The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ณัฐกุล-ชอบใจ-ดุษฎีนิพนธ์-ฉบับสมบูรณ์

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pu_wa, 2022-08-03 05:30:51

ณัฐกุล-ชอบใจ-ดุษฎีนิพนธ์-ฉบับสมบูรณ์

ณัฐกุล-ชอบใจ-ดุษฎีนิพนธ์-ฉบับสมบูรณ์

37

-มีความสำคัญต่อการศึกษาในระดับอุดมศึกษา ซึ่งผู้ที่มีทักษะในการใช้หรือการรู้ข้อมูล
สารสนเทศที่เข้ามาเรียนในระดับอุดมศึกษาบางคนมีความสามารถในการใช้สารสนเทศอย่างจำ กัด
ส่งผลให้มีอุปสรรคในการรวบรวมข้อมูล ค้นคว้า วิจัย อันจะนำไปสู่การวิเคราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลใน
ระดับที่ยากขึ้นได้ยาก ในขณะที่นักศึกษาบางคนอาจมีความรู้พื้นฐานในการรู้สารสนเทศก็จะทำให้
สามารถค้นคว้าข้อมลู วิเคราะห์ สงั เคราะหไ์ ดอ้ ยา่ งถูกวิธี ดงั นัน้ การรู้สารสนเทศจงึ เป็นทักษะสำคัญท่ี
จะทำให้ผู้เรยี นประสบผลสำเรจ็ ในการเรยี น

-ทักษะการรู้สามารถสนเทศจะช่วยให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้ตลอดชีวิต เรียนรู้ได้ด้วย
ตนเอง สามารถนำข้อมลู ท่คี น้ คว้ามาแก้ปญั หาได้อยา่ งมีวิจารณญาณ

-ทักษะการรู้สารสนเทศจะช่วยให้นักเรียนนักศึกษาประสบความสำเร็จในเป้าหมายของ
ตนเองไดก้ วา้ งขึน้

2. ความสำคัญต่อสังคม (Social Utility)
-การเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายของแหล่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ ทำให้การรู้
สารสนเทศมีความจำเป็นเพิ่มขึ้น เนื่องจากปัจจุบันมีข้อมูลสารสนเทศเป็นจำนวนมาก ซึ่งข้อมูล
เหล่านั้นเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว ดังนั้นผู้ที่รู้สารสนเทศจะต้องมีความสามารถในการค้นคว้าข้อมูลจาก
แหลง่ ที่ถูกตอ้ ง เชอ่ื ถอื ได้และสามารถนำข้อมูลไปใช้ได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ
-ช่วยให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาและทักษะการคิด เช่น การถามคำถามและการหา
คำตอบ การค้นคว้าข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การประเมินค่าแหล่งข้อมูล และการตัดสินใจ ช่วย
ให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ เป็นผู้ให้ที่มีประสิทธิภาพ มีความมั่นใจในตนเองและเป็นพลเมืองที่มี
ความรับผิดชอบ
-ทักษะการรูส้ ารสนเทศ เป็นสิง่ สำคัญที่จะสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นผู้ท่มี ีความรับผิดชอบ
มีระเบียบวินัย มีความรอบคอบที่จะจัดการข้อมูลได้อย่างถูกต้อง สามารถแยกแยะได้ว่าข้อมูลใด
ถกู ต้อง เปน็ จริง มคี วามน่าเชื่อถือไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
-มีความสำคัญต่อสังคม เพราะการรู้สารสนเทศเป็นองค์ประกอบที่สำคัญที่จะช่วยพัฒนา
มนุษย์ให้มีความเจริญก้าวหน้าและก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ
พลเมอื ง สังคมส่วนรวม และการเรยี นรู้ตลอดชีวติ
2.3.3 ทัศนะเกี่ยวกับลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้สารสนเทศ (The Characteristic
of Information Literacy Skills)
Bainton (2001) ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของการรู้สารสนเทศว่าเกิดจากความสามารถใน
การใช้หอ้ งสมดุ และความสามารถในการใช้คอมพวิ เตอร์ทงั้ สองอย่างน้ีมารวมกัน แบง่ ได้ 7 ดา้ นดงั นี้
1) ความสามารถในการรับร้คู วามตอ้ งการข้อมูลเพม่ิ เติม
2) ความสามารถในการเลือกเสน้ ทางและแหล่งสืบค้นท่เี ข้าถึงไดร้ วดเร็ว
3) ความสามารถในการวางแผนการสบื คน้
4) ความสามารถในการเข้าถงึ ขอ้ มูล
5) ความสามารถในการเปรียบเทยี บและประเมนิ ข้อมลู
6) ความสามารถในการจัดการ ประยุกต์ใช้งาน และสื่อสารข้อมูลในสถานการณ์ท่ี
เหมาะสม

38

7) ความสามารถในการนำขอ้ มูลมาสงั เคราะห์เพ่อื สร้างองคค์ วามรใู้ หม่
SUNY Council of Library Directors Information Literacy Initiative ( 2 0 0 3 )
ได้เสนอคณุ ลักษณะและความสามารถในการรสู้ ารสนเทศของบุคคล ดงั น้ี
1) ตระหนักถึงความจำเป็นของสารสนเทศ
2) สามารถกำหนดขอบเขตของสารสนเทศท่ีจำเป็น
3) เข้าถึงสารสนเทศไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ
4) ประเมนิ สารสนเทศและแหลง่ สารสนเทศได้
5) นำสารสนเทศท่คี ัดสรรแล้วส่พู ื้นความรู้เดมิ ได้
6) มีประสิทธิภาพในการใช้สารสนเทศได้ตรงตามวตั ถปุ ระสงค์
7) เข้าใจประเดน็ ทางเศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม และกฎหมายในการใช้สารสนเทศ
8) เข้าถึงสารสนเทศได้อย่างมจี รยิ ธรรมและถกู กฎหมาย
9) แบง่ ประเภทจัดเกบ็ และสร้างความเหมาะสมให้กับสารสนเทศท่ีรวบรวมไว้
10) ตระหนักว่าการรสู้ ารสนเทศช่วยให้เกิดการเรยี นรู้ตลอดชีวิต
Australian and New Zealand Institute for Information Literacy ( Bundy,
2004) ได้กำหนดคณุ ลักษณะของผทู้ ่ีมีการรู้สารสนเทศไวจ้ ะต้องมีความสามารถ 6 ดา้ น ไดแ้ ก่
1) ความสามารถในการรับรถู้ ึงความต้องการและปรมิ าณของข้อมลู เพ่ิมเติม
2) ความสามารถในการคน้ หาข้อมลู ท่ีต้องการได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ
3) ความสามารถในการประเมินข้อมลู และกระบวนการคน้ หาอยา่ งมวี จิ ารณญาณ
4) ความสามารถในการจัดเกบ็ หรอื สรา้ งข้อมลู
5) ความสามารถในการประยกุ ต์ขอ้ มูลเกา่ และใหม่เข้าด้วยกันเพ่ือสร้างความเข้าใจใหม่
6) ความสามารถในการใช้ข้อมูลให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ถูกต้องตามหลักจริยธรรม
7) วัฒนธรรม สังคมและกฎหมาย
Singh (2010) ได้กล่าวว่า United Nations Educational, Scientific and Cultural
Organization หรือ UNESCO ไดเ้ ลง็ เหน็ ถึงความสำคัญของการรูส้ ารสนเทศกับคุณภาพการเรียนของ
ประชากรทว่ั โลก ไดก้ ำหนดคณุ ลกั ษณะของผู้ที่มีการร้สู ารสนเทศไว้ 6 ด้าน คือ
1) ความสามารถในการกำหนดและนิยามข้อมลู ท่ตี ้องการ
2) ความสามารถในการค้นหาและเขา้ ถงึ แหล่งขอ้ มลู
3) ความสามารถในการประเมนิ ความน่าเชอ่ื ถอื และเนื้อหาสาระของข้อมลู
4) ความสามารถในการจัดการกับข้อมูลทคี่ น้ พบ
5) ความสามารถในการใชข้ อ้ มลู
6) ความสามารถในการติดต่อสอ่ื สารและจริธรรมในการใช้ข้อมูล
ในเว็บไซตข์ อง Thoughtful Learning (n.d.) กล่าวถึงลกั ษณะของการรู้สารสนเทศว่า
ผูเ้ รียนต้องสามารถทำงานได้อยา่ งมีประสิทธิภาพกับข้อมลู โดยใช้ทฤษฎีการเรียนของบลูม (Bloom’s
Taxonomy) ท้งั หมดมาใช้ (ความรคู้ วามจำ, ความเขา้ ใจ, การประยุกต์, การวเิ คราะห,์ การสังเคราะห์,
การประเมินค่า และการสร้างสรรค์) การรู้สารสนเทศมีความเกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานที่มี เช่น

39

การอ่าน การค้นคว้า และการเขยี น ท้งั นีว้ ิธีการอ่านและเขยี นด้วยวิธีการใหม่ ๆ จะนำมาซึ่งทักษะใหม่ ๆ
ไดเ้ ชน่ กนั

การบริโภคข้อมลู ผู้เรยี นจำเปน็ ตอ้ งได้รับทักษะใหม่ ๆ เพ่อื รับมือกับข้อมลู จำนวนมากมาย
ในปัจจุบัน โดยเมื่อก่อนนี้ ข้อมูลข่าวสารที่ผู้เรียนพบเจอได้ถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการไม่ว่าจะเป็น
หนังสอื หนังสอื พิมพ์ นติ ยสาร และรายการโทรทัศน์ลว้ นเปน็ ข้อมลู ท่ีผา่ นกระบวนการโดยผู้เช่ียวชาญ
ปจั จุบันข้อมลู จำนวนมากได้ทำขึ้นโดยมือสมัครเลน่ ข้อมลู บางส่วนกส็ ามารถเชอื่ ถอื ได้แตส่ ว่ นใหญ่ก็ไม่
สามารถเชื่อถือได้ ผู้เรียนต้องทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการโดยตรวจสอบข้อมูลและตรวจตรากับ
แหล่งข้อมูลอื่น ๆ ตรวจสอบดูความลำเอียง ความล้าหลงั ของข้อมลู หรอื ข้อผิดพลาดทเ่ี กิดข้ึน ผู้เรียน
จำเป็นต้องมองข่าวสารว่าเป็นเครื่องมือในการสื่อสารโดยมีผู้ส่งสาร หัวเร่ือง วตั ถปุ ระสงค์ ส่ือกลางใน
การส่ือสาร ผ้รู ับสาร และเน้ือหาของขอ้ มูล

การผลิตข้อมูล ในอดีตผู้เรียนเกือบทั้งหมดเป็นผู้บริโภคข้อมูล เมื่อผู้เรียนเหล่านั้นผลิต
ข้อมูลขึ้นก็มักจะมีผู้รับสารเพียงผู้เดียวคือครูหรืออาจารย์ของพวกเขา และมันทำขึ้นเพื่อคะแนนใน
วิชาเรียนเท่านั้นเอง ดังนั้น ข้อมูลจึงไม่ได้ทำขึ้นเพื่อการสื่อสารที่แท้จริงและผู้เรียนมองเพียงว่าการ
เขยี นงานเหล่าน้นั เปน็ เพียงเพื่อการศกึ ษาเท่านนั้ เอง ปจั จุบันการเขยี นถอื เปน็ วิธีการหลักสำคัญในการ
สื่อสาร การเขียนสามารถนำไปใช้ได้กับโลกปัจจุบันและยังมีความสำคัญอีกด้วย ผู้เรียนจำเป็นต้องมี
ความเขา้ ใจว่าส่ิงที่พวกเขาไดเ้ ขยี นลงไปนน้ั สามารถสร้างสิง่ ทด่ี งี ามไดเ้ ป็นอย่างมากและในทางกลับกัน
ก็สามารถสร้างผลเสียได้มากมายในโลกปจั จุบันเช่นกัน เหล่านี้แสดงให้เห็นวา่ สิ่งที่พวกเขาได้สร้างขน้ึ
นั้นมีผลต่อโลกมากเพียงใด ผู้เรียนจำเป็นต้องรับบทบาทเป็นนักเขียนที่มีความเช่ียวชาญและต้อง
เรียนรูก้ ารเป็นผผู้ ลติ ทม่ี ปี ระสทิ ธภิ าพและมจี รยิ ธรรมด้วย

ในเว็บไซต์ของ Libguides Willamette Edu (n.d.) ได้กล่าวถึงลักษณะของบุคคลที่มี
ทักษะการรับรู้ข้อมูลตามท่ีสมาคมห้องสมุดแห่งอเมริกาได้ให้ความหมายของการรับรู้ข้อมูลไว้ว่าเป็น
ความสามารถของบคุ คลท่ี “ระลกึ ไดว้ า่ เม่ือไรทตี่ ้องการใช้ข้อมลู และสามารถระบุตำแหน่ง ประเมินผล
และใชข้ อ้ มลู ไดอ้ ย่างมีประสทิ ธภิ าพ” บคุ คลท่ีมีทักษะการรับรู้ขอ้ มูลจะสามารถ:

1. กำหนดถึงธรรมชาตแิ ละขอบเขตของขอ้ มูลทีต่ ้องการได้
-ตั้งคำถามและกลนั่ กรองคำถามในงานวจิ ยั ได้
-ระบแุ นวคิดสำคัญและศพั ท์เฉพาะทจ่ี ำเป็นในการคน้ หาขอ้ มูลได้
-ตรวจสอบและประเมนิ ค่าแหล่งข้อมลู ทมี่ ีคณุ ภาพและตรงกับวตั ถุประสงค์ในการวิจัยได้

2. เขา้ ถงึ ข้อมลู ได้อยา่ งมปี ระสทิ ธิภาพและประสิทธิผล
-แยกแยะคำสำคัญต่าง ๆ หัวข้อ และเข้าใจในลักษณะของสารสนเทศได้
-แยกแยะข้อมลู ปฐมภมู ิและทุติยภูมิได้
-ใช้กระบวนการในการคน้ หาข้อมลู ที่หลากหลายได้
-ใชก้ ารจดั เรยี งลำดบั ของหอ้ งสมดุ ในการค้นหาข้อมูลได้

3. ประเมินคา่ ข้อมูลและแหล่งของข้อมูลได้
-ระบคุ วามถูกต้องของข้อมูลโดยการตระหนักถงึ แหลง่ ที่มาของขอ้ มลู
-วเิ คราะห์ข้อจำกดั ของเครอื่ งมือและกระบวนการท่ีใชใ้ นการรวบรวมข้อมูล
-ตรวจสอบความแตกต่างทางความคิดเห็นของขอ้ มูล

40

4. รวบรวมข้อมูลอยา่ งมีจรยิ ธรรมและอย่างสุจรติ
-ดงึ ข้อมูลและจดั การกบั ข้อมูลคลอบคลุมในหัวข้อและหลากหลายรปู แบบได้
-เข้าใจเร่อื งลิขสิทธทิ์ างปัญญา ลิขสิทธิ์ และความซ่ือสัตยใ์ นการใช้ขอ้ มลู
-อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลได้อย่างเหมาะสมตามรูปแบบโดยไม่คัดลอกผลงานหรือ

บดิ เบอื นขอ้ มูล
ทักษะการรับรู้ข้อมูลสารสนเทศมีความสำคัญเพิ่มมากขึ้นอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ก้าวทันกับ

เทคโนโลยีข้อมูลข่าวสาร จำนวนข้อมูลมีอยู่อย่างมากมายและหลากหลายมากกว่าที่เคยซึ่งตัวเราต้อง
รับสารเหล่านั้นอย่างไมห่ มดส้ินไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษา การทำงาน หรือชวี ิตส่วนตัว ขอ้ มลู ข่าวสาร
น้นั สามารถเข้าถงึ ได้จากหอ้ งสมดุ แหลง่ เรยี นรชู้ ุมชน หนว่ ยงานหรอื องคก์ รเฉพาะด้าน สอ่ื ต่าง ๆ และ
อินเทอร์เน็ต การเพิ่มขึ้นของจำนวนข้อมูลเหล่านี้ไม่ได้ผ่านการคัดกรองมาเลยทำให้เกิดคำถามถึง
ความถูกต้องและน่าเชื่อถือของข้อมูล ข้อมูลมาในรูปแบบที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็นแผนภูมิกราฟ
การรับฟัง และตัวอักษร สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ท้าทายให้ตัวเราได้ประมวลผลและทำความเข้าใจ
กบั มนั

การเพ่ิมขึ้นของจำนวนข้อมูลมากมายมหาศาลไม่ได้ช่วยทำให้ประชากรไดร้ ับข้อมูลมากขึ้น
หากปราศจากกระบวนการที่จำเป็นในการนำข้อมูลเหล่านั้นไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ การรับรู้
ข้อมูลเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต มันพื้นฐานทั่วไปของการฝึกฝนในทุกศาสตร์การเรียนรู้
และทุกระดับทางการศึกษา และมันยังช่วยให้ผู้เรียนบรรลุในเนื้อหาและสามารถศึกษาเชิงลึกจน
สามารถทำการเรียนร้ไู ดโ้ ดยตนเองและจัดกระบวนการเรียนรขู้ องตนเองไดท้ ั้งหมด

Alter (1996) ได้กลา่ วถงึ คณุ ลกั ษณะของสารสนเทศทด่ี ีวา่ ควรมีคณุ ลักษณะดังต่อไปน้ี
1) สารสนเทศที่ดีต้องมคี วามความถูกตอ้ ง (Accurate) และไม่มคี วามผิดพลาด
2) ผู้ทีม่ สี ิทธใิ ชส้ ารสนเทศสามารถเขา้ ถึง (Accessible) สารสนเทศได้ง่าย ในรูปแบบ และ
เวลาทเ่ี หมาะสม ตาม ความตอ้ งการของผู้ใช้
3) สารสนเทศตอ้ งมคี วามชัดเจน (Clarity) ไม่คลุมเครือ
4) สารสนเทศท่ีดีต้องมีความสมบูรณ์ (Complete) บรรจุไปด้วยข้อเท็จจริงที่มีสำคัญ
ครบถ้วน
5) สารสนเทศต้องมีความกะทัดรัด (Conciseness) หรอื รดั กมุ เหมาะสมกับผ้ใู ช้
6) กระบวนการผลิตสารสนเทศต้องมีความประหยัด (Economical) ผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจ
มักจะตอ้ งสร้างดุลยภาพ ระหวา่ งคณุ ค่าของสารสนเทศกับราคาท่ใี ชใ้ นการผลิต
7) ต้องมีความยึดหย่นุ (Flexible) สามารถในไปใช้ในหลาย ๆ เปา้ หมาย หรือวัตถปุ ระสงค์
8) สารสนเทศที่ดีต้องมีรูปแบบการนำเสนอ (Presentation) ที่เหมาะสมกับผู้ใช้ หรือผู้ท่ี
เก่ียวขอ้ ง
9) สารสนเทศที่ดตี ้องตรงกับความตอ้ งการ (Relevant/Precision) ของผ้ทู ่ที ำการตดั สินใจ
10) สารสนเทศที่ดีต้องมีความนา่ เชื่อถือ (Reliable) เช่น เป็นสารสนเทศที่ได้มาจากกรรมวิธีรวบรวม
ทนี่ ่าเชือ่ ถอื หรอื แหล่ง (Source) ทนี่ ่าเชอื่ ถอื เปน็ ตน้
11) สารสนเทศที่ดีควรมีความปลอดภัย (Secure) ในการเข้าถึงของผู้ไม่มีสิทธิใช้
สารสนเทศ

41

12) สารสนเทศที่ดีควรง่าย (Simple) ไม่สลับซับซ้อน มีรายละเอียดที่เหมาะสม (ไม่มาก
เกินความจำเปน็ )

13) สารสนเทศทีด่ ตี ้องมคี วามแตกตา่ ง หรือประหลาด (Surprise) จากข้อมูลชนดิ อ่นื ๆ
14) สารสนเทศที่ดีต้องทันเวลา (Just in Time : JIT) หรือทันต่อความต้องการ (Timely)
ของผู้ใช้ หรอื สามารถสง่ ถงึ ผูร้ ับได้ในเวลาที่ผู้ใชต้ อ้ งการ
15) สารสนเทศที่ดีต้องเป็นปัจจุบัน (Up to Date) หรือมีความทันสมัย ใหม่อยู่เสมอ มิ
เชน่ นนั้ จะไม่ทันต่อการ เปลย่ี นแปลงที่ดำเนนิ ไปอย่างรวดเร็ว
16) สารสนเทศที่ดีต้องสามารถพิสูจน์ได้ (Verifiable) หรือตรวจสอบจากหลาย ๆ แหล่ง
ได้ว่ามคี วามถกู ต้อง
นอกจากนั้นสารสนเทศมีคุณสมบัติที่แตกต่างไป 4 ประการคือ สารสนเทศใช้ไม่หมดไม่
สามารถ ถา่ ยโอนได้ แบ่งแยกไมไ่ ด้แตส่ ามารถสะสมเพ่ิมพูนได้ หรืออาจสรุปไดว้ ่าสารสนเทศท่ีดีต้องมี
คุณลักษณะครบ 4 ด้าน คือ 1) ด้านเวลา หมายถึง มีความเป็นปัจจุบัน ทันเวลาและทันสมัย 2) ด้าน
เนื้อหา หมายถึง มีความถูกต้อง น่าเชื่อถือ ยืดหยุ่นได้มีความเที่ยงตรง ตรงต่อความต้องการและ
สามารถตรวจสอบได้ 3) ด้านรูปแบบ หมายถึง มีความชัดเจน กะทัดรัด และ 4) ด้านกระบวนการ
หมายถงึ สามารถขา้ ถงึ ไดแ้ ละมีความปลอดภยั
กล่าวโดยสรุป ทักษะการรู้สารสนเทศ (The Characteristics Information Literacy
Skills) ตามทศั นะตา่ ง ๆ ดงั กล่าวขา้ งตน้ มลี ักษณะดังตอ่ ไปน้ี
1. ลักษณะของผมู้ ีทักษะการรสู้ ารสนเทศทดี่ ี
- ผู้ที่มีลักษณะของการรู้สารสนเทศจะมีความสามารถในการเข้าถึงข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่าง

เปน็ ขั้นตอน สามารถต้ังขอบเขตในการศึกษาหาข้อมูลได้ สามารถเขา้ ถึงข้อมูลได้อย่างมี
ประสิทธภิ าพ ประเมินค่าของข้อมูลและแหล่งข้อมลู ได้
- การที่จะใช้ข้อมูลได้อย่างถูกต้องและไม่ละเมิดลิขสิทธิ์ ผู้มีทักษะสารสนเทศที่ดีจะต้อง
สามารถรวบรวมข้อมูลได้อย่างเป็นระบบและใช้ข้อมูลที่ได้มาอย่างถูกต้องไม่ละเมิด
ข้อมลู ของผู้อนื่
- การเรียนรู้ทักษะใหม่ ๆ จะช่วยให้ผู้รู้สารสนเทศมีทักษะในการรู้สารสนเทศมากยิ่งขึ้น
- การที่จะใช้ข้อมูลที่ได้จากการศึกษาค้นคว้า จะต้องรู้จักใช้ข้อมูลบนพื้นฐานของ
จริยธรรม
- การเป็นผู้รสู้ ารสนเทศทด่ี จี ะต้องมคี วามตระหนักการเรยี นรู้ตลอดชวี ิต
- ทกั ษะการจดั การขอ้ มูลที่ดเี ป็นทกั ษะสำคัญทีผ่ ู้รูส้ ารสนเทศทีด่ คี วรมี
- ผู้รสู้ ารสนเทศท่ดี ีควรมคี วามสามารถคน้ หาข้อมูลเพ่ิมเติมจากข้อมูลเดิมท่ีมีอยู่เพื่อนำมา
เปรยี บเทียบและวิเคราะหส์ ารสนเทศอย่างเหมาะสม
- ผู้รู้สารสนเทศที่ดีต้องมีความเข้าใจในประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม
และกฎหมายในการใชส้ ารสนเทศ
- ผูร้ สู้ ารสนเทศที่ดีต้องมีความสามารถในการปรับใช้ข้อมลู ใหเ้ หมาะสมกับสภาพแวดล้อม
ให้ถกู ต้องตามหลักจรยิ ธรรม สังคมและวัฒนธรรม

42

- การรู้สารสนเทศเป็นพื้นฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิต ผู้รู้สารสนเทศที่ดีต้องมีความ
สนใจ ฝักใฝ่ค้นคว้าอยู่อย่างสม่ำเสมอ ต้องมีใจเที่ยงธรรมสามารถประเมินสารสนเทศ
ไดอ้ ยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

- ผู้มีทักษะการรู้สารสนเทศที่ดีจะต้องมีความรู้ในการใช้ห้องสมุด ควบคู่กับการใช้
เทคโนโลยหี รือคอมพวิ เตอร์เพื่อจัดการสารสนเทศทตี่ ้องการ

- ผู้รู้สารสนเทศที่ดีต้องรู้จักเลือกแหล่งในการค้นคว้าสารสนเทศ ทั้งเพื่อความสมบูรณ์
แม่นยำและเปน็ เอกภาพของสารสนเทศทีต่ ้องการ

2. ลักษณะของสารสนเทศทดี่ ี
- สารสนเทศที่ดีต้องผ่านกระบวนการประเมิน วิเคราะห์และสังเคราะห์เพื่อให้เกิด

ความถกู ตอ้ งและมีประสิทธิภาพมากทีส่ ุด
- สารสนเทศท่ีดตี อ้ งมาจากแหลง่ ทน่ี ่าเชอ่ื ถือ
- สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งมคี วามเป็นปจั จบุ ัน ทันต่อเหตกุ ารณ์และทันสมยั
- สารสนเทศที่ดีต้องมีความยืดหยุ่น ตรงต่อความต้องการของผู้ต้องการรู้สารสนเทศ

นอกจากน้ียงั ตอ้ งสามารถตรวจสอบได้
- สารสนเทศที่ดีต้องมีความความถูกต้อง (Accurate) และไม่มีความผิดพลาด มีความ

ชัดเจนไมค่ ลมุ เครอื
- สารสนเทศที่ดีต้องมีความสมบูรณ์ (Complete) ครบถ้วนประกอบไปด้วยข้อเท็จจริง

ท่สี ามารถเชื่อถอื ได้
- สารสนเทศที่ดีต้องมเี น้อื หากะทดั รดั ไมเ่ ย่ินเย้อกล่าวอยา่ งตรงไปตรงมา
- สารสนเทศที่ดตี ้องมีความยึดหยุ่น (Flexible) สามารถนำไปใชไ้ ด้ในหลายวัตถปุ ระสงค์
- สารสนเทศที่ดตี ้องมรี ูปแบบ (Presentation) ทเ่ี หมาะสมกบั ผูใ้ ช้
- สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งตรงกับความตอ้ งการ (Relevant/Precision) ของผู้ใชส้ ารสนเทศ
- สารสนเทศทดี่ คี วรมคี วามปลอดภัย (Secure) ในการเข้าถึงของผูไ้ มม่ ีสทิ ธิใช้สารสนเทศ
- สารสนเทศทีด่ ตี ้องสามารถพิสูจนไ์ ด้ (Verifiable) หรอื ตรวจสอบความถกู ตอ้ งได้
2.3.4 ทศั นะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาทักษะการรสู้ ารสนเทศ (The Guideline for
Developing Information Literacy Skills)
Bart (2009) ได้กล่าวถึงการรู้สารสนเทศว่าสามารถชว่ ยพัฒนาทักษะการทำงานวิจัยของ
นักศึกษา ท่ามกลางโลกแห่งวิกิพเี ดีย เมื่อนักศึกษาไดร้ ับมอบหมายให้เขียนบทความพวกเขาจะทราบ
หรือไม่ว่าต้องเริ่มจากจุดไหน สำหรับนักศึกษาชั้นปีสูง ๆ น่าจะทำได้แต่กับนักศึกษาปีแรกจะทำได้
หรือไม่ หากพวกเขามเี คร่ืองมือในการค้นคว้า ก็คงหนีไมพ่ ้นการเข้า Google หรอื Wikipedia ซ่ึงเป็น
แหล่งคน้ ควา้ หลกั ของพวกเขาและพวกเขาอาจจะไมเ่ คย เข้าห้องสมดุ เลยด้วยซำ้
จากการเพิ่มขึ้นของการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มทักษะการรู้
สารสนเทศเข้าไปเป็นสว่ นหนงึ่ ของทักษะทีน่ ักศึกษาพ่ึงมี คณาจารยแ์ ละบรรณารกั ษ์ได้ร่วมมือกันเพ่ือ
ทำให้มั่นใจว่านักศึกษาสามารถเขา้ ถงึ แหล่งคน้ ควา้ และประเมินข้อมลู ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ในการ
สัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “ความร่วมมือของอาจารย์และบรรณารักษ์ ในการทำงานร่วมกันอย่างมี
ประสิทธิภาพ” โดย Kari Mofford หัวหน้ากลุ่มการสอนการใช้ห้องสมุดแห่งนิวอิงแลนด์ และ

43

Marilyn Steinberg บรรณารักษ์ห้องวิทยาศาสตร์แห่งคณะเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ
มหาวิทยาลัยแมซซาชูเซ็ต ได้ให้คำแนะนำในการบูรณาการการรู้สารสนเทศเข้าไปในภาระงานที่สั่ง
นกั ศกึ ษาและเสรมิ เขา้ ไปในกลยุทธ์ในการตรวจใหค้ ะแนนนักศึกษา

แม้ว่าการไปค้นหาข้อมูลในห้องสมุดเป็นวิธีที่แต่ละคณะใช้ในการสอนนักศึกษาปี 1 ซ่ึง
Mofford และ Steinberg ไม่เห็นด้วยกับสิ่งเหล่านี้ การให้นักศึกษาค้นหาคำที่เจ็ดในหน้า 777
ของสาราณุกรมบริเทนนิก้า ลำดับที่ 7 ดูจะเป็นงานที่วุ่นวายและไม่ได้เกี่ยวข้องจริงจังกับเนื้อหาของ
วิชาเรียน แท้จริงแล้ว วิธีที่ดีกว่าในการสอนทักษะการใช้ห้องสมุด คือเชิญบรรณารักษ์มาพูดคุยกับ
นักศกึ ษาและสาธิตการคน้ หาข้อมลู ต่าง ๆ ในห้องสมดุ ว่าอยู่ที่ไหนน่าจะเป็นวธิ กี ารท่ีเหมาะสม ในการ
ใหก้ ารบา้ นนกั ศกึ ษาไดฝ้ ึกลงมือปฏบิ ตั ิ

ในเว็บไซต์ของ Polyu Edu (n.d.)ได้กล่าวถึง การพัฒนาการรู้สารสนเทศของนักศึกษา
ระดับอุดมศึกษาได้อย่างไร (How to Enhance Information Literacy of University Students?)
การช่วยขับเคลื่อน การรู้ทักษะสารสนเทศ ในนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยโดยโครงการนี้ ได้รับการ
สนับสนุน จากคณะกรรมการกองทุนของมหาวิทยาลัย ซึ่งมหาวิทยาลัยโพลีเป็นสถานบันชั้นนำใน
โครงการนี้ตอ่ เนื่องกว่า 3 ปี ในการดำเนินการด้านการรู้สารสนเทศของนักศกึ ษาภายในมหาวิทยาลัย
8 แห่งที่มหาวิทยาลัยโพลีได้ให้ทุนสนับสนุนในฮ่องกง เป้าหมายของโครงการนี้ เพื่อขับเคลื่อนการรู้
สารสนเทศในกลุ่มนักศึกษา โดยพัฒนาและจัดเตรียมเครื่องมือ ในการแบ่งปันโปรแกรมช่วยสอนที่
แบ่งปันขอ้ มูลในรูปแบบมัลติมีเดยี

เพื่อให้โปรแกรมช่วยสอนดังกล่าวมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับผู้เรียนและเนื้อหาทำให้ต้องมี
การศึกษาความต้องการเฉพาะด้านที่มหาวิทยาลยั แต่ละแห่งต้องการจำเป็นต้องศึกษาเป็นสิ่งแรก ผล
จากการศกึ ษาจะถูกนำมาใชเ้ ป็นแนวทางในการพฒั นา โปรแกรมชว่ ยสอนการร้สู ารสนเทศอย่างมีที่มา
ที่ไป โปรแกรมช่วยสอนในปัจจุบันกำลงั อยู่ในช่วงการพัฒนาอยู่โดยจะปรับปรุงเพื่อให้ตอบสนองการ
ใช้งานได้ตามสภาพการใช้งานจรงิ ของแต่ละท้องถ่นิ ผา่ นการตอบสนองแบบมัลติมเี ดยี สำหรบั นักศึกษา
เพื่อลดความคลาดเคลื่อนของ โปรแกรมและช่วยสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์การ
เรียนรู้ทั้งยังช่วยส่งเสริมหลักการรู้สารสนเทศโดย การถ่ายทอดผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้เนื้อหาที่มี
ความเฉพาะ

เพื่อทำให้การนำโปรแกรมช่วยสอนเข้าไปใช้งานร่วมกับหลักสูตรการศึกษาของ
มหาวิทยาลัยให้ง่ายขึ้น โปรแกรมช่วยสอนนี้ออกแบบให้พร้อมบรรจุเข้าไปร่วมกับระบบการจัดการ
เรียนรู้ โครงสร้างรายวชิ าการสอน และกิจกรรมการเรียนรอู้ ื่น ๆ เงนิ ทนุ สนับสนุนโปรแกรมช่วยสอนน้ี
จะนำไปสนับสนุนในแต่ละหลักสูตรที่มีการนำโปรแกรมไปใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการ
ดำเนินงาน เครื่องมือที่ใช้เพื่อประเมินตนเองกำลังได้รับการพัฒนาเพื่อช่วยในการสะท้อนผล การ
ประเมินตนเองของนกั ศกึ ษาเพื่อวดั ความเปล่ยี นแปลงพฤตกิ รรมการใชส้ ารสนเทศ

ในเว็บไซตข์ อง Lib Guides (n.d.)ได้กล่าวถึง 10 วิธใี นการพัฒนาทักษะการทำวิจัยของ
นักศกึ ษา (10 Ways to Improve Student Research Skills) โดยจากการศกึ ษาของโครงการศึกษา
การรู้สารสนเทศในระดับอุดมศึกษาแห่งชาติหรือ PIL ได้ให้คำแนะนำในการทำวิจัยให้ประสบ
ความสำเร็จสำหรับนักศึกษา

44

กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยผ่านแบบสำรวจ การสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลจาก
นักศึกษากว่า 11,000 คน ในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย 57 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา ในหลักสูตรกว่า
191 หลกั สูตรทีเ่ กีย่ วข้องการทำวจิ ยั คำแนะนำจากผลการศึกษามดี งั ตอ่ ไปนี้

1. อธบิ ายการทำวจิ ัยทใี่ ห้กบั นกั ศกึ ษารวมท้งั วธิ กี ารทำ
2. แบ่งงานวิจัยใหท้ ำเป็นข้นั ๆ
3. ทบทวนเกณฑ์ในการประเมนิ คา่ แหลง่ ของข้อมูล
4. ทบทวนเกี่ยวกับการคัดลอกผลงานผู้อื่น ผลกระทบ และการเหลีกเลี่ยงการกระทำ
ดงั กล่าว
5. อธิบายการประเมนิ การให้คะแนนงานวิจัย
6. แนะนำใหน้ กั ศึกษาปรกึ ษาบรรณารักษ์
7. จัดทำป้ายเพื่อให้ข้อมูลการค้นคว้าวิจัยในห้องสมุดหรือขอข้อมูลดังกล่าวจาก
บรรณารักษ์
8. แนะนำการค้นควา้ แหล่งข้อมูลเฉพาะทางในหอ้ งสมุดตามลำดบั ช่ือ
9. ถ้าเปน็ ไปได้ ให้มอบหมายนกั ศกึ ษาใหห้ าข้อมลู จากหลายแหล่งในห้องสมดุ
10. ประสานกบั บรรณารกั ษ์เก่ยี วกบั งานวิจัยทีน่ ักศกึ ษาไดร้ ับ
แบบฝึกหดั ทบทวนการรูส้ ารสนเทศ
การรู้สารสนเทศเป็นความสามารถในการค้นหา ประเมินค่า และใช้ข้อมูลได้อย่างมี
จริยธรรมเหลา่ นี้ เป็นทักษะทีช่ ่วยในการทำวิจัย ค้นคว้าจากแหลง่ ข้อมูลขนาดใหญ่ต่าง ๆ การจัดการ
ความรู้ที่ได้รับที่เรียบเรียงให้เข้าใจได้ และมีการอ้างอิงถึงผู้ที่สร้างผลงานนั้นขึ้นมา ทักษะเหล่านี้มี
ความสำคญั ท่นี ักศกึ ษาทุกคนต้องเข้าใจอย่างถ่องแท้ แบบฝกึ หดั นี้สรา้ งขนึ้ เพอ่ื ทบทวนความสามารถที่
เกี่ยวข้องกับการทำวิจัยอย่างมีประสิทธิภาพทั้งในชั้นเรียนและใช้ในชีวิตประจำวัน แบบฝึกหัดมี
ส่วนประกอบดังต่อไปนี้
1. ความสามารถในการใชส้ ารสนเทศจำนวน 10 หัวขอ้

1.1 การใชห้ อ้ งสมุดเพื่อการคน้ ควา้ (4 คะแนน)
1.2 ชนดิ และความเหมาะสมของการเลอื กแหลง่ ข้อมลู (9 คะแนน)
1.3 การคน้ หาคำสำคญั และกลยทุ ธ์ (6 คะแนน)
1.4 การใช้ฐานขอ้ มลู ห้องสมดุ (6 คะแนน)
1.5 การประเมินค่าแหลง่ ข้อมลู (6 คะแนน)
1.6 การใช้ Google ในการคน้ หาเหมือนการเป็นบรรณารกั ษ์ (6 คะแนน)
1.7 การอา้ งอิงแบบ MLA (8 คะแนน)
1.8 การหลกี เล่ียงการคัดลอกผลงาน (5 คะแนน)
1.9 การสรุปเน้ือหาและการอ้างองิ ในเน้อื หา (6 คะแนน)
1.20 การปรึกษาบรรณารักษ์ (4 คะแนน)
2. สง่ คะแนน (หน้า 12) ซงึ่ จะสง่ ตอ่ ให้กับเจ้าหนา้ ทบี่ รรณารักษ์และจะได้รับเกียรติบัตรท่ี
ไดส้ รุปในบททดสอบโดยกด “ทดสอบความรขู้ องคุณ” ท่เี ห็นในแบบทดสอบนี้

45

Steinberg ได้กล่าวอีกว่า ด้วยแหล่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นมากมายซึ่งรวมไปถึงข้อมูลที่ไม่ผ่าน
การคัดกรอง หรือข้อมูลทีม่ ีความบิดเบือน ถือเป็นสิ่งที่จำเป็นเป็นอย่างมากในปัจจุบันท่ีนักศึกษาต้อง
เข้าใจ ไม่เพียงแต่ความแตกต่าง ระหว่างข้อมูลปฐมภูมิกับทุติยภูมิและความเข้าใจถึงความเหมาะสม
ของการเลือกใชข้ ้อมลู ในแตล่ ะครั้ง แต่ยงั ต้องต้ังคำถาม ใหไ้ ด้เพอื่ ใชป้ ระเมินความน่าเช่อื ถือของข้อมูล
ได้ด้วย

เพื่อให้นักศึกษาเป็นผู้รู้ในการใช้ข้อมูลสารสนเทศ พวกเขาจำเป็นต้องระบุตำแหน่ง
ประเมินค่า และใช้ข้อมูล ได้อย่างเหมาะสมอย่างมีจรยิ ธรรม วิธีการท่ีอาจารย์จะช่วยนักศกึ ษาพัฒนา
ทกั ษะการรสู้ ารสนเทศอาจะทำไดด้ งั น้ี

1. บรู ณาการการร้สู ารสนเทศลงในหลักสตู ร
2. กระตุ้นให้นักเรียนเก็บขอ้ มูลที่ตัวเองค้นหารวมถึงคลังข้อมูลที่พวกเขาใช้ คำที่พวกเขา
ใช้ค้นหา และคำไหนทใ่ี ช้คน้ หาแล้วได้ข้อมูลทีด่ แี ละคำไหนทใ่ี ช้แล้วไม่ได้ผล
3. สอนนักศกึ ษาเก่ียวกับการคดั ลอกผลงานและจรยิ ธรรมทเ่ี ก่ยี วขอ้ ง
4. ตั้งกฎเกณฑก์ ารคัดลอกผลงานอย่างเข้มงวด
5. ใหน้ กั ศึกษาใชข้ อ้ มลู จากแหล่งขอ้ มูลทหี่ ลากหลาย
Mofford ยังได้สนับสนุนให้อาจารย์ได้คิดถึงการใช้ข้อมูลของตนเองที่ทำอยู่เช่นบทความ
วิชาการ หนังสืออ้างอิง หรือเว็บไซต์ และแนะนำสิ่งเหล่านี้ให้กับนักศึกษานำไปใช้ในชีวิตจริงใน
แหล่งขอ้ มลู ท่ีหลากหลาย
ในเว็บไซต์ของ Reading Rockets (n.d.) ได้กล่าวถึงการพัฒนาการวิจัยและการรู้
สารสนเทศไว้ว่า (Developing Research and Information Literacy) การช่วยให้คนเริ่มต้นมี
พัฒนาการในการรู้สารสนเทศคือเรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นได้ และ
สามารถหาไดว้ า่ แหล่งข้อมูลไหนทีม่ คี วามน่าเชอ่ื ถือ
การวิจัยและการรู้สารสนเทศเป็นสิ่งที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติไปตลอดช่วงวัยเรียน เป็นการ
รวบรวมเอาทักษะมารวมกัน ท่ีนกั เรียนสามารถเข้าใจ ประเมินคา่ และใช้ข้อมูลได้ ความสนใจในการรู้
สารสนเทศพัฒนามาจากความต้องการที่จะสร้างผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ในการพัฒนาผู้เรียนในด้าน
การรูส้ ารสนเทศมีสองวธิ ดี งั น้ี
1. การประเมินข้อมูลว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็น (Evaluating Information:
Fact vs. Opinion) หนึ่งในทักษะแรกของการรู้สารสนเทศเลยคือต้องแยกให้ออกระหว่างความจริง
กับความคิดเห็น ความจริงคือข้อมูลที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจริงหรือเท็จ ความคิดเห็นคือการ
แสดงออกทางความรู้สึกของบุคคล ทไี่ ม่สามารถพิสูจน์ได้ การสรา้ งความตระหนักถึงความแตกต่างได้
อาจใช้คำถามหรือบทสนทนาดว้ ยการถามแลว้ ตอบว่า “ขอ้ เทจ็ จรงิ ” หรือ “ความคิดเห็น” เช่นถามว่า
“คุกกี้ช๊อกโกแล็ตชิพเป็นคุกกี้ที่ดีที่สุด” “แม่มีตาสีน้ำตาลเข้ม” “โรงเรียนควรปิดในวันที่แดดออก”
“1 ปมี ี 12 เดือน”
2. การประเมินข้อมูลจากแหล่งที่มาของข้อมูล (Evaluating Information Sources) ทุก
วันนี้มีแหล่งข้อมูลอยู่เป็นจำนวนมาก เด็ก ๆ ได้รับข้อมูลจำนวนมหาศาลจากสื่อต่าง ๆ รวมถึงสื่อ
ออนไลน์ หนังสือ เพื่อน และผู้คนในโรงเรียน ก้าวแรกที่สำคัญในการพัฒนาการรู้สารสนเทศคือการ

46

เรียนรู้การประเมินแหล่งข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลออนไลน์ เด็ก ๆ จำเป็นต้องตระหนักถึงข้อ
ต่อไปนี้เมอ่ื ไดร้ ับข้อมูล

-ใครเป็นผ้เู ขยี นข้อมลู นี้
-เรารู้จักผู้เขียนหรอื หนว่ ยงานนี้ไหม เปน็ เพยี งคนทั่วไปหรอื ผู้เช่ียวชาญ
-หนว่ ยงานนไ้ี ดร้ ับการยอมรับจากคนอืน่ หรือไม่
-ทำไมถึงเขยี นขอ้ มูลนี้ข้ึน ผ้เู ขียนพยายามโน้มนาวให้ซอ้ื อะไรหรือไม่
-ข้อมลู นเ้ี ปน็ ขอ้ เท็จจรงิ หรือความคดิ เหน็
-ขอ้ มูลนเ้ี ปน็ ปัจจุบันหรือไม่ ออกเผยแพรเ่ ม่ือไร
ผู้ปกครองและครูสามารถช่วยเหลือเด็ก ๆ ในการพัฒนาการวิจัยและการรู้สารสนเทศโดย
การแบ่งปันความรัก ในการเรียนรู้ กระตุ้นในความสงสัยของเด็ก ๆ เกี่ยวกับโลกใบนี้และความ
ต้องการอย่างรู้ให้ค้นหาคำตอบมากยิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ช่วยเหลือพวกเขาให้กลายเป็นผู้บริโภค
ข้อมลู ที่ชาญฉลาด ทักษะเหล่านจ้ี ะตดิ ตัวพวกเขาไปตลอดชีวิต
ในเว็บไซต์ของ Proud2 Know EU (n.d.) ได้เสนอ 10 เหตุผลของการขยายความรู้
เกี่ยวกับสิ่งที่ได้จากการรู้สารสนเทศ (10 Reasons for Expanding your Information Literacy
Services) การรู้สารสนเทศเป็นแกนหลักสำคัญ ในการใช้แหล่งความรู้เพื่อการศึกษาที่ให้การเข้าถึง
ข้อมลู และความรพู้ รอ้ มทั้งการนำมาใช้อย่างมปี ระสิทธภิ าพมาชา้ นาน การรสู้ ารสนเทศได้เปล่ยี นแปลง
รูปแบบไปในช่วงหลายปีมานี้เพื่อให้เห็นถึงความท้าทายและโอกาสใหม่ในการค้นคว้าวิจัยและการ
เรียนรู้ทเ่ี กิดจากเทคโนโลยสี ารสนเทศและการส่อื สาร ICT
นอกจากทักษะการใช้สารสนเทศแบบดั้งเดิมเช่นการระบุแหล่งข้อมูล การประเมินและ
การจัดการข้อมูล นักวิจัยและนักศึกษาปริญญาตรี ปริญญาโทและปริญญาเอกจำเป็นต้องมีแนวทาง
ที่มีประสิทธิภาพในการนำเสนอข้อมูลออกมา รวมไปถึงหัวข้อเช่นการคัดลอกผลงาน ลิขสิ ทธ์ิ
ความสมบูรณ์และจริยธรรม การตีพิมพ์ ข้อมูล การจัดการ การนำเสนอข้อมูลในฐานะงานด้านที่
ปรึกษาจึงได้นำเสนอข้อคิดเห็นที่เชื่อมโยงระหว่างผู้มีส่วนเกี่ยวข้องภายในมหาวิทยาลัย (หัวหน้า
งานวจิ ยั , การศกึ ษา, ศูนย์บริการและผู้บรหิ าร) ถ้าต้องการเพิ่มเติมการบริการด้านข้อมูลสารสนเทศได้
ดงั น้ี
1. ด้วยวิธีการความร่วมมือทั้งมหาวิทยาลัยที่ทั่วถึงมากขึ้น (การจัดการของมหาวิทยาลัย
คณาจารย์เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร รวมถึงศูนย์บริการอื่น ๆ) ทำให้การวิจัยและ
มาตรฐานคุณภาพทางการศึกษา มีประสิทธิภาพมากขึ้นทั่วทั้งมหาวิทยาลัยด้วยทักษะด้านดิจิตอล
ทดี่ ขี น้ึ
2. วิธีการขยายสถาบันใหม่ทำให้ห้องสมุดเป็นผู้ช่วยที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั่วท้ัง
มหาวิทยาลยั โดยอาศัยรปู แบบการใชก้ ารรสู้ ารสนเทศเปน็ แนวทาง
3. เจ้าหน้าที่ห้องสมุดและผู้เชี่ยวชาญสามารถเข้าถึงได้ทั่วมหาวิทยาลัยผ่านความร่วมมือ
ระหว่างสถานบันภายนอก กับห้องสมุด เจ้าหน้าที่สามารถแสดงให้เห็นถงึ ความรู้และความร่วมมือใน
แนวคดิ ด้านนวตั กรรมใหม่ ๆ ที่เก่ยี วขอ้ ง กบั การรู้สารสนเทศให้กบั ผมู้ สี ว่ นเกี่ยวขอ้ งทงั้ เกา่ และใหม่
4. งานบรรณารกั ษ์สามารถสร้างเครือข่ายความสัมพันธก์ ับทีอ่ ื่น ๆ และกับชุมชน และกับ
หัวหน้าอาจารย์ ผู้พัฒนาหลักสูตร และนักวิจัย ที่จะทำให้เกิดการค้นพบวิธีการที่จะเป็นรูปแบบ

47

ในการใช้การรู้สารสนเทศที่รวบรวมมาจากความต้องการของคณาจารย์ในรูปแบบเฉพาะของตนเอง
เพ่อื เตรียมพร้อมสำหรบั การใช้วธิ กี ารนีต้ ่อไป ในรปู แบบทีห่ ลากหลาย

5. ความพยายามในการยกระดับมากขึ้นเกี่ยวกับการรู้สารสนเทศจะทำให้เกิดวิธีการ
แกป้ ญั หาในดา้ นทกั ษะ การใช้ขอ้ มลู และทกั ษะการทำวจิ ยั ทีม่ ีประสิทธิภาพมากขึน้ มปี ระสิทธภิ าพมาก

6. การพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศทำให้สถาบัน คณะ ภาควิชา และศูนย์บริการ มี
ชอื่ เสยี ง ทด่ี ี

- การทบทวนเกี่ยวกับทักษะการรู้สารสนเทศสามารถนำมาซึ่งมาตรฐานคุณภาพใหม่ ๆ
ในการศึกษาและการวจิ ยั รวมท้ังทำใหท้ ักษะการรู้สารสนเทศเป็นสมรรถนะในหลักสูตร
ของสถาบนั

- บุคลากรและนักศึกษาที่มีการฝึกหัด และการรับรู้ที่ดีจะมีประสิทธิภาพในการดึงดูด
คณาจารย์ นักวิจยั และนักศึกษาให้เขา้ มาศกึ ษาในสถานบันนน้ั ๆ

7. ทักษะด้านสารสนเทศและวิชาการที่เชีย่ วชาญจะช่วยให้สามารถบรรลุจดุ มุ่งหมายของ
การเรยี นรไู้ ด้

- ช่วยเพิ่มความเข้าใจด้านวชิ าการและการปฏบิ ัติงาน
- ช่วยสนับสนุนการเรียนรู้ด้วยตัวเอง การเรียนรู้แบบร่วมมือ รวมถึงการตั้งเป้าหมาย

การเรียนรู้ที่ผสมผสานกนั
- ในฐานะผู้สนับสนุนการเรียนการสอน ห้องสมุดจะรองรับการพัฒนาทักษะสื่อออนไลน์

ใหม่ ๆ เพื่อรองรับ นักเรียนในอนาคตหรอื เจา้ หนา้ ท่ีเพ่ือเตรยี มพร้อมสำหรบั ทักษะการ
เรยี นรู้ตลอดชวี ติ
- ช่วยเพ่ิมประสทิ ธิภาพของคุณภาพในหลักสูตรของสถานบนั ท้ังหมด
8. ทักษะการรสู้ ารสนเทศช่วยพฒั นาการทำวจิ ยั
- นักวิจัยจำนวนมากขึ้นจะทราบวิธีการค้นคว้าที่มีประสิทธิภาพ การจัดการ และการ
เผยแพร่งานวิจยั ให้ทันสมัยและมีประสทิ ธิภาพ
- ชว่ ยสนับสนนุ การสร้างสรรค์ท่เี ห็นไดช้ ัดในงานวจิ ยั ของสถาบัน
- ชว่ ยลดภาระของเจา้ หน้าทแี่ ละการนำส่งขอ้ มลู ตา่ ง ๆ ใหน้ ักวจิ ยั
- การฝึกหดั การรู้สารสนเทศชว่ ยให้หมดปัญหาเร่ืองลิขสทิ ธ์ิ ความเป็นสว่ นตวั การคัดลอก
ผลงาน โดยการให้รูปแบบในการทำงานท่ีเปน็ แบบเดยี วกนั
9. มีประสิทธิภาพในการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างศูนย์บริการต่าง ๆ ภายในสถาบัน
ช่วยสร้างความสัมพนั ธ์ระหวา่ งดา้ นงาน IT งานบริการนกั ศกึ ษาหรอื ศนู ยภ์ าษาโดยค้นหาวธิ ีท่ีห้องสมุด
ทั้งหลาย จะทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดและมีประสิทธิภาพที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน ยิ่งนักศึกษาและ
เจ้าหน้าที่มคี วามเข้าใจมากย่ิงขน้ึ ทำใหล้ ดปัญหาที่เจา้ หนา้ ท่คี ณะและฝ่ายบรกิ าร IT ตอ้ งเจอ
10. การบรกิ ารสารสนเทศทำใหศ้ ิษยเ์ กา่ ของสถาบนั มีความสุขเพราะช่วยให้ ไดร้ บั ข่าวสาร
ท่ีเป็นปจั จบุ นั
Bennett (2018) ได้กล่าวถึง กลยุทธ์และวิธีการที่ดีที่สุดในการพัฒนาทักษะการรู้
สารสนเทศของนักศึกษา(Best Strategies and Resources for Strengthening Your Students’
Information Literacy Skills) คือ กลยุทธ์การฝึกหัด (Practical Strategies) ความสามารถของ

48

นักศึกษาในการค้นหา ประเมินค่า และการนำข้อมูลไปใช้มีความสำคัญเสมอมาจนถึงวันนี้ ทักษะ
เหล่านี้ก็ยังคงสำคัญอยู่ ด้วยการถือกำเนิดของห้องสมุดออนไลน์และแหล่งข้อมูลในอินเตอร์เน็ตที่มี
ความหลากหลาย ในเรื่องของความน่าเชื่อถือและความถูกต้องของข้อมูล ในยุคแห่งข้อมูลปัจจุบันน้ี
ถอื เป็นยคุ ทีท่ ้าทายเป็นอย่างมาก ในการจัดสัมมนาใหม่นี้ นักบรรณารักษ์ท่ีมีผลงานโดง่ ดังคือ Caitlin
Bennett ไดม้ าแบง่ ปันกลยทุ ธ์ทปี่ ระสบความสำเรจ็ ในการช่วยเหลือนักเรียนในการพัฒนาทักษะด้าน
การรู้สารสนเทศที่จำเป็นโดยไม่เพียงแต่ความจำเป็นในการทำวิจัย ด้านวิชาการของพวกเขา แต่ยัง
รวมถึงทกั ษะติดตวั และเพือ่ ความต้องการในการประกอบอาชีพในอนาคตอกี ด้วย

Caitlin Bennett ได้แบ่งปันแหล่งข้อมูลและแหล่งทรัพยากรข้อมูลออนไลน์ที่ถูกต้องและ
น่าเชื่อถือมากที่สุด พร้อมด้วยกลยุทธ์ที่ได้รับการพิสูจน์แล้วเพื่อช่วยเหลือนักศึกษาให้ประเมิน
แหล่งข้อมูลออนไลน์และส่ิงพมิ พ์อย่างมวี ิจารณญาณมากข้ึน นอกจากนี้ Caitlin Bennett ได้แบ่งปนั
เครื่องมือที่ทันสมัยและดีที่สุดในการสร้างคนให้เรียนรู้ได้ด้วยตนเองและหาวิธีการเรียนรู้ ในแบบ
ของตนเองได้ เครื่องมือที่ดีที่สุดนี้ช่วยให้นักศึกษาระบุข้อมูลที่พวกเขาต้องการได้อย่างรวดเร็วและ
มีคำแนะนำการจัดการในการใช้และแบ่งปันข้อมูลที่พวกเขารวบรวมได้ ไม่ว่าคุณจะเพิ่งเริ่มทำงานที่
ห้องสมุดของโรงเรียนหรือเป็นบรรณารักษ์ห้องสมุดโรงเรียนแค่ชั่วคราว คุณจะได้แนวคิดใหม่ ๆ
บทเรียนที่มีส่วนร่วมและวิธีการที่จะช่วยกระตุ้นให้นักเรียนได้มีทักษะในการค้นหาและใช้ข้อมูลที่
ถูกต้องและน่าเชื่อถือเมื่อจบ กลยุทธ์ที่ได้แบ่งปันทั้งหมดนี้สอดคล้องกับมาตรฐานห้องสมุดโรงเรียน
แห่งชาติฉบับใหม่มดี ังน้ี

1. เสริมทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรียนให้มากขึ้น (Strengthen Your Students’
Information Literacy) เชื่อมโยงจากมาตรฐานห้องสมุดโรงเรียนแห่งชาติฉบับใหม่ ค้นหานวัตกรรม
กลยุทธใ์ หม่ และบทเรียนท่ที นั สมยั ในการพฒั นา ทกั ษะการรู้สารสนเทศของนกั เรียน

2. ค้นหาฐานข้อมูลที่ดีที่สุดสำหรับห้องสมุดโรงเรียนของคุณ (Discover the Best
Informational Databases for Your School Library) สร้างสมดุลการคน้ คว้าจากอินเตอร์เน็ตที่ได้
มาตรฐาน ฐานข้อมูลท่นี า่ เชอื่ ถือ เพื่อรองรบั การทำงานของนักวจิ ยั ทกุ ระดบั

3. เสริมกระบวนการการทำวิจัยและที่เกี่ยวข้อง (Strengthen the Research Process
and Beyond) เรียนรู้วิธีการที่ได้รับการพิสูจน์แล้วมาเป็นโอกาสในการพัฒนารูปแบบของนวัตกรรม
การวิจัยนอกกรอบของหลักสูตรในห้องเรียน ค้นหาวิธีการนวัตกรรมใหม่ ๆ เช่น Genius Hour,
makerspaces, coding และการทำโครงการที่ดีขึ้น และทั้งหมดที่กล่าวมาช่วยพัฒนาแผนงานใน
หอ้ งสมุดของโรงเรียนให้ดที ี่สุด

4. ระบุ “ข่าวปลอม” โดยช่วยให้นักเรียนได้แยกแยะสื่อออนไลน์ที่ไม่จริงได้ (Address
“Fake News” -Help Your Students Recognize Digital Deception) พัฒนานักเรียนในการ
คน้ ควา้ ขอ้ มลู จากอนิ เตอร์เน็ตดว้ ยวิธีการ ที่หลากหลาย ทำให้นกั เรยี นสามารถพฒั นาการค้นหาข้อมูล
ของตนเองและตรวจสอบข้อเทจ็ จริงของข้อมูลจนเป็นนิสยั ได้

5. สนับสนุนการเป็นพลเมืองในยุคดิจิตอลและการใช้สารสนเทศอย่างมีวิจารณญาณ
(Promote Digital Citizenship and Ethical Information Use) ได้เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการที่ถูกต้อง
เพือ่ สนบั สนนุ ให้มกี ารใชส้ ารสนเทศ อยา่ งมีความรับผดิ ชอบ

49

6. ส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการเรียนการสอนที่หลากหลายในห้องเรียน (Enhance
Your Support for Differentiated Instruction in the Classroom) ให้ความสำคัญกับการอ่าน
เรื่องตามความสนใจ การอ่านตามระดับ ความสามารถ ความต้องการในหลักสูตร ความต้องการของ
ผู้ใชง้ านผ่านการพฒั นาหลกั สูตร การจัดการห้องสมุด และเครอ่ื งมือที่เป็นเทคโนโลยีต่าง ๆ

7. สร้างระบบสารสนเทศดิจิตอลในโปรแกรมห้องสมุดของโรงเรียนที่เป็นรูปแบบของ
ตนเอง (Personalize Digital Literacy in Your School Library Program) ค้นหาแหล่งทรัพยากร
สารสนเทศที่ดีที่สุด ในการสร้างเส้นทาง ของตนเอง จัดการเรียนรู้ และพื้นที่ของตนเอง และสร้าง
เครือ่ งมือท่ีดีที่สดุ ใหน้ กั เรียนได้คน้ หาข้อมลู และรวบรวมบันทึกต่าง ๆ

8. จัดโปรแกรมของห้องสมุดให้พร้อมรับการใช้งานในอนาคต (Make Your Library
Program “Future Ready”) เตรียมนักเรียนให้พร้อมสำหรับวิธีการที่ทันสมัยในอนาคตในการแสดง
ความรู้ของตนเองผา่ น แอพพริเคชันของ iPad ส่วนต่อขยายของ Chrome การพิมพ์แบบสามมติ ิการ
สร้างรหัส Coding และอ่นื ๆ อีกมากมาย

9. ใช้เครื่องมือเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการเสริมพละกำลังให้นักเรียนใช้สารสนเทศและสื่อ
อย่างมีประสิทธิภาพ (Utilize the Best Tech Tools for Strengthening Students Information
and Media Literacy) เรียนรู้เกี่ยวกับเครื่องมือทางการศึกษา การจัดการทำบรรณาณุกรม การใช้
ส่วนต่อขยายใน Chrome แอพพริเคชันใน iPad และสื่อสังคมออนไลน์ เพื่อช่วยให้นักเรียนทำวิจัย
ทำรายงานไดอ้ ย่างมปี ระสิทธิภาพ

10. ได้รับคู่มือที่ครอบคลุมการใช้แหล่งข้อมูลสารสนเทศ (Receive a Comprehensive
Information Literacy Resource Handbook) คุณจะได้รับคู่มือที่ครอบคลุมการใช้แหล่งข้อมูล
สารสนเทศที่เต็มไปด้วยแนวคดิ ในทางปฏิบตั แิ ละแหลง่ ขอ้ มูลที่น่าเชอ่ื ถือเพื่อเสริมศกั ยภาพทักษะการ
รสู้ ารสนเทศของนกั เรยี น

ในเว็บไซต์ของ Lib Ku Edu (n.d.) ได้กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาการรู้สารสนเทศว่า
การบูรณาการสารสนเทศ ทักษะการทำวิจัย และแหล่งข้อมูลสารสนเทศในการบรรจุลงในหลักสูตร
เพือ่ พัฒนาการคิดอยา่ งมีวจิ ารณญาณ ประสบความสำเรจ็ ในงานวชิ าการ และสามารถเรยี นรู้ได้ตลอด
ชีวติ

แผนงานการวิจัยและการสอนของห้องสมุด KU ได้สนับสนุนความเป็นเลิศในการสอน
นกั ศึกษาในทุกสาขาเก่ยี วกบั แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศและกลยุทธใ์ นการทำวจิ ัย ดว้ ยเปา้ หมายที่ต้ังไว้น้ี
ห้องสมุดได้เพิ่มบทบาทในความร่วมมือ กับหน่วยการศึกษาอื่น ๆ พร้อมทั้งทำงานร่วมกับภาควิชาใน
คณะต่าง ๆ ในการบูรณาการทักษะการค้นคว้าวิจัยและ การรู้สารสนเทศเข้ามาในหลักสูตรในทุก
ระดับชั้นตั้งแต่ปีแรกจนถึงระดับบัณฑิตศึกษา เราดำเนินการเหล่านี้เพื่อพัฒนา ความสำเร็จทาง
วชิ าการของนกั เรยี น สง่ เสรมิ โอกาสทางการศึกษาและยังช่วยกระตุ้นความจำระยะยาวของนกั เรยี น

เราจะสร้างต้นแบบที่ยั่งยืนของรูปแบบในการใช้ห้องสมุดรวมถึงการขับเคลื่อนร่วมกับ
แผนการจัดการศึกษาเพื่อรองรับเป้าหมายการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยและหลักสูตรแกนกลาง
กระบวนการวางแผนที่รอบคอบนี้จะช่วยจัดการกับปัญหา การทำวิจัยและเป็นการเตรียมพร้อมการ
สอนแบบบุคคลและการให้บริการคำปรึกษาในการศึกษา พวกเราได้ช่วยนักศึกษา ในการพัฒนา
เคร่อื งมือและกลยทุ ธ์ให้พวกเขาเพื่อให้กลายเปน็ ผ้ทู ี่มีความกระตอื รือร้นในกระบวนการเรยี น คดิ อย่าง

50

มี วิจารณญาณและสร้างสรรค์ สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพและใช้วิธีการที่มีประสิทธิภาพในการเก็บ
รวบรวม และแปลผลขอ้ มูลทไ่ี ด้รับ

ผลลัพธ์ (Outcomes)
1. นักเรียนได้รับการเตรียมพร้อมให้เป็นนักคิดอย่างมีวิจารณญาณ เป็นผู้บริโภคข้อมูล
สารสนเทศ และ เรียนรู้ได้ตลอดชีวิตผ่านการบูรณาการการรู้สารสนเทศ การวิจัยและทักษะการคิด
วเิ คราะห์ ลงในหลกั สตู ร
2. เพิ่มพันธมิตรและพัฒนาช่องทางในด้านความร่วมมือด้านการสอนและการบูรณาการ
การรูส้ ารสนเทศลงในหลักสูตร แผนงาน และฝ่ายงานวิชาการ
3. ได้หลักสูตรการศึกษาและงานที่นำกลับมาเรียนรู้ใหม่โดยเข้าถึงได้จากคลังข้อมูลท่ี
แบ่งปนั ร่วมกันและเชอ่ื มโยงกับระบบท่มี ีอยู่เช่น Blackboard และ LibGuides
4. นักเรียนที่เข้ามาใหม่มีทักษะการรู้สารสนเทศมากขึ้นผ่านการกระจายรากฐานการ
เรยี นรูต้ ง้ั แต่ระดับปฐมวัยจนถงึ ระดบั การศึกษาข้ันพ้ืนฐาน
5. สร้างความตระหนักและการใช้แหล่งข้อมูลสารสนเทศในการสอนและการเรียนรู้ท่วั ทั้ง
สถาบนั
กลยทุ ธ์และวธิ กี ารปฏิบตั ิ (Strategies and Actions)
กลยุทธ์ที่ 1A การขยายโอกาสทางการศึกษาและการเริ่มต้นเรียนเพื่อการเตรียมพร้อมที่ดี
มากข้ึน ทัง้ เพอื่ รองรับนักเรยี นใหมแ่ ละนกั เรียนที่กลับมาเรยี น
กลยุทธ์ที่ 1B ออกแบบและใช้แผนงานในการรองรับระดับมหาวิทยาลัย นักศึกษาปีแรก
การเกบ็ รักษาและการรกั ษาสภาพ
กลยุทธ์ที่ 1C พัฒนาและใช้วิธีการด้านความร่วมมือและเป็นแบบแผนเพื่อนักศึกษาที่อยู่
ทางไกลและการทำวจิ ัย
กลยุทธ์ที่ 1D ออกแบบและสร้างหลักสตู รการสอนและทรัพยากรเพื่อใช้สำหรับบุคคลแบบ
ผสมผสานออนไลน์ และรูปแบบการเรยี นทางไกล
กลยุทธท์ ่ี 1E การขยายโอกาสและส่งเสริมความร่วมมือกับคณาจารย์ สว่ นงานบรหิ าร และ
พนั ธมิตรอื่น ๆ ของมหาวิทยาลัยเพ่ือบรู ณาการแนวคิดการรสู้ ารสนเทศลงส่รู ะดับมหาวิทยาลัย ระดับ
การศกึ ษาและระดับรายวิชา
ค่ามาตรฐานการวดั กระบวนการน้ี (Key Metrics)
1. ปริมาณนักศึกษาที่แสดงให้เห็นว่ามีการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศตามที่ระบุใน
เครอ่ื งมือวดั ผล (ผลลัพธข์ อ้ ที่ 1)
2. ปริมาณความร่วมมือในการออกแบบพัฒนาหลักสูตรรายวิชามราได้นำไปเปิดสอนหรือ
สำเรจ็ ผลแลว้ (ผลลัพธข์ อ้ ท่ี 2)
3. หลักฐานที่สรุปการรู้สารสนเทศในแผนกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยและฝ่ายต่าง ๆ และ
เอกสารอ่ืน ๆ เชน่ ในเว็บไซตห์ ลักสูตรและอน่ื ๆ ทเ่ี กี่ยวขอ้ ง (ผลลัพธข์ อ้ ที่ 2)
4. ปรมิ าณการเกบ็ ข้อมลู การปรึกษาการสอน (ผลลพั ธ์ข้อที่ 2)
5. ปริมาณสาขาวิชาและแผนงานที่ใช้เครื่องมือที่สร้างขึ้นหรือได้มาจากห้องสมุดเพื่อให้
บรรลุวัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ (ผลลัพธ์ขอ้ ที่ 2, 3 และ 5)

51

6. ปริมาณสาขาวิชาและแผนงานที่ร่วมกับห้องสมุดเพื่อใช้ในการสอนให้บรรลุ
วตั ถุประสงค์(ผลลพั ธ์ข้อท่ี 2 และ 5 )

7. ปริมาณของการแนะนำและหลักสตู รการเรียนทไี่ ด้รับการพัฒนา (ผลลัพธข์ อ้ ที่ 3)
8. วิเคราะห์เปรียบเทียบจำนวนนักศึกษาทางไกลที่สมัครเข้าเรียนที่ KU และการรักษา
สถานภาพ(ผลลัพธ์ข้อท่ี 4)
Bruff (2011) ได้กล่าวถึง กลยุทธ์ในการพัฒนาการรู้สารสนเทศ ว่าเมื่อย้อนกลับไปใน
เดือนพฤศจิกายน เขาได้เข้าร่วมการประชุมปีของ Lilly เกี่ยวกับการสอนในระดับอุดมศึกษา ครั้งท่ี
30 ท่มี หาวิทยาลยั ไมอาม่ี รัฐโอไฮโอ้ ฉันคดิ วา่ ฉนั ได้แบง่ ปันเน้ือหาบางสว่ นที่สำคัญกับเพื่อนร่วมงานท่ี
Vanderbilt และนี้คอื แนวคิดลำดับที่ 5 ซึ่งเป็นลำดับสุดทา้ ย ทม่ี ีการนำเสนอในการประชุมคร้งั น้ี
การบูรณาการทักษะด้านสารสนเทศเข้าสู่ชั้นเรียนง่าย ๆ : วิธีปฏิบัติที่ดีที่สุดและปฏิบตั ิได้
( Easily Integrating Information Competency into the Classroom: Best Practices and
Practical Assignments) โ ด ย Eric Resnis, Jennifer Bulanda, Elizabeth Sullivan, Kathleen
Pickens-French แหง่ มหาวทิ ยาลัยไมอามี่
องคป์ ระกอบต่อไปนี้เป็นแนวคิดจากมุมมองของผู้ออกแบบหลกั สูตร ซึ่งผูน้ ำเสนอเป็นผู้ท่ีมี
ส่วนเกี่ยวข้องกับงานบรรณารกั ษ์ เป็นส่วนหน่ึงของงานบรรณารักษ์ในสังคมแห่งการเรียนรู้ซึ่งลว้ นแต่
สร้างแนวคิดที่ดีเยี่ยมในการนำวิชาการรู้สารสนเทศเข้าไปบูรณาการในหลายระดับการศึกษา เช่น
การพจิ ารณาถงึ ทกั ษะทีพ่ วกเขามโี ดยถือเป็นการเข้าถึงแหล่งข้อมูลต่าง ๆ โดยมรี ายละเอยี ดดังนี้
1. ในรายวิชาพื้นฐาน (เช่น วิชาการเขียนรายงาน ของปี 1) นักศึกษาควรจะสามารถ
แยกแยะ “คำสำคญั คำพอ้ ง ศพั ท์เฉพาะทใี่ ชใ้ นการบรรยายได้อยา่ งมปี ระสิทธิภาพ” ผู้นำเสนองานนี้
ไดแ้ นะนำกิจกรรมหาคำสำคญั ซึ่งนกั ศกึ ษาตอ้ งหาคำสำคัญจากบทความแลว้ ใชว้ ิธีคัน่ โดยใช้บริการตัว
คน่ั หน้าซ่งึ จะชว่ ยใหน้ ักศึกษา ไดพ้ ัฒนาทกั ษะน้ี
2. ในรายวิชาทั่วไป นักศึกษาความมีความเข้าใจ “โครงสร้างพื้นฐานของวิธีการค้นคว้า
รวมถึงตรรกะแบบบูล” (ตรรกะแบบบูล Boolean Logic ในที่นี้หมายถึงการใช้คำว่า และ, หรือ, ไม่
ในการค้นหาขอ้ มลู )
3. ในรายวชิ าข้ันสูง (เชน่ รายวิชาตอ่ เน่อื งปีทา้ ย ๆ) นกั ศึกษาควรจะสามารถบอก “วธิ ีการ
ที่เหมาะสมและเฉพาะเจาะจง และดัชนีพื้นฐาน และความต้องการคลังข้อมูลเพื่อค้นหาข้อมูลท่ี
เก่ยี วข้องได”้
จากที่ได้อ่านเอกสารของผู้นำเสนองานเพื่อเป็นตัวอย่างในการต่อยอดทักษะอื่น ๆ เช่น
การกำหนดขอบข่าย การตั้งคำถามวิจัย การประเมินแหล่งข้อมูล และความเข้าใจเกี่ยวกับจริยธรรม
การใช้ข้อมูล ด้วยรูปแบบวิธีการนี้ถือได้ว่าเป็นประโยชน์กับนักบรรณารักษ์จำนวนมากที่พบอุปสรรค
ในการพัฒนานักศึกษาที่มีทักษะการรู้สารสนเทศน้อยไปเป็นผู้ที่มีทักษะการรู้สารสนเทศในขั้นที่
อาจารย์สงู ข้นึ ในรูปแบบวิธีการน้ีทำใหม้ แี นวทางในการพัฒนานักศึกษาต่อไปได้
จากแนวคิดที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นแนวคิดในการให้นักศึกษาใช้คำที่หลากหลายเมื่อพวก
เขาบันทึกบทความและแหล่งข้อมูลอื่น ๆ โดยใช้ตัวช่วยในการคั่นหน้า ฉันเคยให้นักศึกษาเก็บงานไว้
ใน Delicious ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงที่ผ่านมาในรายวิชารหัสสัญญาณ Bruff (2011) กล่าวว่า ได้เคยให้
นักศึกษาใส่คำว่า “fywscrypto” ลงไปในคำด้วย ทำให้พวกเขาสามารถรวบรวมข้อมูลลงในบล็อกได้

52

ง่าย การให้พวกเขาใช้คำที่หลากหลายไม่เพียงให้ค้นหาข้อมูลได้ง่ายยิ่งขึ้น แต่ยังช่วยเตรียมพร้อม
นักศกึ ษาให้พรอ้ มสำหรบั การค้นควา้ ในห้องสมุดต่อไป โดยการพัฒนาความสามารถในการใช้คำสำคัญ
ในการค้นคว้า ยงั มกี จิ กรรมการสอนท่ีแนะนำโดยผ้นู ำเสนอผลงาน ท่ีนา่ สนใจดงั ต่อไปนี้

1. เพื่อให้นักศึกษากำหนดกรอบคำถามในการวิจัยได้ ให้พวกเขาได้สร้างแผงแนวคิดใน
ประเดน็ ทสี่ นใจก่อนเริ่มการทำวิจัย การทำแบบนี้จะชว่ ยให้นกั ศึกษาสามารถตดั สินใจเลือกเส้นทางใน
การคน้ ควา้ และพวกเขาก็สามารถขัดเกลาและขยายขอบเขตของผงั แนวคิดในการทำวจิ ยั ต่อไป

2. เพื่อช่วยนักศึกษาในการประเมินค่าแหล่งข้อมูล ก่อนการเขียนวิจัยให้พวกเขาสร้าง
บรรณนิทัศน์ ที่ประกอบไปด้วยการประเมินค่าข้อมูลของแต่ละแหล่ง เช่นมันมีประโยชน์ต่อวิจัยของ
เราอย่างไร และภาพรวมความน่าเชื่อถือหรือคุณภาพของแหล่งข้อมูล เป็นครั้งแรกที่ฉันได้รู้เกี่ยวกับ
บรรณานุกรม เชิงพรรณนา แต่ฉันคิดว่านี้ เป็นครั้งแรกที่ฉันนึกถึงส่วนประกอบในการประเมินค่าใน
ผลงานของนักศึกษา ฉันคิดว่าแนวคิดในการจัดอันดับแหล่งข้อมูลจะมีประโยชน์มากและเข้ากันกับ
การมสี ่วนร่วมในวฒั นธรรมของพวกเรา

3. หลงั จากที่นกั ศกึ ษาไดเ้ ขยี นงานวิจยั แล้วนนั้ ให้พวกเขาได้ทบทวนบรรณานุกรมอีกรอบ
โดยอันหน่ึงใหบ้ นั ทกึ รายการแหล่งข้อมลู ที่ค้นหาโดยในทุกแหล่งข้อมูลใหใ้ สเ่ หตุผลดว้ ยว่าว่าทำไมถงึ
เลอื กและพวกเขาใช้ข้อมลู เหลา่ นั้นและนำข้อมลู น้ันมาใชใ้ นงานอยา่ งไรหรอื ทำไมถึงไม่เลือกข้อมูลอีก
ส่วนที่ค้นหาได้มาใช้ ด้วยวิธีการที่พวกเขาคิดนี้จะเกิดการคิดแบบมีวิจารณญาณเกี่ยวกับการดึงเอา
ข้อมลู ทม่ี ปี ระโยชน์ออกมาซึ่งเปน็ การฝึกหัดที่มปี ระโยชน์

4. เพื่อช่วยให้นักศึกษาได้เรยี นรู้เกี่ยวกับจริยธรรมการใช้ข้อมูล ให้นักศึกษา “ค้นหาภาพ
ต่าง ๆ จากแหล่งข้อมูลสาธารณะหรือที่มีลิขสิทธิ์ภายใต้การกำหนดสิทธิ์เจ้าของงานและการอ้างอิง”
ฉนั ให้ความสนใจมากเก่ียวกับหวั ข้อด้านสทิ ธิบัตรเพราะฉันนำรูปต่าง ๆ มาใชก้ ารนำเสนองาน และใน
บล็อกของฉันเอง และฉนั กส็ นใจมนั เพราะฉันอาศัยอยู่ทเ่ี มือง Nashville ทฉ่ี นั มีเพือ่ นทำงาน โดยการ
จดสิทธิบัตรงานของตัวเอง มันไม่อยู่ในความสนใจของนักศึกษานักแต่พวกเขาก็น่าจะให้ความสำคัญ
ดว้ ย อย่างน้องก็เพอ่ื เปน็ นกั ศึกษาที่มคี วามชำนาญในด้านใดด้านหนงึ่

Bruff ยังกล่าวอีกว่าน่าจะได้เข้าร่วมการนำเสนองานนี้ก่อนที่จะได้สอนวิชาการเขียน
บทความ ถ้าได้เข้าร่วมในการนำเสนองาน จะให้ความใส่ใจเกี่ยวกับการต่อยอดการจัดประสบการณ์
เรยี นรู้ของนักศึกษาในการเรยี นการสอนในรายวิชาของเขาและแบ่งทักษะเฉพาะเพ่ือที่ต้องการพัฒนา
ออกมาฝกึ โดยเฉพาะ

ในเว็บไซต์ของ Ebsco (n.d.)ได้กล่าวถึงการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ (Improving
Information Literacy) ไว้ว่า จากสมาคมห้องสมุดแห่งสหรัฐอเมริกากล่าวว่าการรู้สารสนเทศคือ
ชุดความสามารถที่มีแต่ละบุคคลในการรู้ว่าเมื่อไรต้องการข้อมูลและสามารถค้นหา ประเมินค่า
และใชข้ ้อมลู ทต่ี ้องการนั้นได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ
บคุ คลท่ชี ำนาญในการรู้สารสนเทศจะมีทกั ษะดังตอ่ ไปน้ี

1. บอกความต้องการ (Identify) สามารถบอกความต้องการของการค้นคว้าและตัดสินใจ
ว่าตอ้ งการข้อมูลอะไร บอกคำถามทตี่ ้องการคำตอบได้ และเข้าใจว่าคำถามเหล่านั้นอาจเปล่ียนแปลง
ได้ตามกาลเวลา

2. ค้นหา (Locate) สามารถคน้ หาแหล่งขอ้ มูลทีเ่ กยี่ วขอ้ งและน่าเช่ือถอื ได้

53

3. ประเมินค่า (Evaluate) สามารถประเมนิ คา่ ข้อมูลทีค่ น้ หาและวิเคราะห์ข้อมูลเหล่านน้ั
4. สังเคราะห์ข้อมูล (Synthesize) สามารถสังเคราะห์ข้อมูล รวบรวมข้อมูลเข้าด้วยกัน
เปน็ ความรู้ และประยุกต์ใช้ตามความต้องการข้อมลู แรกเริ่ม
5. นำเสนอ (Present) สามารถนำเสนอขอ้ มูลทต่ี ้องการใหม่ในวธิ กี ารทีผ่ อู้ ื่นเขา้ ใจได้
6. แปลความ (Translate) สามารถแปลความข้อมูลใหม่นี้และผลการค้นคว้าเป็น
ขอ้ กำหนดหรอื วธิ กี ารใหม่ ๆ
การพฒั นาทักษะเหลา่ นี้ตอ้ งใช้เวลาและการฝึกฝนและเจา้ หน้าทใ่ี หม่ ยงั ไม่เคยมีเครอื่ งมือท่ี
จะรบั เอาแนวทางการรสู้ ารสนเทศแบบน้ี ตอนนี้ในฐานะทเี่ ปน็ การทำงานร่วมกันของนักวิจัย พวกเขา
จำเป็นต้องเรียนรูก้ ารประเมินคา่ ขอ้ มูล ทีพ่ วกเขาได้รบั อยา่ งรอบคอบ
Xiao (2017) ได้กล่าวถึง กลยุทธ์ในการพัฒนาทักษะสารสนเทศของนักศึกษาภายใน
มหาวิทยาลยั เอกชน ในยคุ ทีม่ ีข้อมลู ปริมาณมหาศาล (Big Data Era)
1. เป็นที่น่าสนใจทั้งสังคมในการเข้าร่วมปฏิบัติการการส่งเสริมการรู้สารสนเทศและเพิ่ม
หน่วยงานการศึกษา ระดับชาติเพื่อที่จะรองรับนโยบายสถานศึกษาเอกชนในประเทศจีน นโยบาย
ตั้งแต่เริ่มต้นในการวางแผนและนำไปใช้จัดว่า มีบทบาทสำคัญมาก ในการที่จะขับเคลื่อน
ความสามารถในการรู้สารสนเทศในมวลรวมระดับชาติในกลุ่มนักศึกษา ระดับอุดมศึกษาโดยควรที่
จะต้องทำลายกำแพงเพื่อเสริมสถานศึกษาเอกชนมากกว่าที่จะปล่อยให้เป็นไปเอง นอกจากน้ี
ในสิ่งแวดล้อมครอบครัวและสิ่งแวดล้อมทางสังคม จัดเป็นที่ที่ดีที่สุดในการหล่อล้อมนักศึกษาดังน้ัน
เราจงึ ควรปฏิบัตติ อ่ ไปน้ี

1.1 สร้างทัศนะ 3 อย่างที่ถูกต้องและพึ่งพาความคิดเห็นสาธารณะที่เหมาะสมเพื่อให้
เกิดบรรยากาศในเชิงบวก สขุ ภาพกายดี สุขภาพจติ ดี

1.2 เสริมประสิทธภิ าพการเฝ้าระวังความคดิ เห็นสาธารณะในเครือข่ายเพ่ือควบคุมการ
แพรก่ ระจายของข้อมูลทไ่ี ม่ดีและเป็นอันตรายในการใสร่ ้ายและสงิ่ ไม่ดใี ห้กับผู้อนื่

1.3 เพิ่มบทลงโทษเกี่ยวกับอาชญากรรมบนโลกอินเตอร์เน็ตแลใช้กฎหมายในการ
ควบคุมพฤติกรรมระดับชาติ ดงั น้นั พวกเราก็จะระลึกถึงการใช้อินเตอรเ์ นต็ ตามหลักกฎหมายและเป็น
พลเมืองท่ีดี

2. โรงเรียนควรจดั การเรยี นการสอนการรู้สารสนเทศลงไปในหลักสูตรและตั้งค่าเป้าหมาย
ทางการศึกษารายปีและ การวดั ประเมินผล

2.1 วิทยาลัยและมหาวิทยาลัยควรใช้แหล่งทรัพยากรห้องสมุดอย่างสมเหตุสมผลและ
เปิดสอนในรายวิชาการรู้สารสนเทศ ขณะเดียวกันให้บรรจุรายวิชานี้ให้นักศึกษาได้เรียนอย่างเป็น
รปู ธรรมและตงั้ คณุ สมบตั ิของอาจารยแ์ ละจำนวนชัว่ โมงทีส่ อนการวดั ประเมนิ ผล

2.2 ในการใช้แหล่งทรัพยากรห้องสมุด การเผยแพร่และการสอนเกี่ยวกับสารสนเทศ
สำหรบั นักศึกษามีจุดประสงค์ เพอ่ื สง่ เสรมิ การนำความรวู้ ชิ าเรียนไปใช้ เชน่ เทคโนโลยีสารสนเทศ ทกุ
วันนี้นักศึกษาจำนวนมากเกิดในยุดปี 90 หรือ 2000 ดังนั้นพวกเขาค้นหาแหล่งข้อมูลที่มีชีวิตชีวา
น่าสนใจและสะดวกสบายมากขึ้นเป็นสิ่งจำเป็น ที่ต้องกระตุ้นให้ครู อาจารย์ ใช้ส่ื อมัลติมีเดียและ
รปู แบบส่อื ใหม่ ๆ ในการสร้างความรใู้ ห้กับนักศกึ ษา เพื่อเพมิ่ ปฏสิ มั พันธร์ ะหวา่ งอาจารยแ์ ละนักศึกษา
การเริ่มต้นค้นหาแหล่งทัพยากรข้อมูลและแนะนำแนวทางให้นักศึกษาใช้สื่ออินเตอร์เน็ตได้อย่าง
ถูกตอ้ งเพื่อพัฒนาการนำแห่งข้อมลู ไปใช้ควรทำเปน็ กรณีเร่งดว่ น

54

2.3 เพื่อเพิ่มความเข้มข้นในการสร้างอาจารย์มหาวิทยาลัยซึ่งเป็นผู้นำของนักศึกษา
ต้องตดิ ตามและเชอ่ื มโยงวทิ ยาการเหล่าน้เี ข้าดว้ ยกนั นอกจากนี้สถาบนั การศึกษาควรจัดให้อาจารย์ได้
ฝึกอบรมเพ่ือให้มีการพัฒนาระบบความรู้อย่างต่อเน่ือง มคี วามเข้าใจดีในการใชเ้ ทคโนโลยีและวิธีการ
ใหม่ ๆ และพัฒนาศักยภาพ การรู้สารสนเทศของพวกเขา นอกจากนี้การให้อาจารย์และนักศึกษามี
ปฏิสัมพันธ์กันบนเครือข่าย จะช่วยให้อาจารย์และนักศึกษาได้ทำงานร่วมกันและทำให้นักศึกษาได้
คน้ หาข้อมลู ท่ีถูกต้อง ได้รับความรู้ ซมึ ซบั และใช้แหล่งสารสนเทศได้ โดยจุดมุ่งหมายของการฝึกหัดน้ี
จะช่วยให้นักศกึ ษาสามารถแกป้ ัญหาต่าง ๆ ได้ดว้ ยตวั เอง

3. เพื่อกระตุ้นให้นักศึกษาได้ทำวิจัยใหม่ ๆ ด้วยตนเอง รายวิชาการรู้สารสนเทศพื้นฐาน
ของโรงเรียนควรสอนนักศึกษาให้รู้จักวิธีการเบื้องต้นในการนำข้อมูลมาใช้ ด้วยวิธีการนี้อาจารย์และ
ผู้ปกครองควรแนะนำวิธีการ ได้ข้อมูลที่มีค่า ดังนั้นพวกเขาจะไม่สับสน (ไม่ทราบว่าต้องการข้อมูล
อะไร ไม่ทราบว่าต้องหาข้อมูลจากไหน ไม่ทราบวิธีการใช้ข้อมูล) ในเวลาเดียวกัน อาจารย์และ
ผปู้ กครองควรให้การสนบั สนุนนักศึกษาเพ่ือให้พวกเขาเขา้ ใจ หลักปฏิบัติพ้นื ฐานและสร้างความมั่นใจ
ในการค้นคว้าข้อมูลด้วยตนเอง นอกจากนี้ต้องกระตุ้นให้ ลองวิธีการใหม่ ๆ ที่ไม่ขัดต่อจริยธรรมและ
กฎหมาย กระตุ้นให้นำข้อมูลสารสนเทศและแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรมมาใช้ และจุด
ประกายความกระตอื รือร้นในการสร้างนวตั กรรม ดงั นน้ั พวกเขาสามารถพฒั นาทกั ษะการรูส้ ารสนเทศ
ของพวกเขา และปัญหาจะหมดไปเพอื่ กา้ วเดนิ ไปข้างหนา้

กล่าวโดยสรุป จากทัศนะเกย่ี วกบั แนวการพฒั นาทกั ษะการรู้สารสนเทศดังกล่าวข้างต้น
สรุปเป็นกจิ กรรมท่ีแนะนำ (Assignment Suggestions) ท่ีสำคัญ 21 ประการ ดังน้ี

1) เตรียมคำอธิบายประกอบบรรณานุกรมอย่างง่าย (Prepare Brief Annotated
Bibliographies) กิจกรรมนี้อาจให้นักศึกษาค้นคว้าข้อมูลจากหลากหลายแหล่ง เช่น บทความ
หนังสือ ข้อมูลบุคคล เว็บไซต์ แล้วอธิบายสิ่งที่ได้รับงานแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ถึงความเข้าใจเกี่ยวกับ
หวั ข้อท่ีไดร้ บั สิ่งนี้จะช่วยใหน้ ักศึกษาพฒั นาความรเู้ กี่ยวกบั งานวิชาการในหวั ข้อท่สี นใจได้

2) ค้นคว้าและเปรียบเทียบแหล่งข้อมูลสองแหล่งในหัวข้อเดียวกัน (Retrieve and
Compare two Sources of Information on the Same Topic) กิจกรรมนี้ช่วยให้นักศึกษา
ระมัดระวังปัจจัยจากพื้นฐาน ความต้องการ และกลุ่มเป้าหมายของผู้แต่งบทความที่นำไปสู่การ
นำเสนองานดังกล่าว และอาจมีการเน้นข้อมูลบางอย่างที่แตกต่างจากแนวทางอื่น ๆ กิจกรรมนี้
ประสบความสำเร็จดีเมื่อนักศึกษาได้มอบหมายให้ค้นคว้าจากแหล่งข้อมูลที่ค่อนข้างแตกต่างกันมาก
เช่น บทความจากนิตยสารที่ได้รบั ความนิยมกับบทความทางวิชาการ หรือ บทความจากกลุ่มอนุรักษ์
นิยมและกลุ่มเสรีนิยม หรือบทความจากหลากหลายสาขา บทความวิชาการกับเว็บไซต์ หรือ ข้อมูล
บุคคลกบั เว็บไซตข์ ององคก์ รตา่ ง ๆ

3) สงั เกตกระบวนการวิจัยในแตล่ ะหัวข้อโดยให้ความสนใจกับเรอื่ งของเวลา (Look at
the Treatment of a Topic over Time)กิจกรรมนี้ช่วยให้นักศึกษาเกิดความตระหนักเกี่ยวกับ
กระบวนการของนักวิจัยในหัวข้อดงั กล่าว เช่น นักวิจัยในยุคปัจจุบันน้ีทราบขอ้ มูลบางอย่างที่นกั วิจัย
ในสมัยก่อนยังไม่รู้ หรือ บริบททางสังคมมีผลกระทบต่องานวิจัยนั้นอย่างไร และอื่น ๆ งานวิจัย
เกี่ยวขอ้ งกับระยะเวลาที่อาจค้นหางานที่ทำเมื่อสองปหี รืออาจจะเป็นศตวรรษทแี่ ล้ว กิจกรรมนี้จะเน้น
ยำ้ ความตระหนกั ว่าการค้นหาผลงานย้อนหลงั ในระยะหกเดือนจากฐานข้อมูลอาจไมเ่ พยี งพอ

55

4) เริ่มต้นจากงานตพี ิมพท์ ่ีสำคัญ ๆ หรือเหตกุ ารณท์ ่เี ก่ียวข้องในศาสตรน์ ้ัน เตรียมการ
นำเสนอเกีย่ วกบั บุคคลหรือเหตุการณ์ท่เี กย่ี วข้องน้นั (Starting with a Significant Publication
or Event Within the Field, Prepare a Report on the People or Issues Involved)
กจิ กรรมนจ้ี ะช่วยใหน้ กั ศกึ ษาได้เขา้ ใจบรบิ ทของขอ้ มูลและเร่ิมท่ีจะสนใจกระบวนการทำวจิ ยั น้ัน (This
helps Students Contextualize Some of the Material, and begins to Focus Them on the
Research in the Discipline)

5) ให้เวลาในการทบทวนและดูบทความสำคัญ ๆ ในศาสตร์นั้น (Review a Major
Journal in the Field Over Time) ติดตามดูการเปลี่ยนแปลงว่าผู้ใดเป็นผู้สร้างผลงาน หัวข้อที่
น่าสนใจคอื อะไร วิธกี ารทใ่ี ชค้ อื อะไร นกั ศึกษาจะมกี ารพัฒนาความเข้าใจท่เี กยี่ วข้องกบั ศาสตร์น้นั ๆ

6) เปรียบเทียบชิน้ งานทีค่ ้นหามาโดยวิธกี ารค้นคว้าจากเครือ่ งมือค้นหาหรอื ฐานข้อมลู
ที่แตกต่างกันสองแห่ง (Compare Items Retrieved by Searches Using two Different
Search Engines or Databases) นักศึกษาไดเ้ รียนรู้ว่า ดัชนี ฐานข้อมูล หรอื แม้แต่เวบ็ ไซต์สำหรับ
ค้นคว้าอาจมีการให้ความสำคัญและหน้าที่แตกต่างกัน ๆ สิ่งนี้จะทำให้นักศึกษาได้เรียนรู้การเลือก
เครื่องมือในการค้นคว้าข้อมูลในแต่ละศาสตร์ที่แตกต่างกันในแต่ละระดับหรือแต่ละรูปแบบ การ
ค้นคว้าจากฐานข้อมูลทั่ว ๆ ไป เช่น Academic Search Premier และดัชนีมาตรฐานทั่วไปในงาน
ของนักศึกษาอาจจะทำให้เห็นผลลัพธ์ที่น่าสนใจที่แตกต่างกัน (ฐานข้อมูลทั่ว ๆ ไป เหมาะกับสห
วิทยาการเพื่อการเรียนรูห้ รอื ไม่ บทความดังกล่าวเข้าถึงได้หรือไม่ ดัชนีเฉพาะสาขาวิชาเหมาะกว่าใน
การค้นหาให้แคบลงหรอื ไม่)

7) ให้ค้นหาต้นฉบับของงานวิจัยที่บทความนั้นนำมา ตรวจสอบความถูกต้องของ
ประกาศนั้น โดยเริ่มต้นจากบทความส้ัน ๆ หรือ ประกาศในสิ่งตีพิมพ์สำคัญ ๆ (Starting with a
Short Article or Announcement in the Popular Press, Locate the Original Research
on which the Popular Article was Based. Evaluate the Accuracy of the
Announcement) กิจกรรมนี้ทำให้นักศึกษาได้แยกแยะระหว่างความนิยมกับงานวิจัย และทำให้
นักศึกษาเข้าใจความแตกตา่ งของกลมุ่ เป้าหมายของผ้รู บั สื่อและระดบั ความนา่ เช่ือถือของข้อมูล

8) ค้นหาและประเมินบทวิจารณ์หนังสือที่ใช้ในรายวิชาที่เรียน (Locate and
Evaluate Reviews of Books used in the Course) เป้าหมายของกิจกรรมนี้เพื่อวิเคราะห์การ
ยอมรบั ของงานวิจัยในศาสตรน์ ั้น นกั ศกึ ษาสามารถเขา้ ใจการสื่อสารของสาขาวิชานัน้ โดยการอ่านจาก
บทวิจารณ์ของนักวิชาการเกี่ยวกับสิ่งที่นักศึกษาได้ใช้ศึกษาในรายวิชานั้น การค้นหาข้อมูลนี้จะช่วย
สอนนักศึกษาอย่างไม่ซับซ้อนโดยนักศึกษาจะคุ้นเคยกับแหล่งข้อมูลใกล้ ๆ ตัว เช่นมีพื้นฐานในการ
คน้ หาบทความและอื่น ๆ

9) ค้นหาและเปรียบเทียบเหตุการณ์จากแหล่งข้อมูลสองแหล่งที่ร่วมสมัยกัน (Locate
and Compare two Contemporary Accounts of an Event) เน้นการตระหนักรู้ถึงความ
แตกต่างของมุมมองระหว่างข้อมูลใหม่ ๆ และข้อมูลที่ร่วมสมัยของนักวิชาการก่อน ๆ นักศึกษาได้ใช้
หนังสือพิมพ์และนติ ยสารฉบับเก่า แล้วค้นหาหัวข้อโดยใช้ดัชนีในการคน้ หาบทความอื่น ๆ เหล่านี้ทำ
ให้นักศึกษาเข้าใจการใช้ดัชนี

56

10) ค้นหาและประเมินข้อมูลในเว็บไซต์ทีด่ ีและแย่ทีส่ ุด โดยอธิบายเกณฑ์ที่ใช้ประเมนิ
และคำแนะนำในการพัฒนาเว็บไซต์ที่แย่นั้น (Locate and Evaluate the “Best” and the
“ Worst” Web Site on a Topic, Describing the Criteria Used and Recommending
Improvements for the “Worst” Site) นักศึกษาลองใช้เว็บไซต์สำหรับค้นข้อมูลและต้องสร้าง
เกณฑใ์ นการตดั สินความเกี่ยวขอ้ งและความน่าเช่อื ถือของข้อมูลที่คน้ พบ

11) พิจารณาข้อมูลนอกเหนือจากงานวิจัย (Debates Requiring Outside
Research) กจิ กรรมนใี้ ชไ้ ด้ดกี บั หัวขอ้ ทีม่ กี ารโต้เถียงกนั อยู่ กระตุ้นให้นักศกึ ษาหาเหตผุ ลมาสนับสนุน
แนวคิดของพวกเขาโดยการวิเคราะห์ข้อมูล โดยค้นหาแหล่งข้อมูลในบรรณานุกรมของข้อมูลที่ได้มา
ศึกษาการทำอา้ งองิ ท้ังน้ยี งั ช่วยใหอ้ าจารยไ์ ด้ประเมินข้อมูลท่นี กั ศกึ ษาคน้ คว้ามา

12) นำเสนอข้อมูลพื้นฐานที่เป็นจริงในชั้นเรียนและนำเสนอหัวข้อใหม่ ๆ (Present
Brief Factual Background to the Class, Introducing a new Topic) ช่วยให้นักศึกษาบอก
ไดว้ ่าเมอ่ื มีการคน้ ควา้ งานวิจัยท่ีมีอา้ งอิง (แบบพมิ พแ์ ละแบบอเิ ลก็ ทรอนิกส์) มปี ระสิทธิภาพมากกว่า
การค้นหาบทความหรือหนังสือ และช่วยให้นักศึกษาใช้เวลาในกระบวนการของรายวิชาเองด้วย
กจิ กรรมน้ียังชว่ ยนกั ศกึ ษาเป็นอยา่ งดีเมอื่ มีการนำเสนองานในการสมั มนา

13) เขียนหรือนำเสนอผลงานของผูท้ ี่มีชื่อเสียงท่ีได้สร้างสรรคผ์ ลงานด้านวิชาการหรือ
ผู้แต่งหนังสือหรือเขียนบทความที่ใช้เรียนในรายวิชานั้น (Write or Present a Brief
Intellectual Biography of a Scholar Identified or Read in the Course) แม้ว่าเราต้อง
ระมดั ระวงั ในการคัดเลือกนักวชิ าการที่มีผลงานท่ีนา่ เชื่อถือมากพอท่ีทำให้เราสามารถเข้าถึงผลงานอ่ืน ๆ
ของเค้าได้ นักศึกษาต้องสามารถหางานวิจัย บทความ และหนังสือของเขาเหล่านั้นได้ แล้วติดตาม
ผลงานนัน้ เพื่อให้เห็นการพัฒนาความสนใจและความเข้าใจในศาสตร์น้ันของพวกเขา วธิ ีการนอี้ าจรวม
ไปถงึ การศกึ ษาบทวิจารณห์ นงั สือของผลงานทางวชิ าการเหล่านัน้ ตลอดชว่ งชีวติ การทำงานของพวกเขา

14) เขียนบทความในหนังสือพิมพ์เกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ (Write a Newspaper
Article on an Event) ให้นักศึกษาทุกคนในชั้นค้นคว้าเหตุการณ์แล้วเขียนข่าวออกมา สิ่งนี้ช่วย
ส่งเสริมการจับใจความสำคัญของเนื้อเรื่องและการสรุปเนื้อหา ความแตกต่างของเหตุการณ์ต่าง ๆ
อาจกระตนุ้ ใหน้ กั ศกึ ษาไดเ้ ห็นผลกระทบของมุมมองของผูเ้ ขยี นที่มีต่อช้นิ งานได้

15) เตรียมการจัดการประชุมกับผู้ที่แต่งบทความหรือทำวิจัยที่ใช้เรียนในรายวิชาน้ัน
หรือหาบุคคลที่มีส่วนสำคัญกับเหตุการณ์ทางประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจ (Prepare for a News
Conference With a Scholar Read in Class, or With a Figure Involved in Some
Significant Event in History) นักศึกษาต้องค้นคว้าประวัติของนักวิจัยหรือข้อมูลทั่ว ๆ ไปของ
บุคคลในประวัติศาสตร์ที่น่าสนใจเพื่อที่จะตั้งคำถามที่ต้องการจะถาม หรืออาจจะเตรียมคำถามจาก
ผอู้ ่นื ทีอ่ ยคู่ นละวฒั นธรรมหรอื คนละชว่ งเวลาท่อี ยากจะถามคำถามกบั คนเหลา่ นี้

16) เขียนโครงร่างวิจัยเพื่อทำโครงการวิจัย (Write a Proposal for an Extended
Research Project) สิง่ น้ีจะทำใหน้ ักศกึ ษาไดท้ ำเกือบทุกอย่างทีเ่ กยี่ วกบั กับการทำวจิ ัย ยกเว้นเพียง
การเขียนวิจยั จริง ๆ นกั ศึกษาต้องคน้ ควา้ หาข้อมูลทเี่ กย่ี วข้องกับศาสตร์ของตน และนำมาวิเคราะห์ว่า
เหมาะสมหรือไม่เหมาะสมกับงานของเราหรือไม่ (This Asks Students to do Almost Everything
Involved with Writing a Paper, Except the Actual Writing: They Must Locate and Retrieve

57

Information in the Field, and Analyze how it Fits Together and Perhaps where it does
Not)

17) รวบรวมผลงานทีไ่ ดศ้ ึกษาในหัวข้อนั้น ๆ (Create an Anthology of Readings
on a Topic) เลอื กข้อมลู จากหลายแหล่งข้อมูลทีเ่ ก่ียวข้องกบั หัวข้อนนั้ แลว้ เขยี นคำบรรยายว่าทำไม
ข้อมูลเหล่านี้ถึงจัดเป็นเรื่องเดียวกัน และที่มากไปกว่านั้น (จากแนวทางของห้องสมุดมหาวิทยาลัย
Wesleyan) กิจกรรมนี้สมมติให้ว่านักศึกษาไม่ได้รับอนุญาตให้ใช้ข้อมูลบางอย่างก็ยังสามารถไปใช้
แหล่งข้อมูลทม่ี อี น่ื ๆ ได้ ซง่ึ ข้อมลู อืน่ นเ้ี พยี งแต่ไมไ่ ดจ้ ดั อยู่ในข้อมูลทีต่ รงกบั ความต้องการมากทส่ี ดุ

18) เปรียบเทียบการทดลองในหัวข้อเดียวกันในสองสาขาวิชาที่แตกต่างกั น
(Compare the Treatment of the Same Topic in two Different Disciplines) สิ่งนี้ช่วย
นักศึกษาในการฝึกการค้นคว้าข้อมูลโดยการปฏิบัติและทำให้เรียนรู้ในการแยกแยะมุมมองและ
กระบวนการในสาขาวิชาท่ีแตกตา่ งกัน

19) ค้นหาและสรุปข้อมูลเพื่อสนับสนนุ บทบรรณาธิการในเรื่องที่ไดเ้ รียนในรายวิชานั้น
(Locate and Summarize Information to Support an Editorial on a Topic Within the
Course) กิจกรรมนี้จะช่วยให้นักศึกษาระบุได้ว่าต้องการข้อมูลอะไรซึ่งอาจจะอยู่นอกจากห้องเรียน
และยงั ชว่ ยให้นักศกึ ษาไดเ้ ห็นความสำคญั ของกระบวนการคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ

20) ค้นหาบทความวิชาการสองเรื่องในหัวข้อเดียวกันและเปรียบเทียบและประเมิน
บรรณานุกรมทั้งสองงานนั้น (Locate Two Scholarly Articles on a Topic, and Compare
and Evaluate Their Bibliographies) นักศึกษาจะไดส้ ังเกตส่ิงท่ีทั้งสองบทความมเี หมือนกันและ
แหล่งข้อมูลบางแห่งที่มีความเฉพาะตัวของแต่ละบทความ ทั้งยังช่วยให้ได้คิดถึงผลกระทบของ
คุณภาพของแหลง่ ขอ้ มูลทส่ี ร้างความน่าเชื่อถอื ให้กบั บทความนัน้ ๆ

21) จัดทำบันทึกชนิดหรือส่วนประกอบทางเคมีของของใช้ที่มีในบ้านเรือน (Create
a Profile of a Species, or of a Chemical Compound Found in a Household
Product) สิ่งนี้ช่วยให้นักศึกษาคุ้นเคยกับเครื่องมือในการทำอ้างอิงทางวิทยาศาสตร์และยังช่วยให้
พวกเขาร้จู กั กับการทำงานเขยี นในทางวทิ ยาศาสตร์

2.3.5 ทัศนะเกี่ยวกับขั้นตอนการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ (Development of
Information Literacy Skills)

Loesche (2015) กล่าวถึงข้ันตอนการพฒั นาการเสรมิ สร้างทักษะการรสู้ ารสนเทศไวด้ งั น้ี
1. การกำหนด ขั้นตอนแรกคือคุณต้องระบุสิ่งที่คุณต้องการ ปัญหาของคุณ หรือคำถาม
ของคณุ คณุ ต้องร้ใู หไ้ ด้วา่ คณุ ตอ้ งการขอ้ มูลอะไร
2. การค้นหา ขั้นตอนที่สองคือสามารถค้นหาข้อมูลได้ รู้แหล่งข้อมูล เข้าถึงแหล่งข้อมูล
และดึงข้อมูลนั้นออกมา คุณสามารถได้ข้อมูลมาจากหลากหลายแหล่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบ
สิ่งพิมพ์เช่น หนังสือ นิตยสาร และหนังสือเรียน หรือรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ หรือแหล่งข้อมูลบุคคล
โดยการถามบางคน เช่นผู้เช่ียวชาญ หรือถามเพอื่ นร่วมงานของเรา
3. การประเมินผล เมื่อได้ข้อมูลมาแล้ว ต่อมาเราต้องประเมินความน่าเชื่อถือของข้อมูล
เพยี งเพราะข้อมูลได้มาอยา่ งงา่ ย ๆ ไม่ได้หมายความวา่ ข้อมลู นน้ั ดีพอ ตอ้ งตอบวา่ ขอ้ มูลทไี่ ดม้ าใช่ที่เรา
ตอ้ งการหรอื เปล่า ขอ้ มูลนน้ั ถูกต้องหรอื ไม่ ขอ้ มลู นั้นเชอ่ื ถอื ไดห้ รือเปล่า

58

4. การจัดการข้อมูล ต่อมาคือการจัดการข้อมูลเพ่ือที่คุณจะได้ใช้งานนั้น ถ้าคุณเคยค้นหา
ข้อมูลผ่าน Google คุณจะทราบได้ว่าคุณจะได้ผลลัพธ์นบั ล้านและคุณต้องค้นหาแหล่งข้อมูลท่ดี ที ี่สดุ
และจัดการข้อมูลทกุ อยา่ งท่ีคุณได้มา

5. การสื่อสาร ขั้นตอนสุดท้ายการการรู้สารสนเทศคือการสื่อสารข้อมูลนั้น ๆ คุณต้อง
สามารถสื่อสารข้อมูลเหล่านั้นได้อย่างเหมาะสมกับผู้ที่ต้องการมัน เช่น ลูกค้า เพื่อร่วมงาน แพทย์
หรอื ชุมชน คณุ ต้องมน่ั ใจว่าคณุ สอ่ื สารออกไปอย่างถกู กฎหมายและอยา่ งมีจริยธรรม

ในเว็บไซต์ของ LibGuide Team (2017) ได้กล่าวถึง Big6- Information literacy
model หรือ หลักสำคัญ 6 ข้อของรูปแบบขั้นตอนการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ โดย Big6 หรือ
หลักสำคัญ 6 ข้อ เป็นรูปแบบกระบวนการของการแก้ปัญหาของข้อมูล มีการผสมผสานการสืบค้น
ขอ้ มลู และทกั ษะการใชเ้ ครือ่ งมือทางเทคโนโลยีอย่างเปน็ กระบวนการเพอ่ื การค้นหา ใช้ ประยกุ ต์ และ
ประเมินค่าข้อมูลเพื่อนำไปใช้ในงานหรือความต้องการที่มีความเฉพาะเจาะจง หลักสำคัญ 6 ข้อน้ี
ได้รับการพัฒนาโดย Mike Eisenberg (ไมค์ ไอเซนเบิร์ก) และ Bob Berkowitz (บ๊อบ เบิอร์โควิทซ)์
หลักสำคัญนี้เป็นกระบวนการที่ได้รับความนิยมเป็นอย่างมากในการนำไปสอนทักษะเรื่องข้อมูล
สารสนเทศและเทคโนโลยีในสถานศึกษาและสถาบันอุดมศึกษาท่วั โลก

ภาพที่ 2.3 หลกั สำคัญ 6 ข้อของรปู แบบข้นั ตอนการพัฒนาทักษะการรูส้ ารสนเทศ

สรุปสาระสำคัญจากการใชร้ ูปแบบหลกั สำคัญ 6 ข้อ รว่ มกับประสบการณ์พิจารณาได้
ออกมาเป็นแนวทางในการคน้ คว้าดงั ตารางท่ี 2.1

59

ตารางท่ี 2.1 การใชร้ ูปแบบหลักสำคัญ 6 ข้อ

หลกั สำคัญ 6 ขอ้ (Big6) ภาระงาน คำถามท่ีตอ้ งถามตนเอง
ขั้นท่ี 1: กำหนดปัญหาและ 1. ระบุปัญหา - อาจารย์คาดหวังให้เราทำอะไร
ขอบเขตของงาน (Task 2. ระบขุ อ้ มูลทตี่ ้องการ - เราเขา้ ใจในส่ิงท่ีเราตอ้ งทำหรอื เปลา่
Definition) - คำถามทีเ่ ราตอ้ งตอบคอื อะไร
1. บอกแหลง่ ข้อมูลท้งั หมด - เราต้องรู้อะไรเกยี่ วกับหวั ขอ้ น้บี า้ ง
ขั้นที่ 2: กำหนดกลยุทธใ์ น 2. เลอื กแหล่งข้อมลู ทดี่ ี - เราตอ้ งเร่ิมค้นควา้ ข้อมูลจากทไ่ี หน
การคน้ ควา้ ขอ้ มูล ท่สี ุด - เราสามารถสอบถามใครได้บ้างเพอื่ หาข้อมลู
(Information Seeking - แหลง่ ข้อมูลท่ีดีท่สี ดุ ท่ีจะนำมาใช้งานคือที่ใด
Strategies) 1. ระบแุ หลง่ ทีอ่ ยู่ของ
ขน้ั ท่ี 3: กำหนดแหล่งขอ้ มูล ข้อมูล - เราจะหาข้อมลู เหล่านไ้ี ดจ้ ากทไี่ หน
และเขา้ ถึงแหล่งขอ้ มูลได้ 2. ค้นหาข้อมูลจาก - เราจะคน้ หาข้อมูลไดอ้ ย่างไร
(Location + Access) แหลง่ ขอ้ มลู นัน้ ๆ - เราจะค้นหาขอ้ มลู จากแหลง่ ขอ้ มลู นน้ั ได้จาก
อ่านและดูข้อมลู แลว้ ท่ีไหน
ขั้นที่ 4: การนำสารสนเทศไป ตัดสนิ ใจว่าจะใช้ขอ้ มลู สว่ น - เราไดข้ อ้ มลู ประเภทไหนมา
ใช้ ไหน (และทง้ิ ขอ้ มูลส่วน - ขอ้ มลู ทเ่ี ราได้มาจะตอบคำถามของเราได้
(Use of information) ไหน) หรือไม่
- เราจะจดบันทกึ เกย่ี วกับข้อมลู ที่ไดม้ าอย่างไร
ข้ันท่ี 5: สงั เคราะหข์ อ้ มลู จดั การขอ้ มลู - ขอ้ มลู ท่ีเราไดม้ ามีความนา่ เช่ือถือหรอื เปล่า
(รวบรวมขอ้ มลู ทกี่ ระจดั นำเสนอขอ้ มลู - เราจะเอาขอ้ มลู ทั้งหมดมาเขา้ ดว้ ยกันได้
กระจายเข้าดว้ ยกัน) อยา่ งไร
(Synthesis) พจิ ารณาตัดสินผลงาน - เราจะเขียนเคา้ โครงโครงการน้ีอยา่ งไร
พจิ ารณาตดั สิน - เราจะนำเสนอข้อมลู นเี้ พอื่ ตอบถามของ
ขั้นท่ี 6: ประเมนิ ผล กระบวนการทำงาน อาจารยไ์ ด้อยา่ งไร
(Evaluation) - เราไดจ้ ดบนั ทกึ แหล่งที่มาของข้อมลู ทงั้ หมด
เพ่อื ไปทำบรรณานกุ รมหรอื เปลา่
- เราได้แก้ปญั หาหรือเปล่า
- เราไดเ้ ขยี นนำเสนอโครงการในรปู แบบทเี่ ปน็
ทเี่ ข้าใจหรอื เปล่า
- เราจะทำอะไรท่แี ตกตา่ งจากเดิมในคร้งั ตอ่ ไป
หรือเปลา่
- เราไดเ้ รียนรู้อะไร
- เราพงึ พอใจกับโครงงานของเราหรอื เปลา่

ในเว็บไซต์ของ Prezi (2020) ได้กล่าวถึง 5 ขั้นตอนในการพัฒนาสู่การรู้สารสนเทศดังน้ี
1) ระบุขอ้ มูลทต่ี ้องการได้ 2) เขา้ ถงึ ขอ้ มูลท่ีตอ้ งการได้ 3) พิจารณาข้อมูลที่คน้ พบอยา่ งมีวิจารณญาณ
4) ใช้ข้อมูลได้อย่างเฉพาะเจาะจง 5) ใช้ข้อมูลได้อย่างมีจริยธรรมและเข้าใจการใช้ข้อมูลนั้น ๆ ทั้งน้ี
การรู้ (Literacy) หมายถึง ความสามารถในการใชภ้ าษาได้อยา่ งมีประสทิ ธิภาพ

ข้ันท่ี 1 ระบุข้อมูลทตี่ อ้ งการขั้นพนื้ ฐานและสว่ นอ่ืนทเี่ ปน็ ไปได้

60

- เลอื กหวั ขอ้
- ตัง้ คำถามวจิ ัย
- ทราบชนิดของข้อมูลที่ต้องการ (ข้อมูลที่เป็นที่นิยม หรือ การศึกษางานวิชาการ

หนังสอื หรือ บทความ และอน่ื ๆ)
ขั้นท่ี 2 เขา้ ถงึ ขอ้ มลู ท่ตี อ้ งการไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพและประสิทธผิ ล

- เลือกวิธีการค้นคว้าขอ้ มูลท่ีเหมาะสมได้
- สรา้ งกลยุทธใ์ นการค้นควา้ ได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
- ใช้แหล่งสืบค้นออนไลน์ ฐานข้อมูล และบริการที่เกี่ยวข้อง เช่น การยืมหนังสือ

ระหว่างห้องสมุดเพือ่ ใหไ้ ดข้ อ้ มลู ทต่ี ้องการได้
- จดั การขอ้ มูลทคี่ ้นหาได้
ขั้นที่ 3 ประเมินค่าข้อมูลและแหล่งที่มาอย่างมีวิจารณญาณและคัดเลือกข้อมูลเพื่อสร้าง
เป็นองคค์ วามรใู้ หม่และเปน็ ระบบท่ีมปี ระโยชน์
- พิจารณาความเชื่อมั่น ความน่าเชื่อถือ และความเหมาะสมของแหล่งข้อมูลตามการ

นำไปใชข้ องเรา
- สงั เคราะหข์ ้อมลู โดยการรวบรวมขอ้ มลู ออกมาเป็นแนวคิดใหม่
- ประเมินผลกลยุทธ์ท่ใี ชใ้ นการคน้ ควา้ ข้อมูลอีกครัง้ หากจำเปน็
ข้ันท่ี 4 ใช้ข้อมลู ไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพเพ่อื ใหบ้ รรลเุ ป้าประสงค์ท่ีได้ตง้ั ไว้
- สรา้ งผลงานเขยี นวจิ ัยหรอื โครงการ โดยใช้ข้อมูลท่ไี ด้ค้นควา้ มาตามขั้นตอนกอ่ น
หน้าน้ี
- แบง่ ปันผลงานวจิ ัยหรอื โครงงานกบั บคุ คลอน่ื ๆ
ข้ันท่ี 5 เขา้ ใจความหลากหลายของสภาวะเศรษฐกจิ กฎหมาย และปัญหาสังคมรอบตัวใน
การใช้ข้อมลู และการเขา้ ถงึ ขอ้ มูล ใช้ขอ้ มลู นน้ั อยา่ งมจี ริยธรรมและถกู กฎหมาย

- ใส่อ้างอิงแหล่งทม่ี าของขอ้ มูลได้อยา่ งถูกต้องเหมาะสมในเน้อื หา
- ใส่บรรณานุกรมถึงแหล่งข้อมูลที่มาตามรูปแบบสากล (เช่น APA, MLA, Chicago
และอน่ื ๆ)
- ยึดมั่นในความถูกต้องของการนำข้อมูลไปใช้งานและกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ
ทรัพยส์ ินทางปญั ญา
ในเว็บไซต์ของ SlideShares (2020) ไดก้ ล่าวถึงขั้นตอนการร้สู ารสนเทศไว้ดงั นี้
1. เครื่องมอื ในการรู้สารสนเทศ เรยี นรู้ทีจ่ ะคิด เรียนรทู้ ่จี ะเรียน
2. รูปแบบกระบวนการด้านข้อมูล รูปแบบดังกล่าวนี้ได้รับการพัฒนาจากงานประชุม
ด้านการรูส้ ารสนเทศทีป่ ระเทศนิวซแี ลนด์ในปี 2004 เพื่อที่จะตอบสนองการเรียนรู้และการรู้สารเทศ
ที่เปรียบเสมือนการเดินทาง ดังนั้น STEPS หรือขั้นตอนการรู้สารสนเทศ เส้นทางผ่านหลักสูตรการ
เรียนรู้ที่หลากหลาย (เช่น รูปแบบเฉพาะของสาขาวิทยาศาสตร์ สาขาด้านเทคโนโลยี สาขาด้าน
ศิลปกรรม และอน่ื ๆ) และหลากหลายกลมุ่ อายุ (เชน่ รูปสำหรับเดก็ เล็ก) และแหลง่ ทรัพยากรท่ีรองรับ
ในการช่วยสนับสนุนการนำหลกั สตู รไปใช้ที่หลากหลาย

61

3. ภาพรวมของ STEPS แนวคิดนเ้ี ป็นรปู แบบท่ีทำข้ึนเพื่อให้ง่ายต่อการจดจำเพ่ือจูงใจ

นักเรียนในการจดจำ คู่มือที่ประกอบกันนี้ได้รับการออกแบบมาให้จบภายในหน้าเดียว แนวคิดนี้ยัง

ไดร้ บั การออกแบบเพ่ีอใหเ้ หมาะสมกับช่วงวยั ของนักเรียนนักศกึ ษาตามหลักสตู รที่มีโดยมีรายละเอียด

ดังนี้

STEPS สำหรับเดก็ เล็ก

STEPS สำหรบั นกั เรียนประถมศกึ ษาถงึ มัธยมศึกษาตอนปลาย

STEPS สาขาวทิ ยาศาสตร์

STEPS สาขาดา้ นเทคโนโลยี

STEPS สาขาดา้ นศลิ ปกรรม

4. การใช้ STEPS รูปแบบการพฒั นาการรู้สารสนเทศมอี ย่างมากมาย แตง่ านวิจยั ที่ชี้ว่า

วิธีการที่ดีที่สุดในการเป็นผู้ชำนาญการมีทักษะที่ต้องก ารคือการมีรูปแบบที่มีความต่อเนื่องทั่วทั้ง

สถานศกึ ษา

คำแนะนำ คอื

- กระตุ้นการนำ STEPS ไปใช้เป็นประจำ มีการตีพิมพ์และเคลือบไว้ ทำตัวหนังสือให้

ใหญแ่ ละตดิ อยู่ทกุ ท่ี

- แยกกระบวนการออกเป็นขั้นเป็นตอนและนำไปสอนอย่างเป็นระบบโดยมีการ

ช่วยเหลือผเู้ รียนให้ทำตามขน้ั ตอนดว้ ยความเอาใจใส่

- ระมัดระวังว่าการสอนในเนื้อเรื่องเป็นสิ่งสำคัญแต่บางทักษะก็จำเป็นต้องสอนแยก

ออกเฉพาะเพ่ือให้ง่ายต่อผูเ้ รยี นในการทำความเข้าใจ ผูเ้ รียนบางคนอาจเรยี นรู้ได้อย่าง

ง่ายได้แต่บางคนอาจต้องใช้การเรียนรู้ด้วยวิธีการที่เป็นกระบวนการ ดังนั้นการสอน

แบบผสมผสานจึงเป็นส่งิ จำเปน็

5. ทักษะสำคญั ท่ซี อ่ นอยทู่ ี่ตอ้ งพิจารณาเพ่อื นำไปสอนแบบแยกสว่ นในชว่ งแรก ๆ คือ

- การต้งั คำถาม

- การระบคุ ำสำคัญ

- การอา่ นคร่าว ๆ การอ่านแบบผ่าน ๆ

- การจับใจความสำคญั

- ทกั ษะการสมั ภาษณ์

- การสงั เคราะห์

- การแยกแยะระหว่างความจริงกับข้อคิดเห็น การคัดลอกผลงาน การทราบ

แหลง่ ข้อมูลทม่ี า

เด็ก ๆ ส่วนมากมีทักษะการใช้เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์ (ICT) อยู่แล้ว แต่การฝึกทักษะ

การใชเ้ ทคโนโลยคี อมพิวเตอรบ์ างประการอาจเปน็ สิ่งที่จำเปน็ กับพวกเขา

STEPS ประกอบไปด้วยขั้นตอนดังนี้

S - Set scene คดิ เก่ียวกับหัวข้อ

คุณรู้อะไรเกีย่ วกบั เรอื่ งนบี้ า้ ง

คุณตอ้ งการค้นหาอะไร

62

ถามคำถามกวา้ ง ๆ

T - Target เขียนคำสำคัญเพ่อื ช่วยในการคน้ ควา้

จะคน้ คว้าข้อมลู ไดจ้ ากที่ไหน

E - Explore ค้นควา้ หาข้อมูลท่ีต้องการ

ตรวจสอบ จัดการ คัดเลือก และตดั ขอ้ มลู ที่ไมต่ อ้ งการออก

P - Present จะนำเสนอขอ้ มูลการศกึ ษาอย่างไร

ตัดสนิ ใจและทำการนำเสนอ

แบง่ ปันขอ้ มูลทม่ี ี

S - So what คณุ ทำงานนี้ได้ดีแค่ไหน

คณุ ไดเ้ รียนรู้อะไร

แลว้ ไดอ้ ะไรมา

6. คำถามกวา้ ง ๆ และ คำถามแคบ ๆ

คำถามกว้าง ๆ เชน่

- อะไรคือการเชื่อมโยง

- อะไรคอื รปู แบบ

- ทำไมประเดน็ น้ีถึงสำคญั

คำถามกวา้ ง ๆ นำพาเราให้คดิ มาก ๆ เพ่อื หาคำตอบท่ีตอ้ งการ

“ถ้าคณุ ตอ้ งคิดมาก ๆ เพอ่ื หาคำตอบ มนั คือคำถามกวา้ ง ๆ”

คำถามกว้าง ๆ มีเพียงเกี่ยวข้องกับการค้นคว้าข้อมูล แต่ยังเป็นการหาความเชื่อมโยง

ระหว่างข้อมูล การจัดเรียงลำดับข้อมูล หรืออาจมีความคิดเห็นเกี่ยวข้องกับข้อมูลที่พบ โดยใช้การ

เปรียบเทียบและมองหารปู แบบของข้อมูลนน้ั

การทำรายการสรุปเนื้อหาเป็นข้อ ๆ จัดเป็นการหาคำตอบแคบ ๆ แต่การเปรียบเทียบ

ขอ้ มลู นกี้ ับแหล่งอื่น ๆ หรือการนำขอ้ มลู นี้ไปใชใ้ นสถานการณ์ใหม่ ๆ แสดงให้เห็นวา่ แนวคิดก่อนหน้า

น้มี คี วามจำเปน็ และคำถามนั้นเป็นคำถามท่กี วา้ ง

คำถามท่ีกว้างจำเป็นต้องได้รับคำตอบที่ต้องใช้ความคิด มันจะตั้งขึ้นมาจากคำถามย่อย ๆ

อื่นเพื่อช่วยหาคำตอบของคำถามกว้าง ๆ และมักจะต้องใช้ข้อมูลมารองรับคำตอบรวมทั้งแนวคิดท่ี

เชื่อมโยงกนั เพ่อื สนับสนุนคำตอบนั้น

7. ตัวอยา่ งคำถาม

คำถามแคบ ๆ ได้แก่

“สกหี มิ ะและสโนว์บอรด์ คอื อะไร”

“พอสซมั่ คืออะไร”

(คำตอบของคำถามเหล่านี้มักยืดยาวและมักเป็นการคัดลอกและวางโดยไม่ได้ผ่านการ

คิดมากนัก ไมม่ ีการเปรยี บเทียบคำตอบ)

คำถามกว้าง ๆ “กีฬาชนิดใด ระหว่าง สโนว์บอร์ดหรือสกีหิมะ ที่ฉันจะเล่นได้ดีกว่าจน

เป็นมอื โปรได้” (น้คี ือการเชื่อมโยงคำถามเขา้ มาส่บู ริบทของความเปน็ จรงิ ”

63

คำถามที่กว้างมากขึ้น “ถ้าคุณเอาตัวพอสซั่มไปไว้ที่ประเทศไทย คุณคิดว่ามันจะมีชีวิต
รอดหรอื ไหมและจะกลายเปน็ สัตว์รบกวนหรอื ไม”่

การที่จะตอบคำถามเหล่านี้ได้ต้องมีการค้นคว้าข้อมูล จดบันทึก สรุปความ จัดการ
ขอ้ มูล การตัดสินใจ ซ่งึ จำเปน็ ต้องคดิ ในภาพกวา้ ง ๆ มาเก่ยี วขอ้ ง

8. ระบบตัวเลข คำถามที่กว้างและยิง่ ใหญ่มากที่สุด “ให้เปรียบเทยี บระบบตวั เลขสอง
แบบและบรรยายว่าพวกมันถูกนำไปใช้ในสังคมได้อย่างไร” (สัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์, ค่าประจำ
หลัก, ลำดับการคำนวณเลข, ตวั เลขของแต่ละประเทศ)

9. ทำแผนภาพแนวคิด (Mind map) โดยใชแ้ รงบันดาลใจ
- เขียนคำถามรองเพื่อสนบั สนุน
10. คำถามรองเพอื่ สนบั สนุน
- สัญลักษณ์ท่ีใช้ในระบบตวั เลขคืออะไร (อยี ิปต,์ บาบโิ ลเนียน และอื่น ๆ)
- เรานับตัวเลขในระบบตัวเลขอย่างไร
- เราเหน็ ระบบตวั เลขเหล่านีท้ ี่ไหน
- ใครเป็นผู้ใช้ระบบตวั เลขเหลา่ นี้
- ประวัติศาสตรท์ ี่มาของระบบตวั เลขเหลา่ นค้ี อื อะไร
- เราใชร้ ะบบตวั เลขนีบ้ อ่ ยแคไ่ หน
11. เปา้ หมาย
- วางแผนและตัดสนิ ใจว่าเราจะบรรลุเปา้ หมายไดอ้ ย่างไร
- หาคำสำคญั เพื่อนำมาเรียบเรียงเป็นรายการ
- คณุ จะค้นคว้าหาขอ้ มูลได้จากทไี่ หน
12. คำสำคัญ
- จดบนั ทกึ คำสำคญั จากคำถามของคณุ
- คดิ คำพ้องความหมายจากคำสำคัญเหลา่ นน้ั
- คำแนะนำด้านเทคโนโลยี: พิมพ์รายการลงใน Microsoft Word แล้วเน้นข้อความ
เหล่านนั้ แล้วคลกิ ขวาเพอ่ื เลือกหาคำพ้องความหมายแลว้ คน้ จากพจนานกุ รม
- กจิ กรรมคน้ ควา้ จากคำสำคญั “Get Muscles in Keywords….”
13. กิจกรรม “Get Muscles in Keywords…” รูปแบบกจิ กรรม
- เพื่อให้การนำคำสำคัญไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ บางครั้งคุณต้องศึกษาข้อมูล
พื้นฐานเก่ียวกับหัวข้อนั่นก่อน และจดบันทึกคำสำคัญเอาไว้ จัดคำสำคัญเหล่านั้นเป็น
ชดุ ๆ
- คิดคำพอ้ งความหมายของคำสำคัญและเขียนไว้
- ใช้คำง่าย ๆ เชน่ ขอ้ มลู เบอื้ งตน้ , เดก็ ๆ, ขอ้ เท็จจรงิ , ขอ้ เท็จจริงน่ารู้
- ใชเ้ ครื่องมอื ค้นควา้ ทถี่ กู ต้อง
- กิจกรรมคอื ใหต้ วั อยา่ งประโยคมาแลว้ ให้หาคำสำคญั เพอื่ ไปใชค้ ้นหา

เช่น ภาพยนตร์เรือ่ งตามหานโี มเ่ ริม่ ฉายเม่อื ไร คำสำคัญคอื ตามหานโี ม่ เร่ิม
ทำไมนกที่บินเรว็ ที่สุดบนิ ไดเ้ ร็วแบบนัน้ คำสำคัญคอื นก บินเร็วท่ีสุด

64

14. ค้นควา้ ข้อมูลของคณุ
- ใชแ้ หลง่ ขอ้ มลู ทีเ่ หมาะสมทีส่ ดุ โดยดจู ากค่มู อื แหลง่ ข้อมูล
- ใชค้ ำงา่ ย ๆ เช่น ขอ้ มลู เบอ้ื งตน้ , เดก็ ๆ, ข้อเทจ็ จริง, ขอ้ เท็จจริงนา่ รู้
- ลองค้นคว้าจากอนิ เตอร์เน็ตตามใบงานกิจกรรมทไ่ี ด้รบั
15. ระบขุ ั้นตอนทจี่ ะนำไปสูเ่ ป้าหมาย (Target)

เช่น วางแผนว่าจะได้ขอ้ มูลทีต่ อ้ งการโดยค้นคว้าจากที่ใดโดยเขียนไว้เป็นข้อ ๆ และ
คำสำคญั ทีจ่ ะใช้ในการคน้ หา

16. ใชเ้ ครอ่ื งมือในการคน้ หาเชน่ ผิดพลาด! การอ้างองิ ไฮเปอร์ลิงกไ์ ม่ถูกต้อง
- เขยี นรายการคำสำคัญทีจ่ ะใช้คน้ หา โดยจะมาจากคำถามในงานของคุณ
- เลือกคำสำคัญที่ดีที่สุด 3 หรือ 4 คำ ที่เหมาะสมที่สุดกับหัวข้อนั้น เลือกคำสำคัญ
ด้วยความระมัดระวงั มิเช่นนั้นแลว้ การคน้ คว้ากจ็ ะเหมือนการงมเขม็ ในมหาสมุทร
- ปรบั ปรุงคำสำคญั ท่ใี ชค้ น้ หาหากค้นไปแลว้ ไดข้ ้อมลู ท่ีไม่เก่ียวข้อง
- ถ้าต้องการหาวลีทเ่ี ฉพาะใหใ้ ชเ้ ครื่องหมายคำพูดชว่ ย “ ….”
- ใชห้ น้าการคน้ หาข้ันสงู
17. มีการเปรยี บเทียบระบบตวั เลขโรมัน (X, V, I) กบั เลขจนี โดยมขี อ้ สรุปยอ่ ๆ ดังนี้

ระบบตวั เลขจีนและโรมัน
เลขจนี พบไดใ้ นส่ิงต่อไปน้ี
- หนังสอื พิมพ์
- อินเตอรเ์ นต็
- ผลิตภัณฑ์จากประเทศจีน
- ค่มู อื ทำอาหารจีน
- ร้านค้าของจีน
- รา้ นอาหารจนี
- ในประเทศจีน
เลขโรมันพบได้ในส่งิ ต่อไปนี้
- นาฬกิ า
- โบสถ์
- นาฬกิ าขอ้ มอื
- วิชาคณติ ศาสตร์
- ในเอกสารบางประเภท
- หนงั สือเพลง
18. เราพบเจอตวั เลขทงั้ สองระบบบอ่ ยแค่ไหน
เลขโรมนั
- ทกุ วนั ในหนงั สอื พมิ พ์
- ทกุ วนั ในนาฬิกา
- ทุกวันในนาฬกิ าข้อมือ

65

- ทุกวันในทวี ี
- ทุกวนั ในค่มู ือทำอาหาร
- การศึกษา
เลขจนี
- ทุกวันในหนังสือพิมพ์
- ทุกวันในนาฬกิ า
- ทกุ วันในนาฬิกาข้อมอื
- ทกุ วันในทวี ี
- ทกุ วนั ในคูม่ อื ทำอาหาร
- การศกึ ษา
19. หลังจากการศึกษาระบบทั้งสองตัวแล้วก็ได้มีการนำเสนอข้อมูลและสรุปผลตาม
แนวทาง STEPS
20. เกณฑ์การประเมนิ ทกั ษะกระบวนการสารสนเทศ มดี ังนี้

การตง้ั คำถาม ผ้วู จิ ยั สามารถคน้ พบคำถามหรือปญั หาในหวั ข้อทีไ่ ดร้ บั มา

10 สามารถตั้งปัญหาหรือคำถามเพ่ือศึกษาหรือหาคำตอบได้ด้วยตนเองโดยเริ่มต้นจากหัวขอ้ ที่ได้รับ
มา สารารถสรา้ งแผนผังความคดิ เพอ่ื วางแผนการในการค้นหาคำตอบของหวั ขอ้ นนั้ ได้

6 สามารถระดมความคิดเห็น สร้างคำถาม และ/หรือ แผนผังความคิดเห็นโดยการช่วยเหลือของ
ผู้ใหญห่ รือเพื่อนเพ่ือให้มุง่ เน้นไปท่ีหัวขอ้ และปัญหาทตี่ อ้ งหาคำตอบ

2 ต้องการความชว่ ยเหลือจากผใู้ หญ่ หรือคนอน่ื ๆ ในการสร้างคำถามหรอื หัวขอ้

การวางแผน ผู้วจิ ัยสามารถระบุแหล่งขอ้ มลู ทจี่ ะมีประโยชนท์ สี่ ุดในการรวบรวมข้อมลู

10 คดั เลือกแหล่งข้อมูลทีเ่ หมาะสมได้ดว้ ยตนเองอย่างมปี ระสิทธภิ าพ

6 คดั เลอื กแหลง่ ขอ้ มูลไดโ้ ดยได้ผลลพั ธม์ าบา้ ง
2 ค้นหาขอ้ มลู หลากหลายแหลง่ โดยไมม่ คี ำถามนำทางวา่ แหล่งข้อมลู ไหนน่าจะมีประโยชนม์ ากท่ีสดุ

การเก็บรวบรวมข้อมูล ผู้วิจยั เกบ็ ข้อมลู ทสี่ ามารถนำไปใชไ้ ด้

10 เก็บรวบรวมและจัดการข้อมลู ใหน้ ำมาใชง้ านไดง้ า่ ย สามารถนำมาจัดเรยี งเปน็ ผังความคดิ ได้
6 เกบ็ ข้อมลู โดยมกี ารจดั การบ้าง
2 ไม่สามารถรวบรวมขอ้ มลู ท่ีสำคญั ไมจ่ ดั การกบั ขอ้ มลู ทร่ี วบรวมมา

การสังเคราะห์ข้อมูล ผู้วิจัยสามารถสร้างข้อมูลจากผลการรวบรวมข้อมูลที่ได้มา เพ่ือ
ตอบปญั หา/คำถาม/หวั ข้อได้

10 สรา้ งคำตอบขน้ึ มาได้ในแบบฉบับของตนเอง
6 รวบรวมคำตอบมาผสมกนั จากหลายแหล่งข้อมูล
2 ตอบคำถามโดยนำมาจากคำตอบของผอู้ น่ื

การประเมนิ ค่าขอ้ มูล ผวู้ ิจยั สามารถประเมนิ คา่ คำตอบที่ไดน้ ำเสนอมาได้

10 แสดงทักษะการสะท้อนผล สามารถเสนอแนวคิดเพือ่ ใช้ในการเปลีย่ นแปลงครั้งต่อ ๆ ไป มีความ
ตระหนักถึงจดุ แข็งของขอ้ มลู หรือขอ้ มลู ที่ชว่ ยสนบั สนุนคำตอบและคำถามน้ันได้รับการตอบ

66

6 แสดงออกถึงความตระหนักว่ามีข้อมูลท่ีช่วยสนับสนุนคำตอบนั้นหายไป สามารถระบุได้วา่ มีส่วน
ไหนทค่ี วรไดร้ ับการปรับปรุงในครั้งต่อไป

2 การสรปุ ผลและการตอบคำถามมีเหตุผลมารองรับนอ้ ย ไมส่ ามารถปรบั แตง่ ขอ้ มลู ทห่ี ามาได้

การรายงานข้อมูล ผู้วิจัยสามารถนำเสนอผลสรปุ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายทั้งตวั
บคุ คลและเป็นกล่มุ ได้

10 สร้างการนำเสนอผลงานในรูปแบบฉบบั ของตนเองทกี่ ล่าวถงึ ปญั หา คำถาม หัวขอ้ หรือ ข้อมลู เชงิ
ลกึ ไดอ้ ยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ

6 นำเสนอข้อมลู เชงิ ลึกโดยมีการอา้ งอิงถึงปญั หา คำถาม หรือ หวั ขอ้ แรกเร่ิมได้
2 นำเสนอขอ้ มลู หรือแนวคิดของผอู้ นื่

คะแนนเตม็ 50 คะแนน ซ่ึงสามารถนำไปเปลยี่ นเป็นร้อยละได้ (In2Edu Learning & Fun
in Action)

Zook (2018) ได้กล่าวถึง ห้าขั้นตอนสำคัญที่จะนำไปสอนเรื่องการพัฒนาทักษะการรู้
สารสนเทศในโรงเรียนมธั ยมต้น ไว้ดังน้ี

1. อธิบายความหมายของการรู้สารสนเทศ
อนิ เตอรเ์ น็ตคงเปน็ สงิ่ ที่ไม่หนีไปไหนดงั นั้นนักเรยี นจำเปน็ ต้องทราบว่าจะป้องกันตนเอง

ให้ปลอดภัยจากข้อมูลผิด ๆ ตลอดชีวิตได้อย่างไร ยิ่งนักเรียนมีอายุน้อยเท่าใด คำอธิบายง่าย ๆ ควร
นำมาใช้มากเทา่ นน้ั

หากเริม่ ตน้ สอนการรูส้ ารสนเทศกอ่ นช้ันมัธยมตน้ ครูต้องมีการปรับความหมายให้เข้าใจ
ง่ายขึ้นโดยอาจจะอธิบายว่าการรู้สารสนเทศคือ “ความเข้าใจที่ว่าข้อมูลใดจริงและข้อมูลใด
หลอกลวง”

หากเป็นนักเรียนในช่วงมัธยมต้น คุณอาจจะบอกความหมายว่า “ข้อมูลใดเป็นข้อมูล
ปลอมและเข้าใจเก่ยี วกับขา่ วทีเ่ ปน็ จริง”

ถา้ คณุ พดู ถงึ เรื่องการรู้สารสนเทศในระดับมธั ยมปลาย คณุ อาจให้ความหมายท่ีลึกกว่าน้ี
เกี่ยวกับการรู้สารสนเทศโดยมีการอภิปรายการรู้สารสนเทศในหัวข้อทางประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม
ดนตรปี อ๊ ป บทวจิ ารณ์ บทความวิชาการ และอ่ืน ๆ

อย่างไรก็ตามความหมายของคำอธิบายเหล่านี้ไม่ได้บอกว่าการรู้สารสนเทศเป็นเรื่อง
ยากต่อการเขา้ ใจ ทกุ คนทใ่ี ชอ้ นิ เตอรเ์ นต็ ได้ควรเรียนรเู้ ก่ยี วกบั การรู้สารสนเทศไว้ จดุ เร่ิมต้นที่ดีในการ
เรียนร้คู ือการยกตัวอย่าง

2. การยกตวั อยา่ งขอ้ มลู สารสนเทศท่ีเชื่อถือไดแ้ ละข้อมูลสารสนเทศที่ไม่น่าเชอ่ื ถือ
การยกตัวอย่างเป็นวิธีการที่ดีทส่ี ุดในการนำการรู้สารสนเทศไปใช้ในชีวิตจริง ยิง่ ตัวอยา่ ง

ท่นี ำเสนอมันรนุ แรงขนาดไหน คณุ ยิ่งจะเขา้ ใจมันได้งา่ ยมากย่ิงข้ึน
ยกตวั อย่างเช่นหนงั สือพิมพ์นิวยอร์กไทมส์ (The New York Times) ที่ได้สร้างชื่อเสียง

ด้านความนา่ เชอ่ื ถอื และข้อมูลทีเ่ ข้าถงึ ได้งา่ ย โดยไดร้ บั รางวลั พูลิตเซอร์ (Pulitzer Prizes รางวลั ด้าน
สิ่งพิมพ์) ยอดเยี่ยม จำนวน 122 รางวัล และดำเนินธุรกิจมาตั้งแต่ปี 1851 ซึ่งเป็นที่ทราบกันว่ามีคัด
กรองกระบวนการจ้างงานและคุณสมบัติที่สูง นั้นหมายความว่าคุณภาพของบุคลากรนั้นก็สูงตามไป
ดว้ ย

67

แม้บางทีอาจจะมีพวกข่าวปลอม ๆ ท่ีหนงั สอื พิมพ์นิวยอร์กไทมส์ แม้วา่ จะมีเป็นจำนวน
น้อยและไมบ่ ่อย ดงั นัน้ เว็บไซตน์ ิวยอร์กไทมสจ์ ึงจัดไดว้ ่าเป็นแหล่งข้อมูลท่ีนา่ เชอ่ื ถือท่ีสุดแห่งหนึ่งของ
โลก

คุณสามารถเปรียบเทียบกับสื่อสังคมออนไลน์ เช่น Facebook หรือ Twitter ซึ่งเป็น
ธรรมชาติของเว็บไซต์ที่เปิดสาธารณะอย่างไมม่ ีท่สี ิ้นสุดทำให้มนั ง่ายมากทีใ่ ครสักคนจะสร้างเร่ืองที่หา
ต้นตอไมเ่ จอได้งา่ ย

ข้อมูลสารสนเทศที่ผิด ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่ทำให้ดูน่าเชื่อถือนั้นเป็นอันตราย
โดยเฉพาะอยา่ งยิง่ กับเดก็ ๆ

นี้เป็นเหตุผลสำคญั ท่ีต้องทำใหน้ ักเรียนเข้าใจว่าไม่ควรเชือ่ ทุกอยา่ งที่เหน็ คร้ังแรกในโลก
ออนไลน์ พวกเขาตอ้ งเรยี นรทู้ ีจ่ ะประเมินความนา่ เช่อื ถือของแหล่งข้อมลู ไดด้ ว้ ยตนเอง

เพื่อที่จะทำให้เกิดสิ่งเหล่านี้ นักเรียนต้องรู้ว่าคุณภาพของแหล่งข้อมูลสารสนเทศท่ี
น่าเชอื่ ถอื คอื อะไร

3. ระบุให้ชดั เจนวา่ อะไรทำใหแ้ หลง่ ข้อมลู ออนไลนน์ ั้นเช่ือถือได้
บ่อยครง้ั ทีเ่ ราจะเชอ่ื ในทนั ที (ไม่เฉพาะนักเรยี น) ทพี่ วกเราอา่ นบางสิง่ บางอย่างท่ีมาจาก

เพื่อของเราหรือมีความคิดเห็นในกระตุน้ แต่นี้เป็นวถิ ีการใช้ชีวิตที่อันตราย การเชื่อข้อมูลสารสนเทศ
ผิด ๆ อยู่บ่อยคร้ังอาจทำให้คนบางคนเฉยเมยต่อข่าวสารเหมอื นไม่ทราบข้อมลู เหล่านี้มาก่อ ซึ่งกล่าว
ได้ว่าเหตุการณ์นี้มันแย่ลงเรื่อย ๆ ดังนั้นอะไรคือคุณภาพที่ทำให้แหล่งข้อมูลสารสนเทศนั้นมีความ
นา่ เชื่อถือ

ชื่อผแู้ ตง่ ไดร้ ะบุอยู่ในข้อมลู สารสนเทศ
แม้ว่าความมีชื่อเสียงอาจจะไม่ได้เป็นการรับรองคุณภาพของคนได้ในทันทีว่าเป็น

แหล่งข้อมูลที่ดี แต่มันก็ช่วยให้เห็นว่ามีชื่อผู้แต่งอยู่ในบทความหรือในข้อความในเว็บไซต์ ( blog)
ซึ่งถ้ามีข้อมูลชื่อผู้แต่งนั้นแสดงให้เห็นว่าบุคคลเหล่านั้นแสดงความรับผิดชอบต่อข้อมูลที่พวกเขาได้
เขียนขึ้น ซึ่งหากข้อมูลนั้นผิด ชื่อเสียงของพวกเขาหรืออาจจะถึงการงานของเขาอาจได้รับผลกระทบ
ไปด้วยการหาชื่อผู้แต่งนั้นง่ายมาก หากไม่อยู่ทางด้านบนก็จะอยู่ทางด้านล่างของหน้า ถ้านักเรียน
ไม่สามารถหาชือ่ ผแู้ ตง่ จากแหลง่ ขอ้ มลู นน้ั ได้ถือว่าไม่ควรนำมาใช้

ผแู้ ตง่ มชี ื่อเสยี งทด่ี ี
เมื่อนักเรียนสามารถหาชื่อผู้แต่งได้แล้ว ลำดับต่อไปคือการตรวจสอบชื่อเสียงของผู้

แตง่ นกั เรียนสามารถนำชื่อของผแู้ ตง่ ไปคน้ หาใน Google, Bing หรือเว็บไซตค์ ้นหาขอ้ มลู ตา่ ง ๆ
ผลลัพธ์ที่ได้ควรจะมีงานตีพิมพ์อื่น ๆ และสื่อสังคมออนไลน์ของผู้แต่งคนนั้น ถ้า

ขอ้ มูลอืน่ ๆ ดูบิดเบอื นหรอื ไมถ่ ูกตอ้ ง นกั เรียนควรเรมิ่ คิดแล้ววา่ ผูแ้ ต่งมีความนา่ เชอ่ื ถือหรือเปล่า
แต่ถ้าผู้แต่งมีหน้าที่การงานชัดเจน มีผลงาน มีชื่อเสียงที่ดีมาตลอดเราก็สามารถ

เช่อื ถอื ข้อมลู เหลา่ น้ันไดอ้ ย่างสบายใจ
วันท่แี ต่งหรอื เขียนมคี วามเปน็ ปัจจบุ ัน
เรื่องวันที่แต่งถือเป็นเรื่องสำคัญ ข้อมูลเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็วเพราะ

อินเตอรเ์ น็ต ถ้านกั เรยี นต้องการข้อมลู ที่มคี วามน่าเชื่อถือ พวกเขาจำเปน็ ตอ้ งหาวันที่แต่งใหไ้ ด้

68

ถ้าวันท่แี ต่งมีอายหุ ลายปมี าแล้ว ขอ้ มลู ที่ไดม้ าอาจไม่เก่ยี วข้องแลว้ ก็ได้ในปจั จบุ ัน ย่งิ
ไปกว่านั้นข้อมลู ทไี่ มม่ ีวนั ที่แต่งเลยย่งิ ไม่มีความนา่ เช่ือถือ

แต่ถ้านักเรียนสามารถค้นหาวันที่แตง่ ได้และค่อนข้างเป็นปัจจุบันในหน้าเว็ปก็จัดได้
วา่ มีความน่าเชอื่ ถอื ข้ึนมา

ชอ่ื โดเมนก็บอกความนา่ เชอื่ ถือได้ เช่น .com, .edu, .gov
ชื่อโดเมนของเว็บไซต์สร้างความน่าเชื่อถือได้เป็นอย่างมาก เช่น .com, .edu และ

.gov เป็นชื่อโดเมนที่มีความน่าเชื่อถือมากที่สุด ในขณะที่ .club, .xxx, .info, .site, และอื่น ๆ จะมี
ความนา่ เช่อื ถือนอ้ ยลงไปอกี

นี้เป็นวิธีง่าย ๆ ในการตรวจสอบชื่อที่อยู่เว็บไซต์ (URL) ถ้าตัวท้ายลงด้วยสามตัวท่ี
กล่าวมาข้างต้นก็จะบง่ บอกความนา่ เชื่อถือไดเ้ ลย

เวบ็ ไซตไ์ ดร้ ับการออกแบบอย่างดี
ไม่น่าเชื่อว่าการออกแบบเว็บไซต์สำคัญในการบอกความน่าเชื่อถือของเว็บไซต์น้ัน

เว็บไซต์ที่ออกแบบมาไม่ดีหรือเป็นรูปแบบเก่า ๆ เป็นไปได้ว่าเป็นข้อมูลที่ไม่มีความน่าเชื่อถือ ถ้า
ผู้ออกแบบไม่ได้ตั้งใจออกแบบเว็บไซต์ให้สวยงามได้ เราก็คงจะเชื่อใจคนนั้นไม่ได้ว่าพวกเขามีความ
พยายามในการตรวจสอบข้อมูลก่อนนำมาลงในเว็บไซตน์ ั้น

ในขณะเดียวกัน เว็บไซต์ที่ดีทันสมัย สวยงาม ใช้งานง่าย มักมีความน่าเชื่อถือ
มากกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเว็บไซต์ที่แสดงผลบนหน้าจอคอมพิวเตอร์ โน้ตบุ๊ค มือถือ และ แท็บเล็ต
อย่างสมบรู ณ์แบบ

คนทำเว็บไซต์ท่ีตงั้ ใจทำข้นึ มามกั จะให้ความสนใจเปน็ อยา่ งมากในการนำเสนอข้อมูล
ทมี่ คี วามนา่ เช่ือถือเพือ่ ใหผ้ ้คู นกลับเขา้ มาใชง้ านบ่อย ๆ

ใชภ้ าษาทถ่ี ูกหลักไวยากรณ์และหลกั ภาษาศาสตรท์ ี่ถกู ต้อง
นักเรียนจำเป็นต้องประเมินค่าแนวการเขียนของข้อมูลนั้นโดยเฉพาะการสะกดคำ

และหลักไวยากรณ์ การผิดหลักไวยากรณ์ การใช้คำสแลง และ สะกดผิด ถือเป็นเว็บไซต์ต้องห้าม
เพราะมันหมายความว่าผู้ทำเวบ็ ไซต์ไมไ่ ด้ใหค้ วามสำคญั กับการตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลเลย

ถา้ พวกเขาไม่ได้ต้องการเรียนรู้เกย่ี วกับหลักไวยากรณห์ รือการสะกดคำ พวกเขาก็คง
ไมไ่ ดต้ ดิ ตามดคู วามถูกตอ้ งของข้อมลู เหมือนกัน

ในวิธีการตรวจสอบนี้ นักเรียนควรให้คะแนนกับข้อมูลที่ได้อ่านนี้เหมือนที่ครูวิชา
ภาษาอังกฤษตรวจงานเขยี น

ถ้าการสะกดคำและหลักไวยากรณ์ไม่ได้รับคะแนน A+ เราก็ไม่ต้องไปเสียเวลาอ่าน
และใหค้ วามสนใจแหล่งขอ้ มูลน้ันเลยว่าขอ้ มลู ในนั้นจะถูกต้องหรือเปลา่

ความรู้เหล่านี้อาจยังไม่ช่วยนักเรียนได้มากพอหากพวกเขาทำได้แค่ตรวจสอบตาม
รายการที่กล่าวมา เพราะการรู้สารสนเทศถือเป็นเรื่องที่ซับซ้อนมากกว่านั้น นี้เป็นเหตุผลที่เรา
จำเป็นต้องสง่ เสริมให้นักเรยี นเกดิ การคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ

4. กระตนุ้ ใหเ้ กดิ การคดิ อย่างมีวิจารณญาณ
การคิดอย่างมีวิจารณญาณเป็นกระบวนการประเมินผลสารสนเทศ ตั้งคำถามกับ

สารสนเทศนน้ั และ ตดั สนิ ว่าขอ้ มูลน้นั มคี า่ หรือไม่

69

นักเรียนที่ฉลาดจะสามารถเข้าใจแนวคิดเหล่านี้ไดง้ ่ายและเริ่มเกิดคำถามกับทุกอย่างที่
พวกเขาได้ยินทันทีและอาจรวมถึงในชัน้ เรียนคุณด้วย แต่ทุก ๆ คนควรรู้ว่าจะคิดอย่างมีวิจารณญาณ
อยา่ งไร

ในความหมายของการรู้สารสนเทศ นักเรียนสามารถฝึกทักษะการคิดอย่างมี
วิจารณญาณโดยถามคำถามเหลา่ นี้

1. มใี ครหรือหนว่ ยงานไหนท่ีไดป้ ระโยชณ์จากขอ้ มูลน้หี รอื เปลา่
2. ขอ้ มลู นมี้ ีการเขา้ ขา้ งฝา่ ยใดฝา่ ยหน่ึงมากเกินไปหรือเปล่า
3. คุณสามารถบอกได้หรือไม่ว่าผู้เขยี นใสค่ วามคดิ เห็นลงไป
4. หวั ข้อเรอื่ งมคี วามสอดคล้องกับเนอื้ ความหรอื ไม่
5. ข้อมูลสารสนเทศนนั้ ขาดเคล่อื นกับส่ิงที่นกั เรยี นทราบข้อมูลที่แทจ้ รงิ อยูแ่ ลว้ หรือไม่
คำถามเหล่านี้เป็นเพียงจุดเริ่มต้น การคิดอย่างมีวิจาณญาณจะช่วยให้นักเรียนเกิด
คำถามและค้นหาความจริงในข้อมูลต่าง ๆ ที่พวกเขาเชื่อซึ่งจะช่วยให้พวกเขาเข้าใจและพิสูจน์ความ
จรงิ ของขอ้ มลู สารสนเทศไดด้ ขี ้นึ
ยิ่งนักเรียนได้เรียนรู้การคิดอย่างมีวิจารณญาณเร็วเท่าไร พวกเขาจะยิ่งสามารถค้นหา
ขอ้ มูลผิด ๆ ได้เรว็ เท่าน้ัน
แต่น้เี ป็นเพยี งแนวคดิ ท่จี ะนำไปสูแ่ นวคดิ ท่ยี ่งิ ใหญก่ ว่านนั้ มากf
ถ้าหากคุณอยากจดจำเกี่ยวกับแนวคิดของการรู้สารสนเทศได้ดี คุณต้องพูดถึงการเป็น
พลเมืองในโลกดจิ ติ อลด้วย
5. สอนนกั เรียนเก่ียวกับทกั ษะแห่งศตวรรษ 21 อนื่ ๆ
การรู้สารสนเทศเป็นเพียงหน่ึงทักษะแห่งศตวรรษท่ี 21 จำนวนมากท่ีคณุ สามารถนำไป
สอนนักเรียนได้ ทักษะทั้งหมดน้ีจะช่วยให้นักเรียนเข้าใจในเรื่องของเทคโนโลยีที่มีบทบาทในชีวิตทุก
วันน้ีและทำให้นกั เรียนเข้าใจการใชเ้ ทคโนโลยีดว้ ยความรบั ผดิ ชอบ
สิ่งสำคญั ทส่ี ุดคือคุณสามารถสอนการรู้เท่าทันส่ือ การรู้เท่าทนั เทคโนโลยี และการรู้เท่า
ทนั สือ่ ดจิ ติ อล นอกเหนอื จากการเรยี นรู้แค่การรสู้ ารสนเทศ
การรู้เท่าทันสื่อเป็นการสอนให้นักเรียนเข้าใจวิธีการของสื่อสิ่งพิมพ์ การนำเสนอ
ข่าวสาร และแหล่งข้อมูล ดังนั้นเมื่อนักเรียนเข้าเว็บไซต์พวกเขาจะบอกได้ทันทีว่ากำลังดูหน้าบล็อก
หนา้ หนังสือพมิ พ์ หน้าเว็บพวกนักทฤษฎสี มคบคิด หรืออ่ืน ๆ
การรู้เท่าทันเทคโนโลยีเป็นการก้าวไปอีกขั้นในการใช้สารสนเทศและเป็นการสอนให้
นักเรียนได้รู้ว่าเครื่องมือเหล่านี้มีพลังเป็นอย่างมากในยุคแห่งข้อมูลข่าวสาร (Information Age)
นกั เรยี นจะได้เรยี นรเู้ กยี่ วกบั คอมพิวเตอร์ เซิรฟ์ เวอร์ และการทำงานของอนิ เตอรเ์ นต็
ส่งิ เหล่าน้ีจะชว่ ยไขข้ ้อข้องใจที่อยเู่ บื้องหลังของเครื่องมือยุคใหม่เหล่านี้ มันเป็นการเผย
ให้เห็นวา่ ระบบการทำงานของโลกยคุ ใหม่เปน็ อย่างไร
คุณสามารถสอนนักเรียนเกี่ยวกับ การเขียนโปรแกรม Coding หรือ อุปกรณ์
คอมพวิ เตอร์ Hardware เบอื้ งตน้ ใหก้ ับนักเรียน
หลังจากการสอนทั้งหมดนี้ ถ้าคุณยังไม่เข้าใจการทำงานของเทคโนโลยี มันคงต้องใช้
เวทมนตแ์ ลว้ แหละ

70

กล่าวโดยสรุป จากการศึกษาขั้นตอนการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ
(Development of Information Literacy Skills) ได้ดงั น้ี

ขั้นตอนการพฒั นาการเสริมสรา้ งทกั ษะการรู้สารสนเทศของ Loesche มี 5 ข้นั ตอน
1. ระบสุ ิ่งท่ตี อ้ งการ ปญั หา หรือคำถาม
2. สามารถคน้ หาขอ้ มลู ได้ รู้แหลง่ ข้อมูล
3. การประเมนิ ผล
4. การจดั การขอ้ มลู
5. การสื่อสาร

หลักสำคัญ 6 ขั้นตอนของรูปแบบขั้นตอนการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ (Big6-
Information literacy model) โดย LibGuide Team

ขน้ั ท่ี 1: กำหนดปญั หาและขอบเขตของงาน (Task Definition)
ข้นั ที่ 2: กำหนดกลยุทธใ์ นการคน้ ควา้ ข้อมูล (Information Seeking Strategies)
ข้ันที่ 3: กำหนดแหลง่ ข้อมูลและเข้าถึงแหลง่ ข้อมลู ได้ (Location + Access)
ขน้ั ท่ี 4: การนำสารสนเทศไปใช้ (Use of information)
ขั้นที่ 5: สงั เคราะห์ขอ้ มูล (รวบรวมข้อมลู ทก่ี ระจัดกระจายเขา้ ด้วยกนั ) (Synthesis)
ขั้นท่ี 6: ประเมนิ ผล (Evaluation)
ขั้นตอนในการพัฒนาสู่การรสู้ ารสนเทศโดยเวบ็ ไซต์ Prezi มี 5 ขั้นตอน ดงั น้ี
ขน้ั ที่ 1 ระบขุ ้อมูลที่ตอ้ งการขัน้ พนื้ ฐานและส่วนอืน่ ทเี่ ป็นไปได้
ขน้ั ที่ 2 เข้าถึงข้อมูลท่ีตอ้ งการได้อยา่ งมีประสทิ ธภิ าพและประสิทธผิ ล
ขั้นที่ 3 ประเมินค่าข้อมูลและแหล่งที่มาอย่างมีวิจารณญาณและคัดเลือกข้อมูลเพอื่
สร้างเปน็ องคค์ วามรู้ใหม่และเป็นระบบทม่ี ปี ระโยชน์
ขั้นที่ 4 ใชข้ ้อมลู ได้อย่างมีประสิทธภิ าพเพื่อให้บรรลุเปา้ ประสงค์ที่ไดต้ ัง้ ไว้
ขั้นที่ 5 เข้าใจความหลากหลายของสภาวะเศรษฐกิจ กฎหมาย และปัญหาสังคม
รอบตัวในการใช้ข้อมลู และการเข้าถงึ ข้อมลู ใชข้ ้อมูลน้ันอย่างมีจริยธรรมและถูกกฎหมาย
เกณฑ์การประเมินทักษะกระบวนการสารสนเทศ โดยเว็บไซต์ SlideShares มี 6 ข้อ
ดังนี้
1. การตั้งคำถาม
2. การวางแผน
3. การเก็บรวบรวมข้อมูล
4. การสงั เคราะหข์ ้อมูล
5. การประเมินค่าข้อมลู
6. การรายงานขอ้ มลู
ขน้ั ตอนสำคัญที่จะนำไปสอนเรื่องการพัฒนาทักษะการรสู้ ารสนเทศในโรงเรยี นมัธยมต้น
ของ Zook มี 5 ขนั้ ตอน ดังนี้
1. อธบิ ายความหมายของการรู้สารสนเทศ
2. การยกตวั อย่างข้อมลู สารสนเทศทีเ่ ชือ่ ถือได้และข้อมลู สารสนเทศทีไ่ มน่ ่าเชอ่ื ถอื

71

3. ระบุใหช้ ัดเจนว่าอะไรทำให้แหลง่ ข้อมลู ออนไลนน์ น้ั เช่ือถือได้
4. กระต้นุ ให้เกดิ การคิดอยา่ งมีวิจารณญาณ
5. สอนนักเรยี นเก่ียวกบั ทกั ษะแหง่ ศตวรรษ 21 อื่น ๆ
2.3.6 ทัศนะเกี่ยวกับการประเมินทักษะการรู้สารสนเทศ (Assessment of
Information Literacy Skills)
Oakleaf (2006) ได้ทำวิจัยการประเมินทักษะการรู้สารสนเทศโดยวิธีการใหม่ด้วยเกณฑ์
ที่ออกแบบมาเพื่อประเมินผู้เรียนโดยแบ่งจุดประสงค์ในการประเมินออกเป็น 5 ลักษณะ ซึ่งมี
รายละเอียดการประเมินดังต่อไปนี้
จุดประสงค์ที่ 1 นักศึกษาผู้มีความรู้สารสนเทศจะสามารถระบุธรรมชาติและอธิบายความ
ต้องการของข้อมูลสารสนเทศได้ (The information literate student will determine the
nature and extent of an information need)
ตัวชี้วัดที่ 1.1 นักศึกษาจะมีการพัฒนาแผนการทั้งหมดที่ปฏิบัติได้จริงและกำหนดการใน
การได้มาซึ่งข้อมูล (The Student will Develop a Realistic Overall Plan and Timeline to
Acquire the Needed Information)
1) นักศกึ ษาจะระบุข้ันตอนของการทำวิจัยได้ (The Student will Describe the Stages
of the Research Process)
2) นักศึกษาจะสามารถค้นคว้า รวบรวม และสังเคราะห์ข้อมูลขึ้นมาบนพื้นฐานของ
แผนการที่วางไว้คร่าว ๆ และปรับเปลี่ยนได้ (The Student will Search for, Gather, and
Synthesize Information Based on an Informal, Flexible Plan)
3) นักศึกษาจะปฏิบัติได้อย่างเหมาะสมในการได้มาซึ่งข้อมูลภายในเวลาที่กำหนดไว้ได้
( The Student will Act Appropriately to Obtain Information Within the Time Frame
Required)
ตัวชี้วัดที่ 1.2 นักศึกษาจะกำหนดและระบุความต้องการของข้อมูลได้อย่างชัดเจน (The
Student will Define and Articulate the Need for Information)
1) นักศึกษาจะระบุหัวข้อวิจัยได้ (The Student will Identify an Initial Research
Topic)
2) นักศึกษาจะทำให้ขอบเขตหรือทิศทางของหัวข้อแคบลงหรือขยายขึ้นเพื่อที่จะนำไปสู่
เป้าหมายที่จัดการได้ (The Student will Narrow or Broaden the Scope or Direction of the
Topic to Achieve a Manageable Focus)
3) นักศึกษาจะเรียบเรียงแนวคิดสำคัญและนิยามศพั ท์ที่อธบิ ายด้านต่าง ๆ ตามหัวข้อวิจยั
เพื่อที่จะช่วยให้การค้นคว้าข้อมูลง่ายขึ้นได้ (The Student will List Key Concepts and Terms
Describing the Facets of the Research Topic that May be Useful in Locating Information)
4) นักศึกษาจะทำให้แนวคิดสำคัญและนิยามศัพท์แคบลง กว้างขึ้น หรือปรับใหม่ในการ
อธิบายหัวข้อวิจัยได้ (The Student will Narrow, Broaden, or Refine Key Concepts and
Terms Describing the Research Topic)

72

5) นักศึกษาจะแสดงให้เห็นถงึ ความเข้าใจว่าผลลพั ธ์ที่ต้องการในตอนท้ายมีบทบาทสำคัญ
ใ น ก า ร ก ำ ห น ด ค ว า ม ต ้ อ ง ก า ร ข ้ อ ม ู ล อ ย ่ า ง ไ ร ไ ด ้ ( The Student will Demonstrate an
Understanding of how the Desired end Product will Play a Role in Determining the
need for Information)

6) นักศึกษาจะอธิบายว่ากลุ่มเป้าหมายมีผลต่อการเลือกข้อมูลอย่างไร (The Student
will Describe how the Intended Audience Influences Information Choices)

7) นกั ศกึ ษาจะค้นหาข้อมลู จากแหลง่ ข้อมลู ทั่ว ๆ ไป เพือ่ สร้างความคุ้นเคยกับหัวข้อนั้นได้
(The Student will Explore General Information Sources to Increase Familiarity with the
Topic)

ตัวชี้วัดที่ 1.3 นักศึกษาจะระบแุ หล่งขอ้ มูลที่มศี ักยภาพได้อย่างหลากหลายสำหรับข้อมลู ท่ี
ต้องการ (The Student will Identify a Variety of Potential Sources for needed Information)

1) นักศึกษาจะระบุรูปแบบที่หลากหลายซึ่งสามารถค้นหาข้อมูลได้ (The Student will
Identify Various Formats in which the Information is Available)

2) นักศึกษาจะระบุคุ้นค่าและความแตกต่าง (เช่น จุดประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย) ของ
แหล่งข้อมูลที่มีศักยภาพหลากหลายรูปแบบได้ (The Student will Identify the Value and
Differences (E.G., Purpose, Audience) of Potential Resources in a Variety of formats)

จุดประสงค์ที่ 2 นักศึกษาผู้มีความรู้สารสนเทศจะสามารถเข้าถึงความต้องการของข้อมูล
ได้อย่างมีประสิทธิผลและประสิทธิภาพ (The Information Literate Student will access
needed Information Effectively and Efficiently)

ตัวชี้วัดที่ 2.1 นักศึกษาจะสร้างและใช้กลยุทธ์การค้นคว้าข้อมูลที่ออกแบบมาได้อย่างมี
ประสิทธิผล (The Student will Construct and Implement Effectively-Designed search
Strategies)

1) นกั ศึกษาจะระบนุ ิยามศัพท์และคำพ้องความหมายทเี่ ก่ยี วข้องในหัวข้องานวิจัยได้ (The
Student will Identify Related Terms and Synonyms for the research Topic)

2) นักศึกษาจะระบุถ้อยคำเพื่อใช้ในการค้นคว้าในหัวข้อวิจัยได้ (The Student will
Identify Phrases to use as search Terms for the research Topic)

3) นักศึกษาจะระบุส่วนท้ายของคำอื่น ๆ คำย่อ และการสะกดหลายแบบเพื่อการค้นคว้า
นิยามคำศัพท์เพื่อค้นคว้าตามหัวข้อวิจัยได้ (The Student will Identify Alternative Endings,
Abbreviations, and Multiple Spellings of search Terms for the research Topic)

4) นักศึกษาจะสร้างข้อความในการค้นหาโดยใช้ตรรกะบูลีน (Boolean Operators) ได้
(The Student will Construct search Statements using Boolean Operators)

5) นักศึกษาจะระบุคำค้นหาไปจนถึงการตัดคำออกบางส่วนได้ถ้าจำเป็น (The Student
will Identify search Terms to Truncate, if Appropriate)

ตัวชี้วัดที่ 2.2 นักศึกษาจะเลือกวิธีการที่เหมาะสมที่สุดในการค้นหาข้อมูลหรือระบบการ
เข้าถึงข้อมูล (The Student will select the most Appropriate Retrieval Method or System
for Accessing needed Information)

73

1) นักศึกษาจะใช้แหล่งข้อมูลที่หลากหลาย (เช่น เว็บไซต์ในการค้นคว้า, แหล่งข้อมูล,
บญั ชีรายชอื่ หนังสอื เอกสาร) เพอ่ื ใชใ้ นการค้นคว้าข้อมูลหลากหลายชนดิ (เช่น จากเว็บไซต์, บทความ
, หนังสือ) ได้ (The Student will use Different research Sources (E.G., search Engines,
Databases, Catalogs) to find Different types of Information ( E. G. , Web Sites, Articles,
Books))

2) นกั ศึกษาจะอธิบายความแตกตา่ งระหว่างแหล่งข้อมลู ประเภทบทความและบัญชีรายช่ือ
หนังสือของห้องสมุด และ/หรือ เว็บไซต์สำหรับการค้นคว้าได้ (The Student will Describe the
Differences between Article Databases and Library Catalogs and/or search Engines)

3) นักศึกษาจะแบ่งแหล่งข้อมูลบทความ ระบุชนิด (เช่น ทั่วไป, วิชาเฉพาะ) หรือ หัวข้อท่ี
ครอบคลุม และเหมาะสมกบั หัวขอ้ วิจัยมากทีส่ ุดได้ (The Student will Distinguish Among Article
Databases, Identifying what types (E.G., General, Subject-Specific) or Subject Coverage
is most Appropriate for a research Topic)

4) นักศึกษาจะระบุความแตกต่างระหวา่ งรูปแบบการคน้ ควา้ ในเว็บไซต์แบบทั่วไปกับแบบ
ขน้ั สูงได้

เมื่อมีหน้าจอการค้นคว้ามาให้เลือกมากกว่าหนึ่งแบบ (The Student will Identify
Differences between Basic and Advanced Interfaces in search Engines, when more than
one Interface is Available)

ตัวชี้วัดที่ 2.3 นักศึกษาจะค้นคว้าข้อมูลแบบออนไลน์หรือด้วยตนเองโดยใช้วิธีการท่ี
หลากหลาย (The Student will Retrieve Information Online or in Person using a Variety
of Methods)

1) นกั ศกึ ษาจะใชร้ ะบบตัวเลขแบบ LC ในการคน้ คว้าข้อมลู ในห้องสมุดได้ (The Student
will use the LC Call Number System Locate Resources within the Library)

2) นักศึกษาจะกำหนดว่าเมื่อใดต้องมีการอ้างอิงข้อมูลได้ทันที (The Student will
Determine Whether or not a Cited Item is Available Immediately)

จุดประสงค์ที่ 3 นักศึกษาผู้มีความรูส้ ารสนเทศจะประเมินค่าขอ้ มูลได้อย่างมวี ิจารณญาณ
(The Information Literate Student will Evaluate Information Critically)

ตัวชี้วัดที่ 3.1 นักศึกษาจะใช้เกณฑ์ในการวิเคราะห์ข้อมูล รวมถึงความน่าเชื่อถือ
จดุ ประสงค์ของข้อมลู ความเก่าใหม่ และทศั นคติหรือความลำเอยี งในข้อมูลหรือแหล่งท่ีมาของข้อมูล
( The Student will apply Criteria to Analyze Information, Including Authority, Content,
Purpose, Timeliness, and Point of View or Bias, to Information and its Source)

1) นักศึกษาจะบอกเกณฑ์การประเมินที่สร้างขึ้นมาได้ (The Student will Articulate
Established Evaluation Criteria)

2) นักศึกษาจะตรวจสอบคุณสมบัติและความน่าเชื่อถือของผู้แต่งได้ (The Student will
Investigate an Author’s Qualifications and Reputation)

3) นักศึกษาจะตรวจสอบคุณสมบัติและความน่าเชื่อถือของสำนักพิมพ์หรือหน่วยงานที่
ตพี ิมพ์ได้ (The Student will Investigate a Publisher or Issuing Agency’s Qualifications and

74

Reputation.)
1) นักศึกษาจะอธิบายข้อมูลของแหล่งที่มาของข้อมูลได้ (The Student will Describe

the Content of an Information Source)
2) นักศึกษาจะอธิบายจุดประสงค์ของข้อมูลที่สร้างขึ้นมาได้ (The Student will

Describe the Purpose for which Information was Created)
3) นักศึกษาจะบอกได้ว่าต้องหาวันทีต่ ีพิมพ์และอาจจะบอกได้ว่าข้อมูลนั้นตีพิมพ์เมื่อไรได้

( The Student will Identify where to Look for a Source’ s Publication Date and, if
Possible, Determine when the Information was Published)

4) นักศึกษาจะบอกความสำคัญของเวลาหรือช่วงเวลาที่ตีพิมพ์และ/หรืออธิบายถึงความ
จำเป็นของอายุของแหล่งข้อมูล หรือคุณสมบัติที่เกี่ยวกับคุณภาพของอายุในการตีพิมพ์งานนั้นได้
(The Student will Articulate the Importance of Timeliness or Currency and/or Describe
the Impact of the Age of a Source or the Qualities Characteristic of the Time in which
it was Created)

5) นักศึกษาจะตระหนักถึงการมีอคติ การหลอกลวง หรือการเปลี่ยนแปลงข้อมูลได้ (The
Student will Recognize Prejudice, Deception, or Manipulation)

6) นักศึกษาจะบอกถึงผลกระทบของผู้เขียน ผู้ให้การสนับสนุน และ/หรือมุมมอง
สำนักพิมพ์ได้ (The Student will Articulate the Impact of an Author’s, Sponsor’s, and/or
Publisher’s Point of View)

7) นักศึกษาจะอธิบายได้ว่าวัฒนธรรม ภูมิศาสตร์ หรือบริบทอื่น ๆ ที่ปรากฏอยู่ในเนื้อหา
อาจมีการลำเอียงไดอ้ ยา่ งไร (The Student will Describe how Cultural, Geographic, or other
Contexts Within which the Information was Created May Bias Information)

8) นักศึกษาจะตระหนักถึงการนำเสนอมุมมอง ความคิดเห็น กับดักด้านอารมณ์ และ
ทัศนคติเพียงด้านเดียว (The Student will Recognize the Presence of One-Sided Views,
Opinions, Emotional Triggers, Stereotypes, etc)

9) นักศึกษาจะมีการพิจารณาผลกระทบของการลำเอยี งของพวกเขาในการแปลความของ
ข ้ อ ม ู ล ไ ด ้ ( The Student will Consider the Impact of his/ her Own Biases on his/ her
Interpretation of Information)

10) นักศึกษาจะตรวจสอบ มมุ มองของแหล่งข้อมูล หรือความลำเอียงโดยการเปรียบเทียบ
กับแหล่งข้อมูลอื่น ๆ เช่นแหล่งข้อมูลที่ได้เชือ่ มโยงไป (Links), การอ้างอิง (Citations) ที่พบในแต่ละ
แหล่งข้อมูลหรือแหล่งข้อมูลที่มีความใกล้เคียงอื่น ๆ ได้ (The Student will Investigate a
Source’s Point of View or Bias Through Comparison with other Sources, Including Links,
Citations found in the Source, or other Similar Sources)

11) นักศึกษาจะแยกแยะเอกสารทางวิชาการออกมาจากแหล่งข้อมูลที่ได้รับความนิยมได้
(The Student will Distinguish Scholarly from Popular Sources)

ตัวชี้วัดที่ 3.2 นักศึกษาจะประเมินแหล่งข้อมูล (เช่น บทความ, เว็บไซต์, หนังสือ,
วารสารวิชาการ, ฐานข้อมูล, รวมรายการบทความ) ที่จะใช้ได้ (The Student will Evaluate

75

Sources (E.G., Article, Web Site, Book, Journal, Database, Catalog) For Use)
1) นักศึกษาจะระบุได้ว่าแหล่งข้อมูลทั้งหลาย (เช่น เว็บไซต์, นิตยสารที่ได้รับความนิยม,

บทความวิชาการ, หนังสือ) เหมาะสมกับจุดประสงค์ของงานหรือไม่โดยประเมินจากเกณฑ์ที่สรา้ งขึ้น
และมีการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้ (The Student will Determine Whether or not Various
Information Sources (E.G. Websites, Popular Magazines, Scholarly Journals, Books) are
Appropriate for the Purpose at Hand, Based on Established Evaluation Criteria ( See
LOBO 3.1), and Provide a Rationale for that Decision)

2) นักศึกษาจะชี้ได้ว่าแหลง่ ข้อมูลมีความเฉพาะเจาะจงแต่ละอัน (เช่น เว็บไซต์, บทความ,
หนังสือท่ีเฉพาะเจาะจง) เหมาะสมกบั จดุ ประสงคข์ องงานหรือไม่โดยประเมินจากเกณฑท์ ี่สรา้ งขึ้นและ
มีการตัดสินใจอย่างมีเหตุผลได้ (The Student will Indicate Whether or not a Specific,
Individual Source ( E. G. , A Particular Web Site, Article, Book) is Appropriate for the
Purpose at Hand and Provide a Rationale for that Decision Based on Established
Evaluation Criteria)

จุดประสงค์ที่ 4 นักศึกษาผู้มีความรู้สารสนเทศจะใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพเพื่อให้
ประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่เฉพาะเจาะจงได้ (The Information Literate Student will
use Information Effectively to Accomplish a Specific Purpose)

อาจารยป์ ระจำวชิ ามหี นา้ ทร่ี ับผดิ ชอบในการตั้งและระบุตวั ชว้ี ัดที่เกีย่ วข้องกบั จุดประสงค์น้ี
เอง (ENG 101 Instructors are Responsible for Setting and Achieving Outcomes Related
to this Objective)

จุดประสงค์ที่ 5 นักศึกษาผู้มีความรู้สารสนเทศจะใชข้ ้อมูลได้อย่างมีจริยธรรมและถูกต้อง
ต า ม ก ฎ ห ม า ย ( The Information Literate Student will use Information Ethically and
Legally)

ตวั ชี้วัด ที่ 5.1 นกั ศกึ ษาจะผสมผสานการค้นคว้าของพวกเขาออกมาเปน็ ผลงานการเรียนรู้
โดยไม่เป็นการคัดลอกผลงานทางวิชาการ (The Student will Integrate their Research into
Learning Products without Plagiarizing)

1) นักศึกษาจะบอกความแตกต่างของวิธีการในการรวบรวมการศกึ ษาค้นคว้า (เช่น การยก
คำพูดมา Quoting, การสรปุ ความ Summarizing, การยอ่ ความ Paraphrasing) (The Student will
Articulate the Differences Among the Acceptable Methods for Integrating research (E.G.,
Quoting, Summarizing, Paraphrasing))

2) นักศึกษาจะระบุได้ว่าเมื่อไรที่ต้องใช้กระบวนที่เป็นที่ยอมรับในการรวบรวมเข้ามาเป็น
ง า น ว ิ จ ั ย ( The Student will Identify when to use Acceptable Methods for Integrating
research)

ตวั ชีว้ ัด ที่ 5.2 นักศกึ ษาจะมีความรู้การใช้แหล่งข้อมูลต่าง ๆ ผา่ นรูปแบบการอ้างอิง (The
Student will Acknowledge the use of Information Sources Through Documentation
Styles)

1) นักศึกษาจะหาข้อมูลเกี่ยวกับรูปแบบต่าง ๆ ในการอ้างอิงได้ (The Student will

76

Locate Information about Documentation Styles)
2) นักศึกษาจะเลือกรูปแบบการอ้างอิงที่เหมาะสมหรือรูปแบบการอ้างอิงตามที่ได้รับ

มอบหมายในรูปแบบต่าง ๆ ได้ ( The Student will select an Appropriate or Assigned
Documentation Style Among Different Styles)

3) นักศึกษาจะรถบสุ ว่ นการอ้างอิงจากแหล่งขอ้ มูลต่าง ๆ ในรูปแบบท่ีแตกต่างกันได้ (เชน่
หนังสือ บทความวชิ าการ เว็บไซต์, การสมั ภาษณ)์ (The Student will Identify Citation Elements
for Information Sources in Different Formats (E.G., Book, Scholarly Journal Article, Web
Site, Interview))

4) นักศึกษาจะปฏิบัติตามแนวทางการทำอ้างอิงในรูปแบบต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและ
ต่อเนื่องทั้งงานได้ (The Student will Follow Documentation Style Guidelines Correctly
and Consistently)

Julien, Gross and Latham (2018) ได้ศึกษาเรื่องการปฏิบัติการสอนในหัวข้อการรู้
สารสนเทศของหอ้ งสมุดด้านวชิ าการในประเทศสหรัฐอเมริกา ไดก้ ลา่ วถงึ แบบประเมินการร้เู ท่าทันสื่อ
ไว้ ซึ่งเป็นแบบสอบถามวิธีการปฏิบัติการสอนเรื่องการรู้สารสนเทศในงานบริการวิชาการห้องสมุด
แบบออนไลนเ์ พื่อบรรณารักษด์ า้ นงานวิชาการท่ีตอ้ งรับผิดชอบงานสอน จดุ ประสงค์ของแบบสอบถาม
นี้เพื่อจะระบุวิธีการสอนเรื่องการรู้สารสนเทศในงานบริการวิชาการห้องสมุด โดยแบบสอบถามมีดัง
ตารางท่ี 2.2

ตารางที่ 2.2 แสดงแบบสอบถามวิธีการสอนเรอ่ื งการรสู้ ารสนเทศในงานบริการวชิ าการห้องสมุด

ลำดับ คำถาม
1. หอ้ งสมุดของคณุ เปน็ หน่วยงานทเ่ี ก่ียวขอ้ งกับ (Your library is Associated with a
 วทิ ยาลัย หรือวิทยาลัยเทคนิค (College or Technical Institute)
 มหาวทิ ยาลัย (University)
 อน่ื ๆ โปรดระบุ (Other, Please Specify)
2. จำนวนนักศึกษาระดับปริญญาตรีในสถาบันของคุณมีจำนวนเท่าไร (What is the size of
the Undergraduate Student Population at your Institution?)
 น้อยกวา่ 10,000 (Fewer than 10,000)
 10,000-20,000 (10,000-20,000)
 มากกวา่ 20,000 (More than 20,000)
3. คณุ ดำรงตำแหนง่ งานใด (What is your Job Title?)
4. หากห้องสมุดของคุณเปน็ ห้องสมดุ เฉพาะทาง หรือเฉพาะสาขาวชิ า โปรดระบ(ุ If your
library focuses on a Particular Discipline (s) or Subject area (s), Please
Indicate)

77

ตารางท่ี 2.2 (ต่อ)

ลำดบั คำถาม
5. ห้องสมุดวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยของคุณมีการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ
หรือไม่ (เช่น มกี ารจดั ตารางเรียนล่วงหน้า) (Does your College or University Library
offer formal (i.e., Scheduled in Advance) Instructional Classes?)
 ใช่ (Yes)
 ไมใ่ ช่ (No)
6. โปรดอธิบายส้ัน ๆ วา่ ทำไมคุณถงึ คิดวา่ ห้องสมุดของคณุ ไม่ได้มีการจดั การเรียนการสอน
อยา่ งเป็นระบบ (Please Indicate Briefly why you think there is no Formal
Instructional Program at your Library)......................................................................
7. คณุ มจี ดุ ประสงคท์ ่ีเปน็ ลายลักษณ์อกั ษรเกี่ยวกบั การเรียนการสอนอย่างเปน็ ทางการหรอื ไม่
( Do you have a written Statement of the Objectives of your Instructional
Program?)
8. ห้องสมุดของคุณมีแนวทางในการสอน (เช่น แนะนำแบบตัวตอ่ ตัว,ช้ันเรียนเฉพาะกิจ) โดย
การสอนเป็นแนวทางตามรายวิชา (แบบออนไลน์ และ/หรือ แบบเอกสาร), การเรียนการ
สอนออนไลน์, การเรยี นการสอน ณ จดุ บรกิ าร หรือ อืน่ ๆ หรอื ไม่
(Does your Library Routinely provide informal Instruction (i.e., One-to-One, ad
hoc Instruction) Via Subject Guides ( Online and/ or Paper) , Online Tutorials,
Point-of-use Instruction, etc.?)
 ใช่ (Yes)
 ไม่ใช่ (No)
9. ใครมีหน้าที่รับผิดชอบหลักในการจัดการเรียนการสอนภายในห้องสมุดของคุณ (ตอบได้
มากกว่า 1 ข้อ) (Who is Primarily Responsible for Instruction in your library?
(Check all that Apply))
 บรรณารักษ์ผู้รับผิดชอบการสอนแบบเต็มเวลา (Full-Time Instruction Librarian
(s))
 บรรณารักษ์ที่ให้บริการการตอบคำถามและช่วยค้นคว้า/บรรณารักษ์ทั่ว ๆ ไป
(Reference/public Service Librarians)
 บรรณรักษห์ รอื เจ้าหนา้ ท่คี นอ่นื ๆ (Other librarians or Staff)
 เจ้าหน้าท่ีอน่ื ๆ โปรดระบุ (Other Staff, Please Specify..................................

78

ตารางท่ี 2.2 (ตอ่ )

ลำดบั คำถาม
10. โปรดประมาณอัตราส่วนเวลาที่เจ้าหน้าที่ใช้เพือ่ จัดการสอนในช่วงเริ่มต้นภาคเรียน เฉพาะ

เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอน (ไม่นับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการสอนโดยตรง) (Please
Estimate the Proportion of Staff time Spent on Instruction at the start of
Academic Terms, for those Staff Involved in Instruction (Other than Full-Time
Instruction Staff))
 0% - 25%
 26% - 50%
 51% - 75%
 มากกวา่ 75% (More than 75%)
11. โปรดประมาณอัตราส่วนเวลาที่เจ้าหน้าที่ใช้เพื่อการสอนในช่วงที่เหลือของภาคเรียน
เฉพาะเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับการสอน (ไม่นับเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบการสอนโดยตรง)
(Please Estimate the Proportion of Staff Time Spent on Instruction During the
Remainder of the Academic Year, for those Staff Involved in Instruction (Other
than Full-Time Instruction Staff))
 0% - 25%
 26% - 50%
12. ข้อใดต่อไปนี้ที่คุณมักจะนำไปใช้เพื่อแนะนำการใช้งาน (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ) (For
which of the Following do you Commonly Provide Instruction? (Check all that
Apply))
 ดัชนหี รือบทคัดย่อ (Print Indexes or Abstracts)
 สื่อในรูปแบบเสียง (Audiovisual Materials)
 แหล่งขอ้ มูลแบบซีดรี อม (CD-ROM Resources)
 เอกสารของทางราชการ (Government Documents)
 ระบบการจดั การห้องสมดุ (Library Classification System)
 แหลง่ ข้อมลู ออนไลน์ (Online Databases)
 เครื่องมอื จดั การบรรณานกุ รม (Bibliographic Management Tools)
 การสื่อสารระหว่างสำนกั วิชาการ (เช่น แหล่งข้อมูลวิชาการเสรี หรือ แหล่งข้อมูลของ
สถานศึกษาเสรี) (Scholarly Communication (E.G., Open Access Publishing or
Open Education Resources))
 เอกสารอ้างองิ อื่น ๆ (Other Print Reference Materials)
 บัญชีรายการหนังสือ/บทความ การสืบค้นทรัพยากรสารสนเทศออนไลน์ (Catalog
/OPAC)

79

ตารางที่ 2.2 (ต่อ)

ลำดบั คำถาม
 การใชเ้ ครอื ขา่ ยอนิ เตอร์เน็ต (The Internet/World Wide Web)
 การใช้งานหอ้ งสมุดพ้ืนฐานทว่ั ไป (Library Use in General)
 เอกสารอเิ ลก็ ทรอนิกส์ (Electronic Documents)
 กลยุทธ์การคน้ หา (เชน่ การคน้ หาแบบบลู ีน) (Search Strategies (E.G., Boolean))
 การวัดคณุ ภาพงานวิจัย (Citation Metrics)
 อ่ืน ๆ โปรดระบุ .................................. (Other, Please Specify)

13. ข้อใดต่อไปนี้ที่คุณนำไปใช้เป็นวิธีในการจัดการสอน (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ) (Which Of
The Following Methods Do You Use In Your Instruction? ( Check All That
Apply))
 การสอนผา่ นเวบ็ ไซต์ (Web Tutorials)
 การสอนแบบลงมือปฏิบัติในห้องปฏิบตั ิการคอมพิวเตอร์ (Hands-On Instruction In
Computer Lab)
 การสอนตวั ตอ่ ตวั (Individualized Instruction (One-On-One))
 โปรแกรมบทเรียน (Courseware)
 การสอนผา่ นวดี ีโอ (ผ่าน Youtube) (Video Recordings (E.G., Youtube Videos))
 การเยย่ี มชมหอ้ งสมดุ ดว้ ยตนเอง (Self-Paced Library Tours)
 โปรแกรมคมู่ อื การฝึก (Workbook Program)
 สอน/สาธิต ในรายวิชา (Lectures/Demonstrations In Subject Classes)
 การแนะนำผ่านการอบรมเชงิ ปฏิบตั ิการณ์ (Essay Assistance (Workshops))
 การเพิ่มบทเรียนสำหรับการเรียนทางไกล (Additions to Course Notes for
Distance Students)
 การสอนแบบกลุ่มเฉพาะหรือรายวิชาเฉพาะ (ที่ห้องสมุด) (Group Instruction
Focused on Particular Courses or Subjects [In the Library])
 ผ่านส่ือสงั คมออนไลน์ (Social Media)
 การเรียนผ่าน Flipped Classroom (หอ้ งเรียนกลับด้าน) (Flipped Classrooms)
 การแนะนำผ่าน Embedded Librarians (บรรณารักษ์ช่วยเหลือทั้งงานห้องสมุดและ
การสบื คน้ ออนไลน)์ (Embedded Librarians)
 วชิ าเรยี นแบบนบั หน่วยกิต (Credit Course)
 วิชาเรยี นแบบไมน่ บั หนว่ ยกิต (Noncredit Course)
 โปสเตอร์ (Posters)

80

ตารางท่ี 2.2 (ตอ่ )

ลำดบั คำถาม
 การเยี่ยมชมห้องสมุดแบบกลุม่ (Group Library Tours)
 คำแนะนำหรือคู่มือแนะนำห้องสมุดในรูปเว็บไซต์ (Library Guides or Handbooks,
Web Format)
 คำแนะนำหรือคมู่ ือแนะนำหอ้ งสมุด ในรปู แบบพมิ พ์ Library Guides or Handbooks,
Paper Format)
 ตัวนำทาง หรอื คมู่ อื แนะนำรายวิชา (เช่น Libguides) ในรูปเว็บไซต์ (Pathfinders or
Subject Guides (E.G., Libguides), Web Format)
 ตัวนำทาง หรือ คู่มือแนะนำรายวิชา ในรูปแบบพิมพ์ (Pathfinders or Subject
Guides, Paper Format)
 อืน่ ๆ โปรดระบุ ................................................................ (Other, Please Specify)

14. นักเรียนกลุ่มใดคือกลุ่มเป้าหมายในการสอนของคุณ (เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ) (On what
Group(S) does your Instructional Program Focus? (Check all that Apply))
 นกั ศึกษาปี 1 (First-year Students)
 นักศึกษาปริญญาตรีกลุ่มสาขาเฉพาะ (Undergraduates in Certain Subject
Disciplines)
 คณาจารย์ (Teaching Staff (Faculty))
 นกั ศึกษาโอนย้าย (Transfer Students)
 ผ้ใู หญ่ที่กลบั เขา้ มาเรยี นใหม่ (Adult Re-Entry Students)
 นักศกึ ษาระดับปริญญาโทขึน้ ไป (Postgraduate Students)
 บคุ คลทวั่ ไป (General Community)
 อน่ื ๆ โปรดระบุ(Other, Please Specify) ..............................................................

15. จากภาพรวมทั้งหมด อัตราส่วนของนักศึกษาปริญญาตรีที่เข้าใช้เรียนในชั้นเรียนของคุณมี
ประมาณเท่าใด (Overall, what Proportion of Undergraduate Students do you
Estimate that you Reach in your Instructional Program?)
 76% - 100%
 50% - 75%
 น้อยกวา่ 50% (Fewer than 50%)
 ไม่สามารถประมาณการได้ (Not Able to Determine)
 อ่นื ๆ โปรดอธบิ าย (Other, Please Explain)..................................................

81

ตารางที่ 2.2 (ตอ่ )

ลำดับ คำถาม
16. คณุ คดิ ว่าเทคโนโลยสี ารสนเทศมีผลต่อการเปลย่ี นแปลงในการถ่ายทอดเน้ือหาในช่วงหลาย

ปีที่ผ่านมานี้ (How Much Has Information Technology Changed the way you
Deliver Instruction in the last Few Years?)
 ไม่เปล่ียนแปลงเลย (Not at all)
 เปลย่ี นแปลงเลก็ นอ้ ย (Only Slightly)
 เปลย่ี นแปลงอย่บู ้าง (Quite a Bit)
 เปลย่ี นแปลงเปน็ อย่างมาก (A Great Deal)
17. ถ้าเทคโนโลยีสารสนเทศได้เปลยี่ นแปลงวิธีการถ่ายทอดเน้ือหาของคุณ คณุ ช่วยยกตัวอย่าง
เ พ ิ ่ ม เ ต ิ ม ด ้ ว ย ( If Information Technology has Changed the way you Deliver
Instruction, can you give an Example?)
18. เทคโนโลยีสารสนเทศมีผลกระทบต่อเนื้อหาในการสอนของคุณในช่วงที่หลายปีที่ผ่านมา
หรือไม่
( How much has Information Technology Affected the Content of your
Instruction in the last Few Years?)
 ไม่เปลย่ี นแปลงเลย (Not at all)
 เปลยี่ นแปลงเล็กนอ้ ย (Only Slightly)
 เปลีย่ นแปลงอยบู่ ้าง (Quite a Bit)
 เปลย่ี นแปลงเป็นอย่างมาก (A Great Deal)
19. ถ้าเทคโนโลยีสารสนเทศได้เปลี่ยนแปลงเนื้อหาในการสอนของคุณ คุณช่วยยกตัวอย่าง
เ พ ิ ่ ม เ ต ิ ม ด ้ ว ย ( If Information Technology has Changed the Content of your
Instruction, Can you Give an Example?)......................................................................
20. ถ้าเทคโนโลยีสารสนเทศได้เปลี่ยนแปลงวิธีการถ่ายทอดเนื้อหาหรือเนื้อหาในการสอนของ
คุณ คุณคิดว่าการเปลี่ยนแปลงน้ีได้เพิม่ ความสนใจหรือการมีส่วนร่วมของนักศึกษามากข้ึน
หรอื ไม่ (If Information Technology has Changed Either the Delivery or Content
of your Instruction, Do you Think that these Changes have Increased
Students’ Interest or Participation in Instruction?)
 ใช่ (Yes)
 ไมใ่ ช่ (No)
 ไมท่ ราบ (Don’t Know)
21. โปรดอธบิ ายเพิ่มเติมว่าคณุ คดิ ว่าการเปลยี่ นแปลงเหล่าน้ีเพ่ิมความสนใจและการมีส่วนร่วม
ของนักศึกษาได้อย่างไร (Please Explain Briefly how you Think these Changes
have Increased Students’ Interest Or Participation)

82

ตารางที่ 2.2 (ตอ่ )

ลำดับ คำถาม
22. ถ้าเทคโนโลยีสารสนเทศได้เปลี่ยนแปลงวิธีการถ่ายทอดเนื้อหาหรือเนื้อหาในการสอนของ

คุณ คุณคิดว่าการเปลี่ยนแปลงนี้ได้ช่วยพัฒนาการสอนของคุณมากขึ้นหรือไม่ (If
Information Technology has Changed Either the Delivery or Content of your
Instruction, Do you Think that these Changes have Improved Instruction?)
 ใช่ (Yes)
 ไมใ่ ช่ (No)
 ไม่ทราบ (Don’t Know)
23. ถ้าใช่ โปรดอธิบายเพิ่มเติมว่าเทคโนโลยีมีส่วนช่วยในการพัฒนาการสอนอย่างไร (If yes,
Please Indicate “How” Technology has Improved Instruction)
24. วตั ถุประสงคข์ องการสอนของคุณในปจั จุบนั คืออะไร (ทงั้ ทไี่ ด้เขียนระบุไว้ หรอื ไม่ได้ระบุ ก็
ได)้
โปรดเรียงลำดับจาก 1 (สำคัญที่สุด) ถึง 6 (สำคัญน้อยที่สุด) เรียงลำดับข้อตามตัวเลขโดย
เรียงจากเลข 1 (What are the Objectives (Explicitly Written or Not) of your
Current Instruction? Please Rank from 1 ( Most Important) to 6 ( Least
Important) Rank the Items Below, using Numeric Values Starting With 1)
____ สอนการตระหนักถึงนวัตกรรมเทคโนโลยี (Teach Awareness of Technological
Innovations)
____ สอนนักศึกษาเกี่ยวกับฐานข้อมูลทั่วไปว่ามีโครงสร้างอย่างไร (Teach Students
how Databases in General are Structured)
____ สอนนักศึกษาเกี่ยวกับการค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างไร (Teach
Students how to find Information in Various Sources)
____ สอนนกั ศึกษาเกย่ี วกบั การค้นควา้ ส่ือตา่ ง ๆ ในหอ้ งสมุด (Teach Students how to
Locate Materials in the Library)
____ สอนนักศึกษาเกี่ยวกับการใช้วิจารณญาณในการประเมินคุณภาพและประโยชน์จาก
ข้อมูลได้อย่างไร (Teach Students how to Critically Evaluate the Quality and
Usefulness of Information)
____ สอนนักศึกษาเกี่ยวกับวิธีการทำวิจัยทั่ว ๆ ไป (Teach Students General
Research Strategies)
____ สอนนักศึกษาเกี่ยวกับการจัดการข้อมูล (Teach Students how to Manage
Information)
____ อนื่ ๆ โปรดระบุ (จดั ลำดบั ด้วยเชน่ กัน) (Other, Please State (Include Ranking))

83

ตารางที่ 2.2 (ตอ่ )

ลำดับ คำถาม
25. ลำดับความสำคัญที่ระบุได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือไม่ในช่วงปีที่ผ่านมา (Have these

Priorities Changed in the past Few Years?)
 ไม่เปล่ยี น (No)
 ไม่ทราบ (Don’t Know)
 เปล่ียนแปลง อธบิ าย (Yes, How?).................................................................
26. คุณอยากให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในวัตถุประสงค์ในการสอนของคุณอย่างไร โปรด
เรียงลำดบั จาก 1 (น่าจะสำคัญท่ีสดุ ) ถึง 6 (นา่ จะสำคญั นอ้ ยที่สดุ ) เรียงลำดับขอ้ ตามตวั เลข
โดยเรียงจากเลข 1
(How Would you like to see the Objectives (Written or not) of your Instruction
Change? Please Rank From 1 ( Should be most Important) to 6 ( Should be
Least Important) Rank the Items Below, Using Numeric Values Starting with 1)
____ สอนการตระหนักถึงนวัตกรรมเทคโนโลยี (Teach Awareness of Technological
Innovations)
____ สอนนักศึกษาเกี่ยวกับฐานข้อมูลทั่วไปว่ามีโครงสร้างอย่างไร (Teach Students
how Databases in General Are Structured)
____ สอนนักศึกษาเกี่ยวกับการค้นคว้าข้อมูลจากแหล่งข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างไร (Teach
Students how to find Information in Various Sources)
____ สอนนักศึกษาเกี่ยวกบั การคน้ คว้าสื่อต่าง ๆ ในหอ้ งสมดุ (Teach Students how to
Locate Materials in the Library)
____ สอนนักศึกษาเกี่ยวกับการใช้วิจารณญาณในการประเมินคุณภาพและประโยชน์จาก
ข้อมูลได้อย่างไร (Teach Students how to Critically Evaluate the Quality and
Usefulness of Information)
____ สอนนักศึกษาเกี่ยวกับวิธีการทำวิจัยทั่ว ๆ ไป (Teach Students General
Research Strategies)
____ สอนนักศึกษาเกี่ยวกับการจัดการข้อมูล (Teach Students how to Manage
Information)
____ อื่น ๆ โปรดระบุ (จัดลำดบั ดว้ ยเช่นกัน) (Other, Please State (With Rank))

27. ข้อความใดต่อไปนี้ที่คุณอยากเพิ่มเข้าไปเพื่อให้เป็นความหมายของ “ทักษะการรู้
สารสนเทศ”
(เลือกได้มากกว่า 1 ข้อ) (Which of the Following Would you include in your
Definition of “Information Literacy”? (Check all that Apply))

84

ตารางที่ 2.2 (ต่อ)

ลำดับ คำถาม
 รับรู้ได้ว่าเมื่อใดที่ต้องการข้อมูลสารสนเทศ (Recognizing When Information is
Needed)
 เข้าใจว่าข้อมูลสร้างขึ้นมา จัดการ เก็บรักษา และส่งต่อ ได้อย่างไร (Understanding
how Information is Generated, Organized, Stored, and Transmitted)
 เข้าใจถึงจรรยาบรรณ, กฎหมาย, เศรษฐกิจ, และ ปัญหาสารสนเทศการเมืองและ
ส ั ง ค ม ( Understanding some Ethical, Legal, Economic, and Sociopolitical
Information Issues)
 เข้าใจถึงการมีอยู่ของแหล่งข้อมูลที่มกมายและหลากหลายมอกกว่าที่เห็นกันอยู่
( Understanding That There Exists a Wide Variety of Information Sources
Beyond the Obvious)
 เข้าใจถึงการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้
อย่างไร (Understanding how to Efficiently and Effectively Locate Information
from Many Sources)
 เข้าใจถึงการใช้ข้อมูลสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้อย่างไร
(Understanding how to Efficiently and Effectively use Information from many
Sources)
 เข้าใจการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณและประเมินข้อมูลได้อย่างไร
(Understanding how to Critically Analyze and Evaluate Information)
 รู้การคิดอย่างมีวิจารณญาณทั่ว ๆ ไป อย่างไร (Knowing how to Think Critically
in General)
 อื่น ๆ โปรดระบุ(Other, Please Specify) ............................................................

28. จากคำถามข้อที่ 28-36 โปรดตอบคำถามต่อไปนี้ ความรับผิดชอบของบรรณารักษ์ที่ดูแล
ด้านวิชาการควรสอนเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด ถ้าต้องแบ่งให้ผู้อื่นช่วยรับผิดชอบ โปรด
อธิบายว่าใครควรมาช่วยรับผิดชอบ “รับรู้ได้ว่าเมื่อใดที่ต้องการข้อมูลสารสนเทศ” (For
Questions 28–36 Please Answer the Following Question(S): What should be
the Degree of Responsibility of Academic Librarians in Teaching the Following?
If the Responsibility is shared, Please Explain who else Is Responsible.
Recognizing when Information is Needed
 ไมต่ ้องรับผิดชอบเลย (Not Responsible)
 รบั ผดิ ชอบบางส่วน (Partially Responsible)
 รบั ผิดชอบทง้ั หมด (Fully Responsible)
 ผ้อู นื่ ควรมหี น้าท่รี ับผดิ ชอบน้ี (Who Else should Be Responsible?)

85

ตารางท่ี 2.2 (ตอ่ )

ลำดบั คำถาม
29. “เข้าใจว่าข้อมูลสร้างขึ้นมา จัดการ เก็บรักษา และส่งต่อ ได้อย่างไร” (Understanding

how Information is Generated, Organized, Stored, and Transmitted
 ไมต่ อ้ งรบั ผดิ ชอบเลย (Not Responsible)
 รบั ผิดชอบบางสว่ น (Partially Responsible)
 รับผดิ ชอบทัง้ หมด (Fully Responsible)
 ผู้อื่นควรมีหน้าท่รี บั ผิดชอบน้ี (Who Else should be Responsible?)
30. “เข้าใจถึงจรรยาบรรณ, กฎหมาย, เศรษฐกิจ, และ ปัญหาสารสนเทศการเมอื งและสังคม”
(Understanding some Ethical, Legal, Economic and Sociopolitical Information
Issue: )
 ไม่ตอ้ งรบั ผดิ ชอบเลย (Not Responsible)
 รับผิดชอบบางสว่ น (Partially Responsible)
 รับผิดชอบทง้ั หมด (Fully Responsible)
 ผู้อ่ืนควรมหี นา้ ท่ีรับผิดชอบนี้ (Who Else should be Responsible?)
31. “เข้าใจถึงการมีอยู่ของแหล่งข้อมูลที่มกมายและหลากหลายมอกกว่าที่เห็นกันอยู่”
(Understanding that there Exists a Wide Variety of Information Sources Beyond
the Obvious)
 ไมต่ ้องรบั ผิดชอบเลย (Not Responsible)
 รับผดิ ชอบบางสว่ น (Partially Responsible)
 รบั ผิดชอบทง้ั หมด (Fully Responsible)
 ผอู้ ื่นควรมหี น้าทรี่ บั ผดิ ชอบนี้ (Who Else should be Responsible?)
32. “เข้าใจถึงการเข้าถึงแหล่งข้อมูลที่หลากหลายอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้
อยา่ งไร” (Understanding how to Efficiently and Effectively Locate Information
from many Sources
 ไม่ตอ้ งรบั ผดิ ชอบเลย (Not Responsible)
 รับผดิ ชอบบางส่วน (Partially Responsible)
 รับผิดชอบทง้ั หมด (Fully Responsible)
 ผู้อนื่ ควรมหี น้าท่ีรับผดิ ชอบนี้ (Who else should be Responsible?)
33. “เข้าใจถึงการใช้ข้อมูลสารสนเทศอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้อย่างไร”
(Understanding how to Efficiently and Effectively use Information from many
Sources
 ไมต่ อ้ งรบั ผิดชอบเลย (Not Responsible)
 รบั ผดิ ชอบบางสว่ น (Partially Responsible)
 รบั ผดิ ชอบท้ังหมด (Fully Responsible)
 ผอู้ นื่ ควรมหี นา้ ท่รี ับผิดชอบนี้ (Who else should be Responsible?)

86

ตารางท่ี 2.2 (ต่อ)

ลำดบั คำถาม
34. “เข้าใจการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณและประเมินข้อมูลได้อย่างไร”

(Understanding how to Critically Analyze and Evaluate Information: )
 ไมต่ ้องรบั ผดิ ชอบเลย (Not Responsible)
 รับผิดชอบบางส่วน (Partially Responsible)
 รบั ผิดชอบท้งั หมด (Fully Responsible)
 ผูอ้ ืน่ ควรมีหน้าทร่ี บั ผดิ ชอบนี้ (Who else should be Responsible?)
35. “เข้าใจการวิเคราะห์ข้อมูลอย่างมีวิจารณญาณและประเมินข้อมูลได้อย่างไร” (Knowing
how to Think Critically in General: )
 ไมต่ อ้ งรบั ผิดชอบเลย (Not Responsible)
 รับผิดชอบบางสว่ น (Partially Responsible)
 รบั ผดิ ชอบทั้งหมด (Fully Responsible)
 ผู้อนื่ ควรมีหน้าที่รับผดิ ชอบน้ี (Who else should be Responsible?)
36. “อน่ื ๆ”(Other?)
 ไมต่ ้องรบั ผดิ ชอบเลย (Not Responsible)
 รบั ผิดชอบบางส่วน (Partially Responsible)
 รับผิดชอบท้งั หมด (Fully Responsible)
 ผู้อื่นควรมหี นา้ ท่ีรบั ผดิ ชอบนี้ (Who else should be Responsible?)
37. ในส่วนไหนของการสอนของคุณที่ได้รับจากกรอบแนวคดิ ใหมข่ อง ACRL (สมาคมวิทยาลัย
และห้องสมุดวิจัย) ในส่วนของการรู้สารสนเทศสำหรับการศึกษาในระดับอุดมศึกษา (To
what Extent is your Instruction Informed by the new ACRL Framework for
Information Literacy for Higher Education?)
 กรอบแนวคดิ ไม่ไดใ้ ห้ข้อมูลอะไรในการสอนของฉันเลย (The Framework does not
Inform my Instruction at all)
 กรอบแนวคิดมีส่วนเล็กน้อยในการสอนของฉัน (The Framework has had Minor
Influence on my Instruction)
 กรอบแนวคิดมีส่วนสำคัญเป็นอย่างมากในการสอนของฉัน (The Framework has
had a Significant Influence on my Instruction)
 โปรดระบุ (Please Comment) .........................................................
38. คุณเชื่อหรือไม่ว่าห้องสมุดของคุณตอบสนองกับวัตถุประสงค์ของการสอนในปัจจุบันได้
อย่างมีประสิทธิภาพ (Do you Believe that your Library Effectively meets its
current Teaching Objectives?)
 ใช่ (Yes)
 ไมใ่ ช่ (No)
 ไม่ทราบ (Don’t Know)


Click to View FlipBook Version