92 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 12. ถ้าเด็กอ่าน เขียนผิดบ่อย ๆ หรือแสดงออกด้วยการเงียบไม่ยอมอ่านหรือไม่ตอบคำ ถาม ครูควรประเมินว่าบทเรียนนั้นยากเกินไปหรือไม่ถ้าบทเรียนยากไปจำ เป็นต้องทบทวนบทเรียนที่ผ่านมา 13. จับเวลาที่เด็กอ่านหรือเขียน แล้วเพิ่มความเร็วในการอ่านหรือเขียน ถ้าทำ ได้ควรให้รางวัลเด็ก 14. การใช้อุปกรณ์เสริม ในเด็กที่เขียนช้าครูควรฝึกให้เด็กพิมพ์สัมผัสและอนุญาตให้พิมพ์รายงาน ส่งครูได้หรือกรณีที่เด็กอ่านช้าการอ่านบทเรียนอัดใส่เทปให้เด็กฟังเพื่อเด็กได้มีเวลาทบทวนบทเรียนพร้อม ฝึกอ่านควบคู่กันไป 15. ฝึกให้เด็กใช้ความคิดและเชื่อมโยงเหตุผล การช่วยเหลือการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนรวม การจัดการเรียนการสอนจำ เป็นต้องทำ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program: IEP) โดยจัดทำ เป็นภาคเรียนหรือเป็นปีก็ได้มีการกำ หนดวัตถุประสงค์ของการเรียน อย่างเป็นขั้นตอน และกำ หนดกลวิธีที่จะไปถึงเป้าหมายนั้นด้วย ควรเขียนในรูปแบบที่เข้าใจง่ายและนำ ไป ปฏิบัติได้ หลักการสอนทั่วไป 1. สอนจากสิ่งที่ง่ายที่สุดการเริ่มต้นที่ดีควรเริ่มในระดับที่ต่ ำกว่าความสามารถของเด็กเล็กน้อย ทั้งนี้เพื่อให้เด็กรู้สึกว่าตนประสบความสำ เร็จในการเรียน ทำ ให้เด็กมีกำลังใจที่จะเรียนในระดับที่ยากขึ้นไป 2. สอนจากสิ่งที่คุ้นเคยไปหาสิ่งที่ไม่คุ้นเคย เด็กสามารถเข้าใจบทเรียนได้ง่ายถ้าครูเริ่มต้นสอน จากสิ่งที่เด็กคุ้นเคย จากนั้นสอนเพิ่มเติมในสิ่งที่เด็กไม่คุ้นเคย 3. ให้โอกาสเด็กเลือกเรียน เด็กควรมีโอกาสเลือกเรียนหรือเลือกทำกิจกรรมที่ตนเองสนใจ 4. ให้เด็กมีความสุขในการเรียน เด็กที่มีความสุขในการเรียนจะมองตนในแง่ดีและสามารถสร้าง สัมพันธ์ที่ดีกับเพื่อนและครูได้ 5. ใช้ประสบการณ์ตรง ครูควรเปิดโอกาสให้เด็กเรียนรู้จากประสบการณ์จริงในเรื่องนั้น ๆ วิธีการนี้จะช่วยให้เด็กเข้าใจบทเรียนได้ง่ายขึ้น รวมถึงการให้เด็กมีโอกาสศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง 6. ส่งเสริมให้เด็กเรียนรู้ตามขีดความสามารถของตน การเรียนการสอนที่มีประสิทธิภาพ ควรจะให้สอดคล้องกับความสามารถในการเรียนรู้ของเด็ก เพราะเด็กแต่ละคนจะมีความก้าวหน้าในการ เรียนไม่เหมือนกันและใช้เวลาเรียนในเรื่องเดียวกันแตกต่างกัน ดังนั้นเด็กพิเศษอาจต้องสอนเป็นรายบุคคล สอนกลุ่มเล็กก่อนเข้าเรียนหรือสอนเสริมหลังเลิกเรียน ซึ่งขึ้นอยู่กับความพร้อมของเด็กและครูผู้สอน จำ เป็น ต้องใช้วิธีการสอนหลายรูปแบบผสมผสานกัน
93 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 7. ใช้แรงเสริมอย่างมีประสิทธิภาพ เด็กต้องการกำลังใจจากครูอย่างสม่ ำเสมอ คำชมจากครูจึง เป็นสิ่งสำคัญ เพียงแต่ครูพูดว่า “ดีดีมาก ถูกต้อง” หรือแม้แต่ให้“แต้มดาว” จะช่วยให้เด็กมีกำลังใจและ พยายามมากขึ้น การให้แรงเสริม (รางวัลและคำชมเชย)ครูจำ เป็นต้องให้ในทันทีที่มีพฤติกรรมที่ต้องการเพื่อ ให้เด็กทำ พฤติกรรมนั้นเพิ่มขึ้น หยุดแรงเสริมทันทีที่เด็กแสดงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ หรือเพียงแต่นิ่งเฉย โดยไม่แสดงปฏิกิริยาใด ๆ ก็ได้ครูควรให้แรงเสริมอย่างสม่ ำ เสมอและลดแรงเสริมลงทีละน้อย เมื่อเด็กมี พฤติกรรมคงที่แล้วครูจึงงดแรงเสริม หรือให้แรงเสริมเป็นครั้งคราวเพื่อให้เด็กคงพฤติกรรมพึงประสงค์ต่อไป 8. กระตุ้นให้เด็กใช้ความคิด ลักษณะการเรียนการสอนควรเปิดโอกาสให้เด็กได้ร่วมแสดงความ คิดเห็น เช่น - สถานการณ์สมมติครูอาจสร้างสถานการณ์สมมติเพื่อให้เด็กร่วมแสดงความคิดเห็น - ครูให้การบ้านที่เด็กสามารถหาคำตอบได้หลาย ๆ คำตอบ - วิธีถามตนเองครูอาจกระตุ้นให้เด็กตั้งคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาที่เรียน เช่น เรื่องราวเกี่ยวกับ อะไร โจทย์ถามอะไร วิธีทำอย่างไร 9. ให้เด็กเรียนจากเพื่อน เด็กเก่งอาจช่วยครูอธิบายบางวิชาให้เพื่อนฟัง หรือเพื่อนช่วยอธิบาย เพิ่มเติมให้แก่เพื่อนที่นั่งใกล้ๆ 10. แจ้งผลการเรียนให้เด็กทราบโดยเร็วช่วงแรกๆเด็กจะกระตือรือร้นอยากหาคำตอบ เมื่อพบ ว่าเด็กตอบผิดครูควรบอกให้เด็กทราบ ช่วยเหลือเด็กได้ปรับปรุงแก้ไขและอธิบายเพิ่มเติมในสิ่งที่เด็กไม่เข้าใจ 11. ทบทวนบทเรียนบ่อยๆโดยให้เด็กสรุปสิ่งที่เรียนมาแล้ว นำ บทเรียนมาทบทวนบ่อยๆในรูป กิจกรรมอื่น 12. สอนโดยการเน้นย้ำ เชื่อมโยงกับวิชาอื่นด้วย เด็ก LD จะเรียนรู้ช้า มักได้หน้าลืมหลัง ครูอาจ ใช้วิธีเชื่อมโยงบทเรียนกับวิชาอื่น ๆ เพื่อเน้นย้ำ ให้เด็กเข้าใจบทเรียนและจำ ได้แม่นยำขึ้น 13. จัดห้องเรียนให้เอื้อต่อการเรียน เชื่อมโยงกับวิชาอื่นด้วย เด็กที่มีความบกพร่องด้านการเรียนรู้ มักมีสมาธิสั้นร่วมด้วย ดังนั้นห้องเรียนควรมีผนังกั้นทั้ง 4 ด้าน จัดห้องให้เป็นระเบียบ สวยงาม และมีเสียง รบกวนจากภายนอกน้อยที่สุดเพื่อไม่ให้เด็กวอกแวกง่าย 14. ใช้คำสั่งที่สั้นและเข้าใจง่าย ครูควรใช้คำสั่งสั้น ๆ ที่เข้าใจง่ายนำ ไปปฏิบัติได้ 15. มองหาจุดเด่น - จุดด้อยของเด็ก ส่งเสริมให้เด็กแสดงความสามารถพิเศษหรือเป็นคนเก่งใน จุดที่เขามีศักยภาพ 16. ให้เด็กมีโอกาสแสดงความเป็นผู้นำ เพื่อให้เด็กพัฒนาความเป็นผู้นำ
94 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) การใช้กระบวนการ RTI ในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนรวม RTI (ResponseInstructionIntervention)คือกระบวนการจัดการเรียนการสอนที่นำการวัดผล และการสอนมาใช้ร่วมกันอย่างกลมกลืนและดำ เนินการเป็นขั้นตอนหลายขั้นตอน เพื่อส่งเสริมผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนและในขณะเดียวกันก็ป้องกันความล้มเหลวทางการเรียนของนักเรียนไม่ให้เกิดขึ้น โดยง่ายและในขณะเดียวกันก็ลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาของผู้เรียนด้วย ขั้นตอนของ RTI มี3 ระยะ ดังนี้ ระยะที่ 1 (Tier 1) เป็นการให้การศึกษาแก่ผู้เรียนทุกคนในโรงเรียน โดยเป็นการสอนทั้งห้อง มีการติดตามความก้าวหน้าของผู้เรียนอย่างสม่ ำเสมอ ครูมีหน้าที่กำ หนดเนื้อหาให้นักเรียน ทุกคนอ่านและ เลือกใช้วิธีที่เหมาะสมในการสอน โรงเรียนกำ หนดวิธีทดสอบผู้เรียน รวมถึงวิธีประเมินและการแปลผลความ ก้าวหน้าของผู้เรียน แล้วนำ มาแก้ปัญหาอย่างเป็นกระบวนการ โดยผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ ระยะที่ 2 (Tier 2) เป็นการจัดการสอนเป็นกลุ่มย่อย จำ นวน 2 – 5 คน โดยจัดตามกลุ่มทักษะ ความสามารถโรงเรียนมีหน้าที่สนับสนุนบุคลากรสื่อและสิ่งอำ นวยความสะดวกผู้สอนมีการตรวจสอบและ ประเมินความก้าวหน้าของนักเรียน 1–3ครั้งต่อสัปดาห์ในระยะที่2 นี้ใช้เวลา9–12สัปดาห์มีการสอน ซ่อมเสริม (การช่วยเหลือ) ควรช่วยเหลือผู้เรียน 3 – 4 ครั้งต่อสัปดาห์ครั้งละ 30 – 60 นาทีครูผู้สอนไม่ใช่ ครูการศึกษาพิเศษ อาจเป็นครูที่ได้รับการฝึกอบรมมาแล้วในด้านการแก้ไขภาษาและการพูดแก่นักเรียน และ มีการประเมินอย่างสม่ ำเสมอ เทคนิคที่เหมาะสมกับระยะที่ 2 (Tier 2) มีดังนี้ 1. การตรวจสอบตนเอง (Self-Monitoring) เป็นการให้ผู้เรียนหมั่นตรวจสอบตนเอง ประเมินตนเองตลอดเวลาว่าตนเองแสดงพฤติกรรม อย่างไร เมื่อไหร่ เพียงใดการตรวจสอบตนเองอาจใช้กับพฤติกรรมหลายอย่าง เช่น การลุกจากที่นั่งการพูด คำ หยาบ การส่งการบ้าน การมาโรงเรียนสายเป็นต้น โดยครูอาจทำแบบฟอร์มให้นักเรียนบันทึกข้อมูลลงใน แบบฟอร์มที่สร้างขึ้น 2. การให้แรงเสริม (Reinforcement) “แรงเสริม” หรือ“การเสริมแรง” หมายถึงสิ่งที่ก่อให้เกิดพลัง เกิดกำลังใจ ทำ ให้บุคคลแสดง พฤติกรรมซ้ำอีกแรงเสริมที่มีประสิทธิภาพสำ หรับเด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน ครูจะต้องทำการสำ รวจว่าแรง เสริมใดมีประสิทธิภาพสำ หรับเด็กคนใด 3. การถามตนเอง (Self-Questioning) เป็นเทคนิคที่ใช้ในการสอนได้ผลดีโดยเฉพาะอย่างยิ่งการสอนอ่านจับใจความ การสอน คณิตศาสตร์โดยการฝึกให้นักเรียนเป็นผู้ตั้งคำถาม แทนที่ครูจะเป็นผู้ป้อนคำถามให้คำถามเริ่มด้วย อะไร ใคร ที่ไหน อย่างไร ทำ ไม
95 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4. การฝึกและปฏิบัติซ้ำ ๆ (Drill and Practice) มีประโยชน์ในการสอนสิ่งที่จะต้องฝึกซ้ำ ๆ จนเกิดทักษะ เช่น การฝึก บวก ลบ คูณ หาร หรือการสะกดคำ ครูควรแยกทักษะออกเป็นทักษะย่อย ๆ แล้วฝึกทีละทักษะย่อยทีละขั้น แล้วจึงนำ มา รวมกันเป็นทักษะใหญ่ครูไม่ควรตำ หนินักเรียนให้เสียกำลังใจแต่ควรหมั่นให้แรงเสริมนักเรียน 5. การสอนกลยุทธ์ (Strategy Instruction) คือการสอนให้นักเรียนมีวิธีเรียนของตนเอง เช่น - วิธีอ่านจับใจความจะต้องค้นหาคำสำคัญหรือ Key Word ให้ได้ - วิธีออกเสียงวรรณยุกต์จะต้องเทียบกับระดับเสียงดนตรี - วิธีอ่านคำจะแยกส่วนประกอบของคำ 6. การสะท้อนกลับ (Feedback) เป็นการที่ครูสะท้อนความรู้สึกนึกคิดของตน ต่อการเรียนของนักเรียน เช่น ในการฝึกอ่านออก เสียงครูกับนักเรียนร่วมกันอ่าน นักเรียนเป็นผู้อ่าน ครูเป็นผู้ฟัง นักเรียนอ่านให้ครูฟังครูบอกว่านักเรียนอ่าน อย่างไร 7. การสอนตรง (Direct Instruction) มีขั้นตอนดังนี้ 1.) กำ หนดเป้าหมายว่า นักเรียนจะต้องทำอะไร อธิบายเป้าหมายให้นักเรียนฟังจนเข้าใจดี 2.) มอบงานให้นักเรียนทำ เป็นงานที่เรียงลำดับของทักษะเป็นอย่างดีแล้ว 3.) ให้นักเรียนทำ งาน/ฝึกตามข้อ 2 4.) เปิดโอกาสให้นักเรียนถามหากมีข้อสงสัย 5.) เรียนรู้และฝึกปฏิบัติ 8. การสอนซ้ำ (Repeated Instruction) ใช้ในการฝึกวิชาที่เป็นทักษะเช่น การอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์การสอนซ้ำ มีความหมาย มากกว่าการสอนในสิ่งเดิมๆ หรืออ่านซ้ำคำ เดิมๆ บ่อยๆในการอ่านเทคนิคนี้ใช้พัฒนาการอ่านคล่อง นักเรียน จะต้องอ่านประโยค ข้อความ หรือเรื่องภายในเวลาจำกัดและอ่านได้ถูกต้อง เข้าใจความหมาย 9. การแก้ข้อผิด (Error Correction) ใช้ในการอ่านออกเสียงการเขียนตามคำ บอกการเขียน ประโยค การเขียนเรียงความ การทำแบบฝึกหัดคณิตศาสตร์ - เป็นเทคนิคที่นำ มาใช้ได้ผลดีในการสอนวิชาทักษะ เช่น การอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ - ครูอาจเป็นคนบอกว่านักเรียนอ่านผิด เขียนผิดที่ใด - นักเรียนอาจค้นหาด้วยตนเอง - เพื่อนนักเรียนอาจช่วยกันค้นหาคำผิด
96 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) หลักการ 1. อธิบายหลักการของทักษะนั้น ๆ ให้นักเรียนฟังจนเข้าใจ 2. กำ หนดตัวอย่างหรือต้นแบบ 3. ให้นักเรียนตรวจสอบความถูกต้องกับต้นฉบับ 4. แก้ไขสิ่งที่ผิดให้ถูกต้อง 5. ให้กลยุทธ์ในการจดจำ 6. ครูให้แรงเสริมห้ามตำ หนิ 10. เพื่อนชี้แนะ (Peer Mediation)คือการที่เพื่อนให้คำแนะนำ ในการอ่าน การเขียน ให้สามารถ อ่านและเขียนให้ถูกต้อง ครูอาจจับคู่ให้นักเรียน 2 คน จับคู่กัน คนหนึ่งเป็นคนให้คำแนะนำแก่ อีกคนหนึ่ง ครูจะต้องฝึกนักเรียนให้เป็นคนรู้จักเป็นผู้ให้ให้มีจิตอาสา นักเรียนจะช่วยกันได้ 11. การสอนเพื่อการวินิจฉัย (Diagnostic Instruction) มีหลักการสอนเพื่อการวินิจฉัยดังนี้ 1. จัดบทเรียนให้สอดคล้องกับระดับความสามารถของผู้เรียน เช่น นักเรียน ป.4อ่านหนังสือ ป. 4 ไม่ได้อ่านได้เฉพาะ ป. 2 จะต้องเริ่มสอนจากระยะนี้(Tier 2) 2. บันทึกปัญหาในการอ่าน ว่าผู้เรียนมีปัญหาในการอ่านอย่างไรบ้าง เช่น อ่านคำ ที่มีอักษร นำ ไม่ได้เป็นต้น 3. สอนในสิ่งที่เด็กสนใจ และมีความหมายสำ หรับเขา 4. ให้เวลาในการฝึกอ่านอย่างเพียงพอ เมื่อมีทักษะในการอ่านแล้วจึงเร่งเวลาในการอ่าน เพื่อให้อ่านคล่องขึ้น 5. ให้มีโอกาสนำความรู้จากสิ่งที่เรียนไปใช้ 12. เพื่อนสอนเพื่อน (Peer tutoring) เพื่อนสอนเพื่อน มีลักษณะดังนี้ - เป็นการให้เด็ก2คน ร่วมกันเรียนต่างคนต่างสอนกันในการอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ฯลฯ - เป็นการให้เด็กเก่งสอนเด็กอ่อน - เป็นการให้นักเรียนในชั้นที่สูงกว่า สอนนักเรียนในชั้นที่ต่ ำกว่า - เป็นการสอนในเวลาหรือนอกเวลาก็ได้ - มีการกำ หนดบทบาทอย่างชัดเจนว่าใครทำอะไรได้บ้าง และมีการซ้อมบทบาทการอ่าน - อาจสอนตัวต่อตัวหรือสอนเป็นกลุ่มย่อยก็ได้ - ผู้สอนต้องมีจิตอาสา ยินดีช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่หวังผลตอบแทน - เด็ก LD ทุกคนควรมีเพื่อนคอยช่วยเหลือ - หากเด็กเข้ากันไม่ได้ครูอาจเปลี่ยนเพื่อนได้ - ครูให้กำลังใจแก่เพื่อนผู้สอนอย่างสม่ ำเสมอ
97 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ระยะที่ 3 (Tier 3) เป็นระยะการศึกษาพิเศษ อาจมีการพัฒนาเป็นหลายรูปแบบในบางรูปแบบ ในระยะที่3อาจไม่ใช่การศึกษาพิเศษ แต่ในที่นี้จะกล่าวถึงระยะที่3 เป็นการศึกษาพิเศษซึ่งแตกต่างไปจาก การศึกษาปกติโดยระยะที่ 3 เป็นการประเมินความต้องการพิเศษทางการศึกษาของผู้เรียนเป็นรายบุคคล กำ หนดเป้าหมายทางการศึกษาให้สอดคล้องกับความต้องการและความสามารถของผู้เรียนเป็นรายบุคคล และมีการจัดการเรียนการสอน การประเมินผล ให้เหมาะสมกับผู้เรียนตามที่ได้ประเมินในขั้นต้น มีการ ปรับเป้าหมายให้เหมาะสมกับผู้เรียนยิ่งขึ้นและเป็นการสอนเฉพาะบุคคล เทคนิคการสอนที่เหมาะสมกับระยะที่ 3 (Tier 3) มีดังนี้ 1. การจัดลำ ดับ (Sequencing)การเรียงลำดับเนื้อหาเป็นขั้นตอนที่ฝึกทีละขั้น ให้รางวัลเมื่อ เด็กทำ ได้ 2. ฝึกซ้ำ (Drill-Repetition-Practice) ฝึกทุกวัน ฝึกหลายครั้ง ทบทวนหลายครั้ง 3. การแยกสอน เป็นการแยกงานชิ้นใหญ่ออกเป็นชิ้นย่อย ๆ หลาย ๆ ชิ้น แล้วอาจนำ มา ประกอบกันเป็นชิ้นใหญ่อีกครั้ง เพื่อให้ผู้เรียนเห็นความสัมพันธ์ระหว่างส่วนย่อย – ส่วนใหญ่ 4. ครูตั้งคำถาม เกี่ยวกับกระบวนการมากกว่าคำตอบ 5. เรียงลำ ดับความยากง่ายของงาน ถ้างานที่มอบยากเกินไป เช่น แบบฝึกหัดข้อที่ยาก ให้นักเรียนทำข้อง่ายก่อนจนเกิดทักษะแล้วจึงทำข้อยาก โดยแยกข้อยากออกเป็นส่วนย่อยๆ หลายส่วน ใช้ภาพหรือจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า (Advance Organizers) ประกอบการอธิบาย 6. ใช้เทคโนโลยีการสอน เช่น คอมพิวเตอร์รวมถึงซอฟแวร์มัลติมีเดีย 7. สอนเป็นรายบุคคล หากเป็นกลุ่มย่อยไม่ควรเกิน 3 คน 8. จัดให้มีครูช่วยสอน ควรให้มีครูช่วยสอนหรือจัดเพื่อนสอนเพื่อนเพื่อช่วยเด็กในการทำ แบบฝึกหัด ทำการบ้าน การอธิบายเพิ่ม เป็นต้น 9. การฝึกจำแนกตัวอักษร เป็นการฝึกให้เด็กสามารถจำแนกตัวอักษรที่มีรูปร่างคล้ายกันได้ 10. การวิเคราะห์คำ เป็นการสอนนักเรียนให้จำแนกโครงสร้างของคำ ว่าคำ 1 คำ หรือพยางค์ 1 พยางค์มีส่วนประกอบอะไรบ้าง 11. การบันทึกชี้นำ (Guided Note) เป็นการเน้นคำสำคัญ (Key Word) ในการสอนอ่านจับใจ ความสำคัญ 12. โฟนิกซ์ (Phonics) เป็นการสอนให้รู้จักหน่วยเสียงในภาษา ในคำ โดดหนึ่งคำ ประกอบเสียง พยัญชนะ สระ ตัวสะกด วรรณยุกต์ครูสอนเน้นทีละเสียง ใช้สีเป็นรหัสกำ หนดเสียง 13. วิธีก้างปลาเป็นวิธีสอนอ่านจับใจความ จะต้องอ่านเพื่อค้นหาหรือประโยคที่มีใจความสำคัญ ที่สุดของเรื่อง หลังจากนั้นจึงค้นหาข้อความย่อยลงไปอีกเปรียบเสมือนก้างปลาที่มีก้างใหญ่อยู่ตรงกลางและ ก้างเล็กแยกแขนงออกไปจากก้างใหญ่อีกทีหนึ่ง ไม่จำ เป็นต้องอ่านทุกคำก็สามารถเข้าใจเรื่องที่อ่านได้
98 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 14. วิธีกำ หนดคำสำ คัญของเรื่อง เป็นการสอนอ่านจับใจความสำคัญของเรื่อง เป็นวิธีค้นหา ประโยคหลักที่บอกใจความสำคัญที่สุดแล้วจึงค้นหาประโยคที่บรรจุในความย่อย ๆ ลงไป 15. วิธีจัดมโนทัศน์ล่วงหน้า (Advance Organizer) เป็นการจัดผังความคิดที่มีหลายรูปแบบ หลายลักษณะให้เป็นแนวคิดที่เข้าใจง่าย ว่าสิ่งใดเป็นแนวคิดหลัก สิ่งใดเป็นรายละเอียดปลีกย่อย เช่น ตัวอย่างผังความคิดเรื่อง “วันสงกรานต์” 16. การจางลง (Fading) เป็นการสอนเขียน เขียนตัวอักษรหรือเขียนคำ โดยมีตัวอย่างให้นักเรียน เขียนตามตัวอย่าง ต่อไปตัวอย่างหรือต้นแบบจะค่อย ๆ หายไปหรือจางลงทีละน้อยเมื่อเด็กเริ่มเขียนได้แล้ว จนกระทั่งเด็กสามารถเขียนได้เองโดยไม่มีแบบอย่าง 17. การใช้สีเป็นรหัส (Color Coding) ใช้ในการสอนเขียน หรือใช้ในกิจกรรม การเรียนการ สอนอย่างอื่นก็ได้ตัวอักษรภาษาไทยบางตัวอยู่ภายในเส้นบรรทัด เช่น บ บางตัวต้องลากเส้นเลยบรรทัด ขึ้นไป เช่น ฟ บางตัวต้องลากลงมาใต้บรรทัด เช่น ฎ ทำ ให้ยุ่งยากแก่เด็ก LD จึงอาจใช้สีบางสีแทนเส้นที่อยู่ เหนือบรรทัด สีบางสีแทนเส้นที่ลากใต้บรรทัด เป็นต้น เล่นสาดน้ำ รดน้ำ ดำ หัว ผู้ใหญ่ ทำ บุญที่วัด สงน้ำพระ ประกวดนาง สงกรานต์ ขบวนแห่ความ สวยงาม วัน สงกรานต์
99 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 18. การสอนเขียนจากแผ่นป้าย (Storyboard Writing) ใช้ในการสอนประโยค 19. คำสัมผัส (Rhyming) เด็กอาจอ่านไม่คล่อง แต่ฟังเสียงได้ดีจึงเรียนรู้จากคำสัมผัสได้ 20. การสอนคำ ศัพท์เป็นภาษาพูด การสอนอ่าน สอนเขียนส่วนใหญ่ใช้คำ ที่เป็นภาษาเขียนหรือ ภาษาที่เป็นทางการ มีแนวโน้มใหม่คือสอนคำ ที่ใช้ในการพูดในการอ่าน การเขียนและการสะกดคำ ใช้คำ ใน วัยของผู้เรียนซึ่งจะทำ ให้ผู้เรียนไม่เบื่อ 21. การใช้คอมพิวเตอร์ในการสอนอ่าน เด็กทุกคนชอบคอมพิวเตอร์หากให้ผู้เรียนอ่าน เขียน ผ่านคอมพิวเตอร์อาจช่วยเด็กได้ 22. การสอนคำ โดยไม่ตั้งใจ (Incidental Reading) การสอนอ่านครูมักใช้คำ ในแบบเรียน ภาษาไทย ซึ่งบางครั้งน่าเบื่อ ครูอาจสอนภาษาไทย ในขณะประกอบกิจกรรมที่เด็กสนใจ อาจทำ ให้เด็ก อยากอ่านมากขึ้น 23. การจำแนกพยางค์หรือจำแนกคำ โดยเฉพาะเด็กมีปัญหาในการแยกคำ โดยเฉพาะคำต่อเนื่อง 24. การจำแนกตัวอักษร ใช้ในการเขียนคำ ตัวอักษร 1 ตัว ให้เขียนลงในช่อง ๆ เดียว ที่ว่างไว้ 25. การร่วมกันอ่าน (Reading Along) เป็นการร่วมกันอ่านหลายๆคน พร้อมๆกัน อาจมีผู้นำ 1 คน ก็ได้ 26. การจับคู่กันอ่าน (Pair Reading) เป็นการให้นักเรียน 2 คน จับคู่กันอ่าน สลับกันอ่าน สลับกันสอนอ่าน 27. การอ่านเสียงก้อง (Echo Reading) เป็นการให้1คน หรือ1กลุ่มอ่าน อีก1คนหรือ1กลุ่ม อ่านตามหลังเล็กน้อย กลุ่มต่อ ๆ ไปก็อ่านตามหลังต่อไปอีก ทำ ให้เกิดเป็นเสียงก้องหรือเป็นเสมือนคลื่น ของเสียง อาจแสดงท่าประกอบเหมือนกับการเล่นคลื่น (เล่น wave) ในการเชียร์ฟุตบอล 28. การฝึกจำ ทั้งคำ เป็นการอ่านโดยการจำ ทั้งคำ ซึ่งเป็นวิธีที่เด็กถนัดอยู่แล้ว โดยเฉพาะคำ ที่ คุ้นตา (Sight Word) เมื่อมองเห็นคำแล้วอ่านได้เลยโดยไม่ต้องประสมหรือแจกลูก 29. การใช้ประสาทสัมผัสหลายด้าน เป็นการอ่านด้วยมือ หมายถึงผู้เรียนใช้มือจับต้อง สัมผัส คำ ที่กำลังอ่านอยู่ โดยใช้ตัวอักษรทำด้วยพลาสติก หรือกระดาษแข็ง หรือวัสดุอื่นที่สามารถจับต้องได้วิธีนี้ เหมาะสำ หรับเด็กมาก 30. การอ่าน/เขียน บทสนทนาเป็นการฝึกเขียนคำสนทนาของคน 2คน (แล้วจึงเพิ่มเป็น 3 หรือ มากกว่าในภายหลัง) อาจเป็นการคุยกันในห้องเรียนว่าเด็ก 2 คน คุยกันว่าอย่างไรบ้าง เขียนออกมาเป็นคำ แล้วฝึกอ่านตามที่เขียน เป็นบทสนทนาสั้น ๆ อาจวาดภาพประกอบด้วย 31. การอ่าน/เขียนอย่างอิสระ (Independent Reading/Writing) เป็นการให้ผู้เรียนเลือก เนื้อหาสิ่งพิมพ์ที่เด็กอยากอ่านด้วยตนเองซึ่งอาจไม่ใช่แบบเรียน เด็กอาจเลือกในเรื่องและกิจกรรมที่เขาสนใจ อาจทำ ให้เขาอยากอ่านมากขึ้น
100 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) เทคนิคการสอนเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ เนื่องจากการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนรวมจำ เป็นต้องใช้เทคนิคการสอนที่มีความหลากหลาย เพื่อให้นักเรียนที่เรียนในชั้นเรียนได้เรียนรู้อย่างเสมอภาค นักวิชาการทางการศึกษาได้ให้แนวในการใช้เทคนิค การสอนไว้ดังนี้ 1. หลักการใช้ 3R ได้แก่ 1.1 Repettition สอนซ้ำ ไปซ้ำ มาและใช้เวลาสอนมากกว่าเด็กปกติเมื่อมีพฤติกรรมที่ พึงประสงค์แล้ว จึงเปลี่ยนจุดประสงค์การเรียนรู้ใหม่ 1.2 Relaxtionสอนแบบไม่ตึงเครียดนักเปลี่ยนกิจกรรมจากวิชาการเป็นกิจกรรมนันทนาการ สลับไปมา 1.3 Routine กำ หนดกิจกรรมให้เป็นกิจวัตรประจำวัน 2. หลักการสอนแบบเชิงพฤติกรรม (Teaching Behavior Techniques) เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม จึงเป็นองค์ความรู้หนึ่งที่จำ เป็นสำ หรับการจัดกิจกรรมการฝึก ทักษะและการเรียนการสอนสำ หรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เทคนิคการสร้างเสริม พฤติกรรมที่พึงประสงค์และเทคนิคการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เทคนิคการสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์สิ่งที่ผู้สอนจะต้องเข้าใจว่าเด็กที่มีความต้องการ พิเศษ ถ้าไม่มีผู้สอนมาสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ให้พฤติกรรมซึ่งมีประโยชน์ซึ่งจำ เป็นใช้ในการอยู่ ร่วมสังคมกับมนุษย์ปกติก็ไม่อาจมีพฤติกรรมพึงประสงค์ที่จะนำ ไปใช้ในการอยู่ร่วมสังคมปกติได้เทคนิค การสร้างเสริมพฤติกรรมที่พึงประสงค์ที่สำคัญมี7 เทคนิค ได้แก่ 2.1 เทคนิคการแตกงานหรือทักษะที่จะสอนออกเป็นส่วนย่อย (Discrete-Trial Training/ DTT) หรือการวิเคราะห์งาน (Taskanalysis) หมายถึงผู้สอนจะต้องแตกทักษะที่จะสอนออกเป็นส่วนย่อยๆ หลายๆส่วนหรือหลายๆ ขั้นตอนให้เป็นงานที่ง่ายที่สุดที่ผู้เรียนจะทำ ได้แล้วเอาแต่ละส่วนแต่ละขั้นตอนนั้น มาแยกสอน ให้ผู้เรียนทำ ได้คล่องด้วยตัวเองในแต่ละส่วนหรือแต่ละขั้นตอน 2.2 เทคนิคการแนะ(Prompting) ในการสอนทักษะหรือพฤติกรรมใดๆเพื่อประกันให้ผู้เรียน สามารถตอบสนองหรือทำ ได้อย่างถูกต้องผู้สอนจะต้องใช้การแนะจากมากที่สุดตั้งแต่จับมือให้ทำ บอกด้วย ท่าทาง บอกด้วยวาจา บอกด้วยสายตา บอกด้วยน้ำ เสียง บอกด้วยตำแหน่งชี้ให้ดูไปจนกระทั่งไม่มีการแนะ เลยค่อยๆลดการแนะลงจากมากที่สุดไปน้อยที่สุดจนกระทั่งไม่มีการแนะเลยเราเรียกว่าการถอนการแนะ (PromptFading)การถอนการแนะจะต้องกระทำอย่างเป็นระบบโดยมีกฎว่าแนะเท่าที่จำ เป็นเท่านั้น และ ถอนการแนะให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเร็วได้แต่จะต้องไม่ถอนเร็วเกินไปจนผู้เรียนไม่สามารถทำ ได้แต่การถอนการ แนะช้าหรือไม่ถอนเลยก็จะยิ่งเป็นผลเสียเพราะจะทำ ให้ผู้เรียนขัดขืนต่อการแนะ รวมทั้งห้ามการแนะอย่าง ไม่ตั้งใจ เช่น ผู้สอนต้องการให้ผู้เรียนชี้บัตรคำ ไหนโดยไม่ตั้งใจผู้สอนก็ชำ เลืองไปยังบัตรคำ นั้น ผู้เรียนก็เลย
101 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) เดาคำตอบจากสายตาผู้สอน ผู้เรียนก็จะไม่สนใจที่บัตรคำ ที่ถูก แต่จะคอยดูว่าสายตาผู้สอนเหลือบไปที่บัตร คำ ไหนก็จะชี้บัตรคำ นั้น การแนะอย่างไม่ตั้งใจนี้ทำ ให้ผู้เรียนไม่เกิดการเรียนรู้ที่ผู้สอนต้องการ ทั้งนี้ผู้สอนจะ ต้องจำ ให้ขึ้นใจ (Keep In Mind) ว่าเป้าหมายสุดท้ายของการสอนคือ ผู้เรียนรู้เข้าใจและปฏิบัติทักษะหรือ พฤติกรรมที่สอนได้ด้วยตัวเองอย่างเป็นอิสระ การแนะจึงจะต้องมีการถอนหรือถอยออก ไม่เช่นนั้นเด็กที่มี ความต้องการจำ เป็นพิเศษจะมีปัญหาขัดขืนต่อการแนะตามมาซึ่งแก้ยาก และในที่สุดผู้เรียนจะไม่สามารถ ทำอะไรอย่างอิสระในสิ่งแวดล้อมปกติเฉกเช่นคนปกติได้ 2.3 เทคนิคการให้รางวัลและการลงโทษ (Reinforcements And Punishments) เทคนิค การให้รางวัลถือเป็นหัวใจของการสร้างเสริมพฤติกรรมเชิงบวก ผู้สอนจึงต้องใช้การให้รางวัลมากกว่าการ ลงโทษโดยที่ผู้สอนจะต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับ วัตถุประสงค์ของการให้รางวัลเอกลักษณ์หรือการจำแนก แยกแยะและการพัฒนาสิ่งที่นำ มาเป็น “รางวัล”การเลือกรางวัลกฎของรางวัลและความแตกต่างตลอดจน ข่าวสารที่ผู้สอนจะสื่อกับผู้เรียนด้วยรูปแบบต่างๆ ของรางวัล วัตถุประสงค์หรือหน้าที่ของรางวัล ก็คือ เพื่อ ให้เกิดแรงจูงใจให้ผู้เรียนทำ พฤติกรรมหรือเรียนรู้ทักษะที่ต้องการโดยเริ่มแรกอาจเป็นแรงจูงใจจากภายนอก แล้วจากแรงจูงใจจากภายนอกจะพัฒนาอย่างไรให้เป็นแรงจูงใจจากภายในตัวของผู้เรียนเอง 2.4 เทคนิคการตะล่อมกล่อมเกลาทักษะหรือพฤติกรรมใหม่ๆ (Shaping Procedure) คือ กระบวนการฝึกทักษะหรือพฤติกรรมใหม่ๆ แก่ผู้เรียนด้วยการอนุมานความสำ เร็จของการตอบสนองต่อ พฤติกรรมเป้าหมายเช่น แรกเริ่มการสอนอะไรที่เป็นทักษะใหม่ที่ผู้เรียนยังไม่เคยได้เรียนรู้มาก่อน ผู้เรียนไม่ จำ เป็นต้องทำ หรือตอบสนองอย่างถูกต้องครบถ้วนสมบูรณ์แค่เกือบถูกผู้สอนก็ให้ผ่านได้รางวัลเมื่อสอนไป ผู้เรียนเริ่มเข้าใจ มโนคติของทักษะหรือพฤติกรรมที่สอนมากขึ้นเรื่อยๆผู้สอนจะให้ผ่าน ให้รางวัลได้ก็ต่อเมื่อ ผู้เรียนทำ หรือตอบสนองถูกมากขึ้นเรื่อยๆจนกระทั่งผู้เรียนผ่านได้อย่างครบถ้วนถูกต้องสมบูรณ์ในที่สุด หลัก การสำคัญ คือผู้สอนจะต้องมีเกณฑ์มาตรฐานของพฤติกรรมหรือทักษะที่คาดหวัง ให้ผู้เรียนตอบสนองที่ถูก ต้องที่สุดอยู่ในแผนการฝึกหรือแผนการสอนแต่ละทักษะแต่ละพฤติกรรมอยู่ก่อนแล้วจึงจะสามารถตะล่อม กล่อมเกลาการตอบสนองของผู้เรียนให้ไปสู่พฤติกรรมหรือทักษะเป้าหมายที่ต้องการได้ 2.5 เทคนิคการสานต่อพฤติกรรม (Chaining Procedure) คือกระบวนการที่ผู้สอนนำ เอา ทักษะแตกย่อย ที่ไม่ซับซ้อนแต่ละส่วนที่ผู้สอนได้ฝึกสอนให้ผู้เรียนทำ หรือตอบสนองได้อย่างถูกต้องจนคล่อง แล้วโดยไม่มีการแนะ มาสานต่อให้เป็นทักษะหรือพฤติกรรมที่ผู้สอนต้องการสอนให้ผู้เรียนทำ ได้อย่างครบถ้วน สมบูรณ์ 2.6 เทคนิคการขยายผลพฤติกรรม (Generalization Procedure) เป็นหนทางที่ผู้สอน จะทำ ให้ผู้เรียนซึ่งเป็นเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ มีความเป็นไปได้ที่จะใช้ทักษะใหม่ที่เพิ่งได้เรียนรู้ ในสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างออกไป เพราะเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษมีแนวโน้มที่จะคงลักษณะเรียนรู้ อะไรที่เป็นรูปธรรมมากกว่านามธรรม และในลักษณะเฉพาะเจาะจงและไม่พร้อมสำ หรับสถานการณ์ใหม่ๆ ที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น เคยเรียนภาษาไทยกับผู้สอนคนนี้ในห้องนี้ถ้าไม่ใช่ผู้สอนคนนี้ก็ไม่เรียน ถ้าไม่ใช่
102 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ห้องนี้ก็ไม่เรียน เป็นต้น ลักษณะยึดติดหรือปรับเปลี่ยนอะไรได้ยากเช่นนี้ของเด็กที่มีความต้องการจำ เป็น พิเศษทำ ให้เทคนิคการขยายผลพฤติกรรมมีความสำคัญต่อทักษะหรือพฤติกรรมที่ได้เรียนรู้ไปแล้ว ดังนั้น เมื่อทักษะหนึ่งได้ถูกสอนจนผู้เรียนสามารถทำ ได้แล้วในสิ่งแวดล้อมของการเรียนการสอน การฝึกทักษะหนึ่ง จะต้องถูกขยายผลพฤติกรรมให้ผู้เรียนสามารถนำ ทักษะหรือพฤติกรรมที่ได้รับการสร้างเสริมอย่างครบถ้วน ไปใช้ได้ในทุกสถานการณ์ทุกสิ่งเร้าและตอบสนองได้กับทุกคนที่หลากหลายสิ่งที่จะต้องคำ นึงถึงในการขยาย ผลพฤติกรรมให้กับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษดังนี้ 1. การเปลี่ยนวัตถุหรือสื่อหรือสิ่งเร้าที่ใช้ในการเรียนการสอนและการฝึกทักษะ 2. การเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมหรือห้องเรียนที่ใช้ในการเรียนการสอนและการฝึกทักษะ 3. การมีผู้สอนหลายคนในการเรียนการสอนและการฝึกทักษะนั้นๆ 4. การมีผู้ปกครองเข้าร่วมในการเรียนการสอนและการฝึกทักษะนั้นๆด้วยทั้งที่โรงเรียน หรือที่ศูนย์ 5. ผู้ปกครองจะต้องนำ ทักษะที่ผู้เรียนถูกสอนแล้วที่โรงเรียนไปให้ผู้เรียนทำ หรือปฏิบัติ ที่บ้านด้วย เช่น ผู้สอน ก สอนให้ผู้เรียนเขียน ก.ด้วยคำสั่งว่า “เขียน ก.ไก่” ผู้เรียนเขียน ก.ไก่ บนสมุดด้วย ดินสอได้ในห้องเรียน การขยายผลพฤติกรรมในกรณีนี้ก็คือผู้เรียนจะต้องสามารถเขียน ก.ไก่ ได้กับ ผู้สอน ข ผู้สอน ค พ่อแม่ เพื่อน เป็นต้น ด้วยคำสั่งว่า “เขียน ก.ไก่” เขียน ก.ไก่สิ” ผู้เรียนสามารถเขียน ก.ไก่ได้ด้วย ปากกาดินสอสีพู่กัน นิ้วมือ บนสมุด บนสมุดวาดเขียน บนฝาผนัง บนพื้นทราย บนดินน้ำ มัน เป็นต้น เขียน ได้ทั้งในห้องเรียน ห้องสอบ ห้องสมุด ห้องนอนที่บ้าน ห้องนั่งเล่นที่บ้านเพื่อน ทักษะหนึ่งหรือพฤติกรรมหนึ่ง เมื่อผู้เรียนทำ ได้แล้ว ต้องมีการขยายผลพฤติกรรมกันอย่างรอบด้าน ให้ผู้เรียนสามารถทำ ได้ในทุกเวลาและ สถานที่ตามความเหมาะสมเฉกเช่นที่คนปกติในสังคมทำกันได้นั่นเอง 2.7 เทคนิคการคงรักษาไว้ซึ่งทักษะที่ทำ ได้แล้ว (Maintaining Previously Learned Skill Procedure) หมายถึง ทักษะใด ๆ ที่ผู้เรียนทำ ได้แล้วจะต้องถูกทบทวนเป็นช่วงๆ สลับกับทักษะใหม่ๆ ที่ผู้ เรียนได้รับการฝึกสอนเพิ่มเติมเข้ามาเป็นระยะๆ หรือหลอมรวมทักษะเก่าเข้ากับทักษะใหม่หากเป็นไปได้เช่น สอนให้เขียน ก.ไก่ ได้แล้ว พอสอน เขียน ข.ไข่ก็ต้องเอา ก.ไก่ มาให้เขียนสลับกันไปด้วย สอน ก.ไก่ ไปแล้ว พอสอนถึงสระ า ก็เอา ก.ไก่มาหลอมรวมกับสระ า เป็น กา เป็นต้นสำ หรับเทคนิคการจัดการกับพฤติกรรม ที่ไม่พึงประสงค์จะกล่าวไว้ในข้อ 3.4 ความช่วยเหลือด้านพฤติกรรม (Behaviors Support) 3. การวิเคราะห์งาน (Task Analysis) เป็นการจำ แนกเนื้อหาที่จะสอนเป็นขั้นตอนย่อยๆ หลายขั้นตอนและเรียงลำดับจากง่ายไปหายาก พร้อมทั้งกำ หนดจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมของแต่ละขั้นตอน อย่างครบถ้วน ในการสอนครูต้องสอนทักษะทีละขั้นอย่างละเอียดตามลำดับความยากง่าย ทำ ให้นักเรียน ประสบความสำ เร็จในการเรียนรู้ได้ง่ายและสามารถเรียนรู้สิ่งที่ยากขึ้นทีละเล็กละน้อยได้เรื่อยๆ
103 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4. การสอนแบบตัวต่อตัว (Direct Instruction) เนื่องจากนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็น พิเศษมีหลายระดับความสามารถและความต้องการจำ เป็นที่หลากหลาย การจัดการเรียนรู้ในชั้นเรียนหรือ เป็นกลุ่มอาจไม่ตอบสนองต่อความต้องการของนักเรียนบางคน โดยเฉพาะนักเรียนที่มีระดับความสามารถ ต่างจากเพื่อนร่วมชั้นเรียนมากหรือนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นระดับรุนแรงครูอาจจะประยุกต์ใช้วิธีการ สอนตัวต่อตัว โดยครูอาจให้ทำตาม การให้คำชี้แนะ การให้ผลย้อนกลับและการเสริมแรงแบบทันทีทันใด 5. การสอนเป็นกลุ่มเล็ก (Group Instruction) นักเรียนบางคนอาจได้รับประโยชน์กับการเรียน เป็นกลุ่มเนื่องจากเป็นการเรียนที่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนคนอื่นๆการทำกิจกรรมเป็นกลุ่มอาจทำ ให้นักเรียนมี ความสนุกสนานไม่น่าเบื่อเมื่อประยุกต์ใช้กับเทคนิคการสอนแบบใช้เกมและเพลงการสอนเป็นกลุ่มเล็กอาจ นำ นักเรียนที่มีระดับความสามารถใกล้เคียงกันมากแยกสอนเป็นกลุ่มเล็กในห้องโดยมีครูการศึกษาพิเศษดูแล หรือหากกลุ่มของนักเรียนเหล่านั้นมีระดับความสามารถที่แตกต่างกับเพื่อนในชั้นมากก็อาจแยกกลุ่มมาสอน นอกชั้นเรียน เช่นกลุ่มของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่4 ที่มีความสามารถในการอ่านและเขียนในระดับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 1 เป็นต้น 6. การสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน (Peer Assistance Instruction) เป้าหมายหนึ่งของการ จัดการศึกษาแบบเรียนรวมคือการทำ ให้นักเรียนปกติมีเจตคติที่ดีต่อนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ ดังนั้นการเปิดโอกาสให้นักเรียนทั่วไปเข้ามามีส่วนร่วมในการจัดการเรียนรู้ให้แก่นักเรียนที่มีความต้องการ พิเศษจึงเป็นเทคนิคการสอนที่ได้รับประโยชน์ทุกด้าน การเรียนรู้อาจเกิดได้ดีกว่าเนื่องจากนักเรียนอยู่ใน วัยใกล้เคียงกันและสนิทสนมกันจึงสามารถใช้ภาษาในการสื่อสารที่เข้าใจกันได้ง่ายกว่า โดยครูอาจจัดกลุ่ม นักเรียนที่จะช่วยเหลือนักเรียนพิเศษ หรือจัดนักเรียนปกติให้ช่วยเหลือนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษตัวต่อตัว ก็ได้นักเรียนปกติที่มาช่วยเหลือควรได้รับการชี้แจงศักยภาพจุดเด่นจุดด้อยของนักเรียนที่มีความต้องการ พิเศษ อย่างไรก็ตามครูควรจะอยู่ดูแลและให้ความช่วยเหลือระหว่างใช้เทคนิควิธีการสอนนี้เพื่อช่วยเหลือ นักเรียนทั้งสองฝ่าย บางครั้งนักเรียนปกติที่ช่วยสอนมีทักษะการถ่ายทอดความรู้ด้อยกว่าครู 7. การเรียนแบบร่วมมือ (Cooperative Learning) เป็นการเรียนรู้เป็นกลุ่มย่อยโดยประกอบ สมาชิกกลุ่มที่มีความระดับความสามารถที่แตกต่างกัน โดยสมาชิกแต่ละคนช่วยกันเรียนรู้เพื่อให้บรรลุ เป้าหมายของกลุ่ม เน้นความสำคัญของสมาชิกแต่ละคน เป็นการฝึกให้นักเรียนแก้ปัญหาด้วยกระบวน การกลุ่ม เมื่อกลุ่มบรรลุเป้าหมายที่วางไว้ก็จะได้รับรางวัลตามที่ได้ตกลงไว้เป็นการฝึกให้นักเรียนร่วมกันเรียน แทนที่จะแข่งขันกันเพื่อความเป็นเลิศ การประยุกต์ใช้วิธีการสอนนี้สำ หรับนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็น พิเศษในชั้นเรียนรวมอาจประสบปัญหาบ้าง เช่น เพื่อนไม่ยอมรับความสามารถของนักเรียนที่มีความต้องการ จำ เป็นพิเศษ เพื่อนเห็นว่านักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษเป็นตัวถ่วง เป็นต้น เพราะฉะนั้นครูจึงมี
104 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) หน้าที่สำคัญที่จะต้องประสานความสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษและนักเรียนทั่วไป เช่น การชี้แจงให้นักเรียนทั่วไปเข้าใจขีดความสามารถของนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ การมอบหมายงาน ให้นักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษควรมีระดับความยากที่ท้าทายความสามารถแต่ไม่ยากจนเกินไป การให้นักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษร่วมกิจกรรมในบางขั้นตอนหากไม่สามารถร่วมกิจกรรมได้ ทั้งหมด การให้มีครูคอยช่วยเหลือนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษเมื่อมีกิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น 8. การเรียนแบบนำ ตนเอง (Self-Directed Learning) เทคนิควิธีการนี้เป็นการเปิดโอกาส ให้ผู้เรียนสามารถวางแผนกำ หนดระดับการเรียนรู้กำ หนดเป้าหมาย วิธีการเรียน และการประเมินตนเองที่ เหมาะสมกับระดับความสามารถและรูปแบบการเรียนรู้ของตนเองเป็นการฝึกให้นักเรียนได้ฝึกฝนให้นักเรียน ได้พึ่งพาตนเอง เกิดแรงจูงใจภายในที่กระตุ้นความต้องการที่จะเรียนรู้และในอนาคตสามารถวางแผนการ เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง 3.4 ความช่วยเหลือด้านพฤติกรรม (Behaviors support) ผู้สอนบางท่านมีความสามารถวางแผนการจัดการเรียนการสอนได้ดีแต่เมื่อนำ ไปจัดกิจกรรมการ เรียนรู้ในชั้นเรียนรวม พบว่าผู้เรียนไม่มีความก้าวหน้า หรือไม่บรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้เนื่องจากผู้สอนไม่ สามารถควบคุมพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนได้ดังนั้น การจัดพฤติกรรม ที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียน จึงเป็นปัจจัยสำคัญปัจจัยหนึ่ง ในการส่งเสริมให้การจัดการเรียนการสอนบรรลุจุดมุ่งหมายที่ตั้งไว้ดังนั้นครู และบุคลากรในโรงเรียนจะต้องมีความรู้ความเข้าใจในเรื่องของพฤติกรรมของผู้เรียน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ในการวางแผนการจัดการเรียนการสอน และในการวางแผนพัฒนาพฤติกรรมผู้เรียน พฤติกรรม หมายถึง การเคลื่อนไหวที่สังเกตเห็นได้และวัดได้เป็นเหตุการณ์ที่มีจุดเริ่มต้นและ จุดจบ นิยามนี้มักจำกัดเฉพาะพฤติกรรมที่แสดงออกมาให้สังเกตได้จดบันทึกได้ทั้งนี้เพราะพฤติกรรมที่อยู่ ภายใน เช่น การคิด ความรู้สึก จินตภาพ ไม่สะดวกต่อการวัด เนื่องจากพฤติกรรมที่เป็นปัญหาสามารถดูได้ จากพฤติกรรมภายนอกที่แสดงออกมา และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมก็สามารถเห็นได้ง่าย และขึ้นอยู่กับ การเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมที่อยู่ภายในตัวเด็ก เช่น เจตคติการรับรู้เกี่ยวกับตนเอง ความรู้สึก พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์คือพฤติกรรมของผู้เรียนที่แสดงออกมาว่าเบี่ยงเบนไปจากปกติอาจ แตกต่างไปจากผู้เรียนคนอื่น ๆในวัยเดียวกัน เพศเดียวกัน หรือมีพฤติกรรมเช่นนั้นบ่อยๆ หรือรุนแรง หรือ เกิดขึ้นซ้ำซากในช่วงเวลาหนึ่ง โดยพฤติกรรมนั้น ๆ เป็นอันตรายต่อตัวเองหรือผู้อื่น หรือ ขัดขวางการเรียน รู้หรือการเรียนการสอน หรือ ขัดขวางการเข้าสังคมของผู้เรียน บางครั้งปัญหาพฤติกรรมของผู้เรียนยังระบุชัดไม่ได้จนกระทั่งผู้เรียนเข้าโรงเรียน กฎเกณฑ์และ ความต้องการของทางโรงเรียนที่ต้องทำ เป็นประจำ ครูและความสัมพันธ์กับคนอื่น ๆ อาจก่อให้เกิดปัญหา
105 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ทางพฤติกรรมได้หรืออีกนัยหนึ่งก็คือจะสะท้อนให้เห็นถึงการขาดทักษะทางสังคม ความรุนแรงของปัญหา ยังขึ้นอยู่กับ ประวัติพัฒนาการของเด็ก อิทธิพลของสิ่งแวดล้อม และระดับของพฤติกรรมเด็กที่เบี่ยงเบนไป จากเกณฑ์พัฒนาการ เกณฑ์วัฒนธรรมหรือจากความคาดหมายของบุคคลอื่น สาเหตุของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียน การเข้าใจเงื่อนไขส่วนตัวของผู้เรียนที่ส่งผลต่อพฤติกรรมของผู้เรียน ทำ ให้ครูเข้าใจสิ่งที่อยู่เบื้อง หลังพฤติกรรมของผู้เรียน จะทำ ให้ครูสามารถวางแผน ช่วยเหลือ แก้ไข พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ได้อย่าง มีประสิทธิภาพ ส่วนสาเหตุการแสดงออกพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนมีทั้งสาเหตุจากโครงสร้างการ เรียนการสอน สาเหตุจากนอกโครงสร้างการเรียนการสอน และคุณสมบัติทางธรรมชาติของเด็กที่มีความ ต้องการจำ เป็นพิเศษบางกลุ่มและบางคน โดยสรุปพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนอาจจะมีสาเหตุดังนี้ 1. สาเหตุจากห้องเรียน เป็นสภาพแวดล้อมภายในห้องเรียน ที่มีการจัดวางวัสดุอุปกรณ์ภายใน ห้องเรียน ที่เป็นสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัสที่รบกวนหรือดึงดูดความสนใจ หรือที่ทำ ให้ผู้เรียนรู้สึกทนไม่ได้เสีย สมาธิที่จะทำ ให้ผู้เรียนมีปัญหาพฤติกรรม เช่นแสง สีเสียง ในห้องเรียน อุณหภูมิในห้องเรียน ภาวะเสียงใน ห้องเรียน การเคลื่อนไหว ความวุ่นวายสับสน วัตถุอุปกรณ์มีการเคลื่อนไหว เป็นต้น ทั้งนี้สภาพห้องเรียนที่ดีเข้ากับธรรมชาติของผู้เรียน หรือความต้องการจำ เป็นพิเศษของผู้เรียน เช่น อากาศดีเงียบ มีแสงพอเพียง การปรับระดับอุณหภูมิให้เหมาะสม ควบคุมสิ่งเร้าที่ไม่จำ เป็น เช่น ไม่ติด หรือแขวนอุปกรณ์อะไรที่เคลื่อนไหว และค่อยๆ ฝึกผู้เรียนให้ทนกับสภาพแวดล้อมซึ่งมีสิ่งเร้าได้มากขึ้นๆ ที ละน้อยจนทนได้และสามารถเรียนได้ท่ามกลางแสงสีเสียงที่รบกวนได้เท่าผู้เรียนทั่วไปโดยผู้สอนต้องมีวิธีเรียก ความสนใจของผู้เรียน ฝึกผู้เรียนให้สามารถรวมศูนย์ความสนใจ(Focus) มาอยู่ที่กิจกรรมที่ผู้สอนกำลังสอน อยู่ให้ได้ นอกจากนี้เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษเป็นกลุ่มผู้เรียนที่ไว หรือเฉื่อยต่อสิ่งเร้าในสภาพ แวดล้อม ควรจัดห้องเรียนให้เป็นระเบียบ เป็นสัดส่วน ง่ายต่อการแยกแยะทางประสาทสัมผัสของผู้เรียน 2. สาเหตุจากตัวผู้เรียน สาเหตุส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องสุขภาพ ความบกพร่องที่ส่งผลต่อพฤติกรรม เช่น การปรับตัวยากต่อการเปลี่ยนแปลง ความไวหรือเฉื่อยต่อสิ่งเร้าธรรมชาติในสิ่งแวดล้อมที่เป็น แสง สีเสียง กลิ่น รสและการรับสัมผัสทางผิวหนัง อุณหภูมิการประมวลผล ภาวะภูมิต้านทานโรค และภาวะ โรคแทรกซ้อน โรคประจำตัว โรคภัยไข้เจ็บ การเปลี่ยนแปลงภายในร่างกาย เช่น ลมชัก ภูมิแพ้หวัด ฟันหัก ฟันขึ้น เข้าสู่ช่วงวัยรุ่น เป็นต้น ในกรณีที่ผู้เรียนต้องได้รับการรักษาบำ บัดจากแพทย์ผู้สอนจะต้องมีข้อมูลด้านสุขภาพของเด็กที่ มีความต้องการจำ เป็นพิเศษแต่ละคนในความรับผิดชอบของตนเอง ประสานกับผู้ปกครองส่งต่อให้แพทย์ ตรวจวินิจฉัย ทำการรักษาและบำ บัด ผู้สอนจะต้องเรียนรู้เกี่ยวกับยาที่มีการใช้กับผู้เรียนแต่ละคน เพราะ
106 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) พฤติกรรมไม่พึงประสงค์บางอย่างของผู้เรียน อาจมีสาเหตุมาจากผลข้างเคียงของยาที่ใช้หรือสำ หรับผู้เรียน ที่มีภาษาพูดแล้วก็ต้องสอนให้ผู้เรียนรู้จักที่จะบอกเกี่ยวกับอาการที่เจ็บป่วยและการร้องขอความช่วยเหลือ 3. สาเหตุจากครูผู้สอน ส่วนใหญ่เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาจะแสดง พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์กับผู้สอน 3.1 ผู้สอนที่เพิ่งเข้ามาใหม่ ผู้เรียนยังไม่เข้าใจว่า เป็นใคร มาทำ ไม มาทำอะไรต้องให้เวลาใน การปรับตัว 3.2 ผู้สอนที่ไม่ปรับเปลี่ยนปรับปรุงวิธีการสอน สอนซ้ำซากน่าเบื่อหน่าย ไม่สนุก ทั้งน้ำ เสียง สีหน้าท่าทางไม่น่าสนใจ สอนอย่างเสียไม่ได้จึงดึงดูดความสนใจของผู้เรียนไม่ได้ 3.3 ผู้สอนที่ขาดเทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม ผู้เรียนปฏิบัติทักษะที่ผู้สอนสอนไม่ได้ให้ครู พิจารณาว่านั่นคือพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ต้องจัดการ ส่วนว่าจะจัดการกับพฤติกรรมไหนก่อนหรือหลัง ผู้สอนจะต้องใช้ดุลยพินิจ ตัดสินใจ 3.4 ผู้สอนที่ไม่คำ นึงถึงพื้นฐานพฤติกรรมของผู้เรียน แล้วสอนในสิ่งที่ยากเกินไปหรือสอน ข้ามขั้น โดยที่ผู้เรียนยังขาดทักษะที่จำ เป็นที่ต้องมีมาก่อนสิ่งที่ผู้สอนกำลังสอนอยู่ในขณะนั้น 3.5 ผู้สอนที่มีสิ่งเร้าทางประสาทสัมผัส ที่ผู้เรียนชอบหรือที่ผู้เรียนทนไม่ได้เช่น น้ำ เสียง กลิ่นตัว กลิ่นปาก ครูผู้สอนจึงต้องศึกษาและเตรียมแผนการสอนและแผนการจัดกิจกรรมให้เร้าใจตื่นเต้น สนุกสนาน น่าสนใจ โดยผู้สอนจะต้องชำ นาญการใช้เทคนิคการสอนเชิงพฤติกรรม และใช้ได้อย่างเป็น ธรรมชาติควบคู่ไปกับการฝึกผู้เรียนให้เคยชินที่จะปรับเปลี่ยนตนเองให้เรียนได้กับครูหรือผู้สอนหลายๆคน ที่หมุนเวียนเปลี่ยนกันมา 4. สาเหตุจากเพื่อน ปัญหาของผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ เช่น ไม่ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน ไม่เล่นกับเพื่อน แยกตัวหรือเพื่อนไม่เล่นด้วย พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนบางกลุ่มจะมีพฤติกรรม กระตุ้นตัวเอง เนื่องจาก ผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษไม่รู้จักวิธีที่จะเล่นหรือวิธีที่จะสร้างและรักษา ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน หน้าที่ของผู้สอนต้องแก้ไขพฤติกรรม เช่น สอนให้ผู้เรียนได้มโนคติเกี่ยวกับเพื่อนฝึกการปฏิสัมพันธ์ กับเพื่อน การใช้ภาษา การเล่น กระตุ้นให้ผู้เรียนเข้าร่วมกิจกรรมกับกลุ่มเพื่อนฝึกบทพูด บทสนทนาที่จะใช้ กับเพื่อน หาเพื่อนสนิทโดยที่ผู้สอนหรือทีมงานของผู้สอนจะต้องแสวงหาและจัดตั้งเพื่อนที่เหมาะสมให้ผู้เรียน ด้วยเป็นสำคัญ นอกจากนี้ในส่วนที่มีกิจกรรมรวมกลุ่ม หรือกิจกรรมบูรณาการที่จะให้ผู้เรียนเข้าไปร่วมนั้น ผู้สอนจะต้องเตรียมให้ผู้เรียนได้ทำกิจกรรมนั้นได้ก่อนเข้ากิจกรรมกลุ่มเสมอ
107 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 5. สาเหตุจากกิจกรรม การฝึกทักษะและกิจกรรมการเรียนการสอน ที่มีตารางเวลาของ การจัดกิจกรรมที่ขาดความต่อเนื่อง และความสม่ ำ เสมอของการจัดกิจกรรมของผู้สอน และหรือทีมผู้สอน โดยเฉพาะในกลุ่มผู้เรียนที่ปรับตัวยากส่งผลให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกไม่ปลอดภัยบางครั้งการหยุดกิจกรรมที่เคยทำ หรือวิชาที่เคยเรียน หรือการหยุดเรียน หรือการปิดเรียนบ่อย หรือการหยุดเรียนโดยไม่มีการเตรียมที่เพียงพอจะ ทำ ให้เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษถดถอยทางพฤติกรรม การจัดกิจกรรมการฝึกทักษะกิจกรรมการเรียน การสอนให้แก่เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ จึงต้องให้ความสำคัญคำ นึงถึงความสม่ ำ เสมออย่างต่อเนื่อง 6. สาเหตุจากครอบครัว สภาพแวดล้อมจากครอบครัวของเด็กจะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการ ทางอารมณ์และพฤติกรรมของเด็กได้แก่ความรักความอบอุ่นในครอบครัวสถานภาพในครอบครัวการเกิด การตาย หรือการจากไปของสมาชิกในครอบครัว ทักษะและวิธีการอบรมเลี้ยงดูของพ่อแม่ผู้ปกครองความกดดัน จากครอบครัว เป็นต้น ดังนั้น การทำ ความเข้าใจเงื่อนไขส่วนตัวของเด็ก เป็นสิ่งที่ผู้สอนต้องสืบค้น วิเคราะห์ เพื่อประสิทธิภาพในการจัดการชั้นเรียนและการวางแผนแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียน รูปแบบการแสดงออกของพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ผู้เรียนส่วนใหญ่แสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เมื่อผู้เรียนไม่ได้รับความสำ เร็จในการเรียน ไม่เข้าใจกิจกรรมที่กำลังทำ ขาดการเรียนรู้เรื่องพฤติกรรมที่เหมาะสมในห้องเรียนและอื่นๆโดยอาจมีรูปแบบ พฤติกรรมการแสดงออกดังนี้ 1. การหลีกเลี่ยงในการอ่าน เขียน หรือ ทำสมุดการบ้านหายบ่อยๆ ความจำ ไม่ดีเรียนได้หน้า ลืมหลัง 2. การขาดสมาธิไม่มีสมาธิในการเรียน ทำ งานช้า ทำ งานไม่เสร็จในชั้นเรียน ลุกจากที่นั่งบ่อยๆ 3. ผลงานขาดคุณภาพ ทำ งานสะเพร่า ทำ งานไม่ดีผลงานน้อย ผลงานไม่ประณีต 4. ผู้เรียนบางคนอาจต่อต้านแบบดื้อเงียบ ไม่ทำตามที่ครูสั่งหรือปฏิเสธโดยตรง 5. มีความรู้สึกในด้านลบ ได้แก่ รู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้รู้สึกว่าตนเอง “ไม่เก่ง”“รู้สึกด้อย” และ ไม่มั่นใจในตนเอง มักตอบคำถามว่า “ทำ ไม่ได้” 6. พฤติกรรมที่แสดงความก้าวร้าวก้าวร้าวกับเพื่อน พี่น้องครูหรือพ่อแม่ หรือบางครั้งกล่าวโทษ ครูว่าสอนไม่ดีหรือเพื่อนแกล้ง ทำ ร้ายผู้เรียนอื่นๆ หรือรบกวนผู้อื่น พูดเสียงดัง หรือทำ เสียงที่ไม่จำ เป็น ตอบคำถามเมื่อครูพูดกับเด็กคนอื่น 7. ภาวะอารมณ์แปรปรวน หงุดหงิดง่าย ไม่อดทน ไม่รู้สึกขำ ในคำ พูดตลก “โจ๊ก” 8. การขาดความมั่นใจในตนเอง กลัวครูดุกลัวเพื่อนล้อว่า “อ่านหนังสือช้า” ไม่สามารถทำ งาน ตามลำ พังได้ไม่สามารถเริ่มทำ งานได้หากครูไม่ช่วยเหลือ
108 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 9. การทำตัวเป็นตัวตลกในห้องเรียนเพื่อกลบเกลื่อน 10. ไม่เข้าใจความลึกซึ้งในความหมายของคำและความรู้สึกที่ผู้เขียนสื่อสารต่อผู้อ่าน การประเมินพฤติกรรม การประเมินพฤติกรรม เป็นการการรวบรวมข้อมูลสารสนเทศที่จำ เป็น อภิปรายเกี่ยวกับพฤติกรรม ของเด็กในความรับผิดชอบ ใช้คำถามหลักและแบบตรวจสอบรายการสำ หรับทักษะทางสังคม และพฤติกรรม การเรียนเพื่อเสริมสร้างสิ่งที่ผู้สอนควรรู้มีการสังเกตเด็กในห้องเรียนและบันทึกสิ่งพบเห็นอย่างเป็นระบบ โดยการประเมินต้องสืบค้นในเรื่องต่อไปนี้ 1. พฤติกรรมเฉพาะซึ่งเป็นสาเหตุของปัญหา 2. ในสถานการณ์บุคคล เวลา ที่ทำ ให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ 3. เหตุการณ์สถานการณ์ก่อนเกิดพฤติกรรมที่เป็นปัญหา 4. เหตุการณ์สถานการณ์ที่เกิดขึ้น หลังเกิดพฤติกรรมที่เป็นปัญหา 5. ทักษะที่นักเรียนแสดงออกและทักษะอื่น ๆ 6. เจตคติของผู้เรียนที่มีต่อพฤติกรรม 7. เจตคติที่ผู้เรียนมีต่อตนเอง 8. เจตคติที่ผู้อื่นมีต่อผู้เรียน การประเมินพฤติกรรมที่ดีน่าเชื่อถือและสามารถนำ ไปใช้ได้จริงต้องอยู่บนรากฐานของวิธีการและ เครื่องมือการเก็บข้อมูลที่เที่ยงตรง มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทั้งบุคคลสถานที่สถานการณ์ต่างๆของ ผู้เรียน และดำ เนินการโดยผู้ที่มีความรู้ความชำ นาญการ หรือผู้ที่ผ่านการอบรมในการประเมินพฤติกรรมใน ระดับหนึ่ง ๆ การวิเคราะห์ปัญหาพฤติกรรมของแต่ละคน (Analyzing Individual Problem Behavior) การวิเคราะห์ผู้เรียนเป็นรายบุคคลต้องวิเคราะห์ทั้งในส่วนความรู้ความสามารถที่มีประสิทธิภาพ หรือทักษะในการจัดการกับปัญหาทางสังคมหรืออารมณ์แรงจูงใจ กลวิธีหรือทักษะที่จำ เป็นในการแก้ไข พฤติกรรม ดังนั้นจำ เป็นจะต้องนำผลการประเมินพฤติกรรมมาประกอบการวิเคราะห์ค้นหาสิ่งที่บกพร่องของ ผู้เรียน เพื่อจัดการฝึกฝน เพิ่มพูน ความสามารถที่เหมาะสมในการพัฒนาพฤติกรรมหรือการแก้ไขพฤติกรรม ที่ไม่พึงประสงค์นั้น ๆ การวิเคราะห์พฤติกรรมรายบุคคลจะมีประสิทธิภาพ ต้องเกิดจากการเก็บข้อมูลที่ เที่ยงตรง มีประสิทธิภาพ และครอบคลุมทั้งบุคคลสถานที่สถานการณ์ต่างๆของผู้เรียนนั้นๆโดยใช้วิธีการ สัมภาษณ์และการสังเกตอย่างเป็นทางการและไม่เป็นทางการการวิเคราะห์พฤติกรรมของแต่ละบุคคลต้อง ตอบคำถามต่อไปนี้ได้ชัดเจน 1. ผู้เรียนมีพฤติกรรมอะไรที่เหมาะสมตามความคาดหวัง ในสถานการณ์ต่าง ๆ 2. ผู้เรียนมีความสามารถในการประเมินพฤติกรรมตนเองว่าเหมาะสมหรือไม่ได้อย่างถูกต้อง แม่นยำแค่ไหน
109 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 3. ผู้เรียนมีความชำ นาญเพียงไรในการระบุและคาดคะเนพฤติกรรม จากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น ล่วงหน้าและสิ่งที่เกิดตามมา 4. ผู้เรียนมีความสามารถในการประเมินทักษะทางสังคมของตนเองได้อย่างถูกต้องแม่นยำ เพียงไร 5. ผู้เรียนมีทักษะเพียงไรในการใช้กลวิธีต่าง ๆ เช่น การย้อนดูตนเอง การตั้งเป้าหมาย และการ สอนด้วยตนเอง เพื่อแก้ปัญหาทางสังคม และเด็กจะใช้ยุทธวิธีแบบใดในการแก้ปัญหา 6. ผู้เรียนมีทักษะเพียงใดในการใช้กลวิธีต่าง ๆ เช่น การสอนด้วยตัวเอง การประเมินตนเอง การให้แรงเสริมตนเอง และการวางแผนเกี่ยวกับเรื่องสิ่งแวดล้อมเพื่อนำ และทำ ให้พฤติกรรมนั้นคงอยู่ เด็กจะใช้กลวิธีนี้ในการแก้ปัญหาอะไร 7. จะกระตุ้นให้เด็กเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัญหาได้อย่างไร และทำ ได้สำ เร็จแค่ไหนในการ พยายามเปลี่ยนพฤติกรรมจากการที่เคยลองพยายามทำ 8. สิ่งเร้าแบบไหนที่สามารถนำ มาใช้ในการกระตุ้นเด็ก 9. การลงโทษแบบไหนที่ใช้ได้ผลกับการแก้พฤติกรรมที่เป็นปัญหา หยุดทำ การให้เวลานอก(Time out) เด็กมีความคิดอะไรที่ได้จากคำแนะนำของผู้ใหญ่และความคิดนั้นอาจส่งผลต่อแรงจูงใจของเด็ก การเลือกพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมาย (Selecting Target Behavior) หลังจากการวิเคราะห์พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนเป็นรายบุคคลแล้ว อาจจะพบว่าผู้เรียน แต่ละคนมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์มากกว่าหนึ่งพฤติกรรม ผู้สอนต้องพิจารณาคัดเลือกพฤติกรรมอย่าง รอบคอบ ตามความจำ เป็นของผู้เรียนทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยมีข้อพิจารณาในการเลือกพฤติกรรม ที่เป็นเป้าหมาย ดังนี้ 1. พฤติกรรมที่เป็นปัญหาต้องได้รับการแก้ไขทันทีหรือ อาจก่อให้เกิดอันตรายในอนาคตกับ ตัวเด็กหรือผู้อื่น 2. พฤติกรรมที่มีลักษณะเบี่ยงเบนไปจากเกณฑ์และสังคม วัฒนธรรมและ/หรือ กฎหมาย 3. พฤติกรรมที่เป็นปัญหาเกี่ยวข้องกับความไม่เหมาะสม หรือไม่เป็นจริงตามความคาดหวัง ของคนอื่นที่สำคัญในสภาพแวดล้อมของเด็ก 4. พฤติกรรมที่เป็นปัญหาสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องหรือมีพฤติกรรมไม่เหมาะสมในสภาพ แวดล้อมนั้น ๆ 5. พฤติกรรมสามารถเปลี่ยนแปลงได้ง่ายหรือไม่ เมื่อดูจากประวัติพัฒนาการความสามารถ ของเด็ก และองค์ประกอบทางสังคม วัฒนธรรม 6. การเลือกพฤติกรรมเป้าหมายเพื่อช่วยเหลือต้องเรียงลำดับก่อนหลัง ดังนี้
110 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 6.1 พฤติกรรมที่จะเกิดผลทางร่างกายเป็นเป้าหมายแรก อันดับต่อไปเป็นพฤติกรรมที่หาก ปล่อยไปอาจจะทำ ให้เกิดผลเสียอย่างรุนแรงตามมา หรือทำ ให้สูญเสียอิสรภาพแก่เด็กและผู้อื่น อันดับที่สาม ควรเป็นพฤติกรรมที่ไม่ก่อให้เกิดผลต่อเนื่องอย่างรุนแรงแต่จะเบี่ยงเบนอย่างมากจากธรรมเนียมปฏิบัติที่ควร เป็นและเป็นผลเสียต่อปฏิกิริยาที่จะได้รับจากผู้อื่น 6.2 ลดพฤติกรรมก้าวร้าวทางร่างกายก่อน ลดก้าวร้าวทางวาจา เช่น การด่า การสาปแช่ง เป็นต้น 7. ควรควบคุมพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมายให้ได้ก่อนที่จะให้แรงเสริม หรือชมเชย 8. ควรมุ่งเน้นการช่วยเหลือปรับพฤติกรรมครั้งละพฤติกรรมตามลำดับความสำคัญ ซึ่งจะทำ ให้ ประสบความสำ เร็จในการเปลี่ยนพฤติกรรมเป้าหมาย กระบวนการจัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ การจัดการพฤติกรรมทั่วๆ ไป ในการขจัดพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ในห้องเรียนเพื่อ การรักษา สภาพห้องเรียนให้เป็นปกติซึ่งจะทำ ให้ผู้เรียนทุกคนในห้องเรียนประสบความสำ เร็จในการเรียนรู้และสร้าง แรงจูงใจแก่ผู้เรียนให้“ประพฤติตัวดี” ซึ่งสามารถจัดการกับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนได้ด้วยวิธี การต่อไปนี้ 1. การสนับสนุนพฤติกรรมทางบวก มาใช้การจัดการเรียนการสอนโดยครูสนับสนุนพฤติกรรมที่ เหมาะสม สำ หรับการเรียนรู้ที่ประสบความสำ เร็จให้ผู้เรียนเข้าใจสภาพพฤติกรรม ที่ครูคาดหวังซึ่งเป็นสิ่งจะ จูงใจให้ผู้เรียนทำตามความคาดหวังของครูได้แก่การยกย่องชมเชยการเผยแพร่ความสำ เร็จแก่สาธารณชน การให้ข้อมูลย้อนกลับ เป็นต้น 2. การสนับสนุนให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าในตนเอง โดยทั่วไปผู้เรียนส่วนใหญ่มีความต้องการหลักคือ ความรู้สึกที่ดีต่อตนเองและต้องการให้บุคคลอื่นรู้สึกที่ดีต่อตนเองด้วยผู้เรียนที่มีความรู้สึกที่ดีต่อตนเองจะมี แรงจูงใจในการจะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมอย่างสูงเพื่อต้องการได้รับการยกย่องชมเชยจากครูและการยอมรับ จากสังคม ดังนั้นครูจะต้องสนับสนุนให้เด็กเห็นคุณค่าในตนเองสูง ผู้เรียนที่ไม่เห็นคุณค่าของตนเองอาจมา จากสาเหตุต่อไปนี้ 2.1 ผู้เรียนมีความรู้สึกไม่ดีต่อตนเอง (เห็นคุณค่าของตัวเองน้อย)และต้องการให้คนอื่นมีความ รู้สึกที่ไม่ดีเหมือนตนเอง (ถ้าคุณคิดว่า ฉันเป็นคนไร้ค่า ฉันก็คิดว่าคุณเป็นคนไร้ค่าเหมือนกัน) 2.2 ผู้เรียนได้รับการเรียนรู้ทางสังคมที่ไม่เหมาะสมในการมีปฏิสัมพันธ์กับบุคคลอื่นๆ
111 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.3 ผู้เรียนอาจได้รับการเสริมแรงกับพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ซึ่งอาจไม่ปรากฏทันทีเช่น การเล่นเป็น “คนโง่”ในชั้นเรียน หากเด็กคนอื่น ๆในห้องคิดว่าผู้เรียนที่มีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์น่าขบขัน เด็กที่“แสดงเป็นตัวตลก”จะได้รับความพึงพอใจจากการแสดงตนแบบนั้นสิ่งนี้จะเป็นรางวัลซึ่งเด็กจะไม่ได้ รับจากการประสบความสำ เร็จเขากำลังได้รับข้อมูลย้อนกลับทางบวกในพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ขึ้นอยู่กับ เหตุผลของครูในการประเมินพฤติกรรมของเด็ก 2.4 สามารถจัดลำดับในการให้ผู้เรียนเห็นคุณค่าของตนเองเพิ่มขึ้น การสอนทักษะ ทางสังคม ที่เหมาะสมในบางสถานการณ์ครูมักจะปรารถนาให้ผู้เรียนเปลี่ยนพฤติกรรมที่แสดงออกมา ยุทธศาสตร์ใน การเสริมสร้างความรู้สึกเห็นคุณค่าในตนเองจะเริ่มต้นโดยการให้ข้อมูลย้อนกลับทางบวก(การยกย่องชมเชย) แก่สมาชิกทุกคนในกลุ่มให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครูส่วนใหญ่เห็นตรงกันว่า เด็กๆต้องการและจำ เป็น ต้องได้รับคำยกย่องชมเชย เพื่อแสดงให้เขารู้ว่า เขาประสบความสำ เร็จหรือทำ งานได้ดี 3. ผู้สอนให้ความสนใจในพฤติกรรมที่ดีและมองหาพฤติกรรมที่ไม่ดี 4. ผู้สอนทบทวนและมั่นใจว่า ผู้เรียนเข้าใจกฎ กติกา ได้ถูกต้อง 5. ผู้สอน พยายามวางเฉยต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์และให้การยกย่อง ชมเชยผู้เรียนมี พฤติกรรมที่พึงประสงค์(กฎ กติกา การวางเฉย การยกย่องชมเชย) 6. ผู้สอนอาจใช้เวลานอก(Timeout) เป็นยุทธศาสตร์หนึ่งในการเปลี่ยนพฤติกรรมในกรณีที่ไม่ สามารถยุติพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์บางประการ วิธีการนี้ทำ ให้พฤติกรรมทางสังคมถดถอยแต่ทำ ให้เด็กมี ช่วงความสนใจมากขึ้นและยกย่องชมเชยเมื่อเขามีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ สำ หรับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาบางกลุ่ม ที่มีพฤติกรรมรุนแรงอาจจะต้อง มีกระบวนการจัดการที่แตกต่างไปจากวิธีการที่กล่าวข้างต้น โดยมีระดับในการจัดการแก้ไขอยู่ 2 ระดับคือ ระดับแรกป้องกันไม่ให้เกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์หรือให้เกิดขึ้นน้อยที่สุด ระดับที่สองเป็นการจัดการกับ ปัญหารูปธรรมเฉพาะหน้า เมื่อพฤติกรรมไม่พึงประสงค์เกิดขึ้น การป้องกันการเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์การป้องกันไม่ให้ผู้เรียนทำ พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ มีหลักการดังนี้ 1. จัดทำแผนการจัดกิจกรรมการฝึกทักษะและแผนการเรียนการสอน ให้สอดคล้องกับธรรมชาติ ของผู้เรียน 2. กิจกรรมการฝึกทักษะและแผนการเรียนการสอนสามารถปรับเปลี่ยนธรรมชาติของผู้เรียนให้ได้ ใกล้เคียง หรือให้ได้ในระดับเท่ากับที่ผู้เรียนทั่วไปทนหรือทำ ได้โดยอยู่บนฐานข้อมูลจากกระบวนการวิเคราะห์ ผู้เรียน
112 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 3. มีการเตรียมความพร้อมผู้เรียนในกลุ่มที่มีปัญหาทางภาษาและการติดต่อสื่อสาร ในกรณีจะมี การเปลี่ยนสถานที่เรียน มีการเปลี่ยนครูผู้สอน มีเพื่อนร่วมห้องที่จะเพิ่มเข้ามาใหม่ การจัดการกับปัญหารูปธรรมเฉพาะหน้า พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนเป็นปรากฏการณ์ ปกติที่ผู้สอนจะต้องเตรียมตัว เตรียมใจและเตรียมการรับสถานการณ์ซึ่งเมื่อเกิดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ขึ้น หลังจากผ่านกระบวนการวิเคราะห์จนได้สมมติฐานถึงวัตถุประสงค์สาเหตุและรูปแบบของพฤติกรรมแล้ว ก็มาถึงการจัดการกับปัญหารูปธรรมเฉพาะหน้าของพฤติกรรมที่เกิดขึ้นจริงๆ ในขณะนั้นๆ ดังนี้ 1. พฤติกรรมแบบโมโหอาละวาด พฤติกรรมแบบนี้ถ้ามีผู้สอนคนเดียวค่อนข้างลำ บากและจัดการ ได้ยากโดยเฉพาะกับผู้เรียนที่ตัวโตแล้วเพราะส่วนใหญ่ต้องใช้วิธีจับแขนไขว้หลัง หรือถอยห่างและคอยระวัง ไม่ให้เกิดอันตราย ดังนี้ 1.1 จับให้แน่น ถ้าผู้เรียนดึงผม หยิก กัด เอาคางกด เอานิ้วจิก คือโจมตีทำ ร้ายผู้สอน ขณะ ที่ผู้สอนคนที่ถูกผู้เรียนดึงผมหรือโจมตี พยายามปลดมือผู้เรียนออกจากผมหรือส่วนของร่างกายที่ถูกผู้เรียน โจมตีผู้สอนอีกคนต้องเข้ามาด้านหลังผู้เรียนและใช้มือปิดตาผู้เรียนทั้งสองข้างนับหนึ่งถึงยี่สิบดังๆเพื่อให้ใน สมองของผู้เรียนเกิดการสังเคราะห์ข้อมูลใหม่ หรือ “ได้สติ” 1.2 ถอยห่างถ้าผู้เรียนผลักกระชาก หรือเอาเท้าเตะผู้สอน ผู้สอนต้องถอยห่างออกมาในรัศมี ที่ผู้เรียนจะเข้าถึงตัวผู้สอนไม่ได้ 1.3 คอยระวังไม่ให้เกิดอันตราย ถ้าผู้เรียนทำ ร้ายตัวเอง ให้จับมือผู้เรียน ปล่อย เก็บวัสดุหรือ สิ่งของที่ผู้เรียนจะคว้าจับเอามาทำ ร้ายให้เกิดอันตรายกับตัวเองถ้าผู้เรียนโขกศีรษะกับฝา หรือพื้น หรือโต๊ะ คอยรับด้วยผ้าหรือหมอนหรือมือ 2. แบบกระตุ้นตัวเองด้วยท่าทางแปลกๆ พฤติกรรมแบบนี้ใช้วิธีการจับอวัยวะผู้เรียนที่ใช้กระตุ้น ให้หยุดนิ่งพร้อมๆ กับการห้ามด้วยคำสั่ง และห้ามด้วยภาษาท่าทาง เช่น 2.1 จับอวัยวะที่ผู้เรียนใช้กระตุ้นให้หยุดนิ่ง เช่น จับมือผู้เรียนให้เขียน ถ้าผู้เรียนเอาดินสอ ไปเคาะ จับศีรษะให้อยู่กับที่ เพื่อจะได้กวาดสายตาดูตัวอักษรในหนังสือ ตามที่ผู้สอนชี้บอกให้อ่าน กรณี ผู้เรียนเหม่อลอยไม่ยอมมองหนังสือที่ให้อ่าน 2.2 การห้ามด้วยคำสั่ง “ผิด” “นั่งเรียบร้อย” “หยุด” 2.3 การห้ามด้วยภาษาท่าทางในรายที่ผู้เรียนเริ่มรับรู้ทางภาษาบ้างแล้วและเข้าใจภาษท่าทาง ไม่พอใจ หรือเพียงแค่มองด้วยสายตาให้รู้ว่าดุว่าผิดทำ ไม่ได้ผู้เรียนก็สามารถหยุด พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ นั้นได้ 3. อาการโศกเศร้า พฤติกรรมลักษณะนี้อาจใช้สัมผัสเบา ๆ การกอด ปลอบ พูดคุย จากการ คาดเดาเอาว่าผู้เรียนจะเศร้าจากอะไร ถ้าเป็นผู้เรียนที่มีภาษาแล้วให้อธิบายปลอบโยน พร้อมทั้งเบี่ยงเบน ให้สนใจกิจกรรมอื่น
113 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4. แบบต่อต้าน ให้ผู้สอนยืนยันให้ผู้เรียนทำกิจกรรมที่ผู้สอนสั่งให้เสร็จถึงเป้าหมายแต่ถ้าการต่อ ต้านทวีความรุนแรงอย่างไรก็ไม่ยอมทำ ก็ให้วกกลับมาทำกิจกรรมง่ายๆให้เสร็จแล้วค่อยให้หยุดกิจกรรมนั้น หรือพัก ถ้าผู้เรียนต่อต้านด้วยการแกล้งทำดินสอหักก็ให้ดินสอแท่งใหม่เรื่อยๆ ให้ผู้เรียนตระหนักที่แกล้งทำ แบบนั้นว่าไม่ได้ผล 5. แบบร่าเริงสุดขีด เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษแทบทุกคนจะต้องมีช่วงเวลาที่หัวเราะ อย่างไม่มีสาเหตุ พฤติกรรมลักษณะนี้ให้ใช้วิธีเบี่ยงเบนให้ทำ กิจกรรมอื่นๆ โดยไม่สนใจว่าผู้เรียนกำ ลัง หัวเราะอยู่ เช่น สั่งให้ทำกิจกรรมง่าย ๆ หลาย ๆ กิจกรรมต่อ ๆ กัน หรือคำสั่งเดียวจนผู้เรียนเหนื่อยก็จะ หยุดหัวเราะได้เป็นต้นว่า ยกแขน ยืนขึ้น นั่งลง อ้าปาก เป่าปาก เป็นต้น 6. แบบหลีกเลี่ยง แบบนี้ผู้สอนต้องมีไหวพริบที่จะต้องอ่านพฤติกรรมของผู้เรียนให้ถูกต้อง ไม่หลงกลผู้เรียน และผู้สอนจะต้องจัดการผู้เรียนให้อยู่กับกิจกรรม ที่กำลังสอนอยู่ให้ได้โดยดำ เนินการสอน หรือดำ เนินกิจกรรมต่อไปโดยไม่สนใจ หรือเพิกเฉยต่อพฤติกรรมแสดงออกเช่น ผู้เรียนขออนุญาตไปปัสสาวะ หรือขออนุญาตไปดื่มน้ำ ทั้ง ๆที่ผู้เรียนเพิ่งไปปัสสาวะ หรือเพิ่งได้ดื่มน้ำ อาการเช่นนี้ผู้สอนจะต้องเฉยไม่ อนุญาต แต่จะต้องทำการสอนต่อไป เสมือนไม่ได้ยิน สิ่งที่ผู้เรียนร้องขอ เป็นต้น บทบาทของครูและผู้ที่เกี่ยวข้องในการช่วยเหลือ แก้ไข พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ผู้สอนบางท่านมีความสามารถวางแผนการจัดการเรียนการสอนได้ดีแต่ไม่สามารถควบคุม พฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียนได้ดังนั้น มีคำแนะนำ บางประการในบทบาทของครูและผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการจัดการพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์เหล่านี้ทั้งนี้เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนดำ เนินไปได้อย่างปกติ 1. ส่งเสริม ให้ใช้เทคนิคการเสริมแรงทางบวกเป็นกระบวนการสำคัญในการจัดการเรียนการสอน สำ หรับผู้เรียนทุกคน 2. ส่งเสริมให้มีการนำ พฤติกรรมทางบวก ไปใช้ทั้งในการวางแผนระดับโรงเรียนในห้องเรียน การวางแผนส่วนบุคคล โดยสอดคล้องกับความต้องการของแต่ละบุคคล 3. ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการกำ หนดเป้าหมายการพัฒนาพฤติกรรมของตนเองภายใต้หลักการ การควบคุมตนเอง ( Self-Regulation ) การเคารพซึ่งกันและกัน และการคำ นึงถึงประสิทธิภาพสูงสุด 4. การวางแผนพัฒนาผู้เรียนต้องมีพื้นฐานจากผลการประเมินพฤติกรรมของผู้เรียนจากนักการ ศึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญ โดยแผนการพัฒนาหรือการแก้ไขพฤติกรรมที่มีการนำ ไปใช้ต้องมีการทบทวน และ ปรับแผนเป็นระยะๆ 5. แนวทางปฏิบัติต้องพิจารณาให้เหมาะสมกับระดับการศึกษา และอายุของผู้เรียน 6. ขั้นตอนและกลยุทธ์ในการพัฒนาพฤติกรรมต้องอยู่ ภายใต้บรรยากาศ การให้เกียรติซึ่งกันและ กัน ความไว้วางใจ และการมองโลกในแง่ดี 7. มีการสอนทักษะทางสังคมควบคู่กับหลักสูตรทางวิชาการ ภายใต้เงื่อนไขบริบททางสังคมและ สอดคล้องกับความแตกต่างระหว่างบุคคล
114 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 8. ใช้วิธีการเสริมแรงที่เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคน เช่น การเสริมแรงด้วยวาจา ท่าทางการให้ รางวัล เป็นต้น 9. โรงเรียนต้องมีแผน ขั้นตอน ส่งเสริม และเป็นแบบอย่างการสื่อสารแบบร่วมมือร่วมใจกับ ครอบครัวอย่างต่อเนื่อง 10. พ่อ แม่ ผู้ปกครองต้องให้ความร่วมมือในการใช้พฤติกรรมบวกในการพัฒนาพฤติกรรมของ ผู้เรียน 11. คณะทำ งานคัดเลือกบุคคลที่เป็นตัวอย่างทางพฤติกรรมที่ดีเป็นแบบอย่างแก่นักเรียนที่ไม่ เข้าใจให้ปฏิบัติตามแบบอย่างจนกว่าจะเข้าใจ 12. บุคลากรทุกคนมีความมั่นใจว่าได้ตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียน 13. โรงเรียนมีนโยบายต่อต้านการล่วงละเมิดต่อผู้เรียน ที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการ ศึกษา 14. ครูผู้สอนต้องมีความอดทน ไม่ตอบสนอง และให้ความสำคัญต่อพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ของผู้เรียนในทุกรายบุคคล ทุกพฤติกรรม 15. เพื่อความปลอดภัย ความสงบภายในโรงเรียน ถ้าผู้เรียนมีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม อาจใช้ มาตรการควบคุมโดยการใช้เวลานอก โดยการงดให้ผู้เรียนร่วมกิจกรรมที่พึงพอใจ 16. ทีมทำ งานต้องเข้าใจสามารถชี้แนะวิเคราะห์ทบทวน และชัดเจนว่าวิธีการที่ใช้ในการพัฒนา ผู้เรียนเป็นพฤติกรรมทางบวกหรือทางลบ 17. การให้ผู้เรียนหยุดเรียน พักการเรียน และการให้ออกควรเป็นกลยุทธ์สุดท้ายในการนำ ไปใช้ ในการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ 18. โรงเรียนจำ เป็นที่ต้องใช้ระบบเครือข่าย หรือระบบเพื่อนช่วยเพื่อนในการดูแลควบคุม พฤติกรรมไม่พึงประสงค์ 19. การพัฒนาพฤติกรรมผู้เรียนทุกคนสามารถพัฒนาได้ทั้งในและนอกห้องเรียน 20. ระบบหรือวิธีการที่สร้างความเจ็บปวดให้แก่ผู้เรียน ควรได้รับการทบทวนก่อนนำ มาใช้กับ ผู้เรียนเสมอ 21. ถ้าโรงเรียนประเมินเบื้องต้นพบผู้เรียนมีความผิดปกติทางสุขภาพจิต อย่างรุนแรง โรงเรียน ต้องประสานความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญในการช่วยเหลือ กลยุทธ์ที่เป็นปัจจัยสำคัญอย่างยิ่งที่ทำ ให้การพัฒนาหรือแก้ไขพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ของผู้เรียน ประสบความสำ เร็จคือการแก้ไขช่วยเหลือท่ามกลางบรรยากาศของการเคารพซึ่งกันและกัน ความไว้วางใจ และการมองโลกในแง่ดีนอกจากนั้นการพัฒนาพฤติกรรมจะได้ผลดีเกิดความยั่งยืนได้ต้องเกิดจากความร่วม มือระหว่างครูที่เกี่ยวข้องในการถ่ายทอดความรู้ในเรื่องทักษะความรู้เพราะปัจจัยทางอารมณ์ หรือสังคมมี อิทธิพลต่อความสามารถในการเรียนรู้ของผู้เรียนแต่ละคน
การวัดประเมินผล และตัดสินผลการเรียน สำ หรับผู้เรียนเรียนรวม
117 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 3.5 การวัดประเมินผลและตัดสินผลการเรียนสำ หรับผู้เรียนเรียนรวม จุดมุ่งหมายและแนวทางการวัดประเมินผลผู้เรียนเรียนรวม จากหลักเกณฑ์และวิธีการปรับใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำ หรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะ (สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน: 2555) ได้กำ หนดคุณภาพที่ ต้องการให้เกิดขึ้นแก่ผู้เรียนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกคน ครอบคลุม มาตรฐานและตัวชี้วัด 8 กลุ่ม สาระการเรียนรู้การอ่านคิดวิเคราะห์และเขียน และคุณลักษณะที่พึงประสงค์กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนในระดับ การศึกษาขั้นพื้นฐาน สำ หรับผู้เรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายเฉพาะการวัดและประเมินผลจะต้องคำ นึงถึงปัจจัย ความแตกต่างของผู้เรียน อาทิผู้เรียนที่พิการอาจต้องมีการปรับการประเมินผลที่เอื้อต่อสภาพผู้เรียน ทั้งวิธี การและเครื่องมือที่ใช้หรือกลุ่มผู้เรียนที่มีจุดเน้นเฉพาะด้าน เช่น เน้นด้านอาชีพ นาฏศิลป์พลศึกษา ฯลฯ อาจกำ หนดสัดส่วนน้ำ หนักคะแนนและวิธีการประเมินที่ให้ความสำคัญแก่ทักษะด้านการปฏิบัตินอกจากนั้น การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ควรอยู่บนหลักการพื้นฐาน เพื่อพัฒนาการเรียนรู้และตัดสินผลการเรียน โดยเฉพาะการประเมินเพื่อการพัฒนานั้นเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ควรประเมินเป็นระยะสม่ ำ เสมอเพื่อให้ได้ ข้อมูล ที่เป็นประโยชน์ในการปรับปรุงการเรียนการสอนและแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆ อย่างต่อเนื่อง สำ หรับ การประเมินเพื่อตัดสินผลการเรียน เป็นการตรวจสอบและตัดสินว่าผู้เรียนมีการพัฒนาได้ตามเกณฑ์หรือไม่ กรณีผู้เรียนไม่พัฒนาตามเกณฑ์เกิดจากการจัดกิจกรรมการเรียนรู้หรือไม่ ใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการ เรียนรู้ต่อไป สิ่งสำคัญอีกประการหนึ่งที่มีผลอย่างยิ่งต่อประสิทธิภาพและความน่าเชื่อถือของการวัดและ ประเมินผล ได้แก่ วิธีการและเครื่องมือที่ใช้ในการประเมิน ครูผู้สอนควรให้ความสำคัญในการประเมินตาม สภาพจริงด้วยวิธีการที่หลากหลายเช่น การพูดคุยและใช้คำถาม การสังเกต การเขียนสะท้อนการเรียนรู้ การประเมินการปฏิบัติการตรวจการบ้าน การแสดงออกในการปฏิบัติงาน การแสดงกิริยาอาการต่าง ๆ การประเมินด้วยแฟ้มสะสมงาน แบบทดสอบ การประเมินตนเอง ฯลฯ ของผู้เรียนตลอดเวลาที่จัดกิจกรรม เพื่อได้ทราบว่าผู้เรียนบรรลุมาตรฐาน/ตัวชี้วัดหรือมีแนวโน้มว่าจะบรรลุตัวชี้วัดเพียงใดและสิ่งเหล่านี้ควรพิจารณา ให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละกลุ่มเพื่อให้การวัดและประเมินผลเกิดประสิทธิภาพสูงสุด (สำ นักวิชาการและ มาตรฐานการศึกษา, สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน 2555: 29) นอกจากวิธีการประเมินที่ กล่าวข้างต้นแล้ว ผู้พิการมีสิทธิทางการศึกษาตามที่ระบุไว้ใน มาตรา 5 (3) แห่งพระราชบัญญัติการศึกษา สำ หรับคนพิการ พ.ศ.2551 ที่จะได้รับการศึกษาที่มีมาตรฐานและประกันคุณภาพการศึกษา รวมทั้งการจัด หลักสูตรกระบวนการเรียนรู้การทดสอบทางการศึกษาที่เหมาะสมสอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษ ของคนพิการแต่ละประเภทและบุคคล การวัดและประเมินผล ตลอดจนการรายงานผลการเรียนรู้เป็น สิ่งสำคัญอย่างยิ่งในการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน การจัดการศึกษาสำ หรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะสามารถปรับ วิธีการ เครื่องมือเกณฑ์การวัดและประเมินผลให้สอดคล้องต่อเป้าหมาย จุดเน้น ปรัชญาการศึกษาตลอดจน ความแตกต่างของผู้เรียน ภายในกรอบหลักเกณฑ์และวิธีการที่ระบุไว้ข้างต้น โดยคำ นึงถึงประโยชน์สูงสุด ที่จะเกิดแก่ผู้เรียนเป็นสำคัญ (สำ นักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษา ขั้นพื้นฐาน. 2555:30) การประเมิน ทดสอบ ผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาให้สอดคล้องกับ หลักการจัดการศึกษาพิเศษสำ หรับบุคคลพิการและข้อกำ หนดในกฎหมายดังกล่าวข้างต้น ผู้ดำ เนินการทดสอบ
118 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ต้องจัดบริการช่วยเหลือและอำ นวยความสะดวกด้านการประเมินผลให้สอดคล้องกับความต้องการจำ เป็น พิเศษทางการศึกษาของคนพิการแต่ละประเภทและบุคคล ซึ่งได้เสนอแนวทางไว้ในเอกสารการช่วยเหลือ และอำ นวยความสะดวกด้านการประเมินผล (Assessment Accommodations) สำ หรับนักเรียนพิการ หรือบกพร่อง (Hopper. 2001 อ้างถึงใน สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน2554:1-2) สำ หรับ ประเภทและความช่วยเหลือและอำ นวยความสะดวก โดยทั่วไปอาจมีลักษณะดังนี้ 1. ด้านรูปแบบของข้อสอบ (Presentation Accommodations) เป็นการปรับเปลี่ยนรูปแบบ ของแบบทดสอบ หรือคำสั่งในการทำแบบทดสอบ เช่น ตัวพิมพ์ที่มีขนาดใหญ่ พิมพ์ด้วยอักษรเบรลล์มีการ แปลเป็นภาษามือ หรือการอ่านให้ฟัง 2. ด้านวิธีการตอบข้อสอบ (Response Accommodations) เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการในการ ตอบคำถามในแบบทดสอบ หรือการกระตุ้นเตือน เช่น การอนุญาตให้นักเรียนระบุคำตอบโดยการชี้หรือการ ใช้ภาษาท่าทาง (gesturing) หรือให้มีเจ้าหน้าที่ช่วยเขียนคำตอบ (scride)การบันทึกคำตอบโดยใช้เทคโนโลยี ต่าง ๆ 3. ด้านการจัดสภาพแวดล้อม (Setting Accommodations) เป็นการปรับสภาพแวดล้อม สถาน ที่หรือรูปแบบของการสอบ เช่น การจัดการสอบเป็นกลุ่มเล็กๆการสอบเป็นรายบุคคลหรือแม้กระทั่งที่บ้าน ของนักเรียน 4. ด้านการกำ หนดเวลาสอบและตารางสอบ (Timing and Scheduling Accommodation) เป็นการปรับเปลี่ยนเกี่ยวกับเวลาการสอบ หรือตารางสอบ เช่นขยายเวลาในการทำแบบทดสอบให้มากขึ้น หรือ อนุญาตให้มีการหยุดพัก (break) ในระหว่างการทำแบบทดสอบ หลักการในการให้ความช่วยเหลือและอำ นวยความสะดวกด้านการสอบและการประเมินผล 1. เป็นการส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้เรียนพิการหรือบกพร่อง สามารถเข้าถึงการเรียนการสอนหรือ การสอบ แต่ต้องไม่เป็นการเอื้อประโยชน์ที่ไม่เป็นธรรมแก่ผู้เรียนดังกล่าว 2. เป็นการเปลี่ยนแปลงวิธีการในการเข้าถึงการเรียนการสอน และการประเมินผลการเรียนของ ผู้เรียน โดยไม่เปลี่ยนแปลงมาตรฐานในการปฏิบัติงาน หรือการสอบของผู้เรียน เป้าหมายสำคัญ คือ หาวิธี การที่เหมาะสมในการสร้างความเท่าเทียมในการเข้าถึงการเรียนการสอนและการสอบ โดยไม่ปรับมาตรฐาน 3. การช่วยเหลือและอำ นวยความสะดวกทั้งหมดที่ร้องขอ เพื่อใช้สำ หรับผู้เรียนในการทดสอบ ระดับประเทศ ต้องมีการบันทึกไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program: IEP) ที่ใช้อยู่ในปัจจุบันของผู้เรียน และต้องเป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่ในรายการของการช่วยเหลือและ อำ นวยความสะดวก ที่ได้รับอนุญาตให้ใช้ได้ 4. ผู้เรียนที่ต้องการบริการด้านการเอื้อตามสภาพผู้เรียน มีความต้องการโอกาส ในการเรียนรู้ การใช้การเอื้อตามสภาพผู้เรียนในบริบทของห้องเรียนและมีความต้องการจำ เป็นพิเศษในการเอื้อตามสภาพ ผู้เรียนในการทดสอบ โดยเงื่อนไขหรือข้อกำ หนดในการทดสอบในห้องเรียนควรใกล้เคียงกับการสอบในระดับชาติ มากที่สุดเท่าที่จะมากได้เพื่อช่วยเพิ่มความสบายใจให้กับผู้เรียนซึ่งจะส่งผลต่อการทำแบบทดสอบของผู้เรียน 5. สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่พึงระลึกถึงคือการช่วยเหลืออำ นวยความสะดวกอย่างเดียวกันที่ใช้ใน การเรียนการสอนหรือการทดสอบในชั้นเรียน อาจไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ในการทดสอบระดับชาติ
การกำ กับดูแลคุณภาพ การศึกษา
121 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 3.6 การกำกับดูแลคุณภาพการศึกษา การตรวจสอบคุณภาพผู้เรียนตามความคาดหวังของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กำ หนดให้มีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับสถาน ศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติทุกระดับมีเจตนารมณ์เช่นเดียวกันคือ ตรวจสอบความ ก้าวหน้าในการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อนำผลการประเมินมาใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง การประเมินระดับชั้นเรียน การวัดประเมินผลในชั้นเรียนเป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการเรียนรู้ ผู้สอนดำ เนินการเพื่อพัฒนาผู้เรียนและตัดสินผลการเรียนในรายวิชา/กิจกรรมที่สอน ด้วยวิธีการต่าง ๆ เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การแสดงออกในการปฏิบัติผลงาน การแสดงกิริยาอาการต่าง ๆ ของผู้เรียนตลอดเวลาที่จัดกิจกรรม เพื่อดูว่าบรรลุตัวชี้วัดหรือมีแนวโน้มว่าจะบรรลุตัวชี้วัดเพียงใดแล้วแก้ไข ข้อบกพร่องเป็นระยะๆอย่างต่อเนื่องการประเมินเพื่อตัดสินเป็นการตรวจสอบ ณ จุดที่กำ หนดแล้วตัดสินว่า ผู้เรียนมีผลจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่และมากน้อยเพียงใด ทั้งนี้โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเก็บ คะแนนของหน่วยการเรียนรู้เป็นการประเมินผลกลางภาคตามรูปแบบที่สถานศึกษากำ หนดผลการประเมิน ดังกล่าวนอกจากจะให้เป็นคะแนนหรือระดับผลการเรียน แก่ผู้เรียนแล้วสามารถนำ มาเป็นข้อมูลใช้ปรับปรุง การเรียนการสอนต่อไปอีกด้วย สำ หรับผู้เรียนพิการเรียนรวม สามารถประเมินตามตัวชี้วัดที่กำ หนดเป็น เป้าหมายในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ด้วยวิธีการต่างกันกับผู้เรียนทั่วไป ในกลุ่มสาระใดสาระหนึ่ง หรือมากกว่า โดยการปรับวิธีการ เครื่องมือ เวลา หรือสถานที่ ทั้งนี้ตามสภาพความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษา ของผู้เรียนเฉพาะบุคคลให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงสาระองค์ความรู้ตามที่หลักสูตรต้องการ หรือผู้สอนจะจัด เนื้อหาวิธีสอนและประเมินผลผู้เรียนเรียนรวมที่แตกต่างจากผู้เรียนทั่วไป ตามที่ระบุในแผนการจัดการศึกษา เฉพาะบุคคล(IEP)และให้นำผลการประเมินระดับชั้นเรียนไปใช้ในการปรับแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล กลางปีเมื่อพบว่าผู้เรียนไม่บรรลุตามเป้าหมายที่กำ หนดไว้หรือผู้เรียนเรียนรู้ได้ไม่เต็มศักยภาพ การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการตรวจสอบผลการเรียนของผู้เรียนตามกลุ่มสาระการเรียนรู้รายปี/รายภาค การอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การอนุมัติผลการเรียน การตัดสิน การเลื่อนชั้นเรียน นอกจากนั้นสถานศึกษาควรนำผลการประเมินไปใช้ในการปรับปรุงนโยบาย รูปแบบ วิธีการจัดการศึกษาพิเศษเรียนรวม ตลอดจนบริการทางการศึกษาพิเศษที่สถานศึกษาจัดให้ผู้เรียน ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนเรียนรวมรายบุคคล ตามเป้าหมายหรือไม่ และต้องเป็นการประเมินราย บุคคล ไม่นำ ไปเปรียบเทียบกับผู้อื่น การประเมินระดับสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551และจัดให้ผู้เรียนพิการเรียนรวมเข้ารับการประเมินพร้อม กับผู้เรียนทั่วไป แต่สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาต้องกำ หนดรายละเอียดให้ผู้ดำ เนินการทดสอบจัดบริการ
122 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ช่วยเหลือและอำ นวยความสะดวกด้านการทดสอบให้สอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษา ของผู้เรียนพิการแต่ละบุคคลและต้องระบุในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลจึงมีสิทธิได้บริการช่วยเหลือ และอำ นวยความสะดวกด้านการทดสอบและไม่นำผลการประเมินไปวิเคราะห์รวมกับผู้เรียนทั่วไป การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐานการเรียนรู้ของหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 สำ หรับการดำ เนินการทดสอบและ ประเมินผู้เรียนพิการในโรงเรียนเฉพาะทาง หรือผู้เรียนพิการเรียนรวม ควรมีแนวดำ เนินการเช่นเดียวกับการ ประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษาแต่นำผลการประเมินไปวิเคราะห์จำแนกตามรูปแบบหรือประเภทการศึกษา ให้ครอบคลุมเพื่อนำ ไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุน การตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตามศักยภาพบนพื้นฐานความแตกต่าง ระหว่างบุคคลที่จำแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่มผู้เรียนที่มีความ สามารถพิเศษ กลุ่มผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ ำ กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาด้านวินัยและพฤติกรรม กลุ่ม ผู้เรียนที่ปฏิเสธโรงเรียน กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาทางเศรษฐกิจและสังคม กลุ่มผู้เรียนที่พิการทางร่างกายและ สติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจากการประเมินจึงเป็นหัวใจในการดำ เนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงทีอันเป็น โอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนาและประสบความสำ เร็จในการเรียน การจัดทำ ระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียนของสถานศึกษา ระเบียบว่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาเป็นกรอบภาระงานและแนวปฏิบัติ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้สถานศึกษาต้องเชื่อมโยงกับการเรียนรู้ให้เป็นกระบวนการเดียวกัน ให้ ครอบคลุม สามารถวัดประเมินผลผู้เรียนได้ทุกกลุ่มเป้าหมาย ดังนั้นสาระของระเบียบดังกล่าว ต้องกำ หนด บนพื้นฐานของนโยบายด้านการจัดการศึกษาของประเทศจุดเน้นของสถานศึกษาและประเมินผลการเรียน รู้ตามหลักสูตรสถานศึกษาซึ่งในปัจจุบันต้องรวมถึงผู้เรียนพิการเรียนรวม เพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน ของสถานศึกษาครอบคลุมได้ทั่วถึงเด็กทุกคนตามที่กำ หนดไว้พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 มาตรา 10 วรรค 2 มาตรา 28 และพระราชบัญญัติการศึกษา สำ หรับคนพิการ พ.ศ. 2551 มาตรา 5 พระราชบัญญัติการศึกษาภาคบังคับ พุทธศักราช 2545 มาตรา 12 เป็นไปตามเจตนารมณ์ของกฎหมาย นโยบายการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานของรัฐบาลตามหลักสูตรแกนกลาง การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551 ที่กำ หนดให้จัดการศึกษาสำ หรับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะดังนั้น สถาน ศึกษาต้องกำ หนดสาระของการวัดประเมินผลผู้เรียนให้ครอบคลุมลักษณะการจัดการศึกษาของสถานศึกษา รวมถึงผู้เรียนพิการเรียนรวม หรือสถานศึกษาอาจจัดทำระเบียบ แนวปฏิบัติการวัดประเมินผลผู้เรียนพิการ เรียนรวมเป็นการเฉพาะ ซึ่งควรมีรายละเอียดเกี่ยวกับสาระ ดังต่อไปนี้ 1. แนวการวัดและประเมินผลผู้เรียนเรียนรวม สถานศึกษาต้องจัดทำแนวทางการวัดและประเมิน ผลตามหลักสูตรสถานศึกษาให้ครอบคลุมผู้เรียนทุกประเภทรวมทั้งผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ ทางการศึกษา หรือจัดทำควบคู่กับระเบียบการวัดประเมินผลของหลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสูตรแกน กลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551
123 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2. การให้ระดับผลการเรียนสำ หรับผู้เรียนเรียนรวม ให้เทียบเคียงเกณฑ์ระดับคะแนน แต่ละระดับ ผลการเรียนตามที่ระบุไว้ในระเบียบการวัดและประเมินผลนักเรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยการ ปรับวิธีการวัดประเมินผลที่เอื้อต่อสภาพผู้เรียน ด้านเวลาสอบ วิธีการตอบแบบประเมิน สถานที่ หรือจัดสิ่ง อำ นวยความสะดวกในการทำแบบทดสอบ 3. สถานศึกษาควรมีการ ติดตาม กำกับ ดูแล ให้ครูประจำชั้น ครูผู้สอนกลุ่มสาระการเรียนรู้ ให้ความร่วมมือกับคณะกรรมการในการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลการจัดการเรียนรู้การวัด ประเมิลผลให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้เรียน 4. ผู้สอนหรือสถานศึกษา ควรนำ เป้าหมายระยะยาวและเป้าหมายระยะสั้น (จุดประสงค์เชิง พฤติกรรม) ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลให้นำ ไปเทียบเคียงกับตัวชี้วัดชั้นปี/รายภาคในกลุ่มสาระ วิชา กิจกรรม นั้นๆ เพื่อปรับ เอกสารการวัดประเมินผลที่เกี่ยวข้อง (สำ นักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ, 2555 : 30) 5. การวัดและประเมินผลผู้เรียนพิการเรียนรวมให้วัดและประเมินผล ตามจุดประสงค์ เชิงพฤติกรรมที่กำ หนดไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลและแผนการสอนรายบุคคล โดยเป็นการ ประเมินเฉพาะบุคคลไม่เปรียบเทียบกับเด็กปกติและดำ เนินการ ดังนี้ 1) ให้แนบจุดประสงค์เชิงพฤติกรรมตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) และแผน การสอนรายบุคคล (IIP) ของนักเรียนเรียนรวมแต่ละคนไว้ปกหลังด้านในของแบบ ปพ.5 และ แบบ ปพ. อื่นที่เกี่ยวข้องและใช้แทนตัวชี้วัดสำ หรับผู้เรียนที่เรียนรวมกลุ่มสาระกิจกรรมนั้นๆและใช้เป็นข้อมูลในการ ตัดสินผลการเรียน หรือนำผลการประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนรายบุคคลนำ ไปเทียบกับเกณฑ์ในการให้ ระดับผลการเรียนและการส่งต่อผู้เรียน 2) คะแนนเก็บระหว่างปีปลายภาค/ปลายปีให้ใช้อัตราส่วนคะแนนตามระเบียบการวัด ประเมินผลตามหลักสูตรของสถานศึกษา กรณีผู้เรียนเรียนรวมตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ให้วัดและประเมินผลตามเป้าหมายที่กำ หนดในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล กรณีที่เรียนตามเนื้อหา เดียวกับผู้เรียนทั่วไปและใช้เครื่องมือฉบับเดียวกัน ให้ผู้ดำ เนินการสอบจัดสิ่งอำ นวยความสะดวก บริการ ที่เอื้อต่อสภาพผู้เรียนตามความต้องการจำ เป็นพิเศษแต่ละบุคคล อาจยืดหยุ่น (ผดุง อารยะวิญญู, 2542 : 49-50) ดังนี้ 2.1) ให้มีการสอบหลายระดับในหนึ่งหน่วยการเรียน 2.2) อนุญาตให้ผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษสอบในห้องเสริมวิชาการ ซึ่งมีครู การศึกษาพิเศษคอยอธิบายความหมายของคำศัพท์บางคำ หรือบางข้อความที่เด็กไม่เข้าใจ 2.3) ขยายเวลาในการทำแบบทดสอบ โดยใช้เวลาในการทำแบบทดสอบให้นานขึ้น 2.4) ในการวัดสิ่งเดียวกัน จำ นวนคำถามอาจไม่เท่ากันก็ได้ 2.5) สอบปากเปล่าแทนการสอบข้อเขียน เพราะเด็กบางคนไม่มีปัญหาในการพูดแต่มี ปัญหาในการเขียน
124 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.6) การวัดความเข้าใจในเนื้อหาวิชา อาจกระทำ ได้หลายวิธีเด็กอาจตอบคำถาม ไม่ดี แต่มีผลงานมาแสดง ก็แสดงว่าเด็กเข้าใจเนื้อหาแล้ว 2.7) คำถามบางข้อเด็กอาจไม่เข้าใจเพราะใช้คำยาก ครูต้องเปลี่ยนคำถามใหม่โดยใช้ คำถามง่าย ๆ การสอบเป็นการวัดเนื้อหา ไม่ใช่การวัดการใช้ภาษาในข้อสอบ 2.8) เตรียมเด็กก่อนทำข้อสอบ เพื่อให้เด็กเข้าใจแนวคำตอบ ว่าครูถามเช่นนี้คำตอบที่ ครูต้องการควรเป็นเช่นไร 2.9) พยายามหลีกเลี่ยงการทดสอบที่ครอบคลุมเนื้อหามากๆเช่น เนื้อหาหลายๆ บทเรียน 2.10) ใช้เกณฑ์ต่างกันในการตัดสินผลการเรียน และควรกำ หนดเกณฑ์นี้ไว้ในแผนการ จัดการศึกษาเฉพาะบุคคลสำ หรับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาด้วย การวัดประเมินผลผู้เรียนที่ไม่สามารถเรียนรวมตามหลักสูตรในชั้นเรียนกับเด็กทั่วไปได้อาจ จะประเมินเพื่อวัดความก้าวหน้าตามจุดประสงค์ที่ระบุในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลก่อนและหลัง เรียน มาหาค่าแตกต่างและนำ ไปคิดคำ นวณหาค่าความก้าวหน้าเฉลี่ยร้อยละ นำ ไปเทียบกับเกณฑ์ที่สถาน ศึกษากำ หนด เช่น ผู้เรียนได้คะแนนความก้าวหน้า ตั้งแต่ร้อยละ 61 ขึ้นไป ได้ระดับผลการเรียน 4 ผู้เรียน ได้คะแนนความก้าวหน้า ต่ ำกว่าร้อยละ 10 ได้ระดับผลการเรียน 0 เป็นต้น การปรับวิธีการสอบ เวลาในการสอบ หรือจัดบริการใด ๆ ดังกล่าวข้างต้นต้องระบุไว้ใน แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) 6. การกำ หนดเกณฑ์การเลื่อนชั้นผู้เรียนเรียนรวมให้ใช้แนวปฏิบัติตามระเบียบการวัดประเมิน ผลของสถานศึกษา 7. ขั้นตอน หลักเกณฑ์วิธีการใด ๆ ที่ไม่ได้ระบุไว้ในแนวทางการวัดประเมินผลผู้เรียนเรียนรวม ให้ปฏิบัติตามระเบียบการวัดและประเมินผลตามหลักสูตรสถานศึกษาที่ใช้กับเด็กทั่วไป การสอบวัดคุณภาพระดับเขตพื้นที่การศึกษา ระดับชาติสำ หรับผู้เรียนเรียนรวมให้เป็นไป ตามหลักเกณฑ์ที่กำ หนดของแต่ละระดับ หากไม่ได้กำ หนดแนวทางไว้เป็นการเฉพาะให้ปรับวิธีการสอบตาม แนวทางการวัดประเมินผลผู้เรียนเรียนรวมของสถานศึกษา หรือกรณีที่ไม่ได้จัดสิ่งอำ นวยความสะดวก ปรับ เวลา หรือ วิธีการสอบที่สอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษของผู้เรียนรายบุคคล ผู้ปกครองโดยความ เห็นชอบของสถานศึกษามีสิทธิที่ให้ผู้เรียนพิการเข้ารับการประเมินหรือไม่ก็ได้ 8. ให้สถานศึกษานำผลการประเมินผลผู้เรียนเรียนรวมไปใช้ปรับปรุงการจัดการเรียนการสอน ปรับแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล และพัฒนาการจัดการศึกษาพิเศษเรียนรวมให้เป็นไปตามหลักการ จัดการศึกษาพิเศษและมุ่งพัฒนาผู้เรียนให้เต็มศักยภาพ 9. การส่งต่อผู้เรียนเรียนรวมที่จบการศึกษาแต่ละระดับ หรือย้ายสถานศึกษาให้ดำ เนินการตาม ข้อ7ในประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง หลักเกณฑ์และวิธีการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พ.ศ. 2552 10. ให้สถานศึกษานำแนวทางการวัดประเมินผลผู้เรียนเรียนรวมเสนอต่อคณะกรรมการสถาน ศึกษาให้ความเห็นชอบ ก่อนประกาศใช้ตามบทบาทหน้าที่ ที่กำ หนดใน มาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติ การศึกษาภาคบังคับ พ.ศ. 2545
ส่วนที่ 4 ความร่วมมือและ การทำ งานเป็นทีม/สหวิชาชีพ
127 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ส่วนที่ 4 ความร่วมมือและการทำ งานเป็นทีม/สหวิชาชีพ ในการจัดการเรียนรวมจะประสบความสำ เร็จได้จะต้องประกอบด้วยความร่วมมือและการทำ งาน เป็นทีมจากบุคคลหลายคนหรือหลายกลุ่ม อาจได้แก่ ฝ่ายบริหารของโรงเรียน ครูที่สอนเด็กปกติทุกคน บุคลากรทุกฝ่ายในโรงเรียน ทีมงานสหวิชาชีพ จากหน่วยงานราชการภายนอกเช่น อบต.อบจ.จากหน่วยงาน เอกชน เช่นสมาคม มูลนิธิต่าง ๆ ผู้ปกครองและชุมชนอื่น ๆ เพื่อมุ่งแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างมีระบบ และ เป็นกระบวนการ โดยอยู่บนพื้นฐานของเป้าหมายและวัตถุประสงค์เดียวกัน เพื่อให้การจัดการเรียนรวมดำ เนินไปอย่างมีประสิทธิภาพ บุคลากรทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องควรมี ความรู้ความเข้าใจในการประสานงานและความร่วมมือระหว่างครอบครัวชุมชน การมีส่วนร่วมของเครือข่าย บทบาทของท้องถิ่น บทบาทของสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา บทบาทของศูนย์การศึกษาพิเศษ หน่วยงาน สนับสนุนการเรียนรวม ดังรายละเอียดต่อไปนี้ 4.1 ครอบครัวและชุมชน 4.2 การมีส่วนร่วมของเครือข่าย 4.3 บทบาทของท้องถิ่น สพป./สพม. และศูนย์การศึกษาพิเศษกับการให้การสนับสนุน 4.4 การนิเทศ ติดตาม ประเมินผลและการรายงานผลการดำ เนินงาน 4.1 ครอบครัวและชุมชน การสร้างความเสมอภาคทางการศึกษาและการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 12 ปีระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 และแผนพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2555–2559 ได้กำ หนดไว้ว่าคนพิการจะต้องได้ รับการคุ้มครองสิทธิมีคุณภาพชีวิตที่ดีเสมอภาค มีส่วนร่วมในสังคมอย่างเต็มที่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่ ปราศจากอุปสรรคขณะเดียวกันเพื่อให้คนพิการได้เข้าถึงสิทธิและโอกาสในการพัฒนาตนเองการมีส่วนร่วม ของครอบครัวผู้ปกครองผู้ดูแลเด็กต้องร่วมกันสร้างความมั่นใจให้กับเด็กในการที่จะเข้าไปเรียนรวมทั้งสิ้น เป็นการกระตุ้นให้สมาชิกในครอบครัวร่วมวิเคราะห์ปัญหาและลำดับความสำคัญของปัญหาและมีแนวทาง การแก้ไขปัญหาร่วมกันอย่างเหมาะสม ดังนั้น เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาได้รับการพัฒนาช่วยเหลือให้มี สมรรถภาพที่พึ่งพาตนเองได้และลดระดับความพิการลงได้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ครอบครัวและชุมชน จึงมีบทบาทที่จะจัดการศึกษาและปฏิบัติงานอย่างบูรณาการร่วมกับองค์กรอื่นที่เกี่ยวข้องทั้งองค์กรภาครัฐ
128 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) และเอกชน เพื่อร่วมพัฒนาเด็กพิการ ให้ได้รับบริการครบถ้วนทุกความต้องการจำ เป็นพิเศษเป็นรายบุคคล ทั้งในด้านการศึกษา การสงเคราะห์การได้รับบริการทางการแพทย์ตลอดจนส่งเสริมการอาชีพ จำ เป็นต้อง มีการประสานความร่วมมือในการดำ เนินงานในทุกภาคส่วนของครอบครัวสังคม ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน การฟื้นฟูสมรรถภาพผู้พิการ โดยชุมชน (CBR: Community Based Rehabilitation) เป็นกลยุทธ์หนึ่งที่ ช่วยให้เด็กพิการได้เข้าเรียน ในโรงเรียนเรียนรวม เป็นการสร้างเครือข่ายในชุมชนคนพิการ ที่ให้ความร่วมมือ ทางการศึกษา โดยจัดทำแผนดำ เนินงานร่วมกันระหว่างสมาชิกครอบครัวผู้พิการ มีการระดมความคิด และ ภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อนำ มาประยุกต์ใช้อย่างเหมาะสมกับวัตถุประสงค์ของการฟื้นฟูสภาพผู้พิการ โดยใช้ ชุมชนเป็นฐาน ทั้งยังเกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และปัญหาของผู้พิการระหว่างคนในชุมชน กิจกรรม ของการพัฒนาศักยภาพของชุมชน โดยเน้นการมีส่วนร่วมของชุมชนและครอบครัวผู้พิการเป็นหลักเป็นการ ดำ เนินการให้ทุกกลุ่มเป้าหมายมีส่วนร่วมในทุกด้าน โดยมีหลักการ มีการดำ เนินการร่วมกัน มีการแสดงความ คิดเห็นร่วมกัน ประเมินผลร่วมกันและได้รับผลประโยชน์ร่วมกัน การสนับสนุนจากชุมชน ชุมชน โรงเรียน องค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน และหน่วยงานเกี่ยวข้อง องค์กรต่างๆ(NGO , DPOF : Disabled People’s Organizations) ต้องเข้ามาริเริ่มช่วยเหลือ สนับสนุน พัฒนา เพื่อเข้าสู่ระบบโรงเรียนแบบเรียนรวม ชุมชนควรเข้ามามีส่วนร่วมในการทำ งานของโรงเรียนในการ จัดการเรียนรวม เด็กพิเศษควรได้รับการพัฒนาช่วยเหลือและสนับสนุนเพื่อเข้าสู่ระบบแบบเรียนรวม ตั้งแต่ การคัดแยกผู้เรียน การสร้างความตระหนัก การขจัดอุปสรรคในการเรียนรู้ของเด็กอย่างต่อเนื่อง ผู้เรียน ทุกคนในชุมชน ต้องได้เข้าเรียนในโรงเรียนที่อยู่ในชุมชน เข้าถึงและได้รับสิ่งอำ นวยความสะดวกสื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา โดยเด็กทุกคนจะได้รับการศึกษาในระบบเดียวกันที่เหมาะสม ไม่มี การแบ่งแยก และได้รับโอกาสในการเรียนรู้ในสถานศึกษาเดียวกัน มีการกระตุ้นผู้เรียน มีการคัดแยกตั้งแต่ แรกเริ่มที่เหมาะสม ตลอดจนโรงเรียนจัดบริการด้านสุขภาพอนามัย ให้กับผู้เรียน เช่น มีครูที่ทำ หน้าที่ดูแล เรื่องสุขภาพอนามัย มีพยาบาลในโรงเรียน มีแผนพัฒนาด้านโภชนาการ เพื่อขจัดปัญหาด้านโภชนาการและ ความยากไร้ของผู้เรียนที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ของเด็ก ความสัมพันธ์ของโรงเรียนกับชุมชน การพัฒนาโรงเรียน คือการพัฒนาชุมชนอย่างสมบูรณ์ชุมชนเป็นเจ้าของโรงเรียน และมีส่วนร่วม กับโรงเรียนในการจัดสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยความต้องการของผู้ปกครอง นำ ไปใช้เป็นกลยุทธ์หนึ่งในการ จัดการศึกษาแบบเรียนรวม โดยโรงเรียนจะต้องมีส่วนในการส่งเสริมให้ผู้ปกครองมีส่วนร่วมในการดำ เนินงาน เรียนรวมในโรงเรียน
129 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4.2 การมีส่วนร่วมของเครือข่าย การมีส่วนร่วมของเครือข่ายที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรวม โรงเรียนจัดการเรียนรวมควรผสมผสาน เป้าหมายของการจัดการศึกษาทั่วไปและการศึกษาพิเศษ มีการทำ งานในลักษณะ ร่วมมือกันระหว่างบุคคล หน่วยงาน ที่มีความมุ่งหวังจะเปลี่ยนแปลงการจัดการศึกษาเพื่อเข้าสู่การเรียนรวม ในการดำ เนินการของ โรงเรียนจัดการเรียนรวม ควรมีการสร้างเครือข่ายเพื่อสนับสนุนและเข้ามามีส่วนร่วมในการดำ เนินงานใน โรงเรียนจัดการเรียนรวม ให้มีศักยภาพ ขอบข่ายการมีส่วนร่วมของเครือข่าย มีดังนี้ 1. ความหมายการมีส่วนร่วมของเครือข่าย 2. ขอบข่ายการทำ งานแบบเครือข่ายความร่วมมือ 3. การมีส่วนร่วมสนับสนุนโรงเรียนใกล้เคียงของโรงเรียนเรียนรวม 4. ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนเรียนรวมและศูนย์การเรียนรู้ 5. การทำ หน้าที่ในฐานะเป็นศูนย์การเรียนรู้ของโรงเรียนเรียนรวม 6. การให้ความร่วมมือช่วยเหลือของเครือข่าย 1. ความหมายการมีส่วนร่วมของเครือข่าย การมีส่วนร่วมของเครือข่าย หมายถึง การเปิดโอกาสให้ชุมชน/องค์กรโรงเรียนที่มีลักษณะและ วัตถุประสงค์คล้ายคลึงกัน โดยมีการวางแผนการดำ เนินงานร่วมกัน รวมทั้งการตัดสินใจในเรื่องต่างๆเกี่ยวกับ การทำ งาน การจัดการทรัพยากร มีการสนับสนุนซึ่งกัน ซึ่งการเป็นสมาชิกเครือข่ายไม่มีผลกระทบต่อการ ดำ เนินงานของโรงเรียนเรียนรวม แต่โรงเรียนที่เป็นเครือข่ายจะช่วยพัฒนาโรงเรียนเรียนรวม ให้สามารถ ดำ เนินการเรียนรวมให้ประสบผลสำ เร็จสามารถเป็นโรงเรียนเรียนรวมต้นแบบได้และErwin (อ้างอิงใน ยุพาพร รูปงาม 2545. : 6) ได้ให้ความหมายเกี่ยวกับการ มีส่วนร่วมไว้ว่า คือ กระบวนการให้บุคคลเข้ามามี ส่วนเกี่ยวข้องในการดำ เนินงานพัฒนาร่วมคิดตัดสินใจแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง เน้นการมีส่วนร่วมเกี่ยวข้อง อย่างแข็งขันของบุคคลแก้ไขปัญหาร่วมกับการใช้วิทยาการที่เหมาะสมและสนับสนุน ติดตามการปฏิบัติงาน ขององค์การและบุคคลที่เกี่ยวข้อง 2. ขอบข่ายการทำ งานแบบเครือข่ายความร่วมมือ 2.1 หลักการของการทำ งานแบบเครือข่ายความร่วมมือ มีดังนี้ 2.1.1 ทุกฝ่ายมีเกียรติ/ศักดิ์ศรี/โอกาสที่เท่าเทียมกัน 2.1.2 เป็นการทำ งานแนวราบไม่มีการสั่งการจากฝ่ายใด 2.1.3 เป็นกระบวนการเรียนรู้โดยผ่านการทำ งานร่วมกัน 2.2 รูปแบบการรวมตัวของเครือข่าย มีดังนี้ 2.2.1 รวมกลุ่มสนใจ (Community of Practice) 2.2.2 รวมกลุ่มหน่วยงาน (Network Organization) 2.2.3 รวมกลุ่มทางอินเตอร์เน็ต ไม่เห็นตัวกัน (Wirtual Community)
130 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.3 แนวทางการจัดการเครือข่าย มีดังนี้ 2.3.1 การแสวงหาจุดมุ่งหมายร่วมกัน (Purpose) 2.3.2 การกำ หนดความเชื่อพื้นฐานร่วมกัน (Principle) 2.3.3 การกำ หนดความสามารถที่ต้องมีร่วมกัน (Capability) 2.3.4 การกำ หนดบทบาทของแต่ละฝ่ายและความสัมพันธ์/ความรับผิดชอบที่มีต่อกัน (Concept) 2.3.5 การกำ หนดกฎ ระเบียบที่ยึดโยงความสัมพันธ์ที่มีต่อกัน (Structure) 2.3.6 การกำ หนดโครงการ กิจกรรมที่ทำ ร่วมกัน (Practice) 2.4 ขั้นตอนของกระบวนการจัดการเครือข่ายความร่วมมือ 2.4.1 ทำ ให้รู้สึกถึงความเร่งด่วนที่ต้องมีเครือข่าย ประเมินสถานการณ์ด้านต่างๆ 2.4.2 ประเมินสถานการณ์ด้านต่างๆ ที่มีผลกระทบต่อความสำ เร็จตามวัตถุประสงค์ ของเครือข่ายความร่วมมือ ชี้ให้เห็นวิกฤตและโอกาสทางเลือกของความสำ เร็จที่จะขับเคลื่อนความร่วมมือ ในการทำกิจกรรมร่วมกันในลักษณะทีมงาน 2.4.3 สร้างวิสัยทัศน์ความร่วมมือและกำ หนดกลยุทธ์ไปสู่ความสำ เร็จ 2.4.4 การดำ เนินการตามวิสัยทัศน์กลยุทธ์การรับรู้และยอมรับในวิสัยทัศน์ใหม่ ใช้ทุกช่องทางในการสื่อวิสัยทัศน์ใหม่และกลยุทธ์กลุ่มแกนนำ ทำ เป็นตัวอย่าง 2.4.5 การขับเคลื่อนการดำ เนินงานระหว่างหน่วยงาน เพื่อลดอุปสรรค 2.4.6 การชื่นชม สรรเสริญการดำ เนินงานที่มีผลประสมความสำ เร็จ 2.4.7 การปลูกฝังแนวทางการทำ งานของเครือข่ายให้เป็นวัฒนธรรม 2.5 การสร้างเครือข่าย มีขั้นตอนการสร้างเครือข่าย มีดังนี้ 2.5.1 เตรียมการและแสวงหาผู้ร่วมเครือข่าย มีกิจกรรม ประชุมชี้แจง แต่งตั้ง คณะทำ งาน ประสานขอความร่วมมือ และแสวงหาโรงเรียนร่วมเครือข่าย 2.5.2 สร้างข้อตกลงและร่วมวางแผน 2.5.3 ดำ เนินการกำกับติดตาม มีกิจกรรม การวิเคราะห์ตรวจสอบ และทบทวนการ ดำ เนินงาน นำข้อตกลงจากการตรวจสอบ ทบทวนมาปฏิบัติและกำกับติดตาม ประเมินผล 2.5.4 ทบทวนผลการดำ เนินงาน 2.6 สถานศึกษากับการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ มีดังนี้ 2.6.1 ให้ครูทุกคนมีบทบาทร่วมวางแผนและตัดสินใจการเปลี่ยนแปลงแทนการสั่งลงมา 2.6.2 ขอการสนับสนุนจากทุกฝ่าย 2.6.3 มีการปรับวัฒนธรรมการทำ งานขององค์กร
131 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.6.4 มีโครงสร้างและกลไกการทำ งาน 2.6.5 กำ หนดวิสัยทัศน์และภารกิจให้ชัดเจน 2.6.6 มีการกระตุ้นให้ทำ งานตามบทบาทที่คาดหมาย 2.6.7 รายงานความก้าวหน้า 2.7 บุคคลที่เกี่ยวข้องกับสถานศึกษาที่ควรเชิญมาเป็นเครือข่าย มีดังนี้ 2.7.1 ครูผู้สอนดีที่มีผลงานดีเด่น และผู้บริหารสถานศึกษา 2.7.2 คณาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิจัย หน่วยราชการและมูลนิธิการกุศล 2.7.3 ผู้ทรงคุณวุฒิที่ให้คำแนะนำ ในเชิงการบริหารจัดการ หรือสร้างทีมมืออาชีพ 2.7.4 วิทยากรที่มีประสบการณ์ 2.7.5 นักวิจัยที่ช่วยสำ รวจจัดทำฐานข้อมูล 2.7.6 ผู้บริหารระดับนโยบายที่จะช่วยให้เครือข่ายเข้มแข็ง 2.8. ประโยชน์ของเครือข่ายความร่วมมือ มีดังนี้ 2.8.1 ตัดสินใจได้เร็วแก้ปัญหาได้เร็วท่ามกลางความไม่แน่นอนและความสลับซับซ้อน ของปัญหา 2.8.2 ลดค่าใช้จ่ายการบริหารราชการและผู้ใช้บริการ 2.8.3 ให้บริการแก่กลุ่มเป้าหมายได้ตรงตามความต้องการ 2.8.4 เป็นการสร้างทุนทางสังคมให้แก่หน่วยงานและประเทศ 2.8.5 ทำ ให้มีแหล่งข้อมูลเพิ่มมากขึ้น 2.8.6 ทำ ให้มีแหล่งแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพิ่มมากขึ้น 2.8.7 ทำ ให้ทำ งานได้ยืดหยุ่น อาศัยความชำ นาญหลายฝ่ายช่วยเสนอ 2.8.8 ทำ ให้ได้ความรู้ที่ลึกซึ้งมาจากผู้เชี่ยวชาญงานนั้นโดยตรง 2.8.9 ทำ ให้เกิดความเข้มแข็งและการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายในการจัดการเรียน รวมจากภาครัฐและเอกชนและองค์กรระหว่างประเทศ 2.8.10 ทำ ให้มีการประสานการส่งต่อและการเปลี่ยนผ่านนักเรียนพิการอย่างมีระบบ 3. การมีส่วนร่วมสนับสนุนโรงเรียนใกล้เคียงของโรงเรียนเรียนรวม โรงเรียนเรียนรวมมีส่วนร่วมในการจัดตั้งเป็นคณะกรรมการเครือข่ายเพื่อสนับสนุนซึ่งประกอบ ด้วยโรงเรียนใกล้เคียง ในการช่วยเหลือผู้เรียน ครูมีการพัฒนาแลกเปลี่ยนความรู้ระหว่างโรงเรียนเรียนรวม กับโรงเรียนใกล้เคียงอื่นๆ ในฐานะผู้ให้บริการ กระบวนการในการพัฒนาโรงเรียนเรียนรวมและโรงเรียนใน เครือข่าย จะได้รับประโยชน์ร่วมกัน จากการมีปฏิสัมพันธ์เป็นระบบเครือข่าย
132 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) การสร้างเครือข่ายโรงเรียนเรียนรวม มีการจัดการเรียนรวมในโรงเรียนสำ หรับผู้ที่มีความต้องการ จำ เป็นพิเศษในหลายๆโรงเรียนและอยู่ใกล้เคียงกันสามารถที่จะร่วมมือกันทำ งานโดยการวางแผนการทำ งาน ร่วมกัน แลกเปลี่ยนความรู้ความชำ นาญและกิจกรรมต่างๆ ซึ่งกันและกัน และข้อดีในการทำ งานร่วมกัน (UNESCO, 2001) ได้แก่ 1. การได้แลกเปลี่ยนประสบการณ์และความรู้ความชำ นาญ 2. การพัฒนาทั้งนโยบายและการปฏิบัติไปพร้อมกัน 3. การลงทุนในลักษณะเครือข่ายแทนการแข่งขันกัน หรือการทำ งานตามความสนใจของแต่ละ โรงเรียน 4. การพัฒนาความรู้ชำ นาญ และการจัดการศึกษาพิเศษให้เป็นแหล่งการเรียนรู้ของเครือข่าย 5. การหาแนวทางในการประหยัดทรัพยากร เพื่อให้สามารถช่วยเหลือนักเรียนได้ง่ายและ หลากหลายยิ่งขึ้น 6. การเสริมสร้างความสัมพันธ์ให้เข้มแข็งระหว่างเครือข่ายและผลการปฏิบัติงานที่ดี 7. การแสดงความเห็นในการทำ งานร่วมกัน 4. ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนเรียนรวมและศูนย์การเรียนรู้ การจัดศูนย์การเรียนรู้เป็นการบริการที่เกิดจากการร่วมมือทางการศึกษาในสำ นักงานเขตพื้นที่ การศึกษาเพื่อให้ศูนย์การเรียนรู้และโรงเรียนเรียนรวมมีการร่วมมือ ช่วยเหลือกัน จะทำ ให้เกิดสิ่งต่อไปนี้ - มีการแลกเปลี่ยนความรู้ข้อมูลข่าวสาร และทักษะทางเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาร่วมกัน - มีการพัฒนาวิชาชีพ - มีการสนับสนุนเพื่อให้เกิดความยั่งยืน การทำ งานร่วมกันเป็นเครือข่ายโรงเรียน จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่ง ที่จะแลกเปลี่ยน ประสบการณ์ และทรัพยากรระหว่างกลุ่ม เพื่อช่วยเหลือในการจัดการศึกษาจนกระทั่งทุกโรงเรียนสามารถจัดการศึกษา แบบเรียนรวมได้ด้วยตนเอง 5. การทำ หน้าที่ในฐานะเป็นศูนย์การเรียนรู้ของโรงเรียนเรียนรวม ในกรณีที่ไม่มีโรงเรียนทางการศึกษาพิเศษเฉพาะทางในเขตพื้นที่ โรงเรียนเรียนรวมสามารถ ทำ หน้าที่เป็นศูนย์วิชาการ เพื่อที่จะสนับสนุนโรงเรียนในเขตพื้นที่ ที่มีเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ และโรงเรียนเรียนรวมในฐานะที่เป็นศูนย์การเรียนรู้จะเป็นหน่วยงานพื้นฐานที่จะช่วยสนับสนุนโรงเรียนอื่น เพื่อให้มีความสามารถเพียงพอที่จะดำ เนินการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม
133 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 6. การให้ความร่วมมือช่วยเหลือของเครือข่าย การให้ความร่วมมือช่วยเหลือเครือข่าย สามารถให้ความช่วยเหลือได้ตามภารกิจ ซึ่งแบ่งออก ได้เป็น 2 มิติดังนี้ มิติที่ 1 เครือข่ายที่เป็นทางการ คือ หน่วยงานที่อยู่ในระบบราชการได้แก่ 1. สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาสามารถกำกับ นิเทศติดตาม ประเมินผลกำ หนดมาตรฐาน และการพัฒนาบุคลากรให้มีความรู้ในการช่วยเหลือนักเรียน และให้ความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติที่ถูกต้องต่อ ผู้ปกครองผู้บริหารและบุคลากรการแนะนำการใช้วิธีสอนที่มีความเข้มข้นโดยใช้กระบวนการวิจัยและมีการ ให้ความช่วยเหลือในการวัดและประเมินผล 2. ศูนย์การศึกษาพิเศษ สามารถช่วยเหลือในด้านการคัดแยกเด็ก การเตรียมความพร้อมเด็ก การเป็นที่ปรึกษาทางวิชาการ การจัดการเรียนการสอนเฉพาะทาง การเป็นวิทยากรการให้บริการสื่อ/ อุปกรณ์การให้บริการฟื้นฟูบำ บัด บริการเสริมจากผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น นักจิตวิทยา นักแก้ไขการพูด นักกายภาพบำ บัด ฯลฯ เป็นต้น 3. ศูนย์ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก สามารถให้บริการอุปกรณ์สำ หรับเด็กที่มีความต้องการ พิเศษ เช่น Wheel Chair ไม้เท้า รวมทั้งเป็นวิทยากรในการฝึกอบรม เป็นวิทยากรจัดอบรมในการวัดระดับ เชาว์นปัญญา การบริการฟื้นฟูบำ บัด เป็นต้น 4. มหาวิทยาลัย สามารถส่งนักศึกษาวิชาเอกการศึกษาพิเศษไปฝึกสอน/สังเกตการสอน ในโรงเรียนที่ต้องการเตรียมความพร้อมเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษก่อนส่งไปเรียนรวม เป็นวิทยากรให้ ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดแยกการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนสำ หรับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็น พิเศษ นิเทศติดตามประเมินผลและให้ความช่วยเหลือครูและเด็กในโรงเรียนเรียนรวม เป็นสถานที่ศึกษาดูงาน 5. โรงพยาบาลสามารถให้ความช่วยเหลือในเรื่องการวัดระดับเชาว์นปัญญาของเด็กที่มีความ ต้องการจำ เป็นพิเศษ เพื่อใช้ประกอบการวางแผนให้ความช่วยเหลือ ในแผน IEP ตลอดจนการให้บริการ กายภาพบำ บัด เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพของเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ มิติที่ 2 เครือข่ายที่ไม่เป็นทางการ คือ หน่วยงานที่อยู่นอกระบบราชการได้แก่ 1. มูลนิธิธรรมมิกชนเพื่อคนตาบอด สามารถให้บริการประสานงานกับเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง อบรมการอ่านและเขียนอักษรเบรล์ลและเป็นวิทยากรให้ความรู้แก่ครูการศึกษาพิเศษ บริการสื่อและอุปกรณ์ สำ หรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น 2. มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์สามารถให้ความ ช่วยเหลือการฝึกอาชีพได้ 3. มูลนิธิการบินแห่งประเทศไทยสามารถให้ทุนทางการศึกษากับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็น พิเศษ ที่ยากจน/ขาดแคลน
134 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4. มูลนิธิคุณพุ่ม สามารถให้ทุนทางการศึกษากับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษที่ยากจน/ ขาดแคลน 5. องค์การของต่างประเทศ ได้แก่ยูนิเซฟ (UNICEF) มูลนิธิเฮเลนเคลเล่าเพื่อคนตาบอด(HKI) และองค์การคริสเตียนเพื่อคนตาบอด (CBM) 6. ศูนย์กีฬา (Special Olympics) สามารถจัดฝึกอบรมให้กับครูเพื่อสอนกีฬา ซึ่งจะมีทั้ง หลักสูตรระดับต้น ระดับกลางและระดับสูงสำ หรับเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาและจัดแข่งขันกีฬา เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา ทั้งนี้ในการประสานความร่วมมือช่วยเหลือจากเครือข่ายผู้ปฏิบัติงานควรจัดทำแผนงานให้ ชัดเจน และประสานในเรื่องของกำ หนดเวลาก่อน เพื่อให้เกิดความสะดวกในการปฏิบัติงาน เพราะมีภารกิจ ตามปกติของหน่วยงานที่ต้องดำ เนินการ หากขอความร่วมมือในช่วงดังกล่าว อาจไม่สามารถให้ ความช่วยเหลือได้ จากการทำ งานในลักษณะของเครือข่าย สรุปองค์ประกอบรวมที่เกี่ยวข้องในการจัดการ เรียนรวมแบบเครือข่าย ดังนี้ 1. การกำ หนดให้ผู้บริหารระดับสูงต้องใช้ความสามารถบริหารโครงการให้ประสบผลสำ เร็จ แม้ว่าจะมีอุปสรรคที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ 2. ประสิทธิภาพขององค์กรจะเป็นตัวกำ หนดจำ นวนครั้งในการประชุมและภารกิจ ด้านการ บริหารของผู้เข้าร่วมประชุม 3. ความใกล้เคียงระหว่างเครือข่ายโรงเรียนที่ทำ งานร่วมกัน 4. นักการศึกษาแบบเรียนรวมและนักการศึกษาพิเศษจะต้องยอมรับว่าการทำ งานร่วมกันย่อม มีปัญหาอุปสรรคและต้องช่วยกันแก้ไขปัญหา 5. ครอบครัวจะต้องเกี่ยวข้องตั้งแต่ต้น และบุคลทุกฝ่ายต้องตั้งใจฟังความคิดเห็นและความวิตก กังวลของพ่อแม่ผู้ปกครอง 6. การมีส่วนร่วมของบุคลากรนอกโรงเรียน เช่น นักจิตวิทยา หรือคณะบุคคลในท้องถิ่นที่ สามารถให้การสนับสนุนโรงเรียน 7. กิจกรรมการวางแผนและการประเมินผล จะต้องกำ หนดไว้ตลอดโครงการ สรุปการสร้างเครือข่ายและความร่วมมือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยขับเคลื่อนให้โรงเรียนที่จัดการ ศึกษาแบบเรียนรวม พัฒนาสู่โรงเรียนต้นแบบการเรียนรวม ซึ่งมีแนวคิดในการสร้างเครือข่ายในมิติเครือข่าย ที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการทั้งในประเทศและต่างประเทศการดำ เนินการสร้างเครือข่ายให้ได้ผลและมี ประสิทธิภาพควรดำ เนินการอย่างเป็นระบบ ได้แก่1)การเตรียมการและแสวงหาผู้ร่วมพัฒนา 2)การสร้าง ข้อตกลงร่วมวางแผน 3)การร่วมดำ เนินงานและกำกับติดตาม4)การทบทวนผลการดำ เนินงาน สำ หรับการ สร้างความเข้มแข็งและความต่อเนื่องของเครือข่ายโดยผ่านหลายช่องทางโดยการนำ ICT มาใช้เชื่อมโยง สัมพันธ์ดังนั้น ผู้บริหารและครูโรงเรียนเรียนรวมต้องมีความรู้และทักษะพื้นฐานด้านภาษาให้ดีพร้อมใช้เป็น
135 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) กลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเครือข่าย ที่ส่งเสริมการบริหารจัดการเพื่อพัฒนาโรงเรียนเรียนรวมสู่โรงเรียน ต้นแบบได้อย่างมีประสิทธิภาพ 4.3 บทบาทของท้องถิ่น สพป./สพม. และศูนย์การศึกษาพิเศษฯ ในการสนับสนุน โรงเรียนเรียนรวม ในการจัดการเรียนรวมของเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ สิ่งสำคัญที่จะทำ ให้การดำ เนินการ เกิดสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมายอย่างมีประสิทธิภาพจำ เป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องเข้าใจถึงบทบาทหน้าที่ของท้อง ถิ่นในการสนับสนุนการจัดการเรียนรวม เพราะในการดำ เนินงาน ต้องอาศัยบุคลากรหลายด้านที่เกี่ยวข้อง ในหลายสาขาอาชีพ ดังนั้น บทบาทของบุคลากรในท้องถิ่นในการสนับสนุนโรงเรียน เรียนรวม ประกอบด้วย 1. บทบาทของบุคลากรในสถานศึกษา ประกอบด้วย ดังนี้ 1.1 ครูทั่วไป ทำ หน้าที่สอนประจำชั้นในโรงเรียนปกติหากมีชั้นเรียนของเด็กที่มีความต้องการ จำ เป็นพิเศษทางการศึกษา ควรจัดตามสภาพความบกพร่องของเด็ก ดังนั้นครูทั่วไปควรได้รับการฝึกอบรม เฉพาะด้านเพิ่มเติม เช่น การสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน 1.2 ครูเดินสอน หรือ ครูการศึกษาพิเศษ เป็นครูที่เดินทางจากโรงเรียนหนึ่งไปยังโรงเรียน อีกแห่งหนึ่งหรือหลาย ๆ แห่ง เพื่อทำ หน้าที่สอนเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ การจัดครูเดินสอนมัก จะจัดในกรณีที่แต่ละโรงเรียนมีจำ นวนเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษน้อย ในแต่ละโรงเรียนครูเดินสอน จะมีตารางการ ปฏิบัติงานสอนที่แน่นอน และจะหมุนเวียนกลับมาสอนที่โรงเรียนเดิมอีกครูเดินสอนอาจไม่ สังกัดโรงเรียนใดโรงเรียนหนึ่งโดยตรง 1.3 ครูเสริมวิชาการ เป็นครูที่ทำ หน้าที่สอนเด็กเพิ่มเติมจากการที่เด็กได้เรียนในห้องเรียน ปกติครูเสริมวิชาการจะปฏิบัติงานในห้องเสริมวิชาการ (หรือศูนย์วิชาการ) นักเรียนแต่ละคนมีตารางเฉพาะ ที่จะเข้ามาเรียนกับครูเสริมวิชาการ 1.4 ครูที่ปรึกษา มีหน้าที่ให้คำ ปรึกษาแก่ครูที่สอนเด็กปกติในการปฏิบัติต่อเด็กที่มีความ ต้องการจำ เป็นพิเศษ ตลอดจนวางแผนการจัดการเรียนการสอนสำ หรับเด็กและประสานงานกับครูอื่นใน โรงเรียน ครูที่ปรึกษาอาจไม่สอนเด็กโดยตรง 1.5 ครูแนะแนว มีหน้าที่ให้คำแนะนำ ในด้านการปรับตัวตลอดจนแนะแนวด้านการศึกษา การประกอบอาชีพ และการเตรียมความพร้อมด้านอาชีพ และการศึกษาต่อของเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ 1.6 ผู้ช่วยครูมีหน้าที่ช่วยครูโดยเฉพาะการดูแลเด็กเมื่อประกอบกิจกรรม 1.7 นักจิตวิทยา ควรได้รับการพิจารณาในฐานะผู้ร่วมงานสำคัญยิ่งของครูการศึกษาพิเศษ หน้าที่ของนักจิตวิทยาคือศึกษาเด็กและให้การวินิจฉัย จัดสร้างเครื่องมือในการทดสอบและศึกษาเด็กที่มี ความต้องการจำ เป็นพิเศษ เป็นกรรมการร่วมกับโรงเรียนในการพิจารณาหรือแนะนำ เกี่ยวกับกิจกรรมทางการ เรียนการสอน
136 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 1.8 นักสังคมสงเคราะห์ มีหน้าที่จัดทำ ทำ ประวัติและรายงานเกี่ยวกับเด็กที่มารับบริการ ทางการศึกษาพิเศษ ช่วยเหลือครูและผู้ปกครองให้เข้าใจตัวเด็กและสถานการณ์พร้อมที่จะช่วยเหลือประสานงาน ระหว่างโรงเรียน บ้าน และชุมชน เป็นต้น 1.9 นักกิจกรรมบำ บัด มีหน้าที่จัดกิจกรรมเพื่อฝึกฝนฟื้นฟูทางด้านทักษะพื้นฐานในการ ประกอบอาชีพให้กับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ ตามความเหมาะสม และพัฒนาโครงการฝึกทักษะ อาชีพตลอดถึงการหารายได้พิเศษสำ หรับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ เพื่อฝึกนิสัยและทัศนคติทาง อาชีพ 1.10 นักกายภาพบำ บัดมีหน้าที่จัดกิจกรรมเพื่อฝึกฝนฟื้นฟู ทางด้านกล้ามเนื้อและประสาท สัมผัสในการรับรู้ของเด็กที่มีความต้องการพิเศษและมีความบกพร่องทางร่างกาย 1.11 นักอรรถบำ บัดหรือนักแก้ไขการพูด มีหน้าที่จัดกิจกรรมเพื่อฟื้นฟูบำ บัดและแก้ไขการพูด ผิดปกติสำ หรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินและผิดปกติทางการพูด 1.12 นักโสตสัมผัสวิทยา มีหน้าที่จัดกิจกรรมฟื้นฟูการได้ยิน ตรวจวัดระดับการได้ยินและเสนอ แนะข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้สอดคล้อง หรือส่งเสริมการได้ยินของเด็กที่มีความ บกพร่องทางการได้ยิน 1.13 ผู้ปกครอง มีส่วนร่วมกับโรงเรียนในการจัดประชุม และเลือกผู้แทนเป็นกรรมการสถาน ศึกษา 1.14 กรรมการสถานศึกษา องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น และองค์กรภายนอกมีหน้าที่ให้การ สนับสนุนการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน เช่น พานักเรียนไปทัศนศึกษานอกสถานที่ 2. บทบาทของบุคลากรในสถานพยาบาล ประกอบด้วยดังนี้ 2.1 แพทย์(Medical Personnel) หมายถึง แพทย์ทั่วไป และแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะโรค เช่น กุมารแพทย์จักษุแพทย์ศัลยแพทย์ทางกระดูกแพทย์ทางโสตนาสิกจิตแพทย์รวมทั้งแพทย์เวชศาสตร์ ฟื้นฟูแพทย์ประจำ หน้าที่ตรวจให้การวินิจฉัยวางแผน การบำ บัดรักษา เพื่อปรับสภาพความบกพร่อง ฟื้นฟู สมรรถภาพของเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ จนสามารถดำ รงชีวิต ได้ใกล้เคียงคนปกติมากที่สุดโดย อาศัยความร่วมมือจากพยาบาล นักกายภาพบำ บัด นักกิจกรรมบำ บัด นักแก้ไขการพูดและนักจิตวิทยา 2.2 นักโสตสัมผัสวิทยา (Audiologist) หมายถึง ผู้ที่ศึกษามาโดยตรงในการตรวจวัดการ ได้ยิน จะต้องพัฒนาภาษาและการพูดโดยใช้การมองเพื่อสื่อความหมายและประสานงานกับครูเพื่อแนะนำ เกี่ยวกับความช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน และแนะแนวผู้ปกครองด้านจิตใจสังคมและการ จัดการศึกศึกษาให้เด็กอย่างเหมาะสม 2.3 นักอรรถบำ บัดหรือนักแก้ไขการพูด (Speech Therapist) หมายถึง ผู้ที่มีความรู้ ความสามารถในการทดสอบและประเมินความสามารถในการพูดเพื่อวางแผนแก้ไขการพูดของเด็ก ที่มีความ บกพร่องทางการพูด เป็นรายบุคคลตลอดจนดำ เนินการฝึกตามความเหมาะสมเป็นรายกรณี
137 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.4 นักกายภาพบำ บัด (Physical therapist) หมายถึง ผู้ที่มีความรู้ความสามารถในการ ประเมินผลและให้การบำ บัดทางกายภาพ พัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อในการทรงตัวแก้ไขการเคลื่อนไหว ของกล้ามเนื้อข้อต่อที่ยังทำ หน้าที่ไม่ถูกต้องรวมทั้งฝึกการใช้กายอุปกรณ์เสริมหรือเทียมและเครื่องช่วยการ เคลื่อนไหวให้แก่ผู้ที่มีความบกพร่องทางร่างกาย 2.5 นักกิจกรรมบำ บัด(OccupationalTherapist) หมายถึงผู้ที่มีความรู้และความ สามารถ ในการแก้ไขลักษณะท่าทาง ให้การฝึกกล้ามเนื้อมือ และนิ้ว ในการปฏิบัติกิจวัตรประจำวัน แก้ไขปรับปรุง ทักษะอื่นที่สัมพันธ์กัน รวมทั้งการประดิษฐ์อุปกรณ์หรือเครื่องช่วยอำ นวยความสะดวกในการปฏิบัติภารกิจ ประจำวัน หรือการประกอบอาชีพ ดัดแปลงอุปกรณ์พิเศษ เพื่อช่วยในการเรียนการสอนเด็กที่มีความบกพร่อง ทางร่างกาย 2.6 นักจิตวิทยาคลินิค (Clinical Psychologist) หมายถึง ผู้ที่มีความรู้และความสามารถ ซึ่งฝึกฝนมาเป็นพิเศษ ให้การตรวจวินิจฉัยทางจิตวิทยาแก้ไขปัญหาทางพฤติกรรมและอารมณ์ให้คำแนะนำ ปรึกษาการแก้ไขปัญหาด้านสุขภาพจิต ให้แก่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ ได้แก่ ครู ผู้ปกครอง ผู้เลี้ยงดูเด็ก 2.7 นักสังคมสงเคราะห์ (Social Worker) หมายถึง ผู้ที่มีความรู้ความสามารถ และได้รับ มอบหมายให้ทำ หน้าที่แนะนำ สงเคราะห์ ให้คำ ปรึกษาแก่เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ ที่มีปัญหา ทางด้านเศรษฐกิจและครอบครัว โดยทำ งานประสานกับโรงเรียน ครอบครัวเด็กพิเศษแต่ละรายรวมทั้งการ ประสานประโยชน์ระหว่างโรงเรียนกับองค์กรอื่นด้วย 3. บทบาทของสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา/มัธยมศึกษา/ในการสนับสนุน โรงเรียนเรียนรวม ในการสนับสนุนโรงเรียนเรียนรวมของสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษาที่ทำ หน้าที่บริหารจัดการ กำกับ ติดตาม และนิเทศโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม ประกอบด้วยผู้บริหาร ได้แก่ ผู้อำ นวยการ สำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา รองผู้อำ นวยการสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา หรือผู้ได้รับมอบหมาย ได้แก่ ศึกษานิเทศก์และนักวิชาการอื่นในสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา มีบทบาทหน้าที่ดังนี้ 1. จัดให้มีการศึกษาแบบเรียนรวมและสนับสนุนให้มีการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมโดยการ แต่งตั้งคณะกรรมการดำ เนินงานการศึกษาพิเศษระดับเขตพื้นที่ เพื่อวางแผนช่วยเหลือและพัฒนาโรงเรียน เรียนรวมสู่โรงเรียนต้นแบบการเรียนรวม 2. สนับสนุนการสร้างเครือข่ายโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม เป็นองค์กรทางวิชาการ รองรับงานวิชาการการศึกษาพิเศษของเขตพื้นที่การศึกษาให้มีการดำ เนินการช่วยเหลือสนับสนุนการทำ งาน ร่วมกัน 3. มีการติดตาม ตรวจสอบผู้เรียนในเขตบริการของโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม เพื่อ ให้ผู้เรียนมีโอกาสได้เข้ามาเรียนในระบบโรงเรียน
138 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4. มีส่วนร่วมในการดำ เนินการสนับสนุน ผู้เรียนที่จบการศึกษาและผู้เรียนที่ออกจากระบบ โรงเรียน 5. มีการติดตาม ตรวจสอบผู้เรียนที่ออกจากระบบ เพื่อช่วยเหลือให้ผู้เรียนเข้าศึกษาในระบบ 6. ส่งเสริมสนับสนุนและร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่ายทางการศึกษาและองค์กรเอกชน เพื่อ ให้หน่วยงานเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม 7. สนับสนุนผู้เชี่ยวชาญ เฉพาะด้านการศึกษาพิเศษ ทำ หน้าที่และมีบทบาทร่วมกัน ในการ ดำ เนินการ ดังนี้ 7.1 การสนับสนุนการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษตาม ความเหมาะสม สอดคล้องกับแผนการดำ เนินการภายใต้กรอบของกลยุทธ์ของเขตพื้นที่การศึกษา 7.2 การสนับสนุนการให้ความรู้แก่ครูตามวัตถุประสงค์ของการเรียนรู้ให้ตรงกับการ วางแผนให้ความช่วยเหลือของผู้เรียน 7.3 มีการพัฒนาบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ให้การสนับสนุน ในการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ เพื่อพัฒนาความสามารถในการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลาย ขจัดอุปสรรค ในการเรียนรู้ในห้องเรียน และในโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม 7.4 จัดทำ ทะเบียนเพื่อสนับสนุนความต้องการพิเศษ จากการวิเคราะห์หากพบปัญหาหรือ ผลกระทบที่เกิดจากการดำ เนินการตามแผนปฏิบัติการสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา ก็จะให้การสนับสนุน ช่วยเหลือ 7.5 ให้ความรู้ความเข้าใจ ทัศนคติที่ดีต่อผู้บริหาร บุคลากรที่เกี่ยวข้อง และปกครอง นักเรียน ที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ 7.6 ประสานการดำ เนินงานร่วมกับสำ นักบริหารงานการศึกษาพิเศษ (สศศ.)และหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง โดยใช้หลักกัลยาณมิตรเช่น การส่งเสริมการศึกษาดูงานเพื่อเพิ่มเติมความรู้การลดช่องว่างในการ ทำ งาน การขจัดปัญหา การสร้างขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติงาน 7.7 ประสานงานกับหน่วยงานเครือข่ายองค์กรสมาคม และองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น (อปท.) ให้เข้ามามีส่วนร่วมในการดำ เนินงานจัดการศึกษาแบบเรียนรวมในสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา 7.8 นิเทศกำกับ ติดตาม ประเมินผลดำ เนินงานในโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม เพื่อให้ผู้พิการได้รับการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีคุณภาพตามกฎหมายกำ หนด 7.9 ศึกษา วิเคราะห์วิจัย บริหารจัดการ พัฒนาการเรียนการสอน การจัดการเรียนรวม โดยจัดตั้งคณะกรรมการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมโดยเฉพาะจากผู้เชี่ยวชาญหลายฝ่าย
139 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4. บทบาทของศูนย์การศึกษาพิเศษในการสนับสนุนโรงเรียนเรียนรวม มีดังนี้ 4.1 จัดหาสิ่งอำ นวยความสะดวกสื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาสำ หรับ เด็กพิการโดยรวบรวมจาก IEP และกระจายสื่อไปยังสถานศึกษา 4.2 บริการระบบกระจายสิ่งอำ นวยความสะดวกสื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการ ศึกษาให้กับสถานศึกษาทุกสังกัด ที่มีนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาโดยใช้ระบบคูปอง เพื่อการศึกษา 4.3 จัดฝึกอบรมครูบุคลากรทางการศึกษา อาสาสมัคร ผู้ปกครอง ผู้ดูแลในการให้บริการให้ บริการต่างๆ ตามหลักสูตรฝึกอบรมระยะสั้นสำ หรับผู้ให้บริการเด็กและเยาวชนพิการ ตามบัญชีแนบท้าย กฎกระทรวงให้ครอบคลุมทุกประเภทความพิการ เช่น การให้บริการสอนเสริมตามกลุ่มสาระต่างๆ บริการ พี่เลี้ยงและผู้ช่วยเหลือ ศิลปะบำ บัดและศิลปะเพื่อการพัฒนา เป็นต้น 4.4 ประสานงานให้โรงเรียนเฉพาะความพิการ เข้าช่วยเหลือโรงเรียนเรียนรวม ในทักษะความ พิการเฉพาะทาง 4.5 ประสานงานจัดการเรียนรวมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น หน่วยงานของกระทรวงสาธารณสุข กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์และกระทรวงมหาดไทย เป็นต้น 4.6 บูรณาการงานจัดการเรียนรวมในเขตพื้นที่การศึกษาที่รับผิดชอบ 5. บทบาทของสำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานในการสนับสนุนโรงเรียนเรียนรวม มีดังนี้ 1. กำ หนด นโยบายกลยุทธ์ของสำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ในการจัดการ ศึกษาแบบเรียนรวม เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อน และการปฏิบัติที่ชัดเจน 2. จัดตั้งคณะกรรมการดำ เนินงานการจัดการเรียนรวมใน ระดับชาติระดับสำ นักงานเขตพื้นที่ การศึกษาในการขับเคลื่อนกระบวนการของการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม สำ หรับสำ นักงานเขตพื้นที่การ ศึกษามีการแต่งตั้งคณะกรรมการจากบุคลากรในสำ นักงานเขตพื้นที่การศึกษา บุคคลภายนอก ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คำ ปรึกษา เพื่อให้เกิดความน่าเชื่อถือ เกิดการยอมรับของครูผู้สอน 3. สนับสนุนงบประมาณเพื่อการเรียนรวม ด้านสภาพแวดล้อม อาคารสถานที่และสิ่งอำ นวย ความสะดวก/สื่อและเอกสาร 4. พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความรู้ทักษะและประสบการณ์ในการรับผิดชอบ ต่อการสอนเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษา 5. ให้คำ ปรึกษาแนะนำ ช่วยเหลือเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจแก่บุคลากรที่จัดการศึกษาแบบ เรียนรวม
140 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 6. นิเทศ ติดตาม ช่วยเหลือ ร่วมพัฒนาการดำ เนินงานของโรงเรียนเรียนรวม เพื่อให้สามารถ บรรลุเป้าหมายในการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 7. ส่งเสริม ยกย่องเชิดชูเกียรติบุคคลและองค์กรที่มีส่วนร่วมด้านการจัดศึกษาแบบเรียนรวม 6. บทบาทของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนโรงเรียนเรียนรวม 6.1 กระทรวงศึกษาธิการ 6.1.1 สำ นักบริหารงานการศึกษาพิเศษ มีหน้าที่บริหารจัดการด้านการศึกษาพิเศษ ให้แก่ เด็กพิการประเภทต่างๆได้แก่ หูหนวกตาบอด ปัญญาอ่อน ร่างกายพิการออทิสติก บกพร่องทางการ เรียนรู้จัดโรงเรียนพิเศษเฉพาะความพิการในชั้นประถมและมัธยมศึกษา ส่งเสริมพัฒนา สื่อ/นวัตกรรม ส่งเสริมการวิจัยด้านการศึกษาพิเศษ ส่งเสริมการคัดกรองวินิจฉัยนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ จัดสรรงบประมาณสนับสนุนโรงเรียนเรียนรวม นิเทศ กำกับ ติดตามเสริมความรู้วิจัยและพัฒนาสร้างองค์ ความรู้นวัตกรรม/เทคนิควีการ จัดงานเชิดชูเกียรติบุคลากรที่มีผลงานดีเด่นด้านการจัดการศึกษาพิเศษ ทั้งระดับภาค และระดับประเทศ 6.1.2 สำ นักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้ประกาศนโยบาย “คนพิการ ทุกคนที่อยากเรียน ต้องได้เรียน” โดยจัดโรงเรียนรับเด็กพิการเรียนรวมกับเด็กทั่วไปตามขอบข่ายของงาน ด้านการจัดการศึกษาพิเศษ โดยมีโรงเรียนแกนนำจัดการเรียนร่วมในปีพ.ศ. 2554 จำ นวน 5,014 โรง และ ขยายเครือข่ายโรงเรียนจัดการเรียนร่วมอีก 18,370 โรง 6.1.3 สถาบันทางการศึกษา/มหาวิทยาลัย ให้บริการสนับสนุน ดังนี้ - รับผิดชอบงานผลิตครูสาขาการศึกษาพิเศษ ผู้สอนเด็กพิการประเภทต่าง ๆ - เปิดโรงเรียนสาธิต เพื่อเตรียมความพร้อมให้แก่เด็กพิการ - เปิดดำ เนินการให้บริการระยะแรกเริ่มสำ หรับเด็กพิการและครอบครัว (EI) - ศึกษาและวิจัยเกี่ยวกับการจัดการศึกษาพิเศษ - ติดต่อต่างประเทศเพื่อพัฒนารูปแบบการศึกษาพิเศษ - อบรมและให้ความรู้เกี่ยวกับระบบงานการศึกษาพิเศษแก่ชุมชน (CBR) - อบรมพัฒนาอาชีพให้แก่บุคคลพิการทั่ว ๆ ไป - ให้บริการการศึกษาพิเศษแก่ชุมชนตามความต้องการ นอกจากนี้ได้ใช้ เทคโนโลยีระบบเครือข่ายอินเตอร์เน็ตจัดทำ โฮมเพจและเผยแพร่ความรู้ร่วมกัน 6.1.4 สำ นักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา สถานศึกษาของสำ นักงานคณะกรรมการ การอาชีวศึกษาได้เปิดรับนักศึกษาพิการเข้าศึกษาเรียนรวมกับนักศึกษาทั่วไปและฝึกอาชีพระยะสั้นเปิดรับ นักเรียนพิการ เข้าเรียนร่วมเพื่อฝึกอาชีพในสถาบัน
141 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 6.2 กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ 6.2.1 สำ นักงานพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์จังหวัด จัดบริการสงเคราะห์ เลี้ยงดูและจัดบริการด้านการศึกษาโดยร่วมมือกับกระทรวงศึกษาธิการ 6.2.2 สถานสงเคราะห์คนพิการและทุพพลภาพ ศูนย์พัฒนาสมรรถภาพคนตาบอดจัด สงเคราะห์เด็กพิการยากจน มีปัญหาทางครอบครัว ให้มีที่เรียนและที่อยู่อาศัย จัดการติดตามและ ส่งเด็ก พิการต่าง ๆ เข้าเรียนในโรงเรียนการศึกษาพิเศษหรือโรงเรียนปกติที่จัดเรียนร่วม 6.2.3 ให้บริการเบี้ยยังชีพรายเดือน แก่ผู้พิการทุกคนที่ได้รับการจดทะเบียน 6.3 กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงสาธารณสุขให้ความช่วยเหลือเด็กพิการประเภทต่าง ๆ ตลอดเวลาโดยได้จัดบริการตามโรงพยาบาล เช่น โรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา โรงพยาบาลจิตเวช นครราชสีมา และโรงพยาบาลทั่วประเทศ โรงพยาบาลต่างๆ เปิดบริการตรวจหูรักษาโรค และแก้ไขข้อ บกพร่องของหูฝึกฟัง ฝึกพูด และบริการแก้ไขการพูด เช่น โรงพยาบาลรามาธิบดีโรงพยาบาลศิริราช โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์เป็นต้น ปัจจุบันได้ขยายงานไปตามจังหวัดต่างๆในการตรวจหูและแก้ไขข้อบกพร่อง เช่น สถาบันพัฒนาการราชนครินทร์โรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ โรงพยาบาลราชานุกูล ตรวจ รักษา และ แก้ไขโดยการตั้งโรงเรียนสอนเด็กปัญญาอ่อน และมีโรงงานฝึกอาชีพ สำ หรับคนปัญญาอ่อนอีกด้วย 7. บทบาทของหน่วยงานเอกชน NGOs ในประเทศ และต่างประเทศ 7.1 มูลนิธิของเอกชน มีมูลนิธิมากมายในประเทศไทยที่ให้ความช่วยเหลือคนพิการ ซึ่งบาง มูลนิธิอาจจัดตั้งขึ้นโดยคนไทยหรือคนต่างชาติได้แก่ - มูลนิธิอนุสารสุนทรสงเคราะห์คนหูหนวก จังหวัดเชียงใหม่ - มูลนิธิธรรมมิกชนเพื่อคนตาบอดจังหวัดขอนแก่น มีสาขาที่จังหวัดภาคเหนือ ภาคกลาง และภาคใต้ - มูลนิธิอนุเคราะห์คนพิการในกระบรมราชูปถัมภ์จังหวัดนนทบุรี - มูลนิธิสงเคราะห์คนหูหนวกในพระบรมราชินูปถัมภ์กทม. - มูลนิธิเพื่อเด็กพิการ กทม. - มูลนิธิสถาบันแสงสว่าง กทม. - มูลนิธิดวงประทีป กทม. - มูลนิธิช่วยคนปัญญาอ่อนแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์กทม. 7.2 โรงเรียนเอกชน ได้แก่ - โรงเรียนฝึกคนตาบอดพัทยา (มหาไถ่) เป็นโรงเรียนตั้งขึ้นจากคณะศาสนา - โรงเรียนปัญญาวุฒิกร สอนคนปัญญาอ่อน - ศูนย์ฝึกเด็กปัญญาอ่อนประภาคารปัญญา กทม. - ศูนย์ฝึกอาชีพปัญญาคาร จังหวัดนนทบุรี