The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nuchara kulruksa, 2023-05-19 03:09:24

แผนการจัดการเรียนรู้

วิชา วิทยาศาสตร์ 3

แผนการจัดการเรียนรู้ที่9 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ ร่างกายมนุษย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเสียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว1.2ม.2/12 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะ ในระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและเพศหญิง โดยใช้ แบบจำลอง ว1.2ม.2/13 อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศ หญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัย หนุ่มสาว ว1.2ม.2/14 ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวโดยการดูแลรักษาร่างกาย และ จิตใจของตนเองในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง ว1.2ม.2/15 อธิบายการตกไข่ การมีประจำเดือน การปฏิสนธิ และการพัฒนาของไซโกต จนคลอดเป็นทารก ว1.2ม.2/16 เลือกวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับ สถานการณ์ที่กำหนด ว1.2ม.2/17 ตระหนักถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร โดยการประพฤติตนให้เหมาะสม 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1. อธิบายส่วนประกอบและหน้าที่ของระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ 2. อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศ หญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. ทักษะการสื่อสาร (อ่าน/เขียน) 2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ 3. การสืบค้นข้อมูล 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี


3. สาระสำคัญ ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ เป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ ต้องมีการผสมกันระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย ที่เรียกว่า อสุจิ (sperm) กับเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง เรียกว่า ไข่ (egg) แล้วทำให้เกิดชีวิตใหม่ ระบบสืบพันธุ์ของสัตว์แบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ ระบบสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและการสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศ 4. สาระการเรียนรู้ ระบบสืบพันธุ์ เป็นระบบที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับการสืบลูกหลานต่อๆ กันไป เพื่อดำรงเผ่าพันธุ์เอาไว้ การสืบพันธุ์ (Reproduction) คือ การให้กำเนิดลูกหลานขึ้นมาใหม่ที่เหมือนพ่อแม่ ไม่ว่าจะด้วยวิธีใดก็ ตาม ระบบสืบพันธุ์ในเพศชาย 1. ส่วนประกอบและหน้าที่ของอวัยวะสืบพันธุ์ในเพศชาย ภาพที่ 1 อวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศชาย 1) อัณฑะ (Testis) มี 2 ข้าง มีหน้าที่สร้างเซลล์อสุจิ (Sperm) ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์เพศชายและสร้าง ฮอร์โมนเพศชายควบคุมลักษณะต่าง ๆ ของเพศชาย 2) ถุงอัณฑะ (Scrotum) มีหน้าที่ห่อหุ้มอัณฑะและปรับอุณหภูมิในถุงอัณฑะให้ต่ำกว่าอุณหภูมิปกติของ ร่างกายประมาณ 3 – 5 องศาเซลเซียส (ประมาณ 34 องศาเซลเซียส) ซึ่งเป็นอุณหภูมิที่พอเหมาะต่อการ ผลิตเซลล์อสุจิ 3) หลอดสร้างอสุจิ (Seminiferous Tubule)เป็นท่อยาวขดไปมาอยู่ภายในอัณฑะ ภายในหลอดจะ สร้างเซลล์อสุจิ 4) หลอดเก็บอสุจิ (Epididymis)จะรับเซลล์อสุจิจากหลอดสร้างอสุจิ และพัฒนาเซลล์อสุจิต่อจน เจริญเติบโตเต็มที่พร้อมจะผสมกับเซลล์ไข่ 5) หลอดนำอสุจิ (Vas deferens) เป็นหลอดที่วกขึ้นไปเหนือกระดูกเชิงกราน โดยรับเซลล์อสุจิจาก หลอดเก็บอสุจิ และมีปลายเปิดเข้าสู่ท่อปัสสาวะ 6) ต่อมสร้างสาร 3 ชนิด จะอยู่ระหว่างทางเดินของเซลล์อสุจิ ซึ่งแต่ละต่อมจะผลิตของเหลวไปรวมกับ เซลล์อสุจิเรียกว่า น้ำอสุจิ (Semen) ต่อมเหล่านี้ได้แก่ - ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ (Seminal Vesicle) จะหลั่งของเหลวสีเหลืองอ่อนประกอบด้วยเมือก กรดอะมิ โน และน้ำตาลฟรักโทส ซึ่งเป็นแหล่งพลังงานของเซลล์อสุจิ - ต่อมลูกหมาก ( Prostate Gland) จะหลั่งของเหลวที่มีสมบัติเป็นเบสอ่อน ทำให้ช่องคลอดของเพศ หญิงเปลี่ยนสภาพจากกรดเป็นกลางทำให้เซลล์อสุจิสามารถเคลื่อนที่และมีชีวิตรอดได้ - ต่อมคาวเปอร์ (Cowper’s Gland) มี 2 ต่อม จะหลั่งของเหลวที่ช่วยหล่อลื่นในท่อปัสสาวะ 7) องคชาตหรืออวัยวะเพศชาย (Penis) เป็นบริเวณที่หลั่งน้ำอสุจิและขับน้ำปัสสาวะออกนอกร่างกาย


2. น้ำอสุจิ (Semen) ประกอบด้วยเซลล์อสุจิและน้ำหล่อเลี้ยงต่างๆ จากต่อม ในอวัยวะสืบพันธุ์เพศชาย ปกติเพศชายจะเริ่มสร้างเซลล์อสุจิได้เมื่ออายุประมาณ 12 – 13 ปี และจะสร้างไปจนตลอดชีวิต โดยเฉลี่ย แล้วชายจะหลั่งน้ำอสุจิแต่ละครั้งประมาณ 3 -4 cm3 ซึ่งจะมีจำนวนเซลล์อสุจิเฉลี่ยประมาณ 300 – 500 ล้านตัว ถ้าในน้ำอสุจิมีจำนวนเซลล์อสุจิต่ำกว่า 30 ล้านเซลล์ต่อ 1cm3หรือมีเซลล์อสุจิที่มีรูปร่างผิดปกติ มากกว่าร้อยละ 25 จะมีผลทำให้มีลูกยาก เซลล์อสุจิเคลื่อนที่ด้วยความเร็วประมาณ 1- 3 มิลลิเมตรต่อ นาที และเซลล์อสุจิเมื่อออกสู่ภายนอกจะมีชีวิตอยู่ได้เพียง 2-3 ชั่วโมง แต่ถ้าอยู่ในมดลูกหรือท่อนำไข่ของ ผู้หญิงจะมีชีวิตอยู่ได้นานประมาณ 48 ชั่วโมง ภาพที่ 2 ลักษณะของอสุจิ ระบบสืบพันธุ์ในเพศหญิง 1. ส่วนประกอบและหน้าที่ของอวัยวะสืบพันธุ์ในเพศหญิง ภาพที่ 3 อวัยวะในระบบสืบพันธุ์เพศหญิง 1) รังไข่ (Ovary)อยู่ด้านล่างของช่องท้องลึกเข้าไปในอุ้งเชิงกรานมี 2 อันอยู่ข้างซ้ายและขวาของมดลูก หนัก ประมาณ 2-3 กรัม มีขนาดเท่าหัวแม่มือ มีหน้าที่สร้างเซลล์ไข่ซึ่งเป็นเซลล์สืบพันธุ์ของเพศหญิง สลับข้างกันทำ หน้าที่ผลิตเซลล์ไข่เดือนละใบ และสร้างฮอร์โมนเพศหญิงควบคุมลักษณะต่างๆ ของเพศหญิง 2) ท่อนำไข่หรือปีกมดลูก (Oviduct)ปลายด้านที่ใกล้กับรังไข่จะมีลักษณะเป็นปากแตร ส่วนปลายอีกข้างหนึ่งจะ เปิดเข้าสู่มดลูก ดังนั้นท่อนำไข่จึงเป็นทางเดินของเซลล์ไข่มายังมดลูก และเป็นบริเวณที่เซลล์ไข่ผสมกับเซลล์อสุจิ 3) มดลูก (Uterus)อยู่ด้านหลังของกระเพาะปัสสาวะยาวประมาณ 6-8 เซนติเมตร กว้าง 4 เซนติเมตร และ หนา 2 เซนติเมตร เป็นบริเวณที่มีการฝังตัวของตัวอ่อน (Embryo) และเจริญเติบโตเป็นทารก มดลูกส่วนล่าง ติดต่อกับช่องคลอดจะแคบเข้าหากันเรียกว่า ปากมดลูก (Cervix) 4) ช่องคลอด (Vagina) เป็นทางเดินให้เซลล์อสุจิเข้าสู่มดลูก เป็นทางให้ทารกคลอดออกมาและเป็นทางออกของ ประจำเดือน


5. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership)


6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ .....ศิลปะ....... บูรณาการเรื่อง ......การวาดภาพ ระบายสี และออกแบบ........ 7. ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1. แบบฝึกหัดท้ายบท เรื่อง ร่างกายมนุษย์ 2. หนังสือเล่มเล็กเรื่องร่างกายมนุษย์ 3. รายงานการทดลอง เรื่อง การหายใจ 4. บันทึกความรู้ลงสมุดบันทึก 5. ทำแบบฝึกหัด เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (engagement phase) (15 นาที) 1. ครูสนทนากับนักเรียนว่า สิ่งมีชีวิตที่นักเรียนพบในชีวิตประจำวันมีอะไรบ้าง แล้วครูตั้งประเด็นให้ อภิปรายว่า “ทำไมเราถึงเรียกสิ่งเหล่านั้นว่าสิ่งมีชีวิต มันมีคุณสมบัติพิเศษอย่างไร” จากนั้นนักเรียนแต่ละคนคิด แล้ว รวมกลุ่มกัน 2 คน ร่วมกันอภิปรายและสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด รวมกลุ่มกัน 5 คน และอภิปรายรวมทั้งกลุ่ม (thank – pair - share) 2. ครูและนักเรียนช่วยกันอภิปรายคำตอบ จากนั้นครูให้นักเรียนสังเกตการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย ตัวเองและเพื่อนว่า เมื่อเข้าสู่วัยรุ่นทั้งเพศหญิงและชาย มีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง เพื่อนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration phase) (35 นาที) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละเพศและความสามารถทางการเรียน 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มรับใบความรู้เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ 3. ครูอธิบายเรื่อง ระบบสืบพันธุ์ โดยใช้Power Point ประกอบการอธิบาย จากนั้นให้นักเรียนระดม ความคิด (Brainstorming) เพื่อตอบคำถามในแบบฝึกหัด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation phase) (20 นาที) นักเรียนในชั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็นจนได้ข้อสรุปร่วมกัน ครูฟังคำถามและการลงข้อสรุปเพื่อ ตรวจสอบแนวความคิดของนักเรียน ซึ่งนักเรียนควรสรุปได้ดังนี้ “ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ เป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ ต้องมีการผสมกันระหว่างเซลล์ สืบพันธุ์เพศชายที่เรียกว่า อสุจิ (sperm) กับเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง เรียกว่า ไข่ (egg) แล้วทำให้เกิดชีวิตใหม่”


ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความคิด (expansion phase) (25 นาที) 4.1 ครูอธิบายเสริมความเข้าใจของนักเรียน และให้นักเรียนร่วมกันอภิปรายโดยใช้คำถามดังนี้ - ระหว่างแหล่งสร้างเซลล์อสุจิกับทางออกของอสุจิมีอวัยวะอะไรเกี่ยวข้องบ้าง (หลอดเก็บอสุจิ หลอดนำอสุจิ ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ ต่อมลูกหมาก ต่อมคาวเปอร์) - เซลล์อสุจิที่สร้างขึ้นที่หลอดสร้างอสุจิจะหลั่งออกมาเลยหรือไม่ อย่างไร (เซลล์อสุจิที่ถูกสร้างขึ้นจะถูกเก็บ ไว้ที่หลอดเก็บอสุจิ) - เซลล์อสุจิมีโครงสร้างภายในที่สำคัญอย่างไร (เซลล์อสุจิแบ่งเป็น 3 ส่วน คือ ส่วนหัวเป็นที่อยู่ของนิวเคลียส ส่วน ลำตัวมีไมโทคอนเดรียเป็นแหล่งผลิตพลังงาน และส่วนหางมีแฟลเจลลัมช่วยในการเคลื่อนที่) ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (evaluation phase) (15 นาที) 1. ครูตรวจสอบผลการจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตอบคำถาม ซึ่งเป็นการทบทวน ความรู้ให้กับนักเรียน คำถามที่ 1 เซลล์สืบพันธุ์เพศชาย และเพศหญิง คืออะไร แนวคำตอบ เซลล์สืบพันธุ์เพศชาย คือ อสุจิ และเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง คือ เซลล์ไข่ คำถามที่ 2 หน้าที่สำคัญของถุงอัณฑะคืออะไร แนวคำตอบ ถุงอัณฑะทำหน้าที่ปรับอุณหภูมิให้พอเหมาะกับการสร้างอสุจิ เนื่องจากถุงอัณฑะห้อยอยู่ นอกร่างกาย อุณหภูมิจึงต่ำกว่าอุณหภูมิภายในร่างกายเล็กน้อย จึงทำให้สร้างอสุจิได้ หากอุณหภูมิเท่ากับอุณหภูมิ ร่างกาย อสุจิที่สร้างขึ้นมาแล้วอาจไม่สมบูรณ์หรือตายได้ คำถามที่ 3 หน้าที่สำคัญของรังไข่ คือ อะไร แนวคำตอบ ทำหน้าที่ผลิตไข่และฮอร์โมนเพศหญิง ซึ่งจะกำหนดลักษณะต่างๆในเพศหญิง เช่น ตะโพกผาย เสียงแหลม 2. นักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุป โดยครูเป็นผู้นำอภิปราย โดยใช้คำถามให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน(หลัง ทำกิจกรรมและอภิปรายผลแล้วควรได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า การสืบพันธุ์ เป็นสมบัติหนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่ทำให้มีการ ดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ ไม่สูญพันธุ์ไป ซึ่งระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ เป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ ต้องมีการผสมกัน ระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศชายที่เรียกว่า อสุจิ (sperm) กับเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง เรียกว่า ไข่ (egg) แล้วทำให้เกิดชีวิต ใหม่) 3. นักเรียนเขียนสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้แล้วและนักเรียนอยากรู้อะไรเพิ่มเติม (KWL) ลงในสมุดบันทึก การเรียนรู้ เพื่อให้ครูตรวจสอบสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้และอยากรู้เพิ่มเติม 9. สื่อการสอน 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 5. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 6. Power Point เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ 7. คลิปวีดีโอ การทำงานของระบบสืบพันธุ์


10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet 11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจสมุด 2. ตรวจแบบฝึกหัด เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ 3. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ 2. แบบประเมินพฤติกรรม 11.3 เกณฑ์การประเมิน 1. เขียนสรุปความรู้ที่ได้ถูกต้องอย่างน้อย 80 % 2. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัด ถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 3. มีระดับการประเมินพฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 คือ ดี 12 กิจกรรมเสนอแนะ - 13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้ K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ ............................. ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ............................................................................................................................. ............................................ 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ............................................................................................................................. ............................................ ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ..................................................................................................................................................................................... . ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. .........................................................


ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ลงชื่อ ........................................................................ ( นางสาวนุชรา กุลรักษา) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................................................... ....................... ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี ) ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ...................................................................................................................................................... .......... ........................................................................................................................ ........................................ ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่10 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ ร่างกายมนุษย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ (การตั้งครรภ์ การคลอด) เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเสียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว1.2ม.2/12 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะ ในระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและเพศหญิง โดยใช้ แบบจำลอง ว1.2ม.2/13 อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศ หญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัย หนุ่มสาว ว1.2ม.2/14 ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวโดยการดูแลรักษาร่างกาย และ จิตใจของตนเองในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง ว1.2ม.2/15 อธิบายการตกไข่ การมีประจำเดือน การปฏิสนธิ และการพัฒนาของไซโกต จนคลอดเป็นทารก ว1.2ม.2/16 เลือกวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับ สถานการณ์ที่กำหนด ว1.2ม.2/17 ตระหนักถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร โดยการประพฤติตนให้เหมาะสม 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1.อธิบายความหมายของคำว่า วัยหนุ่มสาว การตกไข่ ประจำเดือน 2.อธิบายกระบวนการตั้งครรภ์และการเกิดฝาแฝด 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. ทักษะการสื่อสาร (อ่าน/เขียน) 2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ 3. การสืบค้นข้อมูล 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี


3. สาระสำคัญ ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ เป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ ต้องมีการผสมกันระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย ที่เรียกว่า อสุจิ (sperm) กับเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง เรียกว่า ไข่ (egg) แล้วทำให้เกิดชีวิตใหม่ ระบบสืบพันธุ์ของสัตว์แบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ ระบบสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและการสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศ 4. สาระการเรียนรู้ การปฏิสนธิและการตั้งครรภ์ การปฏิสนธิ (Fertilization) จะเกิดขึ้นเมื่อมีการหลั่งน้ำอสุจิของเพศชายในช่องคลอดของเพศหญิง ซึ่ง เซลล์อสุจินับล้านเซลล์จะเคลื่อนที่เข้าไปในมดลูก แต่โดยปกติจะมีเซลล์อสุจิเพียง 1 เซลล์ เท่านั้นที่จะ ปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ โดยทั่วไปจะเกิดที่ท่อนำไข่ ดังนั้นการปฏิสนธิ คือ การที่นิวเคลียสของเซลล์อสุจิรวม กับนิวเคลียสของเซลล์ไข่เกิดเป็นเซลล์ใหม่ 1 เซลล์ เรียกว่า ไซโกต (Zygote) การตั้งครรภ์ ประกอบด้วย 1) การเกิดเอ็มบริโอ เกิดจากไซโกตในบริเวณท่อนำไข่แบ่งเซลล์จาก 1 เซลล์เป็น 2 เซลล์ จาก 2 เซลล์ เป็น 4 เซลล์ และเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เป็นทวีคูณ จนเกิดเป็น กลุ่มเซลล์ ในระหว่างการแบ่งเซลล์ กลุ่มเซลล์จะเคลื่อนที่ไปตามท่อนำไข่และไปฝังตัวที่ผนังมดลูก เรียกกลุ่มเซลล์ที่มีการเปลี่ยนแปลงถึงระยะนี้ ว่า เอ็มบริโอ เอ็มบริโอจะได้รับแก๊ส O2สารอาหาร และภูมิคุ้มกันโดยการแพร่จากหลอดเลือดฝอยของแม่ ส่วนแก๊ส CO2และของเสียจากเอ็มบริโอจะแพร่เข้าสู่หลอดเลือดฝอยของแม่ทางรก และกำจัดออกจาก ร่างกายต่อไป ภาพที่ 5 การเคลื่อนที่ของเซลล์ไข่ที่ได้รับการปฏิสนธิ และไปฝังตัวที่ผนังมดลูก เอ็มบริโอจะเจริญเติบโตและเปลี่ยนแปลงไปตามอายุ จนมีอวัยวะครบเมื่ออายุได้ประมาณ 8 สัปดาห์ถือ เป็นระยะสิ้นสุดของเอ็มบริโอ หลังจากนี้จะเรียกทารกในครรภ์ว่า ฟีตัส (Fetus) ซึ่งจะมีการเจริญเติบโต ต่อไปในท้องแม่จนกระทั่งคลอด ภาพที่ 6 การเจริญเติบโตของเอมบริโอจนกระทั่งคลอด 2) การคลอด โดยปกติจะมีระยะเวลาการตั้งครรภ์นานประมาณ 40 สัปดาห์ หรือ 280 วัน นับจาก วันแรกของการมีประจำเดือน เมื่อครบกำหนดคลอดจะมีฮอร์โมนจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง คือ ฮอร์โมน ออกซิโตซิน (Oxytocin) จะกระตุ้นให้กล้ามเนื้อมดลูกบีบตัวอย่างแรงและถี่ขึ้น รวมทั้งการหดตัวของ กล้ามเนื้อหน้าท้อง ทำให้ทารกผ่านออกมาทางช่องคลอดมดลูกบีบ


เมื่อทารกคลอดแล้วอาหารที่ดีที่สุดสำหรับทารกคือ น้ำนมแม่ เพราะมีสารอาหารที่จำเป็นครบถ้วนรวมทั้ง โปรตีนที่เป็นภูมิคุ้มกันโรค จึงทำให้ทารกมีสุขภาพแข็งแรงและยังทำให้แม่กับลูกผูกพันใกล้ชิดกันและทารก ได้รับความอบอุ่นจากแม่ด้วย 3) ฝาแฝด (Twins) มี 2 ชนิด ดังนี้ 1. แฝดร่วมไข่ (Monozygotic Twins) เกิดได้ตามแผนภาพต่อไปนี้ 2. แฝดต่างไข่ (Dizygotic Twins) เกิดได้ตามแผนภาพต่อไปนี้ ก. ข. 5. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี


5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership) 6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ .....ศิลปะ....... บูรณาการเรื่อง ......การวาดภาพ ระบายสี และออกแบบ........ 7. ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1. แบบฝึกหัดท้ายบท เรื่อง ร่างกายมนุษย์ 2. หนังสือเล่มเล็กเรื่องร่างกายมนุษย์ 3. บันทึกความรู้ลงสมุดบันทึก 4. ทำแบบฝึกหัด เรื่อง การปฏิสนธิและการตั้งครรภ์


8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (engagement phase) (15 นาที) 1. ครูสนทนากับนักเรียนว่า และครูตั้งประเด็นให้อภิปรายว่า “นักเรียนเกิดขึ้นมาได้อย่างไร ” จากนั้น นักเรียนแต่ละคนคิด แล้วรวมกลุ่มกัน 2 คน ร่วมกันอภิปรายและสนทนาแลกเปลี่ยนความคิด รวมกลุ่มกัน 5 คน และ อภิปรายรวมทั้งกลุ่ม (thank – pair - share) 2. ครูและนักเรียนช่วยกันอภิปรายคำตอบ เพื่อนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration phase) (35 นาที) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละเพศและความสามารถทางการเรียน 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มรับใบความรู้เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ 3. ครูอธิบายเรื่อง ระบบสืบพันธุ์ โดยใช้Power Point ประกอบการอธิบาย และเปิดวีดีทัศน์ เรื่องการ ปฏิสนธิให้นักเรียนดู เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น จากนั้นให้นักเรียนระดมความคิด (Brainstorming) เพื่อตอบคำถามใน แบบฝึกหัด ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation phase) (20 นาที) นักเรียนในชั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็นจนได้ข้อสรุปร่วมกัน ครูฟังคำถามและการลงข้อสรุปเพื่อ ตรวจสอบแนวความคิดของนักเรียน ซึ่งนักเรียนควรสรุปได้ดังนี้ การปฏิสนธิ (Fertilization) จะเกิดขึ้นเมื่อมีการหลั่งน้ำอสุจิของเพศชายในช่องคลอด ของเพศหญิง ซึ่งเซลล์อสุจินับล้านเซลล์จะเคลื่อนที่เข้าไปในมดลูก แต่โดยปกติจะมีเซลล์อสุจิเพียง 1 เซลล์ เท่านั้นที่จะปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ โดยทั่วไปจะเกิดที่ท่อนำไข่ ดังนั้นการปฏิสนธิ คือ การที่นิวเคลียสของเซลล์ อสุจิรวมกับนิวเคลียสของเซลล์ไข่เกิดเป็นเซลล์ใหม่ 1 เซลล์ เรียกว่า ไซโกต (Zygote) ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความคิด (expansion phase) (25 นาที) 1. ครูตั้งประเด็นคำถามกับนักเรียนว่า “เมื่อเซลล์อสุจิปฏิสนธิกับเซลล์ไข่ จะเกิดเป็นเซลล์ที่เรียกว่า อะไร” (active writing) 2. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ การคุมกำเนิด และเทคโนโลยีที่ช่วยให้มีบุตรแบบต่าง ๆ เช่น การปฏิสนธิในหลอดแก้ว การทำกิฟต์ การทำซิฟต์ เป็นต้น ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (evaluation phase) (15 นาที) 1. ครูตรวจสอบผลการจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตอบคำถาม ซึ่งเป็นการทบทวน ความรู้ให้กับนักเรียน คำถามที่ 1 ประจำเดือนในเพศหญิง คืออะไร แนวคำตอบ ประจำเดือน คือ เนื้อเยื่อผนังมดลูกด้านในและหลอดเลือดที่สลายตัวและ ขับออกมาภายนอกร่างกาย การมีประจำเดือนแต่ละครั้งห่างกันประมาณ 21– 35 วัน หรือ 28 วันโดยเฉลี่ย คำถามที่ 2 เมื่อมีการฝังตัวของเอ็มบริโอที่ผนังมดลูก ผู้หญิงจะมีประจำเดือนหรือไม่ เพราะเหตุใด แนวคำตอบ ไม่มี เพราะเมื่อเอ็มบริโอฝังตัวที่ผนังมดลูกจะมีการเจริญเติบโตของรกตามมาโดยจะมี การหลั่งฮอร์โมนยับยั้งการหลุดลอกของผนังมดลูก ทำให้ไม่มีประจำเดือน


คำถามที่ 3 แฝด 3 คน เกิดขึ้นได้อย่างไร แนวคำตอบ เกิดได้ 3 กรณี กรณีแรก เกิดจากเซลล์ไข่ 1 เซลล์ปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิ 1 เซลล์ได้เป็น ไซโกต ในขณะที่ไซโกตแบ่งตัวนั้นมีการแยกออกจากกันเป็นเซลล์ 3 เซลล์ และแต่ละเซลล์ต่างเจริญเติบโตไปเป็นทารก แฝดทั้ง 3 คนจะมีเพศเดียวกัน รูปร่างหน้าตาเหมือนหรือคล้ายกันมาก กรณีที่สอง เกิดจากเซลล์ไข่ 3 เซลล์ปฏิสนธิกับ เซลล์อสุจิ 3 เซลล์ ไซโกตของแต่ละเซลล์ต่างเจริญเติบโตไปเป็นทารก 3 คน อาจมีเพศต่างกันหรือเพศเดียวกันและ หน้าตาไม่คล้ายกันมาก กรณีที่สาม เกิดจากเซลล์ไข่ 2 เซลล์ ปฏิสนธิกับเซลล์อสุจิ 2 เซลล์ เป็นไซโกต 2 เซลล์ โดยไซ โกตหนึ่งแบ่งตัวและแยกออกจากกันเป็น 2 เซลล์ แต่ละเซลล์เจริญไปเป็นทารกที่มีเพศเดียวกัน รูปร่างหน้าตาเหมือน หรือคล้ายกันมาก ส่วนอีกไซโกตหนึ่ง เจริญเติบโตเป็นทารก 1 คน ตามปกติ อาจมีเพศเหมือนหรือต่างกับทารก 2 คน แรกก็ได้ และรูปร่างหน้าตาไม่คล้ายกับทารก 2 คนแรกมากนัก คำถามที่ 4 แฝดที่มีส่วนหนึ่งส่วนใดของร่างกาย เช่น ส่วนของหน้าอก ส่วนของศีรษะติดกันตั้งแต่ เกิด และบางครั้งอาจใช้อวัยวะบางอย่าง เช่น ตับ ร่วมกัน เป็นแฝดแประเภทใดและเกิดขึ้นได้อย่างไร แนวคำตอบ เป็นแฝดร่วมไข่ เกิดเนื่องจากขณะที่ไซโกตแบ่งตัว มีความผิดปกติเกิดขึ้น ทำให้เซลล์ แยกขาดจากกันไม่สมบูรณ์ เมื่อเซลล์แบ่งตัวและเจริญต่อไปเป็นเอ็มบริโอ จึงมีส่วนของร่างกายติดกันอยู่ คำถามที่ 5 การทำกิฟต์แตกต่างจากการปฏิสนธิในหลอดแก้ว อย่างไร แนวคำตอบ การทำกิฟต์ เป็นกระบวนการนำเอาเซลล์อสุจิกับเซลล์ไข่ เข้าไปไว้ในปีกมดลูก เพื่อให้มี การปฏิสนธิภายในร่างกาย เจริญเป็นเอ็มบริโอแล้วฝังตัวในผนังมดลูกปกติ ส่วนการปฏิสนธิในหลอดแก้ว เป็น กระบวนการที่ทำให้เกิดการปฏิสนธิในหลอดแก้วทดลอง จากนั้นแพทย์จึงจะใส่เอ็มบริโออายุประมาณ 3-5 วัน กลับ เข้าไปในมดลูก 2. นักเรียนร่วมกันอภิปรายสรุป โดยครูเป็นผู้นำอภิปราย โดยใช้คำถามให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกัน(หลัง ทำกิจกรรมและอภิปรายผลแล้วควรได้ข้อสรุปในเบื้องต้นว่า การสืบพันธุ์ เป็นสมบัติหนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่ทำให้มีการ ดำรงเผ่าพันธุ์อยู่ได้ ไม่สูญพันธุ์ไป ซึ่งระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ เป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ ต้องมีการผสมกัน ระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศชายที่เรียกว่า อสุจิ (sperm) กับเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง เรียกว่า ไข่ (egg) แล้วทำให้เกิดชีวิต ใหม่) 3. นักเรียนเขียนสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้แล้วและนักเรียนอยากรู้อะไรเพิ่มเติม (KWL) ลงในสมุดบันทึก การเรียนรู้ เพื่อให้ครูตรวจสอบสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้และอยากรู้เพิ่มเติม 9. สื่อการสอน 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 5. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 6. Power Point เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ 7. คลิปวีดีโอ การทำงานของระบบสืบพันธุ์ 10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet


11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจสมุด 2. ตรวจแบบฝึกหัด เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ 3. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ 1. แบบฝึกหัด เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ 2. แบบประเมินพฤติกรรม 11.3 เกณฑ์การประเมิน 1. เขียนสรุปความรู้ที่ได้ถูกต้องอย่างน้อย 80 % 2. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัด ถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 3. มีระดับการประเมินพฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 คือ ดี 12 กิจกรรมเสนอแนะ นักเรียนศึกษาระบบสืบพันธุ์และทำโปสเตอร์เพื่อเสนอ 13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้ K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ .......... ................... ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ............................................................................................................................. ............................................ 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ............................................................................................................................. ............................................ ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ..................................................................................................................................... ................................................. ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. .........................................................


ข้อเสนอแนะ .................................................................................................................................................... .................................. ................................................................................................ ...................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ลงชื่อ ........................................................................ ( นางสาวนุชรา กุลรักษา) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี ) ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ...................................................................................................................................................... .......... ........................................................................................................................ ........................................ ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่11 สาระที่ 1 วิทยาศาสตร์ชีวภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ ร่างกายมนุษย์ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง ระบบสืบพันธุ์ (การคุมกำเนิด) เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐานการเรียนรู้ มาตรฐาน ว ๑.๒ เข้าใจสมบัติของสิ่งมีชีวิต หน่วยพื้นฐานของสิ่งมีชีวิต การลำเสียงสารผ่านเซลล์ ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของระบบต่าง ๆ ของสัตว์และมนุษย์ที่ทำงานสัมพันธ์กัน ความสัมพันธ์ของโครงสร้าง และหน้าที่ของอวัยวะต่าง ๆ ของพืชที่ทำงานสัมพันธ์กัน รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว1.2ม.2/12 ระบุอวัยวะและบรรยายหน้าที่ของอวัยวะ ในระบบสืบพันธุ์ของเพศชายและเพศหญิง โดยใช้ แบบจำลอง ว1.2ม.2/13 อธิบายผลของฮอร์โมนเพศชายและเพศ หญิงที่ควบคุมการเปลี่ยนแปลงของร่างกายเมื่อเข้าสู่วัย หนุ่มสาว ว1.2ม.2/14 ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงของร่างกาย เมื่อเข้าสู่วัยหนุ่มสาวโดยการดูแลรักษาร่างกาย และ จิตใจของตนเองในช่วงที่มีการเปลี่ยนแปลง ว1.2ม.2/15 อธิบายการตกไข่ การมีประจำเดือน การปฏิสนธิ และการพัฒนาของไซโกต จนคลอดเป็นทารก ว1.2ม.2/16 เลือกวิธีการคุมกำเนิดที่เหมาะสมกับ สถานการณ์ที่กำหนด ว1.2ม.2/17 ตระหนักถึงผลกระทบของการตั้งครรภ์ ก่อนวัยอันควร โดยการประพฤติตนให้เหมาะสม 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1.อธิบายความหมายของคำว่า วัยหนุ่มสาว การตกไข่ ประจำเดือน 2.อธิบายกระบวนการตั้งครรภ์และการเกิดฝาแฝด 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. ทักษะการสื่อสาร (อ่าน/เขียน) 2. ทักษะการคิดวิเคราะห์ 3. การสืบค้นข้อมูล 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี


3. สาระสำคัญ ระบบสืบพันธุ์ของมนุษย์ เป็นการสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศ คือ ต้องมีการผสมกันระหว่างเซลล์สืบพันธุ์เพศชาย ที่เรียกว่า อสุจิ (sperm) กับเซลล์สืบพันธุ์เพศหญิง เรียกว่า ไข่ (egg) แล้วทำให้เกิดชีวิตใหม่ ระบบสืบพันธุ์ของสัตว์แบ่งออกเป็น 2 พวกใหญ่ๆ คือ ระบบสืบพันธุ์แบบอาศัยเพศและการสืบพันธุ์แบบไม่ อาศัยเพศ 4. สาระการเรียนรู้ การคุมกำเนิด การคุมกำเนิด (Birth control) หมายถึง วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น โดยป้องกันไม่ให้เซลล์ อสุจิมีโอกาสเข้าผสมกับเซลล์ไข่ของเพศหญิง หรือป้องกันการตกไข่ หรือป้องกันการฝังตัวของเอ็มบริโอ การคุมกำเนิดแบ่งได้เป็น 4 วิธี ดังนี้ 1. วิธีธรรมชาติ เป็นวิธีหาระยะที่ปลอดภัยในรอบประจำเดือน โดยการมีเพศสัมพันธ์เฉพาะในช่วงเวลา ของรอบเดือนที่เซลล์ไข่และเซลล์อสุจิไม่มีโอกาสปฏิสนธิได้ ซึ่งมี 2 ช่วง ได้แก่ ระยะเวลา 7 วันก่อนมี ประจำเดือนและนับจากวันแรกที่มีประจำเดือนไปอีก 7 วัน 2. การคุมกำเนิดโดยใช้อุปกรณ์ - ในเพศชายใช้ถุงยางอนามัย (Condom) เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์อสุจิเข้าไปในช่องคลอด และยังป้องกัน โรคที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเอดส์ โรงหนองใน โรคซิฟิลิส ซึ่งทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ - ในเพศหญิงใช้ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device : IUD) เพื่อป้องกันไม่ให้เอ็มบริโอไปฝังตัวที่ผนัง มดลูก โดยแพทย์จะเป็นผู้ใส่เข้าไปในมดลูก 3. การคุมกำเนิดโดยใช้สารเคมี ใช้กับเพศหญิง โดยการรับประทานยาคุมกำเนิด การฉีด หรือฝังใต้ ผิวหนัง ซึ่งยาคุมกำเนิดจะมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศหญิงที่จะยับยั้งไม่ให้มีการตกไข่หรือทำให้สภาพของผนัง มดลูกไม่เหมาะสมกับการฝังตัวของเอ็มบริโอ 4. การผ่าตัดทำหมัน เป็นวิธีได้ผลดีที่สุด ในเพศชาย แพทย์จะผูกและตัดหลอดนำอสุจิให้แยกออกจากกันเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์อสุจิเข้าผสมกับเซลล์ ไข่ ในเพศหญิง แพทย์จะผูกและตัดท่อนำไข่แต่ละข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ไข่เคลื่อนที่ไปตามท่อนำไข่ จึง ทำให้เซลล์อสุจิไม่สามารถเข้าผสมกับเซลล์ไข่ได้ ภาพที่ 8 ตำแหน่งการผูกและตัดหลอดนำอสุจิและท่อนำไข่ในการทำหมัน ก. เพศชาย ข. เพศหญิง


5. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership) 6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้)


กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ .....ศิลปะ....... บูรณาการเรื่อง ......การวาดภาพ ระบายสี และออกแบบ........ 7. ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1. แบบฝึกหัดท้ายบท เรื่อง ร่างกายมนุษย์ 2. หนังสือเล่มเล็กเรื่องร่างกายมนุษย์ 3. บันทึกความรู้ลงสมุดบันทึก 4. ทำแบบฝึกหัด เรื่อง การคุมกำเนิด 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (engagement phase) (15 นาที) 1. ครูสนทนากับนักเรียนว่า และครูตั้งประเด็นให้อภิปรายว่า “นักเรียนคิดว่าปัญหาทรัพยากรรรมชาติ ในปัจจุบันเกิดจากสาเหตุใดบ้าง ” จากนั้นนักเรียนแต่ละคนคิด แล้วรวมกลุ่มกัน 2 คน ร่วมกันอภิปรายและสนทนา แลกเปลี่ยนความคิด รวมกลุ่มกัน 5 คน และอภิปรายรวมทั้งกลุ่ม (thank – pair - share) 2. ครูและนักเรียนช่วยกันอภิปรายคำตอบ เพื่อนำเข้าสู่บทเรียน ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration phase) (35 นาที) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละเพศและความสามารถทางการเรียน 2. นักเรียนแต่ละกลุ่มรับใบความรู้เรื่อง การคุมกำเนิด 3. นักเรียนแต่ละกลุ่มทำการศึกษา เรื่องการคุมกำเนิดในหัวข้อ ต่อไปนี้ 1. วิธีธรรมชาติ 2. การคุมกำเนิดโดยใช้อุปกรณ์ 3. การคุมกำเนิดโดยใช้สารเคมี 4. การผ่าตัดทำหมัน 4. ครูแบ่งกลุ่มให้นักเรียน และให้ตัวแทนกลุ่มจับฉลากเพื่อรับมอบหมายภาระงาน 5. นักเรียนสืบค้นข้อมูลเกี่ยวกับหัวข้อที่ได้รับมอบหมายจากใบความรู้ 6. นักเรียนร่วมกันอภิปรายความรู้ที่ได้จากการศึกษา ภายในกลุ่มและนำเสนอหน้าชั้นเรียน


ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation phase) (20 นาที) 1. ครูอธิบายเรื่อง การคุมกำเนิด โดยใช้Power Point ประกอบการอธิบาย และเปิดวีดีทัศน์ เรื่อง การคุมกำเนิด ให้นักเรียนดู เพื่อความเข้าใจยิ่งขึ้น จากนั้นให้นักเรียนระดมความคิด (Brainstorming) เพื่อตอบ คำถามในแบบฝึกหัด 2. นักเรียนในชั้นร่วมกันแสดงความคิดเห็นจนได้ข้อสรุปร่วมกัน ครูฟังคำถามและการลงข้อสรุปเพื่อ ตรวจสอบแนวความคิดของนักเรียน ซึ่งนักเรียนควรสรุปได้ดังนี้ การคุมกำเนิด (Birth control) หมายถึง วิธีการป้องกันไม่ให้เกิดการตั้งครรภ์ขึ้น โดยป้องกันไม่ให้เซลล์ อสุจิมีโอกาสเข้าผสมกับเซลล์ไข่ของเพศหญิง หรือป้องกันการตกไข่ หรือป้องกันการฝังตัวของเอ็มบริโอ การคุมกำเนิดแบ่งได้เป็น 4 วิธี ดังนี้ 1. วิธีธรรมชาติ เป็นวิธีหาระยะที่ปลอดภัยในรอบประจำเดือน โดยการมีเพศสัมพันธ์เฉพาะในช่วงเวลาของ รอบเดือนที่เซลล์ไข่และเซลล์อสุจิไม่มีโอกาสปฏิสนธิได้ ซึ่งมี 2 ช่วง ได้แก่ ระยะเวลา 7 วันก่อนมี ประจำเดือนและนับจากวันแรกที่มีประจำเดือนไปอีก 7 วัน 2. การคุมกำเนิดโดยใช้อุปกรณ์ - ในเพศชายใช้ถุงยางอนามัย (Condom) เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์อสุจิเข้าไปในช่องคลอด และยังป้องกัน โรคที่เกิดจากการมีเพศสัมพันธ์ เช่น โรคเอดส์ โรงหนองใน โรคซิฟิลิส ซึ่งทำให้เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ - ในเพศหญิงใช้ห่วงคุมกำเนิด (Intrauterine device : IUD) เพื่อป้องกันไม่ให้เอ็มบริโอไปฝังตัวที่ผนัง มดลูก โดยแพทย์จะเป็นผู้ใส่เข้าไปในมดลูก 3. การคุมกำเนิดโดยใช้สารเคมี ใช้กับเพศหญิง โดยการรับประทานยาคุมกำเนิด การฉีด หรือฝังใต้ผิวหนัง ซึ่งยาคุมกำเนิดจะมีส่วนประกอบของฮอร์โมนเพศหญิงที่จะยับยั้งไม่ให้มีการตกไข่หรือทำให้สภาพของผนัง มดลูกไม่เหมาะสมกับการฝังตัวของเอ็มบริโอ 4. การผ่าตัดทำหมัน เป็นวิธีได้ผลดีที่สุด ในเพศชาย แพทย์จะผูกและตัดหลอดนำอสุจิให้แยกออกจากกันเพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์อสุจิเข้าผสมกับเซลล์ ไข่ ในเพศหญิง แพทย์จะผูกและตัดท่อนำไข่แต่ละข้าง เพื่อป้องกันไม่ให้เซลล์ไข่เคลื่อนที่ไปตามท่อนำไข่ จึงทำ ให้เซลล์อสุจิไม่สามารถเข้าผสมกับเซลล์ไข่ได้ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความคิด (expansion phase) (25 นาที) 1. ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ การเลือกวิธีคุมกำเนิด การเลือกวิธีคุมกำเนิดขึ้นกับปัจจัยหลายๆ อย่างเช่น สุขภาพ ความถี่ของการมีเพศสัมพันธ์ จำนวนของคู่นอน ความต้องการมีบุตรในอนาคต วิธีที่ดีที่สุดในการป้องกันการตั้งครรภ์ และปลอดจากโรคติดต่อทาง เพศสัมพันธ์คือการไม่มีเพศสัมพันธ์ - ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์อย่างสม่ำเสมอควรจะใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ยาฉีด ใส่ห่วง - ผู้ที่มีเพศสัมพันธ์ไม่บ่อย ให้ใช้ ถุงยางอนามัย - ผู้ที่มีคู่นอนหลายคนหรือต้องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ให้ใช้ถุงยางอนามัย - ถ้าไม่แน่ใจว่าแฟนมีโรคติดต่อหรือไม่ไม่ควรที่จะมีเพศสัมพันธ์ด้วย - ผู้มีเพศสัมพันธ์โดยไม่มีการวางแผนเช่น ถูกข่มขืนควรใช้ยาคุมชนิดหลังร่วมเพศ นอกจากปัจจัยดังกล่าวยังต้องพิจารณาถึงประสิทธิภาพของการคุมกำเนิดด้วยตารางแสดงประสิทธิภาพของ การคุมกำเนิด


ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (evaluation phase) (15 นาที) 1. ครูตรวจสอบผลการจัดการเรียนรู้โดยให้นักเรียนแต่ละกลุ่มช่วยกันตอบคำถาม ซึ่งเป็นการทบทวน ความรู้ให้กับนักเรียน 2. นักเรียนเขียนสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้แล้วและนักเรียนอยากรู้อะไรเพิ่มเติม (KWL) ลงในสมุดบันทึก การเรียนรู้ เพื่อให้ครูตรวจสอบสิ่งที่นักเรียนได้เรียนรู้และอยากรู้เพิ่มเติม 9. สื่อการสอน 1. แบบฝึกหัด เรื่อง การคุมกำเนิด 2. หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 5. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 6. Power Point เรื่อง การคุมกำเนิด 7. คลิปวีดีโอ การคุมกำเนิด 10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet 11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจสมุด 2. ตรวจแบบฝึกหัด เรื่อง การคุมกำเนิด 3. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ 1. แบบฝึกหัด เรื่อง การคุมกำเนิด 2. แบบประเมินพฤติกรรม 11.3 เกณฑ์การประเมิน 1. เขียนสรุปความรู้ที่ได้ถูกต้องอย่างน้อย 80 % 2. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัด ถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 3. มีระดับการประเมินพฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 คือ ดี 12 กิจกรรมเสนอแนะ -


13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้ K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ .......... ................... ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ............................................................................................................................. ............................................ 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ............................................................................................................................................................ ............. ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ................................................................................................................................................................. ..................... ข้อเสนอแนะ ................................................................................................ ...................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ลงชื่อ ........................................................................ ( นางสาวนุชรา กุลรักษา) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ


ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี ) ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ................................................................. ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 12 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ การเคลื่อนที่และแรง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง แรงลัพธ์ เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว2.2ม.2/1 พยากรณ์การเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็นผลของแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุใน แนวเดียวกันจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ว2.2ม.2/2 เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุในแนวเดียวกัน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1. อธิบายการการเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็นผลของแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุ 2. เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรง 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. ทักษะในการคิดวิเคราะห์ 2. ทักษะในการสื่อสาร (อ่าน/เขียน) 3. ทักษะในการทำความเข้าใจ 4. ทักษะการสืบค้นข้อมูล 5. การบันทึก อธิบาย และยอมรับผลการสำรวจตรวจสอบ 6. การแสดงผลงาน เขียน หรือนำเสนอผลงาน 7. การมีทักษะกระบวนการทำงาน 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี 3. สาระสำคัญ แรงลัพธ์หมายถึง ผลรวมของแรงที่กระทำต่อวัตถุทั้งขนาดและทิศทางถ้าแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุ ทำให้วัตถุ เปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นศูนย์ แต่ถ้าแรงที่กระทำต่อวัตถุนั้นไม่ ทำให้วัตถุ เปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะมีค่าเป็นศูนย์


4. สาระการเรียนรู้ แรง(Force) คือ อำนาจอย่างหนึ่งที่ทำให้วัตถุหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่ได้ หรือกล่าวได้ว่าแรงสามารถทำให้วัตถุเปลี่ยน สภาพการเคลื่อนที่ แรงเป็นปริมาณเวคเตอร์(ปริมาณที่ต้องบอกขนาดและทิศทาง) หน่วยของแรง คือ นิวตัน (Newton สัญลักษณ์ N ) ถ้ามีแรงหลาย ๆ แรงมากระทำต่อวัตถุเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน เสมือนกับว่า มีแรงเพียงแรงเดียวมา กระทำต่อวัตถุนั้น เรียกแรงเสมือนแรงเดียวนี้ว่า แรงลัพธ์ (หรือกล่าวได้ว่าแรงลัพธ์คือผลรวมของแรงหลาย ๆ แรงที่กระทำต่อวัตถุนั้น ) การหาแรงลัพธ์ เนื่องจากแรงเป็นปริมาณเวคเตอร์ดังนั้นการหาแรงลัพธ์คิดเหมือนกับ การหาเวคเตอร์ลัพธ์ โดยแทนแรงด้วยลูกศร ความยาวของลูกศรจะแทนขนาดของแรง และทิศของลูกศรจะ แทนทิศทางของแรงที่กระทำ และวัตถุจะเคลื่อนที่ไปตามทิศของแรงลัพธ์ วิธีการหาแรงลัพธ์ 1. การหาแรงลัพธ์เมื่อแรงย่อยอยู่ในแนวเดียวกัน 1. เมื่อแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุ ในทิศเดียวกัน แรงลัพธ์ก็คือ ผลบวกของแรงทั้งสอง เช่น 2. เมื่่อแรงสองแรงกระทำต่อวัตถุในทิศทางตรงข้าม 2.1 ขนาดของแรงย่อยไม่เท่ากัน แรงลัพธ์ ก็คือผลต่างของแรงทั้งสอง เช่น 2.2 ขนาดของแรงย่อยเท่ากัน แรงทั้งสองจะหักล้างกัน แรงลัพธ์ เท่ากับ 0 วัตถุจีงไม่เคลื่อนที เช่น


- การหาแรงลัพธ์เมื่อแรงย่อยทำมุมกัน สามารถหาได้ดังนี้ 1. วิธีสร้างสีเหลี่ยมด้านขนานแทนแรง โดยให้จุดเริ่มต้นของแรงทั้งสองอยู่ีที่จุดเดียวกันแล้วต่อให้เป็นรูปสี เหลี่ยมด้าน ขนาน โดยมีด้านคู่ขนานยาวเท่ากับขนาดของแรง F1 F2 เส้นทแยงมุมที่ลากจากจุดเริ่มต้นไปยังมุม ตรงกันข้ามคือ ขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ ดังรูป 2. วิธีเขียนแรงย่อยต่อกันแบบหางต่อหัว โดยนำจุดเริ่มต้นของ F2 มาต่อกับจุดสิ้นสุดของ F1 แล้วลากเส้นจาก จุดเริ่มต้นไปยังจุดสิ้นสุด จะได้ขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ ดังรูป 5. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ


5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership) 6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ .........คณิตศาสตร์................ บูรณาการเรื่อง ...........การคิดคำนวณ.................


7. ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1. แบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง การรวมแรงลัพธ์ 2.แบบฝึกหัด เรื่องแรงลัพธ์ 3.แบบฝึกหัดท้ายบท 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ในการสอนครั้งนี้ใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ แบบวัฏจักรการเรียนรู้ 7E ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ 1. ขั้นทบทวนความรู้เดิม ครูทบทวนความรู้เดิมโดยใช้คำถามแรงหมายถึงอะไร และในชีวิตประจำวันเราต้องออกแรงทำกิจกรรม ต่าง ๆ อะไรบ้าง ยกตัวอย่างเช่น (การดันโต๊ะ การตีเหล็ก) 2. ขั้นสร้างความสนใจ ครูแนะนำ เครื่องชั่งสปริง ให้นักเรียน จากนั้นให้นักเรียนบอกคุณลักษณะของเครื่องชั่งสปริงอย่างน้อย กลุ่มละ ๑ อย่าง จากนั้นให้นักเรียนใช้มือดึงเครื่องชั่งสปริงและถามคำถามก่อนทำการทดลองดังนี้ - ค่าที่อ่านได้จากเครื่องชั่งสปริงเป็นค่าของอะไร ( ค่าของแรงที่ดึงสปริง ) - ในการดึงแต่ละครั้งสปริงจะยืดออกเท่ากันหรือไม่ อย่างไร(ถ้าออกแรงมากสปริงจะยืดมากค่าที่อ่านได้ ก็จะมีค่ามาก) - ค่าที่อ่านได้จากเครื่องชั่งสปริงเมื่อสปริงยืดต่างกัน จะแตกต่างกันอย่างไร (ค่าที่อ่านได้จากเครื่องชั่ง สปริง นอกจากจะเป็นค่าของแรงที่ดึงเครื่องชั่งสปริงแล้ ยังเป็นค่าของเครื่องชั่งสปริงที่ดึงมือด้วย) 3. ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration) ให้ตัวแทนแต่ละกลุ่มรับอุปกรณ์การทดลอง ใบกิจกรรม เรื่อง มาวัดแรงกันเถอะและ ใบความรู้เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มลงมือปฏิบัติการทดลอง สังเกตและบันทึกผลการทดลอง จากนั้นเขียน รายงานการทดลองส่ง นักเรียนแต่ละกลุ่มร่วมกันระดมความคิดจากคำถามดังต่อไปนี้ - จำนวนถุงทรายที่ใช้มีผลต่อขนาดของแรงดึงหรือไม่ อย่างไร - การเคลื่อนที่ของถุงทรายมีความสัมพันธ์กับทิศทางของแรงที่กระทำต่อถุงทรายอย่างไร 4. ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป ครูและนักเรียนร่วมอภิปรายในประเด็นดังนี้ - จำนวนถุงทรายที่ใช้มีผลต่อขนาดของแรงดึงหรือไม่ อย่างไร (มีผล โดยเมื่อจำนวน ถุงทรายมากขึ้น ขนาดของแรงดึงก็จะมากขึ้นด้วย) - การเคลื่อนที่ของถุงทรายมีความสัมพันธ์กับทิศทางของแรงที่กระทำต่อถุงทราย อย่างไร ( ถุงทรายจะเคลื่อนที่ในทิศเดียวกับทิศของแรงที่กระทำต่อถุงทราย ) จากการทดลองนักเรียนควรสรุปได้ว่า ค่าที่อ่านได้จากเครื่องชั่งสปริงเป็นค่าของแรงที่ตาชั่งสปริงดึงถุง ทราย โดยเมื่อเพิ่มจำนวนถุงทรายให้มากขึ้นค่าของแรงที่ใช้ในการดึงถุงทรายก็จะมากขึ้นด้วยแสดงว่าแรงมี ขนาดการดึงถุงทรายผู้ดึงถุงทรายจะออกแรงในทิศทางเข้าหามือผู้ดึงและทุกครั้งที่ถุงทรายถูกดึงถุงทรายก็จะ เคลื่อนที่มาทางมือของผู้ดึง สรุปได้ว่าถุงทรายเคลื่อนที่ไปในทิศทางของแรงที่กระทำแรงเป็นปริมาณที่มีทั้งขนาด และทิศทาง ครูอธิบายเพิ่มเติมในเรื่อง การเขียนเวกเตอร์ของแรง การรวมแรงในแนวเดียวกันและการ รวมแรงในแนวต่างกัน


5. ขั้นขยายความรู้ - ครูให้ความรู้เพิ่มเติมในเรื่องการกำหนดหน่วยที่ใช้วัดขนาดของแรงเป็น นิวตัน(N) เพื่อเป็น เกียรติแก่ เซอร์ ไอแซกนิวตัน (Sir Isaac Newton) นักวิทยาศาสตร์และนักคณิตศาสตร์ชาวอังกฤษ ผู้ค้นพบกฎการเคลื่อนที่ของวัตถุ - ครูอธิบายเพิ่มเติมเกี่ยวกับการใช้ประโยชน์ในด้านต่าง ๆ ที่เกิดจากการรวมแรง 6. ขั้นประเมินผล ครูประเมินการเรียนรู้ของนักเรียน ดังนี้ ๑. ครูตรวจใบกิจกรรม มาวัดแรงกันเถอะ และแบบฝึกหัดเรื่อง ขนาดและทิศทางของแรง ๒. สังเกตพฤติกรรมของนักเรียนขณะเข้าร่วมกิจกรรม การทำงานร่วมกันเป็นกลุ่มสังเกตจากการผลที่ ได้จากการทำกิจกรรมของนักเรียน การตอบคำถามในชั้นเรียน 7. ขั้นนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ นักเรียนสามารถนำความรู้ที่ได้ไปอธิบายแรงที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันว่ามีแรงใดมากระทำกับวัตถุบ้าง นักเรียนนำความรู้ที่ได้ไปใช้ในการตอบคำถามในแบบฝึกหัดเรื่อง ขนาดและทิศทางของแรง 9. สื่อการสอน 1.หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 2. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 5. ใบความรู้เรื่อง แรงในชีวิตประจำวัน 10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet 11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1.ตรวจสมุด 2.ตรวจ 3. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ 1. แบบฝึกหัด เรื่องขนาดและทิศทางของแรง 2. ใบกิจกรรม มาวัดแรงกันเถอะ 3. แบบประเมินพฤติกรรม 11.3 เกณฑ์การประเมิน 1. เขียนสรุปความรู้ที่ได้ถูกต้องอย่างน้อย 80 % 2. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัด ถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 3. มีระดับการประเมินพฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 คือ ดี


12 กิจกรรมเสนอแนะ - 13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้ K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ ............................. ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ............................................................................................................................. ............................................ 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ................................................................................................................................... ...................................... ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ................................................................................................................................................................. ..................... ............................................................................................................. ......................................................................... ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ ( นางสาวนุชรา กุลรักษา ) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ


ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี ) ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ...................................................................................................................................................... .......... ........................................................................................................................ ........................................ ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ


ใบกิจกรรม เรื่อง มาวัดแรงกันเถอะ ชื่อ..............................................................................................ชั้น................เลขที่. ........... จุดประสงค์ของกิจกรรม ๑. วัดขนาดของแรงจากค่าที่อ่านได้จากเครื่องชั่งสปริง ๒. ทดลองและอธิบายได้ว่า แรงเป็นปริมาณที่มีขนาดและทิศทาง วัสดุอุปกรณ์ ๑. ถุงทราย ๓ ถุง / กลุ่ม ๒. เครื่องชั่งสปริง ๑ อัน / กลุ่ม วิธีทำการทดลอง ๑ ใช้ขอเกี่ยวของเครื่องชั่งสปริงเกี่ยวหูถุงทราย แล้วลากเครื่องชั่งสปริงในแนวราบอ่านค่าแรงที่ใช้ลากถุง ทรายจนกระทั่งถุงทรายเริ่มเคลื่อนที่ บันทึกขนาดของแรงและทิศทางการเคลื่อนที่ของถุงทราย ๒. ทำซ้ำข้อ ๑ อีก ๒ ครั้ง โดยเพิ่มจำนวนถุงทรายอีกครั้งละ ๑ ถุง ตารางบันทึกผลการทดลอง จำนวนถุงทราย(kg) ค่าที่อ่านได้จากเครื่องชั่งสปริง (นิวตัน) คำถามท้ายกิจกรรม ๑. นักเรียนคิดว่า ขนาดของแรงดึงมีความสัมพันธ์กับจำนวนถุงทรายหรือไม่ อย่างไร ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................... ................................................ ๒. การเคลื่อนที่ของถุงทรายมีความสัมพันธ์กับทิศทางของแรงดึงอย่างไร ............................................................................................................................................ ............................................. สรุปผลการทดลอง ......................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................


แบบฝึกหัด เรื่อง ขนาดและทิศทางของแรง จงเติมคำหรือข้อความลงในช่องว่างให้ถูกต้อง 1. จงวาดรูปแรงย่อยที่กระทำต่อวัตถุตามที่กำหนดให้ แล้วหาขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุ แรงย่อยที่กระทำต่อวัตถุ ค่าแรงลัพธ์ ทิศทางของแรงลัพธ์ 1) 2) แรงขนาด 5 นิวตัน และ 7 นิวตัน กระทำต่อวัตถุไปในทาง เดียวกันทั้งสองแรง 3) แรงขนาด 6 นิวตันเท่ากัน 2 แรง กระทำต่อวัตถุในทิศทาง ตรงกันข้าม 2. จงหาแรงลัพธ์ ( R⃑ ) ของแรง A และแรง B ที่กระทำต่อวัตถุร่วมกันที่จุดเดียวกัน ด้วยวิธีการสร้างรูปสี่เหลี่ยม ด้านขนาน 1) 3) 2) 4) ชื่อ..............................................................ช้นั..........เลขที่...... วัตถุ 4 N 3 N A⃑ B⃑ A⃑ B⃑ A⃑ B⃑ B⃑ A⃑ 45˚ 30˚ 75˚ 60˚


3. เมื่อออกแรง 3 แรง คือ F1 , F2 และ F3 กระทำต่อวัตถุทำให้วัตถุอยู่นิ่ง 1) แรงลัพธ์ (R⃑ ) = ……………………….. 2) วัตถุอยู่ในสภาพอย่างไร เพราะเหตุใด .......................................................................... .......................................................................... .......................................................................... 4. แรง 4 แรงกระทำต่อวัตถุร่วมกันที่จุดเดียวกัน โดยแรง F1 มีขนาด 8 N ไปทางทิศตะวันออก แรง F2 มี ขนาด 4 N ไปทางทิศตะวันตก แรง F3 มีขนาด 6 N ไปทางทิศเหนือ และแรง F4 มีขนาด 3 N ไปทางทิศ ใต้ ดังรูป จงหาแรงลัพธ์ของแรงทั้งสี่ …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… วัต ถุ F⃑ 1 F⃑ 3 F⃑ 2 F⃑ 3 = 6 N F⃑ 1 = 8 N F⃑ 4 = 3 N F⃑ 2 = 4 N


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 13 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ การเคลื่อนที่และแรง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง แรงและความดันของของเหลว เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว2.2ม.2/3 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธีที่เหมาะสมในการอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อความดันของ ของเหลว 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1. ทดลองและอธิบายปัจจัยที่มีผลต่อความดันของของเหลว 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. การตั้งประเด็นคำถามหรือตัวแปร 2. การสร้างสมมติฐาน 3. การเลือกเทคนิควิธีในการสำรวจตรวจสอบ 4. การรวบรวมข้อมูลและจัดกระทำข้อมูล 5. การวิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของประจักษ์พยาน 6. การสร้างแบบจำลองหรือรูปแบบการอธิบายหรือแสดงผลการสำรวจตรวจสอบ 7. การสร้างคำถามที่นำไปสู่การสำรวจตรวจสอบในสถานการณ์ใหม่ 8. การบันทึก อธิบาย และยอมรับผลการสำรวจตรวจสอบ 9. การแสดงผลงาน เขียน หรือนำเสนอผลงาน 10. การมีทักษะกระบวนการทำงาน 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี


3. สาระสำคัญ เมื่อวัตถุอยู่ในของเหลวจะมีแรงที่ของเหลวกระทำต่อวัตถุในทุกทิศทาง และมีทิศทางตั้งฉากกับผิววัตถุ แรงที่ของเหลวกระทำต่อพื้นที่ 1 หน่วยเรียกว่า ความดันของของเหลว ซึ่งขึ้นอยู่กับความลึกจากผิวของเหลวและ ความหนาแน่นของของเหลว 4. สาระการเรียนรู้ ความดันของของเหลวมีลักษณะคล้ายกับความดันอากาศ คือ เกิดจากน้ำหนักของของเหลวที่มีอยู่เหนือ ตำแหน่งนั้น ๆกดทับลงมา ยิ่งในระดับที่ลึกมากขึ้น ของเหลวที่อยู่เหนือตำแหน่งนั้นก็จะมีมากขึ้น ทำให้ น้ำหนักของของเหลวมีมากขึ้น ปัจจัยที่มีผลต่อความดันของของเหลว 1. ความลึกของของเหลว - ของเหลวไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะรูปร่างใดก็ตาม ถ้าที่ระดับความลึกเดียวกัน ความดันของของเหลวจะ เท่ากัน ที่ระดับความลึกเดียวกัน น้ำจะมีความดันเท่ากัน - แต่ถ้าระดับความลึกต่างกัน ของเหลวที่อยู่ระดับลึกกว่า จะมีความดันมากกว่า ที่ระดับความลึกต่างกัน น้ำที่ระดับความลึกมากกว่าจะมีความดันมากกว่า 2. ความหนาแน่นของของเหลว ของเหลวต่างชนิดกันจะมีความดันต่างกัน โดยของเหลวที่มีความหนาแน่นมาก จะมีความดันสูงกว่าของเหลว ที่มีความหนาแน่นน้อย ประโยชน์ของความดันของของเหลว เรานำความรู้เกี่ยวกับความดันของของเหลวไปใช้ประโยชน์ เช่น การสร้างเขื่อน ต้องสร้างให้ฐานเขื่อนมีความ กว้างมากกว่าสันเขื่อน เพราะแรงดันของน้ำบริเวณฐานเขื่อนมากกว่าแรงดันของน้ำบริเวณสันเขื่อน


เขื่อนต้องสร้างให้ฐานเขื่อนกว้างกว่าสันเขื่อน 5. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี


5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership) 6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ .........คณิตศาสตร์................ บูรณาการเรื่อง ...........การคิดคำนวณ................. 7. ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1. แบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง แรงดันของของเหลว 2.แบบฝึกหัด เรื่อง หลักอาร์คิมีดีสและการคำนวณหาค่าแรงพยุง 3.แบบฝึกหัดท้ายบท 4. สื่อเรื่องแรงและการเคลื่อนที่


8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (engagement phase) (15 นาที) 1.ครูให้นักเรียนทำกิจกรรมดังนี้ -นักเรียนสังเกตลักษณะของดินน้ำมันแต่ละก้อนที่ครูเตรียมมาให้ -นักเรียนร่วมกันอภิปรายและวิเคราะห์เกี่ยวกับลักษณะของดินน้ำมันที่ศึกษา -นักเรียนนำดินน้ำมันแต่ละก้อนมาชั่งโดยใช้เครื่องชั่งสปริง อ่านค่าน้ำหนักและจดบันทึก พร้อมทั้งเปรียบเทียบน้ำหนักที่ได้ -นักเรียนและครูร่วมกันวิเคราะห์และอภิปรายเกี่ยวกับน้ำหนักของดินน้ำมันที่ชั่งได้ว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้นและถ้านำ ดินน้ำมันแต่ละก้อนไปลอยน้ำจะเป็นอย่างไร ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration phase) (35 นาที) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละเพศและความสามารถทางการเรียน 2. ครูแนะนำการใช้อุปกรณ์ในการทดลอง พร้อมทั้งอธิบายวิธีการทดลองให้นักเรียนฟัง 3. นักเรียนตั้งสมมติฐานเพื่อคาดคะเนคำตอบของและทำใบงานที่ เรื่อง แรงดันของของเหลว ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation phase) (20 นาที) 1. นักเรียนนำเสนอผลการทดลอง ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลการทดลองร่วมกัน 2.ครูและนักเรียนช่วยกันสรุปข้อค้นพบ -น้ำหนักของวัตถุที่ชั่งในน้ำน้อยกว่าเมื่อชั่งในอากาศ -น้ำหนักของวัตถุที่หายไปเมื่อชั่งในน้ำเท่ากับน้ำหนักที่ล้นออกมา ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความคิด (expansion phase) (25 นาที) 1.ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับ ปัจจัยที่มีผลต่อความดันของของเหลว 1. ความลึกของของเหลว ของเหลวไม่ว่าจะอยู่ในภาชนะรูปร่างใดก็ตาม ถ้าที่ระดับความลึกเดียวกัน ความดันของของเหลวจะเท่ากัน แต่ถ้าระดับความลึกต่างกันของเหลวที่อยู่ระดับลึกกว่าจะมีความดันมากกว่า 2. ความหนาแน่นของของเหลว ของเหลวต่างชนิดกันจะมีความดันต่างกัน โดยของเหลวที่มีความ หนาแน่นมาก จะมีความดันสูงกว่าของเหลวที่มีความหนาแน่นน้อย คุณสมบัติของความดันในของเหลว 1. ณ จุดใดๆ ในของเหลวจะมีแรงกระทำเนื่องจากของเหลวไปในทุกทิศทาง 2. ถ้าเราพิจารณาที่ผิวภาชนะ แรงที่ของเหลวกระทำจะตั้งฉากกับผิวภาชนะเสมอ 3. สำหรับความดันบรรยากาศ เรียกว่า ความดันสัมบูรณ์ (เป็นความดันที่มีค่าคงที่เสมอ) 4. ความดัน ณ จุดใด ๆ ในของเหลว ที่เป็นความดันจากน้ำหนักของของเหลว จะแปรผันตรงกับ ความลึกและความหนาแน่นของของเหลว เมื่อของเหลวอยู่นิ่งและอุณหภูมิคงที่ 5. ความดันในของเหลวชนิดหนึ่งๆ ไม่ขึ้นอยู่กับปริมาตรและรูปร่างของภาชนะ 2.นักเรียนสรุปการเรียนรู้ทั้งหมดในสมุดบันทึก ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (evaluation phase) (15 นาที) 1. นักเรียนสรุปผลการทดลองและตอบคำถามหลังการทดลอง 2. นักเรียนทำใบกิจกรรม เรื่อง หลักอาร์คิมีดีสและการคำนวณหาค่าแรงพยุง


9. สื่อการสอน 1.หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 2. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 5. แบบฝึกหัด เรื่อง เรื่อง หลักอาร์คิมีดีสและการคำนวณหาค่าแรงพยุง 6. แบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง แรงดันของของเหลว 10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet 11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจสมุด 2.ตรวจแบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง แรงดันของของเหลว 3. ตรวจแบบฝึกหัด เรื่อง หลักอาร์คิมีดีสและการคำนวณหาค่าแรงพยุง 4. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ 1. แบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง แรงดันของของเหลว 2. แบบประเมินพฤติกรรม 3. แบบฝึกหัด เรื่อง เรื่อง หลักอาร์คิมีดีสและการคำนวณหาค่าแรงพยุง 11.3 เกณฑ์การประเมิน 1. เขียนสรุปความรู้ที่ได้ถูกต้องอย่างน้อย 80 % 2. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัด ถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 3. มีระดับการประเมินพฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 คือ ดี 12 กิจกรรมเสนอแนะ นักเรียนสามารถทำกิจกรรมแรงดันของของเหลวได้ โดยการเปลี่ยนชนิดของของเหลว เพื่อเปรียบเทียบ ความดันของของเหลวแต่ละชนิดว่ามีค่าความดันที่กระทำต่อวัตถุชนิดเดียวกันเหมือนหรือต่างกันอย่างไรและ มีปัจจัยใดบ้างที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับค่าความดันของของเหลวแต่ละชนิด 13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้ K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ .......... ................... ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ............................................................................................................................. ............................................ 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ............................................................................................................................................................ .............


ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ..................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ........................................................ ข้อเสนอแนะ ....................................................................................................................................................... ............................... ................................................................................................... ................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ........................................................ ลงชื่อ ........................................................................ ( นางสาวนุชรา กุลรักษา ) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ........................................................ ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี )


ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ..................................................................................................................... ........................................... ............................................................................................................................. ................................... ................................................................................................................................................................ ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ


สมาชิกในกลุ่ม 1. ..............................................................ชั้น ................เลขที่ ......... 2. ..............................................................ชั้น ................เลขที่ ......... 3. ..............................................................ชั้น ................เลขที่ ......... 4. ..............................................................ชั้น ................เลขที่ ......... 5. ..............................................................ชั้น ................เลขที่ ......... จุดประสงค์ เพื่อศึกษาแรงดันของของเหลว เวลาที่ใช้ 30 นาที วัสดุอุปกรณ์การทดลอง รายการ จำนวนต่อกลุ่ม 1. ดินน้ำมัน 2. เชือก ยาว 30 cm 3. เครื่องชั่งสปริง 4. บีกเกอร์ 250 ml 5. ถ้วยยูเรกา 6. น้ำเกลือ 1 ก้อน 1 เส้น 1 เครื่อง 1 ใบ 1 ใบ 100 cm3 วิธีการทดลอง 1. นำปลายเชือกข้างหนึ่งผูกก้อนดินน้ำมัน ปลายเชือกที่เหลือผูกคล้องกับตะขอเครื่องชั่งสปริง ชั่งน้ำหนัก ของดินน้ำมันขณะอยู่ในอากาศ ดังภาพ ก. สังเกตและบันทึกผล 2. ใช้เครื่องชั่งสปริง ชั่งน้ำหนักดินน้ำมันขณะจมอยู่ในน้ำครึ่งก้อน ดังภาพ ข. สังเกตและบันทึกผล 3. ใช้เครื่องชั่งสปริง ชั่งน้ำหนักดินน้ำมันขณะจมอยู่ในน้ำทั้งก้อน ดังภาพ ค. สังเกตและบันทึกผล 4. ทำการทดลองซ้ำข้อ 1-3 เปลี่ยนของเหลวจากน้ำเป็น น้ำเกลือ ใบกิจกรรมที่ 1.3 เรื่อง แรงดันของของเหลว


Click to View FlipBook Version