The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิจัยของนางสาวสุวารี สมบัติ รหัส 019 NA

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by noonumfon_1997, 2021-03-14 05:20:34

วิจัยของนางสาวสุวารี สมบัติ รหัส 019 NA

วิจัยของนางสาวสุวารี สมบัติ รหัส 019 NA

โครงรา่ งงานวจิ ยั
เรือ่ ง

การพัฒนาทกั ษะการอ่านของนักเรยี น
โรงเรียนอนุบาลคณุ ากร ในพระราชปู ถมั ภ์ฯ โดยใชเ้ กมการศึกษาเนน้ ภาษา

นางสาวสวุ ารี สมบัติ

มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ
2564

ลขิ สิทธข์ิ องมหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ติ



โครงรา่ งงานวจิ ยั
เร่ือง

การพฒั นาทกั ษะการอา่ นของนักเรยี น
โรงเรยี นอนบุ าลคณุ ากร ในพระราชปู ถมั ภ์ฯ โดยใชเ้ กมการศึกษาเนน้ ภาษา

นางสาวสวุ ารี สมบตั ิ
คณะครศุ าสตร์ ศูนย์การศึกษานอกทต่ี ง้ั นครนายก

มหาวิทยาลยั สวนดสุ ติ
2564

ลิขสทิ ธขิ์ องมหาวทิ ยาลัยสวนดุสติ

หวั ขอ้ วิจยั การวจิ ัยการพฒั นาทักษะการอ่านของนกั เรยี นโรงเรยี นอนบุ าลคุณากร
ในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยใชเ้ กมการศึกษาเนน้ ภาษา
ผู้ดำเนินการวจิ ัย นางสาวสุวารี สมบัติ
ทป่ี รกึ ษา อาจารยช์ ัชรี สุนทราภัย
หนว่ ยงาน หลักสูตรศกึ ษาศาสตรบัณฑิต คณะครศุ าสตร์
ศนู ย์การศกึ ษานอกท่ีตั้งนครนายก
ปี พ.ศ. มหาวทิ ยาลยั สวนดสุ ิต
2564

การวิจยั ครง้ั น้ีมีวตั ถุประสงค์ ดังนี้เพือ่ ศึกษาพัฒนาทกั ษะการอ่านของนกั เรียนให้ดีมากข้ึน และเพ่ือ
เปรียบเทียบทักษะการอ่านของนักเรียนก่อนและหลังการใช้เกมการศึกษาที่เน้นภาษาการวิจัยในครั้งน้ี
ประชากรและกลุ่มตัวอย่างท่ีใช้ในการศึกษา คือ กลุ่มประชาชนเปน็ เด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 5-6 ปี ซึ่งกำลัง
ศึกษาในระดบั ช้ันอนุบาล 3 โรงเรยี นอนุบาลคุณากร ในพระราชปู ถมั ภ์ฯ ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2563
มีจำนวน 29 คน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 5-6 ปี ซึ่งกำลังศึกษาใน
ระดับชั้นอนุบาล 3/2 โรงเรียนอนบุ าลคุณากร ในพระราชูปถัมภ์ฯ ภาคเรียนที่ 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 จำนวน
10 คน ซึง่ ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และเป็นหอ้ งทผี่ ู้วิจยั เป็นผู้ฝกึ การปฏิบัตกิ ารสอน เครื่องมือที่ใช้ใน
การวิจัย 1.เกมการศกึ ษาเนน้ ภาษาจำนวน 12 เกม 2. แบบทดสอบวดั ความสามารถทักษะทางการอ่าน สถิติ
ที่ใช้ในงานวิจัยสถิติที่ใช้ในงานวิจัยค่าคะแนนเฉลี่ย (Mean) ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน (Standard
Deviation) คา่ ความยากง่าย (Difficulty) ค่าอำนาจจำแนก(Discrimination) โดยใชว้ ธิ ีวิเคราะห์สหสัมพนั ธ์
แบบพอยต์ ไบซีเรียล (Point Biserial Correlation) คำนวณหาค่าความเชื่อมั่นของแบบทดสอบวัด
ความสามารถในการคิดเชิงเหตุผลโดยใช้ วิธีของ คูเดอร์ – ริชาร์ดสัน (Kuder – Richardson) สถิติที่ใช้ใน
การตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ ด้านความเที่ยงตรงของเนื้อหา(Content Validity) การเปรียบเทียบ
คะแนนภายในกลุม่ กอ่ นการทดลองและหลงั การทดลอง โดยใช้ t-test for Dependent Samples

กิตติกรรมประกาศ

รายงานการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้เรื่อง การพัฒนาการวิจัยการพัฒนาทักษะการอ่านของ
นักเรียนโรงเรียนอนุบาลคุณากร ในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยใช้เกมการศึกษาเน้นภาษา ได้รับทุนอุดหนุนจาก
มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต ปีงบประมาณ 2564 ซง่ึ การดำเนนิ งานวจิ ัยครง้ั น้ี สำเร็จลุล่วงไดด้ ้วยความ ช่วยเหลือ
จากอาจารย์ชชั รี สุนทราภัย อาจารย์ทีป่ รึกษางานวิจัยที่ไดก้ รณุ าเสียสละเวลาให้คำปรกึ ษา คำแนะนำ และ
ให้ข้อเสนอแนะในการปรับปรุงแก้ไขข้อบกพร่องต่างๆจนสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี ผู้วิจัยรู้สึกซาบซึ้งในความ
กรณุ าและขอกราบขอบพระคณุ เปน็ อย่างสูงมา ณ ทน่ี ้ี

ขอขอบพระคุณผู้เชี่ยวชาญทั้ง 3 ท่าน ที่ให้ความอนุเคราะห์ตรวจสอบเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย
ขอขอบคุณนกั เรียนชัน้ อนบุ าลปที ี่ 3 โรงเรยี นอนุบาลคุณากร ในพระราชปู ถัมภ์ฯ ทีใ่ ห้ความรว่ มมือในการรว่ ม
กจิ กรรมเปน็ อย่างดีจนไดข้ ้อมลู ครบถ้วนสมบูรณ์

ขอขอบพระคุณอาจารย์ทุกท่านที่ได้ประสิทธิประสาทวิชา จนผู้วิจัยสามารถนำเอาหลักการมา
ประยกุ ตใ์ ช้ความสำเร็จและความภาคภมู ิใจอันเกิดจากรายงานการวิจัยเพื่อ พัฒนาการเรียนรู้ฉบับน้ี เป็นผล
มาจากกำลังใจทีไ่ ดร้ ับจากครอบครวั และคนรอบข้าง รวมท้ังเพ่ือนรว่ มรุน่ ในสาขาวิชาการศึกษาปฐมวัย คณะ
ครุศาสตร์ มหาวิทยาลยั สวนดสุ ิต ศนู ย์การศกึ ษานอกทตี่ งั้ นครนายก ท่ีคอยชว่ ยเหลือและให้ความอนุเคราะห์
ในดา้ นตา่ ง ๆ ด้วยดเี สมอมา

คุณค่าและประโยชน์ของรายงานการวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ฉบับนี้ ขอมอบเป็นเครื่องบูชา
พระคุณของบดิ า มารดาท่ไี ด้อบรมเล้ยี งดูและชว่ ยสนับสนุนทนุ การศกึ ษาแก่ผ้วู ิจยั และพระคณุ ของคณาจารย์
ทกุ ท่าน ทัง้ ในอดีตและปจั จุบัน ท่ไี ดป้ ระสทิ ธป์ิ ระสาทวิชาความรูใ้ ห้แก่ผูว้ ิจยั ทำให้ผู้วิจัยได้รับประสบการณ์ท่ี
มีคณุ คา่ ย่ิง

นางสาวสุวารี สมบัติ
2564

สารบัญ

บทคดั ย่อ หนา้
กิตติกรรมประกาศ ก
สารบัญ ข
สารบญั ตาราง ค
สารบญั ภาพ จ

บทท่ี 1 บทนำ
ความเป็นมาและความสำคญั 1
วตั ถุประสงค์ของการวจิ ัย 1
ขอบเขตการวิจัย 3
สมมตฐิ านการวจิ ยั 3
คำจำกัดความท่ีใช้ในงานวิจยั 3
ประโยชน์ทคี่ าดว่าจะได้รบั 4
4
บทท่ี 2 แนวคิด ทฤษฎี เอกสารและงานวิจยั ทเ่ี กยี่ วข้อง
หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2560 5
การอา่ น 5
ความหมายการอ่าน 10
ความสำคญั ของการอา่ น 10
องค์ประกอบของการอา่ น 11
พัฒนาการดา้ นการอา่ น 13
กจิ กรรมส่งเสริมการอา่ นของเดก็ ปฐมวัย 15
เกมการศกึ ษา 21
ความหมายของเกมการศกึ ษา 22
ประเภทของเกมการศกึ ษา 22
จุดประสงค์ของการจดั เกมการศึกษา 24
หลักในการใชเ้ กมการศกึ ษา 27
เกมการศึกษาเน้นภาษา 29
31

บทที่ 2 แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ยั ท่เี กย่ี วข้อง ง
ความหมายของเกมการศึกษาเน้นภาษา
รปู แบบของเกมการศกึ ษาเนน้ ภาษา หน้า
หลกั ในการใช้เกมการศึกษาเนน้ ภาษา 31
31
แนวคดิ และทฤษฎีที่เกย่ี วข้อง 31
งานวจิ ัยทเี่ กี่ยวขอ้ ง 34
กรอบแนวคิดในการวิจยั 36
39
บทที่ 3 วธิ ีดำเนินการวิจัย
ประชากรและการสุ่มกลุ่มตัวอยา่ ง 40
เครอื่ งมือในการวจิ ัยและการตรวจสอบคุณภาพเคร่อื งมือ 40
การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล 40
การวเิ คราะหข์ อ้ มูล 43
43
บรรณานกุ รม
บรรณานกุ รมภาษาไทย 47
บรรณานุกรมภาษาตา่ งประเทศ 47
50
ภาคผนวก
ภาคผนวก ก 51
ภาคผนวก ข 52
ภาคผนวก ค 65
91
ประวตั ผิ ้วู ิจัย
149

สารบัญตาราง หนา้
42
ตารางที่
3.1 คณุ ภาพของแบบทดสอบวัดทกั ษะทางการอ่าน

สารบัญภาพ หน้า
39
ภาพที่
2.1 กรอบแนวคิดในการวจิ ยั

บทที่ 1
บทนำ

ความเป็นมาและความสำคญั

ภาษาเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวติ มนุษย์เป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาไทยที่มี ความสำคัญต่อ
การดำรงชีวิตของคนไทย เป็นเอกลักษณ์แสดงถึงความเป็นไทย เป็นสื่อกลางในการ ติดต่อสื่อสารระหว่างกัน
และกัน สร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในชาติรวมท้งั ทำใหเ้ กดิ ความสะดวก และความเขา้ ใจที่ตรงกัน ปัจจุบัน
เราใช้ภาษาไทยเป็นเครื่องมือในการสื่อสารและแสวงหาความรู้ใน สาขาวิชาต่าง ๆ ภาษาไทยจึงนับว่าอยู่ใน
กลุ่มทักษะที่เป็นเคร่ืองมือในการเรียนรู้อนั ประกอบด้วยการ ฟัง การพูด การอ่าน และการเขียน ทั้งนี้เพือ่ สื่อ
ความคดิ ความเขา้ ใจและแสวงหาความรู้ตอ่ ไปในการดำเนนิ ชวี ิต

การพัฒนาทักษะทางภาษาเป็นสิ่งที่สำคัญและมีความจำเป็นสำหรับเด็กปฐมวัย โดยเฉพาะอย่างย่ิง
การอ่านเป็นทักษะหน่ึงที่สำคญั ต่อชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจบุ ัน เนื่องจากโลก ปัจจุบันเป็นโลกที่เปลี่ยนแปลง
ไปทงั้ ด้านวตั ถุวิทยากร เทคโนโลยแี ละความนึกคิด ทำใหม้ นุษย์รู้จัก ค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอ เพ่ือให้
ทนั ต่อเหตกุ ารณ์ต่าง ๆ ทเ่ี กิดข้ึน นอกจากการอ่านจะเป็น การส่งเสริมพัฒนาการด้านสติปญั ญาแล้ว การอ่าน
จะช่วยส่งเสรมิ ความรู้ความคดิ ของคนเราให้ เพมิ่ พนู ขึน้ จากการศกึ ษาค้นคว้าเกยี่ วกบั การอ่านเป็นจำนวนมาก
พบว่า การอ่านทำให้คนเป็นคนโดยสมบูรณ์ และทักษะการอ่านถือเป็นทักษะหนึ่งท่ี ช่วยพัฒนาคุณภาพชีวติ
ของมนุษย์ให้ดียิ่งขึ้น การอ่านเป็นพื้นฐานสำคัญของเด็ก เพราะการอ่านช่วยพัฒนาความรู้สติปัญญาและ
ความคิด นอกจากนี้การอ่านเป็นเครื่องมือแสวงหาความรู้เป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ผู้เรียนก้าวหน้า ประสบ
ผลสำเร็จในการเรียนที่จะช่วยพัฒนาความสามารถในการคิด และการอ่าน ตลอดชีวิตของคนเราน้ัน
ประสบการณ์ท่ีเกิดขึ้นโดยตรงไม่มากนัก แต่หากผู้ใดอ่านมากผู้นั้นย่อมมีประสบการณ์ กว้างขวาง และ
ประสบการณ์จะนาํ ความรู้จากการอ่านไปพฒั นาการฟัง พูด และเขียน นอกจากน้ีการอ่านจะประสบผลดีได้นั้น
ต้องมีความสามารถในการจําแนกความแตกต่างด้วยสายตา เป็นการ สงั เกตเหน็ ความเหมอื นความต่างกันของ
รูปทรง รปู ภาพ และคําที่เขียนเป็นสัญลกั ษณ์ ความสามารถในการอ่านขน้ึ อยู่กับความสามารถในการเหน็ ความ
แตกต่างระหว่างคําที่อ่านหรือ สัญลักษณ์ได้รารที่เด็กจําแนกเสียงที่คล้ายคลึงกันได้จะช่วยให้เด็กอ่านได้อยา่ ง
ถกู ตอ้ ง

เกมการศึกษาเป็นกิจกรรมการเล่นที่มีกฎกติกา มีความสำคัญต่อการฝึกทักษะขณะที่เล่น จะช่วยให้
เด็กเกิดการเรียนรู้ทกั ษะการสังเกต ความคิด รวบยอดเก่ียวกับส่ิงทีเ่ รียน นอกจากนีย้ ังทำ ให้สามารถจําแนก
ความเหมือนและความแตกต่าง คิดหาเหตุผลด้วยตนเอง เกมการศึกษาเป็นการ ฝึกให้รู้จักสังเกตและ
เปรียบเทยี บรปู ภาพและวสั ดสุ ง่ิ ของต่าง ๆ ใชค้ วามคิดอย่างมีเหตุผลการ ตดั สินใจแกป้ ัญหาการใช้กลา้ มเน้ือมือ
และตาประสานกัน เตรยี มความพร้อมในการอ่าน เกมการศึกษาเปน็ ของเล่นที่ช่วยใหผ้ เู้ รยี นท่ีมคี วามสังเกตที่ดี

2

มี ความสามารถในการมองเห็นและจำแนกด้วยตา ช่วยพัฒนาความคิดทักษะทางภาษา แสดงความสามารถ
ของแต่ละบคุ คล ช่วยใหเ้ ห็น พฤตกิ รรมของเด็กชัดเจนยงิ่ ขึ้น ทงั้ ยังเกดิ ความเพลิดเพลนิ และผ่อนคลายความ
ตึงเครียดในการ เรียนและเป็นการฝึกความรับผิดชอบและฝึกให้เดก็ รู้จักการปฏิบัติตามกฎระเบียบท่ีวางไว้จึง
ทำให้มี ความเชื่อว่า เกมการศึกษาสามารถจะพัฒนาความพร้อมในด้านต่าง ๆ ให้แก่ผู้เรียนในระดับปฐมวัยน้ี
ได้ซึ่งเป็นการปูพื้นฐานความรู้เพราะการรับรู้จะเกิดได้ด้วยการมองดูด้วยสายตา รับรู้ได้จากการฟังเสียง
สามารถบอกความเหมือนและความต่างได้ด้วยการสังเกต ถ้าเด็กจําแนกเสียงได้จะช่วยให้อ่าน ได้ถูกต้อง ถ้า
จําแนกภาพได้จะช่วยให้เด็กจำได้แม่นยําและคงทน ซึ่งเป็นการแสดงให้เห็นว่าผู้เรียน มีความพร้อมที่จะรับรู้
และสือ่ ความหมายให้ผอู้ ่นื เขา้ ใจได้และไปสอดคล้องกับทฤษฎีการเรียนรู้ของเพยี เจต์ ท่ีกล่าวว่า เกมการศึกษา
เป็นกิจกรรมที่ท้าทายความสามารถของเดก็ ได้มีส่วนร่วมในกระบวนการคิดและตัดสนิ ใจ มองในสิ่งที่เหมือน
หรือแตกต่างกันได้โดยให้เด็กเป็นผู้ดำเนินการเล่นด้วยตนเอง นอกจากนี้เกมยังเป็นกจิ กรรมหนึ่งท่ีช่วยให้เด็ก
เกิดความเพลดิ เพลิน ช่วยจูงใจและเร้าความสนใจของเด็ก ซึ่งจะช่วย สง่ เสรมิ การเรยี นรู้เป็นการฝึกให้เด็กรู้จัก
คดิ และฝึกการสังเกต เพื่อพฒั นาทกั ษะทางการอ่าน (นที เกิดอรณุ 2538: 40) และชว่ ยพฒั นาทกั ษะในทุก ๆ
ด้านโดยเฉพาะด้านสติปัญญา การเรียนรู้คือเด็กได้รับการเรียนจากการเล่น โดยลงมือปฏิบัติจริงจาก
ประสบการณ์โดยตรงด้วยตนเองจากสอ่ื อุปกรณข์ องเล่นทเี่ ป็นรูปธรรม ซึ่งจะช่วยพฒั นาความพร้อมใหเ้ ด็กเกิด
เจตคติที่ดีต่อการเรียน ส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพื่อเป็นพื้นฐานทางการเรียนในระดับที่สูงขึ้นต่อไป
(สำนักงานการ ประถมศึกษากรุงเทพมหานคร. 2527: 23) จากที่กล่าวมาผู้วจิ ัยคิดว่าเกมการศกึ ษาที่สร้างข้ึน
นา่ จะมีคณุ ภาพเพยี งพอท่จี ะพฒั นาทกั ษะการอ่าน ให้มปี ระสิทธิภาพและประสิทธผิ ลท่สี ูงขึ้น

การใช้เกมการศึกษาเพ่ือพัฒนาทักษะการอ่าน จัดเป็นสื่อการเรยี นรู้และกจิ กรรมหลักตาม หลักสูตร
การศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2560 ที่ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย เพื่อพัฒนาเด็กให้เกิด
คุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษาปฐมวัย และเน้นทางด้านสติปัญญา หรือการคิดให้แก่เด็ก
เกมการศึกษามีหลายประเภท มีรูปแบบและวิธีเลน่ แตกต่างกันไป ครูและ ผู้ปกครองเป็นผู้ทีม่ ีบทบาทในการ
จัดหาเกมการศึกษาเพื่อมากระตุ้นให้เด็กเกิดการเรียนรู้และทักษะ ด้านต่าง ๆ ผ่านการเล่นเกมโดยคำนึงถึง
พฒั นาการ ความสามารถในการเรยี นรขู้ องเด็ก เกมการศึกษา จะช่วยให้เดก็ มคี วามพรอ้ มทจี่ ะเรยี น อา่ น เขยี น
ด้วยความสนุกสนานและสามารถจดจำเนื้อหาได้อย่างแม่นยำ เกมจะต้องครอบคลุมจุดประสงค์ไว้หลาย
ประการ เกมแต่ละชุดอาจจะให้ผู้เล่นสามารถ บรรลุเป้าหมายอย่างหนึ่งอย่างใด หรือบรรลุเป้าหมายหลาย
อย่างในคราวเดียวกัน นอกจากน้ียังเปน็ การเล่นที่ช่วยพัฒนาสติปัญญา มีกฎเกณฑ์กติกาง่ายๆ เด็กสามารถ
เล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม ช่วยให้เด็กรู้จักการสังเกต คิดหาเหตุผล และเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสี
รปู ร่าง จำนวน และ ความสัมพันธ์ เกมการศึกษาจะมคี วามแตกตา่ งจากการเล่นอย่างอื่น

จากผู้วิจัยได้ไปทำการฝึกปฏิบัติการสอนในระดับชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนอนุบาลคุณากร ในพระ
ราชูปถัมภ์ฯ พบว่านักเรียนบ้างคนยังมีทักษะการอ่านไม่ค่อยดี โดยมีพฤติกรรม คือ อ่านไม่ออก ขี้เกียจอ่าน
แบบฝึกการอ่าน เบื่อทจ่ี ะอา่ นหนงั สือ พฤติกรรมน้ีส่งผลให้นกั เรยี นเกดิ อา่ นหนังสือไม่ได้ ทำงานในหอ้ งเรียนช้า
ทำให้ก่อใหเ้ กดิ การไมเ่ ขา้ ใจในการเรยี น ดงั น้นั ผู้วิจัยจึงตอ้ งใช้ กระบวนการวิจัยมาแก้ปญั หาโดยการนำทฤษฎี
การเรียนรูแ้ ละทฤษฎพี ฒั นาการทางสติปัญญาของเพยี เจต์ประยุกต์ไปใช้ในการเรยี นการสอน ท่ีว่าการสอนสิ่ง

3

ต่าง ๆ ให้กับเด็กควรใชส้ ือ่ และอุปกรณ์ท่ีเปน็ รปู ธรรมเพื่อช่วยให้เด็กมีความเข้าใจได้ชัดเจนขึน้ ดีกว่าการบอก
เล่า บรรยายดว้ ยคำพดู เพยี งอยา่ งเดียว

ดังนั้นผู้วจิ ัยจงึ มีความสนใจท่ีจะศกึ ษาการพฒั นาทกั ษะการอ่านโดยการเกมการศกึ ษาเน้นภาษา ของ
นักเรียนโรงเรียนอนุบาลคุณากร ในพระราชปู ถมั ภฯ์ เพือ่ พฒั นาให้นกั เรยี นมีทักษะการอ่านที่ดี ขึ้นและเพื่อให้
ดว้ ยความสนุกสนานและสามารถจดจำเน้ือหาไดอ้ ยา่ งแม่นยำ

วัตถุประสงค์ของการวิจยั

1.เพือ่ ศึกษาพัฒนาทักษะการอา่ นของนักเรียนใหด้ ีมากขน้ึ
2.เพื่อเปรยี บเทยี บทักษะการอา่ นของนกั เรียนกอ่ นและหลงั การใช้เกมการศกึ ษาทีเ่ น้นภาษา

ขอบเขตการวิจัย

1. ประชากรที่ใช้ในการวจิ ัย
ประชากรที่ใช้ในการศึกษาวิจัยครั้งนี้เป็นเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 5-6 ปี ซึ่งกำลังศึกษาในระดับช้ัน
อนบุ าล 3 โรงเรยี นอนุบาลคุณากร ในพระราชปู ถมั ภ์ฯ ภาคเรยี นท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 มจี ำนวน 29 คน

2. กลุ่มตัวอย่างทใี่ ชใ้ นการการวจิ ยั
กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ เป็นเด็กปฐมวัยอายุระหว่าง 5-6 ปี ซึ่งกำลังศึกษาในระดับช้ัน
อนุบาล 3/2 โรงเรียนอนุบาลคุณากร ในพระราชูปถัมภฯ์ ภาคเรียนท่ี 2 ปีการศกึ ษา 2563 จำนวน 10 คน
ซ่งึ ได้มาจากการเลือกแบบเจาะจง และเปน็ ห้องทผ่ี วู้ จิ ยั เปน็ ผ้ฝู ึกการปฏบิ ัติการสอน

3. ตวั แปรทศี่ กึ ษา
ตัวแปรตน้ (ตัวแปรอสิ ระ) : เกมการศึกษาเน้นภาษา
ตัวแปรตาม : ทกั ษะการอา่ น

สมมตฐิ านการวจิ ัย

1.นักเรยี นชั้นอนุบาล 3 โรงเรียนอนบุ าลคณุ ากร ในพระราชูปถัมภฯ์ มีการพฒั นาทกั ษะการอา่ นไดด้ ีขึน้
2.นกั เรียนช้นั อนุบาล 3 โรงเรียนอนบุ าลคุณากร ในพระราชปู ถัมภฯ์ หลังการใชเ้ กมการศกึ ษาเน้นภาษา
มรี ะดบั ทกั ษะการอา่ นสูงกว่าก่อนการใช้เกมการศึกษาเน้นภาษา

4

คำจำกัดความทใ่ี ชใ้ นงานวิจยั

พัฒนา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงที่มีการกระทำให้เกิดขึ้น หรือมีการวางแผนกำหนดทิศทางไว้
ล่วงหน้า โดยการเปลีย่ นแปลงน้ตี อ้ งเปน็ ไปในทศิ ทางทด่ี ีขนึ้

ทักษะการอ่าน หมายถึง ทักษะทางการอ่าน หมายถึง ความสามารถพื้นฐานของเด็กปฐมวัยในการ
รับรู้คำโดยรวม โดยไมแ่ ยกออกเปน็ แต่ละตัว อักษรหรอื สระ แตล่ ะพยางค์ เปน็ การจำรปู ภายนอกของคำแต่ละ
คำ และสามารถเชื่อมโยงคำกับภาพได้ ในการศกึ ษาคร้ังน้ี
จำแนกทักษะทางการอา่ นออกเป็น 3 ด้าน ได้แก่

- การสังเกตเปรียบเทียบ หมายถึง การสังเกตเปรียบเทียบรายละเอียดของภาพสัญลักษณ์ ทิศทาง
ระยะ ความเหมอื นความแตกต่างของภาพ สญั ลักษณต์ า่ ง ๆ

- การหาความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับสัญลักษณ์ หมายถึง การสังเกตภาพสัญลักษณ์ที่สัมพันธ์กัน
ระหว่างภาพกบั สญั ลักษณ์ หรือภาพกับคำ ในลักษณะตา่ ง ๆ

- ศัพท์สัมพันธ์ หมายถึง ความเข้าใจในการเช่ือมโยงคำศัพท์กับสิง่ ทีเ่ กี่ยวขอ้ งหรือมีความสัมพันธ์กบั
คำศพั ท์นน้ั

นักเรยี น หมายถงึ นักเรียนระดับชนั้ อนุบาล 3/2 โรงเรียนอนบุ าลคณุ ากร ในพระราชปู ถัมภฯ์
เกมการศึกษา หมายถงึ สอื่ การเรยี นที่จดั ทำขน้ึ เพ่ือให้เด็กเกิดการเรียนรู้และพัฒนาทักษะต่าง ๆ โดย
มกี ฎเกณฑแ์ ละกติกา
เกมการศึกษาเน้นภาษา หมายถึง เกมหาความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับสัญลักษณ์ โดยเด็กสามารถ
สงั เกต เปรียบเทยี บ จากภาพ สัญลักษณ์ และส่อื ความหมายจากภาพหรือสัญลักษณ์ ออกมาเป็นถ้อยคำ เพ่ือ
พัฒนาทักษะทางการอา่ นของเดก็ ปฐมวัยโดยผา่ นการเลน่ ประกอบไปด้วย
เกมการศึกษาเนน้ ภาษา 3 ประเภท ดังนี้
- เกมจบั ค่ภู าพกบั คำ เป็นเกมทีเ่ ด็กฝกึ สงั เกตภาพกับคำที่เหมอื นกนั และนำคำทีเ่ หมอื นกนั มาเขา้ คูก่ นั
- เกมภาพตดั ต่อ เปน็ เกมศึกษารายละเอียดของภาพกับคำรอยตัดตอ่ ของภาพกับคำท่ีเหมือนกันหรือ
ตา่ งกันในเรื่องของสี รปู รา่ ง ขนาด ลวดลาย
- เกมลอตโต เกมฝึกการสงั เกตรายละเอยี ดของภาพกับคำ

ประโยชน์ที่คาดวา่ จะไดร้ ับ

1. เพ่อื ให้เด็กมีทกั ษะการอา่ นท่ดี ีขึ้น
2. เพ่อื ใหเ้ ดก็ สามารถจำคำศัพท์ได้ดี

5

บทที่ 2
แนวคดิ ทฤษฎี เอกสารและงานวจิ ัยท่เี กี่ยวขอ้ ง

การวจิ ัยการพฒั นาทักษะการอา่ นของนกั เรียนโรงเรียนอนุบาลคณุ ากร ในพระราชูปถัมภ์ฯ โดยใช้เกม
การศึกษาเน้นภาษา ดังน้นั จึงไดศ้ ึกษาเอกสารและงานวิจัยท่ีเก่ยี วข้องตามลำดับหัวขอ้ เรือ่ งดังต่อไปนี้

1. หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั พุทธศักราช 2560
2. การอ่าน

2.1 ความหมายการอ่าน
2.2 ความสำคญั ของการอา่ น
1.3 องค์ประกอบของการอ่าน
1.4 พัฒนาการดา้ นการอ่าน
1.5 กจิ กรรมสง่ เสริมการอา่ นของเด็กปฐมวัย
3. เกมการศึกษา
3.1 ความหมายของเกมการศกึ ษา
3.2 ประเภทของเกมการศกึ ษา
3.3 จุดประสงคข์ องการจัดเกมการศกึ ษา
3.4 หลักในการใชเ้ กมการศกึ ษา
4. เกมการศึกษาเนน้ ภาษา
4.1 ความหมายของเกมการศกึ ษาเนน้ ภาษา
4.2 รูปแบบของเกมการศกึ ษาเนน้ ภาษา
4.3 หลักในการใชเ้ กมการศกึ ษาเนน้ ภาษา
5. แนวคิดและทฤษฎที ี่เกยี่ วข้อง
6. งานวิจัยท่เี กย่ี วขอ้ ง
7. กรอบแนวคิด

1. หลกั สูตรการศึกษาปฐมวยั พุทธศกั ราช 2560

ปรัชญาการศกึ ษาปฐมวยั
การศึกษาปฐมวยั เปน็ การพัฒนาเด็กตง้ั แต่แรกเกิดถงึ ๖ ปีบริบูรณ์ อย่างเปน็ องค์รวมบน พ้ืนฐานการ

อบรมเลยี้ งดูและการส่งเสรมิ กระบวนการเรียนรู้ทสี่ นองต่อธรรมชาตแิ ละพฒั นาการตามวัยของเด็กแต่ละคนให้
เต็มตามศักยภาพ ภายใต้บริบทสังคมและวัฒนธรรมที่เด็กอาศัยอยู่ ด้วยความรัก ความเอื้ออาทร และความ
เข้าใจของทุกคน เพื่อสร้างรากฐาน คุณภาพชีวิตให้เด็กพัฒนาไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เกิดคุณค่าต่อ
ตนเอง ครอบครวั สังคม และประเทศชาติ

6

วสิ ยั ทัศน์
หลักสูตรการศึกษาปฐมวัยมุ่งพัฒนาเด็กทุกคนให้ได้รับการพัฒนาด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม

และสติปญั ญา อย่างมีคณุ ภาพและตอ่ เนอื่ ง ได้รบั การจดั ประสบการณก์ ารเรียนรู้อย่างมีความสขุ และเหมาะสม
ตามวยั มีทกั ษะชีวิตและปฏิบตั ติ นตามหลักปรัชญาของเศรษฐกจิ พอเพียง เป็นคนดี มีวนิ ัย และสำนึกความเปน็
ไทย โดยความรว่ มมอื ระหว่างสถานศกึ ษา พ่อแม่ ครอบครัว ชุมชน และทุกฝ่ายที่เกยี่ วขอ้ งกบั การพฒั นาเด็ก

หลกั การ
เด็กทุกคนมีสิทธิที่จะได้รับการอบรมเลี้ยงดูและการส่งเสริมพฒั นาการตามอนสุ ัญญาว่าดว้ ยสิทธเิ ดก็

ตลอดจนไดร้ ับการจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้อย่างเหมาะสม ดว้ ยปฏิสัมพันธ์ทีด่ ีระหวา่ งเด็กกับพ่อแม่ เด็กกับ
ผสู้ อน เดก็ กับผเู้ ล้ยี งดู หรอื ผทู้ ่เี ก่ียวข้องกับการอบรมเลย้ี งดู การพัฒนาและให้การศกึ ษาแก่เดก็ ปฐมวยั เพื่อให้
เด็กมีโอกาสพัฒนาตนเองตามลำดับขั้นของพัฒนาการทุกด้าน อย่างเป็นองค์รวม มีคุณภาพ และเต็มตาม
ศกั ยภาพ โดยกำหนดหลกั การ ดังน้ี

1.สง่ เสรมิ กระบวนการเรียนรู้และพฒั นาการท่ีครอบคลุมเด็กปฐมวยั ทุกคน
2. ยึดหลักการอบรมเลี้ยงดแู ละให้การศึกษาที่เน้นเด็กเป็นสำคัญโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่าง
บคุ คล และวถิ ีชีวติ ของเด็กตามบรบิ ทของชมุ ชน สงั คม และวัฒนธรรมไทย
3.ยึดพัฒนาการและการพัฒนาเด็กโดยองค์รวมผ่านการเล่นอย่างมีความหมายและมีกิจกรรมที่
หลากหลายได้ลงมอื กระทำในสภาพแวดลอ้ มทีเ่ อื้อต่อการเรยี นร้เู หมาะสมกับวัยและมกี ารพักผอ่ นเพียงพอ
4.จัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้ให้เด็กมีทักษะชีวิตและสามารถปฏบิ ัติตนตามหลกั ปรัชญาของเศรษฐกิจ
พอเพยี ง เปน็ คนดี มีวินยั และมีความสุข
5.สร้างความรู้ ความเข้าใจและประสานความร่วมมอื ในการพฒั นาเดก็ ระหวา่ งสถานศกึ ษากับพ่อแม่
ครอบครวั ชมุ ชน และทกุ ฝ่ายที่เก่ียวข้องกบั การพัฒนาเด็กปฐมวยั

หลักสูตรการศกึ ษาปฐมวยั สำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี
หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวัยสำหรับเด็กอายุ 3-6 ปี เป็นการจดั การศึกษาในลักษณะของการอบรมเลี้ยง

ดูและให้การศึกษาเด็กจะได้รับการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และ สติปัญญา ตามวัยและ
ความสามารถของแต่ละบุคคล

จดุ หมาย
หลักสตู รการศกึ ษาปฐมวยั มงุ่ เด็กมพี ัฒนาการตามวยั เตม็ ตามศักยภาพ และมคี วามพร้อมในการเรียนรู้

ตอ่ ไป จึงกำหนดจดุ หมายเพอ่ื ให้เกิดกับเด็กเมือ่ จบการศึกษาระดบั ปฐมวยั ดังน้ี
1. รา่ งกายเจรญิ เตบิ โตตามวัย แขง็ แรง และมีสุขนิสยั ทดี่ ี
2. สุขภาพจิตดี มสี นุ ทรยี ภาพ มีคณุ ธรรม จรยิ ธรรม และจิตใจท่ดี งี าม

7

3. มีทักษะชีวิตและปฏิบัติตนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง มีวินัย และอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้
อย่างมีความสขุ

4. มที กั ษะการคดิ การใช้ภาษาสือ่ สาร และการแสวงหาความรไู้ ดเ้ หมาะสมกบั วัย

การจดั ประสบการณ์
การจัดประสบการณ์สำหรับเดก็ ปฐมวัยอายุ 3-6 ปี เปน็ การจดั กิจกรรมในลกั ษณะการบูรณาการผ่าน

การเลน่ การลงมอื กระทำจากประสบการณต์ รงอยา่ งหลากหลาย เกดิ ความรู้ ทกั ษะ คณุ ธรรมจริยธรรม รวมท้ัง
เกิดการพัฒนาทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา ไม่จัดเป็นรายวิชา โดยมีหลักการ และ
แนวทางการจดั ประสบการณ์ ดังนี้

1. หลกั การจัดประสบการณ์
1.1 จดั ประสบการณก์ ารเล่นและการเรยี นร้อู ย่างหลากหลาย เพอ่ื พฒั นาเด็กโดยองคร์ วม อยา่ งสมดุล

และต่อเนอื่ ง
1.2 เน้นเด็กเปน็ สำคัญ สนองความต้องการ ความสนใจ ความแตกต่างระหว่างบุคคลและบริบทของ

สงั คมทเ่ี ดก็ อาศัยอยู่
1.3 จัดให้เดก็ ได้รบั การพัฒนา โดยให้ความสำคญั กับกระบวนการเรยี นรู้ พฒั นาการของเด็ก
1.4 จัดการประเมินพัฒนาการให้เป็นกระบวนการอย่างต่อเนื่อง และเป็นส่วนหนึ่งของการจั ด

ประสบการณ์ พรอ้ มท้ังนำผลการประเมินมาพัฒนาเด็กอยา่ งตอ่ เนื่อง
1.5 ให้พ่อแม่ ครอบครวั ชุมชน และทุกฝา่ ยทเี่ กีย่ วขอ้ งมีสว่ นรว่ มในการพัฒนาเดก็

2. แนวทางการจัดประสบการณ์
2.1 จดั ประสบการณ์ให้สอดคลอ้ งกับจิตวิทยาพฒั นาการและการทำงานของสมองทเ่ี หมาะกับอายุ วฒุ ิ

ภาวะและระดับพัฒนาการ เพือ่ ให้เดก็ ทกุ คนได้พฒั นาเต็มตามศักยภาพ
2.2 จดั ประสบการณ์ใหส้ อดคล้องกับแบบการเรยี นรูข้ องเดก็ เดก็ ไดล้ งมือกระทำเรียนรู้ผ่านประสาท

สัมผัสทง้ั ห้า ได้เคลือ่ นไหว สำรวจ เลน่ สงั เกต สบื ค้น ทดลอง และคดิ แก้ปญั หาด้วยตนเอง
2.3 จัดประสบการณ์แบบบูรณาการ โดยบูรณาการท้งั กิจกรรม ทักษะ และสาระการเรียนรู้
2.4 จดั ประสบการณใ์ ห้เดก็ ไดร้ เิ รม่ิ คดิ วางแผน ตดั สินใจลงมือกระทำและนำเสนอ

ความคดิ โดยผ้สู อนหรือผจู้ ัดประสบการณ์เปน็ ผสู้ นบั สนนุ อำนวยความสะดวก และเรยี นรู้รว่ มกบั เด็ก
2.5 จัดประสบการณ์ให้เด็กมีปฏิสัมพันธ์กับเด็กอื่น กับผู้ใหญ่ ภายใต้สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการ

เรยี นรใู้ นบรรยากาศทอี่ บอุ่นมีความสุข และเรยี นรกู้ ารทำกจิ กรรมแบบรว่ มมือในลกั ษณะตา่ ง ๆ กนั
2.6 จัดประสบการณ์ให้เดก็ มปี ฏิสัมพนั ธ์กับสอ่ื และแหล่งการเรยี นรทู้ หี่ ลากหลายและอยใู่ นวถิ ชี ีวิตของ

เด็ก สอดคลอ้ งกบั บรบิ ท สังคม และวัฒนธรรมทีแ่ วดลอ้ มเด็ก

8

2.7 จัดประสบการณ์ที่ส่งเสริมลักษณะนิสัยที่ดีและทักษะการใช้ชีวิตประจำวัน ตามแนวทางหลัก
ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพยี ง ตลอดจนสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรม และการมีวินัยให้เป็นส่วนหนึ่งของการ
จดั ประสบการณ์การเรียนรอู้ ย่างต่อเน่ือง

2.8 จดั ประสบการณ์ทงั้ ในลักษณะท่มี กี ารวางแผนไว้ลว่ งหน้าและแผนที่เกิดขึ้นในสภาพจรงิ โดยไม่ได้
คาดการณ์ไว้

2.9 จัดทำสารนิทัศน์ดว้ ยการรวบรวมข้อมูลเก่ียวกับพฒั นาการและการเรียนรู้ของเด็กเป็นรายบุคคล
นำมาไตรต่ รองและใช้ให้เป็นประโยชน์ตอ่ การพัฒนาเด็กและการวจิ ัยในชัน้ เรียน

2.10 จัดประสบการณ์โดยใหพ้ ่อแม่ ครอบครัว และชุมชนมีส่วนร่วมทั้งการวางแผนการสนับสนุนส่อื
แหลง่ เรยี นรู้ การเข้ารว่ มกิจกรรม และการประเมนิ พฒั นาการ

3. การจดั กจิ กรรมประจำวนั
กจิ กรรมสำหรับเด็กอายุ 3 ปี - 6 ปบี ริบูรณ์ สามารถนำมาจดั เปน็ กิจกรรมประจำวันได้หลายรูปแบบ

เป็นการช่วยให้ผู้สอนหรือผู้จัดประสบการณ์ทราบว่าแต่ละวันจะทำกิจกรรมอะไร เมื่อใด และอย่างไร ทั้งนี้
การจัดกิจกรรมประจำวันสามารถจัดได้หลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมในการนำไปใช้ของแต่ละ
หนว่ ยงานและสภาพชุมชน ที่สำคญั ผ้สู อนต้องคำนึงถึงการจัดกิจกรรมให้ครอบคลุมพฒั นาการทกุ ด้าน การจัด
กิจกรรมประจำวนั มีหลักการจัดและขอบข่ายของกิจกรรมประจำวนั ดังน้ี

3.1 หลักการจัดกิจกรรมประจำวนั
1. กำหนดระยะเวลาในการจัดกิจกรรมแต่ละกิจกรรมให้เหมาะสมกับวัยของเด็กในแต่ละวัน แต่

ยดื หยุน่ ได้ตามความต้องการและความสนใจของเดก็ เช่น
วัย 3-4ปี มคี วามสนใจประมาณ 8-12 นาที
วยั 4-5 ปี มคี วามสนใจประมาณ 12-15นาที
วัย 5-6 ปี มีความสนใจประมาณ 15-20 นาที

2. กิจกรรมทีต่ ้องใชค้ วามคิดทงั้ ในกลุ่มเลก็ และใหญ่ ไมค่ วรใช้เวลาตอ่ เนือ่ งนานเกิน 20 นาที
3. กิจกรรมท่ีเด็กมีอิสระเลือกเล่นเสรี เพื่อช่วยใหเ้ ด็กรู้จักเลือกตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา คิดสร้างสรรค์
เชน่ การเล่นตามมุม การเลน่ กลางแจง้ ฯลฯ ใชเ้ วลาประมาณ 40-60 นาที
4. กิจกรรมควรมีความสมดุลระหว่างกิจกรรมในห้องและนอกห้อง กิจกรรมที่ใช้กล้ามเนื้อใหญ่และ
กล้ามเน้ือเล็ก กจิ กรรมที่เปน็ รายบุคคล กล่มุ ย่อยและกลมุ่ ใหญ่ กิจกรรมทเ่ี ด็กเปน็ ผ้รู ิเริ่มและผู้สอน หรือผู้จัด
ประสบการณเ์ ปน็ ผู้ริเร่มิ และกจิ กรรมที่ใช้กำลงั และไมใ่ ช้กำลัง จดั ใหค้ รบทกุ ประเภท ทั้งนกี้ ิจกรรมที่ต้องออก
กำลงั กายควรจดั สลบั กับกิจกรรมท่ีไม่ต้องออกกำลังมากนักเพอ่ื เดก็ จะไดไ้ มเ่ หน่อื ยเกินไป

9

3.2 ขอบข่ายของกจิ กรรมประจำวนั
การเลอื กกิจกรรมท่ีจะนำมาจัดในแต่ละวนั สามารถจัดได้หลายรูปแบบ ทัง้ น้ขี ึ้นอยูก่ ับความเหมาะสม

ในการนำไปใช้ของแต่ละหน่วยงานและสภาพชุมชน ที่สำคัญผู้สอนต้องคำนึงถึงการจัดกิจกรรมใหค้ รอบคลุม
พฒั นาการทกุ ดา้ น ดงั ต่อไปน้ี

3.2.1 การพัฒนากล้ามเนื้อใหญ่ เป็นการพัฒนาความแข็งแรง การทรงตัว การยืดหยุ่น ความ
คลอ่ งแคลว่ ในการใชอ้ วยั วะตา่ ง ๆ และจงั หวะการเคลือ่ นไหวในการใช้กล้ามเนือ้ ใหญ่ โดยจดั กิจกรรมให้เด็กได้
เลน่ อิสระกลางแจง้ เล่นเครอ่ื งเลน่ สนาม ปนี ป่ายเลน่ อิสระ เคลอื่ นไหวร่างกายตามจงั หวะดนตรี

3.2.2 การพัฒนากล้ามเนื้อเล็ก เป็นการพัฒนาความแข็งแรงของกล้ามเนื้อเล็ก กล้ามเนื้อมือ-นิ้วมอื
การประสานสมั พันธ์ระหวา่ งกลา้ มเนือ้ มือและระบบประสาทตามือได้อย่างคลอ่ งแคลว่ และประสานสัมพันธ์กัน
โดยจัดกิจกรรมให้เด็กได้เล่นเครื่องเล่นสัมผัส เล่นเกมการศึกษาฝึกช่วยเหลือตนเองในการแต่งกาย หยิบจับ
ช้อนสอ้ ม และใชว้ ัสดุอุปกรณ์ศิลปะ เชน่ สเี ทียน กรรไกร พกู่ ัน ดินเหนียว ฯลฯ

3.2.3 การพฒั นาอารมณ์ จิตใจ และปลูกฝงั คุณธรรม จรยิ ธรรม เปน็ การปลูกฝงั ให้เดก็ มีความรู้สึกท่ีดี
ตอ่ ตนเองและผู้อน่ื มีความเชอ่ื ม่ัน กล้าแสดงออก มีวนิ ัย รบั ผิดชอบ ซ่ือสตั ย์ ประหยดั เมตตา กรุณา เอื้อเฟื้อ
แบง่ ปัน มมี ารยาทและปฏิบตั ิตนตามวัฒนธรรมไทยและศาสนาท่ีนับถือโดยจัดกิจกรรมตา่ ง ๆ ผ่านการเล่นให้
เด็กไดม้ โี อกาสตัดสินใจเลือก ไดร้ บั การตอบสนองความต้องการ ไดฝ้ ึกปฏบิ ตั โิ ดยสอดแทรกคณุ ธรรม จริยธรรม
อย่างตอ่ เนอ่ื ง

3.2.4 การพัฒนาสงั คมนิสยั เปน็ การพฒั นาใหเ้ ด็กมีลักษณะนิสัยท่ีดีแสดงออกอย่างเหมาะสมและอยู่
ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข ช่วยเหลือตนเองในการทำกิจวัตรประจำวัน มีนิสัยรักการทำงาน ระมัดระวงั
ความปลอดภัยของตนเองและผูอ้ ่ืน โดยรวมทั้งระมดั ระวังอันตรายจากคนแปลกหน้า ให้เด็กได้ปฏิบัติกิจวัตร
ประจำวันอย่างสม่ำเสมอ รับประทานอาหาร พักผ่อนนอนหลับ ขับถ่าย ทำความสะอาดร่างกาย เล่นและ
ทำงานร่วมกบั ผอู้ น่ื ปฏิบัติตามกฎกตกิ าข้อตกลงของส่วนรวม เกบ็ ของเข้าทเี่ มื่อเล่นหรอื ทำงานเสร็จ

3.2.5 การพัฒนาการคิด เป็นการพัฒนาให้เด็กมีความสามารถในการคิดแก้ปัญหาความคิดรวบยอด
และคิดเชิงเหตุผลทางคณติ ศาสตร์และวิทยาศาสตร์ โดยจัดกิจกรรมให้เดก็ ได้สนทนาอภิปรายแลกเปล่ยี นความ
คิดเหน็ เชิญวทิ ยากรมาพูดคุยกับเดก็ ศกึ ษานอกสถานท่ี เล่นเกมการศกึ ษา ฝึกการแกป้ ัญหาในชีวิตประจำวัน
ฝกึ ออกแบบและสรา้ งขน้ึ งาน และทำกิจกรรมทั้งเป็นกลุ่มยอ่ ย กลุ่มใหญ่ และรายบุคคล

3.2.6 การพัฒนาภาษา เป็นการพัฒนาให้เด็กใช้ภาษาสื่อสารถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิด ความรู้ความ
เข้าใจในสิ่งต่าง ๆ ที่เด็กมีประสบการณ์โดยสามารถต้ังคำถามในสิ่งที่สงสัยใคร่รู้ จัดกิจกรรมทางภาษาให้มี
ความหลากหลายในสภาพแวดลอ้ มที่เอื้อต่อการเรียนรู้ มุ่งปลูกฝังใหเ้ ด็กได้กล้าแสดงออกในการฟัง พูด อ่าน
เขียน มนี สิ ัยรกั การอ่าน และบุคคลแวดลอ้ มต้องเป็นแบบอยา่ งทีด่ ีในการใชภ้ าษา ทง้ั นีต้ อ้ งคำนงึ ถงึ หลักการจัด
กจิ กรรมทางภาษาท่เี หมาะสมกับเด็กเป็นสำคัญ

3.2.7 การส่งเสริมจินตนาการและความคิดสร้างสรรค์ เป็นการส่งเสริมให้เด็กมีความคิดริเร่ิม
สรา้ งสรรค์ได้ถา่ ยทอดอารมณ์ความรู้สึกและเห็นความสวยงามของสิ่งต่าง ๆ โดยจัดกจิ กรรมศิลปะสร้างสรรค์

10

ดนตรี การเคล่ือนไหวและจงั หวะตามจนิ ตนาการ ประดิษฐส์ ง่ิ ต่าง ๆอยา่ งอิสระ เล่นบทบาทสมมติ เล่นน้ำ เล่น
ทราย เลน่ บลอ็ ก และเลน่ กอ่ สรา้ ง

2. การอ่าน

2.1 ความหมายการอ่าน
ปัจจุบันได้มีการศึกษาเกี่ยวกับการอ่านอย่างกว้างขวางมาก และมีการกล่าวถึงความหมายของการ

อ่านในลักษณะตา่ ง ๆ ดงั ต่อไปน้ี
การอา่ น เปน็ กระบวนการรูก้ ารถอดรหสั สัญลักษณ์ทีซ่ ับซอ้ นเพ่ือสร้างหรอื เอาความหมายการอา่ นเป็น

วิธีการได้มาซึ่งภาษา การสื่อสารและแบ่งปันสารสนเทศและความคิด เช่น เดียวกับทุกภาษา การอ่านเป็น
อันตรกิริยาซับซ้อนระหวา่ งขอ้ ความและผูอ้ า่ นซงึ่ เกิดขนึ้ โดยความรู้ ประสบการณ์ เจตคติและชุมชนภาษาเดิม
ของผู้อ่านซึ่งวัฒนธรรมและสังคมกำหนด กระบวนการการอ่านต้องอาศัยการฝึกฝน การพัฒนาและการขัด
เกลาอยา่ งต่อเน่ือง นอกเหนือจากนกี้ ารอา่ นยังต้องการความคิดสร้างสรรคแ์ ละการวิเคราะห์วิจารณ์ (วิกิพีเดีย
สารานกุ รมเสรี)

หรรษา นิลวิเชียร (2535: 219) การอ่านเป็นกระบวนการค้นหาความหมายจากตัวอักษรคำที่ถูกจัด
รวบรวมอยู่บนหนา้ กระดาษไว้เพ่ือส่อื ความหมายท่ีต้องการแสดงออกมา ผูอ้ ่านจะรับรูส้ ัญลกั ษณ์หรือตัวอักษร
ด้วยสายตาเปน็ ประการแรกหลงั จากน้นั กจ็ ะคน้ หาความหมายหรอื ทำความเข้าใจกบั สญั ลักษณน์ น้ั

อนงค์ศิริ วิชาลัย (2536: 54) กล่าวว่า การอ่านเป็นกระบวนการที่สลับซับซ้อน โดยเริ่มจากการท่ตี า
เหน็ ภาพหรืออกั ษร รบั ภาพ จำได้ เขา้ ใจความหมาย เลอื กความหมายทดี่ ีทส่ี ดุ แล้วมาประมวลเปรยี บเทียบและ
สรปุ อย่างมเี หตุผลทำให้เข้าใจความหมายในส่งิ ที่อา่ น

วรรณี โสมประยูร (2537: 121) กล่าวว่า การอ่านเป็นกระบวนการทางสมองที่ต้องใช้สายตาสัมผัส
ตวั อักษรหรือส่ิงพิมพอ์ ื่น ๆ รับรู้และเขา้ ใจความหมายของคำ หรอื สญั ลักษณโ์ ดยการแปลออกเป็นความหมาย
ท่ีใชส้ ่ือความคดิ และความรู้ระหว่างผ้เู ขียนกับผู้อา่ นไปด้วยตลอดเวลา

อรญั ญา ฤาชยั (2541: 18) ได้กลา่ วไว้ว่า การอ่าน เป็นกระบวนการแปลความหมายของอกั ษรออกมา
เป็นถอ้ ยคำหรอื ความเข้าใจจากตวั อกั ษรออกมาเปน็ ความคดิ แล้วสามารถนำความคดิ น้นั ไปใชใ้ ห้เกดิ ประโยชนไ์

นภดล จันทร์เพ็ญ (2542: 73) ได้ให้ความหมายของการอ่าน การอ่านคือ การแปลความหมายของ
ตัวอักษร เครื่องหมายสัญลักษณ์ เครือ่ งส่อื ความหมายต่าง ๆ ทีป่ รากฏแก่ตาออกมาเป็นความคิด ความเข้าใจ
เชิงสอ่ื สาร แล้วผ้อู ่านสามารถนำความคิด ความเข้าใจนน้ั ไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนไ์ ดต้ อ่ ไป

เตือนใจ กรุยกระโทก (2543: 15) ได้กล่าวไว้ว่า การอ่าน การเป็นกระบวนการแปลความหมายของ
ตวั อักษร เป็นความคดิ โดยอาศยั ประสบการณเ์ ดิม แลว้ นำความคิดไปใชใ้ หเ้ กดิ ประโยชนต์ ่อไป

อัจฉรา นาคทรพั ย์ (2546: 28) ไดก้ ลา่ วถงึ ความหมายของการอา่ นไว้วา่ การอา่ นเป็นกระบวนการทาง
สมองที่มีการแปลความหมายของตัวอักษร หรือสัญลักษณ์ที่มองเห็นโดยผ่านกระบวนการคิด เกิดเข้าใจและ
ถา่ ยทอดออกมาเป็นถ้อยคำทม่ี คี วามหมาย ส่ือได้ตรงกนั ระหว่างผ้อู า่ นและผู้เขียน

11

พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2542 (2546 : 1364) กล่าวว่า อ่าน เป็นคำกริยาหมายถึง
ว่าตามตัวอักษร ถา้ อ่านออกเสยี งด้วยเรยี กวา่ อ่านออกเสยี ง ถา้ ไมอ่ อกเสยี งเรียกวา่ อา่ นในใจ

ปิยรัตน์ กลอนดอน (2547: 7) ได้กล่าววา่ การอ่านคือ การสร้างความหมายจากภาพสัญลกั ษณ์ โดย
อาศยั ความรู้ ประสบการณ์เดิมของผูอ้ ่าน และส่งิ ชแี้ นะในการคาดคะเนและตรวจสอบความหมายที่อา่ น

เบอร์นาร์ด ไอ ชมิดท์ ( Bernard I. Schmidt) ได้ให้นิยามความหมายของการอ่าน ไว้ว่าเป็น
กระบวนการท่ีซบั ซ้อนยงุ่ ยากมคี วามหมายท่ีแนน่ อน อาจเรยี กไดว้ า่ เป็นทุกสงิ่ ทกุ อย่างจากคำที่จำได้ไปสู่ความ
นกึ คดิ ตา่ ง ๆ การอ่านของแตล่ ะบุคคลยอ่ มแตกต่างไปตามสภาพของรา่ งกายสตปิ ัญญาและอารมณ์ ในการอา่ น
ข้อความเหมือนกนั บุคคลสองคนจะมคี วามคิดตา่ งกัน

สรปุ จากความหมายของการอ่านท่ีมีผู้ใหน้ ิยามไว้หลากหลาย พอสรปุ ไดว้ ่าการอ่านเป็นกระบวนการ
ทางความคิดในการรับสาร เป็นพฤติกรรมทางการใช้ภาษาทม่ี ีลักษณะเฉพาะตัว เป็นการแปลความหมายของ
ตัวอักษร สัญลักษณ์ และภาพ ให้ออกมาเป็นถ้อยคำ และทำความเข้าใจสิ่งที่อ่านแล้วนำไปใช้ประโยชน์เพอ่ื
พฒั นาตนเอง ท้งั ดา้ นสตปิ ัญญา สังคมและอารมณ์ตอ่ ชวี ติ ประจำวนั ได้

2.2 ความสำคัญของการอ่าน
การอ่านมีความสำคัญต่อชีวิตที่ช่วยให้เกิดการเรียนรู้ตลอดชีวิต เป็นการช่วยให้ได้รับข้อมูลข่าวสาร

เพื่อประกอบการตดั สนิ ใจในชีวติ ประจำวนั การอ่านมีความจำเป็นตอ่ การศกึ ษาเล่าเรยี น ท้ังในระบบและนอก
ระบบ คนทีเ่ รยี นหนังสอื เก่งมักจะเป็นคนท่ีอ่านหนงั สือเก่ง เพราะการอา่ นช่วยให้ไดร้ ับความรูแ้ ละความเข้าใจ
ทีจ่ ะทำให้ประสบความสำเร็จ และสามารถศึกษาตอ่ ในระดับสูงได้ การอา่ นมคี ณุ คา่ ตอ่ มนุษย์ เน่อื งจากเปน็ การ
สนองความต้องการของมนุษย์ ทำให้มนุษย์เกิดความรู้ยกระดับสติปัญญาให้สูงขึ้น ทำให้มนุษย์เกิดความคิด
สร้างสรรค์ พฒั นาความคิดให้ก้าวหน้า ส่งผลตอ่ การพฒั นาในอาชีพทำให้มนุษย์ทนั ตอ่ เหตุการณ์ ได้รับความรู้
เพิม่ ช่วยอำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวัน ช่วยใหม้ นุษย์สามารถแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และสามารถดำรงชีวิต
ในสังคมได้ ดังนั้นการอ่านมีความสำคัญเปน็ อย่างยิ่งและมีกล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้หลายประการ
ด้วยกันคอื

วรรณี โสมประยูร (2534: 27) กลา่ วว่า การอ่านมคี วามสำคญั ตอ่ ทกุ เพศ ทุกวยั ทุกอาชพี มปี ระโยชน์
ในการดำเนินชีวิตประจำวนั เพราะปจั จบุ นั ต้องอาศยั การอ่าน ในการติดต่อส่ือสารทำความเข้าใจกับบุคคลอื่น
ๆ ร่วมไปกับทักษะการฟัง การพูด การเขียน ทั้งในกิจส่วนตัวการศึกษา การประกอบอาชีพต่าง ๆ ในสังคม
และยงั เปน็ การช่วยกนั อนรุ ักษว์ ฒั นธรรมไทยไว้อีกด้วย

สนุ ันทา มัน่ เศรษฐวทิ ย์ (2537: 6) สรุปความสำคัญของการอา่ นไวด้ งั น้ี
1. การอ่านหนังสือทำใหไ้ ดเ้ นื้อหา สาระความรมู้ ากกว่าการศึกษาหาความร้ดู ้วยวธิ อี น่ื การฟงั
2. ผู้อ่านสามารถอา่ นหนงั สือได้โดยไมจ่ ำกดั เวลาและสถานท่ี
3. หนงั สือเก็บไวไ้ ด้นานกวา่ อยา่ งอ่ืน
4. ผูอ้ า่ นสามารถฝึกการคดิ และสร้างจินตนาการไดเ้ องขณะอา่ น
5. การอ่านส่งเสรมิ ใหส้ มองดี มีสมาธินานกวา่ อย่างอ่ืน

12

6. ผ้อู า่ นเปน็ ผกู้ าหนดการอา่ นไดด้ ้วยตนเอง
7. หนงั สือมีหลายรปู แบบและราคาถูกกว่าสอ่ื อยา่ งอืน่
8. ผู้อ่านเกดิ ความคดิ เหน็ ได้ด้วยตวั ของตนเองในขณะอา่ น
9. ผรู้ ักการอ่านจะร้สู กึ มีความสขุ
ฉวีวรรณ คหู าภนิ นท์ (๒๕๔๒:๑๑) การอ่านมีความสำคัญตอ่ ชวี ติ มนุษยต์ ัง้ แต่เกดิ จนโต และจนกระทั่ง
ถงึ วยั ชรา การอ่านทำใหร้ ูข้ ่าวสารข้อมูลต่าง ๆ ทว่ั โลก ซึ่งปจั จบุ ันเป็นโลกของข้อมูลข่าวสารตา่ ง ๆ ทว่ั โลก ทำ
ให้ผอู้ า่ นมีความสขุ มคี วามหวัง และมคี วามอยากรูอ้ ยากเห็น อันเปน็ ความตอ้ งการของมนุษยท์ ุกคน การอ่านมี
ประโยชน์ในการพัฒนาตนเอง คือ พัฒนาการศึกษา พัฒนาอาชีพ พัฒนาคุณภาพชีวิต ทำให้เป็นคนทันสมัย
ทันต่อเหตุการณ์ และมีความอยากรู้อยากเห็น การที่จะพัฒนาประเทศให้เจริญรุง่ เรืองก้าวหน้าได้ต้องอาศัย
ประชาชนทม่ี คี วามรคู้ วามสามารถ ซ่ึงความรตู้ า่ ง ๆ ก็ได้มาจากการอา่ นนั่นเอง
บันลือ พฤกษะวัน (2538: 10 – 11) กล่าวถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่าการอ่าน เป็นเครื่องมือ
สำคัญในการเรยี นรู้
1. เดก็ ทอ่ี า่ นเป็นย่อมได้รับการยอมรับ สามารถอยู่ร่วมกบั บุคคลในสังคมได้อย่าง มัน่ ใจ
2. การอ่านได้อา่ นเป็น เปน็ สง่ิ ทสี่ ่งเสริมให้เดก็ สามารถค้นคว้าหาความรู้เพ่มิ เตมิ ได้อยา่ งกว้างขวาง
3. การอ่านเป็นเคร่อื งมือสำคญั ในการประกอบอาชพี ของผู้เรยี นในอนาคต
4. การอ่านมคี วามจำเป็นต่อการเปน็ พลเมองดีในการรับขา่ วสารเหตุการณบ์ ้านเมือง
5. การอ่านเป็นเครอื่ งมอื ทสี่ ำคัญในการวิเคราะห์ตัดสนิ ใจในการเลอื กตัวแทน
6. การอ่านนับเป็นกิจกรรมสำคัญในการใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ได้รับความ เพลิดเพลินและ
พัฒนาด้านจิตใจอกี ด้วย
7. การอ่านช่วยให้ผู้เรียนทราบและสามารถปรับตัวได้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงต่อสังคม พัฒนา
ตนเองได้
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารีได้ทรงบรรยายถึง ความสำคัญของการอ่าน
หนงั สือ ในการประชมุ ใหญ่ประจำปี พ.ศ.2530 ของสมาคมห้องสมดุ แห่งประเทศไทย สรปุ ได้ดงั นี้
1. การอ่านหนงั สือทำใหไ้ ด้เน้อื หาสาระความรู้มากกว่าการศึกษาหาความรู้ด้วยวิธี เชน่ การฟัง
2. ผอู้ า่ นสามารถอ่านหนังสอื ได้โดยไม่มีการจํากัดเวลาและสถานที่ สามารถ นําไปไหนมาไหนได้
3. หนังสือเก็บได้นานกว่าสิ่งอย่างอื่น ซง่ึ มักมีอายกุ ารใช้งานโดยจํากัด
4. ผอู้ ่านสามารถฝึกการคิดและสร้างจินตนาการได้เองในขณะอ่าน
5. การอ่านส่งเสรมิ ให้มีสมองดมี ีสมาธนิ านกว่า และมากกว่าส่อื อย่างอนื่ ท้งั นเ้ี พราะขณะอ่านจิตใจ
จะต้องมุ่งมน่ั อยากบั ข้อความ พินจิ พเิ คราะห์ขอ้ ความ
6. ผู้อ่านเป็นผู้กำหนดการอ่านได้ด้วยตนเอง จะอ่านคร่าว ๆ อ่านละเอียด อ่านข้ามหรือทุก
ตวั อักษร เป็นไปตามใจของผู้อา่ น หรือจะเลือกอ่านเล่มไหนกไ็ ด้เพราะหนงั สือมมี ากสามารถเลอื กอ่านเองได้
7. หนงั สือมหี ลากหลายรปู แบบ และราคาถูกกว่าสอ่ื อย่างอืน่ จงึ ทำใหส้ มองผู้อา่ น เปดิ กว้าง สร้าง
แนวคิดและทัศนะได้มากกว่า ทำใหผ้ อู้ า่ นไม่ตดิ อยกู่ บั แนวคิดใด ๆ โดยเฉพาะ

13

8. ผู้อ่านเกิดความคดิ เห็นได้ดว้ ยตนเอง วินิจฉัยเน้ือหาสาระได้ด้วยตนเอง รวมทั้งหนังสือบางเล่ม
สามารถนําไปปฏิบตั ิได้ดว้ ย เมือ่ ปฏิบตั แิ ล้วก็เกิดผลดี

อุทัย ภิรมย์รื่น (2541: 27) การอ่าน เป็นเครื่องมือสำคัญอย่างหนึ่งของมนุษย์ที่จะช่วยให้เกดิ ความรู้
และความคิดเห็นเท่าทันความเป็นไปในสังคม และสามารถเลือกรับข่าวสารที่เป็นประโยชน์มากที่สุดในยุค
ปจั จบุ ันท่ปี ระกอบด้วยขอ้ มูลขา่ วสารที่ผ่านส่ือตา่ ง ๆ มากมายและหลากหลาย

สรปุ ไดว้ า่ การอ่านน้ันมคี วามสำคัญเปน็ อย่างยง่ิ เน่ืองจากจำเป็นต่อการศกึ ษา ตอ่ การใชช้ ีวิตและความ
เป็นอยู่ในสังคมปัจจุบัน เพราะการอ่านเป็นเครื่องมอื สำคัญในการเรียนรู้สิ่งต่าง ๆ ที่ส่งผลให้เกิดการพัฒนา
บุคคลและประเทศชาติ โดยการเร่ิมปลูกฝังตั้งแตว่ ยั เด็กด้วยการสร้างใหเ้ ด็กมีนิสัยรักการอ่าน เพื่อให้เด็กเกดิ
ความสนใจในการอา่ นต่อไป

2.3 องค์ประกอบของการอ่าน
ความสามารถในการอ่านของแต่ละคนไม่เหมือนกัน บางคนอ่านได้รวดเร็วและเข้าใจในขณะที่อีก

หลายคนอา่ นได้ช้าและเกิดอุปสรรคในการอ่าน การทผ่ี อู้ ่านจะประสบความสำเร็จในการอ่านมากน้อยเพียงใด
นั้นยอ่ มข้ึนอยู่กับองคป์ ระกอบที่สำคัญทมี่ อี ิทธพิ ลต่อการอ่าน การอา่ นของเดก็ ขน้ึ กับองค์ประกอบหลายอย่าง
ดงั ท่ี

วลยั ภรณ์ อาทติ ยเ์ ท่ยี ง ( 2529 ) ไดก้ ลา่ วถึงองค์ประกอบท่ีมอี ิทธพิ ลตอ่ การอา่ นอยู่ 3 ลกั ษณะดังนี้
1) ลกั ษณะของวสั ดกุ ารอ่าน จะตอ้ งไม่ปดิ กน้ั หรอื เป็นก าแพงขวางความเข้าใจในการอ่านของผู้เรียน
นั่นคอื ใชภ้ าษาใหเ้ หมาะสมกับผู้อ่าน ไมใ่ ชค้ ำศัพท์ทแ่ี ปลกประหลาด คำศัพทท์ ีเ่ ดก็ ไม่เคยรู้จักหรือเป็นคำศัพท์
ที่ยาวเกินความสามารถของเด็กสำหรับหลักภาษาก็ควรใช้แต่สิ่งที่เด็กคุ้นเคยแล้วประโยคไม่ยาวเกินไปและไม่
สลบั ซับซ้อน
2) ลักษณะของผู้อ่าน ความสามารถในการเข้าใจและตีความสิ่งที่อ่านจะขึ้นอยู่กับองค์ประกอบที่
สำคัญ คือ

2.1 ระดับสติปัญญา เด็กแต่ละคนจะมีความสามารถในการอ่านแตกต่างกันไปตามระดับ
สติปัญญาของตน เช่น เด็กบางคนไม่สามารถจดจำรายละเอยี ดของเนื้อเรือ่ งได้บางคนไม่สามารถสรุปเรื่องท่ี
อา่ นได้ บางคนไม่เขา้ ใจสิ่งที่เปน็ นามธรรมและบางคนไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่างข้อเท็จจริงกับ
ความคิดเห็นได้หรือถ้าทำได้ก็คงต้องใช้เวลามาก ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ครูควรจะตรวจสอบเพ่ือช่วยเดก็ ในการ
พฒั นาสมรรถภาพในการอา่ นและจดั ประสบการณ์ให้เหมาะสมกบั ระดับสตปิ ญั ญาของเดก็

2.2 ความรใู้ นดา้ นคำศพั ท์ และโครงสรา้ งของภาษาซ่ึงจะเปน็ ประโยชนต์ ่อความ
เขา้ ใจ การสรา้ งความคิดรวบยอด และการสร้างจินตนาการเกยี่ วกับเร่ืองทีอ่ ่าน

2.3 ภูมหิ ลงั ในเรือ่ งความรแู้ ละประสบการณ์ จะชว่ ยในการผสมผสานความคิดเดิม
ให้เข้ากับความคดิ ใหม่ ตลอดจน การแปลความ ตคี วาม ขยายความและการประเมนิ คา่ ของสง่ิ ที่อา่ น

2.4 ร่างกาย เด็กที่มีสุขภาพทางกายดีจะมีความสามารถในการเรียน อ่านได้กว่าเด็กที่มี
สุขภาพไม่ดซี ึ่งต้องขาดเรียนบ่อย ๆ ทำให้การเรียนอ่านลา่ ช้าออกไป นอกจากนัน้ สิ่งท่ีครูจะต้องคำนึงถึงก็คือ

14

สายตาและการได้ยิน เดก็ ทม่ี สี ายตาผิดปกติ จะรูส้ กึ ไม่อยากอา่ นหนังสือและไมร่ สู้ ึกเพลิดเพลินหรอื พอใจกับสิ่ง
ทอ่ี ่าน ส่วนเดก็ ท่ีมคี วามผดิ ปกติทางการไดย้ ิน จะฟังคำอธิบายของครูไมไ่ ด้ดีเทา่ ที่ควรเพราะจับใจความไม่ค่อย
ได้ และไม่เข้าใจความหมายของคำที่ครูให้อ่านซึ่งจะให้เกิดปัญหาในการอ่านต่อไปให้เข้ากับความคิดใหม่
ตลอดจนการแปลความ ตีความ ขยายความและการประเมนิ คา่ ของสิ่งทีอ่ า่ น

2.5 อารมณ์ เป็นองค์ประกอบทม่ี คี วามสำคัญต่อการอ่านมาก เพราะการอา่ นท่ี
ประสบผลสำเร็จนั้น ผู้อ่านจำเป็นต้องมีสมาธิในการอ่าน ถ้าเด็กมีความกังวลใจ หรือมีความกลัว เด็กจะมี
ความรู้สึกต่อต้านอย่างรุนแรง ซึ่งจะขัดขวางสมาธิในการอ่านเป็นอยา่ งมากจนเป็นผลให้ประสบผลสำเร็จใน
การอา่ นนอ้ ยกวา่ เด็ก ท่ีมีอารมณด์ หี รือสุขภาพจิตดี

3) สภาพแวดล้อม เด็กที่อยู่ในครอบครัวที่อบอุ่น สมาชิกในครอบครัวให้ความสำคัญกับการอา่ น มี
การส่งเสริมการอ่านเด็กก็จะรู้คุณค่าของการอ่านและอ่านได้ดีเพราะได้พบเห็นและมีกิจกรรมการอ่านเป็น
ประจำ นอกจากนี้โรงเรียนยังมีส่วนสำคัญในการส่งเสริมการอ่านของนักเรียนอย่างสม่ำเสมอ อันจะทำให้
พัฒนาการทางด้านการอ่านดีเป็นไปตามลำดับและต่อเน่ือง

สุนันทา มนั่ เศรษฐวทิ ย์ (2540) กล่าวถึงองคป์ ระกอบของการอา่ นทส่ี ำคัญมี 3 ประการ ซ่งึ สรปุ ได้คอื
ประการแรก คือ สารที่ใช้อ่านควรมีความยากง่ายเหมาะสมกับวัยและความสามารถในการอ่านของ
ผู้อ่านในระดับชน้ั เรยี นนน้ั ๆนอกจากนน้ั เรอ่ื งราวของสารทใี่ ช้อ่านควรมเี นื้อหาตรงกบั ความสนใจของนักเรยี น
ประการทีส่ อง ครูควรคำนึงถึงความพร้อมในการอ่านของผู้อ่านทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญาอารมณ์
สังคม และประสบการณ์ทางภาษาท่ีได้รับจากทางบ้านและทางโรงเรียนทั้งด้านการฟงั การพูด การอ่าน การ
เขยี น และการเหน็ ดว้ ยตา
ประการสุดท้าย กระบวนการในการอ่านซึ่งเกีย่ วข้องกบั ขั้นตอนการอ่านเริ่มตั้งแต่ท่าทางในการอา่ น
การจัดหนังสอื การวางระยะหา่ งระหว่างตัวอักษร การเคลื่อนตา การกวาดสายตา โดยสมองจะทำหน้าท่รี ับรู้
และแปลสัญลักษณ์ของตัวอักษร ถ้าเป็นการอ่านในใจจะใช้กระบวนการ “See and Think” กล่าวคือ เม่ือ
สายตารับรู้สัญลักษณ์ที่เป็นอักษรก็จะส่งไปให้สมองคิดเพื่อแปลความ ถ้าเป็นการอ่านออกเสียงจะใช้
กระบวนการ “See , Say and Think” เม่ือสายตารบั ร้ตู วั อกั ษรกจ็ ะเปล่งเสยี งและให้สมองแปลความ คำและ
ข้อความที่อ่านนั้นอีกครั้งหนึ่ง ในการอ่านออกเสียงยังต้องคำนึงถึงน้ำเสียงที่เปล่งออกมา การเว้นวรรคตอน
และความถูกตอ้ งในการออกเสยี งด้วย
ญรวม งามคณะ (2555) ได้สรุปองค์ประกอบของการอ่าน ไว้ว่า องค์ประกอบของการอา่ นเกี่ยวข้อง
กับวัยและความสามารถของผู้อ่าน สิ่งแวดล้อม อารมณ์ แรงจูงใจ บุคลิกภาพ ความหมายของสาร การเลือก
ความหมาย และการนำไปใช้รวมไปถึงสารท่ีนำมาใช้อ่าน กระบวนการในการอ่านโดยผูอ้ ่านควรมีความพร้อม
ท้งั ดา้ นร่างกาย สมอง อารมณ์ และสงั คม มคี วามสามารถในการอ่านเหมาะกบั ระดับของสารที่นำมาใช้เป็นส่ือ
และไดร้ ับการฝกึ ฝนให้อา่ นตามลำดับขั้นของกระบวนการอา่ นจึงจะช่วยให้ประสบความสำเร็จในการอา่ น และ
สิ่งที่จะช่วยให้การอ่านมีประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยความรู้ทางภาษา และความรู้ในด้านอื่น ๆ โดยเฉพาะ
ประสบการณ์เดิมของนักเรียน และความรู้รอบตัวด้านต่าง ๆ ตลอดจนความเชื่อ ถ้าผู้รับสารและผู้ส่งสารมี
ความเข้าใจตรงกนั ผรู้ ับสารกจ็ ะยิ่งเข้าใจความหมายได้ง่ายยิ่งข้นึ

15

สรุปไดว้ า่ องค์ประกอบของการอ่านทต่ี ้องคำนึงถงึ คือ
1. ระดบั สติปญั ญา เด็กมีสติปัญญาไม่เท่าเทยี มกัน ยอ่ มมีผลอย่างยงิ่ ต่อการอ่าน จงึ ไม่ควรเน้นให้แต่
ละบคุ คลอ่านไดเ้ ทา่ กนั ในเวลาเดียวกนั
2. วฒุ ิภาวะและความพรอ้ ม การอ่านต้องอาศัยทักษะต่าง ๆ เปน็ องค์ประกอบยอ่ ย ๆ เช่น ทักษะการ
ใชส้ ายตา การใชอ้ วยั วะเกย่ี วกับการออกเสียง ดังนัน้ การเตรียมความพรอ้ มทางด้านร่างกายของเดก็ จึงเป็นสิ่ง
สำคัญอย่างย่ิงในการเร่มิ ตน้ การสอนอ่าน
3. แรงจูงใจ แรงจูงใจมีทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกได้แก่ พ่อ แม่ ครู ฯลฯ ภายในได้แก่การ
ค้นพบด้วยตนเองว่าชอบหรือไม่อย่างไร
4. สภาพร่างกาย สภาพร่างกายที่สมบูรณ์จะช่วยให้สุขภาพจติ ดี ร่าเริง แจ่มใส มีความกระตอื รือรน้
มากกวา่ ร่างกายทอี่ ่อนแอ และเจบ็ ป่วย
5. สภาพอารมณ์ อารมณ์ที่มั่นคงสม่ำเสมอ แจ่มใส ไม่มีแรงกดดันจากความคาดหวังของครูหรือ
ผู้ปกครองจะทำให้เดก็ อ่านไดด้ ี

2.4 พัฒนาการด้านการอา่ น

ลักษณะการเรียนรูก้ ารอา่ น
ฉันทนา ภาคบงกช (2538: 3) ได้สรุปลักษณะการเรยี นรูก้ ารอ่านไว้ ดังน้ี
1. การเรียนรู้ด้านการอ่านเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติจากตัวหนังสือต่าง ๆ ที่พบในสังคมรอบตัวเช่น

สัญญาณจราจร ป้ายช่อื รา้ น ตราตามกล่องและซองสนิ ค้าทีค่ นุ้ เคย ป้ายประกาศ
2. เด็กทมี่ ีโอกาสอ่านหรือเหน็ ตัวหนงั สือมากย่อมมโี อกาสพัฒนาการอา่ นไดร้ วดเรว็
3. เดก็ เรียนรู้ด้านการอ่านไดด้ ีเมื่อสิง่ นนั้ มคี วามหมายต่อเด็ก
4. การอ่านหนังสือนิทานใหเ้ ด็กฟังอยา่ งสนกุ สนานอยู่เสมอช่วยให้เด็กพัฒนาการอ่านได้รวดเร็วและ

รกั การอ่าน
5. เดก็ เรยี นที่จะอา่ นภาพจากนิทานและค่อยๆ เรยี นรเู้ สยี งพยัญชนะจากตวั หนงั สือในนทิ าน
6. เดก็ ชอบอา่ นข้อความทีผ่ ้ใู หญ่ชว่ ยเขยี น ถา่ ยทอดความคิดของตนและผลงานศิลปะของ
7. การมีโอกาสไดอ้ า่ นมากย่อมนำไปสกู่ ารพฒั นาด้านเขยี นไดร้ วดเร็ว
กมลรัตน์ คะนองเดช (2540: 36) สรปุ เกี่ยวกับการอ่านว่า เด็ก ๆ เริม่ ตระหนกั ว่าตัวหนังสือเป็นส่ิงที่

เป็นธรรมชาติมีความหมายและมีประโยชน์ในสิ่งแวดล้อมของเขา เด็กจะเห็นผู้ใหญ่ใช้ตัวหนังสือในหลาย
ลกั ษณะ เชน่ การอา่ นหนังสอื พิมพ์ เขยี นจดหมาย เขยี นรายการซือ้ ของอ่านรายการอาหารในภัตตาคาร อ่าน
ป้ายชื่อร้านหรือโลโก้สินค้า สิ่งแวดล้อมที่เต็มไปด้วยตัวหนังสือหรือสิ่งพิมพ์นี้ทำให้ เด็กตระหนักได้เร็วว่า
ตวั หนังสือเปน็ ส่ิงพิมพ์ในรปู แบบต่าง ๆ นนั้ มคี วามหมายและทำใหไ้ ด้สิ่งทต่ี อ้ งการ

16

สรปุ ได้ว่า เดก็ ปฐมวยั จะมีการเรียนรู้การอ่านไดด้ ี และเปน็ ไปตามธรรมชาติ เด็กจะตอ้ งมโี อกาสได้เห็น
ตวั หนังสือบ่อย ๆ ผใู้ หญ่เปน็ บคุ คลสำคัญในการส่งเสริม สนับสนุนและเปน็ ตวั อย่างที่ดใี ห้กับเด็ก เพื่อเด็กจะมี
พฒั นาการในการอ่านไดร้ วดเร็วและมีนิสยั รักการอา่ นตอ่ ไป

ข้นั ตอนของพฒั นาการในการอ่านของเด็กปฐมวัย
โคโครน และคณะ (บังอร พานทอง. 2541: 24 -25; อ้างอิงจาก Cochrane; Others.1984) ได้

กล่าวถึงขนั้ ตอนการพฒั นาการอ่านเปน็ ดังต่อไปน้ี
1. ขั้นก่อนที่จะสามารถอ่านได้ด้วยตนเองอย่างอิสระการเรียนรู้การอ่านในขั้นนี้จะเป็นการเรียนรู้

เบื้องต้นถึงความสัมพันธ์ของตนเองกับหนังสือว่าคือหนังสืออะไร และควรจะปฏบิ ัตติ ่อหนังสือนั้น ๆ อย่างไร
ในขั้นนี้เด็กจะไม่สามารถอา่ นหรือทำความเข้าใจหนงั สอื ไดด้ ้วยตนเองจะต้องมีผู้เข้ามาช่วย สามารถแยกยอ่ ย
ออกไดเ้ ป็น 3 ระยะคือ

1.1 ระยะการเริ่มเรยี นรู้ เปน็ ข้ันเรม่ิ ตั้งแต่เกดิ ซึ่งเดก็ หรือผ้อู ่านจะยังไม่ร้จู ักหนังสือ
หรือสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ว่าคืออะไร แต่จะเรียนรู้ทีละน้อยจากประสบการณ์ จากสภาพสิ่งแวดล้อมจะศึกษาว่าถงึ
หนงั สืออะไร แม้จะเรม่ิ จากการกลบั หวั ทา้ ยบ้างก็ตาม

1.2 ชว่ งระยะทีเ่ ด็กเร่ิมมคี วามรู้สกึ เหมอื นตนเองเปน็ ผอู้ า่ นในขัน้ นเ้ี ด็กโดยทั่วไปอายุ
ประมาณ 2 ขวบ จะสามารถถือหนังสือได้ถูกทิศทาง ทราบว่าควรอ่านจากซ้ายไปขวา จากบนลงล่าง เปิด
หนังสอื จากหน้าแรกไปหนา้ สดุ ทา้ ย เดก็ เริม่ ให้ความสนใจรปู ภาพและเกิดความสนใจความหมายของภาพต่างๆ

1.3 จะเปน็ ชว่ งที่เด็กเริ่มเรียนรูเ้ กีย่ วกับตวั อกั ษร เดก็ จะเรมิ่ มีความสามานใจการทำ
ความเข้าใจตัวอักษรและเสียงต่าง ๆ ตลอดจนการน าไปใชใ้ นการอา่ น เรม่ิ รจู้ กั คำและนำไปใชไ้ ด้ จำคำบางคำ
เปน็ พิเศษ เชน่ ชือ่ ตวั เอง และคำท่พี บบ่อย ๆ เดก็ จะเรยี นรู้ และทราบความหมาย ตลอดจนสามารถนำไปใช้ได้
ถูกตอ้ งก่อนคำอื่น ๆ

2. ขนั้ สามารถอ่านไดด้ ้วยตนเองอยา่ งอิสระ
ในขั้นนี้เด็กจะมคี วามรู้เกีย่ วกบั ตัวอักษร เสียง และระบบภาษามากข้ึน ทราบความหมายของคำและ
สามารถอา่ นคำงา่ ยๆ ในหนงั สอื ท่ไี มเ่ คยอา่ นมาก่อน เร่มิ เกิดความมนั่ ใจในการท่ีจะนำความสามารถทั้งหมดใน
การอ่านมาใช้เพ่ืออา่ นในสิง่ ที่ตนต้องการจะอา่ น ในขนั้ นส้ี ามารถแบง่ ย่อยออกเป็น 3 ระยะ เช่นกนั คือ

2.1 ระยะทมี่ ีความม่ันใจ ในการนำตวั บ่งชี้ในระบบภาษาต่าง ๆ มาใช้ร่วมกนั ใน
กระบวนการอ่าน เร่ิมมีความอยากอ่านมากขน้ึ อยากอ่านให้ผู้อน่ื ฟังทุกครั้งทีม่ โี อกาส มคี วามสามารถเข้าใจคำ
ๆ หน่งึ ซึ่งในสถานการณ์ตา่ ง ๆ ได้ ระยะนีจ้ ะเกดิ ข้นึ ในชว่ งส้ันๆ จากนั้นเด็กจะสามารถอ่านไดอ้ ย่างธรรมชาติ

2.2 ระยะที่สองน้ีเด็ก หรือผอู้ า่ นจะมีความสามารถในการอ่านได้อย่างเปน็ ิสระมาก
ขน้ึ สามารถอ่านได้ด้วยตนเองและสนใจที่จะอ่านเพือ่ ความพอใจของตนเองมากกว่าที่จะอ่านให้ผู้ฟังเหมือนใน
ระยะทีผ่ า่ นมา

2.3 ระยะทีม่ ที ักษะการอ่าน ผอู้ ่านทพ่ี ัฒนามาถงึ ระยะน้ีจะเป็นผทู้ ี่มีความสามารถใน

17

การอ่าน ระดับที่เลือกส่ิงท่ีตอ้ งการอา่ นได้ด้วยตนเอง โดยมีพื้นฐานมาจากประสบการณ์สว่ นตัว ที่ต้องการจะ
ค้นหาความรู้เพิม่ เติมในสง่ิ ท่สี นใจ

3. ความบกพร่องบางประการในการอ่าน
ขัน้ ตอนความสามารถในการอ่านของผูอ้ า่ นมกั จะผา่ นเปน็ ลำดับขน้ั ดังทีก่ ลา่ วขา้ งต้น
บางคนอาจจะพัฒนาไปตามลำดับอย่างราบร่ืน แต่บางคนอาจจะต้องใช้เวลานานในบางขัน้ ตอน หรือใช้เวลา
สั้นกว่าผู้อื่นในบางขั้นตอน แต่ก็สามารถผ่านไปได้ด้วยดีตามลำดับ แต่การช่วยปรับปรุงชี้แนะจึงจะสามารถ
ประสบความสำเรจ็ ขอ้ บกพร่องของผ้อู า่ นกล่มุ น้ีมกั จะเกดิ จาก

3.1 เด็กกลุ่มนี้ไม่พยายามทำความเข้าใจเนื้อเรื่องตามตัวอักษรที่ปรากฏ จะให้ความสนใจ
รูปภาพประกอบมากกว่าและเลา่ เรื่องตามจินตนาการจากภาพ

3.2 เป็นกลุ่มที่มีพฤติกรรมตรงข้ามกับกลุ่มแรก จะเป็นผู้ที่เน้นด้านการอ่านออกเสียงของ
พยญั ชนะหรือคำต่าง ๆ ใหถ้ กู ตอ้ งสมบรู ณท์ ่สี ดุ ทัง้ ทบี่ างครั้งก็ไมท่ ราบความหมาย

3.3 ไม่เกดิ ความสนใจ ไมเ่ ห็นความสำคญั ของการอ่านจะเป็นบนั ได ไปสูค่ วามรู้ตา่ ง ๆของตน
ในอนาคตจะพยายามหลกี เลี่ยงกจิ กรรมตา่ ง ๆ ทีเก่ียวกบั การอา่ นท้งั สิ้น

ไบรอัน (บำเพ็ญ การพานิชย์. 2539: 33; อ้างอิงจาก Brian. 1992: 15 – 19) ได้กล่าวถึงขั้นของ
พฒั นาการดา้ นการอา่ นดังน้ี

ขน้ั ท่ี 1 ขนั้ กอ่ นการอ่าน
ขั้นนี้เป็นขั้นตอนทส่ี ำคญั ในการทีเ่ ดก็ เรียนท่ีจะอา่ น ซง่ึ แบ่งออกเปน็ 2 ชว่ ง คือ
1.1 ก่อนการอา่ น (early emergent) ในขน้ั นี้เด็กเรียนรู้การอ่าน โดยใช้หนงั สอื เป็นแนวทาง

ในการอา่ นตามระดับความสามารถ โดยจ าเรอ่ื งราว รปู ภาพในแต่ละบทการเปิดหนงั สือจากซา้ ยไปขวา
1.2 การแรกเร่มิ การอ่าน (emergent reading) ในขน้ั นเ้ี ด็กเริม่ เรียนรู้ในการแยกแยะ เดก็ ๆ

ได้ยนิ เรอื่ งราว โคลงกลอน และร้องเพลง เขาเริม่ เรียนรใู้ นการอ่านและตอบสนองตอ่ เรือ่ งราวในหนงั สือ
ขน้ั ที่ 2 ขัน้ การเริ่มอา่ น (early reading)
เด็ก ๆในขัน้ นเี้ รมิ่ เรียนการอา่ น ต้องการสื่อและหนังสือหลากหลายในการสนับสนุนทักษะใน

การอ่านอย่างมรี ะบบ เขาเรียนร้เู รื่องราวในหนังสือและเรื่องราวที่ใช้ต้องเปน็ เรือ่ งราวในชีวิตประจำวันเรียนรู้
และเข้าใจถ้อยคำท่ีเป็นประโยคว่าเป็นประเด็นสำคัญหรือเรื่องที่สำคัญสามารถโยงภาพเข้ากับคำหรือ
ตัวหนงั สือ และเริม่ ใสใ่ จกับการออกเสยี งตามคำ

ขั้นที่ 3 ขน้ั การอ่าน (fluency reading)
เดก็ ขนั้ น้ีจะเรยี นอ่านและเพ่ิมพนู คำศัพท์ เขาตอ้ งการเวลาในการที่จะอ่านอย่างมีอิสระ การ

ฝึกหัดและการจดั ระบบด้วยตนเอง เด็กอาจจะไมม่ ่นั ใจ แต่พยายามที่จะจำคำการสังเกตและใช้ตัวบ่งช้ี เชน่ ใน
การอ่านออกเสียงจะเริ่มปรับปรุงในการอ่านอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นการพัฒนาทักษะทางภาษาและ
ผลสำเร็จของเด็กจะขน้ึ อยกู่ บั พัฒนาการขัน้ ที่ 1 เป็นสำคญั นกั การศกึ ษาที่ศกึ ษาเก่ยี วกับพฤตกิ รรมการอ่านของ
เด็ก คือ โคเครน และคณะ

18

สรรพกิจจำนง.2548: 45; อ้างอิงจาก Brewer. 1995: 218; citing Cochrane; others.1984) ได้
อธบิ ายพฤติกรรมการอา่ นไว้ 5 ขน้ั ดังนี้

1. ข้นั เกดิ ความสงสัย (Magical stage) เด็กจะเรียนรูว้ ตั ถุประสงค์ของหนงั สือต่าง ๆเรมิ่ คิดว่าหนังสือ
เหล่าน้ันมคี วามสำคัญจ้องมองทห่ี นงั สือ หยบิ จับหนงั สอื ข้นึ มาถอื ไวบ้ อ่ ยครั้งจะเปน็ หนงั สอื ทเ่ี ขาชอบ

2. ขนั้ เกิดแนวความคิด (self – concept stage) เดก็ พิจารณาตวั เองว่าเป็นผ้อู า่ น
เริม่ เขา้ ใจไปผกู พนั กบั กจิ กรรมการอา่ น อาจจะเสแสรง้ อา่ น ให้ความหมายของหนงั สือจากรูปภาพต่าง ๆ หรือ
ประสบการณ์เดิม ใช้ภาษาคล้ายๆหนังสือแม้ว่าจะไม่เขา้ ใจเนื้อเรื่อง

3. ข้นั เช่ือมตอ่ การเป็นผ้อู ่าน (bridging reader stage) เดก็ ให้ความสำคญั กับตัวอกั ษรสามารถเลือก
คำที่คนุ้ เคย สังเกตคำตา่ ง ๆ อา่ นเรื่องที่เขียนเองได้ อา่ นตัวหนงั สอื จากบทกวี เพลงกลอนกลอ่ มเดก็ เดก็ จะเช่ือ
วา่ พยางค์แต่ละพยางค์คือ คำหนึง่ คำ เกดิ ความขดั แยง้ ในการจบั คู่ตัวอกั ษรและเสียงอา่ น เริม่ ระลกึ ถงึ ตวั อักษร

4. ขั้นทะยานสู่ผู้อ่าน (take – off reader stage) เด็กเริ่มใช้ 3 ระบบ ชี้แนะเข้าด้วยกัน (เสียง
ความหมาย โครงสร้าง ประโยค) เด็กตื่นตัวกับการอ่าน เริ่มคุ้นเคยกับบริบทใส่ใจต่อตัวหนังสือที่อยู่รอบตัว
และอ่านทุก ๆ อย่าง (เชน่ กล่องใส่อาหาร ฉลาก และเคร่ืองหมายตา่ ง ๆ เปน็ ต้น) อันตรายในข้ันน้ี คือ เด็กจะ
ให้ความสำคญั กบั ตัวอกั ษรแต่ละตัวมากไป

5. ข้นั สามารถอา่ นโดยไมต่ ้องพ่ึงพงิ (independent reader stage) เดก็ สามารถอา่ นหนงั สือต่าง ๆ ท่ี
ไม่เคยอา่ นได้ สามารถให้ความหมายจากตวั หนงั สอื จากประสบการณ์ และจากตวั ชแี้ นะของผู้เขียนได้ สามารถ
เขา้ ใจเรื่องท่ีเกี่ยวขอ้ งกับประสบการณไ์ ดง้ ่ายๆ แต่จะเปน็ โครงสร้างและเน้ือเรื่องท่ีพื้น ๆ เทา่ นนั้

กรมวิชาการ (2547: 132) กลา่ วถึงพฒั นาการในการอา่ นของเดก็ ปฐมวัยไว้ดงั น้ี
ขั้นท่ี 1 (3 – 4 ปี) สนใจถือหนังสือ เหน็ การสร้างความหมายจากหนงั สอื เป็นเรอื่ งอัศจรรย์ฟัง

คำทอ่ี า่ น เลน่ คำ ตระหนกั ในตวั หนังสือสิ่งแวดล้อมตัวหนังสอื ประกอบการเขียนภาพถือหนังสอื หัวกลบั – อ่าน
ขัน้ ที่ 2 (4 – 5 ปี) เลียนแบบการอ่าน อา่ นเร่ืองที่คุน้ เคย จำช่อื และคำต่าง ๆ ในสิ่งแวดล้อม

เร่มิ อ่านคำจากภาพ อา่ นคำที่รจู้ ักแต่ไมแ่ นน่ อน พูดคำทีเ่ ริม่ ตน้ เหมือน ๆ กัน เริ่มมคี วามรู้ในการถือหนงั สือ จำ
คำสำคญั ในโคลง กลอน นทิ าน

ขั้นที่ 3 (4 – 6 ปี) เขียนและอ่านกลับคำที่เขียน อ่านหนังสือ คำคล้องจองที่ใช้ภาพเป็นส่ือ
สำหรับอ่าน จำตัวอักษร อ่านคำเริ่มต้น-ลงท้าย สังเกตความแตกต่างจับคู่ทีเ่ หมือนกันในหนังสือโคลง กลอน
อ่านคำได้ในบรบิ ทหน่งึ แต่ไมส่ ามารถอา่ นไดใ้ นบรบิ ทอ่ืนระดับพฒั นาการด้านการอ่าน

ฉันทนา ภาคบงกช (2538: 1 – 4) ได้กล่าววา่ ความกา้ วหน้าทางการอ่านในเดก็ ปฐมวยั จะประเมนิ ได้
จากพฒั นาการทางด้านการอา่ น ดังตอ่ ไปนี้

1. การแสดงออก เดก็ มีความสนใจอ่านอยา่ งเปน็ ธรรมชาติ มีความกระตือรอื รน้ และมัน่ ใจในการเขียน
ส่ิงแปลกใหม่ แสวงหานิทานใหมๆ่ มาอา่ น

2. ความเปน็ อิสระ สามารถเลอื กนิทานได้อย่างเหมาะสม แกป้ ัญหาของตนเองได้
3. ความเขา้ ใจพื้นฐานทางภาษา สามารถรคู้ ำศัพทท์ ใ่ี ช้พดู อยา่ งกวา้ งขวาง คาดคะเนได้วา่ สง่ิ ใดช่วยให้
พบคำตอบได้ สร้างความสมั พันธร์ ะหวา่ งประสบการณ์เกา่ กับเรือ่ งท่ีอ่านได้

19

4. การพูด แสดงออกอยา่ งมีความคลอ่ งแคลว่ อา่ นให้ฟังอยา่ งมั่นใจ สุ่มเสียงแสดงถงึ ความเข้าใจและ
ใชว้ ลปี ระกอบได้ดี

5. มีเทคนิคการอ่าน รู้ว่าหนังสือประกอบด้วยข้อความ เมื่อพบอ่านแล้วไม่เข้าใจจะพยายามแก้ไข
ปัญหาด้วยตนเองส่วนความก้าวหน้าทางภาษาด้านความเข้าใจภาษาสำหรับเด็กปฐมวัยและได้เสนอแนะให้
ประเมินไดจ้ ากลกั ษณะดังต่อไปนี้

1. ความสนุกสนาน ความก้าวหน้าที่จะทราบว่า การอ่านที่ทำให้เกิดความสนุกสนานซึ่ง
สามารถพิจารณาได้จากการแสดงออกในเรื่องการตอบสนองด้านอารมณ์ มีความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นอ่าน
ดว้ ยกัน และอ่านหนังสอื หลายเลม่ เพ่ิมขึน้

2. การสร้างสรรค์ ความกา้ วหน้าทางภาษา ดา้ นความเข้าใจของเดก็ ท่แี สดงออกจากการเขียน
เช่น การวาดการต์ นู หรือวาดภาพตอ่ กันเป็นเรอ่ื งราว เตรยี มเทปและหนังสือสำหรับอา่ น

3. การนำเสนอ ซ่งึ เด็กสามารถแสดงออกได้ ดังนี้
3.1 เลา่ ถึงภาพท่ีวาด
3.2 มีท่าทางขณะอา่ นนทิ านหรือคำคลอ้ งจอง
3.3 แนะนำหรือโฆษณาหนังสือ
3.4 ใชภ้ าษาพูดแทนภาษาเขียนหรอื ภาษาท่ยี าก
3.5 เลือกหนงั สืออ่านและบอกไดว้ ่าเล่มใดน่าสนใจมากท่ีสุด เลม่ ใดมีประโยชน์มาก

ท่สี ุดและบอกเหตุผลประกอบได้
3.6 เล่นบทบาทสมมตหิ รือแสดงท่าทางประกอบการอ่าน
3.7 เสนอทศั นะเก่ยี วกบั สังคมและปญั หาสภาพแวดลอ้ ม
3.8 แปลงนิทานและคำคล้องจอง แสดงเปน็ ละคร

พัฒนาการด้านการอา่ นของเดก็ ปฐมวัย
ขัน้ ท่ี 1 - การอ่านขนั้ แรกเรมิ่ เด็กจะดหู นงั สือเรื่องที่ชอบ พูดขอ้ ความในหนังสอื ด้วยภาษาของตนทำ

ท่าทางเหมอื นอา่ นหนงั สือ ไมส่ นใจขอ้ ความตามลำดับของเรอื่ ง
ขั้นท่ี 2 - การอา่ นขั้นแรกเร่มิ ในระยะก้าวหนา้ เด็กจะกวาดตามองขอ้ ความตามบรรทัด ดูข้อความที่มี

ตวั หนงั สอื ตวั ใหญ่
ขนั้ ท่ี 3 – ในระยะท่ีกำลงั ท่ีจะกา้ วไปสกู่ ารอา่ นข้ันตน้ เดก็ จะรจู้ ักคำทอ่ี ยู่ในชวี ิตประจำวัน ชี้และบอก

ชอื่ ของตัวอักษรสว่ นใหญ่ได้
ขั้นที่ 4 - การอ่านขั้นต้น เด็กจะชี้หรือกวาดตามองจุดเริ่มต้นและจุดจบของคำบางคำ ใช้เสียง

พยญั ชนะที่ร้จู กั ในการคาดเดา คดั ลอก หรือเขยี นส่อื ความหมายโดยใช้ภาษาง่ายๆ ของตนเอง
ขน้ั ที่ 5 - การอ่านขั้นตน้ ในระยะก้าวหน้าคาดเดาข้อความจากสงิ่ ชี้แนะโดยดูพยญั ชนะตัวแรกของคำ

จำและตรวจสอบตัวอักษรทส่ี ัมพันธก์ บั เสยี งของคำ

20

ฉนั ทนา ภาคบงกช (2538: 1 – 4) ได้กลา่ วว่า ความก้าวหน้าทางการอ่านในเดก็ ปฐมวัย จะประเมนิ ได้
จากพฒั นาการทางด้านการอ่าน ดงั ต่อไปน้ี

1. การแสดงออก เดก็ มีความสนใจอ่านอย่างเปน็ ธรรมชาติมีความกระตือรือร้นและม่ันใจในการเขียน
ส่ิงแปลกใหม่แสวงหานทิ านใหม่ ๆ มาอ่าน

2. ความเปน็ อิสระ สามารถเลอื กนทิ านได้อยา่ งเหมาะสม แก้ปัญหาของตนเองได้
3. ความเขา้ ใจพน้ื ฐานทางภาษาสามารถรู้คำศพั ท์ท่ีใช้พูดอย่างกว้างขวาง คาดคะเน ได้วา่ สง่ิ ใดช่วยให้
พบคําตอบได้สร้างความสัมพันธ์ระหว่างประสบการณ์เข้ากบั เรอื่ งที่อ่านได้
4. การพดู แสดงออกอย่างมีความคล่องแคล้ว อ่านให้ฟังอย่างมั่นใจ สุ่มเสยี งแสดงถึงความเข้าใจและ
ใชว้ ลีประกอบได้ดี
5. มีเทคนิคการอ่าน รู้ว่าหนังสือประกอบด้วยข้อความ เมื่อพบอ่านแล้วไม่เข้าใจจะพยายามแก้ไข
ปญั หาด้วยตนเอง
ส่วนความก้าวหน้าทางภาษาด้านความเข้าใจภาษาสำหรับเด็กปฐมวัย ฉันทนา ภาคบงกช ได้
เสนอแนะให้ประเมินได้จากลักษณะดงั ต่อไปนี้
1. ความสนุกสนาน ความก้าวหน้าที่จะทราบว่า การอ่านที่ทำให้เกิดความสนุกสนาน ซึ่งสามารถ
พิจารณาได้จากการแสดงออกในเรื่องการตอบสนองด้านอารมณ์ มีความปรารถนาที่จะให้ผู้อื่นอ่านด้วยกัน
และอ่านหนงั สอื หลายเล่มเพิ่มขึ้น
2. การสร้างสรรค์ความก้าวหน้าทางภาษา ด้านความเขา้ ใจของเดก็ ทีแ่ สดงออกจากการเขียน เช่น การ
วาดการ์ตูน หรือวาดภาพต่อกนั เป็นเรือ่ งราว เตรยี มเทปและหนังสือสำหรบั อา่ น
3. การนาํ เสนอ ซึง่ เดก็ สามารถแสดงออกได้ ดงั นี้

3.1 เล่าถึงภาพท่ีวาด
3.2 มที ่าทางขณะอ่านนิทานหรือคําคล้องจอง
3.3 แนะนาํ หรือโฆษณาหนังสือ
3.4 ใชภ้ าษาพดู แทนภาษาเขยี นหรอื ภาษาทีย่ าก
3.5 เลอื กหนงั สืออ่านและบอกได้ว่าเล่มใดน่าสนใจมากที่สุด เล่มใดมีประโยชน์มากที่สุดและ
บอกเหตผุ ลประกอบได้
3.6 เล่นบทบาทสมมตหิ รือแสดงท่าทางประกอบการอ่าน
3.7 เสนอทศั นะเกยี่ วกบั สงั คมและปัญหาสภาพแวดล้อม
3.8 แปลงนทิ านและคาํ คล้องจอง แสดงเป็นละคร
สรุปได้ว่า เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการการอ่านจะเป็นไปตามขั้นตอน ครูและผู้เกี่ยวข้องกับเด็กควรมี
ความรู้และเข้าใจเกี่ยวกับพัฒนาการการอ่านของเด็กเป็นอย่างดี เพื่อจะช่วยส่งเสริมและจัดกิจกรรมให้
สอดคล้องกับพัฒนาการความสนใจของเด็กอย่างถูกต้องและเหมาะสม เป็นการปูพื้นฐานพฒั นาการอ่านของ
เดก็ ต่อไป

21

2.5 กิจกรรมสง่ เสรมิ การอา่ นของเด็กปฐมวยั
การสง่ เสรมิ การอ่านของลูก พ่อแม่อุ้มลกู นง่ั ตกั อา่ นหนังสือให้เขาฟัง โดยใชม้ ือชี้ไล่ไปตามตัวหนังสือ

ลูกจะได้เรียนรู้ว่าเสียงที่เขาได้ยินมาจากตัวหนังสือที่เขาได้เห็น เมื่อได้ยินได้เห็นบ่อย ๆ เขาก็จะจำได้ และ
สามารถไล่มือไปตามตัวอักษรตามเสียงที่ได้ยินได้ แม้จะยังอ่านหนังสือไม่ออกก็ตามเมื่อถึงวัยที่เด็กรู้จัก
ตวั หนังสอื ตัวอักษรเขากจ็ ะจดจำตวั อักษรจากเรื่องท่ีอ่านไดง้ ่ายขึ้น

สุมณฑา พรหมบุญ (2539: 4) ได้เสนอแนะกิจกรรมส่งเสริมการอ่านสำหรับครูและพ่อแม่จะต้อง
ชว่ ยกันสํารวจส่ิงต่าง ๆ 6 ประการ ดังนี้

1. พยายามค้นหาประเภทหนังสือที่ถูกใจเด็ก เด็กแต่ละคนจะถูกกระตุ้นด้วยสิ่งเร้าที่ไม่เหมือนกัน
ดังนั้นการบังคับให้เด็กอ่านหนังสือที่เขาไม่ชอบ หรือไม่สนใจเป็นการปลูกฝังความเกลียดชัง จึงไม่ควรทำ
โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะเริ่มแรกเช่นน้ี

2. พ่อแม่ หรือครูควรให้เวลาแก่การอ่านหนังสือให้เด็กฟัง เพราะอาจจะเป็นแรงจูงใจให้เด็กรักการ
อ่านได้การอ่านให้เด็กฟังก่อนนอนจะช่วยฝึกนิสัยรักการอ่านให้เด็กเป็นอย่างดี วิธีอ่านที่มีชีวิตชีวาและส่ือ
ความหมายใหเ้ หมาะแก่วยั จะเป็นสิ่งกระตุ้นความสนใจของเดก็ ให้เดก็ อยากอ่านเองในเวลาต่อไป

3. ควรมีกิจกรรมให้เด็กอ่านหนังสือทีเ่ ด็กเป็นผู้เลือกเอง ทั้งเป็นกิจกรรมร่วมกันหรือต่างคนต่างอ่าน
เงียบๆ และใช้เวลาไม่ยาวนานนกั ในระหว่างเรยี นหรอื ก่อนเลิกเรยี น เพ่ือฝึกนสิ ยั รักการอ่านโดยไม่จําเป็นที่ต้อง
มกี ารวัดผลในเร่อื งที่เด็กอ่าน

4. ควรมีกิจกรรมการอ่านหนงั สือภายในครอบครัว เด็กจะรักการอ่านเมื่อเด็กได้ เห็นตัวอย่างสมาชิก
ในครอบครัวชอบอ่านหนังสือจำนวนหนงั สือในบ้านไม่ใช้ส่ิงสำคัญในการฝึกนิสัยรักการอ่านให้แก่เดก็ เพยี งแค่
หนงั สอื พิมพ์รายวันก็ฝึกนิสัยรกั การอ่านได้

5. ห้องสมุดโรงเรียนควรมีมุมที่แยกสำหรับเด็กโดยเฉพาะ และมีหนังสือที่เลือกสรรอย่างดี มีความ
หลายหลายและเขียนขึน้ สำหรับเด็กโดยเฉพาะ

6. อาจมีเดก็ ส่วนน้อยจำนวนหนึง่ มีความบกพร้องทางด้านการอ่าน โดยอาจมสี าเหตุมาจากทางด้าน
จติ ใจ หรือร่างกาย เด็กกลุ่มนจี้ ะได้รบั การดูแลเป็นพิเศษเพื่อช่วยเหลือแก้ไข ขอ้ บกพร้องดังกล่าวโดยขอให้ครู
และผู้ปกครองอย่าพึง่ รบี ด่วนลงความเห็นว่าเดก็ มคี วามบกพร้องทางสตปิ ญั ญาด้านอื่น

นิตยา ประพฤติกจิ (2538: 56 – 57) วธิ กี ารอ่านใหเ้ ด็กฟังอย่างมคี วามหมายและอย่างสร้างสรรค์
มีวิธีดังต่อไปนี้

1. แสดงความกระตอื รอื ร้นและพอใจขณะที่อ่านใหเ้ ด็กฟงั อย่าแสดงอาการเบ่ือหน่าย หลังอ่านเสร็จ
2. พยายามอ่านให้เดก็ ฟังทุกวนั
3. ใหเ้ ด็กเลอื กหนงั สอื ทจี่ ะอ่านเองและเปิดหนงั สอื เอง
4. หาจังหวะท่ีเหมาะสม คอื เวลาทท่ี ่านสบายใจและกาํ ลงั สบายใจ กําลงั สนใจอ่าน
5. ชีร้ ูปภาพด้วยขณะอ่าน หรอื พดู คุยเก่ียวกบั ภาพในหนงั สือ
6. ใหเ้ ดก็ ถอื หนงั สอื และเปิดปิดแตล่ ะหน้าด้วยตนเอง
7. เล่าเรอ่ื งทมี่ คี วามคล้ายคลึงกนั แต่เวน้ คาํ หรือบางส่วนของประโยคไว้เพอ่ื ใหเ้ ด็กได้ต่อเตมิ เอง

22

8. ใหเ้ ด็กบรรยายรปู ภาพและเล่าเรอ่ื งใหฟ้ ัง
9. เขยี นเร่ืองตามท่ีเดก็ แต่งและเล่าเรือ่ งให้ฟงั
10. ใหเ้ ด็กลองแตง่ เรือ่ งเอง หรือต่อเติมเร่อื งท่ีท่านเป็นผู้เริม่ ก่อน
11. ถ้าหากเด็กยังไม่แสดงความสนใจด้านการอ่าน จงหาโอกาสในขณะทเี่ ด็กเล่นของเล่นอยู่อยา่ งเงยี บ
ๆ ในที่สุดเด็กกจ็ ะต้องอยากทจ่ี ะมสี ่วนร่วมในการอ่านเองโดยธรรมชาติ
อารี สณั หฉวี (2544: 45 – 50) ได้ใหแ้ นวการจัดกจิ กรรมส่งเสริมการอ่านและให้คนุ้ เคยกับตัวหนังสือ
สำหรับเด็กปฐมวยั ไว้ดงั น้ี
1. ครูอ่านหนังสือให้เด็กฟังทุกวัน หนังสือนี้นํามาจากมุมห้องสมุดเมื่ออ่านเสร็จแล้วนําไปไว้ที่มุม
ห้องสมุดตามเดิมเด็ก ๆจะตามไปอ่าน เด็กยังอ่านหนังสือไม่ออกแต่อ่านเรื่องจากภาพและจากความจําที่ครู
อ่านใหฟ้ งั
2. หนังสือที่เลือกเข้ามุมห้องสมุด ถ้าเป็นหนังสือภาพที่ไม่มีคําก็จะดีเพราะเด็กจะอ่านเรื่องราว
เหตุการณท์ ี่เกิดขนึ้ หรือถ้าเป็นหนงั สอื ทม่ี คี าํ มีตวั หนงั สอื ตวั พิมพ์ควรใหญ่ชัดเจนเนื้อเรอื่ งควรเป็นเร่ืองง่ายๆ มี
คําซ้ำทเ่ี ดก็ ทายได้ทํานองเดยี วกับเร่อื ง “ยายกับตา” ทีม่ ีคาํ ว่า “ไม่ใช่ กงการอะไรของฉัน” เพราะการที่เด็กจำ
คําพูดได้เดก็ จะโยงกบั ตวั หนงั สอื ได้ตอ่ ไป หนังสอื ท่ีครูอ่านใหฟ้ ังนห้ี ลายคร้งั ท่ีครูอาจจะนาํ เล่มเกา่ มาอ่านอกี ถ้า
เด็กขอร้อง การอ่านหนงั สือให้เด็กฟังอาจจะอ่านในช่วงเวลาเล่นเสรตี ามมุม โดยครูอ่านให้เด็กกลุ่มเล็ก ๆ 4 –
5 คนฟัง ถ้าครูอ่านหนังสือให้เด็กฟังทั้งชั้นในช่วงเวลากิจกรรมวงกลมเป็น Shared Reading ครูสามารถใช้
หนังสือเล่มใหญ่ (Big Book) ซึ่งพิมพ์ขยายจากหนังสือเด็กธรรมดาจะช่วยให้ เด็กทั้งกลุ่มเห็นภาพและ
ตัวหนังสือได้ชัดเจน ถ้าไม่มีหนังสือเล่มใหญ่ ครูควรเลือกหนังสือที่มีภาพชดั เจนและพยายามชูและหันให้เดก็
ทุกคนมองเหน็ ได้
3. ครสู นทนาอภิปรายเกีย่ วกบั หนังสือกบั เด็กให้เด็กไดค้ ิด พูดออกความเห็นด้วย เช่น ให้ทายเรอื่ งท่ีจะ
เกดิ ข้นึ ตอ่ ไป ให้เด็กร่วมออกเสียงด้วย ฯลฯ
4. ครูใหเ้ ด็กไดแ้ สดงกิจกรรมเกย่ี วกบั ภาษา เช่น ให้เด็กออกมาเล่าเรอื่ งท่ีอ่านหรือให้เด็กแสดงท่าทาง
เลา่ เรอื่ งราวจากหนงั สือ
5. ตามมุมตา่ ง ๆในหอ้ งเรียนครพู ยายามหาสิง่ ของจริงทม่ี ีตวั หนงั สือมาวางไว้ใหเ้ ดก็ เล่น เช่น กล่องยา
สีฟัน กลอ่ งนม และสิง่ ของทีม่ ีอกั ษรป้ายช่ือชดั เจน ฯลฯ

3. เกมการศกึ ษา

3.1 ความหมายของเกมการศึกษา
เกมการศึกษาเป็นนวัตกรรมที่ใช้ในการเรียนการสอนมีหลายรูปแบบซึ่งมีการดัดแปลงรูปแบบวิธีการ

มาเรื่อย ๆซงึ่ มผี ใู้ ห้ความหมายไวด้ งั น้ี
เกมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัยนับเป็นกิจกรรมการเล่นตามแนวทฤษฎีการเล่นเชิงรู้คิด (The

Cognition Theory of Play) ตามหลักของเพียเจต์ (Piaget) การเล่นเป็นส่วนสำคัญของพัฒนาการทาง

23

สตปิ ญั ญาเพราะการเล่นเป็นการกระทำทถี่ ือว่าเปน็ การแสดงของผลรวมในพฤติกรรมทั้งหมดท่ีเดก็ กระทำและ
แสดงออกมาซ่งึ ตวั เด็กได้คดิ แล้วกระทำด้วยความพงึ พอใจ

โคลัมบัส ได้ให้ความหมายของเกมการศึกษา (Didactic Game) คือ เกมที่พัฒนาการคิดของเด็กซึ่ง
จะต้องคิดและหาเหตุผลครสู ามารถบอกได้ว่าเดก็ มคี วามเข้าใจในความคิดรวบยอดเรือ่ งน้นั ๆ อย่างไร

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ ได้กล่าวถึงความหมายของเกมการศึกษาไว้ว่าเกม
การศกึ ษาหมายถงึ กิจกรรมการเล่นทีม่ ีกระบวนการในการเลน่ ตามชนิดของเกมประเภทต่าง ๆเพอ่ื ให้เกิดการ
เรยี นรแู้ ละความคิดรวบยอดเกยี่ วกับส่งิ ท่เี รียน

สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2536 ก : 32) ให้ความหมายของเกมการศกึ ษา
ดังนี้ เกมการศึกษา (Diclaetic Game) หมายถึง กิจกรรมการเล่นที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้เพอ่ื
เป็นพื้นฐานการศึกษา มีครูและกติกาการเล่นมีกระบวนการเล่นเป็นสิ่งที่เร้าก่อให้เกิดการเรียนรู้ด้วยความ
สนุกสนาน

บุญชู สนั่นเสียง (2527 : 29) ได้ให้ความหมายเกมการศึกษา หมายถึง อุปกรณ์เครื่องช่วยสอนที่จะ
ช่วยให้ผู้เรียนได้รับความพอใจและความสนุกสนาน อีกทั้งยังท้าทายที่จะให้เด็กเล่นเสมอ ช่วยให้เด็กมีความ
พรอ้ มได้ทุกด้าน แตเ่ น้นด้านสตปิ ัญญา เด็กจะใช้ประสาทสมั ผัสกับกลา้ มเนอ้ื มอื ฝกึ การสงั เกต เปรยี บเทียบใน
เร่ืองรปู ทรง จำแนกประเภท และฝกึ หาเหตผุ ล

ธัญลักษณ์ ลีชวนค้า (2544: 26) กล่าวว่า เกมเป็นอุปกรณ์เครื่องช่วยสอนที่ช่วยให้นักเรียนได้พัฒนา
สตปิ ญั ญา ในด้านการคิด การสงั เกต การคิดหาเหตุผล เนื่องจากเกมการศกึ ษาแต่ละชุดจะมวี ิธเี ล่นโดยเฉพาะ
อาจเล่นเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่มและผู้เล่นสามารถตรวจสอบว่าเล่นถูกต้อง หรือไม่ด้วยตนเอง รวมทั้งเด็กได้ใช้
ประสาทสมั ผัสกบั กล้ามเน้อื มอื หลงั จากเล่นเกมแล้วเด็กกจ็ ะเกิดความคิดรวบยอดในเรอ่ื งนั้นได้

วัลนา ธรจักร (2544: 32) ได้ให้ความหมายของเกมการศึกษาว่า เกมการศึกษาเป็นกิจกรรมที่ช่วย
สง่ เสรมิ ให้เดก็ เกดิ การเรียนรู้ความคดิ รวบยอดเกยี่ วกบั ส่งิ ทเ่ี รียน และเป็นกิจกรรมท่สี นองต่อความต้องการตาม
วัยของเดก็ อีกด้วย

อษุ า ตังควิเวชกุล (2550: 50) ได้ใหค้ วามหมายเกมการศกึ ษาว่า เกมการศกึ ษาเปน็ กิจกรรมการเล่นท่ี
จัดขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ในการเรียนการสอน หรือด้านการศึกษาช่วยให้ผู้เล่นเป็นผู้มีความสังเกตดีช่วยให้
มองเห็นสง่ิ ท่คี วรจะได้เหน็ ได้ฟังหรือคิดอย่างรวดเรว็ สามารถพฒั นาการคดิ ให้คดิ หาเหตผุ ลจากการเล่น

สวุ ิมล ต้นปิติ (2536 : 32) ไดใ้ ห้ความหมายว่า เปน็ กิจกรรมการเลน่ ที่มีลักษณะแขง่ ขันกันโดย ผู้เล่น
จะต้องเล่นอยูภ่ ายใตค้ รู เกณฑ์และกติกาตามท่ีไดว้ างไว้ ผู้เล่นอาจจะมีต้ังแต่หน่ึงคน สองคน หรือเป็นทีม ซึ่ง
การเลน่ เกมถือว่าเปน็ กิจกรรมการเล่นท่ีมีการประเมินผลความสำเรจ็ ของผู้เลน่ ไปในตัว ซึ่งจะช่วยให้ผู้เล่นเกิด
ความกระตอื รอื ร้น ฝึกสตปิ ัญญาและไหวพรบิ

พัชรี กัลยา (2551: 39) ได้ให้ความหมายเกมการศึกษาว่า เกมเป็นอุปกรณ์เรื่องช่วยสอนที่ช่วยให้
นักเรียนได้พฒั นาสติปัญญาในด้านการคดิ การสังเกต การคิดหาเหตผุ ล เนื่องจากเกมการศกึ ษาแต่ละชุดจะมี
วิธีเล่นโดยเฉพาะอาจเล่นคนเดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม และผู้เล่นสามารถตรวจสอบว่าเล่นถูกหรือไม่ด้วยตนเอง
รวมท้ังเดก็ ได้ใชป้ ระสาทสมั ผัสกับกล้ามเนือ้ มือหลงั จากเล่นเกมแล้วเดก็ เกิดความคิดรวบยอดในเรอื่ งนั้น ๆ กไ็ ด้

24

กรรณกิ า สุขมาก (2539 : 24) ได้ใหค้ วามหมายว่า เปน็ กิจกรรมการเลน่ ที่มีครู เกณฑก์ ติกาทไ่ี มย่ งุ่ ยาก
ซับซ้อนเป็นกิจกรรมทสี่ นุกสนานมีวัตถปุ ระสงคใ์ นการอ่านและส่งเสรมิ ให้เกดิ ทกั ษะด้านต่าง

ดวงเดอื น วังสนิ ธ์ ( 2532 : 40 ) กลา่ วว่า เกมเป็นการแข่งขัน ซ่งึ มีเวลากำหนดแนน่ อน มีกฎกติกาที่
ไม่สลบั ซับซ้อนมากนัก และเป็นการเล่นทีส่ ง่ เสริมให้เกดิ การพฒั นาการเคลอ่ื นไหวขั้นพน้ื ฐาน

พัฒนา ชัชพงศ์ (2545: 195) กลา่ วไว้ว่า เกมการศกึ ษาเปน็ เกมการเล่นที่ช่วยพัฒนาสติปัญญามีเกณฑ์
กตกิ าง่ายๆ เด็กสามารถเล่นคนเดยี วหรอื เล่นเปน็ กลุ่มได้ ชว่ ยให้เดก็ รจู้ กั สังเกตคิด หาเหตผุ ล และเกดิ ความคิด
รวบยอด เกมการศกึ ษาเหมาะสำหรบั เด็กวยั 3 – 6 ปี

จิตรลดา เอมแบน (2547 : 27) กล่าวไว้ว่า เกมการศึกษา หมายถึง กิจกรรมหรือสื่อที่จะช่วยพัฒนา
ความคิดช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ มีทักษะการสังเกต สามารถคิดหาเหตุผลได้เกม การศึกษาช่วยให้นักเรยี น
เกดิ ความพึงพอใจในสงิ่ ทเ่ี รยี น

มณฑาทิพย์ อัตตปัญโญ ( 2542 : 20 ) กล่าวว่า เกมเป็นกิจกรรมการเล่น หรือการแข่งขันเพื่อการ
เรียนรู้ มีกำหนดจุดมุ่งหมาย กฎเกณฑ์ กติกา ผู้เล่น วิธีการเล่น การตัดสินผลการเล่นเป็นแพ้หรอื ชนะการนำ
เกมมาประกอบการสอน จะช่วยให้ห้องเรียนมีชีวิตชีวา บทเรียนนั้น ๆ น่าสนใจไม่รู้สึกเบื่อหน่าย ก่อให้เกิด
ความสนุกสนาน เพลิดเพลิน นักเรียนมีโอกาสใช้ปฏิภาณไหวพริบของตน สามารถจดจำบทเรียนได้ง่าย เร็ว
และจำได้นาน นอกจากนี้การที่เด็กได้เล่นเกมจะไดค้ วามรูท้ างวชิ าการ และยังช่วยพัฒนาสติปัญญาตลอดจน
ความเจริญเติบโตของร่างกายดว้ ย

สรุปได้ว่า เกมการศึกษา คือ เกมที่จัดทำเป็นสื่อการเรียนการสอน เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทาง
สติปัญญาในด้านการคิด การสังเกต การคิดหาเหตุผล การแก้ปัญหาเกมการศึกษาแต่ละชุดสามารถเล่นคน
เดียวหรือเล่นเป็นกลุ่ม ผู้เล่นตรวจสอบความถูกต้องได้เป็นกิจกรรมที่ช่วยให้ผู้เล่นเกิดความพึงพอใจและ
สนุกสนานเพ่ือใหเ้ ด็กมคี วามพร้อมในทุก ๆ ด้าน

3.2 ประเภทของเกมการศกึ ษา
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษา

แห่งชาต.ิ , 2536 ข :42) จดั ประเภทของเกมการศกึ ษาไวต้ ามหมวดหมู่ เพอื่ ให้งา่ ยต่อการแยกประเภทของเกม
แต่ละชนดิ ดังน้ี

1.จับคู่เพื่อให้เด็กได้ฝึกสิ่งที่เหมือนกันหรือแตกต่างกัน ซึ่งอาจเป็นการเปรียบเทียบภาพต่าง ๆแล้ว
จัดเป็นคู่ ๆ ตามจุดมงุ่ หมายของเกมแต่ละชุดของเกมจับคู่ประกอบดว้ ย

1.1 เกมจับคู่ที่เหมือนกันหรือส่งิ เดียวกนั
1.1.1 จับค่ทู ี่เหมือนกันทุกประการ
1.1.2 จับภาพกบั เงาของส่งิ เดยี วกัน
1.1.3 จับภาพกับโครงรา่ งของสงิ่ เดยี วกัน
1.1.4 จับภาพที่ซอ่ นอยใู่ นภาพหลกั

1.2 เกมจับค่ภู าพทเี่ ปน็ ประเภทเดยี วกัน

25

1.3 เกมจับคภู่ าพทีม่ ีความสมั พันธก์ นั
1.4 เกมจบั คภู่ าพสัมพันธแ์ บบตรงขา้ ม
1.5 เกมจับคภู่ าพเต็มกบั ภาพทแ่ี ยกสว่ น
1.6 เกมจับคู่ภาพช้ินส่วนท่ีหายไป
1.7 เกมจับคูภ่ าพทซ่ี ับซ้อน
1.8 เกมจับคภู่ าพที่สมมาตรกนั
1.9 เกมจับคภู่ าพทม่ี คี วามสมั พนั ธก์ ันแบบอปุ มา – อปุ มัย
1.10 เกมจับคภู่ าพท่มี ีเสียงสระเหมือนกัน
1.11 เกมจบั คูภ่ าพทมี่ ีพยัญชนะต้นเหมอื นกนั
1.12 เกมจบั คูแ่ บบอนุกรม
2. การต่อภาพให้สมบรู ณ์ (Jigsaw)
3. การวางภาพตอ่ ปลาย (Domino)

3.1 เกมโดมิโนภาพเหมอื น
3.2 เกมโดมิโนภาพสัมพันธ์
3.3 เกมโดมิโนผสม 5
4. การเรยี งลำดับ
4.1 เกมเรียงลำดับขนาด
4.2 เกมเรียงลำดับหมขู่ องภาพ
5. การจัดหมวดหมู่
5.1 เกมการจดั หมวดหมู่ของวัสดุ
5.2 เกมการจดั หมวดหมขู่ องภาพ
5.3 เกมการจัดหมวดหมู่ของรายละเอียดของภาพ
5.4 เกมการจัดหมวดหมภู่ าพกบั สญั ลกั ษณ์
6. การสังเกตรายละเอียดของภาพ (Lotto)
7. การจบั คู่แบบตารางสัมพนั ธ์
8. พน้ื ฐานการบวก
9. การทำความสมั พนั ธ์ตามลำดับทกี่ ำหนด
โคลมั บัส (Kolumbus 1979 , อา้ งถงึ ใน เยาวพา เตชะคปุ ต์ 2533 : 54 ) แบ่งเกมออกเปน็
1. เกมฝึกกระทำ (Manipulative Games) คือ การที่เด็กนําของเล่นต่าง ๆ มาเล่นอย่างมี
กฎเกณฑ์กตกิ า โดยมีวัตถุประสงค์เพอ่ื ใหเ้ ด็กพัฒนาประสาทสมั ผัสระหว่างมือและตา เช่น เกมร้อยลกู ปดั ติดรัง
ดุม กรอกน้ำใส่ขวด
2. เกมการศกึ ษา (Didactive Games) เกมทพ่ี ัฒนาการคดิ ของเด็กให้เดก็ ได้คดิ หาเหตุผลจาก
การเลน่ เช่น เกมจบั ค่สู งิ่ ของหรอื ภาพ เกมโดมิโน เกมเรยี งลำดบั เหตุการณ์ก่อนหลัง

26

3. เกมฝึกทักษะทางร่างกาย (Physical Games) หรอื เกมพลศึกษามมี ากมายหลายอย่าง ซึ่ง
รวมทัง้ การฝึกกายบริหารประจำวันง่าย ๆของเด็กดว้ ย ได้แก่ เกมว่งิ ไล่จบั เกมทำตามคำสั่ง เกมซ่อนหา

4. เกมฝึกทกั ษะทางภาษา (Language Games) เป็นบัตรทีค่ รูทำข้ึนช่วยให้เด็กสามารถแยก
ความเหมือนความต่าง ฝกึ ความจําและเสรมิ ทักษะอ่นื ๆ

5. เกมทายบัตร (Card Games) เป็นเกมที่ครูอาจจัดให้เด็กเล่นเป็นครั้งคราว เช่น เกมหา
สงิ่ ของ เกมหาลายแทง เป็นต้น

6. เกมพิเศษตา่ ง ๆ (Special Games) เป็นเกมทีต่ ้องอาศัยจินตนาการและการใช้คําพูดโดย
ไม่ตอ้ งใช้วัสดอุ ปุ กรณ์ใด ๆ เช่น เกมอะไรเอ่ย เกมตะล็อก ต๊อกแตก๊ เปน็ ต้น

จนั ทรวรรณ เทวรกั ษ์ (2526: 36) ได้แบ่งเกมการศึกษาออกเป็นชนิดต่าง ๆ ดงั น้ี
1. เกมจบั คภู่ าพเหมอื น เดก็ ฝึกสังเกตภาพที่เหมอื นกัน นําภาพทเี่ หมือนกันมา เรียงเข้าคู่กัน
2. โดมิโน เป็นเกมท่ีมีขนาดเลก็ เป็นรูปสี่เหลีย่ มผนื ผ้า แบ่งคร่งึ ออกเป็นส่วนในแต่ละด้านจะ

มภี าพใหเ้ ด็กเลอื กภาพท่มี ีสี รปู หรอื ขนาดต่อกันในแต่ละด้าน ไปเรอ่ื ย ๆ
3. ภาพตัดต่อ เป็นการแยกชิ้นส่วนของภาพออกเป็นชิ้น ๆ แล้วให้เด็กนํามาต่อกันให้เป็น

ภาพท่สี มบูรณ์ ภาพตัดตอ่ ควรมจี ำนวนช้นิ ที่จะให้เหมาะสมกบั วยั เด็กเลก็ ควรมจี ำนวนช้นิ ไม่กช่ี ้ินประมาณ 5 –
6 ช้ิน เมือ่ เด็กโตขึ้นกม็ จี ำนวนเพ่มิ มากขน้ึ

4. ภาพสัมพันธ์ เป็นการนําภาพทเ่ี ป็นประเภทเดียวกันหรือมีความสมั พันธ์กัน มาจับคู่กันจะ
ชว่ ยฝึกใหเ้ ด็กรู้จกั คิดหาเหตุผลและจัดประเภทได้ถูกต้อง

5. ลอตโต เป็นเกมท่มี ี 2 สว่ น ให้เด็กศึกษารายละเอียดของภาพ ภาพใหญ่จะต้องเป็นสิ่งที่ให้
เด็กรู้จักรายละเอียดต่าง ๆ ส่วนภาพเล็กเป็นภาพปลีกย่อยของภาพใหญ่ที่ต้องการให้เด็กเรียนรู้โดยให้เด็ก
ศึกษาภาพใหญ่วา่ เป็นเรื่องอะไร มีคณุ สมบตั ิอย่างไร ให้เดก็ หยบิ ภาพเลก็ ท่ีเตรียมมาวางให้สมบูรณ์

6. ภาพต่อเนื่องหรือการเรียงลำดับภาพเป็นการเรียงลำดับภาพตามเหตุการณ์ทีเ่ กิดขึ้นจาก
เหตกุ ารณแ์ รกไปจนถงึ เหตุการณ์สุดทา้ ย

7. พื้นฐานการบวก เป็นเกมที่ผู้เล่นได้มีโอกาสฝึกการบวกโดยยึดแผ่นหลักเป็นเกณฑ์ผู้เลน
ต้องหาช้นิ ส่วนเลก็ 2 ชน้ิ เม่อื รวมกันแล้วได้ผลลัพธ์เทา่ กบั จำนวนภาพในแผ่นหลกั

8. ตารางสัมพันธ์ประกอบด้วยช่องขนาดเท่ากนั 16 ช่อง และมบี ตั รเล็ก ๆ ขนาดเท่ากับช่อง
ตารางเพื่อเล่นเข้าชุดกันโดยมีบัตรที่กำหนดไว้เป็นตัวนําไว้ข้างบนแต่ละช่องโดยการเล่นอาจจับคู่ภาพที่มี
ส่วนประกอบของภาพทอ่ี ยู่ข้างบนกับภาพท่ีอยู่ด้านขา้ งกไ็ ด้

สำนกั งานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ ชาติ รวบรวมประเภทของเกมการศึกษาไว้ 9 ชนิด คือ
การจับคู่ การต่อภาพให้สมบูรณ์ การวางภาพต่อปลาย การเรียงลำดับ การจัดหมวดหมู่ การสังเกต
รายละเอียดของภาพ การจับคู่แบบตารางสัมพันธ์ พื้นฐานการบวก และการหาความสัมพันธ์ตามลำดับท่ี
กำหนด ส่วนของโคลัมบัส ได้รวบรวมประเภทของเกมการศึกษาไว้ 6 ชนิด คือ เกมฝึกกระทำ เกมการศึกษา
เกมฝึกทกั ษะรา่ งกาย เกมฝกึ ทกั ษะทางภาษา เกมทายบตั ร และเกมพเิ ศษตา่ ง ๆการจัดประสบการณใ์ ห้กับเด็ก
โดยใชเ้ กมการศึกษาน้ัน ตอ้ งคำนึงความเหมาะสมของเนื้อหาจุดประสงคก์ ารเรยี นการสอน วยั ของผเู้ รียนดว้ ย

27

สรุปได้วา่ เกมการศึกษามหี ลายประเภท แต่ละประเภทมีความสำคัญในการพฒั นาทักษะกระบวนการ
คิดอย่างมีเหตุมีผล การสังเกต การเปรียบเทียบ เพื่อส่งเสริมและพัฒนาทักษะทางภาษาในด้านการอ่าน และ
ทางด้านสติปัญญาตอบสนองความต้องการของเด็กในหลาย ๆ ด้านเพื่อให้เด็กเกิดความพร้อมที่จะเรียนรู้ใน
ระดับชั้นต่อไป

3.3 จดุ ประสงค์ของการจัดเกมการศึกษา
ไพเราะ พ่มุ มั่น (2544: 24) ได้กล่าวถงึ จดุ ประสงค์ของเกมการศกึ ษาไว้ดงั นี้
1) เพอ่ื ใหเ้ ดก็ รจู้ กั สงั เกต เปรยี บเทยี บและจำแนก
2) สง่ เสรมิ การคดิ หาเหตผุ ล และตดั สินใจแกป้ ญั หา
3) ส่งเสรมิ พัฒนากล้ามเนอ้ื เลก็ และการประสานสมั พนั ธ์ระหวา่ งมือกับตา
4) สง่ เสรมิ การเล่นร่วมกัน
บรู ชยั ศริ ิมหาสาคร (2545: 79) กล่าวถึงวตั ถปุ ระสงค์ของเกมการศกึ ษาไวด้ ังน้ี
1) ส่งเสริมการสังเกต จำแนก และเปรยี บเทียบ
2) ส่งเสริมการประสานสมั พนั ธร์ ะหว่างมือกบั ตา
3) สง่ เสริมการคิดหาเหตผุ ล และตัดสนิ ใจแกป้ ญั หา
4) ชว่ ยให้เกิดความคิดรวบยอดเกยี่ วกบั สงิ่ ที่เรียนรู้
5) ปลูกฝังให้มีคุณธรรมต่าง ๆ เช่น ความรับผิดชอบ ความมีระเบียบวินัย ความเอื้อเฟื้อ

แบ่งปัน และความซือ่ สตั ย์
จากจดุ ประสงคด์ งั กลา่ วไดน้ ำมาใช้ในการฝกึ ภาษา ไดม้ ีคนนำเกมมาประยุกต์ใชโ้ ดยมีจุดมุ่งหมาย ดงั น้ี

(สุวิมล ตันปิติ 2536 : 32)
1. เนน้ กจิ กรรมทจี่ ะพฒั นาร่างกาย ช่วยผ่อนคลายความตงึ เครยี ด เสรมิ สรา้ งใหม้ กี ารตืน่ ตวั มี

บรรยากาศทีแ่ ตกตา่ งไปจากการฝกึ ภาษาตามปกติ
2. เปน็ การสร้างบรรยากาศที่สนับสนุน จะชว่ ยใหน้ กั เรียนสนใจบทเรยี นทางภาษาและเกมท่ี

ใชเ้ ล่นในห้องเรียน นกั เรียนยงั สามารถนำไปเล่นนอกชั้นเรียนได้
3 . เปน็ กจิ กรรมทเี่ น้นเทคนคิ หนงึ่ ในการสอนไวยากรณ์ ระบบเสียงของภาษาไดด้ ี

ราศี ทองสวัสดิ์ (2533 : 22) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของเกมการศึกษาว่า เป็นการให้รู้จักสังเกตและ
เปรียบเทียบรูปภาพและวสั ดสุ ่งิ ของต่าง ๆ ใชค้ วามคิดอยา่ งมเี หตผุ ล การตดั สนิ ใจแก้ปัญหาการใชก้ ลา้ มเนื้อมือ
และตาประสานกันเตรียมความพรอ้ มในการอา่ นและเขยี นใหไ้ ด้ตามพ้ืนฐาน ทำใหร้ ู้การเรยี นวิชาตา่ ง ๆทส่ี ูงขึ้น

อุษา กลเกม (2533 : 38) ได้กล่าวถึงจุดมุ่งหมายของเกมการศึกษาว่า เกมการศึกษาเป็นของเล่นท่ี
ชว่ ยใหผ้ ้เู รียนที่มีความสงั เกตท่ดี ี มีความสามารถในการมองเหน็ และจำแนกดว้ ยตา เกมการศึกษาแตกต่างกับ
การเรยี นอย่างอน่ื ตรงท่ีว่า เกมการศึกษาแตล่ ะชดุ มวี ิธีการเล่นโดยเฉพาะและประหยัดสามารถเล่นซ้ำ ๆ ได้ ถ้า
วัสดุคงทนใช้ได้นาน สีสันสะดุดตาเด็ก เกมการศึกษาที่จะช่วยให้ผู้เล่นมีความพร้อมนั้น จะต้องครอบคลุม
จุดประสงค์ไว้หลายประการ เกมการศกึ ษาแต่ละชุดอาจจะช่วยให้ผู้เล่นบรรลเุ ปาู หมายอย่างใดอย่างหนึ่ง หรือ

28

หลายอย่างได้ จุดประสงค์หลักท่ีผู้เล่นได้รับคือความสามารถจำแนกด้วยตา คิดหาเหตุผล คิดแก้ปัญหา แยก
จำแนกประเภทเสยี ง หาความสัมพนั ธ์ระหวา่ งภาพกบั สัญลักษณ์

เทพวาณี หอมสนิท ( 2520 : 1 ) กล่าววา่ จุดประสงคข์ องการเล่นเกมมีดงั นี้
1. เพื่อสอนใหส้ นองสงั คม โดยให้ความรว่ มมอื และมีการแข่งขนั
2. เพอ่ื พัฒนาทกั ษะทตี่ ้องการและเทคนคิ การเลน่
3. เพือ่ สอนใหร้ ู้จกั ทำงานทด่ี ที ี่สดุ เพ่อื ผลประโยชน์ของกลุ่มคน
4 เพอื่ พฒั นาในดา้ นการเป็นผู้นำและเปน็ ผู้ตามท่ดี ี
5. เพื่อพัฒนาใหเ้ ดก็ รจู้ ักเคารพในการตดั สนิ เห็นความสำคัญของการมกี ฎ กติกา
6.เพอ่ื ให้เข้าใจกฎ กตกิ า มนี ้ำใจนกั กีฬา มคี วามตนื่ ตัวและรสู้ กึ ว่าตนเปน็ สว่ นหน่ึงของสังคม

เกศินี โชติกเสถียร ( 2529 : 76 ) กลา่ วว่า จดุ มงุ่ หมายของการเลน่ เกมมีดังน้ี
1. เพื่อสอื่ ความหมาย
2. สง่ เสริมในการตัดสินใจ
3. เพื่อใหร้ ู้จักการปฏิบตั ิตามกฎเกณฑ์
4 . เพ่อื ให้รกั ความยตุ ธิ รรมและความถกู ตอ้ ง
5. เพือ่ สง่ เสรมิ ความคดิ สรา้ งสรรค์
6. เพื่อฝกึ ความจำและความคดิ รวบยอด
7. เพอื่ ใหร้ ้จู กั ปรับตัว
8. เพื่อให้มีความกล้าเพิ่มขึ้นในการแสดงออก กล้าพูด กล้าเขียน ตลอดจนฝึกการใช้

กล้ามเนอื้ และสายตาส่งเสริมใหน้ กั เรียนเปน็ คนมนี ้ำใจนักกีฬา
9. เพื่อใหไ้ ดร้ ับความสนกุ สนานในการเรียน

ธัญลักษณ์ ลีชวนค้า (2544: 30) กล่าวว่า เกมการศึกษาเป็นสื่อที่ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ดี
ตอบสนองความต้องการของเดก็ หลายๆ ด้านเพราะเกมการศึกษาเป็นสิง่ ที่ช่วยเป็นพื้นฐานในการเตรียมความ
พร้อมทั้ง 4 ด้านโดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเด็กได้เล่นเกมการศึกษา เด็กได้รู้จักการสังเกต การจําแนก การ
เปรยี บเทยี บ การจัดหมวดหมู่ การเช่ือมโยง ฝึกการรบั รู้ซง่ึ ทักษะเหล่าน้ีเป็นทักษะพน้ื ฐานในการคิดในขณะท่ี
เด็กเล่นเกมได้มากเด็กก็จะได้ฝึกคิดมากซึ่งสิ่งเหล่านี้จะเป็นพื้นฐานในการทำงานของเด็กในอนาคต และเมื่อ
เตบิ โตเปน็ ผู้ใหญ่ก็จะกลายเปน็ ผู้ใหญ่ทม่ี คี ุณภาพ

สทุ ธิรัตน์ คยุ่ สวสั ด์ิ (2547: 57) กลา่ วว่า ผู้เล่นเกมการศึกษาการเป็นคนช่างสังเกตช่วยใหม้ องเห็นส่ิงที่
ควรทจี่ ะได้เหน็ ได้ฟงั หรือคิดอย่างรวดเร็ว รู้จกั การเปรียบเทยี บด้วยการใช้เหตุและผลมาประกอบการพิจารณา
ช่วยใหเ้ ดก็ มคี วามพร้อมทุกดา้ น เป็นการปพู ืน้ ฐานการเตรียมความพร้อมในการเรียนในระดบั ต่อไป

วิยะดา บัวเผื่อน (2531: 19) กล่าวว่าจุดประสงค์ของการเล่นเกมการศึกษา คือช่วยให้ผู้เล่นเป็นผู้มี
การสงั เกตดมี ีความสามารถในการมอง จําแนกด้วยสายตาได้ฟังหรอื คดิ อย่างรวดเรว็ และในเกมการศึกษาแต่ละ
ชุดจะมีวิธีการเล่นโดยเฉพาะ สามารถเล่นบนโต๊ะได้ ผู้เล่นสามารถตรวจสอบการเล่นว่าถูกต้องหรือไม่ด้วย
ตนเองและเมือ่ เล่นเกมได้สำเรจ็ ทำใหเ้ กิดแรงจงู ใจที่จะเรียนโดยไม่เบ่อื หน่าย

29

พอสรปุ เป็นจุดประสงคท์ ีม่ ุ่งใหเ้ กดิ แก่ผ้เู ลน่ เกมการศึกษา คอื การเป็นคนชา่ งสังเกต ชว่ ยใหม้ องเห็นสง่ิ
ที่ควรที่จะได้เห็น ได้ฟัง หรือคิดอย่างรวดเร็ว รู้จักการเปรียบเทียบด้วยการใช้เหตุและผลมาประกอบ การ
พจิ ารณาชว่ ยใหเ้ ดก็ มีความพร้อมทกุ ดา้ น เปน็ การ ปพู ื้นฐานการเตรยี มความพรอ้ มในการเรียนในระดบั ต่อไป

3.4 หลักในการใช้เกมการศกึ ษา
ควรพจิ ารณาถงึ หลักเกณฑต์ ่าง ๆ ดังน้ี

1. หลักในการนำเกมการศกึ ษามาใช้ประกอบการเรยี นการสอน
2. ศกึ ษาจดุ ประสงคใ์ นการใช้เกมน้ัน ๆวา่ จะใช้สอนอะไร
3. สถานที่จะใช้เล่นเกมจำเป็นต้องใช้ที่กว้างมากน้อยเพียงใด เพราะเกมจะมีการเคลื่อนไหวอยู่
ตลอดเวลา
4. จำนวนนักเรยี นทจ่ี ะเล่นเกม เพราะเกมบางเกมจะได้ผลต้องใช้ผ้เู ล่นเป็นกลุ่มใหญห่ รอื ทีม

4.1 เกมน้นั มีการแข่งขันกันเป็นรายบุคคลหรอื เป็นกลุม่
4.2 อายุและวยั ของนกั เรยี น การนำเกมทม่ี าใช้เหมาะสมหรอื ไม่เพยี งใด
4.3 ควรเลือกเกมหลายๆ แบบ
4.4 ควรกำหนดเวลาท่แี นน่ อน ในแต่ละกลุ่มจะใช้เวลาเลน่ เท่าใด
4.5 การวางแผนการเล่นเกมก่อนทุกครงั้
4.6 ตอ้ งแปลงเกมต่าง ๆ เพอ่ื ใหเ้ ข้ากบั สถานการณ์
การนำเกมการศึกษาไปใช้ครูควรเตรยี มเกมการศกึ ษาไว้ให้เพียงพอ ลกั ษณะของเกมอาจเป็นภาพตัด
ต่อการจับคู่ภาพเหมอื น โดมิโน การแยกหมู่ ฯลฯ เวลาที่ใช้ฝึกกำหนดไว้เป็น 1 กิจกรรมเพราะอุปกรณ์แตล่ ะ
ชุดจะให้ผลต่อเด็กไม่เหมือนกัน ดังนัน้ ครูจึงควรจัดหมุนเวียนให้เด็กได้เล่นหรือฝึกทุกชนดิ เกมหรืออุปกรณ์ที่
จะใช้ควรมพี อท่จี ะหมุนเวียนกนั อยเู่ สมอ หากว่าจ าเจเดก็ อาจจะเบอื่ ไม่อยากเลน่ (อุษา กลเกม 2533 : 39)
อารี เกษมรัติ (2523: 71 – 72) กล่าวไว้ว่า ควรจะลำดบั เกมตามความสามารถเรม่ิ จากส่งิ ทไี่ ม่ละเอียด
นักเพราะเด็กจะสงั เกตสิ่งทีใ่ หญ่ก่อน เมื่อเด็กมีความสังเกตจดจํามากขึน้ แล้วจึงให้เด็กสังเกตส่วยย่อย ๆ หรือ
ส่วนละเอียดมากขน้ึ ตามลำดบั ดังนนั้ จึงควรให้เด็กได้เล่นเกมทีม่ คี วามยากเพ่มิ ขน้ึ เพื่อให้เดก็ รู้จักคดิ รู้จักสังเกต
จดจําอย่างมีเหตผุ ลมากขึน้ วธิ ีการทใ่ี ห้เด็กเล่นอาจให้เด็กเล่นเปน็ กลุ่ม เล่นคนละชุดหรือเล่น 2 คน ต่อ 1 ชุด
ใครเล่นเสร็จก่อนถูกต้องตามกตกิ าก็ให้เล่นเกมชุดต่อไป ในระยะแรกเดก็ จะสังเกตและลองเล่นบ้างโดยผลัดกัน
เล่นครง้ั ละ 6 – 8 คน เด็กจะเล่นแบบน้ีสกั ระยะหนึ่ง จากนน้ั ครจู ึงให้เดก็ เล่นเองโดยแบ่งกลุ่มให้รับผิดชอบแต่
ละเกมจะวางกติกาไว้ว่าแต่ละกลุ่มต้องไม่ส่งเสียงดัง ต้องไม่แย่งกัน เล่นด้วยความรวดเร็วและถูกต้อง รู้จัก
รกั ษาของไม่ทำสกปรกหรอื ฉกี ขาด เล่นเสร็จแล้วตอ้ งเกบ็ ใหเ้ รียบรอ้ ย เมอ่ื เด็กมีความชาํ นาญในการเล่นมากขึ้น
ครูต้องเพ่ิมเกมให้เด็กเล่นโดยจดั เกมที่ยากและแปลกขึน้ เรื่อย ๆ เพื่อให้เด็กได้รู้จักคิดสังเกตและจดจำอยา่ งมี
เหตผุ ลทั้งน้ขี ้ึนอยู่กับความสามารถของเด็กด้วย

30

พฒั นา ชชั พงศ์ (ม.ป.ป: 39) กลา่ วว่า เกมการศึกษาเปน็ ของเล่นซง่ึ เด็กมเี กมฝึกความพร้อมแบบต่าง ๆ
ไว้ใหเ้ ดก็ ได้เลน่ ในเวลาทกี่ ำหนดหรือนอกเวลาเมือ่ เด็กอยากเล่นเกมแต่ละชดุ จะต้องจดั ทำกล่องใส่ไว้เปน็ ชุด ๆ
ทั้งนี้เพ่ือจะได้ฝึกให้เด็กเข้าใจว่าเกมแต่ละชุดจะจัดใส่ไว้ในกล่องและเก็บไว้ในชั้นทีเ่ ตรียมไว้ในตารางกิจกรรม
ประจำวัน แต่หากเป็นนอกเวลาที่เด็กเล่นกันเองครคู วรมีเวลาเดินดูเด็กเล่นเพื่อให้คำแนะนาํ กับเด็กที่เล่นผิด
เมือ่ เลน่ เสรจ็ ครูจะต้องฝึกใหเ้ ด็กปฏิบัติจนเป็นนสิ ัยว่าเมือ่ เล่นเสรจ็ จะต้องเก็บลงกล่องเปน็ ชดุ ๆแล้วเก็บเขา้ ท่ี

กรมวิชาการ (2540: 44) แนวทางการใช้เกมการศึกษาดังนี้เกมการศึกษาที่จัดให้กับเด็กปฐมวัยแบ่ง
ออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คือ

1. กรณที เ่ี ป็นเกมใหมเ่ ดก็ ยังไม่เคยเลน่ มาก่อน ครคู วรปฏบิ ัตดิ ังนี้
1.1 แนะนาํ ให้เดก็ ทราบว่าเกมชดุ ใหมม่ ีช่ืออะไร มีกี่ชนิ้ และอะไรบ้าง
1.2 สาธติ หรืออธิบายวิธกี ารเล่นเกมเปน็ ขั้น ๆ ตามประเภทของแต่ละชนดิ
1.3 ใหเ้ ด็กหมุนเวียนเข้ามาเล่นเป็นกลุ่ม หรอื รายบุคคลตามความเหมาะสม
1.4 ขณะเดก็ เล่นครูทำหน้าทเ่ี พยี งผู้เสนอแนะ
1.5 เมื่อเด็กเล่นเกมแต่ละชุดเรียบร้อยแล้ว ครูควรตรวจสอบความถูกต้องหรือร่วมตรวจกบั

เพ่อื นๆและชมเชยให้กาํ ลงั ใจ
1.6 ใหเ้ ด็กนําเกมทเ่ี ล่นเรียบร้อยแล้วเก็บใสก่ ลอ่ งเข้าทใ่ี ห้เรียบรอ้ ยทุกครั้งกอ่ นเล่นเกมต่อไป

2. กรณีท่เี ดก็ เคยเลน่ เกมการศกึ ษานมี้ าแล้ว ครูควรปฏิบตั ดิ งั น้ี
2.1 จัดวางเกมที่เคยเล่นแล้วให้เด็กเล่นเป็นกลุ่ม ๆละ 4 – 5 คน แต่ละกลุ่มจะมีเกม 1 ชุด

หรืออาจจะให้เดก็ เลน่ คนเดียว
2.2 หมุนเวียนให้เด็กเลน่ ชดุ ใหมแ่ ละชุดเกา่ จะจดั ไว้
2.3 เมอ่ื เลน่ เสรจ็ แล้วใหเ้ ด็กเก็บใหเ้ รยี บร้อย และอยู่ในสภาพทจี่ ะนาํ ไปใช้อีก

วัลนา ธรจักร (2544: 38) กล่าวว่าการจัดเกมการศึกษาและหลักในการใช้เกมการศึกษานั้นต้อง
คำนงึ ถึงพัฒนาการและประสบการณ์ของเด็กแต่ละคน ควรเล่นเกมไปตามลำดับจากง่ายไปยาก ในขณะท่ีเด็ก
เล่นเกมครูควรเดินดใู ห้กาํ ลังใจเมอื่ เดก็ ต้องการความช่วยเหลอื เมือ่ เด็กเล่นเกมเสรจ็ แล้วครูควรมกี ารตรวจสอบ
วา่ เดก็ เลน่ เกมได้ตามจุดประสงค์หรอื ไม่ ควรมแี บบบันทกึ การเล่นเกมของแต่ละคนและฝึกเด็กให้ปฏิบัติจนเป็น
นสิ ัยว่าเมอ่ื เล่นเสร็จแล้วควรเกบ็ เกมลงกล่องเป็นชดุ ๆ แลว้ ยกเก็บเข้าที่

สุธรี า ท้าวเวชสวุ รรณ (2548: 46) กลา่ วว่า หลกั ในการใช้เกมการศกึ ษา ครูเตรยี มเกมให้พร้อม ใหเ้ ด็ก
หมุนเวยี นเล่นอย่างทั่วถงึ มีเกมเพยี งพอทจี่ ะให้เดก็ เลน่ เรยี งเกมจากง่ายไปหายาก และจัดรปู แบบการเล่นโดย
ใหเ้ ลน่ คนเดยี วหรือเล่นสองคนหรอื เล่นกลุ่มใหญ่ ควรกำหนดกฎกตกิ าการเล่น การรักษาเกมไม่ใหฉ้ กี ขาด การ
แบง่ ปนั ควรจดั ให้เหมาะสมสอดคล้องกับความสามารถของเดก็ แต่ละคน

จนั ทนา วงศ์ทิพากร (2548: 42) กลา่ วว่า ในการนาํ เกมการศกึ ษาไปใช้ตวั ครูสำคญั มากจะต้องมีความ
พร้อมในทุก ๆ ด้านและมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเกมการศึกษาเป็นอย่างดี เพื่อที่จะเป็นผู้แนะนําและ
ช่วยเหลือเดก็ ให้เด็กไดเ้ ล่นเกมการศึกษาได้อยา่ งถูกต้อง

31

เกมทุกเกมมกี ติกาขอ้ บังคบั ในการเล่นตอ้ งคำนึงถึงชว่ งความสนใจของเด็กโดยเหมาะสมด้วยมิฉะนั้น
การจัดเกมการศึกษาจะไม่ประสบความสำเร็จ ข้อควรคำนึงถึงเกี่ยวกับการนำมาใช้จัดประสบการณ์ให้แก่เด็ก
คอื อายุ และวุฒภิ าวะของเด็ก เดก็ จะชอบเกมเคลือ่ นไหว ความสามารถของเด็กแต่ละวัยไมเ่ หมือนกัน ระดับ
ความสามารถและความพอใจของเดก็ ดงั นั้นเกมอาจจะปรบั ใหเ้ หมาะสมกับความตอ้ งการ และสภาพแวดล้อม
ได้ลักษณะของเกมการศึกษาที่นำมาใช้ประกอบการเรียนนั้น มีความยากง่ายแตกต่างกันในเรื่องเนื้อหาและ
ลักษณะของเกมแตล่ ะประเภท

4. เกมการศกึ ษาเนน้ ภาษา

4.1 ความหมายของเกมการศกึ ษาเน้นภาษา
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ(2541: 145 – 153) กล่าวว่าเกมการศึกษาเน้น

ภาษาโดยรปู แบบการหาความสัมพันธ์ระหวา่ งภาพกับสญั ลกั ษณ์ เกมนจี้ ะช่วยเดก็ กอ่ นที่จะเริม่ อา่ นหนงั สือเด็ก
จะคุน้ เคยกบั สัญลักษณ์ท่ีเป็นภาพกบั ค าหรอื ตัวเลขแสดงจำนวนกำหนดให้ตง้ั แต่ 3 คู่ขน้ึ ไป

สรุปได้ว่าเกมการศึกษาเน้นภาษา คือ เกมหาความสัมพันธ์ระหว่างภาพกับสัญลักษณ์เป็นเกมท่ี
ประกอบด้วยภาพ สัญลกั ษณ์ และมีภาพกบั คำท่เี ปน็ สัญลักษณข์ องภาพนัน้ อยู่ใตภ้ าพ

4.2 รูปแบบของเกมการศึกษาเนน้ ภาษา
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541: 145 -153) ได้แบ่งรูปแบบของเกม

การศกึ ษาเน้นภาษา
1. เกมจับคูภ่ าพท่ีมีเสียงสระเหมอื นกัน เช่น กา-นา, งู-ปู
2. เกมจับคู่ภาพท่มี ีเสยี งพยญั ชนะต้นเหมอื นกนั เช่น นก-หนู, กุ้ง-ไก่
3. เกมหาความสมั พนั ธ์ระหว่างภาพกบั สญั ลกั ษณ์

4.3 หลกั ในการใชเ้ กมการศกึ ษาเนน้ ภาษา
ดลิ ล์ (Dill. 1969: 180) กลา่ วว่าเกมน้นั จะตอ้ งเหมาะสมกับผเู้ ล่นจะตอ้ งสลับซบั ซ้อนพอท่ีจะ

เรยี กร้องความสนใจของผูเ้ ล่น มลี ักษณะคล้ายกับทดสอบความสามารถและประสบการณ์ในการศกึ ษา
ราศี ทองสวสั ด์ิ (2523: 79) กลา่ วถงึ เรอ่ื งการนำเกมการศึกษาไปให้วา่
1. ครคู วรเตรียมเกมการศกึ ษาไว้ให้เพียงพอ
2. ลักษณะของเกมอาจจะเปน็ ภาพตัดต่อ จบั คูเ่ หมือน โดมโิ น การแยกหมู่
3. เวลาใช้ฝึกนี้กำหนดไว้เป็นชุด ๆละ กิจกรรม เพราะอุปกรณ์แต่ละชุดจะให้ผลต่อเด็กไม่

เหมอื นกัน ดงั น้ันครูควรจัดหมนุ เวยี นใหเ้ ด็กเล่นหรอื ฝึกทกุ ชดุ ใหท้ ัว่ ถงึ กัน
4. เกมหรอื อุปกรณ์ทใ่ี ชค้ วรมพี อทีจ่ ะหมุนเวียนกันอยเู่ สมอหากจำเจ เดก็ อาจจะเบ่ือ

32

อารี เกษมรัติ (2523: 71 – 72) กล่าวว่าควรลำดับเกมตามความสามารถ เริ่มจากสิ่งที่ไม่ละเอยี ดนัก
เพราะเด็กจะสังเกตสิ่งที่ใหญ่ก่อน เมื่อเด็กมีความสังเกตจดจำมากแล้วจึงทำให้เด็กสังเกตสิ่งย่อย ๆหรือ
รายละเอยี ดมากข้นึ ตามลำดบั ดงั นน้ั จึงควรใหเ้ ดก็ ได้เลน่ เกมที่มีความยากเพม่ิ ขนึ้ เพ่อื ให้เดก็ รู้จักคิด รูจ้ ักสังเกต
จดจำอยา่ งมเี หตุมีผลมากขนึ้ วิธีการให้เดก็ เล่นอาจให้เด็กเล่นเป็นกลุ่มเลน่ คนละชุด หรือ 2 คน ต่อ 1 ชุด ใคร
เลน่ เสรจ็ กอ่ นถกู ต้องตามกติกาก็ให้เล่นเกมชุดอนื่ ตอ่ ไป ในระยะแรกเด็กจะสังเกตและลองเล่นบา้ ง โดยผลัดกัน
เล่นคร้ังละ 6 – 8 คน เด็กจะเล่นแบบน้ีสักระยะหนง่ึ จากนนั้ ครูจงึ ให้เด็กเล่นเองโดยแบ่งกลุ่มให้รับผิดชอบแต่
ละเกมจะวางกติกาไว้ว่า แตล่ ะกลุม่ จะต้องไม่ส่งเสยี งดัง ตอ้ งไม่แย่งกนั เลน่ ดว้ ยความรวดเร็วและถูกต้อง รู้จัก
รักษาของไม่ทำสกปรกหรอื ฉกี ขาด เล่นเสรจ็ แล้วต้องเก็บใหเ้ รยี บร้อย เมอื่ เด็กมคี วามชำนาญในการเล่นมากข้ึน
ครตู อ้ งเพ่มิ เกมให้เดก็ เล่นโดยจัดเกมที่ยากและแปลกขน้ึ เรอื่ ย ๆ เพื่อให้เด็กได้ฝึกคิด สังเกต และจดจำอย่างมี
เหตผุ ลท้ังนขี้ น้ึ อยูก่ ับความสามารถของเดก็ ดว้ ย

พฒั นา ชัชพงศ์ (ม.ป.ป.: 39) กล่าวว่า เกมการศึกษา เปน็ ของเล่นเด็กซึ่งมีเกมฝึกความพรอ้ มแบบต่าง
ๆ ไว้ให้ได้เล่นในเวลาที่กำหนดหรือนอกเวลาเมื่อเด็กอยากเล่น เกมแต่ละชุดต้องจัดทำกล่องใส่ไว้เป็นชุด ๆ
ทั้งนเ้ี พอื่ จะได้ฝกึ เด็กให้เขา้ ใจว่าเกมแตล่ ะชุดจะจัดใสไ่ ว้ในกล่องและเก็บไวใ้ นชัน้ ทเี่ ตรียมไว้ ในตารางกิจกรรม
ประจำวัน แต่หากเป็นนอกเวลาที่เด็กเล่นกนั เองครูควรมีเวลาเดินดูการเล่นเพื่อให้คำแนะนำกับเด็กที่เล่นผิด
เมื่อเลน่ เสรจ็ ครจู ะตอ้ งฝึกให้เด็กปฏบิ ตั ิจนเป็นนสิ ยั เมื่อเล่นเสร็จจะต้องเกบ็ เกมลงกล่องเป็นชุด ๆแลว้ เกบ็ เขา้ ที่

กรมวิชาการ (2540: 44) แนวทางการใช้เกมการศึกษาดังนี้ เกมการศึกษาท่ีจดั ให้กับเด็กปฐมวยั แบง่
ออกเปน็ 2 ลกั ษณะ คอื

1. กรณีทเี่ ปน็ เกมใหมเ่ ด็กยังไม่เคยเล่นมาก่อน ครคู วรปฏิบัติดังนี้
1.1 แนะนำใหเ้ ดก็ ทราบว่าเกมชดุ ใหมม่ ีช่อื อะไร มีกชี่ ิ้น และอะไรบ้าง
1.2 สาธิตหรืออธิบายวธิ กี ารเลน่ เกมเปน็ ขนั้ ๆ ตามประเภทของแตล่ ะชนดิ
1.3 ให้เด็กหมนุ เวยี นเข้ามาเล่นเปน็ กลุ่ม หรือรายบคุ คลตามความเหมาะสม
1.4 ขณะเด็กเลน่ ครูทำหน้าท่ีเพยี งผ้เู สนอแนะ
1.5 เมื่อเด็กเล่นเกมแต่ละชุดเรียบร้อยแล้วครูควรตรวจสอบความถูกต้องหรือร่วมตรวจ

เพื่อนๆ และชมเชยให้กฎลังใจ
1.6 ให้เด็กนำเกมท่ีเล่นเรียบรอ้ ยแลว้ เกบ็ ใสก่ ล่องเขา้ ท่ใี ห้เรยี บร้อยทกุ ครัง้ ก่อนเล่นเกมอื่นต่อ

2. กรณที ่ีเดก็ เคยเลน่ เกมการศึกษาน้ีมาแลว้ ครูควรปฏิบัติดังน้ี
2.1 จดั วางเกมท่ีเคยเลน่ แลว้ ให้เดก็ เลน่ เปน็ กล่มุ ๆ ละ 4-5 คน แตล่ ะกลมุ่ จะมเี กม 1 ชดุ หรือ

อาจจะใหเ้ ด็กเล่นคนเดียว
2.2 หมนุ เวยี นใหเ้ ด็กเลน่ ชดุ ใหมแ่ ละชุดเกา่ จะจัดไว้
2.3 เมื่อเล่นเสรจ็ แล้วใหเ้ ด็กเกบ็ ใหเ้ รียบรอ้ ย และอยู่ในสภาพท่จี ะนำไปใชอ้ ีก

สำนกั งานคณะกรรมการประถมศึกษาแห่งชาติ (2541: 155) กลา่ วถึงหลกั ในการจดั เกมการศกึ ษาไว้
1. ควรคำนึงถึงความเป็นจรงิ เหมือนของจริง เช่น หนอนผเี สอื้ การเรยี งลำดับดวงอาทิตย์ท่ีเรียงจาก
ใหญไ่ ปเลก็ ไมไ่ ด้

33

2. ภาพที่แสดงความเคลื่อนไหว ตอ้ งเคลอ่ื นไหวจากซ้ายไปขวา บนลงลา่ งเหมอื นการเขยี นหนงั สือไทย
3. การใหส้ ถี ้าเป็นภาพสัตว์ ควรให้สที ี่ใกลเ้ คียงกันกับสีธรรมชาติจะช่วยให้เดก็ เรียนรู้ธรรมชาติ การให้
สีท่ีรอ้ นแรง เด็กจะเคล่ือนไหวไมอ่ ยนู่ งิ่ สปี ระเภทสีเยน็ เด็กจะสงบเงียบ
4. การนำเกมการศึกษาใหเ้ ดก็ เลน่ ไม่ควรฝึกหัดวา่ ตอ้ งเลน่ ไปตามหนว่ ยท่ีเรียนควรคำนึงถงึ พฒั นาการ
ประสบการณข์ องเด็กแต่ละคน เล่นเกมตามลำดบั ความยากง่าย
5. การตรวจสอบเดก็ เล่นเกมครบตามท่ตี กลงหรอื ไม่ ครคู วรมีแบบบันทกึ การเล่นเกมของเด็กแตล่ ะคน
6. เด็กแตล่ ะคนมีความสนใจในการเลน่ เกมแตกต่างกัน ครูอาจนำเทคนิคการเล่นเกมการศึกษาจัดให้
เด็ก เพอ่ื เปลยี่ นบรรยากาศบา้ งในบางโอกาส เช่น

6.1 คว่ำภาพหาคู่
6.2 เล่นเกมให้เลน่ รวมกนั เป็นกล่มุ เช่น แจกภาพคนละ 1 ภาพ ใหส้ ัญญาณหาคู่
7. ปจั จบุ นั เกมการศึกษามีจำหนา่ ยแพร่หลายมากขนึ้ การเลือกซอื้ ควรคำนงึ ถึงพัฒนาการเดก็ แต่ละวัย
เชน่ ภาพตดั ต่อ 3-5 ช้นิ เหมาะสำหรับเดก็ อายุ 3-4 ขวบ 6-8 ชน้ิ สำหรับเด็กอายุ 4-5 ปี 8-10 ช้ิน สำหรับเด็ก
อายุ 5-6 ปี
8. การนำผลการวิจัยเก่ียวกับเกมการศกึ ษามาใช้ หรือนำเกมการศึกษาของแตล่ ะประเทศทีม่ ีขายมา
ให้เด็กเล่น ครูควรนำมาศึกษาทดลองใช้กับเด็กกลุ่มเล็ก ๆ ก่อนว่าส่งผลต่อพัฒนาการเด็กมากน้อยเพียงใด
ก่อนการตัดสินใจซอ้ื
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน (2542: 86) ได้กล่าวถึงเกมการศึกษาสำหรับเด็กปฐมวัย
ควรคำนงึ ถึงตวั เดก็ เป็นสำคญั จัดใหต้ รงกบั ความสนใจ เหมาะสมกบั วยั เพ่อื กระตนุ้ ใหเ้ กิดการพัฒนาอย่างเต็ม
ตามศกั ยภาพของแตล่ ะบุคคล มหี ลกั การสอนเกมการศึกษาดงั นี้

1. ทำความเขา้ ใจและศึกษาเกมก่อน
2. ครูตอ้ งเตรียมเกมใหพ้ ร้อมและเพยี งพอ
3. การจัดเด็กใหพ้ รอ้ ม อาจนั่งเป็นกลุ่มหรอื รปู ครึ่งวงกลม
4. อธบิ ายวิธเี ล่น ตอ้ งอธิบายใหช้ ัดเจนกะทัดรดั และได้ยินทว่ั ถึง
5. สาธิตวธิ ีเลน่ สำหรบั บางเกมท่ีเดก็ ยังไม่เข้าใจ
6. ให้เด็กลงมือปฏบิ ตั ิ
7. มกี ารตดิ ตามผล แต่ละเกมมจี ุดมุ่งหมายในการฝึกทักษะตา่ ง ๆ โดยการสงั เกต
สมใจ ทิพย์ชัยเมธา และละออ ชุติกร (2525: 186) ได้กล่าวถึงหลักการนำเกมการศึกษาสำหรับเดก็
ปฐมวยั มาใชค้ วรมเี กณฑใ์ นการเลอื กดังน้ี
1. ความสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ เด็กปฐมวัยมีความสนใจในการเล่นในเวลาไม่มากต้องดู
วตั ถปุ ระสงคใ์ ห้ตรงกบั ทตี่ ั้งไว้
2. ให้เหมาะสมกบั วัยซง่ึ เด็กแตล่ ะวยั จะมคี วามสามารถทางร่างกายและสตปิ ัญญาตา่ งกัน
3. เหมาะสมกับเวลาสำหรับวัยของกลมุ่ เดก็ ปฐมวยั
4. ความปลอดภยั ในการเล่น โดยคำนึงถงึ การจดั ตัง้ วิธกี ารเลน่ ให้ดำเนินการไปตามหลกั เกณฑ์

34

5. การจดั ทำเกมแต่ละชดุ ควรคำนึงถึงยากง่ายในแตล่ ะเกม ควรมคี วามยากงา่ ยปะปนกันเพอื่ เปน็ การ
เสริมแรงใหก้ บั เดก็ หรอื เพอ่ื เปน็ การทา้ ทาย

บทบาทและหน้าท่ีของครใู นการนำเกมการศกึ ษามาใช้ในกิจกรรมการสอนควรคำนึงถึงความยากง่าย
ของเกม ปะปนกันเพื่อเป็นการเสริมแรงให้กับเด็ก เมื่อเด็กทำได้ควรมีเกมที่ท้าทายความสามารถของเด็ก
นอกจากน้ีครคู วรใหก้ ำลังใจแก่เด็กที่มีปญั หาและแกไ้ ขใหเ้ รยี บร้อยกอ่ นทจี่ ะเล่นเกมชุดอน่ื ต่อไป ครูอาจมีส่วน
รว่ มเล่นกบั เดก็ ได้เม่อื สังเกตพบว่าเด็กยังไม่เขา้ ใจวธิ ีเล่น

จากที่กล่าวมาสรุปไดว้ ่า การใช้เกมการศกึ ษานั้น ครูต้องมคี วามรูค้ วามเข้าใจในการนำเกมการศึกษา
มาจัดประสบการณ์ควรคำนงึ ถึงสภาพความพร้อมด้านต่าง ๆ ของเดก็ ขณะเดียวกันครตู อ้ งเป็นผ้ทู ี่คอยแนะนำ
และใหก้ ารช่วยเหลอื นักเรยี นขณะเล่น เพื่อให้นักเรียนเลน่ เกมไดถ้ กู วิธแี ละถกู ตอ้ ง

จากการศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่กล่าวมาข้างต้น ทำให้สรุปได้ว่าเกมการศึกษาหาความสัมพันธ์
ระหว่างภาพกับสัญลักษณ์ เป็นเกมที่เหมาะกับเด็กปฐมวัย เพราะนอกจากจะช่วยให้เด็กเกิดความสนกุ สนาน
แลว้ ยงั ไดร้ ับการฝกึ ทักษะในดา้ นตา่ ง ๆ ใหแ้ กเ่ ดก็ และเด็กเกิดการเรยี นรู้

5. แนวคดิ และทฤษฎีทีเ่ ก่ียวข้อง
เพียเจต์ (Piaget) ไดศ้ ึกษาเก่ียวกับพัฒนาการทางด้านความคิดของเด็กว่ามีข้นั ตอนหรือกระบวนการ

อย่างไร ทฤษฎขี องเพยี เจตต์ ง้ั อยู่บนรากฐานของทงั้ องค์ประกอบที่เป็นพันธุกรรม และส่ิงแวดลอ้ ม เขาอธิบาย
ว่า การเรียนรู้ของเด็กเป็นไปตามพัฒนาการทางสติปัญญา ซึ่งจะมีพัฒนาการไปตามวัยต่าง ๆ เป็นลำดับข้ัน
พัฒนาการเป็นสิ่งที่เปน็ ไปตามธรรมชาติ ไม่ควรที่จะเร่งเด็กให้ข้ามจากพัฒนาการจากขั้นหนึ่งไปสู่อกี ข้นั หนงึ่
เพราะจะทำให้เกดิ ผลเสียแก่เดก็ แต่การจดั ประสบการณ์ส่งเสรมิ พัฒนาการของเดก็ ในชว่ งทเี่ ดก็ กำลงั จะพัฒนา
ไปสู่ขั้นที่สูงกว่า สามารถช่วยให้เด็กพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม เพียเจต์เน้นความสำคัญของการ
เข้าใจธรรมชาตแิ ละพฒั นาการของเดก็ มากกวา่ การกระตนุ้ เดก็ ใหม้ ีพฒั นาการเรว็ ขน้ึ

เพียเจต์สรุปวา่ พัฒนาการของเด็กสามารถอธิบายได้โดยลำดบั ระยะพัฒนาทางชีววิทยาที่คงท่ี แสดง
ใหป้ รากฏโดยปฏิสมั พันธ์ของเดก็ กบั สง่ิ แวดล้อม

ทฤษฎีพัฒนาการทางสติปัญญาของเพียเจต์ มีสาระสรุปได้ดังนี้ (Lall and Lall, 1983:45-54)
พฒั นาการทางสติปญั ญาของบุคคลเป็นไปตามวัยตา่ ง ๆ เปน็ ลำดับขนั้ ดงั น้ี

1 ขั้นประสาทรับรู้และการเคลื่อนไหว (Sensori-Motor Stage) ขั้นนี้เริ่มตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 2 ปี
พฤตกิ รรมของเดก็ ในวัยนข้ี ้นึ อยูก่ บั การเคลื่อนไหวเป็นส่วนใหญ่ เช่น การไขวค่ วา้ การเคลอื่ นไหว การมอง การ
ดู ในวยั นเี้ ด็กแสดงออกทางด้านรา่ งกายใหเ้ ห็นวา่ มสี ติปญั ญาดว้ ยการกระทำ เดก็ สามารถแก้ปญั หาได้ แมว้ า่ จะ
ไม่สามารถอธิบายได้ด้วยคำพดู เดก็ จะตอ้ งมโี อกาสทจ่ี ะปะทะกับสิง่ แวดลอ้ มดว้ ยตนเอง ซ่งึ ถอื ว่าเป็นสงิ่ จำเป็น
สำหรับพัฒนาการด้านสติปัญญาและความคิดในขั้นนี้มีความคิดความเข้าใจของเด็กจะก้าวหนา้ อย่างรวดเร็ว
เช่น สามารถประสานงานระหว่างกล้ามเนื้อมือและสายตา เด็กในวัยนี้มักจะทำอะไรซ้ำบ่อย ๆ เป็นการ
เลยี นแบบ พยายามแกป้ ญั หาแบบลองผิดลองถูก เมอื่ ส้นิ สดุ ระยะนีเ้ ดก็ จะมกี ารแสดงออกของพฤติกรรมอย่าง

35

มีจุดมุ่งหมายและสามารถแก้ปญั หาโดยการเปลย่ี นวิธีการต่าง ๆ เพอ่ื ใหไ้ ดส้ ่ิงท่ีต้องการแตก่ ิจกรรมการคิดของ
เดก็ วัยน้สี ่วนใหญย่ งั คงอยูเ่ ฉพาะส่ิงทีส่ ามารถสมั ผสั ได้เทา่ นั้น

2. ขน้ั กอ่ นปฏบิ ตั กิ ารคิด (Preoperational Stage) ขน้ั นี้เริ่มตงั้ แตอ่ ายุ 2-7 ปี
แบง่ ออกเป็นขั้นย่อยอีก 3 ขั้น คอื

2.1 ขั้นก่อนเกิดสังกัป (Preconceptual Thought) เป็นขั้นพัฒนาการของเด็กอายุ 2-4 ปี
เป็นชว่ งทเี่ ด็กเร่มิ มีเหตุผลเบ้ืองต้น สามารถจะโยงความสมั พันธ์ระหว่างเหตกุ ารณ์ 2 เหตกุ ารณ์ หรือมากกว่า
มาเป็นเหตุผลเกี่ยวโยงซึ่งกนั และกัน แต่เหตุผลของเด็กวัยนี้ยังมีขอบเขตจำกัดอยู่ เพราะเด็กยังคงยึดตนเอง
เป็นศูนย์กลาง คอื ถือความคิดตนเองเปน็ ใหญ่ และมองไม่เหน็ เหตุผลของผอู้ ืน่ ความคดิ และเหตุผลของเด็กวัยนี้
จึงไมค่ ่อยถูกต้องตามความเปน็ จริงนกั นอกจากน้คี วามเขา้ ใจต่อสงิ่ ต่าง ๆ ยังคงอยใู่ นระดบั เบ้ืองต้น เชน่ เข้าใจ
ว่าเด็กหญิง 2 คน ชื่อเหมือนกัน จะมีทุกอย่างเหมือนกันหมด แสดงว่าความคิดรวบยอดของเด็กวัยนี้ยังไม่
พฒั นาเตม็ ท่ี แต่พัฒนาการทางภาษาของเดก็ เจรญิ รวดเรว็ มาก

2.2 ขั้นการคิดแบบญาณหยั่งรู้ นึกออกเองโดยไม่ใช้เหตุผล (Intuitive Thought) เป็นข้ัน
พัฒนาการของเด็ก อายุ 4-7 ปี ขั้นนี้เด็กจะเกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งต่าง ๆรวมตัวดีขึ้น รู้จักแยก
ประเภทและแยกชน้ิ สว่ นของวัตถุ เขา้ ใจความหมายของจำนวนเลข เรม่ิ มีพฒั นาการเก่ยี วกับการอนุรักษ์แต่ไม่
แจ่มชัดนัก สามารถแกป้ ัญหาเฉพาะหนา้ ไดโ้ ดยไม่คิดเตรยี มล่วงหน้าไว้ก่อน รจู้ ักนำความรใู้ นส่ิงหนึ่งไปอธิบาย
หรอื แกป้ ัญหาอื่นและสามารถนำเหตุผลท่วั ๆ ไปมาสรุปแก้ปญั หา โดยไม่วิเคราะหอ์ ย่างถี่ถ้วนเสียก่อนการคิด
หาเหตผุ ลของเดก็ ยังขนึ้ อยกู่ ับสิง่ ทตี่ นรับรูห้ รอื สัมผสั จากภายนอก

2.3 ขั้นปฏิบัติการคิดด้านรูปธรรม (Concrete Operation Stage) ขั้นนี้จะเริ่มจากอายุ 7-
11 ปี พัฒนาการทางด้านสติปญั ญาและความคิดของเดก็ วัยนี้สามารถสรา้ งกฎเกณฑแ์ ละตั้งเกณฑ์ในการแบ่ง
สิ่งแวดล้อมออกเป็นหมวดหมไู่ ด้ เด็กวัยน้สี ามารถทจี่ ะเข้าใจเหตุผล รู้จักการแก้ปัญหาส่ิงตา่ ง ๆ ท่เี ปน็ รูปธรรม
ได้ สามารถที่จะเข้าใจเกี่ยวกับเร่ืองความคงตัวของสิ่งต่าง ๆ โดยที่เด็กเข้าใจว่าของแข็งหรือของเหลวจำนวน
หนงึ่ แมว้ า่ จะเปลีย่ นรูปรา่ งไปกย็ ังมนี ้ำหนัก หรือปรมิ าตรเท่าเดมิ สามารถท่ีจะเข้าใจความสมั พนั ธ์ของส่วนย่อย
ส่วนรวม ลักษณะเดน่ ของเดก็ วยั น้ีคือความสามารถในการคดิ ยอ้ นกลบั นอกจากนน้ั ความสามารถในการจำของ
เด็กในช่วงนีม้ ปี ระสทิ ธิภาพขึ้น สามารถจัดกลุ่มหรือจัดการได้อย่างสมบรู ณ์ สามารถสนทนากับบุคคลอื่นและ
เข้าใจความคดิ ของผูอ้ น่ื ไดด้ ี

3. ข้ันปฏิบตั กิ ารคดิ ด้วยนามธรรม (Formal Operational Stage) น้จี ะเรม่ิ จากอายุ 11-15 ปี ในขั้นนี้
พฒั นาการทางสติปญั ญาและความคิดของเดก็ วยั นเี้ ป็นข้นั สดุ ยอด คือเด็กในวัยนี้จะเรม่ิ คดิ แบบผใู้ หญ่ ความคิด
แบบเด็กจะสิ้นสุดลง เด็กจะสามารถที่จะคิดหาเหตุผลนอกเหนือไปจากข้อมูลที่มีอยู่ สามารถที่จะคิดแบบ
นักวิทยาศาสตร์ สามารถที่จะตั้งสมมุติฐานและทฤษฎี และเห็นว่าความเป็นจริงที่เห็นด้วยการรับรู้ที่สำคัญ
เท่ากับความคิดกับสิง่ ที่อาจจะเปน็ ไปได้ เดก็ วยั น้ีมีความคดิ นอกเหนอื ไปกว่าสง่ิ ปัจจบุ นั สนใจท่ีจะสร้างทฤษฎี
เกี่ยวกับทุกสิ่งทุกอย่างและมีความพอใจที่จะคิดพิจารณาเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่มีตัวตน หรือสิ่งที่เป็นนามธรรม
พัฒนาการทางการรู้คดิ ของเดก็ ในช่วงอายุ 6 ปีแรกของชวี ติ ซ่ึงเพยี เจต์ ไดศ้ ึกษาไวเ้ ปน็ ประสบการณ์ สำคัญที่
เดก็ ควรไดร้ ับการสง่ เสรมิ มี 6 ขนั้ ได้แก่

36

1. ข้นั ความรู้แตกตา่ ง (Absolute Differences) เดก็ เรม่ิ รบั รใู้ นความแตกต่างของส่งิ ของทมี่ องเห็น
2. ขั้นรู้สิ่งตรงกนั ข้าม (Opposition) ขั้นนี้เด็กรู้ว่าของต่าง ๆ มีลักษณะตรงกันข้ามเป็น 2 ด้าน เช่น
ม-ี ไมม่ ี หรอื เลก็ -ใหญ่
3. ขั้นรู้หลายระดับ (Discrete Degree) เด็กเริ่มรู้จักคิดสิ่งที่เกี่ยวกับลักษณะที่อยู่ตรงกลางระหว่าง
ปลายสดุ สองปลายเช่น ปานกลาง นอ้ ย
4. ขนั้ ความเปล่ียนแปลงต่อเนอ่ื ง (Variation) เดก็ สามารถเข้าใจเกีย่ วกบั การเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่าง
ๆ เชน่ บอกถงึ ความเจริญเติบโตของตน้ ไม้
5. ขน้ั รผู้ ลของการกระทำ (Function) ในขั้นน้เี ดก็ จะเขา้ ใจถึงความสัมพันธ์ของการเปล่ียนแปลง
6. ขั้นการทดแทนอย่างลงตัว (Exact Compensation) เด็กจะรู้ว่าการกระทำให้ของสิ่งหนึ่ง
เปล่ยี นแปลงยอ่ มมผี ลต่ออีกส่ิงหน่งึ อย่างทัดเทยี มกันภาษาและกระบวนการคิดของเด็กแตกต่างจากผูใ้ หญ่
ทฤษฎีการเรียนรู้และทฤษฎีพัฒนาการทางสตปิ ัญญาของเพียเจตป์ ระยกุ ตไ์ ปใช้ในการเรยี นการสอน
ท่วี า่ การสอนส่ิงตา่ ง ๆ ให้กับเด็ก ควรใชส้ ื่อและอุปกรณ์ทีเ่ ปน็ รปู ธรรมเพื่อช่วยให้เดก็ มีความเขา้ ใจได้ชัดเจนข้ึน
ดกี ว่าการบอก เล่า บรรยายด้วยคำพูดเพยี งอย่างเดยี ว

6. งานวจิ ยั ทีเ่ กยี่ วขอ้ ง

งานวจิ ัยในประเทศ
จันทรเ์ พ็ญ สอนตัว (2553 :บทคดั ย่อ) การวจิ ยั ครง้ั น้ีมวี ัตถุประสงค์ 1) สรา้ งและหาประสิทธิภาพของ

ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อเสริมสรา้ งทักษะการอ่านภาษาไทยและความสนใจในการอ่านภาษาไทยสำหรับ
นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบทักษะการอ่านภาษาไทยของนักเรียนช้ัน
ประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียนโดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศกึ ษาเพือ่ เสริมสร้างทักษะการ
อ่านภาษาไทย 3) เปรียบเทียบความสนใจในการอ่านภาษาไทยของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ระหว่าง
กอ่ นเรียนและหลังเรยี นโดยใช้ชุดกิจกรรมเกมการศกึ ษาเพ่ือสง่ เสรมิ ทักษะการอา่ นภาษาไทย เครื่องมือที่ใช้ใน
การวิจัยประกอบด้วย

1) ชุดกิจกรรมเกมการศึกษาเพื่อสร้างเสริมทักษะการอ่านภาษาไทยและความสนใจในการอ่าน
ภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 11 ชุด ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2)
แบบทดสอบวัดทักษะการอ่านภาษาไทยเป็นแบบทดสอบการอ่านรายบุคคล จำนวน 3 ฉบับ และเป็นแบบ
ปรนัย 3 ตัวเลือก จำนวน 1 ฉบับ ค่าความตรงเชิงเนื้อหา(IOS)ของขอ้ สอบเท่ากับ 0.60 - 1.00 ค่าความยาก
งา่ ย (P) ระหวา่ ง 0. 25 - 0.79 ค่าอ านาจจำแนก(B) ระหว่าง 0. 31 - 1.00 และคา่ ความเชอ่ื มัน่ เทา่ กบั 0.5 5

2) แบบสอบถามความสนใจในการอ่านภาษาไทยสอบถามความสนใจในการอา่ นภาษาไทย ค่าความ
ตรงเชิงเนื้อหาระหว่าง 0.60 - 1.00 กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1
โรงเรียนบ้านโนนสมบูรณ์ อำเภอโกสัมพีนคร จังหวัดกำแพงเพชร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา
ประถมศึกษากำแพงเพชร เขต 1 ที่กำลังศึกษาอยู่ในภาคการเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2553 จำนวน 20 คน ใช้

37

เวลาในการทดลอง 2 สัปดาห์ สถิติท่ีใชใ้ นการวเิ คราะหข์ ้อมูลได้แก่ คา่ ประสทิ ธิภาพของชดุ กจิ กรรม ( / )
ค่าเฉลี่ย เบยี่ งเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบค่าที่ (t- test) แบบ Dependent

ผลการวจิ ัยพบวา่ 1) ชุดกจิ กรรมเกมการศกึ ษาเพ่ือเสรมิ สร้างทักษะการอ่านภาษาไทยและความสนใจ
ในการอ่านภาษาไทย สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุดและมี
ประสิทธิภาพ 84.99/ 77.68 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ 75/75 2) นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีท่ี 1 มีทักษะการอ่าน
ภาษาไทยหลังเรียนสงู กว่าก่อนเรียนอย่างมนี ัยสำคัญทางสถติ ิที่ระดบั .01 2)นกั เรียนชนั้ ประถมศึกษาปีท่ี 1 มี
ความสนใจในการอา่ นภาษาไทยหลงั เรยี นสูงกวา่ ก่อนเรยี นอย่างมนี ัยสำคัญทางสถิติท่รี ะดบั 0.1

นดิ าพร อาจประจญการ (2553:บทคัดยอ่ ) วิจยั ครง้ั นี้มีจุดมุง่ หมายเพอื่ เปรียบเทียบทักษะทางการอ่าน
ของเด็กปฐมวยั กอ่ นและหลงั ทีไ่ ด้เล่นเกมการศกึ ษาเนน้ ภาษา กลุม่ ตวั อย่างท่ีใช้ในการวิจยั คอื เด็กปฐมวัยชาย
-หญิง จำนวน20 คน อายุ 3-4 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในชั้นอนุบาลปีที่ 1 ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2551 โรง
เรียนเศรษฐบุตรอุปถัมภ์ จังหวัดกรุงเทพมหานคร สังกัดสำนักบริหารงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษา
เอกชน ซึ่งได้มาโดยวธิ ีเลือกกลุ่มตัวอย่างหลายแบบขั้นตอน ผู้วิจัยเปน็ ผู้ดำเนินการทดลองด้วยตนเอง โดยทำ
การทดลองสปั ดาห์ละ 5 วัน วนั ละ 30 นาทรี วมระยะเวลาในการทดลอง 8 สปั ดาห์เคร่ืองมอื ท่ใี ชใ้ นการวิจัยใน
ครั้งนี้ คือ เกมการศึกษาเน้นภาษา จำนวน 40 เกม และแบบทดสอบการวัดความสามารถทักษะทางการอา่ น
ซึ่งมีคา่ ความเชื่อมั่น .89 สร้างขึ้นโดยวิจัยแบบแผนการวิจัยเป็นการวจิ ัยเชิงทดลองแบบ The One – Group
Pretest –Posttest Design สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลใช้ t-test สำหรับ Dependent Samples
ผลการวจิ ยั พบว่าเด็กปฐมวยั ทเ่ี ล่นเกมการศึกษาเน้นภาษามที ักษะทางการอา่ นสงู ข้นึ อยา่ งมีนัยสำคญั ทางสถิติ
ทีร่ ะดบั .01

อนันธิดา ยะอุโมงค์( 2555:บทคัดย่อ ) การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการใช้เกม MST เพ่ือ
พัฒนาทักษะด้านการอ่านและเขียนพยัญชนะไทยของนักเรียนระดับชั้นอนุบาล ¾ โรงเรียนปรินส์รอยแยลส์
วิทยาลัยเชียงใหม่ แผนกอนุบาล จำนวน 39 คน เครื่องมือในการวิจัยเป็นเกมการเรียนการสอน (เกม
การศกึ ษา) MST และแบบทดสอบการเขยี นพยัญชนะไทยกอ่ น – หลังการเล่นเกม โดยใช้ระยะเวลา 4 สปั ดาห์
ผลการศึกษาการใช้เกม MST เพื่อพัฒนาทักษะด้านการอ่านและการเขียนของนักเรียน ปรากฏว่านักเรียนมี
ทกั ษะการอ่านและเขียนพยญั ชนะไทยได้ดีมากข้นึ จะเห็นได้วา่ คะแนนการประเมนิ หลงั การปฏิบัติสูงกว่าก่อน
ปฏิบัติ และคดิ เปน็ รอ้ ยละสูงขนึ้ ตามลำดับ

จันทรวรรณ เทวรักษ์ (2556: บทคัดย่อ) ได้ศึกษาอิทธิพลของการจัดกิจกรรมสร้างสรรค์และเกม
การศึกษาในวัย 4 – 6 ขวบ ทม่ี ผี ลต่อการเรียนรู้ภาษาไทย และคณิตศาสตร์ มีกลุม่ ทดลอง 2 กลุม่ กลมุ่ 1 เนน้
การอา่ นเขียนและเรยี นเลขอีกกล่มุ 1 เน้นการฝึกกิจกรรมสร้างสรรค์ และเกมการศกึ ษาผลปรากฏว่า การเรยี น
ที่เน้นการฝึกกิจกรรมสร้างสรรค์ และเกมการศึกษา มีผลส่งเสริมความสามารถและทักษะในการเรียน
ภาษาไทย และคณิตศาสตร์มากกวา่ วิธกี ารสอนเน้นการอา่ นเขียนและเรยี นเลข

รุ่งรวี กนกวิบูลย์ศรี (2556: 57) ได้ศึกษาเปรียบเทียบความสามารถในด้านการจำแนกด้วยการ
มองเห็นของเด็กปฐมวัยที่ได้รับการฝึกทักษะโดยใช้เกมการศึกษา กับการใช้แบบฝึกหัด ผลปรากฏว่า

38

ความสามารถในด้านการจำแนกด้วยการมองเห็นของกลุ่มที่ฝึกทักษะโดยใช้เกมการศึกษาสูงกว่ากลุ่มที่ใช้
แบบฝึกหดั

งานวิจัยตา่ งประเทศ
คินเคด (สมาพร สามเตี้ย. 2545: 46; อ้างองิ จาก Kincaid. 1977: 419-A) ได้ท าการศกึ ษาของนำเกม

คณิตศาสตร์ไปใช้ที่บ้านโดยการฝึกบิดาหรือมารดาของนักเรียนเป็นพิเศษ เพื่อศึกษาทัศนคติและผลสัมฤทธิ์
ทางการเรียนทำการทดลองกับนกั เรียนระดับ 2 ซ่ึงบดิ ามารดาของนกั เรียนสมัครใจท่ีจะรว่ มการศึกษาจำนวน
35 คนเข้าประชุมร่วมกันเพื่อศึกษาและสร้างอุปกรณ์ในการเล่นเกมไปไว้ใช้ท่ีบ้านของตนเองก่อนที่จะนำ
กลับไปบ้าน จะต้องทดลองเลน่ ก่อน มีการแนะนำบิดามารดาของนกั เรียนให้กระตุ้นนกั เรียนมีบทบาทในการ
เล่นเกมอย่างเต็มใจ ใช้อุปกรณ์อย่างมปี ระโยชน์ทำการทดลองเปน็ เวลา 10 สัปดาห์ผลการทดลองปรากฏวา่
ผลสัมฤทธ์ทิ างการเรยี นคณติ ศาสตรข์ องนกั เรียนทไ่ี ดเ้ ล่นเกมสูงกวา่ ผลสัมฤทธ์ิทางการเรยี นของนักเรียนที่ไม่ได้
เลน่ เกมอย่างมีนยั สำคัญ

บนี า เอ (2011) พบวา่ คำศัพทเ์ ป็นทีโ่ ดดเดน่ ในการพัฒนาทักษะการสื่อสารของคน ๆ หนง่ึ ภาษาที่มี
ประสิทธภิ าพมากขึน้ เมื่อมนั ถูกนำมาใชอ้ ย่างสมบูรณ์แบบ ครูควรพิจารณาพืน้ หลังของผู้เรียนและช่วยให้พวก
เขาเรียนรู้และพัฒนาคำศัพท์ของพวกเขาในรูปแบบที่น่าสนใจมากมายโดยเฉพาะอย่างยิ่งผ่านการเล่นเกม
กระดาษนเ้ี กย่ี วข้องกับการผลิตและการศึกษาตรรกะทำในชุดของนักศึกษาในการปรับปรงุ คำศัพท์ของผู้เรียน
รุ่นแรกในระดบั วิทยาลัยผ่านเกม ผู้เรียนควรสัมผัสกับการพัฒนาทักษะพื้นฐาน ได้แก่ การฟังการพูดการอา่ น
และการเขียน พมิ พภ์ าพและสอื่ ช่วยผูเ้ รยี นจะไดร้ บั คำอืน่ ๆ ทีน่ า่ สนใจ และขึ้นอยู่กับ t-test ตัวอยา่ งหน่ึงทาง
สถติ ทิ รี่ ะดบั .05 ในด้านทศั นคตนิ ักเรียนไดเ้ ลน่ เกมมีทัศนคตวิ ิชาคณิตศาสตร์ทีด่ ีสูงกวา่ นกั เรียนท่ีไม่ได้เล่นเกม
อย่างนัยสำคัญทางสถติ ทิ ร่ี ะดบั .05

ไบรท์ และอื่นๆ (Bright; others. 1980: 265) พบว่าการใช้เกมฝึกทักษะกับการใชเ้ กมสอนความคดิ
รวบยอดทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่แตกต่างกันจากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องดังกล่าว
ขา้ งต้นพอสรุปได้วา่ เกมการศกึ ษาเป็นส่อื ทีส่ ำคัญในการพฒั นาเด็กทงั้

จากเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องข้างต้นพอสรุปได้ว่า เกมการศึกษาเน้นภาษาเป็นสื่อที่มี
ความสำคัญในการสง่ เสรมิ การเรียนร้ขู องเดก็ ฝกึ การใช้ความคิด การตัดสนิ ใจ การแกป้ ัญหาทั้งยังเปิดโอกาสให้
เดก็ ไดเ้ ลือกทำกิจกรรมตามความสามารถและถนดั ของตน ทำใหเ้ ดก็ ไมเ่ บือ่ หน่ายในการเรยี นรู้ ไดร้ ู้จักการเรยี น
ในรูปแบบเล่นเกม ทั้งกระตุ้น จูงใจใฝ่รู้ เป็นการสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่สนุกสนาน เกิดความ
เพลดิ เพลนิ และมีความสขุ ต่อการเรียนรดู้ ้วย

ดังนน้ั ผู้วจิ ยั จงึ สนใจทจี่ ะศึกษาเกมการศึกษาเน้นภาษาโดยใช้รูปแบบเกมการหาความสมั พันธ์ระหว่าง
ภาพกับสัญลกั ษณ์ท่ีมีต่อทักษะทางการอา่ น ด้านการสงั เกตเปรียบเทียบของเด็กปฐมวัยอย่างไร ทั้งนีเ้ พื่อเป็น
แนวทางสำหรบั ครู ผูป้ กครอง และผู้ทเี่ ก่ยี วข้องกบั การพัฒนาทักษะพ้นื ฐานทางการอ่าน ตลอดจนจัดกิจกรรม
การเลน่ ไดอ้ ยา่ งเหมาะสมกับช่วงอายุของเดก็

39

7. กรอบแนวคดิ ในการวิจยั

การพฒั นาทกั ษะการอา่ นของนักเรียนโดยใช้เกมการศึกษาเนน้ ภาษา เพื่อเปน็ ผลใหน้ ักเรียน เกิดการ
เปล่ียนแปลงตนเอง และพฒั นาทักษะการอา่ นของนักเรยี นไปในทางทด่ี ีขน้ึ

ตวั แปรต้น ตวั แปรตาม
เกมการศกึ ษาเนน้ ภาษา ทักษะทางการอา่ น
1. การสังเกตเปรยี บเทียบ
2. การหาความสัมพนั ธ์ระหว่างภาพกับสัญลักษณ์
3. ศพั ทส์ ัมพันธ์

40

บทท่ี 3
วธิ ดี ำเนนิ การวิจยั

ประชากรและการสมุ่ กลมุ่ ตัวอย่าง

1.1 ประชากร (Poputation)
ประชากรท่ีใช้ในการศึกษาวจิ ยั ครั้งนเี้ ป็นเดก็ ปฐมวยั อายรุ ะหว่าง 5-6 ปี ซง่ึ กำลังศึกษาในระดับ

ชั้นอนุบาล 3 โรงเรยี นอนบุ าลคุณากร ในพระราชปู ถมั ภฯ์ ภาคเรยี นที่ 2 ปีการศึกษา 2563 มีจำนวน 29 คน
1.2 กลุม่ ตวั อย่าง (Sample)
กลมุ่ ตวั อย่างท่ีใช้ในการวจิ ยั ครง้ั นี้ เป็นเด็กปฐมวยั อายุระหว่าง 5-6 ปี ซึ่งกำลังศึกษาในระดับชั้น

อนุบาล 3/2 โรงเรยี นอนุบาลคณุ ากร ในพระราชูปถมั ภฯ์ ภาคเรียนท่ี 2 ปกี ารศกึ ษา 2563 จำนวน 10 คน
1.3 วธิ ีการสุ่มตวั อย่าง
สุม่ แบบเจาะจง

เลอื กหอ้ งที่ผวู้ ิจยั ฝึกปฏบิ ัตกิ ารสอน อนุบาล 3/2 โดยสังเกตจากพฤตกิ รรมของนักเรยี นภายในห้องเรยี น

เครื่องมอื ในการวจิ ัยและการตรวจสอบคุณภาพเคร่ืองมือ

เคร่ืองมอื ทใ่ี ชใ้ นการวิจัยครั้งนี้ ไดแ้ ก่
1. เกมการศกึ ษาเน้นภาษา จำนวน 12 เกม
2. แบบทดสอบวัดความสามารถทักษะทางการอา่ น

การสร้างและหาคณุ ภาพของเครือ่ งมือ
ในการศกึ ษาคร้งั นี้ ผูว้ จิ ยั ไดด้ ำเนินการตามลำดับขั้นดงั ตอ่ ไปน้ี

การสรา้ งเกมการศกึ ษา
1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น ประโยชน์และประเภทในการสร้างเกมการศึกษาเน้นภาษา เช่น ทฤษฎี
พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็กปฐมวัย เกมและการเล่นสำหรับเด็กปฐมวัยองค์ประกอบของทักษะการอ่าน
ของเดก็ ปฐมวยั และหลักสตู รระดบั ปฐมวยั
2. สร้างเกมการศึกษาเน้นภาษา โดยกำหนดประเภทของเกม 3 ประเภท ได้แก่ เกมจับคู่ภาพกับคำ
จำนวน 4 เกม เกมภาพตัดต่อ จำนวน 4 เกม เกมลอตโต จำนวน 4 เกม โดยกำหนดชื่อเกม ระยะเวลา
จดุ ประสงค์ และดำเนนิ กจิ กรรม

41

3. นำเกมการศึกษาเน้นภาษาที่ผู้วิจัยสร้างขึ้นให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบความสอดคล้องของกิจกรรม
เกมการศกึ ษาเนน้ ภาษากับทักษะทางการอา่ น จำนวน 3 ทา่ น

1. อาจารยช์ ัชรี สุนทราภยั ตำแหน่งอาจารย์มหาวทิ ยาลยั สวนดุสิต
2. คุณครเู ฉลมิ ศรี ผาประคำ ศนู ยก์ ารศกึ ษานอกทตี่ ั้งนครนายก
3. คุณครูพรรณทวิ า เรืองทอง ตำแหน่งครู
โรงเรียนอนุบาลคณุ ากร ในพระราชปู ถมั ภฯ์
ตำแหนง่ ครู
โรงเรียนอนุบาลคณุ ากร ในพระราชปู ถมั ภ์ฯ

4. ผลการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญ โดยใช้เกณฑ์ค่าดัชนีความสอดคล้องระหว่างเกมการศึกษาเน้น
ภาษาให้ตรงกับวัตถุประสงค์และปรับปรุงเกมการศึกษาเน้นภาษาตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญ คือ ปรับ
รูปภาพให้ชัดเจนเหมือนของจริง ปรับตัวหนังสือให้เหมาะสมกับพัฒนาการของเด็ก ปรับภาษาของคำให้
เหมาะสมกับเกมยง่ิ ขนึ้

5. นำเกมการศึกษาที่ปรับปรุงแก้ไขตามคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญไปทดลองใช้จริงกับเด็ก นักเรยี น
ชั้นอนุบาลปีที่ 3 จำนวน 20 คน ที่เลือกมาโดยวิธีเลือกกลุ่มตัวอย่างหลายขั้นตอน แต่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่างเพื่อ
ปรบั ปรงุ เกมการศกึ ษาเนน้ ภาษาใหเ้ หมาะสมกบั ระยะเวลาท่กี ำหนดไว้

6. นำเกมการศึกษาเนน้ ภาษาท่ปี รับปรุงเหมาะสมแล้วนำไปใช้กบั กลุ่มตัวอยา่ งในการทดลอง

การสรา้ งแบบทดสอบทักษะทางการอา่ นของเด็กปฐมวัย
1. ศึกษาข้อมูลเบื้องต้น การสร้างแบบทดสอบวัดความสามารถทักษะทางการอ่านของเด็กปฐมวัย
ผู้วิจยั สรา้ งขนึ้ โดยดำเนินการตามขัน้ ตอนตอ่ ไปน้ี

1.1 ศึกษาเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการสร้างแบบทดสอบวัดทักษะทางการอ่าน
เช่น ทฤษฎีวิทยาพัฒนาการและการเรยี นรู้ของเด็กปฐมวัย งานวิจัยที่เกี่ยวกับแบบทดสอบวัดทักษะทางการ
อ่าน วิธสี รา้ งแบบทดสอบและวเิ คราะหข์ อ้ สอบ

1.2 สร้างแบบทดสอบวัดความสามารถในการสังเกตการเปรียบเทียบ ที่เป็นรูปภาพชนิด 3
ตวั เลือก การหาความสมั พนั ธ์ระหวา่ งภาพกบั สัญลกั ษณท์ เี่ ปน็ รูปภาพชนิด 4 ตวั เลือก และ การหาศพั ทส์ ัมพันธ์
ของเด็กปฐมวัยท่ีเป็นคำศพั ท์ ชนดิ 4 เลือก จำนวน 33 ข้อ ซึ่งแบ่งออกเปน็ 3 ชุด ดงั นี้

ชดุ ท่ี 1 แบบทดสอบวัดการสังเกตเปรียบเทียบ จำนวน 11 ขอ้
ชุดที่ 2 แบบทดสอบวัดการหาความสัมพันธร์ ะหวา่ งภาพกบั สัญลักษณ์ จำนวน 11 ข้อ
ชดุ ท่ี 3 แบบทดสอบวัดการหาศัพท์สมั พันธ์ จำนวน 11 ขอ้
1.3 สร้างคูม่ ือในการดำเนนิ การวัดทกั ษะทางการอา่ น โดยใหส้ อดคลอ้ งกับแบบทดสอบแต่ละ
ชดุ ทไ่ี ด้สรา้ งข้นึ


Click to View FlipBook Version