ใบกิจกรรม เรื่อง ความเข้มข้นของสารละลาย โจทย์ วิธีทำ 1. มีคอปเปอร์(II)ซัลเฟต (CuSO4 ) 5 กรัม เติมน้ำลงไป 45 กรัม สารละลายเข้มข้น ร้อยละเท่าไรโดยมวล 2. กรดแอซิติก 0.5 กิโลกรัม ในน้ำ 3 กิโลกรัม สารละลายเข้มข้นร้อยละเท่าไรโดย มวล 3. ในการเตรียมสารละลาย NaCl เข้มข้น 5 % โดยมวล จำนวน 150 กรัม จะต้อง ชั่งโซเดียมคลอไรด์ และน้ำ อย่างละกี่กรัม 4.สารละลายจุนสี เข้มข้นร้อยละ 10 โดย มวล จำนวน 150 กรัม มีจุนสีอยู่ใน สารละลายกี่กรัม ร้อยละโดยมวลของ = มวลของ (หน่วยมวล) มวลของสารละลาย (หน่วยมวล) × 100
โจทย์ วิธีทำ 1. มีเอทานอล 15 ลูกบาศก์เซนติเมตร เติมน้ำลงไปจนมีปริมาตร 50 ลูกบาศก์ เซนติเมตร สารละลายเข้มข้นกี่ เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร 2.มีสารละลายน้ำเชื่อมเข้มข้นร้อยละ 40 โดยปริมาตร จำนวน 150 ลูกบาศก์ เซนติเมตร ถ้าเติมน้ำอีก 100 ลูกบาศก์ เซนติเมตร สารละลายเข้มข้นกี่ เปอร์เซ็นต์โดยปริมาตร 3. ในเตรียมสารละลาย HCl เข้มข้น 70 % โดยปริมาตร จำนวน 500 ลูกบาศก์ เซนติเมตร จะต้องตวง HCl กี่ มิลลิลิตร 4. ถ้าอากาศ 1000 cm3 มีแก๊ส 2O จำนวน 3.30 × 10−5 3 ความเข้มข้น เป็นร้อยละของ 2O ในอากาศมีค่าเท่าใด ร้อยละโดยปริมาตรของ = ปริมาตรของ (หน่วยปริมาตร) ปริมาตรของสารละลาย (หน่วยปริมาตร) × 100
โจทย์ วิธีทำ 1. มี NaCl 5 กรัม เติมลงน้ำไปจนมีปริมาตร เป็น 50 ลูกบาศก์เซนติเมตร สารละลาย เข้มข้นร้อยล่ะเท่าไรโดยมวลต่อปริมาตร 2. มี NaOH 20 กรัม เติมน้ำลงไปจนมี ปริมาตรเป็น 200 ลูกบาศก์เซนติเมตร สารละลายเข้มข้นกี่เปอร์เซ็นโดยมวลต่อปริมาตร 3. ในการเตรียมสารละลาย NaOH เข้มข้น 5 % โดยมวลต่อปริมาตร จำนวน 50 ลูกบาศก์ เซนติเมตร จะต้องชั่ง NaOH กี่กรัม 4. ในเตรียมสารละลาย NaCl เข้มข้น 5% โดย มวลต่อปริมาตร จำนวน 200 cm3 จะต้องชั่ง NaCl กี่กรัม ร้อยละโดยมวล/ปริมาตรของ = มวลของ (หน่วยมวล) ปริมาตรของสารละลาย (หน่วยปริมาตร) × 100
โจทย์ วิธีทำ 1.ในสารละลาย Hg(3 )2 ซึ่งมี Hg(3 )2 อยู่ 3.24 g และ น้ำ 100 g สารละลายมีความเข้มข้น เท่าใดในหน่วยส่วนในล้านส่วน 2. ถ้าในอากาศ 100 cm3 มี 2O 3.30 × 10−5 3 ความเข้มข้นของ N2O ในหน่วย ppb มี ค่าเป็นเท่าใด (มวล) = มวลของตัวละลาย มวลของสารละลาย × 106 (มวล) = มวลของตัวละลาย มวลของสารละลาย × 109 (ปริมาตร) = ปริมาตรของตัวละลาย ปริมาตรของสารละลาย × 106 (ปริมาตร) = ปริมาตรของตัวละลาย ปริมาตรของสารละลาย × 109
แผนการจัดการเรียนรู้ที่5 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รายวิชา. วิทยาศาสตร์ 3 .รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่2 ร่างกายมนุษย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง ระบบหายใจ เวลา. 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเสียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว1.2ม.2/1 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะ ที่เกี่ยวข้องในระบบหายใจ ว1.2ม.2/2 อธิบายกลไกการหายใจเข้าและออกโดยใช้แบบจำลองรวมทั้งอธิบายกระบวนการแลกเปลี่ยน แก๊ส ว1.2ม.2/3 ตระหนักถึงความสำคัญของระบบหายใจโดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะ ในระบบ หายใจให้ทำงานเป็นปกติ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1. อธิบายโครงสร้าง หน้าที่ของระบบหายใจของมนุษย์ 2. อธิบายเกี่ยวกับการแลกเปลี่ยนแก๊สภายในปอด 3. อธิบายกลไกของการหายใจเข้าและออกของมนุษย์ 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. ทักษะการสื่อสาร (อ่าน/เขียน) 2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ 3. การสืบค้นข้อมูล 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี 3. สาระสำคัญ (ความคิดรวบยอด) ระบบหายใจมีหน้าที่นำแก๊สออกซิเจนจากการหายใจเข้าสู่ร่างกาย เพื่อทำปฏิกิริยากับสารอาหารก่อให้เกิด พลังงาน และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะถูกกำจัดออกทางร่างกายโดยการหายใจออก กระบวนการ หายใจเข้าและออกเกิดจากการทำงานที่ประสานกันของกล้ามเนื้อกะบังลม กล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงและ กระดูกซี่โครง โดยเริ่มจากอากาศผ่านไปตามโพรงจมูก ท่อลม หลอดลมและเข้าสู่ปอด ภายในปอด
ประกอบด้วยถุงลมจำนวนมาก ถุงลมแต่ละอันมีหลอดเลือดฝอยหุ้มอยู่ และเป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยน แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สออกซิเจน 4. สาระการเรียนรู้ 1. ระบบหายใจของมนุษย์ รายละเอียดสาระการเรียนรู้ ระบบหายใจของมนุษย์ ระบบหายใจ เป็นระบบที่เกี่ยวข้องกับการสร้างและใช้พลังงานให้เป็นประโยชน์ การนำแก๊สออกซิเจนและแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ออกจากเลือด ตลอดจนอวัยวะต่างๆ ของการหายใจ กระบวนการหายใจ (Reapiration) คือ กระบวนการที่แก๊สออกซิเจนเข้าทำปฏิกิริยากับสารอาหารที่อยู่ภายใน เซลล์แต่ละเซลล์ ทำให้สารอาหารปล่อยพลังงาน น้ำ และแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ออกมา ซึ่งกระบวนการหายใจนี้ จะเกิดขึ้นตลอดเวลากับเซลล์ทุกเซลล์ อวัยวะที่สำคัญในการแลกเปลี่ยนแก๊สของมนุษย์ ได้แก่ ปอด ซึ่งเป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊ส O2 กับแก๊ส CO2 อากาศผ่านเข้าปอดโดยผ่านเข้าไปตามโพรงจมูก และปาก แล้วเข้าสู่ท่อลม หลอดลมไปยังปอดทั้งสองข้าง ภายในปอดประกอบด้วยถุงลมเป็นจำนวนมาก ถุงลมมีขนาดเล็ก และผนังบางมาก และมีความชุ่มชื้น มีหลอดเลือด ฝอยห่อหุ้มอยู่ด้านนอก การแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดขึ้นระหว่างถุงลมกับหลอดเลือดฝอย ภาพที่ 1ก. อวัยวะในระบบหายใจ ข. ถุงลมขยายใหญ่ ค. การแลกเปลี่ยนแก๊สที่ถุงลมภายในปอด ขณะที่หายใจเข้า แก๊สออกซิเจนภายในถุงลมจะแพร่ผ่านผนังของหลอดเลือดฝอยเข้าสู่เลือด แล้วเข้าจับกับ เฮโมโกลบินในเซลล์เม็ดเลือดแดง เมื่อเลือดไหลกลับสู่หัวใจแล้วถูกสูบฉีดไปยังเซลล์ต่างๆ เฮโมโกลบินก็จะ ปล่อยแก๊สออกซิเจนให้กับเซลล์ แก๊สออกซิเจนที่เข้าสู่เซลล์มีบทบาทในปฏิกิริยาสลายสารอาหารภายใน เซลล์ เพื่อให้ได้พลังงาน ในปฏิกิริยานี้มีแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำเกิดขึ้นด้วย เรียกกระบวนการนี้ว่า การหายใจระดับเซลล์ แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดขึ้นในเซลล์จะแพร่ผ่านผนังหลอดเลือดฝอยเข้าสู่เลือด และถูกลำเลียงไปกับ เลือดเข้าสู่หัวใจห้องบนขวา แล้วออกจากหัวใจห้องล่างขวาไปยังปอด จากนั้นแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ใน เลือดจะแพร่เข้าสู่ถุงลมในปอด แล้วจึงลำเลียงไปตามทางเดินหายใจสู่ภายนอกในลมหายใจออก
กลไกของการหายใจเข้าและออกของมนุษย์ ภาพที่ 2 การทำงานของกะบังลมและกล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครงระหว่างการหายใจเข้าและออก การหายใจเข้า (Inspiration) และการหายใจออก (Exspiration) เป็นกลไกการเคลื่อนที่ของอากาศเข้าและ ออกจากปอด โดยต้องอาศัยการทำงานของกล้ามเนื้อ 2 ชนิด คือ กล้ามเนื้อกระบังลมและกล้ามเนื้อยึด กระดูกซี่โครง ซึ่งขณะหายใจเข้าและหายใจออกสามารถสรุปเป็นตารางได้ดังนี้ ขณะสูดลมหายใจ กล้ามเนื้อ กะบังลม กล้ามเนื้อยึด กระดูกซี่โครง ปริมาตรของ ช่องอก ความดันอากาศ ภายในช่องอก ผลที่เกิดขึ้น 1. หายใจเข้า หดตัวเลื่อน ต่ำลง ส่งกระดูกซี่โครงให้ ยกตัวสูงขึ้น เพิ่มขึ้น ลดลง อากาศจาก ภายนอกเคลื่อน เข้าสู่ปอด 2. หายใจออก คลายตัวกลับ สู่สภาพเดิม คลายตัวกลับสู่ สภาพเดิม ลดลง เพิ่มขึ้น อากาศในปอดถูก ดันออกสู่ภายนอก สัดส่วนของแก๊สชนิดต่างๆ ในลมหายใจเข้าและออก ในอากาศประกอบด้วยแก๊สชนิดต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะมี 3 ชนิด ได้แก่ แก๊สไนโตรเจน (N2) แก๊ส ออกซิเจน (O2) แก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ส่วนแก๊สอื่นๆ จะมีปริมาณน้อยมาก เมื่อหายใจเข้าและ หายใจออกแก๊สที่เป็นส่วนประกอบของอากาศที่เข้าและออกจากปอดมีการเปลี่ยนแปลง ดังแสดงในแผนภูมิ ต่อไปนี้
ก. ลมหายใจเข้า ข. ลมหายใจออก จากแผนภูมิสรุปได้ดังนี้ 1. แก๊ส N2มีสัดส่วนคงที่ แสดงว่าร่างกายไม่ได้นำไปใช้ 2. แก๊ส O2 ในลมหายใจเข้ามีมากกว่าลมหายใจออก แสดงว่าร่างกายนำแก๊ส O2 ไปใช้ในการสลาย อาหาร และเกิดแก๊ส CO2 ขึ้น เพราะในลมหายใจออกมีแก๊ส CO2 มากกว่าลมหายใจเข้า ความผิดปกติเกี่ยวกับปอดและโรคในระบบทางเดินหายใจ 1. โรคถุงลมโป่งพอง (Emphysema)สาเหตุส่วนใหญ่เกิดจากการสูบบุหรี่ เพราะสารพิษในควันบุหรี่ไป ทำลายเนื้อเยื่อของผนังถุงลมทำให้ผนังถุงลมฉีกขาด จึงเกิดการรวมตัวกลายเป็นถุงลมขนาดใหญ่ ทำให้พื้นที่ ในการแลกเปลี่ยนแก๊สลดลงจนได้รับแก๊สออกซิเจนไม่เพียงพอ จึงต้องหายใจเร็วขึ้นเพื่อนำแก๊สออกซิเจนเข้า สู่ร่างกายให้เพียงพอกับความต้องการจนเกิดอาการเหนื่อยหอบหายในไม่เต็มปอด แก๊สออกซิเจนไปเลี้ยง อวัยวะต่างๆ ลดลงทำให้หัวใจทำงานหนักขึ้นจนอาจมีอาการหัวใจวายได้ นอกจากนี้ยังเกิดจากการสูดอากาศที่มีฝุ่นละออง ควันพิษ เช่น ควันจากโรงงาน ควันจากท่อไอเสียรถยนต์ เป็นเวลานานๆ 2. โรคปอดบวม (Pneumonia) เกิดจากการติดเชื้อไวรัสหรือแบคทีเรียในหลอดลมเข้าสู่เนื้อเยื่อปอดจึง เกิดการอักเสบทำให้พื้นที่ผิวในการแลกเปลี่ยนแก๊สลดลง 3. โรคภูมิแพ้ เกิดจากได้รับสิ่งกระตุ้น เช่น ฝุ่น ควันบุหรี่ สารเคมี อากาศที่เปลี่ยนแปลง ทำให้ร่างกาย มีการตอบสนองทำให้กล้ามเนื้อหลอดลมหดเกร็ง จึงเป็นเหตุให้หลอดลมตีบกว่าปกติ อาการหอบหืดหายใจ ไม่สะดวก หายใจไม่ทัน และอาจเสียชีวิตได้ การไอ การจาม การหาว และการสะอึก เกี่ยวข้องกับการหายใจ ดังนี้ 1. การไอ การจาม เกิดจากการหายใจเอาอากาศที่ไม่สะอาดพอเข้าไปในร่างกาย ร่างกายจึงพยายามขับสิ่งแปลกปลอมเหล่านั้นออกมานอกร่างกาย 2. การหาว เกิดจากการที่มีแก๊ส O2 ในเลือดไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากการมี ปริมาณแก๊ส CO2 สะสมอยู่ในเลือดมากเกินไป จึงต้องขับออกจากร่างกาย 3. การสะอึก เกิดจากกะบังลมหดตัวเป็นจังหวะๆ ขณะหดตัว อากาศจะถูกดัน ผ่านลงสู่ปอดทันที ทำให้สายเสียงสั่น จึงเกิดเสียงขึ้น
5. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership)
6 สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ .....ศิลปะ....... บูรณาการเรื่อง ......การวาดภาพ ระบายสีและออกแบบ........ 7. ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1. แบบฝึกหัดท้ายบท เรื่อง ร่างกายมนุษย์ 2. หนังสือเล่มเล็กเรื่องร่างกายมนุษย์ 3. รายงานการทดลอง เรื่อง การหายใจ 4. บันทึกความรู้ลงสมุดบันทึก 5. ทำแบบฝึกหัด เรื่อง ระบบหายใจ 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (engagement phase) (15 นาที) 1. ครูตั้งประเด็นให้อภิปรายว่า “ทำไมเราต้องหายใจ และการหายใจ มีความสำคัญกับมนุษย์ อย่างไร” จากนั้นนักเรียนแต่ละคนคิด แล้วรวมกลุ่มกัน 2 คน ร่วมกันอภิปรายและสนทนาแลกเปลี่ยน ความคิด รวมกลุ่มกัน 5 คน และอภิปรายรวมทั้งกลุ่ม (thank – pair - share) 2. ครูและนักเรียนช่วยกันอภิปรายคำตอบ เพื่อเข้าสู่บทเรียน เรื่อง ระบบหายใจ ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration phase) (50 นาที) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละเพศและความสามารถทางการเรียน 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มรับใบความรู้ เรื่อง ระบบหายใจ 3. นักเรียนแต่ละกลุ่มสังเกตการทำงานของระบบหายใจ จากคลิปวีดีโอ และฟังครูอธิบาย เพิ่มเติมจากคลิป จากนั้นให้นักเรียนตอบคำถาม 4. ครูอธิบาย เรื่อง ระบบหายใจของสัตว์ และโรคเกี่ยวกับระบบทางเดินหายใจ เพิ่มเติมจาก Power Point จากนั้นนักเรียนระดมความคิด (Brainstorming) เพื่อตอบคำถามในแบบฝึกหัด
ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation phase) (30 นาที) นักเรียนในชั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็นจนได้ข้อสรุปร่วมกัน ครูฟังคำถามและการลงข้อสรุป เพื่อตรวจสอบแนวความคิดของนักเรียน ซึ่งนักเรียนควรสรุปได้ดังนี้ “ระบบหายใจประกอบด้วยอวัยวะสำคัญ ได้แก่ ปอด และท่อที่เป็นทางเดินของอากาศ เช่น โพรงจมูก ปาก หลอดลม รวมถึงอวัยวะที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับการหายใจ เช่น กะบังลม อากาศผ่านเข้า ปอดโดยผ่านเข้าไปตามโพรงจมูก และปาก แล้วเข้าสู่ท่อลม หลอดลม ไปยังปอดทั้งสองข้าง ภายในปอด ประกอบด้วยถุงลมเป็นจำนวนมาก ถุงลมมีขนาดเล็ก และผนังบางมาก และมีความชุ่มชื้น มีหลอดเลือดฝอย ห่อหุ้มอยู่ด้านนอก การแลกเปลี่ยนแก๊สเกิดขึ้นระหว่างถุงลมกับหลอดเลือดฝอย ” ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความคิด (expansion phase) (35 นาที) 1. ครูตั้งประเด็นคำถามกับนักเรียนว่า “ให้นักเรียนยกตัวอย่าง โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ” (active writing) 2. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ เช่น โรคถุงลมโป่งพอง โรคปอด บวมโรคภูมิแพ้ เป็นต้น ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (evaluation phase) (35 นาที) 1. ครูตรวจสอบผลการจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตอบคำถาม ซึ่งเป็นการ ทบทวนความรู้ให้กับนักเรียน คำถามที่1 ทำไมเราต้องหายใจ และการหายใจ มีความสำคัญกับมนุษย์อย่างไร แนวคำตอบ เพื่อแลกเปลี่ยนแก๊สออกซิเจนและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ให้แก่ร่างกาย คำถามที่ 2 แก๊สออกซิเจนมีประโยชน์ต่อร่างกายของเราอย่างไร แนวคำตอบ ร่างกายใช้แก๊สออกซิเจนในการเผาผลาญอาหาร เพื่อให้ได้พลังงาน เอามาใช้ใน การดำรงชีวิตในการทำกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การเดิน การวิ่ง เป็นต้น คำถามที่ 3 อวัยวะที่ทำหน้าที่ในระบบทางเดินหายใจ มีอะไรบ้าง แนวคำตอบ จมูก หลอดลม ปอด ถุงลมปอด โดยมีกล้ามเนื้อยึดซี่โครง และกะบังลมเป็นอวัยวะ ช่วยในการแลกเปลี่ยนแก๊ส คำถามที่ 4 การสะอึก เกิดขึ้นได้อย่างไร แนวคำตอบ เกิดจากกะบังลมหดตัวเป็นจังหวะ ๆ ขณะหดตัว อากาศจะถูกดันผ่านลงสู่ปอด ทันที ทำให้สายเสียงสั่น จึงเกิดเสียงขึ้น คำถามที่ 5 การจาม เกิดขึ้นได้อย่างไร แนวคำตอบ เกิดจากการหายใจเอาอากาศที่ไม่สะอาดเข้าไป ร่างกายจึงขับสิ่งแปลกปลอม ออกมา โดยการหายใจเข้าลึกแล้วหายใจออกทันที คำถามที่ 6 การไอ เกิดขึ้นได้อย่างไร แนวคำตอบ เกิดจากการหายใจอย่างรุนแรง เพื่อป้องกันไม่ให้สิ่งแปลกปลอมหลุดเข้าไปใน กล่องเสียงและหลอดลม โดยร่างกายจะมีการหายใจเข้ายาว และหายใจออกอย่างแรง คำถามที่ 7 การหาว เกิดขึ้นได้อย่างไร แนวคำตอบ เกิดจากการที่มีแก๊ส O2 ในเลือดไม่เพียงพอ หรืออาจเกิดจากการมีปริมาณแก๊ส CO2 สะสมอยู่ในเลือดมากเกินไป จึงต้องขับออกจากร่างกาย
2. นักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุป โดยครูเป็นผู้นำอภิปราย โดยใช้คำถามให้เกิดการเรียนรู้ ร่วมกัน(หลังทำกิจกรรมและอภิปรายผลแล้วควรได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า ระบบหายใจมีหน้าที่นำแก๊ส ออกซิเจนจากการหายใจเข้าสู่ร่างกาย เพื่อทำปฏิกิริยากับสารอาหารก่อให้เกิดพลังงาน และแก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ ซึ่งจะถูกกำจัดออกทางร่างกายโดยการหายใจออก กระบวนการหายใจ เข้าและออก เกิดจากการทำงานที่ประสานกันของกล้ามเนื้อกะบังลม กล้ามเนื้อยึดกระดูกซี่โครง และกระดูกซี่โครง โดย เริ่มจากอากาศผ่านไปตามโพรงจมูก ท่อลม หลอดลมและเข้าสู่ปอด ภายในปอดประกอบด้วยถุงลมจำนวน มาก ถุงลมแต่ละอันมีหลอดเลือดฝอยหุ้มอยู่ และเป็นบริเวณที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์ และแก๊สออกซิเจน) 3. นักเรียนเขียนสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้แล้วและนักเรียนอยากรู้อะไรเพิ่มเติม (KWL) ลงในสมุด บันทึกการเรียนรู้ เพื่อให้ครูตรวจสอบสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้และอยากรู้เพิ่มเติม 9. สื่อการสอน 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบหายใจ 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 5. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 6. Power Point เรื่อง ระบบหายใจ 7. คลิปวีดีโอ ระบบหายใจ 8. ใบสะสมแต้ม 10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet 11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจสมุด 2. ตรวจรายงานการทดลอง 3. ตรวจแบบฝึกหัด เรื่องระบบหายใจ 4. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบหายใจ 2. แบบประเมินพฤติกรรม 3. แบบรายงานการทดลอง 11.2 เกณฑ์การประเมิน 1. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัดถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 2. ต้องได้ระดับคุณภาพ ไม่ต่ำกว่า3 คือ ดีจากระดับ 4 ดีมาก
12. กิจกรรมเสนอแนะ นักเรียนศึกษาค้นคว้า การรักษาปอดให้มีสุขภาพดี 13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้ K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ .......... ................... ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ............................................................................................................................. ............................................ 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ............................................................................................................................. ............................................ ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ...................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ...................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ ( นางสาวนุชรา กุลรักษา) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ...................................................................................................................................................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี )
ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ
แผนการจัดการเรียนรู้ที่6 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ ร่างกายมนุษย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเสียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว1.2ม.2/6บรรยายโครงสร้างและหน้าที่ของหัวใจหลอดเลือด และเลือด ว1.2ม.2/7 ตระหนักถึงความสำคัญของระบบหมุนเวียน เลือด โดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษาอวัยวะ ในระบบหมุนเวียนเลือดให้ทำงานเป็นปกติ ว1.2ม.2/8 อธิบายการทำงานของระบบหมุนเวียนเลือดโดยใช้แบบจำลอง ว1.2ม.2/9 ออกแบบการทดลองและทดลองในการเปรียบเทียบอัตราการเต้นของหัวใจขณะปกติและหลังทำ กิจกรรม 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1. อธิบายส่วนประกอบ และหน้าที่ของระบบหมุนเวียนเลือดในร่างกายมนุษย์ 2. อธิบายโครงสร้างและการทำงานของหัวใจมนุษย์ 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. ทักษะการสื่อสาร (อ่าน/เขียน) 2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ 3. การสืบค้นข้อมูล 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี
3. สาระสำคัญ (ความคิดรวบยอด) ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ประกอบด้วย หัวใจ หลอดเลือดและเลือด หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือด มี 4 ห้อง ห้องบน 2 ห้อง ห้องล่าง 2 ห้อง หลอดเลือดที่นำเลือดออกจากหัวใจ เรียกว่า อาร์เทอรี และหลอด เลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ เรียกว่า เวน หลอดเลือดอาร์เทอรี และหลอดเลือดเวนเชื่อมต่อกันโดยหลอด เลือดฝอยซึ่งแทรกอยู่ตามเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย บริเวณหลอดเลือดฝอยจะมีการแลกเปลี่ยนแก๊สและสาร ต่าง ๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์ เลือดที่มีสารอาหารและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่หัวใจ ซึ่งบีบตัวเพื่อนำ เลือดไปยังปอดเกิดการแลกเปลี่ยนแก๊ส จากนั้นเลือดจะออกจากปอดเข้าสู่หัวใจอีกครั้งหนึ่งก่อนสูบฉีดไป เลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ขณะที่หัวใจบีบและคลายตัวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความดันเลือด จึงวัด ความดันเลือดเป็นความดัน 2 ค่า เลือดประกอบด้วย น้ำเลือด เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และ เกล็ดเลือด 4. สาระการเรียนรู้ 1. ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ ระบบหมุนเวียนเลือด (Circulatory System) เป็นระบบที่เลือดทำหน้าที่ลำเลียงสารต่าง ๆ ที่เซลล์ ต้องการไปให้เซลล์ และกำจัดสารต่างๆ ที่เซลล์ไม่ต้องการออกจากร่างกาย ประเภทของระบบหมุนเวียนเลือดมี2 แบบ ดังนี้ 1. ระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรปิด (Close Circulatory System) ระบบนี้เลือดจะไหลเวียน อยู่ภายในหลอดเลือดและหัวใจตลอดเวลา โดยเลือดจะมีทิศทางการไหลออกจากหัวใจไปตามหลอด เลือดชนิดต่างๆ แล้วไหลกลับเข้าสู่หัวใจใหม่เช่นนี้เรื่อยไป พบในสัตว์จำพวกหนอนตัวกลมมี ปล้อง เช่น ไส้เดือนดิน ปลิงน้ำจืด และสัตว์มีกระดูกสันหลังทุกชนิด ภาพที่ 1 ระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรปิด 2. ระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด (Open Circulatory System) ระบบนี้เลือดที่ไหลออก จากหัวใจจะไม่อยู่ในหลอดเลือดตลอดเวลาเหมือนแบบวงจรปิด โดยจะมีเลือดไหลเข้าไปในช่องว่าง ลำตัวและที่ว่างงระหว่างอวัยวะต่างๆ พบในสัตว์จำพวกแมลง กุ้ง ปู และหอย ภาพที่ 2 ระบบหมุนเวียนเลือดแบบวงจรเปิด
เลือดจะลำเลียงสารอาหาร แก๊ส ของเสีย และอื่นๆ โดยเลือดจะไหลเวียนในร่างกายได้ด้วยการทำงาน ของหัวใจ หัวใจทำหน้าที่บีบตัวและคลายตัว ส่งเลือดไปยังส่วนต่างๆ ของร่างกาย ขณะที่หัวใจทำงาน อยู่นั้นจะสังเกตได้จากการเต้นของหัวใจโดยจะเป็นจังหวะเดียวกับการเต้นของชีพจร โครงสร้างส่วนประกอบและหน้าที่ของอวัยวะในระบบหมุนเวียนเลือด มีดังนี้ 1. หัวใจ (Heart) อยู่ระหว่างปอดทั้ง 2 ข้าง ค่อนไปทางซ้ายเล็กน้อย ประกอบด้วยกล้ามเนื้อ พิเศษที่เรียกว่า กล้ามเนื้อหัวใจ แบ่งออกเป็นห้องบน 2 ห้อง เรียกว่า เอเตรียม (Atrium) และห้อง ล่าง 2 ห้อง เรียกว่า เวนตริเคิล (Ventricle) หัวใจห้องบนมีขนาดเล็กว่าห้องล่าง และระหว่าง หัวใจห้องบนกับหัวใจห้องล่างจะมีลิ้นกั้นอยู่ เพื่อป้องกันไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับ ได้แก่ ลิ้นไตร ค ั ด พ ิ ด (Tricuspid Valve) อ ย ู ่ ร ะ ห ว ่ า ง ห ้ อ ง บ น ข ว า กับ ล ่ า ง ข ว า แ ล ะ ลิ้ น ไบคัสพิด (Bicuspid Valve) กั้นอยู่ระหว่างห้องบนซ้ายกับล่างขวา 2. 3. 4. ภาพที่ 3 โครงสร้างภายในของหัวใจ หน้าที่ของหัวใจ คือ สูบฉีดเลือดให้ไหลไปตามหลอดเลือดไปยังส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แล้วไหล กลับคืนสู่หัวใจ 2. ห ล อ ด เ ล ื อ ด (Blood Vessel) ท ี ่ ต ิ ด ต ่ อ ก ั บ ห ั ว ใจ มี 3 ช น ิ ด ค ื อ ห ล อ ด เ ล ื อ ด อาร์เทอรี (Artery) หลอดเลือดเวน (Vein) และหลอดเลือดฝอย (Capillary) 1) หลอดเลือดอาร์เทอรี (artery) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดดีจากหัวใจไปสู่เซลล์ต่าง ๆ ของ ร่างกาย หลอดเลือดอาร์เทอรีมีผนังหนาแข็งแรง และไม่มีลิ้นกั้นภายใน เลือดที่อยู่ในหลอดเลือดอาร์เทอ รีเป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนสูงหรือเรียกว่า “เลือดแดง” ยกเว้นหลอดเลือดอาร์เทอรีที่นำ เลือดออกจากหัวใจไปยังปอดภายในเป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์มากหรือเรียกว่า “เลือดดำ” 2) หลอดเลือดเวน (vein) เป็นหลอดเลือดที่นำเลือดดำจากส่วนต่างๆ ของร่างกายเข้าสู่หัวใจหลอด เลือดมีผนังบางกว่าหลอดเลือดอาร์เทอรี มีลิ้นกั้นภายในเพื่อป้องกันเลือดไหลย้อนกลับ เลือดที่ไหลอยู่ ภายในหลอดเลือดจะเป็นเลือดที่มีปริมาณแก๊สออกซิเจนต่ำยกเว้นหลอดเลือดเวนที่นำเลือดจากปอดเข้า สู่หัวใจจะเป็นเลือดแดง 3) หลอดเลือดฝอย (capillary) เป็นหลอดเลือดที่เชื่อมต่อระหว่างหลอดเลือดอาร์เทอรีและหลอดเลือด เวนสานเป็นร่างแหแทรกอยู่ตามเนื้อเยื่อต่างๆ ของร่างกาย มีขนาดเล็กและละเอียดเป็นฝอยและมีผนัง บางมากเป็นแหล่งที่มีการแลกเปลี่ยนแก๊สและสารต่างๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์
ภาพที่ 4 ภาพตัดตามขวางของหลอดเลือดชนิดต่างๆ ก. หลอดเลือดอาร์เทอรี ข. หลอดเลือดเวน ค. หลอดเลือดฝอย ภาพที่ 5 วงจรของระบบหมุนเวียนเลือด 5. 3. ความดันเลือด เกิดขึ้นขณะหัวใจบีบตัว ดันเลือดไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกายตามหลอดเลือด อาร์เทอรีและขณะหัวใจคลายตัว เลือดจะไหลกลับเข้าสู่หัวใจทางหลอดเลือดเวน หลอดเลือดที่ เหมาะสมสำหรับวัดความดันเลือด คือ หลอดเลือดอาร์เทอรีที่ต้นแขน เนื่องจากเป็นหลอดเลือดที่อยู่ ใกล้หัวใจ ค่าที่ได้ใกล้เคียงกับความดันเลือดในหัวใจมากที่สุด แพทย์จะวัดค่าความดันเลือดเป็น ตัวเลข 2 ค่า เช่น คนปกติในวัย หนุ่มสาวจะมีค่าความดันเลือดอยู่ในช่วง 110 – 104 / 65 – 90 มิลลิเมตรของปรอท ซึ่งตัวเลข 110 – 140 มิลลิเมตรของปรอท คือ ค่าความดันสูงสุดขณะหัวใจบีบ ตัว เรียกว่าความดันซิสโทลิก และตัวเลข 65 – 90 มิลลิเมตรของปรอท คือ ค่าความดันต่ำที่สุด ขณะที่หัวใจคลายตัวเรียกว่าความดันไดแอสโทลิก ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงค่าความดันเลือด ได้แก่ อายุ เพศ อารมณ์ น้ำหนักตัว อาหารที่ รับประทาน สภาพร่างกาย สภาพภูมิอากาศและโรคบางชนิด
ภาพที่ 6 การวัดความดันเลือด 4. เลือด (Blood) ในร่างกายของคนมีของเหลวประมาณร้อยละ 60 – 70 ของน้ำหนักตัว โดย จะเป็นเลือดประมาณร้อยละ 7 ซึ่งประกอบด้วย น้ำเลือด เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และ เกล็ดเลือด ภาพที่ 7 ส่วนประกอบของเลือด น้ำเลือดหรือพลาสมา (Plasma) เป็นของเหลวใสสีเหลืองอ่อน ประกอบด้วย น้ำประมาณ 91 % นอกนั้นเป็นสารอื่นๆ ได้แก่ สารอาหารต่างๆ เอนไซม์ และแก๊ส น้ำเลือดทำหน้าที่ลำเลียงอาหาร ไปยังเซลล์ และนำของเสียรวมทั้ง CO2 จากเซลล์ไปยังอวัยวะขับถ่าย เพื่อกำจัดออกนอกร่างกาย เซลล์เม็ดเลือดแดง (Red Blood Cell) สร้างจากไขกระดูก มีรูปร่างค่อนข้างกลมแบน เมื่อเกิด ใ ห ม ่ ม ี น ิ ว เ ค ล ี ย ส แ ต ่ ข ณ ะ โ ต เ ต ็ ม ที่แ ล ้ ว น ิ ว เ ค ล ี ย ส จ ะ ส ล า ยไ ป แ ล ะ ม ี ร ง ค ว ั ต ถุ แดง เรียกว่า เฮโมโกลบิน (Haemoglobin) ทำหน้าที่ลำเลียงแก๊สออกซิเจนไปยังส่วนต่างๆ ของ ร่างกาย ในผู้ชายจะมีมากกว่าผู้หญิง มีอายุประมาณ 110 – 120 วัน หลังจากนั้น จะถูกส่งไป ทำลายที่ตับและม้าม เซลล์เม็ดเลือดขาว (White Blood Cell) สร้างจากม้าม ไขกระดูก และต่อมน้ำเหลือง มีรูปร่าง กลม ส่วนมากมีขนาดใหญ่กว่าเซลล์เม็ดเลือดแดง แต่มีจำนวนน้อยกว่า ไม่มีสี มีนิวเคลียส ทำ หน้าที่ทำลายเชื้อโรค มีอายุประมาณ 7 – 14 วัน
เซลล์เม็ดเลือดขาวแบ่งตามหน้าที่ได้เป็น 2 กลุ่ม ดังนี้ 1) กลุ่มฟาโกไซต์ (Phagocyte) ทำหน้าที่จับและทำลายเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอม โดยจะใช้ เยื่อ หุ้มเซลล์โอบล้อมเชื้อโรค และเชื้อโรคจะถูกย่อยสลายโดยเอนไซม์ภายในเซลล์ 2) กลุ่มลิมโฟไซต์ (Lymphocyte) ทำหน้าที่สร้างแอนติบอดี ซึ่งเป็นสารประเภทโปรตีน ต่อต้าน เชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกาย ภาพที่ 8 เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดหนึ่งกำลังจับและทำลายแบคทีเรีย เกล็ดเลือดหรือเพลตเลต (Platelet) ไม่ใช่เซลล์แต่เป็นชิ้นส่วนของไซโทพลาซึมของเซลล์ชนิดหนึ่งใน ไขกระดูกหลุดเป็นชิ้น ๆ จึงมีรูปร่างไม่แน่นอน ไม่มีสี ไม่มีนิวเคลียส ทำหน้าที่ช่วยในกระบวนการ แข็งตัวของเลือด มีอายุประมาณ 10 วัน 5. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ
5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership) 6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ .....ศิลปะ....... บูรณาการเรื่อง ......การวาดภาพ ระบายสี และออกแบบ........
7. ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1. แบบฝึกหัดท้ายบท เรื่อง ร่างกายมนุษย์ 2. หนังสือเล่มเล็กเรื่องร่างกายมนุษย์ 3. รายงานการทดลอง เรื่อง การทำงานของหัวใจ 4. บันทึกความรู้ลงสมุดบันทึก 5. ทำแบบฝึกหัด เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (engagement phase) (15 นาที) 1. ครูสนทนากับนักเรียนว่า “นักเรียนทราบหรือไม่ว่า อวัยวะใดในร่างกายของเราที่ทำงานหนักที่สุด และไม่เคยหยุดพักเลย ตั้งแต่เราเกิดมา” จากนั้นครูตั้งประเด็นให้อภิปรายว่า “เพราะเหตุใดชีพจรจึงเต้นเป็นจังหวะ เดียวกันกับการเต้นของหัวใจ” จากนั้นนักเรียนแต่ละคนคิด แล้วร่วมกันอภิปรายและสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด (thank – pair - share) 2. ครูและนักเรียนช่วยกันอภิปรายคำตอบ เพื่อเข้าสู่กิจกรรม 2.2 อัตราการเต้นของชีพจร ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration phase) (50 นาที) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละเพศและความสามารถทางการเรียน 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มรับใบความรู้เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด 3. นักเรียนแต่ละกลุ่มสังเกตการทำงานของหัวใจ จากคลิปวีดีโอ และฟังครูอธิบายเพิ่มเติมจากคลิป จากนั้นให้นักเรียนตอบคำถาม 4. ครูอธิบาย เรื่อง ความดันเลือด หลอดเลือด วัคซีน เซรุ่ม เพิ่มเติมจาก Power Point จากนั้นนักเรียน ระดมความคิด (Brainstorming) เพื่อตอบคำถามในแบบฝึกหัด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation phase) (30 นาที) นักเรียนในชั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็นจนได้ข้อสรุปร่วมกัน ครูฟังคำถามและการลงข้อสรุปเพื่อ ตรวจสอบแนวความคิดของนักเรียน ซึ่งนักเรียนควรสรุปได้ดังนี้ “การตรวจสอบการเต้นของชีพจรทำให้ทราบว่า อัตราการเต้นของหัวใจอยู่ในช่วงปกติหรือไม่ อัตรา การเต้นของหัวใจของคนปกติประมาณ 60-100 ครั้ง/นาที หากหัวใจเต้นช้าหรือเร็วกว่าปกติ หรือมีอัตราการเต้นไม่ สม่ำเสมอ อาจสันนิษฐานได้ว่าร่างกายมีความผิดปกติ เช่น โรคหัวใจ โรคไทรอยด์เป็นพิษ ทั้งนี้แพทย์ต้องวินิจฉัย เพิ่มเติมเพื่อหาสาเหตุของความผิดปกติต่อไป” ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความคิด (expansion phase) (35 นาที) 1. ครูตั้งประเด็นคำถามกับนักเรียนว่า “ให้นักเรียนยกตัวอย่าง โรคเกี่ยวกับหัวใจชนิดต่างๆ ” (active writing) 2. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรคเกี่ยวกับหัวใจชนิดต่าง ๆ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบ โรคหัวใจ พิการแต่กำเนิด โรคลิ้นหัวใจรั่ว เป็นต้น ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (evaluation phase) (35 นาที) 1. ครูตรวจสอบผลการจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตอบคำถาม ซึ่งเป็นการทบทวน ความรู้ให้กับนักเรียน คำถามที่ 1 อัตราการเต้นของชีพจรโดยเฉลี่ยของนักเรียนเป็นเท่าไร แนวคำตอบ ขึ้นอยู่กับผลของกิจกรรม ซึ่งเด็กในวัย 12-15 ปีควรมีค่าเฉลี่ยอยู่ในช่วง 60-100 ครั้ง/ นาที
คำถามที่ 2 ขณะที่ร่างกายอยู่ในสภาวะปกติกับขณะเล่นกีฬา การเต้นของชีพจรจะแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร แนวคำตอบ แตกต่างกัน ขณะที่ร่างกายอยู่ในสภาวะปกติ การเต้นของชีพจรจะมีอัตราการเต้นต่ำ กว่าขณะเล่นกีฬา เพราะในขณะเล่นกีฬาต้องใช้พลังงานมาก หัวใจต้องสูบฉีดเลือดเร็วขึ้น เพื่อนำแก๊สออกซิเจนไปยัง เซลล์สำหรับใช้ในการเผาผลาญสารอาหารให้ได้พลังงานไปใช้ คำถามที่ 3 หัวใจห้องบนและห้องล่างมีขนาดแตกต่างกันอย่างไร แนวคำตอบ หัวใจห้องบนมีขนาดเล็กและผนังบางกว่าหัวใจห้องล่าง คำถามที่ 4 หลอดเลือดที่ติดต่อกับหัวใจมีขนาดเป็นอย่างไร เมื่อเทียบกับหลอดเลือดที่นักเรียนเห็น อยู่ตามผิวหนังทั่วร่างกาย แนวคำตอบ มีขนาดใหญ่กว่าหลอดเลือดที่อยู่ตามผิวหนัง คำถามที่ 5 ทิศทางการไหลของเลือดภายในหลอดเลือดอาร์เทอรีและหลอดเลือดเวน เหมือนกันหรือ แตกต่างกันอย่างไร แนวคำตอบ แตกต่างกัน การไหลของเลือดภายในหลอดเลือดอาร์เทอรีมีทิศออกจากหัวใจ ส่วนการ ไหลของเลือดภายในหลอดเลือดเวน มีทิศเข้าสู่หัวใจ 2. นักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุป โดยครูเป็นผู้นำอภิปราย โดยใช้คำถามให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน(หลัง ทำกิจกรรมและอภิปรายผลแล้วควรได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า ระบบหมุนเวียนเลือดของมนุษย์ประกอบด้วย หัวใจ หลอดเลือดและเลือด หัวใจทำหน้าที่สูบฉีดเลือด มี 4 ห้อง ห้องบน 2 ห้อง ห้องล่าง 2 ห้อง หลอดเลือดที่นำ เลือดออกจากหัวใจ เรียกว่า อาร์เทอรี และหลอดเลือดที่นำเลือดเข้าสู่หัวใจ เรียกว่า เวน หลอดเลือดอาร์เทอ รีและหลอดเลือดเวนเชื่อมต่อกันโดยหลอดเลือดฝอยซึ่งแทรกอยู่ตามเซลล์ต่างๆ ทั่วร่างกาย บริเวณหลอดเลือดฝอย จะมีการแลกเปลี่ยนแก๊สและสารต่าง ๆ ระหว่างเลือดกับเซลล์ เลือดที่มีสารอาหารและแก๊สคาร์บอนไดออกไซด์เข้าสู่ หัวใจ ซึ่งบีบตัวเพื่อนำเลือดไปยังปอดเกิดการแลกเปลี่ยนแก๊ส จากนั้นเลือดจะออกจากปอดเข้าสู่หัวใจอีกครั้งหนึ่ง ก่อนสูบฉีดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย ขณะที่หัวใจบีบและคลายตัวทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงความดันเลือด จึง วัดความดันเลือดเป็นความดัน 2 ค่า เลือดประกอบด้วย น้ำเลือด เซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว และเกล็ด เลือด) 3. นักเรียนเขียนสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้แล้วและนักเรียนอยากรู้อะไรเพิ่มเติม (KWL) ลงในสมุดบันทึก การเรียนรู้ เพื่อให้ครูตรวจสอบสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้และอยากรู้เพิ่มเติม 9. สื่อการสอน 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 5. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 6. Power Point เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด 7. คลิปวีดีโอ การทำงานของหัวใจ
10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet 11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจสมุด 2. ตรวจรายงานการทดลอง 3. ตรวจแบบฝึกหัด เรื่องระบบหมุนเวียนเลือด 4. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบหมุนเวียนเลือด 2. แบบประเมินพฤติกรรม 3. แบบรายงานการทดลอง 11.3 เกณฑ์การประเมิน 1. เขียนสรุปความรู้ที่ได้ถูกต้องอย่างน้อย 80 % 2. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัด ถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 3. มีระดับการประเมินพฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 คือ ดี 12 กิจกรรมเสนอแนะ การวัดชีพจรของคนที่ มีความต่างด้านต่าง ๆ เช่น อายุ เพศ กิจกรรมที่ทำ เป็นต้น และนำข้อมูลมา เปรียบเทียบ นำเสนอ ในรูปของตาราง และกราฟ 13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ .......... ................... ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ......................................................................................................................................................................... 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ............................................................................................................................. ............................................
ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... .................................................................................................................................................... .................................. ลงชื่อ ........................................................................ ( นางสาวนุชรา กุลรักษา) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี )
ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ................................................................. ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ
แผนการจัดการเรียนรู้ที่7 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ ร่างกายมนุษย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง ระบบขับถ่าย เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเสียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว1.2ม.2/4 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะ ในระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสียทางไต ว1.2ม.2/5 ตระหนักถึงความสำคัญของระบบขับถ่ายในการกำจัดของเสียทางไต โดยการบอกแนวทางในการ ปฏิบัติตนที่ช่วยให้ระบบขับถ่ายทำหน้าที่ได้อย่างปกติ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1. ระบุอวัยวะที่เกี่ยวข้องกับการกำจัดของเสียทางไต 2. อธิบายกระบวนการทำงานของไต 3. สรุปความสำคัญของไตและตระหนักถึงการดูแลรักษาไต 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. ทักษะการสื่อสาร (อ่าน/เขียน) 2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ 3. การสืบค้นข้อมูล 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี
3. สาระสำคัญ (ความคิดรวบยอด) ระบบขับถ่ายของมนุษย์และสัตว์มีกระดูกสันต์หลัง มีไตเป็นอวัยวะสำคัญในการกำจัดของสียออกจากร่างกาย ไต ประกอบด้วย หน่วยไตเล็ก ๆ จำนวนมาก ทำหน้าที่กรองของเสียออกจากน้ำเลือด และดูดสารที่มีประโยชน์ และน้ำบางส่วนกลับคืนสู่หลอดเลือด ส่วนของเหลวที่เหลือซึ่งประกอบด้วย ยูเรีย น้ำและสารบางชนิด รวม เรียกว่า น้ำปัสสาวะจะถูกขับออกนอกร่างกาย 4. สาระการเรียนรู้ ระบบขับถ่ายของมนุษย์ ระบบขับถ่าย เป็นระบบซึ่งทำหน้าที่กำจัดและขับถ่ายของเสียที่เหลือใช้จากการเผาผลาญอาหารในร่างกาย เพื่อให้เกิดพลังงานและสะสมพลังงาน นั่นก็คือ การกำจัด ของเสียที่เกิดจากปฏิกิริยาเคมีภายในเซลล์ซึ่ง เรียกว่า เมแทบอลิซึม (Metabolism) การขับถ่าย (Excretion) หมายถึง การกำจัดของเสียที่เกิดจากกระบวนการเมแทบอลิซึมของเซลล์ ออก จากร่างกาย ซึ่งไม่ได้รวมถึงกากอาหารแต่การกำจัดกากอาหารอาจมีของเสียที่เกิดจากกระบวนการ เมแทบอลิซึมปนออกมาด้วย มนุษย์กำจัดของเสียในระบบขับถ่ายทางไต ผิวหนัง และปอด การกำจัดของเสียทางไต โครงสร้างของไต (Kidney) แบ่งเป็น 2 ส่วน 1. โครงสร้างภายนอกของไต ประกอบด้วย ไต 1 คู่ รูปร่างคล้ายเมล็ดถั่ว อยู่ด้านหลังของช่องท้อง เหนือระดับเอว ซึ่งไตจะทำงานร่วมกับท่อไต (Ureter) กระเพาะปัสสาวะ (Urinary Bladder) และท่อ ปัสสาวะ (Urethra) ดังนั้นการขับปัสสาวะออกจากร่างกายจึงมีลำดับดังนี้ ภาพที่ 1 ระบบขับถ่ายของมนุษย์ 2. โครงสร้างภายในของไต ประกอบด้วย เนื้อไต 2 ชั้น คือ เปลือกไตชั้นนอกและเปลือกไตชั้นใน ซึ่ง เนื้อไตแต่ละข้างประกอบด้วย หน่วยไต (Nephron) ประมาณ 1 ล้านหน่วย หน่วยไต มีลักษณะเป็นท่อเล็กๆ พันรอบด้วยหลอดเลือดฝอยมีปลายด้านหนึ่งเป็นรูปถ้วยเรียกว่า โบว์แมนส์ แคปซูล (Bowman’s capsule) ทำหน้าที่กรองสารออกจาก เส้นเลือดแดง ซึ่งมีทั้งของเสีย และสารที่มีประโยชน์ ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งจะเป็นท่อขดเรียกว่า ท่อของหน่วยไต ซึ่งจะมีการดูดกลับสาร ที่มีประโยชน์และน้ำกลับคืนเข้าสู่ หลอดเลือดฝอย และลำเลียงไปยังหลอดเลือดดำเข้าสู่หัวใจ
ภาพที่ 2 ส่วนประกอบของไต ภาพที่ 3 โครงสร้างภายในของไต ก. ไตตัดตามยาว ข. หน่วยไต ปัสสาวะ เป็นของเหลวที่เหลือจากการดูดกลับ เช่น น้ำบางส่วน ยูเรีย และ สารอื่นๆ ที่ร่างกาย ไม่ ต้องการ มีสมบัติเป็นกรด จะลำเลียงไปยังท่อไต และเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะที่มีความจุประมาณ 500 cm3 แต่โดยปกติคนเราจะรู้สึกปวดปัสสาวะเมื่อมีปัสสาวะอยู่ประมาณ 250 cm3 และใน 1 วัน จะขับ ปัสสาวะออกจากร่างกายประมาณ 1-1.5 ลิตร ในการศึกษาน้ำเลือดก่อนผ่านเข้าไปในไตกับปัสสาวะพบว่า จะมีปริมาณสารต่างๆ แตกต่างกัน ดังตารางต่อไปนี้ ตารางแสดงปริมาณสารต่างๆในน้ำเลือดและในปัสสาวะของคนปกติ สาร ปริมาณ (ร้อยละ) น้ำเลือด ปัสสาวะ น้ำ 92 95 โปรตีน 7 0 ยูเรีย 0.03 2 กลูโคส 0.1 0 คลอไรด์ 0.37 0.6
จากตารางสรุปได้ดังนี้ 1. สารที่พบในน้ำปัสสาวะมากกว่าในน้ำเลือด ได้แก่ น้ำ ยูเรีย คลอไรด์ 2. สารที่พบในน้ำเลือดแต่ไม่พบในน้ำปัสสาวะของคนปกติ ได้แก่ โปรตีน กลูโคส 3. การทำงานของไตวิเคราะห์ได้จากตารางการตรวจปัสสาวะ ทั้งนี้เพราะถ้าไตทำงานผิดปกติจะพบสาร บางอย่างปนอยู่ในน้ำปัสสาวะ เช่น โปรตีน กลูโคส หรือเม็ดเลือดแดง แสดงว่า ไตไม่สามารถดูดกลับสาร บางชนิดกลับคืนได้ตามปกติ ความผิดปกติเกี่ยวกับไต ถ้าไตถูกทำลายหรือเกิดโรคบางอย่างจะทำให้เกิดอันตรายถึงชีวิต เนื่องจากของเสียต่างๆ สะสมในร่างกาย โรคที่พบบ่อยได้แก่ โรคนิ่ว เกิดจากตะกอนของธาตุต่างๆ ไปอุดตันทางเดินปัสสาวะ และโรคไตวาย เป็นภาวะที่ไตสูญเสียหน้าที่การทำงาน ต้องใช้ การฟอกเลือดด้วยไตเทียม หรือผ่าตัดเปลี่ยนไต เพราะผู้ที่มีไตทำงานเพียงข้างเดียวก็มีชีวิตอยู่ได้อย่างปกติ การป้องกันไม่ให้เกิดโรคไต ทำได้โดยการรักษาสุขภาพ เช่น ดื่มน้ำสะอาด เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์และสะอาด ในปริมาณพอเหมาะ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ 5. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership) 6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ .....ศิลปะ....... บูรณาการเรื่อง ......การวาดภาพ ระบายสี และออกแบบ........ ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1.แบบฝึกหัดท้ายบท เรื่อง ร่างกายมนุษย์ 2.หนังสือเล่มเล็กเรื่องร่างกายมนุษย์ 3.บันทึกความรู้ลงสมุดบันทึก 4.ทำแบบฝึกหัด เรื่อง ระบบขับถ่าย
8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (engagement phase) (10 นาที) 1. ครูตั้งประเด็นให้นักเรียนอธิบายความหมายของการขับถ่าย ตามความเข้าใจของนักเรียน (คิดเดี่ยว – คิดกลุ่ม – คิดคู่) และถามนักเรียนต่อว่า “เหตุใดร่างกายจึงต้องมีการขับถ่าย การขับถ่ายมีความสำคัญ ต่อเราอย่างไร” จากนั้นนักเรียนแต่ละคนคิด แล้วรวมกลุ่มกัน 2 คน ร่วมกันอภิปรายและสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด รวมกลุ่มกัน 5 คน และอภิปรายรวมทั้งกลุ่ม (thank – pair - share) 2. ครูและนักเรียนช่วยกันอภิปรายคำตอบและครูแจ้งจุดประสงค์การเรียนรู้ ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration phase) (45 นาที) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละเพศและความสามารถทางการเรียน 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มรับใบความรู้และใบกิจกรรม เรื่อง ระบบขับถ่าย จากนั้นให้นักเรียนสังเกตการ ทำงานของระบบขับ ถ่ายจากคลิปวีดีโอ 3. นักเรียนแต่ละกลุ่มศึกษาโครงสร้างของระบบขับถ่าย และระดมความคิด (Brainstorming) เพื่อตอบ คำถามในใบกิจกรรม เรื่องระบบขับถ่าย ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation phase) (15 นาที) นักเรียนในชั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็นจนได้ข้อสรุปร่วมกัน ครูฟังคำถามและการลงข้อสรุปเพื่อ ตรวจสอบแนวความคิดของนักเรียน ซึ่งนักเรียนควรสรุปได้ดังนี้ “ไต (kidney) ประกอบด้วย หน่วยไต (nephron) เป็นจำนวนมาก ซึ่งเป็นอวัยวะสำคัญในการกำจัด ของสียออกจากร่างกาย หน่วยไตจะทำหน้าที่กรองของเสียออกจากน้ำเลือด และดูดสารที่มีประโยชน์ และน้ำ บางส่วนกลับคืนสู่หลอดเลือด ส่วนของเหลวที่เหลือซึ่งประกอบด้วย ยูเรีย น้ำและสารบางชนิด รวมเรียกว่า น้ำ ปัสสาวะจะถูกขับออกนอกร่างกาย” ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความคิด (expansion phase) (20 นาที) 1. ครูตั้งประเด็นคำถามกับนักเรียนว่า “โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบขับถ่าย ที่นักเรียนรู้จักมีอะไรบ้าง และ เกิดจากสาเหตุใด” ให้นักเรียนแต่ละคนเขียนคำตอบ (active writing) 2. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบขับถ่าย พร้อมทั้งบอกสาเหตุการเกิดโรควิธีการ ป้องกันและรักษา ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (evaluation phase) (20 นาที) 1. ครูตรวจสอบผลการจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนเล่นเกม โดยสมมติให้แต่ละกลุ่มเปรียบเสมือนบ้าน 1 หลัง และให้สมาชิกในบ้านช่วยกันตอบคำถามเพื่อชิงคะแนนหรือแต้มจากครู (โดยครูจะมีกล่องใส่ฉลากคำถาม และ แต่ละคำถามคะแนนจะไม่เท่ากัน ให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มจับฉลาก และช่วยกันตอบคำถาม หากตอบถูกจะได้คะแนน ตามที่ระบุไว้ในฉลากนั้น ๆ) ซึ่งเป็นการทบทวนความรู้ให้กับนักเรียนด้วย คำถามที่ 1 อุจจาระจัดเป็นการขับถ่ายหรือไม่ จงอธิบาย แนวคำตอบ ไม่เป็น เนื่องจากสารที่เกิดในกระบวนการขับถ่าย จะต้องเป็นของเสียที่เกิดขึ้นใน กระบวนการสลายสารอาหารภายในเซลล์ และสังเคราะห์สารต่าง ๆ หรือที่เรียกว่า กระบวนการเมแทบอลิซึม (metabolism) ของเสียที่เกิดขึ้นเป็นสารพิษที่เป็นอันตรายต่อร่างกาย เช่น แอมโมเนียม ยูเรีย กรดยูริก แก๊ส คาร์บอนไดออกไซด์ ร่างกายจำเป็นต้องกำจัดออก มิฉะนั้นจะเป็นอันตรายถึงชีวิตส่วนการถ่ายอุจจาระ จัดว่าเป็น การ กำจัดกากอาหาร ซึ่งเป็นขั้นตอนหนึ่งในกระบวนการย่อยอาหาร คำถามที่ 2 ไต ขับถ่ายออกมาในรูปของสารใด แนวคำตอบ ปัสสาวะ คำถามที่ 3 หน่วยไต มีหน้าที่อะไร แนวคำตอบ กรองสารและดูดกลับสารที่มีประโยชน์คืนสู่ร่างกาย
คำถามที่ 4 สารใดพบในปัสสาวะมากกว่าในน้ำเลือด แนวคำตอบ น้ำ ยูเรีย คลอไรด์ คำถามที่ 5 สารใดที่พบในน้ำเลือดแต่ไม่พบในปัสสาวะของคนปกติ แนวคำตอบ โปรตีน กลูโคส คำถามที่ 6 เพราะเหตุใด จึงนิยมตรวจสารเสพติดจากปัสสาวะ แนวคำตอบ เพราะสารที่ปนมากับกระแสเลือด แล้วร่างกายไม่ได้ดึงไปใช้ประโยชน์ จะถูกกำจัดออกทางปัสสาวะ ดังนั้นสารเสพติดจึงสามารถตรวจพบได้จากปัสสาวะ 2. นักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุป โดยครูเป็นผู้นำอภิปราย โดยใช้คำถามให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน 3. นักเรียนเขียนสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้แล้วและนักเรียนอยากรู้อะไรเพิ่มเติม (KWL) ลงในสมุดบันทึกการ เรียนรู้ เพื่อให้ครูตรวจสอบสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้และอยากรู้เพิ่มเติม 9. สื่อการสอน 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบขับถ่าย 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 5. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 6. Power Point เรื่อง 7. คลิปวีดีโอ การทำงานของไต 10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet 11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจสมุด 2. ตรวจแบบฝึกหัด เรื่องระบบขับถ่าย 3. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบขับถ่าย 2. แบบประเมินพฤติกรรม 11.3 เกณฑ์การประเมิน 1. เขียนสรุปความรู้ที่ได้ถูกต้องอย่างน้อย 80 % 2. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัด ถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 3. มีระดับการประเมินพฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 คือ ดี 12 กิจกรรมเสนอแนะ ศึกษาของเสียในสัตว์ต่างๆ ที่ใช้ไตในการขับของเสียและนำเสนอข้อมูลในรูปของตาราง
13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้ K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ .......... ................... ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ............................................................................................................................. ............................................ 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ............................................................................................................................................................ ............. ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ................................................................................................................................................................. ..................... ............................................................................................................. ......................................................................... ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ ( นางสาวนุชรา กุลรักษา) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี )
ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ................................................................. ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ
แผนการจัดการเรียนรู้ที่8 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ ร่างกายมนุษย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง ระบบประสาท เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเสียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว1.2ม.2/10 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะ ในระบบประสาทส่วนกลาง ในการควบคุม การ ทำงานต่าง ๆ ของร่างกาย ว1.2ม.2/11 ตระหนักถึงความสำคัญของระบบประสาทโดยการบอกแนวทางในการดูแลรักษา รวมถึง การ ป้องกันการกระทบ กระเทือนและอันตรายต่อสมองและไขสันหลัง 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1. อธิบายส่วนประกอบและหน้าที่ของระบบประสาทของมนุษย์ 2. ยกตัวอย่างพฤติกรรมของมนุษย์ที่ตอบสนองต่อสิ่งเร้าภายในและภายนอกร่างกาย 3. สรุปความสำคัญของระบบประสาทและตระหนักถึงการดูแลรักษาระบบประสาท 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. ทักษะการสื่อสาร (อ่าน/เขียน) 2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ 3. การสืบค้นข้อมูล 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี
3. สาระสำคัญ (ความคิดรวบยอด) ระบบประสาท ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และตอบสนองต่อสิ่งแวดล้อม ทั้ง จากภายในและภายนอกร่างกายโดยการแสดงพฤติกรรมออกมา พฤติกรรมที่แสดงออกแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิดและพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ มีอวัยวะที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สมอง ไขสันหลัง เซล์ประสาท และอวัยวะรับสัมผัส ทั้ง 5 4. สาระการเรียนรู้ 1. ระบบประสาทของมนุษย์ ระบบประสาทเป็ นระบบที่ท าหน้าที่ควบคุมกิจกรรมต่าง ๆ ภายในร่างกายให้ด าเนินไปได้ตามปกติ ส่วนประกอบของระบบประสาทในมนุษย์ ภาพที่ 1 ส่วนประกอบของระบบประสาท 1. สมอง (Brain) สมองเป็ นอวัยวะที่บรรจุอยุ่ภายในกะโหลกศรีษะเป็ นศูนย์กลางการท างานของอวัยวะ ต่าง ๆ ในร่างกายของมนุษย์ ท าหน้าที่รับและรวบรวมข้อมูลจากส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย แปลผลข้อมูลแล้ว สั่งใหอ้วยัวะต่าง ๆ ของร่างกายทา งาน สมองแบ่งออกเป็ น 3 ส่วน ไดแ้ก่ส่วนที่เป็นสมองส่วนหนา้ สมองส่วนกลางและกา้นสมอง แต่ละส่วน มีหน้าที่ควบคุมการท างานของร่างกาย
ภาพที่ 2 สมองเป็ นศูนย์กลางควบคุมการท างานของร่างกายมนุษย์ 5. หน้าที่ของสมอง มีดงัน้ี 1. ควบคุมการท างานของส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย 2. รักษาดุลยภาพและการทรงตัวของร่างกาย 3. เกี่ยวข้องกับพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ เช่น ความจ า การตัดสินใจ 2. ไขสันหลัง (Spinal Cord) อยู่ภายในกระดูกสันหลงัต้งัแต่กระดูกสันหลงับริเวณคอขอ้แรกถึงกระดูก สันหลังบริเวณเอวข้อที่ 2 ส่วนปลายของสันหลังจะเรียวเล็กเหลือแต่เยื่อหุ้มไขสันหลัง หน้าที่ของไขสันต์หลัง มีดงัน้ี 1. เป็นศูนยก์ลางการปฏิบตัิงานที่เกิดข้ึนทนัทีทนั ใด 2. เป็ นทางผ่านของกระแสความรู้สึกไปยังสมอง ภาพที่ 3 ไขสันหลัง 3. เซลล์ประสาท (Neuron)ประกอบด้วยส่วนสำคัญ 2 ส่วน คือ ตัวเซลล์ (Cell body) และเส้นใยประสาท (Nerve fiber) โดยตัวเซลล์ประกอบด้วยไซโทพลาซึมและนิวเคลียส ส่วนเส้นใยประสาทเป็นส่วนของเซลล์ที่เป็นแขนงเล็กๆ ยื่นออกจากตัว
เซลล์และแบ่งเส้นใยประสาทเป็น 2 ส่วน คือ เดนไดรต์ (Dendrite) เป็นเส้นใยประสาท ที่นำกระแสประสาทเข้าสู่ตัวเซลล์ และแอกซอน (Axon)เป็นเส้นใยประสาทที่นำกระแสประสาทออกจากตัวเซลล์ ภาพที่ 4 เซลล์ประสาท ถ้าแบ่งเซลล์ประสาทตามโครงสร้างจะแบ่งได้ 3 ชนิด คือ เซลลป์ระสาทข้วัเดียว เซลลป์ระสาทสองข้วั และเซลลป์ระสาทหลายข้วั ภาพที่ 5 รูปร่างเซลล์ประสาท ก.เซลลป์ระสาทข้วัเดียว ข. เซลลป์ระสาทสองข้วัค. เซลลป์ระสาทหลายข้วั ตัวเซลล์ประสาทส่วนใหญ่อยู่ภายในสมองและไขสันหลัง ส่วนเส้นใยประสาทจะรวมกันเป็ นมัดซึ่งมัด ของเส้นใยประสาทหลายๆ มัดจะรวมกันเป็ นเส้นประสาทยื่นออกจากสมองและไขสันหลังไปยังอวัยวะ ต่าง ๆ ทวั่ร่างกาย หน้าที่ของเซลล์ประสาท คือ รับความรู้สึกและตอบสนอง คือน ากระแสความรู้สึกจากอวัยวะรับสัมผัส ไดแ้ก่ตา หูจมูก ลิ้น ผิวหนังไปยงัสมองและไขสันหลงัและนา คา สั่งจากสมองและไขสันหลงัไปยงั ส่วนต่างๆ ของร่างกาย 4. เส้นประสาท (Nerve) เป็ นส่วนที่เชื่อมต่อระหว่างสมองและไขสันหลังกับอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย ท าหน้าที่รับข้อมูลจากสมองและไขสันหลังแล้วส่งไปยังอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย หรือรับข้อมูลจาก
อวัยวะต่าง ๆ ของร่างกายส่งไปยังสมองและ ไขสันหลัง โดยข้อมูลที่เคลื่อนที่ไปตามเส้นประสาท เรียกว่า กระแสประสาท (Nerve impulse) จะอยู่ในรูปของสัญญาณทางไฟฟ้า เส้นประสาทมี 2 ชนิด ไดแ้ก่ 1. เส้ นประสาทสมอง แยกออกมาจากสมองทุกส่วนเป็ นคู่ ๆ รวม 12 คู่ เพื่อท าหน้าที่รับกระแส ความรู้สึกจากอวยัวะรับสัมผสัเขา้สู่สมอง และนา คา สั่งจากสมองไปยงัส่วนต่างๆ ของร่างกาย 2. เส้นประสาทไขสันหลัง แยกออกมาจากไขสันหลังเป็ นคู่ ๆ รวม 31 คู่ เพื่อท าหน้าที่รับความรู้สึกจาก อวยัวะรับสัมผสัเขา้สู่ไขสันหลงัและนา คา สั่งจากไขสันหลงัไปยงัส่วนต่างๆ ของร่างกาย ภาพที่ 6 เส้นประสาทสมองและเส้นประสาทไขสันหลัง 5.จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี
5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership) 6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ .....ศิลปะ....... บูรณาการเรื่อง ......การวาดภาพ ระบายสี และออกแบบ........ ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1.แบบฝึกหัดท้ายบท เรื่อง ร่างกายมนุษย์ 2.หนังสือเล่มเล็กเรื่องร่างกายมนุษย์ 3.บันทึกความรู้ลงสมุดบันทึก 4.ทำแบบฝึกหัด เรื่อง ระบบประสาท
8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (engagement phase) (15 นาที) 1. ครูนำกล่องปริศนาที่ข้างใน ประกอบไปด้วยสิ่งของที่มีลักษณะต่างกัน มาให้นักเรียนแต่ละคน จับดู แล้วครูตั้งประเด็นให้อภิปรายว่า “สิ่งที่นักเรียนจับดูมีลักษณะเป็นอย่างไรบ้าง และการที่นักเรียนบอกได้ว่าสิ่งนั้นมี ลักษณะอย่างไร มีกลิ่น มีสี เป็นเพราะนักเรียนมีอวัยวะใด” จากนั้นนักเรียนแต่ละคนคิด แล้วรวมกลุ่มกัน 2 คน ร่วมกันอภิปรายและสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด รวมกลุ่มกัน 5 คน และอภิปรายรวมทั้งกลุ่ม (thank – pair - share) 2. ครูและนักเรียนช่วยกันอภิปรายคำตอบ จากนั้นครูเชื่อมโยงเรื่องอวัยวะรับสัมผัสกับระบบประสาทว่า มีความเกี่ยวข้องกัน เพื่อนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration phase) (50 นาที) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละเพศและความสามารถทางการเรียน 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มรับใบความรู้เรื่อง ระบบประสาทและการแสดงพฤติกรรม 3. ครูนำรูประบบประสาทมานักเรียนดู และชี้ให้นักเรียนเห็นความสำคัญของสมอง และไขสันหลัง ที่เป็น ศูนย์กลางการควบคุมการทำงานของร่างกาย โดยใช้Power Point ประกอบการอธิบาย จากนั้นนักเรียนระดม ความคิด (Brainstorming) เพื่อตอบคำถามในแบบฝึกหัด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation phase) (30 นาที) นักเรียนในชั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็นจนได้ข้อสรุปร่วมกัน ครูฟังคำถามและการลงข้อสรุปเพื่อ ตรวจสอบแนวความคิดของนักเรียน ซึ่งนักเรียนควรสรุปได้ดังนี้ “ระบบประสาท ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของระบบต่าง ๆ ในร่างกาย และตอบสนองต่อ สิ่งแวดล้อม ทั้งจากภายในและภายนอกร่างกายโดยการแสดงพฤติกรรมออกมา พฤติกรรมที่แสดงออกแบ่งเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ คือ พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิดและพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้” ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความคิด (expansion phase) (35 นาที) 1. ครูตั้งประเด็นคำถามกับนักเรียนว่า “เมื่อถูกหนามตำเท้าจะแสดงอาการใดออกมา และเพราะเหตุ ใดจึงแสดงอาการเช่นนั้น” (active writing) 2. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ การแสดงพฤติกรรมของสิ่งมีชีวิตและให้นักเรียนศึกษา ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (evaluation phase) (35 นาที) 1. ครูตรวจสอบผลการจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตอบคำถาม ซึ่งเป็นการทบทวน ความรู้ให้กับนักเรียน คำถามที่ 1 เซลล์ประสาทมีรูปร่างแตกต่างจากเซลล์อื่นอย่างไร แนวคำตอบ เซลล์ประสาทมีส่วนที่เรียกว่าตัวเซลล์ ซึ่งมีส่วนที่มีนิวเคลียส และมีแขนงยื่นไป จากตัวเซลล์ เรียกว่า ใยประสาท ซึ่งต่างจากเซลล์อื่นโดยทั่วไป คำถามที่ 2 การสวมหมวกกันน็อคขณะขับขี่รถจักยานยนต์ มีประโยชน์ต่อผู้ขับขี่อย่างไร แนวคำตอบ การสวมหมวกกันน็อก จะช่วยป้องกันไม่ให้สมองได้รับความกระทบกระเทือน หรือแรงกระแทกขณะที่เกิดอุบัติเหตุ
คำถามที่ 3 ถ้าคนถูกของแข็งกระทบบริเวณท้ายทอยอย่างแรง นักเรียนคิดว่าจะมีผลต่อร่างกาย อย่างไร แนวคำตอบ บริเวณท้ายทอยจะเป็นบริเวณที่ควบคุมการหายใจและการเต้นของหัวใจ ซึ่งถ้า สมองบริเวณท้ายทอยถูกกระทบอย่างแรง อาจมีผลต่อการทรงตัว การหายใจและการเต้นของ หัวใจ ซึ่งเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ คำถามที่ 4 พฤติกรรมที่มีมาแต่กำเนิด มีผลดีต่อคนและสัตว์อย่างไร แนวคำตอบ ช่วยป้องกันอันตรายและทำให้สิ่งมีชีวิตสามารถอยู่รอดเพื่อดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไปได้ เช่น การกะพริบตาของมนุษย์ เมื่อมีวัตถุเคลื่อนที่เข้ามาใกล้กับนัยน์ตา การกะพริบตาจะเป็น การป้องกันอันตรายให้กับนัยน์ตา การหดตัวของกล้ามเนื้อทำให้เกิดอาการสั่นเมื่อสัมผัสกับ วิธีการเพิ่มอุณหภูมิให้กับร่างกายทำให้ร่างกายอบอุ่น การชักใยแมงมุม การสร้างรังของนกเป็น พฤติกรรมของสัตว์ที่เกิดขึ้นเพื่อประโยชน์ในการดำรงชีวิต โดยการสร้างใยแมงมุมเพื่อดักจับ เหยื่อ และรังนกเป็นที่อยู่อาศัย และแหล่งขยายพันธุ์ คำถามที่ 5 ให้นักเรียนยกตัวอย่างพฤติกรรมที่เกิดจากการเรียนรู้ แนวคำตอบ สุนัขนั่งหรือนอนเมื่อได้รับคำสั่งจากผู้ฝึก นกขุนทองสามารถพูดเลียนเสียงคนได้ วิธีการ ล่าเหยื่อของสิงโต ซึ่งลูกสิงโตต้องเรียนรู้จากฝูงสิงโต ฯลฯ 2. นักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุป โดยครูเป็นผู้นำอภิปราย โดยใช้คำถามให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน(หลัง ทำกิจกรรมและอภิปรายผลแล้วควรได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า มนุษย์และสัตว์สามารถรับรู้ และตอบสนองต่อแสง เสียง ความร้อน ความดัน และสารเคมี โดยใช้อวัยวะรับความรู้สึก เช่น นัยน์ตาใช้รับภาพ หูใช้รับเสียง จมูกใช้ดมกลิ่น ลิ้นใช้ รับรส ผิวหนังใช้รับความรู้สึกเกี่ยวกับอุณหภูมิ และความดัน อวัยวะรับความรู้สึกส่วนใหญ่จะตอบสนองต่อสิ่งเร้าใน รูปแบบต่าง ๆ และเปลี่ยนรูปพลังงานให้เป็นกระแสประสาท และส่งกระแสประสาทจากอวัยวะรับความรู้สึกจากส่วน ต่าง ๆ ของร่างกายไปตามเส้นประสาทเข้าสู่สมองหรือไขสันหลัง จากนั้นสมองหรือไขสันหลัง จะส่งคำสั่งไปกระตุ้น หรือยับยั้งการทำงานของอวัยวะที่เกี่ยวข้อง หรือต่อมที่ควบคุมการหลั่งฮอร์โมน ส่งผลให้เราสามารถแสดงพฤติกรรม ตอบสนองต่อสิ่งเร้าต่าง ๆ ได้) 3. นักเรียนเขียนสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้แล้วและนักเรียนอยากรู้อะไรเพิ่มเติม (KWL) ลงในสมุดบันทึก การเรียนรู้ เพื่อให้ครูตรวจสอบสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้และอยากรู้เพิ่มเติม 9. สื่อการสอน 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบประสาท 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 5. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 6. Power Point เรื่อง ระบบประสาท 7. คลิปวีดีโอ การทำงานของระบบประสาท 10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet
11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจสมุด 2. ตรวจแบบฝึกหัด เรื่องระบบประสาท 3. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบประสาท 2. แบบประเมินพฤติกรรม 11.3 เกณฑ์การประเมิน 1. เขียนสรุปความรู้ที่ได้ถูกต้องอย่างน้อย 80 % 2. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัด ถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 3. มีระดับการประเมินพฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 คือ ดี 12 กิจกรรมเสนอแนะ ให้นักเรียนลองทำกิจกรรม เรื่อง การตอบสนองต่อสิ่งเร้า (นอกเหนือจาการตอบสนองต่อความเจ็บปวด) คือ 1. การตอบสนองต่อความเย็น โดยจุ่มนิ้วมือลงไปในน้ำเย็นหรือน้ำแข็ง สังเกตปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น 2. การตอบสนองต่อความร้อน โดยจุ่มนิ้วมือลงในน้ำร้อน สังเกตปฏิกิริยาที่เกิดขึ้น แล้วอธิบายความเหมือนและความแตกต่างของปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นจากสิ่งเร้าทั้ง 3 ชนิด คือ ความร้อน ความเย็น และความเจ็บปวด
13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้ K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ .................... ......... ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ............................................................................................................................. ............................................ 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ............................................................................................................................. ............................................ ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................................................................ .......... ........................................................................................................................ .............................................................. ............................................................................................................................. ......................................................... ....................................................................................................................................... ............................................... ...................................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... .............................................................................................................................................................. ........................ ลงชื่อ ........................................................................ ( นางสาวนุชรา กุลรักษา) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี )
ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ..................................................................................................................... ........................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ