บันทึกข้อความ ส่วนราชการ ฝ่ายบริหารการศึกษา กองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี . ที่ สพ 5270๘/๑๑๖๐ วันที่ 27 มิถุนายน 2567 . . เรื่อง รายงานผลการฝึกอบรมโครงการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรท้องถิ่น . ประจำปีงบประมาณ 2567 หลักสูตร “อำนวยการท้องถิ่นระดับกลาง รุ่น 20 ” เรียน ปลัดเทศบาลตำบลทุ่งยาว 1. เรื่องเดิม ตามที่เทศบาลเมืองสุพรรณบุรีได้มีคำสั่งที่ ๑๙9/256๖ ลงวันที่ ๙ พฤศจิกายน 256๖ อนุมัติให้พนักงานเทศบาลเดินทางไปราชการ ราย นางสาวอมันตา ณิธิกัมพล ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกอง การศึกษา ระดับกลาง เพื่อเข้าร่วมการฝึกอบรมพัฒนาศักยภาพบุคลากรท้องถิ่น หลักสูตร “อำนวยการท้องถิ่น ระดับกลาง” รุ่นที่ 20 ระหว่างวันที่ 28 เมษายน – 7 มิถุนายน 2567 ณ โรงแรมแกรนด์ ทาวเวอร์อินน์ พระราม 6 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร จัดโดยกรมส่งเสริมการปกรองท้องถิ่น และสถาบันพัฒนาบุคลากร ท้องถิ่น ภายใต้ความร่วมมือทางวิชาการร่วมกับมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา นั้น 2. ข้อเท็จจริง บัดนี้ ข้าพเจ้าได้เดินทางไปเข้าร่วมฝึกอบรมหลักสูตรดังกล่าวตามที่ได้รับมอบหมาย และ เดินทางกลับถึงสถานที่ปฏิบัติราชการเรียบร้อยแล้ว ในการเข้าร่วมอบรมครั้งนี้นับว่าเป็นการเพิ่มพูนความรู้และ ความสามารถ โดยข้าพเจ้าจะนำความรู้ที่ได้รับมาใช้ในการปฏิบัติงาน พร้อมทั้งถ่ายทอดให้แก่เจ้าหน้าที่ ที่เกี่ยวข้อง ใช้เป็นแนวทางในการทำงานให้เป็นไปอย่างถูกต้อง ครบถ้วน และมีประสิทธิภาพต่อไป 3. ข้อระเบียบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการฝึกอบรมและการเข้ารับการฝึกอบรมของ เจ้าหน้าที่ ท้องถิ่น พ.ศ. 2557 ข้อ 10 ให้ผู้เข้ารับการฝึกอบรมหรือผู้สังเกตการณ์ที่เข้ารับการฝึกอบรมหรือ เข้าร่วมสังเกตการณ์ที่หน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานอื่นจัดการฝึกอบรม จัดทำรายงานผลการเข้ารับการ ฝึกอบรมหรือเข้าร่วมสังเกตการณ์เสนอผู้มีอำนาจอนุมัติตามข้อ 9 ภายในหกสิบวัน นับแต่วันเดินทางกลับถึง สถานที่ปฏิบัติราชการ 4. ข้อพิจารณา เพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามระเบียบฯ จึงขอรายงานผลการฝึกอบรมและหลักฐานการสำเร็จการฝึกอบรม และเผยแพร่ความรู้ต่อบุคลากรในสังกัดของเทศบาลเมืองสุพรรณบุรีโดยสามารถสแกน QR-cod เอกสาร ประกอบการอบรมที่ได้รับจากอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่างๆ รวมถึง รายงานฉบับนี้ในรูปแบบของ E-book รายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่แนบท้ายมาพร้อมนี้จึงเรียนมาเพื่อโปรดทราบ (นางสาวอมันตา ณิธิกัมพล) ผู้อำนวยการกองการศึกษา
แบบรายงานผลการเข้ารับการฝึกอบรม 1.ชื่อ-สกุล นางสาวอมันตา ณิธิกัมพล ตำแหน่ง ผู้อำนวยการกองการศึกษา ระดับ อำนวยการท้องถิ่นระดับกลาง สังกัด กองการศึกษา เทศบาลเมืองสุพรรณบุรี 2. โครงการ/หลักสูตร โครงการอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพบุคลากรท้องถิ่น ประจำปีงบประมาณ 2567 หลักสูตร “อำนวยการท้องถิ่นระดับกลาง รุ่นที่ 20” จัดโดย สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น ภายใต้ความร่วมมือกับ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา 3.ระยะเวลาในการเดินทางไปเข้ารับการฝึกอบรม/เข้าร่วมสังเกตุการณ์ ระหว่างวันที่ 28 เมษายน ถึงวันที่ 7 มิถุนายน 2567 4.สถานที่ฝึกอบรม - วันที่ 28 เมษายน – 5 พฤษภาคม 2567 อบรมแบบ Online ( ออนไลน์) จำนวน 8 วัน ณ สถานที่บ้านหรือสำนักงาน - วันที่ 6 พฤษภาคม – 2 มิถุนายน 2567 อบรม Onsite จำนวน 28 วัน ณ โรงแรมแกรนด์ทาวเวอร์อินน์ พระราม 6 เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร - วันที่ 3 – 7 มิถุนายน 2567 ศึกษาดูงาน จำนวน 5 วัน ณ จังหวัดนครศรีธรรมราช และจังหวัดสุราษฎร์ธานี 5.วัตถุประสงค์ในการเข้ารับการฝึกอบรม/เข้าร่วมสังเกตุการณ์ 5.1 เพื่อเตรียมความพร้อมให้ผู้ที่มีคุณสมบัติในการดำรงตำแหน่งประเภทอำนวยการระดับกลาง สามารถปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งได้อย่างเหมาะสมและมีประสิทธิภาพ เป็นที่เชื่อมั่น เชื่อถือ ศรัทธาจากผู้ที่ เกี่ยวข้อง 5.2 เพื่อเสริมสร้างวิสัยทัศน์ ความรู้และมุมมองที่จำเป็นต่อการปฏิบัติงานให้แก่ผู้ที่มีคุณสมบัติในการ ดำรงตำแหน่ง ประเภทอำนวยการระดับกลาง 5.3 เพื่อสร้างหัวหน้าส่วนราชการที่มีคุณธรรม จริยธรรม และธรรมาภิบาลในองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น 5.4 เพื่อพัฒนาความรู้ความสามารถและสมรรถนะด้านการวางแผนยุทธศาสตร์ การบริหารเชิงกลยุทธ์ การบริหาร งบประมาณ การเงินและการคลัง การบริหารงานบุคคล และการบริหารงานแบบบูรณาการให้แก่ผู้ เข้ารับการฝึกอบรม 6. งบประมาณในการฝึกอบรม/เข้าร่วมสังเกตุการณ์ งบประมาณในการฝึกอบรม 89,000 บาท (แปดหมื่นเก้าพันบาทถ้วน) 7. สรุปเนื้อหาสาระที่ได้จากการศึกษาอบรม วันที่ 28 เมษายน 2567 เวลา 09.00 น. – 12.00 น. ลงทะเบียนแบบ Online โดยการแนะนำสถานที่อบรม การแต่งกาย ขณะเข้ารับการอบรม เนื้อหาวิชาที่ใช้ในการอบรม การปฏิบัติตนขณะอบรม โดยนายอนุสรณ์ เปล่งวาจาประเสริฐ เจ้าหน้าที่จากมหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา และทีมงาน
-2- เวลา 13.30 น. – 16.00 น . การอบรมแบบ Online บรรยายโดย ว่าที่ ร.ท.ดร. อริชัย เกตุจันทร์ อดีตผู้อำนวยการกลุ่มมาตรฐานบริหารงานบุคคลส่วน ท้องถิ่น จังหวัดอุทัยธานี โดยสรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ วิชาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปัญหาและแนวทางการพัฒนาในอนาคต องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นปัญหาและแนวทางการพัฒนาในอนาคต 1. ศึกษาปัญหาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น • ด้านการบริหารงาน • ด้านการบริหารการเงินการคลัง • ด้านการบริหารทรัพยากรมนุษย์ • ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชน • ด้านการทับซ้อนของอํานาจหน้าที่ • ปัญหาความล่าช้าในการกระจายอํานาจ 2. ข้อเสนอแนะแนวทางการพัฒนาในอนาคต Paradigm ของการปกครองท้องถิ่น (Local government ) และการบริหารจัดการท้องถิ่น (Local governance) ทรัพยากรทางการบริหาร ประกอบด้วย 4M ได้แก่ 1. Man 2. Money 3. Materials 4. Method 6 M ได้แก่ 5 Machene 6 Market 8 M ได้แก่ 7 Management 8 Moral/Merit 12 M ได้แก่ 9 Merchandising 10 Mind 11 Management 12 Motiver 3. แนวคิดหลัก “การจัดการภาครัฐแนวใหม่” 1. ทฤษฎีทางเลือกสาธารณะ (Public Choice theory) - เหตุผล/ความต้องการของมนุษย์ - การจูงใจให้บุคคลทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ +T
-3- 2. หลักการจัดการธุรกิจเอกชน (Private Management) - ความยืดหยุ่น - การแปรรูปรัฐวิสาหกิจ - การแตกหน่วยงาน - การแข่งขัน - การกระจายอำนาจ - การมอบอำนาจให้กับพลเมือง 4. หลัก 3 E’Sคือ หลักการจัดการนิยมของภาคเอกชน (Management of the private sector) - การบรรลุประสิทธิผลของงาน (effectiveness) - มีประสิทธิภาพ (efficiency) - ประหยัด (economy) 5.บทวิพากษ์การบริหารงานภาครัฐแนวใหม่ (Crisis of New Public Management : NPM) คือ นักบริหารจึงต้องรับผิดชอบเป็น “แพะรับบาป” แต่ผู้เดียวเปิดช่องทางให้นักการเมือง แสวงหาโอกาสและทุจริตในระดับนโยบายได้ง่ายกว่าระบบบริหารเดิม (Hugh, 1994,PP.235-245) การนำแนวคิดการบริหารจัดการของภาคเอกชนมาประยุกต์ใช้ในการจัดการภาครัฐไม่มีความ เหมาะสม (Inappropriate) สำหรับภาครัฐ (Public Sector) โดยเฉพาะกิจกรรมใน “การปฏิรูปภาครัฐ” - ความยืดหยุ่น - อิสระในการตัดสินใจ - ข้อจำกัดในระเบียบกฎเกณฑ์ : ที่มา Stephen Osborne 6. หลักธรรมาภิบาลของการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี (GG Framework) 6.1 การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ (New Public Management) ประกอบด้วย - หลักประสิทธิภาพ (Efficiency) - หลักประสิทธิผล (Effective) - และหลักการตอบสนอง (Responsive) 6.2 ค่านิยมประชาธิปไตย (Democratic Value) ประกอบด้วย - หลักภาระรับผิดชอบ/สามารถตรวจสอบได้ (Accountability) - หลักความโปร่งใส (Transparency) - หลักนิติธรรม ( Rule of Law) - หลักความเสมอภาค (Equity)
-4- 6.3 ประชารัฐ ประกอบด้วย - หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) - หลักการมีส่วนร่วม/การมุ่งเน้นฉันทามติ(Participation/Consensus Oriented) 6.4 หลักความรับผิดชอบการทางการบริหาร (Administrative Responsibility) ประกอบด้วย - หลักคุณธรรม/จริยธรรม (Morality/Ethics) 7. การบริหารปกครอง (Governance) ที่มาของกระบวนทัศน์การบริหารปกครอง 1. ยุคโลกาภิวัตน์ และ สังคมสารสนเทศ (Information Technology Society) – ภาครัฐนั้นจะสามารถส่งมอบบริการสาธารณะ (Delivery of Public Services) ภายใต้กลยุทธ์โลกาภิวัตน์ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้มากน้อยเพียงใด 2. การให้คำนิยามใหม่ (Redefinition) โดย Bill Clinton และ AI Gore - “การยกเครื่องรัฐบาล” (Reinventing Government) หรือ “กาปรับรื้อ ระบบงาน” หรือ “การปฏิรูปหรือยกเครื่องระบบราชการ” - รัฐบาลแบบผู้ประกอบการ (Entrepreneurial government) - ตอบสนองความต้องการของประชาชน/พลเมือง ผู้ใช้บริการได้อย่างมีประสิทธิผล - “เล็กกว่า ถูกกกว่า และมีประสิทธิผลมากกว่า” (Smaller, Cheaper and More Effective) - รัฐบาลต้องทํางานร่วมกับ “องค์กรเอกชน” (Non Government Organizations) รวมทั้ง “องค์กรที่่ไม่มุ่งผลกําไร”(Non – Profit Organizations) 3. “โอนอํานาจ” หรือ “กระจายความรับผิดชอบ” (Devolution) จาก “การปกครองแบบ สายบังคับบัญชา” (Hierarchal Government) มาสู่“การปกครองแบบแนวราบ” (Horizontal Government กล่าวโดยสรุป คือ 1. การจัดระบบการปกครองของประเทศเพื่อคุ้มครองดูแลให้คนใน ประเทศอยู่เย็นเป็นสุข 2. การบริการประเทศแนวใหม่ * เปิดโอกาสให้ประชาชนพลเมืองทุกภาคส่วนเข้ามามี ส่วนร่วมในการจัดระบบบริหารราชการของประเทศ * ให้ความสําคัญอย่างยิ่่งต่อระบบคุณภาพและประสิทธิภาพของ “การบริหารปกครอง” * มุ่งสู่ บรรลุจุดหมายในการพัฒนาอย่างทั่วถึงและยั่งยืน องค์การบริหารของรัฐ มีเป้าหมาย เพื่อการบริหารสาธารณะด้านต่าง ๆ และ เพื่อตอบสนองต่อความ ต้องการประชาชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของ ประชาชน และ ตอบสนองต่อความต้องการของคนในพื้นถิ่นการบริหารทุนมนุษย์ อปท.พันธ์ใหม่มุ่งสู่องค์กรทีมีประสิทธิภาพ สูง (HPO) มุ่งเน้น ... • มีความรู้ความสามารถ • ทักษะ ความชํานาญ พรสวรรค์ • คุณธรรม จรยธรรม • ความซื่อสัตย์ ความจงรักภักดี • ระเบียบวินัย
-5- การบริหารทุนมนุษย์ อปท.พันธ์ใหม่มุ ส่งต่อองค์กรทีมีประสิทธิภาพสูง (HPO) “ทุนมนุษย์” (Human Capital) คือ มิติใหม่เข้ามาเปลี่ยนแนวคิดการบริหาร ทรัพยากร บุคคลให้ดึงความสามารถของคน (Human Competency) ออกมาสร้างมูลค่าเพิ่มของทุนทางปัญญา (Intellectual Capital Value) สิ่งเหล่านี ้กําลังเปลี่ยนแปลง ในเรื่องการพัฒนาทรัพยากรบุคคล (HRD) : Human Resource Development TEAM WORKS T = ประกอบด้วย T - Trust E - Efficiency and Effectiveness A = Attitude M = Merrit Morale and Mind W = Work by Heart and wisdom O = Organization is the First R = Responsibilities K = Knowledge S = Staffing to Goal and Sustainable Dr.SLUMP TEAM WORKS
-6- วันที่ 29 เมษายน 2567 เวลา 09.00 – 12..00 น บรรยายแบบ Online บรรยายโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์กรกมล ชูช่วย อาจารย์ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทา วิชาการบริหารจัดการข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการบริหาร โดยสรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ การบริหารจัดการข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการบริหาร เป็นการอบรมเพื่อใช้ข้อมูลสารสนเทศแล้ว มาใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย ข้อมูล ( Data ) - ข้อเท็จจริงหรือสาระต่างๆที่เกี่ยวข้องกับงานที่ปฏิบัติ - ตัวเลขหรือข้อความที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงาน หรือที่ได้จากหน่วยงานอื่นๆ - ยังไม่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจได้ทันที จะนำไปใช้ได้ก็ต่อเมื่อผ่าน กระบวนการประมวลผลแล้ว สารสนเทศ ( Information ) - ข้อมูลที่ได้ผ่านกระบวนการประมวลผลแล้ว อาจใช้วิธีง่าย ๆ เช่น หาค่าเฉลี่ย - เปลี่ยนแปลงสภาพข้อมูลทั่วไปให้อยู่ในรูปแบบที่มีความสัมพันธ์ หรือมีความเกี่ยวข้องกัน - นำมาใช้ประโยชน์ในการตัดสินใจหรือการตอบปัญหาต่างๆ - สารสนเทศประกอบด้วย ข้อมูลเอกสาร เสียง หรือ รูปภาพต่างๆ แต่จัดเนื้อเรื่องให้อยู่ในรูป ที่มีความหมาย ข้อแตกต่างระหว่างข้อมูล ( Data ) และ สารสนเทศ ( Information ) - ข้อมูล ( Data ) เป็นส่วนของข้อเท็จจริง โดยได้จากการเก็บมาจากเหตุการณ์ต่างๆ - สารสนเทศ ( Information ) เป็นข้อมูลที่นำมาผ่านกระบวนการเพื่อนำไปใช้ในการ ตัดสินใจต่อไปได้ทันทีหรือการนำข้อมูลมาประมวลผลเพื่อนำไปใช้งาน ให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ข้อดีของการจัดการข้อมูลและสารสนเทศ : ลดความซ้ำซ้อนของข้อมูล : กำหนดข้อมูลให้มีมาตรฐาน : เข้าถึงข้อมูลได้อย่างรวดเร็ว : มีระบบป้องกันความปลอดภัยของข้อมูล : รวมข้อมูลเป็นฐานข้อมูลกลาง ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร Management Information System : MIS ระบบที่ให้สารสนเทศตามที่ผู้บริหารต้องการเพื่อสนับสนุนทำงานให้มีประสิทธิภาพ โดยจะ รวมทั่งสารสนเทศจากภายในและภายนอก สารสนเทศที่เกี่ยวข้องทั้งอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งที่คาดว่าจะเป็น อนาคต ระบบ MIS
-7- MIS จะต้องให้สารสนเทศภายในช่วงเวลาที่เป็นประโยชน์ เพื่อให้ผู้บริหารสามารถตัดสินใจใน การวางแผน การควบคุมและการสั่งการได้อย่างถูกต้อง บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับสารสนเทศเพื่อการบริหาร ฝ่ายปฏิบัติการ/ผู้บริหารระดับต้น ผู้บริหารระดับกลาง ผู้บริหารระดับสูง ระบบสารสนเทศเพื่อการบริหาร MIS : ระบบ MIS จะเป็นระบบที่สามารถสนับสนุนข้อมูลให้ผู้บริหารทั้ง 3 ระดับ คือ ระดับต้น ระดับกลาง และระดับสูง : ระบบจะให้รายงานที่สรุปสารสนเทสที่รวบรวมจากหลักฐานข้อมูลทั้งหมดขององค์กร : จุดประสงค์หลักของรายงานจะเน้นให้ผู้บริหารสามารถมองเห็นแนวโน้มและภาพรวมของ สถานการณ์ในปัจจุบัน รวมทั้งสามารถควบคุมและตรวจสอบผลงานของระดับปฏิบัติการด้วย ลักษณะระบบของ MIS ที่ดี - สนับสนุนการทำงานของระบบประมวลผลและการจัดเก็บข้อมูลรายวัน - ในฐานข้อมูลที่ถูกรวมเข้าด้วยกัน และสนับสนุนการทำงานฝ่ายต่างๆในองค์กร - ช่วยให้ผู้บริหารระดับต้น ระดับกลาง ระดับสูง เรียกใช้ข้อมูลตามเวลาที่ต้องการ - มีความยืดหยุ่น และสามารถรองรับความต้องการข้อมูลที่เปลี่ยนแปลง ต้องมีระบบรักษาความลับของข้อมูล และจำกัดการใช้งานของบุคคลเฉพาะผู้ที่เกี่ยวข้อง เท่านั้น ประโยชน์ของการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศในการบริหารองค์กร - ลดขั้นตอนในการปฏิบัติงาน และประหยัดเวลาในการดำเนินงาน - ลดปริมาณผู้ปฏิบัติงาน - ระบบปฏิบัติงานเป็นไปอย่างมีระเบียบ - ลดข้อผิดพลาดของเอกสารในระหว่างการดำเนินการได้ - สร้างความโปร่งใสให้กับหน่วยงานหรือองค์กรได้ - ลดปริมาณเอกสารและประหยัดพื้นที่ในการจัดเก็บ ความล้มเหลวของ MIS - ผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญ - สารสนเทศที่ได้ ไม่ช่วยการบริหารงาน เพียงแต่ถูกใช้ควบคุมงานประจำวันเท่านั้น - การสร้าง MIS อาจใช้ต้นทุนสูงเกินความจำเป็น เช่น ใช้เครื่องคอมพิวเตอร์ โปรแกรม ประยุกต์ที่มีราคาสูง เป็นต้น Security ระบบรักษาความลับของข้อมูล ไม่ควรจดรหัสผ่าน (Password) ข้อมูลต่างๆ ไว้ บริเวณโต๊ะคอมพิวเตอร์ ที่บุคคลอื่นเห็นได้ง่าย รวมทั้งการตั้ง Password ง่ายหรือรหัสผ่านยอดแย่ เช่น Password เช่น 123456 , 123456789 , guest , qwerty , 12345678 , 111111 , 12345 ,ol123456 , 123123 ที่มา : NordPass ( May 2023 ) นอกจากนี้ควรระวังมิจฉาชีพลวงข้อมูลในรูปแบบต่างๆ อีกด้วย
-8- เวลา 13.00 – 16.00 น. พิธีเปิด Online โดยนายพนมเทียน เส้งวั่น ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น โดยแนะ น ำ สถาบันพัฒนาบุคลากรท้องถิ่น การปฏิบัติตนขณะเข้ารับการอบรม การเชื่อมโยงระบบราชการฯ การสร้างเครือข่าย ในระบบราชการ วันที่ 30 เมษายน 2567 เวลา 09.00 – 12..00 น. การอบรมแบบ Online บรรยายโดย รองศาสดาจารย์ดร.กุญชรี ค้าขาย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านจิตวิทยาเพื่อการเรียนรู้ อาจารย์ ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา วิชา การวางแผนและการบริหารโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์โดย สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ การพัฒนาระบบราชการโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ (Result Based Management : RBM ) เป็นแนวทาง การรจัดการที่มุ่งเน้นไปยังการบรรลุผลที่ต้องการ คือ กลยุทธ์ กรอบแนวคิด ระบบ ขั้นตอนการพัฒนาระบบ การบริหารราชการโดยมุ่งผลสัมฤทธิ์ RBM 9 ขั้นตอน 1. การวิเคราะห์ วิสัยทัศน์ และพันธกิจ 2.การกำหนดปัจจัยแห่งความสำเร็จ 3.การกำหนดตัวชี้วัดผลการดำเนินการดำเนินงานหลัก ( KPI ) 4.การกำหนดแหล่งข้อมูล 5.การตั้งค่าเป้าหมาย 6. การรวบรวมข้อมูล 7. การบันทึกและอนุมัติข้อมูล 8.การวิเคราะห์ผล 9.การรายงานผล องค์ประกอบสำคัญของ RBM 1. การมุ่งผลลัพท์ทุกขั้นตอนของการทำงาน 2. การติดตามและประเมินผลให้สอดคล้องกับผลลัพธ์ 3. วัดและรายงานให้อ่านง่าย 4. ให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการ 5. ใช้ข้อมูลเพื่อการเรียนรู้และการตัดสินใจ
-9- ผลลัพท์ประกอบด้วย 1. ผลผลิต (Product) คือ สิ่งที่ถูกผลิตมาของกิจกรรม เช่น จำนวนนักเรียนในท้องถิ่นจบการศึกษา ภาคบังคับ 2. ผลกระทบ (Impact) คือ ผลที่เกิดภายหลังผลลัพท์ในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น %ผู้ศึกษาต่อ กศน. ม.ปลาย หรือ %ผู้ไม่ศึกษาต่อยังอ่านเขียนคำนวณได้ในระดับคล่อง 3. ผลสัมฤทธิ์(Outcome) คือ ผลการเปลี่ยนแปลงที่ต้องการ เช่น %นักเรียนที่จบเข้าศึกษาต่อใน โรงเรียนที่ต้องการ หรือ %นักเรียนไม่ได้ศึกษาต่อเข้าเป็นแรงงานกึ่งฝีมือ จากนโยบายนำสู่โครงการ ต้องประกอบด้วย 1. ศึกษานโยบายที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานของเรา 2. เกิดปัญหาใด รู้ได้อย่างไร 3. ใครเป็นผู้รับจากปัญหา อยู่ที่ไหน 4. มีวัตถุประสงค์ใด จึงได้ทำโครงการนี้ 5. ทำกับใคร ที่ใด 6. ใช้ฐานความรู้ใด 7. มีแผนปฏิบัติการอย่างไร 8. มีผลกระทบอย่างไร 9. วางแผนการประเมินและติดตามผลอย่างไร 10. บริหารจัดการความเสี่ยงอย่างไร ทำในรูปโครงการ ความหมายคือ ชุดของกิจกรรมที่วางระบบไว้เพื่อบรรลุผลลัพธ์เฉพาะอย่าง ภายในช่วงเวลาหนึ่งที่กำหนด ทำไมต้องมีโครงการ จากสภาพปัจจุบันที่มีปัญหา เปลี่ยนแปลงตามขั้นตอนที่ออกแบบ สู่สภาพ อนาคตที่ต้องการ โครงการแบบมุ่งกิจกรรมและมุ่งผลสัมฤทธิ์ได้ทำอะไร เช่น โครงการปลูกป่า ทำแล้วได้อะไร เช่น โครงการพัฒนาพื้นที่สีเขียว ตั้งชื่อโครงการอย่างไร 1. ให้แนวคิดทั่วไปว่าโครงการนี้เกี่ยวกับอะไร 2. ทำให้สงสัยและอยากรู้เพิ่ม 3. เรียบง่ายไม่เขียนแบบบรรยาย 4. จับความสนใจของผู้อ่านจากการเล่นคำ 5. ตรงไปตรงมา 6. จำได้ง่าย ตัวอย่างขื่อโครงการ เช่น เดือน ดาว เรื่องเล่าชาววัง เพาะพันธ์ปัญญา เกษียณอย่างเกษม นวัตกรการ จัดการ บาย เนีย
-10- การเขียนแผนปฏิบัติการ ประกอบด้วย 1. ยึดหลัก PDCA 2. เขียนกระบวนการทำงานเป็นขั้นตอน 3. เขียนแบบมุ่งผลสัมฤทธิ์ 4. มีตัวบ่งชี้และค่าเป้าหมายรายชั้น 5. กำหนดเส้นตาย ผู้รับผิดชอบและงบประมาณ การเขียนข้อเสนอโครงการ ประกอบด้วย 1. ชื่อโครงการ 2. ความเป็นมาของโครงการ 3. วัตถุประสงค์ 4. ตัวชี้วัดผลสัมฤทธิ์ตามวัตถุประสงค์ 5. พื้นที่บริการและกลุ่มเป้าหมาย 6. ความรู้ที่เป็นฐานคิดในการพัฒนาโครงการ 7. กระบวนการดำเนินการ งบประมาณ ตัวบ่งชี้และเกณฑ์ความสำเร็จ 8. การจัดการความเสี่ยง 9. ผลที่คาดว่าจะได้รับ (ผลกระทบ) หลังโครงการเสร็จสิ้นไปในระยะหนึ่ง 10. การวางแผนประเมินและติดตามผลโครงการ 11. สรุป การระบุปัญหา 1. ขี้ให้เห็นสภาพที่เกิดขึ้นชัดเจน 2. ใช้ข้อเท็จจริงยืนยันไม่ใช้ความเห็น 3. เสนอทางออกที่เป็นทางเลือกเพื่อใช้แก้ปัญหา 4. บอกเหตุผลว่าเหตุใดจึงเลือกวิธีนี้ การเขียนวัตถุประสงค์ 1. ใช้หลัก SMART 2. จำนวน 2-3 ข้อ 3. สอดคล้องกับชื่อโครงการ 4. ระบุตัวบ่งขี้ผลลัพท์และค่าเป้าหมาย ความรู้ที่นำมาใช้ในการนำเสนอโครงการ 1. อะไร 2. ทำไม 3. อย่างไร การวางแผนบริหารความเสี่ยง คือ แผนการบริหารความเสี่ยงของโครงการเป็นเอกสารที่ช่วยระบุ ประเมินความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับโครงการรวมไปถึงการรับมือ
-11- กระบวนการบริหารความเสี่ยง ประกอบด้วย 1. ระบุความเสี่ยง – Known Risks , Incomprehensible Risk และ Unknown Risks จากปัจจัยภายใน และปัจจัยภายนอก 2. ประเมินความเสี่ยง 3. รับมือความเสี่ยง 4. ตรวจติดตามผลความเสี่ยง เวลา 13.00 – 16.00 น. บรรยายโดย รองศาสดาจารย์.ดร.กุญชรี ค้าขาย ผู้ทรงคุณวุฒิด้านจิตวิทยาเพื่อการเรียนรู้ อาจารย์ ประจำคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา การอบรมแบบ Online วิชา เทคนิคการบริหารโครงการและการติดตามประเมินผล การวางแผนและการบริหารโดยมุ่ง ผลสัมฤทธิ์ สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ การตรวจติดตามโครงการ (Project Monitoring) ทำได้ดังนี้ 1. สังเกต/บันทึก 2.รวมรวมสารสนเทศ 3. ตรวจสอบความก้าวหน้า 4. ป้อนข้อมูล 5. แจ้งผลการติดตาม วิธีการตรวจติดตามความก้าวหน้าของโครงการ 1. ศึกษาเอกสารโครงการ 2. วิเคราะห์แผนปฏิบัติการ 3. สร้าง/หาเครื่องมือวัดตามตัวบ่งชี้ 4. เปรียบเทียบที่ทำจริงกับวางแผน 5. ให้ความเห็นและข้อเสนอแนะ การประเมินผลโครงการ 1. ตรวจสอบ 2. ทำต่อ- คุณภาพผ่าน/หยุดโครงการ-คุณภาพไม่ผ่าน 3. รับ/ปรับ/ปฏิเสธ ประเภทของการประเมินโครงการ 1. ก่อนเริ่มโครงการ 2. ระหว่างทำ 3. หลังโครงการเสร็จ วิธีการประเมินผลโครงการ 1. ศึกษาโครงการ 2. วิเคราะห์เงื่อนไข 3. กำหนดวัตถุประสงค์ 4. ออกแบบประเมิน
-12- 5. สร้างเครื่องมือ 6. วางแผนปฏิบัติการ 7. เสนอแนะ การรายงานผลการประเมินโครงการ 1. ศึกษา - แบบรายงานที่หน่วยงานกำหนด 2. เขียน - ตามแบบ กระชับ ตรงประเด็น 3. ตอบตรง - ตามวัตถุประสงค์ 4. ผล – เปรียบเทียบที่ได้จริงกับเป้าหมายที่กำหนด 5. ปัญหา - ความ้าทายที่ต้องจัดการ 6. สรุป - แล้วขั้นต่อไปควรทำอย่างไร ผลการประเมินโครงการ รับ ไม่รับ แก้ไข วันที่ 1 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 น. – 12.00 น. การอบรมแบบ Online บรรยายโดย อ.สรรชัย เทียมทวีสิน ที่ปรึกษาพิเศษสำนักพระราชวัง วิชา แนวทางการจัดงานและปฏิบัติตนในพิธีเกี่ยวเนื่องกับสถาบันพระมหากษัตริย์ สรุปเนื้อหาที่ได้รับ จากการอบรม ดังนี้ ความรู้เกี่ยวกับพระราชพิธี รัฐพิธี พิธีและประเพณีในราชสํานัก - พระราชพิธี หมายถึง งานที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ กําหนดไว้เป็นประจํา ตามราชประเพณี แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ พระราชพิธีประจำ พระราชพิธีพิเศษ - รัฐพิธีหมายถึง งานที่รัฐบาลกราบบังคมทูลขอพระมหา กร ุณาให้ทรงรับไว้เป็นงานรัฐพิธี มีหมายกําหนดการ ซึ่งออกโดยกองพระราชพิธีสํานักพระราชวัง โดยกําหนดไว้เป็นประจํา - การถวายราชสักการะพระบรมราชานุสาวรีย์หรือพระบรมราชานุสรณ์ - พิธีหมายถึง งานที่ผู้ใดก็ตามสามารถจัดขึ้นตามลัทธิตลอดจนแบบอย่าง ธรรมเนียม ประเพณี การปฏิบัติ ของในแต่ละสังคมหรือท้องถิ่น - หมายกําหนดการ เป็นเอกสารแจ้งกำหนดขั้นตอน ของงาน พระราชพิธีและรัฐพิธี โดยเฉพาะลักษณะของ เอกสารจะต้องอ้างพระบรมราชโองการ ขึ้นต้นด้วยข้อความวา ่ เลขาธิการพระราชวัง รับพระบรมราชโองการเหนือเกล้าฯ สั่งว่า” เสมอไป - กําหนดการ เป็นเอกสารแจ้งกําหนดขั้นตอนของงานโดยทั่วไป ที่ทางราชการหรือส่วน เอกชนจัดทําขึ้นเอง - หมายรับสั่ง เป็นเอกสารที่ออกถึงพระบรมวงศานุวงศ์ และผู้มีตําแหน่งเฝ้าฯ รวมไปถึง หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องทราบ - การแต่งกายตามหมายกําหนดการ กําหนดการ หมายรับสั่ง ในพระราชพิธี รัฐพิธี และพิธี ต่าง ๆ ให้แต่งกายตามหมายกําหนดการกําหนดการ หมายรับสั่ง ซึ่งจะระบุว่า แต่งเครื่องแบบปกติขาว ครึ่งยศ หรือเต็มยศ และระบุถึงการประดับสายสะพาย ถ้าหมายกําหนดการ ไม่ระบุสายสะพาย ก็ให้สวมสายสะพาย สูงสุดที่ได้รับพระราชทาน
-13- - การแต่งกาย : เครื่องแบบเต็มยศ - เครื่องแบบครึ่งยศ -เครื่องแบบปกติขาว - เครื่องแบบ ปกติกากีคอพับแขนยาว - การเตรียมการล่วงหน้าก่อนเข้าเฝ้า - ข้อพึงปฏิบัติในการเข้าเฝ้า ฯ - การถวายความเคารพ การถวายความเคารพ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสมเด็จพระนาง เจ้า ฯ พระบรมราชินีพระบรมวงศานุวงศ์ - การวางพุ่มทอง พุ่มเงิน เบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ - การวางพุ่มดอกไม้สด - การวางพวงมาลาเบื้องหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ - หลักเกณฑ์การพระราชทานนํ้าหลวงอาบศพ และเครื่องเกียรติยศประกอบศพ เวลา 13.00 น. – 16.00 น. การอบรมแบบ Online บรรยายโดย รองศาสตราจารย์ดร.นันทิยา น้อยจันทร์ วิชา เทคนิคการบริหารผลการปฏิบัติงาน โดยสรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ การบริหารผลการปฏิบัติงาน หมายถึง กระบวนการดำเนินการอย่างหนึ่งเป็นระบบเพื่อผลักดันให้ผล การปฏิบัติงานขององค์กรบรรลุเป้าหมาย ด้วยการเชื่อมโยงเป้าหมายผลการปฏิบัติราชการในระดับองค์กร ระดับหน่วยงาน จนถึงระดับบุคคลเข้าด้วยกัน ที่ผ่านมาการประเมินผลการปฏิบัติงานขององค์กรและบุคลากรของระบบราชการไทยมีปัญหาสำคัญ อะไรบ้าง อะไรเป็นเหตุของปัญหา และจะมีวิธีการแก้ไขได้อย่างไร ในฐานะผู้บริหาร ควรมีการจัดทำแบบบันทึกผลการประชุมกลุ่ม ซึ่งประกอบด้วย ปัญหา สาเหตุ และ แนวทางแก้ไข ของบุคลากรแต่ละบุคคล โดยการบริหารนั้นได้ปฏิบัติตาม พรบ. ระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. 2551 มาตรา 42 (3) โดยต้องรู้ถึงปัญหาของวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงาน โดยควรนำหลักต่อไปนี้ มาใข้ในการบริหาร - การบริหารจัดการภาครัฐแนวใหม่ - กระบวนการบริหารผลการปฏิบัติงาน โดยมีการกำหนดและถ่ายทอดเป้าหมายผลการ ปฏิบัติงานระดับองค์กร โดยใช้วงจร PDCA ในการปฏิบัติงาน ซึ่งต้องปฏิบัติตามวิสัยทัศน์ พันธกิจขององค์กร และยุทธศาสตร์ชาติ - การบริหารผลการปฏิบัติงาน มีกระบวนการดำเนินการอย่างเป็นระบบเพื่อผลักดันให้บรรลุ เป้าหมายขององค์กร โดยการเชื่อมโยงเป้าหมายผลการปฏิบัติงานในระดับองค์กร ระดับหน่วยงาน จนถึงระดับ บุคคลเข้าด้วยกัน โดยผ่านการะวนการกำหนดเป้าหมาย ผลการปฏิบัติงานที่ชัดเจน เพื่อพัฒนาผู้ปฏิบัติงาน อย่างเหมาะสม และมีการติดตามผลการปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง ประเมินผลการปฏิบัติงาน และนำผลที่ได้จาก การประเมินไปประกอบการพิจารณาตอบแทนความดีความชอบแก่ผู้ปฏิบัติงาน เช่น การเลื่อนขั้นเงินเดือน
-14- วันที่ 2 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 น. – 12.00 น. ทดสอบก่อนเรียน เวลา 13.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Online บรรยายโดย นางสาวรัชดาวรรณ สุขประสงค์ นิติกรชำนาญการพิเศษ กรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วิชา กฎหมายเกี่ยวกับการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ กฎหมายที่เกี่ยวกับการปฏิบัติงานขององค์กรปกครองส่วนทองถิ่น 1. กฎหมายจัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น - พรบ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 แก้ไขเพิ่มเติมถึงฉบับที่ 5 (พ.ศ. 2562) - พรบ.เทศบาล พ.ศ.2496 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562 - พรบ.สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ. 2537 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่7) พ.ศ. 2562 - พรบ.ระเบียบราชการ กทม. พ.ศ.2528 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2562 - พรบ.ระเบียบบริหารราชการเมืองพัทยา พ.ศ. 2542 แก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2562 2. พระราชบัญญัติกาหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กร พ.ศ. 2542 และประกาศของคณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 3. กฎหมายปกครอง: - พรบ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ.2539 - พรบ.ความรับผิดทางละเมิดของ จนท.พ.ศ.2539 - พรบ.ข้อมูลข่าวสารทางราชการ พ.ศ.2540 - พรบ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 - ประกาศของคณะกรรมการการกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4.กฎหมายอื่น ๆ เช่น - พระราชบัญญัติจัดระเบียบการจอดรถในเขต อปท. - พระราชบัญญัติควบคุมอาคารฯ - พระราชบัญญัติการสาธารณสุข ฯ อำนาจหน้าที่ขององค์กรฝ่ายปกครองตามหลักกฎหมายมหาชน คือ - องค์กรฝ่ายปกครองจะกระทำการใดๆ ได้ ต่อเมื่อมีกฎหมายมอบอำนาจให้แก่ อปท. ฝ่ายปกครองกระทำการนั้นๆ - หลักกฎหมาย ถ้าไม่มีกฎหมาย ไม่มีอำนาจ
-15- รูปแบบและโครงสร้างขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย อปท. ประกอบด้วย ผู้บริหารท้องถิ่น สภาท้องถิ่น มี 2 รูปแบบ คือ 1. รูปแบบทั่วไป ได้แก่ - อบจ. 76 แห่ง - เทศบาล 2,472 แห่ง (30 / 195 / 2247) 2. รูปแบบพิเศษ ได้แก่ กทม และเมืองพัทยา รวม 7,850 แห่ง ผู้บริหารท้องถิ่น มาจากการเลือกตั้ง ดำรงตำแหน่งนับแต่วันเลือกตั้ง มีวาระ 4ปี ดำรงตำแหน่ง ติดต่อกันเกิน 2 วาระติดต่อกันไม่ได้ โดยการพ้นตำแหน่งก่อนครบวาระ ถือว่าเป็นหนึ่งวาระ เว้นแต่พ้น ตำแหน่งเพราะเหตุมีคำสั่งให้เลือกตั้งใหม่ ซึ่ง ต้องเว้นวรรค 4 ปี จำนวนสมาชิกสภาท้องถิ่นตามกฎหมายจัดตั้ง อบจ. - ส.อบจ. ไม่เกิน 500,000 คน มีได้ 24 คน - เกิน 500,000 คน แต่ไม่เกิน 1 ล้านคน มีได้ 30 คน - เกิน 1 ล้าน แต่ไม่เกิน 1.5 แสน มีได้ 36 คน - เกิน 1.5 ล้าน แต่ไม่เกิน 2 ล้าน มีได้ 42 คน - เกิน 2 ล้าน มีได้ 48 คน เทศบาล - ทต. มีได้ 12 คน - ทม. มีได้ 18 คน - ทน. มีได้ 24 คน อบต. มีสมาชิกหมู่บ้านละ 1 คน - ถ้ามี 1 เขต ให้มีสมาชิก 6 คน - ถ้ามี 2 เขต ให้มีสมาชิกเขตละ 3 คน - ถ้ามี 3 เขต ให้มีสมาชิกเขตละ 2 คน - ถ้ามี 4 เขต ให้มีสมาชิกเขตละ 1 คน ให้ 2 เขตที่มีประชากรมากสุดมีสมาบิกเพิ่มเขตละ 1 คน - ถ้ามี 5 เขต ให้มีสมาชิกเขตละ 1 คน ให้ 1 เขตที่มีประชากรมากสุดมีสมาชิกเพิ่ม 1 คน อำนาจหน้าที่ของผู้บริหารท้องถิ่น/สภาท้องถิ่น ผู้บริหารท้องถิ่น มีหน้าที่ - กำหนดนโยบายโดยไม่ขัดต่อกฎหมาย และรับผิดชอบในการบริหารราชการให้เป็นไปตาม กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ข้อบัญญัติ และนโยบาย - สั่ง อนุญาต และอนุมัติเกี่ยวกับราชการของ อปท. - แต่ตั้งและถอดถอนรองผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น และที่ปรึกษาผู้บริหาร ท้องถิ่น - วางระเบียบเพื่อให้งานของ อปท. เป็นไปด้วยความเรียบร้อย
-16- - รักษาการให้เป็นไปตามข้อบัญญัติท้องถิ่น - ปฏิบัติหน้าที่อื่นตามที่บัญญัติไว้ในกรฎหมายจัดตั้ง อปท.และกฎหมายอื่น สภาท้องถิ่น มีหน้าที่ - ควบคุมการบริหารงานของผู้บริหารท้องถิ่นให้เป็นไปตามกฎหมาย นโยบาย แผนพัฒนา อปท. ข้อบัญญัติ ระเบียบ และข้อบังคับ - พิจารณาและให้ความเห็นชอบร่างข้อบัญญัติท้องถิ่น ร่างข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประจำปี และเพิ่มเติม - ให้ความเห็นชอบแผนพัฒนาท้องถิ่น เพื่อเป็นแนวทางในการบริหารกิจการของ อปท. (เฉพาะสภา อบต.) สาธารณสุข - อำนาจหน้าที่ การใช้รถตู้พยาบาล ของ อปท. รับส่งผู้ป่วยไปตรวจสุขภาพ หรือ หมอนัด ทั่วไป มิใช่การให้ความช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉิน มิใช่กิจการเกี่ยวกับการสาธารณสุขและการรักษาพยาบาล - การจัดตั้งโรงพยาบาลแล้วมอบเอกชนบริหาร : อบจ. มีอำนาจหน้าที่ จัดตั้งโรงพยาบาลได้ จะมอบหมายเอกชนดำเนินการจัดทำบริการสาธารณสุข ซึ่งเป็นอำนาจหน้าที่ไม่ได้ (กฎกระทรวงมอบหมาย เอกชน ยังไม่มีการใช้บังคับ) - รักษาความสงบเรียบร้อย: การนำรถยนต์เทศบาลให้บริการนำขบวน ให้บริการประชาชน ในงานประเพณีต่างๆ เช่น งานบวชแห่นาคไปวัด หรือการป้องกันอุบัติเหตุและความเป็นระเบียบเรียบร้อยใน การจราจร หรือ ประชาชนร้องขอ สามารถดำเนินการได้ *** (หากกำหนดหลักเกณฑ์ให้มีการเก็บค่าธรรมเนียม หรือค่าบริการ จึงจะไปบริการไม่ได้) ตามหนังสือ สถ. ที่ มท 0804.3/18437 ลงวันที่ 20 ธันวาคม 2561*** เทศพาณิชย์คือ การค้าของบ้านเมือง การค้าของท้องถิ่น หรือ การดำเนินงานตามอำนาจหน้าที่ตามที่ กฎหมายกำหนดไว้ โดยแสวงหากำไรจากการดำเนินงาน ต้องทำเป็นเทศบัญญัติ การที่เทศบาลก่อสร้างสระว่ายน้ำ มีการเก็บค่าใช้จ่าย เพื่อใช้บริหารจัดการบำรุงรักษาสระ ว่ายน้ำ เป็นผลพลอยได้จากการดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ มิใช่เทศพาณิชย์จึงไม่ต้องออกเทศบัญญัติ อบจ.จัด ให้มีและบำรุงทางบกและทางน้ำ รวมถึง จัดให้มีแสงสว่างและไฟฟ้าตามทางบกที่จัดทำขึ้น ให้แก่ประชาชนในการใช้ถนน ศึกษาศาสนา ศิลปะ ประเพณี ภูมิปัญญาท้องถิ่น และวัฒนธรรม กล่าวถึงการประกอบพิธีฮัจญ์ อปท. มีหน้าที่เพียงส่งเสริมสนับสนุนศาสนา หรืออำนวยความสะดวกแก่ประชาชน มิใช่การส่งเสริม สนับสนุนศาสนิกชนในการประกอบพิธีกรรมตามความเชื่อของตน จึงไม่สามารถจัดตั้งงบประมาณโครงการ ศึกษาดูงานสังเวชนียสถานตามพุทธศาสนาได้ ส่งเสริมเด็ก สตรี และคนชรา เทศบาลสามารถจัดทำโครงการศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ และ โครงการบำบัดที่ให้ผู้พิการ ตามกฎหมาย และการดำเนินการต้องไม่ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานของรัฐอื่น
-17- ให้มีน้ำสะอาด และการประปา - อบจ.มีหน้าที่จัดให้มีน้ำอุปโภคบริโภคและการเกษตร การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย - อบต.จัดให้มีตู้น้ำหยอดเหรียญ (รัฐสามารถทำกิจการแข่งขันกับเอกชนได้) เป็นข้อยกเว้นตามมาตร 75 วรรคสอง การให้บริการสัญญาณ Wi-Fi อปท. สามารถจัดให้มีบริการอินเตอร์เน็ตไร้สายแก่ประชาชน ในที่ สาธารณะโดยไม่คิดค่าใช้จ่าย ความเร็วที่เหมาะสม และไม่เก็บค่าใช้จ่าย ถือเป็นการจัดทำบริการสาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐานอย่างหนึ่งให้บริการประชาชน (ความเห็น สคก. เรื่องเสร็จที่ 524/2544) สาธารณูปโภค - อปท.ไม่สามารถเข้าไปบริการซ่อมแซมรักษาถนนหรือทางระบายน้ำเป็นทรัพย์สิน ของเอกชน (ในโครงการหมู่บ้าน) - อปท. สามารถผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานลมใช้เองได้ แต่ไม่สามารถจำหน่ายไฟฟ้าได้ การท่องเที่ยว ห้ามมิให้รัฐกระทำการค้าขายแข่งกับเอกชน เช่น การให้บริการนั่งเรือฟรีในกิจกรรมล่องเรือ ไหว้พระ 9 วัด ต้องดำเนินการโดยส่งเสริมอาชีพให้กับผู้ประกอบการเอกชน ดังนั้น รัฐมีหน้าที่เพียงส่งเสริม อาชีพในการส่งเสริมการท่องเที่ยวเท่านั้น การบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย กถ ก.กลาง ก.จังหวัด และ อปท. โดยมี รมว.มท. ผวจ. นายอำเภอ ใช้อำนาจกำกับดูแล การรักษาราชการแทน ให้เป็นไปตามที่นายกมอบหมาย กรณีนายกไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้รอง นายกรักษาราชการแทน ปรือมีแต่ไม่อาจปฏิบัติราชการได้ ให้ปลัด อปท เป็นผู้รักษาราชการแทน การปฏิบัติราชการแทน นายกอาจมอบอำนาจโดยทำเป็นหนังสือให้รองนายกปฏิบัติราชการแทนได้ แต่ถ้ามอบปลัด หรือรองปลัดดปฏิบัติราชการแทน ให้จัดทำเป็นคำสั่งและประกาศให้ประชาชนทราบ การพิจารณาร่างข้อบัญญัติงบประมาณ แบ่งการพิจารณาออกเป็น 3 วาระ คือ วาระที่1 รับหลักการ วาระที่ 2 แปรญัตติ วาระที่ 3 ให้ความเห็นชอบ ญัตติร่างข้อบัญญัติงบประมาณ จะพิจารณา 3 วาระรวดไม่ได้ เครื่องมือในการตรวจสอบฝ่ายบริหารของสภาท้องถิ่น ประกอบด้วย 1.กระทู้ 2.การพิจารณา งบประมาณรายจ่ายประจำปี/เพิ่มเติม 3.การให้ความเห็นชอบญัติติตามกฎหมาย ระเบียบ 4.ญัติติอภิปราย ไม่ไว้วางใจ การให้ความเห็นชอบตามกฎหมาย ระเบียบ เช่น การขอใช้พื้นที่ป่าไม้ การขออนุญาตดูดทราย การ ขอใช้ที่สาธารณประโยชน์ การรับทรัพย์สินที่มีผู้อุทิศให้เป็นกรรมสิทธิ มีเงื่อนไข หรือภาระติดพัน การให้บุคคล ใช้ประโยชน์หรือได้รับสิทธิเกี่ยวกับที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้าง การก่อสร้างโครงการที่มีผลกระทบต่อชีวิต ควา ม เป็นอยู่ของประชาชน บุคคลมีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ให้ปฏิบัติตามมาตรา ๕๐ (1) – (26) คุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามของผู้มีสิทธิสมัครรับเลือกตั้ง ตาม พ.ร.บ.การเลือกตั้ง สมาชิกสภา ท้องถิ่นหรือผู้บริหารท้องถิ่น พ.ศ. ๒๕๖๒ ปฏิบัติตามมาตรา 50 (10)
-18- การประชุมสภาครั้งแรก : ผวจ./นอ. 15 กำหนดให้สมาชิกประชุมสภาครั้งแรกภายใน 15 วัน นับแต่ ประกาศผลการเลือกตั้งสมาชิกสภาท้องถิ่น *** กรณี กกต. ประกาศผลไม่ครบตามจำนวนที่พึงมีตามกฎหมายกำหนด แต่เกินกึ่งหนึ่ง และ ไม่น้อยกว่า 5 คน หากมีความจำเป็นผู้กำกับดูแลเรียกประชุมสภาครั้งแรกได้*** วาระการดำรงตำแหน่ง - พรบ. อบจ. (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2562 ม.26 - พรบ.เทศบาล (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562 ม.29 - พรบ. สภาตำบล และ อบต (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562 ม.27 การสั่งให้พ้นจากตำแหน่งเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ ด้วยเหตุดังนี้ - จงใจทอดทิ้งหรือละเลยไม่ปฏิบัติการตามอำนาจหน้าที่อันจะเป็นเหตุให้เสียหายแก่ราชการ อย่างร้ายแรง - ปฏิบัติการไม่ชอบด้วยอำนาจหน้าที่ - ประพฤติติฝ่าฝืนต่อความสงบเรียบร้อย - ฝ่าฝืนคำสั่งของผู้กำกับดูแลที่สั่งการเพิกถอน/ระงับการปฏิบัติหน้าที่ *** ให้ผู้กำกับดูแลแต่งตั้ง คกก.สอบสวน เพื่อดำเนินการสอบสวนให้เสร็จ 60 วัน ขยายได้ ไม่เกิน 30 วัน *** ให้ นอ. ผวจ. รมว.มท. พิจารณา และสั่งให้ผู้ถูกสอบสวนพ้นจากตำแหน่งภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับรายงาน ไม่ว่าผู้นั้นจะพ้นจากตำแหน่งไปก่อนแล้วหรือไม่ เว้นแต่ เพราะเหตุตาย หรือพ้นจาก ตำแหน่งไปแล้วเกิน 2 ปี การยุบสภาท้องถิ่น ผู้มีอำนาจยุบสภาท้องถิ่น : รมว.มท (อบจ./ เทศบาล) ผวจ.เสนอ : ผวจ. (อบต.) นอ.เสนอ วันที่ 3 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 12.00 น. การอบรมแบบ Online บรรยายโดย นายบันลือศักดิ์ สุนทร ผู้อำนวยการกลุ่มงานบริหารการรฝึกอบรม สถาบันพัฒนา บุคลากรท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วิชา ศาสตร์กษัตริย์หลักคิดจิตอาสาและปรัชญาเศรษกิจพอเพียง สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ พระปฐมบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 “เราจะครองแผ่นดินโดย ธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” ครอง คือ ความรัก ความเมตตา ความรับผิดชอบ ธรรม คือ ความดี และความถูกต้อง ประโยชน์สุข คือ วิธีการใช้งบประมาณให้เกิดประโยชน์นำมาซึ่งความสุข
-19- กฎหมาย ระเบียบ หนังสือที่เกี่ยวข่องกับการติดตามและประเมินผลแผนพัฒนาท้องถิ่น รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2560 มาตรา 253 ในการดำเนินงานให้ อปท. สภาท้องถิ่น และผู้บริหารท้องถิ่น เปิดเผยข้อมูล และรายงานผลการดำเนินงานให้ประชาชนทราบ รวมตลอดทั้งมีกลไกให้ประชาชนในท้องถิ่นมี ส่วนร่วมด้วย ทั้งนี้ เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ การปฏิบัติงานตามอำนาจหน้าที่ของ อบต. เทศบาล อบจ. ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน โดยวิธีการบริหารบ้านเมืองที่ดี ให้คำนึงถึงการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนา การจัดทำ งบประมาณ การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร พ.ร.บ. อบต. 2537 มาตรา 69/1 พ.ร.บ. เทศบาล 2496 มาตรา 50 วรรคสอง พ.ร.บ. อบจ 2540 มาตรา 45/1 ศาสตร์พระราชาสู่การพัฒนาท้องถิ่นอย่างยั่งยืน สามศาสตร์ - สอดประสาน ประกอบด้วย : ศาสตร์ชาวบ้าน – ชาวบ้านถ่ายทอดให้ลูกหลาน - ปราชญ์ชาวบ้านสั่งสมภูมิปัญญา ศาสตร์สากล - ความรู้สากลทั่วโลก - คนไทยเรียนรู้แล้วนำมาถ่ายทอด ศาสตร์พระราชา- พระเจ้าแผ่นดินและพระบรมวงศาสนุวงศ์ทรงสั่งสม ทดสอบ แล้วทรง สนับสนุนส่งเสริมศาสตร์นั้นๆ แก่แผ่นดิน (ทั้งแก่รัฐ และราษฎร์) พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรทรงพัฒนาประเทศ โดยใช้หลัก “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” และ “Cost Effectiveness” ไม่ใช่ Cost Benefit “ดู Nature เป็นธรรมชาติ” มิใช่ ทรัพยากรธรรมชาติ ทรงครองแผ่นดิน คือ ดูแลแผ่นดิน ดิน - น้ำ - ป่าไม้ แหล่งศึกษาเรียนรู้ ระบบการบริหาร แนะ นโยบาย เศรษฐกิจ สังคม การเมือง - ศาสตร์พระราชา ประกอบด้วย การอนุรักษ์และฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติ การบริหาร จัดการ และการพัฒนามนุษย์ “จากนภา ผ่านภูผา สู่มหานที” - ศาสตร์พระราชา ด้านการพัฒนาดิน ดินเปรี้ยว -ทำโครงการแกล้งดิน ดินเค็ม - ใช้น้ำชะล้างเกลือจากดินและปรับปรุงดินเค็ม ปลูกพืชคลุมดิน เลือกพันธ์ พืชที่เหมาะสม พืชทนเค็ม พืชชอบเกลือ ปรับเปลี่ยนพื้นที่เพื่อเลี้ยงสัตว์น้ำ ดินเสื่อมโทรม - ปรับปรุงดินด้วยพืชตระกูลถั่ว ใช้ปุ๋ยคอก ปุ๋ยหมัก ดินดาน ดินถล่ม - ใช้หญ้าแฝก พืชมหัสจรรย์-กำแพงที่มีชีวิต ช่วยให้อนุรักษ์ดินและน้ำ ป้องกันการพังทลายของหน้าดิน ป้องกันดินถล่อม ปรับปรุงฟื้นฟูดินให้มีคุณภาพดีขึ้น ปรับสภาพดินดานให้ สามารถปลูกพืชได้
-20- ศาสตร์พระราชา ด้านการจัดการน้ำ เพื่อป้องกันการน้ำขาดแคลน น้ำแล้ว น้ำท่วม น้ำเสีย จึงแก้ปัญหา โดยการทำโครงการฝนหลวง แก้มลิง เขื่อน อ่างเก็บน้ำขนาดเล็ก อ่างเก็บน้ำขนาดกลาง อ่างเก็บน้ำ ขนาดใหญ่ อธรรมปราบอธรรม คือ เอาน้ำดีไล่น้ำเสีย กังหังน้ำชัยพัฒนา และเครื่องกลแบบอัดอากาศและดูดน้ำ ศาสตร์พระราชา ด้านป่าไม้ ทรงมีพระราชปรัชญา “ปลูกต้นไม้ในใจคน” คือ เจ้าหน้าที่ป่าไม้ ควรจะปลูกต้นไม้ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นจะพากันปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วย ตนเอง (พระราชดำรัสเมื่อ 31 มกราคม 2519) โดยมีทฤษฎีปลูกป่าในที่สูง ทฤษฎีปลูกป่าโดยไม่ต้องปลูก ทฤษฏีป่า 3 อย่าง ประโยชน์ 4 อย่าง ฝายชะลอความชุ่มชื้น check dam ศาสตร์พระราชา ด้านการเกษตร ได้แก่ 1. เกษตรผสมผสาน 2. ทฤษฎีใหม่ - การบริหารจัดการพื้นที่เกษตรขนาดเล็กอย่างมีประสิทธิภาพ แบ่งเป็นสระน้ำ 30% นาข้าว 30% พืชไร่พืชสวน 30% ที่อยู่อาศัย 10% 3. วนเกษตร 4. และศึกษาวิจัยพืชพันธ์ที่เหมาะสม ศาสตร์พระราชา ด้านการบริหารจัดการ คือ ปฏิรูปการบริหารจัดการ Single management One Stop Service ศาสตร์พระราชา ด้านการพัฒนามนุษย์ คือ การพัฒนาโอกาสด้านการศึกษา พระราชทาน ทุนการศึกษา ส่งเสริมสนับสนุน และพัฒนาอาชีพ พระราชทานพระบรมราโชวาท/พระราชดำรัส เป็นแนวทาง ในการพัฒนาตเองและดำเนินชีวิตให้ถูกต้องและมีคุณธรรม พระราชทานโอกาสทางการศึกษา ได้แก่ โครงการพระดาบส สารานุกรมไทยสำหรับเยาวชน ศูนศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม พระราชทานปริญญา บัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษา ฯลฯ พระราชทานพระราชดํารัสเป็นแนวทางในการดําเนินชีวิต คือ พึ่งตนเอง, พออยู่พอกิน ทำให้ง่าย ,รู้รัก สามัคคี,เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา ศาสตร์พระราชา หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ ทางสายกลาง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข ประกอบด้วย - พอประมาณ มีเหตุผล มีภูมิคุ้มกันที่ดีและเงื่อนไขความรู้ เงื่อนไขคุณธรรม นำไปสู่ เศรษฐกิจ สังคมสิ่งแวดล้อม วัฒนธรรม สมดุล พร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง เหตุผลที่หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงแก้ไขวิกฤติได้- ตนเป็นที่พึ่งแห่งตน ให้ความสำคัญกับการรวมกลุ่ม ความเมตตา เอื้ออาทร ความสามัคคีของสมาชิกในชุมชน การบริหารจัดการองค์กรสู่ความสำเร็จ - พอประมาณ มีเหตุมีผล มีภูมิคุ้มกัน ความรู้ คุณธรรม การประยุกต์ใช้เศรษฐกิจพอเพียงในด้านต่าง ๆ ได้แก่ ด้านจิตใจ ด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม ด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ด้านเทคโนโลยี
-21- การขับเคลื่อนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การพัฒนาท้องถิ่น คือ การพัฒนา คุณภาพชีวิต การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน การส่งเสริมอาชีพ การจัดการขยะ 3 Rs โรงเรียน/ศูนย์เด็กเล็ก นำไปสู่การจัดทำแผนพัฒนา บรรจุไว้ในข้อบัญญัติงบประมาณ เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน และการบริหาร จัดการองค์กรเป็นไปตามเป้าหมาย 23 หลักการทรงงาน 1.ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ การที่จะพระราชทานพระราชดำริเพื่อดำเนินงานโครงการใดโครงการหนึ่งนั้น จะทรงศึกษาข้อมูล รายละเอียดอย่างเป็นระบบจากข้อมูลพื้นฐานในเบื้องต้นจากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และสอบถามจากราษฎรในพื้นที่ให้ได้รายละเอียดที่เป็นประโยชน์ครบถ้วน เพื่อที่จะพระราชทาน ความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วตรงความต้องการของประชาชน 2.ระเบิดจากข้างใน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมุ่งเน้นเรื่องการพัฒนาคน มีพระราชดำรัสว่า “ต้องระเบิดจากข้าง ใน” นั้นหมายความว่า ต้องมุ่งพัฒนาเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้คนและครอบครัวในชุมชนที่เข้าไปพัฒนาให้มี สภาพพร้อมที่จะรับการพัฒนาเสียก่อน แล้วจึงค่อยออกมาสู่สังคมภายนอก มิใช่การนำเอาความเจริญจาก สังคมภายนอกเข้าไปหาชุมชนและหมู่บ้าน ซึ่งหลายชุมชนยังไม่ทันได้มีโอกาสเตรียมตัวหรือตั้งตัว จึงไม่สามารถ ปรับตัวได้ทันกับกระแสการเปลี่ยนแปลงและนำไปสู่ความล่มสลายได้ 3. แก้ปัญหาจากจุดเล็ก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเปี่ยมไปด้วยพระอัจฉริยภาพในการแก้ไขปัญหา ทรงมองปัญหา ในภาพรวม (Macro) ก่อนเสมอ แต่การแก้ปัญหาของพระองค์จะทรงเริ่มจากจุดเล็ก ๆ (Micro) คือ การแก้ไข ปัญหาเฉพาะหน้าที่คนมักจะมองข้าม ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “…ถ้าปวดหัวก็คิดอะไรไม่ออก เป็นอย่างนั้นต้องแก้ไขการปวดหัวนี้ก่อน…มันไม่ได้เป็นการแก้อาการจริง แต่ต้องแก้ปวดหัวก่อน เพื่อที่จะให้อยู่ ในสภาพที่คิดได้แบบ (Macro) นี้ เขาจะทำแบบรื้อทั้งหมด ฉันไม่เห็นด้วย อย่างบ้านคนอยู่ เราบอกบ้านมันผุ ตรงนั้น ผุตรงนี้ ไม่คุ้มที่จะซ่อม เอาตกลงรื้อบ้านนี้ ระเบิดเลย เราจะไปอยู่ที่ไหน ไม่มีที่อยู่ วิธีทำต้องง่าย ๆ จะ ไประเบิดหมดไม่ได้…” 4.ทำตามลำดับขั้น ในการทรงงานพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะทรงเริ่มต้นจากสิ่งที่จำเป็นของประชาชนที่สุดก่อน ได้แก่ งานด้านสาธารณสุข เพราะเมื่อมีร่างกายสมบูรณ์แข็งแรงแล้วก็จะสามารถทำประโยชน์ด้านอื่น ๆ ต่อไปได้ จากนั้นจะเป็นเรื่องสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานและสิ่งจำเป็นในการประกอบอาชีพ อาทิ ถนน แหล่งน้ำเพื่อ การเกษตร และการอุปโภคบริโภค รวมถึงการให้ความรู้ทางวิชาการและเทคโนโลยีที่เรียบง่าย เน้นการปรับใช้ ภูมิปัญญาท้องถิ่นที่ราษฎรสามารถนำไปปฏิบัติได้และเกิดประโยชน์สูงสุด 5.ศึกษาข้อมูลอย่างเป็นระบบ การที่จะพระราชทานพระราชดำริเพื่อดำเนินงานโครงการใดโครงการหนึ่งนั้น จะทรงศึกษาข้อมูล รายละเอียดอย่างเป็นระบบจากข้อมูลพื้นฐานในเบื้องต้นจากเอกสาร แผนที่ สอบถามจากเจ้าหน้าที่ นักวิชาการ และสอบถามจากราษฎรในพื้นที่ให้ได้รายละเอียดที่เป็นประโยชน์ครบถ้วน เพื่อที่จะพระราชทาน ความช่วยเหลือได้อย่างถูกต้องและรวดเร็วตรงความต้องการของประชาชน
-22- 6 .องค์รวม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีวิธีคิดอย่างองค์รวม (Holistic) ทรงมองสิ่งต่าง ๆ ที่เกิดอย่างเป็น ระบบครบวงจร มองทุกสิ่งเป็นพลวัตที่ทุกมิติเชื่อมต่อกัน ในการที่จะพระราชทานพระราชดำริเกี่ยวกับโครงการ หนึ่งนั้น จะทรงมองเหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นและแนวทางแก้ไขอย่างเชื่อมโยงดังเช่นกรณีของ “ทฤษฎีใหม่” ที่พระราชทานเป็นแนวทางดำเนินชีวิตแก่ปวงชนชาวไทย อันเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพซึ่งพระองค์ทรง มองอย่างเป็นองค์รวม ตั้งแต่การถือครองที่ดินโดยเฉลี่ยของประชาชนคนไทยประมาณ ๑๐ – ๑๕ ไร่ การบริหารจัดการที่ดินและแหล่งน้ำอันเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญในการประกอบอาชีพ เมื่อมีน้ำในการทำ การเกษตรแล้วจะส่งผลให้ผลผลิตดีขึ้น และหากมีผลผลิตเพิ่มมากขึ้นเกษตรกรจะต้องรู้จักวิธีการจัดการและ การตลาด รวมถึงการรวมกลุ่มรวมพลังชุมชนให้มีความเข้มแข็ง เพื่อพร้อมที่จะออกสู่การเปลี่ยนแปลงของสังคม ภายนอกได้อย่างครบวงจร นั้นคือแนวทางการดำเนินงานทฤษฎีใหม่ขั้นที่ 1, 2 และขั้นสุดท้ายอย่างองค์รวม 7. ไม่ติดตำรา หลักการทรงงานของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว มีลักษณะการพัฒนาที่อนุโลมและรอมชอมกับ สภาพธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และสภาพของสังคมจิตวิทยาของชุมชน เป็นการใช้ตำราอย่างอะลุ่มอล่วยกัน ไม่ผูกติดกับวิชาการและเทคโนโลยีที่ไม่เหมาะสมกับสภาพชีวิตความเป็นอยู่ที่แท้จริง คือ “ไม่ติดตำรา” 8.ประหยัด เรียบง่าย ได้ประโยชน์สูงสุด พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงประหยัดมากแม้เป็นเรื่องส่วนพระองค์ดังที่ประชาชนชาวไทยเคย เห็นว่า หลอดยาสีพระทนต์นั้นทรงใช้อย่างคุ้มค่าอย่างไร ฉลองพระองค์แต่ละองค์ทรงใช้อยู่เป็นเวลานาน หรือ แม้แต่ฉลองพระบาทหากชำรุดก็จะส่งซ่อมและใช้อย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกันการพัฒนาและช่วยเหลือราษฎร ทรงใช้หลักในการแก้ไขปัญหาด้วยความเรียบง่ายและประหยัด ราษฎรสามารถทำได้เอง หาได้ในท้องถิ่นและ ประยุกต์ใช้สิ่งสิ่งที่มีอยู่ในภูมิภาคนั้นๆ มาแก้ไขปัญหาโดยไม่ต้องลงทุนสูงหรือใช้เทคโนโลยีที่ไม่ยุ่งยากนัก ดังพระราชดำรัวความตอนหนึ่งว่า “…ให้ปลูกป่า โดยไม่ต้องปลูก โดยปล่อยให้ขึ้นเองตามธรรมชาติ จะได้ ประหยัดงบประมาณ…” 9.ทำให้ง่าย ด้วยพระอัจฉริยภาพและพระปรีชาสามารถในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทำให้การคิดค้น ดัดแปลง ปรับปรุงและแก้ไขงานการพัฒนาประเทศตามแนวพระราชดำริดำเนินไปได้โดยง่าย ไม่ยุ่งยากซับซ้อน และที่ สำคัญคือ สอดคล้องกับสภาพความเป็นอยู่และระบบนิเวศโดยส่วนรวม ตลอดจนสภาพทางสังคมของชุมชนนั้น ๆ ทรงโปรดที่จะทำสิ่งที่ยาก ให้กลายเป็นง่าย ทำสิ่งที่สลับซับซ้อนให้เข้าใจง่าย อันเป็นการแก้ปัญหาด้วยการใช้ กฎแห่งธรรมชาติเป็นแนวทางนั่นเอง ฉะนั้นคำว่า “ทำให้ง่าย” จึงเป็นหลักคิดสำคัญของการพัฒนาประเทศใน รูปแบบของโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ
-23- 10.การมีส่วนร่วม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเป็นนักประชาธิปไตย ทรงเปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายทั้งสาธารณชน ประชาชน หรือเจ้าหน้าที่ทุกระดับได้เข้ามาร่วมกันแสดงความคิดเห็นและร่วมกันทำงานโครงการพระราชดำริ โดยคำนึงถึงความคิดเห็นของประชาชนหรือความต้องการของสาธารณชนด้วย สำหรับวิธีการมีส่วนร่วม พระองค์ทรงนำ “ประชาพิจารณ์” มาใช้ในการบริหารจัดการดำเนินงาน ซึ่งเป็นวิธีการที่เรียบง่ายตรงไปตรงมา โดยหากจะทำโครงการใดจะทรงอธิบายถึงความจำเป็นและผลกระทบที่เกิดกับประชาชนทุกฝ่าย รวมทั้งผู้นำ ชุมชนในท้องถิ่น เมื่อประชาชนในพื้นที่เห็นด้วยแล้ว หน่วยราชการต่างๆ ที่เกี่ยวข้องและร่วมดำเนินการมีความพร้อม จึงจะพระราชทานพระราชดำริให้ดำเนินโครงการนั้น ๆ ต่อไป 11.ประโยชน์ส่วนรวม การปฏิบัติพระราชกรณียกิจ และการพระราชทานพระราชดำริในการพัฒนาและช่วยเหลือพสกนิกร ในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงระลึกถึงประโยชน์ของส่วนรวมเป็นสำคัญ ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่ง ว่า “…ใครต่อใครบอกว่า ขอให้เสียสละส่วนตัวเพื่อส่วนรวม อันนี้ฟังจนเบื่อ อาจรำคาญด้วยซ้ำว่า ใครต่อใครมา ก็บอกว่าขอให้คิดถึงประโยชน์ส่วนรวม อาจมานึกในใจว่า ให้ ๆ อยู่เรื่อยแล้วส่วนตัวจะได้อะไร ขอให้คิดว่าคนที่ ให้เพื่อส่วนรวมนั้น มิได้ให้แน่ส่วนรวมแต่อย่างเดียว เป็นการให้เพื่อตัวเองสามารถที่จะมีส่วนรวมที่จะอาศัย ได้…” 12.บริการรวมที่จุดเดียว การบริการรวมที่จุดเดียวเป็นรูปแบบการบริการแบบเบ็ดเสร็จ หรือ One Stop Services ที่เกิดขึ้น เป็นครั้งแรกในระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย โดยทรงให้ศูนย์ศึกษาการพัฒนาอันเนื่องมาจาก พระราชดำริเป็นต้นแบบในการบริการรวมที่จุดเดียว เพื่อประโยชน์ต่อประชาชนที่จะมาขอใช้บริการ จะประหยัดเวลาและค่าใช้จ่าย โดยจะมีหน่วยงานราชการต่างๆ มาร่วมดำเนินการและให้บริการประชาชน ณ ที่แห่งเดียว 13.ทรงใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเข้าใจถึงธรรมชาติ และต้องการให้ประชาชนใกล้ชิดกับ ทรัพยากรธรรมชาติ ทรงมองปัญหาธรรมชาติอย่างละเอียด โดยหากเราต้องการแก้ไขธรรมชาติจะต้องใช้ ธรรมชาติเข้าช่วยเหลือ เช่น การแก้ไขปัญหาป่าเสื่อมโทรม ได้พระราชทานพระราชดำริ “การปลูกป่าโดยไ ม่ ต้องปลูก” ปล่อยให้ธรรมชาติช่วยในการฟื้นฟูธรรมชาติ หรือแม้กระทั่ง “การปลูกป่า ๓ อย่างประโยชน์ ๔ อย่าง” ได้แก่ ปลูกไม้เศรษฐกิจ ไม้ผลและไม้ฟืน นอกจากได้ประโยชน์ตามประเภทของการปลูกแล้วยังช่วย สร้างความชุ่มชื้นให้แก่พื้นดินด้วย พระองค์จึงทรงเข้าใจธรรมชาติและมนุษย์ที่อยู่อย่างเกื้อกูลกัน ทำให้คนอยู่ ร่วมกับป่าไม้ได้อย่างยั่งยืน 14.ใช้อธรรมปราบอธรรม ทรงนำความจริงในเรื่องความเป็นไปแห่งธรรมชาติ และกฎเกณฑ์ของธรรมชาติมาเป็นหลักการ แนวปฏิบัติที่สำคัญในการแก้ปัญหาและปรับปรุงเปลี่ยนแปลงสภาวะที่ไม่ปกติ เข้าสู่ระบบที่เป็นปกติ เช่น การ นำน้ำดี ขับไล่น้ำเสีย เป็นการเจือจางน้ำเสียให้กลับเป็นน้ำดี ตามจังหวะการขึ้นลงตามธรรมชาติของน้ำ
-24- 15.ปลูกป่าในใจคน เป็นการปลูกป่าลงบนแผ่นดินด้วยความต้องการอยู่รอดของมนุษย์ ทำให้ต้องมีการบริโภคและใช้ ทรัพยากรธรรมชาติอย่างสิ้นเปลือง เพื่อประโยชน์ของตนเองและความเสียหายให้แก่สิ่งแวดล้อม ดังนั้นการที่ จะฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติให้กลับคืนมาจะต้องปลูกจิตสำนึกในการรักผืนป่าให้แก่คนเสียก่อน ดังพระราช ดำรัสความตอนหนึ่งว่า “…เจ้าหน้าที่ป่าไม้ควรจะปลูกต้นไม้ ลงในใจคนเสียก่อน แล้วคนเหล่านั้นก็จะพากัน ปลูกต้นไม้ลงบนแผ่นดินและรักษาต้นไม้ด้วยตนเอง…” 16.ขาดทุนคือกำไร “…ขาดทุน คือ กำไร Our loss is our gain การเสีย คือ การได้ ประเทศชาติก็จะก้าวหน้า และการที่ คนอยู่ดีมีสุข เป็นการนับที่เป็นมูลค่าเงินไม่ได้…” จากพระราชดำรัสดังกล่าว คือหลักการในพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวที่มีต่อพสกนิกรไทย “การให้” และ “การเสียสละ” เป็นการกระทำอันมีผลเป็นกำไร คือความ อยู่ดีมีสุขของราษฎร ซึ่งสามารถสะท้อนให้เห็นเป็นรูปธรรมชัดเจนได้ 17.การพึ่งตนเอง การพัฒนาตามแนวพระราชดำริ ในเบื้องต้นเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อให้ประชาชนมีความ แข็งแรง พอที่จะดำรงชีวิตต่อไป แล้วขั้นต่อไปก็คือการพัฒนาให้ประชาชนสามารถอยู่ในสังคมได้ตาม สภาพแวดล้อม และสามารถ “พึ่งตนเองได้” ในที่สุด ดังพระราชดำรัสความตอนหนึ่งว่า “…การช่วยเหลือ สนับสนุนประชาชนในการประกอบอาชีพและตั้งตัวให้มีความพอกินพอใช้ ก่อนอื่นเป็นสิ่งสำคัญยิ่งยวดเพราะ ผู้มีอาชีพ และฐานะเพียงพอที่จะพึ่งพาตนเองได้ ย่อมสามารถสร้างความเจริญในระดับสูงขั้นต่อไป…” 18.พออยู่พอกิน การพัฒนาเพื่อให้พสกนิกรทั้งหลายประสบความสุขสมบูรณ์ในชีวิตได้เริ่มจากการเสด็จพระราชดำเนิน ไปทรงเยี่ยมราษฎรในทุกภาคของประเทศ ได้ทอดพระเนตรความเป็นอยู่ด้วยพระองค์เอง จึงทรงสามารถ เข้าพระราชหฤทัยในสภาพปัญหาได้อย่างลึกซึ้งว่ามีเหตุผลมากมายที่ทำให้ราษฎรตกอยู่ในวงจรแห่งทุกข์เข็ญ จากนั้นได้พระราชทานความช่วยเหลือให้พสกนิกร มีความกินดีอยู่ดี มีชีวิตอยู่ในขั้น “พออยู่พอกิน” ก่อน แล้ว จึงขยับขยายให้มีขีดสมรรถนะที่ก้าวหน้าต่อไป 19.เศรษฐกิจพอเพียง “เศรษฐกิจพอเพียง” เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระราชทานพระราชดำรัสชี้แนะ แนวทางการดำเนินชีวิต แก่พสกนิกรชาวไทยมาโดยตลอดนานกว่า ๓๐ ปี ตั้งแต่ก่อนเกิดวิกฤตการณ์ทาง เศรษฐกิจ ให้ดำเนินไปบน “ทางสายกลาง” และเมื่อภายหลังได้ทรงย้ำแนวทางการแก้ไข เพื่อให้รอดพ้นและ สามารถดำรงอยู่ได้อย่างมั่นคงและยั่งยืนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์และการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ปรัชญาของหลัก “เศรษฐกิจพอเพียง” จึงเป็นปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ 20.ความซื่อสัตย์ สุจริต จริงใจต่อกัน “…คนที่ไม่มีความสุจริต คนที่ไม่มีความมั่นคง ชอบแต่มักง่าย ไม่มีวันจะสร้างสรรค์ประโยชน์ส่วนรวม ที่สำคัญอันใดได้ ผู้ที่มีความสุจริตแลละความมุ่งมั่นเท่านั้น จึงจะทำงานสำคัญ ยิ่งใหญ่ที่เป็นคุณ เป็นประโยชน์ แท้จริงได้สำเร็จ…” พระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๑๒ กรกฎาคม ๒๕๒๒ “…ผู้ที่มีความสุจริตและบริสุทธิ์ใจ แม้จะมี ความรู้น้อยก็ย่อมทำประโยชน์ให้แก่ส่วนรวมได้ มากกว่าผู้มีความรู้มากแต่ไม่มีความสุจริต ไม่มีความ บริสุทธิ์ใจ…” พระราชดำรัส เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม ๒๕๓๓
-25- 21. ทำงานอย่างมีความสุข พระองค์ทรงพระเกษมสำราญ และทรงมีความสุขทุกคราที่จะช่วยเหลือประชาชน ซึ่งเคยมีพระราช ดำรัสครั้งหนึ่งความว่า “ทำงานกับฉัน ฉันไม่มีอะไรจะให้ นอกจากการมีความสุขร่วมกัน ในการทำประโยชน์ ให้กับผู้อื่น” 22. ความเพียร พระองค์ทรงริเริ่มโครงการต่างๆ ในระยะแรกไม่ได้มีความพร้อมมากนัก และทรงใช้พระราชทรัพย์ ส่วนพระองค์ทั้งสิ้น แต่พระองค์ก็มิได้ท้อพระราชหฤทัย ทรงอดทนและมุ่งมั่นดำเนินงานนั้น ให้สำเร็จลุล่วง ดังเช่นพระราชนิพนธ์ "พระมหาชนก" ซึ่งพระองค์ทรงใช้เวลาค่อนข้างนานในการคิดประดิษฐ์ถ้อยคำให้เข้าใจง่าย และปรับให้เข้ากับสภาพสังคมปัจจุบัน เพื่อให้ประชาชนชาวไทยปฏิบัติตามรอยพระมหาชนก กษัตริย์ผู้เพียร พยายามแม้จะไม่เห็นฝั่งก็จะว่ายน้ำต่อไป เพราะถ้าไม่เพียรว่ายก็จะตกเป็นอาหารปู ปลา และไม่ได้พบกับ เทวดาที่ช่วยเหลือมิให้จมน้ำ 23. รู้ รัก สามัคคี พระองค์ทรงมีพระราชดำรัสในเรื่อง "รู้ รัก สามัคคี" อย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นแนวทางปฏิบัติที่มีคุณค่าและ มีความหมายลึกซึ้ง สามารถปรับใช้ได้กับทุกยุคทุกสมัย รู้ : การที่เราจะลงมือทำสิ่งใดนั้น จะต้องรู้เสียก่อน รู้ถึงปัจจัยทั้งหมด รู้ถึงปัญหา และรู้ถึงวิธีแก้ปัญหา รัก : คือ ความรัก เมื่อเรารู้ครบถ้วนกระบวนความแล้วจะต้องมีความรัก การพิจารณาที่จะเข้าไปลงมือ ปฏิบัติแก้ไขปัญหานั้นๆ คือ การสร้างฉันทะ สามัคคี: การที่จะลงมือปฏิบัติควรคำนึงเสมอว่าเราจะทำงานคนเดียวไม่ได้ ต้องร่วมมือร่วมใจกันเป็น องค์กร เป็นหมู่คณะจึงจะมีพลังเข้าไปแก้ปัญหาให้ลุล่วงไปได้ด้วยดี วิสัยทัศน์ของประเทศไทย “ ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เปนประเทศพัฒนาแลว ดวยการ พัฒนาตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เวลา 13.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Online บรรยายโดย นายพีรพงศ์ ทองคำ อดีตนิติกรชำนาญการ ส่วนคดี สำนักกฎหมายและระเบียบท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วิชา สิทธิการรับรู้ข้อมูลข่าวสารของประชาชน และพรบ.อำนวยความสะดวกในการพิจารณอนุญาต ของทางราชการ พ.ศ. 2558 สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ เหตุผลในการใช้พระราชบัญญัติข้อมูลข่าวสาร ได้แก่ 1. เพื่อให้ประชาชนมีโอกาสอย่างกว้างขวางในการได้รับรู้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินการต่าง ๆ ของรัฐ 2. เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับข้อมูลข่าวสารที่หน่วยงานของรัฐไม่ต้องเปิดเผยหรืออาจไม่เปิดเผย 3. เพื่อคุ้มครองสิทธิส่วนบุคคล ข้อมูลข่าวสารของราชการตามมาตรา (4) 1. ข้อมูลที่อยู่ในความครอบครองหรือควบคุมดูแลของหน่วยงานของรัฐ 2. เป็นข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการดำเนินงานของรัฐหรือข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับเอกชน หน่วยงานของรัฐ (มาตรา 4) ได้แก่ ราชการส่วนกลาง ราชการส่วนภูมิภาค ราชการส่วนท้องถิ่น รัฐวิสาหกิจ องค์กรควบคุมการประกอบวิชาชีพ
-26- (มาตรา 4) เจ้าหน้าที่ของรัฐ “เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความว่า ผู้ซึ่งปฏิบัติงานให้แก่หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานอิสระของรัฐ ส่วนราชการสังกัดรัฐสภา ศาลเฉพาะในส่วนที่ไม่เกี่ยวกับการพิจารณาพิพากษาคดีหน่วยงานอื่นตามที่กำหนด ในกฎกระทรวง ข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล คือ ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวบุคคล เช่น การศึกษา ฐานะ การเงิน ประวัติสุขภาพ ประวัติอาชญากรรม หรือประวัติการทำงาน บรรดาที่มีชื่อของผู้นั้นหรือมีเลขหมาย รหัส หรือ สิ่งบอกลักษณะอื่นที่ทำให้รู้ตัวผู้นั้นได้ เช่น ลายพิมพ์นิ้วมือ แผ่นบันทึกลักษณะเสียงของคน หรือ รูปถ่าย และให้หมายความรวมถึง ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับสิ่งเฉพาะตัวของผู้ที่ถึงแก่กรรมแล้วด้วย การเปิดเผยข้อมูลข่าวสาร แบ่งออกได้ดังนี้ ข้อมูลข่าวสารของราชการ - การลงพิมพ์ในราชกิจจานุเบกษา (มาตรา7) - ข้อมูล ต้องรู้ - การจัดให้ประชาชนเข้าตรวจดูในศูนย์ข้อมูลข่าวสาร (มาตรา9) - ข้อมูล ควรรู้ - การจัดหาให้ประชาชนเฉพาะรายตามที่ขอ (มาตรา 11) - ข้อมูล อยากรู้ วิธีการจัดให้ตรวจดู(ประกาศคณะกรรมการฯ 24 ก.พ.41) 1. จัดให้มีสถานที่ 2. จัดทำดรรชนี 3. ประชาชนสามารถค้นหาได้เอง 4. คำนึงถึงความสะดวก 5. อาจเป็นห้องสมุดหรือห้องในหน่วยงานอื่น เป็นการจัดหาข้อมูลข่าวสารให้ประชาชนที่มายื่นคำขอเป็นการเฉพาะราย (เป็นข้อมูลข่าวสารที่ นอกเหนือจาก ม. 7 , 9 และ 26) ผู้มีสิทธิตรวจดูได้แก่ 1. บุคคลผู้ใช้สิทธิเข้าตรวจดูไม่จำเป็นต้องมีส่วนได้เสียหรือเกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสารนั้น และไม่ต้อง ระบุว่าจะนำข้อมูลข่าวสารไปใช้ในการใด (ม. 9 วรรคสาม) 2. คนต่างด้าวมีสิทธิจะเข้าตรวจดูข้อมูลข่าวสารของราชการเท่าที่กำหนดในกฎกระทรวงวิธีการจัดหา ให้ประชาชนที่มาขอเป็นการเฉพาะราย คือ 1. ยื่นคำขอต่อหน่วยงานของรัฐผู้ควบคุมหรือ ครอบครองข้อมูล (ม. 11 วรรคหนึ่ง) 2. ระบุลักษณะของข้อมูลที่ต้องการ 3. ระบุไว้ไม่เข้าใจ จนท. ปฏิเสธได้ 4. หน่วยงานของรัฐจัดหาข้อมูลข่าวสารภายในเวลาอันสมควร 5. ขอบ่อยครั้ง หรือจำนวนมาก ปฏิเสธได้ (ม. 11 วรรคหนึ่ง) 6. ข้อมูลข่าวสารของราชการใดมีสภาพที่อาจบุบสลายง่าย หน่วยงานของรัฐจะขอขยายเวลา ในการจัดหาให้หรือจะจัดทำสำเนาให้ในสภาพอย่างหนึ่งอย่างใดเพื่อมิให้เกิดความเสียหายแก่ข้อมูลข่าวสารนั้น ก็ได้ 7. ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐจัดหาให้ ต้องเป็นข้อมูลข่าวสารที่มีอยู่แล้ว ในสภาพที่พร้อมจะให้ได้ มิใช่ต้องไปจัดทำวิเคราะห์จำแนก รวบรวม หรือจัดให้มีขึ้นใหม่ แต่ไม่ห้ามหน่วยงาน ของรัฐที่จะจัดให้มีข้อมูลข่าวสารของราชการใดขึ้นใหม่ให้แก่ผู้ร้องขอ หากเป็นการสอดคล้องด้วยอำนาจหน้าที่ ตามปกติของหน่วยงานของรัฐนั้นอยู่แล้ว
-27- 8. ถ้ามีส่วนที่ต้องห้ามมิให้เปิดเผยตามมาตรา 14 หรือมาตรา 15 อยู่ด้วยให้ลบหรือตัดทอน หรือทำโดยประการอื่นใดที่ไม่เป็นการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารส่วนนั้นวิธีการจัดหาให้ประชาชนที่มาขอเป็นการเฉพาะราย 9.บุคคลไม่ว่าจะมีส่วนได้เสียเกี่ยวข้องหรือไม่ก็ตาม ย่อมมีสิทธิเข้าตรวจดูขอสำเนาหรือขอ สำเนาที่มีคำรับรองถูกต้องของข้อมูลข่าวสาร การขอข้อมูลข่าวสารซึ่งอยู่ในความดูแลของหน่วยงานอื่น (ม.12) 1. หน่วยงานที่ได้รับคำขอ ให้แนะนำประชาชนผู้ขอให้ไปยื่นคำขอต่อหน่วยงานที่ควบคุมดูแลข้อมูล โดยไม่ชักช้า 2. ถ้าพบว่าข้อมูลที่ประชาชนขอ เป็นข้อมูลของหน่วยงานอื่นและระบุห้ามการเปิดเผย (ม. 16) ให้ส่งคำขอให้หน่วยงานนั้นพิจารณาเพื่อมีคำสั่งต่อไป ประกาศ คกก. เรื่องการเรียกเก็บค่าธรรมเนียม กำหนดดังนี้ กระดาษ เอ 4 หน้าละไม่เกิน 1 บาท กระดาษ เอฟ 14 หน้าละไม่เกิน 1.50 บาท กระดาษ บี 4 หน้าละไม่เกิน 2 บาท กระดาษ เอ 3 หน้าละไม่เกิน 3 บาท กระดาษพิมพ์เขียว เอ 2 หน้าละไม่เกิน 8 บาท กระดาษพิมพ์เขียว เอ 1 หน้าละไม่เกิน 15 บาท กระดาษพิมพ์เขียว เอ 0 หน้าละไม่เกิน 30 บาท ค่าธรรมเนียมคำรับรอง คำรับรองละไม่เกิน 5 บาท การร้องเรียนต่อคณะกรรมการข้อมูลข่าวสาร (ม.13) 1.หน่วยงานของรัฐไม่จัดพิมพ์ข้อมูลข่าวสารตามตรา 7 2. ไม่จัดข้อมูลข่าวสารไว้ให้ประชาชนตรวจดู ตามาตรา 9 3. ไม่จัดหาข้อมูลข่าวสารให้แก่ตนตามมาตรา 11 4. ฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตาม พ.ร.บ. นี้ 5. ปฏิบัติหน้าที่ล่าช้า 6. ไม่ได้รับความสะดวกโดยไม่มีเหตุอันควร คณะกรรมการต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับคำร้อง กรณีมีเหตุ จำเป็น ขยายได้แต่ต้องแสดงเหตุผลและรวมเวลาทั้งหมดต้องไม่เกิน 60 วัน การห้ามไม่ให้เปิดเผย (ม. 14) ข้อมูลข่าวสารของราชการที่อาจก่อให้เกิดความเสียหายต่อสถาบันพระมหากษัตริย์จะเปิดเผย มิได้ ข้อมูลข่าวสารของราชการที่หน่วยงานของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผย ได้แก่ 1.ข้อมูลข่าวสารที่การเปิดเผยจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อความมั่นคงของประเทศความสัมพันธ์ ระหว่างประเทศ หรือความมั่นคงในทางเศรษฐกิจหรือการคลังของประเทศ (มาตรา 15 (1)) 2.ข้อมูลข่าวสารที่การเปิดเผยจะทำให้การบังคับกฎหมายเสื่อมประสิทธิภาพหรือไม่อาจสำเร็จตาม วัตถุประสงค์ได้ไม่ว่าจะเกี่ยวกับการฟ้องคดี การป้องกัน การปราบปราม การทดสอบ การตรวจสอบ หรือการรู้ แหล่งที่มาของข้อมูลข่าวสารหรือไม่ก็ตาม ( มาตรา 15 (2)) เช่น ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับการสอบสวนวินัยการ สอบสวนข้อเท็จจริง ซึ่งยังด าเนินการสอบสวนไม่แล้วเสร็จ เป็นต้น 3. ความเห็นหรือคำแนะนำภายในหน่วยงานของรัฐในการดำเนินการเรื่องใดเรื่องหนึ่งแต่ทั้งนี้ไม่รวมถึง รายงานทางวิชาการ รายงานข้อเท็จจริงหรือข้อมูลข่าวสารที่น ามาใช้ในการท าความเห็นหรือคำแนะนำภายใน ดังกล่าว (มาตรา 15 (3))
-28- 4. การให้ความเป็นอิสระกับเจ้าหน้าที่ในการเสนอความเห็นอย่างเต็มที่โดยไม่ถูกรบกวนก่อนมีผลยุติ จึงเป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างไรก็ตามถ้าหน่วยงานของรัฐเห็นว่า มิใช่เรื่องสำคัญที่จะกระทบความเป็นอิสระและผล สำเร็จในการทำงานของเจ้าหน้าที่หน่วยงานของรัฐจะสั่งให้เปิดเผยก็ได้อนึ่ง ข้อมูลข่าวสารที่จะไม่เปิดเผยนี้ ต้องเป็นส่วนหนึ่งของความเห็นเท่านั้นไม่รวมไปถึงข้อมูลข่าวสารต่าง ๆ ที่ใช้เป็นข้อเท็จจริงในการพิจารณา เช่น รายงานทางวิชาการ และรายงานข้อเท็จจริง เป็นต้น 5. ข้อมูลข่าวสารที่เกี่ยวกับรายงานแพทย์ หรือข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคลซึ่งการเปิดเผยจะเป็นการ รุกล้ำสิทธิส่วนบุคคลโดยไม่สมควร (มาตรา 15 (5)) ประวัติการรักษาพยาบาลของคนไข้ต่าง ๆ ซึ่งถือได้ว่าเป็น ประวัติสุขภาพ หรือประวัติการรักษาพยาบาลของบุคคลใดบุคคลหนึ่งและเป็นข้อมูลข่าวสารส่วนบุคคล โดยปกติแพทย์จะไม่นำไปเปิดเผยให้บุคคลอื่นได้ทราบ 6. ข้อมูลข่าวสารของราชการที่มีกฎหมายคุ้มครองมิให้เปิดเผยหรือข้อมูลข่าวสารที่มีผู้ให้มาโดย ไม่ประสงค์ให้ทางราชการนำไปเปิดเผยต่อผู้อื่น (มาตรา 15 (6)) กรณีที่หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ อาจมี กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานของหน่วยงานนั้น มีข้อกำหนดมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารบางประเภทไว้ เช่น กรมสรรพากรมีประมวลรัษฎากร มาตรา 10 ที่กำหนดห้ามมิให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับกิจการของ ผู้เสียภาษีแก่ผู้ใดเว้นแต่เจ้าพนักงานผู้มีอำนาจหรือศาล เรื่องการแจ้งเบาะแสเกี่ยวกับการทุจริตประพฤติมิชอบ หรือการทำผิดในเรื่องสำคัญ เช่น เรื่องยาเสพติด เป็นต้น 7. ข้อมูลข่าวสารที่มีการกำหนดในพระราชกฤษฎีกาเพิ่มเติม (มาตรา 15 (7)) ข้อมูลข่าวสารตามข้อนี้ จะเป็นข้อมูลข่าวสารที่คณะกรรมการข้อมูลข่าวสารของราชการพิจารณาแล้วเห็นว่า ควรกำหนดให้หน่วยงาน ของรัฐหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยทั้งสี่เพื่อให้สอดคล้องกับการป้องกันผลกระทบต่อความ มั่นคงของรัฐ ความปลอดภัยของประชาชน หรือส่วนได้ส่วนเสียอันพึงได้รับความคุ้มครองของบุคคลอื่น โดยในกรณีที่ต้องการจะกำหนดประเภทของข้อมูลข่าวสารที่อาจมีคำสั่งมิให้เปิดเผยเพิ่มเติมได้ จะต้องนำไป กำหนดในพระราชกฤษฎีกา การใช้ดุลพินิจก่อนออกคำสั่ง ต้องคำนึงถึง หลักเกณฑ์ 3 ประการ คือ 1. การปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย 2. ประโยชน์สาธารณะ 3. ประโยชน์ของเอกชนที่เกี่ยวข้อง - การคุ้มครองประโยชน์ได้เสียของบุคคลที่สาม การอุทธรณ์ กระทำได้โดย... - กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งให้เปิดเผยข้อมูลข่าวสารตามมาตรา 14 หรือ มาตรา 15 - กรณีเจ้าหน้าที่ของรัฐมีคำสั่งไม่รับฟังคำคัดค้านของผู้มีประโยชน์ได้เสียตามมาตรา 17 **อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารภายใน 15 วัน นับแต่วันที่ได้รับ - กรณีหน่วยงานของรัฐไม่แก้ไข เปลี่ยนแปลง/ลบข้อมูลส่วนบุคคลตามที่มีคำขอ **อุทธรณ์ต่อคณะกรรมการวินิจฉัยการเปิดเผยภายใน 30 วัน นับแต่ได้รับแจ้งคำสั่งไม่ยินยอมแก้ไข เปลี่ยนแปลงหรือลบของราชการ
-29- วันที่ 4 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 16.00 น. สัมมนาวิเคราะห์ผลงานทางวิชาการ/พบอาจารย์ประจำกลุ่ม การศึกษาอบรมในชั้นเรียน ณ โรงแรมแกรนด์ทาวเวอร์อินน์ กรุงเทพมหานคร วันที่ 6 พฤษภาคม 2567 เริ่มลงทะเบียนเวลา 10.00 – 12.00 น. 13.00 น. ปฐมนิเทศ - ลงทะเบียนและปฐมนิเทศ ณ ณ โรงแรมแกรนด์ ทาวเวอร์ อินน์ พระราม 6 แขวงสามเสนใน เขตพญาไท กรุงเทพมหานคร โดย นายวิชากร จำปาดวง หัวหน้าฝ่ายประเมินผลทางวิชากรและพัฒนา หลักสูตร ผู้อำนวยการโครงการฯ และทีมงาน โดยแนะนำสถานที่ การปฏิบัติตนในขณะอยู่ในระหว่างการอบรม การแต่งกาย กำหนด ดังนี้ วันจันทร์ : สวมเสื้อเหลืองตราสัญลักษณ์ 72 พรรษา ผู้หญิงสวมกระโปรงดำ ผู้ชายกางเกงสเล็คสีดำ วันอังคาร : แต่งกายชุดข้าราชกการสีกากีแขนยาว วันพุธ : สวมเสื้อขาวนักศึกษา ใส่เนคไทน์สีเขียว ผู้หญิงสวมกระโปรงดำ ผู้ชายกางเกงสเล็คสีดำ วันพฤหัสบดี : แต่งกายผ้าไทย วันศุกร์ : สวมเสื้อขาวนักศึกษา ใส่เนคไทน์สีเขียว ผู้หญิงสวมกระโปรงดำ ผู้ชายกางเกงสเล็คสีดำ และช่วงเวลาเช้าก่อนเข้ารับการอบรมจะมีกิจกรรม After Action Review ( AAR) เพื่อสรุปเนื้อหา กิจกรรมที่เรียนไปแล้วมาเล่าสู่เพื่อนๆ ฟัง โดยจัดเรียงตามกลุ่มกิจกรรม และมีกิจกรรมสันทนาการเพื่อ ผ่อนคลายวันละประมาณ 5-10 นาที เป็นการละลายพฤติกรรมและสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกัน วันที่ 7 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 12.00 การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย ดร.ภูนท สลัดทุกข์ ผู้อำนวยการฝ่ายบริการวิชาการสถาบันปัญจนิยาม จังหวัด นครสวรรค์ รองเลขาธิการสมาคมองค์การบริหารส่วนจังหวัดแห่งประเทศไทย วิชาคุณธรรมและจริยธรรมสำหรับผู้บริหาร สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ คุณธรรมและจริยธรรมสำหรับนักบริหาร คือ การใช้หลักธรรมปฏิบัติในการบริหารราชการทุกระดับ ตั้งแต่ระดับปฏิบัติการ และผู้บริหารระดับตน ระดับกลาง หรือระดับสูง ให้ได้ผลดีมีประสทธภาพสูง โดยการ ปกครองและบริหารที่ดี (Good Governance) การปกครองและบริหารที่ดี ตามหลักธรรมปฏิบัตินั้น ผูบริหารราชการต้องมี“ประมุขศิลป์” คือ คุณลักษณะความเป็นผูนําที่ดี (Good Leadership) อันเป็นคุณสมบัติที่ดี ที่สําคัญ ของหัวหน้าฝ่ายบริหาร ลงมาถึงหัวหน้างานทุกระดับให้สามารถปกครองและบริหารองค์กรที่ตนรับผิดชอบ ใหดําเนินไปถึงความสำเร็จ อยางไดผลดีมีประสิทธิภาพสูง และใหถึงความเจริญ รุงเรือง และสันติสุขอย่างมั่นคง
-30- คุณลักษณะความเป็นผูนําที่ดีนั้น เป็นทั้งศาสตร์(Science) และศิลป์(Arts) กล่าวคือ สามารถศึกษา วิเคราะหวิจัยข้อมูลอย่างมีระบบ (Systematic Study) จากพฤติกรรมและวิธีการปกครองการบริหารองค์กร ใหสำเร็จด้วยดีมีประสิทธิภาพสูงมาแลว ประมวลขึ้นเป็นหลัก หรือ ทฤษฏี(Theory) ตามวิธีการทาง วิทยาศาสตร์ (Scientific Method) สําหรับใช้เป็นแนวทางการปฏิบัติงานของหัวหน้าฝ่ายบริหาร ให้เกิด ประโยชน์แก่การปกครองการบริหารที่ดี (Good Governance) กล่าวคือ ให้บรรลุผลสำเร็จด้วยดี มีประสิทธิภาพสูงได้เพราะเหตุนั้น ประมุขศิลป์คือ คุณลักษณะความเป็นผูนําที่ดี จึงชื่อวา เป็นศาสตร์ (Science) นอกจากนี้คุณลักษณะความเป็นผูนําที่ดีนั้น ยังเกิดจากการที่บุคคลได้เคยศึกษาหาความรู้ฝกฝนอบรม บ่มนิสัย และเคยปฏิบัติพัฒนาสภาวะความเป็นผูนําที่ดี มาแต่ปางก่อน คือ แต่อดีตกาล จนหล่อหลอม บุคลิกภาพและสภาวะความเป็นผูนําที่ดี ปลูกฝง เพิ่มพูน อยู่ในจิตสันดานยิ่งขึ้นต่อๆ มาจนถึงปัจจุบัน ประมุข ศิลป์คือ คุณลักษณะของความเป็นผูนําที่ดีเช่นนีชื่อวา เป็นศิลป์(Arts) ซึ่งก็คือ “บุญบารมี” นั้นเอง คุณธรรมสำหรับนักบริหาร นักบริหารที่ดีควรมีคุณลักษณะความเป็นผูนําที่ดี ซึ่งประกอบด้วย คุณสมบัติดังต่อไปนี้ 1. เป็นผูมีบุคลกภาพที่ดี(Good Personality) คือ เป็นผูมีสุขภาพกาย และสภาพจิตที่ดี 1.1 มีสุขภาพที่ดี คือ เป็นผูมีสุขภาพอนามัยที่ดี มีทวงท่ากริยา รวมทั้งการแต่งกายที่สุภาพ เรียบร้อยดีงาม สะอาด และดูสง่างามสมฐานะ 1.2 มีสุขภาพจิตที่ดี คือ เป็นผูมีอัธยาศัยใจคอที่งาม เป็นคนดีมีศีลธรรม ไดแก่ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ วิริยะ สติสมาธิและปัญญา กับทั้งมีกัลยาณมิตตธรรม คือมีคุณธรรมของคนดี เป็นผูมีศรัทธา หมายถึง เป็นผูรูจักศรัทธาบุคคล และข้อปฏิบัติที่ควรศรัทธาไมลุมหลงงมงาย ในที่ตั้งแห่งความลุ่มหลง เป็นผูมีศีล คือ ผูที่รูจักสำรวมระวัง ความประพฤติปฏิบัติ ทางกาย และวาจาให้เรียบร้อยดี งาม ไม่ประพฤติเบยดเบยนตนเองและผูอื่น เป็นผูมีสุตะ คือ ผูได้เรียนรู้ทางวิชาการ และไดศึกษาค้นควาในวิชาชีพดี เป็นผูมีจาคะ คือ เป็นผูมีจิตใจกวางขวาง ไมคับแคบ รูจักเสียสละ เป็นผูมีวิริยะ คือ ผูขยันหมั่นเพียร ในการประกอบกิจการงานงานอาชีพ และ/หรือในหน้าที่ รับผดชอบ เป็นผูมีสติคือ ผูรูจัก ยับยั้ง ชั่งใจ รูจักคิดไตรตรองใหรอบคอบ กอนคิด พูด ทํา เป็นผูมีสมาธิคือ ผูมีจิตใจตั้งมั่น ขมกิเลสนิวรณ์ เป็นผูมีปญญา คือ ผูที่รอบรู้กองสังขาร ผูรอบรู้สภาวธรรมที่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแตง (สังขาร) และที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแตง (วิสังขาร คือพระนิพพาน) ผูรูแจ้งพระอริยสัจ 4 รวมเปนผูมี ปัญญา อันเห็นชอบรอบรูทางเจริญ ทางเสื่อม แห่งชีวิต ตามที่เป็นจริง 2. เป็นผูมีกัลยาณิมิตตธรรม คือ ผูมีคุณธรรมของมิตรที่ดี 7 ประการ คือ 1) เป็นผูนารัก (ปโย) คือ เป็นผูมีจิตใจประกอบด้วยเมตากรุณาพรหมวิหาร 2) เป็นผูนาเคราพบูชา (ครู) คือ เป็นผูที่สามารถเอาเป็นที่พึ่งอาศัย เป็นที่พึ่งทางใจ 3) เป็นผูนานับถือ นาเจริญใจ (ภาวนโย) ดวยวา เป็นผูไดฝกฝนอบรมตนมาดีแลว ควรแกการยอมรับและยกย่องนับถือ เอาเปนเยี่ยงอยางได 4) เป็นผูรูจักพูดจาโดยมีเหตุผลและหลักการ (วัตตา) รูจักชี้แจ้ง แนะนําให้ผูอื่น เข้าใจดีแจ่มแจง เป็นที่ปรึกษาที่ดี 5) เป็นผู้อดทนต่อถ้อยคำที่ลวงเกิน วิพากษ์วิจารณ์ซักถาม หรือขอปรึกษาหารือ ขอใหคําแนะนำต่างๆ ได้(วจนักขโม)
-31- 6) สามารถแถลงชี้แจงเรื่องที่ลึกซึ้ง หรือเรื่องยุ่งยากซับซ้อนให้เข้าใจอย่างถูกต้อง และตรงประเด็นได้(คัมภีรัญ จะ กะถัง กัตตา) 7) ไมชักนำในอฐานะ (โน จัฏฐาเน นิโยชะเย) คือไมชักจูงไปในทางเสื่อม (อบายมุข) หรือไปในทางที่เหลวไหล ไร้สาระ หรืออที่เป็นโทษ เป็นความทุกข์เดือดรอน จิรยธรรมสำหรับนักบริหาร 1. เป็นผูมีหลักธรรมในการครองงานที่ดี ดวยคุณธรรม คือ อิทธบาทธรรม ได้แก่ 1.1 ฉันทะ ความรักงาน คือ จะต้องเป็นผูรักงานที่ตนมีหน้าที่รับผิดชอบอยู่ และทั้งจะต้องเอา ใจใส่กระตือรือร้นในการเรียนรู้งาน และเพิ่มพูนวิชาความรู้ความสามารถใน การทำกิจการงาน และมุ่งมั่นที่จะ ทำงานในหน้าที่รับผิดชอบหรือกิจการงานอาชีพของตนใหสําเร็จเรียบร้อยอยู่เสมอ 1.2 วิริยะ ความเพียร คือ จะตองเป็นผูมีความขยันหมั่นเพียร ประกอบด้วยความอดทนไม่ ยอท้อต่อความยากลำบากในการประกอบกิจการงานในหน้าที่หรือในอาชีพของตน จึงจะถึงความสำเร็จและ ความเจริญก้าวหน้าได้ 1.3 จิตตะ ความเป็นผูมีใจจิดจ่ออยูกับการงาน ผูที่ทํางานไดสําเร็จด้วยดีมีประสิทธิภาพนั้น จะต้องเป็นผู้เอาใจใสตอกิจการงานที่ทํา และมุ่งกระทำงานอย่างต่อเนื่องจนกวาจะสำเร็จ ไม่ทอดทิ้งหรือ วางธุระเสียกลางคัน ไม่เป็นคนจับจด หรือทำงานแบบทำๆ หยุดๆ หัวหน้าหน่วยงานหรือผู้บริหารจะต้องคอย ดูแลเอาใจใส่ “ติดตามผลงาน และ /หรือ ตรวจงาน” หน่วยงานต่างๆ ภายในองค์การของตน เพื่อประกอบการ พิจารณาวินิจฉัย ตัดสินใจ และสั่งการใหกิจการงาน ทุกหน่วยดำเนินตามนโยบายและแผนงานใหถึงความสำเร็จ ตามวัตถุประสงคที่กําหนดไว้ 1.4 วิมังสา ความเป็นผูรูจักพิจารณาเหตุสังเกตผลในการปฏิบัติงานของ ตนเองและของ ผู้นอยหรือของผู้อยู่ใตบังคับบัญชาวาดําเนินไปตามนโยบายและแผนงานที่วางไว้หรือไม่ได้ผลสำเร็จหรือมีความ คืบหน้าไปตามวัตถุประสงคที่กำหนดไว้หรือไม่เพียงไร มีอุปสรรค หรือปัญหาที่ควรไดรับการปรับปรุงแก้ไข วิธีการทำงาน หรือวิธีการบริหารกิจการงานนั้นใหสำเร็จตามวัตถุประสงค์ได้อย่างไร ขั้นตอนนี้เป็นการนำข้อมูลจาก ที่ได้ติดตามประเมินผลงานหรือตรวจงานนั้นแหละมาวิเคราะห์วิจัย ให้ทราบเหตุผลของปัญหาหรืออุปสรรค ข้อขัดข้องในการทำงาน แล้วพิจารณาแก้ไขปัญหาเหล่านั้น และปรับปรุงพัฒนาวิธีการทำงานใหดําเนินงานไป สู่ความสำเร็จ ให้ถึงความเจริญก้าวหน้ายิ่งๆ ขึ้นไปได้ 2. รูจักหลักปฏิบัติตอกันด้วยดีระหว่างผูบังคับบัญชากับลูกน้อง หรือผู้อยู่ใต้ผูบังคับบัญชาตาม หลักธรรมของพระพุทธเจา ชื่อ “เหฏฐิทิศ” มีเนื้อความวา “เหฏฐิทิศ” คือ ทิศเบื้องต่ำ เจ้านาย หรือผูบังคับบัญชา พึงบำรุงบ่าว คือ ผูใตบังคับบัญชา ดวยสถาน 5 คือ 2.1 ดวยการจัดงานให้ตามกำลัง กล่าวคือ มอบหมายหน้าที่การงานให้ตามกำลัง ความรู้สติปญญา ความสามารถ (Put the right man on the right job – รูจักใช้คนใหถูกกับงาน) 2.2 ดวยการให้อาหารและบำเหน็จรางวัล กล่าวคือ เมื่อทำดีก็รูจักยกย่องชมเชย และ/หรือ สนับสนุน อุดหนุน ให้ไดรับบำเหน็จรางวัล เลื่อนยศ เลื่อนตำแหนง ตามสมควรแก่ฐานะ เมื่อทำไมดี ก็ใหคําตักเตือน แนะนํา สั่งสอน ใหพัฒนาสมรรถภาพใหดีขึ้น ถาไม่ยอมแก้ไขพัฒนาตนใหดีขึ้น ก็ตองตำหนิและมีโทษตาม กฎเกณฑ์โดยชอบธรรม 2.3 ดวยการรักษาพยาบาลในยามเจ็บไข้กล่าวคือ ตองรูจักดูแลสารทุกข์สุกดิบ ของผู้อยู่ใตบังคับ บัญชา ไม่เป็นผู้แล้งน้ำใจ คือ ไม่ปฏิบัติกับลูกน้อง หรือผู้อยู่ใตบังคับบัญชา 2.4 ดวยการแจกของมีรสดีแปลกๆ ใหกิน หมายความวา ใหรูจักมีน้ำใจแบ่งปันของกิน ของใชดีๆ ใหลูกน้อง
-32- 2.5 ดวยปล่อยในสมัย คือ รูจักใหลูกน้อง หรือผู้ใตบังคับบัญชาได้ลาพักผ่อนบ้างส่วนบ่าว หรือลูกน้อง ผู้อยู่ใตบังคับบัญชา เมื่อเจ้านายหรือผู้บังคับบัญชาทํานุบํารุงอย่างนี้แลว ก็พึงปฏิบัติอนุเคราะห์เจ้านาย ผูบังคับ บัญชาด้วยสถาน 5 ตอบแทนดวยเช่นกัน คือ (1) ลุกขึ้นทำงานก่อนนาย คือ ใหรับสนองงานผูบังคับบัญชาด้วยความขยัน ขันแข็ง ควรมาทำงานก่อน นายหรือผูบังคับบัญชา อย่างน้อยก็มาใหทันเวลาทำงาน ไม่มาสายกวานาย หรือสายกว่าเวลาทำงานตามปกติ (2) เลิกการทำงานทีหลังนาย คือ ทํางานด้วยความขยันขันแข็ง แม้เลิกก็ควรเลิกทีหลังนาย หรือ ผูบังคับบัญชา อย่างน้อยก็อยูทํางานให้เต็มเวลา ไม่หนีกลับก่อนเวลาเลิกงาน (3) ถือเอาแต่ของที่นายให้คือ มีความซื่อสัตย์จงรักภักดีไม่คดโกงนาย หรือ ผูบังคับบัญชา ไม่คอร รัปชั่น ไม่เรียกร้องตองการโดยไมเป็นธรรม หรือเกินเหตุ (4) ทํางานใหดีขึ้น คือ ตองรูจักพัฒนาคณวุฒิ ความรู้ความสามารถ และวิสัยทัศน์ในการทํางาน ให้ ได้ผลดีมีประสิทธภาพสูง (5) นําคุณของนายไปสรรเสริญ คือ รูจักนำคุณความดีของเจ้านาย ผูบังคับบัญชาไปยกย่องสรรเสริญ ตามความเปนจริงในที่และโอกาสอันสมควร กล่าวโดยยอ ผูบังคับบัญชา กับ ผูอยู่ใตบังคับบัญชา พึงปฏิบัติตอกันดังคำนักปกครอง นักบริหารแต่ โบราณกล่าววา “อยูสูงให้นอนคว่ำ อยูต่ำให้นอนหงาย” “อยูสูงใหนอนคว่ำ” หมายความวา เป็นผู้ปกครอง ผูบังคับ บัญชา หรือเป็นผูนําคน พึงดูแลเอาใจใส่ ทํานุบํารุงผูใตบังคับบัญชา หรือลูกน้องด้วยดีคือ ด้วยความเป็นธรรม ตามหลักธรรมของพระพุทธเจา ตามที่กล่าวข้างต้น เพื่อใหลูกน้อง หรือผู้อยู่ใตบังคับบัญชามีขวัญกําลังใจในการ สนองงานได้เต็มที่ อย่าใหลูกน้องหรือผู้ใตบังคับบัญชา เกิดความรูสึกท้อถอยวาทําดีสักเท่าใด ผูใหญ่ก็ไม่เหลียวแล ดังคำโบราณท่านวา มีปาก ก็มีเปลา เหมือนเต่าหอย เป็นผูนอย แมทําดีไมมีขลัง หรืออย่าใหลูกน้อง หรือผู้ใตบังคบบัญชาเกิดความรูสึกน้อยเนื้อ ต่ำใจวาผู้ใหญ่ไม่ยุติธรรม มักเลือกปฏิบัติไม่เสมอกัน ดังคำที่วา (เรา) ทํางานทั้งวันได้พันหา (สวนคนอื่น) เดินไป เดินมาได้หาพัน “อยูต่ำให้นอนหงาย” หมายความวา ลูกน้อง หรือผู้อยู่ใตบังคับบัญชา ก็พึงปฏิบัติตนตอ เจ้านาย หรือผูบังคับบัญชาด้วยดีรับสนองงานท่านด้วยความยินดีดวยใจจริง และทำงานด้วย ความเข้มแข็ง ตามหลักธรรม คือ “เหฏฐมทิศ” ดังกล่าวมาแลว 3. เป็นผูมีมนษยสัมพนธ์(Human Relation) ที่ดี ดวยคุณธรรม คือพรหมวิหารธรรม และสังคหวัตถุ เป็นตน พรหมวิหารธรรม คุณธรรมเครื่องอยู่ของผ้ใหญ่ 4 ประการ (1) เมตตา คือ ความรัก ปรารถนาที่จะใหผูอื่นอยูดีมีสุข (2) กรุณา คือ ความสงสาร ปรารถนาใหผูมีทุกข์เดือดรอน ใหพนทุกข์ (3) มุทิตา คือ ความพลอยยินดีที่ผูอื่นไดดี ไมคิดอิจฉาริษยากัน (4) อุเบกขา คือ ความวางเฉย ไมยินดียินร้าย เมื่อผูอื่นถึงซึ่งความวิบัติ โดยที่เราก็ชวยอะไรไม่ได้ก็ตองปล่อยวางใจของเราเองด้วยปัญญา ตามพระพุทธพจนวา “สัตวโลก เป็นไปตาม กรรม” สังคหวัตถุธรรม 4 ประการ คือ (1) ทาน รูจักใหปน สิ่งของ ของตน แกผูอื่นที่ควรใหปน (2) ปยวาจา รูจักเจรจาอ่อนหวาน คือ กล่าวแต่วาจาที่สุภาพอ่อนโยน (3) อัตถจริยา รูจักประพฤติสิ่งที่เปนประโยชนแกผูอื่น (4) สมานัตตตา เป็นผูมีตนเสมอ คือ ไมถือตัวเย่อหยิ่ง อวดหยิ่ง จองหอง อวดดี
-33- คุณธรรม 4 ประการนี้ เปนเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจของผูอื่นไว้ได้และยังความสมัครสมาน สามัคคีให้เกิดขึ้นระหว่างกันและกันด้วย หรือจะเรียกวา เปน “หลักธรรมมหาเสนห” ก็ได้ 4. เป็นผูมีความคิดริเริ่ม (Initiatives) ดวยความคิดสร้างสรรค์(Creative) โครงการใหมๆ ที่เปนประโยชนสุขแก่หมู่คณะ สังคม และประเทศชาติ และวิธีการทำงานใหมๆ ให้การปกครองการบริหาร กิจการงานไดบังเกิดผลดีมีประสิทธิภาพสูงยิ่งขึ้น 5. มีความคิดพัฒนา (Development) คือ เป็นนักพัฒนา ปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่ลาหลังหรือ ข้อบกพรองในการทำงานใหดีขึ้นอยู่เสมอ 6. เป็นผูมีสํานึกในภาระหน้าที่ความรับผิดชอบ (Sense of Responsibilities) สูง คือ มีสํานึกในความรับผิดชอบต่อตนเอง โดยการศึกษาหาความรู้เพิ่มพูนศักยภาพ และสำนึกในการสร้างฐานะของตน และมีสํานึกในหน้าที่ความรับผิดชอบต่อส่วนรวม คือ ต่อครอบครัว ตอองค์กรและหมู่คณะที่ตนรับผิดชอบอยู่ และต่อสังคมประเทศชาติให้เจริญสันติสุขและมั่นคง โดยเฉพาะอยางยิ่งสํานึกในหน้าที่รับผิดชอบต่อสถาบันหลัก ทั้ง 3 ของประเทศชาติไทยเรา คือ 1. สถาบันชาติ 2 สถาบันพระพุทธศาสนา 3. สถาบันพระมหากษัตริย เพราะสถาบันหลักทั้ง 3 นี้หากสถาบันใดคลอนแคลน ไมมั่นคง ไมวาจะเป็นเพราะถูกศัตรู ภายใน และ/หรือ ศัตรูจากภายนอกรุกราน ยอมกระทบกระเทือนถึงสถาบันหลักอื่นๆ ของชาติไทยเราให้พลอย คลอนแคลนอ่อนแอไปดวย ผูนําที่ดี จึงย่อมต่องสำเหนียก และจักต้องมีความสำนึก ในหน้าที่ความรับผิดชอบ ตอสถาบันหลักทั้ง 3 นี้ อย่างจริงใจ และจะต้องรีบช่วยกันดำเนินการ ให้ความคุ้มครอง ปองกัน แก้ไข บํารุงรักษา อยางเขมแข็งจริงจัง และต่อเนื่อง ให้เกิดความเจริญ และความสนติสุขอย่างมั่นคงให้ได้ 7. มีความมั่นใจตนเอง (Self Confidence) สูง นี้หมายถึง มีความมั่นใจโดยธรรม คือ มีความ มั่นใจในความรู้ความสามารถ สติปญญาและวิสัยท์ศน์และทั้งคุณธรรม คือ ความเป็นผูมีศีลมีธรรม อันตน ไดศึกษาอบรมมาดีแลว มิใชมีความมั่นใจอย่างผิดๆ ลอยๆ อย่างหลงตัวหลงตน ทั้งๆ ที่แท้จริง ตนเองหาไดมี คุณสมบัติและคุณธรรมดูสมจริงไม่ และจักต้องรูจักแสดงความมีน้ำใจ ในเวลา คิด พูด ทํา ใหเหมาะสมกับ กาละเทศะ บุคคล สถานที่และประชุมด้วย 8. เป็นผู้ประกอบด้วย “หลักธรรมาภิบาล” คือ คุณธรรมของนักปกครอง นักบริหารที่ดี (Good Governance) คือ 1.1 หลักความถูกต้อง คือ มีการพิจารณาวินิจฉัยปัญหา การทำการตัดสินใจ (Decision Making) และสั่งการ (Command) ดวยความถูกต้องตามกฎหมายบ้านเมือง และ กฎระเบียบ ข้อบังคับขององค์กรที่ออกตามกฎหมายถูกต้องตามหลักศีลธรรม ธรรมเนียมประเพณีที่ดีของสังคมถูกต้องตาม นโยบายของผูบังคับบัญชาหน่วยเหนือ และถูกต้องตรงประเด็นตามหลักวิชา และไดรับความพึงพอใจจากชนที่ เกี่ยวข้องทุกฝ่าย 1.2 หลักความเหมาะสม คือ รูจักคิด พูด ทํา กิจการงาน และปฏิบัติงานได้ เหมาะสมถูกกาละเทศะ บุคคล สังคม และสถานการณ์กล่าวคือ เป็นผูมีสัปปุริสธรรม คือ คุณธรรม ของสัตบุรุษคือคนดีมีศีลธรรม มี 7 ประการ คือ 1) ธัมมัญญุตา รูจักเหตุได้แก่ ปญญารู้เหตุแห่งทางเจริญ และทางเสื่อม เป็นตน 2) อัตถัญญุตา รูจักผล ได้แก่ ปญญารู้ผล ที่เป็นมาแต่เหตุ หรือปัจจัยให้เกิดผลตางๆ ตามที่เป็นจริง
-35- 3) อัตตัญญุตา รูจักตน คือ รูภูมิธรรม ภูมิปญญา และฐานะของตน ตามที่เปนจริง แล้ววางตนให้เหมาะสมแก่ฐานะ 4) มัตตัญญุตา รูจักประมาณ ปฏิบัติตน วางตนให้เหมาะสมแก่ฐานะ และรูจัก ประมาณในการบริโภคใช้สินทรพยที่มีอยู่ และตามมีตามเกิดได้ 5) กาลญญุตา รูจักกาล คือ รูจักเวลา หรือโอกาสที่สมควร และไม่ควรพูด หรือ กระทำการต่างๆ 6) ปริสัญญุตา รูจักชุมชน วามีอัธยาศัยใจคอ ฐานะความเป็นอยู่ และ ขนบธรรมเนียมประเพณีของหมู่ชนต่างๆ เพื่อใหรูจักวางตัวให้เหมาะสม 7) ปุคลัญญุตา รูจักบุคคล วามีอัธยาศัยใจคอ มีภูมิธรรม ภูมิปญญา และมีฐานะ อย่างไรเพื่อปฏิบัติตน หรือวางตน ให้เหมาะสมตามฐานะของเราและของเขา 2.3 หลักความบริสุทธิ์คือ มีการวินิจฉัย สั่งการ กระทำกิจการงานดวย ความบริสุทธิ์ใจ คือ ดวยเจตนา ความคิดอ่านที่บริสุทธิ์ 2.4 หลักความยุติธรรม คือ มีการวินิจฉัย สั่งการ และปฏิบัติตอผู้อยู่ใต้ ปกครอง และบุคคลที่เกี่ยวข้องดวยความชอบธรรม บนพื้นฐานแห่งหลักธรรม หลักการ เหตุผล และข้อมูลที่ ถูกต้องเชื่อถือได้และตรงประเด็น และด้วยความเที่ยงธรรม คือ ไม่อคติหรือ ลําเอียง ดวยความหลงรัก หลงชัง ด้วยความกลัวเกรง และด้วยความหลง ไมรูจริง คือ ขาดข้อมูลที่ถูกต้อง เชื่อถือได้และสมบูรณ์เป็นเครื่อง ประกอบการวินิจฉัย ตัดสินใจ ให้ความเที่ยงธรรม คุณธรรม – จริยธรรม ตามแนวพระบรมราโชวาท “หลักธรรมมาภิบาล” นี้ เมื่อกระจายเป็นข้อปฏิบัติดี-ปฏิบัติชอบ สําหรับพระราชา มหากษัตริยที่ทรงใช้ปกครอง พระราชอาณาจักร ให้อาณาประชาราษฎร์อยู่เย็นเป็นสุข ชื่อวา “ทศพิธราชธรรม” อันผู้ปกครอง/ผูบริหาร ประเทศชาติทุกระดับ และแมผูบริหารองค์กรอื่นๆ พึงใช้ประกอบการปฏิบัติงานของตน ใหบรรลุความสำเร็จ ตามเป้าหมาย เพื่อประโยชนสุขแก่ประชาชนโดยส่วนรวมได้เป็นอย่างดี“ทศพิธราชธรรม” อันพระบาทสมเด็จ พระเจาอยูหัว ผูทรงคุณอันประเสริฐของเราได้ทรงถือเป็นหลักปฏิบัติในการครองราชอาณาจักร ให้พสนิกรของ พระองค์อยู่เย็นเป็นสุข เปนที่ประจักษ์ตา ประจักษ์ใจแก่ชาวโลกเสมอมานั้น มี 10 ประการ ตามพระพุทธ ภาษิตดังต่อไปนี้คือ 1) ทาน การให้ 2) ศีล การสังวรระวังกายและวาจาให้เรียบร้อยดีไม่มีโทษ 3) ปรัจจาคะ การเสียสละ 4) อาชชวะ ความซื่อตรง 5) มัททวะ ความสุภาพอ่อนโยน 6) ตปะ ความเพียรเพ่งเผากิเลส 7) อักโกธะ ความไมโกรธ 8) อวิหิงสา การไมเบียดเบียนผูอื่น ตลอดทั้งสัตว์ให้ไดทุกข์ยาก 9) ขันติความอดทน 10) อวโรธนะ ความประพฤติปฏิบัติที่ไมผิดทำนองคลองธรรม และดํารง อาการคงที่ ไม่หวั่นไหว ดวยอำนาจยินดียินร้าย การเสริมสร้างคุณธรรม-จริยธรรมสำหรับนักบริหาร นักบริหารที่ดีควรมี หลักธรรมสำหรับพัฒนาตน เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม ได้แก่ 1. ศีล คือ การสำรวมระวัง ความประพฤติปฏิบัติ ทางกาย และทางวาจา ให้เรียบร้อยดีงามไมประพฤติเบียดเบียนตนเองและผูอื่น 2. สมาธิคือการรักษาใจใหผองใสปราศจากกิเลสนิวรณ์แล้วใหตั้งมั่น อยู่ใน อารมณ์เดียว
-36- 3. ปญญา คือ การรอบรู้กองสังขาร รอบรู้สภาวธรรมที่ประกอบด้วย ปจจัย ปรุงแตง (สังขาร) และที่ไม่ประกอบด้วยปัจจัยปรุงแต่ง (สังขาร คือ พระนิพาน) และรู้แจ้งเห็นแจ้งพระอริยสัจ 4 รวมเป็นผูมีปญญาอันเห็นชอบรอบรู้ทางเจริญ ทางเสื่อมแห่งชีวิต ตามที่เป็นจริง ศีล สมาธิและปัญญานี้ รวมเรียกวา ไตรสิกขา คือ หลักธรรมที่ควรศึกษาปฏิบัติ 3 ประการ เวลา 13.00 – 16.00 น. บรรยายโดย รศ.ดร.จินตนา ติยะรังสีสุกูล นักวิชาการอิสระ วิชา การพัฒนาทีมงานและมนุษย์สัมพันธ์ในการทำงานร่วมกันในองค์กร สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการ อบรมดังนี้ เป็นการอบรมแบบ กิจกรรมโอดี ( OD ) เน้นกิจกรรมกลุ่ม การทำข้อตกลงร่วมในสังคม บทบาท ในสังคม รวมทั้งผู้ที่เป็นผู้กำหนดกติกาในสังคม ที่ทำงาน โดยกำหนดมีเนื้อหาดังนี้ บุคคลที่จะประสบความสำเร็จ ME & WE ต้องมีคุณสมบัติดังนี้ 1. มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน 2. มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ในชีวิตอนาคต 3. มีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาตนเอง 4. มีความเข้าใจธรรมชาติความต้องการของผู้อื่น 5. มีมนุษย์สัมพันธ์การสื่อสารที่ดีกับผู้ร่วมงาน 6. มีความสามารถในการทำงานร่วมกับผู้อื่นได้ดี บุคคลที่จะประสบความสำเร็จ ME & WE เราอาจใช้เงินซื้อร่างกาย ความรู้ ความสามารถ และเวลาในชีวิตของพนักงานได้ แต่เราไม่อาจใช้เงิน ซื้อจิตใจ ความกระตือรือร้นในการทำงาน ความรักใคร่ นับถือศรัธา ขวัญกำลังใจ และความจงรักภักดีของ บุคคล สิ่งต่างๆ เหล่านี้จะได้มาก็โดยคุณงามความดี และสัมพันธภาพที่มอบให้แก่กัน มนุษย์สัมพันธ์ กระบวนการติดต่อสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกระบวนการบริหารงาน เพื่อสร้างความเข้าใจและ มิตรภาพที่ดีต่อกัน ซึ่งส่งผลต่อเป้าหมายที่ต้องการ และนำความพึงพอใจมาสู่ผู้ที่เกี่ยวข้องทุกคนในองค์กรนั้น กระบวนการบริหาร (งาน และ คน) 1. วิธีการดำเนินการอย่างเป็นระบบ 2. ใช้ทรัพยากร (คน) ที่มีอยู่ขององค์กร 3. เพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่ต้องการ เหตุผลการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ ผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี จะสามารถติดต่อสื่อสารพบปะสังสรรค์กับบุคคลทุกประเภทได้ด้วยบรรยากาศที่ ราบรื่น ได้รับการยอมรับจากกลุ่ม หรือบุคคลต่างๆ ได้รับความร่วมมือช่วยเหลือผลักดันให้ภารกิจบรรลุ เป้าหมาย วัตถุประสงค์ที่ต้องการ หรือร่วมมือกันแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ประโยชน์ของมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี 1. เกิดความราบรื่นในการติดต่อระหว่างบุคคลหน่วยงาน 2. เกิดความยินดีพอใจ และความร่วมมือในการทำงาน
-37- 3. เกิดความเชื่อถือรักใคร่ นับถือศรัธาระหว่างกัน 4. เกิดความเข้าใจอันดีระหว่างกัน และความร่วมมือกัน 5. เกิดความสำเร็จในกิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์ร่วมกัน ปัจจัยที่ส่งผลต่อมนุษย์สัมพันธ์ 1. บทบาทหน้าที่และความรับผิดชอบในการปฏิบัติงาน 2. การเข้าใจธรรมชาติของพฤติกรรมบุคคลในองค์กร 3. สถานภาพพื้นฐานส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน 4. รูปแบบการจัดการความขัดแย้งในองค์กร 5. วิธีการติดต่อสื่อสารในเชิงบวกระหว่างบุคคล ***เราทุกคนล้วนมีความแตกต่างกัน แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ การรู้จักนำความแตกต่างที่มีอยู่มาร่วมกัน สร้างคุณค่าเพิ่มให้เกิดขึ้นต่องค์กรของเรา*** ลักษณะลูกน้องที่พึงประสงค์ 1. มีความรู้ความสามารถในการปฏิบัติงาน 2. มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์สูง 3. มีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนางาน 4. มีศรัธาและจริยธรรมในการทำงาน 5. มีระเบียบวินัยควบคุมตนเองได้ดี 6. ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงได้เร็วและดี ลักษณะหัวหน้าที่พึงประสงค์ TEAM DRIVER 1. มีทัศนคติที่ดีต่อการพัฒนาเปลี่ยนแปลง 2. มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีในการบังคับบัญชา 3. มีทักษะติดต่อสื้อสารในเชิงบวก 4. สามารถสร้างทีมงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 5. มีความยุติธรรมต่อผู้ใต้บังคับบัญชา 6. มีความสามารถในการบริหารงาน เพื่อนร่วมงานที่พึงประสงค์ 1. มีความเข้าใจถึงความแตกต่างของมนุษย์ 2. มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีในการปฏิบัติงาน 3. ติดต่อสื่อสารกับผู้อื่นได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4. ทำงานร่วมกับผู้อื่นเป็นทีมได้อย่างต่อเนื่อง 5. มีทักษะการประสานพลังร่วมกับผู้อื่นได้ 6. สามารถจัดการความขัดแย้งได้อย่างเหมาะสม
-38- แนวทางเสริมสร้างมนุษย์สัมพันธ์ในผู้ปฏิบัติงาน (สร้างสัมพันธ์ระหว่างบุคคล) 1. สร้างความรู้สึกที่ดีต่อผู้อื่น - รู้จักเข้าใจ และเห็นใจความรู้สึกของผู้อื่น 2. ใช้การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ - รู้จักสร้างความเข้าใจที่ตรงกัน ฝึกการเป็นผู้พูดและผู้ฟังที่ดี และ ไม่ลืมที่จะใส่ใจในความรู้สึกของผู้ฟังด้วย 3. แสดงความมีน้ำใจ – รู้จักเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ รู้จักการให้และการรับ 4. ให้เกียรติผู้อื่นอย่างจริงใจ - รู้จักยอมรับในความสามารถของผู้อื่น 5. แสดงความชื่นชมให้กำลังใจซึ่งกันและกัน - รู้จักแสดงออกให้เหมาะสมตามวาระโอกาส วิธีการเสริมสร้างมนุษย์สัมพันธ์ 1. มนุษย์สัมพันธ์กับผู้ใต้บังคับบัญชา -รู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง -รู้จักส่งเสริมให้กำลังใจในการทำงาน -รู้จักใช้ศิลปะในการวิพากษ์วิจารณ์ -รู้จักมีศิลปะในการรับฟังความคิดเห็น -รู้จักดูแลรักษาผลประโยชน์ของเขา 2. มนุษย์สัมพันธ์กับผู้บังคับบัญชา - ศึกษาลักษณะนิสัยในการทำงานของผู้บังคับบัญชา - พยายามทำงานให้เต็มความสามารถที่สุด - อย่าก่อเรื่องกวนใจเฝ้าบ่นแต่ความยากลำบากในการทำงาน - ไม่แสดงความคิดเห็นหรือปฏิเสธโดยขาดเหตุผลที่เหมาะสม - ควรดูความพร้อมและโอกาสที่เหมาะสมในการปรึกษาหารือ - ไม่แสดงอารมณ์โกรธเมื่อผู้บังคับบัญชาไม่เห็นด้วย 3. มนุษย์สัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน - ควรเข้าหาก่อนเสมอ ไม่ต้องกลัวเสียฟอร์ม - จริงใจกันในการติดต่อสัมพันธ์กันทุกเรื่อง - อย่าซัดทอดความผิดเพื่อนร่วมงาน ไม่นินทาว่าร้ายลับหลัง - ให้การยกย่องชมเชยตามสมควรแก่เวลาและโอกาส - ไม่อวดทำตัวเหนือกว่าหรือข่มขู่ผู้อื่น - เข้าใจพฤติกรรมที่แตกต่างกันของบุคคล - มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีเสมอต้นเสมอปลาย 4. มนุษย์สัมพันธ์กับบุคคลภายนอก - แสดงความสุภาพเป็นมิตร และให้ความเป็นกันเอง - จดจำข้อมูลรายละเอียดของผู้มาติดต่อ - ตั้งใจฟังโดยสงบ อย่าโต้เถียงหากเกิดข้อขัดแย้งใดๆ ขึ้น - อย่างแสดงท่าทางตำหนิ โดยการนั่งนิ่งเฉยไม่รับรู้ใดๆ - แสดงความจริงใจอยู่เสมอ ตลอดเวลาการสนทนา - สร้างบรรยากาศร่วมกันตริตรองเพื่อแก้ไขปัญหาร่วมกัน
-39- 5. มนุษย์สัมพันธ์กับลูกค้า - ศึกษาเข้าใจความต้องการที่แท้จริงของลูกค้า - ตอบสนองให้ตรงหรือเกินกว่าความคาดหวังของลูกค้า - สนใจเรื่องของลูกค้าไม่ว่าจะใหญ่หรือเล็กก็ตาม - ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาให้แก่ลูกค้าอยู่เสมอ - ใช้ทั้งภาษากายและภาษาใจที่เป็นมิตรกับลูกค้าทุกคน - จงเรียนรู้จากลูกค้าอยู่เสมอ เพราะลูกค้าคือปัจจัยความสำเร็จทางธุรกิจของเรา การสร้างมนุษย์สัมพันธ์ตามแนวคิดพูทธศาสนา 1. ทาน – การแบ่งปัน การช่วยเหลือผู้อื่น 2. ปิยวาจา – เจรจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะรื่นหู สุภาพ มีคำพูดที่เชื่อถือได้ พูดให้เกิดความสามัคคี 3.อัตถจริยา – ร่วมปฏิบัติงานเกื้อกูลต่อกัน ประพฤติตนให้เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น 4.สมานัตตตา – ประพฤติตนเสมอต้นเสมอปลาย ทำตัวของเราให้เข้ากับคนอื่นได้ เหมาะกับ กาละและเทศะ การสื่อความในเชิงบวกเพื่อสร้างมนุษย์สัมพันธ์ที่ดี 1. การสื่อความที่มีประสิทธิภาพ 2. การสื่อความในเชิงบวก 3. การสื่อแบบมนุษย์นิยม ลักษณะของบุคคลที่สื่อความเชิงบวก 1. มีความเชื่อมั่นในตนเองและผู้อื่นสูง 2. มีความเคารพให้เกียรติตนเองและคนรอบข้างสูง 3. มีความคิดสร้างสรรค์และเป็นตัวของตัวเองสูง 4. มีมุมมองต่อสถานการณ์ต่างๆ ที่เป็นโอกาสมากกว่าเป็นอุปสรรคอยู่เสมอ 5. มีจิตสำนึกที่มุ่งมี่นจะพัฒนาสิ่งต่างๆ ให้ดีขึ้นตลอดเวลา บุคคลที่ประสบความสำเร็จในชีวิต 1. มีความรู ้ความสามารถในการปฏิบัติงาน 2. มีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ในชีวิตอนาคต 3. มีความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาตนเอง 4. มีความเข้าใจธรรมชาติความต้องการของผู้อื่น 5. มีมนุษย์สัมพันธ์การสื่อสารที่ดีกับผู้ร่วมงาน 6. ความสามารถในการทํางานร่วมกับผู้อื่นได้ดี เหตุผลการสร้างมนุษย์สัมพันธ์ ผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีจะสามารถพบปะสังสรรค์กับบุคคล ติดต่อสื่อสารด้วยบรรยากาศที่ราบรื่น ได้รับ การยอมรับ หรือบุคคลต่าง ๆ ผลักดันให้ภารกิจที่ต้องการสื่อสาร ทุกคนทุกประเภทได้รับความร่วมมือ ช่วยเหลือบรรลุสู่เป้าหมาย หรือ ที่เกิดขึ้นได้ด้วยจากกลุ่มตามวัตถุประสงค์ร่วมมือกันแก้ไขปัญหาอย่างมี ประสิทธิภาพ
-40- 8 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์พิเศษ ดร.พิสิฐ โอ่งเจริญ ผู้ทรงคุณวุฒิประเมินสมรรถนะ ที่สำนักงานการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัดกาฬสินธุ์ วิชา การบริหารความขัดแย้ง (Conflict Management) ความขัดแย้ง หมายถึง การที่แต่ละฝ่ายไปด้วยกันไม่ได้ในเรื่องใดเรื่องเกี่ยวกับความต้องการ เป็นความรู้สึกหรือปฏิกริยาของบุคคลหรือกลุ่มคนที่มีความคิดเห็น ค่านิยมและเป้าหมายไม่เป็นไปในทาง เดียวกัน รวมทั้งเพื่อทรัพยากรที่มีอยู่จำกัด หรือการที่ฝ่ายหนึ่งรุกล้ำ หรือขัดขวางการกระทำอีกฝ่ายหนึ่งเพื่อให้ เป้าหมายของตนบรรลุผล ความขัดแย้งอาจเกี่ยวกับความไม่สามารถตัดสินใจกระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือเป็น เพราะอยากทำทั้งสองสิ่งในเวลาเดียวกัน ธรรมชาติของความขัดแย้ง ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่ไม่สามารถ จัดการได้ ความขัดแย้งจะเกิดขึ้นจากการขาดแคลนทรัพยากรธรรมชาติเมื่อบุคคลหรือกลุ่มคนแสวงหาทาง ที่จะควบคุมกิจการงาน หรืออำนาจบุคคลหรือกลุ่มบุคคล ไม่สามารถที่จะตกลงกันได้ เกี่ยวกับเป้าหมายหรือ วิธีการในการทำงาน ประเภทของความขัดแย้ง มี 2 ประการ คือ ความขัดแย้งของบุคคล และความขัดแย้งของอค์กร ผลของความขัดแย้งยังสามารถจะเป็นได้ทั้งประโยชน์และผลเสียต่อองค์กร การจัดการความขัดแย้ง จึงควรเป็นไปในทางที่จะทำให้ได้ผลตามมาให้เป็นประโยชน์ต่อองค์กรมากที่สุด โดยปราศจากการเป็นเป็นศรัตรูกัน ของกลุ่มที่ขัดแย้ง และพฤติกรรมการทำลาย หลักการสำคัญเกี่ยวกับการบริหารความขัดแย้ง คือ การหลบหลีกความขัดแย้ง การให้ความช่วยเหลือ การแข่งขัน และการให้ความร่วมมือ ข้อเสนอแนะ ข้อคิดและคำคมที่วิทยากรได้นำเสนอไว้ และกินใจก็คือ “จะปลูกพืช ต้องเตรียมดิน จะกิน ต้องเตรียมอาหาร จะพัฒนาการ ต้องเตรียมประชาชน จะพัฒนาคน ต้องพัฒนาจิตใจ จะพัฒนาใครเขา ต้องพัฒนาตัวเราก่อน ผ่อนปรนชีวิต มุ่งสู่การพัฒนาสิ่งแวดล้อม น้อมนำสู่การพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียง คุณภาพชีวิตคือเป้าหมายสูงสุด” - อย่าฝากชีวิตไว้กับเพื่อนที่ชื่อ “โชคชะตา” ให้ฝากกับสหายที่ชื่อ “สติปัญญา” - เกิดเป็นเสือ ไม่ต้องขู่ก็ดูเกรง เกิดเป็นสิงห์ ไม่ต้องเบ่งก็เก่งกล้า เกิดเป็นหงส์ ไม่ต้องบินก็สง่า งามตา เกิดเป็นคนดี แบบธรรมดา ไม่ต้องรวยล้นฟ้า ก็มีค่า และดูดี
-41- เวลา 13.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย นายสุรศักด์ แป้นงาม หัวหน้ากลุ่มพัฒนาระบบและงบประมาณและพัสดุ สำนัก บริหารงานคลังท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วิชา การจัดระบบงบประมาณและการจัดทำข้อบัญญัติงบประมาณ สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ ข้อบัญญัติงบประมาณรายจ่าย ประกอบด้วย 1. ประมาณการรายรับ คือ รายได้จัดเก็บเอง รายได้จากภาษีจัดสรร รายได้จากเงินอุดหนุน ทั่วไป และรายได้อื่นๆ 2. ประมาณการรายจ่าย คือ อยู่ในอำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย ระเบียบหนังสือ กระทรวงมหาดไทย ใช้แผนพัฒนาท้องถิ่น และการจำแนกตามรูปแบบงบประมาณ - อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย/อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายอื่น - ระเบียบที่เชื่อมโยงกับงบประมาณ - โครงการที่ต้องนำมาบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่น/โครงการที่ไม่ต้องนำมาบรรจุในแผนพัฒนา ท้องถิ่น อำนาจหน้าที่ตามกฎหมาย 1. พ.ร.บ.องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ.2540 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2562 2. กฎกระทรวง ตาม พ.ร.บ. องค์การบริหารส่วนจังหวัด พ.ศ. 2540 3.ประกาศคณะกรรมการการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. เรื่อง กำหนดอำนาจและหน้าที่ในการ จัดระบบบริการสาธารณะของ อบจ ลงวันที่ 13 สิงหาคม 2546 4. พ.ร.บ. เทศบาล พ.ศ. 2596 และแก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 14) พ.ศ.2562 5. พ.ร.บ. สภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล พ.ศ.2537 และแก้ไขเพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 7) พ.ศ. 2562 6. พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 7. พ.ร.บ.สาธารณสุข พ.ศ. 2535 8. พ.ร.บ.โรคพิษสุนัขบ้า 9. พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2523 10. พ.ร.บ. ป้องกันและเบาเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 11. พ.ร.บ. ผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 12. พ.ร.บ. สงฆ์ 13. พ.ร.บ. การศึกษา ระเบียบที่เชื่อมโยงกับงบประมาณ 1.ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของ อปท. พ.ศ.2542 ข้อ 6 ค่าใช้จ่ายในการปฏิบัติราชการในเรื่องใดที่กระทรวงมหาดไทยยังไม่ได้กำหนดไว้ ให้ใช้ ระเบียบ คำสั่ง หนังสือสั่งการของกระทรวงการคลังโดยอนุโลม 2.ระเบียบแผน ข้อ 25 ให้ใช้แผนเป็นกรอบในการจัดทำงบประมาณ 3.ระเบียบงบประมาณ ข้อ 22 ให้ใช้แผนเป็นแนวทางในการจัดทำ
-42- โครงการที่ต้องนำมาบรรจุในแผนพัฒนาพัฒนาท้องถิ่น 1. ครุภัณฑ์ที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ที่ต้องนำมาบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่น ให้จัดทำเฉพาะครุภัณฑ์ที่ดินและ สิ่งก่อสร้าง 2. โครงการพัฒนาที่ดำเนินการจัดทำบริการสารณะและกิจกรรมสาธารณะ เพื่อประชาชนได้ใช้/ รับประโยชน์จากครุภัณฑ์ที่ดินและสิ่งก่อสร้างนั้น 3. เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หนังสือกระทรวงมหาดไทยด่วนที่สุด ที่ มท 0810.3/ว2931 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 โครงการที่ไม่ต้องนำมาบรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่น 1. หมวดเงินเดือนและค่าจ้างประจำ หมวดค่าจ้างชั่วคราว 2. หมวดค่าสาธารณูปโภค หมวดรายจ่ายอื่น 3. หมวดค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุ ยกเว้น ประเภทรายจ่ายอื่นเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่น ๆ เฉพาะการจัดกิจกรรมสาธารณะ (หนังสือ มท ด่วนที่สุด ที่ มท 0810.3/ว 6086 ลงวันที่19 สิงหาคม 2565 และหนังสือ ที่ มท. ด่วน ที่สุด ที่ มท 0810.3/ว7467 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2563) แนวทางการดำเนินการแผนพัฒนาท้องถิ่น (หนังสือ ที่ มื.ด่วนที่สุด ที่ มท 0810.3/ว 3867 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2564) โครงการดังต่อไปนี้ ไม่ต้องจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น 1.กรณีเกิดสาธารณภัย ตาม พ.ร.บ.ป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ.2550 2.การดำเนินการป้องกันเหตุที่จะเกิด ตาม พ.ร.บ.โรคติดต่อ พ.ศ.2558 3.เหตุฉุกเฉินที่ไม่สามารถป้องกันได้ 4.มีเหตุจำเป็นเร่งด่วน หากไม่ดำเนินการแก้ไขจะก่อให้เกิดความเสียหายต่อราชการหรือประชาชน กรณีไม่ต้องแก้ไข หรือเปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมแผนพัฒนาท้องถิ่น 1.เมื่อใช้แผนพัฒนาท้องถิ่นเป็นกรอบในการจัดทำงบประมาณแล้ว 2.เมื่อสภาท้องถิ่นให้ความเห็นชอบวิธีการงบประมาณแล้ว 3.ต่อมาภายหลังเกณฑ์ราคากลาง หรือบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์หรือราคากลางโครงสร้างพื้นฐาน มีคุณลักษณะมาตรฐานราคาปรับเปลี่ยนไปหรือเพื่อให้เป็นไปตาม พรบ. จัดซื้อจัดจ้าง 4.ให้ดำเนินการตามวิธีการงบประมาณ หนังสือ กท.ที่ มท 0810.3/ว6732 ลงวันที่ 6 พฤศจิกายน 2562 หนังสือ กท. ที่ มท 0810.3/ว 3867 ลงวันที่ 6 กรกฎาคม 2564 การเขียนคำชี้แจงโครงการหรือครุภัณฑ์ ที่ดินสิ่งก่อสร้าง 1. ต้องระบุ ชื่อโครงการ หรือชนิดครุภัณฑ์ หรือที่ดินสิ่งก่อสร้าง 2. ต้องระบุ เพื่อจ่ายเป็นค่า 3. ต้องระบุ รายการกิจกรรม หรือคุณลักษณะ 4. อ้างฐานอำนาจที่มาตั้งงบประมาณ (กฏหมาย หรือระเบียบ หนังสือสั่งการ) 5. อ้างแผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ.2566-2570 (กรณีมีในแผนฯ) 6. อ้างหนังสือกระทรวงมหาดไทยด่วนที่สุด ที่ มท 0810.3-/ว 7463 ลงวันที่ 14 ธันวาคม 2563 (กรณีไม่มีในแผนที่ไม่ใช่งบลงทุน)
-43- 7. อ้าง หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0801.3/ว 2931 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 (กรณีไม่มีในแผนที่เป็นงบลงทุน) 8. อ้าง หนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0808.2/ว 1989 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2552 (ประกอบหนังสือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ที่ มท 0808.2/ว 1095 ลงวันที่ 18 พฤษภาคม 2564 กรณีตั้งงบประมาณไม่มีอยู่ในบัญชีหรือออกนอกบัญชีราคามาตรฐาน) ระเบียบที่เขื่อมโยงกับงบประมาณ 1. พรบ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ มาตร 97 วรรค 3 การแก้ไขสัญญาหรือ ข้อตกลงจะต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวิธีการงบประมาณ หากมีความจำเป็นต้องเพิ่ม หรือ ลดวงเงิน หรือ เพิ่ม หรือ ลดระยะเวลาส่งมอบ ลดระยะเวลาในการทำงาน 2. ระเบียบงบประมาณ ข้ 31 การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำชี้แจง งบประมาณรายจ่ายที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้แล้ว หากมิได้เพิ่มวงเงินให้เป็นอำนาจอนุมัติของผู้บริหารท้องถิ่น ระเบียบเบิกจ่าย ข้อ 39 การขอเบิกเงินตามงบประมาณปีใด ให้เบิกจ่ายได้เฉพาะปีงบประมาณนั้น ข้อ 56 ค่าใช้จ่ายที่เป็นรายจ่ายประจำปีที่เกิดขึ้นในปีใด ให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายในปีนั้น ข้อ 57 กรณีก่อหนี้ผู้พันไว้ก่อนสิ้นปี หากเบิกเงินไม่ทัน ให้นายกฯ กันเงินไว้เบิกในปีถัดไป ข้อ 59 หมวดค่าครุภัณฑ์ที่ดินสิ่งก่อสร้าง ยังมิได้ก่อหนี้ ให้กันเงินต่อสภาท้องถิ่น หนังสือกระทรวงมหาดไทย 1. หนังสือแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2. หนังสือหลักเกณฑ์การเขียนคำชี้แจงงบประมาณรายจ่าย 3. หนังสือรายการใดอยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่น 4. หนังสือจำแนกงบประมาณรายจ่าย 5. บัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ 6. หลักเกณฑ์และอัตราค่าใช้จ่ายประกอบงบประมาณ 7. หนังสือต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง 8. การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์งบประมาณในเวปไซต์ ขั้นตอนการจัดทำงบประมาณ พ.ศ.2565 กรณีแบบ งป.1 งป.2 งป.3 1. เจ้าหน้าที่งบประมาณ แจ้งแบบให้สำนัก/กอง ดำเนินการ แบบ งป.1 สรุปคำของบประมาณตามแผนงาน แบบ งป.2 คำของบประมาณรายจ่ายของสานัก/กอง แบบ งป.3 คำของบประมาณรายจ่าย (กรณีโครงการ) 2. สำนัก/กอง พิจารณาดำเนินการ แบบ งป.1ใช้กรณีให้สำนัก/กอง สรุปยอดจำนวนเงินคำของบประมาณรายจ่ายแยกเป็นแผนงานและงาน แบบ งป.2 ใช้กรณี -ให้สำนัก/กองระบุคำของบประมาณรายจ่ายตามงบรายจ่ายโดยแยกเป็นงานต่าง ๆ ภายใต้แต่ละ แผนงาน -ให้ระบุคำของบประมาณรายจ่ายตามงบรายจ่ายโดยแยกเป็นงานต่าง ๆ ภายใต้แต่ละแผนงาน
-44- - คำของบประมาณรายจ่ายตามงบต่าง ๆ ให้ระบุถึงความสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติยุทธศาสตร์ จังหวัด แผนพัฒนาท้องถิ่น (ถ้ามี) แบบ งป.3 ใช้กรณี ให้สำนัก/กอง จัดทำคำของบประมาณรายจ่ายที่มีลักษณะเขียนเป็นโครงการ โดยที่ยังไม่ต้อง เสนอผู้บริหารท้องถิ่นเห็นชอบหรืออนุมัติ -รายจ่ายที่มีลักษณะเขียนเป็นโครงการ ให้ระบุถึงความสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติ ยุทธศาสตร์ จังหวัด แผนพัฒนาท้องถิ่น (ถ้ามี) งบลงทุนที่ไม่ต้องจัดทำโครงการ แต่ให้นำโครงการที่บรรจุในแผนพัฒนาท้องถิ่นมาเสนอ เพื่อประกอบการพิจารณา - โครงการเสนอขอรับเงินอุดหนุน ไม่ต้องจัดทำโครงการตามแบบ งป.3 แต่ให้นำโครงการ ดังกล่าวไปดำเนินการตามแบบ งป.1 และ งป.2 - หัวหน้าหน่วยงานเป็นผู้ลงนามใน งป.1 งป.2 3. หัวหน้าสำนัก/กอง เป็นผู้ลงนามในแบบ งป.1 งป.2 งป.3 และอาจปรับพิจารณาเพิ่มรายละเอียดแบบ ดังกล่าวตามความเหมาะสม แต่ต้องมีเนื้อหาตามแบบเป็นหลัก 4. เจ้าหน้าที่นำแบบ งป. งป.2 และงป.3 มาพิจารณา ตรวจสอบวิเคราะห์และแก้ไขงบประมาณด้าน รายจ่ายประกอบการด้านรายรับเสนอผู้บริหารท้องถิ่น 5. ผู้บริหารท้องถิ่น บริหารเงินงบประมาณรายจ่ายเสนอผู้บริหารท้องถิ่นอีกครั้งหนึ่ง 6. ผู้บริหารท้องถิ่นนำร่างงบประมาณรายจ่ายประจำปี พ.ศ.2567 เสนอต่อสภาท้องถิ่นภายในวันที่ 15 สิงหาคม การเลือกใช้แผนงาน กรณีเงินเดือนและประโยชน์ตอบแทนอื่น -แต่ละแผนงาน -แต่ละงาน - งานบริหารงานบุคคล การเลือกใช้แผนงานกรณีก่อสร้างซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุงรื้อถอน - แผนงานอุตสาหกรรมและการโยธา งานก่อสร้าง - แผนงานเคหะและชุมชน งานสวนสาธารณะ - แผนงานเคหะและชุมชน งานบำบัดน้ำเสีย - แผนงานการเกษตร งานสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรธรรมชาติ - แผนงานการพาณิชย์ งาน....(ที่เกี่ยวข้อง) แนวทางการจัดทำงบประมาณปี 2567 (ตามหนังสือด่วนที่สุด ที่ มท 0808.2/ว 5147 ลงวันที่ 9 มิถุนายน 2566) - ประมาณการรายรับทั้งปีให้ครบทุกหมวดรายรับ -รายได้จัดเก็บเอง ภาษีจัดสรร ให้ประมาณการใกล้เคียงกับปีที่ผ่านมาหรือเป็นไปตามที่ กฎหมายที่เกี่ยวกับรายได้ของ อปท.กำหนด - เงินอุดหนุนทั่วไป ที่ตั้งงบประมาณปี 2567 ให้ประมาณการใกล้เคียงยอดวงเงินรวมที่ได้รับ ในปีงบประมาณ 2566
-45- รายการเงินอุดหนุนทั่วไป ปี 2567 ที่นำมาตั้งงบประมาณ 1. ดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ภารกิจถ่ายโอน 2. สนับสนุนอาหารเสริม (นม) (ป1 - ป6 คนละ 7.51 ) 3. สนับสนุนอาหารกลางวัน (ป.1 - ป.6) - เด็ก 1 – 40 คน คนละ 36 บาท - เด็ก 41-100 คน คนละ 27 บาท - เด็ก 101 – 120 คน คนละ 24 บาท - เด็ก 121 คน ขึ้นไป คนละ 22 บาท 4. การจัดการศึกษาภาคบังคับ (เงินเดือนครูและค่าจ้างประจำ) 5. การจัดการศึกษาตั้งแต่อนุบาลจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน 6. สนับสนุนศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 7. ส่งเสริมศักยภาพการจัดการศึกษาท้องถิ่น 8. ส่งเสริมศักยภาพการจัดการศึกษาท้องถิ่น (ค่าปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน) 9. สนับสนุนการจัดการศึกษาแก่เด็กด้อยโอกาส 10.สนับสนุนการพัฒนาคุณภาพการให้บริการด้านสาธารณสุขของสถานีอนามัยที่ถ่ายโอนให้แก่ อปท. 11.สำหรับสนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 12.สำหรับสนับสนุนการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพคนพิการ 13.สำหรับสนนับสนุนเบี้ยยังชีพผู้ป่วยเอดส์ 14.สนับสนุนการบริหารสานามกีฬาถ่ายโอน 15.ค่าตอบแทนพิเศษรายเดือนให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของ อปท. ส่วนท้องถิ่น ในพื้นที่จังหวัด ชายแดนภาคใต้ 16.เงินอุดหนุนสำหรับชดเชยรายได้ที่ลดลงจากเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ 5 จังหวัดชายแดน ภาคใต้ 17.สนับสนุนการจัดการศึกษาของ อปท. ในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ 18.สำหรับสวัสดิการครูชายแดนใต้ 19.สำหรับงานของสถานีสูบน้ำด้วยไฟฟ้า 20.การดำเนินงานตามแนวทางโครงการพระราชดำริด้านสาธารณสุข 21.สำรวจข้อมูลจำนวนสัตว์และขึ้นทะเบียนสัตว์ ตามโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษ สุนัขบ้า ตามปณิธาน ศาสตรจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน์ วรขัตติยราชนารี 22.ขับเคลื่อนโครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัย จากโรคพิษสุนัขบ้า ตามปณิธาน ศาสตรจารย์ ดร.สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณ์ณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน์ วรขัตติยราชนารี 23.เงินอุดหนุนทั่วไป อื่นๆ (ถ้ามี) เงินอุดหนุนทั่วไป ที่ไม่ต้องตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี 1. สำหรับสนุนการถ่ายโอนบุคลากร 2. สำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (การศึกษาของบุตร) 3. สำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าเช่าบ้าน) 4. สำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (ค่าบำเหน็จ บำนาญ) 5. สำหรับสนับสนุนค่าใช้จ่ายเพื่อการรักษาพยาลายของข้าราชการ พนักงานส่วนท้องถิ่นและลูกจ้าง
-46- รายการที่ไม่ต้องนำมาคำนวณร้อยละ 40 ตามมาตรา 35 1. เงินอุดหนุนสำหรับการจัดการศึกษาภาคบังคับ (เงินเดือนครูและค่าจ้างประจำ) 2. เงินอุดหนุนสำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (เงินเดือนสำหรับพนักงานครู) เงินวิทยฐานะ เงินค่าตอบแทนรายเดือน เงินประกันสังคม เงินเพิ่มค่าครองชีพสำหรับพนักงานจ้างและ ค่าสวัสดิการสำหรับหัวหน้าศูนย์ผู้ดูและเด็กในจังหวัดชายแดนภาคใต้) 3. ค่าตอบแทนพิเศษรายเดือน ให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานของ อปท.ท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดน ภาคใต้ 4. เงินอุดหนุนอื่นใดที่รัฐจัดสรรเป็นเงินเดือน ค่าจ้าง เงินเพิ่มที่เกี่ยวกับเงินเดือน หรือเงินค่าจ้าง หมวดค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่นๆ เงินที่ อปท.เบิกจ่ายโอนเข้าบัญชีสถานศึกษา โครงการสนับสนุนค่าใช้จ่ายการบริหารสถานศึกษา 1. อาหารกลางวัน 2. เงินรายหัวนักเรียน 3. เงินพัฒนาการจัดการศึกษา 4. เงินอื่นที่ อปท. ให้สถานศึกษาตามข้อ 6 (1) (ระเบียบ กท.ว่าด้วยรายได้และการจ่ายเงินของถานศึกษาสังกัด อปท. พ.ศ.2562 ข้อ 10) ข้อ 6 เงินรายได้สถานศึกษาประกอบด้วย (1) เงินที่ได้จากการที่ อปท.ส่วนท้องถิ่นตั้งงบประมาณให้สถานศึกษา (ก) เงินที่ อปท.ได้รับจากการจัดสรรเงินอุดหนุนทั่วไป และตั้งงบประมาณให้สถานศึกษาเป็น ค่าอาหารกลางวัน เงินรายหัวนักเรียน และเงินพัฒนาการจัดการศึกษา (ข) เงินที่ อปท. ตั้งงบประมาณให้สถานศึกษาเป็นค่าอาหารกลางวัน เงินรายหัวนักเรียน และเงิน พัฒนการจัดการศึกษา และเงินค่าใช้จ่ายอื่นที่กำหนดไว้ตามระเบียบนี้ - เงินรายหัวนักเรียน หมายความถึง เงินค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียนการสอนและการบริหาร ทั่วไปของสถานศึกษา ได้แก่ ค่าสื่อ และอุปกรณ์การเรียนการสอน ค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุ ที่ได้รับการ จัดสรรเป็นเงินอุดหนุนทั่วไป และหมายความรวมถึงเงินที่ อปท.ตั้งงบประมาณให้สถานศึกษาเพื่อเป็นค่าใช้จ่าย ตามรายการที่กำหนดไว้ตามระเบียบนี้ - เงินพัฒนาการจัดการศึกษา หมายความถึง เงินอุดหนุนด้านการศึกษา ที่ อปท.ได้รับ ได้แก่ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้ ค่าใช้จ่ายในด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร เพื่อการเรียนรู้ ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาระบบเครือข่าย การศึกษาสื่อสารเรียนรู้ ค่าอุปกรณ์การศึกษา ค่ากิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ค่าเครื่องแบบนักเรียน ค่าหนังสือเรียน ค่าปัจจัยพื้นฐานสำหรับนักเรียนยากจน ค่าใช้จ่ายในการพัฒนาบุคลากรทางการศึกษา ค่าใช้จ่ายในการบริหารการศึกษา โดยใช้โรงเรียนเป็นฐานในการ พัฒนาท้องถิ่น หรือเงินอื่นๆ ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประสงค์ที่จะเบิกหักส่งเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารของ สถานศึกษาเป็นค่าพัฒนาการจัดการศึกษา เป็นต้น (หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0816.2/ว 2786 ลงวันที่ 8 พฤษภาคม 2562)
-47- การเสนองบประมาณต่อสภาท้องถิ่น 1. เสนอต่อสภาภายในวันที่ 15 สิงหาคม 2. กรณีเสนอไม่ทันให้ขอขยายเวลาต่อประธานสภา 3. มีเอกสารประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการก่อสร้างอีกหนึ่งเล่มนอกเหนือจากข้อบัญญัติ/ เทศบัญญัติ โครงสร้างรายได้ท้องถิ่น ประกอบด้วย 1. รายได้ท้องถิ่นจัดเก็บเอง 2. รายได้ที่รัฐจัดเก็บแล้วจัดสรรหรือแบ่งให้ 3. เงินอุดหนุนจากรัฐ และการถ่ายโอนภารกิจ 4. รายได้อื่นๆ พรบ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ใช้ข้อดังต่อไปนี้ มาตรา 4 หน่วยงานของรัฐ หมายถึง อปท. มาตรา 16 ให้หน่วยงานของรัฐ นำแผนการคลังระยะปานกลางที่ ครม.ให้ความเห็นชอบแล้วมาใช้ ประกอบการพิจารณาทำงบประมาณ มาตรา 81 ให้คณะกรรมการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลางให้แล้วเสร็จภายใน 90 วัน นับแต่วันที่ พรบ.นี้ใช้บังคับ (20 เมษายน 2561) มาตรา 20 การตั้งงบประมาณรายจ่ายประจำปี ต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ (1)งบประมาณรายจ่ายลงทุนต้องมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของงบประมาณรายจ่าย ประจำปี และต้องไม่น้อยกว่าวงเงินส่วนที่ขาดดุลของงบประมาณประจำปีนั้น มาตรา 11 ให้ คกก.นโยบายการเงินการคลังของรัฐมีหน้าที่ และอำนาจดังต่อไปนี้ (4) กำหนดสัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉินหรือ จำเป็น สัดส่วนการก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายข้ามปีงบประมาณ ประกาศคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐเรื่อง กำหนดสัดส่วนต่างๆ เพื่อเป็น กรอบวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 ลงวันที่ 7 มิถุนายน 2561 1. สัดส่วนงบประมาณรายจ่ายงบกลาง รายการเงินสำรองจ่ายเพื่อกรณีฉุกเฉิน หรือจำเป็น ต้องตั้ง ไม่น้อยกว่าร้อยละสอง (2%) แต่ไม่เกินร้อยละสามจุดห้า (3.5%) ของงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2. สัดส่วนการก่อหนี้ผู้พัน งบประมาณรายจ่ายข้ามปีงบประมาณ ต้องไม่เกินร้อยละสิบ ของ งบประมาณรายจ่ายประจำปี พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ.2561 มาตรา 65 การจัดทำงบประมาณของ อปท. ต้องทำอย่างโปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยต้อง พิจารณาผลสัมฤทธิ์ ความคุ้มค่า ประหยัด และภาระทางการคลังที่จะเกิดขึ้นในอนาคต มาตรา 66 การจัดทำงบประมาณประจำปี อปท. ให้พิจารณาฐานะการคลังของ อปท. ความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายเงินงบประมาณ การจัดเก็บรายได้ ในปีงบประมาณนั้น โดยให้ปฏิบัติตามกฎหมายว่า ด้วยการจัดตั้ง อปท. และ พรบ.นี้
-48- พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน พ.ศ.2561 มาตรา 97 เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใด มีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของ รัฐจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย ให้เสนอผู้ว่าการเสนอต่อคณะกรรมการให้ลงโทษทางปกครองผู้นั้น มาตรา 98 โทษทางปกครอง มีดังต่อไปนี้ 1. ภาคฑัณฑ์ 2. ตำหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน 3. ปรับทางปกครอง (ลงโทษปรับเป็นเงินเกิดนเงินเดือนสิบสองเดือน ของผู้ถูกลงโทษมิได้) พระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 มาตรา 4 ราคากลาง หมายถึง ราคาเพื่อใช้เป็นฐานสำหรับเปรียบเทียบราคาที่ผู้อื่นเสนอไว้ซึ่ง สามารถจัดซื้อจัดจ้างได้จริงตามลำดับ ดังต่อไปนี้ 1.ราคาที่ได้มาจากการคำนวณตามหลักเกณฑ์ที่คณะกรรมการราคากลางกำหนด 2.ราคาที่ได้มาจากฐานข้อมูลราคาอ้างอิงของพัสดุที่กรมบัญชีกลางจัดทำ 3.ราคามาตรฐานที่สำนักงบประมาณหรือหน่วยงานกลางอื่นกำหนด 4.ราคาที่ได้มาจากการสืบราคาจากท้องตลาด 5.ราคาที่เคยซื้อหรือจ้างครั้งหลังสุดภายในระยะเวลา 2 ปีงบประมาณ 6.ราคาอื่นใดตามหลักเกณฑ์ วิธีการ หรือแนวทางปฏิบัติของหน่วยงานของรัฐนั้นๆ งานก่อสร้างตามาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติการจัดซื้อจัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐ พ.ศ.2560 การซ่อมแซม ต่อเติม ปรับปรุง รื้อถอน (หนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 259 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2561 การซ่อมแซม หมายถึง การซ่อม การดำเนินการ และหรือการเปลี่ยนแปลงส่วนประกอบดันเป็น โครงสร้างของสิ่งก่อสร้างหรือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดหรือบางส่วน ให้คงสภาพและหรือใช้งานได้ตามปกติดังเดิม การปรับปรุง หมายถึง การแก้ไข การกระทำ และหรือการดำเนินการอื่นใด อันเป็นโครงสร้างของ สิ่งก่อสร้างหรือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดหรือบางส่วน ซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้มีสภาพที่ดียิ่งขึ้น การต่อเติม หมายถึง การดัดแปลง เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติม ลด หรือขยาย ซึ่งลักษณะขอบเขต แบบ รูปทรง สัดส่วน น้ำหนัก เนื้อที่ของโครงสร้าง หรือส่วนต่างๆ ของสิ่งก่อสร้างซึ่งได้ก่อสร้างไว้แล้วให้ผิดไปจาก เดิม แต่มิใช่เป็นกรณีของการซ่อมแซม การรื้อถอน หมายถึง การรื้อหรือการดำเนินการอื่นใด เพื่อนำส่วนประกอบอันเป็นโครงสร้างของ สิ่งก่อสร้างหรือสิ่งก่อสร้างทั้งหมดหรือบางส่วนออกไป การตั้งงบประมาณในลักษณะอื่นหรือลักษณะก่อสร้าง - หากการดำเนินการดังกล่าว ไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้างหลัก หรือไม่มีผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือ ไม่มีความจำเป็นต้องมีการควบคุมดูและการปฏิบัติงานตลอดระยะเวลาดำเนินการ หน่วยงานของรัฐ สามารถดำเนินการจัดจ้างในลักษณะอื่นที่มิใช่งานก่อสร้างได้
-49- - หากการดำเนินการดังกล่าว มีผลกระทบต่อโครงสร้างหลัก หรือมีผลกระทบต่อความปลอดภัย หรือ มีความจำเป็นจะต้องมีการควบคุมดูแลการปฏิบัติงานตลอดระยะเวลาดำเนินการ หน่วยงานของรัฐสามารถ ดำเนินการจัดจ้างในลักษณะงานก่อสร้าง (หนังสือคณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการบริหารพัสดุภาครัฐด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 259 ลงวันที่ 4 มิถุนายน 2561) การตั้งงบประมาณจ้างออกแบบ งบดำเนินงาน ค่าใช้สอย ประเภท รายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการ (หนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนมาก ที่ มท 0802.2/ว 1059 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2564) กฎกระทรวง กำหนดอัตราค่าจ้างผู้ให้บริการงานจ้างออกแบบหรือควบคุมงานก่อสร้าง พ.ศ.2562 ลงวันที่ 15 กรกฎาคม 2562 ประเภทงานถนน รายการออกแบบ ขนาดโครงการไม่เกิน 100 ล้านบาท อัตราไม่เกินร้อยละ 3 หนังสือกระทรวงการคลังด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ.) 0405.2/ว 110 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2561 ให้กำหนดเงื่อนไขและหลักเกณฑ์สัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่าK) ไว้ในประกาศ เอกสารเชิญชวน และ หนังสือเชิญชวนรวมระบุไว้ในสัญญาจ้างก่อสร้าง เพิ่มเติม ในแบบสัญญาจ้างก่อสร้างที่คณะกรรมการนโยบาย การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐกำหนด เงินชดเชยสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) - แผนงานอุตสาหกรรมและการโยธา - งานก่อสร้าง - งบลงทุน ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง - ประเภท ค่าชดเชยสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่าK) เพื่อเป็นค่าชดเชยกรณีเงินชดเชยสัญญาแบบปรับราคาได้ (ค่า K) - ฐานอำนาจ หนังสือกระทรวงการคลัง ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ.) 0405.2/ว 110 ลงวันที่ 5 มีนาคม 2561 - ไม่อยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่น ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ด่วนที่สุด ที่ มท 0810.3/ว 2931 ลงวันที่ 15 พฤษภาคม 2562 การตั้งงบประมาณรายจ่ายที่กำหนดร้อยละ 1. เงินเดือนประโยชน์ตอบแทนอื่น ไม่เกินร้อยละ 40 2. การจัดงานและแข่งขันกีฬา อบจ. 10 เทศบาล/อบต. 5 3. การอุดหนุนเงินให้หน่วยงานอื่น อบจ. ร้อยละ 10 เทศบาลนคร ร้อยละ 2 เทศบาลเมือง/เทศบาลตำบล ร้อยละ 3 อบต. ร้อยละ 5 4. โบนัส งบลงทุนต้องไม่น้อยกว่าร้อยละ 10 5. ศึกษาดูงานร้อยละ 2/2.5/3 (หนังสือ กระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0808.2/3446 ลว.19 ตุลาคม 2548) 6. กองทุนบำเหน็จบำนาญ อบจ ท.3 / อบต.2
-50- 7. เงินสมทบ สปสช. 8. ทุนการศึกษา 3/2.5/2 ข้อ 14 รายจ่ายตามแผนงาน - รายจ่ายเพื่อการลงทุน ได้แก่ งบลงทุน ซึ่งเป็นรายจ่ายที่จ่ายในลักษณะค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดิน และสิ่งก่อสร้าง รวมถึงรายจ่ายที่กำหนด ให้จ่ายจากงบรายจ่ายอื่นใด ในลักษณะรายจ่ายดังกล่าว งบประมาณรายจ่ายทั่วไป แบ่งได้ 2 ประเภท - รายจ่ายงบกลาง คือ รายจ่ายที่ อปท. มีภาระผูกพัน ต้องจ่ายเป็นรายจ่ายที่ตั้งไว้เพื่อ จัดสรรให้หน่วยงานต่าง ๆ เบิกจ่ายกรณีที่ไม่มีกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คำสั่ง หรือหนังสือสั่งการ กท. กำหนดเป็นการเฉพาะ ให้สำนักปลัด อปท. หรือผู้บริหารท้องถิ่น พิจารณามอบหมายให้หน่วยงานตามที่สมควร เป็นหน่วยผู้เบิกจ่าย งบกลาง ได้แก่ รายจ่ายดังต่อไปนี้ 1. ค่าชำระเงินต้น 2. ค่าชำระดอกเบี้ย 3. เงินสมทบกองทุนประกันสังคม 4. เงินสมทบกองทุนทดแทน 5. เงินสนับสนุนงบประมาณรายจ่าย กิจการประปา 6. เงินสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายกิจการสถานธนานุบาล 7. เงินสนับสนุนสถานีขนส่ง/กิจการท่าเรือ 8. เงินสนับสนุนโรงพยาบาลและหน่วยบริการสาธารณสุขของ อปท. 9. เงินสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายกิจการโครงการอื่นๆ 10. เบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ 11. เบี้ยยังชีพคนพิการ 12. เบี้ยยังชีพผู้ป่วยเอดส์ 13. สำรองจ่าย 14. รายจ่ายตามข้อผูกพัน 15. เงินช่วยพิเศษ รายจ่ายตามข้อผูกพัน มีดังนี้ 1. ผูกพันกับรัฐ 2. กระทรวงมหาดไทยสั่ง –ค่าใช้จ่ายในการจัดการจราจร และ สงเคราะห์ผู้ป่วยที่ยากไร้ (อบจ.) 3. นอกเหนือจากนั้นตั้งงบประมาณตามหมวดตามหมวดที่เกี่ยวข้อง ค่าใช้จ่ายในการจัดการจราจร เงินค่าปรับจราจรที่ได้รับ เป็นรายได้ หมวดค่าธรรมเนียมค่าปรับและใบอนุญาตประเภท ค่าปรับผู้กระทำผิดกฎหมายว่าด้วยการจราจรทางบก 1. เทศบาล และ อบต. นำเงินค่าปรับจราจรที่ได้รับ ไปใช้ในการแก้ปัญหาจราจรตั้ง งบประมาณรายจ่ายในงบกลาง ประเภทรายจ่ายตามข้อผูกพัน 2. เทศบาล และ อบต. นำเงินรายได้ประเภทอื่นที่มิใช่เงินค่าปรับจราจรไปดำเนินการ แก้ปัญหาจราจร ให้ตั้งงบประมาณตามหมวดรายจ่าย