The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by nuchara kulruksa, 2023-05-19 03:09:24

แผนการจัดการเรียนรู้

วิชา วิทยาศาสตร์ 3

ประโยชน์และโทษของแรงเสียดทาน รถยนต์จะแล่นไปได้ ต้องมีแรงเสียดทาน F ยันล้อไว้ ถ้าไม่มี F ล้อจะหมุนอยู่กับที่ รถแล่นไปไม่ได้ ตัวอย่างมีในบนถนนเมืองหนาว พื้นถนนเป็นน้ำแข็งรถแล่นไป ไม่ได้ ต้องเอาทรายโรยให้เกิดแรงเสียดทานรถจึง แล่นไปได้ คนจะเดินบนพื้นต้องมีแรงเสียดทาน ถ้าไม่มีคนจะเดินไม่ได้ จะลื่นหกล้ม รองเท้าจึงต้องมีลวดลาย เพื่อให้เกิดแรงเสียดทาน ยางรถยนต์ก็ต้องมีลวดลายเพื่อให้เกิดแรงเสียดทาน โทษของแรงเสียดทานก็มี ตัวอย่างเช่น แรงเสียดทานตามข้อต่อ หรือแกนหมุนของเครื่องยนต์ต้องมี ตลับลูกปืน หรือหยอดน้ำมันหล่อลื่น ช่วยลดแรงเสียดทานไม่เช่นนั้นจะสูญเสียพลังงานมากเกิดความร้อนมาก รถยนต์มีแรงเสียดทานกับอากาศทำให้แล่นช้า เรือมีแรงเสียดทานกับน้ำ เครื่องบินมีแรงเสียดทานกับอากาศ การลดแรงเสียดทาน ในกรณีที่แรงเสียดทานทำให้เกิดผลเสียต่อการเคลื่อนที่ของวัตถุ จะต้องมีการลดแรงเสียทาน ซึ่งมีหลายวิธีดังนี้ 1. ลดพื้นที่ผิวสัมผัส โดยการออกแบบยานพาหนะให้เพรียวลม และสัมผัสพื้นน้ำหรืออากาศให้น้อยที่สุด 2. เพิ่มความลื่นของผิวสัมผัส โดยใช้น้ำมันหล่อลื่น หรือใช้ตลับลูกปืนช่วย 3. ใช้ล้อ โดยวัตถุที่นำมาทำล้อควรมีผิวเรียบ กลม การเพิ่มแรงเสียดทาน ในกรณีที่แรงเสียดทานมีประโยชน์ เข่น ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ ทางรถยนต์ และป้องกันการหกล้มจากรองเท้า ทำได้ดังนี้ 1. เพิ่มพื้นที่ผิวสัมผัส โดยออกแบบล้อรถยนต์ให้มีหน้ากว้างพอเหมาะจะทำให้เกาะถนนได้ดี ถ้าเพิ่มพื้นที่มากเกินไปก็ อาจทำให้เกิดผลเสีย 2. ลดความลื่นของผิวสัมผัส โดยทำให้บริเวณผิวสัมผัสมีความฝืดขึ้น เช่น เพิ่มดอกของยางรถยนต์สำหรับพื้นรองเท้า ควรใช้พื้นยาง หรือพื้นที่ไม่เรียบจะเกิดความปลอดภัยสูงขณะใช้เคลื่อนที่ การใช้ประโยชน์จากการลดแรงเสียดทาน 1.ข้อต่อกระดูกของคนเรา จะเสียดสีกันตลอดเวลาขณะเราทำงาน การลดการเสียดสีของร่างกาย คือ มีสาร หล่อลื่นได้แก่ น้ำหล่อสมองไขมันสันหลัง หรือน้ำหล่อลื่นระหว่างข้อต่อกระดูก 2.ลูกสูบของกระบอกสูบในเครื่องยนต์ จะเสียดสีกันตลอดเวลาจึงต้องใช้สารที่ทำหน้าที่ช่วยลดการเสียดสี เช่นน้ำมันเครื่อง แต่อย่างไรก็ตามถึงแม้จะไร้สารหล่อลื่นก็ยังมีการสูญเสียพลังงานไปกับแรงเสียดทานประมาณ 25 % 3.การผลิตสารเคลือบ หรือฉาบบนภาชนะเพื่อให้เกิดความลื่นสารนี้คือ PTFE ( Poly Tetrafluoro Ethylene ) มีชื่อทางการค้าว่า เทฟลอน ใช้กับกระทะ ถาดอบ หม้อหุงข้าว ปัจจุบันมีการนำไปใช้กับเครื่องยนต์ ยานพาหนะที่ไม่ต้องทำการอัดฉีดด้วยสารหล่อลื่น การใช้ประโยชน์จากการเพิ่มแรงเสียดทาน 1.การผลิตน๊อตหรือตะปูเกลียว เพื่อเพิ่มแรงเสียดทาน ทำให้มีแรงยึดเหนี่ยวได้ดี 2. ยางรถยนต์จะมีลวดลาย หรือเราเรียกว่า ดอกยาง เป็นร่องแคบๆ หรือหยักไปมาคล้ายฟันปลา เพื่อช่วยให้เกาะ ถนนได้ดีขึ้น ขณะรถแล่นไปบนพื้นถนนที่เปียก แต่ถ้าเราต้องการให้รถวิ่งได้เร็วขึ้นในถนนที่แห้งสนิท ยางรถยนต์ชนิดนี้ ก็ไม่ต้องมีลวดลายหรือดอกยาง เช่นรถแข่งสูตร 1 ( Formula One ) 3.การทำให้พื้นมีความขรุขระ เพราะจะทำให้การเดินและการทรงตัวดีกว่าพื้นเรียบและขัดมัน ซึ่งถ้าพื้นไม่มีแรงเสียด ทานเลย เราจะเดินไม่ได้ 4.พื้นรองเท้าผลิตโดยใช้วัสดุ ที่เพิ่มแรงเสียดทาน ระหว่างพื้นกับรองเท้า เพื่อการทรงตัวและเคลื่อนไหวได้สะดวกขึ้น


ใบกิจกรรมที่ 1 เรื่อง รถแข่ง ชื่อ-สกุล……………………………………………..………………………………………….ชั้น……………..เลขที่………….. การทำงานเป็นทีมวิศวกร และการวางแผน นักเรียนเป็นส่วนหนึ่งของทีมวิศวกรที่ทำหน้าที่พัฒนารถแข่งที่ทำมาจากวัสดุต่างๆ สามารถเคลื่อนที่ไปได้เร็ว และไกล โดยมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้ 1. วัสดุที่กำหนด 2. เคลื่อนที่ได้เร็วและไกล ระยะทดสอบ ทดสอบชิ้นงานของแต่ละกลุ่ม โดยให้นักเรียนลุ่มอื่นช่วยประเมินผล ครั้งที่ ระยะทาง (เมตร) เวลา (วินาที) อัตราเร็ว ความเร็ว 1 2 3 เฉลี่ย คำถาม 1. หลังจากที่ได้นำเสนอแผนและภาพอุปกรณ์หน้าชั้นเรียน นักเรียนมีการปรับปรุงแก้ไขการออกแบบรถแข่งบ้าง หรือไม่ เพราะเหตุใด ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………….....................………………………………………………………………………… 2. อุปกรณ์ที่นักเรียนออกแบบรถแข่งและอุปกรณ์ที่นักเรียนสร้างขึ้นแตกต่างกันหรือไม่อย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………….....................………………………………………………………………………… 3. หากทีมของนักเรียนต้องการเปลี่ยนแปลงการออกแบบรถแข่งระยะสร้าง ให้อธิบายว่าเหตุผลที่นักเรียน ต้องการแก้ไข ………………………………………………………....................………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4. ถ้านักเรียนสามารถเพิ่มอุปกรณ์ได้อีก 1 ชิ้น นักเรียนจะเพิ่มอะไร เพราะเหตุใด ………………………………………………………....................………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 5. ผลการทดสอบประสิทธิภาพรถแข่งของกลุ่มนักเรียนเป็นอย่างไร ………………………………………………………....................………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………


แบบฝึกหัดทดสอบความเข้าใจ เรื่อง แรงเสียดทาน ตอนที่ 1 จงเขียนเครื่องหมาย / หน้าที่เห็นด้วย และเครื่องหมาย x หน้าข้อที่ไม่เห็นด้วย ..............1. พื้นถนนเปียกจะมีแรงเสียดทานน้อยกว่าพื้นถนนแห้ง ..............2. การเดินบนพื้นทรายยากกว่าการเดินบนพื้นคอนกรีตเนื่องจากพื้นทรายมีแรงเสียดทานมากกว่า ..............3. แรงเสียดทานเกิดขึ้นเมื่อวัตถุ 2 ชิ้นไม่ได้สัมผัสกัน ..............4. แรงเสียดทานจะม่ทิศทางเดียวกับการเคลื่อนที่เสมอ ..............5. รถยนต์มักจะลื่นไถลบนพื้นถนนที่มีน้ำมันหกราดถนน ..............6. เมื่อไรที่วัตถุเคลื่อนที่บนอีกวัตถุหนึ่ง แรงเสียดทานจะช่วยทำให้วัตถุเคลื่อนที่ได้เร็วขึ้น ..............7. รถบรรทุกจะเกิดแรงเสียดทานระหว่าล้อกับพื้นถนนมากกว่ารถจักรยาน ..............8. อ้วนหนัก 70 กิโลกรัม ขณะเดินจะเกิดแรงเสียดทานที่เท้าน้อยกว่าผอม ซึ่งหนักเพียง 40 กิโลกรัม ..............9. แรงเสียดทานเป็นปริมาณเวกเตอร์ ..............10. เครื่องบินเคลื่อนที่ในอากาศจะไม่มีแรงเสียดทานระหว่างเครื่องบินกับอากาศ ตอนที่ 2 จงพิจารณาอุปกรณ์ต่อไปนี้ว่าจะช่วยลดหรือเพิ่มแรงเสียดทาน แล้วทำเครื่องหมาย / ในช่องว่างที่ตรงกับ ความเข้าใจของนักเรียนและผลที่เกิดขึ้น ชนิดของอุปกรณ์ ลดแรงเสียดทาน เพิ่มแรงเสียดทาน ผลดีที่เกิดขึ้น 1. ล้อรถยนต์ 2. ตลับลูกปืน 3. รอยหยักที่พื้นรองเท้า 4. ดอกนางรถยนต์ 5. เบรคของรถยนต์ 6. พรมปูพื้น 7. สายพานของเครื่องยนต์ 8. บุช 9. รองเท้าสเก็ตน้ำแข็ง 10. น้ำมันหล่อลื่น


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 17 สาระที่ 2 วิทยาศาสตร์กายภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเคลื่อนที่และแรง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง โมเมนต์ของแรง เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว2.2ม.2/10 ออกแบบการทดลองและทดลองด้วยวิธี ที่เหมาะสมในการอธิบายโมเมนต์ของแรง เมื่อวัตถุอยู่ ในสภาพสมดุลต่อการหมุน และคานวณโดยใช้สมการM = Fl 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1. ทดลองและอธิบายการละลายของสารในตัวทำละลาย 2. อธิบายความรู้เกี่ยวกับการละลายของสารในตัวทำละลายไปใช้ประโยชน์ 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. การตั้งประเด็นคำถามหรือตัวแปร 2. การสร้างสมมติฐาน 3. การเลือกเทคนิควิธีในการสำรวจตรวจสอบ 4. การรวบรวมข้อมูลและจัดกระทำข้อมูล 5. การวิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของประจักษ์พยาน 6. การสร้างแบบจำลองหรือรูปแบบการอธิบายหรือแสดงผลการสำรวจตรวจสอบ 7. การสร้างคำถามที่นำไปสู่การสำรวจตรวจสอบในสถานการณ์ใหม่ 8. การบันทึก อธิบาย และยอมรับผลการสำรวจตรวจสอบ 9. การแสดงผลงาน เขียน หรือนำเสนอผลงาน 10. การมีทักษะกระบวนการทำงาน 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี


3. สาระสำคัญ โมเมนต์ของแรง(moment of force) หรือ โมเมนต์ หมายถึง แนวโน้มของแรงที่จะทำให้วัตถุเกิดการหมุน หรือบิดไป มีขนาดเท่ากับผลคูณระหว่างขนาดของแรงและระยะตั้งฉากจากแนวแรงถึงจุดหมุนเป็นเวกเตอร์ ผลคูณของแรงกับระยะทางจากแนวแรงไปยังจุดที่แขวน จะเท่ากับผลคูณระหว่างน้ำหนักของถุงทรายกับ ระยะทางจากจุดแขวนถุงทรายไปยังจุดที่แขวนคาน อาจกล่าวได้ว่า 4. สาระการเรียนรู้ โมเมนต์ของแรง โมเมนต์ของแรง(moment of force) หรือ โมเมนต์ หมายถึง แนวโน้มของแรงที่จะทำให้วัตถุเกิดการหมุน หรือบิดไป มีขนาดเท่ากับผลคูณระหว่างขนาดของแรงและระยะตั้งฉากจากแนวแรงถึงจุดหมุนเป็นเวกเตอร์ ผลคูณของแรงกับระยะทางจากแนวแรงไปยังจุดที่แขวน จะเท่ากับผลคูณระหว่างน้ำหนักของถุงทรายกับ ระยะทางจากจุดแขวนถุงทรายไปยังจุดที่แขวนคาน อาจกล่าวได้ว่า จากรูป โมเมนต์ของแรงต้านทาน W = W x l1 (นิวตัน-เมตร) เป็นโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา โมเมนต์ของแรงพยายาม F = F x l2 (นิวตัน-เมตร) เป็นโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา ถ้ามีแรงหลายแรงกระทำต่อวัตถุชิ้นหนึ่ง แล้วทำให้วัตถุนั้นอยู่ในภาวะสมดุลจะได้ว่า W x l1 = F x l2 โดยกำหนดให้ W = แรงต้านทาน หน่วยเป็นนิวตัน-เมตร (ทวนเข็มนาฬิกา) F = แรงพยายาม หน่วยเป็นนิวตัน-เมตร (ตามเข็มนาฬิกา) l1 = ระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแรงต้านทาน หน่วยเป็นเมตร l2 = ระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแรงพยายาม หน่วยเป็นเมตร ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา = ผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา =ผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา = ผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา


5. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership)


6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ .........คณิตศาสตร์................ บูรณาการเรื่อง ...........การคิดคำนวณ................. 7. ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1. แบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง โมเมนต์ของแรง 2.แบบฝึกหัด เรื่องโมเมนต์ของแรง 3.แบบฝึกหัดท้ายบท 4. สื่อเรื่องโมเมนต์ของแรง 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1.ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) - ครูสาธิตการเกิดโมเมนต์ของแรงโดยนำดินสอวางบนโต๊ะ แล้วออกแรงกระทำต่อ ดินสอใน แนวขนานกับด้ามดินสอ แล้วตั้งประเด็นคำถาม - ดินสอจะหมุนปรือไม่ - ทำอย่างไรดินสอจึงจะหมุน 2. ขั้นสำรวจและค้นหาข้อมูล (Exploration) 2.1 ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมารับอุปกรณ์การทดลองกิจกรรม เรื่อง โมเมนต์ขอแรง 2.2 ให้นักเรียนร่วมกันศึกษากิจกรรมกิจกรรม เรื่อง โมเมนต์ขอแรง ในหนังสือรายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 ให้เข้าใจก่อนลงมือปฏิบัติการ ทดลอง 2.3 ครูสนทนาซักถามนักเรียนถึงขั้นตอนการทดลองอีกครั้งหนึ่ง พร้อมทั้งอธิบายขั้นตอน ทำการทดลองคราว ๆ และอภิปรายก่อนทำกิจกรรมว่า น้ำหนัก เป็นแรงดึงดูดที่โลกกระทำต่อวัตถุ มี หน่วยเป็นนิวตัน เมื่อใช้เครื่องชั่งคล้องที่คานแล้วออกแรงดึงเครื่องชั่ง อ่านค่าแรงที่ดึงจากเครื่องชั่ง จะได้ แรงที่ดึงคาน นอกจากจะเป็นแรงที่อ่านได้จาก เครื่องชั่งแล้วยังมีน้ำหนักของเครื่องชั่งที่ดึงคานอีกด้วย แต่ เนื่องจากน้ำหนักของเครื่องชั่งน้อยจึงไม่ค่อยมีผลต่อการทดลอง 2.4 ให้นักเรียนแต่ละกลุ่มระดมความคิดและลงมือปฏิบัติการทดลอง พร้อมทั้งสังเกตและบันทึก ผลการทดลองลงในตารางบันทึกผล


3.ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (Explanation) 3.1 นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมานำเสนอผลการทดลองหน้าชั้นเรียน 3.2 ครูและนักเรียนร่วมกันสังเกตผลการทดลองที่ได้ของแต่ละกลุ่มจากนั้นอภิปรายจน ได้ข้อสรุปว่า (แนวคำตอบ ผลคูณของแรงกับระยะทางจากแนวแรงไปยังจุดที่แขวน จะเท่ากับผลคูณ ระหว่างน้ำหนักของถุงทรายกับระยะทางจากจุดแขวนถุงทรายไปยังจุดที่แขวนคาน) 4. ขั้นขยายความรู้ (Elaboration) 4.1 ครูทำการพิสูจน์สูตรจากตารางบันทึกผลการทดลองที่นักเรียนได้นำเสนอ ว่าผลการ ทดลองที่ได้ตรงตามหลักการของโมเมนต์หรือไม่ จากโมเมนต์ของแรงทวนเข็มนาฬิกา จะเท่ากับโมเมนต์ของ แรงตามเข็มนาฬิกา 4.2 ครูยกตัวอย่างโจทย์การหาค่าของโมเมนต์ให้นักเรียนดู ประกอบกับใบความรู้ เรื่องโมเมนต์ของแรงที่แจกให้ 4.3 ครูให้นักเรียนยกตัวอย่างของเล่นที่ใช้หลักการโมเมนต์ (เช่น โมบาย ) 5. ขั้นประเมิน (Evaluation) ในการประเมินผลงานของนักเรียน ครูพิจารณาจากสิ่งต่อไปนี้ 1. พฤติกรรมนักเรียน 2. การทำใบงาน เรื่อง โมเมนต์ของแรง 3. การทดลองกิจกรรม เรื่อง โมเมนต์ของแรง 9. สื่อการสอน 1.หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 2. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 5. วีดีโอใน youtube เกี่ยวกับโมเมนต์ของแรง 10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet 11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจสมุด 2.ตรวจแบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง โมเมนต์ของแรง 3. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ แบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง โมเมนต์ของแรง 1. แบบประเมินพฤติกรรม 11.3 เกณฑ์การประเมิน 1. เขียนสรุปความรู้ที่ได้ถูกต้องอย่างน้อย 80 % 2. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัด ถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 3. มีระดับการประเมินพฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 คือ ดี


12 กิจกรรมเสนอแนะ - ครูให้นักเรียนสร้างของเล่นจากวัสดุเหลือใช้ โดยใช้หลักการของโมเมนต์ (บูรณาการปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง ) (บูรณาการสิ่งแวดล้อม โรงเรียนปลอดขยะ) 13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้ K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ .......... ................... ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ............................................................................................................................. ............................................ 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ............................................................................................................................. ............................................ ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ..................................................................................................................................................................... ................. ................................................................................................................. ..................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ................................................................................................................................ ...................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ลงชื่อ ........................................................................ (นางสาวนุชรา กุลรักษา) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ


ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี ) ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ............................................................................................................................. ................................... .......................................................................................................................................................... ...... ............................................................................................................................ .................................... ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ


ใบความรู้เรื่อง โมเมนต์ของแรง โมเมนต์ของแรง(moment of force) หรือ โมเมนต์ หมายถึง แนวโน้มของแรงที่จะทำให้วัตถุเกิดการหมุน หรือบิดไป มีขนาดเท่ากับผลคูณระหว่างขนาดของแรงและระยะตั้งฉากจากแนวแรงถึงจุดหมุนเป็นเวกเตอร์ ผลคูณของแรงกับระยะทางจากแนวแรงไปยังจุดที่แขวน จะเท่ากับผลคูณระหว่างน้ำหนักของถุงทรายกับ ระยะทางจากจุดแขวนถุงทรายไปยังจุดที่แขวนคาน อาจกล่าวได้ว่า จากรูป โมเมนต์ของแรงต้านทาน W = W x l1 (นิวตัน-เมตร) เป็นโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา โมเมนต์ของแรงพยายาม F = F x l2 (นิวตัน-เมตร) เป็นโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา ถ้ามีแรงหลายแรงกระทำต่อวัตถุชิ้นหนึ่ง แล้วทำให้วัตถุนั้นอยู่ในภาวะสมดุลจะได้ว่า W x l1 = F x l2 โดยกำหนดให้ W = แรงต้านทาน หน่วยเป็นนิวตัน-เมตร (ทวนเข็มนาฬิกา) F = แรงพยายาม หน่วยเป็นนิวตัน-เมตร (ตามเข็มนาฬิกา) l1 = ระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแรงต้านทาน หน่วยเป็นเมตร l2 = ระยะทางจากจุดหมุนไปตั้งฉากกับแรงพยายาม หน่วยเป็นเมตร จุดหมุน คือ จุดที่สมมติขึ้นบนวัตถุเพื่อใช้ในการคำนวณขนาดของโมเมนต์ ซึ่งเป็นจุดที่วัตถุหมุนรอบตัวเองเทียบกับจุด นี้ ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา =ผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา ผลรวมของโมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา = ผลรวมของโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา


ระยะตั้งฉากจากแนวแรงถึงจุดหมุน คือ ความยาวของเส้นตรงที่ลากจากแนวของแรงที่กระทำบนวัตถุถึงจุดหมุน ซึ่ง เส้นตรงนั้นต้องฉากกับแนวของแรงนั้น สามารถเขียนสูตรของโมเมนต์ได้ดังนี้ เมื่อ M คือ ขนาดของแรงโมเมนต์ หน่วยเป็นนิวตัน –หน่วยของระยะทาง มีหน่วยเป็นมาตรฐานเป็น นิวตัน – เมตร (N - m) r คือ ระยะตั้งฉากจากแนวแรงถึงจุดหมุน หน่วยเป็นเมตร (m) F คือ ขนาดของแรง หน่วยเป็นนิวตัน (N) คาน คาน (lever) หลักการของโมเมนต์ เรานำมาใช้กับอุปกรณ์ที่เรียกว่า คาน (lever) หรือคานดีดคานงัด คานเป็น เครื่องกลชนิดหนึ่งที่ใช้ดีดงัดวัตถุให้เคลื่อนที่รอบจุดหมด (fulcrum) มีลักษณะเป็นแท่งยาว หลักการทำงานของคาน ใช้หลักของโมเมนต์ รูปแสดงลักษณะของคาน ส่วนประกอบของคาน ส่วนประกอบที่สำคัญในการทำงานของคานมี 3 ส่วน คือ 1. จุดหมุนหรือจุดฟัลกรัม (Fulcrum) F 2. แรงความต้านทาน (W) หรือน้ำหนักของวัตถุ 3. แรงความพยายาม (E) หรือแรงที่กระทำต่อคาน การจำแนกคาน คานจำแนกได้ 3 ประเภทหรือ 3 อันดับดังนี้ M = rF


1. คานอันดับที่ 1 เป็นคานที่มีจุด (F) อยู่ระหว่างแรงความพยายาม (E) และแรงความต้านทาน (W) เช่น กรรไกรตัดผ้า กรรไกรตัดเล็บ คีมตัดลวด เรือแจว ไม้กระดก เป็นต้น รูปแสดงคานอันดับ 1 2. คานอันดับ 2 เป็นคานที่มีแรงความต้านทาน (W) อยู่ระหว่างแรงความพยายาม (E) และจุดหมุน (F) เช่น ที่เปิดขวดน้ำอัดลม รถเข็นทราย ที่ตัดกระดาษ เป็นต้น รูปแสดงคานอันดับ 2


3. คานอันดับที่ 3 เป็นคานที่มีแรงความพยายาม (E) อยู่ระหว่างแรงความต้านทาน (W) และจุดหมุน (F) เช่น ตะเกียบ คีมคีบถ่าน แหนบ เป็นต้น รูปแสดงคานอันดับ 3 การผ่อนแรงของคาน จะมีค่ามากหรือน้อยโดยดูจากระยะ E ถึง F และ W ว่าถ้าระยะ EF ยาวหรือสั้นกว่า ระยะ WF ถ้าในกรณีที่ยาวกว่าก็จะช่วยผ่อนแรง ถ้าสั้นกว่าก็จะไม่ผ่อนแรง หลักการคำนวณเรื่องคาน มีดังนี้ 1. ถ้าโจทย์ไม่บอกน้ำหนักของคานมาให้ เราไม่ต้องคิดน้ำหนักของคาน ถือว่าคานนั้นเบามาก 2. ในการคำนวณให้ถือว่า คานมีขนาดสม่ำเสมอกันตลอด 3. ถ้าโจทย์บอกน้ำหนักคานมาให้ต้องคิดน้ำหนักคานด้วย โดยถือว่าน้ำหนักของคานจะอยู่จุดกึ่งกลางคาน เสมอ 4. เมื่อคานอยู่ในสภาวะสมดุล โมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกาเท่ากับโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา 5. โมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา หรือโมเมนต์ตามเข็มนาฬิกามีค่าเท่ากับ ผลบวกของโมเมนต์ย่อยแต่ละชนิด 6. เมื่อมีแรงมากระทำที่จุดหมุน ค่าของโมเมนต์มีค่าเท่ากับศูนย์เพราะระยะทางเป็นศูนย์ ดังนี้ โมเมนต์ = แรง x ระยะทางตั้งฉากจากจุดหมุนถึงแนวแรง = แรง x 0 โมเมนต์ = 0


หลักการคำนวณเรื่องโมเมนต์เช่น ตัวอย่างที่ 1 คานอันหนึ่งเบามากมีน้ำหนัก 30 นิวตันแขวนที่ปลายคานข้างหนึ่ง และอยู่ห่างจุดหมุน 2 เมตร จงหาว่า จะต้องแขวนน้ำหนัก 15 นิวตัน ทางด้านตรงกันข้ามที่ใดคานจึงจะสมดุล วิธีทำ สมมุติให้แขวนน้ำหนัก 15 นิวตัน ห่างจากจุดหมุน x เมตร คิดโมเมนต์ที่จุด F ต้องแขวนน้ำหนัก 15 นิวตัน ห่างจากจุดหมุน 4 เมตร ตอบ ตัวอย่างที่ 2 คานยาว 10 เมตรงัดวัตถุหนัก 100 นิวตัน โดยวางให้จุดหมุนอยู่ห่างจากวัตถุ 1 เมตร จงหาว่า จะต้อง ออกแรงที่ปลายคานอีกข้างหนึ่งเท่าไร วิธีทำ คิดโมเมนต์ที่จุด F ต้องออกแรงพยายาม = 11.11 นิวตัน ตอบ


คำสั่ง ให้นักเรียนตอบคำถามให้ถูกต้อง 1.โมเมนต์ของแรง(moment of force) หมายถึง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.คาน (lever) หมายถึง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 3.จงวาดรูปลักษณะของคานและส่วนประกอบของคานที่สำคัญในการทำงานมีกี่ส่วน อะไรบ้าง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 4.คานมีกี่ประเภท อะไรบ้าง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ตอนที่ 2 จงแสดงวิธีทำให้ถูกต้อง 1.วางวัตถุน้ำหนัก 20 นิวตันบนคานทางซ้ายมือห่างจากจุดหมุน 0.5 เมตร จะต้องวางวัตถุน้ำหนัก 10 นิวตัน ทางขวามือที่ระยะห่างจากจุดหมุนเท่าไร คานจึงจะสมดุล …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… 2.เอ๋มีมวล 60 กิโลกรัม นั่งอยู่ด้านหนึ่งของกระดานหกห่างจากจุดหมุน 2 เมตร อ้อยนั่งอยู่ที่ปลายกระดานหกอีก ด้านหนึ่งห่างจากหมุน 4 เมตร คานจึงจะอยู่ในสภาพที่สมดุลพอดี อยากทราบว่าอ้อยมีน้ำหนักกี่นิวตัน (มวล 1 กิโลกรัม = น้ำหนัก 9.8 นิวตัน) …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ใบงานเรื่อง โมเมนต์ของแรง


คำสั่ง ให้นักเรียนตอบคำถามให้ถูกต้อง 1.โมเมนต์ของแรง(moment of force) หมายถึง แนวคำตอบ โมเมนต์ของแรง(moment of force) หรือ โมเมนต์ หมายถึง แนวโน้มของแรงที่จะทำให้วัตถุเกิดการ หมุนหรือบิดไป มีขนาดเท่ากับผลคูณระหว่างขนาดของแรงและระยะตั้งฉากจากแนวแรงถึงจุดหมุนเป็นเวกเตอร์ 2.คาน (lever) หมายถึง แนวคำตอบ คาน (lever) หลักการของโมเมนต์ เรานำมาใช้กับอุปกรณ์ที่เรียกว่า คาน (lever) หรือคานดีดคานงัด คานเป็นเครื่องกลชนิดหนึ่งที่ใช้ดีดงัดวัตถุให้เคลื่อนที่รอบจุดหมด (fulcrum) มีลักษณะเป็นแท่งยาว หลักการทำงาน ของคานใช้หลักของโมเมนต์ 3.จงวาดรูปลักษณะของคานและส่วนประกอบของคานที่สำคัญในการทำงานมีกี่ส่วน อะไรบ้าง แนวคำตอบ รูปแสดงลักษณะของคาน ส่วนประกอบของคาน ส่วนประกอบที่สำคัญในการทำงานของคานมี 3 ส่วน คือ 1. จุดหมุนหรือจุดฟัลกรัม (Fulcrum) F 2. แรงความต้านทาน (W) หรือน้ำหนักของวัตถุ 3. แรงความพยายาม (E) หรือแรงที่กระทำต่อคาน 4.คานมีกี่ประเภท อะไรบ้าง แนวคำตอบ คานจำแนกได้ 3 ประเภท ดังนี้ 1. คานอันดับที่ 1 เป็นคานที่มีจุด (F) อยู่ระหว่างแรงความพยายาม (E) และแรงความต้านทาน (W) เช่น กรรไกรตัดผ้า กรรไกรตัดเล็บ คีมตัดลวด เรือแจว ไม้กระดก เป็นต้น 2. คานอันดับ 2 เป็นคานที่มีแรงความต้านทาน (W) อยู่ระหว่างแรงความพยายาม (E) และจุดหมุน (F) เช่น ที่เปิดขวดน้ำอัดลม รถเข็นทราย ที่ตัดกระดาษ เป็นต้น 3. คานอันดับที่ 3 เป็นคานที่มีแรงความพยายาม (E) อยู่ระหว่างแรงความต้านทาน (W) และจุดหมุน (F) เช่น ตะเกียบ คีมคีบถ่าน แหนบ เป็นต้น เฉลยใบงานเรื่องโมเมนต์ของแรง


ตอนที่ 2 จงแสดงวิธีทำให้ถูกต้อง 1.วางวัตถุน้ำหนัก 20 นิวตันบนคานทางซ้ายมือห่างจากจุดหมุน 0.5 เมตร จะต้องวางวัตถุน้ำหนัก 10 นิวตัน ทางขวามือที่ระยะห่างจากจุดหมุนเท่าไหร่ คานจึงจะสมดุล แนวคำตอบ วิธีทำ สมมติให้ว่างวัตถุน้ำหนัก 10 นิวตันทางขวามือของคานห่างจากจุดหมุนเท่ากับ a เมตร เมื่อคานอยู่ในสภาวะสมดุล โมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา = โมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา น้ำหนักวัตถุ x (ระยะทางตั้งฉาก = น้ำหนักวัตถุ x (ระยะทางตั้งฉากจุดหมุนถึงแนวแรง ต้านทาน) จุดหมุนถึงแนวแรงพยายาม) 20 นิวตัน x 0.5 เมตร = 10 นิวตัน x a เมตร a = 20 นิวตัน x 0.5 เมตร 10 นิวตัน = 1 เมตร ดังนั้น ระยะห่างจากจุดหมุนของวัตถุทางขวามือเท่ากับ 1 เมตร คานจึงจะสมดุล 2.เอ๋มีมวล 60 กิโลกรัม นั่งอยู่ด้านหนึ่งของกระดานหกห่างจากจุดหมุน 2 เมตร อ้อยนั่งอยู่ที่ปลายกระดานหกอีก ด้านหนึ่งห่างจากหมุน 4 เมตร คานจึงจะอยู่ในสภาพที่สมดุลพอดี อยากทราบว่าอ้อยมีน้ำหนักกี่นิวตัน (มวล 1 กิโลกรัม = น้ำหนัก 9.8 นิวตัน) แนวคำตอบ สมมติให้อ้อยหนักเท่ากับ x นิวตัน เมื่อคานอยู่ในสภาวะสมดุล โมเมนต์ทวนเข็มนาฬิกา = โมเมนต์ตามเข็มนาฬิกา 60 x 9.8 นิวตัน x 2 เมตร = x นิวตัน x 4 เมตร x = 588 นิวตัน x 2 เมตร 4 เมตร = 294 นิวตัน ดังนั้น อ้อยมีน้ำหนัก 294 นิวตัน


จุดประสงค์ของกิจกรรม - เพื่อศึกษาโมเมนต์ของแรงที่กระทำต่อวัตถุ เวลาที่ใช้ 100 นาที วัสดุอุปกรณ์ รายการ ปริมาณต่อกลุ่ม 1. ไม้เมตร 2. เครื่องชั่งสปริง 3. ถุงทราย 4. เส้นเอ็น ความยาว 30 cm 1 อัน 1 เครื่อง 1 ถุง 1 เส้น *ครูควรตรวจอุปกรณ์ทุกชนิดให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน อภิปรายก่อนกิจกรรม ครูนำอภิปรายก่อนทำกิจกรรมดังนี้ 1. ครูอธิบายและแนะนำวิธีการใช้เครื่องชั่งสปริง และข้อควรระวังในการใช้ 2. ครูอธิบายวิธีการทดลองตามที่ระบุในกิจกรรม 1.5 และให้นักเรียนพยายามค้นหาคำตอบที่ตั้งไว้ในจุดประสงค์ของ การทำกิจกรรม 3. หลังทำกิจกรรมเสร็จแล้ว ครูให้นักเรียนทุกกลุ่มเขียนรายงานผลการทำกิจกรรม แล้วนำไปติดไว้ที่กระดานและให้ นักเรียนดูรายงานผลการทำกิจกรรมของกลุ่มอื่นทุกกลุ่มเพื่อเปรียบเทียบผลการทดลอง ผลการทดลอง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… กิจกรรมเรื่อง โมเมนต์ของแรง


คำถามหลังทำการทดลอง 1.ผลคูณระหว่างแรงที่วัดได้จากเครื่องชั่งสปริงกับระยะจากแนวแรงไปยังจุดแขวนคาน และผลคูณระหว่างน้ำหนักของ ถุงทรายกับระยะจากจุดแขวนถุงทรายไปยังจุดแขวนคานมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร ………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..... ............................................................................................................................. .......................................................... 2.ในกรณีที่เปลี่ยนตำแหน่งของถุงทราย โดยเครื่องชั่งสปริงอยู่ที่เดิม แล้วทำให้คานอยู่นิ่งในแนวระดับ ค่าที่อ่านได้จาก เครื่องชั่งสปริงจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… สรุปผลการทดลอง …………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………… ……………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………


จุดประสงค์ของกิจกรรม - เพื่อศึกษาโมเมนต์ของแรงที่กระทำต่อวัตถุ เวลาที่ใช้ 100 นาที วัสดุอุปกรณ์ รายการ ปริมาณต่อกลุ่ม 1. ไม้เมตร 2. เครื่องชั่งสปริง 3. ถุงทราย 4. เส้นเอ็น ความยาว 30 cm 1 อัน 1 เครื่อง 1 ถุง 1 เส้น *ครูควรตรวจอุปกรณ์ทุกชนิดให้อยู่ในสภาพพร้อมใช้งาน อภิปรายก่อนกิจกรรม ครูนำอภิปรายก่อนทำกิจกรรมดังนี้ 1. ครูอธิบายและแนะนำวิธีการใช้เครื่องชั่งสปริง และข้อควรระวังในการใช้ 2. ครูอธิบายวิธีการทดลองตามที่ระบุในกิจกรรม 1.5 และให้นักเรียนพยายามค้นหาคำตอบที่ตั้งไว้ในจุดประสงค์ของ การทำกิจกรรม 3. หลังทำกิจกรรมเสร็จแล้ว ครูให้นักเรียนทุกกลุ่มเขียนรายงานผลการทำกิจกรรม แล้วนำไปติดไว้ที่กระดานและให้ นักเรียนดูรายงานผลการทำกิจกรรมของกลุ่มอื่นทุกกลุ่มเพื่อเปรียบเทียบผลการทดลอง ผลการทดลอง เมื่อคานสมดุลในแนวระดับ 1. นำหนักถุงทราย 1 ถุง = 5.0 นิวตัน 2. ระยะระหว่างจุดแขวนคานถึงจุดแขวนถุงทราย = 0.15 เมตร 3. แรงดึงเครื่องชั่งสปริงในแนวดิ่ง = 4.9 นิวตัน 4. ระยะระหว่างจุดเกี่ยวเครื่องชั่งสปริงกับจุดแขวนคาน = 0.15 เมตร เฉลยกิจกรรมเรื่อง โมเมนต์ของแรง


คำถามหลังการทดลอง 1. ผลคูณระหว่างแรงที่วัดได้จากเครื่องชั่งสปริงกับระยะจากแนวแรงไปยังจุดแขวนคาน และผลคูณระหว่างน้ำหนัก ของถุงทรายกับระยะจากจุดแขวนถุงทรายไปยังจุดแขวนคานมีความสัมพันธ์กันหรือไม่ อย่างไร แนวการตอบ ขนาดของแรงที่วัดได้จากเครื่องชั่งสปริง x ระยะจากแนวแรงไปยังจุดหมุน = (4.9 N) x (0.15 N) = 0.74 N.m น้ำหนักถุงทราย x ระยะจากแนวแรงไปยังจุดหมุน = (5.0 N) x (0.15 N) = 0.75 N.m ดังนั้น ผลคูณระหว่างแรงที่วัดได้จากเครื่องชั่งสปริงกับระยะจากแนวแรงไปยังจุดแขวนคาน และผลคูณระหว่าง น้ำหนักของถุงทรายกับระยะจากจุดแขวนถุงทรายไปยังจุดแขวนคาน มีค่าเท่ากัน 1. ในกรณีที่เปลี่ยนตำแหน่งของถุงทราย โดยเครื่องชั่งสปริงอยู่ที่เดิม แล้วทำให้คานอยู่นิ่งในแนวระดับ ค่าที่อ่าน ได้จากเครื่องชั่งสปริงจะเปลี่ยนแปลงหรือไม่ อย่างไร แนวการตอบ มีค่าเปลี่ยนแปลง เมื่อเปลี่ยนตำแหน่งถุงทรายให้ห่างจากจุดหมุนมากขึ้น ค่าที่อ่านได้จาก เครื่องชั่งสปริงจะมากขึ้นด้วย สรุปผลการทดลอง เมื่อคานสมดุลในแนวระดับ ผลคูณระหว่างแรงที่วัดได้จากเครื่องชั่งสปริงกับระยะจากแนวแรงไปยังจุดแขวน คาน และผลคูณระหว่างน้ำหนักของถุงทรายกับระยะจากจุดแขวนถุงทรายไปยังจุดแขวนคาน มีค่าเท่ากัน


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 18 สาระที่ 2วิทยาศาสตร์กายภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเคลื่อนที่และแรง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง แรงและสนามของแรง เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว2.2ม.2/11 เขียนแผนภาพแสดงแรงแม่เหล็ก แรงไฟฟ้าและแรงโน้มถ่วงที่กระทำต่อวัตถุ 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1. ทดลองและอธิบายการละลายของสารในตัวทำละลาย 2. อธิบายความรู้เกี่ยวกับการละลายของสารในตัวทำละลายไปใช้ประโยชน์ 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. การตั้งประเด็นคำถามหรือตัวแปร 2. การสร้างสมมติฐาน 3. การเลือกเทคนิควิธีในการสำรวจตรวจสอบ 4. การรวบรวมข้อมูลและจัดกระทำข้อมูล 5. การวิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของประจักษ์พยาน 6. การสร้างแบบจำลองหรือรูปแบบการอธิบายหรือแสดงผลการสำรวจตรวจสอบ 7. การสร้างคำถามที่นำไปสู่การสำรวจตรวจสอบในสถานการณ์ใหม่ 8. การบันทึก อธิบาย และยอมรับผลการสำรวจตรวจสอบ 9. การแสดงผลงาน เขียน หรือนำเสนอผลงาน 10. การมีทักษะกระบวนการทำงาน 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี


3. สาระสำคัญ แม่เหล็กคือ สารแม่เหล็กที่มีโมเลกุลเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ สามารถมีแรงกระทำต่อ สารแม่เหล็กด้วยกันได้ เมื่อแขวนแม่เหล็กอย่างอิสระขั้วเหนือ (N) จะชี้ทิศขั้วโลกเหนือ ขั้วใต้ (S) จะชี้ทิศขั้วโลกใต้ ทำให้เชื่อว่าโลกมีอำนาจ แม่เหล็ก โดยขั้วเหนือ (N) ของแม่เหล็ก อยู่ทางขั้วโลกใต้ทางภูมิศาสตร์ และมีขั้วใต้ (S) ของแม่เหล็กอยู่ทางขั้วเหนือ ทางภูมิศาสตร์ โดยมีการทำมุมกันเล็กน้อย 4. สาระการเรียนรู้ แม่เหล็กคือ สารแม่เหล็กที่มีโมเลกุลเรียงตัวกันอย่างเป็นระเบียบ สามารถมีแรงกระทำต่อ สารแม่เหล็กด้วยกันได้ เมื่อแขวนแม่เหล็กอย่างอิสระขั้วเหนือ (N) จะชี้ทิศขั้วโลกเหนือ ขั้วใต้ (S) จะชี้ทิศขั้วโลกใต้ ทำให้เชื่อว่าโลกมีอำนาจแม่เหล็ก โดยขั้วเหนือ (N) ของแม่เหล็ก อยู่ทางขั้วโลกใต้ทางภูมิศาสตร์ และมีขั้วใต้ (S) ของแม่เหล็กอยู่ทางขั้วเหนือทางภูมิศาสตร์ โดยมีการทำมุมกันเล็กน้อย สนามแม่เหล็ก เมื่อนำแท่งแม่เหล็กไปดูดผงตะไบเหล็ก ผงตะไบเหล็กจะถูกดูดติดกับส่วนต่างๆ ของแท่งแม่เหล็ก และอยู่ใกล้ปลายแท่งแม่เหล็ก บริเวณดังกล่าว เรียกว่า ขั้วแม่เหล็กถ้าใช้เชือกผูกกึ่งกลางแท่งแม่เหล็ก แล้วแขวนแท่งแม่เหล็กนี้ให้อยู่ในแนวราบ จะพบว่าแท่งแม่เหล็ก จะวางตัวอยู่ในแนวทิศเหนือและทิศใต้ เราเรียกขั้วแม่เหล็กที่ชี้ไปทิศเหนือว่า ขั้วเหนือ และขั้วที่ชี้ไปทางทิศใต้ว่า ขั้วใต้ >>ขั้วแม่เหล็กมีแรงกระทำซึ่งกันและกัน ดังนี้ – ขั้วต่างกันออกแรงดึงดูดกัน – ขั้วเหมือนกันออกแรงผลักกัน รูปแสดงเส้นแรงแม่เหล็กมีทิศออกจากขั้ว N เข้าหาขั้ว S


เส้นแรงแม่เหล็ก เป็นเส้นที่แสดงทิศของสนามแม่เหล็กรอบๆแท่งแม่เหล็กนอกจากนั้นยังแสดง ความเข้มของสนามแม่เหล็กด้วยทิศของสนามคือทิศของแรงนี้กระทำกับขั้วเหนือในสนามแม่เหล็ก รูปแสดงการทดลองโรยผงเหล็กเพื่อดูสนามแม่เหล็ก รูปแสดงผงเหล็กที่มีแนวการเรียงตัวแทนสนามแม่เหล็ก รูปแสดงการใช้เข็มทิศหาทิศทางของเส้นแรงแม่เหล็ก โดนเข็มทิศชี้ตามทิศสนามแม่เหล็ก


5. รูปแสดงจุดสะเทินในสนามแม่เหล็ก เป็นจุดที่ไม่มีความเข้มสนามแม่เหล็ก เกิดจากการหักล้างกันของแรงแม่เหล็ก ความสัมพันธ์ระหว่างกระแสไฟฟ้าและสนามแม่เหล็ก มนุษย์ใช้ประโยชน์จากสนามแม่เหล็กโลก หลังจากได้พบว่า เมื่อวางแม่เหล็กแท่งเล็กๆ บนแกน ให้หมุนในแนวราบได้อย่างอิสระ แม่เหล็กจะวางตัวในแนวเหนือ-ใต้เสมอ จึงนำสมบัตินี้มาสร้าง เข็มทิศ เพื่อใช้บอกทิศทางนอกจากนี้สนามแม่เหล็กโลกยังมีความสำคัญต่อชีวิตบนโลกและทำให้เกิดปรากฏการณ์ ธรรมชาติที่สวยงามอีกด้วย สนามแม่เหล็กโลกทำหน้าที่ป้องกันชีวิตให้ปลอดอันตรายจาก ลมสุริยะ (solar wind) ซึ่งเป็นกระแสอนุภาคที่มีประจุ (ส่วนใหญ่เป็นโปรตอน อิเล็กตรอนและนิวเคลียสของฮีเลียน) ที่พุ่งออกมาจากดวงอาทิตย์ เพื่อไม่ให้อนุภาคเหล่านั้นผ่านชั้นบรรยากาศของโลก ลมสุริยะที่มาปะทะสนามแม่เหล็กโลกจะถูกเบี่ยงเบนอ้อมโลก อันตรกิริยาระหว่างสนามแม่เหล็กโลกกับลมสุริยะทำให้สนามแม่เหล็กโลกด้านตรงข้ามดวงอาทิตย์ลู่ไปคล้าย


หางของดาวหาง ซึ่งเรียกว่า แมกนีโตสเฟียร์ (magnetosphere) ดังรูป การเคลื่อนที่ของอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าในสนามแม่เหล็ก เมื่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าอยู่ในสนามไฟฟ้าจะมีแรงเนื่องจากสนามไฟฟ้ากระทำต่ออนุภาคนั้น ถ้าให้อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า q เคลื่อนที่ด้วยความเร็ว ในสนามแม่เหล็ก จะมีแรงกระทำต่ออนุภาคนั้นหรือไม่ เมื่ออิเล็กตรอนซึ่งเป็นอนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าลบ เคลื่อนที่ในทิศตั้งฉากกับสนามแม่เหล็กที่มีทิศพุ่งเข้าและตั้งฉากกับกระดาษ แนวการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนจะเบนโค้งลง แสดงว่ามีแรงกระทำต่ออิเล็กตรอนในทิศลง เมื่อกลับทิศของสนามแม่เหล็กแนวการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนจะเบนโค้งขึ้น แสดงว่ามีแรงกระทำต่ออิเล็กตรอนในทิศขึ้น แรงเนื่องจากสนามแม่เหล็กกระทำต่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า เรียกว่า แรงแม่เหล็ก (magnetic force) รูปแรงและแนวการเคลื่อนที่ของอิเล็กตรอนในสนามแม่เหล็ก


ในการหาทิศทางของแรงที่กระทำต่ออิเล็กตรอนซึ่งเป็นอนุภาคประจุไฟฟ้าลบใช้มือขวาโดยหันนิ้วทั้งสี่ไปทาง ทิศของความเร็ววนนิ้วทั้งสี่ไปหาสนามแม่เหล็กนิ้วหัวแม่มือจะชี้ไปทางทิศตรงข้ามกับทิศของแรงสำหรับการหาทิศของ แรงที่กระทำต่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าบวก ยังคงใช้มือขวา นิ้วหัวแม่มือจะชี้ไปทางทิศของแรง ก. อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าลบ ข. อนุภาคที่มีประจุไฟฟ้าบวก รูปการหาทิศของแรงที่กระทำต่ออนุภาคที่มีประจุไฟฟ้า เนื่องจากปริมาณทั้งสามคือความเร็ว สนามแม่เหล็กและแรงมีทิศตั้งฉากกันและกัน และ q เป็นประจุไฟฟ้าของอนุภาค พบว่าปริมาณเหล่านี้มีความสัมพันธ์กัน โดยหาขนาดของแรงได้ดังนี้ F = qvB 5.จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ


5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership) 6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ........................................... บูรณาการเรื่อง ...................................................


7. ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1. แบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง แรงแม่เหล็ก 2.แบบฝึกหัด เรื่อง แรงแม่เหล็ก 3.แบบฝึกหัดท้ายบท 4. สื่อเรื่อง แรงแม่เหล็ก 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 1.ขั้นนำเข้าสู่บทเรียน 1) ครูนำเข็มทิศมาแสดงให้นักเรียนดูและซักถามเพื่อกระตุ้นความสนใจของนักเรียน พร้อมตั้งประเด็นคำถาม เช่น –นักเรียนคิดว่า การเคลื่อนไหวของเข็มทิศเกิดจากสิ่งใด –ถ้าเปรียบโลกเป็นแม่เหล็ก นักเรียนคิดว่าสนามแม่เหล็กและเส้นแรงแม่เหล็กของโลก จะมีลักษณะใด 2) นักเรียนช่วยกันอภิปรายและแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสนามแม่เหล็ก เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การเรียนเรื่อง สนามแม่เหล็กโลก 2.ขั้นจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ครูจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้กระบวนการสืบเสาะหาความรู้ ซึ่งมีขั้นตอน ดังนี้ 1) ขั้นสร้างความสนใจ (1) ครูนำลูกโลกมาให้นักเรียนดู พร้อมตั้งประเด็นคำถาม เช่น –นักเรียนคิดว่าโลกสามารถเป็นแม่เหล็กได้หรือไม่ เพราะอะไร –ถ้าโลกมีสนามแม่เหล็กแล้วจะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลก หรือไม่ เพราะอะไร (2) ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายคำตอบของคำถามตามประสบการณ์ของนักเรียน แต่ละคน (3) ครูให้ความรู้กับนักเรียนเรื่อง สนามแม่เหล็กโลก (4) นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละประมาณ 4-5 คน ศึกษากิจกรรม สังเกต สนามแม่เหล็กโลกในหนังสือเรียน ให้แต่ละกลุ่มปฏิบัติกิจกรรมพร้อมทั้งสังเกตผลที่เกิดขึ้น เก็บรวบรวมข้อมูล และบันทึกผล -นำเชือกว่าวผูกบริเวณตรงกลางแท่งแม่เหล็กแล้วนำไปแขวนที่บริเวณต่าง ๆในห้องเรียน 3–4 ตำแหน่ง ให้ อยู่ห่างกันพอสมควร โดยจัดให้แท่งแม่เหล็กวางตัวในแนวระดับและสามารถหมุนได้อย่างคล่องแคล่ว -แขวนแท่งแม่เหล็กไว้สักครู่จนแท่งแม่เหล็กหยุดนิ่ง สังเกตการวางตัวของแท่งแม่เหล็กและบันทึกผลที่สังเกต ได้ -ดำเนินการซ้ำ 2–3 ครั้งในตำแหน่งที่แขวนแท่งแม่เหล็กทุกตำแหน่งสังเกตการวางตัวของแท่งแม่เหล็กและ บันทึกผลที่สังเกตได้


3.ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป 1 แต่ละกลุ่มส่งตัวแทนมานำเสนอผลการปฏิบัติกิจกรรมหน้าชั้นเรียน 2 ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย ซึ่งข้อสรุปที่ได้ควรเป็นดังนี้ เมื่อแท่งแม่เหล็กหมุนแล้วหยุดนิ่ง โดยขั้วเหนือของแท่งแม่เหล็กชี้ทางทิศเหนือและ ขั้วใต้ชี้ทิศใต้ ทุกครั้งและทุกตำแหน่ง แสดงว่าจะต้องมีแรงกระทำต่อแท่งแม่เหล็ก เมื่อแท่งแม่เหล็กหมุนใน แนวราบและต่อมาจึงหยุดนิ่ง ทุกครั้งขั้วเหนือของแม่เหล็กจะชี้ทิศเหนือ ส่วนขั้วใต้จะชี้ทิศใต้ เหตุผลก็คือ โลก แสดงตนเป็นแม่เหล็ก ซึ่งมีสนามแม่เหล็กแผ่คลุมไปทั้งโลก ทั้งนี้เส้นแรงแม่เหล็กมีทิศจากขั้วใต้ภูมิศาสตร์ไป หาขั้วโลกเหนือภูมิศาสตร์ จึงกล่าวได้ว่าขั้วเหนือของแม่เหล็กโลกอยู่ทางขั้วใต้ทางภูมิศาสตร์และมีขั้วใต้ของ แม่เหล็กโลกอยู่ทางขั้วเหนือทางภูมิศาสตร์ 4. ขั้นขยายความรู้ -ครูให้ความรู้เรื่องประโยชน์ของสนามแม่เหล็กโลก 5. ขั้นประเมิน 1. ครูให้นักเรียนแต่ละคนพิจารณาว่า จากหัวข้อที่เรียนมาและการปฏิบัติกิจกรรม มีจุดใดบ้างที่ยังไม่ เข้าใจหรือยังมีข้อสงสัย ถ้ามี ครูช่วยอธิบายเพิ่มเติมให้นักเรียนเข้าใจ 2. นักเรียนร่วมกันประเมินการปฏิบัติกิจกรรมกลุ่มว่ามีปัญหาหรืออุปสรรคใด และได้มีการแก้ไข อย่างไรบ้าง 3. ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับจากการปฏิบัติกิจกรรม และ การนำความรู้ที่ได้ไปใช้ประโยชน์ 4. ครูทดสอบความเข้าใจของนักเรียนโดยการให้ตอบคำถาม เช่น - สนามแม่เหล็กโลกเกิดจากอะไร - ประโยชน์ของสนามแม่เหล็กโลกมีอะไรบ้าง 5.ครูและนักเรียนร่วมกันสรุปเกี่ยวกับสนามแม่เหล็กโลกโดยร่วมกันสรุปเขียนเป็นแผนที่ความคิด หรือผังมโนทัศน์ 9. สื่อการสอน 1.หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 2. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 5. วีดีโอใน youtube เกี่ยวกับสนามของแรง 10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet


11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจสมุด 2.ตรวจแบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง สนามแม่เหล็กโลก 3. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ 1. แบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง สนามแม่เหล็กโลก 2. แบบประเมินพฤติกรรม 11.3 เกณฑ์การประเมิน 1. เขียนสรุปความรู้ที่ได้ถูกต้องอย่างน้อย 80 % 2. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัด ถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 3. มีระดับการประเมินพฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 คือ ดี 12 กิจกรรมเสนอแนะ - 13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้ K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ .......... ................... ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ............................................................................................................................. ............................................ 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ............................................................................................................................................................ .............


ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ................................................................................................................................................................. ..................... ข้อเสนอแนะ .................................................................................................. .................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ลงชื่อ ........................................................................ ( นางสาวนุชรา กุลรักษา ) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี )


ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ............................................................................................................................. ................................... ............................................................................................... ................................................................. ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ


ใบงานเรื่อง สนามแม่เหล็กโลก อุปกรณ์ 1.แท่งแม่เหล็กกลม 3–4แท่ง 2.เชือกว่าว 1 ม้วน ปัญหา เราสามารถตรวจสอบว่าโลกมีสนามแม่เหล็กโลกได้ด้วยวิธีใด ขั้นตอนการสังเกต 1. นำเชือกว่าวผูกบริเวณตรงกลางแท่งแม่เหล็กแล้วนำไปแขวนที่บริเวณต่าง ๆ ในห้องเรียน3–4 ตำแหน่ง ให้อยู่ห่างกันพอสมควรโดยจัดให้แท่งแม่เหล็กวางตัวในแนวระดับ และสามารถหมุนได้อย่างคล่องแคล่ว 2.แขวนแท่งแม่เหล็กไว้สักครู่จนแท่งแม่เหล็ก หยุดนิ่งสังเกตการณ์วางตัวของแท่งแม่เหล็กและบันทึกผล ที่สังเกตได้ 3.ดำเนินการซ้ำ 2–3 ครั้งในตำแหน่งที่แขวนแท่ง แม่เหล็กทุกตำแหน่งสังเกตการณ์วางตัวของแท่งแม่เหล็ก และบันทึกผลที่สังเกตได้ บันทึกผลการสังเกต เมื่อแท่งแม่เหล็กหยุดนิ่ง แท่งแม่เหล็กจะวางตัวในแนวทิศเหนือ–ทิศใต้โดยขั้วเหนือของแท่ง แม่เหล็กชี้ทิศเหนือและขั้วใต้ชี้ทิศใต้ สรุปผล เมื่อแท่งแม่เหล็กหยุดนิ่ง ขั้วเหนือของแท่งแม่เหล็กชี้ทางทิศเหนือและขั้วใต้ของแท่งแม่เหล็กชี้ทิศใต้ทุกครั้ง และทุกตำแหน่ง แสดงว่าจะต้องมีแรงกระทำต่อแท่งแม่เหล็ก คำถาม 1. ขั้วเหนือและขั้วใต้ของแท่งแม่เหล็กชี้ไปทางทิศใด แนวคำตอบ ขั้วเหนือของแท่งแม่เหล็กชี้ทางทิศเหนือและขั้วใต้ของแท่งแม่เหล็กชี้ทางทิศใต้ 2. สาเหตุที่ขั้วเหนือของแม่เหล็กชี้ทิศเหนือและขั้วใต้ของแม่เหล็กชี้ทิศใต้คืออะไร แนวคำตอบ เพราะโลกเปรียบเสมือนแม่เหล็กขนาดใหญ่ที่มีสนามแม่เหล็กแผ่ปกคลุมทั้งโลก โดยเส้น สนามแม่เหล็กมีทิศจากขั้วโลกใต้ภูมิศาสตร์ไปหาขั้วโลกเหนือภูมิศาสตร์ทำให้ขั้วเหนือของแม่เหล็กโลกอยู่ทางขั้วโลก ใต้และขั้วใต้ของแม่เหล็กโลกอยู่ทางขั้วโลกเหนือ และจากสมบัติของแม่เหล็กที่ว่าขั้วเหมือนกันผลักกัน ขั้วต่างกันดึงดูด กันนั่นเอง 3. เพราะเหตุใดเมื่อแท่งแม่เหล็กหมุนแล้วหยุดนิ่ง โดยขั้วเหนือของแท่งแม่เหล็กชี้ไปทางทิศเหนือและขั้วใต้ของแท่ง แม่เหล็กชี้ไปทางทิศใต้ทุกครั้งและทุกตำแหน่ง แนวคำตอบ แรงจากสนามแม่เหล็กโลกกระทำต่อแท่งแม่เหล็ก 4. ถ้าไม่ใช้แท่งแม่เหล็กแต่ใช้เข็มทิศแทน ผลที่เกิดขึ้นจะเหมือนกันหรือไม่ เพราะอะไร แนวคำตอบ ได้ผลเหมือนกัน เนื่องจากตัวเข็มทิศทำมาจากแม่เหล็ก 5. ผลสรุปของกิจกรรมนี้คืออะไร แนวคำตอบ โลกมีสมบัติเปรียบเสมือนแม่เหล็กขนาดใหญ่จึงทำให้แท่งแม่เหล็กพยายามวางตัวในแนวเหนือใต้ เสมอ


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 19 สาระที่ 2วิทยาศาสตร์กายภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเคลื่อนที่และแรง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง ตำแหน่ง ระยะทาง และการกระจัด เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว2.2ม.2/1 พยากรณ์การเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็นผลของแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุใน แนวเดียวกันจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ว2.2ม.2/2 เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลัพธ์ที่เกิด จากแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุในแนวเดียวกัน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1. ทดลองและอธิบายการละลายของสารในตัวทำละลาย 2. อธิบายความรู้เกี่ยวกับการละลายของสารในตัวทำละลายไปใช้ประโยชน์ 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. การตั้งประเด็นคำถามหรือตัวแปร 2. การสร้างสมมติฐาน 3. การเลือกเทคนิควิธีในการสำรวจตรวจสอบ 4. การรวบรวมข้อมูลและจัดกระทำข้อมูล 5. การวิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของประจักษ์พยาน 6. การสร้างแบบจำลองหรือรูปแบบการอธิบายหรือแสดงผลการสำรวจตรวจสอบ 7. การสร้างคำถามที่นำไปสู่การสำรวจตรวจสอบในสถานการณ์ใหม่ 8. การบันทึก อธิบาย และยอมรับผลการสำรวจตรวจสอบ 9. การแสดงผลงาน เขียน หรือนำเสนอผลงาน 10. การมีทักษะกระบวนการทำงาน 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี


3. สาระสำคัญ แรงลัพธ์หมายถึง ผลรวมของแรงที่กระทำต่อวัตถุทั้งขนาดและทิศทางถ้าแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุ ทำให้วัตถุ เปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นศูนย์ แต่ถ้าแรงที่กระทำต่อวัตถุนั้นไม่ ทำให้วัตถุ เปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะมีค่าเป็นศูนย์ 4. สาระการเรียนรู้ แรง(Force) คือ อำนาจอย่างหนึ่งที่ทำให้วัตถุหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่ได้ หรือกล่าวได้ว่าแรงสามารถทำให้วัตถุเปลี่ยน สภาพการเคลื่อนที่ แรงเป็นปริมาณเวคเตอร์(ปริมาณที่ต้องบอกขนาดและทิศทาง) หน่วยของแรง คือ นิวตัน (Newton สัญลักษณ์ N ) ถ้ามีแรงหลาย ๆ แรงมากระทำต่อวัตถุเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน เสมือนกับว่า มีแรงเพียงแรงเดียวมา กระทำต่อวัตถุนั้น เรียกแรงเสมือนแรงเดียวนี้ว่า แรงลัพธ์ (หรือกล่าวได้ว่าแรงลัพธ์คือผลรวมของแรงหลาย ๆ แรงที่กระทำต่อวัตถุนั้น ) การหาแรงลัพธ์ เนื่องจากแรงเป็นปริมาณเวคเตอร์ดังนั้นการหาแรงลัพธ์คิดเหมือนกับ การหาเวคเตอร์ลัพธ์ โดยแทนแรงด้วยลูกศร ความยาวของลูกศรจะแทนขนาดของแรง และทิศของลูกศรจะ แทนทิศทางของแรงที่กระทำ และวัตถุจะเคลื่อนที่ไปตามทิศของแรงลัพธ์ วิธีการหาแรงลัพธ์ 1. การหาแรงลัพธ์เมื่อแรงย่อยอยู่ในแนวเดียวกัน 1. เมื่อแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุ ในทิศเดียวกัน แรงลัพธ์ก็คือ ผลบวกของแรงทั้งสอง เช่น 2. เมื่่อแรงสองแรงกระทำต่อวัตถุในทิศทางตรงข้าม 2.1 ขนาดของแรงย่อยไม่เท่ากัน แรงลัพธ์ ก็คือผลต่างของแรงทั้งสอง เช่น


2.2 ขนาดของแรงย่อยเท่ากัน แรงทั้งสองจะหักล้างกัน แรงลัพธ์ เท่ากับ 0 วัตถุจีงไม่เคลื่อนที เช่น - การหาแรงลัพธ์เมื่อแรงย่อยทำมุมกัน สามารถหาได้ดังนี้ 1. วิธีสร้างสีเหลี่ยมด้านขนานแทนแรง โดยให้จุดเริ่้มต้นของแรงทั้งสองอยู่ีที่จุดเดียวกันแล้วต่อให้เป็นรูปสี เหลี่ยมด้าน ขนาน โดยมีด้านคู่ขนานยาวเท่ากับขนาดของแรง F1 F2 เส้นทแยงมุมที่ลากจากจุดเริ่มต้นไปยังมุม ตรงกันข้ามคือ ขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ ดังรูป 2. วิธีเขียนแรงย่อยต่อกันแบบหางต่อหัว โดยนำจุดเริ่มต้นของ F2 มาต่อกับจุดสิ้นสุดของ F1 แล้วลากเส้นจาก จุดเริ่มต้นไปยังจุดสิ้นสุด จะได้ขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ ดังรูป


5. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership)


6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ .........คณิตศาสตร์........ บูรณาการเรื่อง ...............การคิดคำนวณ............. 7. ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1. แบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง การรวมแรงลัพธ์ 2.แบบฝึกหัด เรื่องแรงลัพธ์ 3.แบบฝึกหัดท้ายบท 4. สื่อเรื่องแรงและการเคลื่อนที่ 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ ขั้นที่ 1 ขั้นสร้างความสนใจ (engagement phase) (15 นาที) 1.ครูพูดคุยและซักถามประสบการณ์เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องแรงที่เคยรับรู้มาก่อน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การจัดการเรียนรู้เรื่องแรงโดยใช้คำถามต่อไปนี้ – นักเรียนเคยออกแรงให้วัตถุเคลื่อนที่อย่างไร (ดันกล่องกระดาษเก็บเข้าที่) – วิธีการใดบ้างที่จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่ (ผลัก, ดึง ดัน เป็นต้น) 2.ครูนำรูปภาพที่เกี่ยวกับการใช้แรงในลักษณะต่างๆ มาให้นักเรียนดูพร้อมกับนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นตาม ประสบการณ์ของนักเรียนแต่ละคน 3.ครูช่วยอภิปรายรูปภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้นักเรียนเข้าใจมากยิ่งขึ้น ขั้นที่ 2 ขั้นสำรวจและค้นหา (exploration phase) (35 นาที) 1. นักเรียนแบ่งกลุ่ม กลุ่มละ 4-5 คน โดยคละเพศและความสามารถทางการเรียน 2. ครูแนะนำการใช้อุปกรณ์ในการทดลอง พร้อมทั้งอธิบายวิธีการทดลองให้นักเรียนฟัง 3. นักเรียนทำกิจกรรมที่ 3 เรื่อง ระยะทางและการกระจัด 4. นักเรียนนำเสนอผลการทดลอง ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายผลการทดลองร่วมกัน


ขั้นที่ 3 ขั้นอธิบายและลงข้อสรุป (explanation phase) (20 นาที) 1.ครูและนักเรียนร่วมกันอภิปราย ในการทดลอง 2. นักเรียนศึกษาใบความรู้เรื่องแรงลัพธ์และร่วมกันอภิปราย นำเสนอ สรุปความคิดรวบยอด ความคิดของนักเรียนและครูปรับความคิดให้ถูกต้อง ชัดเจนสมบูรณ์ ขั้นที่ 4 ขั้นขยายความคิด (expansion phase) (25 นาที) 1. ครูเฉลยคำตอบและให้คำปรึกษาแก่นักเรียน หลังจากนั้นครูและนักเรียนร่วมกันอภิปรายอธิบาย ถึงแนวทางการนำความรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ 2.ครูเสนอให้นักเรียนร่วมกันสืบค้นหาระยะทางจากประเทศไทยไปยังประเทศในสมาคมอาเซียนโดย ใช้ Application software ต่างๆ (บูรณาการอาเซียน) ขั้นที่ 5 ขั้นประเมินผล (evaluation phase) (15 นาที) 1.ครูและนักเรียนรวมกันสรุปและอภิปรายผลเรื่อง ระยะทางและการกระจัด 2.ครูตรวจแบบฝึกหัด เรื่อง ระยะทางและการกระจัด 9. สื่อการสอน 1.หนังสือเรียนสาระการเรียนรู้พื้นฐาน วิทยาศาสตร์ 3 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 2. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ นิยมวิทยา 3. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ สสวท. 4. หนังสือเรียนวิทยาศาสตร์ ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 เล่ม 1 ของ แม็ก 10. แหล่งเรียนรู้ในหรือนอกสถานที่ 1. ห้องสมุด 2. สืบค้นทาง Internet 11. การวัดและประเมินผล 11.1 วิธีการวัดและประเมินผล 1. ตรวจสมุด 2.ตรวจแบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง ระยะทางและการกระจัด 3. สังเกตพฤติกรรม 11.2 เครื่องมือ 1. แบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง ระยะทางและการกระจัด 2. แบบประเมินพฤติกรรม 11.3 เกณฑ์การประเมิน 1. เขียนสรุปความรู้ที่ได้ถูกต้องอย่างน้อย 80 % 2. นักเรียนตอบคำถามในแบบฝึกหัด ถูกต้องอย่างน้อย 70 % ของจำนวนข้อทั้งหมด 3. มีระดับการประเมินพฤติกรรมอยู่ในเกณฑ์ไม่ต่ำกว่าระดับ 3 คือ ดี 12 กิจกรรมเสนอแนะ -


13. บันทึกผลหลังการสอน 13.1 ด้านความรู้ K (Knowledge) จากการสอน เรื่อง ............................................................... ชั้น ..................... วันที่ .......... ................... ปรากฏว่า มีนักเรียนทั้งหมด ............. คน เมื่อวัดผลประเมินผลแล้ว มีนักเรียน อยู่ในระดับดี จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปานกลาง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. อยู่ในระดับปรับปรุง จำนวน ............. คน คิดเป็นร้อยละ ............. 13.2 ด้านทักษะและการปฏิบัติ P (Practice) ............................................................................................................................. ............................................ 13.3 ด้านเจตคติหรือคุณลักษณะอันพึงประสงค์ A (Attitude) ............................................................................................................................. ............................................ ปัญหา/อุปสรรค/แนวทางแก้ไข ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ................................................................................................................................................................. ..................... ............................................................................................................. ......................................................................... ข้อเสนอแนะ ............................................................................................................................. ......................................................... ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ ( นางสาวนุชรา กุลรักษา ) ตำแหน่ง ครู วิทยฐานะ ชำนาญการพิเศษ ความเห็นของหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ............................................................................................................................. ......................................................... ...................................................................................................................................................................................... ลงชื่อ ........................................................................ หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ ( นายสุธี ผลดี )


ความเห็นของหัวหน้าสถานศึกษา/ผู้ที่ได้รับมอบหมาย ได้ทำการตรวจแผนการเรียนรู้ของ นางสาวนุชรา กุลรักษา แล้วมีความคิดเห็นดังนี้ 1. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ ดีมาก ดี พอใช้ ควรปรับปรุง 2. การจัดกิจกรรมได้นำเอากระบวนการเรียนรู้ เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญมาใช้ในการสอนได้อย่างเหมาะสม ยังไม่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ควรปรับปรุงพัฒนาต่อไป 3. เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ที่ นำไปใช้ได้จริง ควรปรับปรุงก่อนนำไปใช้ 4. ข้อเสนอแนะอื่น ๆ ...................................................................................................................................................... .......... ........................................................................................................................ ........................................ ............................................................................................................................. ................................... ลงชื่อ ........................................................................ (นายสัมฤทธิ์ ผิวนิ่ม ) ตำแหน่ง รองผู้อำนวยการกลุ่มบริหารงานวิชาการ


วัน............เดือน..................................พ.ศ................... กลุ่มที่................................................ชั้น..................... ชื่อสมาชิกกลุ่ม ............................................................ .................................................................................... ..................................................................................... ใบกิจกรรมที่ 2 การละลายของสาร (อุณหภูมิ) จุดประสงค์การทำการทดลอง 1. ทดลองและอธิบายการละลายของตัวละลายชนิดเดียวกันในตัวทำละลายที่อุณภูมิต่างกัน อุปกรณ์และสารเคมี สารเคมี 1. น้ำกลั่น 2. จุนสี 3. น้ำแข็ง อุปกรณ์ 1. เทอร์มอมิเตอร์ 2. กระบอกตวงขนาด 10 cm3 3. ชุดตะเกียงแอลกอฮอล์ 4.แท่งแก้วคน 5. ช้อนตักสารเบอร์ 2 6. บีกเกอร์ขนาด 250 cm3 7. บีกเกอร์ขนาด 50 cm3 ขั้นตอนการทำการทดลอง 1. ร่วมตั้งสมมติฐานเกี่ยวกับผลของอุณหภูมิที่มีผลต่อสภาพการละลายได้ของจุนสีในน้ำ 2. ระบุตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุม 3. ออกแบบการทดลองเพื่อตรวจสอบสมมติฐาน โยใช้อุปกรณ์ที่กำหนด 4. ทำการทดลอง บันทึกผลการ อภิปรายและสรุปผลการทดลอง 5. นำเสนอรายงานการทดลอง ตารางบันทึกผลการทดลอง อภิปรายผลการทดลอง ............................................................................................................................. ............................................................ ......................................................................................................................................................................................... สรุปผลการทดลอง ............................................................................................................................. ............................................................ ............................................................................................................................. ............................................................


คำถามท้ายการทดลอง 1. อุณหภูมิมีผลอย่างไรต่อสภาพละลายได้ของสารแต่ละชนิด ............................................................................................................................. ............................................................ ..................................................................................................................................... .................................................... 2. ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม และตัวแปรควบคุมของการทดลองนี้ คือ อะไร .......................................................................................................................................... ............................................... ......................................................................................................................................................................................... 3. ผลการทดลองเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้หรือไม่ ....................................................................................................... .................................................................................. ............................................................................................................................. ........................................................... 4. ตัวละลายชนิดเดียวกันละลายในตัวทำละลายที่มีอุณหภูมิต่างกัน สภาพการละลายของสารต่างหรือ เหมือนกันอย่างไร ............................................................................................................................. ............................................................ .........................................................................................................................................................................................


แผนการจัดการเรียนรู้ที่ 20 สาระที่ 2วิทยาศาสตร์กายภาพ รายวิชา วิทยาศาสตร์ 3 รหัสวิชา ว22101 ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 หน่วยการเรียนรู้ที่ 4 การเคลื่อนที่และแรง ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 เรื่อง อัตราเร็วและความเร็ว เวลา 3 ชั่วโมง 1. มาตรฐานการเรียนรู้/ตัวชี้วัด มาตรฐาน ว ๒.๒ เข้าใจธรรมชาติของแรงในชีวิตประจำวัน ผลของแรงที่กระทำต่อวัตถุ ลักษณะ การเคลื่อนที่แบบต่าง ๆ ของวัตถุ รวมทั้งนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ ตัวชี้วัด ว2.2ม.2/1 พยากรณ์การเคลื่อนที่ของวัตถุที่เป็นผลของแรงลัพธ์ที่เกิดจากแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุใน แนวเดียวกันจากหลักฐานเชิงประจักษ์ ว2.2ม.2/2 เขียนแผนภาพแสดงแรงและแรงลัพธ์ที่เกิด จากแรงหลายแรงที่กระทำต่อวัตถุในแนวเดียวกัน 2. จุดประสงค์การเรียนรู้ 2.1 ความรู้ (K) 1. ทดลองและอธิบายการละลายของสารในตัวทำละลาย 2. อธิบายความรู้เกี่ยวกับการละลายของสารในตัวทำละลายไปใช้ประโยชน์ 2.2 ทักษะ/กระบวนการ/กระบวนการคิด (P) 1. การตั้งประเด็นคำถามหรือตัวแปร 2. การสร้างสมมติฐาน 3. การเลือกเทคนิควิธีในการสำรวจตรวจสอบ 4. การรวบรวมข้อมูลและจัดกระทำข้อมูล 5. การวิเคราะห์และประเมินความสอดคล้องของประจักษ์พยาน 6. การสร้างแบบจำลองหรือรูปแบบการอธิบายหรือแสดงผลการสำรวจตรวจสอบ 7. การสร้างคำถามที่นำไปสู่การสำรวจตรวจสอบในสถานการณ์ใหม่ 8. การบันทึก อธิบาย และยอมรับผลการสำรวจตรวจสอบ 9. การแสดงผลงาน เขียน หรือนำเสนอผลงาน 10. การมีทักษะกระบวนการทำงาน 2.3 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) 1. ทำงานเป็นระเบียบ 2. มีระเบียบวินัย 3. มีความรับผิดชอบ 4. การเรียนรู้อย่างมีความสุข 5. ทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี


3. สาระสำคัญ แรงลัพธ์หมายถึง ผลรวมของแรงที่กระทำต่อวัตถุทั้งขนาดและทิศทางถ้าแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุ ทำให้วัตถุ เปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นนั้นไม่เป็นศูนย์ แต่ถ้าแรงที่กระทำต่อวัตถุนั้นไม่ ทำให้วัตถุ เปลี่ยนแปลงสภาพการเคลื่อนที่ แรงลัพธ์ที่เกิดขึ้นจะมีค่าเป็นศูนย์ 4. สาระการเรียนรู้ แรง(Force) คือ อำนาจอย่างหนึ่งที่ทำให้วัตถุหยุดนิ่งหรือเคลื่อนที่ได้ หรือกล่าวได้ว่าแรงสามารถทำให้วัตถุเปลี่ยน สภาพการเคลื่อนที่ แรงเป็นปริมาณเวคเตอร์(ปริมาณที่ต้องบอกขนาดและทิศทาง) หน่วยของแรง คือ นิวตัน (Newton สัญลักษณ์ N ) ถ้ามีแรงหลาย ๆ แรงมากระทำต่อวัตถุเดียวกัน ในเวลาเดียวกัน เสมือนกับว่า มีแรงเพียงแรงเดียวมา กระทำต่อวัตถุนั้น เรียกแรงเสมือนแรงเดียวนี้ว่า แรงลัพธ์ (หรือกล่าวได้ว่าแรงลัพธ์คือผลรวมของแรงหลาย ๆ แรงที่กระทำต่อวัตถุนั้น ) การหาแรงลัพธ์ เนื่องจากแรงเป็นปริมาณเวคเตอร์ดังนั้นการหาแรงลัพธ์คิดเหมือนกับ การหาเวคเตอร์ลัพธ์ โดยแทนแรงด้วยลูกศร ความยาวของลูกศรจะแทนขนาดของแรง และทิศของลูกศรจะ แทนทิศทางของแรงที่กระทำ และวัตถุจะเคลื่อนที่ไปตามทิศของแรงลัพธ์ วิธีการหาแรงลัพธ์ 1. การหาแรงลัพธ์เมื่อแรงย่อยอยู่ในแนวเดียวกัน 1. เมื่อแรงลัพธ์กระทำต่อวัตถุ ในทิศเดียวกัน แรงลัพธ์ก็คือ ผลบวกของแรงทั้งสอง เช่น 2. เมื่่อแรงสองแรงกระทำต่อวัตถุในทิศทางตรงข้าม 2.1 ขนาดของแรงย่อยไม่เท่ากัน แรงลัพธ์ ก็คือผลต่างของแรงทั้งสอง เช่น


2.2 ขนาดของแรงย่อยเท่ากัน แรงทั้งสองจะหักล้างกัน แรงลัพธ์ เท่ากับ 0 วัตถุจีงไม่เคลื่อนที เช่น - การหาแรงลัพธ์เมื่อแรงย่อยทำมุมกัน สามารถหาได้ดังนี้ 1. วิธีสร้างสีเหลี่ยมด้านขนานแทนแรง โดยให้จุดเริ่้มต้นของแรงทั้งสองอยู่ีที่จุดเดียวกันแล้วต่อให้เป็นรูปสี เหลี่ยมด้าน ขนาน โดยมีด้านคู่ขนานยาวเท่ากับขนาดของแรง F1 F2 เส้นทแยงมุมที่ลากจากจุดเริ่มต้นไปยังมุม ตรงกันข้ามคือ ขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ ดังรูป 2. วิธีเขียนแรงย่อยต่อกันแบบหางต่อหัว โดยนำจุดเริ่มต้นของ F2 มาต่อกับจุดสิ้นสุดของ F1 แล้วลากเส้นจาก จุดเริ่มต้นไปยังจุดสิ้นสุด จะได้ขนาดและทิศทางของแรงลัพธ์ ดังรูป


5. จุดเน้นสู่การพัฒนาคุณภาพผู้เรียน 5.1 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ (A) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) รักชาติ ศาสน์ กษัตริย์ ซื่อสัตย์สุจริต มีวินัย ใฝ่เรียน อยู่อย่างพอเพียง มุ่งมั่นในการทำงาน รักความเป็นไทย มีจิตสาธารณะ 5.2 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต ความสามารถในด้านความคิดสร้างสรรค์ ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี 5.3 ทักษะของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 (3R 8C + 2L) (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) ทักษะการอ่าน (Reading) ทักษะการ เขียน (Writing) ทักษะการ คิดคำนวณ (Arithmetic) ทักษะด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณและทักษะในการแก้ปัญหา (Critical thinking and problem solving) ทักษะด้านการสร้างสรรค์และนวัตกรรม (Creativity and innovation) ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ (Collaboration , teamwork and leadership) ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ (Cross-cultural understanding) ทักษะด้าน การสื่อสาร สารสนเทศ และรู้เท่าทันสื่อ (Communication information and media literacy) ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร (Computing) ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ (Career and learning self-reliance, change) ทักษะการเปลี่ยนแปลง (Change) ทักษะการเรียนรู้ (Learning Skills) ภาวะผู้นำ (Leadership)


6. สาระการเรียนรู้สู่การบูรณาการ (เฉพาะที่เกิดในหน่วยการเรียนรู้นี้) กระบวนการคิด ภูมิปัญญาท้องถิ่น คุณธรรม จริยธรรม ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง งานสวนพฤกษศาสตร์โรงเรียน สะเต็มศึกษา อาเซียน สิ่งแวดล้อม (โรงเรียนปลอดขยะ) ยุทธศาสตร์ชาติ พ.ศ.2561-2580 กลุ่มสาระการเรียนรู้ ....... ..คณิตศาสตร์........ บูรณาการเรื่อง ...............การคิดคำนวณ............. 7. ชิ้นงานหรือภาระงาน ( หลักฐาน / ร่องรอยแสดงความรู้ ) 1. แบบรายงานผลการทดลอง เรื่อง การรวมแรงลัพธ์ 2.แบบฝึกหัด เรื่องแรงลัพธ์ 3.แบบฝึกหัดท้ายบท 4. สื่อเรื่องแรงและการเคลื่อนที่ 8. การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ กิจกรรมการเรียนรู้: การสอนแบบสืบเสาะหาความรู้Inquiry Cycle (5Es) คือ การจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ตามขั้นตอนการสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ มี5 ขั้นตอน ดังนี้ 1. ขั้นสร้างความสนใจ (Engagement) 1.1.ครูพูดคุยและซักถามประสบการณ์เดิมของนักเรียนเกี่ยวกับเรื่องแรงที่เคยรับรู้มาก่อน เพื่อเชื่อมโยงไปสู่การจัดการเรียนรู้เรื่องแรงโดยใช้คำถามต่อไปนี้ – นักเรียนเคยออกแรงให้วัตถุเคลื่อนที่อย่างไร (ดันกล่องกระดาษเก็บเข้าที่) – วิธีการใดบ้างที่จะทำให้วัตถุเคลื่อนที่ (ผลัก, ดึง ดัน เป็นต้น) 1.2.ครูนำรูปภาพที่เกี่ยวกับการใช้แรงในลักษณะต่างๆ มาให้นักเรียนดูพร้อมกับนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็นตาม ประสบการณ์ของนักเรียนแต่ละคน 1.3 ครูช่วยอภิปรายรูปภาพเหตุการณ์ต่าง ๆ ให้นักเรียนเข้าใจมากยิ่งขึ้น 2. ขั้นสำรวจและค้นหาข้อมูล (Exploration) 2.1. ครูให้นักเรียนศึกษาความรู้จากหนังสื่อ สสวท. รายวิชาวิทยาศาสตร์3 ม.2 เล่ม 1 ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เรื่อง ผลของแรงลัพธ์ที่กระทำต่อวัตถุ 2.2. แบ่งกลุ่มนักเรียนออกเป็นกลุ่มละ 5 – 7 คน แล้วให้นักเรียนเขียนชื่อสมาชิกกลุ่มพร้อมชั้น ห้อง เลขที่ ให้เรียบร้อย 2.3. ครูให้นักเรียนแต่ละกลุ่มส่งตัวแทนออกมารับใบงานกิจกรรมที่ 1.1. เรื่อง การศึกษาความเร็วใน ตกของวัตถุ


Click to View FlipBook Version