139 7 เงิน อุดหนุน 5,000 9,000 ทองมา ดีมาก 8 เงินกู%ยืม 10,00 0 15,00 0 15,00 0 4,000 ทองมา ดีมาก จากการป'ดบัญชีประจำวันข3างต3น อธิบายได3ว;า เงินสดคงเหลือยกมาจากวันกKอน คือ 5 มี.ค. 60 จำนวน 9,000 บาท บวก ยอดรวมรับของวันที่ 7 มี.ค. 60 จำนวน 10,000 บาท หัก ยอดรวมจKายของ 8 มี.ค. 60 จำนวน 15,000 บาท . . . เงินสดคงเหลือประจำวันที่ 8 มี.ค. 60 จำนวน 4,000 บาท 1.2 บัญชีแยกประเภท เป6นวิธีการสรุปข8อมูลที่ได8จากสมุดรายวัน ซึ่งมักกระทำโดยรอบ ระยะเวลา 1 เดือนโดยบัญชีแยกประเภทแบKงออกเป6นบัญชียKอย ๆ เชKน เงินสด ลูกหนี้เจ8าหนี้ สินค8า คงคลัง และรายได8ค8างรับ เป6นต8น ซึ่งนักบัญชีจะต8องมีการจัดทำและตรวจสอบ โดยที่ในทุกสิ้นป¢ จะมีการรวบรวมข8อมูลจากบัญชีแยกประเภท เพื่อตรวจสอบและประเมินสถานะทางการเงิน ของธุรกิจ สำหรับสรุปผลและนำเสนอข8อมูลทางการเงิน ซึ่งเรียกวKา “รอบระยะเวลาบัญชี” โดยที่ รอบระยะเวลาบัญชีไมKจำเป6นต8องตรงกับป¢ปฏิทินตามปกติได8 ดังตัวอยKางตKอไปนี้ 1. บริษัท จำลอง จำกัด มีเงินสดเมื่อวันที่ 1 เมษายน 2558 จำนวน 20,000.00 บาท และลูกหนี้การค8าจำนวน 3,000.00 บาท 2. วันที่ 5 เมษายน 2558 บริษัท จำลอง จำกัด ได8รับเช็คเงินสดหมายเลข xxx จากบริษัท สิงหา จำกัด เป6นคKาซื้อเชื่อจำนวน 2,000 บาท 3. วันที่ 6 เมษายน 2558 บริษัท จำลอง จำกัด ซื้อสินค8าจากบริษัท ขายของ จำกัด เป6นเงินสด จำนวน 2,100.00 บาท 4. วันที่ 8 เมษายน 2558 บริษัท จำลอง จำกัด ได8ขายสินค8าเป6นเงินเชื่อให8กับ บริษัทค8าปลีก จำกัด จำนวน 1,500 บาท โดยข8อมูลการดำเนินงานทางการเงินข8างต8น สามารถลงรายการในบัญชีแยกประเภทได8 ดังตารางที่ 7.3 ตKอไปนี้
140 ตารางที่ 7.3 บัญชีแยกประเภท บัญชีแยกประเภท บัญชีเงินสด วัน เดือน ปc รายการ เดบิต เครดิต บาลานซ$ 2558 เม.ย. เม.ย. เม.ย. 1 5 6 ยอดยกมา บริษัท สิงหา จำกัด บริษัท จำลอง จำกัด 2,000 00 2,100 00 20,000 22,000 19,900 00 00 00 บัญชีลูกหนี้การคSา วัน เดือน ปc รายการ เดบิต เครดิต บาลานซ$ 2558 เม.ย. เม.ย. เม.ย. 1 5 8 ยอดยกมา บริษัท สิงหา จำกัด บริษัท จำลอง จำกัด 1,500 00 2,000 00 3,000 5,000 6,500 00 00 00 2. สมการทางบัญชี (accounting equation) สมการทางบัญชี เป6นสมการพื้นฐานที่นักบัญชี ใช8ในการดำเนินงานทางบัญชี โดยแสดงความสัมพันธ=ของตัวแปรทางบัญชี ซึ่งสามารถอธิบาย รายละเอียดของตัวแปรแตKละตัวดังภาพที่ 7.1 ตKอไปนี้ ภาพที่ 7.1 สมการทางบัญชี 2.1 สินทรัพย= (asset) หมายถึงทรัพยากรที่อยูKในการควบคุมของกิจการซึ่งเป6นผลมาจาก เหตุการณ=ในอดีตและกKอให8เกิดประโยชน=เชิงเศรษฐกิจในอนาคตของกิจการ ซึ่งจะมีตัวตนหรือไมKมี ตัวตนก็ได8 เคลื่อนที่ได8หรือไมKก็ได8 และทรัพย=สินนั้นมีความสามารถในการกKอให8เกิดกระแสเงินสดทั้ง ทางตรงและทางอ8อมแกKกิจการได8 (อังคณา นุตยกุล, วิไล ศรีธนางกูล และประทินพร แรมวัลย=, 2552) ซึ่งสามารถจำแนกสินทรัพย=ตามหลักการบัญชีออกเป6น 3 ลักษณะตKอไปนี้ สินทรัพยS = หนี้สิน + สKวนของเจ8าของ
141 2.1.1 สินทรัพย=หมุนเวียน (current asset) หมายถึงเงินสดและสินทรัพย=ที่สามารถ เปลี่ยนเป6นเงินสดภายใน 1 ป¢ หรือที่เรียกวKามีสภาพคลKอง (liquidity) คือสามารถแปลงเป6นเงินสด ได8งKาย เชKน ลูกหนี้การค8า (account Receivable) สินค8าคงคลัง (merchandise inventory) และ คKาใช8จKายจKายลKวงหน8า (prepaid expenses) เป6นต8น 2.1.2 ที่ดิน อาคาร เครื่องมือ อุปกรณ=ตKาง ๆ (property, plant and equipment) หมายถึง สินทรัพย=ที่มีคุณคKาหรืออายุการใช8งานยาวนาน ได8แกK ที่ดิน อาคาร และเครื่องจักร โดยสินทรัพย=บางประเภทจะต8องเสื่อมคKาลงและล8าสมัย หรือไมKสามารถใช8งานได8 เชKน อาคาร ยานพาหนะ เครื่องจักร ฯลฯ เมื่อเวลาผKานไปทำให8ธุรกิจต8องคิดคKาเสื่อมราคา (depreciation) สำหรับสินทรัพย=เหลKานั้น (ยกเว8นที่ดิน) เพื่อนำมาพิจารณาและกระจายต8นทุนตลอดอายุของการใช8งาน ตลอดจนใช8เพื่อประกอบการวางแผนจัดซื้อสินทรัพย=ใหมKมาทดแทน 2.1.3 สินทรัพย=ไมKมีตัวตน (intangible asset) ในที่นี้หมายถึงสินทรัพย=ที่ไมKมีรูปรKาง ทางกายภาพ แตKมีคุณคKาทางเศรษฐกิจ อยKางเชKน สินทรัพย=ทางป2ญญา เครื่องหมายการค8า ความรู8 ทางตลาดลิขสิทธิ์และสิทธิบัตร เป6นต8น สินทรัพย=ไมKมีตัวตัวจะมีความสำคัญและมีมูลคKามากในหลาย ธุรกิจ โดยเฉพาะคKาความนิยม (goodwill) ของตราสินค8าหรือธุรกิจ เชKน บริษัทรถยนต=บริษัทฟอร=ด ซื้อกิจการของบริษัทจากัวร=ในราคา 2.5 พันล8านเหรียญสหรัฐฯ โดยที่บริษัท ฟอร=ด ต8องจKาย 2 พันล8านเหรียญสหรัฐฯ เป6นคKาความนิยมของบริษัทจากัวร=เป6นต8น ในทางปฏิบัติการกำหนดคKาของ สินทรัพย=ไมKมีตัวตนจะเป6นเรื่องยากสำหรับหลายธุรกิจ ดังนั้นจึงเป6นหน8าที่ของนักบัญชีที่จะต8อง กำหนดมูลคKาที่เหมาะสมของสินทรัพย=ไมKมีตัวตน 2.2 หนี้สิน (liability) หมายถึงหนี้สินที่ธุรกิจหรือบุคคลมีตKอธุรกิจอื่นหรือบุคคลภายนอก เชKน เจ8าหนี้การค8า และดอกเบี้ยค8างจKาย เป6นต8น โดยปกติสามารถจำแนกหนี้สินออกเป6น 2 ประเภท ได8แกK 2.2.1 หนี้สินหมุนเวียน (current liability) หมายถึงหนี้สินที่ธุรกิจต8องจKายชำระคืน แกKเจ8าหนี้ภายใน 1 ป¢ เชKน ตั๋วเงินจKาย คKาวัตถุดิบค8างจKาย คKาแรงค8างจKาย และภาษีเงินได8ค8างจKาย เป6นต8น 2.2.2 หนี้สินระยะยาว (long-term liability) หมายถึงหนี้สินที่มีระยะเวลาการ ชำระคืนยาวนานกวKา 1 ป¢ ซึ่งธุรกิจมักจะต8องจKายดอกเบี้ย (interest) ให8กับเจ8าหนี้ เชKน เงินกู8 ระยะยาว และหุ8นกู8 เป6นต8น 2.3 สKวนของเจ8าของ (owners’ equity) หมายถึงจำนวนเงินที่เจ8าของจะได8รับหากทำ การขายกิจการทั้งหมดและชำระหนี้สินแล8ว ถ8าสินทรัพย=ที่ประเมินมีมากกวKาหนี้สินสKวนของเจ8าของ ก็จะมีคKาเป6นบวก หมายความวKาเจ8าของจะได8รับเงินบางสKวนภายหลังจากการเลิกกิจการ ในทางตรงข8าม ถ8าหนี้สินมีมากกวKาสินทรัพย= ก็จะทำให8สKวนของเจ8าของมีคKาเป6นลบ หมายความวKาเจ8าของจะไมKได8รับ เงินคืน และเจ8าหนี้บางสKวนอาจไมKได8รับเงินคืนเชKนกัน จึงเป6นหน8าที่ของเจ8าหนี้ที่จะต8องพิจารณา
142 ความสามารถและศักยภาพของผู8ขอกู8เงินประกอบการตัดสินใจในการปลKอยกู8โดยสKวนของเจ8าของ จะมาจากแหลKงเงินทุน 3 แหลKงตKอไปนี้ 1. เงินลงทุนเริ่มต8นที่เจ8าของนำมาลงทุน 2. สKวนของกำไรที่นำมาลงทุนเพิ่มในกิจการ 3. เจ8าของนำเงินมาลงทุนเพิ่มหรือการเพิ่มทุนจากเจ8าของใหมK โดยสามารถเขียนเป6นองค=ประกอบของสมการทางบัญชีได8 ดังนี้ สินทรัพย= = หนี้สิน + สKวนของเจ8าของ สินทรัพย=หมุนเวียน หนี้สินระยะสั้น หุ8นสามัญ สินทรัพย=ถาวร หนี้สินระยะยาว หุ8นบุริมสิทธิ สินทรัพย=ไมKมีตัวตน หุ8นกู8 3. ระบบบัญชีคูK (double – entry accounting) เป6นระบบการลงบัญชีที่ต8องให8เกิดสมดุล ทั้งสองข8างจากการเปลี่ยนแปลงทางบัญชี ตัวอยKางเชKน เมื่อธุรกิจซื้อวัตถุดิบด8วยเงินสดจะทำให8 เงินสดลดลง ขณะเดียวกันวัตถุดิบที่เป6นสินค8าคงคลังจะเพิ่มขึ้น หรือถ8าธุรกิจซื้อวัตถุดิบด8วยเงินเชื่อ ก็จะทำให8ยอดเจ8าหนี้การค8าเพิ่มขึ้นพร8อมกับวัตถุดิบที่ซื้อมา เป6นต8น 4. บัญชีรูปตัวที (T-account) บัญชีรูปตัวที เป6นเครื่องมือสำคัญที่ใช8กันอยKางเป6นสากลในทาง บัญชี โดยมีรูปแบบการลงบัญชีที่แบKงออกเป6น 2 ด8าน โดยด8านซ8ายจะเป6นเดบิต และด8านขวาจะเป6น เครดิต ซึ่งจะมีลักษณะเหมือนรูปตัว T ในภาษาอังกฤษ โดยการลงรายการ เดบิตและเครดิตเป6นระบบ ตรวจสอบซึ่งกันและกันทุกครั้งที่มีการเดบิตก็จะต8องเครดิต ดังนั้นถ8าบัญชีไมKสมดุล แสดงวKาเกิด ข8อผิดพลาดในการบันทึกข8อมูลขึ้น ซึ่งนักบัญชีจะต8องหาจุดที่ผิด และทำการแก8ไขให8ถูกต8อง ไมKเชKนนั้นจะไมKสามารถทำการปâดบัญชีได8 บัญชีเงินสด Dr. Cr. ด%านซ%าย เดบิต ด%านขวา เครดิต ภาพที่ 7.2 หลักการบันทึกบัญชีรูปตัวที ระบบบัญชีคูKและบัญชีรูปตัวที เป6นเครื่องมือและวิธีการสำคัญในการควบคุมทางการบัญชี โดยทุกรอบระยะเวลาสิ้นงวด นักบัญชีจะต8องปâดบัญชีและตรวจสอบความถูกต8องของการบันทึก ข8อมูลดังตัวอยKาง
143 สมการการบัญชี สินทรัพย] = หนี้สิน + ส(วนของเจ%าของ หลักการของบัญชีเพิ่มขึ้น ลดลง ลดลง เพิ่มขึ้น ลดลง เพิ่มขึ้น เดบิต เครดิต เดบิต เครดิต เดบิต เครดิต ภาพที่ 7.3 สมการบัญชีและหลักการบันทึกบัญชี สรุปการดำเนินการทางด8านการบัญชีนั้นเป6นการดำเนินการที่เกี่ยวข8องกับข8อมูลทางด8าน เอกสารและการเงิน ทั้งในสKวนที่เป6นการบรรทุกข8อมูลทางการเงิน การวิเคราะห=และนำเสนอข8อมูล ทางการเงิน รวมทั้งกิจกรรมที่เกี่ยวข8องการทรัพยากรที่มีอยูKขององค=กรซึ่งหมายรวมถึงทรัพย=สิน ภายในองค=กร หนี้สินที่เกิดขึ้นขององค=กร โดยใช8เครื่องมือทางการบัญชีเข8ามาชKวยในการดำเนินการ ตKางๆ ตามความเหมาะสมและถูกต8อง โดยมีผู8ที่มีหน8าที่โดยตรงคือนักบัญชี เป6นผู8ดำเนินการ งบการเงิน งบการเงิน (financial statement) เป6นรายงานสรุปฐานะทางการเงิน และการดำเนินงาน ในรูปของมูลคKาทางการเงินขององค=กรธุรกิจ ซึ่งจะเป6นประโยชน=ตKอผู8จัดการ และบุคคลที่เกี่ยวข8อง ในการวิเคราะห=ประกอบการตัดสินใจในการวางแผนเพื่อดำเนินงานด8านตKาง ๆ โดยมากองค=กรธุรกิจ โดยทั่วไปนิยมนำเสนองบการเงินใน 2 รูปแบบ ดังตKอไปนี้ 1. งบแสดงฐานะการเงิน (statement of financial position) ชื่อเดิม “งบดุล” ( balance sheet) ถูกให8เปลี่ยนชื่อใหมKตามประกาศมาตรฐาน การบัญชี ฉบับที่ 1 (ปรับปรุง 2552) เรื่องการนำเสนองบการเงินของสภาวิชาชีพบัญชี แตKความหมายยังคงเดิม คือรายงานทางบัญชีที่จัดทำขึ้นเพื่อแสดงฐานะทางการเงินของกิจการ ณ วันใดวันหนึ่ง โดยจะแสดง รายงานตามข8อเท็จจริงที่เป6นอยูKขณะนั้น ซึ่งประกอบด8วยรายการทรัพย=สิน (asset)หนี้สิน (liability) และสKวนของเจ8าของ (owner’s equity)
144 บริษัทสินธนาการคSา จำกัด งบแสดงฐานะทางการเงิน ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2558 สินทรัพย$ สินทรัพย]หมุนเวียน ปu 2558 เงินสด xx ลูกหนี้การค%า xx วัสดุ xx รวมสินทรัพย]หมุนเวียน xxx อาคาร ที่ดิน xx เครื่องจักร xx สินทรัพย]อื่น xx รวมสินทรัพย$ทั้งสิ้น xxxx หนี้สินและสCวนของผูSถือหุSน หนี้สินหมุนเวียน xx เจ%าหนี้และตั๋วเงินจ(าย xx ภาษีค%างจ(าย xx รวมหนี้สินหมุนเวียน xxx เงินกู%ยืมระยะยาว xx หุ%นกู% xx ส(วนของผู%ถือหุ%น หุ%นทุน xx กำไรสะสม xx รวมสCวนของผูSถือหุSนทั้งสิ้น xxx รวมหนี้สินและสCวนของผูSถือหุSน xxxx ภาพที่ 7.4 แสดงตัวอยKางแสดงฐานะทางการเงิน 2. งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ (statement of comprehensive income) ซึ่งแตKเดิมใช8ชื่อวKา “งบกำไรขาดทุน” (income statement) ถูกให8เปลี่ยนชื่อใหมKตามประกาศ มาตรฐานการบัญชีฉบับที่ 1 (ปรับปรุง 2552) เรื่องการนำเสนองบการเงินของสภาวิชาชีพบัญชี แตKความหมาย ยังคงเดิม คือเป6นรายงานทางบัญชีที่แสดงผลการดำเนินงานในรอบระยะเวลาที่ผKานมากิจการที่รายได8 คKาใช8จKายเทKาไร มีกำไรหรือขาดทุนสิทธิเทKาไร ซึ่งผลกำไรหรือขาดทุนนี้เป6นการประเมินผลสำเร็จ
145 ของการดำเนินงานของธุรกิจและประสิทธิภาพของผู8บริหารงบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จจะประกอบด8วย ยอดขาย ต8นทุนขาย คKาใช8จKายในการดำเนินงานและกำไรสุทธิดังรายละเอียดตKอไปนี้ 1. ยอดขาย (sales) งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ เริ่มต8นจากที่มาของรายได8ทางธุรกิจโดยทั่วไป คือยอดขาย สำหรับธุรกิจด8านธนาคารพาณิชย=รายได8จะมาจากดอกเบี้ยที่ลูกค8ากู8เงินไป สKวนโรงงาน อุตสาหกรรม ที่มาของรายได8คือยอดขายผลิตภัณฑ=ที่ได8ทำการผลิตขึ้น โดยปกติในงบกำไรขาดทุน เบ็ดเสร็จจะแสดงเป6นยอดขายสุทธิ (net sales) โดยจะแสดงยอดขายทั้งที่เป6นเงินสดและเงินเชื่อเมื่อ หักสKวนลด สินค8ารับคืน สินค8าที่มีตำหนิและอื่นๆ แล8ว 2. ต8นทุนขาย (cost of goods sold) สำหรับองค=กรธุรกิจที่ไมKได8ผลิตสินค8าเองจะคำนวณ ต8นทุนขายได8ดังนี้ สินค8าต8นงวด + สินค8าซื้อ + คKาขนสKงเข8า – สินค8าคืน – สKวนลดรับ – สินค8าปลายงวด สินค8าปลายงวด คือ สินค8าคงเหลือ ณ วันเริ่มรอบระยะเวลาบัญชี สินค8าซื้อ คือ สินค8าที่ซื้อเข8ามา คKาขนสKงเข8า คือ คKาขนสKงสินค8าที่จะต8องจKาย สินค8าคืน คือ สินค8าชำรุดที่สKงคืนหรือกรณีอื่นแล8วแตKจะตกลงกัน สKวนลดรับ คือ สKวนลดตามระยะเวลา 2/10, n/30 (2/10, n/30 หมายความวKาจะต8องชำระภายใน 30 วัน ถ8าชำระภายใน 10 วัน จะได8รับสKวนลด 2%) สินค8าปลายงวด คือ สินค8าที่เหลือ ณ วันสุดท8ายของรอบระยะเวลาบัญชี สำหรับกิจการที่ทำการผลิตสินค8าขึ้นเพื่อจัดจำหนKายจะมีการคำนวณสKวนของต8นทุนการผลิต และต8นทุนสินค8าสำเร็จรูปกKอนเพื่อนำมาใช8คำนวณต8นทุนขายตKอไป 3. คKาใช8จKายในการดำเนินงาน (operating expenses) ปกติจะประกอบไปด8วยคKาใช8จKายใน การขาย คKาใช8จKายในการบริหาร คKาโฆษณา คKาจ8างพนักงาน รายจKายในการสKงเสริมการขาย คKาขนสKง คKาเบี้ยประกันภัย คKาเสื่อมราคาอาคารและอุปกรณ= คKาสาธารณูปโภค 4. กำไรสุทธิ (net income) หรือขาดทุนสิทธิ (net loss) ในสKวนของกำไรสุทธิคือ สKวนของ จำนวนเงินที่เหลือภายหลังจากที่ได8หักต8นทุนและคKาใช8จKายแล8วสำหรับขาดทุนสุทธิคือจำนวนเงินที่ จKายเกินต8นทุนและคKาใช8จKาย ดังภาพที่ 7.5 ตKอไปนี้
146 รูปแบบของงบกำไรขาดทุน (แบบรายงาน) บริษัทสินธนาการค%า จำกัด งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ สำหรับระยะเวลา 1 ปu สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 Ø รายได% รายได%ค(าตกแต(งสถานที่ 900,000 Ø ค(าใช%จ(าย ค(าน้ำ – ค(าไฟ 50,000 ค(าแรงงาน 200,000 ค(าใช%จ(ายเบ็ดเตล็ด 350,000 600,000 Ø กำไรสุทธิ 300,000 ภาพที่ 7.5 แสดงตัวอยKางงบกำไรขาดทุนแบบรายงาน รูปแบบของงบกำไรขาดทุน (แบบบัญชี) บริษัทสินธนาการค%า จำกัด งบกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จ สำหรับระยะเวลา 1 ปu สิ้นสุดวันที่ 31 ธันวาคม 2558 ค(าน้ำ – ค(าไฟ ค(าแรงงาน ค(าใช%จ(ายเบ็ดเตล็ด กำไรสุทธิ 50,000 200,000 350,000 300,000 - - - - รายได%ค(าบริการตกแต(งสถานที่ 900,000 - 900,000 - 900,000 - ภาพที่ 7.6 แสดงตัวอยKางงบกำไรขาดทุนแบบบัญชี รูปแบบกำไรขาดทุนแบบบัญชีจะแสดงรายการ 2 ด8าน ทางขวาเป6นรายได8 สKวนทางซ8าย เป6นคKาใช8จKาย ถ8าผลตKางระหวKางการมีรายได8มากกวKาการเกิดคKาใช8จKาย จะเป6นกำไรสุทธิ และนำมา บวกกับคKาใช8จKายจะทำให8บัญชีกำไรขาดทุนเทKากันทั้ง 2 ด8าน ในกรณีขาดทุนจะลงกลับด8านกัน กับกำไรสุทธิ
147 แหลJงเงินทุน ในการประกอบการทางด8านธุรกิจนั้นผู8ประกอบการมักแสวงหาแหลKงทุนหรือเงินทุนจาก หลากหลายแหลKงตามความเหมาะสมของจำนวนเงินลงทุนหรือศักยภาพในการได8มาซึ่งเงินทุนตาม จำนวนที่ต8องการ ทั้งนี้การเข8าถึงแหลKงทุนหรือการแสวงหาเงินทุนเพื่อการประกอบการนั้น ผู8ประกอบการสามารถดำเนินการเพื่อให8ได8มาซึ่งเงินทุนจากแหลKงตKาง ๆ ดังนี้ 1. ครอบครัว ญาติพี่น8องและเพื่อนฝูง จัดวKาเป6นแหลKงเงินทุนที่ดีที่สุด งKายที่สุด เพราะด8วย ความคุ8นเคย และเชื่อใจกัน ทำให8ไมKต8องวุKนวายที่จะหาหลักประกันหรือผู8ค้ำสัญญา ระยะเวลา ดำเนินการสั้น อัตราดอกเบี้ยที่ต8องเสียอาจจะน8อยกวKาการกู8เงินจากแหลKงอื่นๆ หรือไมKต8องเสียหากมี ความคุ8นเคยสูง ทั้งยังสามารถขอยืดระยะเวลาปลอดหนี้ไปได8นานกวKาเมื่อเทียบกับการกู8เงินลงทุนจาก แหลKงอื่นซึ่งถ8าเครดิตดี มีประวัติการทำงานใสสะอาดนKาเชื่อถือ มีแผนธุรกิจที่มีแนวโน8มวKานKาจะ ประสบความสำเร็จ บางครั้งญาติพี่น8องและเพื่อนฝูงอาจสนใจและเสนอตัวขอรKวมทุนเป6นหุ8นสKวนด8วย 2. เครดิตการ=ด มีประโยชน=มาก โดยเฉพาะในเรื่องการจัดการกระแสเงินสด (cash flow management) ในระหวKางการทำธุรกิจ เชKน ถ8าสั่งซื้อสินค8ามาเพื่อจำหนKาย แล8วใช8บัตรเครดิตในการ ชำระเงิน จะสามารถยืดระยะเวลาชำระเงินไปได8อีกประมาณ 30-55 วัน โดยขึ้นอยูKกับระยะเวลา ที่ตกลงไว8ในการทำบัตรเครดิตนั้น ถ8าวงเงินที่ต8องชำระไมKพอ อาจจะใช8วิธีเปâดบัตรเครดิตมากกวKาหนึ่ง ใบได8ระหวKางนั้นเมื่อมีการจำหนKายสินค8าแล8วได8เงินมาให8รีบทยอยจKายหนี้บัตรให8ครบจำนวนตามเวลา ที่กำหนดโดยข8อดีของการใช8เงินทุนจากบัตรเครดิต คือไมKต8องเสียเงินคKาดอกเบี้ย ในกรณีที่ ผู8ประกอบการชำระเงินเต็มจำนวน และทันตามระยะเวลาที่กำหนด อีกทั้งยังได8ลุ8นรางวัลจาก การสะสมแต8ม ซึ่งเป6นโปรโมชั่นเสริมสำหรับผู8ใช8บัตรเครดิตของธนาคารตKาง ๆ 3. ธนาคารและสถาบันการเงิน ขั้นตอนในการอนุมัติสินเชื่อของธนาคารนั้นยุKงยากกวKาการกู8 เงินจากแหลKงเงินกู8อื่นๆ แตKจะให8วงเงินคKอนข8างสูงเมื่อเทียบกับแหลKงอื่น สถาบันการเงิน หรือธนาคาร ถือเป6นแหลKงเงินกู8ยอดฮิตที่นักธุรกิจรู8จักกันเป6นอยKางดีเพราะนอกจากจะให8วงเงินในการกู8ยืมที่ คKอนข8างสูง และมีอัตราดอกเบี้ยที่เป6นธรรมกวKาแหลKงอื่น ๆแล8ว แตKละธนาคารตKางก็สนใจระบายเงิน ฝากที่มีมากจนล8นออกมาในรูปแบบสินเชื่อตKาง ๆ เต็มที่ โดยเฉพาะสินเชื่อที่กำลังมีบทบาทมาก ในวงการธุรกิจไทยอยKางสินเชื่อ SMEs แตKดังที่ได8กลKาวเป6นแล8ววKาเงินสินเชื่อนั้นก็คือเงินฝากของลูกค8า ธนาคารคนอื่นๆ นั่นเอง ทั้งธนาคารก็ไมKใชKผู8ที่รู8จักมักคุ8นกันมากKอน ทำให8ขั้นตอนในการอนุมัติสินเชื่อ ของธนาคารนั้นยุKงยากกวKาการกู8เงินจากแหลKงเงินกู8อื่นๆ ไมKวKาจะเป6นเอกสารที่มากมาย หลักทรัพย= ไปจนถึงผู8ค้ำประกัน ซึ่งธนาคารจำเป6นต8องใช8เวลานานเพื่อตรวจสอบให8รอบคอบวKาทางธนาคารจะได8 ทั้งเงินต8นและดอกเบี้ยคืนจริง 4. ลิสซิ่ง ความงKายของลิสซิ่งคือผู8ประกอบการไมKต8องลงทุนจKายเงินก8อนใหญKในการซื้ออุปกรณ= ไมKต8องหาหลักทรัพย=อื่น ๆ มาค้ำประกัน และสามารถป2ดไปเป6นคKาใช8จKายรายเดือนได8การเชKาทรัพย= หรือ “ลิสซิ่ง” (leasing) มีประโยชน=มากในกรณีที่ต8องการเงินทุนหมุนเวียนระยะสั้นทางธุรกิจตKางๆ เชKน การซื้อเครื่องมือประกอบการ ซื้อยานพาหนะ รวมถึงเทคโนโลยีสมัยใหมKอยKางคอมพิวเตอร=
148 เพื่อมาใช8งานในการดำเนินธุรกิจ โดยที่ไมKต8องเสียเงินสKวนที่จะเอาไปใช8เป6นเงินทุนหมุนเวียนเพื่อมาซื้อ ข8อดีของลิสซิ่งจึงอยูKที่ผู8ประกอบการไมKต8องลงทุนจKายเงินก8อนใหญKในการซื้ออุปกรณ=ไมKต8องหาหลักทรัพย= อื่นๆ มาค้ำประกัน ทั้งคKาใช8จKายในการเชKาซื้อ ยังสามารถป2ดไปเป6นคKาใช8จKายรายเดือนได8แตKข8อเสีย ของลิสซิ่ง คือ หากมีการยกเลิกสัญญาเชKาซื้อกKอนเวลามากเทKาไหรK จะยิ่งเสียคKาปรับมากขึ้นเทKานั้น หรือเมื่อครบกำหนดเวลาแล8วไมKได8ติดสินใจซื้ออุปกรณ=นั้นๆอาจจะต8องจKายคKาเสื่อมสภาพของอุปกรณ=ด8วย 5. บริษัทรKวมลงทุนและนักลงทุนสKวนบุคคล การทำแผนธุรกิจให8ดึงดูดใจ และมีจุดผิดพลาด น8อยที่สุด เป6นกลวิธีเพื่อให8นักลงทุนรายอื่นอยากเข8ามารKวมลงทุนด8วย การลงทุนแบบบริษัทรKวมลงทุน (venture capitalists) และนักลงทุนสKวนบุคคล (angel investors) ถือวKายังไมKเป6นที่แพรKหลายมาก นักในวงการธุรกิจไทย แตKในตKางประเทศนั้นบริษัทรKวมลงทุนและนักลงทุนสKวนบุคคลถือวKามีบทบาท มากสำหรับธุรกิจแนวใหมKที่มีความเสี่ยงสูงจนธนาคารและสถาบันการเงินไมKกล8าปลKอยเงินกู8ให8บริษัท รKวมลงทุนและนักลงทุนสKวนบุคคลนั้น จะไมKได8รู8จักกับวKาที่เจ8าของกิจการเป6นการสKวนตัว แตKเป6นผู8ที่มี กำลังทรัพย=มากและเล็งเห็นวKาธุรกิจของผู8ประกอบการรายใหมKนั้นแม8จะมีความเสี่ยงมากก็ตาม แตKก็มี โอกาสจะประสบความสำเร็จมากเชKนกัน จึงให8การสนับสนุนเรื่องการลงทุนซึ่งถือวKาเป6นโอกาสทอง สำหรับนักธุรกิจมือใหมK 6. แหลKงเงินทุนที่สKงเสริมจากภาครัฐ การประกอบการธุรกิจชุมชนในป2จจุบันมักเป6นหนKวย ธุรกิจขนาดเล็กที่หนKวยงานภาครัฐและรัฐบาลให8ความสนใจและมีนโยบายในการสKงเสริม สนับสนุน เพื่อสร8างความมั่นคงทางเศรษฐกิจฐานราก ดังนั้นจึงมีโครงการในการสนับสนุนเงินลงทุนให8แกKชุมชน เพื่อให8ชุมชนเป6นผู8ดำเนินการในการจัดการเงินทุนที่รัฐบาลจัดสรรตามนโยบายตKางๆ เพื่อให8เกิดการ หมุนเวียนเงินในระบบเศรษฐกิจ ซึ่งแหลKงเงินทุนที่ธุรกิจชุมชนสามารถเข8าถึงได8และได8รับการจัดสรร ในป2จจุบันอาทิ โครงการกองทุนหมูKบ8านและชุมชนเมือง (กทบ.) ซึ่งรัฐบาลได8จัดสรรเงินลงไปในชุมชน และหมูKบ8านทั่วประเทศกวKา 80,000 กองทุนเพื่อให8เงินทุนดังกลKาวเป6นเงินทุนสำหรับการประกอบการ ในรูปแบบตKางๆ ของชุมชนและหมูKบ8าน รวมทั้งเพื่อแก8ไขป2ญหาตKางๆ ภายในชุมชนผKานการสKงเสริม และสนับสนุนเงินจากกองทุนดังกลKาว ทั้งนี้ในการกู8ยืมเงินมักข8อจำกัดคือการยอมตอบตกลงรKวมลงทุนได8งKายจริงหรือยากเนื่องจาก ในแตKละวันจะมีผู8ประกอบการรายอื่นนำโครงการตKางๆ มานำเสนอมากมาย จึงต8องทำแผนธุรกิจให8 ดึงดูดใจ และมีจุดผิดพลาดน8อยที่สุด เพื่อให8นักลงทุนอยากมาลงทุน และยังอาจเสียอิสระในการทำงาน กลKาวคือองค=กรหรือบุคคลเหลKานี้จะเข8ามามีบทบาทตKางๆ ในการดำเนินการกับธุรกิจอีกด8วย ทั้งยัง มักจะเรKงรัดเรื่องกระบวนการดำเนินการให8มากเป6นพิเศษ เนื่องจากกลุKมผู8ลงทุนเหลKานี้ตัดสินใจลงทุน ในธุรกิจที่มีความเสี่ยงสูงทำให8ตนเองมุKงหวังผลกำไรที่เร็วที่สุด สถาบันการเงินที่สำคัญของประเทศไทย สถาบันการเงิน หมายถึง สถาบันที่ทำหน8าที่ระดมเงินออม ให8กู8ยืมแกKผู8ที่ต8องการเงินไป เพื่อการบริโภคหรือเพื่อการลงทุนดำเนินธุรกิจ โดยจKายดอกเบี้ยให8แกKผู8ออม และคิดดอกเบี้ยจากผู8กู8ยืม กิจกรรมเหลKานี้เกิดขึ้นเมื่อคนเราประกอบอาชีพมีรายได8เกิดขึ้น เขายKอมมีอิสระที่จะนำรายได8นั้น
149 ไปใช8จKายเพื่อการบริโภค หรือจะเก็บออมไว8ในสถาบันการเงินตKางๆ เพื่อให8ได8รับดอกเบี้ยเพิ่มขึ้น และ ทางด8านการเงินของประเทศปกติจะมีอยูK 2 กลุKม คือ กลุKมหนึ่งมีรายได8แล8วต8องการจะเก็บออมไว8 สKวนอีกกลุKมหนึ่งต8องการเงินทุนไปประกอบธุรกิจของตน สถาบันการเงินจะเข8ามาเป6นตัวกลางให8บริการ ทางการเงินแกKคนทั้ง 2 กลุKมนี้ สถาบันการเงินจะระดมเงินออกจากประชาชนในรูปแบบตKางๆ กัน แล8วให8ผู8ที่ต8องการกู8ยืมไปลงทุนในกิจการของตน ซึ่งสถาบันการเงินในประเทศไทยที่สำคัญ ๆ มีดังนี้ (ธนาคารแหKงประเทศไทย, 2556) 1. ธนาคารแหKงประเทศไทย (bank of Thailand) หรือ ธปท. อยูKภายใต8การกำกับดูแล ของกระทรวงการคลัง โดยมีกฎหมายที่ใช8บังคับคือ พระราชบัญญัติธนาคารแหKงประเทศไทย พ.ศ. 2485 และที่แก8ไขเพิ่มเติม ซึ่งมีบทบาทหน8าที่ด8านการกำหนดนโยบาย และออกเกณฑ=เพื่อกำกับดูแล ความมั่นคงของสถาบันการเงินและระบบการชำระเงิน รวมทั้งการเข8ามากำกับดูแลธุรกิจการเงินที่มี ผลกระทบตKอประชาชนในวงกว8าง วิเคราะห=และติดตามฐานะการดำเนินงานของระบบสถาบัน การเงิน รวมถึงกำหนดนโยบายและกลยุทธ=ในการพัฒนาระบบสถาบันการเงิน และระบบการชำระเงิน นอกจากนี้ธนาคารแหKงประเทศไทยยังมีหน8าที่ในการกำกับ ตรวจสอบ วิเคราะห=และติดตามฐานะ การดำเนินงาน ตลอดจนการบริหารความเสี่ยงของสถาบันการเงินเป6นรายสถาบัน รวมทั้งพิจารณาคำ ขออนุญาตตKางๆ และดำเนินการกับสถาบันการเงินที่มีป2ญหาในการดำเนินกิจการหรือปฏิบัติฝoาฝáน กฎหมาย (ธนาคารแหKงประเทศไทย, 2556) 2. ธนาคารพาณิชย= (commercial bank) เป6นองค=กรที่ทำหน8าที่ประกอบธุรกิจประเภท รับฝากเงินที่ต8องจKายคืนเมื่อทวงถาม หรือเมื่อสิ้นระยะเวลาอันได8กำหนดไว8 และใช8ประโยชน=จากเงิน นั้นในทางหนึ่งหรือหลายทาง เชKน การให8กู8ยืม ซื้อขายหรือเก็บเงินตามตั๋วเงิน หรือตราสารเปลี่ยนมือ อื่นใด ซื้อหรือขายเงินตราตKางประเทศ ทั้งนี้จะประกอบธุรกิจประเภทอื่นๆ อันเป6นประเพณี ของธนาคารพาณิชย=ด8วยก็ได8 โดยธนาคารพาณิชย=จะอยูKในกำกับดูแลของ ธนาคารแหKงประเทศไทย ภายใต8พระราชบัญญัติธุรกิจสถาบันการเงิน พ.ศ. 2551 นอกจากนี้แหลKงเงินทุนในกลุKมธนาคารพาณิชย=ซึ่งประกอบการโดยเอกชนแล8ว แหลKงเงินทุน สำคัญของธุรกิจชุมชนที่อยูKในกลุKมธนาคาร คือ ธนาคารที่รัฐบาลเป6นเจ8าของหรือเป6นผู8ถือหุ8นหลักผKาน กระทรวงการคลัง รวมทั้งยังเป6นธนาคารที่รัฐบาลใช8เป6นกลไกในการขับเคลื่อนและพัฒนาเศรษฐกิจ ภายในประเทศ ซึ่งประกอบด8วย ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ=การเกษตร (ธ.ก.ส.) ธนาคาร ออมสิน และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดยKอม เป6นต8น 3. บริษัทเงินทุน (finance company) เป6นสถาบันการเงินที่ทำหน8าที่ระดมเงินออม จากประชาชนทั่วไป โดยการออกตั๋วสัญญาใช8เงินจำหนKายแกKประชาชนคล8ายกับการรับฝากเงินของ ธนาคารพาณิชย=แตKอาจให8ดอกเบี้ยในอัตราที่สูงกวKาธนาคารพาณิชย=ทั่วไป แล8วนำไปให8กู8ยืมและ ลงทุนในหลักทรัพย=บริษัทเงินทุนประกอบกิจการเงินทุนได85 ประเภท คือ กิจการเงินทุนเพื่อการ พาณิชย=กิจการเงินทุนเพื่อการพัฒนา กิจการเงินทุนเพื่อการจำหนKายและการบริโภค กิจการเงินทุน เพื่อการเคหะ และกิจการเงินทุนอื่นตามที่กำหนดในกฎกระทรวง
150 4.สหกรณSออมทรัพยS(saving and credit co-operative)จัดเป6นสถาบันการเงินที่จดทะเบียน กับทางการโดยทำหน8าที่รับฝากเงินจากสมาชิก และให8สมาชิกกู8ยืมเงินโดยคิดดอกเบี้ยแล8วนำกำไร ที่ได8รับจากการดำเนินงานมาแบKงป2นให8สมาชิกตามมูลคKาหุ8นที่หุ8นที่ถือและตามมูลคKาดอกเบี้ยเงินกู8 เงินทุนของสหกรณ=ออมทรัพย=ได8จากเงินคKาหุ8นของสมาชิก เงินฝากจากสมาชิก และเงินกู8จากสถาบัน การเงินอื่นๆ แล8วนำเงินทุนให8สมาชิกกู8ยืมเพื่อวัตถุประสงค=ตKางๆ กัน เชKน เพื่อเหตุฉุกเฉิน เพื่อการ อุปโภคบริโภค สหกรณ=ทีมีเงินทุนมากก็อาจให8สมาชิกกู8ยืมระยะยาวเพื่อจัดหาที่อยูKอาศัยด8วย นอกจากนี้ยังมีเครดิตยูเนียน (credit union)ซึ่งเป6นสหกรณ=ออมทรัพย=จัดตั้งขึ้นในหมูKผู8มีรายได8ไมKแนKนอน ประกอบอาชีพตKางกัน แตKอยูKในท8องที่เดียวกัน มีวัตถุประสงค=ในการสKงเสริมการออมระหวKางสมาชิก เครดิตยูเนียนจะให8สมาชิกกู8ยืมเงินจำนวนไมKมากนักในระยะสั้นๆ ป2จจุบันเครดิตยูเนียนหลายแหKงได8 จดทะเบียนเป6นสหกรณ=ออมทรัพย=กับทางการ 5. สหกรณSการเกษตร (agricultural co-operative) จัดเป6นนิติบุคคลที่มีการจดทะเบียน ตามพระราชบัญญัติสหกรณ= พ.ศ.2511 วัตถุประสงค=เพื่อจัดหาทุนให8สมาชิกกู8ยืมสKงเสริมการออมของ สมาชิกชKวยเหลือสมาชิกด8านการจัดหาวัสดุอุปกรณ=การเกษตร และด8านการจำหนKายผลิตผลของ สมาชิก รวมทั้งสKงเสริมและเผยแพรKวิชาการเกษตรสมัยใหมKแกKสมาชิก ธุรกิจของสหกรณ=การเกษตร แบKงเป6น 6 ด8าน คือ ธุรกิจการธนกิจ ธุรกิจการซื้อ ธุรกิจการขาย ธุรกิจการแปรรูป ธุรกิจการบริการ และบำรุงที่ดินธุรกิจการสKงเสริมการเกษตร 6. กองทุนรวม (Mutual fund) ถูกจัดตั้งขึ้นเพื่อการรวบรวมเงินจากผู8มีเงินออมด8วยวิธีการ จำหนKาย หนKวยลงทุน ให8แกKผู8สนใจแล8วบริษัทจัดการกองทุนรวมจะรวบรวมเงินไปลงทุนซื้อหลักทรัพย= เชKน พันธบัตร หุ8นสามัญ หุ8นกู8ตั๋วสัญญาใช8เงิน เป6นต8น เมื่อการลงทุนของกองทุนรวมได8ผลดีมีรายได8 ก็จะนำมาแบKงป2นให8แกKผู8ถือหนKวยลงทุนในรูปของเงินป2นผล และถ8าขายหนKวยลงทุนออกไปในขณะที่มี ราคาสูงขึ้น ผู8ลงทุนก็จะได8กำไรจากการขายหนKวยลงทุนนั้น กองทุนรวมมีอยูK 2 ลักษณะ คือ กองทุน รวมเปâด และกองทุนรวมปâด 7. บริษัทเครดิตฟองซิเอรS(Credit fancier company) เป6นสถาบันการเงินดำเนินกิจการ ระดมทุนด8วยการออกตั๋วสัญญาใช8เงินเสนอขายตKอประชาชนทั่วไป เพื่อนำมาให8ประชาชนกู8ไปซื้อที่ดิน และการสร8างที่อยูKอาศัย ทำหน8าที่ดังนี้ คือ การให8กู8โดยมีบ8านและที่ดินค้ำประกัน, ซื้อบ8านและที่ดิน โดยให8สิทธิผู8ที่ขายที่จะไถKถอนคืนได8, ขายบ8านและที่ดินโดยวิธีการให8เชKาซื้อ 8. โรงรับจำนำ (pawn-shop) เป6นสถาบันการเงินขนาดเล็กที่พบเห็นได8ทั่วไปตามแหลKง ชุมชน ทำหน8าที่ให8กู8ยืมแกKประชาชนทั่วไป โดยการรับจำนำสิ่งของและเครื่องใช8ตKาง ๆ ทั้งของใหมK และของที่ใช8แล8ว โรงรับจำนำมีอยูK 3 ประเภท ตามลักษณะของผู8ดำเนินงาน คือโรงรับจำนำที่ ดำเนินการโดยเอกชน, โรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยกรมประชาสงเคราะห= เรียกวKา สถานธนานุเคราะห=, และ โรงรับจำนำที่ดำเนินการโดยเทศบาลหรือดำเนินการของกรุงเทพมหานคร (กทม.) เรียกวKาสถานธนานุบาล 9. บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดยKอม (Thai credit guarantee –corporation) มีฐานะเป6นนิติบุคคล อยูKภายใต8การควบคุมดูแลของกระทรวงการคลัง มีวัตถุประสงค=เพื่อชKวยเหลือ
151 อุตสาหกรรมขนาดยKอมที่มีโครงการลงทุนที่ดี แตKมีหลักทรัพย=ค้ำประกันไมKเพียงพอ ให8ได8รับสินเชื่อ จากสถาบันการเงินเพิ่มมากขึ้น โดยบริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดยKอมจะให8การค้ำประกัน สินเชื่อในสKวนที่ขาดหลักประกันผKานสถาบันการเงินอกจากนั้นสามารถดำเนินธุรกิจอื่นนอกเหนือจาก การค้ำประกันสินเชื่อได8อีด8วย เชKน การประกันการซื้อขายทรัพย=สินจากการลงทุน เป6นต8น 10. ลิสซิ่ง (Leasing) มีลักษณะคล8ายกับสัญญาเชKาซื้อ คือจะต8องชำระเงินคKาเชKาเป6นงวด ๆ ตามจำนวนเงินและเวลาที่กำหนดในสัญญาเชKา แตKตKางกันตรงที่เมื่อสิ้นสุดสัญญาเชKา ผู8ที่เลือกใช8 บริการลิสซิ่งสามารถเลือกได8วKาจะซื้อ ตKอสัญญาเชKา หรือสKงคืนทรัพย=ให8กับผู8ให8เชKา สKวนมากผู8ที่ทำ สัญญาลักษณะนี้มักเป6นบริษัทหรือนิติบุคลที่ต8องการเชKาทรัพย=สินที่มีราคาแพงหรือเชKาทรัพย=สินใน ปริมาณมาก เชKน เครื่องจักร รถยนต=หรืออาจเป6นการเชKาสินค8าที่เทคโนโลยีมีการเปลี่ยนแปลงอยKาง รวดเร็ว ลิสซิ่งจึงเป6นการทำสัญญาที่ทำให8ได8มาซึ่งสินค8า เชKน รถจักรยานยนต= รถยนต= คอมพิวเตอร= หรือเครื่องจักร มาใช8ในชีวิตประจำวันหรือเพื่อประกอบธุรกิจ โดยที่ยังไมKได8เป6นเจ8าของหรือ มีกรรมสิทธิ์ในสินค8านั้น และไมKต8องจKายเป6นก8อนใหญKในคราวเดียว แตKจะใช8วิธีคKอย ๆ ทยอยจKาย ตามที่ตกลงกันไว8 สถาบันการเงินที่สำคัญภายในประเทศที่กลKาวมาข8างต8นเป6นแหลKงเงินทุนสำหรับ การประกอบการทางธุรกิจอื่นๆ รวมทั้งการประกอบการทางธุรกิจชุมชนที่สามารถเข8าถึงเงินทุน เพื่อการประกอบการทางธุรกิจ ซึ่งผู8ประกอบการหรือผู8บริหารอาจต8องวิเคราะห=ถึงศักยภาพ ความสามารถในการประกอบการ รวมทั้งหลักเกณฑ=และแนวทางปฏิบัติ และข8อจำกัดตKางๆ ของแหลKงทุนแตKละประเภทที่สามารถเข8าถึงได8โดยงKายและตอบสนองกับความต8องการและศักยภาพ ในการประกอบการทางธุรกิจด8วย รวมทั้งผู8ประกอบการอาจต8องพิจารณาถึงความสามารถในการคืนทุน การให8ผลตอบแทนหรือการชำระเงินให8แกKแหลKงทุนตKางๆ กKอนการเลือกเข8าถึงแหลKงทุนนั้น ๆ ในการ นำทุนมาใช8ในการประกอบการหรือการพัฒนากิจการในรูปแบบตKาง ๆ สรุป การบัญชีและการเงินเป6นหน8าที่หนึ่งขององค=การธุรกิจซึ่งผู8ประกอบการต8องให8ความสำคัญ เนื่องจากการดำเนินการจัดการทางด8านการเงินและบัญชีที่มีประสิทธิภาพสามารถชKวยให8ผู8บริหาร หรือผู8ประกอบการในการตัดสินใจทางธุรกิจอยKางใดอยKางหนึ่งได8ภายใต8การวิเคราะห=ข8อมูลทางด8าน บัญชีและการเงิน รวมทั้งการบริหารจัดการธุรกิจที่อยูKบนพื้นฐานของข8อมูลที่เป6นจริงอันเกิดจาก การดำเนินการทางด8านการเงินและบัญชี การบัญชีเป6นระบบของการบันทึก วิเคราะห=นำเสนอข8อมูล ทางด8านการเงินขององค=การภายใต8ข8อกำหนดและกฎหมายที่เกี่ยวข8อง ดังนั้นการบันทึกข8อมูลทาง การเงิน การนำเสนอข8อมูลทางการเงินจำเป6นต8องมีผู8ที่มีความสามารถทางด8านบัญชีและเป6นผู8ที่ได8รับ ใบอนุญาตหรือได8รับอนุญาตในการจัดทำบัญชีเป6นผู8ดำเนินการเทKานั้น ซึ่งการบัญชีมีประโยชน=สำคัญ ตKอการประกอบการที่ทำให8ผู8ประกอบการหรือผู8บริหารสามารถรับทราบความเคลื่อนไหวของการเงิน และบัญชี การเป6นหลักฐานในการประกอบการ การให8ข8อมูลแกKผู8มีสKวนเกี่ยวข8อง และยังเป6น
152 ประโยชน=ตKอประเทศชาติในการจัดเก็บภาษีอยKางถูกต8อง ซึ่งเครื่องมือทางบุญชีประกอบด8วยสมุด รายวันและบัญชีแยกประเภท สมการทางบัญชี ระบบบัญชีคูK บัญชีรูปตัวที ซึ่งนักบัญชีที่ได8รับการ อนุญาตทางกฎหมายจะเป6นผู8ดำเนินการในการจัดทำเอกสารตKางๆ ทางด8านบัญชีและการเงินให8แกK องค=การธุรกิจทั้งในสKวนของการจัดทำงบตKางๆ อาทิ งบการเงิน ซึ่งประกอบด8วยงบแสดงฐานะทาง การเงินงบกำไรขาดทุน ทั้งนี้ทางด8านการเงินขององค=กรนั้นผู8ประกอบการสามารถวิเคราะห=ศักยภาพ และความสามารถของตนเองภายใต8ข8อมูลทางด8านบัญชีอันนำไปสูKการดำเนินการเพื่อการวางแผน ทางด8านการเงิน การระดมทุน การแสวงหาแหลKงทุนที่เหมาะสมตKอกิจการเพื่อสร8างความสามารถและ การดำเนินงานอยKางตKอเนื่องและยั่งยืนตKอซึ่งแหลKงทุนที่สามารถเข8าถึงเงินลงทุนเพื่อใช8 ในการประกอบการประกอบด8วยครอบครัวหรือญาติพี่น8อง สถาบันการเงิน ลิสซิ่ง บริษัทรKวมลงทุน และนักลงทุนสKวนบุคคลหรือแม8กระทั่งการสKงเสริมจากภาครัฐ โดยสถาบันการเงินที่สำคัญของ ประเทศไทยที่ผู8ประกอบการสามารถพิจารณาเพื่อเข8าถึงแหลKงเงินทุน คือ ธนาคารแหKงประเทศไทย ธนาคารพาณิชย= บริษัทเงินทุน สหกรณ=ออมทรัพย= สหกรณ=การเกษตร กองทุนรวม บริษัท เครดิตฟองซิเอร= โรงรับจำนำ บริษัทประกันสินเชื่ออุตสาหกรรมขนาดยKอม และลิสซิ่ง ซึ่ง ผู8ประกอบการหรือผู8บริหารจำเป6นต8องมีการวิเคราะห=แหลKงเงินทุนที่สามารถเข8าถึง รวมทั้งหลักเกณฑ= การพิจารณา ขั้นตอนการพิจารณา และความสามารถในการชำระหรือให8ผลตอบแทนกับแหลKงทุน ตKาง ๆ ในการประกอบการตามศักยภาพและความสามารถของการประกอบการทางธุรกิจ
153 คำถามท8ายบท 1. ให8นักศึกษาบอกถึงความหมายและความสำคัญของการจัดทำบัญชี 2. จงบอกถึงประโยชน=ของข8อมูลทางการเงินและบัญชีที่มีตKอผู8บริหาร 3. จงอธิบายถึงระบบบัญชีคูKและบัญชีรูปตัวทีวKาหมายถึงอะไร 4. จงนำเสนอสินทรัพย=ของธุรกิจชุมชนสามารถแบKงได8กี่ประเภท และแตKละประเภท เป6นอยKางไร 5. ให8นักศึกษาอธิบายถึงสมการทางบัญชีวKามีองค=ประกอบอะไรบ8าง 6. ในการประกอบการสามารถหาเงินทุนได8จากแหลKงไหนได8บ8างจงยกตัวอยKางประกอบ 7. จงอธิบายความหมายของคKาใช8จKายในการดำเนินงานและกำไรสุทธิ 8. จงนำเสนอความสำคัญของการวิเคราะห=แหลKงเงินทุนสำหรับการได8มาซึ่งแหลKงทุนของการ ประกอบการธุรกิจชุมชน
154 เอกสารอ8างอิง กรมตรวจสอบบัญชีสหกรณ=. (2558). คูMมือระบบบัญชี. (ออนไลน=) เข8าถึงได8จาก https://www.cad. go.th/main.php?filename=accounting_system. สืบค8นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2558. กรมพัฒนาธุรกิจการค8า. (2558). พระราชบัญญัติการบัญชี พ.ศ.2543. (ออนไลน=) เข8าถึงได8จาก https://www.dbd.go.th/ewt_news.php?nid=1078 สืบค8นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2558. กรมสKงเสริมสหกรณ=. (2558). พระราชบัญญัติสหกรณS พ.ศ.2511. (ออนไลน=). เข8าถึงได8จาก http://e-service.cpd.go.th/elib/list_g_all.asp. สืบค8นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2558. ฐิติรัตน= มีมาก และคณะ. (2552). การจัดการธุรกิจขนาดยMอม. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น จำกัด. ธนาคารแหKงประเทศไทย. (2556). สถาบันการเงินในประเทศไทย หนMวยงานกำกับดูแล และ กฎหมายที่เกี่ยวข;อง. (ออนไลน=). เข8าถึงได8จากhttp://www.bot.or.th/Thai/ FinancialInstitutions/ FIStructure/FI_System/Regulator/Pages/Regulator.aspx สืบค8นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559. ธนาคารแหKงประเทศไทย. (2558). กฎหมายที่เกี่ยวข;องกับ ธปท. (ออนไลน=). เข8าถึงได8จาก https://www.bot.or.th/Thai/AboutBOT/LawsAndRegulations/Pages/default.aspx สืบค8นเมื่อวันที่ 15 สิงหาคม 2558. ไพรินทร= แย8มจินดี และอุไรวรรณ บุญอาจ. (2546). การจัดการธุรกิจเบื้องต;น. กรุงเทพฯ : เอมพันธ=. สมคิด บางโม. (2553) . การเปèนผู;ประกอบการ. พิมพ=ครั้งที่ 4. กรุงเทพฯ : พัฒนวิทย=การพิมพ=. สุธี ขวัญเงิน. (2556). หลักการบัญชีการเงิน. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น. สำนักงานมาตรฐานการบัญชีและการสอบบัญชี. (2559). คูMมือระเบียบนายทะเบียนสหกรณSวMาด;วย การตรวจสอบกิจการของสหกรณS พ.ศ. 2559. (ออนไลน=). เข8าถึงได8จาก https://www.cad.go.th/main.php?filename=todsub_1. สืบค8นเมื่อวันที่ 3 มิถุนายน 2559. อังคณา นุตยกุล, วิไล ศรีธนางกุล และประทินพร แรมวัลย=. (2554). หลักการบัญชีเบื้องต;น. กรุงเทพฯ : เอ็ม แอนด= เอ็ม เลเซอร=พริ้นต=.
155 บทที่8 การจัดการทรัพยากรมนุษยQ ความนำ บุคลากรภายในองค=การทั้งในระดับปฏิบัติการหรือระดับบริหารล8วนแล8วแตKเป6นทรัพยากร อันทรงคุณคKาขององค=การดังนั้นการศึกษาถึงการได8มาซึ่งทรัพยากรมนุษย= การพัฒนาศักยภาพ และ การทำให8ทรัพยากรมนุษย=ที่องค=การมีอยูKเป6นทรัพยากรที่ทรงคุณคKา มีความภักดีตKอองค=การ มุKงมั่น ตั้งใจทำงานเพื่อประโยชน=สKวนรวมขององค=การ จึงเป6นสิ่งที่ท8าทายตKอการบริหารจัดการของผู8นำหรือ ผู8บริหารองค=การเป6นอยKางยิ่ง ประกอบกับภายใต8การแขKงขันที่สูงขึ้น ความก8าวหน8าทางเทคโนโลยี ที่ลดปริมาณแตKเพิ่มคุณภาพของบุคลากรจึงเป6นป2จจัยสำคัญที่ผู8ประกอบการหรือผู8บริหารต8อง มีการวางแผนและการจัดการทรัพยากรมนุษย=อยKางตKอเนื่องและเป6นระบบ โดยในบทนี้ผู8เขียนได8 นำเสนอความหมายการจัดการทรัพยากรมนุษย= กระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย= การพัฒนาและ ฝiกอบรม การจKายคKาตอบแทน การประเมินผลการปฏิบัติงาน และการจัดการแบบมีสKวนรKวม เพื่อให8 ผู8อKานได8เข8าใจองค=ประกอบและกระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย= รวมทั้งการจัดการแบบมีสKวน รKวมเพื่อให8การประกอบการธุรกิจชุมชนประสบความสำเร็จตามเปLาหมายขององค=การ ความหมายของการจัดการทรัพยากรมนุษย1 การประกอบการทางธุรกิจหรือการดำเนินการใดๆ ล8วนแล8วแตKประกอบด8วยองค=ประกอบ สำคัญในหลาย ๆ ประการ ซึ่งจะมากหรือน8อยขึ้นอยูKกับรูปแบบ ลักษณะของการดำเนินการที่แตกตKาง กันออกไป แตKในทุกๆการประกอบการธุรกิจหรือการดำเนินการจะขาดองค=ประกอบด8านคนหรือ บุคลากรที่ใช8ในการดำเนินการในกิจกรรมตKางๆ ไมKได8ถึงแม8วKากระบวนการนั้นๆ จะใช8เครื่องจักรหรือ เทคโนโลยีก็ตามแตKก็ต8องมีบุคลากรที่มีความรู8หรือประสบการณ=เป6นผู8ควบคุม สั่งการเครื่องจักรหรือ เทคโนโลยีนั้นๆ เสมอ ด8วยความสำคัญของคนหรือบุคลากรในองค=การที่มีสKวนในการสร8าง การพัฒนา องค=การให8เจริญเติบโตนั้น คนหรือบุคลากรในองค=การไมKได8เป6นเพียงองค=ประกอบในการประกอบการ เทKานั้นแตKยังเป6นทรัพยากรที่มีคKาตKอองค=การที่องค=การต8องดำเนินการวิเคราะห= วางแผนและบริหาร จัดการเพื่อให8ได8มา ใช8ประโยชน= สร8างมูลคKาเพิ่มหรือแม8กระทั่งธำรงรักษาทรัพยากรอันมีคKานี้ ให8อยูKกับองค=การและสามารถสร8างประโยชน=ให8กับองค=การภายใต8ความพึงพอใจของทั้งบุคลากร ซึ่งได8รับคKาตอบแทนหรือสิ่งจูงใจจากการปฏิบัติงานและองค=การผู8ประกอบการที่ได8รับประโยชน= จากการปฏิบัติงานของบุคลากรหรือพนักงานของตนเอง และเพื่อให8องค=การมีทรัพยากรมนุษย= ที่องค=การต8องการนั้นองค=การต8องมีการบริหารงานบุคคลหรือการจัดการทรัพยากรมนุษย=ตั้งแตK การเริ่มต8นการวางแผนไปจนถึงการให8พ8นจากงานซึ่งจะทำให8บุคลากรที่องค=การได8รับมาและเป6น
156 ทรัพยากรมนุษย=ที่ใช8ความรู8ความสามารถ สร8างประโยชน=ให8แกKองค=การอยKางมีประสิทธิภาพและ ประสิทธิผล (อุทัย หิรัญโต, 2531 : 2) การจัดการทรัพยากรมนุษย= (Human Resource Management : HRM) หรือที่ผKานมามัก ใช8คำวKา การบริหารงานบุคคล (Personal Management) ได8มีผู8ให8ความหมายไว8อยKางหลากหลาย เชKน อุทัย หิรัญโต (2531, 2) กลKาววKา การจัดการทรัพยากรมนุษย= หมายถึง การปฏิบัติการเกี่ยวกับ ตัวบุคคลในองค=การตั้งแตKการสรรหาคนเข8ามาทำงาน การคัดเลือก การบรรจุแตKงตั้ง การโอน การย8าย การฝiกอบรม การพิจารณาความดีความชอบ การเลื่อนตำแหนKง/เงินเดือน การบังคับบัญชา ซึ่งล8วน แล8วแตKเพื่อให8บุคคลเกิดความรู8หรือนำความรู8ความสามารถไปใช8ให8เกิดประโยชน=ตKอองค=การและ เกิดผลงานมากที่สุด ชาญชัย อาจินสมาจาร (ม.ป.ป., 10-11) องค=การจึงต8องมีการจัดการทรัพยากรมนุษย= ให8นำเอาคุณสมบัติที่มีมาใช8 รวมทั้งพัฒนาให8คุณสมบัติเหลKานั้นได8เกิดการพัฒนาเพิ่มมากขึ้น ซึ่งล8วน แล8วแตKเป6นการดำเนินการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย=ทั้งสิ้น ธงชัย สันติวงษ= (2542 : 3) ให8ความหมายของการบริหารงานบุคคล หมายถึง ภารกิจของ ผู8บริหารที่ปฏิบัติในสKวนตKาง ๆ เกี่ยวกับบุคลากร เพื่อให8ป2จจัยทางด8านบุคคลขององค=การ เป6นทรัพยากรที่มีประสิทธิภาพ และสKงผลให8องค=การบรรลุเปLาหมาย สมคิด บางโม (2555 : 135-136) กลKาววKา การจัดการงานบุคคล การบริหารบุคคล การจัดการทรัพยากรมนุษย=ล8วนแล8วเป6นคำที่มีความหมายลักษณะเดียวกันคือมุKงดำเนินการเพื่อให8ได8 คนที่มีความรู8 ความสามารถในปฏิบัติงานและควบคุม ดูแลให8การปฏิบัติงานนั้นสำเร็จลุลKวง ตามเปLาหมายขององค=การ และด8วยคุณลักษณะของทรัพยากรมนุษย=ที่มีความสามารถ ความคิด สร8างสรรค= ทักษะ สมรรถนะ ความถนัด ความเชื่อหรือคุณสมบัติทั้งทางด8านสติป2ญญา รKางกาย และ จิตใจที่องค=การสามารถนำคุณสมบัติเหลKานั้นมาสร8างคุณประโยชน=ให8กับองค=การ ธนวุฒิ พิมพ=กิ (2556 : 145) ชี้ให8เห็นถึงแนวคิดของการจัดการทรัพยากรมนุษย=วKา ในหน8าที่ ทางการจัดการนั้นการแสวงหาบุคคลที่มีคุณภาพและการจัดให8บุคคลเหลKานั้นเข8าปฏิบัติงานในหน8าที่ ที่เหมาะสม รวมทั้งการฝiกอบรม พัฒนาให8การทำงานมีประสิทธิภาพ การธำรงรักษาบุคลากรจัดได8วKา เป6นการจัดการทรัพยากรมนุษย= บังอร เบ็ญจานิกุล (2558 : 121) เน8นให8เห็นถึงการจัดการทรัพยากรมนุษย=เป6นกิจกรรม ที่ผู8บริหารต8องให8ความสำคัญ ทุKมเททั่งกำลังกายและกำลังใจ มีบทบาทในด8านความเป6นผู8นำ สร8างบรรยากาศ ในการทำงาน ให8ความสำคัญในทุกๆกระบวนการของ การจัดการทรัพยากรมนุษย=ทั้งเริ่มจากการสรรหา การคัดเลือก การฝiกอบรม จนกระทั่งเกษียณอายุหรือออกจากงานเนื่องจากทรัพยากรมนุษย= เปรียบเสมือนพลังสำคัญและทรงคุณคKาขององค=การ ดังนั้นจากนิยามของการจัดการทรัพยากรมนุษย=ที่นำเสนอดังที่กลKาวมานั้นผู8เขียนสรุปวKา การจัดการทรัพยากรมนุษย= หมายถึง ภารกิจและหน8าที่ของผู8บริหาร ผู8นำองค=การ ในการให8ได8มาซึ่ง บุคคลากรที่องค=การต8องการ และการดำเนินการเพื่อการพัฒนา การธำรงรักษาและกิจกรรมด8านอื่นๆ
157 เพื่อให8องค=การประสบความสำเร็จ ซึ่งแตKละองค=การอาจมีหนKวยงานยKอยที่ทำหน8าที่ในการเชื่อมโยง หรือขับเคลื่อนนโยบายระหวKางผู8บริหารสูKการปฏิบัติ เพื่อให8ทรัพยากรมนุษย=ได8ใช8ความรู8 ความสามารถของตนเองในการสร8างประโยชน=สูงสุดแกKองค=การ ทั้งนี้การจัดการทรัพยากรมนุษย=อาจมีความเข8าใจที่คลาดเคลื่อนวKาเป6นหน8าที่โดยตรง ของผู8บริหารหรือผู8จัดการฝoายบุคคลหรือฝoายทรัพยากรมนุษย=ตามโครงสร8างองค=การ แตKทวKาในความ เป6นจริงการจัดการทรัพยากรมนุษย=เป6นหน8าที่โดยตรงของผู8บริหารสูงสุดในการแสวงหา กำกับ ดูแล พัฒนา สKงเสริมทรัพยากรมนุษย=ขององค=การผKานกลไกของการจัดการทรัพยากรมนุษย=ผKานโครงสร8าง องค=การที่ทำหน8าที่เกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย=ซึ่งแตKละองค=การอาจมีโครงสร8างองค=การที่แตกตKางกัน เชKน ฝoายบุคคล งานการเจ8าหน8าที่ ฝoายทรัพยากรมนุษย= เป6นต8น ทั้งนี้บทบาทของหนKวยงานทางด8าน ทรัพยากรมนุษย=มักมีบทบาทหน8าที่ที่สามารถแบKงได8 2 สKวนดังนี้ (บรรยงค= โตจินดา, 2546 : 27) 1. บทบาทหน8าที่เกี่ยวกับองค=การ 1.1. มีสKวนรKวมในการกำหนดนโยบายเกี่ยวกับทรัพยากรมนุษย= 1.2. การให8คำปรึกษาหรือประสานงานระหวKางหนKวยงานภายนอกกับองค=การโดยเฉพาะ ในสKวนที่เกี่ยวข8องกับบุคลากรภายในองค=การ 2. บทบาทหน8าที่เกี่ยวกับบุคลากร 2.1. การดำเนินการในการวางแผน การสรรหา การคัดเลือก แตKงตั้ง โยกย8ายหรือให8ออก ภายใต8การสั่งการของผู8บังคับบัญชา 2.2. การดำเนินการพัฒนาบุคลากรด8วยกิจกรรมตKาง ๆ 2.3. การบริหารคKาตอบแทนและสวัสดิการ 2.4. การกำกับดูแล ติดตามและบังคับใช8กฎระเบียบขององค=การ 2.5. กิจกรรมทางด8านแรงงานสัมพันธ=และกฎหมายเกี่ยวกับแรงงาน ทางด8านสมชาย หิรัญกิตติ (2542 : 13) นำเสนอความรับผิดชอบในการจัดการทรัพยากร มนุษย=สำหรับผู8บริหารซึ่งมีอำนาจตามสายบังคับบัญชา โดยเฉพาะอยKางยิ่งผู8บริหารสูงสุดมีหน8าที่ ทางด8านการจัดการทรัพยากรมนุษย=ดังนี้ 1. การจัดวางหรือกำหนดตำแหนKงที่เหมาะสมของผู8ปฏิบัติงาน 2. การจัดให8มีการปฐมนิเทศพนักงานใหมK 3. การฝiกอบรมพนักงานเมื่อต8องเข8าปฏิบัติงานในหน8าที่ใหมK 4. การปรับปรุงผลการปฏิบัติงานของพนักงานอยKางตKอเนื่อง 5. สร8างความรKวมมือและบรรยากาศการทำงานเพื่อให8มีความสัมพันธ=อันดีภายในองค=การ 6. การกำหนดนโยบายไปสูKการปฏิบัติ 7. การเพิ่มความสามารถของพนักงาน 8. การควบคุมต8นทุนทางด8านแรงงาน 9. การสร8างขวัญ กำลังใจแกKพนักงานอยKางเทKาเทียมกัมและสม่ำเสมอ
158 10. การดูแลสภาพจิตใจและความเป6นอยูKของพนักงาน ดังนั้นความสำคัญของการจัดการทรัพยากรมนุษย=กับการดำเนินการเกี่ยวกับการจัดการ ทรัพยากรมนุษย=เป6นสิ่งที่ผู8นำหรือผู8บริหารองค=การต8องทำความเข8าใจอยKางชัดเจน รวมทั้งบทบาท ตKางๆ ที่ผู8บริหารสูงสุดจะต8องดำเนินการรKวมกันระหวKางหนKวยงาน แผนกหรือฝoายที่รับผิดชอบ ในด8านทรัพยากรมนุษย= เปLาหมายของการจัดการทรัพยากรมนุษย=ที่สามารถพิจารณาได8ในทั้งในสKวนของบุคลากร ภายในองค=การและความสำเร็จขององค=การสามารถสรุปได8ดังนี้ (ธงชัย สันติวงษ=, 2542, 8) 1. การใช8ทรัพยากรมนุษย=ให8เกิดประสิทธิภาพ 2. การสร8างบรรยากาศความสัมพันธ=ในการทำงานของทุกระดับโครงสร8างองค=การ 3. การสKงเสริมและสร8างความเจริญก8าวหน8าในหน8าที่การงาน และความเป6นอยูKของบุคลากร ภายในองค=การ 4. การแสวงหาบุคลากรทั้งภายในและภายนอกที่ทรงคุณคKาอันจะสามารถสร8างประโยชน= ให8องค=การตามความเหมาะสมของบทบาทและหน8าที่ 5. การธำรงรักษาและพัฒนาทรัพยากรมนุษย=ตามที่องค=การต8องการ ทั้งนี้ในการประกอบการธุรกิจชุมชนซึ่งสมาชิกและบุคลากรในองค=การสKวนใหญKคือสมาชิกที่ อยูKในชุมชนเดียวกัน ซึ่งจะต8องมีการกำหนดโครงสร8างองค=การที่ชัดเจนและมีการระบุหน8าที่และ ความรับผิดชอบที่เหมาะสมกับสมาชิกแตKละคนรวมทั้งการสร8างความสัมพันธ=ระหวKางสมาชิกใน องค=การในทุกๆ ระดับของโครงสร8างดังภาพที่ 8.1 รวมทั้งการแสวงหาสมาชิกที่มีความรู8 ความสามารถเข8ามารKวมดำเนินการเพื่อการพัฒนาตนเองและกลุKมผู8ประกอบการธุรกิจชุมชน ภาพที่8.1 ผังโครงสร้างองค์การวิสาหกิจชุมชนกลุ่มแม่บ้านเกษตรกรหนองช้างน้ำ
159 กระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย1 การเปลี่ยนแปลงของโลกในป2จจุบันทั้งในมิติของสังคม เศรษฐกิจ และเทคโนโลยีเป6นป2จจัย สำคัญที่ผู8บริหารในองค=การธุรกิจทุกขนาดรวมทั้งธุรกิจชุมชนต8องให8ความสำคัญและเล็งเห็นถึง การเปลี่ยนแปลงที่สามารถสKงผลตKอการดำเนินธุรกิจได8 ดังนั้นการกำหนดกลยุทธ=โดยเฉพาะอยKางยิ่ง ทางด8านของทรัพยากรมนุษย=ผู8บริหารจะต8องมีการดำเนินการอยKางรอบคอบเพื่อให8เกิดศักยภาพของ การแขKงขันทางธุรกิจ ลดคKาใช8จKายภายในองค=การ ปรับปรุงผลการปฏิบัติงานของพนักงานหรือ แม8กระทั่งการลดความสูญเสียที่อาจเกิดขึ้นกับองค=การ (เกื้อจิตร ชีระกาญจน=, 2557) ดังนั้นในการ ดำเนินงานเกี่ยวกับการจัดการทรัพยากรมนุษย=จึงมีความสำคัญตKอผู8บริหารเป6นอยKางมาก ซึ่งผู8บริหาร ธุรกิจชุมชนสามารถดำเนินการภายไต8กรอบกระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย=ซึ่งปรากฏดังภาพ ที่ 8.2 ตKอไปนี้ การออกแบบงาน (JD) การวิเคราะห]งาน (JA) การกำหนดคุณลักษณะ ของงาน (JS) และรายละเอียดงาน (JD) สรรหาจากภายใน สรรหาจากภายนอก การบรรจุแตKงตั้ง และปฐมนิเทศ การจูงใจและ ธำรงรักษา การจKาย คKาตอบแทน การวางแผนทรัพยากรมนุษย= (HRP) การสรรหาบุคคล (Recruitment) การคัดเลือก (Selection) การพิจารณาคุณบัติเฉพาะ การทดสอบ การอบรมและพัฒนา (Training and Development) การเปลี่ยนแปลงตำแหนKง (Positioning Chang) การให8พ8นจากงาน (Termination) การสัมภาษณ= การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Evaluation) ภาพที่8.2 กระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย์ ที่มา : ปรับปรุงโดยผู้เขียน
160 จากภาพที่ 8.2 แสดงถึงกระบวนการการจัดการทรัพยากรมนุษย=ซึ่งมีความเกี่ยวข8องและ เชื่อมถึงกิจกรรมตKางๆ เข8าด8วยกันซึ่งมีรายละเอียดและกระบวนการดังตKอไปนี้ 1. การวางแผนทรัพยากรมนุษย= (Human Resource Planning : HRP) เป6นกระบวนการ ในการสำรวจความต8องการทรัพยากรมนุษย=ทั้งในด8านของอัตรากำลังหรือจำนวน ความรู8 ความสามารถ คุณสมบัติ วิธีการเพื่อให8ได8มาและการจัดวางตำแหนKงหรือบทบาท หน8าที่ของบุคลากร ภายหลังจากที่ได8มา ซึ่งการวางแผนทรัพยากรมนุษย=ประกอบด8วยกิจกรรมหลัก 2 กิจกรรม 1.1. การออกแบบงาน (Job Design : JD) คือการกำหนดโครงสร8างและกิจกรรม การดำเนินงานของแตKละบุคคลเพื่อให8สอดคล8องกับเปLาหมายขององค=การ โดยการออกแบบงาน มีความสำคัญอยKางมากเนื่องจากองค=การต8องกำหนดอัตรากำลังภายใต8โครงสร8างองค=การและกำหนด บทบาทหน8าที่ของบุคลากรให8สอดคล8องและเหมาะสม เป6นไปในทิศทางเดียวกันกับเปLาหมาย ขององค=การภายใต8ความแตกตKางของหน8าที่และกิจกรรมยKอยภายในองค=การ 1.2 การวิเคราะห=งาน (Job Analysis : JA) เป6นการศึกษาอยKางเป6นระบบในสิ่งที่เกี่ยวข8อง กับภาระงานในแตKละด8านที่องค=การต8องการให8มีบุคลากรมารับผิดชอบ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขตKางๆ เชKน อัตราคKาตอบแทน คุณสมบัติของบุคลากรที่ต8องการ ทักษะ ความรู8ความสามารถของบุคลากร ซึ่งการวิเคราะห=งานจะเป6นการสร8างชุดข8อมูลเกี่ยวกับงานที่ต8องการที่ทำให8เกิดการจัดทำการบรรยาย คุณลักษณะของงาน (Job Description : JD) หรือการระบุหน8าที่ความรับผิดชอบ สภาพและลักษณะ การทำงานหรือรายละเอียดของงานในบทบาทหน8าที่ของแตKละบุคคลและการกำหนดคุณลักษณะของ งานและของผู8ปฏิบัติงาน (Job Specification : JS) คือ รายละเอียดของพนักงานในด8านของความรู8 ความสามารถ ทักษะ ประสบการณ=ที่นำไปสูKการทำงานหรือการปฏิบัติงานที่สอดคล8องกับการ บรรยายคุณลักษณะงาน และผลของการวิเคราะห=งาน (JA) จะทำให8องค=การได8รับข8อมูล ที่นอกเหนือจากรายละเอียดของงาน (JD) และลักษณะงาน (JS) แล8วยังทำให8องค=การได8รับข8อมูล เกี่ยวกับการประเมินคKางาน (Job Evaluation : JE) เพื่อกำหนดคKาตอบแทนของงานตKาง ๆ การแยก ประเภทของงาน (Job Classification : JC) การพัฒนาทางด8านการออกแบบงานที่กKอให8เกิดกิจกรรม ตKาง ๆ เชKน การหมุนเวียนงาน (Job Rotation) การเพิ่มงาน (Job Enrolment) การขยายงาน (Job Enlargement) และการทำให8งานงKายขึ้น (Job Simplification) ดังภาพที่ 8.2 ตKอไปนี้ (บรรยงค= โตจินดา, 2546, 85-86) 2. การสรรหา (Recruitment) เป6นกระบวนการที่ประกอบด8วยกิจกรรมที่องค=การดำเนินการ เพื่อการชักจูงบุคคลที่องค=การต8องการหรือพึงประสงค=ในตำแหนKงที่ต8องการเพื่อให8บุคคลนั้นรับรู8 รับทราบและเข8าสูKการดำเนินการคัดเลือกเป6นบุคลากรขององค=การ โดยการสรรหาประกอบด8วย 2 สKวนดังนี้ 2.1. การสรรหาจากภายใน คือ การแจ8งข8อมูลขKาวสารความต8องการบุคลากรในตำแหนKง ตKางๆ โดยพิจารณาจากบุคลากรที่อยูKภายในองค=การ โดยพิจารณาจากข8อดีของการสรรหาจากภายใน เพื่อให8ได8บุคลากรที่มีความผูกพันตKอองค=การ การสKงเสริมให8เกิดการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหนKง
161 ความเข8าใจในบริบทขององค=การที่มีมากกวKาบุคคลภายนอกหรือแม8กระทั่งการยอมรับในตัวองค=การ ที่มีมากกวKาบุคคลภายนอก แตKการสรรหาบุคคลภายในมักมีข8อบกพรKองอันเกิดจากความรู8สึกผิดหวัง ของผู8ที่ไมKได8รับการคัดเลือกที่อาจมีผลตKอการปฏิบัติงาน ความใกล8ชิด การยอมรับหรือเจตคติสKวนตัว ของผู8ได8รับการคัดเลือกกับบุคคลอื่น ๆ ภายในองค=การ 2.2. การสรรหาจากภายนอก เป6นการดำเนินการชักชวนให8บุคคลทั่วไปได8รับรู8ถึง ความต8องการในการบรรจุบุคลากรเพื่อเข8าปฏิบัติงานในตำแหนKงหน8าที่ตKางๆ ขององค=การ ซึ่งองค=การ ต8องวิเคราะห=ถึงแหลKงที่อยูKของบุคคลที่ตรงกับความต8องการขององค=การวKาอยูKในสถานที่ใดเพื่อให8 การสรรหาประสบความสำเร็จและตรงตามเปLาหมาย เชKน การแจ8งข8อมูลไปยังสถาบันการศึกษา ที่เปâดในหลักสูตรที่ตรงกับตำแหนKงที่องค=การกำลังดำเนินการรับสมัคร หรือแม8กระทั่งหนKวยงาน ราชการที่เกี่ยวข8องเชKน สำนักงานจัดหางาน หรือองค=การภาคเอกชนเชKน บริษัทรับจัดหาแรงงานหรือ พนักงานรับชKวง (outsource) หรือตามสื่อตKางๆ เชKน หนังสือพิมพ= นิตยสาร โทรทัศน= วิทยุและ อินเทอร=เน็ตเป6นต8น 3. การคัดเลือก (Selection) คือกิจกรรมเพื่อให8ได8มาซึ่งบุคคลที่องค=การต8องการและตรงตาม คุณสมบัติและลักษณะงานที่องค=การกำหนด ซึ่งมักเกิดขึ้นหลังจากการสรรหาสิ้นสุดลง ซึ่งจะได8 จำนวนผู8ที่เหมาะสมเข8าสูKกระบวนการคัดเลือก โดยการคัดเลือกสามารถดำเนินการได8ในหลากหลาย รูปแบบทั้งในสKวนของเชิงเดี่ยวหรือหลากหลายรูปแบบรวมกันดังนี้ 3.1. การพิจารณาจากคุณสมบัติเฉพาะบุคคลกับตำแหนKง กลKาวคือ การพิจารณาจาก ข8อมูลประกอบการสมัครที่ผู8สมัครได8ยื่นให8ไว8พร8อมเอกสารการสมัคร โดยทั่วไปประกอบด8วยเอกสาร แสดงคุณวุฒิและระดับการศึกษา เอกสารการผKานงานหรือหนังสือรับรองการผKานงาน ใบประกาศ หรือประกาศนียบัตรที่เกี่ยวข8องกับตำแหนKงงานที่รับสมัคร ใบรับรองแพทย=หรือการตรวจสุขภาพและ เอกสารการแนะนำตัวและแสดงผลงานตKางๆ รวมทั้งประวัติหรือข8อมูลสKวนตัวอื่น ๆ ที่เหมาะสมและ สามารถนำไปใช8ในการพิจารณาความรู8ความสามารถที่ตรงกับตำแหนKงงาน 3.2. การจัดการทดสอบ เป6นวิธีที่ใช8วัดเพื่อเปรียบเทียบกับเกณฑ=หรือข8อกำหนดที่องค=การ ตั้งไว8 เป6นการทดสอบความรู8ความสามารถ เชาว=ป2ญญาที่มีความสัมพันธ=ในงานที่รับสมัครเพื่อ ประเมินวKาผู8สมัครแตKละรายนั้นมีบุคคลใดที่เหมาะสมและควรเลือกให8เข8ามาเป6นบุคลากรขององค=การ ในตำแหนKงหน8าที่และบทบาทที่องค=การกำหนด 3.4. การสัมภาษณ= คือการประเมินวิธีหนึ่งที่ทำให8องค=การได8มีปฏิสัมพันธ=กับผู8สมัครและ ทำให8องค=การได8รับรู8ข8อมูลบางอยKางเนื่องจากผู8สมัครโดยตรง เชKน บุคลิกภาพ ไหวพริบปฏิภาน การแสดงออกเชิงพฤติกรรมตKางๆ ที่จะนำไปประกอบการพิจารณาคัดเลือกบุคคลเข8าปฏิบัติงานได8 โดยการสัมภาษณ=สามารถกำหนดรูปแบบตKาง ๆ ตามความเหมาะสมได8 เชKน การสัมภาษณ=แบบ มีโครงสร8าง คือมีการควบคุมเนื้อหา ระยะเวลาหรือขอบเขตอื่นๆ ที่มีตKอผู8สมัครอยKางเทKาเทียมกันกับ ทุกคน และการสัมภาษณ=แบบไมKมีโครงสร8างคือไมKมีการกำหนดรูปแบบของการสัมภาษณ=ไว8ลKวงหน8า
162 ซึ่งผู8สมัครที่ได8รับการสัมภาษณ=อาจจะได8รับข8อคำถามหรือการซักถามที่เหมือนหรือแตกตKางกันโดย ขึ้นอยูKกับจุดมุKงหมายของผู8ถามหรือผู8สัมภาษณ= 4. การปฐมนิเทศ (Induction) การปฐมนิเทศพนักงานเป6นกิจกรรมที่องค=การจัดขึ้น โดยมี จุดมุKงหมายเพื่อให8บุคลากรที่ผKานการคัดเลือกและประกาศให8เป6นพนักงานหรือบุคลากรขององค=การ ได8รับรู8และเข8าใจถึงข8อมูลสำคัญขององค=การ โดยเฉพาะอยKางยิ่งเปLาหมาย พันธกิจขององค=การ รวมทั้งกฏระเบียบ ข8อบังคับ วัฒนธรรมองค=การและนโยบายในการบริหารงานของผู8บริหารงานซึ่งเป6น สิ่งสำคัญบุคลากรใหมKต8องรับรู8รับทราบเพื่อการทำงานในหน8าที่ตามที่ได8รับมอบหมายและเป6นไปในทิศทาง เดียวกับเปLาหมายขององค=การ รวมทั้งยังเป6นการแจ8งข8อมูล บทบาทหน8าที่ สิทธิและประโยชน= อันพึงได8รับของพนักงานที่องค=การจัดสรรให8หรือเป6นไปตามกฎหมายแรงงาน การสKงเสริมหรือ แนวทางความก8าวหน8าในงานเพื่อเป6นการจูงใจหรือกระตุ8นให8บุคลากรเกิดความมุKงมั่น ตั้งใจในการ ทำงานในอนาคต 5. การอบรมและพัฒนา (Training and Development) คือขั้นตอนที่องค=การตKางๆ ให8ความสำคัญโดยเฉพาะอยKางยิ่งองค=การที่อยูKภายใต8การแขKงขันทางธุรกิจที่มีความรุนแรงซึ่งองค=การ ต8องมีการพัฒนาและปรับปรุงการดำเนินงานเพื่อสร8างความสามารถทางการแขKงขัน และการพัฒนา องค=การในภาพรวมนั้นจำเป6นต8องมีการพัฒนาทรัพยากรมนุษย=ภายในองค=การเป6นหลัก ซึ่งการพัฒนา องค=การในป2จจุบันมักมุKงเปLาไปสูKการเป6นองค=การแหKงนวัตกรรม องค=การแหKงอนาคตหรือองค=การ แหKง การเรียนรู8 เป6นต8น ซึ่งการที่องค=การจะบรรลุเปLาหมายในการเป6นองค=การที่กำหนดไว8นั้นต8องมีการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย=อยKางตKอเนื่อง โดยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย=ขององค=การอาจออกมา ในรูปของการสนับสนุนหรือสKงเสริมทางด8านการศึกษา การเปâดโอกาสให8ได8รับความรู8จากภายนอก องค=การ การสร8างบรรยายกาศให8เกิดการเรียนรู8และพัฒนาตนเองผKานกิจกรรมตKางๆ เชKน การสัมมนา การอบรม ระบบพี่เลี้ยง การสอนงานหรือการถKายทอดองค=ความรู8เป6นต8น ทั้งนี้ในการพัฒนาบุคคล องค=การต8องมีการวิเคราะห=ความต8องการในการพัฒนาทั้งในระดับป2จเจกบุคคลหรือในระดับองค=การ ในภาพรวมเพื่อกำหนดรูปแบบ กิจกรรมที่สอดคล8องและเหมาะสมตามเปLาหมายขององค=การ ดังภาพ ที่ 8.3 ตKอไปนี้ ภาพที่ 8.3 วิธีการพัฒนาบุคคล ที่มา : ฉัตยาพร เสมอใจ, ฐิติรัตน= มีมาก และอมกฤช ปâติฤกษ= (2552 : 200) การพัฒนาทรัพยากรมนุษยS การบรรยาย การประชุม การสาธิต การใช8กรณีศึกษา การสัมมนา การกำหนดบทบาท
163 6. การประเมินผลการปฏิบัติงาน (Evaluation) การประเมินผลการปฏิบัติงานโดยทั่วไป หมายถึงการพิจารณาผลงานของพนักงานภายหลังเสร็จสิ้นการทำงานตามระยะเวลาที่กำหนด และหมายถึงการพิจารณาพฤติกรรมที่เกิดขึ้นภายใต8การควบคุม สั่งการตามกฎระเบียบและสายบังคับ บัญชาตลอดระยะเวลาที่ดำเนินงานกับผลการดำเนินงานที่เกิดขึ้นภายใต8ข8อบKงชี้หรือตัวชี้วัด (Key Performance Indicator : KPI) ในการปฏิบัติงานของบุคลากรในตำแหนKง หน8าที่ตKางๆ ซึ่งการประเมินผลการปฏิบัติงานมีจุดมุKงหมายเพื่อประกอบการพิจารณาในการเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหนKง การพิจารณาเพิ่มคKาตอบแทนหรือเงินเดือนรวมทั้งคKาตอบแทนอื่น ๆ และเป6นการทบทวน การปฏิบัติงานของบุคลากรในชKวงที่ผKานมาเพื่อกำหนดแนวทางในการแก8ไขป2ญหาหรือข8อบกพรKอง ในการปฏิบัติงาน และการวางแผนเพื่อการพัฒนาบุคลากรขององค=การ ทั้งนี้ในการประเมินผล การปฏิบัติงานสามารถดำเนินการได8ด8วยวิธีการตKาง ๆ ดังนี้ 6.1. การให8คะแนนตามคุณลักษณะของตัวบKงชี้ที่กำหนดขึ้น เชKน ปริมาณงาน คุณภาพ ของงาน ความสำเร็จในงาน ความรู8ความเข8าใจในงาน เป6นต8น ซึ่งมักเป6นการประเมินทั้งจากหัวหน8า งานหรือผู8บังคับบัญชา บางครั้งการประเมินด8วยวิธีนี้เป6นรูปแบบที่พิจารณาตามตัวชี้วัดหรือวิธี พิจารณาตามเครื่องวัดที่มีการกำหนดคุณลักษณะของผู8ปฏิบัติงานและผลงานที่จะประเมินเอาไว8แล8ว โดยจำแนกแตKละคุณลักษณะออกเป6นคะแนนหรือแปลงคKาเป6นมาตราสKวน (สมคิด บางโม, 2555, 153) 6.2. การเปรียบเทียบเป6นคูK คือแนวทางการประเมินผลการปฏิบัติงานที่มีการเปรียบเทียบ การปฏิบัติงานของพนักงานแตKละคนรKวมกัน กลKาวคือ การกำหนดให8มีการศึกษาเปรียบเทียบ คุณลักษณะที่ต8องการประเมินของพนักงานคนใดคนหนึ่งกับพนักงานคนอื่นๆ ในกลุKมเดียวกันเพื่อ ชี้ให8เห็นวKาพนักงานคนใดมีผลการประเมินในคุณลักษณะใดคุณลักษณะหนึ่งดีกวKาพนักงานคนอื่นๆ ใน กลุKมเดียววัน ทั้งนี้ในการประเมินวิธีการนี้มีข8อจำกัดที่ควรพิจารณาคือพนักงานที่จะมีการเปรียบเทียบ นั้นควรมีลักษณะหรืออยูKในกลุKมเดียววันเพื่อให8เกิดประสิทธิภาพของการประเมินผล 6.3. การบันทึกข8อมูลการปฏิบัติงาน หรือการจัดทำรายงานประกอบการปฏิบัติงานเป6น การประเมินผลจากการจัดทำรายงานการปฏิบัติงานภายใต8หน8าที่และความรับผิดชอบของตนเอง รวมทั้งการพัฒนาตนเองในแตKละรอบของการประเมิน ทั้งนี้ในการบันทึกการปฏิบัติงานมักจะมี การนำเสนอผลการปฏิบัติงานเทียบกับเกณฑ=มาตรฐานที่กำหนดไว8ลKวงหน8าเพื่อแสดงให8เห็นถึง ความสำเร็จและบรรลุตามเกณฑ=ที่กำหนดไว8 นอกจากนี้การประเมินโดยการกำหนดวัตถุประสงค= (Management by Objective : MBO) ซึ่งมีองค=ประกอบของกระบวนการกำหนดเปLาหมายของ การปฏิบัติงานรKวมกันระหวKางผู8บังคับบัญชาและผู8ใต8บังคับบัญชา การกำหนดรูปแบบวิธีการของ การประเมินเป6นอีกวิธีหนึ่งที่มีการใช8เพื่อการประเมินผลการปฏิบัติงานเนื่องจากผู8บังคับบัญชาและ ผู8ใต8บังคับบัญชามีสKวนรKวมตั้งแตKการกำหนดรูปแบบ เปLาหมายและประเมินรKวมกันทั้งยังเป6น การเชื่อมโยงไปยังเปLาหมายขององค=การด8วย
164 7. การเปลี่ยนแปลงตำแหนKงและการให8พ8นจากงาน (Change of Positioning and Termination) การเปลี่ยนแปลงตำแหนKงและการให8พ8นจากงานเป6นกระบวนการที่เกิดขึ้นจาก การพิจารณาการประเมินผลการปฏิบัติงานโดยการเปลี่ยนแปลงตำแหนKงมักเกิดขึ้นกับทุกองค=การและ ทุกตำแหนKงตามความเหมาะสมและตามนโยบายของผู8บริหาร รวมทั้งเป6นไปตามโครงสร8างองค=การ ซึ่งวัตถุประสงค=ของการเปลี่ยนแปลงตำแหนKงงานคือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงาน เพื่อตอบสนองตKอความดีความชอบหรือบทลงโทษในการปฏิบัติงานของพนักงาน เพื่อความเหมาะสม ของโครงสร8างองค=การ และเพื่อเป6นการแก8ป2ญหาที่เกิดขึ้นกับองค=การ โดยการเปลี่ยนแปลงตำแหนKง มีทั้งการเลื่อนตำแหนKง (Positioning) การโยกย8าย (Transfer) และการลดขั้น (Demotion) การให8พ8นจากงานมี 2 ลักษณะคือ การให8พ8นจากงานที่มีลักษณะทั่วไปซึ่งเป6นการให8ออก ตามความสมัครใจ การออกโดยครบกำหนดหรือตามระยะเวลา เชKน การเกษียณอายุ การหมดสัญญา จ8างหรือภาวะทางเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นกับองค=การ และการให8พ8นจากงานด8วยความผิดหรือองค=การ มีความจำเป6นบางประการที่ต8องให8พ8นจากงาน เชKน เกิดป2ญหาจากการไมKปฏิบัติตามระเบียบ ขององค=การของพนักงาน โดยการให8พ8นจากงานมักมีจุดมุKงหมายเพื่อให8เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัว บุคคลจากตำแหนKงงานเดิม การขจัดป2ญหาอันเกิดจากการปฏิบัติงานของผู8ปฏิบัติงานคนเดิม การสKงเสริมให8คนที่มีความสามารถและมีความเหมาะสมกับงานนั้นๆ เข8ามาปฏิบัติงาน รวมทั้งเพื่อ เป6นการรักษาความมั่นคงขององค=การในกรณีที่เกิดป2ญหาทางด8านเศรษฐกิจ โดยกระบวนการในการ ให8พ8นจากงานมีตั้งแตKกระบวนการที่เป6นไปตามข8อกำหนดของระยะเวลาไปจนถึงขั้นรุนแรงคือ การให8ออก การเลิกจ8าง และการไลKออก นอกเหนือจากกระบวนการจัดการทรัพยากรมนุษย=ทั้ง 7 กระบวนการยังมีกิจกรรม ที่เกี่ยวข8องกับการจัดการทรัพยากรมนุษย=ที่เกี่ยวข8องและเชื่อมโยงกับกระบวนการตKางๆ เชKน การจKาย คKาจ8างแรงงานและคKาตอบแทน คือการให8เงินและสวัสดิการจากการปฏิบัติงานของพนักงานซึ่ง ขึ้นอยูKกับการวิเคราะห=งานในแตKละงานวKาควรกำหนดอัตราคKาจ8างและสวัสดิการอยKางไร โดยมักจะ ขึ้นอยูKกับความสามารถในการจKายขององค=การและการยอมรับในอัตราคKาตอบแทนของพนักงาน ผู8ปฏิบัติงานภายใต8กฎหมายแรงงานหรือข8อกำหนดทางกฎหมายอื่น ๆ ที่เกี่ยวข8องด8วย กิจกรรม การธำรงรักษาและการจูงใจ คือการที่ผู8บริหารใช8เครื่องมือตKางๆ ที่องค=การมีเพื่อเป6นการจูงใจ ให8พนักงานเกิดความภักดีตKอองค=การ มีความมุKงมั่นตั้งใจและทุKมเทในการทำงาน เก็บงำความลับ ขององค=การและมีคKานิยามรKวมเป6นอันหนึ่งอันเดียวกับบุคลากรในสKวนตKางๆ ทั้งองค=การเพื่อ การปฏิบัติงานอยKางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลและบรรลุเปLาหมายรKวมกันที่องค=การกำหนดไว8 กรณีตัวอยMาง การบริหารจัดการสมาชิกของศูนยSสาธิตร;านค;าชุมชนประชารัฐบ;านผึ้ง ศูนย=สาธิตร8านค8าชุมชนประชารัฐบ8านผึ้ง ตั้งอยูKในพื้นที่หมูK 5 ตำบลเสริมขวา อำเภอเสริมงาม จังหวัดลำปาง ดำเนินการกKอตั้งขึ้นเมื่อป¢ 2551 จากแนวคิดของสมาชิกในชุมชนที่ได8รKวมกันวิเคราะห= ป2ญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนจนทราบถึงป2ญหาหลักคือหนี้สินในครัวเรือนอันเกิดจากการซื้อสินค8าอุปโภค
165 บริโภค ต8นทุนวัตถุดิบทางการเกษตรซึ่งเป6นอาชีพหลักมีจำนวนที่สูงขึ้น สKงผลเกิดภาวะการเป6นหนี้ นอกระบบ ดังนั้นชุมชนจึงได8รKวมกันจัดทำแผนชุมชนและมีแนวคิดในการทำร8านค8าชุมชนขึ้น โดยดำเนินการธุรกิจประเภทจำหนKายหรือค8าปลีก โดยนำเอาสินค8าจำเป6นทั้งตKอการดำรงชีวิตและ การประกอบอาชีพของคนในชุมชนในจำหนKาย รวมทั้งเป6นแหลKงรับซื้อและจำหนKายสินค8า ทางการเกษตรของคนในชุมชนเพื่อเป6นการลดต8นทุนการผลิตอันเกิดจากถูกเอารัดเอาเปรียบจาก พKอค8าคนกลางที่จำหนKายป2จจัยในการผลิต แนวทางในการดำเนินกิจการทางธุรกิจของศูนย=สาธิตร8านค8าชุมชนประชารัฐบ8านผึ้ง ได8ให8สมาชิกในชุมชนที่ประสงค=จะรKวมดำเนินการเข8าสมัครเป6นสมาชิกโดยกำหนดให8ถือหุ8นตามกำลัง ทรัพย=ของสมาชิกแตKละคนแตKจะไมKเกินที่ศูนย=ฯกำหนด และดำเนินกิจการการค8าปลีกและ การจำหนKายสินค8าทางการเกษตรของสมาชิก โดยมีวัตถุประสงค=ของการประกอบการคือ 1. เพื่อให8ชุมชนซื้อสินค8าราคาที่เป6นธรรม 2. เพื่อลดภาระในการไปซื้อของในจังหวัด 3. เพื่อเป6นสถานที่จำหนKายสินค8าผลิตภัณฑ=ในชุมชน 4. เพื่อฝiกให8ชุมชนได8เรียนรู8จัดทำในการตลาด ป2จจุบันสมาชิกของศูนย=สาธิตร8านค8าชุมชนประชารัฐบ8านผึ้ง มีจำนวน 160 คนและ มีการบริหารจัดการผKานคณะกรรมการของศูนย=โดยมีโครงสร8างองค=การเพื่อแสดงอำนาจ หน8าที่และ บทบาทของแตKละคนซึ่งแสดงให8เห็นถึงความชัดเจนในการจัดสรรบทบาท หน8าที่ในการดำเนินงาน บริหารจัดการ และขอบเขตอำนาจตามแนวทางของการจัดการทรัพยากรมนุษย= โดยศูนย=สาธิตร8านค8า ชุมชนประชารัฐบ8านผึ้งได8ดำเนินการจัดทำผังโครงสร8างองค=การเพื่อความชัดเจนในการดำเนินการและ การบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย=โดยได8กำหนดตำแหนKงและบทบาทหน8าที่ตKางๆ ดังภาพที่ 8.4 ตKอไปนี้ ภาพที่ 8.4 ผังโครงสร8างองค=การของศูนย=สาธิตร8านค8าชุมชนประชารัฐบ8านผึ้ง การดำเนินการในการเพื่อให8ได8มาซึ่งคณะกรรมการบริหารของศูนย=สาธิตร8านค8าชุมชน ประชารัฐบ8านผึ้งนั้นมีแนวทางในการดำเนินการคือจะต8องผKานความเห็นชอบของสมาชิกโดย นายเทพ เชียงแก้ว ประธานศูนย์ฯ นางลำดวน เขื่อนขวา ผู้จัดการฝ่ายขาย นางไพฑูรย์ ปั่นแก้ว ผู้การจัดการฝ่ายบัญชี นางเปรม น้อยแสงสี ผู้จัดการฝ่ายคลังสินค้า
166 การคัดเลือกและลงมติโดยอาศัยเสียงสKวนใหญK และในการสรรหาใช8การสรรหาจากภายในเทKานั้น กลKาวคือ ผู8ที่จะดำรงตำแหนKงประธาน หรือผู8จัดการฝoายตKางๆ ภายในศูนย=ฯ จะต8องเป6นสมาชิก ของศูนย=ฯเทKานั้น และมีคุณสมบัติพิเศษนอกเหนือจากความรู8 ความสามารถทางด8านการบริหาร ในสายงานตKางๆ มีความนKาเชื่อถือและเป6นที่เคารพของสมาชิกแล8วจะต8องมีจิตอาสาเป6นหลัก เนื่องจากในแตKละตำแหนKงจะได8รับคKาตอบแทนที่จะไมKสูงมากและไมKมีเงินประจำตำแหนKงและ เบี้ยประชุมเหมือนกับการประกอบการทางธุรกิจอื่นๆ ดังนั้นบุคลากรในระดับบริหารของ การประกอบการของศูนย=สาธิตร8านค8าชุมชนประชารัฐบ8านผึ้ง จึงเป6นทั้งคนในชุมชน สมาชิกและ ผู8บริหารในตัวเอง เหตุผลของการไมKนำบุคคลภายนอกซึ่งอาจมีความรู8ความสามารถมาบริหารจัดการ เพื่อสร8างความสามารถทางธุรกิจเชKนเดียวกับการประกอบการธุรกิจอื่นๆ มาจากเหตุผลหลักคือ จุดมุKงหมายของธุรกิจของศูนย=สาธิตร8านค8าชุมชนประชารัฐบ8านผึ้งคือเพื่อลดป2ญหาเศรษฐกิจและ สังคมภายในชุมชนโดยการมีสKวนรKวมของคนในชุมชนผKานเครื่องมือและกลไกของศูนย=สาธิตร8านค8า ชุมชนประชารัฐบ8านผึ้ง ดังนั้นหากมีการนำบุคคลภายนอกมาเป6นผู8บริหารจะทำให8จุดมุKงหมาย ของธุรกิจเปลี่ยนไปเป6นการสร8างกำไรโดยไมKเชื่อมโยงกับการแก8ป2ญหาของชุมชน รวมทั้งทรัพยากร มนุษย=ในชุมชนมีความรู8ความสามารถ ความมุKงมั่นตั้งใจและจิตอาสาในการทำงานเพื่อชุมชน ดังนั้น การสรรหาและคัดเลือกบุคลากรของศูนย=สาธิตร8านค8าชุมชนประชารัฐบ8านผึ้ง ทั้งระดับนโยบายและ ปฏิบัติการจึงเน8นสมาชิกและคนในชุมชนเป6นหลัก ประโยชน1ของการจัดการทรัพยากรมนุษย1สำหรับธุรกิจชุมชน ผู8ประกอบการธุรกิจชุมชนหรือผู8บริหารที่ใช8หลักการบริหารทรัพยากรมนุษย=อยKางถูกต8อง จะทำให8การดำเนินการตKางๆ เป6นไปอยKางราบรื่น รวมทั้งสามารถแก8ป2ญหาที่เกิดขึ้นภายในองค=การได8 อยKางรวดเร็วและทันเหตุการณ= สาคร สุขศรีวงศ= (2551) ได8นำเสนอประโยชน=ของการบริหาร ทรัพยากรมนุษย= ดังนี้ 1.สามารถวางแผนการจัดการทรัพยากรมนุษย=ได8เพียงพอและสอดคล8องกับแผนงานขององค=การ 2. สามารถชักจูงให8บุคคลที่มีความรู8ความสามารถสนใจสมัครเข8าทำงานในองค=การ 3. สามารถคัดเลือกบุคลากรที่มีคุณสมบัติตรงตามที่ต8องการ 4. สามารถฝiกฝนและพัฒนาบุคลากรให8มีความรู8 ความสามารถเพิ่มมากขึ้น 5. เกิดประสิทธิภาพในการจKายคKาตอบแทน 6. มีระบบการประเมินผลที่มีคุณภาพ ซึ่งจะสนับสนุนให8บุคลากรเรKงพัฒนาผลงานของตนเอง 7. พนักงานมีความพึงพอใจในการทำงาน มีความสัมพันธ=ที่ดีกับองค=การ และลดอัตราการ ลาออกให8อยูKในระดับที่เหมาะสม นอกจากนี้ อนิวัช แก8วจำนงค= (2557) ได8นำเสนอถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากร มนุษย=รวมทั้งประโยชน=ที่องค=การพึงได8รับหากมีการจัดการทรัพยากรมนุษย=ที่มีประสิทธิภาพดังนี้
167 1. คุณคKาของทรัพยากรมนุษย=ภายในองค=การ ซึ่งองค=การทุกแหKงจำเป6นต8องอาศัยคนที่มี ความรู8 ความสามารถและความเชี่ยวชาญในการทำงานในแตKละสKวนงาน ดังจะเห็นได8จากการจัดสรร หาและคัดเลือกคนเข8าทำงานและแตKงตั้งให8ทำงานในสายงานตามโครงสร8างองค=การซึ่งล8วนแล8วแตKมี ความจำเป6นที่จะต8องคัดเลือกบุคคลที่เหมาะสมเข8ามาทำงาน รวมทั้งหากมีการพัฒนาบุคคลนั้นให8เกิด ความเชี่ยวชาญในการปฏิบัติงาน และเกิดความภักดีตKอองค=การของบุคลากรจะทำให8บุคลากรทุKมเทใน การทำงานให8บรรลุเปLาหมายขององค=การ และเป6นสKวนสำคัญในการพัฒนาศักยภาพและ ความสามารถ ขององค=การตKอไปได8 2. การชKวยลดต8นทุนในการดำเนินงาน หากผู8บริหารมองเห็นคุณคKาของทรัพยากรมนุษย=และ การพัฒนาทรัพยากรมนุษย=โดยไมKได8คิดวKาการพัฒนาทรัพยากรมนุษย=เป6นการลงทุนที่ไมKสูญเปลKา องค=การมักจะลงทุนด8วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย=ในด8านตKางๆ อาทิ การฝiกอบรมทั้งระยะสั้นหรือ ระยะยาว การศึกษาดูงาน การสัมมนา หรือแม8กระทั่งการสKงไปศึกษาหรือเรียนรู8ในตKางประเทศ เป6นต8น เพื่อให8ทรัพยากรมนุษย=เกิดการพัฒนาตนเองเพื่อนำความรู8มาใช8ในการปฏิบัติงาน ซึ่งทรัพยากรมนุษย=ที่ได8รับการพัฒนาจะสามารถสร8างสรรค=วิธีการ แนวทางหรือนวัตกรรมตKางๆ เพื่อ ชKวยให8องค=การสามารถนำไปปรับใช8ได8 3. การแสวงหาบุคคลที่เหมาะสม การจัดการทรัพยากรมนุษย=มีหัวใจสำคัญประการหนึ่งคือ การแสวงบุคคลที่เหมาะสมและสามารถนำพาองค=การให8ประสบความสำเร็จได8 ซึ่งหากผู8บริหารหรือ ผู8ประกอบการสามารถวิเคราะห=งานและกำหนดคุณลักษณะของงาน รวมทั้งใช8วิธีการที่เหมาะสมใน การแสวงหาตามหลักการจัดการทรัพยากรมนุษย=แล8ว องค=การจะสามารถคัดเลือกบุคคลที่มีคุณสมบัติ ที่เหมาะสมในการปฏิบัติงานและสามารถชKวยให8องค=การประสบความสำเร็จตามเปLาหมายของ องค=การได8 4. การรักษาบุคคลกรที่ทรงคุณคKา ในทุกองค=การมักจะมีบุคลากรที่เป6นที่ต8องการของทั้ง องค=การเองหรือแม8กระทั่งคูKแขKง ดังนั้นการจัดการทรัพยากรมนุษย=จะชKวยให8บุคลากรอันทรงคุณคKาซึ่ง มีความสำคัญตKอการดำเนินงานขององค=การสามารถยังคงอยูKกับองค=การและพัฒนาตัวองค=การตKอไป โดยความสมัครใจและความเต็มใจ หรือแม8กระทั่งสามารถถKายโอนองค=ความรู8ตKางๆ ที่ตนเองมีไปสูK ทีมงาน หรือพนักงานคนอื่นๆ เพื่อสามารถสร8างการเรียนรู8และการพัฒนางานตKอไปในอนาคตหาก บุคลากรที่ทรงคุณคKามีความจำเป6นที่ไมKสามารถปฏิบัติงานตKอไปได8 ซึ่งจะทำให8การทำงานขององค=การ เป6นไปอยKางตKอเนื่อง และสามารถพัฒนาองค=ความรู8และการทำงานไปยังพนักงานคนอื่นๆ ในองค=การ ตKอไปได8 การฝUกอบรมและพัฒนา การฝiกอบรมและพัฒนา เป6นกระบวนการในการเพิ่มพูนความรู8 พัฒนาทักษะการปฏิบัติงาน ทั้งในสKวนงานที่ปฏิบัติอยูKในป2จจุบันและงานที่เกี่ยวข8อง ซึ่งเป6นสิ่งที่สำคัญตKอการประกอบการของ ธุรกิจชุมชน เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในป2จจุบันมีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วและเป6นพลวัตร
168 ดังนั้นการเปลี่ยนแปลงตKางๆ มักสKงผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ8อมกับการประกอบการทางธุรกิจ ดังนั้นการเตรียมความพร8อมในการรองรับการเปลี่ยนแปลงประการหนึ่งคือการพัฒนาทรัพยากร มนุษย=ภายในองค=การให8พร8อมรับการเปลี่ยนแปลง อาทิ การเปลี่ยนแปลงทางด8านเทคโนโลยีซึ่ง ป2จจุบันได8มีการนำเทคโนโลยีเข8ามาใช8ในการประกอบการเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะอยKางยิ่งทางด8านการ ทำการตลาดออนไลน= ดังนั้นบุคลากรที่เกี่ยวข8องหรือแม8กระทั่งผู8ประกอบการหรือผู8บริหารจำเป6น อยKางยิ่งที่จะต8องได8รับการเรียนรู8การนำเทคโนโลยีตKางๆ เหลKานี้มาใช8 นอกจากนี้การแขKงขันทางธุรกิจ ป2จจุบันซึ่งมีการแขKงขันที่รุนแรง ทำให8องค=การภาคธุรกิจที่สามารถพัฒนาและปรับตัวเทKานั้นที่ สามารถแขKงขันได8ในอุตสาหกรรม โดยพยอม วงศ=สารศรี (2554) ได8นำเสนอความสำคัญของการ พัฒนาทรัพยากรมนุษย=ไว8ดังนี้ 1. การมุKงหวังผลผลิตที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลขององค=การ โดยผู8ที่จะทำให8องค=การ เกิดการดำเนินการอยKางมีประสิทธิภาพและประสิทธิผลคือทรัพยากรมนุษย=ภายในองค=การที่เป6นทั้ง ผู8วางแผน ผู8ปฏิบัติ และผู8ควบคุมติดตาม ดังนั้นการดำเนินการตKางๆ จำเป6นต8องอาศัยทรัพยากรมนุษย= ทุกคนที่อยูKภายในองค=การในการรKวมแรงรKวมใจในการทำงานให8บรรลุเปLาหมาย อีกทั้งองค=การเองต8อง มีการสร8างการเรียนรู8ให8เกิดขึ้นกับบุคลากรเพื่อการพัฒนาตนเองและการพัฒนาทีมงาน รวมทั้งการ ปLองกันความผิดพลาดและสูญเสียที่อาจเกิดจากการปฏิบัติงาน 2.ลักษณะงานในองค=การมีความแตกตKางจากสถานศึกษาหรือองค=การอื่นๆ ดังนั้นพนักงาน ซึ่งได8รับการบรรจุแตKงตั้งใหมKหรือมีการโยกย8ายสายการปฏิบัติงาน สถานที่ทำงาน หรือตำแหนKงงาน ใหมKอาจต8องมีการเรียนรู8กระบวนการทำงานซึ่งมีความแตกตKางจากเดิมทั้งในสKวนของลักษณะการ ปฏิบัติงาน หรือสภาพแวดล8อมในการทำงาน ซึ่งองค=การเองจะต8องจัดให8มีการเรียนรู8หรือทำความ เข8าใจในการปฏิบัติงานเพื่อสร8างความเข8าใจและความเชื่อมั่นให8แกKผู8ปฏิบัติงาน 3. งานในองค=การมักมีการเปลี่ยนแปลง ปรับปรุงอยูKเสมอ ซึ่งการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอาจ เป6นการเปลี่ยนแปลงในระดับเล็ก เชKน การเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงาน ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลง ระดับใหญK เชKน การปรับโครงสร8างองค=การ หรือแม8กระทั่งการทำเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมใหมK ๆ มาใช8ในองค=การ ซึ่งองค=การจำเป6นต8องสร8างการรับรู8และสร8างความเข8าใจในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น เพื่อสร8างความรKวมมือในการดำเนินการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอยKางมีสKวนรKวมของบุคลากรภายใน องค=การ รวมทั้งเพื่อปLองกันป2ญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต และที่สำคัญเพื่อให8บุคลากรสามารถปรับตัว เข8ากับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น หรือสามารถใช8เทคโนโลยี นวัตกรรมใหมKที่องค=การนำเข8าใช8ได8อยKาง มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล 4. บุคลากรในองค=การจำเป6นต8องมีการพัฒนา ซึ่งโดยธรรมชาติของมนุษย=เมื่อดำเนินการไป ระยะหนึ่งมักเกิดความเฉื่อยชา ดังนั้นองค=การจะต8องดำเนินกิจกรรมเพื่อการกระตุ8น จูงใจให8บุคลากร เกิดการตื่นตัวและเรียนรู8สิ่งใหมKๆ โดยเฉพาะอยKางยิ่งการพัฒนาบุคลากรซึ่งมีอายุที่เพิ่มมากขึ้นเพื่อ ปLองกันความรู8สึกวKาตนเองอายุมากและไมKสามารถทำอะไรใหมK ๆ ได8 หรือไมKสามารถใช8เทคโนโลยี ใหมKๆ ที่พัฒนาขึ้นมาอยKางตKอเนื่องได8 ซึ่งอาจเกิดผลเสียตKอการประกอบการขององค=การได8
169 กัลยารัตน= ธีระธนชัยกุล (2557) กลKาวถึงวัตถุประสงค=ของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย=วKา ประกอบด8วย 4 ประการดังนี้ 1. การพัฒนาความรู8 เป6นรูปแบบการพัฒนาที่ปรากฏโดยทั่วไป ซึ่งเป6นที่ยอมรับวKาความรู8 เป6นป2จจัยสำคัญในการทำงาน ดังนั้นการพัฒนาความรู8เป6นสิ่งทีได8รับการยอมรับจากผู8บริหาร การพัฒนาความรู8มีได8หลายวิธี เชKน การสKงไปศึกษาตKอในสถาบันการศึกษา การจัดอบรมภายใน องค=การ การสKงบุคลากรไปอบรมภายนอกองค=การกับหนKวยงานที่จัดขึ้น การปรับย8ายสายการ ปฏิบัติงานไปยังแผนก ฝoายหรือหนKวยงานอื่นๆ ภายในองค=การเดียวกัน ซึ่งเปLาหมายหลักของการ พัฒนาความรู8ก็เพื่อให8บุคลากรเกิดความรู8ที่จำเป6นตKอการปฏิบัติงานและสามารถนำความรู8นั้นมา ประยุกต=ใช8ภายในองค=การได8 2. การพัฒนาทักษะหรือความชำนาญ โดยการพัฒนาทักษะมักจะเป6นการพัฒนาในลักษณะ ของการปฏิบัติงานจริง รวมทั้งการฝiกการแก8ป2ญหา หรือการแสดงบทบาทสมมุติ เพื่อให8บุคลากรได8 จำลองสถานการณ=และเกิดการวิเคราะห=รวมทั้งหาแนวทางในการแก8ไขป2ญหา หรือการวางแผนการ ปฏิบัติงานที่เหมาะสมกับสถานการณ=ที่เกิดขึ้น 3. การพัฒนาความสามารถ เป6นกระบวนการให8บุคลากรได8มีโอกาสในกาทำงานที่แตกตKาง ออกไปจากเดิม เชKน การโยกย8ายเขตความรับผิดชอบหรือตำแหนKงงานไปยังพื้นที่ ตำแหนKง หรือความ รับผิดชอบที่กว8างขึ้นหรือที่ใหมKเพื่อให8บุคลากรเกิดความรู8สึกวKาตนเองมีความรับผิดชอบเพิ่มมากขึ้น หรือมีความท8าทายในการปฏิบัติงาน รวมทั้งการได8ปฏิบัติงานในหน8าที่ที่สำคัญ 4. การพัฒนาทัศนคติ คือการพัฒนาทางด8านความคิดเห็น มุมมอง รวมทั้งวิธีคิดของบุคลากร ที่มีตKอความเชื่อในสิ่งตKางๆ เชKน ทัศนคติตKอเพื่อนรKวมงาน ทัศนติตKอองค=การหรือสถานที่ปฏิบัติงาน ทัศนคติตKองาน หน8าที่ ตำแหนKงงานนั้นๆ ซึ่งการพัฒนาทัศนคติของบุคลากรจะชKวยให8บุคลากรเกิด ความเข8าใจและมีมุมมองตKางๆ ตKอสิ่งที่บุคลากรต8องประสบ รวมทั้งการสร8างทัศนคติที่ดีตKอบุคลากร จะชKวยลดป2ญหาจากการปฏิบัติงานและเกิดการมีสKวนรKวมในการทำงานเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นการที่ผู8ประกอบการธุรกิจชุมชนมีการจัดการทรัพยากรมนุษย=และใช8หลักการ ที่เหมาะสมในการบริหารจัดการจะทำให8การประกอบการเกิดการเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผล รวมทั้งสามารถบรรลุตามเปLาหมายที่ตั้งไว8ภายใต8การปฏิบัติงานของบุคลากรในทุกสKวนงาน หากผู8ประกอบการได8บุคลากรที่ทรงคุณคKา มีความรู8ความสามารถ และความมุKงมั่นตั้งใจ ทุKมเทในการ ทำงาน รวมทั้งรKวมพัฒนาการประกอบการให8สามารถดำเนินธุรกิจได8อยKางตKอเนื่องและมั่นคง จะทำให8 ผู8ประกอบการสามารถประสบความสำเร็จได8 ทั้งนี้การที่บุคลากรจะสามารถพัฒนาตนเองหรือมีสKวน รKวมในการพัฒนาองค=การหรือสถานประกอบการได8นั้น ผู8บริหารหรือผู8ประกอบการจำเป6นต8องมี การวางแผนการพัฒนาทรัพยากรมนุษย=อยKางตKอเนื่อง รวมทั้งผลักดันให8ทรัพยากรมนุษย=ได8มีโอกาส ในการใช8ศักยภาพ ความรู8 ความสามารถและทักษะด8านตKางๆ อยKางเต็มที่เพื่อให8เกิดความรู8สึกมีคุณคKา ในตัวเองและเกิดทัศนคติที่ดีตKอการปฏิบัติงาน
170 การจJายคJาตอบแทน การจKายคKาตอบแทนเป6นขั้นตอนที่สำคัญขั้นตอนหนึ่งของการจัดการทรัพยากรมนุษย= ซึ่งจะ เกี่ยวข8องและนำไปสูKการสร8างความพอใจให8แกKบุคลากร รวมทั้งยังเป6นสิ่งดึงดูดใจในการปฏิบัติงาน ของบุคลากร ดังนั้นนโยบายหรือการดำเนินการในการจKายคKาตอบแทนจึงเป6นสิ่งที่ผู8บริหารหรือ ผู8ประกอบการธุรกิจชุมชนควรให8ความสำคัญไมKน8อยไปกวKากระบวนการหรือขั้นตอนอื่นๆของการจัดการ ทรัพยากรมนุษย=เพื่อเป6นการปLองกันป2ญหาที่อาจเกิดขึ้นจากการจKายคKาตอบแทน อาทิ ความเป6นธรรม และความลำเอียง เป6นต8น ทั้งนี้การจKายคKาตอบแทนมีหลักการและประเภทตKางๆ (สาคร สุขศรีวงศ=, 2551) ดังนี้ 1. ประเภทของคKาตอบแทน คKาตอบแทนสามารถแบKงออกเป6น 2 ประเภทได8แกK คKาตอบแทนที่เป6นตัวเงิน และ คKาตอบแทนที่ไมKเป6นตัวเงิน 1.1. คKาตอบแทนที่เป6นตัวเงิน หมายถึง เงินเดือน คKาจ8าง คKานายหน8า โบนัส คKาตอบแทนพิเศษ การแบKงกำไร ตลอดจนคKาตอบแทนอื่นที่สามารถนำมาคำนวณหรือประเมินเป6น ตัวเงินได8 เชKน การให8สิทธิเพื่อซื้อหุ8นในราคาพิเศษ ซึ่งคKาตอบแทนตKางๆ เหลKานี้พนักงานจำเป6นต8อง นำมาคำนวณเป6นรายได8พึงประเมินเพื่อเสียภาษี 1.2. คKาตอบแทนที่ไมKเป6นตัวเงิน หมายถึงสวัสดิการหรือบริการพิเศษที่ให8แกK บุคลากรโดนไมKคิดคKาใช8จKาย หรือคิดคKาใช8จKายราคาต่ำเป6นพิเศษ อาทิ การจัดให8มีประกันภัย ประกัน สุขภาพ และการตรวจสุขภาพฟรีแกKพนักงาน การจัดที่พักและรถรับสKง การจัดให8มีร8านอาหารและ ร8านขายของราคาประหยัด การเลี้ยงฉลองและการทKองเที่ยวในโอกาสตKางๆ 2. หลักการจKายคKาตอบแทน การจKายคKาตอบแทนที่มีประสิทธิภาพ ผู8บริหารต8องคำนึงถึงหลักการตKางๆ ตKอไปนี้ 2.1. ความเสมอภาค พนักงานมักจะมีการเปรียบเทียบคKาตอบแทนที่ตนได8รับกับ ของบุคคลอื่นทั้งภายในและภายนอกองค=การ ซึ่งความเสมอภาคนั้นหมายถึงการที่บุคคลตKางๆ ในองค=การเล็งเห็นวKางานตKางๆ ที่มีคุณคKาและความสำคัญเทKาเทียมกัน ควรได8รับคKาตอบแทนที่เทKากัน ด8วยซึ่งเป6นความเสมอภาคภายใน สKวนการที่พนักงานเล็งเห็นวKาคKาตอบแทนที่ได8รับเทKาเทียมกับ ตำแหนKงงานในระดับเดียวกันกับหนKวยงานอื่นๆ เป6นความเทKาเทียมภายนอก ซึ่งหากพนักงานเกิด ความเข8าใจหรือรู8สึกวKาคKาตอบแทนที่ได8รับไมKเสมอภาคทั้งภายในและภายนอกอาจเกิดป2ญหา การเรียกร8องคKาตอบแทนหรือเกิดป2ญหาทางด8านการประท8วง การหยุดงาน การลาออก หรือแม8กระทั่ง การดำเนินการอยKางใดอยKางหนึ่งเพื่อเรียกร8องคKาตอบแทนที่เห็นวKาไมKเสมอภาคอันนำไปสูKผลกระทบ ตKอภาพลักษณ=หรือการดำเนินงานขององค=การ 2.2. ความเป6นธรรม การจKายคKาตอบแทนต8องคำนึงถึงความรู8 ความสามารถ ประสบการณ= ตลอดจนผลการปฏิบัติงานของพนักงานแตKละคนซึ่งมีความแตกตKางกัน ซึ่งหากมีการกำหนด คKาตอบแทนที่ไมKคำนึงถึงป2จจัยดังกลKาวอาจเกิดความไมKพอใจและเกิดป2ญหาตKางๆ ในอนาคต
171 2.3. การดึงดูดใจ การจKายคKาตอบแทนควนอยูKในระดับที่สามารถดึงดูดใจให8พนักงาน ยังคงปฏิบัติงานในองค=การตKอไป หรือแม8กระทั่งการดึงดูดใจบุคคลอื่นๆ ที่องค=การต8องการให8เข8ามา ปฏิบัติงานภายในองค=การตามตำแหนKง หน8าที่ตKางๆ 2.4. การแขKงขันกับองค=การอื่นๆ ได8 ผู8บริหารควรคำนึงถึงระดับการจKายคKาตอบแทน สำหรับตำแหนKงงานลักษณะเดียวกันในองค=การอื่นๆ ทั้งนี้องค=การสามารถทราบระดับคKาตอบแทน ขององค=การอื่นๆ ได8จากการสำรวจคKาจKางแรงงานซึ่งจัดทำโดยหนKวยงานทั้งภาครัฐและเอกชน 2.5. การปฏิบัติให8เป6นไปตามกฎหมาย การจKายคKาตอบแทนตKางๆ จะมีการกำหนด กฎหมายอยูKโดยเฉพาะกฎหมายแรงงาน ซึ่งกำหนดการจKายคKาตอบแทนรายวัน การจKายคKาตอบแทน ลKวงเวลา การจัดให8มีคKาตอบแทนตKางๆ ที่ไมKเป6นตัวเงิน เชKน สวัสดิการ สิทธิหรือประโยชน=ที่พึงได8รับ ซึ่งหากผู8บริหารหรือผู8ประกอบการไมKดำเนินการตามกฎหมายที่กำหนดไว8จะต8องได8รับโทษตาม กฎหมายแรงงาน การประเมินผลการปฏิบัติงาน การประเมินผลการปฏิบัติงาน เป6นการปฏิบัติงานที่ใช8การกำหนดขอบเขตในการตัดสิน การทำงานของพนักงานซึ่งเกิดจากการนำสิ่งที่ได8จากการปฏิบัติงานมาเปรียบเทียบกับขอบเขตที่ได8 กำหนดไว8 (Ivancevice and Konopaske, 2013) รวมทั้งยังเป6นกิจกรรมที่ดำเนินการเป6นขั้น เป6นตอนเพื่อการวินิจฉัยการทำงานในหน8าที่และความรับผิดชอบของบุคลากรในองค=การในชKวง ระยะเวลาใดเวลาหนึ่ง ซึ่งเป6นการนำผลที่ได8ไปวัดกับเกณฑ=มาตรฐานที่องค=การได8กำหนดไว8แล8ว กKอนหน8านี้ให8กับพนักงานหรือบุคลากรภายในองค=การได8ดำเนินการตามเกณฑ=มาตรฐานที่กำหนดไว8 (อนิวัช แก8วจำนงค=, 2554) จากนิยามดังกลKาวของการประเมินผลการปฏิบัติงานจะเห็นได8วKาเป6น กิจกรรมที่มีการดำเนินการโดยเป6นระบบซึ่งเป6นการประเมินผลการดำเนินงานของพนักงานหรือ บุคลากรกับเกณฑ=ขอบเขต หรือเปLาหมายที่กำหนดไว8แล8วลKวงหน8าเพื่อให8พนักงานหรือบุคลากรได8 ยึดถือและปฏิบัติ โดยมีการกำหนดระยะเวลาในการประเมินที่ชัดเจนตามความเหมาะสมของแตKละ องค=การ เชKน การประเมินเป6นรายไตรมาส การประเมินรอบ 6 เดือน หรือการประเมินในรอบป¢ การประเมินผลการปฏิบัติงานมีความสำคัญตKอการดำเนินงานของการประกอบการและ การจัดการทรัพยากรมนุษย=ของผู8บริหาร (กัลยารัตน= ธีระธนชัยกุล, 2557) ดังนี้ 1. ผู8ประกอบการที่จัดตั้งองค=การธุรกิจและมีจุดมุKงหมายให8องค=การเกิดความมั่นคง ยั่งยืน ในการประกอบการมักต8องการพนักงานที่มีความสามารถเพื่อสร8างความเจริญก8าวหน8าของ การประกอบการ ดังนั้นการกำหนดมาตรฐานที่ชัดเจนในการคัดเลือกพนักงานจึงเป6นสิ่งสำคัญและ เมื่อได8พนักงานเข8ามาปฏิบัติงานภายในองค=การแล8วการพิจารณาถึงผลลัพธ=ของการปฏิบัติงานตามที่ ต8องการจึงเป6นสิ่งที่สำคัญเพื่อการพิจารณาผลการดำเนินงานของพนักงาน รวมทั้งการหาแนวทา งในการพัฒนาตัวพนักงาน และการสร8างความก8าวหน8าในสายอาชีพของพนักงาน ซึ่งสิ่งตKางๆ ล8วนเกิด จากการประเมินผลการปฏิบัติงานและการนำผลการประเมินไปวางแผนและดำเนินการตKอไป
172 2. ในแตKละองค=การมีลักษณะการดำเนินงานที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงอยูKตลอดเวลา ดังนั้น การเพิ่มขึ้นหรือลดลงของพนักงานเป6นสKวนหนึ่งของการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นการดำเนินการประเมินผล การปฏิบัติงานจึงเป6นเครื่องมือในการชKวยผู8บริหารในการตัดสินใจทางด8านการจัดการทรัพยากรมนุษย= เพื่อใช8ในการปรับเปลี่ยนอัตรากำลังเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น 3. ธรรมชาติของมนุษย=มักต8องการทราบผลการกระทำของตนเองวKาเป6นที่พึงพอใจตKอผู8อื่น อยKางไร รวมทั้งความปรารถนาในการเห็นผลงานของตนเองของพนักงานในการปฏิบัติงาน ดังนั้นการ ประเมินผลการปฏิบัติงานจะเป6นเครื่องมือให8พนักงานได8เห็นผลการทำงานของตนเองซึ่งสามารถ นำไปสูKการแก8ไขปรับปรุง หรือการพัฒนางานของตนเองให8มีประประสิทธิภาพและประสิทธิผลเพิ่มขึ้น 4. เมื่อพนักงานปฏิบัติงานอยKางใดอยKางหนึ่งไปนานๆ มักจะเกิดความเฉื่อยชาตามธรรมชาติ ของมนุษย= ดังนั้นการประเมินผลการปฏิบัติงานจะทำให8เกิดการกระตุ8นพนักงานให8เกิดการตื่นตัว และ ใสKใจในการปฏิบัติงานเพิ่มมากขึ้น ทั้งนี้ในการประเมินผลการปฏิบัติงานนั้นผู8บริหารหรือผู8ประกอบการสามารถดำเนินการ ภายใต8วิธีการประเมิน (สาคร สุขศรีวงค=, 2551) ดังนี้ 1. การให8คะแนนตามตัวชี้วัด โดยผู8บริหารจะกำหนดตัวชี้วัดเพื่อใช8ในการประเมินผลการ ปฏิบัติงานให8แกKพนักงานเพื่อรับการประเมินตามระยะเวลาที่กำหนด โดยเมื่อถึงระยะเวลาผู8บริหารจะ ทำการประเมินจากผลการปฺฏิบัติงานเมื่อเทียบกับตัวชี้วัดที่กำหนดเป6นเกณฑ=มาตรฐานในการประเมิน 2. การจัดลำดับระหวKางพนักงานในกลุKมเดียวกัน เป6นการดำเนินการภายหลังจากที่ผู8บริหาร ได8ดำเนินการประเมินผลตามเกณฑ=มาตรฐานและตัวชี้วัดของพนักงานตามสายงานที่แตกตKางกันและ ได8ดำเนินการประเมินแล8วมักจะนำผลการประเมินมาจัดลำดับคะแนนหรือผลการประเมินเพื่อค8นหา พนักงานที่มีผลการประเมินในลำดับตKางๆ เพื่อใช8ในการประกอบการพิจารณาอื่นๆ เชKน การให8โบนัส การเลื่อนขั้นเลื่อนตำแหนKง หรือการขึ้นเงินเดือน เป6นต8น 3. การกำหนดแนวทางในการพัฒนาบุคลากร จากผลการประเมินการปฏิบัติงานจะทำให8 ผู8บริหารได8เห็นข8องจุดเดKน จุดด8อยของพนักงาน โดยผู8บริหารสามารถนำผลการปฏิบัติงานของ พนักงานแตKละคน แตKละสายงานไปกำหนดนโบบายในการพัฒนาบุคลากรในแตKละด8านเพื่อสร8าง การเรียนรู8และการพัฒนาตนเองอันนำไปสูKการพัฒนาการปฏิบัติงานให8ดีขึ้น ซึ่งเป6นผลสะท8อนที่มา จากการประเมินผลการปฏิบัติงาน ดังนั้นการประเมินผลการปฏิบัติงานมีความสำคัญและมีความจำเป6นตKอการจัดการทรัพยากร มนุษย=เป6นอยKางมากทั้งในด8านการของการพิจารณาผลการดำเนินงานของพนักงานตามบทบาทและ หน8าที่ที่กำหนด การสร8างแรงจูงใจในการพัฒนาตนเองและความเจริญก8าวหน8าในสายงาน รวมทั้งยัง เป6นเครื่องมือของผู8บริหารในการจัดการทรัพยากรมนุษย= ทั้งในสKวนของการเปลี่ยนแปลงอัตรากำลัง โครงสร8างการบริหารจัดการ โครงสร8างองค=การ การพิจารณาความดีความชอบและการลงโทษ พนักงาน รวมทั้งการพัฒนาพนักงานตามความต8องการของผู8บริหาร เพื่อการพัฒนาศักยภาพและการ ดำเนินงานของการประกอบการ
173 การจัดการแบบมีสJวนรJวม เป6นที่เข8าใจกันดีวKาการประกอบการของธุรกิจชุมชนนั้นหัวใจสำคัญคือสมาชิกที่รKวมกKอตั้ง และดำเนินกิจกรรมของธุรกิจชุมชน ซึ่งสมาชิกสKวนใหญKหรือทั้งหมดล8วนมาจากคนที่อยูKในชุมชน ท8องถิ่นเดียวกัน ดังนั้นการจัดตั้งองค=การทางธุรกิจของธุรกิจชุมชนจึงมีลักษณะที่อาจแตกตKางจากการ ประกอบการธุรกิจในรูปแบบอื่นๆ ซึ่งสมาชิกขององค=การหรือผู8รKวมกKอตั้งและดำเนินการธุรกิจมักจะ มาจากผู8เล็งเห็นผลอันเกิดจากกาประกอบการรKวมกัน และมีการดำเนินการในการจัดการทรัพยากร มนุษย=จากบุคคลภายนอกโดยทั่วไปเพื่อเป6นสKวนหนึ่งในการประกอบการทางธุรกิจ ดังนั้นการจัดการ ทรัพยากรมนุษย=ของธุรกิจชุมชนจึงมีลักษณะที่อาจเหมือนหรือแตกตKางจากการประกอบธุรกิจอื่นๆ ทั้งนี้เนื่องด8วยการสมาชิกของธุรกิจชุมชนมาจากคนในชุมชน ท8องถิ่นเดียวกัน ดังนั้นแนวทางในการ จัดการทรัพยากรมนุษย=ของธุรกิจชุมชนนอกเหนือจากการดำเนินการตามแนวคิดของการจัดการ ทรัพยากรมนุษย=โดยทั่วไปแล8ว สิ่งหนึ่งที่นำไปสูKการสร8างความสามารถในการขับเคลื่อนและพัฒนา ศักยภาพในการดำเนินธุรกิจชุมชนและเศรษฐกิจชุมชนคือการสร8างการมีสKวนรKวมของสมาชิกในทุกๆ กระบวนการ (ทวี วัชระเกียรติศักดิ์, 2559) ทั้งนี้การดำเนินการด8วยกระบวนการแบบมีสKวนรKวม ได8มีผู8นิยามและให8ความหมายไว8อยKาง หลากหลายดังนี้ สุธี วรประดิษฐ= (2553) ได8นำเสนอวKา การมีสKวนรKวมเกิดจากความต8องการในการเข8ารKวม กิจกรรมของบุคคล เพื่อนำไปสูKการตอบสนองความต8องการของกลุKมคนที่เชื่อมโยงสอดคล8องกับบริบท ทางสังคม Erwin (1976) เป6นนักวิชาการที่รู8จักกันอยKางกว8างขวางโดยเฉพาะอยKางยิ่งภายหลังจากที่ นำเสนอหนังสือ Participation Management : Concept Theory and Implement ซึ่งจาก แนวคิดของ Erwin ได8ชี้ให8เห็นวKา การสร8างการมีสKวนรKวมนั้นเป6นกระบวนการที่มุKงเน8นให8สมาชิก ภายในองค=การ หรือหนKวยตKางๆ มีสKวนเกี่ยวข8องในการพัฒนา การปรับปรุง การวางแผน การแก8ไข การรKวมดำเนินการ รKวมตัดสินใจ รKวมแก8ป2ญหาและรKวมรับผลประโยชน=อันเกิดจากการดำเนิน กิจกรรมตKางๆ รKวมกัน Cohen & Uphoff (1977) กลKาววKา การมีสKวนรKวมนั้นมีรูปแบบที่เป6นการดำเนินงานทั้งใน ระดับกลุKม หรือระดับองค=การและสังคม ซึ่งอาจเป6นไปด8วยความสมัครใจ และเงื่อนไขของ การดำเนินงาน ซึ่งการดำเนินงานภายใต8การสร8างการมีสKวนรKวมจะทำให8สมาชิกเกิดความรู8สึกของ การเป6นเจ8าของ ดังนั้นผู8เขียนจึงสรุปได8วKา การมีสKวนรKวม หมายถึงการที่สมาชิกภายในกลุKม องค=การหรือ ชุมชน ท8องถิ่นและสังคมมีสKวนในกระบวนการคิด วิเคราะห= วางแผน ดำเนินการ แก8ไขป2ญหาและรับ ผลประโยชน=อันเกิดจากกิจกรรมตKางๆ ที่รKวมกันดำเนินการ ทั้งนี้ในลักษณะชองการมีสKวนรKวมนั้น Fornaroff (1980) ได8นำเสนอถึงการมีสKวนรKวมมีขั้นตอนตKางๆ ประกอบด8วย (1) การวางแผน
174 คือการรKวมกันในการตัดสินใจในเปLาหมาย วิธีการ ทรัพยากร ตลอดจนการประเมินผล (2) การ ดำเนินงาน (3) การใช8บริการจากกิจกรรมหรือโครงการ และ (4) การมีสKวนรKวมในการรับผลประโยชน= ในขณะที่ Cohen & Uphoff (1981) ได8ชี้ให8เห็นวKาการมีสKวนรKวมของสมาชิกในการดำเนิน กิจกรรมตKางๆ ขององค=การนั้นเกี่ยวข8องใน 4 มิติ ดังนี้ 1. การมีสKวนรKวมในการตัดสินใจวKาควรทำอะไร อยKางไร 2. การมีสKวนรKวมเสียสละการพัฒนา รวมทั้งการได8ลงมือปฏิบัติตามสิ่งที่ได8ตัดสินใจไปแล8ว 3. การมีสKวนรKวมในการแบKงป2นผลประโยชน=ที่เกิดขึ้นจากการดำเนินงานรKวมกัน 4. การมีสKวนรKวมในการประเมินผลการดำเนินการ ดังนั้นจะเห็นได8วKานอกจากการจัดการทรัพยากรมนุษ=ภายใต8กรอบกระบวนการตKางๆ เพื่อให8 การดำเนินงานของธุรกิจชุมชนสามารถประสบความสำเร็จได8แล8วนั้น ด8วยลักษณะของธุรกิจชุมชน ซึ่งเจ8าของและผู8ดำเนินงานคือคนที่อยูKในชุมชนเดียวกันที่รKวมแรงรKวมใจจัดตั้งและประกอบการธุรกิจ ด8วยกัน ดังนั้นการจัดการแบบมีสKวนรKวมภายในธุรกิจชุมชนจึงมีความสำคัญตKอการประกอบการที่จะ ทำให8คนในชุมชนรู8สึกเกิดความเป6นเจ8าของจากกระบวนการแบบมีสKวนรKวมนอกเหนือจากการรKวมกัน เฉพาะในสKวนของการลงทุนและลงแรง สรุป การจัดการทรัพยากรมนุษย=เป6นภารกิจโดยตรงของผู8บริหารซึ่งจะต8องมีกระบวนการที่ชัดเจน เพื่อให8ได8บุคลากรที่มีคุณคKาเข8ามาเป6นสKวนหนึ่งขององค=การ รวมทั้งการดำเนินการตKางๆ เพื่อให8 ทรัพยากรมนุษย=สามารถใช8ความรู8ความสามารถที่มีอยูKสร8างประโยชน=ให8แกKองค=การตามบทบาท หน8าที่ของตนเองภายใต8เปLาหมายที่องค=การกำหนดไว8รKวมกัน โดยกระบวนการจัดการทรัพยากร มนุษย=ประกอบด8วยการวางแผนทรัพยากรมนุษย= การออกแบบงาน การวิเคราะห=งาน การกำหนด คุณลักษณะของงาน การกำหนดรายละเอียดของงาน การสรรหา การคัดเลือก การบรรจุแตKงตั้งและ ปฐมนิเทศ การอบรมและพัฒนา การประเมินผลการปฏิบัติงานและการให8พ8นจากงาน ซึ่งแตKละ กระบวนการผู8บริหารจำเป6นต8องเข8าใจในบริบทและดำเนินการด8านการจัดการทรัพยากรมนุษย= ซึ่งอาจมีหนKวยงานยKอยภายในองค=การที่ชKวยเหลือกำกับ ติดตาม และดำเนินการในการนำนโยบาย สูKการปฏิบัติและการประสานงานระหวKางผู8บังคับบัญชากับบุคลากรหรือกับองค=การ หนKวยงาน ภายนอก รวมทั้งการดำเนินการด8านการฝiกอบรมและพัฒนา เพื่อให8บุคลากรเกิดการพัฒนาตนเอง และสามารถเป6นกลไกในการพัฒนาองค=การและการประกอบการให8สามารถดำเนินการไปสูKเปLาหมาย ที่กำหนด และการปฏิบัติการทางด8านการจKายคKาตอบแทนซึ่งประกอบด8วยคKาตอบแทนที่เป6นตัวเงิน และคKาตอบแทนที่ไมKเป6นตัวเงิน การประเมินผลการปฏิบัติงานซึ่งเป6นกระบวนการที่ผู8ประกอบการ หรือผู8บริหารควรให8ความสำคัญเนื่องจากจะเป6นเครื่องมือในการวิเคราะห=การปฏิบัติงานและศักยภาพ ในการปฏิบัติงานของพนักงานที่นำไปสูKการพัฒนา การโยกย8ายตำแหนKงงานเพื่อสร8างแรงจูงใจหรือ เป6นการลงโทษ รวมทั้งการปรับเปลี่ยนสายการปฏิบัติงานของพนักงานให8สอดคล8อง เหมาะสมกับ
175 นโยบายของผู8บริหาร ทั้งนี้ในป2จจุบันได8มีการนำแนวทางการจัดการทรัพยากรมนุษย=ด8วยกระบวนการ แบบมีสKวนรKวมเข8ามาใช8การประกอบการ โดยเฉพาะอยKางยิ่งการประกอบการธุรกิจชุมชนที่สามาชิก ทุกคนล8วนแล8วแตKเป6นเจ8าของกิจการ ดังนั้นการจัดการแบบมีสKวนรKวมจึงมีความสำคัญทั้งแนวคิดและ กระบวนการ เนื่องจากการจัดการแบบมีสKวนรKวมจะทำให8สมาชิกในองค=การได8รKวมคิด วิเคราะห= วางแผน ดำเนินการ และแก8ไขป2ญหารKวมกัน ซึ่งจะทำให8สมาชิกในองค=การเกิดความรักและภักดีตKอ องค=การซึ่งจะเป6นกลไกหนึ่งในการสร8างความเข8มแข็งขององค=การ
176 คำถามท8ายบท 1. จงชี้ให8เห็นถึงความสำคัญของการจัดการทรัพยากรมนุษย=ในฐานะที่ทKานมีบทบาทเป6น ผู8บริหารสูงสุดขององค=การ 2. ให8อธิบายถึงองค=ประกอบของการวางแผนทรัพยากรมนุษย=วKาประกอบด8วยอะไรบ8าง 3. ในการดำเนินการคัดเลือกสามารถใช8วิธีการใดบ8างเพื่อให8ได8บุคคลที่เหมาะสมกับตำแหนKง งานที่องค=การต8องการ 4. จงแสดงวิธีการในการธำรงรักษาบุคลากรขององค=การเพื่อให8เกิดความภักดีตKอองค=การ 5. ให8นำเสนอแนวทางการบริหารจัดการทรัพยากรมนุษย=กับความเชื่อมโยงกับลักษณะและ สภาพป2ญหาของชุมชนวKามีความเกี่ยวข8องกันอยKางไร 6. จงอธิบายถึงความหมายของการจัดการแบบมีสKวนรKวมของสมาชิกที่รKวมประกอบการ ธุรกิจชุมชน 7. ให8นักศึกษาอธิบายความแตกตKางระหวKางการสรรหาจากภายในและการสรรหาจาก ภายนอกวKามีความแตกตKางกันอยKางไร 8. จงอธิบายถึงโครงสร8างองค=การวKามีความสำคัญอยKางไรตKอการจัดการทรัพยากรมนุษย=ของ ธุรกิจชุมชน
177 เอกสารอ8างอิง กัญยารัตน= ธีระธนชัยกุล. (2557). การบริหารทรัพยากรมนุษยS. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ=ป2ญญาชน. เกื้อจิตร ชีระกาญจน=. (2557). การจัดการทรัพยากรมนุษย=ในธุรกิจสมัยใหมK(ป2จจุบันสูKอนาคต). สุทธิปริทัศนS. 28(86) : หน8า 322-337. ฉัตยาภร เสมอใจ, ฐิติรัตน= มีมาก และคมกฤช ปâติฤกษ=. (2552). การจัดการธุรกิจขนาดยMอม. กรุงเทพฯ : ซีเอ็ดยูเคชั่น. ชาญชัย อาจินสมาจาร. (ม.ป.ป.). การบริหารทรัพยากรมนุษยS. กรุงเทพฯ : เค แอนด= พี บุºกส=. ทวี วัชระเกียรติศักดิ์. (2559). การสร8างความเข8มแข็งทางเศรษฐกิจให8กับชุมชนโดยการพัฒนากลุKม อาชีพ ในพื้นที่องค=การบริหารสKวนตำบลสงคราม อำเภอโนนสูง จังหวัดนครราชสีมา. วารสารวิชาการบริหารธุรกิจ. 5(1) : หน8า 43-54. ธงชัย สันติวงษ=. (2542). การบริหารงานบุคคล. (พิมพ=ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ : ไทยวัฒนาพาณิช. ธนวุฒิ พิมพ=กิ. (2556). การเปèนผู;ประกอบการทางธุรกิจ. กรุงเทพฯ : โอเดียนสโตร=. บรรยงค= โตจินดา. (2546). การบริหารงานบุคคล. (พิมพ=ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ : อมรการพิมพ=. บังอร เบ็ญจาริกุล. (2558). การพัฒนาทรัพยากรมนุษย=ตามแนวทางสากล. วารสารจันทรเกษมสาร. 21(40) : หน8า 119-126. พยอม วงศ=สารศรี. (2554). การบริหารทรัพยากรมนุษยS. (พิมพ=ครั่งที่ 8). กรุงเทพฯ : ศูนย=หนังสือ มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต. สมคิด บางโม. (2555). องคSการและการจัดการ. (ฉบับพิมพ=ที่ 6). กรุงเทพฯ : จูน พับลิชชิ่ง. สมชาย หิรัญกิตติ. (2542). การบริหารทรัพยากรมนุษยS. กรุงเทพฯ : ธีระฟâล=มและไซเท็กซ=. สาคร สุขศรีวงศ=. (2551). การจัดการ: จากมุมมองนักบริหาร. (พิมพ=ครั้งที่ 4) กรุงเทพฯ: จีพีไซเบอร=พรินท= สุธี วรประดิษฐ=. (2553). การมีสMวนรMวมของชุมชนงานสารสนเทศสำนักงานสMงเสริมการศึกษานอก ระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดตราด. ตราด : สำนักงานการศึกษานอกระบบและ การศึกษาตามอัธยาศัย จังหวัดตราด. อนิวัช แก8วจำนง. (2554). การจัดการทรัพยากรมนุษยS. (พิมพ=ครั้งที่ 2). สงขลา : นำศิลป´โฆษณา. ____________. (2557). หลักการจัดการ. (พิมพ=ครั้งที่ 5). สงขลา. นำศิลป´โฆษณา. อุทัย หิรัญโต. (2531). หลักการบริหารงานบุคคล. กรุงเทพฯ : โอ. เอส. พริ้นติ้ง เฮ8าส=. Erwin, W. (1976). Participation Management : Concept Theory and Implement. Atlanta Ga : Georgia State University. Cohen, J. M. , & Uphoff, N. T. (1977). Rural Development Participation : Concept and Measures for Project Design, Implementation and Evaluation. New York : Cornell University.
178 Fornaroff A. (1980). Community Involement in Health System for Primary Health Care. Geneva World Health Organization Ivancevice J. M. and Konopaske R. (2012). Human Resource Management. (12th Ed.). New York : McGraw-Hill.
179 บทที่ 9 แผนธุรกิจชุมชน ความนำ การดำเนินการธุรกิจชุมชนประเด็นสำคัญหนึ่งนอกเหนือจากให8ความสำคัญตKอการจัดการ ทรัพยากรและสภาพแวดล8อมทั้งภายในและภายนอกองค=การ แผนธุรกิจเป6นสิ่งหนึ่งที่สำคัญ ตKอการประกอบการ ธุรกิจชุมชนที่มีการเตรียมการอยKางดีมักประสบความสำเร็จและการเตรียมการ ของการประกอบการธุรกิจที่เป6นรูปธรรมคือการจัดทำแผนธุรกิจ เนื่องจากแผนธุรกิจเป6นองค=ประกอบ หลักของการประกอบการทางธุรกิจที่ผู8ประกอบการจะสามารถมองเห็นถึงทรัพยากร ต8นทุน กำไรและ ผลกระทบอันเกิดจากสภาพแวดล8อมทางธุรกิจที่มีตKอการประกอบการของธุรกิจชุมชน ดั้งนั้นการให8 ความสำคัญในการจัดทำแผนธุรกิจชุมชนจึงเป6นสิ่งที่ผู8ประกอบการธุรกิจชุมชนถึงกระทำและ ดำเนินการเพื่อใช8เป6นเครื่องมือในการวางแผน ควบคุมและติดตามการดำเนินการในการประกอบ ธุรกิจ ในบทนี้ผู8เขียนได8นำเสนอถึงความหมายของแผนธุรกิจ ความสำคัญของแผนธุรกิจ วัตถุประสงค= ของแผนธุรกิจ ประโยชน=ของแผนธุรกิจ คุณสมบัติของแผนธุรกิจที่เหมาะสม และองค=ประกอบของ แผนธุรกิจเพื่อให8ผู8อKานได8ทำความเข8าใจถึงแผนธุรกิจ รวมทั้งรูปแบบ แนวทางในการจัดทำแผนธุรกิจ ที่มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผลตKอผู8ประกอบการธุรกิจชุมชน ความหมายของแผนธุรกิจ การเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล8อมตKางๆ ทั้งในประเทศหรือระหวKางประเทศล8วนสKงผลกระทบ ตKอการประกอบการธุรกิจชุมชนไมKทางตรงก็ทางอ8อม ฉะนั้นการดำเนินการทางธุรกิจของธุรกิจชุมชน จำเป6นต8องมีการเตรียมความพร8อมหรือมีการเตรียมการกKอนที่จะมีการดำเนินการหรือระหวKาง การดำเนินงานหรือแม8กระทั่งความต8องการของผู8บริโภคและพฤติกรรมของผู8บริโภคที่มีการเปลี่ยนแปลง อยKางตKอเนื่องและรวดเร็วอาจสKงผลตKอการประกอบการทางธุรกิจ ดังนั้นผู8ประกอบการธุรกิจชุมชน จำเป6นต8องมีความพร8อมในการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น แผนธุรกิจเป6นเครื่องมือหนึ่ง ของการประกอบการของธุรกิจชุมชนที่ผู8ประกอบการต8องให8ความสำคัญทั้งกKอนและระหวKาง การดำเนินการเนื่องจากแผนธุรกิจเป6นองค=ประกอบที่สำคัญที่ทำให8ผู8ประกอบการธุรกิจชุมชนสามารถ เข8าใจและเข8าถึงทรัพยากรในการดำเนินงานเพื่อสร8างความสามารถและประสิทธิผล ประสิทธิภาพ ในการประกอบการธุรกิจชุมชน แผนธุรกิจมีความหมายที่มีความใกล8เคียงกันที่นักวิชาการและผู8เชี่ยวชาญทางด8าน การประกอบการและบริหารธุรกิจได8ให8ไว8อยKางหลากหลาย อาทิเชKน
180 เสาวภา มีถาวรกุลและยุวดี ไชยศิริ (2545 : 304) การวางแผนธุรกิจ เป6นกระบวนการ เกี่ยวกับการกำหนดภารกิจของธุรกิจโดยมีการจัดหา การใช8และการจำหนKายทรัพยากรตKางๆ ของกิจการในระยะยาวโดยมีการกำหนดอยKางเป6นขั้นเป6นตอน โสภณ ดKานศิริกุล (2546 : 76) กลKาววKา แผนธุรกิจเป6นการนำเสนอข8อมูลในการประกอบการ ทางธุรกิจของผู8ประกอบการเพื่อนำแนวความคิดไปสูKการปฏิบัติ อารีวรรณ=บังเกิด (2555 : 189) ได8ให8ความหมายของแผนธุรกิจ หมายถึง การกำหนด แนวความคิดในการดำเนินธุรกิจของผู8ประกอบการโดยมีรายละเอียดของกิจกรรมตKางๆ เพื่อเตรียม ความพร8อม การวางแผน การแก8ไขป2ญหาที่อาจเกิดขึ้น รวมทั้งการพัฒนา ปรับปรุงการดำเนินงาน ให8ทันตKอการเปลี่นแปลง บุญฑวรรณ วิงวอน (2556 : 277) นำเสนอวKา แผนธุรกิจ หมายถึง รูปแบบของแผนงาน ที่แสดงถึงกิจกรรมตKางๆ ที่เป6นความฝ2นและแรงบันดาลใจของผู8ประกอบการที่มีความคาดหวัง มีแรงจูงใจในธุรกิจที่ต8องปฏิบัติในอนาคต โดยมีการกำหนดเปLาหมายที่ชัดเจน ภายใต8องค=ประกอบ ของแผนการตลาด แผนการผลิต แผนการเงิน และแผนการบริหารทรัพยากรมนุษย= รวมถึงแผน สำรองความเสี่ยงโดยมีการผสมผสานทรัพยากรที่ธุรกิจมีอยูKให8เกิดประโยชน=สูงสุด ทางด8านนักวิชาการชาวตKางประเทศ เชKน Zimmerer and Scarborough (2002 : 334) กลKาววKาแผนธุรกิจ เป6นการเขียนสรุปเค8าโครงของธุรกิจอยKางยKอๆ เพื่อให8เห็นข8อมูลเกี่ยวกับเกี่ยวกับ การดำเนินงาน การเงิน กลยุทธ=โอกาสทางการตลาด ความสามารถตลอดจนทักษะของผู8ประกอบการ Moorman and Halloran (2006 : 26) กลKาววKา แผนธุรกิจ เป6นคูKมือในการสนับสนุน ผู8ประกอบการในการออกแบบการเริ่มต8นธุรกิจ ความคาดหวังในการดำเนินธุรกิจ รวมถึงการประเมิน ธุรกิจเพื่อสอดคล8องกับการใช8ทรัพยากรอยKางคุ8มคKา จากนิยามของแผนธุรกิจข8างต8นผู8เขียนสามารถสรุปได8วKา แผนธุรกิจของธุรกิจ หมายถึง การกำหนดแผนงานหรือกิจกรรมตKางๆ ในการประกอบธุรกิจชุมชนภายใต8การวิเคราะห=ข8อมูล ทั้งในสKวนของการผลิต การตลาด การเงินและการจัดการทรัพยากรมนุษย=ภายใต8การกำหนดเปLาหมาย ของการประกอบการที่ชัดเจนและการกำหนดแผนการบริหารความเสี่ยงรองรับการเปลี่ยนแปลง ที่สKงผลกระทบตKอธุรกิจ ความสำคัญของแผนธุรกิจ แผนธุรกิจมีความสำคัญยิ่งสำหรับผู8ประกอบการโดยเฉพาะอยKางยิ่งผู8ประกอบการธุรกิจ ชุมชนที่กำลังเริ่มต8นในการประกอบการหรือการกKอตั้งกิจการ/การขยายกิจการซึ่งจะเป6นการรวบรวม องค=ประกอบทางความคิดเพื่อพิจารณาและตัดสินใจในการดำเนินการ ซึ่งแผนธุรกิจมีลักษณะเหมือน แผนที่ในการดำเนินการทางธุรกิจที่ผู8ประกอบการสามารถดำเนินการเพื่อบรรลุเปLาหมายของ การประกอบการที่มีกระบวนการ ขั้นตอน กิจกรรม ทรัพยากร รวมทั้งเปLาหมายในการดำเนินงาน ทั้งระยะสั้นและระยะยาวปรากฏในแผนธุรกิจ รายละเอียดที่เป6นองค=ประกอบของธุรกิจในภาพรวม
181 ทั้งในเรื่องการตลาด การเงิน การผลิตและการควบคุมคุณภาพ การบริหารทรัพยากรมนุษย= การแขKงขัน กลยุทธ=ในการดำเนินธุรกิจ การคาดการณ=หรือพยากรณ=ทางด8านการเงิน การบริหาร ความเสี่ยง ตลอดจนแผนสำรองที่จะทำให8ผู8ประกอบการนำพาธุรกิจไปสูKความสำเร็จ หรือแม8กระทั่ง ข8อมูลที่แสดงให8เห็นถึงจุดอKอน จุดแข็ง โอกาส และอุปสรรค ดังนั้น แผนธุรกิจจึงเป6นเอกสารที่มี ความสำคัญตKอการเริ่มต8นธุรกิจโดยมีวัตถุประสงค=ขั้นพื้นฐานดังนี้(Longenecker, Moore, Petty and Palich, 2006 : 106) 1. แผนธุรกิจสำคัญในฐานะที่จะให8รายละเอียดของการเริ่มต8นธุรกิจ แผนธุรกิจทำให8 ผู8ประกอบการมีเปLาหมายที่ชัดเจน กำหนดแนวทางของโอกาสทางความคิด และชKวยให8ผู8ประกอบการ มุKงมั่นตKอการใช8ทรัพยากรได8อยKางมีประสิทธิภาพเพื่อไปสูKเปLาหมาย 2. แผนธุรกิจสำคัญในฐานะเป6นเครื่องมือที่จะแสวงหาเงินทุนจากผู8รKวมลงทุนจากกองทุน ลงทุน และจากสถาบันการเงินตKางๆ 3. แผนธุรกิจเป6นมุมมองในป2จจุบันของผู8ประกอบการยุคใหมKในการค8นหาโอกาส จากภายนอก 4. แผนธุรกิจมีความสำคัญในฐานะที่เป6นเสมือนพิมพ=เขียวที่ใช8รายละเอียดของกิจกรรมตKางๆ ทั้งกิจกรรมในการจัดหาเงินทุน กิจกรรมในการพัฒนาผลิตภัณฑ= กิจกรรมการผลิต การจัดการ เชิงกลยุทธ=ธุรกิจและอื่น ๆ ในการบริหารกิจกรรมใหมK นอกจากนี้แผนธุรกิจยังใช8เพื่อกำหนดการ ปฏิบัติงานที่ตKอเนื่องในอนาคตของธุรกิจด8วย เป6นต8น ในการดำเนินการงานผู8ประกอบการธุรกิจชุมชนจำเป6นต8องมีการจัดทำแผนธุรกิจเพื่อให8เห็น ถึงแนวทางในการประกอบการทั้งในสKวนของเปLาหมาย และทรัพยากรที่องค=การมีอยูK ซึ่งแผนธุรกิจ ยังจะเป6นเครื่องมือในการสร8างโอกาสการเข8าถึงแหลKงทุนที่จะนำมาใช8ในการประกอบการหรือการตKอยอด พัฒนาและขยายกิจการในมิติตKางๆ รวมทั้งยังเป6นแบบแผนและแนวปฏิบัติสำหรับการบริหารจัดการ ของผู8บริหารหรือผู8ประกอบการซึ่งล8วนแล8วแตKเป6นความสำคัญของแผนธุรกิจที่ผู8ประกอบการธุรกิจ ชุมชนควรให8ความสำคัญในการจัดทำและดำเนินการตามที่ได8กำหนดไว8ในแผนธุรกิจ วัตถุประสงค1ของแผนธุรกิจ จากความสำคัญของแผนธุรกิจที่มีตKอการประกอบการธุรกิจชุมชนที่จำเป6นต8องจัดทำแผน ธุรกิจกKอนดำเนินกิจการรวมทั้งระหวKางการดำเนินกิจการเพื่อตรวจสอบการประกอบการเพื่อให8บรรลุ เปLาหมายที่กำหนด ทั้งนี้การจัดทำแผนธุรกิจยังมีวัตถุประสงค=ตKอไปนี้ 1. เพื่อเป6นการเตรียมความพร8อมสำหรับการเริ่มต8นในการประกอบกิจการทางธุรกิจ ของธุรกิจชุมชน 2. เพื่อเป6นแนวทางในการบริหารจัดการและดำเนินงานของผู8ประกอบการธุรกิจชุมชน 3. เพื่อเป6นเอกสารในการประกอบการสำหรับการแสวงหาแหลKงทุนสำหรับการประกอบการ ธุรกิจชุมชน
182 4. เพื่อเป6นเครื่องมือในการตรวจสอบ ติดตามผลการดำเนินงานของผู8ประกอบการธุรกิจชุมชน ประโยชน1ของแผนธุรกิจ การประกอบการธุรกิจชุมชนที่ประสบความสำเร็จได8นั้นนอกเหนือจากความสามารถในการ บริหารจัดการของผู8บริหาร การมีสKวนรKวมของสมาชิกหรือบุคลากรในการดำเนินการและรKวมกัน พัฒนาองค=การแล8วนั้น การดำเนินงานภายใต8แผนงานที่ชัดเจน เป6นรูปธรรมและทันตKอสถานการณ= ที่เปลี่ยนแปลงตอลดเวลา เป6นสิ่งที่ผู8ประกอบการหรือผู8บริหารจะละเลยไปไมKได8 จากการศึกษาจาก เอกสาร ตำรา คูKมือรวมทั้งข8อมูลที่เกี่ยวข8องกับแผนธุรกิจซึ่งมีนักวิชาการหลากหลายทKานได8นำเสนอ แนวความคิดของตนเองตKอประโยชน=ของแผนธุรกิจไว8อยKางหลากหลาย ดังนั้นจึงสามารถถึงวิเคราะห= ประโยชน=ของแผนธุรกิจที่มีตKอการประกอบการธุรกิจชุมชนได8ดังนี้ 1. ประโยชน=ที่มีตKอผู8ประกอบการหรือผู8บริหาร กลKาวคือการบริหารจัดการธุรกิจจำเป6นต8องมี แบบแผนหรือแนวทางในการบริหารจัดการที่ชัดเจน รวมทั้งมีเปLาหมายของการประกอบการ การกำหนดแนวทางการดำเนินงาน แนวทางการบริหารจัดการ รวมทั้งการวิเคราะห=ข8อมูลของ สภาพแวดล8อมในขณะนั้น พร8อมทั้งการคาดการณ=กับสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต และการนำเสนอข8อมูล ตKางๆ ในการดำเนินการและการประกอบการเพื่อเป6นเครื่องมือในการบริหารจัดการ การกำกับติดตาม และเป6นข8อมูลสำหรับการดำเนินงานตKางๆ อาทิ การใช8ในการประกอบการยื่นของสินเชื่อทางธุรกิจ การขออนุญาตประกอบกิจการ เป6นต8น 2. ประโยชน=ตKอสถาบันการเงิน แผนธุรกิจเป6นเอกสารประกอบที่สถาบันการเงินสKวนใหญK จะใช8ในการพิจารณาคำขอสินเชื่อและการประเมินผลกิจการที่ยื่นขอสินเชื่อ กKอนที่จะมีการอนุมัติ ให8วงเงินสินเชื่อแกKผู8ประกอบการ ดังนั้นการนำเสนอแผนธุรกิจจึงเป6นสิ่งสำคัญของผู8ประกอบการ ที่ต8องการระดมทุนในการประกอบการ โดยจำเป6นต8องมีการนำเสนอข8อมูลและเนื้อหาที่ครบถ8วน เพื่อให8สถาบันการเงินได8พิจารณาและเห็นศักยภาพในการประกอบการ 3. ประโยชน=สำหรับนักลงทุนหรือผู8รKวมทุน ในการนำเสนอแผนธุรกิจจะต8องมีองค=ประกอบ ทั้งทางด8านข8อมูลทั่วไปของกิจการ รูปแบบลักษณะของการดำเนินงาน กระบวนการในการดำเนินงาน และข8อมูลทางด8านเงินทุนและผลตอบแทนในแตKละป¢ ดังนั้นแผนธุรกิจจะเป6นเครื่องมือเพื่อชKวยในการ ตัดสินใจของผู8ลงทุนหรือผู8รKวมทุนที่สนใจจะรKวมลงทุนในการประกอบกิจการนั้นๆ 4. ประโยชน=สำหรับผู8ปฏิบัติงานภายในองค=การ การนำเสนอแผนธุรกิจจะสามารถอธิบาย องค=ประกอบตKางๆ ของการประกอบการได8อยKางครบถ8วนและครอบคลุม รวมทั้งการบริหารจัดการ การประสานงาน และการปฏิบัติงานของบุคลากรภายในองค=การ ดังนั้นแผนธุรกิจจะเป6นแนวทาง ในการบริหารจัดการสำหรับผู8บริหาร ในขณะเดียวกันจะเป6นเครื่องมือหรือคูKมือในการปฏิบัติงาน ของบุคลากรในสKวนงานตKางๆ ที่นำไปสูKการปฏิบัติงานตามบทบาทหน8าที่ และความรับผิอชอบของ ตนเองภายใต8วิสัยทัศน=รKวมกันขององค=การ
183 คุณสมบัติของแผนธุรกิจที่เหมาะสม การแปลงความคิดและแผนงานเชิงมโนทัศน=ออกมาเป6นรูปแบบและแนวทางที่เป6นไปได8 ในรูปธรรมคือลักษณะสำคัญของแผนธุรกิจ ซึ่งจุดเดKนของแผนธุรกิจที่ดีนั้นจะต8องมีความเป6นรูปธรรม สามารถประยุกต=ใช8ได8อยKางเหมาะสมกับธุรกิจ มีความสอดคล8องและครอบคลุมเนื้อหา การดำเนินการ ในการประกอบการธุรกิจชุมชนจะต8องพิจารณาข8อคำถามดังตKอไปนี้เพื่อนำไปสูKการสร8างและกำหนด แผนธุรกิจที่เหมาะสม ดังนี้ 1. การกKอตั้งธุรกิจมีความชัดเจนเพียงใด สัดสKวนการลงทุนระหวKางทรัพย=สิน หนี้สิน และสKวน ของผู8เป6นเจ8าของมีความเหมาะสมอยKางไร และระดับความสำเร็จในการการจัดตั้งธุรกิจอยูKในระดับใด 2. ความนKาสนใจของธุรกิจมีมากน8อยเพียงใด ซึ่งต8องสามารถวัดออกมาให8เห็นเป6นรูปธรรมได8 เชKน ยอดขาย สKวนแบKงทางการตลาด ปริมาณการผลิต จำนวนพนักงาน จำนวนลูกค8า หรือกำไรที่ได8 3. แนวโน8มหรือโอกาสประสบความสำเร็จมีมากน8อยเพียงใด 4. ธุรกิจที่จะดำเนินการมีความได8เปรียบหรือความสามารถในการแขKงขันในระยะสั้นและ ระยะยาวอยKางไร 5. สินค8าที่ทำการผลิตมีกระบวนการผลิตมีประสิทธิภาพมากน8อยเพียงใด และมีความ แตกตKางทั้งทางด8านตลาดและผลิตภัณฑ=จากคูKแขKงอยKางไร 6. ความสัมพันธ=ของหนKวยยKอยในธุรกิจ เชKน การผลิต การจำหนKาย การจัดการทางการเงิน การจัดการทรัพยากรมนุษย= มีระบบที่ดีและมีความเหมาะสมเพียงใด 7. จำนวนและคุณภาพของพนักงานมีมากน8อย และเพียงพอ เหมาะสมในระดับใด จากประเด็นดังกลKาวจึงพอสรุปได8วKาแผนธุรกิจของธุรกิจชุมชนที่ดีควรมีประสิทธิภาพ และ สามารถเป6นเครื่องมือในการบริหารจัดการของผู8บริหารและเป6นแนวทางในการปฏิบัติงานของ บุคลากรจะต8องเป6นแผนที่มีความละเอียดเชิงเนื้อหาและองค=ประกอบ มีความนKาสนใจชี้ให8เห็นถึงภาพ ของการประกอบกิจการทางธุรกิจ ซึ่งสามารถให8รายละเอียดได8อยKางชัดเจนทั้ง 7 ประเด็น ซึ่งสถาบัน การเงินหรือแหลKงทุนสามารถมองเห็นอยKางเป6นรูปธรรมและสามารถพิจารณาเงินทุนในการ ประกอบการหรือขยายกิจการของธุรกิจชุมชนได8 ทั้งนี้แผนธุรกิจควรมีข8อมูลที่ครอบคลุม เนื่องจาก แผนธุรกิจที่ดียKอมชKวยในการวัดถึงความเป6นไปได8ของกิจการที่จะลงทุน อีกทั้งแผนธุรกิจจึงควร ประกอบด8วยการวิเคราะห=อยKางละเอียดในตัวแปรหรือป2จจัยที่เกี่ยวข8องดังตKอไปนี้ 1. สินค8าหรือบริการที่จะขาย 2. กลุKมลูกค8าที่คาดหวัง 3. จุดแข็งและจุดอKอนของกิจการที่สนใจจะเลือกดำเนินการ 4. นโยบายทางด8านการตลาด เชKน นโยบายด8านราคา การสKงเสริมการตลาด และการ กระจายสินค8า 5. วิธีการหรือกระบวนการในการผลิตรวมถึงเครื่องจักร อุปกรณ=ที่ต8องใช8อยKางเหมาะสม
184 6. ข8อมูลหรือตัวเลขทางการเงิน นับตั้งแตKรายได8 คKาใช8จKาย งบกำไร-ขาดทุน จำนวนเงินลงทุน ที่ต8องการและกระแสเงินสดที่คาด การจัดทำแผนธุรกิจที่เหมาะสมที่จำเป6นต8องมีองค=ประกอบของคุณสมบัติเบื้องต8นซึ่งรัชกฤช คลKองพยาบาล (2553) ได8นำเสนอเกณฑ=การพิจารณาองค=ประกอบแผนงานยKอยของแผนธุรกิจซึ่งอาจ แบKงออกเป6น 3 ลักษณะการประกอบการคือธุรกิจภาคบริการ ธุรกิจภาคการผลิต และธุรกิจภาค การค8า โดยมีเกณฑ=ในการพิจารณาเกี่ยวกับแผนธุรกิจ 3 สKวนดังนี้ 1. เกณฑ=การพิจารณาเกี่ยวกับแผนบริหารจัดการ ประกอบด8วย 1.1 มีการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับข8อมูลธุรกิจครบถ8วน 1.2 มีโครงสร8างการบริหารจัดการที่ครบถ8วนสมบูรณ=ตามลักษณะหน8าที่ในการดำเนินการ ที่เหมาะสมของธุรกิจทั้งในสKวนของการจัดแบKงหนKวยงานหน8าที่รับผิดชอบ และบุคลากรที่รับผิดชอบ 1.3 มีผู8บริหารในธุรกิจที่มีความสามารถ มีประสบการณ= ที่จะดำเนินการบริหารธุรกิจให8มี ความเจริญเติบโตได8 1.4 มีการกำหนดวิสัยทัศน= พันธกิจและเปLาหมายในการดำเนินธุรกิจที่มีความเป6นไปได8 และสามารถนำไปดำเนินการปฏิบัติได8จริง 1.5 มีป2จจัยแหKงความสำเร็จที่สามารถจะทำให8ธุรกิจประสบความสำเร็จซึ่งสามารถแสดง ได8ถึงความได8เปรียบทางการแขKงขันเมื่อเปรียบเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน 2. เกณฑ=การพิจารณาแผนการตลาด ประกอบด8วย 2.1 มีข8อมูลที่ครบถ8วนถูกต8องเกี่ยวกับภาพรวม ปริมาณความต8องการ ปริมาณสินค8าและ บริการที่มีอยูKของตลาด 2.2 มีการวิเคราะห=ป2จจัยภายในและป2จจัยภายนอกของธุรกิจได8อยKางถูกต8องมีเหตุผล 2.3 มีการวิเคราะห=และกำหนดกลุKมลูกค8าเปLาหมายได8ชัดเจน 2.4 มีการดำเนินกลยุทธ=ทางการตลาดได8สอดคล8องเหมาะสมกับความต8องการของกลุKม ลูกค8าเปLาหมายที่กำหนด 2.5 มีการกำหนดแผนดำเนินการที่มีความเป6นไปได8จริงตามกลยุทธ=ที่กำหนด และสามารถ พิสูจน=หรือสร8างความนKาเชื่อถือวKาธุรกิจสามารถสร8างยอดขายหรือรายได8จากแผนดำเนินการที่กำหนด ขึ้น และมีความได8เปรียบทางการแขKงขันเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่นๆ ในอุตสาหกรรมเดียวกัน 3. เกณฑ=การพิจารณาเกี่ยวกับแผนการดำเนินการตามลักษณะการประกอบการ (ภาคบริการ ภาคการผลิต และภาคการค8า) ประกอบด8วย 3.1 มีการบริหารจัดการด8านการผลิตที่ครบถ8วนถูกต8องและมีประสิทธิภาพตามลักษณะ ของธุรกิจ 3.2 มีกระบวนการขั้นตอนการผลิต การบริการและการค8าที่ได8มาตรฐาน รวมถึงนโยบาย ตKาง ๆ ในการบริหารการผลิต การบริการและการค8าที่มีประสิทธิภาพไมKวKาจะเป6นเรื่องของ วัตถุดิบ สินค8าคงคลัง กระบวนการผลิต การควบคุมคุณภาพ เป6นต8น
185 3.3 มีผลิตภัณฑ=หรือชิ้นงานที่มีคุณภาพ และมีตัวอยKางแสดงประกอบไว8อยKางชัดเจน 3.4 มีแผนงานการผลิตที่สอดคล8องตรงตามสภาวะตลาดและสภาพการแขKงขัน 4. เกณฑ=การพิจารณาเกี่ยวกับแผนการเงิน ประกอบด8วย 4.1 มีสมมติฐานหรือประมาณการที่มีความเป6นไปได8จริง 4.2 มีความสอดคล8องถูกต8องตรงกับรายละเอียดตKางๆ ที่ระบุไว8ในสKวนของแผนตKางๆ 4.3 มีการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับประมาณการทางการเงินหรืองบการเงินที่ถูกต8องตรง ตามมาตรฐาน 4.4 มีการใช8สูตรคำนวณและผลลัพธ=ที่ถูกต8อง 4.5 มีการเติบโตของธุรกิจอยKางตKอเนื่องโดยการพิจารณาจากงบกำไรขาดทุน 4.6 มีกระแสเงินสดหมุนเวียนในธุรกิจในระดับเหมาะสม ซึ่งทั้งนี้ขึ้นอยูKกับขนาดหรือ แผนการดำเนินการของธุรกิจ แตKในหลักที่เหมาะสมควรมีกระแสเงินสดรับมากกวKากระแสเงินสดจKาย โดยเฉพาะในสKวนของกระแสเงินสดจากกิจกรรมดำเนินการ โดยยกเว8นในชKวงเริ่มดำเนินกิจกรรมหรือ ในป¢แรก ซึ่งโดยสKวนใหญKจะเป6นกระแสเงินสดจKายในการลงทุนในสKวนของสินทรัพย=ของกิจการ องค1ประกอบของแผนธุรกิจ การจัดทำแผนธุรกิจของธุรกิจชุมชนนั้นมีองค=ประกอบหลักคือ สKวนบทสรุปผู8บริหาร สKวนของ ข8อมูลในการประกอบการทางธุรกิจ และเอกสารประกอบโดยมีรายละเอียดดังนี้ 1. สKวนบทสรุปของผู8บริหาร เป6นเนื้อหาของแผนธุรกิจทั้งหมดที่ถูกสรุปให8เหลือประมาณ ไมKเกิน 2 หน8าเพื่อแสดงให8เห็นภาพชัดของธุรกิจทั้งหมด รวมทั้งเป6นการสรุปข8อมูลในสKวนที่ 2 ในการประกอบการทางธุรกิจ โดยเนื้อหาที่นำเสนอในสKวนบทสรุปผู8บริหาร จะต8องมีความนKาสนใจ โดยมีเนื้อหาและรายละเอียดที่เกี่ยวกับแผนการบริหารจัดการ แผนการตลาด แผนการผลิตและแผน การเงินซึ่งควรมีเนื้อหาดังตKอไปนี้ (รัชกฤช คลKองพยาบาล, 2553 ; อารีวรรณ= บังเกิด, 2556 : 190- 191) 1.1 ข8อมูลทั่วไปของธุรกิจ เชKน รายละเอียดของชื่อองค=การ (บริษัท ห8างหุ8นสKวน วิสาหกิจ ชุมชน กลุKม ฯลฯ กิจการ ที่ตั้งของธุรกิจ 1.2 แนวคิดในการดำเนินธุรกิจ เป6นการนำเสนอถึงการเลือกดำเนินธุรกิจ เหตุผลในการเลือก ผลิตภัณฑ= สินค8าหรือบริการที่สามารถตอบสนองความต8องการผู8บริโภคหรือลูกค8า รวมทั้งการแสดง ความสอดคล8องกับสภาวะการตลาด 1.3 ผลิตภัณฑ= สินค8า หรือบริการของธุรกิจ เป6นการนำเสนอรายละเอียดของผลิตภัณฑ= หรือบริการแบบครKาวๆ เชKน ลักษณะ ขนาด คุณสมบัติ การใช8งาน รูปลักษณ= สถานที่จำหนKายการผลิต การโฆษณาประชาสัมพันธ= หรือรายละเอียดอื่น ๆ 1.4 การวิเคราะห=ตลาด หรือสภาวะการตลาด คือการนำเสนอสภาพทั่วไปของตลาดหรือ อุตสาหกรรม รวมทั้งสภาพการแขKงขัน
186 1.5 การวิเคราะห=การแขKงขันในอุตสาหกรรม และความสามารถทางการแขKงขันและวิธีการ แขKงขัน จะเป6นการนำเสนอวิธีการที่ผู8ประกอบการธุรกิจชุมชนเลือกในการแขKงขันกับคูKแขKงหรือธุรกิจอื่น ในตลาด เชKน คุณสมบัติที่แตกตKางหรือโดดเดKนของผลิตภัณฑ=หรือบริการ ราคา ชKองทางการตลาดหรือ จุดเดKนอื่นๆ อันนำไปสูKการสร8างความสามารถทางการแขKงขัน 1.6 ลูกค8าเปLาหมาย การนำเสนอลักษณะของลูกเปLาหมายของธุรกิจ เชKน เพศ อายุ รายได8 การศึกษา อาชีพ พฤติกรรมหรือเหตุผลในการตัดสินใจเลือกใช8ผลิตภัณฑ=หรือบริการของธุรกิจชุมชน 1.7 กลยุทธ=ทางการตลาด เป6นการนำเสนอวิธีการและเหตุผลในการกำหนดสร8างรูปแบบ ผลิตภัณฑ= บริการ การกำหนดราคาขยาย การเลือกชKองทางทางการตลาด วิธีการสKงเสริมทางการตลาด 1.8 แผนการผลิต การบริการหรือการค8า มุKงนำเสนอข8อมูลแผนการดำเนินการตามลักษณะ การประกอบการ อาทิ แผนการผลิต ระบุรายละเอียดของโรงงานผลิตและข8อมูลเกี่ยวกับผลิตภัณฑ= 1.9 การบริหารจัดการ การนำเสนอรูปแบบโครงสร8างการบริหารจัดการ นโยบายหรือแผน การในอนาคตของธุรกิจ 1.10 สรุปผลทางการเงิน เป6นการประมาณการเกี่ยวกับยอดขาย รายได8 สรุปผลกำไร ของธุรกิจ ผลจากการวิเคราะห=ทางการเงิน เชKนระยะเวลาคืนทุน จุดคุ8มทุน เป6นต8น 2. สKวนการประกอบการของธุรกิจชุมชน ในสKวนที่ 2 เป6นสKวนของการประกอบการทางธุรกิจมีองค=ประกอบของการดำเนินการ การบริหารจัดการ เปLาหมาย วัตถุประสงค=และองค=ประกอบอื่น ๆ ดังนี้ 2.1 วัตถุประสงค=ในการนำเสนอแผนธุรกิจ เป6นการแสดงรายละเอียดเกี่ยวกับวัตถุประสงค= ของธุรกิจในการนำเสนอแผนธุรกิจ วKามีวัตถุประสงค=ใดในการนำเสนอ เชKน เพื่อขอการสนับสนุนจาก หนKวยงาน เพื่อขอรับการสนับสนุนวงเงินสินเชื่อ หรือเพื่อขอสนับสนุนในการรKวมลงทุน เป6นต8น โดยมีการนำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับรายละเอียดตKางๆ ตามวัตถุประสงค=ให8ชัดเจน เชKน จำนวน วงเงิน วัตถุประสงค=ของการใช8เงิน หลักประกันในการขอกู8 การให8ผลตอบแทนหรือเงื่อนไขตKางๆ เป6นต8น 2.2 ความเป6นมาของธุรกิจ มุKงนำเสนอข8อมูลใน 3 สKวนดังนี้ 2.2.1 ประวัติความเป6นมาหรือแนวคิดในการจัดตั้งธุรกิจ โดยแสดงรายละเอียด ของความเป6นมาหรือเหตุผลในการดำเนินธุรกิจ เชKน ชื่อกิจการเริ่มต8น ผู8เริ่มกKอตั้ง ป¢ พ.ศ. ที่เริ่มกKอตั้ง แนวความคิดหรือเหตุผลในการกKอตั้งกิจการ ทุนจดทะเบียนหรือทุนเริ่มต8นของกิจการ การเติบโต ของกิจการการเปลี่ยนแปลงตKาง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งประสบการณ=ของผู8บริหารหรือผู8มีสKวนจัดตั้งหรือ ดำเนินการ 2.2.2 สรุปผลการดำเนินการที่ผKานมาของธุรกิจ เป6นการแสดงข8อมูลของ ผลการ ดำเนินการที่ผKานมาของธุรกิจ เพื่อให8ทราบถึงสภาพการดำเนินการของธุรกิจที่ผKานมาวKามีการเติบโต หรือมีผลการดำเนินการอยKางไร 2.2.3 ขั้นตอนการเริ่มดำเนินงาน แสดงรายละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนการเริ่มดำเนินงาน ในกรณีที่ธุรกิจเริ่มดำเนินการใหมK หรือขั้นตอนภายหลังจากได8รับการสนับสนุนทางการเงิน โดยมี
187 จุดมุKงหมายเพื่อให8ทราบถึงขั้นตอนการดำเนินการ ระยะเวลาของขั้นตอนตKางๆ ตั้งแตKการเริ่มต8นธุรกิจ หรือการดำเนินการ จนถึงเวลาที่คาดวKาจะแล8วเสร็จ เพื่อกำหนดแผนดำเนินการทางธุรกิจในชKวงเวลา ตKอไป 2.3 สินค8าหรือการบริการ เป6นการนำเสนอข8อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับผลิตภัณฑ=หรือการบริการ ของธุรกิจชุมชน ซึ่งควรมีข8อมูลและรายละเอียดที่นำเสนอดังนี้ 2.3.1 ผลิตภัณฑ=หรือบริการ เป6นการระบุถึงลักษณะ รูปแบบ ชนิด ราคา บรรจุภัณฑ= หีบหKอ ตราสินค8าของผลิตภัณฑ=หรือบริการอยKางครบถ8วน 2.3.2 ภาพถKายของผลิตภัณฑ=หรือการให8บริการของธุรกิจชุมชน โดยแสดงภาพสถานที่ ให8บริการหรือผลิต จำหนKายสินค8า รวมทั้งขั้นตอนตKาง ๆ 2.4 การวิเคราะห=อุตสาหกรรมและการวิเคราะห=ตลาด การนำเสนอข8อมูลการวิเคราะห= อุตสาหกรรมและการวิเคราะห=ตลาดจะแสดงให8เห็นถึงรายละเอียดที่เกี่ยวข8องกับโอกาสและอุปสรรค ในการประกอบการธุรกิจชุมชนของผู8ประกอบการซึ่งสามารถนำเสนอข8อมูลการวิเคราะห=ดังนี้ 2.4.1 สภาวะอุตสาหกรรมและสภาวะตลาด ในเนื้อหานี้มุKงนำเสนอรายละเอียด เกี่ยวกับการวิเคราะห=สภาวะเศรษฐกิจหรือสภาวะอุตสาหกรรม และสภาพโดยรวมของตลาดที่ธุรกิจ ดำเนินการวKาเป6นอยKางไร ซึ่งเป6นป2จจัยมหภาคซึ่งสKงผลกระทบตKออุตสาหกรรมและตลาด ทั้งทางตรง และทางอ8อม โดยจะชี้ให8เห็นถึงอัตราการเจริญเติบโตหรือเกิดภาวะถดถอยของตลาด ข8อมูลด8าน การวิเคราะห=สภาวะเศรษฐกิจที่ชี้ให8เห็นถึงการเปลี่ยนแปลงหรือการขยายตัวของธุรกิจที่กำหนดไว8 ในแผนธุรกิจ วKามีความเป6นไปได8และนKาเชื่อถือเพียงใด เชKน ประมาณการยอดขายที่เพิ่มขึ้น ที่มีความสัมพันธ=กับเศรษฐกิจที่เติบโตขึ้นหรือความต8องการสินค8าจากตKางประเทศ 2.4.2 การแบKงสKวนตลาดและสKวนแบKงทางการตลาด แสดงรายละเอียดของการแบKง สKวนตลาดของสินค8าหรือผลิตภัณฑ=ที่มีอยูKในป2จจุบัน โดยการแสดงรายละเอียดสามารถแสดงในเชิง พรรณนาข8อมูล เปอร=เซ็นต=หรือข8อมูลทางตัวเลข และสKวนแบKงทางการตลาดของผลิตภัณฑ=หรือสินค8า ของธุรกิจภายใต8สKวนตลาดที่มีอยูKนั้น 2.4.3 แนวโน8มทางการตลาด เป6นการแสดงรายละเอียดในเชิงตัวเลขหรือประมาณ การของขนาดตลาดในอนาคต ซึ่งสKวนใหญKจะประมาณการตามยอดขายสินค8ารวมในตลาด รวมถึง แนวโน8มในการเพิ่มขึ้นหรือลดลงของขนาดตลาดดังกลKาว ทั้งที่เป6นตัวเลขโดยตรงหรือเปรียบเทียบเป6น เปอร=เซ็นต=ที่เปลี่ยนแปลง 2.4.4 ตลาดเปLาหมาย อธิบายถึงรายละเอียดของสภาพตลาดโดยทั่วไปที่เป6นเปLาหมาย ในการจำหนKายผลิตภัณฑ= สินค8าของธุรกิจที่เป6นอยูKหรือผลิตภัณฑ= สินค8า หรือบริการที่มีลักษณะเดียวกัน กับธุรกิจ หรือสามารถเทียบเคียงได8กับธุรกิจ 2.4.5 ลักษณะลูกค8า การให8ข8อมูลและรายละเอียดของลูกค8าที่ซื้อผลิตภัณฑ= สินค8า หรือบริการที่มีอยูKในตลาดเปLาหมายตามที่ระบุไว8 โดยอาจแสดงโดยสามารถแบKงตามลักษณะทางด8าน ภูมิศาสตร= ด8านประชากร ด8านจิตวิทยา หรือด8านพฤติกรรม
188 2.4.6 สภาพการแขKงขัน นำเสนอสภาวะการแขKงขันของสินค8าหรือบริการที่มีอยูKในตลาด วKาอยูKในสภาพการแขKงขันในระดับใด รวมถึงทิศทาง แนวโน8มสภาพการแขKงขันวKาจะมีการเปลี่ยนแปลง อยKางไรทั้งในป2จจุบันและอนาคต 2.4.7 คูKแขKง นำเสนอข8อมูลเกี่ยวกับคูKแขKงขันธุรกิจที่มีอยูKในตลาด โดยการแสดง ข8อมูลควรแบKงออกเป6น 2 ระดับ คือคูKแขKงขันทางตรงและคูKแขKงขันทางอ8อม หรืออาจจะเป6นคูKแขKงหลัก และคูKแขKงซึ่งควรระบุรายละเอียดเกี่ยวกับคูKแขKงขันให8ชัดเจนไมKวKาจะเป6น ลักษณะบริการ ยอดขาย ราคาตKอหนKวย กลยุทธ= หรือกลุKมลูกค8าของคูKแขKงขัน เป6นต8น 2.4.8 รายละเอียดเชิงเปรียบเทียบกับคูKแขKง อาจเป6นการนำเสนอในลักษณะตาราง การเปรียบเทียบจุดแข็งและจุดอKอน หรือจุดเดKนและจุดด8อยของธุรกิจที่ดำเนินการกับคูKแขKงที่มีสินค8า หรือบริการประเภทเดียวกันที่มีอยูKของคูKแขKงขันในตลาดตามที่ระบุไว8 โดยสามารถเปรียบเทียบกับการ ประกอบธุรกิจในสKวนของการดำเนินการ เชKน ยอดขายสินค8า ราคา ผลิตภัณฑ= การผลิต การบริการ เป6นต8น ทั้งนี้ในการเปรียบเทียบต8องคำนึงถึงคูKแขKงวKาเป6นคูKแขKงในอุตสาหกรรมเดียวกัน พื้นที่เปLาหมาย เดียวกัน หรือตลาดเดียวกันหรือไมK และสามารถใช8การเปรียบเทียบโดยพิจารณาจากสKวนประสม ทางการตลาด เชKน ผลิตภัณฑ= (product) ราคา (price) สถานที่ (place) และการสKงเสริมการตลาด (promotion) หรือแม8กระทั่งสKวนประสมทางการตลาดบริการที่เพิ่มในสKวนของด8านบุคคล (people) การสร8างและลักษณะทางกายภาพ (Physical Evidence and Presentation) และกระบวนการ (process) 2.4.9 การวิเคราะห=ป2จจัยของธุรกิจ หรือการวิเคราะห= SWOT Analysis เป6นการแสดง รายละเอียดการวิเคราะห=สถานการณ=ในการดำเนินธุรกิจ หรือการวิเคราะห=ป2จจัยของธุรกิจ โดยแบKง ออกเป6นการวิเคราะห=จากป2จจัยภายในองค=การธุรกิจ ซึ่งประกอบด8วยองค=ประกอบในการดำเนินการ ทางธุรกิจเชKน เงินทุน ทรัพยากรบุคคล โครงสร8างองค=การ วัฒนธรรมองค=การ ทำเลที่ตั้ง ตราสินค8า กระบวนการผลิตหรือบริการ ความสามารถของผู8บริหารหรือบุคลากร เป6นต8น และการวิเคราะห= จากป2จจัยภายนอกองค=การธุรกิจซึ่งมีผลตKอการประกอบการและการดำเนินงานของธุรกิจชุมชน เชKน นโยบายภาครัฐ ความก8าวหน8าของเทคโนโลยีสารสนเทศ คูKแขKง ลูกค8า ลักษณะหรือสภาพทางเศรษฐกิจ และสังคม กฎหมายและข8อบังคับตKางๆ 2.5 แผนบริหารจัดการ คือ การนำเสนอข8อมูลเกี่ยวกับแผนงานทางด8านการบริหารจัดการ ทั้งในสKวนของข8อมูลธุรกิจ คณะกรรมการ อำนาจหน8าที่ รวมทั้งข8อมูลตKางๆ ดังนี้ 2.5.1 ข8อมูลธุรกิจ นำเสนอรายละเอียดเกี่ยวกับข8อมูลของกิจการและการประกอบการ ดังนี้ชื่อกิจการ ที่อยูKและที่ตั้งของกิจการ สถานที่ผลิตหรือโรงงาน หรือสำนักงาน (กรณีอยูKคนละแหKง) ทุนจดทะเบียนบริษัท รายละเอียดเกี่ยวกับหมายเลขทะเบียนการค8า เป6นต8น 2.5.2 รายนามคณะกรรมการ ซึ่งในกรณีที่เป6นองค=การธุรกิจที่เป6นทางการหรือมีการ จดทะเบียนประกอบการในรูปแบบธุรกิจเชKน กลุKมวิสาหกิจชุมชน สหกรณ=จะต8องระบุรายละเอียด คณะกรรมการตามที่ได8ระบุในเอกสารขอจดทะเบียนตามรูปแบบที่ดำเนินการ