The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

E-Book รวมกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by prasertphong, 2022-02-13 09:01:14

E-Book รวมกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

E-Book รวมกฎหมายเกี่ยวกับสิ่งแวดล้อม

หนา้ 199

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๘๖ ก หนา้ ๒๘ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

“ผูค้ วบคมุ พาหนะ” หมายความว่า ผู้รับผิดชอบในการควบคมุ พาหนะ
“ผู้เดินทาง” หมายความว่า คนซึ่งเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร และให้หมายความรวมถึง
ผู้ควบคุมพาหนะและคนประจาํ พาหนะ
“การสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค” หมายความว่า การกระทําทางการแพทย์ต่อคน หรือสัตว์
โดยวธิ กี ารใด ๆ เพือ่ ใหค้ นหรอื สัตว์เกดิ ความตา้ นทานโรค
“ทเี่ อกเทศ” หมายความว่า ท่ีใด ๆ ซ่ึงเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกําหนดให้เป็นที่สําหรับแยกกัก
หรือกักกันคนหรือสัตว์ที่เป็นหรือมีเหตุสงสัยว่าเป็นโรคติดต่อใด ๆ เพ่ือป้องกันมิให้โรคนั้นแพร่โดยทางตรง
หรอื ทางออ้ มไปยังผซู้ ึ่งอาจได้รับเชอ้ื โรคนน้ั ๆ ได้
“สุขาภิบาล” หมายความว่า การควบคุม ป้องกัน หรือรักษาสภาพส่ิงแวดล้อมและปัจจัยที่มีผล
ต่อการเกดิ หรือการแพร่ของโรคติดตอ่
“ช่องทางเขา้ ออก” หมายความวา่ ช่องทางหรือสถานที่ใด ๆ ที่ใช้สําหรับผ่านเข้าออกระหว่างประเทศ
ของผู้เดินทาง พาหนะ และสงิ่ ของต่าง ๆ ทง้ั น้ี ให้หมายความรวมถึงพื้นท่ีหรือบริเวณทีจ่ ัดไวเ้ พอ่ื ให้บริการ
ดังกล่าว
“คณะกรรมการ” หมายความว่า คณะกรรมการโรคตดิ ต่อแหง่ ชาติ
“คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด” หมายความว่า คณะกรรมการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ
ประจําจังหวดั
“คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร” หมายความว่า คณะกรรมการป้องกันและควบคุม
โรคตดิ ต่อประจํากรงุ เทพมหานคร
“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น
รฐั วสิ าหกจิ องคก์ ารมหาชน และหน่วยงานอ่นื ของรฐั
“เจา้ พนักงานควบคุมโรคติดต่อ” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรแี ต่งต้งั ใหป้ ฏิบตั กิ ารตามพระราชบัญญัตนิ ้ี
“อธบิ ดี” หมายความวา่ อธิบดีกรมควบคุมโรค
“รัฐมนตรี” หมายความวา่ รัฐมนตรผี ู้รกั ษาการตามพระราชบญั ญตั นิ ี้
มาตรา ๕ ให้รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงสาธารณสขุ รกั ษาการตามพระราชบัญญัติน้ี และให้มี
อํานาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ ออกกฎกระทรวงกําหนดกิจการอ่ืน ตลอดจนออกระเบียบ
หรือประกาศเพือ่ ปฏบิ ตั ิการตามพระราชบญั ญัตินี้
กฎกระทรวง ระเบยี บ และประกาศน้ัน เม่อื ไดป้ ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษาแลว้ ใหใ้ ช้บังคบั ได้

หมวด ๑
บททวั่ ไป

มาตรา ๖ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ให้รัฐมนตรีโดยคําแนะนํา
ของคณะกรรมการมอี ํานาจประกาศกาํ หนด ดงั ตอ่ ไปน้ี

หน้า 200

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๘๖ ก หน้า ๒๙ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

(๑) ช่อื และอาการสาํ คญั ของโรคติดตอ่ อนั ตรายและโรคติดต่อทีต่ ้องเฝ้าระวัง
(๒) ช่องทางเข้าออกแห่งใดในราชอาณาจักรให้เป็นด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ
และยกเลกิ ดา่ นควบคมุ โรคตดิ ตอ่ ระหวา่ งประเทศ
(๓) การสรา้ งเสริมภมู ิค้มุ กนั โรค
มาตรา ๗ เพ่ือประโยชนใ์ นการปอ้ งกันและควบคมุ โรคติดต่อ ให้รัฐมนตรโี ดยความเห็นชอบ
ของคณะกรรมการมอี าํ นาจประกาศกําหนด ดังตอ่ ไปน้ี
(๑) หลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งในกรณีท่ีมีโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวัง
หรอื โรคระบาดเกิดขน้ึ
(๒) หลกั เกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขในการดําเนินการหรือออกคําสั่ง และการสอบสวนโรค
(๓) หลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขเก่ียวกับการกําหนดค่าใช้จ่ายสําหรับเจ้าของพาหนะ
หรือผคู้ วบคมุ พาหนะ
(๔) หลักเกณฑ์ วธิ ีการ และเงือ่ นไขทผ่ี ้เู ดินทางต้องเป็นผู้รับผิดชอบคา่ ใชจ้ ่าย
มาตรา ๘ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด
ที่อาจจะเข้ามาภายในราชอาณาจักร ให้รัฐมนตรีโดยคําแนะนําของคณะกรรมการด้านวิชาการมีอํานาจประกาศ
ให้ท้องที่หรือเมืองท่าใดนอกราชอาณาจักรเป็นเขตติดโรค และยกเลิกประกาศเม่ือสภาวการณ์ของโรคน้ัน
สงบลงหรือกรณีมีเหตอุ ันสมควร
มาตรา ๙ เพ่ือประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคระบาด ให้อธิบดีโดยคําแนะนําของ
คณะกรรมการด้านวิชาการมีอํานาจประกาศชื่อ อาการสําคัญ และสถานท่ีท่ีมีโรคระบาด และแจ้งให้
เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๓๔ ทราบ รวมทั้งประกาศยกเลิกเม่ือสภาวการณ์ของโรคน้ัน
สงบลงหรือกรณีมเี หตุอนั สมควร
มาตรา ๑๐ ในกรณีท่ีข้อมูลจากการเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค หรือการแจ้งหรือรายงาน
ตามพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งมีการพาดพิงถึงตัวบุคคลท้ังที่ระบุตัวได้หรือไม่สามารถระบุตัวได้ จะต้องเก็บ
เป็นความลับและประมวลผลโดยไม่เปิดเผยชื่อ ทั้งนี้ การประมวลผลดังกล่าวจะต้องเหมาะสมและตรงกับ
วตั ถปุ ระสงคใ์ นการปอ้ งกนั และควบคมุ โรค
เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่ออาจเปิดเผยข้อมูลตามวรรคหน่ึงบางส่วนที่เก่ียวกับการรักษา
การป้องกัน การควบคุมโรคติดต่ออันตราย หรือการเกิดโรคระบาด ซึ่งมีผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชน
โดยได้รบั คํายนิ ยอมจากเจา้ ของขอ้ มูลหรือตามหลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงือ่ นไขท่ีคณะกรรมการประกาศกําหนด

หมวด ๒
คณะกรรมการโรคติดต่อแหง่ ชาติ

มาตรา ๑๑ ให้มีคณะกรรมการคณะหนึ่ง เรียกว่า “คณะกรรมการโรคติดต่อแห่งชาติ”
ประกอบดว้ ย

หน้า 201

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๘๖ ก หน้า ๓๐ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

(๑) รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานกรรมการ
(๒) ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงคมนาคม
ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข
เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา ผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ อธิบดีกรมการแพทย์ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์
อธิบดีกรมปศุสัตว์ อธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์
อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น อธิบดีกรมอนามัย อธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธุ์พืช
และปลดั กรงุ เทพมหานคร เป็นกรรมการ
(๓) กรรมการซึ่งมาจากผู้แทนแพทยสภา ผูแ้ ทนสภาการพยาบาล ผู้แทนสภาเทคนิคการแพทย์
และผูแ้ ทนสมาคมโรงพยาบาลเอกชน จาํ นวนแห่งละหนึ่งคน
(๔) กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิ ซึ่งรัฐมนตรีแต่งต้ังจากผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ และมีประสบการณ์
เป็นท่ีประจักษ์ในด้านการสาธารณสุข การควบคุมโรค และด้านอื่นที่เป็นประโยชน์ในการป้องกันควบคุม
โรคติดต่อ จํานวนส่ีคน โดยในจํานวนน้ีต้องแต่งตั้งจากองค์กรพัฒนาเอกชนซ่ึงมีวัตถุประสงค์ท่ีมิใช่เป็น
การแสวงหาผลกาํ ไรและดําเนินกิจกรรมด้านการสาธารณสขุ อย่างน้อยหนง่ึ คน
ให้อธิบดีกรมควบคุมโรคเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้อํานวยการสํานักโรคติดต่อท่ัวไป
เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการคนที่หน่ึง และผู้อํานวยการสํานักระบาดวิทยาเป็นกรรมการและ
ผ้ชู ่วยเลขานุการคนท่สี อง
คณุ สมบัติ หลกั เกณฑ์ และวิธกี ารไดม้ าซึง่ กรรมการผทู้ รงคุณวุฒิใหเ้ ป็นไปตามระเบียบที่รัฐมนตรี
ประกาศกาํ หนด
มาตรา ๑๒ กรรมการผทู้ รงคุณวฒุ ิมีวาระการดาํ รงตาํ แหนง่ คราวละสามปี
ในกรณีท่ีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิพ้นจากตําแหน่งก่อนครบวาระ ให้รัฐมนตรีแต่งต้ังกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิด้านเดียวกันแทนภายในสามสิบวันนับแต่วันท่ีพ้นจากตําแหน่ง และให้ผู้ได้รับแต่งต้ังให้
ดํารงตาํ แหน่งแทนอยใู่ นตาํ แหนง่ เท่ากบั วาระทเ่ี หลอื อย่ขู องกรรมการซ่งึ ตนแทน เวน้ แตว่ าระของกรรมการ
ผู้ทรงคุณวุฒิจะเหลืออยู่ไม่ถึงเก้าสิบวัน รัฐมนตรีจะไม่ดําเนินการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิแทนก็ได้
และในการน้ใี หค้ ณะกรรมการประกอบด้วยกรรมการเท่าทีเ่ หลืออยู่
มาตรา ๑๓ นอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระ กรรมการผู้ทรงคุณวฒุ ิพน้ จากตาํ แหนง่ เมอื่
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) รัฐมนตรีให้ออก เพราะมีพฤติกรรมเส่ือมเสีย บกพร่องหรือไม่สุจริตต่อหน้าที่ หรือ
หยอ่ นความสามารถ
(๔) เป็นบุคคลล้มละลาย
(๕) เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมอื นไร้ความสามารถ

หนา้ 202

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๘๖ ก หน้า ๓๑ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

(๖) ไดร้ บั โทษจาํ คกุ โดยคําพพิ ากษาถงึ ท่สี ุดให้จําคุก เวน้ แตเ่ ป็นโทษสําหรับความผิดที่ได้กระทํา
โดยประมาทหรอื ความผิดลหุโทษ

มาตรา ๑๔ ให้คณะกรรมการมอี าํ นาจหนา้ ท่ี ดังต่อไปนี้
(๑) กาํ หนดนโยบาย วางระบบ และแนวทางปฏิบตั ใิ นการเฝา้ ระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ
เพื่อให้หน่วยงานของรัฐ คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร
ดาํ เนนิ การใหเ้ ปน็ ไปตามพระราชบัญญตั นิ ้ี
(๒) พิจารณาให้ความเห็นชอบแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ
หรือโรคระบาด และเสนอคณะรัฐมนตรใี ห้ความเหน็ ชอบ
(๓) เสนอความเห็นต่อรัฐมนตรีในการออกกฎกระทรวง ระเบียบ ประกาศและแนวทางปฏิบัติ
เพอ่ื ปฏิบัตติ ามพระราชบญั ญตั ิน้ี
(๔) ให้คําปรึกษา แนะนํา และประสานงานแก่หน่วยงานของรัฐและเอกชนเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง
ปอ้ งกนั และควบคุมโรคตดิ ต่อ
(๕) ติดตาม ประเมินผล และตรวจสอบการดําเนินงานของหน่วยงานของรัฐ คณะกรรมการ
โรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร เพื่อให้ปฏิบัติตามแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง
ป้องกนั และควบคุมโรคติดตอ่ หรอื โรคระบาดท่ีคณะรัฐมนตรใี หค้ วามเหน็ ชอบตาม (๒)
(๖) พิจารณาให้ความเห็นชอบหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขเก่ียวกับการเบิกจ่ายค่าชดเชย
ค่าทดแทน ค่าตอบแทน หรือค่าใช้จ่ายอื่นท่ีจําเป็นในการดําเนินการเฝ้าระวัง การสอบสวนโรค การป้องกัน
หรือการควบคุมโรคตดิ ต่อ
(๗) แต่งตัง้ คณะกรรมการดา้ นวิชาการหรือคณะอนุกรรมการ เพอื่ ปฏบิ ตั กิ ารตามพระราชบัญญัติน้ี
(๘) ปฏิบัติการอื่นใดตามที่พระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอ่ืนบัญญัติให้เป็นอํานาจหน้าที่ของ
คณะกรรมการ หรอื ตามทคี่ ณะรฐั มนตรมี อบหมาย
มาตรา ๑๕ การประชุมของคณะกรรมการ ต้องมีกรรมการมาประชุมไม่น้อยกว่าก่ึงหน่ึง
ของจาํ นวนกรรมการทัง้ หมดเทา่ ท่มี ีอยู่ จึงเป็นองคป์ ระชุม
ให้ประธานกรรมการเป็นประธานในที่ประชุม ถ้าประธานกรรมการไม่มาประชุมหรือไม่อาจ
ปฏิบตั หิ น้าท่ีได้ ให้กรรมการที่มาประชมุ เลือกกรรมการคนหนง่ึ เปน็ ประธานในท่ีประชุม
การวนิ จิ ฉยั ชข้ี าดของทปี่ ระชมุ ใหถ้ อื เสียงข้างมาก
กรรมการคนหน่ึงให้มีเสียงหน่ึงในการลงคะแนน ถ้าคะแนนเสียงเท่ากัน ให้ประธานในที่ประชุม
ออกเสียงเพิ่มขึ้นอีกเสยี งหนึ่งเปน็ เสยี งช้ขี าด
มาตรา ๑๖ ให้มีคณะกรรมการด้านวิชาการคณะหน่ึง ประกอบด้วยประธานกรรมการ
ซ่ึงแต่งต้ังจากกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๑ (๔) และให้มีกรรมการซ่ึงแต่งต้ังจากผู้มีความรู้
ความเชยี่ วชาญ และประสบการณ์ดา้ นโรคตดิ ต่อ อีกจํานวนไม่เกนิ เจด็ คน

หนา้ 203

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๘๖ ก หน้า ๓๒ ๘ กนั ยายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

คณะกรรมการดา้ นวชิ าการมีอาํ นาจหน้าที่ ดงั ต่อไปนี้
(๑) ให้คําแนะนําแกร่ ัฐมนตรใี นการประกาศเขตตดิ โรค
(๒) ใหค้ าํ แนะนําแก่อธิบดใี นการประกาศโรคระบาด
(๓) ให้คําแนะนําแก่รัฐมนตรีหรืออธิบดีในการประกาศยกเลิกเม่ือสภาวการณ์ของโรคตาม (๑)
หรือ (๒) แล้วแต่กรณี สงบลงหรอื กรณีมเี หตอุ นั สมควร
(๔) ปฏิบัติการตามทคี่ ณะกรรมการมอบหมาย
ให้นําความในมาตรา ๑๒ และมาตรา ๑๓ มาใช้บังคับแก่กรณีวาระการดํารงตําแหน่งและการพ้นจาก
ตําแหนง่ ของคณะกรรมการดา้ นวิชาการโดยอนุโลม
มาตรา ๑๗ ให้นําความในมาตรา ๑๕ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการด้านวิชาการ
และคณะอนุกรรมการโดยอนโุ ลม
มาตรา ๑๘ ในการปฏิบัติหน้าที่ตามพระราชบัญญัติน้ีให้คณะกรรมการ คณะกรรมการ
ด้านวิชาการ และคณะอนุกรรมการมีอํานาจออกคําสั่งเป็นหนังสือเรียกให้บุคคลใด ๆ มาให้ข้อเท็จจริง
หรือแสดงความคิดเห็น หรือให้จัดส่งข้อมูล หรือเอกสารใด ๆ ที่จําเป็นหรือข้อคิดเห็นมาเพ่ือใช้ประกอบ
การพิจารณาได้
มาตรา ๑๙ ให้กรมควบคุมโรคเป็นสํานักงานเลขานุการของคณะกรรมการ คณะกรรมการ
ด้านวิชาการ และคณะอนกุ รรมการ รบั ผิดชอบงานธรุ การ โดยใหม้ อี ํานาจหน้าท่ี ดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) เป็นหน่วยงานกลางในการดําเนินการเก่ียวกับการพิจารณาเสนอนโยบาย และวางระบบ
ในการเฝา้ ระวงั ป้องกัน และควบคมุ โรคตดิ ต่อ
(๒) จัดทําระบบในการเฝ้าระวังโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง และโรคระบาด
เพ่อื เสนอต่อคณะกรรมการ
(๓) จัดทําแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อหรือโรคระบาดเพื่อเสนอต่อ
คณะกรรมการ
(๔) เปน็ ศูนยข์ ้อมูลกลางในการประชาสัมพันธ์หรือเผยแพร่ข้อมูลและข่าวสารเก่ียวกับการเฝ้าระวัง
การปอ้ งกัน และการควบคุมสภาวการณข์ องโรคตดิ ต่อและโรคระบาด
(๕) เป็นหน่วยงานประสานงานในการติดตาม ประเมินผล และตรวจสอบการดําเนินการของ
คณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด และคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครเก่ียวกับการดําเนินการ
ตามแผนปฏิบตั กิ ารเฝา้ ระวงั ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อหรือโรคระบาดท่ีคณะกรรมการให้ความเห็นชอบ
เพ่ือเสนอตอ่ คณะกรรมการ
(๖) ปฏิบตั ิการ ประสานการปฏบิ ตั ิ ให้การสนบั สนนุ และช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐและเอกชน
ให้เกดิ การปฏิบัตกิ ารตามนโยบายและแผนการเฝ้าระวัง ป้องกนั และควบคมุ โรคตดิ ต่อ

หน้า 204

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๘๖ ก หน้า ๓๓ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

(๗) ส่งเสริม สนับสนุน และประสานงานทางด้านวิชาการ เวชภัณฑ์และวัสดุอุปกรณ์ในการเฝ้าระวัง
ป้องกนั ควบคุม หรือวินจิ ฉยั เก่ียวกบั โรคตดิ ต่อ

(๘) ปฏิบัติการอ่ืนใดตามที่คณะกรรมการ คณะกรรมการด้านวิชาการ หรือคณะอนุกรรมการ
มอบหมาย

หมวด ๓
คณะกรรมการโรคติดตอ่ จังหวดั

มาตรา ๒๐ ให้มคี ณะกรรมการโรคตดิ ตอ่ จังหวัด ประกอบด้วย
(๑) ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั เปน็ ประธานกรรมการ
(๒) ปลัดจังหวัด ประชาสัมพันธ์จังหวัด ปศุสัตว์จังหวัด หัวหน้าสํานักงานป้องกันและบรรเทา
สาธารณภัยจังหวัด ผู้อํานวยการสํานักงานป้องกันควบคุมโรคท่ีรับผิดชอบในเขตจังหวัด และนายกองค์การ
บริหารสว่ นจังหวดั เป็นกรรมการ
(๓) นายกเทศมนตรี จํานวนหน่ึงคน และนายกองค์การบริหารส่วนตําบล จํานวนหน่ึงคน
ซึง่ ผูว้ ่าราชการจังหวดั แต่งตงั้ เป็นกรรมการ
(๔) ผู้อํานวยการโรงพยาบาลศนู ย์หรอื ผูอ้ าํ นวยการโรงพยาบาลทัว่ ไป จํานวนหน่ึงคน ผู้อํานวยการ
โรงพยาบาลชุมชน จํานวนสองคน และสาธารณสุขอําเภอ จํานวนสองคน ซ่ึงผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง
เปน็ กรรมการ
(๕) ผู้ดําเนินการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาล จํานวนหนึ่งคน ซ่ึงผู้ว่า
ราชการจงั หวัดแตง่ ตัง้ เป็นกรรมการ
ในกรณีที่จังหวัดใดมีโรงพยาบาลในสังกัดหน่วยงานของรัฐอ่ืนนอกจาก (๔) ให้ผู้ว่าราชการจังหวัด
แตง่ ต้งั ผู้อาํ นวยการโรงพยาบาลในสังกัดหนว่ ยงานของรัฐน้นั จาํ นวนไม่เกนิ สามคน เปน็ กรรมการดว้ ย
ในกรณีท่ีจังหวัดใดมีด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งตั้ง
เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อซึ่งประจําด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จํานวนแห่งละหน่ึงคน
และแตง่ ต้ังผู้รบั ผิดชอบชอ่ งทางเข้าออกประจําด่าน จํานวนแห่งละหน่ึงคน เปน็ กรรมการดว้ ย
ให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด เป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้ว่าราชการจังหวัดแต่งต้ัง
ข้าราชการในสังกัดสํานักงานสาธารณสุขจังหวัดที่ดําเนินงานด้านการป้องกันควบคุมโรค จํานวนไม่เกินสองคน
เป็นกรรมการและผ้ชู ว่ ยเลขานุการ
มาตรา ๒๑ การแต่งต้ัง วาระการดํารงตําแหน่ง และการพ้นจากตําแหน่งของกรรมการ
ตามมาตรา ๒๐ (๓) (๔) และ (๕) และกรรมการตามมาตรา ๒๐ วรรคสอง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงือ่ นไขทคี่ ณะกรรมการประกาศกําหนด

หนา้ 205

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๘๖ ก หนา้ ๓๔ ๘ กนั ยายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๒๒ ให้คณะกรรมการโรคตดิ ตอ่ จังหวัดมอี ํานาจหน้าที่ ดงั ต่อไปนี้
(๑) ดําเนินการตามนโยบาย ระบบ และแนวทางปฏิบัติในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุม
โรคติดต่อ ทค่ี ณะกรรมการกําหนด
(๒) จัดทําแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้อง
เฝ้าระวัง หรือโรคระบาดในเขตพื้นทจ่ี งั หวัด
(๓) รายงานสถานการณ์โรคติดต่อหรือโรคที่ยังไม่ทราบสาเหตุที่อาจเป็นโรคระบาดซึ่งเกิดขึ้น
ในเขตพืน้ ท่จี งั หวดั ต่ออธบิ ดี
(๔) สนับสนุน สง่ เสริม ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติของหน่วยงานที่เก่ียวข้องภายในจังหวัด
แลว้ รายงานต่อคณะกรรมการ
(๕) แตง่ ตั้งคณะทาํ งานประจาํ ช่องทางเข้าออกตามมาตรา ๒๓ ในกรณีที่จังหวัดนั้นมีด่านควบคุม
โรคติดตอ่ ระหวา่ งประเทศ
(๖) เรียกให้บุคคลใด ๆ มาให้ข้อเทจ็ จริงหรือแสดงความคดิ เห็น หรือให้จัดส่งข้อมูลหรือเอกสารใด ๆ
ทีจ่ ําเป็นหรือข้อคดิ เหน็ มาเพอ่ื ใช้ประกอบการพิจารณา
(๗) ดําเนินการอื่นใดที่เกี่ยวกับการควบคุมโรคติดต่อตามท่ีคณะกรรมการหรือผู้ว่าราชการจังหวัด
มอบหมาย หรือตามทีบ่ ญั ญตั ไิ ว้ในพระราชบัญญตั นิ ี้
มาตรา ๒๓ คณะทาํ งานประจาํ ชอ่ งทางเข้าออก ประกอบด้วย
(๑) เจา้ หนา้ ทขี่ องหน่วยงานของรัฐซึง่ เป็นผู้รบั ผิดชอบชอ่ งทางเข้าออกน้ัน เป็นประธานคณะทาํ งาน
(๒) ผู้แทนกรมปศุสัตว์ ผู้แทนกรมวิชาการเกษตร ผู้แทนกรมศุลกากร ผู้แทนสํานักงาน
คณะกรรมการอาหารและยา และผู้แทนสํานักงานตรวจคนเข้าเมืองผู้ซ่ึงปฏิบัติหน้าท่ีในช่องทางเข้าออกนั้น
เป็นคณะทํางาน
(๓) ผู้อํานวยการโรงพยาบาลในสังกัดหน่วยงานของรัฐที่ดูแลรับผิดชอบช่องทางเข้าออกนั้น
เป็นคณะทาํ งาน
(๔) เจ้าพนกั งานควบคุมโรคติดต่อซึ่งประจําด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ จํานวนหนึ่งคน
เปน็ คณะทาํ งานและเลขานกุ าร
ในกรณีที่ช่องทางเข้าออกใดมีผู้แทนจากหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าที่ในช่องทางเข้าออกน้อยกว่า
หนว่ ยงานตามท่กี ําหนดไว้ใน (๒) ในการน้ี ใหค้ ณะทํางานประกอบดว้ ยผู้แทนจากหนว่ ยงานเทา่ ทีม่ อี ยู่
ในกรณีท่ีช่องทางเข้าออกใดมีผู้แทนจากหน่วยงานของรัฐปฏิบัติหน้าท่ีในช่องทางเข้าออก
มากกว่าหน่วยงานตามท่ีกําหนดไว้ใน (๒) ให้คณะกรรมการมีอํานาจประกาศกําหนดเพ่ิมเติมจากจํานวน
ทีม่ ีอยู่เดิม
มาตรา ๒๔ ให้คณะทํางานประจําช่องทางเข้าออกมีอํานาจหน้าที่ในเขตพ้ืนที่รับผิดชอบ
ดงั ต่อไปนี้

หน้า 206

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๘๖ ก หน้า ๓๕ ๘ กนั ยายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

(๑) จัดทําแผนปฏิบัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน ควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและแผนเตรียมพร้อม
รับสถานการณ์ฉุกเฉนิ ด้านสาธารณสุข

(๒) ประสาน สนับสนนุ และติดตามประเมนิ ผลการดําเนินงานตามแผนใน (๑)
(๓) จัดทําแผนการติดต่อสื่อสารกับหน่วยงานที่เก่ียวข้องกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุม
โรคตดิ ต่อระหวา่ งประเทศ
(๔) ดําเนินการอ่ืนใดท่ีเกี่ยวกับการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อตามท่ีคณะกรรมการ
หรอื คณะกรรมการโรคตดิ ตอ่ จงั หวดั มอบหมาย
มาตรา ๒๕ ให้นําความในมาตรา ๑๕ มาใช้บังคับแก่การประชุมของคณะกรรมการ
โรคติดตอ่ จังหวัดและคณะทาํ งานประจาํ ช่องทางเข้าออกโดยอนโุ ลม

หมวด ๔
คณะกรรมการโรคติดตอ่ กรุงเทพมหานคร

มาตรา ๒๖ ให้มีคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร ประกอบดว้ ย
(๑) ผู้วา่ ราชการกรงุ เทพมหานคร เป็นประธานกรรมการ
(๒) ปลัดกรุงเทพมหานคร ผู้แทนสํานักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย ผู้แทนกรมควบคุมโรค
ผู้แทนกรมประชาสัมพันธ์ ผู้แทนกรมปศุสัตว์ ผู้แทนกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ผู้อํานวยการ
สํานักการแพทย์กรุงเทพมหานคร ผู้อํานวยการสํานักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยกรุงเทพมหานคร
และผ้อู ํานวยการโรงพยาบาลสงั กัดสภากาชาดไทยในเขตกรงุ เทพมหานคร เปน็ กรรมการ
(๓) ผู้อาํ นวยการโรงพยาบาลในสังกัดกรุงเทพมหานคร จํานวนหน่ึงคน ผู้อํานวยการโรงพยาบาล
ในสังกัดกรมการแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จํานวนหนึ่งคน และผู้อํานวยการสํานักงานเขตพื้นที่
การศึกษาในกรงุ เทพมหานคร จาํ นวนหน่งึ คน ซ่ึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครแตง่ ตัง้ เป็นกรรมการ
(๔) ผอู้ าํ นวยการโรงพยาบาลในสังกัดหน่วยงานของรัฐนอกจาก (๓) ซ่ึงผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
แต่งตง้ั จาํ นวนไม่เกนิ หา้ คน เปน็ กรรมการ
(๕) ผู้ดําเนินการสถานพยาบาลตามกฎหมายว่าด้วยสถานพยาบาลในเขตกรุงเทพมหานคร
ซง่ึ ผูว้ ่าราชการกรุงเทพมหานครแตง่ ต้ัง จํานวนหน่งึ คน เปน็ กรรมการ
(๖) เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อซ่ึงประจําด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศใน
เขตกรุงเทพมหานคร จํานวนแห่งละหน่ึงคน และแต่งตั้งผู้รับผิดชอบช่องทางเข้าออกประจําด่านควบคุม
โรคติดตอ่ ระหว่างประเทศนั้น ๆ จํานวนแห่งละหนง่ึ คน เปน็ กรรมการ
ให้ผู้อํานวยการสํานักอนามัยกรุงเทพมหานครเป็นกรรมการและเลขานุการ และให้ผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานครแต่งตั้งข้าราชการในสังกัดสํานักอนามัยกรุงเทพมหานครท่ีดํารงตําแหน่งในระดับไม่ตํ่ากว่า
ผูอ้ ํานวยการกอง จาํ นวนไมเ่ กินสองคน เปน็ กรรมการและผูช้ ว่ ยเลขานุการ

หน้า 207

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๘๖ ก หน้า ๓๖ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๒๗ การแต่งตั้ง วาระการดํารงตําแหน่ง และการพ้นจากตําแหน่งของกรรมการ
ตามมาตรา ๒๖ (๓) (๔) และ (๕) ใหเ้ ป็นไปตามหลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเง่อื นไขที่คณะกรรมการประกาศกําหนด

มาตรา ๒๘ ใหค้ ณะกรรมการโรคตดิ ต่อกรงุ เทพมหานครมอี ํานาจหน้าท่ี ดังต่อไปน้ี
(๑) ดําเนินการตามนโยบาย ระบบ และแนวทางปฏิบัติในการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุม
โรคติดต่อ ทคี่ ณะกรรมการกําหนด
(๒) จัดทําแผนปฏบิ ัติการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง
หรือโรคระบาดในเขตพนื้ ท่ีกรงุ เทพมหานคร
(๓) รายงานสถานการณ์โรคติดต่อหรือโรคท่ียังไม่ทราบสาเหตุที่อาจเป็นโรคระบาดซึ่งเกิดข้ึน
ในเขตพน้ื ท่กี รงุ เทพมหานครต่ออธิบดี
(๔) สนับสนุน ส่งเสริม ติดตาม และประเมินผลการปฏิบัติของหน่วยงานท่ีเก่ียวข้องภายใน
กรุงเทพมหานคร แล้วรายงานตอ่ คณะกรรมการ
(๕) แต่งตงั้ คณะทาํ งานประจําชอ่ งทางเข้าออกตามมาตรา ๒๓
(๖) เรยี กให้บุคคลใด ๆ มาใหข้ อ้ เท็จจรงิ หรอื แสดงความคิดเหน็ หรือให้จัดส่งข้อมูลหรือเอกสารใด ๆ
ที่จําเป็นหรือขอ้ คิดเห็นมาเพอื่ ใช้ประกอบการพจิ ารณา
(๗) ดําเนินการอื่นใดท่ีเกี่ยวกับการควบคุมโรคติดต่อตามท่ีคณะกรรมการหรือผู้ว่าราชการ
กรงุ เทพมหานครมอบหมาย หรอื ตามทบี่ ญั ญตั ไิ วใ้ นพระราชบัญญตั นิ ี้
มาตรา ๒๙ ให้นาํ ความในมาตรา ๑๕ มาใชบ้ ังคบั แก่การประชมุ ของคณะกรรมการโรคตดิ ต่อ
กรงุ เทพมหานครและคณะทาํ งานประจาํ ช่องทางเข้าออกโดยอนโุ ลม
มาตรา ๓๐ ให้นําความในมาตรา ๒๓ และมาตรา ๒๔ มาใช้บังคับแก่องค์ประกอบ
และอํานาจหน้าที่ของคณะทํางานประจําช่องทางเข้าออกท่ีคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครแต่งตั้ง
โดยอนโุ ลม

หมวด ๕
การเฝ้าระวังโรคตดิ ตอ่

มาตรา ๓๑ ในกรณีทม่ี ีโรคติดต่ออนั ตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หรือโรคระบาดเกิดข้ึน
ใหบ้ คุ คลดังตอ่ ไปน้ีแจ้งต่อเจา้ พนกั งานควบคุมโรคติดตอ่

(๑) เจ้าบ้านหรือผู้ควบคุมดูแลบ้าน หรือแพทย์ผู้ทําการรักษาพยาบาลในกรณีที่พบผู้ที่เป็น
หรือมีเหตุอนั ควรสงสยั ว่าเปน็ โรคติดต่อดงั กล่าวเกิดข้ึนในบา้ น

(๒) ผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาล ในกรณีที่พบผู้ท่ีเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่อ
ดังกลา่ วเกิดขน้ึ ในสถานพยาบาล

หนา้ 208

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๘๖ ก หน้า ๓๗ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

(๓) ผู้ทําการชันสูตรหรือผู้รับผิดชอบในสถานท่ีที่ได้มีการชันสูตร ในกรณีท่ีได้มีการชันสูตร
ทางการแพทย์หรอื ทางการสัตวแพทยต์ รวจพบวา่ อาจมีเชื้ออันเปน็ เหตขุ องโรคติดต่อดังกล่าว

(๔) เจ้าของ หรือผู้ควบคุมสถานประกอบการหรือสถานที่อื่นใด ในกรณีท่ีพบผู้ท่ีเป็นหรือมีเหตุ
อันควรสงสยั ว่าเปน็ โรคติดต่อดงั กล่าวเกดิ ขึ้นในสถานที่นน้ั

หลักเกณฑ์ และวิธีการแจ้งตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรีประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบ
ของคณะกรรมการ

มาตรา ๓๒ เม่ือเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อได้รับแจ้งตามมาตรา ๓๑ ว่ามีเหตุสงสัย มีข้อมูล
หรือหลักฐานวา่ มีโรคตดิ ตอ่ อนั ตราย โรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวัง หรือโรคระบาด ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ
แจ้งคณะกรรมการโรคตดิ ต่อจงั หวดั หรอื คณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี และรายงาน
ขอ้ มูลน้นั ใหก้ รมควบคมุ โรคทราบโดยเร็ว

มาตรา ๓๓ ในกรณีที่มีเหตุอันควรสงสัยว่ามีโรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อท่ีต้องเฝ้าระวัง
หรือโรคระบาดเกิดขึ้นในต่างประเทศ ให้กรมควบคุมโรคประสานงานไปยังองค์การอนามัยโลกเพื่อขอข้อมูล
เกี่ยวกับโรคดังกลา่ ว

หมวด ๖
การปอ้ งกนั และควบคมุ โรคติดตอ่

มาตรา ๓๔ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ เม่ือเกิดโรคติดต่ออันตราย
หรือโรคระบาดหรือมีเหตุสงสัยว่าได้เกิดโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดในเขตพ้ืนท่ีใด ให้เจ้าพนักงาน
ควบคุมโรคตดิ ตอ่ ในพ้ืนทีน่ ้นั มีอาํ นาจทจี่ ะดําเนินการเองหรอื ออกคําสั่งเป็นหนังสือใหผ้ ู้ใดดําเนินการ ดังตอ่ ไปนี้

(๑) ให้ผู้ท่ีเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด หรือผู้ท่ีเป็น
ผู้สัมผัสโรคหรือเป็นพาหะ มารับการตรวจหรือรักษา หรือรับการชันสูตรทางการแพทย์ และเพื่อความปลอดภัย
อาจดําเนินการโดยการแยกกัก กักกัน หรือคุมไว้สังเกต ณ สถานท่ีซึ่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกําหนด
จนกว่าจะได้รับการตรวจและการชันสูตรทางการแพทย์ว่าพ้นระยะติดต่อของโรคหรือส้ินสุดเหตุอันควรสงสัย
ทงั้ นี้ หากเป็นสัตวใ์ ห้เจา้ ของหรอื ผ้คู รอบครองสตั วเ์ ป็นผู้นําสัตว์มารบั การตรวจหรือรกั ษา หรอื รบั การชันสูตร
ทางการแพทย์

(๒) ให้ผู้ท่ีมีความเสี่ยงท่ีจะติดโรคได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ตามวัน เวลา และสถานที่
ซึ่งเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อกําหนด เพ่ือมิให้โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดแพร่ออกไป ทั้งน้ี
หากเปน็ สตั ว์ใหเ้ จ้าของหรือผ้คู รอบครองสตั วเ์ ป็นผู้นาํ สตั ว์มารับการปอ้ งกนั โรค

(๓) ให้นําศพหรือซากสัตว์ซ่ึงตายหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าตายด้วยโรคติดต่ออันตราย
หรือโรคระบาดไปรับการตรวจ หรือจัดการทางการแพทย์ หรือจัดการด้วยประการอ่ืนใด เพ่ือป้องกัน
การแพรข่ องโรค

หนา้ 209

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๘๖ ก หน้า ๓๘ ๘ กนั ยายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

(๔) ให้เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้พักอาศัยในบ้าน โรงเรือน สถานที่ หรือพาหนะที่มี

โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดเกิดขึ้น กําจัดความติดโรคหรือทําลายส่ิงใด ๆ ท่ีมีเชื้อโรคติดต่อหรือมีเหตุ

อนั ควรสงสยั ว่ามเี ชื้อโรคตดิ ต่อ หรือแกไ้ ขปรบั ปรุงการสขุ าภบิ าลใหถ้ กู สุขลกั ษณะ เพื่อการควบคุมและป้องกัน

การแพร่ของโรค ทั้งนี้ ผู้ท่ีได้รับคําสั่งต้องดําเนินการตามคําสั่งดังกล่าวจนกว่าเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ

จะมีคาํ สงั่ ยกเลิก
(๕) ให้เจ้าของ ผู้ครอบครอง หรือผู้พักอาศัยในบ้าน โรงเรือน สถานท่ี หรือพาหนะที่มี

โรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดเกิดขึ้น ดําเนินการเพ่ือการป้องกันการแพร่ของโรคด้วยการกําจัดสัตว์
แมลง หรือตวั อ่อนของแมลงท่เี ป็นสาเหตขุ องการเกิดโรคติดตอ่ อนั ตรายหรือโรคระบาด

(๖) ห้ามผู้ใดกระทําการหรือดําเนินการใด ๆ ซ่ึงอาจก่อให้เกิดสภาวะที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
ซ่งึ อาจเปน็ เหตุให้โรคตดิ ตอ่ อนั ตรายหรือโรคระบาดแพรอ่ อกไป

(๗) หา้ มผใู้ ดเขา้ ไปหรอื ออกจากทีเ่ อกเทศ เว้นแตไ่ ด้รบั อนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคมุ โรคตดิ ตอ่
(๘) เข้าไปในบ้าน โรงเรือน สถานที่ หรือพาหนะท่ีมีหรือสงสัยว่ามีโรคติดต่ออันตราย
หรอื โรคระบาดเกิดขึ้นเพอ่ื เฝา้ ระวัง ปอ้ งกัน และควบคมุ มิใหม้ ีการแพรข่ องโรค
ในการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อต้องทําการสอบสวนโรค
และหากพบว่ามีโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดเกิดขึ้นในเขตพ้ืนท่ีใด ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ
แจ้งต่อคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดหรือคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร แล้วแต่กรณี
และรายงานข้อมลู น้นั ให้กรมควบคมุ โรคทราบโดยเรว็
หลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเงือ่ นไขในการดําเนินการหรือออกคาํ สง่ั ตามวรรคหน่ึง และการสอบสวน
โรคตามวรรคสอง ให้เป็นไปตามทีร่ ัฐมนตรีประกาศกําหนดโดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการ
มาตรา ๓๕ ในกรณีที่มีเหตจุ ําเปน็ เร่งด่วนเพ่ือเป็นการป้องกันการแพร่ของโรคติดต่ออันตราย
หรือโรคระบาด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด หรือผู้ว่าราชการ
กรุงเทพมหานครโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานคร มีอํานาจในพ้ืนท่ี
ความรบั ผิดชอบของตน ดังต่อไปนี้
(๑) ส่ังปิดตลาด สถานท่ีประกอบหรือจําหน่ายอาหาร สถานท่ีผลิตหรือจําหน่ายเคร่ืองด่ืม
โรงงาน สถานทชี่ ุมนมุ ชน โรงมหรสพ สถานศกึ ษา หรือสถานที่อืน่ ใดไว้เปน็ การชั่วคราว
(๒) สั่งให้ผทู้ ่ีเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดหยุดการประกอบ
อาชพี เปน็ การชั่วคราว
(๓) สั่งห้ามผู้ท่ีเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดเข้าไป
ในสถานท่ีชุมนุมชน โรงมหรสพ สถานศึกษา หรือสถานที่อ่ืนใด เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุม
โรคตดิ ตอ่

มาตรา ๓๖ ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัด

หรอื ผ้วู า่ ราชการกรงุ เทพมหานครโดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการโรคติดตอ่ กรงุ เทพมหานคร แล้วแต่กรณี

หนา้ 210

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๘๖ ก หน้า ๓๙ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

จัดต้ังหน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อขึ้นในทุกอําเภอหรือทุกเขตอย่างน้อยหน่ึงหน่วย เพ่ือทําหน้าที่
ในการเฝ้าระวัง สอบสวนโรค ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาด ทั้งนี้ หลักเกณฑ์
การจดั ต้ังหน่วยปฏิบตั กิ ารควบคุมโรคตดิ ตอ่ ให้เป็นไปตามท่คี ณะกรรมการประกาศกําหนด

หน่วยปฏิบัติการควบคุมโรคติดต่อตามวรรคหนึ่ง อย่างน้อยต้องประกอบด้วยเจ้าพนักงานควบคุม
โรคตดิ ต่อหนึง่ คน เจา้ หน้าทที่ างการแพทยแ์ ละการสาธารณสขุ สองคน และอาจแต่งตง้ั เจา้ หนา้ ทีข่ องหนว่ ยงานอืน่
ที่เก่ียวข้องหรือหน่วยงานภาคเอกชน ตามจํานวนที่ผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
เหน็ สมควรเป็นหนว่ ยปฏิบัตกิ ารควบคมุ โรคติดตอ่ รว่ มด้วยก็ได้

มาตรา ๓๗ ให้ผู้มีหน้าที่รับผิดชอบช่องทางเข้าออกปฏิบัติตามวิธีการเพ่ือการเฝ้าระวัง ป้องกัน
และควบคมุ โรคตดิ ต่อระหวา่ งประเทศ ในบริเวณช่องทางเข้าออก ดังตอ่ ไปน้ี

(๑) จัดการสุขาภิบาลส่ิงแวดลอ้ มใหถ้ กู สขุ ลกั ษณะ รวมทั้งกําจดั สิ่งอนั อาจเป็นอันตรายตอ่ สขุ ภาพ
(๒) จัดการสุขาภิบาลเกี่ยวกบั อาหารและนํ้าให้ถูกสุขลักษณะ
(๓) กําจดั ยงุ และพาหะนาํ โรค
(๔) ปฏบิ ตั กิ ารตามวธิ ีการอื่นใดตามทค่ี ณะกรรมการประกาศกาํ หนด
มาตรา ๓๘ เมื่อมีเหตุอันสมควร ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจําด่านควบคุม
โรคติดตอ่ ระหว่างประเทศมีอํานาจตรวจตรา ควบคุม กํากับดูแลในพ้ืนที่นอกช่องทางเข้าออก และแจ้งให้
เจ้าพนักงานท้องถิ่นดําเนินการกําจัดยุงและพาหะนําโรคในบริเวณรัศมีส่ีร้อยเมตรรอบช่องทางเข้าออก
ในการนี้ ให้เจ้าของหรือผู้อยู่ในบ้าน โรงเรือน หรือสถานที่ในบริเวณดังกล่าว อํานวยความสะดวกแก่
เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจําด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศและเจ้าพนักงานท้องถ่ิน
ตามสมควร
มาตรา ๓๙ ในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ เม่ือมีเหตุอันสมควร
หรอื มีเหตุสงสยั ว่าพาหนะนนั้ มาจากทอ้ งทีห่ รอื เมืองท่าใดนอกราชอาณาจักรที่มีโรคระบาด ให้เจ้าพนักงาน
ควบคมุ โรคติดต่อประจาํ ดา่ นควบคมุ โรคตดิ ตอ่ ระหว่างประเทศมอี ํานาจหน้าท่ี ดงั ต่อไปน้ี
(๑) ให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะแจ้งกําหนดวัน เวลา และสถานที่ที่พาหนะน้ัน ๆ
จะเข้ามาถึงด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจําด่านควบคุม
โรคติดตอ่ ระหวา่ งประเทศ
(๒) ให้เจ้าของพาหนะหรือผคู้ วบคุมพาหนะที่เข้ามาในราชอาณาจักรย่ืนเอกสารต่อเจ้าพนักงาน
ควบคมุ โรคตดิ ตอ่ ประจําด่านควบคุมโรคติดตอ่ ระหวา่ งประเทศ
(๓) ห้ามผู้ใดเข้าไปในหรือออกจากพาหนะท่ีเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรซ่ึงยังไม่ได้รับการตรวจ
จากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจําด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ และห้ามผู้ใดนําพาหนะอ่ืนใด
เข้าเทียบพาหนะน้ัน เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจําด่านควบคุมโรคติดต่อ
ระหวา่ งประเทศ

หน้า 211

เลม่ ๑๓๒ ตอนท่ี ๘๖ ก หน้า ๔๐ ๘ กนั ยายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

(๔) เข้าไปในพาหนะและตรวจผู้เดินทาง ส่ิงของ หรือสัตว์ท่ีมากับพาหนะ ตรวจตราและควบคุม
ให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะแก้ไขการสุขาภิบาลของพาหนะให้ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งกําจัด
สิ่งอนั อาจเป็นอันตรายต่อสุขภาพในพาหนะ ในการนี้ ให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะอํานวยความสะดวก
แก่เจา้ พนักงานควบคมุ โรคตดิ ตอ่ ประจาํ ดา่ นควบคุมโรคติดตอ่ ระหว่างประเทศ

(๕) ห้ามเจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะนําผู้เดินทางซ่ึงไม่ได้รับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค
ตามทร่ี ัฐมนตรปี ระกาศกําหนดโดยคําแนะนําของคณะกรรมการเข้ามาในราชอาณาจกั ร

การแจ้งและการย่ืนเอกสารของเจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะตาม (๑) และ (๒)
และการห้ามเจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะตาม (๕) ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไข
ท่ีกําหนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๔๐ เมื่อรัฐมนตรีประกาศให้ท้องท่ีหรือเมืองท่าใดนอกราชอาณาจักรเป็นเขตติดโรค
ตามมาตรา ๘ ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจําด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ มีอํานาจ
ดําเนินการเอง หรือออกคําส่ังเป็นหนังสือให้เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะที่เข้ามาในราชอาณาจักร
จากทอ้ งท่ีหรอื เมอื งท่านนั้ ดําเนินการดงั ต่อไปน้ี

(๑) กําจดั ความติดโรค เพ่อื ปอ้ งกนั และควบคมุ การแพร่ของโรค
(๒) จัดให้พาหนะจอดอยู่ ณ สถานท่ีที่กําหนดให้จนกว่าเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจํา
ด่านควบคุมโรคตดิ ตอ่ ระหว่างประเทศจะอนญุ าตใหไ้ ปได้
(๓) ให้ผู้เดินทางซึ่งมากับพาหนะน้ันรับการตรวจในทางแพทย์ และอาจให้แยกกัก กักกัน
คุมไว้สังเกต หรือรบั การสรา้ งเสริมภูมคิ ุ้มกันโรค ณ สถานทแี่ ละระยะเวลาทกี่ ําหนด
(๔) หา้ มผใู้ ดเข้าไปในหรือออกจากพาหนะน้นั หรอื ทเี่ อกเทศ เว้นแต่ไดร้ บั อนุญาตจากเจ้าพนักงาน
ควบคมุ โรคตดิ ต่อประจําด่านควบคมุ โรคติดต่อระหว่างประเทศ
(๕) ห้ามผู้ใดนําวัตถุ สิ่งของ หรือเครื่องใช้ท่ีเป็นหรือมีเหตุสงสัยว่าเป็นสิ่งติดโรคเข้าไปใน
หรอื ออกจากพาหนะน้ัน เว้นแตไ่ ด้รบั อนุญาตจากเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจําด่านควบคุมโรคติดต่อ
ระหว่างประเทศ
มาตรา ๔๑ ให้เจา้ ของพาหนะหรือผูค้ วบคุมพาหนะเป็นผอู้ อกคา่ ใชจ้ ่ายในการขนส่งผู้เดินทาง
ซ่ึงมากับพาหนะน้ัน เพ่ือแยกกัก กักกัน คุมไว้สังเกต หรือรับการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ตลอดท้ัง
ออกค่าใช้จ่ายในการเลี้ยงดู การรักษาพยาบาล การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ
ตามมาตรา ๔๐ และค่าใช้จ่ายอ่ืน ๆ ทีเ่ กีย่ วขอ้ ง
การกําหนดค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการดําเนินการตามวรรคหน่ึง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงือ่ นไขท่ีรัฐมนตรีประกาศกาํ หนดโดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการ

มาตรา ๔๒ ในกรณีท่ีพบว่าผู้เดินทางเป็นหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าเป็นโรคติดต่ออันตราย

โรคระบาด หรือพาหะนําโรค ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อประจําด่านควบคุมโรคติดต่อระหว่างประเทศ

มอี าํ นาจส่งั ใหบ้ ุคคลดังกล่าวถกู แยกกกั กักกนั คุมไวส้ งั เกต หรอื ได้รบั การสรา้ งเสรมิ ภูมิค้มุ กนั โรค

หน้า 212

เล่ม ๑๓๒ ตอนที่ ๘๖ ก หน้า ๔๑ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

ค่าใช้จ่ายท่ีเกิดจากการดําเนินการตามวรรคหน่ึง ให้ผู้เดินทางผู้น้ันเป็นผู้รับผิดชอบ ทั้งน้ี
ตามหลักเกณฑ์ วธิ ีการ และเงอ่ื นไขทร่ี ฐั มนตรปี ระกาศกําหนดโดยความเหน็ ชอบของคณะกรรมการ

มาตรา ๔๓ เพื่อประโยชน์ในการป้องกันโรคติดต่อระหว่างประเทศหรือโรคระบาด ให้อธิบดี
หรือผู้ที่อธิบดีมอบหมายมีอํานาจออกหนังสือรับรองการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรคหรือการได้รับยาป้องกัน
โรคติดตอ่ ระหว่างประเทศ หรือหนงั สอื รบั รองอ่นื ๆ ใหแ้ ก่ผู้ร้องขอ โดยผ้รู อ้ งขอเปน็ ผู้รับผิดชอบค่าใชจ้ ่าย

การมอบหมาย การเรียกเกบ็ หรือการยกเว้นการเรียกเก็บค่าใช้จ่าย ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ
และเงอ่ื นไขทีค่ ณะกรรมการประกาศกําหนด

มาตรา ๔๔ ในกรณีท่ีเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อได้ออกคําสั่งให้ผู้ใดดําเนินการ
ตามมาตรา ๓๔ (๓) (๔) หรอื (๕) มาตรา ๓๘ มาตรา ๓๙ (๔) หรือมาตรา ๔๐ (๑) (๒) หรือ (๓) แล้ว
ผ้นู ัน้ ละเลยไมด่ าํ เนนิ การตามคําสง่ั ภายในเวลาท่กี าํ หนด เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อมีอํานาจดําเนินการ
แทนได้ โดยให้ผู้นั้นชดใช้ค่าใช้จ่ายในการดําเนินการน้ันตามจํานวนที่จ่ายจริง ทั้งนี้ ตามระเบียบท่ี
กระทรวงสาธารณสุขกาํ หนด

หมวด ๗
เจา้ พนกั งานควบคมุ โรคติดต่อ

มาตรา ๔๕ เพื่อปฏิบัติการให้เป็นไปตามพระราชบัญญัติน้ี ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ
มอี ํานาจดังต่อไปน้ี

(๑) มีหนังสือเรียกบุคคลใด ๆ มาให้ถ้อยคําหรือแจ้งข้อเท็จจริงหรือทําคําช้ีแจงเป็นหนังสือ
หรือให้ส่งเอกสารหรือหลักฐานใดเพือ่ ตรวจสอบหรือเพ่ือใชป้ ระกอบการพิจารณา

(๒) เขา้ ไปในพาหนะ อาคาร หรือสถานท่ใี ด ๆ ในเวลาระหวา่ งพระอาทติ ย์ขนึ้ และพระอาทิตย์ตก
หรือในเวลาทําการของอาคารหรือสถานท่ีนั้น เพ่ือตรวจสอบหรือควบคุมให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้
และหากยงั ดําเนนิ การไมแ่ ลว้ เสร็จในเวลาดงั กล่าวใหส้ ามารถดาํ เนินการต่อไปได้จนกว่าจะแลว้ เสรจ็

การดาํ เนินการตาม (๒) ใหเ้ ปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์ วธิ กี าร และเง่ือนไขทอ่ี ธิบดีกาํ หนด
ในการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตาม (๒) ให้บุคคลที่เกี่ยวข้องอํานวย
ความสะดวกตามสมควร
มาตรา ๔๖ ให้มีเคร่ืองแบบ เครื่องหมาย และบัตรประจําตัวสําหรับเจ้าพนักงานควบคุม
โรคติดต่อเพอื่ แสดงตวั ขณะปฏิบตั ิหนา้ ทีต่ อ่ บุคคลทเี่ กยี่ วขอ้ ง
เครื่องแบบ เคร่ืองหมาย และบัตรประจําตัวตามวรรคหน่ึง ให้เป็นไปตามแบบที่กระทรวงสาธารณสุข
ประกาศกาํ หนด
มาตรา ๔๗ ในการปฏิบัติหน้าท่ีตามพระราชบัญญัตินี้ ให้เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ
เปน็ เจ้าพนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา

หนา้ 213

เลม่ ๑๓๒ ตอนที่ ๘๖ ก หนา้ ๔๒ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

หมวด ๘
คา่ ทดแทน

มาตรา ๔๘ ในการดําเนินการของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามพระราชบัญญัตินี้
หากเกดิ ความเสยี หายแกบ่ ุคคลหรือทรัพย์สินของบุคคลใดจากการเฝ้าระวัง การป้องกัน หรือการควบคุมโรค
ใหท้ างราชการชดเชยความเสยี หายท่ีเกิดข้นึ ให้แก่ผู้น้นั ตามความจําเป็น

การชดเชยความเสียหายตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขที่กําหนด
ในกฎกระทรวง

หมวด ๙
บทกาํ หนดโทษ

มาตรา ๔๙ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของคณะกรรมการ คณะกรรมการด้านวิชาการ
หรือคณะอนุกรรมการตามมาตรา ๑๘ หรือคําสั่งของคณะกรรมการโรคติดต่อจังหวัดตามมาตรา ๒๒ (๖)
หรือคําสั่งของคณะกรรมการโรคติดต่อกรุงเทพมหานครตามมาตรา ๒๘ (๖) หรือคําส่ังของเจ้าพนักงาน
ควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๔๕ (๑) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินหน่ึงเดือน หรือปรับไม่เกินหน่ึงหมื่นบาท
หรือทั้งจําทัง้ ปรับ

มาตรา ๕๐ ผู้ใดไมป่ ฏิบัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการแจ้งตามมาตรา ๓๑ ต้องระวางโทษปรับ
ไม่เกินสองหมนื่ บาท

มาตรา ๕๑ ผใู้ ดฝา่ ฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําสั่งของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๓๔
(๑) (๒) (๕) หรือ (๖) มาตรา ๓๙ (๑) (๒) (๓) หรือ (๕) มาตรา ๔๐ (๕) หรือไม่อํานวยความสะดวก
แก่เจ้าพนกั งานควบคมุ โรคติดตอ่ ตามมาตรา ๓๙ (๔) ต้องระวางโทษปรับไมเ่ กนิ สองหม่นื บาท

มาตรา ๕๒ ผใู้ ดฝา่ ฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคําส่ังของเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๓๔
(๓) (๔) (๗) หรือ (๘) หรือมาตรา ๔๐ (๓) หรือ (๔) หรือผู้ว่าราชการจังหวัดหรือผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร
ตามมาตรา ๓๕ ต้องระวางโทษจาํ คกุ ไม่เกนิ หนึง่ ปี หรอื ปรบั ไม่เกินหนึ่งแสนบาท หรอื ท้ังจาํ ท้งั ปรับ

มาตรา ๕๓ ผู้ใดไมอ่ าํ นวยความสะดวกแก่เจา้ พนกั งานควบคุมโรคติดต่อหรอื เจ้าพนักงานท้องถิ่น
ตามมาตรา ๓๘ ตอ้ งระวางโทษปรับไม่เกนิ สองหมื่นบาท

มาตรา ๕๔ เจ้าของพาหนะหรือผู้ควบคุมพาหนะผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคําส่ังของเจ้าพนักงาน
ควบคุมโรคติดต่อตามมาตรา ๔๐ (๒) ต้องระวางโทษจําคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกินห้าแสนบาท
หรือทั้งจําทง้ั ปรับ

มาตรา ๕๕ ผู้ใดขัดขวางหรือไม่อํานวยความสะดวกแก่เจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ
ตามมาตรา ๔๕ วรรคสาม ต้องระวางโทษปรับไมเ่ กินสองหมนื่ บาท

หน้า 214

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๘๖ ก หนา้ ๔๓ ๘ กนั ยายน ๒๕๕๘
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๕๖ ผู้ใดไม่มีสิทธิที่จะสวมเครื่องแบบหรือประดับเคร่ืองหมายของเจ้าพนักงานควบคุม
โรคติดต่อตามมาตรา ๔๖ กระทําการเช่นนั้นเพื่อให้บุคคลอื่นเช่ือว่าตนมีสิทธิ ต้องระวางโทษจําคุก
ไม่เกนิ หกเดอื น หรอื ปรบั ไมเ่ กินห้าหมน่ื บาท หรือท้ังจาํ ทัง้ ปรบั

มาตรา ๕๗ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัติน้ีที่มีโทษปรับสถานเดียวหรือมีโทษจําคุก
ไมเ่ กนิ หน่ึงปี ให้อธิบดหี รือผู้ซึง่ อธิบดีมอบหมายมีอาํ นาจเปรียบเทยี บได้ ทง้ั นี้ ตามหลักเกณฑ์การเปรียบเทียบ
ท่คี ณะกรรมการกาํ หนด

เมื่อผู้ต้องหาได้ชําระเงินค่าปรับตามจํานวนท่ีเปรียบเทียบภายในสามสิบวันนับแต่วันท่ีมี
การเปรยี บเทียบแล้ว ใหถ้ ือวา่ คดเี ลิกกนั ตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา

บทเฉพาะกาล

มาตรา ๕๘ ให้เจ้าพนักงานสาธารณสุขตามพระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๒๓
เป็นเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อตามพระราชบัญญัติน้ีจนกว่าจะมีการแต่งต้ังเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ
ตามพระราชบัญญตั ินี้

มาตรา ๕๙ ในวาระเริม่ แรก ให้คณะกรรมการประกอบดว้ ยกรรมการตามมาตรา ๑๑ ยกเว้น
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๑ (๔) ปฏิบัติหน้าท่ีคณะกรรมการตามพระราชบัญญัติน้ีไปพลางก่อน
จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามพระราชบัญญัตินี้ ท้ังน้ี ต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
นับแตว่ ันท่ีพระราชบญั ญัตินใี้ ชบ้ งั คบั

มาตรา ๖๐ บรรดากฎกระทรวง ระเบยี บ ประกาศ หรือคําส่ังใดท่ีออกตามพระราชบัญญัติ
โรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๒๓ ที่ใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับ ให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าท่ี
ไม่ขัดหรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติน้ี จนกว่าจะมีกฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศ
ตามพระราชบัญญัตินใ้ี ชบ้ ังคับ

การดําเนินการออกกฎกระทรวง ระเบียบ หรือประกาศตามวรรคหน่ึงให้ดําเนินการให้แล้วเสร็จ
ภายในหนง่ึ ปี นับแตว่ นั ทพี่ ระราชบัญญตั นิ ใ้ี ช้บังคบั หากไม่สามารถดําเนินการได้ ให้รัฐมนตรีรายงานเหตุผล
ทีไ่ ม่อาจดําเนินการได้ต่อคณะรัฐมนตรเี พ่ือทราบ

ผู้รบั สนองพระบรมราชโองการ
พลเอก ประยุทธ์ จันทรโ์ อชา

นายกรัฐมนตรี

หนา้ 215

เล่ม ๑๓๒ ตอนท่ี ๘๖ ก หน้า ๔๔ ๘ กันยายน ๒๕๕๘
ราชกิจจานุเบกษา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยที่พระราชบัญญัติโรคติดต่อ พ.ศ. ๒๕๒๓
ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานานแล้ว บทบัญญัติบางประการไม่เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน ซึ่งมีการแพร่กระจาย
ของโรคติดต่อท่ีรุนแรงและก่อให้เกิดโรคระบาดมากผิดปกติกว่าท่ีเคยเป็นมา ท้ังโรคติดต่อที่อุบัติใหม่และโรคติดต่อ
ท่อี บุ ตั ิซ้าํ ประกอบกบั ประเทศไทยไดใ้ หก้ ารรบั รองและดาํ เนินการตามข้อกําหนดของกฎอนามัยระหว่างประเทศ
พ.ศ. ๒๕๔๘ ในการนี้ จึงต้องพัฒนาและปรับปรุงมาตรการทางกฎหมายที่เก่ียวกับการเฝ้าระวัง การป้องกัน
และการควบคุมโรคติดต่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันและข้อกําหนดของกฎอนามัยระหว่างประเทศ
จึงจาํ เปน็ ต้องตราพระราชบัญญตั นิ ี้

เลม่ ๑๓๔ ตอนที่ ๗๐ ก หน้า ๑ หน้า 216
ราชกิจจานุเบกษา ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐



พระราชบญั ญัติ

ความรับผิดทางแพง่ ต่อความเสียหายจากมลพิษนํา้ มนั อันเกดิ จากเรอื
พ.ศ. ๒๕๖๐

สมเด็จพระเจา้ อยหู่ ัวมหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกรู

ให้ไว้ ณ วันท่ี ๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๖๐
เปน็ ปที ี่ ๒ ในรัชกาลปัจจุบนั

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศว่า

โดยท่ีเป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายจากมลพิษน้ํามัน
อนั เกดิ จากเรอื

จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานติ ิบญั ญัติแหง่ ชาติทาํ หนา้ ทรี่ ัฐสภา ดังตอ่ ไปน้ี

มาตรา ๑ พระราชบัญญัตินี้เรียกว่า “พระราชบัญญัติความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหาย
จากมลพษิ นํ้ามนั อนั เกดิ จากเรอื พ.ศ. ๒๕๖๐”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัติน้ีให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกําหนดหน่ึงปีนับแต่วันประกาศใน
ราชกจิ จานุเบกษาเป็นตน้ ไป

มาตรา ๓ ในพระราชบัญญตั ินี้
“เรือ” หมายความว่า เรือเดินทะเลใด ๆ รวมท้ังยานพาหนะทางทะเลแบบใด ๆ ซึ่งได้ต่อหรือ
ดัดแปลงขึ้นเพ่ือใช้บรรทุกน้ํามันในระวางอย่างสินค้า สําหรับเรือที่สามารถบรรทุกได้ท้ังนํ้ามันและสินค้าอ่ืน
ใหถ้ อื ว่าเปน็ เรอื ตามความหมายนี้ต่อเม่ือเรือนั้นได้บรรทุกนํ้ามันในระวางอย่างสินค้า และให้ถือว่าเป็นเรืออยู่ต่อไป
ในระหว่างการเดนิ ทางภายหลังการบรรทกุ น้ํามันจนกว่าจะพิสูจนไ์ ดว้ ่าไม่มีนํา้ มนั เหลอื อยู่ในระวาง
“บุคคล” หมายความวา่ บคุ คลธรรมดา กลมุ่ บคุ คล หรือหน่วยงานของรฐั หรือเอกชน ไม่ว่าจะมีฐานะ
เป็นนติ บิ คุ คลหรือไม่ และใหห้ มายความรวมถึงรัฐและเขตการปกครองของรฐั น้ัน

หน้า 217

เล่ม ๑๓๔ ตอนท่ี ๗๐ ก หนา้ ๒ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐
ราชกิจจานุเบกษา

“เจ้าของเรือ” หมายความว่า บุคคลซ่ึงได้จดทะเบียนเป็นเจ้าของเรือหรือในกรณีท่ีไม่มีการจดทะเบียน
ก็ให้หมายถึงบุคคลซ่ึงเป็นเจ้าของเรือตามความเป็นจริง ในกรณีท่ีรัฐถือกรรมสิทธิ์และดําเนินการโดยบริษัท
ท่ีได้จดทะเบียนในรัฐนั้นในฐานะเป็นผู้ประกอบกิจการเดินเรือ คําว่า “เจ้าของเรือ” ให้หมายความถึงบริษัท
ดงั กลา่ ว

“นายเรอื ” หมายความวา่ ผู้ควบคมุ เรอื แต่ไม่รวมถงึ ผูน้ ําร่อง
“น้ํามัน” หมายความว่า นํ้ามันแร่ไฮโดรคาร์บอนที่สลายตัวยาก เช่น น้ํามันดิบ น้ํามันเตา
นํ้ามนั ดีเซลหนัก นา้ํ มันหลอ่ ล่นื ไมว่ ่าจะบรรทกุ บนเรืออย่างสินค้าหรอื ในถังน้ํามันเช้ือเพลิงของเรือดังกล่าว
“ความเสยี หายจากมลพษิ ” หมายความว่า
(๑) การสูญเสียหรือความเสียหายที่เกิดขึ้นภายนอกตัวเรือจากการปนเปื้อนท่ีมีผลมาจากการรั่วไหล
หรือปล่อยท้ิงนํ้ามันจากเรือ ไม่ว่าการรั่วไหลหรือการปล่อยทิ้งดังกล่าวจะเกิดขึ้น ณ ที่ใด ทั้งนี้ รวมถึง
ค่าชดเชยความเสยี หายของส่ิงแวดล้อมและการสญู เสียผลประโยชน์จากความเสียหายของสง่ิ แวดล้อม
ค่าชดเชยความเสียหายของส่ิงแวดล้อมให้จํากัดเพียงค่าใช้จ่ายสําหรับมาตรการที่สมเหตุผล
ซึ่งไดด้ าํ เนนิ การไปแล้วหรือจะดําเนนิ การตอ่ ไปเพือ่ ใหส้ งิ่ แวดลอ้ มทเี่ สยี ไปคนื สู่สภาพเดิม
(๒) ค่าใช้จ่ายสําหรับมาตรการในการป้องกัน และการสูญเสียหรือความเสียหายท่ีเกิดข้ึน
จากมาตรการดงั กลา่ ว
“มาตรการในการป้องกัน” หมายความว่า มาตรการที่สมเหตุผลซ่ึงดําเนินการโดยบุคคลใด ๆ
ภายหลงั ที่เกิดอบุ ัตกิ ารณ์ เพอ่ื ปอ้ งกนั หรอื บรรเทาความเสยี หายจากมลพษิ
“อุบัติการณ์” หมายความว่า เหตุการณ์หรือเหตุการณ์ต่อเนื่องใด ๆ อันเป็นผลจากเหตุเดียวกัน
ท่ีก่อให้เกิดความเสียหายจากมลพิษ หรือก่อให้เกิดภัยคุกคามที่ร้ายแรงและชัดเจนอันจะนําไปสู่
ความเสยี หายจากมลพิษ
“หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน” หมายความว่า หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงินตามกฎหมายว่าด้วยการให้อํานาจ
และกําหนดการปฏิบตั บิ างประการเกี่ยวกบั สิทธิพเิ ศษถอนเงนิ ในกองทุนการเงนิ ระหว่างประเทศ
“ภาคีแห่งอนุสัญญา” หมายความว่า ภาคีแห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความรับผิดทางแพ่ง
สําหรับความเสียหายจากมลพิษของน้ํามัน ค.ศ. ๑๙๙๒ หรือภาคีแห่งอนุสัญญาระหว่างประเทศและ
พิธีสารอื่นที่เก่ียวข้องกับความรับผิดทางแพ่งสําหรับความเสียหายจากมลพิษของนํ้ามันซึ่งประเทศไทย
เข้าเปน็ ภาคี
“ศาล” หมายความวา่ ศาลทรัพยส์ ินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ
“พนกั งานเจา้ หน้าที”่ หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมแต่งตั้งให้ปฏิบัติการ
ตามพระราชบญั ญัติน้ี

หน้า 218

เลม่ ๑๓๔ ตอนท่ี ๗๐ ก หนา้ ๓ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐
ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๔ ใหร้ ฐั มนตรวี า่ การกระทรวงคมนาคมรักษาการตามพระราชบัญญัติน้ี และให้มีอํานาจ
ในการแตง่ ต้ังพนักงานเจ้าหนา้ ท่ีกบั ออกกฎกระทรวง เพอื่ ปฏิบตั ิการตามพระราชบัญญัตนิ ้ี

กฎกระทรวงน้ัน เม่ือไดป้ ระกาศในราชกิจจานเุ บกษาแลว้ ให้ใช้บังคับได้

หมวด ๑
บทท่ัวไป

มาตรา ๕ พระราชบญั ญัตนิ ีใ้ หใ้ ชบ้ งั คับกับ
(๑) ความเสยี หายจากมลพษิ ท่เี กดิ ขนึ้

(ก) ในราชอาณาจักรไทยซ่งึ รวมถงึ ทะเลอาณาเขต
(ข) ในเขตเศรษฐกิจจาํ เพาะของราชอาณาจกั รไทย
(๒) ค่าใช้จ่ายที่เกิดจากการใช้มาตรการในการป้องกันมิให้เกิดความเสียหายในพื้นที่ตาม (๑)
ทัง้ นี้ ไมว่ า่ จะไดด้ าํ เนินมาตรการน้ัน ณ ท่ใี ด
มาตรา ๖ พระราชบัญญัติน้ีมิให้ใช้บังคับกับเรือรบ หรือเรืออื่นใดซึ่งรัฐถือกรรมสิทธ์ิหรือ
ดาํ เนนิ การในกิจการของรฐั ซ่ึงมไิ ดม้ วี ตั ถปุ ระสงค์ในเชงิ พาณิชย์
พระราชบัญญัติน้ีให้ใช้บังคับกับเรือท่ีรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาถือกรรมสิทธิ์ซึ่งใช้เพ่ือวัตถุประสงค์
ในเชิงพาณิชย์ด้วย โดยรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาจะยกข้อต่อสู้เกี่ยวกับความคุ้มกันอย่างใดของรัฐข้ึนต่อสู้
ในศาลไมไ่ ด้

หมวด ๒
ความรับผิด

มาตรา ๗ ภายใต้บังคับมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ ผู้ซ่ึงเป็นเจ้าของเรือในขณะเกิดอุบัติการณ์
หรือในขณะเกิดเหตุการณ์ครั้งแรกในกรณีที่อุบัติการณ์ประกอบด้วยเหตุการณ์ต่อเนื่องต้องรับผิดต่อ
ความเสียหายจากมลพษิ อนั เป็นผลของอบุ ัตกิ ารณ์ดังกล่าว

มาตรา ๘ ในกรณีท่ีเรือตั้งแต่สองลําข้ึนไปเก่ียวข้องกับการเกิดอุบัติการณ์ใด ๆ ซึ่งเป็นผล
ใหเ้ กดิ ความเสียหายจากมลพษิ และไม่อาจแบง่ แยกได้วา่ ความเสียหายส่วนใดเกิดจากเรือลําใด เจ้าของเรือทุกลํา
จะต้องรับผิดร่วมกันและแทนกันต่อความเสียหายทั้งหมดท่ีเกิดขึ้นนั้น เว้นแต่จะเป็นกรณีที่สามารถหลุดพ้น
ความรบั ผิดไดต้ ามมาตรา ๙ และมาตรา ๑๐

มาตรา ๙ เจ้าของเรอื ไมต่ ้องรับผิดตอ่ ความเสยี หายจากมลพษิ หากพิสจู น์ไดว้ ่าความเสียหายนั้น
(๑) เป็นผลมาจากสงคราม การกระทําอันเป็นปฏิปักษ์ สงครามกลางเมือง การจลาจล หรือ
ปรากฏการณ์ธรรมชาตทิ ีม่ ีลกั ษณะพเิ ศษซงึ่ ไม่อาจหลีกเล่ียงและป้องกนั ได้

หนา้ 219

เลม่ ๑๓๔ ตอนที่ ๗๐ ก หน้า ๔ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐
ราชกิจจานุเบกษา

(๒) เกิดข้ึนทั้งหมดจากบุคคลที่สามซ่ึงได้กระทําหรืองดเว้นกระทําโดยจงใจท่ีจะทําให้เกิด
ความเสียหายนัน้

(๓) เกิดขึ้นทั้งหมดจากความประมาทเลินเล่อหรือการกระทําโดยมิชอบของรัฐหรือหน่วยงาน
ซงึ่ มีหนา้ ทด่ี แู ลหรือบํารุงรักษาประภาคารหรอื เครอื่ งช่วยการเดนิ เรืออน่ื ๆ ในการปฏิบตั หิ นา้ ท่ดี งั กลา่ ว

มาตรา ๑๐ เจ้าของเรืออาจหลุดพ้นจากความรับผิดท้ังหมดหรือบางส่วนได้ หากพิสูจน์ได้ว่า
ความเสียหายจากมลพิษไม่ว่าท้ังหมดหรือบางส่วนเป็นผลจากการกระทําหรืองดเว้นการกระทําไม่ว่าโดยจงใจ
หรอื ประมาทเลนิ เล่อของบุคคลผู้ไดร้ บั ความเสยี หายนนั้

มาตรา ๑๑ ห้ามเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากมลพิษจากเจ้าของเรือ
นอกเหนอื จากทไ่ี ด้ระบุไว้ในพระราชบญั ญัตนิ ี้

ห้ามเรียกร้องเอาค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากมลพิษตามพระราชบัญญัติน้ีหรือ
กฎหมายอื่นจาก

(๑) ลูกจ้าง ตวั แทนเจ้าของเรอื หรือคนประจาํ เรือ
(๒) ผู้นําร่องหรือบุคคลอื่นใดซ่ึงมิใชค่ นประจําเรอื แต่ทํางานให้บรกิ ารแก่เรอื
(๓) ผูเ้ ชา่ เรือ
(๔) ผ้จู ัดการเรือหรือผปู้ ระกอบกจิ การเดินเรอื
(๕) บุคคลใด ๆ ซึ่งดําเนินการช่วยเหลือกู้ภัยทางทะเลโดยความยินยอมของเจ้าของเรือหรือ
ภายใตค้ าํ สง่ั ของหน่วยงานของรัฐทม่ี อี าํ นาจ
(๖) บุคคลใด ๆ ซ่งึ ดาํ เนนิ มาตรการในการป้องกนั
(๗) ลูกจ้างหรือตัวแทนของบุคคลดงั ระบใุ น (๓) (๔) (๕) และ (๖)
ความในวรรคสองมิให้ใช้บังคับในกรณีที่ความเสียหายจากมลพิษน้ันเกิดขึ้นจากการกระทําหรือ
งดเว้นการกระทําโดยส่วนตนของบุคคลดังกล่าว ซึ่งได้กระทําโดยจงใจหรือละเลยไม่เอาใจใส่ท้ังที่รู้ว่า
ความเสยี หายจากมลพษิ นน้ั อาจเกดิ ข้ึนได้
บทบัญญัติในมาตรานี้ไม่กระทบถึงสิทธิไล่เบ้ียใด ๆ ของเจ้าของเรือท่ีมีต่อบุคคลตามวรรคสอง
และบคุ คลที่สาม
มาตรา ๑๒ เจ้าของเรือมีสิทธิจะจํากัดความรับผิดของตนภายใต้บังคับพระราชบัญญัติน้ี
สําหรับอบุ ตั กิ ารณค์ ร้งั หน่ึง ๆ ได้ไม่เกินจํานวน ดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) ๔.๕๑ ลา้ นหนว่ ยสทิ ธพิ ิเศษถอนเงิน สําหรับเรือท่ีมีขนาดไม่เกนิ ๕,๐๐๐ ตันกรอส
(๒) ๔.๕๑ ล้านหน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน สําหรับเรือที่มีขนาดเกินกว่า ๕,๐๐๐ ตันกรอส
และให้คิดเพิ่มอีกตันกรอสละ ๖๓๑ หน่วยสิทธิพิเศษถอนเงิน สําหรับขนาดส่วนที่เพ่ิมข้ึนจาก ๕,๐๐๐ ตันกรอส
แตจ่ ํานวนรวมของความรับผิดท้งั หมดจะตอ้ งไมเ่ กนิ ๘๙.๗๗ ล้านหนว่ ยสทิ ธพิ เิ ศษถอนเงิน
การจํากัดความรับผิดนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงตามอนุสัญญาหรือพิธีสารท่ีประเทศไทยเข้าเป็นภาคีได้
ท้ังนี้ ใหเ้ ป็นไปตามท่ีกาํ หนดโดยพระราชกฤษฎีกา

หนา้ 220

เลม่ ๑๓๔ ตอนท่ี ๗๐ ก หนา้ ๕ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๑๓ เพ่ือประโยชนแ์ กก่ ารคํานวณความรับผดิ ตามพระราชบัญญตั ินี้
(๑) การแปลงหน่วยสิทธิพิเศษถอนเงินให้เป็นเงินสกุลบาท ให้คํานวณตามอัตราแลกเปล่ียน
ที่กองทนุ การเงนิ ระหวา่ งประเทศกําหนดในวนั ทไ่ี ดม้ ีการวางหลักประกนั ตามมาตรา ๒๑
(๒) ขนาดของเรือให้ใช้ตันกรอสซึ่งคํานวณได้จากกฎข้อบังคับเก่ียวกับการวัดขนาดตันของเรือ
ตามภาคผนวก ๑ แห่งอนสุ ัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยการวดั ขนาดตนั ของเรอื ค.ศ. ๑๙๖๙
มาตรา ๑๔ เจ้าของเรือไม่อาจจํากัดความรับผิดของตนตามมาตรา ๑๒ ได้ หากมี
การพิสูจน์ได้ว่า ความเสียหายจากมลพิษนั้นเกิดข้ึนจากการกระทําหรืองดเว้นการกระทําโดยส่วนตน
ของเจ้าของเรือ ซึ่งได้กระทําโดยจงใจหรือละเลยไม่เอาใจใส่ท้ังที่รู้ว่าความเสียหายจากมลพิษน้ัน
อาจเกดิ ข้นึ ได้

หมวด ๓
การประกนั ภัยหรอื หลักประกันทางการเงิน

มาตรา ๑๕ เรือไทยซึ่งได้บรรทุกนํ้ามันในระวางอย่างสินค้าเกินกว่า ๒,๐๐๐ ตัน ข้ึนไป
ตอ้ งมใี บรับรองท่ีออกตามความในมาตรา ๑๖ ที่แสดงถึงการจัดหาประกันภัยหรือหลักประกันทางการเงินอ่ืนใด
ตามจํานวนไม่น้อยกว่าท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒ เพื่อให้เพียงพอต่อความรับผิดสําหรับความเสียหาย
จากมลพษิ ตามพระราชบญั ญัตินี้

การจัดหาประกันภัยหรือหลักประกันทางการเงินตามวรรคหน่ึง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์
วิธีการ และเงอื่ นไขทก่ี าํ หนดในกฎกระทรวง

มาตรา ๑๖ ให้กรมเจ้าท่ามีอํานาจออกใบรับรองให้แก่เรือที่จดทะเบียนเป็นเรือไทย
ใบรับรองนัน้ อยา่ งนอ้ ยต้องมขี ้อความ ดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) ชอ่ื เรอื และเมืองท่าท่ีข้ึนทะเบียน
(๒) ช่อื และสถานท่ตี ง้ั สาํ นักงานใหญ่ของเจา้ ของเรอื
(๓) ประเภทของหลักประกนั ทางการเงินและระยะเวลาของหลกั ประกันทางการเงิน
(๔) ช่ือและสถานท่ีต้ังสํานักงานใหญ่ของผู้รับประกันภัย หรือบุคคลอื่นใดที่ได้ให้หลักประกัน
ทางการเงิน และในกรณีท่ีเห็นสมควรอาจระบุสํานักงานสาขาของผู้รับประกันภัยหรือผู้ให้หลักประกัน
ทางการเงินทอ่ี อกเอกสารการรับประกนั ภัยหรอื ให้หลักประกนั ทางการเงิน แลว้ แต่กรณี
(๕) อายุของใบรับรองซ่ึงจะต้องมีอายุไม่เกินกว่าระยะเวลาของการประกันภัยหรือหลักประกัน
ทางการเงิน
ใบรับรองใหท้ าํ ข้ึนเปน็ ภาษาไทย และใหม้ คี ําแปลภาษาอังกฤษกาํ กับไวด้ ้วย
หลักเกณฑ์ วธิ ีการ และเง่ือนไขในการขอใบรับรอง การออกใบรับรอง ตลอดจนการสิ้นผลของ
ใบรับรอง ใหเ้ ปน็ ไปตามที่กําหนดในกฎกระทรวง

หนา้ 221

เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๗๐ ก หนา้ ๖ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐
ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๑๗ เรือต่างประเทศซึ่งมิได้จดทะเบียนในรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาอาจขอใบรับรอง
จากกรมเจ้าท่าได้ โดยใหน้ าํ บทบญั ญตั มิ าตรา ๑๕ และมาตรา ๑๖ มาใชบ้ ังคบั โดยอนุโลม

มาตรา ๑๘ ให้เก็บใบรับรองไว้บนเรือ และให้กรมเจ้าท่าเก็บสําเนาใบรับรองท้ังของเรือไทย
และเรือต่างประเทศซง่ึ มิได้จดทะเบยี นในรัฐภาคีแหง่ อนุสญั ญาซงึ่ กรมเจ้าทา่ ออกใบรบั รองให้

มาตรา ๑๙ เรือต่างประเทศไม่ว่าจะจดทะเบียนในรัฐใดซ่ึงได้บรรทุกน้ํามันในระวางอย่างสินค้า
เกินกว่า ๒,๐๐๐ ตัน ขึ้นไป และไม่มีใบรับรองของกรมเจ้าท่าตามมาตรา ๑๗ เมื่อเรือน้ัน ได้ผ่านหรือ
เข้าออกทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย ต้องมีใบรับรองซ่ึงออกโดยหน่วยงานท่ีมีอํานาจของรัฐภาคี
แห่งอนุสัญญาสําหรับเรือท่ีจดทะเบียนในรัฐน้ันหรือท่ีจดทะเบียนในรัฐอ่ืน และมีสาระในทํานองเดียวกับ
ทก่ี ําหนดไวใ้ นมาตรา ๑๖

ในกรณีที่กรมเจ้าท่ามีเหตุอันควรสงสัยว่าผู้รับประกันภัยหรือผู้ให้หลักประกันทางการเงินตามท่ีระบุ
ในใบรับรองไม่มีความสามารถที่จะชดใช้สําหรับความเสียหายจากมลพิษตามที่กําหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้
ให้กรมเจ้าท่าหารือไปยังหน่วยงานท่ีออกใบรับรองในรัฐน้ันเพ่ือพิจารณาดําเนินการตามความเหมาะสม
โดยเรว็

มาตรา ๒๐ ในกรณีของเรือท่ีรัฐภาคีแห่งอนุสัญญาถือกรรมสิทธิ์ซ่ึงใช้เพ่ือวัตถุประสงค์
ในเชิงพาณิชย์ได้ผ่านหรือเข้าออกทะเลอาณาเขตของราชอาณาจักรไทย และเรือดังกล่าวไม่มีการประกันภัย
หรือหลักประกันทางการเงินอ่ืนใด เรือลําดังกล่าวจะต้องมีใบรับรองซ่ึงออกโดยหน่วยงานท่ีมีอํานาจในรัฐ
ทเี่ รอื ลําน้นั จดทะเบียนและมีข้อความระบุว่ารัฐภาคีแห่งอนุสัญญาน้ันถือกรรมสิทธิ์เรือลํานั้นและความรับผิดท่ี
มีต่อเรือลําน้ันครอบคลุมขอบเขตความรับผิดตามท่ีบัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒ และใบรับรองเช่นว่านั้นพึงมี
รูปแบบและข้อความตามทกี่ ําหนดไว้ในมาตรา ๑๖ ให้มากที่สดุ เท่าทจ่ี ะเป็นไปได้

หมวด ๔
การวางหลักประกัน

มาตรา ๒๑ เจ้าของเรอื จะมีสิทธจิ าํ กดั ความรบั ผิดไดต้ ่อเมื่อภายหลังจากที่ได้เกิดอุบัติการณ์
ขนึ้ แล้ว เจ้าของเรอื ไดว้ างหลักประกันตามจาํ นวนความรับผิดท่กี ําหนดตามมาตรา ๑๒ ท้ังหมดตอ่ ศาล

การวางหลักประกันตามวรรคหน่ึงจะวางเป็นเงินสดหรือหนังสือคํ้าประกันของธนาคารหรือ
หลักประกันอ่ืนใดอย่างใดอย่างหน่ึงหรือหลายอย่างรวมกัน ตามที่ศาลเห็นสมควร ทั้งนี้ ในกรณีของ
หลักประกันน้ัน จะต้องเป็นหลักประกันทสี่ ามารถเปลีย่ นเปน็ เงนิ เพื่อชําระให้แก่ผู้ที่เก่ียวข้องได้โดยสะดวก
และรวดเรว็

หลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขในการวางหลักประกันให้เป็นไปตามที่กําหนดในข้อกําหนด
ของศาล

หน้า 222

เล่ม ๑๓๔ ตอนที่ ๗๐ ก หน้า ๗ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๒๒ ผู้รบั ประกนั ภัยหรอื บคุ คลอื่นใดที่ได้ให้หลักประกันแกเ่ จา้ ของเรอื มีสิทธิท่ีจะวาง
หลักประกันภายใต้หลักเกณฑ์ตามมาตรา ๒๑ โดยให้มีผลเช่นเดียวกับเจ้าของเรือเป็นผู้วางหลักประกัน
น้ันเอง หลกั ประกันนนั้ อาจวางได้แม้ว่าเจ้าของเรือไม่มีสิทธิจะจํากัดความรับผิดของตนได้ตามมาตรา ๑๔
แตก่ ารวางหลกั ประกันน้นั ไม่มีผลเป็นการกระทบกระเทอื นตอ่ สิทธขิ องผู้เรยี กร้องใด ๆ ทีม่ ีต่อเจ้าของเรอื

มาตรา ๒๓ ภายหลังอุบัติการณ์ เมื่อเจ้าของเรือซึ่งมีสิทธิจะจํากัดความรับผิด
ตามพระราชบัญญัตินี้ได้วางหลักประกันตามมาตรา ๒๑ หรือผู้รับประกันภัยหรือบุคคลอื่นได้วางหลักประกัน
ตามมาตรา ๒๒ แลว้

(๑) หา้ มผมู้ สี ทิ ธเิ รียกร้องเพอื่ ความเสยี หายจากมลพิษซ่งึ เกดิ จากอุบัติการณ์น้ันใช้สิทธิเรียกร้อง
ต่อทรัพยส์ นิ อ่นื ของเจา้ ของเรือ

(๒) ให้ส่ังปล่อยเรือหรือทรัพย์สินอื่นของเจ้าของเรือที่ได้ถูกกักหรือยึดไว้อันสืบเนื่องมาจาก
สิทธิเรียกร้องเพ่ือความเสียหายจากมลพิษซ่ึงเกิดจากอุบัติการณ์นั้น และให้ส่ังถอนการยึดหรืออายัดประกัน
หรอื หลกั ประกันอนื่ ใดท่ีไดใ้ ห้ไว้เพอื่ มใิ หม้ กี ารกักหรอื ยดึ เช่นว่าน้นั ด้วย

มาตรา ๒๔ ให้นําเงินจากหลักประกันตามมาตรา ๒๑ หรือมาตรา ๒๒ มาชําระให้แก่บรรดา
ผมู้ สี ทิ ธเิ รยี กร้องคา่ สนิ ไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากมลพิษตามส่วนแห่งสิทธิที่ไดพ้ สิ จู นใ์ นศาลแล้ว

มาตรา ๒๕ ในกรณีท่ีเจ้าของเรือไดก้ ระทําการโดยสมัครใจและตามสมควร ซึ่งก่อให้เกิดค่าใช้จ่าย
หรือมีการเสียสละทรัพย์สิน เพ่ือป้องกันหรือบรรเทาความเสียหายจากมลพิษท่ีเกิดข้ึน ให้ผู้น้ันมีสิทธิ
เรียกร้องค่าใช้จ่ายที่เกิดข้ึนหรือมูลค่าของทรัพย์สินท่ีได้เสียสละไปในลําดับเดียวกับสิทธิเรียกร้องอื่น
จากหลกั ประกนั

มาตรา ๒๖ ในกรณีท่ียังไม่มีการชําระเงินจากหลักประกันตามมาตรา ๒๔ ถ้าเจ้าของเรือ
ลูกจ้างหรือตัวแทน หรือบุคคลท่ีรับประกันภัยหรือให้หลักประกันทางการเงินอ่ืนใดเพื่อประโยชน์แก่
เจ้าของเรือ ได้ชําระค่าสินไหมทดแทนสําหรับความเสียหายจากมลพิษน้ันแล้ว บุคคลดังกล่าวย่อมเข้ารับ
ช่วงสิทธิต่าง ๆ ตามพระราชบัญญัติน้ีของบุคคลที่ได้รับค่าสินไหมทดแทนไปแล้วนั้นเท่ากับจํานวนท่ีตน
ได้จ่ายไป

มาตรา ๒๗ ภายใต้บังคับแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยการรับช่วงสิทธิ
บุคคลอ่ืนนอกเหนือจากท่ีระบุไว้ในมาตรา ๒๖ อาจใช้สิทธิในการรับช่วงสิทธิตามมาตราดังกล่าว
ตามจํานวนค่าสนิ ไหมทดแทนท่ตี นได้จ่ายไป

มาตรา ๒๘ ถ้าเจ้าของเรือหรือบุคคลอื่นใดแสดงให้เห็นได้ว่าตนอาจถูกบังคับในภายหลัง
ให้ต้องชําระค่าสินไหมทดแทนทั้งหมดหรือบางส่วนซ่ึงตนสามารถรับช่วงสิทธิได้ตามมาตรา ๒๖ หรือ
มาตรา ๒๗ และบุคคลดังกล่าวได้ชําระค่าสินไหมทดแทนน้ันก่อนการชําระเงินจากหลักประกัน
ตามมาตรา ๒๔ จะแล้วเสร็จ ให้ศาลมีอํานาจส่ังให้กันเงินจํานวนหนึ่งที่เพียงพอเพื่อให้บุคคลน้ันสามารถ
ใช้สทิ ธเิ รยี กร้องเอาจากเงนิ จาํ นวนดงั กลา่ วได้

หน้า 223

เลม่ ๑๓๔ ตอนท่ี ๗๐ ก หนา้ ๘ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐
ราชกิจจานุเบกษา

หมวด ๕
การดําเนินคดีและอายคุ วาม

มาตรา ๒๙ การเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจากมลพิษอาจเรียกร้องได้
โดยตรงจากผู้รับประกันภัยหรือผู้ให้หลักประกันทางการเงินเพ่ือความรับผิดสําหรับความเสียหายจาก
มลพิษของเจ้าของเรอื

ผู้รับประกันภัยหรือผู้ให้หลักประกันทางการเงินตามวรรคหน่ึงซึ่งตกเป็นจําเลยอาจยกข้อต่อสู้
ในเรื่องดงั ต่อไปนไ้ี ด้

(๑) การจํากัดความรับผิดตามท่ีระบุในมาตรา ๑๒ แม้ว่าเจ้าของเรือจะไม่มีสิทธิจํากัดความรับผิด
ของตนตามมาตรา ๑๔

(๒) ข้อต่อสู้ซึ่งเจ้าของเรืออาจยกขึ้นอ้างได้ ยกเว้นกรณีการล้มละลายหรือการเลิกกิจการของ
เจ้าของเรือ

(๓) การจงใจก่อให้เกิดความเสียหายของเจ้าของเรือเองอันเป็นเหตุให้เกิดความเสียหาย
จากมลพิษนั้นขนึ้

จําเลยไม่อาจยกข้อต่อสู้อื่นท่ีตนมีต่อเจ้าของเรือขึ้นต่อสู้กับผู้มีสิทธิเรียกร้องเพ่ือความเสียหาย
จากมลพษิ

มาตรา ๓๐ จํานวนเงินที่เอาประกันภัยไว้หรือที่ระบุในหลักประกันทางการเงินให้ใช้เป็น
คา่ สินไหมทดแทนตามพระราชบัญญตั ินี้เท่านัน้

มาตรา ๓๑ ให้พนักงานอัยการมีอํานาจดําเนินการท้ังปวงเพื่อเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
เพื่อความเสียหายจากมลพิษตามพระราชบัญญัติน้ีในฐานะผู้เสียหายแทนรัฐหรือในฐานะผู้รับมอบอํานาจ
จากเอกชนซ่ึงได้รบั ความเสยี หาย ท้งั นี้ ไม่เปน็ การตดั สทิ ธิทเ่ี อกชนจะฟ้องคดดี ้วยตนเอง

ในการดําเนินคดีของพนักงานอัยการตามวรรคหน่ึง ให้ได้รับยกเว้นค่าฤชาธรรมเนียมทั้งปวง
แต่ไมร่ วมถงึ ความรบั ผิดในค่าฤชาธรรมเนียมในช้นั ทีส่ ุด

ในกรณีที่ได้รับมอบอํานาจจากเอกชนซ่ึงได้รับความเสียหายตามวรรคหน่ึง พนักงานอัยการ
อาจมอบหมายให้กรมเจ้าท่า กรมควบคุมมลพิษ และหน่วยงานอื่นท่ีเกี่ยวข้องพิจารณาดําเนินการ
รวบรวมพยานหลักฐาน ประเมินค่าสินไหมทดแทนต่อความเสียหายจากมลพิษ หรือดําเนินการอ่ืนตามท่ี
เหน็ สมควรกไ็ ด้

มาตรา ๓๒ จําเลยตามมาตรา ๒๙ อาจยื่นคําขอโดยทําเป็นคําร้องเพ่ือให้ศาลออกหมายเรียก
เจา้ ของเรือให้เขา้ มาในคดกี ไ็ ด้

มาตรา ๓๓ สิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนตามพระราชบัญญัตินี้เป็นอันขาดอายุความ
เม่ือพ้นสามปีนับแต่วันท่ีความเสียหายจากมลพิษได้เกิดข้ึน หรือเมื่อพ้นหกปีนับแต่วันที่อุบัติการณ์
ได้เกิดข้นึ หรือวนั ทเ่ี หตุการณ์ครั้งแรกไดเ้ กดิ ข้นึ ในกรณที ่อี ุบัติการณป์ ระกอบดว้ ยเหตุการณ์ต่อเนอ่ื ง

เล่ม ๑๓๔ ตอนท่ี ๗๐ ก หนา้ ๙ หน้า 224
ราชกิจจานุเบกษา ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐

หมวด ๖
เขตอาํ นาจศาล

มาตรา ๓๔ ให้ศาลมีเขตอํานาจเหนือคดีฟ้องเรียกค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายจาก
มลพิษตามพระราชบัญญัตินี้ โดยต้องมีการส่งหมายเรียกให้แก่จําเลยโดยชอบและให้โอกาสตามสมควร
สําหรับการต่อสู้คดี ท้ังนี้ อธิบดีผู้พิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง
โดยอนมุ ัติประธานศาลฎีกามอี ํานาจออกข้อกําหนดใด ๆ เก่ยี วกับการดําเนนิ กระบวนพิจารณากไ็ ด้

มาตรา ๓๕ ในกรณีที่เจ้าของเรือได้วางหลักประกันการจํากัดความรับผิดตามมาตรา ๒๑
ไว้ต่อศาล ให้ศาลมีอํานาจในการแบ่งและจัดสรรหลักประกันให้แก่ผู้มีสิทธิเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน
ตามมาตรา ๒๔ ทงั้ น้ี ศาลจะออกข้อกําหนดใด ๆ เพือ่ ประโยชน์สาํ หรับการดาํ เนนิ การดังกล่าวกไ็ ด้

มาตรา ๓๖ คําพิพากษาถึงท่ีสุดเก่ียวกับความเสียหายจากมลพิษของศาลต่างประเทศท่ีเป็นภาคี
แห่งอนสุ ญั ญา ให้ใชบ้ งั คบั ในประเทศไทยได้ เว้นแต่

(๑) คาํ พพิ ากษานน้ั ไดม้ าโดยกลฉ้อฉล
(๒) จําเลยมไิ ดร้ ับหมายเรยี กโดยชอบและไม่มโี อกาสตามสมควรในการต่อสูค้ ดี
(๓) คาํ พิพากษานนั้ ขัดตอ่ ความสงบเรยี บร้อยหรือศลี ธรรมอันดขี องประชาชน
กําหนดเวลา เงื่อนไข และวิธีการในการขอให้ศาลบังคับตามคําพิพากษาของศาลต่างประเทศ
ตามวรรคหน่งึ ใหเ้ ป็นไปตามข้อกาํ หนดของศาล

หมวด ๗
บทกาํ หนดโทษ

มาตรา ๓๗ การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐ นายเรือ
และเจ้าของเรือต้องระวางโทษปรับรายละไม่เกินสองล้านบาท และให้พนักงานเจ้าหน้าที่กักเรือที่ฝ่าฝืน
หรือไม่ปฏบิ ตั ติ ามนั้นไวจ้ นกว่าจะไดม้ ีการจดั ใหม้ ีใบรับรองตามมาตรา ๑๕ มาตรา ๑๙ หรือมาตรา ๒๐
แลว้ แตก่ รณี

มาตรา ๓๘ นายเรือลําใดไม่อาจแสดงใบรับรองตามที่กําหนดไว้ในหมวด ๓ แห่ง
พระราชบัญญัตินี้ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่เมื่อพนักงานเจ้าหน้าท่ีร้องขอ ต้องระวางโทษปรับต้ังแต่ห้าพันบาท
ถงึ สองหมื่นบาท

หนา้ 225

เลม่ ๑๓๔ ตอนที่ ๗๐ ก หนา้ ๑๐ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐
ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๓๙ เมื่อเจ้าของเรือหรือนายเรือได้ชําระค่าปรับในอัตราอย่างสูงสําหรับความผิด
ตามมาตรา ๓๗ หรือมาตรา ๓๘ ให้แก่พนักงานเจ้าหน้าที่แล้ว ให้ถือว่าคดีเลิกกันตามบทบัญญัติแห่ง
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา

ผูร้ ับสนองพระราชโองการ
พลเอก ประยทุ ธ์ จนั ทรโ์ อชา

นายกรัฐมนตรี

หนา้ 226

เล่ม ๑๓๔ ตอนท่ี ๗๐ ก หน้า ๑๑ ๗ กรกฎาคม ๒๕๖๐
ราชกิจจานุเบกษา

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยที่การขนส่งนํ้ามันส่วนใหญ่จะขนส่งทาง
เรือเดินทะเลเป็นหลัก เรือบรรทุกน้ํามันเหล่านี้ได้ก่อให้เกิดมลภาวะต่อสภาพแวดล้อมเป็นอย่างมาก ไม่ว่าจะเป็น
การปล่อยทิ้งน้ํามันลงในทะเล การร่ัวไหลของนํ้ามัน หรือการประสบอุบัติภัยของเรือบรรทุกน้ํามันแล้วก่อให้เกิด
ความเสียหาย มลพิษน้ํามันเหล่านี้ไม่เพียงก่อความเสียหายในบริเวณที่เกิดเหตุเท่านั้น แต่ยังอาจขยายไปสู่
รัฐอื่น ๆ ที่ใกล้เคียงด้วย องค์การทางทะเลระหว่างประเทศ (International Maritime Organization) จึงได้
จัดทําอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความรับผิดทางแพ่งสําหรับความเสียหายจากมลพิษของนํ้ามัน
ค.ศ. ๑๙๙๒ (International Convention on Civil Liability for Oil Pollution Damage, 1992) ขึ้น เพ่ือให้มี
การชดใช้ความเสียหายจากมลพิษน้ํามัน โดยกําหนดให้เจ้าของเรือต้องรับผิดอย่างเคร่งครัดและต้องเอาประกันภัย
หรือจัดหาหลักประกันทางการเงินอ่ืนใดเพื่อชดใช้ความเสียหายและประเทศไทยจะเข้าเป็นภาคีอนุสัญญาดังกล่าว
จึงสมควรมีกฎหมายท่ีมีมาตรการเก่ียวกับความรับผิดทางแพ่งต่อความเสียหายจากมลพิษนํ้ามัน
อันเกดิ จากเรอื ให้สอดคลอ้ งกับอนสุ ญั ญาน้นั ด้วย จึงจาํ เป็นตอ้ งตราพระราชบัญญัตินี้

เลม่ ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หน้า ๑ หนา้ 227
ราชกจิ จานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑



พระราชบญั ญตั ิ

เขตพัฒนาพเิ ศษภาคตะวันออก
พ.ศ. ๒๕๖๑

สมเด็จพระเจ้าอยู่หวั มหาวชริ าลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร

ให้ไว้ ณ วนั ท่ี ๑๐ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๑
เป็นปีที่ ๓ ในรชั กาลปัจจุบัน

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าฯ
ใหป้ ระกาศวา่

โดยท่ีเป็นการสมควรมีกฎหมายว่าด้วยเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเก่ียวกับการจํากัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล
ซ่ึงมาตรา ๒๖ ประกอบกับมาตรา ๓๔ และมาตรา ๓๗ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย
บญั ญตั ิใหก้ ระทาํ ได้โดยอาศัยอาํ นาจตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย
เห ตุ ผ ล แ ล ะ ค ว า ม จํ า เป็ น ใน ก า ร จํ า กั ด สิ ท ธิ แ ล ะ เส รี ภ า พ ข อ ง บุ ค ค ล ต า ม พ ร ะ ร า ช บั ญ ญั ติ น้ี
เพ่ือดําเนินการพัฒนาพ้ืนท่ีภาคตะวันออกให้เป็นระบบและโดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างย่ังยืน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมการประกอบพาณิชยกรรมและอุตสาหกรรมที่ใช้เทคโนโลยีขั้นสูง ทันสมัย
สร้างนวตั กรรม และเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อม ซึ่งการตราพระราชบัญญัติน้ีสอดคลอ้ งกับเง่ือนไขที่บัญญัตไิ ว้
ในมาตรา ๒๖ ของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทยแลว้
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติขึ้นไว้โดยคําแนะนําและยินยอมของ
สภานติ บิ ญั ญัตแิ หง่ ชาติทาํ หนา้ ทีร่ ฐั สภา ดังตอ่ ไปนี้

หนา้ 228

เล่ม ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หนา้ ๒ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๑ พระราชบัญญัติน้ีเรียกว่า “พระราชบัญญัติเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
พ.ศ. ๒๕๖๑”

มาตรา ๒ พระราชบัญญัติน้ีให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษา
เปน็ ตน้ ไป

มาตรา ๓ ให้ยกเลกิ
(๑) คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ ๒/๒๕๖๐ เร่ือง การพัฒนาระเบียง
เศรษฐกจิ พเิ ศษภาคตะวนั ออก ลงวนั ท่ี ๑๗ มกราคม พุทธศกั ราช ๒๕๖๐
(๒) คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ี ๒๘/๒๕๖๐ เร่ือง มาตรการเพ่ิมประสิทธิภาพ
การพัฒนาระเบียงเศรษฐกจิ พเิ ศษภาคตะวนั ออก ลงวนั ท่ี ๒๖ พฤษภาคม พทุ ธศกั ราช ๒๕๖๐
(๓) คําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ท่ี ๔๗/๒๕๖๐ เร่ือง ข้อกําหนดการใช้
ประโยชนใ์ นที่ดินในพื้นทรี่ ะเบียงเศรษฐกิจพเิ ศษภาคตะวนั ออก ลงวันท่ี ๒๕ ตลุ าคม พทุ ธศักราช ๒๕๖๐
มาตรา ๔ ในพระราชบญั ญัติน้ี
“เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออก” หมายความว่า พนื้ ทตี่ ามมาตรา ๖
“เขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ” หมายความว่า พื้นท่ีภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
ตามท่ีคณะกรรมการนโยบายประกาศกาํ หนดตามมาตรา ๔๐
“ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ” หมายความว่า ผู้ประกอบกิจการ
ซ่ึงเป็นนิติบุคคล หรือบุคคลอื่นใดซ่ึงมีความรู้ความสามารถพิเศษ ซ่ึงได้รับอนุญาตจากเลขาธิการ
ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกําหนดให้ประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษหรือกิจการ
ท่ีเกี่ยวเนื่องหรือเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษในเขตส่งเสริม
เศรษฐกิจพิเศษ
“อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ” หมายความว่า อุตสาหกรรมที่คณะกรรมการนโยบาย
ประกาศกําหนดตามมาตรา ๓๙
“อุตสาหกรรมเป้าหมาย” หมายความว่า อุตสาหกรรมเป้าหมายตามกฎหมายว่าด้วย
การเพิ่มขีดความสามารถในการแขง่ ขันของประเทศสาํ หรับอุตสาหกรรมเป้าหมาย
“คณะกรรมการนโยบาย” หมายความวา่ คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวนั ออก
“สาํ นักงาน” หมายความว่า สํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

เลม่ ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หนา้ ๓ หนา้ 229
ราชกจิ จานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑

“เลขาธกิ าร” หมายความวา่ เลขาธิการคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
“หน่วยงานของรัฐ” หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
องค์การมหาชน หรือหนว่ ยงานอน่ื ของรฐั
“กองทุน” หมายความวา่ กองทนุ พฒั นาเขตพัฒนาพเิ ศษภาคตะวนั ออก
มาตรา ๕ ใหน้ ายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชบญั ญตั ิน้ี

หมวด ๑
บททั่วไป

มาตรา ๖ ให้พื้นท่ีจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง และพ้ืนท่ีอื่นใดที่อยู่
ใน ภ าค ต ะ วั น อ อ ก ท่ี กํ า ห น ด เพิ่ ม เติ ม โด ย พ ร ะ ร า ช ก ฤ ษ ฎี ก า เป็ น เข ต พั ฒ น า พิ เศ ษ ภ า ค ต ะ วั น อ อ ก
เพอ่ื วตั ถปุ ระสงค์ ดงั ตอ่ ไปนี้

(๑) พัฒ นากิจกรรมทางเศรษฐกิจที่ทันสมัยและเป็นมิตรต่อส่ิงแวดล้อมเพื่อเพ่ิมขีด
ความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

(๒) จัดให้มีการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรเพื่อลดอุปสรรคและต้นทุน
ในการประกอบกจิ การ

(๓) จัดทําโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคที่มีประสิทธิภาพ มีความต่อเนื่อง
ประชาชนสามารถเข้าถึงได้โดยสะดวกและเช่ือมโยงกันอย่างเป็นระบบโดยสมบูรณ์

(๔) กําหนดการใช้ประโยชน์ในท่ีดินอย่างเหมาะสมกับสภาพและศักยภาพของพื้นท่ี
โดยสอดคลอ้ งกับหลกั การพฒั นาอยา่ งยัง่ ยืน

(๕) พัฒนาเมืองให้มีความทันสมัยระดับนานาชาติที่เหมาะสมต่อการอยู่อาศัยอย่างสะดวก
ปลอดภยั เขา้ ถงึ ไดโ้ ดยถ้วนหนา้ และการประกอบกจิ การอย่างมีคุณภาพ

ในกรณีท่ีมีความจําเป็นเพื่อประโยชน์ในการดําเนินการให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ตาม (๓)
จะตราพระราชกฤษฎีกาให้พื้นท่ีบางส่วนในเขตจังหวัดอ่ืนที่ติดต่อหรือเก่ียวข้องกับพื้นท่ีตามวรรคหน่ึง
และเฉพาะพื้นที่เท่าที่จําเป็นเพ่ือประโยชน์ในการดําเนินการดังกล่าว ให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวนั ออกดว้ ยกไ็ ด้

หน้า 230

เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก หน้า ๔ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกิจจานุเบกษา

มาตรา ๗ ในการดําเนินการให้บรรลุวตั ถุประสงค์ตามมาตรา ๖ ให้รฐั จดั ใหห้ นว่ ยงานของรัฐ
ท่ีเก่ียวข้องรว่ มกันดําเนินการ ดังตอ่ ไปนี้

(๑) ส่งเสริมและสนับสนุนการดําเนินการตามแผนการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
ให้มีความน่าอยู่และทันสมัยโดยสอดคล้องกับหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และพัฒนาระบบการให้บริการ
ภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจร ระบบสาธารณูปโภค ระบบคมนาคมและขนส่ง ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ
และการส่ือสาร ระบบการส่งเสริมนวัตกรรม ระบบพลังงานท่ีมีความม่ันคง ระบบการบริหารจัดการนํ้า
ระบบการควบคุมและขจัดมลภาวะ ระบบการผลิตสินค้าและการให้บริการโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และ
การอื่นใดท่ีจําเป็นต่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ท้ังน้ี ต้องดําเนินการให้มีประสิทธิภาพ
ปลอดภัย ม่นั คง และประชาชนสามารถเข้าถงึ ได้โดยสะดวก

(๒) ส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้ประกอบกิจการทั้งในประเทศและต่างประเทศเข้ามาประกอบ
อุตสาหกรรมเป้าหมาย อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และกิจการท่ีเกี่ยวเนื่องในเขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวันออก รวมทั้งส่งเสรมิ และสนับสนนุ ให้มีการวิจัยและพัฒนา และการใช้เทคโนโลยีและนวตั กรรม
ตลอดจนให้มีการถ่ายทอดความรู้ความเชี่ยวชาญจากผู้ประกอบกิจการ สถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัย
ทมี่ ีศกั ยภาพสูงเพื่อเพม่ิ ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

(๓) จัดสรรงบประมาณ จัดหาแหล่งเงินท่ีเหมาะสมและจําเป็น รวมถึงให้การสนับสนุนด้านอ่ืน
เพื่อให้การดําเนินการของหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องบรรลุวัตถุประสงค์ของการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวันออก

(๔) สร้างบรรยากาศท่ีดีสําหรับการประกอบกิจการและการอยู่อาศัย โดยลดขั้นตอน
ในการประกอบธุรกิจให้มีความสะดวกรวดเร็ว มีส่ิงอํานวยความสะดวกด้านต่าง ๆ ท่ีทันสมัยและ
ได้มาตรฐานสากล เช่น สถานศึกษา สถานพยาบาล สวนสาธารณะ และมีความปลอดภัยในชีวิต
และทรพั ยส์ ิน

(๕) ส่งเสริมและสนับสนุนสถาบันการเงินไทยและต่างประเทศในการให้บริการทางการเงิน
ในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกให้มีความสะดวก รวดเร็ว และมีข้อจํากัดเพียงเท่าที่จําเป็น
เพอื่ การรักษาเสถียรภาพของระบบการเงนิ และระบบเศรษฐกิจของประเทศ

มาตรา ๘ การดําเนินโครงการหรือกิจการใดภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
ที่ต้องจัดทํารายงานการประเมินผลกระทบส่ิงแวดล้อม สุขภาพของประชาชนหรือชุมชนตามที่มี

หน้า 231

เลม่ ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก หน้า ๕ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกจิ จานุเบกษา

กฎหมายกําหนด ให้คณะกรรมการส่ิงแวดล้อมแห่งชาติแต่งตั้งคณะกรรมการผู้ชํานาญการเป็นการเฉพาะ
เพ่ือพิจารณาให้ความเห็นหรือความเห็นชอบรายงานการประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อมของโครงการหรือ
กิจการนั้น โดยต้องดําเนินการให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งร้อยย่ีสิบวันนับแต่วันท่ีได้รับรายงานที่ถูกต้องและ
มีข้อมูลครบถ้วน

ให้เป็นหน้าท่ีของสํานักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อมท่ีต้องประกาศ
ให้ประชาชนทราบถึงรายการเอกสารท่ีต้องย่ืนพร้อมกับรายงานตามวรรคหน่ึง โดยระบุหัวข้อที่จะต้อง
จัดทํารายงานให้ชัดเจน และกําหนดระยะเวลาในการปฏิบัติหน้าท่ีตามกฎหมายว่าด้วยการอํานวย
ความสะดวกในการอนุญาตของทางราชการโดยเคร่งครัดโดยให้ถือว่าการพิจารณารายงานเป็นการอนุญาต
ตามกฎหมายดังกล่าว

ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีอํานาจกําหนดหลักเกณฑ์การเรียกเก็บค่าธรรมเนียม
พิเศษเพิ่มเติมจากสํานักงานหรือผู้ขออนุญาต และให้จ่ายค่าตอบแทนคณะกรรมการผู้ชํานาญการเพ่ิมเติม
เป็นพิเศษไดต้ ามที่คณะกรรมการสงิ่ แวดล้อมแหง่ ชาตกิ ําหนด

ในกรณีที่ไม่มีผู้ชํานาญการศึกษาผลกระทบส่ิงแวดล้อมสําหรับโครงการหรือกิจการใด หรือ
มีแต่ไม่เพียงพอ ให้คณะกรรมการสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมีหน้าท่ีอนุญาตให้มีผู้ชํานาญการศึกษาผลกระทบ
ส่ิงแวดล้อมเพิ่มข้ึนให้เพียงพอโดยเร็ว โดยมิให้นําบทบัญญัติว่าด้วยการขอและการออกใบอนุญาต และ
คุณสมบัติของผู้ได้รับใบอนุญาตเป็นผู้มีหน้าท่ีศึกษาหรือจัดทํารายงานการประเมินผลกระทบส่ิงแวดล้อม
ตามกฎหมายว่าด้วยการส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติมาใช้บังคับ และจะอนุญาต
ให้ผู้ไม่มีสัญชาติไทยเป็นผู้มีหน้าท่ีศึกษาหรือจัดทํารายงานการประเมินผลกระทบส่ิงแวดล้อมก็ได้ ท้ังน้ี
ตามหลักเกณฑ์และวธิ กี ารทค่ี ณะกรรมการสิง่ แวดล้อมแหง่ ชาตกิ ําหนด

มาตรา ๙ ในการดําเนินการเพื่อพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หากคณะกรรมการ
นโยบายเห็นว่ากฎหมาย กฎ ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคําส่ังใดก่อให้เกิดความไม่สะดวกหรือ
ล่าช้า มีความซ้ําซ้อนหรือเป็นการเพิ่มภาระการดําเนินการโดยไม่จําเป็น หรือมีปัญหาหรืออุปสรรคอื่นใด
ให้คณะกรรมการนโยบายเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเพ่ือพิจารณาให้มีการดําเนินการปรับปรุงกฎหมาย กฎ
ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ หรือคําสั่งดังกล่าว หรือมีกฎหมายข้ึนใหม่ เพื่อให้การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวันออกมีประสิทธิภาพ สะดวก และรวดเร็ว ทั้งน้ี ต้องไม่กระทบต่อความเสมอภาค สิทธิและเสรีภาพ
ของประชาชน และต้องไม่เลือกปฏิบัติ

เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก หน้า ๖ หน้า 232
ราชกิจจานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑

หมวด ๒
คณะกรรมการนโยบาย

มาตรา ๑๐ ให้มีคณะกรรมการคณะหน่ึง เรยี กว่า “คณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวันออก” ประกอบด้วย

(๑) นายกรัฐมนตรี เปน็ ประธานกรรมการ
(๒) รองนายกรัฐมนตรคี นหนง่ึ ซงึ่ นายกรฐั มนตรมี อบหมาย เปน็ รองประธานกรรมการ
(๓) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล
เพ่ือเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดล้อม รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ
รฐั มนตรีวา่ การกระทรวงสาธารณสขุ และรฐั มนตรวี ่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปน็ กรรมการ
(๔) ผู้อํานวยการสํานักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
และเลขาธกิ ารคณะกรรมการสง่ เสรมิ การลงทุน เป็นกรรมการ
(๕) ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
และประธานสมาคมธนาคารไทย เป็นกรรมการ
(๖) ผู้ทรงคุณวุฒิซ่ึงนายกรัฐมนตรีแต่งตั้งจากผู้มีความรู้หรือความเชี่ยวชาญอันจะเป็นประโยชน์
แก่การกําหนดนโยบายและการดําเนนิ การเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวนั ออก จํานวนไม่เกินห้าคน เปน็ กรรมการ
ให้เลขาธิการเปน็ กรรมการและเลขานกุ าร
ในกรณีท่ีไม่มีกรรมการตาม (๕) หรือ (๖) หรือมีไม่ครบไม่ว่าด้วยเหตุใด ให้คณะกรรมการนโยบาย
ประกอบดว้ ยกรรมการเพยี งเท่าท่มี ีอยู่
การประชุ มและการลงมติ ของคณ ะกรรมการนโยบายให้ เป็ น ไป ตามห ลั กเกณ ฑ์ ที่
คณะกรรมการนโยบายกาํ หนด
กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิมีวาระอยู่ในตําแหน่งคราวละสามปี และอาจได้รับแต่งตั้งอีกได้
แต่จะดาํ รงตําแหน่งติดต่อกันเกินสองวาระไม่ได้

หนา้ 233

เล่ม ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หน้า ๗ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกิจจานุเบกษา

การพ้นจากตําแหน่งด้วยเหตุอ่ืนนอกจากการพ้นจากตําแหน่งตามวาระและการแต่งตั้ง
ให้ดํารงตําแหน่งแทนตําแหน่งท่ีว่างหรือการแต่งตั้งเพิ่มให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ
ทางปกครอง

มติของคณะกรรมการนโยบายมผี ลผกู พนั กระทรวงและหนว่ ยงานทกุ หน่วยที่เปน็ กรรมการอยู่ดว้ ย
มาตรา ๑๑ คณะกรรมการนโยบายมีหน้าทแ่ี ละอาํ นาจ ดังต่อไปน้ี
(๑) กาํ หนดนโยบายเพอื่ การพฒั นาเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวันออก
(๒) ให้ความเห็นชอบแผนภาพรวมเพ่ือการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก แผนการใช้
ประโยชน์ในท่ีดินในภาพรวม แผนพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานและระบบสาธารณูปโภค แผนการดําเนินงาน
และแผนการใหบ้ รกิ ารภาครฐั แบบเบด็ เสรจ็ ครบวงจรภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
(๓) ให้ความเห็นชอบแผนผังการใช้ประโยชน์ในท่ีดินและแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน
และระบบสาธารณูปโภค
(๔) ประกาศกําหนดพ้ืนท่ีเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ อุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ และ
สทิ ธิประโยชนท์ จ่ี ะให้แก่ผู้ประกอบกจิ การในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษแต่ละแหง่
(๕) อนุมัติแผนงาน โครงการ และงบประมาณในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
(๖) ประกาศกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขในการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชน
เปน็ ผู้ลงทนุ
(๗) ออกระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศเพื่อกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข
ในการดาํ เนินการตามที่กาํ หนดไวใ้ นพระราชบัญญัตนิ ี้
(๘) พิจารณาอนมุ ตั ิ อนญุ าต ให้สทิ ธิ หรือใหส้ ัมปทานตามมาตรา ๓๗
(๙) แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์คําสั่งของเลขาธิการตามมาตรา ๔๔ ซึ่งอย่างน้อย
ต้องประกอบด้วยกรรมการนโยบายตามมาตรา ๑๐ (๔) และ (๖) ประเภทละหนง่ึ คน
(๑๐) แต่งตง้ั คณะกรรมการเฉพาะกิจหรือคณะอนุกรรมการเพ่ือดําเนินการตามท่ีคณะกรรมการนโยบาย
มอบหมาย
(๑๑) กํากับดูแลการดําเนินงานของสํานักงาน และออกระเบียบและข้อบังคับให้สํานักงานปฏิบัติ
เพอ่ื ใหก้ ารดาํ เนินงานเปน็ ไปอย่างคล่องตวั และมปี ระสทิ ธภิ าพ

เล่ม ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หนา้ ๘ หนา้ 234
ราชกจิ จานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑

(๑๒) ติดตามและประเมินผลการดําเนินการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมทั้ง
แก้ไขปัญหาและอุปสรรคในการดําเนินงาน โดยต้องรายงานผลการดําเนินการให้คณะรัฐมนตรีทราบ
ทกุ รอบระยะเวลาตามท่ีคณะรฐั มนตรกี าํ หนด

(๑๓) ปฏิบัติการอ่ืนใดที่เก่ียวข้องเพ่ือให้บรรลุวัตถุประสงค์ตามพระราชบัญญัติน้ีหรือ
ตามที่คณะรัฐมนตรมี อบหมาย

การดําเนินการตาม (๑) (๒) (๓) (๔) (๕) (๖) (๗) และ (๘) เมื่อคณะกรรมการนโยบาย
ได้มีมติอนุมัติหรือให้ความเห็นชอบเร่ืองใดแล้ว ให้นําเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อทราบ หากไม่มีข้อทักท้วง
หรอื ไม่มีความเห็นเป็นอย่างอ่นื ให้ถือว่าคณะรฐั มนตรีมีมติอนุมตั ิหรือเหน็ ชอบตามมติคณะกรรมการนโยบาย

ระเบียบ ข้อบังคับ และประกาศเพื่อกําหนดหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขตาม (๔) (๖)
และ (๗) เมอ่ื ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาแล้วให้ใช้บังคบั ได้

มาตรา ๑๒ เพ่ือให้การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
ในกรณีท่ีคณะกรรมการนโยบายกําหนดกระบวนการพิจารณาการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชน
เป็นผู้ลงทุนและวิธีการกํากับดูแลและติดตามผลการดําเนินการไว้เป็นการเฉพาะแล้ว การร่วมลงทุนกับเอกชน
หรือใหเ้ อกชนเป็นผู้ลงทนุ ตามพระราชบญั ญัตินี้ ใหด้ ําเนนิ การตามกระบวนการและวิธีการดังกล่าว โดยให้
ถือว่าการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือการให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนนั้นได้ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยการให้เอกชน
ร่วมลงทุนในกิจการของรฐั แล้ว

การกําหนดกระบวนการพิจารณาการร่วมลงทุนกับเอกชนหรือให้เอกชนเป็นผู้ลงทุนและ
วิธีการกํากับดูแลและติดตามผลการดําเนินการตามวรรคหน่ึงจะใช้กับโครงการประเภทหรือลักษณะใด
ให้เป็นไปตามทค่ี ณะกรรมการนโยบายกําหนดโดยประกาศในราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๑๓ ให้คณะกรรมการนโยบาย คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ คณะกรรมการเฉพาะกิจ
และคณะอนุกรรมการ ไดร้ ับค่าตอบแทน คา่ ใช้จ่าย และประโยชน์ตอบแทนอื่น ตามท่ีคณะรฐั มนตรกี าํ หนด

หมวด ๓
สาํ นกั งาน

มาตรา ๑๔ ให้มีสํานักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกมีฐานะ
เป็นนิติบุคคลที่เป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่เป็นส่วนราชการหรือรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายว่าด้วย

หนา้ 235

เล่ม ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หน้า ๙ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกจิ จานุเบกษา

วิธีการงบประมาณและกฎหมายอื่น แต่ในกรณีท่ีรัฐจะจัดสรรเงินอุดหนุนท่ัวไปหรืองบประมาณอ่ืนใด
ให้แก่สํานักงาน ใหส้ ํานักงบประมาณมีหน้าท่จี ดั สรรเงินงบประมาณใหแ้ กส่ ํานกั งานได้โดยตรง

ให้สาํ นักงานเปน็ หน่วยงานเลขานุการของคณะกรรมการนโยบาย
กิจการของสํานักงานไม่อยู่ภายใต้บังคับแห่งกฎหมายว่าด้วยการคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วย
แรงงานสัมพันธ์ กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน แต่พนักงานและ
ลูกจ้างของสํานักงานต้องได้รับประโยชน์ตอบแทนโดยรวมไม่น้อยกว่าที่กําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วย
การคุ้มครองแรงงาน กฎหมายว่าด้วยประกันสังคม และกฎหมายว่าด้วยเงินทดแทน
มาตรา ๑๕ สํานกั งานมหี นา้ ทีแ่ ละอาํ นาจ ดังตอ่ ไปนี้
(๑) รับผิดชอบในงานธุรการและงานวิชาการของคณะกรรมการนโยบาย
(๒) เสนอแนะคณะกรรมการนโยบายเกย่ี วกับการดําเนนิ งานตามมาตรา ๑๑ และมาตรา ๑๒
(๓) ศึกษาวิเคราะห์ผลกระทบเบื้องต้นจากการกําหนดและการดําเนินการตามนโยบาย แผน
และมาตรการต่าง ๆ ท่ีเกี่ยวข้องกับการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก รวมตลอดทั้งแนวทางหรือ
มาตรการปอ้ งกนั แกไ้ ข หรือเยียวยาผลกระทบดังกลา่ วเสนอตอ่ คณะกรรมการนโยบาย
(๔) กํากับ ติดตาม และรายงานความคืบหน้าในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
ตอ่ คณะกรรมการนโยบายอยา่ งนอ้ ยทกุ สามเดือน
(๕) จัดทํารายงานประจําปีเก่ียวกับการปฏิบัติตามพระราชบัญญัติน้ีเสนอคณะรัฐมนตรี
เพื่อเสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาเพื่อทราบ
(๖) ประสานงานกับหน่วยงานของรัฐท่ีเก่ียวข้องเพื่อให้การดําเนินการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวนั ออกเปน็ ไปตามนโยบาย แผน และมาตรการทคี่ ณะกรรมการนโยบายกาํ หนด
(๗) ศกึ ษาความเหมาะสมและความเปน็ ไปไดใ้ นการกําหนดเขตสง่ เสรมิ เศรษฐกิจพิเศษ
(๘) ลงทุนหรือร่วมลงทุนกับบุคคลอื่นท้ังในประเทศและต่างประเทศเพื่อการประกอบกิจการ
ท่ีเป็นประโยชนต์ อ่ การพัฒนาเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออกและเขตส่งเสรมิ เศรษฐกิจพิเศษ
(๙) ต้ังบริษัทจํากัดหรือบริษัทมหาชนจํากัดเพื่อประกอบกิจการที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนา
เขตพฒั นาพิเศษภาคตะวนั ออกและเขตสง่ เสริมเศรษฐกิจพเิ ศษ
(๑๐) ก้ยู ืมเงินเพอ่ื ใช้จา่ ยในกิจการของสาํ นกั งาน

หน้า 236

เล่ม ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หนา้ ๑๐ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกิจจานุเบกษา

(๑๑) ปฏิบัติการอ่ืนใดตามท่ีกําหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้หรือกฎหมายอื่น หรือตามที่
คณะรัฐมนตรีหรือคณะกรรมการนโยบายมอบหมาย

ใน การดําเนิ น การต าม (๘ ) (๙ ) และ (๑ ๐ ) ให้ กระทํ าได้เม่ือได้รับ อนุ มัติจาก
คณะกรรมการนโยบายแล้ว โดยคณะกรรมการนโยบายอาจกําหนดเง่ือนไขตามที่เห็นสมควรก็ได้ และ
ในกรณีการดําเนินการตาม (๑๐) ถ้าเกินห้าสิบล้านบาทต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีก่อน

มาตรา ๑๖ ให้สํานักงานมีเลขาธิการคนหน่ึงซ่ึงคณะกรรมการนโยบายแต่งต้ังมีหน้าท่ี
รับผดิ ชอบในการดาํ เนินงานของสาํ นกั งานและขน้ึ ตรงต่อคณะกรรมการนโยบาย

ให้เลขาธิการเป็นผู้บงั คับบญั ชาพนกั งานและลูกจ้างของสาํ นักงาน
มาตรา ๑๗ เลขาธิการต้องเป็นผู้มีความรู้ ความชํานาญ และประสบการณ์ที่จะยังประโยชน์
แก่กิจการของคณะกรรมการนโยบายและสํานักงานตามท่ีคณะกรรมการนโยบายประกาศกําหนด
มีสัญชาติไทย มีอายุไม่เกินหกสิบห้าปี สามารถทํางานให้แก่สํานักงานได้เต็มเวลา และไม่มีลักษณะต้องห้าม
ดงั ต่อไปนี้
(๑) เป็นบคุ คลล้มละลายหรือเคยเปน็ บุคคลล้มละลายทจุ รติ
(๒) เปน็ ขา้ ราชการ พนักงาน หรอื ลูกจา้ งของหนว่ ยงานของรัฐ หรือเป็นลกู จ้างของบุคคลใด
(๓) เปน็ ผ้ดู ํารงตาํ แหน่งทางการเมือง
(๔) เปน็ สมาชิกสภาท้องถ่ินหรอื ผบู้ ริหารทอ้ งถนิ่
(๕) เปน็ กรรมการหรือผดู้ าํ รงตาํ แหน่งอ่นื ในพรรคการเมอื งหรอื เจ้าหน้าที่ของพรรคการเมอื ง
(๖) เป็นผ้มู ีสว่ นได้เสียตามมาตรา ๒๓
(๗) เป็นผู้อยู่ในระหว่างถูกเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังหรือเคยถูกเพิกถอนสิทธิเลือกต้ังหรือ
สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง หรือเป็นผู้อยู่ในระหว่างต้องห้ามหรือเคยถูกตัดสิทธิมิให้ดํารงตําแหน่งทางการเมือง
ตามรฐั ธรรมนูญแห่งราชอาณาจกั รไทย ทั้งน้ี ไมว่ า่ ดว้ ยเหตุใด
(๘) เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจากราชการ หน่วยงานของรัฐ หรือหน่วยงาน
ของเอกชน เพราะทุจริตต่อหน้าท่ีหรือถือว่ากระทาํ การทุจริตหรือประพฤติมิชอบ
(๙) เคยเป็นผตู้ ้องพน้ จากตาํ แหน่งกรรมการหรือผูบ้ ริหารบรษิ ทั มหาชนจํากัด เพราะเหตมุ ลี ักษณะ
ท่ีแสดงถึงการขาดความเหมาะสมท่ีจะได้รับความไว้วางใจให้บริหารจัดการกิจการท่ีมีมหาชนเป็นผู้ถือหุ้น
ตามกฎหมายว่าด้วยหลกั ทรพั ย์และตลาดหลักทรัพย์

หนา้ 237

เลม่ ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก หนา้ ๑๑ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกจิ จานุเบกษา

(๑๐) เคยต้องคําพิพากษาให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดินเพราะร่ํารวยผิดปกติหรือมีทรัพย์สิน
เพ่ิมขน้ึ ผิดปกติ

(๑๑) เคยต้องคําพิพากษาถึงที่สุดว่ากระทําความผิดต่อตําแหน่งหน้าที่ราชการ หรือความผิด
ต่อตําแหน่งหน้าที่ในการยุติธรรม หรือกระทําผิดกฎหมายเก่ียวกับยาเสพติดหรือกฎหมายเกี่ยวกับ
การพนนั ในฐานความผิดเปน็ เจา้ มอื หรอื เจ้าสํานัก

มาตรา ๑๘ การแตง่ ตง้ั เลขาธิการให้ทาํ เป็นสัญญาจ้างตามแบบทค่ี ณะกรรมการนโยบายกาํ หนด
โดยประธานกรรมการนโยบายเปน็ ผูล้ งนามในสญั ญาจา้ ง

สัญญาจ้างตามวรรคหนงึ่ อย่างนอ้ ยตอ้ งมขี ้อกาํ หนดเกี่ยวกับการดาํ รงตาํ แหน่ง เง่อื นไขการทาํ งาน
การประเมินผลงาน การพ้นจากตาํ แหน่ง การเลกิ จา้ ง คา่ จ้าง และประโยชนต์ อบแทนอ่ืนของเลขาธิการ

เลขาธิการอยู่ในตําแหน่งตามระยะเวลาที่กําหนดไว้ในสัญญาจ้างซ่ึงต้องไม่เกินคราวละสี่ปี และ
อาจได้รับแต่งตงั้ อีกได้ แต่จะดํารงตําแหน่งติดต่อกนั เกนิ สองวาระไม่ได้

ให้คณะกรรมการนโยบายเป็นผู้กาํ หนดอัตราค่าจ้างและประโยชนต์ อบแทนอืน่ ของเลขาธกิ าร
มาตรา ๑๙ นอกจากการพน้ จากตําแหน่งตามระยะเวลาท่ีกาํ หนดไวใ้ นสัญญาจ้าง เลขาธิการ
พ้นจากตําแหน่งเมือ่
(๑) ตาย
(๒) ลาออก
(๓) ขาดคุณสมบัตหิ รือมลี กั ษณะตอ้ งหา้ มตามมาตรา ๑๗
(๔) ไมผ่ า่ นการประเมินผลงาน
(๕) ถกู เลิกจา้ งตามเงือ่ นไขทีก่ าํ หนดไว้ในสัญญาจ้าง
(๖) คณะกรรมการนโยบายมีมตใิ ห้เลิกจา้ งเพราะมคี วามประพฤติเสื่อมเสีย
มาตรา ๒๐ เลขาธกิ ารมีหน้าท่แี ละอาํ นาจ ดังตอ่ ไปนี้
(๑) รบั ผิดชอบการบริหารกิจการของสํานกั งานให้เป็นไปอย่างมปี ระสทิ ธิภาพและบรรลุผลสําเร็จ
ตามวัตถุประสงค์ และเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ รวมทั้งนโยบาย แผน และมาตรการ
ท่ีคณะกรรมการนโยบายกาํ หนด
(๒) บังคับบัญชา บรรจุ แต่งต้ัง ถอดถอน เล่ือน ลด ตัดเงินเดือนหรือค่าจ้าง ลงโทษทางวินัย
พนักงานและลูกจ้างของสํานักงาน ตลอดจนให้พนักงานหรือลูกจ้างของสํานักงานออกจากตําแหน่ง ท้ังนี้

หน้า 238

เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก หนา้ ๑๒ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกิจจานุเบกษา

ตามข้อบังคับที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด แต่ถ้าเป็นตําแหน่งรองเลขาธิการและผู้ตรวจสอบภายใน
ต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายกอ่ น

(๓) กําหนดระเบียบและวิธีปฏิบัติเก่ียวกับการปฏิบัติงานของสํานักงาน พนักงานและลูกจ้าง
โดยไมข่ ดั หรอื แยง้ กับระเบียบ ขอ้ บงั คบั หรอื มติทค่ี ณะกรรมการนโยบายกําหนด

(๔) ออกระเบียบเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้หรือเพ่ือประโยชน์ในการดําเนินการ
ภายในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการที่ดีและหลักการพัฒนา
อย่างยงั่ ยนื

(๕) ปฏิบัติการอืน่ ตามที่คณะกรรมการนโยบายมอบหมาย
ในกิจการของสํานักงานท่ีเกี่ยวข้องกับบุคคลภายนอก ให้เลขาธิการเป็นผู้แทนสํานักงาน
เพื่อการนี้ เลขาธิการอาจมอบอํานาจให้รองเลขาธิการหรือพนักงานกระทําการแทนก็ได้ และในกรณี
มีความจําเป็นซ่ึงมิใช่กรณีตามมาตรา ๔๓ เลขาธิการอาจมอบอํานาจให้บุคคลอ่ืนกระทําการแทนได้ ทั้งน้ี
ตามระเบยี บทคี่ ณะกรรมการนโยบายกําหนด
ระเบียบตาม (๔) เม่ือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายและประกาศ
ในราชกจิ จานเุ บกษาแล้วให้ใช้บงั คบั ได้
มาตรา ๒๑ ให้มีรองเลขาธิการตามจํานวนท่ีคณะกรรมการนโยบายกําหนดเพ่ือช่วยเลขาธิการ
ในการปฏิบตั ิหนา้ ท่ีตามท่เี ลขาธิการมอบหมาย
คุณสมบัติและลักษณะต้องห้าม การแต่งตั้ง และการพ้นจากตําแหน่งของรองเลขาธิการ
ให้เปน็ ไปตามท่คี ณะกรรมการนโยบายกําหนด
มาตรา ๒๒ ในกรณีที่ไม่มีผู้ดํารงตําแหน่งเลขาธิการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้
ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งต้ังรองเลขาธิการคนหนึ่งเป็นผู้รักษาการแทนเลขาธิการ ในกรณีท่ีไม่มี
รองเลขาธิการหรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งตั้งพนักงานของสํานักงาน
คนหนงึ่ เปน็ ผรู้ ักษาการแทนเลขาธิการ
ใหผ้ รู้ กั ษาการแทนเลขาธิการตามวรรคหน่ึงมีหน้าท่ีและอาํ นาจอย่างเดียวกบั เลขาธิการ
มาตรา ๒๓ เลขาธิการและรองเลขาธิการต้องไม่เป็นผูม้ ีสว่ นได้เสียในสัญญากับสํานักงานหรือ
ในกจิ การท่ีกระทาํ หรือจะกระทาํ ให้แก่สํานักงาน ไม่ว่าทางตรงหรอื ทางออ้ ม

หนา้ 239

เลม่ ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก หนา้ ๑๓ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกจิ จานุเบกษา

คู่สมรสหรือบุตรซึ่งยังไม่บรรลุนิติภาวะของเลขาธิการหรือรองเลขาธิการผู้ใดกระทําการ
ตามวรรคหน่ึง ใหถ้ อื วา่ เลขาธิการหรอื รองเลขาธิการผู้นัน้ มสี ว่ นได้เสียในกจิ การของสํานักงาน

ความในวรรคหน่ึงไม่ใช้บังคับแก่กรณีที่เลขาธิการหรือรองเลขาธิการได้รับมอบหมายจาก
คณะกรรมการนโยบายใหเ้ ป็นกรรมการในบรษิ ัทจํากดั หรือบริษัทมหาชนจํากัดทส่ี ํานกั งานเป็นผถู้ ือหุ้น

นิติกรรมใดที่ได้ทําข้ึนโดยฝ่าฝืนมาตรานี้ไม่มีผลผูกพันสํานักงาน เว้นแต่คณะกรรมการนโยบาย
จะได้ให้สตั ยาบัน

มาตรา ๒๔ รายไดข้ องสาํ นักงานมี ดงั ต่อไปนี้
(๑) เงนิ อุดหนนุ ทว่ั ไปท่รี ัฐบาลจัดสรรใหต้ ามความเหมาะสมและจาํ เปน็
(๒) เงิน ทรัพย์สิน หรือผลประโยชน์อันได้มาจากการลงทุน การประกอบกิจการ หรือ
การดาํ เนนิ งานตามหนา้ ทแ่ี ละอาํ นาจของสาํ นักงาน
(๓) เงินหรอื ทรพั ยส์ ินทม่ี ผี ูบ้ ริจาคให้
(๔) ดอกผลหรือผลประโยชนอ์ ื่นท่เี กดิ จากเงนิ หรอื ทรพั ย์สนิ ของสํานกั งาน
บรรดารายได้ที่สํานักงานได้รับจากการดําเนินงานให้ตกเป็นของสํานักงาน และเม่ือหักค่าใช้จ่าย
สําหรับการดําเนินงานและค่าภาระต่าง ๆ ท่ีเหมาะสม เช่น ค่าบํารุงรักษาและค่าเสื่อมราคา
ประโยชน์ตอบแทนของคณะกรรมการนโยบาย พนักงานและลูกจ้างของสํานักงาน เงินสมทบกองทุน
เพ่ือการสงเคราะห์และสวัสดิการ เงินกองทุน และเงินสํารองเพ่ือใช้จ่ายในกิจการของสํานักงานแล้ว
เหลือเท่าใดให้นําสง่ เป็นรายได้ของรัฐ
เงินสํารองเพ่ือใช้จ่ายในกิจการของสํานักงานตามวรรคสอง ประกอบด้วยเงินสํารองธรรมดา
ซึ่งต้ังไว้เผ่ือขาด เงินสํารองเพื่อขยายกิจการ เงินสํารองเพื่อไถ่ถอนหนี้ และเงินสํารองอื่น
ตามท่ีคณะกรรมการนโยบายกําหนด ท้ังน้ี การกําหนดวงเงินสํารองแต่ละประเภทต้องได้รับ
ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลงั
การนาํ เงินสํารองออกมาใช้ ใหเ้ ปน็ ไปตามหลกั เกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด
ทรัพย์สินของสํานักงานไม่อยู่ในความรับผิดแห่งการบังคับคดีและผู้ใดจะยกอายุความ
ข้ึนเปน็ ขอ้ ตอ่ สมู้ ิได้
มาตรา ๒๕ ให้สํานักงานวางและรักษาไว้ซ่ึงระบบบัญชีท่ีเหมาะสมโดยถูกต้องตามหลักการบัญชี
ทร่ี ับรองทว่ั ไปและสอดคล้องกบั ระบบบัญชที ีก่ ระทรวงการคลงั ไดว้ างไว้

เลม่ ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หนา้ ๑๔ หน้า 240
ราชกจิ จานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑

ปีบัญชใี หเ้ ปน็ ไปตามทค่ี ณะกรรมการนโยบายกาํ หนด
มาตรา ๒๖ ใหส้ าํ นักงานจัดใหม้ ีการตรวจสอบภายในเปน็ ประจาํ
ให้ ค ณ ะ ก ร ร ม ก า ร น โย บ า ย แ ต่ ง ตั้ ง ก ร ร ม ก า ร ผู้ ท ร ง คุ ณ วุ ฒิ จํ า น ว น ไม่ น้ อ ย ก ว่ า ส า ม ค น เป็ น
คณะกรรมการตรวจสอบ เพ่อื เสนอความเห็นเกี่ยวกับผลการตรวจสอบภายในตอ่ คณะกรรมการนโยบาย
ในการตรวจสอบภายใน ให้ผู้ตรวจสอบภายในรายงานผลการตรวจสอบโดยตรงต่อ
คณะกรรมการตรวจสอบ
ให้นําบทบัญญัติว่าด้วยคณะกรรมการที่มีอํานาจดําเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมาย
วา่ ดว้ ยวิธีปฏบิ ัตริ าชการทางปกครองมาใช้บังคับแก่การประชมุ ของคณะกรรมการตรวจสอบด้วยโดยอนุโลม
มาตรา ๒๗ ให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินหรือผู้สอบบัญชีอิสระท่ีสํานักงานการตรวจเงิน
แผ่นดนิ ใหค้ วามเหน็ ชอบเปน็ ผู้สอบบัญชีของสาํ นักงาน
มาตรา ๒๘ ให้ผู้สอบบัญชีรายงานผลการสอบบัญชีต่อคณะกรรมการนโยบายเพ่ือเสนอ
ต่อคณะรัฐมนตรีภายในหนึ่งร้อยยี่สิบวันนับแต่วันสิ้นปีบัญชี และให้สํานักงานเผยแพร่งบการเงิน
ทผี่ ู้สอบบญั ชรี บั รองแลว้ ภายในสิบหา้ วนั นับแต่วันที่คณะรฐั มนตรมี มี ติรบั ทราบ

หมวด ๔
การพฒั นาเขตพฒั นาพเิ ศษภาคตะวนั ออก

มาตรา ๒๙ ให้สํานักงานจัดทํานโยบายและแผนภาพรวมเพ่ือการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวันออก แผนการใช้ประโยชน์ในท่ีดินในภาพรวม แผนพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานและ
ระบบสาธารณูปโภค แผนการดําเนินงาน และแผนการให้บริการภาครัฐแบบเบ็ดเสร็จครบวงจรที่สะดวก
และรวดเร็ว เพ่ือให้ประชาชนในพื้นที่ได้รับประโยชน์สูงสุดและให้การใช้พ้ืนท่ีมีประสิทธิภาพ พร้อมท้ัง
กําหนดหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องซึ่งรับผิดชอบการดําเนินการเสนอต่อคณะกรรมการนโยบาย
เพื่อให้ความเห็นชอบ และเมื่อคณะกรรมการนโยบายให้ความเห็นชอบแล้ว ให้เป็นหน้าที่ของหน่วยงาน
ดงั กล่าวในการดําเนนิ การ เวน้ แต่คณะกรรมการนโยบายจะกาํ หนดเป็นอยา่ งอื่น

นโยบายและแผนตามวรรคหนึ่งต้องคํานึงถึงความเช่ือมโยงกับแผนการใช้ประโยชน์ในท่ีดินและ
แผนพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานและระบบสาธารณูปโภคของพื้นที่ต่อเนื่องกับเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก

หน้า 241

เล่ม ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หน้า ๑๕ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกจิ จานุเบกษา

โดยให้ยึดหลักการคุ้มครอง เคารพ และเยียวยาให้แก่ผู้ได้รับผลกระทบตามหลักการส่งเสริมและคุ้มครอง
สิทธมิ นุษยชนในบรบิ ทของการประกอบธุรกจิ และสทิ ธิตามกฎหมายที่เก่ยี วข้องด้วย

มาตรา ๓๐ เมื่อคณะกรรมการนโยบายให้ความเห็นชอบแผนตามมาตรา ๒๙ แล้ว
ให้สํานักงานร่วมกับกรมโยธาธิการและผังเมือง และหน่วยงานของรัฐท่ีเกี่ยวข้องจัดทํารายละเอียด
ของแผนผังการใช้ประโยชน์ในที่ดิน และแผนผังการพัฒนาโครงสร้างพ้ืนฐานและระบบสาธารณูปโภค
ให้ สอดคล้องกับ แผน ดังกล่าว โด ยต้อ งดําเนิ น การให้ แล้วเสร็จภ ายใน ห น่ึ งปี นั บ แต่วัน ท่ี
คณะกรรมการนโยบายให้ความเหน็ ชอบแผนนน้ั

แผนผังการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสาธารณูปโภคตามวรรคหนึ่ง ต้องคํานึงถึง
ค ว า ม ต่ อ เน่ื อ ง แ ล ะ เชื่ อ ม โย ง กั บ โค ร ง ส ร้ า ง พ้ื น ฐ า น แ ล ะ ร ะ บ บ ส า ธ า ร ณู ป โภ ค ข อ ง พื้ น ท่ี ต่ อ เนื่ อ ง กั บ
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกด้วย และอย่างน้อยต้องประกอบด้วยระบบดังต่อไปนี้

(๑) ระบบสาธารณปู โภค
(๒) ระบบคมนาคมและขนส่ง
(๓) ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศและการสอื่ สาร
(๔) ระบบการต้งั ถิ่นฐานและภูมิสังคม
(๕) ระบบนิเวศและส่ิงแวดล้อมท่ีเหมาะสมแก่การประกอบอุตสาหกรรมเป้าหมาย
อุตสาหกรรมเปา้ หมายพเิ ศษ และการประกอบกจิ การ
(๖) ระบบบริหารจดั การนํา้
(๗) ระบบการควบคุมและขจดั มลภาวะ
(๘) ระบบป้องกันอุบัตภิ ยั
ในการดําเนินการตามวรรคหน่ึง ให้สํานักงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องคํานึงถึงความสัมพันธ์
กับชุมชน สุขภาวะของประชาชน สภาพแวดล้อม และระบบนิเวศตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืนด้วย
ท้ังน้ี โดยให้สร้างความรับรู้ที่ถูกต้องแก่ประชาชนในพื้นที่ และรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ
ของผูม้ สี ่วนไดเ้ สยี ประชาชน และชมุ ชนท่ีเก่ียวข้อง เพ่อื ประกอบการพจิ ารณาด้วย
มาตรา ๓๑ ในระหวา่ งการจดั ทําแผนผงั ตามมาตรา ๓๐
(๑) ให้ดาํ เนนิ การตามหลกั วิชาการผังเมอื ง

หน้า 242

เล่ม ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หน้า ๑๖ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกจิ จานุเบกษา

(๒) คณะกรรมการนโยบายจะมีมติให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการตามนโยบายและแผน
ตามมาตรา ๒๙ ในเร่อื งใดไปพลางกอ่ นกไ็ ด้

มาตรา ๓๒ แ ผ น ผั งท่ี จัด ทํ าขึ้ น ต าม ม าต รา ๓ ๐ เมื่ อ ได้ รับ ค วาม เห็ น ช อ บ จาก
คณะกรรมการนโยบายและคณะรัฐมนตรีอนุมัติแล้ว ให้ผังเมืองตามกฎหมายว่าด้วยการผังเมือง
ในส่วนท่ีใช้บังคับในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกอยู่ก่อนวันที่คณะรัฐมนตรีมีมติอนุมัติแผนผังนั้น
เป็นอันยกเลิกไป และให้กรมโยธาธิการและผังเมืองดําเนินการจัดทําผังเมืองขึ้นใหม่ให้สอดคล้อง
กับแผนผังดังกล่าว ในระหว่างที่ยังจัดทําผังเมืองไม่แล้วเสร็จ ให้ถือว่าแผนผังที่คณะรัฐมนตรีอนุมัติ
เป็ น ผั ง เมื อ ง ร ว ม ต า ม ก ฎ ห ม า ย ว่ า ด้ ว ย ก า ร ผั ง เมื อ ง สํ า ห รั บ แ ต่ ล ะ จั ง ห วั ด ที่ อ ยู่ ใน เข ต พั ฒ น า พิ เศ ษ
ภาคตะวันออก

มาตรา ๓๓ ในกรณีที่มีความจําเป็นท่ีจะต้องดําเนินการใดเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวันออก หรือเพื่อสนับสนุนหรืออํานวยความสะดวกในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
ให้เกิดการบูรณาการและผลสัมฤทธิ์และมีประสิทธิภาพสูงสุด ไม่ว่าการนั้นจําเป็นต้องดําเนินการภายใน
หรือภายนอกเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก หากการดําเนินการดังกล่าวเป็นหน้าที่และอํานาจ
ของหน่วยงานของรัฐหน่วยใดหน่วยหนึ่งหรือหลายหน่วย คณะรัฐมนตรีจะกําหนดให้หน่วยงานของรัฐ
หน่วยใดหน่วยหน่งึ หรือสาํ นักงานเป็นผู้ดําเนินการแต่เพียงหน่วยเดียว หรือให้หน่วยงานของรฐั ท่ีเก่ียวข้อง
ทั้งหมดหรือบางหน่วยร่วมกันดําเนินการหรือร่วมกับสํานักงานดําเนินการก็ได้ โดยคณะรัฐมนตรี
จะกําหนดระยะเวลาในการดําเนินการ มาตรฐาน และคุณลักษณะเฉพาะท่ีจะต้องดําเนินการ
ให้สอดคล้องกับแผนภาพรวมเพ่ือการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกด้วยก็ได้

ในการดําเนินการตามวรรคหน่ึง หากมีกฎหมายกําหนดให้ผู้ดําเนินการน้ันต้องได้รับอนุมัติหรือ
อนุญาตหรือต้องได้รับความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐหน่วยใด ให้คณะกรรมการนโยบาย
เป็นผู้พิจารณาอนุมัติหรืออนุญาตหรือให้ความเห็นชอบแทนหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยการน้ัน
แต่ต้องแจ้งให้หน่วยงานของรัฐท่ีมีอํานาจอนุมัติหรืออนุญาตหรือให้ความเห็นชอบตามกฎหมายน้ันทราบ
ก่อนเข้าดําเนินการ และเพื่อประโยชน์แห่งการน้ี ให้หน่วยงานของรัฐท่ีมีอํานาจอนุมัติหรืออนุญาตหรือ
ให้ความเห็นชอบตามกฎหมายนั้นมีหน้าท่ีให้ความร่วมมือและอํานวยความสะดวกแก่หน่วยงานของรัฐหรือ
สํานักงานทไี่ ดร้ บั มอบหมายจากคณะรฐั มนตรตี ามวรรคหน่ึง

หน้า 243

เลม่ ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หนา้ ๑๗ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกิจจานุเบกษา

ถ้าคณะรฐั มนตรีมไิ ด้กําหนดไวเ้ ป็นประการอน่ื หนว่ ยงานของรัฐหรอื สํานักงานท่ีได้รบั มอบหมาย
จากคณะรัฐมนตรีตามวรรคหนึ่งจะมอบให้เอกชนเป็นผู้ดําเนินการก็ได้ ในกรณีเชน่ นั้น ให้ถือว่าเอกชนนั้น
ได้รับอนุมัติหรืออนุญาตหรือได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายแทนหน่วยงานของรัฐ
ตามกฎหมายน้ันแล้ว แต่หน่วยงานของรัฐหรือสํานักงานที่ได้รับมอบหมายจากคณะรัฐมนตรีตามวรรคหน่ึง
ต้องควบคมุ ดแู ลการดาํ เนนิ การของเอกชนดังกลา่ วให้เป็นไปตามกฎหมายน้นั ดว้ ย

มาตรา ๓๔ ในกรณีที่มีความจําเป็นต้องได้มาซึ่งท่ีดินหรืออสังหาริมทรัพย์อื่นเพ่ือประโยชน์
ในการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ให้สํานักงานมีอํานาจดําเนินการโดยวิธีการจัดซ้ือ เช่า
เช่าซ้ือ แลกเปลี่ยน เวนคืน หรอื โดยวธิ กี ารอ่ืนตามหลักเกณฑท์ ีค่ ณะกรรมการนโยบายกําหนด

ก่อนการดําเนินการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะกรรมการนโยบายแต่งต้ังคณะกรรมการเฉพาะกิจข้ึน
คณะหนึ่ง เพื่อศึกษาความเหมาะสมของพ้ืนที่ ความเหมาะสมทางด้านการเงิน ตลอดจนผลกระทบและ
แนวทางหรือมาตรการป้องกัน แก้ไข หรือเยียวยาผลกระทบดังกล่าว และความคุ้มค่าที่ประชาชน
ในพืน้ ท่แี ละรฐั จะได้รับ

ที่ดินที่สํานักงานได้มาตามพระราชบัญญัติน้ี สํานักงานมีอํานาจใช้หรือจัดหาประโยชน์
ในท่ีดินน้ันได้ตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการนโยบายกําหนด และถ้าเป็นที่ดินท่ีได้มาจากการซื้อ เช่าซ้ือ หรือ
แลกเปล่ียนกับที่ดินที่ซื้อหรือเช่าซื้อ หรือมีผู้อุทิศให้ ให้ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของสํานักงานและให้สํานักงาน
มอี าํ นาจขาย แลกเปลยี่ น หรอื ใหเ้ ชา่ ซือ้ ได้

มาตรา ๓๕ ให้สํานักงานและผู้ซ่ึงทําธุรกรรมกับสํานักงานในกิจการเกี่ยวกับท่ีดินและ
อสังหาริมทรัพย์บรรดาท่ีกฎหมายกําหนดให้ต้องมีการจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรม ได้รับยกเว้น
ไม่ตอ้ งเสียค่าธรรมเนียมการจดทะเบียนสิทธแิ ละนติ กิ รรมตามกฎหมายน้ัน

มาตรา ๓๖ ในกรณีที่มีความจําเป็นเพื่อการพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
คณะกรรมการนโยบายโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีมีอํานาจให้สํานักงานเข้าใช้ประโยชน์ท่ีดิน
ท่ีสํานักงานการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรมได้มาตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม
เพื่อการดําเนินการหรือประกอบกิจการอื่นใดนอกเหนือจากท่ีกําหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน
เพื่อเกษตรกรรมได้โดยไม่ตอ้ งดําเนินการเพกิ ถอนเขตปฏริ ูปทด่ี นิ สําหรับท่ดี นิ ส่วนน้ัน

ในการใช้ท่ีดินตามวรรคหน่ึง ให้อํานาจของคณะกรรมการปฏิรูปท่ีดินเพ่ือเกษตรกรรม
ตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นอํานาจของคณะกรรมการนโยบาย และให้หน้าที่

หน้า 244

เลม่ ๑๓๕ ตอนท่ี ๓๔ ก หนา้ ๑๘ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกิจจานุเบกษา

และอํานาจของพนักงานเจ้าหน้าท่ีตามกฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพ่ือเกษตรกรรม เป็นหน้าท่ีและ
อํานาจของเลขาธิการหรอื ผู้ซง่ึ เลขาธกิ ารมอบหมาย

ที่ดินท่ีสํานักงานมีอํานาจใช้ตามวรรคหน่ึง สํานักงานโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบาย
จะมอบให้บุคคลอื่นใช้โดยมีค่าตอบแทนได้ ตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขท่ีคณะกรรมการนโยบาย
กาํ หนด

ในกรณีท่ีท่ีดินท่ีสํานักงานมีอํานาจเข้าใช้ตามวรรคหน่ึงมีบุคคลอื่นมีสิทธิใช้ประโยชน์อยู่ก่อน
ให้ สํ า นั ก ง า น จั ด ห า ท่ี ดิ น อื่ น ใ ห้ ผู้ นั้ น ใ ช้ แ ท น ห รื อ จ ะ จ่ า ย ค่ า ช ด เช ย ห รื อ ใ ห้ ป ร ะ โ ย ช น์ ต อ บ แ ท น อื่ น
ตามหลักเกณฑ์ วธิ ีการ และเง่อื นไขที่คณะกรรมการนโยบายกาํ หนด

มาตรา ๓๗ เพ่ือให้การพัฒนาเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกเป็นไปตามวัตถุประสงค์
ตามมาตรา ๖ และนโยบายและแผนตามมาตรา ๒๙ ให้คณะกรรมการนโยบายเป็นผู้มีอํานาจอนุมัติ
อนุญาต ให้สิทธิ หรือให้สัมปทานแก่บุคคลซึ่งดําเนินการอันเป็นประโยชน์โดยตรงต่อการพัฒนา
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกตามกฎหมายดังต่อไปน้ีด้วย แต่ในกรณีเป็นการดําเนินการภายนอก
เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออกจะต้องเป็นเรื่องท่ีเช่ือมโยงกันและต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐมนตรี
ผู้รกั ษาการตามกฎหมายนน้ั

(๑) ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๕๘ ลงวันท่ี ๒๖ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๑๕
เว้นแต่ในส่วนท่ีเก่ียวข้องกับหน้าท่ีและอํานาจของกระทรวงการคลัง

(๒) กฎหมายว่าดว้ ยการเดินเรือในน่านนํ้าไทย
(๓) กฎหมายว่าดว้ ยการชลประทานหลวง
(๔) กฎหมายวา่ ด้วยการประกอบกิจการพลงั งาน
(๕) กฎหมายวา่ ดว้ ยทางหลวงสมั ปทาน
(๖) กฎหมายวา่ ดว้ ยพลังงานนิวเคลยี ร์เพ่ือสนั ติ
ในการอนุมัติ อนุญาต ให้สิทธิ หรือให้สัมปทานตามวรรคหน่ึง ให้คณะกรรมการนโยบาย
คาํ นึงถึงหลักเกณฑ์ วิธกี าร และเงอ่ื นไขท่กี ําหนดไว้ตามกฎหมายน้ัน แต่ในกรณีทคี่ ณะกรรมการนโยบาย
เห็นว่าหากมีการแก้ไขเพ่ิมเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเง่ือนไขเช่นว่านั้นจะทําให้การอนุมัติ อนุญาต
ให้สิทธิ หรือให้สัมปทานดังกล่าวมีประสิทธิภาพย่ิงข้ึน ให้แจ้งให้ผู้มีหน้าที่และอํานาจตามกฎหมาย
ที่เก่ียวข้องเพื่อเสนอความเห็น และเม่ือคณะกรรมการนโยบายพิจารณาแล้ว ให้ประกาศหลักเกณฑ์

เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก หน้า ๑๙ หน้า 245
ราชกจิ จานุเบกษา ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑

วิธีการ หรือเง่ือนไขท่ีเห็นสมควรในราชกิจจานุเบกษา และให้คณะกรรมการนโยบายอนุมัติ อนุญาต
ให้สิทธิ หรอื ให้สมั ปทาน ตามหลักเกณฑ์ วธิ ีการ หรอื เงื่อนไขทีแ่ กไ้ ขเพมิ่ เตมิ นัน้

เมื่อคณะกรรมการนโยบายได้อนุมัติ อนุญาต ให้สิทธิ หรือให้สัมปทานตามวรรคหน่ึงแล้ว
ให้ เล ข า ธิ ก า ร ห รื อ พ นั ก ง า น ข อ ง สํ า นั ก ง า น ซ่ึ ง เล ข า ธิ ก า ร ม อ บ ห ม า ย มี ฐ า น ะ เป็ น เจ้ า พ นั ก ง า น ห รื อ
พนักงานเจ้าหน้าที่ซึ่งมีหน้าที่และอาํ นาจในการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายตามวรรคหนึ่งด้วย

มาตรา ๓๘ เพื่อประโยชน์ในการดําเนินงานของสํานักงานให้เกิดประสิทธิภาพ เลขาธิการ
อาจขอให้ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐมาปฏิบัติงานเป็นพนักงานหรือลูกจ้าง
ของสํานักงานเป็นการช่ัวคราวได้ แต่ต้องทําความตกลงกับหน่วยงานของรัฐนั้นก่อน และเมื่อหมด
ความจาํ เป็นเมือ่ ใด ให้รีบส่งตัวผู้น้นั คนื สังกัดเดมิ

ให้ถือว่าข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐที่มาปฏิบัติงานเป็นพนักงานหรือ
ลูกจ้างของสํานักงานเป็นการชั่วคราวตามวรรคหนึ่งไม่ขาดจากสถานภาพเดิมและคงได้รับเงินเดือนหรือ
ค่าจา้ ง แลว้ แต่กรณี จากสังกัดเดิม

คณะกรรมการนโยบายอาจกําหนดค่าตอบแทนพิเศษให้แก่ข้าราชการ พนักงาน หรือลูกจ้าง
ของหน่วยงานของรัฐตามวรรคหน่ึงในระหวา่ งปฏิบัตงิ านในสํานักงานด้วยกไ็ ด้

หมวด ๕
เขตสง่ เสริมเศรษฐกิจพิเศษ

มาตรา ๓๙ เพื่อประโยชน์ในการพัฒนาอุตสาหกรรมของประเทศไปสู่การใช้เทคโนโลยีขั้นสูง
สร้างนวตั กรรม และเป็นมติ รกับส่งิ แวดล้อม รวมทั้งการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านต่าง ๆ
คณะกรรมการนโยบายอาจกําหนดให้มีเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษขึ้นเพื่อพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรม
เป้าหมายพิเศษด้านใดด้านหนึ่งหรือหลายด้าน หรือเพ่ือส่งเสริมให้เกิดกิจการท่ีเกี่ยวเนื่องหรือ
เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาและส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษหรือเพ่ือให้เกิดการถ่ายทอดความรู้
ความเช่ียวชาญจากผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ สถาบันการศึกษาหรือสถาบันวิจัย
ทม่ี ีศักยภาพสงู ด้วย

ในการกําหนดอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษ คณะกรรมการนโยบายจะประกาศกําหนดจาก
อุตสาหกรรมเป้าหมายท้ังหมดหรือบางส่วน หรืออุตสาหกรรมอ่ืนนอกเหนือจากอุตสาหกรรมเป้าหมาย

หนา้ 246

เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก หนา้ ๒๐ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกจิ จานุเบกษา

โดยอาจรวมถึงอุตสาหกรรมการบริการ อุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการจัดประชุม หรืออุตสาหกรรมอื่นใด
ดว้ ยกไ็ ด้ แตอ่ ย่างน้อยตอ้ งประกอบด้วยอุตสาหกรรมด้านตา่ ง ๆ ทม่ี ีการพัฒนาตามวรรคหน่ึง ดังตอ่ ไปนี้

(๑) ยานยนตส์ มัยใหม่
(๒) อิเล็กทรอนกิ ส์อจั ฉริยะ
(๓) การท่องเที่ยวกลุม่ รายได้ดแี ละการท่องเท่ยี วเชิงสขุ ภาพ
(๔) การเกษตรและเทคโนโลยชี วี ภาพ
(๕) การแปรรปู อาหาร
(๖) หุ่นยนต์
(๗) การบินและโลจสิ ติกส์
(๘) เชอ้ื เพลิงชีวภาพและเคมชี ีวภาพ
(๙) ดิจิทลั
(๑๐) การแพทย์และสขุ ภาพครบวงจร
ในการส่งเสริมและสนับสนุนอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษตามวรรคสอง ให้นําหลักการ
การออกแบบที่เป็นสากล และการพฒั นาเทคโนโลยีสง่ิ อาํ นวยความสะดวกมาประกอบการพจิ ารณาด้วย
ในการส่งเสริมอุตสาหกรรมเป้าหมายพิเศษตามวรรคสอง ให้คํานึงถึงการจัดส่ิงอํานวย
ความสะดวกและการให้บริการแก่ผู้ประกอบกิจการในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และผู้ซ่ึงเข้ามา
ปฏบิ ตั ิงานในเขตสง่ เสริมเศรษฐกจิ พิเศษดว้ ย
มาตรา ๔๐ ในกรณีท่ีเห็นสมควร คณะกรรมการนโยบายจะกําหนดให้พ้ืนท่ีใดในเขตพัฒนาพิเศษ
ภาคตะวันออกเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษเพ่ือวัตถุประสงค์ในการผลักดันการลงทุนในอุตสาหกรรม
เป้าหมายพิเศษดา้ นใดด้านหน่ึงหรือหลายดา้ นทไี่ ม่เปน็ ปฏิปักษต์ อ่ กนั ก็ได้
ก่อนการกําหนดเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษตามวรรคหน่ึง ให้สํานักงานจัดให้มีการศึกษา
ความเป็นไปได้ในการดําเนินการ ประโยชน์ ผลกระทบ และมาตรการเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น
แก่ประชาชนหรือชุมชนที่อาจได้รับความเดือดร้อนหรือเสียหาย พร้อมท้ังจัดทําร่างแผนผงั การใช้ประโยชน์
ในท่ีดินในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ โดยให้นําความในมาตรา ๓๐ วรรคสาม มาใช้บังคับด้วย
โดยอนุโลม และให้เผยแพร่ผลการศึกษาและร่างแผนผังดังกล่าวในระบบเครือข่ายสารสนเทศของ
สํานักงานและวิธกี ารอืน่ ทท่ี ําให้ประชาชนทราบได้เปน็ การทั่วไปดว้ ย

หน้า 247

เล่ม ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก หน้า ๒๑ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกจิ จานุเบกษา

มาตรา ๔๑ เจ้าของที่ดินซึ่งมีที่ดินที่ตั้งอยู่ภายในพ้ืนที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
อาจขอให้สํานักงานดําเนินการกําหนดให้ท่ีดินบริเวณดังกล่าวเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้ โดยต้อง
ปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ เง่ือนไข และชําระค่าบริการและค่าใช้จ่ายในการดําเนินการตามมาตรา
๔๐ วรรคสอง ตามทสี่ าํ นักงานประกาศกําหนดโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบาย

ใน ก ร ณี ที่ สํ า นั ก ง า น ดํ า เนิ น ก า ร ต า ม ว ร ร ค ห นึ่ ง แ ล้ ว เห็ น ว่ า ท่ี ดิ น บ ริ เว ณ ดั ง ก ล่ า ว เห ม า ะ ส ม
ที่จะประกาศกําหนดให้เป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ และผู้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินดังกล่าวได้ให้
ความยินยอมที่จะรับผิดชอบการเยียวยาผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นแก่ประชาชนหรือชุมชนที่อาจได้รับ
ความเดือดร้อนหรือเสียหายตามแนวทางท่ีสํานักงานกําหนดแล้ว ให้สํานักงานเสนอคณะกรรมการนโยบาย
พิจารณาเพื่อประกาศกําหนดพ้ืนท่ีดังกล่าวเป็นเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษได้

ในกรณีที่ผู้ย่ืนคําขอตามวรรคหน่ึงเป็นประชาชนในพ้ืนที่ร่วมกันยื่นคําขอ สํานักงาน
จะดําเนินการโดยลดหรือยกเว้นค่าบริการและค่าใช้จ่ายให้ก็ได้ ทั้งน้ี ตามหลักเกณฑ์และเง่ือนไข
ทีค่ ณะกรรมการนโยบายกําหนด

มาตรา ๔๒ การจัดตั้ง เปล่ียนแปลงเขต และการยุบเลิกเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษ
แตล่ ะเขต ให้คณะกรรมการนโยบายประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา

ประกาศจดั ตั้งเขตสง่ เสริมเศรษฐกิจพิเศษตามวรรคหนง่ึ อย่างน้อยต้องมสี าระสาํ คัญ ดังตอ่ ไปนี้
(๑) ชื่อของเขตสง่ เสริมเศรษฐกิจพิเศษ
(๒) วตั ถุประสงค์ของเขตสง่ เสริมเศรษฐกจิ พเิ ศษ
(๓) บรเิ วณของเขตส่งเสริมเศรษฐกจิ พเิ ศษ โดยใหม้ ีแผนทีก่ าํ หนดแนวเขตไว้ทา้ ยประกาศด้วย
(๔) แผนผังการใช้ประโยชน์ในท่ีดนิ ในเขตสง่ เสรมิ เศรษฐกจิ พิเศษ
ให้นําความในมาตรา ๓๐ มาตรา ๓๑ และมาตรา ๓๒ มาใช้บังคับแก่การจัดทําแผนผังและ
ผลบังคบั ของแผนผังตาม (๔) ดว้ ยโดยอนุโลม
มาตรา ๔๓ การดําเนินการหรือการกระทําใดภายในเขตส่งเสริมเศรษฐกิจพิเศษท่ีเกี่ยวข้อง
กับกฎหมายดังต่อไปน้ี หากกฎหมายกําหนดให้ผู้ดําเนินการหรือผู้กระทําต้องได้รับอนุมัติ อนุญาต
ใบอนุญาต หรือความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้น หรือต้องจดทะเบียน
หรือแจ้งต่อหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นก่อน ให้ถือว่าเลขาธิการเป็นผู้มีอํานาจอนุมัติ

หนา้ 248

เลม่ ๑๓๕ ตอนที่ ๓๔ ก หน้า ๒๒ ๑๔ พฤษภาคม ๒๕๖๑
ราชกิจจานุเบกษา

อนุญาต ออกใบอนุญาต หรือให้ความเห็นชอบ หรือเป็นผู้มีอํานาจในการรับจดทะเบียนหรือ
รบั แจง้ ตามกฎหมายนั้น

(๑) กฎหมายว่าดว้ ยการขุดดินและถมดนิ
(๒) กฎหมายว่าดว้ ยการควบคมุ อาคาร
(๓) กฎหมายว่าดว้ ยการจดทะเบยี นเครอื่ งจักร
(๔) กฎหมายวา่ ดว้ ยการสาธารณสุข
(๕) กฎหมายว่าด้วยคนเข้าเมือง เฉพาะเพื่อการอนุญาตให้คนต่างด้าวตามมาตรา ๕๔ (๑)
หรอื (๒) อย่ตู อ่ ในราชอาณาจกั ร
(๖) กฎหมายว่าด้วยทะเบียนพาณิชย์
(๗) กฎหมายว่าดว้ ยโรงงาน
(๘) กฎหมายวา่ ดว้ ยการจัดสรรท่ดี นิ
เมื่อได้รับอนุมัติ อนุญาต ใบอนุญาต หรือความเห็นชอบจากเลขาธิการหรือได้จดทะเบียนหรือ
แจ้งต่อเลขาธิการตามวรรคหน่ึงแล้ว ให้ถือว่าผู้ดําเนินการหรือผู้กระทําการนั้นได้รับอนุมัติ อนุญาต
ใบอนุญาต หรือความเห็นชอบจากหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นแล้ว หรือ
ได้จดทะเบียนหรือแจง้ ต่อหนว่ ยงานของรฐั หรือคณะกรรมการตามกฎหมายนั้นแลว้
ภายใต้บังคับวรรคสี่ การอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต ให้ความเห็นชอบรับจดทะเบียน
หรือรับแจ้งตามวรรคสอง เลขาธิการต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขท่ีกําหนดไว้
ตามกฎหมายน้ัน และต้องแจ้งหน่วยงานของรัฐหรือคณะกรรมการตามกฎหมายน้ันหรือกฎหมาย
ทเ่ี กย่ี วขอ้ งเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน
ในกรณีท่ีเลขาธิการเห็นว่าหากมีการแก้ไขเพ่ิมเติมหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขท่ีกําหนดไว้
ตามกฎหมายตามวรรคสาม จะทําให้การอนุมัติ อนุญาต ออกใบอนุญาต ให้ความเห็นชอบ
รับจดทะเบียน หรือรับแจ้งตามกฎหมายน้ันมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ให้แจ้งหน่วยงานของรัฐหรือ
คณะกรรมการตามกฎหมายน้ันเพ่ือเสนอความเห็น และเสนอคณะกรรมการนโยบายพิจารณา
หากคณะกรรมการนโยบายเห็นชอบ ให้เลขาธิการดําเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไข
ที่แก้ไขเพ่ิมเติมนั้น แทนหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือเงื่อนไขท่ีมีอยู่เดิม


Click to View FlipBook Version