The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

รวมเล๋ม รสแซ๋บ Plus New 1-6-66

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by utt.tech, 2023-08-11 02:06:35

รสแซ๋บ Plus New

รวมเล๋ม รสแซ๋บ Plus New 1-6-66

1


คำนำ คู่มือการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ทุกช่วงวัย “รสแซ่บ PLUS” จัดทำขึ้นเพื่อ พัฒนารูปแบบ วิธีการ แนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้สำหรับทุกช่วงวัย ให้มีความ หลากหลาย เหมาะกับกลุ่มเป้าหมายในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม ตามกลยุทธ์ในการส่งเสริมการอ่านของ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดอุตรดิตถ์ เพื่อให้ประชาชนหรือ กลุ่มเป้าหมายได้ตระหนักถึงความสำคัญและประโยชน์ของการอ่านและการเรียนรู้ ในอันที่นำความรู้ไปพัฒนา ทักษะด้านต่าง ๆ และเกิดประโยชน์ต่อไป คณะผู้จัดทำคู่มือเล่มนี้ ได้นำแนวคิดหลักการบริหารงาน สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดอุตรดิตถ์ โดยใช้รูปแบบ “UTDIT Model” (U = Unity, T = Team, D = Development, I = Implementation,T = Technology) โดยการนำของนางสาวปาริชาติไชยสถิตย์ผู้อำนวยการ สำนักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดอุตรดิตถ์ (พ.ศ.2566) เพื่อเป็นแนวทางในคิด วิเคราะห์ รูปแบบ ในการออกแบบกิจกรรมในเอกสารฉบับนี้ ขอบคุณท่านผู้บริหาร สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์และกศน.อำเภอทุกท่านที่ได้ร่วมให้แนวคิด ในการพัฒนากิจกรรมต่าง ๆ จนสำเร็จออกมาเป็นกิจกรรมที่มีความหลากหลาย สอดคล้อง ครอบคลุม กลุ่มเป้าหมายและเหมาะกับการนำไปใช้ในยุคปัจจุบัน ขอบคุณคณะบรรณารักษ์ ครู กศน. ทุกท่านที่ได้มีส่วน ร่วมในการจัดทำเอกสารฉบับนี้ หวังเป็นอย่างยิ่งว่า คู่มือการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ ทุกช่วงวัย “รถแซ่บ PLUS” เล่มนี้ จะเป็นประโยชน์กับผู้ที่จะนำไปใช้ประโยชน์ และนำความรู้ที่ได้รับไปใช้ใน การจัดกิจกรรมให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุดกับงานการศึกษาตามอัธยาศัย ทั้งงานห้องสมุดประชาชน บรรณารักษ์ และครู กศน.ที่จะนำไปใช้ในพื้นที่ในการจัดกิจกรรมและสร้างประโยชน์ต่อชุมชน กลุ่มส่งเสริมการศึกษาตามอัธยาศัย สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์


สารบัญ หน้า คำนำ สารบัญ บทที่ 1 การอ่านและความสำคัญของการอ่าน 1 บทที่ 2 แนวคิด รูปแบบและวิธีการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 9 บทที่ 3 กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน 3.1 วัยเด็ก อายุ 6 – 12 ปี - นิทานไฟฉาย 17 - หนังสือ 3 รส 22 - Book Market 27 - นักอ่านกวีน้อย 33 - ระบายสีกับนิทาน 38 - อ่านให้รู้ ดูให้เพลิน 43 - หุ่นน้อยเล่านิทาน 47 - ขวดนักดำน้ำ 51 - พลังวิเศษของเกลือ 54 - ทดลองวิทยาศาสตร์หมึกลอยได้ 57 3.2 วัยรุ่น อายุ 13 – 20 ปี - ยกล้อเสี่ยงทาย 60 - Kahoot ซู๊ดยอด 63 - บรรณ’ไร? ไหทองคำ 77 - หัวท้ายตายก่อน 83 - ทายคำจากภาพ 86 - การเพ้นกระเป๋าจากผ้า 86 - คุกกี้เสี่ยงทาย 93 - Check and Share 97 - Bling Bling Bling 101 3.3 วัยผู้ใหญ่ (ทำงาน) อายุ 21 – 59 ปี - อ่านเพิ่มพลัง 105 - Reading Box 109 - สนุกคิดพิชิตรางวัล 121 - ทำมองส่องดู 126 - Hot Hit Music 130 - ส่งเสริมการอ่านในห้องสมุดประชาชนในยุคดิจิทัลคาเฟ่ 134 - ตัวเลขคือตัวฉัน 138 - ศึก 12 ราศีชนนักษัตร 142


สารบัญ (ต่อ) 3.4 วัยผู้สูงอายุ อายุ 60 ปีขึ้นไป - ก่อร่างสร้างตัว 146 - ต่อคำยำไทย 151 - สมุดทำมือ REUSE 157 - อ่านเพลิน เพลิน เชิญทางนี้ 165 - Sing a Song ร้องรำ 168 - บิงโกสมุนไพรไทย 172 - อักษรไทยสูงวัยแนะนำตัว 176 - ฝึกสมองป้องกันอัลไซเมอร์กับโดมิโน่บัตรคำคล้องจอง 179 - ดวงตาประสานดวงใจ 182 - เตือนภัยวัยเก๋า 187 - Book-Delivery หนังสือถึงมือวัยเก๋า 191 บรรณานุกรม


1 1 บทที่ 1 แนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้แต่ละช่วงวัย การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับมนุษย์ตั้งแต่แรกเกิด และเกิดขึ้นได้หลากหลายรูปแบบ ทั้งจากการ เรียนรู้จากประสบการณ์ของผู้อื่น ที่เป็นการถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น หรือเป็นการเรียนรู้ด้วยตนเอง ซึ่งการเรียนรู้ (Learning) หมายถึง กระบวนการที่บุคคลเกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม การพัฒนาความคิดและ ความสามารถ โดยอาศัยประสบการณ์และปฏิสัมพันธ์ระหว่างผู้เรียนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งการเรียนรู้นั้นจะทำให้ พฤติกรรมนั้นเปลี่ยนแปลงไปโดยถาวร การอ่านหนังสือเป็นการเรียนรู้ที่ผู้อ่านสามารถนำความรู้ที่ได้จากการ อ่านไปพัฒนาตนเองได้ การอ่านหนังสือนั้นมีความสำคัญต่อชีวิตเป็นอย่างมาก เพราะการอ่านช่วยผลักดันให้ เราเป็นที่ยอมรับในสังคม คือมีความคิดความอ่านที่กว้างขวางขึ้น มุ่งสร้างกระแสสังคมให้การเรียนรู้เป็นหน้าที่ ของ คนไทยทุกคน มีนิสัยใฝ่รู้รักการอ่านตั้งแต่วัยเด็ก และส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันของคนต่างวัย ควบคู่กับ การส่งเสริมให้องค์กร กลุ่มบุคคล ชุมชน ประชาชน และสื่อทุกประเภทเป็นแหล่งเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ สื่อสารด้วยภาษาที่เข้าใจง่าย รวมถึงส่งเสริมการศึกษาตามอัธยาศัยที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้เรียน และสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและสนับสนุนปัจจัยที่ก่อให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต กระบวนการจัด กิจกรรมการเรียนรู้ หนังสือเป็นสิ่งที่สำคัญที่สามารถให้ความรู้ได้หลายด้านไม่ว่าจะเป็นด้านการศึกษาและด้านความรู้ รอบตัวที่สามารถนำ ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ล้วนแต่เป็นความรู้ที่มาจากการอ่านหนังสือทั้งนั้น แต่คนใน ปัจจุบันไม่ได้ให้ความสำคัญกับหนังสือ เนื่องจากมีสื่อและสิ่งเร้าต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อชีวิตมากขึ้นพบว่าเด็กไทย อ่านหนังสือลดลงเกือบทุกวัน เป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงทางด้านสังคม ความเป็นอยู่ การศึกษาและ ค่านิยมต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคมรวมทั้งสภาพแวดล้อมในปัจจุบันอีกด้วย ในขณะเดียวกันการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ในสังคมนั้นไม่ได้มาจากการอ่านหนังสือเพียงอย่างเดียว แต่หากจะมีสื่อชนิดอื่นที่มีอิทธิพลเพิ่มขึ้นมาในสังคม อีกมากมาย นอกจากนี้การที่เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยลงยังเป็นผลมาจากการที่ถูกสิ่งต่าง ๆ ที่น่าดึงดูดและ น่าสนใจกว่า เช่น โลกอินเตอร์เน็ตต่าง ๆ ที่มีอิทธิพลต่อคนในปัจจุบันมาก เนื่องจากการมีค่านิยมที่ผิด ๆ คือ การที่คิดว่าการอ่านหนังสือเป็นสิ่งที่ล้าสมัย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พุทธศักราช 2542 หมวด 4 มาตรา 24 กล่าวถึงคุณลักษณะและ นิสัยด้านการอ่าน กำหนดให้มีการ “จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติ ให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง” นอกจากนั้นได้กำหนดปัจจัย ส่งเสริมสนับสนุนการ อ่านและการเรียนรู้ เช่น กล่าวว่า “กระบวนการเรียนรู้มุ่งให้นักเรียนมีความคิด ริเริ่มสร้างสรรค์ ใฝ่รู้ และ เรียนรู้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง” เน้นความรู้และทักษะด้านภาษา “เน้นการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง” และ “รัฐต้องส่งเสริมการดำเนินงานและการจัดตั้งแหล่ง การเรียนรู้ตลอดชีวิตทุกรูปแบบ อย่างพอเพียงและมี ประสิทธิภาพ”ทำไมเด็กไทยใช้เวลาว่างอ่านหนังสือน้อยลง การทำกิจกรรมอื่น ๆ ที่เบียดบังเวลาอ่านหนังสือ ในแต่ละวันเด็กไทยใช้เวลาดูโทรทัศน์วันละ 3-6 ชั่วโมง เล่นเกมวันละ1-2 ชั่วโมง และพูดคุยโทรศัพท์ แชทผ่าน ทางมือถือวันละ 2-4 ชั่วโมง ซึ่งการใช้โทรศัพท์เป็นภัยคุกคามการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ในด้านการอ่าน หนังสือและค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ดังนั้นแนวทางการส่งเสริมให้เด็กหันมาอ่านหนังสือมากขึ้น ก็จะต้อง ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์เพื่อช่วงชิงเวลาการคุยโทรศัพท์เปลี่ยนมาอ่านหนังสือให้ได้ ถ้าไม่เร่งแก้ปัญหานี้ก็จะยิ่งทำให้


2 เด็กไทยอ่านหนังสือน้อยลง สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นผลเสียต่อตนเองและสังคมไทยในปัจจุบัน การที่มีสิ่งเร้าทำให้ เด็กไทยทั่วทุกภาคของประเทศอ่านหนังสือลดลง และมีแนวโน้มลดลงเรื่อย ๆ หาไม่ได้รับการแก้ไขอาจจะทำ ให้เด็กไม่มีนิสัยรักการอ่าน หากเปรียบเทียบกับกราฟตัวอย่างพบว่า เด็กเขตกรุงเทพมหานครยังมีนิสัยรักการ อ่านเพราะมีการแข่งขันกันสูง แต่ที่น่าห่วงคือนอกเขตในจังหวัดอื่นแถบภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาค กลางที่มีแนวโน้มการอ่านหนังสือลดลงเพราะอาจเกิดจากสาเหตุหลายประการที่ทำให้เด็กไม่ชอบอ่านหนังสือ เช่น ไม่มีการแข่งขันกันสูง พ่อและแม่ไม่มีเวลาสอนหนังสือ การที่เด็กอ่านหนังสือ แค่วันละ 27-29 นาที เป็น การอ่านหนังสือที่ใช้เวลาน้อยมาก และเป็นเรื่องที่น่าตกใจ เด็กส่วนใหญ่ชอบใช้เวลาว่างในการเล่นเกม เล่น อินเทอร์เน็ต คุยโทรศัพท์ ไม่สนใจที่จะทบทวนบทเรียนหรืออ่านหนังสือ และในกลุ่มวัยทำงานก็มักจะไม่อ่าน หนังสือหรืออ่านเฉพาะเรื่องที่เกี่ยวกับงานของตนเท่านั้น สภาพปัญหาเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่าระบบการศึกษา ในประเทศไทยยังไม่สามารถทำให้ผลผลิตของการศึกษากลายเป็นผลผลิตที่มองเห็นความจำเป็นของการอ่าน และการเรียนรู้ตลอดชีวิต เพราะเด็กคืออนาคตของชาติ เด็กไม่ฉลาดชาติก็ไม่เจริญ นโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานสำนักงาน กศน. ประจำปี2566 หลักการ กศน.เพื่อประชาชน “ก้าวใหม่ ก้าวแห่งคุณภาพ” จุดเน้นการดำเนินงาน สำนักงาน กศน.ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2566 1. การจัดการศึกษาเพื่อความปลอดภัย 1.1 การสร้างความปลอดภัยในหน่วยงาน / สถานศึกษา และป้องกันภัยคุกคามในชีวิตรูปแบบ ต่าง ๆ ผ่านกิจกรรม “White Zone กศน.ปลอกภัย ไร้สารเสพติด” เน้นแนวทางการปฏิบัติภายใต้หลักการ 3 ป. ได้แก่ ป้องกัน ปลูกฝัง และปราบปราม โดยวางแผนและมาตรการด้านความปลอดภัยจากสถานการณ์ ต่าง ๆ อาทิเช่น โรคระบาด เหตุการณ์ไม่สงบ เป็นต้น ให้แก่ผู้เรียน ครู และบุคลากรในรูปแบบต่าง ๆ อย่าง เข้มข้น รวมทั้งดำเนินการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ติดตามประเมินผลการดำเนินการ เพื่อปรับปรุง พัฒนา และ ขยายผลต่อไป 1.2 ปลูกฝังทัศนคติ พฤติกรรม และองค์ความรู้ที่เกี่ยวข้อง โดยบูรณาการกระบวนการจัดการ เรียนรู้เพื่อสร้างโอกาสในการเรียนรู้ และสร้างภูมิคุ้มกันควบคู่กับการใช้สื่อสังคมออนไลน์ในเชิงบวกและ สร้างสรรค์ พร้อมทั้งหาแนวทางวิธีการป้องกัน รับมือ และเยียวยา เหตุการณ์ภัยพิบัติจากธรรมชาติ รวมทั้ง การปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่จะเกิดขึ้นในอนาคต 2. การยกระดับคุณภาพการศึกษา 2.1 ส่งเสริมสนับสนุนให้สถานศึกษานำหลักสูตรฐานสมรรถนะไปสู่การปฏิบัติอย่างเต็มรูปแบบ เพื่อสร้างสมรรถนะที่สำคัญ จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ 21 ให้กับผู้เรียน 2.2 พัฒนาทักษะดิจิทัลสำหรับผู้เรียนทุกช่วงวัย เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสู่สังคมดิจิทัลในโลก ยุคใหม่ 2.3 ส่งเสริมการจัดการศึกษาเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องในการ ปกครองระบบประชาธิปไตย การเรียนรู้ที่ปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม สร้างวินัย จิตสาธารณะ อุดมการณ์ความ ยึดมั่นในสถาบันหลักของชาติ การเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของชาติและท้องถิ่น เสริมสร้างวิถีชีวิตของความเป็น


3 พลเมือง และมีศีลธรรมที่เข็มแข็ง รวมถึงการมีจิตอาสา โดยผ่านกิจกรรมต่าง ๆ ที่เป็นการเพิ่มทักษะที่จำเป็น ต่อการดำรงชีวิต เช่น ทักษะความคิดสร้างสรรค์ การคิดวิเคราะห์ การตัดสินใจ การสื่อสารระหว่างบุคคล การ เตรียมพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงที่เหมาะสมกับวัยผู้เรียน ควบคู่ไปการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ของท้องถิ่น 2.4 ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) ทั้งในสถานศึกษาและ แหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ รวมทั้งพัฒนา Digital Learning Platform แพลตฟอร์มการเรียนรู้ของสำนักงาน กศน. ที่ หลากหลาย ทั้งในรูปแบบออนไลน์และออฟไลน์ และมีคลังสื่อการเรียนรู้ที่เป็นสื่อที่ถูกต้องตามกฎหมาย เข้าถึง การสืบค้นได้ง่ายและสะดวกรวดเร็ว และนำไปใช้ในการจัดการเรียนรู้ตอบสนองความสนใจรายบุคคลของ ผู้เรียน 2.5 ส่งเสริมให้ความรู้ด้านการเงินและการออม (Financial Literacy) การวางแผนและสร้างวินัย ทางการเงินให้กับบุคลากรและผู้เรียน กศน. โดยบูรณาการการทำงานร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อาทิเช่น กระทรวงการคลัง ธนาคาร สหกรณ์ ผ่านกระบวนการเรียนรู้ โครงการและกิจกรรม 2.6 ปรับโฉมศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ศูนย์ฝึกและพัฒนาอาชีพฯ ห้องสมุดประชาชน และ แหล่งเรียนรู้อื่น ๆ ของ กศน. ให้มีความทันสมัย สวยงาม สะอาด จูงใจผู้เข้ารับบริการ มีฐานการจัดการเรียนรู้ ด้านต่าง ๆ อาทิ ด้านวิทยาศาสตร์ ด้านอาชีพ มีมุมกิจกรรมการสร้างสรรค์ ทำกิจกรรมครอบครัว พื้นที่การ เรียนรู้ในรูปแบบ Public Learning Space/Co – learning space ที่ผู้เข้ารับบริการสามารถรับเอกสาร รับรองการเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในส่วนทีเกี่ยวข้องหรือสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit Bank) 2.7 จัดทำรายละเอียด การก่อสร้างแหล่งเรียนรู้ กศน. เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการจัดทำคำขอ งบประมาณในการปรับปรุง/ซ่อมแซม 2.8 ส่งเสริมให้สถานศึกษานำผลการทดสอบการศึกษาแห่งชาติ (N-net) ไปใช้วางแผนพัฒนา ประสิทธิภาพการสร้างโอกาสในการจัดการศึกษา 2.9 เร่งดำเนินการเรื่อง Academic Credit-bank System ในการสะสมและเทียบโอนหน่วยกิจ เพื่อการสร้างโอกาสในการศึกษา 2.10 สร้างอาสาสมัคร กศน.เพื่อเป็นเครือข่ายในการส่งเสริม สนับสนุนการจัดการศึกษาตลอดชีวิต ในชุมชน 2.11 ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของภาคีเครือข่ายทุกภาคส่วน เพื่อสร้างความพร้อมในการจัดการศึกษา นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย และการส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตสำหรับประชาชน 2.12 ส่งเสริการจัดกิจกรรมการอ่าน เพื่อป้องกันโรคสมองเสื่อมและการลืมหนังสือในผู้สูงอายุ 2.13 ส่งเสริมการนำระบบประกันคุณภาพการศึกษาภายในมาใช้เป็นแนวทางในการยกระดับ คุณภาพแก่ผู้เรียน และผู้รับบริการของสำงาน กศน.


4 3. การสร้างโอกาส ความเสนอภาค และความเท่าเทียมทางการศึกษาทุกช่วงวัย 3.1 พัฒนาข้อมูลระบบสารสนเทศของผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานรายบุคคล เพื่อใช้เป็น ฐานข้อมูลประกอบการส่งต่อผู้เรียน และค้นหาเด็กตกหล่นและออกกลางคัน ผ่านโครงการ “พาน้องกลับมา เรียน” และ “กศน.ปักหมุด” 3.2 พัฒนาข้อมูล และวางแผนทางเลือกทางการศึกษาและการเรียนรู้ที่หลากหลายให้กับผู้เรียน กลุ่มเป้าหมายพิเศษ และกลุ่มเปราะบาง ในการเข้าถึงการศึกษา การเรียนรู้ และการฝึกอาชีพอย่างเท่าเทียม 3.3 พัฒนาทักษะฝีมือ พัฒนาการทางร่างกายและจิตใจกลุ่มผู้สูงอายุ ให้สามารถพึ่งพาตนเองได้ สามารถดำเนินชีวิตได้เต็มตามศักยภาพ โดยเน้นการดำเนินกิจกรรม 4 มิติ ได้แก่ ด้านสุขภาพ ด้านสังคม ด้าน เศรษฐกิจ ด้านสภาพแวดล้อมและเทคโนโลยี 4. การศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน 4.1 พัฒนาหลักสูตรอาชีพที่เน้น New Skill Up – Skill และ Re – Skill ที่สอดคล้องกับมาตรฐาน อาชีพ บริบทพื้นที่ และความสนใจ พร้อมทั้งสร้างช่องทางอาชีพในรูปแบบที่ความหลากหลายของ กลุ่มเป้าหมาย เช่น ผู้พิการ ผู้สูงอายุ ความต้องการของตลาดแรงงาน และกลุ่มอาชีพใหม่ที่รองรับ Disruptive Technology เพื่อการเข้าสู่การรับรองสมรรถนะ และได้รับคุณวุฒิตามกรอบวุฒิแห่งชาติ รวมทั้งสามารถนำ ผลการเรียนรู้และประสบการณ์เทียบโอนเข้าสู่ระบบการสะสมหน่วยการเรียนรู้ (Credit bank) เพื่อให้ กลุ่มเป้าหมายมีการศึกษาในระดับสูงขึ้น 4.2 ประสานการทำงานร่วมกับศูนย์ให้คำปรึกษาการจัดตั้งธุรกิจ ของอาชีวศึกษา 4.3 ยกระดับผลิตภัณฑ์ สินค้า บริการจากโรงการศูนย์ฝึกอาชีพชุมชน ที่เน้น “ส่งเสริมความรู้ สร้าง อาชีพ เพิ่มรายได้ และมีคุณภาพชีวิตที่ดี” ให้มีคุณภาพมาตรฐาน เป็นที่ยอมรับของตลาด ต่อยอดภูมิปัญญา ท้องถิ่น สร้างมูลค่าเพิ่ม พัฒนาสู่วิสาหกิจชุมชน 5. การพัฒนาบุคลากร 5.1 ส่งเสริม สนับสนุนการดำเนินการตามหลักเกณฑ์การประเมินวิทยฐานะแนวใหม่ (Performance Appraisal : PA) โดยใช้ระบบการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ระบบ Digital Performance Appraisal (DPA) 5.2 พัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาให้มีความพร้อมด้านวิชาการและทักษะการจัดการเรียนรู้ การใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ต่าง ๆ รวมทั้งให้คำปรึกษาเส้นทางการเรียนรู้ การ ประกอบอาชีพ และการดำเนินชีวิตของผู้เรียนได้ตามความสนใจและความถนัดของแต่ละบุคคล 5.3 พัฒนาขีดความสามารถของข้าราชการพลเรือนในสังกัดให้มีสมรรถนะที่สอดคล้องและ เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมโลกอนาคต 5.4 จัดกิจกรรมเสริมสร้างความสัมพันธ์ของบุคลากร กศน. และกิจกรรมเพิ่มประสิทธิภาพในการ ทำงานรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การแข่งขันกีฬา การอบรมเชิงปฏิบัติการพัฒนาประสิทธิภาพการทำงาน 5.5 เร่งรัดติดตามการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา และจัดตั้งกองทุนสวัสดิการ เพื่อช่วยเหลือบุคลากรในสังกัดสำนักงาน กศน.ส่วนกลางและส่วนภูมิภาค 5.6 บูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างหน่วยงาน/ สถานศึกษาในสังกัด กศน. เพื่อพัฒนา บุคลากรด้านวิชาการ


5 5. การพัฒนาระบบราชการ การบริหารจัดการ และการบริหารภาครัฐ 5.1 ปรับปรุงระบบฐานข้อมูลสารสนเทศด้านการศึกษาเพื่อการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบ เช่น ข้อมูลการรายงานผลการดำเนินงาน ข้อมูลเด็กตกหล่นจากการศึกษาในระบบและเด็กออกกลางคัน เด็กเร่ร่อน ผู้พิการ 5.2 ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและนวัตกรรมเป็นเครื่องมือในการบริหารจัดการอ่างเต็ม รูปแบบ รองรับการปฏิบัติราชการที่รองรับชีวิตและการทำงานวิถีใหม่ และนำไปใช้ได้กับสถานการณ์ในภาวะ ปกติและไม่ปกติ อาทิ การแพร่ระบาดของโรคติดต่อ 5.3 ส่งเสริมการพัฒนาคุณภาพการบริหารจัดการภาครัฐสู่ระบบราชการ 4.0 และการประเมิน คุณภาพความโปร่งใสการดำเนินงาน (ITA) 5.4 ปรับปรุงกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง และข้อบังคับต่าง ๆ ให้มีความทันสมัย เอื้อต่อการบริหาร จัดการและการเรียนรู้ 5.5 เร่งจัดทำกฎหมายลำดับรองเพื่อรองรับพระราชบัญญัติส่งเสริมการเรียบรู้ ควบคู่กับการเตรียม ความพร้อมในการสร้างการรับรู้ให้กับประชาชนได้รับทราบอย่างทั่วถึง


6 แนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้กรอบแนวคิด UTDIT Learning Model (สำนักงาน กศน. จังหวัดอุตรดิตถ์) การขับเคลื่อนการดำเนินงานของสำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์ ปีงบประมาณ 2563 สู่ กศน. WOW ด้วยกรอบแนวคิดในการดำเนินงาน UTDIT Learning Model โดยใช้หลัก ปรัชญา คิดเป็นบน พื้นฐานหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการกำหนดวิสัยทัศน์ ในอันที่จะส่งเสริมให้สถานศึกษาในสังกัด จัดการศึกษาภาคประชาชนเพื่อเพิ่มคุณภาพชีวิตให้กับประชาชน ให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่ดีที่จะให้ผู้รับบริการ ได้แก่ นักศึกษาและประชาชนมีคุณภาพการศึกษาและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นนั้น กรอบแนวคิด UTDIT Learning Model (สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์) จึงเป็นสิ่งกำหนดทิศทางการดำเนินงาน สำนักงาน กศน.จังหวัด อุตรดิตถ์ เพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานให้ประสบความสำเร็จตามที่กำหนดได้ UTDIT Learning Model (สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์) ย่อมาจาก U=Unity ( ค ว า ม เ ป็ น อันหนึ่งอันเดียวกัน) T= Team (ทีม) D=Development (การพัฒนา) I=Implementation (การดำเนินงาน การปฏิบัติ) T=Technology (เทคโนโลยี) หมายถึง การดำเนินงานด้วยพลังทีมที่มีเป้าหมายและทิศทางการ ดำเนินงานเดียวกันโดยการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการดำเนินงานสู่ความสำเร็จ เป้าหมายของการขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด UTDIT Learning Model สำนักงาน กศน.จังหวัด อุตรดิตถ์ ได้กำหนดเป้าหมายในระดับชุมชนและระดับบุคคล ซึ่งเป็นการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพ ทรัพยากรมนุษย์ ซึ่งมุ่งส่งเสริมการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงในศตวรรษที่ 21 รวมทั้งความต้องการของประชาชนและชุมชนในรูปแบบที่หลากหลายให้ประชาชนคิดเป็น วิเคราะห์ได้ และ ตัดสินใจภายใต้ข้อมูลที่ถูกต้อง ทั้งในระดับตำบล หมู่บ้าน ครอบครัว ดังนี้ 1. เป้าหมายระดับชุมชน เพื่อสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ 2. เป้าหมายระดับบุคคล เพื่อยกระดับการศึกษา ให้รักการอ่าน มีจิตสาธารณะ รู้จักแสวงหาความรู้ และคิดเป็นบนพื้นฐานความพอเพียง 6


7 แนวทางการดำเนินงานภายใต้แนวคิดสู่ชุมชนนั้น มี กศน.ตำบล เป็นกลไกหลักและสำคัญในระดับ พื้นที่ที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวคิด UTDIT Learning Model โดยการส่งเสริมสนับสนุนของ กศน.อำเภอ สู่ กศน. WOW ดังนี้. 1. กำหนด กศน.ตำบลต้นแบบ “กศน. 5 ดี พรีเมียม” (อำเภอละ 1 แห่ง) ให้เป็นต้นแบบ กศน.ตำบล ประชาคม สำรวจความต้องการของชุมชน “หมู่บ้านต้นแบบ” ให้เป็นชุมชนแห่งการเรียนรู้ 2. สำรวจความต้องการของชุมชน ทั้งด้านการศึกษา อาชีพ กีฬา และเทคโนโลยี เพื่อตอบสนอง ความต้องการของชุมชน โดยการจัดกิจกรรมที่หลากหลายทั้งการจัดตั้งที่อ่านหนังสือชุมชน ส่งเสริมการจัดกลุ่ม อาชีพระยะสั้น การจัดกิจกรรมส่งเสริมด้านสุขภาพ รวมทั้งการจัดกิจกรรมส่งเสริมทางด้านเทคโนโลยี 3. การเสริมสร้างและสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่าย และการนำเทคโนโลยีเข้ามาบูรณาการ ประยุกต์การใช้ให้เกิดประโยชน์ในการพัฒนาและขยายบทบาทให้การดำเนินงานทั่วถึงทั้งในระดับอำเภอ ตำบล หมู่บ้าน และครอบครัว แนวทางการขับเคลื่อนการดำเนินงานภายใต้แนวคิด UTDIT Learning Model สำนักงาน กศน.จังหวัด อุตรดิตถ์ ด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ทุกช่วงวัย และการศึกษาตามอัธยาศัย แนวทางการดำเนินงานสู่ กศน.WOW ด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ทุกช่วงวัย และการศึกษาตามอัธยาศัย สู่ กศน.WOW ประจำปี งบประมาณ 2563 ดังนี้ 1. การพัฒนาห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ห้องสมุดประชาชนจังหวัด และห้องสมุด ประชาชนอำเภอให้เป็น Digital Library ให้มีความพร้อมในการให้บริการกิจกรรมการศึกษาและเรียนรู้ เป็น แหล่งข้อมูลสาธารณะที่ง่ายต่อการเข้าถึง มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เป็นเสมือนคาเฟ่การเรียนรู้สำหรับ ทุกคน ทุกช่วงวัย มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีความสวยงามที่ดึงดูดความสนใจ มีความปลอดภัยสำหรับ ผู้ใช้บริการ 2. การพัฒนารถการอ่านเคลื่อนที่ และรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมการอ่านทุกช่วงวัย โดยการปรับปรุง รถการอ่านเคลื่อนที่ให้มีสภาพเหมาะสมทั้งภายในและภายนอก พร้อมที่จะให้บริการในพื้นที่ได้หลากหลาย ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้มีการพัฒนานวัตกรรม ด้านกิจกรรมส่งเสริมการให้อ่านให้เหมาะกับ แต่ละช่วงวัย ตามระดับของการเรียนรู้แต่ละช่วงวัย ให้สามารถนำไปจัดกิจกรรมในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของบรรณารักษ์ และผู้ที่สนใจ 2. เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนให้เหมาะกับช่วงวัย ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. ผู้ปฏิบัติงานห้องสมุด ได้แก่ บรรณารักษ์ ครู บุคลากรและผู้สนใจมีคู่มือที่นำไปใช้ในการจัด กิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย 2. ผู้ร่วมกิจกรรมในแต่ละช่วงวัยได้รับการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมและ นำความรู้ไปใช้ในพัฒนาคุณภาพชีวิตและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข 7


8 แนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านทุกช่วงวัย “หนังสือ” ช่วยสร้างพัฒนาการและทักษะด้านจิตใจ ปัญญา และอารมณ์ ให้กับผู้อ่านทุกวัย ไม่ว่าจะ เป็นวัยเด็ก ผู้ใหญ่ และผู้สูงอายุ แต่ประเภทของหนังสือก็มีความสำคัญต่อช่วงวัยด้วยเช่นกันหนังสืออ่านได้ 5 วัย ไม่ว้าวุ่น "การอ่านหนังสือไม่ใช่เรื่องเครียด แต่เป็นการผ่อนคลายสมองและจิตใจที่ดีอีกทางหนึ่ง ทำให้เกิด ทักษะการเรียนรู้ การอ่าน ภาษาและจินตนาการได้เป็นอย่างดี ที่สำคัญยังช่วยฝึกสมาธิ และจิตใจของเรามั่นคง ไม่ว้าวุ่นอีกด้วย" (สุดใจ พรหมเกิด) ผู้จัดการแผนงานสร้างเสริมวัฒนธรรมการอ่าน สสส. อธิบาย และได้แนะนำ ประเภทหนังสือที่เหมาะกับ 5 ช่วงวัย “หนังสืออ่านได้ 5 วัย ไม่ว้าวุ่น Thai health” ไว้ดังนี้ 1. ปฐมวัย (0-6 ปี) พ่อแม่ควรอ่านหนังสือให้ลูกฟังตั้งแต่ 6 เดือน หนังสือที่เหมาะกับเด็กวัยนี้ ควรมี ภาพสวย ๆ ถ้อยคำน้อย ๆ และคล้องจองกัน เพราะช่วยจูงใจเด็ก ๆ ได้ดี พวกเขาจะสนใจ และหลงรักการอ่าน อย่างรวดเร็ว สามารถอ่านหนังสือได้โดยอัตโนมัติเมื่อโตขึ้น 2. วัยประถมศึกษา (6-12 ปี) การส่งเสริมให้เด็กอ่านหนังสือในช่วงวัยนี้ จะเป็นพื้นฐานการเรียนรู้ที่ สำคัญ เด็กวัยนี้จะชอบค้นหา และช่างสังเกต สามารถแยกแยะถูกผิดได้แล้ว พวกเขาจะสนใจเรื่องลึกลับ สืบสวน สอบสวน แนววิทยาศาสตร์ อย่างเช่น ชีวิตใต้ทะเล ชีวิตสัตว์กลางคืน เรื่องแปลกแต่จริง หนังสือที่ เหมาะกับวัยนี้คือ หนังสือการ์ตูนคอมมิก หรือ หนังสือภาพการ์ตูน หนังสือประเภทสาระความรู้ 3. วัยมัธยมศึกษา (12-15 ปี) ช่วงวัยนี้จะเริ่มมีความฝัน จินตนาการ รวมไปถึงชอบความท้าทาย ความแปลกใหม่ พวกเขาจะชอบอ่านหนังสือนิยาย การผจญภัย และวิทยาศาสตร์ รวมถึงหนังสือที่สอดแทรก แง่มุมแปลกใหม่ที่น่าสนใจ หลาย ๆ คนเริ่มอ่านนิยาย และวรรณกรรมแปลต่างประเทศ หรือสนใจนิตยสารที่มี ความทันสมัย และสาระบันเทิงสอดแทรกในหนังสือ 4. วัยรุ่น (15-20 ปี) ช่วงวัยนี้จะไม่ชอบการวิพากษ์ วิจารณ์ พวกเขาจะเริ่มรู้สึกว่าตัวเองเป็นผู้ใหญ่ เริ่มมีวุฒิภาวะ แต่ยังเป็นวัยที่อารมณ์เปลี่ยนแปลงง่าย นอกจากนี้ ยังเป็นวัยที่อยากมีส่วนร่วม อยากเป็นที่ ยอมรับของสังคม และอยากมีความอิสระด้วย หนังสือที่พวกเขาสนใจ สำหรับผู้ชายจะชอบแนววิทยาศาสตร์ กีฬา ประวัติศาสตร์ สงคราม ถ้าเป็นผู้หญิงจะสนใจหนังสืองานประดิษฐ์ ความสวยความงาม งานบ้านงานเรือน ช่วงวัยนี้จะชื่นชมเรื่อง วีรบุรุษ หรือคนดังระดับโลก อาจต่อยอดให้เขาอ่านหนังสือ ชีวประวัติของบุคคลสำคัญที่ มีความรู้ความสามารถต่อการเปลี่ยนแปลงประเทศ และโลกได้ ที่สำคัญควรให้เขาอ่านหนังสือเกี่ยวกับ สุขภาพ ทัศคติเชิงเพศ และมิตรภาพด้วย 5. วัยผู้ใหญ่ (21 ปีขึ้นไป) ช่วงนี้จะเริ่มมีการไตร่ตรองชีวิต ค้นหาตัวเอง และแรงบันดาลใจใหม่ ๆ หนังสือที่เหมาะกับวัยนี้จะเกี่ยวกับการพัฒนาศักยภาพของตัวเอง สอดแทรกทัศนคติคิดบวก ค้นหาความหมาย และคุณค่าของชีวิต อย่างเช่น หนังสือแนะนำอาชีพที่น่าสนใจ หนังสือวาดภาพระบายสีสำหรับผู้ใหญ่ หรือ หนังสือเดินทางที่ทำให้ผู้อ่านเกิดความมั่นใจพร้อมที่จะก้าวสู่โลกกว้าง และเมื่อเข้าสู่วัยสูงอายุจะเริ่มให้ความ สนใจเกี่ยวกับสุขภาพ ค้นหาปรัชญาชีวิต หนังสือดูแลสุขภาพ หนังสือธรรมะก็จะเหมาะสมกับช่วงวัยนี้ “หนังสือธรรมะอ่านได้ทุกวัย”


9 บทที่ 2 แนวคิด รูปแบบ เอกสารที่เกี่ยวข้อง การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้แต่ละช่วงวัย แนวทางการดำเนินงานด้านการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ทุกช่วงวัย และ การศึกษาตามอัธยาศัย งบประมาณ 2566 ดังนี้ 1. การพัฒนาห้องสมุดประชาชน “เฉลิมราชกุมารี” ห้องสมุดประชาชนจังหวัด และห้องสมุด ประชาชนอำเภอให้เป็น Digital Library ให้มีความพร้อมในการให้บริการกิจกรรมการศึกษาและเรียนรู้ เป็น แหล่งข้อมูลสาธารณะที่ง่ายต่อการเข้าถึง มีบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เป็นเสมือนคาเฟ่การเรียนรู้สำหรับ ทุกคน ทุกช่วงวัย มีสิ่งอำนวยความสะดวก มีความสวยงามที่ดึงดูดความสนใจ มีความปลอดภัยสำหรับ ผู้ใช้บริการ 2. การพัฒนารถการอ่านเคลื่อนที่ และรูปแบบกิจกรรมส่งเสริมการอ่านทุกช่วงวัย โดยการปรับปรุง รถการอ่านเคลื่อนที่ให้มีสภาพเหมาะสมทั้งภายในและภายนอก พร้อมที่จะให้บริการในพื้นที่ได้หลากหลาย ครอบคลุมพื้นที่มากยิ่งขึ้น และส่งเสริมให้มีการพัฒนานวัตกรรม ด้านกิจกรรมส่งเสริมการให้อ่านให้เหมาะกับ แต่ละช่วงวัย ตามระดับของการเรียนรู้แต่ละช่วงวัย ให้สามารถนำไปจัดกิจกรรมในพื้นที่ได้อย่างเหมาะสม วัตถุประสงค์ 1. เพื่อเป็นแนวทางการดำเนินงานในการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ของบรรณารักษ์ ครูบุคลากรและผู้ที่สนใจ 2. เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนให้เหมาะกับช่วงวัย ผลที่คาดว่าจะได้รับ 1. ผู้ปฏิบัติงานห้องสมุด ได้แก่ บรรณารักษ์ ครูบุคลากรและผู้สนใจมีคู่มือที่นำไปใช้ในการจัด กิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ได้เหมาะสมกับแต่ละช่วงวัย 2. ผู้ร่วมกิจกรรมในแต่ละช่วงวัยได้รับการส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ด้วยกิจกรรมที่เหมาะสมและ นำความรู้ไปใช้ในพัฒนาคุณภาพชีวิตและอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข การส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติ การส่งเสริมการอ่านเป็นวาระแห่งชาติเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่ประชุม คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2552 มีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงศึกษาธิการได้เสนอให้การส่งเสริมการ อ่านเป็นวาระแห่งชาติเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต โดยมีรายละเอียดดังนี้คือกำหนดให้การอ่าน เป็นวาระแห่งชาติ การกำหนดให้วันที่ 2 เมษายนของทุกปี ซึ่งเป็นวันคล้ายวันพระราชสมภพของ สมเด็จพระกนิษฐาราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เป็นวันรักการอ่าน


10 การกำหนดให้ปี 2552-2561 เป็นทศวรรษแห่งการอ่านของประเทศ และการกำหนดให้มีคณะกรรมการ ส่งเสริมการอ่านเพื่อสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ตลอดชีวิต ที่มีรัฐมนตรี กระทรวงศึกษาธิการเป็นประธานกลไก ขับเคลื่อนการส่งเสริมการอ่านให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม โดยได้กำหนดเป้าหมายในการดำเนินการ เพื่อให้คน ไทยได้พัฒนาความสามารถในการอ่านและการรู้หนังสือ ภายในปีพ.ศ.2555 ดังนี้ 1. ประชากรวัยแรงงานที่เป็นผู้รู้หนังสือในระดับใช้งานได้ในชีวิตประจำวันเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 97.21 เป็นร้อยละ 99 2. ประชากรไทยอายุ15 ปีขึ้นไปที่สามารถอ่านออกเขียนได้มีเพิ่มขึ้นจากร้อยละ 92.64 เป็นร้อยละ 95 3. ค่าเฉลี่ยในการอ่านหนังสือของคนไทย เพิ่มขึ้นจากปีละ 5 เล่ม เป็นปีละ 10 เล่มต่อคน 4. แหล่งการอ่านได้รับการพัฒนาและเพิ่มจำนวนให้สามารถจัดบริการได้ครอบคลุมทุกตำบล/ชุมชน อย่างทั่วถึงและมีคุณภาพ 5. การสร้างภาคีเครือข่ายการอ่านเพื่อปลูกฝังนิสัยรักการอ่านและการเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างยั่งยืน อีกทั้ง สำนักงาน กศน. ได้กำหนดนโยบายและจุดเน้นการดำเนินงานในปี พ.ศ. 2554 ด้านการศึกษาตาม อัธยาศัย (การส่งเสริมการอ่าน) คือ 5.1. พัฒนาคนไทยให้มีความสามารถในการอ่าน โดยรณรงค์การรู้หนังสือในระดับที่ใช้การได้ใน ชีวิตประจำวันของกลุ่มเป้าหมายโดยเน้นประชาชนที่ไม่รู้หนังสือ คนต่างภาษาต่างวัฒนธรรมประชาชนบริเวณ ชายแดน 5.2. พัฒนาระดับความสามารถในการอ่านของประชาชนทุกกลุ่มเป้าหมายให้ได้ระดับอ่านคล่อง เขียนคล่อง และอ่านเชิงคิดวิเคราะห์พื้นฐาน 5.3. พัฒนาคนไทยให้มีนิสัยรักการอ่าน ใฝ่เรียน ใฝ่รู้ โดยการปลูกฝังและสร้างเจตคติให้เห็น คุณค่าและประโยชน์ของการอ่านโดยการประชาสัมพันธ์ส่งเสริมให้ทุกคนมีส่วนร่วม และการกำหนดมาตรการ จูงใจเครือข่ายส่งเสริมการอ่าน 5.4. ส่งเสริมให้มีการสร้างบรรยากาศ และสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการอ่าน ให้เกิดขึ้นในสังคมไทย โดยสนับสนุนการพัฒนาแหล่งการอ่านให้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง รวมทั้งมีความ พร้อมในด้านสื่ออุปกรณ์ที่ สนับสนุนการอ่าน และการจัดกิจกรรมเพื่อส่งเสริมการอ่านที่หลากหลาย 5.5. ส่งเสริม และสนับสนุนการสร้างเครือข่ายเพื่อสร้างบรรยากาศของการอ่าน เช่น ชมรมรัก การอ่าน ครอบครัวรักการอ่าน สมาคมหรือชมรมส่งเสริมการอ่าน เป็นต้น การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ความหมายของกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน ให้ความหมายของกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หมายถึง กิจกรรมสำหรับผู้ใช้ห้องสมุดเพื่อการเข้าถึงหนังสือและสื่อต่าง ๆ ตามตรงความต้องการให้ได้มากที่สุดและ รวดเร็วที่สุด โดยเฉพาะเด็กและเยาวชน ตลอดจนการวางแผนกิจกรรมส่งเสริมการอ่านตลอดปี การกระทำ ต่าง ๆ เพื่อให้กลุ่มเป้าหมายเกิดความสนใจในการอ่าน เห็นความสำคัญและความจำเป็นของการอ่าน เกิด ความเพลิดเพลินในการอ่าน พยายามพัฒนาการอ่านของตนให้ถึงระดับการอ่านเป็นและอ่านจนเป็นนิสัย 1 2


11 1. เร้าใจ เป็นกิจกรรมที่สามารถทำให้บุคคลที่เป็นเป้าหมาย อาจเป็นคนเดียวหรือกลุ่มคน หรือคน ทั่วไปให้เกิดความอยากอ่านหนังสือ โดยเฉพาะหนังสือที่มีคุณภาพตามที่ประสงค์ หรือผู้ที่จัดกิจกรรมเห็นว่า ควรอ่าน กิจกรรมจะชี้ให้เห็นว่าการอ่านเป็นสิ่งจำเป็น มีความสำคัญ มีประโยชน์ต่อบุคคลและสังคม 2. จูงใจ เป็นกิจกรรมที่สามารถจูงใจให้บุคคลที่เป็นเป้าหมายเกิดความพยายามที่จะอ่านให้แตกฉาน เพื่อจะได้รู้เรื่องราวที่สนุกที่มีอยู่ในหนังสือ ตามที่ผู้จัดกิจกรรมนำมากล่าว นอกจากจะเห็นประโยชน์แล้วยัง เกิดความรู้สึกว่าความพยายามอ่านให้เข้าใจถ่องแท้นั้นคุ้มค่าให้มีความรู้สึกเป็นอิสระเสรี ไม่ต้องพึ่งพาผู้อื่นให้ ช่วยอ่านช่วยตีความซึ่งบางครั้งอาจคลาดเคลื่อนก็ได้ นอกจากนี้ยังสามารถจูงใจให้เห็นความจำเป็นที่จะต้อง ฝึกฝนการอ่าน และการใช้ครู่มือการอ่าน เช่น พจนานุกรม ศัพท์วิชาเฉพาะ เป็นต้น ตลอดจนจูงใจไม่ให้ เกิดความเบื่อหน่ายท้อแท้ที่จะต้องสู้เอาชนะตนเองให้เอาชนะหนังสือให้ได้ 3. กระตุ้น แนะนำให้อยากรู้อยากเห็น เป็นกิจกรรมที่ต้องกระตุ้นหรือแนะนำให้กลุ่มเป้าหมายรู้สึก อยากรู้อยากเห็นเรื่องราวต่างๆ ที่มีอยู่ในหนังสือมากมายหลายอย่าง อยากอ่านดูให้รู้รอบและลึกซึ้ง เปิด ความคิดให้กว้าง เมื่ออ่านเรื่องหนึ่งแล้วก็อยากอ่านอีกเรื่องหนึ่งต่อไป มีความรู้สึกว่าการอ่านเป็นกิจกรรม ประจำวันที่จะขาดเสียมิได้ เกิดความรู้สึกว่าหนังสือท้าทายให้อ่าน ให้วิจารณ์ ให้ประเมินค่า ให้อยากนำความรู้ ที่ได้รับไปใช้ อยากเขียนหนังสือทำนองกันนี้ให้ดีกว่าเล่มที่อ่านเหล่านั้น 4. สร้างบรรยากาศการอ่าน นอกจากกิจกรรมจะเร้าใจ จูงใจให้อ่าน และกระตุ้นให้เปิดความคิด ให้กว้าง แล้วยังสามารถสร้างบรรยากาศการอ่านให้เกิดขึ้นในบ้าน ในโรงเรียน ในสังคม กล่าวคือ การส่งเสริม การอ่านนั้นเกี่ยวข้องกับการผลิตวัสดุการอ่านที่เหมาะสมด้วย ดังนั้นผู้ผลิตวัสดุการอ่านจึงต้องสร้างและ ปรับปรุงวัสดุการอ่านให้เพียงพอ เหมาะสมและมีคุณภาพ พ่อ แม่ ผู้ปกครอง ครู ตลอดจนคนทั่วไปสามารถ จัดหาอ่านได้สะดวก นอกจากนี้กิจกรรมยังสามารถบูรณาการให้เข้ากับการเรียนการสอนในโรงเรียนได้ ตลอดจนนำไปใช้กับการดำเนินชีวิตประจำวันของคนในสังคมในการตัดสินใจเพื่อดำเนินการต่าง ๆ เป็นต้น จากความหมายดังกล่าวข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า กิจกรรมส่งเสริมการอ่าน หมายถึง การจัด กิจกรรมที่มีวัตถุประสงค์เพื่อเร้าใจ จูงใจ กระตุ้นและสร้างบรรยากาศการอ่าน ให้ผู้ที่เป็นกลุ่มเป้าหมายสนใจ และได้เห็นความสำคัญของการอ่าน ได้อ่านหนังสือมากขึ้น หรือใช้สื่ออื่น ๆ ซึ่งจะนำไปสู่การอ่านและ มีนิสัย รักการอ่านในที่สุด ความสำคัญของกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน แสดงให้เห็นว่าการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมี ความสำคัญดังนี้ 1. ช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อ่านหนังสือที่เหมาะสมกับความสนใจ ความต้องการของตนเอง 2. ช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้อ่านหนังสือหลายประเภทที่ให้ความรู้และความบันเทิง 3. ช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความสุขจากการอ่าน แม้ต่อไปจะไม่มีโอกาสศึกษาต่อก็ตาม 4. ช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมติดตามหนังสือและอยากอ่านอยู่เสมอ จนเกิดเป็นนิสัยรักการอ่าน 5. ช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นผู้มีวิจารณญาณในการอ่านและมีรสนิยมการอ่านที่ดี 6. ช่วยให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้แสวงหาความรู้ด้วยตนเอง นำความรู้มาปรับปรุงคุณภาพชีวิต ของตนเองและผู้อื่นเพื่อการดำรงชีวิตอย่างมีความสุข 7. ช่วยให้เกิดการพัฒนาด้านความคิดให้กับนักเรียน 8. ช่วยเสริมทักษะการใช้ภาษาด้านการฟัง พูด อ่านและเขียน 9. ช่วยฝึกทักษะทางภาษาและทบทวนเนื้อหาวิชาต่าง ๆ 1 5


12 10. ช่วยเปิดโอกาสให้กับนักเรียนได้แสดงออกถึงความสามารถที่มีอยู่ 11. ช่วยจูงใจและเร้าความสนใจของนักเรียน 12. ช่วยส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความสามัคคี มีความรับผิดชอบ และฝึกให้ผู้เข้าร่วม กิจกรรมรู้จักปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ จากความหมายดังกล่าวข้างต้น สามารถสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมีความสำคัญ เพราะ นอกจากจะก่อให้เกิดความรู้สำหรับผู้ร่วมกิจกรรมแล้ว ยังก่อให้เกิดความเข้าใจ เกิดการสร้างเสริม ประสบการณ์และมุมมองใหม่ๆ นำไปสู่การเรียนรู้ตลอดชีวิต อีกทั้งยังเป็นการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์หรือ เป็นการพักผ่อนหย่อนใจได้อีกด้วย รูปแบบของการจัดกิจกรรมส่งเสริมการอ่าน กระทรวงศึกษาธิการ,กรมวิชาการ ได้ให้ความหมาย ของกิจกรรมส่งเสริมการอ่านมีหลายรูปแบบ ซึ่งจะรวมกลุ่มตามลักษณะการจัดกิจกรรมดึงดูดความสนใจ โดย ทางประสาทสัมผัสอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายแห่งความกัน ได้ดังนี้ 1. กิจกรรมที่เร้าโสตประสาท (ประสาทหู) ชวนให้ฟังใช้เสียงจากคำพูดเป็นหลัก กิจกรรม ประเภทนี้ ได้แก่ การเล่านิทานให้ฟัง การเล่าเรื่องจากหนังสือ การอ่านหนังสือให้ฟัง การแนะนำหนังสือด้วย ปากเปล่า การบรรยาย การอภิปรายการโต้วาทีเกี่ยวกับหนังสือ การบรรเลงดนตรีและร้องเพลงจากบทละคร ร้องทำให้เกิดความเพลิดเพลินในอรรถรส ถ้อยคำนั้นซึ่งนอกจากฟังเพราะแล้ว ยังทำให้มองเห็นภาพและ ให้ความรู้สึกต่าง ๆ เช่น เสียใจ ดีใจ เกลียดชัง รัก โกรธ แช่มชื่น สงบ 2. กิจกรรมที่เร้าจักษุประสาท (ประสาทตา) ชวนให้ดูเพ่งพินิจ อ่านความหมายของสิ่งที่เห็น กิจกรรมประเภทนี้ได้แก่การจัดแสดงภาพชนิดต่าง ๆ เช่น ภาพถ่ายภาพที่ตัดเก็บรวบรวมจากวารสารหรือ ปฏิทินเป็นเรื่องเป็นชุด ภาพเขียนภาพประกอบหนังสือ นิทรรศการหนังสือ การแสดงภาพหนังสือและสิ่งของ จะมีคำบรรยายอธิบาย สิ่งที่แสดง สรุปข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการแสดง มุ่งให้ผู้ชมใช้สมาธิในการชม 3. กิจกรรมที่เร้าจักษุและโสตประสาทในขณะเดียวกัน (ประสาทหูและตาพร้อมกัน) ได้แก่ กิจกรรมทีชวนให้ดูและฟังไปพร้อม ๆ กัน ประสาททั้งสองส่วนจะประสานและทำงานร่วมกันกิจกรรมที่จัดส่วน ใหญ่จะเป็นการเล่านิทานดูภาพประกอบและหูฟังเรื่องราวจากการเล่า สื่อที่ใช้นอกจากหนังสือแล้วอาจใช้สื่อ อื่น ๆ ได้เช่น ภาพนิ่งประกอบ คำบรรยายกิจกรรมอื่น ๆ นอกจากนี้เช่น การจัดนิทรรศการ การสาธิต เทคนิควิธีการ เหตุการณ์หรือข้อเท็จจริงตามธรรมชาติ และการแสดงเรื่องจากหนังสือประกอบดนตรีหรือการ ขับร้อง เป็นต้น 4. กิจกรรมที่กลุ่มเป้าหมายหรือผู้ร่วมกิจกรรมมีส่วนร่วม กิจกรรมประเภทนี้จะช่วยให้ผู้ร่วม กิจกรรมมีความเพลิดเพลินและรู้สึกมีความภาคภูมิใจที่ตนเองได้แสดงความสามารถในการเล่าวาด ภาพประกอบ ร้องเพลง การแข่งขันหรือให้เขียนนิทานโดยแต่งขึ้นใหม่ มีการตอบคำถามเกี่ยวกับเรื่องที่ได้ฟัง การแสดงออกทั้งความคิดเห็นและได้แสดงกิจกรรมร่วมกับผู้อื่น จะทำให้ผู้ร่วมกิจกรรมหรือกลุ่มเป้าหมาย ประทับใจและจดจำเหตุการณ์ เกิดความสนใจอยากกระทำต่อเนื่องกิจกรรมส่งเสริมการอ่านแต่ละประเภทที่ กล่าวมานั้น บรรณารักษ์สามารถนำมากำหนดเป็นโครงการเพื่อจัดกิจกรรมให้แก่กลุ่มเป้าหมายที่เหมือนหรือ แตกต่างกัน เช่น กิจกรรมหนังสือเล่มแรก Book Start กิจกรรมค่ายรักการอ่านกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและ การเรียนรู้สู่อาเซียน กิจกรรมส่งเสริมการอ่านผ่านแต้มยอดนักอ่าน เป็นต้น


13 ความหมายของการอ่านและความสำคัญของการอ่าน ความหมายของการอ่าน การอ่านเป็นทักษะทางภาษาที่จำเป็นต้องฝึกฝนอยู่เสมอ เพราะการอ่านนั้นจะเกี่ยวข้องกับ ชีวิตประจำวันของมนุษย์ เป็นเครื่องมือที่สำคัญที่จะช่วยให้มนุษย์ได้รับความรู้ ความคิดและความบันเทิงใจ ช่วยปรับปรุงชีวิตให้สมบูรณ์ การอ่านเป็นพฤติกรรมรมการรับสารที่สำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าการฟัง เป็น วิธีการนำข้อมูล ข่าวสาร ความรู้ที่มีอยู่ในรูปของตัวอักษรไปสู่กระบวนการแปลความหมาย การประเมินค่า การคิดวิเคราะห์ซึ่งนำไปสู่การปฏิบัติ การแก้ปัญหาการสร้างสรรค์ใหม่ ๆ มีโลกทัศน์ที่กว้างขึ้นและการอ่าน เป็นการแปลความหมาย จากสัญลักษณ์หรือตัวอักษรจากผู้เขียนเป็นคำหรือข้อความโดยใช้กระบวนการคิด เป็นตัวเชื่อมโยง ทั้งนี้การรับรู้หรือเข้าใจความหมายของสิ่งที่อ่านจากตัวอักษรหรือสิ่งพิมพ์อื่น ๆ ผ่านสายตา ของผู้อ่านโดยแปลความหมายออก มาเป็นถ้อยคำและความคิด และอาศัยประสบการณ์เดิมของตนเองไปช่วย ในการตัดสินใจ นอกจากนี้การอ่านยังมี ความหมายที่กว้างออกไป ไม่จำกัดเฉพาะตัวหนังสือเท่านั้น หาก รวมถึงสัญลักษณ์อื่น ๆ ที่มนุษย์สร้างขึ้นเพื่อสื่อความหมาย เช่น เครื่องหมายหรือสัญญาณจราจร สัญญาณ มือ โน้ตดนตรี แผนที่ เป็นต้น และมีการอ่านอย่างอื่น เช่น อ่านสีหน้า อ่านท่าทาง อ่านใจ อ่านลายมือ หรืออื่น ๆ ที่เป็นการแสดงออกของมนุษย์อีกด้วย ดังนั้นหัวใจของการอ่านคือ การเข้าใจและแปลความหมาย ของคำ ข้อความหรือสัญลักษณ์ต่าง ๆ ได้อย่างถูกต้องและนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ ความสำคัญของการอ่าน การอ่านช่วยให้เกิดการพัฒนาทางสมองและสติปัญญา เปรียบเสมือกุญแจสำคัญที่จะไขไปสู่ ขุมทรัพย์แห่งวิทยาการทั้งปวง รวมทั้งยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการแสวงหาความรู้และการดำเนินชีวิตของคน ทุกเพศทุกวัย และทุกอาชีพ ซึ่งสามารถสรุปความสำคัญของการอ่านได้ดังนี้ 1. ความสำคัญต่อการเรียน การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญ และเป็นทักษะพื้นฐานที่สืบ เนื่องมาจากการฟังและการพูด เป็นรากฐานที่สำคัญต่อการเล่าเรียนทุกระดับ ผู้เรียนจำเป็นต้องใช้ทักษะการ อ่านเพื่อทำความเข้าใจในเนื้อหาสาระต่างๆ ให้ตนเองได้รับความรู้ และได้เรียนรู้สิ่งต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วและ กว้างขวางยิ่งขึ้น เพราะการเรียนรู้เรื่องราวต่าง ๆ ทั้งด้านวิชาการและบันเทิงไม่ว่าจะเป็นจากสื่อในรูปแบบใด สามารถใช้การอ่านเพื่อการเรียนรู้ทั้งสิ้น 2. ความสำคัญต่อการดำรงชีวิต การอ่านเป็นพื้นฐานที่จำเป็นในการดำรงชีวิตในปัจจุบัน เป็นเครื่องมือสำคัญในการเรียนรู้ ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทุกคนสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยการ อ่าน และช่วยสนองความอยากรู้อยากเห็นอันเป็นธรรมชาติของมนุษย์ อีกทั้งยังทำให้เข้าใจตนเอง และ เข้าใจผู้อื่นได้ดีขึ้น ผู้อ่านมากย่อมรู้มาก และสามารถนำความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิตได้เป็นอย่างดี 3. ความสำคัญต่อการพัฒนาบุคคล สังคมและประเทศชาติ การอ่านเปรียบเสมือนเครื่องมือใน การวัดระดับบุคคลและสังคม เนื่องจากเป็นกระบวนการที่ก่อให้เกิดการพัฒนาความคิด สติปัญญา จริยธรรม ศีลธรรม อีกทั้งการอ่านไม่เพียงแต่เพิ่มทักษะชีวิตและขยายความรู้ของเราเท่านั้น การอ่านยังมีความ ซับซ้อนมากกว่านั้นมาก คือ การอ่านช่วยพัฒนาความคิด พัฒนาจินตนาการ และมีอิทธิพลในด้านการพัฒนา อารมณ์ และศีลธรรม รวมทั้งความฉลาด การอ่านยังช่วยปรับปรุงคุณภาพชีวิตของคนให้ดีกว่าเดิม ทำให้ เป็นผู้มีความรู้ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดการพัฒนาบุคคล การอ่านยังเป็นสิ่งจำเป็นและสำคัญอย่างยิ่งต่อการพัฒนา สังคม และประเทศชาติให้เจริญรุ่งเรืองก้าวหน้าได้ ต้องอาศัยประชาชนที่มีความรู้ ความสามารถ ซึ่งความรู้ 1 7 1 8


14 ต่าง ๆ นั้นก็ได้มาจากการอ่านนั่นเอง การอ่านเป็นหัวใจของการพัฒนาทักษะทางภาษา และการอ่านยังมี ความสำคัญและมีความจําเป็นต่อชีวิต 4. การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญต่อการเรียนรู้หากอ่านไม่ได้การเรียนการสอน ย่อมพบอุปสรรค อย่างใหญ่หลวง พฤติกรรมในการเรียนของเด็กจะเปลี่ยนไป หงอยเหงา เก็บกด หรือมิฉะนั้นจะแสดงออก ต่าง ๆ ในลักษณะทดแทนปมด้อยเหล่านั้นก็มี ครูอาจารย์จำเป็นต้องเอาใจใส่ช่วยเหลือ แก้ไข (ซ่อมเสริม) ตั้งแต่เริ่มอ่าน บทเรียนแรกทันที 5. เด็กที่อ่านได้ย่อมได้รับการยอมรับสามารถร่วมเรียนร่วมเล่นกับเพื่อน ๆ ได้ดี ในทางตรงกัน ข้าม การที่เด็กมีอุปสรรคในการอ่าน ย่อมขาดความอบอุ่นใจ ขาดความ มั่นใจในตนเอง 6. การอ่านได้อ่านเป็น เป็นสิ่งที่ส่งเสริมให้เด็กได้รับความรู้เกี่ยวกับ สภาพแวดล้อมเพราะไม่ว่า โรงเรียนหรือสถาบันการศึกษาใดในโลก ก็ไม่อาจจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนได้อย่างสมบูรณ์ที่สุด การอ่านจึง เป็นเครื่องมือสามัญที่เด็กจะต้องค้นคว้าเพิ่มเติมได้อย่างจุใจ หรือตามความจําเป็นของเด็กเหล่านั้นได้ดี 7. การอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญในการประกอบธุรกิจ การปรับปรุงอาชีพเมื่อพ้นวัยประถมศึกษา อาจเรียนจากกิจกรรมการศึกษานอกโรงเรียนได้อีกทางหนึ่ง 8. การอ่านมีความจําเป็นต้อการเป็นพลเมืองดีที่จะรู้ข่าวสารเหตุการณ์ของบ้านเมืองการปกครอง ที่พลเมืองดีจะต้องให้ความร่วมมือแก่ทางราชการได้ดี 9. การอ่านเป็นจะเป็นเครื่องมือสสำคัญในการพินิจ เลือกตัดสินใจที่จะเลือก ตัวแทนในทาง การเมือง การปกครอง อันเป็นรากฐานสำคัญของระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข 10. การอ่านย่อมเป็นกิจกรรมสำคัญที่จะช่วยให้เด็กวัยประถมศึกษา หรือวัยประถมศึกษาก็ตาม สามารถใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์โดยใช้การอ่าน ทั้งยังจะได้รับความเพลิดเพลิน ช่วยพัฒนาจิตใจ และอื่นๆ ได้อีกด้วย 11. การอ่านจะทวีความสำคัญมากขึ้นโดยลำดับที่จะช่วยให้รอบรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคม การสื่อสาร การพยากรณ์อากาศ เพื่อการปรับตัว ปรับปรุงอาชีพ ยิ่งสังคมเจริญขึ้นมากเพียงใด การอ่านก็จะ ทวีความสำคัญมากขึ้นเพียงนั้น ประโยชน์ของการอ่าน หนังสือดีย่อมมีคุณค่าแก่ผู้อ่านเสมอ ไม่ว่าจะเป็นหนังสือทางวิชาการหรือเรื่องอ่าน เล่นทันทีที่ หยิบหนังสือขึ้นมาอ่านแม้จะเพียง 2 - 3 นาที ผู้อ่านก็จะได้ประโยชน์ไม่ด้านใดก็ด่านหนึ่ง เช่น ประโยคที่ ไพเราะ ประทับใจ ประโยชน์ของการอ่านมี หลายประการ ดังนี้ 1. ทำให้มีความรู้ในวิชาการด้านต่าง ๆ อาจเป็นความรู้ทั่วไป หรือความรู้เฉพาะด้านก็ได้ 2. ทำให้รอบรู้ทันโลก ทันเหตุการณ์ซึ่งนอกจากจะทำให้รู้ทันข่าวสาร บ้านเมืองและสภาพการ ตาง ๆ ในสังคมทั้งภายในและภายนอกประเทศแล้วยังจะได้ทราบข่าวกีฬา ข่าวบันเทิง บทความวิจารณ์ 1 9


15 ตลอดจนการโฆษณาสินค่าต่าง ๆ อีกด้วยซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งในการปรับความเป็นอยู่ให้เหมาะสม สอดคล้องกับสภาพสังคมของตนในขณะนั้น 3. ทำให้ค้นหาคําตอบที่ต้องการได้การอ่านหนังสือจะช่วยตอบคําถามที่เราข้องใจ สงสัยต้องการ รู้ได้ เช่น อ่านพจนานุกรมเพื่อหาความของคําอ่านหนังสือ กฎหมายเพื่อ ต้องการรูปข้อปฏิบัติ 4. ทำให้เกิดความเพลิดเพลิน การอ่านหนังสือที่มีเนื้อหาดี น่าอ่าน น่าสนใจ ย่อมทำให้ผู้อ่าน มี ความสุขความเพลิดเพลิน เกิดอารมณ์คล้อยตามของเรื่องนั้น ผ่อนคลายความตึงเครียด ได้ข้อคิด และยังเป็น การยกระดับจิตใจผู้อ่านให้สูงขึ้นได้อีกด้วย 5. ทำให้เกิดทักษะและพัฒนาการในการอ่าน ผู้ที่อ่านหนังสือสม่ำเสมอย่อมเกิดความชํานาญใน การอ่าน สามารถอ่านได้เร็ว เข้าใจเรื่องราวที่อ่านได้ง่าย จับใจความได้ถูกต้อง เข้าใจประเด็นสำคัญของ เรื่องและสามารถประเมินคุณค่าเรื่องที่อ่านได้อย่างสมเหตุสมผล 6. ทำให้เป็นผู้มีมนุษย์สัมพันธ์ที่ดีและเสริมสร้างบุคลิกภาพ ผู้อ่านมากย่อมรอบรู้มาก มีข้อมูล ต่าง ๆ สั่งสมไว้มาก เมื่อสนทนากับผู้อื่นย่อมมีความมั่นใจไม่ขัดเขิน เพราะภูมิรู้สามารถถ่ายทอดความรู้ให้ คําแนะนําแก่ผู้อื่นในทางที่ก่อให้เกิดประโยชน์ได้ผู้รอบรู้จึงมักได้การยอมรับและเป็นที่เชื่อถือจากผู้อื่น การอ่านเป็นทักษะสำคัญที่สุดที่ทุกคนควรมี การอ่านช่วยให้ผู้อ่านประสบความสำเร็จในชีวิตและ การงาน ในฐานะพ่อแม่ที่มีประสิทธิภาพ หากมีทักษะการอ่านจะช่วยชี้แนะให้ลูก เป็นผู้อ่านที่ดีได้ในฐานะ ผู้อ่านที่มีประสิทธิภาพก็จะสนุกกับเรื่องดีๆ จากหลากหลายผู้เขียน เรื่องดี ๆ ที่ได้อ่านก็จะมี ส่วนเสมือนประตู เปิดโลกกว้างทางปัญญา อันมีส่วนช่วยพัฒนาของปัจเจกบุคคล ซึ่งมีผลต่อการพัฒนาชาติไทยโดยภาพรวมด้วย การอ่านจึงเป็นหัวใจในการพัฒนาชาติ โดยสรุป การอ่านมีความสำคัญและจําเป็นอย่างยิ่งในยุคปัจจุบัน เพราะการอ่านเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ใช้ในการแสวงหาความรู้ เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาคุณภาพชีวิต พัฒนาอาชีพหรือธุรกิจการงานที่ตัวเอง กระทำอยู่ให้เจริญก้าวหน้า ประสบความสำเร็จ เราต้องแสวงหาความรู้ ข้อมูลข่าวสาร การเคลื่อนไหว ทางด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม การอ่านส่งเสริมให้ผู้อ่านมีพัฒนาการในด้านความรู้และความคิดมอง โลกที่กว้างไกล เข้าใจปัญหาที่เกิดขึ้นในสังคม ผ่านสื่อการสอนในรูปแบบต่างๆมากมาย ซึ่งสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้ สามารถตัดสินใจได้อย่างถูกต้องมีความเฉลียวฉลาดสามารถประกอบอาชีพและเป็นพลเมืองที่ดีของ ประเทศชาติได้ รถการอ่านเคลื่อนที่ (Mobile Library) คือการออกบริการ“รถห้องสมุดเคลื่อนที่” หรือ “รถโมบาย” ที่เป็นรถที่จัดตกแต่งเพื่อเหมาะสมกับ การส่งเสริมการอ่าน โดยด้านบนรถจะมีหนังสือให้อ่าน ติดแอร์ เย็นสบาย ด้านข้างรถสามารถเปิดและยกขึ้น เปิดมุมสื่อโทรทัศน์ที่สามารถ รับชมได้หลากหลายเรื่องโดยมีสัญญาณออนไลน์ และยังมีบริการโต๊ะ เก้าอี้ให้นั่ง อ่านหนังสือ หรือเด็กสามารถเล่นเกมส์ ของเล่นตามวัย ที่สำนักงาน กศน.จังหวัดอุตรดิตถ์ จัดให้เพื่อส่งเสริม การอ่านและกิจกรรมในครอบครัว 2 0


16 ความหมายของห้องสมุดเคลื่อนที่ ห้องสมุดเคลื่อนที่ (Mobile library) เป็นบริการสารสนเทศเคลื่อนที่ นับเป็นการจัดบริการในเชิงรุก โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการอ่าน และการให้ความรู้และความบันเทิงแก่ผู้ที่อยู่ห่างไกลจากแหล่งข้อมูล โดยนำทรัพยากรสารสนเทศประเภทต่างๆ เช่น สื่อสิ่งพิมพ์ สื่อโสตทัศน์ เกมส์ ของเล่น ฯลฯ ไปยังชุมชนด้วย พาหนะ ประเภทต่าง ๆ เช่น รถ รถไฟ เรือ ฯลฯ หรือบางแห่งอาจใช้วิธีการเดินทางด้วยเท้าในกรณีที่สามารถ เข้าถึงด้วยพาหนะอื่น การดำเนินการห้องสมุดเคลื่อนที่ สามารถใช้วัสดุ อุปกรณ์ประเภทต่างๆ บรรจุทรัพยากรสารสนเทศ เคลื่อนย้ายไปยังสถานที่ต่างๆ เช่นกล่องหนังสือ ถุงหนังสือ ย่ามหนังสือ กระเป๋าหนังสือเป็นต้น ส่วนใหญ่ การดำเนินการห้องสมุดเคลื่อนที่ของประเทศไทยอยู่ในความรับผิดชอบของหน่วยงานด้าน การศึกษาของรัฐ เช่น กระทรวงศึกษาธิการ รวมทั้งเป็นงานบริการประเภทหนึ่งของห้องสมุดประชาชน ยิ่งกว่านั้น ปัจจุบันห้องสมุดของมหาวิทยาลัย ภาควิชาบรรณารักษศาสตร์และสารสนเทศศาสตร์ รวมทั้งชมรม นักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาต่าง ๆ ได้ให้ความสำคัญกับห้องสมุดเคลื่อนที่ มีการจัดโครงการหลายโครงการ ที่เกี่ยวกับห้องสมุดเคลื่อนที่ การดำเนินงานห้องสมุดเคลื่อนที่จะประสบผลสำเร็จได้นั้น หน่วยงานที่ดำเนินการ ควรประสานขอ ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมทั้งกลุ่มบุคคลหรือบุคคลที่เป็นผู้นำชุมชน เช่น พระ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เป็นต้น สำหรับการขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานเอกชน อาจเป็นการขอรับการสนับสนุน พาหนะ วัสดุอุปกรณ์และงบประมาณในการดำเนินงาน การจัดกิจกรรมห้องสมุดเคลื่อนที่ เป็นการจัดบริการโดยใช้แนวคิดทั้งงานห้องสมุดและศูนย์การเรียน ซึ่งอาจจัดการเรียนการสอนหลักสูตรสั้นๆ ร่วมไปกับงานบริการพื้นฐานของห้องสมุด เช่น บริการการอ่าน บริการยืม-คืน เป็นต้น นอกจากนี้ อาจเป็นการจัดกิจกรรมส่งเสริมการใช้บริการในการออกให้บริการห้องสมุด เคลื่อนที่แต่ละครั้งด้วย


17 บทที่ 3 กิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ทุกช่วงวัย กิจกรรม “นิทานไฟฉาย” เป็นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ใช้จินตนาการใน การบอกเล่าเรื่องราวต่าง ๆ ในรูปแบบของนิทานกระดาษ ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมกล้าแสดงออก เกิดการ พัฒนาทักษะด้านความคิด จินตนาการและด้านร่างกาย 1. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีทักษะความคิดและจินตนาการ 2. เพื่อส่งเสริมให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาทักษะด้านร่างกาย กล้าแสดงออก เด็ก (อายุ 6 – 12 ปี) 10 – 15 นาที กิจกรรม นิทานไฟฉาย แนวคิดการจัดกิจกรรม วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลาในการจัด กิจกรรม


18 1. กระดาษรูปภาพ แบบต่างๆ ขนาด A4 2. กระดาษการ์ดสีดำ ขนาด A4 3. กระดาษโฟโต้ ขนาด A 4 4. ซองใส/ไส้แฟ้ม สื่อ / วัสดุ/ อุปกรณ์


19 5. ปากกาสีเมจิก 6. กรรไกร 7. กาว ขั้นเตรียม 1. เตรียมแบบภาพระบายสี รูปแบบต่างๆขนาด A 4 2. เตรียมกระดาษการ์ดสีดำ ขนาด A4 3. ซองใส/ไส้แฟ้ม 4. ปากกาสีเมจิก 5. ตัดกระดาษการ์ดสีดำสำหรับใช้ทำไฟฉาย 6. วาดวงกลมลงในกระดาษโฟโต้ นำไปตัดและทากาวเพื่อใช้สำหรับไฟฉาย ขั้นตอนการทำกิจกรรม


20 ขั้นจัดกิจกรรม 1. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเลือกรูปแบบที่ตนเองชอบ 2. นำรูปภาพที่เลือกไว้ใส่ในซองพลาสติก 3. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมระบายสีด้วยสีปากกาเคมีบนซองพลาสติกตามรูปภาพ เสร็จแล้วใช้ปากกา เคมีสีดำตัดเส้นรูปภาพที่ได้ระบายไว้ 4. ดึงกระดาษรูปภาพออกแล้วนำกระดาษการ์ดสีดำใส่ในซองพลาสติกที่ได้ระบายสีไว้ 5. นำแผ่นกระดาษไฟฉายสอดเข้าไปในซองพลาสติก (ด้านหน้ากระดาษการ์ดสีดำ) เพื่อส่อง รูปภาพที่ได้ระบายสีไว้พร้อมกับบอกเล่าเรื่องราวตามจินตนาการ 6. ตั้งชื่อ พร้อมกับเล่าเรื่องสั้นๆ ตามจินตนาการ 1. ได้เสริมทักษะความคิดและจินตนาการ ให้กับผู้เข้าร่วมกิจกรรม 2. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้พัฒนาทักษะทางด้านร่างกายและกล้าแสดงออก 1. การสังเกตพฤติกรรม 2. ประเมินความพึงพอใจ ประโยชน์ที่ได้จากกิจกรรม การประเมินผล QR Code เอกสารประกอบกิจกรรม


21 1. นิทานเรื่อง …………………………………………………………………………………………………………………………………..... 2. ชอบตัวละครใดในเรื่อง พร้อมเหตุผล …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ 3. ประโยชน์ที่ได้รับจากการร่วมกิจกรรม …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ ใบงาน


22 กิจกรรม “หนังสือ 3 รส” เป็นกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ซึ่งเหมาะกับกลุ่มเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วไป การประดิษฐ์หนังสือ 3 รสในรูปแบบหนังสือจิ๋ว โดยมีเนื้อหาความรู้ต่างๆ เช่น สุภาษิต คำพังเพย สำนวนไทย ความรู้เรื่องคณิตศาสตร์ ซึ่งผู้เข้าเข้าร่วมกิจกรรมจะได้รับความรู้ ฝึกสมาธิความคิด สร้างสรรค์และเป็นการปลูกฝังนิสัยรักการอ่าน 1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีนิสัยรักการอ่าน 2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสมาธิและมีความคิดสร้างสรรค์ 3. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้ในเรื่องที่สนใจและนำมาทำเป็นหนังสือจิ๋ว เด็ก (อายุ 6 – 12 ปี) 20 - 30 นาที กิจกรรม หนังสือ 3 รส แนวคิดการจัดกิจกรรม วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลาในการจัด กิจกรรม


23 1. คัตเตอร์ กรรไกร ไม้บรรทัด แผ่นรองตัด ปากกา ดินสอ ยางลบ 2. กระดาษโปสเตอร์สี คละสี 3. กระดาษชาร์ทขาวเทา 4. กระดาษขาว A4 5. ไหมญี่ปุ่น 6. กาวลาเท็กซ์ ขั้นเตรียม 1. ผู้จัดกิจกรรมเตรียมวัสดุ อุปกรณ์ ตัดกระดาษชาร์ทขาวเทา ขนาดกว้าง 5 ซม. ยาว 9 ซม. กรีดชักร่องบนกระดาษ 2 เส้น ตรงกลางกระดาษให้มีความกว้าง 1 ซม. (ระวังอย่าให้กระดาษขาด) ทำเป็นปก หนังสือ สื่อ / วัสดุ/ อุปกรณ์ ขั้นตอนการทำกิจกรรม


24 2. กระดาษโปสเตอร์สี ขนาดกว้าง 7ซม. ยาว 11ซม. (ทำใบหุ้มปกหนังสือ) 3. ตัดไหมญี่ปุ่นขนาด 12 ซม. ขั้นจัดกิจกรรม 1. ทากาวลงบนกระดาษชาร์ทขาวเทาด้านที่กรีดชักร่อง โดยทาเฉพาะสันหนังสือ แล้วนำไปติด ที่กระดาษโปสเตอร์สี ที่ใบหุ้มปก โดยให้ติดอยู่บริเวณกึ่งกลางของกระดาษ 2. ทากาวรอบกระดาษสีและห่อปกแข็งทั้ง 4 ด้าน 3. นำไหมญี่ปุ่นพับครึ่งแล้วมาติดตรงกลางสันหนังสือและนำกระดาษชาร์ทสีมาติดทับด้านในของเล่ม


25 4. เตรียมเนื้อหา ตัดและพับเนื้อหาที่เตรียมไว้โดยพับตามเส้นเหมือนกับการพับพัด (การพับเริ่ม จากซ้ายมือไปขวา) 5. นำเนื้อหาที่พับ มาทากาวติดกับปกหนังสือที่เตรียมไว้ 6. หน้าปก มาติดที่ด้านหน้าของหนังสือ จะได้หนังสือ 3 รส เล่มที่สำเร็จตามความต้องการ 1. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีนิสัยรักการอ่าน 2. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสมาธิและมีความคิดสร้างสรรค์ 3. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้ในเรื่องที่สนใจและนำมาทำเป็นหนังสือจิ๋ว 1. การสังเกตพฤติกรรม 2. ประเมินความพึงพอใจ ประโยชน์ที่ได้จากกิจกรรม การประเมินผล QR Code เอกสารประกอบกิจกรรม


26 1. สาระที่ได้จากเรื่อง .................................................................................................................................. ........................................... ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................................................................. 2. ประโยชน์ที่ได้รับจากการร่วมกิจกรรม ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................................................................. ............................................................................................................................. ................................................ 3. ข้อคิดจากการอ่าน ............................................................................................................................. ................................................ ...................................................................................................................................................................... ....... ........................................................................................................................... .................................................. ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................. ................................................ ............................................................................................................................................................................. ใบงาน


27 กิจกรรม Book Market เป็นกิจกรรมส่งเสริมการอ่านการเรียนรู้ ซึ่งเหมาะกับกลุ่มเป้าหมายเด็ก นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกเพศ ทุกวัย ลักษณะกิจกรรมคือให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมบันทึกการอ่านจาก การศึกษาค้นคว้าหาความรู้จากหนังสือ บนชั้นหนังสือ ในห้องสมุดหรือบนชั้นหนังสือในรถห้องสมุดเคลื่อนที่ (รถMobile) เป็นการฝึกสมาธิได้ขยับแขน ขยับขา จากการเดินไปเลือกหนังสือได้ฝึกเขียน ขยับมือ ป้องกันนิ้ว ล็อค และให้ผู้ร่วมกิจกรรมเห็นความสำคัญของห้องสมุด 1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีนิสัยรักการอ่านและการส่งเสริมสุขภาพให้แข็งแรง 2. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสมาธิและฝึกการคิด ป้องกันการลืมหนังสือ เด็ก (อายุ 6 – 12 ปี) ใช้เวลาเล่นกิจกรรม 5 – 15 นาทีตามความสามารถของแต่ละบุคคล กิจกรรม “Book Market” แนวคิดการจัดกิจกรรม วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลาในการจัด กิจกรรม


28 1. กระดาษคำสั่ง 2.ซอง 3.กระเป๋าผ้า ขั้นการเตรียม 1.จัดทำชุดคำสั่ง Book Market ช้อปปิ้งหนังสือ โดยกำหนดให้หาหนังสือในรถโมบาย ห้องสมุดเคลื่อนที่ สื่อ / วัสดุ/ อุปกรณ์ ขั้นตอนการทำกิจกรรม 2 7


29 2.นำชุดคำสั่งใส่ซอง ใส่กระเป๋าผ้า/ตะกร้า สำหรับผู้ร่วมกิจกรรม รายบุคคล/ทีม ขั้นจัดกิจกรรม 1. ผู้จัดกิจกรรมอธิบายวิธีการร่วมกิจกรรม 2. ผู้จัดกิจกรรมแจกกระเป๋าผ้าหรือตะกร้าให้ผู้ร่วมกิจกรรม 3. ร่วมกิจกรรมรับกระเป๋าผ้า เปิดอ่านซองคำสั่ง และนำหนังสือที่หาได้ใส่กระเป๋าให้ครบตาม คำสั่ง 4. ผู้ร่วมกิจกรรมที่หาหนังสือครบ คนแรก/ทีมแรก นำมาส่ง อ่านคำสั่งทีละข้อ และอ่านชื่อ หนังสือที่หาได้


30 5. ผู้ร่วมกิจกรรม คนแรก/ทีมแรก ที่นำมาส่งถูกต้องตามคำสั่ง รับรางวัล 1. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะการอ่าน การฟังและกล้าแสดงออกในทาง สร้างสรรค์ 2. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความสนุกสนาน เพลิดเพลินและเกิดความสุข 1. การสังเกตพฤติกรรม 2. ประเมินความพึงพอใจ ประโยชน์ที่ได้จากกิจกรรม การประเมินผล QR Code เอกสารประกอบกิจกรรม 2 8


31 คำชี้แจง 1. จากชุดคำสั่ง ให้ผู้ร่วมกิจกรรม หาหนังสือให้ครบ ตามชุดคำสั่งที่ได้รับ 2. บันทึกประโยชน์ที่ได้รับจากการร่วมกิจกรรม ชุดคำสั่งที่ 1 Book Market (ช้อปปิ้งหนังสือ) 1. หนังสือปลูกผัก 2. หนังสือนวนิยายแปล 3. หนังสือนิทานเกี่ยวกับสัตว์ 4. หนังสืองานฝีมือ 5. หนังสือที่สนใจ......เพราะ....... (ตอบปากเปล่า) ชุดคำสั่งที่ 2 Book Market (ช้อปปิ้งหนังสือ) 1. หนังสือนิทาน 2. หนังสืองานฝีมือ 3. หนังสือเกษตรกรรม 4. ชื่อหนังสือ ปลูกบุญให้ลูกดี 5. หนังสือที่สนใจ......เพราะ....... (ตอบปากเปล่า) ชุดคำสั่งที่ 3 Book Market (ช้อปปิ้งหนังสือ) 1. หนังสือสมุนไพร 2. หนังสือนวนิยาย 3. หนังสือชื่อผู้แต่ง วินทร์ เลียววาริณ 4. หนังสือการ์ตูน 5. หนังสือที่สนใจ......เพราะ....... (ตอบปากเปล่า) ชุดคำสั่งที่ 4 Book Market (ช้อปปิ้งหนังสือ) 1. หนังสือร่างกายมนุษย์ 2. หนังสืออาหาร 3. หนังสือนวนิยาย 4. หนังสือนิทาน 5. หนังสือที่สนใจ......เพราะ....... (ตอบปากเปล่า ใบงาน


32 ประโยชน์ที่ได้รับจากการร่วมกิจกรรม…………………………………………………………..………………………………. …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………........................... …………………………………………………………………………………………………………………………………........................... …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ …………………………………………………………………………………………………………………………………............................ ชุดคำสั่งที่ 5 Book Market (ช้อปปิ้งหนังสือ) 1. หนังสือกบนอกกะลา 2. หนังสือการดูแลสุขภาพ 3. หนังสือปลูกผัก 4. หนังสือนิทาน 5. หนังสือที่สนใจ......เพราะ....... (ตอบปากเปล่า) ชุดคำสั่งที่ 6 Book Market (ช้อปปิ้งหนังสือ) 1. หนังสืองานฝีมือ 2. หนังสือธรรมะ 3. หนังสือนิทาน 4. ชื่อหนังสือ เข็มทิศหัวใจ 2 5. หนังสือที่สนใจ......เพราะ....... (ตอบปากเปล่า) แบบบันทึกประโยชน์ที่ได้รับจากการร่วมกิจกรรม บันทึกหลังการร่วมกิจกรรม และส่งคืน


33 กิจกรรม นักอ่านกวีน้อยย เป็นการจัดกิจกรรมเพื่อสร้างบรรยากาศทางด้านการอ่าน มีลักษณะเป็น แรงจูงใจมีความเข้าใจและมีนิสัยรักการอ่าน เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ จากคำเป็นประโยค จากประโยคเป็นเรื่องตามจิน ตาการและความคิดสร้างสรรค์ วัยเด็ก (อายุ 6 – 12 ปี) ใช้เวลาเล่นกิจกรรม 1 – 2 ชั่วโมง กิจกรรม นักอ่านกวีน้อย แนวคิดการจัดกิจกรรม วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลาในการจัด กิจกรรม


34 1. ใบงาน 2. หนังสือ 3. ปากาเคมี สื่อ / วัสดุ/ อุปกรณ์


35 1. ผู้จัดกิจกรรมให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมไปเลือกหน้าปกที่ตนเองสนใจแต่ยังไม่ต้องเปิดอ่าน เนื้อหาด้านใน 2. ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมดูภาพหน้าปกหนังสือ แล้วคิดจากหน้าปกว่ามีอะไรบ้าง ปรากฏอยู่ในหน้าปก 10 คำ 3. จากนั้นให้ผู้เข้าร่วมนำคำทั้ง 10 คำ มาแต่งงประโยคที่นักเรียนคิดเองตามจินตนาการ 4. ให้นักเรียนนำคำทั้ง 10 คำที่นักเรียนคิดขึ้น(คำเดิม) นำมาแต่งเป็นเนื้อเรื่อง ให้ได้ใจความแล้ว นำเสนอ ขั้นตอนการทำกิจกรรม


36 5. ผู้จัดกิจกรรมตรวจสอบเนื้อหาการเขียนการเรียงประโยคที่เป็นเนื้อเรื่องอาจให้รางวัล แก่ผู้ที่คิด เนื้อเรื่องได้ถูกใจ และมีความสัมพันธ์กันมากที่สุด 6. เวลาที่เหลือจาการที่ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมแต่งประโยค ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมลองเปิดอ่านหนังสือ เล่มที่ยืมมา แล้วอ่านสรุปข้อคิด 1 ใจความสำคัญ ผู้ร่วมกิจกรรมมีนิสัยรักการอ่านและใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ 1. สังเกตการมีส่วนร่วมของผู้ร่วมกิจกรรม 2. ประเมินความพึงพอใจ 3. ตรวจสอบเนื้อหาการเขียนเรียงประโยคที่เป็นเนื้อเรื่อง ให้มีความสัมพันธ์กัน ประโยชน์ที่ได้จากกิจกรรม การประเมินผล QR Code เอกสารประกอบกิจกรรม


37 ใบงาน เรื่อง ............................................................................ ..................................................................................................................................... ....................................... ..................................................................................................................................... ....................................... ............................................................................................................................................................................ ..................................................................................................................................... ....................................... ..................................................................................................................................... ....................................... ........................................................................................................................................................................... . ..................................................................................................................................... ....................................... ..................................................................................................................................... ....................................... ........................................................................................................................................................................... . ชื่อ.....................................................................................ชั้น...........................................


38 กิจกรรม ระบายสีกับนิทานเป็นกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ใช้จินตนาการ วาดภาพระบายสี เกิดการพัฒนาทักษะด้านความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดทักษะการคิดวิเคราะห์ จากคำเป็นประโยค จากประโยคเป็นเรื่องตาม จินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ วัยเด็ก (อายุ 6 – 12 ปี) ใช้เวลาเล่นกิจกรรม 1 – 2 ชั่วโมง กิจกรรม ระบายสีกับนิทาน แนวคิดการจัดกิจกรรม วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลาในการจัด กิจกรรม


39 1. ใบงาน 2. สีไม้ 3. ดินสอ 4. ยางลบ สื่อ / วัสดุ/ อุปกรณ์


40 1. ผู้เข้าร่วมกิจกกรมฟังครูอ่านหนังสือนิทานหรือหนังสือภาพสำหรับเด็ก 2. ร่วมสนทนาโต้ตอบเกี่ยวกับนิทานและตัวละครในนิทาน -2- 3. ผู้ร่วมกิจกรรมระบายสีตัวละครหรือภาพง่าย ๆ จากนิทานหรือหนังสือภาพสำหรับเด็ก 4. นำภาพของผู้เข้าร่วมกิจกกรมทุกคนจัดป้ายนิทรรศการหรือป้ายนิเทศในห้องสมุด เผยแพร่ให้ทุก คนชื่นชม ขั้นตอนการทำกิจกรรม


41 1. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีนิสัยรักการอ่าน 2. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกสมาธิและมีความคิดสร้างสรรค์ 3. ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฝึกการใช้กล้ามเนื้อ 1. การสังเกตพฤติกรรม 2. ประเมินความพึงพอใจ ประโยชน์ที่ได้จากกิจกรรม การประเมินผล QR Code เอกสารประกอบกิจกรรม


42 ผู้ร่วมกิจกรรมระบายสีตัวละครหรือภาพง่าย ๆ จากนิทานหรือหนังสือภาพสำหรับเด็ก ใบงาน


43 กิจกรรม อ่านให้รู้ ดูให้เพลิน เป็นกิจกรรมส่งเสริมการอ่านและการเรียนรู้ ซึ่งเหมาะกับ กลุ่มเป้าหมายสำหรับวัยเด็ก ลักษณะกิจกรรมเป็นการส่งเสริมด้านการอ่าน การฟัง ส่งเสริมความกล้า แสดงออก บอกเล่าเรื่องราวที่อ่านและได้รับความสนุกสนานเพลิดเพลิน พร้อมได้รับสาระและความรู้ 1. เพื่อให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเข้าใจเรื่องราวที่อ่าน ดู และฟังโดยสัมพันธ์กับหนังสือ 2. เพื่อแสดงความคิด จินตนาการ และบอกเรื่องราวที่อ่านได้ เด็ก (อายุ 6 – 12 ปี) ใช้เวลาเล่นกิจกรรม 1 – 2 ชั่วโมง ตามความสามารถของแต่ละบุคคล กิจกรรม อ่านให้รู้ ดูให้เพลิน แนวคิดการจัดกิจกรรม วัตถุประสงค์ กลุ่มเป้าหมาย ระยะเวลาในการจัด กิจกรรม


44 1. หนังสือสำหรับเด็ก / หนังสือที่อ่าน / คลิปวิดีโอนิทาน 2. ใบงาน 3. ดินสอ/ปากกา สื่อ / วัสดุ/ อุปกรณ์


45 1. แนะนำหนังสือ หรือหนังสือภาพสำหรับเด็กเกี่ยวกับลักษณะและประโยชน์ของหนังสือ (เลือก นิทาน/หนังสือให้เหมาะสมกับวัยของผู้เข้าร่วมกิจกรรม) 2. ชวนผู้เข้าร่วมกิจกรรมสนทนาเกี่ยวกับหนังสือ (ปก ภาพ สี ชื่อเรื่อง )ที่อ่านร่วมกัน 3. แนะนำส่วนต่าง ๆ ของหนังสือ (ปก ชื่อเรื่อง ชื่อผู้แต่ง ผู้วาดภาพ เนื้อหา จำนวนหน้า รูปเล่ม) 4. อ่านหนังสือหรือเล่าเรื่องให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฟัง 5. ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมสัมผัสหนังสือด้วยตนเอง 6. ให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเขียนเหตุผลที่ชอบหนังสือเล่มที่อ่าน (ใบงานกิจกรรมอ่านให้รู้ ดูให้เพลิน) การที่เด็กเข้าร่วมกิจกรรมแสดงให้เห็นถึงความต้องการและความพึงพอใจอย่างอิสระต่อการอ่าน หนังสือ ทำให้เด็กได้ใช้พลังงานทางร่างกาย สติปัญญา และอารมณ์ควบคู่กันไป ได้รับการพัฒนาการอ่าน ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมมีความรู้จากหนังสือที่อ่าน 1. สังเกตการมีส่วนร่วมและการสนทนาโต้ตอบ 2. รวบรวมเขียนความคิดของผู้เข้าร่วมกิจกรรม 3. สังเกตพฤติกรรมการฟัง พูด และ การอ่าน ขั้นตอนการทำกิจกรรม ประโยชน์ที่ได้จากกิจกรรม การประเมินผล QR Code เอกสารประกอบกิจกรรม


46 ใบงาน


Click to View FlipBook Version