The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รายงานการอบรม ผอ.อมันตา อนก20

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Amanta Nitikumpol, 2024-06-27 08:47:08

รายงานการอบรม ผอ.อมันตา อนก20

รายงานการอบรม ผอ.อมันตา อนก20

-101- เวลา 13.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย ผอ.ชบาไพร ชุนถนอม ผู้อำนวยการกองตรวจสอบระบบการเงินบัญชีท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น วิชา การบริหารความเสี่ยงและการตรวจสอบการคลังการเงิน และการพัสดุ สรุปเนื้อหาที่ได้รับจาก การอบรม ดังนี้ การบริหารความเสี่ยงและการตรวจสอบการเงิน บัญชี พัสดุ ความเสี่ยง ตรวจสอบจากความเป็นไปได้ ของเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้น และเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน การบริหารจัดการความเสี่ยง กระบวนการบริหารจัดการเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นและส่งผลกระทบต่อ หน่วยงานของรัฐ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐสามารถดำเนินงานให้บรรลุวัตถุประสงค์ของหน่วยงาน รวมถึงเพื่อ เพิ่มศักยภาพและขีดความสามารถให้แก่หน่วยงานของรัฐ กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยง ประกอบด้วย 7 ประการ 1.การวิเคราะห์องค์กร 2.การกำหนดนโยบายการบริหารจัดการความเสี่ยง 3.การระบุความเสี่ยง 4. การประเมินความเสี่ยง 5.การตอบสนองความเสี่ยง 6.การติดตามและการทบทวน 7.การสื่อสารและการรายงาน ลักษณะของความเสี่ยง การระบุปัจจัยความเสี่ยง 1.ปัจจัยภายใน เช่น ความเสี่ยงนโยบายผู้บริหาร ความสื่อสัตย์ จริยธรรม คุณภาพของบุคลากร การเปลี่ยนแปลงระบบงาน การเปลี่ยนแปลงผู้บริหาร และเจ้าหน้าที่ การควบคุมกำกับดูแลไม่ทั่วถึง การไม่ ปฏิบัติตามกฎข้อบังคับ 2.ปัจจัยภายนอก เช่น กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับของทางราชการ การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี สภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง การวิเคราะห์ความเสี่ยง การประมาณโอกาส และความถี่ ความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้น เพื่อพิจารณาผลกระทบจากความเสี่ยง และจัดลำดับความสำคัญของความเสี่ยง การจัดการความเสี่ยง การหลีกเลี่ยง การแบ่งปัน การลด การยอมรับ ตัวอย่างวิธีการจัดการความเสี่ยง ปฏิเสธความเสี่ยงโดยไม่ดำเนินงานในกิจกรรมที่มีความเสี่ยง ได้แก่กิจกรรมที่มีความเสี่ยงสูง และหน่วยงานที่ไม่ สามารถยอมรับความเสี่ยงนั้นได้ หน่วยงานอาจไม่พิจารณาไม่ดำเนินงานในกิจกรรมนั้นๆ การลดโอกาสของความเสี่ยง เช่น การลดโอกาสของความเสี่ยง การทุจริตด้านการเงิน โดยการวาง แผนการระบบการควบคุมภายใน ได้แก่การแบ่งแยกหน้าที่ การตรวจสอบ การสอบทาน และการกระทบยอด การลดผลกระทบของความเสี่ยง เช่น การทำประกัน การโฮนความเสี่ยง ได้แก่ให้ภาคเอกชน ดำเนินการ การยอมรับความเสี่ยงโดยไม่ได้ดำเนินการจัดการความเสี่ยง เนื่องจากความเสี่ยงอยู่ในระดับยอมรับ ได้ หรือต้นทุนในการบริการบริหารจัดการความเสี่ยงมีมากกว่าประโยชน์ที่ได้รับ ใช้มาตรการ การเฝ้าระวัง การทำแผนฉุกเฉิน


-102- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 62 รัฐต้องรักษาวินัยการเงินการคลังอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงิน การคลังของรัฐ มีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน ตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง ของรัฐ และจัดระบบภาษ๊ให้เกิด ความเป็นธรรมแก่สังคม กฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ อย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับกรอบ การดำเนินการทางสังคม ทางการคลัง และงบประมาณของรัฐ การกำหนดวินัยคลังด้านรายได้และรายจ่าย ทั้งเงินงบประมาณ และเงินนอกประมาณ การบริหารทรัพย์สินของรัฐ และเงินคงคลัง การบริหารหนี้สาธารณะ พระราชบัญญัติวินัยการเงิน การคลัง ของรัฐ พ.ศ.2561 โดยท่านวิทยากรเน้น มาตรา 4 หน่วยงานของรัฐ หมายถึง 1) ส่วนราชการ 2) รัฐวิสาหกิจ 3) หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระตาม รัฐธรรมนูญ และองค์การอัยการ 4) องค์กรมหาชน 5) ทุนหมุนเวียนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล 6) องค์กรปกรองส่วนท้องถิ่น 7) หน่วยงานอื่นของรัฐตามที่กฎหมายกำหนด หมวด 4 การบัญชี การรายงานและการตรวจสอบ มาตรา 68 , 69 , 70 , 90 , 71, 72, 77 และ 79 หน่วยงานของรัฐจัดให้มี : การตรวจสอบภายใน : การควบคุมภายใน : การบริหารจัดการความ เสี่ยง โดยให้ถือตามมาตราฐานและหลักเกณฑ์ที่กระทรวงการคลังกำหนด หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตราฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการตรวจสอบภายใน สำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ 14 พฤศจิกายน 2561 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2 พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ 8 ตุลาคม 2562 แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 3 พ.ศ. 2564 มีผลบังคับใช้ 16 กรกฎาคม 2564 หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตรฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการควบคุมภายใน สำหรับ หน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2561 มีผลบังคับใช้ 4 ตุลาคม 2561 หลักเกณฑ์กระทรวงการคลังว่าด้วยมาตราฐานและหลักเกณฑ์ปฏิบัติการการบริหารจัดการความ เสี่ยง สำหรับหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2562 มีผลบังคับใช้ 1 ตุลาคม 2562 หมวด 5 การตรวจเงินแผ่นดิน มาตรา 80 การตรวจเงินแผ่นดินต้องกระทำด้วยสุจริต ปฏิบัติตาม พระราชบัญญัติงบประมาณว่าด้วยวิธีการ พ.ศ.2561


-103- วันที่ 15 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 12.00 น.การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย นางสาวอภิรดี ประเสริฐฤทธิ ผู้อำนวยการส่วนนิติการ วิชา การกระจายอำนาจการปกครองท้องถิ่น สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ หลักการปกครองที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน : 1. หลักการรวมอำนาจการปกครอง (Centralization ) 2. หลักการแบ่งอำนาจการปกครอง (DE concentration) 3.หลักการกระจายอำนาจ (Decentralization) ราชการบริหารส่วนท้องถิ่น : 1. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับบน - องค์การบริหารส่วนจังหวัด 76 แห่ง 2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับล่าง – ทน. ทม. ทต. รวม 2,472 แห่ง / อบต 5300 แห่ง 3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นรูปแบบพิเศษ - กรุงเทพมหานคร เมืองพัทยา ความสัมพันธ์ส่วนราชการระหว่างราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาคและส่วนท้องถิ่น 1. ความสัมพันธ์เชิงพื้นที่ - อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน 2. ความสัมพันธ์เชิงอำนาจ - ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น กทม. การกระจายอำนาจของประเทศไทย ความหมายของการกระจายอำนาจการปกครอง คือ การกระจายอำนาจในการตัดสินใจ มิใช่การแบ่งอำนาจอธิปไตยของชาติ การกระจายอำนาจสู่ภูมิภาค และท้องถิ่นมิใช่การสร้างอธิปไตย หากแต่เป็นการให้การยอมรับ สิทธิในการปกครองตนเองของชุมชน และ ภูมิภาคภายใต้อธิปไตยของชาติหนึ่งๆ ร่วมกัน การบริหารจัดการบ้านเมืองของรัฐโดยลดบทบาทของราชการบริหารส่วนกลาง และส่วนภูมิภาค แล้ว มอบอำนาจการปกครองบางส่วนไปให้แก่ อปท. เพื่อจัดทำบริการสาธารณะอย่างมีอิสระตามสมควร โดย อปท.สามารถที่จะกำหนดนโยบายการบริหารจัดการให้เป็นไปตามนโยบายของท้องถิ่นตนเองได้ หลักการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในประเทศไทย 1. ด้านความเป็นอิสระในการกำหนดนดยบายและการบริหารจัดการ รัฐต้องกระจายอำนาจให้ท้องถิ่นพึ่งตนเอง และตัดสินใจในกิจการท้องถิ่นได้เองมากขึ้น โดยยังคงรักษา ความเป็นรัฐเดี่ยว และความมีเอกภาพของประเทศ การมีสถาบันพระมหากษัตริย์เป็นประมุข และความมั่นคง ของชาติเอาไว้ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเมืองการปกครองท้องถิ่น ภายใต้ระบอบ ประชาธิปไตย 2. ด้านการบริหารราชการแผ่นดินและการบริหารราชการส่วนท้องถิ่น รัฐต้องปรับบทบาทและภารกิจของราชการบริหารส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค โดยให้รับผิดชอบในภารกิจ มหภาค และภารกิจที่เกินขีดความสามารถของ อปท. รวมทั้งกำกับดูแล อปท. ในด้านนโยบายและด้าน กฎหมายเท่าที่จำเป็น และให้การสนับสนุน ส่งเสริมด้านเทคนิควิชาการ และตรวจสอบติดตามประเมินผลการ ทำงานของท้องถิ่น


-104- 3. ด้านประสิทธิภาพของ อปท. - รัฐต้องให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณะที่ดีขึ้น หรือไม่ต่ำกว่าเดิม - ต้องโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และรับผิดชอบต่อผู้ใช้บริการให้มากขึ้น - ส่งเสริมให้ประชาชน ภาคประชาสังคม และชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ เครื่องมือในการกระจายอำนาจ 1. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย 2. พรบ กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจฯ พ.ศ.2542 3. แผนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4. แผนปฏิบัติการกำหนดขั้นตอนการกระจายอำนาจ ฉบับที่ 1 และฉบับที่ 2 อำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจาย อำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 1. อำนาจหน้าที่ตามที่กำหนดไว้ในแผนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. เช่น การก่อสร้าง บำรุงรักษา ถนน แหล่งน้ำ สะพาน หรือการถ่ายโอนสถานีขนส่งให่ อปท. ศูนย์ถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตร เป็นต้น 2. อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายเฉพาะเรื่องที่กำหนดให้เป็นอำนาจหน้าที่ของ อปท. เพื่อให้ อปท.เป็น นายทะเบียน เป็นพนักงาน เจ้าหน้าที่ หรือให้ค่าธรรมเนียมตกเป็นรายได้ของ อปท. ซึ่งในเรื่องนี้ต้องมีการแก้ไข ปรับปรุงกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้ อปท.มีอำนาจหน้าที่ การแก้ไขปรับปรุงกฎหมายเพื่อให้เป็นไปตามแผนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. จำนวน 3 ฉบับ ได้แก่ 1. พ.ร.บ. รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2560 2. พ.ร.บ. โรงงาน (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2562 3. พ.ร.บ. จัดระเบียบการจอดรถในเขต อปท. พ.ศ.2562 อยู่ระหว่างร่าง พ.ร.บ. 1. พ.ร.บ. โบราณสถาน โบราณวัตถุ ศิลปวัตถุ และพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ (ฉบับที่ ... ) พ.ศ.... 2. พ.ร.บ. น้ำบาดาล ให้ อปท มีอำนาจออกข้อบัญญัติเก็บค่าใช้น้ำบาดาลได้ และเป็นรายได้ อปท. 3. พ.ร.บ. สุสานและฌาปณสถาน (ให้เงินค่าธรรมเนียมและค่าปรับตกเป็นรายได้ อปท.) 4. พ.ร.บ. ควบคุมการขายทอดตลาดและค้าของเก่า (ให้ อปท มีอนาจอนุญาตขายทอดตลาดและค้า ของเก่าและค่าธรรมเนียมเป็นรายได้ อปท.) 5. พ.ร.บ. โรงแรม (อปท อำนาจอนุญาตและรับเปิดกิจการโรงแรมในเขต อปท. ค่าธรรมเนียมเป็น รายได้ อปท.) 6. พ.ร.บ. สถานบริการ (อปท มีอำนาจอนุญาตการจัดตั้งสถานบริการในเขต อปท ค่าธรรมเนียมเป็น รายได้ อปท. 7. พ.ร.บ. ภาษีสรรพสามิต (อปท มีอำนาจอนุญาตจำหน่ายสุราและยาสูบทุกประเภทในเขต อปท) 8. พ.ร.บ. ควบคุมผลิตภัณฑ์ยาสูบ (อปท มีอำนาจเปรียบเทียบปรับผู้กระทำความผิด ค่าปรับเป็น รายได้ อปท) 9. พ.ร.บ. จดทะเบียนครอบครัว (อปท เป็นนายทะเบียนและมีอำนาจหน้าที่ในการรับจดทะเบียน ครอบครัว) 10.พ.ร.บ. ชื่อบุคคล (อปท เป็นนายทะเบียน มีหน้าที่ในการรับจดทะเบียนชื่อบุคคล)


-105- ปัญหาอุปสรรคในการกระจายอำนาจ 1. ขาดการสนับสนุนเชิงนโยบายอย่างต่อเนื่อง 2. ปัญหาการถ่ายโอนภารกิจตามแผนการกระจายอำนาจ 3. ปัญหาการจัดสรรรายได้ให้แก่ อปท. 4. ปัญหาการถ่ายโอนด้านบุคลากร 5. ปัญหาการแก้ไขกฎหมายให้เป็นไปตามแผนการกระจายอำนาจ 6. ปัญหาการดำเนินงานด้านการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน 7. ปัญหาของการตรวจติดตามและประเมินผล เวลา 13.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย ดร.บุญแสง ชีระภากร ผู้อำนวยการสำนักพัฒนาและส่งเสริมธรรมภิบาล สำนักงาน ป.ป.ช. วิชา แนวทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ตามหลักสมรรถนะ สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ การบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ประกอบด้วย 7 ประการ ดังนี้ 1. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน 2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ 3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ 4. ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น 5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์ 6. ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ 7. มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ หลักการบริหารทรัพยากรมนุษย์ประกอบด้วย 1. หลักคุณธรรม 2. หลักผลงาน 3. หลักกระจายอำนาจ 4. หลักความสมดุลระหว่างชีวิตกับการทำงาน 5. หลักสมรรถนะ สิ่งที่ควรดำเนินการเพื่อความมีประสิทธิผลของการบริหารทรัพยากรมนุษย์ 1. การรักษากำลังคนที่มีความจำเป็นต่อการบรรลุเป้าหมาย 2. การเรียนรู้และพัฒนา 3. ระบบการบริหารผลการปฏิบัติงาน ยุทธศาสตร์การบริหารงานบุคคล 1. กลยุทธ์การบริหารทรัพยากรบุคคล 2. แผนพัฒนาบุคลากรตามหลักสมรรถนะ ระบบประเมินผล 3. การบริหารตำแหน่งและอัตรากำลังการฝึกอบรม 4. สรรหา บรรจุ แต่งตั้ง เงินเดือน สวัสดิการและวินัย แนวคิดเกี่ยวกับสมรรถนะ (โมเดลภูเขาน้ำแข็ง) ต้องการเรียนรู้สิ่งที่อยู่ใต้น้ำเพื่อนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์ให้ได้


-106- หลักสำคัญของการพัฒนา 1. นำผลจากการประเมินผลการปฏิบัติงานมากำหนดแผนพัฒนา (ช้อด้อย) 2. การพัฒนาไม่จำเป็นต้องเป็นการอบรมในชั้นเรียน การสังเกตคนอื่น การอ่านหนังสือ 3. การพัฒนาด้วยความช่วยเหลือจากผู้อื่น 4. การได้รับมอบหมายงานเพื่อที่จะฝึกฝนตนเองก็เป็นอีกวิธีหนึ่งของการพัฒนา 5. การประชุมเชิงปฏิบัติการหรือการอบรม 6. การอ่านหนังสือมีช่วยในการพัฒนา การประเมินผลการปฏิบัติงานโดยใช้หลักสมรรถนะ มีขั้นตอนดังนี้ 1. กำหนดพฤติกรรมที่จะประเมิน 2. บันทึกพฤติกรรมเป้าหมายตลอดช่วงระยะเวลาการทำงาน 3. ทำการประเมินลงในแบบประเมิน 4. แจ้งผลการประเมิน และนำผลการประเมินไปใช้ในการบริหาร หรือการพัฒนา วันที่ 16 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย ผอ.พงษ์ศักดิ์ กวีนันทชัย ผู้อำนวยการสำนักบริหารการคลังท้องถิ่น กรมส่งเสริมการ ปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วิชา แนวทางการปฏิบัติทางการเงิน การคลัง และพัสดุขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สรุปเนื้อหา ที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยวิธีการงบประมาณขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2563 (มีผลใช้บังับ วันที่ 26 พฤศจิกายน 2563) “งบประมาณรายจ่าย” หมายความว่า งบประมาณที่สภาท้องถิ่นให้ความเห็นชอบและผู้ว่าราชการ จังหวัดหรือนายอำเภอให้ความเห็นชอบหรืออนุมัติ แล้วแต่กรณี ตามที่กำหนดไว้ในกฎหมายว่าด้วยองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ ทั้งนี้ รวมทั้งงบประมาณราจ่ายเพิ่มเติม และโอนการแก้ไขเปลี่ยนแปลง คำชี้แจงงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม และโอนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคำชี้แจงงบประมาณด้วย “วงเงินนอกงบประมาณ” หมายความว่า เงินทั้งปวงที่อยู่ในความรับผิดชอบขององค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่น นอกจากเงินที่ปรากฎตามงบประมาณรายจ่าย การใช้จ่ายเงินนอกงบประมาณ (ข้อ 35) ให้ อปท.พิจารณาดำเนินการตามที่ระบุไว้โดยไม่ต้องตราเป็น งบประมาณรายจ่ายตามระเบียบนี้ ข้อ 6 การใช้งบประมาณที่ล่วงแล้วไปพลางก่อน กรณีงบประมาณประจำปีออกใช้ไม่ทันงบประมาณ ใหม่ และให้นำเงิน ข้อ 7 การยกเว้นระเบียบ ให้ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นผู้ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบ หรืออาจ มอบอำนาจให้ผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ข้อ 11 งบประมาณรายจ่ายเฉพาะการ (ข้อ 11) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อาจจัดทํางบประมาณรายจ่ายเฉพาะการได้ ทั้งนี้ต้องได้รับความเห็นชอบ จากสภาท้องถิ่นและผู้ว่าราชการจังหวัดเห็นชอบหรือนายอําเภออนุมัติ แล้วแต่กรณีตามที่กําหนดไว้ในกฎหมาย จัดตั้งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละรูปแบบ ข้อ 12 การตั้งงบประมาณสนับสนุนงบเฉพาะการ ในกรณีที่มีเหตุผลความจําเป็น อาจสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายทั่วไปไปตั้งจ่ายในงบประมาณ รายจ่ายเฉพาะการ หรือสนับสนุนงบประมาณรายจ่ายเฉพาะการไปตั้งจ่ายในงบประมาณรายจ่ายทั่วไปได้


-107- ข้อ 14 รายจ่ายตามแผนงาน รายจ่ายตามแผนงาน จําแนกเป็นสองลักษณะ คือ (1) รายจ่ายประจํา ประกอบด้วย (ก) งบบุคลากร หมายถึง รายจ่ายที่กําหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานบุคลากร ท้องถิ่น ได้แก่ รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะเงินเดือน ค่าจ้างประจํา และค่าจ้างชั่วคราว (ข) งบดําเนินงาน หมายถึง รายจ่ายที่กําหนดให้จ่ายเพื่อการบริหารงานประจํา ได้แก่ รายจ่ายที่จ่ายในลักษณะค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ค่าวัสดุ และค่าสาธารณูปโภค (ค) งบเงินอุดหนุน หมายถึง เงินที่ อปท. ตั้งงบประมาณอุดหนุนให้แก่หน่วยงานที่ ขอรับเงินอุดหนุนเพื่อให้ดําเนินการตามภารกิจที่อยู่ในอํานาจหน้าที่ของ อปท. ตามกฎหมาย (ง) งบรายจ่ายอื่น หมายถึง รายจ่ายที่ไม่เข้าลักษณะะประเภทงบรายจ่ายใดงบ รายจ่ายหนึ่ง หรือรายจ่ายที่กําหนดให้ใช้จ่ายในงบรายจ่ายนี้ (2) รายจ่ายเพื่อการลงทุน ได้แก่ งบลงทุน ซึ่งเป็นรายจ่ายในลักษณะค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดินและ สิ่งก่อสร้าง รวมถึงรายจ่ายที่กําหนดให้จ่ายจากงบรายจ่ายอื่นใดในลักษณะรายจ่ายดังกล่าว ข้อ 15 การจําแนกลักษณะรายจ่าย งบประมาณรายจ่ายซึ่งตั้งจ่ายจากเงินอุดหนุนทั่วไป ตามกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอน การกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือเงินประเภทอื่นที่ต้องนํามาตั้งงบประมาณรายจ่าย ให้จําแนกลักษณะรายจ่ายตามข้อ 14 และให้ระบุประเภทของเงินนั้นในคําชี้แจงประมาณการรายรับ และ งบประมาณรายจ่ายด้วย ข้อ 16 หลักการตั้งงบประมาณ การตั้งงบประมาณรายจ่ายเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้กระทําตามที่มี กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง หรือหนังสือสั่งการกระทรวงมหาดไทยกําหนด ข้อ 19 เงินสํารองจ่าย องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจะกําหนดให้มีเงินสํารองจ่ายในงบกลาง - เพื่อกรณีฉุกเฉินที่มีเหตุสาธารณภัยเกิดขึ้น หรือ - กรณีการป้องกันและยับยั้งก่อนเกิดสาธารณภัย หรือ คาดว่าจะเกิดสาธารณภัย หรือ - กรณีฉุกเฉินเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็นส่วนรวม ได้การใช้เงินสํารองจ่าย ตามวรรคหนึ่งเป็นอํานาจของผู้บริหารท้องถิ่น การจัดซื้อจัดจ้างกรณีฉุกเฉิน จําเป็นเร่งด่วน มาตรา 56 การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุ ให้หน่วยงานของรัฐเลือกใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปก่อน เว้นแต่ (1) กรณีดังต่อไปนี้ ให้ใช้วิธีคัดเลือก ฯลฯ (2) กรณีดังต่อไปนี้ ให้ใช้วิธีเฉพาะเจาะจง (ก) ใช้ทั้งวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปและวิธีคัดเลือก หรือใช้วิธีคัดเลือกแล้วแต่ไม่มีผู้ยื่นข้อเสนอ หรือไม่ได้รับการคัดเลือก (ข) การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่มีการผลิต จําหน่าย ก่อสร้าง หรือให้บริการทั่วไป และมีวงเงิน ในการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหนึ่งไม่เกินวงเงินตามที่กําหนดในกฎกระทรวง (ไม่เกิน 5 แสนบาท) (ค) การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่มีผู้ประกอบการซึ่งมีคุณสมบัติโดยตรงเพียงรายเดียว หรือการ จัดซื้อจัดจ้างพัสดุจากผู้ประกอบการซึ่งเป็นตัวแทนจําหน่าย หรือตัวแทนผู้ให้บริการโดยชอบด้วยกฎหมายเพียง รายเดียว ในประเทศไทยและไม่มีพัสดุอืนที่จะใช้ทดแทนได้ (ง) มีความจําเป็นต้องใช้พัสดุนั้นโดยฉุกเฉิน เนื่องจากเกิดอุบัติภัยหรือภัยธรรมชาติ หรือเกิด โรคติดต่ออันตราย


-108- (จ) พัสดุที่จะทําการจัดซื้อจัดจ้างเป็นพัสดุที่เกี่ยวพันกับพัสดุที่ได้ทําการจัดซื้อจัดจ้างไว้ก่อน แล้ว และมีความจําเป็นต้องทําการจัดซื้อจัดจ้างเพิ่มเติมเพื่อความสมบูรณ์หรือต่อเนื่องในการใช้พัสดุนั้นโดย มูลค่าของพัสดุจะต้องไม่สูงกว่าเดิม (ฉ) เป็นพัสดุที่จะขายทอดตลาดโดยหน่วยงานของรัฐ องค์การระหว่างประเทศ หรือ หน่วยงานของต่างประเทศ (ช) เป็นพัสดุที่เป็นที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างซึ่งจําเป็นต้องซื้อเฉพาะแห่ง (ซ) กรณีอื่นตามที่กําหนดในกฎกระทรวง กฎกระทรวงกําหนดกรณีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจง พ.ศ. 2561 ข้อ 2 ให้การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุดังต่อไปนี้ เป็นกรณีการจัดซื้อจัดจ้าง พัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจง (2) การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินตามระเบียบที่ออกตามกฎหมาย ว่าด้วยวิธีการงบประมาณหรือระเบียบที่ออกตามกฎหมายอื่น (3) การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่เกี่ยวกับความมั่นคงของสถาบันพระมหากษัตริย์ (5) การจัดซื้อจัดจ้างพัสดุที่ต้องใช้พัสดุนั้นโดยฉุกเฉิน ซึ่งหากใช้วิธีประกาศเชิญชวนทั่วไป หรือวิธี คัดเลือกอาจก่อให้เกิดความล่าช้าและอาจทําให้เกิดความเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐ หรือประโยชน์สาธารณะ วิธีเฉพาะเจาะจง (ข้อ 78) เมื่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบรายงานขอซื้อขอจ้างแล้วให้คณะกรรมการซื้อหรือจ้าง โดยวิธีเฉพาะเจาะจง ดําเนินการดังต่อไปนี้ (1) จัดทําหนังสือเชิญชวนผู้ประกอบการที่มีคุณสมบัติตรงตามเงื่อนไขที่กําหนดรายใดรายหนึ่ง ให้เข้ายื่นข้อเสนอหรือให้เข้ามาเจรจาต่อรองราคา โดยให้ดําเนินการดังต่อไปนี้ (ก) กรณีตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ก) ให้เชิญผู้ประกอบการที่มีอาชีพขายหรือรับจ้างนั้นโดยตรง หรือจากผู้ยื่นข้อเสนอในการซื้อหรือจ้างโดยวิธีประกาศเชิญชวนทั่วไปหรือวิธีคัดเลือก ซึ่งถูกยกเลิกไป (ถ้ามี) ให้มายื่นเสนอราคา ทั้งนี้หากเห็นว่าผู้ประกอบการรายที่เห็นสมควรซื้อหรือจ้างเสนอราคาสูงกว่าราคาในท้องตลาด หรือ ราคาที่ประมาณได้ หรือราคาที่คณะกรรมการเห็นสมควรให้ต่อรองราคาลงเท่าที่จะทําได้ (ง) กรณีตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ค) (ง) ให้เชิญผู้ประกอบการที่มีอาชีพขายหรือรับจ้างนั้น โดยตรงมายื่นเสนอราคา หากเห็นว่าราคาที่เสนอนั้นยังสูงกว่าราคาในท้องถิ่น หรือราคาที่ประมาณได้ หรือ ราคาที่คณะกรรมการเห็นสมควร ให้ต่อรองราคาลงเท่าที่จะทําได้ (ค) กรณีตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (จ) ให้เจรจากับผู้ประกอบการรายเดิมตามสัญญาหรือข้อตกลงซึ่งยังไม่สิ้นสุดระยะเวลาส่งมอบ เพื่อขอให้มีการซื้อหรือจ้างตามรายละเอียดและราคาที่ตํ่ากว่าหรือราคาเดิมภายใต้เงื่อนไขที่ดีกว่าหรือเงื่อนไขเดิม โดยคํานึงถึงราคาต่อหน่วยตามสัญญาเดิม (ถ้ามี) เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อหน่วยงานของรัฐ (ค) กรณีตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ฉ) ให้ดําเนินการโดยวิธีเจรจาตกลงราคา (ง) กรณีตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) ให้เชิญเจ้าของที่ดินหรือสิ่งปลูกสร้างโดยตรงมาเสนอ ราคา หากเห็นว่าราคาที่เสนอนั้นยังสูงกว่าราคาในท้องตลาด หรือราคาที่คณะกรรมการเห็นสมควร ให้ต่อรอง ราคาลงเท่าที่จะทําได้จัดทำรายงานผลการพิจารณารายการพัสดุที่จะซื้อหรือจ้างรายชื่อผู้ยื่นข้อเสนอ ราคาที่ เสนอ และข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอทุกราย (ค) รายชื่อผู้ยื่นข้อเสนอที่ผ่านการคัดเลือกว่าไม่เป็นผู้มี ผลประโยชน์ร่วมกันหลักเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกข้อเสนอ พร้อมเกณฑ์การให้คะแนนผลการพิจารณา คัดเลือกข้อเสนอและการให้คะแนนข้อเสนอของผู้ยื่นข้อเสนอทุกรายพร้อมเหตุผลสนับสนุนในการพิจารณา


-109- - กรณีตามมาตรา 56 วรรคหนึ่ง (2) (ข) ให้เจ้าหน้าที่เจรจาตกลงราคากับผู้ประกอบการที่มีอาชีพขาย หรือรับจ้างนั้นโดยตรง แล้วให้หัวหน้าเจ้าหน้าที่ซื้อหรือจ้างได้ภายในวงเงินที่ได้รับความเห็นชอบจากหัวหน้า หน่วยงานของรัฐ ตามข้อ 24 - การซื้อหรือจ้างตามวรรคหนึ่ง ในกรณีที่มีความจําเป็นเร่งด่วนที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมายไว้ก่อนและ ไม่อาจดําเนินการตามปกติได้ทัน ให้เจ้าหน้าที่หรือผู้ที่รับผิดชอบในการปฏิบัติงานนั้นดําเนินการไปก่อนแล้ว รีบรายงานขอความเห็นชอบต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ และเมื๋อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ถือว่ารายงานดังกล่าวเป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม ที่ กค (กวจ) 0405.2/ว 217 ลว. 7 พ.ค. 2561 ซักซ้อมความเข้าใจเกี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ตามข้อ 79 - กรณีการจัดซื้อจัดจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจงวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาท - หากเป็นพัสดุที่มีคุณลักษณะเป็นพิเศษหรือซับซ้อน ไม่เหมาะที่จะให้เจ้าหน้าที่คนใดคนหนึ่ง เป็น ผู้เจรจาตกลงราคากับผู้ประกอบการที่มีอาชีพขายหรือรับจ้างนั้นโดยตรง - กวจ. ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบฯ ข้อ 79 วรรคหนึ่ง โดยให้อยู่ในดุลพินิจของหัวหน้าหน่วยงาน ของรัฐที่จะแต่งตังคณะกรรมการซื้อหรือจ้าง โดยวิธีเฉพาะเจาะจงหรือไม่ก็ได้ - หากเห็นสมควรแต่งตังคณะกรรมการซื้อหรือจ้างโดยวิธีเฉพาะเจาะจง ให้ดําเนินการตามข้อ 78 (1) (ง) โดยอนุโลมแล้วเสนอหัวหน้าหน่วยงานของรัฐเป็นผู้อนุมัติสั่งซื้อหรือสั่งจ้าง งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม (ข้อ 21) การตรางบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม จะกระทําได้ต่อเมื่อ - งบประมาณรายจ่ายประจําปีที่ได้รับความเห็นชอบหรืออนุมัติแล้วไม่พอแก่การใช้จ่าย หรือ - มีความจําเป็นต้องตั้งรายจ่ายขึ้นใหม่ ทั้งนี้ต้องแสดงให้ปรากฏในงบประมาณรายจ่ายด้วยว่าจะจ่ายจาก - เงินรายได้ที่มิได้ตั้งรับไว้ในประมาณการรายรับ หรือเงินรายได้ที่เกินยอดรวมทังสิ้นของประมาณการ รายรับประจําปีอํานาจหน้าที่เจ้าหน้าที่งบประมาณ (ข้อ 8) ให้เจ้าหน้าที่งบประมาณมีอํานาจหน้าที่จัดทํางบประมาณกับปฏิบัติการอื่นตามที่กําหนดไว้ในระเบียบนี้ และให้มีอํานาจหน้าที่เกี่ยวกับงานงบประมาณ ดังต่อไปนี้ด้วย (1) เรียกให้หน่วยงานต่าง ๆ เสนอประมาณการรายรับ และรายจ่ายตามแบบและหลักเกณฑ์ พร้อม ด้วยรายละเอียดที่กําหนดตามระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่งหรือหนังสือสั่งการกระทรวงมหาดไทย (2) วิเคราะห์งบประมาณและการจ่ายเงินของหน่วยงานต่าง ๆ (3) สั่งการ ควบคุม กํากับ ดูแล เจ้าหน้าที่จัดทําเอกสารงบประมาณ และรวบรวมเป็นร่างงบประมาณ รายจ่ายประจําปี ขั้นตอนการจัดทํางบประมาณ ข้อ 22 - ให้ใช้แผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นแนวทางในการจัดทํางบประมาณ - ให้หัวหน้าหน่วยงานจัดทําประมาณการรายรับ และประมาณการรายจ่าย และ - ให้หัวหน้าหน่วยงานคลัง รวบรวมรายงานการเงินและสถิติต่าง ๆ ของทุกหน่วยงานเพื่อใช้ ประกอบการคํานวณขอตั้งงบประมาณ - เสนอต่อเจ้าหน้าที่งบประมาณ


-110- ขั้นตอนการเสนองบประมาณ (ข้อ 23) - ให้เจ้าหน้าที่งบประมาณทําการพิจารณาตรวจสอบ วิเคราะห์และแก้ไขงบประมาณในชั้นต้น แล้วเสนอต่อผู้บริหารท้องถิ่น - เมื่อผู้บริหารท้องถิ่น ได้พิจารณาอนุมัติให้ตังเงินงบประมาณยอดใด เป็นงบประมาณประจําปีแล้ว - ให้เจ้าหน้าที่งบประมาณรวบรวมและจัดทําเป็นร่างงบประมาณรายจ่ายเสนอต่อผู้บริหารท้องถิ่นอีก ครั้งหนึ่ง - ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอต่อสภาท้องถิ่นภายในวันที่ 15 สิงหาคม กรณีเสนอร่างงบประมาณไม่ทันภายในกําหนดเวลา (ข้อ 24) - ในกรณีที่ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาแล้วเห็นว่าไม่สามารถนําร่างงบประมาณรายจ่ายประจําปีเสนอต่อ สภาท้องถิ่นได้ทันภายในวันที่ 15 สิงหาคม - ให้ผู้บริหารท้องถิ่นรายงานให้สภาท้องถิ่นทราบโดยอาจกําหนดระยะเวลาที่คาดหมายว่าจะเสนอร่าง งบประมาณรายจ่ายประจําปีให้สภาท้องถิ่นเพื่อให้ความเห็นชอบด้วยก็ได้ - แล้วให้ผู้บริหารท้องถิ่นรายงานให้ผู้กํากับดูแลทราบด้วย ทังนี้เพื่อให้ร่างงบประมาณรายจ่าย ประจําปีสามารถใช้บังคับได้ทันในวันเริ่มต้นปีงบประมาณ การโอนงบประมาณ หลักการโอนเงินงบประมาณรายจ่ายต่าง ๆ ให้เป็นอํานาจอนุมัติของผู้บริหารท้องถิ่น (ข้อ 26) ข้อยกเว้น การโอนเงินงบประมาณรายจ่ายในงบลงทุน โดยการโอนเพิ่ม โอนลด ที่ทําให้ลักษณะ ปริมาณ คุณภาพเปลี่ยน หรือโอนไปตั้งจ่ายเป็นรายการใหม่ ให้เป็นอํานาจอนุมัติของสภาท้องถิ่น (ข้อ 27) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําชี้แจงเงินกัน (ข้อ 30) การโอนการแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําชี้แจงงบประมาณรายการที่ได้กันเงินหรือขยายเวลาการเบิกจ่ายเงิน ไว้แล้ว จะกระทําได้ต่อเมื่อได้รับอนุมัติจากผู้มีอํานาจให้กันเงิน หรือขยายเวลาการเบิกจ่ายเงิน การแก้ไขเปลี่ยนแปลงกรณีก่อหนี้ผูกพัน (ข้อ 31) การแก้ไขเปลี่ยนแปลงคําชี้แจงงบประมาณรายการที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้แล้วหากมิได้เพิ่มวงเงิน ให้เป็น อํานาจอนุมัติของผู้บริหารท้องถิ่น การก่อหนี้ผูกพันมากกว่า 1 ปีงบประมาณ (ข้อ 37) อปท. อาจก่อหนี้ผูกพันงบประมาณรายจ่ายมากกว่า 1 ปีงบประมาณได้โดยความเห็นชอบของสภา ท้องถิ่นภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) ไม่อาจแยกงบประมาณตั้งจ่ายเพื่อดําเนินการในแต่ละปีงบประมาณได้ (2) มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะดําเนินการในปีงบประมาณเดียว หรือมีความจําเป็นต้องก่อหนี้ผูกพัน งบประมาณรายจ่ายมากกว่าหนึ่งปีงบประมาณ (3) ให้ก่อหนี้ผูกพันได้ไม่เกิน 3 ปีงบประมาณ เว้นแต่ กฎหมายมติคณะรัฐมนตรี ระเบียบ ประกาศ ของกระทรวงมหาดไทยกําหนดไว้เป็นอย่างอื่นจัดทําเป็นงบประมาณรายจ่ายโดยจะต้องระบุในงบประมาณ รายจ่ายปีปัจจุบัน และงบประมาณรายจ่ายปีถัดไป ที่จะก่อหนี้ผูกพันให้ชัดเจน การเผยแพร่งบประมาณรายจ่าย (ข้อ 38) ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จัดส่งสําเนางบประมาณรายจ่ายประจําปี และงบประมาณรายจ่าย เพิ่มเติมที่ได้รับความเห็นชอบหรืออนุมัติให้ประกาศใช้แล้วไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด


-111- สําหรับองค์การบริหารส่วนตําบลให้ส่งนายอําเภอ เพื่อทราบภายในระยะเวลาไม่เกินสิบห้าวัน นับแต่ วันสิ้นสุดการประกาศโดยเปิดเผยเพื่อให้ประชาชนทราบ ณ สํานักงานองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้ เผยแพร่ทางเว็บไซต์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นด้วย รายงานการรับ - จ่ายเงิน (ข้อ 39) - เมื่อสิ้นปีงบประมาณ ให้ อปท. ประกาศรายงานการ รับ – จ่ายเงินประจําปีงบประมาณที่สิ้นสุดนั้น ทั้งงบประมาณรายจ่ายและเงินนอกงบประมาณไว้โดยเปิดเผย ณ สํานักงาน อปท. เพื่อให้ประชาชนทราบ ภายในกําหนด 30 วัน - ส่งสําเนารายงานการรับ – จ่ายเงินดังกล่าวไปให้ผวจ.ภายในระยะเวลา 15 วันหลังจากนั้น แล้วให้ จังหวัดรายงานกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นทราบ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการ ตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 (มีผลใช้บังคับ วันที่ 1 พ.ย. 2566) การรับเงินผ่านอิเล็กทรอนิกส์ (ข้อ 9) การรับเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ผู้ชําระเงินชําระเงินผ่านช่องทางการให้บริการของสถาบันการเงิน และผู้ให้บริการทางการเงินอื่น ๆ เช่น ชําระผ่านเคาน์เตอร์ธนาคาร ตู้เอทีเอ็ม โทรศัพท์เคลื่อนที่ หรือเครื่อง คอมพิวเตอร์ผ่านระบบอินเตอร์เน็ท คิวอาร์โค๊ต บาร์โค๊ต จุดรับบริการชําระเงิน บัตรเดบิต หรือบัตรเครดิต ให้ถือหลักฐานการชําระเงินที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ออกให้เป็นหลักฐานการรับเงินขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ในกรณีผู้ชําระเงินผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ประสงค์จะขอรับใบเสร็จรับเงินจากองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นออกใบเสร็จรับเงิน หรือ ใบเสร็จรับเงินอิเล็กทรอนิกส์หลังจาก องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้รับเงินจากผู้ชําระเงินหรือผู้ให้บริการอื่น ๆ เพื่อเป็นหลักฐานให้แก่ผู้ชําระเงิน กรณีใบเสร็จรับเงินสูญหาย (ข้อ 21) กรณีใบเสร็จรับเงินสูญหาย ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดําเนินการ - ร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนทันที นับแต่ทราบว่าใบเสร็จรับเงินสูญหาย - ติดประกาศยกเลิกใบเสร็จรับเงินดังกล่าวไว้ที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นในที่พบเห็นและ ตรวจสอบได้ง่าย เพื่อป้องกันมิให้มีการออกหรือรับใบเสร็จรับเงินดังกล่าว - แจ้งเวียนการยกเลิกใบเสร็จรับเงินที่สูญหายดังกล่าวให้ส่วนราชการต่าง ๆ ทราบ เพือป้องกันการนํา ใบเสร็จนั้นมาเป็นหลักฐานในการเบิกเงินจากทางราชการ การนําเงินฝากธนาคาร (ข้อ 22) กรณีเทศบาลตําบล หรือองค์การบริหารส่วนตําบลหรือหน่วยงานย่อยขององค์การบริหารส่วนจังหวัด ที่มีพื้นที่ห่างไกล การคมนาคมไม่สะดวก ไม่สามารถนําฝากธนาคารได้เป็นประจําทุกวัน ให้เก็บรักษาเงินสด ในตู้นิรภัยได้ และให้นําเงินสดดังกล่าว ฝากธนาคารในวันทําการสุดท้ายของสัปดาห์ การแต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงิน (ข้อ 24) ให้ผู้บริหารท้องถิ่นแต่งตั้งคณะกรรมการเก็บรักษาเงินไว้ ณ สํานักงานอย่างน้อยสามคน ในจํานวนนี้ ให้หัวหน้าหน่วยงานคลังเป็นกรรมการโดยตําแหน่งหนึ่งคน และกรรมการเก็บรักษาเงินอืนอีกอย่างน้อยสองคน การแต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงินตามวรรคหนึ่ง ให้แต่งตั้งจากพนักงานส่วนท้องถิ่น โดยให้คํานึงถึง หน้าที่ความรับผิดชอบ เว้นแต่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีพนักงานส่วนท้องถิ่นไม่ครบจํานวนที่จะแต่งตั้งเป็น กรรมการ ให้แต่งตั้งผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่นเป็นกรรมการให้ครบจํานวนก็ได้ การแต่งตั้งกรรมการเก็บรักษาเงินของหน่วยงานที่มีงบประมาณเฉพาะการหรือหน่วยงานย่อย ผู้บริหาร ท้องถิ่นอาจแต่งตังหัวหน้าหน่วยงานนั้นและพนักงานส่วนท้องถิ่นอีกหนึ่งคน เป็นกรรมการผู้เก็บรักษาเงิน


-112- เก็บรักษาเงินสด (ข้อ 29) เมื่อสิ้นเวลารับจ่ายเงิน ให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการนําเงินที่ได้รับนําฝากธนาคารทั้งจํานวน หากนําฝาก ธนาคารไม่ทัน ให้นําเงินที่จะเก็บรักษา และรายงานสถานะการเงินประจําวัน ส่งมอบต่อคณะกรรมการ เก็บรักษาเงิน ในกรณีมีเหตุขัดข้อง หรือมีความจําเป็นเร่งด่วนที่ต้องจ่ายเงินเป็นเงินสด ให้เก็บรักษาเงินไว้ ณ สํานักงานได้ไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท การถอนเงินฝากธนาคาร (ข้อ 39) การถอนเงินฝากธนาคารขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แจ้งเงื่อนไข การสั่งจ่ายต่อธนาคาร โดยให้ผู้มีอํานาจลงนามสั่งจ่ายเงินร่วมกันอย่างน้อยสามคน ในจํานวนนี้ให้มี - ผู้บริหารท้องถิ่น และปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ลงนามสั่งจ่ายด้วยทุกครั้ง และ - ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายให้ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น หรือผู้ดํารงตําแหน่งไม่ตํ่ากว่าหัวหน้า หน่วยงานอีกหนึ่งคน และในกรณีที่ไม่มีผู้บริหารท้องถิ่น ให้ปลัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมอบหมายผู้ดํารง ตําแหน่งไม่ตํ่ากว่าหัวหน้าหน่วยงานเพิ่มอีกหนึ่งคน เป็นผู้มีอํานาจลงลายมือชื่อถอนเงินฝากร่วมกัน และเมื่อมี ผู้ดํารงตําแหน่งผู้บริหารท้องถิ่นแล้ว ให้การมอบหมายดังกล่าวเป็นอันสิ้นสุดลง (ตามหนังสือ ด่วนที่สุดที่ มท 0808.2/ว 3066 ลว. 12 เม.ย. 2566) - การถอนเงินฝากธนาคารของ อปท. ให้ อปท. แจ้งเงื่อนไขการสั่งจ่ายต่อธนาคาร โดยให้ผู้มีอํานาจ ลงนามสั่งจ่ายเงินร่วมกันอย่างน้อย 3 คน ประกอบด้วย (1) ผู้บริหารท้องถิ่น และปลัด อปท. ลงนามสั่งจ่ายด้วยทุกครั้งกรณีไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้ ให้ผู้รักษา ราชการเป็นผู้ลงนามแทน (2) ให้ผู้บริหารท้องถิ่นมอบหมายให้ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น หรือ ผู้ดํารงตําแหน่งไม่ตํ่ากว่าหัวหน้า หน่วยงานอีกหนึ่งคน - กรณีที่ไม่มีผู้บริหารท้องถิ่น ให้ปลัด อปท. มอบหมายผู้ดํารงตําแหน่งไม่ตํ่ากว่าหัวหน้าหน่วยงานเพิ่ม อีกหนึ่งคน เป็นผู้มีอํานาจลงลายมือชื่อถอนเงินฝากร่วมกัน การเบิกเงินตามงบประมาณรายจ่าย (ข้อ 41) การขอเบิกเงินจากหน่วยงานคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบประมาณใด ให้เบิกได้แต่เฉพาะในปีงบประมาณนั้น เว้นแต่ (1) เป็นเงินงบประมาณรายจ่ายที่ยังมิได้ก่อหนี้ผูกพันในปีงบประมาณนั้นและได้รับอนุมัติ ให้กันเงินไว้ ต่อผู้มีอํานาจตามระเบียบแล้ว (2) เป็นงบประมาณรายจ่ายที่ได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีงบประมาณ และได้รับอนุมัติจากผู้บริหาร ท้องถิ่นให้กันเงินไปจ่ายในปีงบประมาณถัดไปในกรณีมีเงินอุดหนุนที่รัฐบาลให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่มิต้องจัดทําข้อบัญญัติหรือเทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจําปีแต่เบิกจ่ายไม่ทันภายในสิ้นปีงบประมาณ ที่ผ่านมา เมื่อได้จัดทํารายการในระบบe-LAAS ไว้แล้ว ก็ให้เบิกจ่ายได้ การลงนามรับรองความถูกต้องในหลักฐานการเบิก (ข้อ 42) การเบิกเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ให้หน่วยงานผู้เบิกขอเบิกกับหน่วยงานคลัง โดยให้หัวหน้า หน่วยงานผู้เบิกเป็นผู้ลงลายมือชื่อเบิกเงินและให้วางฎีกาตามแบบที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกําหนด ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับในกรณีที่กระทรวงการคลังเป็นผู้ดําเนินการแทนองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น


-113- การขอเบิกเงินทุกกรณีให้ระบุวัตถุประสงค์ที่จะนําเงินนั้นไปจ่าย และห้ามมิให้ขอเบิกจนกว่าจะถึง กําหนดหรือใกล้ถึงกําหนดจ่ายเงิน การเบิกเงินต้องมีหลักฐานการเบิกเพื่อประโยชน์ในการตรวจสอบ แล้วให้เจ้าหน้าที่ของหน่วยงานผู้เบิก ลงลายมือชื่อรับรองความถูกต้องในหลักฐานการเบิกที่เป็นภาพถ่ายหรือสําเนาทุกฉบับ การเบิกเงินในงบดําเนินงาน (ข้อ 54) การเบิกเงินในงบดําเนินงาน ให้ทําการเบิกจ่ายได้ตามงบประมาณที่ได้รับอนุมัติ และให้มีหลักฐาน แสดงว่าเงินจํานวนที่ขอเบิกนี้ถูกต้องตามวัตถุประสงค์และเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ คําสั่ง หรือ หนังสือสั่งการกระทรวงมหาดไทย การเบิกเงินตามวรรคหนึ่ง หากมีความจําเป็นเร่งด่วนที่เกิดขึ้นโดยไม่ได้คาดหมายไว้ก่อน และไม่อาจ ดําเนินการตามปกติได้ทัน ผู้รับผิดชอบในการปฏิบัติงานนั้นอาจทดรองจ่ายไปก่อนได้ในกรณีมีวงเงินไม่เกิน ห้าแสนบาท การจ่ายเงินยืมคาบเกี่ยวปีงบประมาณ (ข้อ 58) ค่าใช้จ่ายที่เป็นรายจ่ายประจําที่เกิดขึ้นในปีใด ให้เบิกจากงบประมาณรายจ่ายในปีนั้นไปจ่ายกรณี ที่ต้องจ่ายเงินยืมสําหรับการปฏิบัติราชการที่ติดต่อคาบเกี่ยวจากปีงบประมาณปัจจุบัน ไปถึงปีงบประมาณ ถัดไป ให้เบิกเงินยืมงบประมาณในปีปัจจุบัน โดยให้ถือว่าเป็นรายจ่ายของงบประมาณปีปัจจุบัน และให้ใช้ จ่ายเงินยืมคาบเกี่ยวปีงบประมาณถัดไป ดังต่อไปนี้ (1) ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ไม่เกินหกสิบวันนับแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ (2) สําหรับปฏิบัติราชการอื่น ๆ ไม่เกินสามสิบวัน นับแต่วันเริ่มต้นปีงบประมาณใหม่ การส่งใช้เงินยืม (ข้อ 94) เงินที่ยืมไป ให้ผู้ยืมส่งหลักฐานการจ่ายภายในกําหนดระยะเวลา ดังนี้ (1) กรณีเดินทางกลับภูมิลําเนาเดิม ให้ส่งต่อ อปท. ที่จ่ายเงินให้ยืมโดยทางไปรษณีย์ลงทะเบียนหรือ ธนาณัติแล้วแต่กรณี ภายใน 30 วัน นับจากวันที่ได้รับเงิน (2) กรณีเดินทางไปราชการอื่น ให้ส่งต่อ อปท . ผู้ให้ยืมภายใน 15 วันนับจากวันกลับมาถึง (3) การยืมเงินเพื่อปฏิบัติราชการนอกจากตาม (1) หรือ (2) ให้ส่งต่อ อปท. ผู้ให้ยืมภายใน 30 วันนับ จากวันที่ได้รับเงิน เว้นแต่กรณีโครงการที่มีระยะเวลาดําเนินการเกิน 30 วัน ให้ส่งต่อ อปท. ผู้ให้ยืมภายใน 30 วัน นับจากเสร็จสิ้นโครงการ การกันเงินกรณีก่อหนีผูกพัน (ข้อ 59) กรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ก่อหนี้ผูกพันไว้ก่อนสิ้นปีโดยสั่งซื้อหรือสั่งจ้าง หรือการเช่าทรัพย์สิน ถ้าเห็นว่าการเบิกเงินไปชําระหนี้ผูกพันไม่ทันสิ้นปี ให้ผู้บริหารท้องถิ่นอนุมัติให้กันเงินไว้เบิกจ่ายในปีถัดไปได้ตามข้อ ผูกพัน กรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้กันเงินค่าครุภัณฑ์ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างตามวรรคหนึ่งไว้แล้ว หาก ในภายหลังมีการบอกเลิกสัญญา ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดําเนินการจัดหาผู้ขาย หรือผู้รับจ้างรายใหม่ โดยนํา เงินที่เหลือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาผู้ขาย หรือผู้รับจ้างรายใหม่ เพือดําเนินงานในส่วนที่เหลือได้ ่ การบอกเลิกสัญญา (มาตรา 103/ข้อ 183) (1) มีเหตุอันเชื่อได้ว่าผู้ขายหรือผู้รับจ้างไม่สามารถส่งมอบงานหรือทํางานให้แล้วเสร็จได้ภายในระยะเวลา ที่กําหนด (2) คู่สัญญาไม่สามารถปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงได้ และจะต้องมีการปรับตามสัญญาหรือข้อตกลง นั้น หากจํานวนเงินค่าปรับจะเกินร้อยละสิบของวงเงินค่าพัสดุหรือค่าจ้าง


-114- (3) การตกลงกับคู่สัญญาที่จะบอกเลิกสัญญาหรือข้อตกลง กรณีที่เป็นประโยชน์แก่หน่วยงานของรัฐ โดยตรงหรือเพื่อประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อแก้ไขข้อเสียเปรียบในการที่จะปฏิบัติตามสัญญาหรือข้อตกลงนั้นต่อไป การกันเงินกรณียังมิได้ก่อหนี้ผูกพัน (ข้อ 61) ในกรณีที่มีรายจ่ายค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง ยังมิได้ก่อหนี้ผูกพัน แต่มีความจําเป็นต้องใช้ จ่ายเงินนั้นต่อไปอีก ให้ อปท. รายงานขออนุมัติกันเงินต่อสภาท้องถิ่นได้อีกไม่เกินระยะเวลาหนึ่งปี กรณีเมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการกันเงินตามวรรคหนึ่งแล้ว หากยังมิได้ก่อหนี้ผูกพัน ให้ขออนุมัติขยายเวลา เบิกจ่ายเงินได้ไม่เกินอีกหนึ่งปีต่อสภาท้องถิ่น กรณีที่ อปท. ได้ก่อหนี้ผูกพันแล้วให้เบิกจ่ายได้ตามข้อผูกพัน หากในภายหลังมีการบอกเลิกสัญญา ให้ดําเนินการจัดหาผู้ขายหรือผู้รับจ้างรายใหม่โดยนําเงินที่เหลือเป็นส่วนหนึ่งของการจัดหาผู้ขายหรือผู้รับจ้างราย ใหม่ได้เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการกันเงินหรือขยายเวลาเบิกจ่ายเงินแล้ว หากยังไม่ได้ก่อหนี้ผูกพัน หรือมีเงินเหลือจ่าย จากเงินดังกล่าว ให้เงินจํานวนนั้นเป็นอันพับไป การกันเงินเดือน ค่าจ้าง ประโยชน์ตอบแทนอื่น (ข้อ 62) รายจ่ายเงินเดือน ค่าจ้าง บําเหน็จ บํานาญ เงินประจําตําแหน่ง เงินเพิ่ม เงินช่วยเหลือ และเงินอื่น ในลักษณะเดียวกัน และค่าตอบแทนที่เรียกชื่ออย่างอื่นที่มีระเบียบ กฎหมาย กําหนดให้จ่ายในลักษณะเดียวกัน รวมทั้งเงินประโยชน์ตอบแทนอื่น หากเบิกเงินไม่ทันสิ้นปีและมีความจําเป็นต้องใช้จ่ายเงินนั้นต่อไปอีก ให้ผู้บริหาร ท้องถิ่นอนุมัติให้กันเงินได้ไม่เกินหกเดือน เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการกันเงิน หากยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จ ให้ขอขยายเวลาการเบิกจ่ายเงินต่อสภา ท้องถิ่นได้อีกไม่เกินหกเดือน เมื่อสิ้นสุดระยะเวลาการกันเงิน หรือขยายเวลาเบิกจ่ายเงินแล้ว หากยังดําเนินการไม่แล้วเสร็จ หรือมีเงิน เหลือจ่ายจากเงินดังกล่าว ให้เงินจํานวนนั้นเป็นอันพับไปการจ่ายเงิน (ข้อ 72) การจ่ายเงินผ่านธนาคาร การจ่ายผ่านระบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือด้วยวิธีอื่นใด ให้เป็นไปตามที่ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นกําหนด การจ่ายเงินให้แก่เจ้าหนี้หรือผู้มีสิทธิ นอกจากการจ่ายเงินตามวรรคหนึ่ง ให้จ่ายเป็นเช็คหรือเงินสด กรณีจําเป็นที่ไม่อาจจ่ายเป็นเช็คได้ให้จัดทําใบถอนเงินฝากธนาคารเพื่อให้ธนาคารออกตั๋วแลกเงินสั่งจ่ายให้เจ้าหนี้ หรือผู้มีสิทธิ การยืมเงิน (ข้อ 90) การจ่ายเงินยืมจะจ่ายได้แต่เฉพาะที่ผู้ยืมได้ทําสัญญาการยืมเงินและผู้บริหารท้องถิ่นได้อนุมัติให้จ่ายเงินยืม ตามสัญญาการยืมแล้วเท่านั้น โดยจะต้องเป็นไปตามเงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) มีงบประมาณเพื่อการนั้นแล้ว (2) ผู้ยืมได้ทําสัญญาการยืมเงิน... (3) การอนุมัติให้ผู้ยืมเงินเพื่อใช้ในราชการแต่ละราย ให้ผู้มีอํานาจพิจารณาอนุมัติให้ยืมเท่าที่จําเป็นได้ เฉพาะผู้มีหน้าที่ต้องปฏิบัติงานนั้น ๆ และห้ามมิให้อนุมัติให้ยืมเงินรายใหม่ เมื่อผู้ยืมมิได้ชําระคืนเงินยืมรายเก่า ให้เสร็จสิ้นไปก่อน ในกรณีการเดินทางไปราชการเป็นหมู่คณะ อาจให้ผู้มีสิทธิคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ยืมแทน ฯลฯ ผู้บริหารท้องถิ่นอาจมอบหมายให้หัวหน้าหน่วยงานที่มีงบเฉพาะการ หรือหัวหน้าหน่วยงานย่อย อนุมัติ การจ่ายเงินยืมตามสัญญาการยืมเงินได้


-115- การยืมเงิน (ข้อ 93) การเบิกเงินเพื่อจ่ายเป็นเงินยืมให้แก่บุคคลใดในสังกัด ยืมเพื่อปฏิบัติราชการให้กระทําได้เฉพาะรายการ ดังต่อไปนี้ (1) รายการค่าจ้างแรงงาน ซึ่งไม่มีกําหนดจ่ายเป็นงวดแน่นอนเป็นประจําแต่จําเป็นต้องจ่ายให้แต่ละวัน หรือแต่ละคราวเมื่อเสร็จงาน (2) รายการค่าตอบแทน เฉพาะค่าตอบแทนสําหรับบุคคลภายนอกที่ปฏิบัติงานให้แก่ อปท. และ จําเป็นต้องจ่ายแต่ละวัน หรือแต่ละคราวเมื่อสิ้นสุดการปฏิบัติงาน ค่าเบี้ยประชุม (3) รายการค่าใช้สอยหรือค่าวัสดุที่ไม่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง เช่น ค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการ ค่าใช้จ่าย ในการฝึกอบรม ค่าใช้จ่ายในการจัดงาน การจัดกิจกรรมสาธารณะ และการจัดการแข่งขันกีฬาขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น เป็นต้น การยืมเงิน (ข้อ 93) ในกรณีเดินทางไปราชการเพื่อฝึกอบรมให้สามารถยืมเงินค่าลงทะเบียนและค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ราชการในคราวเดียวกันได้ (4) ค่าใช้สอยและค่าวัสดุที่มีวงเงินในการจัดซื้อจัดจ้างตามที่คณะกรรมการวินิจฉัยปัญหาการจัดซื้อ จัดจ้าง และการบริหารพัสดุภาครัฐกําหนด และยกเว้นไม่ต้องทํารายงานขอซื้อขอจ้าง (5) รายการค่าสาธารณูปโภค เฉพาะค่าบริการไปรษณีย์โทรเลข (6) รายการที่ตังงบประมาณไว้เพื่อจ่ายให้กับผู้มีสิทธิได้รับ เช่น เบี้ยยังชีพทุนการศึกษา การให้ความ ช่วยเหลือนักเรียน ค่าใช้จ่ายเพือช่วยเหลือประชาชนกรณีช่วยเป็นเงิน แนวทางการปฏิบัติในการดําเนินการจัดหาพัสดุเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการบริหารงาน ค่าใช้จ่ายใน การฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมของหน่วยงานของรัฐ (ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ.) 0405.2/ว 119 ลว. 7 มี.ค. 2561) ตาราง 1 ปกติต้องดําเนินการจัดซื้อจัดจ้าง แต่ถ้าวงเงินการจัดซื้อจัดจ้างครั้งหนึ่ง ไม่เกิน 1 หมื่นบาท กวจ. ยกเว้นการปฏิบัติตามระเบียบการจัดซื้อจัดจ้างฯ ข้อ 22 วรรคหนึ่ง ให้ดําเนินการดังนี้ 1. ให้เจ้าหน้าที่ หรือผู้ได้รับมอบหมายดําเนินการจัดซื้อจัดจ้างไปก่อน แล้วรีบรายงานขอความ เห็นชอบพร้อมหลักฐานการจัดซื้อจัดจ้างเสนอต่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐ ภายใน 5 วันทําการถัดไป 2. เมื่อหัวหน้าหน่วยงานของรัฐให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ถือว่ารายงานขอความเห็นชอบดังกล่าว เป็นหลักฐานการตรวจรับโดยอนุโลม ตาราง 1 ปกติต้องจัดซื้อจัดจ้าง 1. ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการระหว่างการรับเสด็จ หรือเกี่ยวเนื่องกับการรับเสด็จ ส่งเสด็จ พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระบรมวงศานุวงศ์ 2. ค่าพานพุ่มดอกไม้ พานประดับพุ่มดอกไม้ พานพุ่มเงินพุ่มทอง กรวยดอกไม้พวงมาลัย ช่อดอกไม้ กระเช้าดอกไม้ หรือพวงมาลาสําหรับวางอนุสาวรีย์ หรือใช้ในการจัดงานการจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติใน วโรกาสต่าง ๆ ค่าหรีด หรือพวงมาลา 3. ค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมราชการ สัมมนา จัดงานและให้หมายความรวมถึงการประชุมราชการ ทางไกลผ่านดาวเทียม ตามที่จําเป็น เช่น ค่าเสื่อมสถานที่อบรม ค่าเช่ารถ ค่ากระเป๋า ค่าเอกสาร และอุปกรณ์ เครื่องเขียน ค่าดอกไม้ค่าตกแต่งสถานที่ ค่าป้ายไวนิล ค่าของที่ระลึกวิทยากร 4. ค่าของขวัญหรือของที่ระลึกที่มอบให้ชาวต่างประเทศ กรณีเดินทางไปราชการต่างประเทศชั่วคราว กรณีชาวต่างประเทศเดินทางมาประเทศไทย ในนามของหน่วยงานของรัฐเป็นส่วนรวม


-116- - ค่าของขวัญหรือของที่ระลึกที่มอบให้กรณีหน่วยงานที่ให้ความช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐ หรือ กรณีการเยี่ยมชมหน่วยงานของรัฐในนามของหน่วยงานของรัฐเป็นส่วนรวม 5. ค่าของขวัญหรือของที่ระลึกเพื่อแสดงความยินดีหรือเนื่องในเทศกาลต่างๆ ในนามของหน่วยงาน ของรัฐเป็นส่วนรวม เช่น กระเช้าของขวัญ กระเช้าผลไม้ กระเช้าดอกไม้ช่อดอกไม้ ของชําร่วย 6. ค่าโล่ ใบประกาศเกียรติคุณ ค่ากรอบใบประกาศเกียรติคุณ ของขวัญ ของรางวัล ของที่ระลึก สําหรับข้าราชการ ลูกจ้างประจํา หรือพนักงานของหน่วยงาน ของรัฐที่เกษียณอายุ หรือผู้ให้ความช่วยเหลือ หรือควรได้รับการยกย่อง 7. ค่าใช้จ่ายในการประดับ ตกแต่งอาคารสถานที่ของหน่วยงานของรัฐ 8. ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกําจัดแมลง แมง หนู หรือสัตว์ที่อาจเป็นพาหะนําโรคร้าย มาสู่คน และให้หมายความรวมถึงการกําจัดเชื้อโรค หรือเชื้อราตามหน่วยงานของรัฐหรือบ้านพักที่ทางราชการ จัดไว้ให้ 9. ค่าใช้จ่ายในการจัดหาอาหารสําหรับผู้ป่วยสามัญ ผู้ป่วยโรคเรื้อนของสถานบริการของหน่วยงาน ของรัฐ หรือสําหรับผู้ถูกควบคุม คุมขัง กักขัง คุมความประพฤติ หรือผู้ที่ถูกใช้มาตรการอืนใดอันมีลักษณะ เป็นการจํากัดสิทธิเสรีภาพซึ่งต้องหาว่ากระทําความผิด หรืออาหาร นม อาหารเสริมสําหรับเด็กที่อยู่ใน สงเคราะห์ของทางราชการ หรือหน่วยงานของทางราชการ 10. ค่าใช้จ่ายในการเป็นสมาชิก หรือการจัดซื้อหนังสือ จุลสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์เพือใช้ในราชการโดยส่วนรวม 11. ค่าบริการในการกําจัดสิ่งปฏิกูล จัดเก็บขยะของหน่วยงานของรัฐค่าบริการ ในการกําจัดสิ่งปฏิกูล บ้านพักของทางราชการกรณีไม่มีผู้พักอาศัย 12. ค่าใช้จ่ายต่างๆ ที่เกิดจากการใช้พัสดุที่ยืมจากหน่วยงานอืนเพื่อใช้ในการปฏิบัติราชการหรือ ปฏิบัติงานกรณีจําเป็นเร่งด่วนเป็นการชั่วคราว 13. ค่าวัสดุที่ใช้เพืออํานวยความสะดวกแก่ผู้ปฏิบัติงาน 14. ค่ารับรองและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องในการรับรองบุคคลภายนอก 15. ค่าน้ำดื่ม ตาราง 2 ไม่ต้องจัดซื้อจัดจ้าง (ไม่จํากัดวงเงิน) 1. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ค่าอาหารในกรณีที่มีการประชุมคาบเกี่ยวมื้ออาหารค่าตอบแทน วิทยากร และค่าเช่าที่พัก สําหรับการจัดประชุมราชการ และให้หมายความรวมถึงการประชุมราชการทางไกล ผ่านดาวเทียม การจัดสัมมนา การจัดงานทั้งในและนอกสถานที่ของหน่วยงานของรัฐ 2. ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม สําหรับกรณีหน่วยงานอื่นหรือบุคคลภายนอกเข้าดูงาน หรือเยี่ยมชม หน่วยงานของรัฐ หรือกรณีการตรวจเยี่ยม หรือตรวจราชการตามภารกิจปกติของบุคลากรภายในหน่วยงานของรัฐ การแถลงข่าวของหน่วยงานของรัฐการมอบเงินหรือสิ่งของบริจาค (ดส ที่ กค(กวจ) 0405.2/ว 395 ลว. 10 ต.ค. 2560) 3. ค่าธรรมเนียมในการคืนบัตร เปลี่ยนบัตรโดยสารพาหนะในการเดินทางไปราชการหรือค่าบัตร โดยสารที่ไม่สามารถคืนหรือเปลี่ยนแปลงได้กรณีเลื่อนการเดินทางไปราชการกรณีหน่วยงานของรัฐให้งดหรือ เลื่อนการเดินทางไปราชการ และให้รวมถึงกรณีเหตุสุดวิสัยอื่น ๆ ที่ทําให้ไม่สามารถเดินทางได้ 4. ค่าธรรมเนียมอื่นๆ ที่มิใช่ค่าธรรมเนียมธนาคารเกี่ยวกับการทําธุรกรรมทางการเงินเพื่อความสะดวก ของส่วนราชการที่มิใช่เป็นการร้องขอของผู้มีสิทธิรับเงิน 5. ค่าใช้บริการอินเตอร์เน็ตของผู้เดินทางไปราชการเพื่อประโยชน์ของทางราชการ


-117- 6. ค่าผ่านทางด่วนพิเศษ ค่าบริการจอดรถในการเดินทางไปปฏิบัติราชการ สําหรับรถยนต์ของ ส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐตามระเบียบว่าด้วยรถราชการหรือระเบียบอื่นที่เกี่ยวข้องของหน่วยงาน ของรัฐ ซึ่งหน่วยงานของรัฐได้มาโดยวิธีการซื้อ การยืม หรือรับบริจาค หรือได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาล ต่างประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศและขึ้นทะเบียนเป็นครุภัณฑ์ของส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐนั้น การเช่า หรือรถส่วนตัวของข้าราชการหรือพนักงานของหน่วยงานของรัฐ ผู้เลือกรับเงินค่าตอบแทน เหมาจ่ายแทนการจัดหารถประจําตําแหน่งสําหรับข้าราชการผู้มีสิทธิได้รับรถประจําตําแหน่งที่ได้จัดหามาใช้ ในการปฏิบัติราชการหรือปฏิบัติงานของหน่วยงาน 7. ค่าพาหนะกรณีได้รับมอบหมายให้เดินทางไปปฏิบัติราชการ ซึ่งหน่วยงานของรัฐไม่สามารถจัด รถยนต์ส่วนกลางได้ 8. ค่าตรวจสอบเพื่อการรับรองระบบการทํางานหรือมาตรฐานการทํางาน 9. ค่าระวาง บรรทุก ขนส่งหรือพัสดุภัณฑ์ของหน่วยงานของรัฐ ยกเว้นค่าระวางบรรทุก ขนส่งพัสดุ หรือพัสดุภัณฑ์ในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ 10. ค่าตรวจร่างกายของบุคลากรเพื่อตรวจหาสารกัมมันตภาพรังสี และเชื้อเอชไอวีจากการปฏิบัติงาน ตามภารกิจปกติ และไม่ถือเป็นสวัสดิการการรักษาพยาบาลที่ข้าราชการ ลูกจ้างประจํา หรือ พนักงานของ หน่วยงานของรัฐที่จะใช้สิทธิเบิกจ่ายตามกฎหมายเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล 11 ค่ารักษาพยาบาลสัตว์และค่าตรวจสุขภาพสัตว์ สําหรับหน่วยงานที่ภารกิจปกติในการดูแลสัตว์ 12. ค่าสาธารณูปโภค เช่น ค่าไฟฟ้า ค่านํ้า ค่าโทรศัพท์ ของหน่วยงานของรัฐและบ้านพักราชการ ค่าบริการไปรษณีย์ ค่าฝากไปรษณีย์ ค่าบริการไปรษณีย์ตอบรับ ค่าดวงตราไปรษณีย์ หรือค่าเช่าตู้ไปรษณีย์ ค่าธรรมเนียมธนาคารเกี่ยวกับการทําธุรกรรมทางการเงินเพื่อความสะดวกของส่วนราชการที่มิใช่เป็นการ ร้องขอของผู้มีสิทธิรับเงิน (ดส. ที่ กค(กวจ) 0405.2/ว 260 ลว. 5 มิ.ย. 2561) 13. การบริจาคหรือการดําเนินการเพื่อการกุศล เช่น บัตรการกุศล 14. ค่าสมาชิกหรือค่าบํารุงประจําปีของสถาบัน องค์กร หรือสโมสรต่าง ๆ 15. ค่าตอบแทนวิทยากร ค่าตอบแทนในการจ้างให้บริการสันทนาการ หรือ ค่าตอบแทนอื่น ในลักษณะเดียวกัน การจัดหาประกันภัย (ด่วนที่สุด ที่ กค (กวจ) 0405.2/046603 ลว 27 ต.ค. 2560) - การจัดทําประกันภัยทรัพย์สินของรัฐเป็นการดําเนินการตาม พ.ร.บ.คุ้มครองผู้ประสบภัยจากรถ พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม และพ.ร.บ.ประกันวินาศภัย พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม - ไม่อยู่ในความหมายของ “การจัดซื้อจัดจ้าง และ การบริหารพัสดุ”จึงไม่ต้องดําเนินการจัดหาตาม พ.ร.บ.การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐฯ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการจัดทําประกันภัยทรัพย์สินขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นพ.ศ. 2562 และที่แก้ไขเพิ่มเติม ประกันภัยรถราชการภาคบังคับ (ข้อ 6/1) อปท. ต้องจัดให้มีการประกันภัยรถราชการของ อปท. ภาคบังคับตามกฎหมายว่าด้วยคุ้มครอง ผู้ประสบภัยจากรถหลักเกณฑ์การประกันภัยรถภาคสมัครใจ (ข้อ 7) (1) ต้องเป็นรถยนต์ส่วนกลางที่ใช้ในการปฏิบัติงาน ตามภารกิจหน้าที่ของ อปท. (2) ลักษณะการใช้รถยนต์มีความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุ (3) อปท. มีงบประมาณเพียงพอที่จะจัดทําประกันภัย โดยไม่กระทบต่อการปฏิบัติภารกิจตามอํานาจ หน้าที่


-118- เงื่อนไขการประกันภัยรถราชการภาคสมัครใจ (ข้อ 8) (1) รถยนต์ส่วนกลางของ อปท. ในเขตพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้และ 4 อําเภอ ของจังหวัด สงขลา ต้องเป็นรถยนต์ที่มีภารกิจปกติในพื้นที่ (2) รถยนต์ส่วนกลางของ อปท.ที่มีลักษณะการใช้งาน - ก่อให้เกิดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุได้มากกว่ารถยนต์ส่วนกลางของ อปท. ตามปกติ เช่น รถพยาบาล รถยนต์ฉุกเฉิน รถยนต์บรรเทาสาธารณภัย รถยนต์ดับเพลิง หรือ - เมื่อเกิดอุบัติเหตุแล้วมีโอกาสจะก่อให้เกิดความเสียหาย ผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของบุคคล อื่นในวงกว้างและหรือจํานวนมาก เช่น รถยนต์โดยสารจํานวนตั้งแต่ 20 ที่นั่งขึ้นไป การพิจารณาจัดทําประกันภัยภาคสมัครใจ (ข้อ 9) - ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเป็นผู้พิจารณาประเภทของการจัดทําประกันภัย ตามข้อ 8 ตามความจําเป็น เหมาะสม และประหยัด - ในกรณีที่ อปท. ใดประสงค์จะจัดทําประกันภัยรถยนต์ส่วนกลางนอกจากกรณี ตามข้อ 8. ให้จัดทํา ประกันภัยภาคสมัครใจ ในความคุ้มครองประเภทที่ 3 ในวงเงินความคุ้มครองขั้นตํ่า ตามที่คณะกรรมการกํากับและส่งเสริม การประกอบธุรกิจประกันภัยกําหนด การยืมเงินสะสม (ข้อ 96) กิจการใดที่มีงบประมาณรายจ่ายประจําปีอนุญาตให้จ่ายได้แล้ว แต่ระยะสามเดือนแรกของ ปีงบประมาณ อปท. มีรายได้ไม่เพียงพอที่จะดําเนินการตามงบประมาณ อปท. อาจนําเงินสะสมทดรองจ่ายไป พลางก่อนได้กรณีที่ อปท. ได้รับแจ้งการจัดสรรเงินอุดหนุนที่รัฐบาลระบุวัตถุประสงค์ให้ไปดําเนินการตาม อํานาจหน้าที่ ยกเว้นค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้างแต่ยังมิได้รับเงิน หากมีความจําเป็นต้องใช้จ่ายเงินก่อน อปท. อาจยืมเงินสะสมทดรองจ่ายไปพลางก่อนได้ เมื่อได้รับเงินงบประมาณดังกล่าวแล้วให้บันทึกบัญชีส่งใช้ เงินสะสมที่ยืมการยืมเงินสะสม (ข้อ 96) กรณี อปท. ใดมีกิจการพาณิชย์ หากมีความจําเป็นกิจการพาณิชย์ อาจขอยืมเงินสะสมของ อปท. ไปทดรองจ่ายเพือบริหารกิจการก่อนได้โดยขอความเห็นชอบจาก สภาท้องถิ่นและให้ส่งชดใช้เงินยืมเงินสะสมเมื่อสิ้นปีงบประมาณ กรณี อปท. ใด มีผู้รับบํานาญ หรือผู้รับบํานาญที่ย้ายภูมิลําเนาและประสงค์จะโอนการรับเงินบํานาญ ไปรับใน อปท. ประเภทเดียวกันในท้องที่ที่ย้ายไปอยู่ใหม่ อปท. หรือ อปท. ใหม่ อาจยืมเงินสะสมทดรองจ่าย ให้กับผู้รับบํานาญนั้นได้ รวมทั้งการรับเงินบําเหน็จดํารงชีพ โดยอํานาจของผู้บริหารท้องถิ่น และเมื่อได้รับเงิน คืนให้บันทึกบัญชีส่งใช้เงินสะสมที่ยืมการใช้จ่ายเงินสะสม (ข้อ 97) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจใช้จ่ายเงิน สะสมได้ โดยได้รับอนุมัติจากสภาท้องถิ่นภายใต้เงื่อนไข ดังต่อไปนี้ (1) ให้กระทําได้เฉพาะภารกิจซึ่งอยู่ในอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นซึ่งเป็นค่าครุภัณฑ์ ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง (2) ได้ส่งเงินสมทบกองทุนส่งเสริมกิจการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแต่ละประเภท ตามระเบียบแล้ว


-119- (3) ให้กันเงินสะสมสํารองจ่ายเป็นค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรไม่น้อยกว่าสามเดือน และกันไว้อีกร้อยละสิบห้า ของงบประมาณรายจ่ายประจําปี เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายกรณีที่มีสาธารณภัยเกิดขึ้น เมื่อได้กันเงินสะสมสํารองจ่ายเป็น ค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรและค่าใช้จ่ายกรณีที่มีสาธารณภัยเกิดขึ้นแล้ว อบจ. และ ทน. ต้องมีเงินสะสมคงเหลือ ไม่ตํ่ากว่าสิบล้านบาท ทม. ทต. และ อบต. ต้องมีเงินสะสมคงเหลือไม่ตํ่ากว่าห้าล้านบาท เรื่องเสร็จ ที่ 910/2547 เรื่อง การดําเนินกิจการนอกเขตกรุงเทพมหานครในการดําเนินกิจการของ กรุงเทพมหานครเพื่อการบริหารราชการของกรุงเทพมหานครนั้น สามารถแบ่งอํานาจหนัาที่ออกได้เป็น สองส่วน คือ (1) อํานาจหน้าที่ในการบริหารงานภายในของกรุงเทพมหานคร เช่น อํานาจหน้าที่ในการบริหาร จัดการเกี่ยวกับการบริหารงานบุคคล การเงินการคลังและการพัสดุ เป็นต้น (2) อํานาจหน้าที่เกี่ยวกับการดําเนินกิจการที่ต้องกระทําตามอํานาจหน้าที่ของกรุงเทพมหานครในการ จัดให้มีบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนภายในเขตกรุงเทพมหานคร ตามมาตรา 89 แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2542 และมาตรา 18 แห่งพระราชบัญญัติ กําหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 อํานาจหน้าที่ในการบริหารงานภายใน กทม. ย่อมมีอํานาจหน้าที่เช่นเดียวกับนิติบุคคลอืนทั่วๆ ไป ที่สามารถดําเนินการอย่างใด และ ณ ที่ใดๆ เพื่อประโยชน์ ในการบริหารงานของ กทม. ได้ เช่น การจัดซื้อ จัดจ้างหรือ การจัดการฝึกอบรมจะกระทําในเขต กทม. หรือ ณ ที่อืนใด ก็ย่อมกระทําได้ สําหรับอํานาจหน้าที่ในการจัดบริการสาธารณะ ตามที่บัญญัติไว้ในกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหาร ราชการกรุงเทพมหานคร และกฎหมายว่าด้วยการหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอํานาจให้แก่องค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น นั้น โดยที่กฎหมายได้กําหนดเป็นเงื่อนไขมิให้ กทม. ดําเนินกิจการนอกเขต กทม.ไว้ เว้นแต่กิจการนั้นจะเป็นกิจการที่จําเป็นต้องกระทําและเป็นการกระทําที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการที่ดําเนินการตาม อํานาจหน้าที่ที่อยู่ในเขต กทม. เมื่อได้รับความเห็นชอบจากสภาและได้รับความยินยอมจากผู้ว่าราชการจังหวัด ราชการส่วนท้องถิ่น หรือส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง แล้วแต่กรณี แล้วจึงจะดําเนินการได้กรณีที่ กทม. ก่อสร้าง โรงงานซ่อมบํารุงยานพาหนะและเครื่องจักรกลบนที่ดินของ กทม. ซึ่งอยู่ในเขตตําบลท่าตลาด อําเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม อันเป็นพื้นที่นอกเขต กทม. เพื่อเป็นศูนย์บริการซ่อมและบํารุงยานพาหนะของ กทม.ย่อมเป็น การดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ในการบริหารงานภายในของ กทม. จึงสามารถดําเนินการนอกเขต กทม. ได้ การใช้จ่ายเงินสะสม (ข้อ 97) (4) เมื่อได้รับอนุมัติให้ใช้จ่ายเงินสะสมแล้ว องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องดําเนินการก่อหนี้ผูกพัน ให้เสร็จสิ้นภายในระยะเวลาไม่เกินหนึ่งปีถัดไป หากไม่ดําเนินการภายในระยะเวลาที่กําหนดให้การใช้จ่ายเงิน สะสมนั้นเป็นอันพับไป กรณีที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ก่อหนี้ผูกพันไว้แล้ว หากในภายหลังมีการบอกเลิกสัญญา ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นดําเนินการจัดหาผู้ขายหรือผู้รับจ้างรายใหม่ โดยนําเงินที่เหลือเป็นส่วนหนึ่ง ของการจัดการจัดหาผู้ขายหรือผู้รับจ้างรายใหม่ เพื่อดําเนินงานในส่วนที่เหลือได้ ทังนี้ ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใช้จ่ายเงินสะสม โดยคํานึงถึงฐานะการเงินการคลังขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่นและเสถียรภาพในระยะยาว


-120- การจ่ายขาดเงินสะสมด้านบุคลากร (ข้อ 99) กรณีที่งบประมาณรายจ่ายประกาศใช้บังคับแล้ว มีค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรเพิ่มขึ้นในระหว่าง ปีงบประมาณ หากมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะจ่าย หรือไม่ได้ตั้งงบประมาณเพื่อการนั้นไว้ ให้ อปท. จ่ายขาด เงินสะสมได้ โดยได้รับอนุมัติจากผู้บริหารท้องถิ่น ในกรณีดังต่อไปนี้ (1) มีการรับโอน เลื่อนระดับ เลื่อนขั้นเงินเดือนพนักงานส่วนท้องถิ่น (2) เบิกเงินให้ผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น สมาชิกสภาท้องถิ่น เลขานุการผู้บริหารท้องถิ่น เลขานุการสภาท้องถิ่น ที่ปรึกษาผู้บริหารท้องถิ่น พนักงานส่วนท้องถิ่น ตลอดจนลูกจ้างและพนักงานจ้างของ อปท. ซึ่งมีสิทธิได้รับเงินตามกฎหมายหรือระเบียบที่เกี่ยวข้อง (3) ค่าใช้จ่ายตาม (1) และหรือ (2) ให้ถือเป็นรายจ่ายในปีงบประมาณนั้น การจ่ายขาดเงินสะสมกรณีสาธารณภัย (ข้อ 100) - ภายใต้บังคับข้อ ..ในกรณีฉุกเฉินที่มีสาธารณภัยเกิดขึ้น ให้ผู้บริหารท้องถิ่นอนุมัติให้จ่ายขาดเงิน สะสมได้ตามความจําเป็นในขณะนั้น โดยให้คํานึงถึงฐานะการเงินการคลังของ อปท. การใช้จ่ายเงินกรณีฉุกเฉิน ที่มีเกิดสาธารณภัยเกิดขึ้น ใช้จ่ายจากเงินสํารองจ่ายในงบกลางก่อน - กรณีเงินสํารองจ่ายไม่เพียงพอ ให้โอนงบประมาณรายการที่หมดความจําเป็นหรือจําเป็นน้อยกว่า มาเพิ่มในเงินสํารองจ่าย - หากงบประมาณรายจ่ายไม่เพียงพอ ให้ขออนุมัติผู้บริหารท้องถิ่นจ่ายขาดเงินสะสม ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพือช่วยเหลือประชาชนตามอํานาจหน้าที่ขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2566 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 140 ตอนพิเศษ 140 ง 15 มิถุนายน 2566) “การช่วยเหลือประชาชน” หมายความว่า การให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน หรือไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ในการดํารงชีพ - โดยอาจให้เป็นสิ่งของ หรือจ่ายเป็นเงิน หรือการจัดบริการสาธารณะ เพือให้การช่วยเหลือประชาชน ในระดับเขตพื้นที่หรือท้องถิ่น ตามอํานาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การช่วยเหลือประชาชน 5 ด้าน 1. ด้านสาธารณภัย 1.1 การช่วยเหลือในเบื้องต้นโดยฉับพลันทันที 1.2 การช่วยเหลือเพือเยียวยาฟื้นฟู 2. ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต 3. ด้านการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย 4. ด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ 5. ด้านอื่น ๆ ด้านสาธารณภัย “สาธารณภัย” หมายความว่า สาธารณภัยตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย พระราชบัญญัติป้ องกันและบรรเทาสาธารณภัย พ.ศ. 2550 “สาธารณภัย” หมายความว่า อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในมนุษย์ โรคระบาดสัตว์ โรคระบาดสัตว์น้ำ การระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนภัยอื่น ๆ อันมีผลกระทบต่อสาธารณชน ไม่ว่าเกิดจาก ธรรมชาติมีผู้ทําให้เกิดขึ้น อุบัติเหตุ หรือเหตุอื่นใดซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือ ความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชนหรือของรัฐ และให้หมายความรวมถึง ภัยทางอากาศ และการ ก่อวินาศกรรมด้วย


-121- หลักการในการให้ความช่วยเหลือประชาชน (ข้อ 7) กรณีเกิดสาธารณภัยในพื้นที่ของ อปท. ไม่ว่าจะมีการประกาศเขตให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ หรือไม่ก็ตาม อปท. สามารถดําเนินการช่วยเหลือประชาชนในเบื้องต้น โดยฉับพลันทันที เพื่อการดํารงชีพ หรือบรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า หรือระงับสาธารณภัย หรือเพื่อคุ้มครองชีวิตและทรัพย์สิน หรือป้องกัน ภยันตรายที่จะเกิดแก่ประชาชน ได้ตามความจําเป็นโดยไม่ต้องเสนอคณะกรรมการพิจารณา การช่วยเหลือประชาชนกรณีเยียวยาฟื้นฟู (ข้อ 8) กรณีมีความจําเป็นต้องให้ความช่วยเหลือประชาชนเพือเยียวยาหรือฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัย ให้ อปท. เสนอคณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือกรณีที่จังหวัดได้มีประกาศเขตการให้ความช่วยเหลือ ผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉินในพื้นที่เกิดภัย เมื่อ อปท. ได้ให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อน แล้ว หาก อปท. ประสงค์จะดําเนินการให้ความช่วยเหลือเอง หรือจะขอให้อําเภอ หรือจังหวัด หรือหน่วยงานที่ เกี่ยวข้อง พิจารณาใช้เงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ให้ อปท. รายงานให้อําเภอ หรือจังหวัด หรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ ทั้งนี้เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อนในการช่วยเหลือ หลักเกณฑ์ วิธีการให้ความช่วยเหลือประชาชน (ข้อ 19) (1) การช่วยเหลือผู้ประสบสาธารณภัย หรือภัยพิบัติฉุกเฉิน ให้ใช้จ่ายงบประมาณช่วยเหลือประชาชน ตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการคลัง โดยอนุโลม ฯลฯ ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต “การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต” หมายความว่า การส่งเสริมหรือช่วยเหลือบุคคลให้สามารถ เข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดํารงชีวิตได้อย่างปกติสุขในสังคม หรือ การส่งเสริมพัฒนาบุคคลให้มีความรู้ สามารถ ไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น หรือ ผู้ที่มีชื่ออยู่ในทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐตามมติคณะรัฐมนตรี ช่วยเหลือประชาชนด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต (ข้อ 13) การให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต นอกจากกรณีการช่วยเหลือ ด้านสาธารณภัยฉุกเฉิน ให้ อปท. ประกาศให้ประชาชนที่ประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือยื่นลงทะเบียน เพื่อขอรับความช่วยเหลือต่อ อปท. เพื่อเสนอคณะกรรมการ ในกรณีเกิดอัคคีภัยที่ไม่เข้าข่ายภัยพิบัติ ในการช่วยเหลือประชาชนให้อยู่ในดุลพินิจของคณะกรรมการ ตามระเบียบนี้ที่จะพิจารณาการให้ความช่วยเหลือตามความจําเป็นเหมาะสม ทังนี้ไม่เกินอัตราตามหลักเกณฑ์ ที่กระทรวงการคลังกําหนด หลักเกณฑ์ วิธีการให้ความช่วยเหลือประชาชน (ข้อ 19) ฯลฯ (2) การช่วยเหลือด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต ให้ใช้จ่ายงบประมาณช่วยเหลือประชาชน ตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกําหนด หรือตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ โดยอนุโลม ฯลฯ การช่วยเหลือประชาชนด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต 1. หลักเกณฑ์การให้ความช่วยเหลือครอบครัวผู้มีรายได้น้อยเป็นครอบครัวผู้มีรายได้น้อยที่ประสบ ความเดือดร้อนเพราะสาเหตุหัวหน้าครอบครัว (1) ตาย (2) ทอดทิ้ง สาบสูญ หรือต้องโทษจําคุก (3) เจ็บป่วยร้ายแรงหรือพิการจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ (4) ประสบภาวะยากลําบากในการดํารงชีพ (5) ไม่สามารถดูแลครอบครัวได้ด้วยเหตุอื่นใด


-122- 2. การให้ความช่วยเหลือ ช่วยเหลือด้านการเงิน หรือสิ่งของ ไม่เกินครั้งละ 3,000 บาทต่อครอบครัว และช่วยติดต่อกันไม่เกิน 3 ครั้ง ต่อครอบครัวต่อปีงบประมาณ ตามรายการ ดังนี้ (1) ค่าเครื่องอุปโภคบริโภค และหรือค่าใช้จ่ายในการครองชีพตามความจําเป็น (2) ค่ารักษาพยาบาล เช่น ค่ายา ค่าอุปกรณ์การรักษา ค่าอาหาร ที่โรงพยาบาล หรือสถานพยาบาล ของทางราชการสั่ง และรวมถึงค่าพาหนะ ค่าอาหาร ระหว่างติดต่อรักษาพยาบาลเท่าที่จําเป็น เว้นแต่ในกรณี ได้รับการช่วยเหลือจากหน่วยงานอื่น (3) ค่าซ่อมแซมที่อยู่อาศัยเท่าที่จําเป็น (4) ช่วยเหลือเงินทุนประกอบอาชีพ รวมถึงการรวมกลุ่มด้านการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย “เกษตรกร” หมายความว่า ผู้ประกอบอาชีพ ปลูกพืช เลี้ยงปศุสัตว์ เลี้ยงสัตว์นํ้า และทํานาเกลือ ที่มีรายชื่อเป็นเกษตรกรรายย่อย และได้ขึ้นทะเบียนเกษตรกร หรือสมาชิกในครัวเรือนของผู้ที่อยู่ในทะเบียน เกษตรกรของกรมส่งเสริมการเกษตร หรือเป็นผู้มีรายชื่ออยู่ในทะเบียนผู้เลี้ยงสัตว์ของกรมปศุสัตว์ หรือทะเบียน ผู้เพาะเลี้ยงสัตว์นํ้าของกรมประมง “เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย” หมายความว่า เกษตรกรผู้อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน มีรายได้ ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ มีชีวิตอย่างยากลําบาก ขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน การช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย (ข้อ 14) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นอาจให้ความช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อยที่ประสบปัญหาในการ ประกอบอาชีพในเรื่อง ดังต่อไปนี้ (1) จัดหาหรือปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร (2) การสนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการปรับปรุงแหล่งน้ำ (3) ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การสนับสนุนด้านการเกษตร (4) ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามที่กระทรวงมหาดไทยกําหนดให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกาศให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย และประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือ ยื่นลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือ ต่อองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพื่อเสนอคณะกรรมการพิจารณา (หนังสือ มท. ที่ มท 0808.2/ว 7798 ลว. 29 ธ.ค. 2566 เรื่อง ค่าใช้จ่ายในการให้ความช่วยเหลือ เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยฯ) 1. ค่าใช้จ่ายในการจัดหา ปรับปรุงแหล่งนํ้าเพือการเกษตร 1.1 กรณีเข้าร่วมโครงการที่กระทรวงเกษตรกําหนด สามารถให้ความช่วยเหลือเป็นเงินสมทบ อัตราสระนํ้า บ่อละ 2,500 บาท 1.2 จัดหาหรือปรับปรุงแหล่งน้ำตามรูปแบบของสระน้ำในไร่นา ขนาด 1,260 ลบ.ม. ของกรมพัฒนาที่ดิน สนับสนุนได้ไม่เกิน 2,500 บาท 2. ค่าใช้จ่ายในการผลิตทางการเกษตร ช่วยเหลือครอบครัวละไม่เกิน 3,000 บาท ต่อปีงบประมาณ 2.1 ค่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการผลิต เช่น ค่าเมล็ดพันธุ์ ปุ๋ย ค่าปรับเกลี่ยพื้นที่ ค่ายา ป้องกันกําจัดศัตรูพืช ค่านํ้ามันเชื้อเพลิง 2.2 ค่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการผลิต เช่น ค่าอุปกรณ์ ค่าซ่อมอุปกรณ์ หรือเครื่องมือ เครื่องใช้ในการเกษตร เครื่องสูบน้ำ 3. ส่งเสริมอาชีพด้านการเกษตร เช่น ฝึกอบรมส่งเสริมอาชีพ


-123- หลักเกณฑ์ วิธีการให้ความช่วยเหลือประชาชน (ข้อ 19) ฯลฯ (4) การช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ซึ่งมิใช่เป็นการช่วยเหลือตาม (1) (2) และ (3) ให้ใช้จ่าย งบประมาณช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกําหนด หรือตามหลักเกณฑ์ของกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ โดยอนุโลม ด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ (ข้อ 15) เมื่อเกิดโรคติดต่อ โรคติดต่ออันตราย โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง หรือโรคระบาด หรือมีเหตุสงสัยว่าได้ เกิดโรคดังกล่าวในเขตพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นใด ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นดําเนินการ หรือสนับสนุนให้มีการป้องกัน การควบคุม การแพร่ และการระงับการระบาดของโรคนั้น หรือ สร้างภูมิคุ้มกัน โรคให้กับผู้ที่มีภาวะเสี่ยง ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อ ช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐและเอกชน ให้เกิดการปฏิบัติการตาม นโยบายและแผนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ ขั้นตอนการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ (ข้อ 16) ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดโรคหรือมีเหตุสงสัยได้ว่าเกิดโรคตามข้อ 15 ประสานหน่วยงานที่ รับผิดชอบดําเนินการป้องกันการควบคุม การแพร่ และการระงับการระบาดของโรค โดยให้องค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นร่วมดําเนินการหรือสนับสนุนการดําเนินการดังกล่าว กรณีมีหน่วยงานที่รับผิดชอบภารกิจดังกล่าว แต่ไม่สามารถดําเนินการได้อย่างครอบคลุม หรือไม่สามารถระงับการระบาดของโรคติดต่อได้ จะส่งผลทําให้เกิด การแพร่ระบาดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นสามารถ ดําเนินการการป้องกันและควบคุมโรคได้ ค่าใช้จ่ายในการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ (ข้อ 17) อปท. สามารถเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ ดังนี้ (1) ยา เวชภัณฑ์ และวัสดุที่ใช้ในการป้องกันควบคุมโรคติดต่อ เช่น ถุงมือยางหรือหนัง ผ้าปิดปากหรือ ปิดจมูก รองเท้ายางหุ้มส้นสูงใต้เข่า (รองเท้าบูต) หรือเสื้อกันฝน (2) เครื่องแต่งกายและอุปกรณ์ในการปฏิบัติงานของบุคลากรที่ปฏิบัติงาน (3) ค่าปรับปรุงสถานที่ เช่าสถานที่ เพือเป็นสถานที่ป้องกันควบคุมโรค (4) ค่าอาหารจัดเลี้ยงเจ้าหน้าที่ของทางราชการและผู้มาให้ความช่วยเหลือ หรือค่าอาหารสําหรับ ผู้ป่วย กลุ่มเสี่ยง ผู้ถูกกักตัว ให้เบิกจ่ายได้ตามระเบียบของทางราชการ ทั้งนี้เจ้าหน้าที่ของทางราชการและ ผู้มาให้ความช่วยเหลือต้องไม่ได้รับเงินซํ้าซ้อนจากหน่วยงานราชการอื่น (5) ค่าพาหนะรับส่งผู้ป่วย (6) ค่าใช้จ่ายที่จําเป็นในการป้องกันควบคุมโรคติดต่อให้ อปท. คํานึงถึง ความจําเป็น เหมาะสม และ ประหยัด หลักเกณฑ์ วิธีการให้ความช่วยเหลือประชาชน (ข้อ 19) ฯลฯ (3) การช่วยเหลือประชาชนด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อให้ใช้จ่ายงบประมาณช่วยเหลือ ประชาชนตามหลักเกณฑ์ที่กระทรวงมหาดไทยกําหนด หรือตามหลักเกณฑ์ของกระทรวงสาธารณสุข โดยอนุโลม ฯลฯ การให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นๆ “การช่วยเหลือประชาชนด้านอื่น ๆ” หมายความว่า กรณีที่ อปท. มีความจําเป็นเร่งด่วนต้องช่วยเหลือ ประชาชนในด้านอื่นๆ เพื่อการฟื้นฟู เยียวยา สงเคราะห์ และบรรเทา


-124- ผลกระทบของประชาชน - นอกเหนือจากด้านสาธารณภัย หรือด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต หรือด้านการป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ หรือ ด้านการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย การให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านอื่น ๆ (ข้อ 18) - กรณีมีความจําเป็นเร่งด่วนที่จะต้องให้ความช่วยเหลือประชาชนในด้านอื่น ๆ เพื่อฟื้นฟู เยียวยา สงเคราะห์และบรรเทาผลกระทบของประชาชน ให้ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาช่วยเหลือประชาชนได้ตามความ จําเป็น และเหมาะสม ไม่เกินอัตราตามหลักเกณฑ์ที่หน่วยงานรัฐกําหนด โดยคํานึงถึงสถานะการคลังของ อปท. ประกอบด้วย การใช้จ่ายงบประมาณเพือการช่วยเหลือประชาชน (ข้อ 20) - ด้านการเยียวยาฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัย - ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต - ด้านการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย - ให้ อปท. จัดทําโครงการแสดงสาระสําคัญของกิจกรรมที่ต้องดําเนินการและตั้งงบประมาณรายจ่าย ในงบดําเนินงาน ค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่าย งบรายจ่ายอื่น หลักการในการให้ความช่วยเหลือประชาชน (ข้อ 7 วรรค 2) ในกรณีการช่วยเหลือประชาชนเพื่อเยียวยาและฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัย - การส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต - การช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ให้เสนอคณะกรรมการให้ความเห็นชอบก่อน การใช้จ่ายงบประมาณเพือการช่วยเหลือประชาชน (ข้อ 20) - ด้านการเยียวยาฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัย - ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต - ด้านการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย - ให้ อปท. จัดทําโครงการแสดงสาระสําคัญของกิจกรรมที่ต้องดําเนินการ - ตั้งงบประมาณรายจ่าย ในงบดําเนินงาน ค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการ ที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายงบรายจ่ายอื่น ๆ หน้าที่และอํานาจของคณะกรรมการช่วยเหลือประชาชนของ อปท. (ข้อ 10) (1) ให้นํารายชื่อของประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนที่สํารวจโดยหน่วยงานของรัฐ และรายชื่อ ประชาชนที่ยื่นลงทะเบียนขอรับความช่วยเหลือต่อ อปท. หรือสถานที่กลาง มาใช้ในการพิจารณาช่วยเหลือ ประชาชนตามระเบียบนี้ (2) การประกาศรายชื่อผู้ได้รับการพิจารณาให้ความช่วยเหลือตาม (1) โดยต้องปิดประกาศไว้ให้ทราบไม่น้อยกว่าสิบห้าวัน หากไม่มีการคัดค้านให้ดําเนินการให้ความ ช่วยเหลือต่อไปได้ เว้นแต่กรณีจําเป็นเร่งด่วนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนให้สามารถดําเนินการให้ความ ช่วยเหลือได้ โดยไม่ต้องรอให้ครบกําหนดระยะเวลาดังกล่าว (3) รายงานผลการพิจารณาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเพื่อดําเนินการตามอํานาจหน้าที่ ต่อไป (4) ควบคุมการปฏิบัติให้เป็นไปตามวัตถุประสงค์และเป็นธรรม (5) การปฏิบัติหน้าที่อื่น ๆ ตามที่กําหนดไว้ในระเบียบนี้


-125- การใช้จ่ายงบประมาณเพื่อการช่วยเหลือประชาชน (ข้อ 21) - กรณีฉุกเฉินที่มีเหตุสาธารณภัยเกิดขึ้น หรือ กรณีการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ หรือ การให้ความ ช่วยเหลือประชาชนด้านอื่น ๆ ให้ อปท. เบิกจ่ายจากงบกลาง ประเภทเงินสํารองจ่ายในงบประมาณรายจ่าย ประจําปี โดยไม่จําต้องจัดทําโครงการ การตั้งงบประมาณตามแผนงาน 1. ด้านบริหารทั่วไป 1.2 แผนงานการรักษาความสงบภายใน 1.2.3 งานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย - การป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย - การเยียวยาประชาชนด้านสาธารณภัย 2. ด้านบริการชุมชนและสังคม 2.2 แผนงานสาธารณสุข 2.2.3 งานบริการสาธารณสุขและงานสาธารณสุขอื่น - งานป้องกัน ควบคุม และระงับยับยังโรคติดต่อ โรคระบาด ฯ ล ฯ - การจัดสถานที่กักกันเพื่อป้องกันระงับโรคติดต่อ 2.3 แผนงานสังคมสงเคราะห์ 2.3.2 งานสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์ - การช่วยเหลือประชาชนด้านพัฒนาคุณภาพชีวิตการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย การช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นๆ หนังสือ มท ดส. ที่ มท 0808.2/ว 5911 ลว. 5 ก.ค. 66 เรื่องกําหนดหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติการช่วยเหลือประชาชนตามระเบียบ มท. ว่าด้วยค่าใช้จ่าย เพือช่วยเหลือ ปชช. ตามอํานาจหน้าที่ของ อปท. พ.ศ. 2566 การช่วยเหลือ ปชช. ในเบื้องต้นโดยฉับพลันทันทีกรณีเกิดสาธารณภัย 1. ด้านการดํารงชีพ เช่น จัดเลี้ยงอาหาร วันละไม่เกิน 3 มื้อๆ ละไม่เกิน 50 บาท ถุงยังชีพชุดละ ไม่เกิน 700 บาท ค่าดัดแปลงที่พักชั่วคราว ไม่เกิน 2,500 บาท ค่าผ้าใบ ผ้าพลาสติก กันแดดกันฝนไม่เกิน 1,000 บาทเป็นต้น 2. บรรเทาความเดือดร้อนเฉพาะหน้า ระงับสาธารณภัย เช่น ค่าน้ามันเชื้อเพลิงและหล่อลื่น ค่ากระแสไฟฟ้า สําหรับยานพาหนะ ค่าเครื่องจักรกล เครื่องสูบนํ้า อุปกรณ์ด้านการกู้ชีพกู้ภัยของทางราชการ หรือเอกชน หรือค่าเช่าหรือ จ้างเหมาเครื่องสูบน้ำ ยานพาหนะ เครื่องจักรกล เครื่องปั่นไฟ เพื่อนําไปช่วยเหลือ ผู้ประสบภับ ขั้นตอนการช่วยเหลือ ปชช. ด้านเยียวยาฟื้นฟูหลังเกิดสาธารณภัยด้านการส่งเสริมพัฒนาคุณภาพชีวิต และด้านการช่วยเหลือเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย (ต้องเสนอให้คณะกรรมการพิจารณา) 1. อปท. ประกาศให้ประชาชนที่ประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือยื่นลงทะเบียนภายในระยะเวลาที่ กําหนด 2. เจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบตรวจสอบข้อมูลเบื้องต้น 3. นํารายชื่อประชาชนเสนอต่อคณะกรรมการเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ 4. ปิดประกาศรายชื่อให้ประชาชนทราบไม่น้อยกว่า 15 วัน 5. รายงานผลการพิจารณาให้ อปท. ทราบ เพื่อดําเนินการช่วยเหลือ


-126- 6. ตั้งงบประมาณในงบดําเนินงานค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้า ลักษณะงบรายจ่ายอื่น การให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นๆ เป็นการให้ความช่วยเหลือ กรณีจําเป็นเร่งด่วน เช่น - ฟ้าผ่าทําให้เสียชีวิต หรือทรัพย์สินเสียหาย - เสียชีวิตจากการจมน้ำ เนื่องจากช่วยเหลือการปฏิบัติงานหรือช่วยผู้อื่น - มีเหตุการณ์ใช้อาวุธทําร้ายประชาชนจนได้รับบาดเจ็บหรือเสียชีวิตโดยผู้ประสบภัยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง - การตั้งศูนย์ช่วยเหลือ ค้นหาประชาชนที่สูญหาย - กรณีอัคคีภัยที่ไม่เข้าข่ายภัยพิบัติ เช่น ไฟไหม้บ้านหลังเดียว ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาให้ความ ช่วยเหลือประชาชนด้านอื่นๆ ได้ตามความจําเป็นเหมาะสม เช่น - ค่าอาหารจัดเลี้ยง วันละไม่เกิน 3 มื้อๆละไม่เกิน 50 บาท - บาดเจ็บรักษาพยาบาลในสถานพยาบาล 3 วันติดต่อกัน ช่วยเหลือเบื้องต้น 4,000 บาท - บาดเจ็บถึงขั้นพิการไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ช่วยเหลือเบื้องต้น 13,300 บาท - ค่าจัดการศพไม่เกิน 29,700 บาท ถ้าเป็นหัวหน้าครอบครัวช่วยเพิ่มอีกไม่เกิน 29,700 บาท - ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยไม่เกิน 49,500 บาท ระเบียบกระทรวงมหาดไทย ว่าด้วยเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2559 แก้ไข เพิ่มเติมถึง (ฉ.2) พ.ศ. 2563 (21 ก.ค. 63) การอุดหนุนหน่วยงานอื่น (ข้อ 3) “เงินอุดหนุน” หมายความว่า เงินที่ อปท.ตั้งงบประมาณอุดหนุนให้แก่หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน เพือให้ดําเนินการตามภารกิจที่ ่ อยู่ในอํานาจหน้าที่ ของ อปท. ตามกฎหมาย “หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน” (1) อปท. และ อปท. อืนที่มีกฎหมายจัดตั้ง (2) ส่วนราชการ ได้แก่ ส่วนราชการตามกฎหมายว่าด้วยระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน (3) รัฐวิสาหกิจ ได้แก่ การไฟฟ้ า การประปา และองค์การจัดการน้าเสีย (4) องค์กรประชาชน ได้แก่ องค์กรซึ่งเป็นการรวมของประชาชนที่จัดตั้งโดยถูกต้องตามกฎหมาย ระเบียบหรือข้อบังคับของหน่วยงานของรัฐ หรือหนังสือสั่งการของกระทรวง มหาดไทย โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อประโยชน์สาธารณะ และมีการดําเนินการอย่างต่อเนื่องมาแล้วไม่น้อยกว่าหนึ่งปี (5) องค์กรทางศาสนา ซึ่งจัดตั้งโดยถูกต้องตามกฎหมาย หรือระเบียบ หรือ ข้อบังคับของหน่วยงาน ของรัฐ เช่น วัด มัสยิด (6) องค์กรการกุศล ได้แก่ องค์กรซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักเพือดําเนินงานการกุศล หรือบําเพ็ญ สาธารณประโยชน์ มิใช่การมุ่งแสวงหากําไรที่จัดตั้งตามกฎหมาย ระเบียบ หรือข้อบังคับของหน่วยงานของรัฐ เช่น มูลนิธิ เหล่ากาชาดจังหวัด หลักเกณฑ์การตั้งงบประมาณให้เงินอุดหนุน (ข้อ 4) (1) โครงการที่จะให้เงินอุดหนุนต้องเป็นภารกิจที่อยู่ในอํานาจหน้าที่ตามกฎหมาย และต้องไม่มี ลักษณะเป็นเงินทุนหมุนเวียนและโครงการที่มีลักษณะเป็นการจัดเลี้ยงอาหาร หรือการจัดกิจกรรมนันทนาการ ห้ามมิให้อุดหนุนหน่วยงานอื่นในการจัดหาครุภัณฑ์ยานพาหนะและขนส่งเว้นแต่จะอุดหนุนให้แก่ อปท.


-127- (2) ประชาชนในเขตต้องได้รับประโยชน์จากโครงการ (3) ต้องให้ความสําคัญกับโครงการอันเป็นภารกิจหลักตามแผนพัฒนาท้องถิ่นที่จะต้องดําเนินการเอง และสถานะทางการคลังก่อนที่จะพิจารณาให้เงินอุดหนุน (4) ถ้าเห็นสมควรให้เงินอุดหนุนให้นําโครงการขอรับเงินอุดหนุนบรรจุไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น และตั้ง งบประมาณไว้ในหมวดเงินอุดหนุน ห้ามจ่ายจากเงินสะสม ทุนสํารองเงินสะสม หรือเงินกู้ อัตราส่วนการให้เงินอุดหนุน (ข้อ 5) - ตั้งงบประมาณให้เงินอุดหนุนได้ไม่เกินอัตราส่วนของรายได้จริงในปีงบประมาณที่ผ่านมาโดยไม่รวม เงินอุดหนุนที่รัฐจัดสรรให้ (1) องค์การบริหารส่วนจังหวัด ไม่เกินร้อยละ 10 (2) เทศบาลนคร ไม่เกินร้อยละ 2 (3) เทศบาลเมืองและเทศบาลตําบล ไม่เกินร้อยละ 3 (4) องค์การบริหารส่วนตําบล ไม่เกินร้อยละ 5 กรณีจะตั้งเกินอัตราให้ขออนุมัติจากผู้ว่าราชการจังหวัดก่อนการตั้งงบประมาณ โดยส่วนที่เกินจะต้อง ไม่เกินหนึ่งเท่าของอัตราส่วน การให้เงินอุดหนุนรัฐวิสาหกิจ (ข้อ 6) - ภารกิจเฉพาะของรัฐวิสาหกิจซึ่ง อปท. ไม่สามารถดําเนินการได้ อาจร้องขอให้รัฐวิสาหกิจดําเนินการแทน - แจ้งให้รัฐวิสาหกิจจัดทําประมาณการค่าใช้จ่ายให้แล้วบรรจุในแผน และตั้งงบประมาณในหมวดเงิน อุดหนุน - ไม่นํามานับรวมคํานวณอยู่ในอัตราส่วน เงินอุดหนุนตามกฎหมายกําหนดแผนฯ (ข้อ 7) - กรณี อปท. ตั้งงบประมาณให้เงินอุดหนุนหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน โดยใช้เงินอุดหนุนที่ได้รับ ในลักษณะที่กําหนดให้ อปท. ดําเนินการไว้เป็นการเฉพาะตามกฎหมายว่าด้วยการกําหนดแผนและขั้นตอนการ กระจายอํานาจ - ให้หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนจัดทําประมาณการค่าใช้จ่ายโครงการ โดยถือว่าประมาณการ ค่าใช้จ่ายเป็นการเสนอโครงการขอรับเงินอุดหนุน - ไม่ต้องมีเงินงบประมาณในส่วนของตนเองร่วมสมทบ - ไม่นําเงินอุดหนุนมานับรวมคํานวณอยู่ในอัตราส่วน หลักเกณฑ์การขอรับเงินอุดหนุน (ข้อ 8) หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนดําเนินการ ดังนี้ (1) เสนอโครงการขอรับเงินอุดหนุนซึ่งต้องเป็นภารกิจที่อยู่ในอํานาจหน้าที่ของหน่วยงานที่ขอรับเงิน อุดหนุน (2) กรณี อปท. และส่วนราชการ ยกเว้น ข้อ 7 ต้องมีงบประมาณในส่วนของตนเองร่วมสมทบในกรณี เป็นโครงการก่อสร้าง ปรับปรุงหรือซ่อมแซมสิ่งก่อสร้างตามจําแนกงบประมาณ ต้องมีงบประมาณสมทบ ไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 ของค่าใช้จ่ายโครงการ เว้นแต่กรณีเป็นนโยบายรัฐบาล หรือกระทรวงมหาดไทย ส่วนกรณีอื่น ๆ ให้ อปท. พิจารณาตามสถานะทางการคลัง


-128- (3) หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนต้องดําเนินการตามโครงการเอง โดยไม่สามารถมอบหมายให้ หน่วยงานอื่นดําเนินการแทนได้ การดําเนินการของ อปท. เมื่องบประมาณมีผลใช้บังคับ (ข้อ 9) - แจ้งหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนทราบโดยแจ้งห้ามดําเนินการ หรือก่อหนี้ผูกพันก่อนที่จะได้รับเงิน อุดหนุนไปพร้อม เว้นแต่กรณีมีความจําเป็นเร่งด่วน หรือการอุดหนุนงบประมาณตามข้อ 7 - ก่อนที่ อปท. จะเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้แก่หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน ให้ อปท. จัดทําบันทึก ข้อตกลงกับหัวหน้าหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน เว้นแต่กรณีการขอรับเงินอุดหนุนตามข้อ 6 และข้อ 7 - สําหรับองค์กรประชาชน องค์กรทางศาสนา และองค์กรการกุศลให้จัดทําบันทึกข้อตกลงกับผู้แทน ของหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนดังกล่าว ไม่น้อยกว่า 3 คน การติดตามประเมินผล (ข้อ 12) ให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นผู้ให้เงินอุดหนุนติดตามและประเมินผลการดําเนินการโครงการของ หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติที่กําหนดไว้ในระเบียบนี้ นส.มท. ดส. ที่ มท 0808.2/ว 4750 ลว 14 ส.ค. 2563 ซักซ้อมแนวทางปฏิบัติตามระเบียบ มท.ว่าด้วยเงินอุดหนุนฯ - อปท. ต้องเบิกจ่ายเงินอุดหนุนให้หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนให้แล้วเสร็จภายในปีงบประมาณ - เมื่่อจ่ายเงินแล้ว ให้ อปท. เรียกใบเสร็จรับเงิน หรือใบสําคัญรับเงิน จากหน่วยงานที่ขอรับเงิน อุดหนุนไว้เป็นหลักฐาน - ให้ อปท. แจ้งหน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุนรายงานผลการดําเนินการให้ อปท. ทราบ ภายใน 30 วัน นับแต่วันที่โครงการแล้วเสร็จหากมีเงินเหลือจ่ายให้ส่งคืน - ให้ อปท. แต่งตั้งคณะทํางาน ติดตามประเมินผลการใช้จ่ายเงินอุดหนุนจนแล้วเสร็จ แล้วรายงาน ผู้บริหารท้องถิ่นทราบ หากไม่ดําเนินการตามวัตถุประสงค์โครงการให้เรียกเงินคืนทั้งหมด พระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 มาตรา 13 เจ้าหน้าที่ดังต่อไปนี้จะทําการพิจารณาทางปกครองไม่ได้ (1) เป็นคู่กรณีเอง (2) เป็นคู่หมั้นหรือคู่สมรสของคู่กรณี (3) เป็นญาติของคู่กรณี คือ เป็นบุพการีหรือผู้สืบสันดานไม่ว่าชั้นใด ๆ หรือ เป็นพี่น้องหรือลูกพี่ลูกน้อง นับได้เพียงภายในสามชั้น หรือเป็นญาติเกี่ยวพันทางแต่งงานนับได้เพียงสองชั้น (4) เป็นหรือเคยเป็นผู้แทนโดยชอบธรรมหรือผู้พิทักษ์หรือผู้แทนหรือตัวแทนของคู่กรณี (5) เป็นเจ้าหนี้หรือลูกหนี้หรือเป็นนายจ้างของคู่กรณี (6) กรณีอืนตามที่กําหนดในกฎกระทรวง การจ่ายเงินค่าตอบแทนบุคคลหรือคณะกรรมการให้ปฏิบัติ ดังนี้ 7.1 ส่วนราชการ (1) จ่ายค่าตอบแทนโดยโอนเงินผ่านระบบ KTB Corporates Online เพือเข้าบัญชีเงินฝากธนาคาร ของบุคคลหรือคณะกรรมการดังกล่าว - กรณีเป็นข้าราชการ ลูกจ้าง พนักงานราชการในหน่วยงาน ให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารที่ใช้ สําหรับรับเงินเดือน ค่าจ้าง หรือ ค่าตอบแทนแล้วแต่กรณี หรือบัญชีเงินฝากธนาคารอื่น - กรณีเป็นบุคคลต่างสังกัดหรือบุคคลภายนอก ให้โอนเงินเข้าบัญชีเงินฝากธนาคารตามที่ผู้มีสิทธิรับ เงินแจ้งความประสงค์ไว้


-129- (2) ให้ใช้รายงานสรุปผลการโอนเงิน ที่ได้จากระบบ KTB Corporates Online เป็นหลักฐานการจ่าย และเก็บรักษาไว้ให้ สตง. ตรวจ 7.2 หน่วยงานของรัฐอื่นให้ถือปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หรือข้อบังคับที่หน่วยงานของรัฐนั้น ๆ กําหนด 8. หัวหน้าหน่วยงานของรัฐสามารถกําหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับอัตราการจ่ายค่าตอบแทนเพื่อเป็นการ ควบคุมการเบิกจ่ายและการบริหารงบประมาณได้ตามความจําเป็นและเหมาะสม 9. การเบิกจ่ายค่าตอบแทนที่นอกเหนือหรือแตกต่างจากที่กําหนดให้ขอทําความตกลงกับประทรวง การคลัง ดส.ที่ กค 0402.5/48956 ลว 28 ต.ค. 2562 หารือหลักเกณฑ์การเบิกจ่ายค่าตอบแทนกรรมการ - ตั้งคนเดียวเป็นผู้ตรวจรับพัสดุ เบิกค่าตอบแทนได้ - คกก.ตรวจรับพัสดุงานจ้างก่อสร้าง ได้ค่าออกตรวจงาน 350 บาทต่อคนต่อวัน และยังได้ ค่าตอบแทนการประชุมอีก (1,500/1,200) - ผู้ควบคุมงานเบิกได้ทุกวัน วันหนึ่งมีหลายงานเบิกได้ทุกงาน แต่เวลาต้องไม่ซํ้าซ้อนกันการจัดซื้อจัด จ้างที่ไม่ต้องลง e-GP (ด่วนที่สุด ที่ กค 0405.4/ว 322 ลว. 24 ส.ค. 2560) - การจัดซื้อจัดจ้างดังต่อไปนี้ ไม่ต้องดําเนินการในระบบ e-GP 1. ประกาศแผนจัดซื้อจัดจ้าง ที่ได้รับการยกเว้นไม่ต้องทําแผนตาม มาตรา 11 2. การจัดซื้อจัดจ้าง 2.1 วงเงินตํ่ากว่า 5,000 บาท 2.2 การจัดซื้อจัดจ้างตามข้อ 79 ว.2 (วงเงินไม่เกิน 5 แสน (จําเป็นเร่งด่วนไม่อาจคาดหมาย ได้ และไม่อาจดําเนินการตามปกติได้ทัน) 2.3 กรณีจ้างเหมาบุคคลธรรมดาไว้ปฏิบัติงาน 2.4 กรณีการซื้อน้ำมันเชื้อเพลิงไม่ถึง 10,000 ลิตร และไม่มีภาชนะเก็บรักษาน้ำามัน เชื้อเพลิง การจัดซื้อจัดจ้างและการบริหารพัสดุภาครัฐ -กฎกระทรวงกำหนดกรณีการจัดซื้อจัดจ้างพัสดุโดยวิธีเฉพาะเจาะจง พ.ศ. 2561 -วิธีเฉพาะเจาะจง (ข้อ 78) -งบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติม กระทำได้ต่อเมื่องบประมาณรายจ่ายประจำปีที่ได้รับเห็นชอบ หรือ อนุมัติแล้วไม่พอแก่การใช้จ่าย หรือ มีความจำเป็นต้องตั้งจ่ายขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ต้องแสดงให้ปรากฎใน งบประมาณรายจ่ายด้วยว่าจะจ่ายจากเงินรายได้ที่มิได้ตั้งรับไว้ในประมาณการรายรับ หรือเงินรายได้ที่เกินยอด ทั้งสิ้นของประมาณการรายรับประจำปี


-130- วันที่ 17 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 12.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย อ.ไพบูลย์ โพธิ์สุวรรณ ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น วิชา แนวทางจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจพอเพียงท้องถิ่นไปปฏิบัติ สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ รูปแบบของท้องถิ่น มี 2 ลักษณะ 1.มิติเชิงสังคม คือ คนที่มีวิถิชีวิตที่เป็นอัตลักษณ์ร่วมกัน มีวัฒนธรรมร่วมกัน (ลักษณะเฉพาะที่ เฉพาะถิ่น) มีความหลากหลาย เช่น ภาษา เสื้อผ้า ประเพณี การละเล่น ดนตรี เป็นวิถีชีวิต ** เราเอาอัตลักษณ์ของคนหนึ่งไปตัดสินอัตลักษณ์ของอีกคนหนึ่ง** ประโยชน์ของอัตลักษณ์ คือ ทำให้คนรู้จักรากเหง้าของตนเอง จะได้ปฏิบัติตัวได้ถูก ไม่สร้างความ พึงพอใจให้กับผู้อื่น ทำให้คนภาคภูมิใจในความเป็นท้องถิ่น และสามารถพัฒนา เขื่อมโยงไปยังสาขาอื่นๆ เช่น ทำเสื้อขาย การท่องเที่ยว (หอโหวด) เป็นภูมิปัญญาท้องถิ่น One family – Soft Power (ทำแล้วได้เงิน) สามารถพัฒนาอัตถลักษณ์ เช่นศักยภาพที่สามารถต่อยอดได้ งานวัฒนธรรมคือวิถีชีวิต 3. มิติเป็นหน่วยงาน คือ เป็นองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ชื่อปกครอง แต่ ทำบริการ) งานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มี 4 งาน ได้แก่ - บริการภาครัฐที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวัน (งานปัจจุบัน) - พัฒนาคุณภาพชีวิต (งานระยะยาว) - งานปกครอง เพื่อเป็นความระเบียบเรียบร้อย เช่น ห้ามตั้งแผงขายของ - งานประสาน เป็นหน้าที่ มีอำนาจ แต่เกินความสามารถ องค์ประกอบหลัก ของ อปท. ประกอบด้วย 1. ประชาชน มีหน้าที่ แจ้งความต้องการและความคาดหวัง และมองไปยังหน่วยงานข้างนอกที่ จะต้องประสานกัน เป็นหุ้นส่วนกัน โดยฝ่ายการเมือง หรือฝ่ายข้าราชการ ต้องทำงานต้องยืดประชาชนเป็น ศูนย์กลาง ทำแล้วประชาชนได้ประโยชน์อะไร 2. ฝ่ายการเมือง ประกอบด้วย 2.1 ฝ่ายบริหาร มีหน้าที่ - กำหนดนโยบายเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน - ความท้าทายในการพัฒนา 2.2 ฝ่ายสมาชิกสภา มีหน้าที่นิติบัญญัติ ตรวจสอบการทำงานของฝ่ายบริหารและถ่วงดุล 3. ฝ่ายข้าราชการ มีหน้าที่ กำหนดยุทธศาสตร์แผนและงบประมาณ ภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่ สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ สอดคล้องนโยบายฝ่ายการเมือง ประสานส่วนที่เกินอำนาจหน้าที่ มีหน้าที่ส่งมอบ บริการ ช่วยเหลือโดยอยู่บนพื้นฐานของกฎระเบียบ เป็นมืออาชีพ รวดเร็ว แม่นยำ ไวต่อการปฏิบัติงานตาม นโยบายของฝ่ายบริหารและความต้องการของประชาชนและต้องแม่นยำ ยืนอยู่ในกฎระเบียบ การทำงานต้องยึดหลักธรรมาภิบาล 10 ประการดังนี้


-131- 1. ประสิทธิผล คือ ได้ผลตามที่เป้าเอาไว้ เป้ามี 2 อย่าง - เป้าประสงค์ (บรรยายเป็นข้อความ) - เป้าหมาย (กำหนดเป็นตัวเลข) เพื่อจะได้วัดค่าของงานได้ ค่าตัวชี้วัดกับค่าเป้าหมายต้องเป็นค่าเดียวกันเสมอ ตัวเลขมีอยู่ 6 พื้นฐาน 1. จำนวน (ของสิ่งนั้น) 2. ร้อยละ (วัดร้อยละของสิ่งนั้น) 3. ค่าเฉลี่ย (วัดเป็นค่าเฉลี่ยของสิ่งนั้น) 4. อัตรา (เทียบ = เกิดน้อยเทียบกับเลขมาก) 5. อัตราส่วน (เทียบส่วนหนึ่งกับอีกส่วนหนึ่ง) 6. สัดส่วน (เทียบส่วนหนึ่งกับทั้งหมด) การตั้งเป้าหมาย ต้องรู้จัก Base line ก่อน (ต้องตั้งค่ามากกว่าฐาน) 2. ประสิทธิภาพ คือ 1.ต้นทุนต่ำสุด 2.แผนการดำเนินงานต้องบอกขั้นตอนแบ่งเป็นช่วงๆ 3.การทำขั้นตอนที่ชัดเจน จะทำให้งานไม่ซ้ำซ้อนไม่สิ้นเปลือง ไม่รั่วไหล ไม่สูญเปล่า มอบงานได้ ทำซ้ำได้ พัฒนาให้ดีขึ้น 3. หลักการตอบสนอง คือ ตอบสนองความต้องการของประชาชน 4. สำนักรับผิดชอบ คือ พร้อมที่จะตอบคำถามในทุกเมื่อ พร้อมที่จะแก้ไขโดยไม่ต้องมีใครบอก 5. โปร่งใส คือ ให้คนรู้ได้ว่างานของเราคืออะไร ประชาชนดูได้ ถามได้ ตรวจสอบได้ คาดการณ์ได้ เรียนรู้ได้ สืบค้นได้ 6. มีส่วนร่วม คือ ร่วมตัดสินใจ ร่วมทำ ร่วมเป็นเจ้าของ 7. กระจายอำนาจ คือ แบ่งงานกันทำ 8. หลักนิติธรรม คือ ไม่มีกฎหมายไม่มีอำนาจ (ต้องปฏิบัติงานให้เป็นไปตามกฎหมาย) ต้องแสวงหา คนที่มีอำนาจมาทำแทน ใช้กฎหมายในทางที่เป็นคุณ อย่าติดกรอบอยู่กรอบเดียว ตีความกฎหมาย ตามเจตนารมณ์ 9. หลักเสมอภาค คือ ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน 10.หลักคุณธรรม จริยธรรม คือ คนดี ทำตามรูปแบบของสังคม เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการ บ้านเมืองที่ดี หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นเรื่องของการดำรงชีวิต คือ - เข้าใจสถานการณ์ก่อน - ความคิดสุดโต่ง คือ ทำกินเองภายในชุมชน) - เน้นการเติบโต (GDP) หวังกำไรสูงสุด - เดินทางสายกลาง นำสู่ทางแห่งความสำเร็จ แนวทางแห่งความสำเร็จ ประกอบด้วย - ปัญญา คือ ต้องมีความรู้ ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ พูดสิ่งที่ดี สิ่งที่เป็นจริง - ศีล คือ ต้องมีศีล ไม่โกหก หรือทำตัวไม่สุจริต - สมาธิ คือ ขยันหมั่นเพียร จดจ่อในสิ่งที่ทำ ตรวจเช็คตนเองอยู่เสมอ


-132- หลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง เป็นปรัชญาที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 พระราชทาน พระราชดำริชี้แนะแนวทางการดำเนินชีวิตแก่พสกนิกรชาวไทย ให้ดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุก ระดับชั้นตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ เพื่อให้ก้าวทันต่อยุคโลกาภิวัฒน์ และให้สำนึก ในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร สติปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และกว้างขวาง ทั้งด้านวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรมจากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี ภายใต้ 3 ห่วง 2 เงื่อนไข 1. ความพอประมาณ หมายถึง ความพอดีที่ไม่น้อยเกินไปและไม่มากเกินไป ด้วยไม่เบียดเบียนตนเอง และผู้อื่น เช่น การผลิตและการบริโภคที่อยู่ในระดับพอประมาณ 2. ความมีเหตุผล หมายถึง การตัดสินใจเกี่ยวกับระดับความพอเพียงนั้น จะต้องเป็นไปอย่างมีเหตุผล โดยพิจารณาจากเหตุปัจจัยที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนคำนึงถึงผลที่จะคาดว่าจะเกิดขึ้นจากการกระทำนั้นๆ อย่างรอบครอบ 3. มีภูมิคุ้มกัน หมายถึง การเตรียมตัวให้พร้อมรับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ที่จะ เกิดขึ้นดดยคำนึงถึงความเป็นไปได้ของสถานการณ์ต่างๆ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในอนาคต 2 เงื่อนไข คือ 1. ความรู้ 2.คู่คุณธรรม 1. เงื่อนไขความรู้ประกอบด้วย ความรอบรู้เกี่ยวกับวิชาการต่างๆ ที่เกี่ยวจ้องรอบด้าน ความ รอบคอบที่นำความรู้เหล่านั้นมาพิจารณาให้เชื่อมโยงกัน เพื่อประกอบการวางแผนและความ ระมัดระวังในการปฏิบัติงาน 2. เงื่อนไขคุณธรรม ที่จะต้องเสริมสร้าง ประกอบด้วย มีความตระหนักในคุณธรรม มีความซื่อสัตย์ สุจริต และมีความอดทน มีความเพียร ใช้สถิปัญญาในการดำเนินชีวิต ***ทางสายกลางการเริ่มต้นอยู่ที่ตัวเรา เป้าหมายอยู่ที่องค์รวม*** เวลา 13.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรายายโดย นางสาวประทิน พูลนิล นักวิชาการวัฒนธรรมชำนาญการพิเศษ ผู้อำนวยการกลุ่ม ยุทธศาสตร์และเฝ้าระวังทางวัฒนธรรม สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี วิชา กระบวนการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหาการปฏิบัติงานในหน้าที่ สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ 1. ปัญหาคืออะไร ? - นิยามของคำว่า “ปัญหา (Problem)” คือ “ความแตกต่าง (Gap)” ระหว่าง “สิ่งที่เป็นอยู่ (Actual)” กับ “สิ่งที่ต้องการ (Target)” - ความยุ่งยากที่ต้องแก้ไข - สภาวะที่ไม่พึงประสงค์ เหตุการณ์ที่ไม่เป็นไปตามคาดหวัง เบี่ยงเบนไปจากสิ่งที่ควรจะเป็น - การที่ไม่รู้ว่าจะต้องทำอย่างไร จึงจะบรรลุเป้าหมายที่กำหนด - สิ่งที่เป็นอุปสรรคต่อการทำงาน ต่อการดำเนินชีวิต ต่อเป้าหมาย - สิ่งที่ขัดขวางการทำงกิจกรรมต่าง ๆ ทำให้ไม่สะดวก - สิ่งต่าง ๆ ที่เป็นคำถาม และยังไม่ได้คำตอบ - สิ่งที่เรายังหาทางแก้ไม่ได้ โดยสรุปปัญหาคือ สิ่งที่ไม่ตรงกับความคาดหวังหรือสิ่งที่ต้องการคำตอบนั่นเอง (ไม่ได้ดั่งใจ เครียด)


-133- คุณสมบัติของนักแก้ปัญหา 1. รู้จักคิดอย่างมีเหตุผล 2. ตั้งใจค้นหาความจริง 3. กระตือรือร้น 4. ใฝ่รู้ใฝ่เรียนสนใจสิ่งรอบด้าน 5. เปิดใจรับความคิดใหม่ 6. มีมนุษยสัมพันธ์ 7. มีคุณลักษณะความเป็นผู้นำ 8. กล้าหาญ กล้าเผชิญความจริง 9. มีความคิดหลากหลายและคิดยืดหยุ่น 10. มั่นใจในตนเอง 11. มีความคิดสร้างสรรค์ 12. ความสามารถในการปรับตัวเข้ากับสถานการณ์ 13. ใจเย็น สุขุม รอบคอบ ประเภทของปัญหา 2.1 ประเภท “Just Do it” Problem : รู้ทั้งสาเหตุและวิธีแก้ปัญหาประเภทนี้ ขาดเพียงการลงมือ แก้ไข / ป้องกันอย่างจริงจัง ดังนั้นสิ่งที่ต้องทำคือ ลงมือทำมันซะ (Just Do it) 2.2 ประเภท “Take Care” Problem : ไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัด แต่รู้วิธีป้องกันปัญหาประเภทนี้ หาสาเหตุ ที่แน่ชัดยาก แต่สามารถดูแลป้องกันมิให้เกิดขึ้นได้ 2.3 ประเภท “Design” Problem : รู้สาเหตุ แต่ไม่รู้วิธีแก้ปัญหาประเภทนี้ ท้าทายนักแก้ปัญหา นักวิจัย นักออกแบบทั้งหลายในการหา Solution ที่จะมาตอบโจทย์ที่ต้องการ 2.4 ประเภท “Root Cause” Problem : ไม่รู้ทั้งสาเหตุที่แน่ชัด และวิธีแก้ปัญหาประเภทนี้ มักเกิดขึ้นซ้ำซาก เคยแก้ไขไปแล้วก็กลับมาอีก สิ่งสำคัญคือต้องวิเคราะห์ไปให้ถึงต้นตอของปัญหา ลักษณะของปัญหาที่ผู้ตัดสินใจต้องเผชิญ 1. ปัญหาแบบมีโครงสร้าง (Structured Problem) เป็นปัญหาที่มีวิธีการแก้ไขปัญหาได้อย่างชัดเจนแน่นอน หรือสามารถจำลองปัญหาได้ด้วยสูตรทาง คณิตศาสตร์ (แบบจำลองทางคณิตศาสตร์) หรือเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นประจำ หรือกล่าวอีกนัยหนึ่งคือ ปัญหาที่ผู้ตัดสินใจมีข้อมูลและสารสนเทศประกอบการตัดสินใจอย่างครบถ้วนและสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาได้ 2. ปัญหาที่ไม่มีโครงสร้าง (Unstructured Problem) เป็นปัญหาที่ไม่สามารถหาวิธีการแก้ไขได้อย่างขัดเจนและแน่นอน ไม่สามารถจำลองได้ด้วยสูตรทาง คณิตศาสตร์ เป็นปัญหาที่มีความซับซ้อน 3. ปัญหาแบบกึ่งโครงสร้าง (Semi structured Problem) เป็นปัญหาที่มีลักษณะเฉพาะ ส่วนมากจะไม่เกิดซ้ำและไม่มีกระบวนการดำเนินการมาตรฐาน หรือ เป็นปัญหาที่มีการแก้ไขเพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือจะต้องอาศัยประสบการณ์หรือความชำนาญในการ ตัดสินใจแก้ไขปัญหา ส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศให้ได้แค่การสนับสนุนเท่านั้น กระบวนการวิเคราะห์และแก้ไขปัญหา วิธีการแก้ปัญหามีมากมาย ซึ่งผู้แก้ปัญหาต้องเลือกใช้ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในแต่ละปัญหาซึ่งจะ ขึ้นอยู่กับประสบการณ์ของผู้แก้ปัญหา แต่อย่างไรก็ตาม หากพิจารณากันอย่างดี วิธีการเหล่านั้นล้วนมีขั้นตอน ที่คล้ายกัน และจากการศึกษาพฤติกรรมในการเรียนรู้และแก้ปัญหาของมนุษย์พบว่า โดยปกติมนุษย์มี กระบวนการในการแก้ปัญหาที่มีลำดับขั้นตอนทั้งสิ้น 4 ขั้นตอน ซึ่งเป็นเสมือนขั้นบันได (stair) ที่ทำให้มนุษย์ สามารถประสบความสำเร็จในการแก้ปัญหาต่าง ๆ ได้ กระบวนการทั้ง 4 ขั้นตอนนั้นได้แก่


-134- 1. การวิเคราะห์และกำหนดรายละเอียดของปัญหา (State the problem) 2. การเลือกเครื่องมือและออกแบบขั้นตอนวิธี (Tools and Algorithm development) 3. การดำเนินการแก้ปัญหา (Implementation) 4. การตรวจสอบและปรับปรุง (Refinement) - อะไรคือปัญหาของการทำงานในปัจจุบัน : ซึ่งส่วนใหญ่เกิดใน 3 เสาหลักขององคืกรคือ คน-งานการสื่อสาร - การค้นหาสาเหตุของปัญหา ปัญหาสำคัญที่สุดในองคืกรคือ ปัญหาเรื่องคน ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญ ของความสำเร็จขององค์กร ซึ่งปัญหาเรื่องคนอาจเกิดจากช่องว่างในเรื่องต่าง ๆ ดังนี้ ช่องว่างด้าน ความรู้ ช่องว่างด้านทักษะ ช่องว่าด้านแรงจูงใจ ช่องว่างด้านนิสัย ช่องว่างทางสภาพแวดล้อม และช่องว่าง ทางการสื่อสาร เป็นต้น - ปัญหาการทำงานที่เกิดจาก 5 พฤติกรรมการทำงานของตัวคุณเอง ที่ทำให้คุณไม่ Productive แถมเสียเวลาทำงาน ได้แก่ 1. ทำงานหลายอย่างพร้อมกันเกินไป (Multitasking) วิธีแก้ปัญหา : โฟกัสงานสำคัญทำให้เสร็จไปทีละงาน 2. ชอบทำงานไม่สำคัญก่อน (Small task addiction) วิธีแก้ปัญหา : จัดลำดับความสำคัญ ทำงานด่วนที่สำคัญก่อน แล้วค่อยทำงานเล็ก ๆ ทีหลัง 3. ประชุมเยอะและไม่มีจุดมุ่งหมาย (Pointless meeting) วิธีแก้ปัญหา : จัดประชุมเฉพาะที่เป็นวาระสำคัญหรือ เพิ่มความคืบหน้าของงาน 4. ติดโซเชียลมากเกินไป (Social media without a purpose) วิธีแก้ปัญหา : ลดการใช้โซเชียลมีเดีย ใช้เฉพาะที่เกี่ยวกับงาน 5. มีความกังวลในหัว (Worrying) วิธีแก้ปัญหา : พักไปตั้งสติ ให้หายกังวล แล้วลองหาเป้าหมายใหม่ที่ท้าทายให้ชีวิต เวลาเจอปัญหาคุณเป็นคนประเภทไหน 1. ประเภท “เฉยเมย” : เวลาเผชิญปัญหามักทำตัวเป็นทองไม่รู้ร้อน คิดว่าไม่ใช่เรื่องของตนเอง จึงไม่คิดและลงมือจัดการแก้ปัญหา 2. ประเภท “วิจารณ์ เพ้อเจ้อ” : เวลาเผชิญปัญหามักชอบใช้ความคิดในการวิพากวิจารณ์ หรืออคติไป เรื่อย แต่ไม่ยอมลงมือทำ ในการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง 3. ประเภท “มุทะลุ” : เวลาเผชิญปัญหามักจะใจร้อน รีบเข้าไปแก้ปัญหาในทันที โดยไม่คิดวางแผน ให้ดีเสียก่อน ทำให้เสียเวลาในการจัดการกับปัญหา และแก้ไขปัญหาไม่ตรงจุด 4. ประเภท “นักแก้ปัญหา” : เวลาเผชิญปัญหาจะตั้งสติรับมือกับปัญหาได้ดี จะคิดวิเคราะห์อย่าง รอบคอบ และลงมือปฏิบัติการแก้ไขปัญหาอย่างจริงจัง ทำให้แก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด


-135- วิธีจัดการกับปัญหาที่เกิดขึ้นในที่ทำงาน สำหรับคนเป็นหัวหน้า • หาสาเหตุของปัญหาและคนที่เกี่ยวข้องกับปัญหาความขัดแย้งนั้น แล้วคิดหาวิธีแก้ไข อย่างเป็นมืออาชีพ และเป็นกลาง • เรียกลูกทีมที่กำลังมีปัญหากันมาคุยทีละคนแบบส่วนตัว โดยเราต้องหาคำตอบให้ได้ว่าแต่ละฝ่ายต้องการ อะไร • ปรึกษาฝ่ายบุคคลถึงกฎระเบียบต่าง ๆ แล้วใช้ระเบียบเหล่านั้นเป็นหลักในการแก้ไขปัญหา เพื่อให้เกิด ความเป็นกลางมากขึ้น • เลือกใช้วิธีแก้ปัญหาที่จะส่งผลดีต่อทั้งพนักงานและองค์กร ระวังอย่าให้การแก้ปัญหาของเรานั้นทำให้คน อื่น ๆ รู้สึกว่าเราอยู่ฝ่ายใดฝ่าย • เมื่อปัญหาได้รับการแก้ไขเรียบร้อยแล้ว ก็ควรตั้งกฎระเบียบหรือข้อตกลงขึ้นมา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิด ปัญหาเดิมอีกในอนาคต รวมถึงพูดคุยกับลูกทีมให้บ่อยขึ้น เพื่อที่จะได้รู้ปัญหา เตรียมรับมือ และหาทางแก้ไขได้เร็วขึ้น วิธีฝึกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าในการทำงาน 1. ดูจากผู้มีประสบการณ์ ... 2. ทำความเข้าใจกับเรื่องที่ทำให้ถ่องแท้ ... 3. ฝึกวิเคราะห์ปัญหา ... 4. ฟังอย่างแตกฉาน ... 5. เล่าให้มีประเด็น ... 6. ทีมเวิร์ค กลยุทธ์แก้ไขความขัดแย้งในที่ทำงาน 1. อ้าแขนรับปัญหา | เจรจาด้วยเหตุผล เมื่อเกิดปัญหาขึ้น “อย่าหนีปัญหา” หรือทำเฉยให้เรื่องจบๆ ไป เพราะจะทำให้เหตุการณ์เลวร้ายลง ไปกว่าเดิม การไม่สะสางปัญหาอาจกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความรู้สึกแย่ๆ ระหว่างคู่กรณี รวมไปถึงสร้างความ ตึงเครียดให้กับผู้ร่วมงานคนอื่นด้วยการเผชิญหน้ากันในช่วงเวลาที่เกิดปัญหาขึ้นนี่แหละคือเวลา ที่เหมาะ เพียงแต่ต้องเลือกช่วงเวลาที่ควร ที่คู่กรณีทั้งสองฝ่ายจะเจรจาเพื่อหาข้อยุติด้วยเหตุผลไม่ใช่อารมณ์ 2. หันหน้าคุยกัน | เลี่ยงคำพูดรุนแรง เปิดใจเจรจาเพื่อหาสาเหตุของความขัดแย้งให้เจอ เช่น มาจากความแตกต่างของเป้าหมาย หรือเป็น เพราะข้อมูลที่แต่ละคนได้รับมานั้นต่างกัน เมื่อถึงเวลาคุยกันก็จงสื่อสารในสิ่งที่เกิดขึ้นให้มากๆ จนได้รับคำตอบ และข้อสรุปจากสิ่งที่เกิด เปลี่ยนวิธีพูด วิธีถาม และหลีกเลี่ยงคำพูดรุนแรงที่กระตุ้นให้เกิดอารมณ์จนนำไปสู่การ โต้แย้ง ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อการเจรจารวมไปถึงลองนั่งลงคุยกันดีๆ เพราะการนั่งคุยกันจะช่วยลดการใช้ภาษากาย หรืออารมณ์โกรธจากการโต้แย้งได้ 3. ฟังอย่างตั้งใจ | ป้องกันตีความผิด สาเหตุสำคัญที่ทำให้ความขัดแย้งลุกลาม คือ การไม่รับฟังกันอย่างจริงใจ ลองฟังจากอีกฝ่ายบ้าง อาจจะทำให้ค้นพบสาเหตุของความขัดแย้งว่า อาจมาจากการตีความผิด หรือการรับรู้ข้อมูลที่ต่างกันมาก็ ได้ต้องตระหนักว่าการทำงานกับคนส่วนรวมต้องอาศัยความช่วยเหลือซึ่งกันและกัน งานจึงสำเร็จได้ 4. หาข้อตกลง | ยึดงานเป็นที่ตั้ง กำหนดประเด็นที่เห็นด้วยและบอกสาเหตุที่ไม่เห็นด้วยให้รับรู้อย่างชัดเจน เพื่อหาทางออกร่วมกัน โดยยึดเป้าหมายหลักของงานเป็นที่ตั้ง และเมื่อร่วมมือกันแล้วก็พยายามผ่อนปรนเงื่อนไขข้อเรียกร้องระหว่าง กันเพื่อหาข้อยุติที่ทุกฝ่ายยอมรับได้ เมื่อได้ข้อตกลงร่วมกันแล้วอาจทำข้อตกลงออกมาในรูปของสัญญา


-136- แล้วให้แต่ละฝ่ายนำข้อตกลงไปปฏิบัติเพื่อตรวจสอบว่าเป็นไปตามที่ระบุไว้หรือไม่ อาจมีการแก้ไขหารือร่วมกัน ใหม่อีกครั้งเพื่อปรับปรุงข้อตกลงให้เป็นที่พอใจของทุกฝ่าย 5. หาคนกลาง | ไกล่เกลี่ยปัญหา การมีคนกลางเข้ามาไกล่เกลี่ยปัญหาความขัดแย้ง เป็นทางออกที่น่าสนใจไม่น้อย ผู้ไกล่เกลี่ย จะอำนวยความสะดวกให้ทั้งสองฝ่าย ช่วยกันกำหนด วิเคราะห์ และสร้างความเข้าใจในความจริงที่เกิดขึ้น ทั้งหมด โดยรังฟังเงื่อนไขของปัญหา เพื่อนำไปสู่ทางออกด้วยความปรองดองและเป็นกลาง 6. ขอโทษให้เป็น | อภัยให้เร็ว “ขอโทษ” ความผิดพลาดเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้กับคนทุกคน หากรู้ตัวแล้วก็จงกล่าวคำขอโทษให้เป็น ด้วยความจริงใจ เพราะการกล่าวคำขอโทษไม่ใช่เรื่องที่น่าละอาย แต่เป็นการแสดงความกล้าหาญที่น่ายกย่อง “ให้อภัย” การแสดงน้ำใจที่น่านับถือที่สุด คือ การรู้จักให้อภัยผู้อื่น เปิดโอกาสให้อีกฝ่ายได้แก้ไข สิ่งที่ผิดพลาด เพื่อที่ทั้งสองฝ่ายได้กลับมาทำงานร่วมกันได้อย่างสบายใจและพร้อมเดินไปข้างหน้าด้วยกัน การแก้ไขปัญหาโดยใช้หลักการ A.R.T A = Appreciate and Acknowledge : ชื่นชมและยอมรับลูกน้องในสิ่งที่เขาเป็น R = Restate Your Commitment : จงทบทวนคำมั่นสัญญาของคุณที่มีต่อบุคคลนั้น T = Track the Agreement : การติดตามผลของข้อตกลง เกี่ยวกับเรื่องที่มีปัญหา หากยังไม่มี ข้อตกลงใด ๆ คุณต้องกำหนดข้อตกลงขึ้นมาบนพื้นฐานของ การเคารพซึ่งกันและกัน การแก้ไขปัญหาแบบยูโด 1. หัวใจของการแก้ปัญหาแบบยูโดก็คือ ใช้แรงกาย แรงใจให้น้อย ที่สุดแต่สร้างผลลัพธ์ให้ได้มาก ที่สุด เมื่อเจอปัญหาลองมองหาวิธีที่คุณจะเหวี่ยงมันให้ล้มอย่างรวดเร็วแบบยูโดให้ได้ 2. ทางออกของแต่ละปัญหามีหลายทาง เหมือนจะไปไหนสักที่ ก็ไปได้หลายวิธี : คุณแค่ใช้วิธีง่าย ๆ จัดการกับปัญหาและเดินหน้าต่อไปเท่านั้น 3. จะมองวิวจากมุมสูงก็ไม่ต้องปีเขาเอเวอเรสต์แค่ขึ้นลิฟต์ไปบนชั้นสูงสุดของตึกระฟ้าที่ไหนสักแห่ง ก็ได้ นั่นคือทางออกแบบยูโด การแก้ปัญหาตามหลักพระพุทธศาสนา การแก้ไขปัญหาโดยใช้หลัก "อริยสัจ 4" : หลักอริยสัจ 4 เป็นคำสอนที่สำคัญของพระพุทธศาสนา กล่าวถึงความจริงอันประเสริฐ 4 ประการ ได้แก่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค ทุกข์ = Empathize คือการเข้าใจว่าอะไรคือปัญหา หรือกำลังรู้ว่าประสบกับปัญหาเรื่องอะไร การจะเข้าใจปัญหาอย่าง แท้จริงได้ ต้องทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งให้ถึงสิ่งที่เรียกว่า Insight เข้าหาเข้าถึงอย่างจริงจัง รู้ถึงเบื้องลึก เบื้องหลังอย่างแท้จริง และสำคัญที่ต้องรู้ในมุมมองของเจ้าของปัญหา ไม่ใช่มุมมองจากผู้อื่น สมุทัย = Define คือการค้นหาต้นตอแห่งปัญหา อะไรคือสาเหตุที่แท้จริงที่นำปัญหามา ทุกปัญหาล้วนแต่มีต้นสายปลาย เหตุ ทุกอย่างไม่ได้เกิดขึ้นมาเฉย ๆ แต่ล้วนมีที่มาทั้งสิ้น ระบุให้ชัดถึงสาเหตุนั้น อะไรคือสิ่งลบ ๆ หรือสิ่งแย่ ๆ ที่ เจอ (Pain Point) เลือกเอาปัญหามาเพียง 1 ปัญหาที่ชัดเจน แล้วเลือกแก้ไขมันให้ตรงจุด อย่าพยายาม แก้ปัญหาทุก ๆ อย่างพร้อมกัน ควรจะเลือกโฟกัสที่ปัญหาหลักเท่านั้น


-137- นิโรธ = Ideation คือวิธีการที่ใช้แก้ปัญหา เมื่อเรารู้แล้วว่าปัญหาคืออะไร รู้แล้วว่าอะไรคือสาเหตุที่แท้จริง เราก็จะพบ วิธีการที่จะใช้แก้ไขปัญหานั้นให้บรรเทา เป็นแนวทางในการแก้ไขที่ดีที่สุด ตรงกับปัญหามากที่สุด เพราะเรา เลือกวิธีแก้ที่ตรงกับสาเหตุที่แท้จริงแล้ว ทั้งนี้อาจจะมีไอเดียเกิดขึ้นมากมายในขั้นตอนนี้ ซึ่งเป็นสิ่งที่ดี ยิ่งไอเดียยิ่งเยอะ เรายิ่งมีวิธีการแก้ไข ปัญหาที่ดีมากขึ้น ผสมเพิ่มเติมต่อยอดไอเดียซึ่งกันและกัน คือหัวใจสำคัญของ Ideation มรรค = Prototype & Test คือการลงมือปฏิบัติให้ปัญหานั้นหมดไป เมื่อมีวิธีแก้ปัญหาแล้วต้องลงมือทดลองดูว่า วิธีเหล่านี้แก้ไขได้ จริงหรือไม่ เมื่อทำแล้วผลลัพธ์จะออกมาเป็นอย่างไร ถ้ามัวแต่คิดที่จะทำ มีไอเดียอยากจะทำ แต่ไม่ได้เริ่มลงมือ ทำ เราก็ไม่มีทางรู้หรอกว่าวิธีไหนได้ผลมากที่สุด สุดท้ายแล้วสิ่งที่ทำอาจจะไม่ได้ออกมาตามที่เราต้องการ แต่ก็ ได้เรียนรู้ว่าจะพัฒนาให้ดีขึ้นได้อย่างไร ถ้าท้ายที่สุดเราจะไม่ได้มาซึ่งวิธีการแก้ปัญหาที่แท้จริง ก็สามารถวนกลับไปที่จุดเริ่มต้น คือการเข้าใจ ปัญหา หรือ Empathize อีกครั้ง เพื่อให้ได้มาซึ่งการออกแบบที่แก้ไขปัญหาอย่างแท้จริง แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ ปัญหามีไว้แก้ ไม่ได้มีไว้กลุ้ม คนทำงานทุกคนไม่มีใครไม่เคยเจอปัญหาอย่างแน่นอน แต่เจอปัญหาแล้ว จะรับมือจัดการได้ดีแค่ไหน และได้เรียนรู้อะไรขึ้นมาบ้าง ก็ขึ้นอยู่กับทักษะและความพยายามของแต่ละ บุคคล คำแนะนำและเทคนิคดี ๆ เพื่อเป็นหลักคิด ฝึกแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ มีดังนี้ 1. มองปัญหาอย่างเฉพาะเจาะจง บางคนอาจเจอปัญหาหลายเรื่องพร้อม ๆ กัน และแต่ละปัญหามีความคล้ายคลึงกันบ้าง คุณจึงต้อง พิจารณาปัญหาเหล่านั้นอย่างเจาะจงลงไป ถ้ารู้ว่าอะไรคือปัญหาที่แท้จริง ก็จะสามารถหาหนทางในการ แก้ปัญหาได้ตรงจุดมากขึ้น ทำให้เกิดความมั่นใจ มองเห็นปัญหาได้ทะลุปรุโปร่ง และได้คำตอบที่ชัดเจน 2. คิด วิเคราะห์ แยกแยะ การคิดแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์นั้นมักต้องใช้วิธีแก้ปัญหาหรือคำตอบหลาย ๆ ทาง วิธีการ แก้ปัญหาหรือคำตอบที่คิดได้เป็นอันดับแรก ๆ อาจไม่ใช่วิธีที่ดีที่สุด เพราะความคิดเห็นและข้อมูลที่สำคัญ ๆ นั้นมีอยู่มากมาย ต้องพยายามคิดให้รอบด้าน แยกแยะ และคัดเลือกออกมา เพื่อให้ได้คำตอบที่ดี สร้างสรรค์ และตอบโจทย์ได้มากที่สุด 3. Brainstorming ระดมสมองหาทางออกที่ดีกว่า ระดมความคิดจากหลาย ๆ คน เพื่อคิดหาสาเหตุและวิธีแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง เหมาะสม และ ได้ผลดี โดยวางกฎพื้นฐานในการระดมสมองไว้ เช่น ไม่มีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือตัดสินว่าความคิดใดดีหรือไม่ดี ถ้าใครคิดวิธีการอะไรได้ต้องกล้าพูดออกมาเพื่อสร้างเป็นความคิดใหม่ ให้สมาชิกทุกคนแสดงความคิดเห็น เรียงกันไปทีละคน ที่สำคัญต้องจดทุกความคิด เพื่อนำไปคัดเลือก แล้วร่วมกันลงมติเลือกวิธีแก้ที่ดีที่สุด 4. Mind Mapping แผนภูมิความคิดช่วยแก้ปัญหา การทำแผนภูมิความคิดเป็นการกระตุ้นสมองให้เกิดความคิดที่เป็นอิสระจากปัญหาที่เป็นศูนย์กลาง ออกไปสู่วิธีแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่แปลกและแตกต่างจากเดิมได้ 5. มุ่งสู่เหตุผลเพื่อแก้ปัญหา ต้องมองเหตุผลที่แท้จริงว่า เราต้องการแก้ปัญหาเพื่ออะไร อย่ามัวแต่คิดว่ามีปัญหาอะไรและเกิด อะไรขึ้น เพราะจะไม่ทำให้เราได้ทางออก ให้คิดว่าเรากำลังพยายามหาหนทางแก้ไขปัญหาเพื่อผลลัพธ์อะไร สิ่งนี้จะช่วยให้เกิดความคิด กระตุ้นให้หาวิธีหรือหาหนทางแก้ไขปัญหาได้


-138- 6. ฝึกมองปัญหาอย่างเป็นระบบ และฝึกมองการณ์ไกล เมื่อฝึกมองปัญหาและหาหนทางแก้ไขปัญหาอย่างเป็นระบบได้ ก็จะทำให้เราสามารถคาดการณ์ได้ ถึงปัญหาที่อาจจะเกิดขึ้นในงานต่าง ๆ ได้ ทำให้งานที่คุณทำนั้นจะราบรื่นมากกว่าเดิม จะพบเจอกับปัญหา น้อยลง 7. ละทิ้งข้อมูลที่ไม่จำเป็น ใช้ความคิดสร้างสรรค์ให้มากขึ้น คนส่วนมากจะใช้ข้อมูลจำนวนมาก เพื่อประกอบการตัดสินใจแก้ไขปัญหา แต่อย่าลืมว่าบางครั้ง การมีข้อมูลมากเกินไป ทำให้เราไม่สามารถหาวิธีแก้ปัญหาใหม่ ๆ ได้ มัวแต่ติดอยู่ในกรอบความคิดเดิม ๆ เพราะข้อมูลนั้นเองกลับกลายเป็นตัวสกัดกั้นไม่ให้เราใช้สัญชาตญาณและความคิดสร้างสรรค์ได้มากเท่าที่ควร 8. คำนึงถึงปัจจัย “บุคคล” เมื่อสามารถพัฒนาวิธีแก้ปัญหาได้แล้ว สิ่งที่ต้องคำนึงถึงประการต่อไปคือ ความร่วมมือของบุคคล เพราะคนจะเป็นตัวขับเคลื่อนไอเดียการแก้ปัญหาให้เกิดขึ้นได้จริง นับเป็นตัวแปรสำคัญของการแก้ปัญหา ให้ประสบผลสำเร็จ นักแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์จึงต้องพยายามหาวิธีแก้ปัญหาแบบให้ concept กว้าง ๆ พร้อมยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ตามปัจจัยของบุคลากรในทีมหรือองค์กรอยู่เสมอ 9. เปลี่ยนความคิดเห็นให้เป็นการกระทำ อย่าแค่พูดแต่ไม่ทำ จุดมุ่งหมายสำคัญของการแก้ปัญหาก็คือการเปลี่ยนแปลงความคิดไปสู่การ ปฏิบัติจริง พยายามดึงคิดสร้างสรรค์ออกมาไม่ให้จบลงเพียงแค่การคิดในใจ แล้วลงมือทำอย่างมั่นใจ ไม่กังวล ถึงปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้ ใส่ใจพร้อมความมุ่งมั่นเด็ดเดี่ยวและพากเพียรพยายาม จนกระทั่งเกิดผลลัพธ์ที่น่า พึงพอใจได้ในที่สุด ทักษะการแก้ไขปัญหา ทักษะในการแก้ปัญหาแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ ปัญหาระยะสั้น และ ปัญหาระยะยาว ปัญหาระยะ สั้นคือ ปัญหาที่เกิดเฉพาะหน้าต้องเน้นความสามารถ ไหวพริบ และการตัดสินใจที่แน่วแน่ ส่วนปัญหาระยะยาว เป็นปัญหาที่ต้องอาศัยรูปแบบ แบบแผน และแนวทางขององค์กรนั้น ๆ หลายฝ่ายต้องมีส่วนร่วมในการแก้ไข และมีเวลาตัดสินใจนานขึ้น ทักษะการแก้ปัญหาจึงเป็นความสามารถที่สำคัญของบุคลากรในองค์กร ซึ่งมี ความสามารถแตกต่างกัน ความสามารถ คือ "แสดงให้เห็นถึงการประยุกต์ใช้ความรู้และทักษะ" ความรู้ คือ "ข้อมูล ข่าวสารที่ได้เรียนรู้และสามารถจำได้เมื่อต้องการใช้งาน" ทักษะ คือ "การประยุกต์ใช้ความรู้ในทางปฏิบัติเพื่อให้ได้ผล" ทักษะที่เกี่ยวข้องในเรื่องการแก้ปัญหา 1. ทักษะในการ “ขวนขวายหาข้อมูล” การแก้ปัญหาได้ดี ต้องมีข้อมูล ไม่ว่าอะไรเป็นรากเหตุ สาเหตุ วิธีการแก้ไขที่เป็นไปได้ ผลของการ ใช้วิธีแก้ไขแต่ละเรื่อง คนที่แก้ปัญหาเก่ง จะเป็นคนที่ตัดสินใจจากข้อมูล ไม่ใช่เป็นคนพึ่งโชคชะตาฟ้าดิน หรือ โทษฟ้า โทษดิน การขวนขวายหาข้อมูล เป็นสมรรถนะเชิงพฤติกรรม ที่เกิดจากความอยากรู้อยากเห็นความ ปรารถนาที่จะมีความรู้เกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆ หรือเกี่ยวกับคน หรือเกี่ยวกับประเด็นปัญหา ซึ่งความรู้นั้นจะต้อง ลึกซึ้งกว่าการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นประจำวันในหน้าที่การงาน และจะต้องเจาะลึกหรือเค้นเอาข้อมูลที่แท้จริง 2. ทักษะในการ “คิดเชิงวิเคราะห์” Analytical Thinking คือการทำความเข้าใจในสถานการณ์ด้วยการแยกส่วนประกอบต่าง ๆ ออกมาเป็นส่วน ๆ หรือการพยายามค้นหาร่องรอยของผลกระทบจากสถานการณ์หนึ่งอย่างเป็นขั้นเป็นตอน รวมถึงการเรียบเรียงที่มาของปัญหา หรือสถานการณ์อย่างมีระบบ


-139- 3. ทักษะการ “คิดเชิงหลักการ” Conceptual Thinking เป็นสมรรถนะพฤติกรรมในการวิเคราะห์ปัญหาภายใต้สถานการณ์หนึ่ง ซึ่งจะสามารถบ่งบอกถึงรูปแบบของการเกิดปัญหา หรือการเชื่อมโยงระหว่างสถานการณ์กับปัญหา โดยปัญหา นั้นจะต้องเป็นปัญหาที่สลับซับซ้อน สมรรถนะนี้ยังรวมไปถึงการใช้เหตุผลที่สร้างสรรค์มีหลักการ และสามารถ สร้างอิทธิพลในการชักนำอีกด้วย การนำสารสนเทศเข้ามาสนับสนุนการตัดสินใจ ในทุกขั้นตอนของกระบวนการตัดสินใจจะต้องใช้สารสนเทศประกอบด้วยเสมอ ซึ่งสำคัญต่อการ ตัดสินใจเป็นอย่างมาก ผู้ตัดสินใจที่มีข้อมูลและสารสนเทศประกอบการตัดสินใจไม่ครบถ้วนหรือมีเพียงบางส่วน นั้น อาจทำให้ผลลัพธ์ที่ได้จากการตัดสินใจขาดความชัดเจนแน่นอน และปัจจุบันการประมวลผลสารสนเทศ เพื่อนำไปใช้ในการตัดสินใจ โดยไม่ใช้ระบบคอมพิวเตอร์สนับสนุน จะมีความซับซ้อนมากขึ้น เนื่องจากสาเหตุ ดังนี้ 1. จำนวนทางเลือกในการแก้ไขปัญหามีมากขึ้น เนื่องจากวิวัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้นของ เทคโนโลยีในด้านต่าง ๆ ความนิยมใช้อินเตอร์เน็ตและการพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์มีจำนวนมากขึ้น จึงทำให้เกิด ทางเลือกในการแก้ไขปัญหามากขึ้น และแน่นอนว่าผู้ตัดสินใจจะต้องค้นหา รวบรวม วิเคราะห์ กลั่นกรอง และ เปรียบเทียบสารสนเทศที่เป็นทางเลือกมากขึ้นด้วย 2. การตัดสินใจภายใต้สถานการณ์ที่จำกัด หากผู้ตัดสินใจมีเวลาในการตัดสินใจน้อย ซึ่งอาจมีสาเหตุ มาจากคู่แข่งขันมีจำนวนมากขึ้น ทำให้ต้องมีการตัดสินใจ อาจก่อให้เกิดความเสียหายได้ 3. สภาพการณ์ในการตัดสินใจมีความผันผวนหรือมีความไม่แน่นอนมากขึ้น จึงทำให้ผู้ตัดสินใจต้องใช้ ความสามารถสูงในการวิเคราะห์สารสนเทศ ซึ่งผู้ตัดสินใจอาจต้องสร้างแบบจำลองขึ้นมาช่วย แต่กระบวนการ สร้างแบบจำลองโดยที่ไม่ใช้คอมพิวเตอร์นั้นต้องใช้เวลานาน 4. ความจำเป็นที่จะต้องปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญที่อยู่ต่างสถานที่กัน ซึ่งหากต้องมีการเดินทางอาจใช้ เวลานาน หรืออาจไม่ทันท่วงที จากสาเหตุข้างต้นเป็นสาเหตุที่ทำให้ผู้ตัดสินใจนำระบบสนับสนุนการตัดสินใจ เข้ามามีส่วนช่วยในการตัดสินใจ เพื่อลดปัญหาต่าง ๆ ลง 5. เหตุผลในส่วนของ “เวลา” ผู้ตัดสินใจส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริหารมีงานที่จะต้องดำเนินการเป็นจำนวนมาก ดังนั้น การใช้เวลาในการตัดสินใจแก้ไขปัญหาใดปัญหาหนึ่งนานเกินไป อาจทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาอื่น ๆ ได้ทัน ดังนั้น กระบวนการทำงานในแต่ละวันของผู้บริหารทุกระดับ ควรมีการนำระบบสารสนเทศที่มีคอมพิวเตอร์ เป็นพื้นฐานในการทำงาน จะช่วยประหยัดเวลาในบางส่วนลงได้มาก กระบวนการตัดสินใจ กระบวนการตัดสินใจ (Decision Making Process) คือ การกำหนดขั้นตอนในการตัดสินใจแก้ไข ปัญหาที่เกิดขึ้นภายในองค์กรอย่างมีหลักเกณฑ์ ด้วยการกำหนดขั้นตอนตั้งแต่ขั้นแรกจนถึงขั้นตอนสุดท้าย เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ต้องการ ขั้นตอนที่ 1 การใช้ความคิด (Intelligence Phase) ประกอบด้วยการค้นหาสาเหตุของปัญหา โดยการศึกษาถึงต้นเหตุของปัญหา วิเคราะห์ปัจจัยแวดล้อม ของปัญหา เพื่อสร้างแบบจำลองที่ใช้อธิบายลักษณะและสาเหตุของปัญหา โดยอาจใช้การจำแนกปัญหา ออกเป็นส่วนย่อยและคิดวิธีการแก้ไขปัญหา ซึ่งผลที่ได้รับจากขั้นตอนนี้ เรียกว่า “Decision Statement” หรือ “การระบุปัญหา” สิ่งสำคัญ คือ ต้องทำการจำแนกหาสาเหตุที่แท้จริงก่อนทำการแก้ไข ไม่ควรแก้ที่ปลายเหตุ ขั้นตอนที่ 2 การออกแบบ (Design Phase) สร้างและวิเคราะห์ทางเลือกในการตัดสินใจ โดยทางเลือกที่สร้างขึ้นมาจะต้องมีความเป็นไปได้ในการ แก้ไขปัญหาให้ได้ผลประโยชน์สูงสุด และมีการกำหนดวัตถุประสงค์ของการตัดสินใจ เพื่อให้ผู้ตัดสินใจสามารถ สร้างทางเลือกได้หลาย ๆ ทาง ประกอบการตัดสินใจ


-140- ขั้นตอนที่ 3 การเลือกทางเลือกที่ดีที่สุด (Choice Phase) เป็นขั้นตอนการค้นหาและการประเมินทางเลือกต่าง ๆ ที่ได้จากขั้นตอนการออกแบบ และคัดเลือกให้ เหลือทางเลือกเดียว โดยผลลัพธ์ที่ได้ คือ ทางเลือกเพื่อการนำไปใช้จริงในการแก้ปัญหา และทำการประเมิน ทางเลือกต่าง ๆ ตามส่วนที่พิจารณาที่ช่วยให้ได้เลือกทางเลือกได้อย่างถูกต้อง ขั้นตอนที่ 4 การนำไปใช้ (Implementation Phase) ขั้นตอนการนำทางเลือกในการแก้ไขปัญหาที่ได้จากข้อที่ 3 ไปลงมือปฏิบัติเพื่อแก้ไขปัญหาจริงซึ่งอาจจะ ประสบความสำเร็จหรือล้มเหลวก็ได้ หากล้มเหลว ก็อาจย้อนกลับไปสู่ขั้นตอนใดขั้นตอนหนึ่งเพื่อทบทวน กระบวนการใหม่ ขั้นตอนที่ 5 การติดตามผล (Monitoring Phase) เป็นขั้นตอนสุดท้ายของกระบวนการตัดสินใจและแก้ไขปัญหา ผู้ตัดสินใจจะมีการประเมินผลหลังจาก นำแนวทางที่ได้เลือกแล้วไปใช้มนการแก้ไขปัญหา หากผลลัพธ์ที่ได้ไม่เป็นที่น่าพอใจต้องพิจารณาถึงสาเหตุว่า เกิดขึ้นจากขั้นตอนใด เพื่อนำไปปรับปรุงการตัดสินใจแก้ไขปัญหาใหม่อีกครั้งหนึ่ง สุดยอดหัวหน้า ที่ลูกน้องพร้อมฝากชีวิต 4.“7 พฤติกรรม” ของสุดยอดหัวหน้า ที่ลูกน้องพร้อมฝากชีวิต 1. สอนงานเป็น คิดเป็นระบบ 2. เมื่อลูกน้องพูดหัวหน้าฟัง 3. ท้าทายตัวเองอยู่เสมอ 4. ไม่เดินตามใคร 5. แก้ปัญหาที่ใหญ่ได้ 6. สร้างแรงบันดาลใจให้ลูกน้องได้ 7. ใช้เหตุผลมากกว่าอารมณ์ วันที่ 18 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 16.00 น. สัมมนาการวิเคราะห์ผลงานทางวิชาการ/พบอาจารย์ประจำกลุ่ม วันที่ 19 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 16.00 น. สัมมนาการวิเคราะห์ผลงานทางวิชาการ/พบอาจารย์ประจำกลุ่ม


-141- วันที่ 20 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย อ.สุวิตา พฤกษอาภรณ์ หัวหน้าสาขาวิชาจัดการทุนมนุษย์และองค์การ คณะวิทยาการ จัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฎสวนสุนันทา วิชา ศิลปะการพูดและบรรยายสรุป สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ ความสำคัญของบุคลิกภาพผู้บริหาร บุคลิกภาคมีอิทธิพลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน บุคลิกภาพเสริมสร้างความมั่นใจ สง่างาม กล้าพูด กล้าทำ บุคลิกภาพช่วยเสริมสร้างสัมพันธภาพระหว่างบุคคล หลักการแต่งกาย 2P 1. P People : คุณต้องไปเจอใคร? 2. P Place : คุณต้องไปที่ไหน? ข้อแนะนำในการแต่งกาย ท่าทาง ท่ายืน ที่มั่นคง ส่งผลให้การพูดมีพลัง การวางเท้าสำหรับการยืน ผู้ชาย มือปล่อยข้างลำตัว หากจะกุมมือให้กุมไว้ที่ช่วงท้อง หรือจับที่ข้อมือ อย่ากุมที่เป้า ผู้หญิง มือปล่อยข้างลำตัว หากจะกุมมือให้กุมไว้ที่ช่วงท้อง หรือจับที่ข้อมือ สามารถยก ข้อศอกขึ้นตั้งฉากได้ เท้าวางในรูป 10 นาฬิกา หรือ 14 นาฬิกา การนั่งในสถานการณ์ที่เป็นทางการ หากอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นทางการมาก ไม่ควรนั่งพิงพนักเก้าอี้ ไม่นั่งไขว่ห้าง หรือแกว่งขา ระวังการ นั่งหมุนเก้าอี้ วางกระเป๋าไว้บนตัก หากมีกระเป๋าขนาดใหญ่ควรวางไว้ที่พื้น เตรียมความพร้อมเพื่อลดอาการประหม่า - ทำตัวคุ้นเคยกับเนื้อหา ผู้รับฟัง และสถานที่ - สูดหายใจเข้าลึกๆ สร้างความสดชื่นโดยการบีบนวดมือ - เตือนตัวเองให้ยิ้มเข้าไว้ - เพิ่มระดับเสียง - สบตา กวาดสายตา และใช้ท่าทางประกอบการพูด - ถามผู้ฟังเพื่อสร้างความคุ้นเคย - พูดตามหัวข้อ เรียงลำดับการพูด ระวังการพูดวกวน คุณลักษณะของผู้พูดในกที่ประชุมที่ประสบความสำเร็จ - บุคลิกดี มีความกระตือรือร้น สนใจร่วมมือ ใช้สื่อช่วยสอน - ไม่อ่อนประสบการณ์ เชี่ยวชาญชำนาญดี - สามารถในการถ่ายทอด ถอดหัวใจคนฟัง - เปลี่ยนพฤติกรรมได้ ไม่หลงตัวเอง


-142- การใช้เสียง ข้อควรคำนึงในการออกเสียง คือ คุณภาพของเสียง น้ำเสียง การออกเสียง จังหวะ วรรคตอน แนวทางออกเสียงและการใช้ภาษาในการสื่อสาร เสียงดังฟังชัด จังหวะพูดไม่ช้าหรือเร็วเกินไป พูดด้วยความรู้สึกที่จริงใจ อวัจนภาษาเหมาะสม ใช้น้ำเสียงต่างๆ กันในแต่ละเหตุการณ์ พูดให้มีท่วงทำนองที่น่าสนใจ แนวทางการออกเสียงและการใช้ภาษาในการสื่อสาร - อย่าพูด เอ้อ-อ้า อึกอัก - อย่าพูดเหมือนอ่านหนังสือหรือท่องจำ - ระวังเสียงระคายหู อู้อี้ แหบห้าว แหลมจัด - ระวังการออกเสียง “ร” “ส” - ระวังการเพี้ยนเสียงวรรณยุกต์ เช่น การลากเสียงคำลงท้าย - หลีกเลี่ยงคำฟุ่มเฟือย คำขยะ เป็นอะไรที่ หากถามว่า ประมาณนั้น การใช้อวัจนภาษาประกอบการพูด : การแสดงออกด้านใบหน้า การแสดงออกด้านการใช้สายตา การ แสดงออกด้านการใช้มือและการสัมผัส การใช้โสตทัศนูปกรณ์ประกอบการพูด ข้อแนะนำในการใช้ไมโครโฟน : 1. ก่อนการพูด - พิจารณาลักษณะไมโครโฟน มีสาย ไร้สาย ศึกษาวิธีใช้จากเจ้าหน้าที่ - เว้นระยะห่างระหว่างปากกับไมโครโฟนประมาณ 4-6 นิ้ว - ไม่ควรเคาะหรือเป่า หรือทดลองเสียง “ฮัลโหล” - ควรปรับลดขาตั้งให้พอเหมาะ - ไม่ควรจับหรือเล่นสายไมโครโฟน 2. ระหว่างการพูด - การใช้ไมโครโฟนแบบตั้งโต๊ะ ผู้พูดไม่ควรกุมไมโครโฟนขณะที่พูด - ระวังอย่าให้มีเสียงอื่นแทรก เช่น เสียงไอ จาม เสียงกระแอม หรือ เสียงลมหายใจ พลิก กระดาษ เสียงพ่นลมตัวอักษร เช่น ฉ ช ซ ส - ไมโครโฟนไวร์เลสที่ติดกับตัวเสื้อต้องระวังการสัมผัสและเปิดเสียง หรือถอดไมโครโฟนเมื่อ หยุดการดำเนินรายการ - กรณีที่ไม่โครโฟนเกิดเสียงหวีด ให้หยุดพูด และค่อยๆ เลื่อนไมโครโฟนให้ห่างออกไป - ถ้าไม่ได้พูดกับคนฟังให้ปิดไมโครโฟนก่อน การเตรียมบทนำ การเตรียมเนื้อหาสาระ การเตรียมบทสรุป - กล่าวถึงความสำคัญของเรื่องที่จะพูดให้ผู้ฟังคล้อยตาม - กล่าวถึงวัตถุประสงค์ความมุ่งหมาย - ใช้คำพูดเรื่องขำขัน - เล่าเรื่องที่เห็นภาพชัดเจน - ใช้คำหรือข้อความที่กระตุ้นความรู้สึกหรือความสนใจของผู้ฟัง - ถามผู้ฟังด้วยคำถาม ข้อมูลที่น่าสนใจ


-143- เวลา 13.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดยนายชัชวาลย์ สังขดิษฐ์ ที่ปรึกษาสำนักงาน (ทปอ.) สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน วิชา ข้อสังเกตุและข้อตรวจพบของหน่วยตรวจสอบสรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการฝึกอบรม ดังนี้ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 ได้กำหนดให้เป็น องค์กรตรวจสอบอิสระและเป็นกลาง ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน 2. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน 3. สำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน มีหน้าที่ตรวจสอบเงินของแผ่นดินและเสนอรายงานผลการปฏิบัติงานต่อสภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และคณะรัฐมนตรี ตามพระราชบัญญัติประกอบกับรัฐธรรมนูญว่าด้วยการตรวจสอบเงินแผ่นดิน พ.ศ. 2561 ( ทั้งหมด 115 มาตรา ) พรป.สตง.พ.ศ.2561 ตรวจอะไร โยใคร แล้วต้องทำอย่างไร พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 ใช้เงินอย่างมีวินัย ผลสัมฤทธิ์และประสิทธิภาพ กฎหมายหลักในเรื่องนั้น ซื้อจ้างและบริหารพัสดุ พ.ศ. 2560 เดินทางฝึกอบรม ใช้ระเบียบอะไรบ้าง ( ไม่เกี่ยวกับ พรบ.วินัย) มีหน้าที่ตรวจสอบอะไร มาตรา 4 ตรวจเงินแผ่นดิน 1. ตรวจสอบกิจกรรมเกี่ยวกับการเงินของหน่วยรับตรวจ 2. ตรวจการจัดเก็บรายได้ 3. ตรวจสอบการรับ การใช้จ่าย การใช้ประโยชน์ การเก็บรักษาและการบริหาร ซึ่งเงิน ทรัพย์สิน สิทธิ ประโยชน์ ว่าเป็นไปตามกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรีและแบบแผน การปฏิบัติ ราชการหรือไม่ 4. ตรวจว่าการใช้เงินหรือการใช้ประโยชน์นั้นว่าเป็นไปตาม .... 1.วัตถุประสงค์ 2.ประหยัด 3.เกิดผลสัมฤทธิ์ 4. มีประสิทธิภาพหรือไม่ 5. การตรวจสอบรายงานการเงิน และแสดงความเห็นต่อผลของการตรวจสอบ 6. การตรวจอื่นๆที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ กลุ่มการตรวจสอบ # ตรวจสอบการเงิน # การตรวจสอบการจัดเก็บรายได้ # กลุ่มตรวจสอบการจัดซื้อจัดจ้างและบริหารพัสดุ # กลุ่มตรวจสอบดำเนินงาน # กลุ่มตรวจสอบสืบสวน


-144- มีวิธีการตรวจอย่างไร - จากการคัดเลือก - จากการตรวจสอบลักษณะอื่น - จากการสั่งการ - จากการร้องเรียน มาตรา 10 การตรวจเงินแผ่นดินต้องกระทำด้วยความสุจริต โปร่งใสเที่ยงธรรมกล้าหาญ ปราศจาก อคติ และเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล การตรวจสอบต้องคำนึงถึงการดำเนินการตามหน้าที่ของรัฐ แนวนโยบายของรัฐ และยุทธศาสตร์ชาติ รวมถึงความคุ้มค่า ความสงบเรียบร้อย ความไว้วางใจของสาธารณชน การดำเนินงานโดยสุจริต ผลสัมฤทธิ์และ ประสิทธิภาพในการใช้จ่ายเงินของหน่วยรับตรวจ และความป้องกันการเสียหายที่เกิดขึ้นแก่การเงินการคลัง ของรัฐด้วย มาตรา 11 หลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน ให้โอกาสเจ้าหน้าที่ของหน่วย รับตรวจได้ชี้แจงเหตุผลและแสดงพยานหลักฐานของตน มาตรา 27 ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่ดังต่อไปนี้ (2) กำหนดหลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดิน โดยถูกต้องตามมาตรา 30 มาตรา 30 หลักเกณฑ์มาตรฐานเกี่ยวกับการตรวจเงินแผ่นดินตามมาตรา 27 (2) อย่างน้อยต้อง ประกอบด้วย 1) วิธีการตรวจเงินแผ่นดินแต่ละด้าน FA CA และ PA 2) ความเคร่งครัดในจริยธรรมแห่งวิชาชีพในการตรวจเงินแผ่นดิน 3) ระยะเวลาในการตรวจเงินแผ่นดิน 1 ปี 4) ปฏิบัติการเข้าตรวจ (หนังสือแจ้งเข้าตรวจ ประชุม แนะนำตัว แสดงบัตร แจ้งประเด็น ตรวจสอบ เพื่อรวมหลักฐาน ให้เจ้าหน้าที่ชี้แจงประชุมปิดตรวจ) 5) วิธีการให้คำแนะนำหรือข้อเสนอแนะเกี่ยวกับวิธีการแก้ไขปัญหาแก่หน่วยรับตรวจ 6) วิธีการเปิดโอกาสให้หน่วนรับตรวจชี้แจง 7)วิธีการรายงาน การแจ้ง และการเผยแพร่ผลการตรวจ วิธีการรวบรวมหลักฐานประกอบการตรวจสอบ ตรวจสอบเอกสาร ตรวจสอบสังเกตุการณ์ สัมภาษณ์ สอบถาม สอบปากคำ วิธีการปฏิบัติในการตรวจสอบ 1) แจ้งการเปิดตรวจประจำปี 2) คัดเลือกหน่วยรับตรวจ 3) คัดเลือกงานที่จะตรวจ 4) ขออนุมัติหน่วยงานและเรื่องที่จะตรวจสอบ 5) แจ้งเปิดการตรวจ(ใครตรวจ ตรวจอะไร ตรวจเมื่อไร ต้องการเอกสารอะไรบ้าง แจ้งชื่อ ผู้ประสานงานตรวจขอชื่อผู้ประสานงานรับตรวจ ) 6) ศึกษาและวิเคราะห์เอกสารเพื่อกำหนดประเด็นในการรับตรวจ


-145- 7) เข้าตรวจ (เมื่อถึงวันนัดตามหนังสือหรือแจ้งในภายหลัง) - ประชุมเปิดตรวจ (แนะนำตัว แสดงบัตร แจ้งประเด็น) - ตรวจสอบเพื่อรวบรวมหลักฐาน - ให้เจ้าหน้าที่ชี้แจง - ให้หัวหน้าหน่วยงานชี้แจง - ประชุมปิดตรวจ ( สรุปผลการตรวจสอบ) 8) ออกรายงาน - ยุติผลการตรวจสอบ - ออกหนังสือแจ้งผลการตรวสอบ กรณีไม่เข้าข่าย พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 85-90 กรณีเข้าข่าย พรบ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ มาตรา 95 9) ติดตาม - ปฏิบัติตามข้อเสนอแนะ/ไม่ปฏิบัติตามแต่มีเหตุผลที่รับฟังได้ ยุติเรื่อง - เข้าข่ายต้องเสนอโทษทางปกครอง พิจารณามาตรา 96 – 103 ตรวจแล้วทำอย่างไร - ตรวจสอบว่าเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี และแบบแผนการปฏิบัติ ราชการหรือไม่ (มาตรา 85-88 ดูแลทรัพย์สิน, ส.ส. สว.) - ตรวจสอบว่าการใช้เงินหรือการใช้ประโยชน์นั้นเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ประหยัดเกิดผลสัมฤทธิ์ และมีประสิทธิภาพหรือไม่ (มาตรา 89-90) - ตรวจสอบรายงานการเงินของหน่วยรับตรวจ และแสดงความเห็นต่อผลของการตรวจสอบ (มาตรา 91 ) - ตรวจสอบอื่นที่กำหนดไว้ใน พระราชบัญญัติประกอบด้วยรัฐธรรมนูญนี้ (เช่นเงินราชการลับ มาตรา 92) - กรณีเกี่ยวกับกฎหมายว่าด้วยการเงินการคลังของรัฐ (มาตรา 95 – 103 ) นอกจากนั้น วิทยากรได้เล่าถึงตัวอย่างที่พบบ่อย อาทิ มาตรา 85 วรรคหนึ่ง ในกรณีที่ผลการ ตรวจสอบปรกฎว่ามีข้อบกพร่องเนื่องจากเจ้าหน้าที่ของหน่วยตรวจไม่ปฏิบัติตามกฏหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี หรือแบบแผนการปฏิบัติราชการ ให้ผู้ว่าการมีหนังสือแจ้งข้อบกพร่องพร้อมทั้งข้อเสนอแนะ ให้ผู้รับตรวจทราบเพื่อ ดำเนินทางแก้ไข ควบคุมหรือกำกับมิให้เกิดข้อบกพร่องขึ้นอีก มาตรา 85 วรรคสอง ถ้าก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือหน่วยรับตรวจ ที่ไม่เกี่ยวกับ กฎหมายว่าด้วยวินัยทางงบประมาณและการคลัง ให้ผู้ว่าการแจ้งให้หน่วยรับตรวจพิจารณาดำเนินการ - เพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายแก่รัฐหรือหน่วยรับตรวจ หรือดำเนินการทางวินัยแล้วแต่กรณีและเมื่อ ผู้รับตรวจดำเนินการเป็นประการใดแล้วให้แจ้งผู้ว่าการทราบ มาตรา 95 วรรคสอง ในการตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ หากข้อบกพร่องที่ตรวจพบ - ไม่มีลักษณะเป็นการทุจริต - ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือหน่วยรับตรวจ ผู้ว่าการจะแจ้งให้ผู้รับตรวจทราบเพื่อกำกับดูแล มิให้เกิด ข้อบกพร่องอีกก็ได้ - ทุจริต - ส่งเรื่องให้ ปปช. นำความในมาตรา 88 วรรคสองมาใช้โดยอนุโลม


-146- มาตรา 95 วรรคสาม ในกรณีที่ข้อบกพร่องที่ตรวจพบมีลักษณะก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐหรือ หน่วยรับตรวจ หรือมีลักษณะเป็นการจงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ แจ้งให้ ผู้รับตรวจพิจารณาดำเนินการเพื่อให้มีการชดใช้ค่าเสียหายต่อรัฐหรือหน่วยรับตรวจต่อไป หรือดำเนินการทาง วินัยแล้วแต่กรณีและเมื่อผู้รับตรวจดำเนินการแล้วให้แจ้งให้ผู้ว่าการทราบ มาตรา 95 วรรคสี่ ในกรณีที่ผู้รับตรวจไม่ดำเนินการตามที่ได้รับแจ้งตามวรรคสาม ภายใน เวลาอันสมควร ผู้ว่าการ จะแจ้งให้ดำเนินการภายในระยะเวลาที่กำหนดก็ได้ พรบ. วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561 มาตรา ๔ ในพระราชบัญญัตินี้ "หน่วยงานของรัฐ" หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ หน่วยงานของรัฐสภา ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลรัฐธรรมนูญ องค์กรอิสระ ตามรัฐธรรมนูญ และองค์กร อัยการ องค์การมหาชน ทุนหมุนเวียนที่มีฐานะเป็นนิติบุคคล องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานอื่นของรัฐ ตามที่กฎหมายกำหนด หมวดที่ 1 บททั่วไป (มาตรา 6-9 ) หมวดที่ 2 นโยบายการเงินการคลัง แบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนที่ 1 คณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐ (มาตรา 10-12) ส่วนที่ 2 การดำเนินการทางการคลังและงบประมาณ มี (มาตรา 13-30) หมวดที่ 3 วินัยการเงินการคลัง แบ่งออกเป็น 6 ส่วน หมวดที่ 4 การบัญชี การรายงาน การตรวจสอบ (มาตรา 68- 79) หมวดที่ 5 การตรวจเงินแผ่นดิน (มาตรา 80) ในกรณีมีการกระทำผิดวินัยการเงินการคลังของรัฐ ตามที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัตินี้ การสั่งลงโทษทางปกครองให้เป็นไปตาม กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการตรวจเงินแผ่นดิน เงื่อนไขในการเสนอลงโทษทางการปกครอง - ผิดกฎหมายหลัก - เป็นหน่วยงานของรัฐตาม พ.ร.บ. วินัยฯ & ผิด พ.ร.บ. วินัยฯ & เข้าข่ายมาตรา 96 หรือ 97 แห่ง พ.ร.ป. สตง. การลงโทษทางปกครอง หมวด 7 วินัยการเงินการคลัง มาตรา 96 ผู้รับตรวจผู้ใดไม่ดำเนินการภายในเวลาที่ผู้ว่าการกำหนด (85 วรรคสอง 95 วรรคสี่) โดย ไม่มีเหตุอันสมควร ผู้ว่าการจะเสนอต่อคณะกรรมการให้ลงโทษทางปกครองแก่ผู้รับตรวจผู้นั้นก็ได้ มาตรา 97 เจ้าหน้าที่ของรัฐผู้ใดมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลัง ของรัฐ จงใจไม่ปฏิบัติตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐ และเป็นกรณีที่ไม่อาจดำเนินการตาม มาตรา 95 วรรคสาม หรือมาตรา 96 ให้ผู้ว่าการเสนอต่อคณะกรรมการให้ลงโทษทางปกครองแก่ผู้นั้น โดยให้ นำความในมาตรา 96 วรรคสอง มาใช้บังคับโดยอนุโลม มาตรา 98 โทษทางปกครอง มีดังต่อไปนี้ - ภาคทัณฑ์ - ตำหนิโดยเปิดเผยต่อสาธารณชน - ปรับทางปกครอง ในการลงโทษปรับทางปกครอง จะลงโทษปรับเป็นเงินเกินเงินเดือนสิบสองเดือน ของผู้ถูกลงโทษ มิได้


-147- ท้องถิ่นกับ สตง. แนวทางการตรวจสอบ อปท. อย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืนการบริหารงบประมาณของ อปท. เปิดเผย โปร่งใส เป็นธรรมและตรวจสอบได้แผนทางการเงิน และโครงการที่จะดำเนินการ รวมถึงรายละเอียดของ กิจกรรมกรอบอำนาจหน้าที่ประโยชน์สูงสุดของส่วนรวมหรือประโยชน์สาธารณะภายใต้เงื่อนไข งบประมาณ ของ อปท. ที่มีอยู่อย่างจำกัดอย่างไร วันที่ 21 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 12.00 น. บรรยายโดย อ.สุเมธ แสงนิ่มนวล วิชา ผู้นำยุคใหม่ ความคิดกว้างไกลใฝ่คุณธรรม สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ เคล็ดลับของความสำเร็จในชีวิต - ผู้นำ 6 F : ชื่อเสียง เป็นที่ชื่นชอบ ได้เงิน ฟรี อิสระ ได้เพื่อน - ผู้นำยุคใหม่ ความคิดกว้างไกล ใฝ่คุณธรรม - คุณธรรมสำหรับผู้นำ : กล้าหาญ อดทน เสียสละ มีสติ - ความคิดสำหรับผู้บริหาร : วิสัยทัศน์ พัฒนางาน ตัดสินใจ แก้ปัญหา ข้อคิดสำหรับผู้บริหาร ที่ควรพึงปฏิบัติ 1.ถ้าเป็นผู้นำต้องทำให้ตนเองเติบโตเมื่อเป็นผู้นำต้องทำให้ผู้อื่นเติบโต 2.ผู้นำที่ยิ่งใหญ่จะสร้างผู้ตามความคิดของผู้ประสบความสำเร็จ 3. คิดเชิงบวก 4. คิดเชิงริเริ่มสร้างสรรค์ 5. คิดเชิงจริยธรรม 6. คิดเชิงกุลยุทธ์ เวลา 13.00 – 16.00 น. บรรยายโดย ดร.ภัทรพล โพธิ์ภัทร วิทยากรประจำกลุ่มงานการฝึกอบรม สถาบันพัฒนาบุคากร ท้องถิ่น วิชา การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ - การแปลงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ หมายถึง กระบวนการจัดการและประสานกิจกรรมโดย บุคคลหรือกลุ่มบุคคลเพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการดำเนินนโยบายของ - กลยุทธ์สำคัญสู่ชัยชนะ : ความสำเร็จที่คุณเชื่อมั่นและเอาอย่างได้ ความสุขุมและมีสติ สร้าง เครือข่ายทางสังคม กล้าเปลี่ยนแปลง - นโยบาย “สี่ทันสมัย” (1978) ประกอบด้วย อุตสาหกรรมทันสมัย การเกษตรทันสมัย วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีทันสมัย การทหารทันสมัย - หลักการสำคัญที่ต้องดำรงไว้ - โครงการ “หนึ่งสายทาง หนึ่งถนน” - ลัทธิสี่จิ้นผิง สรุปได้ดังนี้คือ 1. ความฝันของชาวจีน เป็นอุดมการณ์ร่วมของประชาชนและประชาชาติจีน 2. การสร้างความสัมพันธ์ใหม่ระหว่างมหาอำนาจที่สำคัญกับสหรัฐ 3. การฟื้นฟูพรรคคอมมิวนสต์จีนให้มีความสำคัญตั้งแต่ระดับต้น 4.เส้นทางแพรใหม่ในศตวรรษที่ 21 หรือ หนึ่งสายทางหนึ่งถนน


-148- การนำนโยบายสู่การปฏิบัติหมายถึง กระบวนการจัดการ และประสานกิจกรรมโดยบุคคลหรือกลุ่ม บุคคล เพื่อนำไปสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายและวัตถุประสงค์ในการดำเนินนโยบายขององค์การที่ได้กำหนดไว้ ระดับของการนำนโยบายไปปฏิบัติ 3 ระดับ : ต้นทาง กลางทาง ปลายทาง เครื่องมือที่นำมาวิเคราะห์ช่วยดำเนินการ เช่น หลักการวิเคราะห์ SWOT หลัก POSDCORB-PA ทฤษฎีระบบ หลัก 5 M การวัด/ประเมินผล แผนภูมิต้นไม้แผนภูมิก้างปลา ผังมโนภาพ ตัวแบบการวิเคราะห์ระบบ : สภาพแวดล้อม ปัจจัยนำเข้า กระบวนการ ผลผลิต ข้อมูลป้อนกลับ - ประเภทของปัญหาด้านนโยบาย - การวิเคราะห์ปัญหา - เกณฑ์การเลือกเพื่อนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติ - ความสัมพันธ์ระหว่างนโยบายกับการวางแผน - นโยบาย “4 ปีต่อไปนี้ ท้องถิ่นนี้ต้องดี 6 ด้าน” - การนำนโยบายลงสู่การปฏิบัติให้ได้ผลดี : วิเคราะห์นโยบายของหน่วยเหนือ วิเคราะห์ นโยบายและแผนงานของหน่วยงานปฏิบัติ วิเคราะห์ปัญหาและความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย วิเคราะห์ ศักยภาพของหน่วยงาน การวิเคราะห์สภาพแวดล้อมของหน่วยงาน กำหนดเป้าหมาย กำหนดวิธีปฏิบัติและ ทรัพยากรที่ใช้ กำหนดองค์กรปฏิบัติ กำหนดวิธีการจัดการ กำหนดแนววิธีการควบคุมการบรรลุเป้าหมายสำเร็จ - ปัจจัยที่กำหนดความสำเร็จหรือความล้มเหลวของการนำนโยบายไปปฏิบัติ - ข้อเสนอแนะการนำนโยบายไปสู่การปฏิบัติอย่างมีประสิทธิพล - องค์ประกอบของหลักธรรมาภิบาล วันที่ 22 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 12.00 น.การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย นายเศรษฐพงศ์ แหล่งสท้าน นิติกรชำนาญการ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วิชา การเสริมสร้างวินัยและป้องกันความผิดทางวินัย สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ - รัฐธรรมนูญกับการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น - กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคล - กรณีศึกษาวินัยกับการบริหารงานบุคคลอื่น - พรบ.ระเบียบบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 - วินัยกับกฎหมายการบริหารงานบุคคลเรื่องอื่น ๆ - กระบวนการขับเคลื่อนการส่งเสริมพัฒนาให้มีวินัย -หน้าที่ผู้บังคับบัญชาเกี่ยวกับวินัยข้าราชการ - การนำกลไกจริยธรรมมาช่วยส่งเสริมพัฒนา และป้องกันฯ - ส่งเสริมพัฒนาและป้องกันแล้วไม่เป็นผลต้องทำอย่างไร - กรณีศึกษาเกี่ยวกับการดำเนินการทางวินัย - ฐานความผิดที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.ชี้มูลบ่อย - มาตรฐานทั่วไปเกี่ยวกับวินัยฯ (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2566 - กรณีศึกษาเกี่ยวกับ ป.ป.ช.ชี้มูลร่ำรวยผิดปกติ


-149- เวลา 13.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดยนายเศรษฐพงศ์ แหล่งสท้าน นิติกรชำนาญการ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น วิชา วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองของไทย สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ - แนวคิดเกี่ยวกับการวางเกณฑ์ทั่วไปในการพิจารณาทางปกครอง - สถานะของกฎหมาย เป็น “กฎหมายกลาง” หรือ “กฎหมายทั่วไป” - ที่มาของการเป็น “กฎหมายกลาง” หรือ “กฎหมายทั่วไป” มาตรา 3 วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองตามกฎหมายต่าง ๆ ให้เป็นไปตามที่กำหนดใน พระราชบัญญัติ - พ.ร.บ.นี้ ไม่ใช้บังคับกับ 1. รัฐสภาและคณะรัฐมนตรี 2. องค์กรที่ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญโดยเฉพาะ 3. การพิจารณาของนายกรัฐมนตรีหรือรัฐมนตรีในงานทาง นโยบายโดยตรง 4. การพิจารณาพิพากษาคดีของศาลและการดำเนินงาน ของเจ้าหน้าที่ในกระบวนการ พิจารณาคดี การบังคับคดีและการวางทรัพย์ 5. การพิจารณาวินิจฉัยเรื่องร้องทุกข์และการสั่งการตาม กฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการ กฤษฎีกา 6. การดำเนินงานเกี่ยวกับนโยบายการต่างประเทศ 7. การดำเนินงานเกี่ยวกับราชการทหารหรือเจ้าหน้าที่ซึ่งปฏิบัติหน้าที่ทางยุทธการร่วมกับ ทหารในการป้องกันและรักษา ความมั่นคงของราชอาณาจักรจากภัยคุกคามทั้งภายนอกและภายในประเทศ 8. การดำเนินงานตามกระบวนการยุติธรรมทางอาญา 9. การดำเนินกิจการขององค์การทางศาสนา ถ้าจะไม่น่าไปใช้กับเรื่องอื่น หรือหน่วยงานอื่น ให้ตราเป็น พ.ร.ฎ. ตามข้อเสนอของ คกก.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง - กรณีศึกษาคำสั่งทางปกครอง - คำสั่งทางปกครองตามกฎกระทรวง ฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2543 ) - คำสั่งทางปกครองทั่วไป - กรณีที่ไม่ใช่คำสั่งทางปกครอง - เจ้าหน้าที่ผู้ที่ทำการพิจารณาทางปกครอง - กรณีศึกษาเจ้าหน้าที่ผู้ทำการพิจารณาทางปกครอง - การพิจารณา - การพิจารณาทางปกครองเฉพาะเรื่อง - คำสั่งทางปกครอง 1. คำสั่งฯ อาจทำเป็น (1) หนังสือ (2) วาจา หรือ (3) การสื่อความหมายในรูปแบบอื่น ก็ได้ แต่ต้องมีข้อความ หรือความหมายที่ชัดเจนเพียงพอที่จะ เข้าใจได้ (ม.34) กรณีคำสั่งฯ ด้วยวาจา ถ้าผู้รับร้องขอภายใน 7 วัน ผู้ออกคำสั่งต้องยืนยันคำสั่งฯ เป็นหนังสือ (ม.35) 2. คำสั่งฯ ที่ทำเป็นหนังสืออย่างน้อยต้องระบุ ว. ด. ป. ที่ทำคำสั่ง ชื่อและตำแหน่ง พร้อมลายมือชื่อ ผู้ทำคำสั่ง (ม. 36 ) และต้องจัดให้มีเหตุผล (ม.37) อย่างน้อยประกอบด้วย ข้อเท็จจริงอันเป็นสาระสำคัญ ข้อกฎหมายที่อ้างอิง และข้อพิจารณาและข้อสนับสนุนในการใช้ดุลพินิจ


-150- 3. การออกคำสั่งฯ อาจกำหนดเงื่อนไขเท่าที่จำเป็นเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ (ม.39) 4. การออกคำสั่งฯ ถ้าไม่มี กม. กำหนดอย่างอื่น ต้องออกให้เสร็จภายใน 30 วัน (ม.39/1) 5. คำสั่งฯ ที่อาจอุทธรณ์/โต้แย้งได้ ให้ระบุกรณี การอื่นอุทธรณ์ และระยะเวลายื่นอุทธรณ์ไว้ด้วย ถ้าไม่ระบุให้ยะเวลาอุทธรณ์เริ่มนับใหม่ตั้งแต่วันแจ้งวิธีการอุทธรณ์ แต่ถ้าไม่มีการแจ้งวิธีการอุทธรณ์ใหม่ ให้ระยะเวลาอุทธรณ์ที่น้อยกว่า 1 ปี ขยายเป็น 1 ปี นับแต่วันที่ได้รับคำสั่งฯ (ม.40) - การอุทธรณ์คำสั่งทางปกครอง -การพิจารณาอุทธรณ์ การพิจารณาโดย จนท. ผู้ทำคำสั่งทำคำสั่งทางปกครอง ภายใน 30 วัน เมื่อได้ทำการ พิจารณาแล้ว 1. กรณีไม่รับอุทธรณ์ แจ้งสั่งไม่รับและแจ้งสิทธิอุทธรณ์ 2. กรณีรับอุทธรณ์ 2.1 เห็นด้วย ให้เปลี่ยนแปลงคำสั่งตามความเห็นของตน หรือ 2.2 ไม่เห็นด้วย ให้เร่งรายงานผู้มีอำนาจพิจารณาอุทธรณ์ (กฎกระทรวง ฉ.4) 1. พิจารณาให้แล้วเสร็จภายใน 30 วันนับแต่วันที่ตนได้รับรายงาน 2. ถ้ามีเหตุจำเป็นไม่อาจพิจารณาให้แล้วเสร็จภายในระยะเวลาตามข้อ 1. ให้มี หนังสือ แจ้งให้ผู้อุทธรณ์ทราบก่อนครบกำหนดเวลาดังกล่าว 3. กรณีตามข้อ 2. ให้ขยายระยะเวลาพิจารณา อุทธรณ์ออกไปได้ไม่เกิน 30 วันนับแต่ วันที่ครบกำหนดเวลาดังกล่าว -การเพิกถอนคำสั่งทางปกครอง -การขอให้พิจารณาโทษทางวินัยใหม่ -แนวทางปฏิบัติที่เกี่ยวข้อง -การทุเลาคำสั่งทางปกครอง วันที่ 23 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดยอาจารย์อุษณีย์ ทอย วิชา กฎระเบียบการเบิก-จ่าย ของทางราชการเปรียบเทียบกับท้องถิ่นโดย สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการ อบรมดังนี้ - วงจรการบริหารการคลัง - ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการรับเงิน การเบิกจ่ายเงิน การฝากเงิน การเก็บรักษาเงิน และการตรวจเงินขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2547 - หลักการใช้จ่ายเงินของ อปท. - หลักการรับเงิน - มท 0808.2/ว 2911 ลว 22 กันยายน 2563 เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีปฏิบัติในการรับ เงินและการจ่ายเงินของ อปท ผ่านระบบ KTB Corporate Online - มท 0808.2/ว 2911 ลว 23 มิถุนายน 2565 เรื่อง การป้องกันการทุจริตเงินผ่าน ระบบKTB Corporate Online - มท 0808.2/ว 7737 ลว 26 กันยายน 2565 เรื่อง การควบคุมและป้องกันการเบิก จ่ายเงินผ่านระบบ KTB Corporate Online - มท 0808.2/ว 7734 ลว 14 พฤศจิกายน 2565 เรื่อง การควบคุมและป้องกันการเบิก จ่ายเงินของ อปท


Click to View FlipBook Version