143
Please don’t disturb her.
Please give me your name.
Don’t park in front of the office, please.
Please get me a chair.
2. ประโยคบอกเลา (Statement) การขอรองอาจจะใชเ ปนรูปประโยคบอกเลาธรรมดากไ็ ด แมจ ะถอื วา เปน
การแสดงความตองการของผพู ดู เองขึ้นมาลอยๆ โดยใชก ริยาที่แสดงออกถงึ ความตอ งการ คือ want หรอื
would like โดยการเตมิ Please เขา ทา ยประโยค ใช would like เปน การสุภาพกวา มีรปู ประโยคดงั นี้
I want …………, please.
I would like …………….., please.
ตวั อยาง
I want some water, please.
I want a pen, please.
I want some drinks, please.
I would like a cup of coffee, please.
I would like the red one, please.
เพื่อใหม คี วามหมายเปน การขอรอ งโดยตรง ในรปู ประโยคบอกเลา ใชก ริยา ask หรือ request (ขอรอง) ไดเ ลย
หรอื แสดงความตองการจะขอรอ ง โดยนำดว ย want หรือ would like และตามดว ย infinitive ดงั โครงสรา ง
ตอ ไปนี้
I ask you to ………………….
I request you to …………………………
I want to ask you to ………………………..
I want to request you to ……………………………….
ตวั อยา ง
I ask you to open the window.
I ask you to help me with this.
I request you to post these letters for me.
I would like to ask you to call him for me.
I want to ask you to find his address.
I want you to sit down.
I would like you to get me a pen.
3. ประโยคคำถาม (Question) การใชรปู ประโยคคำถามในการ ขอรองนัน้ ถือเปน การขอรองโดยออมเปน
การถามกลายๆ วา จะทำอยา งนน้ั ไดไหม เปน การแสดงความเกรงใจในการขอรอ งนน้ั ๆ ซง่ึ นิยมใชกันมาก รปู
คำถามที่ใชมากคือ Yes/No Question แตอยา งไรก็ตาม คำถามประเภทอ่ืนกใ็ ชในการขอรองไดเ ชนกัน
144
ประโยคคำถามตางๆ ท่ใี ชใ นการขอรองมโี ครงสรา งดงั นี้
Yes/No Question : Can / Will you…….., please?
Could / Would you please……., (please)?
Could / Would you kindly………..?
Would you be so kind as to……..?
Do / Would you mind………?
Tag Question : ………,will you?
………,won’t you?
Wh- Question : What……., please?
Who………, please?
(ect.)
Indirect Question : I wonder if you……
I wonder if you’d mind…….
การใชประโยคคำถามชนิดตา งๆ ในการขอรองนัน้ มีรายละเอียด ดังตอไปนี้
-ประโยค Yes/No Question ใชม ากที่สุด เปน ทั้งการถามและ ขอรองในตัวเสรจ็ วา จะทำไดห รอื ไม จาก
โครงสรา งขา งบนนน้ั มตี วั อยา ง ดงั ตอไปนี้
Can you sit down, please?
Will you make me a cup of coffee, please?
Could you please tell me the way to the airport?
Would you kindly lend me the book for two days?
Would you be so kind as to post these letters for me?
Do you mind washing this glass?
Would you mind closing the door?
Would you please translate this sentence for them?
Can you help me with this exercise?
Will you find the meaning of the word for me?
Would you mind giving me her name?
-ประโยค Tag Question ตามปกติใชเฉพาะชนดิ ทีท่ อนแรกเปน รูปคำสั่งเทา นัน้ บางคร้ังอาจจะถอื วายังเปน
คำส่ังอยนู ัน้ เอง แตในท่ีน่จี ดั เปน การขอรองอีกระดบั หนึ่งไมค อ ยนยิ มใชก ันมากนกั จากโครงสรา งขา งบนน้นั มี
ตัวอยา งดังตอไปน้ี
Come in, will you?
Close the window, won’t you?
Sit down, won’t you?
145
Speak slowly, will you?
ประโยคเชนนถ้ี อื วา เปนคำส่งั โดยออ ม ซ่ึงมีความหมายสุภาพกวา คำส่งั โดยตรง
-ประโยค Wh-Question เปนรูปคำถามธรรมดา แลวเติม please เขา ทา ยประโยค ถือวาเปนการขอรองโดย
ออ มอีกแบบหนง่ึ เปนการขอรอ งระดบั ธรรมดา ดังตวั อยางตอไปนี้
What’s your name, please?
Where are you from, please?
When were you born, please?
4. ตอบรับ (Accepting) การตอบรบั การขอรอง คือสามารถกระทำไดตามที่ขอรอ งน้ัน ใชคำพูดไดหลายอยาง
หลายระดับเชน เดยี วกับการขอรอ งดังนี้
Yes, of course ตกลง, ไดเลย, แนน อน Certainly ตกลง, ไดเลย, แนน อน
All right ตกลง Not at all ไดเ ลย, ไมเ ปนไร
O.K. ตกลง, ไดเลย Sure ไดเลย With pleasure ยินดี, ดวยความยนิ ดี
I’d be glad to ดวยความยินดี No, of course not ไมเ ปน ไร, ไมร ังเกียจ
Certainly not ไมเ ปนไร ไมรังเกียจ
5. ตอบปฏเิ สธ (Refusing) อาจใชไ ดห ลายคำเชนกนั ควรปฏเิ สธอยา งสภุ าพ และใหเ หตผุ ลทีไ่ มอาจสนอง
ความตอ งการตามที่ขอรองได ดังน้ี
I’m sorry….. ขอโทษ…….. I’m afraid…. ฉนั เกรงวา……
I wish I could but…… ฉันอยากจะทำให แตวา….
ตวั อยาง
I’m sorry I don’t know.
I’m afraid I am not free at that time.
I wish I could but I have to hurry back home.
ขอสงั เกต
-การใชกรยิ ารปู อดีต (past) คือ could, would ไมมคี วามหมาย เปนอดีต แตแสดงถงึ ความสุภาพหรอื เกรงใจ
วา can และ will และใช would like สภุ าพกวา want
-การขอรอ งรปู คำถาม Yes/No น้นั แตกตา งจากคำถามธรรมดา โดยเติม Please เขา ไปเพื่อแสดงการขอรอง
และตอบแตกตางกัน โดยคำถามธรรมดาตอบ Yes/No แตการขอรอ งตอบ Yes, of course หรอื I’m sorry
… ดงั ตัวอยางตอ ไปน้ี
คำถาม ขอรอง
Can you open the window? Can you open the window, please?
Yes, I can. / No, I can’t. Yes, of course. / I’m sorry …
คณุ สามารถเปดหนาตางไดไหม คณุ จะกรุณาเปดหนาตา งหนอยไดไหม
เปดได / เปด ไมไ ด ไดเ ลย / ขอโทษ เพราะวา …
146
Can you speak Thai? Can you speak Thai, please?
Yes, I can. / No, I can’t All right. / Sorry, I don’t knowThai.
คณุ พูดภาษาไทยไดไหม คณุ กรุณาพดู ภาษาไทยไดไหม
ได พดู ได / เปลา พดู ไมได ตกลง / ขอโทษ ฉนั ไมร ูภ าษาไทย
Will you come tomorrow? Will you come tomorrow, please?
Yes, I will. / No, I won’t. Sure. / I’m afraid I can’t.
พรุง นี้ คุณจะมาใชไ หม พรงุ นีค้ ณุ มาไดไ หม
ใช, ฉันจะมา / เปลา , ฉันจะไมมา มาได / ฉันเกรงวา คงมาไมได
-การขอรองที่ใช Do / Would you mind + v-ing เม่ือตอบรบั ใชรปู เปนปฏิเสธ คือ Of course not /
Certainly not ซ่ึงความหมายจริงๆ
ของการขอรองชนดิ น้ี ก็คือ คณุ จะรังเกยี จไหมที่จะ….คำตอบ ก็คือ เปลา , ไมรงั เกียจ
ตัวอยาง
Do you mind opening the window? No, of courses not.
คุณจะรังเกียจไหมที่จะเปดหนา ตาง ไมเ ลย ไมร งั เกียจ
Would you mind helping me with this? Certainly not.
คุณจะรังเกียจไหมที่จะกรุณาชวยฉนั ทำสิ่งน้ี ไม, ไมรงั เกียจ
แบบฝกหัด
จงสรา งขอความตอไปนีใ้ หเ ปนประโยคขอรอง
1. Take a seat
2. Turn off the fan
3. Show how to use it
4. Clean the room
5. Tell the way to somewhere
6. Type the letter
7. Not to be late
8. Pronounce this word
9. Send the letter by post
10. Not smoke in the room
ตวั อยาง
Take a seat, please.
I want you to take a seat.
I would like you to take a seat.
147
Can you take a seat, please?
Could you please take a seat?
Do you mind taking a seat?
Take a seat, won’t you?
I wonder if you would take a seat.
6. เนอ้ื เพลง Down and Up song
Down and Up song
Down and up and clap, clap, clap,
Down and up and clap, clap, clap,
We clap to the left and we clap to the right
Turn around and clap, clap, clap, (walk, nod, hop, shake…..etc.)
5.2 กระบวนการ
การอาน : การอานออกเสยี ง ประโยคขอรองในแตล ะประเภท
การฟง : การฟง การออกเสบี งประโยคขอรองในแตละประเภท
การพูด : การพูดสนทนา ประโยคขอรองในแตล ะประเภท
การเขียน : เขยี นประโยคขอรอ งในแตล ะประเภท ใชในชวี ิตประจำวัน
5.3 คณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค
ใฝร ูใ ฝเ รียน
มคี วามมุงมัน่ ในการทำงาน
6. สมรรถนะสำคญั ของผูเ รยี น
ความสามารถในการสือ่ สาร
ความสามารถในการคิด
ความสามารถในการใชเทคโนโลยี
7. ชิ้นงาน/ภาระงาน
1. งานกลมุ เขียน/รอ งเพลงประกอบทาทาง
2. งานเด่ยี ว พูด/เขียน/ภาพวาด/ทำทาประกอบประโยคคำสง่ั คำขอรอ ง คำแนะนำ คำช้แี จง
3. งานเด่ยี วเขยี นประโยคคำสัง่ คำขอรอ ง ทั้งบอกเลา และปฏิเสธ รวมท้ังโครงสรางประโยคลงใน
สมดุ
148
8. การวดั ผลและการประเมนิ ผล
วิธีการวดั เคร่ืองมอื เกณฑผ า นการประเมนิ
ดานความร-ู ความเขาใจ (K) ระดบั คณุ ภาพ 2 ผา นเกณฑ
แบบประเมนิ การอานออกเสียง
คำศพั ทและประโยค
ดา นทักษะกระบวนการ (P) แบบประเมินการพูดโตต อบ ระดบั คุณภาพ 2 ผา นเกณฑ
แบบฝกหัด
ดานคุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค (A) แบบประเมินคณุ ลักษณะอันพึง ระดบั คุณภาพ 2 ผา นเกณฑ
ประสงค
9. การจัดกจิ กรรมการเรยี นรู
ขั้นท่ี 1 Warm up
1. ครูทักทายนกั เรียน Good morning/ Good afternoon .
How is it going to day ?, How have you been ? ถามนักเรยี นทง้ั หองและสมุ ถาม
นกั เรยี น 2-5 คน
2. ครใู หน ักเรียนทุกคนรอ งเพลง Down and Up พรอมประกอบทา ทางตามเพลงท้รี อง
2. ครนู ำเขา สบู ทเรยี นดวยคำถาม Can I close the door ? Do you mind opening
the window ? What’s your name, please? Where are you from, please? When were you
born, please ? ใหนั กั เรียนชวยกนั ตอบ และสุมถามนกั เรียนเปนรายคน
3. ครูบอกจุดประสงคก ารเรยี นรใู นบทเรียนนีว้ านกั เรียนจะไดฝ กฝนการพดู ขอรอง
ข้ันที่ 2 Presentation
149
1. นำนักเรียนเขา สเู ว็บไชด็ เกีย่ วกบั การใขคำขอรองในแตละประเภทโดยครูเปดใหนักเรยี นดู
2. นกั เรยี นอานขอ มูลเกี่ยวกับการใขค ำขอรองในแตละประเภทพรอมๆ กนั ประมาณ 5 นาที
3. ครนู ำเสนอนกั เรียนเกีย่ วกบั คำขอรอ งในแตละประเภทพรอ มออกเสียงประโยคแตล ะประโยคแลว
ใหนกั เรียนพดู ตามและฟงการออกเสยี งของนกั เรียน
4. ครูเปดใหนักเรียนฟงการสนทนาโดยใชประโยคขอรอ งในแตล ะประเภท
ข้ันท่ี 3 practice
1. ครแู จกใบงานใหนกั เรยี นแตละคนโดยใหนักเรียนจบั คกู นั ตามความพอใจของนักเรียนและให
นักเรยี นฝก อานประโยคแตล ะประเภท โดยครสู ังเกตการณฝ ก พดู ออกเสียงประโยควา ถกู ตองหรอื ไม และ
ชวยเหลอื นกั เรยี นทยี่ งั ออกเสียงพูดประโยคไมถูกตอง
2. แบงนกั เรียนเปน 2 กลมุ ใหญและกลุม ยอย ประมาณ 3- 4 ฝกถามและตอบโดยครเู ปน ผคู อย
ชว ยเหลอื และชี้แนะใหนักเรยี นเมือ่ นกั เรียนมคี วามสับสนในการใชรปู แบบการถามและการตอบแตล ะประเภท
3. ขออาสาสมัครหรอื สมุ นกั เรยี นออกมาพดู คำส่ังและคำขอรองตา ง ๆ ใหเพ่ือนปฏบิ ตั ิตาม
4. ใหนักเรียนวาดภาพประกอบคำส่งั และคำขอรอง
. ข้นั ท่ี 4 Production)
1 นกั เรยี นนำเสนอผลงานเพลงและทา ทางประกอบเพลงทแี่ ตละกลมุ ไดช ว ยกันคดิ ข้นึ ใหม
.2 นกั เรยี นนำคำศัพทอื่น ๆ ในเพลง หรือภาพอนื่ ๆ มานำเสนอเปนชารท
3 นักเรียนจบั คภู าพกับประโยคคำสั่งท่คี รวู างไวบ นโตะ แลวนำไปตดิ ไวบ นกระดานตรวจสอบความ
ถกู ตอง แลวอาน
ข้ันท่ี 5 Wrap up
1 เลนเกม “Simon Says”
2 ใหน ักเรยี นทำแบบฝก หัดเขยี นประโยคตามรูปภาพที่กำหนดให
10. สื่อและแหลงเรยี นรู
1. หนังสอื เรียน sprint
2. ใบงาน
3. Laptop
4. เว็บไซด
https://www.tistranslation.com/learn-english-with-tis-13/
https://www.engisfun.com/ /ประโยคสำหรบั ขอรอ ง-request
150
ลงช่อื ..................................................... ครผู สู อน
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................
ลงชอ่ื ....................................................ผูน ิเทศ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................
ลงชอ่ื .................................................หัวหนา กลุม สาระฯ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................
151
11. บนั ทกึ ผลการจัดการเรยี นรู
ผลการจัดการเรียนรู (ระบรุ ายชอ่ื นักเรียนที่ไมบ รรลุผล/ตัวชี้วัด)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
อุปสรรค/ปญ หา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
การแกไ ขปรับปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลการแกไ ขปรบั ปรุง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงช่ือ ..................................................... ครผู ูส อน
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. ................
ความเหน็ /ขอเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงชือ่ .................................................หัวหนากลมุ สาระฯ
(.....................................................)
วันที่ ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................
152
แผนการจัดการเรยี นรูท่ี 18
หนวยการเรยี นรทู ี่ 3 Lively communication. เรอ่ื ง Give peace a chance จำนวน 3.คาบ
รายวชิ า ภาษาอังกฤษ รหัสวชิ า อ23101 กลุม สาระการเรียนรู.ภาษาตา งประเทศ
ระดับช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 3 ภาคเรยี นท่ี 1 ครูผูสอน นางวาสนา แกว ยวน
1. มาตรฐานท่ี
1.1.1.1 มาตรฐาน ต ๑.๑ เขาใจและตคี วามเรื่องทฟ่ี งและอานจากสอื่ ประเภทตางๆ และแสดง
ความคดิ เห็นอยางมเี หตผุ ล
มาตรฐาน ต ๑.๒ มที ักษะการสือ่ สารทางภาษาในการแลกเปลย่ี นขอมลู ขา วสาร แสดงความรสู ึก และความ
คิดเห็นอยา งมีประสิทธภิ าพ
มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอขอ มลู ขา วสาร ความคดิ รวบยอด และความคดิ เหน็ ในเรื่องตางๆ โดยการพูด
และการเขียน
2. ตัวชี้วัดท่/ี ผลการเรยี นรู
ม3/2. อา นออกเสยี งขอความ ขาว โฆษณา และบทรอยกรองสน้ั ๆ ถกู ตองตามหลักการอา น
ม3/3 ระบแุ ละเขยี นสื่อท่ไี มใ ชความเรียง รปู แบบตา งๆ ใหสมั พันธกบั ประโยค และขอ ความทีฟ่ ง หรืออาน
ม 3/1. สนทนาและเขยี นโตตอบขอมูลเกีย่ วกับตนเอง เร่อื งตา งๆใกลตัว สถานการณ ขาว เรอ่ื งท่ีอยใู น
ความสนใจของสงั คมและสื่อสารอยางตอเน่อื งและเหมาะสม
ม3/3. พดู และเขยี นแสดงความตองการ เสนอและใหความชวยเหลือ ตอบรับและปฏเิ สธการใหความชว ยเหลือ
ในสถานการณต า งๆ อยางเหมาะสม
3. จุดประสงคการเรียนรู (ผเู รยี นรอู ะไร/ทำอะไรได
1. อานออกเสยี งคำศพั ทแ ละบอกความหมายไดถ ูกตอ ง
2. อานและเขา ใจบทความการเรียกรอ งสิทธ์ิในการศกึ ษาสตรีคนหนงึ่ ในอฟั กานิสถานได
3. พดู บอกใหรายละเอยี ดเก่ยี วกับองคก รหรือบคุ คลโดยใช Relatiive pronoun ได
4. สาระสำคญั
ใหน ักเรียนมที ักษะการส่ือสารเพอื่ การดำเนินชวี ติ ที่ดมี ีความสุข อยูรวมกันไดอยา งสนั ติ และมคี วามเทา เทยี ม
กัน ดงั นัน้ นักเรียนจงึ ตองอา นบทความการเรยี กรองสิทธใิ์ นการศึกษาของสตรีคนหน่ึงในอัฟกานิสถาน
บทความเกี่ยวกับองคก รพฒั นาเอกชน ฟงบทสมั ภาษณ การสนทนาถาม-ตอบความคดิ เห็น ขอ มลู ตา งๆ พูด
153
บอกใหร ายละเอียดพูดถา ยทอดความคิดหรอื ความรสู กึ และ/หรอื บรรยายสิ่งของ สนทนาถาม-ตอบความ
คดิ เห็น พูดใหขอ มูลเกีย่ วกับภาพ เขยี นบรรยายคน สตั ว สง่ิ ของ เลา เร่ืองบุคคลและเขยี นแสดงความคดิ เหน็
5. สาระการเรียนรู
5.1 ความรู .
1. คำศัพทและสำนวนภาษา (Vocabulary & Idiom)
(Presentation 1 & who / which / that)
คำศัพท คำแปลภาษาองั กฤษ คำแปลภาษาไทย
organisation (n.) องคกร
an organized body of people with a
peacefully (adv.) particular purpose, such as a อยางสงบ
cooperation (n.) business or government department การทำงานรว มกนั
freedom (n.) free from disturbance; calm อสิ รภาพ
prison (n.) economics the formation and คุก เรือนจำ
value (n.) operation of cooperatives คณุ คา
belief (n.) the power or right to act, speak, or ความม่นั ใจ
think freely
supports (n.) a building for the confinement of สนับสนนุ
right (n.) criminals or those awaiting trial สทิ ธิ
dream (n.) the worth of something compared ความฝน
to its price
translate (v.) แปล
an acceptance that something exists
or is true, especially one without
proof
give assistance, encouragement, or
approval to
a moral or legal claim or
entitlement.
a series of thoughts, images, and
sensations occurring in a person’s
mind during sleep
express the sense of (words or text)
in another language
154
คำศพั ท คำแปลภาษาอังกฤษ คำแปลภาษาไทย
over (prep.) เกินไป
gun (n.) extending upwards from or above ปน
a weapon incorporating a metal
terrified (v.) tube from which bullets or shells กลวั รสู กึ สยอง
shoot (v.) are propelled by explosive force ยงิ
cause to feel terror
run away (v.) kill or wound (a person or animal) หลบหนี
with a bullet or arrow
afraid (adj.) try to avoid facing up to danger or กลัว
award (v.) difficulty รางวัล
fearful or anxious
fellow (adj.) give or grant officially as a prize or กลุม เดยี วกนั
reward
brave (adj.) sharing a particular activity, quality, กลาหาญ
politician (n.) or condition : a fellow sufferer ผูเลน การเมอื ง
showing courage
a person who is professionally
involved in politics, especially as a
holder of an elected office
2. หนาท่ีภาษา (Function)
Expressing Opinion การแสดงความคิดเหน็
3. โครงสรางประโยค / ไวยากรณ (Structure and Grammar)
who / which / that
Subordinate clause following know, think, believe, hope
5.2 กระบวนการ
การอา น : การอานคำศพั ท ขอ ความ และประโยค
การฟง : การฟงหาขอมูล การฟงจับใจความสำคัญ ฟง บทสัมภาษณ
การพูด : การพูดขอ-ใหขอมูล พดู รายงานขอ มลู พูดแนะนำ การพดู ใหเหตุผล
การพดู บรรยาย
การเขียน : การเขียนแสดงความคิดเห็น เขยี นบรรยายบคุ คล สถานท่ี
5.3 คุณลกั ษณะอนั พงึ ประสงค
155
มจี ติ สาธารณะ
มงุ มัน่ ในการทำงาน
รกั ชาติ
6. สมรรถนะสำคญั ของผูเ รยี น
ความสามารถในการใชทกั ษะชีวิต
ความสามารถในการคิด
7. ชน้ิ งาน/ภาระงาน
แบบฝก หัดในสมดุ นักเรยี น
8. การวดั ผลและการประเมนิ ผล
วธิ กี ารวดั เครื่องมือ เกณฑผ านการประเมนิ
ดา นความร-ู ความเขา ใจ (K) ผาน 70 %
การสงั เกต
ตรวจแบบฝก หัดนักเรยี น
ดานทกั ษะกระบวนการ (P) แบบประเมนิ การอาน
แบบประเมนิ การพดู
ผา น 70 %
ดา นคณุ ลักษณะอันพึงประสงค (A) แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึง ผาน 70 %
ประสงค
9. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู
ขัน้ นำเขา สูบทเรยี น (Introduction)
156
1 ครูเขียน Give peace a chance บนกระดาน ใหน ักเรียนชวยกันแปลความหมาย และเดา
เรอื่ งท่จี ะอาน ครเู ลา ใหนกั เรยี นฟง วา Give peace a chance
เปนวลีที่ John Lennonนกั รอ งดงั ในวง The Beetles ใหส มั ภาษณในชวงฮันนมี นู ของเขากับโยโกะ
โอโน ตอมาไดเขียนขึ้นมาเปนเพลงและทำการบันทึกเสียงท่ีโรงแรม Queen Elizabeth ตอจากนั้นเพลง
น้กี ถ็ ูกนำมาใชเปน เพลงสัญลกั ษณของกลุมตอ ตานสงครามของประเทศอเมรกิ า ในชว งป ค.ศ.1969
ขอ มลู จาก http://mblog.manager.co.th/sazzie/cxGive-Peace-A-Chance/
http://www.youtube.com/watch?v=hCcxRwG70-
2 ครูใหนักเรียนดูหนังสือ Sprint 3 Student’s Book หนา 70 นักเรียนดูกิจกรรมขอ 1
แลวใหจ บั คชู ือ่ เต็มกับชือ่ ยอ ขององคกรสากลตา งๆ โดยครูใหนกั เรยี นสังเกตวาตัวอักษรยอจะ
ไดมาจากพยัญชนะตนของคำแตละคำในชื่อเต็ม แตไมรวมคำบุพบทและ คำเติมหนานาม
(Articles) เชน WWF ยอมาจาก World Wildlife Fund เปนตน แลวใหนักเรียน
อาสาสมัครออกมาบอกคำตอบใหเพื่อนๆ ฟง ครูตรวจสอบความถูกตอง
(ดเู ฉลย) จากนั้นครูถามความรูเกี่ยวกับองคกรเหลาน้ีวานักเรียนรูจักองคกรใดบาง โดยใช
คำถามวา
Have you ever heard about these organisations?
Can you tell me about them? What do they do?
ขนั้ นำเสนอเนื้อหา (Presentation)
3 ครูใหนักเรียนทำกิจกรรมขอ 2 อานคำนิยามของสถาบันตางๆ และจับคูหนาที่ของสถาบนั
นน้ั ๆ กับช่ือทีก่ ำหนดไวใ นกรอบ ครูใหน ักเรียนอาสาสมคั รออกมาบอกคำตอบคนละขอ นักเรียน
ชว ยกันพิจารณาคำตอบ ครูชวยแนะนำแกไขใหถ ูกตอ ง (ดเู ฉลย)
4 ครสู อบถามนักเรียนวา นกั เรียนเคยเหน็ ภาพสญั ลกั ษณข องสถาบันน้นั หรือไมโดยใชคำถามวา
Do you know what the logo of each institution is? Please, match the
logos with the right names of these institutions.
157
5 นักเรียนจับคูสถาบันกับภาพสญั ลักษณ เมื่อเสร็จแลวครูใหนักเรียนอาสาสมัครออกมาบอก
คำตอบโดยครูชวยแนะนำแกไขใหถูกตอง ครูถามประสบการณของนักเรียนวานักเรียนเคย
ไดยินเรื่องราวเก่ียวกับองคกรเหลา น้ีหรือไม และมีองคกรใดทีม่ บี ทบาทในประเทศไทยบาง
ไหม
6 ครูใหความรูเกย่ี วกบั องคกรเหลา นีใ้ นไทย
องคกร UNICEF แหงประเทศไทย กอตั้งขึ้นในพ.ศ. 2491 มีอดีตนายกรัฐมนตรี
อานันท ปน ยารชนุ เปนทูตยนู ิเซฟในไทย (Thailand Goodwill Ambassador) ตง้ั แตพ .ศ. 2539 และยงั
มีคัทลียา แมคอินทอช (พ.ศ. 2542-2548) แอน ทองประสม และเคน ธีรเดช วงศพัวพันธ
(พ.ศ. 2551-2554) และพอลลา เทยเลอร และนิชคุณ หรเวชกุล “Friends of UNICEF” สองคนแรกของ
ประเทศไทย
ภารกจิ
ปกปองคุมครองเด็กจากการถูกทำราย พัฒนาคุณภาพการศึกษาทำใหเด็กทุกคนไดเขาถึง
การศกึ ษา ปองกนั เด็กและใหความชวยเหลือจากการตดิ เช้ือเอชไอวี รณรงคใ หเกดิ กฎหมายและนโยบาย
ท่ปี กปองคมุ ครองสทิ ธิเด็ก ใหค วามชว ยเหลอื เมื่อเกดิ เหตกุ ารณฉกุ เฉนิ
UNESCO เปนองคกรเพือ่ การศึกษา วิทยาศาสตร และวฒั นธรรม สำหรับสำนักงานยูเนสโก กรงุ เทพฯ
กอตั้งเมื่อป พ.ศ. 2504 และไดเปลี่ยนชื่อเปน สำนักงานเพื่อการศึกษาในภูมิภาคเอเชียและแปซิฟก
(UNESCO Asia and Pacific Regional Bureau for Education) ใน พ.ศ. 2544 สำนักงานยูเนสโก
กรุงเทพฯ เปนสำนักงานของโครงการระดับภูมิภาคดานการศึกษา วัฒนธรรม วิทยาศาสตรธรรมชาติ
สังคมศาสตร สื่อสารมวลชน และสารสนเทศ ในภมู ิภาคเอเชียและแปซิฟก เปนสำนักงานผูแทนโดยตรง
ของประเทศไทย เมยี นมาร ลาว และสิงคโปร
ภารกจิ
158
สงเสริมการสรางสรรคทางวัฒนธรรมและการอนุรักษมรดกโลก พัฒนาและดำเนินการแผน
งานวิจยั เฝา สงั เกตการณมหาสมทุ รและการบริการในพื้นทีน่ ัน้ ๆ สงเสรมิ การเรียนรูมาตรฐานและความ
รวมมือทางปญญาเนนคณุ คาของความยุตธิ รรม อิสรภาพ และศักดิ์ศรีความเปนมนุษย พัฒนาการศึกษา
ดานเอชไอวี อนามยั เจรญิ พนั ธุใ นเยาวชน และสุขศึกษาในโรงเรยี น
7 ครบู อกนักเรยี นวาเพ่อื ใหนักเรียนเขาใจความสำคญั ขององคกร UNICEF มากขนึ้ นักเรียนจะ
ไดฟง และอานเรื่องในกิจกรรมขอ 3 ในหนังสือ Sprint 3 Student’s Book หนา 71 ครู
ใหนกั เรียนศกึ ษาภาพทงั้ สองภาพ และอานขอความแนะนำ Malala โดยครถู ามนักเรียนวา
What are the pictures on the top of the page about? (Malala and
school.)
What do you know about the school? (It was built by UNICEF.)
How can you know that? (It was donated by UNICEF.)
In your opinion, are they in a rich or in a poor country?
(In a poor country.)
Is Malala a teacher or a student? (A teacher.)
What religion is she? (She is a Muslim.)
Malala has a dream. What does “dream” mean in Thai? (ความฝน )
Yes. It means the thing she wants to get or what she wants to be.
8 ครูบอกนักเรียนวากอนนักเรียนจะอานเรื่องราวของ Malala นักเรียนควรจะอานคำถามใน
กิจกรรมขอ 4 เพื่อเห็นเปาหมายในการอานเรื่อง ครูใหนักเรียนอานคำถามพรอมกัน และ
ชว ยกนั แปลความหมายของคำถามแตล ะขอ ครูชวยแนะนำแกไ ขใหถ ูกตอง
9 จากน้นั ครใู หนักเรียนแปลคำศพั ทใ น แลวอา นพรอมกัน 2 ครงั้
Key : เสรจ็ ส้ิน / ปน / ยิง
แลวใหนักเรียนฟงเรื่องราวของ Malala และอานคลอเบาๆ พรอมทั้งขีดเสนใตคำศัพท
ที่นกั เรยี นไมท ราบความหมาย ครเู ปดเสยี งจากซีดปี ระกอบบทเรยี น ใหนักเรียนฟงและ
อา นคลอเบาๆ และทำตามท่ีตกลงไว
10 ครูใหนักเรียนเขียนคำศัพทที่ไมรูความหมายไวบนกระดาน และใหนักเรียนที่รูความหมาย
บอกความหมายของคำศัพทนั้น หากไมมีผูร ูความหมายครูเปนผูบอกความหมายของศัพท
น ั้ น เ อ ง เ ช น peacefully / cooperation / freedom / prison / value / belief /
supports /right /dream / translate / gun / terrified / shoot / run away /afraid /
award / fellow / brave / politician จากนั้นครูใหนักเรียนกวาดสายตาอานเรื่องอีกคร้ัง
159
เพื่อตอบคำถามในกิจกรรมขอ 4 ครใู หนักเรยี นอาสาสมัครออกมาตอบคำถามคนละขอ โดยครู
คอยแนะนำและแกไขใหถ กู ตอง (ดเู ฉลย)
11 ครูประเมินการอานและเขาใจบทความเกี่ยวกับการเรียกรองสิทธิ์ในการศึกษาของสตรีคน
หนึ่งในอัฟกานิสถานไดจากคำตอบที่ถูกตองในกิจกรรมขอ 4 โดยใชเกณฑผานการประเมิน
รอ ยละ 70
ข้นั ฝก (Practice)
12 ครูเขยี นประโยคตอ ไปน้บี นกระดาน
There are some people who (or that) believe girls should not go to
school.
ครูใหน กั เรยี นชวยกนั บอกวาประโยคน้มี ีประโยคยอ ยอยู 2 ประโยคคอื อะไร โดยครูถามวา
ใครเปน คนทำกรยิ าเชื่อ (believe)
- SToh=emrweehaopreeospolme ebeplieeovpelgei.rls
- should not go to school.
=There are some people who believe girls should not go to school.
ครูใหนักเรียนดูวาทั้งสองประโยคนี้มีคำอะไรที่หมายถึงคนเดียวกันหรือสิ่งเดียวกัน ให
นักเรียนขีดเสนใตไวเพื่อใหเห็นชัดเจน ใหนักเรียนใช who (=ผูซึ่ง) หรือ that
(=ซ่งึ ) ซง่ึ เปน relative pronoun มาแทนคำนามที่มีความหมายถึง “คน” ท่ีเหมือนกันหรือ
ซำ้ กนั
- UNICEF is the United Nations organisation.
- UNU=INCwIEChFiEciFhs supports the rights of children.
the = the United Nations organisation which (or that) supports
rights of children.
UNICEF หมายถงึ องคกร ไมใชคน ใช which หรือ that เปน คำเช่ือมประโยคโดย ใช which
(=สง่ิ ที่ซ่ึง) หรอื that (=ซึง่ ) มาแทนคำนามที่มคี วามหมายถึง “สตั ว” หรือ “สิง่ ของ” ที่เหมือนกัน
หรอื ซ้ำกัน
ข้ันการใชภ าษาเพ่ือการส่อื สาร (Production)
13 ครูใหนักเรียนจับคูกันทำกิจกรรมขอ 5 ในหนังสือ Sprint 3 Student’s Book หนา 71
โดยใหถามและตอบคำถามเก่ียวกบั องคก รที่กำหนดไวในกรอบ โดยใช Relative pronouns
“who” “ that” หรอื “which”
14 นักเรียนคูเดิมเลือกองคกรจากกิจกรรมขอ 2 หรือคนที่มีชื่อเสียงและพูดรายงานโดยไมบอก
ชื่อองคกร หรือคนที่มีชื่อเสียงนั้น แลวใหคูเดาวาเปนองคกรหรือบุคคลนั้นชื่ออะไรตาม
ตัวอยางที่ใหไว ครูประเมินการพูดบอกรายละเอียดเกี่ยวกับองคกรหรือบุคคลโดยใช
160
Relative pronoun ไดจากคำตอบที่ถูกตองในกิจกรรมขอ 2 ดวยแบบประเมินการสนทนา
โดยใชเ กณฑการประเมนิ ผานระดับ “ด”ี
ข้นั สรปุ (Conclusion)
15 ครูใหนักเรียนเขียนตามคำบอกในกิจกรรม Dictation ขอ 6 จากหนังสือ Sprint 3
Workbook หนา 35 โดยครูเปดเสียงจากซีดีประกอบบทเรียน ใหนักเรียน
เขยี นตามขอความเกีย่ วกับมาลาลา (Malala) ท่ไี ดฟ งจนจบ และใหนักเรียนฟงซ้ำอีกครง้ั เพ่ือ
ทบทวนแกไข เมื่อเสร็จแลวใหนักเรียนอาสาสมัครออกมาเขียนคำตอบ
คนละประโยค แลวตรวจแกพรอมกันบนกระดาน นักเรียนตรวจตามขอความบนกระดาน (ดู
เฉลย)
16 นกั เรยี นทำกิจกรรม Vocabulary ขอ 1-2 ในหนังสือ Sprint 3 Workbook หนา 34
เปน การทบทวน
10. ส่ือและแหลงเรยี นรู
หนงั สอื Sprint 3 Student’s Book
หนงั สือแบบฝก หดั Sprint 3 Workbook
แผนซดี ปี ระกอบบทเรยี น Sprint 3 Student’s Book
ภาพ
พจนานกุ รม
ส่อื อเิ ลก็ ทรอนิกส
- http://www.youtube.com/watch?v=hCcxRwG70-8
- http://www.ngo.org/ngoinfo/define.html
- http://vatican.com/tour/sistine_chapel_3D
- http://www.greenpeace.org/international/en/
- http://www.italyguides.it/us/roma/rome/roman_catholic_church/church_in_ro
me/vatican/st_peters/the-sistine-chapel.htm
- http://global.britannica.com/EBchecked/topic/507743/Roman-Forum
161
ลงช่อื ..................................................... ครผู สู อน
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................
ลงชอ่ื ....................................................ผูน ิเทศ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................
ลงชอ่ื .................................................หัวหนา กลุม สาระฯ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................
162
11. บนั ทกึ ผลการจดั การเรยี นรู
ผลการจดั การเรียนรู (ระบรุ ายช่ือนกั เรียนที่ไมบ รรลุผล/ตัวช้ีวดั )
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
อุปสรรค/ปญ หา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
การแกไขปรบั ปรุง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลการแกไ ขปรับปรุง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
ลงชื่อ ..................................................... ครูผูสอน
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. ................
ความเห็น/ขอ เสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงช่ือ .................................................หัวหนา กลุมสาระฯ
(.....................................................)
วันที่ ............. เดือน ............................... พ.ศ. ..............
163
แผนการจดั การเรียนรทู ่ี 19
หนวยการเรียนรทู ่ี 3 Lively communication. เรื่อง Give peace a chance จำนวน 3.คาบ
รายวชิ า ภาษาองั กฤษ รหสั วชิ า อ23101 กลมุ สาระการเรยี นรู.ภาษาตางประเทศ
ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนที่ 1 ครผู สู อน นางวาสนา แกว ยวน
1. มาตรฐานท่ี
1.1.1.2 มาตรฐาน ต ๑.๑ เขา ใจและตคี วามเรื่องท่ฟี งและอานจากสอื่ ประเภทตา งๆ และแสดง
ความคิดเหน็ อยา งมีเหตผุ ล
มาตรฐาน ต ๑.๒ มที กั ษะการสือ่ สารทางภาษาในการแลกเปล่ียนขอ มลู ขา วสาร แสดงความรสู กึ และความ
คิดเหน็ อยา งมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอขอมูลขาวสาร ความคดิ รวบยอด และความคดิ เห็นในเร่ืองตา งๆ โดยการพูด
และการเขยี น
2. ตวั ชี้วดั ท/ี่ ผลการเรยี นรู
ม3/2. อานออกเสียงขอความ ขา ว โฆษณา และบทรอยกรองสั้นๆ ถูกตองตามหลักการอาน
ม3/3 ระบุและเขียนส่ือที่ไมใ ชความเรียง รปู แบบตางๆ ใหสัมพันธกับประโยค และขอความทีฟ่ งหรืออาน
ม 3/1. สนทนาและเขยี นโตตอบขอมูลเก่ียวกับตนเอง เรือ่ งตา งๆใกลตัว สถานการณ ขาว เร่ืองที่อยูใ น
ความสนใจของสังคมและส่ือสารอยา งตอเนอ่ื งและเหมาะสม
ม3/3. พูดและเขยี นแสดงความตองการ เสนอและใหความชวยเหลอื ตอบรับและปฏิเสธการใหความชว ยเหลือ
ในสถานการณต า งๆ อยางเหมาะสม
3. จดุ ประสงคการเรียนรู (ผูเรยี นรูอะไร/ทำอะไรได
1. ฟง และเขาใจบทสมั ภาษณผแู ทน UNSECO ได
2.. พดู ถาม-ตอบความคิดหรือความรสู กึ และบรรยายสงิ่ ของได
4. สาระสำคัญ
ใหนกั เรยี นมที ักษะการสื่อสารเพือ่ การดำเนินชวี ติ ท่ดี มี ีความสุข อยูรว มกนั ไดอยา งสันติ และมีความเทา เทยี ม
กนั ดังนนั้ นกั เรยี นจงึ ตองอา นบทความการเรียกรองสิทธใ์ิ นการศึกษาของสตรคี นหนึ่งในอัฟกานสิ ถาน
บทความเกี่ยวกบั องคกรพัฒนาเอกชน ฟง บทสมั ภาษณ การสนทนาถาม-ตอบความคดิ เห็น ขอ มูลตางๆ พูด
164
บอกใหร ายละเอียดพดู ถา ยทอดความคดิ หรอื ความรสู กึ และ/หรือบรรยายส่งิ ของ สนทนาถาม-ตอบความ
คดิ เห็น พูดใหขอมูลเกยี่ วกับภาพ เขยี นบรรยายคน สตั ว ส่งิ ของ เลาเร่ืองบคุ คลและเขียนแสดงความคดิ เห็น
5. สาระการเรียนรู
5.1 ความรู
1. คำศัพท
คำศพั ท คำแปลภาษาอังกฤษ คำแปลภาษาไทย
essential (adj.) จำเปน
absolutely necessary; extremely
heritage (n.) important มรดก
valued things such as historic
buildings that have been passed
down from previous generations
คำศพั ท คำแปลภาษาอังกฤษ คำแปลภาษาไทย
site (n.) สถานท่ตี งั้
an area of ground on which
whole (adj.) something is located ทั้งหมด
special (adj.) พิเศษ
complete; entire
angry (adj.) โกรธ
brilliant (adj.) better, greater, or otherwise งดงาม
sad (adj.) different from what is usual เศรา
terrible (adj.) นา กลวั
feeling or showing anger
terrifying (adj.) informal excellent; marvellous นากลวั
useful (adj.) มปี ระโยชน
feeling sorrow; unhappy
wonderful (adj.) ดเี ยยี่ ม
extremely bad, serious, or
unpleasant
cause to feel terror
able to be used for a practical
purpose or in several ways
extremely good,pleasant, or
remarkable
165
modern (adj.) of or relating to the present or ทนั สมยั
oxygen (n.) recent times กาซออกซิเจน
dangerous (adj.) the chemical element of atomic อันตราย
number 8, a colourless, odourless
reactive gas that forms about 20 per
cent of the earth’s atmosphere and
is essential to plant and animal life
(Symbol: O)
able or likely to cause harm or
injury
2. หนาทีภ่ าษา (Function)
Expressing Opinion การแสดงความคดิ เห็น
3. โครงสรางประโยค / ไวยากรณ (Structure and Grammar)
who / which / that
Subordinate clause following know, think, believe, hope
5.2 กระบวนการ
การอา น : การอา นคำศัพท ขอ ความ และประโยค
การฟง : การฟงหาขอมูล การฟงจับใจความสำคัญ ฟงบทสัมภาษณ
การพูด : การพูดขอ-ใหขอ มูล พูดรายงานขอมลู พูดแนะนำ การพดู ใหเหตผุ ล
การพูดบรรยาย
การเขยี น : การเขียนแสดงความคิดเหน็ เขยี นบรรยายบคุ คล สถานที่
5.3 คณุ ลกั ษณะอนั พงึ ประสงค
มจี ติ สาธารณะ
มุงม่ันในการทำงาน
รกั ชาติ
6. สมรรถนะสำคญั ของผเู รยี น
ความสามารถในการใชทกั ษะชีวิต
ความสามารถในการคดิ
7. ชิ้นงาน/ภาระงาน
แบบฝก หัดในสมดุ นักเรยี น 166
8. การวดั ผลและการประเมินผล
เกณฑผา นการประเมิน
วิธกี ารวัด เครอื่ งมอื ผา น 70 %
ดานความร-ู ความเขาใจ (K)
การสงั เกต
ตรวจแบบฝก หัดนกั เรยี น
ดา นทกั ษะกระบวนการ (P) แบบประเมนิ การอา น ผา น 70 %
แบบประเมินการพูด
ดานคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค (A) แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึง ผา น 70 %
ประสงค
9. การจดั กจิ กรรมการเรยี นรู
ข้ันนำเขาสบู ทเรียน (Introduction)
1 ครใู หน ักเรยี นดภู าพในหนังสอื Sprint 3 Student’s Book หนา 72 แลวครถู ามวา
Do you know these monuments? What are their names?
ภาพที่ 1 The Parthenon In Athens
ภาพที่ 2 The Great Wall of China
ภาพท่ี 3 Stonehenge in England
They are World heritage sites. Do you know any World heritage sites in
Thailand?
World heritage sites in Thailand มรดกโลกในประเทศไทย
ประเภทวัฒนธรรม ประเภทธรรมชาติ
1. แหลงโบราณคดีบา นเชียง (Ban Chiang 1. ผนื ปา ดงพญาเย็น – เขาใหญ (Dong
Archeological Site -1992) Phayayen – Khao Yai Forest Complex -
2005)
167
http://www.7wondersthailand.com/wizCo 2. เขตรักษาพนั ธสุ ตั วปา ทงุ ใหญ– หวยขาแขง
ntent.asp?wizConID=91&txtmMenu_ID=7
2. นครประวัตศิ าสตรพ ระนครศรีอยุธยา (Thungyai – Huai Kha Khaeng Wildlife
(Historical City of Ayutthaya -1991) Sanctuaries-1991)Historic Towns -1991)
3. เมอื งประวัติศาสตรส โุ ขทัยและเมืองบรวิ าร
(Historic Town of Sukhothai and
Associated )
2 ครูใหนกั เรียนสังเกตสัญลักษณขององคกร UNESCO ในหนังสือ Sprint 3 Student’s Book
หนา 70 และสัญลักษณขององคกร UNESCO ในหนานี้ครูอธิบายวา สัญลักษณน้ีเปนสัญลักษณ
ของคณะกรรมการมรดกโลก (World Heritage Committee)
ขน้ั นำเสนอเนอื้ หา (Presentation)
3 ครูใหน ักเรยี นชวยกนั เติมความหมายของคำศัพทใน แลวอา นพรอ มกัน 2 ครงั้
Key : มรดก / ดเี ลศิ
168
4 ครูบอกนักเรยี นวา จะไดฟงการสัมภาษณตวั แทนขององคกร UNESCO และอา นตามในใจ พรอมทั้ง
ขีดเสนใตค ำศัพทท น่ี ักเรยี นไมรู ครเู ปด เสยี งจากซีดีประกอบบทเรยี น
ใหนักเรียนฟงและอานตามในใจและปฏิบัติตามที่ตกลงไว ครูใหนักเรียนที่ไมรูความหมาย
คำศัพทม าเขียนคำศัพทที่ไมรูบนกระดาน ครูใหนักเรียนที่รูตอบความหมายใหเพื่อน หากไมมี
ใครรคู รเู ปน ผบู อกความหมายนัน้ เชน essential / heritage sites / whole / value /…..
5 ครใู หนักเรยี นอานบทสัมภาษณอีกคร้ังแลว ทำกจิ กรรมในหนังสือเรียน Sprint 3 Student’s
Book หนา 72 โดยบอกวาตามบทสมั ภาษณข อ ความใดถกู ตอ ง (T) ขอ ความใดผิด (F) และ
ขอความใดไมไดก ลา วถึงไว (DS) แลว ครใู หนักเรียนเฉลยรว มกนั ครชู วยอธิบายขอที่นกั เรียน
สงสัย ครปู ระเมนิ การฟงและเขาใจบทสมั ภาษณผ แู ทน UNSECO ไดจ ากคำตอบท่ีถกู ตอง โดย
ใชเ กณฑผานรอ ยละ 70 ครสู อบถามนกั เรยี น ถงึ ภาระหนาท่ขี อง UNESCO วา มอี ะไรบา ง
From the interview, what does UNESCO do?
(UNESCO protect the world heritages and takes care about
education.)
6 ครเู พ่มิ เตมิ ความรใู นเรื่องมรดกโลกทีก่ ลา วไวในบทเรียนใหแกน กั เรยี น
World Heritage
The Parthenon in Athen The Coliseum in Rome
เปนอารามหลวง (Royal Peculiar)
เปนสนามกฬี าของโรมท่ใี หญท ่ีสุด
และแพงทสี่ ดุ
World Heritage
169
Mount Etna in Italy The Great Wall in China
เปนภเู ขาไฟทีย่ ังกรุนอยแู ตอุดมสมบรู ณ เปน กำแพงทีย่ าวท่ีสดุ ในประเทศจีน
ใชก ัน้ พรมแดน
Stonehenge in England The Giant Causeway in Ireland
เปน กลุมแทงหินขนาดใหญ ตั้งอยกู ลางทุงราบ ชายฝง ที่เกิดจากการเยน็ ตวั ของหินภเู ขาไฟ
กอใหเกิดหนิ รูปหกเหล่ียมและหนิ แทง ส่ีเหลย่ี มกวา
World Heritage
Westminster Abbey in England The City of Bath in Italy
เปน อารามหลวงแหง องั กฤษ ใชในพธิ สี ำคัญ เชน เปน บรเิ วณทม่ี นี ำ้ พุรอนธรรมชาติ
งานอภเิ ษกสมรสของเจาชายวลิ เลยี ม ใชเ ปน ท่ีอาบน้ำของโรมัน
7 ครูอธิบายวาคำคุณศัพทที่ใชใ นการบรรยายแบงเปน คณุ ศัพทท ่ีใชบรรยายความรูสึกของคน
คำคุณศพั ทท ่ีบรรยายสิ่งของ และคำคณุ ศัพทท ่ีใชบรรยายไดทั้งสองอยาง เชน
170
hungry / worried / happy / thirsty / helpful ใชบ รรยายความรสู กึ ของคน
necessary / useful / humid / modern /electric ใชบ รรยายส่ิงของ
good / tall / thin / interesting / amusing ใชบ รรยายไดทั้งคนและส่งิ ของ
และคำคุณศพั ทที่ไดจากกริยาทเี่ กยี่ วกบั ความรสู กึ ( Verb of feeling) โดยนำเอากริยานน้ั มา
เติม –ed และเติม –ing แลวไดเปนคำคุณศัพทแตความหมายตางกนั เชน interested =
รูส กึ สนใจ / interesting = นา สนใจ frightened = รูสึกตกใจ / frightening = นาตกใจ
ข้นั ฝก (Practice)
8 ครูใหนักเรยี นศึกษาคำศัพทในกิจกรรมขอ 4 ในหนังสือ Sprint 3 Student’s Book หนา
73 แลวเลอื กวานักเรียนจะใช Adjectives คำใดบรรยายคน คำใดใชบ รรยายสิ่งของ หรอื คำ
ใดบรรยายไดทั้งสองอยา ง เมื่อนักเรยี นเติมเสร็จแลวครูใหน ักเรียนอาสาสมคั รออกมาตอบวา
คำใดบรรยายอะไร โดยครูถามวา Which column do you use “angry” to describe?
จากน้นั ครใู หน กั เรยี นตรวจคำตอบพรอมกัน ครูตรวจสอบความถกู ตอง (ดเู ฉลย)
9 ครูใหนักเรยี นทำกิจกรรมขอ 5 โดยนำคำคุณศัพทในกิจกรรมขอ 4 มาเติมลงในขอความให
เหมาะสม เมื่อเสร็จแลวครูใหนักเรียนอาสาสมัครออกมาตอบคำถาม
ครูแนะนำแกไขขอผิดพลาด (ดเู ฉลย)
10 ครูใหนกั เรยี นอา นประโยคใน Subordinate clauses
We believe (that) comperation is essential for peace.
We think (that) historic monuments are very important.
We all know (that) some children don’t go to school.
We hope (that) we can get that job.
ครูอธิบายวา สำนวนที่ใชในการแสดงความคิดเห็นนั้นแบงเปน 2 สวน คือ สวนที่เปน Main
clause (สวนทแี่ สดงกรยิ าแสดงความคิดเห็น) และสวนทเ่ี ปน Subordinate (ขอความที่เปน
ความเหน็ ) เชน
Main clauses Subordinate clauses
I know
I believe WWF helps protect the world’s
I think environment.
(that) everyone is equal.
I am sure we should not insult other people.
I hope
171
There is no doubt there will be enough water for everyone in
2027.
you give peace a chance.
UNICEF support the rights of the children .
ขน้ั การใชภ าษาเพ่ือการสอ่ื สาร (Production)
11 ครูอธิบายความหมายของ WWF เปนองคกรที่ไมแสวงหากำไรที่ดำเนินงานดาน
การอนุรักษดว ยความมุงมัน่ ท่ีจะปกปองดูแลรักษาธรรมชาติและทรพั ยากรสิ่งแวดลอม (World
Wildlife Fund for Nature) ครูใหนักเรยี นจับคูสนทนาถาม-ตอบคำถามโดยใชสำนวนท่ีให
ไวในกรอบของกิจกรรมขอ 6 ในหนังสือ Sprint 3 Student’s Book หนา 73 และ
คำคุณศัพทจากกิจกรรมขอ 4 ในการถาม-ตอบคำถาม ครูสังเกตการสนทนาและชวยแนะนำ
แกไ ขขอ ผดิ พลาด
12 นักเรียนพูดรายงานความคิดของคูสนทนาใหเพื่อนๆ ในชั้นฟง โดยใชสำนวนดังตัวอยางใน
กิจกรรมขอ 7 ในหนังสือ Sprint 3 Student’s Book หนา 73 ครูประเมินการพูดถาม-
ตอบความคดิ หรือความรูสกึ และบรรยายสง่ิ ของไดจ ากการจับคูส นทนาถาม-ตอบคำถามโดย
ใชสำนวนที่ใหไว และการพูดถาม-ตอบความคิดของคูสนทนาดวยแบบประเมินการสนทนา
โดยใชเ กณฑการประเมินผา นระดบั “ดี”
ข้นั สรุป (Conclusion)
13 นกั เรียนทำกิจกรรม Vocabulary ขอ 3-4 ในหนงั สือ Sprint 3 Workbook หนา 34-35 เปน
การทบทวน (ดูเฉลย)
10. สื่อและแหลงเรยี นรู
หนงั สอื Sprint 3 Student’s Book
หนังสือแบบฝก หัด Sprint 3 Workbook
แผน ซดี ปี ระกอบบทเรยี น Sprint 3 Student’s Book
ภาพ
พจนานกุ รม
ส่อื อิเลก็ ทรอนิกส
- http://www.youtube.com/watch?v=hCcxRwG70-8
- http://www.ngo.org/ngoinfo/define.html
- http://vatican.com/tour/sistine_chapel_3D
- http://www.greenpeace.org/international/en/
172
- http://www.italyguides.it/us/roma/rome/roman_catholic_church/church_in_ro
me/vatican/st_peters/the-sistine-chapel.htm
- http://global.britannica.com/EBchecked/topic/507743/Roman-Forum
ลงชื่อ ..................................................... ครผู ูสอน
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................
ลงช่ือ ....................................................ผนู เิ ทศ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................
ลงช่ือ .................................................หัวหนากลมุ สาระฯ
(.....................................................)
วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................
173
11. บันทกึ ผลการจดั การเรยี นรู
ผลการจัดการเรยี นรู (ระบรุ ายชือ่ นักเรยี นท่ีไมบรรลุผล/ตัวชี้วดั )
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
อปุ สรรค/ปญหา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
การแกไ ขปรบั ปรุง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลการแกไขปรับปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงช่ือ ..................................................... ครผู สู อน
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. ...............
ความเหน็ /ขอเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงช่อื .................................................หัวหนากลุมสาระฯ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................
174
แผนการจัดการเรยี นรทู ่ี 20
หนวยการเรียนรูท ี่ 3 Lively communication. เรอ่ื ง Give peace a chance จำนวน 3 .คาบ
รายวชิ า ภาษาอังกฤษ รหสั วิชา อ23101 กลมุ สาระการเรยี นร.ู ภาษาตางประเทศ
ระดบั ช้นั มธั ยมศึกษาปท่ี 3 ภาคเรยี นที่ 1 ครูผูส อน นางวาสนา แกว ยวน
1. มาตรฐานท่ี
1.1.1.3 มาตรฐาน ต ๑.๑ เขาใจและตคี วามเรื่องทฟี่ งและอานจากสอ่ื ประเภทตา งๆ และแสดง
ความคดิ เห็นอยางมเี หตผุ ล
มาตรฐาน ต ๑.๒ มีทกั ษะการสอื่ สารทางภาษาในการแลกเปลย่ี นขอมูลขา วสาร แสดงความรสู กึ และความ
คดิ เหน็ อยา งมีประสิทธิภาพ
มาตรฐาน ต ๑.๓ นำเสนอขอ มูลขา วสาร ความคดิ รวบยอด และความคดิ เห็นในเรื่องตา งๆ โดยการพดู
และการเขียน
2. ตัวช้ีวดั ท่ี/ผลการเรยี นรู
ม3/2. อานออกเสียงขอความ ขาว โฆษณา และบทรอยกรองส้ันๆ ถกู ตอ งตามหลกั การอา น
ม3/3 ระบแุ ละเขียนส่ือทไ่ี มใ ชความเรยี ง รูปแบบตางๆ ใหสมั พันธกับประโยค และขอความทฟ่ี ง หรืออาน
ม 3/1. สนทนาและเขียนโตตอบขอมลู เก่ยี วกับตนเอง เรอื่ งตา งๆใกลต วั สถานการณ ขาว เรือ่ งท่ีอยูใน
ความสนใจของสงั คมและส่ือสารอยา งตอเนอ่ื งและเหมาะสม
ม3/3. พดู และเขียนแสดงความตองการ เสนอและใหค วามชวยเหลอื ตอบรับและปฏิเสธการใหความชวยเหลือ
ในสถานการณต า งๆ อยางเหมาะสม
3. จุดประสงคก ารเรยี นรู (ผเู รียนรูอ ะไร/ทำอะไรได
1. เขียนบรรยายคน สตั ว สิ่งของ โดยใช Relative pronoun ได
2. เขียนแสดงความคิดเห็นได
4. สาระสำคัญ
ใหนกั เรียนมที ักษะการสอ่ื สารเพอื่ การดำเนินชวี ติ ทีด่ ีมีความสขุ อยรู วมกนั ไดอยา งสนั ติ และมีความเทาเทยี ม
กัน ดังนน้ั นกั เรยี นจึงตองอานบทความการเรยี กรองสิทธใ์ิ นการศึกษาของสตรีคนหนึ่งในอฟั กานสิ ถาน
บทความเกีย่ วกบั องคกรพฒั นาเอกชน ฟงบทสัมภาษณ การสนทนาถาม-ตอบความคดิ เห็น ขอมลู ตา งๆ พดู
175
บอกใหรายละเอียดพดู ถา ยทอดความคดิ หรือความรสู กึ และ/หรอื บรรยายส่ิงของ สนทนาถาม-ตอบความ
คดิ เหน็ พดู ใหขอ มูลเก่ยี วกบั ภาพ เขียนบรรยายคน สตั ว ส่ิงของ เลาเรื่องบคุ คลและเขียนแสดงความคดิ เหน็
5. สาระการเรียนรู
5.1 ความรู
1. คำศพั ท
3 (Grammar)
คำศัพท คำแปลภาษาอังกฤษ คำแปลภาษาไทย
นักวาดภาพ
painter (n.) an artist who paints pictures ชางปน
กวี
sculptor (n.) an artist who makes sculptures นางฟา เทพธิดา
โปรแกรมคน หา
poet (n.) a person who writes poems
กลม
goddess (n.) a female deity
search engine (n.) Computing a program for the
retrieval of data, files, or documents
from a database or network,
especially the Internet
round (adj.) shaped like a circle or cylinder
2. หนา ทภ่ี าษา (Function)
Expressing Opinion การแสดงความคดิ เห็น
3. โครงสรา งประโยค / ไวยากรณ (Structure and Grammar)
who / which / that
Subordinate clause following know, think, believe, hope
5.2 กระบวนการ
การอา น : การอา นคำศัพท ขอ ความ และประโยค
การฟง : การฟงหาขอมลู การฟงจับใจความสำคญั ฟง บทสมั ภาษณ
การพดู : การพูดขอ-ใหขอ มูล พูดรายงานขอมลู พูดแนะนำ การพูดใหเหตผุ ล
การพดู บรรยาย
การเขียน : การเขยี นแสดงความคิดเห็น เขียนบรรยายบคุ คล สถานท่ี
5.3 คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค 176
มจี ติ สาธารณะ
มงุ มนั่ ในการทำงาน เกณฑผ านการประเมนิ
รกั ชาติ ผาน 70 %
6. สมรรถนะสำคญั ของผูเรยี น
ความสามารถในการใชทกั ษะชีวิต
ความสามารถในการคิด
7. ชน้ิ งาน/ภาระงาน
แบบฝก หัดในสมดุ นักเรียน
8. การวดั ผลและการประเมินผล
วธิ กี ารวัด เครื่องมือ
ดา นความร-ู ความเขาใจ (K)
การสงั เกต
ตรวจแบบฝก หัดนักเรยี น
ดา นทกั ษะกระบวนการ (P) แบบประเมนิ การอาน
แบบประเมนิ การพดู
ผา น 70 %
ดานคุณลักษณะอันพงึ ประสงค (A) แบบประเมนิ คุณลักษณะอันพึง ผาน 70 %
ประสงค
9. การจัดกิจกรรมการเรยี นรู
ขั้นนำเขา สูบ ทเรยี น (Introduction)
177
ครใู หนักเรยี นดรู ูปภาพเดก็ ชายสามคนและครพู ูดเลา วา
I have a nephew. His name is Korn. This is his photo.
(Who is Korn?)
Korn is the boy who stands in the middle.
ขั้นนำเสนอเน้อื หา (Presentation)
ครทู บทวนการใช Relative pronoun : who / which/ that เปน สรรพนามทใ่ี ชในการ
ขยายคำนาม Relative pronoun ใชร วมประโยค 2 ประโยคเขาดวยกัน โดยท่ีประโยคท้ัง
สองน้ันจะมีคำนามทหี่ มายถึงคน หรือสิ่งของเดยี วกันอยใู นประโยค หากคำท่ี relative
pronoun แทนนัน้ หมายถงึ คน จะใช who แทน และหากเปนสตั วห รอื สง่ิ ของจะใช which
หรอื that โดยการใช relative pronoun นี้ นักเรียนไมตองสนใจวานาม
ทถ่ี ูกนำไปแทนท่ีนน้ั จะเปน เพศชายหรอื เปน เพศหญิง และจะมจี ำนวนเอกพจนห รือพหูพจนก ็
ไดทั้งนั้น หาก Relative pronoun มีหนาทเ่ี ปนประธานของประโยค นักเรยี นหามละ
relative pronoun นั้น แตถ าคำ relative pronoun มีหนา ท่เี ปน กรรมของประโยค
นักเรียนสามารถละ relative pronoun ได เชน
Siree is a teacher. She taught us History.
Siree และ she หมายถงึ คนเดยี วกนั ใช who (=ผูซ ึ่ง) แทน she แลว นำขอความทเี่ ปน
Relative clause (คอื ขอ ความทขี่ ้ึนตน ดว ย relative pronoun) มาขยายทายคำนามท่มี ี
ความหมายหมายถงึ คนหรือส่ิงของเดียวกัน
Siree is a teacher. She taught us History.
Siree is a teacher. + who taught us History. (ใช who แทน she คอื
Siree)
Siree who taught us History is a teacher.
(นำ relative clause ไปขยาย Siree)
หากขอความทั้งสองมคี ำท่หี มายถงึ ของสิง่ เดยี วกนั ใหใช which (= สง่ิ ทซ่ี ึง่ )แทน เชน
178
I like the cake. The cake is topped with strawberies.
I like the cake. + which / that is topped with strawberies.
I like the cake which / that is topped with strawberies.
ครใู หน ักเรยี นสังเกตวาเม่ือครูสลับประโยคในการทำ relative clause แลว which จะไป
แทน the cake ท่เี ปนกรรมของประโยคนั้น ในกรณีนี้ เราจะละ which ทง้ิ ได
The cake is topped with strawberies. I like the cake.
The cake is topped with strawberies. + (which / that) I like.
The cake (which / that) I like is topped with strawberies.
ครยู ้ำนกั เรียนวา Relative pronoun เปน สรรพนามทีใ่ ชเ ชื่อมคำท่ีหมายถึงคนหรือสิง่ ของ
เดยี วกันใน 2 ประโยค หากคำท่ี relative pronoun แทนนั้นเปน ประธานของประโยค
นกั เรียนหามละ relative pronoun น้นั ทิง้ แตถ าคำท่ี relative pronoun แทนเปน กรรม
ของประโยคนกั เรียนสามารถละ relative pronounได ครูใหน ักเรยี นอา นคำอธบิ ายเรื่อง
who/which / that ในกิจกรรม จากหนังสอื Sprint 3 Student’s Book หนา
74 และอานเร่ืองการใช Relative pronoun : who / which หรือ that เพ่ิมเตมิ จาก
Grammar reference 14 ในหนงั สอื Sprint 3 Workbook หนา 57 เพ่อื ทบทวนและ
เพ่ิมความเขา ใจใหชัดเจนขนึ้
ครใู หน ักเรยี นอา นทบทวนการใช know / think / believe / hope ใน Grammar และ
ใน ในหนังสอื Sprint 3 Student’s Book หนา 75 ครใู หน กั เรยี นชวยกนั
สรุปการใช และครูเขยี นขอความสรุปตอไปนีบ้ นกระดาน
I know (that) a lot of children do not go to school.
We hope (that) we willl be able to end poverty.
I don’t know what to do.
I know why she did it.
You know how to swim
179
Do you know how to cook?
4 ครูชว ยย้ำวา การใชกริยา know / think /believe / hope เหลาน้ี ใชต ามดว ยอนุประโยค
(clause) ทีม่ ี that ข้นึ ตนอนปุ ระโยคนน้ั ครใู หน ักเรยี นสงั เกตวา that อาจจะใสไวห รือไมก ็
ได และถา ขอความหลงั that เปนอนาคต ก็จะใช will และอธบิ ายวาการใช know จะตาม
ดวย question word เชน how, why, what, etc.
ขั้นฝก (Practice)
ครูใหนกั เรยี นทำแบบฝก หดั Grammar ขอ 1 ในหนังสอื Sprint 3 Workbook หนา 36
โดยเลือกคำท่ีเหมาะสมเพ่ือเติมกฎเกณฑในการใช Relative pronoun : who / which หรือ
that ใหถูกตอง ครูใหนักเรยี นอาสาสมัครอานคำตอบของตนเอง ครชู ว ยแนะนำแกไขให
เขา ใจถูกตอง
ครูใหน ักเรยี นทำแบบฝกหัด Grammar ขอ 2 ในหนงั สือ Sprint 3 Workbook หนา 36
โดยเชอ่ื มโยงประโยคสองประโยคดวย who หรือ which จากนัน้ ครูเปด เสียงจากซดี ี
ประกอบบทเรียน ใหน ักเรยี นฟง และตรวจคำตอบของตนทท่ี ำไวกอ นนำสงครู ครู
ตรวจสอบความถูกตอง นกั เรียนเปรียบเทียบคำตอบกัน
ครูใหน ักเรยี นทำกจิ กรรมในกลองธงชาติ จากหนงั สือ Sprint 3 Student’s Book หนา
74 โดยอานขอความท่ใี หไ วแ ละหาทผ่ี ิดพรอมท้ังแกไ ขใหถ ูกตอง ครูใหนักเรียนอาสาสมคั ร
ออกมาตอบคำถาม โดยครเู ปนผูช วยแนะนำแกไขใหถ ูกตอ ง โดยครูบอกนกั เรียนวา
Read these two passages. Then find the mistakes and correct them.
Key : 1. John F. Kennedy who was
2. Microsoft which was founded
จากนั้นนักเรยี นทำกจิ กรรม Grammar ขอ 1 ในหนงั สอื Sprint 3 Student’s Book
หนา 74 ใหน กั เรยี นขีดเสน ใตค ำ Relative pronoun ในประโยคและบอกวาคำน้นั ทำ
หนาทเี่ ปน ประธาน (S) หรอื กรรม (O) ของประโยคตามตัวอยา ง เมื่อเสรจ็ แลว ครใู หนกั เรียน
อาสาสมัครออกมาตอบใหเ พ่ือนๆ ฟง ครูชว ยแนะนำแกไข
180
ครใู หน กั เรยี นทำกิจกรรม Grammar ขอ 2 โดยเขยี นวงกลมตวั เลอื กที่ถูกตอง เม่ือเสร็จ
แลวครสู มุ นกั เรยี นตอบคนละขอ โดยครชู ว ยแนะนำแกไข จากนั้นครเู ขยี นประโยคบน
กระดานใหนกั เรียนไดช วยกนั สงั เกตและสรปุ การใช who / which
Emily is the woman who works for UNESCO. (S)
San Marco is the church which we saw in Venice. (O)
ครูเนนใหน กั เรยี นสงั เกตวา Relative pronoun ท่เี ปน ประธานจะมีกรยิ าตามหลัง และที่เปน
กรรมจะมรี ปู ประโยค (ประธานและกรยิ า) ตามหลัง สวน that ใชแทน Relative pronoun
ไดทั้งทเ่ี ปนประธานและกรรม
ครใู หนักเรียนทำกิจกรรม Grammar ขอ 3 โดยเตมิ who /which หรอื that ทีเ่ หมาะสมลง
ในชองวาง และกจิ กรรม Grammar ขอ 4 โดยเขียนประโยค Relative sentence
โดยใช who / which หรือ that เชอื่ มสองประโยคเขาดว ยกัน พรอมทงั้ บอกวา Relative
pronoun ใดสามารถละได แลว ครใู หนักเรียนอาสาสมัครออกมาบอกคำตอบให
เพ่ือนๆ ฟง ครูชว ยแนะนำ และตรวจสอบความถูกตอง
นกั เรยี นทำกิจกรรม Grammar ขอ 5 ในหนงั สือ Sprint 3 Student’s Book หนา 75
โดยใชสำนวนท่กี ำหนดใหมาเขยี นประโยคทเี่ ช่ือมดวย Relative pronoun ใหถ ูกตอง
สมบูรณล งในสมดุ แบบฝก หัดแลว นำสงครู ครใู หน กั เรยี นอาสาสมัครออกมาเขยี นคำตอบของตน
บนกระดานใหเพ่ือนๆ ดู ครูแนะนำแกไขขอผดิ พลาด ครตู รวจสอบความถูกตอง
88 ครูใหนักเรียนทำกจิ กรรม Grammar ขอ 6 ในหนงั สือ Sprint 3 Student’s Book หนา
75 โดยเขียนประโยคดวยการใชข อ ความท่กี ำหนดใหเปนแนวทางในการเขียนประโยคโดยใช
Relative clause ครูใหนกั เรยี นอาสาสมัครออกมาเขียนคำตอบของตนบนกระดาน ครู
แนะนำแกไ ขขอผดิ พลาด ครูตรวจสอบความถูกตองและประเมินการเขยี นบรรยายคน สัตว
สิ่งของ โดยใช Relative pronoun ไดจ ากคำตอบทีถ่ ูกตอ งในกิจกรรม Grammar ขอ 1-6
โดยใชเกณฑป ระเมนิ ผานรอ ยละ 70
13 ครใู หนักเรยี นอานทบทวนการใช know / think /believe / hope ใน Grammar และ
ใน ในหนงั สอื Sprint 3 Student’s Book หนา 75 จากนั้นครใู หนักเรียน
ชว ยกนั สรปุ การใช
ครเู ขยี นขอ ความสรุปตอ ไปนบี้ นกระดาน
181
I know (that) a lot of children do not go to school. 7
We hope (that) we willl be able to end poverty.
I don’t know
what to do.
I know
You know why she did it.
Do you know how to swim
how to cook?
20 ถ1ถนักเรยี นทำกจิ กรรม Grammar ขอ 7 ในหนงั สือ Sprint 3 Student’s Book หนา 75
ครใู หนักเรียนอา นเร่ืองการใช know / think/ believe / hope ในการแสดงความคิดเห็น
เพม่ิ เติมจาก Grammar reference 15 ในหนงั สอื Sprint 3 Workbook หนา 58 เพื่อ
ทบทวนและเพ่ิมความเขาใจใหชดั เจนขน้ึ
ครใู หนักเรยี นแตงประโยคโดยใชขอ ความท่กี ำหนดไวใ นกจิ กรรม Grammar ขอ 7 จาก
หนังสอื Sprint 3 Student’s Book หนา 75 ประกอบในประโยคใหไดมากทส่ี ดุ ครูให
นกั เรยี นอาสาสมัครออกมาเขียนคำตอบของตนบนกระดาน ครแู นะนำแกไขขอผิดพลาด
(คำตอบหลากหลายตามความคดิ ของนกั เรียน)
ครูทบทวนเพ่ิมเตมิ การเชอ่ื มประโยค โดยใช what / how / why โดยบอกวา what ใชใ น
การถามวา อะไร ถามถึงการกระทำ how ใชถ ามวาอยางไร ถามถงึ วิธีทำ สว น why ถามวา
ทำไม เปนการถามถึงเหตุผล แลวใหน ักเรียนทำกจิ กรรม Grammar ขอ 8 ในหนังสอื
Sprint 3 Student’s Book หนา 76 ครสู มุ เรยี กนักเรียนตอบคำถาม เพ่ือนๆ ชวยกนั
แกไขใหถกู ตอง โดยครูเปนผูตรวจสอบความถูกตอ ง
ครใู หนักเรยี นทำกิจกรรม Grammar ขอ 9 โดยเลอื กคำตอบทเ่ี หมาะสมท่ีสดุ ครูให
นกั เรยี นอาสาสมัครออกมาบอกคำตอบของตนใหเ พือ่ นๆ ฟง แลวตรวจคำตอบพรอมกัน ครู
ตรวจสอบความถูกตอ ง
ขนั้ การใชภ าษาเพ่อื การส่อื สาร (Production)
นกั เรียนทำกิจกรรม Grammar ขอ 10 โดยใหเลอื กวงกลมคำตอบทีเ่ หมาะสมกบั
บทสัมภาษณ ครูใหน ักเรยี นอาสาสมคั รออกมาบอกคำตอบของตนใหเพื่อนๆ ฟง แลวตรวจ
คำตอบพรอมกัน ใหน ักเรียนจับคพู ดู สัมภาษณกันตามบท ครูใหนกั เรียนคูอาสาสมัครออกมา
สนทนาสัมภาษณก ันที่หนาชัน้ เรยี น ครชู วยแนะนำแกไขตรวจสอบความถกู ตอ ง และประเมิน
การเขียนแสดงความคิดเห็นไดจากคำตอบท่ีถูกตอง
ในกจิ กรรม Grammar ขอ 9-10 โดยใชเ กณฑป ระเมนิ ผา นรอยละ 70
ครูใหน กั เรยี นทำกิจกรรมใน Grammar ขอ 11 จากหนังสอื Sprint 3 Student’s Book หนา 76 โดยอา น
และทำความเขา ใจขอความในยอหนาน้ี แลวตอบคำถาม โดยครบู อกวา
182
Please read the paragraph below and tell me what it is about.
Key : Saint Teresa.
ข้นั สรุป (Conclusion)
นกั เรียนศกึ ษา Grammar reference 14-15 ในหนังสอื Sprint 3 Workbook
หนา 57-58 เพื่อทบทวนใหเ ขา ใจแมนยำย่ิงขึ้น
ครูใหน กั เรยี นทำแบบฝก หัด Grammar ขอ 4-11 ในหนังสือ Sprint 3 Workbook หนา
36-37 เปนการทบทวน ดงั นี้
แบบฝกหัด Grammar ขอ 4 หนา 36 ครูใหนกั เรียนคนควาความรูท างวฒั นธรรมเก่ยี วกบั
ประเทศอติ าลีจากอนิ เทอรเน็ต แลวเติมขอ ความทีก่ ำหนดไวใ นกรอบมาเติมในขอมลู ให
เหมาะสม
แบบฝก หดั Grammar ขอ 5 หนา 36 ใหเ ขยี นประโยคตามความจรงิ ของนักเรยี นโดยใช
Relative pronoun
แบบฝก หัด Grammar ขอ 6 หนา 36 ใหเตมิ คำ หรอื ขอ ความในกฎเกณฑการใชป ระโยค
แสดงความคิดเหน็ ทใี่ ช know / think / believe / hope ใหถกู ตองสมบูรณ
แบบฝก หดั Grammar ขอ 7 หนา 36 ใหเ ตมิ ตารางเพื่อสรางประโยคแสดงความคดิ เห็นให
สมบรู ณ
แบบฝก หดั Grammar ขอ 8 หนา 37 ใหเชือ่ มโยงสวนของประโยคท่ีใชใ นการแสดงความ
คดิ เห็นใหส ัมพนั ธกนั อยางถูกตอง
แบบฝก หดั Grammar ขอ 9 หนา 37 ใหเ ติมคำศัพทล งในชอ งวา งใหถ ูกตอง
แบบฝก หัด Grammar ขอ 10 หนา 37 ใหเ ลือกคำตอบที่ถกู ตอง
แบบฝกหดั Grammar ขอที่ 11 หนา 37 แปลขอความท่ีกำหนดใหเปนภาษาไทย และ
อา นเรอื่ งแลว ตอบคำถามใหถ ูกตอง
10. สื่อและแหลงเรียนรู
หนังสอื Sprint 3 Student’s Book
หนังสอื แบบฝก หดั Sprint 3 Workbook
แผนซดี ปี ระกอบบทเรยี น Sprint 3 Student’s Book
ภาพ
พจนานุกรม
สอ่ื อิเลก็ ทรอนิกส
- http://www.youtube.com/watch?v=hCcxRwG70-8
- http://www.ngo.org/ngoinfo/define.html
- http://vatican.com/tour/sistine_chapel_3D
183
- http://www.greenpeace.org/international/en/
- http://www.italyguides.it/us/roma/rome/roman_catholic_church/church_in_ro
me/vatican/st_peters/the-sistine-chapel.htm
- http://global.britannica.com/EBchecked/topic/507743/Roman-Forum
ลงชื่อ ..................................................... ครผู ูสอน
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................
ลงชอ่ื ....................................................ผนู ิเทศ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................
ลงช่อื .................................................หวั หนา กลมุ สาระฯ
(.....................................................)
วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................
184
11. บนั ทกึ ผลการจดั การเรียนรู
ผลการจัดการเรียนรู (ระบุรายช่ือนกั เรียนทีไ่ มบรรลุผล/ตัวชวี้ ดั )
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
อุปสรรค/ปญหา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
การแกไ ขปรบั ปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลการแกไ ขปรบั ปรงุ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงช่อื ..................................................... ครผู ูส อน
(.....................................................)
วันที่ ............. เดือน ............................... พ.ศ. ................
ความเหน็ /ขอ เสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงชอ่ื .................................................หัวหนา กลมุ สาระฯ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................
น.ท./ว 007
แบบบันทกึ การประเมนิ ผลการใชห นวยการเรียนรู
รายวิชา ……………………………………………………………… รหัสวิชา …………………………… ช้นั …………………………
หนวยท่ี ……………. ช่อื หนว ย ………………………………………………………. จำนวน ………………….. แผนการเรยี นรู
หองทีส่ อน ......................... จำนวนนกั เรยี นทง้ั หมด ............... คน ประเมนิ วนั ท่ี ……………………..……………….
คะแนนประจำหนว ย (ระหวา งเรยี น) ……………….. เกณฑผ า น …………..……..
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
----------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------
1. เอกสารใบงาน/ใบความรู/ใบกจิ กรรมประจำหนวย
1.1. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….
1.2. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….
1.3. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….
1.4. ……………………………………………………………………………………………………………………………………….
2. เครื่องมือประเมินกอนเรยี น – หลงั เรียน …………………………………………………………………………………………….
3. เครื่องมือประเมนิ เก็บคะแนนระหวา งเรียน …………………………………………………………………………………………
4. ผลการประเมนิ กอนเรยี น – หลงั เรียน
คะแนนเต็ม กอนเรียน เฉลย่ี (X) หลงั เรียน C.V. ขอ คนพบ
เฉลย่ี (X) S.D.
5. อภิปรายผล
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
6. ขอ คน พบ/ขอเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงชื่อ ..................................................... ครผู ูสอน
(.....................................................)
ลงช่ือ .................................................หัวหนา กลุม สาระฯ
(.....................................................)
แผนการจัดการเรยี นรทู ี่ 21
หนว ยการเรียนรทู ่ี 4 เร่ือง Healthy lifestyle survey จำนวน 2 คาบ
รายวิชา ภาษาองั กฤษ รหัสวชิ า อ 23101 กลุมสาระการเรียนรู ภาษาตางประเทศ
ระดบั ชั้น มัธยมศึกษาปที่ 3 ภาคเรียนท่ี 1 ครผู สู อน นางสาวอินทิรา ศรีพล
1. มาตรฐานการเรยี นรู/ ตัวช้ีวดั / ผลการเรียนรู
มาตรฐาน ต 1.1 เขา ใจและตคี วามเรื่องทีฟ่ งและอา นจากสอ่ื ประเภทตางๆ และแสดงความคดิ เหน็ อยาง
มีเหตุผล
ต 1.1 ม. 3/4 เลอื ก/ระบหุ ัวขอเรอ่ื ง ใจความสำคัญ รายละเอียดสนับสนนุ และแสดงความคดิ เหน็
เกีย่ วกบั เรือ่ งท่ีฟงและอานจากส่อื ประเภทตา งๆ พรอมท้ังใหเ หตุผลและยกตัวอยาง
ประกอบ
มาตรฐาน ต 1.2 มีทักษะการสือ่ สารทางภาษาในการแลกเปลี่ยนขอมลู ขา วสาร แสดงความรูสึกและ
ความคิดเห็นอยา งมีประสิทธภิ าพ
ต 1.2 ม. 3/4 พดู และเขียนเพือ่ ขอและใหขอมูล อธบิ าย เปรียบเทียบ และแสดงความคิดเห็นเก่ยี วกับ
เร่อื งทฟ่ี งหรืออาน อยา งเหมาะสม
มาตรฐาน ต 1.3 นำเสนอขอมลู ขา วสาร ความคดิ รวบยอด และความคดิ เหน็ ในเรื่องตา งๆ โดย
การพดู และการเขียน
ต 1.3 ม. 3/1 พดู และเขียนบรรยายเกย่ี วกับตนเองประสบการณ ขาว/เหตกุ ารณ/ เร่ือง/ประเด็นตางๆ ท่ี
อยูในความสนใจ ของสังคม
2. จดุ ประสงคการเรียนรู
1. ใชภาษาในการสำรวจพฤติกรรมของเพื่อนๆ ในชน้ั เรียนจากขอ มูลในตาราง
2. พูดรายงานผลขอมลู จากการสำรวจได
3. สาระสำคัญ / ความคดิ รวบยอด
การใชกิจกรรม Survey เพื่อเปนการสรางโอกาสใหนักเรียนไดฝกพูดผานขอคำถามที่กำหนดให
เพอื่ ใหไดม าซึง่ ขอมลู พฤตกิ รรมของเพ่ือนในช้ันเรยี น และเปน การสรา งบทบาทใหนักเรยี นเปนทง้ั ผถู ามและผใู ห
ขอ มูล ซ่ึงเปน กระบวนการทำใหน ักเรียนคุนเคยกับภาษามากยิง่ ข้ึน
4. สาระการเรียนรู คำแปลภาษาองั กฤษ คำแปลภาษาไทย
คำศัพท
perceive, examine, or search by รูสกึ
feel (v.) touch
keep fit (v.) regular exercise to improve personal ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
fitness and health
put on (v.)
physical in contact with and เพิ่ม
tired (adj.) supported by, be on
stressed (adj.) become or cause to become in อยากพัก เหนือ่ ย
outdoors (adv.) need of rest or sleep
skin (n.)
being emphasized
according to
(adv.) in or into the open air กลางแจง
follow (v.)
the thin layer soft tissue forming the ผิวหนงั
natural outer covering of the body
of a person or animal
as stated by or in ตามที่
move or travel behind ตาม
Healthy (adj.) in a good health สขุ ภาพดี
rule (n.) regulation or principle governing ขอบงั คับ กฎ
conduct or procrdure within a
weight (n.) particular sphere อว น น้ำหนักมาก
Insomnia (n.) the quantity of being heavy นอนไมพอ
junk food (n.) habitual sleeplessness อาหารที่มคี ณุ คา สารอาหาร
food with little nutritional value นอ ย
หนา ท่ีภาษา (Function)
Asking for and giving advice การขอและใหคำแนะนำ
5. สมรรถนะสำคญั ท่ีเกิดกับผูเรียน (ตามแผนการจัดการเรียนร)ู
5.1 [✓] ความสามารถในการสอื่ สาร
5.2 [✓] ความสามารถในการคดิ
5.3 [✓] ความสามารถในการแกป ญหา
5.4 [✓] ความสามารถในการใชทักษะชีวิต
5.5 [✓] ความสามารถในการใชเ ทคโนโลยี
6. คุณลกั ษณะอันพึงประสงค
6.1 [ ] รักชาติ ศาสน กษตั ริย 6.2 [ ] ซื่อสตั ยสจุ รติ 6.3 [ ] มีวินัย
6.6 [ ] มุงมนั่ ในการทำงาน
6.4 [✓] ใฝเรยี นรู 6.5 [ ] อยูอยา งพอเพยี ง
6.7 [ ] รกั ความเปนไทย 6.8 [ ] มจี ติ สาธารณะ
6. ชิ้นงาน/ภาระ เครือ่ งมือ เกณฑผ านการประเมิน
สื่อการสอ หนงั สือ ประเมินการพดู ถาม-ตอบ โดยใช
7. การวดั ผลและประเมนิ ผล เกณฑการใหคะแนน เกณฑผ านรอ ยละ 70
วธิ กี ารวัด
ใฝเ รยี นรู ประเมินความสามารถในการ
ดา นความร-ู ความเขา ใจ (K) สนทนาโดยเกณฑผ านรอ ยละ 70
ดา นทกั ษะกระบวนการ (P) รอยละ 80
ดา นคุณลักษณะอนั พงึ ประสงค (A)
7. การวัดและประเมนิ ผล
หลกั ฐานการเรยี นรู วธิ ีการ เคร่อื งมือ เกณฑ
(ชนิ้ งาน/ภาระงาน)
1. ใ ช ภ า ษ า ใ น ก า ร ส ำ ร ว จ ตรวจและใหค ะแนน เกณฑการใหคะแนน ประเมินความสามารถใน
พฤติกรรมของเพื่อนๆ ในช้ัน การพูด โดยเกณฑผาน
เรยี นจากขอ มูลในตาราง - รอ ยละ 70
2. พูดรายงานผลขอมูลจากการ สังเกต -
สำรวจได
8. การจดั กจิ กรรมการเรียนรู
8.1 ขัน้ นำสกู ารเรยี นรู (Warm-up)
นักเรยี นดชู อื่ เร่อื ง A healthy lifestyle แลวบอกความหมายของคำวา healthy จากครูถาม
นกั เรยี นวา
- What does healthy mean?
- Lifestyle is the way one lives. What is the meaning of ‘lifestyle’ in Thai?
8.2 ขนั้ นำเสนอเนอ้ื หา (Presentation)
1. ครเู ขียนสำนวนบนกระดาน ใหน กั เรยี นอานและเดาความหมายพรอ มกนั ครูชวยแกไขให
ถูกตอง
keep fit put on weight feel tired sleep well
eat well feel stressed spend time outdoors
spend time in front of the computer
2. ครูชี้คำใหนักเรียนอาสาสมัครออกมาอานและแปลความหมายใหเพื่อนฟงคนละคำ
จากนน้ั ครชู ้สี ลบั คำอีกครง้ั แลวใหนักเรียนทงั้ หองอานและแปล ครสู งั เกตวา นักเรยี นจำความหมายได
แลว จึงใหน กั เรยี นดูภาพในหนังสอื Sprint 3 Student’s Book หนา 38
3. ครูใหนักเรียนดูรายการในตารางกิจกรรมที่ 1 Vocabulary ขอ 1 จากหนังสือ Sprint 3
Student’s Book หนา 38 ในหนึ่งสำนวนอาจจะบรรยายดวยภาพหลายภาพก็ไดแลวแตเหตุผลท่ี
นกั เรยี นเลอื ก และครูใหน กั เรียนอาสาสมคั ร 3-4 คนบอกวาภาพใดบา งที่บรรยายสำนวนแตล ะสำนวน
จนครบทกุ สำนวน
8.3 ขน้ั ฝกปฏิบตั ิ (Practice)
ครใู หน ักเรียนทำกจิ กรรม Survey โดยการสอบถามเพื่อนอีก 3 คนถงึ นิสัยตามรายการ
และบนั ทึกคำตอบลงในชอง partner 1-3 แลวสรุปผล ครคู อยเดินรอบๆ หองเรียนเพอื่ สงั เกต
พฤตกิ รรมการทำกิจกรรมของนักเรยี น และใหความชวยเหลือเม่อื นกั เรียนมปี ญ หา
8.4 ขั้นนำภาษาไปใช (Production)
นักเรียนนำผลคำตอบในตารางมาวิเคราะหและเขียนรายงานผลตามความคิดของนักเรยี น
ในสมดุ แบบฝกหัดโดยดตู วั อยา งจากกจิ กรรมขอ 3 ในหนังสือ Sprint 3 Student’s Book หนา 38
แลวใหนักเรียนแลกเปลยี่ นกันอา นผลรายงาน ตรวจสอบความถูกตองกอ นนำสง ครู
8.5 ขัน้ สรปุ (Wrap up)
ครูสอบถามความคิดเหน็ และประโยชนเ กี่ยวกับกิจกรรม Survey ที่นักเรียนไดทำ จากนั้นครู
มอบหมายใหนกั เรียนฝก อา นบทความในหนงั สือหนา 39
9. สื่อ / แหลงการเรยี นรู
1. หนังสอื Sprint 3 Student’s Book
ลงชือ่ .....................................................
ครผู ูสอน
(.....................................................)
วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. .................
ลงชื่อ ....................................................ผนู เิ ทศ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. ................
ลงชอ่ื .................................................หวั หนา กลุมสาระฯ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดอื น ............................... พ.ศ. ................
10. บันทกึ ผลการจดั การเรียนรู
ผลการจดั การเรียนรู (ระบุรายชือ่ นักเรียนท่ไี มบรรลุผล/ตัวชี้วัด)
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
อปุ สรรค/ปญ หา
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
การแกไ ขปรบั ปรุง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ผลการแกไขปรับปรุง
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงชอ่ื ..................................................... ครผู ูสอน
(.....................................................)
วันที่ ............. เดอื น ............................... พ.ศ. ...............
ความเหน็ /ขอเสนอแนะ
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
…………………………………………………………………………………………………………………………………………………………..
ลงช่อื .................................................หวั หนากลมุ สาระฯ
(.....................................................)
วันท่ี ............. เดือน ............................... พ.ศ. .................