การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และทักษะการวาดภาพระบายสีโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์ และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ผู้วิจัย นางสาวจิระภัทร สุขย้อย งานวิจัยนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษารายวิชา ECI0603 การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา 1 สาขาวิชาศิลปศึกษา คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี ปีการศึกษา 2564
ก บทคัดย่อ ชื่อเรื่องวิจัย การพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และทักษะการวาดภาพระบายสีโดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ชื่อผู้วิจัย นางสาวจิระภัทร สุขย้อย ชื่อหลักสูตร ครุศาสตรบัณฑิต (ค.บ.5 ปี) สาขาศิลปศึกษา อาจารย์ที่ปรึกษา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ชัญญา อุดมประมวล การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หลังเรียนโดย ใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานีกับเกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 65) 2) เพื่อเปรียบเทียบ ทักษะการวาดภาพระบายสีของนักเรียน หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาด ภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลสุราษฎร์ธานีกับ เกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 65) 3) เพื่อเพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ นักเรียนระดับชั้น ประถมศึกษาปีที ่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลสุราษฎร์ธานีภาคเรียนที ่ 1 ปีการศึกษา 2564 จ านวน 43 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพ ระบายสี แผนการจัดการเรียนการสอน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ แบบประเมินผลงานการวาดภาพ ระบายสีเป็นแบบการประเมินตามสภาพจริง (Rubrics) แบบประเมินความพึงพอใจของนักเรียนที่มี ต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้วิธีการหาค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบน และ ค่า T-test One sample ผลการวิจัย พบว่า 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลสุ ราษฎร์ธานี หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสีมีคะแนนเฉลี่ย เท่ากับ 16.30 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 81.51 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 65 ) อย่างมีนัยส าคัญ ทางสถิติที่ระดับ .01 2. ทักษะการวาดภาพระบายสีของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลสุราษฎร์ธานีหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสีมี
ข คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 10.12 คะแนน คิดเป็นร้อยละ 84.30 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 65) อย่าง มีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 3. ความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕เทศบาลนครสุ ราษฎร์ธานีที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทฤษฎีสี อยู่ในระดับมากที่สุด (̅= 4.54, S.D.=0.62) ค าส าคัญ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้, ทักษะการวาดภาพระบายสี, ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์ และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ,คุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4, ความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม
ค ABSTRACT Research title Developing learning achievement and painting skills using a series of visual arts and painting learning activities. For 4th grade students Municipal School 5 Surat Thani Municipality Researcher Name Ms.Jirapat Sukyoy Course name Bachelor of Education (5-year) Arts Education Advisor Asst. Prof. Chanya Udompramuan The objectives of this research were 1) to compare the learning achievement. After studying using a learning activity set Visual arts and painting For students in grade 4, Municipality School 5, Surat Thani Municipality with the specified criteria (65%) 2) To compare the students' drawing and painting skills. After studying, using a set of visual arts and painting learning activities. For students in grade 4, Municipality 5 School, Surat Thani Municipality with the specified criteria (65 percent) 3) To study the students' satisfaction with learning by using the visual arts and drawing learning activities series. coloring pictures For students in grade 4, Municipality 5 School, Surat Thani Municipality The sample group used in the research was 43 students in grade 4, Municipality 5 School, Surat Thani Municipality, in the first semester of the academic year 2021. The research instruments were visual arts learning activities and drawing and painting activities. teaching management plan achievement test The drawing and painting assessment form is a rubrics form to assess students' satisfaction with the learning activities. Data were analyzed by means of mean, percentage, deviation and T-test One sample. The research results were found that 1. The learning achievement of Prathomsuksa 4students at Municipality School 5, Surat Thani Municipality After studying using the visual arts learning and painting activity set, the average score was 16.30, representing 81.51 percent, higher than the specified threshold (65 percent) with a statistical significance at the .01 level. 2 . The drawing and painting skills of Prathomsuksa 4 students at Ban Soi 2 School after studying using the visual arts learning and painting activities series had an
ง average score of 1 0 . 1 2, representing 8 4 . 3 0 percent, higher than the criterion that determined (65 percent) with a statistically significant .01 level. 3 . Satisfaction of grade 4 students in municipal schools 5 Surat Thani Municipality The effect on the learning activity series on color theory was at the highest level (x ̅= 4.54, S.D.=0.62). Keywords: learning achievement, drawing and painting skills, visual arts and painting learning activities series For students in grade 4, the quality of the visual arts learning and painting activities set. For 4th grade students, the students' satisfaction with the activity set
จ กิตติกรรมประกาศ วิจัยฉบับนี้ส าเร็จล ุล ่วงไปได้ด้วยความกร ุณาในการช ่วยเหลืออย ่างดียิ ่งจ าก ผศ.ชัญญา อุดมประมวล อาจารย์ที่ปรึกษา ในการให้แนวคิด ตลอดจนแก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ทุก ขั้นตอนในการด าเนินงานวิจัย ผู้วิจัยขอกรอบขอบพระคุณท่านเป็นอย่างสูงมา ณ โอกาสนี้ และขอ กราบขอบพระคุณท ่านคณาจารย์สาขาศิลปศึกษาทุกท ่านที ่ได้ประสิทธิประสาทความรู้ มวล ประสบการณ์แก่ศิษย์ทุกคน รวมทั้งผู้วิจัยให้มีองค์ความรู้ที่ทันสมัยมีประโยชน์ส าหรับผู้วิจัยทุก ๆ ด้าน และให้ข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์แก่การท าวิจัยเล่มนี้ ขอกราบขอบพระคุณท่านผู้ทรงคุณวุฒิ คุณครูฐิติมา สองแก้ว คุณครูธวัชชัย ยอดราชและ คุณครูพนอตา แสงแก้ว ที่กรุณาเป็นผู้เชี่ยวชาญในการตรวจสอบคุณภาพเครื ่องมือ พร้อมทั้งให้ แนวคิด ข้อเสนอแนะ แก้ไขข้อบกพร่องต่าง ๆ ของเครื่องมือ สุดท้ายนี้ ผู้วิจัยขอขอบคุณสมาชิกในครอบครัวตลอดจนบุคคลที ่มีส ่วนเกี ่ยวข้อง ที ่เป็น ก าลังใจและให้ความช ่วยเหลือตลอดมา ผู้วิจัยขอมอบการบูชาคุณความดีของท ่านที ่มีส ่วนช ่วย สนับสนุนให้วิจัยฉบับนี้เสร็จสิ้นอย่างสมบูรณ์ นางสาวจิระภัทร สุขย้อย
ฉ สารบัญ หน้า บทคัดย่อภาษาไทย...........................................................................................................................ก บทคัดย่อภาษาอังกฤษ .....................................................................................................................ค กิตติกรรมประกาศ............................................................................................................................จ สารบัญ.............................................................................................................................................ฉ สารบัญตาราง...................................................................................................................................ซ บทที่ 1 บทน า...................................................................................................................................1 ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา........................................................................................1 วัตถุประสงค์ของการวิจัย..............................................................................................................2 ความส าคัญของการวิจัย................................................................................................................3 ขอบเขตของการวิจัย.....................................................................................................................3 สมมติฐานการวิจัย.........................................................................................................................4 กรอบแนวคิด.................................................................................................................................5 นิยามศัพท์เฉพาะ..........................................................................................................................5 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง..........................................................................................7 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ.....................................................................8 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม................................................................................................12 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์........................................................16 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี...........................................................22 เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ........................................................25 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง......................................................................................................................30 บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย.......................................................................................................33
ช กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...................................................................................................33 เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย..............................................................................................................33 การเก็บรวบรวมข้อมูล.................................................................................................................39 การวิเคราะห์ข้อมูล......................................................................................................................40 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล....................................................................................................41 บทที่ 4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล.......................................................................................................43 บทที่ 5 สรุป อภิปรายผลและข้อเสนอแนะ....................................................................................50 สรุปผลการวิจัย...........................................................................................................................50 อภิปรายผลการวิจัย....................................................................................................................51 ข้อเสนอแนะ...............................................................................................................................54 บรรณานุกรม..................................................................................................................................55 ภาคผนวก.......................................................................................................................................57
ซ สารบัญตาราง ตารางที่ หน้า ตารางที่ 1 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียน..................................43 ตารางที่ 2 เปรียบเทียบเกณฑ์ร้อยละ 65 กับผลการเรียนรู้ของนักเรียน ..........................................44 ตารางที่ 3 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสีของนักเรียน............................45 ตารางที่ 4 เปรียบเทียบเกณฑ์ร้อยละ 65 กับผลการเรียนรู้ของนักเรียน ..........................................45 ตารางที่ 5 คะแนนเฉลี่ยความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาด ภาพระบายสี...................................................................................................................................46 ตารางที่ 6 ผลการวิเคราะห์คุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี........47
1 บทที่ 1 บทน า ความเป็นมาและความส าคัญของปัญหา การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโควิด-19 ที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องท าให้หลายโรงเรียนรวมทั้งโรงเรียน เทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานีต้องประกาศเลื่อนวันเปิดเทอมไม่สามารถเปิดท าการเรียนการ สอนได้ตามปกติ ส่งผลกระทบต่อการเรียนการสอนในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ทั้งครูและ นักเรียนจึงต้องมีการปรับตัวในการเรียน ซึ ่งการจัดการเรียนการสอนภายใต้สถานการณ์การแพร่ ระบาดของโรคโควิด-19 ต้องปรับเปลี ่ยนรูปแบบการจัดการเรียนการสอนเพื ่อให้สอดคล้องกับ สถานการณ์ ตลอดจนเพื ่อความปลอดภัยของครู และนักเรียนทุกคน ท าให้เกิดการจัดการศึกษา รูปแบบใหม่แทนการเปิดท าการเรียนการสอนตามปกติ คือ สอนในรูปแบบ On-site, On-air, Ondemand, Online และ On-hand (มติชนมติครู, 2564) แม้จะมีการเรียนการสอนแบบออนไลน์เข้ามาทดแทน แต่ก็ไม่ได้ประสิทธิภาพเทียบเท่าการเรียน ในห้องเรียน ทั้งในแง่ของการขาดปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้สอนกับผู้เรียน ขาดปฏิสัมพันธ์กับเพื่อน หรือ บางรายวิชาที่ต้องเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติเป็นหลัก โดยเฉพาะความไม่พร้อมด้านอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ และการเข้าถึงอินเทอร์เน็ต ท าให้ไม่สามารถเข้าถึงการเรียนรู้ได้ เด็กก็จะขาดการทบทวนบทเรียนเป็น เวลานาน ความรู้และทักษะต่างๆก็อาจจะหายไป ซึ่งการเรียนรู้ที่ลดลงอาจส่งผลต่อพื้นฐานความรู้ที่ ส าคัญ และจ าเป็นต่อการพัฒนาทุนมนุษย์ในสังคม (ภูมิศรัณย์ ทองเลี่ยมนาค:2564, ออนไลน์) ในการจัดการเรียนรู้ในกลุ ่มสาระศิลปะ (ทัศนศิลป์) เป็นวิชาที ่ประกอบด้วยภาคทฤษฎี และ ภาคปฏิบัติ ซึ่งต้องใช้ทั้งทักษะความรู้และความคิดสร้างสรรค์เป็นหลักเพื่อให้เกิดเป็นผลงาน และด้วย สถานการณ์นักเรียนจึงจ าเป็นต้องเรียนรู้เป็นระบบออนไลน์ ครูจึงต้องมีการจัดบรรยากาศที่เอื้อต่อ การเรียนรู้ จัดเตรียมและเลือกสื่อให้เหมาะสมกับกิจกรรม ประเมินความก้าวหน้าของผู้เรียนด้วย วิธีการที่หลากหลาย และจากการสังเกตพฤติกรรมของนักเรียนในขณะเรียน และหลังเรียน มีความไม่ มั่นใจในการวาดภาพ วาดภาพช้า วาดภาพไม่ตรงเนื้อหา และการตรวจผลงานพบว่า นักเรียนวาด ภาพลอกเลียนแบบจากตัวอย่างของครู เพื่อน ไม่แปลกใหม่ ซึ่งสาเหตุเกิดจากนักเรียนไม่รู้จะวาดภาพ อะไร คิดไม ่ออก จึงเป็นปัญหาที ่ต้องพัฒนาให้กับผู้เรียน โดยการจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้ สอดคล้องกับความสนใจและความถนัดเพื่อพัฒนาให้ผู้เรียนเกิดความรู้ความเข้าใจและมีทักษะวิธีการ ทางศิลปะ
2 การจัดกิจกรรมที่ช่วยส่งเสริมความรู้และพัฒนาทักษะมีด้วยกันหลายวิธี ซึ่งกิจกรรมการวาดภาพ ระบายสีก็เป็นอีกหนึ่งกิจกรรมที่จะช่วยพัฒนาทักษะให้ดียิ่งขึ้น และช่วยให้เด็กได้รับประสบการณ์ตรง จากการลงมือท าผ ่านการเรียนรู้การใช้เครื่องมือและวัสดุอุปกรณ์ต ่างๆช่วยส ่งเสริมความคิดและ จินตนาการของเด็ก ท าให้เกิดสมาธิและความผ่อนคลาย การฝึกควบคุมการท างานของมือและตา ท าให้เด็กเกิดระเบียบทางความคิด นอกจากนี้เทคนิคการวาดรูประบายสียังมีความสะดวกในด้านการ จัดหาหรือเตรียมอุปกรณ์สามารถหาซื้อได้ง่ายโดยทั่วไป อีกทั้งยังสามารถท าได้ทั้งในโทรศัพท์มือถือ และคอมพิวเตอร์ซึ่งเหมาะกับการเรียนการสอนในช่วงสถานณ์เช่นนี้ และเพื่อการพัฒนาผลการเรียนรู้ และทักษะการวาดภาพระบายสีให้กับผู้เรียน ผู้วิจัยจึงเลือกวิธีการสอนแบบชุดกิจกรรมโดยเน้นผู้เรียน เป็นส าคัญ และใช้สื่อในรูปแบบต่างๆ เช่น สื่อวิดีทัศน์ ภาพเคลื่อนไหว ภาพนิ่ง สอดแทรกเข้าร่วมกับ การเรียนการสอนท าให้ผู้เรียนได้เห็นความแปลกใหม ่เกิดแรงบันดาลใจและสร้างสรรค์ผลงานได้ มากขึ้น ประเด็นปัญหาดังกล่าวข้างต้น ผู้วิจัยจึงมีความสนใจและมุ่งเน้นที่จะพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการ เรียนรู้และทักษะการวาดภาพระบายสีโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบาย สี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี เพื่อให้ กระบวนการจัดการเรียนการสอนนั้นส่งผลต่อการแก้ปัญหาผลการเรียนรู้และเพิ่มทักษะในการคิด สร้างสรรค์ของนักเรียนให้มากขึ้น วัตถุประสงค์ของการวิจัย 1. เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้หลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์ และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุ ราษฎร์ธานี กับเกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 65) 2. เพื่อเปรียบเทียบทักษะการวาดภาพระบายสีหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมทัศนศิลป์และการ วาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ ธานี กับเกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 65) 3. เพื ่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที ่มีต ่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี
3 ความส าคัญของการวิจัย 1. ผู้เรียนมีความรู้ความเข้าใจ คิดวิเคราะห์ และสามารถน าไปประยุกต์ใช้ในการเรียนและ ชีวิตประจ าวัน จากการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรม เรื่อง ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี 2. เป็นข้อมูลให้ครูผู้สอนวิชาศิลปะได้พิจารณาแนวทางในการจัดการเรียนรู้ และน าไปปรับ ใช้ในการพัฒนาการเรียนการสอนวิชาศิลปะให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที ่ใช้ในการวิจัย ได้แก ่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที ่ 4 ภาคเรียนที ่ 1 ปี การศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จ านวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียน 43 คน 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ ่มตัวอย ่างที ่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 4/3 ภาคเรียนที ่1 ปี การศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จ านวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียน 43 คน โดยใช้วิธีการสุ ่มตัวอย ่างแบบง ่าย (Simple random sampling) 3. ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษา ตัวแปรต้น (Independent Variables) ได้แก่ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี ตัวแปรตาม (Dependent Variable) ได้แก่ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี 2. ทักษะการวาดภาพระบายสี
4 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนศิลป์และการวาด ภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี 4. ขอบเขตด้านเนื้อหาวิชาที่ใช้ในการวิจัย เนื้อหาที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นเนื้อหากลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ชั้นประถมศึกษาที่ที่ 4 ซึ่ง ประกอบด้วยทั้งหมด 6 เรื่อง ดังนี้ รูปร่างรูปทรง พื้นผิว ระยะและความลึก น ้าหนักสี แสงเงา และ วรรณะสี 5. ขอบเขตระยะเวลา โดยด าเนินการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2564 ระยะเวลาที่ใช้จ านวน 6 สัปดาห์ สัปดาห์ ละ 2 ชั่วโมง รวมทั้งหมด 12 ชั่วโมง สมมติฐานการวิจัย 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานีหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสีสูง กว่าเกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 65) 2. ทักษะการวาดภาพระบายสี ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานีหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด (ร้อยละ 65) 3. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการ วาดภาพระบายสีอยู่ในระดับมาก
5 กรอบแนวคิด นิยามศัพท์เฉพาะ 1. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ผลคะแนนของนักเรียนที ่เรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรม ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสีส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งเป็นผลคะแนนที่ได้จาก การท าแบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน 2. ทักษะการวาดภาพระบายสี หมายถึง การสร้างสรรค์ผลงานโดยการวาดภาพระบายสีโดย ผู้วิจัยวัดจากคะแนนการประเมินความสามารถตามสภาพจริง 4 ด้าน คือ 1. ความประณีตสวยงาม 2. องค์ประกอบศิลป์ 3. ความคิดสร้างสรรค์ 4. ความถูกต้องของผลงาน 3. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที ่ 4 หมายถึง สื ่อการสอนและกิจกรรมที ่ผู้วิจัยสร้างขึ้นส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 เนื้อหาเกี่ยวกับทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ซึ่งภายในชุดกิจกรรมเรียนรู้จะ แบ่งออกเป็น 6 เรื่อง ดังนี้ เรื่องที่ 1 เรื่อง รูปร่างรูปทรงหรรษา เรื่องที่ 2 เรื่อง พื้นผิวสร้างสรรค์ เรื่องที่ 3 เรื่อง ระยะและความลึก เรื่องที่ 4 เรื่อง น ้าหนักสีสร้างสรรค์ เรื่องที่ 5 เรื่อง แสงและเงา ตัวแปรต้น ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์ และการวาดภาพระบายสี ตัวแปรตาม - ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้ของนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - ทักษะการวาดภาพระบายสีของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 - ความพึงพอใจของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ที่มีต่อใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพ ระบายสี
6 สร้างมิติ เรื่องที่ 6 เรื่อง วรรณะของสี ซึ่งเป็นลักษณะกิจกรรมที่เน้นให้ผู้เรียนได้เกิดการเรียนรู้และลง มือปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง โดยองค์ประกอบของชุดกิจกรรมประกอบด้วยชื่อกิจกรรม ค าชี้แจง จุดประสงค์การเรียนรู้ วัสดุ-อุปกรณ์ ใบบันทึกผลกิจกรรม และใบความรู้ 4. คุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 หมายถึง ระดับคุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพ ระบายสี ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้นในด้านองค์ประกอบ เนื้อหา การจัดกิจกรรม และประโยชน์ที่ได้รับจาก การเรียนด้วยชุดกิจกรรมศิลปะ โดยใช้แบบประเมินคุณภาพของกิจกรรมที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นและประเมิน โดยผู้เชี่ยวชาญ ตามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ คือ 5, 4, 3, 2 และ 1 ซึ่งหมายถึง มากที่สุด, มาก, ปานกลาง, พอใช้และควรปรับปรุง ตามล าดับ 5. ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรม หมายถึง ความรู้สึกหรือความคิดเห็นของ กลุ่มตัวอย่างที่เกิดขึ้นหลังจากการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้การวาดภาพระบายสี ซึ่งวัดโดย แบบสอบถามที ่ผู้วิจัยสร้างขึ้น แบ่งออกเป็น 2 ตอน ตอนที่ 1 เป็นแบบมาตราส ่วนประมาณค ่า 5 ระดับ ได้แก่ 5, 4, 3, 2, 1 โดยมีความหมายดังนี้ พึงพอใจมากที่สุด พึงพอใจมาก พึงพอใจปานกลาง พึงพอใจน้อย และพึงพอใจน้อยที ่สุดตามล าดับ และตอนที ่ 2 เป็นการแสดงความคิดเห็นและ ข้อเสนอแนะที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ได้อย่างอิสระ
7 บทที่ 2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ในการวิจัยครั้งนี้คณะผู้วิจัยได้ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องและได้น าเสนอตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม 2.1 ความหมายของชุดกิจกรรม 2.2 ประเภทของชุดกิจกรรม 2.3 องค์ประกอบของชุดกิจกรรม 2.4 ขั้นตอนการสร้างชุดกิจกรรม 2.5 ประโยชน์ของชุดกิจกรรม 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลการเรียนรู้ 3.1 ความหมายของผลการเรียนรู้ 3.2 จุดมุ่งหมายของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 3.3 องค์ประกอบของผลการเรียนรู้ 3.4 วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ 3.5 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี 4.1 ความหมายทัศนศิลป์ 4.2 ความหมายกิจกรรมทัศนศิลป์ 4.3 รูปแบบกิจกรรมทัศนศิลป์ 4.4 ความหมายของการวาดภาพระบายสี 4.5 ความส าคัญของการวาดภาพระบายสี 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ 5.1. ความหมายของความพึงพอใจ 5.2. ทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ 5.3. การวัดความพึงพอใจ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 6.1 งานวิจัยในประเทศ
8 6.2 งานวิจัยนอกประเทศ 1. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ 1.1 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2560 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระที่ ๑ ทัศนศิลป์ มาตรฐาน ศ ๑.๑ สร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ตามจินตนาการ และความคิดสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่องานศิลปะอย่าง อิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ในชีวิตประจ าวัน มาตรฐาน ศ ๑.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างทัศนศิลป์ ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า งานทัศนศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทย และ สากล สาระที่ ๒ ดนตรี มาตรฐาน ศ ๒.๑ เข้าใจและแสดงออกทางดนตรีอย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์ วิพากษ์วิจารณ์คุณค่า ดนตรี ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดต่อดนตรีอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจ าวัน มาตรฐาน ศ ๒.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว ่างดนตรี ประวัติศาสตร์ และวัฒนธรรม เห็นคุณค่าของ ดนตรีที่ เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและสากล สาระที่ ๓ นาฏศิลป์ มาตรฐาน ศ ๓.๑ เข้าใจ และแสดงออกทางนาฏศิลป์อย่างสร้างสรรค์ วิเคราะห์วิพากษ์วิจารณ์ คุณค่านาฏศิลป์ถ่ายทอดความรู้สึก ความคิดอย่างอิสระ ชื่นชม และประยุกต์ใช้ ในชีวิตประจ าวัน มาตรฐาน ศ ๓.๒ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ ประวัติศาสตร์และวัฒนธรรม เห็นคุณค่า ของนาฏศิลป์ที่เป็นมรดกทางวัฒนธรรม ภูมิปัญญาท้องถิ่น ภูมิปัญญาไทยและ สากล คุณภาพผู้เรียน
9 จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๓ รู้และเข้าใจเกี ่ยวกับรูปร ่าง รูปทรง และจ าแนกทัศนธาตุของสิ ่งต ่าง ๆ ในธรรมชาติ สิ่งแวดล้อมและงานทัศนศิลป์ มีทักษะพื้นฐานการใช้วัสดุอุปกรณ์ในการสร้างงานวาดภาพระบายสี โดยใช้เส้น รูปร่าง รูปทรง สี และพื้นผิว ภาพปะติด และงานปั้น งานโครงสร้างเคลื่อนไหวอย่างง่าย ๆ ถ่ายทอดความคิด ความรู้สึกจากเรื่องราว เหตุการณ์ ชีวิตจริง สร้างงานทัศนศิลป์ตามที่ตนชื่นชอบ สามารถแสดงเหตุผลและวิธีการในการปรับปรุงงานของตนเอง รู้และเข้าใจความส าคัญของงานทัศนศิลป์ในชีวิตประจ าวัน ที่มาของงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น ตลอดจนการใช้วัสดุ อุปกรณ์ และวิธีการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น รู้และเข้าใจแหล่งก าเนิดเสียง คุณสมบัติของเสียง บทบาทหน้าที่ ความหมาย ความส าคัญ ของบทเพลงใกล้ตัวที่ได้ยิน สามารถท่องบทกลอน ร้องเพลง เคาะจังหวะ เคลื่อนไหวร่างกาย ให้ สอดคล้องกับบทเพลง อ่าน เขียน และใช้สัญลักษณ์แทนเสียงและเคาะจังหวะ แสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับดนตรี เสียงขับร้องของตนเอง มีส่วนร่วมกับกิจกรรมดนตรีในชีวิตประจ าวัน รู้และเข้าใจเอกลักษณ์ของดนตรีในท้องถิ่น มีความชื่นชอบ เห็นความส าคัญและประโยชน์ ของดนตรีต่อการด าเนินชีวิตของคนในท้องถิ่น สร้างสรรค์การเคลื่อนไหวในรูปแบบต่าง ๆ สามารถแสดงท่าทางประกอบจังหวะเพลงตาม รูปแบบนาฏศิลป์ มีมารยาทในการชมการแสดง รู้หน้าที่ของผู้แสดงและผู้ชม รู้ประโยชน์ของการ แสดงนาฏศิลป์ในชีวิตประจ าวัน เข้าร่วมกิจกรรมการแสดงที่เหมาะสมกับวัย รู้และเข้าใจการละเล่นของเด็กไทยและนาฏศิลป์ท้องถิ่น ชื่นชอบและภาคภูมิใจในการละเล่น พื้นบ้าน สามารถเชื่อมโยงสิ่งที่พบเห็นในการละเล่นพื้นบ้านกับการด ารงชีวิตของคนไทย บอกลักษณะ เด่นและเอกลักษณ์ของนาฏศิลป์ไทยตลอดจนความส าคัญของการแสดงนาฏศิลป์ไทยได้ จบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ รู้และเข้าใจการใช้ทัศนธาตุ รูปร่าง รูปทรง พื้นผิว สี แสงเงา มีทักษะพื้นฐานในการใช้วัสดุ อุปกรณ์ ถ่ายทอดความคิด อารมณ์ ความรู้สึก สามารถใช้หลักการจัดขนาด สัดส่วน ความสมดุล น ้าหนัก แสงเงา ตลอดจนการใช้สีคู่ตรงข้ามที่เหมาะสมในการสร้างงานทัศนศิลป์ ๒ มิติ ๓ มิติ เช่น งานสื่อผสม งานวาดภาพระบายสี งานปั้น งานพิมพ์ภาพ รวมทั้งสามารถสร้างแผนภาพ แผนผัง และ ภาพประกอบเพื่อถ่ายทอดความคิดจินตนาการเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเหตุการณ์ต่าง ๆ และสามารถ เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างงานทัศนศิลป์ที่สร้างสรรค์ ด้วยวัสดุอุปกรณ์และวิธีการที่แตกต่าง กัน เข้าใจปัญหาในการจัดองค์ประกอบศิลป์ หลักการลด และเพิ่มในงานปั้น การสื่อความหมายใน งานทัศนศิลป์ของตน รู้วิธีการปรับปรุงงานให้ดีขึ้นตลอดจน รู้และเข้าใจคุณค่าของงานทัศนศิลป์ที่มีผล ต่อชีวิตของคนในสังคม
10 รู้และเข้าใจบทบาทของงานทัศนศิลป์ที่สะท้อนชีวิตและสังคม อิทธิพลของความเชื่อ ความ ศรัทธา ในศาสนา และวัฒนธรรมที่มีผลต่อการสร้างงานทัศนศิลป์ในท้องถิ่น รู้และเข้าใจเกี่ยวกับเสียงดนตรี เสียงร้อง เครื่องดนตรี และบทบาทหน้าที่รู้ถึงการเคลื่อนที่ขึ้น ลง ของท านองเพลง องค์ประกอบของดนตรี ศัพท์สังคีตในบทเพลง ประโยคและอารมณ์ของบทเพลง ที่ฟัง ร้องและบรรเลงเครื่องดนตรี ด้นสดอย่างง่าย ใช้และเก็บรักษา เครื่องดนตรีอย่างถูกวิธี อ่าน เขียนโน้ตไทยและสากลในรูปแบบต่าง ๆ รู้ลักษณะของผู้ที่จะเล่นดนตรีได้ดี แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับ องค์ประกอบดนตรี ถ ่ายทอดความรู้สึกของบทเพลงที่ฟัง สามารถใช้ดนตรีประกอบกิจกรรมทาง นาฏศิลป์และ การเล่าเรื่อง รู้และเข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างดนตรีกับวิถีชีวิต ประเพณี วัฒนธรรมไทย และวัฒนธรรม ต ่าง ๆ เรื ่องราวดนตรีในประวัติศาสตร์ อิทธิพลของวัฒนธรรมต ่อดนตรี รู้คุณค ่าดนตรีที ่มาจาก วัฒนธรรมต่างกัน เห็นความส าคัญในการอนุรักษ์ รู้และเข้าใจองค์ประกอบนาฏศิลป์ สามารถแสดงภาษาท่า นาฏยศัพท์พื้นฐาน สร้างสรรค์การ เคลื ่อนไหวและการแสดงนาฏศิลป์ และการละครง ่าย ๆ ถ ่ายทอดลีลาหรืออารมณ์ และสามารถ ออกแบบเครื่องแต่งกายหรืออุปกรณ์ประกอบการแสดงง่าย ๆ เข้าใจความสัมพันธ์ระหว่างนาฏศิลป์ และการละครกับสิ่งที่ประสบในชีวิตประจ าวัน แสดงความคิดเห็นในการชมการแสดง และบรรยาย ความรู้สึกของตนเองที่มีต่องานนาฏศิลป์ รู้และเข้าใจความสัมพันธ์และประโยชน์ของนาฏศิลป์และการละคร สามารถเปรียบเทียบการ แสดงประเภทต่าง ๆ ของไทยในแต่ละท้องถิ่น และสิ่งที่การแสดงสะท้อนวัฒนธรรมประเพณี เห็น คุณค่าการรักษาและสืบทอดการแสดงนาฏศิลป์ไทย จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๓ รู้และเข้าใจเรื่องทัศนธาตุและหลักการออกแบบและเทคนิคที่หลากหลายในการสร้างงาน ทัศนศิลป์ ๒ มิติ และ ๓ มิติ เพื่อสื่อความหมายและเรื ่องราวต ่าง ๆ ได้อย่างมีคุณภาพ วิเคราะห์ รูปแบบเนื้อหาและประเมินคุณค่างานทัศนศิลป์ของตนเองและผู้อื่น สามารถเลือกงานทัศนศิลป์โดยใช้ เกณฑ์ที่ก าหนดขึ้นอย่างเหมาะสม สามารถออกแบบรูปภาพ สัญลักษณ์ กราฟิก ในการน าเสนอข้อมูล และมีความรู้ ทักษะที่จ าเป็นด้านอาชีพที่เกี่ยวข้องกันกับงานทัศนศิลป์ รู้และเข้าใจการเปลี่ยนแปลงและพัฒนาการของงานทัศนศิลป์ของชาติและท้องถิ่น แต่ละยุค สมัย เห็นคุณค่างานทัศนศิลป์ที่สะท้อนวัฒนธรรมและสามารถเปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ ที่มาจากยุค สมัยและวัฒนธรรมต่าง ๆ รู้และเข้าใจถึงความแตกต่างทางด้านเสียง องค์ประกอบ อารมณ์ ความรู้สึก ของบทเพลงจาก วัฒนธรรมต่าง ๆ มีทักษะในการร้อง บรรเลงเครื่องดนตรี ทั้งเดี่ยวและเป็นวงโดยเน้นเทคนิคการร้อง บรรเลงอย่างมีคุณภาพ มีทักษะในการสร้างสรรค์บทเพลงอย่างง่าย อ่านเขียนโน้ต ในบันไดเสียงที่มี
11 เครื ่องหมาย แปลงเสียงเบื้องต้นได้ รู้และเข้าใจถึงปัจจัยที ่มีผลต ่อรูปแบบของผลงานทางดนตรี องค์ประกอบของผลงานด้านดนตรีกับศิลปะแขนงอื ่น แสดงความคิดเห็นและบรรยายอารมณ์ ความรู้สึกที่มีต่อบทเพลง สามารถน าเสนอบทเพลงที่ชื่นชอบได้อย่างมีเหตุผล มีทักษะในการประเมิน คุณภาพของบทเพลงและการแสดงดนตรี รู้ถึงอาชีพต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับดนตรีและบทบาทของดนตรี ในธุรกิจบันเทิง เข้าใจถึงอิทธิพลของดนตรีที่มีต่อบุคคลและสังคม รู้และเข้าใจที่มา ความสัมพันธ์ อิทธิพลและบทบาทของดนตรีแต่ละวัฒนธรรมในยุคสมัยต่าง ๆ วิเคราะห์ปัจจัยที่ท าให้งานดนตรีได้รับการยอมรับ รู้และเข้าใจการใช้นาฏยศัพท์หรือศัพท์ทางการละครในการแปลความและสื่อสาร ผ่านการ แสดง รวมทั้งพัฒนารูปแบบการแสดง สามารถใช้เกณฑ์ง่าย ๆ ในการพิจารณาคุณภาพ การแสดง วิจารณ์เปรียบเทียบงานนาฏศิลป์ โดยใช้ความรู้เรื่ององค์ประกอบทางนาฏศิลป์ ร่วมจัดการแสดง น า แนวคิดของการแสดงไปปรับใช้ในชีวิตประจ าวัน รู้และเข้าใจประเภทละครไทยในแต่ละยุคสมัย ปัจจัยที่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงของนาฏศิลป์ ไทย นาฏศิลป์พื้นบ้าน ละครไทย และละครพื้นบ้าน เปรียบเทียบลักษณะเฉพาะของการแสดง นาฏศิลป์จากวัฒนธรรมต่าง ๆ รวมทั้งสามารถออกแบบและสร้างสรรค์อุปกรณ์ เครื่องแต่งกายในการ แสดงนาฏศิลป์และละคร มีความเข้าใจ ความส าคัญ บทบาทของนาฏศิลป์และละครในชีวิตประจ าวัน จบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๖ รู้และเข้าใจเกี่ยวกับทัศนธาตุและหลักการออกแบบในการสื่อความหมาย สามารถใช้ศัพท์ ทางทัศนศิลป์ อธิบายจุดประสงค์และเนื้อหาของงานทัศนศิลป์ มีทักษะและเทคนิคในการใช้วัสดุ อุปกรณ์และกระบวนการที่สูงขึ้นในการสร้างงานทัศนศิลป์ วิเคราะห์เนื้อหาและแนวคิด เทคนิควิธีการ การแสดงออกของศิลปินทั้งไทยและสากล ตลอดจนการใช้เทคโนโลยีต ่าง ๆ ในการออกแบบ สร้างสรรค์งานที่เหมาะสมกับโอกาส สถานที่ รวมทั้งแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับสภาพสังคมด้วยภาพ ล้อเลียนหรือการ์ตูน ตลอดจนประเมินและวิจารณ์คุณค่างานทัศนศิลป์ด้วยหลักทฤษฎีวิจารณ์ศิลปะ วิเคราะห์เปรียบเทียบงานทัศนศิลป์ในรูปแบบตะวันออกและรูปแบบตะวันตกเข้าใจอิทธิพล ของมรดกทางวัฒนธรรมภูมิปัญญาระหว่างประเทศที่มีผลต่อการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์ในสังคม รู้และเข้าใจรูปแบบบทเพลงและวงดนตรีแต่ละประเภท และจ าแนกรูปแบบ ของวงดนตรีทั้ง ไทยและสากล เข้าใจอิทธิพลของวัฒนธรรมต ่อการสร้างสรรค์ดนตรี เปรียบเทียบอารมณ์และ ความรู้สึกที่ได้รับจากดนตรีที่มาจากวัฒนธรรมต่างกัน อ่าน เขียน โน้ตดนตรีไทยและสากล ในอัตรา จังหวะต่าง ๆ มีทักษะในการร้องเพลงหรือเล่นดนตรีเดี่ยวและรวมวงโดยเน้นเทคนิคการแสดงออก และคุณภาพของการแสดง สร้างเกณฑ์ส าหรับประเมินคุณภาพการประพันธ์การเล่นดนตรีของตนเอง และผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม สามารถน าดนตรีไประยุกต์ใช้ในงานอื่น ๆ
12 วิเคราะห์ เปรียบเทียบรูปแบบ ลักษณะเด่นของดนตรีไทยและสากลในวัฒนธรรมต่าง ๆ เข้าใจ บทบาทของดนตรีที่สะท้อนแนวความคิดและค่านิยมของคนในสังคม สถานะทางสังคมของนักดนตรี ในวัฒนธรรมต่าง ๆ สร้างแนวทางและมีส่วนร่วมในการส่งเสริมและอนุรักษ์ดนตรี มีทักษะในการแสดงหลากหลายรูปแบบ มีความคิดริเริ่มในการแสดงนาฏศิลป์เป็นคู่และเป็น หมู่ สร้างสรรค์ละครสั้นในรูปแบบที่ชื่นชอบ สามารถวิเคราะห์แก่นของการแสดงนาฏศิลป์และละครที่ ต้องการสื่อความหมายในการแสดง อิทธิพลของเครื่องแต่งกาย แสง สี เสียง ฉาก อุปกรณ์ และ สถานที่ที่มีผลต่อการแสดง วิจารณ์การแสดงนาฏศิลป์และละคร พัฒนาและใช้เกณฑ์การประเมินใน การประเมินการแสดง และสามารถวิเคราะห์ท่าทางการเคลื่อนไหวของผู้คนในชีวิตประจ าวัน และ น ามาประยุกต์ใช้ในการแสดง เข้าใจวิวัฒนาการของนาฏศิลป์และการแสดงละครไทย และบทบาทของบุคคลส าคัญใน วงการนาฏศิลป์และการละครของประเทศไทยในยุคสมัยต ่าง ๆ สามารถเปรียบเทียบ การน าการ แสดงไปใช้ในโอกาสต่าง ๆ และเสนอแนวคิดในการอนุรักษ์นาฏศิลป์ไทย 2. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรม 2.1. ความหมายของชุดกิจกรรม สุคนธ์ สินธพานนท์ (2551:88) ได้ให้ความหมายชุดการเรียนการสอนว่าคือ นวัตกรรม ที่ ครูผู้สอนใช้ในการประกอบการสอนโดยเน้นผู้เรียนเป็นส าคัญ ให้ผู้เรียนสนุกกับการเรียนรู้โดยผู้เรียน ศึกษาและใช้สื่อต่าง ๆ ในชุดการเรียนการสอนที่ครูผู้สอนสร้างขึ้น ชุดการเรียนการสอนเป็นรูปแบบ การสื่อสารระหว่างผู้สอนกับผู้เรียนประกอบด้วยค าแนะน า ค าชี้แจงให้ผู้เรียนท ากิจกรรมต่าง ๆ อย่าง มีขั้นตอนที่เป็นระบบชัดเจน ตลอดจนกระทั่งนักเรียนสามารถบรรลุตามจุดประสงค์ที่ก าหนดไว้โดย ผู้เรียนเป็นผู้ศึกษาชุดการเรียนการสอนด้วยตนเอง ผู้สอนเป็นเพียงผู้ที่ปรึกษาและให้ค าแนะน า ซึ่งใน ชุดการเรียนการสอนนั้นประกอบไปด้วยสื ่ออุปกรณ์กิจกรรมการเรียนการสอน การวัดและ ประเมินผล ปัจจุบันได้ผู้พัฒนาชุดการสอนที่มีกิจกรรมเน้นการฝึกทักษะการคิดเพื่อเป็นการส่งเสริม ให้ผู้เรียนได้พัฒนาการคิดซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อการด าเนินชีวิต ระพินทร์โพธิ์ศรี (2549 : 142) ได้ให้ความหมายของชุดกิจกรรมคือ สื่อการสอนที่ประกอบ ไปด้วยจุดประสงค์การเรียนรู้ที่สะท้อนถึงปัญหาและความต้องการในการเรียนรู้เนื้อหากิจกรรม การ เรียนรู้และกิจกรรมประเมินผลการเรียนรู้ที่น ามาบูรณาการเข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบสามารถน ามาใช้ ในการจัดการเรียนได้มีประสิทธิภาพ
13 ปัญจพร แสนจันทร์ (2558: 14-15) ได้กล่าวว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้หรือชุดการสอน คือ กระบวนการผลิต สื่อการเรียนการสอนที่จัดไว้เป็นชุด ๆ ภายในชุดการเรียนประกอบ ด้วยค าชี้แจง คู่มือ ใบกิจกรรม ใบความรู้ แบบทดสอบหรือสื่ออื่นใดที่มีไว้เพื่อให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้และสามารถ เรียนรู้ด้วย ตนเองได้โดยที่ครูเป็นเพียงผู้น า เพชรรัตดา เทพพิทักษ์ (2545:30) กล่าวถึงความหมายของ ชุดกิจกรรม หมายถึง ชุดการ เรียนหรือชุดการสอน ที่ครูเป็นผู้สร้างประกอบด้วยวัสดุอุปกรณ์หลายชนิด และองค์ประกอบอื่น ๆให้ นักเรียนได้ศึกษา และประกอบปฏิบัติกิจกรรมด้วยตนเอง เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเอง โดยครูเป็นผู้ แนะน าช่วยเหลือ และมีการน าหลักการทางจิตวิทยามาใช้ในการประกอบการเรียนเพื่อ ส่งเสริมให้ ผู้เรียนได้รับความส าเร็จ จากเอกสารข้างต้นสามารถสรุปได้ว่า ชุดกิจกรรม คือ สื่อการสอนที่เป็นสื่อประสม หรือสื่อ การเรียนส าเร็จรูป ซึ่งประกอบด้วย ชื่อเรื่อง ค าชี้แจง จุดมุ่งหมาย เนื้อหา กิจกรรม วัสดุอุปกรณ์ การ วัดประเมินผล ที่รวบรวมไว้เป็นหน่วยการเรียนรู้อย่างมีระบบ ที่ครูผู้สนสร้างขึ้นเพื่อให้ผู้เรียนได้ศึกษา และเกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองจากประสบการณ์อย่างมีประสิทธิภาพ 2.2. ประเภทของชุดกิจกรรม สุคนธ์ สินธพานนท์. (2553: 16-17) ได้แบ่งประเภทของชุดกิจกรรมไว้ 4 รูปแบบ ได้แก่ 1) ชุดกิจกรรมสาหรับครูผู้สอนเป็นชุดกิจกรรมการสอนสาหรับครูใช้ประกอบการสอน ประกอบด้วยครูมือครูสื ่อการเรียนการสอนที ่หลากหลายมีการจัดกิจกรรมและสื ่อการสอน ประกอบการบรรยายของ ผู้สอนชุดกิจกรรมนี้มีเนื้อหาสาระวิชาเพียงหน่วยเดียวและใช้กับผู้เรียนทั้ง ชั้นแบ่งเป็นหัวข้อที่จะบรรยายมีการก าหนดกิจกรรมตามลาดับขั้นตอน 2) ชุดกิจกรรมส าหรับกิจกรรมกลุ่มที่ให้ผู้เรียนได้ศึกษาความรู้ร่วมกัน โดยปฏิบัติกิจกรรมตาม ขั้นตอนต่าง ๆ ที่กาหนดไว้ในชุดกิจกรรมการเรียนรู้หรืออาจจะเรียนรู้ในศูนย์การเรียน กล่าวคือ ในแต่ ละศูนย์การเรียนรู้จะมีชุดการเรียนการสอนในแต่ละหัวข้อย่อยของหน่วยการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนศึกษา ผู้เรียนแต่ละกลุ่มจะหมุนเวียนศึกษาความรู้และทากิจกรรมของชุดการสอนจนครบทุกศูนย์การเรียนรู้ 3) ชุดกิจกรรมการสอนรายบุคคลที่ให้ผู้เรียนศึกษาหาความรู้ด้วยตนเอง ผู้เรียนจะเรียนรู้ตาม ขั้นตอนที่ก าหนดไว้ในชุดกิจกรรมและเมื่อศึกษาจนครบขั้นตอนแล้วผู้เรียนสามารถประเมินผลการ เรียนรู้ของ ตนเองได้ด้วยตนเอง
14 4) ชุดกิจกรรมการสอนแบบผสมที ่มีกิจกรรมหลากหลายบางขั้นตอนผู้สอนอาจใช้วิธีการ บรรยาย ประกอบการใช้สื่อ บางขั้นตอนผู้สอนอาจให้ผู้เรียนศึกษาความรู้ด้วยตนเองเป็นรายบุคคล และบางขั้นตอนอาจให้ผู้เรียนศึกษาความรู้จากชุดกิจกรรมโดยใช้กิจกรรมกลุ่ม เป็นต้น เกริก ท่วมกลาง และ จินตนา ท่วมกลาง. (2555: 123-124) ได้แบ่งประเภทของชุดการสอน หรือชุดกิจกรรม เป็น 4 ประเภท ดังนี้ 1) แบบประกอบการบรรยาย เป็นชุดการสอนที่มีเนื้อหาเพียงอย่างเดียว โดยแบ่งหัวข้อที่จะ บรรยายและประกอบกิจกรรมไว้ตามลาดับขั้นให้ครูใช้ประกอบคาบรรยายตามปัญหาและหัวข้อที่ครู ก าหนดให้เพื่อความเรียบร้อยในการใช้ประกอบการสอนหรือบรรยาย 2) แบบกิจกรรมกลุ่ม เป็นชุดการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ประกอบกิจกรรมร่วมกัน ซึ่งใน ชุดการสอนนี้ประกอบด้วย ชุดย ่อยตามจานวนศูนย์ที ่แบ ่งไว้ ผู้เรียนที ่เรียนจากชุดการสอนแบบ กิจกรรมจะต้องการความช่วยเหลือจากครูเล็กน้อยในระยะเริ่มเรียนเท่านั้น หลังจากเริ่มเรียนแล้ว ผู้เรียนสามารถช่วยเหลือซึ่งกัน และกันได้ หรือหากมีปัญหาในการเรียนสามารถถามครูได้เสมอ 3)แบบรายบุคคลเป็นชุดการสอนที่มุ่งเน้นให้นักเรียนสามารถศึกษาหาความรู้ด้วยตนเองตาม ความสามารถของแต่ละบุคคล เมื่อศึกษาจบแล้วจะทาการทดสอบประเมินความก้าวหน้าและศึกษา กิจกรรมอื่นต่อไปตามลาดับ ชุดกิจกรรมนี้จัดขึ้นเพื่อส่งเสริมศักยภาพการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลให้ พัฒนาการเรียนรู้ของตนเองจนสุดความสามารถ 4) แบบทางไกล เป็นชุดการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียนศึกษา ด้วยตนเองโดยไม่ต้องเข้ามาเรียน เป็นชุดการสอนสาหรับผู้เรียนต่างถิ่น สุวิทย์ มูลค า และอรทัย มูลค า (2547: 52) กล่าวไว้ว่า ชุดกิจกรรมที่ใช้กันอยู่แบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ ๆ คือ 1) ชุดกิจกรรมประกอบการบรรยายของครู เป็นชุดการสอนส าหรับผู้เรียนกลุ่มใหญ่หรือเป็น การสอนที่มุ่งเน้นการปูพื้นฐานให้ทุกคนรับรู้และเข้าใจในเวลาเดียวกัน มุ่งในการขยายเนื้อสาระให้ ชัดเจนยิ่งขึ้น ชุดการสอนแบบนี้ลดเวลาในการอธิบายของผู้สอนให้ผู้พูดน้อยลงเพิ่มเวลาให้ผู้เรียนได้ ปฏิบัติมากขึ้น โดยใช้สื่อที่มีอยู่พร้อมในชุดการสอนในการน าเสนอเนื้อหาต่าง ๆ สิ่งส าคัญคือสื่อที่ น ามาใช้จะต้องให้ผู้เรียนเห็นชัดเจนทุกคนและมีโอกาสได้ใช้คนทุกคนหรือทุกกลุ่ม 2) ชุดกิจกรรมแบบกลุ่มกิจกรรม หรือชุดกิจกรรมส าหรับการเรียนกลุ่มย่อยเป็นชุดกิจกรรม ส าหรับให้ผู้เรียนร่วมกันเป็นกลุ่มย่อย ประมาณกลุ่มละ 4-8 คน โดยใช้สื่อการสอนต่าง ๆ ที่บรรจุไว้ใน ชุดกิจกรรมแต ่ละชุด มุ ่งที ่จะฝึกทักษะในเนื้อหาวิชาที ่เรียนโดยให้ผู้เรียนมีโอกาสท างานร ่วมกัน
15 ชุดกิจกรรมชนิดนี้มักใช้ในการสอนแบบกิจกรรมกลุ่ม เช่น การสอนแบบศูนย์การเรียน การสอนแบบ กลุ่มสัมพันธ์ เป็นต้น 3) ชุดกิจกรรมรายบุคคลหรือชุดกิจกรรมตามเอกัตภาพ เป็นชุดกิจกรรมส าหรับเรียนด้วย ตนเองเป็นรายบุคคล คือผู้เรียนจะต้องศึกษาหาความรู้ตามความต้องการและความสนใจของตนเอง อาจจะเรียนที่โรงเรียนหรือที่บ้านได้ จุดประสงค์หลัก คือมุ่งให้ท าความเข้าใจกับเนื้อหาวิชาเพิ่มเติม ผู้เรียน สามารถประเมินผลการเรียนด้วยตนเองได้ สรุป ประเภทของชุดกิจกรรม และมีจุดมุ ่งหมายของการใช้ไปในแนวเดียวกัน คือ เน้น ความส าคัญของผู้เรียน ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้าด้วยตนองส ่งเสริมให้ผู้เรียนได้มีความสามัคคี เอื้อเฟื้อเผื่อแผ ่ในหมู่คณะ ตลอดจนเสริมสร้างวินัยและความเป็นประชาธิปไตยในระบบกลุ ่มด้วย ส าหรับการสร้างชุดกิจกรรม เรื่องทฤษฎีสีผู้วิจัยได้ยึดแนวทางของชุดการสอนกิจกรรมแบบที่มุ่งเน้น ที่ตัวผู้เรียนได้ประกอบกิจกรรมร่วมกันครูจะเปลี่ยนบทบาทจากผู้บรรยายเป็นผู้แนะน าช่วยเหลือและ ผู้เรียนได้สาระมากขึ้น 2.3. องค์ประกอบของชุดกิจกรรม มีนักวิชาการก าหนดองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ไว้หลายรูปแบบ ดังนี้ ชัยยงค์ พรหมวงค์ (2543 : 20) ได้กล่าวถึงองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนรู้มี 4 ส่วน ดังนี้ 1) คู่มือ ส าหรับผู้สอนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 2) ค าสั่ง หรือการมอบงาน เพื่อก านหดแนวทางการเรียนให้นักเรียน 3) เนื้อหาสาระและสื่อ โดยจัดให้อยู่ในรูปของสื่อประสมและกิจกรรมการเรียนการสอนแบบ กลุ่มหรือรายบุคคล ตามวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม 4) การประเมินผล เป็นการเมินผลของกระบวนการ ได้แก่ แบบฝึกหัด รายงาน การค้นคว้า และผลการเรียนรู้ในรูปแบบการสอบต่าง ๆ บุญชม ศรีสะอาด (2541: 95-96) ได้กล่าวว่าชุดการเรียนการสอนมีองค์ประกอบที่ส าคัญ 4 ด้าน ดังนี้
16 คู่มือการใช้ชุดการเรียนการสอนเป็นคู่มือที่จัดท าขึ้นเพื่อให้ผู้ใช้ชุดการสอนศึกษาและปฏิบัติ ตามเพื่อให้บรรลุผลอย่างมีประสิทธิภาพ อาจประกอบด้วยแผนการสอน สิ่งที่ครูต้องเตรียมก่อนสอน บทบาทผู้เรียน การจัดชั้นเรียน (ในกรณีของชุดการเรียนการสอนมุ่งใช้กับกลุ่มย่อย เช่น ในศูนย์การ เรียน) บัตรงาน เป็นบัตรค าสั่งว่าจะให้ผู้เรียนปฏิบัติอะไรบ้าง โดยระบุกิจกรรมตามล าดับ ขั้นตอน การเรียน แบบทดสอบวัดความก้าวหน้าของผู้เรียน เป็นแบบทดสอบที่ใช้ส าหรับตรวจสอบว่า หลังจาก ชุดการเรียนสอนจบแล้ว ผู้เรียนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมตามจุดประสงค์การเรียนรู้ที่ก าหนดไว้หรือไม่ สื่อการเรียนต่าง ๆ เป็นสื่อส าหรับผู้เรียนได้ศึกษา มีหลายชนิดประกอบกัน อาจเป็นประเภท สิ่งพิมพ์ เช่น บทความ เนื้อหาเฉพาะเรื่อง จุลสาร บทเรียนโปรแกรม หรือ ประเภทโสตทัศนูปกรณ์ เช่น รูปภาพ แผนภูมิต่าง ๆ เทปบันทึกเสียง สไลด์ เป็นต้น สรุป จากองค์ประกอบของชุดกิจกรรมการเรียนที่กล่าวมาข้างต้น ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า ชุด กิจกรรมการเรียนประกอบด้วย 4 ส่วน คือ คู่มือ บัตรค าสั่ง เนื้อหาสาระหรือสื่อ และแบบประเมินหรือ แบบวัดผลการเรียน และประกอบด้วย 8 ส่วน คือ ชื่อกิจกรรม ค าชี้แจง จุดมุ่งหมาย แนวคิด สื่อ เวลา ที่ใช้ ขั้นตอนในการด าเนินกิจกรรม และภาคผนวก 3. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับผลการเรียนรู้และความคิดสร้างสรรค์ 3.1 ความหมายของผลการเรียนรู้ องค์การยูเนสโก (UNESCO) กล่าวว่าผลการเรียน (Outcomes) คือ ผลที่คาดหวัง หรือ ผลส าเร็จของหลักสูตร หรือการบรรลุเป้าหมายของวัตถุประสงค์ขององค์กรดังที่แสดงให้เห็นได้โดย ระดับตัวชี้วัด เช่น ทัศนคติ ทักษะทางปัญญา และความรู้ของนักเรียน ผลการเรียนรู้ของผู้เรียน (Student Learning Outcomes) จะเป็นตัวที่บอกถึงสิ่งที่ผู้เรียนจะต้องรู้ เข้าใจ และสามารถน าไป ปฏิบัติได้ภายหลังจากที่ได้ส าเร็จกระบวนการในการเรียนรู้แล้ว เช่นเดียวกันกับทักษะทางปัญญาและ ทักษะในทางปฏิบัติที่ผู้เรียนจะต้องได้รับและปฏิบัติได้หลังจากส าเร็จในแต่ละหน่วยการเรียนรู้ รายวิชา หรือหลักสูตร ผลการเรียนรู้จะมาพร้อมกับเกณฑ์การประเมินที่ระบุเกณฑ์ขั้นต ่า ในขณะที่ การให้คะแนนจะอยู่บนพื้นฐานของความตั้งใจที่อยู่นอกเหนือหรือภายใต้เกณฑ์นั้น ผลการเรียนรู้ต่าง
17 จากจุดมุ่งหมายการเรียนรู้ซึ่งจุดมุ่งหมายการเรียนรู้นั้นจะให้ความสนใจกับผลส าเร็จมากกว่าความ ตั้งใจสอนของครูผู้สอน ผลการเรียนรู้ เป็นส่วนหนึ่งของพฤติกรรม ทักษะ และความรู้ที่นักเรียนคาดว่าจะได้รับและ สามารถปฏิบัติได้หลังจากจะช่วงระยะเวลาของการศึกษา ผลการเรียนจะสะท้อนให้เห็นถึงระดับ ความรู้ของประชากรของประเทศ ในการวัดผลการเรียนรู้จะกระท าในส่วนของด้านความรู้ (พุทธิพิสัย) ทักษะและพฤติกรรม (จิตพิสัย)ที่นักเรียนพึงได้รับหลักจากจบหลักสูตร การประเมินสามารถกระท าได้ โดยคณะผู้บริหาร เขตพื้นที่การศึกษา ระดับชาติ และในระดับนานาชาติ ซึ่งในระดับชาติ 3.2 จุดมุ่งหมายของการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนจุดมุ่งหมายพื้นฐานสองประการ ประการแรก คือ การวัด และประเมินผลเพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผลการเรียน และการเรียนรู้ของผู้เรียนในระหว่างการเรียนการสอน อย่างต่อเนื่อง บันทึก วิเคราะห์แปลความหมาย ข้อมูล แล้วน ามาใช้ในการส่งเสริมหรือปรับปรุงแก้ไขการเรียนรู้ของผู้เรียน และการสอนของครูการวัด และประเมินผลกับการสอนจึงเป็นเรื่องที่สัมพันธ์กัน หากขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดการเรียนการสอนก็ขาด ประสิทธิภาพ การประเมินระหว่างการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เช่นนี้เป็นการวัดและประเมินผล ย่อย (Formative Assessment) ที่เกิดขึ้นในห้องเรียนทุกวัน เป็นการประเมินเพื่อให้รู้จุดเด่น จุดที่ ต้องปรับปรุง จึงเป็นข้อมูลเพื่อใช้ในการพัฒนา ในการเก็บข้อมูล ผู้สอนต้องใช้วิธีการและเครื่องมือการ ประเมินที่หลากหลาย เช่น การสังเกต การซักถาม การระดมความคิดเห็นเพื่อ ให้ได้มติข้อสรุปของ ประเด็นที่ก าหนด การใช้แฟ้มสะสมงาน การใช้ภาระงานที่เน้นการปฏิบัติการประเมินความรู้เดิม การ ให้ผู้เรียน ประเมินตนเอง การให้เพื่อนประเมินเพื่อน และการใช้เกณฑ์การให้คะแนน (Rubrics) สิ่ง ส าคัญที่สุดในการประเมินเพื่อพัฒนา คือ การให้ข้อมูลย้อนกลับแก่ผู้เรียนในลักษณะค าแนะน าที่ เชื่อมโยงความรู้เดิมกับความรู้ใหม่ท าให้การเรียนรู้พอกพูน แก้ไขความคิด ความเข้าใจเดิมที่ไม่ถูกต้อง ตลอดจนการให้ผู้เรียนสามารถตั้งเป้าหมายและพัฒนาตนได้ จุดมุ่งหมายประการที่สอง คือ การวัดและประเมินผลเพื่อตัดสินผลการเรียน เป็นการประเมิน สรุปผลการเรียนรู้ (Assumptive Assessment) ซึ่งมีหลายระดับ ได้แก่ เมื่อเรียนจบหน่วยการเรียน จบรายวิชาเพื ่อตัดสินให้คะแนนหรือให้ระดับผลการเรียนให้การรับรองความรู้ความสามารถของ ผู้เรียนว่าผ่านรายวิชาหรือไม่ ควรได้รับการเลื่อนชั้นหรือไม่ หรือสามารถ จบหลักสูตรหรือไม่ ในการ
18 ประเมินเพื ่อตัดสินผลการเรียนที ่ดีต้องให้โอกาสผู้เรียนแสดงความรู้ความสามารถด้วยวิธีการที่ หลากหลายและพิจารณาตัดสินบนพื้นฐานของเกณฑ์ผลการปฏิบัติมากกว่าใช้เปรียบเทียบระหว่าง ผู้เรียน 3.3 วิธีการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคือการ ประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ ประสบผลส าเร็จนั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้บรรลุตามมาตรฐาน การเรียนรู้ สะท้อนสมรรถนะส าคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักใน การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขต พื้นที่การศึกษา และระดับชาติ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศที ่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และ ความส าเร็จทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการ พัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษาระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติ มีรายละเอียด ดังนี้ 3.3.1 การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการ จัดการเรียนรู้ผู้สอนด าเนินการเป็นปกติและสม ่าเสมอในการจัดการเรียนการสอนใช้เทคนิคการ ประเมินอย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การ ประเมินชิ้นงาน/ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือ เปิดโอกาสให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื ่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณีที่ไม่ผ ่าน ตัวชี้วัดให้มีการสอนซ่อมเสริมการประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการ ความก้าวหน้าในการเรียนรู้ อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อย เพียงใด มีสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใดนอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอน ใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วยทั้งนี้โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด 3.3.2 การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินที่สถานศึกษาด าเนินการเพื่อ ตัดสินผลการเรียนของผู้เรียนเป็นรายปี/รายภาค ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี ่ยวกับการจัด การศึกษาของสถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาใน ด้านใด รวมทั้งสามารถน าผลการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติ ผล การประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพื ่อการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดท าแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของ
19 สถานศึกษาตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศึกษาต่อ คณะกรรมการสถานศึกษาส านักงานเขตพื้นที่การศึกษาส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครองและชุมชน 3.3.3 การประเมินระดับเขตพื้นที ่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนใน ระดับเขตพื้นที่การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้ เป็นข้อมูลพื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถด าเนินการโดยประเมินคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วยข้อสอบมาตรฐานที ่จัดท าและ ด าเนินการโดยเขตพื้นที่การศึกษา หรือด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัดในการด าเนินการจัด สอบนอกจากนี้ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดับสถานศึกษาในเขตพื้นที่ การศึกษา 3.3.4 การประเมินระดับชาติ เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตาม มาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานสถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่ เรียนในชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับการประเมิน ผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อน าไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการ ตัดสินใจในระดับนโยบายของประเทศข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อ สถานศึกษาในการตรวจสอบทบทวนพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของ สถานศึกษาที่จะต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือ ปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนา เต็มตามศักยภาพบนพื้นฐานความแตกต่างระหว่างบุคคลที่จ าแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่มผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ กลุ่มผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต ่า กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาด้านวินัยและพฤติกรรม กลุ่มผู้เรียนที่ปฏิเสธโรงเรียน กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาทาง เศรษฐกิจและสังคม กลุ่มพิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจากการประเมินจึงเป็นหัวใจ ของสถานศึกษาในการด าเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงที เป็นโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนา และประสบความส าเร็จในการเรียนสถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดท า ระเบียบว ่าด้วยการวัดและประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตาม หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที ่เป็นข้อก าหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื ่อให้ บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายถือปฏิบัติร่วมกัน 3.4 เกณฑ์การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ มีการก าหนดเกณฑ์การวัดและ ประเมินผลกลางขึ้น ประกอบด้วย
20 3.4.1 การตัดสินผลการเรียน 3.4.2 การให้ระดับผลการเรียน การรายงานผลการเรียน 3.4.3 เกณฑ์การจบหลักสูตรระดับประถมศึกษา 3.4.4 เกณฑ์การจบหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3.4.5 เกณฑ์การจบหลักสูตรระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 3.4.6 การพิจารณาเลื่อนชั้น 3.4.7 การจัดให้เรียนซ ้าชั้น 3.4.8 เอกสารหลักฐานการศึกษา 3.4.9 การเทียบโอนผลการเรียน โรงเรียนต้องศึกษาเอกสารแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ตามหลักสูตร แกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ และก าหนดระเบียบของโรงเรียนว่าด้วยการวัด และประเมินผลการเรียนให้สอดคล้องและเป็นไปตามเกณฑ์และแนวปฏิบัติที ่เป็นข้อก าหนดของ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื ่อช ่วยในการศึกษาเอกสารแนวปฏิบัติการวัดและ ประเมินผลการเรียนรู้ ดังกล่าวง่ายขึ้นจึงได้จัดท าใบความรู้สรุปแนวปฏิบัติการวัดและประเมินผลตาม หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช ๒๕๕๑ ซึ ่งประกอบด้วย เกณฑ์การวัดและ ประเมินผลระดับประถมศึกษา ระดับมัธยมศึกษาและสรุปเกณฑ์การตัดสิน การอ่าน คิดวิเคราะห์และ เขียน คุณลักษณะอันพึงประสงค์ และเกณฑ์การตัดสินกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ให้บุคลากรที่เกี่ยวข้อง ทุกฝ่ายถือปฏิบัติร่วมกัน 3.5 การสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545 : 96) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบที่ ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้วว่าบรรลุผลส าเร็จตาม จุดประสงค์ที่ก าหนดไว้เพียงใด สิริพร ทิพย์คง (2545 : 193) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุด ค าถามที่มุ่งวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ไปแล้วมากน้อยเพียงใด สมพร เชื้อพันธ์ (2547 : 59) กล ่าวว ่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบหรือชุดของข้อสอบที่ใช้วัดความส าเร็จหรือความสามารถในการท ากิจกรรมการเรียนรู้ ของนักเรียนที่เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การ เรียนรู้ที่ตั้งไว้เพียงใด
21 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเภทที่ครูสร้างมีหลายแบบ แต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบ ดังนี้ 1. ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essey test) เป็นข้อสอบที ่มีเฉพาะ ค าถาม แล้วให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรี เขียนบรรยายตามความรู้และเขียนข้อคิดเห็นของแต่ละคน 2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด (True-false test) คือข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือกแต่ ตัวเลือกดังกล ่าวเป็นแบบคงที ่และมีความหมายตรงกันข้าม เช ่น ถูก-ผิด ใช่-ไม ่ใช ่ จริง-ไม ่จริง เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น 3. ข้อสอบแบบเติมค า (Completion test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยค หรือ ข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ตอบเติมค าหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้มี ใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 4. ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ (Short answer test) เป็นข้อสอบที่คล้ายกับข้อสอบ แบบเติม ค า แต ่แตกต ่างกันที ่ข้อสอบแบบตอบสั้นๆเขียนเป็นประโยคค าถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเติมค าเป็น ประโยคหรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเขียนตอบ ค าตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้ ใจความสมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีค่าหรือ ข้อความแยกออกจากกันเป็น 2 ดแล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่าแต่ละข้อความในชุดหนึ่งจะคู่กับค าหรือ ข้อความใดในอีกชุดหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบก าหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) ค าถามแบบเลือกตอบโดยทั่วไปจะ ประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนน าหรือค าถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกนั้นจะ ประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นค าตอบถูกและตัวเลือกลวง ปกติจะมีค าถามที่ก าหนดให้พิจารณา แล้วหา ตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่นๆและค าถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึงเป็นวิธีการวัดประเมินผลการ เรียนรู้ศิลปะซึ่งมีการสร้างแบบทดสอบหลากหลายได้แก่ ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียงข้อสอบแบบกา ถูกกาผิด ข้อสอบแบบเติมค า ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ ข้อสอบแบบจับคู่ และข้อสอบแบบเลือกตอบ ใน การวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบเนื ่องจากเป็น แบบทดสอบที่สามารถวัดพฤติกรรมทั้ง 6 ด้านได้แก่ ด้านความรู้ ด้านความเข้าใจ ด้านการน าไปใช้ ด้านการวิเคราะห์ ด้านการสังเคราะห์และด้านการประเมินค่า
22 4. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี 4.1 ความหมายของทัศนศิลป์ สุชาติ เถาทอง (2539 : 25 - 27) กล่าวว่า ทัศนศิลป์ เป็นศัพท์ที่ไห้รับการบัญญัติขึ้นไว้ใน วงการของศิลปะของประเทศไทยเมื ่อประมาณ 20 ปีที ่ผ ่านมา โดยแปลความหมายมาจาก ภาษาอังกฤษว ่า Visual Art จุคมุ ่งหมายส าคัญของการค าหนดความหมายก็คือ ต้องการจะแยก ลักษณะการรับรู้ของมนุษย์เกี่ยวกับศิลปะให้ชัดเจน เพราะแต ่เดิมเรื่องของศิลปะจะเกี่ยวข้องกับ วิจิตรศิลป์ (Fine Art) หรือศาสตร์ทางด้านความงามแทบทั้งสิ้นทัศนศิลปีเป็นค าที่ใช้กันอยู่ในแวดวง ศิลปะ มีความหมายว ่าศิลปะที ่สื ่อความหมายและ การรับรู้ได้ด้วยการเห็น ได้แก ่ จิตรกรรม ประติมากรรม สถาปัตยกรรม และภาพพิมพ์แสดงด้วยความหมายหรือร่องรอขที่ปรากฎเห็นได้รอบ เหล่านี้อาจท าด้วยเครื่องมือ วัสดุ หรือวิธีการใด ๆ ก็ได้ การกินระวางเนื้อที่ (Space Art) โดยทาง กายภาพ (ลักษณะทางภายนอของสิ่งนั้น) จะเป็นคุณสมบัติเฉพาะของทัศนศิลปีที่แตกต่างไปจากโสต ศิลป์ (Audio Art)และโสตทัศนศิลป์ ศิลปะที่มองเห็ นหรือศิลปะที่ใช้สายตาเป็นสื่อเกิดเป็นภาพขึ้นจากหลักการทัศนศิลป็์เป็น หลักการจัดองค์ประกอบและสร้างสรรค์ศิลปะที่มีรูปร่าง รูปลักษณ์ สามารถสัมผัสได้ทางกายและจักษุ สัมผัส หลักการคังกล่าวมีผลต่อรูปแบบและรูปทรงภายนอกท าให้เกิดคุณค่าทางความงาม ส านักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (2552 : 52) ได้ให้ความหมาย ทัศนศิลป์ไว้ว่า หมายถึง ศิลปะที่รับรู้ได้ด้วยการเห็น ได้แก่ จิตรกรรม ประติมากรรม ภาพพิมพ์และงานสร้างสรรค์ อื่นๆที่รับรู้ด้วยการเห็น 4.2 ความหมายของกิจกรรมทัศนศิลป์ กิจกรรมทัศนศิลป์ มุ ่งเน้นพัฒนาความคิดริเริ ่มสร้างสรรค์ ความอิสระทางความคิดและ จินตนาการ เรียนรู้วิธีการและเทคนิครูปแบบใหม่ๆ พร้อมกับการปฏิบัติจริงภายในห้องเรียน โดยใช้ การผสมผสานรูปแบบของงานศิลปะที่หลากหลายเข้าด้วยกัน เช่น การวาดรูป การระบายสี การปั้น การพิมพ์ และการประดิษฐ์ จุดประสงค์หลักของกิจกรรมทัศนศิลป์ คือการส่งเสริมให้เด็กมีความคิด สร้างสรรค์ในการสร้างงานศิลปะที่มาจากความคิดของตนเอง ศิลปะส าหรับเด็กไม่ใช่การวาคภาพ ระบายสี หรือประดิษฐ์ตามค าบอกเล่าของครู ดังนั้นการที่ครูให้เด็กท างานศิลปะในกรอบ เช่น การใช้ สมุดภาพที่มีภาพร่างส าเร็จรูปแล้วให้เด็กระบายสี จัดเป็นศิลปะเทียม สิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นคือ การ ปล่อยให้เด็กได้สร้างสรรค์ชิ้นงานของตัวเองตามจินตนาการอย่างอิสระ กิจกรรมทางทัศนศิลป์เป็น
23 กิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับความคิดสร้างสรรค์ เป็นการพัฒนาสมองซีกขวาอันเป็นสิ่งที่ควรจะเกิดขึ้นเพื่อ น าไปสู ่การสร้างสรรค์งานในระดับที ่สูงขึ้นไป เด็กจะได้รับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์และ จินตนาการ โดยการถ่ายทอดผ่านทางงานศิลปะ เรียนรู้ขั้นตอนการท างานศิลปะอย่างมีระเบียบแบบ แผน นอกจากเด็กๆ จะได้รับการผ่อนคลาย และสนุกสนานกับเทคนิคและวิธีการสร้างสรรค์งานศิลปะ ในรูปแบบต่างๆ แล้ว ขังเป็นการฝึกสมาธิ ฝึกความอดทน พร้อมกับสร้างเสริมสุนทรียภาพทางอารมณ์ และความสามารถด้านปัญญาทั้ง 8 ด้านของบุคคล ได้แก่ ความสามารถด้านภาษา ความสามารถด้าน ตรรกะและคณิตศาสตร์ ความสามารถด้านมิติสัมพันธ์ ความสามารถด้านธรรมชาติวิทยา ความสามารถด้านมนุษย์สัมพันธ์ ความสามารถด้านความเข้าใจตนเองความสามารถ ด้านร่างกายและ การเคลื่อนไหว และความสามารถด้านคนตรี ซึ่งจะท าให้เกิดความสมดุลระหว่างความเข้มแข็งและ ความอ่อนโยนในจิตใจของเด็กๆ วิชัย วงษ์ใหญ่ (2552) กล่าวว่า การจัดกิจกรรมทัศนศิลป็์มีจุดมุ่งหมายเพื่อเป็นการสร้าง เสริมนิสัยให้กับเด็กตามความเหมาะสมทางวุฒิภาวะ โดยมิได้มุ่งหวังจะพัฒนาเด็กให้เป็นศิลป ็ิน หากแต่การจัดกิจกรรมศิลปะสร้างสรรค์ เพื่อให้เด็กเกิดการเรียนรู้และมีประสบการณ์ทางด้านศิลปะมี ความคิดที่ดีต่อศิลปะ ฉะนั้น การจัดกิจกรรมศิลปะจึงมุ่งต่อการพัฒนาเด็กให้เป็นบุคลากรที่มีคุณค่า ทางสังคมมากขึ้น 4.3 รูปแบบของกิจกรรมทัศนศิลป์ กิจกรรมทัศนศิลป์ หรือ กิจกรรมศิลปะ สามารถจ าแนกประเภทได้ดังนี้ 4.3.1 กิจกรรมศิลปะสองมิติ หมายถึง กิจกรรมที่มุ่งให้เดีกสร้างสรรค์ผลงานบนพื้นระนาบ แบน เช่น กระจก กระดาษ ผ้า ผนังปูน พื้นทราย ฯลฯ โดยใช้กลวิธีวาคเส้น ระบายสี พิมพ์ หรือกด ประทับให้เป็นสี หยดสี ปะติดด้วยกระดายสี เป็นต้น ซึ่งกิจกรรมประเภทนี้ได้แก่ การวาดภาพด้วยนิ้ว มือ หรือมือ การวาดภาพเส้นด้วยดินสอสีเทียน ระบายสีด้วยสีเทียน สีฝุ่น สีน ้า สีโปสเตอร์ การพิมพ์ ภาพด้วยเศยวัสดุต่างๆ เป็นต้น ผลงานจะแบนราบเห็นมิติของความกว้างยาวกิจกรรม 4.3.2 ศิลปะสามมิติ หมายถึง กิจกรรมที่มุ่งให้เด็กสร้างสรรค์ผลงานให้มีลักษณะลอยตัว นูน หรือเว้าลงไปในพื้น มีลักษณะเป็นรูปทรง โคยใช้วัสดุและกลวิธีต่างๆ ที่เหมาะสมกับวัสดุนั้นๆ เช่น การปั้นทราย ดินน ้ามัน ดินเหนียว แป้ง การสาน การพับกระดาย โดยประกอบวัสดุต่างๆ เข้าด้วยกัน กลวิธีที่จะให้เด็กท ากิจกรรมประเภทนี้ไม่คารมีขั้นตอนที่ซับซ้อน ต้องสามารถท าได้อย่างรวดเร็ว ง่าย
24 และไม่เสี่ยงต่ออันตราย ผลงานที่ได้จะสามารถมองเห็นได้หลายทิศทาง และสัมผัสจับต้องได้ เช่น รูป ปั้น รูปแกะสลัก รูปโครงสร้าง ฯลฯ 4.3.3 กิจกรรมศิลปะผสมผสานสองมิติสามมิติ หมายถึง กิจกรรมที่ให้เด็กสร้างสรรค์ผลงาน โดยใช้วัสดุและกลวิธีทางกิจกรรมศิลปะสองมิติและสามมิติรวมเข้าด้วยกัน เช่น ใช้สีโปสเตอร์ระบาย บนรูปปั้น ดินเหนียว หรือให้เดีกระบายสี หรือผนึกกระคายสี (ที่ฉีก หรือตัดเป็นรูปร่างๆ) ตกแต่ง กล่องกระดาษ เป็นต้น 4.4 ความหมายการเขียนภาพระบายสี การเขียนภาพระบายสี มาจากค า 2 ค า คือ "การวาดภาพ" (Drawing) กับค าว่า"ระบายสี" (Painting) วิโรจน์ ชาทอง และท านอง จันทิมา (2511 : 6) ได้ให้ความหมายไว้ว่า การเขียนภาพหมายถึง ผู้เรียนจะเขียนด้วยอะไรก็ได้อาจเป็นดินสอด า ดินสอสี สีน ้า สีซอลัก หรือสีเทียนดลอดขนสิ่งอื่น ที่ สามารถท าให้เถิดเป็นรูปว่างขึ้นมามีความหมายต่อสู้เขียนและผู้ดู เราถือว่าเป็นการเขียนภาพทั้งสิ้น ส่วนค าว่า ระบายสีนั้น หมายถึง การระบายสีลงไปในภาพให้ทั่วบริเวณที่ต้องการ จะระบายโดยวีใดก็ ได้จะใช้อุปกรณ์หรือไม่ใช้ก็ถือว่าเป็นการระบายสีทั้งสิ้น การเขียนภาพระบายสีเป็นการแสดงยยกทางศิลปะอย ่างหนึ ่งของเด็กซึ ่งเกิดจากการ สร้างสรรค์โดยใช้สื่อต ่าง ๆ เพื ่อแสดงความปรารถนาออกมาในรูปของจินตนาการซึ ่งอาจเหมือน หรือไม่เหมือนธรรมชาติก็ได้ (วิรัตน์ พิชญ์ไพบูลย์. 2524 : 1) ในการสอนเขียนภาพระบายสีนั้นต้อง ส่งเสริมให้เด็กได้รู้จักแสดงออกในทางสร้างสรรค์ตั้งแต่เยาว์วัยและเป็นไปอย่างต่อเนื่อง การกระท าสิ่ง ใดอย่างต่อเนื่องสม ่าเสมอย่อมเท่ากับปลูกฝังพฤติกรรมให้กับเด็กโดยตรง พฤติกรรมสร้างสรรค์ในตัว เด็กจึงเป็นเป้าหมายหนึ ่งที ่มีคุณท าต ่อตัวเด็กและต ่อชีวิตในสังคม (วิรุณ ตั้งเจริญ, 2526: 17) เนื่องจากการเขียนภาพระบายสีเป็นการแสดงออกในทางสร้างสรรค์ที่ส าคัญอย่างหนึ่งต่อการศึกษา เพื่อพัฒนามนุษย์ให้เกิดศิลปนิสัย ดังนั้นจึงบรรจุไว้ในหลักสูตรประถมศึกมา พุทธศักราช 252) โดย แบ่งเป็นกิจกรรมต่างๆ ดังนี้ 1. การลากเส้นเป็นรูปแบบอย่างง่ายๆ ด้วยวัสดุและอุปกรณ์ต่างๆ 2. การลากเส้นเป็นรูปแบบไทยและแบบสากล 3. การเขียนภาพและระบายสีเรื่องราวและเหคุการณ์ที่พบเห็นในชุมขน
25 4. การเขียนภาพประกอบนิทานและภาพประกอบเรื่อง 5. การทดลองด้วยสีและเทคนิคต่างๆ 6. การออกแบบด้วยเส้น สี และรูปทรง สรุปได้ว่า การเขียนภาพระบายสีเป็นการแสดงออกทางศิลปะ โดยการยึดเขียน ขูด และ ระบายด้วยวัสดุต ่างๆ ลงบนภาพที ่ต้องการ เพื ่อสร้างสรรค์ผลงานทางศิลปะออกมาในรูปของ จินตนาการตามความรู้สึกนึกคิดของเด็ก 4.5 ความส าคัญของการเขียนภาพระบายสี เลิศ อานันทนะ (2553:138) กล่าวว่าการเขียนภาพระบายสีเป็นส่วนหนึ่งของวิชาศิลปศึกษา ที ่ตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์ที ่จะส ่งเสริมให้เด็กทุกเพศทุกวัย ได้มีโอกาสแสดงออกไป ตามระดับ ความสามารถของแต่ละคน เพื่อพัฒนาการทางสุขภาพจิตและการส่งเสริมให้เป็นผู้มีระเบียบ วินัย รู้จักรักษาความสะอาดเรียบร้อย มีจิตส านึกในความรับผิดชอบต่อสังคม ธรรมชาติสิ่งแวดล้อม และ ศิลปวัตถุของชาติ รวมทั้งพยายามปลูกฝังให้เด็กทุกระดับสามารถปรับปรุง เพื่อบ าเพ็ญประโยชน์ให้แก่ สังคม วิรัตน์ พิชญไพบูลย์ (2524:1) ให้ความเห็นว่าการเขียนภาพระบายสีเป็นการแสดงออกทาง ศิลปะอย่างหนึ่ง ซึ่งเกิดจากการสร้างสรรค์โดยใช้สื่อต่างๆ เพื่อแสดงความปรารถนาออกมาในรูปของ จินตนาการ ซึ่งเหมือนหรือไม่เหมือนธรรมชาติก็ได้ สรุปได้ว ่า การเขียนภาพระบายสีเป็นสิ ่งที ่ช ่วยให้เด็กได้แสดงออกทางความคิดตาม ความสามารถ ช่วยพัฒนาสุขภาพจิตและส่งเสริมให้มีระเบียบวินัย รวมทั้งพยายามปลูกฝังให้เด็กทุก ระดับสามารถปรับปรุง เพื่อบ าเพ็ญประโยชน์ให้แก่สังคม 5. เอกสารที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบสอบถามความพึงพอใจ 5.1 ความหมายของความพึงพอใจ พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน. (2542: ออนไลน์) ได้ให้ความหมายของความพึงพอใจไว้ ว่า พึงพอใจ หมายถึง รัก ชอบใจ และพึงใจ หมายถึง พอใจ ชอบใจ
26 กิตติศักดิ์ มีฤทธิ์ (2545: 19) กล่าวว่า ความพึงพอใจ หมายถึง สภาพความต้องการที่ได้รับ การตอบสนอง เกิดเป็นความรู้สึกที ่ดี ที่ชอบ ประทับใจ ที่มีต่อสิ่งนั้น ๆ โดยเมื่อพอใจใดแล้วก็จะ แสดงออกทางพฤติกรรม โดยเข้าร่วม รจนา เตชะศรี. (2550: 12) กล่าวว่า ความพอใจในการทางานเป็นความรู้สึกชอบ พอใจหรือ เต็ม ใจที่จะปฏิบัติงานให้บรรลุวัตถุประสงค์มีความสุขในการทางาน รวมทั้งประโยชน์ที่ได้รับจาก การ ปฏิบัติงานนั้นขององค์การ จากข้อความข้างต้น ผู้วิจัยสามารถสรุปได้ว่า จากการศึกษา ผู้วิจัย สรุปได้ว่า ความพึง พอใจในการเรียนและผลการเรียน จะมีความสัมพันธ์กันในทางบวก ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ กิจกรรมที่ผู้เรียน ได้ปฏิบัตินั้น ท าให้ผู้เรียนได้รับการตอบสนองความต้องการทางด้านร่างกายและจิตใจ ซึ่งเป็นส่วน ส าคัญที ่จะท าให้เกิดความสมบูรณ์ของชีวิตมากน้อยเพียงใด นั ่นคือสิ ่ง ที ่ครูผู้สอนจะค านึงถึง องค์ประกอบต่าง ๆในการเสริมสร้างความพึงพอใจในการเรียนรู้ให้กับผู้เรียน 5.2. ทฤษฎีและแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ ทิศนา แขมมณี (2554: 69) กล่าวถึง ทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับความพึงพอใจ มี ดังนี้ 1. ทฤษฎีล าดับขั้นความต้องการของมาสโลว์ (Maslow’s Hierarchical Theory of Motivation) มนุษย์มีความต้องการอยู่เสมอ เมื่อได้รับการตอบสนองหรือพึงพอใจต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ความต้องการด้านอื่นก็จะเกิดขึ้นอีกความต้องการอาจจะซ ้าซ้อนหรือเกิดความต้องการอีกอย่างหนึ่ง ถ้าหากได้รับตอบสนองอย่างเพียงพอ ก็จะเกิดแรงจูงใจที่ส าคัญต่อการเกิดพฤติกรรมให้สังคมยอมรับ และสามารถพัฒนาตนไปสู่ขั้นสูงขึ้น จึงน าแนวคิดทฤษฎีมาใช้ในการจัดการเรียนรู้ ดังนี้ 1.1 ความเข้าใจถึงความต้องการพื้นฐานของมนุษย์สามารถเข้าใจพฤติกรรมของ บุคคลได้ เนื่องจากพฤติกรรมเป็นการแสดงออกถึงความต้องการของบุคคล 1.2 การช ่วยให้นักเรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี จ าเป็นต้องตอบสนองความต้องการ พื้นฐานที่เขาต้องการแสดงเสียก่อน 1.3 การจัดการเรียนรู้ หากครูค้นหาได้ว่านักเรียนมีความต้องการอยู่ในระดับใดก็จะ สามารถใช้ความต้องการพื้นฐานของนักเรียนมาเป็นแรงจูงใจ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ได้ดี
27 1.4 การช่วยให้นักเรียนได้รับการตอบสนองความต้องการพื้นฐานอย่างเพียงพอ การ ให้อิสรภาพและเสรีภาพแก ่นักเรียน การจัดบรรยากาศที ่เอื้อต ่อการเรียนรู้จะช ่วยส่งเสริมให้เกิด ประสบการณ์ในการจักตนเองตามสภาพความเป็นจริง 2. ทฤษฎีสัมพันธ์เชื่อมโยงของธอร์นไดต์ (Thrndike’s Connectionism Theory) การเรียนรู้จะเกิดขึ้นได้ด้วยการที่มนุษย์หรือสัตว์ได้เลือกเอาปฏิกิริยาตอบสนองเชื่อต่อเข้ากับ สิ่งเร้าอย่างเหมาะสม หรือการเรียนรู้จะเกิดขึ้นด้วยการเชื่อมโยงหรือพันธะระหว่างสิ ่งเร้ากับการ ตอบสนอง เมื่อสถานการณ์หรือสิ่งที่เป็นปัญญาเกิดขึ้น ร่างกายความพยายามที่จะแก้ปัญญานั้น โดย แสดงพฤติกรรมตอบสนองออกมาหลายๆ รูปแบบ Shelly. (2553: 29) แนวคิดเกี่ยวกับความพึงพอใจว่าเป็นความรู้สึกสองแบบของมนุษย์ คือ ความรู้สึกในทางบวกและความรู้สึกในทางลบ ความรู้สึกในทางบวกเมื่อเกิดขึ้นแล้วท าให้มีความสุข ความรู้สึกนี้เป็นความรู้สึกที ่แตกต ่างจากความรู้ทางบวกอื ่น ๆ กล ่าวคือ เป็นความรู้สึกที ่มีระบบ ย้อนกลับ และความรู้สึกนี้ทาให้เกิดความสุขหรือความรู้สึกทางบวกเพิ่มขึ้นได้อีก ดังนั้นจะเห็นได้ว่า ความรู้สึกที่สลับซับซ้อนและความรู้สึกนี้จะมีผลต่อบุคคลมากกว่าความรู้สึกในทางบวกอื่น ๆ ดังนั้น ความรู้สึกในทางบวก ความรู้สึกในทางลบ และความสุข มีความสัมพันธ์กันอย่างสลับซับซ้อนและ ระบบความสัมพันธ์ของความรู้สึกทั้งสามนี้ เรียกว่า ระบบความพึงพอใจ โดยความพึงพอใจเกิดขึ้นเมื่อ ระบบความพึงพอใจมีความรู้สึกทางบวกมากกว่าทางลบ มัลลินซ์. (Mulins, 1985; อ้างถึงใน เสาวภาคย์ ปฐมพฤกษ์วงศ์. 2558: 22) ได้กล่าวถึง การ สร้างความพึงพอใจที่มีต่อการให้บริการแก่ประชาชนโดยมีหลักและแนวทาง คือ 1) การให้บริการอย่างเสมอภาค (Equitable service) คือ การบริการที่มีความยุติธรรมทุกคน เท่าเทียมกัน ได้รับการปฏิบัติเหมือนกัน ไม่มีการแบ่งแยกกีดกันในการให้บริการ และใช้มาตรฐาน ให้บริการเดียวกัน 2) การให้บริการที่ตรงเวลา (Timely service) คือ การให้บริการที่ตรงเวลา ตรงตามความ ต้องการ 3) การให้บริการอย่างเพียงพอ (Ample service) คือ การให้บริการด้านสถานที่บุคลากรและ วัสดุอุปกรณ์ต่าง ๆ อย่างเพียงพอและเหมาะสม
28 4) การให้บริการอย่างต่อเนื่อง (Continuous service) คือ การให้บริการและดูแลจนกว่าจะ ได้ ประสิทธิภาพสูงสุด 5) การให้บริการอย่างก้าวหน้า (Progressive service) คือ การให้บริการที่มีการพัฒนาและ ปรับปรุงคุณภาพให้มีความก้าวหน้าไปเรื่อย ๆ จากข้อความข้างต้นผู้วิจัยสรุปได้ว่าความพึงพอใจเป็นความรู้สึกที่ดีหรือไม่ดี และมีผลต่อการ กระทาของบุคคลว่าจะตัดสินใจแบบใด และการสร้างความพึงพอสามารถท าได้ และควรท าเพื่อให้ผู้ที่ ได้รับความพึงพอใจให้ความร่วมมือในการทางานอย่างสูงสุด 5.3. การวัดความพึงพอใจ โยธิน แสวงดี. (2551: 9) กล่าวว่า มาตรวัดความพึงพอใจสามารถกระท าได้หลายวิธี ได้แก่ 1) การใช้แบบสอบถาม โดยผู้ตอบแบบสอบถามจะออกแบบสอบถามเพื่อต้องการทราบความ คิดเห็น ซึ่งสามารถทาได้ในลักษณะที่กาหนดค าตอบให้เลือกหรือตอบค าถามอิสระ ค าถามดังกล่าว อาจถามความพึงพอใจในด้านต่าง ๆ เช่น การบริหาร และการควบคุมงาน และเงื่อนไขต่าง ๆ เป็นต้น โดยส่วนประกอบของแบบสอบถาม มีดังนี้ ส่วนที่ : 1 ปกหน้า เชื่อ ชื่องานวิจัย ผู้วิจัย ชื่อที่อยู่ของหน่วยงานที่ทาวิจัย เป็นต้น ส่วนที่ : 2 ส่วนค าถาม ประกอบด้วย ค าอธิบายวิธีการตอบ, ค าถามข้อมูลพื้นฐาน, ค าถามที่เป็นประเด็นในการตอบค าถามวิจัยหรือวัตถุประสงค์, ส่วนค าถามที่ใช้อธิบายเพิ่มเติม โดยใน ส่วนค าถามนี้จะเป็นแบบมาตราส่วนประมาณค่า (Rating Scale) ตามวิธีของลิเคอร์ท (Likert Scale) แต่ละข้อมีตัวเลือก 5 ระดับ มาใช้เป็นค าถามวัดทัศนคติเชิงบวกคือ พึงพอใจมากที่สุด, พึงพอใจมาก, พึงพอใจปานกลาง, พึงพอใจน้อย,พึงพอใจน้อยที่สุด แต่ละค าถามกาหนดมาตรวัดแบบช่วงระยะ โดย กาหนดเกณฑ์ให้คะแนน ดั้งนี้ 5 หมายถึง มีความพึงพอใจมากที่สุด 4 หมายถึง มีความพึงพอใจมาก 3 หมายถึง มีความพึงพอใจปานกลาง 2 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อย
29 1 หมายถึง มีความพึงพอใจน้อยที่สุด 2) การสัมภาษณ์ เป็นวิธีวัดความพึงพอใจทางตรงทางหนึ่ง ซึ่งต้องอาศัยเทคนิคและวิธีการที่ดี จึงจะทให้ข้อมูลที่เป็นจริงได้ 3) การสังเกต เป็นวิธีการวัดความพึงพอใจโดยสังเกตพฤติกรรมของบุคคลเป้าหมาย ไม่ว่าจะ แสดงออกจากการพูด กิริยาท่าทาง วิธีนี้จะต้องอาศัยการกระทาอย่างจริงจังและการสังเกตอย่างมี ระเบียบแบบแผน ศักดิ์ สุนทรเสนี (2531: 16-17) ได้กล่าวไว้ว่าในกระบวนการสังเกต เพื่อให้ผลการสังเกต สามารถรวบรวมข้อมูลที่เที่ยงตรงและเชื่อถือได้ควรมีวิธีการดาเนินการสังเกต ดังนี้ 1. มีการเตรียมงานล่วงหน้า เช่น เตรียมการบันทึก เครื่องมือต่าง ๆ ต้องพร้อม 2. ไม่มีอคติ 3. ต้องสังเกตหลายๆด้าน 4. ใช้ระยะเวลาสังเกตอย่างต่อเนื่อง และนานพอสมควร 5. อาจใช้เครื่องมืออื่น ๆ ช่วยอย่างระมัดระวัง เช่น แบบส ารวจ การบันทึก ระเบียนสะสม และอื่น ๆ ศักดิ์ สุนทรเสนี (2531: 16-17) ได้กล่าวถึง หลักเกณฑ์ของการสังเกตที่ดี ไว้ว่า 1. ถ้าสังเกตในเรื่องใด ผู้สังเกตจะต้องหาความรู้ในเรื่องนั้นให้มาก ต้องรู้ว่าปรากฏการณ์ชนิด ใด เรื่องใดบ้างที่มีคุณค่าควรค่าแก่การสังเกต และบันทึกเอาไว้ก่อนที่จาการสังเกตจริง 2. ความสอดคล้องระหว่างประเด็นที ่จะสังเกตและพฤติกรรมที ่จะทาการสังเกตว ่าข้อมูล อะไรบ้างที่เกี่ยวข้อง พฤติกรรมประเภทใดที่จะทาการสังเกต 3. ก าหนดจุดมุ ่งหมายที ่ต้องการสังเกตให้ชัดเจนว ่าข้อเท็จจริงประเภทใดเกี ่ยวข้องกับ ปรากฏการณ์อย่างไร เพื่อที่จะแยกประเภทข้อเท็จจริงที่จะได้มาได้ 4. ในการสังเกตผู้สังเกตจะต้องทาอย ่างระมัดระวัง และใช้ความละเอียดถี่ถ้วนอย่างพินิจ พิเคราะห์ ผู้สังเกตจะต้องเตรียมการที่จะสังเกตมาให้พร้อม ซึ่งจะช่วยให้ผู้สังเกตได้ข้อเท็จจริงที่ไม่ บิดเบือนไปจากความเป็นจริง และมีความแน่นอนเชื่อถือได้
30 5.ผู้สังเกตจะต้องมีทักษะในการใช้เครื ่องมือตามที ่ได้กาหนดขึ้นอย ่างช านิช านาญและ คล่องแคล่ว 6. ผู้สังเกตจะต้องพร้อมที่จะท าการสังเกตและการจัดอคติส่วนตัวออกไปให้หมด จากข้อความข้างต้น สามารถสรุปได้ว่าการวัดความพึงพอใจนั้น ท าได้ด้วยวิธี 3 วิธี คือ 1) การใช้แบบสอบถาม โดยเป็นข้อคาถามที ่ต้องการทราบโดยสามารถกาหนดให้เลือกหรือตอบตาม อิสระก็ได้ 2) การสัมภาษณ์ โดยเป็นวิธีการที่ต้องอาศัยเทคนิคที่ดี เพื่อจะได้ข้อมูลที่ถูกต้องและเป็น จริงได้ 3) การสังเกต โดยวิธีนี้ต้องอาศัยการกระทาอย่างจริงจังและการวางแผนการสังเกตอย่างเป็น ขั้นตอน ซึ่งในงานวิจัยนี้ ผู้วิจัยได้ใช้แบบสอบถามวัดความพึงพอใจ จ านวน 18 ข้อ แบ่งออกเป็น 3 ด้าน คือ ด้านครูผู้สอน ด้านกิจกรรมการเรียนการสอน ด้านประสบการณ์การเรียนรู้ ซึ่งเป็นแบบ มาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผู้วิจัยได้ท าการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องภายในประเทศ และงานวิจัยในต่างประเทศ โดยมี รายละเอียด ดังนี้ 6.1 งานวิจัยในประเทศ ผู้วิจัยได้ท าการศึกษางานวิจัยที่เกี่ยวข้องกบการจัดการเรียนการสอนวิชาศิลปะ โดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้เรื่องทฤษฎีสี โดยวิธีปกติในประเทศ ดังนี้ ขวัญเมือง ปักษาสุข,(2550) การพัฒนาแบบฝึกการเขียนภาพระบายสีเพื ่อสร้างความ ตระหนักต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์แม่น ้าท่าจีน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัด บางพระ ผลการวิจัยพบว่า แบบฝึกการเขียนภาพระบายสีที่สร้างขึ้น มีประสิทธิภาพอยู่ ในเกณฑ์ 80 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนดไว้ 70 สามารถน าไปใช้กับการเรียนการสอนได้เป็นอย่างดีและความพึงพอใจ ของผู้เรียนที่มีต่อแบบฝึกการเขียนภาพระบายสีเพื่อสร้างความตระหนักต่อธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และ การอนุรักษ์แม่น ้าท่าจีน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนวัดบางพระ ผลการวิจัยพบว่า โดยรวมมีความ พึงพอใจมากที่สุด ชัยวัฒน์ ชุมศิริวงษ์,(2559) ผลการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนศิลป์กับการวาดภาพ ระบายสี กลุ ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (สาระทัศนศิลป์) ส าหรับนักเรียนชั้นประถม ศึกษาปีที ่ 6 ผลการวิจัยพบว่าชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนศิลป์กับการวาดภาพระบายสี กลุ่มสาระการเรียนรู้
31 ศิลปะ (สาระทัศนศิลป์) ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 6 มีประสิทธิภาพอยู ่ในเกณฑ์ 82.02/84.13 นักเรียนมีคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังเรียน โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนศิลป์กับการวาดภาพระบายสี กลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ (สาระทัศนศิลป์) ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 6 สูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 และความพึงพอใจของ นักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่องทัศนศิลป์กับการวาดภาพระบายสี กลุ่มสาระการเรียนรู้ ศิลปะ (สาระทัศนศิลป์) ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 อยู่ในระดับมากที่สุด หทัยชนันบ์ กานต์การันยกุล,(2557) การพัฒนาชุดกิจกรรมการออกแบบทางศิลปะด้วยสมุด ร ่างภาพ ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม เพื ่อส ่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ ในนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการวิจัยพบว่า ผลการประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการออกแบบทางศิลปะด้วย สมุดร่างภาพ ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม เพื่อส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ในนักเรียนชั้น มัธยมศึกษาปีที่ 4 ผลการประเมินจากผู้เชี่ยวชาญมีคุณภาพอยู่ในระดับดีมาก ความคิดสร้างสรรค์จาก ผลงานศิลปะของนักเรียนอยู ่ในระดับดี และความพึงพอใจของนักเรียน ที ่มีต ่อชุดกิจกรรมการ ออกแบบทางศิลปะด้วยสมุดร ่างภาพ ตามแนวคิดทฤษฎีคอนสตรัคติวิสซึม เพื ่อส ่งเสริมความคิด สร้างสรรค์ในนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 พบว่า นักเรียนมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด รัตมณี เสนีกาญจน์,(2552) การพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบค้นพบ เรื่อง เทคนิคการ สร้างภาพศิลปะ ส าหรับนักเรียนชันประถมศึกษาปี ที่ 2 ผลการวิจัยพบว่า ชุดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ ค้นพบที่สร้างขึ้นมีประสิทธิภาพอยู่ในเกณฑ์ 85.89/86.33 สูงกว่าเกณฑ์ที่ก าหนด 85/85 ผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของนักเรียนที่เรียนจากชุดกิจกรรม สูงกว่านักเรียนที่เรียน โดยวิธีปกติ อย่างมีนัยส าคัญ ที่ระดับ 0.01 ดวงพร พิทักษ์วงศ์ (2546: 76-79) ได้ศึกษาการพัฒนาด้านความคิดสร้างสรรค์และ เปรียบเทียบความคิดสร้างสรรค์ของเด็กปฐมวัยที ่เรียนชุดกิจกรรมศิลปะเพื ่อส ่งเสริมความคิด สร้างสรรค์กับเด็กปฐมวัยที่เรียนศิลปะแบบปกติตามแนวการจัดประสบการณ์ชั้นปฐมวัย ผลการศึกษา พบว่า1) ความคิดสร้างสรรค์ของเด็กนักเรียนปฐมวัยที่เรียนชุดกิจกรรมศิลปะเพื่อพัฒนาความคิด สร้างสรรค์และที่เรียนศิลปะแบบปกติตามแนวการจัดประสบการณ์ชั้นปฐมวัย แตกต่างกันอย่างมี นัยส าคัญทางสถิติที่ระดับ .01 2) ความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียนปฐมวัยที่เรียนชุดกิจกรรมศิลปะเพื่อ พัฒนาความคิดสร้างสรรค์ และที่เรียนศิลปะแบบปกติตามแนวการจัดประสบการณ์ชั้นปฐมวัย หลัง เรียนสูงกว่าก่อนเรียน
32 จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี หรือชุดกิจกรรมเสริมทักษะวิชาศิลปะในประเทศ ที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่า การจัดการเรียนการ สอนโดยใช้ชุดกิจกรรม มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์80/80 หรือสูงกว่าเกณฑ์ที่ตั้งไว้ สามารถใช้ในการ จัดการเรียนการสอนได้ ช่วยส่งเสริมผลการเรียนรู้และทักษะการสร้างสรรค์ของนักเรียนได้ดียิ่งขึ้นเป็น การช่วยกระตุ้นจินตนาการและความสนใจของผู้เรียนให้มีความอยากที่จะเรียนรู้ สามารถอธิบายให้ เป็นที่เข้าใจและ ช่วยในการจ าส าหรับผู้เรียน มีประโยชน์และมีคุณค่าต่อการจัดการเรียนการสอน 6.2 งานวิจัยในต่างประเทศ Parker (2008, p. 62) ศึกษาอิทธิพลของการเรียนการสอนวิชาทัศนศิลป์ ที่ส่งผลต่อความคิด สร้างสรรค์ของนักเรียน ผลการวิจัยพบว ่า นักเรียนที่ได้เรียนวิชาทัศนศิลป์ มีทักษะด้านความคิด สร้างสรรค์เพิ ่มขึ้นอย ่างมีนัยส าคัญทางสถิติที ่ระดับ .05 ซึ ่งสูงกว ่านักเรียนกลุ ่มที ่ไม ่ได้เรียนวิชา ทัศนศิลป์ Buttignol (1998, p. 103) การระบายสีออกนอกเส้นกับการเปลี ่ยนแปลงรูปแบบของ ประสบการณ์ความคิดสร้างสรรค์และตัวครูผู้สอน ผลการวิจัยพบว ่า วิธีการสอนศิลปะของครูใน โรงเรียนมักจะตีกรอบความคิดของนักเรียนให้อยู ่เฉพาะในกรอบที ่ครูสอน ท าให้เป็นการจ ากัด ความคิดของผู้เรียนซึ่งส่งผลต่อความคิดสร้างสรรค์ที่แสดงออกมาได้อย่างไม่เต็มที่ครูผู้สอนจึงควรเป็น เพียงผู้ถายทอดความรู้ ประสบการณ์ และชี้แนะแนวทางให้แก่ผู้เรียนแทนการบังคับหรือจ ากดดันให้ ผู้เรียนคิดหรือปฏิบัติตามค าสังสอนเพียงอย่างเดียว จากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการเรียนศิลปะที่มีอิทธิพลต่อพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของผู้เรียน ในต่างประเทศที่กล่าวมาข้างต้น สรุปได้ว่าการเรียนศิลปะมีอิทธิพลต่อพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของ ผู้เรียนทังด้านทักษะ ความคิดสร้างสรรค์ การสังเกต และอารมณ์ รวมทั้งสามารถช ่วยบ าบัด ความเครียดภายในจิตใจของเด็กได้
33 บทที่ 3 วิธีการด าเนินการวิจัย ในการด าเนินการวิจัยครั้งนี้มีจุดมุ่งหมาย เพื่อเป็นการพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์ และการวาดภาพระบายสีส าหรับส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาล นครสุราษฎร์ธานี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์และทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ซึ่งผู้วิจัยได้ก าหนดวิธีวิจัย ดังนี้ 1. กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 3. การเก็บรวบรวมข้อมูล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. กลุ่มประชากรและกลุ่มตัวอย่าง ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ประชากรที ่ใช้ในการวิจัย ได้แก ่ นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที ่ 4 ภาคเรียนที ่ 1 ปี การศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จ านวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียน 43 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย กลุ ่มตัวอย ่างที ่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 4/3 ภาคเรียนที ่1 ปี การศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี อ าเภอเมือง จังหวัดสุราษฎร์ธานี จ านวน 1 ห้องเรียน รวมนักเรียน 43 คน โดยใช้วิธีการสุ ่มตัวอย ่างแบบง ่าย (Simple random sampling) 2. เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัย 2.1 ชุดกิจกรรมเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปี ที่ 4
34 2.2 แผนการจัดการเรียนรู้ เพื่อน าไปใช้ในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดกิจกรรมเรียนรู้ ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 จ านวน 6 แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แผนการจัดการตามชุด กิจกรรมมีเนื้อหาเกี่ยวกับความรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ดังนี้ แผนจัดการเรียนรู้ที่ 1 เรื่อง รูปร่างรูปทรง กิจกรรม คือ รูปร่างรูปทรงหรรษา แผนจัดการเรียนรู้ที่ 2 เรื่อง พื้นผิว กิจกรรม คือ พื้นผิวสร้างสรรค์ แผนจัดการเรียนรู้ที่ 3 เรื่อง ระยะและความลึก กิจกรรม คือโลกใต้ท้องทะเล แผนจัดการเรียนรู้ที่ 4 เรื่อง น ้าหนักสีกิจกรรม คือ น ้าหนักสีสร้างสรรค์ แผนจัดการเรียนรู้ที่ 5 เรื่อง แสงเงา กิจกรรม คือ สร้างมิติด้วยแสงเงา แผนจัดการเรียนรู้ที่ 6 เรื่อง วรรณะสีกิจกรรม คือ ดีไซน์เนอร์ดีไซน์เสื้อ 2.3 แบบประเมินผลงานการออกแบบ เป็นแบบการประเมินตามสภาพจริง (Rubrics) 2.4 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ ก่อนเรียนและหลังเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์ และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก 2.5 แบบประเมินคุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ส าหรับผู้ทรงคุณวุฒิ เป็นแบบประเมินคุณภาพของของชุด กิจกรรมการเรียนรู้ โดยประเมินในแต ่ละด้านดังนี้ 1) ด้านองค์ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี 2) ด้านเนื้อหาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ทัศนศิลป์และการวาดภาพ ระบายสี 3) ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี 4) ด้านประโยชน์ที่ ได้รับจากการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ขั้นตอนการสร้างเครื่องมือ 1. ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อการพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการสร้างสรรค์ผลงานของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เป็นนวัตกรรมการสอนในลักษณะของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เพื่อใช้ใน การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้ผู้เรียนเกิดการเรียนเต็มตามศักยภาพ และผู้เรียนเกิดการ เปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการเรียน ประกอบไปด้วย 6 แผนการเรียนรู้คือ แผนการเรียนรู้ที่ 1 รูปร่าง รูปทรง แผนการเรียนรู้ที่ 2 พื้นผิว แผนการเรียนรู้ที่ 3 ระยะและความลึก แผนการเรียนรู้ที่ 4 น ้าหนัก สี แผนการเรียนรู้ที่ 5 แสงเงา และแผนการเรียนรู้ที่ 6 วรรณะสี ด าเนินการสร้างชุดกิจกรรม ตาม ขั้นตอนดังต่อไปนี้
35 1.1 ศึกษาหลักสูตรสถานศึกษา สาระทัศนศิลป์ คู่มือการจัดการเรียนรู้รู้กลุ่มสาระ การเรียนรู้ศิลปะ ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 1.2 วิเคราะห์หลักสูตร มาตรฐานการเรียนรู้ และสาระการเรียนรู้ช่วงชั้นที่2 กลุ่ม สาระทัศนศิลป์ ชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 1.3 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการสร้างชุดกิจกรรม 1.4 การศึกษาเอกสาร เรื่อง ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ซึ่งเป็นฐานข้อมูล ส าคัญในการน ามาสร้างและพัฒนาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี 1.5 ก าหนดเนื้อหาและสร้างชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบาย สี ให้สอดคล้องกับเนื้อหาและความเหมาะสมกับนักเรียน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 เรื่องที่ 1 เรื่อง รูปร่างรูปทรงหรรษา เรื่องที่ 2 เรื่อง พื้นผิวสร้างสรรค์ เรื่องที่ 3 เรื่อง ระยะและความลึก เรื่องที่ 4 เรื่อง น ้าหนักสีสร้างสรรค์ เรื่องที่ 5 เรื่อง แสงและเงาสร้างมิติ เรื่องที่ 6 เรื่อง วรรณะของสี 1.6 ตรวจสอบคุณภาพของชุดกิจกรรม โดยผู้เชี ่ยวชาญ เป็นแบบประเมินค ่า 5 ระดับ คือ 5 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 4 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก 3 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง 2 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อย 1 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อยที่สุด 1.7 น าข้อมูลที่ได้และข้อเสนอแนะของผู้เชี่ยวชาญมาแก้ไขปรับปรุงชุดกิจกรรม 1.8 น าชุดกิจกรรมไปใช้กับกลุ่มประชากรเป้าหมาย 2. แผนการจัดการเรียนรู้ เป็นแผนการจัดการเรียนรู้ด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และ การวาดภาพระบายสี เพื ่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์และทักษะการวาดภาพระบายสีของนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 จ านวน 6 แผนการเรียนรู้ สัปดาห์ละ 2 ชั่วโมง จ านวน 7 สัปดาห์ มีขั้นตอนในการ สร้าง ดังนี้
36 2.1 ศึกษาวิเคราะห์หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551และ หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้ศิลปะ ในด้านของโครงสร้างหลักสูตร คุณภาพผู้เรียน สาระ มาตรฐาน การเรียนรู้ ตัวชี้วัดชั้นปีและการวัดผลประเมินผล 2.2 วิเคราะห์หน ่วยการเรียนรู้ ขอบข ่ายเนื้อหากลุ ่มสาระศิลปะส าหรับชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 2.3 ศึกษาทฤษฎี หลักการ และเอกสารที่เกี่ยวกับการจัดการเรียนการสอนโดยใช้ชุด กิจกรรม 2.4 ก าหนดตัวชี้วัด ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน 2.5 จัดท าแผนการจัดการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับขั้นตอนการสอนตามแนวทฤษฎีที่ เกี่ยวข้องกับการสอนแบบมุชุดกิจกรรม โดยมีองค์ประกอบของแผนการจัดการเรียนรู้ คือ สาระส าคัญ มาตรฐานการเรียนรู้ ตัวชี้วัด กิจกรรมการเรียนรู้ สื่อการสอน การวัดผลประเมินผล 3. แบบประเมินความสามารถในการประเมินผลตามสภาพจริง จ านวน 1 ฉบับ มีลักษณะ เป็นแบบมาตรประเมินค่าเชิงคุณภาพ (Scoring Rubrics) โดยก าหนดระดับ เป็น 3 ระดับ ดี พอใช้ ปรับปรุง 3.1 ศึกษาเอกสารต ่าง ๆ ที ่เกี ่ยวกับการประเมินผลตามสภาพจริง เพื ่อก าหนด ความสามารถที่จ าเป็น เพื่อที่จะสามารถประเมินผลในระดับชั้นเรียนตามหลักการประเมินผลได้ 3.2 ก าหนดความสามารถในส าคัญจากผลการศึกษา ในข้อ 1 3.3 จัดท าแบบประเมินความสามารถในการประเมนผลตามสภาพจริง 3.3.1 ก าหนดประเด็นการประเมินทแสดงถึงความสามารถในการประเมินผลตาม สภาพจริงไว้ทั้งหมด 4 ประเด็น 1. ความประณีตสวยงาม 2. องค์ประกอบศิลป์ 3. ความคิดสร้างสรรค์ 4. ความถูกต้องของผลงาน
37 3.3.2) ในแต่ละประเด็นก าหนดเกณฑ์การให้คะแนนตามคุณภาพของผลงานดังนี้ คุณภาพระดับดี ได้เท่ากับ 3 คะแนน คุณภาพระดับพอใช้ ได้เท่ากับ 2 คะแนน คุณภาพระดับควรปรับปรุง ได้เท่ากับ 1 คะแนน ทั้งนี้การประเมินความสามารถในการประเมินผลตามสภาพจริง ให้ผู้วิจัยประเมิน พิจารณาจากชิ้นงานที่ได้จากผลงานจากการที่ผู้วิจัยได้น าความรู้ไปทดลองท าการประเมินตามสภาพ จริงในโรงเรียนหลังศึกษาชุดการเรียนรู้ด้วยตนเองครบทุกหน่วยแล้วตามเกณฑ์ 3.4 น าแบบประเมินความสามารถในการประเมินผลตามสภาพจริงที ่สร้างเสร็จแล้ว ให้ ผู้เชี่ยวชาญตรวจความสอดคล้อง เพื่อตรวจสอบว่าแบบประเมินความสามารถในการประเมินผลตาม สภาพจริงวัดตรงได้กับจุดประสงค์ที่ตั้งไว้หรือไม่ โดยแบบประเมินทักษะการสร้างสรรค์ผลงานศิลปะมี ค่าเฉลี่ยเท่ากับ 0.87 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 0.18 แสดงว่าแบบประเมินงานสร้างสรรค์ที่สร้าง ขึ้นมีความสอดคล้องสามารถน าไปใช้ได้ 4. แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผู้วิจัยได้ด าเนินการดังนี้ 3.1 ศึกษาเนื้อหาเกี่ยวกับทัศนศิลป์และการระบายสี 3.2 ศึกษาเอกสารการออกข้อสอบแบบเลือกตอบ เพื ่อความถูกต้องในการออก ข้อสอบ 3.3 สร้างตารางวิเคราะห์ข้อสอบให้สอดคล้องกับตัวชี้วัด 3.4 สร้างแบบทดสอบแบบปรนัยชนิด 4 ตัวเลือก โดยให้ครอบคลุมเนื้อหา จากนั้น ให้ผู้เชี่ยวชาญจ านวน 3 ท่าน พิจารณาความสอดคล้องของข้อค าถามกับวัตถุประสงค์ โดยให้คะแนน แต่ละข้อ ดังนี้ + 1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อค าถามนั้นมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ 0 เมื่อไม่แน่ใจว่า ข้อค าถามนั้นมีความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ -1 เมื่อแน่ใจว่า ข้อค าถามนั้นไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์
38 3.5 น าผลการพิจารณาของผู้เชี ่ยวชาญมาค านวณหาค ่าดัชนีความสอดคล้อง ระหว่างข้อสอบกับวัตถุประสงค์เชิงพฤติกรรม โดยค่า IOC ที่ได้จะต้องมากกว่าหรือเท่ากับ 0.5 ซึ่ง หมายความว่าจุดประสงค์การเรียนรู้นั้นตรงกับเนื้อหาของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ถ้าต ่ากว่า 0.5 ต้อง แก้ไขตามค าแนะน าหรือตามความเห็นของอาจารย์ที่ปรึกษา 3.6 คัดเลือกแบบทดสอบที่ผู้เชี่ยวชาญได้พิจารณาแล้ว ไปทดสอบกับกลุ่มประชากร เป้าหมาย 5. แบบประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที่ 4 ส าหรับผู้ทรงคุณวุฒิซึ่งขั้นตอนในการพัฒนา ผู้วิจัยด าเนินการ ดังนี้ 5.1 ศึกษาเอกสารเกี่ยวกับการสร้างแบบประเมินชุดกิจกรรมการเรียนรู้ 5.2 ก าหนดวัตถุประสงค์ของแบบประเมินชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการ วาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 4 ซึ ่งครอบคลุมทางด้านเนื้อหาและการ ออกแบบ โดยผู้วิจัยได้แบ่งประเด็นการประเมินเป็นด้าน ๆ ดังนี้ 5.2.1 ด้านองค์ประกอบชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพ ระบายสี 5.2.2 ด้านเนื้อหาชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี 5.2.3 ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี 5.2.4 ด้านประโยชน์ที ่ได้รับจากการเรียนด้วยชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี 5.3 น าแบบประเมินให้อาจารย์ที ่ปรึกษาตรวจสอบความถูกต้องและครอบคลุม วัตถุประสงค์ของการประเมินพร้อมทั้งปรับปรุงแก้ไข 5.4 น าแบบประเมินที่ได้ปรับปรุงแก้ไขตามค า แนะน าของอาจารย์ที่ปรึกษา ให้ ผู้เชี่ยวชาญพิจารณาถึงความสอดคล้องของแบบประเมิน โดยจะเลือกประเด็นการประเมินที่มีค่า ดัชนี ความสอดคล้องระหว่าง 0.67 – 1.00
39 5.5 น าแบบประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพ ระบายสีส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ให้ผู้เชี่ยวชาญ จ านวน 3 คน ประเมินคุณภาพของชุด กิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 5.6 วิเคราะห์ความคิดเห็นของผู้ทรงคุณวุฒิที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์ และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โดยใช้มาตรประมาณค่า (Rating Scale) โดยก าหนดค่าระดับความเหมาะสมแต่ละระดับคะแนนและความหมายดังนี้ ระดับ 5 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด ระดับ 4 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับมาก ระดับ 3 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับปานกลาง ระดับ 2 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อย ระดับ 1 หมายถึง มีความเหมาะสมในระดับน้อยที่สุด เกณฑ์การประเมินคุณภาพชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ก าหนดค่าของคะแนนเฉลี่ยออกเป็น 5 ระดับดังนี้ ค่าเฉลี่ยระหว่าง 4.51 – 5.00 คือ มีความเหมาะสมมากที่สุด ค่าเฉลี่ยระหว่าง 3.51 – 4.50 คือ มีความเหมาะสมมาก ค่าเฉลี่ยระหว่าง 2.51 – 3.50 คือ มีความเหมาะสมปานกลาง ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.51 – 2.50 คือ มีความเหมาะสมน้อย ค่าเฉลี่ยระหว่าง 1.00 – 1.50 คือ มีความเหมาะสมน้อยที่สุด 3. การเก บรวบรวมข้อมูล ในการจัดท าชุดกิจกรรมเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้น ประถมศึกษาปีที ่ 4 ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูล โดยน าเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยทั้งหมด ไปใช้กับ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ก าลังศึกษาในภาคเรียนที่ 1ปีการศึกษา 2564 โรงเรียนเทศบาล ๕ เทศบาลนครสุราษฎร์ธานี จ านวน 43 คน ซึ่งได้ด าเนินการใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ เรื่อง ทัศนศิลป์ และการวาดภาพระบายสี ในวันที่ 15 มิถุนายน - 3 สิงหาคม พ.ศ. 2564 ดังนี้
40 3.1 ก ่อนใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี เพื ่อส ่งเสริม ความสามารถและเพิ่มทักษะการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ผู้วิจัยได้ให้นักเรียนชั้น ประถมศึกษา ปีที่ 4 ท าแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Pre - test) โดยใช้ชุดกิจกรรม การเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ที่ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น แล้วตรวจสอบการสอบและเก็บ คะแนนของแต่ละคนไว้ 3.2 ระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน โดยใช้ชุดกิจกรรมเรื่องทัศนศิลป์และการวาด ภาพระบายสี เพื่อส่งเสริมความสามารถและเพิ่มทักษะการเรียนรู้ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่สร้างขึ้น ประกอบไปด้วย แผนการเรียนรู้ที่ 1 รูปร่างรูปทรง กิจกรรมรูปร่างรูปทรงหรรษา แผนการ เรียนรู้ที่ 2 พื้นผิว กิจกรรมพื้นผิวสร้างสรรค์ แผนการเรียนรู้ที่ 3 ระยะและความลึก กิจกรรมโลกใต้ ท้องทะเลแผนการเรียนรู้ที่ 4 น ้าหนักสี กิจกรรมน ้าหนักสีสร้างสรรค์ แผนการเรียนรู้ที่ 5 แสงเงา กิจกรรมสร้างมิติด้วยแสงเงา และแผนการเรียนรู้ที ่ 6 วรรณะสี กิจกรรมดีไซน์เนอร์ดีไซเสื้อ ด าเนินการสร้างชุดกิจกรรม ตามขั้นตอนดังต่อไปนี้ผู้วิจัยให้นักเรียนศึกษาเรียนรู้ ทดสอบและปฏิบัติติ กิจกรรมระหว่างเรียนพร้อมทั้งบันทึกคะแนนของแต่ละคนไว้ 3.3 เมื่อเสร็จจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนทุกหน่วยการเรียนรู้ ผู้วิจัยให้นักเรียนท า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (Post - test) โดยใช้ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการ วาดภาพระบายสี เพื่อส่งเสริมความสามารถการทางการเรียนรู้ ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ที่ ผู้วิจัยได้สร้างขึ้น 3.4 ผู้วิจัยให้นักเรียนท าแบบสอบถามวัดความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อชุดกิจกรรมการ เรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี โดยประเมินหลังการด าเนินกิจกรรมเสร็จสิ้น 3.5 รวบรวมข้อมูลคะแนนจากผลการสอบของนักเรียนก่อนเรียนหลังเรียน ผลการประเมิน ทักษะการวาดภาพระบายสี แบบวัดความพึงพอใจที่มีต่อชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาด ภาพระบายสี ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 มาท าการตรวจวิเคราะห์ข้อมูล สรุปผลการวิจัย และ อภิปรายผล 4. การวิเคราะห์ข้อมูล ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ด าเนินการวิเคราะห์ข้อมูลตามล าดับ ดังนี้ 4.1 วิเคราะห์ข้อมูลคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และทักษะการสร้างสรรค์ผลงานโดยใช้ ชุดกิจกรรมการเรียนรู้ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4
41 4.2 เปรียบเทียบความแตกต่างของค่าเฉลี่ยของคะแนนผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนรู้และทักษะ การสร้างสรรค์ผลงาน ส าหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที ่ 4 ก ่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุด กิจกรรมการเรียนรู้ ทัศนศิลป์และการวาดภาพระบายสี 5. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ในการวิเคราะห์ข้อมูลครั้งนี้ผู้ศึกษาค้นคว้าได้ใช้ค่าสถิติ ดังนี้ 5.1 วิเคราะห์ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ที่ได้จากแบบตรวจสอบความสอดคล้องระหว่าง จุดประสงค์การเรียนรู้กับข้อคาถามของแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบตรวจสอบ ความสอดคล้องระหว่างจุดประสงค์การเรียนรู้กับเนื้อหาของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ โดยใช้สูตรดัชนี ความสอดคล้อง (สมนึก ภัททิยธนี. 2541: 194) ดังนี้ สูตร IOC = ΣR เมื่อ IOC แทน ดัชนีความสอดคล้องของข้อสอบกับวัตถุประสงค์ ตัวแปรและสมมติฐาน การวิจัย Σ แทน ผลรวมคะแนนความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญทั้งหมด N แทน จ านวนผู้เชี่ยวชาญ โดยเกณฑ์การตัดสินค่า IOC ถ้ามีค่า 0.5 ขึ้นไปแสดงว่าข้อคาถามนั้นวัดได้ตรงวัตถุประสงค์ หรือตรงตามเนื้อหานั้น แสดงว่าข้อคาถามนั้นใช้ได้ 5.2 วิเคราะห์คุณภาพของชุดกิจกรรมการเรียนรู้ ที่ประเมินโดยผู้เชี่ยวชาญ โดยคิดคะแนน เฉลี่ย (̅) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) โดยมีการแปลความหมายข้อมูลดัดแปลงมาจาก (บุญ ชม ศรีสะอาด. 2546: 162) มีรายละเอียดดังนี้ สูตร อันตรภาคชั้น = ( คะแนนสูงสุด−คะแนนต ่าสุด) จ านวนชั้น = 5−15 = 0.8 4.3 – 5 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมากที่สุด 3.5 – 4.2 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับมาก 2.7 – 3.4 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับปานกลาง 1.9 – 2.6 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อย 1 – 1.8 หมายถึง มีคุณภาพอยู่ในระดับน้อยที่สุด