The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

วิชา เคมี 1 ว 30221
ม.4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 อะตอมและตารางธาตุ

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by New Nie'z, 2022-10-18 11:55:40

หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 อะตอมและตารางธาตุ

วิชา เคมี 1 ว 30221
ม.4 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 อะตอมและตารางธาตุ

แ ผ น ก า ร จั ด ก า ร เ รี ย น รู้

รายวิชา เคมี 1 ว30221
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4



หน่วยการเรียนรู้ที่ 2

อะตอมและตารางธาตุ

จัดทำโดย

นางสาววธิตา แมดมิ่งเหง้า
สาขาวิทยาศาสตร์ (เน้นเคมี)

คณะครุศาสตร์
มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี

โรงเรียนมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี

แผนการจัดการเรียนรู้
วชิ าเคมี 1 ว30221
กลุ่มสาระการเรยี นรู้วทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
หน่วยการเรียนรทู้ ่ี 2 เร่อื ง อะตอมและตารางธาตุ
ระดบั ชั้นมธั ยมศกึ ษาปที ี่ 4 โรงเรยี นมัธยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี

นางสาววธิตา แมดมิ่งเหงา้
รหสั ประจำตัวนักศึกษา 61100141115

สาขาวชิ าวิทยาศาสตร์ (เนน้ เคมี)

การฝกึ ปฏิบตั ิการสอนในสถานศกึ ษา 1
รหัสวชิ า ED18501 (INTERSHIP IN SCHOOL 1)

คณะครศุ าสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏอดุ รธานี
ภาคเรียนท่ี 1 ปีการศึกษา 2565

คำนำ

แผนการจัดการเรียนรู้ รายวิชาเคมี 1 ว30221 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 เล่มนี้ จัดทำขึ้นเพื่อใช้เป็น
แนวทางในการจัดการเรียนการสอนให้มีประสิทธิภาพ และให้นักเรียนบรรลุตามมาตรฐานการเรียนรู้/
ผลการเรียนรู้ ที่กำหนดไว้ในหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุธศักราช 2551 (ฉบับปรับปรุง
2560) ผู้จัดทำจึงได้ศึกษาสาระการเรียนรู้ เทคนิค วิธีการสอน การวัดและประเมินผล มาจัดทำแผนการ
จดั การเรยี นรู้ในครง้ั น้ี

แผนการจัดการเรียนรู้ในเล่มนี้ ประกอบไปด้วย แผนการจัดการเรียนรู้ หน่วยการเรียนรู้ที่ 2
เร่ือง อะตอมและตารางธาตุ ส่อื และนวัตกรรมท่ีใช้ในการเรียนการสอน เพื่อให้ผู้เรียนบรรลุมาตรฐานการ
เรยี นรู้ไดเ้ ต็มศกั ยภาพอย่างแทจ้ ริง

จึงหวังเป็นอย่างยิ่งว่าแผนการจัดการเรียนรู้ฉบับนี้ จะสามารถนําไปใช้ประกอบการจัดการเรียน
การสอนรายวิชาเคมี นําไปสู่การพฒั นาทถ่ี กู ตอ้ งและเกิดผลแก่ผู้เรยี นเปน็ อยา่ งดี

วธิตา แมดมิง่ เหง้า
18 ตุลาคม 2565

สารบญั หน้า

เร่ือง ข
คำนำ
สารบญั 1
หน่วยการเรยี นรู้ท่ี 2 เรือ่ ง อะตอมและตารางธาตุ 40
57
แผนการจดั การเรียนรู้ที่ 1 เร่ือง แบบจำลองอะตอม 77
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 2 เรื่อง สญั ลกั ษณน์ ิวเคลยี ร์ 93
แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 3 เรอื่ ง การจดั เรียงอเิ ล็กตรอนในอะตอม 115
แผนการจัดการเรยี นรู้ท่ี 4 เรอ่ื ง ตารางธาตุ 132
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 5 เรอ่ื ง สมบัติของธาตุตามหมู่และตามคาบ 146
แผนการจัดการเรยี นรู้ที่ 6 เรอ่ื ง ธาตแุ ทรนซชิ นั
แผนการจดั การเรยี นรู้ที่ 7 เรอ่ื ง ธาตุกัมมนั ตรงั สี
แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 8 เรอ่ื ง ธาตุและสารประกอบในสิง่ มชี ีวิตและสงิ่ แวดล้อม

1

แผนการจัดการเรียนรู้ท่ี 1

รายวิชา เคมี 1 รหัสวชิ า ว30221 กลุ่มสาระการเรยี นรู้ วิทายาศาสตร์และเทคโนโลยี

โรงเรยี นมธั ยมเทศบาล 6 นครอุดรธานี ชนั้ มัธยมศึกษาปีที่ 4 ภาคเรียนท่ี 1 ปกี ารศกึ ษา 2565

หนว่ ยการเรียนรทู้ ่ี 2 อะตอมและตารางธาตุ เวลา 35 ชวั่ โมง

เรือ่ ง แบบจำลองอะตอม เวลา 5 ชั่วโมง

ผู้สอน นางสาววธติ า แมดมิ่งเหงา้ วันทสี่ อน : วนั ท่ี……………..เดอื น……………พ.ศ...................

1. สาระสำคญั
ธาตุต่าง ๆ จะมีอนุภาคที่เล็กมาก เรียกว่า อะตอม ภายในโครงสร้างอะตอมของธาตุต่าง ๆ

ประกอบด้วยอนุภาคมลู ฐาน และจัดเรียงตัวกันอย่างเป็นระบบ ซึ่งสามารถช่วยอธบิ ายสมบัติทางเคมีของ
สสาร และกอ่ ใหเ้ กดิ ประโยชนม์ ากมาย

นักวิทยาศาสตร์ได้ศึกษาโครงสร้างอะตอมโดยสร้างแบบจำลองอะตอมแบบต่าง ๆ เช่น
แบบจำลองอะตอมของ ดอลตัน ทอมสนั รัทเทอรฟ์ อรด์ โบร์ และแบบกลุ่มหมอก ซ่ึงจากการศึกษาทำให้
เกิดพัฒนาการอย่างตอ่ เน่ืองของการศึกษาโครงสร้างของอะตอม และอธบิ ายปรากฏการณ์ต่าง ๆ ทเี่ กดิ ขึ้น
ไดอ้ ยา่ งถกู ต้องเหมาะสม

2. มาตรฐานการเรียนร/ู้ ผลการเรยี นรู้

สาระเคมี

1. เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจดั เรียงธาตุในตารางธาตุ สมบตั ขิ องธาตพุ ันธะเคมีและสมบตั ิ
ของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมทั้งการ
นำความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์
ผลการเรยี นรู้

ม.4/5 สืบค้นข้อมูลสมมติฐาน การทดลอง หรือผลการทดลองที่เป็นประจักษ์พยานในการเสนอ
แบบจำลองอะตอมของนักวิทยาศาสตร์และอธบิ ายวิวฒั นาการของแบบจำลองอะตอม

2

3. จดุ ประสงค์

3.1 ด้านความรู้ (K)

3.1.1 อธบิ ายลกั ษณะ และบอกความแตกต่างของแบบจำลองอะตอมของดอลตัน ทอมสัน

รัทเทอร์ฟอร์ด โบร์ และแบบจำลองอะตอม แบบกลุม่ หมอกได้

3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการคิด (P)

3.2.1 สืบค้นข้อมูลแบบจำลองอะตอมของนักวิทยาศาสตร์จากแหล่งเรียนรู้ต่างๆ ได้

3.3 ดา้ นคุณลกั ษณะอันพงึ ประสงค์ (A)

3.3.1 เปน็ ผมู้ ีความตง้ั ใจ และมคี วามรบั ผดิ ชอบตอ่ หนา้ ทีท่ ไ่ี ดร้ ับมอบหมาย

4. สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี นและคณุ ลกั ษณะอันพงึ ประสงค์

สมรรถนะสำคญั ของผเู้ รียน คณุ ลักษณะอันพึงประสงค์

1. ความสามารถในการส่ือสาร 1. มีวนิ ยั

2. ความสามารถในการคิด 2. ใฝเ่ รยี นรู้

1) ทกั ษะการสงั เกต 3. มงุ่ มั่นในการทำงาน

2) ทักษะการสำรวจค้นหา

3) ทักษะการวเิ คราะห์

4) ทักษะการตีความหมายและลงข้อสรุป

3. ความสามารถในการใชเ้ ทคโนโลยี

5. สาระการเรยี นรู้

- นักวิทยาศาสตร์ศึกษาโครงสร้างของอะตอม และเสนอแบบจำลองอะตอมแบบต่าง ๆ จาก
การศกึ ษาข้อมูล การสังเกต การตง้ั สมมติฐาน และผลการทดลอง

- แบบจำลองอะตอมมีวิวัฒนาการ โดยเริ่มจากดอลตันเสนอว่า ธาตุประกอบด้วยอะตอมซึ่งเป็น
อนุภาคขนาดเล็ก ไม่สามารถแบ่งแยกได้ ต่อมาทอมสันเสนอว่า อะตอมประกอบด้วยอนุภาคท่ีมีประจุลบ
เรยี กว่า อเิ ล็กตรอน และอนุภาคประจบุ วก รัทเทอร์ฟอรด์ เสนอวา่ ประจบุ วกที่เรยี กว่า โปรตอน รวมตวั กนั
อยู่ตรงกึ่งกลางอะตอม เรียกว่า นิวเคลียส ซึ่งมีขนาดเล็กมาก และมีอิเล็กตรอนอยู่รอบนิวเคลียส โบร์
เสนอว่าอิเล็กตรอนเคลื่อนที่เป็นวงรอบนิวเคลียส โดยแต่ละวงมีระดับพลังงานเฉพาะตัว ในปัจจุบัน
นักวิทยาศาสตร์ยอมรับว่าอิเลก็ ตรอนมีการเคล่ือนทีร่ วดเรว็ รอบนิวเคลียส และไม่สามารถระบุตำแหน่งที่
แน่นอนได้ จึงเสนอแบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก ซ่ึงแสดงโอกาสการพบอเิ ลก็ ตรอนรอบนวิ เคลยี ส

3

6. กิจกรรมการเรยี นรู้
 วิธีสอนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model)

ชัว่ โมงที่ 1

ขนั้ ที่ 1 การสรา้ งความสนใจ (Engagement)
1.1 ครูนำเข้าสู่การเรียนการสอนโดยกล่าวคำทักทายนักเรียน “วันนี้เราจะมาเรียนบทที่ 2 เรื่อง

โครงสร้างอะตอมในหัวข้อเรือ่ ง แบบจำลองอะตอม”
1.2 ครถู ามคำถามนักเรียนวา่ “นักเรียนร้มู ย้ั เอ่ย อนภุ าคทเี่ ลก็ ที่สดุ ของสสารคืออะไร” จากนั้น

ใหน้ กั เรยี นช่วยกนั ตอบและพยายามชแ้ี นวทางวา่ มันเกีย่ วข้องกับเร่ืองท่ีเรากำลังเรยี น
(แนวคำตอบ : อะตอม)

1.3 จากนั้นครูถามนักเรียนต่อไปว่า “แล้วนักเรียนคดิ ว่าอะตอมทีม่ ีขนาดเล็กนี้ เราจะสามารถ
มองเหน็ มนั ด้วยตาเปล่าหรอื ไม่” (ครเู ปิดโอกาสให้นกั เรียนแสดงความคดิ เหน็ รว่ มกนั )

(แนวคำตอบ : เราไม่สามารถมองเห็นดว้ ยตาเปลา่ เน่อื งจากมนั มขี นาดเล็กมาก)
1.4 ครูอธิบายคำตอบอีกครั้งโดยอ้างอิงข้อมูลจาก ความเชื่อของนักปราชญ์ชาวกรีก ดิโมคริตุส
“เชื่อว่าส่ิงของต่างๆ ประกอบด้วยอนุภาคที่มีขนาดเล็กมาก และถ้าแบ่งอนุภาคให้มีขนาดเล็กลงเรื่อย ๆ
จนไมส่ ามารถแบง่ ต่อไปได้อีกกจ็ ะไดอ้ นุภาคทีม่ ีขนาดเล็กทีส่ ดุ เรยี กว่า อะตอม ซ่ึงไม่สามารถมองเห็นด้วย
ตาเปล่าได้”

1.5 ครเู ร่มิ นำเขา้ สบู่ ทเรยี นโดยการวาดรูปวงกลมบนกระดาน แล้วถามคำถามนกั เรยี น
คำถาม : จากที่นักเรยี นเคยเรียนผ่านมาแลว้ ภาพท่คี รูวาดน่าจะเป็นแบบจำลองอะตอม

ของใคร?
(แนวคำตอบ : ดอลตันเพราะเป็นทรงกลมตนั ไมม่ ีประจใุ ดๆ)
คำถาม : นักเรียนทราบหรือไม่ว่าในการพัฒนาแบบจำลองอะตอม มีผู้ทำการพัฒนา

แบบจำลองอะตอมมคี น และมใี ครบา้ ง
(แนวคำตอบ : นกั เรยี นตอบตามความเข้าใจ)

4

ขั้นท่ี 2 การสาํ รวจและคน้ หา (Explore)
2.1 ครแู จกใบความรู้ที่ 5 เรื่อง แนวคิดในการพัฒนาแบบจำลองอะตอม
2.2 ครใู หน้ ักเรยี นศกึ ษาจากใบความรู้ที่ 5 เรื่อง แนวคิดในการพฒั นาแบบจำลองอะตอม จากนั้น

ให้นกั เรยี นทกุ คนชว่ ยกันตอบคำถาม
คำถาม : แบบจำลองอะตอมของนักวทิ ยาศาสตร์แต่ละคนนน้ั เกิดขน้ึ มาจากส่ิงใด
คำถาม : ถ้านักเรียนเป็นนักวิทยาศาสตร์นักเรียนจะใช้ทฤษฎี หรือหลักการใดมาสร้างแบบจำลองอะตอม
2.4 ครใู หน้ กั เรยี นศกึ ษาแบบจำลองอะตอม ของดอลตนั จากใบความรู้ที่ครแู จกให้ ไปพร้อมกับครู
2.5 ครูนำเข้าสู่การอภิปรายและให้ความรู้เกี่ยวกบั แบบจำลองอะตอมของดอลตัน จากใบความรู้

เร่อื ง แนวคิดในการพัฒนาแบบจำลองอะตอม

ขน้ั ท่ี 3 การอธิบายและลงขอ้ สรุป (Explain)
3.1 ครตู งั้ คำถามใหน้ ักเรียนร่วมกันอภิปรายเรอ่ื งแบบจำลองอะตอมของดอลตนั ดงั นี้
คำถาม : เพราะเหตุใดแบบจำลองของดอลตันจึงได้รับความเชื่อถือลดลง และไม่ได้รับ

การยอมรับในทสี่ ุด
(แนวตอบ : เนอ่ื งจากนักวิทยาศาสตรค์ น้ พบข้อมูลบางประการทไ่ี มส่ อดคล้องกับแนวคดิ

ของดอลตัน เช่น อะตอมสามารถแบ่งแยกได้ เพราะอะตอมประกอบด้วยอนุภาคโปรตอน นิวตรอน และ
อเิ ลก็ ตรอน)

ชวั่ โมงท่ี 2

ขั้นที่ 2 การสํารวจและค้นหา (Explore)
2.1 ครูให้นักเรียนศึกษาขอ้ มูลเกี่ยวกับแบบจำลองอะตอมของทอมสนั จากหนังสือเรียนเคมี ม.4

เลม่ 1 หน้า 24-27 และจากใบความรทู้ ี่ 5 เรอ่ื ง แนวคิดในการพฒั นาแบบจำลองอะตอม
2.2 ครแู ละนักเรียนรว่ มกันกนั อภปิ รายเรื่องแบบจำลองอะตอมของทอมสนั

5

2.3 ครูให้นักเรียนศึกษาเพิ่มเติมเกี่ยวกับหลอดรังสีแคโทดของจอห์น ทอมสัน ออยเกิน โกลด์ชไตน์
และรอเบิร์ต แอนดรูส์ มิลลิแกน ว่ามีกลไกในการทำงานอย่างไร ทำไมถึงสามารถค้นพบอิเล็กตรอนและ
โปรตอนได้

ขนั้ ท่ี 3 การอธิบายและลงขอ้ สรปุ (Explain)
3.1 ครถู ามคำถามเพอ่ื ใหน้ ักเรยี นรว่ มกนั อภิปรายเรื่องแบบจำลองอะตอมของทอมสัน
คำถาม : เพราะเหตใุ ดทอมสันจงึ คน้ พบว่าอนุภาคในอะตอมมีประจลุ บ
(แนวตอบ : ทอมสันพบวา่ อนุภาคในอะตอมมีประจลุ บจากการทดลองในหลอดรังสีแคโทด

แล้วพบว่า รังสีแคโทดเดินทางเป็นเส้นตรง เบี่ยงเบนในสนามไฟฟ้าเข้าหาขั้วบวก และเบี่ยงเบนใน
สนามแม่เหล็กเข้าหาขั้วเหนือ จึงทำให้สรุปได้ว่า อนุภาครังสีแคโทดมีประจุลบ และเรียกอนุภาคดังกล่าว
ว่า อิเลก็ ตรอน)

คำถาม : ใครเปน็ ผู้ค้นพบอนุภาคโปรตอน และอนภุ าคน้เี กิดการเบีย่ งเบนอย่างไรในหลอด
รังสแี คโทดอย่างไร
(แนวตอบ : ออยเกนิ โกลดช์ ไตนเ์ ปน็ ผู้คน้ พบอนุภาคโปรตอน โดยอนภุ าคน้จี ะเบ่ียงเบนไป
ในทศิ ตรงข้ามกบั รงั สแี คโทด)
คำถาม : อตั ราส่วนระหว่างประจุตอ่ มวลของอิเล็กตรอนมีคา่ เทา่ ใด
(แนวตอบ : อัตราสว่ นระหว่างประจุตอ่ มวลของอเิ ลก็ ตรอนมคี ่าเท่ากบั 1.76 × 108 คูลอมบ์/กรมั )

3.2 ครูใหค้ วามรเู้ พ่มิ เติมเกี่ยวกับแบบจำลองอะตอมของทอมสนั และบทสรุปทฤษฎี ซึ่งเม่ือเรียน
จบหวั ข้อนีแ้ ล้ว นักเรียนควรสรุปสาระสำคญั เกี่ยวกับทฤษฎแี บบจำลองอะตอมของทอมสันไดว้ ่า

• แบบจำลองอะตอมของทอมสัน เสนอว่า อะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลม ประกอบด้วย
อนภุ าคโปรตอนทีม่ ีประจบุ วก และอนุภาคอิเลก็ ตรอนทม่ี ปี ระจลุ บกระจายอยู่ท่ัวไป

• อะตอมเป็นกลางทางไฟฟา้ มปี ระจบุ วกเทา่ กับประจุลบ
• จากการทดลองของมิลลิแกน พบว่า เมื่อนำค่าประจุของอิเล็กตรอนไปคำนวณหามวล
ของอเิ ลก็ ตรอนจะพบวา่ อเิ ล็กตรอนมมี วลน้อยมาก

6

ช่วั โมงที่ 3

ข้ันท่ี 2 การสาํ รวจและคน้ หา (Explore)
2.1 ครูให้นักเรียนศึกษาเกี่ยวกับการทดลองของลอร์ดเออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด ว่าทำอย่างไร

และได้ผลการทดลองอย่างไร จากจากหนังสือเรียนเคมี ม.4 เล่ม 1 หน้า 28-35 และจากใบความรู้ที่ 5
เรื่อง แนวคิดในการพัฒนาแบบจำลองอะตอม

2.2 ครอู ธบิ ายเรอื่ งแบบจำลองอะตอมของการทดลองของลอรด์ เออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด
(เน้อื หาทีค่ รใู ช้ในการอธบิ าย)
ในปีพ.ศ. 2454 (ค.ศ. 1911) ลอร์ดเออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด (Lord Ernest Rutherford)
ไดศ้ กึ ษาแบบจำลองอะตอมของทอมสัน และเกดิ ความสงสัยว่าอะตอมจะมีโครงสรา้ งตามแบบจำลองของ
ทอมสนั จรงิ หรือไม่ โดยตั้งสมมติฐานวา่
“ถ้าอะตอมมีโครงสร้างตามแบบจำลองของทอมสันจริง ดังนั้นเมื่อยิงอนุภาคแอลฟาซึ่งมีประจุ
ไฟฟ้าเป็นบวกเข้าไปในอะตอม แอลฟาทุกอนุภาคจะทะลุผ่านเป็นเส้นตรงทั้งหมดเนื่องจากอะตอมมี
ความหนาแนน่ สม่ำเสมอเหมือนกันหมดทง้ั อะตอม”
เพื่อพิสูจน์สมมติฐานนี้ รัทเทอร์ฟอร์ดได้ทำการทดลองยิงอนุภาคแอลฟาไปยังแผ่นทองคำบาง ๆ
โดยมีความหนาไม่เกิน 10–4 cm โดยมีฉากสารเรอื งแสงรองรับ ปรากฏผลการทดลองดงั นี้
1. อนุภาคสว่ นมากเคลื่อนทที่ ะลุผ่านแผ่นทองคำเป็นเส้นตรง
2. อนุภาคสว่ นนอ้ ยเบย่ี งเบนไปจากเสน้ ตรง
3. อนุภาคสว่ นน้อยมากสะทอ้ นกลบั มาดา้ นหนา้ ของแผน่ ทองคำ

ถ้าแบบจำลองอะตอมของทอมสันถูกต้อง เมื่อยิงอนุภาคแอลฟาไปยังแผ่นทองคำบาง ๆ
อนุภาคแอลฟาควรพุ่งทะลุผ่านเป็นเส้นตรงทั้งหมดหรือเบี่ยงเบนเพียงเล็กน้อย เพราะอนุภาคแอลฟา

7

มีประจุบวกจะเบี่ยงเบนเมื่อกระทบกับประจุบวกที่กระจายอยู่ในอะตอม แต่แบบจำลองอะตอมของทอม
สนั อธิบายผลการทดลองของรทั เทอรฟ์ อร์ดไม่ได้ รทั เทอรฟ์ อรด์ จงึ เสนอแบบจำลองอะตอมข้ึนมาใหม่ดังน้ี

“อะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสที่มีโปรตอนรวมกันอยู่ตรงกลาง นิวเคลียสมีขนาดเล็กแต่มีมวล
มาก และมีประจุบวก ส่วนอิเลก็ ตรอนซงึ่ มปี ระจุลบและมีมวลน้อยมากวิ่งอยูร่ อบ ๆนิวเคลียส”

การอธิบายโครงสรา้ งอะตอมดว้ ยแบบจำลองอะตอมของรทั เทอรฟ์ อร์ด
จากแบบจำลองอะตอมของรทั เทอร์ฟอรด์ สามารถอธบิ ายไดว้ ่า เม่อื ผา่ นอนภุ าคแอลฟาซ่ึงมีประจุ
บวกและมวลมากให้เดินทางเป็นเสน้ ตรงไปยังแผน่ ทองคำ อนภุ าคแอลฟาส่วนมากจะเคลื่อนที่ผ่านไปยังที่
ว่างซงึ่ มีอิเล็กตรอนเคล่ือนทีอ่ ยู่ แต่อิเลก็ ตรอนมีมวลนอ้ ยมากจงึ ไม่มีผลตอ่ การเคลอ่ื นที่ของอนุภาคแอลฟา
อนุภาคแอลฟาบางส่วนที่เคลื่อนที่ใกล้นิวเคลียสทำให้เบี่ยงเบนออกจากที่เดิม และอนุภาคที่กระทบกับ
นิวเคลียสซงึ่ มีประจบุ วกและมวลมากจึงสะท้อนกลับ การทอ่ี นุภาคแอลฟาจำนวนน้อยมากสะท้อนกลับทำ
ให้เชื่อว่านวิ เคลียสมขี นาดเลก็ มาก
ข้นั ที่ 3 การอธิบายและลงข้อสรปุ (Explain)
3.1 ครถู ามคำถามเพือ่ ใหน้ กั เรียนร่วมกนั อภิปรายเรื่องแบบจำลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด

คำถาม : จากการทดลองที่ลอร์ดเออร์เนสต์ รัทเทอร์ฟอร์ด หากแบบจำลองอะตอม
เปน็ ไปตามทท่ี อมสันนำเสนอไว้ ผลการทดลองน่าจะเปน็ อยา่ งไร

(แนวตอบ : หากแบบจำลองอะตอมเปน็ ไปตามที่ทอมสันนำเสนอ การเรืองแสงบนฉากที่
เคลอื บดว้ ย ZnS น่าจะมกี ารเบีย่ งเบนอยา่ งสม่ำเสมอ)

คำถาม : ใครเป็นผู้คน้ พบอนภุ าคนิวตรอน คน้ พบได้อยา่ งไร และอนภุ าคนมี้ ีลักษณะ
อยา่ งไร

8

(แนวตอบ : เซอร์ เจมส์ แชดวิกเป็นผู้ค้นพบนิวตรอน โดยการทดลองยิงอนุภาคแอลฟาไป
ยงั แผน่ โลหะเบริลเลียม ซ่งึ ทำให้คน้ พบอนภุ าคที่เปน็ กลางทางไฟฟ้า และมมี วลใกลเ้ คียงกับโปรตอน เรียก
อนุภาคน้ันว่า อนภุ าคนวิ ตรอน)

2.3 ครูให้ความรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับแบบจำลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด และบทสรุปทฤษฎี
ซึ่งเมื่อเรียนจบหัวข้อนี้แล้ว นักเรียนควรสรุปสาระสำคัญเกี่ยวกับทฤษฎีแบบจำลองอะตอมของ
รัทเทอร์ฟอรด์ ไดด้ งั นี้

ทฤษฎีแบบจำลองอะตอมของรัทเทอร์ฟอร์ด : อะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสที่มีขนาดเล็ก
มปี ระจบุ วกอยู่ตรงกลาง และมอี ิเล็กตรอนวง่ิ อย่รู อบ ๆ

ชั่วโมงท่ี 4

ขัน้ ท่ี 2 การสํารวจและค้นหา (Explore)

2.1 ครูให้นักเรียนศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแบบจำลองอะตอมของโบร์ จากหนังสือเรียนเคมี ม.4

เล่ม 1 หน้า 32 - 34 และจากใบความรทู้ ค่ี รูแจกให้

2.2 ครูให้ความรเู้ รือ่ ง คล่ืนแมเ่ หล็กไฟฟ้า สมบตั ิของคลืน่ เกี่ยวกับความยาวคลืน่ และความถ่ีของ

คลนื่ เพอ่ื นำสู่การศกึ ษาเร่ือง คลนื่ แสง ซงึ่ เปน็ คลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟา้ ทม่ี ีความถ่ีและความยาวคล่นื ต่าง ๆ กัน

รวมทงั้ แสงทีม่ องเห็นได้ หรือแสงขาว

2.3 ครใู หค้ วามรเู้ ร่ืองการเกดิ แถบสเปกตรมั ของแสงขาว ซ่งึ ประกอบดว้ ยแสงสีต่าง ๆ ในชว่ งคลื่น

400 -700 นาโมเมตร และความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งความถ่ี ความยาว และพลงั งานของคลื่น

2.4 ครูตั้งคำถามใหน้ กั เรยี นร่วมกันอภปิ รายเร่ืองคลื่นแมเ่ หลก็ ไฟฟ้า และสเปกตรัม เชน่

คำถาม : เส้นสเปกตรัมของธาตุชนิดหนึ่งมี 2 เส้น คือ เส้นสีม่วงที่มีความยาวคลื่น

410 นาโนเมตร และเส้น สีน้ำเงินที่มีความยาวคล่ืน 434 นาโนเมตร จะมีพลังงานต่างกันเท่าใด

(แนวตอบ : เสน้ สเปกตรมั สีมว่ งมีความยาวคลื่น 410 นาโนเมตร มีคา่ เทา่ กบั 4.1 × 10-7 เมตร

E = hc

10−34J•s)(3 × 108m/s)
= (6.626 × 4.1 × 10−7m

= 4.85 × 10-19J

เส้นสเปกตรมั สีนำ้ เงินมีความยาวคล่นื 434 นาโนเมตร มีค่าเทา่ กับ 4.34 × 10-7 เมตร

9

E = hc

10−34J•s)(3 × 108m/s)
= (6.626 × 4.34 × 10−7m

= 4.58 × 10-19J
ดงั น้ัน เส้นสเปกตรมั ทง้ั 2 เส้น มพี ลังงานต่างกนั = (4.85 × 10-19) – (4.58 × 10-19) = 2.7 × 10-20 จลู )

คำถาม : ธาตุชนิดหนงึ่ เมอื่ นำไปเผาไฟจะเกดิ สเปกตรมั หลายเสน้ จากการทดลอง พบว่าเส้น

สเปกตรัมหนึ่ง มีพลังงาน 8.64 × 10-22 กโิ ลจูล สเปกตรัมเส้นดงั กลา่ วจะมีความยาวคล่นื และความถี่เท่าใด

(แนวตอบ : พลังงาน 8.64 × 10-22 กิโลจลู มีค่าเท่ากบั 8.64 × 10-19 จลู

หาความยาวคลื่นของเส้นสเปกตรัมน้ีได้จาก

E = hc



λ = ℎ
E

= (6.626 × 10−34J•s)(3 × 108m/s)
8.64 × 10−19J

= 2.3 ×10-7 m

ดังนน้ั สเปกตรมั เส้นดงั กล่าวมีความยาวคลน่ื 2.3 ×10-7 เมตร หรอื 230 นาโนเมตร

หาความถ่ีของเสน้ สเปกตรมั นีไ้ ด้จาก

v= c



= 3 × 108m/s
2.3 × 10−7m

= 1.3 × 1015 s-1

ดังนน้ั สเปกตรัมเส้นดงั กล่าวมคี วามถี่ 1.3 × 1015 รอบตอ่ วนิ าที หรือ 1.3 × 1015 เฮริ ตซ)์

2.5 ครูให้นักเรียนรว่ มกนั อภิปรายและสรุปความสัมพนั ธ์ระหวา่ งความถี่ของคลนื่ กับความยาวคลื่น

ความยาวคลนื่ กบั พลงั งานของคลนื่ ซึง่ ควรได้ขอ้ สรุป ดังนี้

• แสงที่เป็นคลน่ื สัน้ จะมคี วามถ่สี ูงกวา่ แสงท่ีเป็นคลื่นยาว

• แสงท่เี ปน็ คลน่ื สั้นจะมพี ลงั งานสงู กว่าแสงทเ่ี ปน็ คล่นื ยาว

• สเปกตรัมที่มีสีต่างกันจะมีพลังงานต่างกัน โดยสเปกตรัมสีม่วงจะมีพลังงานสูงที่สุด

และสเปกตรัมสแี ดงจะมพี ลังงานต่ำทส่ี ุด

10

ขนั้ ท่ี 3 การอธบิ ายและลงข้อสรุป (Explain)
3.1 ครแู ละนักเรยี นร่วมกันสรุปสรุปทฤษฎอี ะตอมของ และ โบร์ ดังน้ี
ทฤษฎีอะตอมของโบร์ โบรไ์ ด้สร้างแบบจำลองอะตอมขึน้ ใหม่วา่ อิเลก็ ตรอนอยูร่ อบ ๆ

นวิ เคลียสมกี ารจดั เรยี งตวั เป็วงคลา้ ยวงโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทติ ย์
1. อเิ ลก็ ตรอนจะอยู่เปน็ ชน้ั ๆ แต่ละเรียกว่า “ระดบั พลังงาน”
2. แตล่ ะระดบั พลงั งานจะมอี ิเล็กตรอนบรรจไุ ด้ ตามจำนวน 2n2
3. อิเล็กตรอนอยู่ระดับพลังงานนอกสุด เรียกว่า เวนเลนซ์อิเล็กตรอน (Velence

Electron) จะเป็นอิเล็กตรอนที่เกดิ ปฏิกริ ยิ าต่าง ๆ ได้
4. อิเล็กตรอนที่อยู่ในระดับพลังงานวงในที่ใกล้นิวเคลียสมากที่สุดจะเสถียรมาก เพราะ

ประจุบวกจากนิวเคลียสดึงดูดไว้อย่างดี ส่วนอิเล็กตรอนระดับพลังงานนอกสุดไม่เสถียร เพราะนิวเคลียส
สง่ แรงไปดงึ ดูดไดน้ ้อยมาก อเิ ลก็ ตรอนพวกน้จี ึงมพี ลังงานสงู หลดุ ออกจากอะตอมไดง้ ่าย

5. ระดับพลังงานวงในจะอยู่ห่างกันมาก ส่วนระดับพลังงานวงนอกจะอยู่ชิดกันมาก
6. การเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอน ไม่จำกัดต้องเปลี่ยนในระดับถัดไป อาจ
เปลี่ยนข้ามระดับพลังงานก็ได้แต่แบบจำลองอะตอมของโบร์ไม่สามารถอธิบายการจัดเรียงตัวของ
อิเล็กตรอนท่มี ีจำนวนมาก ๆ ได้ จึงมที ฤษฎีอะตอมใหม่ท่ีเป็นที่ยอมท่รี ับในปจั จุบนั

ชวั่ โมงที่ 5

ขน้ั ที่ 2 การสาํ รวจและคน้ หา (Explore)
2.1 ครูให้นักเรียนศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับแบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอก จากหนังสือเรียนเคมี

ม.4 เลม่ 1 หนา้ 40 และจากใบความรทู้ ีค่ รูแจกให้
2.2 ครูสมุ่ นกั เรียนอีก 2 คน ออกมาอภิปรายหน้าชน้ั เรยี น

ข้นั ท่ี 3 การอธบิ ายและลงข้อสรปุ (Explain)
3.1 ครถู ามคำถามเพื่อให้นักเรยี นร่วมกนั อภปิ รายเร่ืองแบบจำลองอะตอมแบบกลุม่ หมอก
คำถาม : เพราะเหตุใดจึงมีการคิดค้นแบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอกขึ้นมาแทน

แบบจำลองอะตอมของโบร์
(แนวตอบ : เนอื่ งจากแบบจำลองอะตอมของโบร์ไมส่ ามารถอธิบายการเกดิ สเปกตรัมที่เกิด

จากอะตอมของธาตุท่มี ีหลายอเิ ลก็ ตรอนได้ และเป็นการอธบิ ายโครงสรา้ งอะตอมในสองมติ ิเท่าน้นั )

11

คำถาม : แบบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอกสามารถอธบิ ายปรากฏการณ์ใดที่ไมส่ อดคล้อง
กับทฤษฎีของโบรไ์ ด้

(แนวตอบ : ให้พิจารณาว่าอิเล็กตรอนประพฤติตัวเป็นคลื่นนิ่งรอบนิวเคลียส จึงอธิบายว่า
เพราะเหตุใดอิเล็กตรอนจึงไม่ถูกโปรตอนดึงดูดเข้าไปในนิวเคลียส และอิเล็กตรอนเป็นคลื่น จึงสามารถ
เกิดการแทรกสอดกนั ได้ อิเลก็ ตรอนจึงเข้าคู่กันได้โดยไม่ผลกั กนั เม่อื เกดิ ปฏกิ ริ ยิ าเคมี)

3.2 ครใู ห้ความรู้เพิ่มเตมิ เกีย่ วกับแบบจำลองอะตอมแบบกลมุ่ หมอก และบทสรปุ ทฤษฎี ซึ่งเม่อื
เรียนจบหวั ขอ้ นแ้ี ล้ว นักเรยี นควรสรปุ สาระสำคญั เกี่ยวกับทฤษฎแี บบจำลองอะตอมแบบกลุ่มหมอกได้วา่

• อิเล็กตรอนมีขนาดเล็กมากและเคลื่อนที่รอบนิวเคลียสอย่างรวดเร็วตลอดเวลา ใน
ทิศทางที่ไม่แน่นอน จึงไม่สามารถบอกตำแหน่งที่แน่นอนของอิเล็กตรอนได้ บอกได้เพียงโอกาสที่จะพบ
อิเล็กตรอนเทา่ น้นั

• ถ้าบริเวณใดมกี ลุ่มหมอกของอิเลก็ ตรอนหนาทึบ แสดงว่า มีโอกาสท่จี ะพบอิเล็กตรอนได้
มากกว่าบริเวณที่มีกลุ่มหมอกจาง

ขนั้ ท่ี 4 ขยายความรู้ (elaboration)

4.1 ครูเปิดโอกาสให้นักเรียนซักถามข้อสงสัยในเนื้อหา เรื่อง แบบจำลองอะตอม ว่ามีส่วนไหนที่
ยงั ไม่เข้าใจ และใหค้ วามรู้เพมิ่ เตมิ ในส่วนน้ัน เพอื่ จะใชเ้ ป็นความรู้เบ้ืองต้นสำหรับการเรยี นในเนือ้ หาต่อไป

4.2 ครูให้นักเรียนทำใบงานที่ 5.1 เรื่อง วิวัฒนาการของแบบจำลองอะตอม และใบงานที่ 5.2
เรอ่ื ง แบบจำลองอะตอม

4.3 ครูตัง้ ประเด็นคำถามวา่ นกั เรยี นสามารถนำความรูเ้ รือ่ งแบบจำลองอะตอมมาใช้ประโยชน์ได้อย่างไร
4.4 ครูให้นกั เรยี นทำแบบฝกึ หดั ในแบบฝกึ หัดเคมี ม.4 เล่ม 1 สง่ ครูในช่วั โมงถัดไป

ข้ันท่ี 5 ประเมนิ ผล (evaluation)
- ครูประเมินผลโดยการสงั เกตการตอบคำถาม การร่วมกันทำงานและการนำเสนอผลงานหน้าชั้นเรียน
- ครูตรวจสอบผลจากการทำใบงานท่ี 5.1 เรอ่ื ง ววิ ัฒนาการของแบบจำลองอะตอม
- ครูตรวจสอบผลจากการทำใบงานท่ี 5.2 เรอื่ ง แบบจำลองอะตอม
- ครูตรวจสอบผลจากการทำแบบฝกึ หดั เคมี ม.4 เลม่ 1

12

7.สอ่ื /แหล่งการเรยี นรู้
7.1 ส่ือการเรียนรู้
- หนงั สอื เรยี นเคมี ม.4 เล่ม 1 หน่วยการเรียนรู้ที่ 2 อะตอมและตารางธาตุ
- ใบความรู้ที่ 5 เรื่อง แนวคิดในการพฒั นาแบบจำลองอะตอม
- ใบงานที่ 5.1 เรื่อง ววิ ัฒนาการของแบบจำลองอะตอม
- ใบงานท่ี 5.2 เรอ่ื ง แบบจำลองอะตอม
7.2 แหล่งการเรยี นรู้
- ห้องปฏบิ ตั ิการวทิ ยาศาสตร์

13

8. การวัดและประเมินผล

จุดประสงค์เชิงพฤตกิ รรม เครอื่ งมอื วธิ กี ารวัด เกณฑก์ าร
ประเมนิ
1.ดา้ นความรู้ (K) -แบบสังเกตการตอบ -สังเกตการตอบ
รอ้ ยละ 70
-อธิบายลักษณะ และบอกความ คำถาม คำถาม ข้นึ ไปผา่ นเกณฑ์

แตกต่างของแบบจำลองอะตอมขอ - ใบงานท่ี 5.1 เรอ่ื ง -ตรวจใบงาน ร้อยละ 70
ข้นึ ไปผ่านเกณฑ์
งดอลตัน ทอมสัน รัทเทอร์ฟอร์ด วิวัฒนาการของ -ตรวจแบบฝึกหัด
รอ้ ยละ 70
โบร์ และแบบจำลองอะตอม แบบ แบบจำลองอะตอม ขนึ้ ไปผา่ นเกณฑ์

กลมุ่ หมอกได้ - ใบงานท่ี 5.2 เรื่อง

แบบจำลองอะตอม

-แบบฝึกหัด

2. ด้านทักษะ / กระบวนการ (P) - ใบงานที่ 5.1 เรือ่ ง -ตรวจใบงาน

- สืบค้นข้อมูลแบบจำลองอะตอม วิวัฒนาการของ -ตรวจแบบฝกึ หดั

ของนักวิทยาศาสตร์จากแหล่ง แบบจำลองอะตอม

เรียนรู้ตา่ งๆ ได้ - ใบงานท่ี 5.2 เรอ่ื ง

แบบจำลองอะตอม

- แบบฝกึ หดั

3.ดา้ นคณุ ลักษณะอนั พงึ ประสงค์ -แบบประเมิคณุ -สงั เกตพฤตกิ รรม

(A) ลักษณะอันพงึ ประสงค์

เป็นผู้มคี วามต้ังใจ และมีความ

รับผดิ ชอบตอ่ หนา้ ท่ีท่ไี ดร้ ับ

มอบหมาย

14

แบบประเมนิ คุณลกั ษณะอันพึงประสงค์

คำช้แี จง จงทำเครือ่ งหมาย ✓ ลงในชอ่ งตรงกบั คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ที่ผู้เรยี นแสดงออก
โดยจำแนกระดับ พฤติกรรมการแสดงออกไว้เปน็ ๓ คะแนน ดงั นี้

๓ คะแนน หมายถึง ผเู้ รยี นมีพฤตกิ รรมการแสดงออกอยา่ งสมำ่ เสมอ
๒ คะแนน หมายถงึ ผู้เรียนมพี ฤติกรรมการแสดงออกเปน็ ครั้งคราว
๑ คะแนน หมายถึง ผเู้ รยี นมีพฤตกิ รรมการแสดงออกน้อยครงั้
สถานะผปู้ ระเมนิ ผู้สอน  ผเู้ รยี น 

รายการประเมิน

ช่ือ-นามสกลุ ความสนใจในการทำงาน คะแนน รอ้ ยละ สรปุ ผลการ
การเสนอความ ิคดเ ็หน รวม ประเมนิ
ีมความ ุ่มง ั่มนการทำงาน
ความ ่รวม ืมอในการทำงาน

๓ ๓ ๓ ๓ ๑๒ ๑๐๐ ผ่าน ไม่ผา่ น

15

เกณฑก์ ารประเมิน

ร้อยละ 70 ขึน้ ไป ( 8-12 คะแนน ) ผา่ นเกณฑ์
น้อยกวา่ รอ้ ยละ 70 ( 0-7 คะแนน ) ไม่ผ่านเกณฑ์

ลงช่อื ………………………………………
(................................................)
ตำแหน่ง......................................

วนั ท่.ี .....เดือน..............พ.ศ...........

16

ใบความรทู้ ่ี 5
เร่ือง แนวคิดในการพฒั นาแบบจำลองอะตอม

อะตอมเป็นอนุภาคขนาดเล็กทีไ่ ม่สามารถอยูไ่ ด้ตามลำพงั ได้ เนื่องจากอะตอมมีขนาดเล็กมากจน
ไมส่ ามารถมองเหน็ รูปรา่ งทแี่ ท้จริงของมันได้ จึงมีผู้พยายามทำนายโครงสร้างของอะตอมข้ึนมาในรูปแบบตา่ ง ๆ

การศกึ ษาถึงเรอื่ งราวของอะตอมเปน็ การสันนิษฐาน โดยใชข้ ้อมลู ทีไ่ ดจ้ ากการค้นคว้าทดลองแล้ว
สร้างเป็นแบบจำลองขึ้นมา ซึ่งแบบจำลองจะเป็นอย่างไรนั้น ขึ้นอยู่กับผลการทดลอง ถ้าการทดลอง
เปลี่ยนไป แบบจำลองก็ย่อมเปลี่ยนไปดว้ ย โดยแบบจำลองของอะตอมได้มีการเปล่ียนแปลงเรื่อยมา ดังนี้

1. แบบจำลองอะตอมของดอลตัน
นักวิทยาศาสตร์ที่เสนอแบบจำลองเป็นคนแรก คือ จอห์น ดอลตัน (Jhon Dalton) โดยเสนอ

ความคดิ เหน็ เก่ียวกบั อะตอมไวใ้ นปี พ.ศ. 2346 ซ่ึงมีข้อความทส่ี ำคญั สรปุ ได้ดังน้ี
1. สารแตล่ ะชนิดประกอบด้วยอนุภาคเลก็ ๆ เรียกว่าอะตอม ซ่งึ แบ่งแยกไมไ่ ด้
2. อะตอมจะทำใหเ้ กดิ ใหม่หรือสญู หายไปไม่ได้
3. อะตอมของธาตชุ นดิ เดียวกนั มีสมบัตเิ หมือนกนั และแตกต่างจากอะตอมของธาตุอนื่
4. สารประกอบเกิดจากการรวมตัวกันของอะตอมของธาตุต่างชนดิ กันด้วยอัตราส่วนของจำนวน

อะตอมคงที่เป็นเลขลงตัวนอ้ ย ๆ
5.โมเลกุลของสารประกอบชนิดเดียวกันย่อยมีสมบัติเหมือนกัน และ แตกต่างจากโมเลกุลของ

สารประกอบอื่น ๆ
จากทฤษฎีอะตอมของดอลตัน แบบจำลองอะตอมมลี ักษณะดังรูป

รูปแบบจำลองของดอลตัน

17

2. แบบจำลองอะตอมของทอมสนั
จากแบบจำลองอะตอมของดอลตัน ได้มีการนำมาใช้กันอย่างกว้างขวาง และทำให้มีการทดลอง

ใหม่ ๆ เกดิ ขึ้นมากมาย เชน่ ปรากฎการณ์ในหลอดรงั สแี คโทด เราทราบว่าของแขง็ และของเหลวส่วนมาก
นำไฟฟ้าได้ เช่นเหล็ก ทองแดง สารละลายโซเดียมคลอไรด์ แต่ในสภาวะความดันปกตแิ ก๊สจะไม่นำไฟฟา้
แต่ก็ยังพบว่าในบางโอกาสแกส๊ สามารถนำไฟฟ้าได้ เช่น การเกิดฟา้ แลบ ฟา้ ผ่า เป็นตน้

1. วลิ เลียม ครกู ส์ (William Crookes) ไดส้ ร้างหลอดรังสแี คโทดขน้ึ มาโดยใชแ้ ผ่นโลหะ 2 แผ่น
เป็นขั้วไฟฟ้า หลังจากต่อขั้วไฟฟ้าทั้งสองเข้ากับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า โดยให้ขั้วไฟฟ้าที่ต่อกับขั้วลบของ
เครื่องกำเนิดไฟฟ้าเป็นขั้วลบเรียก แคโทด และขั้วบวกต่อกับขั้วบวกของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าเรียกว่า
แอโนด จากการทดสอบพบวา่

- เมือ่ ใช้ความต่างศกั ย์ระหวา่ งขวั้ ไฟฟ้านอ้ ย ๆ จะพบวา่ มีการนำไฟฟ้านอ้ ยมาก
- เมื่อสบู เอากา๊ ซในหลอดรงั สีออกจนเกอื บหมดและใช้ความตา่ งศักย์ระหวา่ งขั้วประมาณ 10,000
โวลต์ จะพบว่ามีการนำไฟฟ้าได้ดียิ่งขึ้น และมีแสงสีเขียวพุง่ ออกมาจากแคโทด จึงได้เรียกหลอดชนิดนี้วา่
“หลอดรังสแี คโทด”

รปู หลอดรังสแี คโทด
2. เซอร์โจเซฟ จอห์น ทอมสัน (Sir Loseph John Thomson) ได้ทำการทดลองเกี่ยวกบั
การนำไฟฟ้าของกา๊ ซในหลอดรังสแี คโทดและ นอกจากนย้ี งั มนี ักวทิ ยาศาสตร์อ่ืน ๆ ที่สนใจเกี่ยวกบั เร่อื งนี้
เชน่ ยจู ีน โกลด์สไตน์ (Eugene Goldstein) และวิลเฮลม์ วนี (Wilhelm Wein) ซ่งึ ได้ทำการทดลองเก่ยี ว
หลอดรังสแี คโทด

18

โดยทอมสัน ได้ ดัดแปลงลกั ษณะของหลอดรังสีแคโทดจากเดมิ เล็กน้อย โดยการเติมฉากเรืองแสง
ไว้ในหลอดรังสีแคโทด ดังในรูป และทอมสันได้นำผลการทดลองในลักษณะต่าง ๆ มาสรุปเกี่ยวกั บ
แบบจำลองอะตอม โดยทำเปน็ ขั้น ๆ ดังน้ี

รูปหลอดรังสีแคโทดที่ดัดแปลงแลว้
1. บรรจุก๊าซชนิดหนึ่งในหลอดรังสีแคโทดที่ภายในมขี ั้วไฟฟ้าแอโนด และแคโทดต่ออยู่กบั เครื่อง
กำเนิดไฟฟ้ากระแสตรง ศักย์สูง ที่ขั้วแอโนดเจาะรูเล็ก ๆ ตรงกลาง และปลายด้านหนึ่งของหลอดรังสีมี
ฉากเรืองแสง ทำด้วย ZnS2 วางไว้ นำหลอดรงั สีนี้ต่อเข้ากับเครอื่ งสบู สูญญากาศ
ในตอนแรกความดันในหลอดแกว้ มีมาก จะยังไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงใด ๆ ที่ฉากเรอื งแสง แม้ว่า
จะใช้ศักย์ไฟฟ้าสูง ๆ แต่เมื่อลดความดันในหลอดแก้วให้ต่ำลงมาก ๆ จนเกือบเป็นสุญญากาศ จะพบว่ามี
จุดเรืองแสง หรือมีจุดสว่างบนฉากเรืองแสง ก. เนื่องจาก ZnS2 มีสมบัติพิเศษคือ ถ้าอนุภาคมีประจุมา
กระทบจะทำใหเ้ กิดการเรอื งแสงขึ้น ดงั น้ันจากผลการทดลองทำให้ ทอมสนั ตง้ั สมมตฐิ านว่า
จะต้องมีรังสีชนดิ หนึ่งซง่ึ มปี ระจุไฟฟ้าพ่งุ เป็นเส้นตรงจากขว้ั แคโทดมายังฉากเรืองแสง ก. ซ่ึงทอม
สันยังไม่ทราบว่ารังสีที่พุ่งออกมานั้นมีประจุเป็นอย่างไร แต่ทอมสันได้คาดว่าอะตอมคงจะไม่ใช่เป็นทร ง
กลมตันดงั แบบจำลองของดอลตันแน่ แตจ่ ะต้องมอี นภุ าคเล็ก ๆ ทีม่ ีประจเุ ปน็ องค์ประกอบดว้ ย

19

การทดลองเพอื่ ทดสอบอนภุ าคทเ่ี กิดขนึ้
ในการทดสอบว่าประจุไฟฟ้าที่มากระทบฉากเรืองแสง ก. เป็นประจุบวกหรือลบ ทอมสันจึงได้

ทดลองต่อไปโดยใช้สนามไฟฟ้าเข้าช่วย โดยยึดหลักที่ว่า อนุภาคที่มีประจุจะต้องเกิดการเบี่ยงเบนใน
สนามไฟฟ้า

ถา้ อนภุ าคน้นั มปี ระจุบวกจะเบีย่ งเบนเข้าหาข้วั ลบของสนามไฟฟา้ และถ้ามีประจลุ บจะเบ่ยี งเบน
เขา้ หาขั้วบวก ทงั้ นี้ศึกษาการเบยี่ งเบนไดจ้ ากฉากเรืองแสง

ดงั นัน้ เมอื่ เพม่ิ ขว้ั ไฟฟ้าเขา้ ไป 2 ข้ัว โดยให้ข้วั ไฟฟา้ ทั้งสอง มีสนามไฟฟ้าตง้ั ฉากกบั ทศิ ทางของรังสี
ดงั รปู

รปู การณ์ทดลองเพ่ือทดสอบอนุภาค
จากการทดลองพบวา่
- จุดสว่างบนฉากเรืองแสง ก. เบนไปจากตำแหน่งเดิม คือ เบี่ยงเบนขึ้นสู่ด้านบน ซึ่งถ้าลากเส้น
จากข้ัวไฟฟา้ จะเห็นวา่ รังสนี นั้ เบีย่ งเบนเข้าหาข้วั บวกของสนามไฟฟ้า
แสดงว่ารังสีจะต้องประกอบด้วยอนุภาคที่มีประจุลบ เนื่องจากรังสีนี้เคลื่อนที่ออกมาจากข้ัว
แคโทดซึ่งเป็นขั้วลบ จึงเรียกรังสีนี้ว่า รังสีแคโทด และเรียกหลอดแก้วที่ใช้ในการทดลองว่า หลอดรังสี
แคโทด

20

ทอมสนั ทดลองเปลย่ี นสภาวะในการทดลองท้ังชนิดของแก๊สและโลหะทใ่ี ช้เปน็ ข้วั ไฟฟา้ ก็พบวา่
ได้ผลเหมอื นเดิม จึงเรียกอนภุ าคในลำแสงรังสีแคโทดว่า อิเล็กตรอน ทอมสนั ไดท้ ำการทดลองหาค่าประจุ
ต่อมวล (e/m) ของอิเลก็ ตรอน ไดค้ า่ คงทคี่ ือ

e/m = 1.759 x 108 คลู อมบ์ /กรัม

การหาคา่ ประจขุ องอเิ ลก็ ตรอน
3. โรเบริ ์ต แอนดรูส์ มิลลแิ กน (Robert Andrews Millikan) นกั วิทยาศาสตร์ชาวอเมรกิ าได้

ทำการทดลองหาคา่ ประจุของอเิ ลก็ ตรอน โดยใช้การทดลองที่เรยี กวา่ “Oil drop experiment”
เคร่ืองมือประกอบด้วย
- ขว้ั ไฟฟ้า 2 ขั้ว ต่ออยู่กับเครื่องกำเนิดไฟฟ้า
- ขวั้ ไฟฟ้าบนเปน็ ขั้วบวก และข้วั ไฟฟ้าดา้ นล่างเป็นขัว้ ลบ
- ข้ัวไฟฟ้าทั้ง 2 ใส่ไว้ในกลอ่ งซง่ึ มอี ากาศอยู่ภายใน
เมื่อพ่นหยดน้ำมันเม็ดเล็ก ๆ เข้าไประหว่างขั้วไฟฟ้าทั้งสอง เนื่องจากน้ำมันแต่ละหยดมีมวล

ดังนั้นจึงถูกแรงดึงดูดของโลกทำให้ตกลงมาสู่ด้านล่าง ในขณะที่เม็ดน้ำมันยังไม่มีประจุไฟฟ้า การที่จะ
บังคบั ให้เคลื่อนท่ีขนึ้ ลงจึงยงั ทำไม่ได้ ดังน้ันในตอนแรกจึงต้องเติมประจุลงบนหยดน้ำมันก่อนโดยการฉาย
รังสีเอ็กซ์ ( X-Ray) เข้าไป รังสีเอ็กซ์จะไปชนกับอากาศภายในกล่อง ทำให้อะตอมของอากาศเกิด
การแตกตัว

X-rays A (g) A+ (g) + e-

รปู การทดลองหยดน้ำมันของมลิ ลิแกน

21

อนุภาคบวกและอิเล็กตรอนท่ีเกิดขึน้ จะไปเกาะที่หยดน้ำมัน ทำให้หยดน้ำมันเกิดประจุ เมื่อหยด
น้ำมันมีประจุในขณะที่กำลังเคลื่อนที่ลงมาด้วยแรงดึงดูดของโลก ถ้าใส่สนามไฟฟ้าเข้าไปในระหว่าง
ขั้วไฟฟ้าทั้งสอง ขั้วไฟฟ้าบวกข้างบนจะดึงดูดกับหยดน้ำมันที่มีอิเล็กตรอนเกาะอยู่ ส่วนขั้วไฟฟ้าลบ
ข้างลา่ งจะดงึ ดูดกับอนุภาคบวกทำใหห้ ยดน้ำมนั ทีม่ ีอนภุ าคบวกเคลอื่ นท่ีลงไดเ้ รว็ ข้ึน

ดังนั้นในขณะที่ใส่สนามแม่เหล็กเข้าไป หยดน้ำมันที่มีอิเล็กตรอนเกาะอยู่จะมีประจุเป็นลบ และ
ถูกดึงดูดให้ลอยขึ้นไปหาขั้วบวก ดังนั้นในตอนแรกหยดน้ำมันเหล่านี้จะเคลื่อนที่ลงได้ช้า และเมื่อเพ่ิม
ศกั ยไ์ ฟฟ้าระหว่างขว้ั ให้มากขึ้น จนกระทัง่ แรงดงึ ดดู เนื่องจากข้วั ไฟฟา้ กับอิเล็กตรอนบนหยดน้ำมันเท่ากับ
แรงเนอื่ งจากแรงดึงดูดของโลก หยดนำ้ มนั เหล่านน้ั จะลอยนิ่ง ซึง่ สามารถนำมาคำนวณค่าของประจุไฟฟ้า
ของอเิ ล็กตรอนแต่ละตัวได้

จากการทดลองทอมสัน
ประจตุ อ่ มวลของอิเล็กตรอน ( e/m) = 1.76 x 10 คลู อมบ์/กรัม
จากการทดลองของมิลลิแกน
ประจุของอเิ ล็กตรอน (e ) = 1.6 x 10 คูลอมบ์
ดังนนั้ มวลของอิเลก็ ตรอน (m ) = 9.1 x 10 - 28 กรมั (1 อิเลก็ ตรอน)
การคน้ พบโปรตอน
เนือ่ งจากอะตอมเปน็ กลางทางไฟฟา้ และการทพ่ี บวา่ อะตอมของธาตุทุกชนดิ จะต้องประกอบด้วย
อิเล็กตรอนซึ่งมีประจุลบ ทำให้นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่า องค์ประกอบอีกส่วนหนึ่งของอะตอมจะต้องมี
อนุภาคทมี่ ีประจบุ วกอยู่ด้วย
4. ออยเกน โกลดส์ ไตน์ (Eugen Goldstein) นักวิทยาศาสตร์ชาวเยอรมัน ได้ทำการทดลอง
เก่ยี วกบั หลอดรังสแี คโทด ดังรปู

22

รูปหลอดรังสแี คโทดกบั อนภุ าคบวก

โกลด์สไตน์ ได้เลื่อนขั้วแคโทดและแอโนดมาไว้เกือบตรงกลาง แล้วเพิ่มฉากเรืองแสง ข. ที่ปลาย
อีกด้านหนึ่งของหลอดแก้ว โดยคิดว่าการที่อนุภาคที่มีประจุลบสามารถเคลื่อนที่ผ่านขั้วแอโนดไปที่ฉาก
เรืองแสง ก. ได้ อนุภาคที่มีประจุบวกก็ควรจะเคลื่อนที่ผ่านแคโทดไปที่ฉากเรืองแสง ข. ได้เช่นเดียวกัน
ดงั นั้นจึงเจาะรูตรงกลางของข้วั แอโนดและแคโทดไว้ จากการทดลองเม่ือผ่านกระแสไฟฟา้ ปรากฏวา่

- มีจดุ สวา่ งเกดิ ข้นึ ทัง้ บนฉากเรืองแสง ก. และ ข.
โกลด์สไตน์ อธิบายว่าจุดสว่างที่เกิดบนฉากเรืองแสง ข. จะต้องเกิดจากรังสีที่ประกอบด้วย
อนภุ าคทมี่ ปี ระจุไฟฟ้าบวกเคลื่อนทผ่ี า่ นรูตรงกลางของแคโทดไปยังฉากเรืองแสง แต่ยังไม่ทราบว่ารังสีที่มี
ประจไุ ฟฟา้ บวกน้ีเกิดจากอะตอมของกา๊ ซหรือเกิดจากอะตอมของขั้วไฟฟ้า และมลี กั ษณะเหมือนกันหรือไม่
จากการทดลองหลายครัง้ ๆ
- โดยการเปลี่ยนชนิดของก๊าซในหลอดแก้ว ปรากฏว่าอนุภาคที่มีประจุบวกเหล่าน้ีมี อัตราส่วน
ของประจุตอ่ มวลไม่เทา่ กนั ขึ้นอยกู่ ับชนิดของกา๊ ซทใี่ ช้
- เม่อื ทดลองโดย เปลย่ี นโลหะทใ่ี ช้ทำข้วั ไฟฟา้ หลาย ๆ ชนดิ แตใ่ ชก้ า๊ ซในหลอด แก้วชนิดเดียวกัน
ปรากฏว่าผลการทดลองได้ อัตราส่วนของประจุต่อมวลเท่ากัน แสดงว่าอนุภาคบวกในหลอดรังสีแคโทด
เกดิ จากก๊าซ ไมไ่ ด้เกดิ จากข้ัวไฟฟา้
ต่อมาโกลด์สไตน์ได้พบว่าถ้าทำการทดลองโดยใช้ก๊าซไฮโดรเจน จะได้อนุภาคบวกที่มีจำนวน
ประจุเท่ากับประจุของอิเล็กตรอน และเรียกอนุภาคบวกที่เกิดจากก๊าซไฮโดรเจนว่า “โปรตอน” อะตอม

23

ของกา๊ ซไฮโดรเจนจะมี 1 โปรตอน และอะตอมของธาตุอน่ื ๆ อนภุ าคบวกจะมีมากกว่า 1 โปรตอน แตจ่ ำนวน
โปรตอนและอิเลก็ ตรอนเท่ากัน

จากผลการทดลองของทอมสัน โกลด์สไตน์ ทำให้ทอมสันได้ข้อมูลเกี่ยวกับอะตอมมากขึ้นเขาจึง
เสนอแบบจำลองอะตอมวา่

รปู แบบจำลองของทอมสนั
“อะตอมมีลักษณะเป็นทรงกลม ประกอบด้วยอนุภาคโปรตอนที่มีประจุบวกและอนุ ภาค
อิเล็กตรอนซ่ึงมีประจุลบกระจายอยทู่ ว่ั ไปอย่างสมำ่ เสมอในอะตอม อะตอมในสภาพท่ีเป็นกลางทางไฟฟ้า
จะมีจำนวนประจบุ วกเทา่ กับประจลุ บ”
3. การทดลองของรัทเทอรฟ์ อร์ด
รัทเทอร์ฟอรด์ ไดท้ ำการทดลอง โดยการยงิ อนภุ าคแอลฟาไปยังแผน่ ทองคำบางๆ ซง่ึ มีฉากก้นั ที่
เคลอื บด้วยสารเรืองแสง, ZnS2 ดังรูป

รูปการทดลองของรัทเทอร์ฟอรด์

24

ผลการทดลอง
- ส่วนใหญจ่ ะเดินทางเปน็ เสน้ ตรง แสดงไดว้ ่าภายในอะตอมจะตอ้ งมีทีว่ ่างมากมาย
- ส่วนนอ้ ยจะมกี ารเบี่ยงเบนทิศทาง แสดงว่าภายในต้องมีอนภุ าคที่เป็นบวกอยู่แตม่ ีขนาดเล็กนิดเดียว
- นาน ๆ ครั้งจะมีการสะท้อนกลับอย่างแรง แสดงว่าต้องมีอนุภาคที่มีมวลมากแต่มีขนาดเล็ก
รวมกันเป็นกลุ่มอยู่ภายในอะตอม
จากการทดลองซึ่งรัทเทอรฟ์ อร์ดทำเพื่อยืนยันแบบจำลองอะตอมของทอมสันทีว่ ่า "โปรตอนและ
อเิ ลก็ ตรอนกระจายทั่วอะตอม" ซ่ึงเขาตัง้ สมมตฐิ านว่า ถา้ แบบจำลองอะตอมของทอมสัน ถูกตอ้ ง อนุภาค
แอลฟาควรจะมีการสะท้อนกลับในเปอร์เซ็นต์ที่สูงมาก แต่เมื่อเขาได้ทำการทดลอง และผลการทดลอง
ออกมาขัดแย้งกบั แบบจำลองอะตอมของทอมสนั เขาจงึ ได้สร้างแบบจำลองอะตอมใหม่
“ อะตอมประกอบด้วยนิวเคลียสที่มีโปรตอนรวมกันอยู่ตรงกลางนิวเคลียส มีขนาดเล็กแต่มีมวล
มากและมีประจุบวก ส่วนอิเล็กตรอนซึ่งมีประจุลบ และมีมวลน้อยมากจึงอยู่รอบนิวเคลียสเป็นบริเวณ
กวา้ ง ” ดงั รปู

รปู แบบจำลองอะตอมของรัทเทอรฟ์ อร์ด
3.1 การค้นพบนิวตรอน โดย เซอร์เจมส์ แซดวิก
โดยการทดลองการยิงอนุภาคแอลฟาไปยังธาตุต่าง ๆ และสามารถทดสอบได้ว่า มีอนุภาคชนิด
หนง่ึ ท่ีมีมวลมากกวา่ มวลโปรตอนรวม และมอี นุภาคเปน็ กลางทางไฟฟ้าอยรู่ วมกบั โปรตอนในนิวเคลียสจึง
เรยี กอนุภาคนีว้ ่า นิวตรอน ( Neutron) เพราะฉะนั้นรูปแบบของอะตอม คอื

รูปแบบจำลองที่มีนวิ ตรอน

25

ดังนนั้ อนภุ าคมูลฐานของอะตอมประกอบดว้ ย
1. อเิ ล็กตรอน ประจลุ บ
2. โปรตอน ประจบุ วก
3. นิวตรอน เป็นกลางทางไฟฟา้

4. แบบจำลองอะตอมของโบร์

นลี โบร์ ไดน้ ำเรือ่ งของสเปกตรัมมาอธิบายการจัดเรยี งตัวของอิเลก็ ตรอนในอะตอม
สเปกตรัม คือ ผลที่เกิดจากการคายพลังงานของอิเล็กตรอน เมื่ออิเล็กตรอนได้รับพลังงานเข้าไป
แล้ว อิเล็กตรอนจะถูกกระตุ้นจากสภาวะพื้น (ground state) ไปอยู่อีกระดับพลังงานหนึ่งซึ่งทำให้
อิเล็กตรอนอยู่ในสภาวะกระตุ้น (excited state) และไม่เสถียร จึงต้องคายพลังงานออกมาเพื่อให้อยู่ใน
ภาวะเสถยี รอกี คร้งั และพลังงานท่คี ายออกมานั้นเปน็ พลงั งานรูปของพลังงานแสง

แสงขาว คอื แสงที่มีความยาวคล่ืนท่ปี ระสาทตาของมนุษย์สามารถมองเหน็ ได้ (visible light)
สเปกตรัมของแสงขาว คือ แสงสีต่าง ๆ ที่ปรากฏอย่างต่อเนื่อง เมื่อผ่านแสงขาวไปยังปริซึมแล้ว
จะเกดิ การหกั เหตามความยาวคลน่ื ของแสง
- น้อย หักเหไดด้ ี มีพลงั งานมาก ความถส่ี ูง (f)
- มาก หกั เหไม่ดี มีพลังงานต่ำ ความถี่ตำ่ (f)

26

ตารางแสดงความยาวคล่นื ของแสงสีต่าง ๆ ในแถบสเปกตรมั ของแสงขาว

ชนดิ ของแสง ความยาวคล่นื พลังงาน

มว่ ง 400-420 สูง

น้ำเงิน-คราม 420-490

เขยี ว 490-580

เหลือง 580-590

ส้ม (แสด) 590-650

แดง 650-700 ตำ่

สตู รการคำนวณพลงั งานของแสง
ในปี ค.ศ. 1900 มักซ์ พลังค์ นกั วทิ ยาศาสตรช์ าวเยอรมนั ได้ศกึ ษาพลงั งานของคลนื่

แมเ่ หล็กไฟฟา้ สรุปได้ว่า พลงั งานคลืน่ แมเ่ หล็กไฟฟ้าจะเป็นสดั สว่ นโดยตรงกบั ความถ่ขี องคลืน่ นั้น เขยี น
ความสมั พันธ์ได้

E = h

ให้ E คือ พลงั งาน มีหนว่ ยเปน็ จูล (J)
คือ ความถข่ี องคลนื่ แม่เหลก็ ไฟฟา้ มหี น่วยเปน็ เฮริ ์ต (Hz) หรอื รอบต่อวินาที
h คือ ค่าคงที่ของพลงั ค์ มคี ่า 6.625 x 10-34 จลู ต่อวนิ าที (J-1)

เน่ืองจากความเร็วของคลนื่ แม่เหล็กไฟฟา้ สัมพันธก์ บั ความถ่แี ละความยาวคล่นื ดงั น้ี

c = λ

27

ให้ c คือ ความเร็วของคล่ืน = 2.997 x 108 m/s

คอื ความถ่ีของคลื่น (Hz)

λ คือ ความยาวคลื่น (m) หรือ (nm)

E = ℎ

λ

ดงั นนั้ เส้นสเปกตรัมและการแปลความหมาย
สารประกอบของธาตุที่มีสถานะเปน็ ของแข็ง เมื่อเผาแล้วจะให้สีของเปลวไฟ นำปริซึมมาแล้วให้
แสงสีของเปลวไฟนน้ั ผ่านจะเกดิ เสน้ สเปกตรมั
ในการทดลองเราใช้เกรตติง เพราะ หากเราสังเกตเปลวไฟด้วยตาเปล่าอาจมองเห็นเป็นเพียงแค่สี
เดียว เพราะสายตาของคนเราไม่สามารถแยกความแตกต่างได้ แต่เมื่อใช้เกรตติงส่องดูเห็นเส้นสเปกตรัม
ของแต่ละธาตุว่ามลี กั ษณะเเตล่ ะเสน้ ไม่เหมือนกนั

สรุปการเกิดสเปกตรัม
1.การตรวจสอบหาสเปกตรมั (ตอ้ งมีกรใหพ้ ลงั งานแก่อะตอม เพอื่ ให้อิเลก็ ตรอนได้รบั การกระต้นุ

- ถา้ เป็นสารประกอบ ทำโดยการนำมาเผา
- ถ้าเป็นก๊าซ ทำโดยนำก๊าซมาบรรจุในหลอดแก้วแล้วปรับความดันให้ต่ำ แล้วใช้
พลงั งานไฟฟ้าแทนการเผา
2. สเี ปลวไฟ หรือสสี เปกตรัม เกดิ จากสาเหตเุ ดยี วกัน ข้อแตกตา่ ง คอื
- สีเปลวไฟ เป็นสีทม่ี องจากตาเปล่าจะเห็นเป็นสีเดยี ว ซงึ่ เป็นสที ่เี ด่นชัดทีส่ ุด
- สีสเปกตรัม เป็นสีที่ใช้เครื่องมือสเปกโทรสโคปส่องดูเปลวไฟ จะเห็นเป็นสีสเปกตรัม
หลายเสน้ และความเข้มของสมี ากทสี่ ดุ จะเปน็ สเี ดยี วกนั กบั สีเปลวไฟ
3. สขี องเปลวไฟหรอื สีของสเปกตรมั เปน็ สีทเ่ี กิดจากสว่ นที่เปน็ ไอออนของโลหะ หรอื ไอออนบวก
นั้นเอง ดังเช่น Li+ สแี ดง Na+ สีเหลอื ง K+ สมี ่วง Ca+ สีแดงอิฐ Ba+ สีเขียวอมเหลอื ง และ Cu+ สเี ขยี ว

28

4. สเี ปลวไฟหรอื สสี เปกตรมั เกิดจากการเปลี่ยนระดบั พลังงาน ส่วนสีของสารขน้ึ อยู่กับธาตุหรอื
ไอออนของธาตุทีเ่ ปน็ องค์ประกอบในธาตุน้นั ๆ

5. ธาตแุ ตล่ ะธาตุมเี ส้นสเปกตรมั มลี กั ษณะเฉพาะตวั ไม่ซ้ำกัน
สรุปทฤษฎีอะตอมของโบร์ โบร์ได้สร้างแบบจำลองอะตอมขึ้นใหม่ว่า อิเล็กตรอนอยู่รอบ ๆ
นิวเคลียสมีการจัดเรียงตวั เปว็ งคลา้ ยวงโคจรของดาวเคราะหร์ อบดวงอาทิตย
1. อิเลก็ ตรอนจะอยเู่ ปน็ ชน้ั ๆ แตล่ ะเรียกว่า “ระดับพลังงาน”
2. แต่ละระดบั พลังงานจะมอี ิเล็กตรอนบรรจไุ ด้ ตามจำนวน 2n2
3. อิเล็กตรอนอยู่ระดับพลังงานนอกสุด เรียกว่า เวนเลนซ์อิเล็กตรอน (Velence Electron)
จะเปน็ อเิ ลก็ ตรอนท่ีเกิดปฏกิ ิรยิ าตา่ ง ๆ ได้
4. อิเลก็ ตรอนทีอ่ ยใู่ นระดบั พลังงานวงในทใี่ กล้นวิ เคลยี สมากท่สี ุดจะเสถยี รมาก เพราะประจุบวก
จากนิวเคลียสดึงดูดไว้อย่างดี ส่วนอิเล็กตรอนระดับพลังงานนอกสุดไม่เสถียร เพราะนิวเคลียสส่งแรงไป
ดึงดูดไดน้ ้อยมาก อิเล็กตรอนพวกนีจ้ งึ มีพลงั งานสูงหลุดออกจากอะตอมได้ง่าย
5. ระดบั พลงั งานวงในจะอยู่ห่างกันมาก สว่ นระดับพลงั งานวงนอกจะอยชู่ ดิ กนั มาก
6. การเปลี่ยนระดับพลังงานของอิเล็กตรอน ไม่จำกัดต้องเปลี่ยนในระดับถัดไป อาจเปลี่ยนข้าม
ระดับพลังงานก็ได้แต่แบบจำลองอะตอมของโบร์ ไม่สามารถอธิบายการจัดเรียงตัวของอิเล็กตรอนที่มี
จำนวนมาก ๆ ได้ จงึ มีทฤษฎอี ะตอมใหมท่ ่เี ปน็ ทย่ี อมท่รี บั ในปัจจบุ นั

รูปแบบจำลองอะตอมของโบร์

29

5. ทฤษฎีอะตอมแบบกลุ่มหมอก
1. อะตอมประกอบด้วยกลุ่มหมอกของอิเล็กตรอนรอบนวิ เคลียส บริเวณทีม่ หี มอกทึบ แสดงว่ามี

โอกาสพบอิเลก็ ตรอนได้มากกว่าบรเิ วณท่ีมหี มอกจาง
2. อเิ ลก็ ตรอนไมเ่ คล่ือนทเี่ ป็นวงกลม แตเ่ คลอ่ื นที่รอบ ๆ นวิ เคลียสเป็นรูปทรงตา่ ง ๆ
3. ไม่สามารถบอกตำแหน่งที่แน่นอนของอิเล็กตรอนได้เนื่องจากอิเล็กตรอนเคลื่อนที่รวดเร็วรอบ ๆ

ท้งั อะตอม
จากทฤษฎีอะตอมของกลุ่มหมอก แบบจำลองอะตอมมลี ักษณะดังรูป

รปู แบบจำลองอะตอมกลมุ่ หมอก

30

ใบงานที่ 5.1
เรอ่ื ง วิวัฒนาการของ
แบบจำลองอะตอม
ชื่อ……………………………………………………………………………….ชั้น………………….เลขท่ี……………

คำชี้แจง : ใหน้ ักเรยี นวาดแบบจำลองอะตอมแบบตา่ ง ๆ พรอ้ มท้ังเขียนคำอธบิ ายลกั ษณะของแตล่ ะ
แบบจำลองอะตอมใหเ้ ขา้ ใจ พอสงั เขป

31

32

ใบงานท่ี 5.2

แบบจำลองอะตอม

ชอ่ื ……………………………………………………………………………….ชัน้ …………………….เลขท…ี่ ……………….

คำชแ้ี จง : ใหน้ กั เรยี นตอบคำถามต่อไปน้ี
1. นกั เรยี นคิดวา่ แบบจำลองอะตอมที่สรา้ งขนึ้ มานัน้ สามารถปรบั ปรงุ หรอื เปล่ยี นแปลงได้หรือไม่ เพราะ
เหตใุ ด

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
2. แนวคิดเกย่ี วกบั แบบจำลองอะตอมของดอลตนั ทอมสนั และรทั เทอร์ฟอรด์ แตกตา่ งกนั อย่างไร

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
3. นักเรยี นคิดวา่ เราสามารถแยกแสงขาวออกเป็นแสงสอี ่ืน ๆ ได้หรอื ไม่ อย่างไร

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
4. นกั วทิ ยาศาสตรท์ ่านใดเป็นผู้ค้นพบโปรตอน

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
5. “อะตอมเปน็ ทรงกลม ประกอบดว้ ยประจุบวกและประจุลบกระจายอยทู่ ่วั ไป” ขอ้ สรุปน้ีคือ
แบบจำลองอะตอมของนกั วิทยาศาสตร์ทา่ นใด

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
6. นกั วทิ ยาศาสตร์ท่านใดเปน็ ผู้ค้นพบนวิ ตรอน

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
7. แนวคิดท่ีวา่ มวลสว่ นใหญข่ องอะตอมคอื มวลของนิวเคลียส เป็นแนวคิดของนกั วิทยาศาสตร์ทา่ นใด

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
8. อิเลก็ ตรอนท่มี ีพลงั งานต่ำจะพบอยู่บริเวณใดของอะตอม

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
9. “อเิ ล็กตรอนมีขนาดเลก็ มาก และเคล่ือนทอี่ ยา่ งรวดเรว็ ตลอดเวลาไปทัว่ ทั้งอะตอม” ข้อสรปุ น้คี อื
แบบจำลองอะตอมแบบใด

………………………………………………………………………………………………………………………………………………
10.การทดลองของทอมสนั ทำให้คน้ พบว่าอะตอมประกอบดว้ ยอนุภาคใด

………………………………………………………………………………………………………………………………………………

33

เฉลยใบงานที่ 5.1
เรอ่ื ง วิวฒั นาการของแบบจำลอง

คำชแ้ี จง : ใหน้ ักเรียนวาดแบบจำลองอะตอมแบบตา่ ง ๆ พร้อมทัง้ เขยี นคำอธิบายลักษณะของแต่ละ
แบบจำลองอะตอมให้เข้าใจ พอสังเขป

แบบจำลองอะตอมของทอมสนั

อะตอมเป็นทรงกลม ประกอบด้วยโปรตอนซงึ่ มี
ประจุบวก และอิเลก็ ตรอนซ่งึ มปี ระจุลบกระจายอยู่
ท่ัวไปอย่างสม่ำเสมอ อะตอมในสภาพทเ่ี ป็นกลาง
ทางไฟฟา้ จะมีจำนวนประจบุ วกเท่ากับจำนวน
ประจุลบ

34

35

เฉลยใบงานท่ี 5.2
แบบจำลองอะตอม

คำช้แี จง : ให้นักเรียนตอบคำถามต่อไปนี้

1. นักเรยี นคดิ วา่ แบบจำลองอะตอมทสี่ รา้ งขน้ึ มานนั้ สามารถปรบั ปรงุ หรือเปลย่ี นแปลงได้หรอื ไม่ เพราะเหตุใด
เปลี่ยนแปลงได้ เพราะความทันสมัยของเครื่องมือ และความรู้ความสามารถของมนุษย์ที่มากข้นึ

ทำใหค้ ้นพบความจริงใหม่ ๆ จึงทำให้แบบจำลองอะตอมเกดิ การเปลีย่ นแปลงไปได้
2. แนวคิดเก่ยี วกบั แบบจำลองอะตอมของดอลตัน ทอมสัน และรทั เทอร์ฟอร์ด แตกตา่ งกนั อยา่ งไร

ดอลตันเสนอว่าอะตอมไม่สามารถแบ่งแยกได้ ทอมสันพบว่าในอะตอมอนุภาค 2 ชนิด
คอื โปรตอนกับนิวตรอน ส่วนรทั เทอร์ฟอร์ดพบวา่ ในอะตอมมอี นภุ าค 3 ชนดิ คือ โปรตอน นวิ ตรอน และ
อิเล็กตรอน
3. นกั เรยี นคดิ วา่ เราสามารถแยกแสงขาวออกเป็นแสงสอี ่นื ๆ ไดห้ รือไม่ อย่างไร

ได้ โดยใหแ้ สงขาวส่องผ่านปริซมึ จะได้แถบสที ัง้ หมด 7 สี คือ สีมว่ ง คราม นำ้ เงนิ เขยี ว เหลอื ง แสด และแดง
4. นักวทิ ยาศาสตร์ท่านใดเปน็ ผู้ค้นพบโปรตอน

ออยเกนิ โกลด์ชไตน์
5. “อะตอมเป็นทรงกลม ประกอบดว้ ยประจบุ วกและประจลุ บกระจายอยทู่ ัว่ ไป” ข้อสรุปน้ี คือ
แบบจำลองอะตอมของนกั วทิ ยาศาสตร์ท่านใด

แบบจำลองอะตอมของทอมสัน
6. นกั วทิ ยาศาสตร์ท่านใดเปน็ ผู้ค้นพบนิวตรอน

เซอร์ เจมส์ แชดวกิ
7. แนวคิดทวี่ า่ มวลส่วนใหญ่ของอะตอมคือมวลของนวิ เคลยี ส เป็นแนวคดิ ของนักวทิ ยาศาสตรท์ ่านใด

รทั เทอร์ฟอร์ด
8. อิเลก็ ตรอนทีม่ ีพลงั งานต่ำจะพบอยู่บรเิ วณใดของอะตอม

บริเวณใกลน้ ิวเคลียส
9. “อเิ ล็กตรอนมีขนาดเล็กมาก และเคล่ือนทอี่ ยา่ งรวดเร็วตลอดเวลาไปทวั่ ทั้งอะตอม” ข้อสรปุ นคี้ อื
แบบจำลองอะตอมแบบใด

แบบจำลองอะตอมแบบกล่มุ หมอก
10.การทดลองของทอมสันทำให้คน้ พบวา่ อะตอมประกอบด้วยอนุภาคใด

โปรตอนและนิวตรอน









40

แผนการจดั การเรยี นรู้ท่ี 2

รายวชิ า เคมี 1 รหสั วิชา ว30221 กลุม่ สาระการเรยี นรู้ วทิ ายาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี

โรงเรียนมธั ยมเทศบาล 6 นครอดุ รธานี ชนั้ มธั ยมศึกษาปที ่ี 4 ภาคเรยี นท่ี 1 ปกี ารศึกษา 2565

หน่วยการเรยี นรทู้ ่ี 2 อะตอมและตารางธาตุ เวลา 35 ช่วั โมง

เร่อื ง สัญลกั ษณ์นิวเคลยี ร์ เวลา 2 ชว่ั โมง

ผูส้ อน นางสาววธติ า แมดมิง่ เหง้า วันท่สี อน : วนั ที่…..เดอื น………………….พ.ศ...................

1. สาระสำคัญ
สัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุ ประกอบด้วย สัญลักษณ์ธาตุ เลขอะตอมซึ่งแสดงจำนวนโปรตอน

และเลขมวลซึ่งแสดงผลรวมของจำนวนโปรตอนกับนิวตรอน อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันที่มีจำนวน
โปรตอนเทา่ กัน แตม่ จี ำนวนนิวตรอนตา่ งกัน เรยี กวา่ ไอโซโทป

2. มาตรฐานการเรยี นรู้/ผลการเรยี นรู้
สาระเคมี

1. เข้าใจโครงสร้างอะตอม การจัดเรียงธาตุในตารางธาตุ สมบัติของธาตุพันธะเคมีและสมบัติ
ของสาร แก๊สและสมบัติของแก๊ส ประเภทและสมบัติของสารประกอบอินทรีย์และพอลิเมอร์ รวมทั้งการ
นำความรไู้ ปใช้ประโยชน์

ผลการเรียนรู้
ม.4/6 เขียนสัญลกั ษณน์ วิ เคลยี ร์ของธาตุ และระบุจำนวนโปรตอน นวิ ตรอน และอเิ ล็กตรอนของ

อะตอมจากสญั ลกั ษณน์ วิ เคลยี ร์ รวมทั้งบอกความหมายของไอโซโทป

3.จดุ ประสงค์

3.1 ด้านความรู้ (K)
3.1.1 อธิบายความหมายของสญั ลกั ษณน์ วิ เคลยี ร์ได้

3.2 ด้านทักษะ/กระบวนการคิด (P)
3.2.1 เขียนและระบุองค์ประกอบของสัญลักษณ์นิวเคลียร์ได้

3.3 ดา้ นคณุ ลักษณะอันพงึ ประสงค์ (A)
3.3.1 เป็นผู้มีความตงั้ ใจ และมคี วามรับผดิ ชอบต่อหนา้ ทท่ี ี่ไดร้ ับมอบหมาย

41

4. สมรรถนะสำคัญของผ้เู รยี นและคุณลกั ษณะอนั พึงประสงค์

สมรรถนะสำคัญของผูเ้ รยี น คุณลักษณะอนั พึงประสงค์
1. ความสามารถในการสอื่ สาร 1. มีวนิ ยั
2. ความสามารถในการคดิ 2. ใฝเ่ รียนรู้
3. มุง่ ม่ันในการทำงาน
1) ทักษะการสงั เกต
2) ทกั ษะการสำรวจค้นหา
3) ทักษะการวิเคราะห์
4) ทักษะการตคี วามหมายและลงขอ้ สรุป
3. ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี

5. สาระการเรียนรู้

สัญลักษณ์นิวเคลียร์ของธาตุประกอบด้วยสัญลักษณ์ธาตุ เลขอะตอม ซึ่งแสดงจำนวนโปรตอน
และเลขมวลซึ่งแสดงผลรวมของจำนวนโปรตอนกับนิวตรอน อะตอมของธาตุชนิดเดียวกันที่มีจำนวน
โปรตอนเท่ากนั แต่มีจำนวนนวิ ตรอนต่างกนั เรียกว่า ไอโซโทป

6. กิจกรรมการเรียนรู้

 วิธสี อนแบบสืบเสาะหาความรู้ 5Es (5Es Instructional Model)
ขน้ั ที่ 1 การสร้างความสนใจ (Engagement)

1.1 ครถู ามคำถามเพ่ือทบทวนความรูเ้ ดิม เรื่องแบบจำลองอะตอม ทีเ่ รียนในคาบทผี่ ่านมา ดังนี้
คำถาม : สว่ นประกอบของอะตอมมีอะไรบา้ ง
(แนวคำตอบ : ประกอบดว้ ย 2 ส่วน คอื สว่ นที่เป็นนวิ เคลียส ซึ่งจะอยตู่ รงกลางของอะตอม

ในนิวเคลียสจะประกอบด้วย โปรตอนและนิวตรอนรวมกันอยู่อย่างหนาแน่น และมีอิเล็กตรอน
เคลือ่ นทีด่ ว้ ยความเรว็ สูงรอบนิวเคลียส)
1.2 ครูถามคำถามเพื่อเชื่อมโยงเข้าสู่บทเรียน “สัญลักษณ์นิวเคลียร์คืออะไร และเขียนสัญลักษณ์
อยา่ งไร”

42

ข้นั ท่ี 2 การสาํ รวจและค้นหา (Explore)
2.3 ครูให้นักเรียนสืบค้นหาคำตอบว่า สัญลักษณ์นิวเคลียร์เป็นอย่างไร แล้วมาร่วมกันอภิปราย

ประเดน็ คำถามต่อไปน้ี จากหนงั สอื เรยี นเคมี ม.4 เลม่ 1
คำถาม : อนุภาคมูลฐานของอะตอมประกอบดว้ ย อะไรบ้าง
(แนวคำตอบ : โปรตอน นิวตรอนและอิเล็กตรอน)
คำถาม : ตำแหน่งของอนภุ าคแต่ละชนิดอย่ทู ่ีใดในอะตอม
(แนวคำตอบ : โปรตอนและนวิ ตรอนจะรวมกันอยู่ตรงกลางของอะตอมภายในนิวเคลียส

และมอี ิเล็กตรอนวิ่งอยรู่ อบๆนวิ เคลยี ส)
2.4 ครูวาดภาพส่วนประกอบของอะตอมให้นักเรียนดูบนกระดาน เพ่อื ให้นกั เรยี นมองเหน็ ภาพได้

อย่างชัดเจนมากย่ิงขึ้น แล้วถามคำถามนักเรยี น ดังนี้

คำถาม : ในภาพทค่ี รูวาดน้ีมีจำนวนโปรตอน นวิ ตรอนและอเิ ล็กตรอนเทา่ ไหร่
คำถาม :โปรตอนใช้สัญลักษณ์แทนดว้ ยอะไร มีประจุไฟฟ้าอยา่ งไร และมีมวลเท่าไร
(แนวคำตอบ : โปรตอน สัญลักษณ์แทน คอื p มีประจไุ ฟฟ้าเป็น + และมมี วลเท่ากับ 1.673X10-24 กรมั )
คำถาม : นวิ ตรอนใช้สัญลักษณแ์ ทนด้วยอะไร มปี ระจุไฟฟ้าอย่างไร และมมี วลเทา่ ไร
(แนวคำตอบ : นวิ ตรอน สญั ลกั ษณ์ คือ n มปี ระจุไฟฟา้ เปน็ กลาง และมมี วลเท่ากับ 1.675X10-24กรมั )
คำถาม : อิเล็กตรอนใชส้ ัญลักษณ์แทนดว้ ยอะไร มีประจไุ ฟฟ้าเป็นอย่างไร และมมี วลเทา่ ไร
(แนวคำตอบ : อิเล็กตรอน สัญลักษณ์ คอื e- มปี ระจุไฟฟ้าเป็น - และมีมวลเท่ากับ 9.109X10-28 กรัม)
คำถาม : มวลสว่ นใหญ่ของอะตอมวา่ จากอะไร
(แนวคำตอบ : โปรตอนกบั นิวตรอน รวมกนั อยตู่ รงกลาง (นวิ เคลยี ส))

43

คำถาม : นักเรียนคดิ ว่าอะตอมทเี่ ปน็ กลางทางไฟฟา้ จะมจี ำนวนอนภุ าคอะไรเทา่ กัน
(แนวคำตอบ : โปรตอนกับอิเลก็ ตรอน)
คำถาม : ถ้าอะตอมท่ีมีประจุเป็นบวกหรอื เปน็ ไอออนบวก แสดงวา่ มอี นภุ าคใดมากกวา่
(แนวคำตอบ : โปรตอนมากกวา่ อเิ ลก็ ตรอน)
คำถาม : ถา้ อะตอมที่มปี ระจเุ ปน็ ลบหรอื เปน็ ไอออนลบ แสดงว่ามีอนุภาคใดมากกว่า
(แนวคำตอบ : อเิ ล็กตรอนมากกว่าโปรตอน)

2.5 ครูถามคำถามนักเรียนถึงความหมายของสัญลกั ษณ์นิวเคลียรว์ า่ สัญลกั ษณ์นวิ เคลยี รค์ ืออะไร
(แนวคำตอบ : เป็นสัญลักษณท์ ี่แสดงจำนวนอนุภาคมูลฐานของอะตอมด้วยเลขมวลและเลขอะตอม)

2.6 ครูเขยี นสญั ลักษณน์ วิ เคลียรใ์ หน้ กั เรียนดบู นกระดาน แลว้ ถามนักเรียนว่าทค่ี รชู ี้น้คี ือแสดงถึงอะไร

เลขมวล สญั ลักษณ์ธาตุ

ZAX

เลขอะตอม

เรยี กท้ังหมดท่ีครูเขียนบนกระดานว่า “สัญลักษณ์นิวเคลียร์”

2.7 ครอู ธบิ ายให้ความรู้ในเร่อื งของสัญลักษณ์นวิ เคลียร์ ดังน้ี
สัญลักษณน์ วิ เคลยี ร์ คอื สัญลกั ษณท์ ีเ่ ขยี นแสดงชื่อของธาตุ เลขมวล และเลขอะตอม

ของธาตุ โดยเราสามารถใช้เลขมวลและเลขอะตอมในการหาองคป์ ระกอบในอะตอมของธาตตุ า่ งๆได้
เมอ่ื X คือ สญั ลกั ษณ์ของธาตุ
A คือ เลขมวล โดยเลขมวลจะแสดงผลรวมของจำนวนโปรตอนและจำนวนนิวตรอน

ซึ่งเลขมวล จะมีค่าใกล้เคียงกับมวลอะตอม (Atom mass) แต่เลขมวลเปน็ เลขจำนวนเต็มเสมอ ส่วนมวล
อะตอมอาจเป็นจำนวนเต็มหรือทศนิยมก็ได้ และเลขมวลไม่เป็นค่าเฉพาะสำหรับธาตุต่างชนิดกันอาจมี
มวลเท่ากันก็ได้

Z คือ เลขอะตอม เป็นตัวเลขที่แสดงจำนวนโปรตอนของธาตุ เลขอะตอมเป็นค่าเฉพาะ
สำหรบั ธาตหุ นึง่ ๆ ธาตแุ ต่ละชนดิ มีเลขอะตอมซ้ำกนั ดังนนั้ เลขอะตอมจึงบอกชนิดของธาตไุ ด้

44

จำนวนโปรตอน = Z
จำนวนอิเล็กตรอน = จำนวนโปรตอน (=Z)
จำนวนนิวตรอน = เลขมวล – เลขอะตอม (A – Z)
2.8 ครยู กตัวอย่างสัญลักษณ์นิวเคลยี ร์ใหน้ ักเรยี นดูบนกระดาน

162C แสดงวา่ จำนวนโปรตอน = เลขอะตอม = 12

จำนวนอเิ ลก็ ตรอน = จำนวนโปรตรอน = 12
จำนวนนวิ ตรอน = เลขมวล - เลขอะตอม = 6 – 12 = -6

3179A+ แสดงวา่ จำนวนโปรตอน = เลขอะตอม = 19

จำนวนอิเลก็ ตรอน = 19- 1 = 18
จำนวนนวิ ตรอน = เลขมวล - เลขอะตอม = 39 – 19 = 20

2306X- แสดงวา่ จำนวนโปรตอน = เลขอะตอม = 20

จำนวนอิเลก็ ตรอน = 20 + 1 = 21
จำนวนนิวตรอน = เลขมวล - เลขอะตอม = 36 – 20 = 16
2.9 ครูถามคำถามนกั เรียน
คำถาม : จากตัวอย่างสัญลักษณ์นิวเคลียร์ข้อที่ 2 ธาตุเกิดการสูญเสียอิเล็กตรอนไปก่ี
อิเลก็ ตรอน และกลายเป็นไอออนใด
(แนวคำตอบ : สญู เสยี อเิ ลก็ ตรอนไป 1 อิเลก็ ตรอน และกลายเป็นไอออนบวก )
คำถาม : จากตัวอย่างสัญลักษณ์นิวเคลียร์ข้อที่ 3 ธาตุได้รับอิเล็กตรอนเพิ่มเข้ามาก่ี
อิเลก็ ตรอน และกลายเปน็ ไอออนใด
(แนวคำตอบ : รบั อิเล็กตรอนมา 1 อเิ ล็กตรอน และกลายเปน็ ไอออนลบ )
คำถาม : ธาตทุ ุกชนิดจะสามารถมีจำนวนโปรตอน นิวตรอน หรอื อิเลก็ ตรอนเทา่ กันหรอื ไม่
(แนวคำตอบ :ไม่จำเป็นต้องมีจำนวนโปรตอน นวิ ตรอนและอิเลก็ ตรอนเทา่ กนั )
2.10 ครูใหน้ ักเรยี นทำใบงานที่ 6.1 เรอื่ ง อนภุ าคมลู ฐานของอะตอมและสญั ลกั ษณ์นิวเคลียร์

ข้ันที่ 3 การอธิบายและลงข้อสรปุ (Explain)
3.1 ครูสุ่มนักเรียนออกมาแสดงวธิ ีทำหนา้ กระดาน พร้อมเฉลยใบงานท่ี 6.1 เรื่อง อนภุ าคมูลฐาน

ของอะตอมและสัญลักษณ์นวิ เคลียร์
3.2 ครแู ละนักเรียนร่วมกันอภิปราย เร่ือง สัญลกั ษณน์ ิวเคลียร์ จนเกดิ ความเข้าใจตรงกนั

45

ขั้นที่ 4 ขยายความรู้ (elaboration)
4.1 ครูเปิดโอกาสใหน้ ักเรียนถามหากมขี ้อสงสยั ในหวั ขอ้ ท่เี รยี นมา หากมีให้ครูใหค้ วามรู้เพ่ิมเติม

จนนักเรียนเขา้ ใจ
4.2 ครูและนักเรียนร่วมกันแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับประโยชน์ที่ได้รับ และการนำความรู้ที่เรียนไปใช้

ประโยชน์
4.3 ครใู ห้นักเรียนทำแบบฝึกหดั เคมี ในหนังสือเรียนเคมี ม.4 เล่ม 1

ขน้ั ท่ี 5 ประเมินผล (evaluation)
- ครูประเมินผลโดยการสงั เกตการตอบคำถาม
- ครูตรวจสอบผลจากการทำใบงานที่ 6.1 เร่ือง อนภุ าคมลู ฐานของอะตอมและสัญลกั ษณน์ ิวเคลยี ร์
- ครตู รวจผลจากการทำแบบฝกึ หดั เคมี ในหนงั สือเรียนเคมี ม.4 เล่ม 1

7.สอ่ื /แหล่งการเรียนรู้
7.1 ส่ือการเรยี นรู้
- หนงั สือเรยี นเคมี ม.4 เลม่ 1 หนว่ ยการเรยี นรทู้ ี่ 2 อะตอมและตารางธาตุ
- ใบงานที่ 6.1 เรอ่ื ง อนุภาคมูลฐานของอะตอมและสัญลักษณ์นิวเคลยี ร์
7.2 แหลง่ การเรียนรู้
- หอ้ งปฏบิ ัตกิ ารวทิ ยาศาสตร์

46

8. การวัดและประเมินผล เคร่อื งมือ วธิ กี ารวัด เกณฑก์ าร
จดุ ประสงค์เชงิ พฤติกรรม ประเมิน

1.ด้านความรู้ (K) - แบบสังเกตการตอบ -สงั เกตการตอบ รอ้ ยละ 70
ขึน้ ไปผา่ นเกณฑ์
- อ ธ ิ บ า ย ค ว า ม ห ม า ย ข อ ง คำถาม คำถาม

สญั ลกั ษณ์นวิ เคลียร์ - ใบงานท่ี 6.1 เรือ่ ง -ตรวจใบงาน

อนภุ าคมูลฐานของ

อะตอมและสญั ลกั ษณ์

นวิ เคลียร์

2. ด้านทักษะ / กระบวนการ - ใบงานท่ี 6.1 เร่อื ง -ตรวจใบงาน

(P) อนุภาคมลู ฐานของ -ตรวจแบบฝกึ หัด ร้อยละ 70
ขนึ้ ไปผ่านเกณฑ์
- เขียนและระบุองค์ประกอบของ อะตอมและสัญลกั ษณ์
ร้อยละ 70
สัญลกั ษณน์ วิ เคลียร์ได้ นิวเคลยี ร์ ข้ึนไปผา่ นเกณฑ์

- แบบฝกึ หัดเคมี

3.ด้านคณุ ลักษณะอันพงึ -แบบประเมิคณุ ลกั ษณะ -สังเกตพฤตกิ รรม

ประสงค์ (A) อันพงึ ประสงค์

เป็นผ้มู คี วามต้งั ใจ และมี

ความรับผิดชอบต่อหนา้ ที่ท่ีได้รับ

มอบหมาย


Click to View FlipBook Version