41 องค์ประกอบ (Factor) เป็นปัจจัยอย่างหน ึ่ งของระบบท ี่ จะขาดเสียมิได้แบบแผนแต่ละแบบ แผนก็จะมีองค์ประกอบที่ แตกต่างกันไป ฉะนั้น การคิดอย่างมีการจัดองค์ประกอบจึงเป็นรากฐานสําคัญ ของการคิดอย่างมีแบบแผน แผนท ี่ (Map) เป็นแบบแผนท ี่ใช้ในการเดินทาง แม้กระท ั่ งการคิดร่างแผนในหัว(Mind Map) ก็ เป็นการคิดอย่างมีแบบแผนอย่างหนึ่ง หลักเกณฑ์ (Criteria) เป็นเป็นส่วนหน ึ่ งขอแบบแผน หากไม่มีหลักเกณฑ์ที่แน่นอน แบบแผน นั้นก็ย่อมสับสน ซึ่งจะทําให้ระบบแปรปรวนไปด้วย มาตรฐาน (Standard) เป็นภาพสะท้อนอย่างหน ึ่ งของความมีแบบแผน หากรักษามาตรฐานไว้ ได้อย่างสม ่ําเสมอโดยตลอด แสดงว่ามีแบบแผนที่ดีนั่นคือ มีระบบที่ดีตามได้ด้วย รวมท ั้งการใช้ มาตรฐานในการพิจารณาด้วย หากใช้มาตรฐานท ี่ แตกต่างกัน(Double Standard) ก็ย่อมสะท้อนถึง ระบบท ี่ไม่ได้มาตรฐาน การคิดอย่างเป็นกระบวนการ (Processing) เป็นเทคนิคของการคิดเชิงระบบอย่างหนึ่ง ซึ่ง จําแนกได้ 3 ประการ ดังน ี้ ขั้นตอน (Step) เป็นพ ื้ นฐานของการคิดอย่างเป็นกระบวนการ เพราะกระบวนการจะขาด ขั้นตอนไปไม่ได้ ความต่อเน ื่ อง (Continuous) ทําให้กระบวนการเคล ื่ อนต่อไปได้หากเกิดการสะดุด ขาด หรือ เว้นช่วงไปทําให้กระบวนการขาดความสนมบูรณ์ไปด้วย ความตลอดต่อเน ื่ อง (Break Through) คิดต ั้ งแต่ต้นจนจบจะทําให้กระบวนการน ั้ นเคล ื่อนไป อย่างครบถ้วนสมบูรณ์ในทางตรงกันข้าม หากคิดไม่ตลอดก็จะเป็นผลให้กระบวนการน ั้ นล้มเหลวลงได้ การคิดอย่างเป็นกระบวนการน ี้เป็นพ ื้ นฐานของระบบการทํางานในทุกกิจกรรม ดังนั้น กระบวนการ ทํางานที่มีประสิทธิภาพจะต้องมีขั้นตอนในการคิด วางแผน ลงมือปฏิบัติและประเมินผล เป็นต้น การคิดอย่างเป็นวง (Circle) เป็นส่วนหน ึ่ งของการคิดเชิงระบบ ซึ่งจําแนกออกได้เป็น 2 ประการ การคิดแบบวงจร (Cycle) เป็นการคิดที่มีการเคล ื่อนไหวต่อเน ื่ องกันไปไม่มีที่สิ้นสุด ลักษณะท ี่ เป็นวงจรใน เช่น วงจรการเวียนว่ายตายเกิด (วัฏสงสาร) การคิดแบบวงจรป้อนกลับ (Feedback Loop) เป็นการคิดท ี่เป็นวงหมุนย้อนกลับ มิใช่เป็นการ คิดแบบเส้นตรงที่พุ่งด ิ่งตลอดไป การคิดแบบวงจรป้อนกลับ เปรียบเสมือนระลอกคล ื่ นท ี่ สร้าง ถ้าหากจะสรุปประเภทของการคิดท ี่ กล่าวมาข้างต้นจะพบว่าผลของการคิดหรือรูปแบบของ วิธีการคิดหากนํามาเขียนเป็นผังกราฟิกแผนภูมิหรือแผนภาพจะปรากฏความคิดออกได้ 2 ลักษณะคือ
42 รูปแบบความคิดท ี่เป็นระบบแบบ Systematic หมายถึง รูปแบบการคิดท ี่เป็นระบบอย่างมีลําดับ ขั้นตอนเคล ื่ อนท ี่ จากลําดับหน ึ่งไปสู่ 234 จนครบวงจรของการคิดในระบบนั้น และอีกลักษณะหน ึ่ งคือ การคิดที่มีผลในลักษณะ systemic คือเป็นระบบที่มีวิธีการคิดที่มีลักษณะวงจรหรือแผนภูมิที่อาจจะเริ่ม จากจุดใดจุดหน ึ่ งก็ได้โดยไม่จําเป็นจะต้องเกิดจากจุดหน ึ่งไปเป็นลําดับ 2 3 หรือ 4 ในลักษณะอย่างน ี้ เป็นกระบวนการท ี่เป็นผลของการคิดที่มีการยืดหยุ่นได้มากกว่า ภาพท ี่ 4.1 ภาพจําลองความคิดแบบ Systematic ภาพท ี่ 4.2 ภาพจําลองความคิดแบบ Systemic 1 2 3 4... TiTle 1 2 3 4
43 4. การคิดอย่างเป็นระบบกับการสร้างสรรค์ทางศิลปะ การคิดอย่างเป็นระบบที่นํามาใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะในลักษณะเบองต ื้ ้นจะช่วยให้เกิด ประโยชน์และความเข้าใจอันถ่องแท้ในกระบวนการสร้างสรรค์งานในภาพกว้างดังต่อไปนี้ - ช่วยมองเห็นความสัมพันธ์ระหว่างงานของตนเองกับงานของผู้อื่น - มีการวางแผนและจัดลําดับความสําคัญของงาน - มีความยืดหยุ่นในการทํางาน สามารถปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ - เรียนรู้จากประสบการณ์ทั้งด้านที่สําเร็จและล้มเหลวท ั้ งของตนเองและของผู้อื่น - เรียนรู้และสามารถหลีกเล ี่ยงปัญหาท ี่ เคยเกิดขึ้น - มีขั้นตอนการติดตาม ตรวจสอบและประเมินผลงาน เทคนิคการคิดอย่างเป็นระบบ สามารถนํามาประยุกต์ใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะโดยอาศัย วิธีการต่างๆ ในการจัดกระบวนการคิดที่นําไปใช้ในการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะดังน ี้ (เกรียงศักด ิ์ เจริญ วงศ์ศักด ิ์, 2548) - ยอมรับตนเองและเปลี่ยนใจตนเองให้ได้ว่าตนคือส่วนประกอบสําคัญท ี่ เช ื่อมโยงสิ่ งต่างๆ - เข้าใจธรรมชาติของระบบ และทุกสรรพส ิ่งในโลกนี้สัมพันธ์กัน - ฝึกการมองภาพรวมแทนส ิ่ งเล็กๆ แล้วค่อยๆ มองย้อนกลับ - มองเห็นกระบวนการเปลี่ยนแปลง และปัจจัยต่างๆ ที่เอ ื้ อต่อระบบ - มองเห็น วัฏจักรของเหตุปัจจัย และการส่งผลย้อนกลับ - เปิดอิสระในเรื่องการคิด ไม่ตีกรอบ ครอบงําความคิดของคนอื่น - หากเป็นการทํางานกลุ่มควรส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกคนเกิดแรงร่วมในกรสร้างความสัมพันธ ์ แนวทางการนําความคิดเชิงระบบไปใช้ในการปฏิบัติงาน - กําหนดวัตถุประสงค์ของงานให้ชัดเจน ควรกําหนดวัตถุประสงค์ของการสร้างงานให้ชัดเจน ประสงค์ของการสร้างงานศิลปะงานที่สําคัญมักจะเป็นวัตถุประสงค์เพ ิ่ งข ึ้ นอยู่กับตัวช ิ้ นงานและ ความรู้สึกหรืออารมณ์ที่ผู้ชมได้รับจากการชมผลงาน - กําหนดงานท ี่ เก ี่ ยวข้องท ี่ จะทําให้บรรลุวัตถุประสงค์ให้ครบถ้วน การแตกงานหรือการ กําหนดงานท ี่ในลักษณะของการวิเคราะห์งานที่ดีหรือท ี่ เรียกว่า Task analysis เป็นการวิเคราะห์โดย อาศัยหลักการคิดว่าการท ี่ จะเกิดข ึ้ นอย่างเป็นลําดับข ั้ นตอนอาจมีงานอะไรระบุขั้นตอนในการปฏิบัติงาน รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ที่จะใช้และบุคคลต่างๆท ี่ จะเข้ามาช่วยเหลือในการสร้างสรรค์งานต่างๆเหล่าน ั้ นร่วม คือการกําหนดระยะเวลาของการปฏิบัติงานในแต่ละช่วงที่ต้องมีความสัมพันธ์กันเพ ื่อให้ผลงานบางอย่าง
44 ที่ควบคุมด้วยเวลาเป็นตัวกําหนดให้สําเร็จเสร็จส ิ้นการรอปูนแห้งการรอวัสดุบางอย่างผสมกันจะได้ที่ ดังน ั้ นการวางแผนการแต่งงานตามวัตถุประสงค์ซึ่งมีความสําคัญอย่างย ิ่ งท ี่ จะทําให้งานบรรลุผลสําเร็จใน การสร้างสรรค์ - กําหนดกระบวนการทํางานในแต่ละงานท ั้งในส่วนระบบใหญ่และระบบย่อยให้ครบถ้วน แต่งงานออกมาได้สําเร็จเรียบร้อยจึงทําการจัดลําดับความสําคัญของงานการจัดลําดับความสําคัญของ งานอาจจะอยู่ในลักษณะของการเขียนโครงร่างท ี่เป็นแผนผังพระบางคร ั้ งช่วงเวลาของการทํางาน บางอย่างมีการเหล ื่ อมล ้ํ าเหลือ overlap กันอยู่จึงสามารถให้งานดําเนินไปโดยการเสร็จพร้อมกันเมื่อ จําเป็นจะต้องทํางานอย่างหน ึ่ งท ี่รอระยะเวลายาวนานในการแห้งหรือการคงตัวของวัสดุสามารถ ดําเนินงานอีกข ั้ นตอนหน ึ่งไปได้ - การตัดสินใจเลือกวิธีการทํางานให้เหมาะสม การตัดสินใจเลือกวิธีการในการทํางานหรือการ สร้างผลงานเป็นข ั้ นตอนสุดท้ายก่อนลงมือปฏิบัติในการสร้างสรรค์การตัดสินใจนั้ นจะต้องอาศัยหลัก หลายประการทั้งการให้เหตุผลและการพิจารณาถึงความเป็นไปได้ในด้านต่างๆที่ให้ผลงานปรากฏขึ้น - ประเมินผลท ั้งระบบและปรับปรุงแก้ไขเมื่ อกําหนดวิธีการวางแผนและการคิดท ี่เป็นระบบ เรียบร้อยแล้วก่อนท ี่ จะลงมือปฏิบัติสิ่งใดควรจะนําระบบน ั้ นมาวางและพิจารณาในการนําไปปฏิบัติจริง ด้วยวิธีการประเมินหรืออาจใช้การสะท้อนคิดจากบุคคลต่างๆ การคิดกระบวนระบบมีประโยชน์ต่อความคิดและการปฏิบัติงานให้ประสบผลสําเร็จ ทําให้เรา มองโลกรอบตัวอย่างเป็นองค์รวม ทําให้เราเห็นความเก ี่ ยวข้องปฏิสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ ทํา ให้เราเข้าใจว่า ความสัมพันธ์ของส่วนย่อยๆนั้น มีอิทธิพลต่อเหตุการณ์ต่างๆของระบบ ทําให้เราเข้าใจ ว่า “ชีวิต” มีการเคล ื่อนไหว และเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ทําให้เราเข้าใจว่าเหตุการณ์หน ึ่ งๆ อาจจะ ส่งผลต่ออีกเหตุการณ์หนึ่งได้แม้เหตุการณ์หลังจะเกิดหลังจากเหตุการณ์แรกผ่านไปแล้วอย่างนาน หรือ อยู่ไกลจากเหตุการณ์แรกมาก และ ทําให้เรารู้ว่า สิ่งท ี่ เกิดรอบๆตัวนั้น เราก็มีส่วนเก ี่ ยวข้องด้วย สรุป จากท ี่ กล่าวมาการคิดอย่างเป็นระบบคือการคิดที่มีระเบียบแบบแผนวิธีขั้นตอนอย่างชัดเจน บางคร ั้ งอาจจะมีลําดับบางคร ั้งอาจจะไม่มีลําดับแต่เป็นเพียงวงจรของการคิดท ี่ สามารถเข้าสู่จุดใดก่อนก็ ได้การคิดอย่างเป็นระบบน ั้ นต้องอาศัยรูปแบบวิธีการต่างๆมากมายต้องคํานึงถึงโครงสร้างกรอบประสงค์ การวิเคราะห์ในจุดต่างๆรวมถึงการประเมินผลท ั้ งน ี้อาจจะใช้วิธีการเชิงระบบเตือนการกําหนดตัวปัจจัย นําเข้ากระบวนการผลผลิตและการประเมินเพ ื่ อนํามาใช้เป็นกรอบของข ั้ นตอนการคิดหรือสามารถใช้ วงจรการคิดแบบง่ายๆท ี่ใช้ในการปฏิบัติงานเช่นวงจรแดมิ่ง หรือ PDCA นอกจากน ี้ การคิดอย่างเป็น
45 ระบบสามารถนํามาใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะได้อย่างดีโดยเฉพาะอย่างยิ่ง กําหนดวัตถุประสงค์ ของงานให้ชัดเจน กําหนดงานท ี่ เก ี่ ยวข้องท ี่ จะทําให้บรรลุวัตถุประสงค์ให้ครบถ้วน กําหนด กระบวนการทํางานในแต่ละงาน การตัดสินใจเลือกวิธีการทํางานให้เหมาะสม และ ประเมินผลทั้ง ระบบและปรับปรุงแก้ไข งานศิลปะในแนวออกแบบที่จําเป็นจะต้องมีการผลิตในจํานวนมากด้วยการคิด ประกอบไปด้วย หากเราฝึกท ี่ จะคิดในการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆอย่างเป็นระบบจะช่วยทําให้เรามองโลก อย่างกว้างมีข้อเปรียบเทียบมีหลักกฎเกณฑ์และนําไปสู่ความสําเร็จในการปฏิบัติงานน ั่ นเอง คําถามทบทวน 1. จงบอกความหมายของความคิดเชิงระบบ 2. จงสรุปลักษณะของการคิดอย่างเป็นระบบ 3. จงสรุปประเภทของการคิดแบบต่างๆมา สามลักษณะการแบ่ง 4. จงสรุปการคิดการเขียนผังความคิดแบบ Systemic และ Systematic 5. จงสรุปขั้ นตอนการคิดอย่างเป็นระบบในการสร้างสรรค์ศิลปะ
46 เอกสารอ้างอิง ภาษาไทย เกรียงศักด ิ์ เจริญวงศ์ศักด ิ์. (2548). การคดเชิ ิงวเคราะหิ . ์กรุงเทพฯ : บริษัทซัคเซส มีเดีย. ปิยนาถ ประยูร. (2548). วิธีคิดกระบวนระบบ (SYSTEMS THINKING). กรุงเทพฯ : โครงการ เสริมสร้างการเรียนรู้เพ ื่ อชุมชนเป็นสุข. วิกรณ์รักษ์ปวงชน. (2550). การติดอาวุธสมอง การพัฒนาระบบคิด ใน ติดอาวุธนักบริหาร. กรุงทพฯ: บริษัทพิมพ์ดี.
บทท ี่ 5 การคิดขนส ั้ ูง การคิดข ั้ นสูงหรือการคิดระดับสูงเป็นส่วนหน ึ่ งของการคิดที่พัฒนาต่อยอดมาจากการคิดเชิง วิทยาศาสตร์พื้นฐานการคิดข ั้ นสูงหรือการคิดระดับสูงน ั้นเป็นการคิดที่ต้องอาศัยทักษะวิธีการต่างๆ เพื่อ นํามาพัฒนาวิธีการคิดการคิดข ั้ นสูงน ั้ นมีมิติที่เก ี่ ยวข้อง ทั้งการคิดในเชิงลึกการคิดในเชิงกว้างการคิดแก้ กล้องติดรถประเภทของการคิดน ั้ นก็ประกอบไปด้วย การคิดท ี่เป็นวิธีการที่ซับซ้อน ตั้งแต่การลงความ คิดเห็นการหาข้อมูลการพิสูจน์ และกระบวนการในการวิจัย การประยุกต์ใช้การจัดระเบียบการ ประเมินผลการลงความคิดเห็นการทดสอบ ทดลอง เป็นต้น ซึ่งเม ื่ อนํามาประยุกต์ใช้กับงานศิลปะแล้ว การคิดต่างๆ เหล่าน ี้ สามารถเข้าไปอยู่ในกระบวนการสร้างงานศิลปะได้ทุกข ั้ นตอน ตั้งแต่การสร้าง และการหาแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ผลงานการคิดและหาส ื่อในการสร้างสรรค์ผลงานการสร้าง ต้นแบบและรวมถึงการประเมินผล โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ความหมาย แนวคิดและทฤษฏีพื้นฐานของการคิดข ั้ นสูง คิด พจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตย สถานพ.ศ. 2554 อธิบายความหมายว่าทําให้ปรากฏเป็นรูป หรือประกอบให้เป็นรูปหรือเป็นเร ื่ องข ึ้นในใจ ซึ่งก็เป็นเพียงการคิดท ี่ เราคุ้นเคยอยู่เป็นประจําแต่ในทาง การศึกษา สนใจ ความคิด เพ ื่อไม่ให้เกิดความคิดฟุ้งซ่านไปต่าง ๆ นานาจึงต้องมีการฝึกทักษะการคิด เพ ื่อฝึกฝนการคิดของมนุษย์ให้สามารถนําไปใช้แสวงหาคําตอบตัดสินใจ และแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ได้ วัชรา เล่าเรียนดี (2556, น. 26) ได้ให้ความหมายของการคิดระดับสูงในการคิดระดับต ่ําไม่ว่า ทักษะการคิดระดับสูงและทักษะการคิดระดับต่ํา การคิดระดับต ่ําเป็นทักษะท ี่เป็นความรู้ความจํา ข้อเท็จจริงข้อมูลต่างๆ ซึ่งไม่ต้องอาศัยการคิดอย่างรอบคอบและการคิดอย่างละเอียดเป็นเพียงแค่การ จดจําก็สามารถตอบได้ซึ่งเป็นลักษณะของการใช้ความรู้จากบุคคลอ ื่ นที่ถ่ายทอดออกมาเป็นลักษณะของ ข้อมูลแบบทุติยภูมิ สําหรับทักษะการคิดระดับสูง หมายถึง ความสามารถที่ทําให้เกิดความชัดเจนโดย อาศัยการวิเคราะห์การสร้างแนวคิดการเช ื่อมโยงความสัมพันธ์การตัดสินใจการแก้ปัญหาการวางแผนซึ่ง ต้องอาศัยการคิดที่มีความละเอียด ทักษะการคิดข ั้ นสูง (Higher order thinking skills-HOTS) หมายถึง ความสามารถและความ ชํานาญในการดําเนินการคิดที่ซับซ้อนเพ ื่อให้ได้คําตอบหรือบรรลุวัตถุประสงค์ที่ต้องการทักษะการคิด เป็นทักษะทางปัญญาท ี่ใช้กระบวนการทางสมองในการประมวลผลข้อมูลสารสนเทศต่าง ๆ ที่รับเข้ามา ผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 ทักษะการคิดข ั้ นสูงเป็นทักษะที่มีความซับซ้อนจําเป็นที่ผู้เรียนต้องได้รับการ
48 สอนและฝึก เพ ื่อให้สามารถนําไปใช้ในการแสวงหาคําตอบการตัดสินใจ และการแก้ปัญหาต่าง ๆ ตัวอย่างทักษะการคิดข ั้ นสูงที่สําคัญ เช่น ทักษะการคิดวิเคราะห์สังเคราะห์การประเมิน การคิดริเริ่ม สร้างสรรค์การคิดแก้ปัญหา การคิดอย่างมีวิจารณญาณ การพัฒนาทักษะการคิดข ั้ นสูงมีหลายวิธีวิธีการหลักที่นิยมใช้กันคือ ใช้โปรแกรม หลักสูตร หรือ ชุดฝึกสําเร็จรูปเพื่อฝึกทักษะการคิดโดยตรง และการพัฒนาทักษะการคิดโดยบูรณาการในการสอน เน ื้ อหาสาระต่าง ๆ การพัฒนาทักษะการคิดข ั้ นสูงโดยตรงเป็นการสอนคิดท ี่เป็นอิสระจากการสอน เน ื้ อหาสาระตามท ี่ หลักสูตรกําหนดส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นโปรแกรมที่ออกแบบให้ผู้เรียนฝึกทักษะการ คิดทักษะใดทักษะหน ึ่ งหรือหลายทักษะตามที่ต้องการ ความสามารถในการคิดเป็นตัวบ่งชี้สําคัญท ี่ แสดง ถึงคุณภาพของผู้เรียนทักษะการคิดจึงได้รับความสําคัญให้เป็นทักษะแห่งคริสต์ศตวรรษท ี่ 21 ที่เยาวชน ไทยทุกคนควรได้รับการสอนและฝึกฝนอย่างจงใจและจริงจังเพ ื่ อช่วยให้ผู้เรียนสามารถใช้ทักษะดังกล่าว ในการดํารงชีวิตอย่างมีคุณภาพ มิติของการคิดข ั้ นสูงเป็นการคิดที่สัมพันธ์กับการจัดการเรียนการสอนในสังคมปัจจุบันเพ ื่ อการ พัฒนาและการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ในการพัฒนาประเทศ เก ี่ ยวข้องกับการคิดในประเด็นต่าง ๆ ดังน ี้ คิดคล่อง (Fast Thinking) หมายถึง การคิดให้ได้ข้อมูลจํานวนมากอย่างรวดเร็ว คิดหลากหลาย (Various Thinking) หมายถึง การคิดให้ได้ข้อมูลหลายประเภท คิดละเอียด (In–Detail Thinking) หมายถึง การคิดให้ได้ข้อมูลท ี่เป็นรายละเอียดของส ิ่ งท ี่ ต้องการคิด คิดชัดเจน (Clear Thinking) หมายถึง การคิดที่ผู้คิดรู้ว่าตนรู้และไม่รู้อะไร เข้าใจและไม่เข้าใจ อะไร และสงสัยอะไรในเรื่ องที่คิด คิดอย่างมีเหตุผล (Reasonable Thinking) หมายถึง การใช้หลักเหตุผลในการคิดพิจารณา เร ื่องใดเรื่ องหนึ่ง คิดถูกทาง (Right Thinking) หมายถึง การคิดที่ทําให้ได้ความคิดท ี่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม และเป็นประโยชน์ระยะยาว คิดกว้าง (Wider Thinking) หมายถึง การคิดโดยพิจารณาถึงองค์ประกอบ หรือแง่มุมต่างๆ ของเร ื่ องที่คิดอย่างครอบคลุม หรือพิจารณาเห็นเครือข่ายแห่งองค์ประกอบดังกล่าวนั้น คิดลึกซึ้ง (In–Depth Thinking) หมายถึง การคิดที่ทําให้เข้าใจความซับซ้อนของโครงสร้างและ ระบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุในโครงสร้างของเร ื่ องที่คิดอย่างด ิ่ งด่ํา คิดไกล (Prophetic Thinking) หมายถึง การคิดที่ทําให้สามารถอธิบายเหตุการณ์ในอนาคตได้ ในเชิงทํานายหรือพยากรณ์โดยมีมุมมองท ี่ เห็นภาพรวมทุกองศา (Panoramic Perspectives) คือ เข้าใจอย่างถ่องแท้
49 2. ประเภทของการคิดข ั้ นสูง ทักษะการคิดข ั้ นสูง จัดกลุ่มย่อยได้อีก 4 กลุ่ม คือ ทักษะการคิดซับซ้อน ทักษะพัฒนาลักษณะ การคิด ทักษะกระบวนการคิด และทักษะการควบคุมและประเมินการคิดของตนเอง โดยมี ประกอบด้วย - การทําให้กระจ่าง (Clarifying) หมายถึง การให้รายละเอียดหรือคําอธิบายเพ ิ่ มเติมเก ี่ ยวกับ สิ่งท ี่ สงสัยหรือคลุมเครือ เพ ื่อให้เกิดความชัดเจน ขั้นตอนการคิด ระบุสิ่งท ี่ สงสัยหรือคลุมเครือ ใช้วิธีการ ต่างๆ เพ ื่อให้เกิดความชัดเจน เช่น เปรียบเทียบ ยกตัวอย่าง ขยายความ แปลความ ตีความ อธิบาย สรุป อ้างอิง ให้เหตุผล และอธิบายส ิ่ งท ี่ คลุมเครือให้กระจ่างชัดเจน ส่วนตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดขั้น สูง คือ สามารถระบุสิ่งท ี่ สงสัยหรือปัญหา สามารถใช้วิธีการต่างๆ ขจัดความคลุมเครือ จนเกิดความ เข้าใจอย่างชัดเจน และ สามารถอธิบายเร ื่ องท ี่ คลุมเครือให้เข้าใจชัดเจน - การสรุปลงความเห็น (Drawing Conclusion) หมายถึง การให้ความคิดเห็นเก ี่ ยวกับข้อมูล หรือเร ื่ องที่ศึกษา โดยการเชื่อมโยงและอ้างอิงจากความรู้หรือประสบการณ์เดิม หรือจากข้อมูลอ ื่ นๆ โดย มีขั้นตอนการคิด คือ การศึกษาข้อมูลท ั้ งหมด การจัดกระทํากับข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ ตามความ เหมาะสม และสรุปสาระสําคัญของข้อมูล หรือเร ื่ องที่ศึกษา การให้ความเห็นท ี่ เกิดไปจากข้อมูลที่มีอยู่ โดยอาศัยการเช ื่อมโยง การใช้เหตุผล และการอ้างอิงจากความรู้หรือประสบการณ์เดิมหรือจากข้อมูล อื่นๆ และการอธิบายความคิดเห็นโดยให้เหตุผลและข้อมูลต่างๆ สนับสนุนประกอบ ตัวบ่งช ี้ การมี ทักษะการคิดข ั้ นสูง สามารถให้ความเห็นเก ี่ ยวกับข้อมูลท ี่ สรุปได้เกินไปจากข้อมูลที่มีอยู่ และ สามารถอธิบายเหตุผลประกอบความคิดเห็นท ี่ให้ - การวิเคราะห์ (Analyzing) หมายถึง การจําแนกแยกแยะส ิ่งใดสิ่ งหนึ่ง หรือเร ื่องใดเรื่ องหนึ่ง เพ ื่ อค้นหาองค์ประกอบและความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบเหล่านั้น เพ ื่ อช่วยให้เกิดความเข้าใจใน เร ื่ องนั้น ซึ่งจะประกอบด้วย การเปรียบเทียบ การเทียบเคียง และการหาข้อสรุป โดยมีขั้นตอนการคิด คือ การศึกษาข้อมูล การต ั้ งวัตถุประสงค์ในการวิเคราะห์ข้อมูล การกําหนดเกณฑ์ในการจําแนก แยกแยะข้อมูล เพ ื่ อแสดงองค์ประกอบของสิ่ งที่วิเคราะห์ การหาความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบ และความสัมพันธ์ของข้อมูลในแต่ละองค์ประกอบ การนําเสนอผลการวิเคราะห์และการนําผลการ วิเคราะห์มาสรุป ตอบคําถามตามวัตถุประสงค์ โดยตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดข ั้ นสูง สามารกําหนด เกณฑ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล สามารถแยกแยะข้อมูลได้ตามเกณฑ์ สามารถบอกความสัมพันธ์ ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ และความสัมพันธ์ของข้อมูลในแต่ละองค์ประกอบ และ สามารถนําเสนอผล การวิเคราะห์มาสรุปตอบคําถามตามวัตถุประสงค์ - การให้คําจํากัดความ (Defining) หมายถึง การระบุลักษณะเฉพาะที่สําคัญของส ิ่งใดสิ่ งหน ึ่ งท ี่ ต้องการนิยาม โดยมีขั้นตอนการคิด คือ การศึกษาองค์ประกอบ ลักษณะ คุณสมบัติของส ิ่งใดสิ่ งหนึ่ง ให้ครอบคลุม การคัดคุณสมบัติเฉพาะหรือคุณสมบัติร่วมของส ิ่ งนั้น การนําคุณสมบัติร่วมเหล่าน ั้ นมา
50 เรียบเรียงเป็นข้อความให้กะทัดรัด ชัดเจน สละสลวย โดยมีตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดข ั้ นสูง สามารถระบุองค์ประกอบ ลักษณะ คุณสมบัติของส ิ่ งที่ต้องการ นิยามได้อย่างครอบคลุม สามารถคัด คุณสมบัติเฉพาะหรือสมบัติร่วมของส ิ่ งน ั้นได้ และ สามารถเรียบเรียงคุณสมบัติเฉพาะของส ิ่ งน ั้นเป็น ข้อความข้อตัวเอง - การสังเคราะห์ (Synthesizing) หมายถึง การนําความรู้ที่ผ่านการวิเคราะห์มาผสมผสานสร้าง สิ่งใหม่ที่มีลักษณะต่างจากเดิม โดยอาศัยวิธีการเปรียบเทียบ การเทียบเคียง และ การหาข้อสรุป โดย มีขั้นตอนการคิด คือ การกําหนดวัตถุประสงค์ของส ิ่งใหม่ที่ต้องการสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลท ี่ เก ี่ ยวข้อง การเลือกข้อมูลท ี่ สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ การสร้างกรอบแนวคิดสําหรับสร้างส ิ่งใหม่ การสร้างสิ่ง ใหม่ตามวัตถุประสงค์โดยอาศัยแนวคิดต่าง ๆ ตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดข ั้ นสูง คือ สามารถวิเคราะห์ ข้อมูลท ี่ เก ี่ ยวข้อง สามารถสร้างกรอบแนวคิดตามวัตถุประสงค์ที่กําหนด และสามารถสร้างส ิ่งใหม่ได้ ตามกรอบแนวคิด - การประยุกต์ใช้ความรู้ (Applying) หมายถึง การนําความรู้ที่มีอยู่ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ที่มี ลักษณะแตกต่างไปจากเดิม โดยอาศัยความคิด ริเริ่ม สร้างสรรค์ ดัดแปลงและประยุกต์ ด้วยข ั้ นตอน การคิด คือ การสํารวจ การทบทวนข้อมูลหรือความรู้เดิม การคัดเลือกข้อมูลความที่มีความสอดคล้อง กับลักษณะของสถานการณ์ใหม่การตรวจสอบความเป็นเหตุเป็นผลหรือความเหมาะสมระหว่างข้อมูล กับสถานการณ์ และการใช้ความรู้ในสถานการณ์ใหม่ สําหรับตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดข ั้ นสูง ประกอบด้วย สามารถใช้ความรู้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ใหม่ - การจัดระเบียบ (Organizing) หมายถึง การนําข้อมูลหรือส ิ่ งต่างๆ มาจัดให้เป็นระเบียบใน ลักษณะใดลักษณะหนึ่ง เพ ื่อให้สะดวกแก่การดําเนินการ ด้วย ขั้นตอนการคิด การพิจารณาข้อมูลหรือ สิ่งที่ต้องการจัดระเบียบท ั้ งหมด การกําหนดวัตถุประสงค์ในการจัดระเบียบข้อมูลหรือส ิ่ งต่างๆ การ นําข้อมูลมาจัดระเบียบโดยจัดเป็นประเภท หมวดหมู่ หรือเรียงตามลําดับข ั้ นตอนตามความเหมาะสม โดยมีตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดข ั้ นสูง คือ สามารถจัดข้อมูลหรือส ิ่ งต่างๆ ให้เป็นหมวดหมู่หรือประเภท หรือข ั้ นตอนตามความเหมาะสม - การสร้างความรู้ (Constructing the Knowledge) หมายถึง การสร้างข้อความรู้ของตนเอง จากการทําความเข้าใจเชื่อมโยข้อมูลใหม่กับข้อมูลเดิม คือ “การต่อยอดองค์ค วามรู้” (Reproductiveness) โดยมีขั้นตอนคือ การ ทบทวนความรู้เดิมท ี่ เก ี่ ยวข้อง การศึกษาเร ื่ องที่ต้องการรู้ โดยใช้วิธีการและแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย การเช ื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิมให้มีความหมายกับ ตนเอง การนําเสนอหรืออธิบายข้อความรู้ที่เป็นแบบของตนเอง สําหรับตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดขั้น สูง คือ สามารถศึกษารวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการต่างๆ สามารถเช ื่อมโยงความรู้ใหม่กับความรู้เดิม ให้มี ความหมายกับตนเอง และ สามารถนําเสนอหรืออธิบายข้อความรู้ตามความหมายท ี่ตนได้สร้างขึ้น - การจัดโครงสร้าง (Structuring) หมายถึง การนําข้อความรู้มาจัดให้เห็นโครงสร้างท ี่ แสดง ความสัมพันธ์ของข้อมูล หรือข้อความรู้ซึ่งเป็นองค์ประกอบของโครงสร้างน ั้ นๆ โดยขั้ นตอนการคิด ประกอบด้วย การรวบรวมข้อมูลท ี่ เก ี่ ยวข้อง การศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูล และ การนําเสนอ
51 ความสัมพันธ์ของข้อมูลหรือองค์ประกอบของเรื่ อง สําหรับ ตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดข ั้ นสูง คือ สามารถรวบรวมข้อมูลได้ครบถ้วน สามารถแสดงความสัมพันธ์ของข้อมูลให้เป็นภาพแบบต่างๆ - การปรับโครงสร้าง (Restructuring) หมายถึง การนําข้อมูลมาปรับ เปลี่ ยน ขยาย โครงสร้าง ความรู้เดิม ด้วย ขั้นตอนการคิด คือ การศึกษาโครงสร้างความรู้เดิม การพิจารณาข้อมูลใหม่ การ เช ื่อมโยงข้อมูลใหม่และปรับ เปลี่ ยน ขยายโครงสร้างความรู้เดิมให้ความเหมาะสม และการนําเสนอ โครงสร้างความรู้ใหม่ สําหรับตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดข ั้ นสูง สามารถเช ื่อมโยงข้อมูลใหม่กับข้อมูล เดิม สามารถปรับ เปลี่ ยน ขยายโครงสร้างความรู้เดิมตามความเหมาะสม และสามารถนําเสนอ โครงสร้างใหม่ที่ได้ปรับ เปลี่ ยน หรือขยายความรู้ - การหาแบบแผน (Finding Pattern) หมายถึง การหาชุดความสัมพันธ์ของลักษณะ หรือ องค์ประกอบในสิ่งใดสิ่ งหน ึ่ งเพ ื่ อกําหนดเป็นแบบแผนหรือประเภทของรูปแบบต่างๆ คือ การหา หลักเกณฑ์ ด้วนข ั้ นตอนการคิด คือ การ สํารวจข้อมูลหรือองค์ประกอบที่มีลักษณะคล้ายกัน การหา องค์ประกอบร่วม การเช ื่อมโยงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆ และการนําเสนอแบบแผน ใหม่ สําหรับตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดข ั้ นสูง ประกอบด้วย สามารถระบุลักษณะความสัมพันธ์ของส่วน ต่างๆ และ สามารถอธิบายความสัมพันธ์ขององค์ประกอบในสิ่งใดสิ่ งหนึ่ง - การพิสูจน์ (Verifying) หมายถึง การหาข้อมูลท ี่ เช ื่ อถือได้มาสนับสนุนข้อสรุปหรือคําตอบว่า เป็นจริงด้วยหลักฐานในการมายืนยัน โดยใช้ขั้นตอนการคิด คือ การศึกษาผลสรุปหรือคําตอบ การ แสวงหาวิธีการ และข้อมูล และการยืนยันผลสรุปหรือคําตอบโดยยกข้อมูลหลักฐานท ี่ เช ื่ อถือได้มา สนับสนุน โดย ตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดข ั้ นสูง คือ สามารถหาวิธีและข้อมูลความรู้ที่เช ื่ อถือได้มา สนับสนุน และสามารถยืนยันผลสรุปด้วยหลักฐานท ี่ เช ื่ อถือได้มาสนับสนุน - การต ั้ งสมมติฐาน (Setting Hypothesis) หมายถึง การคาดคะเนคําตอบที่ยังไม่ได้พิสูจน์เพื่อ เป็นแนวทางการหาความรู้ในอนาคต คือ มองทางออกได้ล่วงหน้า ด้วยข ั้ นตอนการคิด คือ การศึกษา ปัญหา การใช้ความรู้จากแหล่งต่างๆ มาคาดคะเนคําตอบ การระบุสมมติฐานพร้อมท ั้ งข้อมูลหรือ ข้อความรู้ที่สนับสนุนสมมติฐาน สําหรับ ตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการคิดข ั้ นสูง คือ สามารถคาดคะเน คําตอบล่วงหน้าของปัญหา การกําหนดข้อมูลหรือข้อความรู้มาสนับสนุน - การทดสอบสมมติฐาน (Testing Hypothesis) หมายถึง การหาข้อมูลท ี่เป็นความรู้เชิง ประจักษ์เพ ื่อใช้สนับสนุนหรือคัดค้านคําตอบล่วงหน้าท ี่คาดคะเนไว้ หรือเพ ื่ อยอมรับหรือปฏิเสธ คําตอบท ี่คาดคะเนไว้ซึงเป็นข ั้ นตอนการล้มล้างตรวจสอบทางทฤษฎีเพ ื่ อยืนยันและรับรองทฤษฎีใหม่ โดยใช้ข้อมูลชุดท ี่ รวบรวมมา ณ ปัจจุบันหรือในสมัยน ั้นเป็นหลักฐาน ด้วย ขั้นตอนการคิด คือ การ ศึกษาคําตอบท ี่คาดคะเนไว้ การรวบรวมข้อมูลเพ ื่ อนําไปใช้ในการพิสูจน์ การดําเนินการทดสอบ และ เก็บรวบรวมข้อมูลตามแผนที่กําหนด การวิเคราะห์ข้อมูลและสรุปผล สําหรับตัวบ่งช ี้ การมีทักษะการ คิดข ั้ นสูง คือ สามารถรวบรวมข้อมูลเพ ื่อวางแฟนพิสูจน์คําตอบท ี่ คาดคะเน สามารถดําเนินการ
52 ทดสอบคําตอบท ี่คาดคะเนไว้และรวบรวมข้อมูลตามแผนที่กําหนด สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและ สรุปผล และ สามารถนําผลสรุปไปสนับสนุนหรือคัดค้านคําตอบท ี่คาดคะเนไว้ - การประเมิน (Evaluating) หมายถึง การตัดสินคุณค่าหรือคุณภาพของส ิ่งใดสิ่ งหนึ่ง โดยการ นําผลจากการวัดไปเทียบกับระดับคุณภาพที่กําหนด เพ ื่อปรับปรุงแก้ไขโครงสร้างหรือระบบใหม่อีกครั้ง ด้วยข ั้ นตอนการคิด คือ ตั้งวัตถุประสงค์การประเมิน กําหนดระดับคุณภาพหรือคุณค่าท ี่ ยอมรับได้ นําผลท ี่ได้จากการวัดมาเทียบกับระดับคุณภาพ ระบุระดับคุณภาพของส ิ่ งนั้น สําหรับตัวบ่งช ี้ การมี ทักษะการคิดข ั้ นสูง คือ สามารถกําหนดระดับคุณภาพได้เหมาะสม ระบุระดับคุณภาพของส ิ่ งน ั้นได้ ถูกต้อง - กระบวนการคิดตัดสินใจ (Decision–Making Process) หมายถึง การตัดสินใจเป็น กระบวนการท ี่ใช้ในการพิจารณาเลือกตัวเลือกที่มีตั้งแต่ 2 ตัวเลือกข ึ้นไป ทางเลือกน ั้นอาจจะเป็นวัตถุ สิ่งของ หรือแนวปฏิบัติต่างๆ เพ ื่อใช้ในการแก้ปัญหา หรือดําเนินการเพ ื่อให้บรรลุตามวัตถุประสงค์ที่ตั้ง ไว้ โดยมีขั้นตอนการคิด การระบุเป้าหมายหรือปัญหาที่ต้องการตัดสินใจ การระบุทางเลือก การวิเคราะห์ทางเลือก การจัดลําดับทางเลือก การเลือกทางเลือก สําหรับตัวบ่งช ี้ การมีทักษะ กระบวนการคิด คือ สามารถระบุปัญหาหรือเป้าหมายที่ต้องการตัดสินใจ สามารถระบุทางเลือกต่างๆ ที่เป็นไปได้และเป็นไปไม่ได้จํานวนมาก สามารถวิเคราะห์ผลด้านบวกของแต่ละทางเลือก สามารถ ประเมินผลท ี่ อาจเกิดจากทางเลือกแต่ละทางตามเกณฑ์ที่กําหนด สามารถจัดลําดับทางเลือกท ี่ควรเป็น ตามเกณฑ์ และ สามารถตัดสินใจได้ - กระบวนการแก้ปัญหา (Problem–Solving Process) หมายถึง การแก้ปัญหาเป็นข ั้ นตอน การเผชิญฝ่าฟันอุปสรรค และแก้ไขสถานการณ์เพ ื่อให้ปัญหาน ั้นหมดไป ซึ่งประกอบด้วยไหวพริบ ปฏิภาณแก้ปัญญาได้ทันการ คือ ริเริ่ม สร้างสรรค์และ ดัดแปลประยุกต์กระบวนการแก้ปัญหาท ั่วไป ประกอบด้วย ขั้นตอนการคิด การทําความเข้าใจปัญหา การปัญหาคืออะไร การข้อมูลใดเกี่ยวข้องกับ ปัญหา การมีเง ื่อนไขหรือต้องการข้อมูลใดเพิ่ มเติม การวางแผนออกแบบแก้ปัญหา การดําเนินการ ตามแผนมีการตรวจสอบแต่ละข ั้ นตอนท ี่ปฏิบัติ และการสรุปและตรวจสอบการแก้ปัญหา สําหรับ ตัว บ่งช ี้ การมีทักษะกระบวนการคิด คือ สามารถทําความเข้าใจปัญหาและระบุปัญหาที่ต้องการแก้ไข สามารถวางแผนออกแบบ แก้ปัญหาด้วยการใช้ประสบการณ์และหลักการอย่างมีเหตุผล สามารถ ดําเนินการแก้ปัญหาตามแผนเป็นระยะ และ สามารถสรุปผลการแก้ปัญหาตามแผน และได้แนว ทางการแก้ปัญหา - กระบวนการวิจัย (Research Process) หมายถึง ขั้นตอนท ี่ใช้หาคําตอบของปัญหาเป็นผล ให้พบองค์ความรู้ใหม่รวมท ั้ งส ิ่งประดิษฐ์ใหม่ ขั้นตอนท ี่ใช้แก้ปัญหาน ั้ นมีความเป็นลําดับข ั้ นตอนอย่าง
53 เป็นระบบเรียกว่า วิธีการทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Method) หรือ ระเบียนวิธีทางวิทยาศาสตร์ (Scientific Methodology) ด้วย ขั้นตอนการคิด คือ การระบุปัญหา การสังเกต การระบุปัญหาให้ ชัดเจน การต ั้ งสมมติฐาน เป็นข ั้ นตอนการหาคําตอบล่วงหน้า การออกแบบเก็บรวบรวมข้อมูล การ ออกแบบเก็บรวบรวมข้อมูลเพ ื่อเป็นแนวทางการหาคําตอบของปัญหา (ทดสอบสมมติฐาน) การ สร้าง เคร ื่ องมือเพ ื่ อรวบรวมข้อมูล การรวบรวมข้อมูลเป็นข ั้นตอนการปฏิบัติตามแบบการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลเป็นการแยกแยะข้อมูล การสรุปองค์ความรู้ใหม่ โดยมีตัวบ่งช ี้ การมีทักษะ กระบวนการคิด คือ สามารถระบุปัญหาท ี่ สงสัยหรือต้องการคําตอบได้ สามารถคาดคะเนคําตอบ ล่วงหน้าได้ด้วยเหตุผล สามารถวางแผนในการรวบรวมข้อมูลเพื่อทดสอบสมมติฐาน สามารถรวบรวม ข้อมูลด้วยเคร ื่ องมือที่มีคุณภาพ สามารถวิเคราะห์ข้อมูลและนําเสนอข้อมูลเป็นท ี่ เข้าใจได้ และ สามารถสรุปผล หรือได้คําตอบของปัญหาหรือได้ความรู้ใหม่ 3. การคิดขนส ัู้งกับการสรางสรรค้ ์ทางศลปะ ิ การคิดระดับสูงหรือการคิดข ั้ นสูงสามารถนํามาปรับใช้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะได้โดยอาศัย หลักการข ั้ นตอนเบ ื้ องต้นของการคิดระดับสูง กับกระบวนการข ั้ นตอนของการสร้างสรรค์งานศิลปะโดย เร ิ่ มต ั้ งแต่ขั้นตอนของการคิดและการหาแรงบันดาลใจ ขั้นตอนของการคิดวิธีการสร้างสรรค์ผลงาน ขั้นตอนการคิดและหาส ื่อในการสร้างสรรค์ ขั้นตอนการสร้างต้นแบบของผลงาน และข ั้ นตอนของการ ประเมินผลโดยมีรายละเอียดต่างๆดังน ี้ ขั้นตอนของการคิดและการหาแรงบันดาลใจ การหาแรงบันดาลใจและแนวคิดต่างๆเป็น การศึกษาข้อมูลค้นคว้าส ิ่ งต่างๆเพ ื่ อสร้างความกระจ่างในแนวคิดของการสร้างผลงานทางศิลปะการหา แนวคิดและแรงบันดาลใจจึงเป็นส่วนหน ึ่ งที่ช่วยและเป็นตัวเร ิ่ มต้นในการกําหนดขอบเขตของการ สร้างสรรค์การทําความเข้าใจกับนิยามความหมายต่างๆการสร้างโครงสร้างในการสร้างงานการปรับ โครงสร้าง รถเข็นการทํายังถึงวิธีการจัดการในสิ่ งต่างๆให้เป็นระบบระเบียบโดยอาศัยวิธีการคิดข ั้ นสูง ได้แก่การจัดระเบียบ (Organizing) การจัดโครงสร้าง (Structuring) การปรับโครงสร้าง (Restructuring) การให้คําจํากัดความ (Defining) การทําให้กระจ่าง (Clarifying) ขั้นตอนการคิดและค้นหาส ื่อในการสร้างสรรค์ กระบวนการคิดหรือการออกแบบและการหา สื่อในการสร้างสรรค์เป็นข ั้ นตอนต่อมาสําหรับการสร้างสรรค์เพราะส ื่ อถือเป็นส ิ่ งท ี่ แสดงออกและ ถ่ายทอดความคิดออกมาให้เป็นงานศิลปะความคิดอย่างหน ึ่ งสามารถเลือกใช้สื่อได้ต่างกันและสามารถ สร้างอารมณ์ให้เกิดข ึ้ นแตกต่างกันหรือสามารถสร้างอารมณ์ไม่เกิดข ึ้นได้แบบเดียวกันจากส ื่ อต่างๆซ ึ่ งสื่อ นักรบถึงเทคนิคต่างๆในการสร้างสรรค์ผลงานทางด้านศิลปะการคิดที่ช่วยนํามาใช้ในการหารือในการ สร้างสรรค์ ได้แก่การวิเคราะห์ (Analyzing) การพิสูจน์ (Verifying)
54 ขั้นตอนการสร้างต้นแบบของผลงาน การสร้างต้นแบบน ั้นเป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยความรู้ ความสามารถเชิงทักษะทางด้านการสร้างผลงานผลิตภัณฑ์หรืออาจจะต้องเก ี่ ยวข้องกับความรู้ ความสามารถทางวิทยาศาสตร์บางประการเช่นการใช้สารเคมีการใช้วัสดุอุปกรณ์สสารต่างๆดังน ั้ นส ิ่ งท ี่ เก ี่ ยวข้องกับการสร้างผลงาน จึงมีความโน้มเอียงไปทางศาสตร์ที่เก ี่ ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ในลักษณะ วิทยาศาสตร์อย่างเบา กระบวนการสร้างต้นแบบน ั้นเป็นเสมือนกระบวนการพิสูจน์สิ่งต่างๆท ี่ได้คิดและ ออกแบบมาอย่างดีเพ ื่อไปเป็นต้นแบบท ี่ สามารถนําไปใช้และในการผลิตส ิ่ งต่างๆต่อไปได้กระบวนการ คิดและการสร้างสรรค์ ได้แก่ การพิสูจน์ (Verifying) การต ั้ งสมมติฐาน (Setting Hypothesis) การทดสอบสมมติฐาน (Testing Hypothesis) กระบวนการแก้ปัญหา (Problem–Solving Process) และ กระบวนการวิจัย (Research Process) ขั้นตอนของการประเมินผล ขั้นตอนการประเมินผลเป็นส ิ่ งสําคัญของทุกกระบวนการในการ สร้างสรรค์อย่างเป็นระบบการจุดประสงค์ที่เก ี่ ยวข้องกับการสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะ ได้แก่ การ สรุปลงความเห็น (Drawing Conclusion) และ การประเมิน (Evaluating) ซึ่งเป็นกระบวนการคิดท ี่ ต้องอาศัยการเชื่อมโยงระหว่างความคิดเหตุและผลการประเมินในเชิงวิทยาศาสตร์หรือวิธีวิทยาการวิจัย ต่างๆเพ ื่อเอามาเป็นข้อสําหรับการพัฒนาผลงานในลําดับต่อไป สรุป การคิดข ั้ นสูงสามารถนําไปประยุกต์ใช้ได้ในการสร้างสรรค์งานศิลปะตามขั้ นตอนต่างๆต ั้ งแต่ การเร ิ่มกระบวนการออกแบบโดยการสร้างหาแนวคิด การหาแรงบันดาลใจซึ่ งเก ี่ ยวข้องกับการวางแผน หรือการออกแบบการจัดสรรระบบต่างๆ การเรียบเรียงข้อมูลและการหาข้อมูล เพราะศิลปะไม่ใช่แค่ แรงบันดาลใจท ี่ สร้างสรรค์โดยความล่องลอยเท่านั้น หากแต่ผู้สร้างยังต้องอาศัยข ั้นตอนในการสืบ ค้นหาส ื่ อสําหรับการสร้างแรงบันดาลใจที่ต้องเก ี่ ยวข้องกับกระบวนการ ทั้งการวิเคราะห์นั่นคือการ แยกแยะส ิ่ งต่างๆ ที่ได้ออกแบบมาให้สัมพันธ์กับส ื่ อท ี่จะใช้สร้างสรรค์รวมถึงการลงข้อมูลในระดับต่างๆ สรุปข้อมูลเพ ื่ อนําไปใช้ในการสร้างต้นแบบสําหรับการสร้างต้นแบบเป็นกระบวนการคิดท ี่ เก ี่ ยวข้องกับ กระบวนการเชิงวิทยาศาสตร์ต้องอาศัยการพิสูจน์ทดสอบและสายการวางแผนยังเป็นหลักการเพ ื่ อทําให้ ผลงานที่คิดน ั้ นสามารถสร้างสรรค์ออกมาได้เป็นส ิ่ งจริงและสามารถนําไปใช้ได้อาจจะต้องอาศัยการคิด ทั้งการพิสูจน์การทดสอบ การแก้ปัญหาและกระบวนการวิจัยและสุดท้ายเม ื่ อทําส ิ่ งต่างๆ แล้วศิลปศึกษา ก็มีการประเมินผลการประมวลผลในเชิงศิลปศึกษาอาจจะใช้การสอบถามแบบง่ายๆเพ ื่ อทําให้เกิดผล การพัฒนาต่างๆ หากนําความคิดระดับสูงมาใช้ในการสร้างสรรค์ย่อมจะช่วยทําให้การสร้างสรรค์นั้น สามารถสร้างสรรค์ได้อย่างดีทะลุปรุโปร่งและเป็นการสร้างสรรค์ที่อยู่บนพ ื้ นฐานของการพิสูจน์ ตรวจสอบได้และสามารถเป็นแนวทางในการสร้างสรรค์งานช ิ้นใหม่ๆ ต่อไป
55 คําถามทบทวน 1. จงบอกความหมายของความคิดข ั้ นสูง 2. จงสรุปลักษณะของความคิดข ั้ นสูง 3. จงบอกประเภทของการคิดข ั้ นสูงต่างๆมา 4. จงอธิบายประเภทของการคิดข ั้ นสูงต่างๆมา สามวิธีคิด 5. จงสรุปกาคิดข ั้ นสูงกับการสร้างสรรค์ทางศิลปะ
56 เอกสารอ้างอิง ภาษาไทย จินดารัตน์โพธิ์ นอก. (2557). การคิดข ั้ นสูง. เดลินิวส์ออนไลด์, เข้าถึงได้ที่ https://www.dailynews. co.th/article/232076 ทิศนา แขมมณีและคณะ. (2549). การพฒนาทั ักษะกระบวนการคิด. บทความท ี่ 21 ประจําปี 2527 เข้าถึงได้ที่ http://www.siripat.com/The-Middle-Path-2014/21.%20Thinking- Development-Skills.asp
บทท ี่ 6 ความสามารถในการสรางสรรค้ ์ การสร้างสรรค์เป็นกระบวนวิธีคิดและปฏิบัติงาน ที่งอกงามเคียงคู่อยู่กับศิลปะมานาน ซึ่ง วงการวิชาชีพสาขาอ ื่ นต่างทยอยนําไปปรับใช้ในเวลาต่อมา จนเป็นแนวคิดท ี่ แพร่หลายไปทุกระดับทั่ว โลก ในปัจจุบันการสร้างสรรค์ไปเชื่อมโยงกับเศรษฐกิจเพ ื่ อนําส ิ่ งของทางศิลปะและการออกแบบ สร้างสรรค์ให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่นําไปขายได้เชิงเศรษฐกิจจากภูมิปัญญาของคนในอดีตการสร้างสรรค์นั้นมี ความหมายถึงการสร้างส ิ่งแปลกใหม่ในลักษณะที่ดีงามมีคนจ้างโดยความสามารถในการสร้างสรรค์ สามารถพ ึ่ งจะพัฒนาปรับปรุงข ึ้นมาได้โดยอาศัยการฝึกฝนตามกระบวนการของการสร้างสรรค์ซึ่ง กระบวนการ 2 การสร้างสรรค์หลักหลักแล้วจะใช้การคิดเป็นพ ื้นฐานในการสร้างส ิ่ งต่างๆนําไปสู่การ สร้างต้นแบบปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเน ื่ องเพ ื่อให้เกิดส ิ่ งดีงามข ึ้ นเพ ื่ อรับใช้สังคม การฝึกฝนเด็กและ เยาวชนให้มีความสามารถในการสร้างสรรค์เป็นทักษะหน ึ่งในศตวรรษที่ 21 สําหรับบุคคลท ี่ จะช่วย พัฒนาให้โลกมีความสงบสวยงามและมีความพัฒนามากย ิ่ งข ึ้นโดยเฉพาะการใช้ศิลปะและการออกแบบ ในการเป็นพ ื้ นฐานเข้าไปสู่การสร้างสรรค์สิ่งอ ื่ นๆเพ ื่อให้เกิดเป็นผลิตภาพด้วยความสามารถในการ นําเสนอมิติต่างๆของศิลปะ โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ความสามารถในการสร้างสรรค์ ในประเทศอังกฤษ นักการศึกษาและผู้นํารัฐบาลให้ความสําคัญของทักษะการสร้างสรรค์เช่นกัน โดยมองว่า ทักษะด้านน ี้ จะช่วยให้ประเทศสามารถแข่งขันได้ใน “อุตสาหกรรมการสร้างสรรค์” ทั้ง งาน โฆษณา สถาปัตยกรรม ศิลปะและวัตถุโบราณ งานฝีมือ งานออกแบบ งานออกแบบเส ื้ อผ้า ภาพยนตร์ ซอฟต์แวร์เพ ื่ อการหย่อนใจ ดนตรีศิลปะการแสดง งานพิมพ์บริการ คอมพิวเตอร์ซอฟต์แวร์วิทยุและ โทรทัศน์ซึ่งท ั้งหมดเป็นภาคส่วนหน ึ่ งของอุตสาหกรรมทรัพย์สินทางปัญญา เป็นส ิ่ งท ี่นโยบายของ รัฐบาลไทยก็ให้ความสําคัญเช่นกันซ ึ่งปรากฏในแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติความสามารถ ในการสร้างสรรค์มีความสําคัญต่อบุคคลในศตวรรษที่ 21 โดยที่ความสามารถในการสร้างสรรค์ใช้คําใน ภาษาอังกฤษว่า creativityความสามารถในการสร้างสรรค์มีความสําคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจและ วงการศิลปะของประเทศไทยด้วยความสามารถในการสร้างสรรค์เพ ื่ อพิจารณาความหมายต่างๆแล้ว ปรากฏความหมายต่างๆโดยสรุปในแง่มุมต่างๆใน พจนานุกรมสองฉบับให้ความหมาย “การสร้างสรรค์” ดังน ี้ 1) การใช้จินตนาการหรือความคิดต้นแบบ เฉพาะอย่างย ิ่งในการผลิตช ิ้ นงานศิลปะ”
58 2) “...ความสามารถหรือพลังในการสร้าง (บางสิ่ง) ขึ้นมา...การผลิตโดยใช้ทักษะด้าน จินตนาการ (หรือ) การทําส ิ่งใหม่ขึ้นมา” ซึ่งชัดเจนว่า “งานสร้างสรรค์” เป็นกิจกรรมท ี่ มนุษย์ในทุก ๆ แขนงงาน สามารถทําข ึ้นมาได้มิใช่จํากัดอยู่แต่ในเรื่ องการทํางานศิลปะเพียงแขนงเดียว คณะกรรมการท ี่ปรึกษาการศึกษาด้านการสร้างสรรค์และวัฒนธรรม (NCCCE) ของรัฐบาล อังกฤษ ให้นิยามของ “กิจกรรมจินตนาการ ซึ่งออกแบบมาเพ ื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นต้นแบบและ ทรงคุณค่า” และชี้ว่า นิยามดังกล่าวกําหนดข ึ้ นจากลักษณะของกระบวนการสร้างสรรค์ได้แก่ 1) การคิดหรือการปฏิบัติอย่างมีจินตนาการ 2) กิจกรรมอย่างมีจินตนาการดังกล่าวมุ่งบรรลุวัตถุประสงค์บางอย่าง 3) กระบวนการเหล่านี้ต้องก่อเกิดอะไรบางสิ่ งที่มีความเป็นต้นแบบ 4) ผลลัพธ์ที่ได้ต้องมีคุณค่า ทั้งน ี้โดยพิจารณาเทียบกับวัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้ ลินดา ไนแมน ที่ปรึกษาด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม ให้นิยามท ี่ เน้นด้านปฏิบัติว่า การ สร้างสรรค์ “เป็นการเปลี่ ยนความคิดใหม่ที่มีจินตนาการให้เป็นความจริง การสร้างสรรค์ประกอบด้วย สองส่วนกระบวนการ (คือ) การคิด จากน ั้ นก็ทําให้สัมฤทธิผล ถ้าคุณมีความคิดหลายหลาก แต่ไม่ทํา อะไรกับมัน คุณก็เป็นคนมีจินตนาการ แต่ไม่ (ใช่นัก) สร้างสรรค์” “การสร้างสรรค์เป็นส่วนสําคัญของสมการนวัตกรรม การสร้างสรรค์เป็นหน ึ่งในความสามารถ หลักของผู้นําและผู้จัดการ และเป็นหน ึ่งในหนทางดีที่สุด ที่จะทําให้บริษัทของท่านแตกต่างจากคู่แข่ง” และชี้ลักษณะสําคัญของการสร้างสรรค์อยู่ที่ “ความสามารถในการมองโลกรูปแบบใหม่ๆ การค้นหาแนวรูปที่ เกิดข ึ้ นซ้ํา ๆ ซึ่งซ่อนอยู่ การ เช ื่อมโยงปรากฏการณ์ที่ดูเหมือนไม่เก ี่ ยวข้องกันเข้าด้วยกัน แล้ววินิจฉัยวิธีแก้ปัญหาออกมา” “การสร้างสรรค์ต้องใช้พลังการคิดจากสมองทุกส่วน การจินตนาการของสมองซีกขวา ทักษะ เชิงสร้างสรรค์และสัญชาติญาณส ั่ งสม (ปัญญาญาณ) บวกกับตรรกะของสมองซีกซ้ายและการวางแผน” นักจิตวิทยาเล ื่ องชื่อ คาร์ล โรเจอร์ส เช ื่อมโยง “การสร้างสรรค์” เข้ากับ “ตัวตน” โดยบอกว่า อย่างแรกเป็น “การก่อเกิดของผลิตภัณฑ์ใหม่ ที่แตกต่างอย่างน่าสนใจ... เป็นการก่อเกิดท ี่ งอกเงยออก จากเอกลักษณ์ของปัจเจก” จากนิยามในแง่มุมต่าง ๆ ข้างต้น เราอาจสรุปได้ดังน ี้ “การสร้างสรรค์” เป็นเร ื่องการใช้ “ความสามารถ” ด้านสมองของปัจเจก... กล่าวอย่างเจาะจง “การสร้างสรรค์” หมายถึง การใช้ความคิด และจินตนาการประกอบกัน – นั่นคือ สมองท ั้ งซีกซ้ายและ ซีกขวา – เพ ื่ อทํา “ของใหม่” ขึ้นมา... “ของ” ที่ยังไม่เคยมีใครเคยคิดหรือทํามาก่อน...เป็น “ของ ต้นแบบ” ซึ่งอาจเป็นผลิตภัณฑ์เพ ื่ อการพาณิชย์หรืองานศิลปะก็ได้โดยเริ่ มจากการเข้าไปบุกเบิก หรือ ลงไปเดินสํารวจใน “ร่องความคิด” ที่ยังไม่เคยมีใคร “แลเห็น” หรือสนใจมาก่อน
59 การสร้างสรรค์ในแง่ของ“ความคิดสร้างสรรค์” มิได้เกิดจากสูญญากาศ แต่ก่อตัวข ึ้ นจาก ฐานข้อมูลความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมไว้หรือค้นหาเพ ิ่ มเติมช่วงเตรียมตัวทํางานสร้างสรรค์ ประสบการณ์ในที่นี้หมายรวมถึง “ร่องความคิด” ที่เคยลงไปสํารวจตรวจสอบ กระบวนวิธีคิดแบบต่าง ๆ ที่เคยนํามาใช้แก้ปัญหา ตลอดจนอารมณ์ความรู้สึก ที่จิตใจเคยสัมผัสซึมซับและที่สําคัญ “การสร้างสรรค์” เป็นทักษะท ี่ สามารถเรียนรู้ฝึกฝน และสั่งสมเพ ิ่ มพูนได้ทั้งในส่วนของการคิด และเทคนิควิธีทําให้ความคิดสัมฤทธิผลออกมาเป็นรูปธรรม ทักษะ ที่จําเป็นย ิ่ งสําหรับทํางานศิลปะแบบยั่ งยืน ประกอบด้วยสองส่วนหลัก คือ 1) ทักษะส่วนสมอง อันเป็นเรื่องของกระบวนวิธีคิดและความคล่องแคล่วในการคิด ผสมผสาน กับการใช้จินตนาการ เพ ื่ อค้นหาคําตอบใหม่ให้แก่โจทย์เดิม ...หรือแก่โจทย์ใหม่ที่เราต ั้ งข ึ้ นเอง 2) ทักษะส่วนฝีมือ อันเป็นเร ื่ องของความชํานาญ ในการปฏิบัติจัดการให้ความคิดและ จินตนาการ เป้าหมายสูงสุดของการพัฒนาทักษะฝีมือในงานศิลปะทุกแขนง น่าจะเป็นการมีความสามารถ/ ความชํานาญระดับ “บันดาลได้ดั่งพลิกฝ่ามือ” ให้เกิดช ิ้ นงานอย่างท ี่ เข้าศิลปินปรารถนา หรือ จินตนาการไว้ – ไม่ว่าจะเป็นตอนได้ข้อสรุปทางความคิดสําหรับทํางาน ในช่วงแรก ๆ ของกระบวนการ สร้างสรรค์หรือระหว่างทํางานในช่วงของการแสดงออก ส่วนความสามารถนั้น สมประสงค์นุ่มบันลือ (2557) ได้กล่าวถึงความสามารถในการสร้างสรรค์ ว่าคือ ความสามารถในการใช้จินตนาการหรือประดิษฐ์สิ่งใหม่ความสามารถในการสร้างสรรค์ไม่ใช่ ความสามารถท ี่ไม่ได้สร้างส ิ่งใดออกมา แต่เป็นความสามารถที่ก่อให้เกิดความคิดใหม่จากการรวมการ เปลี่ ยนหรือการนําความคิดที่มีอยู่มาประยุกต์ใช้ในรูปแบบใหม่ความคิดในการสร้างสรรค์บางอย่างโดด เด่นและปราดเปรื่องในขณะที่ ความคิดอ ื่ นง่ายดีปรากฏได้ซึ่งดูเหมือนว่าไม่มีใครคิดได้เช่นกัน ทุกคนมี ความสามารถในการสร้างสรรค์แต่มักจะถูกกดดันจากการศึกษา นอกจากนี้ยังมองว่าความสามารถในการสร้างสรรค์ที่เป็นเจตคติคือการยอมรับการ เปลี่ยนแปลงสิ่งใหม่เป็นกิจกรรมท ี่สามารถเป็นลักษณะนิสัยซ ึ่ งช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงปรับปรุงโดย เกิดจากการขัดเกลาของสังคมต ั้ งแต่เด็ก หากเป็นกระบวนการความสามารถในการสร้างสรรค์นั้นเป็น กระบวนการทํางานอย่างต่อเน ื่องในการคิดปรับปรุง รวมถึงการหาทางออกโดยลักษณะกล ั่ นกรอง ผลงานออกมาผลิตเป็นผลงานเข้าสู่ตลาดหรือนําไปใช้จริงและการสร้างสรรค์ในเชิงกระบวนการมักจะ ต้องมีการปรับปรุงอยู่ตลอดเวลา จากท ี่ กล่าวมาสรุปได้ว่าความสามารถในการสร้างสรรค์เป็นการกระทําซ ึ่ งเกิดจากการฝึกฝน และเกิดจากความชํานาญส่วนหน ึ่งในการผลิตส ิ่ งต่างๆ โดยอาศัยการคิดที่มีความแปลกใหม่ของส ิ่ งต่างๆ ให้เกิดขึ้น ซึ่งส ิ่ งท ี่ เกิดขึ้น เป็นส ิ่ งที่มีความสวยงามดีงามและมีคุณค่าในการดํารงชีวิตของมนุษย์รวมถึง
60 การสร้างสรรค์จรรโลงใจให้เกิดขึ้น ทั้งน ี้ความสามารถในการสร้างสรรค์เป็นกระบวนการท ี่ เกิดข ึ้ นกับ บุคคลต่างๆให้เกิดการพัฒนาซ ึ่ งสังคมและ มนุษยชาติความสามารถในการสร้างสรรค์เช ื่อมโยงกับ วิธีการคิดต่างๆท ี่เป็นระบบและไม่เป็นระบบ หรือเป็นระบบแบบไร้ระเบียบการลงมือกระทําการ สร้างสรรค์ปรับปรุงอย่างต่อเน ื่ อง 2. ความสามารถในการสร้างสรรค์ทางศิลปะ ความสามารถในการสร้างสรรค์ทางศิลปะ หมายถึง พฤติกรรมในการสร้างส ิ่ งต่างๆโดยอาศัย ความริเริ่ม โดยเกี่ยวข้องกับศิลปะในแขนงต่างๆท ี่ อาศัยหลักการทางทัศนธาตุและหลักการออกแบบเป็น พื้นฐานในการสร้างสรรค์ทางวิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์ โดยเฉพาะอย่างย ิ่งในทางประยุกต์ศิลป์ ความสามารถในการสร้างสรรค์เป็นส ิ่ งที่มีกระบวนการชัดเจนสามารถนําไปฝึกฝนและพัฒนาได้อย่าง ต่อเน ื่ อง เพราะกระบวนการในรายวิชาออกแบบแขนงต่างๆน ั้นสามารถฝึกฝนและพัฒนาตาม กระบวนการออกแบบของสัตว์ต่างๆเฉพาะและนําจินตนาการความคิดและแรงบันดาลใจไปเป็นส่วน หน ึ่ งวิจิตรศิลป์นั้นเป็นเร ื่ องของการสร้างสรรค์ที่ต้องอาศัยจินตนาการแรงบันดาลใจเป็นตัวผลักดันใน การสร้างสรรค์ประกอบกับเทคนิคและวิธีการสร้างสรรค์ที่พัฒนาข ึ้นตามการฝึกฝนของศิลปินแต่ละท่าน ความสามารถในการสร้างสรรค์ทางศิลปะนั้นเป็นพ ื้ นฐานของการพัฒนาทักษะทางมิติสัมพันธ์ที่สามารถ ฝึกฝนสร้างส ิ่ งต่างๆออกมาเป็นภาพสามมิติในสมองและส่งมาเป็นกระบวนการถ่ายทอดจากการเขียน แบบร่างแบบให้เกิดเป็นรูปร่างเพ ื่ อนําไปผลิตเป็นต้นแบบความสามารถในการสร้างสรรค์ทางศิลปะจะ ออกมาเป็นรูปแบบของผลิตภัณฑ์โดยตรง นิยามที่น่าสนใจเป็นพิเศษในมุมมองคนทํางานศิลปะ มาจากนักจิตวิทยาการเรียนรู้ ศาสตราจารย์โรเบิร์ต สเติร์นเบิร์ก เห็นว่า “การสร้างสรรค์ส่วนใหญ่นั้น เร ื่ องของการตัดสินใจ ...เป็น การก่อเกิดความคิดหรือผลิตภัณฑ์ที่สดใหม่ ดีหรือมีประโยชน์ในบางลักษณะ” และชี้ว่า “แก่นของงาน สร้างสรรค์ได้แก่ การกําหนดวิสัยทัศน์ที่ถูกต้อง (ตัดสินใจว่าจะไปที่ไหน) พร้อมมองหาวิธีดึงผู้คนไปยัง จุดนั้น แนวคิดของเขาคล้ายของมาสโลว์ที่มองการสร้างสรรค์เป็นมุมที่คิดว่า “ความคิดสร้างสรรค์เป็น เร ื่ องที่จํากัดอยู่แต่ในแวดวงของนักทฤษฎีศิลปิน นักวิทยาศาสตร์นักประดิษฐ์ (และ) นักประพันธ์ เท่านั้น” ซึ่งจริง ๆ แล้ว ชาวบ้านท ั่วไปก็สามารถมีความคิดสร้างสรรค์ได้เช่นกัน
61 ลักษณะของผู้มีความสามารถในการสร้างสรรค์ สมประสงค์น่วมบุญลือ (2557, 40-41) ได้กล่าวถึงเจตคติสําหรับการท ี่เป็นผู้สร้างสรรค์ว่า คน ที่จะมีความคิดสร้างสรรค์หรือการสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ด้วยความสามารถของตนเองน ั้ นจะต้องมีเจตคติ ในแง่บวกของส ิ่ งต่างๆดังต่อไปนี้ ความกระหายใคร่รู้หมายถึง ความอยากรู้ในสิ่ งต่างๆ อยากต ั้ งคําถามอยากหาคําตอบในสิ่ งท ี่ ตัวเองต ั้ งคําถามน ั้ นๆ การกล้าเผชิญในสิ่ งต่างๆความสามารถในการตั้ งสมมติฐานข้อเสนอแนะความเช ื่ อและสรุปสิ่ง ต่างๆให้เป็นรูปธรรมโดยคิดส ิ่ งน ั้นให้เกิดข ึ้นเป็นส ิ่งแปลกใหม่ การสร้างความไม่พอใจเป็นความสามารถในการมองเพื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสิ่ งต่างๆ และจะ หาข้อติข้อที่ตัวเองคิดว่าส ิ่ งน ั้ นบกพร่องเพ ื่ อหาข้อแก้ไขปรับปรุงและพัฒนาให้เกิดความต่อเน ื่องในการ สร้างสรรค์ ความเช ื่ อที่ว่าปัญหาท ั้ งหมดสามารถแก้ไขได้เป็นความเช ื่ อพ ื้ นฐานที่ช่วยให้นักสร้างสรรค์เกิด การสร้างสรรค์อย่างต่อเน ื่ อง หากส ิ่ งต่างๆ ต้องการแก้ไขสามารถผลิตออกมาเป็นผลิตภัณฑ์แล้วก็ สามารถแก้ไขได้อีกเป็นส ิ่ งที่ทําให้เกิดวัฏจักรของการสร้างสรรค์ ความสามารถในการตัดสินใจและพิจารณาเป็นความคิดท ี่ มองมุ่งความแปลกใหม่ในความคิด และการตัดสินใจรวมถึงพิจารณาส ิ่ งต่างๆ ที่จะนํามาสร้างสรรค์และส ิ่ งท ี่ สร้างสรรค์ไปแล้วว่าดีงาม อย่างไร การมองส ิ่ งที่ดีในสิ่ งท ี่ เลว คนที่มีความสามารถในการสร้างสรรค์สามารถเปลี่ยนแปลงสิ่ งต่างๆท ี่ ด้อยค่าให้มีคุณค่าได้มากข ึ้ นคือ ความสามารถในการปรับปรุงส ิ่ งต่างๆน ั่ นเอง การมองว่าปัญหานําไปสู่การปรับปรุงและทางออกและเป็นส ิ่ งที่น่าสนใจเป็นนักคิดที่สําคัญของ นักสร้างสรรค์ที่มองว่าปัญหาเม ื่อปรับปรุงเปลี่ยนแปลงแล้วปัญหาย่อมน้อยลงและจะคิดสร้างสรรค์เพื่อ หาทางออกส ิ่งใหม่ๆอยู่เสมอรวมถึงส ิ่ งที่น่าสนใจก็สามารถท ี่จะหาปัญหาหรือข้อท ี่ ควรแก้ไขปรับปรุงแล้ว นําส ิ่ งน ั้นไปพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น นักสร้างสรรค์อาจ “ฉายแวว” ให้เห็นต ั้ งแต่เด็ก ซึ่งจะทําให้พวกเขาแลดูต่างจากเพ ื่ อนวัย เดียวกัน คณะกรรมการท ี่ปรึกษาด้านการศึกษาของผู้มีความสามารถพิเศษรัฐโร้ดไอส์แลนด์ในสหรัฐฯ ระบุว่า คุณลักษณะเหล่านี้มีอาทิ (ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, ม.ป.ป.)
62 - สามารถใช้ความคิดได้คล่องแคล่ว สามารถแจกแจงถึงความเป็นไปได้ผลพ่วงท ี่ จะตามมา หรือความคิดท ี่ เก ี่ ยวเน ื่ องกันได้อย่างหลากหลาย - สามารถความยืดหยุ่น สามารถนําหลากหลายวิธีมาใช้แก้ปัญหา - มีความเป็นต้นแบบ คอยมองหาความเก ี่ยวโยงและการผสมผสานข้อมูลในรูปแบบใหม่ๆ แปลกหรือแหวกแนว - สามารถแลเห็นความสัมพันธ์ระหว่างวัตถุความคิด หรือข้อเท็จจริงที่ดูเผิน ๆ ไม่เก ี่ ยวข้องกัน เลย - สามารถลงรายละเอียด หรือพัฒนาต่อยอดความคิดพ ื้ นฐานต ั้ งต้นได้กว้างไกว - สามารถแก้ปัญหาและพร้อมรับมือกับงานและส ิ่ งที่ต้องทําที่มีความซับซ้อน - สามารถคาดเดาที่ดีสามารถสร้างสมมติฐานหรือต ั้ งคําถาม “ถ้าน ี่เป็นอย่างน ี้...จะมีอะไร เกิดข ึ้ นตามมา?” ได้อย่างรวดเร็ว - มีความอยากรู้อยากเห็นมาก ไม่ว่าจะเป็นเร ื่ องวัตถุสิ่งของ ความคิด เหตุการณ์ฯลฯ - แสดงความคิดเห็นมักไม่ค่อยออมความคิด...พร้อมจะ “คิดต่าง” อยู่เสมอ - จิตใจไหวอ่อนต่อความงาม โครงการ Five Colleges of Ohio Creative and Critical Thinking Project (อ้างถึงใน ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, ม.ป.ป.) ระบุเพ ิ่ มเติมลักษณะนักสร้างสรรค์ที่คณะกรรมการท ี่ปรึกษาฯ รัฐโร้ดไอส์ แลนด์ในสหรัฐฯข้างต้น มิได้เอ่ยถึงไว้อาทิ - คิดสังเคราะห์ผสมผสาน - คิดเหตุ-ผลเชิงอุปมาอุปมัย/เปรียบเทียบ (analogy) และเชิงอุปลักษณ์ (metaphor) - ตะลุยเดินตามตรรกะของความคิดจนสุดสาย โดยไม่วิตกเร ื่ องกรอบเกณฑ์ที่มีอยู่เดิม - เพ่งมองหา “แก่นแกน”หรือ“หัวใจ” ของสรรพสิ่ง - มุ่งม ั่ นแน่วแน่ในการให้ได้มา ซึ่งคําตอบต่อปัญหาที่ค้างคาใจ...ทํานอง “ไม่รู้ไม่เลิก” - ได้แรงขับจากภายในมากกว่าภายนอก...ทํานอง “ทําเพราะอยากทํา...สนุกท ี่ได้ทํา” - รู้จักและเข้าใจหลัก “ใจเขาใจเรา” นอกจากน ี้สมประสงค์ นุ่มบุญลือ (2557) ให้ลักษณะ ของนักสร้างสรรค์หรือบุคคลที่มี ความสามารถในการสร้างสรรค์ไว้ดังน ี้ - กระหายท ี่ จะรู้ - แสวงหาปัญหา - สนุกกับการเผชิญกับส ิ่ งที่ท้าทาย - มองในแง่ดี - สามารถขยายการตัดสินใจได้ - สุขสบายกับจินตนาการ - มองปัญหาเป็นโอกาส
63 - มองปัญหาเป็นส ิ่ งท ี่สนใจ - ปัญหาคือส ิ่ งท ี่ อารมณ์รับได้ - สมมุติฐานการเผชิญกับส ิ่ งที่ท้าทาย - ไม่ยอมแพ้มีความพากเพียรในการทํางานหนัก อุปสรรคการสร้างสรรค์ (ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, ม.ป.ป.) - การเรียนรู้และนิสัยที่คุ้นชิน - กฎระเบียบและจารีตประเพณี - มุมมองและกรอบวิธีคิดหรือวิธีทําความเข้าใจเรื่ องต่าง ๆ - แรงกดด ั้ นที่บีบค ั้นให้บุคคลต้องเดินตามแนว “วัฒนธรรม”หรือ“ความคาดหมาย” ที่สังคม หรือองค์กรได้กําหนดไว้ - อุปสรรคด้านอารมณ์ความรู้สึก/บุคลิกภาพส่วนตัวของปัจเจก ในมุมมองของมาเรียน บ็อดดี-อีแวนส์อุปสรรที่ คอยบ่อนทําลายการสร้างสรรค์ศิลปะ มีอยู่ 5 ลักษณะเช่นกัน ได้แก่ - นิสัยท ี่ ชอบทํางานเฉพาะตอนรู้สึกอยากทํา - นิสัยท ี่ ชอบเขียนรูปเมื่ อมีคนมาว่าจ้างเท่านั้น - การจํากัดให้ตัวเองแสดงออกในรูปแบบเดียวกัน - ไม่ชอบจดบันทึกความคิดต่าง ๆ - ความเครียดในระดับหน ึ่ งขณะทํางานจะช่วยให้งานล ื่นไหลไปไกลโข จากท ี่ กล่าวมาความสามารถในการสร้างสรรค์ทางศิลปะด้วยความสามารถในการสร้างส ิ่งแปลก ใหม่โดยอาศัยพ ื้ นฐานของทัศนธาตุและการออกแบบท ี่ มาจากกระบวนการคิดท ี่เป็นกลไกทางสมองซึ่ง ต้องอาศัยการผสมผสานและประสบการณ์ในการประกอบจากการฝึกฝนและการเรียนรู้ร่วมถึงการใส่สิ่ง ที่เป็นเอกลักษณ์เด่น ให้เกิดความแตกต่างจากส ิ่ งที่มีมาอยู่แล้วอาจจะด้วยการผสมผสานรวมถึงการ คิดค้นขึ้นมาใหม่ก็ได้ 3. กระบวนการสร้างสรรค์ กระบวนการสร้างสรรค์หรือวิธีการสร้างสรรค์หมายถึง ขั้นตอนในการสร้างสรรค์งานศิลปะ ตั้งแต่กระบวนการ เร ิ่ มต้นท ี่ปรากฏอยู่ในสมองของมนุษย์นั่นคือ การคิดเชิงสร้างสรรค์ผลงานให้ ออกมาเป็นช ิ้ นงานมีลักษณะเป็นผลิตภาพกระบวนการสร้างสรรค์หรือวิธีการสร้างสรรค์ในการมองหรือ พิจารณาในหลายแง่มุมท ั้ งแง่มุมของการคิดการสร้างสรรค์งานศิลปะและกระบวนการในเชิงของสรีระ
64 วิทยาเชิงสมองโดยหลักแล้วขอนําเสนอแนวคิดของกระบวนการสร้างสรรค์ที่เก ี่ ยวข้องและสัมพันธ์กับ งานศิลปะ ดังน ี้ วงวิชาการยอมรับให้นักสรีรวิทยา เฮอมานน์เฮล์มโฮลทซ์เป็นบุคคลแรกท ี่ ระบุขั้นตอนของ กระบวนการสร้างสรรค์เขาชี้ว่าการสร้างสรรค์มีสามระยะ (ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, ม.ป.ป.)ได้แก่ 1) ระยะซึมซับจนอ ิ่ มตัว – saturation 2) ระยะไตร่ตรองกรองกลั่น – incubation 3) ระยะเห็นแสงสว่าง – illumination องค์ประกอบการสร้างสรรค์ ปัจจัยพ ื้ นฐานที่จําเป็นสําหรับการทํางานสร้างสรรค์ศิลปะ ได้แก่ 1) ตัวตน 2) ความสามารถทางสมอง เฉพาะอย่างย ิ่ งด้านการคิดและการจินตนาการ 3) แรงบันดาลใจ 4) ความสามารถด้านทักษะฝีมือ 5) ประสบการณ์หรือ พรสวรรค์ 7) สุนทรียภาพ การสร้างสรรค์ศิลปะเป็นกระบวนวิธีทํางาน ประเภทที่ สร้างคุณค่าให้แก่ศิลปินเอง แก่ผู้อื่นและ แก่สังคมวงกว้าง เป็นผลลัพธ์โดยลําดับการทํางานของปัจจัยการสร้างสรรค์ฉันทิมา อ่องสุรักษ์ ( ม.ป.ป.) ได้เสนอส ิ่ งที่สําคัญต่อกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะ คือ 1) แรงบันดาลใจ 2) ความคิด สัญชาติญาณส ั่ งสมหรือปัญญาญาณ 3) จินตนาการหรือมโนภาพ ทั้งสามลําดับน ี้ใช้ข้อมูลความรู้และประสบการณ์ทางอารมณ์ความรู้สึกท ี่ เขาส ั่งสมไว้เป็นฐาน ซึ่ง สามารถจะทําหน้าท ี่เป็น “ประกายไฟ” และ “เช ื้ อเพลิง” พร้อมกันไปด้วยในบางโอกาส 4) ทักษะ และ พรสวรรค์ ปัจจัยต ั้ งต้น ถ้ามีก็ดียิ่งต่อการสร้างงานศิลปะแต่ถ้าไม่มีหรือมีน้อยก็ สามารถเรียนรู้เพ ิ่ มพูนได้โดยทุกปัจจัยท ี่ กล่าวมา จะอยู่ภายใต้การชี้นําและกํากับแบบอัตโนมัติของ ตัวตนหรือจิตวิญญาณของศิลปิน จากท ี่ กล่าวมาเป็นการมองกระบวนการของการสร้างสรรค์ในลักษณะของการคิดที่มีรูปแบบ ต่างๆกันตามฐานหรือศาสตร์ที่นํามาเป็นพ ื้นฐานในการพิจารณาแต่ว่าการสร้างสรรค์หรือความสามารถ ในการสร้างสรรค์งานศิลปะการเชื่ อมโยงกับหลักการพ ื้ นฐานทางทัศนธาตุและหลักการออกแบบ ประกอบกับกระบวนการทํางานในการสร้างงานศิลปะทางวิจิตรศิลป์และประยุกต์ศิลป์ในแขนงต่างๆท ี่ สามารถพัฒนาให้เกิดเป็นพฤติกรรมความสามารถทักษะความชํานาญจากการฝึกฝนและปฏิบัติ ความสามารถในการสร้างสรรค์นั้นเป็นส ิ่ งที่ช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวบุคคลคนที่มีความสามารถ
65 ในการสร้างสรรค์จะมีบุคลิกที่มีความสนุกสนานและชอบคิดค้นแก้ไขปัญหาอย่างต่อเน ื่ อง กระบวนการ สร้างสรรค์ภาพแบ่งเป็นหลักแล้วจะแบ่งได้ 2 อย่างคือกระบวนการสร้างสารท ี่ เกิดภายในของตัวผู้ สร้างสรรค์และกระบวนการสร้างสรรค์ซึ่งเกิดจากกระบวนการจัดกระทําและผลงานซ ึ่ งทั้ง 2 ลักษณะน ี้ จะต้องอาศัยซ ึ่ งกันและกันและอาจจะอาศัยกระบวนการคิดท ี่เป็นระบบเช่นกระบวนการคิดแบบ PDCA plan do check Action และเม ื่ อผลของการสร้างสรรค์เกิดข ึ้ นส ิ่ งน ั้ นจะเกิดข ึ้นจากความสามารถในการ สร้าง Gimmick ทัศนธาตุและหลักการออกแบบ ความแปลกใหม่ความริเร ิ่ มรวมถึงส ิ่ งที่น่าสนใจและมี ความสวยงามทางศิลปะ สรุป ทักษะหน ึ่งในทักษะสําคัญของศตวรรษท ี่ 21 ที่กําหนดให้พลโลกได้เรียนรู้และพัฒนาตนเองนั่น คือ ทักษะของการสร้างสรรค์นวัตกรรมต่างๆ การสร้างสรรค์ทางศิลปะนั้ นถือเป็นท ั้ งทักษะและ ความสามารถหามุมมองการสร้างสรรค์เป็นทักษะและความสามารถจะทําให้การสร้างสรรค์นั้น พัฒนา ง่ายกว่าการสร้างสรรค์ในเชิงจิตวิทยา เพ ื่ อการสร้างสรรค์เชิงจิตวิทยาเป็นการสร้างสรรค์ในแง่ของการ คิดที่ต้องอาศัยแบบทดสอบมาตรฐานในการพัฒนาด้านการสร้างสรรค์ในทางศิลปะพัฒนาส ิ่ งของด้วย การสร้างปรับภาพแล้วนํามาย้อนรอยรูความคิดในการสร้างสรรค์หรืออาจใช้วิธีการเปรียบเทียบการคิด ในการสร้างสรรค์ในแง่มุมของความแปลกใหม่เพ ื่ อดูว่ามีใครสร้างส ิ่งแปลกใหม่กว่าในกลุ่มหรือไม่ สามารถน ั้ นทางศิลปะแล้วต้องอาศัยทัศนธาตุและหลักการออกแบบ ความสามารถในการเข้าถึง กรรมวิธีในการสร้างสรรค์งานศิลปะแขนงต่างๆ และสร้างให้เป็นกลวิธีในการสร้างสรรค์ของตนเองด้วย การพัฒนากระบวนการสร้างสรรค์ที่เป็นกระบวนการภายในสมองและกระบวนการในการสร้างต้นแบบ ที่เป็นกระบวนการในเชิงการปฏิบัติด้วยการฝึกฝนและมีวิธีการในการดึงความคิดออกมาจากจินตนาการ และแรงบันดาลใจซึ่งเป็นส ิ่ งสําคัญต่อการริเร ิ่มในสิ่งแปลกใหม่ประกอบกับความเข้าใจในกระบวนการ ต่างๆของการสร้างงานศิลปะดังท ี่ จะนําเสนอในบทต่อไป คําถามทบทวน 1. จงบอกความหมายของความสามารถของการสร้างสรรค์ 2. จงสรุปความหมายของความสามารถในการสร้างสรรค์ทางศิลปะ 3. จงบอกถึงลักษณะสําคัญของความสามารถในการสร้างสรรค์ทางศิลปะ 4. จงอธิบายกระบวนการในการสร้างสรรค์ 5. จงอธิบายมีลักษณะสําคัญของกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะ
66 เอกสารอ้างอิง ภาษาไทย ฉันทิมา อ่องสุรักษ์, (ม.ป.ป.). ศิลปะ: พื้นทความงามและความส ี่ ุข. ม.ป.ท. สมประสงค์น่วมบุญลือ. (2557). สรางสรรค้ ์. นครปฐม: โรงพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
บทท ี่ 7 การคิดและการสรางสรรค้ทางว์ ิจิตรศลปิ ์ การคิดและการสร้างสรรค์งานวิจิตรศิลป์วิจิตรศิลป์นั้นหมายถึงศิลปะที่ สร้างข ึ้ นเพ ื่ อความงาม การปลดปล่อยความรู้สึกและอารมณ์เป็นส ิ่ งท ี่ แสดงออกซ ึ่ งความสูงส่งของจิตใจ วิจิตรศิลป์โดยทั่วไป แล้วจะมุ่งมองในผลงานจิตรกรรม ภาพพิมพ์ประติมากรรม รวมถึงสถาปัตยกรรม การสร้างและการคิด ในการออกแบบสร้างสรรค์นั้นมีวิธีการในการนําเสนอที่ต่างกันและมีวิธีคิดและแสดงออกมาที่ต่างกัน แต่โดยหลักแล้วสามารถสรุปเนื้ อหาที่นําเสนอได้ผ่านทัศนธาตุและหลักการออกแบบโดยใช้รูปสัญลักษณ์ มาเป็นเคร ื่ องมือในการถ่ายทอดความคิดจินตนาการแรงบันดาลใจรวมถึงเน ื้ อหาเร ื่ องราวท ี่ สะท้อนสังคม ออกมา การคิดและการสร้างงานจิตรกรรมควบคู่กับการนําเสนอโดยใช้สีเป็นหลักคล้ายคลึงกับงานภาพ พิมพ์ขึ้นนําเสนอโดยการใช้สีผ่านส ื่ อท ี่เป็นแม่พิมพ์ประทับลงบนกระดาษงาน ทั้งสองนี้มีเน ื้ อหาเร ื่ องราว ที่นําเสนอหรือใกล้เคียงกันและมีวิธีการเรียกภาพหรือผลงานท ี่ ออกมาน ั้ นเหมือนกันส่วนงาน ประติมากรรมน ั้ นลักษณะของงาน 3 มิติอาจมีกระบวนการในการถ่ายทอดเน ื้ อหาเร ื่ องราวแตกต่างกัน ออกไปอยู่บ้างแต่โดยส่วนใหญ่แล้วก็ยังสามารถเปรียบเทียบได้ใกล้เคียงกับงานจิตรกรรม ส่วนงาน สถาปัตยกรรมน ั้ นจะมีวิธีการนําเสนอท ี่ แตกต่างกันออกไปเพราะต้องมีโครงสร้างทางวิศวกรรมเข้ามา เก ี่ ยวข้องด้วย โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการคิดและการสร้างสรรค์ทางวิจิตรศิลปะ ศิลปะในความหมายกว้างให้ความหมายของศิลปะว่าหมายความถึง งานอันเป็นความพากเพียร ของมนุษย์ซึ่งต้องใช้ความพยายามด้วยมือและด้วยความคิด เช่น ตัดเสื้อ สร้างเคร ื่ องเรือน ปลูกต้นไม้ เป็นต้น อย่างน ี้เป็นศิลปะ มีความหมายอย่างกว้าง เม ื่ อกล่าวว่า วิจิตรศิลป์ (Fine arts) หมายความถึง งานอันเป็นความพากเพียรของมนุษย์ นอกจากต้องใช้ความพยายามด้วยมือและด้วยความคิดแล้ว ยังต้องมีการพวยพุ่งแห่งพุทธิปัญญาและจิต ออกมาด้วย (intellectual and spiritual emanation) “การแสดงออกแห่งศิลปะ” (expressions of arts ) 5 ลักษณะ กล่าวคือ วรรณคดีดนตรี จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. (2559, 78) ได้อ้างถึงข้อเขียนของเฮอร์เบิร์ท รีด เกี่ยวข้องกับการสร้างสรรค์ ศิลปะ ว่า สร้างเพ ื่ออะไร (What is Art and What is Art for) ได้ระดับหนึ่ง เฮอร์เบิร์ท รีด กล่าวถึง ขั้นตอนการสร้างสรรค์งานศิลปะไว้ดังน ี้ 1. ต้องมีแรงจูงใจหรือความบันดาลใจ และมีอารมณ์ที่พร้อมจะรับรู้ซึ่งอาจเกิดข ึ้ นช ั่วขณะในจิต ไร้สํานึก
68 2. เกิดจินตภาพและต้องการแสดงออก แต่เป็นภาพท ี่ มองเห็นได้หรือสัมผัสได้เป็นรูปทรง เช่น ทิวทัศน์จานผลไม้บางทีอาจจะเป็นเพียงภาพนามธรรมลาง ๆ ของมวลวัตถุ 3. จิตขัดเกลาจินตภาพท ี่ เกิดข ึ้นให้ประณีต พร้อมกับการควบคุมอารมณ์หรือแรงกดดันใน จิตใจให้เป็นระเบียบ 4. เลือกสรรวิธีการ รวมท ั้ งวัสดุเพ ื่ อนําเสนอจินตภาพนั้น 5. แปรจินตภาพไปเป็นรูปทรง ซึ่งอาจจะเป็นรูปทรงที่ เกิดข ึ้นจากการปรับตามสภาวะของจิต ชั่วขณะหนึ่ง ส่วน น ณ.ปากน้ํา (2559) ให้ความหมายของศิลปะบริสุทธ ิ์ (pure art) ซึ่งเก ี่ ยวข้องกับวิจิตร ศิลป์ว่า เป็นศิลปะที่ สร้างข ึ้ นมาด้วยความคิด อุดมการณ์เพื่อศิลปะโดยตรงแท้ๆ เช่น งานแสดงศิลปะ จิตร ประติมากรรม หรือดนตรีซิมโฟนีหรืองานประพันธ์ที่มีชื่อเสียงระดับโลกทั่วไป กระบวนการสร้างงานวิจิตรศิลป์หมายถึง ขั้นตอนหรือวิธีการสร้างสรรค์งานศิลปะที่รับรู้การ เห็นซ ึ่งอาจจะเป็นกระบวนการใหม่หรือกระบวนการที่มีแบบแผนแล้ว สําหรับกรรมวิธีการสร้างงาน ศิลปะในส่วนท ี่จะสอนในวิชาทางทัศนศิลป์ส่วนใหญ่คือ จิตรกรรม ประติมากรรม และสถาปัตยกรรม ความรู้ความเข้าใจในการสร้างงานศิลปะเป็นพ ื้ นฐานที่สําคัญในการสร้างสุนทรียภาพให้เกิดขึ้น อย่างถูกต้องเพ ื่ อความเข้าใจพื้ นฐานท ี่ แตกต่างกันในการนําเสนอผลงานของศิลปิน และไม่นํางานแต่ละ ประเภทไปเปรียบเทียบกันอย่างไม่มีความรู้ กรรมวิธีการสร้างงานศิลปะ หมายถึง วิธีการสร้างผลงานจิตรกรรม ประติมากรรม และศิลปะ แขนงอื่น ๆที่จัดอยู่ในประเภทวิจิตรศิลป์(ศิลปะเพื่ อความงาม) และประยุกต์ศิลป์ (ศิลปะเพื่อประโยชน์ ควบคู่ความงาม) รูปแบบความคิดในการถ่ายทอดสู่การสร้างสรรค์ในงานวิจิตรศิลป์ การสร้างสรรค์งานวิจิตรศิลป์นั้นเป็นการแสดงออกซึ่งความรู้สึกและความพึงพอใจเพื่อให้เกิด การยกระดับจิตใจให้สูงข ึ้ นผลงานท ี่ออกมาในงานวิจิตรศิลป์มักจะออกมาในรูปแบบของความคิดใน 5 ลักษณะดังต่อไปนี้ การแสดงออกอารมณ์ความรู้สึก ลักษณะดังต่อไปนี้ อารมณ์ลักษณะดังต่อไปนี้ อารมณ์ ความรู้สึกเป็น เป็นส ิ่ งที่ติดตัวมนุษย์มาตั้งแต่เกิดเพราะมนุษย์ประกอบไปด้วยกายและใจใจนั้ นคือ ความรู้สึกและอารมณ์การถ่ายทอดงานศิลปะบางอย่างเป็นการแสดงออกซ ึ่ งอารมณ์ความรู้สึกเพ ื่อให้เกิด การปลดปล่อยความคิดออกมาอย่างอิสระผ่านผลงานท ี่เป็นรูปประธรรมทั้ งจิตรกรรมภาพพิมพ์ ประติมากรรมรวมถึงส ิ่ งก่อสร้างต่างๆให้เกิดความรู้สึกบางอย่างแก่ผู้ชมเช่นความสง่างามความหรูหรา ความรู้สึกงดงามประณีตซ ึ่งเป็นส่วนหน ึ่ งของทัศนภาพและสุนทรียภาพ
69 เร ื่ องราวหรือเหตุการณ์การดํารงชีวิตของมนุษย์นั้นเร ื่ องราวและเหตุการณ์ต่างๆเป็นเคร ื่ องมือ ในการรับรู้และดําเนินชีวิตเร ื่ องราวต่างๆที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของมนุษย์นั้นถูกบันทึกออกมาเป็นงาน ศิลปะในรูปแบบต่างๆเช่นการวาดภาพเหตุการณ์ต่างๆหรือการแต่งเพลงเพ ื่ อสะท้อนความคิดใน เหตุการณ์ที่ผ่านมาเช่น เพลงสึนามิของ คุณยืนยง โอภากุลหรือแอ๊ดคาราบาวรวมถึงภาพเหตุการณ์ใน ประวัติศาสตร์ที่บุคคลสําคัญต้องการจารึกหรือเขียนไว้เป็นประวัติศาสตร์ทั้งงานจิตรกรรมฝาผนังงาน บันทึกลงสมุดไทยสมุดข่อยต่างๆ เป็นภาพท ี่ เล่าเร ื่ องและเหตุการณ์เพ ื่ อบอกถึงช่วงเวลาและ ปรากฏการณ์ทางสังคมในขณะนั้ นศิลปะจึงเป็นเคร ื่ องมือในการถ่ายทอดเน ื้ อหาเร ื่ องราวและเหตุการณ์ที่ ออกมาเป็นภาพและสามารถถ่ายทอดออกมาได้อย่างงดงามและเห็นเป็นรูปธรรม จิตใต้สํานึกและความคิดเหนือจริง ความคิดจินตนาการจากจิตใต้สํานึกถูกถ่ายทอดออกมาเป็น ผลงานศิลปะแนวแฟนตาซีหรือแนวเหนือจริงเส้นภาพในลัทธิศิลปะ surrealism ที่ถ่ายทอดความคิด ออกมาอย่างรุนแรงเป็นการบิดเบือนความคิดจากความเป็นจริงจากจินตนาการและความรู้สึกท ี่ เพิ่ม ปริมาณความเป็นจริงหรือเหนือจริงข ึ้นไปให้สูงกว่าระดับปกติแล้วสร้างสรรค์ออกมาเป็นผลงานศิลปะ ความคิดเห็นของศิลปินท ี่ หยิบยกออกมาในรูปของความเหนือจริงน ั้ นถูกนําเสนอมาทุกยุคทุกสมัยของ งานศิลปะควบคู่ไปกับรูปแบบศิลปะที่ได้รับความนิยมในยุคน ั้ นๆเช่นปัจจุบันการ์ตูนหรือ Animation ต่างๆก็จะจินตนาการความเหนือจริงออกมาให้มีลักษณะพิเศษหรือพิสดารปราบปรามเป็นจริงเพ ื่อให้ เกิดความรู้สึกซ ึ่ งความสุขแบบไร้เดียงสาเพ ื่อให้เติมเต็มจิตวิญญาณขอความคิดของพวกชม สัญลักษณ์และประติมานวิทยา สัญลักษณ์และการตีความซ ึ่ งสัญลักษณ์ต่างๆในงานศิลปะมี ความหมายและความสําคัญอย่างย ิ่งในการแสดงให้เห็นซ ึ่ งจิตใจความรู้สึกนึกคิดและเหตุการณ์ต่างๆที่ผู้ สร้างสรรค์งานศิลปะนั้นใช้สัญลักษณ์ต่างๆเป็นส ื่อในการสร้างสรรค์สัญลักษณ์ในงานศิลปะนั้ นมีมากมาย ขึ้นอยู่กับยุคสมัยกลุ่มความเช ื่ อขนบธรรมเนียมของศิลปินผู้สร้างรวมถึงความเช ื่ อทางศาสนาการตีความ สัญลักษณ์ที่ศิลปินสร้างเป็นงานศิลปะนั้นเป็นส ิ่ งท ี่ เรียนรู้กันทางด้านประติมานวิทยาและสัญวิทยาซึ่ง เป็นความรู้ที่ถอดความคิดของผู้สร้างงานศิลปะแนวท ี่ใช้สัญลักษณ์มาเป็นเคร ื่ องมือส ื่ อสารกับผู้ชมเพื่อ บันทึกถ่ายทอดความคิดอันลุ่มลึกออกมาให้ผู้ชมได้เสพผลงานศิลปะโดยใช้ความคิดและจินตนาการท ี่ ลึกซ ึ้ งและสามารถตีความออกไปได้หลากหลายตามประสบการณ์และวุฒิภาวะความรู้ของผู้ชมผลงาน นั้นๆอย่างไม่มีข้อจํากัด ลวดลาย ลวดลายเป็นผลงานศิลปะอย่างหน ึ่ งท ี่ มนุษย์ใช้ถ่ายทอดออกมาเป็นผลงานศิลปะทาง ศิลปะที่เป็นวิจิตรศิลป์และรวมถึงศิลปะที่เป็นประยุกต์ศิลป์รวมถึงการใช้ประดับตกแต่งเรือนร่างมา ตั้งแต่สมัยโบราณกาล ลวดลายต่างๆจะมีลักษณะเป็นสัญลักษณ์อย่างหน ึ่ งท ี่ แขวนด้วยความหมายและ ขนบธรรมเนียมนิยมในการใช้ลวดลายบางชนิดมีการใช้เฉพาะบางวันนะหรือเช ื้ อชาติเพ ื่อแสดงให้เห็น
70 ความเป็นตัวตนหรืออัตลักษณ์ของเช ื้ อชาตินั้นๆอีกท ั้ งยังเป็นการใช้เพ ื่ อสืบทอดเผ่าพันธุ์ของตนเอง ลวดลายจึงเป็นส ิ่ งที่น่าศึกษาและสามารถจินตนาการถ่ายทอดความคิดออกไปได้อย่างไม่มีขีดจํากัด ธรรมชาติการถ่ายทอดงานศิลปะนั้ นธรรมชาติไม่ว่าจะเป็นภาพคนสัตว์หรือทิวทัศน์จะถูกหยิบ ยกมาถ่ายทอดทุกยุคทุกสมัยท ั้ งถ่ายทอดในรูปแบบเหมือนจริง ตัดทอนหรือรูปแบบเป็นนามธรรม เพราะธรรมชาติเป็นส ิ่ งท ี่ อยู่รอบตัวมนุษย์และมนุษย์สามารถนํามาใช้เป็นแรงบันดาลใจในการสร้างสรรค์ ผลงานให้เกิดข ึ้ นและสามารถเข้าถึงได้ง่ายทุกคนรวมถึงธรรมชาติยังช่วยหล่อหลอมและสร้างความสงบ ในจิตใจและช่วยให้มนุษย์ได้จดจําถึงภูมิลําเนาท ี่ ตนเองอยู่เพ ื่อให้เห็นและระลึกถึงจึงเป็นความงดงามท ี่ สามารถหยิบยกมาถ่ายทอดสําหรับภาพคนและภาพสัตว์ย่อมเป็นส ิ่ งท ี่ปรากฏในชีวิตประจําวันเพราะ สังคมมนุษย์เป็นสังคมท ี่ไม่ได้อยู่โดดเดี่ ยวมีความสําคัญต่อสัตว์โลกทั้ งหลายดังน ั้นการใช้มนุษย์และสัตว์ เป็นวัตถุในการถ่ายทอดงานศิลปะจึงเป็นเร ื่ องท ี่ เกิดข ึ้ นอยู่ตลอดในประวัติศาสตร์ทางศิลปะจนถึง ปัจจุบัน 2. การคิดและการสร้างสรรค์จิตรกรรม ประติมากรรม และ สถาปัตยกรรม การคิดและการสร้างสรรค์กรรมวิธีการสร้างงาน 2 มิติเป็นกรรมวิธีการสร้างงานท ี่ สร้างงานใน แนวระนาบโดยเน้นเร ื่ องสีเป็นหลัก คือ กรรมวิธีการสร้างงานจิตรกรรม กรรมวิธีการสร้างงานภาพพิมพ์ 1) กรรมวิธีการสร้างงานจิตรกรรม การสร้างภาพวาดมีกรรมวิธีที่แบ่งแยกตามประเภทของสี ดังน ี้ ภาพวาดลายเส้น (Drawing) คือ การสร้างภาพวาดลายเส้นเกิดจากการใช้ดินสอหรือปากกา สีต่าง ๆขีดให้เกิดภาพต่าง ๆ ภาพวาดลายเส้นท ี่ใช้สีประเภทต่าง ๆ ได้แก่ ดินสอดํา เครยอง สีหมึก ปากกาดํา ( ภาพท ี่ 7.1) ภาพวาดสีพาสเตล (Pastel color) คือ สีที่มีลักษณะคล้ายสีเทียนหรือสีชอล์กท ี่เราใช้กันตอน เด็กวิธีการเขียนค่อยเพ ิ่ มสีเป็นชั้น ๆ ให้ความรู้สึกด้วยรอยของแท่งสีไว้ ภาพท ี่ 7.1 ภาพวาดลายเส้นด้วยดินสอดํา
71 ภาพวาดสีฝุ่น (Tempera color) มีวิธีการเขียนได้ 2 แบบ การเขียนสีฝุ่นแบบปูนเปียก (Fresco) เป็นการวาดภาพในขณะที่ปูนท ี่ กะเทาะผิวหน้าเดิมออกแล้วฉาบด้วยปูนปลาสเตอร์ในขณะที่ ยังไม่แห้งสีจะติดคงทน เป็นกรรมวิธีที่ศิลปินในยุโรปตะวันตกนิยมใช้สําหรับการวาดภาพโดยใช้สีลงบน ผนังหรือเพดานท ี่ฉาบปูนขาวที่ยังเปียกอยู่สีฝุ่นจะซึมเข้าไปเนื้อปูน ศิลปินจะต้องมีความว่องไว ภาพจาก กรรมวิธีนี้จึงมีความคงทน ส่วนการเขียนสีฝุ่นแบบสีน้ํากาว (Tempera) ผสมกาวหรือไข่ขาวโดยใช้สี จากพืชและสัตว์เช่น ดินแดง ต้นชาดข ั้ นตอนการวาดภาพจากการเตรียมพ ื้นโดยใช้น้ําผสมใบขี้ เหล็กล้าง หลังจากน ั้ นขม ิ้ นถูขม ิ้นเป็นสีแดงแสดงว่ายังเค็มให้ล้างต่อจนเม ื่ อถูขม ิ้นเป็นสีเหลือง แล้วจึงนําปูนผสม เม็ดมะขามตํามาทาแล้วจึงร่างและระบายสีต่อไป คนไทยโบราณใช้กรรมวิธีนี้เขียนภาพฝาผนังและสมุด ข่อยต่าง ๆ ภาพวาดสีน้ํา (Water color) เป็นสีที่มีคุณสมบัติโปร่งแสง ต้องระบายลงบนกระดาษสีขาว ความงามเกิดจากการที่สีซึมและเน ื้ อสีกระจายออกจากกัน คราบสีที่เกิดข ึ้ นน ี้ เรียกว่า ซฟูมาโต (Sfumato) เหมาะกับการเขียนภาพทิวทัศน์ท้องฟ้า ก้อนเมฆ ทะเลและต้นไม้เป็นต้น ขั้นตอนการ ระบายสีเร ิ่ มจากการระบายสีอ่อนเป็นชั้น ๆค่อยเติมรายละเอียด ภาพวาดสีน้ํามัน (Oil color) สีน้ํามันมีคุณสมบัติทึบแสง สามารถระบายทับกันไปมาใช้น้ํามัน ผสมสีที่เรียกว่าลินสีด หรือน ้ํ ามันสน ช่วยเป็นตัวทําละลายและหล่อล ื่ นสีและนิยมเขียนบนผ้าใบ (Canvas) ขั้นตอนการวาด เร ิ่ มต้นจากการร่างแบบลงบนกรอบผ้าใบแล้วค่อย ๆระบายสีทับเป็นช ั้ นจาก อ่อนไล่เป็นเข้ม ส่วนการคิดและการสร้างสรรค์งานภาพพิมพ์เป็นการสร้างงานสองมิติที่มีลักษณะใกล้เคียงกับ การสร้างงานจิตรกรรแต่มีกรรมวิธีการสร้างสรรค์แตกต่างกันบาง ดังน ี้ ภาพพิมพ์คือ ผลงานทัศนศิลป์สองมิติที่สร้างข ึ้ นจากการออกแบบและจัดทําแม่พิมพ์ต่าง ๆ แล้ว นําสีมาระบายลงแม่พิมพ์แล้วประทับลงบนกระดาษเกิดภาพสวยงามเป็นลักษณะเฉพาะวิธีการ ความ งามของภาพพิมพ์อยู่ที่ความคมของแม่พิมพ์และความเรียบของสีโดยแบ่งกรรมวิธีได้ดังน ี้ ภาพพิมพ์นูน (Relief printmaking) เป็นการพิมพ์จากส่วนนูนของแม่พิมพ์ได้แก่ภาพพิมพ์ แกะไม้ (Woodcut) ภาพพิมพ์แกะยาง (Linocut) หรือภาพพิมพ์จากวัสดุต่างๆ(ภาพท ี่ 7.2) ภาพท ี่ 7.2 ภาพพิมพ์นูนจากวัสดุต่างๆ
72 ภาพพิมพ์ร่องลึก (Intaglio printmaking) เป็นการพิมพ์จากส่วนร่องลึกโดยใช้แม่พิมพ์เป็น โลหะ เช่น ภาพพิมพ์กัดกรด (Etching) ภาพพิมพ์จารเข็ม (Dry point) ภาพพิมพ์มัชฌิมรงค์ (Mezzotint) ภาพพิมพ์พื้นราบ (Paleography printmaking) เป็นการพิมพ์จากผิวเรียบแม่พิมพ์ทําจากแผ่น หินหรือสังกะสีแม่พิมพ์หิน คือ ลิโทกราฟ (Lithograph) แม่พิมพ์สังกะสีคือ ออฟเซท (Offset) ภาพพิมพ์ลายฉลุ (Stencil printmaking) เป็นแม่พิมพ์ที่เกิดจากการฉลุกระดาษหรือโลหะให้สี ลงไปตามร่องท ี่ ฉลุไว้ต่อมาได้พัฒนามาเป็นพิมพ์จากตะแกรงไหม (Silk screen) การคิดและการสร้างสรรค์งาน 3 มิติ การคิดและการสร้างสรรค์งานประติมากรรม นนทิวรรธน์จันทนะผะลิน (2560, 132-133) การสร้างสรรค์ประติมากรรมแบ่งออกเป็น 2 แนวทางคือการสร้างสรรค์ประติมากรรมส่วนบุคคลและการสร้างสรรค์ประติมากรรมกับส ิ่ งแวดล้อม แนวทางในการสร้างสรรค์ประติมากรรมส่วนบุคคลน ั้ นมีลําดับการออกแบบตามความสําคัญ ดังน ี้ 1) การรับรู้ 2) พัฒนาแนวคิดและแรงบันดาลใจ 3) การส ื่ อนํามาทําให้ปรากฏเป็นรูปธรรมซึ่ง ประกอบไปด้วย ความรู้ในด้านรูปแบบ ความสามารถในการลงมือปฏิบัติ ประสบการณ์และ 4) การ ทบทวนพิจารณาผลงานประติมากรรมที่ปรากฏเป็นรูปธรรม สําหรับในการสร้างสรรค์ประติมากรรมกับส ิ่ งแวดล้อมประกอบไปด้วย เป้าประสงค์แนวคิด และคติธรรม กับสถานที่ที่รูปแบบของสถานที่ซึ่งการสร้างสารประติมากรรมท ั้ งสองอย่างน ั้ นต้องอาศัย องค์ประกอบของทัศนธาตุเป็นพ ื้นฐานในการสร้างสรรค์งานศิลปกรรมประเภทประติมากรรม การ สร้างสรรค์งานประติมากรรมน ั้นเป็นการสร้างสรรค์งาน ประติมากรรมน ั้นเป็นการสร้างสรรค์งานสาม มิติที่มีกรรมวิธีการสร้างดังน ี้ วิธีแกะสลัก (Carving) เป็นกรรมวิธีทางลบ คือ การเอาส่วนย่อยออกจากส่วนใหญ่ การ แกะสลักใช้ในผลงานทั้ งสร้างประติมากรรมและสถาปัตยกรรม เช่น ประติมากรรมสลักจากหินอ่อน รูป เดวิน โดย ไมเคิล แองเจอโร สถาปัตยกรรมกรีก วิหารพาร์เทนอน มีการใช้เสาและส่วนประกอบจาก การสลักหินอ่อน งานแกะสลักท ี่ปรากฏในศิลปะไทยประติมากรรมสลักหินสมัยลพบุรีทับหลังนารายณ์ บรรทมสินธุ์หรือ งานสลักผลไม้ของไทย(ภาพท ี่ 7.3)
73 ภาพท ี่ 7.3 งานแกะสลักผกผลไม ั ้ วิธีการปั้น (Modeling) เป็นวิธีการท ี่ เพ ิ่ มเข้ามาจนสมบูรณ์หรือวิธีทางบวก (Additive process) การปั้ นมักนิยมใช้วัสดุเน ื้ อนิ่ม เช่น ดินเหนียว ขี้ผึ้ง หรือ ปูนตําแบบโบราณ การปั้ นมักใช้ ควบคู่กับการหล่อเพ ื่อให้เกิดความคงทนถาวร งานปั้ นท ี่เป็นที่รู้จักอย่างหน ึ่ งคือเคร ื่องปั้ นดินเผาซ ึ่งเป็น งานปั้ นท ี่ มนุษย์ใช้สร้างสรรค์งานศิลปะมาต ั้ งแต่ยุคโบราณ ประมาณ 7,000 ปีก่อนคริสตกาล ตัวอย่าง งานเคร ื่องปั้ นดินเผาที่สําคัญ คือ เคร ื่องปั้ นดินเผาลายเชือกขด แหล่งอารยธรรมบ้านเชียง จังหวัด อุดรธานีเคร ื่องปั้ นดินเผาสมัยสุโขทัย เรียกว่า สังคโลก เคร ื่องปั้ นดินเผาสมัยอยุธยา เรียกว่า เบญจรงค์ ดินดิบ และแจกันดําศิลปะกรีก เป็นต้น ศิลปะปูนปั้นไทยเป็นงานปั้ นชนิดหน ึ่ งที่นิยมสร้างในศิลปะไทยมีกรรมวิธีการเฉพาะผลงานมี เสน่ห์ในเชิงศิลปะอย่างยิ่ง ขั้นตอนการทําปูนปั้นไทยเริ่ มจาก ขั้นตอนการทําปูนปั้น การนําปูนท ี่ได้จาก การเผาเปลือกหอยและหินปูน นําปูนไปแช่น้ําแล้วกรองเอาเฉพาะปูนละเอียดหมักแช่น้ําให้นานที่สุด ผสมปูน ทราย กระดาษแช่น้ํา น้ําอ้อยเค ี่ ยว แล้วนําไปตําจนเป็นเน ื้ อเดียวกันหมักไว้สองสัปดาห์ก่อน นําไปใช้ ขั้นตอนการปั้น ออกแบบและเตรียมลายทําข ึ้ นรูปกับลวดยึด เรียกว่า โกลนปูนปั้น แล้วจึง ลวดลายตกแต่ง(ภาพท ี่ 7.4) เช่น ประติมากรรมปูนปั้ นสมัยทวารวดีนักดนตรีเมืองคูบัว ราชบุรี ประติมากรรมปูนปั้ นสมัยอยุธยา ลายปูนปั้ นวัดไลย์ลพบุรี ประติมากรรมปูนปั้ นสมัยสุโขทัย ลายปูนปั้น วัดนางพญา ศรีสัชนาลัย ประติมากรรมปูนปั้ นล้านนาที่วัดพระสิงห์ เชียงใหม่ และพระอัจนะ วัดศรี ชุม สุโขทัย เป็นต้น ส่วนการปั้นในการสร้างศิลปกรรมปัจจุบันที่นิยมสร้างมักจะทําควบคู่กับการหล่อมี การข ึ้ นรูปจากโครงเหล็กใช้ดินเหนียวปั้ นเพ ิ่มจนเป็นรูปที่ต้องการแล้วจึงนําไปหล่อด้วยวัสดุต่างๆต่อไป
74 ภาพท ี่ 7.4 ประติมากรรมปูนปั้น แบบนูนต่ํา วิธีการคงท ี่ (Repousse) เป็นวิธีการทุบตีเคาะ วัสดุอ่อนโลหะหรือดินเหนียว เพ ื่อให้เป็น รูปทรงตามต้องการ เช่นการทําขัน บาตร เป็นต้น กรรมวิธีการทําขันเงินซ ึ่งเป็นวิธีการคงท ี่ อย่างชัดเจน วิธีหน ึ่ งกรรมวิธีส่วนใหญ่เร ิ่ มต้นจากการหล่อโลหะออกเป็นแผ่น นํามาตีขึ้นรูปตามต้องการ นําไปเขียน ลายด้วยเหล็กแหลม นําชันมาอุดให้ทั่วภายใน ตีลายให้นูนโดยชันจะทําหน้าที่รับแรงกดไม่ให้ผิวภาชนะ ขาดจากกัน ขัดตกแต่งผิวให้สวยงาม วิธีการหล่อ (Casting) เป็นวิธีการที่สําคัญท ี่ สร้างงานได้คงทนและออกมาเป็นจํานวนมากโดย การอาศัยแม่พิมพ์คือพิมพ์ทุบ(ใช้ได้เพียงคร ั้ งเดียวทุบทิ้ง) หรือพิมพ์ชิ้น(ซึ่งจะมีตั้งแต่2 ชิ้นข ึ้นไป ประกอบกัน สามารถหล่อจํานวนหลายชิ้น ) การทําเคร ื่ องเคลือบดินเผาในระบบอุตสาหกรรมใช้การ หล่อจากพิมพ์ชิ้น ผลงานหล่อโลหะที่สําคัญ ได้แก่รูปพระโพธิสัตว์หล่อสําริดศิลปะศรีวิชัย พระพุทธชิน ราชหล่อโลหะสําริดปิดทอง ศิลปะสุโขทัย หรือ ประติมากรรมนักคิดหล่อสําริดของโรแดง ศิลปะลัทธิอิม เพรสชันนิส เป็นต้น 3) การคิดและการสร้างสรรค์สถาปัตยกรรม ในการคิดและการสร้างสรรค์ทางสถาปัตยกรรมนั้นมีองค์ประกอบต่างท ี่ เก ี่ ยวข้องมากกมาย ทั้ง วิศวกรรม ภูมิศาสตร์ และการออกแบบตกแต่งภายในซึ่งเป็นกระบวนการสร้างสรรค์ทางศิลปะ น. ณ ปากน้ํา ได้ให้ความหมายของ สถาปัตยกรรม (architecture) ว่าเป็นงานก่อสร้างท ี่ ออกแบบอย่าง สวยงามเป็นสง่า สถานท ี่ บางแห่งออกแบบตกแต่งไว้อย่างโอ่โถง บางแห่งก็น่าเกรงขาม ล้วนเป็นงาน ศิลปะที่สําแดงอารมณ์เข้าครอบงําผู้ชมหรือผู้ผ่านเข้าไป มีอิทธิพลทางจิตใจยิ่ง การสร้างสถาปัตยกรรม
75 เป็นส ิ่ งท ี่ ออกแบบกันอย่างระมัดระวัง แต่ยังคงต้องอาศัยหลักการต่าง ๆ ทางศิลปะในการผสมผสานให้ เกิดความใหม่แปลกตา โดยการคิดและการสร้างสรรค์ปรากฏ ดังน ี้ การใช้วัสดุและกรรมวิธีการสร้าง ในสมัยโบราณมนุษย์รู้จักใช้ต้นไม้ใบไม้มาสร้างเป็นอาคาร บ้านเรือนหรือส ิ่ งก่อสร้างต่างๆเพ ื่ อบังแดดฝนได้สภาวะอากาศท ี่ เกิดการเปลี่ยนแปลงป้องกันให้ร่างกาย ของตนเองอยู่ในสภาวะที่ เหมาะสมต่อการดํารงชีวิตอยู่โดยพัฒนาควบคู่กับการใช้หินในการเป็นวัสดุ ก่อสร้างหลังจากน ั้ นมนุษย์เร ิ่มใช้การก่อสร้างโดยการใช้ดินไม้และโลหะเข้ามาประกอบด้วยก็มีการ ก่อสร้างในยุคปัจจุบันมีการใช้โลหะและปูนซีเมนต์เข้ามาในการสร้างสรรค์ปูนซิเมนต์นั้นเป็นปูนท ี่ได้จาก ส่วนผสมของหินภูเขาไฟ ค้นพบต ั้ งแต่สมัยโรมันในการสร้างโคลอสเซียมสนามกีฬาและโรงมหรสพอัน เล ื่ องช ื่ อการสร้างส ิ่ งก่อสร้างด้วยปูนซีเมนต์ทําให้โครงสร้างต่างๆมีความเบาและสามารถก่อสร้างไปได้สูง ประกอบกับการใช้เหล็กเป็นโครงสร้างทําให้อาคารต่างๆเกิดขึ้นมากมายอาคารตึกระฟ้าในปัจจุบันดังนั้น วัสดุในการก่อสร้างประเภทเหล็กจึงถูกนํามาใช้ในสังคมยุคปัจจุบันและอารยธรรมท ี่ เจริญรุ่งเรืองและ แหล่งอารยธรรมใช้สิ่งก่อสร้างจากหินเช่นอารยธรรมของชาวอียิปต์ไม่มีการสร้างพีระมิดและมหาวิหาร อันใหญ่โตจากการแกะสลักหินหรือการสร้างวิหารพาร์เธนอนท ี่อะโครโปลิสในเมืองเอกในสมัยกรีก โบราณมีการใช้หินอ่อนในการก่อสร้างหินจึงสามารถจัดเป็นวัสดุอย่างหน ึ่งในการสร้างสรรค์ของศิลปะ ยุคคลาสสิค การถ่ายทอดความคิดสู่การปรับเข้ากับธรรมชาติภูมิประเทศธรรมชาติแวดล้อมเป็นส ิ่ งสําคัญท ี่ ทําให้เกิดรูปแบบทางสถาปัตยกรรมอาคารเรือนไทยมีหลังคาสูงชันเน ื่ องจากต้องกันแดดในการสะท้อน รับแสงแดดและทําให้น้ําฝนตกอย่างรวดเร็วเน ื่ องจากอยู่ในอากาศร้อนช ื้ นที่มีฝนตกเป็นเวลาหลายเดือน และอากาศร้อนแห้งแล้งจึงทําให้ต้องสร้างอาคารที่มีหลังคาสูงเป็นอาคารเรือนไทยเพื่อป้องกันสภาวะ อากาศและสร้างอากาศภายในให้เหมาะสมกับการอยู่อาศัยหรือแม้แต่การสร้างบ้านจากน ้ํ าแข็งของชาว เอสกิโมที่มีการใช้น้ําแข็งสกัดเป็นก้อนเพ ื่ อสร้างอาคารรูปทรงครึ่งวงกลมในการอยู่อาศัยเพ ื่อป้องกัน อากาศหนาวเย็นร่วมถึงอาคารสถานที่ต่างๆก็มีการปรับใช้กับธรรมชาติสิ่งแวดล้อมอยู่มากมาย คติความเช ื่อและขนบประเพณี คติความเช ื่ อถือขนบธรรมเนียมเป็นส ิ่ งที่สําคัญท ี่ ควบคู่กับการ ก่อสร้างรูปแบบประเพณีนิยมการก่อสร้างท ี่เป็นรูปแบบประเพณีนิยมจะมีการกํากับส ิ่ งต่างๆไว้เพ ื่ อความ เป็นสิริมงคลของอาคารสถานสําหรับผู้อยู่อาศัยอาคารสถานต่างๆน ั้ นมีความเช ื่ อถึงการมีเทวดาอารักษ์ สิ่งศักดิ์สิทธ ิ์ และการคุ้มครองปกปักรักษาตามความเช ื่ อของชาวเอเชียหรือแม้แต่ในยุโรปก็ตามสิ่ง ศักดิ์สิทธิ์ต่างๆเหล่าน ี้ จะถูกออกมาในรูปแบบต่างๆ รวมถึงขนบธรรมเนียมประเพณีที่สําคัญของโลกนั่น คือฮวงจุ้ยของชาวจีนที่มีการออกแบบลักษณะอาคารสถานต่างๆตามความเช ื่ อของหลัก ชัยภูมิและหลัก 5 ธาตุ 8 ทิศรวมถึงการคํานวนสีและรูปทรงต่างๆให้เข้ากับทิศทางเพ ื่อให้ผู้อยู่อาศัยมีความสุขและความ
76 เจริญรุ่งเรืองซ ึ่ งเม ื่ อพิเคราะห์แล้วจะพบว่าขนบธรรมเนียมประเพณีต่างๆน ั้ นจะทําเพ ื่ อสอดคล้องกับ ความเชื่อและสิ่งแวดล้อมทางธรรมชาติของภูมิภาคหรือภูมิสังคมน ั้ นๆด้วย สรุป จากท ี่ กล่าวมาวิจิตรศิลป์เป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะเพื่อจรรโลงจิตใจจากการแสดงออกใน เร ื่ องราวต่างๆ ทั้งเร ื่ องราวท ี่ไปพบเห็นมาท ี่เป็นเหตุการณ์และเร ื่ องราวของการพบเห็นในธรรมชาติ เช่น ภาพทิวทัศน์รูปคนและสัตว์นอกจากน ี้ การถ่ายทอดงานวิจิตรศิลป์ยังสามารถถ่ายทอดและเร ื่ องราวท ี่ เหนือจินตนาการความคิด จิตใจรวมถึงเร ื่ องต่างๆ ที่เป็นสัญลักษณ์การถ่ายทอดที่สําคัญของงานวิจิตร ศิลป์ ได้แก่งานจิตรกรรมซ ึ่ งมักจะถ่ายทอดตามกรรมวิถีทางด้านสีเป็นหลักส่วนเร ื่ องราวน ั้ นก็มีการ ถ่ายทอดทุกรูปแบบตามที่ได้กล่าวมา สําหรับภาพพิมพ์นั้นเทคนิคภาพพิมพ์เป็นเทคนิคที่มี ลักษณะเฉพาะแต่เน ื้ อหาเร ื่องราวในการถ่ายทอดความคิดและการสร้างสรรค์นั้นทําได้เช่นเดียวกับงาน จิตรกรรม สําหรับงานประติมากรรมน ั้ นแนวทางการสร้างสรรค์นั้นสามารถสร้างสรรค์ได้ประติมากรรม ทั้งแนวส่วนบุคคลและประติมากรรมเพ ื่ อส ิ่ งแวดล้อมทั้ง 2 ลักษณะมีแนวความคิดที่ต่างกันอยู่บ้างแต่สิ่ง สําคัญคือวัตถุประสงค์การถ่ายทอด เน ื้ อหา เร ื่ องราวและรูปแบบที่ เหมาะสมกับสภาวะแวดล้อม สําหรับงานสถาปัตยกรรมที่สําคัญในการสร้างสรรค์ได้แก่การสร้างต้องคํานึงถึงวัสดุกับวิธีการก่อสร้าง รวมถึงสภาวะส ิ่ งแวดล้อมและคติความเช ื่ อขนบนิยมในการสร้างเพ ื่อให้ถอดออกมาเป็นรูปประธรรมของ ความคิดเพราะงานสถาปัตยกรรมเป็นส ิ่ งท ี่ สร้างความย ิ่งใหญ่และความโอฬารตระการตาใน ประวัติศาสตร์ศิลปะ คําถามทบทวน 1. จงบอกความหมายของวิจิตรศิลป์ 2. จงการสร้างสรรค์ทางวิจิตรศิลป์หลักมาสามประเภท 3. จงอธิบายการคิดและการสร้างสรรค์งานจิตรกรรมและภาพพิมพ์ 4. จงอธิบายการคิดและการสร้างสรรค์ประติมากรรม 5. จงอธิบายการคิดและการสร้างสรรค์งานสถาปัตยกรรม
77 เอกสารอ้างอิง ภาษาไทย นนทิวรรธน์จันทนะผะลิน. (2560) ประติมากรรมนิทัศน์นนทิวรรธน์อภิวันทนานุสรณ์นนทินิราศ 2560. กรุงเทพฯ: บริษัทอมรินทร์พร ิ้ นต ิ้ งแอนด์พับลิชช ิ่ งจํากัด(มหาชน) น. ณ ปากน้ํา. (2559). ความเข้าใจในศิลปะ, ศิลลปวาการ ๒ : ศิลปะคืออะไร. กรุงเทพฯ : มูลนิธิ ศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรอนีุสรณ์. วิบูลย์ ลี้สุวรรณ. (2559). ศลปวาการ ิ 2 : ศิลปะคืออะไร.กรุงเทพฯ : มูลนิธิศาสตราจารย์ศิลป์ พีระศรีอนุสรณ์.
78
บทท ี่ 8 การคิดและการสรางสรรค้ ทางประย ์ุกต์ศิลป์ ประยุกต์ศิลป์เป็นงานศิลปะที่สําคัญอีกกลุ่มหน ึ่งในสังคมปัจจุบันเน ื่องจากประยุกต์ศิลป์เป็น ศิลปะที่ สร้างข ึ้ นเพ ื่อการใช้ประโยชน์และมีคุณค่าในการใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจมากจะเก ี่ ยวข้องกับ เศรษฐกิจสร้างสรรค์ ในแง่ของการพัฒนามรดกทางวัฒนธรรมสู่การสร้างสรรค์และนําไปใช้ต่อยอดใน เชิงธุรกิจประยุกต์ศิลป์นั้น หมายถึงศิลปะของการออกแบบต่างๆ ตั้งแต่การออกแบบผลิตภัณฑ์ การ ออกแบบเลขนศิลป์รวมถึงงานศิลปหัตถกรรมต่างๆ หลักการออกแบบน ั้ นจะมีหลักการที่ชัดเจนไปตัวซึ่ง จะเก ี่ ยวข้องกับศาสตร์หลายแขนงหากเป็นการออกแบบผลิตภัณฑ์ต่างๆ ก็จะต้องเก ี่ ยวข้องกับงานด้าน วิศวกรรมเช่นการออกแบบรถยนต์ก็จะต้องนําหลักของวิศวกรรมยานยนต์เข้ามาเก ี่ ยวข้องในการ ออกแบบให้เกิดรูปลักษณ์ที่สวยงามและสามารถใช้สอยในการขับเคล ื่อนได้อย่างสะดวกและประหยัด พลังงาน นอกจากน ั้นสาขาของประยุกต์ศิลป์ในปัจจุบันยังแบ่งออกมากมายเช่นการออกแบบอาหาร ซึ่งเป็นส่วนหน ึ่งในการออกแบบรูปลักษณ์ของอาหารเพ ื่อให้ดูดน่ารับประทานนั่ นเก ี่ ยวข้องกับการ ออกแบบที่ต้องใช้หลักการทางด้านทัศนธาตุและการออกแบบเข้ามาเป็นพ ื้นฐานในการสร้างสรรค์ ผลงาน โดยมีรายละเอียดดังต่อไปนี้ 1. ความรู้ทั่วไปเกี่ ยวกับการคิดและการสร้างสรรค์ทางประยุกต์ศิลป์ ความหมายและขอบข่ายของการออกแบบประยุกต์ศิลป์นั้นมีความหมายท ี่ ครอบคุมความถึง ศิลปะของการนําไปใช้ประโยชน์ด้านออกแบบในเชิงอุตสาหกรรม การออกแบบตกแต่งท ี่ สามารถนําไป ประยุกต์ใช้ได้ในชีวิตประจําวันซ ึ่ งมีนักวิชาการศิลปินและนักวิชาการทางด้านศิลปะให้แนวคิดในเชิง ความหมายและขอบเขตไว้ดังต่อไปนี้ ศิลป์ พีระศรี (วิบูลย์ ลี้สุวรรณ บรรณาธิการ, 2559, 24) ประยุกต์ศิลป์หมายความถึง ศิลปะ ที่นําเอาไปใช้แก่วัตถุที่ใช้เป็นประโยชน์ได้ศิลปะลักษณะน ี้ อาจทําด้วยมือก็ได้หรือด้วยเคร ื่ องจักรก็ได้ เช่น แหวนซ ึ่งใช้เคร ื่ องมือทํา และแหวนซ ึ่งใช้เคร ื่ องจักรทํา เพราะฉะน ั้นประยุกต์ศิลป์อาจเป็นผลิตกรรม จากโรงงานก็ได้หรือจากงานของศิลปินใดก็ได้ ทางศิลปะ คําว่า อุตสาหกรรม และคําว่า พาณิชยกรรม มีความหมายเท่ากัน พาณิชยศิลป์ทํา ขึ้นในลักษณะท ี่จะให้ดูเข้าใจง่าย จะได้ขายได้ง่าย แต่วัตถุศิลปะที่ ผลิตออกจากโรงงานอุตสาหกรรม เท่าน ั้ นท ี่เป็นพาณิชยศิลป์ศิลปกรรมที่ศิลปินเป็นผู้ทําขึ้น ถ้าเป็นเร ื่ องท่วงทีที่แสดงออกแห่งการ ดําเนินงานทํา
80 เขียน ยิ้มสิริ (วิบูลย์ ลี้สุวรรณ บรรณาธิการ, 2559) กล่าวว่า งานศิลปะที่เป็นประโยชน์ต่อ ชีวิตประจําวัน การออกแบบเคร ื่องประดับบ้าน เคร ื่ องตกแต่งใช้สอยนั้น มีประโยชน์ต่อจิตใจของผู้ใช้ใน การเพ ิ่ มพูนความรู้สึกทางด้านสุนทรียภาพอย่างยิ่ง และเป็นสะพานก้าวไปสู่ศิลปะบริสุทธ ิ์ได้อย่างไม่ต้อง สงสัย ทุกท่านเวลาจะซ ื้อของใช้แม้แต่ราคาถูกก็ต้องเลือกให้ตรงกับรสนิยม (taste) ของตน รสนิยมซึ่ง ขึ้นอยู่กับธรรมชาติส่วนบุคคล สิ่งแวดล้อม และอุปนิสัยอันมีมาแต่กําเนิด ศิลปะเนรมิต (creative) นี้ เป็นเร ื่ องของสังคมปัจจุบันอันต ั้ งอยู่บนรากฐานแห่งเศรษฐกิจ ชีวิตปัจจุบันน ี้ จะมิอาจเปรียบกับชีวิตสมัย อดีตที่ผ่านมาได้ ศิลปะที่อํานวยประโยชน์ทางกาย (functional arts) กับ ศิลปะบริสุทธ ิ์ (fine arts) คุณศิลป์ หรือ มัณฑนศิลป์ (decorative art) เคร ื่ องเรือน เคร ื่องประดับตกแต่งอาคาร บ้านเรือน ร้านค้า โรง ภาพยนตร์บาร์ต่าง ๆ ที่สวยงาม ย่อมโน้มน้าวความรู้สึกของเราให้เกิดความเบิกบานใจ กระปรี้กระเปร่า คึกคัก แต่ความรู้สึกเช่นนี้ย่อมเป็นเพียงส ิ่งให้เรารู้สึกยินดีทางด้านโลก (physical pleasure) ส่วนศิลปะ บริสุทธ ิ์ หรือวิจิตรศิลป์เป็นงานศิลปะที่มีความศักดิ์สิทธ ิ์ในทางจิต เกิดอารมณ์สะเทือนใจไม่เส ื่ อมคลาย ไม่สูญหายไปจากความทรงจํา เป็นงานศิลปะอมตะ (immortal) งานประเภทนี้จัดว่าเป็นศิลปะชั้ นสูง (masterpiece) ส่วน น ณ.ปากน้ํา (วิบูลย์ ลี้สุวรรณ บรรณาธิการ, 2559) กล่าวว่า งานประยุกต์ศิลป์นี้จะพบ ทั่วไปในชีวิตประจําวัน เช่น เคร ื่องใช้ไม้สอย สมุด ปากกา ขวดหมึก ขวดน ้ํ าหอม เคร ื่ องเรือน ฯลฯ อัน ออกแบบอย่างสวยงามเพ ื่ อล่อตาล่อใจผู้ซื้อ และออกแบบอย่างฉาบฉวย อย่างไรก็ดีในของเหล่าน ี้ บางอย่างก็ออกแบบอย่างประณีต เป็นของอันพึงยกย่อง มิได้จัดเป็นของตื้น ๆ ไม่ดีไปเสียหมด จาก ข้อความดังกล่าวมีความหมายสรุปได้ว่าการออกแบบประยุกต์ศิลป์นั้นถึงแม้จะเป็นส ิ่ งของท ี่ เพ ื่อใช้ ประโยชน์ไม่ได้ชื่นชมในแง่ของศิลปะมากเท่าไรนัก หากแต่การออกแบบน ั้ นยังมีการสร้างสรรค์ซึ่งจัดเป็น ศิลปะอยู่โดยอาศัยหลักการทางด้านการออกแบบแต่ผลงานท ี่ ออกมาอาจจะดูเรียบไม่มีความซับซ้อน มากนักแต่ยังคงจัดเป็นศิลปะประเภทหนึ่ง งานทางด้านการค้าศิลปะอุตสาหกรรม (industrial art) จําเป็นจะต้องออกแบบอย่างให้เตะตา และถูกกับรสนิยมของตลาด การออกแบบจะทําอย่างฉาบฉวยขอไปทีมิได้ด้วยสินค้าชนิดเดียวกันย่อม แข่งขันกันหลายบริษัท จึงต้องใช้นักออกแบบท ี่ เก่ง ฝีมือดีและจะต้องมีการประกวดประชันกันด้วย เพ ื่อให้สินค้าเหล่าน ั้นเป็นงานออกแบบอันอมตะ ดูแล้วไม่เบ ื่ อตาง่าย อย่างไรก็ดีปรากฏว่างานการค้า หรืออุตสาหกรรมจําเป็นต้องมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ และมีแบบท ี่ได้ออกแบบมาหลาย ๆ ชนิด เปลี่ ยนสีให้แปลกออกไป เพ ื่อให้ถูกับรสนิยมของคนจํานวนมาก เช่น การออกแบบรถยนต์และสินค้า ต่าง ๆ จึงต้องมีเป็นรุ่นเป็นชุด ที่จําเป็นต้องเปลี่ ยนอยู่เสมอ มิฉะน ั้ นก็จะดูล้าสมัยไป เช่น Mercedes-
81 Benz F 015 2015 ( เมอเซเดส เบนซ์เอฟ 015 2015 ) เป็นยนตกรรมต้นแบบของศาสตราจารย์ Ernst Dickmanns ( เอิร์นส์ดิคมานน์ ) จากมหาวิทยาลัยมิวนิค และมีเทคโนโลยีสุดล ้ํ าท ี่ จะทําให้มันเป็น รถยนต์แห่งอนาคต ภายในห้องโดยสารขนาดใหญ่บรรจุที่นั่งหรูล้ําจํานวน 4 ที่นั่ง สามารถหมุนหากัน ได้ดีไซน์แบบ Lounge ส่วนพ ื้นประดับด้วยไม้อย่างหรูหรา ส่วนเทคโนโลยีแสดงข้อมูลต่างๆ ผ่าน จอแสดงผลความยาวเต็มแผงแดชบอร์ดท ั้ งหมด 6 จอ ระบบขับเคล ื่ อน เมอเซเดส เบนซ์เอฟ 015 2015 จะใช้ระบบไฮโดรเจน fuel cell ใช้พื้นฐานระบบปลั๊ก-อิน ไฮบริด Mercedes F-Cell System ให้กําลังท ี่ 272 แรงม้า อัตราเร่งเฉลี่ย 0-100 กิโลเมตรต่อช ั่วโมงภายใน 6.7 วินาทีสามารถทําความเร็ว สูงสุดได้ราวๆ 200 กิโลเมตรต่อช ั่วโมง ภาพท ี่ 8.1 เมอเซเดส เบนซ์เอฟ 015 2015
82 ที่มา: ยนตกรรมอนาคต Mercedes-Benz F015. (2015). ศิลปประยุกต์ซึ่งปัจจุบันน ี้แปรรูปมาเป็นศิลปะอุตสาหกรรมมีความสําคัญและจําเป็นมาก นอกจากจะรับใช้ในด้านการพาณิชย์ ที่เรียกว่า พาณิชยศิลป์ (commercial art) แล้ว ยังรับใช้ ชีวิตประจําวันของเราอยู่มาก เช่น แทรกไปตามภาพยนตร์งานแสดงแฟชั่ นต่าง ๆ ส่วนเคร ื่องใช้ไม้สอย รอบข้างของเรา ก็ล้วนแต่เป็นพาณิชยศิลป์หรือศิลปะอุตสาหกรรมท ั้ งสิ้น อันเป็นส่วนของศิลปะประยุกต์ ดูเหมือนว่าศิลปะต่าง ๆ ถ้าจุดมุ่งหมายมิได้เน้นไปทางศิลปะบริสุทธ ิ์โดยตรง หากว่ามุ่งแต่เพื่อ ประโยชน์อย่างอ ื่ นแล้ว ก็เป็นศิลปประยุกต์ทั้งสิ้น ช่างฝีมือ (craftsman) ส่วนในอีกแนวคิดหน ึ่ งคืองานช่างงานช่างน ั้ นเก ี่ ยวข้องกับงานฝีมือต่างๆ ซึ่งเป็นส่วนหน ึ่งของประโยคสินโดยที่มีลักษณะและขอบข่ายเก ี่ ยวข้องกับการทํางานซ ึ่ งมีความ ละเอียดอ่อนแต่ยังต้องอาศัยหลักการออกแบบและทัศนธาตุเป็นพ ื้นฐานในการสร้างสรรค์โดยมีลักษณะ ต่างๆดังต่อไปนี้ ในวงการศิลปะนั้น มีความจําเป็นอย่างย ิ่ งท ี่ เราจะต้องเข้าใจในเรื่ องการช่าง (craf) และงาน ช่างฝีมือ (handicraft) ให้ดีด้วย งานช่างหรือช่างฝีมือเป็นการช่างประเภทหนึ่ง ซึ่งเป็นแขนงแยกมาจาก ศิลปะประยุกต์มิใช่งานศิลปะ (art work) เรามักจะเข้าใจไขว้เขวกันระหว่างงานศิลปะและงานช่างหรืองานช่างฝีมือ และมักจะเอารวมกัน เป็นอันหน ึ่ งอันเดียวกัน งานช่าง หมายถึง งานช่างไม้งานช่างปูน งานช่างทําเฟอร์นิเจอร์ งานช่างฝีมือ (handicraft) อาทิงานช่างรัก ช่างทําเคร ื่ องเขิน ช่างทําเคร ื่ องถม ช่างปั้ นหมด ช่างปั้ นเคร ื่ องถ้วยชาม ช่างจักสาน เช่น ช่างทอเสื่อ ช่างทอผ้า ช่างปัก ช่างสะดึง ช่างทองรูปพรรณ ช่าง เขียนรูปโปสเตอร์ช่างเขียนรูปเหมือนด้วยสีถ่านหรือสีน้ํามันและสีอื่น ๆ ช่างออกแบบตัดเสื้อ ช่างแต่ง ผม ช่างเขียนฉาก ช่างปั้ นหุ่นโชว์เสื้อ ช่างทาสีช่างถ่ายรูป ช่างแขนงต่าง ๆ อีกจํานวนมาก ช่างต่าง ๆ ที่กล่าวมาน ี้เป็นการทํางานแบบท ี่ เรียกว่า ช่างฝีมือ (craftsman) บุคคลท ี่ จะทํางาน นี้ก็ได้แก่ช่างฝีมือ เท่านั้น ส่วนอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งสร้างศิลปประยุกต์โดยเลียนแบบศิลปะบริสุทธ ิ์ เราเรียกว่าช่างฝีมือ เหมือนกัน แต่อาจจะเรียกให้แตกต่างออกไปอีกว่า ช่างประกอบศิลปะ (artisan) ถึงกระน ั้ นก็มิได้ เรียกว่า ศิลปิน (artist) ตัวอย่างงานช่างท ี่แสดงให้เห็นความสําคัญของการออกแบบและสร้างสรรค์แต่จะไม่เรียกว่า ศิลปิน เช่น
83 ช่างจําหลักศิลารูปตุ๊ตาหินขนาดใหญ่ ที่ติดต ั้ งตามสวนสาธารณะ ในคฤหาสน์หรืออาจจะ วางขายตามแกลเลอร ี่ หรือช่างปั้ นเคร ื่ องเคลือบรูปตุ๊ตาระบายสีติดต ั้งตามโคมไฟฟ้า หรือกล่องเคร ื่ องเคลือบ หีบเล็ก ๆ เก็บเอกสาร ทําด้วยเคร ื่ องเคลือบ ซึ่งต้องใช้ฝีมืออย่างย ิ่ งยวด จากท ี่ กล่าวมาขอสรุปถึงประยุกต์ศิลป์ที่ปรากฏในข้อเขียนของนักวิชาการสําคัญ และประยุกต์ ศิลป์ที่ปรากฏในปัจจุบันคือ งานประยุกต์ศิลป์ในกลุ่มของงานออกแบบ ได้แก่ มัณฑนศิลป์พาณิชยศิลป์ เลขนศิลป์ โดยมีความหมายดังน ี้ มัณฑนศิลป์ (Decoration Art) หมายถึง ผลงานสร้างสรรค์จากการออกแบบตกแต่งต่าง ๆ พาณิชยศิลป์ (Commercial Art) หมายถึง ศิลปะเพ ื่ อการค้าการโฆษณาทั้งเป็นงาน สองมิติ สามมิติและงานภาพเคล ื่อนไหว เช่น การออกแบบบรรจุภัณฑ์การออกแบบเว็ปไซด์และ การออกแบบ สื่อส ิ่ งพิมพ์หรือ เลขนศิลป์(Graphic Art)หมายถึง การออกแบบตัวอักษร สัญลักษณ์และภาพต่าง ๆ ที่ เป็นเชิงตัดทอน ซึ่งมักจะนําไปใช้กับการงานออกแบบแขนงอื่น ๆ ภาพท ี่ 8.2 เลขนศิลป์สัญลักษณ์ 12 ราศี
84 หัตถศิลป์(Craft) หมายถึง งานท ี่ เน้นฝีมือเชิงช่างท ี่ สร้างสรรค์เพ ื่อการใช้สอยและ ยกระดับความประณีตพิถีพิถันมากๆ นอกจากนี้ยังเก ี่ ยวข้องกับ ศิลปะพื้ นบ้าน(Folk Art) หมายถึง งาน ที่ชาวบ้านทําข ึ้ นมาเพ ื่อใช้สอยในชีวิตประจําวัน เช่น เคร ื่ องมือดักจับสัตว์กล่องใส่ข่าวไม้ไผ่หรืองอบ เป็นต้น ซึ่งมีขอบเขตทับซ้อนกับหัตถศิลป์อยู่บางส่วน ภาพท ี่ 8.3 งานหัตถศิลป์ (กล่องผ้าลายไทย ผลงานนักศึกษาสาขาประยุกต์ศิลป์) 2. การคิดและการสร้างสรรค์มัณฑนศิลป์ หัตถศิลป์และพาณิชยศิลป์ งานในกลุ่มประยุกต์ศิลป์นั้นเก ี่ ยวข้องกับการออกแบบ การออกแบบน ั้ นมีความหมายท ี่ ครอบคุมถุงงานด้านวิศวกรรม และสถาปัตยกรรมต่างๆ ด้วย โดย การออกแบบ หมายถึง การถ่ายทอด รูปแบบจากความคิดออกมาเป็นผลงาน ที่สามารถมองเห็น รับรู้หรือสัมผัสได้เพ ื่อให้มีความเข้าใจใน ผลงานร่วมกัน ความสําคัญของการออกแบบ มีอยู่หลายประการ กล่าวคือ - การวางแผนการการสร้างงาน งานออกแบบจะช่วยให้การทํางานเป็นไปตามขั้ นตอน อย่าง เหมาะสม และประหยัดเวลาที่กําหนดไว้ดังน ั้ นอาจถือว่าการออกแบบ คือ การวางแผนการสร้างสรรค์ ผลงานน ั้ นเอง - การนําเสนอผลงาน ภาพร่างจากการออกแบบจะช่วยให้ผู้เก ี่ ยวข้องมีความเข้าใจ ตรงกัน อย่างชัดเจน ดังนั้น ความสําคัญในด้านน ี้คือ เป็นส ื่ อความหมายเพ ื่ อความเข้าใจระหว่างกัน ในเชิงธุรกิจ
85 หรือเศรษฐกิจ เป็นส ิ่ งท ี่ อธิบายรายละเอียดเก ี่ ยวกับงาน งานบางประเภทอาจมีรายละเอียดมากมาย ซับซ้อน ผลงานออกแบบจะช่วยให้ผู้เก ี่ ยวข้อง และผู้พบเห็นมีความเข้าใจที่ชัดเจนขึ้น หรืออาจกล่าวได้ ว่า ผลงานออกแบบ คือ ตัวแทนความคิด - แบบ เป็นเคร ื่ องมือสําคัญในการทํางาน นักออกแบบกับผู้สร้างงานหรือผู้ผลิต แต่ละกลุ่มต้อง ทํางานเก ี่ ยวข้องกันต้องอาศัยแบบเป็นเร่องมือในการดําเนินงาน เช่น สถาปนิกกับช่างก่อสร้าง นัก ออกแบบกับผู้ผลิตในโรงงาน นักออกแบบเป็นผู้กําหนดผลิตภาพของผลงานแบบ เป็นผลงานจากการ ออกแบบ เป็นส ิ่ งท ี่ เกิดจากความคิดสร้างสรรค์และฝีมือของ นักออกแบบ แบบมีอยู่หลายลักษณะ ดังน ี้ คือ - ภาพวาดลายเส้น (drawing) ภาพระบายสี (Painting) ภาพถ่าย (Pictures) หรือแบบร่าง (Sketch) แบบที่มีรายละเอียด (Draft) เช่น แบบก่อสร้าง ภาพพิมพ์ (Printing) ฯลฯ ภาพต่าง ๆ ใช้ แสดงรูปลักษณะของงาน หรือแสดงรายละเอียดต่าง ๆเก ี่ ยวกับงาน ที่เป็น 2 มิติ - แบบจําลอง (Model) หรือของจริง เป็นแบบอีกประเภทหนึ่ งท ี่ใช้แสดง รายละเอียดของงาน ได้ชัดเจนดีกว่าภาพสองมิติเน ื่ องจากมีลักษณะเป็นสามมิติการมองดูสามารถเข้าใจในผลงานได้ดีกว่า นอกจากน ี้ แบบจําลองบางประเภทยังใช้งานได้เหมือนของจริงอีกด้วยจึงสมารถใช้ในการทดลอง และ ทดสอบการทํางาน เพ ื่ อหา ข้อบกพร่องได้ ประเภทของการออกแบบ - การออกแบบทางสถาปัตยกรรม (Architecture Design) เป็นการสร้างแบบสําหรับงาน ก่อสร้าง สิ่งก่อสร้างต่าง ๆ นักออกแบบสาขาน ี้ เรียกว่า สถาปนิก (Architect) ซึ่งโดยทั่วไปจะต้อง ทํางานร่วมกับ วิศวกรและมัณฑนากร โดยสถาปนิก รับผิดชอบเก ี่ ยวกับประโยชน์ใช้สอยและความงาม ของส ิ่ งก่อสร้าง งานทางสถาปัยตกรรม ได้แก่ สถาปัตยกรรมท ั่วไป เป็นการออกแบบส ิ่ งก่อสร้างท ั่วไป เช่น อาคาร บ้านเรือน ร้านค้า โบสถ์ วิหาร ฯลฯ สถาปัตยกรรมโครงสร้าง เป็นการออกแบบเฉพาะโครงสร้างหลักของอาคาร สถาปัตยกรรมภายใน เป็นการออกแบบที่ต่อเน ื่องจากงานโครงสร้าง ที่เป็นส่วนประกอบของ อาคาร งานออกแบบภูมิทัศน์เป็นการออกแบบที่มีบริเวณกว้างขวาง เป็นการจัดบริเวณพ ื้ นที่ต่าง ๆ เพ ื่อให้เหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยและความสวยงาม งานออกแบบผังเมือง เป็นการออกแบบที่มีขนาดใหญ่และมีองค์ประกอบซับซ้อน ซึ่งประกอบ ไปด้วยกลุ่มอาคารจํานวนมาก ระบบภูมิทัศน์ระบบสาธารณูปโภค ฯลฯ
86 - การออกแบบผลิตภัณฑ์ (Product Design) เป็นการสร้างแบบหรือต้นแบบเพ ื่ อผลิต ผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ งานออกแบบสาขาน ี้มีขอบเขตกว้างขวางมากที่สุด และแบ่งออกได้มากมายหลาย ลักษณะ นักออกแบบรับผิดชอบเก ี่ ยวกับประโยชน์ใช้สอยและความสวยงามของผลิตภัณฑ์งาน ออกแบบประเภทนี้ได้แก่ งานออกแบบเคร ื่ องเรือน งานออกแบบเคร ื่องใช้สอยเบ็ดเตล็ด งาน ออกแบบเคร ื่องประดับ อัญมณี งานออกแบบเคร ื่ องแต่งกาย งานออกแบบภาชนะบรรจุผลิตภัณฑ์ งานออกแบบผลิตเคร ื่ องมือต่าง ๆ งานออกแบบรูปลักษณ์อาหาร เป็นต้น - การออกแบบทางวิศวกรรม (Engineering Design) เป็นการออกแบบเพ ื่ อการผลิต ผลิตภัณฑ์ชนิดต่าง ๆ เช่นเดียวกับการออกแบบผลิตภัณฑ์ซึ่งมีความเก ี่ ยวข้องกัน ต้องใช้ความรู้ ความสามารถและเทคโนโลยีในการผลิตสูง ผู้ออกแบบสร้างสรรค์คือ วิศวกร ซึ่งจะรับผิดชอบในเรื่ อง ของประโยชน์ใช้สอย ความปลอดภัยและ กรรมวิธีในการผลิต บางอย่างต้องทํางานร่วมกันกับนัก ออกแบบสาขาต่าง ๆ ด้วย งานอกแบบประเภทนี้ได้แก่ งานออกแบบเคร ื่องใช้ไฟฟ้า งานออกแบบ เคร ื่ องยนต์ งานออกแบบเคร ื่ องจักรกล งานออกแบบเคร ื่ องมือส ื่ อสาร งานออกแบบอุปกณ์ อิเลคทรอนิคส์ต่าง ๆ เป็นต้น - การออกแบบตกแต่ง (Decorative Design) เป็นการออกแบบเพ ื่ อการตกแต่งส ิ่ งต่าง ๆ ให้ สวยงามและเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น นักออกแบบสร้างสรรค์เรียกว่า มัณฑนากร (Decorator) ซึ่งมักทํางานร่วมกับสถาปนิก งานออกแบบประเภทนี้ได้แก่ งานตกแต่งภายใน (Interior Design) งานตกแต่งภายนอก (Exterior Design) งานจัดสวนและบริเวณ ( Landscape Design) งานตกแต่งมุมแสดงสินค้า (Display) การจัดนิทรรศการ (Exhibition) การจัดบอร์ด การตกแต่งบน ผิวหน้าของส ิ่ งต่าง ๆ เป็นต้น - การออกแบบส ิ่ งพิมพ์ (Graphic Design) เป็นสร้างสรรค์เพ ื่ อการผลิตงานส ิ่ งพิมพ์ชนิดต่าง ๆ ได้แก่หนังสือ หนังสือพิมพ์โปสเตอร์นามบัตร บัตรต่าง ๆ งานพิมพ์ลวดลายผ้า งานพิมพ์ภาพลงบน สิ่งของเคร ื่องใช้ต่าง ๆ งานออกแบบรูปสัญลักษณ์เคร ื่ องหมายการค้า ฯลฯ 2.1 การคิดและการสร้างสรรค์มัณฑนศิลป์ มัณฑนศิลป์หรือ ศิลปะตกแต่ง (decorative art) เก ี่ ยวข้องกับ การตกแต่ง ศิลปะการค้า หรือ ศิลปะอุตสาหกรรม เป็นส่วนหน ึ่ งของ ศิลปะประยุกต์ มีหลักการใหญ่ก็คือ เป็นศิลปะที่นํามาใช้ ประโยชน์ในกิจกรรมต่าง ๆ ทั่วไป ป็นงานศิลปะที่ เก ี่ ยวข้องกับการออกแบบเพ ื่ อการตกแต่ง สิ่งต่าง ๆ ให้เกิดความสวยงามและเหมาะสมกับประโยชน์ใช้สอยมากขึ้น ได้แก่การจัดตกแต่งภายในบ้าน อาคาร
87 สถานที่ต่าง ๆ การตกแต่งภายนอก การจัดสวน การจัดนิทรรศการ การจัดบอร์ด ป้ายนิเทศ การจัด แสดงสินค้า การแต่งกาย การแต่งหน้า การตกแต่งร้านค้า เป็นต้น ผู้สร้างสรรค์งาน เรียนว่า มัณฑนากร (Decorator) งานมัณฑศิลป์เป็น ศิลปประยุกต์ประเภทหนึ่ง นํามาใช้ในการออกแบบ และตกแต่งอาคารส ถานท ี่ ทั้งภายใน และภายนอก ส่วนใหญ่เป็นงานด้านทัศนศิลป์เช่น เคร ื่ องเรือน เคร ื่องปั้น รูปภาพ โดย มีรายละเอียดดังน ี้ ออกแบบตกแต่งภายใน คือ การสร้างสภาพแวดล้อมภายในอาคารที่ เก ี่ ยวข้องกับความเป็นอยู่ ในชีวิตประจําวันของมนุษย์ให้เกิดความสะดวกสบายในด้านประโยชน์ใช้สอยและความงามในรูปแบบ โดยอาศัยเหตุผลทางพฤติกรรมและข้อมูลต่างๆ ของมนุษย์เป็นหลัก มีหลักการ ออกแบบตกแต่งภายใน คือ ประโยชน์ใช้สอยในด้านสถานท ี่ ความงามของรูปลักษณ์ การจัดวาง จิตวิทยาในการใช้ตกแต่ง ภายใน ประโยชน์ใช้สอยในงาน ออกแบบตกแต่งภายใน คือ ความเหมาะสมกับการใช้งานอย่างมี ประสิทธิภาพและสะดวกสบาย เช่น การออกแบบเก้าอี้ตัวหนึ่ง อาจดูรูปแบบและสีสันสวย น่ามอง น่า ลูบไล้แต่เม ื่ อลองน ั่ งแล้ว ปรากฏว่ามีอาการเจ็บหลัง การทรงตัวไม่ดีถ้าน ั่งไม่ระวังอาจพลิกหงายหลังได้ แสดงว่าการออกแบบเก้าอี้ตัวนี้ล้มเหลว ไม่ประสบความสําเร็จ เสียท ั้ งเงินทุน เสียค่าแรงงาน กําลังสติปัญญาและเสียเวลา มีผลกระทบต่อจิตใจด้วย ความงามของรูปแบบของงาน ออกแบบตกแต่งภายใน เป็นองค์ประกอบที่ สร้างความพึงพอใจ ให้แก่ผู้ใช้ทั้งในด้านความงาม ความทันสมัย ความมีรสนิยมและกลมกลืนกับบรรยากาศ การจัดวาง คือ การวางตําแหน่งเคร ื่ องเรือนเคร ื่องใช้ตามหน้าท ี่ของการใช้สอยภายในห้อง เพ ื่อให้เกิดความงาม ความเป็นระเบียบ เกิดมิติช่องว่างและความกลมกลืน จิตวิทยาในการใช้สีในงาน ออกแบบตกแต่งภายใน ผู้ออกแบบควรคํานึงถึงสภาพแวดล้อม สังคม เศรษฐกิจ ระดับการศึกษา รสนิยมและความต้องการพ ื้ นฐานของผู้ใช้งาน เพ ื่อให้งานออกแบบ ตกแต่งภายในเกิดประโยชน์สูงสุด สีมีอิทธิพลต่อความรู้สึกตอบสนองของมนุษย์มาก การออกแบบ ตกแต่งภายในจําเป็นต้องพยายามเรียนรู้ทฤษฎีเก ี่ ยวกับสีให้เข้าใจเพราะอารมณ์และความรู้สึกที่มีต่อสี นั้น มีผลต่อจิตใจเป็นอย่างมาก การใช้สีตกแต่งภายในควรคํานึงถึงเพศ วัย รสนิยมและประโยชน์ใช้สอย ของผู้อาศัยอยู่ในห้องเป็นสําคัญ นอกจากน ั้ นควรคํานึงถึงบรรยากาศของแต่ละห้องว่ามีแสงสว่างจาก ภายนอกเข้าไปได้มากน้อยเพียงใด ถ้าห้องน ั้ นมีแสงสว่างจากภายนอกเข้าไปมาก ก็ควรจะลดความสด หรือความสว่างของสีลง แต่ในทํานองเดียวกัน ถ้าห้องที่มีแสงสว่างจากภายนอกเข้าไปน้อย ก็ควรใช้สีที่
88 สดใสหรือสีที่สว่าง จะทําให้ห้องน ั้ นสว่างขึ้น นี่คือหลักการ ออกแบบตกแต่งภายใน ซึ่งสามารถ ประยุกต์ใช้ได้ทั่วไป วิธีออกแบบตกแต่งภายใน: - วางแผน (Planning): ก่อนอ ื่นใดคุณต้องเข้าใจถึงแนวความคิดในการวางแผน ซึ่งเป็นส ิ่ งสําคัญ มากก่อนการพิจารณารายละเอียดอ ื่นๆในข้อถัดไป รวมถึงเป็นส ิ่ งจําเป็นมากหากคุณต้องการจะ Brief งานให้สถาปนิกมาช่วยคุณ ซึ่งหัวข้อหลักๆในการวางแผนมีดังนี้คือ งบประมาณ (Budget): งบประมาณจะเป็นส ิ่ งบ่งบอกว่าคุณน่าจะตกแต่งได้ระดับไหน ไม่ว่าจะ เป็นการซ ื้ อวัสดุหรือการจ้างสถาปนิก วัสถุประสงค์ (Objective): แน่นอนว่ามันไม่มีการออกแบบที่ดีที่สุด จะมีเพียงแต่การออกแบบ ที่ตรงวัตถุประสงค์การใช้งานของคุณที่สุด แนวคิด (Concept): เช่นคุณจะทําเป็นแบบย้อนยุค (Retro) หรือร่วมสมัย (Contemporary) รายละเอียดตรงนี้คุณจะต้องชัดเจนก่อนข้ามไปขั้ นตอนต่อไป การใช้งาน (Usage): เช่นคุณจะทําเป็นแบบผสมผสาน (Mixed Use) หรือเพ ื่ ออยู่อาศัยอย่าง เดียว การดูแล (Maintenance): คุณควรจะรู้ว่าหลังจากการสร้างเสร็จแล้วจะดูแลรักษาอย่างไร ใคร จะเป็นผู้มาดูแล หรือดูแลด้วยตัวเอง เพ ื่ อท ี่จะได้เลือกวัสดุและวิธีออกแบบให้เหมาะสมกับการรับช่วง ดูแลต่อเหล่านั้น กลุ่มเป้าหมาย (Target): หากคุณไม่ได้สร้างเพ ื่ ออยู่เอง แต่ทําเพ ื่อปล่อยเช่าหรือทําร้าน คุณควร จะต้องรู้กลุ่มเป้าหมาย เพ ื่ อท ี่ จะเลือกการออกแบบให้ตรงกลุ่มเหล่าน ั้ นมากที่สุด กําหนดอารมณ์ของการออกแบบด้วยมู้ดบอร์ด (Mood Board): Mood Board เป็นกระดานท ี่ รวมองค์ประกอบต่างๆในการกําหนดอารมณ์ของการออกแบบสถานท ี่ หน ึ่ งๆเช่นการผสานนําช ิ้ นส่วน ต่างๆมารวมกันอย่างคร่าวๆเพ ื่อให้เห็นว่าผลลัพธ์การออกแบบจะเป็นอย่างไร ซึ่งการทํา Mood Board จะช่วยลดข้อผิดพลาดในการออกแบบและการกําหนดแนวคิดได้อย่างมาก มือสมัครเล่นหลายคนข้าม ขั้นตอนน ี้ไป แต่ที่จริงแล้วการกําหนด Mood Board เป็นส ิ่ งที่มืออาชีพทํากันอย่างมีวินัย กําหนดผังการใช้งาน เช่น ผังห้อง ผังตึกผังต่างๆ (Floor Plans): คุณควรที่กําหนดวัตถุประสงค์ การใช้งานในแต่ละตําแหน่งโดยการกําหนดผังต่างๆก่อนท ี่ จะเสริมเร ื่ องความสวยงาม มิเช่นน ั้ นแล้ว ความสวยงามท ี่ได้มาอาจมาพร้อมกับความทุกข์ที่มันไม่ตอบสนองความต้องการของคุณ นอกจากน ี้ การ กําหนดผังยังช่วยให้คุณประเมิณและควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้งอกเงยได้จากการที่กําหนดทุกอย่างไว้ ล่วงหน้าแล้ว เลือกเฟอร์นิเจอร์ (Furniture): หลังจากกําหนดอารมณ์การตกแต่งและวัตถุประสงค์การใช้งาน แล้ว คุณก็จะสามารถเลือกเฟอร์นิเจอร์ได้อย่างถูกต้อง จําไว้ว่าคุณห้ามเลือกเฟอร์นิเจอร์ก่อนส ิ่ งอ ื่นใด
89 เพราะเฟอร์นิเจอร์ชิ้นหน ึ่งๆไม่ได้เข้ากันกับการออกแบบทุกสไตล์ (Harmony) ดังนั้น คุณไม่ควรซื้อ อะไรมาเพียงเพราะราคาถูกหรือมันดูดีที่โชว์รูมโดยปราศจากความเข้าใจว่ามันจะเหมาะกับคุณหรือ เปล่า เลือกสี (Color): สีเป็นส ิ่ งท ี่ จะส ื่ อสารกับคนท ี่ เข้ามาพักได้ดีที่สุด ว่าคุณอยากให้เขารู้สึกอย่างไร ซึ่งผลการทดสอบทางวิทยาศาสตร์ก็ต่างให้ความสําคัญกับเร ื่ องน ี้ เช่นร้านอาหารมักตกแต่งด้วยสีแดง เพ ื่อให้เกิดความอยากอาหาร สีน้ําตาลให้ความรู้สึกผ่อนคลาย เป็นต้น เลือกแบบพื้น (Floor): พื้นมักเป็นส ิ่ งท ี่ หลายคนมองข้าม แต่จริงๆมันมีส่วนสําคัญในการ กําหนดอารมณ์ห้องได้ไม่น้อยกว่าเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงเลยทีเดียว นอกจากน ี้ การเลือกแบบพ ื้ นที่ดียัง ช่วยเสริมความสวยงามและโดดเด่นให้กับองค์ประกอบอื่นๆในห้องด้วย เลือกแบบผนัง (Wall): เช่นเดียวกับพื้น คุณไม่ควรมองข้ามการใส่ใจกับรายละเอียดผนัง เลือกไฟ (Lighting): ไฟเป็นได้ทั้งสวรรค์และนรกท ี่ จะทําให้ทุกอย่างที่คุณวางไว้ได้เปล่งรัศมีของ มันออกมาอย่างสวยงามหรือตรงกันข้าม ไม่ต่างอะไรจากการท ี่ Net Idol บางคนที่ดูดีมากๆในแค่บาง มุมของแสงไฟ ดังน ั้ นหากคุณกําหนดอารมณ์หรือตําแหน่งไฟไม่ดีแล้ว นั่นคือหายนะ คุณอาจสังเกตุง่ายๆ ว่าโรงแรม, ร้านกาแฟหรือร้านอาหารช ั้ นนําต่างๆอาจไม่ได้ใช้เฟอร์นิเจอร์ราคาแพงมาก หรือใช้อัน เดียวกับที่คุณซ ื้ อท ี่ Ikea หรือ Index นั่นล่ะ แต่พวกเขามีการใช้แสงไฟอย่างแยบยล ท้ายสุดมันทําให้ดูดี มากเลยทีเดียว พื้นท ี่ และช ั้ นเก็บของ (Storage): ไม่ว่าห้องคุณจะสวยแค่ไหน แต่หากปราศจากที่ เก็บของที่ดี เวลาผ่านไปความรกก็จะเข้ามาและทําให้ห้องของคุณดูแย่ไปโดยบัดดล อีกท ั้ งการออกแบบตําแหน่งเก็บ ของท ี่ไม่ดีก็สามารถทําให้คนท ี่ อยู่ไม่มีความสุขได้เช่นการหาของไม่เจอ เป็นต้น ดังน ั้ นคุณจะต้อง พิจารณาการใส่ที่เก็บของในทุกๆข ั้ นตอนการออกแบบด้วย วัสดุตกแต่งอ ื่ นๆ (Decorations): หลังจากที่คุณเสร็จสิ้นการตกแต่งหลักแล้ว การใช้วัสดุตกแต่ง เพ ิ่ มเติมจะเป็นตัวเสริมที่ดีในการเพิ่มความเป็นเอกลักษณ์และเสน่ห์รวมถึงการเล่าเร ื่ องต่างๆในการ ตกแต่งของคุณด้วย ซึ่งวัสดุเหล่าน ั้นอาจได้แก่รูปภาพ รูปปั้น ของสะสม หรือวัสดุจิปาถะอื่ นๆ ทั้งนี้วัสดุ ตกแต่งจะต้องเข้ากันกับองค์ประกอบหลักท ี่ กล่าวไว้ข้างต้นด้วย ต้นไม้และน้ํา (Plant and Water): ต้นไม้และน ้ําเป็นส ิ่ งท ี่ หลายคนอาจมองข้ามไป แต่ที่จริง แล้วมันมีส่วนช่วยในการเพิ่ มความมีชีวิตชีวาให้กับการตกแต่งเป็นอย่างมาก อีกท ั้ งยังเป็นการเสริมพลัง ตามตําราฮวงจุ้ยอีกด้วย ทั้งนี้คุณควรศึกษาหรือปรึกษาผู้เช ี่ ยวชาญทางด้านฮวงจุ้ยเพ ิ่ มเติมใน รายละเอียด งานออกแบบเลขนศิลป์ งานออกแบบเรขศิลป์หรือกราฟิกดีไซน์คือ การออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์ที่มองเห็นด้วยตา ( เป็นทัศนศิลป์อย่างหนึ่ง ) และมีหน้าที่สื่อความหมายจากสัญลักษณ์สู่ ความหมาย คนส่วนใหญ่มักเข้าใจผิดว่ากราฟิกดีไซน์เป็นงานที่ทําด้วยคอมพิวเตอร์หรือเป็นการสร้าง
90 แอนิเมชันสามมิติซึ่งในความเป็นจริง คอมพิวเตอร์เป็นเพียงเคร ื่ องมือช ิ้ นหน ึ่ งที่ช่วยในการสร้างงาน กราฟิกดีไซน์ได้เช่นเดียวกับ ดินสอ ปากกา พู่กัน หลักการออกแบบการออกแบบ ใช้หลักการท ั่วไปที่เป็นพ ื้นฐานในการออกแบบ (สืบศิริ แซ่ลี้ ,2552) - รูปร่างและรูปทรง มีแนวคิดในการออกแบบได้ชัดเจนและมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว มีความ แข็งแรงของโครงสร้างซ ึ่ งสอดคล้องกับรูปแบบที่ออกแบบไว้ - สีสัน ใช้สีของวัสดุแบบเดิม หรือสีที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างวัสดุและใช้สีสังเคราะห์ หรือสารเคลือบเงาตกแต่ง - ลวดลาย เกิดข ึ้ นมาจากพ ื้ นผิวของวัสดุหรือการสร้างสรรค์ขึ้นมาใหม่ ขึ้นอยู่กับว่าความ เหมาะสมของผลิตภัณฑ์จะเป็นประเภทใด - เสนอแนวคิดผสมผสานระหว่างเอกลักษณ์พื้นถ ิ่ นและรูปแบบร่วมสมัยให้มีความสอดคล้อง กับสภาพแวดล้อมในปัจจุบัน - เสนอแนวคิดการอนุรักษ์หรือใช้ทรัพยากรธรรมชาติอย่างคุ้มค่า เช่น การนําส ิ่ งท ี่ เกิดข ึ้ นเอง ตามธรรมชาติและมีอยู่ทั่วไปในท้องถิ่น นํามาใช้ให้เกิดประโยชน์หรือการใช้วัสดุทดแทน - ประโยชน์ใช้สอย การออกแบบคํานึงถึงประโยชน์ใช้สอยในผลิตภัณฑ์แต่ละประเภท เช่น แข็งแรง ปลอดภัย ใช้งานได้จริง สะดวกสบายในการใช้และบํารุงรักษาได้ง่าย จากท ี่ กล่าวมาคือตัวอย่างของงานมัณฑนศิลป์นอกจากน ี้ความสามารถในการสร้างสรรค์งาน มัณฑนศิลป์ยังเก ี่ ยวข้องกับ Perspective คือ ทัศนียภาพ (ทัศน์+ภาพ = ภาพท ี่ใช้ตามอง) หรือภาพที่มี การนําด้วยจุดสายตา การเขียนภาพทัศนียภาพ เป็นภาพท ี่ให้ความรู้สึกเป็น 3 มิติคือ มีลักษณะของความเหมือน ใกล้เคียงกับภาพท ี่ คนเราเห็นภาพต่าง ๆ โดยทั่วไป เช่น ถ้าไปยืนอยู่กลางถนน แล้วมองไปไกลข้างหน้า เราจะเห็นถนนจะค่อยเล็กลง เสาไฟฟ้าก็สั้นเล็กลง ถ้ามีต้นไม้เป็นทิวข้างทางก็จะ เต ี้ ยลง แล้วก็จะว ิ่งไป รวมกันที่จุดสุดสายตา หรือถ้าใครอยู่ใกล้เส้นทางรถไฟก็จะเห็นได้ชัดเจน รางรถไฟจะไปรวมกันที่จุดจุด เดียว ไม้หมอนท ี่ นอนขวางรับรางเหล็กก็จะส ั้ นเข้า และรวมกันท ี่ จุดรวมสายตา ซึ่งพอจะสรุปลักษณะ ของภาพ PERSPECTIVE ได้ดังน ี้ 1) วัตถุหรือส ิ่ งของที่มีขนาดเท่ากันเม ื่ ออยู่ไกลตัวออกไปจะมีขนาดเล็กลง 2) ระยะท ี่ เท่ากันเม ื่ ออยู่ไกลตัวออกไปจะมีระยะที่ถี่ขึ้นเร ื่ อย ๆ จนรวมเป็นจุดเดียวกัน 3) เส้น หรือส ิ่ งของที่คู่ขนานกันเม ื่อไกลออกไปจะพุ่งเข้าหากัน