The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by benzoic1993, 2021-11-17 22:51:01

Water supply_Kowit_72130359

Water supply_Kowit_72130359

Keywords: Water supply and sanitation

บทท่ี 1
ทม่ี าและความสำคัญ

1.1 ความหมายของน้ำ “ นำ้ คืออะไร ? “
น้ำเป็นสารประกอบเคมีชนิดหนึ่ง มีสูตร
รปู ที่ 1.1 สตู รโมเลกลุ ของนำ้ เคมีคือ H2O โมเลกุลของน้ำประกอบด้วย
(ที่มา: https://www.trueplookpanya.com/blog/ ออกซิเจน 1 อะตอมและไฮโดรเจน 2 อะตอม
เชื่อมติดกันด้วยพันธะไฮโดรเจน (รูปท่ี 1.1) น้ำ
content/67634/-blo-sciche-sci-) เป็นของเหลวที่อุณหภูมิและความดันมาตรฐาน แต่
พบบนโลกที่สถานะของแข็ง และสถานะแก๊สด้วย
น้ำหล่อเลี้ยงชีวิต โลกประกอบไปด้วยน้ำซึ่งมาก
ถึง 2 ใน 3 ส่วน สามารถพบน้ำได้ในส่วนท่ี
เปน็ มหาสมทุ ร ทะเลสาบ และนำ้ ใต้ดิน

นำ้ จดั เป'นทรพั ยากรธรรมชาติที่ใช7แล7วไมห< มด นำ้ เปน' สว< นประกอบสำคญั ใน

ระบบนิเวศ โดยนำ้ ทำหน7าทห่ี ลอ< เลี้ยงในทกุ สว< นของสง่ิ มีชวี ิตลองนกึ ถงึ สภาพของโลกที่
เราอาศัยอยูน< ี้ ถา7 ไม<มีน้ำเลย จะมสี ภาพเป'นอยา< งไร คงจะไมแ< ตกตา< งไปจากดวงจันทรO
หรอื ดาวนพเคราะหดO วงอน่ื ๆ ที่ไม<มีสงิ่ มีชวี ติ อย<ูเลยนน่ั คอื น้ำเปน' แหล<งกำเนิดของชีวิต
และการไหลเวียนถา< ยเทของพลังงานท่ไี ดร7 ับจากดวงอาทติ ยO นำ้ เป'นสว< นประกอบใน
รา< งกายเรามากถงึ รอ7 ยละ 70 และในส<วนของเลือดมนี ำ้ อยถ<ู ึงร7อยละ 83 น้ำชว< ยรักษา
ระดบั อุณหภมู ิในร<างกายใหค7 งทีส่ ม่ำเสมอ ชว< ยถา< ยเทของเสียออกจากรา< งกายร<างกาย
เราอาจอยู<ได7โดยไม<รับประทานอาหารเลยหลายสัปดาหตO ดิ ต<อกนั แตจ< ะอยไ<ู ด7เพยี งไม<กี่
วนั ถ7าไมไ< ดด7 ่มื น้ำในแต<ละวนั เราตอ7 งดืม่ นำ้ อยา< งนอ7 ย 8 แก7วแต<ปรมิ าณนำ้ ท่ีด่ืมนี้ เปน'
เพยี งครึ่งหนงึ่ ของนำ้ ทร่ี า< งกายตอ7 งการเท<าน้ันส<วนนำ้ อีกคร่งึ หนงึ่ ร<างกายไดร7 บั จาก
อาหารชนดิ ตา< ง ๆ ท่ีเราบริโภคเข7าไป

1.2 ต2นกำเนิดของนำ้

ระบบสุริยะกำเนิดขึ้นจากฝุYนและแกZสในโซลารOเนบิวลา (Solar nebula) เมื่อประมาณ 4,600 ล7าน
ปjที่แล7ว โลกเกิดขึ้นโดยการรวมตัวของสะเก็ดดาวทั้งหลาย (Planetisimal) โลกในยุคแรกเป'นหินหนืดร7อน
สสารที่เป'นโลหะ เช<น เหล็ก มีความถ<วงจำเพาะสูง จมตัวลงที่แก<นโลก สสารที่เป'นอโลหะ เช<น ซิลิกา (SiO2) มี
ความถ<วงจำเพาะต่ำลอยตัวอยู<บนเปลือกโลก ส<วนสสารที่เป'นธาตุเบา เช<น ไฮโดรเจนคารOบอนไดออกไซดO และ
ไอน้ำยกตัวขึ้นสู<ชั้นบรรยากาศ พื้นผิวของโลกในยุคแรกมีอุณภูมิสูงเต็มไปด7วยภูเขาไฟและลาวา มีเมฆที่ปก
คลุมอยู<รอบ ๆ โลกได7ช<วยปvองกันมิให7รังสีจากดวงอาทิตยOตกลงสู<โลก ต<อมาเมื่อโลกเย็นตัวลง พื้นผิวของโลกจึง
กลายเป'นหินแข็งไปทั่ว แต<ภายในยังร7อนจัดอยู< หลังจากนั้นอีกไม<นาน เมื่อพื้นผิวของโลกมีอุณหภูมิลดต่ำลงไป
อีก ไอน้ำจึงควบแน<นเป'นหยดน้ำตกลงสู<พื้นผิวโลก ประกอบกับการพุ<งชนของดาวหางจำนวนมากซึ่งมี
องคOประกอบเป'นน้ำแข็ง ทำให7พื้นผิวโลกสะสมน้ำไว7ในที่ต่ำกลายเป'นทะเลและมหาสมุทร (รูปที่ 1.2) โลกไม<ใช<
ดาวเคราะหOดวงเดียวที่มีน้ำ ดาวศุกรOมีไอน้ำในบรรยากาศ ดาวอังคารมีน้ำแข็งอยู<บนพื้นผิว โลกอยู<ห<างจากดวง
อาทติ ยO 149.6 ลา7 นกโิ ลเมตร ดว7 ยระยะทางน้ี โลกได7รับพลงั งานจากดวงอาทติ ยO 1,370 วตั ตตO อ< ตารางเมตร ทำ
ให7พื้นโลกมีอุณหภูมิ -18 °C แต<เนื่องจากบรรยากาศของโลกมีแกZสเรือนกระจก เช<น แกZสคารOบอนไดออกไซดO
และไอน้ำจึงเกิดภาวะเรือนกระจก (Greenhouse effect) ทำให7พื้นผิวโลกมีอุณหภูมิเฉลี่ย 15°C น้ำมีสถานะ
เป'นของเหลว น้ำเปลี่ยนสถานะเป'นแกZส (ไอน้ำ) เมื่อมีอุณหภูมิสูงถึงจุดเดือด (Boiling point) ที่อุณหภูมิ
100°C และเปลี่ยนสถานะเป'นของแข็ง เมื่ออุณหภูมิลดต่ำถึงจุดเยือกแข็ง (Freezing point) ที่อุณหภูมิ 0°C
การเปลี่ยนสถานะของน้ำมีการดูดกลืนหรือการคายความร7อน น้ำบนโลกจึงมีครบทั้งสามสถานะคือ ของแข็ง
ของเหลว และแกZส เนื่องจากน้ำมีจุดหลอมเหลวและจุดเดือดแตกต<างกันเพียง 100°C พลังงานจากดวงอาทิตยO
ทำใหน7 ้ำหมุนเวยี นเปลย่ี นสถานะเกิดเปน' วัฏจกั รน้ำ ซึง่ เปน' ปจä จัยสำคญั ทีใ่ หโ7 ลกต<างจากดาวเคราะหOดวงอืน่

รปู ท่ี 1.2 ต7นกำเนิดของน้ำ
(ทมี่ า: https://sites.google.com/a/go.buu.ac.th/xuthk-phakh-hydrosphere-txn-thi-1/kaneid-

na-bn-lok)

1.3 เป9าหมายการพัฒนาอยา> งยง่ั ยืน SDG 6: การจดั การนำ้ และสขุ าภิบาล “

SDGs ย#อมาจาก Sustainable Development Goals–SDGs หรือแปลเปAนไทยก็

คือ “เปHาหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน” ถQาถามว#าการพัฒนาที่ยั่งยืนคืออะไร ตQองบอกว#า
คือการพัฒนาที่สมดุลกันใน 3 เสาหลักของมิติความยั่งยืน (Three Pillars of
Sustainability) น่นั คือ สงั คม เศรษฐกิจ และสิง่ แวดลอQ ม

“ สำหรับ SDGs หรือ เป้าหมายการ

พัฒนาที่ยั่งยืน มีทั้งหมด 17 เป้าหมาย โดย
องค์การสหประชาชาติแบ่งทั้ง 17 ข้อ
ออกเป็น 5 มิติ ได้แก่ มิติสังคม (People)
มิติเศรษฐกิจ (Prosperity) มิติสิ่งแวดล้อม
(Planet) มิติสันติภาพและสถาบัน (Peace)
และมติ หิ ุ้นสว่ นการพัฒนา (Partnership)

เปvาหมายการพัฒนาอย<างยั่งยืนที่ 6 มุ<งมั่นที่จะ “ให7มีน้ำเพื่อใช7ประโยชนOและมีการจดั การน้ำและสุขาภิบาลอย<าง
ยั่งยืนสำหรบั ทกุ คน” นบั เป'นเปvาหมายที่สำคัญต<อทุกประเทศ รวมทง้ั ประเทศไทย

โดยเปvาหมายการพัฒนาอย<างยั่งยืนที่ 6 กล<างถึงการสร7างหลักประกนั ว<าจะมีนำ้ ใช7 การจัดการน้ำและสุขาภิบาลที่
ยั่งยืน ภายในปj 2573 ทกุ คนบนโลกจะต7องมนี ำ้ ดืม่ ท่ีปลอดภัยและราคาเหมาะสม ในขณะท่หี ลายคนใหค7 วามสำคัญกับน้ำดื่ม
ที่สะอาดและปลอดภัย แต<ก็ยังมีหลายคนทีไ่ ม<สนใจ ปäญหาการขาดแคลนน้ำส<งผลกระทบตอ< คนกว<าร7อยละ 40 ทั่วโลกและ
สถติ กิ ส็ งู ข้ึนเรอ่ื ย ๆ อันเน่อื งมาจากการเปลย่ี นแปลงสภาพอากาศ หากเรายงั ใชแ7 นวทางเดิมในการดำรงชีวิตตอ< ไป ภายในปj
พ.ศ. 2593 หนึ่งในสี่ของมนุษยOบนโลกจะต7องประสบกับโรคภัยอันเนื่องมาจากการขาดแคลนน้ำ แต<เรายังสามารถเปล่ียน
แนวทางได7 การที่หนว< ยงานระดบั นานาชาตไิ ด7รว< มกนั ปกปvองพ้นื ท่ีชมุ< น้ำและแมน< ำ้ ลำคลอง และแลกเปลี่ยนเทคโนโลยีในการ
ปรบั ปรงุ น้ำด7วยกนั ส่งิ เหล<าน้ีจะนำไปสกู< ารบรรลุเปาv หมายนไ้ี ด7

เปvาหมายการพัฒนาอย<างยั่งยืนที่ 6 มุ<งมั่นที่จะ “ให7มีน้ำเพื่อใช7ประโยชนOและมีการจัดการน้ำ
และสุขาภิบาลอย<างยั่งยืนสำหรับทุกคน” นับเป'นเปvาหมายที่เป'นความท7าทายสำคัญที่จะเข7าถึง

สำหรับทุกประเทศ (ร7อยละ 40 ของคนทั่วโลกได7รับผลกระทบจากภาวะขาดแคลนน้ำ) รวมทั้ง
ประเทศไทย ความคืบหน7าเกี่ยวกับเปvาหมายการพัฒนาอย<างยั่งยืนที่ 6 วัดได7จาก 8 เปvาหมายและ
11 ตัวชี้วัด ซึ่งสามารถดูได7จากตารางที่ 1 ด7านล<าง และหากประสบความสำเร็จจะแสดงถึง

ความสำเร็จของประเทศไทยในการบรรลุเปvาหมายการพัฒนาอย<างยั่งยืนที่ 6 ตารางที่ 1: เปvาหมาย
และตัวชี้วัดของ SDG 6 วัตถุประสงคOของ SDG 6 คือ การที่มีน้ำพอเพียงต<อการใช7ประโยชนOและมี
การจัดการน้ำ

และสุขาภิบาลนำ้ อย<างยงั่ ยืนสำหรบั ทุกคน… ที่มา: UNSDG
“Knowledge platform: เปาv หมาย และตวั ชี้วัด SDG 6
โดยเปาv หมายกลมุ< SDGs 6 เหลา< น้ี ใหม้ นี ้ำเพอ่ื ใชป้ ระโยชน์
ไดร7 บั การออกแบบให7ครอบคลุมแบบองครO วม และมกี ารจดั การน้ำและ

ครอบคลมุ ในทกุ ประเดน็ ตา< ง ๆ ที่นอกเหนอื ไป สุขาภบิ าลอยา่ งยงั่ ยนื
จากการเข7าถงึ น้ำและยงั ช<วยแกไ7 ขปญä หาตา< ง ๆ สำหรบั ทุกคน
เช<น คุณภาพนำ้ (เปาv หมาย 6.3) และในดา7 นของ

ประสทิ ธิภาพการใช7นำ้ (เปvาหมาย 6.4) เพอื่ บรรลุ
เปาv หมายเหลา< นน้ี ้นั จำเปน' ต7องมกี ารลงทนุ ในดา7 นของ
โครงสรา7 งพื้นฐานและสงิ่ อำนวยความสะดวกดา7 นสขุ าภิบาล

และการสง< เสริมดา7 นสขุ อนามัยในทกุ ระดับ การบรรเทาเน่อื งจาก
การขาดแคลนน้ำ โดยเฉพาะอย<างยิ่งเมื่อเผชิญกับความท7าทายที่เพิ่มขึ้นซึ่งเกิดจากการเปลี่ยนแปลง
สภาพภูมิอากาศจะต7องมีการปvองกันและฟõúนฟูระบบนิเวศที่เกี่ยวข7องกับน้ำ เช<น แม<น้ำ ทะเลสาบ

พ้ืนทชี่ <มุ น้ำ ปYาไม7 และสภาพแวดลอ7 มบนภเู ขา

ตารางท่ี 1.1 เปา้ หมายและตัวช้วี ัดของ SDG 6

วัตถปุ ระสงคข์ อง SDG 6 คือ ใหม้ ีน้ำเพอ่ื ใช้
ประโยชนแ์ ละมกี ารจัดการน้ำและสุขาภบิ าลอย่าง
ยงั่ ยืนสำหรบั ทกุ คน

ที่มา: UNSDG Knowledge platform: เป้าหมาย และตัวชีว้ ดั SDG 6

เปา# หมาย ตวั ชี้วัด
6.1 บรรลุเป+าหมายการให2ทุกคนเข2าถึงน้ำดื่มที่ปลอดภัยและราคา 6.1.1 ร2อยละของประชากรที่ใช2บรกิ ารนำ้ ดืม่ ทไี่ ดร2 บั การจัดการอยาO ง
ทีถ่ ูกไดภ2 ายในปG 2573 ปลอดภยั
6.2 บรรลุเปา+ หมายการใหท2 กุ คนเขา2 ถึงสขุ อนามัยท่พี อเพียงและ 6.2 บรรลุเปา+ หมายการใหท2 กุ คนเข2าถึงสุขอนามัยทีพ่ อเพยี งและเปนR
เปนR ธรรม และยุติการขับถาO ยในท่ีโลงO โดยให2ความสนใจเปRนพิเศษ ธรรม และยตุ กิ ารขับถาO ยในท่โี ลOง โดยใหค2 วามสนใจเปRนพเิ ศษตอO
ตOอความตอ2 งการของผห2ู ญงิ เด็กหญิง และกลุOมท่ีอยใOู ตส2 ถานการณ] ความตอ2 งการของผ2ูหญงิ เดก็ หญิง และกลมุO ท่อี ยูใO ตส2 ถานการณท] ี่
ทเ่ี ปราะบางภายในปG 2573 เปราะบางภายในปG 2573
6.3 ยกระดบั คุณภาพนำ้ โดยลดมลพษิ ขจดั การทง้ิ ขยะและลดการ 6.3.1 รอ2 ยละประชากรทใี่ ช2ส2วมถกู สขุ ลักษณะ
ปลอO ยสารเคมแี ละวสั ดุอนั ตราย ลดน้ำเสยี ทีไ่ มผO าO นกระบวนการลง
ครึ่งหน่ึงและเพมิ่ การนำกลบั มาใช2ใหมOทัว่ โลกภายในปG 2573 6.3.2 รอ2 ยละของตวั ของนำ้ ( เชนO มหาสมุทร, ทะเล, ทะเลสาบ,
แมOน้ำ, ธารนำ้ , คลอง, หรือสระนำ้ ) ทีม่ คี ณุ ภาพนำ้ โดยรอบที่ดี
6.4 เพมิ่ ประสทิ ธิภาพการใชน2 ำ้ ในทกุ ภาคสOวนและสรา2 ง 6.4.1 ร2อยละความเปล่ียนแปลงของการใช2นำ้ อยOางมีประสทิ ธภิ าพ
หลักประกันวาO จะมีการใชน2 ำ้ และจัดหาน้ำท่ียัง่ ยืน เพือ่ แก2ไขปญb หา ตลอดทกุ ชวO งเวลา
การขาดแคลนนำ้ และลดจำนวนประชาชนท่ปี ระสบความทุกข]จาก
การขาดแคลนน้ำภายในปG 2573 6.4.2 รอ2 ยละของปริมาณน้ำท่ีสามารถใชป2 ระโยชนถ] ูกใชไ2 ป โดยนำ
ความตอ2 งการน้ำของสง่ิ แวดล2อมมาพิจารณารวO มด2วย
6.5 ดำเนินการบรหิ ารจัดการนำ้ แบบองคร] วมในทุกระดับ รวมถงึ 6.5.1 ระดบั การดOาเนนิ งานการจดั การทรัพยากรน้ำแบบบรณู าการ
ผาO นทางความรOวมมือระหวาO งเขตแดนตามความเหมาะสมภายในปG IWRM (0-100)
2573
6.5.2 สดั สวO นของพื้นท่ีลุOมนำ้ ที่ขา2 มเขตแดนมีการจดั การดำเนินงาน
6.6 ปกปอ+ งและฟjkนฟูระบบนเิ วศ ท่เี กี่ยวข2องกบั แหลOงนำ้ รวมถงึ เพ่อื ความรวO มมอื ดา2 นน้ำ
ภูเขาปาl ไม2 พน้ื ท่ชี Oุมนำ้ แมOนำ้ ชนั้ หินอม2ุ นำ้ และทะเลสาบภายในปG 6.6.1 ปริมาณนำ้ และสุขอนามัยท่ีเก่ียวขอ2 ง กบั เงินชวO ยเหลือเพอื่ การ
2563 พฒั นาอยาO งเปRนทางการ (official development assistance-
ODA) ที่เปRนสOวนหนง่ึ ของแผนบรณู าการการใช2จOายของรฐั บาล

6.a ขยายความรวO มมือระหวOางประเทศและการสนับสนนุ การ 6.a.1 ร2อยละของหนOวยงานบรหิ ารทอ2 งถน่ิ ท่ีจัดตั้งและวางนโยบาย
เสริมสร2างขดี ความสามารถใหแ2 กปO ระเทศกำลงั พัฒนาในกจิ กรรม ปฏิบัติการ และวิธีการดำเนินงานเพอ่ื การมสี วO นรวO มของชุมชน
และแผนงานทเ่ี กี่ยวข2องกับน้ำและสขุ อนามยั ซ่ึงรวมถึงดา2 นการ ทอ2 งถน่ิ ในเรอื่ งการจดั การนำ้ และสขุ อนามัย
เกบ็ นำ้ การขจดั เกลอื การใชน2 ้ำอยาO งมปี ระสทิ ธภิ าพ การจดั การน้ำ
เสยี เทคโนโลยี การนำน้ำกลบั มาใช2ใหมO 6.b.1 รอ2 ยละของหนOวยงานบรหิ ารท2องถน่ิ ท่จี ดั ต้งั และวางนโยบาย
6.b สนบั สนุนและเพิ่มความเขม2 แข็งในการมสี OวนรวO มของชุมชน ปฏิบัตกิ าร และวิธกี ารดำเนนิ งานเพ่อื การมีสOวนรOวมของชุมชน
ท2องถนิ่ ในการพฒั นาการจัดการน้ำและสขุ อนามัย ท2องถน่ิ ในเร่อื งการจัดการน้ำและสุขอนามัย

ภาพรวมสถานการณOของเปาv หมายการพฒั นาอย<างย่ังยนื ที่ 6 เปน' โชคดีของประเทศไทยทมี่ ี
ทรพั ยากรนำ้ อย<างเพียงพอ ประเทศไทยได7รบั ปริมาณนำ้ ฝนเฉลี่ย 1,374 มลิ ลิเมตรต<อปj ซง่ึ สงู กวา<
คา< เฉลี่ยทว่ั โลกท่ี 990 มิลลเิ มตรอย<างมาก ด7วยเหตนุ ี้ ปäจจบุ นั ประเดน็ ปญä หาปรมิ าณนำ้ ไม<ค<อยไดร7 บั
ความกดดนั มากเทา< กบั เรอื่ งการบรหิ ารจดั การน้ำ และเพอื่ ใหม7 ั่นใจได7วา< มคี ณุ ภาพนำ้ ทเ่ี พียงพอซึ่งถอื
ไดว7 <าเปน' ความท7าทายที่ประเทศไทยตอ7 งเผชญิ กับความพยายามในการบรรลุเปvาหมายการพฒั นา
อย<างย่ังยนื ท่ี 6 (รูปท่ี 1.3)

รปู ที่ 1.3 จดุ แขง็ และจุดออ< นดา7 นความมั่นคงด7านนำ้
และศักยภาพในการพฒั นาเรือ่ งน้ำของประเทศไทย

ประเทศไทยได2รบั ปริมาณ
น้ำฝนเฉล่ีย 1,374 มิลลเิ มตร
ต>อปX ซ่งึ สงู กวา> ค>าเฉลี่ยทั่วโลก
ท่ี 990 มิลลิเมตรอยา> งมาก

นอกจากนี้ ประเทศไทยยงั สามารถลดอัตราการตายของทารก และลดโรคทเี่ กิดจากน้ำ ซง่ึ
เป'นผลมาจากนโยบายทีก่ ำหนดใหร7 ัฐบาลทกุ ระดับตอ7 งจดั หานำ้ สะอาดและสขุ าภบิ าลในเขตพน้ื ทซ่ี งึ่
ตนเองรับผดิ ชอบ และเพอื่ ให7ไดร7 ะดบั คณุ ภาพตามมาตรฐานแห<งชาตสิ ำหรบั คุณภาพของน้ำดืม่ ที่
เพียงพอต<อการบริโภคต<อวันตอ< คนในประเทศไทย (รูปที่ 1.4)

รูปที่ 1.4 การบรโิ ภคน้ำต<อวนั ต<อคนในประเทศไทย
(ท่ีมา: http://www.thaitribune.org/contents/detail/

308?content_id=37154&rand=1579240573)

“นำ้ ” ถือเปAนสง่ิ สำคัญท่ตี QองเนQนวา# การเขQาถงึ น้ำและสขุ าภบิ าล
ถอื เปAนสทิ ธมิ นษุ ยชน ดงั นน้ั แมวQ า# ประชากรชาวไทยส#วนใหญ#จะ
เขาQ ถึงน้ำดม่ื แต#ในความเปAนจรงิ คนไทยบางสว# นก็ยงั ไมเ# ขาQ ถงึ น้ำ

ดม่ื ซง่ึ หมายความวา# พวกเขายงั ไมส# ามารถตระหนกั ถึงสทิ ธิ
มนษุ ยชนข้นั พน้ื ฐาน เปาH หมายการพฒั นาอยา# งยงั่ ยนื ที่ 6 ม#ุงหวัง
ว#า “ไมท# ้งิ ใครไวQขQางหลงั ” ดังนน้ั จึงเนQนกล#ุมคนท่ดี อQ ยโอกาส

และกลุม# คนชายขอบ เช#น กลุม# ชนพน้ื เมืองของไทย ร#วมกบั
ความพยายามในการตดิ ตามและลดความเหลอ่ื มลำ้ ในการ
ใหQบริการนำ้ ดื่ม จะชว# ยใหมQ ัน่ ใจไดQในความพยายามเพ่อื บรรลุ
เปHาหมายการพัฒนาอยา# งยัง่ ยืนที่ 6 โดยมุ#งเนQนไปยงั กล#ุมคนทมี่ ี
ความตQองการมากที่สดุ ความจำเปนA ในการใหQความสำคญั กบั
เรือ่ งน้ไี ดQรบั การยอมรบั จากรัฐบาลไทยซึง่ “ม#งุ ม่ัน” เพ่ือเอาชนะ

ความทQาทายดาQ นน้ำและสุขาภิบาลในพนื้ ทช่ี นบท

ประเทศไทยเผชิญกับความท7าทายเพิ่มเติมคือการทำให7มั่นใจได7ว<ามีปริมาณน้ำดื่มสะอาด
เพียงพอในอนาคต แม7จะมีการเข7าถึงน้ำดื่มในระดับสูง ในปäจจุบันการตัดไม7ทำลายปYาและการ
เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศผสมผสานกับความต7องการใช7น้ำจากอุตสาหกรรมที่เพิ่มขึ้น ส<งผลให7เกิด
การขาดแคลนน้ำเพิ่มขึ้น นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่เกี่ยวข7องกับคุณภาพน้ำเนื่องจากสารเคมีที่ใช7ใน
การเกษตร ขยะอุตสาหกรรม และน้ำเสียที่ไม<ผ<านการบำบัด ขณะนี้ไหลเข7าสู<ทางน้ำหลายสายของ
ประเทศไทย การบำบัดน้ำเสียยังเป'นอีกประเด็นที่น<าเป'นห<วงสำหรับประเทศไทยในปäจจุบัน แม<น้ำใน
เขตเมืองโดยเฉพาะอย<างยิ่งแม<น้ำเจ7าพระยาตอนล<าง ซึ่งเป'นที่ตั้งของกรุงเทพมหานครอาจถูก
ปนเปõúอนได7ง<าย อันเนื่องมาจากโรงงานที่ปล<อยมลพิษออกมา14 ซึ่งรวมถึงสารกำจัดศัตรูพืช ปุ°ย ส่ิง
ปฏิกูลในเขตเมืองและสารเคมีตกค7าง แค<เพียงร7อยละ 15 ของปริมาณน้ำที่บริโภคทั้งหมดได7รับการ
บำบัดน้ำเสียซึ่งเป'นตัวเลขที่ต่ำ ทำให7กระตุ7นให7องคOการสหประชาชาติเรียกร7องให7รัฐบาลไทยว<า “การ
ทำให7สุขาภิบาลจากน้ำเป'นจุดเน7นที่สำคัญสำหรับการลงทุน” ปäจจุบันมีโรงบำบัดน้ำเสียมากกว<า 100
แห<ง รวมทั้งโรงงานจัดการขยะและน้ำเสียมากกว<า 1,500 แห<ง โดยมีแผนจะสร7างโรงงานบำบัดเพิ่ม
อีก 19 แห<ง และคาดว<าจะเพิ่มความสามารถในการบำบัดน้ำเสียของประเทศไทยในอัตราร7อยละ 10
ต<อปjในอนาคต

มีความจำเป'นต7องจัดการกับความท7าทายด7านการเกษตรในความพยายามที่จะบรรลุ
เปvาหมายการพัฒนาอย<างยั่งยืนที่ ปäจจุบันมีเพียง 1 ใน 6 ของพื้นที่การเกษตรของประเทศไทยที่ได7รับ
การพัฒนาระบบชลประทานโดยที่ดินส<วนใหญ<ตั้งอยู<ในภาคกลางของประเทศไทย เกษตรกรที่อยู<นอก
ภูมิภาคนี้ต7องเผชิญกับความท7าทายอันเนื่องมาจากความไม<สมดุลของปริมาณน้ำฝนและภัยคุกคามท่ี
เกิดจากภัยแล7ง (รูปที่ 1.5) ความพยายามของประชาชนรากหญ7าในการปรับปรุงระบบชลประทาน
เป'นไปอย<างต<อเนื่อง และกรมชลประทานพร7อมกับองคOกรพัฒนาเอกชนหลายองคOกรกำลังทำงานเพ่ือ
กระจายโครงสร7างพื้นฐานด7านชลประทานในประเทศไทยให7เท<าเทียมกันมากยิ่งขึ้น ความพยายาม
เหลา< นี้กำลงั ดำเนินการอย<างต<อเน่ือง

รูปที่ 1.5 วิกฤตภัยแล7ง 3 อนั ดับของประเทศไทย
(ท่มี า: http://www.thaitribune.org/contents/detail/

308?content_id=37154&rand=1579240573)

รปู ท่ี 1.6 พระราชดำรัสของพระบาทสมเดจ็ พระปรมนิ ทรมหาภูมิพลอดลุ ยเดช
รัชกาลที่ 9 เรื่องการจดั การทรัพยากรนำ้

(ท่มี า: http://www.thaitribune.org/contents/detail/
308?content_id=37154&rand=1579240573)

หลัก 3 ประการ ของการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทย กำลังมีการวางแผนเพื่อเอาชนะ
ความท7าทายเหล<านี้และเพื่อบรรเทาความเสี่ยงที่เกิดจากความท7าทายที่เพิ่มมากขึ้น โดยยึดพระราช
ดำรัสของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 เรื่องการจัดการทรัพยากรน้ำ
(รูปที่ 1.6) เช<น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ แผนยุทธศาสตรOการจัดการทรัพยากรน้ำ พ.ศ.
2558–2569 ของรัฐบาลไทย เป'นส<วนสำคัญของยุทธศาสตรOการพัฒนาแผนจัดการน้ำอย<างยั่งยืนใน
ประเทศไทย ความมุ<งมั่นที่จะดำเนินการโดยใช7แนวทางแบบองคOรวมทั้งในแง<ของประสิทธิภาพการใช7
น้ำและโครงสร7างพื้นฐานด7านทรัพยากรน้ำ เพื่อให7มั่นใจได7ว<าประเทศไทยจะสามารถตอบสนองต<อ
ความตอ7 งการใช7นำ้ ในอนาคตได7

ตารางท่ี 1.2 ยทุ ธศาสตรก์ ารบรหิ ารจดั การทรัพยากรน้ำ

ท่มี า: UNSDG Knowledge platform: เป้าหมาย และตัวชวี้ ดั SDG 6

ยุทธศาสตร* เปา. ประสงค*
ยทุ ธศาสตรท* ่ี 1: การจดั การน้ำอุปโภคบรโิ ภค จดั หานำ้ สะอาดเพ่อื อปุ โภคบริโภคใหแD กชF ุมชน
ยุทธศาสตร*ที่ 2: การสราD งความม่ันคงของนำ้ ตFอ ครอบคลมุ ทกุ หมูFบDานและชุมชนเมอื ง รวมทงั้ ใน
ภาคการผลิต (เกษตรและอตุ สาหกรรม) พน้ื ที่เศรษฐกจิ และแหลงF ทFองเท่ยี วสำคัญ
ยุทธศาสตร*ที่ 3: การจัดการน้ำทFวมและอุทกภัย บริหารจัดการความตDองการใชDน้ำใหสD มดลุ กบั น้ำ
ตนD ทนุ และความตDองการใชDนำ้ เพิ่มมลู คFานำ้
ยทุ ธศาสตรท* ่ี 4: การจัดการคณุ ภาพนำ้ จัดการน้ำตDนทุนเพ่อื การใชนD ำ้ ขั้นพืน้ ฐานและรักษา
ระบบนิเวศ จัดหาแหลFงน้ำตDนทุนเพ่อื การเกษตร
ยทุ ธศาสตร*ท่ี 5: การอนุรกั ษฟ* aน` ฟสู ภาพปdาตDนน้ำที่ และอุตสาหกรรมตามศักยภาพ
เสื่อมโทรม และปeองกนั การพงั ทลายของดนิ ลดความเสียหายจากอุทกภยั ของชุมชนเมอื งและ
ยุทธศาสตร*ท่ี 6: การบรหิ ารจดั การ พน้ื ทีเ่ ศรษฐกิจสำคญั ที่มีผลกระทบรุนแรงและ
ความเสียหายสูง ลดความเสยี หายในพื้นทีเ่ กษตร
และสนบั สนุนการปรบั ตัวในพื้นที่เส่ยี งอทุ กภยั ลด
ความเสียหายจากน้ำหลาก ดินโคลนถลFม นำ้ ทวF ม
ฉบั พลันในหมFูบDานเส่ยี งภัย
แหลFงน้ำท่ัวประเทศมีคณุ ภาพนำ้ อยFใู นระดับพอใชD
ข้นึ ไป ไมFนอD ยกวFารDอยละ 80 โดยใหDมีการพัฒนา
และเพิม่ ประสิทธิภาพระบบบำบดั นำ้ เสีย และลด
มลพษิ จากแหลFงกำเนิด และแหลFงนำ้ เส่อื มโทรม
ไดรD บั การแกDไขฟ`aนฟูยกระดับใหDดขี นึ้ และควบคมุ
ความเคม็ ปากแมFน้ำ ณ จดุ ควบคมุ
ฟนa` ฟูพน้ื ทปี่ าd ตนD นำ้ เส่อื มโทรม ใหไD ดรD อD ยละ 40
ของพนื้ ท่ีประเทศ และปeองกนั การสูญเสียหนDาดนิ
และพื้นทีด่ นิ ถลFมในพน้ื ท่เี กษตรลาดชนั
มอี งค*กร กฎหมาย ในการบริหารจัดการทรัพยากร
นำ้ ทีก่ ำหนดนโยบายและขบั เคลอ่ื นแผนที่เปhน
เอกภาพ มรี ะบบขอD มลู ใชDในการสนบั สนุนการ
ตัดสินใจ ท้งั ในภาวะปกติและภาวะวกิ ฤต สรDาง
ความรDคู วามเขาD ใจและมสี FวนรFวมในกระบวนการ
ติดตาม และระบบติดตาม ประเมนิ ผลและ
บำรงุ รกั ษาอาคารชลประทาน

หลกั 3 ประการ ของการบรหิ ารจัดการนำ้ ในประเทศไทย (รูปท่ี 1.7)
1) หลักทางด7านกฎหมาย (Legal Aspect) กฎหมายเกี่ยวกับมลพิษทางน้ำ ประกาศกฏ

กระทรวงทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่งิ แวดล7อม
2) องคOกรด7านการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (National level organization on water

resource management) กำหนดให7จัดตั้งองคOกรด7านการบริหารจัดการ ทรัพยากรน้ำ ได7แก<
คณะกรรมการทรพั ยากรนำ้ แหง< ชาติ (กนช.)

3) แผนยุทธศาสตรOการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (Water resource strategic plan)
จัดทำแผนแม<บท มาตรการเกี่ยวกับการบริหารจัดการ พัฒนาอนุรักษOและฟõúนฟูทรัพยากรน้ำ ตามแผน
ยทุ ธศาสตรOชาติ ของกรมทรัพยากรน้ำ และแผน SDGs ดา7 นการบรหิ ารจัดการน้ำ

หลัก 3 ประการ
ในการบริหารจดั การน

ของไทย

รูปท่ี 1.7 หลัก 3 ประการ ของการบรหิ ารจดั การน้ำ
(ที่มา: https://thailand.opendevelopmentmekong
.net/th/topics/sdg-6-clean-water-and-sanitation/
#ref-2105-10)

รปู ที่ 1.5 การบรโิ ภคน้ำตอ< วนั ตอ< คนในประเทศไท

เอกสารอา2 งอิง

เขา7 ถงึ จากเว็บไซตO https://thailand.opendevelopmentmekong.net/th/topics/sdg-6-clean-
water-and-sanitation/#ref-2105-10

เข7าถงึ จากเวบ็ ไซตhO ttp://www.thaitribune.org/contents/detail/308?content_id=
37154&rand=1579240573

เขา7 ถึงจากเวบ็ ไซตO https://sites.google.com/a/go.buu.ac.th/xuthk-phakh-hydrosphere-
txn-thi-1/kaneid-na-bn-lok

บทท่ี 2

วฏั จักรน้ำ (Water Cycle)

2.1 วัฏจกั รนำ้ (Water Cycle)
การเปลย่ี นแปลงสภาพการดำรงอย<ูของน้ำตาม

สภาพแวดล7อมที่แปรเปล่ยี น ทั้งในส่ิงมีชวี ิต อากาศ ดนิ
และหนิ จากระบบหน่ึงไปสูร< ะบบหนึ่งหมุนเวยี นเป'น
วัฏจกั ร (รูปท่ี 2.1) โดยไอน้ำในบรรยากาศรวมตวั เป'น
หมอก เมฆ กล่นั ตัวเองออกมาเปน' น้ำแลว7 ตกลงสพู< ้ืนโลก
(Precipitation) บางสภาวะอาจอย<ูในสภาพของแขง็ เชน<
ลูกเหบ็ หรอื หิมะ เป'นต7น กอ< นจะตกลงส<ูพ้นื ดิน น้ำบางส<วน
ได7รับความรอ7 นจากผวิ โลกจะระเหยเปน' ไอ (Evaporation) กลับคืน
สบ<ู รรยากาศ เมื่อแรกท่ีผิวดินยังแหง7 นำ้ ฝนจะถกู ดินดดู ไวเ7 ม่อื ดนิ อ่ิมตวั
นำ้ กจ็ ะเอ<อลน7 และไหลหลงั่ เป'นน้ำท<า (run off) ไปตามผวิ ดนิ จนกระทง่ั ลงสู<
แม<น้ำ ลำคลอง หนอง บึง น้ำฝนส<วนหนึ่งจะระเหยจากพื้นดินหรือผิวน้ำกลับขึ้นสู<บรรยากาศ อีกส<วน
หนึ่งจะถูกพืชดูดไว7และระเหยออกทางใบ (Transpiration) กลับคืนสู<บรรยากาศเช<นเดียวกัน น้ำฝน
ส<วนที่เหลือจะซึมลงดิน (Infiltration) จนถึงชั้นน้ำอิ่มตัว ซึ่งเรียกว<าชั้นน้ำใต7ดินหรือน้ำบาดาล
(ground water) เมื่อรวมกับน้ำบาดาลเดิมแล7วก็อาจมีการไหลตามแนวราบ (Percolation) ไปตาม
ความลาดเอียงของระดบั น้ำใตด7 ิน (ground water table)

ถ7าระดับน้ำใต7ดิน ณ จุดใดอยู<สูงกว<าระดับพื้นดินก็จะไหลซึมออกมา ทำให7เกิดเป'นน้ำซับ
(spring) ทะเลสาบ หรือบึง แม7กระทั่งแม<น้ำบางสายก็อาจมีส<วนได7รับน้ำใต7ดินด7วยเช<นกัน ซึ่งแม<น้ำ
ลกั ษณะนีเ้ รียกว<า ลำนำ้ ไหลออก (effluent stream)

การหมุนเวียนของนำ้ ในโลก สามารถอธบิ ายได7 ดงั น้ี
1) การระเหย (evaporation) คือ การเปลี่ยนสถานะของน้ำบนพื้นผิวโลกไปสู<บรรยากาศ ทั้ง
ในรปู ของไอนำ้ ท่ีระเหยจากแหลง< น้ำโดยตรง และ การคายน้ำของพชื (transpiration) โดยในสว< นของ
การระเหยโดยตรง น้ำจะสามารถระเหยได7ก็ต<อเมื่อความชื้นในบรรยากาศมีค<าน7อยกว<าพื้นผิวน้ำที่จะ
ระเหย ซึ่งกระบวนการระเหยของน้ำให7กลายเป'นไอ ใช7พลังงานมากพอสมควร เช<น การละเหยน้ำ 1

กรัม ต7องใช7พลังงานความร7อนประมาณ 600 แคลอรี่ ซึ่งยิ่งมีพลังงานมากเท<าใด อัตราการระเหยของ
ไอก็จะมากขึ้นเท<านั้น นอกจากนี้ ลมที่พัดในพื้นที่ก็สามารถช<วยเร<งอัตราการระเหยของน้ำได7ด7วย
เช<นกัน โดยหากพื้นที่มีลมแรงจะช<วยพัดให7ไอน้ำที่เพิ่งระเหย ย7ายออกไปที่อื่น เอื้อต<อน้ำที่พื้นผิวที่จะ
ระเหยเข7ามาแทนที่ได7มากขึ้น ในระดับโลก การระเหยของน้ำส<วนใหญ<จะเกิดขึ้นในมหาสมุทรโซนกึ่ง
เขตร7อน ซงึ่ พ้ืนทเ่ี หล<าน้ีการแผ<รังสจี ากดวงอาทติ ยOในปริมาณสงู กว<าพน้ื ทลี่ ะตจิ ดู กลางหรอื แถบขว้ั โลก

2) การเกิดฝนตก (precipitation) คือ การที่ไอน้ำในชั้นบรรยากาศเกิดการควบแน<น
(condensation) และตกลงมาในรูปแบบต<าง ๆ ซึ่งในทางอุตุนิยมวิทยา จำแนกหยาดน้ำฟvาออกเป'น
6 รปู แบบ ได7แก< ฝนละออง (drizzle) คือ หยดน้ำขนาดเล็กกวา< 0.5 มลิ ลเิ มตร สว< นใหญ<เกิดจากเมฆส
เตรตัส ฝน (rain) คือ หยดน้ำขนาด 0.5-5 มิลลิเมตร มักมาจากเมฆนิมโบสเตรตัสและคิวมูโลนิมบัส
(Cumulonimbus) ควบแน<นโดยมีแกนควบแน<น (condensation nuclei) ช<วยไอน้ำเกาะเป'นหยด
น้ำ เช<น ฝุYน ควัน เกสรดอกไม7 ฝนน้ำแข็ง (freezing rain) คือ น้ำฝนที่ตกลงมาแล7วกลับมาแข็งตัวอีก
ครั้งอย<างทันทีเพราะอากาศที่พื้นผิวเย็นมาก เกล็ดน้ำฝน (sleet) คือ น้ำฝนที่ตกลงผ<านก7อนเมฆเย็น
หรืออากาศเย็นจัดแลว7 แข็งตัวเปน' เกลด็ นำ้ แข็ง

รปู ท่ี 2.1 วัฏจักรน้ำ (Water Cycle)
(ดัดแปลงจาก Fandel, Breshears, & McMahon, 2018)

3) การคายน้ำของพืช (transpiration) เป'นการระเหยหรือแพร<ของน้ำออกไปจากพืช แบ<งได7
3 ประเภท คือ การคายน้ำทางปากใบ ทางผิวใบและการคายน้ำทางเลนทิเซล (lenticel) โดยการคาย
น้ำจะส<งผลให7เกิดแรงดึงน้ำจากส<วนล<างของลำต7นขึ้นไปสู<ส<วนที่อยู<สูงกว<า ช<วยลดอุณหภูมิที่ใบ ปäจจัย
ที่มีอิทธิพลต<อการคายน้ำ นอกจากปäจจัยภายในเรื่องธรรมชาติของพืชแต<ละชนิดเอง อัตราการคายน้ำ
ของพชื ยงั ขน้ึ อยกู< บั ปäจจัยภายนอกหรอื สิ่งแวดลอ7 มดว7 ย ไดแ7 ก<

1. แสงสว<างมากจะทำใหป7 ากใบเปดÆ กวา7 งมากขึน้
2. อุณหภูมิสูงพืชมีอัตราการคายน้ำเพิ่มมากขึ้น ทำให7พืชคายน้ำในช<วงกลางวันมากกว<า
กลางคืน
3. ถ7าอากาศภายนอกมีความชื้นสูง อัตราการคายน้ำก็จะต่ำ ในทางตรงกันข7ามถ7าอากาศ
ภายนอกมีความชื้นต่ำ การคายน้ำก็จะเกิดมากขึ้น 4) ลมช<วยพัดพาไอน้ำที่ระเหยออกจากใบ การคาย
น้ำใหม<ก็จะทำได7ดีและง<ายขึ้น และ 5) ความกดดันของบรรยากาศต่ำอากาศจะเบาบางลง ไอน้ำในใบ
แพรอ< อกมาได7ง<าย เป'นต7น
4) น้ำท<า (runoff) คือ น้ำผิวดิน (surface water) ที่ไหลอยู<ตามธารน้ำ โดยธรรมชาติของน้ำ
จะไหลจากที่สูงลงสู<ที่ต่ำเสมอ หรือโดยส<วนใหญ<จะไหลจากเทือกเขาสูงลงสู<แหล<งน้ำต<าง ๆ และ
มหาสมุทร ความเร็วของน้ำในแต<ละที่ไหลเร็วช7าต<างกัน ขึ้นอยู<กับคุณสมบัติของแหล<งน้ำ 3 ประเด็น
หลัก ๆ คอื
- ความชันของธารน้ำ (gradient) ธารน้ำชันสูงบริเวณต7นน้ำ และชันลดลงในส<วนของปลาย
นำ้ ดังน้ันนำ้ จะไหลเร็วบรเิ วณต7นน้ำมากกว<าปลายน้ำ
- ขนาดร<องน้ำ (channel size) ปกติต7นน้ำจะมีร<องน้ำแคบกว<าบริเวณปลายน้ำ อัน
เนื่องมาจากธรรมชาติของการกัดกร<อนของน้ำในแต<ละพื้นที่ จึงทำให7น้ำบริเวณต7นน้ำ น้ำจะไหลเร็ว
กว<าปลายน้ำ
- ความหยาบธารน้ำ (stream roughness) ต7นน้ำจะมีตะกอนขนาดใหญ<ตกทับถมอยู<มาก
เนื่องจากหินเพิ่งผุพังลงมา ท7องน้ำแถบต7นน้ำจึงหยาบมากกว<าปลายน้ำน้ำบริเวณปลายน้ำจึงไหลได7
เรว็ และราบเรียบกวา< บริเวณตน7 นำ้
โดยธรรมชาติน้ำและเศษตะกอนที่อยู<ในธารน้ำนั้นไหลผ<านสภาพแวดล7อมต<าง ๆ ทำให7เกิด
ธารนำ้ ทมี่ ีลักษณะแตกต<างกนั 3 รูปแบบ (NOAA, 2018) คือ (รปู ที่ 2.2)
- ธารน้ำตรง (straight stream) เป'นธารน้ำที่เกิดบริเวณหุบเขาบริเวณต7นน้ำ กระบวนการก
รัดกร<อนในบริเวณต7นน้ำจะเป'น การกัดกร<อนในแนวดิ่ง (downcutting) เป'นหลัก และไหลข7อนข7าง
ตรงเปน' หบุ เหวลกึ (canyon)
- ธารน้ำโค7งตวัด (meandering stream) เกิดขึ้นบริเวณปลายน้ำ พัฒนาต<อมาจากธารน้ำ
ประสานสาย มกี ารกัดกรอ< นในแนวราบ มากกวา< กดั กร<อนแนวดิ่ง การไหลแบบโคง7 ตวดั ความเรว็ ของ

น้ำสูงที่สุดจะอยู<ที่โค7งนอกของธารน้ำและส<วนโค7งในจะมีความเร็วต่ำที่สุด เหมือนกับการขับ
รถบนถนนโค7ง

- ธารนำ้ ประสานสาย (braided stream) เกิดเมอ่ื ธารน้ำตรงไหลออกมาจากรอ< งเขาสพ<ู นื้ ที่
ราบ ความเร็วน้ำลดลงอยา< งรวดเร็ว เกิดเปน' ธารนำ้ แตกแขนงไหลลงตามความลาดเอียงของพื้นที่
คล7ายกับผมเปยj

รปู ที่ 2.2 ประเภทของธารน้ำ
(ดดั แปลงจาก NOAA, 2018)
1. น้ำในอากาศ ไอน้ำในบรรยากาศ เรยี กวา< atmospheric moisture เป'นน้ำทอี่ ยู<ในรูปของไอนำ้ ที่
ล<องลอยในบรรยากาศทมี่ องเหน็ ได7ในรปู ของเมฆ หมอก แตจ< ะมองไม<เห็นในรูปของไอนำ้ ไอน้ำใน

บรรยากาศเกิดจากการระเหยของน้ำผิวดนิ และนำ้ ทะเล รวมถึงการคายนำ้ จากพืช เมื่อไอน้ำใน
บรรยากาศสะสมรวมตวั กันมากขึน้ จนถึงจุดอ่ิมตัวแล7วก็จะกลัน่ ตวั และควบแน<นเป'นหยดน้ำตกลงสู<
พืน้ โลกในหลายรปู แบบ ได7แก< น้ำฝน นำ้ คา7 ง ลูกเห็บ และหมิ ะ

น้ำฝน หมายถึง น้ำที่เกิดการกลั่นตัวของไอน้ำในระดับความสูงในบรรยากาศที่เกิดจากการ
รวมตัวกันของไอน้ำปริมาณมาก หรือที่เรียกว<า เมฆ จนกลายเป'นหยดน้ำฝนตกลงสู<ผิวโลก ซึ่งจะเกิด
ปรากฏการณOฟvาแลบ ฟvาผ<าร<วมด7วยเสมอ น้ำฝนที่เกิดขึ้นในบรรยากาศ ส<วนมากจะตกลงสู<ผิวโลก
บางส<วนจะระเหยกลับเป'นไอน้ำ โดยน้ำฝนที่ตกลงสู<ผิวโลกจะซึมลงสู<ดินการเป'นน้ำใต7ดิน และน้ำ
บาดาลก<อนไหลซึมผ<านดิน และหิน ไหลลงสู<แม<น้ำ และน้ำฝนบางส<วนที่ไหลรวมจากแหล<งน้ำผิวดินลง
สู<แม<น้ำ ซึ่งเรียกน้ำที่ไหลบนผิวดินนี้ว<า น้ำท<า บางส<วนจะถูกกักเก็บในอ<างเก็บน้ำ บ<อดิน แอ<งน้ำ
กลายเป'นน้ำผิวดิน และบางส<วนจะถูกพืชดูดซับไว7ในลำต7นสำหน้ำค7าง หมายถึง น้ำที่เกิดจากการกลั่น
ตัวของไอน้ำในระดับต่ำเหนือผิวดินหลังจากได7รับความเย็นกลายเป'นหยดน้ำขนาดเล็กจับตามใบพืช
การเกดิ น้ำค7างจะพบเปน' จำนวนมากในช<วงฤดหู นาวที่มีอณุ หภูมขิ องอากาศตำ่ ในชว< งกลางคืน

ลูกเห็บ หมายถึง น้ำที่อยู<ในรูปของแข็งที่เกิดจากการกลั่นตัวเป'นหยดน้ำบริเวณที่อุณหภูมิ
ของบรรยากาศต่ำกวา< จุดเยือกแข็งของนำ้ จนรวมตวั กันเป'นกอ7 นนำ้ แข็งตกลงสูพ< น้ื โลกพรอ7 มกับนำ้ ฝน

หิมะ หมายถึง น้ำที่อยู<ในรูปของเกล็ดที่เกิดจากการกลั่นตัวบริเวณที่อุณหภูมิบรรยากาศต่ำ
กว<าจุดเยือกแข็งจนกลายเป'นเกล็ดน้ำขนาดเล็กตกลงสู<พื้นโลก หิมะนี้มักเกิดบริเวณขั้วโลกเหนือ และ
ขั้วโลกใต7 รวมถึงบริเวณภูเขาสูงที่มีอุณหภูมิของบรรยากาศ นอกจากนั้น มักตกลงบนพื้นโลกในพื้นที่
ระดับตำ่ จากการเปลี่ยนแปลงฤดู และอณุ หภูมอิ ากาศที่ตำ่ ไหลพาดผา< น

2. น้ำใต7ดิน หมายถึง น้ำที่ถูกกักเก็บหรือไหลอยู<ระหว<างอนุภาคดิน ช<องว<างของหินหรือรอย
แตกของหิน ช<องว<างของกรวดทราย โดยแบ<งเป'น 2 ประเภท คือ น้ำใต7ดินระดับตื้น และน้ำบาดาล
น้ำฝนที่ตกลงสู<ผิวโลกจะซึมผ<าน และถูกกักเก็บไว7ในช<องว<างอนุภาคดิน เรียกว<า น้ำใต7ดินระดับตื้น
เมื่อชั้นดินกักเก็บน้ำจนถึงจุดอิ่มตัวแล7ว น้ำบางส<วนจะซึมลงสู<ชั้นหินกักเก็บในช<องว<างของหิน และ
กรวดทราย เรียกว<า น้ำบาดาล และบางส<วนจะไหลซึมลงสู<แม<น้ำที่อยู<ในระดับต่ำกว<าก<อนจะไหลลงส<ู
ทะเล ทงั้ น้ี น้ำใตด7 ินระดับตืน้ บางสว< น เม่อื ไดร7 ับความรอ7 นจากดวงอาทิตยOจะระเหยกลายเป'นไอน้ำเข7า
สู<บรรยากาศ น้ำใต7ดินระดับตื้น หมายถึง น้ำที่ถูกกักเก็บอยู<ระหว<างอนุภาคดิน มักมีระดับน้ำ
แปรเปลี่ยนตามฤดูกาล แหล<งน้ำประเภทนี้จะมีลักษณะขุ<น มีตะกอนดินมาก น้ำมีสีต<าง ๆ ตามแหล<ง
ดนิ นยิ มนำมาใชอ7 ุปโภค และเพอ่ื การเกษตรเปน' หลกั

น้ำบนโลกเคลื่อนที่ต<อเนื่องตามวัฏจักรของการระเหยเป'นไอและการคายน้ำ (การคายระเหย)
การควบแน<น การตกตะกอน และการไหลผ<าน โดยปกติจะไปถึงทะเล การระเหยและการคายน้ำ
นำมาซึ่งการตกตะกอนลงสู<พื้นดิน น้ำดื่มสะอาดเป'นสิ่งจำเป'นสำหรับมนุษยOและสิ่งมีชีวิตอื่น ๆ แม7ว<า
น้ำจะไม<มีแคลอรีหรือสารอาหารที่เป'นสารประกอบอินทรียOใด ๆ การเข7าถึงน้ำดื่มสะอาดได7

เปลี่ยนแปลงไปในช<วงหลายศตวรรษที่ผ<านมาในเกือบทุกส<วนของโลก แต<ประชากรประมาณ 1
พันล7านคน ยังคงขาดแคลนน้ำดื่มสะอาดและกว<า 2.5 พันล7านคน ขาดแคลนสุขอนามัยที่เพียงพอ มี
ความเกี่ยวพันกันเรื่องน้ำสะอาดและค<า GDP ต<อคน อย<างไรก็ดี นักสังเกตบางคนประมาณไว7ว<า
ภายในปj ค.ศ. 2025 ประชากรโลกมากกวา< ครึ่งหนึ่งจะประสบปäญหาความเสี่ยงที่เกี่ยวกับน้ำ ภายในปj
ค.ศ. 2030 ในพื้นที่ประเทศที่กำลังพัฒนาจะมีความต7องการน้ำจะเพิ่มขึ้นเกิดปริมาณน้ำที่มีกว<า 50
เปอรOเซ็นตO น้ำมีบทบาทสำคัญในเศรษฐกิจโลก เนื่องจากน้ำเป'นตัวทำละลายของสารเคมีหลากหลาย
ชนิดและอำนวยความสะดวกในเรื่องการให7ความเย็นในภาคอุตสาหกรรมและการคมนาคม น้ำจืด
ประมาณ 70 เปอรเO ซน็ ตO มนุษยOใชไ7 ปกบั เกษตรกรรม

บทที่ 3
แหล>งน้ำ

3.1 นิยามของน้ำ

“นำ้ เป'นสารประกอบอย<างหนงึ่ ซงึ่ มีองคปO ระกอบเป'นธาตุไฮโดรเจนและออกซิเจน เมอ่ื
บริสุทธมิ์ ีลักษณะเปน' ของเหลว ใส ไมม< สี ี กลิน่ รส ใช7ประโยชนไO ดม7 าก เชน< ใช7ดมื่ ใชห7 ุงตม7 ชำระล7าง
สง่ิ สกปรก เปน' ต7น โบราณถอื วา< เป'นธาตอุ ย<างหนง่ึ ในจำนวน 4 ธาตุ คอื ดนิ นำ้ ไฟ และลม รวมถึงใช7
เรยี กส่ิงอน่ื ทีม่ ีลักษณะเปน' นำ้ หรอื เหลวเหมือนนำ้ ”

รูปท่ี 3.1 เปรียบเทยี บสดั สว< นของน้ำบนโลก
(ดดั แปลงจาก Acker, 2014)

น้ำ มีองคOประกอบของธาตุไฮโดรเจน (H) และออกซิเจน (O) ในอัตราส<วน 2 ต<อ 1 มีสูตร
โครงสร7างทางเคมี คือ H2O ดำรงสถานะได7 3 สถานะ คือ ของเหลว (liquid) ของแข็ง (solid) และ
เป'นไอน้ำหรือกZาซ (vapor or gas) แม7ว<าโลกจะมีน้ำในสัดส<วน 2 ใน 3 ของพื้นที่โลก แต<ปริมาณน้ำ
ส<วนมากจะเป'นน้ำเค็มในทะเล มหาสมุทร และทะเลสาป คิดเป'น 97.3 เปอรOเซ็นตO ที่เหลือเป'นน้ำจืด

2.67 เปอรOเซ็นตO ยังเป'นน้ำที่ใช7ประโยชนOได7น7อยเพราะส<วนใหญ<เป'นน้ำแข็งอยู<ในแถบขั้วโลก อีกส<วน
หนึ่งเป'นน้ำใต7ดินที่ไม<สามารถนำมาใช7ประโยชนOได7ทันที (Acker, 2014) น้ำเป'นปäจจัยที่สำคัญของ
สิ่งมีชีวิต การเพิ่มของประชากร การขยายตัวของชุมชนเมือง และการพัฒนาทางด7านอุตสาหกรรม มี
ผลทำให7มีความต7องการใช7น้ำปริมาณมาก ซึ่งอาจก<อให7เกิดปäญหาคุณภาพน้ำและส<งผลกระทบต<อ
สิ่งแวดลอ7 มในแม<น้ำลำคลอง และชายฝ≤äงทะเลรวมถงึ ความเปน' อยขู< องมนษุ ยดO ว7 ย

3.2 ประโยชนข` องนำ้

ถ7าโลกเราปราศจากน้ำสิ่งมีชีวิตต<าง ๆ บนโลกก็จะไม<สามารถดำรงชีวิตอยู<ได7เลย ความสำคัญ
ของน้ำต<อมนษุ ยO ความสำคญั ของนำ้ ต<อมนุษยO มีดังนี้

1. เป'นส<วนประกอบที่มีมากที่สุดในร<างกาย มีอยู< 2 ใน 3 ของน้ำหนักตัว โดยส<วนประกอบ
ของส<วนต<าง ๆ ในร<างกาย เช<น เลอื ด น้ำเหลือง ตับ ไต เน้อื

2. ช<วยควบคุมอณุ หภมู ขิ องรา< งกายใหค7 งที่
3. เป'นสารที่ช<วยให7กรพะบวนการทางเคมีในร<างกายดำเนินไปอย<างต<อเนื่อง เช<น การย<อย
อาหาร ทั้งคารOโบไฮเดรต ไขมัน และโปรตีน ได7อาหารโมเลกุลขนาดเล็กลงที่ร<างกายสามารถดูดซึมไป
ใช7ได7
4. ช<วยในการลำเลียงสารต<าง ๆ ในร<างกาย เช<น การลำเลียงอาหาร การไหลเวียนของเลือด
และยังช<วยขับของเสียออกจากร<างกาย เช<น ปäสสาวะ เหงื่อ โดยปกติในวันหนึ่งๆ ร<างกายจะเสียน้ำไป
โดยเฉลี่ยประมาณ 2.7–3.2 ลิตร ดังนั้นร<างกายจึงจำเป'นต7องหาน้ำมาทดแทนให7กับน้ำที่ร<างกายเสีย
ไป โดยการดื่มน้ำโดยตรงหรือรับประทานอาหารที่มีน้ำเป'นองคOประกอบอาหารแต<ละประเภทจะมีน้ำ
เป'นองคOประกอบไม<เท<ากัน โดยเฉลี่ยอาหารประเภทผักและผลไม7จะมีน้ำเป'นองคOประกอบมากกว<า
ประเภทอนื่
5. นอกจากนำ้ จะมปี ระโยชนOตอ< ร<างกายโดยตรงแล7วยังมปี ระโยชนตO อ< เราในด7านอ่นื ๆ เชน<
5.1 ใช7ในด7านอุตสาหกรรมทุกประเภท โดยถูกใช7เป'นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต เป'นตัว
ระบายความรอ7 นจากเครื่องจักรต<าง ๆ ตลอดจนใชเ7 ป'นตวั ทำความสะอาดวัสดุอปุ กรณตO <าง ๆ ด7วย
5.2 ใช7เปน' แหล<งผลิตพลังงานไฟฟvาจากพลังงานน้ำ
5.3 ใช7ในการเกษตรกรรมท้งั การเพาะปลูกและเล้ยี งสตั วO
5.4 ใช7เป'นเส7นทางคมนาคมขนสง< ท้งั ภายในปะเทศและระหว<างประเทศ
5.5 ใชเ7 ป'นแหล<งพักผอ< นหยอ< นใจ เปน' สถานทท่ี <องเทย่ี วและสถานท่ีเลน< กีฬาทางนำ้
5.6 ใช7ปรงุ อาหาร ทำความสะอาด และซักผ7า

3.3 นำ้ มโี ทษตอ> มนุษย`

ถึงแมน7 ำ้ จะมปี ระโยชนตO <อมนษุ ยอO ยา< งมหาศาล แต<กย็ ังมีโทษอยห<ู ลายประการเช<นกัน เช<น
- ในฤดนู ำ้ หลาก ทว< มไรน< า ชุมชน ถนนหนทาง และบา7 นเรือนเสยี หายอยู<บ<อย ๆ
- นำ้ ยงั เป'นสอื่ นำโรคต<าง ๆ เช<น อหวิ าตกโรค โรคบิด โรคทอ7 งร<วง ไข7รากสาด ไขร7 ากสาดเทียม
ซ่ึงเราเรยี กโรคพวกน้ีว<าโรคท่เี กดิ จากน้ำเปน' สือ่ (Water borne diseases)
- ถ7าเราดม่ื นำ้ ทีม่ ีคณุ ภาพไม<ดี ไมถ< ูกต7องตามหลกั สขุ าภบิ าล เชน< น้ำทม่ี เี ชือ้ แบคทีเรียท่นี ำโรคตา< ง
ๆ หรอื นำ้ ท่มี ีสารเคมีทีเ่ ปน' พษิ เจือปนอยู<กอ็ าจจะทำให7เราเจบ็ ปวY ย หรือตายได7
3.3.1 โรคที่มีนำ้ เป'นส่อื (Water-borne disease)
โรคที่มีน้ำเป'นสื่อจากการติดเชื้อมากขึ้น แต<อันตรายนี้จะลดลงได7ถ7าหากไม<ให7มีการเคลื่อนย7ายของ
ประชากร และ/หรือ แหล<งน้ำ จากเหตุการณOน้ำท<วมที่สำคัญ 14 ครั้ง ในระหว<างปj ค.ศ.1970 ถึง 1994 มี
เพียงประเทศซูดานเท<านั้นที่มีโรคอุจจาระร<วงระบาดเมื่อ ค.ศ.1980 ทั้งนี้สาเหตุอาจเกิดจากประชาชนมี
การเคลอ่ื นยา7 ยทำใหป7 äญหาจากนำ้ ทว< มซับซ7อนยิง่ ขน้ึ น้ำทว< มในโมแซมบกิ เมื่อเดอื นมกราคม มีนาคม ค.ศ.
2000 ทำให7เกิดโรคอุจจาระร<วงสูงขึ้น และใน ค.ศ.1998 น้ำท<วมท่ี เบงกอลตะวันตกทำให7เกิดอหิวาตกโรค
ระบาดครั้งใหญ< (O1, El Tor, Ogawa) ปäจจัยเสี่ยงที่สำคัญในการระบาดอันเนื่องมาจากน้ำท<วมคือ การ
ปนเปõúอนในระบบน้ำดื่ม ดังเช<น เหตุการณOที่เกิดขึ้นที่ Iowa และ Missouri เมื่อค.ศ.1993 การลดความ
เสี่ยงในการระบาดสามารถทำได7ถ7ารู7จักกับความเสี่ยงดีพอ และในการรับมือกับภัยพิบัติได7เตรียมการจัดหา
น้ำสะอาดเสียก<อน ใน ค.ศ.1992 ที่ Tajikistan น้ำท<วมเครื่องบำบัดสิ่งปฏิกูล ทำให7เกิดการปนเปõúอนไปส<ู
น้ำในแม<น้ำ นอกจากปäจจัยเสี่ยงนี้แล7วไม<มีรายงานการเกิดโรคอุจจาระร<วงเพิ่มขึ้นอย<างมีนัยสำคัญ ใน ค.ศ.
1971 เกิดพายุไต7ฝุYนที่อำเภอ Truk, Trust Territories of the Pacific ทำให7จุดรวมแหล<งน้ำถูกตัดขาด
จนทำให7ประชาชนต7องใช7น้ำจากแหล<งน้ำใต7ดินหลายแหล<งซึ่งปนเปõúอนขี้หมู ทำให7เกิดการระบาดของ
balantidiasis ซึ่งเป'นโปรโตซัวลำไส7ชนิดหนึ่ง (balantidiasis คือ โรคติดเชื้อจากโปรโตซัวช่ือ
Balantidium coli ติดต<อได7ทางระบบย<อยอาหาร เป'นโรคในเขตร7อน อาจพบได7ในเขตหนาวเย็น ภูมิ
ประเทศที่มีอากาศสบาย ผู7ติดเชื้อส<วนใหญ<ไม<แสดงอาการใด ๆ แต<มีบางรายที่มีอาการท7องเสียร<วมกับมี
เลือดและเมือกปน และติดเชื้อที่ลำไส7ใหญ< (colitis)) เมื่อปj ค.ศ.1980 เกิดพายุไซโคลน และน้ำท<วมท่ี
Mauritius ทำให7เกิดการระบาดของโรคไข7รากสาด อันตรายของการติดเชื้อเพิ่มขึ้นได7จากการสัมผัส
โดยตรงกับน้ำสกปรก เช<น แผลติดเชื้อ ผิวหนังอักเสบ ตาอักเสบ และติดเชื้อที่หู จมูก คอ แต<โรคเหล<านี้ไม<
ทำให7เกิดการระบาด โรคติดเชื้อที่สามารถระบาดได7โดยตรงจากน้ำที่ปนเปõúอน คือ โรคฉี่หนู
(leptospirosis) เกิดจากแบคทีเรียในสัตวO ติดต<อทางผิวหนังและเยื่อเมือก สัมผัสกับน้ำ ดินชื้น ผัก (เช<น
ต7นอ7อย) โคลนที่ปนเปõúอนกับฉี่หนู การเกิดน้ำท<วมหลังฝนตกหนักช<วยให7เกิดการแพร<การกระจายของ
สิ่งมีชีวิต เนื่องจากการแพร<พันธุOของหนูที่ปล<อยเชื้อเลปโตสไปราหOจำนวนมากออกมากับปäสสาวะ เคยมี
การระบาดของโรคฉี่หนูที่บราซิล (ค.ศ.1983, 1988 และ 1996), นิคารากัว (1995), Krasnodar region,

Russian Federation (1997), Santa Fe, USA (1998) Orissa, India (1999) และไทย (2000) น<าจะ
เป'นไปได7ที่การเปลี่ยนแปลงทางสิ่งแวดล7อมทำให7ประชากรพาหะนำโรคเพิ่มมากขึ้นทำให7การแพร<เชื้อง<าย
ขึ้น โรคที่เกิดจากพาหะนำโรค (Vector-borne disease) น้ำท<วมทำให7เกิดโรคที่มีพาหะนำโรคเพิ่มขึ้นได7
โดยทางอ7อม จากการเพิ่มจำนวนและขยายขอบเขตพื้นที่ที่สัตวOพาหะนำโรคอาศัยอยู< น้ำนิ่งที่เกิดจากฝน
ตกหนักหรือแม<น้ำที่ไหลบ<าสามารถเป'นแหล<งเพาะพันธุOยุงและทำให7ผู7รับผลกระทบจากภัยพิบัติและ
ผู7ปฏิบัติงานฉุกเฉินมีความเสี่ยงต<อการติดเชื้อ เช<น เด็งก่ี มาลาเรีย และไข7เวสทไนลO น้ำท<วมอาจจะพัดพา
เอาไข<ของยุงออกไปแต<เมื่อน้ำลดลงก็จะกลับมาอีก โดยปกตินานประมาณ 6-8 สัปดาหOก<อนจะเริ่มมีการ
ระบาดของมาลาเรีย - เป'นที่ทราบกันดีว<าเมื่อเกิดน้ำท<วมจะเกิดการระบาดของโรคมาลาเรีย ในพื้นท่ีต<างๆ
ของโลกที่มีโรคมาลาเรียเกิดขึ้นเป'นประจำ ยกตัวอย<าง แผ<นดินไหวและต<อมาเกิดน้ำท<วมใน Costa Ricas
Atlantic region ในปj ค.ศ. 1991 และน้ำท<วมที่ประเทศ Dominican Republic ในปj ค.ศ. 2004 ทำให7
เกิดการระบาดของโรคมาลาเรีย – น้ำท<วมเป'นระยะ ๆ เกี่ยวเนื่องกับ El Nino-Southern Oscillation
(ENSO) มีความสัมพันธOกับการระบาดของมาลาเรียในพื้นที่ชายฝä≤งที่แห7งแล7งทางตอนเหนือของเปรู
และเด็งกี่กลับมาระบาดอีกในทวีปอเมริกาหลังจากเคยหายไปนาน 10 ปj - เกิดโรคไข7เวสทไนลO ในยุโรปข้ึน
อีกครงั้ หลงั จากฝนตกหนักและนำ้ ท<วม มีการระบาดทป่ี ระเทศโรมาเนีย เม่ือ ค.ศ.1996-1997, ในประเทศ
Czech Republic เมอื่ ค.ศ. 1997 และประเทศอิตาลี เมื่อค.ศ.1998 อันตรายของโรคระบาดจะยงิ่ มากขึน้
จากหลายปäจจัย เช<น การเปลี่ยนพฤติกรรมของคน (เมื่อนอนหลับข7างนอกบ7านจะทำให7ยุงกัดได7 การหยุด
กิจกรรมในการควบคุมโรคชั่วคราว ผู7คนหนาแน<น) หรือ การเปลี่ยนสิ่งแวดล7อมที่สิ่งมีชีวิตอาศัยอยู<ช<วย
ส<งเสริมให7ยุงแพร<พันธุO (ชั้นดินเลื่อน ไม<มีปYา การสร7างเขื่อนกั้นน้ำ และการกำหนดเส7นทางใหม<) อันตราย
ที่มากับศพ โดยปกติไม<มีหลักฐานว<าศพทำให7เกิดโรคระบาด หลังจากเกิดภัยพิบัติทางธรรมชาติ ตัวก<อโรค
(agent) ส<วนมากไม<สามารถมีชีวิตอยู<ได7นานในร<างกายมนุษยOที่เสียชีวิต (ยกเว7น HIV ซึ่งสามารถอยู<ได7นาน
6 วัน) และสาเหตุที่ทำให7เกิดการติดเชื้อเฉียบพลันน<าจะเป'นสิ่งที่อยู<รอดได7มากกว<า มนุษยOเท<านั้นที่ยังคง
เป'นผู7เสี่ยงทางสุขภาพกับโรคไม<กี่โรคที่จำเป'นต7องมีวิธีปvองกันล<วงหน7าสำหรับโรคนั้น เช<น การตายจาก
อหิวาตกโรค หรือ ไข7เลือดออก อย<างไรก็ตาม ผู7ปฏิบัติงานที่จัดการกับศพเป'นประจำอาจจะติดเชื้อวัณโรค
, ไวรัสที่ติดทางเลือด (เช<น ตับอักเสบชนิดบี/ ซี และ เอดสO) โรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร (เช<น ท7องร<วง
จากเชื้อโรตาไวรัส ซัลโมเนลโลซิส E.coli, ไข7ไทฟอยดO/พาราไทฟอยดO, ตับอักเสบเอ, ชิเกลโลซิส และ
อหิวาตกโรค) - โรควัณโรคสามารถเกิดได7ถ7ามีเชื้อแบคซิลลัสปนอยู<ในอากาศ (อากาศที่ค7างอยู<ในปอดที่พ<น
ออกมา, ของเหลวจากปอดที่พุ<งออกมาทางจมูก/ปากศพเมื่อมีการจัดการกับศพ) – การได7รับเชื้อไวรัสที่
ติดต<อทางเลือดเกิดขึ้นจากการเยื่อบุร<างกายสัมผัสกับเลือดหรือของเหลวจากศพโดยตรง การบาดเจ็บจาก
ชิ้นส<วนของกระดูก และเข็มทิ่ม หรือ เลือดหรือของเหลวจากศพเปรอะเปõúอนเยื่อบุร<างกาย - การติดเช้ือ
ทางเดินอาหารเป'นเรื่องธรรมดามากเพราะมีอุจจาระไหลออกมาจากศพ การติดต<อโรคได7โดยอุจจาระเข7าสู<
ปาก การสัมผัสโดยตรงกับศพ และเสื้อผ7าเปõúอนดิน หรือ เครื่องมือที่แปดเปõúอน ร<างกายศพทม่ี กี ารปนเปอúõ น

ในน้ำประปาอาจเป'นสาเหตุของการติดเชื้อทางเดินอาหารได7อีกด7วย สาธารณชนและผู7ปฏิบัติงานฉุกเฉิน
ควรจะได7ข7อมูลที่ถูกต7องในเรื่องวิธีการไม<เหมาะสมในจัดการศพ และการระมัดระวังปvองกันที่เหมาะสม
เมื่อจับต7องผู7ตาย เพื่อปvองกันไม<ให7เกิดความตื่นตระหนก (ดูการปvองกันที่ให7ไว7ข7างล<าง) อันตรายอื่นต<อ
สุขภาพที่เกิดจากน้ำท<วม - อันตรายเหล<านี้รวมทั้งการจมน้ำ และการบาดเจ็บ หรือ มีบาดแผล โรค
บาดทะยักไม<ใช<โรคธรรมดาหลังจากบาดเจ็บจากน้ำท<วม ไม<แนะนำให7ฉีดวัคซีนปvองกันให7กับคนส<วนใหญ<
แต<แนะนำให7วัคซีนกระต7ุนในผู7ที่เคยได7รับวัคซีนนี้มาก<อนที่ยังคงมีบาดแผลเปÆด หรือ ในผู7บาดเจ็บอื่นทั้งนี้
ขึ้นอยู<กับประวัติการรับวัคซีนของคนเหล<านั้น Passive vaccine (เป'นการให7ภูมิคุ7มกันของคนหรือสัตวOที่
เกิดขึ้นแล7วฉีดเข7าไปในร<างกาย) ที่มีภูมิต7านทานต<อบาดทะยัก (Hypertet) มีประโยชนOในการรักษาผู7ที่มี
บาดแผลและยังไม<เคยได7รับวัคซีนแบบกระตุ7นให7ร<างกายสร7างภูมิคุ7มกันขึ้นมาเอง (active vaccine) และ
คนที่บาดแผลสกปรกมาก รวมทั้งคนที่เป'นบาดทะยัก - ภาวะร<างกายมีอุณภูมิต่ำกว<าปกติ เป'นปäญหาที่
เกิดขึ้นได7เช<นกัน โดยเฉพาะในเด็ก ถ7าหากติดอยู<ในน้ำท<วมเป'นระยะเวลานาน อาจจะทำให7เกิดติดเชื้อใน
ระบบทางเดินหายใจเนื่องจากปäจจัยเสี่ยง (ไม<มีที่กำบัง, ผจญกับน้ำและฝน) - อานุภาพทำลายของน้ำท<วม
อาจทำให7แหล<งบำบัดน้ำเสียและน้ำประปาเสียหายทำให7อันตรายที่เกิดจากโรคที่มีน้ำเป'นสื่อเพิ่มมากยิ่งขึ้น
ดังได7อธิบายมาแล7ว แต<อาจจะมีผลกระทบเฉพาะส<วนที่เป'นสิ่งอำนวยความสะดวกด7านสุขภาพ รวมถึง
ภาวะหนาวเยน็ ตอ< เนือ่ ง

3.4 แหล>งนำ้
แหลง$ น้ำ คือ ส<วนของเปลือกโลกบรเิ วณที่มนี ำ้ สะสมหรือปกคลมุ อย<ู โดยเราสามารถจำแนก

แหล<งน้ำเป'นประเภทใหญๆ< ได7 4 ประเภท คือ แหลSงนำ้ ผวิ ดนิ (Surface Water) แหลSงนำ้ ใตดY นิ
หรือนำ้ บาดาล (Ground Water) นำ้ ทะเล (Seawater) และนำ้ ท่ีผาS นการบำบดั (Water
treatment)

รปู ท่ี 3.2 แหล<งนำ้ ผิวดนิ และนำ้ ใต7ดิน
(ดัดแปลงจาก Acker, 2014)

1. แหลSงน้ำผิวดิน (Surface Water) คือ แหล<งน้ำที่สามารถมองเห็นได7 โดยไม<จำเป'นต7อง
ทำการขุดลงไปในใต7ดิน เพื่อทำการค7นหาน้ำเหมือนบ<อน้ำบาดาล โดยน้ำฝน (Rainwater) จัดเป'นน้ำ
ผิวดินเช<นกัน ปäจจุบันในเมืองใหญ<ทั้งหลาย ได7มีการยกเลิกใช7น้ำบาบาลเพราะมีข7อเสีย คือ ทำให7ดิน
ทรุดตัว แหล<งน้ำผิวดิน เช<น แม<น้ำ ลำคลอง หนอง บึง น้ำในทะเล มหาสมุทร และทะเลสาบ เป'นต7น
น้ำผิวดินมีได7ทั้งน้ำเค็มและน้ำจืด โดยน้ำผิวดินจะมีคุณสมบัติเป'นตัวทำละลายที่ดี ทำให7กัดเซาะ
พื้นผิวโลกให7เกิดการเปลี่ยนแปลงภูมิประเทศได7อย<างมหาศาล อีกทั้งแหล<งน้ำผิวดินยังมีความสำคัญ
ในด7านการจัดหาแหล<งน้ำ โดยการสร7างแหล<งน้ำชลประทาน ซึ่งจำเป'นต7องมีแหล<งน้ำ เพื่อให7เป'นต7น
น้ำของโครงการชลประทาน ถ7าพื้นที่เพาะปลูกไม<มีแหล<งน้ำให7นำมาใช7ได7 ก็จะไม<สามารถทำการ

ชลประทานได7 หรือแหล<งน้ำมีปริมาณน7อย ก็ย<อมช<วยเหลือพื้นที่ได7น7อยด7วยเช<นกัน การจัดทำ
โครงการชลประทานจำเป'นต7องมีแหล<งน้ำ ในการวางโครงการชลประทาน โดยใช7น้ำจากแม<น้ำ ลำธาร
ห7วย หนอง คลอง และบึง ฯลฯ นั้น จำเป'นต7องรวบรวม สถิติ และศึกษาข7อมูลเกี่ยวกับน้ำของแหล<ง
น้ำนั้น ๆ ให7ละเอียดถี่ถ7วนเสียก<อน เพื่อประกอบการพิจารณาและการตัดสินใจ ในการวางรูปงานได7
อย<างถูกต7องและเหมาะสม เช<น จำเป'นต7อง ยกน้ำจากแหล<งน้ำนั้นหรือไม< หรือจะต7องยกน้ำให7มี
ระดับสูงด7วยวิธีใดจึงจะเหมาะสม จำเป'นต7องสร7างอ<างเก็บน้ำ เพื่อทำให7เป'นแหล<งน้ำที่ถาวรด7วย
หรือไม< ตลอดจนการกำหนดขนาดของพื้นที่เพาะปลูกที่จะรับน้ำชลประทานให7พอเหมาะกับปริมาณ
น้ำของแหล<งนำ้ ท่ีมอี ยูท< ง้ั หมด เป'นต7น (รูปท่ี 3.3)

รปู ที่ 3.3 แหลง< นำ้ ผิวดิน
(ดัดแปลงจาก Acker, 2014)
แหล<งนำ้ ผวิ ดินสามารถนำมาใช7ประโยชนO 3 ประเภท คือ
1) แหล<งน้ำมีคุณภาพจากธรรมชาติ โดยไม<ได7เกิดจากการ “ทิ้ง” อันเกิดจากกิจกรรมของ
มนุษยตO <าง ๆ สามารถนำ้ มาเพ่อื ใชเ7 พ่อื การอุปโภคและบริโภคได7 หากแต<ตอ7 งผ<านการฆ<าเช้ือเสยี ก<อน
อีกทั้งยังหมายความรวมไปถึงแหล<งน้ำที่สิ่งมีชีวิตสามารถอาศัยอยู<ได7 โดยไม<เป'นอันตราย ตลอดจน
เกดิ การขยายพันธOุในแหลง< น้ำนนั้ ได7ตามปกติ
2) แหล<งน้ำอันเกิดจากการทิ้งจากกิจกรรมบางอย<าง โดยเป'นน้ำซึ่งเหลือจากการใช7งานแล7ว
ถ7าต7องการนำกลับมาใช7ใหม< จำเป'นต7องผ<านขั้นตอนปรับปรุงคุณภาพน้ำ เช<น น้ำจากโรงงาน
อุตสาหกรรม น้ำจากครัวเรือน น้ำจากสระว<าย เป'นต7น โดยโรงงานอุตสาหกรรมในปäจจุบันนี้จะต7องมี
ขน้ั ตอนบำบดั น้ำเสยี อยา< งเปน' ระบบ และมีการตรวจสอบอยา< งเข7มข7น

3) แหล<งน้ำใช7คมนาคม โดยเรือต7องวิ่งสามารถสัญจรไปมาได7 เช<น คลองแสนแสบ เป'นต7น ใน
ส<วนของการประปา แห<งประเทศไทยเอง ก็มีการจัดตั้งเขตอนุรักษOแหล<งน้ำ เพื่อนำน้ำเหล<านั้นมาผลิต
เป'นน้ำประปาให7แก<ประชาชนใช7ในการอุปโภค สำหรับในเขตกรุงเทพฯมหานคร น้ำประปาที่ใช7
ประชาชนใชก7 นั อย<ูทุกวันนี้ เปน' น้ำที่มาจากแม<นำ้ เจ7าพระยาและแมน< ้ำแม<กลอง

2. แหลSงน้ำใตYดิน (Ground Water) เกิดจากน้ำบนผิวดินไหลซึมผ<านชั้นดินลงไปกักเก็บอยู<
ใต7ผิวดิน ส<วนน้ำในแหล<งน้ำนี้มักจะใสเพราะสารแขวนลอยต<าง ๆ จะถูกชั้นดินและหินช<วยกรองเอาไว7
คงเหลอื แตส< ารที่ละลายนำ้ ได7 นำ้ ใตด7 ินแบง< ออกเปน' น้ำในดินกบั นำ้ บาดาล (รปู ที่ 3.4)

2.1 น้ำในดิน เป'นน้ำที่อยู<ใต7ผิวดินเหนือชั้นหิน ซึ่งน้ำส<วนใหญ<ซึมผ<านได7ยาก น้ำจะขังอยู<
รวมกันอยู<ในบริเวณนั้น เราเรียกระดับน้ำตอนบนสุดของน้ำในดินที่ว<านี้ ระดับน้ำในดิน ซึ่งระดับน้ำ
ดังกล<าวในพื้นที่แต<ละแห<งจะไม<เท<ากันและไม<คงที่ ขึ้นอยู<กับปริมาณน้ำฝนและสภาพภูมิประเทศ
บริเวณนั้น

2.2 น้ำบาดาล เป'นนำ้ ใต7ดนิ ทซ่ี ึมผ<านชั้นหนิ ท่มี ีรูพรุนลงไปขงั อยใู< นช<องวา< ของชนั้ หนิ อยู<ลกึ
กว<านำ้ ในดนิ มีความใสมากกวา< น้ำในดนิ ไม<มอี ินทรียสO ารเจอื ปน แต<มีแร<ธาตตุ า< ง ๆ ละลายปนอย<มู าก
ระดบั บนสดุ ของน้ำบาดาลเรียกวา< ระดบั น้ำบาดาล ซ่ึงจะเปล่ียนแปลงตามฤดูกาลหรือตามปริมาณ

การเพิ่มและการสูญเสยี นำ้ การเปลี่ยนแปลงระดับนำ้ บาดาลจะเปลี่ยนไปชา7 กวา< ระดับน้ำในดนิ

รูปที่ 4.4 แหล<งนำ้ ใตด7 นิ
(ดัดแปลงจาก Acker, 2014)
แหล<งน้ำใต7ดินสามารถนำมาใช7ประโยชนO ในด7านการจัดหาแหล<งน้ำด7วยการทำโครงการ
ชลประทาน โดยแหล<งน้ำใต7ดินจัดเป'นแหล<งน้ำธรรมชาติอีกประเภทหนึ่ง ซึ่งใช7เป'นแหล<งน้ำสำหรับทำ
การชลประทานได7 มนุษยOรู7จักการนำน้ำจากแหล<งน้ำใต7ผิวดินขึ้นมาใช7ให7เป'นประโยชนOสำหรับการ
อุปโภคบริโภค และสำหรับใช7เพาะปลูกมาตั้งแต<สมัยโบราณ น้ำที่มีอยู<ใต7ผิวดิน ได7มาจากน้ำฝนที่ตก
แล7วซึมผ<านลง ไปสะสมอยู<ในช<องว<างของชั้นดิน ทราย และกรวด ตลอดจนรอยแตก และโพรงของหิน
ที่อยู<ใต7ผิวดินนั้น เมื่อขุดบ<อลงไปจนถึงชั้นที่มีน้ำสะสมอยู< เช<น ชั้นทรายและกรวด ซึ่งน้ำไหลผ<านได7ดี

เวลาใดที่นำน้ำข้ึนไปใช7 ทำให7ระดับน้ำในบ<อลดลง ก็จะมีน้ำไหลเข7ามาแทนที่อยู<เสมอ บ<อน้ำที่ใช7
สำหรับการชลประทาน จะ

มีขนาดที่เหมาะสมอย<างไรนั้น ขึ้นอยู<กับลักษณะของชั้นทรายหรือชั้นกรวดที่เป'นแหล<งสะสม
น้ำ และปริมาณน้ำที่ต7องการใช7งานเป'นหลัก แต<โดยทั่วไปแล7วบ<อน้ำใต7ดินแห<งหนึ่ง ๆ จะช<วย พื้นท่ี
เพาะปลูกได7ไม<มากนัก จึงจะเห็นได7ว<ามีการจดั ทำโครงการ ธนาคารนำ้ ใตEดิน ขึ้นมา

ธนาคารนำ้ ใตด7 นิ (Groundwater Bank) นำมาใช7ในการแก7ไขปäญหานำ้ ท<วม
นำ้ แลง7 สามารถนำนำ้ มาใช7ประโยชนเO พอื่ การเกษตร เพอื่ การอุปโภค
บริโภคและภาคอตุ สาหกรรมทง้ั ในเชงิ ปริมาณและคุณภาพ โดย

ธนาคารนำ้ ใต7ดินจะใช7หลักการเตมิ น้ำไปเก็บในช้นั ใตด7 ิน โดยขุด
บอ< ในบริเวณพ้นื ทนี่ ้ำท<วม น้ำขัง น้ำหลาก หรอื จดุ รวมของนำ้
เพื่อกกั นำ้ ให7ซมึ ลงไปชน้ั หนิ เป'นการพักน้ำ โดยรวมไว7เหมอื น ธนาคารนำ้ ใต้
ธนาคาร อีกวิธคี ือการใช7เศษไม7 ขวดแก7ว เศษอฐิ กรวด หิน ดนิ
หรือวัสดทุ ี่มใี นท7องถ่นิ มาถมในบ<อเพือ่ แทนทีน่ ้ำ ใหน7 ำ้ ใตด7 ิน
ล7นออกมาได7เรว็ ขึ้น เมื่อมีปริมาณมากพอ แนวคดิ นเี้ ปน' เสมือน คอื อะไร ?

การออมหรือกักเก็บนำ้ ตน7 ทนุ ไวใ7 ชใ7 นหน7าแล7ง หรืออุม7 นำ้ ในยาม
นำ้ หลาก นับเปน' ตัวอย<างของการบูรณาการความร7ทู างวชิ าการและ
ภมู ปิ äญญาทอ7 งถิน่ ทีส่ ามารถใช7บริหารจดั การน้ำได7อยา< งย่ังยืน

ไม<ใช<ทุกพื้นที่ในประเทศไทยที่สามารถขุดเพื่อทำระบบกักเก็บน้ำใต7ดินได7 เพราะแต<ละ
ภูมิภาคมีชั้นหินที่ต<างกัน จึงต7องศึกษาข7อมูลก<อนว<าสามารถทำได7หรือไม< และอะไรที่ต7องระมัดระวัง
เพราะฉะนั้นข7อมูลด7าน GIS จึงมีความสำคัญ โดยใช7ฐานข7อมูลของกรมทรัพยากรน้ำบาดาล และกรม
ทรัพยากรธรณี ซึ่งจะมีแผนที่ชั้นหินต<าง ๆ และแผนที่ศักยภาพน้ำบาดาล เช<น ในพื้นที่ภาค
ตะวันออกเฉียงเหนือจะเป'นชุดหินมหาสารคาม ลึกประมาณ 7 เมตร สามารถขุดได7 แต<ควรระวังแผ<น
เกลือที่มีกระจายอยู<ทั่วภูมิภาค พื้นที่ภาคเหนือมีความแตกต<างทางธรณีวิทยา บางพื้นที่เป'นหินแกรนิต
ที่มีการเก็บน้ำได7ที่ต<างกัน น้ำจะซึมผ<านตามรอยแตกให7ปริมาณต<างกัน แต<ถ7าเป'นชั้นหินที่มีรูพรุนจะมี
การซึมผ<านของน้ำตามช<องรูพรุนนั้น จึงทำให7บางพื้นที่ขุดแล7วมีน้ำมากน7อยต<างกัน ดังนั้นก<อนทำการ
ขุดจะต7องมีการวิเคราะหOข7อมูลพื้นฐานตามขั้นตอนของโครงการเพิ่มศักยภาพแหล<งน้ำต7นทุนด7วย
ระบบธนาคารน้ำใต7ดินตามมาตรฐาน American Groundwater Solution: AGS) ซึ่งมี 8 ขั้นตอน
โดยจะร7องดำเนนิ การทั้งกอ< นและหลังตามขนั้ ตอน ดงั น้ี

1. การเกบ็ ข7อมูลพืน้ ฐานด7านทรัพยากรน้ำชมุ ชนและภมู ิประเทศ
2. การสำรวจและการกำหนดทศิ ทางการไหลของนำ้ ใตด7 นิ ในพนื้ ทล่ี <มุ นำ้ ระดบั ชมุ ชน
3. การเจาะสำรวจชั้นดิน สำรวจธรณีฟÆสิกสO เพื่อประกอบการประเมินศักยภาพของแหล<งน้ำ
ใต7ดินเพอื่ ความค7มุ ทนุ ของโครงการ
4.การวางแผนและการกำหนดจดุ
5. การออกแบบระบบธนาคารน้ำใตด7 ินเพ่ือให7เขา7 กบั บริบทของพน้ื ที่
6. การดำเนินการกอ< สร7างตามรูปแบบทก่ี ำหนดไว7
7. การติดตาม ประเมนิ ผล เก็บขอ7 มูลและการบำรงุ รกั ษาบอ< เติมน้ำ และ
8. สรปุ วเิ คราะหOปญä หา อุปสรรค โอกาส และการขยายผลโครงการ

ธนาคารนำ้ ใตด7 นิ จะมี 2 ประเภท คอื ธนาคารน้ำใตด7 นิ ระบบปดÆ และธนาคารนำ้ ใตด7 นิ ระบบ
เปดÆ ถา7 ทำธนาคารนำ้ ใต7ดินทัง้ 2 ประเภท ควบคไ<ู ปดว7 ยกนั จะมีประสิทธิภาพมากย่ิงข้ึน

ธนาคารนำ้ ใตด7 นิ ระบบปÆด
ใช7หลักการขุดบอ< เพอ่ื ส<งน้ำไปเก็บไวท7 ่ชี ้นั น้ำบาดาล ขนาดและ
ความลกึ ของบ<อข้นึ อยู<กับสภาพ และชั้นดนิ ของแต<ละพ้นื ที่โดยมขี ้ันตอน
ดงั น้ี ขดุ บ<อให7ลึกถึงชั้นหินอุม7 นำ้ จากนน้ั ใส<ยางรถยนตOเพอ่ื ปอv งกันขอบ
บ<อพงั ทลาย จากน้ันใสว< ัสดทุ ห่ี าไดใ7 นพนื้ ท่ี เช<นขวดนำ้ (ใสน< ้ำ 1 ใน 3
สว< น) ท<อนไม7 หรอื เศษปนู ใหเ7 ตม็ ชอ< งว<างด7านนอกยางรถยนตO นำท<อ PVC
มาวางตรงกลางบ<อเพอ่ื เป'นช<องระบายอากาศ นำวสั ดชุ นดิ เดยี วกับท่ีใส<ชอ< ง
วา< งดา7 นนอกมาเตมิ ใสช< อ< งว<างดา7 นในให7เต็ม คลุมด7วยผา7 ไนลอ< น แลว7 ทบั ดว7 ยก7อน
หนิ และตามดว7 ยหนิ ละเอียดอีกที เพอื่ เปน' ตวั กรองให7เศษดนิ หรือขยะไม<ใหเ7 ข7าไปอดุ ตันในบอ< เมอ่ื ฝน
ตกลงมานำ้ จะไหลสูช< น้ั ใต7ดินโดยตรง ผา< นธนาคารน้ำใต7ดนิ ระบบปดÆ ทที่ ำข้นึ มา (รูปท่ี 3.5)

รปู ท่ี 3.5 ธนาคารนำ้ ใต7ดิน ระบบปดÆ
(ท่ีมา: http://www.obtwangchan.go.th/site/index.php?option=com_content)
&view=article&id=276:2018-09-07-03-55-17&catid=45:2015-11-12-16-35-26&Itemid=96

ธนาคารน้ำใต7ดนิ ระบบเปÆด
เป'นการเปÆดผวิ ดินเพ่อื ท่ีจะสามารถใชน7 ้ำในระดับผวิ ดินได7เลย โดยจะมกี ารขุดบอ< ขนาด
ใหญ< แต<ขนาดเทา< ไหรข< ้ึนอยู<กบั ความเหมาะสมของพืน้ ท่ี และความต7องการ โดยมีขัน้ ตอนดังนี้
เจาะพน้ื บ<อหลุม 3 หลมุ ให7ลกึ ถึงชนั้ หินอ7ุมนำ้ เพอ่ื ใหน7 ้ำไหลลงชน้ั หินอุม7 นำ้ ไดด7 ี
และมีช<องสำหรบั ถา< ยเทอากาศจากโพรงใต7ดินเมือ่ ถกู นำ้ เข7าไปแทนที่ โดย
นำ้ ท่นี ำมาเก็บนั้นมาจากหลายแหล<งดว7 ยกนั เชน< นำ้ ฝน หรอื นำ้ จากการ
ทำธนาคารนำ้ ใต7ดนิ ระบบปÆด ซงึ่ เมอื่ นำ้ ถกู เติมลงสู<ชัน้ ใต7หนิ อุ7มนำ้ ใน
ปรมิ าณมากพอ นำ้ จะเอ<อล7นมาทบ่ี <อโดยอัตโนมัติ ซ่ึงเกษตรกรสามารถ
สบู นำ้ จากบ<อนม้ี าใชไ7 ด7ทนั ที วิธีน้จี ะชว< ยให7เกษตรกรไม<ต7องขุดเจาะหา
แหลง< นำ้ หรอื สูบนำ้ จากแหล<งนำ้ ไกล ๆ ประหยัดพลังงาน แถมช<วยลดค<า
ใชจ7 า< ยได7ปลj ะหลายลา7 นบาทเลยทเี ดียว (รูปท่ี 3.6)

รูปท่ี 3.6 ธนาคารนำ้ ใต7ดนิ ระบบเปดÆ
(ทม่ี า: http://www.obtwangchan.go.th/site/index.php?option=com_content)

3. แหลSงนำ้ ทะเล (Seawater)
นกั วทิ ยาศาสตรจO ำแนกมหาสมุทรหลกั ๆ ออกเปน' 4 มหาสมุทร คือ (รูปท่ี 3.7)
1) มหาสมุทรแปซิฟÆก (Pacific Ocean) มพี ้นื ท่ี 181.34x106 ตารางกิโลเมตร (46% ของ
พน้ื ที่มหาสมุทรทง้ั หมด) เป'นมหาสมทุ รทม่ี พี น้ื ทก่ี วา7 งและลกึ มากท่สี ดุ
2) มหาสมทุ รแอตแลนตกิ (Atlantic Ocean) มีพนื้ ที่ 106.57x106 ตารางกิโลเมตร
(23%) มคี วามลกึ ไมม< ากนกั
3) มหาสมุทรอนิ เดีย (Indian Ocean) มพี ้นื ท่ี 74.1x106 ตารางกิโลเมตร (20%) มีพนื้ ท่โี ดย
สว< นใหญ<อยท<ู างซีกโลกใต7
4) มหาสมทุ รอารOคติก (Arctic Ocean) มีพ้ืนทปี่ ระมาณ 7% ของมหาสมทุ รแปซฟิ กÆ

รปู ท่ี 3.7 สัดส<วนของแหลง< น้ำทะเล
(สนั ติ ภัยหลบหล้ี 2563)

คุณสมบตั ิของนำ้ ทะเล
1) องคปO ระกอบ (composition) น้ำทะเลประกอบดว7 ยแร<ซึง่ อย<ใู นรูปของสารละลาย

ประมาณ 3.5 เปอรOเซ็นตO โดยน้ำหนกั โดยในจานวนนม้ี แี รจ< ำนวนมาก เชน< โซเดียม (Na) ครอไรดO
(Cl) ซลั เฟต (SO4) แมกนีเซยี ม (Mg) แคลเซียม (Ca) และโปแตสเซียม (K) เป'นตน7

2) ความเค็ม (salinity) ความเคม็ ของน้ำทะเลมาจากโซเดยี มครอไรดO (NaCl) หรือเกลือแกง
เป'นหลัก ซึ่งเกลอื แกงโดยส<วนใหญ<เกดิ จากกระบวนการผพุ ังทางเคมีของหินและกZาซที่ออกมาจากการ
ปะทขุ องภเู ขาไฟ โดยเฉล่ยี มหาสมุทรมคี วามเคม็ ประมาณ 35 เปอรเO ซ็นตO (1:1,000) แต<จะมคี วาม
หลากหลายในบริเวณชายฝ≤งä เน่อื งจากบางพน้ื ท่มี ีนำ้ จากแมน< ำ้ หรือนำ้ จากการละลายของธารน้ำแขง็
ไหลลงมาปะปนกนั ทำให7ความเคม็ ลดลง ในขณะทบี่ างพน้ื ที่เชน< ทะเลปดÆ มีการระเหยของนำ้ ทำให7
ความเคม็ เพม่ิ ข้ึน เช<น ทะเลเดดซี (Dead Sea) ในเขตแดนประเทศจอรแO ดนและอสิ ราเอล เป'น
ทะเลสาบน้ำเค็มที่มคี วามเขม7 ขน7 ของเกลอื สงู มาก (รปู ท่ี 3.8)

รปู ท่ี 3.8 (ก) อัตราส<วนประกอบของสารละลายท่ีมอี ย<ใู นน้ำทะเล (ข) ทะเลสาบเดดซี
(สนั ติ ภยั หลบหล้ี 2563)

4. นำ้ ทผี่ าS นการบำบัด (Wastewater treatment)
น้ำที่ผ<านการบำบัด (Wastewater Treatment) จัดเป'นแหล<งน้ำที่มีความสำคัญ เนื่องจากน้ำที่ผ<าน
การบำบัดแล7วบางส<วนสามารถนำกลับมาใช7ประโยชนOในด7านการเกษตร อุตสาหกรรม และอื่น ๆ ได7
โดยกระบวนการนำน้ำเสียมาบำบัดเพื่อให7สามารถนำกลับมาใช7ใหม<ได7นั้น เริ่มจากขั้นตอนที่น้ำเสียถูก
ส<งมายังโรงบำบัดน้ำเสีย ซึ่งเป'นสถานที่รวบรวมน้ำเสียจากบ7านเรือน แหล<งพาณิชยกรรม
อุตสาหกรรม และภาคเกษตรกรรมเข7าสู<กระบวนการบำบัดแบบต<าง ๆ เพื่อกำจัดมลพิษที่อยู<ในน้ำเสีย
ให7มีคุณภาพดีขึ้นและไม<ก<อให7เกิดผลเสียต<อแม<น้ำ ลำคลอง แหล<งน้ำธรรมชาติหรือสิ่งแวดล7อม

โดยรอบ โดยน้ำเสียที่ผ<านการบำบัดแล7วจะถูกระบายลงสู<แหล<งน้ำสาธารณะ หรือบางส<วนยังสามารถ
นำกลับมาใช7ประโยชนใO นดา7 นการเกษตร อุตสาหกรรม และอืน่ ๆ
การบำบัดน้ำเสีย การเลือกระบบบำบัดน้ำเสียขึ้นอยู<กับปäจจัยต<าง ๆ ได7แก< ลักษณะของน้ำเสีย ระดับ
การบำบัดน้ำเสียที่ต7องการ สภาพทั่วไปขอพื้นท่ี ค<าลงทุนก<อสร7างและค<าดำเนินการดูแลและ
บำรุงรักษา และขนาดของที่ดินที่ใช7ในการก<อสร7าง เป'นต7น ทั้งนี้เพื่อให7ระบบบำบัดน้ำเสียที่เลือกมี
ความเหมาะสมกบั แต<ละพนื้ ทซี่ ึ่งมสี ภาพแวดลอ7 มทีแ่ ตกต<างกนั

รูปที่ 3.9 กระบวนการที่ใชใ7 นการบำบัดน้ำเสยี
โดยการบำบัดน้ำเสียสามารถแบ<งได7ตามกระบวนการที่ใช7ในการกำจัดสิ่งเจือปนในน้ำเสียได7ดังแสดง
ในรูปท่ี 4.9 โดยอธิบายได7 ดงั น้ี

1. การบำบัดทางกายภาพ (Physical Treatment): เป'นวิธีการแยกเอาสิ่งเจือปนออกจากน้ำ
เสีย เช<น ของแข็งขนาดใหญ< กระดาษ พลาสติก เศษอาหาร กรวด ทราย ไขมันและน้ำมัน โดยใช7
อุปกรณOในการบำบัดทางกายภาพ คือ ตะแกรงดักขยะ ถังดักกรวดทราย ถังดักไขมันและน้ำมัน และ
ถังตกตะกอน (รูปที่ 4.10) ซง่ึ จะเปน' การลดปรมิ าณของแข็งทงั้ หมดทม่ี ใี นน้ำเสยี เปน' หลัก

รปู ท่ี 3.10 การบำบัดทางกายภาพ (Physical Treatment)
(ที่มา: https://www.britannica.com/technology/wastewater-treatment/Primary-

treatment)
2. การบำบัดทางเคมี (Chemical Treatment): เป'นวิธีการบำบัดน้ำเสียโดยใช7กระบวนการ
ทางเคมี เพื่อทำปฏิกิริยากับสิ่งเจือปนในน้ำเสีย วิธีการนี้จะใช7สำหรับน้ำเสียที่มีส<วนประกอบอย<างใด
อย<างหนึ่งดังต<อไปนี้ คือ ค<าพีเอชสูงหรือต่ำเกินไป มีสารพิษ มีโลหะหนัก มีของแข็งแขวนลอยท่ี
ตกตะกอนยาก มีไขมันและน้ำมันที่ละลายน้ำ มีไนโตรเจนหรือฟอสฟอรัสที่สูงเกินไป และมีเชื้อโรค
ทั้งนี้อุปกรณOที่ใช7ในการบำบัดน้ำเสียด7วยวิธีทางเคมี ได7แก< ถังกวนเร็ว ถังกวนช7า ถังตกตะกอน ถัง
กรอง และถงั ฆ<าเชือ้ โรค

รูปท่ี 3.11 การบำบดั ทางเคมี (Chemical Treatment)
(ท่ีมา: http://www.parker-eng.co.jp/en/product/l-plant/haisuishorisouchi/)
3. การบำบัดทางชีวภาพ (Biological Treatment): เป'นวิธีการบำบัดน้ำเสียโดยใช7
กระบวนการทาง ชีวภาพหรือใช7จุลินทรียO ในการกำจัดสิ่งเจือปนในน้ำเสียโดยเฉพาะสารคารOบอน
อินทรียO ไนโตรเจน และฟอสฟอรัส โดยความสกปรกเหล<านี้จะถูกใช7เป'นอาหารและเป'นแหล<งพลังงาน
ของจุลินทรียOในถังเลี้ยงเชื้อเพื่อการเจริญเติบโต ทำให7น้ำเสียมีค<าความสกปรกลดลง โดยจุลินทรียO
เหล<านี้อาจเป'นแบบใช7ออกซิเจน (Aerobic Organisms) หรือไม<ใช7ออกซิเจน (Anaerobic
Organisms) ก็ได7 ระบบบำบัดน้ำเสียที่อาศัยหลักการทางชีวภาพ ได7แก< ระบบ แอกทิเวเต็ดสลัดจO
(Activate Sludge, AS) ระบบแผ<นจานหมุนชีวภาพ (Rotating Biological Contactor, RBC) (รูปท่ี
3.12) ระบบคลองวนเวียน (Oxidation Ditch, OD) (รูปที่ 3.13) ระบบบ<อเติมอากาศ (Aerated
Lagoon, AL) (รูปที่ 3.14) ระบบโปรยกรอง (Trickling Filter) (รูปที่ 3.15) ระบบบ<อบำบัดน้ำเสีย
(Stabilization Pond) (รูปที่ 3.16) ระบบยูเอเอสบี (Upflow Anaerobic Sludge Blanket, UASB)
(รูปท่ี 3.17) และ ระบบกรองไร7อากาศ (Anaerobic Filter, AF) (รปู ท่ี 4.18) เปน' ต7น

รูปที่ 3.12 การบำบดั ทางชวี ภาพ (Biological Treatment): ระบบแผ<นจานหมุนชวี ภาพ
(Rotating Biological Contactor, RBC) (Tawfik et al., 2005)

รปู ที่ 3.13 การบำบัดทางชวี ภาพ (Biological Treatment): ระบบคลองวนเวยี น
(Oxidation Ditch, OD) (Peng et al., 2021)

รูปที่ 3.14 การบำบดั ทางชวี ภาพ (Biological Treatment): ระบบบอ< เตมิ อากาศ
(Aerated Lagoon, AL) (Godini et al., 2021)

รปู ท่ี 3.15 การบำบัดทางชวี ภาพ (Biological Treatment): ระบบโปรยกรอง (Trickling Filter)
(Forbis-Stokes, Rocha-Melogno, & Deshusses, 2018)

รูปท่ี 3.16 การบำบดั ทางชีวภาพ (Biological Treatment): ระบบบอ< บำบัดน้ำเสีย
(Stabilization Pond) (Bansah, & Suglo, 2016)

รูปที่ 3.17 การบำบดั ทางชวี ภาพ (Biological Treatment): ระบบยูเอเอสบี
(Upflow Anaerobic Sludge Blanket, UASB) (Poh, & Chong, 2014)

รปู ท่ี 3.18 การบำบัดทางชวี ภาพ (Biological Treatment): ระบบกรองไรอ7 ากาศ
(Anaerobic Filter, AF) (Tabassum, & Zhang, 2014)

การบำบดั นำ้ เสีย สามารถแบ<งได7ตามขน้ั ตอนต<าง ๆ ดงั น้ี
1. การบำบัดขั้นต7น (Preliminary Treatment) และการบำบัดเบื้องต7น (Primary
Treatment)
เป'นการบำบัดเพื่อแยกทราย กรวด และของแข็งขนาดใหญ< ออกจากของเหลวหรือน้ำเสีย
โดยเครื่องจักรอุปกรณOที่ใช7ประกอบด7วย ตะแกรงหยาบ (Coarse Screen) ตะแกรงละเอียด (Fine
Screen) ถังดักกรวดทราย (Grit Chamber) ถังตกตะกอนเบื้องต7น (Primary Sedimentation

Tank) และเครื่องกำจัดไขฝvา (Skimming Devices) การบำบัด น้ำเสียขั้นนี้สามารถกำจัดของแข็ง
แขวนลอยได7ร7อยละ 50–70 และกำจดั สารอินทรยี ซO ึง่ วัดในรูปของบีโอดไี ด7 ร7อยละ 25–40

2. การบำบัดขน้ั ทส่ี อง (Secondary Treatment)
เป'นการบำบัดน้ำเสียที่ผ<านกระบวนการบำบัดขั้นต7นและการบำบัดเบื้องต7นมาแล7ว แต<ยังคงมี
ของแข็งแขวนลอยขนาดเล็กและสารอินทรียOทั้งที่ละลายและไม<ละลายใน น้ำเสียเหลือค7างอยู<
โดยทั่วไปการบำบัดขั้นที่สองหรือเรียกอีกอย<างว<าการบำบัดทางชีวภาพ (Biological Treatment) จะ
อาศัยหลักการเลี้ยงจุลินทรียOในระบบภายใต7สภาวะที่สามารถควบคุมได7 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการ
กินสารอินทรียOได7รวดเร็วกว<าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ และแยกตะกอนจุลินทรียOออกจากน้ำทิ้งโดยใช7ถัง
ตกตะกอน (Secondary Sedimentation Tank) ทำให7น้ำทิ้งมีคุณภาพดีขึ้น จากนั้นจึงผ<านเข7าระบบ
ฆ<าเชื้อโรค (Disinfection) เพื่อให7แน<ใจว<าไม<มีจุลินทรียOที่ก<อให7เกิดโรคปนเปõúอน ก<อนจะระบายน้ำทิ้ง
ลงสู<แหล<งน้ำธรรมชาติ หรือนำกลับไป ใช7ประโยชนO (Reuse) การบำบัดน้ำเสียในขั้นนี้สามารถกำจัด
ของแขง็ แขวนลอยและสารอนิ ทรยี Oซง่ึ วดั ในรปู ของ บีโอดไี ด7มากกวา< รอ7 ยละ 80
3. การบำบดั ขนั้ สูง (Advance Treatment หรอื Tertiary Treatment)
เป'นกระบวนการกำจัดสารอาหาร (ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส) สี สารแขวนลอยที่ตกตะกอน
ยาก และอื่น ๆ ซึ่งยังไม<ได7ถูกกำจัดโดยกระบวนการบำบัดขั้นที่สอง ทั้งนี้เพื่อปรับปรุงคุณภาพน้ำให7ดี
ยิ่งขึ้นเพียงพอที่จะนำกลับมาใช7ใหม< (Recycle) ได7 นอกจากนี้ยังช<วย ปvองกันการเติบโตผิดปกติของ
สาหร<ายที่เป'นสาเหตุทำให7เกิดน้ำเน<า แก7ไขปäญหาความน<ารังเกียจของแหล<งน้ำอันเนื่องจากสี และ
แก7ไขปญä หาอน่ื ๆ ทีร่ ะบบบำบดั ขัน้ ทีส่ องมสิ ามารถกำจัดได7
กระบวนการบำบัดขั้นสูง ได7แก< การกำจัดฟอสฟอรัส ซึ่งมีทั้งแบบใช7กระบวนการทางเคมีและ
แบบใช7กระบวนการทางชีวภาพ การกำจัดไนโตรเจน ซึ่งมีทั้งแบบใช7กระบวนการทางเคมีและแบบใช7
กระบวนการทางชีวภาพ โดยวธิ กี ารทางชีวภาพนนั้ จะมี 2 ขน้ั ตอน คือ
ขั้นตอนการเปลี่ยนแอมโมเนียไนโตรเจนให7เป'นไนเทรตที่เกิดขึ้นในสภาวะแบบใช7ออกซิเจน
หรือที่เรียกว<า “กระบวนการไนทริฟÆเคชั่น (Nitrification)” และขั้นตอนการเปลี่ยนไนเทรตให7เป'นกZาซ
ไนโตรเจน ซึ่งเกิดขึ้นในสภาวะไร7ออกซิเจน หรือที่เรียกว<า “กระบวนการดีไนทริฟÆเคชั่น
(Denitrification)” (รูปที่ 4.19) การกำจัดฟอสฟอรัสและไนโตรเจนร<วมกันโดยกระบวนการทาง
ชีวภาพ ซึ่งเป'นการใช7ทั้งกระบวนการแบบใช7อากาศและไม<ใช7อากาศในการกำจัดไนโตรเจนโดย
กระบวนการไนตริฟÆเคชันและกระบวนการดีไนตริฟÆเคชันร<วมกับกระบวนการจับใช7ฟอสฟอรัสอย<าง
ฟุYมเฟõอย (Phosphours Luxuty Uptake) ซึ่งต7องมีการใช7กระบวนการแบบไม<ใช7อากาศต<อด7วย
กระบวนการใช7อากาศด7วยเช<นกัน ทั้งนี้จะต7องมีการประยุกตOใช7โดยผู7มีความรู7ความเข7าใจใน
กระบวนการดังกล<าวเป'นอย<างดี การกรอง (Filtration) ซึ่งเป'นการกำจัดสารที่ไม<ต7องการโดยวิธีการ
ทางกายภาพ อันได7แก< สารแขวนลอยที่ตกตะกอนได7ยาก เป'นต7น การดูดติดผิว (Adsorption) ซึ่งเป'น

การกำจัดสารอินทรียOที่มีในน้ำเสียโดยการดูดติดบนพื้นผิวของของแข็ง รวมถึงการกำจัดกลิ่นหรือกZาซ
ท่เี กิดขึน้ ดว7 ยวธิ ีการเดียวกัน
รูปที่ 4.19 การเกิดกระบวนการไนทริฟเÆ คชั่น (Nitrification และดีไนทริฟÆเคชั่น (Denitrification)

จากขนั้ ตอนการบำบดั นำ้ เสยี ข้นั สูง (Farazaki, & Gikas, 2019)

บทที่ 4
ปริมาณการใชน; ำ้ และมาตรฐานน้ำดื่ม น้ำใช;

4.1 ปริมาณการใช2นำ้ (Water Consumption)

ระดบั การใช7นำ้ ประปาในหมบ<ู า7 นหรอื ตำบลในพืน้ ทชี่ นบท ทก่ี ารเข7าถงึ ของสขุ าภิบาลยังมีอย<ู
จำกัด จงึ จำเปน' ตอ7 งหาบน้ำจากบ<อน้ำสาธารณะ (Public water-well) ความต7องการใชน7 ้ำของ
ประชากรจะอย<ูในราว 40 ลิตรต<อคนตอ< วนั

หมู<บ7านหรือตำบล ซ่งึ ราษฎรมกี ำลังทรพั ยOพอทจ่ี ะตอ< ทอ< เขา7 บา7 นไดป7 ระมาณครงึ่ หนึ่งของ
จำนวนบา7 นท้งั หมดในเขตบรกิ าร คา< เฉลย่ี ของอตั ราการใชน7 ำ้ จะอย<ูในราว 80-100 ลติ รตอ< คนตอ< วนั

อำเภอหรอื สุขาภิบาล ซงึ่ มีฐานะทางเศรษฐกจิ ปานกลาง การใช7นำ้ เป'นแบบต<อท<อเขา7 บา7 นทกุ
หลัง และไม<มีกอZ กนำ้ สาธารณะ อตั ราการใชน7 ำ้ จะอย<ูระหวา< ง 100-200 ลติ รตอ< คนตอ< วนั

ในเขตเทศบาลหรือเขตเมือง (Urban area) อตั ราการใชน7 ำ้ ของประชากรจะอยใ<ู นราว 200-
300 ลิตรตอ< คนตอ< วัน (คา< ทีน่ ิยมใชป7 ระมาณการสำหรบั ประชากรในโครงการหมบ<ู 7านจัดสรร คอื 250
ลิตรตอ< คนต<อวนั )

ตารางท่ี 4.1 การใช7น้ำประปาสำหรบั จดุ ประสงคOต<าง ๆ ของพลเมืองในชมุ ชน

จุดประสงคj อตั ราการใชYน้ำประปา
(ลติ ร/คน.วนั )
อาบนำ้ 30
ปรุงอาหาร 5
3
ดมื่ นำ้ 15
ซักผา7 15
ลา7 งส่ิงของต<าง ๆ ในบา7 น 30
ห7องส7วม

4.2 ปจr จยั ท่ีมผี ลตอ> การใช2นำ้ ประปา

1. สภาพอากาศในฤดรู 7อนอัตราการใช7น้ำจะสูงมาก เพราะนำ้ อาจถกู นำไปใชส7 ำหรับอาบ และ
นำไปรดผกั พืช ผลไม7 และอืน่ ๆ ตลอดจนปริมาณนำมาใชด7 ืม่ ก็จะสงู ข้นึ เชน< เดียวกนั

2. ความดันของนำ้ ในทอ< ประปา หากมีค<าสงู น้ำไหลแรง อตั ราการใช7นำ้ ของผู7บริโภคจะสูง
3. คุณภาพนำ้ ประปา หากนำ้ มีคุณภาพดี ประชาชนกย็ <อมนยิ มใชน7 ้ำมาก
4. สภาพฐานะของประชาชน ประชาชนท่ีมีฐานะเศรษฐกจิ ดจี ะมกี ารใช7นำ้ ในปรมิ าณมาก และมี

การประหยัดปริมาณการใชน7 ้ำนอ7 ยกว<า
5. ประเภทของชมุ ชน ชมุ ชนทเ่ี ปน' ร7านค7าพาณิชยทO ี่มีรา7 นอาหาร โรงงานอุตสาหกรรมขนาดเลก็

ในตกึ แถว หรอื เขตอตุ สาหกรรมทม่ี กี ารใชน7 ้ำในกระบวนการผลติ ย<อมจะมกี ารใชน7 ้ำใน
ปรมิ าณที่มากกว<าชมุ ชนบ7านเรอื นทว่ั ๆ ไป
6. การสญู เสยี นำ้ ในท<อประปา ระบบท<อจ<ายนำ้ ท่มี อี ายกุ ารใช7งานมานานจะมีปäญหาน้ำร่วั ไหล
ตามขอ7 ต<อ และรอยแตกของทอ<
7. ราคาของนำ้ เมอ่ื น้ำมรี าคาถูก ประชาชนผใู7 ช7นำ้ กย็ อ< มมีแนวโนม7 ท่ีจะใช7นำ้ มาก

ตารางท่ี 4.2 อตั ราการใช7นำ้ ประปาของอาคารประเภทตา< ง ๆ

ประเภท หนวS ย อตั ราการใชนY ้ำ(ลิตร/หนวS ย.วัน)
บ7านพักอาศยั
รายได7สูง คน 380
รายได7ปานกลาง คน 310
คน 270
รายไดต7 ่ำ หอ7 ง 300
โรงแรม คน 150
ท่พี กั เช<าช่วั คราว คน 70
สำนักงาน คน 300
หอพัก ลกู คา7 100
อาบ อบ นวด รถ 40
สถานีบริการน้ำมนั

โรงพยาบาล เตียง 950
ภตั ตาคาร ลูกคา7 30
โรงงาน (มีท่ีอาบนำ้ ) พนักงาน 140
โรงงาน (ไมม< ที ่ีอาบนำ้ ) พนกั งาน 100
สนามบนิ คน 20
รา7 นตัดผม เก7าอี้ 210
โรงภาพยนตรO ท่นี ่ัง 15
รา7 นซักรีด เครอ่ื ง 3000
คอนโดอตุ สาหกรรม พนกั งาน 55
หา7 งสรรพสนิ ค7า ตารางเมตร 8
ห7างสรรพสินคา7 คน 40
หา7 งสรรพสินคา7 ห7องน้ำ 1520
ลูกคา7 8
บารO พนักงาน 50
บารO ลูกคา7 20
รา7 นกาแฟ พนักงาน 40
ร7านกาแฟ คน 300
โรงเรียน(มหี อพกั ) คน 80
โรงเรียน(ไมม< ีหอพัก)

4.3 ปrญหาของประปา

1. ปäญหาการร่ัวไหล

• ระบบทอ< จ<ายนำ้ ที่มีอายกุ ารใชง7 านนานจะมปี ญä หานำ้ รั่วไหลตามข7อตอ< และรอยแตกของ
ทอ<

• ความดนั สูง

2. นำ้ ประปาขนุ< หรือมสี ีแดงจากสนิมเหล็กหรือความเคม็
3. น้ำไหลไม<แรง
4. สิง่ สกปรกจากภายนอกเข7าปนเปอúõ นกบั น้ำประปาในเส7นทอ< ได7เน่อื งจาก เส7นท<อประปาแช<อย<ู

ในน้ำโสโครก หรอื ตอ< เสน7 ทอ< ผา< นใกลๆ7 บริเวณนำ้ โสโครกหรอื เส7นท<อน้ำประปาพาดผ<านหรือ
วางขนานคูอ< ยา< งใกล7ชิดกันกบั ท<อนำ้ โสโครกเม่ือทอ< นำ้ ประปาผุกรอ< นชำรุดเสยี หายขน้ึ และ
ในขณะท่ีแรงดันในเส7นท<อนำ้ ประปามีน7อยกว<าความดนั ภายนอกเส7นทอ< ทำใหค7 วามสกปรก
จากภายนอกเขา7 ปนเปอõú นกบั น้ำประปาในเสน7 ทอ<
5. กาลักน้ำไหลกลบั (Back Syphon) การดูดกลับของนำ้ ประปาในเสน7 ทอ< เน่อื งจากแรงดันของ
นำ้ ประปาในเส7นทอ< ลดลง การปvองกันการเกิดกาลกั น้ำไหลกลับในระบบจ<ายนำ้ ของอาคาร ท่ี
ทำการ และที่พกั อาศยั นน้ั โดยต7องไมม< ีการต<อทอ< ให7ปลายท<อจ<ุมแชอ< ย<ใู นระดบั น้ำ ระดับของ
ปลายกอZ กน้ำจะตอ7 งสงู กวา< ระดับน้ำล7น ประมาณ 3-5 เซนติเมตร เพอ่ื ใหเ7 ปน' ชว< งของช<อง
อากาศ (Air gap) (รูปที่ 4.1)

รปู ท่ี 4.1 กาลกั นำ้ ไหลกลับ (Back Syphon)
a) A simple siphon. b) Minimalist version of the siphon shown in (a) that highlights the

driving mechanism of siphons. (Vera et al., 2016)

4.4 คณุ สมบตั ขิ องนำ้ (Water Quality)

คณุ สมบัตทิ างกายภาพ (Physical Quality)
คอื ลกั ษณะของนำ้ ท่ีสามารถมองเหน็ หรือสมั ผสั ได7 เช<น ความขุ<น สี กลน่ิ รส อุณหภมู ิ
ของแข็งแขวนลอย ของแข็งแขวนลอย (Suspended Solids) ประกอบด7วย สารอนินทรยี O เชน< ดิน
กรวด โคลนตม เศษหนิ สารอินทรียO เชน< เศษใบไม7 ใบหญ7า ซากสิ่งมชี ีวติ ตา< ง ๆ จลุ ินทรียO และสาร
ละเอยี ดจำพวกคอลลอยดO
คณุ สมบตั ทิ างเคมี (Chemical quality)
คณุ สมบตั ทิ างเคมขี องนำ้ ส<วนใหญเ< กดิ จากการละลายของสารประกอบท้งั อนนิ ทรียแO ละ
อินทรยี Oต<าง ๆ ทเี่ จอื ปนอยใ<ู นนำ้ เน่อื งจากนำ้ เปน' ตัวทำละลายทด่ี ีมาก แบ<งคุณสมบัติทางเคมีออกเปน'
กลมุ< ใหญ< ๆตามผลกระทบทีม่ ตี <อนำ้ ดังน้ี
1) ปรมิ าณของแขง็ ละลายนำ้ (Total dissolved solids)

2) คณุ สมบัตทิ างเคมที ่ีมีผลเก่ยี วกบั pH ไดแ7 ก<

1. Free CO₂ ทำใหน7 ำ้ มฤี ทธ์กิ ดั กรอ< น และเกิดความเป'นกรด วิธีกำจัดทใ่ี ชก7 ันท่ัวไป
คอื การเตมิ อากาศแบบขั้นบนั ได (Cascade aeration) หรือการเติมด<างหรือปูนขาว

2. ความเป'นกรด ความเป'นกรด เนื่องมาจาก
1) CO₂ ทำปฏกิ ิริยากับน้ำเกดิ เปน' กรดคารบO อนิค
2) ความเป'นกรดเน่ืองจากกรดแร<

3. นำ้ จากเหมืองแร<หรือนำ้ ท้งิ อุตสาหกรรมที่มีสารประกอบกำมะถันเจอื ปนอยู< อาจถูก
อZอกซิไดซO โดยแบคทเี รียในดิน ไดก7 รดกำมะถันดงั สมการ

2S+3 O₂+2H₂O sulfur 2H₂SO₄
FeSO₄ + H₂SO₄
FeS₂+3 ! O₂ + H₂O boaxctiedriizi
"
a

4. นำ้ บาดาลในช้นั ดนิ ท่ีมีแรเ< หล็ก หรอื สารส7มท่ใี ช7เป'นตวั ตกตะกอนความขน<ุ ในการผลติ
นำ้ ประปา สามารถทำให7เกิดความเปน' กรดในนำ้ ไดด7 งั สมการ

4. FeCl₃+3H₂O Fe (OH)₃ +3H⁺+3Cl¯
Al₂ (SO₄)₃+6H₂O 2 Al (OH)₃+6H⁺+ 3SO4=

3) ความเปนy ดSาง (Alkalinity)
หมายถึงความสามารถทจ่ี ะรบั อนมุ ูล H⁺ ความเปน' ดา< งของน้ำตามธรรมชาติมกั เกดิ จาก

CO₃= , HCO₃-, OH¯ , H₂BO₃¯ ,HPO₄= ,H₂PO₄¯ , SiO₃= , HS¯ และ NH₃ โดยละลายออกมา
จากชั้นดิน หินและบรรยากาศ ลงสู<แหล<งนำ้ เกลือฟอสเฟตจะมาจากผงซกั ฟอก หรือป°ุย หรอื สารเคมี
ปราบศัตรพู ืชทใี่ ชใ7 นการเกษตร HS¯ และ NH₃ อาจมาจากการยอ< ยสลายสารอนิ ทรียOโดยจุลนิ ทรยี ใO น
ธรรมชาติ
4) การกัดกรอS น

เป'นผลกระทบจากคณุ ภาพน้ำหลายๆอย<าง เช<น pH ตำ่ , ความเปน' กรดสงู , ปรมิ าณ O₂ สงู
, ปริมาณ CO₂ สูง , นำ้ ท่ีมี Cl¯ หรอื Cl₂ สูง
5) ความกระดYาง (Hardness)

หมายถึง ความเข7มขน7 หรือปริมาณของอนุมลู โลหะที่มปี ระจ+ุ 2ในน้ำไดแ7 ก< Ca+2, Mg+2, Fe+2,
Mn+2, Sr+2, รวมท้งั Fe+3และ Al+3

โดยทว่ั ไปในนำ้ ธรรมชาตจิ ะมี Ca+2 และ Mg+2 อย<เู ป'นสว< นใหญ< ดังน้นั ค<าความกระดา7 ง จึง
เปน' ผลรวมของ Ca+2 และ Mg+2 ยกเวน7 ในกรณีท่ีมีอนมุ ลู โลหะตวั อื่นเจอื ปนอยมู< ากความกระด7างมี
หนว< ยเป'น mg/l ในรปู CaCO3
6) สารอาหารของพืช

ได7แก< สารประกอบไนโตรเจน และสารประกอบฟอสฟอรัส ความสำคัญของสารประกอบ
ไนโตรเจนต<อแหล<งน้ำ ทำให7แหล<งน้ำเน<าเสีย ของเสียประเภทสารอินทรียOไนโตรเจน เมื่อทิ้งลงน้ำจะ
เกิดการย<อยสลายอย<างรวดเร็ว ซึ่งต7องใช7 O₂ ที่มีอยู<ในลำน้ำไปเป'นจำนวนมาก การย<อยสลายโปรตีน
และยูเรียจะปลดปล<อย NH₃ ออกมา NH₃ ทำให7เกิดกลิ่นเหม็น ทำให7เกิดความเป'นด<าง และเป'นพิษ
ต<อสิ่งมีชีวิตในน้ำ ถ7ามีมากกว<า 2.5 mg/l ไนเตรทมีผลต<อสุขภาพของเด็กอ<อนที่มีอายุต่ำกว<า 2 เดือน
ทำใหเ7 กิดอาการ Blue baby syndrome ในน้ำธรรมชาติ ไนเตรทเป'นสารกระต7นุ ให7มีการเจรญิ เติบโต
พืชน้ำอย<างรวดเร็วเกิดปรากฏการณOที่เรียกว<า Algae bloom หรือ Eutrophication ซึ่งจะมีผลเสีย
คือพืชน้ำมีความหนาแน<นบริเวณผิวน้ำจะบดบังแสงแดด และลดการเติม O₂ จากอากาศ ทำให7

สิ่งมีชีวิตที่อยู<ในแหล<งน้ำไม<สามารถดำรงชีพอยู<ได7 เมื่อพืชเหล<านี้ตายลงเกิดการเน<าเปõ≤อย ย<อยสลาย
ทำใหน7 ำ้ เนา< เสีย

สารประกอบฟอสฟอรัส เป'นอาหารของพืชในน้ำที่ทำให7เกิด algae bloom หรือ
Eutrophication แหลง< นำ้ ทีเ่ กิด Eutrophication จะเกิดปäญหามาก หากใชเ7 ป'นแหลง< นำ้ ดิบ เพื่อผลติ
นำ้ ประปา เพราะความขุน< สี กลน่ิ และรสจากสาหร<าย กำจดั ไดย7 าก
7) โลหะที่ไมSเปyนพิษ

• แคลเซยี ม

แคลเซยี มในน้ำมากน7อยไมใ< ชส< ่งิ สำคัญ และไมม< อี นั ตรายในด7านอนามัยหากมปี ริมาณสงู การ
ก<อใหเ7 กิดความกระด7างในน้ำเปน' ตวั จำกดั ปริมาณแคลเซียมในน้ำไปในตัว นำ้ กระด7างมีรสชาตดิ กี ว<า
นำ้ ออ< น อย<างไรก็ตามแคลเซยี มในนำ้ ทใ่ี ชใ7 นหม7อต7มไอนำ้ ควรจะมีปรมิ าณนอ7 ยมากหรอื ไมม< เี ลย เพ่ือ
หลีกเลยี่ งการเกดิ ตะกรนั ซง่ึ อาจทำให7หม7อนำ้ ระเบิด

• แมกนีเซียม

แมกนเี ซียมทเ่ี จอื ปนอยูใ< นน้ำดืม่ รว< มกับซัลเฟตจะมีอันตรายต<อสุขภาพ เพราะจะมฤี ทธ์ิทำให7
ถา< ยท7อง จงึ มีการกำหนดปรมิ าณแมกนเี ซยี มในน้ำดื่มใหม7 ีคา< ไมเ< กนิ 150 mg/l

• โซเดียม

โซเดียมที่ละลายในนำ้ ดม่ื ไมม< ีผลโดยตรงต<อสขุ ภาพของคนท่ัวไป จึงไมม< มี าตรฐานกำหนดใน
ขณะนี้สำหรับผูป7 วY ยดว7 ยโรคหัวใจและโรคไต ควรดื่มนำ้ ทมี่ ีโซเดียมต่ำ จงึ ควรงดด่มื นำ้ ทผ่ี <านเครอ่ื ง
กรองความกระดา7 งแบบซีโอไลทO เพราะมีปรมิ าณโซเดยี มสูง นอกจากนน้ี ำ้ ท่ีมโี ซเดยี มสงู ยังไม<เหมาะ
สำหรับต7นไม7 Na₂CO₃ และ NaHCO₃ ในนำ้ จะทำให7เกดิ การกรอ< นในหมอ7 นำ้ เพราะความรอ7 นทำให7
เกลอื ทัง้ สองปลอ< ย CO₂ ออกมาในขณะที่ Na₂SO₄ จะทำใหเ7 กิดฟอง (foaming) ในหมอ7 ไอนำ้
8) เกลอื อนนิ ทรยี jทไี่ มSเปyนพษิ

ได7แก< HCO3! , SO₄˭, Cl!,F!, ซิลิก7า
• ซลั เฟต

จะรวมตัวกับ Mg และ Na ในน้ำเป'นเกลือ MgSO₄ และ Na₂SO₄ ถา7 ความเข7มข7นสงู ถึง 500mg/l
หรอื มากกวา< จะมฤี ทธิ์ เป'นยาระบาย และทำใหน7 ้ำมรี สขื่น จึงมีมาตรฐานกำหนดความเข7มข7นของ
SO₄˭ ในนำ้ ดื่มไมเ< กนิ 250 mg/l โดยเฉพาะเมอื่ มี Mg หรือ Na อยใ<ู นนำ้ นน้ั ดว7 ย

• คลอไรดj

คลอไรดทO ่ปี รากฏในแหลง< นำ้ อาจมาจากเกลอื คลอไรดใO นดินบางแห<ง นำ้ ทะเล มหาสมุทร หรอื นำ้
เสยี จากชุมชน

ในน้ำปสä สาวะของคนเราจะมี Cl -อยูป< ระมาณ 6,000-9,000 mg/lในปสä สาวะ 1-1.5 litre
และจะถูกเจอื จางเหลอื เพยี ง 44 mg/l ถา7 ปรมิ าณน้ำทใี่ ช7 = 135 l/ วัน

สำหรบั นำ้ ท่ีมีคลอไรดOสูงกำจดั ไดโ7 ดยการใช7 anion exchanger แตว< ิธีนี้ไมจ< ำเพาะเจาะจง
เน่อื งจากสามารถกำจดั เกลอื ประจุลบตวั อน่ื ดว7 ย

• ฟลอู อไรดj (fluoride – F! )
นำ้ ดืม่ ทีม่ ี F! ประมาณ 1.5 mg/l จะช<วยปอv งกนั โรคเกี่ยวกับชอ< งปากในเด็ก
น้ำด่มื ท่ีมีF! ในชว< ง 3-8 mg/l จะทำให7ฟนä เปน' จุดดำๆ หรือฟäนมีสซี ดี ลง หรือโรคฟäนอน่ื ๆ

(dental fluorosis)
ถา7 ดมื่ นำ้ ทมี่ ี F! 8-20 mg/l เป'นประจำจะทำให7เกดิ ความผิดปกติในกระดูก (bone

fluorosis)
การดมื่ นำ้ ทีม่ ี F! >20 mg/l ตดิ ต<อกนั 20 ปjจะทำให7พิการหรอื เป'นง<อย (Crippling

fluorosis)
คนทีไ่ ด7รบั F! ในปรมิ าณ 2,250-4,500 mg เพียงครั้งเดยี วจะทำให7ถงึ แกค< วามตายได7

• ซลิ กิ าY

ไมป< รากฏแนช< ดั ถงึ อันตรายต<อสขุ ภาพแตจ< ะมีปญä หากบั หม7อไอ7น้ำ เพราะตะกรนั ท่เี กิดจาก
Silicaมีความแขง็ มากและกำจดั ออกไดย7 าก
9) โลหะที่เปนy พษิ

โลหะทเ่ี ปน' พิษได7แก< Al, As, Cu, Pb, Mn, Zn, Hg, Cr, Ni, Cd
• Cu

มีพิษอยา< งแรงต<อปลา แต<การทดสอบจากการใช7ท<อนำ้ ทองแดง พบวา< มีผลนอ7 ยมากต<อคน
ทองแดงในปรมิ าณ 0.1 mg/l พอเพยี งท่จี ะทำให7อัตราการกดั กรอ< นของท<อเหล็กอาบสังกะสีเพิม่ ขึน้
อย<างมาก ความเข7มข7น 1-5 mg/l มผี ลดา7 นรสและการกัดกร<อนแต<ไมเ< ป'นอันตรายต<อมนุษยเO พราะ
Cu เปน' สารจำเปน' ต<อ metabolism ของรา< งกาย

• Zn

เปน' สารพษิ สำหรบั จลุ นิ ทรยี O แต<มีอันตรายน7อยสำหรบั คน ถา7 มสี ารละลายสังกะสใี นนำ้
3mg/l ตวั อยา< งนำ้ ชนดิ น้ีใช7หาปริมาณ bacteriaไมไ< ด7 สงั กะสีเป'นธาตุที่ร<างกายตอ7 งการสำหรับ
metabolism ภายใน cell จึงควรได7รับเป'นประจำทุกวันในอตั รา 10-15 mg

แตถ< า7 ได7รับ Zn ในความเข7มข7น 675-2,280 mg/l จะทำใหเ7 กิดอาการคล่ืนเหยี น อาเจียน
เกลอื ของ Zn ที่ 30 mg/l จะทำให7น้ำมลี กั ษณะคลา7 ยนำ้ นม และจะมรี สของโลหะที่ 40 mg/l จึง
กำหนดมาตรฐานของน้ำดื่มไวไ7 มเ< กิน 5 mg/l


Click to View FlipBook Version