201
ตารางที่ 4.14 ผลการประเมินตนเองของครูที่เป็นกลุ่มทดลองในการนำข้อเสนอทางเลือกที่เป็น
ขนั้ ตอนการพฒั นาไปใช้ในการพฒั นาทกั ษะการรู้สารสนเทศให้กบั นกั เรียน
ข้อเสนอทางเลือกทีเ่ ปน็ ขนั้ ตอนการพฒั นา ความถใ่ี นการ
นำไปปฏบิ ัติ
ทัศนะของ Bristol.ac.uk (n.d.) มี 6 ขนั้ ตอน คอื
1. จดจำและเช่ือมตอ่ ความตอ้ งการของข้อมูล (recognize and articulate a need 14
for information) 16
2. แยกแยะวิธีการคน้ ควา้ เก่ียวกบั ขอ้ มลู ท่ตี อ้ งการ (distinguish ways in which the
information need may be addressed)
3. สรา้ งวิธีการในการระบุตำแหน่งของขอ้ มลู (construct strategies for locating
information)
4. ระบตุ ำแหนง่ และเขา้ ถึงข้อมูล (locate and access information)
5. เปรยี บเทียบและประเมินข้อมูลที่ไดร้ ับจากแหล่งข้อมลู ทีแ่ ตกต่างกัน (compare
and evaluate information obtained from different sources)
6. ใช้ขอ้ มูลอย่างเหมาะสมและมีจริยธรรม (use information appropriately and
ethically)
ทัศนะของ Capstone Press Initials มี 5 ขัน้ ตอน คือ
1. การวางแผนการศึกษาหรอื ต้งั คำถาม (planning research or posing a
question)
2. การจัดการการค้นคว้าหาคำตอบ (organizing a way to search for the
answer)
3. การหาแหล่งขอ้ มลู (finding resources)
4. การประเมินคา่ แหล่งขอ้ มูลและคดิ วเิ คราะห์ถึงข้อมลู เหล่านน้ั (evaluating the
resources and thinking critically about them)
5. นำเสนอขอ้ มูลทไ่ี ด้ศกึ ษาอยา่ งมคี วามหมาย (Expressing the information
learned in meaningful ways)
ทัศนะของ Association of College and Research Libraries (ACRL) มี 6
ขนั้ ตอน คือ
1. ความตระหนักรขู้ องบคุ คลในการเกยี่ วข้องกับโลกดิจติ อล (awareness of how
you engage with the digital world)
2. ความตระหนักรู้ของการแปลความหมายของข้อมูลทค่ี น้ พบไดอ้ ยา่ งไร (how you
find meaning in the information you discover)
3. ความตระหนักรู้การเชอ่ื มตอ่ ขอ้ มูลทตี่ อ้ งการได้อย่างไร (how to articulate what
kind of information you require)
4. ความตระหนักร้กู ารใช้ข้อมลู อยา่ งมจี รยิ ธรรม (how to use information
ethically)
5. ความตระหนักรกู้ ารเขา้ ใจบทบาทหนา้ ที่ของผรู้ ูส้ ารสานเทศในการสอื่ สารในสาขา
งานน้ี (understand the role you can play in the communication in your
profession)
202
ตารางท่ี 4.14 (ต่อ)
ข้อเสนอทางเลอื กท่เี ปน็ ขน้ั ตอนการพฒั นา ความถีใ่ นการ
นำไปปฏบิ ตั ิ
6. ความตระหนักรูก้ ารประเมินความนา่ เชือ่ ถอื และความเปน็ ทางการของขอ้ มลู (how
you evaluate information for credibility and authority) 48
ทศั นะของ Bennett มี 10 ขั้นตอน คอื
45
1. เสรมิ ทักษะการรสู้ ารสนเทศของนกั เรยี นให้มากขน้ึ (Strengthen Your
Students’ Information Literacy)
2. คน้ หาฐานขอ้ มูลทด่ี ีทส่ี ดุ สำหรบั หอ้ งสมุดโรงเรยี นของคณุ (Discover the Best
Informational Databases for Your School Library)
3. เสริมกระบวนการการทำวิจยั และทเ่ี กี่ยวข้อง (Strengthen the Research
Process and Beyond)
4. ระบุ “ข่าวปลอม” โดยช่วยใหน้ กั เรียนไดแ้ ยกแยะส่ือออนไลนท์ ่ีไมจ่ ริงได้ (Address
“Fake News” – Help Your Students Recognize Digital Deception)
5. สนบั สนุนการเป็นพลเมืองในยุคดจิ ติ อลและการใชส้ ารสนเทศอยา่ งมีวจิ ารณญาณ
(Promote Digital Citizenship and Ethical Information Use)
6. ส่งเสรมิ และสนบั สนนุ การจดั การเรยี นการสอนทีห่ ลากหลายในห้องเรียน
(Enhance Your Support for Differentiated Instruction in the Classroom)
7. สร้างระบบสารสนเทศดจิ ิตอลในโปรแกรมห้องสมดุ ของโรงเรียนทเี่ ป็นรปู แบบของ
ตนเอง (Personalize Digital Literacy in Your School Library Program)
8. จดั โปรแกรมของหอ้ งสมุดให้พรอ้ มรบั การใชง้ านในอนาคต (Make Your Library
Program “Future Ready”)
9. ใช้เครอื่ งมือเทคโนโลยที ดี่ ที สี่ ุดในการเสริมพละกำลงั ใหน้ กั เรยี นใช้สารสนเทศและ
สื่ออยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพ (Utilize the Best Tech Tools for Strengthening Students
Information and Media Literacy)
10. ได้รับคู่มือท่ีครอบคลมุ การใชแ้ หล่งข้อมลู สารสนเทศ (Receive a
Comprehensive Information Literacy Resource Handbook)
ทัศนะของ Lib Ku Edu (n.d.) มี 5 ข้นั ตอน คอื
1. นกั เรียนไดร้ ับการเตรียมพรอ้ มใหเ้ ป็นนักคดิ อยา่ งมีวจิ ารณญาณ เปน็ ผู้บริโภคข้อมลู
สารสนเทศ และ เรยี นร้ไู ด้ตลอดชวี ติ ผา่ นการบูรณาการการรสู้ ารสนเทศ การวิจยั และ
ทกั ษะการคิดวเิ คราะห์ ลงในหลกั สูตร (Students prepared as critical thinkers,
consumers of information and lifelong learners through integration of
information literacy, research and critical thinking skills into the curriculum.)
2. เพมิ่ พันธมิตรและพฒั นาชอ่ งทางในด้านความรว่ มมอื ดา้ นการสอนและการบรู ณา
การการรสู้ ารสนเทศลงในหลักสูตร แผนงาน และฝา่ ยงานวชิ าการ (Increased
partnerships and improved channels for instructional collaboration and
integration of information literacy into courses, programs and academic
departments.)
203
ตารางท่ี 4.14 (ต่อ)
ขอ้ เสนอทางเลอื กทเ่ี ปน็ ขน้ั ตอนการพฒั นา ความถ่ใี นการ
นำไปปฏิบตั ิ
3. ได้หลกั สตู รการศึกษาและงานท่ีนำกลับมาเรียนรู้ใหม่โดยเขา้ ถงึ ไดจ้ ากคลงั ข้อมลู ท่ี
แบง่ ปันร่วมกนั และเชอ่ื มโยงกับระบบที่มอี ยู่ (Reusable teaching modules and 25
assignments accessed from a shared repository and embedded within
existing systems, such as Blackboard and LibGuides.)
4. นกั เรียนที่เข้ามาใหม่มีทกั ษะการรู้สารสนเทศมากข้นึ ผา่ นการกระจายรากฐานการ
เรียนรตู้ ัง้ แตร่ ะดับปฐมวยั จนถึงระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน (Incoming students with
strengthened information literacy skills through expanded K-12 outreach
programming.)
5. สร้างความตระหนกั และการใช้แหล่งขอ้ มลู สารสนเทศในการสอนและการเรียนร้ทู ว่ั
ท้งั สถาบนั (Expanded awareness and use of information resources in
teaching and learning campus-wide.)
ทัศนะของ Caldwell (n.d.) มี 14 ขนั้ ตอน คือ
ตอนที่ 1 ลักษณะของกิจกรรมทปี่ ระสบความสำเรจ็ (Successful Assignments)
1. เกีย่ วข้องกบั เน้ือหาวชิ าและนักศึกษาไดร้ บั ความรเู้ พิม่ เติม (Are Relevant to the
Course, and Provide Enriching Material for Students)
2. กระต้นุ นกั ศกึ ษาใหค้ ดิ เก่ียวกบั ประเภทของข้อมลู ที่พวกเขาต้องการ (เกีย่ วกับ
ข้อเทจ็ จรงิ , ข้อมลู เบือ้ งหลัง, การประเมนิ ผล) และรปู แบบข้อมูลไหนทพ่ี วกเขาต้องไป
คน้ หา (Encourage Students to think about The Type of Information they
need (Factual, Background, Evaluative), and the form in which they’re Most
Likely to find it)
3. มีการคน้ ควา้ ข้อมูลโดยใชเ้ ครอ่ื งมือเชน่ ดชั นี, รายการหนังสอื บทความ, ฐานขอ้ มูล
หรอื เว็บไซตส์ ำหรบั การคน้ ควา้ (Include Retrieval of Information Through some
finding Tool Such as an Index, Catalog, Database or Search Engine)
4. ให้นกั ศึกษาคน้ คว้าขอ้ มูลอยา่ งมวี จิ ารณญาณ โดยประเมนิ ข้อมลู เปรียบเทยี บ
ข้อมูลกับข้อมูลอื่น ๆ สงั เคราะห์ขอ้ มูลจากหลาย ๆ แหลง่ ข้อมูล คน้ หาข้อมูลทีส่ ำคญั เทา่ ที่
จะหาได้ (Ask Students to Look at Information Critically -- to Evaluate It, to
Compare it with Other Information, to Synthesize Information from Different
Sources, to Identify the most Crucial Pieces of Information Available)
ตอนที่ 2 สิ่งที่ต้องถามตวั เองเมอื่ ตอ้ งการ ใหง้ านกับนกั ศกึ ษา (Questions to ask when
Designing Assignments)
1. งานท่ีมอบหมายมีสว่ นช่วยในการบรรลวุ ัตถุประสงคข์ องรายวชิ าหรือไม่ (Does
this Assignment help to Achieve the Learning Goals of the Course?)
2. ทักษะหลกั ของการทำวจิ ยั ดา้ นไหนทม่ี อี ยใู่ นงานนี้ และมีวธิ กี ารอยา่ งไร (What
Core Research Skill is being Addressed in this Assignment, and how?)
3. งานท่มี อบหมายนี้ได้บรู ณาการเขา้ กับรายวชิ า พร้อมทง้ั เปน็ เครอื่ งมอื ในการทำงาน
อ่ืน ๆ ในรายวชิ าน้ีหรอื ไม่ (Is this Assignment Integrated into the Course,
204
ตารางที่ 4.14 (ต่อ)
ข้อเสนอทางเลือกทเ่ี ปน็ ขนั้ ตอนการพัฒนา ความถใี่ นการ
นำไปปฏบิ ัติ
Providing Material to be used in other Work Within the Course?)
4. งานนจ้ี ะช่วยให้นักศกึ ษาได้เพม่ิ พูนเคร่ืองมอื ในการศกึ ษาหรือไม่ (Will this 9
Assignment Serve to bring in Enriching Material for the Students?)
5. งานน้ีช่วยกระตนุ้ ใหน้ กั ศกึ ษารหู้ รือไม่วา่ พวกเขาต้องการขอ้ มลู ประเภทไหน
(ขอ้ เท็จจริง, ขอ้ มลู เบื้องหลัง, การประเมนิ คา่ ) และรูปแบบที่พวกเขาต้องไปคน้ หาหรือไม่
(Does this Assignment Encourage my Students to think About the type of
Information they need (Factual, Background, Evaluative), and the form in
which they’re most Likely to find it?)
6. งานนี้ช่วยใหน้ ักศกึ ษาแยกแหล่งข้อมูลแต่ละชนิดออกจากกันไดห้ รอื ไม่ เช่น
บทความจากนติ ยสาร, หนงั สือ, งานเขียนวิชาการ, เว็บไซตส์ ่วนบุคคล, และอนื่ ๆ (Does
this Assignment help my Students Distinguish Among Various Types of
Information Sources: Magazine Articles, Books, Academic or Research
Journals, Personal Web Sites, etc?)
7. งานนี้ไดร้ ว่ มถึงการค้นควา้ ข้อมลู จากเครอื่ งมือท่ีใช้ในการชว่ ยการค้นหาหลัก ๆ
หรอื ไม่ เช่น ดัชน,ี รายการหนงั สือ, ฐานข้อมูล หรอื เว็บไซต์ค้นควา้ (Does this
Assignment Include Retrieval of Information Through some Major Finding
Tool Such as an Index, Catalog, Database or Search Engine?)
8. งานน้ีเปน็ การฝึกปฏิบัตทิ ม่ี ปี ระโยชนใ์ นวิธกี ารใช้เครื่องมอื ในการค้นควา้ กับงานอนื่ ๆ
ด้วยไดห้ รอื ไม่ (Does this Assignment Provide Meaningful Practice in using
Tools in ways that Might be helpful in other Contexts?)
9. งานนไ้ี ด้ให้นกั ศกึ ษาค้นควา้ ขอ้ มลู อยา่ งมีวิจารณญาณหรือไม่ มกี ารประเมนิ
เปรียบเทยี บกับขอ้ มูลอ่ืน ๆ สังเคราะหข์ อ้ มลู จากหลาย ๆ แหล่ง ระบเุ ลือกข้อมูลทส่ี ำคัญ
ท่ีสุดท่ีสามารถคน้ คว้ามาได้ (Does this Assignment ask Students to look at
Information Critically - to Evaluate it, to Compare it with other Information,
to Synthesize Information from Different Sources, to Identify the most
Crucial Pieces of Information Available?)
10. งานน้ีได้ออกมาให้นกั ศึกษาสามารถทำงานจนประสบความสำเรจ็ ได้ใชห่ รอื ไม่
ปญั หาและอปุ สรรคของงานมปี ระโยชน์และสามารถทำจนประสบความสำเรจ็ ได้ใช่หรอื ไม่
(Is this Assignment Designed so that Student Success is Feasible? Are the
Likely Obstacles, However Salutary, also Surmountable?)
จากตารางที่ 4.14 เห็นได้วา่ ในการนำเอาข้อเสนอทางเลือกที่เปน็ ข้ันตอนในการพัฒนาไป
ใช้ในการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศให้กับนักเรียนมีลักษณะที่สังเกตได้วา่ ครูที่เป็นกลุ่มทดลองได้
นำเอาโมเดลขั้นตอนจากทัศนะของทุกแหล่งไปใช้เป็นแนวทางการพัฒนาของตนเองและเลือกใช้อย่าง
น้อย 1 ทัศนะ แสดงให้เห็นว่า ครูที่เป็นกลุ่มทดลองต่างมีทัศนะต่อโมเดลการพัฒนาอย่างเป็นอิสระ
ของตนเอง แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ไม่มีครูที่เป็นกลุ่มทดลองรายใดที่ได้นำเอาแนวคิดจากหลายทัศนะไป
205
ปรับหรือประยุกต์ใช้เป็นของตนเองขึ้นมาใหม่ ซึ่งอาจเนื่องจากว่าแต่ละทัศนะนั้นมีแนวคิดที่แตกต่าง
กนั ไมอ่ าจนำมาประยุกต์ใช้ร่วมกันได้ หรอื อาจเน่ืองจากว่าครูทเ่ี ปน็ กลุ่มทดลองเห็นว่ามีความสะดวก
ทจ่ี ะเลอื กใชท้ ัศนะใดทศั นะหนึ่งมากกว่าทีจ่ ะต้องนำมาประยุกตใ์ ชจ้ ากหลายทัศนะ
ในแบบประเมินตนเองของครูที่เป็นกลุ่มทดลองดังกล่าว นอกจากการประเมินถึงการนำ
ข้อเสนอทางเลือกที่เป็นหลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรม และขั้นตอนการพัฒนา
ไปใช้ในการพฒั นาทกั ษะการรู้สารสนเทศให้กับนักเรียนแลว้ ยงั ได้สอบถามความเห็นในประเด็นตา่ ง ๆ
ในลกั ษระเป็นการสะท้อนผล (Reflection) จากการปฏบิ ัติด้วย ดังน้ี
3.4 ความเห็นของครูทีเ่ ปน็ กลุ่มทดลองเกี่ยวกับปัจจัยที่ส่งผลในทางบวกต่อการพัฒนา
ทกั ษะการรู้สารสนเทศแกน่ ักเรยี น มีดังนี้
-ความรู้ความเข้าใจเก่ยี วกับทกั ษะการรู้สารสนเทศ
-ความสนใจทักษะการรสู้ ารสนเทศของนักเรียน
-ความทันสมยั ของอปุ กรณแ์ ละเทคโนโลยสี ารสนเทศ
-ทักษะการใชส้ ารสนเทศอย่างถกู ตอ้ งเหมาะสม
3.5 ความเห็นของครูที่เป็นกลุ่มทดลองเกี่ยวกับปัญหาหรืออุปสรรคต่อการปฏิบัติงาน
มดี งั นี้
-ครขู าดความรู้ ความเขา้ ใจเกยี่ วกบั ทักษะการรู้สารสนเทศ
-อุปกรณ์และส่อื สารสนเทศไมเ่ พียงพอ
-ระบบสญั ญาณเครอื ขา่ ยและการเชอ่ื มต่อของอุปกรณ์ไมด่ ีเทา่ ท่ีควร
3.6 ความเห็นของครูที่เป็นกลุ่มทดลองเกี่ยวกับวิธีการที่ท่านนำมาใช้ในการแก้ไข
ปัญหาหรืออุปสรรค มดี ังน้ี
-ครตู อ้ งศึกษาหาความรู้เพ่มิ เติมจากแหล่งตา่ ง ๆ เกี่ยวกบั ทักษะการรสู้ ารสนเทศ
-ปรบั แนวทาง วธิ กี ารเรยี นรู้ทักษะการรูส้ ารสนเทศให้เขา้ กบั สถานการณป์ ัจจบุ ัน
-ตรวจสอบระบบสัญญาณเครอื ขา่ ยและตรวจสอบความพร้อมของอปุ กรณ์
3.7 ความเห็นของครูที่เป็นกลุ่มทดลองเกี่ยวกับบทเรียนสำคัญที่ได้รับจากการ
ปฏิบตั ิงาน มีดงั น้ี
-ทักษะการรู้สารสนเทศเปน็ ทกั ษะท่ีสำคัญและจำเป็นในการเรยี นรใู้ นยุคปัจจบุ ัน
-ทักษะ ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีสารสนเทศ เป็นสิ่งสำคัญในการพัฒนา
ทกั ษะการรู้สารสนเทศให้กบั นักเรยี น
3.8 ข้อเสนอแนะแนวการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศที่สำคัญที่เห็นว่าจะทำให้การ
พัฒนาทกั ษะนีใ้ หเ้ กดิ ข้นึ กับนักเรยี นอย่างไดผ้ ลดี มดี ังนี้
-มกี ารศกึ ษาขอ้ มลู ความรูเ้ ก่ียวกบั ทกั ษะการรู้สารสนเทศใหถ้ ูกต้อง
-ครูต้องให้ความสำคัญและฝึกการใชเ้ ทคโนโลยีในการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศกับ
นักเรียนอย่างต่อเนอื่ ง
4. การตรวจสอบเพอ่ื หาข้อบกพร่องของคมู่ ือหลังการทดลองเสรจ็ สิน้ ลง
เมื่อครบระยะเวลา 2 เดือนตามข้อตกลงของโครงการแล้ว จึงได้ทำการตรวจสอบหา
ข้อบกพร่องเพือ่ การปรับปรงุ แก้ไขคู่มือในโครงการท่ี 2 โดยการปรึกษาหารือลักษณะ ประชุมกลุม่ ย่อย
206
และหาขอ้ เสนอแนะ จากนนั้ สง่ ลงิ ค์แบบประเมนิ คุณลักษณะทเ่ี กิดขึ้นกบั นกั เรยี นทเี่ ป็นกลุ่มเป้าหมาย
ในการพัฒนาถือเป็นการทดสอบหลังการพัฒนา (Post - Test) โดยส่งผ่านกลุ่มออนไลน์ครูที่ปรึกษา
ของแต่ละห้องในนกั เรยี นทำในรปู แบบ Google Form เช่นเดียวกันกบั แบบประเมินกอ่ นการพัฒนา
4.1) การปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหา โดยคำนึงถึงความถูกต้อง (Accuracy) และความ
เปน็ ประโยชน์ (Utility) ตอ่ การนำไปใช้ มีข้อเสนอแนะ ดังนี้
-ควรลำดับเน้อื หาจากเก่าไปใหม่
4.2) การปรบั ปรุงแก้ไขดา้ นภาษา มขี ้อเสนอแนะ ดงั น้ี
-ไม่มขี ้อเสนอแนะ
4.3) การปรับปรุงแกไ้ ขด้านรูปแบบการนำเสนอ มีข้อเสนอแนะ ดงั น้ี
-เนื่องจากการแบบประเมนิ คุณลักษณะท่ีเกิดขึ้นกับนักเรยี นที่เป็นกลุ่มเปา้ หมายในการ
พฒั นาทำนักเรียนทำในรูปแบบ Google Form ผา่ นระบบออนไลน์ มีนกั เรยี นบางคนไม่สะดวกในการ
เขา้ ใช้งาน ผวู้ ิจัยไดร้ บั การประสานจากครูท่ีปรกึ ษา จงึ พมิ พแ์ ละถ่ายสำเนาเอกสารแจกวางไว้ท่ีบริเวณ
หน้าห้องประชาสัมพันธ์ ซึ่งเป็นจุดวางเอกสารในลกั ษณะเดียวกันกบั ใบกิจกรรมออนไลน์ของรายวชิ า
ตา่ ง ๆ ทั้งน้เี พื่อความสะดวกของนกั เรียนและประโยชนส์ งู สุดของงานวิจยั
4.4) อื่น ๆ มขี ้อเสนอแนะ ดังน้ี
-ไม่มขี ้อเสนอแนะ
ภาพที่ 4.10 ประชุมครูเพ่ือการตรวจสอบหาขอ้ บกพร่องของคู่มือหลังการทดลองเสรจ็ สิ้น
5. การประเมินทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลองหลังการพัฒนา
(Post-test)
จากการประเมินผลการพัฒนานักเรียนกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลอง “หลัง” การพัฒนา
(Posttest) จำนวน 2,613 คน โดยใช้แบบสอบถามที่มีลักษณะเป็นแบบประมาณค่า 5 ระดับที่ผู้วจิ ัย
สร้างขึ้น ปรากฏผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นค่าเฉลี่ย (Mean : ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
(Standard Deviation : S.D.) ดงั ตารางท่ี 4.15
207
ตารางที่ 4.15 ค่าเฉลี่ย (Mean : ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.)
จากผลการประเมินทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรยี นหลงั การพฒั นา (Post-test)
รายการลกั ษณะของทกั ษะการรสู้ ารสนเทศที่ประเมิน ผลการประเมนิ
S.D.
ทกั ษะตระหนกั ถงึ ลักษณะทด่ี ีของสารสนเทศ
1) ฉนั ตระหนักว่าสารสนเทศทดี่ ตี อ้ งมาจากแหล่งท่นี า่ เช่ือถอื 4.83 0.37
2) ฉันตระหนกั วา่ สารสนเทศทด่ี ตี อ้ งมคี วามเปน็ ปัจจุบัน ทนั ต่อเหตุการณ์ และ
4.86 0.35
ทนั สมยั
3) ฉนั ตระหนกั ว่าสารสนเทศทดี่ ตี อ้ งมคี วามยืดหยนุ่ ตรงตอ่ ความตอ้ งการ และ 4.66 0.51
สามารถตรวจสอบได้ 4.63 0.48
4) ฉนั ตระหนกั ว่าสารสนเทศทด่ี ีต้องมีความความถกู ตอ้ ง ไม่มีความผดิ พลาด มคี วาม
4.75 0.43
ชดั เจน และไม่คลมุ เครือ
5) ฉนั ตระหนกั วา่ สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งมคี วามสมบรู ณ์ ประกอบด้วยข้อเทจ็ จรงิ ท่ี 4.83 0.38
สามารถเช่อื ถอื ได้ 4.96 0.20
6) ฉันตระหนักวา่ สารสนเทศทดี่ ตี อ้ งมเี น้ือหากะทดั รดั ไมเ่ ยิน่ เยอ้ และกล่าวอย่าง
4.92 0.28
ตรงไปตรงมา
7) ฉนั ตระหนักวา่ สารสนเทศทดี่ คี วรมคี วามปลอดภยั ในการเข้าถึงขอ้ มลู (Data 4.97 0.17
Security) ตามสิทธิ์ของผูใ้ ช้ 4.67 0.47
8) ฉันตระหนักว่าสารสนเทศทด่ี ีตอ้ งสามารถพิสจู นไ์ ด้ (Verifiable) หรอื ตรวจสอบ 4.87 0.37
4.85 0.36
ความถูกตอ้ งได้ 4.69 0.46
9) ฉนั ตระหนกั วา่ สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งผ่านกระบวนการตรวจสอบ กลั่นกรอง วิเคราะห์ 4.66 0.48
สงั เคราะห์ และประเมิน เพอื่ ใหเ้ กดิ ความถูกตอ้ งและมปี ระสิทธิภาพมากทสี่ ุด 4.89 0.33
ทกั ษะเข้าถงึ สารสนเทศ 4.85 0.39
10) ฉันสามารถเขา้ ถึงขอ้ มลู สารสนเทศตา่ ง ๆ ไดอ้ ยา่ งอิสระและเป็นขัน้ ตอน 4.76 0.53
11) ฉนั สามารถกำหนดลกั ษณะและขอบเขตของขอ้ มูลท่ีจำเปน็ ได้
12) ฉันสามารถกำหนดแหล่งข้อมูลเพ่ือการคน้ ควา้ ได้ตรงกบั จดุ มุ่งหมาย 4.76 0.43
13) ฉันสามารถใชไ้ อซีทีในการคน้ หาสารสนเทศ
14) ฉันสามารถใช้กลยทุ ธก์ ารค้นหาขอ้ มลู ที่แตกตา่ งกนั เพือ่ เพมิ่ ความแมน่ ยำ 4.82 0.42
15) ฉนั สามารถอธบิ ายความแตกต่างระหว่างแหลง่ ขอ้ มลู จากเอกสาร ตำรา
4.57 0.50
วารสาร และแหลง่ ขอ้ มูลจากเว็บไซต์ได้
16) ฉนั ใชแ้ หลง่ ข้อมลู ทหี่ ลากหลายในการค้นควา้ ข้อมลู ตา่ ง ๆ
17) ฉันเรียนร้ทู ักษะใหม่ ๆ ท่จี ะชว่ ยให้มีทักษะในการรสู้ ารสนเทศมากยง่ิ ข้ึน
18) ฉันใช้หอ้ งสมุดควบคู่กับการใช้เทคโนโลยหี รือคอมพิวเตอรเ์ พ่ือจดั การ
สารสนเทศที่ตอ้ งการ
19) ฉันสามารถคน้ หาข้อมลู เพ่ิมเตมิ จากข้อมูลเดมิ ท่ีมอี ย่เู พอ่ื เปรยี บเทยี บและ
วเิ คราะห์อย่างเหมาะสม
20) ฉนั ร้จู ักเลือกแหล่งขอ้ มลู ในการคน้ ควา้ สารสนเทศ ท้งั เพอ่ื ความสมบรู ณ์
ความถูกต้อง และความเปน็ เอกภาพของสารสนเทศทต่ี ้องการ
208
ตารางที่ 4.15 (ต่อ)
รายการลักษณะของทกั ษะการรสู้ ารสนเทศท่ปี ระเมนิ ผลการประเมนิ
S.D.
ทักษะการประเมนิ คุณค่าสารสนเทศ
21) ฉันประเมินขอ้ มลู และแหลง่ ทม่ี าไดอ้ ย่างมวี จิ ารณญาณ 4.82 0.38
22) ฉนั ตรวจสอบคุณสมบัตแิ ละความนา่ เช่ือถือของผ้แู ต่ง 4.83 0.45
23) ฉันตรวจสอบคุณสมบตั แิ ละความน่าเชือ่ ถอื ของแหลง่ ตีพิมพ์ 4.77 0.48
24) ฉันเรยี นรเู้ ทคนิคที่มีประสิทธภิ าพเพอื่ ประเมนิ คณุ ภาพและความนา่ เชือ่ ถือ
4.75 0.43
ของเว็บไซตแ์ ละสอ่ื สงั คมออนไลน์ (Social Media)
25) ฉนั ระบไุ ด้อยา่ งมีเหตผุ ลวา่ แหล่งขอ้ มลู ทง้ั หลาย เชน่ ตำรา วารสาร 4.76 0.43
เวบ็ ไซต์ มเี หมาะสมกบั จุดประสงค์ของงานหรือไม่ 4.71 0.72
26) ฉนั ตรวจสอบมุมมองท่ีพบในแต่ละแหลง่ ขอ้ มลู กับแหล่งข้อมลู อนื่ ทม่ี คี วาม
4.79 0.44
ใกล้เคียงได้
27) ฉนั ใช้ปญั ญาในการตรวจสอบ วเิ คราะห์ สงั เคราะห์ และประเมนิ 4.74 0.50
สารสนเทศ 4.58 0.69
28) ฉันมีความสนใจ ฝักใฝ่คน้ คว้าอยา่ งสมำ่ เสมอ และมีใจเทย่ี งธรรมเพอ่ื ให้ 4.86 0.34
4.61 0.49
สามารถประเมนิ สารสนเทศไดอ้ ยา่ งมีประสิทธภิ าพ 4.63 0.61
ทกั ษะการใชส้ ารสนเทศ
29) ฉันเข้าใจในประเด็นทางเศรษฐกิจ สังคม วฒั นธรรม และกฎหมายในการ 4.90 0.30
4.61 0.49
ใช้สารสนเทศ
30) ฉันใช้สารสนเทศอยา่ งมคี ณุ ธรรมและจริยธรรม 4.89 0.31
31) ฉนั บูรณาการข้อมลู อย่างมีจรยิ ธรรมและถูกตอ้ งตามกฎหมาย
32) ฉนั ใชข้ ้อมลู ได้อยา่ งถกู ต้องและไมล่ ะเมิดลิขสิทธข์ิ องผู้อนื่ 4.86 0.34
33) ฉันสามารถนำเสนอและส่อื สารสารสนเทศไปยังบุคคลอื่น ๆ ได้ตามความ
4.90 0.29
ต้องการ 4.78 0.42
34) ฉนั สามารถใชข้ ้อมลู ไดอ้ ยา่ งมปี ระสทิ ธภิ าพเพอื่ บรรลุวตั ถปุ ระสงค์เฉพาะ
35) ฉนั คำนงึ ถงึ ผลกระทบของการลำเอยี งในการแปลความของขอ้ มลู
สารสนเทศ
36) ฉนั ตระหนกั ถงึ ขอ้ เสียของการมีอคติ การบิดเบือนขอ้ มูล หรือการใช้ข้อมลู
ในทางทไี่ มถ่ ูกต้อง
37) ฉันตระหนักถงึ ข้อเสียการนำเสนอมุมมอง ความคดิ เห็น และทัศนคตเิ พียง
ดา้ นเดยี ว
โดยรวม
จากตารางที่ 4.15 เห็นได้ว่า นกั เรียนทเ่ี ป็นกล่มุ ทดลองไดร้ ับการประเมินผลหลงั ที่ครูผู้สอน
ท่ีเป็นกลุ่มทดลองไดน้ ำความรู้สู่การพัฒนาผู้เรียน (Post-test) มีค่าเฉลี่ย (Mean : ) โดยรวมเท่ากบั
4.78 และมีคา่ ส่วนเบีย่ งเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) เท่ากบั 0.42
209
6. ผลการวิเคราะหเ์ ปรยี บเทียบผลการประเมินทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรียนก่อน
และหลังการพฒั นาโดยใชก้ ารทดสอบที (t-test)
จากผลการประเมินทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรียน “ก่อน”การพัฒนามีค่าเฉล่ีย
(Mean: ) โดยรวมเท่ากับ 4.07 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.)
เท่ากับ 0.79 และจากผลการประเมนิ “หลงั ” การพัฒนามีคา่ เฉลยี่ (Mean : ) โดยรวมเท่ากับ 4.78
และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) เท่ากับ 0.42 เมื่อวิเคราะห์
เปรียบเทียบผลการประเมินก่อนและหลังการพัฒนาโดยใช้การทดสอบที (t-test) แบบไม่เป็นอิสระ
จากกัน (Dependent) ปรากฏผลการวเิ คราะห์ขอ้ มลู ในตารางท่ี 4.16
ตารางที่ 4.16 ผลการทดสอบค่าที (t-test) เปรียบเทียบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ
ระหว่างคะแนน “กอ่ น” และ “หลงั ” การพฒั นา
การทดสอบ จำนวนกลมุ่ ทดลอง 4.07 S.D. t
กอ่ น 2,613 4.78 0.79 71.378*
หลัง 2,613 0.42
* p < 0.05
จากตารางท่ี 4.16 เหน็ ได้ว่า นักเรียนที่เปน็ กล่มุ ทดลองมีคะแนนเฉล่ยี จากการทดสอบหลัง
การพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 แสดงให้เห็นว่า โปรแกรม
ออนไลน์เพ่ือเสริมการเรียนรู้ของครสู ู่การพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรียน ท่ีผู้วิจัยพัฒนาขึ้น
ที่ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ โครงการพัฒนาเพื่อการเรียนรู้ของครู และโครงการครูนำผลการ
เรียนรู้สู่การพัฒนานักเรียน โดยโครงการแรกมีคู่มือประกอบ 6 ชุด โครงการที่สองมีคู่มือประกอบ 1
ชุดนั้น มีประสิทธิภาพที่สามารถจะนำไปใช้เพื่อพัฒนาครใู ห้เกิดการเรียนรู้ และครูสามารถนำผลการ
เรียนรู้สู่การพัฒนานักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลองให้เกิดทักษะการรู้สารสนเทศได้อย่างมีผลทดสอบ
ทางการวิจัยรองรับ และแสดงใหเ้ หน็ ว่า ว่า โปรแกรมออนไลน์เพ่ือเสริมการเรยี นรู้ของครูสู่การพัฒนา
ทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรียน ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้นดังกล่าว สามารถนำไปเผยแพร่เพื่อให้กลุ่ม
ประชากรที่เป็นเป้าหมายดังที่กล่าวไว้ในหัวข้อขอบเขตการวิจัยในบทที่ 1 ได้นำไปใช้ประโยชน์อย่าง
แพร่หลาย คือ โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกโรงท่ัว
ประเทศ จำนวน 2,360 โรง มคี รูจำนวน 140,093 คน และมนี ักเรยี น 2,183,783 คน
สรุป
ตามแนวคิดของระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&D) ตาม
ทศั นะของวโิ รจน์ สารรตั นะ (2561) ทเี่ หน็ ว่า นวตั กรรมที่พฒั นาข้ึนโดยกระบวนการวิจัยและพัฒนามี
จุดมุ่งหมายเพื่อนำไปใช้พัฒนาบุคลากรสู่การพัฒนาคุณภาพของงานที่มีปรากฏการณ์ หรือข้อมูลเชิง
ประจักษแ์ สดงใหเ้ หน็ วา่ มีความจำเป็นเกิดข้นึ เชน่ เป็นผลสบื เนื่องจากการกำหนดความคาดหวังใหม่ท่ี
ท้าทายของหน่วยงาน หรือการเปลี่ยนแปลงในกระบวนทัศน์การทำงานจากเก่าสู่ใหม่ที่บุคลากรขาด
ความรู้ความเขา้ ใจและทักษะในกระบวนทัศน์ใหม่ และในปัจจุบันมีหลักการ แนวคิด ทฤษฎีที่ถือเป็น
210
นวัตกรรมใหม่ทางการบริหารการศึกษาเกิดขึ้นมากมาย ที่คาดหวังว่าหากบุคลากรทางการศึกษามี
ความรู้ (Knowledge) แล้วกระตุ้นใหพ้ วกเขานำ - ความรูเ้ หล่านสี้ ่กู ารปฏบิ ัติ (Action) กจ็ ะก่อให้เกิด
พลัง (Power) ให้การปฏิบัติงานในหน้าที่เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลยิ่งขึ้นตาม
แนวคิด “Knowledge + Action = Power” ดังคำกล่าวที่ว่า “Make Them Know What To Do,
Then Encourage Them Do What They Know”หรือ “Link To On-The-Job Application”
และตามแนวคิดการพัฒนาวิชาชีพครู (Teacher Professional Development) ที่จะต้องคำนึงถึง
ความมีประโยชน์ต่อนักเรียนซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal) (Gusky, 2000; Hoy &
Miskel, 2001) หรืออีกนัยหนึ่งคือ ผลสัมฤทธิ์ของนักเรียนเป็นเป้าหมายสูงสุดของกิจกรรมใด ๆ ของ
การพัฒนาวิชาชีพครู (Student achievement should be the ultimate goal of any teacher
professional development activities.) (Kampen, 2019)
จากลักษณะสำคัญของการวิจัยและพัฒนาดังกล่าว ผู้วิจัยเชื่อว่าในการวิจัยครั้งนี้จะช่วย
พัฒนานวัตกรรมเพื่อการอบรมตนเองแบบออนไลน์ในยุคสังคมดิจิทัลให้เกิดการเรียนรู้และการนำไป
ปฏิบตั ิไดอ้ ย่างมีประสิทธภิ าพมากขึ้น ซงึ่ ในยคุ สมยั ดิจิทลั ในปัจจบุ ัน มีความสำคัญจำเปน็ มากและเป็น
เรื่องใหม่ที่ครู (Teachers) จะต้องเรียนรู้และทำความเข้าใจเก่ียวกับทักษะการรู้สารสนเทศ ซึ่งเป็น
ทักษะสำคญั ทักษะหน่งึ สำหรบั การศึกษาในศตวรรษที่ 21 เพ่ือนำไปสกู่ ารพฒั นานักเรยี น (Students)
ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด (Ultimate Goal) ของการจัดการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ เพราะ
โปรแกรมอบรมด้วยตนเองแบบออนไลน์เพื่อเสริมการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้
สารสนเทศของนักเรียน ที่เป็นผลจากการวิจัยและพัฒนาจาก “กลุ่มทดลอง” ที่ใช้ในการวิจัย คือ
ครูและนักเรียนในโรงเรียนลำปลายมาศ อำเภอลำปลายมาศ จังหวัดบุรีรัมย์ ซึ่งเป็นโรงเรียน
มัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน สามารถจะนำไปเผยแพร่เพื่อใช้ให้
เกิดประโยชน์ในกลุ่มประชากร (Population) ซ่ึงเป็นเป้าหมายอา้ งองิ ในการนำผลการวิจัยไปเผยแพร่
เพื่อใช้ให้เกิดประโยชน์หลังการวิจัยและพัฒนา คือ ครูและนักเรียนในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัด
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกโรงทั่วประเทศได้ ตามหลักการของการวิจัยและ
พัฒนาที่วจิ ยั และพัฒนานวัตกรรมใด ๆ ขึ้นมาแล้วนำนวัตกรรมนั้นไปทดลองใช้ในพื้นที่ทดลองแห่งใด
แห่งหนึ่งที่มีคุณลักษณะเป็นตัวแทนของประชากร เมื่อผลจากการทดลอง พบว่า นวัตกรรมนั้นมี
ประสิทธิภาพตามเกณฑ์ที่กำหนด ก็แสดงว่า สามารถเผยแพร่เพื่อการนำไปใชป้ ระโยชน์กับประชากร
ท่เี ป็นกลมุ่ อา้ งอิงในการวิจัยได้ โดยเฉพาะอยา่ งยิ่งเมื่อเป็นโปรแกรมแบบออนไลน์ (Online Program)
ทีพ่ ฒั นาข้ึนตามยคุ สมัยดิจิทัล ไมเ่ ปน็ โปรแกรมแบบเอกสาร (Document-Based Program) แบบยุค
สมัยการพิมพ์แบบดั้งเดิม จะยงิ่ ทวคี วามเปน็ ประโยชน์ต่อการนำนวตั กรรมที่พัฒนาขึ้นไปเผยแพร่เพื่อ
ใช้ประโยชน์ของประชากรที่เป็นกลุ่มอ้างอิงในการวิจัยได้อย่างกว้างขวาง อย่างประหยัด อย่างมี
ประสิทธิภาพ และเกดิ ประสทิ ธิผลได้มากกว่า
จากวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่มุ่งพัฒนาโปรแกรมอบรมด้วยตนเองแบบออนไลน์ เพ่ือ
เสริมการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรียน ที่ประกอบด้วยโครงการ 2
โครงการ คือ โครงการพัฒนาเพื่อการเรียนรู้ของครู และโครงการครูนำผลการเรียนรู่สู่การพัฒนา
ทักษะการรู้สารสนเทศให้กับนักเรียน และได้กำหนดสมมติฐานการวิจัย ดังนี้ 1) ครูมีผลการทดสอบ
หลังการพัฒนาเป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 2) ครูมีผลการเรียนรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อน
211
การพัฒนาอย่างมีนยั สำคัญทางสถติ ิ และ 3) นกั เรียนมีผลการประเมินทักษะการรู้สารสนเทศหลังการ
พัฒนาสงู กวา่ กอ่ นการพฒั นาอยา่ งมีนัยสำคัญทางสถติ ิ
ผลจากการดำเนินการวิจัยตามที่กำหนดในบทที่ 3 และจากรายงานผลการวิจัยที่นำเสนอ
ในบทที่ 4 นี้ พบว่า ผลการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัยที่กำหนดไว้ ดังนี้ 1) คู่มือที่พัฒนาขึ้น
สามารถใช้พัฒนาครูให้เกิดการเรียนรู้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 โดยเมื่อพิจารณาจากเกณฑ์
มาตรฐาน 90 ตัวแรก คือ ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียน พบว่า มีคะแนนเฉล่ีย
เท่ากับ 33.51 คะแนนจากคะแนนเต็ม 36 คะแนน เมื่อคิดเป็นร้อยละแล้วได้ 93.10 ซึ่งมีค่าสูงกว่า
เกณฑท์ ่กี ำหนดไว้ร้อยละ 90 เมื่อพจิ ารณาจากเกณฑ์มาตรฐาน 90 ตวั หลัง คือ ร้อยละของจำนวนครู
ที่สามารถทำแบบทดสอบได้ผ่านทุกวัตถุประสงค์การเรียนรู้จากจำนวนครูทั้งหมด 157 คน พบว่า
มีครรู อ้ ยละ 92.79 ทส่ี ามารถทำแบบทดสอบไดผ้ ่านทกุ วัตถุประสงค์การเรยี นรู้ ซง่ึ มคี ่าท่ีสูงกว่าเกณฑ์
ที่กำหนดไว้ร้อยละ 90 2) คู่มือที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้พัฒนาครูให้มีผลการเรียนรู้หลังการพัฒนาสูง
กว่าก่อนการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 และ 3) คู่มือที่พัฒนาขึ้นสามารถทำให้ครู
นำผลการเรียนรู้สู่การพัฒนานักเรียนที่มีผลการประเมินทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรียนหลังการ
พฒั นาสงู กว่ากอ่ นการพฒั นาอยา่ งมนี ัยสำคญั ทางสถติ ริ ะดบั 0.05
212
บทท่ี 5
โปรแกรมออนไลนเ์ พื่อเสรมิ การเรยี นรู้ของครสู กู่ ารพฒั นาทักษะการรู้
สารสนเทศของนักเรยี น : ผลจากการวจิ ัยและพัฒนา
จากวัตถุประสงค์ของการวิจัยที่มุ่งพัฒนาโปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมการเรียนรู้ของครูสู่
การพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรียน ที่ประกอบด้วยโครงการ 2 โครงการ คือ โครงการ
พัฒนาเพื่อการเรียนรู้ของครู และโครงการครูนำผลการเรียนรู่สู่การพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ
ให้กับนักเรียน และได้กำหนดสมมติฐานการวิจัย ดังนี้ 1) ครูมีผลการทดสอบหลังการพัฒนาเป็นไป
ตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 2) ครูมีผลการเรียนรู้หลังการพัฒนาสูงกว่าก่อนการพัฒนาอย่างมี
นัยสำคญั ทางสถติ ิ และ 3) นักเรยี นมผี ลการประเมนิ ทักษะการรสู้ ารสนเทศหลงั การพฒั นาสงู กว่าก่อน
การพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งผลจากการดำเนินการวิจัยตามที่กำหนดในบทที่ 3 และจาก
รายงานผลการวิจัยที่นำเสนอในบทที่ 4 นี้ พบว่า ผลการวิจัยเป็นไปตามสมมติฐานการวิจัย ดังนี้
1) คู่มือที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้พัฒนาครูให้เกิดการเรียนรู้ตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 โดยเมื่ อ
พิจารณาจากเกณฑ์มาตรฐาน 90 ตัวแรก คือ ร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียน
พบว่า มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 33.51 คะแนนจากคะแนนเต็ม 36 คะแนน เมื่อคิดเป็นร้อยละแล้วได้
93.10 ซึ่งมีค่าสูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 90 เมื่อพิจารณาจากเกณฑ์มาตรฐาน 90 ตัวหลัง คือ
ร้อยละของจำนวนครูที่สามารถทำแบบทดสอบได้ผ่านทุกวัตถุประสงค์การเรียนรู้จากจำนวนครู
ทั้งหมด 157 คน พบว่า มีครูร้อยละ 92.79 ที่สามารถทำแบบทดสอบได้ผ่านทุกวัตถุประสงค์การ
เรียนรู้ ซึ่งมีค่าที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 90 2) คู่มือที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้พัฒนาครู ให้มีผล
การเรยี นรู้หลังการพฒั นาสูงกวา่ กอ่ นการพฒั นาอย่างมนี ยั สำคัญทางสถิตทิ รี่ ะดับ 0.05 และ 3) คู่มือที่
พัฒนาขึ้นสามารถทำให้ครูนำผลการเรียนรู้สู่การพัฒนานักเรียนที่มีผลการประเมินทักษะ การรู้
สารสนเทศของนักเรยี นหลังการพฒั นาสงู กวา่ กอ่ นการพัฒนาอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05
คู่มือที่พัฒนาขึ้นดังกล่าว รวมทั้งแบบประเมินตนเองถึงระดับการนำข้อเสนอทางเลือกเชงิ
วิชาการหรือเชิงทฤษฎีไปใชใ้ นการพัฒนานักเรยี นของครู แบบทดสอบผลการเรียนรู้ของครู และแบบ
ประเมนิ ทักษะการรู้สารสนเทศของนกั เรยี น ผู้วิจยั ไดอ้ ัพโหลดไว้ในเวบ็ ไซตแ์ ล้ว ดงั น้ี
1. คู่มอื ดจู าก https://bit.ly/3O6Emqs
2. แบบประเมนิ ตนเองถงึ ระดบั การนำข้อเสนอทางเลือกเชงิ วชิ าการหรอื เชิงทฤษฎไี ปใช้ใน
การพฒั นานักเรยี นของครู ดูจาก https://bit.ly/2QPTqRc
3. แบบทดสอบผลการเรยี นรขู้ องครู ดูจาก https://bit.ly/37cFoRM
4. แบบประเมินทักษะการรู้สารสนเทศของนกั เรียน ดจู าก https://bit.ly/3KMDC7E
อยา่ งไรก็ตาม ในบทท่ี 5 นี้ ผวู้ ิจัยไดน้ ำเอาค่มู อื ประกอบโครงการพัฒนาเพ่อื การเรียนรู้ของ
ครู และโครงการครูนำผลการเรียนรู่สู่การพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศให้กับนักเรียนมาแสดงไวด้ ้วย
ดงั นี้
213
214
คำนำ
การวิจัยเรื่อง “โปรแกรมออนไลน์เพื่อเสริมการเรียนรู้ของครูสู่การพัฒนาทักษะการรู้
สารสนเทศของนักเรียน” นี้เป็นการวิจัยในหลักสูตรศึกษาศาสตรดุษฎีบัณฑิตสาขาวิชาการบริหาร
การศึกษา มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตอีสาน ใช้ระเบียบวิธีวิจัยและพัฒนา
(Research and Development: R&D) มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ได้นวัตกรรมทางการศึกษาที่เป็น
โปรแกรมอบรมออนไลน์ด้วยตนเองที่ประกอบด้วย 2 โครงการ คือ 1) โครงการพัฒนาเพื่อการเรยี นรู้
ของครู และ 2) โครงการครูนำผลการเรียนสูก่ ารพัฒนาผู้เรียน โครงการแรกมคี ูม่ ือเพื่อการอบรมด้วย
ตนเอง (Self-Training) ของครู โครงการทีส่ องมีคู่มือเชิงปฏบิ ัติการเพ่อื ครูนำไปใช้เปน็ แนวการพัฒนา
ผู้เรียน โดยคาดหวังว่านวัตกรรมทางการศึกษานี้ เมื่อผ่านกระบวนการวิจัยและพัฒนาหลายขั้นตอน
(Ri&Di) แลว้ นำไปทดลองใช้ในพน้ื ท่ีท่เี ปน็ ตวั แทนของประชากร เมื่อผลการทดลองพบว่านวัตกรรมนั้น
มีประสิทธิภาพ กส็ ามารถนำไปเผยแพร่ให้กบั ประชากรทเ่ี ป็นพ้ืนท่ีเป้าหมายไดใ้ ช้ประโยชน์ในวงกว้าง
ไดอ้ ยา่ งมีผลการวจิ ยั รองรบั
การวิจัยนี้เป็นการวิจัยในสาขาวชิ าการบรหิ ารการศึกษา ดังนี้ 1) ในเชิงวิชาการ มีหลายประการ แต่
ขอนำมากลา่ วถึงที่สำคัญ ดังนี้ (1) งานวจิ ยั น้ีใหค้ วามสำคัญกับประเดน็ ทเี่ ป็นการศึกษาศตวรรษท่ี 21
ซึ่งมีความสำคัญเพราะเป็นการให้การศึกษาที่ส่งผลสุดท้ายให้ผู้เรียนมีทักษะที่จำเป็นในการประสบ
ความสำเร็จในโลกใหม่น้ี (Driscoll, 2022) (2) งานวิจัยนี้มุ่งพัฒนาคุณภาพการศึกษาในระดับ
สถานศกึ ษา ทนี่ ักวิชาการให้ความเห็นว่า การบริหารการศึกษาเกิดข้นึ ในระดับตา่ ง ๆ ต้ังแต่ส่วนกลาง
ถึงระดบั สถานศึกษา แต่การบรหิ ารการศกึ ษาระดบั สถานศึกษา (คอื โรงเรียน วทิ ยาลยั มหาวิทยาลัย
หรือชื่อเรียกอื่นๆ) มีความสำคัญเพราะเป็นฐานปฏิบัติที่จะทำให้การระดมทรัพยากรบุคคลและ
ทรัพยากรวัตถุให้เกิดประโยชน์ที่ใช้งานได้จริง เป็นฐานปฏิบัติที่จะช่วยเสริมสร้างการสอนและการ
เรียนรู้ที่จะส่งผลให้นักเรียนได้รับการศึกษาที่ถูกต้องจากครูที่ถูกต้อง และเป็นฐานปฏิบัติที่จะสร้าง
อิทธิพลที่ส่งผลต่อนักเรียนให้เติบโตไปสู่เป้าหมายที่กำหนดโดยมีครูเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง
(Kashyap, n.d.) สอดคล้องกับแนวคิดการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน (School-Based
Management: SBM) ซึ่งเป็นรูปแบบการกระจายอำนาจให้โรงเรียนที่เป็นหน่วยหลักในการจัด
การศึกษา (Edge, 2000) (3) การวิจยั นใ้ี ชห้ ลกั การ “พัฒนาครู แลว้ ครนู ำผลท่ีไดร้ บั ไปพฒั นาผู้เรียน”
ถือเป็นหลักการที่เป็นจุดเน้นของการบริหารการศึกษา คือ การเสริมสร้างการสอนและการเรียนรู้
(The Focus of Educational Administration is the Enhancement of Teaching and Learning
) (Amadi, 2008) เป็นกระบวนการช่วยใหน้ กั เรียนไดร้ ับการศกึ ษาท่ีถูกต้องจากครูทถ่ี ูกต้อง (Enables
the Right Pupils to Receive the Right Education from the Right Teachers) (Dhammei,
2022) เป็นการกระตุ้นการพัฒนาโปรแกรมท่เี หมาะสมสำหรบั การสอนและการเรยี นรู้ (Bamte, n.d.)
เป็นไปตามหน้าที่ของการบริหารการศึกษาตามทัศนะของ Amadi (2008) ที่กล่าวถึงหน้าที่เกี่ยวกับ
หลักสูตร/การสอน (The Curriculum/Instructional Functions) หน้าที่เกี่ยวกับบุคลากร (The
Staff Personnel Functions) และหน้าที่เกี่ยวกับนักเรียน (The Student Personnel Functions)
และเป็นไปตามวัตถุประสงค์ของการบริหารการศึกษา คือ เพื่อให้การศึกษาที่เหมาะสมแก่นักเรียน
(To Provide Proper Education to Students) เพื่อให้แน่ใจว่ามีการพัฒนาวิชาชีพของครู (To
215
Ensure Professional Development among Teachers) และเพื่อความมั่นใจในการพัฒนา
คุณภาพการศึกษา (To Ensure Qualitative Improvement of Education) (Kashyap, n.d.) อัน
เนื่องจากหลกั การ “พฒั นาครู แลว้ ครนู ำผลทีไ่ ดร้ ับไปพฒั นาผเู้ รียน” เปน็ หลกั การสง่ เสรมิ บทบาทการ
เปน็ ผู้นำทางการศึกษาให้กับครูตามทัศนะของ Speck (1999) และ Seyfarth (1999) ส่งเสริมต่อการ
ทำหน้าที่ของผู้บริหารการศึกษาที่จะต้องสนับสนุนคณะครูด้วยการฝึกอบรมและให้คำแนะนำตาม
ทัศนะของ University of Bridgeport (2022) และ Target Jobs (n.d.) และส่งเสริมต่อแนวคิด
พัฒนาวิชาชีพของครูที่ให้คำนึงถึงการส่งผลต่อการพัฒนาผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุด (Ultimate
Goal) ของการศึกษาตามทัศนะของ Gusky (2000) และ Hoy and Miskel (2001) 2) ในเชิงวชิ าชีพ
การวิจัยนี้คำนึงถึงมาตรฐานวิชาชีพของผู้บริหารสถานศึกษาและผู้บริหารการศึกษาที่คุรุสภากำห นด
ตามมาตรฐานด้านความรู้ ในกรณีสามารถพัฒนาครูและบุคลากรให้สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ สามารถนำความรู้ความเข้าใจในหลักการและทฤษฎีไปประยุกต์ใช้ สามารถวิเคราะห์
สังเคราะห์และสร้างองค์ความรู้ในการบริหารจัดการการศึกษา สามารถนำกระบวนการทางการวิจัย
การวัดและประเมินผล ไปใช้ในการบริหารจัดการการศึกษาได้ สามารถส่งเสริมสนับสนุนการใช้
เทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อการศึกษา และสามารถบริหารจัดการข้อมูลข่าวสารไปสู่ผู้เรียน ครู และ
บุคลากรในสถานศึกษา และตามมาตรฐานการปฏิบัติงาน ในกรณีปฏิบัติโดยคำนึงถึงผลที่จะเกิด
ขึ้นกับการพัฒนาของบุคลากร ผู้เรียน และชุมชน พัฒนาผู้ร่วมงานให้สามารถปฏิบัติงานได้เต็ม
ศักยภาพ พฒั นาและใช้นวัตกรรมการบรหิ ารจนเกิดผลงานท่ีมีคุณภาพสูง และสรา้ งโอกาสการพัฒนา
ได้ทกุ สถานการณ์ (The Teachers Council of Thailand, n.d.)
นายณัฐกลุ ชอบใจ
216
สารบัญ
โครงการและคมู่ ือ หนา้
1. คมู่ ือประกอบโครงการพัฒนาความรู้แก่ครูผูส้ อน
1.1 ค่มู อื ชดุ ที่ 1 ทศั นะเกีย่ วกับนิยามของทกั ษะการรูส้ ารสนเทศ มอี งค์ประกอบ คอื
วตั ถุประสงค์การเรยี นรู้ คำชีแ้ จง ทศั นะเกีย่ วกบั นิยาม แบบประเมินตนเอง และ
เอกสารอา้ งองิ ......................................................................................................... 4
1.2 คู่มอื ชดุ ที่ 2 ทัศนะเก่ียวกับความสำคัญของทักษะการร้สู ารสนเทศ มอี งค์
ประกอบ คือ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ คำช้ีแจง ทัศนะเกยี่ วกับความสำคัญ
แบบประเมนิ ตนเอง และเอกสารอา้ งอิง…………………………………………………………. 13
1.3 คู่มือชุดที่ 3 ทัศนะเกี่ยวกับลกั ษณะที่แสดงถึงทักษะการร้สู ารสนเทศมี
องค์ประกอบ คือ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ คำช้แี จง ทัศนะเกย่ี วกบั ลกั ษณะ
แบบประเมินตนเอง และเอกสารอา้ งอิง..……………………………………………………….. 22
1.4 คู่มอื ชุดที่ 4 ทัศนะเกย่ี วกับแนวทางการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ
มอี งคป์ ระกอบ คือ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ คำช้ีแจง ทศั นะเกี่ยวกับแนวทาง
การพฒั นา แบบประเมนิ ตนเอง และเอกสารอ้างองิ ................................................ 32
1.5 คู่มือชดุ ที่ 5 ทัศนะเก่ียวกบั ขนั้ ตอนการพฒั นาทักษะการรสู้ ารสนเทศ
มีองค์ประกอบ คือ วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ คำชี้แจง ทศั นะเก่ียวกับข้ันตอน
การพฒั นา แบบประเมนิ ตนเอง และเอกสารอา้ งองิ ………………………………………… 50
1.6 คมู่ อื ชดุ ท่ี 6 ทัศนะเกีย่ วกับการประเมินทักษะการรู้สารสนเทศ มอี งคป์ ระกอบ
คือ วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ คำชี้แจง ทัศนะเกย่ี วกับการประเมินผล
แบบประเมนิ ตนเอง และเอกสารอา้ งอิง………………………………………………………… 60
2. ค่มู ือประกอบโครงการครผู ูส้ อนนำความรสู้ ่กู ารพฒั นานักเรยี น
2.1 คู่มอื เพอื่ การปฏิบัติการในการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ ของนกั เรยี น
มอี งคป์ ระกอบ คือ วตั ถปุ ระสงค์เพ่ือการปฏิบตั ิ และแนวปฏิบตั ิ............................ 84
2.2 ทบทวนความรคู้ วามเขา้ ใจจากโครงการพัฒนาครผู ูส้ อน เพอื่ พัฒนาทักษะการรู้
สารสนเทศแก่นักเรยี น............................................................................................ 86
217
218
219
5.1 คู่มือชุดท่ี 1 ทศั นะเก่ยี วกบั นิยามของทกั ษะการรูส้ ารสนเทศ
วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้
หลงั จากการศกึ ษาคู่มอื ชุดนีแ้ ลว้ ท่านมพี ฒั นาการด้านพทุ ธิพิสยั (Cognitive Domain) ซึ่งเป็น
จุดมุ่งหมายทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางสมองหรือสติปัญญาตามแนวคิดของ
Benjamin S. Bloom โดยจําแนกพฤติกรรมในขอบเขตนี้ออกเป็น 6 ระดับ เรียงจากพฤติกรรม
ที่สลับซับซ้อนน้อยไปหามาก หรือจากทักษะการคิดขั้นต่ำกว่าไปหาทักษะการคิดขั้นสูงกว่า ดังนี้
คือ ความจำ (Remembering) ความเข้าใจ (Understanding) การประยุกต์ใช้ (Applying)
การวิเคราะห์ (Analyzing) การประเมนิ (Evaluating) และการสรา้ งสรรค์ (Creating) ดังน้ี
1. บอกคุณสมบัติ จับคู่ เขียนลำดับ อธิบาย บรรยาย ขีดเส้นใต้ จำแนก หรือระบุนิยาม
ของทกั ษะการรู้สารสนเทศได้
2. แปลความหมาย อธิบาย ขยายความ สรุปความ ยกตัวอย่าง บอกความแตกต่าง หรือ
เรียบเรยี งนยิ ามของทกั ษะการรู้สารสนเทศได้
3. แก้ปัญหา สาธิต ทำนาย เชื่อมโยง ความสัมพันธ์ เปลี่ยนแปลง คำนวณ หรือปรับปรุง
นิยามของทกั ษะการรสู้ ารสนเทศได้
4. แยกแยะ จัดประเภท จำแนกให้เห็นความแตกต่าง หรือบอกเหตุผลนิยามของทักษะ
การร้สู ารสนเทศได้
5. วัดผล เปรียบเทยี บ ตคี า่ ลงความเห็น วจิ ารณ์นิยามของทกั ษะการรู้สารสนเทศได้
6. รวบรวม ออกแบบ จัดระเบยี บ สร้าง ประดิษฐ์ หรือวางหลักการนิยามของทักษะการรู้
สารสนเทศได้
โดยมีทัศนะเกี่ยวกับนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศของแหล่งอ้างอิงทางวิชาการต่าง ๆ
ดังนี้
1) นยิ ามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Coonan & Jane
2) นิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Bristol.ac.uk (n.d.)
3) นยิ ามของทักษะการร้สู ารสนเทศ ตามทัศนะของ Capstone Press Initials
4) นยิ ามของทักษะการร้สู ารสนเทศ ตามทัศนะของ CIPIL
5) นิยามของทักษะการร้สู ารสนเทศ ตามทัศนะของ Wikipedia
6) นยิ ามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Association of College and
Research Libraries (ACRL)
7) นยิ ามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Rockman
8) นยิ ามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Otterbein Lib Guides
9) นิยามของทักษะการรสู้ ารสนเทศ ตามทัศนะของ Libdnet (n.d.)
220
คำช้ีแจง
1) โปรดศึกษาเนือ้ หาเกี่ยวกับนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ จากทัศนะที่นำมากล่าวถงึ
แต่ละทัศนะ โดยแต่ละทัศนะท่านจะต้องทำความเข้าใจที่สามารถอธิบายกับตัวเองได้ว่า
เขาให้นิยามวา่ อย่างไร
2) หลังจากการศึกษาเนื้อหาแตล่ ะทัศนะ โปรดทบทวนความรู้ความเข้าใจของท่านอีกครัง้
จากแบบประเมินผลตนเองในตอนทา้ ยของคู่มือ
3) เน้ือหาเกีย่ วกบั นยิ ามของทกั ษะการรู้สารสนเทศ จากทัศนะท่ีนำมากล่าวถึงแต่ละทัศนะ
มีแหล่งอ้างอิงตามที่แสดงไว้ในตอนท้ายหลังของแบบประเมินผลตนเอง หากท่านต้องการศึกษา
รายละเอยี ดของทัศนะเหล่าน้ัน ซง่ึ ต้นฉบบั เปน็ บทความภาษาอังกฤษ ทา่ นสามารถจะสบื คน้ ตอ่ ได้จาก
เวบ็ ไซต์ทรี่ ะบไุ ว้ในแหล่งอ้างองิ นัน้ ๆ
ทศั นะเกย่ี วกับนยิ ามของทกั ษะการร้สู ารสนเทศ
1. Coonan & Jane ซึ่งเป็น นักวิจัยด้านบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ได้
กล่าวว่าสมาคมห้องสมุดอเมริกา ให้นิยามของทักษะการรู้สารสนเทศว่า “การรู้สารสนเทศ
(Information Literacy) เป็นการรวบรวมทกั ษะที่บุคคลจดจำไดว้ ่าเม่ือไรต้องการข้อมูลและสามารถ
ระบุตำแหนง่ ประเมนิ ผล และใชข้ ้อมลู นั้นได้อย่างมปี ระสทิ ธภิ าพ”
โปรดทบทวนตัวเอง แลว้ ตอบในใจวา่ ทา่ นเขา้ ใจนิยามของทกั ษะการรู้สารสนเทศ
ตามทศั นะของ Coonan & Jane วา่ อย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. Bristol.ac.uk (n.d.) เว็บไซต์มหาวิทยาลัยชั้นนำในสหราชอาณาจักรที่เป็นเลิศใน
ด้านวิชาการ ด้านการเรียนการสอน ให้นิยามของทกั ษะการรู้สารสนเทศวา่ ในระหว่างการศกึ ษาและ
การทำงาน หากต้องการที่จะพฒั นาความเชี่ยวชาญในการค้นคว้า ประเมินผลและใชส้ ารสนเทศอย่าง
มีประสิทธิภาพและมีจริยธรรม ความเช่ียวชาญดังกล่าวนั้นหมายถึง “การรู้สารสนเทศ” หรือ
“ห้องสมดุ และทกั ษะด้านขอ้ มลู ”
การรู้สารสนเทศ (Information Literacy) คือบุคคลที่มีความรู้ดีในด้านข้อมูลสามารถ
ประยุกต์ได้ดังนี้ 1) จดจำและเชื่อมต่อความต้องการของข้อมูล 2) แยกแยะวิธีการค้นคว้าเกี่ยวกับ
ข้อมูลที่ต้องการ 3) สร้างวิธีการในการระบุตำแหน่งของข้อมูล 4) ระบุตำแหน่งและเข้าถึงข้อมูล
5) เปรียบเทียบและประเมินข้อมูลที่ได้รับจากแหล่งข้อมูลที่แตกต่างกัน 6) ใช้ข้อมูลอย่างเหมาะสม
และมีจริยธรรม
221
โปรดทบทวนตวั เอง แล้วตอบในใจวา่ ทา่ นเข้าใจนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ
ตามทศั นะของ Bristol.ac.uk (n.d.) ว่าอย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. Capstone Press Initials ซึ่งเป็นเว็บไซต์ระดับชาติที่นำเสนอกลยุทธ์การอ่าน
บทเรียนและกิจกรรมต่าง ๆ ให้นิยามของทักษะการรู้สารสนเทศว่า ความหมายของการรู้สารสนเทศ
(Information Literacy) คือ ความสามารถทางการสื่อสารของการเข้าถึงข้อมูล การวิเคราะห์
ประเมินผล และการสื่อสารข้อมูล การรู้สารสนเทศประกอบด้วยขั้นตอนต่อไปนี้ 1) การวางแผน
การศึกษาหรือตั้งคำถาม 2) การจัดการการค้นคว้าหาคำตอบ 3) การหาแหล่งข้อมูล 4) การประเมิน
ค่าแหล่งขอ้ มลู และคดิ วเิ คราะหถ์ ึงข้อมูลเหล่านัน้ เชน่ ใครเป็นคนสรา้ งข้อมลู และทำไม มีข้อมลู สว่ นใด
ที่ขาดหาย คนอื่นจะรู้สึกต่อข้อมูลชุดเดียวกันนี้ต่างกันหรือไม่ 5) นำเสนอข้อมูลที่ได้ศึกษาอย่าง
มคี วามหมาย
โปรดทบทวนตวั เอง แล้วตอบในใจว่าทา่ นเข้าใจนยิ ามของทักษะการรู้สารสนเทศ
ตามทัศนะของ Capstone Press Initials ว่าอยา่ งไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
4. CIPIL ซง่ึ เป็นเวบ็ ไซต์เก่ียวกบั สารสนเทศของประเทศอังกฤษ ใหน้ ิยามของทักษะการรู้
สารสนเทศว่า ประกอบไปด้วยทักษะและความสามารถที่หลากหลายซึ่งแต่ละคนต้องใช้ในกิจกรรม
ทเี่ กีย่ วขอ้ งกับการใช้ข้อมลู ทั้งยังเกยี่ วข้องกับการใชค้ วามสามารถ คุณสมบัติ และความมั่นใจท่ีต้องมี
ในการใช้ประโยชน์จากข้อมูลและการแปลข้อมูลอย่างรอบคอบ ซึ่งรวมถึงการคิดวิเคราะห์และความ
ตระหนักรู้และความเข้าใจทั้งเรื่องของจริยธรรมและความเกี่ยวข้องกับการบ้านการเมืองของการใช้
ขอ้ มลู
การรู้สารสนเทศเกี่ยวข้องและคาบเกี่ยวกับการมีความรู้ในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะการรู้การ
ใช้สื่อดิจิตอล การรู้ด้านวิชาการ และการรู้ด้านสื่อ การรู้สารสนเทศช่วยให้เข้าใจจริยธรรมและ
กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการใช้ข้อมูลประกอบไปด้วยความเป็นส่วนตัวของข้อมูล การป้องกันข้อมูล
ความเสรีของข้อมูล แหล่งข้อมูลที่เป็นสาธารณะและทรัพย์สินทางปัญญา และที่สำคัญการรู้
สารสนเทศได้ทำใหม้ ีอำนาจและสำคัญมากกับผู้สนับสนนุ ความเสมอภาคโดยเฉพาะอยา่ งยิ่งการมีส่วน
รว่ มของสงั คม
222
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจวา่ ทา่ นเขา้ ใจนิยามของทกั ษะการรู้สารสนเทศ
ตามทัศนะของ Capstone Press Initials วา่ อย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
5. Wikipedia ซึ่งเป็นเว็บไซต์สารานุกรม ได้กล่าวถึงการประชุมแห่งชาติสหรัฐอเมริกา
เกี่ยวกับการรู้สารสนเทศได้นิยามการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) ให้นิยามของทักษะการรู้
สารสนเทศวา่ “...ทกั ษะท่ีหลากหลายในการรวู้ า่ เมอื่ ไรต้องการข้อมูล สามารถระบุ บอกตำแหนง่ และ
ใช้ข้อมูลได้อย่างมีประสิทธิภาพในการแก้ปัญหาที่มีอยู่...”สมาคมห้องสมุดอเมริกาได้นิยาม “การรู้
สารสนเทศ (Information Literacy)” ไว้ว่าเป็นการรวบรวมความสามารถที่ทำให้บุคคล “จดจำว่า
เมื่อไรต้องการข้อมูลและสามารถในการระบุตำแหน่ง ประเมินผล และใช้ข้อมูลนั้นได้อย่างมี
ประสิทธิภาพ ความหมายอื่น ๆ เกี่ยวข้องกับมุมมองด้านความสงสัย การตัดสิน การคิดอย่างอิสระ
การตั้งคำถาม และความเข้าใจ” หรือเกี่ยวข้องกับความสามารถในฐานะพลเมืองในสังคมแห่งการ
รบั ข้อมลู ควรจะมคี วามสามารถในการเขา้ ร่วมอยา่ งชาญฉลาดและคลอ่ งตวั ในสังคมนั้นได้
โปรดทบทวนตัวเอง แลว้ ตอบในใจว่าทา่ นเขา้ ใจนิยามของทกั ษะการรู้สารสนเทศ
ตามทัศนะของ Wikipedia ว่าอย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
6. Association of College and Research Libraries (ACRL) ซึ่งเป็นสมาคม
ห้องสมุดวิทยาลัยและการวิจัย กล่าวถึงนักวิชาการด้านบรรณารักษศาสตร์แห่งห้องสมุดของ
Madison College ได้รับมอบหมายให้ขับเคลื่อนนักเรียนนักศึกษาไปสู่สมาคมห้องสมุดของ
มหาวิทยาลัยและการวิจัยตามโครงร่างใหม่ของการรู้สารสนเทศ ให้นิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ
ว่า “การร้สู ารสนเทศ (Information Literacy)” ต้องใชก้ ารพัฒนาตนเองอย่างต่อเนอ่ื งดังน้ี
- ความตระหนกั รขู้ องบคุ คลในการเกี่ยวขอ้ งกบั โลกดจิ ติ อล
- ความตระหนักรู้ของการแปลความหมายของข้อมลู ท่ีค้นพบได้อยา่ งไร
- ความตระหนกั รกู้ ารเช่อื มตอ่ ขอ้ มลู ที่ต้องการไดอ้ ย่างไร
- ความตระหนักรูก้ ารใชข้ ้อมูลอยา่ งมีจริยธรรม
- ความตระหนกั รกู้ ารเขา้ ใจบทบาทหนา้ ท่ีของผู้ร้สู ารสานเทศในการส่ือสารในสาขางานน้ี
- ความตระหนักร้กู ารประเมนิ ความนา่ เชือ่ ถอื และความเปน็ ทางการของขอ้ มลู
223
โปรดทบทวนตวั เอง แล้วตอบในใจวา่ ทา่ นเข้าใจนยิ ามของทักษะการรู้สารสนเทศ
ต า ม ท ั ศ น ะ ข อ ง Association of College and Research Libraries
(ACRL) วา่ อย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
7. Rockman นักวิจัยดา้ นบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ ให้นิยามของทักษะ
การรู้สารสนเทศว่า มุมมองเกี่ยวกับการรู้สารสนเทศ (Information Literacy) มีหลายมุมมอง ได้แก่
1) กลุ่มคนที่กล่าวว่าการรู้สารสนเทศเป็นเพียงกระบวนการตามธรรมชาติในความก้าวหน้าของ
สาขาวิชาน้ี โดยกลุ่มผู้เชีย่ วชาญจดั เรือ่ งการรับรู้สารสนเทศเข้าเป็นหมวดหน่ึงของแนวคิดท้ังหมดก่อน
หน้านี้และเพิ่มความหมายที่แตกต่างเพียงเล็กน้อยเพิ่มเข้าไป 2) อีกกลุ่มระบุชัดเจนว่าการรับรู้
สารสนเทศเป็นเพียงชื่อเรียกใหม่ของสิ่งที่เราเคยมีมาแล้ว สำหรับคนกลุ่มนี้ การรับรู้สารสนเทศ
มีประโยชน์เพียงเน้นย้ำตามกระแสนิยมในสังคมและแนวทางการศึกษาค้นคว้า และบางทีเรื่องน้ี
ก็เป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วในกลุ่มคนที่ไม่ได้อยู่ในวงการสาขาวิชานี้ 3) สุดท้าย คือกลุ่มคนที่เชื่อมั่นว่า
การรู้สารสนเทศเป็นแนวคิดใหม่และเป็นการอธิบายวิธีการคิดใหม่เกี่ยวกับจุดมุ่ งหมายของ
ความเชยี่ วชาญในสาขาวิชาและความรบั ผดิ ชอบของงานบรรณารกั ษ์
โปรดทบทวนตวั เอง แล้วตอบในใจว่าทา่ นเขา้ ใจนิยามของทกั ษะการรู้สารสนเทศ
ตามทศั นะของ Rockman ว่าอยา่ งไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
8. Otterbein Lib Guides ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่เป็นแหล่งรวบรวมทรัพยากรข้อมูล
สารสนเทศ ให้นิยามของทักษะการรสู้ ารสนเทศว่า “การรู้สารสนเทศเป็นการรวมของความสามารถใน
การรวบรวมการค้นควา้ อย่างไตร่ตรองของข้อมลู ความเข้าใจว่าข้อมลู ได้ผลติ ข้ึนมาได้อย่างไรและเห็น
คุณค่าของข้อมูลสารสนเทศและใช้ข้อมูลในการสร้างองค์ความรู้ใหม่และมีจริยธรรมต่อสังคมการ
เรียนรู้”
คณะกรรมการมหาวิทยาลัยของสมาคมมหาวิทยาลัยและโรงเรียนทางใต้ (SACS) ได้ให้
ความหมายของทักษะการรู้สารสนเทศ (Information Literacy Skills) ว่า หมายถึง “ความสามารถ
ในการบอกตำแหน่ง ประเมินค่า และใช้ขอ้ มลู เพอ่ื ใหเ้ ปน็ ผู้เรยี นรู้ตลอดชวี ิตดว้ ยตนเองเพ่ือจะมีความรู้
ด้านสารสนเทศ บุคคลนั้นต้องสามารถจดจำได้เมื่อต้องการข้อมูลและสามารถระบุตำแหน่ง ประเมิน
คา่ และใช้ขอ้ มูลที่ตอ้ งการไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ”
224
โปรดทบทวนตวั เอง แลว้ ตอบในใจว่าท่านเข้าใจนยิ ามของทักษะการรู้สารสนเทศ
ตามทัศนะของ Otterbein Lib Guides วา่ อย่างไร ?
...............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
9. Libdnet (n.d.) ซึ่งเป็นแหล่งสืบค้นข้อมูลทางสารสนเทศศาสตร์ ให้นิยามของทักษะ
การรู้สารสนเทศว่า การรู้สารสนเทศ (Information Literacy) จัดได้ว่าเป็นเครื่องมือที่มีศักยภาพใน
การเรียนรู้ตลอดชวี ิต เป็นพื้นฐานในทุกกระบวนการ ในทุกการเรียนรู้ และในทุกระดับการศึกษา ทำ
ให้ผู้เรียนได้เข้าใจเนื้อหาอย่างถ่องแท้และขยายการศึกษาในเรื่องนั้นต่อไป สามารถสร้างการเรียนรู้
ด้วยตนเองและควบคุมการเรียนรู้ของตนเองได้ ดังนั้นพันธกิจหลักของสถาบันการศึกษาควรที่จะ
พัฒนาทกั ษะการรสู้ ารสนเทศให้เป็นทักษะตลอดชีวิตและใหเ้ พิ่มการเรียนรู้สูงข้นึ ไปในชีวิตการทำงาน
ของนักเรียนต่อไป
CUB ได้ระบุว่า ทักษะของการรู้สารสนเทศ (Information Literacy skills) คือ ความ
เข้าใจในความต้องการข้อมูล แหล่งข้อมูลที่มีอยู่ การหาข้อมูลได้อย่างไร ความต้องการประเมินค่า
การนำข้อมูลมาใช้งานหรือใช้ประโยชน์ มีจรยิ ธรรมและความรบั ผดิ ชอบของการใชข้ อ้ มูล
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจวา่ ท่านเข้าใจนิยามของทกั ษะการรู้สารสนเทศ
ตามทศั นะของ Libdnet (n.d.) วา่ อยา่ งไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แบบประเมินตนเอง
โปรดทบทวนความรคู้ วามเข้าใจของทา่ นอกี ครง้ั จากแบบประเมินผลตนเองนี้
1) ท่านเข้าใจนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Coonan & Jane ชัดเจนดี
แล้วหรือไม่
[ ] ชดั เจนดีแล้ว [ ] ยงั ไมช่ ัดเจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Coonan &
Jane กล่าวถึงนยิ ามของทักษะการรูส้ ารสนเทศ ว่าอย่างไร?
2) ทา่ นเขา้ ใจนยิ ามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Bristol.ac.uk (n.d.) ชัดเจนดี
แล้วหรือไม่
[ ] ชดั เจนดแี ลว้ [ ] ยงั ไมช่ ดั เจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า
Bristol.ac.uk (n.d.) กล่าวถงึ นิยามของทักษะการรูส้ ารสนเทศ ว่าอยา่ งไร?
225
3) ท่านเข้าใจนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Capstone Press Initials
ชัดเจนดีแล้วหรอื ไม่
[ ] ชดั เจนดีแลว้ [ ] ยงั ไม่ชดั เจนดีพอ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Capstone
Press Initials กล่าวถึงนิยามของทกั ษะการรูส้ ารสนเทศ ว่าอย่างไร?
4) ทา่ นเขา้ ใจนยิ ามของทักษะการร้สู ารสนเทศ ตามทัศนะของ CIPIL ชัดเจนดแี ลว้ หรอื ไม่
[ ] ชัดเจนดีแลว้ [ ] ยังไมช่ ดั เจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า CIPIL
กล่าวถึงนยิ ามของทักษะการรู้สารสนเทศ ว่าอย่างไร?
5) ท่านเข้าใจนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Wikipedia ชัดเจนดีแล้ว
หรอื ไม่
[ ] ชัดเจนดแี ลว้ [ ] ยังไม่ชดั เจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Wikipedia
กล่าวถงึ นยิ ามของทักษะการรสู้ ารสนเทศ วา่ อยา่ งไร?
6) ท่านเข้าใจนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Association of College
and Research Libraries (ACRL) ชดั เจนดีแล้วหรือไม่
[ ] ชดั เจนดีแลว้ [ ] ยังไมช่ ัดเจนดีพอ
หากยงั ไม่ชัดเจนดพี อ โปรดกลับไปศึกษาใหมอ่ ีกครง้ั แล้วตอบคำถามในใจว่า Association
of College and Research Libraries (ACRL) กล่าวถึงนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ
ว่าอยา่ งไร?
7) ท่านเข้าใจนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Rockman ชัดเจนดีแล้ว
หรอื ไม่
[ ] ชัดเจนดีแล้ว [ ] ยงั ไมช่ ดั เจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Rockman
กล่าวถึงนยิ ามของทักษะการรู้สารสนเทศ ว่าอย่างไร?
8) ท่านเข้าใจนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Otterbein Lib Guides
ชดั เจนดแี ล้วหรอื ไม่
[ ] ชัดเจนดีแลว้ [ ] ยังไมช่ ดั เจนดีพอ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Otterbein
Lib Guides กลา่ วถงึ นิยามของทักษะการร้สู ารสนเทศ วา่ อยา่ งไร?
9) ท่านเข้าใจนิยามของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Libdnet (n.d.) ชัดเจนดีแล้ว
หรอื ไม่
[ ] ชัดเจนดแี ล้ว [ ] ยังไม่ชัดเจนดีพอ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Libdnet
(n.d.) กล่าวถงึ นิยามของทักษะการรูส้ ารสนเทศ วา่ อย่างไร?
226
หมายเหตุ
หากตอ้ งการศกึ ษารายละเอียดของแต่ละทศั นะจากต้นฉบบั ทเ่ี ป็นภาษาอังกฤษ ท่านสามารถสืบค้นได้
จากเวบ็ ไซต์ทร่ี ะบไุ วใ้ นแหลง่ อ้างองิ นนั้ ๆ
1) Coonan & Jane https://bit.ly/3vC5c0M
2) Bristol.ac.uk (n.d.) https://bit.ly/3uCSXQ3
3) Capstone Press Initials https://bit.ly/3wL4jD3
4) CIPIL https://bit.ly/3paT1W7
5) Wikipedia https://bit.ly/3yLzwbj
6) Association of College and Research Libraries (ACRL)
https://bit.ly/3e7nE9M
7) Rockman https://bit.ly/3uBxYNM
8) Otterbein Lib Guides https://bit.ly/3uGULHH
9) Libdnet (n.d.) https://bit.ly/3i2sHw1
เอกสารอา้ งองิ
Association of College and Research Libraries (ACRL) (2000). Information literacy
competency standards for higher education. Retrieved June 14, 2019, from
https://bit.ly/3e7nE9M
Bristol.ac.uk (n.d.). Information literacy skills. Retrieved June 14, 2019, from
https://bit.ly/2xRwmo5
Capstone Press Initials. (2007). Teaching information literacy skills. Retrieved June
14, 2019, from https://bit.ly/33sxxsy
CIPIL (2018). Information literacy. Retrieved June 14, 2019, from https://bit.ly/2I0ViRd
Coonan, E., & Secker, J. (2013). Rethinking information literacy: A practical framework
for supporting learning. Retrieved July 16, 2019, from https://bit.ly/2JBGfgg.
Lisbdnet (n.d.). Information literacy. Retrieved June 14, 2019, from
https://bit.ly/32wMUQb
Otterbein Lib Guides. (2019). What is information literacy?. Retrieved June 14, 2019,
from https://bit.ly/33C5NBJ
Rockman, (2004). Concept of information-related competencies. Retrieved June 14,
2019, from https://bit.ly/2NW5Zb
Wikipedia. (2019). Information literacy. Retrieved June 11, 2019, from
https://bit.ly/1LLrhkg
227
228
5.2 คมู่ อื ชุดที่ 2 ทัศนะเก่ียวกบั ความสำคัญของทกั ษะการรสู้ ารสนเทศ
วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้
หลังจากการศึกษาคู่มอื ชุดน้ีแลว้ ทา่ นมพี ัฒนาการด้านพุทธิพสิ ัย (Cognitive Domain) ซ่ึง
เป็นจุดมุ่งหมายทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางสมองหรือสติปัญญาตามแนวคิดของ
Benjamin S. Bloom โดยจําแนกพฤติกรรมในขอบเขตนี้ออกเป็น 6 ระดับ เรียงจากพฤติกรรม
ที่สลับซับซ้อนน้อยไปหามาก หรือจากทักษะการคิดขั้นต่ำกว่าไปหาทักษะการคิดขั้นสูงกว่า ดังนี้
คือ ความจำ (Remembering) ความเข้าใจ (Understanding) การประยุกต์ใช้ (Applying)
การวเิ คราะห์ (Analyzing) การประเมนิ (Evaluating) และการสรา้ งสรรค์ (Creating) ดงั นี้
1. บอกคุณสมบัติ จับคู่ เขียนลำดับ อธิบาย บรรยาย ขีดเส้นใต้ จำแนก หรือระบุ
ความสำคญั ของทกั ษะการรสู้ ารสนเทศได้
2. แปลความหมาย อธิบาย ขยายความ สรุปความ ยกตัวอย่าง บอกความแตกต่าง หรือ
เรยี บเรียงความสำคัญของทักษะการรู้สารสนเทศได้
3. แก้ปัญหา สาธิต ทำนาย เชื่อมโยง ความสัมพันธ์ เปลี่ยนแปลง คำนวณ หรือปรับปรุง
ความสำคัญของทกั ษะการรสู้ ารสนเทศได้
4. แยกแยะ จัดประเภท จำแนกให้เห็นความแตกต่าง หรือบอกเหตุผลความสำคัญของ
ทักษะการร้สู ารสนเทศได้
5. วัดผล เปรยี บเทยี บ ตีคา่ ลงความเห็น วจิ ารณ์ความสำคัญของทักษะการรสู้ ารสนเทศได้
6. รวบรวม ออกแบบ จัดระเบียบ สรา้ ง ประดิษฐ์ หรอื วางหลกั การความสำคญั ของทักษะ
การรู้สารสนเทศได้
โดยมีทัศนะเกี่ยวกับความสำคัญของทักษะการรู้สารสนเทศของแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ
ตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1) ความสำคญั ของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Riedling
2) ความสำคัญของทักษะการรูส้ ารสนเทศ ตามทัศนะของ Snavely
3) ความสำคญั ของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Macauley
4) ความสำคญั ของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Coonan & Secker
5) ความสำคญั ของทักษะการร้สู ารสนเทศ ตามทัศนะของ Ranaweera (n.d.)
6) ความสำคญั ของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ The Right Information (n.d.)
7) ความสำคญั ของทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Naik
229
คำชแ้ี จง
1) โปรดศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับความสำคัญของทักษะการรู้สารสนเทศ จากทัศนะที่นำมา
กล่าวถึงแต่ละทัศนะ โดยแต่ละทัศนะท่านจะต้องทำความเข้าใจที่สามารถอธิบายกับตัวเองได้ว่า เขา
กล่าวถึงความสำคัญวา่ อยา่ งไร
2) หลังจากการศึกษาเน้ือหาแต่ละทศั นะแล้ว โปรดทบทวนความรูค้ วามเข้าใจของท่านอกี
ครง้ั จากแบบประเมินผลตนเองในตอนท้ายของค่มู ือ
3) เน้ือหาเก่ยี วกับความสำคัญของทักษะการรู้สารสนเทศ จากทศั นะทนี่ ำมากล่าวถึงแต่ละ
ทัศนะมีแหล่งอ้างอิงตามที่แสดงไว้ในตอนท้ายหลังแบบประเมินผลตนเอง หากท่านต้องการศึกษา
รายละเอียดของทัศนะเหลา่ นั้น ซงึ่ ต้นฉบบั เป็นบทความภาษาองั กฤษ ท่านสามารถจะสบื คน้ ต่อได้จาก
เว็บไซตท์ ร่ี ะบไุ วใ้ นแหลง่ อา้ งอิงน้นั ๆ
ทศั นะเก่ยี วกับความสำคญั ของทกั ษะการรู้สารสนเทศ
1. Riedling กล่าวในหนังสือ เรียนรู้ที่จะเรียน: คู่มือที่จะทำให้เป็นผู้รู้สารสนเทศใน
ศตวรรษที่ 21 ได้ชี้ให้เห็นว่าทักษะการรู้สารสนเทศสามารถปรับใช้กับทุกสาขาวิชา สภาพแวดล้อม
และระดับการศึกษา สิ่งนี้ให้ประโยชน์แก่นักศึกษาทั้งหมดรวมถึงฝ่ายวิชาการของพวกเขา นักศึกษา
สามารถปรับใชท้ ักษะการรูส้ ารสนเทศในการทำงานต่าง ๆ ของพวกเขานอกเหนือจากเร่ืองการศึกษา
ท้ังตอนทีอ่ ยใู่ นมหาวิทยาลยั และเมื่อจบการศึกษาไปแลว้
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
ตามทัศนะของ Riedling ว่าอยา่ งไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. Snavely ซึ่งเป็นหัวหน้าฝ่ายบริการการเรียนรู้ห้องสมุด Penn State University
Libraries กล่าวถึงความสำคัญของทักษะการรสู้ ารสนเทศว่า ได้ช้ีใหเ้ หน็ ถึงความสำคญั ในการสร้างให้
เกิดผู้ที่เรียนรู้ได้ตลอดชีวิต การกระตุ้นให้เกิดผู้ที่เรียนรู้ตลอดชีวิตได้เป็นเป้าหมายของ
สถาบันการศึกษา หลักสูตรการรู้สารสนเทศไม่เพียงแต่เป็นประโยชน์กับนักศึกษาในการสอนทักษะน้ี
ที่จะต่อยอดการเรียนรู้ออกไปนอกห้องเรียนได้เท่านั้น แต่หลักสูตรนี้ยังช่วยให้สถานศึกษาได้บรรลุ
วัตถุประสงค์ในการสร้างผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตอีกด้วย Snavely ยังกล่าวด้วยว่าการฝึกฝนการรู้
สารสนเทศนี้จะทำให้นักศึกษาเข้าใจความหลากหลายของวัฒนธรรมมากขึ้นและสามารถปรับตัวเข้า
กับรูปแบบทีไ่ ม่คุ้นเคยไดง้ า่ ยย่งิ ข้ึน
230
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
ตามทัศนะของ Snavely ว่าอย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. Macauley กล่าวถึงความสำคัญของทักษะการรู้สารสนเทศว่า จากการศึกษาว่า
นักศึกษาระดับปริญญาเอกและอาจารย์ที่ปรึกษาจากมหาวิทยาลัยในประเทศออสเตรเลียจำนวนส่ี
แห่งที่เห็นความสำคัญของทักษะการรู้สารสนเทศ นอกจากนี้ยังได้ศึกษาความคิดเห็นของนักศึกษา
เกี่ยวกับบรรณารักษ์ว่าควรมีบทบาทสำคญั ที่คอยสนับสนุนกระบวนการทำวิทยานิพนธ์อยา่ งไร เกือบ
รอ้ ยละ 98 ของนักศึกษาระดับปริญญาเอกและร้อยละ 93 ของอาจารยท์ ่ีปรึกษามีความเห็นว่าทักษะ
การรู้สารสนเทศมีความสำคัญต่อการศึกษาในระดับปริญญาเอก อย่างไรก็ตามนักศึกษาร้อยละ 45
และอาจารย์ร้อยละ 43.5 เห็นพ้องกันว่าพวกเขายังขาดทักษะด้านการรู้สารสนเทศ มากกว่าครึ่งหนึง่
ของจำนวนนักศึกษาหญิงรายงานว่าพวกเขายังมีทักษะการรู้สารสนเทศไม่มากพอ ผู้วิจัยยังพบว่า
“การที่มอี ายุน้อยกว่า การปฏิบตั หิ นา้ ท่แี ละโดยเฉพาะทางสาขาวิทยาศาสตร์ภายในมหาวิทยาลัยเป็น
การเพิ่มโอกาสในการฝึกทักษะการรู้สารสนเทศและลดการมีทักษะการรู้สารสนเทศไม่เพียงพอ”
นักศึกษาด้านวิทยาศาสตร์บางคนเชื่อว่าบรรณารักษ์ยังขาดความถนัดในสาขาวิชาเฉพาะด้านในการ
ช่วยคน้ ควา้ งานวจิ ยั จึงทำให้บรรณารกั ษ์ไม่ได้มีบทบาทสำคัญในการศึกษาระดบั ปริญญาเอก อย่างไรก็
ตามโดยทั่วไป นักศึกษาที่เป็นกลุ่มตัวอย่างเห็นด้วยที่การมีบรรณารักษ์ช่วยในกระบวนการทำ
วทิ ยานพิ นธ์จะทำใหน้ ักศึกษาได้พฒั นาทักษะการรสู้ ารสนเทศอยา่ งมีประสิทธภิ าพ
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
ตามทัศนะของ Macauley วา่ อย่างไร ?
................................................................................................................................................................
...................................................................................................................................... ..........................
................................................................................................................................................................
4. Coonan & Secker นักวชิ าการอิสระ กล่าวถึงความสำคัญของทักษะการรสู้ ารสนเทศ
ว่าการรู้ข้อมูลเป็นจุดสำคัญสู่การแสดงออกและข้อมูลต่าง ๆ อย่างมีอิสรภาพ เพราะเป็นการสร้างให้
ประชากรเข้าใจในหน้าท่ีของสื่อและผู้ให้ข้อมูลข่าวสารตา่ ง ๆ เพือ่ ใหเ้ กิดการประเมินค่าข่าวสารอย่าง
มีวิจารณญาณ และให้พวกเขาสามารถตัดสินใจอย่างมีความรู้ในฐานะผู้รับข่าวสารและผู้ผลิตข้อมูล
และเนอ้ื หาของส่ือ
การรู้สารสนเทศเปน็ สิ่งสำคญั อย่างมากสำหรับสถานศึกษาระดับอดุ มศึกษา เหตุผลเพราะ
นักศึกษาบางคนมีพื้นฐานการทำวิจัยเบื้องต้นและทักษะการใช้ข้อมูลที่มีอย่างจำกัด พวกเขาอาจจะ
ได้รับทักษะที่จำเป็นไม่มากพอเพื่อที่จะไปใช้ในการค้นคว้าวิจัยหรือประเมินค่า การสังเคราะห์ และ
231
รวบรวมข้อมูลเข้าด้วยกัน หรือพวกเขาไม่เคยศึกษาการใช้ข้อมูลในต้นฉบับหรือการใส่อ้างอิงข้อมูลท่ี
นำมาใช้ได้อย่างถูกวิธี ในขณะที่นักศึกษาบางคนอาจมีทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ในการรับส่งอีเมล์
การใชง้ านเว็บไซต์ และการรบั สง่ เอกสารตา่ ง ๆ พวกเขาอาจยังไม่เคยถกู สอนการใช้งานอนิ เตอร์เน็ตที่
มีประสิทธิภาพหรือการใช้ห้องสมดุ อิเล็กทรอนิกส์เพื่อการค้นคว้าวิจัยอย่างมปี ระสิทธิภาพ นี้จึงทำให้
ทักษะการรู้สารสนเทศจึงเป็นสิ่งจำเป็นและทำให้เกิดความแตกต่างและนักศึกษา ประสบความสำเร็จ
ถ้านักศึกษามีโอกาสในการเข้าร่วมโครงการนี้ พวกเขาก็จะประสบปัญหาการเขียนงานวิจัยน้อยลง
อย่างแน่นอน เช่นเดียวกับสถาบันการศึกษาทั่วโลก ห้องสมุดโมฮัมเมดที่หก (Mohammed VI) ของ
มหาวิทยาลัยอัลอัคราเวน (Al Akhawayn University) ต้องเจอกับอุปสรรคสำคัญในการผลิต
นักศึกษาที่มีความรู้ในการใช้ข้อมูลซึ่งไม่เหมือนกับความรู้ในการใช้ห้องสมุด เพื่อที่จะแก้ปัญหานี้
ห้องสมุดได้วางแผนกลยุทธ์ที่จะช่วยเสริมกลยุทธ์ของมหาวิทยาลัยซึ่งในช่วงสิบกว่าปีมานี้ห้องสมุดท่ี
แตก่ ่อนทำหน้าทเี่ พยี งให้ข้อมูลกับนักศึกษาไดเ้ ปล่ียนมาสอนนกั ศึกษาให้พวกเขาเขา้ ใจวธิ กี ารนำข้อมูล
สารสนเทศไปใช้และกลายเป็นผู้เรียนรไู้ ด้ตลอดชวี ิต
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
ตามทัศนะของ Coonan & Secker วา่ อยา่ งไร ?
..............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
5. Ranaweera (n.d.) อาจารย์อาวุโสสถาบันห้องสมุดและสารสนเทศศาสตร์แห่งชาติ
มหาวิทยาลัยโคลัมโบ กล่าวถึงความสำคัญของทักษะการรู้สารสนเทศว่า เป็นสิ่งสำคัญเพราะสังคม
ร่วมสมัยในปัจจุบันนี้เต็มไปด้วยข้อมูลมากมาย เพียงแค่การรับข่าวสารข้อมูลที่มีอยู่มากมายไม่ได้ทำ
ให้ประชากรเป็นผู้รู้ข้อมูล พวกเขาจำเป็นต้องเรียนรู้การนำข้อมูลไปใช้อย่างมีประสิทธิภาพ ACRL
(2000) กลมุ่ ควันขอ้ มลู ขนาดใหญ่ (Data Smog) เป็นแนวคดิ ทีพ่ ดู ถึงการที่มขี ้อมูลเป็นจำนวนมากจน
ได้สร้างกำแพงในการใช้ชีวิตของพวกเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนักเรียนนักศึกษาและคนในสังคม
จำเป็นต้องมีทักษะพิเศษในการจัดการกับปริมาณข้อมูลข่าวสารที่เพิ่มขึ้นอย่างรวดเรว็ ทั้งเพื่อใช้เพ่ือ
การศกึ ษาและการใช้ในด้านธรุ กิจอย่างมีประสิทธิภาพ การรสู้ ารสนเทศถูกจัดเปน็ ทางออกของปัญหา
กลุ่มควันข้อมูลขนาดใหญ่นี้ (Data Smog) ACRL (2006) การรู้สารสนเทศช่วยให้พวกเราจัดการกับ
ปญั หากลมุ่ ควันข้อมูลขนาดใหญ่ (Data Smog) โดยทำใหเ้ รามีเคร่ืองมือที่จำเป็นเพ่ือให้เรารู้ว่าเม่ือใด
ที่ต้องการข้อมูล จะไปหาข้อมูลได้จากที่ใดและจะใช้ข้อมูลนั้นให้เกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลได้
อย่างไร
ทักษะการรู้สารสนเทศจะช่วยให้นักเรียนนักศึกษาประสบความสำเร็จในเป้าหมายของ
ตนเองไดก้ ว้างขึ้นโดยใช้การเรียนรู้แบบยดึ ผู้เรยี นเป็นศูนยก์ ลาง เดมิ ทเี ราคดิ วา่ นักเรียนนกั ศึกษาได้รับ
ทักษะการรู้สารสนเทศด้วยตัวของพวกเขาเอง แต่จริง ๆ แล้วไม่ได้เป็นแบบนั้น การมีทักษะการรู้
สารสนเทศ นักเรียนนักศกึ ษาจำเป็นต้องได้รับการสอนโดยอาจารย์และบรรณารักษ์ การเรียนรูน้ ี้ต้อง
มุ่งเน้นการบรรลุด้านความรู้ ทักษะ และทัศนคติ รวมถึงเกี่ยวข้องกับเนื้อหาวิชาเฉพาะอีกด้วย โดย
232
ไมไ่ ด้เครง่ ครัดยดึ ตดิ กับเรื่องนี้ นักศกึ ษาแต่ละควรสามารถเขา้ ถึง ใช้ และสื่อสารกับขอ้ มูลอย่างถูกต้อง
และทันสมัย หลักสูตรการรู้สารสนเทศมีบทบาทสำคัญในการสร้างให้นักเรียนนักศึกษามีทักษะน้ี
หลกั สูตรน้ีควรนำไปใช้โดยผู้เชย่ี วชาญด้านหอ้ งสมุดเพ่ือชว่ ยเจา้ หนา้ ที่ฝา่ ยวชิ าการและธุรการ
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
ตามทศั นะของ Ranaweera (n.d.) ว่าอย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
6. The Right Information (n.d.) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ของประเทศสก๊อตแลนด์เกี่ยวกับ
ทักษะสารสนเทศในศตวรรษที่ 21 ได้กล่าวถึงความสำคัญของทักษะการรู้สารสนเทศว่าเป็นทักษะ
สำคัญของผู้เรียนในทุกวันนี้ มันช่วยให้เกิดกระบวนการแก้ปัญหาและทักษะการคิด เช่น การถาม
คำถามและการหาคำตอบ การค้นควา้ ข้อมูล การแสดงความคิดเห็น การประเมินค่าแหล่งข้อมูล และ
การตัดสินใจ ช่วยให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จ เป็นผู้ให้ที่มีประสิทธิภาพ มีความมั่นใจในตนเองและ
เป็นพลเมอื งที่มีความรบั ผิดชอบ
แกนหลักสำคัญในหลักสูตรเพื่อความสำเร็จของการเรียนรู้ในทุกการจัดการเรียนรู้และ
ผลลพั ธ์คือความรับผดิ ชอบต่อตนเองของผู้เรยี น
“เยาวชนและวัยรุ่นไม่เพียงแตต่ ้องสามารถอ่านข้อความได้ แต่พวกเขาจำเป็นต้องสามารถ
เข้าใจในการให้ความน่าเชื่อถือกับข้อมูลและแยกแยะได้ว่าจุดมุ่ งหมายของผู้แต่งจูงใจหรือสร้างแรง
บันดาลใจเม่ือใดและอย่างไร” หลักสตู รสคู่ วามสำเรจ็ (2009) ความร้ใู นหลักการเรยี นและการฝึกการ
เขียนรายงาน
พวกเขาต้องแยกแยะได้ว่าข้อมูลใดจริงและเกี่ยวข้องไม่เพียงแต่ในโรงเรียนเท่านั้นแต่
รวมถึงการเรียนรู้ การใชช้ วี ิต และการทำงาน
ทกั ษะการรู้สารสนเทศได้อยู่รอบตัวเรามาได้สักพักแลว้ โดยอยใู่ นรูปแบบทีห่ ลากหลายและ
หลายโครงสรา้ งและความหมายของมนั กไ็ ด้ต้งั ข้ึนมาท้งั ในระดบั ชาตแิ ละระดบั นานาชาติ
Shigeru Aoyagi ประธานคณะกรรมการฝ่ายการศึกษาขั้นพื้นฐานขององค์การยูเนสโก
(UNESCO) ได้ระบไุ วว้ า่ “สำหรับทุกสงั คม การรู้สารสนเทศได้เข้ามาเปน็ ส่วนประกอบท่ีสำคัญมากขึ้น
ไม่เพียงแต่เป็นนโยบายและกลยุทธ์การรู้หนังสือ แต่ยังถือเป็นนโยบายระดับโลกที่ช่วยในการพัฒนา
มนษุ ย์” องค์กรยเู นสโก (2003) ก้าวส่สู งั คมแห่งการรสู้ ารสนเทศ
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
ตามทศั นะของ The Right Information (n.d.) วา่ อย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
233
7. Naik ผู้ช่วยห้องสมุด I.G.M. แห่งมหาวิทยาลัยไฮเดอราบัด ประเทศอินเดีย กล่าวถึง
ความสำคัญของทักษะการรู้สารสนเทศว่าการรู้สารสนเทศเป็นชุดทักษะที่ต้องการเพื่อไว้ค้นหา เรียก
เอาข้อมูล วิเคราะห์และการใชข้ ้อมูล โดยช่วงการเริม่ ต้นของศตวรรษที่ 21 นี้ได้เรียกว่ายุคของข้อมลู
เพราะมีการเพิ่มขึ้นอย่างมากมายของข้อมูลและแหลง่ ของข้อมูล เป็นที่ชัดเจนว่านักเรียนนักศึกษาไม่
สามารถเรียนรูท้ ุกอยา่ งที่พวกเขาต้องการในสาขาท่ีพวกเขาต้องการในเวลาไม่ก่ปี ีในมหาวิทยาลัย การ
รู้สารสนเทศจะช่วยให้พวกเขามีทักษะที่จำเป็นในการคิดอย่างมีวิจารณาญาณเพื่อที่จะกลายเป็น
ผู้เรียนรู้ตลอดชีวิตได้ด้วยตนเอง บ่อยครั้งที่เราคิดว่านักศึกษาเขียนรายงานการวิจัยและอ่านหนังสือ
เรียนเพื่อพวกเขาจะมีทักษะการรู้สารสนเทศ มันก็ไม่ได้เป็นจริงทั้งหมด อาจจะได้รับทักษะการรู้
สารสนเทศบ้างจากที่ทำแต่สิ่งที่พวกเขาต้องการคือหลักสูตรคู่ขนานไปด้วยกันในการสอนก ารรู้
สารสนเทศเพ่อื ใหพ้ วกเขามีรากฐานความรู้เพื่อการศกึ ษาในระดับอุดมศึกษา
ความสำคัญของการรู้สารสนเทศได้รับการสรุปรวมไว้ว่า “การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็น
สำหรับการเป็นสว่ นรว่ มของพลเมือง การมสี ว่ นร่วมในสังคม การสรา้ งสรรค์ความรูใ้ หม่ ๆ การส่งเสริม
บุคคลสู่ความสำเร็จ และการเรียนรู้ตลอดชีวิต” เราเห็นจะเห็นความสำคัญของการรู้สารสนเทศได้
ดังตอ่ ไปน้ี
1) การรู้สารสนเทศเป็นสิ่งสำคัญในการเข้าใจกับคำถามยาก ๆ เกี่ยวกับการเป็นเจ้าของ
ผลงานและ เรอื่ งของลิขสทิ ธ์ิ
2) นักศึกษาควรเรียนรทู้ จ่ี ะเคารพตอ่ สทิ ธิของผูส้ รา้ งผลงาน
3) การที่จะเป็นผู้เรยี นรู้ตลอดชีวิตได้มันจำเปน็ เป็นอยา่ งยิ่งที่ต้องบรรลุการรูส้ ารสนเทศใน
ระดับสงู
4) การรสู้ ารสนเทศจะช่วยปดิ ช่องว่างระหว่างผู้รู้ข้อมลู นอ้ ยกับผู้ที่ร้ขู ้อมูลมาก
5) การรู้สารสนเทศจำเป็นต้องมีกระบวนการคิดอย่างมีวิจารณญาณ ซึ่งจะนำเชื่อมโยง
มาถงึ กระบวนการทางเศรษฐกิจและวัฒนธรรมของชาติ
6) การเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายของแหล่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทำให้การรู้
สารสนเทศมคี วามจำเปน็ เพิม่ ขนึ้ มาก
7) ความเสมอภาคทางโอกาสของประชากรเป็นสิ่งสำคัญที่เป็นผลดีที่สุดของการรู้
สารสนเทศเพื่อปดิ ชอ่ งว่างระหวา่ งผรู้ ้ขู ้อมลู นอ้ ยกับผูท้ ี่ร้ขู ้อมลู มาก
8) การรสู้ ารสนเทศเป็นสิ่งจำเป็นในการปกครองแบบประชาธิปไตย
9) การเปลี่ยนแปลงที่เพิ่มขึ้นอย่างมากมายของแหล่งข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ทำให้การรู้
สารสนเทศมีความจำเป็นเพิ่มขึ้นมาก แหล่งข้อมูลแบบตีพิมพ์ดังเดิมจัดได้ว่าผ่านกระบวนการที่สร้าง
ความน่าเชื่อถือ ในขณะที่แหล่งข้อมูลออนไลน์ที่มาในรูปของเว็บไซต์ดูเหมือนจะไม่มีเครื่องมือในการ
ประเมนิ คุณภาพและความนา่ เชอื่ ถือ
234
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ
ตามทศั นะของ Naik ว่าอย่างไร ?
............................................................................................................................. ..................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แบบประเมินตนเอง
1) ทา่ นเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ ตามทศั นะของ Riedling ชดั เจนดีแลว้ หรอื ไม่
[ ] ชดั เจนดีแลว้ [ ] ยังไม่ชัดเจนดีพอ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Riedling
กลา่ วถงึ ความสำคัญของการร้สู ารสนเทศ วา่ อยา่ งไร?
2) ทา่ นเขา้ ใจความสำคญั ของการรสู้ ารสนเทศ ตามทัศนะของ Snavely ชดั เจนดแี ล้วหรอื ไม่
[ ] ชดั เจนดแี ลว้ [ ] ยังไมช่ ัดเจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกคร้ัง แล้วตอบคำถามในใจว่า Snavely
กลา่ วถึงความสำคัญของการรสู้ ารสนเทศ วา่ อย่างไร?
3) ท่านเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Macauley ชัดเจนดีแล้ว
หรอื ไม่
[ ] ชัดเจนดีแล้ว [ ] ยังไมช่ ัดเจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Macauley
กลา่ วถึงความสำคญั ของการรสู้ ารสนเทศ ว่าอยา่ งไร?
4) ท่านเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Coonan & Secker ชัดเจนดี
แลว้ หรอื ไม่
[ ] ชดั เจนดีแลว้ [ ] ยังไม่ชดั เจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Coonan &
Secker กลา่ วถงึ ความสำคญั ของการรู้สารสนเทศ วา่ อย่างไร?
5) ท่านเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Ranaweera (n.d.) ชัดเจนดี
แลว้ หรอื ไม่
[ ] ชัดเจนดีแลว้ [ ] ยังไมช่ ดั เจนดีพอ
หากยงั ไมช่ ดั เจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจวา่ Ranaweera
(n.d.) กล่าวถงึ ความสำคญั ของการรสู้ ารสนเทศ วา่ อยา่ งไร?
6) ท่านเข้าใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ The Right Information
(n.d.) ชดั เจนดีแลว้ หรือไม่
[ ] ชดั เจนดีแลว้ [ ] ยังไม่ชัดเจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า The Right
Information (n.d.) กล่าวถึงความสำคัญของการรู้สารสนเทศ ว่าอย่างไร?
235
7) ท่านเขา้ ใจความสำคัญของการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Naik ชดั เจนดีแลว้ หรือไม่
[ ] ชดั เจนดีแล้ว [ ] ยงั ไม่ชดั เจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Naik
กลา่ วถึงความสำคญั ของการรสู้ ารสนเทศ ว่าอย่างไร?
หมายเหตุ
หากต้องการศกึ ษารายละเอยี ดของแต่ละทศั นะจากตน้ ฉบับท่เี ป็นภาษาอังกฤษ ท่านสามารถสืบค้นได้
จากเว็บไซต์ทีร่ ะบไุ วใ้ นแหล่งอา้ งองิ นั้น ๆ
1) Riedling https://bit.ly/3vEDAIa
2) Snavely https://bit.ly/3vEDAIa
3) Macauley https://bit.ly/34yhmM8
4) Coonan & Secker https://bit.ly/3vC5c0M
5) Ranaweera (n.d.) https://bit.ly/3wKBVB6
6) The Right Information (n.d.) https://bit.ly/2S0cmNF
7) Naik https://bit.ly/3wPBAxc
เอกสารอ้างอิง
Coonan, E., & Secker, J. (2013). Rethinking information literacy: A practical framework
for supporting learning. Retrieved July 16, 2019, from https://bit.ly/2JBGfgg.
Macauley, P. (2001). “Menace, missionary zeal or welcome partner? Librarian
involvement in the information literacy of doctoral researchers.” The New
Review of Libraries and Lifelong Learning 2:47–65. Retrieved July 16, 2019,
from https://bit.ly/2SkaxqC.
Naik M. (2014). Importance of information literacy. Retrieved July 16, 2019, from
https://bit.ly/2XLKheI.
Ranaweera, P. (n.d.). Importance of information literacy skills for an information
literate society. Retrieved July 16, 2019, from https://bit.ly/2SmyCNE.
Riedling, A.M. (2006). Learning to learn: A guide to becoming information literate in
the 21st century. Retrieved July 16, 2019, from https://bit.ly/2Y45dc8.
Snavely, L. (2008). Global education goals, technology, and information literacy in
higher Education. Retrieved July 16, 2019, from https://bit.ly/2Y45dc8.
The Right Information (n.d.). Literacy across learning: Information and critical literacy
skills for early and first level. Retrieved July 16, 2019, from
https://bit.ly/2LmRmfb.
236
237
5.3 คมู่ อื ชุดที่ 3 ทศั นะเก่ียวกบั ลกั ษณะทีแ่ สดงถงึ ทกั ษะการร้สู ารสนเทศ
วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
หลงั จากการศกึ ษาคู่มือชุดนแี้ ล้ว ท่านมีพัฒนาการดา้ นพทุ ธิพิสยั (Cognitive Domain) ซ่ึง
เป็นจุดมุ่งหมายทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางสมองหรือสติปัญญาตามแนวคิดของ
Benjamin S. Bloom โดยจําแนกพฤติกรรมในขอบเขตนี้ออกเป็น 6 ระดับ เรียงจากพฤติกรรม
ที่สลับซับซ้อนน้อยไปหามาก หรือจากทักษะการคิดขั้นต่ำกว่าไปหาทักษะการคิดขั้นสูงกว่า ดังนี้
คือ ความจำ (Remembering) ความเข้าใจ (Understanding) การประยุกต์ใช้ (Applying)
การวิเคราะห์ (Analyzing) การประเมนิ (Evaluating) และการสรา้ งสรรค์ (Creating) ดังนี้
1. บอกคณุ สมบัติ จบั คู่ เขยี นลำดบั อธบิ าย บรรยาย ขดี เส้นใต้ จำแนก หรือระบุลักษณะ
ท่แี สดงถงึ ทักษะการรสู้ ารสนเทศได้
2. แปลความหมาย อธิบาย ขยายความ สรุปความ ยกตัวอย่าง บอกความแตกต่าง หรือ
เรยี บเรียงลกั ษณะที่แสดงถึงทักษะการร้สู ารสนเทศได้
3. แก้ปัญหา สาธิต ทำนาย เชื่อมโยง ความสัมพันธ์ เปลี่ยนแปลง คำนวณ หรือปรับปรุง
ลกั ษณะท่แี สดงถงึ ทกั ษะการรูส้ ารสนเทศได้
4. แยกแยะ จัดประเภท จำแนกให้เห็นความแตกต่าง หรือบอกเหตุผลลักษณะที่แสดงถงึ
ทกั ษะการรูส้ ารสนเทศได้
5. วดั ผล เปรยี บเทียบ ตีคา่ ลงความเหน็ วจิ ารณ์ลกั ษณะทแี่ สดงถงึ ทกั ษะการรู้สารสนเทศ
ได้
6. รวบรวม ออกแบบ จัดระเบียบ สร้าง ประดิษฐ์ หรือวางหลักการลักษณะที่แสดงถึง
ทักษะการรสู้ ารสนเทศได้
โดยมที ัศนะเกี่ยวกับลักษณะท่ีแสดงถงึ ทักษะการรู้สารสนเทศของแหล่งอ้างอิงทางวิชาการ
ต่าง ๆ ดังน้ี
1) ลกั ษณะที่แสดงถึงทักษะการรสู้ ารสนเทศ ตามทศั นะของ Bainton
2) ลกั ษณะที่แสดงถึงทักษะการรสู้ ารสนเทศ ตามทัศนะของ SUNY Council of Library
Directors Information Literacy Initiative
3) ลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Australian and New
Zealand Institute for Information Literacy
4) ลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรูส้ ารสนเทศ ตามทศั นะของ Singh
5) ลกั ษณะทแ่ี สดงถึงทกั ษะการรู้สารสนเทศ ตามทศั นะของ Thoughtful Learning (n.d.)
6) ลกั ษณะทแ่ี สดงถึงทักษะการรสู้ ารสนเทศ ตามทศั นะของ Libguides Willamette Edu
7) ลักษณะท่แี สดงถงึ ทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทศั นะของ Alter
238
คำชี้แจง
1. โปรดศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับลักษณะของทักษะการรู้สารสนเทศ จากทัศนะที่นำมา
กล่าวถึงแต่ละทัศนะ โดยแต่ละทัศนะท่านจะต้องทำความเข้าใจที่สามารถอธิบายกับตัวเองได้ว่า
เขาใหล้ กั ษณะว่าอยา่ งไร
2. หลงั จากการศึกษาเน้ือหาแต่ละทัศนะ โปรดทบทวนความรคู้ วามเขา้ ใจของท่านอีกครั้ง
จากแบบประเมินผลตนเองในตอนทา้ ยของคู่มือ
3. เนื้อหาเกี่ยวกบั ลกั ษณะท่ีแสดงถึงทักษะการรู้สารสนเทศ จากทศั นะทนี่ ำมากล่าวถึงแต่
ละทัศนะมีแหล่งอ้างอิงตามที่แสดงไว้ในตอนท้ายหลังของแบบประเมินผลตนเอง หากท่านต้องการ
ศกึ ษารายละเอียดของทัศนะเหล่านัน้ ซง่ึ ต้นฉบับเปน็ บทความภาษาอังกฤษ ทา่ นสามารถจะสืบค้นต่อ
ไดจ้ ากเว็บไซตท์ ่รี ะบไุ วใ้ นแหลง่ อ้างองิ น้นั ๆ
ทัศนะเกี่ยวกับลักษณะทีแ่ สดงถงึ ทักษะการรสู้ ารสนเทศ
1. Bainton นักวิจัยชาวอเมริกา ได้กล่าวถึงคุณลักษณะของการรู้สารสนเทศว่าเกิดจาก
ความสามารถในการใชห้ ้องสมดุ และความสามารถในการใช้คอมพวิ เตอรท์ ั้งสองอยา่ งน้ีมารวมกนั แบ่ง
ได้ 7 ดา้ นดังน้ี
1) ความสามารถในการรบั รคู้ วามต้องการข้อมูลเพม่ิ เตมิ
2) ความสามารถในการเลือกเส้นทางและแหลง่ สบื คน้ ท่เี ข้าถึงไดร้ วดเร็ว
3) ความสามารถในการวางแผนการสืบคน้
4) ความสามารถในการเข้าถึงขอ้ มลู
5) ความสามารถในการเปรยี บเทยี บและประเมนิ ข้อมลู
6) ความสามารถในการจัดการ ประยุกต์ใช้งาน และสื่อสารข้อมูลในสถานการณ์ท่ี
เหมาะสม
7) ความสามารถในการนำข้อมลู มาสงั เคราะห์เพ่ือสร้างองคค์ วามร้ใู หม่
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้
สารสนเทศ ตามทศั นะของ Bainton วา่ อย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. SUNY Council of Library Directors Information Literacy Initiative ซง่ึ เป็น
สภาผู้อำนวยการห้องสมุดโครงการการเรียนรู้สารสนเทศ ได้เสนอคุณลักษณะและความสามารถใน
การร้สู ารสนเทศของบุคคล ดงั น้ี
1) ตระหนกั ถงึ ความจำเปน็ ของสารสนเทศ
2) สามารถกำหนดขอบเขตของสารสนเทศท่จี ำเปน็
3) เขา้ ถึงสารสนเทศไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ
239
4) ประเมนิ สารสนเทศและแหล่งสารสนเทศได้
5) นำสารสนเทศที่คดั สรรแล้วสู่พน้ื ความร้เู ดิมได้
6) มปี ระสทิ ธิภาพในการใชส้ ารสนเทศไดต้ รงตามวัตถปุ ระสงค์
7) เข้าใจประเดน็ ทางเศรษฐกจิ สังคม วฒั นธรรม และกฎหมายในการใชส้ ารสนเทศ
8) เข้าถงึ สารสนเทศได้อยา่ งมีจริยธรรมและถกู กฎหมาย
9) แบง่ ประเภทจัดเก็บและสรา้ งความเหมาะสมใหก้ บั สารสนเทศทีร่ วบรวมไว้
10) ตระหนกั ว่าการรู้สารสนเทศชว่ ยใหเ้ กดิ การเรียนร้ตู ลอดชีวติ
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้
สารสนเทศ ตามทัศนะของ SUNY Council of Library Directors Information
Literacy Initiative ว่าอยา่ งไร ?
...............................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
3. Australian and New Zealand Institute for Information Literacy ซึ่งเป็น
สถาบนั การรู้สารสนเทศออสเตรเลยี และนวิ ซีแลนด์ ไดก้ ำหนดคณุ ลกั ษณะของผู้ท่ีมีการร้สู ารสนเทศไว้
จะตอ้ งมีความสามารถ 6 ดา้ น ได้แก่
1) ความสามารถในการรับรูถ้ งึ ความต้องการและปริมาณของข้อมลู เพิ่มเติม
2) ความสามารถในการคน้ หาข้อมูลทต่ี ้องการได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพ
3) ความสามารถในการประเมินข้อมลู และกระบวนการคน้ หาอยา่ งมีวจิ ารณญาณ
4) ความสามารถในการจดั เก็บหรือสรา้ งข้อมลู
5) ความสามารถในการประยุกตข์ ้อมูลเกา่ และใหมเ่ ขา้ ดว้ ยกนั เพื่อสร้างความเขา้ ใจใหม่
6) ความสามารถในการใช้ข้อมูลให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อม ถูกต้องตามหลักจริยธรรม
วฒั นธรรม สังคมและกฎหมาย
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้
สารสนเทศ ตามทัศนะของ Australian and New Zealand Institute for
Information Literacy ว่าอยา่ งไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
4. Singh ซึ่งเป็นรองศาสตราจารย์ในหลักสูตรบัณฑิตศึกษาด้านการสื่อสารวัฒนธรรม
และเทคโนโลยีที่มหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ ได้กล่าวว่า United Nations Educational, Scientific
and Cultural Organization หรือ UNESCO ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญของการรู้สารสนเทศกับ
คณุ ภาพการเรยี นของประชากรทว่ั โลก ไดก้ ำหนดคณุ ลกั ษณะของผทู้ ่ีมีการรู้สารสนเทศไว้ 6 ดา้ น คือ
240
1) ความสามารถในการกำหนดและนยิ ามข้อมูลทีต่ ้องการ
2) ความสามารถในการค้นหาและเขา้ ถงึ แหลง่ ข้อมูล
3) ความสามารถในการประเมนิ ความน่าเช่ือถือและเน้ือหาสาระของข้อมลู
4) ความสามารถในการจัดการกับขอ้ มลู ทคี่ น้ พบ
5) ความสามารถในการใช้ขอ้ มลู
6) ความสามารถในการตดิ ต่อส่ือสารและจริธรรมในการใชข้ ้อมลู
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้
สารสนเทศ ตามทัศนะของ Singh ว่าอยา่ งไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
5. Thoughtful Learning (n.d.) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ที่นำเสนอสื่อการสอนคุณภาพสูง
กล่าวถึงลักษณะของการรู้สารสนเทศว่า ผู้เรียนต้องสามารถทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพกับข้อมูล
โดยใช้ทฤษฎกี ารเรยี นของบลูม (Bloom’s Taxonomy) ทั้งหมดมาใช้ (ความรู้ความจำ, ความเข้าใจ,
การประยุกต์, การวิเคราะห์, การสังเคราะห์, การประเมินค่า และการสร้างสรรค์) การรู้สารสนเทศมี
ความเกี่ยวข้องกับทักษะพื้นฐานที่มี เช่น การอ่าน การค้นคว้า และการเขียน ทั้งนี้วิธีการอ่านและ
เขยี นดว้ ยวธิ กี ารใหม่ ๆ จะนำมาซง่ึ ทักษะใหม่ ๆ ได้เชน่ กนั
การบริโภคข้อมูล ผูเ้ รยี นจำเป็นต้องได้รับทักษะใหม่ ๆ เพ่ือรบั มือกบั ข้อมูลจำนวนมากมาย
ในปัจจุบัน โดยเมื่อก่อนนี้ ข้อมูลข่าวสารที่ผู้เรียนพบเจอได้ถูกเผยแพร่อย่างเป็นทางการไม่ว่าจะเป็น
หนังสือ หนงั สอื พมิ พ์ นิตยสาร และรายการโทรทัศน์ลว้ นเปน็ ข้อมลู ท่ผี ่านกระบวนการโดยผู้เช่ียวชาญ
ปจั จุบนั ข้อมูลจำนวนมากไดท้ ำข้ึนโดยมือสมัครเลน่ ข้อมูลบางส่วนก็สามารถเช่อื ถอื ไดแ้ ต่ส่วนใหญ่ก็ไม่
สามารถเชื่อถือได้ ผู้เรียนต้องทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการโดยตรวจสอบข้อมูลและตรวจตรากับ
แหล่งขอ้ มูลอ่ืน ๆ ตรวจสอบดูความลำเอียง ความล้าหลังของข้อมลู หรือขอ้ ผิดพลาดที่เกิดข้ึน ผู้เรียน
จำเป็นตอ้ งมองข่าวสารว่าเป็นเคร่ืองมือในการสื่อสารโดยมีผู้สง่ สาร หวั เรื่อง วัตถุประสงค์ ส่ือกลางใน
การสอ่ื สาร ผรู้ ับสาร และเนือ้ หาของขอ้ มลู
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้
สารสนเทศ ตามทัศนะของ Thoughtful Learning (n.d.) ว่าอย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
6. Libguides Willamette Edu (n.d.) มหาวิทยาลัยเอกชน ในรัฐโอเรกอน
สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึงลักษณะของบุคคลที่มีทักษะการรับรู้ข้อมูลตามท่ีสมาคมห้องสมุดแห่ง
241
อเมริกาได้ให้ความหมายของการรับรู้ข้อมูลไว้ว่าเป็นความสามารถของบุคคลที่ “ระลึกได้ว่าเมื่อไรท่ี
ตอ้ งการใชข้ อ้ มลู และสามารถระบุตำแหน่ง ประเมนิ ผล และใช้ขอ้ มูลไดอ้ ย่างมีประสทิ ธิภาพ” บุคคลท่ี
มที ักษะการรับรขู้ ้อมูลจะสามารถ:
1) กำหนดถึงธรรมชาตแิ ละขอบเขตของข้อมลู ทตี่ ้องการได้
- ตั้งคำถามและกลนั่ กรองคำถามในงานวจิ ยั ได้
- ระบแุ นวคดิ สำคญั และศพั ท์เฉพาะท่ีจำเป็นในการคน้ หาข้อมูลได้
- ตรวจสอบและประเมินค่าแหล่งข้อมูลที่มีคุณภาพและตรงกับวัตถุประสงค์ในการ
วิจยั ได้
2) เขา้ ถงึ ขอ้ มูลได้อย่างมปี ระสิทธิภาพและประสทิ ธิผล
- แยกแยะคำสำคญั ต่าง ๆ หวั ขอ้ และเข้าใจในลักษณะของสารสนเทศได้
- แยกแยะขอ้ มลู ปฐมภูมแิ ละทุติยภมู ิได้
- ใชก้ ระบวนการในการค้นหาข้อมูลท่หี ลากหลายได้
- ใชก้ ารจดั เรียงลำดบั ของหอ้ งสมุดในการคน้ หาขอ้ มูลได้
3) ประเมนิ ค่าขอ้ มลู และแหลง่ ของข้อมูลได้
- ระบคุ วามถกู ต้องของขอ้ มลู โดยการตระหนกั ถงึ แหล่งท่ีมาของข้อมูล
- วิเคราะหข์ อ้ จำกัดของเคร่ืองมอื และกระบวนการทีใ่ ช้ในการรวบรวมข้อมูล
- ตรวจสอบความแตกต่างทางความคิดเห็นของขอ้ มลู
4) รวบรวมข้อมลู อยา่ งมจี ริยธรรมและอย่างสุจรติ
- ดึงข้อมลู และจัดการกบั ขอ้ มลู คลอบคลุมในหวั ขอ้ และหลากหลายรปู แบบได้
- เขา้ ใจเร่อื งลขิ สิทธิท์ างปัญญา ลขิ สทิ ธ์ิ และความซอื่ สัตย์ในการใช้ข้อมลู
- อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูลได้อย่างเหมาะสมตามรูปแบบโดยไม่คัดลอกผลงานหรือ
บดิ เบอื นขอ้ มูล
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้
สารสนเทศ ตามทัศนะของ Libguides Willamette Edu (n.d.) ว่าอย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
7. Alter ซึ่งเป็นนักวิจัยมหาวิทยาลัยซานฟรานซิสโก สหรัฐอเมริกา ได้กล่าวถึง
คุณลักษณะของสารสนเทศที่ดวี ่าควรมีคุณลักษณะดังตอ่ ไปน้ี
1) สารสนเทศทีด่ ีตอ้ งมีความความถูกตอ้ ง (Accurate) และไม่มีความผิดพลาด
2) ผ้ทู ี่มีสิทธใิ ชส้ ารสนเทศสามารถเข้าถึง (Accessible) สารสนเทศไดง้ ่าย ในรปู แบบ และ
เวลาทเี่ หมาะสม ตาม ความต้องการของผู้ใช้
3) สารสนเทศตอ้ งมคี วามชัดเจน (Clarity) ไม่คลมุ เครอื
242
4) สารสนเทศที่ดีต้องมีความสมบูรณ์ (Complete) บรรจุไปด้วยข้อเท็จจริงที่มีสำคัญ
ครบถ้วน
5) สารสนเทศต้องมีความกะทัดรัด (Conciseness) หรอื รดั กุม เหมาะสมกับผใู้ ช้
6) กระบวนการผลิตสารสนเทศต้องมีความประหยัด (Economical) ผู้ที่มีหน้าที่ตัดสินใจ
มกั จะต้องสร้างดลุ ยภาพ ระหว่างคณุ คา่ ของสารสนเทศกับราคาทใ่ี ชใ้ นการผลิต
7) ต้องมคี วามยดึ หยุ่น (Flexible) สามารถในไปใช้ในหลาย ๆ เป้าหมาย หรอื วัตถปุ ระสงค์
8) สารสนเทศที่ดีต้องมีรูปแบบการนำเสนอ (Presentation) ที่เหมาะสมกับผู้ใช้ หรือผู้ท่ี
เก่ียวข้อง
9) สารสนเทศทีด่ ีต้องตรงกับความต้องการ (Relevant/Precision) ของผ้ทู ี่ทำการตัดสินใจ
10) สารสนเทศที่ดีต้องมีความน่าเชื่อถือ (Reliable) เช่น เป็นสารสนเทศที่ได้มาจาก
กรรมวธิ ีรวบรวมทนี่ ่าเช่ือ ถอื หรือแหลง่ (Source) ที่นา่ เชือ่ ถือ เป็นตน้
11) สารสนเทศที่ดีควรมีความปลอดภัย (Secure) ในการเข้าถึงของผู้ไม่มีสิทธิใช้
สารสนเทศ
12) สารสนเทศที่ดีควรง่าย (Simple) ไม่สลับซับซ้อน มีรายละเอียดที่เหมาะสม (ไม่มาก
เกนิ ความจำเปน็ )
13) สารสนเทศทด่ี ีตอ้ งมีความแตกตา่ ง หรอื ประหลาด (Surprise) จากขอ้ มูลชนิดอ่นื ๆ
14) สารสนเทศที่ดีต้องทันเวลา (Just in Time : JIT) หรือทันต่อความต้องการ (Timely)
ของผูใ้ ช้ หรอื สามารถส่ง ถงึ ผูร้ บั ได้ในเวลาท่ีผูใ้ ชต้ อ้ งการ
15) สารสนเทศที่ดีต้องเป็นปัจจุบัน (Up to Date) หรือมีความทันสมัย ใหม่อยู่เสมอ มิ
เช่นนัน้ จะไมท่ นั ต่อการ เปลย่ี นแปลงทด่ี ำเนนิ ไปอย่างรวดเร็ว
16) สารสนเทศที่ดีต้องสามารถพิสูจน์ได้ (Verifiable) หรือตรวจสอบจากหลาย ๆ แหล่ง
ไดว้ ่ามคี วามถกู ต้อง
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้
สารสนเทศ ตามทศั นะของ Alter ว่าอยา่ งไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
แบบประเมินตนเอง
1) ทา่ นเข้าใจลักษณะทแี่ สดงถึงทักษะการร้สู ารสนเทศ ตามทัศนะของ Bainton ชัดเจนดีแล้ว
หรอื ไม่
[ ] ชัดเจนดแี ล้ว [ ] ยังไม่ชัดเจนดีพอ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Bainton
กล่าวถึงลกั ษณะทแี่ สดงถงึ ทกั ษะการรู้สารสนเทศ ว่าอยา่ งไร?
243
2) ท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ SUNY Council of
Library Directors Information Literacy Initiative ชดั เจนดแี ลว้ หรือไม่
[ ] ชดั เจนดีแล้ว [ ] ยงั ไม่ชัดเจนดีพอ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า SUNY
Council of Library Directors Information Literacy Initiative กล่าวถึงลักษณะท่ี
แสดงถงึ ทักษะการรูส้ ารสนเทศ วา่ อย่างไร?
3) ท่านเขา้ ใจลักษณะท่ีแสดงถึงทกั ษะการรสู้ ารสนเทศ ตามทศั นะของ Australian and New
Zealand Institute for Information Literacy ชัดเจนดีแลว้ หรือไม่
[ ] ชัดเจนดแี ล้ว [ ] ยงั ไม่ชัดเจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Australian
and New Zealand Institute for Information Literacy กล่าวถึงลักษณะที่แสดงถึง
ทักษะการรู้สารสนเทศ วา่ อย่างไร?
4) ท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Singh ชัดเจนดีแล้ว
หรือไม่
[ ] ชดั เจนดีแล้ว [ ] ยงั ไม่ชัดเจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Singh
กล่าวถึงลกั ษณะทแ่ี สดงถงึ ทักษะการรู้สารสนเทศ ว่าอย่างไร?
5) ท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Thoughtful
Learning (n.d.) ชดั เจนดแี ล้วหรือไม่
[ ] ชัดเจนดแี ล้ว [ ] ยงั ไมช่ ดั เจนดีพอ
หากยงั ไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลบั ไปศกึ ษาใหมอ่ ีกคร้ัง แล้วตอบคำถามในใจว่า Thoughtful
Learning (n.d.) กลา่ วถงึ ลกั ษณะทีแ่ สดงถึงทักษะการร้สู ารสนเทศ วา่ อย่างไร?
6) ท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Libguides
Willamette Edu (n.d.) ชดั เจนดีแล้วหรือไม่
[ ] ชัดเจนดีแล้ว [ ] ยงั ไมช่ ดั เจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Libguides
Willamette Edu (n.d.) กลา่ วถึงลักษณะทแี่ สดงถงึ ทกั ษะการรูส้ ารสนเทศ วา่ อย่างไร?
7) ท่านเข้าใจลักษณะที่แสดงถึงทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Alter ชัดเจนดีแล้ว
หรือไม่
[ ] ชัดเจนดีแล้ว [ ] ยังไมช่ ัดเจนดพี อ
หากยังไม่ชัดเจนดีพอ โปรดกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง แล้วตอบคำถามในใจว่า Alter
กล่าวถงึ ลกั ษณะทแ่ี สดงถงึ ทกั ษะการรูส้ ารสนเทศ ว่าอยา่ งไร?
หมายเหตุ
หากต้องการศึกษารายละเอียดของแต่ละทัศนะจากต้นฉบับที่เป็นภาษาอังกฤษ ท่าน
สามารถสืบค้นไดจ้ ากเวบ็ ไซตท์ ร่ี ะบุไว้ในแหล่งอา้ งอิงนั้น ๆ
244
1) Bainton https://bit.ly/2P10SYJ
2) SUNY Council of Library Directors Information Literacy Initiative
https://bit.ly/34AxNaP
3) Australian and New Zealand Institute for Information Literacy
https://bit.ly/3spBBVO
4) Singh https://bit.ly/3ei0WvK
5) Thoughtful Learning (n.d.) https://bit.ly/2TyviDJ
6) Libguides Willamette Edu (n.d.) https://bit.ly/3c7Hv8N
7) Alter https://bit.ly/32p2j6v
เอกสารอ้างอิง
Australian and New Zealand Institute for Information Literacy ( Bundy, 2004) .
Framework: Principles, Standards and Practice. Retrieved June 26, 2019, from
https://bit.ly/3spBBVO
Bainton, T. (2001). Information Literacy and Academic Libraries: The SCONUL Approach
(UK/Ireland). Retrieved June 26, 2019, from https://bit.ly/2P10SYJ
J. P. Singh. ( 2010) . United Nations Educational, Scientific, and Cultural Organization
(UNESCO). Retrieved June 26, 2019, from https://bit.ly/3ei0WvK
Libguides Willamette Edu (n. d. ). Information literacy: Goals & objectives. Retrieved
June 26, 2019, from https://bit.ly/2YCtlH2
Steven Alter. (2008). Defining information systems as work systems: implications for
the IS field. Retrieved June 26, 2019, from https://bit.ly/32p2j6v
SUNY Council of Library Directors Information Literacy Initiative. ( 2003) . Retrieved
June 26, 2019 from http://www.sunyconnectsunny edu/ili/final.htm
Thoughtful Learning ( n. d. ) . What are literacy skills?. Retrieved June 26, 2019, from
https://bit.ly/2GfDpcY
245
246
5.4 คู่มอื ชดุ ที่ 4 ทศั นะเกยี่ วกบั แนวทางการพฒั นาทักษะการรูส้ ารสนเทศ
วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
หลงั จากการศึกษาคู่มือชุดนแี้ ลว้ ท่านมพี ัฒนาการด้านพทุ ธิพิสัย (Cognitive Domain) ซึ่ง
เป็นจุดมุ่งหมายทางการศึกษาที่เกี่ยวข้องกับสมรรถภาพทางสมองหรือสติปัญญาตามแนวคิดของ
Benjamin S. Bloom โดยจําแนกพฤติกรรมในขอบเขตนี้ออกเป็น 6 ระดับ เรียงจากพฤติกรรม
ที่สลับซับซ้อนน้อยไปหามาก หรือจากทักษะการคิดขั้นต่ำกว่าไปหาทักษะการคิดขั้นสูงกว่า ดังน้ี
คือ ความจำ (Remembering) ความเข้าใจ (Understanding) การประยุกต์ใช้ (Applying)
การวเิ คราะห์ (Analyzing) การประเมิน (Evaluating) และการสร้างสรรค์ (Creating) ดังนี้
1. บอกคุณสมบัติ จับคู่ เขียนลำดับ อธิบาย บรรยาย ขีดเส้นใต้ จำแนก หรือระบุแนว
ทางการพฒั นาของทักษะการรสู้ ารสนเทศได้
2. แปลความหมาย อธิบาย ขยายความ สรุปความ ยกตัวอย่าง บอกความแตกต่าง หรือ
เรยี บเรยี งแนวทางการพัฒนาของทักษะการรูส้ ารสนเทศได้
3. แก้ปัญหา สาธิต ทำนาย เชื่อมโยง ความสัมพันธ์ เปลี่ยนแปลง คำนวณ หรือปรับปรุง
แนวทางการพฒั นาของทักษะการรู้สารสนเทศได้
4. แยกแยะ จดั ประเภท จำแนกให้เหน็ ความแตกต่าง หรอื บอกเหตผุ ลแนวทางการพัฒนา
ของทกั ษะการรู้สารสนเทศได้
5. วัดผล เปรียบเทียบ ตีค่า ลงความเห็น วิจารณ์แนวทางการพัฒนาของทักษะการรู้
สารสนเทศได้
6. รวบรวม ออกแบบ จัดระเบียบ สร้าง ประดิษฐ์ หรือวางหลักการแนวทางการพัฒนา
ของทักษะการรูส้ ารสนเทศได้
โดยมีทัศนะเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศของแหล่งอ้างอิงทาง
วิชาการตา่ ง ๆ ดงั นี้
1) แนวทางการพฒั นาทักษะการรูส้ ารสนเทศ ตามทศั นะของ Bart
2) แนวทางการพฒั นาทกั ษะการรูส้ ารสนเทศ ตามทัศนะของ Polyu Edu (n.d.)
3) แนวทางการพฒั นาทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Lib Guides (n.d.)
4) แนวทางการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทศั นะของ Reading Rockets (n.d.)
5) แนวทางการพฒั นาทกั ษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Proud2 Know EU (n.d.)
6) แนวทางการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Bennett
7) แนวทางการพัฒนาทกั ษะการรู้สารสนเทศ ตามทศั นะของ Lib Ku Edu (n.d.)
8) แนวทางการพฒั นาทกั ษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Bruff
9) แนวทางการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ ตามทัศนะของ Ebsco (n.d.)
10) แนวทางการพฒั นาทักษะการร้สู ารสนเทศ ตามทัศนะของ Xiao
247
คำช้แี จง
1. โปรดศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ จากทัศนะท่ี
นำมากลา่ วถึงแตล่ ะทัศนะ โดยแต่ละทัศนะทา่ นจะต้องทำความเขา้ ใจท่สี ามารถอธบิ ายกับตัวเองได้ว่า
เขาใหแ้ นวทางการพฒั นาว่าอย่างไร
2. หลงั จากการศึกษาเนื้อหาแต่ละทัศนะ โปรดทบทวนความรู้ความเข้าใจของท่านอีกคร้ัง
จากแบบประเมนิ ผลตนเองในตอนท้ายของคมู่ ือ
3. เนื้อหาเกี่ยวกับแนวทางการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ จากทัศนะที่นำมากล่าวถึง
แต่ละทัศนะมีแหล่งอา้ งองิ ตามที่แสดงไว้ในตอนท้ายหลังของแบบประเมนิ ผลตนเอง หากท่านต้องการ
ศึกษารายละเอยี ดของทัศนะเหล่านัน้ ซง่ึ ต้นฉบับเปน็ บทความภาษาอังกฤษ ทา่ นสามารถจะสืบค้นต่อ
ได้จากเว็บไซต์ทร่ี ะบไุ ว้ในแหล่งอา้ งองิ น้ัน ๆ
ทัศนะเกย่ี วกบั แนวทางการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศ
1. Bart นักเขยี น Faculty Focus ซึ่งเป็นเวบ็ ไซต์เก่ียวกบั การศกึ ษา กล่าวถงึ แนวทางการ
พัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศไว้ว่า การรู้สารสนเทศว่าสามารถช่วยพัฒนาทักษะการทำงานวิจัยของ
นักศึกษา ท่ามกลางโลกแหง่ วิกิพีเดีย เมื่อนักศึกษาได้รับมอบหมายใหเ้ ขียนบทความพวกเขาจะทราบ
หรือไม่ว่าต้องเริ่มจากจุดไหน สำหรับนักศึกษาชั้นปีสูง ๆ น่าจะทำได้แต่กับนักศึกษาปีแรกจะทำได้
หรือไม่ หากพวกเขามเี ครื่องมือในการคน้ คว้า กค็ งหนีไม่พน้ การเขา้ Google หรอื Wikipedia ซ่ึงเป็น
แหลง่ คน้ คว้าหลักของพวกเขาและพวกเขาอาจจะไม่เคยเข้าห้องสมุดเลยด้วยซำ้
จากการเพิ่มขึ้นของการพัฒนาคุณภาพทางการศึกษาซึ่งจำเป็นต้องเพิ่มทักษะการรู้
สารสนเทศเข้าไปเป็นส่วนหน่ึงของทกั ษะทนี่ ักศึกษาพึ่งมี คณาจารย์และบรรณารักษ์ได้ร่วมมือกันเพ่ือ
ทำให้มั่นใจว่านกั ศึกษาสามารถเข้าถึงแหล่งค้นคว้า และประเมินข้อมูลไดอ้ ยา่ งมีประสิทธิภาพ ในการ
สัมมนาออนไลน์ในหัวข้อ “ความร่วมมือของอาจารย์และบรรณารักษ์ ในการทำงานร่วมกันอย่างมี
ประสิทธิภาพ” โดย Kari Mofford หัวหน้ากลุ่มการสอนการใช้ห้องสมุดแห่งนิวอิงแลนด์ และ
Marilyn Steinberg บรรณารักษ์ห้องวิทยาศาสตร์แห่งคณะเภสัชศาสตร์และวิทยาศาสตร์สุขภาพ
มหาวิทยาลัยแมซซาชูเซ็ต ได้ให้คำแนะนำในการบูรณาการการรู้สารสนเทศเข้าไปในภาระงานที่ส่ัง
นกั ศกึ ษาและเสริมเขา้ ไปในกลยุทธใ์ นการตรวจให้คะแนนนักศึกษา
แม้ว่าการไปค้นหาข้อมูลในห้องสมุดเป็นวิธีที่แต่ละคณะใช้ในการสอนนักศึกษาปี 1 ซ่ึง
Mofford และ Steinberg ไม่เห็นด้วยกบั สิง่ เหล่านี้ การใหน้ กั ศึกษาคน้ หาคำท่เี จด็ ในหนา้ 777 ของสา
ราณกุ รมบริเทนนิก้า ลำดับที่ 7 ดูจะเปน็ งานทว่ี ุ่นวายและไมไ่ ด้เกยี่ วขอ้ งจรงิ จังกบั เน้ือหาของวิชาเรียน
แทจ้ รงิ แล้ว วธิ ที ด่ี ีกว่าในการสอนทักษะการใชห้ ้องสมุด คอื เชิญบรรณารกั ษ์มาพูดคุยกับนักศึกษาและ
สาธิตการค้นหาข้อมูลต่าง ๆ ในห้องสมุดว่าอยู่ที่ไหนน่าจะเป็นวิธีการที่เหมาะสม ในการให้การบ้าน
นักศกึ ษาไดฝ้ ึกลงมอื ปฏิบัติ
248
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจแนวทางการพัฒนาทักษะการรู้
สารสนเทศ ตามทัศนะของ Bart วา่ อย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
2. Polyu Edu (n.d.) ซงึ่ เป็นมหาวิทยาลยั วจิ ยั สาธารณะในฮ่องกง กล่าวถงึ แนวทางการ
พัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศไว้ว่า การพัฒนาการรู้สารสนเทศของนักศึกษาระดับอุดมศึกษาได้
อย่างไร (How to Enhance Information Literacy of University Students?) การช่วยขับเคลื่อน
การรู้ทักษะสารสนเทศ ในนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัยโดยโครงการนี้ ได้รับการสนับสนุน จาก
คณะกรรมการกองทุนของมหาวิทยาลยั ซ่งึ มหาวทิ ยาลัยโพลีเปน็ สถานบันชั้นนำในโครงการนี้ต่อเน่ือง
กว่า 3 ปี ในการดำเนินการด้านการรู้สารสนเทศของนักศึกษาภายในมหาวิทยาลัย 8 แห่งที่
มหาวทิ ยาลยั โพลีได้ให้ทุนสนับสนุนในฮ่องกง เป้าหมายของโครงการนี้ เพ่ือขับเคล่ือนการร้สู ารสนเทศ
ในกลุ่มนักศึกษา โดยพัฒนาและจัดเตรียมเครื่องมือ ในการแบ่งปนั โปรแกรมช่วยสอนที่แบ่งปันข้อมูล
ในรปู แบบมลั ตมิ ีเดยี
เพื่อให้โปรแกรมช่วยสอนดังกล่าวมีเนื้อหาที่สอดคล้องกับผู้เรียนและเนื้อหาทำให้ต้องมี
การศึกษาความต้องการเฉพาะด้านที่มหาวิทยาลยั แต่ละแห่งต้องการจำเป็นตอ้ งศึกษาเป็นสิ่งแรก ผล
จากการศึกษาจะถูกนำมาใชเ้ ปน็ แนวทางในการพฒั นา โปรแกรมช่วยสอนการรสู้ ารสนเทศอยา่ งมีท่ีมา
ที่ไป โปรแกรมช่วยสอนในปัจจุบันกำลังอยู่ในช่วงการพัฒนาอยู่โดยจะปรับปรุงเพื่อให้ตอบสนองการ
ใช้งานได้ตามสภาพการใช้งานจริงของแตล่ ะท้องถน่ิ ผ่านการตอบสนองแบบมลั ติมเี ดียสำหรับนักศึกษา
เพื่อลดความคลาดเคลื่อนของ โปรแกรมและช่วยสร้างการมีส่วนร่วมในการจัดประสบการณ์การ
เรียนรู้ทั้งยังช่วยส่งเสริมหลักการรู้สารสนเทศโดย การถ่ายทอดผ่านการฝึกฝนและเรียนรู้เนื้อหาที่มี
ความเฉพาะ
เ พ ื ่ อ ท ำ ใ ห ้ ก า ร น ำ โ ป ร แ ก ร ม ช ่ ว ย ส อ น เ ข้ า ไ ป ใ ช ้ ง า น ร ่ ว ม ก ั บ ห ล ั ก ส ู ต ร ก า ร ศ ึ ก ษ า ข อ ง
มหาวิทยาลัยให้ง่ายขึ้น โปรแกรมช่วยสอนนี้ออกแบบให้พร้อมบรรจุเข้าไปร่วมกับระบบการจัดการ
เรียนรู้ โครงสร้างรายวิชาการสอน และกจิ กรรมการเรยี นรูอ้ นื่ ๆ เงินทุนสนับสนุนโปรแกรมช่วยสอนนี้
จะนำไปสนับสนุนในแต่ละหลักสูตรที่มีการนำโปรแกรมไปใช้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการ
ดำเนินงาน เครื่องมือที่ใช้เพื่อประเมินตนเองกำลังได้รับการพัฒนาเพื่อช่วยในการสะท้อนผล การ
ประเมินตนเองของนักศึกษาเพื่อวดั ความเปล่ียนแปลงพฤติกรรมการใช้สารสนเทศ
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจแนวทางการพัฒนาทักษะการรู้
สารสนเทศ ตามทัศนะของ Polyu Edu (n.d.) ว่าอยา่ งไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
249
3. Lib Guides (n.d.) ซึ่งเป็นห้องสมุดสำหรับค้นคว้างานวิจัย ในฟิลาเดลเฟีย
สหรัฐอเมริกา กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาทกั ษะการรู้สารสนเทศไวว้ ่า 10 วิธีในการพัฒนาทักษะการ
ทำวิจัยของนักศึกษา (10 Ways to Improve Student Research Skills) โดยจากการศึกษาของ
โครงการศึกษาการรู้สารสนเทศในระดับอุดมศึกษาแห่งชาติหรือ PIL ได้ให้คำแนะนำในการทำวิจัยให้
ประสบความสำเรจ็ สำหรับนกั ศกึ ษา
กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยผ่านแบบสำรวจ การสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์ข้อมูลจาก
นักศึกษากว่า 11,000 คน ในวิทยาลัยและมหาวิทยาลัย 57 แห่งทั่วสหรัฐอเมริกา ในหลักสูตรกว่า
191 หลกั สตู รท่ีเกีย่ วข้องการทำวจิ ยั คำแนะนำจากผลการศึกษามดี ังต่อไปนี้
1. อธบิ ายการทำวิจยั ทีใ่ ห้กบั นกั ศึกษารวมทงั้ วิธกี ารทำ
2. แบง่ งานวิจยั ให้ทำเปน็ ขั้น ๆ
3. ทบทวนเกณฑ์ในการประเมินคา่ แหลง่ ของข้อมูล
4. ทบทวนเกี่ยวกับการคัดลอกผลงานผู้อื่น ผลกระทบ และการเหลีกเลี่ยงการกระทำ
ดังกลา่ ว
5. อธบิ ายการประเมนิ การให้คะแนนงานวจิ ัย
6. แนะนำใหน้ กั ศึกษาปรึกษาบรรณารกั ษ์
7. จัดทำป้ายเพื่อให้ข้อมูลการค้นคว้าวิจัยในห้องสมุดหรือขอข้อมูลดังกล่าวจาก
บรรณารักษ์
8. แนะนำการค้นควา้ แหลง่ ข้อมูลเฉพาะทางในห้องสมดุ ตามลำดับชื่อ
9. ถา้ เปน็ ไปได้ ให้มอบหมายนักศกึ ษาใหห้ าขอ้ มลู จากหลายแหล่งในห้องสมุด
10. ประสานกับบรรณารักษ์เกี่ยวกบั งานวจิ ัยที่นักศึกษาไดร้ บั
Steinberg ได้กล่าวอีกว่า ด้วยแหล่งข้อมูลที่เพิ่มขึ้นมากมายซึ่งรวมไปถึงข้อมูลที่ไม่ผ่าน
การคัดกรอง หรือข้อมูลทีม่ ีความบิดเบอื น ถือเป็นสิ่งทีจ่ ำเป็นเป็นอย่างมากในปัจจุบันที่นักศึกษาตอ้ ง
เข้าใจ ไม่เพียงแต่ความแตกต่าง ระหว่างข้อมูลปฐมภูมิกับทุติยภูมิและความเข้าใจถึงความเหมาะสม
ของการเลือกใชข้ ้อมูลในแต่ละคร้ัง แต่ยงั ตอ้ งตงั้ คำถาม ใหไ้ ดเ้ พ่อื ใช้ประเมินความน่าเช่ือถือของข้อมูล
ได้ดว้ ย
เพื่อให้นักศึกษาเป็นผู้รู้ในการใช้ข้อมูลสารสนเทศ พวกเขาจำเป็นต้องระบุตำแหน่ง
ประเมินค่า และใช้ข้อมูล ได้อย่างเหมาะสมอย่างมีจรยิ ธรรม วิธีการที่อาจารย์จะช่วยนกั ศึกษาพัฒนา
ทักษะการรูส้ ารสนเทศอาจะทำได้ดังนี้
1. บูรณาการการรสู้ ารสนเทศลงในหลักสูตร
2. กระตุ้นให้นักเรียนเก็บขอ้ มูลที่ตัวเองค้นหารวมถึงคลังข้อมูลทีพ่ วกเขาใช้ คำที่พวกเขา
ใช้คน้ หา และคำไหนที่ใช้คน้ หาแลว้ ไดข้ ้อมูลท่ดี ีและคำไหนท่ใี ช้แลว้ ไม่ไดผ้ ล
3. สอนนกั ศึกษาเกีย่ วกบั การคัดลอกผลงานและจรยิ ธรรมท่ีเก่ยี วขอ้ ง
4. ตงั้ กฎเกณฑ์การคดั ลอกผลงานอย่างเข้มงวด
ใหน้ ักศกึ ษาใช้ขอ้ มลู จากแหลง่ ข้อมูลที่หลากหลาย
250
โปรดทบทวนตัวเอง แล้วตอบในใจว่าท่านเข้าใจแนวทางการพัฒนาทักษะการรู้
สารสนเทศ ตามทศั นะของ Lib Guides (n.d.) วา่ อย่างไร ?
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
................................................................................................................................................................
4. Reading Rockets (n.d.) ซึ่งเป็นเว็บไซต์ระดับชาติที่นำเสนอกลยุทธ์การอ่าน
บทเรียนและกิจกรรมต่าง ๆ กล่าวถึงแนวทางการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศไว้ว่า การช่วยให้คน
เริ่มต้นมีพัฒนาการในการรู้สารสนเทศคือเรียนรู้ที่จะแยกแยะระหว่างข้อเท็จจริงและข้อคิดเห็นได้
และสามารถหาไดว้ า่ แหลง่ ขอ้ มูลไหนที่มีความนา่ เช่อื ถอื
การวิจัยและการรู้สารสนเทศเป็นสิ่งที่ผู้เรียนต้องปฏิบัติไปตลอดช่วงวัยเรียน เป็นการ
รวบรวมเอาทักษะมารวมกัน ทน่ี ักเรยี นสามารถเข้าใจ ประเมนิ คา่ และใช้ข้อมูลได้ ความสนใจในการรู้
สารสนเทศพัฒนามาจากความต้องการที่จะสร้างผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ในการพัฒนาผู้เรียนในด้าน
การรูส้ ารสนเทศมสี องวิธีดังนี้
1. การประเมินข้อมูลว่าเป็นข้อเท็จจริงหรือความคิดเห็น (Evaluating Information:
Fact vs. Opinion) หนึ่งในทักษะแรกของการรู้สารสนเทศเลยคือต้องแยกให้ออกระหว่างความจริง
กับความคิดเห็น ความจริงคือข้อมูลที่ได้รับการพิสูจน์แล้วว่าจริงหรือเท็จ ความคิดเห็นคือการ
แสดงออกทางความรู้สกึ ของบุคคล ทไ่ี ม่สามารถพิสูจน์ได้ การสร้างความตระหนักถึงความแตกต่างได้
อาจใช้คำถามหรอื บทสนทนาดว้ ยการถามแลว้ ตอบวา่ “ข้อเท็จจรงิ ” หรือ “ความคดิ เหน็ ” เชน่ ถามว่า
“คุกกี้ช๊อกโกแล็ตชิพเป็นคุกกี้ท่ีดีที่สุด” “แม่มีตาสีน้ำตาลเข้ม” “โรงเรียนควรปิดในวันที่แดดออก”
“1 ปีมี 12 เดือน”
2. การประเมินข้อมูลจากแหล่งที่มาของข้อมูล (Evaluating Information Sources) ทุก
วันนี้มีแหล่งข้อมูลอยู่เป็นจำนวนมาก เด็ก ๆ ได้รับข้อมูลจำนวนมหาศาลจากสื่อต่าง ๆ รวมถึงส่ือ
ออนไลน์ หนังสือ เพื่อน และผู้คนในโรงเรียน ก้าวแรกที่สำคัญในการพัฒนาการรู้สารสนเทศคือการ
เรียนรู้การประเมินแหล่งข้อมูล โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อมูลออนไลน์ เด็ก ๆ จำเป็นต้องตระหนักถึงข้อ
ต่อไปน้ีเม่ือไดร้ ับขอ้ มูล
- ใครเปน็ ผูเ้ ขยี นข้อมูลนี้
- เรารจู้ กั ผู้เขียนหรอื หนว่ ยงานน้ีไหม เปน็ เพียงคนท่ัวไปหรือผูเ้ ชีย่ วชาญ
- หนว่ ยงานน้ีได้รบั การยอมรับจากคนอ่ืนหรอื ไม่
- ทำไมถึงเขียนขอ้ มลู น้ีขึ้น ผู้เขียนพยายามโน้มนาวให้ซอ้ื อะไรหรือไม่
- ข้อมูลนีเ้ ป็นข้อเทจ็ จรงิ หรอื ความคดิ เหน็
- ข้อมูลนี้เปน็ ปจั จุบนั หรือไม่ ออกเผยแพร่เม่ือไร
ผู้ปกครองและครูสามารถช่วยเหลือเด็ก ๆ ในการพัฒนาการวิจัยและการรู้สารสนเทศโดย
การแบ่งปันความรัก ในการเรียนรู้ กระตุ้นในความสงสัยของเด็ก ๆ เกี่ยวกับโลกใบนี้และความ