หน้า 99
มาตรา ๘๖ ให้ยังคงประกอบกิจการได้ต่อไป แต่จะต้องมาดำเนินการแจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น
ภายในกำหนดเวลาเกา้ สิบวันนับแตว่ ันที่พระราชบญั ญตั นิ ใี้ ช้บังคับ
มาตรา ๘๘ ผู้ซึ่งประกอบกิจการใดท่ีมิได้เป็นกิจการท่ีต้องได้รับใบอนุญาตตาม
กฎหมายว่าด้วยการสาธารณสุขซึ่งถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ แต่เป็นกิจการท่ีจะต้องได้รับ
ใบอนุญาตตามพระราชบญั ญัติน้ี ใหย้ ังคงประกอบกจิ การได้ต่อไป แต่จะต้องมายน่ื คำขอรับใบอนุญาต
ตามพระราชบัญญัตนิ ้ีภายในกำหนดเวลาเก้าสิบวันนับแต่วันท่ีพระราชบญั ญัติน้ีใช้บงั คับ เมื่อได้ย่ืนคำ
ขอแล้วให้ยังคงประกอบกิจการได้ต่อไปจนกว่าจะมีคำส่ังไม่ออกใบอนุญาตให้ประกอบกิจการตาม
พระราชบัญญัตนิ ้ี
มาตรา ๘๙ บรรดากิจการต่าง ๆ ท่ีกำหนดให้เป็นกิจการค้าซ่ึงเป็นที่รังเกียจหรือ
อาจเป็นอันตรายแก่สุขภาพตามมาตรา ๗ แห่งพระราชบัญญัติสาธารณสุข พุทธศักราช ๒๔๘๔ และ
การแตง่ ผมตามมาตรา ๓๑ แหง่ พระราชบญั ญตั ิสาธารณสขุ พุทธศกั ราช ๒๔๘๔ ใหถ้ ือว่าเป็นกิจการที่
เป็นอนั ตรายตอ่ สขุ ภาพ ทัง้ นี้ ภายใต้บังคบั มาตรา ๓๑ หรือมาตรา ๓๒
มาตรา ๙๐ บรรดากฎกระทรวง ประกาศ ข้อบัญญัติ เทศบัญญัติ ข้อบังคับ หรือ
คำส่ังของเจ้าพนักงานท้องถ่ินหรือเจ้าพนักงานสาธารณสุขซ่ึงได้ออกโดยอาศัยอำนาจตามกฎหมายว่า
ด้วยการสาธารณสุขซ่ึงถูกยกเลิกโดยพระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขั ดหรือแย้งกับบท
แห่งพระราชบัญญัติน้ี ทั้งนี้ จนกว่าจะได้มีกฎกระทรวง ประกาศ ข้อบัญญตั ิทอ้ งถ่ิน หรือคำสั่งของเจ้า
พนกั งานท้องถิ่นหรือเจ้าพนกั งานสาธารณสขุ ทอ่ี อกตามพระราชบัญญัตนิ ี้
[คำว่า “ข้อบัญญัติท้องถ่ิน” แก้ไขเพ่ิมเติมโดยมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติการ
สาธารณสุข (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐]
ผรู้ ับสนองพระบรมราชโองการ
อานันท์ ปันยารชนุ
นายกรฐั มนตรี
หนา้ 100
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบบั นี้ คือ เนื่องจากพระราชบัญญตั ิสาธารณสุข
พุทธศักราช ๒๔๘๔ และพระราชบัญญัติควบคุมการใช้อุจจาระเป็นปุ๋ย พุทธศักราช ๒๔๘๐ ซ่ึงเป็น
กฎหมายที่มีบทบญั ญัตเิ ก่ียวกับการดำเนินงานควบคุมดูแลในด้านสาธารณสขุ ได้ใช้บังคบั มานานแล้ว
แม้ว่าจะได้มีการแก้ไขเพ่ิมเติมอีกหลายครั้งก็ตาม แต่ก็ยังไม่อาจทันต่อสภาพความเปล่ียนแปลงและ
ความเจริญก้าวหน้าของสังคม จำเป็นต้องขยายขอบเขตการกำกับดูแลกิจการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับ
การสาธารณสุขในด้านต่าง ๆ ให้กว้างขวางข้ึน เพื่อสามารถนำมาปรับใช้กับเหตุการณ์ท่ีเกิดข้ึนได้
ทันท่วงที และโดยท่ีในปัจจุบันเป็นที่ยอมรับว่าการสาธารณสุขเป็นเรื่องเก่ียวพันกับความเป็นอยู่และ
สภาพแวดล้อมของมนุษย์อย่างใกล้ชิด แต่บทบัญญัติของกฎหมายปัจจุบันยังมิได้กำหนดมาตรการ
กำกับดูแลและป้องกันเกี่ยวกับการอนามัยส่ิงแวดล้อมไว้อย่างเพียงพอและมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้
สมควรปรับปรุงบทบัญญัติเก่ียวกับการควบคุมให้มีลักษณะการกำกับดูแลและติดตาม และปรับปรุง
อำนาจหน้าที่ของเจ้าหน้าที่และบทกำหนดโทษตามกฎหมายปัจจุบันให้สามารถบังคับให้มีการปฏิบัติ
ตามหลกั เกณฑ์ของกฎหมายอย่างเครง่ ครัด ฉะนั้น เพื่อใหเ้ หมาะสมและสอดคล้องกับสภาพของสังคม
ปัจจุบัน และเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในด้านการกำกับดูแลและป้องกันเก่ียวกับการอนามัยส่ิงแวดล้อม
สมควรปรับปรุงกฎหมายว่าดว้ ยการสาธารณสุขและกฎหมายวา่ ด้วยการควบคุมการใชอ้ ุจจาระเปน็ ปุ๋ย
เสยี ใหม่ และรวมกฎหมายทั้งสองฉบับดังกล่าวเป็นฉบบั เดยี วกัน จึงจำเป็นต้องตราพระราชบญั ญัตินี้
*พระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัติให้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหน้าท่ีของส่วนราชการให้เป็นไป
ตามพระราชบญั ญตั ิปรับปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕๕๐
มาตรา ๓๕ ในพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ให้แก้ไขคำว่า “อธิบดี
กรมควบคมุ โรคติดต่อ” เป็น “อธิบดกี รมควบคุมโรค”
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับน้ี คือ โดยที่พระราชบัญญัติปรับปรุง
กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติให้จัดตั้งส่วนราชการขึ้นใหม่โดยมีภารกิจใหม่ ซึ่งได้มี
การตราพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้เป็นไปตาม
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม น้ันแล้ว และเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้
บัญญัติให้โอนอำนาจหน้าท่ีของส่วนราชการ รัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซ่ึงปฏิบัติหน้าที่ในส่วน
ราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่ โดยให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจ
หน้าท่ีท่ีโอนไปด้วย ฉะน้ัน เพ่ืออนุวัติให้เป็นไปตามหลักการท่ีปรากฏในพระราชบัญญัติและพระราช
กฤษฎีกาดงั กล่าว จงึ สมควรแกไ้ ขบทบัญญตั ิของกฎหมายให้สอดคล้องกบั การโอนสว่ นราชการ เพ่ือให้
ผู้เก่ียวข้องมีความชัดเจนในการใช้กฎหมายโดยไม่ต้องไปค้นหาในกฎหมายโอนอำนาจหน้าท่ีว่าตาม
กฎหมายใดได้มีการโอนภารกิจของส่วนราชการหรือผู้รับผิดชอบตามกฎหมายน้ันไปเป็นของ
หน่วยงานใดหรือผู้ใดแล้ว โดยแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ รัฐมนตรี
ผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซ่ึงปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการให้ตรงกับการโอนอำนาจหน้าที่ และเพิ่มผู้แทน
ส่วนราชการในคณะกรรมการให้ตรงตามภารกิจที่มีการตัดโอนจากส่วนราชการเดิมมาเป็นของส่วน
๕๐ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนท่ี ๑๐๒ ก/หนา้ ๖๖/๘ ตลุ าคม ๒๕๔๕
หนา้ 101
ราชการใหม่รวมทั้งตัดส่วนราชการเดิมทม่ี ีการยบุ เลิกแล้ว ซ่งึ เป็นการแก้ไขให้ตรงตามพระราชบัญญัติ
และพระราชกฤษฎกี าดงั กล่าว จึงจำเปน็ ต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้
พระราชบญั ญตั ิการสาธารณสุข (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๕๐๕๑
หมายเหตุ :- เหตผุ ลในการประกาศใช้พระราชบญั ญัติฉบับนี้ คือ โดยทีพ่ ระราชบัญญัติการสาธารณสุข
พ.ศ. ๒๕๓๕ กำหนดบทนิยามคำว่า “มูลฝอย” ยังไม่ชัดเจน ซึง่ ทำให้อำนาจของหนว่ ยงานท่ีเก่ียวขอ้ ง
ในการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยมีความซ้ำซ้อนกัน บทนิยามในเร่ือง “ราชการส่วนท้องถิ่น” และ
“เจ้าพนักงานท้องถ่ิน” ไม่สอดคล้องกับกฎหมายที่เปล่ียนแปลงไป รวมท้ังผลจากการปฏิรูประบบ
ราชการเม่ือปี พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้เปลี่ยนแปลงหน่วยงานกำกับดูแลราชการส่วนท้องถ่ิน และยังมี
หน่วยงานอื่นท่ีทำหน้าท่ีสนับสนุนและเกี่ยวข้องกับการดำเนินการในเร่ืองการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูล
ฝอย จึงต้องปรับองค์ประกอบในคณะกรรมการสาธารณสุข นอกจากน้ีการดำเนินงานเร่ืองการกำจัด
สิ่งปฏิกูลและมูลฝอยไม่ได้ให้อำนาจแก่ราชการส่วนท้องถ่ินในการกำหนดอัตราค่าธรรมเนียมและ
กำหนดวิธีการในเร่ืองดังกล่าวประกอบกับมิได้มีบทกำหนดโทษในเรื่องมูลฝอยติดเช้ือและมูลฝอยท่ี
เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชนไว้รวมถึงสมควรกำหนดให้อำนาจรัฐมนตรีโดยคำแนะนำของ
คณะกรรมการสาธารณสุขออกประกาศเร่ืองท่ีเป็นรายละเอียดทางเทคนิควิชาการหรือเร่ืองที่ต้องมี
การเปล่ียนแปลงอย่างรวดเรว็ ตามสภาพสงั คม เพ่อื ปฏิบตั กิ ารตามพระราชบัญญัตนิ ้ี จึงจำเป็นตอ้ งตรา
พระราชบญั ญัตินี้
พระราชบญั ญัตกิ ารสาธารณสุข (ฉบับท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๖๐๕๒
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่
วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเปน็ ต้นไป
มาตรา ๒๒ ในวาระเร่ิมแรก ให้คณะกรรมการสาธารณสุขจังหวัดประกอบด้วย
กรรมการตามมาตรา ๑๗/๑ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ซ่ึงแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติน้ี และให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเป็นกรรมการและเลขานุการ
ปฏิบัติหน้าที่คณะกรรมการสาธารณสุขจังหวัดไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการแต่งต้ังกรรมการตาม
มาตรา ๑๗/๑ (๓) และ (๔) แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ซ่ึงแก้ไขเพิ่มเติมโดย
พระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ทั้งนี้
ให้นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดแต่งต้ังข้าราชการในสังกัดสำนักงานสาธารณสุขจังหวดั ซ่ึงรับผิดชอบ
งานดา้ นกฎหมายและการอนามยั สิง่ แวดลอ้ ม ดา้ นละหนึ่งคน เป็นผู้ช่วยเลขานกุ าร
มาตรา ๒๓ ในวาระเร่ิมแรก ให้คณะกรรมการสาธารณสุขกรุงเทพมหานคร
ประกอบด้วยกรรมการตามมาตรา ๑๗/๒ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕
ซึ่งแก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติน้ี และให้ผู้อำนวยการสำนักอนามัยกรุงเทพมหานครเป็น
๕๑ ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม ๑๒๔/ตอนที่ ๒๘ ก/หนา้ ๑/๒๗ มถิ นุ ายน ๒๕๕๐
๕๒ ราชกจิ จานุเบกษา เลม่ ๑๓๔/ตอนท่ี ๖๕ ก/หนา้ ๔๘/๒๒ มิถนุ ายน ๒๕๖๐
หน้า 102
กรรมการและเลขานุการ ปฏิบัติหน้าท่ีคณะกรรมการสาธารณสุขกรุงเทพมหานครไปพลางก่อน
จนกว่าจะมีการแต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิตามมาตรา ๑๗/๒ (๓) แห่งพระราชบัญญัติการ
สาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ ซึ่งต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวัน
นับแต่วันที่พระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับ ท้ังนี้ ให้อธิบดีกรมอนามัยแต่งตั้งข้าราชการในสังกัดกรม
อนามัยซึ่งรับผิดชอบงานด้านกฎหมายหรือการอนามัยส่ิงแวดล้อมหน่ึงคน และให้ผู้อำนวยการสำนัก
อนามัยกรุงเทพมหานครแต่งต้ังข้าราชการในสังกัดสำนักอนามัยกรุงเทพมหานครซึ่งรับผิดชอบงาน
ด้านกฎหมายหรือการอนามยั สง่ิ แวดลอ้ มหน่งึ คน เปน็ ผู้ช่วยเลขานุการ
มาตรา ๒๔ ในวาระเริ่มแรก ให้คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ประกอบด้วย
กรรมการตามมาตรา ๖๖/๑ (๑) และ (๒) แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ซ่ึงแก้ไข
เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตินี้ และให้รองอธิบดีกรมอนามัยซ่ึงอธิบดีกรมอนามัยมอบหมายเป็น
กรรมการและเลขานุการ ปฏิบัติหน้าท่ีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ไปพลางก่อนจนกว่าจะมีการ
แต่งตั้งกรรมการผู้ทรงคุณวฒุ ิตามมาตรา ๖๖/๑ (๓) แห่งพระราชบัญญตั ิการสาธารณสขุ พ.ศ. ๒๕๓๕
ซ่ึงแก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติน้ี ซ่ึงต้องไม่เกินหนึ่งร้อยแปดสิบวันนับแต่วันท่ีพระราชบัญญัตินี้
ใช้บังคับ ทั้งนี้ ให้อธิบดีกรมอนามัยแต่งต้ังข้าราชการในสังกัดกรมอนามัยจำนวนสองคน เป็น
ผชู้ ว่ ยเลขานุการ
มาตรา ๒ ๕ อุทธรณ์ ที่ได้ย่ืนและยังคงค้างพิ จารณ าอยู่ในวันก่อนวันที่
พระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับ ให้เป็นอำนาจของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ตามมาตรา ๖๖/๑ แห่ง
พระราชบัญญตั ิการสาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ซง่ึ แก้ไขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบัญญัตินีด้ ว้ ย
มาตรา ๒๖ ให้รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงสาธารณสุขรักษาการตามพระราชบญั ญัตนิ ้ี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับน้ี คือ เน่ืองจากพระราชบัญญัติการ
สาธารณสุข พ.ศ. ๒๕๓๕ ไม่มีกลไกหรือหน่วยงานท่ีขับเคลื่อนการบังคับใช้กฎหมายในระดับพ้ืนที่
โดยตรง ทำให้การจัดการปัญหาด้านอนามัยส่ิงแวดล้อมในพ้ืนท่ีไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ประกอบ
กบั สภาพทางเศรษฐกิจและสังคมที่เปล่ียนแปลงไป ทำให้มีปัจจัยที่กอ่ ให้เกิดผลกระทบต่อสุขภาพของ
ประชาชนมากขึ้น สมควรกำหนดใหม้ ีคณะกรรมการสาธารณสุขจงั หวัดและคณะกรรมการสาธารณสุข
กรงุ เทพมหานครทำหน้าท่ีขบั เคล่ือนการบังคับใชก้ ฎหมายในระดับพ้ืนทโ่ี ดยคำนงึ ถึงหลักการมีส่วนร่วม
ของประชาชน และกำหนดให้เจ้าพนักงานท้องถิ่นมีอำนาจประกาศพ้ืนท่ีควบคมุ เหตรุ ำคาญเพ่ือระงับ
และจัดการตามความจำเป็นมิให้เหตุรำคาญนั้นเกิดข้ึนอีก ตลอดจนกำหนดให้ผู้ขออนุญาตในกิจการ
บางประเภทหรือบางขนาดต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเง่ือนไขท่ีรัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงสาธารณสุขประกาศกำหนดก่อนท่ีเจ้าพนักงานท้องถิ่นพิจารณาออกใบอนุญาต นอกจากน้ี
เพ่ืออำนวยความยุติธรรมแก่ประชาชน สมควรแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติเกี่ยวกับการอุทธรณ์ให้เกิด
ความรอบคอบโดยให้มีคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์และกำหนดระยะเวลาการพิจารณาอุทธรณ์
ให้รวดเร็วยิ่งขึ้น รวมท้ังแก้ไขเพ่ิมเติมบทกำหนดโทษและบทบัญญัติเกี่ยวกับการเปรียบเทียบให้
เหมาะสมกบั สถานการณใ์ นปจั จบุ ัน จงึ จำเปน็ ต้องตราพระราชบัญญัตินี้
หนา้ 103
พระราชบัญญตั ิ
ทางหลวง
พ.ศ. ๒๕๓๕
ภมู ิพลอดุลยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วนั ที่ ๒ เมษายน พ.ศ. ๒๕๓๕
เป็นปที ่ี ๔๗ ในรชั กาลปจั จุบัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ
ให้ประกาศวา่
โดยท่เี ปน็ การสมควรปรับปรุงกฎหมายวา่ ดว้ ยทางหลวง
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบญั ญัติขน้ึ ไว้โดยคำแนะนำและยนิ ยอม
ของสภานติ ิบัญญตั แิ หง่ ชาติ ทำหน้าทรี่ ฐั สภา ดังตอ่ ไปน้ี
มาตรา ๑ พระราชบญั ญตั ิน้เี รียกวา่ “พระราชบญั ญตั ิทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕”
มาตรา ๒๑ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา
นเุ บกษาเป็นตน้ ไป
มาตรา ๓ ใหย้ กเลิก
(๑) ประกาศของคณะปฏวิ ตั ิ ฉบบั ที่ ๒๙๕ ลงวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕
(๒) พระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบบั ท่ี ๒๙๕ ลงวันท่ี ๒๘
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕ พ.ศ. ๒๕๒๒
(๓) พระราชบัญญัตแิ ก้ไขเพิ่มเติมประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๕ ลงวันที่ ๒๘
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕ (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๓๐
มาตรา ๔ ในพระราชบัญญตั ิน้ี
“ทางหลวง”๒ หมายความว่า ทางหรือถนนซึ่งจัดไว้เพ่ือประโยชน์ในการจราจร
สาธารณะทางบก ไม่วา่ ในระดับพน้ื ดิน ใต้หรือเหนือพ้ืนดิน หรือใต้หรอื เหนืออสังหาริมทรัพย์อย่างอ่ืน
นอกจากทางรถไฟ และหมายความรวมถึงท่ีดิน พืช พันธุ์ไม้ทุกชนิด สะพาน ท่อหรือรางระบายน้ำ
อุโมงค์ ร่องน้ำ กำแพงกันดิน เขื่อน ร้ัว หลักสำรวจ หลักเขต หลักระยะ ป้ายจราจร เครื่องหมาย
จราจร เครอ่ื งหมายสญั ญาณ เครือ่ งสญั ญาณไฟฟ้า เคร่ืองแสดงสญั ญาณ ท่ีจอดรถ ท่ีพักคนโดยสาร ที่
๑ ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๑๐๙/ตอนท่ี ๕๒/หนา้ ๖/๑๘ เมษายน ๒๕๓๕
๒ มาตรา ๔ บทนิยามคำวา่ “ทางหลวง” แก้ไขเพิม่ เติมโดยพระราชบญั ญัติทางหลวง (ฉบับท่ี ๒)
พ.ศ. ๒๕๔๙
หนา้ 104
พักริมทาง เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ท่าเรือสำหรับข้ึนหรือลงรถ และอาคารหรือสิ่งอื่น
อันเป็นอุปกรณ์งานทางบรรดาที่มีอยู่หรือที่ได้จัดไว้ในเขตทางหลวงเพ่ือประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้
ทางหลวงนั้นดว้ ย
“งานทาง” หมายความว่า กิจการใดท่ีทำเพื่อหรือเน่ืองในการสำรวจการก่อสร้าง
การขยาย การบรู ณะ หรือการบำรงุ รักษาทางหลวง หรอื การจราจรบนทางหลวง
“ทางจราจร” หมายความว่า ส่วนหนึ่งของทางหลวงท่ีทำหรือจัดไว้เพื่อการจราจร
ของยานพาหนะ
“ทางเทา้ ” หมายความว่า ส่วนหน่ึงของทางหลวงทีท่ ำหรือจดั ไว้สำหรับคนเดิน
“ทางขนาน”๓ (ยกเลิก)
“ไหล่ทาง” หมายความว่า ส่วนหนึ่งของทางหลวงที่อยู่ติดต่อกับทางจราจรทั้งสอง
ขา้ ง
“ยานพาหนะ”๔ หมายความว่า รถตามกฎหมายว่าด้วยรถยนต์ รถตามกฎหมายว่า
ด้วยการขนส่งทางบก รวมท้ังเครื่องจักร เครื่องกล และส่ิงอ่ืนใดที่เคลื่อนท่ีไปได้บนทางหลวงใน
ลักษณะเดยี วกัน
“ผู้อำนวยการทางหลวง” หมายความว่า บุคคลซึ่งมีอำนาจและหน้าท่ีหรือได้รับ
แต่งตั้งให้ควบคุมทางหลวงและงานทางเฉพาะประเภทใดประเภทหน่ึง หรือเฉพาะท้องถิ่นใดท้องถ่ิน
หน่งึ หรอื เฉพาะสายใดสายหนึ่ง ตามพระราชบัญญัตนิ ี้
“เจา้ พนกั งานทางหลวง” หมายความว่า ผู้ซง่ึ รฐั มนตรีแต่งตัง้ ให้เปน็ เจา้ พนกั งานทาง
หลวงเพอื่ ปฏบิ ัติการตามพระราชบัญญตั ินี้
“รฐั มนตรี” หมายความว่า รฐั มนตรีผรู้ ักษาการตามพระราชบญั ญัตนิ ้ี
มาต รา ๕ ให้ รัฐม น ต รีว่าการกระท รวงคม น าค ม และรัฐม น ต รีว่าก าร
กระทรวงมหาดไทยรักษาการตามพระราชบัญญัตินใี้ นส่วนท่ีเกีย่ วกับราชการของกระทรวงนน้ั และให้
มีอำนาจแต่งตั้งเจ้าพนักงานทางหลวงกับออกกฎกระทรวงเพื่อปฏิบัติการตามพระราชบัญญัตินี้ ใน
เรื่องดังตอ่ ไปน้ี
(๑) กำหนดอัตราความเรว็ ของยานพาหนะ
(๒) จัดทำ ปัก ติดต้ังป้ายจราจร เคร่ืองหมายจราจร เครื่องหมายสัญญาณหรือ
สญั ญาณอยา่ งอืน่ ขดี เสน้ เขยี นข้อความ หรอื เครื่องหมายอนื่ ใดสำหรับการจราจรบนทางหลวง
(๓) กำหนดกิจการอนื่ เพ่อื ปฏบิ ตั กิ ารตามพระราชบญั ญัตนิ ี้
กฎกระทรวงน้นั เม่ือได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาแลว้ ให้ใช้บงั คบั ได้
ส่วนท่ี ๑
บททัว่ ไป
๓ มาตรา ๔ บทนิยามคำว่า “ทางขนาน” ยกเลิกโดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ.
๒๕๔๙
๔ มาตรา ๔ บทนิยามคำว่า “ยานพาหนะ” เพ่ิมโดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.
๒๕๔๙
หนา้ 105
หมวด ๑
ประเภทของทางหลวง
มาตรา ๖๕ ทางหลวงมี ๕ ประเภท คอื
(๑) ทางหลวงพิเศษ
(๒) ทางหลวงแผน่ ดนิ
(๓) ทางหลวงชนบท
(๔) ทางหลวงท้องถิ่น
(๕) ทางหลวงสมั ปทาน
มาตรา ๗๖ ทางหลวงพิเศษ คือ ทางหลวงที่จัดหรือทำไว้เพ่ือให้การจราจรผ่านได้
ตลอดรวดเร็วเป็นพิเศษ ตามที่รัฐมนตรีประกาศกำหนดและได้ลงทะเบียนไว้เป็นทางหลวงพิเศษโดย
กรมทางหลวงเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะและบำรุงรักษา รวมทั้งควบคุมให้มีการเข้าออก
ไดเ้ ฉพาะโดยทางเสรมิ ที่เป็นส่วนหน่ึงของทางหลวงพเิ ศษตามทก่ี รมทางหลวงจดั ทำขึ้นไว้เทา่ นั้น
มาตรา ๘ ทางหลวงแผ่นดิน คือ ทางหลวงสายหลักท่ีเป็นโครงข่ายเชื่อมระหว่าง
ภาค จังหวัด อำเภอ ตลอดจนสถานท่ีท่ีสำคัญ ที่กรมทางหลวงเป็นผู้ดำเนนิ การก่อสร้าง ขยาย บูรณะ
และบำรุงรักษา และไดล้ งทะเบยี นไวเ้ ป็นทางหลวงแผ่นดนิ
มาตรา ๙๗ ทางหลวงชนบท คือ ทางหลวงท่ีกรมทางหลวงชนบทเป็นผู้ดำเนินการ
ก่อสร้าง ขยาย บูรณะและบำรุงรักษา และไดล้ งทะเบียนไวเ้ ป็นทางหลวงชนบท
มาตรา ๑๐๘ ทางหลวงท้องถ่ิน คือ ทางหลวงท่ีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็น
ผดู้ ำเนนิ การกอ่ สรา้ ง ขยาย บูรณะและบำรุงรักษา และได้ลงทะเบยี นไวเ้ ปน็ ทางหลวงท้องถิน่
มาตรา ๑๑๙ (ยกเลกิ )
มาตรา ๑๒ ทางหลวงสัมปทาน คือ ทางหลวงท่ีรัฐบาลได้ให้สัมปทานตามกฎหมาย
ว่าดว้ ยทางหลวงทไี่ ด้รบั สมั ปทาน และไดล้ งทะเบียนไวเ้ ปน็ ทางหลวงสมั ปทาน
มาตรา ๑๓๑๐ ทางหลวงประเภทต่าง ๆ ใหล้ งทะเบยี นไว้ ดังต่อไปนี้
๕ มาตรา ๖ แกไ้ ขเพมิ่ เติมโดยพระราชบญั ญตั ิทางหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๖ มาตรา ๗ แกไ้ ขเพม่ิ เติมโดยพระราชบัญญัตทิ างหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๗ มาตรา ๙ แกไ้ ขเพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัตทิ างหลวง (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๘ มาตรา ๑๐ แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบญั ญัติทางหลวง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๙ มาตรา ๑๑ ยกเลิกโดยพระราชบญั ญตั ิทางหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หน้า 106
(๑) ทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดินและทางหลวงสัมปทาน อธิบดีกรมทางหลวง
เปน็ ผู้จดั ใหล้ งทะเบียนไว้ ณ กรมทางหลวง
(๒) ทางหลวงชนบท อธิบดีกรมทางหลวงชนบทเป็นผู้จัดให้ลงทะเบียนไว้ ณ กรม
ทางหลวงชนบท
(๓) ทางหลวงท้องถ่ิน ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้จัดให้ลงทะเบียนไว้ ณ ศาลากลาง
จงั หวดั
ให้รัฐมนตรีประกาศทะเบยี นทางหลวงตาม (๑) ในราชกจิ จานุเบกษา
มาตรา ๑๔ รัฐมนตรีมีอำนาจแต่งตั้งผ้อู ำนวยการทางหลวง การแต่งตั้งน้ันจะจำกัด
ให้เป็นผู้อำนวยการทางหลวงเฉพาะประเภทใดประเภทหนึ่ง หรือเฉพาะท้องถิ่นใดท้องถ่ินหนึ่ง หรือ
เฉพาะสายใดสายหนง่ึ กไ็ ด้
มาตรา ๑๕๑๑ ในกรณีท่ีรัฐมนตรียังไม่ได้แต่งต้ังผู้อำนวยการทางหลวงตามมาตรา ๑๔
ใหบ้ คุ คลดงั ต่อไปน้เี ปน็ ผอู้ ำนวยการทางหลวง
(๑) อธิบดีกรมทางหลวงเปน็ ผ้อู ำนวยการทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดินและทาง
หลวงสัมปทาน
(๒) อธบิ ดกี รมทางหลวงชนบทเป็นผ้อู ำนวยการทางหลวงชนบท
(๓) นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การบริหารส่วน
ตำบล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา หรือผู้บริหารสูงสุดขององค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถน่ิ อ่นื ทม่ี กี ฎหมายจัดตั้ง แลว้ แตก่ รณี เป็นผูอ้ ำนวยการทางหลวงทอ้ งถน่ิ
มาตรา ๑๖ ใหร้ ฐั มนตรมี ีอำนาจส่ังเปล่ยี นประเภททางหลวงดงั ต่อไปนี้
(๑) ทางหลวงท่ีอยูใ่ นอำนาจของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเดียวกันให้รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงนั้นเปน็ ผมู้ ีอำนาจส่งั เปลย่ี น
(๒) ทางหลวงท่ีอยู่ในอำนาจของรัฐมนตรีว่าการต่างกระทรวงกันให้รัฐมนตรีว่าการ
กระทรวงซงึ่ เป็นผรู้ บั การเปล่ยี นประเภททางหลวงเป็นผู้มอี ำนาจส่งั เปลี่ยน
เม่อื ได้เปลย่ี นประเภททางหลวงตามวรรคหน่ึงแล้ว ให้แกไ้ ขทะเบียนใหถ้ ูกตอ้ ง
การสั่งเปลี่ยนทางหลวงประเภทอ่ืนเป็นทางหลวงพิเศษหรือการสั่งเปล่ียนทางหลวง
พิเศษเป็นทางหลวงประเภทอืน่ ให้ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา
มาตรา ๑๗ ในกรณีท่ีมีปัญหาว่าทางหลวงสายใดเป็นทางหลวงประเภทใดให้
รัฐมนตรเี ปน็ ผูว้ ินิจฉัยชีข้ าด
มาตรา ๑๘ บุคคลซึ่งก่อสร้างทางข้ึนอาจร้องขอให้เจ้าหน้าที่ตามมาตรา ๑๓
ลงทะเบียนทางน้ันเป็นทางหลวงได้ แต่เจ้าหน้าที่ดังกล่าวจะรับลงทะเบียนให้ได้ต่อเมื่อบุคคลซึ่ง
ก่อสรา้ งทางนน้ั ได้ปฏบิ ัตติ ามเงอ่ื นไขท่เี จ้าหน้าทไ่ี ด้กำหนดไวแ้ ลว้
๑๐ มาตรา ๑๓ แกไ้ ขเพมิ่ เติมโดยพระราชบญั ญตั ทิ างหลวง (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๑๑ มาตรา ๑๕ แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบญั ญตั ทิ างหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หน้า 107
หมวด ๒
การกำกับ ตรวจตราและควบคุมทางหลวงและงานทาง
มาตรา ๑๙ ให้อธิบดีกรมทางหลวงเป็นเจ้าหน้าท่ีกำกับ ตรวจตราและควบคุมทาง
หลวงและงานทางทเี่ กยี่ วกบั ทางหลวงพเิ ศษ ทางหลวงแผน่ ดิน และทางหลวงสมั ปทาน
มาตรา ๒๐๑๒ ให้อธิบดีกรมทางหลวงชนบทเป็นเจ้าหน้าที่กำกับ ตรวจตราและ
ควบคมุ ทางหลวงและงานทางทีเ่ กยี่ วกับทางหลวงชนบท
มาตรา ๒๑๑๓ ให้นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด นายกเทศมนตรี นายกองค์การ
บริหารส่วนตำบล ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร นายกเมืองพัทยา หรือผู้บริหารสูงสุดขององค์กร
ปกครองส่วนท้องถ่ินอื่นที่มีกฎหมายจัดตั้ง แล้วแต่กรณี เป็นเจ้าหน้าท่ีกำกับ ตรวจตราและควบคุม
ทางหลวงและงานทางทเี่ กย่ี วกบั ทางหลวงท้องถน่ิ
มาตรา ๒๒ ให้ผูอ้ ำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทาง
หลวงมีอำนาจและหน้าที่ดำเนินการเกี่ยวกับการควบคุมและตรวจตรายานพาหนะท่ีเดินบนทางหลวง
และการจราจรบนทางหลวงให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตินี้ เว้นแต่กรณีท่ีไม่ได้บัญญัติไว้ใน
พระราชบญั ญัตนิ ้ี ใหเ้ ป็นไปตามกฎหมายวา่ ด้วยการน้นั
มาตรา ๒๓ ใหเ้ จ้าพนักงานทางหลวงมอี ำนาจและหน้าท่ดี ังตอ่ ไปน้ี
(๑) ตรวจตราดแู ลมิให้มีการฝา่ ฝนื พระราชบัญญตั นิ ี้
(๒) เรียกยานพาหนะให้หยุดเพ่ือทำการตรวจสอบในกรณีท่ีเช่ือว่ามีการกระทำอัน
เปน็ ความผดิ ตามพระราชบัญญัติน้ี
(๓) จับกุมผู้กระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ในขณะกระทำความผิดเพื่อส่งให้
พนกั งานฝ่ายปกครองหรือตำรวจดำเนินคดตี ่อไป
ในการปฏิบัติหน้าท่ีตามวรรคหน่ึงให้เจ้าพนักงานทางหลวงแสดงบัตรประจำตัวต่อผู้
ซ่ึงเกยี่ วข้อง
บตั รประจำตวั เจา้ พนักงานทางหลวงให้เป็นไปตามแบบที่กำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา ๒๔ ในการปฏิบัติหนา้ ทต่ี ามพระราชบญั ญัติน้ี ให้เจา้ พนักงานทางหลวงเป็น
เจา้ พนกั งานตามประมวลกฎหมายอาญา
๑๒ มาตรา ๒๐ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระราชบญั ญตั ิทางหลวง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๑๓ มาตรา ๒๑ แกไ้ ขเพ่ิมเติมโดยพระราชบญั ญตั ิทางหลวง (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หน้า 108
มาตรา ๒๕ ในส่วนท่ีเก่ียวกับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวง
สัมปทาน ให้อธิบดีกรมทางหลวงมีอำนาจกำหนดมาตรฐานและลักษณะของทางหลวงและงานทาง
รวมทั้งกำหนดเขตทางหลวง ทจี่ อดรถ ระยะแนวตน้ ไม้ และเสาพาดสาย
มาตรา ๒๖๑๔ ในส่วนทเี่ กยี่ วกบั ทางหลวงชนบทและทางหลวงท้องถนิ่ ให้อธิบดีกรม
ทางหลวงชนบท มีอำนาจกำหนดมาตรฐานและลักษณะของทางหลวงและงานทาง รวมทง้ั กำหนดเขต
ทางหลวง ท่ีจอดรถ ระยะแนวต้นไม้และเสาพาดสาย ตลอดจนควบคุมในทางวิชาการและอบรม
เจ้าหน้าทฝ่ี า่ ยชา่ งเกีย่ วกับทางหลวงและงานทาง
มาตรา ๒๗ นอกจากทางหลวงสัมปทาน การสรา้ งทางหลวงประเภทใดข้ึนใหม่หรือ
ขยายเขตทางหลวงประเภทใด ให้เป็นอำนาจและหนา้ ทขี่ องผู้อำนวยการทางหลวงประเภทนน้ั
มาตรา ๒๘ ในกรณีจำเป็นเพอ่ื ประโยชน์แก่งานทางหรือการจราจรบนทางหลวง ให้
ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจปิดการจราจรบน
ทางหลวงน้ันทั้งสายหรือบางส่วนเป็นการช่ัวคราว และวางระเบียบปฏิบัติสำหรับให้เจ้าพนักงานปิด
การจราจรเป็นคร้ังคราวเพอื่ ความปลอดภยั ได้
มาตรา ๒๙ ในกรณจี ำเป็นเพอ่ื ประโยชน์แก่งานทาง ให้ผ้อู ำนวยการทางหลวงหรอื ผู้
ซ่งึ ไดร้ ับมอบหมายจากผอู้ ำนวยการทางหลวงมอี ำนาจ
(๑) ใช้ที่ดินริมทางหลวงซึ่งปราศจากส่ิงก่อสร้างที่อยู่ในความครอบครองของบุคคล
ใดเปน็ การชวั่ คราว
(๒) ใช้และเข้าครอบครองวัตถุสำหรับใช้งานทางซึ่งอยู่ในท่ีดินของบุคคลใดเป็นการ
ชวั่ คราว รวมท้งั ทำทางผ่านเข้าไปในทดี่ นิ ใด ๆ เพอ่ื ใช้และเข้าครอบครองวัตถสุ ำหรับใชง้ านทางได้ดว้ ย
ก่อนท่ีจะกระทำการตาม (๑) หรือ (๒) ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินทราบล่วงหน้า
ไม่น้อยกวา่ เจด็ วนั
มาตรา ๓๐ เพ่ือประโยชน์ในการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาเป็นการฉุกเฉิน
ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจใช้ท่ีดินหรอื เข้า
ครอบครองวัตถุสำหรับใช้งานทางซึ่งอยู่ในความครอบครองของบุคคลใดในบริเวณหรือใกล้เคียงกับ
บรเิ วณท่ีเกิดภยั พบิ ัตินน้ั ได้เทา่ ทจี่ ำเป็น เพ่ือประโยชน์แก่งานทาง และมีอำนาจเกณฑ์แรงราษฎร สัตว์
พาหนะหรอื ยานพาหนะ ตลอดจนเครื่องจักร เครื่องมอื และเคร่อื งอุปกรณส์ ำหรับใช้งานทางได้ดว้ ย
การเกณฑ์ตามวรรคหนึ่งและอัตราค่าจ้างหรือค่าตอบแทน ให้เป็นไปตามท่ีกำหนด
ในพระราชกฤษฎีกา
๑๔ มาตรา ๒๖ แก้ไขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญตั ิทางหลวง (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หน้า 109
มาตรา ๓๑ เพื่อประโยชน์ในการป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาเป็นการฉุกเฉิน
ให้อธิบดีกรมทางหลวงมีอำนาจเข้าครอบครองทางหลวงสัมปทาน และในการนี้ให้สิทธิและอำนาจสั่ง
การของผู้รับสัมปทานตกมาอยู่กบั อธิบดีกรมทางหลวงท้ังหมด จนกว่าภัยพบิ ัติน้ันจะหมดไป
มาตรา ๓๒๑๕ เพื่อประโยชน์แก่งานทาง ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง มีอำนาจทำหรือแก้ทางระบายน้ำที่ไหลผ่านทางหลวง หรือทำ
หรือแกท้ างระบายนำ้ ออกจากทางหลวงเพือ่ ไปสแู่ หล่งน้ำสาธารณะทีใ่ กล้เคยี งตามความจำเปน็ ได้
ให้ ผู้ อ ำน ว ยการท างห ล ว งห รือผู้ ซึ่ งได้ รับ ม อบ ห ม ายจ ากผู้ อำนว ย การท า งห ล ว ง
ประกาศแนวเขตท่ีจะทำหรือแก้ทางระบายน้ำ พร้อมทั้งแผนผังแสดงแนวเขตดังกล่าว และปิด
ประกาศไว้ในบริเวณท่ีจะกระทำการน้ัน และให้มีหนังสือแจ้งเจ้าของหรือผู้ครอบครองท่ีดินหรือ
ทรัพย์สินในแนวเขตดังกล่าวด้วย ท้ังนี้ ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน ก่อนการจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็น
จากผู้มีส่วนได้เสียและหน่วยงานท่ีเก่ียวข้อง เพื่อประกอบการพิจารณาจัดทำหรือแก้ทางระบายน้ำ
ของผอู้ ำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่งึ ได้รบั มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง
เมื่อได้รับฟังความคิดเห็นตามวรรคสองแล้ว ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงกำหนดแนวเขตทีจ่ ะทำหรือแก้ทางระบายน้ำ และมีหนังสือแจ้ง
ให้เจา้ ของหรอื ผู้ครอบครองท่ีดินหรือทรัพย์สินทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่าหกสิบวันก่อนเข้าดำเนินการ
และให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองท่ีดินหรือทรัพย์สินมีสิทธิอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภายในสามสิบวันนับ
แต่วันทไ่ี ด้รบั หนังสือแจง้
ในกรณีจำเป็นต้องป้องปัดภัยพิบัติสาธารณะอันมีมาเป็นการฉุกเฉินและเพ่ือ
ประโยชน์แก่งานทาง ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมี
อำนาจดำเนินการตามวรรคหน่ึงได้ทันทีแต่ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองท่ีดินหรือ
ทรัพยส์ ินนั้นทราบโดยเร็ว
ในการปฏิบัติหน้าท่ีตามวรรคหนึ่งและวรรคส่ี ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงต้องแสดงบัตรประจำตวั ต่อผู้ซงึ่ เกีย่ วข้อง
มาตรา ๓๓ ในกรณีที่มีความเสียหายเกิดแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองท่ีดิน หรือผู้
ทรงสิทธิอืน่ เน่ืองจากการกระทำของผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ
ทางหลวงตามมาตรา ๒๙ (๑) หรือ (๒) มาตรา ๓๐ วรรคหนึ่ง หรือมาตรา ๓๒ ให้นำบทบัญญัติของ
กฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในส่วนท่ีเก่ียวกับการกำหนดค่าทดแทนมาใช้บังคับโดย
อนุโลม
มาตรา ๓๔ ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทาง
หลวงมีอำนาจทำงานทางเพ่ือเชื่อม ผ่าน ทับ ข้าม หรือลอดทางรถไฟหรือทางน้ำได้ แต่ต้องแจ้งเป็น
หนังสือพร้อมทั้งส่งสำเนาแบบก่อสร้างให้ผู้ควบคุมการรถไฟ หรือทางน้ำนั้นทราบล่วงหน้าไม่น้อยกว่า
สามสิบวัน
๑๕ มาตรา ๓๒ แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ โดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หนา้ 110
มาตรา ๓๕ ในกรณีทเ่ี ห็นสมควร อธบิ ดกี รมทางหลวงมีอำนาจสรา้ งทางหลวงพิเศษ
หรือทางหลวงแผน่ ดินเพ่ือเช่ือม ผา่ น ทับ ขา้ ม หรือลอดทางหลวงประเภทอน่ื ได้ ในกรณีเช่นน้ี ให้ทาง
หลวงประเภทอ่ืนนั้นท้ังสายหรือบางส่วนอยู่ในการกำกับ ตรวจตราและควบคุมของอธิบดีกรมทาง
หลวงหรือผู้ซ่ึงไดร้ ับมอบหมายจากอธบิ ดีกรมทางหลวง
มาตรา ๓๖๑๖ วัตถุ เครื่องจักร เคร่ืองมือ และเคร่ืองอุปกรณ์สำหรับใช้งานทาง ซ่ึง
เป็นกรรมสิทธ์ิของทางราชการ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เป็นทรัพย์สินท่ีไม่อยู่ในความรับผิด
แหง่ การบังคับคดี
ส่วนท่ี ๒
การควบคมุ การรักษา การขยายและสงวนเขตทางหลวง
หมวด ๑
การควบคุมทางหลวง
มาตรา ๓๗ ห้ามมิให้ผู้ใดสร้างทาง ถนน หรือส่ิงอื่นใดในเขตทางหลวงเพ่ือเป็น
ทางเข้าออกทางหลวง เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง ในการอนุญาต ผ้อู ำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งไดร้ ับมอบหมาย
จากผู้อำนวยการทางหลวงจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ รวมทั้งมีอำนาจกำหนดมาตรการในการ
จดั การเพอ่ื รกั ษาสิง่ แวดลอ้ ม การปอ้ งกันอบุ ัตภิ ัย และการตดิ ขดั ของการจราจร
การอนุญาตตามวรรคหน่ึง เม่ือมีความจำเป็นแก่งานทางหรือเมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับ
อนุญาตได้กระทำการผิดเงื่อนไขท่ีกำหนดในการอนุญาต ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับ
มอบหมายจากผูอ้ ำนวยการทางหลวงจะเพกิ ถอนเสียก็ได้
ทาง ถนน หรือส่ิงอ่ืนใดท่ีสร้างข้ึนโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขท่ี
กำหนด ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจส่ังให้
ผู้กระทำการดังกล่าวรื้อถอนหรือทำลายภายในกำหนดเวลาอันสมควร ถ้าไม่ปฏิบัติตามให้
ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางร้ือถอนหรือทำลาย โดยผู้น้ันจะ
เรียกร้องคา่ เสียหายไม่ได้และตอ้ งเป็นผู้เสยี คา่ ใช้จ่ายในการน้นั
มาตรา ๓๘ ห้ามมิใหผ้ ู้ใดติดต้ัง แขวน วางหรือกองสิ่งใดในเขตทางหลวงในลกั ษณะ
ท่เี ปน็ การกดี ขวางหรอื อาจเปน็ อนั ตรายแก่ยานพาหนะ หรอื ในลักษณะที่จะทำให้เกิดความเสียหายแก่
ทางหลวงหรือความไม่สะดวกแก่งานทาง เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวง
หรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงในการอนุญาต ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึง
ได้รับมอบหมายจากผูอ้ ำนวยการทางหลวงจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้
๑๖ มาตรา ๓๖ แกไ้ ขเพม่ิ เติมโดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หนา้ 111
การอนุญาตตามวรรคหน่ึง เมื่อมีความจำเป็นแก่งานทางหรือเม่ือปรากฏว่าผู้ได้รับ
อนุญาตได้กระทำการผิดเง่ือนไขที่กำหนดในการอนุญาต ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับ
มอบหมายจากผอู้ ำนวยการทางหลวงจะเพกิ ถอนเสียกไ็ ด้
ในกรณีท่ีการกระทำตามวรรคหน่ึงได้กระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ปฏิบัติตาม
เง่ือนไขที่กำหนด ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมี
อำนาจสั่งใหผ้ ู้กระทำการดังกล่าวรอ้ื ถอน ทำลาย หรือขนย้ายสงิ่ ที่ติดตัง้ แขวน วางหรือกองอยูภ่ ายใน
กำหนดเวลาอันสมควร ถ้าไม่ปฏิบัติตาม ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจาก
ผ้อู ำนวยการทางหลวงมอี ำนาจรอื้ ถอน ทำลาย หรอื ขนย้ายสง่ิ ทต่ี ิดตั้ง แขวน วางหรือกองอยู่ โดยผูน้ ั้น
จะเรียกรอ้ งคา่ เสียหายไมไ่ ดแ้ ละต้องเป็นผูเ้ สียค่าใชจ้ า่ ยในการนน้ั
มาตรา ๓๙ ห้ามมิใหผ้ ู้ใดกระทำการปิดกนั้ ทางหลวง หรือวางวตั ถุที่แหลมหรอื มีคม
หรือนำสิ่งใดมาขวางหรือวางบนทางหลวง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ บนทางหลวงในลักษณะที่
อาจเกิดอันตรายหรอื เสียหายแกย่ านพาหนะหรือบุคคล
มาตรา ๓๙/๑๑๗ ห้ามมิให้ผู้ใดระบายน้ำลงในเขตทางหลวงอันอาจจะก่อให้เกิด
ความเสียหายแก่ทางหลวง เว้นแต่ได้รบั อนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง ในการอนญุ าต ผอู้ ำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมาย
จากผอู้ ำนวยการทางหลวงจะกำหนดเง่ือนไขอยา่ งใดก็ได้
การอนุญาตตามวรรคหน่ึง เมื่อมีความจำเป็นแก่งานทางหรือเม่ือปรากฏว่าผู้ได้รับ
อนุญาตได้กระทำผิดเง่ือนไขท่ีกำหนดในการอนุญาต ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย
จากผู้อำนวยการทางหลวงจะเพิกถอนเสยี ก็ได้
การระบายน้ำท่ีกระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขท่ีกำหนด
ผูอ้ ำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจส่ังให้ผู้กระทำการ
ดังกล่าวงดเว้นการระบายน้ำลงในเขตทางหลวงทันที หรือให้รื้อถอนหรือปิดกั้นทางระบายน้ำภายใน
เวลาอนั สมควร ถ้าไม่ปฏิบตั ิตาม ผู้อำนวยการทางหลวงหรอื ผู้ซึ่งได้รบั มอบหมายจากผอู้ ำนวยการทาง
หลวงมีอำนาจร้ือถอนหรือปิดก้ันทางระบายน้ำดังกล่าวได้ โดยผู้น้ันจะเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้และ
ตอ้ งเป็นผ้เู สียคา่ ใชจ้ ่ายในการนั้น
มาตรา ๔๐ ห้ามมิให้ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย ซ่อนเร้น เปล่ียนแปลง ขีดเขียน
เคล่ือนย้าย รื้อถอน หรือทำให้ไร้ประโยชน์ซ่ึงเคร่ืองหมายจราจร ป้ายจราจร เครื่องหมายสัญญาณ
เคร่ืองหมายสญั ญาณไฟฟ้า เครื่องแสดงสญั ญาณ อุปกรณ์อำนวยความปลอดภัย ร้ัว หลักสำรวจ หลัก
เขต หรือหลักระยะ ซึ่งเจา้ หนา้ ที่ไดต้ ดิ ตั้งหรือทำใหป้ รากฏในเขตทางหลวง
มาตรา ๔๑ ผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจห้ามมิให้ผู้ใดหยุด จอด หรือกลับ
ยานพาหนะใด ๆ บนทางจราจรหรือไหล่ทางในทางหลวงสายใดทั้งสายหรือบางส่วนได้ โดยทำเป็น
ประกาศหรือเครอื่ งหมายใหป้ รากฏไว้ในเขตทางหลวงน้นั
๑๗ มาตรา ๓๙/๑ เพิ่มโดยพระราชบัญญตั ิทางหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หน้า 112
มาตรา ๔๒๑๘ ในกรณียานพาหนะใด ๆ เครื่องยนต์หรือเคร่ืองอุปกรณ์เกิดขัดข้อง
หรอื ชำรุดบนทางจราจรจนไม่สามารถเคลื่อนท่ีต่อไปได้ ผู้ใช้ยานพาหนะซงึ่ อยู่ในวสิ ัยและพฤติการณ์ท่ี
สามารถเคล่ือนท่ียานพาหนะนั้นได้ต้องนำยานพาหนะนั้นเข้าจอดบนไหล่ทางหรือถ้าไม่มีไหล่ทางให้
จอดชิดซ้ายสุดในลักษณะที่ไม่กีดขวางการจราจรและจะต้องนำยานพาหนะนั้นออกไปให้พ้นทาง
จราจรหรือไหล่ทางโดยเร็วท่สี ุด
ในกรณตี ามวรรคหน่ึง ถ้าจำเป็นต้องหยุดหรอื จอดยานพาหนะอย่บู นทางจราจรหรือ
ไหล่ทาง ผูใ้ ช้ยานพาหนะต้องแสดงเคร่ืองหมายหรือสัญญาณใด ๆ ให้เพียงพอท่ีผูใ้ ช้ยานพาหนะอื่นจะ
มองเห็นยานพาหนะท่ีหยดุ หรือจอดอยู่ได้โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหนง่ึ ร้อยหา้ สิบเมตร และหาก
เกิดข้ึนในเวลาทแ่ี สงสว่างไม่เพียงพอที่ผู้ใช้ยานพาหนะอน่ื จะมองเห็นยานพาหนะที่หยุดหรอื จอดอยู่ได้
โดยชัดแจ้งในระยะไม่น้อยกว่าหน่ึงร้อยห้าสิบเมตรต้องเปิดหรือจุดไฟให้มีแสงสว่างเพียงพอท่ีจะเห็น
ยานพาหนะนน้ั ได้
ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมี
อำนาจเคลอ่ื นยา้ ยยานพาหนะตามวรรคหนึง่ ได้ โดยนำความในมาตรา ๔๒/๑ มาใช้บงั คบั โดยอนโุ ลม
มาตรา ๔๒/๑๑๙ ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ
ทางหลวงมีอำนาจเคล่ือนย้ายยานพาหนะท่ีหยุดหรือจอดอยู่ในลักษณะที่อาจก่อให้เกิดอันตรายแก่
ยานพาหนะอื่นหรือผใู้ ชท้ าง หรือฝา่ ฝนื บทแหง่ พระราชบญั ญัตินีไ้ ด้
การเคล่ือนย้ายยานพาหนะตามวรรคหน่ึง ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงไม่ต้องรับผิดชอบสำหรับความเสียหายใด ๆ ที่เกิดจากการ
ปฏิบัติตามวรรคหนง่ึ เวน้ แต่ความเสียหายนั้นจะเกิดข้ึนจากการกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ
อย่างร้ายแรง
ผู้ขับข่ีหรือเจ้าของยานพาหนะต้องชำระค่าใช้จ่ายในการเคลื่อนย้ายยานพาหนะ
ตลอดจนค่าดูแลรักษายานพาหนะระหว่างที่อยู่ในความครอบครองของผู้อำนวยการทาง หลวงหรือผู้
ซ่งึ ไดร้ ับมอบหมายจากผอู้ ำนวยการทางหลวง ทั้งน้ี ตามอัตราท่กี ำหนดในกฎกระทรวง
เงินท่ีได้จากผู้ขับขี่หรือเจ้าของยานพาหนะตามวรรคสาม เป็นรายได้ท่ีไม่ต้องนำส่ง
กระทรวงการคลัง และให้นำมาเป็นค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติตามมาตราน้ีตามระเบียบท่ีอธิบดีกรมทาง
หลวงกำหนด
ในกรณีที่ผู้ขับขี่หรือเจ้าของยานพาหนะไม่ชำระค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาตาม
วรรคสาม ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจยึด
หน่วงยานพาหนะน้ันไว้ได้จนกว่าจะได้รับชำระค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาดังกล่าว โดยในระหว่างท่ี
ยึดหน่วงนั้นให้คำนวณค่าดูแลรักษาเป็นรายวัน ถ้าพ้นกำหนดสามเดือนแล้วผู้ขับขี่หรือเจ้าของ
ยานพาหนะไม่ชำระค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาดังกล่าว ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจนำยานพาหนะนั้นออกขายทอดตลาดได้ แต่ต้องมี
หนังสือบอกกล่าวแก่เจ้าของหรือผู้ครอบครองยานพาหนะที่ปรากฏชื่อทางทะเบียน หากไม่ปรากฏช่ือ
ทางทะเบียน ให้ปิดประกาศไว้ ณ ท่ีทำการของผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจาก
๑๘ มาตรา ๔๒ แก้ไขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบญั ญตั ิทางหลวง (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๑๙ มาตรา ๔๒/๑ เพ่มิ โดยพระราชบัญญตั ิทางหลวง (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หน้า 113
ผู้อำนวยการทางหลวง ทั้งน้ี ก่อนวันขายทอดตลาดไม่น้อยกว่าสามสิบวัน เงินที่ได้จากการขาย
ทอดตลาดเมื่อได้หักค่าใช้จ่ายในการขายทอดตลาด ค่าใช้จ่ายและค่าดูแลรักษาท่ีค้างชำระแล้ว เหลือ
เงนิ เทา่ ใดให้คนื แก่เจา้ ของหรอื ผมู้ ีสิทธิท่ีแทจ้ ริงต่อไป
มาตรา ๔๓ ห้ามมิให้ผู้ใดขุด ขน ทำลายหรือทำให้เสียหายแก่ทางหลวง หรือวัตถุ
สำหรับใช้งานทาง เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวง หรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผูอ้ ำนวยการทางหลวง
มาตรา ๔๔ หา้ มมิให้ผู้ใดซ้ือ ขาย แจกจ่าย หรอื เรย่ี ไรบนทางจราจรและไหล่ทาง
มาตรา ๔๕ ห้ามมิให้ผู้ใดทิ้งขยะมูลฝอย สิ่งปฏิกูล น้ำเสีย น้ำโสโครก เศษหิน ดิน
ทราย หรือส่ิงอ่ืนใดในเขตทางหลวง หรือกระทำด้วยประการใด ๆ เป็นเหตุให้ขยะมูลฝอย ส่ิงปฏิกูล
เศษหิน ดนิ ทราย ตกหลน่ บนทางจราจรหรือไหล่ทาง
มาตรา ๔๖ ห้ามมิให้ผู้ใดข่ี จูง ไล่ต้อน ปล่อย หรือเลี้ยงสัตว์บนทางจราจร ทางเท้า
หรือไหล่ทาง เว้นแตจ่ ะไดป้ ฏิบัติตามขอ้ บงั คับท่ผี ้อู ำนวยการทางหลวงกำหนด
ผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจประกาศห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จูง ไล่ต้อน ปล่อย หรือเล้ียง
สัตว์ในเขตทางหลวงสายใดท้ังสายหรือบางส่วน ทั้งน้ี เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจาก
ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง ในการอนุญาต
ผู้อำนวยการทางหลวงจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดกไ็ ด้
ประกาศของผอู้ ำนวยการทางหลวงตามวรรคสอง ใหป้ ระกาศในราชกจิ จานุเบกษา
มาตรา ๔๗๒๐ ห้ามมิให้ผู้ใดสร้างอาคารหรือส่ิงอ่ืนใดในเขตทางหลวง หรือรุกล้ำเข้า
ไปในเขตทางหลวง เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง ในการอนญุ าต ผูอ้ ำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย
จากผู้อำนวยการทางหลวงจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ รวมท้ังมีอำนาจกำหนดมาตรการในการ
จดั การเพอ่ื รักษาสิง่ แวดล้อม การปอ้ งกนั อบุ ตั ภิ ยั และการตดิ ขัดของการจราจรด้วย
ผู้ได้รับอนุญาตตามวรรคหน่ึงต้องชำระค่าใช้เขตทางหลวงตามอัตราท่ีกำหนดใน
กฎกระทรวง
การอนุญาตตามวรรคหน่ึง เม่ือมีความจำเป็นแก่งานทางหรือเมื่อปรากฏว่าผู้ได้รับ
อนุญาตได้กระทำผิดเงื่อนไขที่กำหนดในการอนุญาต ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมาย
จากผอู้ ำนวยการทางหลวงจะเพิกถอนเสียก็ได้
อาคารหรือส่ิงอ่ืนใดท่ีสร้างข้ึนโดยไม่ไดร้ ับอนญุ าตหรือไม่ปฏบิ ตั ิตามเง่ือนไขที่กำหนด
ให้นำมาตรา ๓๗ วรรคสาม มาใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลม
๒๐ มาตรา ๔๗ แก้ไขเพิม่ เติมโดยพระราชบัญญตั ทิ างหลวง (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หนา้ 114
มาตรา ๔๘๒๑ ผู้ใดมีความจำเป็นต้องปักเสา พาดสาย วางท่อ หรือกระทำการใด ๆ
ในเขตทางหลวงจะต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมาย
จากผู้อำนวยการทางหลวงเสียกอ่ น
ในการอนุญาตตามวรรคหน่ึง ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจาก
ผอู้ ำนวยการทางหลวงจะกำหนดเงื่อนไขอย่างใดก็ได้ และผ้ไู ด้รับอนญุ าตต้องชำระค่าใช้เขตทางหลวง
ตามอตั ราท่ีกำหนดในกฎกระทรวง
ในกรณีที่การกระทำตามวรรคหนึ่งได้กระทำโดยไม่ได้รับอนุญาตหรือกระทำผิด
เงอื่ นไขให้นำมาตรา ๓๗ วรรคสาม มาใชบ้ ังคับโดยอนุโลม
มาตรา ๔๙ เมื่อมีความจำเป็นจะต้องควบคุมทางเข้าออกทางหลวงเพื่อให้
การจราจรบนทางหลวงเป็นไปโดยรวดเร็วและสะดวก หรือเพื่อความปลอดภัยในการจราจรบนทาง
หลวง หา้ มมิใหผ้ ู้ใดดำเนินการอยา่ งใดอยา่ งหนึ่งในทด่ี ินริมเขตทางหลวงทัง้ สายหรือบางส่วนดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) สร้างหรือดัดแปลงต่อเติมอาคารตามประเภท ชนิด หรือลักษณะท่ีกำหนดใน
กฎกระทรวง สถานีบริการน้ำมัน สถานีบริการก๊าซ สถานีบริการล้างหรือตรวจสภาพรถ หรือติดต้ัง
ปา้ ยโฆษณา ภายในระยะไม่เกินสิบห้าเมตรจากเขตทางหลวง
(๒) สร้างศูนย์การค้า สนามกีฬา สนามแข่งขัน โรงมหรสพ สถานพยาบาล
สถานศึกษา หรือจัดให้มีตลาด ตลาดนัด งานออกร้าน หรือกิจการอ่ืนท่ีทำให้ประชาชนมาชุมนุมกัน
เป็นจำนวนมาก ภายในระยะไม่เกินห้าสบิ เมตรจากเขตทางหลวง
ทั้งน้ี เว้นแต่ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง ในการอนุญาต ผอู้ ำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมาย
จากผู้อำนวยการทางหลวงจะกำหนดเงื่อนไขอยา่ งใดก็ได้
การกำหนดทางหลวงสายใดทั้งสายหรือบางส่วนท่ีจะห้ามมิให้ดำเนินการตามวรรค
หนงึ่ ให้ตราเปน็ พระราชกฤษฎีกา
มาตรา ๕๐ เม่ือพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๔๙ ใช้บังคับแล้ว ในกรณีที่มีอาคาร
หรือสง่ิ อนื่ ปลูกสร้างข้ึน หรือสิ่งทีจ่ ัดให้มขี ้ึนโดยไมไ่ ด้รบั อนุญาตหรอื ไม่ปฏิบัตติ ามเง่ือนไขที่กำหนด ให้
ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของ
หรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นรื้อถอนอาคารหรือส่ิงอื่นนั้นภายในสามสิบวันนับแต่วันที่ได้รับ
หนังสือแจ้ง ถา้ ไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทาง
หลวงมีอำนาจร้อื ถอนโดยผนู้ น้ั จะเรยี กร้องคา่ เสียหายไม่ได้และต้องเปน็ ผูเ้ สียคา่ ใชจ้ า่ ยในการนั้น
ในกรณีท่ีเป็นอาคารหรอื สิ่งอ่ืนที่กำลังปลูกสรา้ งหรือส่ิงที่จัดให้มขี ึ้นเม่ือผู้อำนวยการ
ทางหลวงเห็นสมควร ให้ผู้อำนวยการทางหลวงแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารรื้อ
ถอนอาคารหรือสง่ิ อื่น หรอื แกไ้ ขเปล่ยี นแปลงทางเขา้ ออกของอาคารนั้นภายในกำหนดเวลาอันสมควร
ถ้าไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมี
อำนาจรื้อถอนอาคาร หรอื ส่ิงอ่ืนหรอื แก้ไขเปล่ียนแปลงทางเข้าออกของอาคาร แล้วแต่กรณี โดยผู้นั้น
จะเรยี กรอ้ งค่าเสียหายไม่ได้และต้องเป็นผู้เสยี ค่าใช้จ่ายในการนน้ั ท้ังน้ี ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือ
๒๑ มาตรา ๔๘ แก้ไขเพ่มิ เติมโดยพระราชบัญญัตทิ างหลวง (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หน้า 115
ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงชำระค่าทดแทนตามความเป็นธรรมให้แก่เจ้าของหรือ
ผู้ครอบครองอาคารหรือส่ิงอ่ืนในการท่ีต้องรื้อถอนอาคารหรือส่ิงอ่ืนหรือแก้ไขเปล่ียนแปลง
ทางเข้าออกของอาคารนั้น ถ้าไม่เป็นท่ีตกลงกันได้ ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการเวนคืน
อสังหาริมทรัพยใ์ นสว่ นท่เี กย่ี วกับการกำหนดคา่ ทดแทนมาใชบ้ ังคบั โดยอนโุ ลม
ก่อนท่ีจะกระทำการตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่ง
ได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่ง
อ่นื ทราบลว่ งหน้าภายในกำหนดเวลาอนั สมควร
มาตรา ๕๑ ให้ผ้อู ำนวยการทางหลวงหรอื ผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทาง
หลวงมอี ำนาจเข้าไปตรวจสอบในบรเิ วณที่มีการดำเนนิ การตามมาตรา ๔๙ หรือมาตรา ๕๐
ก่อนที่จะเข้าไปตรวจสอบตามวรรคหน่ึง ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง แจ้งเปน็ หนังสือให้เจ้าของหรอื ผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอ่ืนใน
บริเวณดังกล่าวทราบล่วงหนา้ ไม่น้อยกวา่ สามวัน
หมวด ๒
การควบคมุ ทางหลวงพเิ ศษ
มาตรา ๕๒ ให้รัฐมนตรีมีอำนาจประกาศกำหนดให้ทางหลวงสายใดที่จะสร้างข้ึน
ใหมห่ รอื ท่ีมีอยเู่ ดมิ ท้งั สายหรอื บางสว่ นเป็นทางหลวงพเิ ศษ โดยประกาศในราชกิจจานเุ บกษา
มาตรา ๕๓๒๒ ใหอ้ ธบิ ดีกรมทางหลวงมีอำนาจปดิ ทางหลวงหรือทางอื่นใดท่ีมีอยู่เดิม
ทท่ี างหลวงพิเศษตัดผ่าน
ในกรณีท่ีมีการปิดทางหลวงหรือทางอื่นใดตามวรรคหน่ึง ให้อธิบดีกรมทางหลวงจัด
ให้มีทางบริการข้ึนใช้แทน โดยอาจกำหนดหรือดัดแปลงแก้ไขจากทางหลวงหรือทางอื่นใดท่ีมีอยู่เดิม
หรือจัดใหม้ ีทางขนึ้ ใหม่เพ่ือใชเ้ ปน็ ทางบรกิ ารก็ได้ ไม่ว่าจะอยใู่ นเขตทางหลวงพิเศษหรอื ไมก่ ต็ าม
ทางบรกิ ารทเ่ี กิดจากการดดั แปลงแก้ไขทางหลวงหรือทางอื่นใดที่มอี ยู่เดมิ ให้เป็นทาง
หลวงหรอื ทางอ่นื ใดประเภทเดิม ทางบริการทีจ่ ัดใหม้ ีขน้ึ ใหม่ใหเ้ ปน็ ทางหลวงแผ่นดนิ
มาตรา ๕๔ ให้ผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษมีอำนาจประกาศห้ามยานพาหนะบาง
ชนดิ หรอื คนเดินเทา้ ใช้ทางหลวงพเิ ศษสายใดทัง้ สายหรือบางสว่ น โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
มาตรา ๕๕๒๓ ห้ามมิให้ผู้ใดสร้างทาง ถนน หรือสิ่งอื่นใดในเขตทางหลวงพิเศษเพื่อ
เป็นทางเขา้ ออก เชื่อม หรอื ผ่านทางหลวงพิเศษ
ทาง ถนน หรือส่ิงอื่นใดท่ีสร้างขึ้นโดยฝ่าฝืนวรรคหนึ่ง ให้นำมาตรา ๓๗ วรรคสาม
มาใชบ้ ังคับโดยอนโุ ลม
๒๒ มาตรา ๕๓ แก้ไขเพม่ิ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั ทิ างหลวง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๒๓ มาตรา ๕๕ แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ โดยพระราชบัญญัตทิ างหลวง (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หน้า 116
มาตรา ๕๖๒๔ หา้ มมใิ ห้ผู้ใดสร้างอาคารหรือส่ิงอนื่ ใดในเขตทางหลวงพิเศษหรือรุกล้ํา
เข้าไปในเขตทางหลวงพเิ ศษ
ผู้ใดมีความจำเป็นต้องสร้างหรือกระทำการใด ๆ ผ่านเข้าไปในเขตทางหลวงพิเศษ
จะต้องได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจาก
ผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษ ท้ังนี้ จะต้องเป็นกิจการอันเป็นประโยชน์สาธารณะ และเป็นการผ่าน
เขตทางหลวงพิเศษเท่าท่ีจำเป็น รวมทงั้ ต้องไม่เป็นอันตรายหรอื ก่อให้เกิดความไม่สะดวกในการใช้ทาง
หลวงพเิ ศษ
ในการอนุญาตตามวรรคสอง ผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมาย
จากผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษจะกำหนดตำแหน่งและระดับท่ีจะสร้างหรือกระทำการนั้น รวมทั้ง
กำหนดเง่อื นไขอยา่ งใดก็ได้ และใหน้ ำมาตรา ๔๘ วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนโุ ลม
การอนุญาตตามวรรคสอง เมื่อมีความจำเป็นแก่งานทาง ผู้อำนวยการทางหลวง
พิเศษหรือผู้ซง่ึ ไดร้ บั มอบหมายจากผอู้ ำนวยการทางหลวงพิเศษจะเพิกถอนเสยี ก็ได้
ในกรณีที่ผู้ได้รับอนุญาตตามวรรคสองได้กระทำการผิดเงื่อนไขที่กำหนดในการ
อนุญาต ใหก้ ารอนุญาตนน้ั ส้ินสุดลง
อาคารหรือสิง่ อ่นื ใดทสี่ รา้ งขึ้นโดยฝ่าฝืนวรรคหน่งึ หรือโดยไม่ได้รับอนญุ าตตามวรรค
สอง หรือผิดเงื่อนไขท่ีกำหนดในการอนุญาตตามวรรคสาม ให้นำมาตรา ๓๗ วรรคสาม มาใช้บังคับ
โดยอนโุ ลม
มาตรา ๕๗ เมื่อพระราชกฤษฎีกาตามมาตรา ๔๙ ใช้บังคับแล้ว ในกรณีที่มีอาคาร
หรือสิ่งอ่ืนใดอยู่ในท่ีดินริมเขตทางหลวงพิเศษ เม่ือผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษเห็นสมควร ให้
ผอู้ ำนวยการทางหลวงพิเศษหรอื ผซู้ ึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษแจ้งเป็นหนังสือ
ให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอื่นใดในท่ีดินริมเขตทางหลวงพิเศษดังกล่าวรื้อถอนหรือ
แกไ้ ขเปล่ียนแปลงอาคารหรอื สิง่ อนื่ นั้นภายในกำหนดเวลาอันสมควร ถา้ ไมป่ ฏบิ ัตติ าม ให้ผู้อำนวยการ
ทางหลวงพิเศษหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษมีอำนาจรื้อถอนหรือแก้ไข
เปลี่ยนแปลงอาคารหรอื สิ่งอื่นน้ันได้ โดยแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอาคารหรือสิ่งอ่ืน
ดงั กลา่ วทราบลว่ งหนา้ ภายในกำหนดเวลาอนั สมควร ท้งั น้ี เจา้ ของหรอื ผูค้ รอบครองอาคารหรือส่งิ อ่ืน
จะเรยี กร้องคา่ เสยี หายไม่ได้ และตอ้ งเปน็ ผู้เสยี ค่าใช้จา่ ยในการนัน้
ให้ผู้อำนวยการทางหลวงพิเศษหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง
พเิ ศษชำระคา่ ทดแทนตามความเปน็ ธรรมให้แก่เจา้ ของหรือผู้ครอบครองอาคารหรอื ส่ิงอ่ืนในการที่ตอ้ ง
ร้ือถอนหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอาคารหรือส่ิงอื่นนั้น ถ้าไม่เป็นท่ีตกลงกันได้ ให้นำบทบัญญัติของ
กฎหมายว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ในส่วนท่ีเก่ียวกับการกำหนดค่าทดแทนมาใช้บังคับโดย
อนุโลม
มาตรา ๕๘ ให้นำความในหมวด ๑ มาใช้บังคับแก่การควบคุมทางหลวงพิเศษโดย
อนุโลม เวน้ แตท่ ีบ่ ัญญตั ิไว้โดยเฉพาะในหมวดนี้
๒๔ มาตรา ๕๖ แกไ้ ขเพ่มิ เติมโดยพระราชบญั ญัติทางหลวง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หนา้ 117
หมวด ๓
การรกั ษาทางหลวง
มาตรา ๕๙ ห้ามมิให้ผู้ใดกีดกั้นหรือเปล่ียนแปลงทางน้ำที่ติดต่อกับเขตทางหลวง
หรือทางน้ำที่ไหลผ่านทางหลวงในเขตท่ีดินภายในระยะห้าร้อยเมตรจากแนวกลางทางหลวง เว้นแต่
ได้รับอนุญาตเป็นหนังสือจากผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทาง
หลวง
ในกรณีท่ีมีการฝ่าฝืนวรรคหน่ึง ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือเจ้าพนักงานซึ่ง
ผอู้ ำนวยการทางหลวงแต่งต้ังให้ควบคุมทางหลวงแจ้งเป็นหนังสือให้ผูฝ้ ่าฝืนร้ือถอนส่งิ กีดกน้ั หรือแกไ้ ข
ทางน้ำภายในกำหนดเวลาอันสมควร ถ้าไม่ปฏิบัติตาม ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจเข้าร้ือถอนหรือจัดการแก้ไข โดยผู้นั้นจะเรียกร้อง
คา่ เสียหายไมไ่ ด้และตอ้ งเปน็ ผ้เู สียคา่ ใช้จา่ ยในการนนั้
มาตรา ๖๐ ห้ามมใิ ห้ผใู้ ดใช้ยานพาหนะบนทางหลวงซึ่งยังมิได้เปิดอนุญาตให้ใช้เป็น
ทางสาธารณะ เว้นแต่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ควบคุมทางหลวงน้ันหรือผู้ได้รับสัมปทาน
แลว้ แตก่ รณี
มาตรา ๖๑๒๕ เพื่อรักษาทางหลวง ผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจประกาศในราช
กิจจานุเบกษาห้ามใช้ยานพาหนะบนทางหลวงโดยที่ยานพาหนะน้ันมีน้ำหนัก น้ำหนักบรรทุกหรือ
นำ้ หนักลงเพลาเกินกว่าทก่ี ำหนด หรอื โดยที่ยานพาหนะน้นั อาจทำให้ทางหลวงเสียหาย
ประกาศของผูอ้ ำนวยการทางหลวงตามวรรคหนง่ึ ตอ้ งได้รับอนุมัติจากอธบิ ดีกรมทาง
หลวง สำหรับทางหลวงพิเศษ ทางหลวงแผ่นดิน และทางหลวงสัมปทาน หรือได้รับอนุมัติจากอธิบดี
กรมทางหลวงชนบทสำหรับทางหลวงชนบท หรือไดร้ ับอนมุ ัตจิ ากผ้วู ่าราชการจงั หวัดสำหรับทางหลวง
ทอ้ งถ่นิ
ในกรณีท่ีมีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัติเหตุเกิดข้ึนทำให้เกิดความเสียหายแก่ทางหลวง
หรือไมป่ ลอดภัยแก่การจราจรในทางหลวง ให้เจ้าพนักงานซึ่งผู้อำนวยการทางหลวงแตง่ ตั้งให้ควบคุม
ทางหลวงมีอำนาจประกาศห้ามใช้ยานพาหนะบนทางหลวงน้ันได้ภายในระยะเวลาท่ีกำหนด โดยให้
ปิดประกาศนน้ั ไวใ้ นท่ีเปดิ เผย ณ บรเิ วณทมี่ ีเหตุฉุกเฉินหรืออุบัตเิ หตุเกิดขนึ้ นน้ั
มาตรา ๖๒ เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ริมทางหลวงต้องรักษาต้นไม้
เหมือง ฝาย หรืออาคารหรือสิ่งปลูกสร้างอ่ืนท่ีอยู่ในความครอบครองของตนไม่ให้กีดขวางทางจราจร
หรือเกิดความเสียหายแก่ทางหลวง ท้ังนี้ ให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือเจ้าพนักงานซึ่งผู้อำนวยการ
ทางหลวงแต่งต้ังให้ควบคุมทางหลวงแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์นั้น
จัดการแกไ้ ขอุปสรรคดังกลา่ วภายในกำหนดเวลาอนั สมควร
๒๕ มาตรา ๖๑ แก้ไขเพมิ่ เติมโดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หน้า 118
ในกรณีที่เจ้าของหรือผู้ครอบครองอสังหาริมทรัพย์ได้รับแจ้งแล้วไม่ปฏิบัติตาม ให้
ผู้อำนวยการทางหลวงหรือเจ้าพนักงานซึ่งผู้อำนวยการทางหลวงแต่งต้ังให้ควบคุมทางหลวงมีอำนาจ
เข้าร้ือถอน ทำลาย หรือตัดฟัน โดยผู้นั้นจะเรียกร้องค่าเสียหายไม่ได้และต้องเป็นผู้เสียค่าใช้จ่ายใน
การน้นั
มาตรา ๖๓๒๖ ผู้อำนวยการทางหลวงโดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีมีอำนาจ
อนุญาตเป็นหนังสือให้ผู้ซ่ึงได้รับการคัดเลือกโดยวิธีประมูล เป็นผู้ลงทุนจัดให้มีหรือเข้าบริหารจัดการ
ท่าเรือ เรือหรือพาหนะสำหรับขนส่งข้ามฟาก ท่ีพักริมทาง หรือสิ่งก่อสร้างอ่ืนใดในเขตทางหลวงท่ีได้
จัดสร้างขึ้น เพ่ือประโยชน์แก่งานทางหรือผู้ใช้ทาง และให้กรรมสิทธ์ิในสิ่งท่ีบุคคลดังกล่าวจัดให้มีตก
เปน็ ของรฐั
การอนุญาต การกำหนดอัตราค่าตอบแทน ระยะเวลาและเงื่อนไข ให้เป็นไปตาม
หลักเกณฑ์และวิธีการทก่ี ำหนดในกฎกระทรวง
หมวด ๔
การขยายและสงวนเขตทางหลวง
มาตรา ๖๔ ทางหลวงประเภทใดยังไม่มีเขตทางปรากฏแน่ชัดหรือไม่ได้ขนาด
มาตรฐานที่กำหนดไว้ตามมาตรา ๒๕ หรือมาตรา ๒๖ แล้วแต่กรณี ให้รัฐมนตรีมีอำนาจกำหนดเขต
ทางหลวง และกำหนดเขตสงวนสองข้างทางไว้เพื่อสร้างหรือขยายทางหลวงได้โดยประกาศในราช
กิจจานุเบกษา
ผู้ใดประสงค์จะปลูกสร้างส่ิงใดในเขตดังกล่าวในวรรคหน่ึง ให้ขออนุญาตต่อ
ผู้อำนวยการทางหลวง เมื่อได้รับอนุญาตแล้วจึงจะทำได้ แต่ไม่มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนถ้าได้มีการ
สร้างหรือขยายทางหลวง
รัฐมนตรีอาจเพิกถอนประกาศกำหนดเขตทางหลวงหรือกำหนดเขตสงวนตามวรรค
หน่งึ ทง้ั หมดหรือบางส่วน โดยประกาศในราชกจิ จานุเบกษา
มาตรา ๖๕ เพื่อประโยชน์แก่งานทาง รัฐมนตรีมีอำนาจที่จะสงวนที่ดินของรัฐซ่ึง
มไิ ดม้ บี ุคคลเข้าครอบครอง โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษา
ประกาศตามวรรคหน่งึ ให้มีแผนท่ีหรือแผนผังแสดงบริเวณที่ดนิ ที่จะสงวนติดไว้ท้าย
ประกาศนน้ั
เมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวันนับแต่วันประกาศ ไม่มีผู้ใดแย้งสิทธิ ให้ท่ีดินน้ันตกอยู่ใน
ความคุ้มครองของผู้อำนวยการทางหลวง และห้ามมิให้ผู้ใดเข้าครอบครอง หักร้าง จัดทำ หรือปลูก
สร้างด้วยประการใด ๆ ในท่ีดนิ น้ัน เว้นแตไ่ ดร้ บั อนุญาตเปน็ หนงั สอื จากผู้อำนวยการทางหลวง
รัฐมนตรีอาจเพิกถอนประกาศการสงวนตามวรรคหนึ่งทั้งหมดหรือบางส่วน โดย
ประกาศในราชกจิ จานเุ บกษา
๒๖ มาตรา ๖๓ แกไ้ ขเพมิ่ เติมโดยพระราชบัญญัตทิ างหลวง (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หน้า 119
มาตรา ๖๖ ในกรณีที่มีการขออนุญาตจับจองท่ีดินริมทางหลวง ให้ผู้มีอำนาจ
อนุญาตสั่งเว้นช่องทางไว้ให้เป็นมุมฉากกับแนวทางหลวงโดยมีขนาดกว้างย่ีสิบเมตร เพ่ือให้เป็น
ทางเข้าไปสู่ที่ดินข้างใน ช่องทางท่ีว่าน้ีให้มีระยะห่างกันไม่น้อยกว่าห้าร้อยเมตร และให้ถือเป็นทาง
หลวงดว้ ย
เม่ือได้มีการเว้นช่องทางไว้ตามวรรคหนึ่ง ถ้ามีการอนุญาตให้ผู้ใดจับจองท่ีดินเข้าไปอีก
ใหผ้ ู้มอี ำนาจอนญุ าตส่ังใหผ้ ขู้ ออนญุ าตเวน้ ช่องทางตามแนวเดมิ ต่อไป
เม่อื ได้มีการอนุญาตให้ผ้ใู ดจับจองที่ดนิ ริมทางหลวงตามวรรคหน่งึ หรอื วรรคสองแล้ว
ให้ผมู้ ีอำนาจอนุญาตแจ้งใหผ้ อู้ ำนวยการทางหลวงทราบ
มาตรา ๖๗ เมื่อได้มีคำส่ังให้ผู้ใดเว้นช่องทางตามมาตรา ๖๖ แล้ว ภายใน
กำหนดเวลาไม่เกินสามสิบวันนับแต่วันที่ผู้น้ันได้รับคำส่ัง ให้ผู้น้ันจัดให้มีหลักเขตปักแสดงให้เห็นเขต
ทางที่เว้นไว้โดยระยะหา่ งกันไม่เกนิ หนงึ่ รอ้ ยเมตรต่อหลักหน่ึง และให้เป็นหน้าท่ีของผูไ้ ด้รับอนุญาตให้
จับจองระวงั รกั ษาหลกั เขตน้ันใหเ้ รยี บรอ้ ยอยูเ่ สมอ
ถ้าผู้ได้รับอนุญาตให้จับจองไม่กระทำการตามวรรคหน่ึง ให้ผู้อำนวยการทางหลวงมี
อำนาจเข้าปฏบิ ัติการได้ โดยผไู้ ด้รับอนุญาตใหจ้ ับจองเปน็ ผ้เู สียค่าใชจ้ า่ ย
ส่วนที่ ๓
การกำหนดแนวทางหลวงและการเวนคนื อสังหารมิ ทรัพยเ์ พอ่ื สรา้ งหรือขยายทางหลวง๒๗
มาตรา ๖๘๒๘ เพื่อประโยชน์ในการสร้างหรือขยายทางหลวง ให้ผู้อำนวยการทาง
หลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงและผู้ซึ่งปฏิบัติงานร่วมกับบุคคลดังกล่าวมี
อำนาจเข้าไปสำรวจเบื้องต้นในที่ดินหรืออสังหาริมทรัพย์ซ่ึงมิใช่ท่ีอยู่อาศัยของบุคคล ใดเป็นการ
ชว่ั คราวได้เท่าที่จำเป็นเพื่อการน้ัน ในระหว่างเวลาพระอาทิตย์ขน้ึ ถึงพระอาทิตย์ตก โดยผู้อำนวยการ
ทางหลวงต้องแจ้งเป็นหนังสือให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองท่ีดินหรืออสังหาริมทรัพย์ทราบล่วงหน้าไม่
น้อยกว่าสิบห้าวันก่อนวันเร่ิมกระทำการนั้น ถ้าไม่อาจติดต่อกับเจ้าของหรือผู้ครอบครองท่ีดินหรือ
อสงั หารมิ ทรพั ย์ได้ ให้ประกาศให้เจ้าของหรือผู้ครอบครองที่ดินหรืออสังหาริมทรพั ย์นนั้ ทราบล่วงหน้า
ไม่น้อยกวา่ สามสิบวัน การประกาศให้ทำเป็นหนังสือปิดไว้ ณ ที่ซึ่งท่ีดินหรืออสังหาริมทรพั ย์นั้นตั้งอยู่
และ ณ ท่ีทำการเขตหรืออำเภอ และที่ทำการองค์กรปกครองสว่ นท้องถน่ิ ซ่ึงที่ดนิ หรอื อสังหาริมทรัพย์
นัน้ ต้ังอยู่ ท้งั น้ี ใหแ้ จง้ กำหนดวนั เวลา และการทจี่ ะกระทำนั้นไวด้ ้วย
ในกรณีทีก่ ารปฏบิ ัติตามมาตราน้ีก่อใหเ้ กดิ ความเสียหายแก่เจ้าของหรอื ผู้ครอบครอง
ท่ีดินหรืออสังหาริมทรัพย์หรือผู้ทรงสิทธิอื่น ให้นำบทบัญญัติของกฎหมายว่าด้วยการเวนคืน
อสงั หารมิ ทรพั ย์ในส่วนทเ่ี ก่ยี วกับการกำหนดค่าทดแทนมาใช้บงั คบั โดยอนุโลม
๒๗ ส่วนที่ ๓ การกำหนดแนวทางหลวงและการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์เพ่ือสร้างหรือขยายทาง
หลวง มาตรา ๖๘ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบัญญัติทางหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๒๘ มาตรา ๖๘ แก้ไขเพ่มิ เติมโดยพระราชบัญญตั ิทางหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หนา้ 120
มาตรา ๖๘/๑๒๙ เมื่อมีความจำเป็นที่จะต้องได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์เพื่อสร้างหรือ
ขยายทางหลวง ถ้ามิได้ตกลงในเร่ืองการโอนไว้เป็นอย่างอ่ืนให้ดำเนินการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วย
การเวนคนื อสังหารมิ ทรัพย์
ในกรณีท่ีมีการโอนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้มาโดยมิได้มีการเวนคืนตามกฎหมายว่าด้วย
การเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ ให้ได้รับยกเว้นค่าธรรมเนียม ค่าอากรแสตมป์ รวมท้ังค่าใช้จ่ายใด ๆ
เช่นเดยี วกบั กรณีทไี่ ด้มาโดยการเวนคนื ตามกฎหมายว่าด้วยการเวนคนื อสังหาริมทรัพย์
ส่วนท่ี ๔
บทกำหนดโทษ
มาตรา ๖๙๓๐ ผใู้ ดไมป่ ฏิบตั ิตามกฎกระทรวงทอี่ อกตามมาตรา ๕ หรอื ไมป่ ฏิบัติตาม
มาตรา ๔๒ ต้องระวางโทษปรบั ไมเ่ กนิ หา้ พนั บาท
มาตรา ๗๐๓๑ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งหรือหนังสือแจ้งของผู้อำนวยการทางหลวง
หรือผู้ซ่ึงได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง หรือเจา้ พนักงานซ่งึ ผูอ้ ำนวยการทางหลวงแต่งต้ัง
ให้ควบคุมทางหลวง หรือเจ้าพนักงานทางหลวง แล้วแต่กรณี ตามมาตรา ๒๓ (๒) มาตรา ๓๗ วรรค
สาม มาตรา ๓๘ วรรคสาม มาตรา ๓๙/๑ วรรคสาม มาตรา ๔๗ วรรคสี่ มาตรา ๔๘ วรรคสาม
มาตรา ๕๐ วรรคหน่ึงหรือวรรคสอง มาตรา ๕๕ วรรคสอง มาตรา ๕๖ วรรคหก มาตรา ๕๗ วรรค
หน่ึง มาตรา ๕๙ วรรคสอง หรือมาตรา ๖๒ วรรคหน่ึง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามเดือน หรือ
ปรับไม่เกนิ หา้ พนั บาท หรอื ทัง้ จำท้ังปรับ
มาตรา ๗๑๓๒ ผู้ใดขัดขวางการกระทำของผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซ่ึงได้รับ
มอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวง หรือเจ้าพนักงานซ่ึงผ้อู ำนวยการทางหลวงแต่งตงั้ ให้ควบคุมทาง
หลวง หรือเจ้าพนักงานทางหลวง แล้วแต่กรณี ตามมาตรา ๒๙ วรรคหนึ่ง มาตรา ๓๐ วรรคหน่ึง
มาตรา ๓๒ วรรคหน่ึงหรือวรรคสี่ มาตรา ๓๗ วรรคสาม มาตรา ๓๘ วรรคสาม มาตรา ๓๙/๑ วรรคสาม
มาตรา ๔๗ วรรคส่ี มาตรา ๔๘ วรรคสาม มาตรา ๕๐ วรรคหนึง่ หรอื วรรคสอง มาตรา ๕๑ วรรคหน่ึง
มาตรา ๕๕ วรรคสอง มาตรา ๕๖ วรรคหก มาตรา ๕๗ วรรคหน่ึง มาตรา ๕๙ วรรคสอง มาตรา ๖๒
วรรคสอง หรือมาตรา ๖๘ วรรคหน่ึง ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินหน่ึงหมื่นบาท
หรือทัง้ จำทงั้ ปรบั
มาตรา ๗๒๓๓ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๓๗ วรรคหน่ึง มาตรา ๓๘ วรรคหน่ึง มาตรา ๓๙
มาตรา ๓๙/๑ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๓ มาตรา ๔๕ มาตรา ๔๗ วรรคหน่ึง มาตรา ๔๘ วรรคหนึ่ง
๒๙ มาตรา ๖๘/๑ เพม่ิ โดยพระราชบัญญตั ทิ างหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๓๐ มาตรา ๖๙ แกไ้ ขเพิม่ เตมิ โดยพระราชบญั ญตั ิทางหลวง (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๓๑ มาตรา ๗๐ แก้ไขเพ่มิ เติมโดยพระราชบัญญตั ทิ างหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๓๒ มาตรา ๗๑ แก้ไขเพิม่ เติมโดยพระราชบญั ญัติทางหลวง (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๓๓ มาตรา ๗๒ แกไ้ ขเพ่มิ เติมโดยพระราชบญั ญัติทางหลวง (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หนา้ 121
มาตรา ๕๕ วรรคหนง่ึ มาตรา ๕๖ วรรคหนึ่งหรอื วรรคสอง หรือมาตรา ๖๕ วรรคสาม ตอ้ งระวางโทษ
จำคกุ ไมเ่ กินสามปี หรอื ปรับไมเ่ กินหกหมน่ื บาท หรอื ทั้งจำทัง้ ปรับ
มาตรา ๗๓๓๔ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๐ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับ
ไม่เกนิ หน่งึ หม่นื บาท หรอื ทัง้ จำทง้ั ปรบั
มาตรา ๗๓/๑๓๕ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๔๑ มาตรา ๔๔ มาตรา ๔๖ วรรคหนึ่ง มาตรา ๔๙
วรรคหนึ่ง มาตรา ๖๐ หรือมาตรา ๖๔ วรรคสอง หรือฝ่าฝืนประกาศของผู้อำนวยการทางหลวงตาม
มาตรา ๔๖ วรรคสอง หรอื มาตรา ๕๔ ต้องระวางโทษจำคกุ ไม่เกินสามเดือน หรอื ปรบั ไม่เกนิ ห้าพนั บาท
หรอื ทั้งจำทง้ั ปรบั
มาตรา ๗๓/๒๓๖ ผู้ใดฝ่าฝืนมาตรา ๕๙ วรรคหน่ึง หรือฝ่าฝืนประกาศของ
ผู้อำนวยการทางหลวงตามมาตรา ๖๑ วรรคหน่ึง หรือประกาศของเจ้าพนักงานซึ่งผู้อำนวยการทาง
หลวงแต่งตั้งให้ควบคุมทางหลวงตามมาตรา ๖๑ วรรคสาม ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือ
ปรบั ไม่เกนิ หนึ่งหมนื่ บาท หรือท้งั จำท้ังปรับ
มาตรา ๗๓/๓๓๗ บรรดาความผิดตามพระราชบัญญัติน้ีซ่ึงมีโทษปรับสถานเดียวให้
ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการทางหลวงมีอำนาจเปรียบเทียบปรับ
ได้ และเมอื่ ผูต้ ้องหาได้ชำระค่าปรับตามจำนวนท่ีเปรียบเทยี บภายในสามสิบวันแล้วให้ถอื ว่าคดีเลิกกัน
ตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา
บทเฉพาะกาล
มาตรา ๗๔ ให้ทางหลวงจังหวัดตามกฎหมายว่าด้วยทางหลวงก่อนพระราชบัญญัติ
นี้ใช้บังคบั เปลี่ยนเป็นทางหลวงแผน่ ดินตามพระราชบญั ญตั นิ ี้
มาตรา ๗๕ ในระหว่างที่ยังไม่มีกฎกระทรวงซึ่งออกตามพระราชบัญญัติน้ีให้
กฎกระทรวงซึ่งออกตามความในประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๒๙๕ ลงวนั ท่ี ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ.
๒๕๑๕ ยังคงใช้บังคับได้ต่อไปเท่าที่ไม่ขัดหรือแย้งกับพระราชบัญญัตินี้จนกว่าจะมีกฎกระทรวงตาม
พระราชบญั ญตั นิ ี้ใชบ้ ังคบั แทน
มาตรา ๗๖ พระราชกฤษฎีกากำหนดเขตท่ีดินในบริเวณท่ีที่จะเวนคืน พระราช
กฤษฎีกากำหนดแนวทางหลวงท่ีจะสร้าง ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีและประกาศกระทรวง
๓๔ มาตรา ๗๓ แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยพระราชบัญญตั ิทางหลวง (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๓๕ มาตรา ๗๓/๑ เพ่มิ โดยพระราชบัญญตั ทิ างหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๓๖ มาตรา ๗๓/๒ เพม่ิ โดยพระราชบญั ญัติทางหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
๓๗ มาตรา ๗๓/๓ เพิม่ โดยพระราชบญั ญัตทิ างหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙
หน้า 122
คมนาคมกำหนดทางหลวงท่ีมีความจำเป็นต้องสร้างโดยเร่งด่วนซ่ึงออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศ
ของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี ๒๙๕ ลงวันท่ี ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ให้คงใช้บังคับได้ตามอายุของ
พระราชกฤษฎกี านั้น
ในกรณที ี่มกี ารเวนคืนตามพระราชบัญญตั ิเวนคืนอสงั หาริมทรพั ยเ์ พื่อสรา้ งหรือขยาย
ทางหลวง ซึ่งออกโดยอาศัยอำนาจตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับท่ี ๒๙๕ ลงวันท่ี ๒๘
พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ยังไม่เสร็จสิ้น ให้ดำเนินการตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการเวนคืน
อสังหารมิ ทรัพย์ พ.ศ. ๒๕๓๐ ตอ่ ไป
ผรู้ ับสนองพระบรมราชโองการ
อานันท์ ปนั ยารชุน
นายกรัฐมนตรี
หนา้ 123
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เน่ืองจากประกาศของคณะปฏิวัติ
ฉบับท่ี ๒๙๕ ลงวันท่ี ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ซ่ึงเป็นกฎหมายว่าด้วยทางหลวงที่ใช้บังคับอยู่ใน
ปัจจุบันได้ประกาศใช้มาเป็นเวลานานไม่เหมาะสมกับสภาพการณ์ในปัจจุบัน สมควรปรับปรุง
กฎหมายว่าด้วยทางหลวงให้สอดคล้องกับความเจริญและการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน จึง
จำเป็นตอ้ งตราพระราชบัญญัตนิ ้ี
พระราชกฤษฎีกาแก้ไขบทบัญญัตใิ ห้สอดคล้องกับการโอนอำนาจหนา้ ท่ีของสว่ นราชการใหเ้ ป็นไปตาม
พระราชบญั ญัตปิ รบั ปรงุ กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ พ.ศ. ๒๕๔๕๓๘
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกาน้ีให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเป็นตน้ ไป
มาตรา ๖๐ ในพระราชบัญญัติทางหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ ใหแ้ กไ้ ขคำวา่ “กรมโยธาธกิ าร”
และ “สำนกั งานเร่งรัดพฒั นาชนบท” เป็น “กรมทางหลวงชนบท” และคำว่า “อธิบดีกรมโยธาธกิ าร”
และ “เลขาธิการสำนกั งานเร่งรัดพฒั นาชนบท” เปน็ “อธบิ ดีกรมทางหลวงชนบท”
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ โดยท่ีพระราชบัญญัติปรับปรุง
กระทรวง ทบวง กรม พ.ศ. ๒๕๔๕ ได้บัญญัติให้จัดต้ังส่วนราชการขึ้นใหม่โดยมีภารกิจใหม่ ซ่ึงได้มี
การตราพระราชกฤษฎีกาโอนกิจการบริหารและอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการให้ เป็นไปตาม
พระราชบัญญัติปรับปรุงกระทรวง ทบวง กรม นั้นแล้ว และเนื่องจากพระราชบัญญัติดังกล่าวได้
บัญญัติให้โอนอำนาจหน้าที่ของส่วนราชการ รัฐมนตรีผู้ดำรงตำแหน่งหรือผู้ซ่ึงปฏิบัติหน้าที่ในส่วน
ราชการเดิมมาเป็นของส่วนราชการใหม่ โดยให้มีการแก้ไขบทบัญญัติต่าง ๆ ให้สอดคล้องกับอำนาจ
หน้าท่ีที่โอนไปด้วย ฉะน้ัน เพื่ออนุวัติให้เป็นไปตามหลักการที่ปรากฏในพระราชบัญญัติและพระราช
กฤษฎีกาดังกลา่ ว จงึ สมควรแก้ไขบทบัญญตั ิของกฎหมายให้สอดคลอ้ งกับการโอนสว่ นราชการ เพื่อให้
ผู้เกี่ยวข้องมีความชัดเจนในการใช้กฎหมายโดยไม่ต้องไปค้นหาในกฎหมายโอนอำนาจหน้าท่ีว่าตาม
กฎ ห ม ายใด ได้มี ก ารโอ น ภ ารกิ จ ขอ งส่วน ราช ก ารห รือผู้ รับ ผิ ด ช อ บ ต าม กฎ ห ม าย นั้ น ไ ป เป็ น ข อ ง
หน่วยงานใดหรือผู้ใดแล้ว โดยแก้ไขบทบัญญัติของกฎหมายให้มีการเปลี่ยนชื่อส่วนราชการ รัฐมนตรี
ผ้ดู ำรงตำแหน่งหรือผู้ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ของส่วนราชการให้ตรงกับการโอนอำนาจหน้าท่ี และเพิ่มผู้แทน
ส่วนราชการในคณะกรรมการให้ตรงตามภารกิจท่ีมีการตัดโอนจากส่วนราชการเ ดิมมาเป็นของส่วน
ราชการใหม่ รวมท้ังตัดส่วนราชการเดมิ ที่มีการยุบเลกิ แลว้ ซึง่ เป็นการแก้ไขให้ตรงตามพระราชบญั ญตั ิ
และพระราชกฤษฎีกาดังกล่าว จงึ จำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎกี าน้ี
พระราชบญั ญตั ิทางหลวง (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๔๙๓๙
มาตรา ๒ พระราชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับตั้งแต่วันถัดจากวันประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาเปน็ ต้นไป
๓๘ ราชกจิ จานุเบกษา เล่ม ๑๑๙/ตอนท่ี ๑๐๒ ก/หน้า ๖๖/๘ ตลุ าคม ๒๕๔๕
๓๙ ราชกิจจานุเบกษา เล่ม ๑๒๓/ตอนท่ี ๙๒ ก/หน้า ๑/๘ กันยายน ๒๕๔๙
หน้า 124
มาตรา ๓๑ ทางหลวงเทศบาล และทางหลวงชนบทที่องค์การบริหารส่วนจังหวัด
เป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง ขยาย บูรณะ และบำรุงรักษาก่อนวันท่ีพระราชบัญญัติน้ีใช้บังคับ ให้ถือว่า
เปน็ ทางหลวงท้องถน่ิ ตามพระราชบญั ญัตทิ างหลวง พ.ศ. ๒๕๓๕ ซึง่ แก้ไขเพมิ่ เตมิ โดยพระราชบญั ญัตนิ ้ี
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เน่ืองจากกฎหมายว่าด้วยทางหลวง
ได้ใช้บังคับมาเป็นเวลานาน บทบัญญัติต่าง ๆ ท่ีใช้ในการควบคุมดูแลรักษาทางหลวงยังไม่เหมาะสม
และมาตรการสำหรับดำเนินการกบั ผู้ฝ่าฝืนยังไม่ไดผ้ ลเท่าท่คี วร และปรากฏว่าได้มกี ารใชย้ านพาหนะ
ที่มีน้ำหนักบรรทุกเกินกว่าท่ีกำหนดบนทางหลวง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทางหลวง และความ
ปลอดภัยแก่ผู้ขับขี่ยานพาหนะบนทางหลวง นอกจากน้ัน ยังปรากฏว่ามีการใช้ทางหลวงเพ่ือการ
ชุมนุมประทว้ งยืน่ ข้อเรียกร้องจากทางราชการ และโดยที่ได้มีการยกฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาล
ตามกฎหมายว่าด้วยการเปล่ียนแปลงฐานะของสุขาภิบาลเป็นเทศบาลแล้ว สมควรปรับปรุงกฎหมาย
ว่าด้วยทางหลวงเสียใหมเ่ พอ่ื ให้เหมาะสมและสอดคลอ้ งกับสภาวการณ์ในปจั จุบัน ยกเลกิ บทบญั ญัติที่
เก่ียวกับสุขาภิบาล และกำหนดให้ผู้อำนวยการทางหลวงหรือผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากผู้อำนวยการ
ทางหลวงมีอำนาจเปรียบเทียบปรับสำหรับความผิดท่ีมีโทษปรับสถานเดียวได้ รวมท้ังปรับปรุงบท
กำหนดโทษให้เหมาะสมย่งิ ขนึ้ จึงจำเปน็ ตอ้ งตราพระราชบัญญัติน้ี
หนา้ 125
พระรำชบัญญตั ิ
โรงงำน
พ.ศ. ๒๕๓๕
ภมู พิ ลอดลุ ยเดช ป.ร.
ให้ไว้ ณ วนั ท่ี ๒ เมษำยน พ.ศ. ๒๕๓๕
เปน็ ปที ่ี ๔๗ ในรชั กำลปจั จุบนั
พระบำทสมเด็จพระปรมินทรมหำภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมรำชโองกำรโปรดเกล้ำฯ
ใหป้ ระกำศวำ่
โดยทเ่ี ป็นกำรสมควรปรับปรงุ กฎหมำยว่ำด้วยโรงงำน
จึงทรงพระกรุณำโปรดเกล้ำฯ ให้ตรำพระรำชบัญญัตขิ ้ึนไว้โดยคำแนะนำและยนิ ยอม
ของสภำนิติบญั ญตั ิแหง่ ชำติ ทำหนำ้ ที่รัฐสภำ ดังตอ่ ไปนี้
มำตรำ ๑ พระรำชบัญญัตินีเ้ รียกวำ่ “พระรำชบญั ญัตโิ รงงำน พ.ศ. ๒๕๓๕”
มำตรำ ๒๑ พระรำชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้ำสิบวนั นับแต่วนั ประกำศ
ในรำชกจิ จำนุเบกษำเป็นตน้ ไป
มำตรำ ๓ ให้ยกเลกิ
(๑) พระรำชบัญญตั โิ รงงำน พ.ศ. ๒๕๑๒
(๒) พระรำชบัญญัติโรงงำน (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๑๘
(๓) พระรำชบญั ญัติโรงงำน (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๒๒
มำตรำ ๔ พระรำชบัญญัตินี้มิให้ใช้บังคับแก่โรงงำนของทำงรำชกำรที่ดำเนินกำร
โดยทำงรำชกำร เพื่อประโยชน์แห่งควำมม่ันคงและควำมปลอดภัยของประเทศ แต่ในกำรประกอบ
กิจกำรโรงงำนดังกล่ำวให้นำหลักเกณฑ์และวิธีกำรเกี่ยวกับกำรประกอบกิจกำรโรงงำนตำม
พระรำชบญั ญัตนิ ี้ไปเป็นแนวทำงในกำรดำเนนิ งำน
มำตรำ ๔/๑๒ ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรัฐมนตรีมีอำนำจประกำศกำหนดให้
โรงงำนดังต่อไปน้ีได้รับยกเว้นจำกกำรปฏิบัติตำมบทบัญญัติแห่งพระรำชบัญญัตินี้บำงส่วนก็ได้ ทั้งนี้
ตำมหลักเกณฑ์ วธิ กี ำร และเง่อื นไขที่กำหนด
(๑) โรงงำนของทำงรำชกำร นอกจำกโรงงำนทไี่ ดร้ บั ยกเว้นตำมมำตรำ ๔
๑ รำชกิจจำนเุ บกษำ เล่ม ๑๐๙/ตอนที่ ๔๔/หนำ้ ๖๒/๙ เมษำยน ๒๕๓๕
๒ มำตรำ ๔/๑ เพิ่มโดยพระรำชบัญญัตโิ รงงำน (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หน้า 126
(๒) โรงงำนที่มวี ัตถุประสงคเ์ พือ่ กำรศกึ ษำวจิ ัย
(๓) โรงงำนของสถำบนั กำรศกึ ษำในส่วนท่ีมีวัตถปุ ระสงค์เพ่ือกำรฝึกอบรม
(๔) โรงงำนที่ดำเนินงำนอันมลี ักษณะเป็นอตุ สำหกรรมในครอบครวั
(๕) โรงงำนท่ีดำเนินงำนอนั มีลักษณะท่ีจำเป็นและเกี่ยวเน่ืองกับกจิ กำรทม่ี ิใช่โรงงำน
ตำมพระรำชบญั ญัตินแ้ี ละต้งั อยใู่ นพื้นที่เดียวกัน
มำตรำ ๕ ในพระรำชบัญญตั ิน้ี
“โรงงำน”๓ หมำยควำมว่ำ อำคำร สถำนท่ี หรือยำนพำหนะท่ีใช้เคร่ืองจักรมีกำลัง
รวมต้ังแต่ห้ำสิบแรงม้ำหรือกำลังเทียบเท่ำตั้งแต่ห้ำสิบแรงม้ำข้ึนไป หรือใช้คนงำนตั้งแต่ห้ำสิบคนขึ้นไป
โดยใช้เครื่องจักรหรือไม่ก็ตำมเพื่อประกอบกิจกำรโรงงำน ท้ังนี้ ตำมประเภทหรือชนิดของโรงงำนท่ี
กำหนดในกฎกระทรวง
“ต้ังโรงงำน”๔ หมำยควำมว่ำ กำรนำเครื่องจักรสำหรับประกอบกิจกำรโรงงำนมำ
ติดต้ังในอำคำร สถำนที่ หรือยำนพำหนะที่จะประกอบกิจกำรโรงงำน หรือนำคนงำนมำประกอบ
กิจกำรโรงงำนในกรณที ่ีไมม่ กี ำรใช้เคร่อื งจักร
“ประกอบกิจกำรโรงงำน” หมำยควำมว่ำ กำรทำ ผลิต ประกอบ บรรจุ ซ่อม ซ่อมบำรุง
ทดสอบ ปรับปรุง แปรสภำพ ลำเลียง เก็บรักษำ หรือทำลำยสิ่งใด ๆ ตำมลักษณะกิจกำรของโรงงำน
แตไ่ ม่รวมถึงกำรทดลองเดนิ เครอ่ื งจกั ร
“เคร่ืองจักร” หมำยควำมว่ำ สิ่งที่ประกอบด้วยชิ้นส่วนหลำยช้ินสำหรับใชก้ ่อกำเนิด
พลังงำน เปลี่ยนหรือแปลงสภำพพลังงำน หรือส่งพลังงำน ท้ังนี้ ด้วยกำลังน้ำ ไอน้ำ ลม ก๊ำซ ไฟฟ้ำ
หรือพลังงำนอื่นอย่ำงใดอย่ำงหนึ่งหรือหลำยอย่ำงรวมกัน และหมำยควำมรวมถึงเครื่องอุปกรณ์
ไฟลวีล ปุลเล สำยพำน เพลำ เกียร์ หรือสง่ิ อนื่ ทท่ี ำงำนสนองกนั
“คนงำน” หมำยควำมว่ำ ผู้ซึง่ ทำงำนในโรงงำน ทัง้ นี้ ไมร่ วมถงึ ผูซ้ ่ึงทำงำนฝ่ำยธุรกำร
“ผู้อนุญำต” หมำยควำมว่ำ ปลัดกระทรวงหรือผู้ซ่ึงปลัดกระทรวงมอบหมำยตำม
ควำมเหมำะสม
“ใบอนุญำต” หมำยควำมวำ่ ใบอนุญำตประกอบกจิ กำรโรงงำน
“ผู้ตรวจสอบเอกชน”๕ หมำยควำมว่ำ ผู้ได้รับใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรองตำม
พระรำชบญั ญัตนิ ี้
“พนักงำนเจ้ำหน้ำที่” หมำยควำมว่ำ ผู้ซ่ึงรัฐมนตรีแต่งต้ังให้ปฏิบัติกำรตำม
พระรำชบญั ญัตนิ ี้
“องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น”๖ หมำยควำมว่ำ เทศบำล องค์กำรบริหำรส่วนตำบล
กรุงเทพมหำนคร เมืองพทั ยำ และองค์กรปกครองส่วนทอ้ งถิ่นอ่ืนท่ีมีกฎหมำยจดั ตัง้ แตไ่ ม่หมำยควำม
รวมถงึ องคก์ ำรบรหิ ำรส่วนจังหวดั
๓ มำตรำ ๕ นิยำมคำว่ำ “โรงงำน” แกไ้ ขเพ่มิ เติมโดยพระรำชบัญญัติโรงงำน (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๔ มำตรำ ๕ นยิ ำมคำวำ่ “ตั้งโรงงำน” แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบญั ญัติโรงงำน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ.
๒๕๖๒
๕ มำตรำ ๕ นิยำมคำว่ำ “ผูต้ รวจสอบเอกชน” เพ่ิมโดยพระรำชบัญญัตโิ รงงำน (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ.
๒๕๖๒
หน้า 127
“ข้ำรำชกำรส่วนท้องถิ่น”๗ หมำยควำมว่ำ พนักงำนเทศบำล พนักงำนส่วนตำบล
ข้ำรำชกำรกรุงเทพมหำนคร พนักงำนเมืองพัทยำ และข้ำรำชกำรหรือพนักงำนขององค์กรปกครอง
สว่ นท้องถ่ินอื่นท่ีมีกฎหมำยจัดตง้ั แต่ไมห่ มำยควำมรวมถึงข้ำรำชกำรองค์กำรบรหิ ำรสว่ นจังหวดั
“ปลดั กระทรวง” หมำยควำมว่ำ ปลดั กระทรวงอุตสำหกรรม
“รัฐมนตรี” หมำยควำมวำ่ รฐั มนตรผี ู้รกั ษำกำรตำมพระรำชบญั ญตั ินี้
มำตรำ ๖๘ ให้รัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงอุตสำหกรรมรักษำกำรตำมพระรำชบัญญัติน้ี
และให้มีอำนำจแต่งตั้งพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีกับออกกฎกระทรวงกำหนดค่ำธรรม เนียมไม่เกินอัตรำท้ำย
พระรำชบัญญัติน้ี ลดหรือยกเวน้ ค่ำธรรมเนียม และกำหนดกจิ กำรอื่น กับออกประกำศเพ่ือปฏิบัตกิ ำร
ตำมพระรำชบญั ญตั ินี้
กำรออกกฎกระทรวงกำหนดค่ำธรรมเนียมตำมวรรคหนึ่ง จะกำหนดอัตรำค่ำธรรมเนียม
ให้แตกตำ่ งกันโดยคำนงึ ถึงประเภท ชนดิ หรือขนำดของโรงงำนกไ็ ด้
กฎกระทรวงและประกำศน้นั เมื่อไดป้ ระกำศในรำชกจิ จำนุเบกษำแล้วใหใ้ ชบ้ งั คบั ได้
หมวด ๑
กำรประกอบกิจกำรโรงงำน
มำตรำ ๗ ให้รัฐมนตรีมีอำนำจออกกฎกระทรวงกำหนดใหโ้ รงงำนตำมประเภทชนิด
หรือขนำดใดเป็นโรงงำนจำพวกท่ี ๑ โรงงำนจำพวกที่ ๒ หรือโรงงำนจำพวกที่ ๓ แล้วแต่กรณี โดย
คำนึงถึงควำมจำเป็นในกำรควบคุมดูแล กำรป้องกันเหตุเดือดร้อนรำคำญ กำรป้องกันควำมเสียหำย
และกำรป้องกันอันตรำยตำมระดับควำมรุนแรงของผลกระทบท่ีจะมีต่อประชำชนหรือส่ิงแวดล้อม
โดยแบง่ ออกเปน็ ดงั นี้
(๑) โรงงำนจำพวกท่ี ๑ ได้แก่โรงงำนประเภท ชนิด และขนำดท่ีสำมำรถประกอบ
กิจกำรโรงงำนได้ทนั ทีตำมควำมประสงคข์ องผูป้ ระกอบกจิ กำรโรงงำน
(๒)๙ โรงงำนจำพวกที่ ๒ ได้แก่ โรงงำนประเภท ชนิด และขนำดที่เม่ือจะประกอบ
กจิ กำรโรงงำนต้องแจ้งใหพ้ นกั งำนเจ้ำหนำ้ ทีท่ รำบก่อน
(๓) โรงงำนจำพวกท่ี ๓ ได้แก่โรงงำนประเภท ชนิด และขนำดที่กำรตั้งโรงงำน
จะตอ้ งไดร้ ับใบอนญุ ำตก่อนจึงจะดำเนินกำรได้
เม่ือมีประกำศของรัฐมนตรีตำมมำตรำ ๓๒ (๑) ให้โรงงำนท่ีกำหนดในประกำศ
ดงั กล่ำวเปน็ โรงงำนจำพวกท่ี ๓ ด้วย
พ.ศ. ๒๕๖๒ ๖ มำตรำ ๕ นิยำมคำว่ำ “องค์กรปกครองส่วนท้องถิน่ ” เพิ่มโดยพระรำชบัญญัติโรงงำน (ฉบับที่ ๓)
พ.ศ. ๒๕๖๒ ๗ มำตรำ ๕ นิยำมคำว่ำ “ข้ำรำชกำรส่วนท้องถ่ิน”เพ่ิมโดยพระรำชบัญญัติโรงงำน (ฉบับที่ ๓)
๘ มำตรำ ๖ แกไ้ ขเพมิ่ เตมิ โดยพระรำชบญั ญตั โิ รงงำน (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๙ มำตรำ ๗ (๒) แกไ้ ขเพิม่ เติมโดยพระรำชบัญญตั โิ รงงำน (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หนา้ 128
มำตรำ ๘ เพื่อประโยชน์ในกำรควบคุมกำรประกอบกิจกำรโรงงำนให้รัฐมนตรีมี
อำนำจออกกฎกระทรวงเพื่อให้โรงงำนจำพวกใดจำพวกหน่ึงหรือทุกจำพวกตำมมำตรำ ๗ ต้องปฏิบัติ
ตำมในเรอื่ งดงั ตอ่ ไปนี้
(๑) กำหนดหลักเกณฑ์เก่ยี วกับที่ต้ังของโรงงำน สภำพแวดล้อมของโรงงำน ลักษณะ
อำคำรของโรงงำนหรอื ลักษณะภำยในของโรงงำน
(๒) กำหนดลักษณะ ประเภทหรือชนิดของเครื่องจักร เครื่องอุปกรณ์หรือสิ่งที่ต้อง
นำมำใช้ในกำรประกอบกิจกำรโรงงำน
(๓) กำหนดให้มีคนงำนซ่ึงมีควำมรู้เฉพำะตำมประเภท ชนิดหรือขนำดของโรงงำน
เพ่ือปฏิบัตหิ น้ำทห่ี นึง่ หนำ้ ท่ีใดประจำโรงงำน
(๔) กำหนดหลักเกณฑ์ที่ต้องปฏิบัติ กรรมวิธีกำรผลิตและกำรจัดให้มีอุปกรณ์หรือ
เครื่องมืออ่ืนใด เพ่ือป้องกันหรือระงับหรือบรรเทำอันตรำย ควำมเสียหำยหรือควำมเดือดร้อนท่ีอำจ
เกดิ แกบ่ คุ คลหรอื ทรพั ยส์ นิ ท่ีอยู่ในโรงงำนหรือท่ีอยใู่ กล้เคียงกับโรงงำน
(๕) กำหนดมำตรฐำนและวิธีกำรควบคุมกำรปล่อยของเสีย มลพิษหรือสิ่งใด ๆ ท่ีมี
ผลกระทบตอ่ ส่ิงแวดลอ้ มซึง่ เกดิ ขน้ึ จำกกำรประกอบกิจกำรโรงงำน
(๖) กำหนดกำรจัดให้มีเอกสำรท่ีจำเป็นประจำโรงงำนเพื่อประโยชน์ในกำรควบคุม
หรือตรวจสอบกำรปฏิบัตติ ำมกฎหมำย
(๗) กำหนดข้อมูลที่จำเป็นเก่ียวกับกำรประกอบกิจกำรโรงงำนที่ผู้ประกอบกิจกำร
โรงงำนต้องแจง้ ใหท้ รำบเป็นคร้งั ครำวหรือตำมระยะเวลำทก่ี ำหนดไว้
(๘) กำหนดกำรอ่ืนใดเพื่อคุ้มครองควำมปลอดภัยในกำรดำเนินงำน เพ่อื ป้องกันหรือ
ระงบั หรอื บรรเทำอันตรำยหรอื ควำมเสยี หำยท่อี ำจเกิดจำกกำรประกอบกิจกำรโรงงำน
กฎกระทรวงตำมวรรคหน่ึงจะกำหนดให้ยกเว้นโรงงำนประเภท ชนิด หรือขนำดใด
จำกกำรต้องปฏิบัติในเร่ืองหนึ่งเร่ืองใดก็ได้ และกฎกระทรวงดังกล่ำวจะสมควรกำหนดให้เรื่องท่ีเป็น
รำยละเอียดทำงด้ำนเทคนิคหรือเป็นเรื่องที่ต้องเปลี่ยนแปลงรวดเร็วตำมสภำพสังคม ให้เป็นไปตำม
หลกั เกณฑท์ ีร่ ฐั มนตรีกำหนดโดยประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำก็ได้
มำตรำ ๙๑๐ ในกรณีท่ีบทบัญญัติใดแห่งพระรำชบัญญัติน้ีกำหนดให้ต้องมีกำร
ตรวจสอบโรงงำนหรือเครื่องจักร หรือดำเนินกำรอ่ืนใดที่เก่ียวข้อง อำจกำหนดให้ผู้ตรวจสอบเอกชน
ดำเนนิ กำรและจดั ทำรำยงำนผลกำรตรวจสอบแทนกำรปฏิบัติหน้ำที่ของพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีกไ็ ด้ ท้ังนี้
ตำมระเบยี บท่ีรัฐมนตรกี ำหนดโดยประกำศในรำชกจิ จำนุเบกษำ
ในกรณีที่บทบัญญัติใดแห่งพระรำชบัญญัติน้ีกำหนดให้ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำน
มีหน้ำที่ต้องปฏิบัติกำรอย่ำงหน่ึงอย่ำงใด ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนมีหน้ำท่ีต้องเสนอรำยงำนผลกำร
ปฏิบตั ิกำรที่ได้ดำเนนิ กำรและได้รับกำรรบั รองจำกผู้ตรวจสอบเอกชนต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ี
ผู้ตรวจสอบเอกชนตำมวรรคหน่ึงและวรรคสองต้องได้รับใบอนุญำตตรวจสอบหรือ
รับรองจำกผู้อนญุ ำต
กำรขอรับและกำรออกใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง วิธีกำรตรวจสอบ
กำหนดเวลำในกำรตรวจสอบ กำรจัดทำรำยงำนผลกำรตรวจสอบ กำรรำยงำนและกำหนดระยะเวลำ
๑๐ มำตรำ ๙ แก้ไขเพิม่ เติมโดยพระรำชบญั ญัติโรงงำน (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หน้า 129
กำรเสนอรำยงำนผลกำรปฏิบัติกำรของผู้ประกอบกิจกำรโรงงำน และกำรให้คำรับรอง รวมทั้งกำร
กำหนดอัตรำค่ำบริกำรตรวจสอบหรือรับรอง ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเง่ือนไขที่กำหนด
ในกฎกระทรวง
มำตรำ ๙/๑๑๑ ผู้ขอรับใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรองซ่ึงเป็นบุคคลธรรมดำต้องมี
คุณสมบตั แิ ละไม่มีลกั ษณะต้องห้ำม ดงั ต่อไปนี้
ก. คณุ สมบัติ
(๑) มสี ัญชำตไิ ทย
(๒) มีใบอนุญำตประกอบวิชำชีพวิศวกรรมควบคุมตำมกฎหมำยว่ำด้วยวิศวกร
หรือใบอนุญำตประกอบวิชำชีพวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยีควบคุมตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรส่งเสริม
วิชำชีพวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี และมีประสบกำรณ์กำรทำงำนไม่น้อยกว่ำห้ำปีในงำนท่ีเกี่ยวข้อง
กับงำนทำงด้ำนสิ่งแวดล้อม ด้ำนควำมปลอดภัย ด้ำนสำรเคมี ด้ำนไฟฟ้ำ ด้ำนพลังงำน ด้ำนเคร่ืองกล
ดำ้ นโยธำ หรอื ด้ำนอื่นที่เก่ียวข้องกับโรงงำนอุตสำหกรรมด้ำนหน่ึงดำ้ นใดก็ได้ ทง้ั น้ี กำรนับระยะเวลำ
ของประสบกำรณ์กำรทำงำนในแตล่ ะดำ้ นนัน้ ใหส้ ำมำรถนำมำรวมกนั ได้
(๓) ผ่ำนกำรฝึกอบรมและทดสอบควำมรู้ด้ำนกำรตรวจสอบหรือรับรองโรงงำน
หรอื เครื่องจักรตำมหลักเกณฑ์และวิธีกำรทรี่ ัฐมนตรีกำหนดโดยประกำศในรำชกิจจำนเุ บกษำ
ข. ลกั ษณะตอ้ งหำ้ ม
(๑) เป็นบุคคลล้มละลำยหรือเคยเป็นบคุ คลล้มละลำยทุจรติ หรืออยู่ในระหวำ่ งถูก
พทิ กั ษท์ รพั ย์
(๒) เป็นบุคคลวกิ ลจริต คนไร้ควำมสำมำรถ หรอื คนเสมอื นไรค้ วำมสำมำรถ
(๓) เป็นผู้เคยตอ้ งคำพิพำกษำถงึ ทีส่ ุดให้จำคกุ เนื่องจำกเปน็ ผู้กระทำควำมผิดตำม
กฎหมำยว่ำด้วยโรงงำน เว้นแต่ได้พ้นโทษมำแล้วไม่น้อยกว่ำห้ำปีก่อนวันย่ืนคำขอรับใบอนุญำต
ตรวจสอบหรอื รับรอง
(๔) ต้องคำพพิ ำกษำถงึ ทส่ี ุดใหจ้ ำคกุ และถูกคมุ ขงั อยู่โดยหมำยของศำล
(๕) เป็นผู้อยู่ระหว่ำงถูกส่ังพักใช้หรือถูกเพิกถอนใบอนุญำตประกอบวิชำชีพ
วิศวกรรมควบคุมตำมกฎหมำยว่ำด้วยวิศวกร หรือใบอนุญำตประกอบวิชำชีพวิทยำศำสตร์และ
เทคโนโลยีควบคุมตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรสง่ เสรมิ วิชำชีพวิทยำศำสตร์และเทคโนโลยี
(๖) เป็นผู้เคยถูกไล่ออก ปลดออก หรือให้ออกจำกรำชกำร หน่วยงำนของรัฐ
หรือรัฐวสิ ำหกิจเพรำะกระทำผิดวินัยอย่ำงร้ำยแรง
มำตรำ ๙/๒๑๒ ผู้ขอรับใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรองซ่ึงเป็นนิติบุคคลต้องมี
คุณสมบตั แิ ละไม่มีลกั ษณะต้องห้ำม ดังตอ่ ไปนี้
ก. คณุ สมบตั ิ
(๑) เป็นนิติบุคคลตำมกฎหมำยไทยที่มีวัตถุประสงค์เพ่ือประกอบธุรกิจหรือ
ให้บริกำรเก่ียวกับกำรตรวจสอบหรือรับรองโรงงำนหรือเครื่องจักร และต้องมีทุนจดทะเบียนหรือหุ้น
ท่ีชำระแล้วที่มมี ูลค่ำไม่นอ้ ยกว่ำหนึ่งลำ้ นบำท
๑๑ มำตรำ ๙/๑ เพิม่ โดยพระรำชบัญญตั ิโรงงำน (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๑๒ มำตรำ ๙/๒ เพิ่มโดยพระรำชบัญญัตโิ รงงำน (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หน้า 130
(๒) หุ้นส่วนผู้จัดกำร กรรมกำร หรือสมำชิกในคณะผู้บริหำรของนิติบุคคล
อย่ำงน้อยหน่ึงคนต้องมีคุณสมบัตแิ ละไม่มลี กั ษณะตอ้ งห้ำมตำมมำตรำ ๙/๑
(๓) มีผตู้ รวจสอบเอกชนซงึ่ มีคุณสมบัตแิ ละไม่มีลักษณะต้องห้ำมตำมมำตรำ ๙/๑
ตำมจำนวนทรี่ ฐั มนตรีประกำศกำหนดปฏิบัตงิ ำนประจำอยใู่ นนติ บิ ุคคลนน้ั
(๔) ต้องได้รับกำรรับรองมำตรฐำนที่เกี่ยวข้องกับกำรเป็นหน่วยตรวจสอบหรือ
หน่วยรับรองในขอบข่ำยทำงด้ำนส่ิงแวดล้อม ด้ำนควำมปลอดภัย ด้ำนสำรเคมี ด้ำนไฟฟ้ำ ด้ำน
พลังงำน ดำ้ นเครือ่ งกล ดำ้ นโยธำ หรอื ดำ้ นอ่นื ทเี่ กี่ยวข้องกบั โรงงำนอตุ สำหกรรม
ข. ลักษณะต้องหำ้ ม
(๑) เป็นบุคคลล้มละลำยหรือเคยเป็นบุคคลล้มละลำยทุจริตหรืออยู่ในระหว่ำงถูก
พทิ ักษ์ทรัพยห์ รอื ฟน้ื ฟูกจิ กำร
(๒) เป็นผู้เคยต้องคำพิพำกษำถึงท่ีสุดว่ำเป็นผ้กู ระทำควำมผิดตำมกฎหมำยว่ำด้วย
โรงงำน เวน้ แตเ่ ป็นควำมผดิ ทม่ี ีโทษปรับสถำนเดียว
(๓) มลี ักษณะตอ้ งหำ้ มตำมมำตรำ ๙/๑ ข. (๕)
มำตรำ ๙/๓๑๓ ใบอนญุ ำตตรวจสอบหรือรับรองตำมมำตรำ ๙ ให้ใชไ้ ดจ้ นถึงวันสิน้ ปี
ปฏทิ ินแห่งปที ่สี ำมนบั แตว่ ันท่ีออกใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง
ผู้ตรวจสอบเอกชนซึ่งประสงค์จะขอต่ออำยุใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง ให้ย่ืน
คำขอต่ออำยุใบอนุญำตก่อนวันท่ีใบอนุญำตส้ินอำยุไม่น้อยกว่ำส่ีสิบห้ำวัน และให้ผู้อนุญำตพิจำรณำ
ต่ออำยุใบอนญุ ำตให้แล้วเสรจ็ ภำยในสบิ ห้ำวนั นับแตว่ ันทไ่ี ดร้ บั คำขอต่ออำยุใบอนุญำต
กำรขอต่ออำยุและกำรอนุญำตให้ต่ออำยุใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง ให้เป็นไป
ตำมหลกั เกณฑ์ วิธกี ำร และเงือ่ นไขทก่ี ำหนดในกฎกระทรวง
มำตรำ ๙/๔๑๔ ในกรณีที่ใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรองสูญหำย ชำรุดใน
สำระสำคัญ หรอื ถูกทำลำย ให้ผู้ตรวจสอบเอกชนยื่นคำขอรับใบแทนใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง
ตอ่ ผอู้ นญุ ำตภำยในสิบหำ้ วันนบั แต่วันที่ทรำบถงึ กำรสญู หำย ชำรุด หรือถูกทำลำย
กำรขอรับและกำรออกใบแทนใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง ให้เป็นไปตำม
หลกั เกณฑ์ วธิ ีกำร และเง่ือนไขทก่ี ำหนดในกฎกระทรวง
มำตรำ ๙/๕๑๕ ผู้อนุญำตมีอำนำจสั่งพักใช้ใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง
เม่ือปรำกฏว่ำผู้ตรวจสอบเอกชนผูใ้ ดมีพฤติกำรณ์อย่ำงหนึง่ อย่ำงใด ดงั ต่อไปนี้
(๑) ฝ่ำฝนื หรอื ไม่ปฏิบตั ิตำมพระรำชบัญญัตนิ ้ี โดยผู้อนุญำตแจ้งเตือนเป็นหนังสือให้
ปฏิบตั ิให้ถูกต้องภำยในระยะเวลำท่กี ำหนดแล้ว แตไ่ มม่ ีกำรปฏิบตั ิใหถ้ ูกตอ้ งภำยในระยะเวลำดังกลำ่ ว
(๒) รำยงำนผลกำรตรวจสอบหรอื รับรองผดิ พลำดจนเป็นเหตใุ ห้พนกั งำนเจำ้ หน้ำที่มี
กำรออกคำส่งั ตำมมำตรำ ๓๗ และมำตรำ ๓๙
๑๓ มำตรำ ๙/๓ เพม่ิ โดยพระรำชบญั ญัตโิ รงงำน (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๑๔ มำตรำ ๙/๔ เพ่มิ โดยพระรำชบัญญตั โิ รงงำน (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๑๕ มำตรำ ๙/๕ เพ่ิมโดยพระรำชบญั ญตั โิ รงงำน (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หน้า 131
กำรสั่งพักใช้ใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรองตำมวรรคหน่ึง ให้มีกำหนดคร้ังละไม่เกิน
เกำ้ สิบวันและในระหวำ่ งถูกสง่ั พกั ใชใ้ บอนุญำตจะขอรับใบอนุญำตอีกไม่ได้
กำรออกหนังสือเตือนและกำรสั่งพักใช้ใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง ให้เป็นไป
ตำมหลักเกณฑ์ วธิ ีกำร และเงอื่ นไขทก่ี ำหนดในกฎกระทรวง
มำตรำ ๙/๖๑๖ ผู้อนุญำตมีอำนำจสั่งเพิกถอนใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง
เม่ือปรำกฏวำ่ ผู้ตรวจสอบเอกชนนน้ั
(๑) ขำดคุณสมบัตหิ รือมลี ักษณะตอ้ งหำ้ มตำมมำตรำ ๙/๑ หรือมำตรำ ๙/๒
(๒) เคยถูกส่ังพักใช้ใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรองมำแล้วรวมสำมคร้ังภำยใน
กำหนดระยะเวลำสองปี
(๓) จัดทำรำยงำนผลกำรตรวจสอบหรือรับรองตำมมำตรำ ๙ อนั เปน็ เทจ็
ผู้ตรวจสอบเอกชนซึ่งถูกสั่งเพิกถอนใบอนุญำตตำมวรรคหนึ่งจะขอรับใบอนุญำต
อีกไม่ได้จนกวำ่ จะพน้ สองปนี ับแตว่ นั ทีท่ รำบคำสั่ง
กำรเพิกถอนใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร
และเง่ือนไขทก่ี ำหนดในกฎกระทรวง
มำตรำ ๑๐ ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกที่ ๑ ต้องปฏิบัติตำมหลักเกณฑ์ที่
กำหนดในกฎกระทรวงทอ่ี อกตำมมำตรำ ๘ และประกำศของรฐั มนตรที ี่ออกตำมกฎกระทรวงดังกล่ำว
มำตรำ ๑๑ ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกที่ ๒ ต้องปฏิบัติตำมหลักเกณฑ์ที่
กำหนดในกฎกระทรวงท่อี อกตำมมำตรำ ๘ และประกำศของรัฐมนตรีทีอ่ อกตำมกฎกระทรวงดังกลำ่ ว
และเม่อื จะเรมิ่ ประกอบกจิ กำรโรงงำนให้แจ้งต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ทรำบก่อน
แบบและรำยละเอียดท่ีต้องแจ้งและแบบใบรับแจ้ง ให้เป็นไปตำมท่ีกำหนดใน
กฎกระทรวง
เมื่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ได้รับแจ้งตำมวรรคหน่ึง ให้พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีออกใบรับแจ้ง
เพ่ือเป็นหลักฐำนกำรแจ้งให้แก่ผู้แจ้งในวันที่ได้รับแจ้ง และให้ผู้แจ้งประกอบกิจกำรโรงงำนได้ต้ังแต่
วันทไี่ ด้รบั ใบรบั แจง้
ในกรณีท่ีพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีตรวจพบในภำยหลังว่ำกำรแจ้งตำมวรรคหน่ึงไม่ถูกต้อง
หรือไม่ครบถ้วน ให้พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีมีอำนำจส่ังให้ผู้แจ้งแก้ไขให้ถูกต้องหรือครบถ้วนภำยในเจ็ดวัน
นับแตว่ นั ทไี่ ด้รบั คำส่งั ดงั กลำ่ ว
กำรเลิกประกอบกิจกำร กำรโอน กำรให้เช่ำหรือกำรให้เช่ำซื้อโรงงำนจำพวกที่ ๒
ผู้ประกอบกจิ กำรโรงงำนต้องแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงำนเจำ้ หน้ำที่ทรำบภำยในสำมสิบวันนับแต่วันท่ี
ไดด้ ำเนินกำรดงั กลำ่ ว
มำตรำ ๑๑/๑๑๗ เมื่อรัฐมนตรีแต่งตั้งผู้บริหำรท้องถ่ินหรือข้ำรำชกำรส่วนท้องถ่ิน
ขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินใดเป็นพนักงำนเจ้ำหนำ้ ที่ตำมพระรำชบัญญัตินี้ ให้พนกั งำนเจ้ำหน้ำท่ี
๑๖ มำตรำ ๙/๖ เพมิ่ โดยพระรำชบญั ญัติโรงงำน (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๑๗ มำตรำ ๑๑/๑ เพม่ิ โดยพระรำชบัญญตั ิโรงงำน (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒
หน้า 132
ดังกล่ำวมีอำนำจหน้ำที่และควำมรับผิดตำมท่ีกำหนดไว้สำหรับพนักงำนเจ้ำหน้ำที่เฉพำะในส่วนท่ี
เก่ียวกบั โรงงำนจำพวกที่ ๑ และโรงงำนจำพวกท่ี ๒ ที่ตงั้ อยู่ในเขตองคก์ รปกครองสว่ นทอ้ งถิน่ น้ัน
กำรแต่งตง้ั ผ้บู ริหำรท้องถ่ินหรือข้ำรำชกำรสว่ นทอ้ งถ่ินขององคก์ ำรบริหำรสว่ นตำบล
เปน็ พนักงำนเจ้ำหน้ำทต่ี ำมวรรคหน่งึ ใหก้ ระทำเฉพำะกบั องคก์ ำรบรหิ ำรสว่ นตำบลทมี่ ีควำมพร้อม
ให้ปลัดกระทรวงและพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ซ่ึงแต่งตั้งจำกข้ำรำชกำรในกระทรวง
อุตสำหกรรม มีอำนำจหน้ำที่ในกำรกำกับดูแลพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีตำมวรรคหนึ่งให้ปฏิบัติให้ถูกต้อง
ตำมพระรำชบัญญัติน้ี และเพื่อประโยชน์แห่งกำรนี้ให้มีอำนำจหน้ำท่ีในกำรแนะนำหรือสั่งระงับกำร
ดำเนินกำรใดอันเป็นกำรไม่ชอบด้วยพระรำชบัญญัตินี้และรำยงำนให้นำยอำเภอ ผู้ว่ำรำชกำรจังหวัด
หรือรัฐมนตรีว่ำกำรกระทรวงมหำดไทยซึ่งกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินนั้น แล้วแต่กรณี
ตำมท่ีบญั ญัตไิ ว้ในกฎหมำยว่ำดว้ ยกำรจดั ตัง้ องค์กรปกครองส่วนท้องถนิ่ นั้นเพื่อดำเนนิ กำรตำมอำนำจ
หนำ้ ทต่ี อ่ ไป
มำตรำ ๑๒ ผปู้ ระกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกท่ี ๓ ต้องได้รับใบอนุญำตจำกผอู้ นุญำต
และต้องปฏิบัติตำมหลักเกณฑ์ท่ีกำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตำมมำตรำ ๘ ประกำศของรัฐมนตรีท่ี
ออกตำมกฎกระทรวงดังกล่ำวและประกำศของรฐั มนตรีทอี่ อกตำมมำตรำ ๓๒
ห้ำมมิให้ผู้ใดตั้งโรงงำนกอ่ นได้รบั ใบอนุญำต
กำรย่ืนคำขอรับใบอนุญำตและขั้นตอนกำรพิจำรณำและระยะเวลำในกำรพิจำรณำ
ออกใบอนุญำต ให้เปน็ ไปตำมที่กำหนดในกฎกระทรวง
ในกรณีที่ผู้ขอรับใบอนุญำตร้องขอหนังสือรับรองก่อนออกใบอนุญำต ถ้ำกำร
พจิ ำรณำเบ้ืองต้นเพียงพอท่ีจะอนมุ ัติในหลักกำรได้ ให้ผู้อนุญำตออกหนังสือรับรองให้โดยสงวนส่วนที่
พจิ ำรณำไม่แลว้ เสร็จได้ตำมหลักเกณฑท์ รี่ ฐั มนตรีกำหนดโดยประกำศในรำชกิจจำนเุ บกษำ
ในกำรออกใบอนุญำตให้ผู้มีอำนำจอนุญำตพิจำรณำตำมหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน
กฎกระทรวงท่ีออกตำมมำตรำ ๘ ประกำศของรัฐมนตรีที่ออกตำมกฎกระทรวงดังกล่ำวและประกำศ
ของรัฐมนตรีท่ีออกตำมมำตรำ ๓๒ ถ้ำกรณีใดยังมิได้มีหลักเกณฑ์กำหนดไว้ให้พิจำรณำโดยคำนึงถึง
ควำมปลอดภัยของบุคคลหรือทรัพย์สินที่อยู่ในโรงงำนหรือท่ีอยู่ใกล้เคียงกับโรงงำนหรือเป็นกรณีที่
ต้องปฏิบัติตำมประกำศของรัฐมนตรีท่ีออกตำมมำตรำ ๓๒ ในกำรน้ีจะกำหนดเง่ือนไขที่ผู้ประกอบ
กจิ กำรโรงงำนจะต้องปฏิบัติเปน็ พเิ ศษไวใ้ นใบอนุญำตก็ได้
มำตรำ ๑๓ ผู้รับใบอนุญำตตำมมำตรำ ๑๒ ถ้ำประสงค์จะเริ่มประกอบกิจกำร
โรงงำนในส่วนหนึ่งส่วนใด ต้องแจ้งให้พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ทรำบไม่น้อยกว่ำสิบห้ำวันก่อนวันเร่ิม
ประกอบกิจกำรโรงงำน
ถำ้ จะมีกำรทดลองเดินเครื่องจักรก่อนกำรเริ่มประกอบกิจกำรโรงงำนตำมวรรคหนึ่ง
ผ้รู ับใบอนุญำตต้องแจ้งวัน เวลำ และระยะเวลำกำรทดลองเดินเคร่ืองจักรให้พนักงำนเจ้ำหน้ำทท่ี รำบ
ไม่นอ้ ยกว่ำสบิ ห้ำวนั ด้วย
หลักเกณฑ์และระยะเวลำที่อำจใช้เพ่ือกำรทดลองเดินเครื่องจักร ให้เป็นไปตำมท่ี
กำหนดในกฎกระทรวง
หน้า 133
มำตรำ ๑๔๑๘ (ยกเลกิ )
มำตรำ ๑๕๑๙ (ยกเลิก)
มำตรำ ๑๖๒๐ คำสงั่ ไม่ออกใบอนญุ ำต คำสัง่ ไม่อนญุ ำตให้ขยำยโรงงำน คำสั่งไมอ่ อก
หรอื ไมต่ ่ออำยุใบอนญุ ำตตรวจสอบหรอื รบั รอง หรือคำส่ังพกั ใช้หรือเพกิ ถอนใบอนุญำตตรวจสอบหรือ
รบั รองให้อุทธรณ์ตอ่ รัฐมนตรีได้ภำยในสำมสิบวันนับแตว่ ันที่ทรำบคำส่งั
คำวนิ ิจฉัยของรัฐมนตรีให้เป็นท่สี ดุ
มำตรำ ๑๗๒๑ โรงงำนใดที่ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนได้รับใบอนุญำตอยู่แล้ว หำก
ภำยหลังปรำกฏว่ำใช้เครื่องจักรมีกำลังรวมลดลงต่ำกว่ำห้ำสิบแรงม้ำหรือจำนว นคนงำนลดลงต่ำกว่ำ
ห้ำสิบคนให้ถอื ว่ำโรงงำนน้ันยังเป็นโรงงำนตำมพระรำชบัญญัตินี้จนกว่ำจะได้แจ้งเลิกประกอบกิจกำร
โรงงำน
มำตรำ ๑๘๒๒ ห้ำมมิใหผ้ ู้รบั ใบอนุญำตขยำยโรงงำน เวน้ แตไ่ ดร้ บั อนุญำตจำกผู้อนญุ ำต
กำรขยำยโรงงำนตำมวรรคหน่งึ ใหห้ มำยควำมถงึ กรณดี งั ตอ่ ไปน้ี
(๑) กำรเพิ่มจำนวน เปลีย่ น หรอื เปลย่ี นแปลงเครอื่ งจักรเพอ่ื ประกอบกิจกำรโรงงำน
เดิมหรือประกอบกิจกำรในประเภทหรือชนิดท่ีเกี่ยวเน่ืองกับกำรประกอบกิจกำรโรงงำนเดิม ทำให้
กำลงั รวมเพมิ่ ข้นึ ในลกั ษณะ ดงั ตอ่ ไปนี้
(ก) เพิ่มขึ้นตั้งแต่ห้ำสิบแรงม้ำข้ึนไป ในกรณีเครื่องจักรเดิมมีกำลังรวมไม่เกิน
หน่งึ รอ้ ยแรงม้ำ
(ข) เพิ่มข้ึนตั้งแต่หนึ่งร้อยแรงม้ำข้ึนไป ในกรณีเคร่ืองจักรเดิมมีกำลังรวมเกิน
หนึ่งรอ้ ยแรงม้ำแต่ไมเ่ กินห้ำรอ้ ยแรงม้ำ
(ค) เพิ่มข้ึนต้ังแต่สองร้อยแรงม้ำขึ้นไป ในกรณีเคร่ืองจักรเดิมมีกำลังรวมเกินห้ำ
ร้อยแรงมำ้ แตไ่ มเ่ กนิ หน่งึ พันแรงม้ำ
(ง) เพ่ิมข้ึนตั้งแตส่ ำมร้อยแรงม้ำข้นึ ไป ในกรณีเครอื่ งจกั รเดมิ มีกำลงั รวมเกินหนึ่ง
พันแรงม้ำแตไ่ มเ่ กินสองพันแรงม้ำ
(จ) เพ่ิมข้ึนต้ังแต่ส่ีร้อยแรงม้ำขึ้นไป ในกรณีเครื่องจักรเดิมมีกำลังรวมเกินสองพัน
แรงมำ้ แต่ไมเ่ กินสำมพันแรงมำ้
(ฉ) เพ่มิ ข้นึ ตงั้ แต่ห้ำรอ้ ยแรงม้ำขึ้นไป ในกรณเี ครื่องจักรเดมิ มีกำลังรวมเกินสำมพัน
แรงมำ้ ขึน้ ไป
(๒) กำรดำเนินกำรตำม (๑) ซึ่งกระทำบนที่ดินแปลงใหม่ที่ติดกับท่ีดินที่ตั้งโรงงำนเดิม
หรอื ท่ดี ินท่ไี ดร้ ับอนญุ ำตใหข้ ยำยโรงงำนไว้เดิม
๑๘ มำตรำ ๑๔ ยกเลกิ โดยพระรำชบญั ญัตโิ รงงำน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๑๙ มำตรำ ๑๕ ยกเลิกโดยพระรำชบัญญัติโรงงำน (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๒๐ มำตรำ ๑๖ แก้ไขเพ่มิ เตมิ โดยพระรำชบญั ญตั โิ รงงำน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๒๑ มำตรำ ๑๗ แก้ไขเพิม่ เติมโดยพระรำชบญั ญัตโิ รงงำน (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๒๒ มำตรำ ๑๘ แก้ไขเพิม่ เตมิ โดยพระรำชบญั ญตั ิโรงงำน (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หนา้ 134
กำรอนญุ ำตใหข้ ยำยโรงงำนให้ถือว่ำเป็นสว่ นหนึง่ ของใบอนญุ ำต
กำรขอขยำยโรงงำนและกำรอนุญำตให้ขยำยโรงงำน ให้นำมำตรำ ๑๒ และมำตรำ ๑๓
มำใช้บังคับโดยอนุโลม
มำตรำ ๑๘/๑๒๓ กำรขยำยโรงงำนตำมมำตรำ ๑๘ เฉพำะเพื่อวัตถุประสงค์
ดังตอ่ ไปน้ี ให้ได้รบั ยกเวน้ ไมต่ ้องขออนญุ ำต
(๑) เพ่ือให้มีกำรบำบัดมลพิษหรือเพ่ือให้กำรบำบัดมลพิษเดิมมีประสิทธิภำพที่ดี
ยิ่งขน้ึ
(๒) เพ่อื ใหม้ มี ำตรกำรปอ้ งกันหรือลดเหตเุ ดือดรอ้ นรำคำญ
(๓) เพ่ือกำรเปลี่ยนแปลงเครื่องจักรเดิมท่ีเป็นเครื่องต้นกำลังให้มีประสิทธิภำพท่ีดี
ยิง่ ขึ้น หรือเพ่ือใหผ้ ลกระทบตอ่ ส่งิ แวดล้อมลดลง
(๔) เพอื่ กำรเปลยี่ นแปลงพลงั งำนของเครื่องจักรเดิมใหม้ ีประสิทธภิ ำพท่ดี ีย่ิงขนึ้
ก่อนกำรดำเนินกำรตำมวรรคหนึ่ง ให้ผู้รับใบอนุญำตแจ้งผู้อนุญำตทรำบเป็นกำร
ลว่ งหน้ำไม่น้อยกว่ำสำมสบิ วนั และตอ้ งปฏิบัตติ ำมกฎกระทรวงที่ออกตำมมำตรำ ๘ และประกำศของ
รัฐมนตรีท่ีออกตำมมำตรำ ๓๒
กำรแจ้งตำมวรรคสอง ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเงื่อนไขท่ีกำหนดใน
กฎกระทรวง
เครื่องจักรที่เกิดจำกกำรดำเนินกำรตำมมำตรำน้ีให้ถือเป็นเคร่ืองจักรที่ใช้ในกำร
ประกอบกิจกำรโรงงำน
มำตรำ ๑๙๒๔ เมือ่ ผู้รับใบอนุญำตเพ่ิมจำนวน เปลี่ยน หรอื เปล่ยี นแปลงเครือ่ งจักรที่
ใช้ในกำรผลิต เครื่องจักรท่ีใช้เป็นเครื่องต้นกำลัง เคร่ืองจักรที่เกี่ยวข้องกับกำรบำบัดมลพิษ หรือ
มำตรกำรป้องกันหรือลดเหตุเดือดร้อนรำคำญ หรือพลังงำนของเคร่ืองจักรเป็นอย่ำงอื่นอันทำให้
เคร่ืองจักรมีกำลังแรงม้ำรวมลดลง หรือเพ่ิมขึ้นแต่ไม่ถึงข้ันขยำยโรงงำน หรือเพิ่มเนื้อท่ีอำคำรโรงงำน
ออกไป หรือกอ่ สรำ้ งอำคำรโรงงำนเพิ่มขนึ้ ใหม่เพอ่ื ประโยชนแ์ กก่ ิจกำรของโรงงำนน้ันโดยตรงอันทำให้
เน้ือทีข่ องอำคำรโรงงำนเพิ่มขึ้นต้ังแตห่ ้ำรอ้ ยตำรำงเมตรข้ึนไปในกรณีเน้อื ท่ขี องโรงงำนมีไม่เกนิ สองพัน
ตำรำงเมตร หรือเพิ่มข้ึนตั้งแต่หนึ่งพันตำรำงเมตรข้ึนไปในกรณีเน้ือที่ของโรงงำนมีเกินกว่ำสองพัน
ตำรำงเมตร ให้ผู้รบั ใบอนุญำตนั้นแจ้งเป็นหนังสือต่อพนักงำนเจ้ำหน้ำทีภ่ ำยในสำมสิบวันนับแต่วนั ที่มี
กำรดำเนินกำรดงั กลำ่ ว
กำรดำเนินกำรตำมวรรคหน่ึงท่ีเป็นกำรเพิ่มจำนวน เปล่ียน หรือเปล่ียนแปลง
เครอื่ งจักรตอ้ งดำเนินกำรในโรงงำนหรือท่ีดินเดมิ ท่ีได้รับอนญุ ำตหรือไดร้ ับอนญุ ำตให้ขยำยโรงงำนแล้ว
และต้องเปน็ ไปตำมหลักเกณฑแ์ ละวธิ ีกำรท่รี ัฐมนตรปี ระกำศกำหนด
กำรแจง้ กำรดำเนนิ กำรตำมวรรคหน่ึง ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์และวิธีกำรท่ีกำหนด
ในกฎกระทรวง
เคร่ืองจักรท่ีเกิดจำกกำรดำเนินกำรตำมมำตรำน้ี ให้ถือเป็นเคร่ืองจักรที่ใช้ในกำร
ประกอบกิจกำรโรงงำน
๒๓ มำตรำ ๑๘/๑ เพ่มิ โดยพระรำชบญั ญตั ิโรงงำน (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๒๔ มำตรำ ๑๙ แกไ้ ขเพม่ิ เตมิ โดยพระรำชบัญญัตโิ รงงำน (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หนา้ 135
มำตรำ ๑๙/๑๒๕ เมื่อผู้รับใบอนุญำตประสงค์จะเพ่ิมประเภทหรือชนิดของกำร
ประกอบกิจกำรโรงงำนที่เกี่ยวเน่ืองกบั กำรประกอบกิจกำรโรงงำนเดิม ให้แจง้ เป็นหนังสือต่อพนักงำน
เจ้ำหน้ำทีไ่ ม่นอ้ ยกวำ่ สิบห้ำวนั ก่อนกำรดำเนินกำร
กำรดำเนินกำรตำมวรรคหน่ึงต้องดำเนินกำรในโรงงำนหรือที่ดินเดิมท่ีได้รับอนุญำต
หรือได้รับอนุญำตให้ขยำยโรงงำนแล้ว และต้องเป็นไปตำมหลักเกณฑ์และวิธีกำรที่รัฐมนตรีประกำศ
กำหนด
กำรแจ้งกำรดำเนินกำรตำมวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์และวิธีกำรที่กำหนด
ในกฎกระทรวง
มำตรำ ๒๐ เงื่อนไขที่กำหนดในใบอนุญำตตำมมำตรำ ๑๒ วรรคห้ำ หำกผู้อนุญำต
เห็นสมควรยกเลิก หรอื เปลี่ยนแปลงหรอื เพ่ิมเง่ือนไขให้เหมำะสม เพ่ือให้ผู้รับใบอนุญำตปฏิบัติในกำร
ประกอบกิจกำรโรงงำน กใ็ หม้ ีหนงั สือสั่งกำรให้ปฏิบตั ไิ ด้
ผู้รับใบอนุญำตผู้ใดต้องกำรยกเลิก หรือเปล่ียนแปลงเง่ือนไขท่ีต้องปฏิบัติในกำร
ประกอบกิจกำรโรงงำน ให้ย่ืนคำขอและช้ีแจงเหตุผลต่อผู้อนญุ ำต ให้ผู้อนุญำตพิจำรณำและมีหนังสือ
สัง่ กำรโดยมชิ กั ช้ำ
หำกผู้รับใบอนุญำตไม่เห็นด้วยกับควำมเห็นของผู้อนุญำต ให้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรี
ภำยในกำหนดสำมสบิ วนั นับแต่วันทีไ่ ดร้ ับหนังสือส่ังกำร คำวนิ จิ ฉัยของรฐั มนตรใี หเ้ ปน็ ทีส่ ดุ
มำตรำ ๒๑๒๖ ในกรณีท่ีผู้รับใบอนุญำตไม่อำจต้ังโรงงำนหรือต้ังโรงงำนแล้วแต่ไม่
อำจเร่ิมประกอบกิจกำรโรงงำนได้ภำยหลังจำกท่ีได้รับใบอนุญำตแล้ว ให้ผู้รับใบอนุญำตน้ันสำมำรถ
โอนใบอนุญำตได้โดยให้ผู้ซ่ึงประสงค์จะรับโอนใบอนุญำตย่ืนคำขอรับโอนใบอนุญำตต่อผู้อนุญำต
ภำยในสำมสิบวันนบั แตว่ ันท่ีมีกำรโอนใบอนุญำต ให้เช่ำหรือใหเ้ ชำ่ ซื้อโรงงำน หรือขำยโรงงำน เม่อื ได้
ยื่นคำขอแล้ว ในระหว่ำงที่รอกำรพิจำรณำอนุญำตจำกผู้อนุญำต ให้ถือเสมือนว่ำผู้ย่ืนคำขอน้ันเป็น
ผรู้ ับใบอนุญำต และใหถ้ ือว่ำผู้รบั ใบอนุญำตเดมิ มไิ ด้เป็นผู้รับใบอนุญำตตั้งแตว่ ันที่มกี ำรโอนใบอนุญำต
ให้เชำ่ หรอื ใหเ้ ชำ่ ซื้อโรงงำนหรือขำยโรงงำน อีกต่อไป
ในกรณที ี่ผูร้ ับใบอนญุ ำตโอนกำรประกอบกจิ กำรโรงงำน ให้เชำ่ หรือให้เช่ำซ้ือโรงงำน
หรือขำยโรงงำน ให้ถือว่ำผู้น้ันได้เลิกประกอบกิจกำรโรงงำนตั้งแต่วันท่ีมีกำรโอนกำรประกอบกิจกำร
โรงงำนให้เชำ่ หรือให้เชำ่ ซื้อโรงงำน หรือขำยโรงงำน
ให้ผู้รับโอนกำรประกอบกิจกำรโรงงำน ผู้เช่ำหรือผู้เช่ำซ้ือโรงงำน หรือผู้ซื้อโรงงำน
ตำมวรรคสองย่ืนคำขอรับโอนใบอนุญำตต่อผู้อนุญำตภำยในสำมสิบวันนับแต่วันที่ถือว่ำมีกำรเลิก
ประกอบกิจกำรโรงงำนตำมวรรคสอง และเม่ือได้ยื่นคำขอแล้ว ในระหว่ำงท่ีรอกำรพิจำรณำอนุญำต
จำกผูอ้ นุญำตใหป้ ระกอบกจิ กำรโรงงำนต่อไปได้โดยให้ถอื เสมือนว่ำผู้ยนื่ คำขอนนั้ เป็นผ้รู บั ใบอนุญำต
กำรขอรบั โอนใบอนุญำต และกำรอนุญำตให้โอนใบอนุญำตตำมวรรคหน่ึงและวรรคสำม
ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำร และเง่ือนไขที่กำหนดในกฎกระทรวง ท้ังน้ี กฎกระทรวงดังกล่ำว
ต้องระบุระยะเวลำในกำรพจิ ำรณำอนุญำตไวด้ ้วย
๒๕ มำตรำ ๑๙/๑ เพม่ิ โดยพระรำชบัญญัติโรงงำน (ฉบบั ที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๒๖ มำตรำ ๒๑ แก้ไขเพิม่ เตมิ โดยพระรำชบญั ญตั ิโรงงำน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หนา้ 136
มำตรำ ๒๒ ในกรณีผู้รับใบอนุญำตตำย ให้ทำยำทหรือผู้จัดกำรมรดกยื่นคำขอรับ
โอนใบอนุญำตต่อผู้อนุญำตภำยในเก้ำสิบวันนับแต่วันที่ผู้รับใบอนุญำตตำย หรือภำยในระยะเวลำ
ท่ีผู้อนญุ ำตพิจำรณำกำหนดเพิ่มเตมิ ใหต้ ำมควำมจำเป็น หำกไมไ่ ด้ยื่นคำขอภำยในระยะเวลำท่ีกำหนด
และผ้นู ัน้ ประสงคจ์ ะประกอบกิจกำรโรงงำนต่อไป ใหด้ ำเนินกำรขอรบั ใบอนญุ ำตใหม่๒๗
ในระหว่ำงระยะเวลำตำมวรรคหนึ่ง ให้ถือเสมือนว่ำทำยำทหรือผู้จัดกำรมรดกซึ่งเข้ำ
ประกอบกจิ กำรโรงงำนเปน็ ผรู้ บั ใบอนญุ ำต
ในกรณีท่ีผู้รับใบอนุญำตถูกศำลสั่งให้เป็นคนไร้ควำมสำมำรถ ให้นำควำมในสองวรรค
ก่อนมำใชบ้ ังคบั แกผ่ อู้ นุบำลโดยอนุโลม
หลักเกณฑ์ วิธีกำร เงื่อนไขในกำรขอรับโอนใบอนุญำตและกำรออกใบอนุญำตให้
เป็นไปตำมทก่ี ำหนดในกฎกระทรวง
มำตรำ ๒๓ ผู้รับใบอนุญำตต้องแสดงใบอนุญำตไว้ ณ ที่เปิดเผยและเห็นได้ง่ำยใน
โรงงำนของตน
มำตรำ ๒๔ เมื่อมีกำรเปล่ียนช่ือโรงงำนหรือช่ือผู้รับใบอนุญำต ให้ผู้รับใบอนุญำต
แจง้ เป็นหนงั สอื ใหพ้ นักงำนเจ้ำหนำ้ ท่ีทรำบภำยในสิบหำ้ วันนับแตว่ ันท่ีมีกำรเปลี่ยน
มำตรำ ๒๕ ในกรณีใบอนุญำตสญู หำยหรอื ถูกทำลำย ให้ผู้รับใบอนุญำตยื่นคำขอรับ
ใบแทนต่อพนักงำนเจ้ำหนำ้ ที่ภำยในสบิ หำ้ วนั นับแต่วันท่ที รำบถึงกำรสูญหำยหรือถูกทำลำย
มำตรำ ๒๖ ผู้รับใบอนุญำตซ่ึงประสงค์จะย้ำยเคร่ืองจักรบำงส่วนที่ติดต้ังในโรงงำน
ไปยังสถำนที่อื่นเพื่อประกอบกิจกำรโรงงำนเป็นกำรชั่วครำว ให้ยื่นคำขออนุญำตต่อผู้อนุญำต
พร้อมท้ังแผนผังและรำยละเอียดอ่นื แสดงเหตุผลประกอบกำรพจิ ำรณำด้วย
ถ้ำผู้อนุญำตเห็นสมควร ก็ให้สั่งอนุญำตให้ย้ำยเคร่ืองจักรไปประกอบกิจกำรตำมคำ
ขอได้ภำยในระยะเวลำที่กำหนด แต่ต้องไม่เกินหน่ึงปีนับแต่วันท่ีมีคำส่ัง ในกำรน้ีจะกำหนดเงื่อนไข
เก่ียวกบั วธิ กี ำรเพอื่ ควำมปลอดภยั ให้ปฏบิ ตั ดิ ้วยก็ได้
ถ้ำผู้รับใบอนุญำตมีควำมจำเปน็ จะต้องประกอบกจิ กำรนนั้ เกินกว่ำระยะเวลำที่ไดร้ ับ
อนุญำตตำมวรรคสอง ก็ให้ขอขยำยระยะเวลำต่อผู้อนุญำตก่อนระยะเวลำนั้นส้ินสุดลง ถ้ำผู้อนุญำต
เห็นสมควรกใ็ หส้ ่งั อนญุ ำตขยำยระยะเวลำตอ่ ไปได้ไมเ่ กินหน่งึ ปี
มำตรำ ๒๗ ผู้รับใบอนุญำตซึ่งประสงค์จะย้ำยโรงงำนไปยังท่ีอื่น ให้ดำเนินกำร
เสมือนกำรตัง้ โรงงำนใหม่
มำตรำ ๒๘๒๘ ผู้รบั ใบอนุญำตผูใ้ ดประสงค์จะเลกิ ประกอบกจิ กำรโรงงำน ให้แจ้งเป็น
หนังสือต่อผู้อนุญำตไม่น้อยกว่ำสำมสิบวันก่อนวันเลิกประกอบกิจกำร
๒๗ มำตรำ ๒๒ วรรคหนึ่ง แกไ้ ขเพ่มิ เติมโดยพระรำชบัญญตั ิโรงงำน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๒๘ มำตรำ ๒๘ แก้ไขเพ่มิ เติมโดยพระรำชบญั ญัตโิ รงงำน (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หน้า 137
ในกรณีที่ผู้อนุญำตเห็นว่ำ โรงงำนตำมวรรคหนึ่งมีสภำพที่อำจก่อให้เกิดควำม
เสียหำยหรือควำมเดือดร้อนแก่บุคคล ทรัพย์สิน หรือสิ่งแวดล้อมที่อยู่ใกล้เคียงกับโรงงำน ให้แจ้ง
พนักงำนเจ้ำหน้ำที่สั่งให้ผู้รับใบอนุญำตนั้นแก้ไขปรับปรุงโรงงำนภำยในระยะเวลำท่ีกำหนดได้ และ
ให้ถือว่ำผู้นั้นมีฐำนะเสมือนเป็นผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนจนกว่ำจะดำเนินกำรตำมคำสั่งของ
พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ี
หำกผู้รับใบอนุญำตไม่ปฏิบัติตำมคำส่ังของพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีตำมวรรคสอง ให้นำ
มำตรำ ๔๒ มำใช้บังคับโดยอนุโลม
กำรแจ้งเลิกประกอบกิจกำรตำมวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตำมหลักเกณฑ์และวิธีกำรท่ี
กำหนดในกฎกระทรวง
มำตรำ ๒๘/๑๒๙ ผู้รับใบอนุญำตซึ่งประสงค์จะเปลี่ยนแปลงโรงงำนจำพวกที่ ๓
เป็นโรงงำนจำพวกท่ี ๑ หรือโรงงำนจำพวกที่ ๒ แล้วแต่กรณี ให้แจ้งกำรเลิกประกอบกิจกำรโรงงำน
ตำมหลักเกณฑแ์ ละวิธีกำรทีก่ ำหนดในกฎกระทรวง และเมอื่ จะประกอบกิจกำรโรงงำนตอ่ ไป ให้ดำเนินกำร
ตำมที่บัญญัตไิ วใ้ นพระรำชบัญญตั ิน้ี สำหรับกำรประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกดงั กลำ่ ว
มำตรำ ๒๙ ในกรณีที่มีกฎกระทรวงตำมมำตรำ ๗ หรือประกำศของรัฐมนตรีตำม
มำตรำ ๓๒ (๑) ทำให้โรงงำนจำพวกที่ ๑ หรือโรงงำนจำพวกที่ ๒ เปลี่ยนเป็นโรงงำนจำพวกที่ ๓
ถ้ำผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนยื่นคำขอใบอนุญำตตำมมำตรำ ๑๒ ภำยในกำหนดสำมสิบวันนับแต่
วันที่กฎกระทรวงนัน้ มีผลบงั คับ ให้ผนู้ ้ันประกอบกจิ กำรโรงงำนต่อไปได้โดยมีฐำนะเสมือนเป็นผู้ได้รับ
ใบอนญุ ำตและใหผ้ ้อู นญุ ำตออกใบอนุญำตโดยไม่ชกั ช้ำ
มำตรำ ๓๐ ให้รัฐมนตรีมีอำนำจกำหนดโดยประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำให้ท้องท่ี
ใดทอ้ งทีห่ น่งึ เป็นเขตประกอบกำรอตุ สำหกรรมได้
กำรประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกท่ี ๒ หรือโรงงำนจำพวกท่ี ๓ ภำยในเขต
ประกอบกำรอุตสำหกรรมตำมวรรคหนึ่ง หรือเขตนิคมอุตสำหกรรมซ่ึงจัดต้ังข้ึนตำมกฎหมำยว่ำด้วย
กำรนิคมอุตสำหกรรม ให้ไดร้ ับยกเว้นไม่ต้องแจ้งให้พนกั งำนเจ้ำหนำ้ ท่ีทรำบตำมมำตรำ ๑๑ หรอื ไดร้ ับ
อนุญำตตำมมำตรำ ๑๒ แล้วแต่กรณี แต่กำรประกอบกิจกำรโรงงำนดังกล่ำวจะต้องปฏิบัติตำม
หลักเกณฑท์ ่ีกำหนดในกฎกระทรวงที่ออกตำมมำตรำ ๘ ประกำศของรัฐมนตรีที่ออกตำมกฎกระทรวง
ดังกล่ำว ประกำศของรัฐมนตรีท่ีออกตำมมำตรำ ๓๒ (๑) และบทบัญญัติอืน่ ท่ีเก่ยี วกับกำรควบคุมกำร
ประกอบกิจกำรโรงงำนตำมพระรำชบัญญัตินี้ โดยให้ถือเสมือนเป็นผู้แจ้งหรือผู้รับใบอนุญำต
แล้วแต่กรณี
เม่ือได้กำหนดให้ท้องท่ีใดเป็นเขตประกอบกำรอุตสำหกรรมหรือจัดต้ังนิคม
อุตสำหกรรมขึ้นตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรนิคมอุตสำหกรรมแล้ว รัฐมนตรีอำจออกกฎกระทรวง
กำหนดให้บริเวณโดยรอบเขตประกอบกำรอุตสำหกรรมหรือนิคมอุตสำหกรรมภำยในระยะท่ีกำหนด
เป็นเขตห้ำมประกอบกิจกำรโรงงำนโดยเด็ดขำดหรือจะอนุญำตให้ประกอบกิจกำรได้เฉพำะโรงงำน
บำงประเภท ชนิดหรือขนำดใดกไ็ ด้
๒๙ มำตรำ ๒๘/๑ เพิ่มโดยพระรำชบญั ญตั โิ รงงำน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หนา้ 138
มำตรำ ๓๑ เพ่ือประโยชน์ในกำรบริหำรรำชกำรให้มีประสิทธิภำพและกำรอำนวย
ควำมสะดวกแก่ประชำชน ถ้ำกำรประกอบกิจกำรโรงงำนใดมีกรณีที่เก่ียวข้องอันจะต้องได้รับอนุญำต
จำกพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ตำมกฎหมำยอื่นอยู่ด้วย พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ผู้มีอำนำจดำเนินกำรตำม
พระรำชบัญญัตินแ้ี ละพนกั งำนเจ้ำหน้ำที่ผู้มีอำนำจดำเนินกำรตำมกฎหมำยในเรือ่ งนั้น ๆ อำจกำหนด
วิธีกำรในกำรดำเนินกำรเพื่อพิจำรณำอนญุ ำตรว่ มกันก็ได้
กำรดำเนินกำรตำมวรรคหน่ึงจะกำหนดให้กระทำโดยมีกำรย่ืนคำขอร่วมกัน หรือจะ
ให้มีผลเป็นกำรยกเว้นแบบเอกสำรที่ต้องใช้ รำยกำรและข้อมูลท่ีต้องแสดง สถำนท่ีต้องยื่นคำขอหรือ
เอกสำร และข้ันตอนในกำรพิจำรณำอนุญำตท่ีซ้ำซ้อนหรือคล้ำยคลึงกัน หรืออำจก่อให้เกิดอุปสรรค
แก่กำรพิจำรณำอนุญำตร่วมกันโดยไม่จำเป็นเสียก็ได้ และในกรณีที่สมควรจะกำหนดหลักเกณฑ์หรือ
วิธีกำรใดให้ต้องปฏิบัติเพ่ิมเติมแทนก็ได้ แต่กำรอนุญำตจะต้องเป็นไปตำมรูปแบบท่ีกำหนดใน
กฎหมำยวำ่ ดว้ ยกำรน้ัน
ในกำรพิจำรณำอนุญำตร่วมกัน พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ผู้มีอำนำจตรวจสอบ ผู้มีอำนำจ
พิจำรณำส่วนหน่ึงส่วนใดในกำรอนุญำตหรือผู้มีอำนำจอนุญำตอำจมอบอำนำจของตนให้พนักงำน
เจำ้ หนำ้ ทีอ่ ื่นทีเ่ กย่ี วขอ้ งในกำรพิจำรณำอนุญำตเปน็ ผู้ดำเนินกำรแทนได้ตำมควำมเหมำะสม
กำรกำหนดและกำรมอบอำนำจตำมวรรคสองและวรรคสำม เม่ือประกำศในรำช
กจิ จำนุเบกษำแล้วใหม้ ีผลใช้บงั คับได้
หมวด ๒
กำรกำกบั และดูแลโรงงำน
มำตรำ ๓๒ เพ่ือประโยชน์ในทำงเศรษฐกิจ กำรอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม ควำมมั่นคง
ควำมปลอดภัยของประเทศหรือของสำธำรณชน ให้รัฐมนตรีโดยอนุมัติคณะรฐั มนตรีมีอำนำจกำหนด
โดยประกำศในรำชกจิ จำนุเบกษำในเร่ืองดงั ตอ่ ไปน้ี
(๑) กำหนดจำนวนและขนำดของโรงงำนแต่ละประเภทหรือชนิดที่จะให้ตั้งหรือ
ขยำย หรือท่ีจะไม่ให้ตงั้ หรอื ขยำยในทอ้ งทีใ่ ดท้องท่ีหน่งึ
(๒) กำหนดชนิด คุณภำพ อัตรำส่วนของวัตถุดิบ แหล่งกำเนิดของวัตถุดิบและหรือ
ปจั จัยหรอื ชนดิ ของพลังงำนที่จะนำมำใช้หรือผลิตในโรงงำน
(๓) กำหนดชนิดหรอื คณุ ภำพของผลติ ภณั ฑท์ ่ีผลิตในโรงงำนทีจ่ ะให้ตั้งหรือขยำย
(๔) กำหนดให้นำผลผลิตของโรงงำนที่จะให้ตั้งหรือขยำยไปใช้ในอุตสำหกรรมบำง
ประเภท หรอื ให้สง่ ผลผลิตออกนอกรำชอำณำจักรทงั้ หมดหรือบำงส่วน
มำตรำ ๓๓๓๐ เมื่อโรงงำนจำพวกท่ี ๒ หรือโรงงำนจำพวกที่ ๓ หยุดดำเนินงำน
ติดต่อกันเกินกว่ำหนึ่งปี ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกที่ ๒ หรือผู้รับใบอนุญำตประกอบกิจกำร
๓๐ มำตรำ ๓๓ แก้ไขเพิม่ เตมิ โดยพระรำชบญั ญตั ิโรงงำน (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หน้า 139
โรงงำนจำพวกที่ ๓ แล้วแต่กรณี ต้องแจ้งเป็นหนังสือให้พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีทรำบภำยในเจ็ดวันนับแต่
วนั พ้นกำหนดหนง่ึ ปี
ในกรณีท่ีผู้ประกอบกจิ กำรโรงงำนตำมวรรคหน่ึงประสงค์จะประกอบกิจกำรโรงงำน
ตอ่ ไป ให้ดำเนนิ กำรตำมแตก่ รณดี ังนี้
(๑) ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกท่ี ๒ ให้แจ้งเป็นหนังสือให้พนักงำนเจ้ำหน้ำที่
ทรำบก่อนเรม่ิ ประกอบกจิ กำร
(๒) ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกที่ ๓ ต้องได้รบั อนุญำตจำกผู้อนุญำตก่อนจึงจะ
ประกอบกิจกำรโรงงำนต่อไปได้
ในกำรอนุญำตให้ประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกท่ี ๓ ต่อไปน้ัน ถำ้ ผลกำรตรวจสอบ
ของพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีปรำกฏว่ำโรงงำนและเคร่ืองจักรมีลักษณะถูกต้องตำมมำตรำ ๘ ประกำศของ
รฐั มนตรีท่ีออกตำมกฎกระทรวงที่ออกตำมมำตรำ ๘ และประกำศของรัฐมนตรีที่ออกตำมมำตรำ ๓๒
และเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในใบอนุญำต ให้ผู้อนุญำตมีคำสั่งอนุญำตให้ประกอบกิจกำรโรงงำนต่อไปได้
หำกมีกรณีท่ีไม่ถูกต้อง ให้พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีส่ังให้แก้ไขให้ถูกต้องภำยในระยะเวลำท่ีกำหนด เม่ือได้
แก้ไขแลว้ ให้ผู้อนุญำตมคี ำสั่งอนุญำตใหป้ ระกอบกจิ กำรโรงงำนต่อไปได้
กำรอุทธรณ์คำสง่ั ของผู้อนุญำตตำมวรรคสำม ให้นำมำตรำ ๑๖ มำใชบ้ ังคบั โดยอนุโลม
มำตรำ ๓๔ ในกรณีมอี ุบัติเหตใุ นโรงงำนเน่ืองจำกโรงงำนหรอื เครื่องจกั รของโรงงำน
ไม่วำ่ จะเป็นกรณีของโรงงำนจำพวกใด ถ้ำอุบตั ิเหตุนนั้
(๑) เป็นเหตุให้บุคคลถึงแก่ควำมตำย เจ็บป่วยหรือบำดเจ็บ ซ่ึงภำยหลังเจ็ดสิบสอง
ชั่วโมงแล้วยังไม่สำมำรถทำงำนในหน้ำที่เดิมได้ ให้ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนแจ้งเป็นหนังสือให้
พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ทรำบภำยในสำมวันนับแต่วันตำย หรือวันครบกำหนดเจ็ดสิบสองชั่วโมง
แล้วแต่กรณี
(๒) เป็นเหตุให้โรงงำนต้องหยุดดำเนินงำนเกินกว่ำเจ็ดวัน ให้ผู้ประกอบกิจกำร
โรงงำนแจ้งเป็นหนงั สือให้พนักงำนเจ้ำหน้ำทท่ี รำบภำยในสิบวันนับแต่วนั เกิดอบุ ัตเิ หตุ
เมื่อเกิดอุบัติเหตุในโรงงำนใดตำมวรรคหน่ึง ให้พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีเข้ำไปตรวจ
โรงงำนและเครอ่ื งจกั รและพิจำรณำดำเนินกำรตำมมำตรำ ๓๗ หรือมำตรำ ๓๙ แล้วแตก่ รณี
มำตรำ ๓๕ เพ่ือปฏิบัติกำรให้เป็นไปตำมพระรำชบัญญัติน้ี ให้พนักงำนเจ้ำหน้ำที่มี
อำนำจ ดงั ต่อไปนี้
(๑) เข้ำไปในโรงงำนหรืออำคำร สถำนที่ หรือยำนพำหนะท่ีมีเหตุควรสงสัยว่ำจะ
ประกอบกิจกำรโรงงำน ในเวลำระหว่ำงพระอำทิตย์ข้ึนถึงพระอำทิตย์ตกหรือในเวลำทำกำรของ
สถำนที่ดังกล่ำว เพื่อตรวจสภำพโรงงำน อำคำร สถำนท่ี หรือยำนพำหนะ สภำพเคร่ืองจักร หรือกำร
กระทำใดท่ีอำจเปน็ กำรฝ่ำฝืนบทบัญญัติแห่งพระรำชบัญญัติน้ี
(๒) นำตัวอย่ำงผลิตภัณฑ์ที่สงสัยเก่ียวกับคุณภำพในปริมำณพอสมควรเพื่อ
ตรวจสอบคุณภำพพรอ้ มกับเอกสำรทเ่ี กย่ี วข้อง
(๓) ตรวจ ค้น กัก ยึดหรืออำยัดผลิตภัณฑ์ ภำชนะบรรจุ สมุดบัญชี เอกสำรหรือ
สิ่งใด ๆ ท่ีเก่ียวขอ้ ง ในกรณีที่มีเหตุสงสัยวำ่ กำรประกอบกิจกำรของโรงงำนอำจก่อให้เกิดอนั ตรำยแก่
หนา้ 140
บุคคลหรือทรัพย์สินท่ีอยู่ในโรงงำนหรือท่ีอยู่ใกล้เคียงกับโรงงำน หรือมีกำรกระทำผิดต่อ
พระรำชบัญญตั ินี้
(๔) มีหนังสือเรียกบุคคลใดมำให้ถ้อยคำหรือให้ส่งเอกสำรหรือวัตถุใดมำเพ่ือ
ประกอบกำรพิจำรณำได้
มำตรำ ๓๖ เมอื่ ปรำกฏวำ่ บุคคลใดกระทำควำมผิดตำมพระรำชบัญญัตนิ ี้ หรอื มเี หตุ
อันควรสงสยั ว่ำกระทำกำรเช่นว่ำน้ัน ให้พนกั งำนเจ้ำหน้ำที่ซ่ึงแต่งต้ังจำกข้ำรำชกำรไม่ตำ่ กว่ำระดบั ๔
มีอำนำจจบั กุมผนู้ นั้ เพอ่ื สง่ พนกั งำนสอบสวนดำเนนิ กำรต่อไปตำมกฎหมำย
มำตรำ ๓๗ ในกรณีท่ีพนักงำนเจ้ำหน้ำที่พบว่ำ ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนผู้ใดฝ่ำฝืน
หรือไม่ปฏิบัติตำมพระรำชบัญญัตินี้ หรือกำรประกอบกิจกำรโรงงำนมีสภำพท่ีอำจก่อให้เกิดอันตรำย
ควำมเสียหำยหรอื ควำมเดือดร้อนแก่บุคคลหรือทรัพย์สินท่ีอยู่ในโรงงำนหรอื ท่ีอยู่ใกล้เคียงกับโรงงำน
ให้พนักงำนเจ้ำหน้ำทีม่ ีอำนำจสั่งให้ผู้นน้ั ระงับกำรกระทำที่ฝำ่ ฝนื หรอื แก้ไขหรอื ปรับปรงุ หรือปฏิบัติให้
ถูกตอ้ งหรอื เหมำะสมภำยในระยะเวลำทก่ี ำหนดได้
ในกรณีท่ีเห็นสมควร เม่ือได้รับอนุมัติจำกปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวง
มอบหมำย ให้พนักงำนเจ้ำหนำ้ ทมี่ ีอำนำจผกู มดั ประทับตรำเครอื่ งจกั ร เพื่อมใิ ห้เคร่ืองจกั รทำงำนได้ใน
ระหว่ำงกำรปฏบิ ัติตำมคำสั่งของพนกั งำนเจ้ำหน้ำทีต่ ำมวรรคหนงึ่
มำตรำ ๓๘ กำรส่งคำสั่งตำมพระรำชบัญญัติน้ี ให้พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีนำส่ง ณ
ภูมิลำเนำหรือโรงงำนของบุคคลซ่ึงระบุไว้ในคำสั่ง ในเวลำระหว่ำงพระอำทิตย์ขึ้นถึงพระอำทิตย์ตก
หรอื ในเวลำทำกำรของบุคคลนั้น หรือจะส่งโดยทำงไปรษณีย์ลงทะเบยี นตอบรับก็ได้
ในกรณีท่ีพนักงำนเจ้ำหน้ำที่นำส่งแล้วแต่บุคคลซึ่งระบุไว้ในคำส่ังปฏิเสธไม่ยอมรับ
คำส่ัง ให้พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีขอให้พนักงำนฝ่ำยปกครองหรือตำรวจไปเป็นพยำนเพ่ือวำงคำส่ังไว้ ณ ท่ีน้ัน
แตถ่ ้ำไม่พบบุคคลซ่ึงระบุไวใ้ นคำสง่ั ณ ภูมลิ ำเนำหรือสถำนท่ีทำกำรของบุคคลนั้นจะสง่ ให้กับบคุ คลใด
ซึ่งบรรลุนิติภำวะแล้วซึ่งอยู่หรือทำงำน ณ ที่นั้นก็ได้ และถ้ำไม่พบบุคคลใดหรือพบแต่ไม่มีบุคคลใด
ยอมรับไว้แทน ให้ปิดคำส่ังนั้นไว้ในท่ีท่ีเห็นได้ง่ำย ณ ภูมิลำเนำหรือโรงงำนน้ันต่อหน้ำพนักงำนฝ่ำย
ปกครองหรือตำรวจทีไ่ ปเปน็ พยำน
เมื่อพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ไดด้ ำเนินกำรตำมวรรคหน่ึงหรอื วรรคสองแล้วให้ถือว่ำบุคคล
ซึ่งระบไุ ว้ในคำสง่ั ได้รับคำสั่งนั้นแล้ว แตถ่ ำ้ เปน็ กำรสง่ โดยทำงไปรษณยี ล์ งทะเบียนตอบรบั หรือโดยกำร
ปิดคำสั่ง ให้ถือว่ำได้รับคำสั่งนั้นเม่ือครบกำหนดห้ำวันทำกำรนับแต่วันที่พนักงำนไปรษณีย์ได้ส่งหรือ
วนั ทไี่ ด้ปิดคำสง่ั น้ันไว้ แล้วแตก่ รณี
มำตรำ ๓๙ ในกรณีท่ีผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนใดจงใจไม่ปฏิบัติตำมคำสั่งของ
พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ตำมมำตรำ ๓๗ โดยไม่มีเหตุอันควรหรือในกรณีท่ีปรำกฏว่ำกำรประกอบกิจกำร
ของโรงงำนใดอำจจะก่อให้เกิดอันตรำย ควำมเสียหำยหรอื ควำมเดือดร้อนอย่ำงร้ำยแรงแก่บุคคลหรือ
ทรัพย์สินท่ีอยู่ในโรงงำนหรือท่ีอยู่ใกล้เคียงกับโรงงำนให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ซ่ึงปลัดกระทรวง
มอบหมำยมอี ำนำจสง่ั ให้ผ้ปู ระกอบกจิ กำรโรงงำนนน้ั หยดุ ประกอบกิจกำรโรงงำนทั้งหมดหรอื บำงส่วน
เป็นกำรชัว่ ครำว และปรบั ปรุงแก้ไขโรงงำนนั้นเสยี ใหม่หรือปฏบิ ัตใิ หถ้ ูกต้องภำยในระยะเวลำทกี่ ำหนด
หน้า 141
ถ้ำผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนได้ปรับปรุงแก้ไขโรงงำนหรือปฏิบัติให้ถูกต้องภำยใน
ระยะเวลำที่กำหนดแล้ว ให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมำยสั่งให้ประกอบกิจกำร
โรงงำนต่อไปได้
ถำ้ ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนไม่ปรับปรุงแก้ไขโรงงำนหรือไม่ปฏิบัติให้ถูกต้อง ภำยใน
เวลำท่ีกำหนด ให้ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมำยมีอำนำจส่ังปิดโรงงำนได้ และใน
กรณที ่ีเป็นโรงงำนจำพวกท่ี ๓ ใหค้ ำส่ังปิดโรงงำนดงั กลำ่ วมีผลเป็นกำรเพกิ ถอนใบอนุญำตด้วย
มำตรำ ๔๐ คำส่ังให้หยุดประกอบกิจกำรหรือคำสั่งปิดโรงงำน ให้พนักงำน
เจ้ำหน้ำท่ีปิดประกำศไว้ในที่ท่ีเห็นได้ง่ำย ณ โรงงำนนั้นอย่ำงน้อยสำมแห่ง ท้ังน้ี ให้มีข้อควำมแจ้งให้
ทรำบด้วยวำ่ หำ้ มมิใหผ้ ปู้ ฏิบตั ิหน้ำที่ในโรงงำน คนงำน หรือผทู้ ีเ่ ก่ียวข้องทกุ คนทำงำนในโรงงำนเพอื่ ให้
โรงงำนประกอบกิจกำรตอ่ ไปได้อีกภำยหลงั มคี ำสั่งให้หยุดประกอบกิจกำรหรือคำสั่งปิดโรงงำน
มำตรำ ๔๑ คำสั่งของพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีตำมมำตรำ ๓๗ หรือคำส่ังของ
ปลัดกระทรวงหรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมำยให้หยุดประกอบกิจกำรโรงงำนตำมมำตรำ ๓๙
วรรคหนึ่ง หรือคำสั่งปิดโรงงำนตำมมำตรำ ๓๙ วรรคสำม ให้อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีได้ภำยในสำมสิบวัน
นบั แต่วันท่ที รำบคำส่ัง คำวนิ จิ ฉัยของรฐั มนตรีใหเ้ ปน็ ทีส่ ุด
กำรอุทธรณ์ตำมวรรคหน่ึง ย่อมไม่เป็นกำรทุเลำกำรปฏิบัติตำมคำส่ังของพนักงำน
เจ้ำหน้ำท่ี หรือคำสั่งให้หยุดประกอบกิจกำรโรงงำนหรือคำส่ังให้ปิดโรงงำน เว้นแต่รฐั มนตรีจะมีคำส่ัง
เป็นอยำ่ งอ่นื
มำตรำ ๔๒ ในกรณีท่ีผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนไม่ปฏิบัติตำมคำสั่งของพนักงำน
เจ้ำหน้ำที่ตำมมำตรำ ๓๗ ถ้ำมีเหตุที่ทำงรำชกำรสมควรเข้ำไปดำเนินกำรแทน ให้ปลัดกระทรวง
หรือผู้ซึ่งปลัดกระทรวงมอบหมำยมีอำนำจส่ังกำรให้พนักงำนเจ้ำหน้ำที่หรือมอบหมำยให้บุคคลใด ๆ
เข้ำจัดกำรแก้ไขเพื่อให้เป็นไปตำมคำสั่งน้ันได้ ในกรณีเช่นนี้ ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนต้องเป็นผู้เสีย
ค่ำใช้จ่ำยในกำรเข้ำจัดกำรนั้นตำมจำนวนที่จ่ำยจริงรวมกับเบี้ยปรับในอัตรำร้อยละสำมสิบต่อปีของ
เงนิ จำนวนดังกลำ่ ว
ถ้ำทำงรำชกำรได้เข้ำไปจัดกำรแก้ไขปัญหำมลพิษหรือผลกระทบต่อส่ิงแวดล้อมที่
เกิดจำกโรงงำน ให้ขอรับเงินช่วยเหลือจำกกองทุนส่ิงแวดล้อมตำมกฎหมำยว่ำด้วยกำรส่งเสริมและ
รกั ษำคุณภำพส่ิงแวดล้อมแหง่ ชำติเพื่อใชจ้ ่ำยในกำรดำเนนิ กำรได้ และเมอ่ื ไดร้ ับเงินตำมวรรคหน่ึงจำก
ผปู้ ระกอบกจิ กำรโรงงำนแล้วให้ชดใช้เงนิ ชว่ ยเหลือที่ไดร้ ับมำคนื แก่กองทุนสง่ิ แวดล้อมดังกล่ำวตอ่ ไป
มำตรำ ๔๓ ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกท่ี ๒ และโรงงำนจำพวกที่ ๓ ต้องชำระ
คำ่ ธรรมเนียมรำยปีตำมหลักเกณฑ์ วิธีกำรและอัตรำที่กำหนดในกฎกระทรวงตลอดเวลำที่ยงั ประกอบ
กิจกำร ถ้ำมิได้เสียค่ำธรรมเนียมภำยในเวลำท่ีกำหนดให้เสียเงินเพิ่มอีกร้อยละห้ำต่อเดือน และถ้ำยัง
ไม่ยินยอมเสียค่ำธรรมเนียมโดยไม่มีเหตุอันสมควร ให้พนักงำนเจ้ำหน้ำที่มีอำนำจส่ังให้ผู้นั้นหยุดกำร
ประกอบกจิ กำรไว้จนกว่ำจะไดเ้ สียคำ่ ธรรมเนยี มและเงนิ เพิ่มครบจำนวน และใหน้ ำมำตรำ ๓๙ มำตรำ
๔๐ และมำตรำ ๔๑ มำใชบ้ งั คบั โดยอนโุ ลม
หนา้ 142
ค่ำธรรมเนียมรำยปีสำหรับโรงงำนจำพวกท่ี ๒ ตำมวรรคหนึ่ง ท่ีอยู่ในเขตองค์กร
ปกครองส่วนท้องถิ่นที่รัฐมนตรีแต่งต้ังพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ตำมมำตรำ ๑๑/๑ แล้ว รัฐมนตรีจะออก
กฎกระทรวงลดหรือยกเวน้ ค่ำธรรมเนียมดังกล่ำวมิได้ เว้นแต่มีเหตุอันสมควรอันเกิดจำกภัยธรรมชำติ
หรือภำวะทำงเศรษฐกิจ หรือเพื่อประโยชน์ในกำรส่งเสริมกิจกำรให้เกิดขึ้นในองค์กรปกครอง
ส่วนท้องถิ่น จะออกกฎกระทรวงลดหรือยกเว้นค่ำธรรมเนียมสำหรับองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินที่มี
เหตดุ ังกลำ่ วกไ็ ด้๓๑
มำตรำ ๔๓/๑๓๒ ค่ำธรรมเนียมรำยปีและเงินเพิ่มตำมมำตรำ ๔๓ สำหรับโรงงำน
จำพวกท่ี ๒ ที่ต้ังอยู่ในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินใด ให้ตกเป็นรำยได้ขององค์กรปกครองส่วน
ทอ้ งถิ่นนั้นเฉพำะทไ่ี ดม้ กี ำรแต่งตงั้ พนกั งำนเจ้ำหนำ้ ท่ตี ำมมำตรำ ๑๑/๑ แล้ว
มำตรำ ๔๔ ในกำรปฏิบัติกำรตำมหน้ำท่ี พนักงำนเจ้ำหน้ำที่ต้องแสดงบัตรประจำตัว
เมอื่ ผซู้ ่งึ เก่ยี วข้องร้องขอ
บัตรประจำตัวพนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีให้เป็นไปตำมแบบที่รัฐมนตรีกำหนดโดยประกำศ
ในรำชกิจจำนเุ บกษำ
หมวด ๓
บทกำหนดโทษ
มำตรำ ๔๕ ผู้ใดฝ่ำฝืนหรือไม่ปฏิบัติตำมกฎกระทรวงท่ีออกตำมมำตรำ ๘ (๑) (๒)
(๓) (๔) (๕) หรือ (๘) หรือประกำศของรัฐมนตรีที่ออกตำมกฎกระทรวงดังกล่ำว ต้องระวำงโทษปรับ
ไมเ่ กินสองแสนบำท
มำตรำ ๔๖ ผู้ใดฝ่ำฝืนหรือไม่ปฏิบัติตำมกฎกระทรวงท่ีออกตำมมำตรำ ๘ (๖) หรือ (๗)
หรือประกำศของรัฐมนตรีทอ่ี อกตำมกฎกระทรวงดงั กล่ำว ตอ้ งระวำงโทษปรบั ไมเ่ กนิ สองหมืน่ บำท
มำตรำ ๔๗๓๓ ผู้ใดทำกำรตรวจสอบหรือรับรอง หรือจัดทำรำยงำนผลกำร
ตรวจสอบหรือรับรองโดยไม่มีใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรองตำมมำตรำ ๙ ต้องระวำงโทษจำคุกไม่
เกินสองปี หรอื ปรบั ไม่เกนิ สองแสนบำท หรือท้งั จำท้งั ปรับ
ผู้ตรวจสอบเอกชนผู้ใดจัดทำรำยงำนผลกำรตรวจสอบหรือรับรองอันเป็นเท็จหรือ
จัดทำรำยงำนผลกำรตรวจสอบหรือรับรองในระหว่ำงท่ีถูกส่ังพักใช้ใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง
ต้องระวำงโทษเช่นเดียวกับผู้ทำกำรตรวจสอบหรือรับรอง หรือจัดทำรำยงำนผลกำรตรวจสอบหรือ
รบั รองโดยไมม่ ีใบอนุญำตตรวจสอบหรือรับรอง
๓๑ มำตรำ ๔๓ วรรคสอง เพ่มิ โดยพระรำชบญั ญัตโิ รงงำน (ฉบบั ที่ ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒
๓๒ มำตรำ ๔๓/๑ เพิม่ โดยพระรำชบญั ญตั โิ รงงำน (ฉบบั ท่ี ๓) พ.ศ. ๒๕๖๒
๓๓ มำตรำ ๔๗ แก้ไขเพิ่มเติมโดยพระรำชบญั ญัติโรงงำน (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หนา้ 143
มำตรำ ๔๗/๑๓๔ ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนผู้ใดไม่ดำเนินกำรตำมมำตรำ ๙ วรรคสอง
ตอ้ งระวำงโทษปรับไม่เกนิ ห้ำหมนื่ บำท
มำตรำ ๔๗/๒๓๕ ผู้ตรวจสอบเอกชนผู้ใดไม่ปฏิบัติตำมมำตรำ ๙/๔ วรรคหนึ่ง
ต้องระวำงโทษปรับไม่เกนิ ห้ำพนั บำท
มำตรำ ๔๘ ผู้ใดประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกท่ี ๒ โดยไม่ได้แจ้งให้พนักงำน
เจ้ำหน้ำที่ทรำบตำมมำตรำ ๑๑ วรรคหนึ่ง ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน
ห้ำหม่ืนบำท หรอื ทัง้ จำทัง้ ปรบั
มำตรำ ๔๙ ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกที่ ๒ ผู้ใดแจ้งกำรประกอบกิจกำร
ไม่ถูกต้องครบถ้วนตำมท่ีกำหนดในกฎกระทรวงตำมมำตรำ ๑๑ วรรคสอง หรือไม่ปฏิบัติตำมมำตรำ ๑๑
วรรคห้ำ หรือมำตรำ ๓๓ ต้องระวำงโทษปรบั ไม่เกินสองหมืน่ บำท
มำตรำ ๕๐ ผู้ใดประกอบกิจกำรโรงงำนจำพวกที่ ๓ โดยไม่ได้รับใบอนุญำตตำม
มำตรำ ๑๒ วรรคหน่งึ หรือตง้ั โรงงำนโดยไมไ่ ดร้ ับใบอนุญำตตำมมำตรำ ๑๒ วรรคสอง ต้องระวำงโทษ
จำคุกไม่เกนิ สองปี หรือปรบั ไม่เกินสองแสนบำท หรือท้งั จำทง้ั ปรับ
ในกรณีที่โรงงำนตำมวรรคหน่ึง เป็นโรงงำนประเภทหรือชนิดท่ีกำหนดจำนวนหรือ
ขนำดท่ีจะให้ต้ังหรือไม่ให้ตั้งในท้องที่ใดตำมประกำศที่ออกตำมมำตรำ ๓๒ (๑) ผู้กระทำต้องระวำง
โทษจำคกุ ไมเ่ กนิ ส่ีปี หรอื ปรับไม่เกนิ สแี่ สนบำท หรือท้งั จำท้งั ปรับ
มำตรำ ๕๑๓๖ ผู้รับใบอนุญำตผใู้ ดไมป่ ฏิบัตติ ำมมำตรำ ๑๓ วรรคหนงึ่ หรือวรรคสอง
มำตรำ ๑๘/๑ วรรคสอง มำตรำ ๑๙ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง มำตรำ ๑๙/๑ วรรคหน่ึงหรือวรรคสอง
มำตรำ ๒๘ วรรคหนึ่ง มำตรำ ๒๘/๑ หรือมำตรำ ๓๓ วรรคหนึ่งหรือวรรคสอง ต้องระวำงโทษปรับ
ไม่เกินสองหมืน่ บำท
มำตรำ ๕๒ ผู้รับใบอนุญำตผู้ใดขยำยโรงงำนโดยไม่ได้รับใบอนุญำตขยำยโรงงำน
ตำมมำตรำ ๑๘ ต้องระวำงโทษจำคกุ ไม่เกนิ สองปี หรือปรบั ไม่เกินสองแสนบำท หรอื ท้ังจำท้ังปรบั
ในกรณีท่ีโรงงำนตำมวรรคหนึ่งเป็นโรงงำนประเภทหรือชนิดท่ีกำหนดจำนวนหรือ
ขนำดที่จะให้ขยำยหรือไม่ให้ขยำยในท้องที่ใดตำมประกำศท่ีออกตำมมำตรำ ๓๒ (๑) ผู้กระทำต้อง
ระวำงโทษจำคกุ ไมเ่ กนิ สปี่ ี หรอื ปรบั ไม่เกินสีแ่ สนบำท หรอื ท้ังจำทงั้ ปรับ
มำตรำ ๕๓ ผู้รับใบอนุญำตผู้ใดไม่ปฏิบัติตำมมำตรำ ๒๓ มำตรำ ๒๔ หรือมำตรำ ๒๕
ตอ้ งระวำงโทษปรับไม่เกินห้ำพันบำท
๓๔ มำตรำ ๔๗/๑ เพิ่มโดยพระรำชบัญญตั ิโรงงำน (ฉบบั ท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๓๕ มำตรำ ๔๗/๒ เพ่มิ โดยพระรำชบัญญตั ิโรงงำน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
๓๖ มำตรำ ๕๑ แกไ้ ขเพิม่ เตมิ โดยพระรำชบญั ญตั ิโรงงำน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หนา้ 144
มำตรำ ๕๔ ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนผู้ใดไม่ปฏิบัติตำมมำตรำ ๓๔ วรรคหน่ึง ต้อง
ระวำงโทษปรับไม่เกนิ สองหมืน่ บำท
มำตรำ ๕๕ ผู้ใดประกอบกิจกำรโรงงำนในระหว่ำงที่ได้มีคำส่ังให้หยุดประกอบ
กิจกำรโรงงำนหรือภำยหลังท่ีมีคำสั่งให้ปิดโรงงำน ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรับไม่เกิน
สองแสนบำท หรอื ทงั้ จำทง้ั ปรับ และให้ปรบั อกี วันละหำ้ พันบำทจนกวำ่ จะหยุดประกอบกิจกำร
สถำป นิกห รือวิศว กรผู้ใดยังฝ่ำฝืนท ำงำนใน โรงงำนเฉพำะส่วน ท่ีมี คำ ส่ังให้ห ยุด
ประกอบกิจกำรหรือยังฝ่ำฝืนทำงำนในโรงงำนท่ีมีคำส่ังปิดโรงงำนแล้วเพ่ือให้โรงงำนประกอบกิจกำร
ต่อไป ตอ้ งระวำงโทษเชน่ เดียวกบั ผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนตำมวรรคหนึ่ง
ผู้ที่ทำงำนในโรงงำนหรือคนงำนผู้ใดยังฝ่ำฝืนทำงำนในโรงงำนเฉพำะส่วนที่มีคำสั่งให้
หยดุ ประกอบกิจกำรหรือยังฝำ่ ฝืนทำงำนในโรงงำนที่มคี ำสงั่ ปิดโรงงำนแล้วให้สนั นษิ ฐำนไว้กอ่ นวำ่ เป็น
ผู้ร่วมกระทำหรือสนับสนุนกำรกระทำควำมผิดตำมวรรคหนึ่ง แล้วแต่กรณี แต่ศำลจะลงโทษน้อย
เพียงใดก็ได้โดยคำนึงถึงฐำนะ ควำมรับผิดชอบต่อครอบครัว ควำมจงใจฝ่ำฝืนกฎหมำย และควำมมี
สว่ นสำคญั ในกำรกระทำ
มำตรำ ๕๖ ผู้ใดขัดขวำงหรือไม่ให้ควำมสะดวกแก่พนักงำนเจ้ำหน้ำท่ีซึ่งปฏิบัติ
หน้ำที่ตำมมำตรำ ๓๕ ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินหน่ึงเดือน หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบำท หรือท้ังจำ
ทั้งปรับ
มำตรำ ๕๗๓๗ ผู้ใดไม่ปฏิบัติตำมคำส่ังของพนักงำนเจ้ำหน้ำที่ซึ่งสั่งตำมมำตรำ ๒๘
วรรคสอง หรอื มำตรำ ๓๗ วรรคหนึ่ง ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินหน่งึ ปี หรือปรับไม่เกินหนงึ่ แสนบำท
หรือทั้งจำท้ังปรับ และให้ปรับอีกวันละไม่เกินห้ำพันบำทตลอดเวลำท่ียังฝ่ำฝืนหรือไม่ปฏิบัติให้
ถูกตอ้ งกต้อง
มำตรำ ๕๘ ผู้ใดกระทำกำรอย่ำงใดอย่ำงหน่ึงเพื่อให้เคร่ืองจักรที่พนักงำนเจ้ำหน้ำที่
ได้ผกู มัดประทับตรำไว้ตำมมำตรำ ๓๗ วรรคสอง กลับทำงำนได้อีก ต้องระวำงโทษจำคกุ ไมเ่ กินหน่ึงปี
หรือปรบั ไม่เกนิ หนึ่งแสนบำท หรือท้งั จำทงั้ ปรบั
มำตรำ ๕๙ ผู้ใดขัดขวำงหรือไม่ให้ควำมสะดวกแก่บุคคลซ่ึงปลัดกระทรวงหรือผู้ซ่ึง
ปลัดกระทรวงมอบหมำยให้เข้ำจัดทำเพอ่ื ใหก้ ำรเปน็ ไปตำมคำส่ังตำมมำตรำ ๔๒ ต้องระวำงโทษจำคุก
ไม่เกินหนึง่ ปี หรือปรับไมเ่ กินหนงึ่ แสนบำท หรอื ทั้งจำทั้งปรับ
มำตรำ ๖๐ ผู้ใดกระทำกำรใด ๆ ให้คำสั่งหยุดประกอบกิจกำรโรงงำนหรือคำสั่งปิด
โรงงำนชำรุดหรือเสียหำย ต้องระวำงโทษจำคุกไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกินห้ำหมื่นบำท หรือ
ทั้งจำท้ังปรับ
๓๗ มำตรำ ๕๗ แกไ้ ขเพ่ิมเตมิ โดยพระรำชบัญญัติโรงงำน (ฉบับท่ี ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หน้า 145
มำตรำ ๖๑ ในกรณีท่ีผู้ประกอบกิจกำรโรงงำนกระทำควำมผิดตำมพระรำชบัญญัติ
นี้ให้ถือว่ำสถำปนิกหรือวิศวกรท่ีทำงำนในโรงงำนและมีหน้ำท่ีรับผิดชอบในกำรงำนส่วนท่ีมีกรณีกำร
กระทำควำมผิดนนั้ เกิดขึน้ มีส่วนรว่ มหรือรูเ้ ห็นในกำรกระทำควำมผิดกับผูป้ ระกอบกิจกำรโรงงำนและ
ต้องรับโทษเช่นเดียวกับผู้ประกอบกิจกำรโรงงำน เว้นแต่จะพิสูจน์ได้ว่ำตนมิได้รู้เห็นหรือยินยอมด้วย
กบั กำรกระทำควำมผดิ น้ัน
นอกจำกต้องรับโทษตำมวรรคหน่ึงแล้ว ให้ปลัดกระทรวงแจง้ ชื่อและกำรกระทำของ
บุคคลเช่น ว่ำนั้ นให้ คณะกรรมกำรควบคุมกำรป ระกอบวิชำชีพสถำปัตยกรรมหรือคณะกรรมกำร
ควบคุมกำรประกอบวิชำชีพวิศวกรรมทรำบเพื่อพิจำรณำดำเนินกำรตำมกฎหมำยว่ำด้วยวิชำชีพ
สถำปตั ยกรรมหรอื กฎหมำยวำ่ ดว้ ยวิชำชพี วศิ วกรรมตำมควรแก่กรณตี ่อไป
มำตรำ ๖๒ ผู้ใดเคยถูกลงโทษเพรำะเหตุกระทำควำมผดิ ตำมพระรำชบัญญัติน้ีแล้ว
ครั้งหนึ่ง ถ้ำได้กระทำควำมผิดในบทบัญญัตเิ ดียวกันกบั ที่เคยถูกลงโทษแล้วนั้นซ้ำอีก ใหศ้ ำลพจิ ำรณำ
เพิ่มโทษที่จะลงแก่ผู้น้ันอย่ำงน้อยอีกหน่ึงในสำมของอัตรำโทษจำคุกหรอื เพิ่มโทษอีกกึ่งหน่ึงของอัตรำ
โทษปรับสำหรบั ควำมผิดน้ัน
มำตรำ ๖๓๓๘ ในกรณีที่ผู้กระทำควำมผิดเป็นนิติบุคคล ถ้ำกำรกระทำควำมผิดของ
นิติบุคคลนั้นเกิดจำกกำรสั่งกำรหรือกำรกระทำของกรรมกำร หรอื ผู้จัดกำร หรือบุคคลใดซ่ึงรับผิดชอบ
ในกำรดำเนินงำนของนิติบุคคลน้ัน หรือในกรณีที่บุคคลดังกล่ำวมีหน้ำที่ต้องส่ังกำรหรือกระทำกำร
และละเว้นไม่สั่งกำรหรือไม่กระทำกำรจนเป็นเหตุให้นิติบุคคลน้ันกระทำควำมผิด ผู้นั้นต้องรับโทษ
ตำมทบ่ี ญั ญัตไิ ว้สำหรบั ควำมผิดนัน้ ๆ ด้วย
มำตรำ ๖๔ ในกรณีที่มกี ำรกระทำควำมผิดตำมพระรำชบัญญตั ินี้ ให้ถือว่ำบุคคลผู้ท่ี
อำศัยอยู่ใกล้ชิดหรือติดต่อกับโรงงำนท่ีมีกำรกระทำควำมผิดเกิดข้ึน หรือบุคคลซึ่งควำมเป็นอยู่ถูก
กระทบกระเทือนเนื่องจำกกำรกระทำควำมผิดเปน็ ผูเ้ สยี หำยตำมประมวลกฎหมำยว่ำด้วยวธิ ีพิจำรณำ
ควำมอำญำ
มำตรำ ๖๕ ให้มีคณะกรรมกำรเปรียบเทียบคดีในเขตกรุงเทพมหำนครและในส่วน
ภูมภิ ำคไดต้ ำมควำมเหมำะสม
คณะกรรมกำรเปรียบเทียบคดแี ต่ละคณะให้รัฐมนตรีแต่งต้ังจำกผู้ทรงคุณวุฒิในด้ำน
กฎหมำยจำนวนสำมคน โดยมีวำระกำรดำรงตำแหน่งครำวละสองปี แต่เมื่อพ้นจำกตำแหน่งแล้วอำจ
ได้รบั แต่งตง้ั อีกได้
กำรพ้นจำกตำแหน่งก่อนวำระ กำรประชุม และวิธีพิจำรณำของคณะกรรมกำร
เปรียบเทียบคดี ให้เป็นไปตำมระเบียบทีร่ ัฐมนตรกี ำหนดโดยประกำศในรำชกิจจำนุเบกษำ
บรรดำควำมผิดตำมพระรำชบัญญัติน้ี เว้นแต่ควำมผิดตำมมำตรำ ๕๐ วรรคสอง
หรือมำตรำ ๕๒ วรรคสอง ให้คณะกรรมกำรเปรียบเทียบคดีมีอำนำจเปรียบเทียบปรับได้ ถ้ำเห็นว่ำ
ผู้ต้องหำไม่ควรถูกฟ้องร้องหรือได้รับโทษถึงจำคุก และเมื่อผู้ต้องหำได้เสียค่ำปรับตำมท่ีเปรียบเทียบ
๓๘ มำตรำ ๖๓ แก้ไขเพม่ิ เตมิ โดยพระรำชบัญญัตแิ กไ้ ขเพ่มิ เติมบทบัญญตั ิแหง่ กฎหมำยทีเ่ ก่ยี วกับ
ควำมรับผิดในทำงอำญำของผแู้ ทนนติ บิ คุ คล พ.ศ. ๒๕๖๐
หนา้ 146
ภำยในสำมสิบวันนับแต่วันท่ีมีกำรเปรียบเทียบปรับ ให้ถือว่ำคดีเลิกกันตำมประมวลกฎหมำยวิธี
พิจำรณำควำมอำญำ
ในกรณีทีพ่ นักงำนสอบสวนพบว่ำผู้ใดกระทำควำมผดิ ตำมวรรคสี่และผ้นู ้ันยินยอมให้
เปรียบเทียบปรับ ให้พนักงำนสอบสวนส่งเรื่องให้แก่คณะกรรมกำรเปรียบเทียบคดีภำยในเจ็ดวันนับ
แตว่ ันทีผ่ ูน้ ั้นแสดงควำมยนิ ยอมให้เปรยี บเทยี บปรับ
บทเฉพำะกำล
มำตรำ ๖๖ คำขออนญุ ำตใด ๆ ที่ไดย้ ่ืนไว้ และกำรอนญุ ำตใด ๆ ท่ีไดใ้ ห้ไวแ้ ละยงั อยู่
ในระหว่ำงกำรพิจำรณำของผู้อนุญำต หรือกำรปฏิบัติของผู้ขออนุญำตตำมที่ได้รับอนุญำต
แล้วแต่กรณี ให้ถือว่ำเป็นคำขออนุญำตหรือกำรอนุญำตตำมพระรำชบัญญัตินี้โดยอนุโลม ในกรณีท่ี
คำขออนุญำตหรือกำรอนุญำตดังกล่ำวมีข้อแตกต่ำงไปจำกคำขออนุญำต หรือกำรอนุญำตตำม
พระรำชบัญญัติน้ี ให้ผู้มีอำนำจอนุญำตมีอำนำจส่ังให้แก้ไขเพิ่มเติมได้ตำมควำมจำเป็น เพื่อให้กำร
เปน็ ไปตำมพระรำชบญั ญตั นิ ้ี
มำตรำ ๖๗ ใบอนุญำตประกอบกิจกำรโรงงำนที่ออกให้แก่บุคคลใด ๆ ตำม
กฎหมำยว่ำด้วยโรงงำนกอ่ นวนั ที่พระรำชบัญญัตนิ ้ใี ชบ้ งั คบั ให้คงใช้ไดต้ ่อไปจนสนิ้ อำยุทกี่ ำหนดไว้
ให้ถือว่ำใบอนุญำตต้ังโรงงำนตำมกฎหมำยวำ่ ด้วยโรงงำนก่อนวันทีพ่ ระรำชบัญญัติน้ี
ใช้บังคับเป็นใบอนุญำตประกอบกิจกำรโรงงำนตำมพระรำชบัญญัติน้ี และให้ผู้ได้รับใบอนุญำตต้ัง
โรงงำนดังกลำ่ วมหี น้ำที่ดำเนินกำรต่อไปตำมพระรำชบญั ญัติน้ี
มำตรำ ๖๘ บรรดำกฎกระทรวงและประกำศท่ีออกตำมกฎหมำยว่ำด้วยโรงงำนให้
คงใช้บังคบั ไดต้ อ่ ไปเทำ่ ทีไ่ มข่ ัดหรอื แยง้ กับบทแหง่ พระรำชบญั ญัติน้ี
ผ้รู บั สนองพระบรมรำชโองกำร
อำนันท์ ปนั ยำรชุน
นำยกรฐั มนตรี
หนา้ 147
อัตรำคำ่ ธรรมเนยี ม๓๙
(๑) คำขอ ฉบบั ละ ๑๐๐ บำท
(๒) ใบอนญุ ำต ฉบับละ ๓๐๐,๐๐๐ บำท
(๓) กำรอนุญำตให้ขยำยโรงงำนให้เป็นไปตำมอตั รำใน (๒)
(๔) กำรโอนใบอนุญำต ฉบบั ละ ๕,๐๐๐ บำท
(๕) ใบแทนใบอนุญำต ฉบบั ละ ๕,๐๐๐ บำท
(๖) กำรแจง้ กรณไี ดร้ บั ยกเว้นกำรขยำยโรงงำน
หรือกรณีลดหรอื กรณเี พ่มิ เครือ่ งจกั รแต่ไม่เข้ำขำ่ ย
ขยำยโรงงำน หรือกำรเพ่มิ เนอ้ื ที่อำคำรโรงงำน
หรือกำรกอ่ สร้ำงอำคำรโรงงำนเพมิ่ ขนึ้ ครงั้ ละ ๑๕,๐๐๐ บำท
(๗) ใบอนญุ ำตตรวจสอบหรือรบั รอง ฉบับละ ๕,๐๐๐ บำท
(๘) กำรต่ออำยใุ บอนุญำตตรวจสอบหรือรบั รอง
ให้เป็นไปตำมอตั รำใน (๗)
(๙) ใบแทนใบอนุญำตตรวจสอบหรอื รบั รอง ฉบับละ ๕๐๐ บำท
(๑๐) คำ่ ธรรมเนยี มกำรประกอบกจิ กำรโรงงำน ปลี ะ ๑๐๐,๐๐๐ บำท
๓๙ อัตรำคำ่ ธรรมเนยี ม แกไ้ ขเพิ่มเตมิ โดยพระรำชบัญญตั ิโรงงำน (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๖๒
หน้า 148
หมำยเหตุ :- เหตุผลในกำรประกำศใช้พระรำชบัญญัติฉบับน้ี คือ โดยที่พระรำชบัญญัติโรงงำน พ.ศ.
๒๕๑๒ มีบทบัญญัติที่ไม่สอดคล้องกับสภำพเศรษฐกิจและสังคมปัจจุบันและไม่เอ้ืออำนวยต่อกำร
ส่งเสริมกำรประกอบกิจกำรโรงงำน เน่ืองจำกกำหนดให้โรงงำนทุกลักษณะต้องขออนุญำต
เช่นเดียวกันท้ัง ๆ ที่ตำมสภำพท่ีเป็นจริงโรงงำนต่ำง ๆ มีลักษณะท่ีแตกตำ่ งกนั โรงงำนบำงประเภทไม่
จำเป็นจะต้องควบคุมดูแลกำรตั้งโรงงำน เพียงแต่ดูแลกำรดำเนินงำนเท่ำนั้น คงมีแต่โรงงำนบำง
ประเภทท่อี ำจเกิดอันตรำยจำกกำรประกอบกิจกำรได้เท่ำน้ันท่คี วรจะควบคุมกำรจัดตง้ั อย่ำงเคร่งครัด
จงึ สมควรปรับปรุงระบบกำรควบคุมดูแลให้สอดคล้องกบั สภำพกำรประกอบกิจกำรด้วยกำรให้โรงงำน
บำงลักษณะอำจประกอบกิจกำรได้ภำยใต้ระบบกำรกำกับตำมปกติ และโรงงำนบำงลักษณะจะต้อง
แจ้งให้ทรำบก่อนจึงจะเริ่มประกอบกิจกำรได้ โดยคงมีแต่โรงงำนบำงลักษณะที่จำเป็นเท่ำนั้นที่จะ
ยังคงใช้ระบบกำรอนุญำต และสมควรปรับปรุงวิธีกำรอนุญำตให้เหมำะสมย่ิงขึ้นด้วย นอกจำกนี้
ได้กำหนดให้มีกำรประสำนงำนกนั ระหว่ำงพนักงำนเจำ้ หน้ำที่ท่ีเกยี่ วขอ้ งกับกำรอนุญำตตำมกฎหมำย
ให้พิจำรณำลดกำรดำเนินงำนที่ซ้ำซ้อนกนั เพือ่ ควำมสะดวกแก่ผู้ประกอบกำร และสมควรปรบั ปรงุ กำร
ควบคุมกำรประกอบกิจกำรโรงงำนให้เป็นไปโดยได้ผลยิ่งขึ้นด้วยกำรให้มีกำรออกกฎเพื่อกำหนด
ขอบเขตกำรประกอบกิจกำรโรงงำนให้ชัดเจน และกำหนดข้ันตอนกำรใช้อำนำจของพ นักงำน
เจ้ำหน้ำที่ในกำรออกคำสั่งเพ่ือบังคับให้โรงงำนปฏิบัติตำมกฎหมำย พร้อมกับปรับปรุงอัตรำโทษและ
กำหนดให้มีกำรร่วมรับผิด สำหรับผู้ที่ทำงำนในโรงงำนนอกเหนือจำกเจ้ำของโรงงำนเพื่อให้กำร
ควบคมุ โรงงำนเปน็ ไปอย่ำงได้ผลยิง่ ขึ้น จงึ จำเป็นต้องตรำพระรำชบญั ญัตนิ ี้
พระรำชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมบทบัญญัติแห่งกฎหมำยที่เก่ียวกับควำมรับผิดในทำงอำญำของผู้แทน
นิติบุคคล พ.ศ. ๒๕๖๐๔๐
มำตรำ ๒ พระรำชบัญญัตินี้ให้ใช้บังคับต้ังแต่วันถัดจำกวันประกำศในรำชกิจจำ
นุเบกษำเป็นตน้ ไป
หมำยเหตุ :- เหตุผลในกำรประกำศใช้พระรำชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยท่ีศำลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยว่ำ
พระรำชบัญญัติขำยตรงและตลำดแบบตรง พ.ศ. ๒๕๔๕ มำตรำ ๕๔ เฉพำะในส่วนท่ีสันนิษฐำนให้
กรรมกำรผู้จัดกำร ผ้จู ัดกำร หรอื บุคคลใดซง่ึ รับผดิ ชอบในกำรดำเนินงำนของนิตบิ คุ คลนน้ั ต้องรับโทษ
ทำงอำญำร่วมกับกำรกระทำควำมผิดของนิติบุคคล โดยไม่ปรำกฏว่ำมีกำรกระทำหรือเจตนำประกำรใด
อันเก่ียวกับกำรกระทำควำมผิดของนิติบุคคลนั้น ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย
พุทธศักรำช ๒๕๕๐ มำตรำ ๓๙ วรรคสอง เป็นอันใช้บังคับไม่ได้ตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย
พุทธศักรำช ๒๕๕๐ มำตรำ ๖ และต่อมำศำลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยในลักษณะดังกล่ำวทำนอง
เดียวกัน คือ พระรำชบัญญัติลิขสิทธ์ิ พ.ศ. ๒๕๓๗ มำตรำ ๗๔ พระรำชบัญญัติกำรประกอบกิจกำร
โทรคมนำคม พ.ศ. ๒๕๔๔ มำตรำ ๗๘ พระรำชบญั ญัติสถำนบรกิ ำร พ.ศ. ๒๕๐๙ มำตรำ ๒๘/๔ และ
พระรำชบัญญัติปุ๋ย พ.ศ. ๒๕๑๘ มำตรำ ๗๒/๕ ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย
พุทธศักรำช ๒๕๕๐ มำตรำ ๓๙ วรรคสอง เป็นอันใช้บังคับไม่ได้ตำมรัฐธรรมนูญแห่งรำชอำณำจักรไทย
๔๐ รำชกิจจำนเุ บกษำ เลม่ ๑๓๔/ตอนที่ ๑๘ ก/หน้ำ ๑/๑๑ กุมภำพันธ์ ๒๕๖๐