42 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) - พัฒนาผู้เรียน - มุ่งมั่นพัฒนาผู้เรียนให้ดีเก่ง และมีสุข กระบวนการพัฒนาการสอนสู่ครูมืออาชีพ 5 ขั้นตอน - ประเมินตนเองเพื่อตรวจสอบจุดเด่น - จุดด้อย - พัฒนาความรู้ความสามารถรอบด้าน - จัดการเรียนรู้สู่ผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ - สรุปผลงาน / แลกเปลี่ยนเรียนรู้ - เสนอผลงานสู่ความก้าวหน้าในวิชาชีพ ครูมืออาชีพด้านการศึกษาพิเศษ การจัดการศึกษาในโรงเรียนจะมีนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษรวมอยู่ในชั้นเรียนด้วย ซึ่งครูผู้สอนที่เป็นครูมืออาชีพต้องจัดการเรียนการสอนให้ตอบสนองต่อสภาพปัญหาและความต้องการของ นักเรียนเป็นรายบุคคล ซึ่งมีแนวดำ เนินการ ดังนี้ 1. ครูต้องรู้จักเด็กทุกคน โดยวิธีการประเมินความสามารถและความต้องการจำ เป็นพิเศษ เป็นรายบุคคล 2. มีการปรับหลักสูตรให้สอดคล้องตามสภาพปัญหาความต้องการของผู้เรียนรายบุคคล 3. ออกแบบการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลโดยวิเคราะห์ภาระงานและจัดทำแผนการสอนเฉพาะ บุคคล (IIP) 4. มีความรู้ความเข้าใจและทักษะในการจัดกิจกรมการเรียนรู้สามารถจัดหาสื่อ สิ่งอำ นวยความสะดวกเอื้อต่อการจัดการเรียนการสอนและมีการประเมินผลผู้เรียนเป็นรายบุคคล 5. มีการแก้ปัญหานักเรียนโดยใช้งานวิจัยเป็นฐานในการพัฒนานักเรียนเป็นรายบุคคล 6. มีความสามารถในการประสานงานกับเครือข่ายเพื่อพัฒนาผู้เรียนตามความต้องการจำ เป็น พิเศษ
การจัดบริการสนับสนุน ในโรงเรียนจัดการเรียนรวม
45 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.3 การจัดบริการสนับสนุนในโรงเรียนจัดการเรียนรวม การสนับสนุนภายในโรงเรียน 1. โรงเรียนจัดการเรียนรวมเต็มรูปแบบ สร้างกลยุทธ์ในการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมให้ สอดคล้องกับหลักการของการศึกษาเรียนรวมให้ทุกคนทราบว่าผู้เรียนทุกคนสามารถเรียนรู้และต้องการการ สนับสนุนอย่างถาวรหรือชั่วคราว นอกจากนี้โรงเรียนจัดการเรียนรวมและหน่วยงานที่ให้บริการมีบทบาทใน การจัดหาหรือให้โอกาสในการเข้าถึงบริการเทคโนโลยีสิ่งอำ นวยความสะดวกสื่อ บริการและความช่วยเหลือ อื่นใดทางการศึกษาเฉพาะบุคคล 2. องค์ประกอบสำคัญของการสนับสนุนภายในโรงเรียนจัดการเรียนรวม คณะผู้บริหารและครู มีบทบาทหน้าที่ตามโครงสร้างการบริหารภายในโรงเรียน มีการจัดการอย่างมีประสิทธิภาพและผู้เรียนได้ รับประโยชน์สนับสนุนโรงเรียนจัดการเรียนรวมอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อให้ครูและผู้เรียนได้ใช้และรับบริการ เทคโนโลยีสิ่งอำ นวยความสะดวกสื่อบริการและความช่วยเหลืออื่นใด ทางการศึกษา 3. โรงเรียนจัดการเรียนรวมให้การสนับสนุนการเรียนรู้ในการทำ งานร่วมกัน ใช้ความสามารถ ประสบการณ์และทักษะในการอำ นวยความสะดวกรวมถึงการให้คำ ปรึกษาจากคณะทำ งาน ครูผู้ปกครอง และหน่วยงานภายนอกต่างๆและช่วยติดต่อประสานการทำ งานของสถาบันการศึกษากับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ร่วมกันช่วยเหลือผู้เรียนให้พัฒนาเต็มตามศักยภาพ 4. การสนับสนุนให้มีบริการช่วยเหลือที่สามารถให้คนอื่น กลุ่มเพื่อนหรือครอบครัว สนับสนุน ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาผ่านกิจกรรมต่างๆ ในรูปแบบต่างๆ ได้เช่น การให้คำ ปรึกษาโดยเพื่อนช่วยเพื่อน กิจกรรมกีฬา ทัศนศึกษา งานอดิเรก เป็นต้น ตัวชี้วัดที่ให้การสนับสนุน 1. การจัดการสนับสนุนทั่วไปและต่อเนื่องในโรงเรียนเรียนรวม 1) การประชุมอย่างสม่ ำ เสมอเพื่อหารือและหาวิธีการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่ผู้เรียนประสบอยู่ 2) การทำ งานร่วมกันเป็นทีม 3) การบริหารจัดการร่วมกันระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครองเพื่อลดอุปสรรคในการจัดการ เรียนการสอน 4) บุคลากรได้รับการจัดการฝึกอบรมอย่างต่อเนื่อง และขจัดอุปสรรคการเรียนการสอนใน ห้องเรียน 5) การสนับสนุนความรู้ความเข้าใจวิธีการที่ได้รับ รูปแบบที่แตกต่างการสนับสนุน จากทั้ง ในและนอกโรงเรียน
46 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2. การจัดการสนับสนุนทีมงานในโรงเรียน (ILST : Institutional Level Support Team) 1) ทีมงานในโรงเรียนมีความรับผิดชอบและทำ งานได้เป็นอย่างดี 2) ทีมงานในโรงเรียนได้รับการฝึกอบรมเป็นอย่างดี 3) ทีมงานมีวิธีการมีแบบแผนในการดำ เนินการ มีกลยุทธ์ในการคัดกรองการจำแนกการ ประเมินและการสนับสนุน (SIAS:StrategyonScreening, Identification, Assessmentand Support) 4) ฝึกอบรมทีมงานในโรงเรียนให้มีความรู้เกี่ยวกับการเรียนรวม 5) ทีมงานในโรงเรียนศึกษาคู่มือการพัฒนาแผนการสนับสนุนและความแตกต่างของหลักสูตร อย่างมีประสิทธิภาพ 6) ทีมงานในโรงเรียนสนับสนุนการวางแผนส่วนบุคคลในแต่ละระยะในการประสานงาน การวางแผนสนับสนุนของแต่ละบุคคล 7) ทีมงานในโรงเรียนสนับสนุนการจัดหาและเก็บบันทึกการประชุมและการจัดการเตรียม การสนับสนุนของแต่ละบุคคล 8) ทีมงานในโรงเรียนจัดประชุม ปรึกษาหารือตามปกติกับผู้ปกครองและผู้รับผิดชอบ 9) ทีมงานในโรงเรียนมีกำ หนดการทำ งานเพื่อดูแลระบบสนับสนุนของโรงเรียน 10) ทีมงานในโรงเรียนและบุคลากรได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและวางแผนร่วมกันในการ สนับสนุน 11) ทีมงานในโรงเรียนกำ หนดนโยบายในการบริหารและความช่วยเหลือสำ หรับผู้เรียน และ คำ นึงถึงศักดิ์ศรีปัญหาสุขอนามัย 3. การจัดเตรียมคณะทำ งานและการสนับสนุน การจัดเตรียมคณะทำ งานและมาตรการสนับสนุนจะต้องมั่นใจว่าสามารถบริการได้เต็มที่ โรงเรียนมีการสนับสนุนเพิ่มเติม เพื่อที่จะสามารถตอบสนองผู้เรียน การจัดเตรียมคณะทำ งานสำ หรับโรงเรียน เรียนรวมเต็มรูปแบบ 1) มีการแต่งตั้งคณะทำ งานเพื่อดูแลการจัดการเรียนรวมและระบุบทบาทหน้าที่ไว้อย่างชัดเจน 2) คณะทำ งานเป็นส่วนหนึ่งของทีมงานในโรงเรียน 3) มีการสนับสนุน พัฒนาครูให้มีความรู้ความสามารถในการจัดการเรียนรวม 4) มีครูหรือบุคลากรที่ทำ หน้าที่ให้การสนับสนุน แนะนำ ให้คำ ปรึกษาในการจัดการเรียนรวม 5) มีการจัดเตรียม จัดหา หรือพัฒนาครูเพื่อรองรับนักเรียนพิการเฉพาะทาง
แหล่งข้อมูลทางกายภาพ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์
49 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.4 แหล่งข้อมูลทางกายภาพ สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ โรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม สิ่งที่เป็นองค์ประกอบสำคัญได้แก่ สภาพแวดล้อม สื่อ วัสดุและอุปกรณ์ที่สอดคล้องและเหมาะสมกับนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ ดังนั้นการปรับสภาพ แวดล้อมทางกายภาพ เทคโนโลยีสื่อ วัสดุ และอุปกรณ์สำ หรับสถานศึกษาจัดการเรียนรวม จึงมีความ จำ เป็นอย่างยิ่ง เพื่อให้นักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้มีแนวทาง การดำ เนินการดังนี้ ด้านสถานที่และสภาพแวดล้อมในโรงเรียน โรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม ควรดำ เนินการตรวจสอบสถานที่ สิ่งอำ นวยความสะดวก และสภาพแวดล้อมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับนักเรียน เช่น ห้องเรียน ห้องบริการ ห้องน้ำ ห้องอาหาร ตลอดจน แหล่งเรียนรู้ภายในโรงเรียน รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานที่ปลอดภัย เพื่อให้นักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็น พิเศษแต่ละประเภท สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้และเกิดการเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมี แนวทางหรือสิ่งที่ควรคำ นึง ดังนี้ 1. จัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพ สิ่งอำ นวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใด ทางการศึกษาให้สอดคล้องกับกฎกระทรวง 2. วางแผนจัดห้องเรียน (อัตราส่วนครูต่อนักเรียน) และห้องบริการที่สนับสนุนการจัดการศึกษา สำ หรับนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษอย่างเพียงพอ 3. จัดสภาพแวดล้อม ห้องเรียนและห้องบริการต่างๆให้นักเรียนทุกคนรวมถึง นักเรียนที่มีความ ต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษา สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้จริง 4. จัดให้มีสิ่งอำ นวยความสะดวกที่สอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษของนักเรียนและตาม ประเภทความพิการ เช่น สำ หรับนักเรียนที่ใช้เก้าอี้ล้อเข็นสามารถใช้ห้องสุขาได้มีทางลาด สำ หรับบุคคลที่ มีความบกพร่องทางร่างกาย หรือการเคลื่อนไหว หรือสุขภาพ มีราวจับ พื้นผิวต่างสัมผัส สำ หรับบุคคลที่มี ความบกพร่องทางการเห็น เป็นต้น 5. จัดระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนเป็นพิเศษที่เน้นความปลอดภัย และป้องกันภัย เช่น สัญญาณไฟ สัญญาณกริ่ง ป้ายข้อความ สัญลักษณ์เพื่อเตือน สิ่งที่เป็นอันตรายจุดที่ห้าม เพื่อสื่อสารกับนักเรียนที่มีความ ต้องการจำ เป็นพิเศษแต่ละประเภท 6. จัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการจัดการศึกษาของสถานศึกษาที่ระบุถึงการปรับสภาพแวดล้อม ทางกายภาพ วัสดุสื่อ อุปกรณ์ให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ได้ 7. ปรับสภาพแวดล้อมของสถานศึกษาเช่น จัดทำ ทางลาดลิฟท์ห้องสุขาที่มีราวจับหรือสิ่งอำ นวย ความสะดวกต่างๆ ให้เอื้อต่อนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ
50 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ด้านเทคโนโลยี สื่อ วัสดุ และอุปกรณ์ จากพระราชบัติญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 (และที่แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ 2) พ.ศ.2545 มาตรา 10 วรรค 3 กล่าวว่า “การศึกษาสำ หรับคนพิการในวรรคสอง ให้จัดตั้งแต่แรกเกิดหรือพบความ พิการโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย และให้บุคคลดังกล่าวมีสิทธิได้รับ สิ่งอำ นวยความสะดวก สื่อ บริการ และความ ช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำ หนดในกฎกระทรวง” โดยจัดเทคโนโลยี สื่อ บริการ และความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตามกฎกระทรวง กำ หนดหลักเกณฑ์และวิธีการให้คน พิการมีสิทธิได้รับสิ่งอำ นวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา พ.ศ. 2553 รวมถึงการสนับสนุน จัดหา จากแหล่งอื่นสถานศึกษาควรดำ เนินการจัดเตรียม เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ ฮาร์ดแวร์ซอฟต์แวร์หรือบริการอื่นใดที่ใช้สำ หรับนักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษเป็นการเฉพาะ หรือสิ่งที่ต้องมีการดัดแปลงนำ มาปรับใช้ให้ตรงตามความต้องการจำ เป็นพิเศษของคนพิการเป็นเฉพาะ บุคคล เพื่อเพิ่ม รักษา คงไว้หรือพัฒนาความสามารถและศักยภาพที่จะสามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร การสื่อสาร รวมถึงกิจกรรมอื่นใดในชีวิตประจำวันเพื่อการดำ รงชีวิตอย่างอิสระ โดยมีขั้นตอน ดังนี้ 1. กำ หนดขั้นตอน แนวปฏิบัติการจัดซื้อ จัดหา การดูแล บำ รุงรักษา เทคโนโลยีสื่อ วัสดุและ อุปกรณ์ให้พร้อมและเพียงพอต่อการจัดการเรียนรู้เพื่อลดข้อจำกัดและอุปสรรคในการเรียนรู้ทำ ให้นักเรียน ที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดอย่างมีประสิทธิภาพ สูงสุด 2. ตรวจสอบความพร้อมของเทคโนโลยีสื่อวัสดุและอุปกรณ์ให้พร้อมใช้ในการจัดการเรียนการ สอน และสามารถตอบสนองความต้องการจำ เป็นของผู้เรียนอย่างครบถ้วน เพื่อให้กระบวนการจัดการเรียน การสอนดำ เนินไปอย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ ไม่ว่าจะเป็น ซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่เหมาะสมและ เพียงพอ 3. วางแผนจัดระบบการใช้การดูแลบำ รุงรักษา อุปกรณ์ทั้งหมดโดยผู้เชี่ยวชาญหรือผู้ที่ผ่านการ ฝึกอบรมการใช้การดูแล บำ รุงรักษาอุปกรณ์นั้น ๆ ได้แก่ อุปกรณ์ที่ควรจะรักษาอย่างถูกต้องหรืออุปกรณ์ ที่หมดความจำ เป็น ชำ รุด ควรมีการจัดหามาทดแทน เช่น เก้าอี้ล้อเข็น ตรวจสอบ ดูแลให้ปลอดสนิม โดยการหยอดน้ำ มัน เครื่องช่วยฟังระบบเอฟเอ็ม จะต้องตรวจสอบแบตเตอรี่อย่างสม่ ำเสมอ หรือแบตเตอรี่ หมดควรจัดหามาทดแทน เป็นต้น 4. ครูผู้สอนควรได้รับการพัฒนาให้มีทักษะในการประเมินความต้องการการใช้เทคโนโลยีสื่อวัสดุ และอุปกรณ์และการเลือกใช้เทคโนโลยีสื่อวัสดุและอุปกรณ์ให้เหมาะสมกับความต้องการจำ เป็นพิเศษของ ผู้เรียนแต่ละบุคคล 5. การบริการอย่างเต็มรูปแบบของโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม ควรจัด ในลักษณะ โรงเรียนพิเศษใกล้บ้าน มีสถานพยาบาล หรือคลินิกช่วยเหลือรวมถึงการจัดหาสิ่งที่นักเรียนที่มีความต้องการ พิเศษควรได้รับตามสิทธิโดยร่วมมือกับองค์กรเครือข่าย
51 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 6. ช่วยเหลือหรือส่งเสริมให้นักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษที่จดทะเบียนคนพิการได้รับสิทธิ ขั้นสุดท้ายตามที่กระทรวงสาธารณสุขกำ หนด ด้านสุขภาพร่างกาย และสิทธิอื่นๆ ตามที่กำ หนดใน พ.ร.บ. ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนพิการ พ.ศ. 2550 7. แจ้งสิทธิทางการศึกษาให้กับนักเรียน ผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้อง ทราบถึงบริการ สิ่งที่จะ สนับสนุนให้กับนักเรียนพิการได้รับประโยชน์อย่างกว้างขวางและทั่วถึง 8. บูรณาการการใช้เทคโนโลยีสื่อ วัสดุและอุปกรณ์ในการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน รูปแบบ วิธีการที่สถานศึกษาจัดให้นักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี สื่อ วัสดุ และอุปกรณ์ สถานศึกษาจัดการเรียนรวมอย่างเต็มรูปแบบ ต้องตระหนักและเน้นให้นักเรียนที่มีความ ต้องการ พิเศษ สามารถเข้าถึงข้อมูล ข่าวสาร สิ่งอำ นวยความสะดวก ระบบสื่อสาร รวมถึงสภาพแวดล้อมภายใน สถานศึกษาและภายในชุมชน เพื่อให้แน่ใจว่านักเรียนที่มีความต้องการพิเศษ สามารถเข้าถึงและใช้ในชีวิต ประจำวันได้โดยปราศจากข้อจำกัด ดังนี้ 1. การจัดช่องทางให้ผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน ผู้เกี่ยวข้องรับรู้สามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์ จากข้อมูล ข่าวสาร อย่างหลากหลาย 2. จัดระบบบริการให้ผู้เรียนสามารถเดินทางมารับบริการและใช้ประโยชน์ตั้งแต่การเตรียมการ การดำ เนินการและการตรวจสอบการเข้าถึงและใช้ประโยชน์ เพื่อให้แน่ใจว่าผู้เรียนที่มีความต้องการพิเศษ สามารถเดินทางไปและกลับจากโรงเรียนได้ 3. จัดให้เด็กที่มีความต้องการพิเศษได้เข้าถึงการเรียนรู้โดยปราศจากข้อจำกัดด้วยระบบสนับสนุน สิ่งอำ นวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ตามกฎกระทรวง ฯ 4. จัดงบประมาณสนับสนุน เพื่อสนับสนุนค่าพาหนะในการเดินทางมารับบริการสำ หรับเด็กที่มี ความต้องการพิเศษที่อยู่ในชุมชนนั้นๆ โดยประสาน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หรือช่องทางอื่นๆ
ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำ เร็จ ของโรงเรียนที่จัดการศึกษา แบบเรียนรวม
55 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.5 ปัจจัยที่เอื้อต่อความสำ เร็จของโรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม 1. มีการเข้าถึงการบริการสาธารณะของชุมชน เช่น การเดินทางการสื่อสารที่สะดวกและรวดเร็ว 2. มีทรัพยากร สื่อ สิ่งอำ นวยความสะดวกและบริการอื่นใดทางการศึกษาที่เพียงพอ เหมาะสม และปลอดภัย 3. มีผู้บริหาร ครูผู้ปกครอง และผู้มีส่วนเกี่ยวข้องที่เข้าใจและมีทัศนคติในเชิงบวกมีความเป็น กัลยาณมิตร 4. มีการทำ งานที่เป็นทีมมีความเป็นมืออาชีพ 5. มีการร่วมกันกำ หนดกฎระเบียบที่ต้องปฏิบัติร่วมกัน 6. มีแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนที่เป็นศูนย์ข้อมูลศูนย์กลางแลกเปลี่ยน และประชาสัมพันธ์เผยแพร่ ข่าวสาร 7. มีบริการสาธารณสุขด้านสุขภาพของเด็กและครอบครัว 8. มีองค์กรภาครัฐ และเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการกำ หนดเป้าหมายของการเรียนรวม 9. มีการเปิดโอกาสให้ชุมชนเข้ามามีส่วนสนับสนุนและให้บริการ 10. มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องและยั่งยืน
ส่วนที่ 3 หลักสูตรและ การจัดการเรียนการสอน แบบเรียนรวม
59 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ส่วนที่ 3 หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนแบบเรียนรวม 3.1 หลักสูตรและการปรับหลักสูตรเพื่อการเรียนรวม กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เมื่อวันที่ 11 กรกฎาคม พ.ศ.2551 เพื่อให้การจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานเป็นการพัฒนาการศึกษาให้สามารถ ตอบสนองความต้องการของผู้เรียนรายบุคคล ผู้เรียนมีศักยภาพเป็นไปตามเจตนารมณ์มาตรา 80 ของ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2550 และพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 ที่มุ่งเน้นการกระจายอำ นาจทางการศึกษาให้ท้องถิ่นและ สถานศึกษามีบทบาทและมีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตร เพื่อให้สอดคล้องกับสภาพ และความต้องการ ของท้องถิ่น (สำ นักนายกรัฐมนตรี, 2542) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช2551เป็นกรอบและทิศทางของการจัดการ ศึกษาสำ หรับสถานศึกษา เพื่อพัฒนาเด็กและเยาวชนไทยทุกคนในระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้มีคุณภาพ ด้านความรู้และทักษะที่จำ เป็นสำ หรับการดำ รงชีวิตในสังคมที่มีการเปลี่ยนแปลง และแสวงหาความรู้เพื่อ พัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต โดยสถานศึกษาจะต้องจัดทำ หลักสูตรสถานศึกษาที่สอดคล้องกับ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ตั้งแต่ปีการศึกษา 2553 เป็นต้นมา เพื่อให้การ จัดการศึกษาสอดคล้องกับสภาพและบริบทของตน ประกอบกับการประกาศใช้พระราชบัญญัติการจัดการ ศึกษาสำ หรับคนพิการ พ.ศ.2551 และอนุบัญญัติตามพระราชบัญญัติฯ จำ นวน 12 ฉบับ ที่กำ หนดระเบียบ คณะกรรมการส่งเสริมการจัดการศึกษาสำ หรับคนพิการว่าด้วยการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานสำ หรับคนพิการ พ.ศ. 2552 ข้อ 7 ระบุว่า ในการจัดหลักสูตร กระบวนการเรียนรู้การทดสอบทางการศึกษา การวัดผลและ ประเมินผลการศึกษา ให้สถานศึกษาและส่วนราชการที่รับผิดชอบดำ เนินการให้สอดคล้องกับสภาพความ ต้องการจำ เป็นพิเศษของคนพิการแต่ละประเภท ตามรูปแบบ หลักเกณฑ์และวิธีการที่เลขาธิการคณะ กรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐานกำ หนดหรือตามที่สถานศึกษาเห็นสมควร (สำ นักบริหารงานการศึกษาพิเศษ. 2553 : หน้า 63) สถานศึกษาเป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่พัฒนาคุณภาพการศึกษา ทั้งนักเรียนปกติและนักเรียนที่มี ความต้องการจำ เป็นพิเศษ จึงต้องมีการปรับหลักสูตรการศึกษาให้เหมาะสมสอดคล้องกับนักเรียนทุกคนทั้ง ในส่วนเป้าหมายคุณภาพผู้เรียน สาระการเรียนรู้กิจกรรมการจัดการเรียนการสอน สื่อประกอบการจัดการ เรียนการสอน และวิธีการวัดและประเมินผล เพื่อให้ผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษสามารถเรียนรู้ได้ เต็มศักยภาพ
60 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) การจัดการเรียนรวมมีเป้าหมายหลักในการจัดการศึกษาให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย และ เป็นการจัดการศึกษาให้ผู้เรียนได้รับโอกาสและเข้าถึงการศึกษาโดยคำ นึงถึงสิทธิมนุษยชน ที่มนุษย์ทุกคนถึง แม้จะเป็นบุคคลที่ด้อยโอกาส ย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมกัน ตามประกาศสากลเกี่ยวกับ สิทธิมนุษยชน ในปีค.ศ. 1949 ที่มีใจความสำคัญว่าเด็กทุกคนย่อมมีสิทธิในการได้รับการศึกษาโดยไม่มีการ แบ่งแยกและในปีค.ศ.1989 มีการประชุมองค์การสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิเด็กที่มีสาระจากการประชุมว่า จะต้องมีการจัดการศึกษาให้กับเด็กโดยไม่มีการแบ่งแยก นอกจากนี้ยังมีการประชุมระดับโลกขึ้นอีกหลายครั้ง ต่างให้การสนับสนุนการจัดการเรียนรวมขึ้น เด็กมีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับการศึกษาทุกคนโดยไม่มีการ แบ่งแยกว่ามีความบกพร่องการนับถือศาสนา ภาษา เพศความสามารถและเหตุผลอื่นๆ(UNESCO. 2003 : 4-5) ซึ่ง แซนกัลล์(Sandkull. 2505 : 1) ได้อธิบายไว้ว่า หัวใจของการเรียนรวม คือ การจัดการศึกษาบน พื้นฐานแห่งสิทธิมนุษยชนอันเป็นรากฐานของการจัดการศึกษาจากคำ ประกาศสากลเกี่ยวกับสิทธิมนุษยชน ในปีค.ศ.1948 ที่มีใจความสำคัญตอนหนึ่งว่า“เด็กทุกคนย่อมมีสิทธิที่จะได้รับการศึกษาอย่างเท่าเทียมและ ควรที่จะได้รับการศึกษาจากโรงเรียนให้มากที่สุดเท่าที่จะเรียนได้การศึกษาควรช่วยเด็กให้ใช้และพัฒนาความ สามารถและศักยภาพของเขา” รวมถึงกิ่งเพชร ส่งเสริม (2552 : 60) กล่าวว่า เหตุผลด้านสิทธิมนุษยชนมี ความสำคัญต่อการจัดการเรียนรวมและนำ ไปสู่การจัดการศึกษาเพื่อพัฒนาบุคคลเป็นการสร้างความสัมพันธ์ ขึ้นระหว่างบุคคลกลุ่มบุคคลและชาติพันธ์ต่างๆโรงเรียนทั่วไปที่จัดการเรียนรวมนั้น เป็นการจัดการศึกษา ที่มีความสำคัญอย่างยิ่งในการขจัดความแบ่งแยก การสร้างสังคมแห่งการอยู่ร่วมกัน ในสหราชอาณาจักร มีระเบียบปฏิบัติในพระราชบัญญัติการศึกษาค.ศ.1993 ที่เน้นให้นักเรียนที่มี ความต้องการพิเศษเรียนรวมกับนักเรียนปกติโดยคำ นึงถึงความสามารถของนักเรียนทุกระดับและกำ หนดเป็น หลักการเบื้องต้นว่า“นักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษต้องได้รับการศึกษาอย่างเหมาะสมรวมถึงการได้ เรียนตามเนื้อหาในหลักสูตรแห่งชาติด้วย”ส่วนประเทศสหรัฐอเมริกามีหลักสูตรมาตรฐานซึ่งเป็นหลักสูตรที่ ทุกคนในโรงเรียนปกติต้องเรียนและมีการปรับหลักสูตร ตลอดจนจัดหลักสูตรเพิ่มเติมเพื่อให้สอดคล้องและ เหมาะสมกับความต้องการพิเศษของนักเรียน ดังนี้ (สำ นักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ. 2545 : 29 – 30)
61 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ตารางหลักสูตรและการปรับหลักสูตรของสหรัฐอเมริกา หลักสูตร ลักษณะ หลักสูตรมาตรฐาน (Standard Curriculum) เป็นหลักสูตรที่ทุกคนในโรงเรียนปกติต้องเรียน หลักสูตรมาตรฐานฉบับปรับปรุง (Standard Curriculum with Adaptation) เป็นการปรับปรุงหลักสูตรมาตรฐานในด้านเนื้อหา การนำ ไปใช้การประเมินผลเพื่อให้สอดคล้องกับ นักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ หลักสูตรทางเลือกขนาน (Parallel Alternate Curriculum) เป็นการปรับหลักสูตรมาตรฐานให้มีโครงสร้าง ที่ ยืดหยุ่นขึ้น ปรับกลยุทธการสอนและวิธีประเมินผล หลักสูตรการแก้ไขทักษะเบื้องต้น (Remedial Basic Skill Curriculum) เป็นหลักสูตรที่ใช้ในการแก้ไขทักษะเบื้องต้นของ นักเรียนในทักษะด้านภาษาและคณิตศาสตร์ หลักสูตรกลยุทธ์การเรียนรู้(Learning Strategies Curriculum) เป็นหลักสูตรซึ่งเน้นกลยุทธ์ในการเรียนรู้ที่จะ ช่วยให้นักเรียนเรียนหนังสือได้แก้ปัญหาได้เพื่อ ให้นักเรียนสามารถดำ เนินชีวิตได้ด้วยตนเองใน โรงเรียน ในการประกอบอาชีพและในสังคม หลักสูตรทักษะทางสังคม (Social Skill Curriculum) เป็นหลักสูตรพัฒนาทักษะสังคม ค้นหาปัญหา ความบกพร่องในการสื่อสาร ส่งเสริมทักษะ ในการ แก้ปัญหา การใช้ชีวิตให้อยู่รอด หลักสูตรการงานอาชีพ (Career Vocational Education Curriculum) เป็นหลักสูตรการเตรียมเด็กให้มีทักษะพื้นฐาน ใน ด้านการงานอาชีพ เพื่อให้เข้าสู่การฝึกอาชีพและ สามารถประกอบอาชีพได้ หลักสูตรทักษะการดำ รงชีวิตอิสระ (Independent Living Skill Curriculum) เป็นหลักสูตรที่เน้นทักษะที่จำ เป็นที่จะช่วยให้ นักเรียนฝ่าฟันอุปสรรคต่าง ๆ ในสังคม เพื่อเตรียม นักเรียนให้ดำ รงชีวิตในสังคมได้โดยไม่ต้องพึงพา อาศัยผู้อื่น
62 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) การปรับหลักสูตรเพื่อการเรียนรวม ในการจัดการศึกษาในสถานศึกษาทั่วไปจะกำ หนดทิศทางในการจัดการศึกษาจากหลักสูตรสถาน ศึกษาที่จัดมวลประสบการณ์และกระบวนการจัดการเรียนรู้สำ หรับผู้เรียนทุกคน ทำ ให้เกิดปัญหาในการเรียน รู้กับผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาและปัญหาที่เกิดจากการใช้หลักสูตรจึงเป็นอุปสรรคที่ สำคัญในการเรียนรู้ของสถานศึกษาทั่วไป ที่มีผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษา ที่มีลักษณะ ที่แตกต่างกันของหลักสูตร เช่น เนื้อหาที่ใช้สอน ภาษาที่ใช้สื่อในการสอน การบริหารจัดการชั้นเรียน วิธีการ และกระบวนการที่ใช้ในการสอน การจัดวิธีสอนและเวลาในการจัดการสอนให้จบหลักสูตร การใช้สื่อ วัสดุ อุปกรณ์ในการเรียนการสอน วิธีการประเมินการเรียนรู้การรายงานผลและการรับรองผลการเรียน ดังนั้น การจัดทำ หลักสูตรสถานศึกษาที่เอื้อต่อการจัดการเรียนรวม จึงจำ เป็นต้องคำ นึงถึงการ ดำ เนินงาน ดังนี้ 1. จัดหลักสูตรให้ยืดหยุ่น วิธีการที่สำคัญที่สุดในการขจัดอุปสรรคที่เกิดจากหลักสูตรก็คือต้องมีการจัดกระบวนการเรียน การสอนให้ยืดหยุ่นตามความแตกต่างกันของผู้เรียนและลีลาการเรียนรู้ของผู้เรียน เพื่อที่จะให้เข้าถึงผู้เรียน ทุกประเภทและตรงกับความต้องการของผู้เรียน การที่จะให้หลักสูตรนี้ประสบความสำ เร็จจะต้องมีทีมช่วย ในการที่จะคิดวิธีสอนให้ยืดหยุ่นและมีการประเมินผลการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่นด้วย นอกจากนี้ยังต้องมีการจัดหา โปรแกรมตัวอย่างในการเรียนรู้สื่อการเรียนรู้ที่จะมาช่วย เครื่องมือวัดและประเมินผล 2. เข้าถึงหลักสูตรทั่วไป โดยการสนับสนุนเป็นรายบุคคล ลักษณะเด่นของโรงเรียนเรียนรวม ต้องพยายามหาวิธีการที่ดีที่สุดในพัฒนาหลักสูตรทั่วไป ให้ หลักสูตรเข้าถึงผู้เรียนและการจัดการเรียนการสอน การจัดหาความช่วยเหลือตามความต้องการจำ เป็นราย บุคคล 2.1 ผู้เรียนทุกคนสามารถเข้าเรียนในโรงเรียนใกล้บ้านได้ 2.2 ผู้เรียนทุกคนมีพื้นฐานทางครอบครัวที่ต่างกันสามารถเข้าเรียนในห้องเรียนปกติ 2.3 ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมองการศึกษาพิเศษเป็นการบริการ 2.4 เป็นสถานที่ดูแลช่วยเหลือผู้เรียนในห้องเรียนทั่วไป 2.5 จัดบริการในโรงเรียนต้องมีความยืดหยุ่น ให้ผู้เรียนได้รับบริการทางการศึกษาพิเศษ อยู่บนพื้นฐานของความต้องการของแต่ละบุคคลและต้องมีการจัดตารางเรียนที่ยืดหยุ่น 2.6 ทีมงานที่มาช่วยสนับสนุนและพิจารณาตัดสินลักษณะการให้บริการ 2.7 บทบาทและความรับผิดชอบของครูมืออาชีพด้านการศึกษาพิเศษในการจัดการศึกษาใน ห้องเรียนทั่วไป (เช่น นักกายภาพ เป็นผู้ช่วยเหลือสนับสนุนทั้งด้านสังคมและการเรียนรู้และเป็นที่ปรึกษา ได้ด้วย) 2.8 โรงเรียนที่มีการจัดบริการแบบบูรณาการ ด้านการศึกษาพิเศษ มีผู้ช่วยครู ที่ฝึกทักษะ การดำ รงชีวิต มีผู้ช่วยด้านเทคนิค การสื่อสารด้วยภาษาที่หลากหลาย (Bilingual) ไม่ถูกแปลกแยก 2.9 มีการจัดบริการโดยการสอนเป็นทีม หรือ การสอนแบบร่วมมือ (Co-teaching)
63 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.10 ครูมืออาชีพด้านการศึกษาพิเศษมีความรับผิดชอบเบื้องต้นในการจัดบริการต่างๆ เช่น เพื่อนช่วยเพื่อน อาสาสมัคร บุคคลที่เป็นมืออาชีพทางด้านการศึกษาพิเศษและอื่นๆในการช่วยเหลือผู้เรียน ทุกคน 2.11 ต้องจัดหาจัดทำข้อมูลผู้เรียนที่มีความบกพร่องต่างๆเป็นรายบุคคลเพื่อให้สามารถดูแล ช่วยเหลือผู้เรียนทุกคนได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.12 ใช้การวัดผลประเมินผลเป็นรายบุคคลและมีครูผู้ช่วยสอนร่วมสังเกต 2.13 มีการปรับวิธีการวัดประเมินผล และมีทีมงานที่ควบคุมดูแลกระบวนการวัดประเมินผล รวมทั้งเครื่องมือให้สอดคล้องกับความต้องการจำ เป็นพิเศษเฉพาะบุคคล 2.14 จัดหลักสูตรที่มีการฝึกอาชีพ ฝึกทักษะต่างๆฝึกเรื่องทั่วไป รวมเป็นหลักสูตรเดียวกันและ ประยุกต์ให้เหมาะสมเป็นรายบุคคล (basic education department Republic South Africa : 2010) 3. กำ หนดวิธีการและแนวทางในการสอนที่หลากหลาย สถานศึกษาที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม ควรรู้วิธีการจัดหลักสูตรที่แตกต่างกันและใช้ทฤษฎี ต่างๆ ที่หลากหลาย สำ หรับครูที่สอนผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษา ควรใช้วิธีการและ แนวทางในการสอนที่หลากหลายเมื่อมีการวางแผนการใช้หลักสูตรโดยดูจุดเด่น ทัศนคติของผู้เรียนเพื่อนำ มาวางแผนในการจัดการศึกษา ครูที่สอนเด็กที่มีความต้องการพิเศษ จำ เป็นต้องมีการปรับหลักสูตรให้เด็กเหล่านี้สามารถเรียน กับเด็กทั่วไปได้และมีโอกาสที่จะประสบความสำ เร็จตามระดับความสามารถของตน โดยไม่ต้องแข่งขันกับ เด็กทั่วไปหรือเด็กพิเศษคนอื่นๆแต่เด็กจะแข่งขันกับตนเอง โดยเน้นที่พัฒนาการและความก้าวหน้าของเด็ก แต่ละคน การที่จะเลือกเนื้อหาใดมาให้เด็กเรียน จำ เป็นที่ครูจะต้องรู้พื้นฐานและลักษณะเฉพาะของ นักเรียน ก่อน ดังนั้นปัจจัยต่อไปนี้จึงเป็นสิ่งสำคัญที่จะต้องนำ มาพิจารณาก่อนเลือก 3.1 ประสบการณ์เดิม นักเรียนมีประสบการณ์ประเภทใดมาก่อน ทั้งประสบการณ์ในโรงเรียน และนอกโรงเรียน 3.2 ความรู้และทักษะที่มีในขณะนี้นักเรียนเข้าใจอะไรและนักเรียนสามารถทำอะไรได้ 3.3 นักเรียนมีความสนใจเรื่องอะไร และมีความกระตือรือร้นเกี่ยวกับอะไรเป็นพิเศษ 3.4 เจตคตินักเรียนมีความรู้สึกในเชิงบวก หรือเชิงลบ ที่อาจเป็นผลต่อการเรียนรู้หรือไม่ 3.5 ลีลาการเรียนรู้ของผู้เรียน 3.6 จุดเด่น จุดที่ควรพัฒนาของผู้เรียน ดังนั้น สิ่งที่ครูต้องตระหนักก็คือ นักเรียนบางคนมีลักษณะเฉพาะซึ่งมีผลต่อการใช้หลักสูตร ในแง่ต่างๆ เช่น นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน จะต้องการความเอาใจใส่ของครูเพื่อช่วยในเรื่อง การพูดและการฟังอย่างมาก เด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาจะต้องการความเอาใจใส่ ช่วยเหลือจาก ครูเรื่องทักษะในการช่วยเหลือตนเอง ทักษะในการดำ รงชีวิตประจำวัน ทักษะทางสังคมและทักษะทางการ สื่อความหมาย นักเรียนที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ซึ่งมีข้อจำกัดเรื่องการเคลื่อนไหวและปฏิสัมพันธ์กับ ผู้อื่นต้องได้รับเนื้อหาหลักสูตรที่ชดเชยความขาดแคลนด้านประสบการณ์ นักเรียนที่มีความบกพร่องทาง อารมณ์และพฤติกรรม ต้องได้รับเนื้อหาหลักสูตรที่มีสถานการณ์ในการเรียนซึ่งจะช่วยให้รู้สึกว่าตนประสบ
64 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ความสำ เร็จเพื่อจะได้ช่วยสร้างความมั่นใจและเห็นคุณค่าในตนเอง เพื่อพัฒนาทักษะในการจัดการกับตนเอง และช่วยพัฒนาทักษะในด้านสังคมและการสื่อความหมายกับผู้อื่น นอกจากนี้แล้วเด็กกลุ่มนี้ยังจำ เป็นอย่างมาก ที่ต้องเรียนรู้ทักษะในการพึ่งพาตนเอง การสอนในโรงเรียนเฉพาะความพิการควรเป็นการจัดหลักสูตรแบบ “เนื้อหาแกนบวก เนื้อหาเสริม”แต่การนำ เด็กที่มีความต้องการพิเศษเรียนรวมกับเด็กทั่วไปนั้นมีความยากอยู่ที่ว่าจะปรับเนื้อหา อย่างไรเพื่อจะให้เด็กเรียนได้ซึ่งจะเป็นความท้าทายที่ขอฝากไว้ให้พิจารณาหาแนวทางเพื่อช่วยครูเลือกเนื้อหา ที่จะสอนให้เหมาะสมกับชั้นเรียนที่มีการเรียนรวม เนื้อหาที่เราจะนำ มาให้เรียนควรอยู่ในกลุ่มต่อไปนี้ 1) มีให้เห็น กล่าวคือ เป็นเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในชีวิตของเด็ก 2) มีความสำคัญ จะต้องมีคุณค่าและความจำ เป็นที่เด็กจะเรียนรู้หรือจะต้องทำ ได้ 3) เป็นจริงได้ในการเรียน ซึ่งจะต้องมีเป้าหมายที่เด็กทำ ได้สำ เร็จ 4) สมเหตุสมผล ความมุ่งหมายของการเรียนสามารถแสดงได้ชัดเจน 4. กำ หนดตัวชี้วัดในความแตกต่างกันของหลักสูตรและการสนับสนุน เพื่อการจัดการเรียนรวม จะเกี่ยวข้องในเรื่องต่อไปนี้ 4.1 เชื่อมโยงเกี่ยวกับการเรียนรวม และผลผลิต 4.2 วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มาปรับมาตรฐานและตัวชี้วัดบางส่วน ให้เหมาะสมกับผู้เรียนทุกคนในห้องเรียนได้ 4.3 ปรับวิธีการวัดและประเมินผลการจัดการศึกษาที่สอดคล้องและเอื้อสภาพความต้องการ จำ เป็นพิเศษ สามารถช่วยประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนได้ 4.4 ปรับเครื่องมือประเมินผลการปฏิบัติงานของผู้เรียนให้เป็นไปตามสภาพจริง 4.5 ฝึกอบรมครูและบุคลากรที่เกี่ยวข้องการสนับสนุนอย่างต่อเนื่องเพื่อให้สามารถนำ หลักสูตร ไปใช้ให้เหมาะกับผู้เรียนได้ทุกคน 4.6 ความสามารถของครูในการสะท้อนผลการสอนในชั้นเรียนและเป็นตัวบ่งชี้ในการแก้ปัญหา ของผู้เรียนให้กับผู้บริหารสถานศึกษา บุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ 4.7 ครูสามารถใช้กลยุทธ์ในการสอนนำ ไปใช้เพื่อการตอบสนองต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนทุก คนในชั้นเรียนและเป็นกลยุทธ์ที่มาจากทฤษฎีการเรียนรู้ที่สามารถพัฒนาผู้เรียนได้อย่างเต็มความสามารถ 4.8 ครูจะต้องมีการมองพัฒนาการของผู้เรียนอย่างเป็นองค์รวม ทางด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา 4.9 ภาษาที่ใช้ในการสอนและการจัดการเรียนรู้ต้องเป็นภาษาที่มีความเหมาะสมกับความ ต้องการของผู้เรียนทุกคนในชั้นเรียน 4.10 ครูต้องเป็นแบบอย่างและสามารถให้คำแนะนำ ให้กับครูคนอื่นในห้องเรียนและโรงเรียน 4.11 จัดกระบวนการจัดการเรียนรู้ให้เพื่อนได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกัน
65 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) หน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้การสนับสนุนสิ่งอำ นวยความสะดวก สื่อ บริการและความช่วยเหลือ อื่นใดทางการศึกษาในกรณีที่สถานศึกษามีผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ ซึ่งต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เช่น เมื่อโรงเรียนมีผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน (หูหนวก)จำ เป็นต้องใช้ล่ามภาษามือ หรือมีผู้เรียน ที่มีความบกพร่องทางการเห็น (ตาบอด) ต้องใช้ครูที่มีความเชี่ยวชาญด้านด้านการสอนและใช้อักษรเบรลล์ เป็นต้น แนวทางในการปรับหลักสูตร หลักสูตรเป็นหัวใจสำคัญในการวางแผนการสอนและการจัดโอกาสในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน ในการจัดการเรียนรวมจะมุ่งเน้นให้เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษได้รับการศึกษาในหลักสูตรปกติ เช่นเดียวกับเด็กทั่วไป แต่เพื่อให้เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษเหล่านั้นได้เรียนไปกับเด็กทั่วไปได้จึงต้องมี การปรับหลักสูตรเพื่อให้เหมาะสมกับความต้องการและความสามารถของเด็กที่มีอย่างหลากหลายการปรับ หลักสูตรสามารถทำ ได้ในระดับสถานศึกษาและระดับห้องเรียน การปรับหลักสูตรสถานศึกษา ได้แก่การจัด ทำ หลักสูตรสถานศึกษา ส่วนหลักสูตรระดับห้องเรียนเป็นหลักสูตรที่ครูปรับจากหลักสูตรสถานศึกษาเพื่อ นำ ไปสู่การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับความต้องการของผู้เรียน การปรับหลักสูตรมีแนว การปรับหลักสูตร ดังนี้ 1. เป้าหมายของการปรับหลักสูตร เป้าหมายของการปรับหลักสูตรสำ หรับการเรียนรวม คือการให้ผู้เรียนทุกคนมีส่วนร่วมในการ จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มากที่สุดเมื่อต้องการปรับหลักสูตรสำ หรับการเรียนรวมผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ควรตระหนักเสมอว่านักเรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษควรมีส่วนร่วมในบทเรียนเหมือนนักเรียนอื่น ดังนั้นการออกแบบการจัดการเรียนการสอนจึงควรเอื้อและเปิดโอกาสให้นักเรียนทุกคนได้เรียนรู้ร่วมกันโดย การจัดอุปกรณ์สื่อการสอนที่สามารถสนับสนุนให้ผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษได้ทำกิจกรรมร่วมกับ ผู้อื่น เช่น ในการเล่นบทบาทสมมุติในห้องเรียน ครูควรปรับกิจกรรมให้เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษมี ส่วนร่วมในการเล่นละครโดยรับบทบาทที่ใช้การเคลื่อนไหวทางร่างกายมากกว่าการพูดยาวๆ หรือได้ท่อง บทยาว ๆ เป็นต้น ในการปรับหลักสูตรสามารถทำ ได้2 ลักษณะคือการปรับเนื้อหาและกระบวนการว่าจะสอน อย่างไร ซึ่งเป็นเนื้อหาของหลักสูตรและหลักสูตรนี้จะสอนอย่างไร ได้แก่ วิธีการสอน สื่อและกระบวนการ รวมถึงการปรับเพิ่มหรือลดขอบข่ายเนื้อหาที่จะสอน อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะปรับอย่างไรสิ่งที่ต้องคำ นึง คือ 1.1 สิ่งที่เรียนต้องเกี่ยวกับท้องถิ่นและชุมชน 1.2 เรียนรู้ทักษะที่เป็นประโยชน์ในชีวิตประจำวัน 1.3 ทักษะในการเรียนซึ่งได้กำ หนดในหลักสูตรต้องสอดคล้องกับระดับความสามารถ 2. การกำ หนดลำ ดับขั้นของหลักสูตรและเป้าหมายระยะยาว การกำ หนดลำดับขั้นของหลักสูตรและเป้าหมายระยะยาวของการสอนนั้นจะต้องเหมาะสม และสอดคล้องกับนักเรียนทุกคนรวมทั้งผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษด้วย ดังนั้น การจัดแผนการ จัดการเรียนรู้สำ หรับผู้เรียนทั้งห้องผู้สอนต้องกำ หนดเนื้อหาเฉพาะให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละคนและใน การกำ หนดเป้าหมายระยะยาวซึ่งมักจะกำ หนดเป็นรายปี/รายภาค จะต้องสะท้อนให้เห็นถึงความต้องการ
66 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ในปัจจุบันและอนาคตของผู้เรียน โดยจะกำ หนดไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (Individualized Education Program หรือ IEP) โดยแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลจะเขียนขอบเขตของเป้าหมายของ หลักสูตรและผลลัพธ์ที่คาดหวังสำ หรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษแต่ละคน ซึ่งผู้เรียน ครูผู้ปกครอง และบุคคลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องจะร่วมกันกำ หนดหลังจากได้กำ หนดลำดับขั้นและเป้าหมายระยะยาวในหลักสูตร สำ หรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ อาจกำ หนดไว้ง่ายกว่านักเรียนคนอื่นในห้อง เช่น เด็กชายใหม่ สามารถเขียนชื่อตัวเองได้ถูกต้อง เด็กชายตั้มสามารถอ่านแบบเรียนวิชาภาษาไทยชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นต้น 3. การปรับเนื้อหา ในการปรับเนื้อหาควรคำ นึงถึงพื้นฐานและลักษณะของผู้เรียน ได้แก่ ประสบการณ์เดิม ความ สนใจ ทักษะเจตคติที่สำคัญคือจะต้องปรับให้สอดคล้องกับความต้องการพิเศษของผู้เรียน วิธีการปรับเนื้อหา ควรพิจารณาในประเด็นต่าง ๆ ดังนี้ 3.1 ปรับเนื้อหาให้เกี่ยวข้องกับประสบการณ์ในชีวิตของผู้เรียน 3.2 ปรับเนื้อหาให้มีความสำคัญ มีคุณค่าและความจำ เป็นที่ผู้เรียนจะเรียนรู้ 3.3 มีเป้าหมายที่ผู้เรียนสามารถทำ ได้สำ เร็จ 3.4 การจัดทำแผนการจัดการศึกษาฉพาะบุคคล(IEP) เป็นวิธีการหนึ่งของการปรับหลักสูตร ทุกขั้นตอนสำ หรับผู้เรียนที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษ แต่ในการปรับเนื้อหา โดยเฉพาะปรับความยากง่าย ของเนื้อหาให้สอดคล้องกับระดับความสามารถของผู้เรียน ซึ่งอาจจะไม่เท่ากับหลักสูตรปกติที่ใช้สอนเด็ก ทั่วไปในห้องเรียนเดียวกัน 4. การปรับวิธีการสอน ไม่ว่าจะปรับจากหลักสูตรของชั้นเรียนปกติหรือจากแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคลก็ตาม เป็นเพียงส่วนหนึ่งของการแก้ปัญหาในการสนองความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาของเด็กเท่านั้น และ ยังไม่เป็นการเพียงพอ ครูอาจเลือกใช้วิธีการต่าง ๆ เช่น 4.1 การสาธิต สำ หรับนักเรียนบางคนมีความจำ เป็นอย่างมากที่ครูต้องสอน โดยการแสดง ให้ดูโดยใช้วิธีการทีละขั้นตอน อาจใช้การวิเคราะห์งาน (Task analysis) 4.2 การบอกให้ทำ คำสั่งที่ครูใช้สอนจะต้องชัดเจนและสั้น โดยการชี้แนะหรือบอกใบ้เพื่อ ช่วยนักเรียนได้ตอบสนอง 4.3 การฝึก ให้เวลาเพิ่มขึ้นสำ หรับฝึกฝน กำ หนดหัวข้อในการฝึกเพิ่มมากกว่าปกติอาจใช้ เวลานอกหลังเรียน ในการฝึก หรือให้เป็นการบ้าน ถ้านักเรียนทำ ได้สำ เร็จก็จะเรียนรู้เร็วขึ้น 4.4 การช่วยเหลือ ให้ความช่วยเหลือโดยตรงเพิ่มขึ้นหรือมากกว่าเด็กกลุ่มอื่น และให้ข้อมูล ย้อนกลับบ่อยๆ ในการทำ งานของเด็ก 4.5 การตั้งคำถาม ใช้คำถามหลายระดับของความยากง่าย เวลาถามคำถามเด็กหลายกลุ่ม คำถามร้อยละ 80 ควรเป็นสิ่งที่ทุกคนตอบได้ง่ายๆ ถามคำถามมากๆ โดยเฉพาะคำถามที่ทำ ให้นักเรียนเกิด ความมั่นใจในการตอบ 4.6 ให้เวลาในการตอบ เด็กบางคนใช้เวลานานกว่าคนอื่นๆ
67 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4.7 วิธีการตอบ ครูไม่จำ เป็นต้องอาศัยคำตอบที่นักเรียนเขียนตอบอย่างเดียวให้คิดถึงวิธีอื่นบ้าง เช่น การวาดรูป การเลือกคำตอบที่ถูกจากชุดคำตอบที่จัดให้การตอบโดยใช้เทปอัดเสียง 4.8 ความสนใจและความสามารถส่วนตัวของนักเรียน ครูต้องคำ นึงถึงว่าเด็กมีความสนใจ และความสามารถส่วนตัวอะไรบ้าง และนำ มาใช้ในการสอน 4.9 การชมเชยให้ชมเชยสิ่งที่นักเรียนทำ บ่อยๆและระบุชัดเจนว่าชมเชยเรื่องอะไรและควร ชมเชยทันทีเมื่อนักเรียนทำ ในสิ่งที่ครูต้องการ 4.10 การให้รางวัล เป็นการกระตุ้นและเสริมแรงแก่นักเรียน โดยใช้วิธีการให้รางวัล หรือจัด ทำกราฟแสดงความก้าวหน้าในการเรียน 4.11 ผลงาน ครูต้องไม่คาดหวังปริมาณ และคุณภาพผลงานนักเรียนเหมือนกันทุกคน 4.12 การทบทวน ครูพูดถึงและทบทวนสิ่งที่สอนบ่อยๆ 4.13 กำ หนดเป้าหมายระยะสั้น สำ หรับนักเรียนบางคน เป้าหมายที่ยาวเกินไปเป็นสิ่งที่น่าเบื่อ 4.14 เด็กบางคนอาจท้อถอย ถ้าต้องใช้เวลานานมากกว่าจะไปถึงจุดหมายปลายทาง จึงควร วางเป้าหมายระยะสั้น ๆ ที่เด็กจะบรรลุได้ภายในเวลาระยะสั้น อาจเป็นในแต่ละวันก็ได้และพูดกับเด็กเรื่อง เป้าหมายนี้ด้วย 4.15 ปฏิสัมพันธ์ระหว่างนักเรียนกับครูเพื่อจูงใจที่จะให้เวลาสำ หรับปฏิสัมพันธ์กับเด็กบางคน ให้บ่อยกว่าคนอื่นและปฏิสัมพันธ์นั้นควรเป็นไปในเชิงบวก ซึ่งจำ เป็นมากสำ หรับเด็กที่มีความสามารถต่ ำ 5. การปรับสื่อการเรียนการสอน การปรับสื่อการเรียน (เช่น แบบฝึกหัด หนังสือเรียน เทป ฯลฯ) จะช่วยให้นักเรียนที่มีความ บกพร่องไม่มาก สามารถเรียนหลักสูตรของนักเรียนทั้งชั้นได้โดยไม่ต้องปรับเปลี่ยนอย่างอื่นมากนักมีข้อ สังเกตว่าเมื่อจะเลือกหรือปรับสื่อ ให้พิจารณาวิธีการนำ เสนอแบบอื่นๆ ด้วย เช่น ถ้าการอ่านและเขียนเป็น ปัญหาใหญ่สำ หรับเด็กควรใช้เทปเสียง เทปวิดีทัศน์ภาพหรืออื่นๆ ที่จะเตรียมปูทางให้เด็กได้ท่อง อ่านและ เขียนต่อไป สื่อการเรียนการสอนที่เป็นเอกสารประกอบการเรียนการสอน มี4 ทางเลือก ดังนี้ 5.1 ปรับเปลี่ยนเอกสารที่มีอยู่แล้ว กล่าวคือมีแบบเรียนที่กำ หนดให้ใช้อยู่แล้ว 5.2 นำ เอกสารอื่นมาใช้ทดแทน 5.3 ทำขึ้นมาใหม่ 5.4 ใช้วิธีการ 5.1-5.3 รวมกัน 6. การช่วยเหลือและอำ นวยความสะดวกในระหว่างการเรียนการสอน 6.1 การปรับสภาพแวดล้อมในห้องเรียน เช่น โต๊ะ เก้าอี้บริเวณที่นั่ง (ด้านหน้า ด้านหลัง ข้างประตูริมหน้าต่าง ฯลฯ) ให้เอื้อและเหมาะสมต่อการเข้าถึง เนื้อหาสาระที่จัดการเรียนรู้พร้อมทั้งขจัด หรือลดสิ่งรบกวน เช่น ผู้เรียนที่บกพร่องทางการเห็น(เลือนราง)ควรจัดที่นั่งในตำแหน่งด้านหน้าให้สามารถ มองเห็นตัวหนังสือบนกระดานได้ชัดเจน ผู้เรียนที่บกพร่องทางร่างกายหรือสุขภาพ อาจจำ เป็นต้องจัดโต๊ะ เก้าอี้ให้เอื้อกับสภาพความพิการหรือบกพร่อง ผู้เรียนที่มีภาวะสมาธิสั้นไม่ควรจัดที่นั่งในบริเวณริมประตู ริมหน้าต่าง หรือบริเวณที่ผู้เรียนจะกระทบกับสิ่งเร้าต่างๆ ได้ง่าย เป็นต้น
68 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 6.2 สื่ออุปกรณ์เทคโนโลยีสิ่งอำ นวยความสะดวกและความช่วยเหลืออื่นใดทางการศึกษา ที่สามารถให้ผู้เรียนเข้าถึงเนื้อหาสาระการจัดการเรียนรู้อันเนื่องมาจากความพิการหรือความบกพร่องแต่ละ ประเภท เช่น ผู้เรียนบกพร่องทางการได้ยิน หูตึง ควรใส่เครื่องช่วยฟังและการฝึกฟัง ฝึกพูด ผู้เรียนสายตา เลือนราง ควรมีแว่นขยายหรือขยายตัวอักษรให้มีขนาดใหญ่ที่ผู้เรียนสามารถมองเห็นได้ชัดเจน เป็นต้น 6.3 การกำ หนดเวลา ผู้เรียนที่มีความพิการหรือบกพร่องบางประเภทมีความจำ เป็นต้อง เพิ่มเวลาสำ หรับการเรียนรู้เช่น ผู้เรียนบกพร่องทางการเห็นที่อ่าน เขียนอักษรเบรลล์ต้องใช้เวลาอ่าน เขียน มากกว่าผู้เรียนปกติทั่วไป ผู้เรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ด้านการอ่านก็ต้องใช้เวลาในการอ่าน มากกว่าผู้เรียนปกติทั่วไป เป็นต้น 7. การช่วยเหลือและอำ นวยความสะดวกในการทดสอบ ในการวัดและประเมินผลของนักเรียนพิการหรือบกพร่องรูปแบบในการช่วยเหลือและอำ นวย ความสะดวก โดยทั่วไปมีแนวทางดำ เนินการได้ดังนี้ 7.1 ด้านรูปแบบของข้อสอบ (Presentation Accommodations ) เป็นการปรับเปลี่ยน รูปแบบของแบบทดสอบ หรือคำสั่งในการทำแบบทดสอบ เช่นตัวพิมพ์ที่มีขนาดใหญ่พิมพ์ด้วยอักษรเบรลล์ มีการแปลเป็นภาษามือ หรือการอ่านให้ฟังเป็นต้น 7.2 ด้านวิธีการตอบข้อสอบ (Response Accommodations) เป็นการปรับเปลี่ยนวิธีการ ในการตอบคำถามในแบบทดสอบหรือการกระตุ้นเตือน เช่น การอนุญาตให้ผู้เรียนระบุคำตอบ โดยการชี้ หรือการใช้ภาษาท่าทาง (Gesturing) หรือให้มีเจ้าหน้าที่ช่วยเขียนคำตอบ (Scribe) การบันทึกคำตอบโดย ใช้เทคโนโลยีต่างๆ เป็นต้น 7.3 ด้านการจัดสภาพแวดล้อม (Setting Accommodations) เป็นการปรับสภาพ แวดล้อม สถานที่หรือรูปแบบของการสอบ เช่น การจัดสอบเป็นกลุ่มเล็กๆ การสอบเป็นรายบุคคลหรือ แม้กระทั่งที่ บ้านของผู้เรียน เป็นต้น 7.4 ด้านการกำ หนดเวลาสอบ และตารางสอบ (Timing and Scheduling Accommodations) เป็นการปรับเปลี่ยนเกี่ยวกับเวลาสอบ หรือตารางการสอบ เช่นการขยายเวลาในการทำแบบทดสอบ ให้มากขึ้น หรือการอนุญาตให้มีการหยุดพัก (Break) ในระหว่างการทำแบบทดสอบ เป็นต้น การออกแบบหลักสูตรการเรียนรวม เดซาย (Desai.2007:14 อ้างถึงใน กิ่งเพชร ส่งเสริม (2552 : 88-90) อธิบายว่า เกี่ยวกับการ ออกแบบหลักสูตรการเรียนรวมว่า หลักสูตรการเรียนรวมไม่ใช่หลักสูตรแกนกลางแต่เป็นหลักสูตรที่ปรับจาก หลักสูตรแกนกลางเพื่อให้เหมาะกับเด็กทุกคนโดยไม่มีการเสียเปรียบกัน กล่าวคือ เป็นหลักสูตรที่มีความ สอดคล้องกับความสามารถที่หลากหลายของเด็ก หลักการของการออกแบบหลักสูตรสำ หรับการเรียนรวม ได้อธิบายไว้ดังนี้ 1. เป็นหลักสูตรที่มีความเข้มแข็ง (A Powerful Curriculum) หลักสูตรการเรียนรวมเป็นหลักสูตร ที่ส่งเสริมให้เด็กเกิดการเรียนรู้มีความน่าสนใจ มีกิจกรรมให้เด็กปฏิบัติจริง ครูและชุมชนต้องมีการประชุม วางแผนและสร้างสรรค์หลักสูตรร่วมกัน
69 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2. เป็นหลักสูตรที่บรรยายเป็นลายลักษณ์อักษร (A Cumulating Curriculum) เป็นการอธิบาย พฤติกรรมที่เป็นผลลัพธ์จากการเรียนรู้หลังเรียนจบวัตถุประสงค์นั้น เช่น การอธิบายวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม ของนักเรียนในการเรียนเรื่องต่างๆ เป็นต้น 3. เป็นหลักสูตรที่มีลักษณะของการเก็บสะสม (A Cumulating Curriculum) เป็นการจัดลำดับ ทักษะของนักเรียนที่ควรทำอะไรก่อน-หลังโดยมีเป้าหมาย คือ การเพิ่มทักษะความสามารถของนักเรียนให้ เพิ่มขึ้นตามระดับความสามารถดังนั้นต้องสามารถเก็บสะสมพัฒนาการของเด็กเป็นขั้นตอนเพื่อวางแผนการ สอนเด็กและแจ้งผู้ปกครองให้รับทราบ 4. เป็นหลักสูตรที่สามารถวัดผลประเมินผลได้อย่างชัดเจน (An Assessment-Linked Curriculum) ในหลักสูตรการเรียนรวมกระบวนการวัดผลประเมินผลต้องวัดพฤติกรรมการเรียนรู้ของเด็กว่าบรรลุตาม วัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรมที่ตั้งไว้หรือไม่ 5. เป็นหลักสูตรที่ทุกคนเข้าถึงได้(An Accessible Curriculum) หลักสูตรต้องมีกิจกรรมที่หลาก หลายเพียงพอที่จะทำ ให้เกิดการเรียนรู้และสอดคล้องกับความสามารถของเด็กที่หลากหลาย เด็กทุกคนจะ ต้องเข้าถึงหลักสูตรได้หากหลักสูตรไม่มีกิจกรรมหลากหลายเด็กจะเข้าถึงได้เฉพาะเด็กเก่งหรือปานกลาง ส่วนเด็กเรียนอ่อนจะเรียนไม่ได้หลักสูตรแบบนี้จะไม่เหมาะกับการเรียนรวม ดังนั้นหลักสูตรการเรียนรวม เด็กทุกคนต้องเรียนได้ 6. เป็นหลักสูตรที่รวมทุกด้าน (A Inclusive Curriculum) หลักสูตรการเรียนรวมเป็นการรวม กิจกรรมที่หลากหลายให้เหมาะกับเด็กที่มีความต้องการ ความสามารถ ลีลาในการเรียนรู้แตกต่างกันเรียน ไปด้วยกัน มีการวัดผลประเมินผลตามความสามารถของเด็ก มีการปรับกิจกรรมการเรียนรู้ปรับวิธีสอนเพื่อ ให้เด็กเรียนด้วยกันได้ การปรับหลักสูตรเพื่อใช้ในการจัดการเรียนรวม เดซาย (Desai.2007:14-16) ได้อธิบายไว้ว่า เป็นการปรับเปลี่ยนและดัดแปลง เพื่อตอบสนองลักษณะและความต้องการของผู้เรียนที่มีปัญหาทางการ เรียนรู้ปัญหาทางร่างกาย ปัญหาทางจิตวิทยาและส่วนบุคคลรวมถึงปัญหาทางสังคม โดยผู้สอนต้องรู้ลักษณะ ความสามารถทางการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนแต่ละประเภทแล้วจึงออกแบบหลักสูตร เป็นการจัดหลักสูตร โดยนำความสามารถของเด็กเป็นตัวตั้งและครูเป็นผู้ให้ความช่วยเหลือสนับสนุน องค์ประกอบสำคัญของการ ปรับหลักสูตรและการสอน ได้แก่ 1) ปรับวิธีการประเมินผล 2) ปรับเนื้อหาในหลักสูตร 3) ปรับและดัดแปลงสื่ออุปกรณ์การสอนและเทคโนโลยีสิ่งอำ นวยความสะดวก 4) ปรับและดัดแปลงวิธีการสอนและความช่วยเหลือ 5) ปรับและดัดแปลงสิ่งแวดล้อมในการเรียนการสอน 6) ปรับและดัดแปลงกระบวนการประเมินผลและรายงานผล ดังภาพประกอบ
70 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ภาพประกอบ องค์ประกอบของการปรับหลักสูตรและการสอน ที่มา : Desai.(2007) . lnclusive Education.p.15 สรุปได้ว่า หลักสูตรการเรียนรวมเป็นหลักสูตรเฉพาะที่นำ มาใช้ในการจัดการศึกษาให้กับเด็กทุกคน โดยมีหลักการสำ คัญ คือ มีความเข้มแข็ง บรรยายเป็นลายลักษณ์อักษร มีลักษณะการเก็บสะสม สามารถ วัดผลประเมินผลได้ชัดเจน ทุกคนเข้าถึงได้และเป็นหลักสูตรที่รวมทุกด้านให้เด็กสามารถเรียนด้วยกันได้ ปรับวิธีการประเมินผล ลักษณะ ความสามารถ ของผู้เรียน ปรับเนื้อหาในหลักสูตร ปรับและดัดแปลงสื่ออุปกรณ์ การสอนและเทคโนโลยีฯ ปรับและดัดแปลงวิธีการสอน และความช่วยเหลือ ปรับและดัดแปลงสิ่งแวดล้อม ในการเรียนการสอน ปรับและดัดแปลงกระบวน ประเมินผลและรายงานผล
71 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) กระบวนการปรับหลักสูตรสู่ชั้นเรียน คำอธิบายกระบวนการปรับหลักสูตรสู่ชั้นเรียน 1. วิเคราะห์/คัดกรองผู้เรียน โดยดูผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และการใช้แบบคัดกรอง 2. ประเมินศักยภาพและความสามารถพื้นฐานของผู้เรียน โดยการทดสอบพื้นฐาน 3. วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน/สถานศึกษา โดยการวิเคราะห์มาตรฐาน ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ วิเคราะห์/คัดกรองผู้เรียน ประเมินศักยภาพและความสามารถพื้นฐานของผู้เรียน วิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน/สถานศึกษา ออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตร จัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) และนำ เสนอ ต่อคณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) จัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) ให้สอดคล้องกับ แผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนและจัดหาสิ่งอำ นวยความสะดวก
72 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 4. ปรับหลักสูตรให้สอดคล้องกับศักยภาพของผู้เรียนและจัดหาสิ่งอำ นวยความสะดวก โดยการ ปรับเนื้อหา/สาระการเรียนรู้ให้สอดคล้องและเหมาะสมกับศักยภาพและความสามารถพื้นฐานของผู้เรียน 5. ออกแบบการจัดการเรียนรู้ตามหลักสูตรให้เหมาะสมกับสภาพความต้องการของผู้เรียนแต่ละ บุคคล เช่น 5.1 ปรับกิจกรรมการเรียนการสอนให้เหมาะสมกับศักยภาพ ความสามารถพื้นฐานของผู้เรียน แต่ละประเภท 5.2 ใช้สื่อ/อุปกรณ์ให้เหมาะสมกับความสามารถพื้นฐานของผู้เรียนและสอดคล้องกับกิจกรรม การเรียนการสอน 5.3 ปรับวิธีการวัดและประเมิน โดยการกำ หนดวิธีการวัดการประเมินและเกณฑ์การประเมิน ที่เหมาะสมกับผู้เรียน เช่น ความสามารถในการอ่านคำ 6. จัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) และนำ เสนอคณะกรรมการจัดทำแผนการ จัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) 7. จัดทำแผนการสอนเฉพาะบุคคล(IIP) ให้สอดคล้องกับแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล(IEP)
การประเมินความต้องการจำ เป็น ของผู้เรียน
75 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 3.2 การประเมินความต้องการจำ เป็นของผู้เรียน การประเมินความต้องการจำ เป็นของผู้เรียนเป็นกระบวนการที่สถานศึกษาจำ เป็นต้องคัดกรอง เพื่อให้ทราบปัญหาและความต้องการความช่วยเหลือพิเศษ จากผู้ที่เกี่ยวข้องและจากนักสหวิชาชีพ รวมทั้ง ด้านการศึกษา โดยการสังเกตและประเมินพฤติกรรมนักเรียนเป็นระยะเวลาพอสมควร หรือจากแบบคัดแยก หรือผลจากแบบคัดกรอง ที่บ่งชี้ว่านักเรียนมีปัญหา หรืออยู่ในภาวะเสี่ยงต่อการมีปัญหาครูต้องรวบรวมราย ละเอียด ข้อมูลเอกสาร หลักฐานที่เกี่ยวข้องกับตัวนักเรียน และประสานงานติดต่อกับผู้ที่เกี่ยวข้อง ในการ รับบริการและความช่วยเหลือ ทั้งนี้ผู้บริหารสถานศึกษาและผู้เกี่ยวข้องที่มีหน้าที่และความรับผิดชอบการ พัฒนาการจัดการเรียนรวมควรคำ นึงถึงการดำ เนินงาน ต่อไปนี้ 1. การพิจารณาให้ความช่วยเหลือ สนับสนุน ตามความต้องการจำ เป็นของผู้เรียน ควรประกอบ ด้วยสิ่งต่อไปนี้ 1.1 โรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวม พร้อมที่จะรับนักเรียนทั้งหมดและยินดีที่จะสนับสนุน การเรียน โดยไม่มีข้อจำกัดใดๆ 1.2 โรงเรียนมียุทธศาสตร์ในการคัดกรองและการแก้ปัญหาอุปสรรคของผู้เรียน อย่างเป็น ระบบ 1.3 ใช้หลักในการพิจารณาในการสนับสนุนในสิ่งที่ตรงกับความต้องการจำ เป็น ซึ่งจะต้องจัด ให้แก่ผู้เรียน 5 ข้อ ดังนี้ 1.3.1 ทุกประเภทของความพิการจะได้รับการสนับสนุนตามความต้องการจำ เป็นของ แต่ละบุคคลโดยจัดให้ทุกคนได้เข้าถึงการศึกษาตามความต้องการจำ เป็นพิเศษ และจัดบริการสอดคล้องกับ ความแตกต่างระหว่างบุคคลความแตกต่างของหลักสูตรการสนับสนุนด้านการสื่อสารและการบำ บัดรักษา การศึกษาและเรียนรู้ลักษณะของคนพิการแต่ละประเภท ตามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กำ หนด ประเภทและหลักเกณฑ์ของคนพิการทางการศึกษา พ.ศ.2552 ที่กำ หนดประเภทของคนพิการไว้9 ประเภท จะเป็นข้อมูลที่ช่วยให้การสังเกตและการประเมินความต้องการจำ เป็นตามลักษณะและประเภทของความ พิการ เพื่อให้ทราบข้อบกพร่องและปัญหาที่ควรได้รับการช่วยเหลือ 1.3.2 โรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวมมีความพร้อมที่จะรองรับความแตกต่าง ตามความต้องการของผู้เรียนแต่ละคนที่หลากหลายทุกรูปแบบ และต้องพัฒนาขีดความสามารถของบุคลากร ให้พร้อมที่จะรับมือเพิ่มความเชี่ยวชาญ พร้อมรับการประสานงานความช่วยเหลือการสนับสนุน การฝึกอบรมและ รับการให้คำ ปรึกษา จากบุคลากรด้านการศึกษาพิเศษอย่างเต็มรูปแบบ 1.3.3 ผู้เรียนที่มีระดับความพิการรุนแรงปานกลางถึงสูงหรือสูงมากจะได้รับการดูแลช่วย เหลือได้รับการจัดสรรงบประมาณ สนับสนุน เพื่อจะได้รับสิ่งอำ นวยความสะดวกสื่อ บริการและความช่วย เหลืออื่นใดทางการศึกษา
76 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 1.3.4 มีการพิจารณาปัญหาและอุปสรรคของผู้พิการแต่ละคนประกอบเพิ่มเติม เนื่องจาก แต่ละคนมีความต้องการที่แตกต่างกันไปตามบริบทของสภาพแวดล้อม ที่อยู่อาศัย ความเป็นอยู่ในวิถีชีวิต ของแต่ละคน ตลอดจนอุปสรรค ในการเดินทาง การคมนาคม ที่ไม่สะดวก ซึ่งจะทำ ให้เขาเสียโอกาสในการ เรียนรู้ได้ไม่ทันเพื่อน 1.3.5 คณะกรรมการระดับเขตพื้นที่ (สพป./สพม./ศูนย์การศึกษาพิเศษฯ) จะเป็น ผู้สนับสนุนตั้งแต่ระยะแรกเริ่ม โดยจัดหา ผู้เชี่ยวชาญ ศึกษานิเทศก์ บุคลากรทางด้านการศึกษาพิเศษ มาฝึกอบรมให้คำ ปรึกษาสนับสนุน และจัดหาสื่ออุปกรณ์สิ่งอำ นวยความสะดวกให้ใช้ร่วมกันได้ตามตาราง ดังนี้ ตารางแสดงการสนับสนุน ของเขตพื้นที่ ตามระดับความต้องการจำ เป็น ระดับที่ ระดับการให้ ความช่วยเหลือ ประเภทของสถานศึกษา ที่ได้รับ การให้ความช่วยเหลือของเขตพื้นที่ 1 - 2 ขั้นต่ ำ โรงเรียนทั่วไปและ โรงเรียนที่จัดการศึกษา แบบเรียนรวม - ให้การศึกษาและสร้างความเข้มแข็ง เต็มศักยภาพ - การสนับสนุนให้คำ ปรึกษาทั้งเป็นรายกรณี และจัดหลักสูตรระยะสั้นเป็นช่วงๆ ไป 3 ปานกลาง โรงเรียนทั่วไปและ โรงเรียนที่จัดการศึกษา แบบเรียนรวม - สนับสนุนการบริการเพิ่มเติม การให้ คำ ปรึกษาเฉพาะเจาะจงเป็นรายบุคคล ทั้งในระยะสั้นถึงปานกลาง 4 -5 สูงและสูงมาก โรงเรียนที่จัดการศึกษา แบบเรียนรวมและ โรงเรียนเฉพาะ ความพิการ ให้บริการอย่างเข้ม สม่ ำเสมอ เฉพาะเจาะจง และสนับสนุนการให้คำ ปรึกษา ผู้เรียน รายกรณี
77 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2. แนวทางการประเมินความต้องการจำ เป็นของผู้เรียน โรงเรียนที่จัดการศึกษาแบบเรียนรวมมีขั้นตอนการประเมินความต้องการพิเศษ ดังนี้ 2.1 การประเมินไม่จำ เป็นต้องถือเอาการประเมินผลจากผู้เชี่ยวชาญหรือนักสหวิชาชีพ อย่างเดียว สามารถประเมินรอบด้านหลากหลาย ตามวิถีชีวิต ความเป็นอยู่และบุคคลรอบข้างในบริบท ที่เกี่ยวข้องกับผู้เรียน เช่นหลักสูตร สถาบัน ครอบครัว ชุมชนและสังคมมิติอย่างเป็นระบบ 2.2 กระบวนการประเมินต้องได้รับการยอมรับจากทุกฝ่าย 2.3 วัตถุประสงค์ของการประเมินควรมีความชัดเจนและเปิดเผย 2.4 การประเมินความต้องการมีความเหมาะสมตามความเป็นจริงและเป็นไปตามบริบทของ บุคคลหรือสถาบันที่เกี่ยวข้อง 2.5 การประเมินผลจะต้องยุติธรรม ไม่ลำ เอียง ไม่แบ่งเชื้อชาติชนชั้น พื้นฐานทางวัฒนธรรม และความสามารถ 2.6 การประเมินความต้องการเพื่อบ่งชี้อุปสรรคในการเรียนรู้ได้และการสนับสนุนตรงตาม ความต้องการจำ เป็น เพื่อปรับปรุงกระบวนการเรียนการสอน 2.7 การประเมินความต้องการอย่างต่อเนื่อง เพื่อพัฒนากระบวนการเรียนการสอน 2.8 การประเมินต้องมีระดับที่แตกต่างกัน และมีการทำ งานร่วมกันอย่างใกล้ชิดเพื่อให้แน่ใจ ว่ากระบวนการประเมินจะเป็นไปอย่างราบรื่นและต่อเนื่อง 2.9 การประเมินต้องเป็นปัจจุบัน ทันสมัย และใช้เวลาอย่างมีประสิทธิภาพ 2.10 การประเมินต้องมีรูปแบบที่หลากหลาย และรอบด้าน 2.11 ผลการประเมินต้องชัดเจนถูกต้องสมบูรณ์เป็นปัจจุบันเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ได้ 2.12 ผู้เรียนได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม อย่างเหมาะสมตามความต้องการจำ เป็น โดยได้รับ ความเห็นชอบจากคณะกรรมการเขตพื้นที่ /คณะกรรมการจัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล 2.13 ในกรณีที่ผู้เรียนมีความพิการทางร่างกายหรือความบกพร่องทางประสาทสัมผัส สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนได้รับการประเมินจากแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางและจัดทำข้อมูลที่จำ เป็น เพื่อให้การช่วยเหลือผู้เรียนอย่างเหมาะสม 2.14 มีการสนับสนุน และติดตามผล อย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจ และตอบสนองสอดคล้อง ตามความต้องการของผู้เรียน
การสอนและการปฏิบัติ ในชั้นเรียนรวม
81 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 3.3 การสอนและการปฏิบัติในชั้นเรียนรวม การวางแผนการสอน การวางแผนการสอนเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษา คือการที่ครูพยายามจับ คู่สภาพแวดล้อมของการเรียนในห้องเรียนกับความต้องการให้มีขีดจำกัดน้อยที่สุดกับความต้องการเพื่อให้ สามารถเรียนรู้ในชั้นเรียนรวมได้โดยใช้ข้อมูลจากการประเมินผล ครูจะต้องแน่ใจว่าสภาพแวดล้อมในการ เรียนจะช่วยเด็กให้สามารถบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนที่กำ หนดไว้ในแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล ถึงแม้ว่าครูจะมุ่งไปที่ความต้องการในการเรียนของเด็กก็ตาม ครูควรสร้างหลักสูตรหรือกำ หนดบทเรียนให้ เหมาะสมในการเรียนรวมกับเด็กปกติทั่วไปโดยมีการบูรณาการการสอนที่เหมาะสมสำ หรับเด็กที่มีความ ต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาครูยืดหยุ่นวิธีสอนที่ทำ ให้แน่ใจว่าเด็กสามารถเข้าไปมีส่วนร่วมไปพร้อม กับเด็กอื่นๆ ในห้องเรียน ดังนี้ 1. สภาพแวดล้อมการเรียน ในการจัดสภาพแวดล้อมทางการเรียน ครูจะต้องคำ นึงถึงสิ่งต่อไปนี้ เพื่อให้เอื้อต่อการเรียนรู้ของเด็กแต่ละคนในชั้นเรียนรวม - สภาพแวดล้อมทางกายภาพของห้องเรียนและโรงเรียน - สภาพสังคมภายในห้องเรียนและภายในโรงเรียน - วิธีการจัดห้องเรียน - วัตถุประสงค์ในการเรียนที่ครูกำ หนด - กิจกรรมการสอนที่ครูเลือก - สื่อการเรียนการสอนที่ครูใช้ - ปฏิสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน - ปฏิสัมพันธ์ระหว่างเด็กกับเด็กอื่น ๆ ในห้องเรียน 2. แนวทางในการตรวจสอบสภาพแวดล้อมในการเรียน อาจใช้คำถามตรวจสอบตามประเด็น ต่อไปนี้ 2.1 การจัดห้องเรียน - การออกแบบ อุปกรณ์เครื่องใช้ในห้องเรียนที่ดีที่สุดคืออะไร - การจัดวางเครื่องมือ เครื่องใช้ที่ดีที่สุดคืออะไร - เด็กมีที่ว่างเพียงพอในการทำ งานหรือไม่ - เด็กสามารถใช้สื่อที่จำ เป็นได้ง่ายหรือไม่ 2.2 ลักษณะสังคม - ความสัมพันธ์ระหว่างเด็กที่ความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษากับเด็กอื่น ๆ ในห้องเรียนเป็นไปในทางบวกหรือไม่ - เด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษา “ทำ งานร่วม” กับเด็กอื่น ๆ ในห้องเรียนหรือเด็กได้ทำกิจกรรมต่างหากอยู่เสมอหรือไม่
82 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.3 การสอนของครู - ครูสามารถสอนให้เด็กได้มีส่วนร่วมในห้องเรียนรวมได้อย่างไร - การทำ งานเป็นกลุ่มจะให้ประสบการณ์การเรียนที่ดีตามวัตถุประสงค์หรือไม่ - การทำ งานโดยให้ความร่วมมือกับเด็กอื่นจะเป็นการเรียนที่ดีทีสุดหรือไม่ - ถ้ากำ หนดงานเฉพาะให้เด็กจะบรรลุตามวัตถุประสงค์ได้มากกว่าหรือไม่ - เด็กมีส่วนร่วมในสถานการณ์การเรียนที่หลากหลายหรือไม่ 2.4 กิจกรรม - การที่จะบรรลุวัตถุประสงค์ในการเรียนได้ดีที่สุดควรเลือกใช้การปฏิบัติงาน หรืองานเขียน หรืองานพูดปากเปล่า การที่จะประสบผลสำ เร็จตามวัตถุประสงค์ได้ดีที่สุด ควรผ่านการทำ งานด้วยตนเอง หรือทำ ร่วมกับผู้อื่น ครูสามารถสังเกตการทำ งานของเด็ก เพื่อให้เห็นประเภทของกิจกรรมที่เด็กตอบสนอง ได้ดีที่สุด และถามว่าเด็กได้รับวิธีสอนที่มีสัดส่วนเท่ากันหรือไม่ 2.5 สื่อ – อุปกรณ์ - สื่อที่เขียนเหมาะสมกับระดับความสามารถทางภาษา/การอ่านหรือไม่ - เด็กมีสื่อที่จำ เป็นในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับจำ นวนหรือไม่ ครูไม่มีความจำ เป็นจะต้องมองหาความแตกต่างระหว่างบุคคลทั้งหมดของเด็ก กระบวนการ ประเมินผลจะช่วยให้เห็นความต้องการที่มากที่สุดของเด็ก และแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) จะช่วยให้เห็นขอบเขตการปรับหลักสูตรที่ตรงกับความต้องการของเด็กมากที่สุด ครูควรเขียนขอบเขตที่มี ความเกี่ยวข้องกับตัวเด็กมากที่สุด เช่น - ระดับของภาษา/ทักษะในการสื่อสาร - ระดับของทักษะทางสังคม - กลวิธีการเรียนที่จะทำ ให้ได้ความรู้และทักษะใหม่ - ความสามารถทางกายภาพ/หรือประสาทสัมผัส การสอนในห้องเรียนรวม แม้ว่านักเรียนจะอยู่ในกลุ่มอายุตามปีปฏิทินเดียวกัน แต่ระดับพัฒนาการ ความถนัด บุคลิกและ ประสบการณ์จะแตกต่างกัน รวมทั้งความชอบหรือไม่ชอบส่วนตัวในห้องเรียนรวมครูมีหลักประกันว่าสมาชิก ทุกคนในห้องเรียนมีส่วนร่วมในหลักสูตรปกติโดยไม่คำ นึงถึงความบกพร่องหรือระดับพัฒนาการ ครูควร จะเลือกหัวข้อตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน หลักสูตรสถานศึกษา และกำ หนดวัตถุประสงค์ สำ หรับกลุ่ม สำ หรับนักเรียนบางคนอาจจะมีวัตถุประสงค์ตามแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล(IEP) หรือ แผนการสอนเฉพาะบุคคล (IIP) ซึ่งในการจัดกิจกรรมตามบทเรียนจะต้องคำ นึงถึงวัตถุประสงค์เหล่านี้ด้วย เช่น
83 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) - ในบางวิชา นักเรียนทุกคนอาจทำกิจกรรมเดียวกัน แต่แตกต่างกันที่ผลลัพธ์ - ในวิชาอื่น ๆ กิจกรรมอาจมีความสัมพันธ์กับเนื้อเรื่องตามหลักสูตรและหัวข้อเดียวกันแต่แตก ต่างกันไปตามความแตกต่างของกลุ่มนักเรียน - บางเวลานักเรียนที่มีความบกพร่องแบบเดียวกันอาจใช้สื่อ อุปกรณ์ต่างกัน - บางเวลานักเรียนอาจจะทำ งานโดยอิสระ ในขณะที่นักเรียนบางคนได้รับการช่วยเหลือจากครู หรือผู้ใหญ่คนอื่น ๆ - การช่วยเหลืออื่น ๆ โดยการทำ งานแบบร่วมมือร่วมใจ บางวิชาที่มีเนื้อหาสอดคล้องกันและมีความสัมพันธ์กันอาจจัดการเรียนการสอนแบบบูรณาการ เพื่อให้นักเรียนสามารถเชื่อมโยงความรู้ได้และจัดการเรียนการสอนที่เน้นให้นักเรียน ลงมือปฏิบัติจริง เป็นกลุ่มโดยใช้เทคนิคการสอนแบบเพื่อนช่วยเพื่อน จัดให้แต่ละกลุ่มมีทั้งเด็กเก่ง ปานกลาง อ่อนหรือเด็ก ที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาคละกันได้เรียนรวมกันบางวิชาบางกิจกรรม ให้นักเรียนได้ เรียนรู้โดยใช้เทคนิคการสอนแบบโครงงานเป็นกลุ่มเพื่อให้เด็กเก่ง เด็กปานกลาง เด็กอ่อนหรือเด็กที่มีความ ต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาสามารถเรียนร่วมกันช่วยเหลือซึ่งกันและกันในการแก้ปัญหาและสรุปเป็น องค์ความรู้ได้ในห้องเรียนรวมมีกิจกรรมที่แตกต่างกันจะเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน หรือมีการปฏิบัติงานใน กิจกรรมเดียวกัน แต่ใช้วิธีการ หรือสื่ออุปกรณ์ที่แตกต่างกันในห้องเรียนรวม ครูจำ เป็นต้องยอมรับในระดับ ความแตกต่างของพัฒนาการด้านความรู้และทักษะความถนัดและความสนใจระหว่างนักเรียนและวิธีการที่ แตกต่างกันในการนำ เสนอบทเรียนที่จะช่วยให้เด็กทุกคนมีส่วนร่วมในหลักสูตรปกติ เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องในชั้นเรียนรวม การจัดการเรียนการสอนสำ หรับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษาในแต่ละด้าน ครูผู้ สอนต้องมีความรู้ความสามารถและความชำ นาญในการสอนเป็นพิเศษ จึงจะสามารถทำ ให้เด็กได้รับประโยชน์ สูงสุดได้ครูที่สอนในชั้นเรียนรวมจึงจำ เป็นต้องมีเทคนิคในการสอนเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการ ศึกษาในแต่ละประเภทซึ่งมีเทคนิคแตกต่างกันในรายละเอียดเพื่อให้สามารถจัดการเรียนการสอนได้เหมาะ สมตามประเภทความบกพร่องและความต้องการพิเศษของเด็กแต่ละบุคคล ดังต่อไปนี้ 1. เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินในชั้นเรียนรวม การจัดการศึกษาสำ หรับเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยิน เป็นเรื่องลำ บากแม้เด็กเข้าเรียน ในโรงเรียนเฉพาะทางมาแล้วแต่ก็ยังมีปัญหาในการเขียนและการสื่อสารกับคนทั่วไปและยังมีพื้นฐานไม่พอ ในการศึกษาต่อระดับสูง มีข้อจำกัดจากการที่เด็กไปอยู่โรงเรียนประจำ นานเกินไป เมื่อจบการศึกษาระดับ มัธยมแล้วไม่สามารถปรับตัวให้เข้ากับชุมชนและท้องถิ่นได้ผลสัมฤทธิ์ที่ได้จากการเรียนก็ไม่คุ้มค่า ทางเลือก ที่จะให้เด็กได้เรียนรวมในโรงเรียนของชุมชน จึงเป็นสิ่งที่ควรพิจารณาและควรสนับสนุนมากกว่าวิธีการสอน
84 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ที่ใช้ได้แก่ ภาษามือ การฝึกพูด ฝึกฟัง ฝึกอ่านริมฝีปาก เป็นต้น ครูและผู้ปกครองต้องเสียสละเวลาในการ ศึกษาเพื่อช่วยเหลือเด็กและครูควรคำ นึงถึงเทคนิคในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนรวม ได้แก่ 1.1 จัดให้เด็กได้มองเห็นหน้าครูอย่าพูดขณะหันหลังให้เด็กหรือขณะที่ครูกำลังเขียนกระดาน เพราะเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินจะต้องอ่านคำ พูด (Speech Reading) จากครูด้วย 1.2 ครูควรสรุปประเด็นสำคัญ คำศัพท์ที่สำคัญหรือข้อความสั้น ๆ คำสั่งการบ้านหรืองาน สำคัญอื่น ๆ ลงบนกระดาน เพื่อให้เด็กเข้าใจง่ายขึ้น เพราะการฟังอย่างเดียวอาจทำ ให้เด็ก ไม่แน่ใจ ทำ ให้ การสื่อสารผิดความหมายครูอาจใช้แผ่นใสก็ได้เพราะการเขียนลงบนแผ่นใสครูหันหน้ามาหาเด็ก ทำ ให้เด็ก อ่านคำ พูดของครูได้ด้วย 1.3 ในการบรรยายควรเขียนหัวเรื่องลงบนกระดานทุกครั้งจะทำ ให้เด็กเข้าใจได้ว่าครูกำลังพูด เรื่องอะไร 1.4 ควรมีเอกสารประกอบการสอนทุกครั้ง 1.5 สรุปใจความสำคัญหรือเปลี่ยนคำ พูดจากกฎเกณฑ์ที่ยาก ๆ เป็นภาษาที่ง่าย ๆ 1.6 หากมีการถามตอบ ให้อ่านคำถามและคำตอบช้า ๆ อย่างน้อย 2-3 ครั้ง 1.7 พยายามแสดงออกทางสีหน้าท่าทางให้มากเพราะเด็กที่มีความบกพร่องทางการได้ยินจะ แปลความหมายจากการแสดงท่าทาง รวมทั้งการแสดงออกทางใบหน้าของครูได้มาก 1.8 ให้เด็กยกมือทุกครั้งเมื่อต้องการจะพูด 1.9 ตรวจสอบทุกครั้งว่าเด็กเข้าใจเรื่องที่สอนหรือไม่ 2. เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาในชั้นเรียนรวม การจัดการเรียนรวมให้เด็กบกพร่องทางสติปัญญาเป็นเรื่องลำ บากมากที่สุดแม้จะมีเหตุผลทาง สังคมที่จะให้มีการจัดการเรียนรวมเพื่อเด็กกลุ่มนี้แต่ความไม่พร้อมของโรงเรียนมีผลทำ ให้ไม่สามารถสอน ทักษะพื้นฐานเพื่อให้เด็กพัฒนาได้อย่างเต็มศักยภาพที่เด็กมีและเรียนรู้ได้เพราะเท่าที่ผ่านมาไม่มีการปรับ หลักสูตรและวิธีสอนที่ยืดหยุ่นและเหมาะสม ดังนั้นการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมควรจัดให้เด็กได้เตรียม ความพร้อมก่อน และให้โอกาสในการพัฒนาด้านสังคมเพื่อเน้นการดำ รงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข และในชั้นเรียนรวมครูควรคำ นึงถึงเทคนิคการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ 2.1 สอนโดยเน้นให้เด็กท่องจำคำ หรือข้อความโดยให้เด็กพูดออกเสียงให้ชัดเจน 2.2 สอนโดยเน้นการจำแนกส่วนต่างๆ พร้อมบอกชื่อและวาดภาพประกอบ เช่น ส่วนต่างๆ ของร่างกายมนุษย์ส่วนประกอบของต้นไม้เป็นต้น และแบ่งเนื้อหาที่ครูจะสอนออกเป็นส่วนย่อยๆ หลายส่วน ( Task Analysis ) ที่เด็กพอจะทำ ได้แล้วครูให้เด็กทำกิจกรรมทีละส่วนตามลำดับ 2.3 เนื้อหาที่จะให้เด็กเรียนควรเป็นสิ่งที่มีความหมายและเกี่ยวข้องกับตัวเด็ก 2.4 ควรเปิดโอกาสให้เด็กได้จับต้องและสัมผัสในสิ่งที่ให้เด็กเรียน
85 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 2.5 หมั่นทบทวนสิ่งที่เรียนไปแล้วบ่อย ๆ เพื่อให้เด็กจำ ได้ 2.6 ควรมีภาพประกอบในการอธิบายเนื้อหาบางอย่างให้เด็กเข้าใจ เช่น ภาพถ่าย ภาพวาด ภาพจากวีดิทัศน์ เป็นการให้เด็กได้ใช้สายตาประกอบการฟัง ซึ่งจะช่วยให้เด็กเข้าใจเนื้อหาที่ครูสอนได้ดี ยิ่งขึ้น 2.7 ควรให้แรงเสริมแก่เด็กอย่างสม่ ำเสมอ ซึ่งอาจเป็นแรงเสริมทางวาจา ได้แก่ คำชม เช่น เก่งมาก ดีมาก ยอดเยี่ยม เป็นต้น 3. เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็นในชั้นเรียนรวม โดยทั่วไปแล้วเด็กในกลุ่มที่มีความบกพร่องทางการเห็น มักจะให้การสนองตอบการเรียนรวม ได้เป็นอย่างดีถ้าได้รับการสนับสนุนในด้านต่าง ๆ อย่างเหมาะสม เช่น เด็กที่มีสายตาเลือนรางได้รับการส่ง เสริมให้ใช้วิธีการเขียนหนังสือแบบปกติแทนที่จะใช้อักษรเบรลล์เด็กๆ ที่มีความพิการขั้นกลางๆจำ เป็นต้อง เรียนอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีแสงเพียงพอเพื่อลดการจ้องมองในขณะเรียน ต้องทำ งานบนพื้นผิวนูนสัมผัสได้ จำ เป็นต้องใช้ตัวอักษรที่มีขนาดใหญ่ซึ่งอาจนำ ไปขยายขนาดเพื่อสะดวกต่อการอ่าน และปากกาเขียนกระดาน เส้นใหญ่มากกว่าจะใช้ดินสอ เครื่องขยายขนาด และกล้องส่องกระดานนั้นมีราคาสูง รวมถึงการให้ฝึกอ่าน เบรลล์แต่ก็ปรับโดยการจัดหาอุปกรณ์พิเศษ อุปกรณ์ช่วยเหลือด้วยเทคโนโลยีเช่น คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล และเครื่องโทรทัศน์วงจรปิด เป็นสิ่งที่ต้องหามาใช้แม้จะมีค่าใช้จ่ายค่อนข้างสูง ในอดีตเด็ก ๆ ส่วนใหญ่ที่ สามารถใช้วิธีการเขียนแบบปกติได้แต่ถูกจำกัดขอบเขตให้ใช้แค่เบรลล์การเปลี่ยนแปลงมาใช้วิธีดังกล่าวจะ ทำ ให้เรียนรวมได้ง่ายขึ้น ส่วนเด็กที่มีสายตาบอดสนิทจำ เป็นต้องใช้อักษรเบรลล์เป็นส่วนมาก ทั้งจำ เป็นต้อง ใช้ผู้ชำ นาญการเพื่อช่วยสอนทักษะในการเรียนรู้การอ่านเบรลล์และควรสอนการอ่านเบรลล์ตั้งแต่อายุ6 ปี เพื่อให้เด็กมีความพร้อมที่จะเข้าเรียนตามเกณฑ์อายุ7 ปีและไม่ต้องเรียนการอ่านอักษรเบรลล์ในขั้นพื้นฐาน นานเกินไป ในโรงเรียนระดับประถมศึกษา การนำ เทปบันทึกเสียงมาใช้ในการเรียนจะช่วยให้การเรียนรู้ ดีขึ้นกว่าการใช้อักษรเบรลล์เพียงอย่างเดียว และควรแจกหนังสือที่แปลเป็นอักษรเบรลล์ให้เด็กใช้เรียนใน ห้องเรียนโดยประสานงานกับศูนย์การศึกษาพิเศษ แปลหนังสือเป็นอักษรเบรลล์ เพื่อให้การเรียนรวมเป็น ไปอย่างมีประสิทธิผล ควรสอนทักษะทางสังคมในการดำ รงชีวิตและการใช้ภาษาในการสื่อความหมายด้วย ในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนรวมควรคำ นึงถึงเทคนิคต่างๆ ดังนี้ 3.1 ครูควรบอกเด็กก่อนว่าเป็นใครและถามเด็กว่าต้องการความช่วยเหลือหรือไม่ จะให้ครู ช่วยเหลืออะไรบ้าง อย่าพยายามช่วยเด็กโดยที่เด็กไม่ต้องการความช่วยเหลือ 3.2 หากเด็กทั่วไปต้องการจะช่วยเหลือเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น ต้องให้คำแนะนำ และบอกวิธีช่วยเหลือที่ถูกต้อง เช่น เมื่อต้องการนำ ทางต้องให้เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น เกาะแขน ด้านขวาของเด็กทั่วไป หรือถ้าพาเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น รับประทานอาหารที่โรงอาหาร ให้บอก
86 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) ชื่อรายการอาหารหรือส่วนประกอบในอาหารด้วย และควรกำ หนดให้เด็กทั่วไปที่เป็นอาสาสมัครทำ หน้าที่ คอยช่วยเหลือเพื่อนที่มีความบกพร่องทางการเห็น ทั้งในห้องเรียนและนอกห้องเรียน 3.3 ครูควรบอกเด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น ให้ทราบเกี่ยวกับสภาพและการจัด ห้องเรียนว่า สิ่งใดตั้งอยู่ที่ไหนบ้าง เช่น โต๊ะครูโต๊ะนักเรียน ประตูหน้าต่าง และกระดานดำ เป็นต้น และ ถ้ามีการจัดห้องใหม่ หรือมีการย้ายวัสดุอุปกรณ์ในห้องเรียน ต้องแจ้งให้เด็กทราบเกี่ยวกับตำแหน่งที่ตั้งใหม่ ด้วยทุกครั้ง 3.4 เมื่อครูออกจากห้องต้องบอกเด็กด้วยทุกครั้ง 3.5 เอกสารการสอนที่แจกให้เด็กควรพิมพ์ให้เรียบร้อยไม่ควรพิมพ์ด้วยอักษรที่มีขนาดเล็ก เกินไป ไม่ควรเขียนด้วยลายมือและควรพิมพ์เอกสารเพียงหน้าเดียว 3.6 ก่อนเขียนกระดาน ควรลบกระดานให้สะอาดก่อนทุกครั้งและในการเขียนกระดานดำ หรือกระดานขาว (White Board) ควรใช้สีที่ตัดกับพื้นผิว 3.7 พยายามขจัดเสียงรบกวนขณะที่เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น กำลังเรียน เพราะเด็ก ต้องใช้สมาธิในการฟังมาก และจัดให้เด็กที่มีความบกพร่องทางการเห็น นั่งในที่ที่เด็กจะได้ยินเสียงครูมาก จัดให้เด็กที่สายตาเลือนรางยังมีการเห็นอยู่บ้างได้นั่งในที่ที่ไม่มีแสงสะท้อนรบกวนสายตาที่ยังมีการเห็นเหลืออยู่ 3.8 จัดให้มีบริการอ่านหนังสือให้เด็กฟังและบันทึกเนื้อหาวิชาเรียนในเทปแล้วเปิดให้เด็กฟัง 3.9 จัดอุปกรณ์ที่จำ เป็น เช่น เครื่องพิมพ์อักษรเบรลล์แผนที่นูน ภาพนูน แว่นขยายให้เพียง พอและเหมาะสมกับความต้องการของเด็ก 3.10 จัดให้เด็กตาบอดได้ร่วมกิจกรรมทุกอย่างที่ปลอดภัยแก่เด็ก ทั้งกิจกรรมการเรียนการ สอนในหลักสูตรและกิจกรรมเสริมหลักสูตร 4. เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกายหรือการเคลื่อนไหวหรือสุขภาพ ในชั้น เรียนรวม ความพิการทางร่างกายในกลุ่มประชากรที่มีร่างกายปกติกับเด็กๆ ที่มีความบกพร่องทางด้าน ร่างกายหรือสุขภาพไม่ถูกจัดว่าเป็นกลุ่ม ๆ เดียวกัน การจัดการเรียนรวมให้กับเด็กที่มีความบกพร่องทาง ร่างกายไม่รุนแรงเป็นสิ่งที่ทำ ได้โดยตรงสิ่งที่จำ เป็นคือการให้ความสนใจเป็นพิเศษเพื่อพัฒนาความเชื่อมั่นใน ตนเอง ให้เด็กกล้าแสดงออกถึงความต้องการและความสามารถของตนเอง เด็กที่มีความบกพร่องทางร่างกาย ไม่รุนแรงสามารถไปไหนมาไหนได้ด้วยตัวเองไม่ว่าจะนั่งอยู่บนรถเข็น หรือใช้ไม้ค้ำยันช่วยเดิน ตราบเท่าที่ สภาพพื้นที่เอื้ออำ นวยต่อการเดินทางและมีห้องสุขาที่ใช้ได้แม้บางคนจะมีปัญหาทางการสื่อสารบ้างก็ตาม การช่วยเหลือจึงเน้นที่ การสร้างอาคารต่างๆ วิธีที่สามารถยืดหยุ่นได้เช่น การย้ายห้องเรียนมาอยู่ชั้นล่าง หรือการใช้วัสดุอุปกรณ์ที่มีราคาต่ ำของท้องถิ่นมาปรับปรุงห้องสุขา ในระยะยาวนับว่าคุ้มค่าถ้าเขาสามารถ ทำ ประโยชน์ในสังคมได้หรืออย่างน้อยการที่สามารถอยู่ได้ด้วยตนเองก็ช่วยลดภาระงานของผู้ดูแลได้การให้
87 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) บริการการศึกษาควรจัดให้ตั้งแต่ระดับอนุบาลเป็นต้นไป และครูควรคำ นึงถึงเทคนิคในการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ 4.1 ถ้าจัดการเรียนการสอนโดยให้นักเรียนเดินเรียน ควรให้เวลาแก่นักเรียนอย่างเพียงพอ ในการเดินทางจากห้องเรียนหนึ่งไปยังอีกห้องเรียนหนึ่ง เมื่อหมดชั่วโมง 4.2 จัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้มีความสัมพันธ์กับชีวิตจริงมากที่สุด 4.3 ในชั่วโมงเรียน ฝึกให้นักเรียนนั่งตัวตรง ให้เด็กใช้ความพยายามแม้ว่าจะมีปัญหาก็ตาม 4.4 ครูต้องทำความเข้าใจกับกลไกการทำ งานของเครื่องมือต่างๆ ที่ติดมากับตัวเด็กเพื่อจะ ได้ไม่เป็นอุปสรรคในการสอนของครู 4.5 ฝึกให้เด็กใช้คอมพิวเตอร์ซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่เด็กหลายด้านรวมทั้งการพิมพ์ตัวหนังสือ แทนการเขียนด้วยมือของเด็กซึ่งอาจมีปัญหาในเรื่องความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ 4.6 ครูควรขอคำแนะนำจากนักกายภาพบำ บัด นักกิจกรรมบำ บัดซึ่งจะช่วยให้ครูจัดกิจกรรม การเรียนการสอนได้เหมาะสมกับข้อจำกัดในการเคลื่อนไหวของเด็กยิ่งขึ้น 4.7 ใช้ไม้บรรทัดที่มีแม่เหล็กแทนไม้บรรทัดธรรมดาเวลาเด็กเขียนหรือขีดเส้นใต้จะได้ไม่เลื่อน 4.8 ใช้ปากกาหรือดินสอที่เขียนออกง่าย โดยไม่ต้องใช้แรงกดมาก 4.9 ใช้การอัดเทปให้เด็กฟัง แทนการโน้ตย่อเมื่อมีข้อความยาวหลายหน้ากระดาษ 4.10 การให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรม ควรคำ นึงถึงความเหมาะสมกับสภาพของเด็กซึ่งอาจงดหรือ อาจหาทางเลือกอย่างอื่นแทน เช่น วางแผนให้เด็กเข้าร่วมกิจกรรมโดยให้ครูพี่เลี้ยง นักกายภาพบำ บัด หรือ เพื่อนร่วมชั้นเรียนคอยให้ความช่วยเหลือได้ 4.11 ครูควรให้เวลาในการร่วมทำงานและเวลาในการทำกิจกรรมแก่เด็กที่มีความบกพร่องทาง ร่างกายหรือสุขภาพมากขึ้น เพราะเด็กบางคนอาจทำ งานช้า เนื่องจากปัญหาการใช้กล้ามเนื้อบางส่วนบกพร่อง 5. เทคนิคการสอนเด็กออทิสติกในชั้นเรียนรวม การจัดการศึกษาให้เด็กออทิสติกนั้น ครูต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับจิตวิทยาด้านต่าง ๆ ทั้งจิตวิทยาพัฒนาการ จิตวิทยาสังคม จิตวิทยาเกี่ยวกับเด็กที่มีความต้องการจำ เป็นพิเศษทางการศึกษา จิตวิทยาการเรียนรู้และการปรับพฤติกรรม รวมทั้งเรื่องหลักสูตรวิธีสอนเป็นอย่างดีซึ่งครูควรคำ นึงถึงเทคนิค การจัดการเรียนการสอนในเด็กกลุ่มนี้ได้แก่ 5.1 ควรเตรียมความพร้อมและให้ความช่วยเหลือแก่เด็กออทิสติกแบบตัวต่อตัวเพื่อให้เด็ก มีทักษะด้านต่าง ๆ มากขึ้น พอจะเข้าเรียนรวมชั้นปกติได้ 5.2 การสอนเด็กออทิสติก ควรเน้นทักษะที่จำ เป็น ได้แก่ ทักษะในการดำ รงชีวิตประจำวัน ทักษะการช่วยเหลือตนเอง ทักษะในการใช้ภาษาและการสื่อสาร ทักษะพื้นฐานที่จำ เป็นในการเรียนและ ทักษะที่จำ เป็นในการประกอบอาชีพ
88 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 5.3 การสอนทักษะทางภาษาควรเน้นการรับรู้ทางภาษา (Receptive Language) และ การแสดงออกทางภาษา (Exoeressuve Language) ซึ่งเริ่มต้นจากการฝึกให้เด็กแสดงออกทางภาษาใน ลักษณะง่าย ๆ ไม่สลับซับซ้อน 5.4 จัดกิจวัตรประจำวันให้เป็นระบบ และดำ เนินตามเดิมทุกวัน หากมีการเปลี่ยนแปลงจะ ต้องบอก และอธิบายให้เด็กเข้าใจอย่างชัดเจน 5.5 ใช้กระบวนการปรับพฤติกรรมควบคู่ไปกับการสอน 5.6 หลีกเลี่ยงการลงโทษหรือเปลี่ยนเป็นการให้แรงเสริมแทนการลงโทษเพราะการลงโทษ บางอย่างไม่เหมาะสำ หรับเด็กออทิสติก 5.7 การเรียนการสอนควรให้เพื่อนเป็นแบบอย่างให้มากที่สุดเท่าที่จะทำ ได้เพราะเด็ก ออทิสติกชอบเพื่อนที่มีอายุในวัยเดียวกัน 5.8 การจัดการเรียนการสอนควรเน้นทักษะทางสังคม และเลือกใช้วิธีปรับพฤติกรรมให้ เหมาะสมกับเด็กแต่ละคน 5.9 เมื่อพบว่าเด็กออทิสติกบางคนมีพฤติกรรมที่ผิดปกติมาก ครูจึงจำ เป็นต้องขอความ ช่วยเหลือจากผู้เชี่ยวชาญให้มาช่วยเหลือเด็กบางเวลาด้วย 5.10 เด็กออทิสติกบางคนอาจเรียนรู้ช้าและใช้เวลานานมาก ในการแสดงทักษะที่ง่าย ๆ ครู บางคนอาจลดเกณฑ์ในจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม และลดเนื้อหาวิชาลง เพื่อให้เด็กประสบความสำ เร็จในการ เรียนง่ายขึ้น 6. เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์ในชั้นเรียนรวม เด็กที่มีความบกพร่องทางพฤติกรรมหรืออารมณ์มีอยู่เป็นจำ นวนมากในชั้นเรียนรวมทั่วไป ทั้งที่แสดงปัญหาเด่นชัดและไม่เด่นชัด ครูควรคำ นึงถึงเทคนิคการจัดการเรียนการสอน ได้แก่ 6.1 กำ หนดกฎ ระเบียบ ตลอดจนกิจวัตรประจำวันในห้องเรียน ให้เป็นระบบให้ชัดเจนซึ่งควร มีความสัมพันธ์กับความสำ เร็จในการงาน เช่น เมื่อเด็กทำ งานเสร็จสมบูรณ์แล้วให้ไปอ่านหนังสือทำกิจกรรม ในมุมเงียบหรือมุมสงบก็ได้การจัดระบบดังกล่าวอาจได้ผลดีกว่าการที่ครูตะโกนใส่เด็กว่า“อย่าคุยกันในเวลา ทำ งาน” 6.2 ครูกำ หนดกฎ เพื่อควบคุมพฤติกรรมบางอย่าง ที่จะก่อให้เกิดปัญหาในห้องเรียน เช่น เมื่อเด็กต้องการตอบคำถามครูให้นักเรียนยกมือก่อนแล้วครูจะเลือกให้เด็กตอบ ไม่สามารถวิ่งมาสะกิดครู หรือต่างคนต่างร้องเรียกชื่อครูพร้อมกัน 6.3 การกำ หนดกฎ ระเบียบของห้องเรียน ควรกระทำตอนต้นภาคเรียนและชี้แจงให้นักเรียน ทุกคนเข้าใจตรงกันและปฏิบัติตาม 6.4 ถ้ามีนักเรียนบางคนที่ไม่เข้าใจกฎ ระเบียบ ให้ครูเลือกเด็กคนใดคนหนึ่งเป็นแบบอย่าง ให้นักเรียนที่ไม่เข้าใจปฏิบัติตามแบบอย่างจนกว่าเด็กจะเข้าใจ
89 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 6.5 ครูคอยตรวจสอบว่านักเรียนปฏิบัติตามกฎ ระเบียบ หรือไม่ และให้แรงเสริมทางบวก เมื่อนักเรียนปฏิบัติตามที่กำ หนดไว้ 6.6 ถ้านักเรียนไม่ปฏิบัติตามคำสั่ง หรือใช้คำ พูดไม่เหมาะสมกับครูหรือเพื่อน ครูควรวิเคราะห์ พฤติกรรมของเด็กก่อน แล้วจึงพิจารณาดำ เนินการต่อไป 6.7 ถ้านักเรียนทะเลาะวิวาทหรือชกต่อยกัน ครูจะต้องจับเด็กแยกออกจากกันทันที หลังจากนั้นครูอาจให้นักเรียนศึกษาแบบอย่างพฤติกรรมที่ถูกต้องจากเด็กอื่น ๆแล้วให้ปฏิบัติตามแบบอย่างนั้น 6.8 หากนักเรียนทำแบบฝึกหัดหรือทำการบ้านไม่ได้ครูอาจเลือกใช้วิธีอื่น เช่น สอนโดยยึด ความสนใจของนักเรียนเป็นหลัก นำวิธีการให้แรงเสริมมาใช้อย่างเป็นระบบ หรือครูอาจหา “คู่หู” ซึ่งจะทำ หน้าที่คอยช่วยเหลือ ครูควรนำวิธีการปรับพฤติกรรมมาใช้อย่างเป็นระบบ 7. เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ในชั้นเรียนรวม เด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้(Learning Disabilities ใช้ชื่อย่อว่า LD) และเด็กสมาธิสั้น (Attention Deficit) ใช้ชื่อย่อว่า ADD หรือ Attention Deficit Hyperactive Disorder (ใช้ชื่อย่อว่า ADHD) มีอยู่ถึงร้อยละ 5 ของประชากรเด็กในวัยเรียน และในจำ นวนเด็กที่มีความต้องการพิเศษนั้นเด็กที่มีความ บกพร่องทางการเรียนรู้(LD) มีจำ นวนมากที่สุด ซึ่งครูควรทำความเข้าใจและใช้เทคนิคการจัดการเรียนการ สอนให้เหมาะสม ได้แก่ 7.1 ให้โอกาสเด็กได้มีบทบาทในการวางแผนการเรียนด้วยเช่น ให้โอกาสเด็กเลือกได้บ้างว่า เด็กชอบเรียนอะไร และไม่ชอบเรียนอะไร 7.2 ใช้เทคนิคเสริมแรงทางบวกเช่น ชมเชยเด็กเมื่อเด็กมีสมาธิดีขึ้นกว่าเดิมและควรเปลี่ยน สิ่งเสริมแรง (Reinforces) บ่อย ๆ เพื่อให้สิ่งเสริมนี้คงคุณค่าในการเสริมแรงอยู่ ได้นาน 7.3 อธิบายให้เด็กเข้าใจว่าพฤติกรรมใด เป็นพฤติกรรมที่ดีควรแสดงออก พฤติกรรมใด ไม่เป็นที่ยอมรับของสังคม เด็กไม่ควรแสดงออกและครูไม่ต้องการให้เด็กแสดงออก 7.4 ครูควรนำ เทคนิคในการปรับพฤติกรรมมาใช้อย่างเป็นระบบ 7.5 ครูควรขอคำแนะนำและปรึกษาหารือกับผู้ปกครอง หรือผู้เชี่ยวชาญ เพื่อได้ช่วยเด็กเรียนรู้ ได้อย่างมีประสิทธิผลยิ่งขึ้น 8. เทคนิคการสอนเด็กพิการซ้อนในชั้นเรียนรวม ครูควรดำ เนินการดังนี้ 8.1 ปรึกษาหารือกับผู้ปกครองและเพื่อนครูเพื่อหาจุดอ่อน และระดับความสามารถของเด็ก 8.2 ทำความเข้าใจกับปัญหาทางพฤติกรรมของเด็กให้ชัดเจน 8.3 กำ หนดเป้าหมายและทักษะของเด็กที่ต้องการพัฒนาให้ชัดเจน 8.4 จัดทำแผนการจัดการศึกษาเฉพาะบุคคล (IEP) 8.5 สอนตามแผนที่กำ หนด และพัฒนายุทธศาสตร์การสอน ตามความก้าวหน้าของเด็ก
90 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) 9. เทคนิคการสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษาในชั้นเรียนรวม เทคนิควิธีการสอน เด็กที่มีความบกพร่องทางการพูดและภาษาที่ออกเสียงผิด ควรจะตรวจสอบ ดูก่อนว่า เด็กพูดผิดในการออกเสียงอะไรบ้าง แล้วแก้ที่เสียงพยัญชนะหรือสระนั้นโดยเฉพาะ และจะต้อง ฝึกหายใจให้ถูกต้องฝึกการวางอวัยวะในการพูดให้ถูกต้องฝึกการเปล่งเสียงให้ถูกต้องการแก้ไขจะได้ผลถ้า เด็กได้รับการฝึกอย่างอื่นควบคู่กันไปด้วย ได้แก่ 9.1 การฝึกฟัง( AuditoryTraining)การฝึกฟังเป็นสิ่งจำ เป็นสำ หรับการเรียนภาษาเป็นการ ฝึกหูให้คุ้นเคยกับเสียงต่างๆ เสียงสระและเสียงพยัญชนะ การได้ยินที่ดีนำ ไปสู่การพูดที่ดีการแก้ไขการพูด จะได้ผลยิ่งขึ้นถ้าเด็กทราบว่า การจะออกเสียงพยัญชนะและสระแต่ละเสียงนั้นทำอย่างไร ใช้อวัยวะส่วน ใดบ้าง เช่น เสียง ป ใช้ริมฝีปากทั้งสองข้าง เสียง ง ใช้โคนลิ้น การบริหารลิ้น ลิ้นเป็นอวัยวะที่สำคัญมากใน การพูดการอ่านออกเสียงพยัญชนะแทบทุกตัวต้องใช้ลิ้น จึงมีความจำ เป็นต้องบริหารลิ้น กระทำ ได้โดยการ ฝึกม้วนลิ้นไปมาม้วนลิ้นจากด้านข้างเข้าหาส่วนกลางแลบลิ้นออกมาให้ยาวที่สุดกดลิ้นเข้ากับเพดาน ยกโคนลิ้น ขึ้นลง รัวปลายลิ้นกับริมฝีปาก ฟัน ปุ่มเหงือกและเพดานแข็ง 9.2 การเล่นเกมส์ธรรมชาติของเด็กชอบเล่นอยู่แล้ว ถ้าให้เล่นเกมส์ที่ต้องใช้ในการพูดแล้ว จะทำ ให้เด็กมีโอกาสพูดยิ่งขึ้น เกมส์ที่เลือกควรเหมาะกับวัยของเด็กและการพูดเป็นส่วนสำคัญ เกมส์ที่ใช้ ฝึกเสียง ป ได้แก่ เกมส์การเป่าต่างๆ เช่น เป่ากระดาษ เป่ายางยืด เป่านุ่น เป็นต้น 9.3 เด็กที่มีความบกพร่องพูดติดอ่าง การพยามยามให้เด็กพูด แม้เด็กจะติดอ่างก็ตาม ควรให้เด็กร่วมกิจกรรมตามปกติการพูดติดอ่างนั้นไม่ใช่เรื่องร้ายแรงสามารถแก้ไขได้บางทีขึ้นอยู่กับอวัยวะ ของเด็ก บางครั้งเมื่อเด็กโตขึ้นการแก้ไขต่างๆ ก็ง่ายขึ้นและหายไปได้ในที่สุด 9.4 เด็กที่มีความบกพร่องเสียงพูดผิดปกติสอนฝึกเด็กผ่อนคลายกล้ามเนื้อและการหายใจ ให้ถูกต้อง การฝึกระดับเสียงควรใช้เครื่องดนตรีเข้าช่วย ให้เด็กฝึกเสียง 3 ระดับคือ สูง กลาง ต่ ำ ก่อนแล้ว ฝึกความดังของเสียงโดยการฝึกออกเสียงกระซิบ ฝึกเสียงเบา ฝึกเสียงดังด้วยการตะโกน แต่ถ้าคุณภาพของ เสียงไม่ดีเพราะเส้นเสียงผิดปกติก็เป็นหน้าที่ของแพทย์ที่จะช่วยผ่าตัด 9.5 เด็กที่มีความบกพร่องด้านการพูดอันเนื่องมาจากปากแหว่งเพดานโหว่ควรแก้ไขข้อบกพร่อง ทางร่างกายก่อน โดยการผ่าตัดใช้เพดานเทียม เมื่อเด็กยังมีอายุน้อย หลังจากผ่าตัดแล้วสิ่งที่ควรกระทำคือ ฝึกการเป่าลมซึ่งจะช่วยให้เด็กควบคุมลมที่ผ่านออกมาได้ฝึกการหายใจการเปล่งเสียงสระ พยัญชนะ และ การฝึกพูดเป็นคำ 9.6 เด็กที่มีความบกพร่องด้านการพูดช้า ควรหาสาเหตุก่อนว่าการพูดช้าเนื่องมาจากความ บกพร่องทางด้านใดหรือไม่ เช่น การได้ยิน การมองเห็น เป็นต้น โดยเด็กที่มีความบกพร่องด้านการพูดช้า ควรฝึกดังนี้ - การฟัง ให้เด็กฟังให้มาก - จัดประสบการณ์ให้เด็กมีโอกาสพูด
91 แนวทางการพัฒนาสถานศึกษาต้นแบบการเรียนรวม (Inclusive schools) - ใช้รูปภาพ หุ่น และอุปกรณ์อื่นๆที่เด็กสนใจ กระตุ้นให้เด็กพูดและสอนให้เด็กเข้าใจ ในความหมาย - ให้เด็กเล่าประสบการณ์เกี่ยวกับความรู้สึกหรือสิ่งที่ได้พบเห็นมา 9.7 หลักการจัดการเรียน จัดโปรแกรมการแก้ไขการพูดขึ้นในโรงเรียน สำรวจเด็กว่าเด็กคนไหน มีปัญหาด้านการพูดที่ควรได้รับการแก้ไขบ้างและมีปัญหาทางด้านใดดำ เนินการให้เป็นไปตามแผนการแก้ไข การพูด ทำ ประวัติและระเบียนการแก้ไขปัญหาการพูด ทดสอบและวิเคราะห์ปัญหาด้านการพูดของเด็ก ให้ความร่วมมือในการแก้ไขการพูดกับบุคลากรอื่น ให้ความร่วมมือและให้คำ ปรึกษาแก่ผู้ปกครองของเด็ก ส่งเด็กไปยังสถาบันที่เกี่ยวข้องเมื่อจำ เป็น ประเมินผลหลังการจัดการเรียนการแก้ไขการพูด 9.8 สื่อการสอน เกมส์ต่างๆ ที่มีความเหมาะสมกับวัยเด็กเครื่องดนตรีCD ฝึกการพูด หนังสือ การ์ตูน นิทาน บทเรียนง่ายๆ รูปภาพ หุ่น และอุปกรณ์อื่นๆที่เด็กสนใจเพื่อกระตุ้นให้เด็กพูด เครื่องมือช่วย ในการฝึกพูด เครื่องมือสื่อสารด้วยเสียง การสร้างแรงจูงใจในการเรียนในห้องเรียนรวม พ่อแม่และครูมักประสบปัญหาเด็กปฏิเสธการอ่านเขียน เป็นเพราะเขารู้สึกว่ามันยาก จึงดูคล้าย เด็กขี้เกียจ ไม่มีความพยายาม เมื่อพ่อแม่พยายามกดดัน ตำ หนิเด็กบ่อยๆ เด็กมักลนลานและปฏิเสธว่า “ทำ ไม่ได้” “มันยาก” ดังนั้นพ่อแม่และครูจำ เป็นต้องสร้างแรงจูงใจในการอ่านการเขียนให้แก่เด็ก อาจลอง ปฏิบัติดังนี้ 1. ลองหาจุดเด่นในตัวเด็ก ส่งเสริมให้เด็กได้ใช้อย่างเต็มที่ 2. เด็กชอบให้พูดดีๆ และต้องการคำชม ดังนั้นไม่ควรพูดตำ หนิหรือพูดแดกดันเด็ก 3. ให้รางวัลหรือชมเชยเมื่อเด็กทำ ได้สำ เร็จ ทำ ได้ถูกต้องหรือพยายามทำ 4. เมื่อเด็กทำผิด อย่าทำ ให้เด็กเสียหน้าบ่อย ๆ อาจเตือนเด็กด้วยการสัมผัสหรือแตะตัวเบา ๆ ซึ่งจะช่วยเด็กได้มาก 5. ควรเริ่มต้นสอนในสิ่งที่เด็กอยากรู้ 6. กำ หนดจุดประสงค์ในการเรียนรู้ในแต่ละวิชาหรือชั่วโมงให้ชัดเจน 7. เริ่มต้นในสิ่งที่ง่าย นำ ไปสู่บทเรียนที่ยาก 8. ให้เด็กสนุกกับการอ่าน การเขียน ผ่านการทดสอบแบบไม่เป็นทางการ 9. ให้เด็กสนุกกับการสะกดคำ หาความหมายของคำศัพท์ 10. ไม่ควรเร่งเด็กเกินไป เพราะจะทำ ให้เด็กลนแล้วทำ ไม่ได้ 11. เกณฑ์วัดความก้าวหน้า อาจต้องกำ หนดเป็นเกณฑ์ย่อย ๆ เพื่อให้เด็กรับรู้ว่าตนเองทำ ได้