The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชชาจรณสัมปันโน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bhiddaya007, 2020-04-02 04:23:47

วิชชาจรณสัมปันโน

วิชชาจรณสัมปันโน

วชิ ชาจรณสัมปนโนเพอ่ื การหลุดพน ในกระบวนทศั นบูรณาการ

อภิสนิ ศวิ ยาธร

วทิ ยานิพนธนี้เปน สวนหนึ่งของการศึกษาตามหลกั สูตรปริญญาปรชั ญาดุษฎบี ัณฑติ
สาขาวิชาพัฒนบรู ณาการศาสตร คณะบริหารศาสตร
มหาวทิ ยาลัยอุบลราชธานี
พ.ศ. 2555
ลขิ สทิ ธิ์เปน ของมหาวทิ ยาลยั อบุ ลราชธานี

VIJJāCARANASAMPANNO
FOR LIBERATION ON THE INTEGRAL PARADIGM

APISIN SIVAYATHORN

A THESIS SUBMITTED IN PARTIAL FULFILLMENT OF THE REQUIREMENTS
FOR THE DEGREE OF THE DOCTOR OF PHILOSOPHY PROGRAM
MAJOR IN INTEGRAL DEVELOPMENT STUDIES
FACULTY OF MANAGEMENT SCIENCE
UBON RATCHATHANI UNIVERSITY
YEAR 2012
COPYRIGHT OF UBON RATCHATHANI UNIVERSITY





กิตติกรรมประกาศ

วิทยานิพนธฉบับนี้สําเร็จไดดวยความกรุณาอยางสูงย่ิงของ นายแพทย ดร.มโน
เมตตานันโทเลาหวณิชย ประธานคณะกรรมการสอบปองกันวิทยานิพนธ ศาสตราจารย
ดร. ประกอบ วิโรจนกูฎ อาจารยท่ปี รึกษาวิทยานพิ นธห ลัก และคณะกรรมการสอบทกุ ทา น

ผูวิจัยขอขอบคุณ ศาสตราจารย ดร.อภิชัย พันธเสน อดีตคณบดีคณะพัฒนบูรณาการ
ศาสตร และอดีตอาจารยท่ปี รกึ ษาหลัก ที่ทานไดเห็นความนาสนใจขององคความรูจรณะ 15 วิชชา 8
และสนับสนุนแนะนําผูวิจัยมาโดยตลอด โดยเฉพาะการนําเสนอใหเกิดประโยชนแกสังคมในการ
ดําเนินวิถีชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ดวยหลักพุทธธรรมสําคัญของพระพุทธองคและ
ยังสามารถรอยเรียงตอยอดองคค วามรูพ ทุ ธธรรมกบั องคค วามรพู ฒั นบูรณาการศึกษาทางตะวันตก

ขอขอบคุณ ดร.พิพัฒน ยอดพฤติการณ ผูจุดประกายใหผูวิจัยเจาะลึกองคความรูวิชชา
จรณสัมปนโนอยางจริงจัง ขอขอบคุณ ผูชวยศาสตราจารย ดร.วันเพ็ญ ตีระจินดา ท่ีเมตตาแนะนํา
และใหกําลังใจขอบคุณ ดร.พงษธร ตันติฤทธิศักด์ิ ที่ช้ีแนะองคความรูบูรณาการตะวันตกกลุมคี
แกนและเคน วิลเบอร ขอขอบคุณ ดร.ปรีชา เปยมพงศสานต ดร.รชยา อินทนนท ดร.ธรรมวิมล
สุขเสริม ดร.จิรวัฒน เวชแพศย และ ดร.สุขวิทย โสภาพล ในคําแนะนําปรับปรุงแกไขรายงาน
ความกาวหนา และขอขอบคุณ ดร.วิชัย รูปขําดี อดีตคณบดีคณะพัฒนาสังคมและส่ิงแวดลอม
สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร (นิดา) และอาจารยสังคม คุณคณากรสกุล ท่ีใหคําแนะนําดุจผู
ฝก ซอม (coaches) ชั้นเย่ยี ม

ขอกราบขอบพระคุณพระภิกษุผูปฎิบัติดี ปฎิบัติชอบท้ังหลายซึ่งปลูกฝงศรัทธาม่ัน
ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ หรือสายสัทธานุสารีใหผูวิจัยไดแก สมเด็จพระญาณสังวร
สมเด็จพระสังฆราชสกลมหาสังฆปรินายก เจาคุณนรฯ (ธมฺมวิตกฺโกภิกขุ) หลวงปูพุทธทาสภิกขุ
พระพรหมคุณาภรณ (ป.อ.ปยุตฺโต) หลวงปูฝน อาจาโร หลวงพอชา สุภัทโท หลวงตามหาบัว
ญาณสัมปนโน หลวงพอพุธ ฐานโิ ย หลวงพอจรลั จติ ธัมโม หลวงพอ ทลู ขปิ ฺปปโฺ ญ เปน ตน

ผูวิจัยตองขอนอมกราบขอบพระคุณสมณโพธิรักษท่ีไดสอนองคความรูพุทธธรรม
“วิชชาจรณสัมปนโน – จรณะ 15 วิชชา 8” แกผูวิจัยมาต้ังแต พ.ศ. 2521 โดยเฉพาะในชวงเวลา 5 ป
ของงานวิจัยน้ี ทานไดเมตตาใหโอกาสมอบคําแนะนําส่ังสอนและตอบคําถามขอสงสัยใหอยาง
ละเอียดลึกซ้ึงเปนพิเศษ นับเปนบุญโชควาสนาท่ีผูวิจัยไดรับการปรับพื้นฐานการศึกษาเพียรเพง
เรียนรูสารัตถธรรมอันย่ิงดวยปญญาหรือธัมมานุสารี เพ่ือในอนาคตจะเจริญขึ้นสูหลักความเห็น



ถูกตองหรือทิฎฐิปตตะ อันเปนเหตุปจจยาการเขาสูแกนพุทธธรรมหรือปญญาวิมุต
อันเปนประโยชนในภายภาคหนาหรือสัมโพธิปรายนะในที่สุด และยังเปนประโยชนแกมวลมนุษย
ชาตทิ ุกผคู นทส่ี นใจการพนทกุ ขตามหลักพทุ ธธรรม

ขอขอบคุณกัลยาณมิตรชาวอโศกคนสําคัญที่หากขาดการชวยเหลือ สนับสนุนดวยความ
ต้ังใจและพยายามอยางดีย่ิง รวมท้ังประสานงานในหมูกลุมชาวอโศกโดยใกลชิดมาตลอดของคุณ
หน่ึงฟา นาวาบุญนิยมแลว งานวิจัยน้ีคงไมสามารถถึงปลายทางไดสําเร็จ ขอขอบพระคุณอาจารย
อาภรณ ภูมิพันนา (พุกกมาน) ผูรูฐานฆราวาสที่เปนเสาหลักใหผูวิจัยไดพ่ึงพิงองคความรูจรณะ
15 วิชชา 8 ขอบคุณกัลยาณมิตร คุณไชยวัฒน สินสุวงศและคุณเทียนพุทธ พุทธิพงศอโศก
ผูอํานวยการ FMTV ท่ีไดอานบริบทองคความรูจรณะ 15 วิชชา 8 มาโดยตลอดและใหขอเสนอแนะ
ปรับปรุง แนวทางคนควาและถายทอดองคความรูจากประสบการณการปฎิบัติท่ียาวนานหลาย
ทศวรรษ

ขอขอบคุณบุคคลตาง ๆ ผูมีสวนรวมในการศึกษาขอมูล ไดแก ชาวชุมชนฝกฝน
เศรษฐกิจพอเพียง มหาวิทยาลัยอุบลราชธานีทุกทาน เชน คุณดาวเพ็ญ นาวาบุญนิยม คุณดวง
คุณวิมล คุณเปยก คุณรอยขวัญพุทธ มุงมาจน ขอบคุณนักศึกษาปริญญาเอก ปริญญาโทชาวอโศก
ทุกทาน เชน คุณธํารงค แสงสุริยจันทร คุณขวัญดิน สิงหคํา ร.ต. แซมดิน เลิศบุศย คุณแกนฟา
แสนเมือง คณุ เพชรตะวนั ธนะรงุ คุณถึงดนิ มงุ มาจน คุณอนุ เอ้อื สิงหค าํ

ขอบคุณผูสนใจใหความชวยเหลืองานวิจัยน้ี เชน คุณสุนัย เศรษฐบุญสราง คุณสูแดนธรรม
ชาวหินฟา คุณเสรี ทองพันธ คุณนอมดิน ทยาธรรม คุณประภาส บุตรประเสริฐ และขอบคุณ
ญาตธิ รรมชาวอโศกที่มอบมิตรไมตรีอุนเอ้ือโดยมิไดเอย นามถึงทุกทาน

ขอบคณุ ผสู นับสนนุ ชวยงานพิมพงานเอกสารวิจัยคือ คณุ พทิ ยา สิทธิโชติ และทมี งานภูมิ
บุญทุกทาน ขอบคุณผูสนับสนุนดานสุขภาพดีใหผูวิจัยดวยนํ้าสมุนไพรกานตองมาตลอด
โดยคณุ หนึ่งแกน บญุ รอด และทีมงานเครอื ขายสํานกึ ดีทรี่ ักษส ุขภาพ

ขอกราบเทาคณุ พอปยะ ผยู าํ้ เนนรากฐานของชีวิตกับลูกทุกคน คือ กตัญูกตเวทิตา และ
ส่ังสอนผูวิจัยวาความรูมีมากมาย อาจไมรูหมดก็ไมเปนไร แตขอใหรูในสิ่งที่รักและศึกษาใหจริงจัง
มุงใหถึงแกนจนแตกฉานใหได ดังที่ผูวิจัยกําลังมุงศึกษาองคความรูวิชชาจรณสัมปนโน อยูนี้ คําสั่ง
เสียของคุณแมสุจิตราผูใหกําเนิดในวาระสุดทาย เม่ือผูวิจัยยังเล็กอายุเพียง 11 ป วาให ลูกเปนคนดี
ใหไดนะ ซ่ึงทุกวันนี้ลูกก็กตัญูโดยเพียรกระทํากรรมดีละอบายมุขถือศีล 5 ทานมังสวิรัติใหเปน
ปรกติสุข คําอบรมของคุณแมมาเรีย ซ่ึงเปนชาวคาธอริคท่ีมีศรัทธามั่นคงในพระผูเปนเจาไดอบรม
ลูกใหมีพื้นฐานความรักในครอบครัว หากวันใดมีเงินทองมากอยาหวานซ้ือความสุขจากผูหญิง
จะพนทุกขค รอบครัวมสี ขุ ขอบคุณสมาชกิ ครอบครัวและญาตพิ นี่ อ งทกุ คน


ขอขอบคุณส่ิงท่ีชาวอโศกนิยมเรียกขานวา “ธรรมจัดสรร” หรือ อจินไตยที่ชวยเก้ือหนุน
เหตุปจจยาการตาง ๆ มาดวยดีกับงานวิจัยนี้จนสําเร็จลงทันงานบูชาฉลอง 2,600 ป ในวาระมหา
มงคล “พุทธชยันต”ี ของการตรสั รูขององคส มเดจ็ พระสัมมาสัมพุทธเจา

(นายอภิสนิ ศวิ ยาธร)
ผูว จิ ัย



บทคดั ยอ

ช่อื เรือ่ ง : วชิ ชาจรณสมั ปน โนเพื่อการหลดุ พนในกระบวนทศั นเ ชิงบูรณาการ

โดย : อภสิ ิน ศวิ ยาธร

ช่อื ปรญิ ญา : ปรชั ญาดษุ ฎีบัณฑติ

สาขาวิชา : พฒั นบูรณาการศาสตร

ประธานกรรมการท่ีปรกึ ษา : ศาตราจารย ดร.ประกอบ วโิ รจนกูฎ

ศัพทสาํ คญั : กระบวนทัศนเชิงบูรณาการ วิถแี หงปญ ญาญาณ ปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง
วถิ โี ลกบูรณาการ จรณะ 15 วิชชา 8

การศึกษาเรื่อง “วิชชาจรณสัมปนโนเพ่ือการหลุดพนในกระบวนทัศนเชิงบูรณาการ”
เปนการคนควาท่ียึดถือแนวทางพุทธธรรม เพ่ือเพิ่มการเกิดสติปญญาในการพัฒนาของมนุษยชาติ
ในศตวรรษที่ 21 กระบวนทัศนใหมใ นงานวจิ ยั นีไ้ ดศึกษาจากกลมุ ของเคน วลิ เบอร (Ken Wilber) ซง่ึ
เปนความคิดจากตะวันตกและมีสวนท่ีเชื่อมตอกับพุทธธรรมมาแลวในระดับหน่ึง ประกอบกับ
แนวคิดบูรณาการเกลียวพลวัต (Integral Spiral Dynamics) อันเปนแนวทางพหุนิยมบูรณาการ
(Integral Pluralism) ซึ่งวิเคราะหความเปนจริงในการดําเนินชีวิตอยางเปนองครวม โดยผานการ
เรียนรูฝกฝนแบบบูรณาการ (Integral Practices) ในชีวิตประจําวันอยางตอเนื่อง ในจตุรภาคของการ
พัฒนามนุษยชาติ ไดแ ก ภาคจติ ภาคพฤตกิ รรม ภาคสงั คมสิ่งแวดลอม ภาควัฒนธรรมโลก

งานวิจัยน้ีมีวัตถุประสงคหลักเพื่อศึกษาองคความรูของผูมีวิชชาจรณสัมปนโน ท่ี
สัมฤทธิผลดวยการดําเนินจรณะ 15 วิชชา 8 อยางเปนลําดับ ในระดับกระบวนทัศนตามแนวทาง
บูรณาการ โดยมีคําถามวิจัยหลักวาดวยองคความรูจรณะ 15 วิชชา 8 ระดับใดท่ีสงเสริมยกระดับจิต
วิญญาณมนุษยเขาสอู รยิ ชนขัน้ ตน ได

งานวจิ ัยนีเ้ ปนงานวิจัยเชิงคุณภาพในแนวทางปรากฎการณวิทยา (Phenomenology) และ
แนวทางบูรณาการญาณวิทยา (Integral Epistemology) ของตะวันตกและของแนวทางพุทธธรรม
ตะวันออกที่มีระบบการศึกษาครบพรอมท้ังปริยัติ ปฎิบัติ ปฎิเวธ ตามหลักทางสายกลางบนพ้ืนฐาน
ไตรสกิ ขา ศีล สมาธิ ปญ ญา เพอื่ ใหไ ดผ ลเปนความปรกตสิ ขุ ในชีวิตประจาํ วนั โดยมีหลักระเบยี บ วธิ ี
วิจัยในการคนหาความจริงอยางเปนวิทยาศาสตร ซ่ึงจะชวยใหองคความรูพุทธธรรมยกระดับจาก
ความเชื่อศรัทธาท่ีสูงกวาความงมงายใหมีเปนศรัทธาท่ีประกอบดวยปญญาที่พนจากสมมุติสัจจะ



จนกระทัง่ สามารถมีประสบการณของญาณทสั สนะกา วขามผา น (transcend) อาํ นาจกิเลสมลู คือ โลภ
โกรธ หลง เพือ่ ชว ยเหลือจติ วิญญาณของตนเองและหมูกลุม ชุมชนไปจนถงึ มนุษยชาตทิ ง้ั ปวง

ผลการวิจัยสรุปไดวา ทางออกจากวิกฤตโลกจําตองมีปญญารูชัดถึงข้ันปรับเปลี่ยน
กระบวนทัศนที่มีการปฎิบัติไดจนถึงข้ันปรับเปล่ียนวิถีชีวิตใหมที่เปนวิถีแหงปญญาญาณ (Path of
Wisdom) ในแนวทางพทุ ธธรรม 4 ประการ ประกอบดวย “วิถโี ลกบูรณาการ – วิถีพอเพียง – วถิ ชี มุ ชน -
วถิ ีธรรม” ทีม่ ีองคร วมเปน หนงึ่ เดียวกนั ประดุจดังพรหม 4 หนา ดงั น้ี

1) การดาํ เนินชีวิตวถิ ีโลกบรู ณาการควรเปนกระบวนทัศนใหม ท่ีมีกระแสขับเคล่อื น
การพฒั นาจิตสาํ นึกรกั ษโ ลกสงิ่ แวดลอ มในวิถชี วี ิตเรียบงายและเปน มติ รกบั เพื่อนมนษุ ยดว ยกัน

2) วิถีพอเพียงเปนรูปธรรมของวิถีชีวิตที่พึงประสงคในศตวรรษท่ี 21 และชวยโลกได
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระเจาอยูหัว ภูมิพลอดุลยเดชของประเทศไทย
มีเปา หมายชวี ติ ทพี่ ึงประสงค ไดแก ความย่ังยืน ความสมดุล และความม่ันคง ซ่ึงมีประโยชนสุขหรือ
ความรม เย็นเปนสขุ แกมนษุ ยชาติ

3) วิถีชุมชนไดเลือกศึกษาชุมชนชาวอโศกอันเปนรูปธรรมของชุมชนเขมแข็ง
ตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงที่พัฒนาไปไดถึงระดับโลกุตตระมีผลเปนสมณะไดตามหลัก
สามัญญผล อันมีภาคมรรค คือ จรณะ 15 วิชชา 8 ในเสขปฎิปทาสูตร ซึ่งเปนการฝกฝนไตรสิกขา
ข้ันสูงข้ึนเปนอธิศีล อธิจิต อธิปญญา ดวยการถือศีล 5 ละอบายมุข จึงทําใหปดอบายภูมิได และ
สามารถเปน ชุมชนท่ีมีภมู คิ ุมกนั ตอ วฒั นธรรมบริโภคนยิ มของลัทธิทุนนิยมได

4) วถิ ธี รรมไดคนควาเจาะลึกหมวดธรรมตาง ๆ ท่ีเนนยํ้านําสูโลกุตตตระได เชน วิชชา 8
เปน หลักสําคญั ตามความเช่ือมน่ั หรอื ศรัทธาในปญญาตรัสรูของพระพทุ ธเจา

ขอเสนอแนะเพื่อเปนแนวทางการศึกษาวิจัยทางวิชาการในอนาคต เพ่ือขยายผลเปน
รูปธรรมในขัน้ การประยกุ ตใชงานพัฒนบรู ณาการอยางเปน ระบบใหม ีผลสมั ฤทธยิ์ ่ิงขนึ้ 4 ประการ

1) ในวิถีโลกบูรณาการมีการนําเสนอองคความรูวิชชาจรณสัมปนโน 3 ระดับที่สัมพันธ
ตะวันตก ซึ่งจัดระดับขั้นของความคิด (Western Tier of Thinking) ไว 3 ข้ันอันเปนกรอบการ
ยกระดับจิตสํานกึ (basic levels of consciousness) 10 ระดบั

2) ในวิถีพอเพียงมีภาพรวม ของแนวทางการพัฒนาทางโลกวัตถุและโลกจิตวิญญาณ
ของมนษุ ยชาตติ ามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียงถงึ ระดับโลกุตตระได

3) ในวถิ ีชมุ ชนไดเ สนอตัวแบบบูรณาการของพฒั นาการสูโ ลกตุ ตระของชาวอโศก
4) ในวิถีธรรมมีปญญาญาณสูการตรัสรูไดในแผนภูมิพัฒนาการของอริยบุคคล 4 โดย
ลําดับ กบั แผนภูมผิ ูมวี ิชชาจรณสัมปน โนทีม่ ีญาณ 3 แบบองครวมในการเขาถงึ อริยสจั 4



ABSTRACT

TITLE : “VIJJāCARANASAMPANNO” FOR LIBERATION ON THE
INTEGRAL PARADIGM
BY
DEGREE : APISIN SIVAYATHORN
MAJOR : DOCTOR OF PHILOSOPHY
CHAIR : INTEGRAL DEVELOPMENT STUDIES
: PROFESSOR DR.PRAKOB WIROJANANGUD

KEYWORDS : INTEGRAL PARADIGM / PATH OF WISDOM /
PHILOSOPHY OF SUFFICIENCY ECONOMY /
PATH OF INTEGRAL WORLD / THE 15 CARANAS AND 8
VIJJāS

The study of “Vijjācaranasampanno for liberation as Integral Paradigm” is a research on
Buddhism for intellectual development of the humankind for the 21st Century. The new paradigm in
this research is revealed from the school of Ken Wilber, a Western concept but is related to Buddhism
to a certain extent in combination of Integral Spiral Dynamics, a part of Integral Pluralism that is used
for analysis of the truth in living integral life through continuous training of Integral Practices in daily
life in the four parts of humankind development: mental, behavior, environmental, and cultural of the
world.

The main objective of this research is to explore the body of knowledge of the people
endowed with Vijjācaranasampanno that has been achieved through the consequential practice of the
15 Caranas and 8 Vijjās based on the model of integral paradigm, having the main question
focusing on the body of knowledge of the 15 Caranas and 8 Vijjās that transcend the human
spiritual consciousness to the first level of the noble enlightenment.

This research is a qualitative study on phenomenology having the integral frame of
research as integrated body of knowledge and Integral Epistemology of the West and that to
Buddhism from the East that covers the Middle Way’s disciplines of pariyati, patipatti, and
pativedha, based on the Traisikkhā: sīla (morality), samādhi (mental concentration), paññā



(wisdom) that comes from the use of research methodology in scientifically search for the truth that
enables the body of knowledge in Buddhism to elevate belief or faith which is higher than credulity to
faith endowed with wisdom which is liberated from the Conventional Truth until acquiring the
experience of the Direct Knowledge and Insight that transcend the forces of the three defilements:
greed, hatred and delusion. To help the spirituality of one-self and their communities even to include
the entire human race.

The research results reveal that solution for the crises requires wisdom of the level of
acumen that can transform the practical paradigm to create a new Path of Wisdom which comprises of
4 issues in Buddhism, namely, “the Path of Integral World – the Path of Sufficiency – the Path of
community and the Path of Dharma” which are sharing the same unified body like the four-faced
Brahmā.

1) Following the Path of Integral World should be a new paradigm for the 21st century.
It is a dynamic drive to develop the conservation consciousness for the world environment through
simple lifestyle which is also friendly to the human race.

2) The Path of Sufficiency is a tangible lifestyle for the 21st century and help saves the
world, i.e., the Philosophy of Sufficiency Economy of His Majesty King Bhumibol Adulyadej of
Thailand with life objectives that include sustainability, balance and stability which are beneficial or
bringing peace to the human race.

3) The Path of Community is illustrated by the study of the Asoke Community. The
obvious strength of the community is its philosophy of Sufficiency Economy that has developed to the
transcendental level of mendicancy as shown in the Sāmaññaphala Sutta which has the section of the
path, i.e., the 15 cāranas and 8 vijjās. In Sekhapatipada Sutta that describes the higher training of the
Trai-sikkhā to cultivate adhi-sīla, adhi-citta, adhi-paññā by following the five precept as a shared
community practice which include the radical purge of all the vices, this shields them from rebirth in
the realms of woes. It also can create community immunity to the culture of consumerism of
capitalism.

4) The Path of Dharmma includes an in-depth study of higher dharmma that is leading to
the supra-mundane such as the Eight Vijjās as its core values because of the unshakable confidence of
faith in the Enlightening Wisdom of the Buddha.



The research suggestions about the four paths that are guidelines for future academic
studies for practically systematic and efficiently integral development are as follows:

1) The Path of Integral World presents the body of knowledge Vijjācaranasampanno
in 3 levels related to the Western Tier of Thinking which are frameworks for elevation of
consciousness, i.e., 10 basic levels of consciousness.

2) The Path of Sufficiency contains the overview of the guidelines for the
development of the material and the spiritual worlds of the human race according to the
philosophy of Sufficiency Economy to the Supra-mundane.

3) The Path of Community contains the model of development to the supra-
mundane of the members of Asoke Community, similar to that of integrated concept of the West.

4) The Path of Dharma includes the wisdom of the direct knowledge toward
enlightenment, as shown in the diagram of development of the four types of the Noble
Enlightened People according to the diagram of the one endowed with Vijjācaranasampanno that
include the Three Direct Integral Knowledges to attain the Four Noble Truths.



สารบญั

หนา

กิตตกิ รรมประกาศ ก

บทคดั ยอภาษาไทย ง

บทคัดยอภาษาอังกฤษ ฉ

สารบัญ ฌ

สารบัญตาราง ถ

สารบัญภาพ ท

คําอธิบายศพั ทเ ฉพาะ บ

บทท่ี

1 บทนํา

1.1 ความเปน มาและความสําคญั ของงานวจิ ยั 1

1.1.1 ปรากฏการณ 1

1.1.2 อดุ มการณแ ละพันธกจิ ของพทุ ธบริษัท 1

1.1.3 แนวคดิ การศึกษา 3

1.1.4 ความสนใจของผวู ิจัย 6

1.2 คําถามงานวจิ ยั 8

1.3 วัตถุประสงคง านวิจยั 8

1.4 ขอบเขตของการวจิ ยั 8

1.4.1 ขอบเขตระดบั กระบวนทัศน 8

1.4.2 ขอบเขตกระบวนทัศนใ นแนวทางบูรณาการ 8

1.4.3 ขอบเขตของหลกั ตรวจสอบความถกู ตอ งตรงประเดน็ 8

1.4.4 ขอบเขตของ “พทุ ธกระแสหลัก” และ “ชาวพทุ ธท่วั ไป” 9

1.4.5 ขอบเขตของกรอบองคความรู

“วิชชาทัศนพฒั นบูรณาการ” 9

1.4.6 ขอบเขตหลักของงานวิจยั อยทู ่ีองคค วามรูระดบั 10

“วิชชาทัศน”

1.4.7 ขอบเขตการวจิ ัยอยใู นพนื้ ฐานฆราวาสถงึ ระดับศลี 5 11



สารบญั (ตอ)

หนา

1.4.8 ขอ มลู ท่ีลึกซง้ึ เกนิ ขอบเขตงานวจิ ยั 11
1.5 กรอบแนวคิดในการวิจัย 11
11
1.5.1 กรอบแนวคดิ ในงานวิจยั 1 14
1.5.2 กรอบแนวคิดในงานวิจยั 2 15
1.6 ขอจํากัดในงานวจิ ยั 15
1.6.1 ขอ จํากัดดานองคความรู 15
1.6.2 ขอ จาํ กดั ของผูวิจัยในฐานะเครื่องมือในงานวจิ ยั 15
1.6.3 ขอจํากดั ดา นวฒั นธรรมทีแ่ ตกตางกนั มาก 17
1.7 ประโยชนท ี่คาดวาจะไดร บั 17
1.7.1 ประโยชนท ี่คาดวา จะมใี นแนวทางบรู ณาการจตุรภาค
1.7.2 ประโยชนท ีค่ าดวาจะเกดิ ในอดุ มการณพ นั ธกจิ 18
19
ของชาวพทุ ธ
1.7.3 ประโยชนท่คี าดวาจะเกดิ ตอ พทุ ธชวี ี 19
1.7.4 ประโยชนท ีจ่ ะเกดิ กับการศกึ ษาวจิ ัยเพอื่ การพัฒนา 19
19
อยางเปน รปู ธรรม 19
1.8 นิยามศพั ท 21
1.9 ลาํ ดบั แนวทางการศึกษาคนควาในงานวจิ ัย
22
1.9.1 แนวคดิ การศกึ ษาทางตะวนั ตก 22
1.9.2 การศกึ ษาองคค วามรแู นวทางบูรณาการ
1.9.3 การพัฒนาชมุ ชนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจ 23
24
พอเพยี ง
1.9.4 ระเบียบวธิ ีวิจยั 24
1.9.5 จรณะ 15 วชิ ชา 8 และเศรษฐกิจพอเพยี งในระดบั

โลกตุ ตระ
1.9.6 บทตรวจสอบความเปนจริง
1.9.7 การวิเคราะหตอ ยอดองคค วามรูพุทธธรรมใหกลุม

Ken Wilber



สารบัญ (ตอ)

หนา

1.9.8 บทสรุปงานวจิ ยั 26

2 การศึกษาองคค วามรแู นวทางบูรณาการ (Integral Approach) ที่สัมพันธ 28

กบั องคค วามรวู ชิ ชาจรณสมั ปน โน : จรณะ 15 วชิ ชา 8 และปรัชญาของ 28
29
เศรษฐกจิ พอเพียง (ทบทวนวรรณกรรม) 31
2.1 ภาพรวมของแนวทางบรู ณาการตะวนั ตก 32
2.1.1 ความหมายของ “กระบวนทศั น”
และ “องครวม” กับ “บรู ณาการ” 32
2.1.2 กระบวนทศั นบ รู ณาการในซีกโลกตะวนั ตก 34
2.1.3 ทฤษฏีบรู ณาการ (Integral Theory) 35
2.2 การศึกษาแนวทางบูรณาการของกลมุ Ken Wilber 38
2.2.1 มมุ มองใหมท เ่ี ปน บูรณาการของประวัติศาสตร
ของทกุ ส่ิงในหนังสือ A Brief History of Everything 40
(KW, 2000B)
2.2.2 หนวยยอยขององคร วม (Holon) ของสรรพส่งิ 43
2.2.3 มติ ิการรบั รู 3 ฝายที่สื่อสารดว ย 3 ภาษาและจตรุ ภาค
2.2.4 ภาพรวมของจตรุ ภาค 59
2.2.5 จตุรภาคของความจรงิ (The Four Quadrants 59
of Truths) นาํ สูจตรุ พกั ตรข องวิญญาณ 64
(The Four Faces of Spirit)
2.2.6 ตัวแบบบูรณาการ (Integral Model)
ของการพฒั นาทกุ ภาคทุกระดบั
2.3 การศกึ ษาองคความรูวชิ ชาจรณสมั ปณโน – จรณะ 15
วิชชา 8 ที่มีความสมั พันธก ับแนวทางบรู ณาการของ
กลมุ Ken Wilber
2.3.1 มหภาคของจตรุ ภาค
2.3.2 เนอ้ื หาของวชิ ชาจรณสัมปน โนอันมผี ลเปน สมณะ



สารบัญ (ตอ )

หนา

2.3.3 จากภาคผลอนั เปนสมณะสบื สาวไปสแู นวทาง 69

หรอื มรรคคือจรณะ 15 วิชชา 8

2.3.4 พัฒนบรู ณาการวิถีพอเพยี งสวู ิชชาจรณสัมปนโน: 73

จรณะ 15 วิชชา 8

2.3.5 หลักจรณะ 15 บางขอทีส่ ะทอนในพระราชดํารสั 80

พระเจา อยูหัวอนั เกีย่ วกบั ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง

3 การพฒั นาชุมชนตามหลักปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี งตามทฤษฎหี ลกั

จรณะ 15 วชิ ชา 8 ที่ปฏบิ ตั ใิ นกลุม ชาวอโศกมองตามกรอบบรู ณาการของ

กลมุ Ken Wilber

3.1 ภาพรวมของการพัฒนาที่เหมาะสมในยคุ ปจ จุบนั 85

3.2 การสํารวจงานวจิ ยั ชาวอโศกและการพฒั นาชุมชน

ตามปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 89

3.3 ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี งกับการพัฒนาของชมุ ชน

ชาวอโศกตามทฤษฎีหลกั จรณะ15 วิชชา 8 ตามกรอบ

ภาคจลุ ภาคของจตรุ ภาค 93

3.3.1 ภาพรวมของการศึกษาพนื้ ฐานการสังวรศลี ตามกรอบ

พฤตกิ รรม 4 ดาน 93

3.3.2 ภาคบนขวา (Q - UR) เปนการเรยี นรจู รณะ 15 วิชชา 8

ในชีวติ ชมุ ชนสโู ลกตุ ตระของกลมุ ชาวอโศก 98

3.3.3 ภาคบนซาย (UL) การพัฒนาจติ สาํ นึกโลกุตตระ

ตามคําสอนจรณะ 15 วชิ ชา 8 ของผนู าํ ชาวอโศก 101

3.3.4 ภาพรวมของหมวดธรรมสาํ คัญท่สี ัมพนั ธก บั วชิ ชา

จรณสัมปนโน 108

4 ระเบยี บวิธวี ิจัย

4.1 ประชากรศกึ ษา 113

4.1.1 บุคคลท่ีเกยี่ วขอ ง 113



สารบัญ (ตอ )

หนา

4.1.2 วจิ ยั เอกสาร 115

4.2 แนวทางการจดั ระเบยี บขอมลู 117

4.2.1 ขอมลู (Data) 117

4.2.2 องคค วามรู (Knowledge) 117

4.2.3 ความรอบรู (Wisdom) 117

4.3 แนวคดิ ปรัชญาระเบยี บวธิ วี จิ ัย 118

4.3.1 กอนทันสมัย 118

4.3.2 ทนั สมัย 119

4.3.3 หลังทันสมัย 120

4.4 วธิ ีการวิจยั (Research Method) 124

4.4.1 วธิ กี ารเกบ็ รวบรวมขอมูล 124

4.4.2 การใชเ ทคนคิ กึ่งเดลฟาย (semi Delphi) 128

4.4.3 การเขามสี วนรว มในกิจกรรมสาํ คญั ของชุมชน 128

4.4.4 ลาํ ดบั ขนั้ ตอนของการรวบรวมขอมูลการวจิ ยั 129

4.4.5 การวเิ คราะหข อ มูลและกรอบแนวคดิ การประมวล

ผลวิเคราะห 134

4.4.6 การสรางขอ สรปุ 135

4.5 การตรวจสอบความถกู ตอ งนา เชอื่ ถือตรงประเดน็ 135

4.6 ทําการสรปุ งานวิจยั 135

5 จรณะ 15 วชิ ชา 8 และเศรษฐกิจพอเพียงในระดับโลกุตตระ (บทวเิ คราะห)

5.1 การปฏบิ ัติจรณะ 15 วิชชา 8 ในระดบั โลกตุ ตระ 137

5.1.1 การวางพืน้ ฐานในการศึกษาปฏบิ ตั อิ ยา งเปนการ

เรียนรอู ยา งเปนระบบ (systematiclearning)

ทมี่ เี ปาหมาย กระบวนการ วิธกี ารและผลลัพธ 137



สารบญั (ตอ)

หนา

5.1.2 ความชดั เจนในความเขาใจเรือ่ งการทาํ สมาธิ

(meditation) กอ นยคุ พระพทุ ธเจาตางกับการทาํ

“ สัมมาสมาธิ ” (right concentration)

ของพระพุทธเจา 139

5.1.3 การทําสมั มาสมาธทิ ี่เปน โลกุตตระ 140

5.1.4 อรโิ ยสมั มาสมาธิของพระอริยะ 145

5.1.5 การตรวจวัดอรยิ ผลญาณสองประการจากการ

ดําเนนิ จรณะ 15 วิชชา 8 ทีเ่ ปน โลกุตตระ 147

5.1.6 การตรัสรูตามพระพทุ ธเจา อยา งเปนลําดับ 151

5.1.7 ผูตรัสรแู ทจ ริงของพุทธยอ มเปนไดถึง

อเสขศีลบุคคลตามลําดบั 155

5.1.8 สรุปผลการวิเคราะหขอ 5.1 157

5.2 การศึกษาผลเชิงประจกั ษข องวถิ ีชมุ ชนเศรษฐกิจ

พอเพียงระดับโลกุตตระ 160

5.2.1 การนําเสนอภาพของการจัดลาํ ดบั ขอมูลที่เปน

องคความรู 160

5.2.2 การวิเคราะหขนั้ สูงตามแนวคดิ ตาราง Matrix 160

5.2.3 การวิเคราะหในแนวทางตะวนั ออกตามหลกั

พทุ ธธรรม 161

5.2.4 รายละเอยี ดการวิเคราะหข นั้ วชิ ชาทศั น 165

5.2.5 การประมวลผลวเิ คราะหต ามกรอบแนวคดิ วจิ ยั 2 176

6 บทตรวจสอบความเปน จริงขององคธ รรมความเปน โลกตุ ตระและตวั แบบ

พัฒนาการของอรยิ ชน

6.1 การตรวจสอบความถูกตองตรงประเดน็

ของชุดองคความรูจ รณะ 15 วิชชา 8 ในสาระ

สาํ คญั 10 ประการ 200



สารบญั (ตอ)

6.1.1 ในงานวิจยั นไ้ี ดศ ึกษามามโี ครงสรางของ หนา
กจิ ในอรยิ สจั 4
200
6.1.2 จรณะ 15 วชิ ชา 8 มขี อ ดีประโยชนส งู
ในการรอ ยเรยี งกิจท้งั 4 ในอริยสัจ 4 200

6.1.3 การปฏบิ ตั จิ รณะ 15 วชิ ชา 8 อยใู นกจิ ทัง้ 4 201
ในอริยสจั 4
201
6.1.4 โครงสรา งของกจิ ในอริยสัจ 4 ทส่ี มั พันธก ับ
จรณะ 15 วชิ ชา 8 201
206
6.1.5 กระสวนของกจิ ในการละตน เหตไุ มไ ดม ีเฉพาะ
ในขอสัทธรรม 208
208
6.1.6 การละหรือปหานะทเ่ี ปน กจิ ในการละตนเหตุ
6.1.7 ผลลพั ทของกจิ ทีด่ ับตน เหตไุ ดอยา งแจมแจง 214

ในการปหานกิเลสหยาบ 216
6.1.8 ตวั แบบของผทู าํ กจิ ที่มผี ลลัพธดับตนเหตไุ ดแ ลว
6.1.9 ประโยชนจ ากการพฒั นายกระดับจิตวิญาณ 219
219
ของตนเขาสูก ารเปน อริยบคุ คลขน้ั ตน
6.1.10 สรปุ การประมวลผลการคน ควาชดุ องคค วามรู 219
221
จรณะ 15 วชิ ชา 8 222
6.2 ประเดน็ การพจิ ารณาตรวจสอบปญ ญารอบรู
225
ของผูมวี ิชชาจรณสัมปน โน
6.2.1 บคุ คลผูบ รรลุวชิ ชาจรณสัมปน โน
6.2.2 ขอ คนพบความจรงิ ที่ซอ นอยใู หเ ปดเผยใหม

โดยจรณะ 15 วิชชา 8
6.2.3 การเปดเผยความจริงของ ‘ภพ-ภมู ’ิ
6.2.4 ความสําเร็จของการเขาถึงอริยสจั 4
6.2.5 องคความรทู จี่ ดุ ประกายขน้ึ มาจาก

ขอ 6.2.3 และ 6.2.4

สารบัญ (ตอ) ณ

6.3 ตัวแบบพัฒนาการของอรยิ บคุ คล 4 หนา
6.3.1 ตวั แบบพฒั นาการตามเกณฑป กติ 225
(หรือทพ่ี งึ ประสงค) ระดบั วชิ ชาทัศน 226
6.3.2 ตัวแบบพฒั นาการตํ่ากวา เกณฑปกติ 227
(หรือทพ่ี ึงประสงค) 228
6.3.3 ตวั แบบพฒั นาการสูงกวา เกณฑป กติ
(หรอื ทพ่ี งึ ประสงค) 232
233
7 การวิเคราะหตอยอดองคความรพู ทุ ธธรรมในแนวทางบรู ณาการ 236
ของกลุม Ken Wilber โดยวชิ ชาจรณสัมปน โนและหลกั ปรัชญา 238
ของเศรษฐกิจพอเพียง 243
7.1 การเปรยี บเทยี บขอมลู ทค่ี นควา จากกลุม KW 244
ทมี่ คี วามเกยี่ วพนั ถงึ หลกั พุทธธรรมในเมอื งไทย 245
ที่มีจรณะ 15 วชิ ชา 8
7.1.1 ดา นที่สง เสรมิ สอดรอ ยกนั ได 245
7.1.2 ดานทเ่ี หมือนกันและตา งกนั
7.1.3 ดานทกี่ ลมุ KW มี (ไมถ ึงหรอื ไมม)ี
กับท่หี ลกั พทุ ธธรรมมี
7.2 การบูรณาการหลักพุทธธรรมเขาในจตุรภาค
ของกลุม KW
7.2.1 กลุม KW ไดจดั วางนกั ทฤษฎปี ราชญผูรู
(จากอดตี จนถงึ ปจจบุ ัน) ไวใ นจตรุ ภาค
7.2.2 จตุรภาคซอนจตุรภาคเกดิ ขน้ึ ได
7.3 การวิเคราะหห าความสัมพันธข องกระบวนข้นั
ของความคดิ กบั วชิ ชาจรณสัมปน โน:
จรณะ 15 วิชชา 8



สารบัญ (ตอ )

7.3.1 กระบวนขน้ั ความคิดท่ี 1 หนา
7.3.2 กระบวนข้ันความคดิ ที่ 2
7.3.3 กระบวนขนั้ ความคดิ ท่ี 3 246
7.4 ตวั อยา งการประยกุ ตใ ชแนวทางบูรณาการของตะวันตก 247
7.4.1 ในการพฒั นาดา นบริหารจดั การธรุ กจิ 248
7.4.2 การใชองคความรจู ตรุ ภาคบรู ณาการในธุรกจิ 256
256
อสงั หารมิ ทรพั ย
7.4.3 แนวทางการประยกุ ตใ ชจตุรภาคในระดับทเ่ี นน 257

พัฒนาการภาคโฮลอน 258
7.5 กําเนิดตวั แบบพัฒนบรู ณาการของชาวอโศก 261
261
7.5.1 ภาคบนซา ย ‘โลกตุ ตระ’ 262
7.5.2 ภาคบนขวา ‘พหุชนหติ ายะ’ 262
7.5.3 ภาคลา งขวา‘พหชุ นสุขายะ’ 262
7.5.4 ภาคลางซาย ‘โลกานกุ ัมปายะ’ 262
7.5.5 ตัวแบบพฒั นบูรณาการ
7.6 การสรางความสมดุลของจตุรภาคและโฮลอนบรู ณาการ 265
ดวยตัวแบบพฒั นบูรณาการของชาวอโศก
267
8 บทสรุปงานวิจยั 267
8.1 บทสรุปงานวจิ ัยแบบปลายปด 267
8.1.1 คาํ ถามหลัก 268
8.1.2 คําถามรอง 268
8.1.3 วตั ถุประสงคหลัก 268
8.1.4 วัตถุประสงคร อง 272
8.2 บทสรปุ งานวจิ ยั แบบปลายเปดตอยอดการวิจัยในอนาคต 273
8.2.1 ขอ คน พบทางการศกึ ษาท่คี วรวจิ ัยเพิ่มเตมิ ตอ ไป
8.2.2 ขอเสนอแนะสําหรบั งานวจิ ยั ตอยอดในอนาคต

สารบญั (ตอ) ต

8.2.3 ศกึ ษาวิจยั แนวทางบูรณาการทเี่ หมาะสมกับ หนา
องคค วามรวู ชิ ชาจรณสมั ปนโน
283
8.3 ตัวบง ช้ีหวั ใจของความสาํ เรจ็ 286
8.4 ประมวลผลสารัตถะสาํ คญั ในงานวจิ ยั 299
8.5 สรุปปด งานวจิ ยั เพ่ือประโยชนสุขสาํ หรับมนุษยชาติ 294
298
เอกสารอางอิง
ภาคผนวก 310
336
ก พระราชดาํ รัสพระเจาอยหู วั เก่ยี วกับ 362
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี งทส่ี อดคลองกบั หลักจรณะ 15 392
435
ข บทสัมภาษณส มณโพธิรกั ษด วยคาํ ถามภาพรวมองคความรู
จรณะ 15 วชิ ชา 8 กับหมวดธรรมสําคัญท่คี วรรู

ค วารสารพุทธศาสนศกึ ษาคัดมาในสวนประวัตสิ มณะโพธิรกั ษ
และการกอ ตั้งสนั ติอโศก

ง การประมวลขอ มูลองคค วามรูขั้นพนื้ ฐานของจรณะ 15
ตามแนวทางชาวอโศก

ประวัติผูว ิจัย



สารบัญตาราง

ตารางที่ หนา

2.1 การกา วขา มและหลอมรวมทเ่ี กิดขึน้ ไดต ามลาํ ดับ 35
2.2 การสือ่ สาร 3 ฝาย ทนี่ ํามาซงึ่ 3 ภาษา อันสมั พันธก บั เร่ืองตา ง ๆ 36
2.3 Basic Structure of Consciousness 49
2.4 ความสมั พันธท ่ีเปน ภาคมรรค และภาคผลของวชิ ชาจรณสัมปนโน 70
2.5 การพัฒนาไปพรอมกันที่ชัดเจนทงั้ เปา หมาย – กระบวนการ –
79
ผลพรอมวธิ ีการ
3.1 องคค วามรขู องจรณะ 15 วชิ ชา 8 ที่สมั พนั ธก ับองคธรรมตา ง ๆ 109

ทมี่ นี ัยสําคัญเก่ยี วเน่อื ง 145
5.1 แผนภมู แิ สดงความสัมพันธข องไตรสกิ ขาขัน้ อธิที่สัมพนั ธกับจรณะ 15 146
148
วชิ ชา 8 กับปหาน 5 และการทาํ กิจในอรยิ สัจ 4 149
5.2 หลกั การวเิ คราะหป จจยาการเชิงระบบ
5.3 วปิ สสนาภาวนารปู นาม 154
5.4 หลักไตรสิกขาข้นั อธิกบั วปิ ส สนาญาณ 9 168
5.5 การวดั อรหตั ในพระโสดาบนั ดว ยองคคุณ 8 ท่ีมโี ครงสรา งกระสวน 172

และตวั แบบทสี่ มั พันธก ับหมวดธรรมขั้นพน อวชิ ชาสวะ 8 ของพระอรหันต 204
5.6 ความสมั พนั ธข องสตปิ ฏ ฐาน 4 กับวิชชาจรณสมั ปนโน 4 หมวดใหญ 236
5.7 การเคลอื่ นจากปญญาทศั นเ ขา สวู ชิ ชาทัศน 242
6.1 สรปุ ความสัมพันธข องขน้ั ตอนการกาํ จดั อกศุ ลมูล (ละชว่ั )
276
สรา งกุศล (ประพฤติด)ี 280
7.1 ความเกยี่ วเนอ่ื งของชุดความรูของกลมุ KW กับหลักพุทธธรรม 281
7.2 เปรียบเทียบองคค วามรูท กี่ ลุม KW มตี างกบั พุทธธรรม 283
8.1 อธิบายบุคคล 4 ประเภทตามความรูท่ัวไปในพทุ ธกระแสหลกั

(อันเปน ความรทู ่ียงั ไมไ ดอ ธบิ ายตามแนวจรณะ 15 วชิ ชา 8 ในงานวจิ ยั น้)ี
8.2 การใชหลกั กจิ ของอรยิ สจั 4 เปนกรอบใหญโ ดยใชรว มกบั หลักโพชฌงค 7
8.3 โครงสราง Matrix 9
8.4 โครงสราง Matrix 16



สารบญั ภาพ

ภาพที่ หนา

1.1 กรอบแนวคดิ ในการวิจัย 1 13
1.2 กรอบแนวคิดในการวิจัย 2 14
2.1 แผนภมู กิ ระบวนการวิวฒั นาการท้ังดานนอกและดา นใน 35
2.2 แผนภูมิ The Quadrants จาก Integral Spirituality 37
2.3 แผนภมู ิ AQAL แบบงา ยจาก Integral Spirituality 38
2.4 แผนภูมิ The Four Quadrants (or the “Big Three”) of a Holon 38
2.5 แผนภูมิ Validity Claims จาก A Brief History of Everything 41
2.6 แผนภมู ิ The Great Nest of Being จาก Up from Eden 44
2.7 แผนภูมิ Five General Modes of Cognition จาก Up from Eden 45
2.8 แผนภมู ิ ความรูเหตผุ ล (Rational) และจติ สาํ นกึ (Conscious) กบั การรับรู
45
(Cognition) 7 ระดบั จาก Eye to Eye 46
2.9 แผนภมู ิ Three Domain of Human Development 47
2.10 แผนภมู ิ Major Fulcrum of Self-Development 50
2.11 แผนภมู ิ Some Major Development Lines จาก Integral Spirituality 51
2.12 แผนภมู ิ Graves Diagram: Holons of Increasing Development 55
2.13 แผนภมู ิ Some Examples of the Four Quadrants in Humans 56
2.14 แผนภูมิ Spiral Dynamics Integral 57
2.15 แผนภมู ภิ าพรวมเปรยี บเทยี บระดบั ในองคความรสู าํ คัญในแนวทางบูรณาการ 61
2.16 The Great Chain in Various Wisdom Traditions 71
2.17 คุณลักษณะเงอื่ นไขและผลลัพธในปรชั ญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 72
2.18 ความสมั พนั ธแ หงปรชั ญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง 75
2.19 การวเิ คราะหเศรษฐกจิ พอเพยี งเชงิ ระบบ 77
2.20 องครวมของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 78
2.21 การพฒั นาอยางเปนระบบตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพยี ง 94
3.1 การวเิ คราะหค วามละเอยี ดทส่ี งู ข้นึ ไดดว ยพฤตกิ รรมท่สี อ กศุ ลมากขึ้น 96
3.2 แผนภูมพิ ุทธธรรมจรยิ า 97
3.3 แผนภมู กิ ารประยกุ ตส ังวรพฤติกรรมเขาในจตุรภาค



สารบัญภาพ (ตอ )

ภาพที่ หนา

4.1 Major Methodologies (Perspectives) 121
4.2 Major Methodologies 122
4.3 4 วถิ ีสอดคลอ งกบั จตรุ ภาค 123
5.1 แผนภูมแิ สดงความสัมพนั ธร ะหวา งจรณะ 15 วชิ ชา 8 ทสี่ ัมพันธกบั ไตรสิกขา
141
สงั่ สมผลสัมฤทธ์ิไดโลกตุ ตระเปน อรยิ บคุ คล 4 ลาํ ดับ 142
5.2 ระดับไตรสิกขา “ ขั้นตน ”
5.3 แผนภูมแิ สดงความสมั พนั ธข องหลักสาํ คญั ของพทุ ธที่นาํ สูอ รยิ ผลญาณ 152

กบั โสฬสญาณและเจโตปรยิ ญาณ 16 วิชชา 8 ทเ่ี กดิ ขึน้ ในการดําเนิน 156
อริยมรรคมอี งค 8 162
5.5 ขอ มูลยอ นกลบั : การพัฒนาเปน วงจรยอนกลับของสภาวะสัจจะยอนสภาพ 163
(ปฏินสิ สคั คะ) 164
5.6 กรอบภาพรวมแนวคดิ การวเิ คราะห 165
5.7 กรอบแนวความคดิ การวเิ คราะหระดับตน : ‘ปญ ญาทศั น’ 165
5.8 สามวงกลมของไตรสกิ ขาข้นั อธิท่เี พิม่ วงรอบซอน 3 ช้นั 167
5.9 กรอบแนวความคดิ การวิเคราะหระดบั กลาง : ‘วชิ ชาทัศน’ 169
5.10 ภาพรวมของการเรยี นรูตามระดบั 171
5.11 วิชชาจรณสมั ปนโน ระดบั ปญ ญาทศั น 172
5.12 วิชชาจรณสมั ปน โน ระดบั วชิ ชาทัศน 174
5.13 วิชชาจรณสมั ปนโน ระดับวชิ ชาทัศนเชงิ บรู ณาการ 175
5.14 แนวทางการสรา งความเขาใจ เพ่อื นําสูการปฏิบตั อิ ยางเปน ข้ันตอน 178
5.15 วชิ าจรณสัมปน โน 3 ระดบั 222
5.16 ผลสัมฤทธ์ขิ องการฝก ฝนทไี่ ดต ามลําดับ 226
5.17 ผลของวธิ ีการเรียนรทู เ่ี กดิ จากกระบวนทศั นใหมคอื วิชชาทศั น 245
6.1 แผนภมู ิ ภาพรวมวถิ ธี รรมนําสูวิถชี วี ติ ท่ีเขา ถงึ อรยิ สจั 4 247
6.2 ขอสรุปพัฒนาการของอริยบคุ คล 4
7.1 แสดงการซอนกันของจตรุ ภาค
7.2 พัฒนาการของจติ วญิ ญาณสโู ลกตุ ตธรรมที่สมั พันธก นั ในกระบวนขน้ั ความคดิ

สารบญั ภาพ (ตอ) น

ภาพท่ี หนา

7.3 จตุรภาคขน้ั เขา ถงึ ฐานจิตจตรุ ภาค (Soul-Psychic) 248
7.4 จตรุ ภาคขนั้ เขา ถึง ‘จิตในจิต’ (Soul-Subtle) 249
7.5 จตุรภาคขนั้ ถงึ องครวมของ ‘ธรรม’ (Spirit – Causal) 250
7.6 จตรุ ภาคขน้ั เขา ถงึ ‘ธรรมในธรรม’ (Ultimate Spirit) 252
7.7 การประยกุ ตใชจตุรภาคในวงการตาง ๆ 256
7.8 การสบื คน ปจ จัยของคุณภาพความยัง่ ยนื ของชุมชนและการเปลี่ยนแปลง 257
7.9 การวิจยั การออกแบบแนวยงั่ ยนื 257
7.10 องคป ระกอบของมนุษยท้งั 4 ดา นที่ตอ งการสืบคนระดับพฒั นาการ 258
7.11 แนวทางการประยุกตใ ชจ ตรุ ภาคในระดับทีเ่ นน พฒั นาการภาคโฮลอน 259
7.12 เกลียวพลวตั รแบบ Evolutionary dynamics 259
7.13 พฒั นาการในโฮลอนกรณที ม่ี ีอทิ ธิพลทางดานภายนอก 260
7.14 พัฒนาการในโฮลอนกรณีผทู ี่พฒั นา ยกระดบั จติ วิญญาณภายใน
260
และมพี ฤติกรรมภายนอกไดด ีสมดลุ 263
7.15 แผนภมู ิตวั แบบพฒั นบูรณาการ (รวมทุกภาค) 264
7.16 กระสวนของโฮลอนบรู ณาการ 266
7.17 ประโยชนทค่ี าดวาจะไดร บั ในการวจิ ยั อนาคต “อารยิ ญาณ” 270
8.1 การเกดิ ภาพซอ นของจตุรภาคและการเขา สูค วามเปนจรงิ 270
8.2 การเขาสคู วามเปน จริง (reality) 272
8.3 ขอคน พบจตุรภาค 284
8.4 The Great Chain in Various Wisdom Tradition 285
8.5 ทฤษฎีของทุกสรรพสิง่ ของกลุม Ken Wilber 286
8.6 ประโยชนท ีค่ าดวาจะไดรบั ในการวจิ ยั อนาคต



คําอธิบายศพั ท 1
คําศัพทวิจยั เชิงบรู ณาการ

GLOSSARY

กระบวนทศั น มาจากคําวา Paradigm หมายถึงชุดความเชื่อที่ยอมรับในกลุมชน เปน
แบบอยา งหรอื บรรทดั ฐานของการคิด ซ่ึงรวมถึงปรัชญา ความเชื่อ คานิยม
องครวม การรับรู และทัศนะพ้ืนฐานในการมองโลกรวมกันของกลุมชนอันเปน
ทีม่ าของทศั นะอืน่ ๆ ท่ีมีผลตอ ‘วถิ ชี วี ติ ’ ของกลุม ชนนั้น
บูรณาการ
บรู ณาการทาง มาจากคําวา Holistic หมายถึง ทัศนะท่ีถือวาความจริงทั้งหมดของส่ิงใด
จิตวญิ ญาณ ยอมมีคุณสมบัติเฉพาะตน ซ่ึงไมสามารถเขาใจ โดยการแยกส่ิงเหลาน้ัน
ออกแลว ศกึ ษาเปนสวนยอ ย ๆ เพราะแมจะเอาคุณสมบัติของสวนยอย ๆ ท่ี
วิชชาทศั น ศึกษาอยางดีมารวมกัน ก็ไมสามารถเทียบกับความหมายที่มีความสําคัญ
พฒั นบรู ณาการ เทา กับคณุ สมบตั ขิ ององครวมเดมิ ไวไ ด

มาจากคําวา Integral หมายถึง การครอบคลุม รวมเอาไวไดโดยมีสมดุล
ไมละท้ิงสิ่งใด โดยมีความชัดเจนวา ท่ีประกอบข้ึนจากสวนยอย ๆ เปนไป
อยา งสมดุลจนเกิดความเปนองคร วมไดดว ย

มาจากคาํ วา Integral Spirituality หมายถงึ บูรณาการทางโลกวตั ถุในทาง

วิทยาศาสตรใหสมดุลสอดคลองกับทางโลกจิตวิญญาณที่มีผลดีไดเกิดขึ้น
จากการยกระดับจิตสํานึกของมนุษย ซ่ึงเปนพ้ืนฐานในการกระทํา
พฤติกรรมตาง ๆ ของมนุษยท้ังปจเจกจนถึงหมูกลุม สังคม ประเทศ โลก
สง่ิ แวดลอม

เปนกรอบระดับความรูใ นแนวทางบูรณาการเก่ียวกบั วชิ ชาโดยเฉพาะเร่อื ง

วิชชาจรณสัมปนโน: จรณะ 15 วิชชา 8 ท่ีมี 3 ระดับของความรูเปน
เบ้ืองตน ทา มกลาง ข้ันปลาย คอื ปญ ญาทัศน วิชชาทัศน และวิชชาทัศนเชิง
บูรณาการ

ปญญาทศั น ป

วชิ ชาทศั น เปนกรอบระดับความรูเบื้องตน เก่ียวกับวิชชาจรณสัมปนโน: จรณะ 15
วชิ ชาทศั นที่ วิชชา 8 อยางผวิ เผิน ผูรูด ขี ึน้ จะเหน็ เปนระดับไตรสกิ ขาเบ้ืองตน คือ จรณะ
เปนองครวม 15 เปน เร่อื งสงเคราะหใ นหมวดศลี สมาธิ และวิชชา 8 เปนเร่ืองสงเคราะห
ในหมวดปญญา แตยังไมมีรายละเอียดความรูที่จะเขาสูการยกระดับจิตข้ึน
วิชชาทัศน เปนไตรสิกขาข้ันอธิอยางเปนขั้นตอนในการชําระกิเลสตัณหาออกจากจิต
เชงิ บรู ณาการ ไดตามลาํ ดับอยางตอเน่ือง

เปนกรอบการเห็นดวยอธิปญญาในขั้นกลางท่ีมีขีดความสามารถแยกโลกี
ยะคือกิเลสตัณหาอุปาทานออกได และนําเขาสูทางดับกิเลส พาเกิดความรู
ท่ีเปนวิชชาข้ึนในจิตไดสูงข้ึนเปนลําดับดวยการยกระดับฐานศีลที่กําจัด
กิเลสขัน้ หยาบ กลาง ละเอียดไปตามลําดับ

หมายถงึ ระดบั วชิ ชาทศั นท่มี ีความสัมพนั ธก ับอธิปญญาทีเ่ กิดขึ้นในจรณะ15

วิชชา 8 เปนโครงสรางแนวดิ่ง 4 หมวดใหญ คือหมวดจรณะ 4 หมวด
สัทธรรม หมวดฌาน และหมวดวิชชา จนเขาถึงอริยสัจ 4 ไดจึงมีความรู
จากการปฏิบัติจรณะ 15 วิชชา 8 เปนสายยาวตลอด จึงอธิบายสภาวะเปน
รายขอได แตจะยงั ไมเ ฉียบคมชดั แมนในหัวขอธรรมขั้นปลาย เชน สภาวะ
เวทนาขั้นปลาย (ท่ีตอจากเวทนา 36) เปนเวทนา 108 ท่ีสัมพันธอยูในการ
ฝกเจริญสติขั้นสูงหรืออานาปานสติภาวนา 16 ขั้นตอน; ปจจยาการฝายดับ
ทุกขหรือปฏิจจสมุปปาทสายนิโรธวารที่มีวิชชาเปนตัวต้ัง; ธรรมอันเปน
ฝก ฝายแหงการตรสั รหู รอื โพธิปก ขยิ ธรรมภาคลกึ ซง้ึ เปน ตน

เปนกรอบการเห็นดวยอธิปญญาข้นั (สงู ) ปลายในองครวมของผลสัมฤทธ์ิ

ท่ีมกี ารดบั กิเลส ตัณหา อปุ าทานอาสวะในจิตตนเปนความบรสิ ุทธ์ิของอธิ
จิตที่เกิดจากการชําระดวยการเพงเผาอุปาทานอาสวะหรือฌานพุทธ
สามารถดําเนินการยกระดับจิตวิญญาณไดตลอดสายดวยการบูรณาการ
หลักหมวดธรรมสําคัญตางๆ เปนความสําเร็จขององครวม (เชนหลัก
ไตรสิกขา) เขากับการตอยอดขยายผลแบบบูรณาการ (เชน หลักกิจของ
อริย สัจ 4) ตัวอยาง เชน ญาณ 16 หรือโสฬสญาณ อันเปนผลงาน
สรางสรรคของเหลาบูรพาจารยในอดีต โดยนําเอาญาณ 73 ของพระมหา

อรยิ (ะ) ผ
อาริย(ะ)
เถระสารีบุตรมาสรุปกระชับควบแนนของการเกิดปญญาญาณ 16 ลําดับ
โดยบรู ณาการ 3 หมวดธรรมหลักสาํ คัญไดแก

ญาณ 1-3 สนธิหมวดธรรมวปิ ส สนาภาวนารูปนาม เพอ่ื สราง
ปญญาญาณจากความเปน อธศิ ีล

ญาณ 4-12 สนธิหมวดธรรมไตรสิกขา เพื่อสรางญาณจากความเปน
อธิจติ

ญาณ 13-16 สนธิหมวดธรรม (กิจใน) อริยสัจ 4 เพ่ือสรางญาณ
ทสั สนะจากความเปน อธิปญญา

หมายถึงองคความรูในการลดละตัดกิเลสตัณหาใหกาวขามออกจาก
(เนกขัมมะ) จิตตนตามหลักวิชชาจรณสัมปนโน: จรณะ 15 วิชชา 8 เชน
อริยสัจ อริยบุคคล; เปนองคความรูในภาคฉัน (Quadrant ‘I’) มีผล สําเร็จ
เปนองคร วมทมี่ สี ภาวะหย่งั ลงสูเ สถยี ร (static) เดนชัด

หมายถึงองคความรูที่ขยายผลตอจาก ‘อริย’ เปนแนวทางบูรณาการ
หมุนรอบความเจริญทางจิตสํานึกเปนสภาพเกลียวพลวัต (Spiral
Dynamics) แตม ีผลสัมฤทธิท์ ี่เปนองครวมของ ‘อริย’ ไวดวยแลว เชนคําวา
อารยิ คุณ อารยิ ธรรม อาริยทรัพย อาริยบุคคล ที่มีบทบาทองคความรูของ
‘อาริย’ ในท้ังสามภาคที่เหลือของจตุรภาค (Four Quadrants) มีหนวย
ผลสมั ฤทธิเ์ ปน ‘พหุ’ เชน

ระดับกลุม สรางเหตุเนนมรรคเร่ืองทําประโยชนหรือ ‘พหุชนหิตายะ’เปน
องคความรู ในภาคมัน (Quadrant -‘It’)

ระดับสงั คมใหเปนผล-มีความสุขหรือ ‘พหุชนสุขายะ’ เปนองคความรู ใน
ภาคพวกมัน (Quadrant -‘Its’)
ระดับสังคมชาติ ชวยอนุเคราะหโลกสิ่งแวดลอมหรือ ‘โลกานุกัมปายะ’
เปนองคความรูในภาคพวกเรา (Quadrant -‘We’) เนนบทบาทเกื้อกูล
สงเคราะหมีกําลังปญญา 4 ที่รวมลงใน ‘สังคหพละ’ ใหแกกันเปนภาค
บูรณาการอยางสมบูรณ

คมั ภีรา ฝ
คัมภรี าวภาส
หมายถึงองคความรูท่ีลึกซึ้งระดับญาณทัสสนะทางจิตวิญาณที่แสดงถึง
ความเปนบูรณาการในหลักพุทธธรรม เพราะเปนคําแรกในคุณลักษณะ
ของพุทธธรรม 8 ประการ ที่หมายเอาความเจริญตอไปแบบบูรณาการของ
‘ธรรมญาณ’ บนเงื่อนไขแรกคือมีผลสัมฤทธิขององครวมของ ‘จิตญาณ’

หมายถึงภาคขยายความของ ‘คัมภีรา’ เปนสภาวะทางจิตวิญญาณที่ดําเนิน
ครบพรอมเปนระบบในโครงสราง (Structure) กระสวน (Pattern), ตัว
แบบ (Model) เปนปจจยาการของการเปลี่ยนแปลงสูกระบวนทัศนใหม
(New Paradigm) ของโลกใหมคือโลกอาริยธรรมท่ีมีสัมมาทิฏฐิ 10 มี
พัฒนาการแบบสภาพหมุนรอบเชิงซอนอันเปนบทบาทหลักในการ
สมั ฤทธผ์ิ ลของญาณทสั สนะทเี่ จรญิ สงู ขึ้นใน ‘วิชชาทัศนเ ชิงบูรณาการ’



คาํ อธิบายศพั ท 2
คาํ ศัพทบาลี
GLOSSARY

กรรมนยิ าม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับการกระทําของมนุษย คือ กระบวนการใหผลของ
การกระทาํ
กามภพ
ภพที่เปนกามาวจร ภพของสัตวผูยังเสวยกามคุณ คือ อารมณทาง
กามาสวะ อนิ ทรยี ท ง้ั 5 ไดแก อบาย 4 มนษุ ยโลก และกามาวจรสวรรคท้ัง 6
กามุปาทาน
ขณกิ สมาธิ อาสวะคือกาม
โคตรภูญาณ
ความยึดมน่ั ในกาม คอื รปู เสยี ง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ท่ีนา ใคร นา พอใจ
จรณะ
จติ ตนยิ าม สมาธชิ ัว่ ขณะ
จตุ ปู ปาตญาณ
ญาณครอบโคตร คือความหยั่งรูที่เปนหัวตอแหงการขามพนจากภาวะ
เจโตปรยิ ญาณ ปุถุชนเขา สสุ ภาวะอริยบุคคล

ความประพฤติ ปฏปิ ทา ขอปฏบิ ัตอิ ันเปนทางบรรลุวิชชา หรอื นพิ พาน

กฎธรรมชาตเิ กย่ี วกับการทาํ งานของจติ

ญาณกําหนดรูจุติและอุบัติแหงสัตวท้ังหลาย อันเปนไปตามกรรม, เห็น
การเวยี นวา ยตายเกิดของสตั วท้งั หลาย เรยี กอกี อยางวา ทิพพจกั ขญุ าณ

ญาณที่ใหก าํ หนดใจ (คน) อนื่ ได

ชาคริยานุโยคะ ฟ

ฌาน การหมนั่ ประกอบความตื่น ไมเห็นแกนอน คือขยันหม่ันเพียร ต่นื ตัวอยู
ญาณทสั สนะ เปนนิตย ชําระจิตมิใหมีนิวรณ พรอมเสมอทุกเวลาที่จะปฎิบัติกิจให
กา วหนาตอไป
ตทังคปหาน
การเพง พนิ จิ ดว ยจิตทเ่ี ปน สมาธิแนว แน (เพ่ือเผาชําระอุปาทานอาสวะ)
ไตรลักษณ
ไตรสกิ ขา ความหยัง่ รูห ย่ังเห็นครบ 3 ลักษณาการในกรอบไตรลักษณของความไม
ทวาร เท่ียง เปนทุกขต้ังอยูไมได (ไมเปนของใคร) และไมมีไมเปนตัวตน
ทิฎปุ าทาน หรอื อาการเกิดขึ้น-ต้ังอยู-ดับไป จึงทําใหเกิด ‘ละ’ หนายคลายจางความ
ทุกขเวทนา อยาก จนหมดดับ ‘แจง’ ชัดดวยความ ‘เจริญ’ ขึ้นของจิตวิญญาณจาก
โทสะ การปฏบิ ัติมรรคมอี งค 8 จนถึงทสี่ ดุ มีญาณรวู าจติ หลดุ พนแลว

ดับดวยองคนั้นๆ คือ ดับกิเลสดวยธรรมท่ีเปนคูปรับหรือธรรมท่ีตรง
ขาม เชน ดับกายทิฏฐิดวยความรูท่ีกําหนดแยกนามรูปออกได เปนการ
ดับชวั่ ครงั้ คราวในกรณนี ั้น ๆ

ลกั ษณะ 3 อาการทเี่ ปน เครื่องกําหนดหมาย 3 อยา ง อันใหรูถึงความจริง
ของสภาวธรรมทง้ั หลาย ทเ่ี ปน อยา งนัน้ ๆ ตามธรรมดาของมนั

ขอท่ีจะตองศึกษา ขอปฏิบัติที่เปนหลักสําหรับศึกษา คือ กาย วาจา
จิตใจ และปญ ญา ใหย่ิงขึน้ ไปจนบรรลจุ ดุ หมายสงู สดุ คอื พระนิพพาน

ทางรับรอู ารมณ ไดแก อาตยะภายใน 6

ความยึดมนั่ ในทฎิ ฐหิ รือทฤษฎีคอื ความเห็น ลทั ธหิ รอื หลักคาํ สอตา ง ๆ

ความรูสึกทุกขไมส บาย ทางกายก็ตาม ทางใจกต็ าม

ความคิดประทุษราย

ธรรมนยิ าม ภ

กฎธรรมชาติเก่ียวกับความสัมพันธและอาการที่เปนเหตุเปนผลแกกัน
แหงสิง่ ท้งั หลาย

นามรปู ปรจิ เฉทญาณ ญาณกําหนดจําแนกรูนามและรูป คือ รูวาส่ิงท้ังหลายมีแตรูปธรรมและ
นามธรรม และกาํ หนดแยกไดวา อะไรเปนรปู ธรรม อะไรเปนนามธรรม

นิพพทิ านนุปส สนาญาณ ญาณอันคํานึงเห็นดวยความหนาย คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารวาเปน
โทษเชน นนั้ แลว ยอมเกิดความหนาย ไมเ พลดิ เพลนิ ใจ

นิวรณ สิ่งท่ีก้ันจิตไมใหกาวหนาในคุณธรรม ธรรมท่ีก้ันจิตไมใหบรรลุคุณ
ความดี อกุศลธรรมทท่ี ําจติ ใหเ ศราหมองและทาํ ปญญาใหออ นกําลงั

นิสสรณะ ดับดวยสลัดออกได หรือดับดวยปลอดโปรงไป คือ ดับกิเลสเสร็จสิ้น
แลวดาํ รงอยใู นภาวะท่กี เิ ลสดบั แลวนั้นย่งั ยืนตลอดไป

เนกขัมมะ การออกบวช ความปลกี ตวั ปลีกใจจากกาม

เบญจขันธ กองแหงรูปธรรมและนามธรรมหาหมวดท่ีประชุมกันเขาเปนหนวย
รวมซ่ึงบัญญัติ เรียกวา สัตว บุคคล ตัวตน เรา-เขา เปนตน
สว นประกอบหาอยางทีร่ วมเขาเปนชวี ติ

ปฏิจจสมุปบาท การเกิดขึ้นพรอมแหงธรรมทั้งหลาย เพราะอาศัยกัน ธรรมท่ีอาศัยกัน
เกิดขึ้นพรอม การทส่ี ิ่งท้งั หลายอาศัยกัน ๆ จึงเกิดมขี น้ึ

ปฏปิ สสทั ธิปหาน ดับดวยสงบระงับ คือ อาศัยโลกุตตรมรรคดับกิเลสเด็ดขาดไปแลว
บรรลโุ ลกตุ ตรผล กเิ ลสเปน อันสงบระงบั ไปแลว

ปฏสิ ังขานปุ สสนาญาณ ญาณอันคํานึงพิจารณาหาทาง คือ เมื่อตองการจะพนไปเสียจึงกลับหัน
ไปยกเอาสังขารทั้งหลายข้ึนมาพิจารณากําหนดดวยไตรลักษณเพ่ือมอง
หาอบุ ายทจี่ ะปลดเปล้ืองออกไป

ปหาน(ะ) ม

การละเปนกิจในสมุทัย ตามหลักวา ทุกขสมุทโย อริยสจจ ปหาตพพ
สมุทัยควรละ คือ กําจัด ทําใหหมดสิ้นไป ไดแกการแกไขกําจัดตนตอ
ของปญ หา

ปจจยปรคิ คหญาณ ญาณกําหนดรูปจจัยของนามและรูป คือ รูวา รูปธรรมและนามธรรม
ท้ังหลายเกิดจากเหตุปจจัยแกกัน อาศัยกัน โดยรูตามแนวปฏิจจสมุป
บาท ก็ดีตามแนวกฏแหงกรรมก็ดี ตามแนววัฏฏะ 3 ก็ดี

ปจ จยาการ อาการท่สี งิ่ ทง้ั หลายเปนปจ จยั แกกนั

ปจ จเวกขณญาณ ญาณหย่ังรูดวยการพิจารณาทบทวน คือ สํารวจรูมรรคผล กิเลสท่ีละ
แลว กิเลสท่ีเหลืออยู และนิพพาน เวนแตวาพระอรหันตไมมีการ
พิจารณากเิ ลสที่ยงั เหลอื อยู

ปญญาพละ กําลังปญญา คือ ทรงปรีชาญาณ หย่ังรูเหตุผล ผิดชอบ ประโยชน มิใช
ประโยชน สามารถวินิจฉัยเหตุการณท้ังภายในและภายนอก และดําริ
การตาง ๆ ใหไ ดผ ลเปนอยา งดี

ปญญินทรีย อินทรยี  คือ ปญญา

ปพุ เพนิวาสานุสสติญาณ ระลึกชาติได (วา ชาติน้นั เกิดและประกอบอยดู วยกิเลสอัตตาอะไร)

ผลญาณ ญาณในอรยิ ผลคือความหยงั่ รูท ีเ่ ปน ผลสําเร็จของพระอรยิ บุคคลชั้นน้ันๆ

ผสั สะ ความกระทบ ความประจวบกันแหงอายตนะภายใน อายตนะภายนอก
และวิญญาณ

ผฎุ ฐสั สะโลกธมั เมหิ ถูกโลกธรรมกระทบ (แลว ) จิตไมห ว่ันไหว
จติ ตงั ยสั สะนกัมปติ

พาหุสจั จะ ย

ความเปนผูไดศึกษาเลาเรียนมาก (ฝกฝนจนมีผลสัมฤทธ์ิเจริญขึ้น
ตามลําดับ)

พีชนิยาม กฎธรรมชาติเกีย่ วกบั การสืบพันธ มพี ันธกุ รรมเปนตน

โพชฌงค 7 ธรรมทีเ่ ปนองคแ หง การตรสั รู 7 ประการ

ภยตูปฏ ฐานญาณ ญาณอันมองเห็นสังขารปรากฎเปนของนากลัว คือ เม่ือพิจารณาเห็น
ความแตกสลายอันมีทัว่ ไปแกทุกส่ิงทุกอยางเชนน้ันแลว สังขารท้ังปวง
ไมวาจะเปนไปในภพใด คติใด ก็ปรากฎเปนของนากลัว เพราะลวนแต
จะตอ งสลายไป ไมปลอดภยั ทั้งสิ้น

ภวาสวะ อาสวะ คอื ภพ (ทม่ี ีความเคยชินหรืออนุสัยนอนเน่อื งอยูใ นจติ )

ภงั คานุปส สนาญาณ ญาณอนั ตามเหน็ ความสลาย คือ เมื่อเห็นความเกิดดับเชนน้ันแลว คํานึง
เดนชัดในสวนความดับอันเปนจุดจบส้ิน ก็เห็นวาสังขารทั้งปวงลวน
จะตอ งสลายไปท้ังหมด

โภชเนมัตตญั ตุ า ความรูจักประมาณในการบริโภค คือรูจักพิจารณารับประทานอาหาร
เพื่อหลอ เลี้ยงรางกายใชทํากจิ ใหชวี ติ ผาสกุ มใิ ชเ พือ่ สนกุ มัวเมา

มโนมยทิ ธิ ฤทธ์ิสําเร็จดวยใจ ฤทธ์ิทางใจ คือ นิรมิตกายอื่นนอกจากกายนี้ ดุจชัก
ไสจ ากหญา ปลอง ชกั ดาบจากฝก หรอื ชักงูออกจากคราบ

มคั คญาณ ญาณในอรยิ มรรค คอื ความหย่ังรูทใี่ หสําเร็จภาวะอรยิ บคุ คลแตล ะข้นั

มิจฉาทฏิ ฐิ เห็นผิด ไดแก ความเห็นผิดจากคลองธรรมตามหลักกุศลกรรมบถ และ
ความเห็นท่ไี มน าํ ไปสคู วามพนทุกข

มญุ จิตุกมั ยตาญาณ ญาณอันคาํ นงึ ดวยใครพนไปเสีย คอื เบ่อื หนายสังขารทั้งหลายแลวยอม



ปรารถนาท่จี ะพนไปเสียจากสังขารเหลา น้นั

โมหะ ความหลง

รปู ฌาน 4 ฌานมรี ปู ธรรมเปนอารมณ ฌานทเี่ ปน รปู าวจร

รูปธรรม สภาวะอนั เปน รปู ส่ิงที่มีรปู ไดแกร ปู ขนั ธท ัง้ หมด

รูปภพ ภพที่เปนรปู าวจร ภพของสตั วท่เี ขา ถงึ รปู ฌาน ไดแกร ปู พรหมทั้ง 16

โลกยี ธรรม ธรรมอันเปนวิสัยของโลก สภาวะเนื่องในโลก ไดแกขันธ 5 ที่เปนสา
สวะทั้งหมด

โลกตุ ตรธรรม ธรรมอันมิใชวิสัยของโลก, สภาวะพนโลก ไดแกมรรค 4 ผล 4
นพิ พาน 1

วัฏฏ วน เวียน องคประกอบทห่ี มนุ เวียนตอเนอ่ื งกันของภวจักรหรือสงั สารจกั ร

วกิ ขัมภนปหาน ดับดวยขมไว คือ การดํากิเลสของทานผูบําเพ็ญฌาน ถึงปฐมฌาน ยอม
ขม นวิ รณไ วไดตลอดเวลาที่อยใู นฌานนน้ั

วิจิกิจฉา ความลงั เลสงสยั

วชิ ชา ความรแู จง ความวเิ ศษ

วชิ ชาจรณสมั ปน โน เปนผูถึงพรอมดว ยวิชชา คอื ความรู และจรณะ คือ ความประพฤติ

วิปสสนาญาณ ญาณในวิปสสนา ญาณที่เปนวิปสสนา คือ ปญญาที่พิจารณาเห็น
สังขาร คือนามรูปโดยไตรลักษณ มีตางกันออกไปเปนช้ัน ๆ
ตอเนื่องกัน

วปิ ส สนาภาวนา ล
การฝก อบรมปญญาใหเกดิ ความรแู จงตามเปน จริง การเจรญิ ปญญา

วิมุตตญิ าณทสั สนะ หมวดธรรมเกี่ยวกบั การรูก ารเห็นในวิมุตติ ประมวลธรรมท้งั หลาย เชน
ผลญาณ ปจ จเวกขณญาณ

สกทิ าคามี ทานผูบรรลุสกทาคามผิ ลแลว ผูก ลับมาอีกคร้งั เดียว

สมาธิ ความตงั้ จติ มนั่

สมทุ เฉทปหาน ดบั ดว ยตัดขาด คือ ดับกเิ ลสเสร็จส้ินเด็ดขาด ดวยโลกุตตรมรรค (ไดทุก
คราวไป)

สมุทยั เปนข้ันวิเคราะหและวินิจฉัยมูลเหตุของปญหา ซึ่งจะตองแกไขกําจัด
ใหห มดส้นิ ไป

สงั ขารุเปกขาญาณ ญาณอันเปน ไปโดยความเปน กลางตอสังขารคือเมื่อพิจารณาสังขารตอไป
ยอมเกิดความรูเห็นสภาวะของสังขารตามความเปนจริง วามีความเปนอยู
เปนไปของมันอยางน้ันเปนธรรมดา จึงวางใจเปนกลางได ไมยินดียินราย
ในสังขารทงั้ หลายแตนนั้ มองเห็นนพิ พานเปน สนั ตบิ ทญาณจึงแลนมุงไป
ยังนพิ พานเลิกละความเกี่ยวเกาะกบั สังขารเสียได

สังโยชน กเิ ลสอันผูกใจสตั ว ธรรมทีม่ ัดสัตวไ วกบั วัฎฎทุกข หรอื ผูกกรรมไวก ับผล

สงั วรศลี ความสาํ รวมเปนศีล ความระวงั ปด ก้นั บาปอกุศล

สัจจะ ความจริง คือ พูดจรงิ ทาํ จริง และจรงิ ใจ

สจั จานโุ ลมิกญาณ ญาณอันเปนไปโดยอนุโลมแกการหย่ังรูอริยสัจจ คือ เม่ือวางใจเปน
กลางตอสงั ขารไมพ ะวง และญาณแลนมงุ ตรงไปสูน ิพพานแลวญาณอัน
คลอยตอการตรัสรูอริยสัจจ ยอมเกิดข้ึนในลําดับถัดไป เปนข้ันสุดทาย



ของวิปสสนาญาณ ตอจากนั้นจะเกิดโคตรภูญาณมาคั่นกลาง แลวเกิด
มรรคญาณใหส ําเรจ็ ความเปนอริยบุคคลตอ ไป

สัจฉกิ ริ ยิ า การทําใหแจง เปนกิจในนิโรธ นิโรธควรทําใหแจง คือ เขาถึงหรือ
บรรลุ ไดแกก ารเขา ถงึ ภาวะที่ปราศจากปญหา บรรลจุ ดุ หมายท่ตี อ งการ

สญั ญาเวทยติ นิโรธ สมาบตั ิท่ีดับสัญญาและเวทนา (ของอวชิ ชาสวะ)

สัทธรรม ธรรมอันดี ธรรมท่ีแท ธรรมของสตั บรุ ษุ หลักหรือแกน ศาสนา

สัมปยตุ ต โดยประกอบกนั

สัมมสนญาณ ญาณกําหนดรูดวยพิจารณาเห็นนามและรูปโดยไตรลักษณ คือ ยก
รูปธรรมและนามธรรมทั้งหลายขึ้นพิจารณาโดยเห็นตามลักษณะที่เปน
ของไมเที่ยง เปนทุกข มิใชตัวตน (ท่ีเกิดขึ้นกับกิเลสแตละระดับใน
ผัสสะปจ จบุ ัน)

สัมมัตตะ 10 ภาวะที่ถกู ความเปนสงิ่ ท่ีถกู (10 ประการ มรรคมีองค 8, ผล 2)

สมั มาญาณ รชู อบ ไดแ ก ผลญาณ และปจ จเวกขณญาณ ท้งั 19 ประเภท

สัมมาทฎิ ฐิ ิ เห็นชอบ ไดแก ความรูอริยสัจจ 4 หรือ เห็นไตรลักษณ หรือรูอกุศล
และอกศุ ลมูลกับกุศลและกุศลมลู หรือเห็นปฎจิ จสมปุ บาท

สัมมาสมาธิ ตั้งจติ มนั่ ชอบ ไดแก ฌาน 4 (แมผ ล 2 กร็ วมหยง่ั ลงในสมั มาสมาธ)ิ

สลี สัมปทา ความถึงพรอมดวยศีล คือ ประพฤติถูกตองดีงาม สํารวมในพระปาฏิ
โมกข มีมารยาทเรียบรอ ย ประพฤติเครงครดั ในสกิ ขาบททง้ั หลาย

สีลัพพตุปาทาน ความยดึ ม่นั ในศลี และพรต คือ ถือวาจะบริสุทธ์ิหลุดพนไดเพียงดวยศีล



และวัตร หลักความประพฤติ ขอปฏิบัติ แบบแผน ระเบียบ วิธี
ขนบธรรมเนียมประเพณี ลัทธิพิธีตาง ๆ ถือวาจะตองเปนอยางน้ัน ๆ
โดยสกั วา ทาํ สืบ ๆ กนั มา หรอื ปฏบิ ตั ติ าม ๆ กนั ไปอยา งงมงาย หรือโดย
นิยมวาขลัง วาศักด์ิสิทธิ์ มิไดเปนไปดวยความรูความเขาใจตามหลัก
ความสัมพนั ธแ หงเหตุและผล

สุขเวทนา ความรูส กึ สขุ สบาย ทางกายก็ตาม ทางใจกต็ าม

เสขปฏปิ ทา ขอปฏิบตั อิ ันเปน ทางดาํ เนนิ ของพระเสขะ

โสดาบัน ทานผูบรรลุโสดาปตติผลแลว ผูแรกถึงกระแสอันนําไปสูพระนิพพาน
แนตอการตรสั รูขางหนา

โสฬสญาณ, ความหย่ังรู คือญาณท่ีเกิดข้ึนแกผูเจริญวิปสสนาตามลําดับ ต้ังแตตน
ญาณ 16 จนถงึ ทส่ี ดุ

หิริ ความละอายบาป ละอายใจตอ การทาํ ความชั่ว

อกาลโิ ก ไมป ระกอบดว ยกาล คือ ไมข้ึนกับกาลเวลา พรอมเมื่อใด บรรลุไดทันที
บรรลุเม่ือใด เห็นผลไดทันที อีกอยางวา เปนจริงอยูอยางไร ก็เปนอยาง
นั้น ไมจ ํากัดดวยกาล

อทกุ ขมสุขเวทนา ความรูสึกเฉยๆจะสุขก็ไมใช ทุกขก็ไมใช เรียกอีกอยางวา อุเบกขา
เวทนา

อนาคามี ทา นผูบ รรลุอนาคามผิ ลแลว ผไู มเวียนกลับมาอีก

อนุศาสนีปาฏหิ าริย ปาฏิหารยคือ อนุศาสนี คําสอนเปนจริง สอนใหเห็นจริง นําไปปฏิบัติ
ไดผ ลสมจรงิ เปน อัศจรรย


อนุสยั กิเสลที่นอนเนอื่ งอยูใ นสันดาน (เปน ความเคยชินเดมิ และเพ่มิ ใหม)

อบายภมู ิ ภูมิทีป่ ราศจากความเจรญิ (เชน ภูมนิ รก-เปรต-เดรจั ฉาน-อสูรกาย)

อปณณกปฏิปทา ขอ ปฏิบัตทิ ไี่ มผ ดิ ปฏปิ ทาทเ่ี ปนสว นแกน สารเน้ือแท ซึ่งจะนําผูปฏิบัติ
ใหถ งึ ความเจริญงอกงามในธรรม เปนผูดําเนินอยูในแนวทางแหงความ
ปลอดพน จากทุกขอยางแนนอนไมผ ิดพลาด

อรหันต ผูบรรลุอรหัตตผลแลว ทานผูสมควรรับทักษิณาและการเคารพบูชา
อยา งแทจ ริง

อรยิ อฏั ฐังคิกมรรค ทางมีองคแปดประการ อันประเสริฐ

อรูปฌาน 4 ฌานมอี รูปธรรมเปนอารมณ ฌานทเี่ ปนอรปู าวจร

อรปู ภพ ภพทเ่ี ปนอรปู าวจร ภพของสตั วผ เู ขา ถงึ อรูปฌาน ไดแกอ รูปพรหม 4

อวชิ ชา ความไมร ูจรงิ ความหลง (ในโลภ-ราคะ-โทสะ)

อวชิ ชาสวะ อาสวะคืออวิชชา

อเสขะ พระผไู มต อ งศกึ ษา ไดแก ผูบ รรลอุ รหตั ตผลแลว

อตั ตวาทปุ าทาน ความยึดมั่นในวาทะวา ตัวตน คือ ความถอื หรือสาํ คัญหมายอยูในภายใน
วา มีตัวตน ท่ีจะได จะเปน จะสูญสลาย ถูกบีบคั้นทําลาย หรือเปน
เจาของ เปนนายบังคับบัญชาสิ่งตาง ๆ ได ไมมองเห็นสภาวะของสิ่งท้ัง
ปวง อันรวมท้ังตัวตนวาเปนแตเพียงส่ิงท่ีประชุมประกอบกันเขา
เปน ไปตามเหตปุ จ จยั ทงั้ หลายท่มี าสัมพนั ธกนั ลวน ๆ

อัปปนาสมาธิ สมาธิแนว แน สมาธิแนบสนทิ สมาธิในฌาน



อาทีนวานุปสสนาญาณ ญาณอันคํานึงเห็นโทษ คือ เมื่อพิจารณาเห็นสังขารทั้งปวงซึ่งลวนตอง
แตกสลายไป เปนของนากลัวไมปลอดภัยทั้งส้ินแลว ยอมคํานึงเห็น
สังขารท้ังปวงนั้นวา เปนโทษ เปน ส่งิ ทีม่ คี วามบกพรอง จะตองระคนอยู
ดว ยทุกข

อาเทศนาปาฏหิ ารยิ  ปาฏิหาริยคือ การทายใจ รอบรูกระบวนของจิตจนสามารถกําหนด
อาการท่ีหมายเล็กนอยแลวบอกสภาพจิต ความคิด อุปนิสัยไดถูกตอง
เปนอัศจรรย

อาสวะ สภาวะอันหมักดองของสันดาน สิ่งที่มอมพื้นจิต กิเลสท่ีไหลซึมซาน
ไปยอมใจเมื่อประสบอารมณต า ง ๆ

อาสวกั ขยญาณ ญาณหย่ังรใู นธรรมเปน ทีส่ น้ิ ไปแหงอาสวะทัง้ หลาย ความรูท่ีทําใหสิ้น
อาสวะ ความตรสั รู

อิทธปิ าฏิหารยิ  ปาฏหิ ารยคือ ฤทธ์ิ แสดงฤทธ์ไิ ดเ ปน อัศจรรย

อทิ ธิวิธาญาณ ญาณแสดงฤทธิ์ตาง ๆ ได (เปนความเกงในการดับหรือกาวออกพน
กเิ ลสแตละระดบั )

อิทปั ปจจยตา ภาวะทีม่ ีอันๆนเ้ี ปน ปจ จัย (ทัง้ รูปธรรม นามธรรมตางๆ)

อนิ ทรีย ธรรมที่เปนใหญใ นกิจของตน

อนิ ทรยี สังวร การสํารวมอินทรีย คือระวังไมใหบาปอกุศลธรรมครอบงําใจ เมื่อรับรู
อารมณดว ยอินทรียท้งั 6 (หรอื ทวาร 6: หู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ)

อตุ นุ ิยาม กฎธรรมชาติเกี่ยวกับอุณหภูมิ หรือปรากฏการณธรรมชาติตางๆ
โดยเฉพาะดนิ นํา้ อากาศ และฤดูกาล อันเปน สิ่งแวดลอมสําหรับมนษุ ย

อทุ ธจั จกุกกจุ จะ ความฟงุ ซานและรอ นใจ ความกระวนกระวายกลมุ กังวล



อุทยพั พยานุปสสนาญาณ ญาณอันตามเห็นความเกิดและความดับ คือ พิจารณาความเกิดขึ้นและ
ความดับไปแหงเบญจขันธ จนเห็นชัดวา สิ่งทั้งหลายเกิดข้ึนครั้นแลวก็
ตอ งดับไป ลวนเกดิ ขนึ้ แลวกด็ บั ไปทั้งหมด

อุปจารสมาธิ สมาธิจวนจะแนว แน

อุปาทาน ความยึดมั่น, ความถือม่ันดวยอํานาจกิเลสความยึดติดอันเน่ืองมาแต
ตัณหา ผกู พันเอาตวั ตนเปนที่ตัง้

1

บทที่ 1
บทนาํ

1.1 ความเปนมาและความสาํ คญั ของการวิจยั

1.1.1 ปรากฏการณ โลกทุกวันนี้ มีภาวะสับสนวุนวายในทุกระดับจนถึงข้ันวิกฤต
อันนํามาซ่ึงองคความรูที่หลากหลาย “ทฤษฎีไรระเบียบ” (Chaos Theory) เปนตัวอยางหนึ่ง
ของความพยายามในการท่ีจะคล่ีคลายปญหาดังกลาว อันเปนอุดมการณพ้ืนฐานของมนุษยทุกยุค
ทุกสมัยมากอนหนาน้ี ปจจุบันก็เชนกัน วิถีชีวิตตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในพระบาทสมเด็จ
พระจาอยูหัวไดรับการยกยองจากองคการสหประชาชาติวาสามารถรับมือกับปญหาปจจุบันที่มีความ
หลากหลายและซับซอนสัมพันธกันท่ัวโลกไดอยางมีประสิทธิภาพและควรเปนอุดมการณที่พึงมีใน
ครสิ ตศตวรรษท่ี 21 เพราะตน เหตุของปญหาคือความโลภทไี่ มรจู กั พอของมนษุ ย

เมื่อมีความโลภแลวก็กอใหเกิดอกุศลมูลสาม กลาวคือเม่ือไมไดสมใจก็จะแปร
สภาพเปนโทสะ แลวพัฒนาเปนโมหะท่ีถลําลึกย่ิงข้ึนหมุนรอบเปนโลภะอีก เปนปญหาตอเน่ือง
ในลักษณะงูกินหาง ถาหากไมสามารถจัดการกับอวิชชาหรือโมหะ ซ่ึงเปนตัวตนเหตุได เน่ืองจาก
ความหลงผิดท้ังมวลคือท่ีมาของปญหาสังคม ท่ีมีมาทุกยุคทุกสมัยตั้งแตโบราณกาล เปนความไมรู
ท่ีจะจัดการกับปญหาและชีวิตใหเกิดความพอดีไดอยางไร แตถามีปญญาระดับวิชชาแลวก็จะ
สามารถสรางความพอดสี ําหรบั ทุกคนไดแ ละอยา งยัง่ ยนื ดว ย

สมเด็จพระศาสดาไดตรัสรูและไดนําความรูดังกลาวส่ังสอนเพ่ือประโยชนสุขแก
มหาชนมาตลอดพระชนมชีพ เปนเวลา 2600 ปมาแลว แมในบทสวดมนตสรรเสริญพระพุทธคุณ
ไดกลาววาพระองคทรงมีองคความรู (วิชชา) และทรงรูแนวทางปฏิบัติ (จรณะ) ที่จะไปสูความ
พนทกุ ขอยา งส้ินเชิงและยั่งยืน องคความรนู ค้ี ือวิชชาจรณสัมปนโน ซ่ึงหมายความวาผูถึงพรอมดวย
วิชชาและจรณะน้ีแหละจะเปนคําตอบท่ีสําคัญแนวทางหนึ่ง ที่จะพามนุษยชาติใหพนวิกฤต
แหงความสบั สนวุน วายไดใ นทุกระดบั

1.1.2 อดุ มการณแ ละพันธกิจของพุทธบริษัท อุดมการณและพันธกิจเปนสิ่งที่เสริมแรง
กันเหมือนมือซายกับมือขวาทํางานรวมกัน อุดมการณที่ดีตองมีเปาหมายและแนวทางท่ี จะบรรลุ
เปาหมาย ซึ่งตองประกอบดวยบุคคลผูทําหนาท่ีสืบทอดที่ถือเปนพันธกิจอยางตอเน่ืองที่ จะดําเนิน
ตามแนวทางนั้น ๆ จนบรรลุเปาหมายได สมัยพุทธกาล บุคคลมากมายยึดถือพันธกิจที่ จะดําเนิน
ชีวิตตามแนวทางวิชชาจรณสัมปนโน จนถึงเปาหมายตามแนวทางที่พระพุทธองคทรงสอน
จนบรรลุอุดมการณโลกุตตระธรรมที่เปนความจริงแทแนนอนที่มีอยูแลวในธรรมชาติ หรือ

2

ปรมัตถสจั จะท่ตี างจากความจริงที่ยอมรับรวมกันในสังคมมนุษยหรือสมมติสัจจะโดยท่ีปรมัตสัจจะ
ดังกลา วผทู ่เี ปนอรยิ บคุ คลในระดบั ตา ง ๆ ไดเ ขา ถึงความจรงิ ในระดบั นม้ี าแลว มากมายในอดีต

อุดมการณของพุทธนี้ เปนความจริงอันประเสริฐของชีวิตเพ่ือมนุษยชาติ
เปนสัจธรรมสากลที่ยังคงดํารงอยูตอไปตราบใดที่ยังมีมนุษยอยูบนโลกน้ี เปนเสมือนลมหายใจและ
เลือดของมนุษยทุกคน โดยไมมีการแบงแยก เชื้อชาติ ผิวพรรณ วรรณะ ความเช่ือ วัฒนธรรม
แมกระทั่งเพศ วัย รวมท้ังศาสนา และระดับการศึกษา พระพุทธองคทรงคนพบสัจจะ ความจริง
อันประเสริฐของชีวิต เพ่ือความพนทุกขดวยพระองคเอง แลวทรงสอนหนทางน้ีแกบุคคลทั่วไป
ความพนทุกขนี้เปนความรูที่เกิดจากการเรียนรูกฏเกณฑท่ีมีอยูตามธรรมชาติทั้งฝายทุกขเกิดและ
การทําใหทกุ ขดับ จึงเปนสิทธโิ ดยชอบธรรมของมนษุ ยชาติที่จะสามารถเรียนรูถึงกฏเกณฑตาง ๆ
เหลาน้ไี ด โดยไมตองถูกปด ก้นั หรือตกอยูภายใตก รอบของศาสนาวฒั นธรรมใด ๆ

พุทธศาสนาเปนมิติทางสังคมของมนุษยที่มีชีวิตรวมกันและควรทําประโยชน
ใหแกกัน ขณะท่ีพุทธธรรมเปนการนําเอาคําสอนของพระพุทธเจา คือกฏธรรมชาติที่เก่ียวกับมนุษย
และส่ิงมีชีวิตท้งั หลายที่คนพบโดยพระพุทธเจา มาเผยแพรตอสัตวโ ลกทัง้ หลาย โดยเฉพาะในสภาวะ
จติ วิญญาณมนษุ ยซ ่งึ ยังตกอยใู นหว งความทุกข ใหสามารถบรรเทาทุกขเหลานั้นลงหรือหลุดพนจาก
ทุกขเ หลา น้ันไปไดในทีส่ ุด จงึ เปน ส่งิ ทีอ่ ยเู หนือมติ ิของศาสนาใด ๆ ศาสนาเปน เพียงฐานรองรับการ
เผยแพรและการสงผานองคความรูทางธรรมไปยังคนรุนตอ ๆ ไป ถาการสงผานองคความรูทาง
พุทธธรรมไมดี ความรู ความเขาใจ และความชัดเจนในธรรมะของพุทธะยอมมีความพรามัวสับสน
ไมมีความชัดเจนหรืออาจไมครบขั้นตอน ทําใหการปรากฏตัวของพุทธธรรมมีสภาพ
ไมสมบูรณและอาจจะเลือนหายไปในท่ีสุด ประโยชนที่มนุษยชาติจะไดรับรูความจริงอันประเสริฐ
ก็จะคอย ๆ เลือนหายไป แตพุทธธรรมเปนสัจจะท่ีสัมบูรณไมจํากัดกาลหรืออกาลิโก จะไมมี
การเส่ือมสภาพความสมบูรณในตัวแตอยางใด สําคัญวาผูสงผานพุทธธรรมน้ันเปนพุทธบริษัท
ที่มีความรูชัดแจง ในวิชชาจรณสัมปนโน และยึดถือเปนพันธกิจที่จะกระทําความรูดังกลาวใหแจง
ถึงขั้นบรรลุเปาหมายและวัตถุประสงคของพระบรมศาสดาอยางย่ังยืนไดเพียงใด ซ่ึงเปนท่ีนาสงสัย
อยูวายงั คง มพี ุทธบรษิ ัททยี่ ึดถือพนั ธกิจน้อี ยจู ํานวนมากหรอื นอ ยเพียงใด

เพราะมีความเขาใจที่คลาดเคลื่อนวา การดํารงอยูข องพระพุทธศาสนาคือ การดํารง
อยูของพุทธธรรม กลาวคือ ตราบใดท่ียังมีพุทธศาสนา พุทธธรรมก็ยังคงดํารงอยู แตความจริงแลว
พุทธธรรมท่ีสมบูรณนั้นตางหาก ที่จะเปนตัวกําหนดอายุของพระศาสนา ความเขาใจท่ีผิดเพ้ียนนี้
นําไปสูรูปแบบของการดํารงรักษาการประพฤติธรรมเพียงแคเปลือกของพุทธศาสนาเทานั้น เชน
การทําพิธีกรรมตาง ๆ การศึกษาหาความรูเพียงแคหัวขอธรรมและความหมายในเชิงนิรุตติ อันเปน
ปริยัติในเชิงโครงสรางต้ืน โดยเชื่อวาเปนการสะทอนพุทธธรรมและพุทธศาสนายังสมบูรณอยู จนทํา
ใหส าระสําคัญของชุดวิชาพุทธ โดยเฉพาะในสวนที่เนนการปฏิบัติตามแนวทางที่ควรจะเปน สูญหาย

3

พราเลือน ผุกรอนไปอยางนาเสียดาย ตัวอยาง เชน ชุดองคความรูวิชชาจรณสัมปนโนท่ีมีความ
สมบูรณ ดว ยความรแู ละวิธีการปฏิบัติที่จะดําเนนิ ไปสูเปาหมาย ความเปนพุทธะ ความเปนอริยะ และ
ความพนทุกขโดยสิ้นเชิง ไดเจือจางลงแทบจะสูญหายไปอยางนาเสียดาย พุทธบริษัทจึงสมควร
อยางยิ่งท่ีจะหันกลับมาศึกษาและกระทําใหแจงในชุดองคความรูนี้อยางรีบดวน ดวยเหตุวา
วชิ ชาจรณสมั ปนโนจะเปน องคธ รรมที่จะพาสูก ารบรรลุเปาหมายและพนั ธกจิ ของอดุ มการณพ ทุ ธได

ภารกจิ ทพี่ ระพุทธเจา ฝากไวแกพ ทุ ธบริษัท 4 ท้ังในฐานะสมมุติสงฆ และฆราวาส
ก็คือการศึกษาปฏิบัติจนถึงผลข้ันโลกุตตระ จึงจะไดช่ือวาเปนสวนของพุทธบริษัท 4 ที่แทจริงคือ
อริยสงฆ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ที่เหมาะสมที่จะสืบตอสารัตถะของพุทธโดยชวยใหเกิดความ
เปนพุทธะขึ้นในจิตวิญญาณของมนุษยชาติไดภายในตน กอนท่ีจะแพรขยายสูผูอื่น นี่แหละคือพันธ
กิจในการสบื ตอ อายุพระศาสนา

มีความจําเปนอยางยิ่งยวดที่จะตองใหฆราวาสรูสึกตัวต่ืนข้ึนมาและไดตระหนัก
ถึงความจริงวา ฆราวาสแหงพระสมณโคดมไดหลงลืมพันธกิจที่สําคัญน้ี เพราะมีความเห็นผิดเพ้ียน
ไปวา สําหรับฆราวาสน้ันการปฎิบัติธรรมขั้นโลกียะก็เพียงพอแลวไมตองถึงขั้นโลกุตตระ เพราะ
ความไมเขา ใจชัดในคําวา “โลกุตตระ” ความไมเขาใจในข้ันตอน และความไมเขาใจในระดับตาง ๆ
ของโลกุตตระ ทําใหคิดกันวาการมุงสูโลกุตตระน้ันจะเปนการทําใหละทิ้งครอบครัว สังคม
เอาตัวรอด ตัดชองนอยแตพอตวั ผดิ เพี้ยนไปจากคานิยมทพ่ี ึงประสงคของสงั คมมนษุ ย

การหลงลืมพันธกิจของฆราวาส อันเปนกําลังสําคัญซึ่งเปรียบเหมือนเปนฐาน
ใหญของปรามิดของพุทธบริษัท 4 ไดพังทลายลง สงผลใหพุทธชีวีออนแอลง เกิดการกัดกรอน
สูญสลายในหลกั ธรรม ในเน้อื หาแกนแทข องพุทธธรรม รวมทั้งในแกนแกนของวิชชาโลกุตตระคือ
วิชชาจรณสัมปนโนนั่นเอง จึงควรท่ีจะตองพลิกฟนองคความรูน้ีขึ้นมาอยางเรงดวน เปนการสืบตอ
พันธกิจฐานฆราวาส เพ่ือใหพุทธชีวีที่ออนแออยูจะไดกลับฟนแข็งแรงทันกับกับความเสื่อมโทรมท่ี
เกิดขึน้ ในยุคกาลน้ี

1.1.3 แนวคิดการศึกษา การศึกษาเพื่อชวยใหโลกรอดพนวิกฤตในปจจุบันและอนาคต
อันใกลน้ี ควรเปนแนวทางบูรณาการของความรูทางโลก เปนแนวทางพหุนิยมบูรณาการ (Integral
pluralism approach) และการแกไขดวยการลงมือปรับปรุงเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใหมที่ลดละกิเลส
ตัณหาอันตนเหตุปญหาของมนุษยชาติปจจุบัน ดวยองคความรูพุทธธรรมที่ช่ือวาวิชชาจรณ
สัมปนโน ซ่ึงก็สอดคลองกับแนวทางเศรษฐกิจพอเพียงในสวนท่ีเรียกวา 2 เง่ือนไข คือเง่ือนไข
ความรู และเงื่อนไขคุณธรรม เพราะถามีองค “ความรู” ในแนวทางท่ีถูกตองและตรงเหตุ
การตัดสินใจในการระงับเหตุหรือสมุทัยที่ตองลดละจนเกิดเปน “คุณธรรม” ซึ่งก็คือสองเง่ือนไข
ที่เปนสัมมาทิฎฐิแลว สามหวงคือความพอประมาณ ความมีเหตุมีผล และความมีภูมิคุมกัน
กจ็ ะสามารถบรรลุเปาหมายสูงสุดได

4

แนวคิดที่วาเศรษฐกิจพอเพียงมีฐานะเปนเพียงเศรษฐกิจทางเลือกของทุนนิยม
เปนความเขาใจที่พลาดเปาอยางสําคัญ เพราะถูกลดทอน (reduction) ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง
ลงเหลือเปนบริบทเล็กๆ เม่ือเทียบอิทธิพลมหาศาลของกระแสทุนนิยมท่ีมีพัฒนาการท่ีเปน
มิจฉาทิฎฐิ จึงผิดไปในทางสามานยจนกลายเปนหายนะทวมทับโลกอยูในปจจุบัน เปนที่ทราบกัน
โดยทั่วไปอยา งชดั เจนอยูแลว วาปรัชญาของเศรษฐกจิ ทุนนยิ มน้นั มงุ กระพือโหมกเิ ลส เปรียบเหมอื น
เด็กเลนไมขีดไฟจนเกิดไฟไหมบานและลามไปถึงส่ิงปลูกสรางขางเคียงใหญโต ในขณะที่เด็กก็ทํา
ได เพียงรองไหตกใจ เด็กไมรูจักภัยของไฟ ก็เปรียบเหมือนมนุษยชาติท่ีแมจะฉลาดปราดเปร่ือง
เพียงใด ถาไมรูการบริหารจัดการที่เหมาะสมกับไฟเพราะความไมรูหรืออวิชชาก็เปรียบได
เหมือนกับ ความไมรูของเด็กฉันนั้น วันนี้ไฟแหงกิเลสตัณหาก็กําลังลุกไหมเผาผลาญทรัพยากรโลก
จนเสยี สมดุลเปนวิกฤตโลกรอน วิกฤตพลังงาน วกิ ฤตเศรษฐกิจ และวกิ ฤตโครงสรางสถาบนั การเงิน
การเมือง การปกครอง การบริหารจัดการ ทุกระดับของทั้งโลก ท่ีไมอาจรับมือความผันผวนรุมเรา
ของวิกฤตเหลาน้ีไดอยางมีประสิทธิภาพ ท้ังน้ีเพราะมีสาเหตุเน่ืองจาก “ความไมรู” หรืออวิชชา
นั่นเอง

การศึกษาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยทําใหเปน “วิถีชีวิตพอเพียง”
อันเปนวิถีชีวิตสันโดษคือมีความสุขกับการรูจักพอ เพราะธรรมะ “ใจพอ” นี้แหละคือทรัพยภายใน
ที่ทรงคุณคาของมนุษยชาติทั้งมวล ดังพุทธภาษิตที่วา “สันตุฎฐิ ปรมัง ธนัง” คือความสันโดษ
เปนทรัพยอยางยิ่ง (ดูเพิ่มเติมในบทที่ 2 ขอ 2.3.2.1) จริงอยูที่เศรษฐกิจพอเพียงเนนการเริ่มตน
ในฐานเศรษฐกจิ เชน ทฤษฏีใหมเพื่อชว ยยกระดับชีวติ ความเปนอยูที่ขาดแคลนจนยากลําบากใหเปน
ชีวิตพออยูพอกิน เพ่ือเปนพื้นฐานใหมของผูที่มีชีวิตที่เริ่มจากความขาดแคลนใหสามารถบํารุง
วถิ ีชีวิตจิตวญิ ญาณข้นึ สวู ถิ ีทางธรรม อนั นํามาซึง่ ความสงบสุขทางจติ ใจตอ ไปไดโดยไมย ากนกั

วถิ ีชวี ิตสันโดษเปน “วถิ ีธรรม” เพราะสันโดษเปนขอธรรมะแกนกลางที่แสดงผล
อันเปนสมณะ หรือ “สามัญญผล” ท่ีพระพุทธเจาทรงตรัสตอบคําถามของพระเจาอชาตศัตรู ถึงผล
ของผูที่มาศึกษาเรียนรูฝกฝนปฏิบัติในแนวทางคําสอนของพระองคแลว จะมีผลเปนสมณะรวมกัน
ได ไมแยกวรรณะ เพศ อายุ อาชพี เปน ตน และสามญั ญผลน้ีทําใหเ ปนผูมี “วิชชาจรณสมั ปนโน”อนั มี
ความหมายวาเปนผูถึงพรอมดวยความรูและการปฏิบัติหรือ วิชชาและจรณะ ซึ่งสามารถเปนได
เพราะไดม ีการปฏบิ ตั ิตามปรยิ ตั ิหรอื องคค วามรู “จรณะ 15 วชิ ชา 8”

การมีชีวิตพอเพียงตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เปนบูรณาการวิถีธรรม
เขาสูมิติ “วิถีชุมชุมสูโลกุตตระ” เพราะเดิมมีการจําแนกปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเปน 2 ระดับ
คือโลกียธรรม หมายถึงโลกวัตถุในมิติทางสังคม และการพัฒนาเขาสูโลกุตตรธรรมหมายถึงโลกจิต
วิญญาณเปนมิติของปจเจกบุคคล นับเปนมุมมองของกระบวนทัศนเกาของยุคทันสมัย

5

การสอนโลกตุ ตรธรรมของพระพทุ ธเจาถูก “ลดทอน” (reduction) ลงมาเหลือเพียงระดับโลกียธรรม
สําหรับฆราวาส ทั้งที่ทุกคนก็ทราบปณิธานของพระพุทธองคที่ตรัสตอมารวา “(ดูกรมาร) เราจะยัง
ไมปรินิพพานถาตราบใดพุทธบริษัท 4 คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา ยังไมม่ันคง ยังไมแกลว
กลาอาจหาญในบริษัท (ท่ีประชุมชนหมูมาก)” ในการประกาศโลกุตตรมรรคผล เหตุการณนี้มีเพียง
พระพุทธ พระธรรมเทานั้นเกิดกอนท่ีจะมีพระภิกษุองคแรก (ยังไมครบพระรัตนตรัย) แลวฆราวาส
ในพุทธบริษัท 4 คืออุบาสก อุบาสิกาในปจจุบัน ถาฆราวาสเหลานี้ไมศึกษาโลกุตตธรรม มีเพียง
ความรูในระดับโลกียธรรมแลว จะยังความแกลวกลาอาจหาญในท่ีประชุมชนไดอยางไร ภารกิจอัน
เปนพันธกิจในการสืบสานปณิธานยิ่งใหญของพระพุทธองคเพ่ือมนุษยชาติจะยังสามารถดําเนินสืบ
ตอ ไดอยอู กี หรือ

พระพทุ ธเจาทรงประกาศคําสอนของพระองคในแนวทาง “วถิ โี ลกบูรณาการ” คือมี
พื้นฐาน “โลกุตตระ” ของปจเจกก็จริง แตพระองคก็ทรงยํ้าชัดเจนใหดําเนินการกระทํา “กิจ (ของ
อรยิ สจั ) เปน ความเจริญ” ตอ สังคมเพ่ือนมนุษย ดวย “สัมมาอริยมรรคมีองค 8” เพื่อเปนประโยชนแก
ชนหมูมากหรือ “พหุชนหิตายะ” อันมีผลสัมฤทธิใหเกิดความผาสุก (ที่เร่ิมจากใจพอจนเกิดเปนความ
สงบรมเย็น) แกมวลหมูมหาชนหรือ “พหุชนสุขายะ” อันสงผลกระจายแผไปทั่วทุกสารทิศดวยหลัก
พรหมวิหาร 4 อันประกอบดวย เมตตา คือความเปนมิตรและมีไมตรีตอกัน กรุณาคือความเห็นอกเห็น
ใจผูอ่ืนและพยายามใหความชวยเหลือผูอ่ืนในยามท่ีเขามีความทุกข มุทิตา คือความยินดีกับผูอื่นใน
ยามทีเ่ ขาไดประสบกบั ส่ิงที่นายินดี และอุเบกขา คอื สภาวะที่จติ มคี วามเท่ียงตรง พรอมท่ีจะรับรูทุกส่ิง
ทุกอยางตามความเปนจริงของส่ิงน้ัน ๆ อุเบกขานี้เองจะนําไปสูอธิปญญาขั้นวิชชา ไมมีอะไรหยุด
ขวางก้นั ไดหรอื อปั ปมัญญา 4 เพ่อื ประโยชนแกโลกของมวลมนุษยชาติใหเปนแสงสวางแกโลก หรือ
“โลกานุกัมปายะ” เปนผูไปดีแลวหรือสุคโตและเปนผูรูแจงโลกหรือโลกวิทู เปนอุดมการณท่ีย่ิงใหญ
ของมนุษยคนหนึ่งท่ีประกาศอุดมการณนี้ตอมวลมนุษยชาติ แลวลงมือปฏิบัติเปนพันธกิจท้ังชีวิต
ยาวนาน 45 ป เหน็ดเหนื่อยจนวันสุดทาย ตรัสบอกสภาพกายขันธแกอานนทวารางกายสังขารของเรา
ไดถูกใชทํางานจนเกาแกคร่ําครา ทรุดโทรมหนักหนา มีทุกขสวนกายหนัก เธอจงปูผาลาดณ ใตตน
สาละคนู เ้ี ถอะเราจะกระทํากาลปรนิ พิ พาน (คือดบั สนทิ ไมก ลบั มาเกิดอกี แลว)

ภาพรวมของแนวคิดการศึกษาใน 4 วิถีดังกลาว คือจาก “วิถีโลกบูรณาการ”
สู “วิถีชีวิตพอเพียง” ดวย “วิถีชุมชนสูโลกุตตระ” เพราะเขาสู “วิถีธรรม” สําเร็จเปนภาคสวนองค
ความรตู ะวนั ออกทมี่ ีความสมบูรณไดดีอยูในตัวเอง แตถ าสามารถขยายผลตอ ยอดแนวทางบรู ณาการ
(integral approach) ขององคความรูตะวันตกในปจจุบันได ก็จะเกิดคุณูปการมหาศาลตอทุกคน
ซงึ่ จะเปน ประโยชนแ กมวลมนษุ ยชาตอิ ยา งมาก

6

1.1.4 ความสนใจของผูวิจัย จากปรากฎการณท่ีเต็มไปดวยปญหาวิกฤติในโลกปจจุบัน
ประกอบกับอุดมการณและพันธกิจเพื่อบรรลุเปาหมายอยางมีทิศทาง ตามแนวคิดของการศึกษา
ซง่ึ เปน ทัง้ ภาพกวางมากและมรี ายละเอยี ดลึกซง้ึ มาก นํามาสูความสนใจของผูวิจัยวาการพัฒนาในยุค
หลังทันสมัยนี้ จะตองดําเนินสืบตอไปจนถึงขั้นมีการเปลี่ยนแปลง (change) ระดับกระบวนทัศน
(paradigm) ใหมในทส่ี ุดไดอ ยางไร

ความหมายของกระบวนทศั น ไดแก
1.1.4.1 ตามความหมายในพจนานุกรม – The American Heritage Dictionary of
the English Language 3rd Edition มีวา

Paradigm = An example that serve as pattern or model
แปลวา ตวั อยางที่แสดงการใชเปนกระสวน หรอื ตัวแบบได
ในพจนานุกรม Cambridge Advanced Learner”s Dictionary Second
Edition C 2005 มวี า
Paradigm = A model of something or a very clear and typical example
of something
แปลวา ตัวแบบของบางสิ่ง หรือตัวอยางที่ชัดเจน และเปนแบบอยางของ
บางสิง่
1.1.4.2 ตามความหมายในศัพทการจัดการความรูดานการพัฒนาสังคมและ
สวัสดิการ โดยสังคม คุณคณากรสกุล (พ.ศ. 2522) กระบวนทรรศน แปลวา ตัวแบบทางความคิด
ท่ีใชเปนเง่ือนไขในการพิจารณา อธิบายสภาพแวดลอม ปรากฏการณ วามีท่ีมา ปญหา และแนวทาง
แกไขอยางไร ซึ่งกระบวนความคิดนี้เกิดจากการกลอมเกลาทางสังคม การเปลี่ยนแปลงกระบวน
ทัศนน้ันสามารถทําไดโดยการมีผูเสนอทางเลือกใหม ซึ่งอธิบายไดดีกวาเดิมและสามารถแกปญหา
ทีม่ ีอยใู นขณะนัน้ ไดจริง อนั จะกลายเปนกระบวนทรรศนใ หมตอ ไป
1.1.4.3 ธนพล พันธเสน (2549) กระบวนทัศน (หรือบางก็ใชคําวา “ทัศนะ
แมบท”) หมายถึงชุดความเช่ือที่ยอมรับในกลุมชนแบบอยางหรือบรรทัดฐานของการคิด ซึ่งรวมถึง
ปรัชญา ความเช่อื คานยิ ม การรับรู และทัศนะพนื้ ฐานในการมองโลกท่ีมีรวมกันของกลุมชนอันเปน
ท่ีมาของทัศนะอน่ื ๆ ตลอดจนวถิ ชี วี ติ ของกลมุ ชนนัน้
1.1.4.4 เสรี พงศพิศ (2006 www.phongphit.com) มองภาพใหญท่ีเริ่มจากคิดเปน
มีมโนภาพหรือมโนทัศน (Concept) ที่ทําใหมีความคิดรวบยอดในเร่ืองที่ตามมาดวยความคิดอยาง
เปนระบบ (Systems Thinking) ซ่ึงรูจักการปฏิสัมพันธ (Interaction) ในสวนยอยองคประกอบ
ที่เก่ียวของกันอยางเปนกลุมกอน (Cluster) วิเคราะหแยกออกเปนแลวสังเคราะหส่ิงใหมที่ดีกวา
ที่เปนทางออก ดวยการทําใหเกิดการผนึกกําลัง (Synergy) หรือสนธิพลัง ทําใหไดผลมากกวา

7

บวกกนั อาจเปน คณู กนั ในลกั ษณะทวคี ูณได “เม่ือคิดเปน คิดเปนระบบ และทําเปน ระบบได กเ็ รยี นรู
เพอื่ คิดทําดวยกระบวนทัศนใหม กระบวนทัศนซ่ึงแปลวา วิธีคิด วิธีปฏิบัติ วิธีใหคุณคา ซึ่งต้ังอยูบน
ฐานการมองโลกความเปนจริงแบบหนึ่ง “กระบวนทัศนใหมเปนอะไรที่เก่ียวกับคําสําคัญอยางการ
พัฒนายงั่ ยนื การพงึ่ ตนเอง ภมู ปิ ญญาทอ งถิน่ องคร วมและบรู ณาการ และอีกหลายคํา”

เศรษฐกิจพอเพียงเปนปรัชญา หากกลายเปน “วิญญาณ” (Soul) ของระบบ
เศรษฐกิจของทองถนิ่ ก็จะทําใหมีพลังและย่งั ยืน

1.1.4.5 เออรวิน ลาซโล (Irwin Laszlo, 2006 อางจาก ไสว บุญมา และนภาพร
ลิมปปยากร : 32-34) เปนผูมีชื่อเสียงคนหนึ่งในเร่ือง “ทฤษฎีไรระเบียบ” (Chaos Theory)
ไดเขียนหลักสําคัญ 4 ประการในหนังสือ The Chaos Point: the World at the Crossroads วาโลก
อาจจะรอดพน วกิ ฤตได ถามนษุ ยมีการเปลีย่ นกระบวนทัศนใ หม แลวดาํ เนินวิถีชีวติ ชวี ติ ใหม ไดแ ก

1) ละท้ิง กระบวนทัศนเดิม โลกทัศนและความเชื่อเกา ๆ เชนทุกคนยึด
ตัวเองเปนศูนยกลาง ปญหาทุกอยางแกไดดวยเทคโนโลยีใหม ๆ การบริโภคนิยมท่ีเปนการเพิ่ม
อัตตลักษณและความเปนฐานะช้ันสูงในสังคม ชีวิตเปนเกมการแขงขัน ผูรอดคือผูชนะและใชวิธี
อะไรกไ็ ดท ท่ี าํ ใหป ระสบชัยชนะโลกใหญโตมากสามารถปรับฟนคืนสมดุลตัวเองได ดังเชนในอดีต
อันยาวนานมากอนแลว ตองมีการใชกําลังทหารเพ่ือความกาวหนาและความมั่นคงทางเศรษฐกิจ
ของชาติที่รํ่ารวยมั่งคั่งแลว ไมจําเปนตองกังวลกับปญหาของอนาคตใหเปนความรับผิดชอบของคน
รุนตอ ไป ซง่ึ ท้ังหมดนล้ี วนแตแ กปญ หาวกิ ฤตโลกไมได

2) ยึดหลักจริยธรรม หรือฐานของพฤติกรรมแนวใหม (จากเดิมท่ีมีอยู
หลากหลาย) เพราะโลกยุคตอไปตองการจริยธรรม (หรือ “ธรรมจริยา” คือความประพฤติที่เปน
สุจริตธรรม - ผูวิจัย) ซึ่งเปนท่ียอมรับกันทั่วโลก ตัวอยางเชน “มีความเปนอยูแบบเรียบงายที่ผูอ่ืน
จะอยูดวยได” อันมีที่มาจากมหาตมะ คานธี และคําเรียกรองของนักวิทยาศาสตร 1,670 คน รวมทั้ง
ผูไดรับรางวัลโนเบล 102 คน ประกาศในป ค.ศ. 1993 นับเปนหลักจริยธรรมท่ีปองกัน
การเบียดเบียนกันระหวา งมนุษยดว ยกันเองกับปอ งกันการทํารายธรรมชาติในโลกนด้ี ว ย

3) มีความกลาท่ีจะฝนและสรางฝนนั้นใหเปนจริง ดังคําพูดโรเบิรต
เคนเนด้ี วาเม่ือเห็นโลกเลวรายลง บางคนเอาแตถามวาทําไมจึงเปนเชนน้ัน แตผมใฝฝนถึงโลก
ท่ีสวยงาม แลว ถามวา ทําไมจึงไมเปนเชนน้ัน

4) การพัฒนาจิตใหเกิดความมีสติ เพราะความมีสติมีพลังอันแรงกลา
ทจ่ี ะกอ ใหเ กิดการเปลีย่ นพฤติกรรมทนี่ ําโลกผานวิกฤตไปสคู วามราบร่นื ได

ผูวิจัยมีความสนใจวาดวยพฤติกรรมเล็ก ๆ ที่มนุษยนับพัน ๆ ลานคน
หากเขาใจและมีกระบวนทัศนใหมแลว ใชแนวทางบูรณาการของพฤติกรรม 4 ดาน คือ ตอตัวเอง

8

ตอชุมชน ตอสังคม และตอโลกส่ิงแวดลอม ก็จะมีผลพลิกวิกฤตโลกได ดุจทฤษฎีผีเสื้อขยับปก
พรอมกนั (Butterfly effect) ก็อาจทาํ ใหเ กิดพายขุ ึน้ ในอกี ซกี โลกหน่ึง

1.2 คาํ ถามงานวิจัย

คําถามหลัก : องคความรูจรณะ 15 วิชชา 8 ในระดับที่มีรายละเอียด ในระดับใด
จงึ สามารถสง เสริมการยกระดบั จติ วิญญาณคนดีมีกลั ยาณธรรมใหเ ขา สวู ถิ อี าริยธรรม อนั นําพาเขาถึง
ฐานปฏบิ ัตขิ องอริยชนข้นั ตนท่สี ามารถปดอบายภมู ไิ ด

คําถามรอง : องคความรูวิชชาจรณสัมปนโนในเนื้อหาพุทธธรรมท่ีสามารถตอยอด
ใหสมบูรณขึ้นจากงานที่กลุม Ken Wilber และนักคิดตะวันตกสายบูรณาการทางจิตวิญญาณ
(Integral Spirituality) ทีไ่ ดศกึ ษามาแลว ไดห รือไม เพยี งใด และอยา งไร

1.3 วตั ถุประสงคง านวจิ ยั

วัตถุประสงคหลัก : การศึกษาองคความรูของผูมีวิชชาจรณสัมปนโนท่ีสัมฤทธิผล
ดวยการดําเนินจรณะ 15 วชิ ชา 8 อยางเปน ลาํ ดับตลอดสายในระดบั กระบวนทัศนแ นวทางบรู ณาการ

วัตถุประสงครอง : การศึกษาความสัมพันธเชิงโครงสรางในหลักพุทธธรรมท่ีสําคัญ
ภายใตก รอบของทฤษฎีระบบ (Systems Theory)

1.4 ขอบเขตของการวิจยั

1.4.1 งานวิจัยน้ีเปนงานวิจัยเชิงคุณภาพท่ีมีขอบเขตเพียงในระดับ “กระบวนทัศน”
ซ่ึงแมจะครอบคลุมประเด็นตาง ๆมาก เชน การรับรู กระบวนการคิด การใหคุณคา ระดับจิตสํานึก
วถิ ชี วี ิต พฤตกิ รรม ในหลากหลายบริบท แตจะมีขอบเขตเพียงในระดับ “องคความรู” จึงไมไดลงไป
ในรายละเอียดของขอมูลเชิงปริมาณ เชน เพศ อายุ การศึกษา รายได อาชีพ ภูมิลําเนา เปนตน
ซ่งึ อาจจะมีความแตกตา งระหวา งบุคคล ซง่ึ อยูน อกเหนือขอบเขตงานวจิ ัยน้ี

1.4.2 กระบวนทศั นในงานวิจัยนี้ จะมีขอบเขตหลักอยูในแนวทางบูรณาการ ซ่ึงนับเปน
กระบวนทัศนใหมท่ีใหประโยชนในการตีความและเจาะลึกหาความหมายในองคความรูท้ังในพุทธ
ธรรมและแนวคิดตะวันตก ท่ีมีสวนสัมพันธกันและสามารถตอยอดองคความรูจากตะวันออกเขาสู
ตะวันตกได

1.4.3 ขอบเขตของหลักเกณฑในการตรวจสอบความถูกตองตรงประเด็น (Validity
Claim) ของความจริงในองคความรูพุทธธรรม จะอางอิงกับพระไตรปฎก และการตีความบน

9

หลักเกณฑที่พระพุทธองคใหไวตรวจตราสอบทานวา ธรรมอันใดใชหลักธรรมวินัยของพระองค
อันใดไมใชเชน หลักตัดสินธรรมวินัย 8 ประการ; หลักใหญสําหรับอางเพื่อตรวจสอบเทียบเคียง
หรือ มหาปเทส 4 เรื่องที่ควรพูดเพ่ือขัดเกลากิเลสและธรรมที่ควรสนทนากันไปทางโลกุตตระหรือ
กถาวัตถุ 10 หลักประพฤติตนเปนคนมธี รรมะนายกยองนบั ถอื หรือวรรณะ 9 เปนตน

1.4.4 ขอบเขตการกลาวถึงขอมูลและหรือองคความรูใน “พุทธกระแสหลักในประเทศ
ไทย” และหรือ “ชาวพุทธท่ัวไป” ที่ครอบคลุมท่ัวประเทศ (และทั่วโลก) เปนตน นับเอาสวนขอมูล
ท่ีเปนเชิงปรากฏการณหรือกระแสสวนใหญอันเปนสิ่งที่รูกันทั่วไป ไมไดหมายถึงการคนหา
เปรียบเทียบความถูกผิด เพราะมีบางทานบางกลุมเห็นวายังมีการแบงแยกระหวางชุดความรูในพุทธ
กระแสหลักนั้นวา เปนตัวแทนหลักความรูที่ถูกตอง แตขอปฏิบัติของชาวพุทธทั่วไปมีหลายระดับ
เชน ความรูในพุทธกระแสหลักเร่ืองหลักปฏิบัติสติปฏฐาน 4 ตองมีฐานศีล 5 หรือการฝกสมาธิ
(Meditation) ตองมีความบริสุทธิ์กายจากการสังวรศีลอยูแลว แตการปฏิบัติของชาวพุทธท่ัวไป
ตางหากท่ีไมไดเนนหรือตรวจสอบตรวจทานความถูกตองของหลักความรู จึงปฏิบัติยอหยอน
หรือถึงขนาดหลงทิศผิดแนวทางออกไป มีพิธีกรรมนอกรีตเดรัจฉานกาวขามมาปะปนเปนหลัก
ยดึ เหน่ยี วทางใจกไ็ มน อ ย

บางทานก็กลาววาไมควรมีพุทธกระแสหลักและหรือกระแสรองเลย เพราะองค
ความรูธรรมวินัยของพระพุทธองคมีความบริสุทธ์ิบริบูรณเปนหนึ่งเดียว ดังน้ีจึงควรมีแตถูกหรือ
ผิดไปจากธรรมวินัย เปนเรื่องถูกมากผิดนอยตางหากท่ีตองแกไขปรับปรุงกันไป ตัวอยางทัศนะ
ขางตนและหรืออื่น ๆ ก็ถูกตองในมุมมองของทานซ่ึงผูวิจัยก็เห็นดวย เพียงแตอยูนอกขอบเขตและ
วัตถุประสงคห ลกั ในงานวิจยั นี้

1.4.5 เพื่อใหขอบเขตของงานวิจัยนี้มีความกระชับ และลดทอนชวงหางกันมาก
จากความตางระดับขององคความรูตอชาวพุทธผูปฏิบัติท่ีมีอยูหลากหลาย ผูวิจัยจึงไดกําหนดสราง
กรอบช่ือวา “วิชชาทัศนพัฒนบูรณาการ” เพื่อเปนแนวทางรองรับทุกคนในสวนท่ีเก่ียวเน่ืองกับองค
ความรูวิชชาจรณสัมปนโน ในสวนที่มีชื่อเรียกวา จรณะ 15 วิชชา 8 ท่ีอาจจะมีเปาหมายตางกันหรือ
ตา งระดับของความรเู ปน ข้ันตนทั่วไป ขั้นกลาง หรือข้นั ปลายไดแ ก

1.4.5.1 ระดับปญญาทัศนข้ันตนจะมีความรูในจรณะ 15 วิชชา 8 อยางผิวเผิน
หรือไมเคยไดยินไดฟงในรายละเอียด เพราะชาวพุทธท่ัวไปรูความหมายวิชชาจรณสัมปนโนวาเปน
คณุ ลักษณะของพระพทุ ธเจา ในบทสวดพุทธคณุ 9

ชาวพุทธสวนใหญในระดับน้ีอาจจะไมคิดถึงเปาหมายนิพพานในชาตินี้
รูวานิพพานเปนท่ีสุดแหงทุกข แตกิเลสเรามาก ขณะที่ธรรมะที่ใหพลังหรืออินทรียพละไมเขมแข็ง
วาสนาบารมยี ังนอ ยอยู ขอนิพพานในชาตหิ นาอีกยาวไกลเปน ตน


Click to View FlipBook Version