The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แผนการสอน ม3 ปี 2565

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by inthira521031463, 2022-06-09 00:37:52

แผนการสอน ม3 ปี 2565

แผนการสอน ม3 ปี 2565

แผนการจดั การเรยี นรทู ี่ 22
หนว ยการเรยี นรูท่ี 4 เร่ือง Good lifestyle, Good marks!จำนวน 2 คาบ
รายวิชา ภาษาอังกฤษ รหสั วิชา อ 23101 กลุม สาระการเรียนรู ภาษาตางประเทศ
ระดับชัน้ มัธยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ครูผสู อน นางสาวอนิ ทริ า ศรีพล

1. มาตรฐานการเรียนรู/ ตวั ชี้วดั / ผลการเรียนรู
มาตรฐาน ต 1.1 เขา ใจและตีความเรื่องทฟ่ี ง และอานจากส่อื ประเภทตางๆ และแสดงความคดิ เห็นอยาง

มีเหตผุ ล
ต 1.1 ม. 3/1 ปฏิบตั ิตาม คำขอรอ ง คำแนะนำคำชี้แจง และคำอธิบายทฟ่ี งและอาน
มาตรฐาน ต 1.2 มีทกั ษะการสอื่ สารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนขอมลู ขา วสาร แสดงความรูส ึกและ

ความคดิ เหน็ อยางมปี ระสิทธิภาพ
ต 1.2 ม. 3/4 พดู และเขยี นเพอ่ื ขอและใหขอมลู อธิบาย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเหน็ เกยี่ วกับ

เร่อื งทฟ่ี งหรืออาน อยา งเหมาะสม

2. จุดประสงคก ารเรยี นรู
1. อานและเขาใจบทความรายงานการคนควาเกี่ยวกับสุขภาพ เรื่อง Good Lifestyle,

Good Marks ได
3. สาระสำคัญ / ความคิดรวบยอด

การอานถือเปนการเปดประสบการณ และการอา นบทความภาษาตางประเทศน้ันนอกจากจะเปน
การศกึ ษาการใชภาษาในการบรรยายแลว นกั เรียนยังสามารถศึกษาวัฒนธรรมของเจาของภาษาจากบทความ
อีกดวย

4. สาระการเรียนรู

คำศัพท คำแปลภาษาอังกฤษ คำแปลภาษาไทย
feel (v.)
keep fit (v.) perceive, examine, or search by
put on (v.) touch
tired (adj.) regular exercise to improve personอaอlกกำลงั กายสม่ำเสมอ
stressed (adj.) fitness and health
outdoors (adv.) physical in contact with and
skin (n.) supported by, be on
become or cause to become in neอeยdากพกั เหน่ือย
according to (adv.) of rest or sleep
follow (v.) being emphasized
Healthy (adj.) in or into the open air กลางแจง
rule (n.) the thin layer soft tissue forming tผhวิeหนงั
natural outer covering of the
weight (n.) body of a person or animal
Insomnia (n.) as stated by or in ตามที่
junk food (n.) move or travel behind
in a good health สขุ ภาพดี
regulation or principle governiขnอgบังคับ กฎ
conduct or procrdure within a
particular sphere
the quantity of being heavy อว น นำ้ หนกั มาก
habitual sleeplessness นอนไมพอ
food with little nutritional value อาหารทม่ี ีคณุ คา สารอาหารนอ ย

 หนาทีภ่ าษา (Function)
Asking for and giving advice การขอและใหคำแนะนำ

5. สมรรถนะสำคญั ทเี่ กดิ กับผเู รยี น (ตามแผนการจดั การเรยี นร)ู
5.1 [✓] ความสามารถในการสือ่ สาร
5.2 [✓] ความสามารถในการคิด

5.3 [✓] ความสามารถในการแกปญหา
5.4 [✓] ความสามารถในการใชท กั ษะชีวติ
5.5 [✓] ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี

6. คณุ ลกั ษณะอนั พึงประสงค 6.3 [ ] มีวินยั
6.1 [ ] รกั ชาติ ศาสน กษตั ริย 6.2 [ ] ซอื่ สตั ยส จุ รติ 6.6 [ ] มงุ ม่นั ในการทำงาน

6.4 [✓] ใฝเ รยี นรู 6.5 [ ] อยอู ยา งพอเพยี ง
6.7 [ ] รักความเปนไทย 6.8 [ ] มีจติ สาธารณะ
6. ชิน้ งาน/ภาระ

 ส่ือการสอน

7. การวดั ผลและประเมนิ ผล เครอ่ื งมอื เกณฑผ า นการประเมิน
วธิ ีการวดั หนงั สอื ประเมินการพดู ถาม-ตอบ โดยใช

ดานความร-ู ความเขา ใจ (K) เกณฑการใหคะแนน เกณฑผา นรอยละ 70

ดานทกั ษะกระบวนการ (P) ใฝเ รียนรู ประเมินความสามารถในการ
สนทนาโดยเกณฑผ า นรอ ยละ 70
ดานคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค (A)
รอ ยละ 80

7. การวัดและประเมินผล วธิ กี าร เครอื่ งมือ เกณฑ
หลักฐานการเรยี นรู ตรวจและใหคะแนน
(ชนิ้ งาน/ภาระงาน) เกณฑก ารใหค ะแนน ประเมินความสามารถใน
การอาน โดยเกณฑผาน
1. กจิ กรรม 5 หนา 39 รอ ยละ 70

8. การจัดกิจกรรมการเรยี นรู

8.1 ขัน้ นำสกู ารเรียนรู (Warm-up)

1. ครูเขียน Good lifestyle ลงบนกระดาน ครูถามนักเรยี นวาคำน้ีมีความหมายวาอยางไร
Do you know the meaning of lifestyle? (No/Yes)

2. ครบู อกนักเรียนวา ในหนว ยการเรียนรูน นี้ ักเรียนจะไดอ า นบทอานเกีย่ วกับการมีแนว
ทางการใชช ีวติ ทดี่ ี

8.2 กิจกรรมกอนอาน (Pre-Reading)

1. เดาเน้อื หาจากชื่อเรอ่ื งและภาพ

- ครูใหนักเรียนดูภาพพฤติกรรมการใชชีวิต ในหนังสือเรียน หนา 38-39 ครูอาน
คำถาม What do you think the Reading is about? และใหนักเรียนพูดวาเห็นอะไรใน
ภาพบาง ครูชวยเสรมิ รายละเอยี ดบางอยางเพือ่ สรางองคความรใู หมใหนกั เรยี น

- ครแู บงกลมุ นักเรยี น กลุม ละ 3-4 คน ระดมความรูเกย่ี วการมีแนวทางการใชช ีวิตท่ี
ดี

2. ตง้ั จุดประสงคใ นการอาน

- ครใู หน กั เรยี นอานคำถามในกิจกรรมขอ 5 และใชค ำถามเหลา น้ีเปนจดุ ประสงคใ น
การอาน

8.3 กิจกรรมการอา น (Writing)
ครูใหนักเรียนทุกคนอานบทอานอีกครั้ง และขีดเสนใตคำศัพทที่ไมรูความหมาย ครูอาจให

นักเรียนใชเทคนิคเดาความหมายของคำศัพทจากบริบท หรือใชพจนานุกรมเปดหาความหมายของ
คำศัพท

8.4 กจิ กรรมหลงั การอาน (Post-Reading)
1. ครใู หนักเรยี นตอบคำถามในกจิ กรรมขอ 5 โดยเขียนคำตอบลงในสมดุ
2. ครตู รวจคำตอบโดยอานคำถามทีละขอ และใหนักเรยี นอานคำตอบท่ไี ดพรอม ๆ กัน

8.5 ขัน้ สรปุ (Wrap up)

ครูและนักเรียนรวมกันสรุปเรื่อง Good lifestyle, Good marks! และความหมายของ
คำศัพท

9. สื่อ / แหลง การเรียนรู
1. หนังสอื เรยี น

ลงช่ือ ..................................................... ครูผสู อน
(.....................................................)

วันที่ ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................
ลงชื่อ ....................................................ผนู ิเทศ
(.....................................................)

วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................

ลงชอื่ .................................................หัวหนา กลมุ สาระฯ
(.....................................................)

วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................

10. บันทกึ ผลการจดั การเรียนรู
ผลการจดั การเรียนรู (ระบรุ ายช่อื นกั เรียนท่ไี มบรรลุผล/ตัวช้วี ัด)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
อปุ สรรค/ปญหา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
การแกไ ขปรับปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลการแกไ ขปรับปรุง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ลงชอ่ื ..................................................... ครผู ูสอน
(.....................................................)

วันที่ ............. เดือน ............................... พ.ศ. ...............
ความเห็น/ขอเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ลงชอื่ .................................................หวั หนา กลมุ สาระฯ
(.....................................................)

วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................

แผนการจัดการเรยี นรูที่ 23
หนวยการเรยี นรทู ี่ 4 เร่อื ง Giving Advices จำนวน 2 คาบ
รายวชิ า ภาษาองั กฤษ รหสั วชิ า อ 23101 กลมุ สาระการเรียนรู ภาษาตางประเทศ
ระดบั ชั้น มัธยมศกึ ษาปที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ครูผสู อน นางสาวอินทิรา ศรีพล

1. มาตรฐานการเรยี นรู/ ตัวช้ีวัด / ผลการเรยี นรู
มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการส่อื สารทางภาษาในการแลกเปลยี่ นขอมูลขา วสาร แสดงความรสู ึกและ

ความคดิ เหน็ อยา งมปี ระสิทธภิ าพ
ต 1.2 ม. 3/4 พูดและเขยี นเพอื่ ขอและใหขอมูล อธบิ าย เปรียบเทยี บ และแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกบั

เรอ่ื งที่ฟงหรืออาน อยางเหมาะสม
มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอขอมูลขาวสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเห็นในเรือ่ งตางๆ โดย

การพดู และการเขียน
ต 1.3 ม. 3/1 พดู และเขยี นบรรยายเกย่ี วกับตนเองประสบการณ ขาว/เหตกุ ารณ/ เรื่อง/ประเด็นตา งๆ ท่ี

อยูใ นความสนใจ ของสงั คม

2. จดุ ประสงคก ารเรียนรู
1. พดู ใหคำแนะนำเก่ยี วกับสถานการณต างๆ ได

3. สาระสำคญั / ความคิดรวบยอด

การฝกใชภาษาในการใหคำแนะนำในสถานการณตางๆ นอกจากจะเปน การสรา งโอกาสในการรูลำดับ
โครงสรางภาษาแลว นักเรียนยังไดเ รียนรูก ารใชคำศัพทอีกดวย

4. สาระการเรยี นรู คำแปลภาษาอังกฤษ คำแปลภาษาไทย
คำศพั ท
perceive, examine, or search by รูสกึ
feel (v.) touch

keep fit (v.) regular exercise to improve personal ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
fitness and health
put on (v.)
physical in contact with and เพ่มิ
tired (adj.) supported by, be on

stressed (adj.) become or cause to become in อยากพัก เหนื่อย
outdoors (adv.) need of rest or sleep
skin (n.)
being emphasized
according to
(adv.) in or into the open air กลางแจง
follow (v.)
Healthy (adj.) the thin layer soft tissue forming the ผวิ หนงั
natural outer covering of the body
of a person or animal

as stated by or in ตามที่

move or travel behind ตาม
in a good health สขุ ภาพดี

rule (n.) regulation or principle governing ขอบงั คบั กฎ
conduct or procrdure within a
weight (n.) particular sphere อว น น้ำหนกั มาก
Insomnia (n.) นอนไมพอ
junk food (n.) the quantity of being heavy อาหารท่มี ีคุณคาสารอาหาร
นอย
habitual sleeplessness

food with little nutritional value

 หนา ทภ่ี าษา (Function)
Asking for and giving advice การขอและใหคำแนะนำ

5. สมรรถนะสำคญั ท่ีเกิดกับผูเรยี น (ตามแผนการจัดการเรียนรู)
5.1 [✓] ความสามารถในการสื่อสาร
5.2 [✓] ความสามารถในการคิด
5.3 [✓] ความสามารถในการแกปญหา
5.4 [✓] ความสามารถในการใชท ักษะชวี ิต
5.5 [✓] ความสามารถในการใชเทคโนโลยี

6. คณุ ลักษณะอันพึงประสงค 6.3 [ ] มีวินัย
6.1 [ ] รักชาติ ศาสน กษัตริย 6.2 [ ] ซื่อสัตยสจุ ริต 6.6 [ ] มุงมน่ั ในการทำงาน

6.4 [✓] ใฝเ รยี นรู 6.5 [ ] อยูอยางพอเพยี ง

6.7 [ ] รักความเปนไทย 6.8 [ ] มีจิตสาธารณะ เกณฑผา นการประเมิน
6. ชิ้นงาน/ภาระ ประเมินการพูดถาม-ตอบ โดยใช
เครื่องมือ
 ส่ือการสอน หนงั สอื เกณฑผานรอยละ 70

7. การวัดผลและประเมนิ ผล ประเมนิ ความสามารถในการ
วิธีการวดั สนทนาโดยเกณฑผ า นรอยละ 70

ดานความร-ู ความเขาใจ (K) รอยละ 80

ดา นทักษะกระบวนการ (P) เกณฑการใหคะแนน

ดานคณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค (A) ใฝเรยี นรู

7. การวดั และประเมินผล

หลกั ฐานการเรียนรู วิธกี าร เคร่อื งมอื เกณฑ
(ช้นิ งาน/ภาระงาน)

1. จบั คกู ันสนทนาใหคำปรกึ ษา ตรวจและใหคะแนน เกณฑก ารใหคะแนน ประเมินความสามารถใน
ตาม สถานการณ ท่กี ำหนด ก า ร ส น ท น า โ ด ย เ ก ณ ฑ
ผา นรอ ยละ 70

8. การจดั กิจกรรมการเรียนรู
8.1 ขั้นนำสูก ารเรยี นรู (Warm-up)

1. ครูทักทายนักเรียน จากนั้นครูใหนักเรียนชวยกนั บอกกฎเพื่อสขุ ภาพท่ีดีที่ไดจากการอาน
บทความในคาบกอนหนา ครูเขียนคำตอบบนกระดาน

2. ครบู อกนักเรียนวาในคาบนี้ นกั เรยี นจะไดฝกพูดใหค ำแนะนำในสถานการณต า งๆ

8.2 ขน้ั นำเสนอเน้ือหา (Presentation)
1. ครสู รุปกฎเพ่อื สขุ ภาพที่ดที ้งั 5 ขอทีไ่ ดจากเร่อื ง Good Llifestyle, Good Marks! ไวบ น

กระดาน

1. Drink 10 glasses of water a day (You can lose weight and you will have
beautiful skin.

2. Sleep at least 8 hours a night. Don’t go to bed late and get up ealry
you may feel tired and stressed.

3. Eat well. Don’t skip breakfast. Do not eat junk food. You should eat
fruits, eggs, milk , cereal or trast.

4. Walk or cycle for twenty minutes a day to improve your immune
system.

5. Keep clean. Wash your face every morning and every night. Brush your
teeth three times a day.

2. ครถู ามคำถามตอไปนี้

Is it good for me to sleep 4 hours a night?
(No. You should sleep at least 8 hours a night.)
Should I sleep late?
(No. You shouldn’t sleep late. You should sleep early.)

ครูเขยี นคำถามคำตอบบนกระดานและถามนักเรยี น

Should you eat snack?
(No, I shouldn’t eat junk food. I should eat good food.)

3. ครูอธิบายนักเรียนวา should มีความหมายวา “ควรจะ” ใชในการใหคำปรึกษาโดยจะ
วางไวหนากริยาหลักของประโยค การทำเปนประโยคปฏิเสธหรือประโยคคำถามใหใช should เปน
กรยิ าชวย

8.3 ขัน้ ฝก ปฏิบัติ (Practice)
ครกู ำหนดสถานการณต า งๆ 4-5 สถานการณแ ลว ใหนกั เรียนฝกเขียนใหค ำแนะนำ โดยใช

should,shouldn’t

8.4 ขน้ั นำภาษาไปใช (Production)
ครใู หนักเรียนอา นกิจกรรมขอ 6 ในหนังสอื Sprint 3 Student’s Book หนา 39 และดู

ตวั อยา ง

A : I always get bad marks!
B : gets lots of sleep.
‘You should get lots of sleep.’
ครใู หน กั เรียนฝก พูดใหค ำปรึกษาตามตวั อยาง เม่อื A บอกวา เขามักจะไดค ะแนนไมด ี (B คดิ
วานา จะเกิดเพราะ A นอนนอ ย) B จะบอกให A นอนใหมากพอ B ควรจะพูดวา You should get
lots of sleep. (คณุ ควรจะนอนใหมาก) และใหนกั เรียนจับคูกันสนทนาใหคำปรกึ ษาตาม
สถานการณ ที่กำหนดไวด งั ตวั อยา ง ครูคอยแนะนำแกไขหากมขี อผิดพลาด ครูใหนักเรียนบอก

สถานการณท่ีคดิ ขึ้น ใหมเ องเพื่อใหเพอ่ื นพดู แนะนำ

8.5 ข้ันสรปุ (Wrap up)
ครูและนักเรียนรว มกนั สรุปความหมายและยกตัวอยางประโยค should, shouldn’t

9. สือ่ / แหลงการเรียนรู
1. หนงั สือ Sprint 3 Student’s Book
ลงช่ือ ..................................................... ครผู สู อน
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................
ลงช่ือ ....................................................ผูน ิเทศ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................

ลงช่ือ .................................................หวั หนากลุม สาระฯ
(.....................................................)

วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. ................

10. บนั ทึกผลการจัดการเรยี นรู
ผลการจดั การเรียนรู (ระบุรายช่ือนักเรียนที่ไมบรรลผุ ล/ตัวชว้ี ัด)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
อปุ สรรค/ปญ หา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
การแกไ ขปรบั ปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลการแกไขปรบั ปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ลงชือ่ ..................................................... ครูผสู อน
(.....................................................)

วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. ...............
ความเห็น/ขอเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ลงชอ่ื .................................................หัวหนา กลมุ สาระฯ
(.....................................................)

วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................

แผนการจัดการเรยี นรทู ่ี 24
หนว ยการเรยี นรทู ี่ 4 เรอื่ ง Illnesses จำนวน 2 คาบ
รายวิชา ภาษาอังกฤษ รหสั วิชา อ 23101 กลมุ สาระการเรียนรู ภาษาตางประเทศ
ระดบั ชั้น มัธยมศกึ ษาปท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 ครผู สู อน นางสาวอินทริ า ศรีพล

1. มาตรฐานการเรยี นรู/ ตวั ชวี้ ัด / ผลการเรยี นรู
มาตรฐาน ต 1.1 เขา ใจและตีความเรือ่ งทฟ่ี งและอา นจากสือ่ ประเภทตาง ๆ และแสดงความคิดเห็นอยา ง

มีเหตุผล
ต 1.1 ม 3/4 เลอื ก/ระบหุ ัวขอ เรอ่ื ง ใจความสำคัญ รายละเอยี ดสนับสนนุ และแสดงความคดิ เหน็

เกีย่ วกบั เร่ืองที่ฟง และอานจากสอื่ ประเภทตา งๆ พรอ มท้ังใหเหตุผลและยกตัวอยา ง
ประกอบ
มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการส่ือสารทางภาษาในการแลกเปลีย่ นขอมลู ขา วสาร แสดงความรสู ึกและ
ความคดิ เห็นอยา งมปี ระสิทธิภาพ
ต 1.2 ม. 3/1 สนทนาและเขยี นโตตอบขอมลู เกี่ยวกบั ตนเอง เรือ่ งตา งๆ ใกลตวั สถานการณ ขา ว เร่อื งท่ี
อยูในความสนใจของสังคม และส่อื สารอยางตอ เน่ืองและเหมาะสม
มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอขอมูลขาวสาร ความคิดรวบยอด และความคดิ เหน็ ในเรือ่ งตางๆ โดย
การพดู และการเขยี น
ต 1.3 ม. 3/3 พดู และเขยี นแสดงความคิดเหน็ เกี่ยวกับกจิ กรรมประสบการณ และเหตุการณพรอ มท้ัง
ใหเหตุผลประกอบ
มาตรฐาน ต 2.2 เขา ใจความเหมือนและความแตกตา งระหวา งภาษาและวัฒนธรรมของเจา ของภาษากบั ภาษา
และวฒั นธรรมไทย และนำมาใชอยางถูกตองและเหมาะสม

ต 2.2 ม. 3/1 เปรียบเทยี บและอธบิ ายความเหมือนและความแตกตา งระหวางการออกเสียงประโยค
ชนิดตางๆ และการลำดับคำ ตามโครงสรา งประโยค ของ ภาษาตา งประเทศและภาษาไทย

2. จุดประสงคก ารเรียนรู

เขยี นประโยคเกีย่ วกบั วิถชี วี ติ ท่ีละเลยสุขภาพกบั ผลที่จากไดร ับ

3. สาระสำคัญ / ความคิดรวบยอด
การเขยี นเปนการรวบยอดของความรู ซึ่งเกิดจากความเขาใจจากการเรียนรูไวยากรณแ ละโครงสราง

ของภาษา เพื่อถา ยทอดออกมาเปนขอความท่ีถกู ตองตามหลักภาษา

4. สาระการเรียนรู

คำศัพท คำแปลภาษาองั กฤษ คำแปลภาษาไทย
feel (v.) perceive, examine, or search by รูสกึ
touch ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
keep fit (v.) regular exercise to improve personal เพิ่ม
fitness and health อยากพัก เหนือ่ ย
put on (v.) physical in contact with and
supported by, be on กลางแจง
tired (adj.) become or cause to become in ผวิ หนงั
need of rest or sleep
stressed (adj.) being emphasized ตามท่ี
outdoors (adv.) in or into the open air
skin (n.) the thin layer soft tissue forming the
natural outer covering of the body
according to of a person or animal
(adv.) as stated by or in

follow (v.) move or travel behind ตาม
Healthy (adj.) in a good health สขุ ภาพดี
rule (n.) regulation or principle governing ขอ บงั คับ กฎ
conduct or procrdure within a
weight (n.) particular sphere อว น นำ้ หนกั มาก
Insomnia (n.) the quantity of being heavy นอนไมพอ
junk food (n.) habitual sleeplessness อาหารที่มีคณุ คาสารอาหาร
food with little nutritional value นอ ย

 หนา ทภี่ าษา (Function)

- Asking for and giving advice การขอและใหคำแนะนำ

 โครงสรางประโยค / ไวยากรณ (Structure and Grammar)

- should / could

- affirmative form and negative form
Subject + should / could + (not) + verb (base form).

- interrogative form and short answer
Should / Could + subject + verb (base form)?

5. สมรรถนะสำคญั ทีเ่ กดิ กบั ผเู รียน (ตามแผนการจัดการเรยี นร)ู
5.1 [✓] ความสามารถในการสอ่ื สาร
5.2 [✓] ความสามารถในการคดิ
5.3 [✓] ความสามารถในการแกปญหา
5.4 [✓] ความสามารถในการใชทักษะชีวติ

5.5 [✓] ความสามารถในการใชเทคโนโลยี

6. คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค

6.1 [ ] รกั ชาติ ศาสน กษัตริย 6.2 [ ] ซอื่ สัตยส จุ ริต 6.3 [ ] มีวนิ ัย

6.4 [✓] ใฝเ รยี นรู 6.5 [✓] อยอู ยางพอเพียง 6.6 [ ] มุง ม่นั ในการทำงาน

6.7 [ ] รักความเปนไทย 6.8 [ ] มจี ติ สาธารณะ
6. ชิน้ งาน/ภาระ

 สอื่ การสอน

7. การวดั ผลและประเมนิ ผล

วิธกี ารวัด เครื่องมอื เกณฑผา นการประเมนิ
ดา นความร-ู ความเขา ใจ (K) หนังสือ
ประเมนิ การพดู ถาม-ตอบ โดยใช
เกณฑผ านรอยละ 70

ดา นทกั ษะกระบวนการ (P) เกณฑการใหคะแนน ประเมนิ ความสามารถในการ
สนทนาโดยเกณฑผ านรอ ยละ 70

ดา นคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค (A) ใฝเรยี นรู รอ ยละ 80

7. การวัดและประเมินผล

หลกั ฐานการเรยี นรู วิธีการ เครือ่ งมอื เกณฑ
(ช้นิ งาน/ภาระงาน)

1. เขียนประโยคเกย่ี วกับวิถีชีวิต ตรวจและใหคะแนน เกณฑก ารใหค ะแนน ประเมนิ การเขยี นคาดคะเน

ทล่ี ะเลยสุขภาพกับผลทีจ่ ะ ผลที่อาจจะเกดิ จากวิถีชีวติ ท่ี
ไดร ับจากวิถชี ีวติ แบบนน้ั จำนวน ละเลยสุขภาพไดจากคำตอบท่ี
5 ประโยค ถกู ตอง โดยใชเกณฑผ าน
รอ ยละ 70

8. การจัดกิจกรรมการเรยี นรู

8.1 ขั้นนำสูการเรยี นรู (Warm-up)

1. ครทู ักทายนักเรยี น จากน้ันครใู หนกั เรียนเดนิ ดภู าพอาการตางๆ ทต่ี ดิ อยูร อบๆ หองภายใน
เวลา 2 นาที

2. ครแู จง นักเรยี นวาในวนั น้นี ักเรียนจะไดเ รยี นรูคำศพั ทเกย่ี วกบั การเจบ็ ปว ยตา งๆ

8.2 ขัน้ นำเสนอเนอื้ หา (Presentation)
1. ครใู หน กั เรยี นเขยี นคำศพั ทจ ากภาพท่ีไดดู โดยเรยี งลำดับตามหมายเลขที่ครตู ิดไว
2. ครูนำภาพจากติดรอบๆ หองมาตดิ บนกระดานอีกครั้ง ครูสุมใหนักเรียนเขียนคำศัพทใต

ภาพ ครแู ละนักเรยี นรวมกนั ตรวจคำตอบ
3. ครูใหนักเรียนออกเสียงอานคำศัพทหนึ่งครั้ง แลวครูคอยตรวจความถูกตอง หากผิดครู

แกไขแลว ใหน ักเรยี นอา นออกเสียงคำศัพทอ ีกคร้ัง ครใู ชวิธชี ี้คำศัพทแลวใหนักเรียนอานออกเสยี งสลับ
ไปมาจนครบทกุ คำ

4. ครเู ขียนประโยค If you use your laptop a lot, you could get backache, a pain

in the neck or sore eyes. บนกระดาน ครูอธิบายใหน กั เรยี นฟง วา ในประโยคน้ปี ระกอบดวย 2

สว น คือสว นทีเ่ ปนสาเหตุ (Cause) และสว นที่เปนผล (Result)

You use your laptop a lot. - เปน สาเหตุ (Cause)

You could get backache, a pain in the neck or sore eyes. - เปน ผล(Result)

8.3 ขัน้ ฝก ปฏิบตั ิ (Practice)
ครใู หนกั เรยี นทำกจิ กรรมขอ 5 ในหนงั สือ Sprint 3 Student’s Book หนา 41 โดยจับคู

ขอ ความเก่ียวกับวิถชี วี ติ ทลี่ ะเลยสุขภาพกบั ผลท่ีจะไดร ับจากวถิ ชี วี ิตแบบนน้ั และใหนกั เรยี น
เปรียบเทยี บคำตอบกนั จากน้นั ใหนักเรยี นนำ ขอ ความเก่ียวกับวิถีชวี ติ ท่ีละเลยสุขภาพกบั ผลท่จี ะ
ไดรับจากวิถชี วี ติ แบบนัน้ มาเขยี นเรยี งเปนประโยคใหมป ระกอบดวยสองสว น โดยใช could

8.4 ขัน้ นำภาษาไปใช (Production)
ครใู หนักเรยี นจับคูก นั ทำกจิ กรรมขอ 6 ในหนังสือ Sprint 3 Student’s Book หนา 41 โดย

การพูดแนะนำ และใชคำตอบทีไ่ ดจ ากกจิ กรรมขอ 5 เปนขอมลู พรอ มบอกผลการคาดคะเนวา เกิดขึ้น
จากวถิ ชี ีวิตท่ีละเลยสุขภาพ พรอ มเขยี นบนั ทึกคำพดู ของนักเรยี นลงในสมดุ แบบฝก หัด เชน

- You shouldn’t eat too much junk food. You should get stomach ache.
8.5 ข้นั สรุป (Wrap up)

ครแู ละนกั เรยี นทบทวนคำศัพทอ ีกคร้ัง จากนั้นครูสุมนักเรยี น 2-3 คน ใบค ำศัพทเ ก่ยี วกบั การ
เจ็บปวยท่ีไดเ รยี นไปใหเ พ่ือนทายคำตอบ

9. สื่อ / แหลง การเรียนรู
1. หนงั สือ Sprint 3 Student’s Book
2. ภาพอาการตางๆ

ลงชื่อ ..................................................... ครูผสู อน
(.....................................................)

วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................

ลงช่ือ ....................................................ผูนิเทศ
(.....................................................)

วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................

ลงชอื่ .................................................หวั หนากลมุ สาระฯ
(.....................................................)

วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................

10. บันทึกผลการจัดการเรียนรู
ผลการจัดการเรยี นรู (ระบุรายช่อื นกั เรยี นท่ไี มบรรลผุ ล/ตัวชวี้ ดั )
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
อุปสรรค/ปญ หา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

การแกไขปรบั ปรุง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลการแกไ ขปรบั ปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ลงชื่อ ..................................................... ครูผูสอน
(.....................................................)

วันที่ ............. เดือน ............................... พ.ศ. ................
ความเห็น/ขอเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ลงชื่อ .................................................หัวหนา กลุมสาระฯ
(.....................................................)

วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................

แผนการจดั การเรียนรูที่ 25
หนวยการเรยี นรูที่ 4 เรอื่ ง Looking at the stars! จำนวน 2 คาบ
รายวชิ า ภาษาองั กฤษ รหสั วชิ า อ 23101 กลมุ สาระการเรียนรู ภาษาตางประเทศ
ระดับชั้น มัธยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ครูผสู อน นางสาวอนิ ทิรา ศรีพล

1. มาตรฐานการเรียนรู/ ตัวช้วี ดั / ผลการเรียนรู
มาตรฐาน ต 1.1 เขาใจและตคี วามเร่ืองที่ฟง และอานจากสอ่ื ประเภทตาง ๆ และแสดงความคดิ เหน็ อยา งมี

เหตผุ ล
ต 1.1 ม.3/3 ระบุและเขยี นส่อื ที่ไมใ ชความเรียง รปู แบบตางๆ ใหส ัมพนั ธกับประโยค และขอความทฟ่ี งหรือ

อาน
ต 1.1 ม.3/4 เลอื ก/ระบหุ ัวขอ เรอ่ื ง ใจความสำคัญ รายละเอยี ดสนบั สนนุ และแสดงความคดิ เหน็

เกย่ี วกับเรื่องท่ีฟง และอา นจากสอ่ื ประเภทตา งๆ พรอมทง้ั ใหเหตุผลและยกตัวอยา ง
ประกอบ
มาตรฐาน ต 1.2 มที ักษะการสอ่ื สารทางภาษาในการแลกเปลยี่ นขอมูลขา วสาร แสดงความรูสึก และ
ความคิดเหน็ อยา งมีประสิทธภิ าพ
ต 1.2 ม 3/1 สนทนาและเขยี นโตตอบขอมูลเก่ยี วกับตนเอง เรอ่ื งตางๆ ใกลต วั สถานการณ ขาว เร่ืองที่
อยูในความสนใจของสังคม และส่ือสารอยา งตอเน่ืองและเหมาะสม
ต 1.2 ม 3/4 พดู และเขียนเพ่ือขอและใหขอมูล อธบิ าย เปรียบเทียบ และแสดงความคดิ เห็นเก่ียวกับ

เรอ่ื งท่ฟี ง หรืออาน อยา งเหมาะสม
มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอขอมลู ขา วสาร ความคิดรวบยอด และความคิดเหน็ ในเรื่องตา งๆ โดย

การพดู และการเขยี น
ต 1.3 ม 3/2 พูดและเขียนสรปุ ใจความสำคัญ/แกน สาระ หัวขอเรื่องทไี่ ดจากการวเิ คราะหเรื่อง/ขาว/

เหตุการณ/ สถานการณท่ีอยูในความสนใจของสังคม

2. จุดประสงคก ารเรียนรู

อา นและเขาใจบทความเรื่อง Looking at the stars! ได

3. สาระสำคญั / ความคิดรวบยอด

การฝก อานและฟงภาษาอังกฤษ เปนสิ่งที่มีความสำคัญอยา งยิ่งในการรับขอมูล เพื่อที่จะสงตอ ขอมูล
กลับไปอยางถูกตอ ง อีกท้งั การอา นและการฟงนนั้ จะทำใหนกั เรยี นคุน เคยกับภาษาและคำศพั ทใหมๆ

4. สาระการเรียนรู

คำศพั ท คำแปลภาษาองั กฤษ คำแปลภาษาไทย
astrologer (n.) a person who is versed in astrology โหราจารย
astrology (n.) the study of the movements and โหราศาสตร
relative positions of celestial bodies
astronomer (n.) interpreted as having an influence นกั ดาราศาสตร
astronomy (n.) on human affairs and the natural ดาราศาสตร
world
a person who is versed in
astronomy
the branch of science which deals
with celestial objects, space, and
the physical universe as a whole

scientist (n.) a person who is studying or has นกั วทิ ยาศาสตร
draw (v.) expert knowledge of one or more of วาด เขยี น
horoscope (n.) the natural or physical sciences โหราศาสตร
produce (a picture or a diagram) by
planet (n.) making lines and marks on paper ดาวเคราะห
Earth (n.) a forecast of a person’s future โลก
poem (n.) based on the relative positions of บทกวี
star (n.) the stars and planets at the time of ดาว
sailor (n.) their birth ลกู เรือ
a celestial body moving in an
seaman (n.) elliptical orbit round a star กะลาสเี รือ
course (n.) the planet on which we live, the เสน ทาง
third planet of the solar system in
order of distance from the sun
literary composition that is given
intensity by particular attention to
diction (sometimes involving rhyme)
a fixed luminous point in the night
sky which is a large, remote
incandescent body like the sun
a person who works as a member of
the crew of a commercial or naval
ship or boat, specially one who is
below the rank of officer
a sailor, especially one below the
rank of officer
the route or direction followed by a
ship, aircraft, road or river

comet (n.) a celestial object which consists of a ดาวหาง
nucleus of ice and dust and, when
wish (n.) near the sun, a diffuse tail, typically ความปรารถนา
predict (v.) follows a highly eccentric orbit ทำนาย
future (n.) around the sun อนาคต
zodiac (n.) a desire or hope, or an expression จกั รราศี
of this
scales (n.) state that (a specified event) will ตราช่ัง
happen in the future
constellation time that is still to come กลุม ดาว
(n.) a belt of the heavens within about มากเหลือคณานบั
countless (adj.) 8° of the ecliptic, including all
apparent positions of the sun,
moon, and planets and divided by
astrologers into twelve equal
divisions or signs
an instrument for weighting,
originally a simple balance but now
usually a device with an electronic
or other internal weighing
mechanism
a group of stars forming a
recognized pattern and typically
named after a mythological or other
figure
too many to be count, very many

telescope (n.) an optical instrument designed to กลอ งโทรทรรศน
make distant objects appear nearer,
individual (adj.) containing an เอกเทศ แตละบุคคล
ancient (adj.) arrangement of lenses, or curved โบราณ
character (n.) บุคลกิ ลกั ษณะ
invent (v.) mirrors and lenses, by which rays of ประดิษฐ
progress (n.) ความกาวหนา
spectrograph light are collected and focused and กลองโทรทศั น/กลองดูดาว
(n.) ทมี่ ีความสามารถในการ
the resulting image magnified บนั ทกึ ภาพจากสงิ่ ทส่ี องอยู
คนพบ
single, separate ทำลาย

belonging to or originating in the
very distant past
the mental and moral qualities
distinctive to an individual
create or design (a new device,
process, etc.)
forward or onward movement
towards a destination
an apparatus for photographing or
other wiserecording spectra

discover (v.) find unexpectedly or in the course
of a search
spoilt (v.)
diminish or destroy the value or

quality of something

 หนา ท่ภี าษา (Function)

 Asking and talking about life experiences การสนทนาเก่ียวกับประสบการณชวี ิต

 โครงสรา งประโยค / ไวยากรณ (Structure and Grammar)

 Past Participle

 Present Perfect Tense

- Affirmative form and Negative form
Subject + has/have + Verb (past participle)
Subject + has/have + not + Verb (past participle)

- Interrogative form
Has / Have + subject + Verb (past participle)?

- Short answer
Yes, subject + has / have.
No, subject + hasn’t / haven’t.

 ever / never

- negative form
Subject + has/have + never + Verb (past participle)

- interrogative form
Has / Have + subject + ever + Verb (past participle)?

5. สมรรถนะสำคัญท่เี กดิ กบั ผูเรยี น (ตามแผนการจัดการเรยี นร)ู
5.1 [✓] ความสามารถในการสอ่ื สาร
5.2 [✓] ความสามารถในการคดิ
5.3 [✓] ความสามารถในการแกปญหา
5.4 [✓] ความสามารถในการใชท ักษะชีวิต
5.5 [✓] ความสามารถในการใชเทคโนโลยี

6. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค 6.3 [ ] มีวินยั
6.1 [ ] รกั ชาติ ศาสน กษตั ริย 6.2 [ ] ซ่ือสัตยส ุจริต 6.6 [ ] มงุ มัน่ ในการทำงาน

6.4 [✓] ใฝเรยี นรู 6.5 [ ] อยูอยา งพอเพยี ง เกณฑผ า นการประเมิน
6.7 [ ] รกั ความเปน ไทย 6.8 [ ] มจี ติ สาธารณะ ประเมนิ การพูดถาม-ตอบ โดยใช
6. ชิ้นงาน/ภาระ
เกณฑผ านรอยละ 70
 สอื่ การสอน

7. การวัดผลและประเมินผล เครือ่ งมือ
หนงั สอื
วธิ กี ารวดั
ดานความร-ู ความเขา ใจ (K)

ดา นทกั ษะกระบวนการ (P) เกณฑการใหคะแนน ประเมนิ ความสามารถในการ
สนทนาโดยเกณฑผ า นรอยละ 70

ดานคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค (A) ใฝเรยี นรู รอ ยละ 80

7. การวัดและประเมินผล วิธีการ เครอื่ งมือ เกณฑ
หลักฐานการเรียนรู ตรวจและใหคะแนน แบบฝกหัด
(ชิน้ งาน/ภาระงาน) ใชเกณฑผานรอยละ
70 ผา นระดบั พอใช
1.กจิ กรรม 4 หนา 27

8. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู
8.1 ขั้นนำสูก ารเรยี นรู (Warm-up)
1. ครูนำนักเรียนสนทนาเกี่ยวกับการทำนายโชคชะตาชีวิต จากนั้นครูบอกนักเรียนวา ใน
หนว ยการเรียนรนู ้ีนักเรียนจะไดอา นบทอา นเกย่ี วกับการทำนายโชคชะตาชวี ติ จะตอ งตอบคำถามและ
บอกรายละเอียดจากการอา นบทอาน

8.2 กิจกรรมกอ นอา น (Pre-Reading)
1. ตรวจสอบความรูเดมิ และสรางความรูใหม
- ครใู หนักเรียนทุกคนอา นชื่อเรื่อง “Looking at the stars” ในกิจกรรม Reading

และใหจนิ ตนาการเกย่ี วกับบทอา นทกี่ ำลงั จะไดอาน
- ครูใหน กั เรียนอา นบทอานดวยตนเอง และขีดเสน ใตคำศพั ทที่ไมรูค วามหมาย
- ครูแบงกลุมนักเรียน กลุมละ 3-4 คน ชวยกันรวบรวมคำศัพทที่ไมรูความหมาย

และหาความหมายใหไดเรว็ ท่สี ดุ ภายใน 3-5 นาที
- ครูเสริมความหมายของคำศัพทที่นักเรียนไมรู เชน sailors, seamen, comet ..

etc.
2. ต้งั จุดประสงคใ นการอาน
- ครูใหน กั เรยี นแตละกลุมชว ยกันอา นออกเสยี งคำถาม และทำความเขาใจคำถามแต

ละขอ กอ นอา นบทอา น (แตล ะกลุมนำเสนอความหมายคำถามแตล ะขอได)

8.3 กจิ กรรมระหวา งอาน (While-Reading)
1. อานบทอาน

- ครูเปดซีดีบันทกึ เสียง CD ใหนักเรียนฟงและอานตาม โดยมีจุดประสงคเพื่อจับ
ใจความสำคัญของบทอาน จากนั้นครูใหนักเรียนชวยกันบอกประเด็นหรือใจความสำคัญที่ตนเอง
เขา ใจ

- ครใู หนกั เรยี นอา นบทอา น แลว ตอบคำถามในกจิ กรรม 4 ในหนงั สอื เรียน หนา 27

8.4 กจิ กรรมหลงั อา น (Post-Reading)
ตรวจสอบความเขา ใจ
1. ครใู หน ักเรยี นอานเร่ือง Looking at the stars อกี คร้ังชว ยกันสรปุ เรอ่ื งโดยเขียน

เตมิ ขอ ความลงในแผนผงั ความคิด (ดงั ตัวอยา งตอ ไปน้)ี

- astrology - astronomy
- astologer - astronomer
- predict the future - are countless

- describe character - are ball of hot gas

2. ครูใหนักเรยี นชวยกนั อธบิ ายความแตกตา งระหวา งคำวา romantic view กบั

scientific view และความแตกตางระหวาง astrology กับ astronomy และ astrologer กับ
astronomer นักเรียนบอกความแตกตางระหวาง romantic view กับ scientific view ไดถ ูกตอง
นักเรียนตองบอกไดวา romantic view เปนเรื่องของอารมณจินตนาการ สวน scientific view
เปน เร่ืองเกี่ยวกบั เหตผุ ล หลกั ฐาน ความเปน จริง

8.5 สรปุ (Conclusion)

ครูสรุปบทเรียนโดยใหนกั เรียนรว มกันอภปิ รายครา วๆ เกี่ยวกับเร่ือง Looking at the stars
และมอบหมายใหน กั เรียนทบทวนคำศพั ทอกี ครั้งเปนการบาน

9. สื่อ / แหลง การเรียนรู
1. หนังสือเรียน
2. CD

ลงชื่อ ..................................................... ครผู สู อน
(.....................................................)

วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................

ลงชื่อ ....................................................ผูนเิ ทศ
(.....................................................)

วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................

ลงชือ่ .................................................หัวหนา กลมุ สาระฯ
(.....................................................)

วันที่ ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................

10. บันทกึ ผลการจัดการเรียนรู
ผลการจดั การเรียนรู (ระบุรายช่ือนกั เรยี นทไ่ี มบ รรลผุ ล/ตัวช้ีวดั )
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
อุปสรรค/ปญหา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
การแกไขปรับปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลการแกไขปรบั ปรุง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ลงชือ่ ..................................................... ครูผูสอน
(.....................................................)

วันที่ ............. เดือน ............................... พ.ศ. ................
ความเห็น/ขอเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..

ลงช่อื .................................................หัวหนา กลุมสาระฯ
(.....................................................)

วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................

แผนการจดั การเรียนรูท ี่ 26
หนว ยการเรยี นรทู ี่ 4 เร่อื ง Present Perfect Tense จำนวน 2 คาบ
รายวชิ า ภาษาองั กฤษ รหสั วิชา อ 23101 กลุม สาระการเรียนรู ภาษาตางประเทศ
ระดบั ชั้น มัธยมศึกษาปท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 ครผู สู อน นางสาวอินทริ า ศรีพล

1. มาตรฐานการเรยี นรู/ ตวั ชวี้ ดั / ผลการเรียนรู
มาตรฐาน ต 1.1 เขา ใจและตีความเรื่องท่ีฟง และอานจากสอ่ื ประเภทตา ง ๆ และแสดงความคิดเหน็ อยางมี

เหตุผล
ต 1.1 ม.3/3 ระบแุ ละเขียนสอื่ ที่ไมใ ชความเรียง รปู แบบตางๆ ใหส มั พนั ธกับประโยค และขอความที่ฟงหรือ

อาน
ต 1.1 ม.3/4 เลือก/ระบุหวั ขอเรอ่ื ง ใจความสำคัญ รายละเอยี ดสนบั สนนุ และแสดงความคิดเหน็

เกยี่ วกับเรื่องที่ฟง และอานจากสอื่ ประเภทตา งๆ พรอ มท้ังใหเหตผุ ลและยกตวั อยา ง
ประกอบ
มาตรฐาน ต 1.2 มที ักษะการสือ่ สารทางภาษาในการแลกเปลยี่ นขอ มูลขา วสาร แสดงความรูส กึ และ
ความคดิ เห็นอยางมปี ระสิทธิภาพ
ต 1.2 ม 3/4 พูดและเขียนเพ่อื ขอและใหขอ มูล อธบิ าย เปรียบเทยี บ และแสดงความคิดเหน็ เก่ียวกับ
เรื่องทฟ่ี งหรืออาน อยา งเหมาะสม
มาตรฐาน ต 2.1 เขาใจความสัมพนั ธระหวางภาษากบั วัฒนธรรมของเจาของภาษา และนำไปใชไดอ ยาง
เหมาะสมกบั กาลเทศะ
ต 2.1 ม. 3/ 2 อธิบาย เก่ียวกับชวี ติ ความเปนอยขู นบธรรมเนียม และประเพณี ของเจา ของภาษา

2. จุดประสงคก ารเรยี นรู
1. อธิบายการใช Present Perfect Tense ได
2. เรียงประโยคไดถูกตองตามหลกั ไวยากรณ

3. สาระสำคญั / ความคิดรวบยอด

การเรียนรูไวยากรณภาษาอังกฤษเปนสิ่งที่มีความสำคัญและมีบทบาทอยางมากในการเรียน
ภาษาอังกฤษ เพอ่ื ใหผูเรยี นมคี วามมนั่ ใจและสามารถใชภาษาไดอ ยา งถูกตอง

4. สาระการเรียนรู

คำศัพท คำแปลภาษาอังกฤษ คำแปลภาษาไทย
astrologer (n.) a person who is versed in astrology โหราจารย
astrology (n.) the study of the movements and โหราศาสตร
relative positions of celestial bodies
astronomer (n.) interpreted as having an influence นักดาราศาสตร
astronomy (n.) on human affairs and the natural ดาราศาสตร
world
scientist (n.) a person who is versed in นกั วทิ ยาศาสตร
astronomy
draw (v.) the branch of science which deals วาด เขยี น
with celestial objects, space, and
the physical universe as a whole
a person who is studying or has
expert knowledge of one or more of
the natural or physical sciences
produce (a picture or a diagram) by
making lines and marks on paper

horoscope (n.) a forecast of a person’s future โหราศาสตร
based on the relative positions of
planet (n.) the stars and planets at the time of ดาวเคราะห
Earth (n.) their birth โลก
poem (n.) a celestial body moving in an บทกวี
star (n.) elliptical orbit round a star ดาว
sailor (n.) the planet on which we live, the ลกู เรอื
third planet of the solar system in
seaman (n.) order of distance from the sun กะลาสเี รือ
course (n.) literary composition that is given เสนทาง
comet (n.) intensity by particular attention to ดาวหาง
diction (sometimes involving rhyme)
a fixed luminous point in the night
sky which is a large, remote
incandescent body like the sun
a person who works as a member of
the crew of a commercial or naval
ship or boat, specially one who is
below the rank of officer
a sailor, especially one below the
rank of officer
the route or direction followed by a
ship, aircraft, road or river
a celestial object which consists of a
nucleus of ice and dust and, when
near the sun, a diffuse tail, typically
follows a highly eccentric orbit
around the sun

wish (n.) a desire or hope, or an expression ความปรารถนา
predict (v.) of this ทำนาย
future (n.) อนาคต
zodiac (n.) state that (a specified event) will จักรราศี
happen in the future
scales (n.) ตราช่งั
time that is still to come
constellation กลมุ ดาว
(n.) a belt of the heavens within about
8° of the ecliptic, including all มากเหลอื คณานบั
countless (adj.) apparent positions of the sun, กลองโทรทรรศน
telescope (n.) moon, and planets and divided by
astrologers into twelve equal
divisions or signs

an instrument for weighting,
originally a simple balance but now
usually a device with an electronic
or other internal weighing
mechanism

a group of stars forming a
recognized pattern and typically
named after a mythological or other
figure

too many to be count, very many

an optical instrument designed to
make distant objects appear nearer,
containing an
arrangement of lenses, or curved
mirrors and lenses, by which rays of
light are collected and focused and
the resulting image magnified

individual (adj.) single, separate เอกเทศ แตล ะบุคคล
ancient (adj.) โบราณ
belonging to or originating in the
character (n.) very distant past บุคลกิ ลกั ษณะ
the mental and moral qualities
invent (v.) distinctive to an individual ประดษิ ฐ
create or design (a new device,
progress (n.) process, etc.) ความกา วหนา
forward or onward movement
spectrograph towards a destination กลอ งโทรทัศน/กลองดูดาว
(n.) an apparatus for photographing or ทมี่ ีความสามารถในการ
other wiserecording spectra บนั ทกึ ภาพจากสิ่งที่สองอยู
คน พบ
discover (v.) find unexpectedly or in the course
of a search ทำลาย
spoilt (v.)
diminish or destroy the value or

quality of something

 หนา ท่ีภาษา (Function)

 Asking and talking about life experiences การสนทนาเกี่ยวกบั ประสบการณช วี ติ

 โครงสรางประโยค / ไวยากรณ (Structure and Grammar)

 Past Participle

 Present Perfect Tense

- Affirmative form and Negative form
Subject + has/have + Verb (past participle)

Subject + has/have + not + Verb (past participle)

- Interrogative form
Has / Have + subject + Verb (past participle)?

- Short answer
Yes, subject + has / have.
No, subject + hasn’t / haven’t.

 ever / never

- negative form
Subject + has/have + never + Verb (past participle)

- interrogative form
Has / Have + subject + ever + Verb (past participle)?

5. สมรรถนะสำคญั ท่เี กิดกับผเู รียน (ตามแผนการจัดการเรียนร)ู
5.1 [✓] ความสามารถในการส่อื สาร
5.2 [✓] ความสามารถในการคดิ
5.3 [✓] ความสามารถในการแกป ญหา
5.4 [✓] ความสามารถในการใชทักษะชีวิต
5.5 [✓] ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี

6. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค 6.3 [ ] มีวนิ ัย
6.1 [ ] รักชาติ ศาสน กษัตริย 6.2 [ ] ซ่อื สัตยสจุ ริต 6.6 [ ] มงุ มน่ั ในการทำงาน

6.4 [✓] ใฝเรยี นรู 6.5 [ ] อยอู ยา งพอเพยี ง
6.7 [ ] รกั ความเปนไทย 6.8 [ ] มจี ติ สาธารณะ
6. ชิ้นงาน/ภาระ

 ส่ือการสอน

7. การวดั ผลและประเมินผล เครอื่ งมอื เกณฑผ านการประเมิน
วธิ กี ารวัด หนงั สอื ประเมินการพูดถาม-ตอบ โดยใช

ดา นความร-ู ความเขาใจ (K) เกณฑการใหคะแนน เกณฑผ า นรอยละ 70

ดานทกั ษะกระบวนการ (P) ใฝเ รียนรู ประเมนิ ความสามารถในการ
สนทนาโดยเกณฑผ านรอยละ 70
ดา นคุณลกั ษณะอันพึงประสงค (A)
รอยละ 80

7. การวัดและประเมนิ ผล วิธีการ เครือ่ งมอื เกณฑ
หลักฐานการเรียนรู สงั เกต -
(ช้ินงาน/ภาระงาน) -
ตรวจและใหค ะแนน ใชเกณฑผานรอยละ
1. อธบิ ายการใช Present แบบฝกหัด 70 ผา นระดบั พอใช
Perfect Tense ได
2.เรียงประโยค
Rearrange Sentences

8. การจดั กิจกรรมการเรยี นรู

8.1 ขั้นนำสกู ารเรยี นรู (Warm-up)

1. ครูทักทายนักเรียน จากนั้นแจกบัตรคำกริยา Irregular Verbs ชองที่ 1, 2 และ 3 ให
นักเรียนคนละ 1 คำ แลวใหนักเรียนจับกลุมกับเพื่อนที่มีคำกริยาเดียวกันกับของตนเอง กลุมใดได
คำกริยาครบทั้ง 3 ชอง ใหพูดคำวา Hello และออกเสียงคำกริยาของตนเองแลวนั่งลง เชน go –
went – gone, meet – met – met

2. ครูบอกนักเรียนวาในหนวยการเรียนรูนี้ นักเรียนจะไดเรียนรูเกี่ยวกับการใช Present
Perfect เพ่อื นำไปใชพูดถาม-ตอบและเขียนขอ มลู เกยี่ วกบั ตนเองและเร่อื งตา ง ๆ ใกลตวั

8.2 ขั้นนำเสนอเนื้อหา (Presentation)
1. ครเู ขียนประโยคลงบนกระดาน I’ve been to Canada. และ I’ve visited Canada.

จากนั้นครูอธิบายวา been และ visited เปนคำกริยาชองที่ 3 และครูอธิบายเพิ่มเติมวาคำกริยา
ประเภท Regular Verbs จะลงทา ยดวย –ed

2. ครูอธิบายเกี่ยวกับการใช Present Perfect เพื่อแสดงเหตุการณที่เกิดในอดีต แตไมได
บอกเวลาแนน อน

3. ครใู หนกั เรยี นเปดหนังสือในหนา หนา 27 เพื่อดตู ัวอยางประโยค จากนั้นครูเสริมประโยค
ปฏเิ สธใหน กั เรยี นเพ่ิมเติม (S+have/has+not+V3)

4. ครูเสริมวา การใช ever (=เคย) จะใชในประโยคคำถาม และ never (=ไมเคย) ใชใน
ประโยคบอกเลาแตใหความหมายเปนปฏิเสธ โดยทั้ง ever และ never จะวางไวหนากริยาชองที่ 3
(past participle) การใช ever ใชหรือจะไมใชก็ได เพราะ Present Perfect Tense แสดงวาเปน
การกระทำในอดีตที่สงผลมายังปจ จุบันอยูแ ลว จงึ ไมมีการใช ever ในประโยคบอกเลา ดังตัวอยางใน
กิจกรรมขอ 5 จากหนงั สอื Sprint 3 Student’s Book หนา 27

8.3 ข้นั ฝก ปฏิบตั ิ (Practice)
ครูใหนักเรียนขีดเสน ใตประโยค Present Perfect Tense จากตวั อยางประโยคที่ปรากฏใน

หนา 27 (have/has+v3) จากนั้นครูใหน ักเรียนฝกเขียนประโยคดังกลาวใหเปนประโยคปฏิเสธ เมอ่ื
นกั เรยี นเปล่ยี นประโยคเสรจ็ แลว ครแู ละนักเรยี นรวมกันอา นออกเสยี งประโยคพรอมกัน

8.4 ขนั้ นำภาษาไปใช (Production)

นักเรียนแบงกลุม กลุมละ 5-6 คน ทำกิจกรรม Rearrange Sentences เรียงลำดับคำใน
ประโยค เร่อื ง Present Perfect Tense กลมุ ทส่ี ามารถเรยี งประโยคไดเรว็ ทส่ี ุด 3 กลุม แรกจะตองมา
เขียนประโยคลงบนกระดาน ครแู ละนกั เรยี นชว ยกนั ตรวจสอบความถูกตองของประโยค หากนักเรียน
เขยี นประโยคไดถ กู ตอง จะไดรบั 1 star point

8.5 ขน้ั สรุป (Wrap up)
ครูสุมนักเรียนจำนวน 2-3 คน ใหอธิบายการใช Present Perfect Tense จากนัน้ ครูสรุป

โครงสรา งไวยากรณอ ีกคร้ัง พรอมทงั้ ใหน ักเรยี นยกตวั อยา งประโยค Present Perfect Tense

9. สื่อ / แหลง การเรียนรู
1. บตั รคำ (Present Perfect Tense)
2. หนงั สือ Sprint 3 Student’s Book

ลงชอื่ ..................................................... ครผู ูสอน
(.....................................................)

วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................
ลงชื่อ ....................................................ผูนเิ ทศ
(.....................................................)

วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................

ลงชือ่ .................................................หัวหนากลุม สาระฯ
(.....................................................)

วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. ................

10. บนั ทกึ ผลการจดั การเรยี นรู
ผลการจัดการเรยี นรู (ระบุรายชอ่ื นักเรยี นท่ีไมบรรลผุ ล/ตัวช้ีวดั )
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
อุปสรรค/ปญหา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
การแกไ ขปรบั ปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลการแกไขปรับปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………….

ลงชื่อ ..................................................... ครูผูสอน
(.....................................................)

วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. ................

แผนการจัดการเรยี นรทู ี่ 27
หนว ยการเรียนรูที่ 4 เรอื่ ง Present Perfect with just, already, yet จำนวน 3 คาบ
รายวชิ า ภาษาอังกฤษ รหัสวชิ า อ 23101 กลุมสาระการเรียนรู ภาษาตางประเทศ
ระดับชั้น มัธยมศกึ ษาปท่ี 3 ภาคเรียนที่ 1 ครูผสู อน นางสาวอนิ ทิรา ศรีพล

1. มาตรฐานการเรียนรู/ ตัวชี้วดั / ผลการเรยี นรู
มาตรฐาน ต 1.1 เขาใจและตีความเรือ่ งทฟ่ี งและอานจากสอื่ ประเภทตางๆ และแสดงความคิดเห็นอยา ง

มีเหตุผล
ต 1.1 ม. 3/4 เลือก/ระบหุ วั ขอ เร่อื ง ใจความสำคัญ รายละเอียดสนบั สนนุ และแสดงความคดิ เหน็

เกี่ยวกบั เรอ่ื งที่ฟงและอานจากสอื่ ประเภทตางๆ พรอ มทงั้ ใหเ หตุผลและยกตัวอยาง
ประกอบ
มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการส่ือสารทางภาษาในการแลกเปล่ียนขอมลู ขาวสาร แสดงความรูส ึกและ
ความคิดเหน็ อยางมปี ระสิทธิภาพ
ต 1.2 ม. 3/4 พดู และเขยี นเพ่ือขอและใหขอ มลู อธบิ าย เปรียบเทียบ และแสดงความคดิ เหน็ เกย่ี วกับ
เรอ่ื งทีฟ่ ง หรืออาน อยางเหมาะสม
ต 1.2 ม.3/5 พดู และเขียนบรรยายความรูสกึ และความคิดเหน็ ของตนเองเก่ียวกับเรื่องตางๆ กิจกรรม
ประสบการณ และขาว/เหตุการณพ รอมท้งั ใหเหตผุ ลประกอบอยางเหมาะสม

2. จุดประสงคก ารเรยี นรู
1. เขาใจและสามารถเลอื กและระบุ just, already, yet ไดถกู ตอ ง

3. สาระสำคัญ / ความคดิ รวบยอด
การเรียนรูไวยากรณภาษาอังกฤษเปนสิ่งที่มีความสำคัญและมีบทบาทอยางมากในการเรียน

ภาษาอังกฤษ เพือ่ ใหผเู รยี นมีความม่นั ใจและสามารถใชภ าษาไดอ ยางถูกตอง

4. สาระการเรียนรู

คำศพั ท คำแปลภาษาอังกฤษ คำแปลภาษาไทย

priest (n.) an ordained minister of the Catholic, พระ นกั บวช

Orthodox, or Anglican Church,

authorized to perform certain rites

and administrater certain

sacraments

billion (n.) the number equivalent to พันลาน

the product of

a thousand and a million

entire (adj.) with no part left out; whole ท้ังหมด

bubble (n.) a thin sphere of liquid ฟองอากาศ

enclosing air

or another gas

incredibly (adv.) impossible to believe ไมนา เชอ่ื

exploded (adj.) burst or shatter violently, ระเบดิ

especially as a result of rapid

combustion or excessive

internal pressure

theory (n.) a supposition or a system of ทฤษฎี

ideas intended to explain

something, especially one

based on general principles

creature (n.) an animal , as distinct from a สิง่ มีชวี ิต
human being

 หนา ทภี่ าษา (Function)
 Asking and talking about life experiences การสนทนาเกี่ยวกับประสบการณช วี ิต

 โครงสรางประโยค / ไวยากรณ (Structure and Grammar)
 Past Participle
 Present Perfect Tense

- negative form
Subject + has/have + never + Verb (past participle)

- interrogative form
Has / Have + subject + ever + Verb (past participle)?

 Present perfect :

Subject + has/have + verb (past participle) just, already, yet
Subject + has/have + just + verb (past participle)
Subject + has/have + already + verb (past participle)
Subject + has/have + not + yet + verb (past participle)
Has/Have + subject + verb (past participle) + yet?

5. สมรรถนะสำคญั ท่เี กดิ กบั ผูเรยี น (ตามแผนการจัดการเรยี นร)ู
5.1 [✓] ความสามารถในการสอื่ สาร

5.2 [✓] ความสามารถในการคดิ
5.3 [✓] ความสามารถในการแกปญหา
5.4 [✓] ความสามารถในการใชทักษะชีวติ
5.5 [✓] ความสามารถในการใชเทคโนโลยี

6. คณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค 6.3 [ ] มวี นิ ยั
6.1 [ ] รักชาติ ศาสน กษตั ริย 6.2 [ ] ซ่ือสตั ยส จุ ริต 6.6 [ ] มงุ ม่ันในการทำงาน

6.4 [✓] ใฝเ รียนรู 6.5 [ ] อยูอ ยา งพอเพยี ง เกณฑผานการประเมนิ
ประเมินการพดู ถาม-ตอบ โดยใช
6.7 [ ] รักความเปน ไทย 6.8 [ ] มจี ติ สาธารณะ
6. ชิน้ งาน/ภาระ เกณฑผานรอ ยละ 70

 ส่ือการสอน

7. การวัดผลและประเมนิ ผล

วิธีการวดั เครอื่ งมือ
ดา นความร-ู ความเขาใจ (K) หนงั สอื

ดานทักษะกระบวนการ (P) เกณฑการใหคะแนน ประเมนิ ความสามารถในการ
สนทนาโดยเกณฑผ า นรอยละ 70

ดานคณุ ลักษณะอนั พึงประสงค (A) ใฝเ รยี นรู รอยละ 80

7. การวดั และประเมินผล

หลกั ฐานการเรียนรู วธิ ีการ เครื่องมือ เกณฑ
(ช้ินงาน/ภาระงาน) ตรวจและใหค ะแนน
1. กิจกรรมขอ9 หนา 44 เกณฑก ารใหคะแนน ครูประเมินการเขียนขอ
ขอ สอบ และใหขอมูลจากคำตอบ
2. แอพลเิ คชนั่ Kahoot! ตรวจและใหค ะแนน ที่ถูกตองในกิจกรรมขอ 8-
: การใช just, already, yet 9 โดยใชเกณฑผานรอย
จำนวน 10 ขอ ละ 70

ใชเ กณฑผ านรอ ยละ 70

8. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู

8.1 ขั้นนำสูก ารเรียนรู (Warm-up)

ครูบอกนักเรียนวาในหนวยการเรียนรูนี้ นักเรียนจะไดเรียนรูเกี่ยวกับการใช Present
Perfect : just, already, yet ซ่ึงเปน การบรรยายชวงเวลาของการทำกิจกรรมตา งๆ ไดช ดั เจนยิง่ ขน้ึ

8.2 ข้ันนำเสนอเน้อื หา (Presentation)
1. ครทู บทวนการใช Present Perfect Tense โดยเขยี นประโยคเหลา นบี้ นกระดาน

She’s just sent a text message.
I’ve already emailed Amy.
Have you finished your homework yet?
No, I haven’t finished yet!

และอธบิ ายเพ่มิ เตมิ วา just แปลวา “เพ่ิงจะ” ใชก บั เหตกุ ารณที่เพิ่งจะทำเสร็จไป สวน already มี
ความหมายวา “แลว” ใชกบั การกระทำทเ่ี พ่ิงจะเร่มิ ตน โดยใสไวร ะหวางกริยาชว ยกับกริยาชอ งท่ี 3

(past participle) และ yet แปลวา “ยังไมไ ดทำ” ใชใสท ายประโยค ปฏิเสธและประโยคคำถาม
ครเู ขยี นสรุปรูปแบบบนกระดาน ดงั ตอไปนี้

Subject + has / have + just / already + past participle (v3)… .
Subject + has / have + not + past participle (v3)… + yet.
Has / Have + subject + past participle (v3)… + yet ?
2. ครเู ขยี น I’ve had lunch. (already) บนกระดาน ใหนักเรยี นนำคำวา already ใสไวใน
ประโยค ครูใหนกั เรียนอาสาสมคั รออกมาเขียนคำตอบบนกระดาน
3. นักเรยี นรวมกนั ทำกิจกรรมขอ 8 ในหนังสือ Sprint 3 Student’s Book หนา 43 โดย
ตอบปากเปลา และเขยี นคำตอบใสสมุดแบบฝกหดั

8.3 ขัน้ ฝก ปฏิบตั ิ (Practice)
นักเรียนทำกจิ กรรมขอ 9 ในหนังสอื Sprint 3 Student’s Book หนา 44 โดยเติมกรยิ า

ในรูปทเี่ หมาะสมและใชค ำในวงเล็บเตมิ ในประโยคใหส มบูรณ เสร็จแลวนกั เรียนเฉลยคำตอบรว มกัน
ครตู รวจสอบความถูกตอง

8.4 ขัน้ นำภาษาไปใช (Production)
นกั เรยี นจับกลุม 2-3 คน ทำกิจกรรมตอบคำถาม จากแอพลิเคช่นั Kahoot! ครปู ระเมนิ ความ

เขา ใจจากคะแนนทน่ี ักเรยี นได

8.5 ข้นั สรุป (Wrap up)
ครูและนักเรียนรวมกันทบทวนความหมายของ just, already, yet และโครงสรา งประโยค

Present Perfect Tense


Click to View FlipBook Version