เอกสารประกอบการเรี ยน รายวชา ิ การคิดและการสร้างสรรค ์ ทางศ ิลปะ ผู้ช่วยศาสตราจารย์ดร. ปฤณัต นัจนฤตย ์ ปร.ด.(หลักสูตรและการสอน) ค.ม.(ศิลปศึกษา) ศศ.บ.(ศิลปกรรม) คณะมนุษยศาสตร ์ และสังคมศาสตร ์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต 2563
คํานํา เอกสารประกอบการเรียนรายวิชาการคิดและการสร้างสรรค์ทางศิลปะ รหัสวิชา 2013304 ได้เรียบเรียงข ึ้ นอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมเน ื้ อหาสาระรายวิชา ในหมวดวิชาพ ื้ นฐาน เอกสารน ี้ เพ ื่อใช้เป็นเคร ื่ องมือสําคัญของผู้สอนในการใช้ประกอบการสอนของอาจารย์ที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียน มีความรู้ความเข้าใจในเนื้อหา เอกสารเล่มน ี้มีเน ื้ อหาพร้อมภาพประกอบซึ่ งส่วนใหญ่เป็นผลงานของผู้สอนและนักศึกษา รายวิชาน ี้โดยกําหนดการเรียนการสอนไว้ 15 บท ผู้เรียนควรได้ศึกษารายละเอียดแต่ละหัวข้อเร ื่ องท ี่ สอนจากเอกสาร หนังสือ ตํารา หรือส ิ่ งอ ื่ นๆ เพ ิ่ มเติมอีก ผู้สอนได้เรียบเรียงข ึ้ นตามมคอ. 2 ของหลักสูตร จึงหวังว่าเอกสารประกอบการสอนนี้ คง อํานวยประโยชน์ต่อการเรียนการสอนตามสมควร ปฤณัต นัจนฤตย์ 2563
(2)
(3) สารบัญ หน้า คํานํา (1) สารบัญ (3) สารบัญภาพ (5) สารบัญตาราง (7) บทท ี่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการคิด 1 ความหมายของการคิด 1 ความสําคัญของการคิด 2 ประเภทของการคิด 7 บทท ี่ 2 ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการสรางสรรค้ 13 ์ ความหมายของการสร้างสรรค์ 13 ความสําคัญของการสร้างสรรค์ 15 ประเภทของการสร้างสรรค 19 ์ บทท ี่ 3 จิตนาการและแรงบันดาลใจ 23 ความหมายของจิตนาการและแรงบันดาลใจ 23 ความสําคัญของจิตนาการและแรงบันดาลใจ 25 ลักษณะของจิตนาการและแรงบันดาลใจ 27 บทท ี่ 4 การคิดอยางเป ่ ็นระบบ 33 ความหมายของการคิดอย่างเป็นระบบ 33 ลักษณะของการคิดอย่างเป็นระบบ 35 ประเภทของการคิดอย่างเป็นระบบ 38 การคิดอย่างเป็นระบบกับการสร้างสรรค์ทางศิลปะ 47 บทท ี่ 5 การคิดขนส ั้ ูง 53 ความหมาย แนวคิดและทฤษฏีพื้นฐานของการคิดข ั้ นสูง 53 ประเภทของการคิดข ั้ นสูง 55 การคิดอย่างเป็นข ั้ นสูงกับการสร้างสรรค์ทางศิลปะ 59 บทท ี่ 6 ความสามารถในการสรางสรรค้ 57 ์ ความสามารถในการสร้างสรรค์ 57 ความสามารถในการสร้างสรรค์ทางศิลปะ 60 กระบวนการสร้างสรรค์ 63 บทท ี่ 7 การคิดและการสรางสรรค้ทางว์ ิจิตรศลปิ 67 ์ ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการคิดและการสร้างสรรค์ทางวิจิตรศิลปะ 67 การคิดและการสร้างสรรค์จิตรกรรม ประติมากรรม และ สถาปัตยกรรม 70
(4) หน้า บทท ี่ 8 การคิดและการสรางสรรค้ ทางประย ์ุกต์ศิลป์ 79 ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการคิดและการสร้างสรรค์ทางประยุกต์ศิลป์ 79 การคิดและการสร้างสรรค์มัณฑนศิลป์ หัตถศิลป์และพาณิชยศิลป์ 84 บทท ี่ 9 การศึกษาข้อมูลพ ื้นฐานในการคิดและการสรางสรรค้ 99 ์ ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการศึกษาข้อมูลพ ื้นฐานในการคิดและการสร้างสรรค์ 99 การนําการศึกษาข้อมูลพ ื้นฐานในการคิดและการสร้างสรรค์ไปใช้ 103 บทท ี่ 10 การออกแบบผลงานศลปะสร ิ ้างสรรค 113 ์ ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการออกแบบผลงานศิลปะสร้างสรรค์ 113 การนําการกระบวนการออกแบบไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ 115 บทท ี่ 11 การสรางต้ ้นแบบผลงานศิลปะสร้างสรรค 125 ์ ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการสร้างต้นแบบผลงานศิลปะสร้างสรรค์ 125 การนํากระบวนการสร้างต้นแบบไปใช้สร้างสรรค์ผลงานศิลปะ 127 บทท ี่ 12 การบรรยายและวิเคราะหผลงานศ์ ลปะสร ิางสรรค้ 137 ์ ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการบรรยายและการวิเคราะห์ผลงานศิลปะสร้างสรรค์ 137 การนําการบรรยายและการวิเคราะห์ไปใช้กับผลงานศิลปะสร้างสรรค 139 ์ บทท ี่ 13 การนําเสนอผลงานศลปะสร ิางสรรค้ 149 ์ ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการนําเสนอผลงานศิลปะสร้างสรรค์ 149 วิธีการนําเสนอผลงานศิลปะสร้างสรรค์ 150 บทท ี่ 14 การนําผลงานศิลปะสร้างสรรค์ไปใช้ในศลปศ ิ ึกษา 163 ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการนําผลงานศิลปะสรางสรรค้ ์ไปใช้ในศิลปศึกษา 163 กรณีศึกษาผลงานสร้างสรรค์เชิงศิลปศึกษา 165 บทท ี่ 15 การนําผลงานศิลปะสร้างสรรค์ไปใช้เชงเศรษฐกิ ิจสร้างสรรค 171 ์ ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการนําเสนอผลงานเชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 171 กระบวนการสร้างสรรค์เชิงเศรษฐกิจสร้างสรรค์ 175 บรรณานุกรม 181 ภาคผนวก (มคอ. 3) 185
(5) สารบญภาพั ภาพท ี่ หน้า 1.1 ช่วงอายุพัฒนาการของเปียเจท์ 4 1.2 พัฒนาการการคิดของเปียเจท์ 7 3.1 กระบวนการเกิดจินตนาการและแรงบันดาลใจ 28 3.2 ภาพเคร ื่ องร่อนของลีโอนาร์โด ดา วินชี 29 4.1 ภาพจําลองความคิดแบบ Systematic 42 4.2 ภาพจําลองความคิดแบบ Systemic 42 7.1 ภาพวาดลายเส้นด้วยดินสอดํา 70 7.2 ภาพพิมพ์นูนจากวัสดุต่างๆ 71 7.3 งานแกะสลักผกผลไม ั 73 ้ 7.4 ประติมากรรมปูนปั้น แบบนูนต่ํา 74 8.1 เมอเซเดส เบนซ์เอฟ 015 2015 81 8.2 เลขนศิลป์สัญลักษณ์ 12 ราศี 83 8.3 งานหัตถศิลป์ 84 8.4 งานหัตถศิลป์ 91 8.5 หัวโขน 93 9.1 ตัวอย่างแผนภูมิกง 106 9.2 ตัวอย่างแผนภูมิแท่ง 107 9.3 ตัวอย่างตารางเปรียบเทียบ 108 10.1 การผ้าของแพทริเซีย ชีสแมน 122 11.1 ภาพร่างอาวุธของ ลีโอนาโดดาวินชี 128 11.2 ภาพร่างจิตรกรรมฝาผนังของมิเคลลันเจโร 129 11.3 แบบจําลองของการผลิตบรรจุภัณฑ์ยา 130 11.4 กระดาษส ื่ ออารมณ์ของงานออกแบบกราฟิก 133 12.1 ภาพพัทยา 142 14.1 วิธีสอนแบบสรรค์สร้างความรู้กับทัศนศิลป์และการออกแบบ 168 15.1 การสร้างสรรคในระบบเศรษฐก ์ ิจปัจจุบัน 173 15.2 ประเภทอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ 174 15.3 ห่วงโซ่ของสร้างสรรค์ 176
(6)
(7) สารบัญตาราง ตารางท ี่ หน้า 10.1 การวิเคราะห์ขั้นตอนการออกแบบ 119 14.1 ขั้นตอนการสอนกระบวนการคิดสร้างสรรค์ 166 14.2 วิธีการประเมินผลวิธีสอนแบบสรรค์สร้างความรู้กับทัศนศิลป์และการออกแบบ 168
(8)
บทท ี่ 1 ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการคิด การคิดเป็นกระบวนการทางสมองท ี่ เกิดข ึ้นในการเรียนรู้สิ่งต่างๆว่าส ิ่งใดเกิดข ึ้ นอย่างไรสิ่งใด ควรและส ิ่งใดไม่ควรส ิ่งใดมีความสําคัญหรือส ิ่งใดไม่มีความสําคัญเพ ื่ อหาเหตุผลไปใช้ในการเรียนรู้และ การดํารงชีวิตในแง่ต่างๆกระบวนการคิดมีความสําคัญต่อการเรียนรู้การสืบทอดวัฒนธรรมสังคมและการ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตท่านคิดมีด้วยกันหลายประเภทระบบการคิด โดยจุดมุ่งหมายการคิด บางอย่างมีจุดมุ่งหมายและบางอย่างไม่มีจุดมุ่งหมายหากมองกันคิดกับการกระทําการคิดบางอย่างมีผล ต่อการกระทําและการคิดบางอย่างไม่มีผลต่อการกระทํา นอกจากน ี้ การคิดยังสามารถแบ่งออกตาม ทักษะการคิดได้เช่น การคิดวิเคราะห์การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดสร้างสรรค์ การคิดประเมินผล การคิดแก้ปัญหา การคิดบูรณาการ การคิดไตร่ตรอง และการคิดที่รู้จักการคิดของตนเองซ ึ่ งมี รายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ความหมายของการคิด การคิดโดยความหมายทั่วไปที่มีการนําเสนอในกันมามีความหมายตามนักวิชาการต่างๆ ดังน ี้ ฮิลการ์ด (Hilgard ) กล่าวว่า การคิดเป็นพฤติกรรมท ี่ เกิดข ึ้นในสมองอันเน ื่องมาจากการใช้ สัญลักษณ์แทนส ิ่ งของ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ต่าง ๆ บรูโน (Bruno ) กล่าวว่า การคิดเป็นกระบวนการทางสมองท ี่ใช้สัญลักษณ์จินตภาพ ความ คิดเห็น และความคิดรวบยอด แทนประสบการณ์ในอดีต ความเป็นไปได้ในอนาคต และความเป็นจริงท ี่ ปรากฏ การคิดจึงทําให้คนเรามีกระบวนการทางสมองในระดับสูง กระบวนการเหล่าน ี้ได้แก่ ตรรกศาสตร์คณิตศาสตร์ภาษา จินตนาการ ความใส่ใจ เชาวน์ปัญญา ความคิดสร้างสรรค์และอ ื่ นๆ มากาเรต ดับบลิว แมทลิน (Matlin ) กล่าวว่า การคิดเป็นกิจกรรมทางสมอง เป็นกระบวนการ ทางปัญญา ซึ่งประกอบด้วย การสัมผัส การรับรู้การรวบรวม การจํา การร ื้อฟื้ นข้อมูลเก่าหรือ ประสบการณ์โดยที่บุคคลนําข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ เก็บไว้เป็นระบบ การคิดเป็นการจัด รูปแบบของ ข้อมูลข่าวสารใหม่กับข้อมูลเก่า ผลจากการจัดสามารถแสดงออกมาภายนอกให้ผู้อื่นรับรู้ได้ สรุปได้ว่าการคิดเป็นกระบวนการท ี่ เกิดข ึ้นในสมองที่ใช้สัญลักษณ์หรือภาพแทนส ิ่ งของ เหตุการณ์หรือสถานการณ์ต่าง ๆโดยมีการจัดระบบความรู้ข้อมูล ข่าวสารซ ึ่งเป็นประสบการณ์เดิมกับ ประสบการณ์ใหม่หรือส ิ่ งเร้าใหม่ ที่ไปได้ทั้งใน รูปแบบ ธรรมดาและสลับซับซ้อน ผลจากการจัดระบบ สามารถ แสดงออกได้หลายลักษณะ เช่น การให้เหตุผลการแก้ปัญหาต่าง ๆ เน ื่ องจากการคิดเป็น
2 กระบวนการท ี่ เกิดข ึ้นในสมอง เราจึงควรท ี่ จะทราบเก ี่ ยวกับสมอง เช่นโครงสร้างทางสมอง และพิจารณา ว่ามีความสัมพันธ์กับการคิดในลักษณะใดบ้าง ความคิด หมายถึง กิจกรรมทางจิตใจหรือทางปัญญาท ี่ เก ี่ ยวข้องกับจิตสํานึกเฉพาะคน ความคิด ยังอาจหมายถึงกระบวนการคิดหรือลําดับแง่คิด ในทํานองเดียวกัน กรอบความคิด หมายรวมถึง กระบวนการการรับรู้ความรู้สึก จิตสํานึก และจินตนาการ การทําความเข้าใจถึงจุดกําเนิดท ี่เป็น รูปธรรมและนามธรรม กระบวนวิธีและผล ยังคงเป็นเป้าหมายที่นักวิชาการจํานวนมาก เช่น นัก ชีววิทยา นักปรัชญา นักจิตวิทยา และนักสังคมวิทยา ตั้งไว้เน ื่ องมาจากความคิดน ั้นเป็นหลักพื้น ฐานรองรับการกระทําและปฏิกิริยาของมนุษย์ (วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี , 2561) วัชรา เล่าเรียนดี (2556, 4-5) ได้นําเสนอความหมายของทักษะการคิดโดยได้เรียบเรียง แนวความคิดจากนักวิชาการต่างๆตั้งแต่มาเสนอได้ มาร์โซโน เสนอทักษะของการคิดว่าเป็นทักษะในการให้เหตุผลเก ี่ ยวข้องกับงานที่ทําหรือส ิ่ งท ี่ เรียนรู้เพ ื่อแสดงให้รู้ว่าเข้าใจเนื้อหาและการปฏิบัติซึ่งต้องอาศัยคําถามเพ ื่อให้คําตอบท ี่ ตรงตามท ี่ ถาม เดอโบโนได้ความหมายของทักษะการคิดตัวอย่างข้อความว่าเป็นการที่รู้ว่าจะทําอะไรเมื่อไหร่ และพับได้อย่างไรใช้เคร ื่ องมืออะไรบ้างและผลท ี่ได้เกิดข ึ้ นอย่างไร ส่วนบลูม มองทักษะการคิดเป็นส่วนหน ึ่ งของพฤติกรรมการเรียนรู้แบบพุทธิพิสัยหรือเขาอยู่ตรง นั้นท ี่มองเป็นระดับสติปัญญาได้แก่ความรู้ความเข้าใจการนําไปใช้การวิเคราะห์การสังเคราะห์และการ ประเมินค่า ฟิชเชอร์ ได้เสนอแนวคิดเร ื่ องของทักษะในการคิดว่าเป็นการ พี่รู้ว่ารู้อะไรหรือจะรู้ได้อย่างไร หรืออาการรู้ว่าไม่ได้ทําอะไรทําอะไรและทําอย่างไร ซึ่งวัชราเล่า เรียนดีได้สรุปว่าทักษะการคิดคือความสามารถความชํานาญในการคิดทุกประเภท เร ิ่ มต ั้ งแต่ความสามารถในการจัดการกับความรู้และการนําความรู้ไปใช้ การคิดวิเคราะห์การคิด สังเคราะห์และการประเมิน การคิดแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณ และการคิดสร้างสรรค์ พัฒนาการในด้านการคิดน ั้ นความคิดพ ื้ นฐาน เปียเจท์ได้มองการคิดที่สัมพันธ์กับสติปัญญา ของคนน ั้ นคือความสัมพันธ์ของคนกับส ิ่ งแวดล้อม โลกหรือส ิ่ งแวดล้อมนี้มีการจัดระบบเอาไว้โดยมี กฏเกณฑ์ของตัวมันเอง เด็กจะเป็นผู้คิดค้นหากฎเกณฑ์เหล่านี้ว่าเป็นอย่างไร ตัวอย่างเช่น เด็กได้พบกฎ แรงโน้มถ่วงของโลกด้วยการปล่อยของให้หลุดจากมือหลายๆครั้ง ผลท ี่ เกิดข ึ้ นก็คือ เด็กทุกคนจะ สร้างสรรค์และปรุงแต่งโครงสร้างความคิดของเขาข ึ้ นมาตามวัยวุฒิของเขา ถ้าเราเอาแท่งไม้สี่เหล ี่ ยม ลูกบาศก์สีเหลืองให้เด็กดูเด็กจะตีความหมายรูปร่างส ิ่ งของเหล่าน ี้ แตกต่างกันไปตามอายุของเขา เด็ก ต เดือนจะเห็นแต่ของอย่างหน ึ่งเป็นสีเหลือง(รับรู้ได้แต่สี) แต่ถ้าเด็ก 9 ขวบจะเห็นว่าเป็นแท่งไม้สี่เหล ี่ ยม
3 (รูปร่าง) สีเหลือง(สี) เพราะโครงสร้างของทั้ง 2 รุ่นแตกต่างกัน เม ื่ อรับข้อมูลจากส ิ่ งแวดล้อมเข้าไปแล้ว ก็จะเอาเข้าไปจัดระบบความคิดต่างกัน จากการสังเกตเด็ก เปียเจท์ได้แบ่งออกเป็น 4 ขั้นคือ ภาพท ี่ 1.1 ช่วงอายุพัฒนาการของเปียเจท์ เก ี่ ยวกับข ั้ นตอนเหล่าน ี้ เปียเจท์และนักวิจัยต่างๆ ได้พบว่า เด็กเกือบทุกชาติทุกภาษาจะมี ลําดับข ั้ นตอนเหล่าน ี้ เหมือนกัน คล้ายๆกับพัฒนาการทางร่างกาย เช่น ต้องนอนหงายแล้วจึงคว่ํา คืบ คลาน นั่ง ยืน แล้วสุดท้ายก็คือเดิน แต่ความเร็วช้าในแต่ละข ั้ นจะข ั้ นอยู่กับส ิ่ งแวดล้อมทางวัตถุและทาง สังคม ตัวอย่างของส ิ่ งแวดล้อมทางวัตถุเช่นมีงานวิจัยพบว่า เด็กลูกช่างปั้ นหม้อที่ต้องทํางานปั้ นหม้อดิน ช่วยพ่อแม่จะมีพัฒนาการเก ี่ ยวกับความเข้าใจเรื่องมวลสารได้เร็วกว่าเด็กท ั่วไป ตัวอย่างส ิ่ งแวดล้อมทาง สังคม เช่น ประเพณีเล ี้ ยงลูกแบบไม่ชอบให้ลูกซน ผูกขาลูกใว้กับเปล เด็กก็หมดโอกาสที่ จะสํารวจและ ทําความรู้จักกับส ิ่ งแวดล้อม ขั้นพัฒนาการทางความคิด ความเข้าใจตามทฤษฎีของ เปียเจท์ ขั้นท ี่ 1 Sensori-Mortor Stage (ตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 8 เดือน) ส่วนมากเรามักไม่ค่อยคิดถึงว่า ในขั้ นน ี้ เด็กได้มีพัฒนาการทางสติปัญญาแล้ว แต่ในความจริงข ั้ นน ี้เป็นข ั้ นที่สําคัญที่สุด เพราะเป็นข ั้ นท ี่ ลงรากฐานใว้ให้ขันต่อไป เหมือนการลงเสาเทคอนกรีตสําหรับจะสร้างฝาและหลังคาบ้าน เปียเจท์คิดว่า สติปัญญาน ั้ นจะพัฒนาการจากข ั้ นแรกท ี่ พฤติกรรมเป็นรูปธรรม มองเห็นได้ง่าย เร ื่อยไปจนกระทั่ งต่อมา จึงได้ซึมลงไปอยู่ในจิตใจ ทําให้มองไม่เห็นลักษณะเป็นนามธรรมและซับซ้อนมากขึ้น ขั้นน ี้ เด็กพัฒนาการมาจากปฏิกิริยาสะท้อนง่ายๆ 2-3 อย่างไปจนถึงการทํางานประสานกัน ระหว่างอวัยวะหลายๆส่วนของร่างกาย(ที่สัมคัญคืออวัยวะรับสัมผัส เช่น ตา หูปาก กับอวัยวะมอเตอร์ เช่น กล้ามเนื้อ แขน ขา) ตามช ื่ อของข ั้ นพัฒนาการ และท ี่ เราเรียกช ื่ อข ั้ นนี้ว่าอย่างนี้ก็เพราะกิจกรรม และการตัดสินใจของเด็กเป็นไปตามอวัยวะรับสัมผัส
4 เม ื่ อแรกเกิดนั้น เด็กยังไม่รู้เลยว่า เขากับโลกแยกกันเป็นคนละอย่าง สิ่งแรกท ี่ เขาเรียนก็คือ เขาและโลกเป็นคนละส่วน ต่อจากน ั้ นก็เร ิ่ มเรียนการทํางานประสานกันของอวัยวะต่างๆ เช่นพฤติกรรม การฉวย (grasping behavior) เร ิ่ มรู้ถึงความมีอยู่ของวัตถุเช่นขวดนม ถึงแม้ขวดนมจะซ่อนอยู่หลัง หมอน ขวดนมก็ยังอยู่ แม้จะไม่ปรากฏในสายตา(ในระยะแรกเกิดใหม่ๆเด็กจะคิดว่าของท ี่ไม่ปรากฏใน สายตาก็ไม่มีอยู่แล้ว)และเรียนรู้ว่าขวดนมกับตัวเขาไม่ใช่สิ่งเดียวกันถึงแม้ว่าเขาจะเอามันมาดูดอยู่ใน ปากก็ตาม และเม ื่ อถึงตอนปลายของขั้ นน ี้ เด็กก็จะสามารถสร้างภาพของวัตถุให้ปรากฏในความคิดของ เขาได้โดยไม่ต้องมีวัตถุปรากฏ ตอนน ี้ พฤติกรรมของเขาเร ิ่มไม่ได้เปิดเผยออกมาทุกอย่างแล้ว บางอย่าง จะซุกซ่อนอยู่ในใจในความคิดของเขา ขั้นท ี่ 2 Preoperational Period ( 2 เดือนถึง 7 ปี ) คําว่า " Preoperation " หมายถึงขั้น การเรียนสัญลักษณ์ที่สําคัญคือภาษาท ี่ใช้ในการสื่ อสาร ขั้นน ี้ เด็กจะสนุกมากกับการเล่นกับสัญลักษณ์ เช่น การเล่นสมมติเล่นตุ๊กตา เล่นขายของ พูดโทรศัพท์เร ิ่ มมีการเรียนแบบพ่อแม่เด็กคนอื่น หรือจาก ทีวี ในระยะน ี้ เด็กจะมีลักษณะถือตนเองเป็นศูนย์กลาง (ego centric) จะไม่เข้าใจคนอื่นมากไปกว่า ตัวเอง ไม่สามารถเข้าใจในความคิดของคนอ ื่นได้เพราะเขาไม่รู้ด้วย ซ้ําว่าคนอ ื่ นก็มีความคิดเหมือนกัน เรามาลองดูตัวอย่างเด็ก ๒ คนในวัยนี้คุยกัน หนูแดง : เรากําลังจะไปบ้าคุณย่ากันละ หนูเล็ก : ย่าฉันก็มีลูกหมาด้วย หนูแดง : คุณพ่อกับคุณแม่ของฉันจะไปบ้านคุณย่าอาทิตย์นี้ หนูเล็ก : ลูกหมาของคุณย่ามันช ื่ ออ้ายนิ่ม หนูทั้งสองคนน ี้ พูดกัน ก็จริงแต่ไม่ได้คุยกัน ต่างคนต่างก็พูดเร ื่ องของตัวเอง (เราเองก็คงรู้ว่า ผู้ใหญ่บางคนก็พัฒนาความคิดมาได้ถึงข ั้ นน ี้ เหมือนกัน เราอาจจะเห็นผู้ใหญ่ 2 คนพูดกันแต่เป็นคนละ เร ื่ องกันเลย เหมือนกับคําพังเพยที่ว่า ถามว่าไปไหนมา ตอบว่าสามวาสองศอก) เด็กวัยน ี้ เร ิ่ มเรียนรู้ เร ื่ อง กาละ เทศะ ปริมาณ และเร ื่ องสาเหตุกับผลลัพธ์แต่ก็ยังไม่เข้าใจไปถึงตรรกวิทยาของกฎเกณฑ์ เหล่าน ี้ เช่น เด็กอาจจะนับ 1 3 7 10 ได้แต่ก็ไม่รู้ว่าทําไม อันนี้จึงไม่นับตามลําดับ 1 2 3 4 และเด็ก รับรู้ลักษณะของส ิ่งของได้ทีละอย่าง เช่น จะบอกเราว่า แท่งลูกบาศก์นั้นจะต้องเป็นสีเหลืองหรือไม่ก็ ต้องบอกได้ว่า ของอย่างเดียวจะมีทั้ง 2 คุณลักษณะคือท ั้ งสีและขนาดอยู่ด้วยกันได้อย่างไร
5 ขั้นท ี่ ๓ Concrete Operational Period (8 ปีถึง 11 ปี) ขั้นน ี้ เด็กเร ิ่ มเรียนตรรกวิทยาของ เร ื่ อง กาลเวลา สถานท ี่ สาเหตุและผลลัพธ์ที่ค้างเอาใว้จากข ั้ นก่อน เช่น สามารถแยกของที่มีขนาดและ สีเหมือนกันออกเป็นกลุ่มๆได้และมีความเข้าใจว่า ของอย่างหน ึ่ งมีหลายๆคุณสมบัติรวมกันอยู่ได้ และตอนน ี้ แม้แต่ความคิดของเขาก็มีตรรกวิทยาแล้ว เขาสามารถคิดอยู่ในหัวสมองได้และคิด กลับไปกลับมาในความคิดได้การทดลองอันมีชื่อเสียงของ เปียเจท์ก็คือเร ื่ องหลักอนุรักษ์ (Conservative) จากข้อเท็จจริงที่ว่า มวลและน ้ํ าหนักปริมาตรจะคงท ี่ ถึงแม้จะเห็นในรูปร่างต่างๆ ด้วย วัยน ี้ จะพัฒนาความคิดอนุรักษ์ไปได้จนถึงข ั้ นอนุรักษ์น้ําหนัก เปียเจท์ได้ทดลองเทน ้ํ าจากแก้วอ้วนเตี้ย ไปใส่แก้วรูปร่างผมสูง ซึ่งจะทําให้ระดับน ้ํ าสูงขึ้น เด็กท ี่ไม่มีความสามารถในการอนุรักษ์จะตอบว่า น้ําใน แก้วท ั้งสองไม่เท่ากัน ในแก้วใบผอมสูงจะมีน้ํามากกว่า ท่านจะประหลากใจถ้าลองทํากับเด็กดูและท่าน เองก็อาจจะไม่รู้ตัวว่าเม ื่อเป็นเด็กท่านเองก็เป็นเช่นน ี้ เหมือนกัน เด็กในขั้ นน ี้ จะพยายามทําความเข้าใจในเรื่ องตรรกวิทยา เขาจะทําได้เม ื่อปลดปล่อยความคิด ให้เป็นอิสระได้โดยไม่ต้องพ ึ่งปรากฏการณ์ที่เห็น การตัดสินใจของเด็กจะต้องเป็นไปตามความคิดที่มี เหตุมีผล ไม่ใช่ตัดสินใจไปตามปรากฏการณ์ที่อาจจะหลอกตาได้(พูดง่ายๆคือเช ื่ อด้วยการคิดอย่างมี เหตุผล ไม่ใช่เช ื่ อตามท ี่ ตาเห็น ดังตัวอย่างการเทแก้วใส่น้ําสองใบที่ ยกตัวอย่างข้างต้น) แต่วิธีคิดของเด็ก ก็ยังจํากัดมาก เด็กยังไม่สามารถเอาอดีตมาสอนปัจจุบันได้เพราะประสบการณ์ยังน้อย ยังไม่สามารถ สรุปบทเรียนได้ดังน ั้ นจึงยังไม่อาจคิดเร ื่องนามธรรมได้แต่ยังคงมีคําตอบเพียงทางเดียวสําหรับปัญหา หนึ่งๆไม่อาจแสดงทางเลือกหลายๆทางให้กับปัญหาอันเดียวได้ ขั้นท ี่ 4 Formal Operational Period ( 11 ปีถึง ผู้ใหญ่ ) ตามทฤษฎีของ เปียเจท์ขั้นน ี้เป็น ขั้นสูงสุดทางความคิดของมนุษย์แต่ไม่จําเป็นว่าคนทุกคนจะต้องพัฒนามาได้ถึงข ั้ นน ี้ลักษณที่สําคัญของ ขั้นนี้ก็คือ การคิดแบบนามธรรมไม่ติดอยู่กับของจริงท ี่ปรากฏ ตัวอย่างท ี่ เห็นได้ชัดก็คือ คณิตศาสตร์ บริสุทธ ิ์ และตรรกวิทยาท ี่เป็นเร ื่ องของสัญลักษณ์ล้วนๆไม่เก ี่ ยวข้องกับโลกแห่งความจริง การคิดแบบ Formal คือ มีระบบระเบียบแบบแผนน ี้ บางทีเรียกว่าการคิดแบบวิทยาศาสตร์เม ื่ อมีปัญหาหน ึ่ งเด็กจะ หาทางออกได้มากมายหลายทาง และทําการตรวจสอบอย่างมีระบบระเบียบได้ทีละขั้น เปรียบเสมือนผู้ พิพากษาใช้ในการตัดสินคดี สรุป ความฉลาดตามความคิดของ เปียเจท์นี้ต่างจากความฉลาดท ี่ คนท ั่ วๆ ไปคิดถึงในเชิงมาก น้อย แต่ เปียเจท์คิดว่าความฉลาดคือกระบวนการค้นพบของปัจเจกบุคคล การประยุกต์ใช้เรา สามารถจัดส ิ่ งแวดล้อมให้เด็กได้พัฒนาโดยดูจังหวะทางธรรมชาติของเด็กเช่นขั้น Sensori Motor ก็จัด
6 ให้เด็กได้มีโอกาสสํารวจส ิ่ งแวดล้อมทางวัตถุมากๆข ั้ นภาษาก็ให้โอกาสเด็กได้ฝึกถาม-ตอบ ขั้น Concrete ก็สอนวิธีการตรรกวิทยา ขั้น formal ก็สอบความคิดท ี่เป็นนามธรรมให้ดังภาพท ี่1.2 ภาพท ี่ 1.2 พัฒนาการการคิดของเปียเจท์ ที่มา: https://www.smore.com/pzwxb-my-smore-flyer จากท ี่ กล่าวมาสรุปได้ว่า การคิด หมายถึงกระบวนการทางสมองในการสร้างสัญลักษณ์หรือภาพ ให้ปรากฏในจิตใจ ก่อให้เกิดแนวทางปฏิบัติสําหรับพฤติกรรมท ั้งภายในและภายนอก ทักษะการคิด หมายถึงความสามารถในการได้แสดงออกมาหรือพฤติกรรมในการใช้ความคิด ซึ่งแต่ละคนทักษะการคิดจะแตกต่างกันข ึ้ นอยู่กับว่าแต่ละคนน ั้นได้พัฒนาการใช้ความคิดมากน้อย เพียงใด ซึ่งเก ี่ ยวข้องกับพฤติกรรมกระบวนการฝึกฝนเรียนรู้สติปัญญาและพัฒนาการในด้านต่างๆ 2. ความสําคัญของการคิด ความสําคัญของการคิด ดิวอ ี้ได้ให้แนวคิดเก ี่ ยวกับการคิดว่าเป็นส ิ่ งที่มีคุณค่า เพราะการคิดช่วย ให้คนได้มองเห็นภาพปัญหาต่าง ๆ ในอนาคตซึ่ งจะช่วยให้บุคคลได้คิดหาแนวทางในการหลีกเล ี่ ยงหรือ ป้องกันได้และการคิดช่วยขยายความหมายของส ิ่ งต่างๆ ในโลกได้และผลกระทบท ี่ อาจเกิดข ึ้ นจากการ คิดคือ คนจะมีการปฏิบัติหรือการกระทําตามท ี่ เขาคิดถึงแม้ว่ามันจะถูกหรือผิดก็ตามเน ื่ องจากการคิดมี พลังอํานาจ จึงต้องการการควบคุมโดยได้แนะนําวิธีการทางวิทยาศาสตร์ในการช่วยรักษาความคิดให้ เป็นไปอย่างถูกต้องโดยมีการควบคุมเงื่อนไขภายใต้การสังเกต และการสรุปความคิดตามสิ่งท ี่ เกิดข ึ้ นและ ได้มีการทบทวนแนวคิดโดยกล่าวว่า สิ่งที่บุคคลรู้จะเป็นส ิ่ งท ี่ กระตุ้นให้เกิดกระบวนการคิดคร ั้ งแรกแล้ว
7 จึงนําไปสู่การคิดในสิ่ งอ ื่ นๆซ ึ่ งก่อให้เกิดความสมบูรณ์ของกระบวนการคิดนั้น เน ื่ องจากการคิดมีอิทธิพล อย่างมากจากกิเลสท ี่ อยู่ภายในตัวบุคคล และสังคม โดยมีความสําคัญในด้านต่าง ๆ ดังน ี้ 1. การคิดเป็นลักษณะของบุคคลและทักษะชีวิตการคิดช่วยส่งเสริมความสามารถในการ ดํารงชีวิตอยู่ให้สงบสันติและเกิดการเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วในการเรียนรู้และเกิดการเปลี่ยนแปลง จากภายใน 2. การคิดเป็นการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตเป็นการคิดช่วยทําให้คนสามารถเรียนรู้ได้ด้วย ตนเองผ่านวิธีการหรือกระบวนการต่างๆทั้งการใช้วิจารณญาณและการสร้างสรรค์เพ ื่อให้เกิดส ิ่ งต่างๆ 3. การคิดช่วยแสวงหาความรู้ในโลกที่เปลี่ยนแปลงสามารถใช้ในการวิเคราะห์สังเคราะห์ ประเมินค่าส ิ่ งต่างๆท ี่ เกิดข ึ้ นว่าเหมาะสมและมีคุณค่าในความดีอย่างไรและสามารถปฏิบัติได้อย่างไรเพื่อ การสร้างสรรค์สังคม 4. การคิดมีความสําคัญต่อการทํางานของสมองซีกซ้ายและขวาช่วยให้เกิดพัฒนาการของ สมองเพ ื่ อการเรียนรู้และการจัดการองค์ความรู้ต่างๆท ี่ เกิดขึ้น 5. การคิดเป็นทักษะอันสําคัญที่ช่วยส่งเสริมในการแก้ปัญหาการร่วมมือการและการสร้างสรรค์ สิ่งต่างๆ 3. ประเภทของการคิด ประเภทของการคิดมีลักษณะการแบ่งประเภทได้หลากหลายท ั้งในแง่ของสังคมจิตวิทยาและ การมองโลกโดยทั่วไปคือการส่งเสริมทักษะชีวิตยังมีรายละเอียดต่อไปนี้ การคิดแบ่งตามจุดมุ่งหมายออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) การคิดอย่างมีจุดมุ่งหมาย 2) การคิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย การคิดอย่างมีจุดมุ่งหมาย เป็นการคิดท ี่ หาเหตุผล สามารถนําไปใช้ในการแก้ปัญหาอยู่ในรูป ของกระบวนการ เป็นการคิดอย่างมีระบบ มีเหตุผล เป็นวิทยาศาสตร์ การคิดอย่างไม่มีจุดมุ่งหมาย คือการคิดเล ื่ อนลอย คิดเพ้อฝัน ไม่มีจุดหมาย ไม่มีขอบเขต เป็น การคิดแบบคล้อยตามส ิ่ งเร้า การแบ่งประเภทของการคิดและการกระทํา ในโลกของสังคมมนุษย์ความคิดและการกระทํา ของบุคคล สามารถแบ่งออกได้เป็น 4 ประเภทด้วยกัน คือ ประเภทที่ 1 คิดและทํา
8 ประเภทที่ 2 คิดแต่ไม่ทํา ประเภทที่ 3 ทําแต่ไม่คิด ประเภทที่ 4 ไม่คิด ไม่ทํา ประเภทที่ 1 คิดและทํา บุคคลประเภทนี้จะเป็นนักคิด และลงมือปฏิบัติคือ เป็นผู้ที่มีความคิด สร้างสรรค์คิดวิเคราะห์ปัญหาเป็น มีหลักการ มีอุดมการณ์และมีความเป็นนักวิชาการอยู่ในตนเอง ผู้ที่ เป็นนักปฏิบัติคือ ผู้ที่มีความพรอ้อมในการทํางานหรือลงมือกระทําตามความรับผิดชอบอย่างเต็มท ี่ และ รับผิดชอบทุกข ั้ นตอนของการทํางาน ประเภทที่ 2 คิดแต่ไม่ทํา บุคคลประเภทนี้จะเป็นนักคิดแต่ไม่ลงมือปฏิบัติเหตุผลของการไม่ ปฏิบัติของแต่ละบุคคล แตกต่างกันออกไป บางคนไม่กระทําเพราะไม่มีบทบาทหน้าท ี่ บางคนไม่กระทํา เพราะไม่เห็นด้วยกับแนวคิด บางคนไม่กระทําเพราะไม่มีกําลังใจ ท้อแท้และไม่เห็นความสําคัญของงาน บางคนไม่ทําเพราะไม่มีโอกาสที่ จะกระทํา และบางคนไม่ทําเพราะเป็นค่านิยมส่วนบุคคลท ี่ ชอบความ สะดวกสบาย ประเภทที่ 3 ทําแต่ไม่คิด บุคคลประเภทน ี้เป็นนักปฏิบัติที่กระทํา แต่ไม่มีโอกาสใน การมีส่วน ร่วมแสดงความคิดเห็นเสนอแนะ กําหนดนโยบาย และแนวทางการปฏิบัติงาน หรืออาจจะเป็นบุคคลท ี่ ชอบทํางานตามกฎระเบียบข้อบังคับ หรืองานประจํา จนเกิดความเคยชิน และไม่เกิดความคิด สร้างสรรค์ ประเภทที่ 4 ไม่คิด ไม่ทํา บุคคลประเภทน ี้จะไม่เป็นทั้ง นักคิดและนักปฏิบัติสาเหตุอาจเกิด จากค่านิยมส่วนบุคคล หรืออาจเกิดจากบุคคลประเภทที่ 2 คือ คิดแต่ไม่ทํามาก่อน เม ื่ อเวลาผ่านไป นานๆ เข้า ความคิดเร ิ่ มถดถอยหมดกําลังใจที่จะคิดตอ่ ไปจนกลายสภาพมาเป็นบุคคลท ี่ไม่คิด ไม่ทํา การแบ่งประเภทตามลักษณะขบวกลบ เปรียบเทียบการคิดทางบวกกับการคิดทางลบ การคิดทางบวก + มองโลกในแง่ดี + เอ ื้อเฟื้ อเผือแผ่ + การให้อภัย + การคิดสร้างสรรค์ + ความศรัทธาในศาสนา
9 + ฯลฯ การคิดทางลบ - นินทาว่าร้าย - อิจฉาริษยา - คิดระแวง - คิดเผด็จการ - เห็นแก่ตัว - ฯลฯ การคิดที่ทําให้เกิดผลดีต่อสังคม สิ่งท ี่ ควรจะเร ิ่มเป็นอันดับแรกก็คือ การคิดดีซึ่งเป็น การคิดท ี่ เป็นประโยชน์สามารถ อยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ทักษะการคิดแบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 1) ทักษะการคิดพ ื้ นฐาน แบ่งออกเป็น - ทักษะการส ื่ อความหมาย เป็นทักษะในการรับสารมาแล้วสามารถท ี่ จะจดจําแล้วตีความ เพ ื่ อนํามาเรียบเรียงและถ่ายทอดความคิดของตนให้คนอ ื่นได้ - ทักษะการคิดท ี่เป็นแกน เป็นทักษะการคิดที่จําเป็นต้องใช้อยู่เสมอในการดํารงชีวิต เช่นการ สังเกต การสํารวจ การถามและการตีความ เป็นต้น 2) ทักษะการคิดข ั้ นสูงหรือทักษะการคิดซับซ้อน เป็นทักษะการคิดที่ต้องอาศัยทักษะในการสื่ อความหมายและทักษะการคิดเป็นแกนหลายๆ ทักษะในแต่ละข ั้ นจะพัฒนาได้เม ื่ อผู้เรียนได้ผ่านการพัฒนาทักษะการคิดพ ื้ นฐานจนชํานาญแล้ว วัชรา เล่าเรียนดี (2556, 7-12) ได้เสนอทักษะการคิดออกเป็นแบบต่างๆที่สําคัญท ั้ งหมด 8 รูปแบบได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking Skills) ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking Skills) ทักษะการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking Skills) ทักษะการประเมินผล (Evaluative Thinking Skills) ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving Thinking Skills) ทักษะการคิดบูรณาการ (Integrative Thinking Skills) ทักษะการคิดไตร่ตรองและสะท้อนคิด (Introspective and reflective Thinking Skills) ทักษะการรู้จักการคิดของตนเอง (Meta cognitive Thinking Skills)
10 ทักษะการคิดวิเคราะห์ (Analytical Thinking Skills) หมายถึงความสามารถในการแยกหรือ ย่อยความคิดปรากฏการณ์ต่างๆท ี่ เกิดข ึ้ นเพ ื่ อหาข้อโต้แย้งและความแตกต่างของส ิ่ งของสองอย่างโดยใช้ วิธีการระบุวิธีการศึกษาและการวิเคราะห์ผลการศึกษา ทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ (Critical Thinking Skills) หมายถึง ความสามารถในการคิด ว่าจะเช ื่ อหรือไม่เช ื่อปฏิบัติหรือไม่ปฏิบัติตามหลักการเหตุผลการคิดอย่างมีวิจารณญาณน ั้ นรวมถึงการ คิดวิเคราะห์สังเคราะห์และประเมินค่าตามหลักของพุทธิพิสัยของบลูม การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็น การคิดที่สําคัญที่ช่วยส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้อย่างต่อเน ื่ องตลอดชีวิต ทักษะการคิดสร้างสรรค์ (Creative Thinking Skills) คิดสร้างสรรค์คือ ความสามารถในการ คิดหลากหลายท ี่แปลกใหม่สามารถคิดแยกออกจาก 1 เร ื่องออกไปในรูปแบบที่ไม่ซ้ํากันส่วนใหญ่แล้ว จะเกิดผลต่องานศิลปะการออกแบบการผลิตส ิ่ งต่างๆรวมถึงการนําเสนอส ิ่งแปลกใหม่และนวัตกรรม ให้กับคนในสังคม ทักษะการประเมินผล (Evaluative Thinking Skills) ทักษะการคิดในการประเมินผลเป็น ความสามารถได้การหาจุดเด่นจุดด้อยจุดแข็งจุดอ่อนท ี่ เกิดข ึ้ นกับผลงานหรือวัตถุต่างๆรวมถึงพฤติกรรม และการแสดงออกเพ ื่อเปรียบเทียบหาวิธีการในการปรับปรุงหรือแนวทางในการแก้ไขปัญหาส ิ่งใหม่ๆ ทักษะการแก้ปัญหา (Problem Solving Thinking Skills) หมายถึง ความสามารถในการ เข้าใจปัญหาและการมองสาเหตุของปัญหาต่างๆอย่างเป็นระบบข ั้ นตอนอาจจะต้องใช้การคิดวิเคราะห์ สังเคราะห์พัฒนาเพ ื่ อการตัดสินใจหาเหตุผลมารองรับส ิ่ งที่ตัดสินใจ ทักษะการคิดบูรณาการ (Integrative Thinking Skills) คือ ความสามารถในการสังเคราะห์ ชนิดต่างๆจากข้อมูลใหม่ๆเพ ื่ อยกระดับของส ิ่ งที่คิดข ึ้นให้เกิดเป็นแนวคิดทฤษฎีสิ่งหน ึ่ งส ิ่งใดที่ถูกหลอม รวมอย่างดีเพ ื่ อนําไปใช้ประโยชน์ให้เกิดข ึ้นได้ ทักษะการคิดไตร่ตรองและสะท้อนคิด (Introspective and Reflective Thinking Skills) หมายถึงความสามารถในการทบทวนความคิดการปฏิบัติหรือผลจากการคิดเช ื่อมโยงกับประสบการณ์ ต่างๆและถ่ายทอดออกมาเป็นข้อความคําพูดหรือส ิ่ งท ี่ แสดงผลจากการทบทวนความคิดน ั้ นๆซ ึ่ งมีผลต่อ การแก้ไขปรับปรุงการปฏิบัติงานต่างๆ ทักษะการรู้จักการคิดของตนเอง (Meta Cognitive Thinking Skills) เป็นความสามารถในการ คิดที่รู้เท่าทันความคิดของตนเองหรือสามารถทบทวนความคิดของตนเองออกมาว่าตนเองมีวิธีการคิด อย่างไรมีลักษณะวิธีการกระบวนการแบบใดเพื่ อหาจุดอ่อนจุดเด่นของตนเองในวิธีการคิดและการ พัฒนาความคิดในระบบต่อไป
11 สรุป การคิดเป็นจุดเร ิ่ มต้นของการสร้างสรรค์สิ่งท ั้งปวง เพราะการคิดเป็นพ ื้ นฐานท ี่ เกิดจากการท ี่ สมองซีกซ้ายขวามีกระบวนการทํางานทักษะการคิดสามารถสอนได้ให้เกิดพัฒนาและมีคุณภาพย ิ่ งขึ้น ดังน ั้ นการคิดโดยวิธีการต่างๆ จึงเป็นเคร ื่ องมือในการเรียนรู้ในการสร้างสรรค์และในการหาทางออกใน ปัญหาต่างๆ การคิดที่ดีจะต้องประกอบไปด้วย จุดหมาย ผลในการปฏิบัติ และกระบวนการท ี่เป็นระบบ สามารถย้อนกลับไปตรวจสอบความคิดต่างๆ นั้นได้ โดยการคิดที่สําคัญประกอบไปด้วย การคิด แยกแยะส ิ่ งต่างๆ อันได้แก่ ทักษะการคิดวิเคราะห์ การคิดสังเคราะห์วิเคราะห์และประเมินคุณค่า อัน เป็นส่วนหน ึ่ งของทักษะการคิดอย่างมีวิจารณญาณ การคิดหาส ิ่งแปลกใหม่เพ ื่ อสร้างสรรค์เป็นส่วนหนึ่ง ของการคิดสร้างสรรค์ การคิดในการรวบรวมเหตุผลเป็นทักษะของการคิดเชิงประเมินผล การคิดท ี่ ใช้ในการหาสมมติฐานวิธีการและการแก้ปัญหา เป็นส่วนหน ึ่ งของการแก้ปัญหาการคิดท ี่ รวบรวมสิ่ง ต่างๆ เพ ื่ อหาข้อสรุปและหาวิธีการใหม่ๆ ซึ่งเป็นส่วนหน ึ่ งของการคิดแบบบูรณาการการคิดท ี่ สะท้อน ความคิดเป็นการคิดท ี่ จะอยากลองพฤติกรรมความเป็นอยู่ในชีวิตประจําวัน และสุดท้ายเป็นส ิ่ งสําคัญ ที่สุดน ั่ นคือทักษะการรู้จักการคิดของตนเองเป็นการเฝ้าระวังความคิดอันอาจจะเก ี่ ยวข้องกับเร ื่ อง คุณธรรมและจริยธรรมค่านิยมต่างๆ ในตัวของมนุษย์ด้วย คําถามทบทวน 1. จงบอกความหมายของการคิด 2. จงบอกความหมายของทักษะการคิด 3. จงยกตัวอย่างประเภทของการคิดต่างๆ มา 3 ลักษณะ 4. จงอธิบายความสําคัญของการคิด 5. จงอธิบายรูปแบบทักษะการคิดต่างๆ
12 เอกสารอ้างอิง ภาษาไทย วิกิพีเดีย สารานุกรมเสรี (2561). ความคิด.[ออนไลน์]. เข้าถึงเม ื่ อวันท ี่ 15 มกราคม 2561. เข้าถึงจาก https://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%84%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%A 1%E0%B8%84%E0%B8%B4%E0%B8%94 วัชรา เล่าเรียนดี. (2556). รูปแบบและกลยทธุ์การจัดการเรียนรู้เพ ื่ อพัฒนาทักษะการคิด. นครปฐม: คณะศึกษาศาสตร์มหาวิทยาลัยศิลปากร. ภาษาอังกฤษ https://www.smore.com/pzwxb-my-smore-flyer. (2018). Piaget's Theory. [Online]. Assessed 15 January 2018. Avilable fromhttps://www.smore.com/pzwxb-my- smore-flyer
บทท ี่ 2 ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการสรางสรรค้ ์ การสร้างสรรค์เป็นส ิ่ งท ี่ มนุษย์แสดงออกมาต ั้ งแต่อดีตกาลจนถึงปัจจุบันมนุษย์นีพัฒนาการสิ่ง ต่างๆจากการสร้างสรรค์มากมายการสร้างสรรค์ช่วยตอบสนองการพัฒนาทางด้านวัฒนธรรมเทคโนโลยี วิถีชีวิตสังคมและการศึกษาการสร้างสรรค์ของมนุษย์เร ิ่ มต้นจากการมีมือซ ึ่ งสามารถตอบสนองต่อการ จับและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้ผลิตเคร ื่ องมือเคร ื่องใช้และการเรียนรู้ถ่ายทอดมันมีเคร ื่ องมือสําคัญคือ ภาษาท ี่ มนุษย์สามารถคิดค้นภาษาข ึ้ นเต็มของกลุ่มชนตนเองในแต่ละภูมิภาคการสร้างสารมีระดับของ การสร้างสรรค์เกิดข ึ้นในแง่ของวัฒนธรรม ตั้งแต่ การประดิษฐ์ การค้นพบ การหยิบยืม การ แลกเปลี่ ยน และการแพร่กระจาย ชนิดด้านการออกแบบและรูปลักษณ์สิ่งต่างๆการสร้างสรรค์ก็มี ประเภท ตั้งแต่การค้นพบส ิ่งใหม่ การริเร ิ่มใหม่ การสังเคราะห์ใหม่ และการดัดแปลงใหม่ ซึ่งเกิดขึ้น จากระดับของการสร้างสรรค์นั่นเองการต ั้ งศาลจะช่วยทําให้มนุษย์สร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่และสามารถ สืบสานความเป็นมนุษยชาตสืิบไปได้โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ความหมายของการสร้างสรรค์ การสร้างสรรค์ศิลปะไม่ว่าจะเป็นวิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์นั้น เป้าหมายสําคัญคือ ความ แปลกใหม่ โดยการสร้างสรรค์นั้นมีการใช้คําว่า การสร้างสรรค์(Creation) และสร้างสรรค์ (Creative) โดยมีความหมายท ี่ใกล้เคียงกันและสัมพันธ์กันท ั้ งสองอย่างต้องอาศัยหลักทางศิลปะมีผู้นําเสนอ ความหมายของกลุ่มคํานี้ดังต่อไปนี้ พจนานุกรมอ็อกฟอร์ดให้ความหมายของคําว่า สร้างสรรค์หรือ Creative (Oxford University, 2009, p.1 7 4 ) ว่ า “using skill or imagination to make or do new things” ซึ่ง หมายถึง การใช้ทักษะหรือจินตนาการในการทําส ิ่งใหม่ต่างๆ พจนานุกรมไทยฉบับทันสมัยและสมบูรณ์ (ฝ่ายวิชาการภาษาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จํากัด (มหาชน) ,2552, น. 1087) ให้ความหมายว่า สร้างสรรค์หมายถึง การทําให้มีขึ้น มักใช้ในทางที่ดีเช่น สร้างสรรค์ผลงาน สร้างสรรค์สิ่งดีงามให้สังคม หรือ มีลักษณะริเร ิ่มในทางที่ดี พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (2556, น.1136) ให้ความหมายของการสร้างสรรค์ว่าเป็น การสร้างให้มีให้เป็นขึ้น มีลักษณะในทางที่ดี
14 สุชาติ เถาทอง (2539, น.59-60) ได้ให้ความหมายของการสร้างสรรค์ว่า เป็นพฤติกรรม อันพึงประสงค์ของมนุษย์ที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงในสิ่งใหม่ๆ การสร้างสรรค์ทําให้เกิดการค้นพบ สิ่งแปลกใหม่ตลอดเวลา ทําให้เกิดความเจริญก้าวหน้าของมนุษยชาติ เพ ื่ อสนองความต้องการอยากรู้ อยากเห็นอยากแสวงหาความรู้เพ ิ่ มพูนประสบการณ์การรู้จักการสร้างสรรค์ของมนุษย์กําเนิดต ั้ งแต่สมัย อดีตกาล โดยการประดิษฐ์เคร ื่ องมือเคร ื่องใช้การสร้างสรรค์ของมนุษย์นี้ทําให้มนุษย์มีความแตกต่าง จากสัตว์อื่นๆ เพราะมนุษย์เป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ชอบค้นคว้าทดลองส ิ่งแปลกใหม่มนุษย์ยอมรับฟัง ความคิดเห็นท ี่ใหม่เสมอและมนุษย์พยามส ั่ งสมความรู้เพ ื่ อความเจริญงอกงาม พีระพงษ์กุลพิศาล (2546, น.18) ได้ให้ความหมายของกระบวนการสร้างสรรค์หรือ Creative process คือ กิจกรรมต่างๆ ที่อยู่ระหว่างตัวกระตุ้นคร ั้ งแรกเม ื่ อสัมผัสคร ั้ งสุดท้ายท ี่เป็นผลงานสมบูรณ์ โดยมีสมองและการกระทํากิจกรรมดังกล่าว สมประสงค์ น่วมบุญลือ (2557, น.7) ได้ให้ความหมายของการสร้างสรรค์โดยการมองการ สร้างสรรค์ใน 3 ลักษณะคือการสร้างสรรค์ในมุมมองความสามารถ (Ability) คือ ความสามารถในการ จินตนาการหรือประดิษฐ์สิ่งใหม่การสร้างสรรค์ในมุมมองของเจตคติ (Attitude) หมายถึง ยอมรับการ เปลี่ยนแปลงและสิ่งแปลกใหม่ทําให้เกิดความปรารถนาในการค้นคิดส ิ่งใหม่ไปในมุมมองท ี่ หลากหลาย การสร้างสรรค์ในมุมมองท ี่เป็นกระบวนการ (Process) หมายถึง การพัฒนาความคิดปฏิบัติไปสู่ผลลัพธ์ ที่พึงประสงค์ทดลองปรับเปลี่ ยน และขัดเกลาผลงานอย่างสม ่ํ าเสมอ ซึ่งสรุปได้ว่าการสร้างสรรค์คือการ ทําให้เกิดส ิ่งใหม่ที่มีเอกลักษณ์เป็นคร ั้ งแรกด้วยความต ั้งใจสามารถมองได้ทั้งในลักษณะของความเป็น เจตคติและกระบวนการ ชลูด นิ่มเสมอ (2557, น.412) ได้ให้ความหมายของการสร้างสรรค์คือ การทําให้เกิดส ิ่งใหม่ขึ้น ในโลกด้วยปัญญาของมนุษย์สิ่งท ี่ สร้างสรรค์ขึ้นน ั้ นต้องมีลักษณะเป็นต้นแบบในทางใดทางหนึ่ง ไม่ซ้ํา กับส ิ่ งที่มีอยู่แล้วกระบวนการสร้างสรรค์เป็นกระบวนการอิสระ ส่วนการสร้างสรรค์ศิลปะ หมายถึง การ สรรหาหรือคิดค้นรูปทรงหรือหน่วยที่มีสาระต่อจุดมุ่งหมายของการสร้างสรรค์และการจัดระเบียบหน่วย นั้นหรือหน่วยเหล่าน ั้นให้เกิดเป็นรูปทรงใหม่มีลักษณะเฉพาะตัวศิลปิน(Individuality) เป็นต้นแบบ (Originality) และมีเอกภาพ จากความหมายท ี่ ยกมาทําให้เห็นว่า การสร้างสรรค์เป็นกระบวนการท ี่ เก ี่ ยวข้องกับการนํา ศิลปะต่างๆ มาสร้างหรือออกแบบให้เกิดเป็นผลงานต่างๆ การสร้างสรรค์กับการออกแบบจึงเป็นส ิ่ งท ี่ สัมพันธ์ต่อเน ื่ องกัน การออกแบบเป็นกระบวนการในการจัดการให้เกิดงานขึ้น ส่วนการสร้างสรรค์ทาง ศิลปะหรือการสร้างสรรค์ความงามน ั้นเป็นกระบวนการของจินตนาการ ความคิด และความริเร ิ่มแปลก
15 ใหม่ให้ผลงานเป็นส ิ่ งท ี่ สวยงามและมีรสนิยมโดยอาศัยหลักการต่างๆ เช่น ทัศนธาตุและหลักการ ออกแบบเป็นพ ื้ นฐาน 2. ความสําคัญของการสร้างสรรค์ ความสําคัญของการสร้างสรรค์หากมองในแง่ผลผลิตของการสร้างสรรค์ที่เข้าไปช่วยตอบสนอง ในแง่มุมของศาสตร์ต่างๆสามารถมองได้ดังต่อไปนี้คือ ความสําคัญต่อสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี วัฒนธรรมและวิถีชีวิต และการศึกษา ดังรายละเอียดต่อไปนี้ ความสําคัญของการสร้างสรรค์ต่อสังคมเป็นส ิ่ งที่ช่วยทําให้สังคมของมนุษย์เจริญก้าวหน้ามี พัฒนาการเป็นการสร้างสรรค์ทั้งส ิ่ งท ี่เป็นตัววัตถุและไม่ใช่ต่อวัตถุ อันได้แก่รูปแบบ ระบบวิถีต่างๆ ที่ ช่วยให้สังคมดําเนินไปอย่างปกติสุข การสร้างสรรค์ช่วยทําให้สังคมหรือมนุษยชาติอยู่ร่วมกันอย่างมี ความสุข เพราะเป็นเคร ื่ องมือท ี่จะใช้ในการช่วยเหลือผู้ที่ได้โอกาส เช่น การออกแบบในลักษณะของ การช่วยเหลือคนพิการท ี่ เรียกว่า Universal Design ซึ่งเป็นการออกแบบอาคารสถาปัตยกรรมหรือกลุ่ม เฟอร์นิเจอร์ถนนให้มีความสอดรับกับการใช้ชีวิตในบริบทของผู้พิการหรือผู้ที่ต้องใช้รถเข็นการ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ก็จะช่วยทําให้วิถีชีวิตของบุคคลต่างๆ เหล่านี้ดีขึ้นคนในสังคมก็จะได้ใช้เวลาของ ตนเองอย่างมีความสุข ความสําคัญของการสร้างสรรค์ต่อเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจ คือ ระบบท ี่ เกิดการผลิตและการ บริโภคให้เกิดกระแสเงินหมุนเวียนเพ ื่อการใช้จ่ายส ิ่ งต่างๆ ดังน ั้ นส ิ่ งท ี่ จะทําให้เกิดการบริโภคได้มากคือ การสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เป็นนวัตกรรมนํามาตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคให้มีความต้องการ ซื้อหามาใช้เพ ื่อให้เกิดความสุขและความสะดวกสบายในการดํารงชีวิต การสร้างสรรค์ในระบบ เศรษฐกิจจึงเป็นส ิ่ งที่สําคัญและมักจะเกิดมูลค่าทางการผลิตในจํานวนมากซ ึ่ งเก ี่ ยวข้องกับการผลิตใน ลักษณะของอุตสาหกรรมศิลปะ การออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบบรรจุภัณฑ์ การออกแบบโลโก้ และพาณิชย์สินอ ื่ นๆ ทั้งน ี้ในระบบเศรษฐกิจปัจจุบันการสร้างสรรค์ถูกรวมเข้ากับระบบเศรษฐกิจ เรียกว่า ระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งเป็นตัวอย่างหน ึ่ งท ี่ เกาหลีใช้ผลิตภาพยนตร์เพ ื่ อส่งออกทําให้เกิด มูลค่าการสร้างสรรค์ภาพยนตร์ในอุตสาหกรรมตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจของประเทศได้มากมาย และเช ื่อมโยงเข้าสู่อุตสาหกรรมด้านอ ื่ นๆ เช่นอุตสาหกรรมท่องเท ี่ ยว การท่องเท ี่ ยวตามรอยซีรีย์ของ เกาหลีเทคโนโลยีด้านการศัลยกรรมที่ทําให้ประเทศเกาหลีมีความโดดเด่นในเรื่ องการทําศัลยกรรม เน ื่ องจากภาพลักษณ์ที่ปรากฏออกไปทางภาพยนตร์ที่ผู้แสดงมีหน้าตาดีและเป็นผลมาจากการ ทําศัลยกรรมเกิดการเดนทางไปทําศัลยกรรมความงามท ี่ เกาหลีอันตอบสนองต่อระบบเศรษฐกิจของ เกาหลีนั่นเอง ดังน ั้ นการสร้างสรรค์ในระบบเศรษฐกิจจึงเป็นส ิ่ งที่ช่วยขับเคล ื่ อนตัวการบริโภคและการ
16 ผลิตให้เกิดข ึ้ นทําให้วงจรของระบบเศรษฐกิจเกิดกระแสการไหลเวียนของเงินและเกิดการพัฒนาเข้าไปสู่ วัฒนธรรมด้านอ ื่ นๆ ความสําคัญของการสร้างสรรค์ต่อเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นส ิ่ งที่สําคัญอย่าง ยิ่งในการพัฒนาและวิวัฒนาการของมนุษยชาติเทคโนโลยีต่างๆ ได้ถูกหยิบยกข ึ้นมาใช้เพ ื่ อพัฒนาสังคม มนุษย์และโลกมนุษย์ให้มีความเจริญก้าวหน้าเพ ื่ อความดํารงอยู่อย่างสงบสันติในอนาคตต่อไป การ สร้างสรรค์ต่างๆ จะถูกกําหนดข ึ้นโดยการใช้เทคโนโลยีเช่นการสร้างสารยานยนต์ที่สามารถขับเคล ื่ อน ได้ด้วยตนเองเพ ื่ อตอบสนองความต้องการของสังคมลดปัญหาการเกิดอุบัติเหตุ เน ื่ องจากมนุษย์มี ความสามารถและมีจิตใจ ดังน ั้ นจิตใจจึงเป็นตัวท ี่ กระทําให้เกิดปัญหาของการขับข ี่ ยานพาหนะรูปแบบ ของยานพาหนะในอนาคตเองก็มีการใช้เทคโนโลยีที่ปรับเปลี่ยนไปมากมาย เช่น ยานพาหนะท ี่ ปรับเปลี่ ยนมาจาก Drone ที่ใช้สื่อสารนําทางผู้ผลิตข ึ้นในประเทศจีน เพ ื่ อการเคล ื่ อนย้ายคนโดย ปราศจากผู้ขับ นอกจากนี้ยังมีเทคโนโลยีอีกมากมายท ี่ เกิดข ึ้นในสังคมปัจจุบันเพ ื่ อรองรับสังคมท ี่ เกิดขึ้น ในอนาคต เช่น เทคโนโลยีหุ่นยนต์ก็จะถูกเข้านํามาใช้ในระบบธุรกิจและอุตสาหกรรมมากย ิ่ งข ึ้ นเพ ื่อให้ เกิดความเท ี่ยงตรงในการผลิตและบริการต่างๆ เทคโนโลยีในอีกแง่หน ึ่ งอาจจะหมายถึงเทคโนโลยีที่เกิด ขึ้นกับภูมิปัญญาด้วยเช่น การใช้ภูมิปัญญาของชุมชนต่างๆ ในการผลิตและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆและ ถ่ายทอดการใช้ภูมิปัญญาในการสร้างสรรค์นั้นมีกระบวนการ ด้วยกันดังน ี้ ประเวศ วะสี (2538, น. 14) การเลือกสารการกล ั่นกรองการลองใช้และการถ่ายทอด ซึ่งเป็นกระบวนการในการสร้างสรรค์ทางด้าน ภูมิปัญญาอันตอบสนองการดํารงชีวิตของคนในท้องถ ิ่ นต่างๆ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า เทคโนโลยี ชาวบ้านเป็นการสร้างสรรค์จากส ิ่ งง่ายๆ จากธรรมชาติรอบตัวและค่อยพัฒนาข ึ้ นเข้าสู่เทคโนโลยีใน ระบบอุตสาหกรรมต่อไป ความสําคัญของการสร้างสรรค์ต่อวัฒนธรรมและวิถีชีวิต วัฒนธรรมของมนุษยชาติที่ เจริญรุ่งเรืองมากกว่าสัตว์ชนิดอ ื่ นคือ การสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงามท ี่ ตอบสนองต่อสังคมและพยายามรักษา สิ่งแวดล้อมให้สอดคล้องกันเพ ื่อการใช้ที่ยั่งยืนและการพัฒนาที่ยั่งยืนวิถีชีวิตจะต้องถูกสร้างสรรค์ขึ้นให้ ปรับเปลี่ยนไปตามยุคสมัย เช่น การใช้โทรศัพท์ที่ใช้ในการต่อต่อส ื่ อสาร แต่เดิมมนุษย์เป็นสร้างสรรค์ โทรศัพท์ในระบบสายและพัฒนาจากระบบสายเป็นระบบไร้สายเช ื่อมโทรศัพท์ในทุกวันนี้มีความสามารถ ในการทําส ิ่ งต่างๆได้มากมาย ทั้งทางด้านการแพทย์ การศึกษา การส ื่อสารและเทคโนโลยีต่างๆ ช่วย ตอบสนองให้วิถีชีวิตของมนุษย์มีความสะดวกสบายมากย ิ่ งขึ้น ซึ่งทําให้เห็นว่าวัฒนธรรมของคนยุคน ี้ จะพัฒนาไปพร้อมกับเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้น นอกจากนี้วัฒนธรรมท ี่เป็นศิลปวัฒนธรรมก็ยังคงมี ความสําคัญที่ช่วยตอบสนองความต้องการของจิตใจถึงแม้ว่าเทคโนโลยีจะพัฒนาไปอย่างไรก็ตามแต่การ สร้างสรรค์ประเพณีขนบธรรมเนียมและวิถีชีวิตอันเป็นวัฒนธรรมของกลุ่มตนยังคงจะได้รับการรักษาสืบ ทอด เพราะส ิ่ งน ั้นเป็นส ิ่ งท ี่ แสดงถึงการมีรากเหง้าของการมีตัวตนในสังคมซ ึ่งเป็นส ิ่ งท ี่ มนุษย์ต้องการ และปรารถนาเพื่อให้เกิดความเหนียวแน่นในการสืบทอดเผ่าพันธุ์ของมนุษยชาติ โดยเฉพาะการ
17 สร้างสรรค์ทางศิลปะที่ เข้ามาตอบสนองถึงวัฒนธรรมประเพณีต่างๆ เช่น การแกะสลักผักผลไม้ถึงแม้ว่า เราจะมีเทคโนโลยีต่างๆไปก้าวหน้าเจริญอย่างไรก็ตามแต่การแกะสลักผลไม้ของไทยก็ยังถูกใช้ในการ แสดงถึงความสามารถในการรังสรรค์อาหารให้มีความสวยงามวิจิตรและต้อนรับแขกต่างๆ ที่มาร่วม รับประทานอาหารเป็นการแสดงศักยภาพทางวัฒนธรรมอันดีงามและแสดงถึงวิถีชีวิตที่มีความละเอียด วิจิตรบรรจงต่อธรรมชาติและการสร้างสรรค์อย่างดียิ่ง ความสําคัญของการสร้างสารต่อการศึกษา การศึกษาเป็นส ิ่ งหน ึ่ งท ี่ มนุษย์ใช้ถ่ายทอดองค์ความรู้ จากคนรุ่นต่างๆ ในอดีตสู่คนรุ่นใหม่เพ ื่ อการเรียนรู้การสืบทอด การปฏิบัติและการเป็นตัวตนของความ เป็นมนุษย์ การศึกษาซ ึ่ งถูกสร้างสรรค์ขึ้นในรูปแบบต่างๆ เพ ื่ อตอบสนองกับการเรียนรู้ของมนุษย์ที่ เก ี่ ยวข้องกับภาวะจิตใจและระบบสมอง นอกจากนี้ตัวการศึกษายังเป็นส ิ่ งท ี่ สร้างสรรค์เพราะการศึกษา มีระบบพัฒนาการจากส ิ่ งต่างๆ เพ ื่อให้เกิดการเรียนรู้และตอบสนองระบบการศึกษาเป็นระบบที่พัฒนา และสร้างสรรค์อย่างหนึ่ง เช่น การศึกษาในอดีตจําเป็นท ี่ จะต้องเดินทางไปเรียนท ี่โรงเรียน และพัฒนา เข้าสู่ระบบการศึกษาทางไกลที่ใช้ระบบวิทยุและโทรทัศน์สื่อต่างๆ ส่งไปถึงบ้านและมาน ั่ งเรียนหรือนั่ง ประชุมกลุ่มเพียงบางช่วงแล้ว จึงพัฒนาเข้าสู่ยุคปัจจุบันท ี่เป็นการศึกษาผ่านระบบออนไลน์โดยการใช้ เทคโนโลยีโทรคมนาคมและสารสนเทศต่างๆ ในการเรียนรู้ซึ่งทําให้เกิดการพัฒนาทางด้านการศึกษา ดังน ั้ นการสร้างสรรค์จึงตอบสนองต่อความต้องการเรียนรู้ของมนุษย์และเป็นการสร้างสรรค์เพ ื่ อสืบทอด วัฒนธรรมองค์ความรู้ต่างๆ ของมนุษย์ที่ผ่านการเวลาและวิวัฒนาการของมนุษย์ การเรียนรู้ในอดีตท ี่ เรียกว่า ทฤษฎียายเล ี้ ยงหลาน เป็นทฤษฎีของนักบรรพชีวินวิทยา ที่มองเห็นว่ามนุษย์ไม่ต้องเร ิ่ มเรียนรู้ สิ่งต่างๆ เหมือนสัตว์ชนิดอ ื่ นหากแต่ใช้องค์ความรู้ของบรรพบุรุษมาสืบทอดความรู้และต่อยอดเข้าไปสู่ คนรุ่นใหม่ได้ทันทีทําให้เกิดการสร้างสรรค์ความรู้ในการดํารงชีวิตเศรษฐกิจเทคโนโลยีและสังคมได้อย่าง รวดเร็วว่องไวและสืบทอดมากกว่าสัตว์ชนิดอ ื่นบนโลกมนุษย์ จากท ี่ กล่าวมาเป็นความสําคัญของการสร้างสรรค์ต่อศาลและแยกต่างๆในการพัฒนาสังคมซึ่ง สามารถรวมสรุปเป็นกระบวนการของการสร้างสรรค์ต่อความสําคัญในสิ่ งต่างๆท ี่เป็นเชิงนามธรรมของ มนุษย์ได้ดังน ี้ 1) การสร้างสรรค์ที่มีผลต่อการแก้ปัญหา 2) การสร้างสรรค์ที่มีผลต่อการพัฒนา 3) การสร้างสรรค์ที่มีผลต่อการสืบสาน 4) การสร้างสรรค์ที่มีผลต่อการขับเคล ื่ อน การสร้างสรรค์ที่มีผลต่อการแก้ปัญหาเป็นการนําความรู้เทคโนโลยีต่างๆ มาตอบสนองการ ดํารงชีวิตของมนุษย์ให้ดีขึ้น เพ ื่อให้มนุษย์สามารถดํารงชีวิตอยู่ได้ในสังคมอย่างปกติสุข การแก้ปัญหา
18 อย่างนี้จึงเป็นการแก้ปัญหาโดยใช้เทคโนโลยี ที่เป็นวัตถุและแก้ปัญหาเชิงระบบจิตใจอันเป็นคนไกลของ ศาสตร์ทางจิตวิทยาท ี่เป็นระบบของการคิดเพ ื่ อแก้ไขสิ่ งต่างๆ รวมถึงการแก้ปัญหาทางด้านการเรียนรู้ ของมนุษย์อันเป็นผลมาจากระบบสมองและสติปัญญาเพ ื่ อการดํารงชีวิตอยู่ของมนุษย์ให้อยู่ในสังคมได้ อย่างปกติสุข การสร้างสรรค์ที่มีผลต่อการพัฒนาการพัฒนาถือว่าเป็นหัวใจสําคัญในการดํารงอยู่ของ มนุษยชาติให้เจริญก้าวหน้าขึ้น หากมนุษยชาติมีผลงานท ี่ สร้างสรรค์และตอบสนองการสร้างอารย ธรรมของมนุษย์ได้มากเพียงใด สังคมน ั้ นก็จะเจริญก้าวหน้า ตัวอย่างเช่น อารยธรรมของอียิปต์ที่มี การสร้างสรรค์สิ่งก่อสร้างสถาปัตยกรรมที่ยิ่งใหญ่โอฬารตระการตาและมีความเช ื่อเป็นพ ื้ นฐานการ พัฒนาจากความเช ื่ อเข้าสู่สิ่งก่อสร้างอาคารต่างๆ เพ ื่ อรองรับการใช้งานและเพ ื่ อการขยายอาณาจักร ของตนเองให้กว้างขวางเป็นการแสดงถึงการพัฒนาอย่างหน ึ่งในอดีต นอกจากน ี้ การสร้างสรรค์ยังช่วย ให้เกิดการพัฒนาส ิ่ งต่างๆเกิดขึ้น เช่น การสร้างสรรค์เทคโนโลยีทางด้านโทรศัพท์มือถือช่วยให้เกิด การศึกษากับบุคคลที่ห่างไกลและไม่สามารถมีโรงเรียนเข้าถึงได้คือการตอบสนองกับการเรียนรู้ที่ช่วย พัฒนาความรู้ของมนุษย์ให้กว้างไกลขึ้น การสร้างสรรค์ที่มีผลต่อการสืบสานสืบสาน ในที่นี้หมายถึงการสืบสานวัฒนธรรมอันดีงามของ มนุษยชาติการสร้างสรรค์มีความสําคัญต่อการสืบสาน หากมนุษย์ไม่มีการสร้างสรรค์ใช้สิ่งต่างๆ คงท ี่ คงเดิมเราก็จะไม่มีการพัฒนามากขึ้น เช่น การสร้างสรรค์เคร ื่ องนุ่งห่มในอดีตมนุษย์ใช้วัสดุธรรมชาติมา ตัดเป็นเคร ื่ องนุ่งห่ม ใบไม้ หนังสัตว์แล้วค่อยพัฒนาเป็นส ิ่ งทอเกิดข ึ้ นจนทุกวันนี้มีสิ่งทอที่มีรูปร่าง หน้าตาแปลกตาและตอบสนองต่อการใช้งานและหน้าที่ต่างๆ ที่แตกต่างกันออกไปจนถึงปัจจุบันมนุษย์ พยายามออกแบบเสื้อผ้าผ้าท ี่ ตอบสนองกับการดํารงชีวิตและเส ื้ อผ้าเองก็เป็นส ิ่ งมีชีวิตสามารถคํานวณได้ ว่าร่างกายมนุษย์ร้อนหรือเย็นจะทําหน้าท ี่ เพ ื่ อช่วยระบายอากาศเพ ิ่ มข ึ้นเป็นเทคโนโลยีใหม่ซึ่งกําลัง เกิดข ึ้นในอนาคตซึ่ งแสดงให้เห็นว่าหากมนุษย์มีการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เกิดข ึ้ นก็จะมีการสืบสานส ิ่ งน ั้นให้ ดีงามย ิ่ งข ึ้ นสืบไป การสร้างสรรค์ที่มีผลต่อการขับเคล ื่ อน การสร้างการขับเคล ื่อนในที่นี้คือการสร้างการ ขับเคล ื่ อนทางด้านวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีวิถีชีวิตของคนในสังคมรวมถึงระบบเศรษฐกิจให้มี ความก้าวหน้าและมีระบบหมุนเวียนเป็นลักษณะพลวัตหากระบบ หากระบบเหล่าน ี้ไม่มีการเคล ื่ อนตัว จะเกิดการหยุดชะงักและสังคมน ั้ นก็จะเกิดปัญหาเกิดข ึ้ นต ั้ งน ั้ นส ิ่งใหม่ๆ ที่ช่วยเข้ามาตอบสนองต่อการ ขับเคล ื่ อนเพ ื่ อการดํารงชีวิตและเศรษฐกิจก็จะช่วยทําให้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเกิดกระแสเงินเกิด กระแสการผลิตทําให้สังคมมนุษย์ขับเคล ื่อนไปได้อย่างเป็นระบบไม่สะดุดติดขัดการสร้างสรรค์จึงทํา นวัตกรรมเพ ื่ อตอบสนองท ั้ งระบบเศรษฐกิจและสังคมให้สามารถมีสิ่งของออกมาเพ ื่ อจําหน่ายและใช้ใน การดํารงชีวิตซ ึ่งเป็นความสําคัญที่ช่วยทําให้กระแสของสังคมเจริญก้าวหน้าไปอย่างต่อเน ื่ อง
19 จากท ี่ กล่าวมาความสําคัญของการสร้างสรรค์เป็นส่วนหน ึ่ งท ี่ รองรับระบบสังคม เศรษฐกิจ เทคโนโลยี วัฒนธรรม วิถีชีวิตและการศึกษา และยังช่วยในการพัฒนาความเป็นมนุษยชาติ ทั้งด้าน การแก้ปัญหา การพัฒนา การสืบสานและการสร้างการขับเคล ื่ อน ให้สังคมมนุษย์เกิดพลวัตในการ ขับเคล ื่ อนเกิดการหมุนเรียนแลกเปลี่ ยน ตั้งแต่เกิดเป็นวัฒนธรรมและอารยธรรม ดังน ั้ นหากพูดด้วย ศัพท์เทคนิคทางด้านสังคมศาสตร์จะมองว่าการสร้างสรรค์เป็นส่วนหน ึ่งในการสร้างอารยธรรมอัน ยิ่งใหญ่ของมนุษยชาติตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน และการสร้างสรรค์นั้นยังไม่หยุดน ิ่งในอนาคตจะเกิด การสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ เกิดข ึ้ นมากมายเพ ื่ อรองรับการพัฒนาของสังคมมนุษย์และจินตนาการอัน กว้างไกลตั้ งการช่างตัดในเชิงศิลปะและวัฒนธรรมรวมถึงเทคโนโลยีอันตอบสนองต่อวิธีชีวิตน ั่ นเอง 3. ประเภทของการสร้างสรรค์ ประเภทของการสร้างสรรค์ทางวัฒนธรรมเป็นการมองการสร้างสรรค์แบบองค์รวมของ มนุษยชาติที่มีการสร้างสรรค์ทุกส ิ่ งข ึ้ นมาเคร ื่ องมือหินถือเป็นงานศิลปะแรกสุดของมนุษย์ที่เป็นผลมา จากสมองและมือท ี่เป็นอวัยวะท ี่ สามารถหยิบจับส ิ่ งต่างๆ ได้ดีกว่าส ิ่ งมีชีวิตอ ื่ นๆ บนโลก เกิดเป็นผลงาน การสร้างสรรค์อื่นๆ ต่อมา พัฒนาการของวัฒนธรรม (Development of culture) ที่เกิดกระบวนการ สร้างสรรค์ในระดับต่างๆ ประกอบด้วย การประดิษฐ์ได้แก่การท ี่คนในสังคมน ั้นประดิษฐ์สร้างสรรค์นวัตกรรม หรือพฤติกรรมใหม่ขึ้น เพ ื่ อแทนที่สิ่งที่มีมานานา สิ่งท ี่ประดิษฐ์ขั้นใหม่มาใช้เป็นส ิ่ งที่ดีสะดวกและทันสมัยกว่าของเดิม การค้นพบ คือ การพบส ิ่ งที่มีอยู่แล้วแต่ไม่เคยมีใครนํามาเสนอใช้ในสังคม ซึ่งต่างจากการ ประดิษฐ์ตรงท ี่การประดิษฐ์เป็นส ิ่งใหม่ขึ้นมาใช้โดยสิ่ งของน ั้นไม่เคยมีมาก่อนในสังคม การหยิบยืม เป็นการยืมวัฒนธรรมของสังคมอ ื่นๆมาใช้ในอีกสังคมหนึ่ง ทําให้เกิดมีสิ่งของ หรือ พฤติกรรมใหม่ต่างจากของเดิม วัฒนธรรมก็ขยายตัวมากข ึ้ นสะดวกขึ้น กว่าเดิม วัฒนธรรมจึงไม่หยุดอยู่ กับท ี่ มีการพัฒนาเติบโตขึ้ นเร ื่ อยๆ การแลกเปลี่ ยน เป็นส่วนหน ึ่ งที่ทําให้วัฒนธรรมพัฒนาตนเองไม่จํากัดอยู่ในวงแคบ การ แลกเปลี่ ยนทําให้สังคมได้รับส ิ่งใหม่เพ ิ่ มเติมเข้ามา ต่อจากน ั้ นวัฒนธรรมที่รับเข้ามาใช้อาจกลมกลืนกับ วัฒนธรรมเดิมกลายเป็นวัฒนธรรมใหม่ การแพร่กระจาย เป็นปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่วัฒนธรรมซ ึ่ งเกิดจากสังคมหนึ่ง สามารถ กระจายตัวไปยังสังคมอ ื่ นๆ อาจจะมีอุปสรรคจาการเดิมทางหรือภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมบางอย่างอาจ ติดตัวไปกับบุคคล
20 จากการสร้างสรรค์ที่เป็นวัฒนธรรมของมนุษยชาติมาเน้นท ี่ การสร้างสรรค์ในเชิงศิลปะพบว่า การสร้างสรรค์ในเชิงศิลปะมุมมองที่รูปลักษณ์เป็นตัวหลักแต่ก็มีลักษณะท ี่ คล้ายคลึงกับการสร้างสรรค์ใน เชิงวัฒนธรรม ศิลปะและการออกแบบสิ่ งต่างๆ ต้องคํานึงถึงการสร้างสรรค์ว่าได้ทําการสร้างสรรค์ รูปลักษณ์ของส ิ่ งต่างๆ ในระดับใดบ้าง นวลน้อย บุญวงษ์ (2542, น.164-166) ได้กล่าวถึงระดับของ การสร้างสรรค์ไว้ 4 ประเภทสรุปได้ดังน ี้ ประเภทที่ 1 การค้นพบส ิ่งใหม่ (Discovery) ได้คิดค้นหรือเปิดออกแบบมาก่อน ผลงานการ ออกแบบ คิดค้นส ิ่งใหม่ๆ มักจะเกิดข ึ้ นกับในวงการวิทยาศาสตร์เพราะส่วนใหญ่งานออกแบบท ี่เป็นงาน ศิลปะมักจะมีการสร้างผลงานจากรากฐานหรือพัฒนาการต่อจากงานเดิม ประเภทท ี่ 2 การริเร ิ่มใหม่ (Innovation) เป็นผลงานท ี่ เกิดข ึ้ นจากการนําหลักการทาง วิทยาศาสตร์มาใช้สร้างส ิ่งใหม่ๆ การสร้างผลงานในออกการออกแบบลักษณะน ี้ เกิดข ึ้ นค่อนข้างยาก เน ื่องจากเป็นการประยุกต์ใช้หลักการ ประเภทที่ 3 การสังเคราะห์ใหม่ (Synthesis) ผลงานท ี่ เกิดจากการรวบรวมผลงานต่างๆ ที่มี อยู่เดิมมาสังเคราะห์สร้างข ึ้นใหม่ในการออกแบบมีผลงานลักษณะน ี้ อยู่จํานวนมากจากการมองเห็น ช่องว่าง หรือปัญหาบางประการของสิ่ งต่างๆ ที่มีอยู่และนํามาประยุกต์สร้างสรรค์เพ ื่อประโยชน์ใช้สอย ตามความต้องการท ี่ เกิดการเปลี่ยนแปลงในการดํารงชีวิตของมนุษย์แต่ละวัน ประเภทที่ 4 การดัดแปลงใหม่ (Mutation) เป็นงานท ี่ เกิดจากการนําผลงาน ที่เกิดจากการ เปลี่ยนแปลงในด้านรูปแบบขนาดคุณสมบัติบางประการให้แตกต่างไปจากเดิม เพ ื่ อดึงดูดความสนใจ ครองผู้บริโภคให้ได้ดีขึ้น จากท ี่ กล่าวมาการสร้างสรรค์ในเชิงศิลปะก็น่าจะหมายรวมถึงการสร้างสรรค์ในเชิงมนุษยชาติ ในแนวกว้างได้เพราะศิลปะในบางความหมายนั้ นหมายถึงส ิ่ งท ี่ มนุษย์สร้างข ึ้ นท ี่เป็นเคร ื่ องมืออันเป็นวิถี ชีวิตและการแสดงออกซ ึ่งความสามารถในการสร้างสรรค์และการรองรับถึงการใช้ประโยชน์อย่างเช่น ประยุกต์ศิลป์ดังท ี่ เบอร์นาดีน บาร์นส: “ศิลปะ (เป็น) ผลผลิตจากกิจกรรมของมนุษย์โดยการเลือกสรร นําวัสดุมาทําเป็นรูปร่าง เพ ื่ อส ื่ อความคิด อารมณ์หรือแสดงรูปทรงที่น่าสนใจ ...ศิลปะในความหมายที่ กว้างข ึ้นไปอีก จะครอบคลุมกิจกรรมสร้างสรรค์อื่น ๆ ด้วย เช่น การเต้น การละคร และดนตรี...” (เบอร์ นาดีน บาร์นส อ้างถึงใน ฉันทิมา อ่องสุรักษ์. ม.ป.ป.,น.19) สรุป การสร้างสารหมายถึงกระบวนการผลิตสร้างหรือคิดค้นส ิ่งใหม่ให้เกิดข ึ้ นเพ ื่ อตอบสนองความ ต้องการในด้านต่างๆ ของมนุษย์และส ิ่งใหม่ที่เกิดข ึ้ นน ี้ จะต้องเป็นส ิ่ งที่ดีงามสามารถสืบทอดและใช้กันได้ อย่างกว้างขวาง การสร้างสรรค์นั้นสามารถทําได้โดยใช้เทคโนโลยีตั้งแต่ระดับสูงจนถึงเทคโนโลยี
21 ชาวบ้านท ี่ เรียกว่า ภูมิปัญญา ความสําคัญของการสร้างสรรค์มีผลต่อระบบสังคมที่ช่วยทําให้สังคมมีการ สืบสานสืบทอดระบบเศรษฐกิจที่ช่วยนําส ิ่งใหม่ให้เกิดการผลิตและบริโภค เทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์ ที่ช่วยตอบสนองทําให้เกิดการสร้างสรรค์ในรูปแบบต่างๆ วัฒนธรรมและวิถีชีวิตที่ช่วยในการเป็นตัวคัด กรองและถ่ายทอดความรู้ทางด้านการสร้างสรรค์ และการศึกษาท ี่เป็นตัวกลจักรสําคัญในการสืบทอด องค์ความรู้ต่างๆ ของการสร้างสรรค์และเป็นกระบวนการสร้างสรรค์อย่างหน ึ่ งของการสร้างสรรค์ นอกจากนี้รูปแบบและประเภทของการสร้างสรรค์มีตั้งแต่การประดิษฐ์ การค้นพบ การหยิบยืม การ แลกเปลี่ ยน และการแพร่กระจาย ชนิดด้านการออกแบบและรูปลักษณ์สิ่งต่างๆการสร้างสรรค์ก็มี ประเภท ตั้งแต่การค้นพบส ิ่งใหม่ การริเร ิ่มใหม่ การสังเคราะห์ใหม่ และการดัดแปลงใหม่ ซึ่งเกิดขึ้น จากระดับของการสร้างสรรค์นั่นเองการต ั้ งศาลจะช่วยทําให้มนุษย์สร้างอารยธรรมที่ยิ่งใหญ่และสามารถ สืบสานความเป็นมนุษยชาติสืบไป คําถามทบทวน 1. จงบอกความหมายของการสร้างสรรค์จากแนวคิดต่างๆ มาสามแนคิด 2. จงสรุปความหมายของการสร้างสรรค์ 3. จงบอกความสําคัญของการสร้างสรรค์ 4. จงยกตัวอย่างการสร้างสรรค์ทางศิลปะที่มีต่อวัฒนธรรมและวิถีชีวิต 5. จงอธิบายประเภทของการสร้างสรรค์,
22 เอกสารอ้างอิง ภาษาไทย ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, (ม.ป.ป.). ศิลปะ: พื้นทความงามและความส ี่ ุข. ม.ป.ท. ชลูด นิ่มเสมอ. (2557). องคประกอบของศ ์ ิลปะ. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์อมรินทร์. ฝ่ายวิชาการภาษาไทย บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จํากัด(มหาชน).(2552). พจนานุกรมไทยฉบับ ทันสมัยและสมบูรณ. ์กรุงเทพฯ: บริษัท ซีเอ็ดยูเคชั่น จํากัด(มหาชน). ประเวศ วะสี .(2538) .วัฒนธรรมกับการพฒนาั .กรุงเทพฯ:คุรุสภา. ราชบัณฑิตยสถาน. (2556). พจนานุกรมราชบัณฑิตยสถานพุทธศักราช 2554. กรงเทพฯุ : ราชบัณฑิตยสถาน พีระพงษ์กุลพิศาล. (2546). มโนภาพและการรับรทางศ ู้ ลปะและศ ิ ลปศ ิ ึกษา.กรุงเทพฯ: ธารอักษร. สมประสงค์น่วมบุญลือ. (2557). สรางสรรค้ ์. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร. สุชาติ เถาทอง. (2539). หลกการทั ัศนศลปิ ์ .กรุงเทพฯ: วิทยพัฒน์. ภาษาอังกฤษ Oxford University.(2009).Oxford word power dictionary. Oxford University Press: UK.
บทท ี่ 3 จินตนาการและแรงบนดาลใจ ั จินตนาการเป็นเร ื่ องราวท ี่ไม่ใช่เกิดกับเด็กเท่าน ั้ นหากเด็กวัยต่างๆได้จินตนาการก็จะบ่งบอกถึง ความสุขแต่สําหรับในวัยผู้ใหญ่แล้วจินตนาการจะช่วยเติมเต็มและสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ที่เกิดข ึ้ นมากมาย เกิดแรงขับท ี่ เรียกว่า แรงบันดาลใจก็จะสามารถส่งผลต่อการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ให้สําเร็จเป็นผลิตภาพ และนวัตกรรมต่างๆท ั้งในเชิงศิลปะวิทยาศาสตร์เทคโนโลยีภาษา วรรณกรรม ที่เรียกว่าการสร้างสรรค์ เชิงวัฒนธรรม จินตนาการและ แรงบันดาลใจมีความสําคัญต่อการเร ิ่ มต้นของการสร้างสรรค์ การสร้าง ผลผลิตวัตถุและนวัตกรรมต่างๆ การต่อยอดเข้าสู่วิทยาศาสตร์เทคโนโลยีและการสร้างสรรค์อันจะรวม จิตใจของมนุษย์ให้มีความสุขจากการได้จินตนาการและขับดันสูงแรงบันดาลใจต่อยอดในการสร้างสรรค์ สิ่งต่างๆ ซึ่งเป็นผลมาจากการปฏิสัมพันธ์ของส ิ่ งเร้าภายนอกรวมถึงความคิดที่สั่งสมมาจากมโนทัศน์ ต่างๆ ภายในจินตนาการและแรงบันดาลใจจึงเป็นเบ ื้ องหลังและจุดเร ิ่ มต้นของการสร้างสรรค์งานต่างๆ ของศิลปินมากมาย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ความหมายของจิตนาการและแรงบันดาลใจ ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, (ม.ป.ป.,น. 14) กล่าวว่า สําหรับโลกในใจมนุษย์ซึ่งอาจแบ่งย่อยได้เป็น โลกความคิด โลกจินตนาการ โลกความฝัน และ โลกศิลปะ โลกความคิด (Thinking world) เป็นโลกที่ เกิดจากการใช้กลไกของสมองซีกซ้าย ซึ่งให้ ความสําคัญเป็นพิเศษกับกระบวนวิธีตรรกะ เพ ื่ อค้นหาเหตุ-ผลหรือท ี่ มา-ที่ไป รวมทั้ง “สัจธรรม”หรือ “ความจริงแท้”หรือ“ธรรมชาติ” ของสรรพสิ่ง โดยจุดต ั้ งต้นจะเป็นข้อมูลเชิงประจักษ์ในโลกธรรมชาติ “ความคิด” (idea)…เป็นภาพหรือปรากฏการณ์ที่เกิดข ึ้นในโลกจินตนาการก็ได้มนุษย์เร ิ่ มต้นเรียนรู้ อย่างเป็นทางการเก ี่ ยวกับ “โลกความคิด” ที่โรงเรียน โลกจินตนาการ (imaginative world) เป็นการนําประสบการณ์สัญชาติญาณสั่งสมหรือปัญญา ญาณ (intuition) ข้อมูลความรู้ความเข้าใจ ภูมิปัญญา (wisdom) ที่รวบรวมส ั่งสมไว้จากโลกต่าง ๆ ไป แตกก ิ่ งต่อยอดและหรือปะติดปะต่อในแนวตั้ง แนวนอน และอีกสารพัดแนว ตามแต่ใจจะนึกได้โดยใช้ ตรรกะเหตุผล “หลวม ๆ” ไม่เข้มงวด (หรือจะลองไม่ใช้เลยก็ได้) เพ ื่ อสํารวจดูความเป็นไปได้นานา ลักษณะที่ต่างไปจาก “ธรรมดา” หรืออยู่ “นอกรอบ” วิถีปฏิบัติที่ยื้อยึดกันมา ปกติมนุษย์จะเข้าไปโลด แล่นในโลกนี้โดยมีเป้าประสงค์ในใจ เช่น เพ ื่ อสร้างท ี่ อยู่อาศัยของมนุษย์บนดาวอังคาร หรือเพ ื่ อทํางาน ศิลปะสร้างสรรค์ส่งครูหรือเพียงเพ ื่ อหลีกหนีความจําเจกับส ิ่ งที่คุ้นเคย เป็นต้น โลกความฝัน (fantasy world) เป็นโลกของมายาภาพ ที่เกิดจากการปล่อยใจดั้ นด้นไป ตาม แรงปรารถนาอยากได้ใคร่มีโดยลําพัง ไม่คํานึงถึงตรรกะหรือเหตุผลหรือความเป็นไปได้ใด ๆ ทั้งสิ้น
24 จากท ี่ กล่าวมาทําให้เห็นความแต่ต่างของความคิด ความฝัน และจินตนาการแต่ทั้งสามคําก็มี ความสัมพันธ์กันดังนั้น จินตนาการ (Imagination) จึงหมายถึง ความสามารถในการสร้างภาพในสมอง ซึ่งภาพเหล่าน ี้ไม่ได้รับรู้ผ่านประสาทสัมผัส ตั้งแต่การมองเห็น การได้ยิน หรือการรับรู้อื่น ๆ โดยอาจจะ ประกอบจากประสบการณ์หรือความรู้เดิม จินตนาการถือได้ว่าเป็นตัวช่วยสําคัญในการนําความรู้ไปใช้ งานจริงและแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และยังเป็นรากฐานในการรวมประสบการณ์และกระบวนการเรียนรู้เข้า ด้วยกันการฝึกการสร้างจินตนาการเพ ื่ อกรนําไปสู่การปฏิบัติสร้างสรรค์ผลงานหรือกระบวนการทํางาน จริง จากคํากล่าวของ อัลเบิร์ต ไอน์สไตน์ “จินตนาการสําคัญกว่าความรู้” นักวิทยาศาสตร์ที่เป็น แรงบันดาลใจให้กับนักวิทยาศาสตร์รุ่นต่อๆ มาเห็นว่า การจินตนาการท ี่ไร้ขอบเขตของมนุษย์ทําให้เกิด การสร้างสรรค์หรือนวัตกรรมมากมาย จินตนาการในความหมายของอัลเบิร์ตไอน์สไตน์เป็นบริบทท ี่ สามารถเกิดได้กับทุกคนว่าการจินตนาการน ั้นไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ล้วนแล้วแต่สามารถใช้ความคิด ต่างๆเหล่าน ี้ได้ลักษณะของจินตนาการน ั้ นเพ ื่ อพัฒนาการความคิดและเป็นส ิ่ งนําไปสู่การเรียนรู้ต่อยอดสู่ การสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆมากมายเพราะจินตนาการสามารถกระทําได้อย่างรวดเร็วว่องข้ามบางจุด ที่ยังไม่สามารถทําได้ในเชิงเทคนิคดังน ั้ นจึงเห็นผลเร็วกว่าผลของจินตนาการน ั้ นเกิดข ึ้นมาโดยเกิดเป็น จินตภาพ กําจร สุนพงษ์ศรี (2555,น. 74) ได้ให้ความหมายของจินตนาการว่าคือ การนึกเดา นึกฝัน สมมุติขึ้นแต่งข ึ้ นคิดข ึ้นเองโดยทําให้เกิดจินตภาพซ ึ่งเป็นภาพของส ิ่งใดสิ่ งหน ึ่งในจิต จินตนาการ โดยทั่วไปเป็นเร ื่ องของจิตซ ึ่ งเก ี่ ยวข้องกับศิลปะและสุนทรียศาสตร์ใน 2 ลักษณะ คือ เป็นความสามารถ ของประสบการณ์ให้เกิดจินตภาพของจิต และความสามารถท ี่ เก ี่ ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการมีความใกล้เคียงกับมโนภาพ (Conception) มโนภาพนั้ นเกิดข ึ้ นจากหลักการแนวคิดที่มี ความง่ายจนไปถึงความซับซ้อนมโนภาพจะมีความเป็นหลักการและสามารถกระทําได้ชัดเจนกว่า จินตภาพซ ึ่ งต้องอาศัยประสบการณ์ทักษะและความสามารถในการสร้างสรรค์แต่มีลักษณะท ี่ คล้ายคลึง กันอยู่ ส่วนความหมายของคําว่าแรงบันดาลใจ นั้น (Inspiration) ในแง่ของการดําเนินชีวิตหมายถึง ซึ่งจัดเป็นส ิ่ งที่ช่วยในการสร้างผลักดันให้มนุษย์ไม่ยอมแพ้ต่ออุปสรรค และพร้อมท ี่จะฝ่าฟันปัญหาต่าง ๆ ดังน ั้ นมนุษย์ทุกคนล้วนแล้วก็ต้องการแรงบันดาลใจในการดําเนินชีวิตท ั้ งสิ้น เอกพงษ์ตรีตรง (2554) กล่าวว่า แรงบันดาลใจ” จะต้องเป็นแรงส่งให้ “เกิด” ผลงาน ขับเคล ื่ อน ให้เกิดผลงานสร้างสรรค์ให้เป็นรูปธรรมชัดเจน และสามารถเอ ื้อประโยชน์สูงสุดต่อการ สร้างสรรค์โครงการทุกมิติโดยจะไม่ส่งผลเพียงแค่ความงามหรือรูปลักษณ์ภายนอก แต่จะต้องส่งความ ลึกสู่ภายใน, พฤติกรรมผู้บริโภค, ต้นทุน, การตลาด และรายละเอียดปลีกย่อยอ ื่ นๆ แรงบันดาลใจ คือ พลังอํานาจภายในมนุษย์ที่ใช้ในการขับเคล ื่ อนการคิด กระตุ้นหรือจูงใจให้ เกิด แนวคิด กระบวนการท ี่ สร้างสรรค์โดยมีวัตถุประสงค์เพ ื่ อตอบสนองความต้องการทางจิตใจความ
25 ต้องการในการแสดงออกและสร้างสรรค์โดยเกิดจากความประทับใจ หรืออารมณ์ความรู้สึกสะเทือนใจ ต่อส ิ่ งเร้าหรือส ิ่ งท ี่ อยู่รอบตัว ที่เป็นวัตถุเหตุการณ์หรือเร ื่ องราวต่างๆ ช่วยให้มนุษย์เรากระทําการ สร้างสรรค์ผลงานต่างๆ จากท ี่ กล่าวมาจากเห็นว่าจินตนาการและแรงบันดาลใจเป็นส ิ่ งที่มีความสัมพันธ์กันจินตนาการ เป็นส่วนสร้างภาพให้เกิดข ึ้นในความคิดซ ึ่ งอาจจะมาจากประสบการณ์จิตใต้สํานึกความรู้สึกการรับรู้ เหตุการณ์ต่างๆ ส่วนแรงบันดาลใจคือแรงขับท ี่ เกิดจากการปฏิสัมพันธ์กับส ิ่ งแวดล้อมต่างๆเพ ื่อเป็น แรงผลักดันในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะและนวัตกรรมต่างๆ ดังน ั้ นการส่งเสริมให้เกิดจินตนาการและ การผลักดันให้เกิดแรงบันดาลใจซึ่งเป็นจุดเร ิ่ มต้นของการสร้างสรรค์งานศิลปะทั้งมวลให้เกิดข ึ้ นซึ่ง จินตนาการและแรงบันดาลใจนั้ นมีความสําคัญต่อการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะอย่างย ิ่ งเพ ื่อใช้เป็น แนวทางและจุดเร ิ่ มต้นรวมถึงเป็นตัวกําหนดเป้าหมายของการสร้างสรรค์ผลงานเหรอเป็นผลลัพธ์ของ การสร้างสรรค์นั้น 2. ความสําคัญของจิตนาการและแรงบันดาลใจ จินตนาการและแรงบันดาลใจนั้ นมีความสัมพันธ์ต่อการสร้างงานศิลปะทุกสาขา กําจร สุนพงษ์ ศรี (2555,น. 74) กล่าวว่าจินตนาการมีความสําคัญอย่างย ิ่งในการสร้างสรรค์งานศิลปะทุกประเภท บุคคลที่มีอํานาจทางจินตนาการในการนึกเห็นเป็นมโนภาพได้ในระดับสูงกว่าคนธรรมดาสามัญย่อมจะ สร้างสรรค์สิ่งต่างๆได้ดี ส่วนจินตนาการมีแนวโน้มไปในทางคิดฝันและไม่เห็นภาพอาจจะไม่จําเป็นต้อง มีองค์ประกอบที่ทับซ้อนมากเป็นเร ื่ องของอารมณ์สร้างจินตนาการซ ึ่งพบได้ในบุคคลท ั่วไปเป็นอํานาจ จิตใจในการนึกฝันของศิลปินเป็นมาตรการวัดคุณค่าของสุนทรียภาพ กํานอกจากน ี้ ความสัมพันธ์ ระหว่างจินตนาการกับมโนภาพังมีความสัมพันธ์ซึ่งมีความสัมพันธ์กันผู้ปฏิบัติงานจะต้องมีจินตนาการ จินตนาการเป็นส ิ่ งที่สําคัญต่อความคิดสร้างสรรค์ซึ่งอยู่ในทุกคนและในทุกวงการ โดยความสําคัญของ จิตนาการและแรงบันดาลใจ มีรายละเอียดต่อไปนี้ 1) จินตนาการและแรงบันดาลใจเป็นจุดเร ิ่ มต้นของการสร้างสรรค์ทั้งมวล มนุษย์มีความคิด ออกมาเป็นภาพมีจินตนาการในการเห็นส ิ่งใดสิ่ งหน ึ่ งและเกิดแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ประกอบไป ด้วยการคิดท ี่ จะหาวัสดุอุปกรณ์ การนึกเห็นเป็นภาพหรือมโนภาพ ก็สามารถจะถอดความคิดออกไปสู่ ขั้นตอนนําไปสู่กระบวนการสร้างสรรค์ได้ แต่หากการสร้างสรรค์ที่ไม่มีจุดเร ิ่ มต้นจากจินตนาการและ แรงบันดาลใจแล้วย่อมปราศจากความน่าสนใจ ซึ่งเป็นท ี่ มาของตํานานในการสร้างสรรค์และประวัติ ความเป็นมาให้กับเยาวชนรุ่นหลังได้เรียนรู้เท่ากับเป็นการสร้างสรรค์ผลงานตามแบบอย่างคนอ ื่ นท ี่ เขา กระทํามาด้วยวัสดุและกรรมวิธีแบบเดิมๆ ดังน ั้ นจินตนาการและแรงบันดาลใจจึงเปรียบเสมือน จุดเร ิ่ มต้นของศิลปะทั้ งมวลท ี่ สามารถบอกเล่าความแตกต่างและความคิดอันซับซ้อนและสูงส่งให้กับการ สร้างสรรค์
26 2) จินตนาการและแรงบันดาลใจเป็นส่วนหน ึ่งในการสร้างสรรค์วัตถุและนวัตกรรมต่างๆการมี ภาพความคิดและแรงบันดาลใจที่ เกิดข ึ้นภายในตัวมนุษย์ถึงแม้จะเป็นกระบวนการคิดท ี่ เกิดข ึ้นในระบบ ของสมอง หากมีแรงบันดาลใจที่ดีก็สามารถจะส่งผลให้เกิดแรงกระทําในการสร้างสรรค์วัตถุและ นวัตกรรมต่างๆ ซึ่งในที่นี้จะเก ี่ ยวข้องกับความพยายามความบากบ ั่ นมุ่งม ั่นในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆด้วย แรงบันดาลใจเป็นส ิ่ งที่ส่งให้ผู้คนสร้างสรรค์ผลงานศิลปะต่างๆให้เสร็จส ิ้นเป็นผลิตภาพ หากมองในเชิง จิตวิทยาแล้วแรงบันดาลใจก็จะเก ี่ ยวข้องสัมพันธ์กับการเสริมแรงเพ ื่อให้ทําส ิ่งใดสิ่ งหน ึ่งให้ประสบ ผลสําเร็จดังน ั้ นการท ี่ จะส่งเสริมให้เกิดจินตนาการและแรงบันดาลใจซึ่งเป็นตัวสําคัญท ี่ จะทําให้สังคมใน บริบทต่างๆมีวัตถุและนวัตกรรมท ี่เป็นผลงานประดิษฐกรรมของมนุษย์เกิดข ึ้ นอย่างต่อเน ื่ อง 3) จินตนาการและแรงบันดาลใจช่วยต่อยอดการสร้างสรรค์ในเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี จากคํากล่าวของอัลเบิร์ตไอน์สไตน์พบว่าการใช้จินตนาการน ั้นเป็นส ิ่ งสําคัญท ี่เป็นตัวนําการคิดค้นสิ่ง ต่างๆ ทางวิทยาศาสตร์เราจะเห็นจากภาพยนตร์หลายเร ื่ องท ี่ เกิดข ึ้ นจากการจินตนาการของศิลปินและ ผู้สร้างภาพยนตร์และเม ื่ อส ิ่ งน ั้ นเกิดข ึ้นในอดีตปัจจุบันนักวิทยาศาสตร์ก็สามารถจะสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้ เกิดข ึ้นได้ใกล้เคียงกับภาพยนตร์ชื่อศิลปินได้จินตนาการไว้ดังน ั้นการใช้จินตนาการและแรงบันดาลใจจึง เป็นส่วนสําคัญในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ในเชิงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีให้เกิดข ึ้นในอนาคตโลก อาจจะมีนวัตกรรมทางด้านวิทยาศาสตร์เกิดข ึ้นมากมายและใช้สิ่งน ั้ นเพ ื่ อตอบสนองความสุขในการ ดํารงชีวิตของมนุษย์และเพ ื่อความปลอดภัยซ ึ่ งต้นกําเนิดเกิดจากจินตนาการและแรงบันดาลใจของนัก คิดนักวิชาการและศิลป์ต่างๆ นั้นเอง 4) จินตนาการและแรงบันดาลใจเป็นเสมือนตัวขับดันอันการต่อยอดความคิดต่างๆของมนุษย์ เน ื่ องจากมนุษย์มีวัฒนธรรมอันหมายถึงการดํารงชีวิตอยู่และสร้างสรรค์ความดีงามให้เกิดข ึ้ นจากภูมิ ปัญญาและองค์ความรู้ต่างๆจินตนาการและการสร้างสรรค์จะช่วยเติมเต็มการต่อยอดให้เกิดอย่าง ต่อเน ื่ องและมีพลวัต เพราะมนุษย์จะไม่หยุดจินตนาการด้วยความคิดท ี่ได้รับจากการจินตนาการจะ ส่งเสริมให้เกิดความสุขการปลดปล่อยจากการแสดงออกความคิดน ั้ นขับเคล ื่ อนสู่แรงบันดาลใจในการ สร้างสรรค์ให้เป็นผลสําเร็จจินตนาการมักจะช่วยต่อยอดส ิ่ งต่างๆ ที่ผลิตแล้วให้มีการพัฒนาต่อเน ื่ องอย่าง ดียิ่งข ึ้ นต่อไป 5) จินตนาการและแรงบันดาลใจเป็นความสุขใจที่ ผลท ี่ เกิดต่อร่างกายการท ี่ มนุษย์ได้ ปลดปล่อยตัวเองโดยการจินตนาการและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานต่างๆ หรือแม้แต่การคิดท ี่ ปรากฏอยู่ในสมองก็จะสร้างความสุขให้กับมนุษย์ถึงแม้มนุษย์จะไม่สามารถออกจากท ี่ใดที่ หน ึ่งได้แต่ มนุษย์สามารถจะจินตนาการถึงความสุขท ี่ เกิดข ึ้นในอีกท ี่ หน ึ่งในสิ่ งเหล่านี้ล้วนแต่เป็นตัวช่วยหล่อหลอม จิตใจให้เกิดความสุขเป็นความสุขทางจิตวิญญาณ นอกจากน ั้ นหากเกิดแรงคลับท ี่เป็นลักษณะของแรง บันดาลใจมนุษย์ก็อาจจะถ่ายทอดความคิดความรู้สึกเหล่าน ั้นออกมาเป็นผลงานเต้นเป็นผลงานเขียน
27 วรรณกรรมต่างๆเขียนภาพหรือแต่งกลอนให้ออกมาเป็นผลงานท ี่ได้แสดงความคิดเหล่าน ั้นออกมาเป็น การปลดปล่อยความทุกข์หรือจินตนาการสู่การสร้างสรรค์จึงเป็นความสุขใจที่ เกิดข ึ้ นดังน ั้ นจินตนาการ และแรงบันดาลใจจึงไม่ขาดหายไปในวิถีชีวิตของมนุษยชาติอย่างแน่นอน 3. ลักษณะของจิตนาการและแรงบันดาลใจ การสร้างงานศิลปะ มีแรงบันดาลใจที่เป็นสาเหตุหรือท ี่ มาที่ศิลปินในการสร้างงานศิลปะ ย่อม แตกต่างกันออกไป ในแต่ละยุคสมัยก็มีความแตกต่างกันในยุคหินแรงบันดาลใจก็จะเช ื่อมโยงกับเร ื่ องราว ของธรรมชาติการหากินและความเข้าใจในการสื่ อสารเบ ื้ องต้นเพ ื่อแสดงความเป็นตัวตน บางยุคก็มีแรง บันดาลใจเพื่ อสร้างความเพลิดเพลิน เพ ื่ อการค้าขาน เพ ื่ อสะท้อนสภาพสังคม เพ ื่ อบันทึกสภาพ เหตุการณ์หรือความประทับใจ หรืออาจเพราะแรงกดดันที่ต้องการ การแสดงออกซ ึ่ งอารมณ์ความรู้สึก และเหตุผลอื่น ๆ อันเป็นสาเหตุผลักดันให้สร้างงานนั้น ๆ ออกมา แรงบันดาลใจของการสร้างงาน ศิลปะ พฤติกรรมการแสดงออกของมนุษย์แต่ละคร ั้ งย่อมต้องได้รับการกระตุ้นจากส ิ่ งเร้าหรือแรงบันดาล ใจ ซึ่ง ลักษณะของจินตนาการและแรงบันดาลใจแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ ลักษณะของจินตนาการและแรงบันดาลใจจากภายนอก เป็นผลจากการเช ื่อมโยงความคิด กับ สิ่งแวดล้อมภายนอก คน สัตว์ทิวทัศน์สิ่งของ เหตุการณ์เร ื่ องราว เช่น ธรรมชาติที่งดงาม ความยากจน ความทารุณโหดร้าย การกดขี่ข่มเหง เป็นต้น แล้วเกิดความสะเทือนใจต่อจินตนาการและแรงบันดาลใจ นั้น ก่อให้เกิดความรู้สึกและจินตนาการขึ้น และถ่ายทอดความรู้สึกน ั้นออกมาเป็นผลงานศิลปะ ฯลฯ ทั้งการนําเสนอออกมาเป็นผลงานเพ ื่ อเล่าเร ื่ อง แสดงความรู้สึก แสดงองค์ประกอบศิลป์ แสดง เหตุการณ์ เป็นต้น ลักษณะของจินตนาการและแรงบันดาลใจจากภายใน เป็นกระบวนการภายในสมองหรือ ความคิดท ี่ เกิดจาก อารมณ์ความรู้สึกนึกคิด ที่เกิดข ึ้นภายในตัวศิลปินเอง แล้วนํามาถ่ายทอดเป็น ผลงานศิลปะบางคร ั้ งอาจจะมีลักษณะเหนือจริง หรือ ตํากว่าความเป็นจริง เช่น มีขนาดใหญ่หรือเล็ก กว่าของจริง มีความสวยงามหรือน่าเกลียดมากกว่าข้องจริง ซึ่งเป็นผลมาจากจินตนาการ จิตใต้สํานึก ส่งผลต่อแรงบันดาลใจในการสร้างผลงาน กระบวนการเกิดจินตนาการและแรงบันดาลใจ กระบวนการเกิดจินตนาการน ั้ นจินตนาการท ี่เป็นภาพในสมองเกิดข ึ้นได้เก ี่ ยวข้องกับส ิ่ งต่างๆ ดังต่อไปนี้ 1) เร ื่ องราวของมนุษย์ 2) เร ื่ องราวของส ิ่ งมีชีวิตอ ื่ นๆ 3) เหตุการณ์ต่างๆ 4) องค์ประกอบและ ความสวยงามของทัศนธาตุ 5) การขีดเขียนและลวดลายต่างๆ 6) ความคิดฝัน จินตนาการเหล่าน ี้ เกิดขึ้น ได้จากการสัมผัสต่อส ิ่ งแวดล้อมต่างๆในโลกมนุษย์แล้วมาจินตนาการนําสู่การถ่ายทอดโดยอาศัยแรง บันดาลใจในการถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะในแง่ต่างๆตามทักษะความสามารถของมนุษย์เช่น
28 ไมเคิลแองเจโลมีความสามารถในการแกะสลักหินอ่อนเป็นผลงานประติมากรรมต่างๆได้ใช้ทักษะ เคร ื่ องมือ ในการสร้างสรรค์โดยมีแรงบันดาลใจและเห็นจินตนาการภาพของเดวิทจากโจทย์ที่ได้รับมา นํามาสร้างเป็นมโนภาพแล้วถ่ายทอดผ่านกระบวนการที่มีทักษะความสามารถนําไปสู่ผลงานอันย ิ่งใหญ่ ดังภาพท ี่ 3.1 ภาพท ี่ 3.1 กระบวนการเกิดจินตนาการและแรงบันดาลใจ
29 ตัวอย่างบุคคลที่มีจินตนาการ และแรงบันดาลใจ ลีโอนาร์โด ดา วินชี (Leonardo da Vinci) เป็นชาวอิตาลีเกิดท ี่ เมืองวินชีวันท ี่ 15 เมษายน ค.ศ. 1452 – เสียชีวิตท ี่ เมืองออมบัวซ์ในวันท ี่ 2 พฤษภาคม ค.ศ. 1519 เป็นอัจฉริยบุคคลที่มี ความสามารถหลากหลาย เป็นทั้ง สถาปนิกแบบเรอเนซองส์นักดนตรีนักกายวิภาค นักประดิษฐ์ วิศวกร ประติมากร นักเรขาคณิต นักวาดภาพ. ดา วินชีมีงานศิลปะที่มีชื่อเสียงหลายชิ้น เช่น ภาพพระ กระยาหารม ื้ อสุดท้าย และภาพโมนา ลิซ่า ลีโอนาร์โด ดา วินชีเป็นนักคิดนักจิตนาการ คนท ั่วไปมักเป็นที่รู้จักกันในภาพความเป็นจิตรกร เอกของโลก แต่ในความเป็นจริงแล้ว เขายังมีความสามารถอีกหลายด้าน โดยเฉพาะความสามารถ ทางด้านวิทยาศาสตร์หลายแขนง ได้แก่ดาราศาสตร์คณิตศาสตร์และชีววิทยา นอกจากนี้ยังมีการ ออกแบบนัวตกรรมหลายอย่าง ผลงานของเขาส่วนใหญ่ มักเป็นพ ื้ นฐานของส ิ่งประดิษฐ์ในปัจจุบันนี้ด้วย เช่น เฮลิคอปเตอร์เรือท้องแบน เรือดําน้ํา เคร ื่ องแต่งกายมนุษย์กบ ปืนกล และประดิษฐ์ไฮโกรมิเตอร์ เป็นต้น ตัวอย่างผลงานเช่น เคร ื่ องร่อน (The Winged Gilder) ภายในคลังจินตนาการอันไม่มีที่สิ้นสุด ของดาวินชีนั้น มี “เคร ื่ องกลบินได้” รวมอยู่ด้วยเป็นจํานวนมาก รวมถึง “เคร ื่ องร่อน” ซึ่งตรงบริเวณปีก มีแผ่นบังคับเปิด-ปิดควบคุมทิศทางได้หรือที่ปัจจุบันเรียก ว่า “แฟลบ” และในตัวเคร ื่ องร่อนยังมีเกียร์ ควบคุมความเร็วที่นั่งติดอยู่ด้วย ภาพท ี่ 3.2 ภาพเคร ื่ องร่อนของลีโอนาร์โด ดา วินชี ในปีค.ศ. 1482 เลโอนาร์โดได้เขียนจดหมายฉบับหน ึ่ งถึงลูโดวิโก อิล โมโร (Ludovico il Moro) ดยุคแห่งมิลาน (Duke of Milan) โดยความช่วยเหลือของลอเรนโซ เดอ เมดิซีเลโอนาร์โด ภายในจดหมายฉบับนี้มีรายละเอียดเก ี่ ยวกับความสามารถ และอาวุธสงครามท ี่ เขาออกแบบขึ้น ได้แก่
30 1) ร่มชูชีพ โดยใช้ผ้าผืนส ี่ เหล ี่ ยมจัตุรัส ขนาด 13 หลา ใช้เชือกผูกมุมทั้ง 4 ไว้ส่วนทางปลายเชือก อีกข้างหน ึ่งใช้จับเวลากระโดดลงมาจากที่สูง 2) เคร ื่ องร่อน เลโอนาร์โด สังเกตจากลักษณะของนก แล้วนํามาปรับปรุงเป็นเคร ื่ องร่อน 3) เฮลิคอปเตอร์โดยใช้ใบพัดขนาดใหญ่หมุนด้วยความเร็วสูง ซึ่งเขาไม่ได้สร้างเพียงแต่ออกแบบ ไว้เท่านั้น 4) เรือกล ซึ่งใช้ล้อหมุนพาย แทนคนพาย ซึ่งมีความเร็วถึง 50 ไมล์ต่อช ั่วโมง 5) หน้าไม้ยักษ์อยู่บนรถเข็น 6 ล้อ 6) ปืนกล มีลํากล้องเรียงเป็น 3 แถว ๆ ละ 11 กระบอก รวมท ั้ งหมด 33 กระบอก โดยใช้ยิงทีละ แถว เม ื่ อแถวแรกหมดก็นําแถวท ี่ 2 และ 3 ออกมาใช้ การที่ต้องทําเช่นน ี้เพราะปืนในสมัยน ั้ นบรรจุลูก ได้เพียงกระบอกละ 1 นัด เท่านั้น 7) เรือขุด ใช้หลักการเหมือนกับระหัดเกลียวของอาร์คิมีดีส 8) รถถัง มีลักษณะเป็นรถหุ้มด้วยทรงกรวยคว่ํา ด้านล่างติดปืนไว้โดยรอบ 9) เฮลิคอปเตอร์ซึ่งเป็นต้นแบบของเฮลิคอปเตอร์ในปัจจุบัน แต่ในสมัยน ั้ นยังไม่มีเคร ื่ องยนต์ ดังน ั้นเลโอนาร์โดจึงออกแบบให้ใช้แรงคนในการหมุนใบพัดขนาดใหญ่ 10) ปั้นจั่น เป็นเคร ื่ องผ่อนแรงใช้สําหรับยกของหนัก 11) เรือดําน้ํา เขาได้ศึกษาเร ื่ องน ี้มาจากปลา 12) รถถัง มีลักษณะคล้ายกับหัวลูกปืน และรอบ ๆ รถมีปืนกลซ่อนอยู่โดยรอบด้วย สรุป จินตนาการเป็นภาพท ี่ เกิดข ึ้ นจากความรู้สึกนึกคิดความฝันโลกของจินตนาการเป็นโรคที่ เกิด ขึ้นกับเด็กเด็กและพัฒนาของสู่โลกของความเป็นจริงแต่จินตนาการก็ยังมิได้หายไปจากตัวมนุษย์สร้าง ขึ้นในการจินตนาการน ั้นเปลี่ ยนรูปแบบก้าวไปสู่จินตนาการเพ ื่ อมุ่งสร้างสรรค์สิ่งต่างๆให้เกิดขึ้น ตัวอย่างเช่น อัลเบิร์ตไอน์สไตน์เป็นนักวิทยาศาสตร์ซึ่งมีจินตนาการให้ความสําคัญของจินตนาการสําคัญ กว่าความรู้ และตัวเขาเองเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานทางวิทยาศาสตร์ให้กับ นักวิทยาศาสตร์รุ่นหลังจินตนาการ ถึงแม้ว่าจินตภาพซ ึ่ งเกิดข ึ้ นอาจจะมีความเป็นจริงน้อยกว่า มโนภาพแต่ก็เป็นจุดเร ิ่ มต้นของส ิ่ งต่างๆและช่วยต่อยอดเข้าสู่กระบวนการสร้างสรรค์สิ่งท ี่เป็นผลผลิต นอกจากน ี้ การมีจินตนาการและแรงบันดาลใจยังเป็นการสร้างความสุขในการแสดงออกซ ึ่ งผลงานการ สร้างสรรค์มากมาย เพราะอาจจะใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์เร ื่ องราวบทวรรณกรรมต่างๆหรือการ วาดภาพตามความคิดเพ ื่ อแสดงออกซ ึ่ งอารมณ์หรือการปลดเปลื้ องความรู้สึกซ ึ่งเป็นความทุกข์ของมนุษย์ ดังน ั้ นจินตนาการและแรงบันดาลใจจึงเป็นส่วนในการสร้างสรรค์และเป็นส่วนในการสร้างความสุขให้กับ มนุษย์การเกิดข ึ้ นจินตนาการและการสร้างสรรค์นั้นมีผลมาจากปัจจัยภายนอกและปัจจัยภายในตัว
31 มนุษย์เองบางคร ั้งอาจเป็นเพียงเร ื่ องบอกเล่ามาจินตนาการและข้อต่อยอดจินตนาการน ั้นไปสู่การ สร้างสรรค์อื่นๆ ซึ่งทําให้เกิดวัฒนธรรมอันเจริญรุ่งเรืองของมนุษยชาตินั่นเอง คําถามทบทวน 1. จงบอกความหมายของการจินตนาการ 2. จงบอกความหมายของแรงบันดาลใจ 3. จงบอกความสําคัญของจินตนาการและแรงบันดาลใจ 4. จงบอกประเภทและกระบวนการเกิดจินตนาการและแรงบันดาลใจ 5. จงยกตัวอย่างของบุคคลท ี่ใช้จินตนาการและแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์งานศิลปะ หนึ่งคน
32 เอกสารอ้างอิง ภาษาไทย ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, (ม.ป.ป.). ศิลปะ: พื้นทความงามและความส ี่ ุข. ม.ป.ท. กําจร สุนพงษศร์ ี (2555). สุนทรียศาสตร์หลักปรชญาศั ลปะ ิทฤษฏีทัศนศิลป์ศิลปวิจารณ์. กรุงเทพฯ: สํานักพิมพ์แห่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. เอกพงษ์ตรีตรง.(2554). แรงบันดาลใจที่ส่งผลต่องานสรางสรรค้ . [ ์ ออนไลน์] เข้าถึงเมื่อ 1 ธันวาคม 2560 เข้าถึงจาก http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/103184
บทท ี่ 4 การคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็นระบบ System Thinking เป็นรูปแบบหนึ่ งของการคิดที่มีลักษณะแบบแผน ชัดเจนเป็นการคิดที่ช่วยสร้างกระบวนการในการทํางานให้เกิดข ึ้ นอย่างมีลําดับข ั้ นตอนมีกรอบมี โครงสร้างหรือมีเหตุมีผลที่นําไปเชื่อมโยงสู่การปฏิบัติได้อย่างดีการคิดอย่างเป็นระบบจะช่วยให้การ ทํางานมีประสิทธิภาพโดยส่วนใหญ่การคิดอย่างเป็นระบบมักจะใช้กับการบริหารหารงานหรือการ จัดการส ิ่ งต่างๆเพราะเป็นการคิดที่ช่วยในการแก้ปัญหาเป็นการคิดที่มีการวางกรอบในการปฏิบัติงาน โดยอาศัยระบบท ั้งระบบในรูปแบบง่ายๆเช่นระบบแบบวงจรเดมม ิ่ งหรือ PDCA อันได้แก่ plan do check Action หรือระบบท ี่ประกอบไปด้วยตัวป้อนเข้ากระบวนการผลผลิตและการสะท้อนหรือการ ประเมินผล การคิดอย่างเป็นระบบจะช่วยให้เกิดข ั้ นตอนท ี่เป็นลําดับและเกิดความสามารถในการ เช ื่อมโยงรวมถึงการเปรียบเทียบให้เกิดการเห็นเชิงประจักษ์ซึ่งสามารถนําไปสู่การปฏิบัติได้ดีในทาง ศิลปะการคิดอย่างเป็นระบบจะช่วยทําให้การจ้างงานศิลปะนั้ นสามารถทําได้เป็นข ั้ นตอนและช่วยทําให้ งานออกแบบท ี่ เก ี่ ยวข้องกับการผลิตในจํานวนมากสามารถสร้างประสิทธิภาพและประสิทธิผลในการ ผลิตได้อย่างดี โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ความหมายของการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็นระบบ (Systems Thinking) เร ิ่ มพูดถึงแนวคิดน ี้เป็นคนแรก คือ Bertalanfy นักชีววิทยา ต่อมาแนวคิดน ี้เป็นที่รู้จักแพร่หลาย และพัฒนาไปสู่สาขาอื่น ๆ เช่น ฟิสิกส์เร ิ่ มมาจากการ ตั้งข้อสันนิษฐาน (Thesis) แล้วมีข้อขัดแย้งของสันนิษฐานนั้น ๆ เกิดข ึ้ นแต่ก็ไม่ถูกท ั้ งหมด ดังน ั้ นจึงเกิด การสังเคราะห์ (Synthesis) สิ่งใหม่และส ิ่ งเหล่าน ี้ได้พัฒนาไปอย่างต่อเน ื่ อง ความรู้ต่าง ๆ จะพัฒนา เป็นแบบน ี้ไปอย่างไม่หยุดยั้ง ทุกอย่างเคล ื่อนไหว ไม่แน่นอน วิธีคิดแบบนี้มีมานานแล้ว ทุกอย่างมี มูลเหตุความรู้เร ื่ องทฤษฎีระบบเป็นการมองโลกแบบองค์รวม ดังนั้น ทุกอย่างมีความเช ื่อมโยงสัมพันธ์ จากส่วนย่อยไปสู่ส่วนใหญ่ คุณสมบัติของการคิดกระบวนระบบ หมายถึง ลักษณะท ี่เป็นพ ื้ นฐานและลักษณะรูปแบบ ความสัมพันธ์ในขั้ นตอนการคิดนั้น ดังน ี้ เครือข่าย การคิดอย่างเป็นระบบมีการคิดที่มีเครือข่าย ต้องมองให้เห็นว่าในระบบประกอบไป ด้วยอะไรบ้าง มีความสัมพันธ์กันอย่างไร ตัวอย่างเช่น การสร้างงานส ื่ อผสมสารจะต้องมีการใช้
34 กระบวนการในการสร้างสรรค์มากกว่า 1 วิธีเช่นมีการใช้งานภาพวาดภาพทีมหรืองานประดิษฐ์ ประกอบการจึงจําเป็นจะต้องมีความรู้ความเข้าใจที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายโยงใยซึ่ งกันและกัน การทับซ้อน ระบบต่างๆจะซ้อนทับกัน ในระบบใหญ่ๆจะมีระบบย่อยๆ ซ้อนลงมาเร ื่ อยๆ เป็น ชั้นๆ การคิดกระบวนระบบคือ การคิดแบบสัมพันธ์กับบริบท (Context) การคิดแบบสัมพันธ์กับ บริบท คือ การคิดถึงความสัมพันธ์ระหว่างตัวระบบกับส ิ่ งแวดล้อมของมัน การเช ื่ อมความสัมพันธ์ป้อนกลับ (Feedback) การคิดกระบวนระบบนั้น เราจะต้องมองให้เห็น เส้นแห่งความสัมพันธ์ (Relationship) เพราะถ้าเราคิดแบบ แยกส่วน เราก็จะเห็นแค่จุดปัญหาเท่านั้น และเราก็จะมุ่งไปแก้แค่จุดปัญหาท ี่ เราเห็น โดยละเลยการแก้ไขตรง จุดอ ื่ นๆที่ส่งผลต่อปัญหา การคิดกระบวนระบบเป็นการคิดอย่างเป็นกระบวนการ (Systemic thinking is a process thinking) ระบบต่างๆ มีการเคล ื่อนไหวเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ดังน ั้ นกระบวนการ (Process) สําหรับ การ ทํางานจึงเป็นเร ื่ องสําคัญ แต่ในการคิดเชิงกระบวนระบบนั้น เราไม่ควรจะไปยึดติดกับกระบวนการ เพราะทุกส ิ่ งทุกอย่างมีการเคล ื่อนไหวเปลี่ยนแปลงดังท ี่ กล่าวมาแล้ว ทฤษฎีระบบ (Systems Theory) โบลด์ดิ้งและเบอร์ทาลูนไฟล์ (Boulding and Bertalunfly) นักทฤษฎีองค์การและนักชีววิทยาท ี่ มองว่าองค์การเป็นส ิ่ งมีชีวิตโดยมองในรูประบบเปิดเหมือนระบบ กายวิภาคของส ิ่ งมีชีวิต (Anatomy) ทฤษฎีระบบคือแนวคิดท ี่ เช ื่ อว่าเอกภพ (Universe) เป็นหน ึ่ งหน่วย ระบบซ ึ่ งมีคุณสมบัติประการต่าง ๆ เอกภพเป็นหน่วยระบบท ี่ใหญ่โตเกินกว่าท ี่ เราสังเกตและพิสูจน์ได้ ครบถ้วนและแม้ส่วนประกอบที่ เล็กที่สุดของเอกภพซ ึ่ งนักวิทยาศาสตร์ปัจจุบันเรียกว่ า “ควาร์ก”(Quaek) ซึ่งสังเกตหรือพิสูจน์ได้ยากก็เป็นหน่วยระบบเช่นเดียวกันแต่อาจมีคุณสมบัติอย่างไม่ ครบถ้วนส่วนส ิ่ งอ ื่ นๆท ั้ งหลายที่มีขนาดระหว่างกลางของส ิ่ งท ั้ งสองนี้ล้วนมีคุณสมบัติของความเป็นหน่วย ระบบครบถ้วนซ ึ่ งแนวคิด/ทฤษฎีนี้ได้พัฒนาไปสู่สาขาวิชาอ ื่ นๆ ทฤษฎีระบบพ ื้ นฐาน (Basic Systems Theory) ตัวอย่างการคิดอย่างเป็นระบบ ในระบบโรงเรียน เป็นความสัมพันธ์ของส่วนต่างๆ ที่ร่วมกันให้ โรงเรียนขับเคล ื่ อนตามบทบาทภารกิจไปสู่ความสําเร็จ ในการจัดระบบและการบริหารในโรงเรียนนั้น เป็นการจัดกลุ่มมาตรฐานและตัวบ่งชี้กับงานหรือมาตรฐาน และบันทึกการทางาน แล้วบริหารระบบนั้น ด้วยกระบวนการ PDPC Model P Planing หมายถึง การวางแผน D Doing หมายถึง การปฏิบัติตาม แผน C Checking หมายถึง การตรวจทานแก้ไข A Acting หมายถึง การปฏิบัติหลังการแก้ไข
35 2. ลักษณะของการคิดอย่างเป็นระบบ ทฤษฎีระบบพ ื้ นฐาน (Basic Systems Theory) ขององค์การซ ึ่ งมี 5 ส่วนคือ ปัจจัยป้อน กระบวนการแปรรูป ผลผลิต ข้อมูลย้อนกลับ และสภาพแวดล้อม ปัจจัยนําเข้า (Inputs) คือทรัพยากรท ี่เป็นบุคคลวัสดุอุปกรณ์เงินหรือข้อมูลท ี่ใช้ในการผลิต หรือการบริการ กระบวนการ (Process)จาการใช้เทคโนโลยีและหน้าท ี่ในทางการบริหารตัวป้อนนาไปสู่ กระบวนการแปรรูปในโรงเรียนปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูเป็นส่วนหน ึ่งของการแปรรูปหรือ กระบวนการเรียนรู้ซึ่งทาให้นักเรียนกลายเป็นพลเมืองที่มีการศึกษาซ ึ่งสามารถทาประโยชน์ให้แก่สังคม ต่อไป ผลผลิต (Output) ได้แก่ผลิตภัณฑ์และการบริการขององค์การองค์การทางการศึกษาผลิต และแจกจ่ายความรู้ ข้อมูลย้อนกลับ (Feedback) คือสารสนเทศเก ี่ ยวกับผลผลิตหรือกระบวนการขององค์การซึ่ง มีอิทธิพลต่อการคัดเลือกตัวป้อนระหว่างวงจรต่อไปข้อสารสนเทศเช่นน ี้อาจนาไปสู่การเปลี่ยนแปลงทั้ง ในกระบวนการแปรรูปและผลผลิตในอนาคต สภาพแวดล้อม (Environment) สภาพแวดล้อมท ี่ อยู่ล้อมรอบองค์การได้แก่แรงผลักดัน (Forces) ทั้งด้านสังคมการเมืองและเศรษฐกิจที่มาปะทะกับองค์การ ดังน ั้ นการสร้างกรอบแนวคิดให้องค์การเป็นระบบเปิด (Open System) จึงเป็นแนวคิดรวบ ยอดที่สําคัญที่สุดประการหนึ่ งของทฤษฏีระบบองค์การท ี่เป็นโรงเรียนหรือสถานศึกษาท ั้งหมดเป็นระบบ เปิด ปิยนาถ ประยูร, (2548.) กล่าวว่า ความคิดเก ี่ ยวกับทฤษฎีความคิดเชิงระบบ (System Thinking) เป็นแนวคิดของทฤษฎีความซับซ้อนเป็นการพัฒนาวิธีคิดท ี่เป็นองค์รวม เป็นการมองโลก ด้วยการสังเคราะห์ (Synthetic Science) ต่างจากทัศนะทางวิทยาศาสตร์ที่ได้รับอิทธิพลมองด้วยการ วิเคราะห์อย่างแยกส่วน (Analytic Science) ซึ่งมี 3 ทฤษฎีที่คล้ายกัน พัฒนาต่อยอดกันมาอย่าง แยกกันไม่ออกได้แก่ – ทฤษฎีระบบ (Systemic Theory) ได้รับการพัฒนามาก่อน จากพ ื้ นฐานวิชา Cybernetic กลศาสตร์การควบคุมกลไกเป็นการมองอย่าง System Theory ที่ชัดเจน – ทฤษฎีไร้ระเบียบ (Chaos Theory ) ตัวอย่างท ี่โด่งดังของทฤษฎีนี้คือ “ ผลกระทบผีเสื้อ หรือ Butterfly Effect ” กล่าวคือ ผีเส ื้อใหญ่ตัวหน ึ่ งกระพือปีกที่ฮ่องกง สามารถทําให้ดินฟ้าอากาศท ี่ แคลิฟอร์เนียเปลี่ยนแปลงได้เมื่อ 1 เดือนให้หลัง หรือ สาเหตุเบ ื้ องต้นเพียงนิดเดียว ในเงื่อนไขที่ เหมาะสม สามารถก่อเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่หลวงได้
36 – ทฤษฎีความซับซ้อน ( Complexity Theory ) ลักษณะที่สําคัญของระบบซับซ้อนคือ การ อุบัติเกิด (Emergence) ซึ่งหมายถึง คุณสมบัติของระบบรวมท ี่ แตกต่างไปจากผลรวมของส่วนประกอบ ย่อยท ั้ งหมด เช่น สมองมีเซลสมองนับล้านเซล แต่ละเซลไม่มีคุณสมบัติที่จําอะไรได้แต่เม ื่ อรวมกันเป็น ระบบสมองสามารถมีความจําได้เป็นต้น การคิดอย่างมีหลัก (Principles) หมายถึง การคิดที่มีสิ่งยึดเหน ี่ ยวหรือสาระสําคัญที่มั่นคง เป็น หัวใจสําคัญในการคิดทุกส ิ่ งทุกอย่างท ั้งปวง ซึ่งอาจจําแนกตามลักษณะของหลักการได้ 3 หลักคือ หลัก ธรรมชาติเป็นหลักที่ทําให้ทุกส ิ่ งทุกอย่างในจักรวาลนี้ดํารงอยู่ได้สรรพส ิ่ งท ั้งปวง ล้วนอยู่ภายใต้หลัก ธรรมชาติทั้งสิ้น หลักการท ั่วไป มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่มีปัญญาและเป็นสัตว์สังคมจึงไม่อาจจะดํารงอยู่ ภายใต้หลักธรรมชาติแต่เพียงอย่างเดียว แต่ต้องมีหลักการท ั่วไปในการดํารงชีวิตอยู่ร่วมกัน และหลัก วิชาเฉพาะ เป็นความซับซ้อนของสังคมท ี่ เติบโตยิ่ งข ึ้ นเร ื่ อยๆ ก็ทําให้มีความจําเป็นท ี่ สังคมมนุษย์ จะต้องมีหลักการเฉพาะเพ ื่อเจาะจงให้ตอบสนองต่อความหลากหลายและความซับซ้อนของสังคม ดังกล่าว การคิดอย่างมีเหตุผล (Rational) หมายถึง การคิดอย่างมีความสัมพันธ์ระหว่างสาเหตุผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้น ซึ่งอาจจําแนกได้เป็น 3 ลักษณะ คือ เหตุผลเชิงวิทยาศาสตร์ธรรมชาติ (Cause and effect) หมายถึง ผลย่อมเกิดแต่เหตุไม่มีผล ใดๆ เกิด ขึ้นลอยๆ ได้โดยปราศจากเหตุและผลในเชิงวิทยาศาสตร์ธรรมชาตินี้มิใช่มีแต่เหตุเดียว ผล เดียวเท่านั้น แต่อาจมีเหตุผล ในลักษณะต่างๆ เหตุเดียวเกิดผลหลายอย่าง หมายความว่า จะต้องมีเหตุเพียงเหตุเดียวแต่ทําให้เกิดผลหลาย อย่างในทันทีทันใดหรือในระยะเวลากระชั้ นชิด เหตุหลายอย่างเกิดผลเดียว หมายความว่า จะต้องมีเหตุหลายเหตุสะสมกันจนมีน้ําหนักทําให้ เกิดผลขึ้น หากมีเพียงเหตุเดียวหรือเกิดเหตุไม่ครบผลสุดท้ายจะไม่เกิดขึ้น เหตุผลต่อเน ื่องเป็นลูกโซ่หมายความว่าเหตุก่อให้เกิดและผลกลายเป็นเหตุทําให้เกิดผล ต่อเน ื่องไปเป็นระยะเวลายาวนานในลักษณะของการเป็นลูกโซ่ ดังท ี่ เราทราบมาแล้วว่าหลักการสําคัญ ของวิธีคิดกระบวนการระบบคือความเช ื่อมโยง (หรือท ี่ เราเรียกว่าเส้น ความสัมพันธ์) , ความสัมพันธ์ นั้นๆมีความสัมพันธ์เช ื่อมโยงกันอย่างไร คําถามแบบน ี้ จะนําเราไปสู่การคิดแบบ ตรรกะ หรือความเป็น เหตุเป็นผล (Logic) อันจะทําให้เราเข้าใจและแก้ไขปัญหาต่างๆได้ดียิ่งขึ้น การฝึกฝนเพื่อให้เห็นความ เช ื่อมโยงสัมพันธ์ต่างๆนั้น ในวิธีคิดกระบวนระบบเรียบกว่า “เส้นของความเป็น เหตุและผล” (Causal loop) ซึ่งวิธีการลากเส้นดังกล่าวนั้น ในการคิดกระบวนระบบจะใช้วิธีการลากเส้นในรูปแบบ ของการตั้ง คําถาม โดยเราจะเริ่ มจากผลลัพธ์สุดท้ายก่อน แล้วค่อยๆต ั้ งคําถามย้อนกลับ โดยใช้ทักษะการต ั้ งคําถาม (Inquiry) , ทักษะการคิดทบทวน (Reflection) และทักษะการนําเสนอ (Advocacy)
37 เหตุผลในชิงตรรกวิทยา (Logical Reasoning) หมายถึง เหตุผลท ี่เป็นความสมเหตุสมผล หรือ พิจารณา จากความเป็นไปได้และจะเป็นไปได้มากน้อยเพียงใด จะต้องพิจารณาท ี่ เหตุปัจจัยอันเป็น เง ื่อนไข ซึ่งหากมีความ สอดคล้องกัน ก็พิจารณาว่ามีความเป็นไปได้ในทางตรรกวิทยานั้น มีขั้นตอน 5 ประการ คือ การพิจารณาปัจจัยเง ื่อนไข การต ั้ งสมมติฐาน การตรวจสอบสมมติฐานกับเง ื่อนไข (หากสอดคล้องกันถือว่ามีความเป็นไปได้ หรือ หากขัดแย้งกัน ถือว่าเป็นไปไม่ได้) การตรวจสอบ ทบทวน และการสรุปผล เหตุผลในเชิงกลยุทธ์ (Strategic Reasoning) หมายถึง เหตุผลที่กําหนดข ึ้ นเพ ื่ ออธิบายตําแหน่ง ต่างๆ ของเหตุผลในการนํามาใช้ขจัดหรือลด ข้อจํากัด หรือเพ ื่อให้บรรลุเป้าหมายเหตุผลในเชิงกลยุทธ์ เป็นเหตุผลที่ต้องอาศัยสมมติฐาน ซึ่งจะเป็นจริงหรือเป็นไปได้หรือไม่นั้นผูกพันอยู่กับตัวแปรในอนาคต หรือเป็นเหตุผลท ี่แฝงตามจํานงเพ ื่อให้บรรลุเป้าหมายในอนาคต จําแนกได้เป็น 3 ลักษณะของผลท ี่ เกิดขึ้น คือ ผลโดยตรง (Direct-Effect) หมายถึง ผลท ี่ เกิดข ึ้ นจากเหตุโดยเฉพาะเจาะจง หรือเป็นผลท ี่ เกิด ขึ้นตามท ี่ประสงค์สร้างเหตุใดเกิดข ึ้ นก็ย่อมก่อผลน ั้นโดยตรง เช่น ทําดีได้ดีทําช ั่วได้ชั่ว เป็นต้น ผลข้างเคียง (Side-Effect) หมายถึง ผลแทรกซ้อนท ี่ เกิดจากเหตุแต่ไม่ใช่ผลโยเฉพาะเจาะจง หรือเป็นผลท ี่ไม่ได้เกิดข ึ้ นตามท ี่ประสงค์ผลข้างเคียงอาจจะเป็นลบหรือเป็นบวกก็ได้ผลข้างเคียงอาจจะ เป็นลบ เช่น เรารับประทานยา CPM แก้แพ้ผลโดยตรงคือน ้ํ ามูกลดลง แต่ผลข้างเคียง คือทําให้เกิด อาการง่วงนอน ผลข้างเคียงอาจจะเป็นบวก เช่น เรารับประทานยา Aspirin แก้ปวด ผลโดยตรงคือ อาการปวดลดลง แต่ผลข้างเคียงคือทําให้เลือดจับตัวกันเป็นลิ่ม ช่วยทําให้ผู้ที่เป็นโรคหัวใจหรือเส้น เลือดขอดมีอาการดีขึ้น ผลโดยอ้อม (Indirect-Effect) หมายถึง ผลกระทบท ี่เป็นต่อเน ื่ องมาจากผลอีกทอดหน ึ่ งหรืออีก หลายๆ ทอดต่อๆ มาไม่ใช่ผลโดยตรงเฉพาะเจาะจง หรือผลแทรกซ้อนท ี่ เกิดจากเหตุนั้นโดยตรง ผลโดย อ้อมอาจเกิดข ึ้นในระยะเวลากระชั้ นชิด หรือต้องอาศัยระยะเวลาที่ยาวนานต่อเน ื่ องก็ได้ผลโดยอ้อมอาจ เกิดข ึ้นในระยะเวลากระชั้ นชิด เช่น การรับประทานยาลดความอ้วน ผลโดยตรงคือ การรับประทานยา ลดความอ้วน ผลโดยตรงคือ ยาทําให้ร่างกายผาผลาญพลังงานมากข ึ้นเป็นผลทําให้ผอมลง แต่ ผลข้างเคียง คือหัวใจทํางานมาขึ้น หากรับประทานยามากเกินไป อาจทําให้หัวใจวาได้ผลโดยอ้อมคือ เม ื่ อผอมลง เส ื้ อผ้าชุดเก่า สวมใส่ไม่พอดีต้องหาซ ื้อใหม่หรือตัดใหม่ เป็นต้น ผลโดยอ้อมที่ต้องอาศัย ระยะเวลาท ี่ ยาวนานต่อเน ื่ อง เช่น เราเล่นกีฬาอย่างสม ่ํ าเสมอ ผลโยตรงคือสุขภาพ ร่างกายดีขึ้น ผลข้างเคียงคือมีเพ ื่ อนจากกลุ่มเล่นกีฬามากขึ้น ผลโดยอ้อมคือทํางานมีประสิทธิภาพมากข ึ้ นกว่าเดิม เน ื่ องจากร่างกายแข็งแรง ไม่ต้องลาเน ื่องจากป่วยไข้ การคิดอย่างการจัดระเบียบ (Regulative) การจัดระเบียบเป็นลักษณะพ ื้ นฐานของระบบ หาก ไม่มีการจัดระเบียบ ระบบก็ไม่อาจเกิดข ึ้นได้เลย การคิดอย่างมีการจัดระเบียบนั้น อาจใช้วิธีการ
38 ดังต่อไปนี้ การจัดกลุ่ม(Grouping) การจัดหมวดหมู่(Category) การจัดประเภท (Classification) การ จัดชนิด (Typification) การจัดแบ่งแผนก (Division) การจัดลําดับชั้น(Hierachy) การจัดลําดับก่อนหลัง (Priority) การจัดอันดับ (Ranking) การจัดระเบียบดังกล่าว อาจอาศัยเคร ื่ องชี้วัด เพ ื่อให้การจัดระเบียบ ดังกล่าวเป็นไปอย่างมีระบบ ดังน ี้ ระยะทาง ระยะเวลาขนาด น้ําหนัก จํานวน ความถ ี่ ลักษณะ คุณสมบัติตําแหน่ง อื่นๆ การคิดอย่างมีรูปแบบ (Mental Model) เป็นลักษณะการคิดท ี่ เกิดจากส ิ่ งท ี่ มนุษย์สร้างข ึ้ นมา จากการรับรู้และประสบการณ์ในชีวิต เป็นลักษณะการมองโลกผ่าน รูปแบบทางความคิดท ี่ เรากําหนด ขึ้น รูปแบบทางความคิดจึงเป็นพ ื้ นฐานสําคัญอีกอย่างหน ึ่งในการจัดระบบความคิดในสมองของมนุษย์ การคิดอย่างมีรูปแบบเป็นการกําหนดส ิ่ งท ี่ มนุษย์รับรู้แล้วการตีความโดยอาศัยประสบการณ์จาก รูปแบบทางความคิด โดยขบวนการมักจะให้ความหมายของส ิ่ งรอบตัวเราเป็นลําดับแรก และอาจมี คุณสมบัติรองลงมา ตัวอย่างของคุณสมบัติแรก เป็นการมองภาพรวมของส ิ่ งต่างๆ ที่มองตัววัตถุและ ธาตุพื้นฐานของสิ่งนั้น เช่น แตงโมแกะสลักเป็นดอกกุหลาบ คุณสมบัติแรกก็คือแตงโมที่เป็นวัสดุพื้นฐาน ของการแกะสลัก คุณสมบัติถัดมา แตงโมแกะสลักดังกล่าวมีความสวยงามและมีคุณค่าทางจิตใจแสดง ให้เห็นศิลปวัฒนธรรมของไทย การคิดอย่างมีกรอบ (Frame) กรอบ (Frame) หมายถึง ขอบเขตที่กําหนด การคิดเชิงระบบ ต้องมีกรอบกําหนดไว้เสมอ หากขาดกรอบเสีย แล้วจะทําให้ขาดความชัดเจนแน่นอน องค์ประกอบ ทั้งหลายจะกระจัดกระจายหรือสับสน จนไม่อาจรักษาความเป็นระบบอยู่ได้กรอบดังกล่าวอาจมี ลักษณะเป็นรูปธรรม เช่น กรอบประตูกรอบหน้าต่าง ต้องมีความกว้างยาวเท่าใด ยึดโยง กันด้วยวัสดุ ประเภทใด เป็นต้น หรืออาจมีลักษณะนามธรรม เช่น กรอบของการเป็นพนักงานที่ดีจะต้องมีหลักเกณฑ์ ประการใด เป็นต้น การคิดอย่างมีวัตถุประสงค์ (Objectives) ระบบทุกระบบจะต้องมีวัตถุประสงค์(Objective) หรือเจตจํานง (Purpose) อยู่เสมอ เพียงแต่เราจะรู้เข้าใจ หรือไม่เท่านั้น แม้กระท ั่ งระบบของวัตถุที่ไม่ มีชีวิต ก็ยังมีวัตถุประสงค์ในการดํารงอยู่อย่างเป็นระบบเพราะหากไม่มีวัตถุประสงค์มันก็ไม่อาจจะดํารง อยู่ได้หรือวัตถุประสงค์เปลี่ยนแปลงไป ระบบของมันย่อมจะต้องเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย 3. ประเภทของการคิดอย่างเป็นระบบ การคิดอย่างเป็นระบบแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ดังน ี้ การคิดอย่างเป็นระบบโดยตรง คือการมุ่งกระทาโดยตรง มีเป้าหมายกับส ิ่งใดสิ่ งหนึ่ง ไม่จําแนก รูปแบบการคิดตามพ ื้ นฐานของมนุษย์แต่แยกแบบการคิดโดยมุ่งเป้าหมาย หรือวัตถุประสงค์จําแนก
39 ออกเป็น 3 ประเภท คือ 1) การคิดเพ ื่ อเข้าใจหน่วยระบบ 2) การคิดเพ ื่ อวิเคราะห์การอุปมาอุปมัย 3) การคิดเพ ื่ อออกแบบ และก่อต ั้ งหน่วยระบบ การคิดอย่างเป็นระบบทางอ้อม คือ การคิดอย่างเป็นระบบ โดยอาศัยพ ื้ นฐานแห่งการคิด เช่น การวิเคราะห์การอุปมาอุปมัย การคิดสังเคราะห์การคิดสร้างสรรค์การประเมินค่า ฯลฯ การคิดอย่าง เป็นระบบทางอ้อม เป็นพฤติกรรมการคิดทางสมอง ที่สมองกระทากับวัตถุซึ่งความคิด หรือ มโนคติ อาจมีหลายมิติเกิดข ึ้นจากประสบการณ์และการคิดข ึ้นเองจากโลกแห่งความเป็นจริง หรือ จินตนาการ การคิดท ี่เป็นประโยชน์ต่อชีวิตมนุษย์มีหลายรูปแบบ โดยเฉพาะการคิดเชิงระบบ เป็นวิธีการคิดเชิง บูรณาการ เป็นการขยายขอบเขตการคิดของเราที่มีต่อเร ื่ องน ั้ นๆ ออกไป โดยไม่ด่วนสรุปหรือตัดสินใจ แต่พิจารณาเร ื่ องน ั้ นอย่างละเอียด ทุกมุมมอง เปิดโอกาสให้ความคิดของคนเราได้มีการเช ื่อมโยง เพ ื่ อหา ความเป็นไปได้ใหม่ๆ เห็นแนวทางแก้ปัญหาที่ดีกว่า และสร้างสรรค์รวมท ั้งให้เห็นความสัมพันธ์แบบ เช ื่อมโยงระหว่างเร่องน ั้ นกับปัจจัยอ ื่ นๆ ที่เก ี่ ยวข้อง วิธีคิดกระบวนระบบ หรือวิธีคิดเชิงระบบ (Systemic Thinking) เป็นการคิดในลักษณะ เช ื่อมโยง คิดมองแบบภาพรวมให้เห็นภาพ ทั้งหมด รู้จักสังเคราะห์และมองเห็นปฏิสัมพันธ์ต่างๆของ ระบบ ทั้งในสัมพันธ์เชิงลึกและสัมพันธ์แนวกว้าง รวมท ั้ งความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน อันเป็นการคิดแบบ กระบวนการ หรือท ี่ เราเรียกกันว่า “วิธีคิดแบบองค์รวม” วิธีการฝึกฝนการคิดกระบวนระบบ ระบบปิด เป็นระบบท ี่ไม่มีชีวิต เป็นเสมือนเคร ื่ องจักร แม้ว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงสิ่ งแวดล้อม ต่างๆระบบก็ยังทํางานได้เร ื่ อยๆ จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงคําส ั่ งการ วิธีคิดแบบนี้จึงเสมือน วิธีคิด แบบเก่า(Old paradigm) ระบบเปิด เป็นระบบที่มีชีวิต เสมือนร่างกายมนุษย์มีระบบต่างๆ แต่ละระบบจะทํางานสัมพันธ์ กันและมีปฏิสัมพันธ์กับสภาพแวดล้อมภายนอกตลอดเวลา วิธีคิดแบบน ี้เป็นการคิดกระบวนระบบ (Systemic Thinking) หากเรามองปัญหาแบบระบบปิด วิธีการแก้ปัญหาจึงมักจะออกมาในลักษณะ ดังน ี้ - ตรงไปหาทางออกในการแก้ปัญหาทันทีโดยยังไม่เข้าใจรากเหง้าของปัญหา - แก้ปัญหาแบบแยกส่วน - มักจะมุ่งไปแก้ปัญหาแต่ในด้านท ี่ “จับต้องได้” หรือ “วัดได้” ส่วนในด้านท ี่ ยากๆ เช่น อารมณ์ คุณค่ามักจะไม่ค่อยได้แก้ไข - มักจะทําซ ้ํ าๆกับส ิ่ งท ี่ เคยทําสําเร็จมาแล้วในอดีต แม้จะสําเร็จเพียงเล็กๆน้อยๆ - มักจะชอบเน้นว่าจะทําอย่างไร “กลุ่มอ ื่ นๆ” จึงจะเปลี่ยนแปลง
40 การคิดอย่างมีแบบแผน (Formulative) ระบบจะดํารงอยู่ได้จะต้องมีการเกาะเก ี่ ยวกันอย่างมี แบบแผนฉะนั้น การคิดอย่างเป็นระบบจึงต้องคิดอย่างมีแบบแผน แบบแผนดังกล่าวจะต้องมีอย่างใด อย่างหน ึ่ งดังต่อไปนี้ 1) กรอบและโครง กรอบ (Frame)เป็นขอบเขตของระบบ ฉะนั้น การคิดอย่างมีแบบแผนจึงต้องมีกรอบที่ชัดเจน แน่นอนจะได้ไม่สับสนหรือฟุ้งซ่านออกไป โครงรูป (Pattern) เป็นรูปแบบภายนอกของระบบ ฉะนั้น การคิดอย่างมีแบบแผนในหลาย กรณีจึงต้องกําหนดโครงรูปให้ชัดเจนเป็นเบ ื้ องต้นเสียก่อน จึงจะทําให้ความคิดน ั้ นก่อรูปเป็นแบบแผนท ี่ ต้องการ วิธีคิดในระดับน ี้จะมองโดยคิดว่าหากมีแบบแผนแบบน ี้ปรากฎการณ์จะเป็นอย่างไร การมอง แบบน ี้ จะเริ่ม มีการใช้ข้อมูล สถิติต่างๆเข้ามาประกอบการมอง ทําให้เห็นแนวโน้มของปรากฎการณ์ที่ เกิดขึ้น เช่น แม่ค้ากลุ่มไหน จะใช้น้ํามันทอดซ้ํา และส่วนใหญ่จะใช้นานประมาณกี่วันถึงจะเปลี่ ยน โครงร่าง (Outline) เป็นเค้าโครงของระบบอย่างหนึ่ง เช่น การเขียนหนังสือที่ดีจะต้องมีโครง ร่างของหนังสือให้ โครงสร้าง (Structure) เป็นรูปแบภายในของระบบ ฉะนั้น การคิดอย่างมีแบบแผนในหลาย กรณีจึงต้องกําหนด โครงสร้างให้ชัดเจนเสียก่อนจะทําให้ความคิดน ั้นเป็นไปตามแบบแผนที่ต้องการ วิธีคิดในระดับน ี้ เราจะต้องเข้าใจว่าแบบแผนต่างๆน ั้ นเกิดจากโครงสร้างของมัน และในระบบนั้น ส่วน ใหญ่ยังไม่ได้เกิดจากโครงสร้างเดียว มันอาจจะเป็นโครงสร้างหลายช ั้ นซ้อนกัน เช่น โครงสร้างด้าน กฎระเบียบ/กฎหมาย , โครงสร้างทางเศรษฐกิจ , โครงสร้างด้านเทคโนโลยี , โครงสร้างทางธุรกิจ , โครงสร้างขององค์กร , โครงสร้าง ความสัมพันธ์ระหว่างบุคคล , โครงสร้างภาพจําลองความคิด ดังนั้น การที่น้ํามันพืชมีราคาแพง และเม ื่ อเหลือแล้วไม่มีใครมารับซื้อ ตลอดจนไม่รู้ข้อมูลเก ี่ ยวกับอันตราย ก็ ยังคงทําให้แม่ค้าใช้น้ํามันเก่าๆ อยู่ชัดเจนเสียก่อน หนังสือน ั้ นตึงจะออกมาอย่างมีแบบแผนกลมกลืนเป็น ระบบ แบบจําลอง (Model) เป็นแบบจําลองระบบท ั้ งระบบเพ ื่อให้เห็นสภาพท ี่ คล้ายของจริงมากที่สุด การสร้างแบบจําลองจึงเป็นวิธีการคิดอย่างหน ึ่ งของการคิดอย่างมีแผน วิธีคิดในระดับน ี้จะเป็นการมอง โดยเข้าใจว่า การท ี่ คนมีพฤติกรรม เกิดจากทัศนคติค่านิยม ความเชื่อ นิสัย ต่างๆ เช่น หากแม่ค้าท ี่ใช้ น้ํามันทอดซ้ํา รู้ว่าน ้ํ ามันทอดซ ้ํ ามีอันตรายต่อสุขภาพ และตนเองเป็นคนใจบุญ ถือศีล ก็อาจจะมี พฤติกรรมการใช้น้ํามันท ี่ปลอดภัยข ึ้ นกว่าเดิม หรือมีความรับผิดชอบต่อสังคมมากขึ้น ในขณะที่ คนบาง คน ที่ซื้ออาหารท ี่ใช้น้ํามันทอดซ้ํา ก็อาจจะเป็นคนที่มีนิสัยชอบรับประทานอาหารชนิดน ั้ นมากกว่าจะ ตระหนักถึง อันตราย รูปแบบ (Form) เป็นภาพสะท้อนอย่างหน ึ่ งของแบบแผน ฉะนั้น การจัดรูปแบบต่างๆ เช่น รูปแบบพิธีการ รูปขนาด การจัดลําดับหนังสือ สูตร เป็นต้น ก็มีลักษณะเป็นระบบเช่นเดียวกัน