-51- 3. อบจ. เทศบาล อบต. จำเป็นต้องสนับสนุนงบประมาณให้หน่วยงานอื่นดำเนินการ เกี่ยวกับการจราจรที่อยู่ในอำนาจหน้าที่ ให้ตั้งงบประมาณหมวดเงินอุดหนุน เงินสมทบ สปสช. (หลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ 1. จัดสรรให้เทศบาล/อบต. 45 บาท / ประชาชนในพื้นที่หนึ่งคน 2. อปท.สมทบเงินเข้ากองทุนในอัตราร้อยละของเงินที่ได้รับจัดสรร - ไม่น้อยกว่าร้อยละ 30 กรณีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนต่ำกว่า 6 ล้าน - ไม่น้อยกว่าร้อยละ 40 กรณีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนตั้งแต่ 6 ล้าน ถึง 20 ล้าน - ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 กรณีรายได้ไม่รวมเงินอุดหนุนสูงกว่า 20 ล้าน เงินสมทบกองทุนบำเหน็จบำนาญ ข้าราราชการท้องถิ่น (ก.บ.ท.) - อบจ./เทศบาล : ร้อยละ 3 ของประมาณการรายได้ - อบต. : ร้อยละ 2 ของประมาณการรายได้ - ไม่นำรายรับประเภทพันธบัตร เงินกู้ เงินที่มีผู้อุทิศให้ หรือเงินอุดหนุนมารวม คำนวณรายจ่ายงบกลาง เงินสำรองจ่าย - ตั้งให้เพียงพอต่อการเผชิญเหตุ - ใช้เพื่อกรณีฉุกเฉินที่มีสาธารณภัยเกิดขึ้น หรือกรณีป้องกันและยับยั้งก่อนเกิดสา ธารณภัย หรือคาดว่าจะเกิดสาธารณภัย หรือ กรณีฉุกเฉินเพื่อบรรเทาปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนเป็น ส่วนรวม (กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ด่วนที่สุด ที่ มท 0808.2/ว 1095 ลงวันที่ 28 พฤษภาคม 2564) ความแตกต่างการใช้งบประมาณสาธารณภัย งบประมาณ – งบกลาง ก่อนเกิดเหตุ ขณะเกิดเหตุ หลังเกิดเหตุ เงินสะสม-สาธารณภัยฉุกเฉิน - ขณะเกิดเหตุ แหล่งเงินการช่วยเหลือประชาชนกรณีเกิดสาธารณภัย - ให้นำเงินสำรองจ่ายไปใช้เป็นอันดับแรก - หากเงินสำรองจ่ายมีไม่เพียงพอ สามารถโอนงบประมาณที่เหลือจ่าย หรือไม่มีความ จำเป็นต้องจ่ายไปเพิ่มได้ (หนังสือกระทรวงมหาดไทยที่ มท 0808.2/ว 3215 ลงวันที่ 6 มิถุนายน 2559) ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. พ.ศ. 2556 ประกอบด้วย 5 ด้าน ดังนี้ 1.ด้านสาธารณภัย – เบิกจ่ายในงบกลาง ประเภทเงินสำรองจ่าย (ใช้จ่ายกรณีฉุกเฉินที่มีสาธารณภัย หรือบรรเทาสาธารณภัย ป้องกันก่อนเกิดเหตุ หรือคาดว่าจะเกิด หรือกรณีฉุกเฉินเพื่อบรรเทาปัญหาความ เดือดร้อนของประชาชนเป็นส่วนรวม)
-52- 2.ด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต - เบิกจ่ายใน - แผนงานสังคมสงเคราะห์ งานสวัสดิการ สังคมและสงเคราะห์ งบดำเนินงาน หมวดค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้า ลักษณะรายจ่ายงบรายจ่ายอื่นๆ 3.ด้านการป้องกันและระงับโรคติดต่อ – เบิกจ่ายในงบกลาง ประเภทเงินสำรองจ่าย (เบิกกรณีฉุกเฉิน ที่มีการช่วยเหลือประชาชนด้านป้องกันโรคติดต่อ) 4.ด้านการเกษตรผู้มีรายได้น้อย - เบิกจ่ายแผนงานการเกษตร งานส่งเสริมการเกษตร งบดำเนินงาน ค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายงบรายจ่ายอื่นๆ 5. กรณีเยียวยาหรือฟื้นฟูช่วยเหลือ ปฏิบัติตามระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายเพื่อ ช่วยเหลือประชาชนตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. พ.ศ.2566 แผนงานรักษาความสงบภายใน งานป้องกันและ บรรเทาสาธารณภัย งบดำเนินงาน หมวดค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้า ลักษณะรายจ่ายงบรายจ่ายอื่นๆ 6.ด้านอื่นๆ คำนิยาม สาธารณภัย หมายถึง อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง โรคระบาดในมนุษย์ โรคระบาดสัตว์ โรคระบาดสัตว์น้ำ การระบาดของศัตรูพืช ตลอดจนภัยอื่นๆ อันมีผลกระทบต่อสาธารณชน ไม่ว่าจะเกิดจาก ธรรมชาติ มีผู้ทำให้เกิดขึ้น อุบัติเหตุหรือเหตุอื่นใด ซึ่งก่อให้เกิดอันตรายแก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือ ความเสียหายแก่ทรัพย์สินของประชาชน หรือรัฐ และให้หมายความรวมถึงภัยทางอากาศ และการก่อ วินาศกรรมด้วย ภัยพิบัติ(ระเบียบ กค.ว่าด้วยเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2562) สาธารณภัย ได้แก่ อัคคีภัย วาตภัย อุทกภัย ภัยแล้ง ภาวะฝนแล้ง ฝนทิ้งช่วง ฟ้าผ่า ภัยจากลูกเห็บ ภัยอันเกิดจากไฟป่า ภัยที่เกิดจากโรคหรือระบาดของแมลง หรือศัตรูพืชทุกชนิด ภัยอันเกิดจากโรคที่แพร่หรือ ระบาดในมนุษย์ อากาศหนาวจัดผิดปกติ ภัยสงคราม และภัยอันเนื่องมาจากการกระทำของผู้ก่อการร้าย กองกำลังจากนอกประเทศ ตลอดจนภัยอื่นๆ ไม่ว่าเกิดจากธรรมชาติ หรือมีบุคคลหรือสัตว์ทำให้เกิดขึ้น ซึ่งก่อให้เกิดอันตราย แก่ชีวิต ร่างกายของประชาชน หรือก่อให้เกิดความเสียหาแก่ทรัพย์สินของประชาชน หลักเกณฑ์การใช้จ่ายเงิน เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยกรณีฉุกเฉิน พ.ศ.2563 ด้านการดำรงชีพช่วยเหลือเป็นสิ่งของหรือจ่ายเงิน คำนึงถึงสภาพและเหตุการณ์ตามความเหมาะสม 1.ค่าวัสดุซ่อมแซมที่อยู่อาศัยประจำ-ต้องมีลักษณะเป็นการอยู่อาศัยประจำในชีวิตประจำวันตามความ เป็นจริงด้วย 2.ผู้ประสบภัยเป็นเจ้าของ ได้รับความสียหายเท่าที่จ่ายจริงหลังละไม่เกิน 49,500 บาท (มิได้หมายความเฉพาะเจ้าของกรรมสิทธิ์ หรือ เจ้าบ้านในทะเบียนบ้าน ให้หมายความรวมถึงทายาท ซึ่งอาศัย อยู่แทนเจ้าของบ้านตามความเป็นจริงด้วย - ค่าเช่าบ้าน (เสียหายทั้งหลัง บางส่วนอยู่ไม่ได้) ครอบครัวละไม่เกินเดือนละ 1,800 บาท ไม่เกิน 2 เดือน (3,600 บาท) - ค่าวัสดุซ่อมแซมหรือสร้างยุ้งข้าว โรงเรือนสำหรับเก็บพืชผลและคอกสัตว์ ที่ได้รับความเสียหาย เท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 5,700 บาท - เครื่องมือประกอบอาชีพ และหรือเงินทุน สำหรับอาชีพหลัก ในการเลี้ยงหาครอบครัวเท่าที่จ่ายจริง ครอบครัวละไม่เกิน 11,400 บาท
-53- -ค่าช่วยเหลือผู้บาดเจ็บ - บาดเจ็บจนถึงขึ้นพิการไม่สามารถประกอบอาชีพตามปกติได้ ช่วยเหลือ เบื้องต้น เป็นเงิน 13,300 บาท -ค่าจัดการศพผู้เสียชีวิต รายละไม่เกิน 29,700 บาท กรณีเป็นหัวหน้าครอบครัว/หารายได้เลี้ยง ครอบครัว ให้ช่วยเหลืออีกไม่เกิน 29,700 บาท การให้ความช่วยเหลือด้านการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิต คือ - การส่งเสริม/ช่วยเหลือบุคคลให้สามารถเข้าถึงปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตได้อย่างปกติสุขในสังคม (ช่วยเหลือโดย อปท.ประกาศให้ประชาชนที่จะขอรับความช่วยเหลือมายื่นลงทะเบียน) - การส่งเสริมพัฒนาบุคคลให้มีความรู้ ความสามารถ นำไปใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้น (คณะกรรมการช่วยเหลือให้ความเห็นชอบ) - ผู้ที่มีชื่อในทะเบียนเพื่อสวัสดิการแห่งรัฐตามมติ ครม. (ปิดประกาศไม่น้อยกว่า 15 วัน) ** การช่วยเหลือตามหลักเกณฑ์กระทรวงมหาดไทยกำหนด และ พม.โดยอนุโลม** ครอบครัวที่ได้รับความเดือดร้อน ผู้ไร้ที่พึ่ง ผู้ด้อยโอกาส ระเบียบกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการว่าด้วยการสงเคราะห์ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยและผู้ไร้ที่พึ่ง พ.ศ. 2552 ครอบครัวที่ประสบความเดือดร้อน คือ ครอบครัวผู้มีรายได้น้อยที่ประสบความเดือดร้อนเพราะสาเหตุ หัวหน้าครอบครัว 1. ตาย 2. ทอดทิ้ง สาบสูญ หรือต้องโทษจำคุก 3. เจ็บป่วยร้ายแรงหรือพิการจนไม่สามารถประกอบอาชีพได้ 4. ประสบภาวะยากลำบากในการดำรงชีพ 5.ไม่สามารถดูและครอบครัวได้ด้วยเหตุอื่นใด ข้อ 8 การดำเนินการสงเคราะห์ครอครัว ให้ดำเนินการตามความจำเป็น โดยให้ช่วยเหลือการเงินหรือ สิ่งของไม่เกินครั้งละ 3,000 บาทต่อครอบครัว และช่วยติดต่อกันไม่เกิน 3 ครั้ง ต่อปีงบประมาณ ได้แก่ เครื่อง อุปโภคบริโภค ค่าใช้จ่ายในการครองชีพตามความจำเป็น หรือค่าซ่อมแซมบ้าน ฯลฯ การให้ความช่วยเหลือ ด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ 1. สนับสนุนให้มีการป้องกัน และระงับการระบาดของโรค หรือสร้างภูมิคุ้มกันโรคให้กับผู้ที่มีภาวะเสี่ยง 2. ประชาสัมพันธ์องค์ความรู้เกี่ยวกับโรคติดต่อ การช่วยเหลือหน่วยงานของรัฐและเอกชนให้เกิดการ ปฏิบัติการตามนโยบายและแผนการเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมโรคติดต่อ 3. ให้ อปท.ประสานหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการป้องกัน ควบคุมการเผยแพร่ และระงับการ ระบาดของโรคติดต่อได้ จะส่งผลทำให้เกิดการแพร่ระบาดที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน 4. หน่วยงานรับผิดชอบไม่สามารถดำเนินการได้อย่างครอบคลุมให้ อปท.สามารถดำเนินการป้องกัน และควบคุมโรคได้ 5. การช่วยเหลือประชาชนด้านการป้องกันและควบคุมโรคติดต่อ ให้ อปท.พิจารณาใช้จ่าย งบประมาณช่วยเหลือประชาชนตามหลักเกณฑ์ของ สธ.โดยอนุโลม
-54- การให้ความช่วยเหลือ ด้านเกษตรกรผู้มีรายได้น้อย ประกาศให้เกษตรกรผู้มีรายได้น้อยประสงค์จะขอรับความช่วยเหลือยื่นลงทะเบียนขอรับ ความช่วยเหลือต่อ อปท. โดย อปท. มีหน้าที่ ดังนี้ 1. จัดหาหรือปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร 2. การสนับสนุนอุปกรณ์ เครื่องมือเครื่องใช้ในการปรับปรุงแหล่งน้ำ 3. ประสานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การสนับสนุนด้านเกษตร 4. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ตามที่ มท.กำหนด ค่าใช้จ่ายในการจัดหาหรือปรับปรุงแหล่งน้ำเพื่อการเกษตร - กรณีเข้าร่วมโครงการที่เกษตรฯ อปท สมทบโครงการในอัตราสระน้ำบ่อละ 2,500 บาท - จัดหาหรือปรับปรุงแหล่งน้ำ ตลอดจนสนับสนุนอุปกรณ์เครื่องมือตามรูปแบบของสระน้ำในไร่นา ขนาด 1,260 ลบ.ม.ของกรมพัฒนาที่ดิน โดย 1. ใช้เครื่องจักรของ อปท. ยืมจากหน่วยงานอื่น 2. ให้เกษตรกรรับผิดชอบค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้อง เช่น ค่าน้ำมัน ค่าซ่อมเครื่องจักรกรณีชำรุด ค่าเบี้ยเลี้ยง เป็นต้น 3. หากมีความจำเป็นอาจสนับสนุนค่าใช้จ่ายดังกล่าวไม่เกิน 2,500 บาท ค่าใช้จ่ายในการผลิตทางเกษตรกรรม อปท. ให้ความช่วยเหลือครอบครัวละไม่เกิน 3,000 บาท ต่อปีงบประมาณ ในรายการอย่างใดอย่างหนึ่ง ดังนี้ 1.ค่าวัสดุปัจจัยการผลิต เช่น เมล็ดพันธุ์พืช ปุ๋ย ค่าปรับเกลี่ยพื้นที่ ค่ายาป้องกันกำจัดศรัตรูพืชและสัตว์ ค่าน้ำมันเชื้อเพลิง และวัสดุการเกษตรอื่น 2.ค่าอุปกรณ์หรือเครื่องมือที่ใช้ในการผลิต เช่น ค่าอุปกรณ์หรือค่าซ่อมแซมอุปกรณ์ หรือเครื่องมือใช้ ในการเกษตร เครื่องสูบน้ำ เครื่องตัดหญ้า เครื่องจักรกลอื่นๆ การส่งเสริมด้านการเกษตร - การช่วยเหลือต้องไม่ซ้ำซ้อนกัน การช่วยเหลือด้านส่งเสริมและพัฒนา คุณภาพชีวิตตามระเบียบฯ โดยให้คณะกรรมการพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็น หนังสือ มท. ด่วนที่สุด ที่ มท 0808.2/ว 5911 ลงวันที่ 5 กรกฎาคม 2566 1.การให้ความช่วยเหลือประชาชนด้านอื่น ๆ เป็นกรณีมีความจำเป็นเร่งด่วนที่ต้องช่วยเหลือประชาชน ด้านอื่นๆ นอกเหนือจากด้านสาธารณภัย พัฒนาคุณภาพชีวิต ป้องกันและระงับโรคติดต่อ และการช่วยเหลือ เกษตรกรผู้มีรายได้น้อย เช่น ฟ้าผ่าทำให้เสียชีวิต หรือทรัพย์สินเสียหาย เสียชีวิตจากการจมน้ำ เนื่องจาก ช่วยเหลือการปฏิบัติงานหรือช่วยผู้อื่น มีเหตุการณ์ใช้อาวุธทำร้ายประชาชนจนได้รับบาดเจ็บเสียชีวิต โดยผู้ประสบภัยไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง กรณีตั้งศูนย์ช่วยเหลือ ค้นหาประชาชนที่สูญหาย เกิดอัคคีภัยที่ไม่เข้าข่าย ภัยพิบัติ 2. ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาให้ความช่วยเหลือตามความจำเป็น เหมาะสม ไม่เกินอัตราตามหลักเกณฑ์ ที่หน่วยงานของรัฐกำหนด 3. ช่วยเหลือเป็นเงินหรือการจัดบริการสาธารณะ 4. ตั้งงบกลาง ประเภทเงินสำรองจ่าย
-55- ระเบียบ มท. ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการปฏิบัติราชการของ อปท พ.ศ. 2542 1. พรบ.สงเคราะห์ผู้ประสบภัยเนื่องจากการช่วยเหลือราชการปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตาม หน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ.2543 2. กฎกระทรวง กำหนดหลักเกณฑ์เงื่อนไขและอัตราในการจ่ายเงินสงเคราะห์และกำหนดลักษณะของ ความพิการทุพพลภาพขนาดหนักจนเป็นอุปสรรคสำคัญยิ่งในการประกอบอาชีพหรือในการดำรงชีพ พ.ศ. 2544 3. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยการขอรับเงิน การพิจารณา และการขยายระยะเวลาในการขอรับ เงินสงเคราะห์เนื่องจากการช่วยเหลือการปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ.2543 4. ระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาพยาบาล ผู้ประสบภัยเนื่องจากการ ช่วยเหลือราชการ การปฏิบัติงานของชาติ หรือการปฏิบัติตามหน้าที่มนุษยธรรม พ.ศ.2544 ค่าวัสดุเครื่องแต่งกายของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น 1.เบิกจ่ายจากงบดำเนินงาน หมวดค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุ 2.เบิกจ่ายไม่ได้คือ เครื่องแบบขาราชการหรือพนักงานส่วนท้องถิ่น ชุดฟอร์ม ชุดฟาติก และชุดประจำ ท้องถิ่น 3.หากมีความจำเป็นนอกเหนือจากหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ ให้ขอทำความตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัด (ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายวัสดุเครื่องแต่งกายของเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2560) เครื่องแต่งกายที่มอบให้เจ้าหน้าที่ท้องถิ่น (ข้อ 6) อปท. มอบให้เจ้าหน้าที่สวมใส่ขณะปฏิบัติงานตามหน้าที่ ให้เจ้าหน้าที่แต่ละคนรับผิดชอบดูแล ในเครื่องแต่งกายนั้นๆ ทั้งนี้ให้เบิกจ่ายได้คนละไม่เกิน 2 ชุดต่อปี ได้แก่ ชุดฝึก/ชุดปฏิบัติการ อปพร . ประกอบด้วย เสื้อ กางเกง หมวก เข็มขัด รองเท้า บัตรประจำตัว อปพร. วุฒิบัตร และเข็มเครื่องหมาย / เครื่องแบบมาตรฐานการแพทย์ฉุกเฉิน ข้อ 8 การเบิกจ่ายค่าวัสดุเครื่องแต่งกายของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น ให้เบิกจ่ายจากงบดำเนินงาน หมวดค่าตอบแทนใช้สอยและวัสดุ ให้คำนึงถึงความเหมาะสม ตลอดจนฐานะการคลังของ อปท.นั้นๆ ด้วย วัสดุเครื่องแต่งกายที่ไม่สามารถเบิกจ่ายได้ (ข้อ 9) 1. เครื่องแบบข้าราชการ ชุดฟอร์ม เสื้อผ้าที่ใช้ในการทำงานของเจ้าหน้าที่ทหาร ชุดประจำท้องถิ่น ภายใต้ข้อบังคับ 9 (แย้งไม่ได้) หาก อปท.มีความจำเป็นที่ต้องจัดหาวัสดุเครื่องแต่งกายที่ใช้ในการปฏิบัติงาน นอกเหนือจากหลักเกณฑ์ที่กำหนด ให้ขอทำความตกลงกับผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นกรณีๆ ไป ระเบียบว่าด้วยการเบิกค่าตอบแทนการปฏิบัติงานนอกเวลาของ อปท. พ.ศ. 2559 เงินที่จ่ายให้แก่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ปฏิบัติงานตามหน้าที่ปกติ - ลักษณะงานส่วนใหญ่ต้องปฏิบัติงานในที่ตั้งสำนักงาน และได้ปฏิบัติงานนั้นนอกเวลาราชการในที่ตั้ง สำนักงาน หรือ - ลักษณะงานส่วนใหญ่ ต้องปฏิบัติงานนอกที่ตั้งสำนักงาน และได้ปฏิบัติงานนั้นนอกเวลาราชการนอก ที่ตั้งสำนักงาน หรือ - ลักษณะงานปกติต้องปฏิบัติงานเป็นผลัดหรือกะ และได้ปฏิบัติงานนั้นนอกผลัดหรือกะของตน
-56- ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินค่าตอบแทนเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานให้แก่หน่วยบริการ สาธารณสุขขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ดังนี้ - เบิกในหมวดค่าใช้สอย - รายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการ - รายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายหมวดอื่นๆ - ค่าบำรุงและซ่อมแซม หลักเกณฑ์พิจารณาอย่างไรคืองานประเพณี 1. ต้องเป็นกิจกรรมหรืองานที่ทำสืบทอดเป็นระยะเวลายาวนาน 2. เป็นการดำเนินงานที่เกิดประโยชน์สาธารณะ 3. วัตถุประสงค์ต้องเป็นการส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงาม ความเสียสละ การมีส่วนร่วม และ ความสามัคคีในหมู่ชน 4. ต้องไม่เป็นการสนับสนุนความเชื่อส่วนบุคคล 5. สัดส่วนของกลุ่มคนมีส่วนร่วมในระดับจังหวัด อำเภอ เทศบาล และ อบต. การพิจารณาว่าเป็นเรื่องใดเป็นประเพณีหรือไม่ ต้องเข้าหลักเกณฑ์ทั้ง 5 ข้อ โดยให้ผู้ว่า แต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณากรณีดังกล่าว เพื่อให้ อปท.ถือเป็นแนวทางปฏิบัติ วัตถุประสงค์โครงการประเพณี 1. เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและสนับสนุนที่ให้ประโยชน์หรืออำนวยความสะดวกแประชาชน เป็นการทั่วไป 2. เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ประชาชน เห็นความสำคัญและรักษาไว้ซึ่งศิลปะ จารีตประเพณี และวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการจัดงานการจัดกิจกรรมสาธารณะ การส่งเสริมกีฬาและ การแข่งขันกีฬาของ อปท. พ.ศ. 2564 (ประกาศในราชกิจจาฯ วันที่ 15 ตุลาคม 2564 มีผลใช้บังคับวันที่ 16 ตุลาคม 2564) ข้อ 4 “การจัดงาน” หมายความว่า การจัดงานตามอำนาจหน้าที่ของ อปท. และหมายความรวมถึง การจัดงานรัฐพิธี งานพิธีการ งานประเพณี ที่ อปท. จัดเอง หรือจัดร่วมกับ อปท. อื่น หรือจัดร่วมกับหน่วยงาน ของรัฐหรือหน่วยงานอื่น “การจัดกิจกรรมสาธารณะ” หมายความว่า การจัดกิจกรรมเพื่อประโยชน์ทั่วไปที่ อปท. ดำเนินการ ตามอำนาจหน้าที่ หรือกิจกรรมเพื่อส่งเสริมสนับสนุนให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมเพื่อสาธารณะ ประโยชน์ร่วมกัน เช่น การพัฒนาชุมชน การพัฒนาคุณภาพชีวิต การสาธารณสุขและอนามัย การอนุรักษ์และ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปวัฒนธรรมประเพณี ทั้งในกรณี อปท. จัดเอง หรือจัดร่วมกับ อปท. อื่น หรือจัดร่วมกับหน่วยงานของรัฐหรือหน่วยงานอื่น “การส่งเสริมกีฬา” หมายความว่า การดำเนินการเพื่อให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้ออกกำลังกาย และเล่นกีฬา การจัดให้มีและพัฒนาสถานที่อุปกรณ์ในการออกกำลังกายและการเล่นกีฬา การพัฒนาและ ส่งเสริมทักษะการกีฬา รวมถึงการจัดการแข่งขันกีฬา การส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา และการ พัฒนาการกีฬาเพื่อการท่องเที่ยวและนันทนาการ เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มและส่งเสริมเศรษฐกิจของท้องถิ่น “กีฬา” หมายความว่า กีฬาตามที่ คกก. การกีฬาแห่งประเทศไทยประกาศกำหนด ชนิดกีฬาที่ สามารถขอจดทะเบียนจัดตั้งสมาคมกีฬาได้ รวมถึงกีฬาไทยและกีฬาพื้นบ้าน (ชนิดกีฬาตามประกาศการกีฬา แห่งประเทศไทยฯ ฉบับที่ 11 ลงวันที่ 30 ตุลาคม 2563 มีจำนวน 89 ชนิด)
-57- ข้อ 6 การจัดงาน การจัดกิจกรรมสาธารณะ การส่งเสริมกีฬา และการแข่งขันกีฬาของ อปท. ให้ตั้งจ่ายในข้อบัญญัติ/เทศบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปี/เพิ่มเติม โดยคำนึงถึงความเหมาะสม ประโยชน์ที่ประชาชนได้รับทางตรงและทางอ้อม สถานะการเงินการคลัง (งบดำเนินงาน ค่าใช้สอย ประเภท รายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่ไม่เข้าลักษณะรายจ่ายงบรายจ่ายอื่น) ข้อ 7 อปท. สามารถตั้งงบประมาณได้ไม่เกินอัตราส่วนของรายได้จริงในปีงบประมาณที่ผ่านมา ไม่รวม เงินอุดหนุนที่รัฐบาลจัดสรรให้ ดังนี้ 1. อบจ./ทน. ไม่เกินร้อยละ 10 2. ทม./ทต./อบต. ไม่เกินร้อยละ 5 - กรณี อปท. มีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณฯ เกินอัตราให้ขออนุมัติผวจ. ต้องไม่เกินหนึ่งเท่า - กรณี อปท. ได้รับมอบหมายให้เป็นเจ้าภาพหรือร่วมเป็นเจ้าภาพในการแข่งขันกีฬาระดับภูมิภาคหรือ ระดับประเทศ ไม่ต้องนำเงินอุดหนุนที่ได้รับการจัดสรรเพื่อเป็นค่าใช้จ่ายในการดำเนินการตามที่ได้รับ มอบหมายมาคำนวณรวมในอัตราส่วน ข้อ 9 1. การจัดงานในวันสำคัญของชาติ ได้แก่ 1.1 วันสำคัญทางศาสนา เช่น วันวิสาขบูชา วันมาฆบูชา 1.2 วันสำคัญทางประวัติศาสตร์ เช่น วันปิยมหาราช 1.3 วันอื่น ๆ ตามมติคณะรัฐมนตรี เช่น วันพ่อแห่งชาติ วันแม่แห่งชาติ วันเด็กแห่งชาติ วันท้องถิ่นไทย (นส. ที่ มท 0808.2/ว 5547 ลว 28 ก.ย. 61) ข้อ 10 2. การจัดงานประเพณี ได้แก่ 2.1 งานประเพณีชาติ เช่น งานวันลอยกระทง งานวันสงกรานต์ 2.2 งานประเพณีของท้องถิ่นหรือเฉพาะในพื้นที่ของ อปท. ต้องมีลักษณะและวัตถุประสงค์ การจัดงานตามหลักเกณฑ์ - เป็นกิจกรรมหรืองานที่จัดให้มีขึ้นสืบทอดเป็นระยะเวลาที่ยาวนาน - มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมอันดีงาม ความเสียสละ การมีส่วนร่วมและความ สามัคคีในหมู่ชน - เป็นกิจกรรมที่มีลักษณะเป็นความเชื่อของสังคมโดยรวม และไม่มีลักษณะเป็นความเชื่อ ส่วนบุคคล - เป็นกิจกรรมที่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อประชาชนเป็นส่วนรวม - มีสัดส่วนของกลุ่มคนที่มีส่วนร่วมในการสืบทอดประเพณีในพื้นที่ในระดับจังหวัดอำเภอ เทศบาล และ อบต. พอสมควร (นส. ที่ มท 0808.2/ว 5547 ลว 28 ก.ย. 61) ข้อ 11 การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยว การจัดงานเพื่อประชาสัมพันธ์แหล่งท่องเที่ยวและงาน เทศกาล และประเพณีในท้องถิ่น การจัดงานแสดงศิลปะ วัฒนธรรมประเพณีในท้องถิ่น โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ ส่งเสริมการท่องเที่ยว เผยแพร่และอนุรักษ์ศิลปวัฒนธรรมอันดีของท้องถิ่น และส่งเสริมเศรษฐกิจของท้องถิ่น ให้เบิกค่าใช้จ่ายเช่นเดียวกับการจัดงาน
-58- ข้อ 12 อปท. อาจจัดกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนและท้องถิ่นในพื้นที่ อปท. ภายใต้อำนาจหน้าที่ ตามที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาท้องถิ่น เช่น 1. กิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 2. กิจกรรมเกี่ยวกับการอนุรักษ์ ฟื้นฟู และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม และจารีตประเพณีอันดีงามของท้องถิ่น 3. กิจกรรมเกี่ยวกับการรณรงค์ป้องกันยาเสพติด 4. กิจกรรมเกี่ยวกับการป้องกันโรคและระงับโรคติดต่อ 5. กิจกรรมเกี่ยวกับการส่งเสริมการออกกำลังกาย ข้อ 13 ค่าใช้จ่ายในการจัดงานและการจัดกิจกรรมสาธารณะ 1. ค่าใช้จ่ายพิธีทางศาสนาในการจัดงาน ให้เบิกจ่ายได้ครั้งเดียวเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกิน 30,000 บาท เว้นแต่กรณีจำเป็นต้องมีตั้งแต่ 2 ศาสนาขึ้นไป ให้เบิกจ่ายได้ครั้งเดียวเท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 50,000 บาท 2. ค่าอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮออล์ สำหรับประธาน ผู้ติดตาม แขกผู้มีเกียรติและผู้มาร่วม ประกอบกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของโครงการ ให้เบิกได้ไม่เกินคนละ 150 บาท/วัน 3. ค่ามหรสพ เช่น ลิเก ดนตรี หมอลำ ภาพยนต์ ฯลฯ 4. ค่าการแสดง และหรือค่าใช้จ่ายในการแสดง เช่น ค่าแต่งกาย ค่าวัสดุ หรืออุปกรณ์ที่จำเป็นในการ แสดง กรณีจ่ายเป็นค่าตอบแทนการแสดง ให้เบิกได้ไม่เกินคนละ 200 บาท/วัน 5. ค่าโฆษณาประชาสัมพันธ์ เช่น ค่าโฆษณาทางวิทยุ โทรทัศน์ และสื่อประเภทสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายในการออกอากาศทางวิทยุ โทรทัศน์ ค่าจ้างเหมาทำป้ายโฆษณา 6. ค่าใช้จ่ายที่เป็นกิจกรรมหลักของโครงการ เช่น ค่าพลุจัดแสดงพลุนานาชาติ ค่าจ้างวงดนตรีงาน เทศกาลดนตนรี ว่าวนานาชาติ 7. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็นและเกี่ยวข้องในการจัดงาน เช่น ค่าชักลากเรือ ค่าบำรุงทีมเรือ ทั้งนี้ ค่าใช้จ่ายตาม 3 4 และ 5 รวมกันแล้วให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินร้อยละ 20 ของประมาณการค่าใช้จ่ายตามโครงการ ข้อ 14 ค่าตอบแทน จนท. ช่วยปฏิบัติงาน 1. จนท. ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง/วัน ให้เบิกได้ไม่เกินคนละ 200 บาท/วัน 2. อปพร. ให้เบิกจ่ายตามระเบียบ มท.ว่าด้วยการเบิกค่าใช้จ่ายให้แก่ อปพร. 3. จนท.ช่วยปฏิบัติงานที่มิใช่บุคคลตาม 1 และ 2 ปฏิบัติงานไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง/วัน ให้เบิกจ่ายได้ ไม่เกินคนละ 200 บาท/วัน ข้อ 15 ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสถานที่ 1. ค่าสถานที่จัดงาน เช่น ค่าเช่าหรือค่าบำรุง 2. ค่าเช่าหรือค่าบริการวัสดุอุปกรณ์ที่จำเป็นในการจัดงาน รวมค่าติดตั้งและค่ารื้อถอน เช่น เครื่อง โปรเจคเตอร์เครื่องเสียง เต้นท์ เวที 3. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการรักษาความปลอดภัย เช่น ค่าจ้างเหมารักษาความปลอดภัย หรือ อื่น ๆ กรณี ที่ขอความร่วมมือจากส่วนราชการหรือ อปท. อื่น หรือหน่วยงานอื่น ให้เบิกจ่าย ได้ไม่เกินคนละ 400 บาทต่อวัน ทั้งนี้ ต้องไม่ซ้ำซ้อนกับค่าใช้จ่ายที่ส่วนราชการ หรือ อปท. อื่น หรือหน่วยงานอื่นเบิกจ่ายให้กับผู้ที่มาปฏิบัติ หน้าที่ 4. ค่าจ้างเหมาทำความสะอาด 5. ค่าใช้จ่ายในการตกแต่ง และจัดสถานที่ 6. ค่าสาธารณูปโภคต่างๆ เช่น กระแสไฟฟ้า น้ำประปา โทรศัพท์รวมถึงค่าติดตั้ง ค่าเช่า อุปกรณ์ และอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง 7. ค่าเช่าหรือค่าบริการรถสุขา ตลอดระยะเวลาที่จัดงาน
-59- ข้อ 16 กรณีมีการประกวดหรือแข่งขันในการจัดงาน และจัดกิจกรรมสาธารณะ 1. ค่าตอบแทนกรรมการตัดสิน 1.1 จนท.ท้องถิ่น ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตัดสินและไม่มีหน้าที่ความรับผิดชอบในการ จัดงาน ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินคนละ 400 บาท/วัน 1.2 บุคคลที่มิได้เป็น จนท.ท้องถิ่น ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตัดสิน ให้เบิกจ่ายได้เกิน คนละ 800 บาท/วัน 2. ค่าโล่ หรือถ้วยรางวัล หรือค่าโล่พระราชทาน หรือถ้วยรางวัลพระราชทาน ที่มอบให้ผู้ชนะ การประกวดหรือแข่งขัน 2.1 ค่าโล่ หรือถ้วยรางวัล ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 3,000 บาท/ชิ้น 2.2 ค่าโล่พระราชทาน หรือถ้วยรางวัลพระราชทานให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงแต่ไม่เกิน 5,000 บาท/ชิ้น 3. เงินหรือของรางวัลนอกเหนือจาก 2 ที่มอบให้ผู้ชนะการประกวดหรือแข่งขันให้เบิกจ่ายได้ไม่เกิน ร้อยละ 30 ของประมาณการค่าใช้จ่ายตามโครงการ 4. กรณี อปท. จัดกิจกรรมสาธารณะ โดยมีประชาชนเข้าร่วมในกิจกรรมดังกล่าว หากมีการประกวด เพื่อมอบรางวัล ให้สามารถจัดเป็นโล่ หรือประกาศเกียรติคุณ หรือเงินหรือของรางวัลให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมที่ ชนะการประกวดได้ตามความจำเป็น เหมาะสม โดยให้อยู่ในดุลยพินิจของผู้บริหารท้องถิ่น ข้อ 17 กรณีค่าจ้างเหมาจัดนิทรรศการในการจัดงาน ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น เหมาะสม และประหยัด ข้อ 18 การส่งเสริมกีฬาของ อปท. ต้องเป็นไปเพื่อวัตถุประสงค์ ดังต่อไปนี้ 1. การส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชนได้มีการออกก าลังกายและการเล่นกีฬา 2. การเสริมสร้างทักษะทางการกีฬา 3. การพัฒนากีฬาเพื่อความเป็นเลิศ และการพัฒนาเพื่อยกระดับการกีฬา 4. การจัดการแข่งขันกีฬาเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวและนันทนาการ เศรษฐกิจของท้องถิ่น 5. การส่งเสริมและอนุรักษ์กีฬาไทยและกีฬาพื้นบ้านในท้องถิ่น 6. การจัดการแข่งขันกีฬาเพื่อการกุศล การแข่งขันกีฬากระชับมิตรกับเมืองในประเทศเพื่อนบ้านที่มี ชายแดนติดต่อกัน ข้อ 19 อปท. อาจจัดให้มีการแข่งขันกีฬา หรือเป็นเจ้าภาพในการจัดการแข่งขันกีฬา หรือจัดการแข่งขันกีฬา ร่วมกับ อปท. อื่น หน่วยงานของรัฐ หรือสมาคมกีฬาก็ได้ ทั้งนี้ ต้องไม่ใช่เป็นการจัดการแข่งขันกีฬาอาชีพ ข้อ 20 ค่าใช้จ่ายในการจัดการแข่งขันกีฬา 1. ค่าใช้จ่ายในการแข่งขันกีฬา ก. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสถานที่ให้เบิกจ่ายตามหลักเกณฑ์ในข้อ 15 ข. ค่าอุปกรณ์แข่งขัน หรือค่าเช่าอุปกรณ์แข่งขันให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น เหมาะสมและประหยัด ค. ค่าตอบแทน จนท. ประจำสนาม เฉพาะวันที่มีการแข่งขันกีฬา ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินคนละ 200 บาท/วัน ง. ค่าตอบแทน จนท. ที่จัดการแข่งขันกีฬา เฉพาะวันที่มีการแข่งขันกีฬา ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกิน คนละ 400/วัน จ. ค่าตอบแทนกรรมการตัดสิน - กรณีเป็น จนท. ที่ได้รับการแต่งตั้งเป็นกรรมการตัดสิน และไม่มีหน้าที่ความรับผิดชอบ ในการจัดการแข่งขันกีฬา ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินคนละ 400 บาท/วัน
-60- - กรณีบุคคลที่มิได้เป็น จนท. ท้องถิ่น ที่ได้รับแต่งตั้งเป็นกรรมการตัดสิน ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกิน คนละ 800 บาท/วัน 2. ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับรางวัล ก. ค่าจัดทำเกียรติบัตรหรือประกาศเกียรติคุณให้แก่ผู้เข้าร่วมการแข่งขันกีฬา ให้เบิกจ่าย ได้เท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น เหมาะสม ประหยัด ข. ค่าโล่หรือถ้วยรางวัลที่มอบให้ผู้ชนะการแข่งขัน ให้มีได้ไม่เกินสามรางวัล และเบิกจ่าย ได้ไม่เกิน 3,000 บาท/ชิ้น ในกรณีเป็นโล่พระราชทานหรือถ้วยรางวัลพระราชทาน ที่มอบให้ผู้ชนะการแข่งขัน เพื่อเป็นการประกวดเกียรติคุณ ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกิน 5,000 บาท/ชิ้น ค. เงิน เหรียญรางวัล หรือของรางวัลนอกเหนือจาก ข. เพื่อมอบให้ผู้ชนะการแข่งขัน ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินร้อยละ 30 ของประมาณการค่าใช้จ่ายตามโครงการ ทั้งนี้ ให้ผู้จัดการแข่งขันกำหนด จำนวนเงิน เหรียญรางวัล หรือของรางวัล ให้เหมาะสมกับวัตถุประสงค์ในการจัดการแข่งขัน 3. ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์งาน เช่น ค่าโฆษณารายการทางวิทยุ โทรทัศน์ และ สื่อประเภทสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ค่าใช้จ่ายในการออกอากาศทางวิทยุ โทรทัศน์ ค่าจ้างเหมาท ำป้ายโฆษณา ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินร้อยละ 10 ของประมาณการค่าใช้จ่ายตามโครงการ 4. ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ เช่น ค่าใช้จ่ายในการจัดพิธีเปิด-ปิดการแข่งขันกีฬา การจัดริ้วขบวน ค่าจัดทำป้ายชื่อ หรือทีมผู้เข้าร่วมแข่งขัน ค่าเสื้อกีฬาสำหรับผู้บริหารท้องถิ่น ผู้ช่วยผู้บริหารท้องถิ่น เจ้าหน้าที่ อปท. ผู้จัดการแข่งขัน และประธานในพิธีเปิด - ปิดการแข่งขัน การจัดกีฬาสาธิต ค่าเวชภัณฑ์และอุปกรณ์ เวชภัณฑ์ ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็นเหมาะสม และประหยัด ข้อ 21 กรณี อปท. เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาสำหรับนักเรียนของโรงเรียนหรือสถานศึกษาสังกัด อปท. กีฬาสำหรับเยาวชน หรือกีฬาประชาชนภายในเขต อปท. ตนเอง ให้เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายได้ตามรายการในข้อ 20 สำหรับค่าใช้จ่ายของนักกีฬาให้เบิกจ่ายได้ ดังนี้ ข้อ 22 1. ค่าชุดกีฬา ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินชุดละ 300 บาท 2. ค่าอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินคนละ 150 บาท/วัน อปท. อาจเป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาโดยมีนักกีฬาจาก อปท. อื่นเข้าแข่งขันร่วมกับนักกีฬาในเขต อปท. ของตนเองได้ โดยให้เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายได้ตามรายการในข้อ 20 และข้อ 21 ข้อ 23 อปท. อาจร่วมกับ อปท. อื่น หน่วยงานของรัฐหรือสมาคมกีฬา เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬา โดยมี นักกีฬาในเขต อปท. ของตนเอง เข้าร่วมการแข่งขันได้ โดยให้เบิกค่าใช้จ่ายได้ตามรายการในข้อ 20 ทั้งนี้ ให้ทำข้อตกลงร่วมกันว่าแต่ละหน่วยงานจะรับผิดชอบค่าใช้จ่ายรายการใด และในการคำนวณสัดส่วน เงิน เหรียญรางวัล หรือของรางวัลตามข้อ 20 (2) (ค) และค่าใช้จ่ายในการโฆษณาประชาสัมพันธ์งานตามข้อ 20 (3) ให้คิดจากร้อยละของประมาณการค่าใช้จ่ายรวมของโครงการทั้งหมด ข้อ 24 อปท. โดยความเห็นชอบของผู้ว่าราชการจังหวัด อาจจัดการแข่งขันกีฬาเพื่อการยกระดับการกีฬา ในท้องถิ่น หรือเพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยวนันทนาการ และส่งเสริมเศรษฐกิจของท้องถิ่นตนเองได้ โดยจะจัดเอง หรือจัดร่วมกับ อปท.อื่น หน่วยงานของรัฐ หรือสมาคมกีฬาก็ได้ และให้เบิกค่าใช้จ่ายตามรายการในข้อ 20 ทั้งนี้ กรณีจัดร่วมกับ อปท. อื่น หน่วยงานของรัฐหรือสมาคมกีฬาให้นำความในข้อ 23 มาใช้บังคับ ข้อ 25 กรณี อปท. เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันกีฬาไทยหรือกีฬาพื้นบ้านในท้องถิ่น ซึ่งเป็นงานประเพณีหรือ เป็นส่วนหนึ่งของงานประเพณีของท้องถิ่นโดยนักกีฬาที่เข้าแข่งขันเป็นนักเรียน เยาวชน หรือประชาชนภาย ใน อปท.ตนเอง ให้เบิกจ่ายค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแช่งขันได้ตามรายการในข้อ 20 และข้อ 21 อปท. อาจจัดการแข่งขันกีฬาตามวรรคหนึ่ง โดยมีนักกีฬาจากนอกเขต อปท. เข้าแข่งขันร่วมกับ นักกีฬาในเขต อปท. ของตนเองได้ โดยให้เบิกค่าใช้จ่ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการจัดการแข่งขันกีฬาตาม รายการในข้อ 20 สำหรับค่าใช้จ่ายของนักกีฬาของ อปท. ให้เบิกจ่ายได้ตามข้อ 26 ส่วนข้อ 26 (6) ให้ เบิกจ่ายได้เฉพาะชุดนักกีฬา
-61- . ข้อ 26 อปท. ที่ส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาตามข้อ 22 ข้อ 23 และข้อ 24 หรือการแข่งขันกีฬา ที่หน่วยงานของรัฐ ซึ่งมีหน้าที่ในการส่งเสริมการกีฬา หรือสมาคมกีฬาเป็นผู้จัดการแข่งขันหรือองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นอื่นเป็นผู้จัดการแข่งขันหรือร่วมจัดการแข่งขัน ให้เบิกค่าใช้จ่ายในการส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขัน กีฬาได้ตามรายการ ดังนี้ 1. ค่าใช้จ่ายสำหรับนักกีฬา ผู้ควบคุม หรือผู้ฝึกสอนแต่ละคนที่เป็นเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นให้เบิกจ่าย ค่าใช้จ่ายได้เท่าที่จ่ายจริงตามสิทธิของแต่ละคนที่กำหนดไว้ในระเบียบ มท. ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไป ราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น 2. ค่าตอบแทนสำหรับบุคคลที่มิใช่เจ้าหน้าที่ท้องถิ่นที่ อปท. แต่งตั้งให้เป็นเจ้าหน้าที่ในการควบคุม หรือผู้ฝึกสอน หรือเจ้าหน้าที่อื่นที่จำเป็น ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกิน 800 บาท/วัน 3. ค่าใช้จ่ายในการฝึกซ้อมกีฬาที่ อปท. เห็นว่า มีความจำเป็นต้องฝึกซ้อมก่อนการเข้าแข่งขันในแต่ละ ครั้งจะเบิกจ่ายได้เฉพาะกรณีที่มีระยะเวลาฝึกซ้อมไม่น้อยกว่า 4 ชั่วโมง/วัน ไม่เกิน 7 วัน ดังนี้ ก. กรณี อปท. จัดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สำหรับนักกีฬา ผู้ควบคุมหรือผู้ฝึกสอน ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินคนละ 150 บาท/วัน ข. กรณี อปท. ไม่จัดอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ สำหรับนักกีฬา ผู้ควบคุมหรือผู้ฝึกสอน ให้เบิกจ่ายค่าตอบแทน ดังนี้ (1) นักกีฬา ให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินคนละ 150 บาท/วัน (2) ผู้ควบคุมหรือผู้ฝึกสอน แต่ละประเภทกีฬาให้เบิกจ่ายได้ไม่เกิน 4 คน คนละไม่เกิน 400 บาท/วัน กรณี อปท. เบิกจ่ายค่าอาหารและเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ตาม ก. ให้งดเบิกจ่ายค่าตอบแทนตาม ข. 4. กรณีมีความจำเป็นต้องเก็บตัวเพื่อฝึกซ้อมก่อนการแข่งขันในแต่ละครั้ง ให้กระทำได้ไม่เกินสามสิบวัน ในกรณีนี้ให้เบิกค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ควบคุมหรือผู้ฝึกสอนและนักกีฬา ตามสิทธิที่กำหนดไว้ในระเบียบ มท. ว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการเดินทางไปราชการของเจ้าหน้าที่ท้องถิ่น และให้งดเบิกค่าใช้จ่ายตาม 3 5. ค่าอุปกรณ์แข่งขัน ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น เหมาะสม และประหยัด 6. ค่าชุดวอร์ม รองเท้า ถุงเท้า ของนักกีฬา ผู้ควบคุมหรือผู้ฝึกสอน ให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็น เหมาะสม และประหยัด ทั้งนี้ สำหรับค่าชุดกีฬาให้เบิกจ่ายได้ไม่เกินชุดละ 300 บาท 7. ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่เกี่ยวกับการส่งนักกีฬาเข้าร่วมแข่งขัน เช่น ค่าสมัครเข้าร่วมการแข่งขันกีฬาหรือ ค่าใช้จ่ายอื่นที่ผู้จัดการแข่งขันเรียกเก็บ ค่าขนย้ายอุปกรณ์แข่งขัน ค่าเช่าพาหนะเดินทางจาก อปท. ไปสถานที่ แข่งขัน ให้เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความจำเป็นเหมาะสม และประหยัด ข้อ 27 กรณีหน่วยงานของรัฐจัดกิจกรรมเกี่ยวกับการแข่งขันกีฬาที่ผ่าน อปท. หลายแห่งเมื่อได้รับแจ้งหรือ มอบหมายให้ อปท. เป็นจุดพักผ่าน สามารถเบิกจ่ายค่าอาหารว่างและเครื่องดื่มของนักกีฬา และเจ้าหน้าที่ จัดการแข่งขันกีฬาได้ไม่เกินห้าสิบบาทต่อคนต่อวันสำหรับค่าใช้จ่ายให้เบิกจ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง ตามความ จำเป็น เหมาะสม และประหยัด ข้อ 28 กรณีที่ อปท. ผู้จัดมีรายได้จากการจัดงานหรือมีผู้อุทิศทรัพย์สินให้เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ หรือในกรณีที่ อปท. ผู้จัดการแข่งขันกีฬาเก็บค่าสมัครผู้เข้าร่วมการแข่งขันหรือมีรายได้จากการจัดการแข่งขัน กีฬา หรือมีผู้อุทิศทรัพย์สินให้เพื่อดำเนินการตามวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้หากมีเงินเหลือจ่ายให้นำส่งเป็นเงิน รายได้ของ อปท. ข้อ 29 กรณี อปท. ส่งบุคคลเข้าร่วมประกวดหรือแข่งขันในการจัดงาน หรือส่งนักกีฬาเข้าร่วมการแข่งขันกีฬา และได้รับเงินรางวัล ให้ อปท. แบ่งเงินรางวัลให้แก่ผู้ที่เข้าร่วมประกวดหรือแข่งขัน หรือนักกีฬา คณะผู้ฝึกสอน และผู้ควบคุมทีม แล้วแต่กรณี
-62- ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยรายจ่ายเกี่ยวกับทุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาและการให้ความ ช่วยเหลือนักเรียนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2561 หลักเกณฑ์การตั้งงบประมาณรายจ่าย ทุนการศึกษาและการช่วยเหลือ อปท. ตั้งงบประมาณรายจ่ายสำหรับเป็นทุนการศึกษาและให้ความช่วยเหลือไว้ในหมวดค่าใช้สอย ประเภทรายจ่ายที่เกี่ยวเนื่องกับการปฏิบัติราชการที่เข้าลักษณะรายจ่ายอื่นๆ รายได้จริง อัตราส่วนของรายได้จริงในปีงบประมาณที่ผ่านมา โดยไม่รวมเงินอุดหนุนที่รัฐจัดสรรให้ ไม่เกิน 50 ล้าน ไม่เกินร้อยละ 3 แต่ไม่เกิน 1 ล้านบาท เกิน 50 ล้าน แต่ไม่เกิน 200 ล้านบาท ไม่เกินร้อยละ 2.5 แต่ไม่เกิน 3 ล้านบาท เกิน 200 ล้านบาทขึ้นไป ไม่เกินร้อยละ 3 แต่ไม่เกิน 5 ล้านบาท คุณสมบัติของนักเรียนยากจน หรือด้อยโอกาส “นักศึกษา” หมายความว่า ผู้ที่เข้ารับการศึกษาในระดับที่สูงกว่ามัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า “นักเรียน” หมายความว่า ผู้ที่เข้ารับกํารศึกษาในโรงเรียนระดับอนุบาล ประถมศึกษา และ มัธยมศึกษา “ผู้ยากจน” หมายความว่า ผู้ที่อยู่ในครอบครัวที่มีฐานะยากจน มีรายได้ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงชีพ มีชีวิตอยู่อย่างลำบาก และขาดแคลนปัจจัยพื้นฐาน “ผู้ด้อยโอกาส” หมายความว่า ผู้ที่ประสบปัญหาความเดือดร้อนไม่สามารถดำรงชีวิตได้เท่าเทียมกับ ผู้อื่น ข้อ ๖ นักศึกษาที่มีสิทธิได้รับทุนการศึกษา และนักเรียนที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลืออย่างน้อยต้องมี คุณสมบัติ ดังนี้ นักศึกษามีสิทธิได้รับทุนการศึกษา นักเรียนที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ (1) เป็นผู้ที่มีภูมิลำเนาอยู่ในพื้นที่ของ อปท. ระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี (2) เป็นนักศึกษา ซึ่งเป็นผู้ยากจนหรือผู้ด้อย โอกาส (1) เป็นผู้ที่มีภูมิลำเนําอยู่ในพื้นที่ของ อปท. ระยะเวลาติดต่อกันไม่น้อยกว่า 1 ปี (๒) เป็นนักเรียน ซึ่งเป็นผู้ยากจนหรือ ผู้ด้อยโอกาส
-63- การช่วยเหลือนักเรียน ซึ่งเป็นผู้ยากจน หรือผู้ด้อยโอกาส (ข้อ ๑๑ - ๑๒) อปท. สามารถให้ความช่วยเหลือค่าใช้จ่ายที่จำเป็นในการศึกษาของนักเรียนซึ่งเป็นผู้ยากจนหรือ ผู้ด้อยโอกาส ระดับของนักเรียน เบิกค่าใช้จ่าย (1) ระดับเด็กเล็ก ระดับเด็กอนุบาล และ ระดับประถมศึกษา ไม่เกินภาคการศึกษาละ 1,000 บาท/คน แต่ไม่ เกินปีการศึกษาละ 2,000 บาท/คน (2) ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น ไม่เกินภาคการศึกษาละ 2,000 บาท/คน แต่ไม่เกิน ปีการศึกษาละ 4,000 บาท/คน (3) ระดับมัธยมศึกษาตอนหรือเทียบเท่า ไม่เกินภาคการศึกษาละ 3,000 บาท/คน แต่ไม่เกิน ปีการศึกษาละ 6,000 บาท/คน ให้มีผู้หน้าที่ปฏิบัติงานเกี่ยวกับการให้ความช่วยเหลือนักเรียน ดำเนินการได้ ดังนี้ 1. ยืมเงินเพื่อจ่ายให้แก่นักเรียนที่มีสิทธิได้รับความช่วยเหลือ และ 2. ให้นักเรียนหรือผู้ปกครองลงลายมือชื่อในใบสำคัญรับเงินเพื่อเป็นหลักฐาน ส่งใช้เงินยืม การให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษา - การให้ทุนการศึกษาแก่นักศึกษาซึ่งเป็นผู้ยากจนหรือผู้ด้อยโอกาส ให้เบิกจ่ายเพื่อเป็น ค่าใช้จ่ายสำหรับค่าเล่าเรียน ค่าธรรมเนียมการศึกษา ค่าบำรุง ค่าหน่วยกิต และค่าใช้จ่ายอื่นที่จำเป็น ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา ตามอัตราที่สถาบันศึกษากำหนด แต่ไม่เกินปีการศึกษาละ 33,000 บาท/คน (ข้อ 10) - การเบิกจ่ายทุนการศึกษาให้แก่นักศึกษา (ข้อ 22) 1. เจ้าหน้าที่ยืมเงินเพื่อจ่ายให้แก่นักศึกษาที่มีสิทธิได้รับทุนการศึกษา และ 2. ให้นำใบสำคัญรับเงินมาเป็นหลักฐานส่งใช้เงินยืม รวมทั้ง 3. ให้ติดตามใบเสร็จรับเงินของสถาบันการศึกษาจากผู้มีสิทธิได้รับทุนการศึกษามา ประกอบฎีกาเบิกจ่ายเงินด้วย
-64- ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิภาพสัตว์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 (ราชกิจจานุเบกษา เล่ม 136 ตอนพิเศษ 28 ง วันที่ 31 ม.ค. 2562 มีผลใช้บังคับในวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2562 เป็นต้นไป) ค่าใช้จ่ายในการกักสัตว์และกํารจัดสวัสดิภาพสัตว์ (ข้อ ๖) 4. ค่าใช้จ่ายในการกักสัตว์และการจัดสวัสดิภาพสัตว์ เทศบาล และ อบต. สามารถเบิกจ่ายได้ ภายใต้หลักเกณฑ์ ดังนี้ รายการ ค่าใช้จ่าย 1.ค่าก่อสร้างสถานสงเคราะห์ ทั้งนี้ให้เป็นไปตามรูปแบบ รายการก่อสร้างที่ สถ.กำหดน เบิกได้เท่าที่จ่ายจริง 2.ค่าอาหาร สุนัขตัวละ 13 บาท แมว 5 บาท เบิกจ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราที่ สถ.กำหนด 3.ค่าทำหมัน 4.ค่าเวชกรรม ได้แก่ ยา วัคซีน เป็นต้น 5.ค่าตรวจวินิจฉัย เบิกจ่ายเท่าที่จ่ายจริง แต่ไม่เกินอัตราที่กรมปศุสัตว์กำหนด 6.ค่าใช้จ่ายอื่น ๆ ที่จำเป็น หรือเกี่ยวเนื่องกับการจัดสวัสดิภาพ สัตว์ เช่น ค่าอุปกรณ์บังคับสัตว์ เบิกจ่ายได้เท่าที่จำเป็น และประหยัด การตั้งงบประมาณค่าซ่อมแซม เบิกได้ 3 หมวด ดังนี้ 1.หมวดค่าใช้สอย 2.หมวดค่าครุภัณฑ์ 3.หมวดวัสดุ 1. การซ่อมแซม ไม่มี 5,000 บาท 2. การซื้อ ไม่มีวงเงิน 5,000 บาท 3. การซ่อมแซมไม่ใช่การปรับปรุง/การก่อสร้าง การปรับปรุง/การก่อสร้าง การซ่อมแซม มี 2 ลักษณะ 1. การซ่อมโดยอยู่สภาพเดิม 2. การซ่อมโดยการเปลี่ยน การซ่อมทุกอย่างหมวดค่าใช้สอย ยกเว้น 1. การซ่อมโครงสร้าง ครุภัณฑ์ขนาดใหญ่ 2. หมวดครุภัณฑ์ การซ่อมแซมในหมวดวัสดุ มีลักษณะซื้อมาซ่อม ซื้อมาเปลี่ยนเอง การซ่อมแซมในหมวดค่าใช้สอย มีลักษณะส่งร้านซ่อม
-65- ค่าสาธารณูปโภค หมายถึง รายจ่ายค่าบริการสาธารณูปโภค สื่อสารและโทรคมนาคมรวมถึงค่าใช้จ่าย ที่ต้องชำระพร้อมกัน เช่น ค่าบริการ ค่าภาษี เป็นต้น ตามรายการดังนี้ การจำแนกหมวดและประเภทรายจ่ายสำหรับงบประมาณรายจ่าย ค่าสาธารณูปโภค ได้แก่ ค่าไฟฟ้า ค่าน้ำประปา ค่าบริการโทรศัพท์ ค่าบริการไปรษณีย์ ค่าบริการ สื่อสาร ค่าเช่าพื้นที่เว็บไซด์ ค่าวัสดุหมายถึง รายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของที่มีลักษณะโดยสภาพไม่คงทนถาวรหรือตามปกติอายุ การใช้งานไม่ยืนนาน สิ้นเปลือง หมดไป หรือเปลี่ยนสภาพไปในระยะเวลาอันสั้น รวมถึงรายจ่ายดังต่อไปนี้ 1. รายจ่ายเพื่อประกอบขึ้นใหม่ ดัดแปลง ต่อเติม หรือปรับปรุงวัสดุ 2. รายจ่ายเพื่อจัดหาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีราคาต่อหน่วยหรือต่อชุดไม่เกิน 2 หมื่นบาท 3. รายจ่ายเพื่อจัดหาสิ่งของที่ใช้ในการซ่อมแซมบำรุงรักษาทรัพย์สินให้สามารถใช้งานได้ตามปกติ 4. รายจ่ายที่ต้องชำระพร้อมกับค่าวัสดุ เช่น ค่าขนส่ง ค่าภาษี ค่าประกันภัย ค่าติดตั้ง เป็นต้น สิ่งของที่จัดเป็นวัสดุ ให้แบ่งการพิจารณาเป็น 3 ประเภท ดังนี้ 1. ประเภทวัสดุคงทน ได้แก่ สิ่งของที่โดยสภาพมีลักษณะคงทนแต่ตามปกติมีอายุการใช้งานไม่ยืนนาน หรือเมื่อนำไปใช้งานแล้วเกิดความชำรุดเสียหายไม่สามารถซ่อมแซมให้ใช้งานได้ดังเดิม หรือซ่อมแซมแล้ว ไม่คุ้มค่า 2. ประเภทวัสดุสิ้นเปลือง ได้แก่ สิ่งของที่โดยสภาพมีลักษณะเมื่อใช้แล้วย่อมสิ้นเปลืองหมดไป แปรสภาพ หรือเปลี่ยนสภาพไปในระยะเวลาอันสั้นหรือไม่คงสภาพเดิม 3. ประเภทวัสดุอุปกรณ์ประกอบและอะไหล่ ได้แก่ สิ่งของที่ใช้เป็นอุปกรณ์ประกอบหรืออะไหล่ สำหรับการซ่อมแซมบำรุงรักษาทรัพย์สินให้กลับคืนสภาพดังเดิมที่มีลักษณะเป็นการซ่อมบำรุงปกติหรือค่า ซ่อมกลาง ค่าครุภัณฑ์หมายถึง รายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งสิ่งของที่มีลักษณะโดยสภาพคงทนถาวร หรือตากปกติอายุ การใช้งานยืนนาน ไม่สิ้นเปลือง หมดไป หรือเปลี่ยนสภาพไปในระยะเวลาอันสั้น เมื่อชำรุดเสียหาย แล้วสามารถ ซ่อมแซมให้ใช้งานได้ดังเดิมรวมถึงรายจ่าย ดังต่อไปนี้ 1. รายจ่ายเพื่อ ประกอบ ดัดแปลง ต่อเติม หรือปรับปรุงครุภัณฑ์ 2. รายจ่ายเพื่อจัดหาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ที่มีราคาต่อหน่วยหรือต่อชุด เกินกว่า 2 หมื่นบาท 3. รายจ่ายเพื่อซ่อมแซมบำรุงรักษาโครงสร้างครุภัณฑ์ขนาดใหญ่ เช่น ยานพาหนะ เครื่องจักรกล เป็นต้น ซึ่งไม่รวมถึงค่าซ่อมบำรุงปกติหรือค่าซ่อมกลาง 4. รายจ่ายที่ต้องชำระพร้อมกับค่าครุภัณฑ์ เช่น ค่าขนส่ง ค่าภาษี ค่าประกันภัย ค่าติดตั้ง เป็นต้น 5. การตั้งงบประมาณรายจ่ายค่าครุภัณฑ์ให้อยู่ในวงเงินที่กำหนดในบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ หน่วยงานของรัฐ หากไม่สามารถดำเนินการได้ เนื่องจากเป็นครุภัณฑ์ที่ไม่มีกำหนดไว้ในบัญชีราคามาตรฐาน ครุภัณฑ์ หรือเป็นครุภัณฑ์ที่มีกำหนดไว้ในบัญชีราคามาตรฐาน แต่ไม่สามารถตั้งงบประมาณตามวงเงินที่ กำหนดไว้ในบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ หรือต้องการคุณสมบัตินอกเหนือบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ให้ตั้ง งบประมาณรายจ่าย ค่าครุภัณฑ์ตามราคาในจังหวัดหรือท้องถิ่นนั้น ๆ หรือราคาที่เคยจัดหาอย่างประหยัด โดยต้องชี้แจงเหตุผลให้ชัดเจนในคำชี้แจงงบประกอบงบประมาณ และเมื่องบประมาณอนุมัติแล้ว ก็ให้ดำเนินการจัดหาตามรายการที่ปรากฎในงบประมาณตามกฎหมายว่าด้วยการจัดซื้อจัดจ้างและการบริหาร พัสดุภาครัฐ (หนังสือที่ มท 0808.2/1989 ลงวันที่ 22 มิถุนายน 2552)
-66- 6. การจัดหารถส่วนกลาง ให้จัดหาโดยมีขนาดและหรือราคาตามที่กำหนดไว้ในบัญชีราคา มาตรฐานครุภัณฑ์ของสำนักงบประมาณ กรณีที่ อปท.ใดมีความจำเป็นต้องจัดหารถส่วนกลางที่มีขนาดและ ราคานอกเหนือไปจากบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ของสำนักงบประมาณ ให้ อปท.ถือปฏิบัติตามหนังสือ ที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด 7. การจัดหารถประจำตำแหน่ง ให้จัดหาได้โดยมีขนาดเครื่องยนต์สูงสุดไม่เกิน 2,400 ซีซี ส่วนราคาและคุณลักษณะอื่น ๆ ให้เป็นไปตามบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ของสำนักงบประมาณ การตั้งงบประมาณหมวดครุภัณฑ์นอกบัญชี 1. ให้อยู่ในวงเงินที่กำหนดในบัญชีราคามาตรฐานครุภัณฑ์ 2. ไม่สามารถดำเนินการตามข้อ 1 ได้ หรือเป็นครุภัณฑ์ที่ไม่มีกำหนดไว้ในบัญชีราคามาตรฐาน ครุภัณฑ์ หรือมีอยู่ในบัญชีราคามาตรฐาน แต่ต้องการรุ่นหรือคุณสมบัติ หรือลักษณะพิเศษนอกเหนือบัญชี ให้ตั้งงบประมาณตามราคาในจังหวัดหรือท้องถิ่นนั้นๆ หรือจัดหาอย่างประหยัด และขี้แจงเหตุผลให้ชัดเจน ในคำชี้แจงประกอบงบประมาณ ระงับการซื้อรถรับรองตามาติคณะรัฐมนตรี ลงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2543 (หนังสือที่ มท 0808.2/0047 ลงวันที่ 7 มกราคม 2551) ค่าที่ดินและสิ่งก่อสร้าง หมายถึง รายจ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้างรวมถึงสิ่งต่างๆ ที่ติดตรึงกับที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้าง ดังต่อไปนี้ 1. รายจ่ายเพื่อจัดหาที่ดิน สิ่งก่อสร้าง 2. รายจ่ายเพื่อปรับปรุงที่ดิน รวมถึงรายจ่ายเพื่อดัดแปลง ต่อเติม หรือปรับปรุงสิ่งก่อสร้าง ซึ่งทำให้ ที่ดิน สิ่งก่อสร้าง มีมูลค่าเพิ่มขึ้น 3. รายจ่ายเพื่อติดตั้งระบบไฟฟ้าหรือระบบประปา รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ซึ่งเป็นการติดตั้งครั้งแรกใน อาคาร ทั้งที่เป็นการดำเนินการพร้อมกันหรือภายหลังการก่อสร้างอาคารรวมถึงการติดตั้งครั้งแรกในสถานที่ ราชการ 4. รายจ่ายเกี่ยวเนื่องกับที่ดินและหรือสิ่งก่อสร้าง เช่น ค่าเวนคืนที่ดิน ค่าชดเชยกรรมสิทธิ์ที่ดิน ค่าชดเชยผลอาสิน เป็นต้น ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยเงินอุดหนุนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2559 แก้ไข เพิ่มเติมถึง (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2563 การตั้งงบประมาณอุดหนุนหน่วยงานอื่นแก้ไขถึง (ฉบับที่ 2) -อปท. และ อปท.อื่น -ส่วนราชการ -รัฐวิสาหกิจ (การไฟฟ้า การประปา องค์การจัดการน้ำเสีย) -องค์กรการกุศาล จัดตั้งตามกฎหมาย -องค์กรศาสนา จัดตั้งตามกฎหมาย -องค์กรประชาชน (จัดตั้งตามกฎหมาย + ดำเนินงานมาไม่น้อยกว่า 1 ปี เพื่อประโยชน์สาธารณะ) • อปท. • เทศบาล • อบต.
-67- หลักเกณฑ์อุดหนุน อปท. การดำเนินการดังนี้ -อยู่ในอำนาจหน้าที่ - ประชาชนในเขตได้รับประโยชน์ - ประชาชนในเขตได้รับประโยชน์ -ก่อสร้าง ปรับปรุง ซ่อมแซม สิ่งก่อสร้าง มีงบประมาณสมทบไม่น้อยกว่าร้อยละ 25 -สมทบกรณีอื่นๆ ตามสถานะทางการคลัง -อยู่ในแผนพัฒนาท้องถิ่น -ตั้งงบประมาณ -วงเงินในการตั้งบประมาณ ***หน่วยงานที่ขอรับเงินอุดหนุน เสนอโครงการยกเว้น ข้อ 6 ต้องอยู่ในอำนาจหนร้าที่ มีเงินร่วมสมทบ ยกเว้น ข้อ 6 ข้อ 7 นับร้อยละ ยกเว้น ข้อ 6 ข้อ 7 วงเงินในการตั้งงบประมาณ (รายได้จริงปีงยประมาณที่ผ่านมาไม่รวมเงินอุดหนุน) - อบต. ร้อยละ 10 - เทศบาลนคร ร้อยละ 2 - เทศบางเมือง/ตำบล ร้อยละ 3 - อบต. ร้อยละ 5 ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการเบิกจ่ายในการบริหารงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2562 ค่าตอบแทน ข้อ 10 ค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเบิกจ่ายได้ตามความจำเป็น เหมาะสม ประหยัด และเพื่อ ประโยชน์ของทางราชการ (1) ค่าตอบแทนล่ามในการแปลภาษาท้องถิ่น ภาษาต่างประเทศ หรือภาษามือ (2) ค่าตอบแทนในการแปลหนังสือ หรือเอกสาร (3) ค่าตอบแทนในการจัดเก็บหรือสำรวจข้อมูล เฉพาะในช่วงระยะเวลาที่มีการจัดเก็บหรือสำรวจ ข้อมูลในกรณีที่ผู้แปล หรือจัดเก็บ หรือผู้สำรวจข้อมูล เป็นเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้นปฏิบัติงาน ตามหน้าที่ มิให้ได้รับค่าตอบแทน ค่าใช้สอย ข้อ 11 ค่าใช้จ่ายที่เป็นค่าใช้สอย มีดังต่อไปนี้ (1) ค่าใช้จ่ายในการเตรียมการ ระหว่างการรับเสด็จ ส่งเสด็จ หรือเกี่ยวเนื่องกับการรับเสด็จ ส่งเสด็จ พระมหากษัตริย์ พระราชินี พระบรมวงศานุวงค์ (2) ค่าจ้างเอกชนดำเนินงานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (3) ค่าใช้จ่ายในการเผยแพร่ หรือการประชาสัมพันธ์งานขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (4) ค่าพานพุ่มดอกไม้ พานประดับพุ่มดอกไม้ พานพุ่มเงินพุ่มทอง กรวยดอกไม้ พวงมาลัย ช่อดอกไม้ กระเช้าดอกไม้ หรือพวงมาลา สำหรับวางอนุสาวรีย์ หรือใช้ในการจัดงาน การจัดกิจกรรมเฉลิมพระเกียรติ ในวโรกาสต่างๆ (5) ค่าใช้จ่ายในการจัดประชุมราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และให้หมายรวมถึงการประชุม ราชการทางไกลผ่านดาวเทียม เช่น ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ค่าอาหารในกรณีที่มีการประชุมคาบเกี่ยวมื้อ อาหาร ค่าเช่าห้องประชุม ค่าใช้จ่ายอื่นๆ ที่จำเป็น เป็นต้น
-68- (6) ค่าอาหารว่างและเครื่องดื่ม ค่าอาหาร สำหรับหน่วยงานอื่นหรือบุคคลภายนอกเข้าดูงานหรือเยี่ยม ชมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือกรณีการตรวจเยี่ยมหรือตรวจราชการ การแถลงข่าวขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น การมอบเงินหรือสิ่งของบริจาคให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (7) ค่าซ่อมแซมทรัพย์สินขององค์การปกครองส่วนท้องถิ่นที่เกิดจากการเสื่อมสภาพ หรือชำรุด เสียหายจากการใช้งานปกติ (8) ค่าของขวัญหรือของที่ระลึกที่มอบให้ชาวต่างประเทศ กรณีเดินทางไปราชการต่างประเทศ ชั่วคราว กรณีชาวต่างประเทศเดินทางมาประเทศไทย ในนามขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นส่วนรวม (9) ค่าโล่ ใบประกาศเกียรติคุณ ค่ากรอบใบประกาศเกียรติคุณสำหรับพนักงานส่วนท้องถิ่น หรือ ลูกจ้างประจำที่เกษียณอายุ หรือผู้ให้ความช่วยเหลือหรือควรได้รับการยกย่องจากทางราชการ (10) ค่าใช้จ่ายในการจัดทำเว็บไซต์ (11) ค่าธรรมเนียมในการคืนบัตร เปลี่ยนบัตรโดยสารพาหนะในการเดินทางไปราชการหรือค่าบัตร โดยสารที่ไม่สามารคืนหรือเปลี่ยนบัตรได้กรณีเลื่อนการเดินทางไปราชการ กรณีองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สั่งให้งดหรือเลื่อนการเดินทางไปราชการ และให้รวมถึงกรณีเหตุสุดวิสัยอื่น ๆ ที่ทำให้ไม่สามารถเดินทางได้ ทั้งนี้ ต้องมิได้เกิดจากตัวผู้เดินทางเป็นเหตุ (12) ค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวกับการทำธุรกรรมทางการเงินเพื่อความสะดวกขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นที่มิใช่เป็นการร้องขอของผู้มีสิทธิรับเงิน (13) ค่าใช้จ่ายในการใช้สถานที่อื่นชั่วคราวขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (14) ค่าใช้จ่ายในการประดับ ตกแต่งอาคารสถานที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (15) ค่าบริการ หรือค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการกำจัดแมลง แมง หนู หรือสัตว์ที่อาจเป็นพาหะนำโรคร้ายมา สู่คน และให้หมายความรวมถึงการกำจัดเชื้อโรคหรือเชื้อรา ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือบ้านพักที่ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นจัดไว้ให้ (16) ค่าใช้จ่ายในการจัดหาอาหารสำหรับผู้ป่วยสามัญ ผู้ป่วยโรคเรื้อนของสถานบริการขององค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น หรืออาหาร นม อาหารเสริม สำหรับเด็กที่อยู่ในการสงเคราะห์ขององค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่น (17) ค่าใช้จ่ายในการเป็นสมาชิก หรือการจัดซื้อหนังสือ จุลสาร วารสาร หนังสือพิมพ์ หนังสือ อิเล็กทรอนิกส์ เพื่อใช้ในราชการโดยส่วนรวม (18) ค่าบริการในการกำจัดสิ่งปฏิกูล จัดเก็บขยะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ค่าบริการในการ กำจัดสิ่งปฏิกูลบ้านพักขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นกรณีไม่มีผู้พักอาศัย (19) ค่าผ่านทางด่วนพิเศษ ค่าบริการจอดรถในการเดินทางไปปฏิบัติราชการ สำหรับรถยนต์ของ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามระเบียบว่าด้วยรถราชการซึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้มาโดยวิธีการซื้อ การยืม การเช่า หรือรับบริจาค หรือได้รับความช่วยเหลือจากรัฐบาลต่างประเทศหรือ องค์การระหว่างประเทศ และขึ้นทะเบียนเป็นครุภัณฑ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นนั้น (20) ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการจัด ผลิตรายการ และถ่ายทอดทางสถานีโทรทัศน์และวิทยุ (21) ค่าระวาง บรรทุก ขนส่งพัสดุหรือพัสดุภัณฑ์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ยกเว้นค่าระวาง บรรทุก ขนส่งพัสดุ หรือพัสดุภัณฑ์ในการฝึกอบรม การจัดงาน และการประชุมระหว่างประเทศ (22) ค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่เกิดจากการใช้พัสดุที่ยืมจากหน่วยงานอื่น เพื่อใช้ปฏิบัติราชการ กรณีจำเป็น เร่งด่วนเป็นการชั่วคราว (23) ค่าตรวจร่างกายของบุคลากรเพื่อตรวจหาสารกัมมันตภาพรังสี และเชื้อเอชไอวีจากการ ปฏิบัติงานตามภารกิจปกติ และไม่ถือเป็นสวัสดิการการรักษาพยาบาลที่พนักงานส่วนท้องถิ่นหรือลูกจ้างประจำ ที่จะใช้สิทธิเบิกจ่ายตามกฎหมายเกี่ยวกับการเบิกจ่ายค่ารักษาพยาบาล
-69- ข้อ 13 ค่าใช้สอยดังต่อไปนี้ มิให้เบิกจ่าย (1) ค่าจัดทำสมุดบันทึก สมุดฉีก หรือของชำร่วย เนื่องในโอกาสต่างๆ (2) ค่าจัดพิมพ์ ค่าจัดส่ง ค่าฝากส่งเป็นรายเดือน สำหรับบัตรอวยพรในเทศกาลต่าง ๆ และค่าจัดพิมพ์ นามบัตรให้กับบุคลากรภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (3) ค่าพวงมาลัย ดอกไม้ ของขวัญ หรือของเยี่ยมผู้ป่วย เพื่อมอบให้กับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐ หน่วยงานเอกชน บุคคล เนื่องในโอกาสต่างๆ (4) ค่าทิป (5) เงินหรือสิ่งของบริจาค (6) ค่าใช้จ่ายในการจัดสวัสดิการ หรือการจัดกิจกรรมนันทนาการภายในองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (7) ค่าใช้สอยที่ไม่ให้เบิกจ่ายนอกเหนือจากที่กำหนดไว้ ให้เป็นไปตามที่กระทรวงมหาดไทยกำหนด ข้อ 14 ค่าใช้จ่ายในการเช่าอาคารและที่ดิน รวมทั้งค่าบริการอื่นใดที่เกี่ยวกับการเช่า ให้ผู้บริหารท้องถิ่น เบิกจ่ายเท่าที่จ่ายจริงตามอัตรา ดังนี้ (1) การเช่าอาคารเพื่อใช้ในการปฏิบัติงาน เก็บเอกสารหรือพัสดุต่าง ๆ ให้เบิกจ่ายเท่าที่จ่ายจริง ไม่เกินอัตราตารางเมตรละห้าร้อยบาทต่อเดือน หรือในกรณีที่มีเหตุผลความจำเป็นต้องเช่าในอัตราเกินตาราง เมตรละห้าร้อยบาทต่อเดือน ให้เบิกจ่ายในวงเงินไม่เกินห้าหมื่นบาทต่อเดือน (2) การเช่าที่ดินเพื่อใช้ในราชการ ให้เบิกจ่ายเท่าที่จ่ายจริงไม่เกินอัตราห้าหมื่นบาทต่อเดือน ในกรณีที่ มีเหตุจำเป็นที่จะต้องเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายตาม (1) หรือ (2) เกินอัตราที่กำหนดไว้ ให้ผู้บริหารท้องถิ่นเบิกจ่าย เท่าที่จ่ายจริง ทั้งนี้ อัตราที่เบิกจ่ายต้องไม่สูงกว่าอัตราตามท้องตลาด และต้องบันทึกเหตุผลที่ต้องเบิกจ่าย ในอัตรานั้นไว้ด้วยค่าสาธารณูปโภค ข้อ 18 ค่าสาธารณูปโภคและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวข้องกับสาธารณูปโภคดังต่อไปนี้ ให้ผู้บริหารท้องถิ่น เบิกจ่ายได้ เท่าที่จ่ายจริง ตามความจ าเป็น เหมาะสม ประหยัด และเพื่อประโยชน์ของทางราชการ (1) ค่าไฟฟ้า ค่าน้ า ค่าโทรศัพท์ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และบ้านพักราชการที่ไม่มีผู้พักอาศัย ให้จ่ายได้เท่าที่จ่ายจริง (2) ค่าบริการไปรษณีย์ ค่าฝากส่งไปรษณีย์ ค่าบริการไปรษณีย์ตอบรับ ค่าดวงตราไปรษณีย์ หรือค่า เช่าตู้ไปรษณีย์ (3) ค่าบริการสื่อสารและโทรคมนาคม รวมถึงค่าใช้จ่ายเพื่อให้ได้มาซึ่งบริการสื่อสารและโทรคมนาคม เช่น ค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับการใช้ระบบและค่าใช้บริการอินเทอร์เน็ต ค่าวิทยุสื่อสาร เป็นต้น (4) ค่าเช่าพื้นที่เว็บไซต์ และค่าธรรมเนียมที่เกี่ยวข้อง การจําแนกหมวดและประเภทรายจ่ายสําหรับงบประมาณรายจ่ายประจําปี งบรายจ่ายอื่น หมายถึง รายจ่ายที่ไม่เข้าลักษณะประเภทงบรายจ่ายใดงบรายจ่ายหนึ่งหรือรายจ่าย ที่กําหนดให้ใช้จ่ายในงบรายจ่ายนี้ - ค่าใช้จ่ายค้างจ่ายในปี งบประมาณที่ล่วงมาแล้ว - ค่าใช้จ่ายตามคําพิพากษา
-70- วันที่ 9 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 12.00 น. การอบรมแบบ Online บรรยายโดย นายมนต์สวรรค์ สืบศรี นักวิชาการศึกษาชำนาญการ จากกรมส่งเสริมการปกครอง ท้องถิ่น วิชา แนวทางการจัดการศึกษาท้องถิ่น โดยสรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 (มาตรา 54) รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่าง ๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มี การเรียนรู้ตลอดชีวิต จัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและภาคเอกชนในการจัดการศึกษา ทุกระดับ รัฐมีหน้าที่ดำเนินการกำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและ ได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติซึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับการจัดทำแผนการ ศึกษาแห่งชาติและการดำเนินการและตรวจสอบการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการศึกษาแห่งชาติด้วย การจัดการศึกษาของ อปท. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตร 54 รัฐต้องดำเนินการให้เด็กทุกคนได้รับการศึกษาเป็นเวลาสิบสองปี ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบ การศึกษาภาคบังคับอย่างมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย รัฐต้องดำเนินการให้เด็กเล็กรับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามวรรคหนึ่ง เพื่อพัฒนา ร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคมและสถิปัญญาให้สมกับวัย โดยส่งเสริมและสนับสนุนให้องค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นและภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับการศึกษาตามความต้องการในระบบต่างๆ รวมทั้งส่งเสริมให้มี การเรียนรู้ตลอดชีวิต และจัดให้มีการร่วมมือกันระหว่างรัฐ องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการ กำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษา ทุกระดับ โดยรัฐมีหน้าที่ดำเนินการ กำกับ ส่งเสริม และสนับสนุนให้การจัดการศึกษาดังกล่าวมีคุณภาพและ ได้มาตรฐานสากล ทั้งนี้ ตามกฎหมายว่าด้วยการศึกษาแห่งชาติ ซึ่งอย่างน้อยต้องมีบทบัญญัติเกี่ยวกับ การจัดทำแผนการศึกษาแห่งชาติและการดำเนินการและตรวจสอบการดำเนินการให้เป็นไปตามแผนการศึกษา แห่งชาติ การจัดการศึกษาของ อปท. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มาตรา 250 องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีหน้าที่และอำนาจดูแลและจัดบริการสาธารณกิจกรรม สาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน รวมทั้งส่งเสริม และสนับสนุนการจัดการศึกษาให้แก่ประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ ฯลฯ มาตร 258 ให้ดำเนินการปฏิรูปประเทศอย่างน้อยในด้านต่างๆ ให้เกิดผล ดังต่อไปนี้ จ.ด้านการศึกษา (1) ให้สามารถเริ่มดำเนินการให้เด็กเล็กได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาตามมาตรา 54 วรรคสอง เพื่อให้เด็กเล็กได้รับการพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ให้สมวัยโดยไม่เก็บ ค่าใช้จ่าย
-71- กรอบยุทธศาสตร์ขาติ (พ.ศ.2561-2580) วิสัยทัศน์ “ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้วด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญาของ เศรษฐกิจพอเพียง” เป้าหมายการพัฒนาประเทศ “ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมีความสุข เศรษฐกิจพัฒนาอย่างต่อเนื่อง สังคมเป็นธรรม ฐาน ทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน” แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 “คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิต อย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้อง กับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตรวรรษที่ 21” การศึกษา และเรียนรู้ตลอดชีวิต เริ่มตั้งแต่ ก่อนเกิด-ปฐมวัย การศึกษาขั้นพื้นฐาน อาชีวศึกษา/ อุดมศึกษา วัยแรงงาน และผู้สูงวัย เป็นแผนระยะยาว 20 ปี เพื่อเป็นแผนแม่บทสำหรับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปใช้เป็นกรอบแนวทาง ในการพัฒนาการศึกษาในช่วงระยะเวลาดังกล่าวให้มีความสอดคล้องกับยุทธศาสตร์ระยะ 20 ปี แผนการศึกษาแห่งชาติ วิสัยทัศน์“คนไทยทุกคนได้รับการศึกษาและเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21” การจัดการศึกษาของ อปท. พ.ร.บ.กำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ.2542 มาตรา 16 ให้เทศบาลเมืองพัทยา และ อบต. มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ดังนี้ (9) การจัดการศึกษา มาตรา 17 ให้ อบจ.มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะ เพื่อประโยขน์ในท้องถิ่นของ ตนเอง ดังนี้ (6) การจัดการศึกษา การศึกษา หมายความว่า กระบวนการเรียนรู้เพื่อความเจริญงอกงามของบุคคลและสังคม โดยการ ถ่ายทอดความรู้การฝึก การอบรม การสืบสานทางวัฒนธรรม การสร้างองค์ความรู้ อันเกิดจากการจัด สภาพแวดล้อมสังคมการเรียนรู้ และปัจจัยเกื้อหนุนให้บุคคลเรียนรู้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต (มาตรา 4 พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม) การศึกษาตลอดชีวิต หมายความว่า กรณีศึกษาที่เกิดจากการผสมผสานระหว่างการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบ และการศึกษาตามอัธยาศัย เพื่อให้สามารถพัฒนาคุณภาพชิวตได้อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต หลักการจัดการศึกษา 1. เป็นการศึกษาตลอดชีวิตสำหรับประชาชน 2. ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษา 3. การพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง (มาตรา 8 พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม)
-72- การจัดการศึกษาของ อปท. พ.ร.บ. การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 มาตรา 41 อปท.มีสิทธิจัดการศึกษาในระดับใดระดับหนึ่งหรือทุกระดับตามความพร้อม ความเหมาะสมและความต้องการภายในท้องถิ่น มาตรา 42 ให้กระทรวงการคลังกำหนดหลักเกณฑ์และวิธีการประเมินความพร้อมในการจัด การศึกษาของ อปท. และมีหน้าที่ในการประสานและส่งเสริม อปท. ให้สามารถจัดการศึกษา สอดคล้องกับนโยบายและได้มาตรฐานการศึกษา รวมทั้งการเสนอแนะ การจัดสรรงบประมาณอุดหนุน การจัดการศึกษาของ อปท. การจัดการศึกษาของ อปท.เป็นการจัดการศึกษาตาม พ.ร.บ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542 รูปแบบการจัดการศึกษา 1. การศึกษาในระบบ (Formal Education) มี 2 ระบบ คือ 1.1 การศึกษาขั้นพื้นฐาน ประกอบด้วยการจัดการศึกษา ซึ่งจัดไม่น้อยกว่า 12 ปี ก่อนระดับอุดมศึกษา 1.2 การศึกษาระดับอุดมศึกษา คือ ระดับต่ำกว่าปริญญาตรี และระดับปริญญาตรี 2. การศึกษานอกระบบ (Non-formal Education) 3. การศึกษาตามอัธยาศัย (Informal Education) การจัดการศึกษาของ อปท. จำแนกได้เป็น 2 กรณี1. อปท. จัดการศึกษาเอง อปท. และ 2.ร่วมกับ หน่วยงานอื่นจัดการศึกษา การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาท้องถิ่น 1. การเข้าไปมีส่วนร่วมในการศึกษากับหน่วยงานอื่น เช่น ให้การสนับสนุนทรัพยากร ให้การ สนับสนุนทางวิชาการ 2. การเปิดโอกาศให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาของ อปท.เช่น - การวางแผนพัฒนาการศึกษา - การนำแผนพัฒนาทางการศึกษาไปปฏิบัติ - การาติดตามประเมินผลและแผนพัฒนาการศึกษา รูปแบบการเปิดโอกาสให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วม ในการจัดการศึกษาของ อปท. - การประชุมประชาคมเพื่อจัดทำแผน - การแต่งตั้งคณะกรรมการศึกษา/คณะกรรมการที่ปรึกษาด้านการศึกษา
-74- เวลา 13.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย นายชัยพัฒน์ ไชยสวัสดิ์อดีตผู้อำนวยการส่วนส่งเสริมการจัดการด้านสาธารณสุข สิ่งแวดล้อม กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น อดีตผู้อำนวยการส่งเสริมการพัฒนา เศรษฐกิจ สังคม และ การมีส่วนร่วมกรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น อดีตผู้ตรวจราชการ กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วิชา การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขตามนโยบายรัฐ โดย สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ การจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและสาธารณสุขตามนโยบายของรัฐ Agenda 1) วิสัยทัศน์ พันธกิจ ยุทธศาสตร์ (สถ.) 2) ถ้อยแถลงของประเทศไทย ในการประชุมระดับผู้นำ COP27 3) คำแถลงนโยบายของรัฐบาล 4) นโยบายกระทรวงมหาดไทย 5) แผนปฏิบัติราชการของกระทรวงมหาดไทย 6) แผนปฏิบัติการขยะของประเทศ (2565-2570) 7) โครงการถังขยะเปียกลดโลกร้อน 8) แผนปฏิบัติการจัดการขยะพลาสติก 9) กฎกระทรวงการจัดการมูลฝอยที่เป็นพิษ 10)การติดตามการดำเนินการด้านสิ่งแวดล้อม 11)การป้องกันและการแก้ไขปัญหาหมอกควัน 12) มติครม. วันที่ 3 ม.ค.2566 : แผนเฉพาะกิจด้านการแก้ไขปัญหามลพิษ ด้านฝุ่นละออง 13) การจัดการด้านสาธารณสุข โครงการสัตว์ปลอดโรค คนปลอดภัยจากโรคพิษสุนัขบ้า แผนปฏิบัติการยุติปัญหาโรคเอดส์ วิสัยทัศน์ ส่งเสริมองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้จัดบริการสาธารณะ ได้ตามสาธารณะได้ตามมาตรฐาน เพื่อประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี พันธกิจ 1. ส่งเสริมและสนับสนุนให้ อปท. ให้มีความเข้าใจในการจัดการบริการสาธารณะ ตามมาตราฐานการดำเนินงาน 2. ปรับปรุง อปท.ให้มีความสามารถในการจัดบริการสาธารณะได้อย่างทั่วถึง 3. ส่งเสริมและสนับสนุน การดำเนินงาน ของ อปท. ให้เป็นไปตามมาตราฐานการ บริการสาธารณะ 4. ติดตามประเมินผลการดำเนินงานของ อปท. 5. บริการ พัฒนา สถ.ให้สามารถปฏิบัติงานตามอำหนาจหน้าที่และกฏหมาย ยุทธศาสตร์ 1) การพัฒนาผู้บริหาร สมาชิกสภา และบุคลากรท้องถิ่นในการปฏิบัติงานตามมาตรฐาน บริการสาธารณะ 2) การพัฒนาระบบการเงินการคลัง ปรับปรุงระเบียบกฎหมายรองรับการปฏิบัติงานของ อปท.
-75- 3)ส่งเสริมสนับสนุน พัฒนาการดำเนินงาน การจัดบริการสาธารณะ ของ อปท.ให้มี มาตราฐาน 4) พัฒนาวางระบบ และดำเนินการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานของ อปท. 5) ส่งเสริมการปฏิบัติงานของ สถ. ตามอำนาจอำนาจหน้าที่ ภารกิจ และนโยบายที่ได้รับ มอบหมาย การประชุมรัฐภาคกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติ ว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สมัยที่ 27 (COP27) ณ สาธารณรัฐอียิปต์ 15 พฤศจิกายน 2565 1. ลดก๊าซเรือนกระจก และก้าวเข้าสู่ Net Zero greenhouse gas emissions ภายในปี 2065 และเป็นกลางทางคาร์บอนในปี 2050 2. ลดปริมษรก๊าซเรือนกระจกให้เหลือ 120 ล้านตัน/ปี 3. ปี 2030 ลดปริมาณก๊าซเรือนกระจกให้ได้ 40% 4. ให้ความสำคัญกับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างสมดุล และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมตาม Model เศรษฐกิจ Bio/circular/green economy (BCG) ซึ่งสอดคล้องกับหลักปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง เป็นแนวทางหลักในการพัฒนา 5. ส่งเสริมให้ชุมชนมีความพร้อมต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 6. ส่งเสริมเศรษฐกิจหมุนเวียนที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม เพื่อแก้ปัญหา climate change โดยเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวกับการลดควบคุมการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อปรับแนวทางการผลิต และ พฤติกรรมการบริโภค และพฤติกรรมการบริโภคให้สอดคล้องกับการใช้ชีวิตของประชาชนไทย การประชุม APEC ครั้งที่ 33 “เปิดกว้างสัมพันธ์เชื่อมโยงกันสู่สมดุลย์” แนวทางเศรษฐกิจ BCG BCG โมเดลการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่สู่การพัฒนาที่ยั่งยืน - Bio Economy ใช้ทรัพยากรชีวภาพสร้างมูลค่าเพิ่ม - Circular Economy การนำวัสดุต่างๆ กลับมาใช้ประโยชน์ให้เต็มประสิทธิภาพ - Green Economy การผลิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้อย่างสมดุล มั่นคง และยั่งยืน APEC 2022 ผู้นำรับรองปฏิณญาผู้นำเศรษฐกิจเอเปค 2022 เป้าหมายกรุงเทพว่าด้วยเศรษฐกิจ BCG - เศรษฐกิจชีวภาพ (Bio Economy) - เศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) - เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy) เพื่อวางรากฐานเศรษฐกิจภูมิภาคที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ BCB มี 4 เป้าหมาย 1. การจัดการกับปัญหาสภาพภูมิอากาศ / การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ 2. การจัดการทรัพยากรยั่งยืนอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ 3. การค้าและการลงทุนที่ยั่งยืน 4. การลดและการบริหารจัดการของเสีย
-76- ประโยชน์จากแนวคิด BCG 1. การเกษตรและอาหาร การแลกเปลี่ยนด้านการพัฒนาการเกษตร และระบบอาหารอย่าง ยั่งยืน การจัดการขยะอาหาร การสร้างห่วยงโซ่อุปทานทางการเกษตรอย่างยั่งยืน 2. ประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ความสามารถทางพลังงาน ในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลง เช่น พลังงานชีวภาพ การเร่งเสริมสร้างความเป็นกลางคาร์บอน 3. การจัดการทรัพยากรอย่างสร้างสรรค์ เช่น อุตสาหกรรมก่อสร้างปลดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เป็นศูนย์ แผนปฏิบัติการขับเคลื่อนการพัฒนาประเทศไทยด้วย Model BCG ( 2564-2570) สอดคล้องกับแผนพัฒนาที่ยั่งยืน ( SDGS ) 5 เป้าหมาย 1. การผลิตและการบริโภคที่ยั่งยืน 2. การรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 3. การอนุรักษ์ความหลากหลาย 4. ความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน 5. การลดความเหลื่อมล้ำ สอดคล้องกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง คำแถลงนโยบายของรัฐบาล - ชีวิตมีสิ่งแวดล้อมที่ดีสำหรับทุกคน - ดูแลรักษาทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมขอประเทศที่เป็นปัจจัยในการพัฒนาประเทศ และ ส่งผลต่อสุขภาพของประชาชน - เร่งฟื้นฟูความสมบูรณ์ของดินและน้ำคืนสู่ธรรมชาติ - รักษาความสมดุลย์ของระบบนิเวศน์ และอนุรักษ์ความหลากหลายพันธุ์สัตว์ป่า - แก้ไขปัญหาความเสื่อมโทรมและมลภาวะเพื่อคืนสิ่งแวดล้อมที่ดีให้แก่คนไทย - การแก้ไขปัญหาสิ่งแวดล้อมเป็นวาระแห่งชาติโดยเฉพาะปัญหา PM 2.5 ที่ส่งผลกระทบต่อ ประชาชน ด้านการสร้างแรงจูงใจทางเศรษฐกิจทั้งบวกและลบในภาคเกษตรกรรม รวมถึงการสร้างความ ร่วมมือให้กับประเทศเพื่อนบ้านในการแก้ปัญหา - การวางแผนการรับมือและป้องกันวิกฤตด้านสิ่งแวดล้อมที่กำลังจะเกิดขึ้น - สานต่อนโยบาย Carbon Neutrality เพื่อให่ประเทศไทยเป็นผู้นำของอาเซียนในด้านการ ลดปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ ด้านสาธารณสุข - การสร้างและพัฒนาระบบสาธารณสุขให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น สามารถรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน และโรคอุบัติใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมทั้งการสร้างความมั่นคงด้านวัคซีนในระยะยาว - ยกระดับนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประชาชนได้รับความสะดวกมากขึ้น ด้วยบริการพื้นฐานใกล้บ้าน เช่น การนัดพบแพทย์ การตรวจเลือด การรับยา 1. สร้างเสริมสุขภาพป้องกันโรค เช่น การให้วัคซีนป้องกันโรค วัคซีนปากมดลูก 2. สถานส่งเสริมสุขภาพ สถานชีวบาลประจำท้องถิ่น เพื่อดูแลผู้ป่วยระยะสุดท้าย 3. การบริการสาธารณสุข เข้าถึงได้โดยผ่านบัตรประชาชนใบเดียว เพื่อเข้ารับบริการได้ ทุกที่ทั่วประเทศ 4. ให้ความสำคัญกับความเท่าเทียมของคนทุกกลุ่ม
-77- นโยบายของกระทรวงมหาดไทย 1. การพัฒนาคุณภาพชีวิต สร้างรายได้ โดยน้อมนำแนวพระราชดำริมาประยุกต์ใช้ 2. น้ำดื่มสะอาดฟรี ลดค่าใช้จ่ายประชาชน 3. การลดค่าใช้จ่ายพลังงาน ไฟฟ้า น้ำมันส่วนราชการ 4. การปราบปรามผู้มีอิทธิพล 5. ส่งเสริมการใช้พลังงานที่สะอาด 6. การบริการประชาชน One stop service 7. การอำนวยความสะดวก/ดูแลนักท่องเที่ยว 8. ส่งเสริมเศรษฐกิจฐานราก 9. การแก้ไขปัญหายาเสพติด 10.สนับสนุนระบบสาธารณสุขและปฐมภูมิ และการเตรียมความพร้อมท้องถิ่น รับรองสังคมผู้สูงอายุ แผนปฏิบัติราชการของกระทรวงมหาดไทย (พ.ศ.2566-2570) วิสัยทัศน์ “ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดี ชุมชนเข้มแข็ง เมืองน่าอยู่อย่างยั่งยืน บนฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” 1. การพัฒนาภูมิภาค เมืองและพื้นที่เศรษฐกิจให้เติบโตอย่างสมดุลย์ พัฒนาเมืองให้น่าอยู่ และเป็นมิตร ต่อสิ่งแวดล้อม ตัวชี้วัด : ประชาชนได้ประโยชน์จากการยกระดับพัฒนาเมือง ปี 66-70 ร้อยละ 70 2. ยกระดับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ การบริหารจัดการน้ำอุปโภค บริโภค การจัดการน้ำเสีย การเตรียมความพร้อมรับภัยภิบัติ ปี 66-70 100% จำนวนหมู่บ้าในพื้นที่ อปท.ได้รับการเพิ่มประสิทธิภาพประปา ปี 66 6472 แห่ง ปี 67 7534 แห่ง ปี 68 8596 แห่ง ปี 69 9685 แห่ง ปี 70 10629 แห่ง แผนงานโครงการกระทรวงมหาดไทย (2566-2570) 1. โครงการสำรวจข้อมูลจำนวนสัตว์ การขึ้นทะเบียนสัตว์ตามโครงการสัตว์ปลอดโรคคนปลอดภัย (ปี 67) 66 ล้านบาท 2. โครงการเงินอุดหนุนตามแนวทาง โครงการพระราชดำริด้านสาธารณสุข ปี 67 1599 ล้านบาท 3. โครงการสนับสนุนการจัดการสิ่งปฏิกูลและขยะมูลฝอยของ อปท. อยู่ระหว่างการศึกษาความเหมาะสม การยกระดับการบริหารจัดการน้ำทั้งระบบ - การก่อสร้าง พัฒนาแหล่งกักเก็บน้ำ อปท.ปี 67 2,500 ล้านบาท 4. โครงการปรับปรุงฟื้นฟู บริหารจัดการคุณภาพน้ำ ปี 67 581.81 ล้านบาท
-78- แผนปฏิบัติการจัดการขยะของประเทศ (พ.ศ.2566-2570) วิสัยทัศน์“การจัดการขยะวิถีใหม่ส่งเสริมการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว” กรอบการดำเนินงาน - แนวทางการพัฒนาเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน เศรษฐกิจสีเขียว - หลักการผู้ก่อมลพิษเป็นผู้จ่าย - หลักการ 3R (Reduce / Reuse / Recycle) - การมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาคเอกชนในการจัดการขยะ - การขยายความรับผิดชอบของผู้ผลิตตามหลักการ Extended Product Responsibility แผนปฏิบัติการจัดการขยะมูลฝอยชุมชนจังหวัดสะอาด ประจำปี 2567 (มท 0802.2/2519 ลว.28 กุมภาพันธ์ 2567) 1. เป้าประสงค์ 1. ขยะมูลฝอยมีการนำกลับมาใช้ประโยชน์มากขึ้น ส่งเสริมการคัดแยกขยะมูลฝอยชุมชน 2. ขยะอินทรีย์ครัวเรือนมีการบริหารจัดการ/นำมาใช้ประโยชน์มากขึ้น 3. ขยะรีไซเคิลชุมชนมีการบริหารจัดการ/สร้างมูลค่าเพี่มผ่านการจัดสวัสดิการให้แก่สมาชิก 4. ขยะมูลฝอยได้รับการบริหารจัดการเพิ่มขึ้นในการรวบรวม/เก็บขน/และกำจัด 5. พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวมีปริมาณการใช้ลดลง 6. ขยะอันตรายชุมชนได้รับการจัดการอย่างถูกต้องเพิ่มขึ้น 7. มูลฝอยติดเชื้อได้รับการบิรหารจัดการอย่างถูกต้องเพิ่มขึ้น 8. สมาชิ อถล. เพิ่มขึ้น และมีกิจกรรมส่งเสริมสิ่งแวดล้อม 9. อปท.ใช้ระบบสารสนเทศเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการขยะอย่างมีประสิทธิภาพ 10.ประชาชนมีความตระหนัก/เข้าใจการจัดการขยะที่ต้นทางเพิ่มขึ้น 11. ส่วนราชการเป็นหน่วยงานนำร่องในการดำเนินการบริหารจัดการขยะภายในหน่วยงานของตนให้ เกิดผลเป็นรูปธรรม 2. ตัวชี้วัด 2.1 การจัดการขยะต้นทาง - ทุกครัวเรือนเข้าร่วม อถล. 100% - อปท.จัดให้มี่กิจกรรมเครือข่าย อถล. 4 ครั้ง/ปี - อปท. ส่งเสริมกิจกรรมนำบรรจุภัณฑ์กลับมาใช้ใหม่ 4 ครั้งต่อปี (100%) - อปท.จัดทำธนาคารขยะ 100% - จังหวัดสุ่มตรวจถังขยะเปียกลดโลกร้อน 100% - รณรงค์ / ประชาสัมพันธ์ลดการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว 100% - ส่งเสริมหน่วยงานในพื้นที่คัดแยกขยะ 100% 2.2 การจัดการขยะกลางทาง - อปท.มีภาชนะรองรับขยะแยกประเภท 100% - อปท.จัดเก็บขยะแบบแยกประเภท 100% - อปท.มีการเก็บขนขยะอันตรายชุมชนไปยังจุดรวบรวม 95% - ชุมชนมีมาตรการป้องกันการรองรับขยะมูลฝอยติดเชื้อ 90%
-78- 2.3 การจัดการขยะปลายทาง - ขยะมูลฝอยได้รับการจัดการถูกต้อง 75% - อปท.ในกลุ่ม Clusters มีการขนขยะไปยัง อปท.เจ้าภาพ 65% - จังหวัดมีแผนงานปรับปรุงสถานที่กำจัดขยะ 50% - อปท.มีการจัดการขยะติดเชื้ออย่างถูกวิธี 100% 2.4 ด้านการบริหารจัดการ - อปท.ทุกแห่งมีการแต่งตั้งคณะกรรมการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอย 100% - จังหวัดมีกานนำเสนอการบริหารจัดการขยะเข้าสู่ที่ประชุมคณะกรรมการสิ่งปฏิกูล/มูลฝอย/ที่ประชุม ผู้บริหาร อปท. 100% - อปท. มีการสร้างเครือข่าย ความร่วมมือในการบริหารจัดการขยะ 100% - อปท. มีการบันทึกข้อมูลสารสนเทศด้านการจัดการขยะมูลฝอย อปท.100% การจัดตั้งธนาคารขยะ (Recyclable Waste Bank) - อปท. ที่เข้าร่วม 7,773 แห่ง - การถอดบทเรียนจากการขับเคลื่อนธนาคารขยะ (5-17 ตุลาคม 2566) 1. อบต.โก่งธนู จ.ลพบุรี 2. อบต. ผาสามยอด จ.เลย 3. อบต.หัวไทร จ.นครศรีธรรมราช 4. ทต.หนองล่ม จ.ลำพูน แนวคิด 1. ทุก อปท. ต้องมีธนาคารขยะอย่างน้อย 1 แห่ง 2. สนับสนุนให้ประชาชนมีการคัดแยกขยะ Recycle 3. สนับสนุน อปท. นำเนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน Circular Economy มาใช้ในการจัดการขยะ ภายใต้หลัก 3Rs 4. ปลูกจิตสำนึกประชาชน มีส่วนร่วมในการลด คัดแยกขยะที่สามารถนำไปขายเพื่อมีรายได้สู่ชุมขน เท่ากับสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ชุมชน การดำเนินการ 1. จังหวัดเป็นหน่วยงานรวบรวมบันทึกข้อมูลขยะมูลฝอยครัวเรือน การคัดแยกผู้ประกอบการรับซื้อ ในพื้นที่ 2. แต่งตั้งคณะกรรมการบริหารธนาคารขยะ อปท. คณะทำงานระดับชุมชน สำรวจผู้ประกอบการ รับซื้อ / ราคา / ประเภทของขยะ/ ประสานกับผู้ซื้อ 3. จัดทำระเบียบข้อบังคับธนาคารขยะ โดยชุมชนมีส่วนร่วม (การออกระเบียบ/การบริหาร) 4. ประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนเพื่อสร้างการรับรู้ การดำเนินงานธนาคารขยะ ตั้งทีมอาสาสมัคร ร่วมกับ อถล. เผยแพร่ความรู้ความเข้าใจในการคัดแยกขยะ 5. 29 พฤษภาคม 2567 เป็นวันที่ขับเคลื่อนโครงการจัดตั้งธนาคารขยะให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน 6. จัดทำพื้นที่ต้นแบบของธนาคารขยะ และขยายผลไปยังพื้นที่อื่นในจังหวัด
-79- มาตรการจัดการขยะพลาสติก ตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 17 เมษายน 2561 อนุมัติกรอบ Road Map การจัดการขยะพลาสติก-2573 - Road Map คือ ลดและเลิกใช้พลาสติก มีเป้าหมาย คือ ปี 2562 จำนวน 3 ชนิด ปี 2565 จำนวน 4 ชนิด - นำขยะพลาสติกกลับมาใช้ประโยชน์ 100% ในปี 2570 - หน่วยงานกลาง ทส. + 11 หน่วยงาน - หน่วยงานระดับพื้นที่ จังหวัด/อปท. แผนปฏิบัติการจัดการขยะพลาสติก 2561 – 2573 • มท. + หน่วยงานหลัก - ส่งเสริมธุรกิจ upcycling ในระดับบริษัท - ถนนพลาสติกตัวอย่าง - ไม้เทียมหรือผลิตภัณฑ์เพื่อการก่อสร้าง - พัฒนาประโยชน์จากการใช้พลาสติก • มท. สนับสนุนการดำเนินงานตามโครงการ - การลด เลิกใช้พลาสติกครั้งเดียว - หลักสูตรการเรียนการสอนเศรษฐกิจหมุนเวียน - งดใช้หลอดพลาสติก - สนับสนุนการนำขยะพลาสติกสู่กระบวนการ Recycle - นำขยะพลาสนิกสู่ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน - สนับสนุนร้านรับซื้อของเก่า - พัฒนาระบบรวมพลาสติก • สถ. อปท. ดำเนินการ - ออกข้อปฏิบัติ อปท. ในการคัดแยกขยะ - ส่งเสริมการคัดแยกขยะ Recycle - วางระบบโครงสร้างการคัดแยกขยะแบบครบวงจร - ร่วมมือ คพ. นำขยะมาทำเชื้อเพลิง - อปท สภาอุตสาหกรรมจัดทำโครงการนำร่อง มาตรการลดเลิกการใช้พลาสติก ณ ขั้นตอนบริโภค - สร้างความรู้ความเข้าใจ ร่วมมือกันลดเลิกใช้พลาสติกครั้งเดียว - กำหนดระเบียบป้องกันทิ้งขยะลงทะเล - นโยบายการจัดการขยะพลาสติกภายใต้ความร่วมมือ มาตรการจัดการขยะพลาสติกหลังบริโภค - อปท ออกข้อบังคับในการคัดแยกขยะมูลฝอย - ส่งเสริมการนำขยะพลาสติกมาเป็นเชื้อเพลิง - พัฒนาศักยภาพร้านรับซื้อของเก่า - ยกย่องผู้มีส่วนร่วมการจัดการขยะพลาสติก - ควบคุมการนำเข้าขยะพลาสติก - พัฒนากฎหมายเพื่อป้องกัน แก้ปัญหาของพลาสติกในทะเล - ระบบการเรียกคืนซากพลาสติกเมื่อหมดอายุการใช้งาน - พัฒนาระบบรวบรวมขยะพลาสติก
-80- กฎกระทรวงการจัดการมูลฝอยที่เป็นพิษหรืออันตรายจากชุมชน 2563 - มูลฝอยที่เป็นพิษ - อปท ต้องจัดให้มีสถานที่ถ่าย ทิ้ง - อปท ดำเนินการเอง /ร่วมกับหน่วยงานของรัฐ /ร่วมกับ อปท.อื่น /อปท มอบให้บุคคล / บุคคลที่ได้รับใบอนุญาตดำเนินการ - จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ * การเก็บ - การคัดแยกหลอดไฟ แบตเตอรี่ ถ่านไฟฉาย - การเก็บภาชนะที่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ - จุดแยกทิ้งเป็นไปตามหลักเกณฑ์ - สถานที่พักรวมมูลฝอย (อาคาร/ห้องแยก) * การขนส่ง - การแยกเก็บ ขนตามประเภท - มาตรการควบคุมการขน - ยานพาหนะ - การป้องกันน้ำชะขยะ * การกำจัด - สถานที่พักรวม - การฝังกลบอย่างปลอดภัย - การเผาในเตาเผา - วิธีอื่น - มีมาตรการควบคุมการกำจัดในแต่ละวิธี - ก่อนกำจัด อาจแยกชิ้นส่วนขยะตามหลักเกณฑ์ * การฝังกลบ เป็นไปตามหลักเกณฑ์ - สถานที่ฝังกลบ - แนวกันชน - ก้นบ่อสูงกว่าระดับน้ำใต้ดิน - การรวบรวมน้ำซะขยะ - ติดตั้งวัสดุกันซึม (อาจต้องดูกฎหมายอื่นประกอบประกาศกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ) อปท. ที่ดำเนินการก่อนประกาศกระทรวง - จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบ ผู้ปฏิบัติงานภายใน 2 ปี - ดำเนินการจัดเก็บ ขนส่ง ภายใน 2 ปี (ตุลาคม 2565) - ดำเนินการกำจัดภายใน 3 ปี (ตุลาคม 2566)
-81- ในกรณีที่ไม่ได้ดำเนินการกำจัดก่อนวันบังคับใช้ - จัดให้มีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบภายใน 2 ปี - ดำเนินการกำจัดภายใน 3 ปี **การแต่งตั้งคณะกรรมการประกวดการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” 2565 และ คณะทำงานพิจารณาผลงานการจัดการขยะมูลฝอยชุมชน “จังหวัดสะอาด” (มท. 0820.2/ว 1120 ลงวันที่ 20 เมษายน 2565) ** การแต่งตั้งคณะกรรมการจัดการสิ่งปฏิกูลและมูลฝอยจังหวัดเพิ่มเติม (มท 0820.2/ว 6443 ลง วันที่ 11 พฤศจิกายน 2564) วันที่ 10 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 12.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย รศ.ดร.สมเดช รุ่งศรีสวัสดิ์ วิชา เทคนิคการสร้างและพัฒนาเครือข่าย สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ การสร้างเครือข่าย หมายถึง กลุ่มของคนหรือองค์กรที่สมัครใจแลกเปลี่ยนข่าวสารข้อมูลระหว่างกัน หรือทำกิจกรรมร่วมกัน ในลักษณะที่บุคคลหรือองค์กรสมาชิกยังคงมีความเป็นอิสระในการดำเนินกิจกรรมของคน ทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง คือ 1.ทฤษฎีการรวมพลัง (synergy) เป็นการรวมพลังทำงานที่สร้างผลลัพท์และคุณค่ามากกว่าที่แต่ละ องค์กรจะทำโดยโดดเดี่ยว 2. ทฤษฎีแลกเปลี่ยน (exchange theory) แลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน ลักษณะของเครือข่าย 1. โครงสร้างทางความคิด 2. ไม่มีลำดับขั้น 3. แบ่งงานกันทำ 4. ความเข้มแข็งขององค์กรที่รวมกันเป็นเครือข่าย 5. กำหนดการจัดการกันเอง 6. ความสำเร็จของเครือข่ายต้องอาศัยระยะเวลาในการเพาะความสัมพันธ์ ศรัธา เชื่อใจ เพื่อร่วมกัน แก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ คุณลักษณะของเครือข่ายที่ดี 1. ต้องเป็นการทำงานแบบดาวกระจาย 2. องค์กรสมาชิกมีความเท่าเทียมกัน 3. มีความไว้วางใจกัน 4. มีการสื่อสารหลายทาง 5. มีกิจกรรมร่วฝกันที่ต่อเนื่องเป็นผลประโยชน์โดยได้รับความร่วมมือจากสมาชิก 6. มีการประสานงานทั้งแนวนอนและแนวตั้ง 7. มีแกนกลางที่มีประสิทธิภาพ
-82- เทคนิคการทำงานร่วมกันเป็นเครือข่าย 1. สร้างความผูกพันและรับผิดชอบต่อการสร้างเครือข่าย 2. เตรียมตัวเตรียมใจว่าเครือข่ายต้องใช้เวลา 3. เคารพและไว้วางใจระหว่างกันเป็นสิ่งสำคัญ 4. พึงระลึกไว้เสมอว่าองค์กรที่ร่วมเครือข่ายจะต้องได้รับประโยชน์จากการสร้างเครือข่าย 5. ต้องมีการสรุปบทเรียน วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งต่างๆ 6. ควรตระหนักถึงปัญหาร่วมกันและมีความยืดหยุ่น 7. ต้องแน่ใจว่าทั้งองค์กรของท่านและองค์กรที่เป็นเครือข่ายคาดหวังที่ตรงกันในการร่วมมือกัน ทำงานตลอดระยะเวลาที่ตกลงร่วมกัน 8. ยอมรับความแตกต่างทางวัฒนธรรมทั้งในด้านพื้นที่และองค์กร 9. ยอมรับความเป็นอิสระขององค์กรที่ร่วมกันเป็นเครือข่าย 10.รับผิดชอบร่วมกันทั้งสำเร็จและล้มเหลว ขั้นตอนการสร้างเครือข่าย 1. มีมนุษย์สัมพันธ์ ยิ้ม ทักทาย หรือจำชื่อ 2. สร้างประเด็นคำถามเพื่อสร้างความสัมพันธ์ 3. การให้ความช่วยเหลือ 4. บันทึก ชื่อ ที่อยู่การติดต่อ 5. รักษาความสัมพันธ์ด้วยการติดต่อ ส่งข่าวสาร 6. บทความ สอบถามทุกข์สุข นัดพบปะบ้าง ประโยชน์ของการสร้างเครือข่าย 1. เกิดการพัฒนาองค์ความรู้ใหม่ 2. ประมวลผลข้อมูล 3. เกิดการยอมรับเครือข่าย เกิดศรัธาไว้ใจ 4. มีที่ปรึกษา เวลาเผชิญปัญหา 5. จุดประกายความหวังใหม่ๆ เวลา 13.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย นายพิสิษฐ์ วงศ์เธียรธนาวิชา หัวหน้าสำนักงานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จังหวัด นครสวรรค์ วิชา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยกับการปฏิบัติงานราชการขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรมดังนี้ การเมืองการปกครอง * การเมือง (Politics) กระบวนการจัดสรรผลประโยชน์และสิ่งที่มีค่าทางสังคม หรือการใช้อำนาจ ในการจัดสรร ทรัพยากรต่างๆ ในสังคมในรูปของ กฎ ระเบียบ หรือนโยบายในการบริหารงาน หรือการแข่งขันเพื่อแสวงหา อำนาจ อันส่งผลกระทบต่อสังคมส่วนใหญ่ นอกจากนี้ยังหมายถึง เรื่อง การแข่งขัน หรือแสวงหาอำนาจซึ่งผลกระทบต่อสังคมโดย ส่วนใหญ่ และทำหน้าที่สร้างสรรค์ชีวิตที่มีคุณธรรมให้เกิดขึ้นโดยการใช้อำนาจรัฐ เพื่อจัดสรรแบ่งปันสิ่งที่มี คุณค่าให้ทั่วถึงและเป็นธรรมในสังคม * การปกครอง (Government) คือ เรื่องเกี่ยวกับการบริหาร การวางระเบียบกฎเกณฑ์ สำหรับสังคม เพื่อให้เกิดความสงบสุขหรือทำการบำบัดทุกข์บำรุงสุข โดยอยู่ในลักษณะการใช้อำนาจของรัฐ เข้าจัดระเบียบและควบคุมสังคม
-83- รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 ความสัมพันธ์ขององค์กรปกครองท้องถิ่น กับ รัฐ ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 1 ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งเดียว จะแบ่งแยกมิได้ มาตรา 2 ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มาตรา 3 อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุข ทรงใช้อำนาจ ทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 249 ภายใต้บังคับบัญชามาตรา 1 ให้มีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่น ตามหลักแห่งการ ปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของประชาชนในท้องถิ่น ทั้งนี้ ตามวิธีการและรูปแบบองค์กรปกครองส่วน ท้องถิ่นที่กฎหมายบัญญัติ มาตรา 64 บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นแนวทางให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบายในการ บริหารราชการแผ่นดิน มาตรา 76 รัฐพึงพัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดิน ทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และงานของรัฐอย่างอื่น ให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดีโดยหน่วยงานของรัฐ ต้องร่วมมือและช่วยเหลือกันในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดิน การจัดทำบริการสาธารณะ และการใช้จ่ายเงินงบประมาณมีประสิทธิภาพสูงสุด เพื่อประโยชน์สุขของประชาชน รวมตลอดทั้งพัฒนา เจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชนให้เกิดความสะดวก รวดเร็ว ไม่เลือกปฏิบัติ และปฏิบัติหน้าที่อย่างมีประสิทธิภาพ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย เป็นรัฐธรรมนูญฉบับที่ 20 มีทั้งหมด 16 หมวด 1 บทเฉพาะกาล รวมทั้งสิ้น 279 มาตรา มีทั้งหมด 16 หมวด ดังนี้ 1. บททั่วไป 2. พระมหากษัตริย์ 3. สิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย 4. หน้าที่ของปวงชนชาวไทย 5. หน้าที่ของรัฐ 6. แนวนโยบายแห่งรัฐ 7. รัฐสภา 8. คณะรัฐมนตรี 9. การขัดกันแห่งผลประโยชน์ 10. ศาล 11. ศาลรัฐธรรมนูญ 12. องค์กรอิสระ 13. องค์กรอัยการ 14. การปกครองส่วนท้องถิ่น 15. การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ 16. การปฏิรูปประเทศ
-84- **บทเฉพาะกาล** หัวข้อ หลักการ ข้อพึงระวัง 1. อำนาจหน้าที่ 1.กฎหมายจัดตั้ง 2.พรบ กำหนดแผนฯ 3.กฎหมายอื่นๆ 1. หน้าที่โดยตรง 2. ส่งเสริม หรือ สนับสนุน 2. งบประมาณ เทศบัญญัติ / ข้อบัญญัติ ใช้แผนพัฒนาฯ จัดทำงบฯ และ มีรที่มาของราคากลาง/โครงการ 1.ปฏิบัติเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ 2.เป็นไปตามแผนพัฒนาฯ และไม่ ซ้ำซ้อนกับ อปท.อื่น 3.การเบิกจ่าย ระเบียบข้อบังคับ หนังสือเวียน ไม่มีไม่สามารถเบิกจ่ายได้ / ถ้ามี+ เชื่อโดยสุจริต 4. ดุลพินิจ 1.ชอบด้วยกฎหมาย 2.ต้องไม่มีส่วนได้ส่วนเสีย 1.ใช้เท่าที่จำเป็น 2.เหมาะสมและประหยัด 5.เงิน/ฐานะทางการคลัง มีเพียงพอที่จะเบิกจ่ายได้ ต้องมีการจัดทำงบการเงิน/บัญชี ให้ถูกต้องครบถ้วน 6.ประโยชน์สูงสุด ประโยชน์สาธารณะประชาชนใน พื้นที่ได้รับโดยรวม 1.ไม่มีผลประโยชน์ทับซ้อนหรือ ผลประโยชน์ขัดกัน 2.ไม่ใช่เรื่องปัจเจก/ความเชื่อ / เพื่อตนเอง 7.โปร่งใส ตรวจสอบได้ เปิดเผยข้อมูล/จัดทำเอกสาร ถูกต้อง ต้องมีเอกสารหลักฐานไว้ ประกอบการตรวจสอบ/ชี้แจง ครบถ้วนถูกต้อง • ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งเดียวจะแบ่งแยกไม่ได้ • ประเทศไทยมีการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข • อำนาจอธิปไตยเป็นของปวงชนชาวไทย • พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจอธิปไตยทาง รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล และองค์กร อิสระ และหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ กฎหมายและหลักนิติธรรม เพื่อประโยชน์ส่วนรวมของประเทศชาติ และความผาสุกของประชาชนโดยรวม • ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ สิทธิ เสรีภาพ และความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครอง และ ความเสมอภาคของบุคคลย่อมได้รับความคุ้มครองปวงชนชาวไทยย่อมได้รับความคุ้มครอง ตามรัฐธรรมนูญนี้เสมอกัน (รัฐธรรมนูญ มาตรา 4) • รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ บทบัญญัติใดของกฎหมาย กฎ หรือข้อบังคับ หรือการ กระทำใด ขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญนี้ บทบัญญัติหรือการกระทำนั้น ใช้บังคับมิได้ ลักษณะสำคัญของรัฐธรรมนูญ รัฐธรรมนูญ คือ กฎหมายสูงสุดของรัฐ เป็นกฎหมายแม่บทของกฎหมายทั้งหลายในรัฐ กฎหมายใดที่ ขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญต้องถือเป็นโมฆะ รัฐธรรมนูญ เป็นกฎหมายที่กำหนดหลักการเกี่ยวกับการจัดระเบียบการปกครองโดยจะวางรูปแบบ และโครงสร้างของรัฐบาล การใช้อำนาจการปกครอง การแบ่งแยกอำนาจ และกำหนดความสัมพันธ์ ระหว่างองค์กรผู้ใช้อำนาจขององค์กรต่างๆ เช่น รัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล
-85- หลักประกันสิทธิและเสรีภาพของปวงชนชาวไทย • บุคคลมีสิทธิและเสรีภาพในชีวิต ร่างกาย การนับถือศาสนา ความเป็นอยู่ส่วนตัว เกียตริยศ ชื่อเสียง ครอบครัว เคหสถาน การแสดงความคิดเห็นต่างๆ การติดต่อสื่อสารถึงกัน เสรีภาพในทางวิชาการ การเดินทาง เลือกถิ่นที่อยู่ การประกอบอาชีพ การมีสิทธิในทรัพย์สินและการสืบมรดก การเข้าถึงข้อมูลหรือข่าวสาร สาธารณะที่อยู่ในความครอบครองของหน่วยงานของรัฐ การร้องทุกข์ การฟ้องหน่วยงานของรัฐ รวมตัวกัน ในรูปแบบต่างๆ เช่น ชุมชน สมาคม สหกรณ์ สหภาพ สหพันธ์ ฯลฯ การอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม การอนุรักษ์และใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธ และการจัดตั้งพรรการเมือง • บุคคลซึ่งประกอบวิชาชีพสื่อมวลชนย่อมมีเสรีภาพในการเสนอข่าวสาร หรือแสดงความคิดเห็นตาม จริยธรรมแห่งการประกอบวิชาชีพ • ทั้งบุคคลและชุมชนมีสิทธิอนุรักษ์ขนบธรรมเนียมประเพณี ศิลปวัฒนธรรม รวมทั้งอนุรักษ์และใช้ ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติ มีสิทธิจัดระบบสวัสดิการชุมชน มีสิทธิเสนอความเห็นให้หน่วยงานของรัฐ กระทำการหรือไม่กระทำการเพื่อประโยชน์ต่อประชาชนหรือชุมชนรวมทั้งมีสิทธิฟ้องหน่วยงานของรัฐ • บุคคลซึ่งเป็นผู้บริโภคมีสิทธิรวมกันจัดตั้งองค์กรของผู้บริโกคเพื่อคุ้มครอง และพิทักษ์สิทธิของผู้บริโภค และองค์กรเหล่านี้สามารถรวมกันจัดตั้งเป็นองค์กรใหญ่เพื่อให้เกิดพลังในการคุ้มครองผู้บริโภคได้ นอกจากสิทธิและเสรีภาพข้างต้นแล้วการใดที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายมิได้ห้าม หรือกำหนดเงื่อนไข ในการใช้สิทธิหรือเสรีภาพไว้ บุคคลย่อมมีสิทธิและเสรีภาพที่จะกระทำนั้นๆ ได้อย่างเสรีและถือกว่าเป็นการ กระทำที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและกฎหมาย บุคคลและชุมชนไม่ต้องใช้สิทธิและเสรีภาพของตนเกินขอบเขต กล่าวคือ การใช้สิทธิและเสรีภาพนั้น ต้อง.. 1. ไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของประเทศ 2. ไม่กระทบกระเทือนหรือเป็นอันตรายต่อความสงบเรียบร้อย 3. ไม่ละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลอื่น เพื่อป้องกันมิให้มีการตรากฎหมายแบบไม่มีเหตุผลหรือเพื่อพวกพ้อง หรือจำกัดสิทธิและเสรีภาพของ ประชาชนเกินสมควร จึงได้วางหลักในการตรากฎหมายของฝ่ายนิติบัญญัติ ชัดเจนว่า การตรากฎหมายนั้นต้อง... 1. เป็นไปตามเงื่อนไขรัฐธรรมนูญกำหนดไว้ 2. ถ้าไม่ได้กำหนดเงื่อนไขไว้ กฎหมายนั้นต้อง - ไม่ขัดต่อหลักนิติธรรม - ไม่เพิ่มภาระหรือจำกัดสิทธิหรือเสรีภาพของบุคคลเกินสมควรแก่เหตุ - ไม่กระทบต่อศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ของบุคคล - ระบุเหตุผลความจำเป็นในการจำกัดสิทธิไว้ด้วย - มีผลบังคับใช้เป็นการทั่วไป ศาลรัฐธรรมนูญ มีหน้าที่ การตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมาย ทั้งร่างกฎหมายที่ยัง ไม่มีผลใช้บังคับและกฎหมายที่ใช้บังคับแล้ว ถ้าเป็นกฎหมายที่มีผลใช้บังคับแล้ว ประชาชนผู้เป็นคู่ความในคดีอาจยกเป็นข้อต่อสู้ได้ว่าบทบัญญัติ ของกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญซึ่งศาลพิจารณาคดีนั้นต้องส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยต่อไป ถ้าเป็นร่างกฎหมาย สส. ส.ว. หรือนายกรัฐมนตรีสามารถร้องขอต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยได้
-86- หน้าที่ของปวงชนชาวไทย 1. พึงรักษาไว้ซึ่งชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข 2. ป้องกันประเทศ พิทักษ์รักษาเกียรติภูมิ ผลประโยชน์ของชาติ รวมตลอดทั้งสาธารณะสมบัติของ แผ่นดินและให้ความบรรเทาสาธารณะ 3. ปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด 4. เข้ารับการศึกษาอบรมในการศึกษาภาคบังคับ 5. รับราชการทหารตามที่กำหมายบัญญัติ 6. เคารพและไม่ละเมืดสิทธิและเสรีภาพของบุคคลอื่น และไม่กระทำการใดที่อาจก่อให้เกิดความ แตกแยกหรือเกลียดชังในสังคม 7. ไปใช้สิทธิเลือกตั้งหรือลงประชามติอย่างอิสระ โดยคำนึ่งถึงประโยชน์ส่วนรวมของประเทศ เป็นสำคัญ 8. ร่วมมือและสนับสนุนการอนุรักษ์ และคุ้มครองสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ ความหลากหลาย ทางชีวภาพ รวมทั้งมรดกทางวัฒนธรรม 9. เสียภาษีอากรตามที่กฎหมายบัญญัติ 10.ไม่ร่วมมือสนับสนุนการทุจริตและประพฤติมิชอบในทุกรูปแบบ หน้าที่ของรัฐ 1. พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตที่ประเทศ ไทยมีสิทธิอธิปไตย ความมั่นคงแห่งชาติ และความสงบเรียบร้อยของประชาชน 2. ดูแลให้มีการปฏิบัติตามและบังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด 3. จัดให้เด็กเล็ก (2 ขวบ จนถึงเข้าอนุบาล) ได้รับการดูแลและพัฒนาก่อนเข้ารับการศึกษาชั้นอนุบาล เพื่อพัฒนาร่างกาย จิตใจ วินัย อารมณ์ สังคม และสติปัญญาให้สมวัย โดยไม่ต้องเสียค่าใช้จ่าย การจัดให้เด็ก ทุกคนเริ่มต้นในวัยที่จะพัฒนาได้เช่นนี้ จะทำให้ทุกคนไม่ว่าจะยากดีมีจนอยู่ในชนบทหรือในเมืองจะมีโอกาส ในการศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกัน 4. จัดให้เด็กได้รับการศึกษาระดับอนุบาลจนจบการศึกษาภาคบังคับ (อนุบาล 1 - ม.3 รวม 12 ปี) โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย 5. การศึกษาโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายนอกเหนือจากที่กล่าวข้างต้น รัฐจะไม่เก็บค่าใช้จ่ายทุกระดับเพียงใดก็ได้ ไม่มีอะไรในรัฐธรรมนูญห้ามไว้ 6. เมื่อจบการศึษาภาคบังคับแล้ว รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนทุกคนได้รับการศึกษาตามความ ต้องการของแต่ละคนซึ่งมีความชอบหรือความถนัดแตกต่างกันไป ถ้ารัฐมีกำลังเงิน รัฐจะไม่เก็บค่าใช้จ่ายก็ได้ ถ้ารัฐไม่สามารถจัดให้ทุกคนได้ โดยได้กำหนดให้รัฐมีกองทุนช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่ายสำหรับผู้ขาดแคลน เพื่อลด ความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาระหว่างผู้มีกับผู้ไม่มีทุนทรัพย์ด้วยวิธีนี้ทุกคนที่ประสงค์จะศึกษามีโอกาสเท่าเทียมกัน 7. การศึกษาทุกระดับนั้น ต้องสอนผู้เรียนเป็นคนดี มีวินัย และภูมิใจในชาติ เพื่อให้ประชาชน ชาวไทยมีความรับผิดชอบต่อครอบครัว ชุมชน สังคม และประเทศชาติ และมีความสามารถในการปรับตัวให้ ทันต่อความเปลี่ยนแปลงและความท้าทายใหม่ๆ ในอนาคต 8. รัฐต้องดำเนินการให้ประชาชนได้รับบริการสาธารณสุขที่มีประสิทธิภาพอย่างทั่วถึง เสริมสร้างให้ ประชาชนมีความรู้พื้นฐานเกี่ยวกับการส่งเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค และส่งเนริมสนับสนุนการพัฒนาภูมิ ปัญญาด้านแพทย์แผนไทยให้เกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งต้องพัฒนาการบริการสาธารณสุขให้มีคุณภาพและมี มาตรฐานสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
-87- 9. รัฐต้องจัดหรือดำเนินการให้มีสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำรงชีวิตของประชาชน อย่างทั่วถึงตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และต้องดูแลให้มีการเรียกเก็บค่าบริการจนเป็นภาระแก่ประชาชน เกินสมควร 10.รัฐต้องคุ้มครองและบำรุงรักษาทรัพยากรธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพ โดยร่วมกับประชาชน ชุมชน และ อปท. เพื่อให้การดำเนินการดังกล่าวเกิดประโยชน์อย่างยั่งยืน และต้อง ระมัดระวังมิให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน ชุมชน สิ่งแวดล้อม และความหลากหลายทางชีวภาพน้อยที่สุด 11. รัฐต้องอนุรักษ์และส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ศิลปะ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียมและจารีต ประเพณีอันดีงามของท้องถิ่นและของชาติ และต้องจัดให้มีพื้นที่สาธารณะสำหรับกิจกรรมที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชน ชุมชน และ อปท.ได้ใช้สิทธิและทีส่วนร่วมในการดำเนินการด้วย 12. ถ้าการดำเนินการใด ๆ ของรัฐหรือที่รัฐจะอนุญาตให้ผู้ใดดำเนินการ อาจมีผลกระทบต่อ ทรัพยากรธรรมชาติ คุณภาพสิ่งแวดล้อม สุขภาพอนามัย คุณภาพชีวิต หรือส่วนได้ส่วนเสียสำคัญอื่นใดของ ประชาชนหรือชุมชน (EHIA) และจัดให้มีการับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสีย รวมทั้งชุมชนและประชาชน ที่เกี่ยวข้องก่อน และต้องนำมาประกอบการพิจารณาดำเนินการ หรืออนุญาตด้วย ถ้ามีผลกระทบเกิดขึ้น รัฐต้องเยียวยาความเดือดร้อนหรือความเสียหายให้แก่ประชาชน หรือ ชุมชน ที่ได้รับผลกระทบอย่างเป็นธรรม และโดยไม่ชักช้า 13. รัฐต้องเปิดเผยข้อมูลหรือข่าวสาธารณะในความครอบครองของราชการที่มิใช่ข้อมูลเกี่ยวกับความ มั่นคงของรัฐ หรือเป็นความลับของทางราชการตามที่กฎหมายบัญญัติ และต้องทำให้ประชาชนสามารถเข้าถึง ข้อมูลหรือข่าวสารที่ว่านั้นได้โดยสะดวก เพื่อให้การปฏิบัติราชการมีความโปร่งใส ประชาชนตรวจสอบได้ โดยตรง อันจะเป็นประโยชน์ในการป้องกันและระงับยับยั่งการทุจริตและประพฤติมิชอบ 14. รัฐต้องรักษาไว้ซึ่งคลื่นความถี่และสิทธิในการเข้าใช้วงโคจรของดาวเทียมอันเป็นสมบัติของชาติ ประเทศชาติและประชาชน โดยการจัดให้มีการใช้ประโยชน์จากคลื่นความถี่ ไม่ว่าจะใช้เพื่อส่งวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และโทรคมนามคม หรือเพื่อประโยชน์อื่นใด ต้องเป็นไปเพื่อประโยชน์สุกของประชาชน ความมั่นคงของรัฐ และประโยชน์สาธารณะ รวมตลอดทั้งการให้ประชาชนมีส่วนได้ใช้ประดยชน์ในการใช้คลื่น ความถี่นั้น 15. รัฐต้องจัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่มีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค และต้อง ส่งเสริมสนับสนุนให้มีการรวมตัวกันเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคเพราะประชาชนทุกคนเป็นผู้บริโภค 16. ต้องรักษาวินัยการเงินการคลังตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการคลังของรัฐอย่างเคร่งครัด เพื่อให้ฐานะทางการเงินการคลังของรัฐมีเสถียรภาพและมั่นคงอย่างยั่งยืน ไม่ใช้จ่ายเงินงบประมาณสะเปะ สะปะอย่างที่ผ่านๆ มา ไม่สร้างภาระรุงรังหนักหนาสาหัสแก่ลูกหลานในอนาคต และมีระบบภาษีที่เป็นธรรม 17. รัฐต้องใช้มาตรฐการและกลไกเพื่อขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบในวงราชการทุกรูปแบบ และจัดให้มีมาตรการและกลไกที่มีประสิทธิภาพเพื่อป้องกันและขจัดการทุจริตและประพฤติมิชอบดังกล่าว อย่างเข้มงวด รวมทั้งกลไกในการส่งเสริมให้ประชาชนรวมตัวกันเพื่อมีส่วนร่วมในการรณรงค์ให้ความรู้ ต่อต้าน หรือชี้เบาะแส โดยได้รับการคุ้มครองจากรัฐตามที่กฎหมายบัญญัติ แนวนโยบายแห่งรัฐ - เป็นเป้าหมายการพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืน ตามหลักธรรมาภิบาล - เป็นไปตามที่กฎหมายบัญญัติ และประชาชนทุกภาคส่วนต้องมีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็น ( นำไปสู่แผนยุทธศาสตร์ชาติ และวินัยทัศน์ของชาติ (Vision) ) - ส่งเสริมสัมพันธไมตรีกับนานาประเทศโดยถือหลักความเสมอภาคในการปฏิบัติต่อกัน และ ไม่แทรกแซงกิจการภายในของกันและกัน ให้ความร่วมือกับองค์การระหว่างประเทศ และคุ้มครองผลประโยชน์ ของชาติและของคนไทยในต่างประเทศ
-88- - จัดระบบการบริหารงานในกระบวนการยุติธรรมทุกด้านให้มีประสิทธิภาพ เป็นธรรม และ ไม่เลือกปฏิบัติ และให้ประชาชนเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมได้โดยสะดวก รวดเร็ว และไม่เสียค่าใช้จ่ายสูงเกินควร - มีมาตรการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ของรัฐในกระบวนการยุติธรรม ให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้โดย เคร่งครัดปราศจากการแทรกแซงหรือครอบงำใดๆ - ให้ความช่วยเหลือทางกฎหมายที่จำเป็นและเหมาะสมแก่ผู้ยากไร้หรือผู้ด้อยโอกาสในการ เข้าถึงกระบวนการยุติธรรม และเยียวยาผู้ได้รับความเสียหากในคดีอาญาตามที่กฎหมายบัญญัติ - อุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น โดยในการอุปถัมป์และคุ้มครอง พระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้านาน รัฐพึงส่งเสริมและสนับสนุน การศึกษาและการเผยแพร่หลักธรรมของพระพุทธศาสนา เพื่อให้เกิดการพัฒนาจิตในและปัญญา และต้องมี มาตรการและกลไกในการป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศานาในทุกกรณี และพึงส่งเสริมให้ พุทธศาสนิกชนมีส่วนร่วมในการดำเนินมาตรการ หรือกลไกป้องกันมิให้มีการบ่อนทำลายพระพุทธศาสนา ดังกล่าว - จัดให้มีและส่งเสริมการวิจัยและพัฒนาศิลปวิทยาการให้เกิดความรู้ การพัฒนาการ และ นวัตกรรม เพื่อความเข้มแข็งของสังคมและเสริมสร้างความสามารถของคนในชาติ - ส่งเสริมและให้ความคุ้มครองชาวไทยกลุ่มขาติพันธ์ต่างๆ ให้มีสิทธิดำรงชีวิตในสังคม ตามวัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตดั้งเดิมตามความสมัครใจได้อย่างสงบสุขและไม่ถูกรบกวน แต่ต้องไม่ขัดต่อ ความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือเป็นอันตรายต่อความมั่นคงของรัฐ - ช่วยเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัวอันเป็นองค์ประกอบพื้นฐานที่สำคัญของสังคม จัดให้มีที่อยู่อาศัยที่เหมาะสม พัฒนาการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อให้ประชาชนมีสุขภาพที่แข็งแรงและมีจิตใจ เข้มแข็ง ส่งเสริมและพัฒนาการกีฬาให้สู่ความเป็นเลิศ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน รวมทั้งพัฒนา ทรัพยากรมนุษย์ให้เป็นพลเมืองที่ดี มีคุณภาพและความสามารถสูงขึ้น - ให้ความช่วยเหลือเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ คนพิการ และผู้ยากไร้ ให้สามารถดำเนินชีวิต ได้อย่างมีคุณภาพคุ้มครองป้องกันมิให้บุคคลดังกล่าวถูกใช้ความรุนแรงหรือปฏิบัติอย่างไม่เป็นธรรม และการให้ บำบัด ฟื้นฟู เยียวยาผู้กระทำการดังกล่าว - จัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรมโดยคำนึงถึงความจำเป็นและความต้องการที่แตกต่างกัน ของเพศ วัย และสภาพของบุคคล - วางแผนการใช้ที่ของประเทศให้เหมาะสมกับสภาพของพื้นที่และศักยภาพของที่ดิน ตามหลักการพัฒนาอย่างยั่งยืน และจัดให้มีการวางผังเมืองทุกระดับ และบังคับกรให้เป็นไปตามผังเมืองอย่างมี ประสิทธิภาพ รวมตลอดทั้งพัฒนาเมืองให้มีความเจริญโดยสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนในพื้นที่ - มีมาตรการกระจายการถือครองที่ดินเพื่อให้ประชาชนสามารถมีที่ดินทำกินได้อย่างทั่วถึง และเป็นธรรม - จัดให้มีทรัพยากรน้ำที่มีคุณภาพและเพียงพอต่อการอุปโภคบริโภคของประชาชน รวมทั้ง การประกอบเกษตรกรรม อุตสาหกรรมและการอื่น - จัดให้มีมาตรการหรือกลไกที่ช่วยให้เกษตรกรประกอบเกษตรกรรมได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้ผลผลที่มีปริมาณและคุณภาพสูง มึความปลอดภัย โดยใช้ต้นทุนต่ำ และสามารถทแข่งขันในตลาดได้ และ ช่วยเหลือเกษตรกรผู้ยากไร้ให้มีที่ดินทำกินโดยการปฏิรูปที่ดินหรือวิธีอื่นใดที่เหมาะสม - ส่งเสริมให้ประชาชนมึความสามารถในการทำงาน โดยเหมาะสมกับศักยภาพและวัย มีงาน ทำ และพึงคุ้มครองผู้ใช้แรงงานให้ได้รับความปลอดภัยและมีสุขอนามัยที่ดีในการทำงาน ได้รับรายได้ สวัสดิการ และสิทธิประโยชน์อื่นที่เหมาะสมแก่การดำรงชีพและพึงจัดให้มีหรือส่งเสริมการออมเพื่อการดำรงชีพเมื่อพ้นวัย ทำงานหรือยามชรานั่นเอง รวมทั้งจัดให้มีระบบแรงงานสัมพันธ์ที่ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องมีส่วนร่วมในการดำเนินการ
-89- - จัดระบบเศรษฐกิจให้ประชาชนมีโอกาสได้รับประโยชน์จากความเจริญทางเศรษฐกิจ ไปพร้อมกันอย่างทั่วถึง สามารถพึ่งพาตนเองได้ - ไม่ประกอบกิจการที่มีลักษณะเป็นการแข่งขันกับเอกชน เว้นแต่กรณีที่มีความจำเป็นเพื่อ ประโยชน์ในการรักษาความมั่นคงของรัฐ การรักษาประโยชน์ส่วนรวม การจัดให้มีสาธารณูปโภค หรือการ จัดทำบริการสาธารณะ - ส่งเสริมสนับสนุนคุ้มครองและสร้างเสถียรภาพให้แก่ระบบสหกรณ์ประเภทต่างๆ และ กิจการวิสาหกิจขนาดย่อมและขนาดกลางของประชาชนและชุมชน - พัฒนาระบบการบริหารราชการแผ่นดินทั้งราชการส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น และ งานของรัฐอย่างอื่นให้เป็นไปตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี โดยหน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติหน้าที่ ร่วมกันเพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินการจัดทำบริการสาธารณะและการใช้จ่ายเงินงบประมาณ มีประสิทธิภาพสูงสุดเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน รวมทั้งพัฒนาเจ้าหน้าที่ของรัฐให้มีความซื่อสัตย์สุจริต และมีทัศนคติเป็นผู้ให้บริการประชาชนอย่างสะดวกรวดเร็วไม่เลือกปฏิบัติ และปฏิบัติหน้าที่อย่างมี ประสิทธิภาพ - การบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ ต้องเป็นไปตามระบบคุณธรรม และต้องมี มาตรการป้องกันมิให้ผู้ใดใช้อำนาจหรือกระทำการโดยมิชอบที่เป็นการก้าวก่ายหรือแทรกแซงการปฏิบัติหน้าที่ หรือการแต่งตั้ง โยกย้าย หรือการพิจารณาความดีความชอบของเจ้าหน้าที่รัฐ - จัดให้มีกฎหมายเพียงเท่าที่จำเป็น และยกเลิกหรือปรับปรุงกฎหมายที่หมดความจำเป็น หรือไม่สอดคล้องกับสภาพการณ์ หรือที่จำเป็นอุปสรรคต่อการดำรงชีวิตหรือการประกอบอาชีพที่ไม่จำเป็น โดยเร็ว เพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน ทั้งต้องจัดให้มีระบบการวิเคราะห์หรือตรวจสอบความจำเป็นที่จะต้อง มีกฎหมายและมีระบบการประเมินผลสัมฤทธิ์ของกฎหมายทุกฉบับเป็นระยะ เพื่อให้กฎหมายมีกลไกหรือ มาตรการที่เหมาะสมกับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา - ส่งเสริมให้ประชาชนและชุมชนมีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับการาปกครองระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศด้านต่างๆ การจัดทำ บริการสาธารณทั้งในระดับชาติและระดับท้องถิ่น การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐ การต่อต้านทุจริต และ ประพฤติมิชอบรวมตลอดทั้งการตัดสินใจทางการเมือง และการอื่นใดที่อาจมีผลกระทบต่อการใช้อำนาจรัฐ การต่อต้านทุจริต และประพฤติมิชอบรวมตลอดทั้งการตัดสินใจทางการเมือง และการอื่นใดที่อาจมีผลกระทบ ต่อประชาชนหรือชุมชนในการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังต่อไปนี้ 1. ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ สุจริต เสียสละ เปิดเผย และมีความรอบคอบ และระมัดระวังในการ ดำเนินกิจการต่างๆ เพื่อประโยชน์สุขของประเทศและประชาชนส่วนรวม 2. รักษาวินัยในกิจการที่เกี่ยวข้องกับเงินแผ่นดินตามกฎหมายว่าด้วยวินัยการเงินการครังอย่างเคร่งครัด 3. ยึดถือปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 4. สร้างเสริมให้ทุกภาคส่วนในสังคมอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรม ผาสุก และสามัคคีปรองดองกัน องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ มี 5 องค์กร ได้แก่ 1. คณะกรรมการการเลือกตั้ง มีหน้าที่และอำนาจในการดูแลและจัดให้มีการเลือกตั้งและประชามติอย่าง สุจริตและเที่ยงธรรม 2. ผู้ตรวจการแผ่นดิน มีหน้าที่และอำนาจในการดูแลแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนที่เกิดจากรัฐ 3. คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ มีหน้าที่และอำนาจในการควบคุมดูแลไม่ให้ เกิดการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในหน่วยงานของรัฐ 4. คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีหน้าที่และอำนาจในการตรวจสอบการใช้เงินหน่วยงานของรัฐ 5. คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ มีหน้าที่และอำนาจในการดูแลมิให้มีการละเมิดสิทธิมนุษยขน
-90- ศาล และองค์กรอัยการ (มาตรา 188 -214 และมาตรา 248) การพิจารณาพิพากษาอรรถคดีเป็นอำนาจของศาล ประกอบไปด้วย ศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร และศาลรัฐธรรมนูญ อำนาจหน้าที่ของศาล 1. ศาลยุติธรรม พิจารณาพิพากษาคดีทั้งปวง เว้นแต่คดีที่รัฐธรรมนูญหรือกฎหมายบัญญัติให้อยู่ในอำนาจ ของศาลอื่น 2. ศาลปกครอง พิจารณาพิพากษาคดีปกครองอันเนื่องมาจากการใช้อำนาจทางปกครองตามกฎหมาย หรือเนื่องมาจากการดำเนินกิจการทางปกครอง ทั้งนี้ตามที่กฎหมายบัญญัติ 3. ศาลทหาร พิจารณาพิพากษาคดีอาญาที่ผู้กระทำความผิดเป็นบุคคลซึ่งอยู่ในอำนาจศาลทหารและคดี อื่นๆ ทั้งนี้ ตามที่กฎหมายบัญญัติ 4. ศาลรัฐธรรมนูญ พิจารณาวินิจฉัยความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือร่างกฎหมาย พิจารณา วินิจฉัยปัญหาเกี่ยวกับหน้าที่และอำนาจของ สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา รัฐสภา คณะรัฐมนตรี หรือองค์กร อิสระ และหน้าที่และอำนาจอื่นตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ หน้าที่และอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มาตรา 249 -254 • กำหนดให้รัฐมีการจัดการปกครองส่วนท้องถิ่นตามหลักแห่งการปกครองตนเองตามเจตนารมณ์ของ ประชาชนในทอ้งถิ่นตามวิธีการและรูปแบบ อปท. ที่กฎหมายบัญญัติ • การจัดต้ง อปท.รูปแบบใดให้คำนึงถึงความสามารถในการปกครองตนเองในด้านรายได้ จำนวนและ ความหนาแน่นของประชากร และพื้นที่ที่รับผิดชอบ หมวด 14 หน้าที่ของรัฐ ต้องกระจายอำนาจให้แก่ท้องถิ่น กำกับดูแล โดยท้องถิ่นมีหน้าที่นำนโยบายรัฐ ไปปฏิบัติตามความเหมาะสมของตน นอกจากนั้นวิทยากรยังได้นักศึกษาอภิปรายหัวข้อต่างๆ ตามกลุ่มกิจกรรม และสรุปกิจกรรมต่างๆ ได้ ดังนี้ กลุ่มกิจกรรมที่ 1 ผู้ว่าราชการจังหวัดจากการเลือกตั้งโดยตรงกับผู้ว่าราชการแบบแต่งตั้ง หลังจากกลุ่ม 1 ได้อภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดกันแล้ว โดยสรุปการนำเสนอ ดังนี้ ข้อดี 1.มีการบริหารจัดการคล่องตัว 2.สามารถตอบสนองความต้องการของประชาชนได้อย่างรวดเร็วและทั่วถึง 3.มีงบประมาณในการบริหารจัดการของตนเอง ข้อเสีย 1.เกิดการยกเลิกการบริหารราชการส่วนภูมิภาค 2.บริบทของพื้นที่แต่ละจังหวัดแตกต่างกัน 3.การจัดสรรงบประมาณในแต่ละพื้นที่แตกต่างกัน 4.ทำให้สังคมแตกแยกแบ่งฝ่ายในการเลือกตั้ง ผลกระทบต่อสังคม และกฎหมาย ควรมีการแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พรบ.ระเบียบบริหารราชการ สะท้อนความเห็นผู้ว่าราชการจังหวัด จากการเลือกตั้งโดยตรงกับผู้ว่าราชการแบบแต่งตั้ง “ผู้ว่าราชการจังหวัดควรมาจากการแต่งตั้ง” เสนอแนวทางแก้ไข ( ทางออกในมุมมองนักบริหาร) 1.ควรทำแบบค่อยเป็นค่อยไป 2.ควรแก้ไขกฎหมายถ่ายโอนภารกิจ 3.กำหนดระยะเวลาในการแก้ไขกฎหมายให้ชัดเจน
-91- ความเห็นของวิทยากร ผู้ว่าราชการจังหวัดจากการเลือกตั้งโดยตรงกับผู้ว่าราชการแบบ แต่งตั้งเป็นการตอบสนองความต้องการของประชาชน ลองดูแบบการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปรียบเสมือนรูปแบบการปกครองพิเศษ นั้นเอง กลุ่มกิจกรรมที่ 2 การถ่ายโอนงานจราจรมาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หลังจาก กลุ่ม 2 ได้อภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดกันแล้ว โดยสรุปการนำเสนอดังนี้ ข้อดี 1.สามารถเพิ่มอัตรากำลังและศักยภาพในการบริการประชาชนในพื้นที่ได้ครอบคลุมและมี ประสิทธิภาพ 2.งบประมาณในการบริหารจัดการสามารถบริหารจัดการได้อย่าทั่วถึง 3.ลดขั้นตอนการปฏิบัติงาน การบริหารจัดการมีความคล่องตัวมากยิ่งขึ้น 4.ลดการทุจริตคอรัปชั่นของตำรวจจราจร 5.ลดอุบัติเหตุการจราจรมีความคล่องตัวมากขึ้น ข้อเสีย 1.การยอมรับของตำรวจจราจรที่ย้ายมาอยู่ภายใต้บริบทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2.ระบบการบริหารงานแบบการเมืองมีผลต่อการปฎิบัติงานของเจ้าหน้าที่ 3.ความพร้อมในการบริหารจัดการตำรวจจราจรในแต่ละองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นไม่เท่ากัน 4. ระเบียบกฎหมายด้านการจราจรต้องมีการปรับแก้ประมวลกฎหมายวิ.อาญา ซึ่งระบุไว้ เจ้าพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจเท่านั้นที่มีอำนาจ จับ เปรียบเทียบ ปรับ สรุปความคิดเห็นของกลุ่ม 2 เห็นด้วย กับการย้ายตำรวจจราจรมาสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เพราะจะเกิดประโยชน์ต่อประชาชน มากกว่าระบบเดิม ความเห็นของวิทยากร การปฏิบัติหน้าที่ของตำรวจตามอำนาจหน้าที่คือการป้องกันและปราบปราม อาชญากรรม ในขณะที่การบริการสาธารณะเป็นเรื่องอำนาจหน้าที่ ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นโดยตรง การรวมหน้าที่ทั้งสองอย่างไว้ด้วยกันอาจเป็นไปได้ยาก และความพร้อมของการรับโอนตำรวจจราจรองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น อาจมีความพร้อมในเทศบาลเมือง หรือเทศบาลนครเท่านั้นเพราะมีรายได้สูง กลุ่มกิจกรรมที่ 3 “กระทรวงท้องถิ่น” ทางออกการกระจายอำนาจ หลังจากกลุ่ม 3 ได้ อภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดกันแล้ว โดยสรุปการนำเสนอดังนี้ ข้อดี 1.มีความเป็นอิสระในการให้บริการสาธารณะ 2.ใช้ประโยชน์อย่างทั่วถึงมากยิ่งขึ้น 3.สามารถรวบหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นที่อยู่กระจัดกระจายตามส่วนราชการต่างๆมารวมไว้ที่ เดียวกัน ข้อเสีย 1.ผู้บริหารสูงสุดของกระทรวงยังเป็นคนของส่วนกลางที่เป็นข้าราชการประจำไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โดยตรง 2.สิทธิสวัสดิการของข้าราชการอาจเปลี่ยนแปลง ผลกระทบด้านสังคม 1.สามารถตอบสนองความต้องการของท้องถิ่นได้ ผลกระทบด้านกฎหมาย 1.เกิดการปรับเปลี่ยนข้อระเบียบต่างๆ ความเห็นของวิทยากร หลักการของท้องถิ่นต้องการความเป็นอิสระ ไม่ขึ้นกับทบวงใด แต่ข้อเท็จจริง ถ้ามีกระทรวงท้องถิ่น การบริหารงานในเรื่องทางราชการจะมีความชัดเจนมากยิ่งขั้น แต่การยกฐานะจากกรม ส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น เป็นกระทรวงท้องถิ่นจะทำให้ข้าราชการได้รับประโยชน์มากขึ้น มีระเบียบการ บริหารราชการเพิ่มขึ้น ทำให้สวนทางกับการปฏิรูประบบราชการ แต่ถ้าในอนาคต กระทรวงท้องถิ่น เกิดขึ้น อาจมีโครงสร้างทางระบบราชการเปลี่ยนไป
-92- กลุ่มกิจกรรมที่ 4 การบริการรถรับส่งเด็กนักเรียนในสังกัดอปท. หลังจากกลุ่ม 4 ได้อภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดกันแล้ว โดยสรุปการนำเสนอดังนี้ ข้อดี 1.เป็นการสนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาของไทย 2.ช่วยแบ่งเบาภาระของประชาชน 3.ทำให้เด็กยากจนได้รับการศึกษาเท่าเทียม ข้อเสีย 1.สร้างภาระงานให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2.เป็นเครื่องมือการหาเสียงของนักการเมือง แนวทางการแก้ไข กลุ่ม 4 ได้เสนอแนวทางให้แก้ไขระเบียบให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจหน้าที่ โดยตรง เนื่องจากเป็นการบริการสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชน จากประเด็น สตง.ทักท้วง การรับส่ง นักเรียน ไม่ใช่ภารกิจด้านการศึกษาตาม พรบ.การศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 แต่ถ้าจะมีการดำเนินการต้องมี วปส.เพื่อสงเคราะห์ให้แก่นักเรียนบากจนและด้วยโอกาส ประสบปัญหาในการเดินทาง ดำเนินการตาม พ.ร.บ. กำหนกแผนและขันตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท.พ.ศ.2542 และดำเนินการตามหลักเกณฑ์ขั้นตอน ความเห็นของวิทยากร การที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่จัดให้มีบริการรถรับส่ง นักเรียนเพื่อ ช่วยเหลือและบริการประชาชน แต่ไม่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้อคิดคือ สำนักงานตรวจเงินแผ่นดินได้ทักท้วง เพราะไม่เป็นไปตามอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายนั่นเอง กลุ่มกิจกรรมที่ 5 ทิศทางการปฏิรูปท้องถิ่นในรูปแบบการยุบรวมเป็นเทศบาลอำเภอ/จังหวัด หลังจากกลุ่ม 5 ได้อภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดกันแล้ว โดยสรุปการนำเสนอดังนี้ ข้อดี 1.ทำให้จำนวน อปท.ลดลง 2.จำนวนบุคลากรที่ปฏิบัติงานลดลง ทำให้ประหยัดงบประมาณ 3.สายการบังคับบัญชามีความชัดเจน 4.เป็นศูนย์รวมการบริการและแก้ไชปัญหาให้ประชาชน 5.มีการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้งานมากยิ่งขึ้น ข้อเสีย 1.ทำให้มีการบริหารจัดการมากขึ้น การดูแลไม่ทั่วถึง 2.ปัญหาไม่ได้รับการแก้ไข (ไม่ตรงจุด) 3.การผูกขาดทางการเมืองการบริหารและการเงิน 4.เกิดความเหลื่อมล้ำในการใช้งบประมาณ 5.ความเจริญของพื้นที่ไม่เท่ากัน 6.เกิดการแข่งขันทางการเมืองสูงขึ้น ผลกระทบทางด้านสังคมและสิ่งแวดล้อม 1.ประชาชนเกิดการสับสนในการใช้บริการ 2.คุณภาพชีวิตความเป็นอยู่อาจไม่เท่าเทียมกัน 3.ปัญการร้องเรียนเพิ่มขึ้น ผลกระทบทางกฎหมาย 1.อาจต้องแก้ไขกฏหมายให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่ 2.การใช้เกิดความไม่เป็นธรรม แนวทางการแก้ไขปัญหา ควรใช้วิธีสมัครใจตามความพร้อมของแต่ละพื้นที่ ความเห็นของวิทยากร การยกฐานะเทศบาลอำเภอ/จังหวัด มุมมองคือการให้บริการ สาธารณะ อาจทำให้ประชาชนไม่ได้รับความสะดวกสบาย ไม่ตรงความต้องการของประชาชน และสิ่งที่น่าเป็นห่วงคือการแข่งขันทางการเมืองนั่นเอง กลุ่มกิจกรรมที่ 6 การถ่ายโอนโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพไปองค์การบริหารส่วนจังหวัด หลังจากกลุ่ม 6 ได้อภิปรายและแลกเปลี่ยนความคิดกันแล้ว โดยสรุปการนำเสนอดังนี้
-93- ข้อดี 1.บุคลากรมีความก้าวหน้าในสายงานมากขึ้นและมีโอกาสก้าวหน้าบรรจุเข้ารับราชการ (กรณี โควิด 19 ) 2.การทำงานเป็นระบบปฐมภูมิ มีความใกล้ชิดกับประชาชนมากยิ่งขึ้น ทำให้ประชาชนได้รับ บริการที่สะดวกและรวดเร็ว ข้อเสีย 1.แนวทางการถ่ายโอนไม่มีความชัดเจน เช่นโครงสร้าง งบประมาณ บุคลากร 2.ระบบงานขององค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่เอื้ออำนวยต่อการทำงาน 3.องค์การบริหารส่วนจังหวัดไม่มีบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการบริหารงานของ องค์การบริหารส่วนจังหวัด ข้อเสนอแนะ 1.ควรจัดให้มีการดูแลโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพที่ถ่ายโอนด้วยการดูแลความก้าวหน้า คน เงิน พัสดุ 2.ควรจัดให้มีการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ ความเข้าใจด้านงานของโรงพยาบาลส่งเสริม สุขภาพ วันที่ 11 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. สัมมนาการวิเคราะห์ผลงานทางวิชาการ/พบอาจารย์ประจำกลุ่ม เวลา 13.00 – 16.00 น. สัมมนาการวิเคราะห์ผลงานทางวิชาการ/พบอาจารย์ประจำกลุ่ม วันที่ 12 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. สัมมนาการวิเคราะห์ผลงานทางวิชาการ/พบอาจารย์ประจำกลุ่ม เวลา 13.00 – 16.00 น. สัมมนาการวิเคราะห์ผลงานทางวิชาการ/พบอาจารย์ประจำกลุ่ม วันที่ 13 พฤษภาคม 2567 เวลา 9.00 – 16.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย ดร.สุริยะ หินเมืองเก่า ผู้อำนวยการกลุ่มงานแผนพัฒนาท้องถิ่น กองพัฒนาและส่งเสริม การบริหารงานท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วิชา การปฏิรูปประเทศ ยุทธศาสตร์ชาติแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติและการจัดทำ ยุทธศาสตร์การพัฒนาท้องถิ่น สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย หมวด 16 การปฏิรูปประเทศได้บัญญัติให้มีการปฏิรูปประเทศ ซึ่งต้องดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมาย 3 ประการ 1. ประเทศชาติมีความสงบ เรียบร้อย มีความสามัคคี ปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามหลัก ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และมีความสมดุลระหว่างการพัฒนาด้านวัตถุกับการพัฒนาด้านจิตใจ 2. สังคมมีความสุข เป็นธรรม และมีโอกาสอันทัดเทียมกันเพื่อขจัดความเหลื่อมล้ำ
-94- 3. ประชาชนมีความสุข มีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศและการปกครอง ในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี (พ.ศ.2561-2580) วิสัยทัศน์“ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน เป็นประเทศที่พัฒนาแล้ว ด้วยการพัฒนาตามหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง” คติพจน์ “มั่นคง มั่นคั่ง ยั่งยืน” ยุทธศาสตร์ชาติ มี 6 ด้าน ประกอบด้วย 1. ด้านความมั่นคง 2. ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3. ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพมนุษย์ 4. ด้านการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคม 5. ด้านการสร้างการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 6. ด้านการปรับสมดุลและพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ.2566-2570) มี 4 หมุดหมาย 1. ภาคการผลิตและเป้าหมายบริการ 2. โอกาสและความเสรอมภาคทางเศรษฐกิจและสังคม 3. ความยั่งยืนของทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 4. ปัจจัยผลักดันการพลิกโฉมประเทศ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน มี 17 เป้าหมาย ดังนี้ 1. ขจัดความยากจน 2. ขจัดความหิวโหย 3. สร้างหลักประกันให้คนมีชีวิตที่มีคุณภาพ 4. สร้างหลักประกันว่าทุกคนมีการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างครอบคลุม และเท่าเทียมง 5. บรรลุความเสมอภาคระหว่างเพศ 6. สร้างหลักประกันให้มีน้ำใช้ 7. สร้างหลักประกันว่าทุกคนเข้าถึงพลังงานสมัยใหม่ในราคาที่สามารถซื้อหาได้ เชื่อถือได้ 8. ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างต่อเนื่อง 9. สร้างโครงสร้างพื้นฐานที่มีความทนทาน 10. ลดความไม่เท่าเทียมทั้งภาคภายในประเทศและระหว่างประเทศ 11. ทำให้เมืองและการตั้งถิ่นฐานของมนุษย์มีความปลอดภัย 12. สร้างหลักประกันให้มีแบบแผนการบริโภคและการผลิตที่ยั่งยืน 13. ดำเนินการอย่างเร่งด่วนเพื่อการต่อสู้การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ 14. อนุรักษ์และใช้มหาสมุทร ทะเลและทรัพยากรทางทะเลอื่นๆ 15. ฟื้นฟู ปกป้อง และส่งเสริมการใช้ระบบนิเวศบนบกอย่างยั่งยืน 16. ส่งเสริมสังคมที่สงบสุขและครอบคลุมที่เอื้อต่อการพัฒนาพื้นที่อย่างยั่งยืน
-95- 17.เสริมสร้างความแข็งแกร่งของกลไกการดำเนินงานและฟื้นฟูหุ้นส่วนความร่วมมือระดับโลกเพื่อการ พัฒนาที่ยั่งยืน แผนพัฒนาภาค แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด แผนพัฒนาจังหวัด การบริหารงานพื้นที่แบบเชิงบูรณาการ พรฎ.ว่าด้วยการบริหารงานเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ พ.ศ.2565 ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการนโยบายการบริหารเชิงพื้นที่แบบบูรณาการ ก.น.บ. 2. คณะกรรมการบริหารงานกลุ่มจังหวัดแบบบูรณาการ ก.บ.ก. 3. คณะกรรมการบริหารจังหวัดแบบบูรณาเดการ ก.บ.จ. ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนและประสานแผนพัฒนาพื้นที่ในระดับอำเภอ และตำบล พ.ศ.2562 ประกอบด้วย 1. คณะกรรมการบริหารงานตำบลแบบบูรณาการ ก.บ.ต. 2. คณะกรรมการบริหารงานอำเภอแบบบูรณาการ ก.บ.อ. ยุทธศาสตร์ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ประกอบด้วย วิสัยทัศน์ ยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์ ตัวชี้วัด ค่าเป้าหมาย กลยุทธ์/แนวทางการพัฒนาท้องถิ่น จุดยืนทางยุทธศาสตร์ ความเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ในภาพรวม วิสัยทัศน์ประกอบด้วย V: วิสัยทัศน์ (Vision) I : ภาพฝันในอนาคต I(MGE) A : การกระทำ (ACTION) การกำหนดยุทธศาสตร์การพัฒนา เพื่อ... 1. เพื่อนำไปสู่การบรรลุวัตถุประสงค์ (Objective) และเป้าหมายสูงสุด (goal) สอดคล้องกับวิสัยทัศน์ ที่กำหนดไว้ 2. เพื่อกำหนดการวิเคราะห์สภาพการณ์ในท้องถิ่นโดยใช้เครื่องมือหรือเทคนิคในการวิเคราะห์ SWOT Analysis/Demand /Demand Analysis /Global Demand/Trend/Integration 3. เพื่อพิจารณากำหนดประเด็นหลักนำไปสู่วิสัยทัศน์และจะเกิดเป้าประสงค์ภายใต้ประเด็นยุทธศาสตร์ และในแต่ละประเด็นยุทธศาสตร์จะแสดงให้เห็นว่าต้องการอะไร 4. เพื่อกำหนดทิศทางการพัฒนาท้องถิ่น ภายใต้คำถามที่ว่า “ปัจจุบันเราอยู่ ณ จุดไหน” “ในอนาคตเรา จะต้องไปสู่จุดไหน” “เราจะไปสู่จุดนั้นได้อย่างไร” “เราจะต้องทำอย่างไร จะปรับเปลี่ยนอะไรบ้าง เพื่อให้ไปถึง จุดนั้น” ความเชื่อมดยงของยุทธศาสตร์ในภาพรวม คือ การเชื่อมโยงจากจุดหนึ่งไปจุดหนึ่งในเชิงยุทธศาสตร์ โดยสามารถนำเข้าสู่รอยต่อที่เข้ากันได้อย่างกลมกลืน แม้ว่าจะเรียกชื่อที่แตกต่างกันก็ตาม แต่ก็สามารถเดินไป ด้วยกันได้ในเชิงยุทธศาสตร์ เป็นการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ระดับชาติ กับ ยุทธศาสตร์ของ อปท. ประกอบด้วย 1. ยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี(พ.ศ.2561-2580) 2. แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ 3. แผนพัฒนาภาค/แผนพัฒนากลุ่มจังหวัด/แผนพัฒนาจังหวัด 4. ยุทธศาสตร์การพัฒนาของ อปท.
-96- **ทั้งหมดนี้นำมาจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น โดยมีการกำหนดยุทธศาสตร์ วิสัยทัศน์ เป้าประสงค์ แนวคิดการพัฒนาองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นแบบยั่งยืน (sustainable) E : Environment ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ ฟื้นฟูสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่ได้รับ ผลกระทบจากการจัดทำบริการสาธารณะ/กิจกรรมสาธารณะ S : Social สนับสนุน ส่งเสริมประชาชนในท้องถิ่น และบริหารราขการท้องถิ่นอย่างเป็นธรรมและเท่า เทียมกันคู่กับความเป็นอยู่ของสังคมในท้องถิ่น G : Governance หลักธรรมาภิบาล กำกับดูแลการบริหารราชการท้องถิ่นที่ดี มีแนวทางการบริหาร การกระจายอำนาจในท้องถิ่นและป้องกันความเสี่ยงจากการบริหารชัดเชน ต่อต้านทุจริตและคอร์รัปชั่น เวลา 13.00 – 16.00 น. บรรยายโดย ดร.สุริยะ หินเมืองเก่า ผู้อำนวยการกลุ่มงานแผนพัฒนาท้องถิ่น กองพัฒนาและส่งเสริม การบริหารงานท้องถิ่น กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น กระทรวงมหาดไทย วิชา การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น การบูรณาการและแผนพัฒนาท้องถิ่น สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการ อบรมดังนี้ แผนพัฒนาท้องถิ่นขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2559 และ (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2561 ข้อ 4 แผนพัฒนาท้องถิ่น หมายความว่า แผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ที่กำหนด วิสัยทัศน์ ประเด็นยุทธศาสตร์ เป้าประสงค์ ตัวขี้วัด ค่าเป้าหมายและกลยุทธ์ โดยสอดคล้องกับแผนพัฒนา จังหวัด ยุทธศาสตร์การพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนทอ้งถิ่นในเขตจังหวัด แผนพัฒนาอำเภอ แผนพัฒนา ตำบล แผนพัฒนาหมู่บ้านหรือแผนชุมชน อันมีลักษณะเป็นการกำหนดรายละเอียดแผนงานโครงการพัฒนา ที่จัดทำขึ้นสำหรับปีงบประมาณแต่ละปี ซึ่งมีความต่อเนื่องและเป็นแผนก้าวหน้าและให้หมายความรวมถึงการ เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแผนพัฒนาท้องถิ่น ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (ฉบับที่ 3) พ.ศ.2561 ข้อ 4 โครงการพัฒนา หมายความว่า โครงการที่ดำเนินการจัดทำบริการสาธารณะ และกิจกรรม สาธารณะเพื่อให้การพัฒนาบรรลุตามวิสัยทัศน์ที่กำหนดไว้ ระเบียบกระทรวงมหาดไทยว่าด้วยการจัดทำแผนพัฒนาของ อปท. พ.ศ.2548 ข้อ 6 ข้าราชการท้องถิ่นต้องปฏิบัติหน้าที่ราชการให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบของทางราชการ มติคณะรัฐมนตรี และนโยบายของรัฐบาลโดยไม่ให้เสียหายแก่ราชการ ที่มาของแผนพัฒนาท้องถิ่น พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พ.ศ. 2542 มาตรา 16 ให้เทศบาล เมืองพัทยา และ อบต. มีอำนาจหน้าที่ในการจัดระบบการบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ดังนี้ (1) การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง พระราชบัญญัติกำหนดแผนและขั้นตอนการกระจายอำนาจให้แก่ อปท. พ.ศ.2542 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2549) มาตรา 17 ภายใต้บังคับมาตรา 16 ให้ อบจ. มีอำนาจและหน้าที่ในการจัดระบบบริการสาธารณะ เพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นของตนเอง ดังนี้ (1) การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของตนเอง และ ประสานการจัดทำแผนพัฒนาจังหวัดตามระเบียบที่คณะรัฐมตนรีกำหนด
-97- การกำหนดนโยบายสาธารณะ (Public Policy) คือ การออกแบบหรือกำหนดนโยบายของอปท.เพื่อพัฒนา ท้องถิ่นที่กำหนดให้มีการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่เกี่ยวข้องแบบองค์รวม (Inclusive Participation) มีการระดมความคิด Brainstorming เพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหา โดยผู้บริหารสั่งการ Bottom up จัดทำประชาคมท้องถิ่นแบบมีส่วนร่วม และนำปัญหาสู่การออกแบบหรือการกำหนดนโยบาย การจัดทำบริการสาธารณะหรือกิจกรรมสาธารณะ 1. การก่อตัวนโยบาย (Policy formation) 2. การกำหนดนโยบาย (policy formulation) 3. การตัดสินนโยบาย (policy decision) 4. การนำนโยบายไปปฏิบัติ(policy implementation) 5. การประเมินผลนโยบาย (policy Evaluation) ปฏิบัติตามหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี 7 ประการ ดังนี้ 1. เกิดประโยชน์สุขของประชาชน 2. เกิดผลสัมฤทธิ์ต่อภารกิจของรัฐ 3. มีประสิทธิภาพและเกิดความคุ้มค่าในเชิงภารกิจของรัฐ 4. ไม่มีขั้นตอนการปฏิบัติงานเกินความจำเป็น 5. มีการปรับปรุงภารกิจของส่วนราชการให้ทันต่อสถานการณ์ 6. ประชาชนได้รับการอำนวยความสะดวกและได้รับการตอบสนองความต้องการ 7. มีการประเมินผลการปฏิบัติราชการอย่างสม่ำเสมอ ***มาตรา 45/1 สำหรับ อบจ. /มาตรา 50 สำหรับเทศบาล /มาตรา 69/1 สำหรับ อบต. รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2560 มาตรา 250 กำหนดว่า อปท.มีหน้าที่และมีอำนาจดู และและจัดบริการสาธารณะและกิจกรรมสาธารณะเพื่อประโยชน์ของประชาชนในท้องถิ่นตามหลักการพัฒนา อย่างยั่งยืน... การจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ให้ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1. คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่นจัดประชุมประชาคมท้องถิ่น ส่วนราชการ และรัฐวิสาหกิจที่เกี่ยวข้อง เพื่อแจ้งแนวทางการพัฒนาท้องถิ่น รับทราบปัญหา ความต้องการ ประเด็น การพัฒนา และประเด็นที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนความช่วยเหลือทางวิชาการ และแนวทางปฏิบัติที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่เพื่อนำมากำหนดแนว ทางการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น โดยให้นำข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาจากหน่วยงานต่างๆ และข้อมูล ในแผนพัฒนาท้องถิ่น โดยให้นำข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาจากหน่วยงานต่างๆ และข้อมูลในแผนพัฒนา หมู่บ้านหรือแผนชุมชนมาประกอบการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น 2. คณะกรรมการสนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น รวบรวมแนวทางและข้อมูลนำมาวิเคราะห์ เพื่อจัดทำร่างแผนพัฒนาท้องถิ่น แล้วเสนอคณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น 3. คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น พิจารณาร่างแผนพัฒนาท้องถิ่นเพื่อเสนอผู้บริหารท้องถิ่น 4. ผู้บริหารท้องถิ่นพิจารณาอนุมัติร่างแผนพัฒนาท้องถิ่น และประกาศใช้แผนพัฒนาท้องถิ่น เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายว่าด้วยสภาตำบลและองค์การบริหารส่วนตำบล สำหรับองค์การบริหาร ส่วนตำบลให้ผู้บริหารท้องถิ่นเสนอแผนพัฒนาท้องถิ่นต่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลเพื่อให้ความเห็นชอบก่อน แล้วผู้บริหารท้องถิ่นจึงพิจารณาอนุมัติและประกาศใช้เสนอร่างแผนพัฒนาท้องถิ่นต่อไป
-98- ข้อ 18 แผนพัฒนาท้องถิ่น กรณีเทศบาล องค์การบริหารส่วนตำบล เมือง พัทยา และ อปท.อื่น ที่มี กฎหมายจัดตั้ง ให้จัดทำหรือทบทวนให้แล้วเสร็จภายในเดือนตุลาคมก่อนปีงบประมาณถัดไป กรณี อบจ. ให้จัดทำหรือทบทวนให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายนของปีงบประมาณถัดไป ให้นายอำเภอมีอำนาจขยายเวลาการจัดทำหรือทบทวนแผนพัฒนาท้องถิ่นของ อบต. นอกจากวรรคสามให้ผู้ว่าฯ มีอำนาจขยายเวลาการจัดทำหรือทบทวนแผนพัฒนาท้องถิ่น ในกรณีของเทศบาลตำบล ผู้ว่าฯอาจมอบอำนาจให้นายอำเภอก็ได้ ในกรณีมีการขยายเวลาการจัดทำหรือทบทวนแผนพัฒนาท้องถิ่นตามวรรคสามและวรรห้าแล้ว ให้จังหวัดแจ้ง ให้กระทรวงมหาดไทยทราบ ***เมื่อประกาศใช้แผนพัฒนาท้องถิ่น พ.ศ.2566-2570 แล้ว อปท.สามารถทบทวนแผนพัฒนาท้องถิ่นได้ โดยไม่กำหนดระยะเวลาในการทบทวน สามารถทบทวนได้ตลอดเวลา ตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0810.3/ว 6086 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 การเพิ่มเติมแผนพัฒนาท้องถิ่น (นส กท ที่ มท 0810.3/ว6086 ลว.19 สิงหาคม 2565) ข้อ 22 เพื่อประโยชน์ของประชาชน การเพิ่มเติมแผนพัฒนาท้องถิ่น ให้ อปท.ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1. คกก.สนับสนุนการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น จัดทำร่างแผนพัฒนาท้องถิ่นที่เพิ่มเติมพร้อมระบุเหตุผล และความจำเป็น เสนอ คกก.พัฒนาท้องถิ่น 2. คกก.พัฒนาท้องถิ่น และประชาคมท้องถิ่นพิจารณาร่างแผนพัฒนาท้องถิ่นเพิ่มเติม สำหรับ อบต.ให้ส่ง ร่างแผนพัฒฯ ให้สภา อบต.พิจารณาตามมาตรา 46 แห่ง พรบ.สภาตำบลและอบต พ.ศ.2537 ด้วย 3. เมื่อแผนพัฒนาท้องถิ่นได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้ส่งแผนพัฒนาท้องถิ่นให้ผู้บริหารท้องถิ่นประกาศใช้ พร้อมปิดประกาศให้ประชาชนทราบโดยเปิดเผย ไม่น้อยกว่า 30 วัน นับแต่วันที่ผู้บริหารท้องถิ่นประกาศใช้ การเปลี่ยนแปลงแผนพัฒนาท้องถิ่น ข้อ 22/1 เพื่อประโยชน์ของประชาชน การเปลี่ยนแปลงแผนพัฒนาท้องถิ่น ให้เป็นอำนาจของ คณะกรรมการพัฒนาท้องถิ่น (ปฏิบัติตามหนังสือกระทรวงมหาดไทย ที่ มท 0810.3/ว 6086 ลงวันที่ 19 สิงหาคม 2565 ข้อ 22/1 **มาตรา 46 (ไม่ต้องประชุมประชาคมท้องถิ่น) เป็นโครงการที่มีอยู่แล้ว ต้องการเพิ่มเติม / เปลี่ยนแปลง การเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแผนพัฒนาท้องถิ่น ข้อ 22/2 ในกรณีการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงแผนพัฒนาท้องถิ่นที่เกี่ยวข้องกับโครงการ พระราชดำริงานพระราชพิธี นโยบายรัฐบาล และนโยบายกระทรวงมหาดไทย ให้เป็นอำนาจของผู้บริหาร ท้องถิ่น สำหรับ อบต.ให้ส่งร่างแผนพัฒนาทอ้งถิ่นที่เพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลงให้สภา อบต พิจารณาตามมาตรา 46 แห่ง พ.ร.บ สภาตำบลและ อบต. พ.ศ.2537 ด้วย เมื่อได้รับความเห็นชอบแล้ว ให้ปิดประกาศให้ ประชาชนทราบโดยทั่วกันไม่น้อยกว่า 30 วัน นับแต่วันที่ได้รับความเห็นชอบการเพิ่มเติมหรือเปลี่ยนแปลง แผนพัฒนาท้องถิ่นดังกล่าว การแก้ไขแผนพัฒนาท้องถิ่น ปลัดกระทรวงมหาดไทย กำหนดให้ “แก้ไข” ข้อ 21 การแก้ไขแผนพัฒฯเป็น อำนาจของผู้บริหารท้องถิ่น
-99- วันที่ 14 พฤษภาคม 2567 เวลา 09.00 – 12.00 น. การอบรมแบบ Onsite บรรยายโดย นายปิยะ คังกัน ผู้อำนวยการกลุ่มงานมาตรฐานทั่วไปการบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น และผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านบริหารงานบุคคลส่วนท้องถิ่น วิชา ประเด็นปัญหา/แนวปฏิบัติด้านบริหารงานบุคคลกรณีศึกษา สรุปเนื้อหาที่ได้รับจากการอบรม ดังนี้ เป็นการบรรยายโดยวิทยากรเล่าถึง การบริหารงานบุคคลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ซึ่งมีการ เปลี่ยนแปลงและพัฒนามาโดยตลอด เช่น -สิทธิประโยชน์ต่างๆ ที่ควรได้รับ และแนวทางการทำงานของ อปท.ในอนาคต ซึ่ง การบริหารงาน บุคคลจะถูกกำหนดภาระค่าใช้จ่ายด้านบุคคลตามาตรา 35 ไม่เกินร้อยล 40 ซึ่งการคิดภาระค่าใช้จ่าย จะคิดเฉลี่ยจาก 2 ปี (ปีงบประมาณที่ผ่านมา + ปีงบประมาณปัจจุบัน/2) โดยในด้านเงินเดือนจะคิดภาระ ค่าใช้จ่ายจากแผนอัตรากำลังที่มีทั้งหมด ส่วนค่าใช้จ่ายด้านสิทธิประโยชน์ (22 รายการ) คิดตามค่าใข้จ่ายที่ เกิดขึ้นจริง การขึ้นสู่ตำแหน่งต่างสายงาน แยกเป็น 2 ประเด็นคือ 1. เทศบาล อบต. - ผอ.กองต้น คัดเลือกรองปลัดต้น (สอบภาค ก. และ ค.) การเปลี่ยนสายงานต้องเข้าอบรม - ผอ.กองกลาง ไปสอบคัดเลือกรองปลัดกลาง (ดำรงตำแหน่ง ผอ.กลาง 2 ปี) ใช้วิธีการสอบ คัดเลือกภาค ก. ข. และ ค โดยต้องสอบผ่านภาค ก. 60 % เมื่อผ่านภาค ก. จะนำคะแนนภาค ข.+ค. มาจัดลำดับ (ต้องเข้ารับการอบรม) 2. อบจ. - ผอ.กลาง ไปสอบรองกลาง สอบคัดเลือกภาค ก. ค. ต้องเข้ารับการอบรม การประเมินผลการปฏิบัติงาน - เกณฑ์คะแนนการประเมินข้าราชการบรรจุใหม่ และ ข้าราชการเดิม 1.การประเมินข้าราชการบรรจุใหม่ ใช้สัดส่วน ครั้งที่ 1 50 : 50 ครั้งที่ 2 50 : 50 **หากช่วงเวลาการประเมินทดลองปฏิบัติราชการคาบเกี่ยวกับรอบประเมินใด 2.การประเมินข้าราชการเดิม ใช้สัดส่วน 70 : 30 ***เมื่อพนักงานเทศบาลพ้นทดลองงาน ให้จัดทำเป็นประกาศเท่านั้น (ไม่ต้องทำคำสั่ง) - ผู้มีหน้าที่ประเมินข้าราชการ ลูกจ้างประจำ (ว 11 ลว. 20 ตุลาคม 2559) - ให้ประเมิน ตั้งแต่ หัวหน้าผู้ควบคุมคนแรก คือ หัวหน้าฝ่าย หรือ ผอ.กอง/ หน.สำนัก/ปลัด เสนอ นายกฯ ตามลำดับ (รองปลัด ไม่มีหน้าที่ประเมินผลการปฏิบัติงานกรณีมีปลัด ถึงแม้จะมอบหมายให้ควบคุมการปฏิบัติงานแทนในการ ควบคุมกองนั้นๆ) (ถ้ามีปลัดครองตำแหน่งอยู่) - การประเมินพนักงานจ้างตามภารกิจ (ว 16) ไม่สามารถนำผลการประเมินมาเป็นเหตุผลในการเลิก จ้างได้ - วันเวลาการทำงานของลูกจ้างประจำ คือ วันจันทร์ - วันเสาร์ (ระเบียบกระทรวงมหาดไทย พ.ศ. 2518) ** ถ้าต้องการให้มีวันหยุด ให้ทำเป็นคำสั่งให้มีวันหยุดเพิ่ม
-100- - การลงเวลาในการปฏิบัติราชการ เช่น คนงานประจำรถขยะ ต้องทำคำสั่งเวลาการปฏิบัติงานเฉพาะ และลงชื่อให้ตรงกับการปฏิบัติงาน 7 ชั่วโมง (ไม่รวมเวลาพัก) ต่อสัปดาห์ต้องไม่เกิน 48 ชั่วโมง - ห้ามจ้างพนักงานจ้าง ในตำแหน่งยาม เพราะไม่มีในมาตรฐานกำหนดตำแหน่ง - การปรับอัตราเงินเดือน - อปท. มีการปรับอัตราเงินเดือนข้าราชการ และพนักงานจ้าง ประจำปี 2567 ครั้งที่ 1 ในเดือน พฤษภาคม 2567 แยกตามวุฒิการศึกษา และประเภทตำแหน่ง - สิทธิประโยชน์ของข้าราชการ มีจำนวน 22 รายการ - การแต่งตั้ง/โอนย้าย กรณีตำแหน่งว่างใหม่ภายใน 60 วัน สามารถโอนข้ามประเภท อปท.ได้ กรณีตำแหน่งว่างเกิน 60 วัน โอนได้เฉพาะหน่วยงานประเภทเดียวกัน การเตรียมการจ้างแรงงานผู้สูงอายุในอนาคต - จ้างผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไป ตำแหน่งประเภททั่วไป ก่อนเกษียณดำรงตำแหน่งระดับชำนาญการ/ ชำนาญการ อย่างน้อย 6 ปี โดยต้องสอบและขึ้นบัญชีไว้ไม่เกินปีงบประมาณ - จ้างผู้ทรงคุณวุฒิ ตำแหน่งอำนวยการ บริหารท้องถิ่น ออกคำสั่งจ้างได้เลย อัตราค่าจ้างไม่เกิน 1,500 บาท/วัน , 5,000 บาท/สัปดาห์ หรือ 35,000 บาทต่อเดือน ***วันไหนขาดงาน ไม่ต้องจ่ายค่าตอบแทน *ตำแหน่งการจ้าง ไม่อยู่ในแผนอัตรากำลัง 3 ปี ต้องทำเป็นคำสั่งจ้าง และนำเงินเดือนมาคำนวณเม็ดเงิน ในมาตรา 35 การอบรมหลังจากการแต่งตั้ง ระเบียบใหม่ไม่ได้บังคับ (กรณีตำแหน่ง ผอ.) กรณีคัดเลือก กรณีเปลี่ยนสายงาน เช่น จากตำแหน่ง ผอ. สอบเป็น รองปลัดเทศบาล (ต้องเข้ารับการอบรม) กรณีนำวุฒิ ป.โท มาลดระยะเวลาในการสอบเปลี่ยนสายงานผู้บริหาร ต้องเข้ารับการอบรมภายใน 1 ปี เท่านั้น เมื่อได้รับการแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งในสายบริหารแล้ว ให้นำวิสัยทัศน์ที่ได้นำเสนอไป มาระบุเป็นตัวชี้วัด ในการประเมินผลการปฏิบัติงาน ความก้าวหน้าในสายงานบริหาร ระดับหัวหน้าฝ่าย (ต้น) - ครองตำแหน่ง 2 ปี เข้ารับการคัดเลือก ผอ.กองต้น - สอบภาค ข. และ ค. - ครองตำแหน่ง 4 ปี เข้ารับการคัดเลือก ผอ.กองกลาง - สอบภาค ข. และ ค. ระดับ ผอ.กองต้น - ครองตำแหน่ง 2 ปี เข้ารับการคัดเลือก ผอ.กองกลาง สอบภาค ข. และ ค. - ครองตำแหน่ง 2 ปี เข้ารับการสอบคัดเลือกรองปลัดต้น - สอบภาค ก. และ ค. ระดับ ผอ.กองกลาง - ครองตำแหน่ง 4 ปี เข้ารับการคัดเลือก ผอ.สูง (ใช้ ป.โท ลดไม่ได้) - ครองตำแหน่ง 2 ปี เข้ารับการสอบคัดเลือก รองปลัดกลาง (สอบ ภาค ก. ข. ค.) หน.ฝ่ายต้น 4 ปี + ผอ.ต้น 2 ปี คัดเลือกเป็น ผอ.กลาง ปลัดต้น รองต้น - ครองตำแหน่ง 2 ปี เข้ารับการคัดเลือกเป็นรองกลาง สอบภาค ข. + ค.(ไม่ต้องอบรม) - แนวโน้มหลักเกณฑ์การสอบสายบริหาร จังหวัดไหนที่ประกาศ ก็ยังคงดำเนินการต่อ (ส่วน กท. ยังไม่มีความ ชัดเจน)