ตารางท่ี 4.8 (ต่อ)
กล่มุ วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรูน้ ิยาม วตั ถุประสงค์การเรียนรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วตั ถ
ความสำคญั ลักษณะ/คุณลักษณะ
ทดลอง วดั 6 ระดับ ความจำถึง วดั 6 ระดับ ความจำถึง วดั 6 ระดบั ความจำถงึ วดั
คนท่ี สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์
1 234561 234561234561
133 1 0 0 1 1 0 1 1 1 1 1 0 1 0 0 1 0 1 1
134 1 0 0 0 1 0 0 1 1 0 1 0 0 1 0 1 0 0 1
135 1 0 1 1 0 0 1 0 0 1 1 0 0 1 1 0 1 0 0
136 1 0 0 1 1 0 1 1 1 1 1 0 1 0 0 1 0 1 1
137 1 0 0 0 1 0 0 1 1 0 1 0 0 1 0 1 0 0 1
138 0 0 1 1 1 0 0 0 1 1 0 0 1 1 1 0 1 0 0
139 0 0 1 1 1 0 0 0 1 1 0 0 1 1 1 0 1 0 0
140 0 0 1 1 1 0 0 0 1 1 0 0 1 1 1 0 1 0 0
141 0 0 1 1 1 0 0 0 1 1 0 0 1 1 1 0 1 0 0
142 0 0 1 1 1 0 0 0 1 1 0 0 1 1 1 0 1 0 0
143 0 0 1 1 0 0 0 1 0 1 0 0 0 0 0 0 1 1 1
144 0 0 1 1 0 0 0 1 0 1 0 0 0 0 0 0 1 1 1
145 0 0 1 1 0 0 0 1 0 1 0 0 0 0 0 0 1 1 1
146 0 0 1 1 0 0 0 1 0 1 0 0 0 0 0 0 1 1 1
147 0 0 1 1 0 0 0 1 0 1 0 0 0 0 0 0 1 1 1
148 0 0 0 0 1 0 0 0 0 0 1 0 0 1 1 1 1 1 1
149 0 0 0 0 1 1 0 1 0 0 0 0 1 1 1 1 0 0 1
150 0 0 0 0 1 0 0 0 0 0 1 0 0 1 1 1 1 1 1
151 0 0 0 0 1 1 0 1 0 0 0 0 1 1 1 1 0 0 1
152 0 0 0 0 1 0 0 0 0 0 1 0 0 1 1 1 1 1 1
153 0 0 0 0 1 1 0 1 0 0 0 0 1 1 1 1 0 0 1
154 0 0 0 0 1 0 0 0 0 0 1 0 0 1 1 1 1 1 1
168
ถุประสงคก์ ารเรียนรูแ้ นว วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ รวม
การพฒั นา ขั้นตอนการพัฒนา การประเมินผล
15
ด 6 ระดบั ความจำถึง วัด 6 ระดับ ความจำถงึ วัด 6 ระดับ ความจำถงึ 15
สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์ 15
15
23456 123456 123456 15
14
01000 010100 000000 14
11101 010110 000000 14
11011 001000 100000 14
01000 010100 000000 14
11101 010110 000000 13
11001 100000 100000 13
11001 100000 100000 13
11001 100000 100000 13
11001 100000 100000 13
11001 100000 100000 11
10100 100011 100000 11
10100 100011 100000 11
10100 100011 100000 11
10100 100011 100000 11
10100 100011 100000 11
10010 000000 100000 11
10100 010000 000000
10010 000000 100000
10100 010000 000000
10010 000000 100000
10100 010000 000000
10010 000000 100000
ตารางที่ 4.8 (ตอ่ )
กลมุ่ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรนู้ ิยาม วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ วตั ถ
ความสำคญั ลักษณะ/คุณลักษณะ
ทดลอง วัด 6 ระดับ ความจำถึง วดั 6 ระดับ ความจำถึง วดั 6 ระดบั ความจำถงึ วัด
คนที่ สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์
1 234561 234561234561
155 0 0 0 0 1 1 0 1 0 0 0 0 1 1 1 1 0 0 1
156 0 0 0 0 1 0 0 0 0 0 1 0 0 1 1 1 1 1 1
157 0 0 0 0 1 1 0 1 0 0 0 0 1 1 1 1 0 0 1
หมายเหตุ เลข 1 หมายถงึ ทำถกู , เลข 0 หมายถึงทำผิด
169
ถปุ ระสงคก์ ารเรียนร้แู นว วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ วตั ถุประสงค์การเรียนรู้ รวม
การพฒั นา ขั้นตอนการพัฒนา การประเมนิ ผล
11
ด 6 ระดบั ความจำถึง วัด 6 ระดบั ความจำถึง วดั 6 ระดับ ความจำถึง 11
สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์ 11
3,706
23456 123456 123456 23.61
7.071
10100 010000 000000
10010 000000 100000
10100 010000 000000
คะแนนรวมทุกคน
คะแนนเฉลี่ย
S.D.
170
3) ผลการพฒั นาเพอ่ื การเรยี นร้ขู องครโู ดยหลักการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง (Self-Learning)
หลังจากที่ผู้วิจัยได้ใช้แบบทดสอบความรู้ของครูที่เป็นกลุ่มทดลองก่อนการพัฒนา
(Pre-test) แล้ว จึงเข้าสู่ขั้นตอนกระบวนการพัฒนาครูโดยหลักการเรียนรู้ด้วยตนเอง (Self-
Learning) โดยประชาสัมพนั ธใ์ ห้ครไู ดศ้ ึกษาคมู่ อื และขอความอนเุ คราะหใ์ หค้ รไู ดร้ ่วมบนั ทึกขอ้ สังเกต
ข้อบ่งชี้จากการศึกษาคู่มือ โดยผู้วิจัยจะให้อิสระในการศึกษาคู่มือ โดยดำเนินการในระหว่างวันที่ 26
พฤศจิกายน 2564-24 ธันวาคม 2564 โดยคุณครูส่วนใหญ่จะใช้เวลาวา่ งจากคาบสอนทั้งในโรงเรียน
และสอนออนไลน์ โดยครูกลุ่มผู้ทดลองส่วนมากศึกษาผ่านเครื่องมืออิเล็กทรอนิกส์ เช่น
โทรศัพท์มือถือ ไอแพด คอมพิวเตอร์พกพา มีบางท่านเท่านั้นที่ศึกษาผ่านจอคอมพิวเตอร์สำนักงาน
ด้วยเหตุผลส่วนบุคคล ที่น่าสนใจคือ คุณครูที่ให้ความสนใจกับเนื้อหาเป็นพิเศษคือคุณครูกลุ่มสาระ
การเรียนรู้ภาษาต่างประเทศและคุณครูกลุ่มสนใจ ที่เพลิดเพลินกับเนื้อหาและกดลิ้งก์เพื่อ
ไปอ่านเนื้อหาภาษาอังกฤษจากต้นฉบับของแหล่งที่มาจริงที่ปรากฏไว้ในท้ายคู่มือ ทุก ๆ คู่มือ
เพื่อเทยี บเคียงเนื้อหาจากคู่มอื ภาษาไทย ดงั ภาพที่ 4.6
ภาพที่ 4.7 ครูที่เป็นกลุ่มทดลองศึกษาคู่มือประกอบโครงการทั้งสองโครงการโดยหลักการเรียนรู้
ดว้ ยตนเอง (Self-Learning)
171
4) ผลการตรวจสอบเพอ่ื หาข้อบกพรอ่ งของคมู่ ือหลังการพฒั นาครู
หลังจากเสร็จสิน้ ขั้นตอนกระบวนการพัฒนาเพื่อการเรียนรู้ของครูโดยหลักการเรียนรู้ดว้ ย
ตนเอง (Self-Learning) แล้ว ผู้วิจัยได้ดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาข้อบกพร่องของคู่มือหลังการ
พัฒนาครู โดยได้เข้าสอบถามข้อมูลการศึกษาคู่มือโครงการ ณ ห้องประชุมราชพฤกษ์ โรงเรียน
ลำปลายมาศ เมื่อวันที่ 28 ธันวาคม 2564 จากนั้นจึงทดสอบครูหลังการพัฒนา (Post-test)
ผ่านรปู แบบออนไลน์ ในช่วงวนั ท่ี 29-30 ธันวาคม 2564
4.1) การปรับปรุงแก้ไขด้านเนื้อหา โดยคำนึงถึงความถูกต้อง (Accuracy) และความ
เป็นประโยชน์ (Utility) ตอ่ การนำไปใช้ มขี อ้ เสนอแนะ ดงั นี้
- ควรลำดบั เน้ือจากเกา่ ไปใหม่ ให้เปน็ ระบบ
4.2) การปรับปรงุ แกไ้ ขด้านภาษา มขี ้อเสนอแนะ ดงั นี้
- การใช้สำนวนภาษาทค่ี ลุมเครอื ไมช่ ดั เจน
- การทบทวนบทเรียนในแตล่ ะคมู่ ือ ค่อนขา้ งจำเจ เพราะ แต่ละทัศนะก็จะคล้ายคลึงกัน
4.3) การปรับปรุงแกไ้ ขดา้ นรูปแบบการนำเสนอ มีข้อเสนอแนะ ดงั น้ี
- รูปแบบทุก ๆ คู่มือเหมือนเดิม อยากให้เพิ่มความแปลกใหม่ในการนำเสนอบ้าง เช่น
ทำเป็นแผ่นป้าย infographic ให้น่าสนใจ สรุปแต่ละคู่มือ หรือ นำเสนอในประเด็นเนื้อหาที่ดึงดูดใจ
ในแตล่ ะประเด็นไป
4.4) อ่นื ๆ มีข้อเสนอแนะ ดงั นี้
- ควรมีการสรุป อธิบายคำตอบพร้อมเฉลย ทั้งแบบทบทวนความเข้าใจท้ายคู่มือและ
เฉลยพรอ้ มอธิบายแบบทดสอบ ท้งั (Pre-test) และ (Post-Test)
5) ผลการทดสอบผลการเรียนรูข้ องครูทีเ่ ปน็ กลุ่มทดลองหลงั การพัฒนา (Post-test)
จากการให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 157 คน ทำแบบทดสอบความรู้ของครูจำนวน 36
ขอ้ “หลัง” การพัฒนาโดยหลักการเรียนรู้ด้วยตนเองจากคมู่ ือท่ีผ้วู ิจัยจดั ทำข้นึ ซง่ึ จากผลการวเิ คราะห์
ข้อมูล พบว่า ครูที่เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 157 คน ได้คะแนนจากการทดสอบ 5,261 คะแนน ซ่ึง
คำนวณค่าเฉลี่ย (Mean : ) ได้เท่ากับ 33.51 คะแนน และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation : S.D.) เทา่ กับ 1.207 จากคะแนนเตม็ 36 คะแนน ดังตารางที่ 4.9
ตารางท่ี 4.9 ผลการทดสอบผลการเรยี นรู้ของครทู ่ีเปน็ กลุม่ ทดลองหลังการพัฒนา (Po
กลุม่ ทดลอง วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ วตั ถุประสงค์การเรียนรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
คนท่ี นยิ าม ความสำคัญ ลกั ษณะ/คุณลักษณะ
1 วดั 6 ระดับ ความจำถึง วดั 6 ระดับ ความจำถึง วดั 6 ระดบั ความจำถึง
2 สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์
3
4 1 23456 1 23456 123456
5
6 1 11111 1 11111 111111
7 1 11111 1 11111 111111
8 1 11111 1 11111 111111
9 1 11111 1 11111 111111
10 1 11111 1 11111 111111
11 1 11111 1 11111 111111
12 1 11111 1 11111 111111
13 1 11111 1 11111 111111
14 1 11111 1 11111 111111
15 1 11111 1 11111 111111
16 1 11111 1 11111 111111
17 1 11111 1 11101 111111
18 1 11111 1 11101 111111
19 1 11111 0 11111 111111
20 1 11111 0 11111 111111
21 1 11111 1 11111 111111
22 1 11111 1 11111 111111
1 11111 1 01111 111111
1 11111 1 11111 111111
1 11111 0 11111 111111
1 11111 1 01111 111111
1 11111 1 11111 111111
ost-test) 172
วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรแู้ นว วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ รวม
การพัฒนา ขัน้ ตอนการพฒั นา การประเมินผล
36
วัด 6 ระดับ ความจำถงึ วดั 6 ระดับ ความจำถงึ วัด 6 ระดบั ความจำถงึ 36
สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ 36
36
123456 123456 123456 36
36
111111 111111 111111 36
111111 111111 111111 36
111111 111111 111111 36
111111 111111 111111 36
111111 111111 111111 36
111111 111111 111111 35
111111 111111 111111 35
111111 111111 111111 35
111111 111111 111111 35
111111 111111 111111 35
111111 111111 111111 35
111111 111111 111111 35
111111 111111 111111 35
111111 111111 111111 35
111111 111111 111111 35
111111 111111 101111 35
111111 111101 111111
111111 111111 111111
111111 111111 111101
111111 111111 111111
111111 111111 111111
110111 111111 111111
ตารางที่ 4.9 (ต่อ)
กลุม่ ทดลอง วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
คนที่ นิยาม ความสำคัญ ลกั ษณะ/คณุ ลกั ษณะ
23 วัด 6 ระดบั ความจำถึง วดั 6 ระดับ ความจำถึง วัด 6 ระดบั ความจำถงึ
24 สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์
25
26 1 23456 1 23456 123456
27
28 1 11111 1 11111 111111
29 1 11111 1 01111 111111
30 1 11111 1 11111 111111
31 1 11111 1 11111 111111
32 1 11111 1 11111 111111
33 1 11111 1 11111 111111
34 1 11111 1 11111 111111
35 1 11111 1 11110 111111
36 1 11111 1 11111 111101
37 1 11111 0 11111 111111
38 1 11111 1 11111 111111
39 1 11111 1 11111 011111
40 1 11111 1 11011 111111
41 1 11111 1 11111 111111
42 1 11111 1 11110 111111
43 1 11111 1 11111 111111
44 1 11111 1 11110 111111
1 11111 1 01111 111111
1 11111 1 11011 111111
1 11111 1 11111 101111
1 11111 1 01111 101111
1 11111 1 01111 111111
173
วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้แนว วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ รวม
การพัฒนา ข้นั ตอนการพัฒนา การประเมนิ ผล
35
วดั 6 ระดับ ความจำถึง วัด 6 ระดับ ความจำถงึ วดั 6 ระดบั ความจำถึง 35
สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ 35
35
123456 123456 123456 35
35
101111 111111 111111 35
111111 111111 111111 35
011111 111111 111111 35
111111 111111 111101 35
111111 111111 111011 35
111101 111111 111111 35
111111 011111 111111 35
111111 111111 111111 35
111111 111111 111111 35
111111 111111 111111 34
111111 111111 101111 34
111111 111111 111111 34
111111 111111 111111 34
111101 111111 111111 34
111111 111111 111111 34
111111 111100 111111 34
111111 111111 111101
111111 111110 111111
111111 111011 111111
111111 111111 111011
111111 111111 111111
111111 111011 111111
ตารางที่ 4.9 (ต่อ)
กลุม่ ทดลอง วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้
คนที่ นิยาม ความสำคัญ ลกั ษณะ/คุณลักษณะ
45 วดั 6 ระดับ ความจำถงึ วัด 6 ระดับ ความจำถึง วัด 6 ระดบั ความจำถึง
46 สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์
47
48 1 23456 1 23456 123456
49
50 1 11111 1 11111 111111
51 1 11111 1 11111 111111
52 1 11111 1 11111 111111
53 1 11111 1 11110 111111
54 1 11111 1 11010 111111
55 1 11111 1 11111 011101
56 1 11111 1 11111 111111
57 1 11111 1 10111 101111
58 1 11110 1 11111 111111
59 1 10111 1 11110 111111
60 1 11111 1 11111 111111
61 1 01110 1 11111 111111
62 1 11101 1 10111 111111
63 1 11111 1 10111 110111
64 1 11111 1 11110 111111
65 1 11111 1 11010 111111
66 1 01111 1 11111 111111
1 01111 1 11111 111111
0 11111 1 11111 110111
1 11111 1 11111 111111
1 11111 1 11111 111111
1 11111 1 11111 111111
174
วัตถุประสงค์การเรียนรแู้ นว วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้
การพัฒนา ขัน้ ตอนการพฒั นา การประเมนิ ผล รวม
วดั 6 ระดบั ความจำถงึ วัด 6 ระดับ ความจำถึง วัด 6 ระดับ ความจำถึง 34
34
สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์ 34
34
123456123456123456 34
34
110111111111101111 34
34
101111111101111111 34
34
011111111111101111 34
34
111111110111111111 34
33
111111111111111111 33
33
111111111111111111 33
33
111111111111101011 33
33
111111111111111111 33
33
101111111111111111
111111111111111111
111101111011111111
111111111111111111
111111111111111111
110111111111111111
111111111111011101
111111111111111101
110111111111011111
110111111111011111
110111111111111111
111111011100111111
111111111100111011
111111111100101111
ตารางที่ 4.9 (ต่อ)
กลุม่ ทดลอง วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้
คนที่ นิยาม ความสำคัญ ลกั ษณะ/คุณลักษณะ
67 วดั 6 ระดับ ความจำถงึ วัด 6 ระดับ ความจำถึง วัด 6 ระดบั ความจำถึง
68 สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์
69
70 1 23456 1 23456 123456
71
72 0 11111 1 11111 100111
73 1 01111 1 11111 100111
74 1 11111 0 11110 111111
75 1 01111 0 11111 111111
76 1 11111 1 01111 111111
77 1 01101 1 01111 111111
78 1 11111 1 11111 111111
79 1 11111 1 11111 111111
80 1 11111 1 11110 111111
81 1 11111 1 11011 111111
82 1 11111 0 11111 111111
83 1 11111 1 11111 011110
84 1 11111 1 11111 010110
85 0 01111 1 11110 111111
86 1 11111 1 11111 111101
87 1 11111 1 01111 111111
88 1 11111 1 11101 111111
1 11111 1 11101 111111
1 11111 1 01111 101111
1 11011 1 11111 111111
1 11111 0 10111 101111
1 11111 1 01111 111111
175
วัตถุประสงค์การเรียนรแู้ นว วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้
การพัฒนา ขัน้ ตอนการพฒั นา การประเมนิ ผล รวม
วดั 6 ระดบั ความจำถงึ วัด 6 ระดับ ความจำถึง วัด 6 ระดับ ความจำถึง 33
33
สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์ 33
33
123456123456123456 33
33
111111111111111111 33
33
111111111111111111 33
33
101111111111111111 33
33
101111111111111111 33
33
111111111111101101 33
33
111111111111111111 33
33
011111111110111011 33
33
011111111110111011 33
33
101111110111111111
101111101111111111
111101111111111011
110111111111111111
111111111111111111
111111111111111111
101111111110111111
111111111111011110
111111111011011111
101111111101111111
111111111011111111
111111011011111111
111111111111111111
111111011111110111
ตารางท่ี 4.9 (ต่อ)
กลุม่ ทดลอง วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้ วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
คนท่ี นยิ าม ความสำคัญ ลกั ษณะ/คุณลกั ษณะ
89 วดั 6 ระดับ ความจำถงึ วดั 6 ระดบั ความจำถงึ วดั 6 ระดับ ความจำถงึ
90 สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ สร้างสรรค์
91
92 1 23456 1 23456 123456
93
94 1 11111 1 11111 011111
95 1 11111 1 11110 111111
96 1 11111 1 00101 111111
97 1 11111 1 11111 111111
98 1 11111 1 11111 111011
99 1 11111 1 11111 111111
100 1 11111 1 11111 111110
101 1 11111 1 11111 111111
102 1 11101 1 11111 111111
103 0 01111 1 11111 111111
104 1 11010 1 11111 111111
105 1 11101 1 11111 111111
106 1 11011 1 11011 111111
107 1 11111 1 11111 011110
108 0 11111 1 11111 111011
109 1 11111 1 11111 111110
110 1 11111 1 11101 111011
1 11101 1 01111 111111
1 11111 0 11110 111111
1 01111 1 11110 111111
1 11111 1 11010 111111
1 11111 1 11111 111111
176
วัตถุประสงค์การเรียนรแู้ นว วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้
การพัฒนา ขัน้ ตอนการพฒั นา การประเมนิ ผล รวม
วดั 6 ระดบั ความจำถงึ วัด 6 ระดับ ความจำถึง วัด 6 ระดับ ความจำถึง 33
33
สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์ 33
33
123456123456123456 33
33
111111111101111110 33
33
111111111011111101 33
33
111111111111111111 33
33
111111011110101111 33
33
111111101111111110 33
33
011111011101111111 33
32
111111110111111101 32
32
111101011111111011 32
32
011111111101111111
111111111101111111
111110111111111111
111010111111111111
111111111110111111
111111111101111111
111111111111111110
110111111101111111
110111111111111111
111111111010111111
111101111110111111
110111111111101111
111111111110111101
111111011101101011
ตารางท่ี 4.9 (ต่อ)
กลุม่ ทดลอง วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้
คนที่ นิยาม ความสำคัญ ลักษณะ/คุณลกั ษณะ
111 วดั 6 ระดับ ความจำถึง วดั 6 ระดับ ความจำถงึ วดั 6 ระดับ ความจำถงึ
112 สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์
113
114 1 23456 1 23456 123456
115
116 1 11111 0 11110 011111
117 1 11111 1 01110 111111
118 1 11111 0 11111 100110
119 0 11111 1 10110 111111
120 1 11111 1 11111 011101
121 0 11101 1 11111 111111
122 1 01111 1 11110 111111
123 1 11111 1 11111 111111
124 0 11111 1 11111 010111
125 1 11111 1 11111 100111
126 1 10111 1 10111 111110
127 1 11111 1 11101 111100
128 1 11111 1 10110 111101
129 1 11111 1 11111 111111
130 1 11111 1 11011 111111
131 1 11111 1 11111 110110
132 1 11101 1 11111 110110
1 11111 1 11010 111110
1 10111 1 11111 111111
1 11111 1 11111 111110
1 11111 1 11111 111010
0 11110 1 11111 110111
177
วัตถุประสงค์การเรียนรแู้ นว วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้
การพัฒนา ขัน้ ตอนการพฒั นา การประเมนิ ผล รวม
วดั 6 ระดบั ความจำถงึ วัด 6 ระดับ ความจำถึง วัด 6 ระดับ ความจำถึง 32
32
สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์ 32
32
123456123456123456 32
32
101111111111111111 33
33
111111111111011011 33
33
111111111111111111 33
33
111111111111111101 33
33
101111111110111111 33
33
111011111110111111 33
33
111111111101111111 33
33
111111111011011101 33
33
111111111111111111
111111111111011111
111111111111111111
111111111111111111
111111111111111111
011111011110111111
111111110110111111
111111111011111111
111111111111111111
111111111111111111
111111111111110101
111111111110110111
111111111111111101
111111111111111111
ตารางท่ี 4.9 (ต่อ)
กลุม่ ทดลอง วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้
คนที่ นิยาม ความสำคัญ ลักษณะ/คุณลกั ษณะ
133 วดั 6 ระดับ ความจำถึง วดั 6 ระดับ ความจำถงึ วดั 6 ระดับ ความจำถงึ
134 สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์
135
136 1 23456 1 23456 123456
137
138 1 11101 1 11111 110111
139 1 11111 1 11101 111110
140 0 11111 1 11101 111110
141 0 11111 1 10110 111111
142 1 11111 1 11111 111111
143 1 11010 1 11111 111101
144 1 11110 1 11111 111011
145 1 11111 1 11001 111110
146 1 11111 1 11111 111111
147 0 11111 1 11111 111110
148 1 11111 1 11111 011111
149 0 11111 0 11011 111111
150 1 11111 1 11111 111110
151 1 11110 1 11111 111111
152 1 11111 1 11111 111110
153 1 11111 1 10111 011011
154 1 11111 1 11101 111111
1 11110 1 11111 111011
1 10111 1 11111 101111
1 10011 1 11111 111111
1 11110 0 11111 111111
1 11011 1 11111 111111
178
วัตถุประสงค์การเรียนรแู้ นว วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้
การพัฒนา ขัน้ ตอนการพฒั นา การประเมนิ ผล รวม
วดั 6 ระดบั ความจำถงึ วัด 6 ระดับ ความจำถึง วัด 6 ระดับ ความจำถึง 33
33
สรา้ งสรรค์ สร้างสรรค์ สรา้ งสรรค์ 33
33
123456123456123456 33
33
110111111111111111 33
33
111111111111011111 33
33
111111111111111111 33
33
111111111111111111 33
33
111111100111111101 33
33
111111111111111111 33
33
111111111101111111 33
31
111111111111111111 31
31
111010111111110111
111111111111111101
111101111111111110
111111111111111111
111111101111110111
111010111111111111
111011110111111111
111111111111111111
111110111111111101
111111101111111111
111101111111111111
111111010111111110
111010111111111101
111110110101111110
ตารางท่ี 4.9 (ตอ่ )
กลุ่มทดลอง วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้
คนที่ นยิ าม ความสำคัญ ลักษณะ/คุณลักษณะ
155 วดั 6 ระดับ ความจำถึง วัด 6 ระดบั ความจำถึง วดั 6 ระดับ ความจำถึง
156 สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์ สรา้ งสรรค์
157
1 23456 1 23456 123456
1 11110 1 11111 111001
1 11111 1 11111 111111
1 11011 1 10111 111011
หมายเหตุ เลข 1 หมายถงึ ทำถกู , เลข 0 หมายถงึ ทำผิด
179
วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรแู้ นว วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ วัตถุประสงคก์ ารเรียนรู้
การพัฒนา ขัน้ ตอนการพฒั นา การประเมนิ ผล รวม
วัด 6 ระดับ ความจำถงึ วัด 6 ระดับ ความจำถึง วดั 6 ระดับ ความจำถึง 31
31
สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ สร้างสรรค์ 29
5,261
123456123456123456 33.51
1.207
111111101111110111
111011101101110110
111110101111110110
คะแนนรวมทุกคน
คะแนนเฉลีย่
S.D.
180
6) ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่เป็นกลุ่มทดลอง
กอ่ นและหลังการพฒั นาโดยใช้การทดสอบที (t-test)
การวิเคราะห์เปรียบเทียบผลการประเมินก่อนและหลังการพัฒนาโดยใช้การทดสอบที
(t-test) ดังกล่าวในบทที่ 3 ว่าตามหลักการทางวิชาการ ถือเป็นเทคนิคการทดสอบสมมติฐานชนิด
หนึ่งที่นักวิจัยนิยมใช้การทดสอบ โดยวิธีการนี้ใช้ในกรณีข้อมูลมีจำนวนน้อย (n < 30) ผู้ที่ค้นพบการ
แจกแจงของ t มีชื่อว่า W.S. Gosset ในการใช้การทดสอบทีกรณีกลุ่มตัวอย่าง 2 กลุ่มนั้น จำแนก
ออกเป็น 2 ประเภท คือ 1) การใช้ t-test แบบเป็นอิสระจากกัน (Independent) เป็นสถิตที่ใช้
เปรียบเทียบค่าเฉลีย่ ระหว่างกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่เป็นอิสระจากกัน ข้อมูลที่รวบรวมได้อยูใ่ นระดับ
อันตรภาคหรืออัตราส่วน ใช้สถิติการทดสอบค่า t มีชื่อเฉพาะว่า t - test for Independent
Samples 2) การใช้ t- test แบบไม่เป็นอิสระจากกัน (Dependent) เป็นสถิตที่ใช้เปรียบเทียบ
ค่าเฉลี่ยระหว่างกลุ่มตัวอย่างสองกลุ่มที่ไม่เป็นอิสระจากกัน และกลุ่มตัวอย่างกลุ่มเดียว ใช้สถิติการ
ทดสอบค่า t มีชื่อเฉพาะว่า t - test for Dependent Samples ซึ่งมักพบในการวิจัยเชิงทดลองที่
ต้องการเปรียบเทียบผลระหว่างก่อนทดลองกับหลังทดลองหรือเปรียบเทียบผลระหว่างกลุ่มทดลอง
และกลมุ่ ควบคุมทไ่ี ด้จากการจบั คู่คุณลักษณะทเี่ ท่าเทยี มกัน (Thesis Thailand, 2020)
ในงานวิจัยนี้ ใช้ t- test แบบไม่เป็นอสิ ระจากกนั (Dependent) เนอื่ งจากเป็นการวจิ ยั เชิง
ทดลองที่ต้องการเปรียบเทียบผลระหว่างก่อนทดลองกับหลังทดลอง โดยมีข้อตกลงเบื้องต้น ดังนี้ 1)
ข้อมูลอยู่ในมาตรอันตรภาค (Interval Scale) หรือมาตราอัตราส่วน (Ratio Scale) 2) กลุ่มตัวอย่าง
เป็นกล่มุ ตัวอยา่ งแบบสุ่มได้จากประชากรทม่ี ีการแจกแจงแบบปกติ 3) คา่ ของตวั แปรตามแต่ละหน่วย
เป็นอิสระต่อกัน และ 4) ไม่ทราบค่าความแปรปรวนของประชากร (ศิริชัย กาญจนวาสี, ทวีวัฒน์ ปิต
ยานนท์ และ ดเิ รก ศรีสุโข, 2551) มีสูตรในการคำนวณ ดังนี้
t = ……. ∑D………
N∑D2 – (∑D)2
N-1
∑D หมายถงึ ผลรวมของความแตกตา่ งระหว่างคะแนนกอ่ นและหลังการพัฒนา
∑D2 หมายถึง ผลรวมความแตกตา่ งของคะแนนก่อนและหลงั การพัฒนายกกำลงั สอง
N หมายถงึ จำนวนกลุ่มทดลองทไี่ ดร้ ับการพัฒนาทัง้ หมด
จากการให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองจำนวน 157 คน ทำแบบทดสอบความรู้ของครู “ก่อน”
การพฒั นา (Pre-test) ได้คะแนนจากการทดสอบ 3,706 คะแนน ซง่ึ คำนวณคา่ เฉล่ียได้เทา่ กับ 23.61
คะแนน จากคะแนนเต็ม 36 คะแนน และจากการทดสอบ “หลัง” การพัฒนาเสร็จแล้ว (Post-test)
พบว่า ครูทำคะแนนได้โดยรวม เท่ากับ 5,261 คะแนน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ เท่ากับ 33.51 จากคะแนน
เต็ม 36 คะแนน ซ่งึ เมื่อนำไปวิเคราะห์เปรียบเทยี บความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติกับคะแนน
“ก่อน” การพัฒนา โดยการทดสอบค่าที (t-test) ตามสูตรดังกล่าวข้างบน พบว่า ครูที่เป็นกลุ่ม
ทดลองได้คะแนนจากการทดสอบ “หลัง” การพัฒนาสูงกว่า “ก่อน” การพัฒนาอย่างมนี ัยสำคญั ทาง
สถิตทิ ร่ี ะดับ .05 ดงั แสดงผลการวิเคราะห์ข้อมลู ในตารางท่ี 4.10 แสดงให้เหน็ ว่า โปรแกรมอบรมด้วย
ตนเองออนไลน์ที่ประกอบด้วย 2 โครงการ แต่ละโครงการมีคู่มือประกอบนั้น มีประสิทธิภาพที่
สามารถจะนำไปใช้เพื่อพัฒนาครูให้เกิดการเรียนรู้เพื่อนำผลการเรียนรู้ไปพัฒนาต่อเนื่องกับนักเรียน
181
ต่อไปได้ และสามารถที่จะนำไปเผยแพร่ให้ประชากรที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการพัฒนา คือ ครูใน
โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทุกโรงทั่วประเทศ
ได้นำไปใช้ไดอ้ ยา่ งมีผลการวิจัยรับรอง
ตารางที่ 4.10 ผลการทดสอบค่าที (t-test) เปรียบเทียบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิต
ระหว่างคะแนน “ก่อน” และ “หลงั ” การพัฒนาเพอ่ื การเรียนรขู้ องครู
การทดสอบ จำนวนกลุ่มตวั อย่าง ค่าเฉล่ยี S.D. t
กอ่ น 157 23.61 7.071 20.187*
หลงั 157 33.51 1.207
*p < 0.05
6. ผลการวิเคราะห์ผลการทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่เป็นกลุ่มทดลองหลังการ
พัฒนา (Posttest) และการวิเคราะห์ข้อมูลเพ่อื เปรียบเทยี บกับเกณฑ์มาตรฐาน 90/90
ดังกล่าวในบทที่ 3 ว่าตามทัศนะทางวิชาการ การประเมินตามแนวคิดเกณฑ์มาตรฐาน
90/90 เป็นการบอกค่าประสิทธิภาพของบทเรียนสำเร็จรูปหรือบทเรียนโปรแกรม (Programmed
Materials หรือ Programmed Textbook หรือ Programmed Lesson) ซึ่งเป็นสื่อที่มีเป้าหมาย
หลักเพื่อให้ผู้เรียนใช้เรียนด้วยตนเองเป็นสำคัญ หลักจิตวิทยาสำคัญที่เป็นฐานคิดความเชื่อของสื่อ
ชนิดนี้คือทฤษฎีการเรียนแบบรอบรู้ (Mastery Learning) ซึ่งมีความเชื่อว่า ผู้เรียนทุกคนสามารถ
เรียนรู้ได้ หากจดั เวลาเพยี งพอจดั วิธกี ารเรยี นทเี่ หมาะสมกบั ผู้เรียนกส็ ามารถทีจ่ ะทำใหผ้ ู้เรียนสามารถ
เรียนรไู้ ดต้ ามวตั ถุประสงค์ของการเรียนได้
โดยเกณฑม์ าตรฐาน 90/90 (The 90/90 Standard) ในงานวจิ ัยน้ี หมายถงึ เกณฑ์ที่ใช้วัด
ความมีประสิทธภิ าพของคู่มือต่อการเสริมสรา้ งความรู้ในโครงการพฒั นาความรู้ให้กับอาจารย์ผู้สอนท่ี
เปน็ กลมุ่ ทดลอง โดย 90 ตัวแรก หมายถึง ร้อยละของคะแนนเฉลีย่ ของผู้เรียนท้ังกลุ่มที่ได้จากการวัด
ด้วยแบบทดสอบวัดความรอบรู้หลังจากเรียนจากบทเรียนที่สร้างขึ้นจบลง 90 ตัวหลัง หมายถึง ร้อย
ละของจำนวนผเู้ รียนที่สามารถทำแบบทดสอบ (วดั ความรอบร้หู ลังการเรยี นจากบทเรยี นท่สี รา้ งขึ้นจบ
ลง) โดยสามารถทำแบบทดสอบได้ผ่านตามเกณฑ์วัตถุประสงค์ทุกวั ตถุประสงค์ (มนตรี
แย้มกสกิ ร, 2551)
ทั้งนี้ ความหมายนี้แตกต่างจากความหมายของเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 ดั้งเดิมตามทัศนะ
ของ เปรื่อง กุมุท (2519) ภาควิชาเทคโนโลยีการศึกษา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ผู้นำเสนอ
แนวคิดเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 คนแรก (ในประเทศไทย) นั่นคือ 90 ตัวแรก เป็นคะแนนเฉลี่ยของ
ทั้งกลุ่ม ซึ่งหมายถึงทุกคน เมื่อสอนครั้งหลังเสร็จให้คะแนนเสร็จ นำคะแนนมาหาค่าร้อยละให้หมด
ทุกคะแนนแล้วหาค่าร้อยละเฉล่ียของทัง้ กลุ่ม ถ้าบทเรียนโปรแกรมถงึ เกณฑ์ ค่าร้อยละเฉลี่ยของกลุ่ม
จะต้องเป็น 90 หรือสูงกว่า 90 ตัวที่สองแทนคุณสมบัติที่ว่า ร้อยละ 90 ของผู้เรียนทั้งหมด
ไดร้ ับผลสัมฤทธิต์ ามความม่งุ หมายแต่ละข้อ และทุกขอ้ ของบทเรยี นโปรแกรมน้ัน (เปรื่อง กมุ ทุ , 2519
อา้ งถงึ ใน มนตรี แย้มกสิกร, 2551)
182
ตามทศั นะของ มนตรี แยม้ กสกิ ร (2551)
สูตรท่ใี ชใ้ นการคำนวณ 90 ตวั แรก
90 ตัวแรก = {(Σ X /N) X 100)}/R
โดย 90 ตัวแรก หมายถงึ จำนวนร้อยละของคะแนนเฉลยี่ ของการทดสอบหลังเรยี น
Σ X หมายถึง คะแนนรวมของผลการทดสอบที่ผู้เรียนแต่ละคน ทำได้ถูกต้องจากการ
ทดสอบหลงั เรียน
N หมายถงึ จำนวนผู้เรยี นทง้ั หมดที่ใชเ้ ปน็ กลุ่มตวั อยา่ งในการคำนวณประสิทธิภาพครั้งน้ี
R หมายถึง จำนวนคะแนนเตม็ ของแบบทดสอบหลงั เรียน
สตู รที่ใช้ในการคำนวณ 90 ตวั หลัง
90 ตวั หลงั = (Y x 100)/ N
โดย 90 ตัวหลัง หมายถึง จำนวนร้อยละของผู้เรียนที่สามารถทำแบบทดสอบผ่านทุก
วตั ถปุ ระสงค์
Y หมายถงึ จำนวนผู้เรยี นท่สี ามารถทำแบบทดสอบผ่านทกุ วัตถปุ ระสงค์
N หมายถงึ จำนวนผู้เรียนทั้งหมดทีใ่ ชเ้ ป็นกลุ่มตัวอย่างในการคำนวณประสทิ ธภิ าพคร้งั นี้
ผลจากการทดสอบผลการเรยี นรู้ของครูท่ีเป็นกลุ่มทดลองหลังการพัฒนา (Post-test) จาก
การดำเนนิ งานในโครงการที่ 1 โดยใชแ้ บบทดสอบผลการเรยี นรู้ของครทู ่ีมีลกั ษณะเป็นแบบปรนัย ท่ีมี
ตัวเลือก 4 ตัวเลือก จำนวน 36 ข้อ ตามเกณฑ์มาตรฐาน 90/90 ปรากฏผลการวิเคราะห์ข้อมูลดัง
ตารางท่ี 4.11
ตารางที่ 4.11 ผลการวิเคราะหผ์ ลการทดสอบผลการเรียนร้ขู องครูตามเกณฑม์ าตรฐา
กลุม่ ทดลอง วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้ วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
คนท่ี นิยาม ความสำคัญ ลักษณะ/คุณลกั ษณะ
1 คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล
2
3 6ผ 6ผ 6ผ
4 6ผ 6ผ 6ผ
5 6ผ 6ผ 6ผ
6 6ผ 6ผ 6ผ
7 6ผ 6ผ 6ผ
8 6ผ 6ผ 6ผ
9 6ผ 6ผ 6ผ
10 6ผ 6ผ 6ผ
11 6ผ 6ผ 6ผ
12 6ผ 6ผ 6ผ
13 6ผ 6ผ 6ผ
14 6ผ 5ผ 6ผ
15 6ผ 5ผ 6ผ
16 6ผ 5ผ 6ผ
17 6ผ 5ผ 6ผ
18 6ผ 6ผ 6ผ
19 6ผ 6ผ 6ผ
20 6ผ 5ผ 6ผ
21 6ผ 6ผ 6ผ
22 6ผ 5ผ 6ผ
23 6ผ 5ผ 6ผ
24 6ผ 6ผ 6ผ
6ผ 6ผ 6ผ
6ผ 5ผ 6ผ
าน 90/90 183
วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ รวม
แนวการพัฒนา ขั้นตอนการพฒั นา การประเมนิ ผล
36
คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล 36
36
6ผ 6ผ 6ผ 36
6ผ 6ผ 6ผ 36
6ผ 6ผ 6ผ 36
6ผ 6ผ 6ผ 36
6ผ 6ผ 6ผ 36
6ผ 6ผ 6ผ 36
6ผ 6ผ 6ผ 36
6ผ 6ผ 6ผ 36
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 5ผ 35
6ผ 5ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 5ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
5ผ 6ผ 6ผ
5ผ 6ผ 6ผ
6ผ 6ผ 6ผ
ตารางท่ี 4.11 (ตอ่ )
กลุ่มทดลอง วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้
คนที่ นิยาม ความสำคัญ ลกั ษณะ/คุณลกั ษณะ
25 คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล
26
27 6ผ 6ผ 6ผ
28 6ผ 6ผ 6ผ
29 6ผ 6ผ 6ผ
30 6ผ 6ผ 6ผ
31 6ผ 6ผ 6ผ
32 6ผ 5ผ 6ผ
33 6ผ 6ผ 5ผ
34 6ผ 5ผ 6ผ
35 6ผ 6ผ 6ผ
36 6ผ 6ผ 5ผ
37 6ผ 5ผ 6ผ
38 6ผ 6ผ 6ผ
39 6ผ 6ผ 6ผ
40 6ผ 5ผ 6ผ
41 6ผ 5ผ 6ผ
42 6ผ 5ผ 6ผ
43 6ผ 6ผ 5ผ
44 6ผ 5ผ 5ผ
45 6ผ 5ผ 6ผ
46 6ผ 6ผ 6ผ
47 6ผ 5ผ 5ผ
48 6ผ 5ผ 6ผ
6ผ 6ผ 6ผ
6ผ 6ผ 6ผ
184
วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วตั ถุประสงค์การเรยี นรู้ รวม
แนวการพัฒนา ข้นั ตอนการพฒั นา การประเมนิ ผล
35
คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล 35
35
5ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 5ผ 35
6ผ 6ผ 5ผ 35
5ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 5ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 35
6ผ 6ผ 5ผ 35
6ผ 6ผ 6ผ 34
6ผ 6ผ 6ผ 34
5ผ 6ผ 6ผ 34
6ผ 4 มผ 6ผ 34
6ผ 6ผ 5ผ 34
6ผ 5ผ 6ผ 34
6ผ 5ผ 6ผ 34
6ผ 6ผ 5ผ 34
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 5ผ 6ผ 35
5ผ 6ผ 5ผ 34
5ผ 6ผ 6ผ 34
6ผ 6ผ 6ผ
5ผ 5ผ 6ผ
5ผ 6ผ 5ผ
ตารางที่ 4.11 (ตอ่ )
กลุ่มทดลอง วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้ วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
คนที่ นยิ าม ความสำคญั ลักษณะ/คณุ ลักษณะ
49 คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล
50
51 6ผ 5ผ 6ผ
52 6ผ 4 มผ 6ผ
53 6ผ 6ผ 4 มผ
54 6ผ 6ผ 6ผ
55 6ผ 5ผ 5ผ
56 5ผ 6ผ 6ผ
57 5ผ 5ผ 6ผ
58 6ผ 6ผ 6ผ
59 4 มผ 6ผ 6ผ
60 5ผ 5ผ 6ผ
61 6ผ 5ผ 6ผ
62 6ผ 4 มผ 6ผ
63 5ผ 6ผ 6ผ
64 5ผ 6ผ 6ผ
65 5ผ 6ผ 5ผ
66 6ผ 6ผ 6ผ
67 6ผ 6ผ 6ผ
68 6ผ 6ผ 6ผ
69 5ผ 6ผ 4 มผ
70 5ผ 6ผ 4 มผ
71 6ผ 4 มผ 6ผ
72 5ผ 5ผ 6ผ
6ผ 5ผ 6ผ
4 มผ 5ผ 6ผ
185
วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรียนรู้ วตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้ รวม
แนวการพฒั นา ขนั้ ตอนการพฒั นา การประเมินผล
34
คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล 34
34
6ผ 5ผ 6ผ 34
6ผ 6ผ 6ผ 34
6ผ 6ผ 6ผ 34
6ผ 6ผ 4 มผ 34
6ผ 6ผ 6ผ 34
5ผ 6ผ 6ผ 34
6ผ 6ผ 6ผ 34
5ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 4 มผ 33
6ผ 6ผ 5ผ 33
5ผ 6ผ 5ผ 33
5ผ 6ผ 5ผ 33
5ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 3 มผ 6ผ 33
6ผ 4 มผ 5ผ 33
6ผ 4 มผ 5ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
5ผ 6ผ 6ผ 33
5ผ 6ผ 6ผ
6ผ 6ผ 4 มผ
6ผ 6ผ 6ผ
ตารางที่ 4.11 (ตอ่ )
กลุ่มทดลอง วัตถุประสงค์การเรียนรู้ วตั ถุประสงค์การเรียนรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้
คนท่ี นิยาม ความสำคญั ลกั ษณะ/คุณลกั ษณะ
73 คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล
74
75 6ผ 6ผ 6ผ
76 6ผ 6ผ 6ผ
77 6ผ 5ผ 6ผ
78 6ผ 5ผ 6ผ
79 6ผ 5ผ 6ผ
80 6ผ 6ผ 4 มผ
81 6ผ 6ผ 3 มผ
82 4 มผ 5ผ 6ผ
83 6ผ 6ผ 5ผ
84 6ผ 5ผ 6ผ
85 6ผ 5ผ 6ผ
86 6ผ 5ผ 6ผ
87 6ผ 5ผ 5ผ
88 5ผ 6ผ 6ผ
89 6ผ 4 มผ 5ผ
90 6ผ 5ผ 6ผ
91 6ผ 6ผ 5ผ
92 6ผ 5ผ 6ผ
93 6ผ 3 มผ 6ผ
94 6ผ 6ผ 6ผ
95 6ผ 6ผ 5ผ
96 6ผ 6ผ 6ผ
6ผ 6ผ 5ผ
6ผ 6ผ 6ผ
186
วตั ถุประสงค์การเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ รวม
แนวการพฒั นา ขนั้ ตอนการพฒั นา การประเมนิ ผล
33
คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล 33
33
5ผ 5ผ 5ผ 33
5ผ 5ผ 5ผ 33
5ผ 5ผ 6ผ 33
5ผ 5ผ 6ผ 33
5ผ 6ผ 5ผ 33
5ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
5ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 4 มผ 33
6ผ 5ผ 5ผ 33
5ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 4 มผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 5ผ 5ผ 33
6ผ 5ผ 5ผ 33
6ผ 5ผ 5ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 4 มผ 5ผ 33
6ผ 5ผ 5ผ 33
5ผ 4 มผ 6ผ
6ผ 5ผ 5ผ
5ผ 5ผ 5ผ
ตารางที่ 4.11 (ต่อ)
กลุ่มทดลอง วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้
คนที่ นิยาม ความสำคญั ลักษณะ/คณุ ลักษณะ
97 คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล
98
99 5ผ 6ผ 6ผ
100 4 มผ 6ผ 6ผ
101 4 มผ 6ผ 6ผ
102 5ผ 6ผ 6ผ
103 5ผ 5ผ 6ผ
104 6ผ 6ผ 4 มผ
105 5ผ 6ผ 5ผ
106 6ผ 6ผ 5ผ
107 6ผ 5ผ 5ผ
108 5ผ 5ผ 6ผ
109 6ผ 4 มผ 6ผ
110 5ผ 5ผ 6ผ
111 6ผ 4 มผ 6ผ
112 6ผ 6ผ 6ผ
113 6ผ 4 มผ 5ผ
114 6ผ 4 มผ 6ผ
115 6ผ 5ผ 3 มผ
116 5ผ 4 มผ 6ผ
117 6ผ 6ผ 4ผ
118 4 มผ 6ผ 6ผ
119 5ผ 5ผ 6ผ
120 6ผ 6ผ 6ผ
5ผ 6ผ 4 มผ
6ผ 6ผ 4 มผ
187
วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้ วัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ รวม
แนวการพัฒนา ขน้ั ตอนการพัฒนา การประเมนิ ผล
33
คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล 33
33
5ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 5ผ 6ผ 33
5ผ 6ผ 6ผ 33
4 มผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 5ผ 32
5ผ 5ผ 6ผ 32
5ผ 6ผ 6ผ 32
6ผ 4 มผ 6ผ 32
5ผ 5ผ 6ผ 32
5ผ 6ผ 5ผ 32
6ผ 5ผ 5ผ 32
6ผ 4 มผ 4 มผ 32
5ผ 6ผ 6ผ 32
6ผ 6ผ 4 มผ 32
6ผ 6ผ 6ผ 32
6ผ 6ผ 5ผ 33
5ผ 5ผ 6ผ 33
5ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 5ผ 4 มผ
6ผ 6ผ 6ผ
6ผ 6ผ 5ผ
ตารางท่ี 4.11 (ตอ่ )
กลุ่มทดลอง วัตถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้
คนที่ นิยาม ความสำคญั ลักษณะ/คณุ ลักษณะ
121 คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล
122
123 5ผ 5ผ 5ผ
124 6ผ 5ผ 4 มผ
125 6ผ 4 มผ 5ผ
126 6ผ 6ผ 6ผ
127 6ผ 5ผ 6ผ
128 6ผ 6ผ 4 มผ
129 5ผ 6ผ 4 มผ
130 6ผ 4 มผ 5ผ
131 5ผ 6ผ 6ผ
132 6ผ 6ผ 5ผ
133 6ผ 6ผ 4 มผ
134 4 มผ 6ผ 5ผ
135 5ผ 6ผ 5ผ
136 6ผ 5ผ 5ผ
137 5ผ 5ผ 5ผ
138 5ผ 4 มผ 6ผ
139 6ผ 6ผ 6ผ
140 4 มผ 6ผ 5ผ
141 5ผ 6ผ 5ผ
142 6ผ 4 มผ 5ผ
143 6ผ 6ผ 6ผ
144 5ผ 6ผ 5ผ
6ผ 6ผ 5ผ
5ผ 4 มผ 6ผ
188
วัตถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วัตถุประสงค์การเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงค์การเรียนรู้ รวม
แนวการพฒั นา ขน้ั ตอนการพัฒนา การประเมินผล
33
คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล 33
33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
5ผ 4 มผ 6ผ 33
6ผ 4 มผ 6ผ 33
6ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 4 มผ 33
6ผ 5ผ 5ผ 33
6ผ 6ผ 5ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
5ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 5ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 4 มผ 5ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
6ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
4 มผ 6ผ 5ผ 33
6ผ 6ผ 5ผ
5ผ 6ผ 5ผ
6ผ 6ผ 6ผ
ตารางที่ 4.11 (ตอ่ )
กลมุ่ ทดลอง วัตถุประสงค์การเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรยี นรู้ วตั ถปุ ระสงค์การเรยี นรู้
คนที่ นยิ าม ความสำคัญ ลักษณะ/คณุ ลักษณะ
คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล
145 6 ผ 6 ผ 5 ผ
146 5 ผ 6 ผ 6 ผ
147 6 ผ 6 ผ 5 ผ
148 6 ผ 5 ผ 4 มผ
149 6 ผ 5 ผ 6 ผ
150 5 ผ 6 ผ 5 ผ
151 5 ผ 6 ผ 5 ผ
152 4 มผ 6 ผ 6 ผ
153 5 ผ 5 ผ 6 ผ
154 5 ผ 6 ผ 6 ผ
155 5 ผ 6 ผ 4 มผ
156 6 ผ 6 ผ 6 ผ
157 5 ผ 5 ผ 5 ผ
รวม 889 148 860 142 873 142
เฉล่ีย 5.66 5.48 5.56
90 ตวั แรก 94.40 91.30 92.70
90 ตัวหลงั 94.27 90.45 90.45
หมายเหตุ
1) เกณฑก์ ารผ่านแตล่ ะวัตถปุ ระสงค์การเรยี นรู้ ตอ้ งตอบถูกไม่นอ้ ยกวา่ 5 ขอ้ จากข้อสอบ 6 ข้อ ซ่งึ เทา่ กบั
2) ผล หมายถงึ ผลการสอบผา่ น (ผ) หรอื ไม่ผ่านเกณฑ์ (มผ) ของแตล่ ะวตั ถุประสงคก์ ารเรียนรู้ จำนวนผ้ทู
189
วตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้ วตั ถุประสงค์การเรียนรู้ วตั ถุประสงคก์ ารเรยี นรู้ รวม
แนวการพัฒนา ขนั้ ตอนการพัฒนา การประเมินผล
33
คะแนน ผล คะแนน ผล คะแนน ผล 33
33
6ผ 5ผ 5ผ 33
4 มผ 6ผ 6ผ 33
5ผ 5ผ 6ผ 33
6ผ 6ผ 6ผ 33
5ผ 6ผ 5ผ 31
6ผ 5ผ 6ผ 31
5ผ 6ผ 6ผ 31
6ผ 4 มผ 5ผ 31
4 มผ 6ผ 5ผ 31
5ผ 4 มผ 5ผ 29
6ผ 5ผ 5ผ 5,261
5ผ 4 มผ 4 มผ 33.51
5ผ 5ผ 4 มผ 93.10
890 153 870 142 879 147 92.79
5.67 5.54 5.60
94.50 92.40 93.30
97.45 90.45 93.63
บร้อยละ 83.33 ของคะแนนเตม็ ของแต่ละวตั ถปุ ระสงคก์ ารเรียนรู้
ทสี่ อบผา่ นแต่ละวัตถุประสงคก์ ารเรยี นรูน้ ้ีจะใชใ้ นการคำนวณตามเกณฑร์ ้อยละ 90 ตัวหลงั
190
6.1 ผลการทดสอบผลการเรียนรขู้ องครูเปรียบเทยี บกับเกณฑม์ าตรฐาน 90 ตัวแรก
ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่เป็นกลุ่มทดลองจำนวน
157 คน หลังการพัฒนา (Post-test) จากแบบทดสอบซึ่งมี 6 วัตถุประสงค์การเรียนรู้ แต่ละ
วัตถุประสงค์การเรียนรู้มีข้อสอบ 6 ข้อ รวมข้อสอบทั้งฉบับ 36 ข้อ เพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ์
มาตรฐาน 90 ตัวแรก ซึ่งหมายถึงจำนวนร้อยละของคะแนนเฉลี่ยของการทดสอบหลังเรียน พบว่า
มีคะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 33.51 คะแนนจากคะแนนเต็ม 36 คะแนน เมื่อคิดเป็นร้อยละแล้วได้ 93.10
ซึ่งมีค่าร้อยละที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 90 แสดงว่า การเสนอเนื้อหาในคู่มือประกอบ
โครงการทกุ ชดุ มีประสิทธิภาพทีส่ ามารถนำไปใชพ้ ัฒนาครูให้เกดิ การเรียนรู้ได้ตามเกณฑท์ ่ีกำหนด
6.2 ผลการทดสอบผลการเรยี นร้ขู องครูเปรยี บเทยี บกบั เกณฑ์มาตรฐาน 90 ตัวหลัง
ผลจากการวิเคราะห์ข้อมูลจากการทดสอบผลการเรียนรู้ของครูที่เป็นกลุ่มทดลองหลังการ
พัฒนา (Post-test) จากแบบทดสอบซึ่งมี 6 วัตถุประสงค์การเรียนรู้ แต่ละวัตถุประสงค์การเรียนรู้มี
ข้อสอบ 6 ข้อ รวมขอ้ สอบทั้งฉบบั 36 ข้อ เกณฑก์ ารผ่านแตล่ ะวัตถุประสงคก์ ารเรียนรู้ ตอ้ งตอบถูกไม่
น้อยกวา่ 5 ข้อจากขอ้ สอบ 6 ข้อ ซงึ่ เท่ากบั ร้อยละ 83.33 ของคะแนนเต็มของแต่ละวัตถุประสงค์การ
เรียนรู้ เพื่อใช้ในการคำนวณเกณฑ์มาตรฐาน 90 ตัวหลัง ซึ่งหมายถึงร้อยละของจำนวนครูที่สามารถ
ทำแบบทดสอบไดผ้ า่ นทุกวัตถุประสงค์การเรียนรู้ ซงึ่ จากจำนวนครทู เี่ ปน็ กล่มุ ทดลองท้งั หมด 157 คน
พบว่า มีครูร้อยละ 92.79 ที่สามารถทำแบบทดสอบได้ผ่านทกุ วัตถุประสงค์การเรียนรู้ ซึ่งเป็นค่าร้อย
ละที่สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนดไว้ร้อยละ 90 แสดงว่า คู่มือประกอบโครงการทุกชุดมีประสิทธิภาพท่ี
สามารถนำไปใชพ้ ฒั นาครูให้เกดิ การเรยี นรไู้ ดต้ ามเกณฑ์ทก่ี ำหนด
ระยะที่ 2 ผลการทดลองตามโครงการที่ 2 : โครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การ
เสริมสรา้ งทักษะการรสู้ ารสนเทศให้แกน่ กั เรยี น
เป็นระยะของการนำผลการเรียนรู้สู่การปฏิบัติของครูท่ีเป็นกลุ่มทดลองตามโครงการครูนำ
ผลการเรยี นรู้รู้สกู่ ารพัฒนาผู้เรียน โดยในการปฏิบัตินั้น เป็นการกำหนดให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองนำผล
การเรียนรู้รู้ที่ได้จากการพัฒนาตนเองจากคู่มือตามโครงการที่ 1 ไปใช้พัฒนานักเรียนให้เกิดผลการ
พัฒนาตามท่คี าดหวงั มผี ลการดำเนนิ งานตามข้นั ตอนตา่ ง ๆ ดงั น้ี
1) การช้ีแจงระเบยี บวธิ ีวิจัยให้กับครูทเี่ ป็นกลมุ่ ทดลอง
ผู้วิจัยได้ชี้แจงระเบียบวิธีวิจัยกำหนดให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองนำผลการเรียนรู้ที่ได้จากการ
พัฒนาตนเองจากคู่มือตามโครงการที่ 1 เพื่อนำไปใช้พัฒนานักเรียนให้เกิดผลการพัฒนาตามท่ี
คาดหวัง ได้อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยจัดกิจกรรมดังกล่าวในวันที่ 4 มกราคม 2565
ณ อาคาร 5 โรงเรียนลำปลายมาศ โดยใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง 15 นาที เพื่อให้ทราบถึงประเด็น
ต่าง ๆ ที่จะช่วยให้ท่านนำความรู้จากโครงการแรกไปสู่การปฏิบัติ เพื่อให้เกิดการพัฒนาทักษะการรู้
สารสนเทศแก่นักเรียนซึ่งคณะครูมีความกังวลที่เหมือนกันประการหนึ่งคือ ในช่วงต่อจากน้ี
สถานการณ์โควิดยังแพร่ระบาดหนัก ทางโรงเรียนอาจต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการ
สอน ท้งั แบบออนไซต์และออนไลน์ จะส่งผลกระทบหรือไม่ อย่างไร ซ่ึงผู้วจิ ยั และครูกลุม่ ทดลองก็เห็น
ว่า สามารถทำได้ทุกรูปแบบทุกสถานการณ์เพราะเป็นโปรแกรมคู่มือออนไลน์ และส่งลิงค์แบบ
ประเมนิ คุณลกั ษณะที่เกดิ ขน้ึ กับนักเรยี นท่ีเปน็ กลุ่มเป้าหมายในการพฒั นา โดยใช้แบบประเมินทผ่ี ู้วิจัย
สร้างขึ้นมาและผ่านการตรวจสอบคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิแล้ว ถือเป็นการทดสอบก่อนการพัฒนา
191
(Pre-Test) โดยส่งผ่านกลุ่มออนไลน์ครูที่ปรึกษาของแต่ละห้องในนักเรียนทำในรูปแบบ Google
Form และได้คำตอบครบถ้วนในวันที่ 6 มกราคม 2565 ซึ่งเป็นสัปดาห์ก่อนสอบกลางภาค และ
โครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การเสริมสร้างทักษะการรู้สารสนเทศให้แก่นักเรียนนี้ จะดำเนินไปใน
ระยะเวลา 2 เดือน ตอ่ จากนี้ และจะส้ินสุดในวนั ท่ี 7 มนี าคม 2565 ซงึ่ ตรงกบั สัปดาห์สอบปลายภาค
ก็จะปิดโครงการนี้ และจะมีการร่วมกันตรวจสอบหาข้อบกพร่องเพื่อการปรับปรุงแก้ไขคู่มือใน
โครงการที่ 2 และส่งลิงค์แบบประเมินคุณลักษณะที่เกิดขึ้นกับนักเรียนที่เป็นกลุ่มเป้าหมายในการ
พัฒนาถือเป็นการทดสอบหลังการพัฒนา (Post-Test) โดยส่งผ่านกลุ่มออนไลน์ครูที่ปรึกษาของ
แต่ละห้องในนักเรียนทำในรูปแบบ Google Form เช่นเดียวกันกับแบบประเมินก่อนการพัฒนา
ดงั นนั้ จงึ เน้นย้ำให้คุณครทู กุ ทา่ นไดร้ บั ทราบ ให้เขา้ ใจตรงกัน
ภาพที่ 4.8 การประชมุ ช้ีแจงระเบยี บวิธวี จิ ัยใหก้ บั ครทู ี่เปน็ กลมุ่ ทดลอง
2) การประเมินทักษะการรู้สารสนเทศนักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลองก่อนการพัฒนา (Pre-
test)
จากการให้ใช้แบบประเมินทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลอง “ก่อน”
การพัฒนา (Pre-test) จำนวน 2,613 คน โดยใช้แบบสอบถามที่มีลักษณะเป็นแบบประมาณค่า 5
ระดับที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น ปรากฏผลการวิเคราะห์ข้อมูลเป็นค่าเฉลี่ย (Mean : ) และค่าส่วนเบี่ยงเบน
มาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.) ดงั ตารางท่ี 4.12
192
ตารางที่ 4.12 ค่าเฉลี่ย (Mean : ) และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.)
จากผลการประเมินทักษะการรู้สารสนเทศของนกั เรียนก่อนการพัฒนา (Pre-test)
รายการลักษณะของทกั ษะการรสู้ ารสนเทศทป่ี ระเมนิ ผลการประเมนิ
S.D.
ทกั ษะตระหนกั ถึงลักษณะทดี่ ขี องสารสนเทศ
1) ฉันตระหนักวา่ สารสนเทศท่ีดีตอ้ งมาจากแหล่งทนี่ า่ เช่อื ถือ 4.05 0.81
2) ฉันตระหนักว่าสารสนเทศทด่ี ีตอ้ งมคี วามเป็นปัจจุบนั ทันต่อเหตกุ ารณ์ และทันสมยั 4.28 0.71
3) ฉนั ตระหนกั ว่าสารสนเทศท่ดี ตี อ้ งมีความยดื หยุน่ ตรงต่อความตอ้ งการ และ
สามารถตรวจสอบได้ 4.41 0.85
4) ฉนั ตระหนักว่าสารสนเทศทด่ี ีตอ้ งมคี วามความถูกต้อง ไมม่ คี วามผดิ พลาด มีความ
ชดั เจน และไม่คลมุ เครือ 4.43 0.65
5) ฉนั ตระหนักวา่ สารสนเทศทดี่ ตี อ้ งมีความสมบรู ณ์ ประกอบด้วยขอ้ เท็จจรงิ ท่ี
สามารถเช่ือถือได้ 4.60 0.66
6) ฉันตระหนกั ว่าสารสนเทศทีด่ ตี อ้ งมเี น้ือหากะทัดรดั ไมเ่ ยนิ่ เย้อ และกลา่ วอย่าง
ตรงไปตรงมา 4.19 0.70
7) ฉันตระหนักว่าสารสนเทศทด่ี คี วรมคี วามปลอดภยั ในการเขา้ ถึงขอ้ มูล(Data
Security) ตามสิทธิ์ของผู้ใช้ 4.60 0.79
8) ฉันตระหนกั วา่ สารสนเทศทด่ี ตี อ้ งสามารถพิสจู นไ์ ด้ (Verifiable) หรอื ตรวจสอบ
ความถกู ตอ้ งได้ 4.54 0.77
9) ฉันตระหนักว่าสารสนเทศทด่ี ตี อ้ งผา่ นกระบวนการตรวจสอบ กลนั่ กรอง วิเคราะห์
สงั เคราะห์ และประเมนิ เพอื่ ให้เกดิ ความถกู ตอ้ งและมีประสทิ ธิภาพมากที่สดุ 4.63 0.64
ทกั ษะเข้าถงึ สารสนเทศ
1) ฉนั สามารถเข้าถึงข้อมลู สารสนเทศตา่ ง ๆ ไดอ้ ย่างอสิ ระและเปน็ ขัน้ ตอน 4.31 0.68
2) ฉันสามารถกำหนดลักษณะและขอบเขตของข้อมลู ทีจ่ ำเปน็ ได้ 4.08 0.80
3) ฉันสามารถกำหนดแหลง่ ข้อมลู เพอื่ การค้นคว้าได้ตรงกบั จุดมงุ่ หมาย 4.19 0.66
4) ฉันสามารถใชไ้ อซีทีในการคน้ หาสารสนเทศ 4.14 0.57
5) ฉนั สามารถใช้กลยุทธก์ ารค้นหาข้อมลู ทแ่ี ตกตา่ งกนั เพอื่ เพมิ่ ความแมน่ ยำ 4.21 0.71
6) ฉนั สามารถอธิบายความแตกตา่ งระหวา่ งแหลง่ ข้อมลู จากเอกสาร ตำรา
วารสาร และแหล่งขอ้ มลู จากเว็บไซต์ได้ 3.68 0.83
7) ฉันใชแ้ หล่งข้อมูลท่หี ลากหลายในการค้นคว้าข้อมูลตา่ ง ๆ 3.91 0.85
8) ฉนั เรยี นรูท้ ักษะใหม่ ๆ ทีจ่ ะชว่ ยใหม้ ที กั ษะในการรสู้ ารสนเทศมากยง่ิ ขึ้น 3.69 1.09
9) ฉนั ใช้หอ้ งสมุดควบคู่กับการใช้เทคโนโลยหี รอื คอมพวิ เตอร์เพ่อื จดั การ
สารสนเทศทต่ี ้องการ 3.77 0.90
10) ฉันสามารถคน้ หาข้อมลู เพิม่ เตมิ จากขอ้ มลู เดมิ ท่ีมีอยู่เพอื่ เปรียบเทยี บและ
วเิ คราะหอ์ ยา่ งเหมาะสม 3.77 0.88
11) ฉันร้จู กั เลอื กแหลง่ ขอ้ มลู ในการค้นควา้ สารสนเทศ ทงั้ เพื่อความสมบรู ณ์
ความถูกต้อง และความเปน็ เอกภาพของสารสนเทศทตี่ ้องการ 4.00 0.81
193
ตารางที่ 4.12 (ต่อ)
รายการลักษณะของทกั ษะการรู้สารสนเทศทป่ี ระเมิน ผลการประเมิน
S.D.
ทกั ษะการประเมินคณุ คา่ สารสนเทศ
1) ฉันประเมนิ ข้อมลู และแหลง่ ท่มี าไดอ้ ย่างมวี จิ ารณญาณ 4.10 0.69
2) ฉันตรวจสอบคณุ สมบัติและความน่าเชอื่ ถือของผู้แต่ง 3.90 1.15
3) ฉนั ตรวจสอบคณุ สมบตั ิและความน่าเช่ือถือของแหลง่ ตีพมิ พ์ 3.85 0.74
4) ฉนั เรียนรู้เทคนิคทมี่ ปี ระสทิ ธภิ าพเพื่อประเมนิ คณุ ภาพและความนา่ เชอื่ ถือ
ของเว็บไซต์และส่อื สงั คมออนไลน์ (Social Media) 4.26 0.63
5) ฉนั ระบุไดอ้ ยา่ งมเี หตผุ ลวา่ แหลง่ ขอ้ มลู ท้งั หลาย เชน่ ตำรา วารสาร เวบ็ ไซต์
มีเหมาะสมกับจดุ ประสงค์ของงานหรอื ไม่ 4.00 0.66
6) ฉันตรวจสอบมุมมองท่ีพบในแตล่ ะแหล่งข้อมูลกบั แหลง่ ข้อมูลอน่ื ทีม่ คี วาม
ใกลเ้ คยี งได้ 3.97 0.79
7) ฉันใชป้ ัญญาในการตรวจสอบ วเิ คราะห์ สังเคราะห์ และประเมินสารสนเทศ 3.93 0.73
8) ฉันมคี วามสนใจ ฝักใฝค่ ้นควา้ อย่างสม่ำเสมอ และมีใจเทย่ี งธรรมเพ่ือให้
สามารถประเมนิ สารสนเทศได้อยา่ งมีประสิทธิภาพ 3.81 0.65
ทักษะการใชส้ ารสนเทศ
1) ฉันเขา้ ใจในประเด็นทางเศรษฐกิจ สงั คม วฒั นธรรม และกฎหมายในการใช้ 3.64 1.05
สารสนเทศ 4.16 0.69
2) ฉนั ใชส้ ารสนเทศอยา่ งมีคณุ ธรรมและจรยิ ธรรม 3.85 0.86
3) ฉนั บรู ณาการขอ้ มลู อย่างมจี รยิ ธรรมและถกู ตอ้ งตามกฎหมาย 3.81 0.95
4) ฉนั ใช้ขอ้ มูลไดอ้ ย่างถกู ต้องและไมล่ ะเมดิ ลขิ สทิ ธข์ิ องผอู้ ื่น
5) ฉันสามารถนำเสนอและสือ่ สารสารสนเทศไปยงั บุคคลอ่นื ๆ ไดต้ ามความ 3.78 0.98
ต้องการ 4.11 0.67
6) ฉันสามารถใชข้ อ้ มูลได้อย่างมปี ระสิทธภิ าพเพอ่ื บรรลวุ ัตถปุ ระสงค์เฉพาะ 4.11 0.78
7) ฉันคำนงึ ถงึ ผลกระทบของการลำเอียงในการแปลความของขอ้ มลู สารสนเทศ
8) ฉนั ตระหนกั ถงึ ข้อเสียของการมอี คติ การบดิ เบอื นข้อมลู หรือการใช้ข้อมูล 4.01 0.91
ในทางท่ีไมถ่ ูกต้อง
9) ฉันตระหนกั ถงึ ขอ้ เสยี การนำเสนอมมุ มอง ความคดิ เหน็ และทัศนคติเพียง 3.98 0.96
ด้านเดยี ว 4.07 0.79
โดยรวม
จากตารางท่ี 4.12 เห็นได้ว่า นักเรียนที่เป็นกลุ่มทดลองได้รับการประเมินทักษะการรู้
สารสนเทศก่อนที่ครูผู้สอนที่เป็นกลุ่มทดลองจะนำความรู้สู่การพัฒนาผู้เรียน (Pre-test) มีค่าเฉล่ีย
(Mean : ) โดยรวมเท่ากับ 4.07 และมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard Deviation : S.D.)
เทา่ กบั 0.79
194
3) ครูทเี่ ป็นกล่มุ ทดลองนำผลการเรียนรู้สู่การพฒั นาผู้เรยี น
3.1) ขั้นตอนและกจิ กรรมการดำเนนิ งาน
ผู้วิจยั ไดใ้ ห้อิสระกบั กลุ่มครูผู้ร่วมทดลองทกุ ท่าน โดยในชว่ งเวลาดังกล่าว มีทั้งกิจกรรม
การเรยี นการสอนแบบออนไซต์ และออนไลน์ควบคู่กนั ไปตามสถานการณ์ซึ่งทางโรงเรียนจะพิจารณา
เป็นสัปดาห์ต่อสัปดาห์ แต่อย่างไรก็ตามการดำเนินการวิจัยในโครงการที่ 2 ก็ดำเนินไปด้วยความ
เรียบร้อย คุณครูทุกท่านนำผลการเรียนรู้สู่การเสริมสร้างทักษะการรู้สารสนเทศให้แก่นักเรียน
สอดแทรกผ่านกจิ กรรมต่าง ๆ ในรายวิชาของตนเอง โดยใช้หลักการ แนวคดิ เทคนคิ วธิ ีการ กจิ กรรม
ที่เป็นทางเลือกที่หลากหลาย ที่เหมาะสมกับเนื้อหาวิชาของตน โดยเน้นเพื่อพัฒนาทักษะการรู้
สารสนเทศของนักเรียนควบคู่ไปกับเนื้อหาในรายวิชา เช่น กรณีของ คุณครูนันทัชพร จงปลื้มปิติ
วิชา การใช้ห้องสมุด ม.4 ก็นำความรู้มาต่อยอดพัฒนานักเรียนในด้านการเลือกเส้นทางและวางแผน
สบื คน้ แหล่งขอ้ มลู การอ้างอิงบรรณานุกรมจากหนังสือ การพิจารณาเปรยี บเทียบ ประเมินข้อมูลก่อน
นำมาใช้ และนำข้อมลู เหล่านน้ั มาสงั เคราะห์ ประยุกต์ใชเ้ พอ่ื สร้างองค์ความรู้ใหมไ่ ด้อย่างเหมาะสม
ซึ่งสอดคล้องกับ คุณครูวิลาสินี นิธิกุล วิชาสุขศึกษา ม.3 นำได้ผลการเรียนรู้รู้มาบูรณา
การส่นู ักเรยี น ในเรอื่ ง การใชย้ า และการดแู ลรักษาสุขภาพในสภาวการณ์ปัจจุบนั การนำทักษะการรู้
สารสนเทศมาขยายผลต่อนักเรยี น ทำใหน้ ักเรียนสามารถประเมนิ ข้อมลู จากแหล่งความน่าเชื่อถือของ
ขอ้ มลู ได้อย่างถูกต้อง เพราะในปัจจุบันมีข้อมลู ต่าง ๆ มากมาย ดังนั้น นกั เรียนจะต้องเลือกสรรการใช้
ข้อมูล และใช้อย่างมีจริยธรรม เพราะ การใช้ยา และการดูแลสุขภาพในช่วงสถานการณ์การแพร่
ระบาดของโรคโควิด-19 นี้ หากนักเรียนขาดความรู้ด้านสารสนเทศจะไม่สามารถประเมินค่าข้อมูลที่
ได้รับอย่างมีวิจารณญาณได้เท่าที่ควร ครูทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้จึงสามารถสอดแทรกกลวิธีเพื่อ
พัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศของนกั เรียนไปได้ในทกุ ๆ กจิ กรรม
ในรายวิชาภาษาไทยพื้นฐาน ม.2 คุณครูอนุชา ไชยจะแสนสุข ครูชำนาญการพิเศษ
หัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาไทย ในดำเนินการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศสู่การปฏิบัติในชั้น
เรยี นรปู แบบออนไลน์ ตวั อย่างเช่น การเขยี นโตแ้ ย้ง หากนักเรียนมีทกั ษะการรสู้ ารสนเทศท่คี รอบคลุม
ลุ่มลึก น่าเช่อื ถือ ก็จะทำใหก้ ารเขียนมปี ระสทิ ธิภาพมากข้นึ ซง่ึ สามารถบรู ณาการกบั การเรียนรู้ทักษะ
ในศตวรรษที่ 21 อนื่ ๆ ดว้ ย
195
ภาพที่ 4.9 ครูท่ีเปน็ กลุม่ ทดลองนำผลการเรียนรู้สกู่ ารพฒั นานักเรยี น
3.2) การนำข้อเสนอทางเลือกที่เป็นหลักการ / แนวคิด / เทคนคิ / วิธกี าร /
กจิ กรรมไปใช้ในการพัฒนาทักษะการรูส้ ารสนเทศให้กับนักเรยี น
ในตอนท้ายของคู่มือประกอบโครงการที่สอง คือ โครงการครูนำผลการเรียนรู้สู่การ
พัฒนานักเรียน ผู้วิจัยได้จัดทำแบบประเมินตนเอง (Self-Assessment) โดย Google Form ไว้
เพื่อให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองได้ใชป้ ระเมินตนเองว่า หลังจากการนำผลการเรียนรู้สู่การพัฒนานักเรยี น
ตลอดระยะเวลา 2 เดือนท่ผี ่านมา ได้นำเอาหลักการ / แนวคดิ / เทคนคิ / วธิ กี าร / กจิ กรรมไปใช้ใน
การพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศให้กับนักเรียนในระดับใด จากตัวเลือก 6 ระดับ คือ 0 หมายถึง
ไม่ได้นำไปปฏิบัติเลย ตัวเลือก 1-5 หมายถึง นำไปปฏิบัติน้อยที่สุดถึงมากที่สุด ดังมีผลการประเมิน
ตนเองในตารางที่ 4.13
ตารางที่ 4.13 ผลการประเมินตนเองของครูที่เป็นกลุ่มทดลองในการนำข้อเสนอทางเลือกที่เป็น
หลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรมไปใช้ในการพัฒนาทักษะการรู้
สารสนเทศใหก้ บั นักเรยี น
ข้อเสนอหลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วธิ กี าร / กจิ กรรม คา่ ความถ่แี สดงระดบั การนำไปปฏบิ ตั ิ
เพ่อื การนำไปปฏบิ ตั ิ 012345
ทศั นะของ Bristol.ac.uk (n.d.) 3 3 5 6 140
1. จดจำและเชือ่ มตอ่ ความตอ้ งการของขอ้ มลู (recognize and
3 6 13 135
articulate a need for information)
2. แยกแยะวิธกี ารคน้ ควา้ เกยี่ วกับขอ้ มูลทตี่ ้องการ (distinguish 3 1 8 8 137
ways in which the information need may be addressed)
3. สร้างวธิ กี ารในการระบุตำแหน่งของขอ้ มลู (construct strategies
for locating information)
196
ตารางที่ 4.13 (ต่อ)
ขอ้ เสนอหลักการ / แนวคิด / เทคนคิ / วิธกี าร / กิจกรรม คา่ ความถีแ่ สดงระดบั การนำไปปฏบิ ตั ิ
เพอ่ื การนำไปปฏบิ ัติ 012345
3 2 7 145
4. ระบตุ ำแหนง่ และเขา้ ถึงขอ้ มลู (locate and access 3 8 8 9 129
information)
3 154
5. เปรยี บเทยี บและประเมนิ ข้อมลู ทไี่ ดร้ บั จากแหล่งข้อมลู ทแี่ ตกตา่ ง
กัน (compare and evaluate information obtained from 2 6 4 6 139
different sources) 2 7 9 5 134
2 5 4 5 141
6. ใช้ขอ้ มูลอยา่ งเหมาะสมและมจี รยิ ธรรม (use information 2 4 3 3 145
appropriately and ethically)
2 1 5 21 128
ทัศนะของ Capstone Press Initials (2007)
1. การวางแผนการศกึ ษาหรือตัง้ คำถาม (planning research or 3 5 149
3 6 5 143
posing a question)
2. การจดั การการค้นควา้ หาคำตอบ (organizing a way to search 8 8 6 135
4 2 151
for the answer)
3. การหาแหลง่ ขอ้ มูล (finding resources) 5 6 7 139
4. การประเมนิ คา่ แหล่งข้อมลู และคดิ วเิ คราะห์ถึงขอ้ มูลเหล่าน้ัน
2 4 6 145
(evaluating the resources and thinking critically about
them) 8 3 146
5. นำเสนอข้อมูลที่ไดศ้ ึกษาอย่างมีความหมาย (Expressing the 13 9 6 129
information learned in meaningful ways)
ทศั นะของ Association of College and Research Libraries 2 12 11 132
(ACRL) (2000)
1. ความตระหนักรู้ของบุคคลในการเกี่ยวขอ้ งกับโลกดจิ ิตอล
(awareness of how you engage with the digital world)
2. ความตระหนักรู้ของการแปลความหมายของข้อมูลทค่ี น้ พบได้
อย่างไร (how you find meaning in the information you
discover)
3. ความตระหนักรู้การเชือ่ มตอ่ ขอ้ มลู ท่ตี อ้ งการไดอ้ ยา่ งไร (how to
articulate what kind of information you require)
4. ความตระหนักรูก้ ารใชข้ ้อมลู อย่างมีจรยิ ธรรม (how to use
information ethically)
5. ความตระหนักรู้การเขา้ ใจบทบาทหนา้ ทขี่ องผู้รสู้ ารสานเทศในการ
สือ่ สารในสาขางานน้ี (understand the role you can play in
the communication in your profession)
6. ความตระหนกั รกู้ ารประเมนิ ความนา่ เช่อื ถือและความเปน็ ทางการ
ของข้อมูล (how you evaluate information for credibility
and authority)
ทศั นะของ Bennett (2018)
1. เสริมทักษะการรู้สารสนเทศของนักเรยี นให้มากข้ึน (Strengthen
Your Students’ Information Literacy)
2. ค้นหาฐานข้อมลู ทีด่ ที ีส่ ุดสำหรับหอ้ งสมดุ โรงเรยี นของคณุ
(Discover the Best Informational Databases for Your
School Library)
3. เสรมิ กระบวนการการทำวิจัยและทเ่ี กยี่ วข้อง (Strengthen the
Research Process and Beyond)
197
ตารางท่ี 4.13 (ต่อ)
ข้อเสนอหลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธกี าร / กจิ กรรม คา่ ความถี่แสดงระดบั การนำไปปฏบิ ตั ิ
เพือ่ การนำไปปฏบิ ัติ 012345
4. ระบุ “ขา่ วปลอม” โดยชว่ ยให้นกั เรียนได้แยกแยะสอ่ื ออนไลน์ที่ไม่ 5 2 5 145
จรงิ ได้ (Address “Fake News” – Help Your Students 7 150
Recognize Digital Deception)
7 5 2 143
5. สนบั สนนุ การเปน็ พลเมืองในยุคดจิ ิตอลและการใชส้ ารสนเทศอย่าง 9 19 14 115
มีวิจารณญาณ (Promote Digital Citizenship and Ethical 8 16 13 120
Information Use)
2 5 150
6. ส่งเสริมและสนบั สนุนการจัดการเรยี นการสอนทห่ี ลากหลายใน
ห้องเรยี น (Enhance Your Support for Differentiated 3 4 150
Instruction in the Classroom)
17 140
7. สร้างระบบสารสนเทศดิจิตอลในโปรแกรมห้องสมุดของโรงเรยี นที่
เปน็ รปู แบบของตนเอง (Personalize Digital Literacy in Your 3 6 148
School Library Program)
12 145
8. จัดโปรแกรมของหอ้ งสมดุ ให้พรอ้ มรบั การใชง้ านในอนาคต (Make
Your Library Program “Future Ready”)
9. ใชเ้ คร่ืองมือเทคโนโลยีท่ดี ีทสี่ ุดในการเสริมพละกำลังให้นกั เรียนใช้
สารสนเทศและสื่ออยา่ งมีประสทิ ธภิ าพ (Utilize the Best Tech
Tools for Strengthening Students Information and Media
Literacy)
10.ไดร้ บั ค่มู ือท่คี รอบคลมุ การใชแ้ หลง่ ข้อมูลสารสนเทศ (Receive a
Comprehensive Information Literacy Resource
Handbook)
ทัศนะของ Lib Ku Edu (n.d.)
1. นักเรยี นได้รับการเตรยี มพรอ้ มใหเ้ ป็นนกั คิดอย่างมีวจิ ารณญาณ
เป็นผ้บู รโิ ภคขอ้ มูลสารสนเทศ และ เรียนรไู้ ดต้ ลอดชวี ิตผา่ นการบรู
ณาการการรสู้ ารสนเทศ การวิจยั และทกั ษะการคดิ วเิ คราะห์ ลงใน
หลกั สตู ร (Students prepared as critical thinkers,
consumers of information and lifelong learners through
integration of information literacy, research and critical
thinking skills into the curriculum.)
2. เพ่ิมพนั ธมติ รและพัฒนาชอ่ งทางในดา้ นความรว่ มมือดา้ นการสอน
และการบรู ณาการการรู้สารสนเทศลงในหลักสตู ร แผนงาน และ
ฝ่ายงานวิชาการ (Increased partnerships and improved
channels for instructional collaboration and integration
of information literacy into courses, programs and
academic departments.)
3. ได้หลกั สูตรการศกึ ษาและงานทน่ี ำกลบั มาเรยี นรูใ้ หม่โดยเข้าถึงได้
จากคลงั ขอ้ มลู ทแ่ี บ่งปนั รว่ มกนั และเช่ือมโยงกับระบบทมี่ อี ยู่
(Reusable teaching modules and assignments accessed
from a shared repository and embedded within existing
systems, such as Blackboard and LibGuides.)
198
ตารางท่ี 4.13 (ต่อ)
ขอ้ เสนอหลกั การ / แนวคดิ / เทคนิค / วธิ กี าร / กจิ กรรม ค่าความถี่แสดงระดบั การนำไปปฏบิ ตั ิ
เพือ่ การนำไปปฏบิ ัติ 012345
4. นกั เรียนท่เี ขา้ มาใหมม่ ที กั ษะการรู้สารสนเทศมากขึน้ ผ่านการ 2 15 140
กระจายรากฐานการเรียนรตู้ ้ังแต่ระดับปฐมวยั จนถึงระดบั
การศกึ ษาข้นั พืน้ ฐาน (Incoming students with strengthened 1 3 153
information literacy skills through expanded K-12
outreach programming.) 4 9 144
4 4 9 140
5. สรา้ งความตระหนักและการใช้แหล่งข้อมลู สารสนเทศในการสอน
และการเรียนรทู้ ่ัวทัง้ สถาบัน (Expanded awareness and use 4 2 11 140
of information resources in teaching and learning 4 2 4 147
campus-wide.)
4 2 4 147
ทศั นะของ Caldwell (n.d.) 4 3 5 145
ตอนที่ 1 ลกั ษณะของกจิ กรรมทปี่ ระสบความสำเร็จ (Successful 4 5 6 142
Assignments)
1. เก่ยี วขอ้ งกบั เนอื้ หาวชิ าและนักศกึ ษาไดร้ ับความรูเ้ พิม่ เตมิ (Are
Relevant to the Course, and Provide Enriching Material
for Students)
2. กระตุน้ นักศึกษาให้คิดเกี่ยวกับประเภทของขอ้ มูลท่ีพวกเขา
ต้องการ (เกี่ยวกับข้อเทจ็ จรงิ , ข้อมลู เบอื้ งหลงั , การประเมินผล)
และรปู แบบขอ้ มูลไหนที่พวกเขาต้องไปคน้ หา (Encourage
Students to think about The Type of Information they
need (Factual, Background, Evaluative), and the form in
which they’re Most Likely to find it)
3. มกี ารคน้ คว้าข้อมลู โดยใช้เคร่อื งมอื เช่น ดัชนี, รายการหนังสือ
บทความ, ฐานขอ้ มลู หรอื เวบ็ ไซตส์ ำหรบั การคน้ คว้า (Include
Retrieval of Information Through some finding Tool
Such as an Index, Catalog, Database or Search Engine)
4. ให้นักศึกษาค้นคว้าขอ้ มูลอยา่ งมีวิจารณญาณ โดยประเมนิ ขอ้ มูล
เปรียบเทยี บข้อมูลกับข้อมูลอ่ืน ๆ สังเคราะหข์ อ้ มลู จากหลาย ๆ
แหลง่ ขอ้ มูล ค้นหาขอ้ มลู ทส่ี ำคญั เท่าทจ่ี ะหาได้ (Ask Students to
Look at Information Critically-to Evaluate It, to Compare
it with Other Information, to Synthesize Information
from Different Sources, to Identify the most Crucial
Pieces of Information Available)
ตอนท่ี 2 สิง่ ทต่ี อ้ งถามตวั เองเม่ือต้องการ ให้งานกบั นักศึกษา
(Questions to ask when Designing Assignments)
1. งานทมี่ อบหมายมีสว่ นชว่ ยในการบรรลุวตั ถุประสงคข์ องรายวิชา
หรือไม่ (Does this Assignment help to Achieve the
Learning Goals of the Course?)
2. ทักษะหลักของการทำวจิ ยั ด้านไหนท่มี ีอยใู่ นงานน้ี และมวี ิธกี าร
อย่างไร (What Core Research Skill is being Addressed in
this Assignment, and how?)
3. งานที่มอบหมายนไี้ ด้บูรณาการเขา้ กับรายวชิ า พรอ้ มทั้งเปน็
เคร่อื งมอื ในการทำงานอนื่ ๆ ในรายวชิ าน้หี รอื ไม่ (Is this
Assignment Integrated into the Course, Providing
Material to be used in other Work Within the Course?)
199
ตารางที่ 4.13 (ต่อ)
ขอ้ เสนอหลกั การ / แนวคิด / เทคนิค / วิธกี าร / กจิ กรรม ค่าความถ่แี สดงระดบั การนำไปปฏิบตั ิ
เพอ่ื การนำไปปฏบิ ตั ิ 012345
4 4 8 141
4. งานนจ้ี ะชว่ ยให้นักศกึ ษาไดเ้ พ่ิมพูนเครื่องมือในการศึกษาหรอื ไม่ 4 3 150
(Will this Assignment Serve to bring in Enriching Material
for the Students?) 4 4 149
5. งานน้ชี ว่ ยกระตนุ้ ใหน้ กั ศกึ ษารหู้ รือไมว่ ่าพวกเขาตอ้ งการข้อมูล 4 4 6 147
ประเภทไหน (ข้อเทจ็ จรงิ , ขอ้ มูลเบ้อื งหลงั , การประเมินค่า) และ
รูปแบบทพี่ วกเขาต้องไปคน้ หาหรอื ไม่ (Does this Assignment 4 3 12 138
Encourage my Students to think About the type of 4 3 6 144
Information they need (Factual, Background, Evaluative),
and the form in which they’re most Likely to find it?) 4 1 2 5 145
6. งานนช้ี ว่ ยใหน้ กั ศกึ ษาแยกแหลง่ ขอ้ มูลแต่ละชนิดออกจากกนั ได้
หรือไม่ เชน่ บทความจากนิตยสาร, หนงั สือ, งานเขยี นวชิ าการ,
เว็บไซต์ส่วนบุคคล, และอื่น ๆ (Does this Assignment help
my Students Distinguish Among Various Types of
Information Sources: Magazine Articles, Books, Academic
or Research Journals, Personal Web Sites, etc?)
7. งานนไี้ ด้ร่วมถงึ การคน้ ควา้ ขอ้ มูลจากเคร่ืองมือท่ีใชใ้ นการช่วยการ
ค้นหาหลกั ๆ หรอื ไม่ เช่น ดัชนี, รายการหนังสอื , ฐานข้อมูล หรอื
เว็บไซตค์ ้นคว้า (Does this Assignment Include Retrieval of
Information Through some Major Finding Tool Such as
an Index, Catalog, Database or Search Engine?)
8. งานนีเ้ ปน็ การฝึกปฏบิ ตั ิท่ีมปี ระโยชนใ์ นวิธีการใชเ้ คร่อื งมือในการ
ค้นคว้ากับงานอื่น ๆ ด้วยได้หรือไม่ (Does this Assignment
Provide Meaningful Practice in using Tools in ways that
Might be helpful in other Contexts?)
9. งานนี้ได้ให้นกั ศกึ ษาคน้ ควา้ ขอ้ มูลอยา่ งมีวิจารณญาณหรือไม่ มกี าร
ประเมนิ เปรยี บเทียบกบั ข้อมลู อืน่ ๆ สงั เคราะห์ข้อมลู จากหลาย ๆ
แหลง่ ระบุเลือกขอ้ มูลทีส่ ำคัญที่สดุ ที่สามารถคน้ ควา้ มาได้ (Does
this Assignment ask Students to look at Information
Critically -- to Evaluate it, to Compare it with other
Information, to Synthesize Information from Different
Sources, to Identify the most Crucial Pieces of
Information Available?)
10. งานนไ้ี ดอ้ อกมาให้นกั ศึกษาสามารถทำงานจนประสบ
ความสำเร็จไดใ้ ช่หรือไม่ ปญั หาและอุปสรรคของงานมีประโยชน์
และสามารถทำจนประสบความสำเร็จได้ใชห่ รือไม่ (Is this
Assignment Designed so that Student Success is
Feasible? Are the Likely Obstacles, However Salutary,
also Surmountable?)
จากตารางที่ 4.13 เห็นได้ว่า ในการนำเอาข้อเสนอทางเลือกที่เป็นหลักการ / แนวคิด /
เทคนคิ / วธิ กี าร / กจิ กรรมไปใชใ้ นการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศให้กับนักเรียนมลี ักษณะท่ีสังเกต
ได้ว่า ครูที่เป็นกลุ่มทดลองได้นำเอาหลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ / กิจกรรมไปใช้ในการ
200
พฒั นาทักษะการรู้สารสนเทศให้กบั นักเรียนทุกข้อเสนอทางเลือกในระดับปานกลางถึงระดับมากที่สุด
(หมายเลข 3-5) มีเพยี งเล็กนอ้ ยทน่ี ำเอาไปใชใ้ นการพฒั นาระดบั น้อย (หมายเลข 2) หรอื ทไ่ี มน่ ำเอาไป
ใช้ในการพัฒนา (หมายเลข 0) และมีข้อสังเกตว่าข้อเสนอที่มีการนำเอาไปใช้ในการพัฒนาระดับมาก
ท่สี ุด (หมายเลข 5) 10 อันดบั แรก คอื 1) ใชข้ อ้ มูลอย่างเหมาะสมและมีจรยิ ธรรม (use information
appropriately and ethically) 2) สร้างความตระหนักและการใช้แหลง่ ข้อมลู สารสนเทศในการสอน
และการเรียนรู้ทั่วทั้งสถาบัน (Expanded awareness and use of information resources in
teaching and learning campus-wide.) 3) ความตระหนักรู้การใช้ข้อมูลอย่างมีจริยธรรม (how
to use information ethically) 4) สนับสนุนการเป็นพลเมืองในยุคดิจิตอลและการใช้สารสนเทศ
อย่างมีวิจารณญาณ (Promote Digital Citizenship and Ethical Information Use) 5) ใช้
เครื่องมือเทคโนโลยีที่ดีที่สุดในการเสริมพละกำลังให้นักเรียนใช้สารสนเทศและสื่ออย่างมี
ประสิทธิภาพ (Utilize the Best Tech Tools for Strengthening Students Information and
Media Literacy) 6) ได้รับคู่มือที่ครอบคลุมการใช้แหล่งข้อมูลสารสนเทศ ( Receive a
Comprehensive Information Literacy Resource Handbook) 7) งานนี้ช่วยกระตุ้นให้นักศึกษา
รู้หรือไม่ว่าพวกเขาต้องการข้อมูลประเภทไหน (ข้อเท็จจริง, ข้อมูลเบื้องหลัง, การประเมินค่า) และ
รูปแบบที่พวกเขาต้องไปค้นหาหรือไม่ (Does this Assignment Encourage my Students to
think About the type of Information they need (Factual, Background, Evaluative), and
the form in which they’re most Likely to find it?) 8) ความตระหนักรู้ของบุคคลในการ
เก่ียวข้องกบั โลกดิจิตอล (awareness of how you engage with the digital world) 9) งานนี้ชว่ ย
ให้นักศึกษาแยกแหล่งข้อมูลแต่ละชนิดออกจากกันได้หรือไม่ เช่น บทความจากนิตยสาร, หนังสือ,
งานเขียนวิชาการ, เว็บไซต์ส่วนบุคคล, และอื่น ๆ (Does this Assignment help my Students
Distinguish Among Various Types of Information Sources: Magazine Articles, Books,
Academic or Research Journals, Personal Web Sites, etc?) และ 10) เพมิ่ พนั ธมติ รและพฒั นา
ช่องทางในด้านความร่วมมือด้านการสอนและการบูรณาการการรูส้ ารสนเทศลงในหลกั สูตร แผนงาน
และฝ่ายงานวิชาการ (Increased partnerships and improved channels for instructional
collaboration and integration of information literacy into courses, programs and
academic departments.) ตามลำดบั
3.3) การนำขอ้ เสนอทางเลือกทีเ่ ปน็ ข้ันตอนการพัฒนาไปใชใ้ นการพฒั นาทกั ษะการรู้
สารสนเทศให้กับนกั เรียน
นอกจากให้ครูที่เป็นกลุ่มทดลองประเมินตนเองว่า หลังจากการนำผลการเรียนรู้สู่การ
พัฒนานักเรียนตลอดระยะเวลา 2 เดือนที่ผ่านมาได้นำเอาหลักการ / แนวคิด / เทคนิค / วิธีการ /
กิจกรรมไปใช้ในการพัฒนาทักษะการรู้สารสนเทศให้กับนักเรียนในระดับใดแล้ว ยังให้ครูที่เป็นกลุ่ม
ทดลองได้ประเมนิ ตนเองวา่ ได้นำเอาขอ้ เสนอทางเลือกท่เี ปน็ ขนั้ ตอนการพัฒนาจากทศั นะใดไปปฏิบัติ
หรือได้นำเอาแแนวคิดที่ได้รับจากทัศนะของแต่ละแหล่งไปประยุกต์ใช้เป็นแนวปฏิบัติของท่านเอง
ดังมผี ลการประเมนิ ตนเองในตารางท่ี 4.14