The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชชาจรณสัมปันโน

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by bhiddaya007, 2020-04-02 04:23:47

วิชชาจรณสัมปันโน

วิชชาจรณสัมปันโน

321



322



323



324



325



326



327



328



329



330



331



332



333



334



335

336

ภาคผนวก ข
บทสัมภาษณส มณโพธิรักษ
ดว ยคาํ ถามภาพรวมองคความรู
จรณะ 15 วชิ ชา 8 กบั หมวดธรรมสาํ คญั ท่ีควรรู

337

คําถามท่ีขอสมั ภาษณเพ่อื จะใชในงานวจิ ัยนี้ คือ

1. ไตรสิกขา ขยายเปนจรณะ 15 วิชชา 8 อยางไร
2. มีการเรยี นรู จรณะ 15 วชิ ชา 8 ดว ยการปฏบิ ัติสตปิ ฏฐาน 4 อยา งไร
3. สตปิ ฏ ฐาน 4 สมบูรณ ก็จะทําใหโ พชฌงค 7 สมบูรณ
4. โพชฌงค 7 สมบูรณอยา งไร
5. โพชฌงค 7 ทาํ งานรวมกบั มรรคมีองค 8 อยา งไร
6. ขยายโพชฌงค 7 ไปเปนโพธปิ ก ขิยธรรม 37 โดยเรมิ่ จากสติปฏ ฐาน 4 ไปจนถึง
มรรคมีองค 8 แลว รวมลงในอปณ ณกปฏปิ ทา 3 ของจรณะ 15 วชิ ชา 8 อยา งไร
สมณะโพธิรกั ษไ ดตอบคําถามวิจยั นสี้ ด ๆ ทนั ทโี ดยไมม ีการเตรยี มตัวใดๆ มากอน ดังท่ี
ไดถอดเทปสมั ภาษณมาอยา งละเอยี ด โดยแยกเปน 2 สวน คอื
2.2.1 เปนการสรุปประเดน็ สนั้ ๆ ในเร่ืองความสัมพันธของหมวดธรรมหลกั ที่สาํ คญั
เพือ่ ใหง ายตอการทําความเขา ใจสาํ หรับผทู ่ยี งั ไมคนุ เคยกบั รายละเอียดของเน้อื หา และคําศัพทท ่ีใช
ดงั นี้

(1) ความสมั พนั ธระหวา งไตรสิกขา จรณะ 15 วิชชา 8 และโพธิปก ขยิ ธรรม 37
(1.1) ไตรสกิ ขาก็คือ จรณะ 15 วิชชา 8 โดยจรณะ15 วชิ ชา 8 กเ็ ริม่ ตน ดว ยศลี

เชน เดียวกบั ไตรสกิ ขา สว นภาคปฏบิ ตั กิ ็คืออปณ ณกปฎปิ ทา 3 สทั ธรรม 7 ฌานและวชิ ชา เพียงแตม ี
รายละเอียดมากกวา ไตรสกิ ขา

(1.2) จรณะ 15 วิชชา 8 ก็คือโพธิปก ขยิ ธรรม 37 โดยมวี ธิ ีการปฏบิ ตั โิ พธิปก ขิย
ธรรม 37 คือตองต้งั อยูบ นฐานศีลใหไดก อ น โดยเริ่มทส่ี ังวรศีลในจรณะขอ 1 เพราะในโพธปิ ก ขยิ
ธรรม 37 ไมไ ดต ั้งตนดว ยศีล

เพราะฉะน้นั ไตรสกิ ขาและโพธิปก ขิยธรรม 37 จึงมีความสัมพันธกันโดยมจี รณะ
15 วิชชา 8 เปนตวั เชอื่ ม

(1.3) การปฏิบตั ใิ นอปณณกปฎปิ ทา 3 ในจรณะขอ 2-4 คอื การปรบั ปรุง
เปลีย่ นแปลงพฤตกิ รรมใหไ ดตามที่กาํ หนดในจรณะขอ 1 คือสงั วรศลี ทต่ี องอธบิ ายในโพธปิ กขิย
ธรรม 37 วา ทาํ อยางไร แลวตองโยงใยไปถงึ ปฎจิ จสมุปบาทสายนิโรธวาร โดยตองรูนามรปู คือตองมี
ญาณแยกนามแยกรปู เปน

(1.4) วธิ ีการปฏบิ ตั ิของอปณ ณกปฎิปทา ทีส่ มั พนั ก ับปฎจิ จสมุปบาทดวยการเรียนรู
จาก อาหาร 4

(2) การเขาถึงความสมบรู ณของอรยิ สจั 4 หรือพาใหเ ขาถึงอรยิ สจั 4 อยา งสมบูรณทํา
อยา งไร โดยความสมบูรณนัน้ จะตอ งถงึ ขัน้ ระดับมรรคท่ีชือ่ วา ทกุ ขนโิ รธคามินีปฏปิ ทาอริยสัจ

338

(2.1) ญาณและวิมตุ เปน ผลของฌานในจรณะขอ 12-15 และวชิ ชาทั้ง 8 ก็คอื
สัมมาสมาธิ ในมรรคองค 8

(2.2) อินทรีย 5 พละ 5 ในโพธิปก ขยิ ธรรม 37 เมอื่ แขง็ แรง สมบูรณก เ็ ปน ญาณและ
วิมุตในมหาจัตตารีสกสูตร

(2.3) มรรคองค 8 ในมหาจัตตารสี กสตู ร ก็คอื ธรรมหมวดสุดทา ยของโพธปิ กขยิ
ธรรม

(2.4) ในการปฏิบัตมิ รรคองค 8 จงึ ตอ งสมั พันธก ับศลี โดยกาํ หนดศลี ขน้ั ต่ํา คือศลี 5
(2.5) ความไมเ ขา ใจในอบายของศีลขอ 5 ที่เปนมจิ ฉาอาชวี ะในหมผู บู ริหาร
ระดบั สงู ของสังคม กอ ใหเกดิ ความวนุ วายไมส งบในบานเมอื ง
(3) การตรวจสอบผล
(3.1) การตรวจสอบผลดว ยอรูปฌาน 4
(3.2) ตรวจสอบผลการปฏบิ ตั ดิ ว ยญาณ 16
2.2.2 รายละเอียดของบทสมั ภาษณส มณะโพธิรักษเ กย่ี วกับชุดองคความรูห ลักทีส่ าํ คญั
ของชาวอโศก มีดงั น้ีคอื
ไตรสกิ ขา ก็คอื จรณะ 15 วชิ ชา 8
จรณะ 15 วชิ ชา 8 ก็คอื โพธปิ กขิยธรรม 37 (โพธิปกขยิ ธรรม สัมพนั ธกบั ไตรสกิ ขาใน
เร่อื งของศีล-ผูว ิจยั )
เมื่อเริ่มปฏิบตั ิ โพธปิ กขยิ ธรรม 37 ก็ตองต้งั อยบู นฐานศีลใหไ ดก อ น เพราะใน โพธิ
ปกขยิ ธรรมไมไดต้งั ตน ดว ยศีล แตไตรสิกขามศี ลี เปนหลกั ตงั้ ตน ทุกคนจะตองสมาทานศีลท่ีเหมาะ

ตามฐานะ ตามบารมขี องแตล ะคน แลว คอยเพ่มิ ศลี ขึน้ ไปตามลาํ ดับๆ เรียกวา “อธิศีลสิกขา”
จรณะ 15 วชิ ชา 8 เริม่ ตน ดว ยศลี เชนเดยี วกับไตรสกิ ขา ภาคปฏิบตั กิ ต็ อ จากนน้ั ไป แตมี

รายละเอียดในการปฏิบตั ิพัฒนาจิตมากกวาไตรสกิ ขา

ไตรสิกขาก็ตองมผี ลตรงใหจิตเจรญิ พัฒนาสมาธิเปน “อธจิ ติ ” โดยมี “อธิปญญา” เปน
ตวั รว มรู รว มเห็น รว มทํางาน ควบคมุ พจิ ารณา วจิ ยั ตัดสินไปตลอด

จรณะ 15 ก็เรมิ่ ตนตัง้ ศีลเปนหลัก (จรณะขอ 1-ผวู ิจัย) ตามฐานะศีล 5 ศลี 8 ศลี 10 และ
ศีลอ่นื ๆ สงู ข้นึ ไปเปนอธศิ ลี ไปตามลําดับ เมื่อตางคนกส็ มาทาน “ศีล” ทเี่ หมาะสําหรับตนแล ว
ภาคปฏบิ ตั ิไปกต็ ัง้ แต “อปณณกปฏปิ ทา 3” (จรณะขอ 2-3-4:-ผวู ิจยั )

คําวา “อปณ ณกปฏปิ ทา 3” น่ีแหละ คอื พฤติกรรมทตี่ อ งอธบิ ายในโพธิปกขิยธรรม 37 ก็
คอื การขยายองค 3 ของอปณ ณกปฎิปทาออกมาวา ทาํ อยางไร เวลาปฏิบตั ิก็ตองขยายออกมาโยงใยไป
ถึง “ปฏิจจสมุปบาท” ตอ งรู “นามรูป”

339

ตอ งมีการปฏิบตั ิ “สาํ รวมอินทรีย” (จรณะขอ 2-ผูวจิ ัย) เมือ่ มีสาํ รวมอนิ ทรยี กม็ ี “ผัสสะ”
ตา หู จมกู ลน้ิ กาย ใจ

ผัสสะแลวกต็ อ งเรียนรูในจติ “สตปิ ฎฐาน 4” (ธรรมะหมวดแรกในโพธิปก ขยิ ธรรม 37-
ผวู ิจยั ) ก็พิจารณากายในกาย พิจารณาเวทนาในเวทนา พิจารณาจิตในจติ พิจารณาธรรมในธรรม
พจิ ารณาจนเกิดการรแู จง เหน็ จริง

“การพิจารณา” ไมใช “การนกึ คดิ ผกผัน” แตเ ปนการพิจารณาภาวะทรี่ ูๆเห็นๆของจริง
นัน้ ๆอยางพินจิ และวิจยั จนรูจ ักวา ภาวะอยางไรคือกิเลสท่จี ะตอ งปหานหรือกําจัด ก็ตองปหานตวั นี้
โดยมสี ัมมัปปธาน 4 (ธรรมะหมวดที่ 2 ในโพธปิ ก ขยิ ธรรม 37-ผูว จิ ัย) คอื สงั วรปธาน ปหานปธาน
ภาวนาปธาน อนุรกั ขนาปธาน

กลา วคือ เวลาปฏบิ ตั ิก็ สังวรปธาน ทกุ ขณะทมี่ ีผัสสะจากอนิ ทรีย 6 (อายตนะภายใน :
จักขุ, โสต, ฆานะ, ชิวหา, กาย, มโน-ผวู จิ ัย) แลว ก็มธี ัมมวจิ ัยในกาย-เวทนา-จิต-ธรรม กระทั่งจบั ตวั
กิเลสทีเ่ กดิ ในใจได ปหานปธาน ก็ตอ งมวี ธิ ีปหาน คือ ปหาน 5 เม่อื ปหานไดก ็ เกิดผลเปนภาวนา
ปธาน แลว ก็อนรุ กั ขนาปธาน พากเพยี รรักษา “ผล” คือรกั ษาภาวะผลทเี่ กดิ สําเร็จนั้นๆ ทัง้ หมดทงั้
มวลก็ดว ยอทิ ธิบาท 4 สั่งสมลงเปน อนิ ทรยี  5 พละ 5 (ธรรมะหมวดท่ี 3-4-5 ในโพธิปกขิยธรรม 37 )
ซ่งึ กค็ ือ สัทธรรม 7 ในจรณะ 15 วชิ ชา 8 นัน่ เอง ซงึ่ เร่มิ จากศรัทธา จรณะขอ 5 เมอ่ื ปฏบิ ตั ิเกดิ ปญญา
(จรณะขอ 11) เราก็จะมีหริ ิ (จรณะขอ 6) โอตตปั ปะ (จรณะขอ 7) เจรญิ ไปตามลาํ ดบั

สทั ธรรม 7 (จรณะขอ 5-11) กค็ อื สภาพการเกิดผลของอินทรีย 5 พละ 5 และสดุ ทา ย
จรงิ ๆก็คอื จติ เปน ฌาน ไดแก จติ ที่ทาํ ใหน วิ รณ 5 ขาดไป เวนไปจากจติ เสมอ จนเกง ข้ึนๆตามลําดบั
ฌาน 1-4

น้คี ือ อินทรีย 5 พละ 5 หรอื สทั ธรรม 7 ฌาน 4
และนัน่ กค็ ือ อนิ ทรีย 5 พละ 5 โพชฌงค 7 ของโพธิปกขยิ ธรรม 37
โพชฌงค 7 ก็คอื การกาวเดิน หรอื หนว ยแหง การกาวไปสูทห่ี มายสูงสุด
มรรคองค 8 ก็คือ ทางเดนิ หรอื ทางปฏิบตั ิ
เมอ่ื ไดอ นิ ทรีย 5 พละ 5 โพชฌงค 7 อริยสจั 4 (ธรรมะหมวดสุดทายในโพธิปก ขยิ ธรรม
37 คือมรรคองค 8 ซง่ึ เปน ตัวท่ี 4 ในอริยสจั 4 - ผวู ิจยั ) กค็ อื ตัวไข ก็จะรูทกุ ข รสู มทุ ัย ก็อธบิ ายได
จากเวทนาในเวทนา จิตในจิต อธบิ าย ทุกข สมุทัย นิโรธ มรรค ตรงนมี้ หี มด “กาํ จัด” ไดอ ยางไร
“ความดับ” ดบั อยางไร ดับแลวจะตองตรวจสอบดวยอรูปฌาน 4
ตรวจสอบผลดว ยอรูปฌาน 4 ตรวจสอบเศษธลุ ีละออง อากาสานัญจายตนฌาน กค็ อื
ตรวจความวา งคืออุเบกขา มนั วา ง ไมส ขุ ไมทุกข ไมก ลับกาํ เริบ กลาง นิวตรอนจริงๆแลว น่นั คือ
สภาพตัวสภาวะวา ง แลวก็ตรวจจติ คอื วญิ ญาณัญจายตนฌาน เปนวญิ ญาณท่สี ะอาดแลว ถงึ เนกขัม

340

มสติ อเุ บกขาแลว เปนฐานอุเบกขาแลว คือตรวจดูสภาวะวิญญาณทสี่ ะอาด วา น่เี ปนอยา งไร จิต
บริสุทธิ์ จติ วาง จิตเฉย จิตไมส ขุ ไมท ุกข จติ กลางๆ ใหป ระจกั ษแ จง วา จิตสะอาดเปน ฉะน้ี สวนอา
กิญจัญญายตนฌาน กค็ ือการตรวจส่งิ ทีจ่ ะไมใหม ี สิ่งทจี่ ะปหานใหห มด ใหดบั เกลี้ยง วา ยงั มอี ะไร
นิดหนึง่ นอยหนึ่งอยูไ หม จะตอ งไมใ หม เี ลยแมน ิดแมน อ ย กลาวคือ

อนั หน่ึงสัมผัสความวา ง อาการวาง ลักษณะตวั วาง
อนั หนึ่งสมั ผัสจิต จติ วาง จิตผอ งใส อาการจิตสะอาด จติ บริสทุ ธ์ิเปน อยางไร ลกั ษณะ
วญิ ญาณทส่ี ะอาด วญิ ญาณวางแลว เปน ไฉน
และอีกอนั หนง่ึ ตรวจสอบเศษธุลีละอองตางๆท่จี ะไมใหม ีเหลอื เศษธุลีละออง ความ
หมอง ความหมน อากญิ จัญญาฯ นดิ หนึ่งไมใ หมี นอ ยหนงึ่ ไมใ หม ี
และเนวสัญญานาสัญญายตนฌาน เปนการตรวจความรูทงั้ หมด ซํา้ แลว ซาํ้ อกี ใหครบ
หมดไมใหเ หลอื จะทําแคมสี ญั ญากม็ ิใช มิมีสัญญากม็ ิใช ไมได ความหมายชัดขึ้นคอื จะเพยี งมกี าร
กาํ หนดรอู ยา งไมส มั บรู ณน ั้นไมได หรอื จะไมมีการกาํ หนดรูย่งิ ไมไ ดใหญ ตองกําหนดรใู หถ วนรอบ
บริบรู ณส มั บูรณ ซึง่ ก็คอื ตอ งกําหนดรอู ากาสานญั จาฯ วิญญาณญั จาฯ อากิญจัญญาฯ
การตรวจอรปู ฌาน เปน การ ตรวจในขณะลืมตา ปฏิบัตเิ หมอื นปกติที่เปน ปฏิบตั ิโพธิ
ปก ขิยธรรม ปฏิบัติสมาธแิ บบพทุ ธ ปฏบิ ัติมรรคองค 8 แบบพทุ ธ สมั มาสมาธิแบบพทุ ธ ลมื ตาน่นั
แหละ ตรวจวา วิญญาณนีม้ คี วามบรรลุสงู สดุ อยใู นฐานอเุ บกขาแลว มฌี าน 4 ท่แี ขง็ แรงแลว เปน
ฌานลมื ตา สมั ผัสแตะตอง ผุฏฐัสสะ โลกธัมเมหิ จติ ตัง ยัสสะ น กัมปติ ยงั สมั ผสั โลกธรรมอยู
แข็งแรง จิตไมหว่นั ไหว คือตรวจดวู ญิ ญาณทว่ี าสะอาดนัน้ มนั สะอาดจรงิ หรือมแี วบวบั มธี ุลีละออง
หมองหมน ชั่วแวบ ชั่ววับ อยา งไรหรอื ไม ไมใ ชต รวจความวา ง
ธาตรุ สู ึกทั้งหมดคือเวทนา สัญญา สังขาร กค็ อื วญิ ญาณท้งั สน้ิ ตรวจดูหมดเลยวามัน
สะอาดบรสิ ทุ ธ์ิ ปรสิ ุทธา ปริโยทาตา (องคคุณ 5 ของอเุ บกขา-ผูวิจัย) แมจะถกู สมั ผัสอยูกับโลกตา ง ๆ
โลกธรรมทุกอยา ง ตามปกติของโลกมนษุ ยไ มไ ดหนไี ปไหน เคหสติ เวทนากร็ ูจ กั หมดแลว เนกขัม
มะก็ไปถึงอุเบกขาวา มีความแขง็ แรง มั่นคง เปนนิจจงั ธุวงั สัสสตัง (สภาวะของนพิ พาน 7-ผวู จิ ัย) อยู
หรอื ไม ตรวจวญิ ญาณตรงน้ี วา มีสภาพของรูปราคะ อรูปราคะ ก็คือราคะท่ีเหลือเปนเศษสว นปลาย
ของราคะมลู หรอื มานะ คือโทสะมลู ท่เี หลอื ธุลสี ุดทา ย
สว นปลีกยอยสุดทา ยหรือ อทุ ธจั จะสงั โยชน ของพระอนาคามี คืออากญิ จัญญายตนะ
อากิญ คอื ธุลีละอองอะไรอกี ตาง ๆ ท่ีเราจะไมใหม ันมี ความไมม นี ิดหนง่ึ นอยหน่งึ ก็ไมม ี ตรวจความ
ไมม ี
อุทธัจจะ กค็ อื สง่ิ ทีม่ นั จะมเี หลือฝอยฟุงกระเซ็นกระจายมันเปนละอองธลุ ที ีล่ ะเอยี ด
ทส่ี ุด ที่จะตอ งจบั สว นเหลือของมนั ใหได ตอ งไมใหมี

341

สรุปตรวจความไมมี คือ 1. ความวา ง 2. ตัวธาตวุ ิญญาณ 3.อะไรท่ีจะไมใหม ี คืออากิญฯ
นีค่ ือสังโยชนตัวอุทธัจจะ ตรวจความไมม ี

สว นอวชิ ชาสงั โยชน คือตัวสุดทายของสังโยชน 10 ตรวจรูใหหมดเลย กาํ หนดรูให
เกล้ยี ง ทวนแลว ทวนอีก ๆ ใหห มด เหลอื เศษความไมรูไ มไดนนั่ คือ เนวสัญญานาสญั ญายตนะ
ตรวจให ครบทีเดียว ตอ งรูหมด รแู จง เศษสวนของความไมรอู กี ไมมี สิ้นอวิชชาสังโยชนห รือส้นิ
อวชิ ชาสวะ อยางสมบูรณเรยี บรอย

จงึ เรยี กวา พนอวิชชาสงั โยชน พน อวชิ ชาสวะสูนิโรธสมบรู ณแ บบของพระพทุ ธเจา เต็ม
เปย ม เรยี กวาสญั ญาเวทยติ นโิ รธ

สัญญาเวทยิตนโิ รธของพระพทุ ธเจานั้น ไมใชด ับไมร ู คูไ มเ ห็น ดบั เปนพรหมลกู ฟก
แขง็ ทื่อ

นโิ รธสมาบัติของพระพทุ ธเจากล็ ืมตาทั้งนั้น ดับตวั กิเลสไมไ ดไ ปดับตวั ธาตุรเู ลย ธาตรุ ู
ก็มีแตว ันเจรญิ มแี ตว นั รบั รู

สัญญา คอื กาํ หนดรใู หละเอียดครบ ใหร จู นพน ความไมม อี ีกเลยทจ่ี ะไมรู ตอ งรสู ิ้น
เกลี้ยงกระทง่ั ส้ินอวิชชาสวะ สิน้ อวชิ ชาสังโยชนทเี ดียว ครบเปน “สญั ญาเวทยติ นิโรธ ” ตองกระทาํ
กันปานฉะนี้ แลว กจ็ ะจบเปน “นโิ รธ” ของพุทธที่ชือ่ วา “สญั ญาเวทยติ นโิ รธ ” จบกิจ “กตญาณ”
มีญาณสุดทา ยท่ีรจู บ

ตรวจสอบสดุ ทายดวยอรูปฌาน คือการตรวจสอบถงึ ทส่ี ุดแหงอนุปพุ พวิหาร 9 หรอื
ตรวจสอบดว ยวิโมกข 8 ดว ยอรูปฌาน 4

รูปฌาน 4 มฐี านเปน อุเบกขา ฐานอุเบกขามเี นกขัมมสติ อเุ บกขา หรอื อุเบกขาสมั
โพชฌงคจากนนั้ ไปตรวจดวยอรูปฌาน ตรวจสอบสภาพที่เหลือปลายสุดทาย ตรวจแลว ตรวจอีก
หลายช้นั หลายครงั้ ก็ตาม แลวภมู ธิ รรมก็สงู ข้นึ

เพราะฉะนนั้ ในอเุ บกขา 5 ปรสิ ทุ ธา (คอื ความบรสิ ุทธิ์) ปริโยทาตา ก็คือสมั ผัสแตะตอง
อยูป กติกับสังคม ทกุ อยา งทเ่ี ราอยูก ็รว มดวย มันเปนเหตเุ ปน ปจ จยั ทําใหกิเลสเราเปน อยา งไร เกิดมา
กระทบกระแทกกระทงุ กระเทอื น แรงเบาอยางไรก็ตามแต รตู ัวไมร ตู ัว สติตกไมตกอะไรก็ตามใจ
ตองตรวจใหละเอยี ดไปตลอดวาในขณะท่มี ีชวี ติ ปกติ มนั มีอะไรดางพรอย ยงั บริสุทธ์อิ ยู มนั ตอ ง
บรสิ ทุ ธ์ิ ปริสุทธา ปริโยทาตา มทุ ุ จติ เราจะตองแววไว รทู นั รูต ลอดเวลาวา มนั กระทบสัมผสั แลว
ตรวจสอบ ๆ ทําแววไว ชัดเจน มุทุ จิตออ น จติ ปฏิภาณแววไว รวดเรว็ เชาวนจิตเร็ว

ในจิตมเี ชงิ 2 อยา ง คอื ปญ ญาและเจโต เจโตกป็ รบั ไดงา ย ไมใ ชจ ติ แข็งทอื่ กดไมลง
เปนถีนนังมิทธัง และจิตทีต่ รวจสอบก็ไมใชฟ ุงซานเปน วกิ ขติ ตัง จิตตงั (เจโตปริยญาณ 16 ขอ 7-8)
หรือวาอทุ ธัจจจะกุกกุจจะ (นิวรณ 5) อันน้ไี มมีกุกกจุ จะแลว จะเปน จิตท่ีไว เร็วท้งั ในการปรับตวั ท้ัง

342

ในการรู แววไวทีจ่ ะรูเร็ว แววไวทัง้ ทจ่ี ะเปล่ยี นแปลง เรียกวามทุ ุ จติ หวั ออน พรอ มกบั กัมมญั ญา ปริ
สทุ ธา ปริโยทาตา มทุ ุ กมั มญั ญา

กรรมแปลวา การกระทาํ ทกุ กรรมทกุ กริ ิยาประกอบไปดว ยอัญญา
อัญญา คอื ปญญาสุดยอด เปน ปญญาพเิ ศษของพระพทุ ธเจา ตงั้ แตพ ระพุทธเจา ทานใช
วา โอ! โกณฑัญญะ มีอัญญาแลว คือ อัญญาสิ
อญั ญา คอื ธาตุรู ธาตรุ ชู นดิ น้ี เปนปญ ญาวเิ ศษ ยอดเยีย่ ม ควบคมุ กรรมทุกกรรม
กมั มญั ญา ทาํ การงานอยูตลอดเวลา ทกุ กรรรมการงานดว ยอญั ญา เรยี กวา ทําการงานที่
เหมาะควรท้ังนน้ั เลย ไมมีผิดมพี ลาด
ปภสั สรา หมายความวา รวมแลวจิตบริสุทธบิ์ รบิ ูรณ จติ ที่จะตองปฏบิ ัติกรรม
ปฏิบัติการงานอะไรอยา งไรอยู โดยมอี งคป ระกอบอยูครบครันหมดเลย มภี มู ปิ ญญา พรอ มพรง่ั ทง้ั
วิชชาและจรณะ สมบูรณแบบหมดเลย ทกุ อยางจะอยเู ปนปภสั สรานริ นั ดร เปนปภสั สราเสถียรตลอด
กาล
นค่ี ือตรวจจบหมดแลว อุเบกขาที่เปนคุณสมบตั ปิ รสิ ทุ ธา ปริโยทาตา มทุ ุ กัมมญั ญา
ปภสั สรา เต็มที่ น่ีคอื สดุ ยอด
ญาณและวิมุตก็คอื สัมมาสมาธิ (วิมุตกค็ ือผลของฌานในจรณะขอ 12-15-ผวู จิ ยั )
สัมมาสมาธิ ไมไ ดแ ตกตา ง ไมไดแ ยก ไมไดค นละเร่ืองกนั กับญาณ
สมั มาญาณกับสมั มาวิมตุ เปน ผลสอง
เพราะฉะนัน้ “สมั มาสมาธิ” องคท่ี 8 ของมรรค ก็คือ ผลของการปฏิบตั ิมรรค 7 องค
ตามมหาจตั ตารีสกสตู ร ท่ีพระพุทธเจาทอ่ี ธิบายมรรคองค 8 ของทา น วา สัมมาสมาธิอนั เปน อรยิ ะ
หรือ อริโย สัมมาสมาธิของพระพทุ ธเจา น้ัน ปฏบิ ัตมิ รรค 7 องคน ีจ้ ะส่งั สมลงเปน สัมมาสมาธิ
คุณภาพทไ่ี ดเรยี กภาษา เต็ม ๆ วา “เอกคั คตา” เปน สมั มาสมาธิ
ใน “เอกัคคตา” น้นั แหละ คอื สมั มาญาณและสัมมาวมิ ุต ทีต่ ้งั มั่น ไมไดห มายความวา จิต
แขง็ แรงเฉย ๆ
ใน “สัมมาสมาธิ” มที ั้งความตง้ั ม่ัน ทค่ี อื ผลสาํ เรจ็ คอื สมั มาญาณและสัมมาวิมตุ นั่น
แหละแขง็ แรงท่ีสุด
“วมิ ตุ ” แขง็ แรง “ญาณและปญ ญา” แขง็ แรงสมบรู ณเ ตม็
เพราะในมหาจตั ตารีสกสตู ร ยืนยันชดั เจนในขอ สุดทาย คือขอ 279 ในมหาจตั ตารสี ก
สตู ร สงั เกตไดจากท่พี ระพุทธเจาอธบิ ายมาใหฟ ง โดยตลอด เร่ิมตน แตต น มา ไมมีคาํ วา “สมั มาญาณ
สมั มาวมิ ตุ ” เลย โดยเร่ิมตนวา

343

“เราจะอธบิ ายมรรคองค 8 ...” (ถา อีก 2 คอื ญาณกบั วิมตุ เปน 10) แลว ทา นกอ็ ธิบายไป
ใหป ฏิบตั มิ รรค 7 องค ไปเรือ่ ย ๆ จนกระทงั่ บรบิ รู ณ อธิบาย ตอนจบวา เมอ่ื ปฏิบตั สิ มบรู ณแ ลว มี
อนิ ทรยี มพี ละครบครนั แลว ทา นก็บอกวา “บรรดา องคท ง้ั 7 น้ัน สมั มาทฏิ ฐิ ยอ มเปนประธาน ก็
สมั มาทิฏฐิ ยอมเปนประธานอยางไร คอื เม่อื มี สัมมาทิฏฐิ สัมมาสงั กปั ปะ จงึ พอเหมาะได เมอื่ มี
สมั มาสงั กัปปะ สัมมาวาจา จึงพอเหมาะได เมือ่ มีสัมมาวาจา สมั มากัมมนั ตะ จึงพอเหมาะได เม่ือมี
สมั มากัมมนั ตะ สัมมาอาชีวะ จงึ พอเหมาะไดเ มอ่ื มีสมั มาอาชวี ะ สัมมาวายามะ จงึ พอเหมาะได เมื่อมี
สัมมาวายามะ สัมมาสติ จึงพอเหมาะได เม่ือมี สัมมาสติ สัมมาสมาธิ จึงพอเหมาะได เมือ่ มี
สมั มาสมาธิ สัมมาญาณะ จึงพอเหมาะได เมอ่ื มีสมั มาญาณะ สมั มาวมิ ุต จงึ พอเหมาะได

ดูกรภิกษุท้งั หลาย ดวยประการฉะนแี้ ล พระเสขะผูป ระกอบดวยองค 8 จงึ เปน พระ
อรหนั ตประกอบดว ยองค 10 ”

เพราะฉะนน้ั ญาณกบั วิมุตเกดิ จากการปฏิบัติมรรค 7 องค แลวเรียกวา สัมมาสมาธิ ”
เพราะสมั มาญาณ สมั มาวมิ ตุ นนั้ ผนวกอยูในสัมมาสมาธิ

ทา นไมไดก ลา วถงึ คาํ วา ”ญาณ” คาํ วา “วมิ ุต” เลย ในการอธบิ ายวธิ ปี ฏิบัติดวยมรรค 7
องคน ้มี า และมรรค 7 องค ทา นก็ไมไ ดบ อกวาสัมมาสมาธิไปเก่ยี วของอะไร

สมั มาสมาธิ เปนความเจรญิ ของจติ เมือ่ มีผลเจรญิ เปนสัทธินทรีย เปนวริ ยิ นิ ทรีย เปนสติ
นทรีย เปนสมาธนิ ทรีย เปนปญ ญินทรยี  ข้นึ มาเร่อื ย ๆ จนกระทัง่ ถงึ “สทั ธาพละ” วิริยะพละ สติพละ
สมาธิพละ และปญ ญาพละ กค็ ือจติ ตงั้ มนั่ กับปญ ญาต้ังม่นั

2 อนิ ทรีย 2 พละ สดุ ทา ยนแี่ หละแขง็ แรง ก็จะสมบูรณเ ปน ญาณและวิมุต
จิตต้ังม่ันอะไร ก็กเิ ลสมนั ไมมแี ลว ตั้งมั่น แข็งแรงแลวมนั ก็มีปญญารูกิเลสน้ัน และทง้ั
ปญ ญาทั้งจิตก็แขง็ แรงไปดวยกัน
ขอ 280 “ดูกรภกิ ษทุ งั้ หลาย บรรดา องคทง้ั 7 น้นั สมั มาทฏิ ฐิ ยอมเปนประธาน ก็
สัมมาทฏิ ฐิ ยอมเปน ประธานอยางไร คอื ผมู ี สัมมาทฏิ ฐิ ยอมเปนอนั สลดั มจิ ฉาทฏิ ฐิ ได ทั้งอกศุ ล
ธรรมลามกเปนเอนกบรรดามี เพราะ มิจฉาทฏิ ฐิ เปนปจจัยนนั้ ก็เปน อั นผูมีสมั มาทฏิ ฐิสลัดไดแ ลว
และกุศลธรรมเปน อเนก ยอ มถึงความเจริญบรบิ รู ณ เพราะสมั มาทฏิ ฐิเปน ปจจัยฯ
ผูมีสัมมาสังกัปปะ ยอมเปนอัน สลัดมิจฉาสงั กปั ปะได ..และกศุ ลธรรมอัน อเนก ยอม
เจริญบริบูรณ เพราะสัมมาสงั กปั ปะเปน ปจจยั ..
ผูมีสมั มาวาจา ยอ มเปน อนั สลัดมจิ ฉาวาจาได ...และกุศลธรรมอัน อเนก ยอ มเจรญิ
บรบิ รู ณ เพราะสมั มาวาจาเปน ปจ จยั ..(เปน ปฏิสมั พทั ธก นั ไปหมด-พอทา น)
ผูมีสมั มากัมมนั ตะ ยอมเปน อนั สลัดมจิ ฉากัมมนั ตะได...
ผมู ีสมั มาอาชวี ะ ยอ มเปนอนั สลดั มิจฉาอาชีวะได. ..

344

ผูมีสัมมาวายามะ ยอ มเปน อันสลดั มจิ ฉาวายามะได. ..
ผูม ีสมั มาสติ ยอมเปน อันสลดั มจิ ฉาสตไิ ด. ..
ผูมีสมั มาสมาธิ ยอมเปน อันสลดั มจิ ฉาสมาธไิ ด...
ผมู สี ัมมาญาณะ ยอมเปนอันสลดั มิจฉาญานะได. ..
ผมู ีสัมมาวมิ ตุ ติ ยอ มเปนอันสลัดมิจฉาวมิ ุตตไิ ด. ..
ท้งั อกศุ ลธรรมลามกเปน อเนกบรรดามี เพราะมิจฉาวมิ ตุ ติเปน ปจจัยนน้ั ก็เปนอันผมู ี
สัมมาวิมุตติสลดั ไดแลว และกุศลธรรมอันเปน อเนก ยอมถงึ ความเจรญิ บริบูรณ เพราะสมั มาวิมุต ติ
เปนปจจยั ฯ”
เพราะฉะน้นั ทสี่ รุปใหฟง ใหเห็นไดวา พฤติกรรมของการปฏบิ ัติทจี่ ะเกิดผลเปนปรมตั ถ
ดังกลาวนี้ เปนสัมมาญาณ สัมมาวมิ ุต หรือเปน ผลสองในการปฏิบตั ิมรรค 7 องคน ้ี
มรรค 7 องคน้คี ือมรรคองค 8 เปนธรรมะหมวดสดุ ทายในโพธปิ ก ขิยธรรม
สติปฏ ฐาน 4 สมั มัปปธาน 4 อทิ ธิบาท 4 เปนตวั องค 3 ของโพธปิ ก ขยิ ธรรม เปน
ภาคปฏบิ ตั ติ ัวแท อยูในหลักของมรรค 8 กบั โพชฌงค 7 โดยมีมรรค 8 เปนตัวทีท่ าํ อยตู ลอดเวลา (โดย
สมั พันธกบั ศีลข้นั ตํา่ คือศลี 5 – ผวู จิ ยั )
เมอื่ ปฏบิ ตั ิพระพทุ ธเจา ก็มีอุบายเคร่อื งออก คอื จะตองรูวาตนเองอยใู นฐานะใด
เพราะฉะ นัน้ ถายงั ไมมีฐานะ ทา นก็ตั้งทฤษฎไี วใ หแลวคือมีศีล 5 เปน พนื้ ฐานเลย ใครก็ไดที่ไมรู
ตวั เองเลยวา จะมอี นิ ทรียพละอยา งไร มกี เิ ลสตัวไหน อยา งไร ก็ เอายากลางบาน คอื ศีล 5 มาเปน
สมาทาน หรอื อุบายเคร่ืองออก แลว ปฏบิ ัติทัง้ กาย วาจา จนมนั เกิดผลทางใจเรยี กวา “อธจิ ิต”
ในการปฏบิ ัตทิ ง้ั กายและวาจา กค็ ือจะตอ งรมู ิจฉาวาจา มิจฉากมั มนั ตะ มจิ ฉาอาชีวะ
ซงึ่ เปน ภายนอกกาย ก็คอื ในเรือ่ งของมรรคองค 8 อาชวี ะ กมั มนั ตะ วาจา สังกปั ปะ องคท ัง้ 4 ของ
มรรค โดยเฉพาะ งานเลย้ี งชีพ ถาอาชพี มนั มจิ ฉาต้งั แต กุหนา ลปนา หยาบเลวช่ัวก็อนั เดยี วกันกบั
กเิ ลส
ศลี ขอ 1 กเิ ลสโทสะมูล ศีลขอ 2 กเิ ลสโลภะมลู ศีลขอ 3 กิเลสราคะมูล ศีลขอ 4 ตอ ง
บรสิ ทุ ธ์ิ โดยเฉพาะวาจา ศีลขอ 5 จิตสังกปั ปะ ยงั เมาในกามและพยาบาท จติ ของคุณจะแขง็ ดานเปน
ถนี นงั มทิ ธัง จิตของคุณจะฟงุ ซา นเปน อทุ ธจั จะกุกกจุ จะ คณุ ตองเรยี นรูเรอ่ื งน้ี
เพราะฉะนน้ั ในสังกัปปะ ก็บอกกามกบั พยาบาทคลมุ ๆ ไว เปนมจิ ฉา 3
เม่ือปฏิบัติสังกปั ปะ วาจา กมั มันตะ อาชีวะดวยหลักศลี 5 กต็ องตรวจ ทา นบอกเปนตัว
รปู ธรรมวาอยา ฆา สัตว ถา ฆา สตั วม ันคือความรนุ แรงทท่ี ํารา ยสตั วโ ลกอยา งสูงสดุ นนั่ คอื การปฏบิ ัติ
โทสะมูล

345

ศีลขอ 2 อยาโลภเอาของคนอืน่ ซึง่ เปน ทจุ รติ กรรม ย่ิงไปโกง ไปทจุ ริต ไปปลน ไปฆา
ไปจี้ ไมเ อาทง้ั น้นั ตอ งอยูใ นศลี ขอนเ้ี ปน พื้นฐานทกุ คน

ศีลขอ 3 ราคะ กาม มสี ญั ญาในกามกป็ ระมาณเอาไว ถาเร่อื งเพศอยา งเกง ก็ผัวเดยี วเมีย
เดยี วเทา นัน้ อยา ไปมากกวาน้นั หรือในเรอ่ื งของกามคณุ 5 ตา หู จมกู ลิ้น กาย ใจ รปู รส กล่นิ เสียง
สัมผสั

กต็ องรวู า ตวั เองตดิ ในรปู อะไรกนั นกั หนาจัดจาน
เสยี งจดั จา น ก็ตอ งฟงเสียงไพเราะ ไดฟ ง เสยี งอยา งโนน ไดดูรปู ไดช มจดั จาน ก็ตอ งรู
ตวั เองเหมอื นกัน ไมใ ชแตในเรื่องเพศ
เรื่องเพศ ก็รวมหมดท้งั กามคุณ 5 กต็ องปฏบิ ตั ิตามศลี ดงั กลา ว
สว นวจี มนั ก็ปดไปในเร่ืองท่จี ะเสพ ใหส มโทสะ โลภะ ราคะนี่แหละ ไมมอี ืน่ หรอก ก็
จะตอ งอยาพูดปด เพราะจะตอ งไดส มท้ังโทสะ โลภะ ราคะ
และส่ิงใดทีใ่ นศลี ขอ 5 ทีม่ ันมอมเมาหยาบ ๆ ท่เี ปน การกระทาํ การงานหรือพฤตกิ รรม
ที่ชัว่ ที่อุตสา หแ ยกเปน อบายมขุ 4 อบายมุข 6 ซึง่ เมอื่ มาแยกแลวมันมี 7 เพราะมันซํา้ กนั
แตแทจ รงิ ตอ งเขา ใจนยั สาํ คัญใหไดว า ในพฤติกรรมทม่ี ันอาศัยทจ่ี ะไประเรงิ อบายมุขน่ี
มันระเรงิ สุข ในเรอ่ื งอะไรท่ีไรสาระ การพนัน เที่ยวเตร เฮฮา สําเริงสาํ ราญ เร่ืองของกฬี า เกมส อะไร
ตา ง ๆ นานา ซึง่ มันปรงุ แตง วิวัฒนาการขนึ้ มา จดั จาน หยาบคาย หลากหลายมากเหลือเกินแลวหลง
กนั วา เปนความเจริญ หลงกนั วามันพฒั นามาไกล กีฬากก็ ฬี าของโลก เกมสชงิ ระดบั โลก ไรส าระ
ทง้ั นนั้ เลย ถา เรารไู มทันกไ็ มรูวา จะหยดุ อะไร มแี ตไปกินเหลา อยางเดียว เพราะในสมัยโบราณไมม ี
อะไรมอมเมาใหม ากมายอะไร มนี ํ้าเมานิด ๆ หนอย ๆ เกมสอะไรตาง ๆ นานากไ็ มดุเดอื ดเหมอื นทุก
วันน้ี การพนนั ก็ไมไดด เุ ดือดอยา งทุกวันนี้ อะไรอยางนเ้ี ปนตน
หุน การพนันระดบั โลก ถา ไมหยดุ ไมมคี วามเขา ใจก็จมอยูต รงนน้ั แหละ เพราะฉะนนั้
จะตองเขา ใจรูท ันสงิ่ เหลา น้ีทัง้ หมด แลวจะตอ งหยุดในศีลขอ 5 (อบายในศีลขอ 5 ท่ีสัมพนั ธกับมจิ ฉา
อาชวี ะในมรรคองค 8 – ผวู ิจัย)
กหุ นา ลปนา ยังเล้ยี งชพี อยดู วยหนุ ซ่ึงเปน การพนันทใ่ี หญย่ิง ทง้ั ซับซอ นลึกซง้ึ และหลง
หลอกกันวาเปนเรอ่ื งผดู ี คนระดบั สูงเทานน้ั คนชั้นสงู เทานัน้ ทเี่ ลน น่นั แหละชน้ั สูงที่ช่วั ท่เี ลว ทาํ ลาย
สังคม ทาํ ลายมนุษยชาติ เปน จดุ ทีเ่ อาเปรียบท่สี ดุ แลว ก็ทาํ ใหค นไดรับทกุ ขท ี่สุด เพราะมันหอบไวท่ี
ตนเอง ปรุงแตงกันเองอยใู นคนไมก ี่กลุมไมกี่คน แค 1 ลา นคนก็ไมถึงม๊งั จาก คนท้งั โลก แลว อีกตั้ง
6,000 กวา ลา นคน รับกรรมรบั เวรจากคนเหลา นนั้ ท่ไี ปกกั ตนุ ไวหมดเลยและหมุนเวยี นกนั อยูในน้นั มี
สิทธ์ิเอาไปหมนุ ไปใช คนอื่น ๆ ไมไดเ กยี่ วของเลย เปนเรือ่ งของหุน เปน ทรัพยทจ่ี ะใชกันเปน
เครอ่ื งมอื ชนดิ หนึง่ ถา เราไมมีความรูอยา งนเ้ี ราก็ไมร ูว า ศีลขอ 5 นมี่ นั คอื งานอะไรทเี่ ปน ยอดอบายมุข

346

ไปมวั เมาเลน เกมสแ ขง ขันพนนั กันอยตู ลอดเวลา แลวกเ็ อาเวลาไปทมุ เท ไปหัด ไปฝ ก อบายมุขที่
ทาํ ลายสงั คมประเทศชาตทิ ัง้ นน้ั เอาแรงงานมากวาดขีห้ มาลา งสว มยังดีกวา อยางน้ีเปน ตน

เพราะฉะน้นั จะตอ งเขาใจและอธบิ ายกันใหปญญาชนเขาใจ และกต็ องรวู า กหุ นา ลปนา
คืออะไร

สาํ หรับผูท่ีถอื ศีลแลวตอ งหยดุ ตอ งตรวจสอบวา กุหนา ลปนา คอื งานอาชีพอะไร เชน
ทเ่ี รายกตวั อยางการเลน หุน เลน เกมสกีฬาหรือมหรสพอะไรทมี่ ันจัดจา นสูงในระดับทที่ าํ เงิน มาก
เชน ไมเคลิ แจ็กสัน หรอื อะไรพวกนกี้ ็แลวแต แมแ ตเรอ่ื งของกิจการธรุ กจิ เชน บลิ เกรด อะไรก็
แลวแต อยา ไปรวมหุน อยาไปอะไรกับเขาเลย ถาจาํ เปน กต็ องยอม แตอยาไปสงเสริม แมสง่ิ ทสี่ รา ง
ขนึ้ มาน้นั มีประโยชนค ุณคา ตอ สงั คมมนษุ ยชาติ แตท าํ ไมเราตอ งไปเสริมใหม ันรวยขึน้ มาอกี
เพ่อื ที่จะขูดรดี คนอื่นโดยกฎ ระเบยี บหรอื หลักเกณฑท ม่ี นั ตั้งขึ้นมาก็ตาม เพ่ือจะเอาเปรยี บไมร ูจกั
หยุดจกั หยอ น เพราะฉะน้ันถาจาํ เปนทจี่ ะตองใชเครื่องมอื นีก้ ็ใชอ ยา งประหยัด ไมต องไปฟมุ เฟอยให
มนั ดูดขูดรีดไปหมด ถาสามารถทจ่ี ะตานเขาไดกต็ า น อยา งน้ีเปน ตน เรากต็ องรวู าเราไมส ง เสริม
อะไรท่ีมนั เปนประโยชนค ุณคาเรากเ็ อามาใชป ระโยชนค ุณคา แตถ า ไปรว มหุน รวมทนุ อยูกบั บลิ เกรด
กเ็ ปน อบายมขุ อยา งนีเ้ ปน ตน

ตอ งเขาใจอาชีพท่เี ปนมจิ ฉาอาชวี ะ 3 ขอ คอื เนมติ ตกตา นปิ เปสกิ ตา ลาเภนลาภัง นชิ คิ ิง
สนตา เปน อาชพี ของคนปฏบิ ัตธิ รรม ทเ่ี ริ่มตนจากปุถชุ นมาเปนโสดาบัน

เนมิตตกตา หมายความวามศี ลี แลว อยใู นจรณะ 15 แลว ตงั้ ตน ปฏบิ ัติธรรมแลว มี
ไตรสิกขา มีจรณะ 15 แลว กต็ องรวู ธิ ปี ฏบิ ตั โิ พธิปกขยิ ธรรม 37

โพธปิ กขิยธรรม 37 ไมม คี ําวา ศลี เพราะคําวาศีลนน้ั แยกไวแ ลว วาทุกคนตองมีศีล
เพราะเปน อบุ ายเครือ่ งออก

ไปติดเลน หุน ไปลงทุนอยกู บั บิลเกรด เพราะ มันไดเปอรเ ซน็ ต ไดเ งนิ ปนผลสูง
เหลือเกิน มนั ตอ งตดั ใจ ตอ งละเวน ตองขาด ตอ งอ ารติ วิรติ ปฏิวริ ติ ตองเวรมณี ตอ งเวน ตอ งขาด
ตองหยดุ เอา ใหก เิ ลสมันดน้ิ ดซู ิ นัน่ แหละคือวธิ ปี ฏบิ ตั ิ พอไมใหมัน ก็จะเห็นความเปนสัตวนรกของ
คณุ ด้ิน ! เสยี ดาย เสยี ดาย อยากได อะไรกแ็ ลวแต อบายมขุ ที่ยกตวั อยางมาหรอื อบายมขุ ขนาดใดก็
แลวแตอินทรียพ ละของคุณ กต็ องเลิกมา

เพราะฉะนนั้ อุบายเครือ่ งออกสาํ คัญ วธิ ปี ฏบิ ัตขิ องพระพทุ ธเจา ตอ งมศี ลี ตอ งมี
หลกั เกณฑท่สี มาทาน ตองหยุด ตอ งอ ารติ วิรติ ปฏิวิรติ ตองเวน ตองขาด ตอ งเวรมณมี า ของใคร
ของมัน ไดอะไรตอ งเอาอันน้ัน แลว แตบคุ คล

เพราะฉะนัน้ ศลี กเ็ ปน หลกั ของแตล ะบุคคล

347

แตสตปิ ฏ ฐาน 4 โพธปิ ก ขยิ ธรรม 37 เหมือนกันทุกคน จรณะ 15 ก็เหมอื นกนั ทกุ
คนนั่นแหละ ก็คือตองมศี ีล (ในโพธปิ กขยิ ธรรม - ผวู จิ ยั )

ไตรสกิ ขาแยกออกมาแลว ศีลจะเจรญิ กับภาคปฏิบัติไปเร่ือย ๆ เปน อินทรยี  เปนพละ
สูงขน้ึ ๆ มสี วนแหงบญุ ใหผลแกขนั ธขนึ้ ไปเร่ือย ๆ เปนเสขบุคคลขึน้ ไปเร่ือย ๆ คอื จติ เจรญิ อธจิ ติ
เจรญิ โดยมีปญญาเปนตัวกาํ กับรู เปนยาดาํ แทรกอยูตลอดวา ศีลบกพรอ งไหม ผิดผลาดไหม ไดผ ล
ไหม มอี ุบายเคร่ืองออกแลว ทําใหขัดเกลากิเลสไดจริงไหม ดไี หม ปญญาแมจ ะรวู าขัดเกลากิเลสได
แลว อารมณเปนอยางไร อารมณมันหลุดพน อารมณม ันวางไปจากกเิ ลสแลว มนั ยังตะหงดิ ๆ มนั ยัง
อยากได มันยงั โหยหา มันยงั อะไร อยู ก็ตองอา นไปท้งั หมด ตรวจสอบใหท้ังหมดดวย ตรวจสอบทัง้
คณุ ภาพของอธศิ ลี ตรวจสอบทงั้ คุณภาพของอธจิ ิต ปญ ญาของคุณเจรญิ เพราะคุณตรวจสอบความ
รเู ทา รทู ัน ของอธศิ ีล ศลี ท่ีเจรญิ ข้ึน จิตทีเ่ จริญขนึ้ ก็คืออธปิ ญ ญา ปญ ญากเ็ จริญขึ้นตาม

เพราะฉะนนั้ เมื่อปฏิบตั หิ ลกั 3 ไตรสิกขา อธศิ ีล อธิจติ อธปิ ญญา ก็คือการปฏิบัตศิ ีลท่ี
จะเขยบิ ขึ้นไปเปน ลําดบั ๆ

แรกถอื ศีล 5 เวลาปฏบิ ตั อิ ปณณกปฏิปทา กต็ อ งสํารวมอนิ ทรีย ก็ตอ งมีผสั สะ ตอ ง
มีปฏิจจสมุปบาท ตองมีปญญาญาณ จนกระท่งั เห็นนามเห็นรปู แยกนามแยกรูปเปน เพราะทกุ ผสั สะ
มีอายตนะ

อายตนะเปนสะพานตอ เชอื่ มการรับรู ตากับรูป หกู บั เสยี ง จมกู กบั กล่นิ ลน้ิ กับรส อะไร
พวกนี้ และผสั สะนน้ั กเ็ กดิ เวทนา

เมอื่ เกิดเวทนา มันกม็ าประชมุ กัน สโมสรณา ตามหลักของมลู สูตร
ฉะนัน้ เมือ่ ปฏบิ ัติธรรม มฉี นั ทะ มกี ารปฏิบตั ิเปนมูล
มนสกิ าร เปน แดนเกิด แดนเกดิ กต็ รงท่ีการปฏิบัติ
อะไรเกดิ จติ เกิด
โอปปาติกะโยนิ จิตเกิด
จติ คนสามญั ทย่ี ังมีอวิชชาเปนตนทาง ไมรูจักสังขาร ไมรูจักวิญญาณ ในทางโลกุตตระ
แตรวู ิญญาณตามเทวนยิ ม วาวญิ ญาณคอื ออกจากรางไป วธิ ปี ฏบิ ตั ิ ก็มานัง่ สมาธิ สะกดจติ เขาไปให
ดับ ๆๆๆ ก็ไดแต ดับ ๆ ๆ ๆ ไมไดรจู ักวิญญาณทแี่ ทจ รงิ เลย
เพราะฉะน้ันใครสามารถที่จะแยกวญิ ญาณ อา นวญิ ญาณใหร วู า ออ !นมี่ ันปรงุ แตง มนั
สโมสรณา มนั เปนองคประชมุ มาตัง้ แตกายในกาย ที่เปนอุปาทายรปู แลวไปโยงเก่ียวกับขางนอก
เปนกายกิ สขุ กายิกทุกข อะไรเกิดมาจากขางนอก สมั ผัสทางตา หู จมูก ลนิ้ กาย เขามาจนมาถงึ ขา ง
ใน พอมาเปน กายในกายเปนตวั กาย เปนตัวองคป ระชมุ ที่รวมลง

348

สโมสรณา คือองคท ร่ี วมประชมุ รวมลงประชุมลง มันเปน ตวั จิต จติ ตวั น้ีมันจะเรยี กวา
เปน องคประชมุ แลว สังขารกนั เปนผีหรอื เปนเทวดา ถาเปนผีมนั กท็ กุ ข ถา เปนเทวดามันก็สขุ

ในภาษาวชิ าการ เปน เทวดาก็คอื สุขเวทนา เปนผกี ็คอื ทกุ ขเวทนา
แลว กด็ วู า ในทุกขม ีอะไรเปนเหตุ ในสขุ มันมอี ะไรเปน เหตุ
เหตุทมี่ นั ใหสขุ เพราะมันสมใจในกิเลส ในตณั หา พอไดเ สพมนั ก็สุข ไมไ ดเสพมนั ก็
ทกุ ข
เพราะฉะนน้ั อบุ ายเครอ่ื งออกคือ เอ็งตดิ ขาไมใ หเ อ็ง มันจงึ เหน็ กิเลสดนิ้ มนั จึงเหน็ ตัว
ตัณหา ผีตวั เดียว มนั ยงั ไมก ลายเปน เทวดาเลย เพราะมนั ไมไ ดส ขุ มนั ดิน้ พราด ๆ มนั จะเอา มัน
อยาก ๆ ๆ เปน เปรต เปน นริ ยภูมิ เปนปตตวสิ ยภมู ิ นน่ั แหละตวั เหตุ ตวั สมุทยั อริยสัจ ฆา ตวั นี้ กาํ จัด
ตวั นี้
เพราะฉะนน้ั การรนู ามรูป มญี าณแยกนามแยกรปู ได มนี ามรปู ปริจเฉทญาณ แยกไดเ ปน
น้นั เปน นี้ มีเหตุมีปจจยั สามารถท่ีจะแยกเปนปจ จยั ปรคิ คหญาณ แลว ก็สามารถท่ีจะรูป จ จัยของตวั ที่
ทําใหสุข ทําใหทกุ ขไ ดแ ลว รจู กั ตวั ที่จะกาํ จดั ได แลวกาํ จดั ดวยวปิ สสนาวธิ ี ดวยวกิ ขมั ภนวธิ ี หรือ
สมถะวธิ ี กดขม มนั ดอ้ื ๆ โดยปกติการ กดขม มัน มีเปนอตั โนมัติอยแู ลว คนมมี ารยาท ในสังคมนี้ก็
ลว นกดขม ทงั้ นน้ั แหละ แต ตองใชปญ ญาญาณ พิจารณาใหเห็นเปา ชดั วา มนั ไมใชของจริง มนั ไมม ี
ของจรงิ มนั ไมมตี วั จริง มันตวั ปลอม มนั อนตั ตา
เพราะฉะนน้ั จะเหน็ ไดแ มในชัว่ แวบช่ัววาบ มนั กเ็ ปล่ยี นแปลงไป มันก็เคลื่อนไป แมมนั
จะมาเกาะกมุ จับตัวเปนตนเปน ตัว หรอื เปน ขน เปนผม เปนฟน เปนหนงั หรือเปนอะไรก็ตาม เชน
แมฟ น มนั จะแข็งขนาดไหน มนั ก็ตอ งสลายเปลี่ยนแปลงไปท้งั นน้ั ไมเท่ยี ง เปน ความรูทเี่ รารูวาอะไร
มนั ก็ไมเ ท่ียง
นามธรรม มนั ก็ไมเ ที่ยง
วตั ถุธรรมขนาดจบั ตัวกันเปน ฟน มนั ก็ยงั ไมเท่ยี ง ขน มันก็ไมเที่ยง พอทง้ิ ไวน านๆเปน
พนั ๆ หมื่นๆ แสน ๆ ปก็ตาม มันก็ตอ งสลาย เพียงแตทาํ ใหเ ราเขาใจวา เอาละ ! เราเห็นผมคนต้ังหมนื่
ป แสนป ลานปสลาย แตอ ายุเราไมถ งึ แสนป ลา นป ขนของคุณหรือของใครทีป่ จจุบันนี้ มันจะไม
สลายใหเหน็ ทันตา แมแตเลบ็ ท่เี ห็นสลายงา ยๆ เราก็ตอง รู วามันไมมอี ะไรคงทน มนั ก็ จะสลายก็
เปล่ยี นไป ไมเ ที่ยง นอกจากไมเ ท่ยี งแลว ในกรณีของตวั อยางเร่อื ง เล็บมนั กไ็ มไ ดท ําใหทกุ ขเทา ไหร
ฟน มนั กไ็ มทําใหใครทุกขเ ทา ไหร นอกจากในกรณีมนั หลดุ มันรว ง มนั ปวด มนั อะไรไป ผมและขน
ตดั มนั ทิ้งกไ็ มเปนไร นอกจากมนั ติดอยกู ับเซลล มนั กจ็ ะเจบ็ กป็ วดบา ง ก็เทานั้นเอง พจิ ารณาไป
จนกระทั่งเน้อื หนงั เนา อะไรก็แลว แต มันเปล่ียนไปทงั้ นนั้ ทา นก็อธิบายไปเยอะแยะ ในอานาปาน
สติสตู รกด็ ี มหาสติปฎ ฐานสูตรก็ดี ขยายใหพ จิ ารณาตาง ๆ นานา ใหเกดิ ความรูวา มันไมมีอะไรเลย

349

สัพเพ ธัมมา อนตั ตาติ มนั ไมมีอะไร ธรรมะทุกอยา ง อนจิ จงั “สม“(อา นวา สะ-มะ) ทกุ อยา ง จรงิ ๆ
มันกอ ใหเกดิ ทกุ ขท งั้ นนั้ ถายังมีตวั มีตนอยู ชาติปทุกขา ยังไมส ญู ดับไปหมด ยงั มีความรูสกึ คอื ยังมี

เวทนา สญั ญา สงั ขารอยู มนั ก็ยังทุกขท ัง้ น้ันแหละ
ทุกขอรยิ สจั คือทกุ ขท ่เี ราไปยึดติด เปน ตณั หา อปุ าทาน อนั น้ี คืออรยิ สัจ ไมใชทกุ ขท่ี

เล่ยี งไมได
ทุกขทเี่ กิดจากขันธ 5 ตอ งมีรปู เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ มนั เปนภาระ เปน ทกุ ข

เชน ทกุ ขตอ งหาขา วใหม นั กิน ทุกขตอ งหางานดี ๆ ใหมันทํา อยางนเี้ ปน ตน เปนอาหาปริเยตทิ กุ ข
ทกุ ขอ ยางนี้เปน ทกุ ขท ีเ่ ล่ียงไมไ ด ถายังมีรา ง มกี าย มีขนั ธ 5 จงึ ไมใชทกุ ขอรยิ สจั

ทุกขอรยิ สจั คอื ทกุ ขใ นการไปยดึ ไปติด ไปถอื อยากไดส ง่ิ ทีร่ ัก ส่งิ ทรี่ กั พลัดพรากไป
ตาง ๆ นานา เปน ทกุ ขท ่เี กดิ จากกเิ ลสตัณหา

เพราะฉะน้นั เมือ่ เราปฏิบัติก็ทําใหห มดทกุ ขอรยิ สจั ได
วธิ ปี ฏิบัติ กอ็ ปณณกปฏปิ ทา พระพทุ ธเจาตรสั วา เปน การปฏบิ ตั ทิ ี่ไมผิด อปณณกะ
(โดยเรยี นรูจากอาหาร 4 – ผูวิจยั )
ไมใ ชว ิธีไปนัง่ หลบั ตา ทานสอนลัทธิของทา น ทา นสอนศาสนาของทา น ทามกลาง

ศาสนาที่ไมไดส อนอยา งนี้ เขาสอนแบบอนื่ ไปนง่ั หลับตา ไปปฏบิ ัตอิ ะไรตาง ๆ นานา นน่ั ผดิ หมด
ตอ งมารูจกั อินทรยี  6 สาํ รวมอินทรีย มีศีลเปน ท่ตี ั้ง เปน หลกั เกณฑข องแตละฐานะ (ศลี

5, ศีล 8, ศลี 10 เปน ตน) เปด หเู ปดตา แลวตองพิจารณาโภชเนมตั ตญั ุตา ในส่ิงทีเ่ กีย่ วขอ งอาศยั อยู
คือโภชนะ อุปโภค หรอื บริโภค อาหารการกินน่แี หละเปน ตวั สาํ คญั ในปตุ ตมงั สสตู ร

อาหาร 4 (1.กวฬิงการาหาร 2.ผสั สาหาร 3.มโนสัญเจตนาหาร 4.วญิ ญาณาหาร-ผูวจิ ัย)
อาหารคอื กวฬิงการาหาร จะตองเรียนรอู าหารในกาม สมั ผสั ตา หู จมูก ล้ิน กาย มนั ไปปรงุ กนั อยู

เปน กเิ ลสท้งั นนั้ เพราะฉะนน้ั คนไมร ยู งิ่ ไปบอกวากนิ อาหารไมอ รอ ยเปน ทุกข นั่นแหละไมไ ดบ รรลุ
นพิ พานอีกหลายชาติ อีกกีช่ าตกิ ็ไมไ ดบรรลุ เพราะฉะน้นั ตอ งรูว า ไปหลงรสอรอย พวกน้แี หละ
สมั ผัสแลว มนั เปนสุขอยา งน้ันอยา งนี้ ทางตา ทางหู ทางจมูก ทางลน้ิ ทางกาย และใจ เรียนรูกาม
กวฬงิ การาหารใหรูกาม ถึงจะรคู วามใครความอยาก เพราะสัมผัสพวกนี้แลวก็เปนทกุ ข เปนสุข เมื่อ
สามารถรูเหตุ รปู จจัย รูก ิเลส เกดิ กามแลว กามก็มตี ณั หา ภวตัณหาไมใชวิภวตณั หา

กาม กม็ รี ูป รส กล่นิ เสียง สัมผสั ทงั้ 5 เกดิ จากทวารท่สี ํารวมอนิ ทรีย 6 และแมใ นท่ีสุด
ขางในมันคอื รูปภพ อรปู ภพ

กาม ก็คอื กามภพ รูปภพ อรูปภพ
ใหเ รยี นรกู าม ในเรอ่ื งของอาหารพวกนี้ในการบริโภค รจู ักวาอาหารมนั มคี วามมวั เมาแต
มนั ก็ตอ งกินเพือ่ ยังชีพ คนถูกหลอกมากมาย ไมเ หมือนสัตวเ ดรจั ฉาน มนั ไมถ กู หลอกมาก มันมี

350

สญั ชาตญาณ อะไรมนั กินได มันกนิ มนั ไมเคยเลอื ก แตค นนี่นะมันชา งเลอื กมาก มนั ก็เลยถูกหลอก
วา อนั นดี้ ีกวา อันนี้สขุ กวา เพราะฉะนัน้ เม่อื เราพจิ ารณาเปน กจ็ ะลดกิเลสได จนกระทั่งลดกเิ ลสไดก ็
จะเห็นความจรงิ วา โธเอย ! สุขอยา งน้ี อรอยอยา งน้ี รสอยางน้ัน กลิน่ อยางโนน มนั หลอกแท ๆ เลย
แคเ รากนิ เอาแตส าระมนั ไมต อ งไปช่นื ไมตอ งไปทกุ ข ไมต อ งไปผลักไปดูดรสทีม่ ันสมมตุ กิ ันอยา ง
นนั้ ๆ ชวี ติ มันกแ็ ขง็ เรง ชวี ิตมนั ก็อยูรอด ชวี ติ มนั ก็ไปได เหมอื นสตั วท้งั หลาย เพราะ มนั กไ็ มได
หลงใหล ไมห ลงติด หลงยดึ มันมาก เพอเจอ โงเ หมือนคน ถาไมไดไ ปเขา ใจผดิ มนั ไมทกุ ข มนี อ ยก็
สบาย กินงาย อยูงา ย ไปงาย เลีย้ งงาย สุภระ ถา พิจารณาเรยี นรกู าม แลว เรยี นรูก ารดบั ทุกข มผี สั สะ
ในอาหาร 4 มนั จะเกดิ จากผัสสะ ไมว า จะอปุ โภค หรือวา บริโภค มันจะมีผสั สะ มีผสั สะก็ใหเรียนรู
เวทนา

ผสั สะคือเวทนาที่เปน อารมณสุขอารมณท กุ ข ในเวทนากม็ ีตัณหา เมือ่ มผี ัสสะแลว ตัว
มโนสญั เจตนาหาร หรอื อาหารที่เปน มโนสญั เจตนา ก็คือจิตมงุ หมาย มันมีทศิ ทางทจ่ี ะไปอะไรตอ
อะไรของมนุษย ซึง่ ก็คือการมงุ หมายไปในกามตัณหา มุงหมายใหเ ปนอยางนั้น ตองการใหเ ปน อยาง
นี้ คือตณั หาทัง้ นน้ั

อยากไดมาเสพ กค็ ือกามตณั หา เสพทางตา หู จมูก ลิน้ กาย
เสพทางใจ กค็ อื ภวตัณหา รปู ภพ อรปู ภพ เปนรูปตัณหา อรปู ตัณหา
เพราะฉะน้ัน ในการลมื ตา สัมผสั ทางตา ถา ไมเรียนรกู ิเลสพวกน้ี กามก็ดี ตัณหาก็ดี ไม
เรยี นรูก ็ไปไมรอด
ถา เรียนรูใ นขณะลืมตา กามภพ กามตัณหา กิเลสจะมาทาง ตา หู จมกู ลิ้น กาย หลับตาก็
รูว า อยใู นรูปภพ อรปู ภพ
กามเกดิ จากการสมั ผัสจากขางนอก สวนขา งในคือสัมผสั เปนรปู เปนอรูป
อรปู กล็ ะเอียดข้นึ กวา รปู
เพราะฉะนัน้ ถา เราเรียนรูตวั ตัณหาของรูป กับอรูป ทาํ ใหหมดทัง้ รปู และอรปู หมดทั้ง
กาม กห็ มดตณั หาทั้งน้ัน
เพราะฉะน้นั จะตอ งเรยี นรู คือมโนสญั เจตนาหารทีต่ อ งการดบั ภพ ท้งั กามภพ รปู ภพ
อรูปภพ เมือ่ เราดับภพท้ังหมดไดแลว ไมมีภพ
ตามปฏิจจสมปุ บาท จะดับภพได ก็เพราะวา เราหมดตณั หา หมดความอยากมาเสพ
กามกเ็ อามาเสพมาเสวย เปนกามาวจรมนั ก็จะแสวงหาอยูในความอรอยหรอื ความที่ตดิ ยึด
รปู ภพ อรูปภพ ก็เปน รูปาวจร อรปู าวจ ร เมอื่ ไมแ สวงหารสปรุงแตง รสปรงุ แตงเปนรส
เปนอสั สาทะ ไดเขาใจอสั สาทะ เขา ใจรสทั้งกามท้ังภพ

351

เพราะฉะนั้นอนาคามีหมดกาม หมดแลวภายนอก เหลอื แตเศษของรูปภพ อรปู ภพ เปน
รปู ตัณหา อรปู ตัณหา นดิ ๆ หนอย ๆ พล้วิ ๆ พรายๆ มันไมเกิดทําความลาํ บากใหแ กใ ครแลว แตย งั มี
ตัวการ ตวั เศษธุลเี ทานน้ั เอง กจ็ ะตองเรยี นรแู ลวกล็ า งมันใหหมด จนหมดรูปราคะ อรปู ราคะ เหลือ
มานะ แปลวา ถือดี ถือตวั

คุณมดี ี ดจี รงิ ๆ แตพระอนาคามี กเ็ รียนรู ความ ถอื ตัว ถอื ดี มาตั้งแตหยาบแลว หมด
มานะ ความถอื ดี ถอื ตวั แลว เหลอื เศษธุลีท่ีอธบิ ายไปแลว

อทุ ธัจจะตัวปลาย อุทธัจจะสงั โยชน คอื อากญิ จัญญายตนะ กเ็ รียนรูตรวจมนั ไป ตรวจ
อากิญจญั ญายตนะใหห มด อยาใหหลน อยาใหเหลือเศษของความไมรอู ะไร แลว ก็ตรวจ เนวสญั ญา
นาสญั ญายตนะ

สัญญาเวทยติ ตัง นโิ รธงั โหติ ทําสญั ญากําหนดรู เคลาเคลียอารมณทกุ อยา ง ตรวจสอบ
แบง แยกใหค รบ จนรวู ามันนิโรธสนทิ หมดแลว ตวั ท่ีจะดับ ดบั ไมเหลอื พน อวิชชาสงั โยชน พน
อวิชชาสวะส้นิ จนเกลีย้ ง นน่ั จงึ จะเปน การตรวจสอบการปฏบิ ัติทสี่ มบรู ณ

ความมวั เมาในอาหาร มวั เมาในเร่อื งของกาม มัวเมาในเรอ่ื งของตณั หาตาง ๆ ท่ีเปน เหตุ
ถึงดบั หมด

กเิ ลส ตัณหา กับอุปทานเปนตัวเดียวกนั มันเปน synnonym ทเี่ รยี กแทนกันในคนละ
ฐานะ

กิเลส เปนคําทเ่ี รียกในฐานะสามญั นาม หรอื จะเรียกวา ตณั หา หรอื อุปาทานกไ็ ด เมื่อจบั
ตัวมนั ได ท่ีจับไดเพราะมนั มีลลี า เมื่อฆาตัณหา อุปาทานก็ดับ

ตณั หา เปนตัวกเิ ลสทเี่ คล่ือนไหวเปนพลงั งานจล อุปาทาน เปน กเิ ลสที่เสถียร มนั เปนตัว
STATIC ตัวนิ่ง เปน ตัวหยดุ เปนพลงั งานศกั ย

หมดตณั หา อุปาทาน ก็จะข้ึนมา คอย ๆเหลือเล็กเหลอื นอย จนกระทง่ั สุดทาย เหลอื อา
สวะหรืออนสุ ยั จับตวั อาการมนั ได ก็เปน ตัณหา เปนตัวปลาย เปน อาสวะหรืออนุสัยตวั ปลาย กาํ จัด
กิเลสตัวสดุ ทายไดห มด มนั กห็ มดทงั้ ตณั หา หมดทั้งอุปาทาน

เม่อื ตัณหา อปุ าทานหมด ภพกไ็ มมี ชาติกไ็ มมี
ชาติภพในทน่ี ้ี ไมไดห มายถึงชาติภพของรางกาย ท่จี ะมาเกดิ ทางรางกาย แตเ ปนชาตภิ พ
ของจติ เจตสิก
และลกึ เขา ไปกวา นั้นอกี กค็ อื ชาตภิ พของจิต เจตสกิ ทเ่ี ปน อกุศลจิต อกศุ ลเจตสิก ไมไ ด
หมายความวา กศุ ลจิต กศุ ลเจตสิกดับไปดวย อกศุ ลจิต อกศุ ลเจตสกิ ดบั สนิ้ กุศลมนั จะเหลอื เปนจิต
วญิ ญาณแท ๆ เปน จิตวิญญาณบริสทุ ธ์ิ ผูม จี ริงจะรวู า จิตวิญญาณ น้นั บริสุทธ์ิ และจะรถู งึ ตณั หาวามัน
เปนยางเหนยี ว มนั เปนตวั กํากับความยังอยู

352

เพราะฉะน้นั ถา เผ่ือวาเราเองรูแลว วา ยางเหนียวต้งั แตเ ปน กามตัณหา เปนรปู ภพ อรูป
ภพ ตง้ั แตเ ปน รูปภพเล็ก ๆ ละเอยี ด กร็ ยู างเหนียว ทาํ ยางเหนยี วดงึ ไวจนกระท่งั ปลอ ยคลาย เปน มุญ
จติ ุกมั ยตาญาณ มีญาณทีป่ ลอ ยคลาย จะรูว า ปลอยคลายเปนอยางนี้ ทํายางเหนียว หรือทาํ ตัณหาให
เปน นวิ ตรอน เปน ภาษาวิทยาศาสตร ทําไดห มด เพราะฉะน้ันเมื่อจติ วญิ ญาณของคณุ ไมม มี โน
สัญเจตนาหารในระดับวิภวตณั หา จะไมใหมนั มียางเหนยี วในระดับสดุ ทายในกุศลจิตที่คณุ อาศัย
พระพุทธเจา จงึ ไดต รสั วา สดุ ทา ยเรามแี ตเ พยี งอาศยั มไี วสําหรบั เพยี งเพือ่ ความรแู ละเพอื่ อาศยั ทาํ
ประโยชน เมือ่ จะหยดุ ทาํ ประโยชน หยุดแลว ไมต อ งรู ไมต อ งมวี ญิ ญาณ ไมต องมอี ะไรอีก ก็จะรจู ัก
การทําตัณหาเปน นิวตรอน วิภวตณั หาก็ทําได เพราะฉะน้นั จะทําสญู เปน ทําสลายตัวเปน สุดทา ยก็
ไมมีอะไรเหลอื ได

เปน พระอรหันต กท็ าํ เปนมาตง้ั แตกามตัณหา ภวตณั หา วิภวตณั หา มโนสญั เจตนาหาร
ที่เปนยางเหนยี ว ทาํ มาตั้งแตก าม พยาบาท จนรปู และอรปู ท่ขี นาดอากญิ จญั ญายตนะ ขนาดอุทธัจจะ
กุกกุจจะ ธุลสี ดุ ทา ย กท็ าํ ไรยางเหนยี วไดจนสุดทา ย จนคุณรู หมด ไมร ูไมไ ด เพราะเนวสญั ญานา
สญั ญายตนะ ขนาดตองรวู า การทาํ ยางเหนียวสุดทา ยท่ีละเอยี ดที่สุดกท็ ําไดหมดแลว เกงแลว

เมือ่ จะปรนิ พิ พาน กไ็ มต อ งมีมโนสญั เจตนาหาร ไมม ภี พ ไมม ีชาติ ภพท่ีมคี อื ภพที่
สรา งเอง มาอาศยั เอง เพราะไมไดสรา งดวยอุปาทาน แตสรา งดวยสมาทาน สรา งดว ย “สม” (อา นวา
สะ-มะ) ของคณุ เอง คณุ เปน “สมณะ” เปนผูสงบ สนิทจรงิ แลว ก็สรางภพของคุณมาอยูเฉย ๆ เพือ่
ทํางานใหแกโลก ไมไ ดไปทาํ เลวไปเอาอะไรจากใครในโลกเลย แลว คุณจะสลาย ใครจะมาหา มอะไรได
น่ีคอื สดุ ยอดของสัจธรรมที่ท้ังหมดทีส่ ุดยอด

(สรปุ ผลการปฏิบตั ิจรณะ 15 วิชชา 8 ทส่ี ัมพันธก บั โพธิปกขยิ ธรรม 37 แลวตรวจสอบ
ผลดว ยญาณ 16 – ผวู จิ ยั )

เพราะฉะนน้ั การปฏบิ ัติในอปณ ณกปฎปิ ทา 3 นีแ้ หละ ชาคริยะมันคอื ความต่นื จากโลกยี 
ตั้งแตห ยาบไปจนกระทัง่ ถึงละเอียด อยากในกามภพ อยากในรูปภพ อรูปภพ รจู กั หมด

เทวดาโลกยี  กค็ อื สัตวน รกโลกยี  คือสมมตุ ิเทพ
เทวดาในโลกุตตระ ก็คืออุปปตติเทพ ที่เจริญข้นึ เร่อื ย ๆ จนถึงวิสุทธเิ ทพ ก็คอื พรหม
รูปพรหม ก็คือผถู งึ อเุ บกขา ตรวจอเุ บกขาไปเปน อรูปพรหม ก็คือ ตรวจสอบสมบรู ณ
ทส่ี ดุ
เพราะฉะน้นั ในความไมตน่ื จากความเปน โลก ๆ เมาอยกู บั โลก น่นั คอื ความไมต นื่ คุณ
สามารถตืน่ ไดแลวจากโลกอบาย จากโลกกามารม ณ จากโลกธรรม จากโลกอัต ตภาพ หรือโลก
อตั ตา ตัง้ แตโอฬารกิ อัตตา มโนมยอตั ตา จนกระท่งั อรปู อตั ตา เสรจ็ หมด คณุ ตื่นจากอนั นม้ี าไดดวย

353

การปฏบิ ตั สิ าํ รวมอนิ ทรีย กบั โภชเนมัตตัญตุ า คณุ จึงหลุดพน แลวกต็ ื่น หลุดพนแลว กต็ ่นื แลวก็
หลดุ พน

การตน่ื การหลดุ พน ก็เกดิ จากสัทธรรม 7 แลว กเ็ กิดสะสมลงเปนพลังงานของฌาน
พลังงานของฌาน คอื พลงั วิมุตทีจ่ ะเกดิ ไปเรอ่ื ย ๆ
วชิ ชา 8 จะเปน ตัวรูม าตลอดสายของจรณ ะ 15 ทั้งหมด รมู าตลอดสายทป่ี ฏิบตั ิที่
ประพฤติ
โพธิปกขยิ ธรรม กจ็ ะมาขยายภาคประพฤติปฏิบตั ิ
เพราะฉะน้ันในสัทธรรม 7 คณุ จะเชื่อเพราะคุณปฏิบัติเปนกศุ ล
ในภาคปฏิบตั ิ เมอ่ื คุณเองยังเปนฐานะของเสขบุคคล เปน โสดา ก็ตองเรียนรกู ิเลส
กิเลสมันมี คณุ อาย (หริ ิ) บางทคี ณุ กล็ ะเมิดอยู เปน เนมิตตกตาในภาคท่คี ุณบกพรอง
ผูที่ไมเ อาแลว กุหนา ลปนา อาชีพแบบนัน้ แลว หันมา เลยี้ งชีพในทางท่ีมีศีลมธี รรม
ขนึ้ มา อยูในสุจริตธรรม แมจะมีความโลภ ความเสพในกามบาง คุณกท็ าํ ไดในระดบั นี้ ต้ังศลี ไปตาม
ฐานะ
เมอ่ื ละเมิดศลี ทส่ี มาทาน ก็จะตองละอาย ตอ งรู ตอ งมมี ารยาทกับการปฏบิ ัตธิ รรม ตอง
สําเหนยี ก สงั วร
เพราะฉะนัน้ หริ ิ กค็ ือมีลําดับของอินทรยี พ ละของความละอายตอความผิด ละอายตอ
บาปขนาดหน่งึ
สงู ขนึ้ มาเปน โอตตปั ปะ ก็คืออินทรีย กาํ ลงั ของความกลัวตอบาป ตอความผิดน้นั ๆ มนั
เปนความจรงิ ของความกลัว ความจริงของความแขง็ แรงของการที่จะไมเ อาเรื่องชัว่ เร่อื งตา่ํ นั้น ๆ มนั
เปนความเจรญิ ของความจรงิ ของจติ ความเจริญเปน โอตตัปปะสูงข้นึ
เพราะฉะนั้น สัทธรรม 7 กจ็ ะเกิดจรงิ เปน จรงิ อยา งนี้
หริ ิ โอตตัปปะ กลวั ตอ บาป คณุ ก็ไมทําเลย จนกระทั่งสามารถปฏบิ ตั ิจนลางกิเลสได
จนเกดิ ญาณจน มญุ จิตุกมั ยตาญาณ เกดิ ปฏสิ งั ขานปุ สสนาญาณ สงั ขารเุ ปกขาญาณ ตรวจสัจจานโุ ล
มกิ ญาณ ตัดโคตรญาณ โคตรภูญาณ ไปเร่ือย ๆ เกิดมรรคเกิดผล ทบทวนอีกเปนปจ จเวกขณญาณ
ญาณ 16 คุณจะตรวจสอบมันท้ังหมดเลย
เพราะฉะน้ันเม่อื คณุ ปฏิบัติ “หริ ิ" คณุ ก็จะตองรูอ าการของจิตคณุ จริง “โอตตปั ปะ” ก็
จะตองรูจริงวาจิตแข็งขึ้น มีการไมเ อาแลวบาป จิตมนั จะวางเฉยตอสวรรค ตอ ความเปนเทวดาโลกีย
เทวดาสมมุตเิ ทพ มนั จะลดจรงิ ๆ เม่ือทาํ ไปเรอื่ ย ๆ จนเกดิ พหูสูตหรือพาหุสัจจะ เปน สจั จะความจริง
ทม่ี ากขึน้ พหุพหูน่ีก็มาก รมู าก ไมใชรูแตเฉพาะเปน LEARNED MAN

354

พาหุสัจจะหรอื พหูสตู คอื การเจรญิ ดว ยการปฏิบัตธิ รรมมา มหี ริ ิ มีโอตตัปปะ มศี รัทธา
มปี ญญาดว ย มคี วามเจริญของอนิ ทรียทงั้ หมด ศรทั ธาเจริญเพราะเชือ่ วา พัฒนาไดอ ยางน้ี เปนความ
เจรญิ ความประเสริฐไดอ ยา งแทจรงิ

หริ ิ โอตตปั ปะกผ็ า นไปเร่ือย ๆ จนไมตอ งกลวั แลว เพราะทําไดแ ข็งแรงกไ็ มก ลวั แลว
ความเพยี รของคณุ ก็เพียรจนเปนปกติ ไมต อ งเพียรอะไรอีก
อินทรีย คือความกลา ของความเพียรเต็ม ความเพยี รเปนปกติจนไมต องไปทําอะไรมัน
อกี เพราะมนั ทําไดแ ลว ไมตอ งทน ไมต องอด ไมตอ งฝน สมั ผัสได อยูเหนอื มัน มันทําอะไรเรา
ไมไ ด เพราะอนิ ทรียพละเราเปนใหญ แข็งแรงในตัวเรา กิเลส ตัวเหตุปจ จัยของกเิ ลสทําลายเราไมได
ทําอะไรเราไมไ ด อสงั หิรัง ไมมอี ะไรมาละลา งได มาทาํ รา ยได มาเปลย่ี นแปลงไดอีก
เพราะฉะนัน้ ในตวั พหูสูต มนั กจ็ ะเกิดอินทรยี  5 พละ 5 มีสัทธินทรยี  มีวริ ยิ ินทรีย มสี ติ
นทรีย ความรเู ทา ทนั สตริ ะลกึ รูเทา ทัน
สมาธนิ ทรีย กค็ ือตัวญาณ ตัววมิ ตุ
ตัวญาณ ตัววิมตุ กป็ ญ ญามนั มีญาณ
วิมุตมันหลดุ พน มาได จนแขง็ แรงเปนกาํ ลงั
กาํ ลังคอื วิมตุ วิมุตคือกําลงั เปนเคร่ืองช้ี เปนเครื่องบงบอกวาคุณมวี ิมุต
วิมุต เพราะมันเปนกําลังท่จี ะอยูเหนือโลก โลกมนั ทาํ อะไรไมได ไมม อี ะไรแขง็ แรงเทา
เพราะฉะนั้น สัทธนิ ทรยี  วริ ยิ นิ ทรยี  สตินทรยี  สมาธนิ ทรยี  ปญญินทรีย คอื คุณภาพของ
จิตเจรญิ ขน้ึ ๆๆๆ ถึงพละ
สทั ธาพละ วริ ยิ ะพละ สติพละ สมาธพิ ละ ปญ ญาพละ คอื ตวั จบ คือตวั ผล พละหรอื ผล
เปน ตัวอินทรยี  5 พละ 5 ในโพธิปกขิยธรรม 37
เพราะฉะนน้ั ในการเจริญของสัทธรรม 7 นี้ ศรัทธา หิริ โอตตัปปะ พหูสูต วิรยิ ะ สติ
ปญ ญา ในน้ีไมมีคําวา อนิ ทรีย 5 พละ 5 ไมมีคําวา สมาธนิ ทรยี 
สมาธนิ ทรีย ก็คือ ฌาน 4 ท่ีสะสมอุเบกขา ตงั้ มน่ั ขึน้ เรอื่ ย ๆ ๆ นน่ั เอง สัทธรรม 7 ฌาน 4
กค็ อื การเจรญิ ของอนิ ทรีย 5 พละ 5 เพราะปฏิบตั โิ พชฌงค 7 อยูในทางมรรคองค 8
เพราะฉะน้นั ในโพธิปก ขิยธรรม 37 วิธปี ฏบิ ัตแิ ท ๆ ก็คือโพธิปกขิยธรรม 7 คือสตปิ ฏ
ฐาน 4 สมั มปั ปธาน 4 อทิ ธบิ าท 4 สงั่ สมลงเปน อินทรยี  5 เปน พละ 5 เพราะเจริญดว ยโพชฌงค 7
ไมไดออกนอกทิศทางของมรรคองค 8 อยูในทางของมรรคองค 8 โพชฌงค 7 เปนตวั กา วเดนิ เจรญิ
ดว ยสติ เจรญิ ดว ยธมั มวิจัย เจรญิ ดวยวิรยิ ะ เกดิ ปติเจรญิ เกิดปส สทั ธิเจริญ เกิดสมาธเิ จรญิ จนถึงขัน้
อเุ บกขาเจริญ เปน อุเบกขาสัมโพชฌงค มคี ณุ สมบัติปรสิ ุทธา ปรโิ ยทาตา มุทุ กัมมัญญา ปภัสสรา
เพราะฉะนน้ั ในการปฏบิ ัติ 3 คอื สตปิ ฏฐาน 4 กจ็ ะตอ งรูก ายในกายจะตองรเู วทนาในเวทนา จะตองรู

355

จติ ในจติ จะตอ งรูธ รรมในธรรม ไมใชแคภ าษา จะตองมญี าณหยั่งรู มตี าทิพยท ี่จะตองรูเ ปน
วิปสสนาญาณ และรูแ ลวก็จะตองรูวาคุณกาํ จัดไดหรอื ไมได คุณกาํ จัดได คุณจะกาํ จัดดวยปหาน 5
กําจดั ก็กาํ จัดดวยวธิ ีวิปส สนาหรือสมถะวธิ ีเทา น้ัน

วิปส สนาวิธี กค็ อื พจิ ารณาใหเหน็ วามันไมไ ดเ ปน ของจริงของจัง ไมไ ดเปน ของเทย่ี ง
แท มนั เปนตัวทุกข สขุ เองก็คอื ตัวทุกข ตอ งพจิ ารณาจรงิ ๆ ตอ งเห็น เกดิ ญาณเห็นจริง ๆ เลยวา
อุทยัพพยานุปสสนาญาณ ญาณทเ่ี ห็นความเกิดข้ึน ตัง้ อยู ดับไป เหน็ ความวนของการเกดิ ขนึ้ ตง้ั อยู
ดับไป แลวกห็ ายไปเหมอื นพยบั แดด เหมือนฟองคลืน่ สขุ ชั่วประเด๋ียวประดาว ความสุขคุณไมวาจะ
ไคลเมก็ ซ ย่งิ ใหญขนาดไหน สขุ มันกห็ ายไป ไหนลองจบั มาดู ใสปบ มาดซู ิ มนั ไมมี อยา งนี้เปนตน
คณุ กจ็ ะเห็นไดแ ตอยา งนี้ ก่ชี าตๆิ กก่ี ารวนเวียน เกดิ ข้ึน ตั้งอยแู ลว กด็ บั ไป สุขเกดิ ขึ้นแลวนะ สขุ
ต้งั อยู แลว กด็ ับไป คุณก็คอื ไปเปนข้ขี าของตัวเหตตุ ัวตัณหา บําเรอมันอยูนัน่ แหละ สขุ เกดิ ข้นึ แลว ก็
ดับไป เดยี๋ วกอ็ ยากใหมตัณหามาใหมบาํ รงุ บําเรอมันอกี ไมแ ลว สักที ตัณหาไมเ คยตาย ตองมาทํา
ตณั หาใหต าย ดวยการมาพิจารณาเห็น กดขม มนั ชั่วคราว โดยปกติอตั โนมตั มิ นั ก็กดขมอยูแลว ไม
ตอ งไปเรยี นรูธ รรมะมนั ก็กดขม เปนกนั ทกุ คน มนั กระหายใครอ ยากอะไรตอหนา ตอ ตาธารกาํ นลั
คณุ ก็ตองอดกลนั้ อยางนี้เปน ตน จะไปแสดง ความ อยากตอ หนาตอตาธารกํานลั ไดอยา งไร
เพราะฉะน้ันวกิ ขัมภนปหาน มนั เปน ธรรมชาติ ยง่ิ มาเรยี นรู ก็ตอ งรวู าการกดขม ตามอินทรียพละ
ของคณุ ตามความสามารถความเกงของคณุ จนกระทั่งคณุ สามารถที่จะเรยี นรูเวทนา อารมณ
แยกแยะได

กาย กค็ อื การประชมุ องคประชุมนอกองคประชมุ ในใหล ะเอยี ดขนึ้ ๆ
กาย กค็ ือตัวถกู รู องคป ระชุมท่ถี ูกรจู งึ เรยี กวา “รปู ”
เมอ่ื มันปรงุ มาเปนสุขเวทนา มนั กค็ อื องคประชุม คือกายในนนั่ แหละ ในขณะท่มี ัน
เสวย มันเสพ มนั กส็ ขุ แลวสขุ มันเปน ยงั ไง อานอาการมัน มันถกู รเู มอื่ ไหรมันกเ็ ปน ตวั รูกับตวั ถกู รู
ตวั ญาณที่มนั รู คอื ปญ ญา มันกค็ อื ญาณ วปิ สสนาญาณ ญาณเห็น ชานโต ปสสโต วิหรติ
เห็นอยู รอู ยู เปน ปจจุบนั นัน่ ทีเดยี ว หลัดๆ ไมใชไมเ หน็ แลวไประลกึ รูเอาได บพุ เพนวิ าสานุสสติ
ญาณ วา เราปฏิบตั ิเพราะเราเห็นกเิ ลสเราเกดิ เราไมไดสูตอนนน้ั เผลอไป มนั กนิ ตวั เรา เรากร็ ะลกึ ไป
ตรวจสอบได เห็นเดี๋ยวนเ้ี ลย เราก็จะสูมนั เดย๋ี วน้ี สูด ว ยการกดขม สูดวยการพจิ ารณา สดู ว ยการเหน็
วา ปด โธเอย ! เอ็งนะ ขห้ี มาแท ๆ อสภุ ะ อยา มาหลอกขา เสยี ใหย ากเลย ถา อินทรยี พ ละปญญาญาณ
ของคณุ ขน้ึ สงู จริง ๆ อทุ ยัพพยานุปสสนาญาณ เปนญาณทเ่ี ห็นการวนเวียนเกดิ ข้นึ ต้งั อยู ดบั ไป
สุดทา ยกเ็ หมอื นพยบั แดดเหมือนฟองคล่ืน ไมเห็นมีอะไรเหลือ ภังคานุปสสนาญาณ ยงิ่ เหน็ วามนั ก็
ไปสคู วามหมด มแี ตห มดกับหมด มีแตพงั ไป มีแตหายไปไมเห็นมอี ะไรตงั้ อยูใหเ ปนตวั หลักฐาน มี
ตัวเปนตัวจริงใหไ ด มนั ไมมีของจรงิ

356

ในญาณอนัตตา มีองคธ รรมอกี 5 คอื
1. อนัตตโต คอื มันไมใชตวั ตน ไมมีตวั ตนใหเห็นแลว
2. ปรโต มนั เปนอน่ื ไปเร่อื ย ๆ มันเปน ของไมเทย่ี ง
3. ตุจฉโต มนั ฟงุ กระจายไปอยเู ร่ือย ไมเ หลอื มันหายวบั ไปกเ็ ปล่ียนไป
ในสวนของนามธรรม ยง่ิ จะเห็นไดชดั อยา งน้ี

สวน ผม ขน เล็บ ฟน หนงั ถึงแมจ ะเปล่ียนแปลงชา แตมันก็เปลยี่ น แปลง ตองรูวาทุก

อยางมันไมเ ท่ียง มนั ก็เปล่ียนไปเทา นนั้ เอง มันเปน ตัวอยาก ไมใ ชต ัวตรสั รู ตัวตรัสรูอยูท ่ีนามธรรม

4. ววิ ิตตโต มนั ไมไ ดมีอะไรเปนแกนสารเลย
5. สุญญโต มแี ตค วามวา งเปลา
นี่คือคณุ สมบตั คิ วามรูท่ีจะรูถงึ อนัตตา มอี งคธ รรม 5 อยางน้ี เพราะฉะน้ันคุณกพ็ จิ ารณา
ไปก็จะเห็นของจรงิ ไมใชพ ิจารณาคือแคค ดิ แตตองดคู วามจรงิ วามันเปน อยา งนี้ท้งั น้นั เลย ไปสัมผัส

อะไรตอ อะไร เมอ่ื ไหร ความสุข ความทกุ ข เทวดาใหญโ ตขนาดไหน เลก็ ขนาดไหน มนั ก็เปน อยา ง

นท้ี ั้งนน้ั เลย มีแตความตงั้ อยู แลวกด็ บั ไป หมุนเวยี นอยูอยางน้ที ง้ั นน้ั เลย
ภยตูปฎ ฐานญาณ จะรสู กึ วามนั นากลัว เราจะหลงตดิ อยใู นภพน้ี อีกก่นี านับชาติ จะรูสกึ

วา ตัวเองโงมากชี่ าติ นา กลัวจงั เลย วา ทําไมมันโงจ ังเลย ถา เราไมต ื่นรู เราจะไปอกี กชี่ าติ ถาเราไมร ู

ความจรงิ อนั นี้ ภยตูปฏ ฐานญาณ จะกลวั คณุ กลวั อะไรก็แลวแต เชน กลวั วา งมู นั มีพิษ ถาไมร วู า งูมี

พษิ ก็ไมกลัวมันนะ เพราะมันมีพิษกก็ ลวั มนั ตอนนรี้ ูแลววา ไอท ี่หลงเสพหลงตดิ มนั เปน พิษ มันเปน

โง อันน้ีเปนความกลัว กลวั ทีจ่ ะไมโงอีกแลว เห็นแตเปนโทษ
อาทีนวานปุ ส สนาญาณ ญาณทรี่ ูจักโทษ มันไมใชคณุ เลย ไมไ ดป ระโยชนอ ะไรเลย !
นพิ พิทานปุ สสนาญาณ ญาณก็จะเกดิ จรงิ ๆ มีคุณสมบตั ทิ ีจ่ ะเปน ญาณทฉ่ี ลาด เปน ของ

ไมใ ชนาไดเ ลย นาเบ่อื ไมเ อาอกี
มญุ จติ กุ ัมยตาญาณ มันกจ็ ะเปลอื้ งจะปลอ ย เพราะฉะน้นั การเปลอ้ื งปลอ ยนี่ไมไ ดบ งั คับ

มันปลอย ไมไ ดไ ปบอกวา เฮย ! หยุด ไมเ อา ๆ ๆ ไมใ ช มนั ไมเ อาเองจรงิ ๆ ญาณเห็นเลย ปญ ญามัน
ชาญฉลาดเอง กจ็ ะรูวา โง! ไปเอามาทําไม มนั ปลอย มนั เปลี้อง

มญุ จิตุกมั ยตาญาณ คือการปลอยวางของจติ ปญ ญาอนั เปนวิปสสนาญาณทีส่ มบูรณ
ปฏิสังขานปุ สสนาญาณ ก็ทาํ ทวนไป ทําซาํ้ ไป ผลที่ไดจนสังขารเุ ปกขาญาณ คณุ จะทน
ตอสังขาร จะอเุ บกขา ญาณที่มีอเุ บกขาตอสังขาร สังขารทป่ี รุงแตงอยูใ นโลกนีย้ ่ิงกวา กองภูเขา จะ

ปรงุ จนครอบงําความคดิ ทางรปู ธรรมนามธรรมเต็ม โตใหญย ิ่งกวาภูเขา แขง็ ย่งิ กวา กําแพงก็จะเฉย
สงั ขารุเปกขา ญาณ เฉยตอ สังขารน้ันได มันจะมาทุม มาทิม่ มาแทง มายั่ว มาเยา มา

กระแทก มากระทุง คณุ กเ็ ฉย เหมือนคณุ เปนของวา ง เดินอยูในที่วา ง หรอื คณุ เปน ตัววาง


Click to View FlipBook Version