The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive Schools)

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Chinwara Wantha, 2024-03-31 23:55:40

แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive Schools)

แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive Schools)

แนวทางการพัฒนาสถานศึกษา ต้นแบบการเรียนรวม ( Inclusive schools )


เรื่อง แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ผู้จัดพิมพ์ กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษาในศูนย์การศึกษาพิเศษและเรียนร่วม สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ พิมพ์ครั้งที่ 1 พ.ศ. 2557 จำนวน 1,600 เล่ม พิมพ์ครั้งที่ 2 พ.ศ. 2558 จำนวน 4,440 เล่ม


คำ นำ การเรียนรวม (Inclusion) คือกระบวนการในการจัดการศึกษา เพื่อให้เด็กทุกคนได้รับสิทธิที่ จะได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ โดยสอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพื้นฐานทางการเรียนและการมี ชีวิตที่ดีขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนร่วม (Intergrade) โดยได้มีการค้นหาวิธีการต่างๆเพื่อตอบสนอง ความต้องการจำ เป็นพิเศษที่หลากหลายของเด็กพิการแต่ละคน และเพื่อให้เด็กทุกคนได้รับการพัฒนาเต็ม ศักยภาพ เป้าหมายปลายทาง (ultimate goal) ของการเรียนรวม คือการที่เด็กทุกคนได้เรียนในชั้นเรียน ปกติในโรงเรียนทั่วไป โดยได้รับสิทธิทางการศึกษาอย่างเสมอภาคและมีคุณภาพ ตั้งแต่เริ่มเข้ารับการศึกษา รวมถึงได้พัฒนาชีวิตและมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆ ทางสังคม เช่นสมาชิกคนหนึ่งของชุมชน โดยถือเป็น หน้าที่ของระบบการศึกษาที่จะต้องสนับสนุนให้สถานศึกษาสามารถดำ เนินการเพื่อยกระดับสู่การเรียนรวม โดยมีการจัดเตรียม วางแผนและปรับกระบวนการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม เพื่อแน่ใจว่าจะไม่มีเด็ก คนใดถูกทิ้งให้ไม่ได้รับการศึกษาตกหล่น หรือไม่มีเด็กต้องออกกลางคันหรือจบการศึกษาอย่างไม่มีคุณภาพ แต่ทุกคนสามารถพัฒนาไปพร้อมกันในสังคมนั้น ดังนั้น จากการดำ เนินงานโดยใช้กฎหมายเป็นหลัก รวมทั้งการเพิ่มความสำ เร็จโดยพยายาม จัดกลุ่มผู้เรียนที่มีความบกพร่องเข้าสู่ชั้นเรียนรวม การวางแผนการสอนและการพัฒนาผู้เรียนรายบุคคลเพื่อ ให้สถานศึกษาสามารถตอบสนองความแตกต่างที่หลากหลายของผู้เรียนได้และผู้เรียนได้เรียนรู้เต็มศักยภาพ ของแต่ละคนจึงทำ ให้ผลการดำ เนินงานที่ผ่านมาประสบความสำ เร็จ กล่าวคือ 1) สถานศึกษาจำ นวนมากขึ้น พัฒนาสู่การเรียนรวม โดยมุ่งตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของผู้เรียนในโรงเรียนทั่วไป 2) เริ่มมี การจัดกลุ่มผู้เรียนที่มีความบกพร่อง โดยพยายามให้เด็กทุกคนได้ใช้เวลาให้มากที่สุดหรือเวลาทั้งหมดใน ชั้นเรียนรวม 3) การช่วยเหลือรายบุคคลตามสภาพปัญหาที่บกพร่อง โดยจัดทำ IEP เพื่อให้ความช่วยเหลือ และสร้างเสริมพัฒนาการทุกด้าน รวมทั้งการปรับหลักสูตรให้อย่างเหมาะสม และปรับการเรียนการสอน โดย นำวิธีการที่หลากหลายมาใช้ในชั้นเรียนรวม 4)การทำ งานร่วมกับเครือข่ายในชุมชน ทั้งกิจกรรมภายในและ นอกสถานศึกษาในฐานะเด็กเป็นสมาชิกคนหนึ่งในสังคม และการจัดการศึกษาปฐมวัยโดยความร่วมมือของ ชุมชนท้องถิ่นและ5)การพัฒนาฟื้นฟูคนพิการโดยชุมชนเป็นฐาน (Community-based Rehabilitation: CBR) ความสำ เร็จดังกล่าว จึงเป็นการสนับสนุนว่า การจัดการเรียนรวมทำ ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อ ผู้เรียน เพื่อให้สามารถแน่ใจได้ว่าเด็กทุกคนได้รับสิทธิความเสมอภาคและเรียนรู้ได้เต็มศักยภาพในชั้นเรียน ปกติในโรงเรียนทั่วไป อย่างมีคุณภาพ จึงมีความเป็นไปได้ที่จะปฏิรูปการศึกษาพิเศษ เพื่อก้าวสู่การเรียนรวม ทั้งนี้ระบบการศึกษาต้องสนับสนุนให้สถานศึกษาสามารถดำ เนินงาน เพื่อยกระดับการทำ งานทั้งระบบเพื่อ เด็กทุกคน แม้มีความหลากหลาย แต่ด้วยความเข้าใจของทุกฝ่ายและกระบวนการบริหารจัดการที่ดี กระบวนการสอนและการเรียนที่หลากหลายจะถูกนำ มาใช้อย่างมีคุณภาพ เพื่อให้เด็กทุกคนที่เข้าสู่ระบบ โรงเรียนได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพไปพร้อมกับเพื่อนๆ ในโรงเรียนทั่วไปโดยไม่แบ่งแยก


เอกสารฉบับนี้จึงมุ่งเสนอแนวคิด กระบวนการและแนวทางปฏิรูปการศึกษาสู่การเรียนรวม โดย เด็กทุกคนได้รับสิทธิความเสมอภาคและพัฒนาเต็มศักยภาพของแต่ละบุคคล จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะช่วย สร้างความรู้ความเข้าใจและสามารถนำสู่การปฏิบัติทั้งระดับนโยบายและผู้ปฎิบัติเพื่อนำ ไปใช้เป็นประโยชน์ ในการยกระดับคุณภาพการดำ เนินงาน ทั้งระบบให้เกิดผลสำ เร็จ และบรรลุเป้าหมายการศึกษาเพื่อปวงชน ต่อไป สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน


สารบัญ หน้า คำ นำ ส่วนที่ 1 องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 1 1.1 กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 3 l จากกฎหมายสู่การกำ หนดเป็นนโยบาย 9 แผนจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ ระยะ 5 ปี(พ.ศ.2555-2559) l สภาพปัจจุบันการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ 12 1.2 นิยาม ความหมายของการเรียนรวม 14 1.3 ปรัชญาของการเรียนรวม 17 1.4 แนวคิดและทฤษฎีในการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 19 l แนวคิดในการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 19 l ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรวม 21 1.5 ลักษณะของการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 26 ส่วนที่ 2 กระบวนการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบจากการเรียนร่วมสู่การเรียนรวม 29 2.1 การบริหารจัดการและการพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบ 31 l บทบาทของผู้บริหารและทีมงานในสถานศึกษา 35 l การพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบและหลักของการจัดการศึกษาเรียนรวม 36 l การกำกับดูแลสถานศึกษา 37 2.2 การพัฒนาครู 41 l การพัฒนาวิชาชีพครู 41 l ครูมืออาชีพด้านการศึกษาพิเศษ 42 2.3 การจัดบริการสนับสนุนในโรงเรียนจัดการเรียนรวม 45 l การสนับสนุนภายในโรงเรียน 45 l ตัวชี้วัดที่ให้การสนับสนุน 45 2.4 แหล่งข้อมูลทางกายภาพ สื่อ อุปกรณ์วัสดุอุปกรณ์ 49 l ด้านสถานที่และสภาพแวดล้อมในโรงเรียน 49 l ด้านเทคโนโลยีสื่อ วัสดุและอุปกรณ์ 50 l รูปแบบ วิธีการที่สถานศึกษาจัดให้นักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็น 51 พิเศษสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีสื่อวัสดุและอุปกรณ์ 2.5 ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำ เร็จของโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม 55


สารบัญ (ต่อ) หน้า ส่วนที่ 3 หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวม 57 3.1 หลักสูตรและการปรับหลักสูตรเพื่อการเรียนรวม 59 l การปรับหลักสูตรเพื่อการเรียนรวม 62 l แนวทางในการปรับหลักสูตร 65 l การออกแบบหลักสูตรเรียนรวม 68 l กระบวนการปรับหลักสูตรสู่ขั้นเรียน 71 3.2 การประเมินตามความต้องการจำ เป็นของผู้เรียน 75 l การพิจารณาให้ความช่วยเหลือ 75 l แนวทางการประเมินความต้องการจำ เป็นของผู้เรียน 77 3.3 การสอนและการปฏิบัติในชั้นเรียนรวม 81 l การวางแผนการสอน 81 l การสอนในห้องเรียนรวม 82 l เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องในชั้นเรียนรวม 83 l การสร้างแรงจูงใจในการเรียนในห้องเรียนรวม 91 l การช่วยเหลือการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนรวม 92 l การใช้กระบวนการ RTI ในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนรวม 94 l เทคนิคการสอน เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ 100 3.4 ความช่วยเหลือด้านพฤติกรรม (Behavior Support) 104 l สาเหตุของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียน 105 l รูปแบบการแสดงออกของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ 107 l การประเมินพฤติกรรม 108 l การเลือกพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมาย 109 l กระบวนการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ 110 3.5 การวัดประเมินผลและตัดสินผลการเรียนสำ หรับผู้เรียนเรียนรวม 117 l จุดมุ่งหมายและแนวทางการวัดประเมินผลผู้เรียนเรียนรวม 117 l หลักการในการให้ความช่วยเหลือและอำ นวยความสะดวก 118 ด้านการสอบและการประเมินผล


สารบัญ (ต่อ) หน้า 3.6 การกำกับดูแลคุณภาพการศึกษา 121 l การประเมินระดับชั้นเรียน 121 l การประเมินระดับสถานศึกษา 121 l การประเมินระดับสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา 121 l การประเมินระดับชาติ 122 l การจัดทำ ระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียน 122 ของสถานศึกษา ส่วนที่ 4 ความร่วมมือและการทำ งานเป็นทีม/สหวิชาชีพ 125 4.1 ครอบครัวและชุมชน 127 4.2 การมีส่วนร่วมของเครือข่าย 129 4.3 บทบาทของท้องถิ่น สพป./สพม. และศูนย์การศึกษาพิเศษ 135 ในการสนับสนุนโรงเรียนเรียนรวม 4.4 การนิเทศ ติดตาม ประเมินผล และการรายงานผลการดำ เนินงาน 142 จัดการเรียนรวม บรรณนุกรม 151 ภาคผนวก 157


1 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ส่วนที่ 1 องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง กับการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม


3 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ส่วนที่ 1 องค์ความรู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 1.1 กฎหมายและนโยบายที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม กฎหมายและนโยบายเกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม (Policyand Legislationfor InclusiveEducation) ซึ่งเป็นประเด็นที่มีความสนใจในการจัดการศึกษาพิเศษ ตั้งแต่ ปีค.ศ.1990ได้มีการ ประชุมครั้งสำคัญที่จัดขึ้นที่จอมเทียน ประเทศไทยโดยในการประชุมครั้งนี้ได้มีการประกาศปฏิญญาโลกว่า ด้วยการศึกษาเพื่อปวงชน (World Declaration on Education for All) ของ 155 ประเทศ เป้าหมายคือ การศึกษาเพื่อคนทุกคน รวมทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษ หรือเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ (children withspecialneeds)และได้รับรองจากที่ประชุมระดับโลกเรื่องการศึกษาสำ หรับผู้ที่มีความต้องการพิเศษ ที่ซาลามันกา ประเทศสเปน เมื่อ ค.ศ. 1994 โดยมีการออกแถลงการณ์ซาลามันกา เรื่อง หลักการ นโยบาย และการปฏิบัติเกี่ยวกับการศึกษาสำ หรับผู้ที่มีความต้องการพิเศษ (SalamancaStatementonPrinciple, Policy and Practice in Special Needs Education) สาระสำคัญของแถลงการณ์ได้แก่ การสนับสนุน ให้มีการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมอย่างจริงจังโดยประกาศว่า 1. เด็กทุกคนมีสิทธิได้รับการศึกษา สิทธินี้เป็นสิทธิขั้นพื้นฐานของเด็กทุกคน 2. เด็กแต่ละคนมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนใคร มีความสนใจ ความสามารถและความต้องการ ในการเรียนรู้แตกต่างกัน 3. การจัดการศึกษาสำ หรับเด็กจะต้องจัดให้สอดคล้องกับลักษณะที่หลากหลายของเด็กแต่ละคน 4. เด็กที่มีความต้องการพิเศษจะต้องมีส่วนในการได้รับการศึกษาในโรงเรียนปกติทั่วไป ทาง โรงเรียนจะต้องจัดบริการทางการศึกษาให้แก่เด็กเหล่านี้ด้วย 5. การให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้มีโอกาสเรียนรวมกับเด็กปกติเป็นการขจัดการแบ่งแยก ทางสังคมอย่างหนึ่ง การเรียนรวมเป็นการสอนคนให้ดำ รงชีวิตร่วมกัน ดังนั้นการศึกษาจึงควรเป็นลักษณะ ของการศึกษาเพื่อคนทุกคน (educationfor all) ไม่ใช่การศึกษาที่จัดให้เด็กปกติในโรงเรียนหนึ่งและเด็กที่ มีความต้องการพิเศษในอีกโรงเรียนหนึ่ง ต่อมาในปีพ.ศ. 2550 ได้มีการลงนามความร่วมมือในอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิของ คนพิการ (Convention on the Rights of Persons with Disabilities) ซึ่งถือเป็นอนุสัญญาด้านสิทธิ มนุษยชนระหว่างประเทศฉบับแรกที่ให้หลักประกันในสิทธิเสรีภาพ ศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ต่อคนพิการ อย่างเสมอภาคกับบุคคลทั่วไปและเป็นสนธิสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนขององค์การสหประชาชาติฉบับแรก ของศตวรรษที่21ได้กำ หนดไว้ในหมวดการศึกษาว่ารัฐภาคีรับรองสิทธิของคนพิการในด้านการศึกษาและ


4 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) เพื่อให้บรรลุตามสิทธินี้โดยปราศจากการเลือกปฏิบัติและบนพื้นฐานโอกาสที่เท่าเทียมกัน รัฐภาคีจะจัดให้มี ระบบการศึกษาที่ทั่วถึงในทุกระดับและการเรียนรู้ตลอดชีวิต หลักการดังกล่าว องค์การการศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ(UNESCO) เสนอให้ทุกประเทศนำ ไปปฏิบัติและมีการติดตามผล ดังนั้นจะเห็นได้ว่าแนวโน้มของการจัดการศึกษาใน ประเทศที่พัฒนาแล้ว และกำลังพัฒนาทั้งหลายต่างเน้นการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมทั้งสิ้น สำ หรับในประเทศไทยการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการก็ได้ดำ เนินการตามกฎหมายและนโยบาย ที่เกี่ยวข้อง โดยในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2550ได้บัญญัติไว้ว่าบุคคลย่อมมีสิทธิเสมอกันใน การรับการศึกษาไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐจะต้องจัดให้อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ โดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายผู้ยากไร้ ผู้พิการหรือทุพพลภาพ หรือผู้อยู่ในสภาวะยากลำ บากต้องได้รับสิทธิตามวรรคหนึ่งและการสนับสนุนจากรัฐ เพื่อให้ได้รับการศึกษาโดยทัดเทียมกับบุคคลอื่น การจัดการศึกษาอบรมขององค์กรวิชาชีพหรือเอกชน การศึกษาทางเลือกของประชาชน การเรียนรู้ด้วยตนเองและการเรียนรู้ตลอดชีวิตย่อมได้รับการคุ้มครองและ ส่งเสริมที่เหมาะสมจากรัฐ พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542ในมาตรา10การจัดการศึกษาต้อง จัดให้บุคคลมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาขั้นพื้นฐานไม่น้อยกว่าสิบสองปีที่รัฐต้องจัดให้อย่าง ทั่วถึงและมีคุณภาพโดยไม่เก็บค่าใช้จ่ายการจัดการศึกษาสำ หรับบุคคลซึ่งมีความบกพร่องทางร่างกายจิตใจ สติปัญญา อารมณ์สังคม การสื่อสารและการเรียนรู้หรือมีร่างกายพิการหรือทุพพลภาพหรือบุคคล ซึ่งไม่ สามารถพึ่งตัวเองได้หรือไม่มีผู้ดูแลหรือด้อยโอกาสต้องจัดให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิและโอกาสได้รับการศึกษา ขั้นพื้นฐานเป็นพิเศษ การศึกษาสำ หรับคนพิการในวรรคสองให้จัดตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการ โดยไม่ เสียค่าใช้จ่ายและให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับสิ่งอำ นวยความสะดวกสื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใด ทางการศึกษา ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำ หนดในกฎกระทรวง การจัดการศึกษาสำ หรับบุคคลซึ่งมี ความสามารถพิเศษ ต้องจัดด้วยรูปแบบที่เหมาะสมโดยคำ นึงถึงความสามารถของบุคคลนั้น อีกทั้งพระราชบัญญัติ การจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ พ.ศ. 2551ก็บัญญัติไว้ในมาตรา 5 ให้คนพิการมีสิทธิทางการศึกษา ดังนี้ (1) ได้รับการศึกษาโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความพิการจนตลอดชีวิต พร้อมทั้ง ได้รับเทคโนโลยีสิ่งอำ นวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา (2) เลือกบริการทางการศึกษา สถานศึกษา ระบบและรูปแบบการศึกษา โดยคำ นึงถึง ความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความต้องการจำ เป็นพิเศษของบุคคลนั้น (3) ได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการจัดหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้การทดสอบทางการศึกษา ที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษของคน พิการแต่ละประเภทและบุคคล


5 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) มาตรา7ให้สถานศึกษาของรัฐและเอกชนที่จัดการเรียนร่วม สถานศึกษาเอกชนการกุศล ที่จัดการ การศึกษาสำ หรับคนพิการโดยเฉพาะและศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการ ที่ได้รับการรับรองมาตรฐานได้รับ เงินอุดหนุนและความช่วยเหลือเป็นพิเศษจากรัฐ มาตรา8ให้สถานศึกษาในทุกสังกัดจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลโดยให้สอดคล้องกับ ความต้องการจำ เป็นพิเศษของคนพิการและต้องมีการปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลอย่างน้อย ปีละหนึ่งครั้ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำ หนดในประกาศกระทรวง สถานศึกษาในทุกสังกัดและศูนย์การเรียนเฉพาะความพิการอาจจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการทั้งใน ระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ในรูปแบบที่หลากหลายทั้งการเรียนร่วม การจัดการศึกษาเฉพาะความ พิการ รวมถึงการให้บริการฟื้นฟูสมรรถภาพ การพัฒนาศักยภาพในการดำ รงชีวิตอิสระ การพัฒนาทักษะ พื้นฐานที่จำ เป็น การฝึกอาชีพ หรือการบริการอื่นใด ให้สถานศึกษาในทุกสังกัดจัดสภาพแวดล้อม ระบบสนับสนุนการเรียนการสอน ตลอดจนบริการ เทคโนโลยีสิ่งอำ นวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาที่คนพิการสามารถ เข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ ให้สถานศึกษาระดับอุดมศึกษาในทุกสังกัด มีหน้าที่รับคนพิการเข้าศึกษาในสัดส่วนหรือจำ นวนที่ เหมาะสม ทั้งนี้ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่คณะกรรมการกำ หนด สถานศึกษาใดปฏิเสธไม่รับคนพิการเข้าศึกษา ให้ถือเป็นการเลือกปฏิบัติโดยไม่เป็นธรรมตาม กฎหมาย ให้สถานศึกษาหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องสนับสนุนผู้ดูแลคนพิการและประสานความร่วมมือจาก ชุมชนหรือนักวิชาชีพเพื่อให้คนพิการได้รับการศึกษาทุกระดับ หรือบริการทางการศึกษาที่สอดคล้องกับความ ต้องการจำ เป็นพิเศษของคนพิการ นอกจากนี้กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศนโยบายปฏิรูปการศึกษาสำ หรับคนพิการในทศวรรษ ที่สอง (พ.ศ.2552 – 2561) ดังนี้ นโยบายที่ 1 คนพิการได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และเสมอภาค ยุทธศาสตร์ เพิ่มโอกาสให้คนพิการได้รับบริการทางการศึกษา มาตรการ 1) พัฒนาระบบและจัดทำฐานข้อมูลคนพิการด้านการศึกษาให้เป็นปัจจุบันและมีคุณภาพ 2) จัดระบบการดูแลช่วยเหลือการคัดกรองการวินิจฉัยและประเมินสมรรถภาพพื้นฐานของคน พิการเพื่อเข้ารับการศึกษา 3) พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ทั้งในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัยให้ สอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษของคนพิการทุกประเภทและทุกระดับ


6 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4) เพิ่มจำ นวนสถานศึกษา สาขา ห้องเรียน เครือข่าย ครอบครัว ชุมชน ในการจัดการศึกษาให้ กับคนพิการอย่างหลากหลายและครอบคลุมตามความต้องการของแต่ละพื้นที่ 5) กำ หนดกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการให้คนพิการทุกคนได้รับบริการทางการศึกษาอย่าง ทั่วถึง นโยบายที่ 2 คนพิการได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของแต่ละประเภท ความพิการในทุกระบบและรูปแบบการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 2.1 พัฒนาหลักสูตรกระบวนการจัดการเรียนรู้การวัดและประเมินผลให้เหมาะสม สำ หรับคนพิการ มาตรการ 1) พัฒนามาตรฐาน และการประกันคุณภาพการศึกษาสำ หรับคนพิการของแต่ละประเภท ความพิการในทุกระบบ และรูปแบบการศึกษา 2) ส่งเสริม การวิจัย พัฒนามาตรฐานและการประกันคุณภาพการศึกษารวมทั้งการจัดหลักสูตร นวัตกรรมในการจัดการเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้การทดสอบทางการศึกษาการวัดและประเมินผลที่เหมาะสม กับความต้องการจำ เป็นพิเศษของคนพิการแต่ละประเภทและบุคคล 3) พัฒนาระบบและให้การสนับสนุน สื่อสิ่งอำ นวยความสะดวก บริการและความช่วยเหลืออื่นใด ทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษของคนพิการแต่ละประเภทในทุกระบบและรูปแบบ การศึกษา 4) กำ หนดระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการเกี่ยวกับการวัดและประเมินผลการศึกษา การเทียบ โอน สำ หรับคนพิการแต่ละประเภทในทุกระบบ และรูปแบบการศึกษา ยุทธศาสตร์ที่ 2.2 พัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ 1) ส่งเสริมให้มีมาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานคุณวุฒิเกณฑ์การประเมินสมรรถนะวิชาชีพครูการ ศึกษาพิเศษ 2) ส่งเสริม สนับสนุนการผลิตครูการศึกษาพิเศษให้ครูการศึกษาพิเศษ ครูและคณาจารย์ได้รับ การพัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้การศึกษาต่อเนื่องและทักษะในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการแต่ละ ประเภทในทุกระบบ และรูปแบบการศึกษา 3) ส่งเสริม สนับสนุนพัฒนาสมรรถนะบุคลากร ผู้ดูแลคนพิการ และผู้ที่เกี่ยวข้องในการจัดการ ศึกษาสำ หรับคนพิการแต่ละประเภทในทุกระบบ และรูปแบบการศึกษา 4) ปรับปรุง กฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการที่เกี่ยวกับการพัฒนาครูการศึกษาพิเศษ ครู คณาจารย์และบุคลากรทางการศึกษา


7 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ยุทธศาสตร์ที่ 2.3 พัฒนาคุณภาพสถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้สำ หรับคนพิการ มาตรการ 1) ส่งเสริม สนับสนุนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาสำ หรับคนพิการให้มีระบบการประกันคุณภาพ และได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพภายในและภายนอก 2) ส่งเสริม สนับสนุนพัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้มีคุณภาพที่คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ 3) ส่งเสริม สนับสนุนสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้ในทุกสังกัดจัดสภาพแวดล้อม ระบบสนับสนุน การเรียนการสอนตลอดจนบริการเทคโนโลยีสิ่งอำ นวยความสะดวก สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใด ทางการศึกษาที่คนพิการสามารถเข้าถึงได้ นโยบายที่ 3 การมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ ยุทธศาสตร์ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ มาตรการ 1) ส่งเสริมความเข้มแข็ง และพัฒนาศักยภาพเครือข่ายในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ 2) ส่งเสริม สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคลครอบครัวชุมชน องค์กรเอกชน องค์กร วิชาชีพ สถาบันศาสนาสถานประกอบการสถาบันสังคมอื่นให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ 3) ส่งเสริม สนับสนุนให้ครอบครัวมีบทบาทในการพัฒนาศักยภาพคนพิการอย่างต่อเนื่องและ การเรียนรู้โดยครอบครัว 4) พัฒนากลไกการประสานงานเครือข่ายในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการทั้งในระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติการอย่างเป็นระบบ นโยบายที่ 4 พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ ยุทธศาสตร์4.1 พัฒนาระบบการบริหารและกลไกในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ มาตรการ 1) จัดทำ แผนแม่บทในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการให้ครอบคลุมทุกระดับและประเภท ความพิการ 2) พัฒนาระบบการจัดการศึกษา ระบบการส่งต่อ และระบบการสนับสนุนการจัดการศึกษา สำ หรับคนพิการอย่างเป็นรูปธรรม


8 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 3) เร่งจัดทำกฎ ระเบียบ หลักเกณฑ์และวิธีการที่เอื้อต่อการบริหารจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ ที่สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ.2542และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่2) พ.ศ.2545และ พระราชบัญญัติการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ พ.ศ.2551 4) กำ หนดนโยบายด้านการบริหารและกลไกการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ พร้อมจัดทำแผน พัฒนาสู่การปฏิบัติ 5) ส่งเสริมศักยภาพในการประชาสัมพันธ์การประสานงาน กำกับติดตามและประเมินผลการ จัดการศึกษาสำ หรับคนพิการในระดับชาติ 6) ส่งเสริมความเข้มแข็งในการบริหารงานของสถานศึกษาโรงเรียนดีประจำตำ บลสำ นักงานเขต พื้นที่การศึกษา และหน่วยงานที่จัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ 7) ยกระดับสำ นักบริหารงานการศึกษาพิเศษให้มีฐานะเทียบเท่ากรม ยุทธศาสตร์ที่ 4.2 ปฏิรูประบบการเงิน การคลัง และงบประมาณเพื่อการศึกษาสำ หรับคนพิการ มาตรการ 1) เร่งรัดให้มีรายได้จากการออกสลากการกุศลและภาษีของสินค้าที่เป็นต้นเหตุแห่งความพิการ เข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำ หรับคนพิการ 2) ให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณสนับสนุนกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำ หรับคนพิการเพื่อ ใช้ในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ 3) ส่งเสริม สนับสนุนความร่วมมือกับองค์กรภาคเอกชนในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ โดยเฉพาะระบบร่วมทุน 4) สนับสนุนเงินอุดหนุนการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการภาคเอกชนให้สอดคล้องและเหมาะสม กับค่าใช้จ่ายจริง สรุปความสำคัญของการจัดการศึกษาของคนพิการในประเทศไทยจากกฎหมายหลายๆฉบับได้ว่า รัฐต้องจัดการศึกษาให้คนพิการมีสิทธิและโอกาสเสมอกันในการรับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพโดย ไม่เก็บค่าใช้จ่ายตั้งแต่แรกเกิดหรือแรกพบความพิการจนตลอดชีวิต โดยรูปแบบที่เหมาะสม โดยคำ นึงถึง ความสามารถ ความสนใจ ความถนัดและความต้องการจำ เป็นพิเศษของบุคคลนั้น ให้มีสิทธิได้รับสิ่งอำ นวย ความสะดวกสื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำ หนดในกฎ กระทรวง ทั้งนี้ให้สถานศึกษาในทุกสังกัดจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลโดยให้สอดคล้องกับความ ต้องการจำ เป็นพิเศษของคนพิการและต้องมีการปรับปรุงแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลอย่างน้อยปีละ หนึ่งครั้ง ตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำ หนดในประกาศกระทรวง


9 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) จากกฎหมายสู่การกำ หนดเป็นนโยบาย นโยบายในการจัดการศึกษาของรัฐบาลมุ่งสร้างโอกาสทางการศึกษากระจายโอกาสทางการศึกษา ในสังคมไทยโดยคำ นึงถึงการสร้างความเสมอภาคและความเป็นธรรมให้เกิดขึ้นแก่ประชากร ทุกกลุ่ม ซึ่งรวม ถึงผู้ยากไร้ผู้ด้อยโอกาส ผู้พิการ ผู้บกพร่องทางกายและการเรียนรู้รวมทั้งชนกลุ่มน้อย โดยส่งเสริมการให้ ความรู้ตั้งแต่อยู่ในครรภ์มารดาถึงแรกเกิดให้ได้รับการดูแลอย่างมีประสิทธิภาพทั้งแม่และเด็กสนับสนุนการ จัดการศึกษาตามวัยและพัฒนาการอย่างมีคุณภาพ ตั้งแต่ก่อนวัยเรียนจนจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยจัดให้ มีระบบสะสมผลการศึกษาและการเทียบโอนเพื่อขยายโอกาสให้กว้างขวางและลดปัญหาคนออกจากระบบ การศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ จึงได้กำ หนดให้มีนโยบายปฏิรูป และจัดทำแผนพัฒนาการจัดการศึกษา สำ หรับคนพิการ ระยะ 5 ปี(พ.ศ.2555 – 2559) ดังนี้ นโยบาย แผน 1. วิสัยทัศน์ คนพิการได้รับการศึกษาตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ทั่วถึง และเสมอภาค 1.1 พันธกิจ 1.1.1 สร้างโอกาสให้คนพิการได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึง และเสมอภาค 1.1.2 จัดการศึกษาสำ หรับคนพิการอย่างมีคุณภาพตามมาตรฐานการศึกษาของแต่ละ ประเภทความพิการในทุกระบบและรูปแบบการศึกษา 1.1.3 ส่งเสริมสนับสนุนให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ 1.1.4 พัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ 1.2 ยุทธศาสตร์ ยุทธศาสตร์ 1 เพิ่มโอกาสให้คนพิการได้รับบริการทางการศึกษา เป้าประสงค์คนพิการและผู้ดูแลคนพิการสามารถเข้าถึงการบริการทางการศึกษาอาชีพสังคม ได้อย่างทั่วถึงและเสมอภาค มาตรการ: 1) จัดระบบค้นหา คัดกรอง วินิจฉัย การดูแลช่วยเหลือ และประเมินสมรรถภาพพื้นฐาน ของคนพิการ เพื่อเข้ารับการศึกษา 2) พัฒนาระบบและจัดทำฐานข้อมูลคนพิการ ด้านการศึกษาให้เป็นปัจจุบันและมีคุณภาพ 3) พัฒนารูปแบบการจัดการศึกษาที่หลากหลาย ทั้งในระบบ นอกระบบตามอัธยาศัยและ การศึกษาทางเลือกโดยเฉพาะศูนย์การเรียนเฉพาะคนพิการให้สอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษของ คนพิการทุกประเภท และทุกระดับ


10 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4) เพิ่มจำ นวนสถานศึกษา สาขา ห้องเรียน และเครือข่าย ครอบครัว ชุมชน ในการจัดการ ศึกษาให้กับคนพิการอย่างหลากหลาย และครอบคลุมทุกพื้นที่ โดยเฉพาะโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วม และห้องเรียน คู่ขนานสำ หรับบุคคลออทิสติก ยุทธศาสตร์ 2 วิจัยและพัฒนาหลักสูตร กระบวนการจัดการเรียนรู้ การวัด และประเมินผล ให้เหมาะสมสำ หรับคนพิการ เป้าประสงค์: คนพิการได้รับการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ตามมาตรฐานการศึกษาในทุกระบบ สอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษของแต่ละบุคคล และมีทักษะการดำ รงชีวิตสามารถประกอบอาชีพ พึ่งพาตนเองได้ มาตรการ: 1) ส่งเสริมการวิจัย การพัฒนาคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการจัดหลักสูตร นวัตกรรม ในการจัดการเรียนรู้กระบวนการเรียนรู้การทดสอบทางการศึกษา การวัดและประเมินผลที่เหมาะสมกับ ความต้องการจำ เป็นของคนพิการแต่ละประเภทและบุคคล 2) พัฒนาระบบและให้การสนับสนุนสื่อสิ่งอำ นวยความสะดวก บริการและความช่วยเหลือ อื่นใดทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นของคนพิการแต่ละประเภทในทุกระบบและ รูปแบบการศึกษา 3) ส่งเสริมให้มีการบูรณาการการใช้หลักสูตรในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการของหน่วย งานที่เกี่ยวข้องเพื่อส่งเสริมการมีงานทำของคนพิการ ยุทธศาสตร์ 3 พัฒนาคุณภาพครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ เป้าประสงค์: ครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการมีมาตรฐาน ครูองค์ความรู้ทักษะสมรรถนะในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการในทุกระบบทุกรูปแบบการศึกษา สอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษของแต่ละบุคคล มาตรการ: 1) ส่งเสริมให้มีมาตรฐานวิชาชีพ มาตรฐานคุณวุฒิเกณฑ์การประเมินสมรรถนะวิชาชีพครู การศึกษาพิเศษ 2) ส่งเสริม สนับสนุน การผลิตครูการศึกษาพิเศษ ให้ครูการศึกษาพิเศษ ครูและคณาจารย์ ได้รับการพัฒนาศักยภาพ องค์ความรู้การศึกษาต่อเนื่องและทักษะในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการแต่ละ ประเภทในทุกระบบและรูปแบบการศึกษา 3) ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาสมรรถนะ บุคลากร ผู้ดูแลคนพิการ และผู้เกี่ยวข้องในการ จัดการศึกษาสำ หรับคนพิการแต่ละประเภทในทุกระบบและรูปแบบการศึกษา


11 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ยุทธศาสตร์ 4 พัฒนาคุณภาพสถานศึกษาและแหล่งเรียนรู้สำ หรับคนพิการ เป้าประสงค์:สถานศึกษามีสภาพแวดล้อม แหล่งเรียนรู้ที่คนพิการทุกคนสามารถเข้าถึงและ ใช้ประโยชน์ได้อย่างทั่วถึงเท่าเทียม และเสมอภาค มาตรการ: 1) ส่งเสริม สนับสนุนสถานศึกษาที่จัดการศึกษาสำ หรับคนพิการให้มีระบบการประกัน คุณภาพและได้รับการรับรองมาตรฐานการศึกษาตามระบบการประกันคุณภาพภายในและภายนอก 2) ส่งเสริม สนับสนุน พัฒนาแหล่งเรียนรู้ให้มีคุณภาพที่คนพิการสามารถเข้าถึงและใช้ ประโยชน์ได้ 3) ส่งเสริม สนับสนุนสถานศึกษา และแหล่งเรียนรู้ในทุกสังกัดจัดสภาพแวดล้อมระบบ สนับสนุนการเรียนการสอน ยุทธศาสตร์ 5 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ เป้าประสงค์: องค์กรด้านคนพิการและเครือข่ายทุกระดับ ทุกพื้นที่ ทุกสถาบันมีศักยภาพ สามารถขับเคลื่อนการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการได้อย่างมีประสิทธิผลต่อเนื่อง และยั่งยืน มาตรการ: 1) ส่งเสริมความเข้มแข็งและพัฒนาศักยภาพของเครือข่ายในการจัดการศึกษาสำ หรับ คนพิการ 2) ส่งเสริม สนับสนุนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บุคคล ครอบครัว ชุมชน องค์กรเอกชน ให้มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ ยุทธศาสตร์ 6 พัฒนาระบบการบริหารและกลไกในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ เป้าประสงค์: 1) คนพิการเข้าถึงและได้ประโยชน์จากระบบการบริการด้านการศึกษา อาชีพ 2) จัดตั้งและสนับสนุนสำ นักบริหารงานการศึกษาพิเศษให้มีฐานะเทียบเท่ากรม มาตรการ: 1) จัดทำแผนแม่บทในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการให้ครอบคลุมทุกระดับและประเภท ความพิการ 2) ส่งเสริม การวิจัย พัฒนามาตรฐาน และการประกันคุณภาพการศึกษาสำ หรับคนพิการ ของแต่ละประเภทความพิการในทุกระบบ และรูปแบบการศึกษา 3) พัฒนาระบบการจัดการศึกษาระบบการส่งต่อและระบบการสนับสนุนการจัดการศึกษา สำ หรับคนพิการอย่างเป็นรูปธรรม 4) กำ หนดนโยบายด้านการบริหารและกลไกการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ พร้อมจัดทำ แผนพัฒนาสู่การปฏิบัติ 5) ยกระดับสำ นักบริหารงานการศึกษาพิเศษให้มีฐานะเทียบเท่ากรม


12 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ยุทธศาสตร์ 7 ปฏิรูประบบการเงิน การคลัง และงบประมาณเพื่อการศึกษาสำ หรับคนพิการ เป้าประสงค์:ระบบการเงิน การคลังและงบประมาณที่สามารถทำ ให้เกิดรายได้นำ ไปพัฒนา คุณภาพการศึกษาอาชีพสำ หรับคนพิการให้มีชีวิตในสังคมอย่างมั่นคงและมีประสิทธิภาพ มาตรการ: 1) เร่งรัดให้มีรายได้จากการออกสลากการกุศล และภาษีของสินค้าที่เป็นต้นเหตุแห่งความ พิการเข้ากองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำ หรับคนพิการ 2) ให้รัฐบาลเพิ่มงบประมาณสนับสนุนกองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำ หรับคนพิการ เพื่อใช้ในการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ 3) ส่งเสริมสนับสนุน ความร่วมมือกับองค์กรภาคเอกชน ในการจัดการศึกษาสำ หรับ คนพิการโดยเฉพาะระบบร่วมทุน สภาพปัจจุบันการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการ สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้บริการการศึกษาในระบบ 3 รูปแบบและ มีข้อมูลของการให้บริการทางการศึกษา ปี2556 มีจำ นวน 283,846 คน ดังนี้ 1.1 โรงเรียนเฉพาะความพิการ จำ นวน 46 โรง ใน 37 จังหวัด รับนักเรียนพิการ ที่มีความพิการในระดับรุนแรงจากคนพิการในวัยเรียนทั่วประเทศเข้าเรียนแบบประจำ ในทุกช่วงชั้น (ปฐมวัย ถึงมัธยมศึกษาตอนปลาย)แบ่งเป็น 4 ประเภทสถานศึกษาซึ่งมีการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการได้จำ นวน ทั้งสิ้น 12,836 คน ได้แก่ 1.1.1 โรงเรียนที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จำ นวน 21 โรง ใน 20 จังหวัด จัดการศึกษาสำ หรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จำ นวน 4,732 คน 1.1.2 โรงเรียนที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จำ นวน 19 โรง ใน 19 จังหวัด จัดการศึกษาสำ หรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จำ นวน 7,235 คน 1.1.3 โรงเรียนที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น จำ นวน 2 โรง ใน 2 จังหวัด จัดการศึกษาสำ หรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเห็น จำ นวน 305 คน 1.1.4 โรงเรียนที่สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ จำ นวน 4 โรง ใน 4 จังหวัด จัดการศึกษาสำ หรับนักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ จำ นวน 564 คน 1.2 ศูนย์การศึกษาพิเศษ จำ นวน 77 แห่ง ใน 77 จังหวัด แบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ 1.2.1 ศูนย์การศึกษาพิเศษ เขตการศึกษา จำ นวน 13 แห่ง ใน 13 จังหวัด 1.2.2 ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัด จำ นวน 64 แห่ง ใน 64 จังหวัด


13 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) โดยมีการให้บริการทางการศึกษาสำ หรับคนพิการแบบหมุนเวียน (ประจำและไป–กลับ)ตั้งแต่แรกเกิด หรือพบความพิการ ในรูปแบบที่หลากหลาย อาทิการให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่ม (Early Intervention : EI) สำ หรับคนพิการทั้ง 9 ประเภทความพิการ ด้วยการให้บริการที่ศูนย์การศึกษาพิเศษ และการปรับบ้าน เป็นห้องเรียน เปลี่ยนพ่อแม่เป็นครู ที่โรงเรียนทั่วไปที่จัดการเรียนร่วม และที่สถานพยาบาล (กรณีเด็ก เจ็บป่วยเรื้อรัง) เพื่อเตรียมความพร้อมและประสานส่งต่อเข้าสู่ระบบการศึกษาตามลำดับ รวมทั้งการให้บริการ องค์ความรู้ด้านการศึกษาพิเศษ แก่พ่อแม่ ผู้ปกครอง และบุคคลที่มีส่วนเกี่ยวข้อง โดยปีการศึกษา 2556 ศูนย์การศึกษาพิเศษ สามารถให้บริการทางการศึกษาสำ หรับคนพิการ จำ นวน 18,828 คน 1.3 การจัดการเรียนร่วมในโรงเรียนทั่วไป สังกัดสำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามนโยบายของรัฐบาลในปีพ.ศ.2542 ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการประกาศให้เด็กพิการทุกคนที่อยากเรียน ต้องได้เรียน มีการรับนักเรียนพิการเข้าเรียนร่วมในโรงเรียนทั่วไป จำ นวน 252,182 คนใน 17,932 โรง (ปี2556) จำแนกเป็น 9 ประเภทความพิการ (ข้อมูลสารสนเทศนักเรียนพิการเรียนร่วม สำ นักบริหารงาน การศึกษาพิเศษ ปี2556) ดังนี้ 1) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเห็น จำ นวน 2,945 คน 2) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จำ นวน 1,466 คน 3) บุคคลที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา จำ นวน 18,257 คน 4) บุคคลที่มีความบกพร่องทางร่างกาย จำ นวน 6,541 คน หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ 5) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ จำ นวน 197,258 คน 6) บุคคลที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษา จำ นวน 3,559 คน 7) บุคคลที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ จำ นวน 5,844 คน 8) บุคคลออทิสติก จำ นวน 4,047 คน 9) บุคคลพิการซ้อน จำ นวน 12,265 คน สรุป สามารถจัดบริการทางการศึกษาสำ หรับคนพิการทั้ง9 ประเภทความพิการใน 3รูปแบบ ข้างต้น และมีคนพิการที่ได้รับบริการทางการศึกษาจำ นวนทั้งสิ้น 283,846 คน ดังนั้น สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานจึงถือเป็นนโยบายสำคัญในการจัดการ ศึกษาพิเศษในรูปแบบการเรียนรวม โดยกำ หนดแนวทางในการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวมขึ้น เพื่อใช้เป็นรูปแบบหนึ่งในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาสำ หรับคนพิการในวัยเรียนที่เรียนร่วมในโรงเรือน ทั่วไปได้ถือปฏิบัติอีกทั้งผู้ปกครองก็มีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นให้โรงเรียนต่างๆ นำแนวคิดนี้มาใช้


14 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 1.2 นิยาม ความหมายของการเรียนรวม การเรียนรวมมาจากคำ ภาษาอังกฤษว่า Inclusive Education สำ หรับคำว่า Inclusive เป็นคำ คุณศัพท์มาจากคำ นามว่าInclusionเป็นคำ มาจากรากศัพท์ภาษาลาตินว่า“Includo” หมายถึงการรวมเข้า ด้วยกัน (Katen. 2005:2) ปัจจุบันมีนักการศึกษานำ ไปใช้เรียกการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมว่า Inclusive Education ซึ่งเป็นการจัดการศึกษาให้กับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาได้เรียนกับเด็ก ทั่วไป การเรียนรวมเป็นแนวคิดที่ประสมประสานระหว่างหลักการทางการศึกษาและสังคม บนพื้นฐานความ เชื่อในเรื่องของสิทธิมนุษยชนและความแตกต่างระหว่างบุคคลให้ความสำคัญกับเด็กในฐานะเป็นสมาชิกคน หนึ่ง ในโรงเรียน สังคมและชุมชน สำ หรับความหมายของการเรียนรวมมีนักการศึกษาได้ให้นิยามไว้ดังนี้ Snow,K. (2007:อ้างถึงใน กิ่งเพชรส่งเสริม) ได้ให้นิยามของคำว่า“การเรียนรวม” หมายถึงการ ที่เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษได้เข้าเรียนในโรงเรียน โดยได้รับการเอาใจใส่เสมือนไม่ได้มีความบกพร่อง ใดๆ ได้รับบริการและการช่วยเหลือสนับสนุนในชั้นเรียนจากเพื่อนและครูโดยนักเรียนที่มีความบกพร่องมี ส่วนร่วมในการเป็นสมาชิกของโรงเรียนและกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนอย่างเต็มที่ Moor,C. (2007:อ้างถึงใน กิ่งเพชรส่งเสริม) ได้ให้นิยามของคำว่า“การเรียนรวม” หมายถึงการ ออกแบบการสอนและการช่วยเหลือสนับสนุนนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษในบริบทของการจัดการ ศึกษาทั่วไปนักเรียนทุกคนเป็นสมาชิกที่สมบูรณ์ในโรงเรียน นักเรียนแต่ละคนจะมีความเท่าเทียมกันในโอกาส และสภาพแวดล้อมทางการศึกษาทั่วไป Todorovski,K.( 2007: อ้างถึงใน กิ่งเพชร ส่งเสริม) ได้ให้นิยามของคำว่า “การเรียนรวม”หมาย ถึงการจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคน เด็กทุกคนได้รับการยอมรับการช่วยเหลือสนับสนุนการให้โอกาสทางการ ศึกษา ตามความต้องการและความสามารถ Stainback, & Stainback,W. (1996:3) ได้ให้ความหมายของการเรียนรวมว่า หมายถึงการจัดการ ศึกษาของโรงเรียนสำ หรับเด็กทุกคน โดยไม่คำ นึงถึงความบกพร่อง พื้นฐานทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม โรงเรียนจะหาวิธีการที่ช่วยให้เด็กทุกคนเรียนด้วยกันได้และได้รับประโยชน์จากการเรียนรู้ด้วยกัน Knight,A (1999:อ้างถึงใน กิ่งเพชรส่งเสริม)ได้ให้นิยามของคำว่า“การเรียนรวม” หมายถึงการเปิด โอกาสให้เด็กที่มีความบกพร่องเข้ามามีส่วนร่วมและเป็นสมาชิกของโรงเรียนโดยไม่มีการแบ่งแยกเด็กทุกคนจะ ได้รับการศึกษารวมกับเพื่อนในสภาพแวดล้อมเดียวกัน โรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวมจะตั้งอยู่บนฐาน ความเชื่อที่ว่าโลกคือประชาคมโดยรวมที่มีพลเมืองแตกต่างกันทั้งความบกพร่องศาสนาเชื้อชาติการเรียนรวม นั้นนักเรียนที่มีความบกพร่องจะเข้าสู่ห้องเรียนปกติทุกคนจะได้เรียนรู้ตามคุณลักษณะและความต้องการที่ หลากหลาย


15 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) Desai, I (2007) ได้ให้นิยามของคำว่า“การเรียนรวม” หมายถึงการจัดการศึกษาในโรงเรียนสำ หรับ ทุกคน โรงเรียนเป็นสถานที่ที่ทุกคนมีส่วนร่วม ได้รับการยอมรับและการสนับสนุนจากเพื่อนๆ บุคลากรจาก ชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการในการพัฒนานักเรียน Michigan Departmentof Education(2004: Online) and Gerry (2008: Online) ให้นิยาม ของคำว่า “การเรียนรวม” หมายถึง การจัดบริการทางการศึกษาให้กับเด็กที่มีความบกพร่องในโรงเรียนที่ จัดการเรียนการสอนเด็กปกติมีการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนเหมาะสมกับอายุภายใต้การสอนของครู ทั่วไปด้วย การจัดการศึกษาให้สอดคล้องกับแผนการศึกษาเฉพาะบุคคล UNESCO (2005) ได้ให้ความหมายไว้ว่าการเรียนรวมเป็นกระบวนการที่เกี่ยวพันและตอบสนอง ต่อความหลากหลายของผู้เรียนที่มีลักษณะความต้องการที่แตกต่างกัน เป็นกระบวนการ ที่ต้องอาศัยการมี ส่วนร่วมจากหลายฝ่ายเกี่ยวกับการเรียนรู้วัฒนธรรมและชุมชน เป็นกระบวนการ ที่พยายามลดการแบ่งแยก หรือการแยกออกจากกันทางการศึกษา เป็นกระบวนการที่เน้นให้มีการปรับปรุง เปลี่ยนแปลงหลักสูตรหรือ เนื้อหาที่จะนำ มาใช้สอนเด็กวิธีที่ครูนำ มาใช้สอน ตลอดจนกลไกต่างๆ ที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้รวมไปถึงการวัดผล ประเมินผล ซึ่งจะต้องครอบคลุมการศึกษาสำ หรับเด็กทุกคน ตามความเหมาะสมกับอายุและความสามารถ ของเด็ก และถือเป็นความรับผิดชอบของระบบการศึกษาที่จะต้องดำ เนินการดังกล่าวอย่างมีประสิทธิภาพ สรุปการจัดการศึกษาสำ หรับทุกคน เป็นการจัดการศึกษาอย่างยืดหยุ่นและตอบสนองการเรียน รู้ของเด็กที่มีวิธีการเรียนรู้และความสามารถในการเรียนรู้ที่แตกต่างกัน ทั้งนี้โดยมุ่งความสำคัญไปที่การ เปลี่ยนแปลงที่ระบบการศึกษามิใช่เปลี่ยนที่เด็กเหมือนการจัดการศึกษาพิเศษเฉพาะความพิการหรือการเรียน ร่วม การเรียนรวมจึงเป็นการจัดการศึกษาที่เป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่ทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ เพศ วัย ความสามารถ ความบกพร่องและศาสนามีส่วนร่วมในสังคมเดียวกัน เป็นการจัดการศึกษาเพื่อเด็กทุกคน เพื่อศักดิ์ศรีความ เป็นมนุษย์ทางโรงเรียนจะต้องเป็นฝ่ายปรับปรุงและเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ ดังนี้ 1) พัฒนาโรงเรียนทั้งระบบเพื่อการเรียนรวม ทุกฝ่ายมีความรับผิดชอบและแก้ปัญหาร่วมกัน 2) ใช้ทรัพยากรในชุมชน 3) ผลิตเครื่องมือและอุปกรณ์การสอนที่หาได้จากวัสดุในท้องถิ่น 4) แสวงหาแหล่งเรียนรู้ที่สนับสนุนการจัดการศึกษาและการเรียนรู้สำ หรับทุกคน 5) จัดสิ่งแวดล้อมให้เข้าถึงได้ง่ายและให้การต้อนรับทุกคน 6) พัฒนานโยบายเพื่อตอบสนองความหลากหลายและลดการแบ่งแยกนักเรียน 7) พัฒนาการเรียนการสอนแบบเพื่อนช่วยสอน 8) พัฒนาความสัมพันธ์ขององค์กรในชุมชน สมาคมผู้ปกครอง


16 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) Giargreco, M.(2008).(Online) ให้นิยามว่า การเรียนรวมหมายถึงการจัดการศึกษาในลักษณะ ต่างๆ ดังนี้ 1) นักเรียนทุกคนได้รับการต้อนรับเข้าสู่โรงเรียนปกตินักเรียนได้รับการดูแลเอาใจใส่ไม่ว่าจะมี ความบกพร่องหรือไม่ นักเรียนที่มีความบกพร่องจะได้รับการช่วยเหลือและบริการอย่างเหมาะสม 2) นักเรียนจะได้รับการศึกษาในชั้นเรียนที่จัดให้สำ หรับเด็กปกติและเด็กที่มีความต้องการจำ เป็น พิเศษ 3) นักเรียนจะได้รับการศึกษาไปพร้อมๆกับเพื่อนอายุรุ่นเดียวกันโดยไม่คำ นึงว่าเป็นเด็กที่มีความ บกพร่อง 4) นักเรียนที่มีความสามารถและลักษณะแตกต่างกัน จะมีส่วนร่วมในการได้รับประสบการณ์ด้าน การศึกษาโดยการได้รับความช่วยเหลือสนับสนุนด้านการสอนแตกต่างกัน การสอนหลายระดับความสามารถ 5) การแบ่งปันประสบการณ์เกิดขึ้นระหว่างเด็กปกติและเด็กที่มีความบกพร่องในห้องเรียนปกติ ผดุงอารยะวิญญู. (2541)กล่าวว่าการเรียนรวม Inclusiveeducation หมายถึงการจัดการศึกษา โดยวิธีเรียนรวมระหว่างเด็กปกติและเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เป็นแนวคิดทางการศึกษาอย่างหนึ่งที่ว่า สถานศึกษาจะต้องจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคน โดยไม่มีการแบ่งแยกว่าเด็กคนใดเป็นเด็กปกติหรือเด็กคน ใดเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เด็กทุกคนที่ผู้ปกครองพามาเข้าโรงเรียน สถานศึกษาต้องรับเด็กไว้และ จัดการศึกษาให้เขาอย่างเหมาะสม การเรียนรวมยังมีความหมายไปถึง การศึกษาที่ไม่แบ่งแยกตั้งแต่ระดับ อนุบาล ประถมศึกษา มัธยมศึกษา อุดมศึกษา ตลอดจนการดํารงชีพของคนในสังคมหลังสำ เร็จการศึกษา ต้องดำ เนินไปในลักษณะ“รวมกัน” จากความหมายของการเรียนรวมที่กล่าวมาข้างต้นสรุปได้ว่า การเรียนรวม หมายถึงการจัดการ ศึกษาที่ตอบสนองความหลากหลายของผู้เรียนทุกคน นักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษได้เข้าเรียนใน โรงเรียนกับนักเรียนทั่วไป โดยได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน บุคลากรทุกคนในโรงเรียนให้การยอมรับ เอาใจใส่ ให้การช่วยเหลือสนับสนุนในฐานะเป็นสมาชิกคนหนึ่งของโรงเรียน ไม่มีการแบ่งแยก นักเรียน มีส่วนร่วมในการเป็นสมาชิกของโรงเรียนและกิจกรรมต่างๆ ในโรงเรียนอย่างเต็มที่ การออกแบบการสอน และการช่วยเหลือสนับสนุนนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษในบริบทของการจัดการศึกษาทั่วไป เด็กทุกคนจะได้รับการศึกษาที่เหมาะสมกับระดับความสามารถด้วยการสนับสนุนด้านการสอนที่แตกต่างกัน และได้เรียนไปกับเพื่อนในสภาพแวดล้อมเดียวกัน


17 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ความหมายของการเรียนร่วมและการเรียนรวม การเรียนร่วม ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Mainstreaming (บางทีจะเรียกว่าการเรียนร่วมเต็มเวลา) หมายถึง การส่งเด็กที่มีความต้องการพิเศษเข้าไปเรียนในชั้นปกติและมีความคาดหมายว่าเด็กที่ส่งเข้าไป เรียนจะต้องสามารถบรรลุเป้าหมายทางการศึกษาเช่นเดียวกับเด็กปกตินั่นคือเด็กจะต้องเรียนได้ในหลักสูตร เดียวกันกับเด็กปกติและมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนอยู่ในมาตรฐานเดียวกันกับเด็กอื่นๆ ส่วนการเรียนรวม ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Inclusive (บางทีก็เรียก Inclusion เพียงคำ เดียว) หมายถึง การให้การศึกษาเพื่อให้ผู้เรียนบรรลุศักยภาพสูงสุดตามความเหมาะสมของแต่ละคนในโรงเรียน เดียวกันกับเด็กปกติและเป็นโรงเรียนในชุมชนใกล้บ้านของเด็ก เป็นการนำความช่วยเหลือ สนับสนุนเข้า มายังโรงเรียนหรือห้องเรียน (แทนการส่งเด็กเข้าไปรับบริการ) และให้นักเรียนได้รับประโยชน์จากการให้ บริการทางการศึกษา (แต่ไม่ใช่เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่โรงเรียนกำ หนด (WEAC, 2007 อ้างถึงใน ผดุง อารยะวิญญูและคณะ, 2551) 1.3 ปรัชญาของการเรียนรวม การเรียนรวมเป็นการจัดการศึกษาที่นักการศึกษาเชื่อว่า เด็กทุกคนมีความเท่าเทียมกัน ทุกคน ควรได้รับการปฏิบัติอย่างเท่าเทียมกัน การจัดการเรียนรวมมีปรัชญา ดังนี้(ผดุง อารยะวิญญูและวาสนา เลิศศิลป์, 2550: 6-7) 1) โอกาสที่เท่าเทียมกัน (Equal Opportunity) บุคคลทุกคนควรได้รับโอกาส ทางการศึกษา อย่างเท่าเทียมกัน ไม่ว่าบุคคลนั้นจะมีความบกพร่อง มีพื้นฐานทางเศรษฐกิจและสังคมอยู่ในระดับใดก็ตาม 2) ความหลากหลาย(Diversity) ในมวลหมู่มนุษย์ทั้งปวงย่อมมีความแตกต่างอย่างหลากหลาย จะให้มนุษย์เหมือนกันทุกคนไม่ได้การให้การศึกษาจึงต้องยอมรับในความแตกต่างในหมู่ชน การศึกษาที่ให้ จะต้องแตกต่างกันแต่ทุกคนจะต้องเคารพในความหลากหลาย 3) ทุกคนมีความปกติอยู่ในตัว (Normalization) และต้องยอมรับในความปกตินั้นในประเด็น นี้หมายถึง มนุษย์ทุกคนอยากมีความปกติเหมือนกับคนอื่น ไม่มีใครอยากผิดปกติดังนั้นทุกคนจึงควรได้รับ การศึกษาไปพร้อมๆ กับผู้อื่นโดยไม่มีการแบ่งแยก 4) สังคมที่มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม (Multicultural Society) ในแต่ละสังคมย่อมมี ความหลากหลายทางวัฒนธรรม คนในสังคมต้องยอมรับในความหลากหลายนั้น การให้การศึกษา จึงต้อง คำ นึงถึงความหลากหลายของคนหลายวัฒนธรรมในสังคมนั้นๆ


18 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 5) ศักยภาพของบุคคล (Potential) มนุษย์ทุกคนไม่ว่าจะเป็นคนอย่างไรก็ตามย่อมมีศักยภาพ ทั้งนั้น เพียงแต่มีศักยภาพไม่เท่ากัน ดังนั้นการให้การศึกษาต้องให้จนบรรลุศักยภาพของแต่ละคน ไม่ใช่ให้การ ศึกษาในปริมาณที่เท่ากัน คุณภาพเท่ากันซึ่งไม่สอดคล้องกับศักยภาพของแต่ละคน 6) มนุษยนิยม (Humanism) มนุษย์ทุกคนมีคุณค่าและมีศักดิ์ศรีคนในสังคมควรมีความเข้าใจ กันเพื่อให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ 7) การเป็นสังคม (Socialization) มนุษย์เป็นสัตว์สังคม เราไม่สามารถแยกมนุษย์ออกจากกันได้ เพราะธรรมชาติของมนุษย์ต้องใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน ช่วยเหลือพึ่งพากัน การให้การศึกษาโดยการแบ่งแยก จึงไม่สอดคล้องกับความเป็นมนุษย์ 8) ความเป็นส่วนบุคคล (Individualization) บุคคลแต่ละคนจะมีลักษณะเฉพาะที่ไม่เหมือนผู้ อื่น ดังนั้นในการจัดการศึกษาควรคำ นึงถึงความต้องการเฉพาะของแต่ละบุคคล 9) การพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน (Dependency) มนุษย์มีการพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันการ จัดการเรียนรวมทำ ให้เกิดการช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน 10) สภาวะแวดล้อมที่มีข้อจำกัดน้อยที่สุด(LeastRestrictiveEnvironment)การให้การศึกษา จะต้องให้ในสภาวะที่เด็กเรียนได้และจะต้องนำ เขากลับสู่สังคมปกติโดยเร็วที่สุด จากปรัชญาการเรียนรวม 10 ประการที่กล่าวข้างต้นสอดคล้องกับปรัชญาการเรียนรวมของนักการ ศึกษาในประเด็นต่างๆ ดังนี้ 1) การเรียนรวมจัดขึ้นบนฐานความเชื่อที่ว่าบุคคลสามารถอยู่กับผู้อื่นได้ถึงแม้ว่าจะมีความแตก ต่างด้านเชื้อชาติศาสนา ความต้องการ ความบกพร่อง ดังนั้นนักเรียนทุกคน จึงสามารถเรียนรู้และเติบโต ขึ้นในสิ่งแวดล้อมเดียวกัน 2) การเรียนรวมเป็นการจัดการศึกษาให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยกันในโรงเรียน เรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตอยู่ ด้วยกัน ร่วมมือกันทำ งานและรับผิดชอบ 3) การเรียนรวมเป็นการจัดการศึกษาที่มีประโยชน์ต่อเด็กที่มีความบกพร่องให้มีโอกาส ได้เรียน ในห้องเรียนเดียวกันกับเด็กทั่วไป สรุปได้ว่า ปรัชญาการเรียนรวมได้เน้นความสำ คัญของการจัดการศึกษาบนความเท่าเทียม ความหลากหลาย การใช้ชีวิตด้วยการพึ่งพาอาศัยกัน เรียนด้วยกันโดยไม่มีการแบ่งแยก ซึ่งนับว่าเป็นการ จัดการศึกษาที่สอดคล้องกับสภาพชีวิตจริงที่มนุษย์ต้องใช้ชีวิตกับผู้อื่นในสังคมที่มีความแตกต่างหลากหลาย


19 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 1.4 แนวคิดและทฤษฎีในการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม แนวคิดในการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม มีหลักการ ดังนี้(ผดุง อารยะวิญญูและคณะ: 25) 1) ความยุติธรรมในสังคม (social justice) เด็กที่มีความต้องการพิเศษเป็นส่วนหนึ่งของสังคม เมื่อเด็กทั่วไปทุกคนได้รับการศึกษาใน โรงเรียนทั่วไป เด็กที่มีความต้องการพิเศษควรได้รับการศึกษาในโรงเรียนทั่วไปด้วย หากกีดกันไม่ให้เด็กที่มี ความต้องการพิเศษเข้าเรียนในโรงเรียนทั่วไป แสดงถึงความไม่ยุติธรรมในสังคม ที่ใดไม่มีความยุติธรรมที่นั่น จะเกิดความสับสนวุ่นวายตามมาในภายหลัง นักการศึกษาจำ นวนมากเชื่อว่า ความยุติธรรมในสังคมจะนำ มาซึ่งความสงบสุขในสังคมนั้น มีความสัมพันธ์กับความต้องการทางสังคมของเด็ก กล่าวคือ เด็กทุกคนรวมทั้งเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ต้องการความรัก ต้องการความเข้าใจ ต้องการการยอมรับ ต้องการมีบทบาท และการมีส่วนร่วมในสังคม เพราะมนุษย์ทุกคนล้วนเป็นสัตว์สังคมทั้งสิ้น การศึกษาพิเศษ ในอดีตที่ผ่านมามุ่งเน้นความแตกต่างมากกว่า มุ่งเน้นความเหมือน มุ่งเน้นจุดอ่อนหรือความไม่สามารถของเด็กแทนที่จะเน้นความสามารถซึ่งเด็กที่มีความ ต้องการพิเศษมีความสามารถมากมายดังนั้นแนวการจัดการศึกษาพิเศษจึงมุ่งเน้นความสามารถของเด็กและ การยอมรับของสังคม 2) การคืนสู่สภาวะปกติ (normalization) ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา มีความเคลื่อนไหวในการจัดการศึกษาพิเศษในลักษณะ ที่เป็นการคืนสู่ สภาวะปกติซึ่งหมายถึงการจัดสภาพการณ์ใดๆเพื่อให้ผู้ที่พิการหรือมีความบกพร่องทางด้านต่างๆสามารถ ได้รับบริการเช่นเดียวกับคนปกติเช่น ในด้านที่อยู่อาศัย ในอดีตคนพิการมักถูกส่งเข้าไปอยู่รวมกันในสถาน สงเคราะห์ต่อมามีการสร้างบ้านสำ หรับคนพิการขึ้นในชุมชน เพื่อให้เขาดำรงชีพอยู่ในสังคม และเป็นส่วนหนึ่ง ของสังคม การสร้างสถานสงเคราะห์คนพิการในรูปแบบต่างๆ จึงลดลงและหันมาให้บริการแก่ผู้บกพร่อง ในลักษณะดังกล่าวแทน ผู้ที่มีความบกพร่องอาจมีส่วนร่วมในกิจกรรมกีฬา ดนตรีศิลปะ วัฒนธรรมต่างๆ เช่นเดียวกับคนทั่วไปความเคลื่อนไหวนี้มีขึ้นในระบบการศึกษาเช่นเดียวกัน มีการหยุดขยายงานโรงเรียนเฉพาะ หรือโรงเรียนพิเศษ เช่น โรงเรียนโสตศึกษาโรงเรียนสอนคนตาบอดแต่หันมาส่งเสริมให้เด็กได้เรียนในโรงเรียน ปกติเด็กที่อยู่ในโรงเรียนเฉพาะทั้งหลายก็ถูกส่งกลับบ้านเพื่อให้เข้าเรียนในโรงเรียนใกล้บ้าน โรงเรียนพิเศษ เป็นจำ นวนมากจึงถูกปิดลง 3) สภาพแวดล้อมที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด (least restrictive environment) แนวคิดสำคัญประการหนึ่งในการจัดการศึกษาพิเศษก็คือการจัดให้เด็กเรียน ในสภาพแวดล้อมที่ มีขีดจำกัดน้อยที่สุดจึงจะเป็นผลดีกับเด็กมากที่สุดโดยเด็กจะได้รับผลประโยชน์มากที่สุดโรงเรียนเฉพาะความ พิการ เช่น โรงเรียนโสตศึกษา โรงเรียนศึกษาพิเศษ หรือโรงเรียนเฉพาะความพิการ รวมถึงชั้นเรียนพิเศษ


20 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) จัดอยู่ในสภาวะแวดล้อมที่มีข้อจำกัดเนื่องจากเด็กต้องถูกจำกัดให้อยู่ในโรงเรียนเฉพาะความพิการไม่สามารถ เรียนในโรงเรียนทั่วไปได้โรงเรียนเรียนรวม เป็นโรงเรียนที่เปิดโอกาสให้กับทุกคน รวมทั้งเด็กที่มีความต้องการ พิเศษด้วยเปิดโอกาสให้ครูได้เข้าใจเด็กว่าในโลกนี้ยังมีเด็กประเภทนี้อยู่ในโลกอยู่ร่วมสังคมกับเรา เขาเป็น ส่วนหนึ่งของสังคม ไม่ยอมรับเด็กเหล่านี้ต่อไปไม่ได้อีกแล้วครูและผู้ปกครองควรจะยอมรับว่ามนุษย์เรานั้นมี ความหลากหลายและความหลากหลายคือ ความเป็นมนุษย์และความเป็นสังคมของมนุษย์ด้วย ความเข้าใจ อันนี้เป็นความเข้าใจพื้นฐานที่จะทำ ให้การเรียนรวมประสบผลสำ เร็จที่จะให้คนในสังคมอยู่รวมกันได้การ เลือกว่าจะเข้าเรียนรวมในโรงเรียนทั่วไปหรือในโรงเรียนเฉพาะความพิการควรเป็นการตัดสินใจร่วมกันของ เด็กผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา เพราะอาจมีบางรายที่จำ เป็นต้องเรียน ในโรงเรียนเฉพาะความ พิการก็ได้หากสภาพแวดล้อมดังกล่าวเป็นประโยชน์ต่อเด็กมากกว่าโรงเรียนทั่วไป นโยบายทางการศึกษาพิเศษของประเทศที่เจริญแล้วไม่ว่าจะเป็นประเทศในทวีปอเมริกาเหนือ ยุโรป ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ หรือญี่ปุ่น ต่างดำ เนินไปในลักษณะนี้ทั้งสิ้น นั่นคือ ให้เด็กที่มีความต้องการ พิเศษได้มีโอกาสเรียนรู้ในสภาพแวดล้อมที่มีขีดจำกัดน้อยที่สุด คือได้เรียนรวมในชั้นเรียนของโรงเรียนทั่วไป 4) การเรียนรู้ (learning) เด็กทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กทั่วไป หรือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ก็ตาม ในอดีตที่ผ่านมา หลายคนเชื่อว่าเด็กปัญญาอ่อนไม่สามารถเรียนหนังสือได้แต่ต่อมามีการพิสูจน์ว่าเด็ก ปัญญาอ่อนสามารถเรียนหนังสือได้ที่เห็นเด่นชัดก็คือเด็กปัญญาอ่อนประเภทสามารถเรียนได้(educable mentally retarded children) สามารถเรียนหนังสือได้อาจเรียนสำ เร็จในชั้นประถมศึกษาหรือในระดับ ชั้นที่สูงกว่า หากเด็กมีความพร้อม และได้รับการสนับสนุนอย่างถูกต้อง เด็กปัญญาอ่อนที่มีระดับสติปัญญา ต่ ำมาก แม้จะไม่สามารถเรียนหนังสือได้เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป แต่เขาก็สามารถเรียนรู้ได้ อย่างไรก็ตาม การเรียนรู้ได้ดีกับการเรียนเก่งนั้นแตกต่างกัน เด็กที่เรียนเก่งอาจเก่งในเนื้อหาวิชา บางคนอาจจะเก่งจึงทำข้อสอบได้ดีจึงทำ ให้เด็กได้คะแนนดีและได้รับการยกย่องว่าเป็นเด็กเรียนเก่งแต่ใน ขณะนี้หลักสูตรเปลี่ยนไป วิธีวัดผลเปลี่ยนไป การจัดการเรียนการสอนเปลี่ยนไปจากเดิมทำ ให้ความเก่งของ เด็กได้รับการประเมินในแนวที่แตกต่างไปด้วยเด็กที่มีความต้องการพิเศษหลายคนอาจเป็นเด็กเรียนเก่ง หลายคน อาจเรียนรู้ได้ดีแต่การเรียนการสอนจะต้องจัดให้สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของเด็ก ให้สอดคล้องกับ ระดับความสามารถของแต่ละคน การสอนให้จำอย่างเดียว ไม่ถือว่าเป็นการสอนที่ดีและไม่เป็นการส่งเสริม การเรียนรู้ที่ดีเพราะเด็กที่เรียนรู้ได้ดีในเนื้อหาวิชาอาจไม่ประสบความสำ เร็จชีวิตการงานก็ได้การเรียนรู้ ที่ดีอาจพิจารณาได้จากการที่เด็กมีความพึงพอใจในการเรียน มีความพึงพอใจในงานที่ตนเองทำ ซึ่ง ความพึงพอใจอาจแตกต่างกันไป ในแต่ละคน ดังนั้นโรงเรียนที่จะจัดการศึกษาแบบเรียนรวมได้ดีส่งเสริม การเรียนรู้ได้ดีควรปรับกระบวนการเสียใหม่ตั้งแต่ปรัชญาการศึกษา หลักสูตรการเรียนการสอนและ การประเมินผลให้สอดคล้องกับลักษณะการเรียนรู้ของเด็ก


21 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) สรุปแนวคิดการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม คือ 1. ความยุติธรรมในสังคม ทุกคนมีสิทธิขั้นพื้นฐานในการได้รับการศึกษา 2. การเรียนรู้ทุกคนสามารถเรียนรู้ได้ไม่ว่าเด็กคนนั้นจะเป็นเด็กทั่วไปหรือเด็กที่มีความต้องการ จำ เป็นพิเศษ 3. การจัดการศึกษาเพื่อปวงชน (Education for all) การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมเป็นการ ขจัดการแบ่งแยกทางสังคม ส่งเสริมการดำ รงชีวิตร่วมกัน ดังนั้น การศึกษาแบบเรียนรวม จึงเป็นวิธีการหรือ เครื่องมือ เพื่อบรรลุการจัดการศึกษาเพื่อปวงชน 4. เด็กเป็นผู้เลือกโรงเรียนไม่ใช่โรงเรียนเลือกเด็ก โรงเรียนและครูจะต้องปรับภาพแวดล้อม หลักสูตรการประเมินผลเพื่อสนองความต้องการพิเศษของนักเรียนแต่ละคน และจัดบริการพิเศษตามความ ต้องการของแต่ละบุคคล ทฤษฎีเกี่ยวกับการเรียนรวม การเรียนรวมมีทฤษฎีที่พัฒนาขึ้นเพื่ออธิบายเป็นแนวทางในการนำ ไปใช้ในการจัดการเรียนรวม ให้เหมาะสมกับเด็กและสภาพการณ์ต่างๆ เพื่อให้การเรียนรวมบรรลุเป้าหมาย ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ การเรียนรวม ได้แก่ ทฤษฎีรับเบอร์แบนด์ (The Rubber-Band Theory) ซึ่งพัฒนาจากแนวคิดของ อิชวาร์ เดชาย (Ishwar Desai, 2007 อ้างถึงใน กิ่งเพชร ส่งเสริม, 2552) ทฤษฎีนี้เน้นการช่วยเหลือ (Accommodation) การปรับเปลี่ยน (Modification) และการดัดแปลง (Adaptation)เพื่อนำ ไปสู่การจัด หลักสูตรและการสอนเด็กที่มีความสามารถแตกต่างกันแต่เรียนไปด้วยกันตามระบบของการเรียนรวม ซึ่งมี รายละเอียดดังนี้ 1. การช่วยเหลือ (Accommodation) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่กระทำต่อสิ่งแวดล้อม ในห้องเรียน เพื่อที่จะสอนนักเรียนที่มีทักษะและความสามารถที่แตกต่างกันในห้องเรียนเดียวกัน เป็นการ ช่วยเหลือนักเรียนให้สามารถเข้าถึงห้องเรียนหรือหลักสูตรปกติเป็นการช่วยเหลือเด็กที่มีความต้องการ พิเศษให้มีความสามารถเข้าร่วมโปรแกรมการศึกษาในระดับปกติได้ทำ งานหรือเรียนในระดับที่ใกล้เคียงกับ ระดับปกติมากขึ้นได้ดีกว่าไม่ได้รับการช่วยเหลือใดๆเมื่อทำการช่วยเหลือแต่ยังคงใช้เกณฑ์มาตรฐานของผล สัมฤทธิ์ทางการเรียนไว้เหมือนเดิม การช่วยเหลือแบบนี้ไม่ได้ลดระดับความยากหรือลดความคาดหวังต่อผล สัมฤทธิ์ของนักเรียนลง ถึงแม้อาจมีการเปลี่ยนแปลงวัสดุอุปกรณ์การสอนที่ใช้อุปกรณ์ที่ใช้ทดสอบหรือแม้ กระทั่งสิ่งแวดล้อมทางการเรียนการสอน ยกตัวอย่างเช่น เด็กคนหนึ่งเป็นเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียน รู้อาจไม่สามารถอ่านหนังสือที่ครูมอบหมายให้อ่านได้แต่การช่วยเหลือเพิ่มเติมช่วยให้นักเรียนสามารถเรียน รู้เนื้อหานั้นได้จากการฟังเทป เมื่อนักเรียนฟังเรื่องราวนั้นแล้วเขาจะต้องได้ทำ งานที่ถูกมอบหมายและได้รับ การทดสอบเหมือนคนอื่นๆการช่วยเหลือได้แก่การจัดสถานที่ที่สงบในการเรียนหรือการทดสอบ การได้รับ


22 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ความช่วยเหลือจากครูบางเวลาหรือเต็มเวลาการได้รับอนุญาตให้พักได้บ้างการได้รับอนุญาตในการใช้เวลา ในการทดสอบมากกว่าเด็กอื่น การจัดที่นั่งให้นักเรียนนั่งใกล้กระดานดำ การอนุญาตให้นักเรียนใช้เครื่องคิดเลข แทนการคิดเองหรือนับนิ้ว การช่วยเหลือในห้องเรียน เป็นการให้การช่วยเหลือในด้านต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับ รายละเอียดของการจัดการเรียนการสอนเพื่อให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายของการเรียนรู้ซึ่งมีรายละเอียดของ การช่วยเหลือ ดังนี้ 1.1 การช่วยเหลือในด้านเวลา ได้แก่ การปรับเปลี่ยนเวลาให้ยืดหยุ่นเหมาะสมกับกิจกรรม การปรับความยาวของเวลาในการทำ งาน การให้เวลาพักในระหว่างการทำ งาน คำ นึงถึงช่วงความสนใจของ เด็กการให้เวลาในการทำ งานมากขึ้นเพื่อให้เด็กทำ งานได้สำ เร็จการให้เวลานักเรียนอย่างเพียงพอในการใช้ ห้องน้ำ ระหว่างเวลาเรียน การพูดคุยกับนักเรียนบ่อยๆ เพื่อเป็นการตรวจสอบความเข้าใจ 1.2 การช่วยเหลือด้านสถานที่ ได้แก่ การจัดสถานที่ให้ทำ งานเป็นกลุ่มเล็กๆ การจัดสถานที่ ให้ทำ งานในมุมเล็กๆ ที่สงบ การกำ หนดบริเวณที่เด็กจะเรียนหนังสือหรือทำ งานส่วนตัว การนำสิ่งที่เรียนรู้ ไปเชื่อมโยงกับชีวิตในบ้านของนักเรียนการจัดที่นั่งให้นั่งแถวหน้า และอยู่ใกล้ครูการจัดที่นั่ง ให้เด็กได้นั่ง ใกล้ผู้ใหญ่ที่เป็นครูพี่เลี้ยง 1.3 การช่วยเหลือด้านอุปกรณ์ ได้แก่ การจัดหาเครื่องมือบันทึกเสียงให้การจัดหาเครื่อง คิดเลขให้การจัดหาเครื่องคอมพิวเตอร์ให้การใช้วีดิโอหรือภาพยนตร์การจัดให้เด็กคัดลอกจากสมุดของ ครูหรือเพื่อน 1.4 การช่วยเหลือด้านการตอบสนอง ได้แก่ การให้เด็กทำ เครื่องหมายคำตอบลงในข้อสอบ ได้เลยโดยไม่ต้องแยกทำ ในกระดาษคำตอบ การให้รายงานเป็นการตอบปากเปล่าแทนการเขียนการอนุญาต ให้ใช้เวลาในการตอบมากขึ้น การตอบสนองเพียงเล็กน้อยเพื่อแสดงให้เห็นว่าเด็กมีผลสัมฤทธิ์การอนุญาตให้ ใช้การตอบโดยการบันทึกเทป การจัดหาคนช่วยเขียนในการเขียนคำตอบ 1.5 การช่วยเหลือด้านเนื้อหาสาระ ได้แก่ การใช้คำ ง่ายๆ ไม่ซับซ้อน การแจกใบกิจกรรม หรือใบความรู้ครั้งละแผ่น การลดระดับของการอ่าน การย่อยงานให้เป็นส่วนเล็กๆ การลดปริมาณของ การบ้านลง 1.6 การช่วยเหลือด้านการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ การยกตัวอย่างที่เป็นรูปภาพการลด ความคิดรวบยอดลงในการสอนแต่ละครั้งการสอนคำศัพท์ก่อนสอนเนื้อเรื่องการบอกนักเรียนให้ทราบความ คาดหวังของการเรียน การทบทวนสิ่งที่ได้เรียนไปแล้วก่อนที่จะสอนเรื่องใหม่ 1.7 การช่วยเหลือด้านการทำ ข้อสอบ ได้แก่ การอนุญาตให้สอบแบบเปิดตำ รา การอนุญาต ให้สอบแบบปากเปล่าการอนุญาตให้สอบแบบเอากลับไปทำ ที่บ้าน การใช้คำถามแบบปรนัยเพิ่มขึ้นและลด คำถามแบบอัตนัย การอนุญาตให้ตอบด้วยการอัดเทปในเครื่องบันทึกเสียง


23 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 1.8 การช่วยเหลือด้านการจัดระบบการเรียน ได้แก่ การมอบหมายให้มีเพื่อนคู่หูในการช่วย ทำการบ้าน การให้เด็กมีหนังสืออีกชุดหนึ่งที่บ้าน การส่งรายงานความก้าวหน้า ให้ผู้ปกครองทราบทุกวัน หรือทุกสัปดาห์การให้นักเรียนมีสมุดจดการบ้านที่ได้รับมอบหมายในแต่ละวัน การจัดแฟ้ม ให้นักเรียนเก็บ ผลงานเมื่อทำ เสร็จแล้ว 1.9 การช่วยเหลือด้านพฤติกรรม ได้แก่ การจัดตารางกิจวัตรประจำ วันในชั้นเรียนการจัด เตรียมเด็กเมื่อทำกิจกรรมไม่เป็นไปตามกิจวัตรประจำวัน การมีกฎระเบียบของชั้นเรียนชัดเจนและเข้าใจง่าย การพยายามให้มีการปฏิบัติตามกฎของชั้นเรียน การอนุญาตให้มีการพักระหว่างการทำ งาน ที่มอบหมาย การกำ หนดให้มีเวลาลุกออกจากที่เพื่อทำ งานที่ถูกมอบหมาย การทำ พันธะสัญญากับนักเรียน การใช้ อวัจนภาษาเพื่อบอกพฤติกรรมที่พึงประสงค์การให้มีความรับผิดชอบของทั้งกลุ่มและบุคคล การจัดทำ แผนภูมิแสดงความสามารถของนักเรียน 1.10 การช่วยเหลือด้านการใช้กลุ่มเพื่อนหรือเพื่อนช่วยสอน ได้แก่ การใช้ประโยชน์จาก กลุ่มการเรียนรู้แบบร่วมมือ การใช้ประโยชน์จากการช่วยเหลือจากเพื่อน การใช้ประโยชน์จากการใช้เพื่อน ช่วยสอน การใช้เพื่อนจดตามคำ บอกของนักเรียน การใช้เพื่อนเป็นตัวแบบในการแสดงพฤติกรรมที่เหมาะสม การมอบหมายให้เพื่อนคู่หูช่วยทำการบ้าน 1.11 การช่วยเหลือด้านการประเมินผล ได้แก่ การใช้ประโยชน์จากการประเมินตนเอง การใช้ ประโยชน์จากการประเมินจากเพื่อน การใช้คะแนนรายบุคคลโดยไม่อิง กับกลุ่ม 2. การปรับเปลี่ยน (Modification) หมายถึงการเปลี่ยนแปลงที่ระดับความยากง่ายและปริมาณ เนื้อหาที่เด็กต้องเรียนรู้รวมถึงการปรับเปลี่ยนวิธีการนำ เสนอเนื้อหาและลักษณะการทดสอบการปรับเปลี่ยน จะสร้างมาตรฐานที่แตกต่างกันเพื่อ ให้เข้ากับเด็กที่มีความบกพร่องและการปรับเปลี่ยนนี้มักกำ หนดไว้ใน แผนการศึกษาเฉพาะบุคคลด้วย ตัวอย่างของการปรับเปลี่ยน ได้แก่ ครูลดจำ นวนคำศัพท์ลงสำ หรับเด็กที่มี ความบกพร่อง เมื่อทำการทดสอบการสะกดคำ หรือสำ หรับ เด็กที่มีความบกพร่องด้านการคำ นวณ ครูควร ปรับเปลี่ยนเนื้อหาเรื่องเศษส่วนและร้อยละที่สอนนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นคณิตศาสตร์พื้นฐาน เช่น การบวกและการลบแทน เป็นต้น 3. การดัดแปลง (Adaptation) หมายถึง การเปลี่ยนแปลงภาระงานของนักเรียน รวมถึง การ เปลี่ยนแปลงเนื้อหา วิธีการสอนและสื่อวัสดุอุปกรณ์กระบวนการประเมินผลหรือสิ่งแวดล้อมทางกายภาพ การดัดแปลงเกี่ยวข้องกับการใช้เนื้อหาของหลักสูตรและปรับให้เหมาะสมกับความต้องการของเด็กที่ แตกต่างกัน การดัดแปลงอาจนำ มาใช้เมื่อจำ เป็น และอาจลดลงเมื่อนักเรียนมีทักษะเพิ่มขึ้น ตัวอย่างของการ ดัดแปลง เช่น การสอนนักเรียนให้ใช้เครื่องคิดเลขในการแก้โจทย์เลขง่ายๆ หรือในการซื้อของการปรับบทเรียน ให้เหมาะสมกับระดับความสามารถของเด็ก โดยการให้ฟังเทปมากกว่าการอ่านจากหนังสือ การสะกดคำ ที่ ง่ายกว่าและจำ นวนน้อยกว่าที่เพื่อนเรียน ให้นักเรียนใช้ทักษะที่แตกต่างไปจากเพื่อน เช่น การจำชื่อเพื่อน และรู้จักส่งงานแทนการเขียน เป็นต้น การดัดแปลงมี8 ประเภท ได้แก่


24 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 3.1 การดัดแปลงด้านขนาด (Size) เป็นการปรับจำ นวนเรื่องที่นักเรียนจะต้องเรียนหรือต้อง ทำ ให้สำ เร็จ เช่น การลดจำ นวนคำศัพท์ที่นักเรียนต้องเรียนในแต่ละครั้งให้น้อยลง เป็นต้น นอกจากนี้มีการ ปรับความยาวหรือสัดส่วนของการงานที่ครูมอบหมายให้ทำ เช่น ลดความยาวของรายงาน ลดจำ นวนข้อของ โจทย์ปัญหาให้น้อยลง 3.2 การดัดแปลงด้านตัวป้อน (Input) เป็นการปรับวิธีการสอนเพื่อผู้เรียน เช่น การใช้เครื่อง ช่วยในการมองเห็น การยกตัวอย่างเป็นรูปภาพ การจัดกิจกรรมด้วยการลงมือกระทำ การจัดให้เด็กเข้ากลุ่ม ทำ งานร่วมกัน เป็นต้น นอกจากนี้มีการปรับกลยุทธ์การสอนเพื่อให้เอื้อต่อการเรียนรู้เช่น การใช้วีดีทัศน์การ ใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์การไปทัศนศึกษานอกสถานที่ เป็นต้น 3.3 การดัดแปลงด้านระดับของการมีส่วนร่วม (Degree of Participation) เป็นการปรับเพื่อ ทำ ให้เด็กได้เข้าไปมีส่วนร่วมในการทำ งาน เช่น ในวิชาภูมิศาสตร์ครูอาจให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ เป็นผู้ถือลูกโลกจำลองและให้นักเรียนคนอื่นออกมาชี้ตำแหน่งที่ตั้งของประเทศต่างๆ ในการเล่นละครหรือ บทบาทสมมติครูอาจให้นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษมีส่วนร่วม ด้วยการเล่นบทง่ายๆเป็นการเคลื่อนไหว ทางร่างกายมากกว่าการพูดที่ต้องท่องบทยาวๆ เป็นต้น 3.4 ดัดแปลงด้านเวลา (Time) เป็นการปรับเวลาที่มีอยู่ให้เหมาะกับงานหรือการทดสอบอย่าง ยืดหยุ่น เช่น จัดระยะเวลาในการทำ งานหรือโครงงานให้เหมาะสมกับนักเรียนแต่ละคน การเพิ่มหรือลดเวลา ให้เหมาะกับนักเรียนบางคน การให้เวลาสำ หรับการสอบมากขึ้น 3.5 การดัดแปลงด้านความยากง่าย (Difficulty) เป็นการปรับระดับของทักษะความคิด รวบยอด ประเภทของโจทย์ขั้นตอนที่เกี่ยวเนื่องกับการเรียนรู้หรือกฎเกณฑ์การทำ งานของผู้เรียน เช่น การอนุญาตให้ใช้เครื่องคิดเลขในการคำ นวณโจทย์เลข ปรับคำสั่งในการทำ งานให้เข้าใจง่ายจัดระดับของงาน ที่ให้นักเรียนบรรลุเป้าหมายเหมือนกันแต่มีระดับความเป็นรูปธรรมและความซับซ้อนแตกต่างกัน 3.6 การดัดแปลงด้านเป้าหมาย (Modified Goals) เป็นการปรับเป้าหมายหรือความคาดหวัง ต่อผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้นในบริบทของหลักสูตรการศึกษาทั่วไป โดยใช้วัสดุอุปกรณ์ชุดเดิม เช่น ในวิชาสังคมศึกษา ครูอาจคาดหวังเพียงนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษชี้ตำแหน่งของจังหวัดต่างๆ ในขณะที่เด็กคนอื่นจะต้อง รู้ทั้งตำแหน่งและเมืองหลวงหรือสถานที่สำคัญๆ ด้วย ส่วนในกิจกรรมด้านการเขียนครูอาจคาดหวังเพียงให้ นักเรียนที่มีความต้องการพิเศษเขียนตัวอักษรหรือลอกคำศัพท์มากกว่าที่จะแต่งประโยคหรือเขียนบรรยาย เป็นต้น 3.7 การดัดแปลงด้านระดับความช่วยเหลือ (Level of Support) เป็นการปรับโดยการเพิ่ม ปริมาณความช่วยเหลือเด็กแต่ละคน เช่น การจัดให้มีเพื่อนคู่หูครูพี่เลี้ยง เพื่อนช่วยสอน การเข้ากลุ่มทำ งาน แบบร่วมมือกัน เป็นต้น


25 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 3.8 การดัดแปลงด้านผลลัพธ์ (Output) เป็นการปรับการตอบสนองต่อการสอนของนักเรียน ปรับวิธีให้ผู้เรียนสามารถแสดงความเข้าใจหรือความรู้ได้เช่น การตอบปากเปล่าแทนการเขียน การแสดง ความรู้โดยการลงมือทำ การเล่านิทาน การออกแบบแผ่นพับ การแสดงการทดลอง เป็นต้น จากทฤษฎีที่อธิบายข้างต้น สรุปได้ว่า การช่วยเหลือ การปรับเปลี่ยนและการดัดแปลงเป็น วิธีการที่แสดงให้เห็นถึงการช่วยให้นักเรียนทุกคนในชั้นเรียนสามารถเรียนรู้ด้วยกันได้ถึงแม้ว่าจะมีความ สามารถที่แตกต่างหลากหลายดังที่แสดงในภาพประกอบ ภาพประกอบ การช่วยเหลือและการปรับเปลี่ยนให้เหมาะสม กับนักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกัน ที่มา: Desai, l. (2007). Inclusive Education.p.17 จากภาพประกอบ แสดงตัวอย่างระดับการช่วยเหลือนักเรียนที่มีความสามารถแตกต่างกันใน ตัวอย่างมีนักเรียนสี่คน โดยที่นักเรียนคนที่หนึ่งเรียนได้ถึงเกณฑ์มาตรฐานปกติจึงไม่ต้องมีการปรับอะไร สำ หรับนักเรียนคนที่สอง เป็นคนที่มีความสามารถสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน ดังนั้น การจัดการเรียนการสอนจึง ต้องมีการปรับให้สอดคล้องกับความสามารถของเขา เช่น การสอนแบบเพิ่มพูนความรู้การใช้ทักษะการคิด ระดับสูง เป็นต้น นักเรียนคนที่สามเป็นเด็กที่มีความต้องการพิเศษต้องมีการช่วยเหลือ(Accommodation) เพื่อให้สามารถบรรลุเกณฑ์โดยปรับให้สอดคล้องกับสภาพปัญหาของเด็กกล่าวคือเนื้อหาที่สอนไม่ได้ลดลง แต่มีการปรับเวลาและวิธีการสอนเพื่อช่วยให้เด็กเรียนได้ส่วนนักเรียนคนที่สี่เป็นเด็กที่มีความบกพร่องมาก ไม่สามารถเรียนได้ถึงเกณฑ์จึงต้องมีการปรับเปลี่ยน (Modifications) ซึ่งเป็นการปรับเปลี่ยนค่อนข้างมาก ทั้งวิธีสอน สื่อวัสดุอุปกรณ์การเพิ่มเวลา และ การย่อยงาน เกณฑ์มาตรฐาน การช่วยเหลือ เกณฑ์มาตรฐาน การปรับเปลี่ยน นักเรียน


26 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) สรุปได้ว่าทฤษฎีรับเบอร์แบนด์ เป็นทฤษฎีที่อธิบายถึงแนวทางในการปรับปรุงการช่วยเหลือ ด้วยวิธีการต่างๆที่สามารถปรับยืดหยุ่นได้เหมือนยางยืด เพื่อให้สอดคล้องกับเด็กที่มีความแตกต่าง หลากหลายในห้องเรียนโดยเน้นการช่วยเหลือ การปรับเปลี่ยนและการดัดแปลง เนื่องจากนักเรียน ในห้องเรียนหนึ่งๆ อาจมีทั้งเด็กเรียนเก่ง เด็กเรียนตามเกณฑ์ เด็กเรียนอ่อนหรือเด็กที่มีความบกพร่อง นับว่าเป็นทฤษฎีที่สามารถนำ ไปปรับใช้กับการเรียนรวมได้อย่างมีประสิทธิภาพ 1.5 ลักษณะของการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมควรมีลักษณะ ดังนี้ 1. มีปรัชญาที่ชัดเจนในการปรับให้เหมาะกับความแตกต่างของเด็ก ยอมรับว่าเด็กที่มีความ ต้องการพิเศษมีสิทธิเช่นเดียวกับเด็กทั่วไปในชุมชน ท้องถิ่น ผู้บริหารสถานศึกษาต้องให้ความสำคัญในการ สนับสนุนเพื่อให้เป็นไปตามปรัชญานี้ 2. มีการสื่อสารสร้างความรู้ความเข้าใจการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม แก่ผู้เกี่ยวข้องต้อง สื่อสารนโยบายนี้ไปยังพ่อ-แม่ของเด็กที่มีความต้องการพิเศษและผู้เกี่ยวข้อง ตัวอย่างเช่นมีกระบวนการที่มี ประสิทธิภาพในการแนะนำผู้เกี่ยวข้องให้รับผิดชอบเด็กเหล่านี้ 3. มีกระบวนการตรวจสอบติดตามผลที่เกิดขึ้นจากนโยบายและการปฏิบัติทุกๆ ด้านที่เป็นผล กระทบต่อการตัดสินใจในการจัดการโรงเรียน หลักสูตร สถานที่ เวลา และทรัพยากรบุคคล 4. มีทีมงานรับผิดชอบการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม มีผู้เชี่ยวชาญอยู่ในคณะทำ งาน มีการ กำ หนดครูให้เป็นผู้รับผิดชอบที่จะทำ ให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษมีความสุขครูเหล่านี้ควรพัฒนาการสอน และการประเมินการสอนโดยความร่วมมือจากครูทั่วไป และคณะทำ งานที่สนับสนุน 5. มีระบบการติดต่อประสานงานที่มีประสิทธิภาพระหว่างโรงเรียนเครือข่ายเพื่อพัฒนาเด็ก 6. มีการคัดแยกนักเรียนเพื่อที่จะทราบว่ามีเด็กที่มีความต้องการพิเศษประเภทใดบ้าง เพื่อจะได้ จัดการศึกษาได้อย่างเหมาะสม 7. มีการจัดเด็กที่มีความต้องการพิเศษเข้าชั้นเรียนอย่างเหมาะสม โรงเรียนควรจัดให้มีจำ นวน เด็กที่มีความต้องการพิเศษอย่างเหมาะสมกับชั้นเรียน เพื่อให้มั่นใจว่าเด็กที่มีความต้องการพิเศษ ได้กระจาย ไปในชั้นเรียนต่างๆ ในโรงเรียน 8. มีสื่อสิ่งอำ นวยความสะดวกอย่างพอเพียงและสอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษของเด็ก 9. มีการกำ หนดหน้าที่และเครือข่ายระหว่างคณะทำ งานต่างๆ กับคณะทำ งานสนับสนุนช่วย เหลือเด็กที่มีความต้องการพิเศษ (Student Assistance Team : SAT) อย่างชัดเจน 10. การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมต้องเป็น “โรงเรียนที่มีคุณภาพ”จากการศึกษาในเรื่องนี้มีนัก เขียนหลายคน กล่าวว่า โรงเรียนที่มีคุณภาพควรมีลักษณะดังต่อไปนี้


27 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 1) บรรยากาศของโรงเรียนที่สร้างสรรค์ ได้แก่ มีความปลอดภัย มีระเบียบ วินัยและมี สิ่งแวดล้อมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้การเรียนการสอนของครูและนักเรียนเกิดความมั่นใจร่วมกันในความ สามารถในการเรียนรู้ของนักเรียน 2) ภารกิจที่ชัดเจน ได้แก่การกำ หนดการเรียนการสอนและความรับผิดชอบร่วมกันระหว่าง คณะทำ งานเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย วัตถุประสงค์และกระบวนการวัดและประเมินผล 3) ภาวะผู้นำ ที่สร้างสรรค์ ได้แก่ ผู้บริหารมีภาวะผู้นำ มีความรับผิดชอบด้านการสอนและ การสื่อสารเพื่อคุณภาพของโรงเรียน คณะครูพ่อ-แม่และนักเรียน 4) ใช้กระบวนการตัดสินใจแบบประชาธิปไตยได้แก่การมีส่วนร่วมในการตัดสินใจของคณะ ทำ งานและผู้เกี่ยวข้องในโรงเรียน 5) ครูมีความเชื่อต่อการเรียนรวมที่ถูกต้องได้แก่ครูมีความเชื่อร่วมกันว่าเด็กทุกคนสามารถ เรียนรู้ได้และสามารถที่จะได้รับความสำ เร็จในการเรียนตามหลักสูตร 6) ครูสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียนด้วยวิธีที่ไม่แข็งหรืออ่อนเกินไป 7) ครูเป็นต้นแบบที่ดีได้แก่ การตรงต่อเวลา สุภาพ เห็นใจผู้อื่นและปฏิบัติต่อเด็กอย่างให้ เกียรติ 8) มีสิ่งแวดล้อมที่ดีได้แก่ ชั้นเรียนและบริเวณโรงเรียนมีความดึงดูดใจ นักเรียนมีผลงานที่ แสดงในชั้นเรียน 9) นักเรียนมีความกระตือรือร้น ที่ได้รับโอกาสในการมีส่วนร่วมในการถามและตอบคำถาม 10) ครูสังเกตความก้าวหน้าของนักเรียนอยู่เสมอๆ มีข้อมูลความสำ เร็จและความก้าวหน้าที่ วัดได้ด้วยกระบวนการประเมินหลายๆวิธีและแจ้งผลการประเมินให้นักเรียนและพ่อแม่ด้วยวิธีที่สร้างสรรค์ เพื่อปรับปรุงการปฏิบัติของนักเรียนรายบุคคลและเพื่อปรับปรุงการสอนของครู 11) คุณภาพผู้เรียน ได้แก่ ผู้เรียนได้รับสิทธิโอกาสทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม กับนักเรียนทั่วไปและได้รับการพัฒนาตามศักยภาพ มีความรู้และทักษะที่จำ เป็นในการดำ เนินชีวิตและอยู่ ร่วมกันอย่างมีความสุข 12) มีกลยุทธ์การพัฒนาที่ต่อเนื่อง เช่น ครูมีโอกาสที่จะได้รับการพัฒนาด้วยโครงการใหม่ 13) จัดการศึกษาแบบมีส่วนร่วมได้แก่ให้พ่อ-แม่มีส่วนร่วมในการจัดการศึกษาและสนับสนุน ในกิจกรรมของโรงเรียน


28 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) สรุป การจัดการศึกษาแบบเรียนรวม เป็นการจัดการศึกษาที่มีความหมายยิ่งในการขจัดความ แบ่งแยก การสร้างสรรค์สังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน การสร้างสรรค์สังคมแห่งการศึกษาเพื่อเด็กทุกคน โดยมี องค์ประกอบพื้นฐานของการดำ เนินงานที่สัมพันธ์ซึ่งกันและกันในอันที่จะช่วยให้การจัดการเรียนรวมบรรลุ เป้าหมายและเป็นการจัดการศึกษาเพื่อเด็กทุกคนอย่างแท้จริง บุคคลที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายต้องร่วมวางแผน และปฏิบัติงานร่วมกัน อย่างร่วมมือร่วมใจ การทำ งานจะประสบความสำ เร็จมากน้อยเพียงใด ไม่ได้ขึ้นอยู่ กับการเน้นความสำคัญที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง หากต้องร่วมกันทุกคนทุกภาคส่วนทั้งภายในและภายนอกโรงเรียน


ส่วนที่ 2 กระบวนการพัฒนา สถานศึกษาต้นแบบ จากการเรียนร่วม สู่การเรียนรวม


31 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ส่วนที่ 2 กระบวนการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบจากการเรียนร่วม สู่การเรียนรวม 2.1 การบริหารจัดการและการพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบ ผู้บริหารกับกลยุทธ์ Child Centered การปฏิรูปการศึกษามุ่งพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพเพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่ สมบูรณ์โดยเน้นปฏิรูปกระบวนการเรียนรู้เป็นสำคัญและยึดหลักการพัฒนาสาระและกระบวนการเรียนรู้ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ยังกำ หนดแนวการจัดการศึกษา ที่ยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษา ซึ่งต้องส่งเสริมให้ ผู้เรียนสามารถพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ การจัดกระบวนการเรียนรู้สถานศึกษาต้องจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของผู้เรียนโดยคำ นึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การประยุกต์ ความรู้มาใช้จัดกิจกรรมเรียนรู้จากประสบการณ์จริงฝึกปฏิบัติให้ทำ ได้คิดเป็น ทำ เป็น รักการอ่านและเกิดการ ใฝ่รู้อย่างต่อเนื่องจัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆอย่างสมดุลรวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามหลักสูตร นอกจากนี้การกำ หนดมาตรฐานการศึกษาแห่งชาติ ยังเน้นการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางกำ หนดให้ครูมีความสามารถในการเรียน การสอนอย่างมีประสิทธิภาพและ เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลางมาตรฐานวิชาชีพครูก็ยังเน้นให้ครูจัดกิจกรรม การเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและเน้นผลที่เกิดแก่ผู้เรียน แนวคิดเกี่ยวกับ Child Centered คือ การจัดประสบการณ์โดยมีกระบวนการที่มุ่งให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้การคิดค้นสร้างและสรุปข้อความรู้ด้วย ตนเอง สามารถทำ งานร่วมกับผู้อื่นและนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ได้บุคคลที่ใกล้ชิดและมีบทบาทสำคัญใน การจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เกิดการเรียนรู้ก็คือครู โดยต้องปรับเปลี่ยนบทบาทของการเป็น ผู้สอนเป็น ผู้อำ นวยความสะดวก กระตุ้น จุดประกายและบอกแหล่งความรู้ที่ผู้เรียนสามารถค้นคว้าได้อย่างหลากหลาย เกิดการเรียนรู้มากที่สุดตามศักยภาพ ของแต่ละบุคคล ดังนั้นครูต้องจัดกระบวนการเรียนการสอนที่ให้เด็ก มีส่วนร่วมเปลี่ยนวิธีสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้เด็กแสดงความคิดเห็นแสดงออก ตามความ สามารถและวัยที่เหมาะสม เป็นการให้อิสระทางความคิดไม่ใช่สอนให้จำอย่างเดียว เพราะการจำ จะไม่ สามารถนำ มาประยุกต์ให้เกิดประโยชน์ได้ถ้าเด็กได้พัฒนากระบวนการคิดความรู้ก็จะติดอยู่กับเด็กตลอดไป ผู้บริหารมีบทบาทสำคัญในการส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศสภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำ นวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้  รวมทั้งกระตุ้นส่งเสริมให้มีการวิจัยใน ชั้นเรียนและใช้กระบวนการวิจัยในกระบวนการเรียนรู้  จัดประชุมสัมมนาหรือส่งเสริมให้ครูผู้สอนได้พัฒนา ตนเองอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ผู้บริหารควรแสวงหาและประสานความร่วมมือกับชุมชน ผู้ปกครองผู้นำ ท้อง ถิ่นและแหล่งวิทยาการในชุมชน เพื่อระดมทรัพยากรและใช้ประโยชน์จากแหล่งวิทยาการภูมิปัญญาท้องถิ่น


32 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) มาใช้ในการพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพและตามความสนใจของผู้เรียนสิ่งที่ผู้บริหารจำ เป็นต้องดำ เนินการเพื่อ ให้เกิดบรรยากาศแบบ Child Centered ก็คือ ต้องสร้างบรรยากาศการบริหารแบบมีส่วนร่วม เปิดโอกาส ให้ครูผู้ปกครองและผู้นำชุมชนมีส่วนร่วมในการวางแผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษามุ่งผลลัพธ์ที่นำ ไปสู่การ พัฒนาผู้เรียนเป็นหลัก ใช้แผนยุทธศาสตร์หรือแผนพัฒนาคุณภาพสถานศึกษาเป็นเครื่องมือในการบริหาร จัดการ จัดให้มีระบบการประเมินผู้เรียนที่เน้นการประเมินจากสภาพจริง  ทั้งการพัฒนาด้านต่างๆ โดยการ สังเกตพฤติกรรม ความประพฤติการร่วมกิจกรรมการทดสอบควบคู่ไปกับกระบวนการเรียนการสอนตาม ความเหมาะสมของระดับและรูปแบบการศึกษา  ทั้งนี้ผู้บริหารจำ เป็นต้องกำ หนดเป้าหมายและประกาศ นโยบายคุณภาพที่มุ่งส่งเสริมการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญเพื่อสร้างความมั่นใจในการ ปฏิบัติงานของครูที่จะปรับเปลี่ยนวิธีการสอนใหม่และนำ ไปสู่การประเมินผลการปฏิบัติงานและการประเมิน มาตรฐานวิชาชีพครูในโอกาสต่อไป ในยุคของการปฏิรูปการศึกษา การบริหารยุคใหม่จะเน้นการกระจายอำ นาจการบริหารและการ จัดการไปยังหน่วยปฏิบัติและเป็นการกระจายอำ นาจไปยังองค์คณะบุคคลในระดับสถานศึกษาก็จะเป็นคณะ กรรมการสถานศึกษาส่วนผู้บริหารจะเป็นผู้ปฏิบัติตามกรอบการตัดสินใจของคณะกรรมการสถานศึกษาซึ่ง มีความรับผิดชอบในลักษณะของการเป็นผู้จัดการ (manager) มากกว่าการเป็นผู้บริหาร (administrator) ดังนั้นผู้บริหารต้องแสดงบทบาทเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง เสนอแนวทางการปฏิบัติที่สอดรับกับการปฏิรูป การเรียนรู้ให้คณะกรรมการสถานศึกษาได้พิจารณาเห็นชอบ สร้างศรัทธาและความเชื่อมั่นในองค์กร ปรับเปลี่ยน วัฒนธรรมการทำ งานที่เน้นคุณภาพ (Quality Culture)และเน้นผลลัพธ์ที่เกิดกับผู้เรียน (Result Oriented) กิจกรรมที่ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถดำ เนินการเพื่อให้สอดคล้องกับกลยุทธ์Child Centered มีดังนี้ 1. ประกาศนโยบายส่งเสริมการเรียนรู้แบบ Child Centered 2. จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่ทุกฝ่ายมีส่วนร่วม 3. จัดอบรมสัมมนาเพื่อพัฒนาครูให้เข้าใจและมีทักษะในการจัดการเรียนการสอนและจัดทำ แผนการสอนที่ยึดแนวทาง Child Centered 4. เปิดโอกาสให้นักเรียน ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการกำ หนดแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาและ ดำ เนินกิจกรรมต่างๆร่วมกับสถานศึกษา 5. จัดบรรยากาศสิ่งแวดล้อมในสถานศึกษาให้เอื้อต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองของผู้เรียนรวมทั้งการ ประสานความร่วมมือกับแหล่งเรียนรู้ในชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่นให้สามารถนำ มาใช้ให้เกิดประโยชน์กับ กระบวนการเรียนรู้แบบ Child Centered ในสถานศึกษา 6. กำ หนดมาตรฐานการทำ งานของครูและการประเมินผลการปฏิบัติงานที่ยึดหลักการประเมิน จากสภาพจริง 7. ระดมทรัพยากรในท้องถิ่นมาใช้เพื่อการจัดการเรียนรู้ที่ยึดผู้เรียนเป็นสำคัญทั้งทรัพยากรบุคคล ภูมิปัญญาท้องถิ่น และทรัพยากรอื่นๆ 8. ส่งเสริมกิจกรรมของคณะกรรมการนักเรียนและกิจกรรมเสริมหลักสูตรที่เน้นการพัฒนาวิชาการ และพัฒนาศักยภาพผู้เรียนตามความถนัดและความสนใจ 9. ประชาสัมพันธ์และรายงานให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องได้รับทราบถึงผลการดำ เนินงานของสถานศึกษา เพื่อสร้างความศรัทธาและความร่วมมือในทุกๆ ด้าน


33 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 10.จัดให้รางวัลหรือความชอบสำ หรับบุคลากรที่ปฏิบัติงานได้ผลโดยเน้นความโปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความสามัคคีในองค์กรการบริหารสถานศึกษาในอนาคตผู้บริหารต้องตระหนักว่าทุกกระบวนการ ทุกกิจกรรมการบริหารจัดการต้องเน้นให้เกิดคุณภาพเป็นที่พึงพอใจของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง และการบริหาร สถานศึกษาทุกฝ่ายมีความพึงพอใจก็ต่อเมื่อการบริหารจัดการมุ่งเน้นคุณภาพของผู้เรียนและส่งเสริมการ จัดการเรียนรู้แบบ Child Centered ซึ่งต้องระดมทรัพยากรมาใช้ให้เกิดประโยชน์สูงสุดขณะเดียวกันก็ต้อง เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถเต็มตามศักยภาพและตามความเหมาะสมเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ ถาวรและผู้เรียนมีพัฒนาการตามที่ต้องการ การจัดการเรียนรวมกับการเรียนรู้แบบ Child centered นับได้ว่าสอดคล้องกัน เพราะกระบวนการ จัดการเรียนรวมเป็นการมุ่งที่จะให้โอกาสกับผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษได้เข้าถึงการศึกษารวมกับผู้ เรียนทั่วไปได้อย่างทั่วถึงทุกคน และกระบวนการจัดการเรียนการสอนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มศักยภาพ ตามความแตกต่างของแต่ละบุคคล การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบ (WholeSchool Approach: WSA)คือการจัดตั้ง ปรับปรุงและ/ หรือเปลี่ยนแปลงเพื่อให้การดำ เนินงานในด้านการจัดการเรียนการสอนประสบผลสำ เร็จสูงสุด แก่ผู้เรียน พัฒนาผู้เรียนได้เต็มศักยภาพ ผู้เรียนมีทักษะในการแสวงหาความรู้จากแหล่งการเรียนรู้ที่หลากหลายและ สามารถนำวิธีการเรียนรู้ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้โดยทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน การพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบจะต้องตั้งอยู่บนพื้นฐานของการมีส่วนร่วมของการบูรณาการ และ การเรียนรู้โดยจำแนกงานออกเป็น 4 ส่วน กล่าวคือ 1. การบริหารจัดการ 2. การจัดการเรียนการสอน 3. การจัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ 4. การจัดกิจกรรมชุมชนสัมพันธ์ โดยมีเกณฑ์ในการดำ เนินงาน 6 ประการ คือ 1. การบูรณาการเข้ากับระบบงาน 2. การดำ เนินงานครบวงจร 3. ครอบคลุมทุกส่วนของระบบงาน 4. มีปัจจัยพื้นฐานเอื้ออำ นวย 5. กระตุ้นส่งเสริมพัฒนาตนเอง 6. การเข้าใจ ยอมรับ มีส่วนร่วม ปัจจัยสำคัญที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพและความสำ เร็จของการพัฒนาโรงเรียนทั้งระบบคือผู้บริหาร สถานศึกษา และกระบวนการบริหารสถานศึกษา เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เป็นคนดีคนเก่ง และ มีความสุข ดังนั้น ในการจัดการศึกษาเรียนรวม จึงจำ เป็นที่จะต้องมีการบริหารจัดการและการพัฒนาสถานศึกษา ทั้งระบบเพื่อให้สามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ กระบวนการในการจัดการศึกษาเรียนรวม และพัฒนา สถานศึกษาทั้งระบบ ตามแผนภาพ ดังนี้


34 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) แผนภาพที่ 1 แสดงกระบวนการการบริหารจัดการและพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบ การบริหารจัดการและการพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบ การบริหารจัดการในสถานศึกษา กำ หนดนโยบาย ให้การสนับสนุน สร้างความร่วมมือ ให้การสนับสนุน สร้างความร่วมมือ สร้างเจตคติที่ดี ตระหนักถึงคุณค่า ความจำ เป็น มีกรอบการทำ งาน ที่ชัดเจน การนิเทศกำกับติดตาม แบบมีส่วนร่วม การขจัดปัญหา อุปสรรค การกำกับดูแลสถานศึกษา การจัดการศึกษา แบบเรียนรวมที่มีคุณภาพ การพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบ และหลักของการจัดการศึกษา แบบเรียนรวม


35 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) บทบาทของผู้บริหารและทีมงานในสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษาและคณะครูในสถานศึกษาควรเข้าใจความแตกต่างในการที่จะทำสถานศึกษา ให้สามารถจัดการเรียนรวมได้ตามกฎหมายอย่างแท้จริง ครูต้องเข้าใจและยอมรับวิธีการจัดการศึกษาเรียน รวม โดยบทบาทของผู้บริหารคือจัดกลุ่มงานและกำ หนดหรือแต่งตั้งครูให้รับผิดชอบในการจัดการเรียนรวม เพื่อเป็นการประกันว่าจะจัดตั้งให้สถานศึกษาเป็นศูนย์รวมของการเรียนรู้รวมถึงจะได้รับการสนับสนุนใน ทุกๆด้าน 1. ผู้บริหารสถานศึกษาและทีมงานต้องมีความเชื่อมั่นในการที่จะจัดการศึกษาเรียนรวมในสถาน ศึกษาของตนเอง พัฒนาองค์ความรู้และทักษะที่สามารถนำ ไปสู่การปฏิบัติได้ 2. ผู้บริหารสถานศึกษาต้องดูแลและสนับสนุนการจัดการเรียนรวม ซึ่งผู้บริหารกับทีมงาน ควร ทำความเข้าใจกับบุคลากรทุกคนในสถานศึกษาให้มีความชัดเจนถึงจุดมุ่งหมายที่จะจัดการศึกษาเรียนรวมใน สถานศึกษารวมถึงการให้การดูแลและการสนับสนุนด้วย 3. ผู้บริหารสถานศึกษาต้องเชื่อว่าการกำ หนดนโยบายของสถานศึกษาและการพัฒนาหลักสูตร ของเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ เป็นการพัฒนาที่สามารถปฏิบัติรวมกับผู้เรียนทั่วไปได้ 4. ผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีและยอมรับการมีส่วนร่วมของผู้ปกครองเสมือน เป็นทีมงานในสถานศึกษา โดยร่วมมือกันในการส่งเสริมสนับสนุนการจัดการศึกษาเรียนรวม 5. ผู้บริหารสถานศึกษาต้องประชาสัมพันธ์การให้บริการทางการศึกษาของเด็กที่มีความต้องการ จำ เป็นพิเศษอย่างไม่มีข้อจำกัดในเขตบริการของสถานศึกษา 6. ผู้บริหารสถานศึกษา และทีมงานจะต้องสร้างความเชื่อมั่นว่าจะให้การสนับสนุนเพิ่มเติม สำ หรับครูในการจัดการเรียนการสอนโดยเฉพาะให้ผู้เรียนทุกคนได้เข้าถึงการเรียนรู้ได้โดยปราศจากข้อจำกัด 7. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องแสวงหายุทธศาสตร์ที่จะทำ ให้ผู้เรียนทุกคนสามารถประสบความ สำ เร็จได้บนพื้นฐานของความแตกต่างระหว่างบุคคล 8. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องสร้างความมั่นใจว่าจะให้การสนับสนุนความต้องการจำ เป็นพิเศษ ของผู้เรียน และมีการบันทึกผลการวิเคราะห์ข้อมูลที่ระบุถึงแนวโน้มของผลกระทบของการสนับสนุนที่จะ เกิดขึ้นและมีแผนการที่จะสนับสนุนต่อไปในอนาคต 9. ผู้บริหารสถานศึกษาและทีมงานต้องแสวงหายุทธศาสตร์ที่จะทำ ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงการ ศึกษาได้อย่างเท่าเทียมกันทุกคน 10. ผู้บริหารสถานศึกษาใช้หลักการมีส่วนร่วมในการกำ หนดแนวปฏิบัติในการสนับสนุนโรงเรียน ดังนี้ 10.1 มีการวางแผนร่วมกัน 10.2 มีส่วนร่วมในการดูแลและสนับสนุนการศึกษาตามบทบาทที่เหมาะสม


36 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 10.3 สนับสนุนการทำ งานของทีมงานทุกคนให้ทำ งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ 10.4 สนับสนุนในการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ 10.5 สนับสนุนการให้สื่อและบริการแก่ผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษและผู้เรียนทั่วไป 10.6 การสนับสนุนทรัพยากรที่จำ เป็นต่อความต้องการจำ เป็นพิเศษของผู้เรียน 11. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้ทีมงานและผู้เรียนที่มีความบกพร่องให้มีส่วน ร่วมในการเสนอปัญหา อุปสรรคและข้อเสนอแนะ รวมถึงการเปลี่ยนแปลงที่นำ ไปสู่ความสำ เร็จร่วมกัน 12. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องสร้างความเชื่อมั่นผ่านทางทีมงานสนับสนุนผู้เรียน มีแผน การสนับสนุนรายบุคคลรวมถึงข้อมูลสารสนเทศที่จำ เป็นสำ หรับการออกแบบการสนับสนุนและการให้บริการ 13. ผู้บริหารสถานศึกษามีการยกย่องเชิดชูเกียรติผู้ให้การสนับสนุนผู้เรียนภายในสถานศึกษาก่อน การขอความช่วยเหลือหรือการประเมินจากบุคคลที่อยู่ภายนอกสถานศึกษา 14. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องสร้างความสัมพันธ์ในเชิงรุกกับเครือข่ายที่ให้การสนับสนุน สถานศึกษาระหว่างสถานศึกษา หน่วยงานภาคเอกชน หน่วยงานภาครัฐผู้ปกครองครอบครัวในการขจัดปัญหา อุปสรรคในการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนการให้การสนับสนุนให้ครูเข้าถึงทรัพยากรที่จำ เป็นต้องใช้ใน การจัดการศึกษา รวมถึงการสร้างความเข้าใจระหว่างทีมงาน ผู้ปกครอง ครอบครัว องค์กร กรณีที่เกิด ความเห็นไม่ตรงกัน 15. ผู้บริหารสถานศึกษา ต้องสร้างความเชื่อมั่นในการที่จะประเมินผลจัดการศึกษาเรียนรวม โดยมีการใช้เครื่องมือที่หลากหลาย มีการประเมินผลทางสังคม อารมณ์พฤติกรรม และการรายงาน ให้ผู้มี ส่วนได้ส่วนเสียได้รับรู้ การพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบและหลักของการจัดการศึกษาเรียนรวม 1. สถานศึกษามีการกำ หนดและวางแผนการพัฒนาศักยภาพตนเองของผู้เรียนที่มีความต้องการ จำ เป็นพิเศษโดยให้ผู้เรียนสามารถแสดงความคิดเห็น ในการพัฒนาตนเอง หรือผลกระทบ อันเกิดจากนโยบาย ของสถานศึกษาโดยใช้กระบวนการมีส่วนร่วม 2. สถานศึกษาต้อง ให้ความมั่นใจว่าสาระวิชา 8 สาระวิชาและกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่เกี่ยวข้อง กับผู้เรียนทั้งหมดมีการพัฒนาความร่วมมือ เพื่อให้ผู้เรียนทุกคน สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพของตนเอง ในด้านการปรับตัว จินตนาการความคิดสร้างสรรค์จนประสบความสำ เร็จได้ 3. นโยบายของสถานศึกษาในเรื่องการนำผู้เรียนไปศึกษานอกสถานที่ การนำผู้เรียนที่มีความ บกพร่องไปร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนแต่ละครั้งควรให้เพื่อนช่วยเหลือผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมได้ทั้งนี้เพื่อว่าจะไม่มีผู้เรียนคนหนึ่งคนใดได้รับการยกเว้นจากการเข้าร่วมกิจกรรม ซึ่งเป็นการวางแผนเข้าสู่ระบบเรียนรวมได้อย่างทั่วถึง


37 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4. สถานศึกษาต้องมีการบรรจุแผนการจัดการศึกษาเรียนรวม ในแผนปฏิบัติการของสถานศึกษา และควรดำ เนินการตรวจสอบลักษณะของกิจกรรมที่จะเป็นอุปสรรคในการเรียนรวม จากนั้นวางแผนในการ ขจัดอุปสรรคเหล่านั้นออกไปอย่างเป็นรูปธรรมอันจะเป็นหนทางที่จะนำ ไปสู่ความสำ เร็จของการจัดการเรียนรวม 5. สถานศึกษาควรประสานการมีส่วนร่วมจากผู้เชี่ยวชาญภายนอก ให้มีส่วนร่วมในการจัดการ เรียนรู้การสนับสนุนสิ่งอำ นวยความสะดวก การให้คำ ปรึกษาด้านสุขภาพโดยนักกิจกรรมบำ บัดและการ ประกอบอาชีพโดยใช้กระบวนการประสานงานที่ดีที่สุดในการสนับสนุนผู้เรียน ทั้งเรื่องความต้องการด้าน หลักสูตรรวมถึงการลดความยุ่งยากในการจัดการเรียนรู้ตลอดจนความต้องการทางสังคมของผู้เรียนที่มี ความต้องการจำ เป็นพิเศษ 6. สถานศึกษามีการตั้งทีมช่วยเหลือผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ นโยบายการช่วยเหลือ อย่างเท่าเทียมกันเพื่อช่วยเหลือครูที่จัดการจัดการเรียนการสอนสำ หรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็น พิเศษ บุคคลที่ไม่มีบทบาทในการสอนต้องให้ความสำคัญเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทุกคน และจัด งบประมาณของสถานศึกษาสนับสนุนอย่างเหมาะสม 7. สถานศึกษาจัดการฝึกอบรมและพัฒนาความเป็นมืออาชีพของทีมงานและสมาชิกในสถานศึกษา ที่จัดการเรียนรวม จัดโปรแกรมการพัฒนาวิชาชีพอย่างต่อเนื่องสำ หรับ นักการศึกษาส่งเสริมสนับสนุนและ กำกับดูแลเพื่อช่วยเหลือให้มุ่งไปสู่การจัดการเรียนรวมอย่างเสมอภาค ตรวจสอบได้โดยให้ทีมงานทุกคน มีส่วนร่วมและเข้าใจกระบวนการของการจัดการเรียนรวม 8. สถานศึกษาให้การยอมรับในเชิงบวกให้ได้รับความเคารพสิทธิของความเป็นมนุษย์บนความแตก ต่างที่หลากหลายสำ หรับผู้เรียนที่มีความบกพร่องและผู้เรียนอื่นที่ประสบปัญหาและอุปสรรคในการเรียน 9. สถานศึกษาต้องกำกับดูแลครูผู้สอนและผู้เรียน ให้หลีกเลี่ยงการใช้ภาษาที่บ่งบอกถึงความ รังเกียจแบ่งแยกตอกย้ำ ความบกพร่องควรใช้ภาษาที่เหมาะสม ลดการมีอคติและให้โอกาสความเสมอภาค ในการร่วมกิจกรรมในชั้นเรียน การกำกับดูแลสถานศึกษา 1. ผู้บริหารสถานศึกษา และสมาชิกภายในสถานศึกษาเข้าใจและเห็นถึงคุณค่าของการจัดการ เรียนรวม รวมถึงให้สนับสนุนการดำ เนินงานอย่างต่อเนื่องภายในสถานศึกษา 2. สถานศึกษา มีการกำ หนดนโยบายของสถานศึกษาและเขียนนโยบายในลักษณะที่จะสร้าง กรอบการทำ งานที่ชัดเจนสำ หรับการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้และให้การดูแลเอาใจใส่ให้การ สนับสนุน (ขจัดอุปสรรคที่มีต่อการเรียนรู้และการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายและจัดการเรียนรู้ตาม ความต้องการของผู้เรียนภายในสถานศึกษา)


38 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 3. สถานศึกษาควรตั้งคณะอนุกรรมการโดยให้มีสมาชิกจากภายนอกสถานศึกษาร่วมเป็นคณะ อนุกรรมการ ที่สามารถจะให้คำ ปรึกษาด้านนโยบายและด้านการบริหารจัดการเพื่อร่วมขจัดปัญหาอุปสรรค ที่มีต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษาได้ 4. สมาชิกในสถานศึกษามีส่วนร่วมในกระบวนการจัดการเรียนรวมอย่างต่อเนื่องและสามารถ กำ หนดเป้าหมายที่มุ่งพัฒนาให้เป็นสถานศึกษาเรียนรวมที่มีประสิทธิภาพ 5. นักการศึกษา ผู้บริหารและทีมงานของสถานศึกษาต้องแสวงหาวิธีการในการแก้ไขปัญหา ที่จะเป็นอุปสรรคในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง 6. สมาชิกในสถานศึกษาและทีมงานควรเป็นตัวแทนของโรงเรียนในการจัดการศึกษาเรียนรวม รวมถึงมีความรู้ความสามารถปฏิบัติงานและเผยแพร่ได้ 7. สถานศึกษาควรจัดตารางเวลาเรียนให้สามารถรองรับความหลากหลายของผู้เรียนได้ สรุปการพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นสถานศึกษาที่จัดการศึกษาเรียนรวมอย่างมีคุณภาพได้นั้น การ บริหารจัดการและการพัฒนาสถานศึกษาทั้งระบบ จึงเป็นกระบวนการที่จะต้องดำ เนินการอย่างเข้มแข็ง ภายใต้นโยบายสถานศึกษาที่ชัดเจน การบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ มีการวางแผนอย่างเป็นระบบ ผู้บริหารและสมาชิกในสถานศึกษาทุกคนมีเจตคติที่ดีต่อการจัดการศึกษาเรียนรวม มีส่วนร่วมในทุกขั้นตอน การพัฒนาอย่างเหมาะสม มีการสนับสนุนการจัดการศึกษาอย่างต่อเนื่องและเป็นรูปธรรม รวมถึงการ ขจัดปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่ส่งผลต่อการจัดการศึกษาเรียนรวม หากสถานศึกษาสามารถดำ เนินการได้ ครบตามกระบวนการดังกล่าว จะเป็นประโยชน์ต่อผู้เรียนและสามารถพัฒนาสถานศึกษาไปสู่การเรียนรวม ได้อย่างมีคุณภาพต่อไป


การพัฒนาครู


41 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.2 การพัฒนาครู การพัฒนาวิชาชีพครู “การสอน”เป็นภารกิจหลักของครู ครูมืออาชีพจึงต้องเน้นการสอนให้มีคุณภาพ เพราะว่าคุณภาพ การสอนของครูย่อมส่งผลดีต่อนักเรียน และเยาวชนของชาติ การประเมินคุณภาพของครูจึงสมควรอย่างยิ่ง ที่จะต้องประเมินจากตัวเด็กและเยาวชนของชาติ ดังคำกล่าวที่ว่า“คุณภาพของเด็ก”สะท้อน “คุณภาพของ ครู”ดังนั้น ครูมืออาชีพที่ควรมีและควรเป็นคือครูที่มีคุณลักษณะพื้นฐาน ฉันทะเมตตาและกัลยาณมิตร ซึ่ง ถือว่าเป็นคุณภาพพื้นฐานที่สำคัญของครูและมีการพัฒนาการสอนอย่างมีคุณภาพเป็นภารกิจหลัก นั่นคือ ครูมืออาชีพต้องมี“คุณธรรมโน้มนำ ทำการสอนอย่างมีคุณภาพ มีภาพลักษณ์ของความเป็นครูดี เพื่อพัฒนา ศักดิ์ศรีของอาชีพครูสืบไป” ครูมืออาชีพกับการสอนนักเรียนเรียนรวม ครูมืออาชีพ หมายถึงครูที่มีสมรรถนะในด้านความสามารถในการจัดการเรียนการสอนการประเมิน องค์รวมที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ การพัฒนาและประเมินหลักสูตรการศึกษาค้นคว้าวิจัยการเป็นผู้นำ การส่ง เสริมและแก้ปัญหาของผู้เรียน ตลอดจนสร้างความสัมพันธ์และร่วมมือกับชุมชนรวมถึงได้รับการพัฒนาอย่าง ต่อเนื่อง ลักษณะของครูมืออาชีพ 1) สอนดีจัดกระบวนการเรียนรู้โดยยึดผู้เรียนเป็นสำคัญ จัดสาระและกิจกรรมให้สอดคล้อง กับ ความสนใจ ความถนัด ความต้องการและตามสภาพของผู้เรียน จัดกิจกรรมให้ผู้เรียน ได้คิดปฏิบัติและเรียน รู้จากประสบการณ์ตรง จัดการเรียนรู้ที่เน้นความสำคัญทั้งความรู้คุณธรรมและกระบวนการเรียนรู้ - จัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ สามารถใช้การวิจัยเป็นส่วนหนึ่งของ กระบวนการเรียนรู้ - จัดการเรียนรู้ให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองจากเทคโนโลยีอย่างต่อเนื่องและสม่ ำเสมอ 2) มีคุณธรรมและวินัย - ปฏิบัติตามเกณฑ์มาตรฐานวิชาชีพครูและจรรยาบรรณครู - ปฏิบัติตามระเบียบ วินัยข้าราชการครู 3) ใฝ่หาความก้าวหน้าและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง - พัฒนาตนเอง - ศึกษาหาความรู้เพิ่มพูนทักษะและมีเจตคติที่ดีในการปฏิบัติงาน - พัฒนาการเรียนการสอน - จัดกระบวนการเรียนรู้ที่บ่งชี้ว่า สอนดีอย่างต่อเนื่อง


Click to View FlipBook Version