โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๔๒ ประโยชน์ท่ีได้รับ : ได้ฝึกทำงานเป็นทีม ได้ฝึกการเสียสละสิ่งของให้เพื่อนร่วมกลุ่มและกลุ่มใกล้เคียง ได้ พึ่งพาอาศัยกัน ได้ลดการถือตัว ถือตนลง ได้เรียนรู้วิชาชีพเพิ่มได้รู้ทักษะใหม่ที่เราไม่ เคยทำ ได้รู้จักการใช้วาจาในการขอยืมสิ่งของจากกลุ่มอื่นหรือเจ้าหน้าที่ ที่ดูแล รับผิดชอบในกลุ่ม ปัญหาและอุปสรรค : สีไม่พอที่จะทา น้ำมันสน (ทินเนอร์) ไม่เพียงพอ ให้แบ่งอุปกรณ์เพียงพอและเท่ากัน ในแต่ละกลุ่ม วัน อังคาร ที่ ๒๘ มีนาคม พ.ศ.๒๕๖๖ ชื่อกิจกรรม : ขอลากลับ สถานที่ : ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาจุฬาอาศรม อําเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา ผู้รับมอบหมายงาน : พระครูปลัดอุทัย พลเทโว รองผู้อํานวยการส่วนธรรมนิเทศ มจร. พระมหาสุรศักดิ์ ปจฺจนฺตเสโน, ผศ.ดร. เนื้อหางาน : ได้รับมอบหมายให้แต่ละกลุ่มมาดูสถานที่ ช่วงเวลาที่กางเต้น นอน พร้อมเก็บทํา ความสะอาดให้เรียบร้อย อุปกรณ์ในการทํางาน : ไม้กวาดทางมะพร้าว ลงมือปฏิบัติงาน: เริ่มเวลา ๐๔.๓๐ น. ถึงเวลา ๐๕.๓๐ น. ใช้เวลาในการลงมือ ปฏิบัติงาน ๑ ชั่วโมง ผลการปฏิบัติงาน : ให้เก็บเต้น เก็บสัมภาระของตน ทำความสะอาดบริเวณที่พักให้สะอาดเรียบร้อย ประโยชน์ที่ได้รับ : ได้ฝึกทำงานเป็นทีม ได้พึ่งพาอาศัยกัน ในภาคสาธารณูปการ ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมศาลาอาศรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา ระหว่าง วันที่ ๑๖ มีนาคม ถึง ๒๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ ได้รายงานตาม ความเป็นจริง อาจจะมีบางคําบางช่วงเวลาที่ตกหล่นไป หรืออาจจะมีเนื้อหาไม่สมบูรณ์ เป็นบาง ช่วงเวลา แต่สิ่งที่รายงานได้ อธิบายถือว่าสำเร็จตามวัตถุประสงค์ของรายงานเล่มนี้
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๔๓
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๔๔
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๔๕
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๔๖
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๔๗
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๔๘
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๔๙
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๕๐ ภาคทบทวนมนต์พิธี ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาจุฬาอาศรม มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จังหวัดนครราชสีมา การทบทวนธรรม เป็นการพัฒนาพระผู้เข้ารับการอบรมให้มีความรู้และความสามารถใน หลักธรรม ตามที่โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ กำหนดออกเป็น ๒ อย่าง ดังนี้ ๑. การทบทวนธรรมที่เป็นบทสวดมนต์ ๒. การทบทวนธรรมที่เป็นหลักธรรม ซึ่งมีรายละเอียดดังนี้ ๑. การทบทวนธรรมท่ีเป็นบทสวด - การสวดมนต์ การสวด หมายถึง การท่องบ่นสาธยายบทสวดเป็นทํานองมนต์ หมายถึง คําภาษาบาลีที่ เป็นคําสอน ของพระพุทธเจ้าโดยตรงซึ่งมีแหล่งที่มาจากพระไตรปิฎก อีกส่วนหนึ่งเป็นคําบาลีที่ อาจารย์ทั้งหลายแต่งขึ้น เพื่อใช้เป็นบทสวดสรรเสริญคุณของพระรัตนะตรัยเสริมสร้างศรัทธา ความเลื่อมใสแก่ผู้สวด ภาษาบาลีนี้เป็นภาษาที่พระพุทธเจ้าใช้ประกาศพระศาสนา เป็นภาษาที่ใช้จารึกหลักคํา สอนของ พระพุทธเจ้า ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า เป็นภาษาของพระพุทธเจ้า ฉะนั้น การสวดมนต์จึงมิใช่ การท่องบ่นคําบาลี เพื่อให้จดจําได้เท่านั้น แต่ได้หมายถึงการเรียนเอาหลักคําสอนจากถ้อยคําที่ พระพุทธองค์ทรงตรัสด้วยพระ โอษฐ์โดยตรงเลยทีเดียว และได้สรรเสริญคุณของพระองค์คุณ ของพระรัตนตรัยด้วยภาษาที่พระองค์ใช้สั่งสอน พวกเรา การสวดมนต์แต่ละครั้งจึงถือว่า ผู้สวดได้รับคุณประโยชน์นานัปการ ทั้งแก่ตัวเองและแก่ ส่วนรวมด้วย ไม่ว่าจะเป็นการสวดด้วยวิธีการไหนหรือบทใดก็ตาม หากสวดด้วยความตั้งใจจริง หมั่นพิจารณาเนื้อความจน เข้าใจและรู้ซึ้งถึงความหมายของบทสวดนั้นๆแล้ว ย่อมได้รับ ผลานิสงส์มากมาย ดังนี้ เป็นการสร้างศรัทธา คือ ความเชื่อมั่นในคุณของพระรัตนะตรัย กล่าวคือ พระพุทธเจ้า ทรงตรัสรู้และ เปิดเผยสัจธรรมแก่มวลมนุษย์ พระธรรมทําให้เข้าใจในสรรพสิ่งได้อย่าง แท้จริง และพระสงฆ์เป็นผู้ประพฤติดี ปฏิบัติชอบตามคําสั่งสอนของพระพุทธเจ้า แล้วนํา คําสอนนั้นมาเผยแพร่แก่ประชาชนดังนั้น การสวดมนต์จึง เป็นการเสริมสร้างพลังศรัทธาในพระพุทธศาสนา และน้อมนําหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาใช้ในการ ดําเนินชีวิตอย่างมีคุณค่ามากที่สุด เป็นการสร้างปัญญา คือ การสร้างสรรค์พลังทางปัญญา เพราะการที่เราท่องบ่นจดจํา หลักธรรมที่ ปรากฏในพระสูตรต่างๆ นั้น แล้วนําไปพิจารณาเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่าง ลึกซึ้ง โดยการพินิจพิจารณา ความหมายของแต่ละสูตร ซึ่งในกระบวนการดังกล่าวเป็น การพัฒนาทางด้านความคิดและสติปัญญาให้เกิดขึ้น และย่อมสามารถขจัดปัญหาอุปสรรคได้อย่างถูกต้องและเหมาะสมที่สุด
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๕๑ เป็นการไล่ความขี้เกียจ และตัดความเห็นแก่ตัว เพราะในขณะที่กําลังสวดมนต์นั้น ความเบื่อหน่ายง่วง นอน และเกียจคร้านจะหายไป กลับมีจิตใจแช่มชื่นอีกเชิมอย่างน่าประหลาด นอกจากนี้ก็เป็นการตัดความเห็น แก่ตัวออกไปอีกด้วย เพราะในขณะที่เรา สวดมนต์อารมณ์จะจดจ่ออยู่ที่บทสวดมนต์ ไม่ทําให้คิดไปในเรื่องอื่นที่ เป็นเหตุให้เกิด ความฟุ้งซ่าน และเป็นการกําจัดความโลภ ความโกรธ หลงออกไปจากใจ จิตสงบเป็นสมาธิ ในขณะที่สวดมนต์ ผู้สวดต้องสํารวมใจให้แน่วแน่ ไม่หวั่นไหวคลอน แคลน มีใจจด จ่ออยู่กับบทสวดมนต์ระมัดระวังอย่าให้สวดผิดอักขระ ขณะที่สวดอยู่จิต ย่อมเป็นสมาธิ และเมื่อจิตเป็นสมาธิ แล้วย่อมเกิดความสงบเยือกเย็น ทําให้มีพลังในการ คิดสร้างสรรค์ในสิ่งต่างๆได้ดียิ่งขึ้น ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า กล่าวคือ ในขณะที่เรากําลังสวดมนต์อยู่นั้น เราย่อมเป็นผู้ถึง พร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา กล่าวคือ มีกายวาจา เป็นปกติ (ศีล) มีใจที่แน่วแน่นิ่งสงบ (สมาธิ) และมีความรู้ระลึกถึงพระมหา กรุณาธิคุณของพระพุทธเจ้า (ปัญญา) ซึ่งเท่ากับว่า เป็นการได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าด้วยการปฏิบัติบูชา คือ การ สวดมนต์ดังนั้น การสวดมนต์จึงเป็นการทําเพื่อความเจริญแก่ตน ทั้งในด้านสติปัญญาและพัฒนา จิตใจให้ งดงามสั่งสมศรัทธาให้ยึดมั่นและน้อมไปในการทําดี การสวดมนต์นั้น ถ้าเพียงแต่สวดคิด พิจารณาไม่นําไป ประพฤติปฏิบัติก็จะได้รับผลไม่เต็มที่ เพราะฉะนั้นในฐานะท่ีเป็นชาวพุทธ เมื่อ เราสวดมนต์ก้มกราบพระพุทธ แล้ว ต้องให้รู้ถึงพระธรรมด้วย กล่าวคือ ต้องพยายามทําความ ศึกษาหัวใจของแต่ละบท เมื่อรู้แล้วก็ให้นํา ธรรมะนั้นไปปฏิบัติใช้ในชีวิตประจําวันให้ถูกต้อง เพื่อให้การดําเนินชีวิตเป็นไปอย่างราบรื่น มีจิตใจมั่นคงเต็ม เปี่ยมด้วยพลังหากผู้สวดสวดด้วย จิตใจที่เป็นสมาธิ จนดื่มในรสแห่งพระธรรมอย่างลึกซึ้งแล้ว ย่อมบรรลุถึง เป้าหมายอันใจ สามารถในการสร้างสรรค์สิ่งที่ดีงาม ก่อเกิดประโยชน์สุขทั้งแก่ตนเองและสังคมโดยรวม และที่ สําคัญที่สุดธรรมที่ได้เรียนมา และขณะที่สวดมนต์ด้วยจิตเป็นสมาธินั้น เขาน้อมข้อธรรมาปฏิบัติจนบรรลุถึง ความพ้นทุกข์สูงสุด คือความพ้นทุกข์ได้ ดังมีข้อความปรากฏ ในวิมุตตายตนสูตร ว่า บางคนหมั่นสวดมนต์หรือ สาธยายข้อได้ “ผู้ที่สวดมนต์เป็นนิตย์ ย่อมได้อานิสงส์อเนกประการ กล่าวคือ ย่อมประสบความสวัสดี มีความ เจริญรุ่งเรืองประสบชัยชนะ รอดพ้นจากอันตราย ทั้งปวง มีสุขภาพ (จิต) ดี และทําให้มีอายุยืนยาวอีกด้วย” แม้เราสวดภาษาบาลีโดยไม่รู้ความหมายใช่ว่าจะได้ผล แต่ทําให้เรามีจิตใจที่สงบเย็น ขึ้นมาได้ หรือถ้าสวดโดยรู้ ความหมายสาระสําคัญของบทที่สวดจากคําแปลก็จะยิ่งทําให้เราเกิด ศรัทธาเชื่อมั่นในบทสวดมากขึ้นส่งผลให้ ได้รับอานิสงส์จากการสวดมนต์ถึง ๒ ด้านพร้อมๆ กัน คือ ความสงบของจิตใจ และแสงสว่างทางปัญญา สามารถนําหลักธรรมในบทสวดไปปฏิบัติตาม ได้บทสาธยาย บทสวดมนต์ บทสวดมนต์ ตามที่โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ กําหนดขึ้นมา นั้นแบ่งออกเป็น ๔ บท หลัก ๆ คือ บททําวัตรเช้า บททําวัตรเย็น บทที่ใช้ในงานมงคล บทท่ี ใช้ในงานอวมงคล ซึ่งบทที่ใช้สวด สาธยายนั้น มีดังต่อไปนี้ ๑. บททําวัตรเช้า - โย โส ภะคะวา ฯลฯ - อะระหัง ฯลฯ - นะโมตัสสะ ฯลฯ - โย โส ตถาคโต ฯลฯ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๕๒ - โย โส สวากขาโต ฯลฯ - โย โส สุปฏิปันโน ฯลฯ - สังเวคะปริกิตตนะ ฯลฯ - ตังขณิกะปัจจเวกขณะ - ธาตุปฏิกูลปัจจเวกขณะ - ปัตติทานคาถา ๒. บททําวัตรเย็น - โย โส ภะคะวา ฯลฯ - อะระหัง ฯลฯ - นะโมตัสสะ ฯลฯ - บทพุทธานุสสติ - บทพุทธาภิคีติคาถา - บทธัมมานุสสติ - บทธัมมาภิคีติคาถา - บทสังฆานุสสติ - บทสังฆาภิคีติคาถา - อะตีตะปัจจะเวกขณะคาถา - บทอุททิสะนาธิฏฐานะคาถา ๓. งานมงคล (เจริญพุทธมนต์) - ชุมนุมเทวดา - นะโมตัสสะฯลฯ - ไตรสรณคมน์ - โยจักขุมา ฯลฯ, - สัมพุทเธ ฯลฯ - นะโมภาระอัฏฐกะ (นะโมแปด) - มังคลสุตตะ - ระตะนะสูตร (ยังกิญจิ ฯลฯ) - กะระณียเมตตะสูตร - ขันธปริตตะคาถา (วิรูปักเข ฯลฯ) - โมรปริตร (อุเท ฯลฯ) - อัตถิโลเก ฯลฯ - อาฏานาฏิยะปริตร (วิปัสสสสะฯลฯ) - สักกัตวา ฯลฯ - โพชฌังคปริตร - ระยะปริตรทั้ง ยันทุน ฯลฯ) - ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร - อุยโยชะนะคาถา (ทุกขุปปัตตา) - อนุโมทนาวิธี (งานมงคล) - ยถา-สัพพี ฯลฯ (มงคลจักวาฬน้อย-กาเล-อายุโท-ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง ฯลฯ) การทบทวนธรรมที่เป็นหัวข้อธรรม คือการศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ หัวข้อธรรมต่างๆ ให้ เกิด ความรู้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง เพราะหัวข้อธรรมต่าง ๆ นั้น บางข้ออาจได้ศึกษาทําความ เข้าใจมาแล้ว อย่างลึกซึ้งบ้าง บางข้ออาจยังไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งบ้าง อนึ่งในบางข้อที่เราได้ทํา ความเข้าใจมาแล้ว อาจเกิดความหลงลืมได้เพราะแม้แต่ความทรงจําหรือที่เรียกว่าสัญญา (ความจําได้หมายรู้) นั้น ก็ เป็นไปตามแห่งไตรลักษณ์ คือ มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา สมดัง ๔. งานอวมงคล - พระอภิธรรม ๗ คัมภีร์ - มาติกา - ปัพพะโตปะมะคาถา (ยะถา เสลา ฯลฯ) - ธรรมนิยามสูตร
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๕๓ - อะริยะธะนะคาถา (ยัสสะ สัทธา) - ตลักขณาทิคาถา (สัพเพสังขารา ฯลฯ) - ปฏิจจสมุปบาทปาฐะ - พุทธอุทาน (ยะทา หะเว ฯลฯ) - ภัทเทกรัตตคาถา - อนุโมทนาวิธี งานอวมงคล) (ยะถา สัพพี-อะทาง เม ฯลฯ ยัสมิง-ยาน กุตตาโภคา ฯลฯ ภะวะตุ สัพพะมังคะลัง) พระบาลีว่า “อสชฌายมลา มนุตา” มนต์ทั้งหลาย มีการไม่สาธยายเป็นมลทินเพราะฉะนั้น ทาง โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศจึงกําหนดให้มีการทบทวนธรรมส่วนที่เป็นหัวข้อ ธรรมขึ้น ทําให้ คณะผู้เข้ารับการอบรมได้รับความรู้และประโยชน์เพิ่มเติม ดังนี้ ๑. เป็นการเพิ่มพูนความรู้ใหม่ เพราะผู้แสดงธรรมย่อมจะศึกษา ค้นคว้า ขบคิด นําข้อ ธรรมะต่างๆ มาแสดง ทําให้เราได้ยินได้ฟังธรรมะที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่อน ๒. เป็นการทบทวนความรู้เดิม คือ ถ้าหัวข้อธรรมที่ผู้แสดงนํามาแสดงนั้น ตรงกับสิ่งที่เรา เคยศึกษา มาแล้วก็จะทําให้เราได้ทบทวนความรู้เดิม ให้เกิดความเข้าใจแตกฉาน สามารถจดจํา ได้แม่นยํา ยิ่งขึ้น ๓. เป็นการปลดเปลื้องความสงสัยเสียได้ คือ ถ้าผู้ฟังยังมีความลังเลสงสัยในการละความ ชั่ว บางอย่างหรือการทำความดีบางอย่าง เมื่อได้ฟังธรรมะเพิ่มเติมแล้ว จะทำให้ความลังเลสงสัย นั้น หมดไป ตัดสินใจละความชั่วทำความดีง่ายขึ้น ๔. เป็นการปรับความเห็นให้ตรง คือ ในระหว่างการดำเนินชีวิตสู่จุดหมายของคนเรานั้น เราจะถูก มาร คือ กิเลสและสิ่งแวดล้อมไม่ดีต่างๆ ทำให้มีความคิดเห็นผิดๆ เกิดขึ้นได้ แล้วทำให้ การ ดำเนินชีวิตวกวน เฉไฉผิดเป้าหมายไป การฟังธรรมจะช่วยให้เราเกิดความสํานึกตัวว่า ความ คิดเห็นของเราได้บิดเบือนไปอย่างไร แล้วจะได้เลิกความเห็นที่ผิดเสีย ประคองความเห็นที่ถูกไว้ ๕. เป็นการฝึกอบรมจิตใจให้สูงขึ้น คือ การฟังธรรมจะเป็นเครื่องเตือนสติเรา ทําให้ใจ ของเราเลิกละ จากความคิดฟุ้งซ่านในเรื่องกาม ความคิดพยาบาทอาฆาต ความคิดเบียดเบียน ผู้อื่น และ สอดส่องชี้ให้เราเห็นถึงจุดอ่อนข้อบกพร่องในตัว ซึ่งจะต้องปรับปรับแก้ไข ยกระดับ จิตใจของเรา ให้สูงขึ้นๆ จนกระทั่งสามารถขจัดข้อบกพร่องได้เด็ดขาด บรรลุมรรคผลนิพพานได้ หัวข้อทบทวนธรรม หัวข้อธรรม ที่ทางโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศเน้นเพื่อให้พระผู้เข้ารับ การอบรมได้ ศึกษาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ทำความเข้าใจนั้น มีดังนี้ อริยสัจ ๔ อริยสัจ ๔ คือ ความจริงอันประเสริฐ ๔ ประการ ความจริงของพระอริยบุคคล หรือความ จริงที่ทําให้ถึงกลายเป็นอริยะ อันเป็นหลักคําสอนสําคัญของพระพุทธศาสนา มีดังนี้
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๕๔ ๑. ทุกข์ คือ ความจริงที่ว่าด้วยความทุกข์ ทุกข์ คือ สภาพที่ทนได้ยาก ภาวะที่ทนอยู่ใน สภาพเดิมไม่ได้ สภาพที่บีบคั้น ได้แก่ ชาติ (การเกิด) ชรา (การแก่ การเก่า) มรณะ (การตาย การ สลายไปการสูญสิ้น) การประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก การพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก การปรารถนา สิ่ง ใดแล้วไม่สมหวังในสิ่งนั้น กล่าวโดยย่อ ทุกข์ก็คืออุปาทานขันธ์ หรือขันธ์ ๔ ๒. สมุทัย คือ ความจริงที่ว่าด้วยเหตุให้เกิดทุกข์ สมุทัย คือ สาเหตุที่ทําให้เกิดทุกข์ ได้แก่ ตัณหา ๓ คือ กามตัณหา ความทะยานอยากในกาม ความอยากได้ทางกามารมณ์, ภวตัณหา ความ ทะยานอยากในภพ ความอยากเป็นโน่นเป็นนี้ ความอยากที่ประกอบด้วยภวทิฏฐิหรือสัสสตทิฏฐิ และ วิภวตัณหาความทะยานอยากในความปราศจากภพ ความอยากไม่เป็นโน่นเป็นนี้ ความอยากที่ ประกอบด้วยวิภวทิฏฐิหรืออุจเฉททิฏฐิ ๓. นิโรธ คือ ความจริงที่ว่าด้วยความดับทุกข์ นิโรธ คือ ความดับทุกข์ ได้แก่ ดับสาเหตุที่ทํา ให้เกิดทุกข์ กล่าวคือ ดับตัณหาทั้ง ๓ ได้อย่างสิ้นเชิง ๔. มรรคคือความจริงที่ว่าด้วยทางแห่งความดับทุกข์มรรคคือแนวปฏิบัติที่นําไปสู่หรือ นําไป ถึงความดับทุกข์ มีองค์ประกอบอยู่ ๘ ประการมีสัมมาทิฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจาเป็นต้น ซึ่งเรียก อีกชื่อหนึ่งได้ว่า "มัชฌิมาปฏิปทา" หรือทางสายกลาง ปฏิจจสมุปบาท ปฏิจจสมุปบาท แปลว่า ธรรมที่เกิดขึ้นด้วยกันโดยอาศัยกันและกันคําว่า สมุปบาท แปลว่า เกิดขึ้น ด้วยกัน รวมกันเป็น ปฏิจจสมุปบาท จึงแปลว่า เกิดขึ้นด้วยกันโดยอาศัยกันหรือ แปลสั้น ๆ ว่า อาศัยกันบังเกิด ขึ้น ซึ่งปฏิจจสมุปบาทนี้ เรียกอีกอย่างว่า อิทัปปัจจตา หรือ ปัจจ ยาการ เป็นหลักธรรมที่อธิบายถึงการเกิดขึ้น พร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกัน การที่ส่ิง ทั้งหลายอาศัยกันจึงเกิดขึ้นซึ่งปฏิจจสมุปบาทนี้ มี ๒ สาย คือ ๑. สายเกิดทุกข์ (สมุทยวาร) คือ การที่ธรรมต่าง ๆ เกิดขึ้นโดยอาศัยกันและกันโดยมี ทุกข์เป็นผล เช่น ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีปัจจัย ๑๒ เรื่อง โดยเกิดขึ้นสืบ ๆ เนื่องกันมาตามลําดับ ดังนี้ คือ - เพราะอวิชชา เป็นปัจจัย สังขารทั้งหลายจึงมี - เพราะสังขารเป็นปัจจัยวิญญาณ จึงมี - เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยนามรูป จึงมี - เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี - เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะ จึงมี - เพราะผัสสะเป็นปัจจัยเวทนาจึงมี - เพราะเวทนาเป็นปัจจัยตัณหา จึงมี - เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทาน จึงมี - เพราะอุปาทานเป็นปัจจัยภพ จึงมี - เพราะภพเป็นปัจจัยชาติ จึงมี
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๕๕ - เพราะชาติเป็นปัจจัยชรามรณะ จึงมี ความโศก ความคร่ำครวญ ทุกข์ โทมนัส และความคับแค้นใจ ก็มีพร้อม ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้ง ปวงนี้ จึงมีการ เทศนาปฏิจจสมุปบาท ดังแสดงไปแล้วข้างต้น เรียกว่า อนุโลมเทศนา หากแสดงย้อนกลับจาก ปลายมาหาต้น จากผลไปหาเหตุปัจจัย เช่น ชรามรณะเป็นต้น มีเพราะชาติเป็นปัจจัย ชาติมีเพราะภพเป็น ปัจจัย ฯลฯ สังขารมีเพราะอวิชชาเป็นปัจจัย ดังนี้เรียกว่า ปฏิโลมเทศนาสายดับทุกข์ (นิโรธวาร) คือ - การที่ธรรมต่างๆ ดับลงได้โดยอาศัยกันและกันเป็นเหตุดับ - ความทุกข์จะดับไปได้เพราะชาติดับ - ภพจะดับไปได้เพราะอุปาทานดับ - ตัณหาจะดับไปได้เพราะเวทนาดับ - ผัสสะจะดับไปได้เพราะสฬายตนะดับ - นามรูปจะดับไปได้เพราะวิญญาณดับ - สังขารจะดับไปได้เพราะอวิชชาดับชัดเจน ดังนั้น จึงมีความจําเป็นอย่างยิ่งที่ต้องทำความเข้าใจเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท ๒ สายนี้ให้ ได้อย่างไตรลักษณ์ ไตรลักษณ์ แปลว่า "ลักษณะ ๓ อย่าง” หมายถึงสามัญลักษณะ หรือลักษณะที่เสมอกัน หรือ ข้อกําหนดหรือสิ่งที่มีประจำอยู่ในตัวของสังขารทั้งปวงเป็นธรรมที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ ๓ อย่าง ได้แก่ ๑. อนิจจตา (อนิจจัง) ความไม่เที่ยง ความไม่คงที่ ความไม่ยั่งยืน ภาวะที่เกิดขึ้นแล้ว เสื่อมและ สลายไป ๒. ทุกขตา (ทุกขัง) ความเป็นทุกข์ ภาวะท่ีถูกบีบคั้นด้วยการเกิดขึ้นและสลายตัว ภาวะที่กดดันฝืนและ ขัดแย้งอยู่ในตัว เพราะปัจจัยที่ปรุงแต่งให้มีสภาพเป็นอย่างนั้นเปลี่ยนแปลงไป จะ ทําให้คงอยู่ใน สภาพนั้นไม่ได้ ภาวะที่ไม่สมบูรณ์มีความบกพร่องอยู่ในตัว ๓. อนัตตตา (อนัตตา) ความเป็นอนัตตา ความไม่ใช่ตัวตน ความไม่มีตัวตนที่แท้จริงของ มันเอง ไม่ใช่ของใคร ไม่อยู่ในอำนาจควบคุมของใครและเรียกลักษณะ ๓ อย่างนี้ เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สามัญ ลักษณะ คือ ลักษณะที่มีเสมอกันแก่สังขารทั้งปวง คือกธรรมดาหรือข้อกําหนดที่แน่นอนของสังขาร ขันธ์ ๕ “ทุกข์” ตามหลักอริยสัจ ๔ ขันธ์ ๕ (เบญจขันธ์) เป็นหลักธรรมในศาสนาพุทธที่สอดคล้องกับเรื่องของ โดยหมายถึง กองแห่ง รูปธรรมและนามธรรมทั้ง ๕ ที่ทําให้เกิดเป็นต้นตนหรือชีวิตขึ้นมา หรืออาจพูดให้เข้าใจ ได้ง่ายว่า ส่วนประกอบ ๕ อย่างที่รวมกันแล้วก่อให้เกิดเป็นคนและสัตว์ขึ้นมานั่นเองพันธ์ ๕ ชาติจะดับไปได้เพราะภพดับ อุปาทานจะ ดับไปได้เพราะตัณหาดับ เวทนาจะดับไปได้เพราะผัสสะดับ สฬายตนะจะดับไปได้เพราะนามรูปดับ วิญญาณ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๕๖ จะดับไปได้เพราะสังขารดับ ประกอบด้วยกองรูปธรรม และนามธรรมทั้ง ๕ คือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร และ วิญญาณรูป ๑. ขันธ์ หมายถึง กองรูปส่วนที่เป็นร่างกาย พฤติกรรม คุณสมบัติต่างๆ ของร่างกาย และกองแห่ง สิ่ง ต่าง ๆ ที่เป็นรูปธรรมที่มีสภาวะต้องแตกสลายไปในที่สุด ๒. เวทนาขันธ์ หมายถึง กองเวทนา ส่วนที่เป็นความรู้สึกทุกข์ สุข ดีใจ พอใจ ๓. สัญญาขันธ์ หมายถึง กองสัญญา ส่วนที่เป็นการจำได้หมายรู้ ๔. สังขารขันธ์ หมายถึง กองสังขาร ส่วนที่เป็นการคิดปรุงแต่ง โดยสามารถแยกแยะสิ่งที่รู้สึก หรือจดจํา ได้ ๕. วิญญาณขันธ์ หมายถึง กองวิญญาณ หรือ จิต เป็นการรู้แจ้งอารมณ์ต่างๆ ผ่านทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ อริยมรรคมีองค์ ๘ (อริยอัฏจังคิกมรรค) มรรค ๘ คือ หนทางสู่ความดับทุกข์ หรือเรียกอีกอย่างว่า อริยมรรค มีองค์ ๘ คือ แนวทางอัน ประเสริฐของพระอริยะ ซึ่งเป็นแนวทางที่ปฏิบัติด้วยด้วยปัญญา เพื่อนําไปสู่การพ้นจากกิเลสทั้งปวง และใช้ เป็นแนวทางเพื่อการหลุดพ้นจากวัฏสงสาร จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า ทุกขนิโรธคามินี ปฏิปทา (ข้อปฏิบัติเพื่อให้ ถึงความดับทุกข์) ประกอบด้วยองค์ประกอบ ๘ ประการ คือ ๑. สัมมาทิฏฐิ (ความเห็นที่ถูกต้อง) หมายถึง ความรู้ในอริยสัจ ๔ คือการเข้าใจชัดว่าอะไร คือทุกข์ อะไรคือสาเหตุแห่งทุกข์ อะไรคือการดับทุกข์ และอะไรที่จะนําไปสู่การดับทุกข์ การ เข้าใจว่าอะไร คือความดี อะไรคือความชั่ว การเข้าใจหลักปฏิจจสมุปบาท คือ กระบวนการเกิดขึ้นและดับแห่ง ทุกข์โดยเป็นปัจจัยอาศัยกัน ๒. สัมมาสังกัปปะ ความคิดที่ถูกต้อง) หมายถึง ความคิดในการออกจากกาม ความคิดที่ ปลอดโปร่ง ไม่หมกหมุ่นอยู่ในสิ่งที่สนองความอยาก อันได้แก่ รูป รส กลิ่น เสียง สัมผัส (กามคุณ) รวมถึง ความคิดเสียสละ ปราศจากการครุ่นคิดหาผลประโยชน์ใส่ตัว ความคิดที่ไม่พยาบาทมุ่งร้ายใคร ๓. สัมมาวาจา (วาจาที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากการพูดเท็จ งดเว้นจากการพูด ส่อเสียด ยุยงให้ เกิดความแตกแยกงดเว้นจากการพูดหยาบคายงดเว้นจากการพูดเพ้อเจ้อไร้ สาระและกล่าววาจา ที่ถูกกาลเทศะ เป็นไปเพื่อประโยชน์ทั้งแก่ตนเอง แก่ผู้อื่นและแก่ส่วนรวม ๔. สัมมากัมมันตะ (การปฏิบัติที่ถูกต้อง) หมายถึง เจตนาละเว้นจากการฆ่า งดเว้นจาก การทำลาย ชีวิตผู้อื่น สัตว์อื่นงดเว้นจากการขโมยของของผู้อื่น งดเว้นจากการประพฤติผิดในและ ประกอบการงานที่ถูกต้องตามหลักกฎหมายและหลักศีลธรรม ๕. สัมมาอาชีวะ (การหาเลี้ยงชีพที่ถูกต้อง) หมายถึง การเว้นจากมิจฉาชีพ การละเว้น จากอาชีพฆ่า สัตว์ อาชีพที่เบียดเบียนผู้อื่น เว้นจากการประกอบอาชีพที่ใช้วิธีการโกง หรือการ หลอกลวง การ ประจบสอพลอ การบีบบังคับขู่เข็ญ งดเว้นจากการประกอบมิจฉาชีพ ๕ ประเภท อันได้แก่ ค้า มนุษย์ ค้าอาวุธ ค้าสุรา และยาเสพติด การค้ายาพิษและการค้าสัตว์เพื่อฆ่าเป็นอาหาร
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๕๗ ๖. สัมมาวายามะ (ความเพียรที่ถูกต้อง) หมายถึง สัมมัปปธาน ๔ คือ ความเพียร พยายามป้องกัน อกุศลที่ยังไม่เกิดไม่ให้เกิดขึ้น ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิดให้เกิดพร้อม และดำรง รักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้วไม่ให้เสื่อม และทำให้เจริญยิ่งๆขึ้นไป ๗. สัมมาสติ (การมีสติที่ถูกต้อง) หมายถึง ความมีสติ มีความระลึก มีความรู้สึกตัวในการ ดำเนินชีวิต หรือทำกิจต่าง ๆ และการมีสติพิจารณาธรรมให้ เกิดปัญญา รู้เท่าทันสภาวะความ เป็นจริง เช่น พิจารณาขันธ์ ๕ เป็นต้น ๘. สัมมาสมาธิ (การมีสมาธิที่ถูกต้อง) หมายถึง การทำใจให้สงบระงับกิเลสและเครื่องเศร้าหมองให้มี อารมณ์แน่วแน่เป็นอันเดียวกันโดยถูกหลักแห่งการเจริญสมาธิเต็มไปด้วยความ เมตตากรุณา ความคิดไม่เบียดเบียนใคร ไม่คิดทำร้าย มีความกรุณาคิดช่วยเหลือผู้อื่นให้พ้นจาก ความทุกข์ ไตรสิกขา ไตรสิกขา หมายถึง สิกขา ๓ คือ การศึกษาข้อปฏิบัติที่พึงศึกษา ประการ การฝึกฝนอบรมตนในเรื่องที่ พึงศึกษา ๓ อย่าง อันเป็นหลักการพัฒนาชีวิตเพื่อให้ประสบความสำเร็จเป็น คนสมบูรณ์แบบตามแนวพุทธ ไตรสิกขาจึงจัดอยู่ในมรรค (ธรรมที่ควรเจริญ) คือ ควรทำให้เกิดมีขึ้น เพื่อใช้เป็น เครื่องมือพัฒนาชีวิตไตรสิกขา นี้ ได้แก่ ศาสนา ๑. อธิศีลสิกขา การศึกษาในด้านความประพฤติทางกาย วาจา และอาชีพ ให้มีชีวิตสุจริต และเกื้อกูล ๒. อธิจิตตสิกขา การฝึกศึกษาด้านสมาธิ หรือพัฒนาจิตใจให้เจริญ ๓. อธิปัญญาสิกขา การฝึกศึกษาในปัญญาสูงขึ้นไป ให้รู้คิดเข้าใจมองเห็นตามเป็นจริง ไตรสิกขา คือ ศีล สมาธิ ปัญญา เป็นกระบวนการปฏิบัติ หรือ กระบวนการพัฒนา ๓ ด้าน คือ ศีล เป็นหลักการพัฒนาระดับความสัมพันธ์กับสิ่งแวดล้อมทางสังคม สมาธิ เป็น หลักการพัฒนาจิตใจให้มี สมรรถภาพและประสิทธิภาพในการคิดพิจารณาตัดสินใจกระทำหรือไม่ กระทำการใด ๆ ปัญญา เป็นหลักการ พัฒนาความรู้ความเข้าใจ รู้จักสิ่งทั้งหลายตามที่มันเป็นและสามารถแยกแยะวิเคราะห์สืบหาสาเหตุของสิ่ง ทั้งหลายได้ชัดแจ้ง ไตรสิกขาจึงเป็น กระบวนการพัฒนาแบบบูรณาการ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๕๘
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๕๙
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๖๐
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๖๑
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๖๒
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๖๓
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๖๔
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๖๕
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๖๖
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๖๗ ภาควิปัสสนากัมมัฏฐาน ณ ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์ ระหว่าง วันที่ ๑ เมษายน ถึงวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๖๖ ในบทนี้ จะได้กล่าวถึง การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน เป็นระยะเวลา ๑ เดือน ที่ ศูนย์พัฒนาศาสนา แคมป์สน มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ตำบลแคมป์สน อำเภอเขาค้อ จังหวัดเพชรบูรณ์โครงการ อบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙/๒๕๖๖ ในส่วนนี้เป็นการนําเสนอ ข้อมูลด้านวิปัสสนากัมมัฏฐาน และการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานของผู้เข้ารับการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙/๒๕๖๖ ตลอดระยะเวลา ๑ เดือนตามหลักสูตรภาคบังคับของ โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙/ ๒๕๖๖ เป็นการปฏิบัติตามหลักธุระ ๒ ประการในทางพระพุทธศาสนา คือคันถธุระและวิปัสสนาธุระ การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานในโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙/ ๒๕๖๙ ได้ ปฏิบัติตามแนวทางวิปัสสนากัมมัฏฐานแบบพม่า ที่เรียกกันว่า สายยุบหนอ พองหนอ ซึ่งการปฏิบัติวิปัสสนา กัมมัฏฐานแนวทางนี้ เริ่มจากที่สมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถระ) ได้ส่ง พระธรรมธีรราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) ไปเรียนจากสำนักของพระอาจารย์อู โสภณมหาเถระ อัครมหาบัณฑิตซึ่งรู้จักกันกว้างขวาง กว่าในนามมหาสีสะยาดอแล้วนํามาเผยแพร่ในประเทศไทย พร้อมด้วยอาราธนา หลวงพ่อภัททันตมหเถระ มา เป็นอาจารย์ใหญ่ช่วยสอนด้วยและถือเป็น แนวทางในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานของมหาวิทยาลัยมหาจุฬา ลงกรณราชวิทยาลัยสืบมา การจัดโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙/๒๕๖๖ ในด้านการปฏิบัติ วิปัสสนา กัมมัฏฐานในครั้งนี้ ได้รับความเมตตานุเคราะห์จากพระวิปัสสนาจารย์หลายรูป ได้แก่ - พระราชปัญญารังษี - พระครูโฆสิตพุทธศาสตร์,ดร. - พระมหาไสว ญาณวีโร,ดร. - พระปลัดสมภาร สมภาโร,ผศ.ดร. - พระครูภาวนาวรานุศาสตร์ วิ. - พระครูภาวนาวราลังการ วิ. - พระครูศรีนิคมพิทักษ์วิ. - พระครูพิบูลกิจจารักษ์,ดร. - พระอาจารย์สว่าง ติกฺขวีโร - พระครูธรรมธรสัมพันธ์ ถิรธมฺโม - พระครูสมุห์ชัยพล โสภโณ - พระครูปริยัติเมธาจารย์ - พระครูสมุห์อธิกฤต ขมจิตฺโต - พระมหาชิด วชิรญาโณ,ดร. กล่าวโดยสรุปแล้วตลอดระยะเวลา ๑ เดือน ผู้เข้าอบรมต้องปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ตลอดวัน โดยมิ ให้พลั้งเผลอสติ มีสติกำหนดกิริยาอาการหรือที่เรียกว่า อิริยาบถ อยู่เสมอหรือทุกขณะ ทั้งอิริยาบถใหญ่ คือ การยืน การเดิน การนั่ง และการนอน และอิริยาบถย่อย คือ ทุกกิจที่ ทำในแต่ละวัน เช่น ฉันภัตตาหาร สรงน้ำ แปรงฟัน ซักผ้า เป็นต้น
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๖๘ ตลอดระยะเวลา ๑ เดือนของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนี้ ผู้ปฏิบัติต้องปิดวาจาคือ ห้ามสนทนา โดยมีเหตุผลคือ เป็นการเก็บอารมณ์ เนื่องจากการสนทนาจะทำให้มีการปรุงแต่ง ทางจิตและเกิดการคลุกคลี กัน ทำให้วิปัสสนากัมมัฏฐานไม่เจริญก้าวหน้า ท่านเปรียบเหมือน ห้องหรูหราที่มีหลังคารั่วรูเดียว โดยในช่วงค่ำของวันที่ ๓๑ เดือน มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๖๖ ได้มีพิธีเปิดโครงการ ปฏิบัติวิปัสสนา กัมมัฏฐาน โดยให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ถวายตัวเป็นศิษย์ของพระวิปัสสนาจารย์ หรือเรียกว่า การขึ้นพระ กัมมัฏฐาน ซึ่งหมายถึง การสมาทานพระกัมมัฏฐาน ประกาศตนต่อพระ รัตนตรัยและครู อาจารย์โดยมีขั้นตอน ดังต่อไปนี้ - เวลา ๑๘.๓๐ น. พระมหาประยูร โชติวโร,ดร. ผู้บริหาร คณาจารย์และเจ้าหน้าที่นํา ซักซ้อมพิธีขึ้น วิปัสสนากัมมัฏฐาน - เวลา ๑๙.๕๕ น. พิธีเปิดการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ณ หอประชุมอาจารย์พร รัตน สุวรรณ - พระธรรมวชิรมุนี วิ.ผศ.ดร. ได้เป็นประธานในพิธีนําบูชาพระรัตนตรัย - พระมหาประยูร โชติวโร,ดร.ผู้อํานวยการวิทยาลัยพระธรรมทูตรองประธาน คณะกรรมการดําเนินงาน โครงการฯ ผู้แทนผู้บริหาร คณาจารย์เจ้าหน้าที่ที่เข้าปฏิบัติธรรมถวาย เครื่องสักการะแด่ผู้ประธานใน พิธี และกล่าวถวายรายงาน - พระธรรมวชิรมุนี วิ.ผศ.ดร. กล่าวเปิดการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานและให้โอวาทแก่ พระผู้เข้ารับการ อบรมฯ และถวายเครื่องสักการะบูชา พระบรมสารีริกธาตุ - ผู้บริหาร คณาจารย์เจ้าหน้าที่ของวิทยาลัยพระธรรมทูต และกองวิเทศสัมพันธ์กล่าวคํา ถวาย สักการะบูชาพระรัตนตรัย และกล่าวคําถวายสักการะแด่พระวิปัสสนาจารย์ จากนั้น ผู้แทน ผู้บริหาร คณาจารย์เจ้าหน้าที่ของวิทยาลัยพระธรรมทูตและกองวิเทศสัมพันธ์ ถวายเครื่อง สักการะแด่พระ วิปัสสนาจารย์ - พระผู้เข้ารับการอบรมฯ กลุ่มที่ ๑ - ๘ กล่าวคําถวายสักการะบูชา พระรัตนตรัยและ กล่าวคําถวาย สักการะแด่พระวิปัสสนาจารย์ จากนั้น หัวหน้าพระผู้เข้ารับการอบรมฯ กลุ่มที่ ๑- ๘ ถวายเคร่ือง สักการะแด่ พระวิปัสสนาจารย์ - พระมหายงยุทธ กนฺตาโภ, ดร. ได้รับมอบหมายจากผู้บริหารให้นําพระผู้เข้ารับการ อบรมฯ กลุ่มที่ ๑- ๘ กล่าวคําขอวิปัสสนากัมมัฏฐานต่อพระวิปัสสนาจารย์ - พระมหาไสว ญาณวีโร, ดร. พระวิปัสสนาจารย์ปฏิบัติหน้าที่ประธานพระวิปัสสนา จารย์กล่าวให้ วิปัสสนากัมมัฏฐาน และให้โอวาทแก่พระผู้เข้ารับการอบรมฯ จากนั้นพระปลัด สมภาร สมภาโร, ผศ. พระวิปัสสนาจารย์ กล่าวให้โอวาทแก่พระผู้เข้ารับการอบรมฯ ต่อจากนั้น พระมหาไสว ญาณวีโร, ดร. สาธิตการกราบแบบสติปัฏฐาน - เวลา ๒๑.๐๐ น. พระวิปัสสนาจารย์ นํากราบลาพระรัตนตรัย - พระผู้เข้ารับการอบรมฯ กราบพระวิปัสสนาจารย์ เสร็จแล้วกลับที่พักตามกลุ่มและ สถานที่ทํากิจ ส่วนตัว และพักผ่อนอย่างมีสติ เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานครบกําหนดเวลา ๑ เดือนแล้ว ได้มีการ ประกอบพิธีออกจากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๖๙ โดยก่อนจะประกอบพิธีออกจากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ๑ วัน คือ ในช่วงค่ำของ วันที่ ๒๙ เดือน เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ เวลา ๑๙.๓๐ น. พระผู้เข้ารับการอบรมฯ เข้าร่วมปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานและฟังการเทศน์ลำดับญาณ จากพระธรรมวชิรมุนี วิ., รศ. ดร.ประธานพระวิปัสสนาจารย์ มีพระมหาทองเก็บ ญาณพโล,ดร.,พระปลัดสมภาร สมภาโร ,ผศ.ดร. พระครูพิบูลกิจจารักษ์ ชาครธมฺโม, พระครูสมุห์อธิกฤต ขมจิตฺโต ,พระมหาไพฑูรย์ ปน ตนนโท, ดร. และพระมหาโกศล ธีรปญฺโญ ร่วมฟังบรรยายและดูแลกิจกรรม ต่อมา ในช่วงเช้าของวันที่ ๓๐ เดือน เมษายน พุทธศักราช ๒๕๖๖ ได้ประกอบพิธีออก จาก การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน โดยมีลําดับกิจกรรมดังนี้ - เวลา ๑๕.๓๐ น. ประกอบพิธีขอขมาต่อพระรัตนตรัยและพระวิปัสสนาจารย์ โดยเริ่ม จากที่ผู้บริหาร คณาจารย์ และเจ้าหน้าที่วิทยาลัยพระธรรมทูต กล่าวคําขอขมาต่อพระรัตนตรัย คําขอขมาต่อพระ วิปัสสนาจารย์ และถวายพานดอกไม้เครื่องสักการะ จากนั้น พระผู้เข้ารับการ อบรมกลุ่มที่ ๑-๘ กล่าว คําขอขมาต่อพระรัตนตรัย คําขอขมาต่อพระวิปัสสนาจารย์ และหัวหน้า กลุ่มถวายพานดอกไม้เครื่อง สักการะ ตามด้วยพระผู้เข้ารับการอบรมกลุ่มที่ ๑-๘ กล่าวคําขอ ขมาต่อพระรัตนตรัยคําขอขมาต่อ พระวิปัสสนาจารย์ และหัวหน้ากลุ่มถวายพานดอกไม้เครื่อง สักการะ - เวลา ๐๖.๓๐ น. พระมหาสุรศักดิ์ ปจฺจนฺตเสโน,ผศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการ ต่างประเทศ ประธานคณะกรรมการดําเนินงานโครงการอบรมฯ กล่าวสัมโมทนียกถาและกล่าว ปิดกิจกรรมการ ปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน หลักการและวิธีการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน การปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวทางนี้ เป็นการเจริญสติปัฏฐาน ๔ คือ ๑. กายานุปัสสนาตามดูกาย ๒. เวทนานุปัสสนา ตามดูเวทนา ๓. จิตตานุปัสสนา ตามดูจิต ๔. ธัมมานุปัสสนา ตามดูธรรม ตามแนวของมหาสติปัฏฐานสูตร ซึ่งถือว่าเป็นทางสายเอก สายเดียวที่นําไปสู่ความ บริสุทธิ์หลุดพ้นการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานตามแนวสติปัฏฐาน ๔ นี้ เป็นการปฏิบัติธรรมที่ เป็นฝักฝ่ายแห่ง การตรัสรู้ที่เรียกว่าโพธิปักขิยธรรม ๓๗ ประการ ซึ่งประกอบด้วย สติปัฏฐาน ๔ สัมมัปปธาน ๔ อิทธิบาท ๔ อินทรีย์ ๕ พละ ๕ โพชฌงค์ ๗ อริยมรรค ๘ ในการปฏิบัติ โพธิปักขิยธรรม นี้เมื่อปฏิบัติธรรมหมวดใดหมวดหนึ่งให้บริบูรณ์ก็ถือว่า เป็นการปฏิบัติ ธรรมหมวดอื่นๆ ให้บริบูรณ์ครบถ้วนด้วยเพราะธรรมะทุกหมวดทั้ง ๓๗ ประการนี้ จะทํางานร่วมกันเชื่อมโยง กันเป็นธรรมะสมังคี วิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นมีภูมิหรืออารมณ์อยู่ ๕ หมวด ๗๓ ประการ คือ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๗๐ ขันธ์ ๕ อายตนะ ๑๒ ธาตุ ๑๘ อินทรีย์ ๒๒ อริยสัจ ๔ ปฏิจจสมุปบาท ๑๒ แต่ในการปฏิบัติจริงๆ จะเน้นให้กำหนดขันธ์ ๕ เป็นอารมณ์หลัก โดยสรุปลงเหลือแค่นามกับรูป คือ กำหนดนามรูปเป็นอารมณ์ และการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้นจะใช้แค่ ขณิกสมาธิ สมาธิชั่วขณะเท่านั้น คือ ให้ใช้สติสัมปชัญญะกําหนดให้จิตตั้งอยู่รู้อยู่ในภาวะหรือ อาการหนึ่งๆ ชั่วขณะที่มันเกิดขึ้นแล้วดับลงเท่านั้น องค์ประกอบสำคัญของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานมี ๓ ประการ คือ ๑. อาตาปี มีความเพียรปฏิบัติต่อเนื่อง ๒. สติมา มีสติระลึกได้ทันการ ๓. สัมปชาโน รู้ตัวทั่วพร้อมอยู่เสมอ หากขาดองค์ประกอบ ๓ ประการนี้ การปฏิบัติจะไม่ก้าวหน้าและล้มเหลวในที่สุดส่วน วิธีการปฏิบัติ วิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น ให้ตั้งสติกำหนดรู้ทุกสิ่ง ทุกอาการที่เกิดขึ้น อันเกี่ยวเนื่อง ด้วยกาย เวทนา จิต และ ธรรม เช่น ท้องพองหรือยุบ ก็กำหนดรู้ รู้สึกสุข ทุกข์หรือเฉยก็กำหนดรู้ จิตมีราคะ โทสะ โมหะ หรือจิตไม่มี ราคะ โทสะ โมหะก็กำหนดรู้ เกิดการปรุงแต่งคิดนึกฟุ้งไปก็กำหนดรู้ และเวลากําหนดให้ใส่คําว่า “หนอ” กำกับทุกครั้งด้วย เช่น ยืนหนอ เดินหนอ นั่งหนอ เป็นต้น เพื่อเป็นการเน้นย้ำให้ชัดให้หนักแน่นขึ้น หรือเพ่ือแสดงว่าอาการนั้นดับหรือเสร็จสิ้นแล้ว และในการ ปฏิบัตินั้นเป็นการตั้งสติดกาย เวทนา จิต ธรรม ในอิริยาบถใหญ่คือ ยืน เดิน นั่งเป็น หลักโดยให้ทําการเดินกับ นั่งสลับกันในระยะเวลาที่เท่าๆ กัน ซึ่งมีการปฏิบัติดังนี้ การเดินเรียกว่าเดินจงกรม เป็นการตั้งสติรู้การเดินด้วยการกําหนดรู้ความเคลื่อนไหว เคลื่อนไปของ เท้าซึ่งแบ่งเป็น 6 ระยะ คือ ระยะที่ ๑ ขวาย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ ระยะที่ ๒ ยกหนอ เหยียบหนอ ระยะท่ี ๓ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ระยะท่ี ๔ ยกสันหนอ ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ ระยะท่ี ๕ ยกสันหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ ระยะที่ ๖ ยกสันหนอ ยกหนอ ย่างหนอ ลงหนอ ถูกหนอ กดหนอ ในการเดินนั้นให้ยืนเท้าเสมอกัน เหยียบพื้นให้มั่งคง จากนั้นให้กําหนดยืนหนอ ๓ ครั้ง แล้วกําหนดต้นจิตว่า อยากเดินหนอ ๓ ครั้ง แล้วก็กําหนดเดินไปตามระยะทางที่กําหนดไว้ไม่ยาว ไม่สั้น จนเกินไป หรือตามแต่สถานท่ีจะเอื้ออํานวย โดยก้มมองทางเดินแต่พอดี เม่ือเดินถึงที่หมาย แล้วให้กําหนดเดิน ก้าวสุดท้าย แล้วทําเท้าให้เสมอกัน จากนั้นกําหนดยืนหนอ ๓ ครั้ง กําหนดต้น จิตอยากกลับหนอ ๓ ครั้ง แล้วก็ กําหนดกลับหนอทางขวามือ โดยกลับทีละเท้าแบ่งเป็น ๓ คู่ให้ ได้กลับหลังหันพอดี แล้วกําหนดยืนหนอ ๓ ครั้ง กําหนดต้นจิตอยากเดินหนออีก ๓ ครั้ง แล้วก็ เดินกลับไปกลับมาอย่างนี้จนครบเวลา
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๗๑ ในการนั่ง เมื่อเดินได้เวลาแล้วก็ให้ทําการกําหนดนั่ง โดยกําหนดต้นจิตว่าอยากนั่งหนอ ๓ ครั้ง แล้วก็ นั่งลงช้าๆ อย่างมีสติพร้อมกําหนดรู้ว่า นั่งหนอๆ ไปจนกว่าจะนั่งเรียบร้อย โดยในการ นั่งนี้ให้นั่งตัวตรงและ เลือกนั่งในท่าใดท่าหนึ่งในสามท่า คือ ท่าที่หนึ่ง ท่าเท้าราบกับพื้นเรียงกัน ให้เท้าซ้ายอยู่ข้างในเท้าขวาอยู่ข้าง นอก ท่าที่สอง ท่าขัดสมาธิเท้าซ้อนกัน คือเท้าขวาทับเท้าซ้าย ท่าที่สาม ท่าขัดสมาธิเพชร ให้เท้าแต่ละข้างวาง บนขาแต่ละข้าง คือเท้าซ้ายวางบนขาขวา เท้า ขวาวางบนขาซ้าย เม่ือนั่งเรียบร้อยแล้วให้กําหนดนั่งหนอสัก สองสามครั้ง แล้วก็เอาสติไปกําหนด รู้อาการพอง อาการยุบของท้อง ในตําแหน่งเหนือสะดือประมาณ ๖ นิ้ว เมื่อหายใจเข้า ท้องพอง ก็ให้กําหนดว่า “พองหนอ หายใจออกท้องยุบก็ให้กําหนดว่า “ยุบหนอ” ปฏิบัติไป อย่างนี้จนครบ เวลา แล้วก็กลับไปน่ัง นั่งครบเวลาก็กลับไปเดิน สลับกันไปอย่างนี้จนกว่าจะได้เวลาหยุดพัก และ ในการปฏิบัติเดินจงกรมและน่ัง วิปัสสนานี้เริ่มต้นที่เวลา ๓๐ นาที และได้เพิ่มเวลาขึ้นโดยลําดับเป็น ๔๐ นาที ๕๐ นาที จนถึง ๖๐ นาที และให้ปฏิบัตินานแค่ ๖๐ นาทีนี้เท่านั้น ส่วนอิริยาบถยืน สามารถกําหนดรู้ยืนต่างหากได้ตามระยะเวลาที่กําหนด หรือถือปฏิบัติ ในระหว่างการเดินก็ได้ นอกจากจะกําหนดอิริยาบถใหญ่แล้ว ยังต้องกําหนดอิริยาบถย่อยด้วย คือให้กําหนดรู้ทุก กิจกรรมทุกอาการ ทุกการเคลื่อนไหว ทุกความเป็นไป เช่นเดินไปไหนมาไหน ก็กําหนดว่า ขวา ย่างหนอ ซ้ายย่างหนอ นอกจากนี้ จะก้มจะเงย จะดื่มจะกิน จะคู่จะเหยียด จะถ่ายอุจจาระปัสสาวะ จะ อาบน้ำ ล้างหน้า แปรงฟัน จะนั่งจะห่ม หรือจะทําอะไร ก็กําหนดรู้อาการนั้นๆ การกําหนด อิริยาบถย่อยนี้พระวิปัสสนาจารย์ถือว่าเป็น เรื่องสําคัญมาก เพราะจะทําให้การปฏิบัติต่อเนื่อง และเป็นอิริยาบถท่ีมีมากและโยคอยู่กับอิริยาบถย่อยนี้ มากกว่าอิริยาบถใหญ่ นอกจากนี้แล้ว ก่อนการปฏิบัติในเกือบทุกช่วงของแต่ละวัน พระวิปัสสนาจารย์จะแสดง ธรรมหรือ ปรารภธรรมเพื่อช่วยเสริมความรู้ ความเข้าใจ และช่วยสร้างศรัทธาวิริยะอุตสาหะใน การปฏิบัติด้วย อนึ่ง นอกจากการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานแบบอิริยาบถใหญ่และย่อยแล้ว แนบชิดกับ ระหว่างคิ้วว่า เงยหนอ ช้าๆ หลายๆ ครั้ง จนตัวตั้งตรง แล้วก็กําหนดก้มกราบลงครั้งที่สอง และ ครั้งที่สามให้เหมือนครั้งแรก ทุกขั้นตอน เพื่อที่จะกราบพระธรรมและพระสงฆ์ เมื่อกราบครั้งท่ี สาม เสร็จแล้วโดยที่มือยังประกบกันที่ ระหว่างคิ้ว ก็ให้กําหนดเอามือในท่าประกบกันลงมาที่ หน้าอกว่า ลงหนอ หลายๆ ครั้ง จนมือมาสัมผัสหน้าอก ก็ให้กําหนดว่า ถูกหนอ จากนั้นก็ให้กําา หนดเอามือลงมา วางไว้ที่หน้าขาที่ละข้าง โดยเริ่มที่มือขวาก่อนว่า ลง หนอ หลายๆครั้ง จนมือ ขวาแตะหน้าขาก็กําหนดว่า ถูกหนอ ตามด้วยกําหนดคว่ํามือว่า คว่ำหนอ สามครั้ง หรือหลายๆ ครั้ง แล้วก็กําหนด เอามือซ้ายลงเหมือนเช่นกับมือขวา เป็นอันเสร็จการกราบสติปัฏฐาน ในการ กราบ อาจเพิ่มการกําหนดต้นจิตในหลายๆ จังหวะได้ และให้ใช้เวลาอย่างน้อย ๑๐ นาที สามารถกําหนดกราบ ให้ละเอียดมากกว่านั้นได้เช่น เพิ่มเวลาเป็น ๑๕ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที หรือเป็นชั่วโมง ในระหว่างการปฏิบัติ ในอิริยาบถ ยืน เดิน การนั่งหรืออิริยาบถย่อยนั้นสิ่งที่ผู้ ปฏิบัติมักเจอและถือเป็นอุปสรรคขวางกั้นคือ นิวรณ์ ๕ ได้แก่ ๑. กามฉันทะ พอใจในสิ่งท่ีชอบ ๒. พยาบาท โกรธขุ่นเคือง ๓. ถีนมิทธะ ความโงกง่วง ๔. อุททัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน รําคาญ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๗๒ ๕. วิจิกิจฉา ความลังเล สังสัย ไม่รู้จริง ท่านให้กําหนดรู้ภาวะนั้นๆ จนกว่ามันจะดับไป หรือหมดความสําคัญลง โดยกําหนดว่า พอใจหนอ โกรธหนอ ฟังหนอ ง่วงหนอ สงสัยหนอ ตามแต่ว่าอาการใดจะเกิดขึ้น นอกจากจะมีอุปสรรคในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้วยังมีธรรมที่ส่งเสริมความ เจริญก้าวหน้าใน การปฏิบัติ ๕ ประการ ได้แก่ ๑. ศรัทธา, วิริยะ ๓. สติ ๔. สมาธิ และ ๕. ปัญญา ซึ่งธรรมเหล่านี้ ผู้ปฏิบัติควร เจริญให้มีมากและปรับให้เสมอกัน คือ ศรัทธาเสมอกับปัญญา วิริยะ เสมอกับสมาธิ สติตัวเดียวท่ีมีมาก เท่าไหร่ยั่งดี เม่ือธรรมะแต่ละตัวแก่กล้ามีมาก ก็จะมีความเป็น ใหญ่ในตัวเอง เรียกชื่อว่าอินทรีย์ ๕ และเมื่อ อบรมให้มีความเสมอกันและให้มีกําลังก็จะ กลายเป็นพละ ๕ ได้แก่ ตัวคือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อนึ่ง สิ่งท่ีเป็นเคร่ืองเศร้าหมองหรือเป็นอันตรายอีกอย่างหนึ่งของวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ ประการ หมายถึง อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา เป็นธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้ วิปัสสนาอ่อนๆ (กรุณวิปัสสนา) สภาพ น่าชื่นชมแต่ที่แท้เป็นโทษ เป็นเครื่องเศร้าหมองแห่ง วิปัสสนากัมมัฏฐานทําให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรคผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางไม่ให้ก้าวหน้าต่อไป ในวิปัสสนาญาณ โดยมี ๑๐ประการ คือ ๑. โอภาส หมายถึง แสงสว่าง ๒. ญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้ ๓. ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ ๔. ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบเย็น ๕. สุข หมายถึง ความสุขสบายใจ ๖. อธิโมกข์ หมายถึง ศรัทธาแก่กล้า ๗. ปัคคาหะ หมายถึง ความเพียรที่พอดี ๘. อุปัฏฐาน หมายถึง สติแก่กล้า ๙. อุเบกขา หมายถึง ความมีจิตเป็นกลาง ๑๐.นิกันติ หมายถึง ความพอใจ ยังมีการปฏิบัติโดยการกราบแบบกําหนดสติที่เรียกว่า “กราบสติปัฏฐาน” ด้วย เป็นการกราบ แบบช้าๆกําหนดให้ละเอียดตั้งแต่หงายมือ ยกมือ ประกบมือ ก้มกราบ เงยขึ้น และวางมือ ลงในท่าจบ ซึ่งมีวิธี ปฏิบัติคือ ให้นั่งท่าเทพบุตร วางมือไว้บนขาทั้งสอง กําหนดหงายมือซ้ายว่า หงายหนอ แบ่งเป็นสามครั้งหรือ หลายครั้งก็ได้แล้วกําหนดยกมือว่า ยกหนอ กําหนดหลายๆ ครั้ง มาเรื่อยๆ จนมือสัมผัสที่หน้าอก ก็กําหนดว่า ถูกหนอ แล้วกําหนดยกมือขวาเหมือนกับมือซ้าย เมื่อประนมมือที่หน้าอกแล้ว ก็กําหนดยกขึ้นไปที่ระหว่างคิ้ว ว่า ยกหนอ หลายๆครั้งจนถึงคิ้ว โดย ให้หัวแม่มืออยู่ตรงกลางระหว่างคิ้ว แล้วกําหนดก้มกราบลงช้าๆ ว่า ก้ม หนอ หลายๆ ครั้ง โดย แนบหัวแม่มือชิดกับระหว่างคิ้วตลอด เมื่อถึงพื้นในท่าประนมมือ ก็กําหนดว่า ถูกหนอ จากนั้นก็ กําหนดเงยหัวขึ้นนิดหน่อยว่า เงยหนอ แล้วกําหนดแยกมือขวาว่า แยกหนอ หรือเคลื่อนหนอก็ ได้ ตามด้วยกําหนดคว่ำามือลงไปว่า คว่ำาหนอ สามครั้งหรือหลายๆครั้ง และก็กําหนดแยกมือซ้าย เหมือนกัน กับ มือขวาเพื่อให้มีช่องว่างพอที่จะเอาหน้าผากลงแตะพื้นได้ แล้วก็กําหนดเอา หน้าผากลงว่าก้มหนอหรือลงหนอ พอหน้าผากสัมผัสพื้นก็กําหนดว่า ถูกหนอ แล้วน้อมระลึกนึก
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๗๓ ถึงพระพุทธสักครู่หน่ึง จากนั้นก็กําหนดเงยหัวขึ้นนิดหน่อยว่า เงยหนอ เพื่อจะได้กําหนดประกบ มือ ได้ จากนั้นให้กําหนดหงายมือขวาว่า หมายหนอ สามครั้งหรือหลายๆครั้ง แล้วก็กําหนด เคลื่อนมือขวามาจุดที่ จะประกบกันว่า เคลื่อนหนอ หลายๆครั้ง แล้วก็ให้กําหนดหงายและเคลื่อน มือซ้ายเช่นเดียวกันกับมือขวา เพื่อให้มือมาประกบกัน เมื่อมือสัมผัสกันก็ให้กําหนดว่า ถูกหนอ จากนั้นก็กําหนดก้มหัวลงแตะมือโดยให้หัวแม่ มือแตะที่ระหว่างคิ้วว่า ก้มหนอ เมื่อหัวกับมือ สัมผัสกันก็กําหนดว่า ถูกหนอ แล้วก็กําหนดเงยขึ้นโดยที่มืออยู่ ในท่าประกบกัน แนบชิดกับ ระหว่างคิ้วว่า เงยหนอ ช้าๆ หลายๆ ครั้ง จนตัวตั้งตรง แล้วก็กําหนดก้มกราบลง ครั้งท่ีสอง และ ครั้งที่สาม ให้เหมือนครั้งแรกทุกขั้นตอน เพื่อที่จะกราบพระธรรมและพระสงฆ์ เมื่อกราบครั้งที่ สามเสร็จแล้วโดยที่มือยังประกบกันที่ระหว่างคิ้ว ก็ให้กําหนดเอามือในท่าประกบกันลงมาที่ หน้าอกว่า ลงหนอ หลายๆ ครั้ง จนมือมาสัมผัสหน้าอกก็ให้กําหนดว่า ถูกหนอ จากนั้นก็ให้กําา หนดเอามือลงมาวางไว้ที่หน้าขาที่ ละข้าง โดยเริ่มที่มือขวาก่อนว่า ลงหนอ หลายๆครั้ง จนมือ ขวาแตะหน้าขาก็กําหนดว่า ถูกหนอ ตามด้วย กําหนดคว่ํามือว่า คว่ําหนอ สามครั้งหรือหลายๆ ครั้ง แล้วก็กําหนด เอามือซ้ายลงเหมือนเช่นกับมือขวา เป็น อันเสร็จการกราบสติปัฏฐาน ในการ กราบ อาจเพิ่มการกําหนดต้นจิตในหลายๆ จังหวะได้ และให้ใช้เวลาอย่าง น้อย ๑๐ นาที สามารถกําหนดกราบให้ละเอียดมากกว่านั้นได้เช่น เพิ่มเวลาเป็น ๑๕ นาที ๒๐ นาที ๓๐ นาที หรือเป็นช่ัวโมง ในระหว่างการปฏิบัติในอิริยาบถ ยืน เดิน การนั่งหรืออิริยาบถย่อยนั้น ส่ิงท่ีผู้ปฏิบัติมักเจอและถือเป็นอุปสรรคขวางกั้นคือ นิวรณ์ ๕ ได้แก่ ๑. กามฉันทะ พอใจในสิ่งท่ีชอบ ๒. พยาบาท โกรธขุ่นเคือง ๓. ถีนมิทธะ ความโงกง่วง ๔. อุททัจจกุกกุจจะ ความฟุ้งซ่าน รําคาญ ๕. วิจิกิจฉา ความลังเล สังสัย ไม่รู้จริง ท่านให้กําหนดรู้ภาวะนั้นๆ จนกว่ามันจะดับไป หรือหมดความสําคัญลงโดยกําหนดว่าพอใจหนอ โกรธ หนอ ฟังหนอ ง่วงหนอ สงสัยหนอ ตามแต่ว่าอาการใดจะเกิดขึ้น นอกจากจะมีอุปสรรคในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้วยังมีธรรมที่ส่งเสริมความ เจริญก้าวหน้าใน การปฏิบัติ ๕ ประการ ได้แก่ ๑. ศรัทธา, วิริยะ ๓. สติ ๔. สมาธิ และ ๕. ปัญญา ซ่ึงธรรมเหล่านี้ ผู้ปฏิบัติควร เจริญให้มีมากและปรับให้เสมอกัน คือ ศรัทธาเสมอกับปัญญา วิริยะ เสมอกับสมาธิ สติตัวเดียวท่ีมีมากเท่าไหร่ ยิ่งดี เมื่อธรรมะแต่ละตัวแก่กล้ามีมาก ก็จะมีความเป็นใหญ่ในตัวเอง เรียกชื่อว่าอินทรีย์ ๕ และเมื่ออบรมให้มี ความเสมอกันและให้มีกําลังก็จะ กลายเป็นพละ ๕ ได้แก่ ตัวคือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา อนึ่ง สิ่งที่เป็นเครื่องเศร้าหมองหรือเป็นอันตรายอีกอย่างหน่ึงของวิปัสสนากัมมัฏฐาน คือ วิปัสสนูปกิ เลส ๑๐ ประการ หมายถึง อุปกิเลสแห่งวิปัสสนา เป็นธรรมารมณ์ที่เกิดแก่ผู้ได้ วิปัสสนาอ่อนๆ (กรุณวิปัสสนา) สภาพน่าชื่นชมแต่ที่แท้เป็นโทษ เป็นเครื่องเศร้าหมองแห่ง วิปัสสนากัมมัฏฐานทําให้เข้าใจผิดว่าตนบรรลุมรรค ผลแล้ว เป็นเหตุขัดขวางไม่ให้ก้าวหน้าต่อไป ในวิปัสสนาญาณ โดยมี ๑๐ ประการ คือ ๑. โอภาส หมายถึง แสงสว่าง ๒. ญาณ หมายถึง ความหยั่งรู้
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๗๔ ๓. ปีติ หมายถึง ความอิ่มใจ ๔. ปัสสัทธิ หมายถึง ความสงบเย็น ๕. สุข หมายถึง ความสุขสบายใจ ๖. อธิโมกข์ หมายถึง ศรัทธาแก่กล้า ๗. ปัคคาหะ หมายถึง ความเพียรที่พอดี ๘. อุปัฏฐาน หมายถึง สติแก่กล้า ๙. อุเบกขา หมายถึง ความมีจิตเป็นกลาง ๑๐.นิกันติ หมายถึง ความพอใจ อีกประการที่มีความสําคัญมาก เมื่อปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานผู้ปฏิบัติจะประสบพบเจอคือความง่วง โดยในสมัยพุทธกาล พระมหาโมคคัลลานะ เมื่ออุปสมบทได้ ๗ วัน ได้ไปทําความ เพียรอยู่ที่ป่าใกล้บ้านกัลปลา วาลมุตตาคาม แขวงมคธ ถูกถีนมิทธารมณ์ คือ ความง่วงเหงาเข้า ครอบงํา ไม่สามารถจะทําความเพียรได้ ขณะนั้น พระผู้มีพระภาค ประทับอยู่ ณ สวนเภสกลา วัน ซึ่งเป็นสถานที่ให้เหยื่อแก่เนื้อ ใกล้เมืองสุงสุมารคีรี อันเป็นเมืองหลวงของแคว้นภัคคะ ทรงทราบด้วยพระญาณว่าพระโมคคัลลานะ โงกง่วงอยู่ จึงทรงทำปาฏิหาริย์ ให้เห็นปรากฏ ประหนึ่ง ว่าเสด็จประทับอยู่ตรงหน้า ทรงแสดงอุบายสําหรับระงับความง่วงแก่เธอตามลําดับ ดังนี้ ๑. โมคคัลลานะ เมื่อเธอมีสัญญาอย่างใดแล้ว เกิดความง่วงขึ้น เธอจงทําไว้ในใจซึ่งสัญญา อย่างนั้น ให้มากจะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ ๒. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรตรึกตรองถึงธรรมท่ีได้เรียนมาแล้ว ได้ฟังมาแล้วให้มาก จะเป็น เหตุให้ละ ความง่วงได้ ๓. ถ้ายังละไม่ได้เธอควรสาธยายธรรมท่ีได้เรียนได้ฟังมาแล้วให้มากจะเป็นเหตุให้ละความ ง่วงได้ ๔. ถ้ายังละไม่ได้เธอควรยอนช่วงหูทั้งสองข้าง และลูบตัวด้วยฝ่ามือจะเป็นเหตุให้ละ ความง่วงได้ ๕. ถ้ายังละไม่ได้ เธอจงลุกขึ้นแล้วลูบนัยน์ตา ลูบหน้าด้วยน้ําเหลียวดูทิศทั้ง งหลาย แหงนดูดาวจะ เป็นเหตุให้ละความง่วงได้ ๖. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรทําไว้ในใจถึงอาโลกสัญญา ถือ กําหนดความสว่างไว้ในใจ เหมือนกันทั้ง กลางวันและกลางคืน ทําใจให้เปิด ให้สว่าง จะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ ๗. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรเดินจงกรมสํารวมอินทรีย์ มีจิตใจไม่คิดไปภายนอก จะเป็นเหตุ ให้ละความ ง่วงได้ ๘. ถ้ายังละไม่ได้ เธอควรสําเร็จสีหไสยาสน์ นอนตะแคงขวา ซ้อนเท้าให้เลื่อมกัน มี สติสัมปชัญญะ หมายใจว่าจะลุกขึ้นเป็นนิตย์ เมื่อตื่นแล้วควรรีบลุกขึ้นด้วยตั้งใจว่า เราจะไม่ ประกอบความสุขใน การนอนและการเคลิ้มหลับอีกจะเป็นเหตุให้ละความง่วงได้ พระพุทธองค์ ตรัสสอนอุบายเพ่ือบรรเทาความง่วงโดยลําดับจนที่สุดถ้ายังไม่หายง่วงก็ให้ นอน แต่ให้ นอนอย่างมีสติ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๗๕ นอกจากการปฏิบัติแล้ว ยังมีกิจอีก ๑ ประการที่ควรทํา คือการแผ่เมตตา โดยส่วนมาก แล้ว พระ วิปัสสนาจารย์ในโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศหลังจากการปฏิบัติเสร็จ ในแต่ละช่วงเวลา โดย บทท่ีใช่บ่อยคือ คําแผ่เมตตาบทใหญ่ ดังนี้ “อิทัง โน ปุญญะภาคํ ราชาที่นัญเจวะ อิสสะรานัง มาตาปิตุอานัญจะ ปิยะชะนานัง สัพพะสัตตานัญ จะ นิยยาเทมะ” ข้าพเจ้าทั้งหลาย ขอน้อมกุศลถวายเป็นพระราชกุศล แด่อิสระชน บุคคลผู้เป็นใหญ่ ทั้งหลาย มี พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ผู้เป็นพระประมุขของชาติ สมเด็จพระนางเจ้า พระบรมราชินีนาถ พระบรมวงศา นุวงศ์ สมเด็จพระสังฆราชผู้เป็นประมุขของคณะสงฆ์ พร้อมทั้ง คณะรัฐบาล ผู้บริหารประเทศเป็นต้น ขอแผ่ ส่วนบุญกุศลนี้ ให้แก่ปิยชน บุคคลผู้เป็นที่รัก ทั้งหลาย มีบิดามารดา ปู่ย่า ตา ยาย ครู อุปัชฌาย์ อาจารย์ ท่าน ผู้มีพระคุณ ท่านผู้มีบุญคุณทุกๆ ท่าน เจ้ากรรมนายเวร ภูตผีปีศาจทั้งหลาย เปรตทั้งหลาย เทพบุตรเทพธิดา ทุกๆ องค์ พระภิกษุ สามเณรทุกๆ รูป และท่านผู้ปฏิบัติธรรมทุกๆ คน ตลอดถึงสรรพสัตว์ทั้งหลาย ทุกถ้วน หน้าทุก ตัวตน ทุกชาติชั้นวรรณะ ทุกศาสนาทุกภาษาที่มีอยู่ทั่วทุกมุมแห่งโลก ทั้งเป็นประมาณและไม่ เป็น ประมาณที่เกิดใน ชลาพุชะก็ดี อัณฑะก็ดี สังเสทชะก็ดีโอปปาติกะก็ดี ที่อยู่ในทิศบูรพา ทิศ อาคเนย์ ทิศทักษิณ ทิศหรดี ทิศปัจจิม ทิศพายัพ ทิศอุดร ทิศอีสานทิศเบื้องบน ตั้งแต่ภวัคค พรหมลงมาก็ดี ทิศเบื้องล่าง ตั้งแต่โล กันตมหานรกขึ้นมาก็ดี โดยส่วนสุดรอบ สุดขอบจักรวาล มีอนันตจักรวาลเป็นที่สุด และขอแผ่นส่วนบุญนี้ ถวายแด่บูรพาจารย์ ผู้บริหารงาน พระพุทธศาสนา มีสมเด็จพระพุฒาจารย์ (อาจ อาสภมหาเถร) พระธรรมธีร ราชมหามุนี (โชดก ญาณสิทธิเถร) เป็นต้น ตลอดถึงบูรพมหากษัตริย์ไทยทุกๆ พระองค์ สัพเพ สัตตา ปุญญะ ภาคิโน โหนตุฯ ขอสรรพสัตว์ทั้งหลาย จงเป็นผู้มีส่วน และอนุโมทนาบุญกุศลร่วมกับข้าพเจ้าทั้งหลาย ท่าน ทั้งหลาย ที่ท่านถึงทุกข์ ขอให้พ้นจากความทุกข์ ที่ถึงสุขอยู่แล้วขอให้มีความสุขยิ่งๆ ขึ้นไปด้วยกุศลจริยาสัมมา ปฏิบัติ ท่ีข้าพเจ้าได้บําเพ็ญมาแล้วนี้ จงมารวมกันเป็นตบะเป็นเดชะ เป็นพล วะปัจจัย เป็นอุปนิสัยตามส่ง ให้ ข้าพเจ้าเกิดสติปัญญาญาณ ทั้งชาตินี้และชาติหน้าตลอดชาติ อย่างยิ่งจนถึงความพ้นทุกข์ คือ พระนิพพาน เทอญ ทั้งนี้ ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ผู้เข้ารับการอบรมได้ทําการปักกลดสําหรับการ ปฏิบัติวิปัสสนา กัมมัฏฐาน โดยได้ศึกษาหลักสัปปายะ ๗ และนําความรู้มาประยุกต์ใช้ในการปัก กลด สัปปายะ ๒ คือ สัปปายะ สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม ที่มาเกื้อกูลให้การประพฤติปฏิบัติธรรม เป็นไปด้วยความสบายกาย สบายใจ โดย หลักสัปปายะมีอยู่ด้วยกัน ๗ ประการคือ ๑. ที่อยู่เหมาะสม สงบ พื้นที่สะอาดสะอ้าน ไม่พลุกพล่านจอแจ ๒. การเดินทางเหมาะสม ไปมาสะดวก ถนนหนทางเรียบร้อย ไม่ซับซ้อนวกไปวกมา ๓. การพูดคุยเหมาะสม สนทนาแต่เรื่องดีๆ สร้างประโยชน์ให้ตัวเอง ไม่มอมเมาไปในทางที่ผิด ๔. บุคคลเหมาะสม มีผู้รู้ ครูบาอาจารย์ และกัลญาณมิตร คอยชี้แนะชักนําไปในทางท่ีถูกที่ควร ๕. อาหารเหมาะสม ๖. อากาศเหมาะสม สดชื่น ร่มรื่น ร่มเย็น ไม่ร้อน ไม่หนาวเกินไป
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๗๖ ๗. อิริยาบถเหมาะสม จัดการพื้นที่ให้ยืน นั่ง เดิน ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่อึดอัดระหว่าง การปฏิบัติ ธรรม พระวิปัสสนาจารย์ผู้ดูแลควบคุมการฝึกอบรมจะติดตามผลที่เกิดขึ้นแก่ผู้ปฏิบัติในการ ปฏิบัติวิปัสสนา กรรมฐานนั้น เพื่อเป็นการติดตามผลของการปฏิบัติและเพื่อเป็นการแก้ไขความ ผิดพลาดอันจะเกิดแก่ผู้ปฏิบัติ ดังนั้น จึงมีการส่งอารมณ์ หรือเรียกอีกอย่างว่าการสอบอารมณ์ กับพระวิปัสสนาจารย์ การฝึกปฏิบัติวิปัสสนา กัมมัฏฐานที่ศูนย์พัฒนาศาสนาแคมป์สนพระ วิปัสสนาจารย์ให้ผู้ปฏิบัติเริ่มปฏิบัติที่การเดินจงกรมระยะที่ ๑ และนั่ง ๓๐ นาที และค่อยๆ เพิ่ม เวลาตามลําดับๆ ตามคณะพระวิปัสสนาจารย์กําหนดไว้ การเจริญวิปัสสนา กัมมัฏฐานเป็นการ ฝึกสติให้รู้ทันอารมณ์ปัจจุบันขณะ และผลัดเปลี่ยนอิริยาบถหลังจากนั่งกําหนดสติ ได้ ประมาณ ๓-๔ วัน โดยให้ผู้ปฏิบัติรายงานผลการปฏิบัติหรือประสบการณ์ท่ีทําไปแล้วให้ฟัง ในเรื่องอารมณ์ ทั้ง ภายในและภายนอกท่ีมากระทบจิต และเกิดขึ้นกับจิต เม่ือพระวิปัสสนาจารย์ได้ทราบอารมณ์ และวิธีการ กําหนดของผู้ปฏิบัติแล้วจะได้ในสิ่งที่ควรแก้ไข หรือแนะนําสิ่งที่ควรจะทําต่อไป วิธีการส่งอารมณ์หรือการสอบ อารมณ์มีทั้งแบบเป็นกลุ่มและเดี่ยว การส่งอารมณ์หรือการสอบ อารมณ์ เพื่อเป็นการสอบถามผลปฏิบัติของผู้ ปฏิบัติพระวิปัสสนาจารย์จะสอบอารมณ์ใน ประเด็นต่างๆ เช่น สามารถกําหนดการเคลื่อนไหวอิริยาบถใหญ่ได้ ไหมสามารถกําหนดอิริยาบถย่อยทั้งวันที่ผ่านมาได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ จับสภาวะอาการ พอง-ยุบ อาการเดิน ได้หรือไม่ รักษาทวารทั้ง ๕ ได้หรือไม่ กําหนดสภาวะทางจิตและความนึกคิดได้หรือไม่กําหนดเวทนาได้ อย่างไร กําหนดอาการทางทวารทั้ง ๕ ได้ทันหรือไม่ และได้ประสบการณ์อะไรจากการกําหนดให้ รายงานประสบการณ์ ตามความเป็นจริง ไม่ใช่คิดเดาขึ้น รายงานอารมณ์เท่าที่จําได้และปรากฏ ชัดพระวิปัสสนาจารย์จะได้ช่วยเหลือ ได้ตรงจุด พระวิปัสสนาจารย์บางท่านก็อาจจะถามเป็นอย่าง ไปว่านั่งไปได้เห็นอะไรบ้าง นั่งแล้วคิดมากไหม หรือว่ามีความฟุ้งไหม กําหนดแล้วเห็นอาการ ของ อาการยุบบ้างไหมเมื่อมีอารมณ์เกิดขึ้นทางอายตนะแล้ว กําหนดอย่างไร เช่น เมื่อได้ยินเสียงกําหนดที่ไหน และกําหนดอย่างไร ดังนี้เป็นต้น ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ยังมีข้อสําคัญที่ผู้ปฏิบัติควรรู้คือ วิปัสสนาญาณ หรือ เรียกสั้นๆ ว่า ญาณ ซึ่งมี ๑๖ ขั้น โดยวิปัสสนาญาณ ๑๖ ขั้นนี้ พระวิปัสสนาจารย์จะแสดงเป็น พระธรรมเทศนาแก่ผู้ปฏิบัติ เมื่อถึงเวลาอันสมควรหรือโดยส่วนมากแล้ว พระวิปัสสนาจารย์จะ แสดงธรรมเรื่องนี้ในช่วงสุดท้ายของการ ปฏิบัติหรือเมื่อจบการปฏิบัติ วิปัสสนาญาณ ก็คือ ผลสําเร็จของการปฏิบัติน่ันเอง ซึ่งวิปัสสนาญาณ ๑๖ ขึ้น ได้แก่ ๑. นามรูปปริจเฉทญาณคือญาณกําหนดแยกนามรูป ๒. นามรูปปัจจัยปริคคหญาณ คือญาณจับปัจจัยแห่งนามรูป ๓. สัมมสนญาณ คือญาณที่เห็นสังขตลักษณะคือความเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปของนามรูป และเริ่มเห็น ไตรลักษณ์เห็นตรุณอุทยัพพยญาณ หรืออุทยัพพยญาณอย่างอ่อน วิปัสสนูปกิเลสจะ เกิดขึ้นได้ ในช่วงนี้ ๔. อุทยัพพยานุปัสสนาญาณ คือญาณตามเห็นความเกิดและความดับแห่งนามรูป เห็น พลว อุทยพพยญาณ หรืออุทยัพพยญาณอย่างแก่ จัดว่าจิตเริ่มเข้าสู่วิปัสสนาญาณที่แท้จริง (ระหว่าง เกิดถึงดับเห็นเป็นดุจกระแสน้ำที่ไหล)
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๗๗ ๕. ภังคานุปัสสนาญาณ คือญาณตามเห็นจําเพาะความดับเด่นขึ้นมาอย่างเดียว ๖. ภยปัฏฐานญาณ คือญาณอันมองเห็นสังขารปรากฏเป็นของน่ากลัว ไม่แน่นอน ดุจ กลัวต่อ มรณะท่ีจะเกิด ๗. อาทีนวานุปัสสนาญาณ คือญาณคํานึงเห็นโทษภัยของสิ่งทั้งปวง ผันผวนแปรปรวน พึ่งพพิงมิได้ ๘. นิพพิทานุปัสสนาญาณ คือญาณคํานึงเห็นด้วยความเบื่อหน่าย ๙. มุญจิตกัมยตาญาณ คือญาณหยั่งรู้อันใครจะพ้นไปเสีย ๑๐.ปฏิสังขานุปัสสนาญาณ คือญาณอันพิจารณาทบทวนเพ่ือจะหาทางหนี ๑๑.สังขารุเบกขาญาณ คือญาณอันเป็นไปโดยความเป็นกลางวางเฉยต่อสังขาร ๑๒.สัจจานุโลมิกญาณ คือญาณเป็นไปโดยควรแก่การหยั่งรู้อริยสัจ สามารถเห็นไตรลักษณ์ด้วย ภาวนามยปัญญาได้ ๑๓.โคตรภูญาณ คือญาณท่ีเป็นรอยต่อท่ีจะข้ามพ้นภาวะปุถุชนสู่อริยบุคคล ๑๔.มัคคญาณ คือญาณในอริยมรรค ๑๕.ผลญาณ คือญาณในอริยผล ๑๖.ปัจจเวกขณญาณ คือญาณที่พิจารณาทบทวน ว่ากิเลสใดดับไป กิเลสใดยังเหลืออยู่กิจที่ต้องทํายัง มีอยู่หรือไม่ ประโยชน์ของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐาน ประโยชน์ของการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น มีมากมาย ขอยกมาแสดงพอสังเขป ดังนี้ ๑. สามารถกําจัดกิเลสต่างๆ อันเป็นสาเหตุแห่งทุกข์ หรือทําให้เบาบางลง ๒. มีความทุกข์น้อยลง และมีความสุขมากขึ้น ๓. มีจิตใจมั่นคง รู้เท่าทันความเป็นจริงของสิ่งทั้งหลายไม่มีอาการขึ้นๆ ลงๆ ตามโลกธรรม ๔. คลายความยึดม่ันถือมั่นในสิ่งทั้งปวงลงได้ ไม่วุ่นวายเดือดร้อน ๕. มีความเห็นแก่ตัวน้อยลง และบําเพ็ญประโยชน์เพื่อผู้อื่นมากขึ้น ๖. จิตใจมีคุณธรรม หรือมีคุณภาพสูงขึ้นตามขั้นของการปฏิบัติ และ ๗. ถ้าทําได้ถึงขั้นสูงสุด จะทําให้ดับทุกข์ได้โดยสิ้นเชิงหรือบรรลุอรหัตผล เป็นต้น ประโยชน์ของการเดินจงกรม องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในคัมภีร์ปัญจกนิบาต อังคุตรนิกายว่า การเดิน จงกรมมี อานิสงส์ เพราะมีกําลังขาท่ีแข็งแรง ๕ อย่าง คือ ๑. เป็นผู้อดทนต่อการเดินทางไกล คือสามารถเดินทางได้ไกลและรวดเร็ว ๒. เป็นผู้อดทนต่อการทําความเพียร คือ สามารถทําความเพียรหรือนั่งสมาธิได้นานไม่ ปวดเมื่อยง่าย ๓. เป็นผู้มีโรคน้อย คือทําให้ร่างกายแข็งแรงไม่ค่อยมีโรคภัย ๔. อาหารที่บริโภคเข้าไปย่อยได้ดี ท้องไม่อืดเฟ้อ ทานอาหารได้ดี
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๗๘ ๕. สมาธิที่ได้จากการเดินจงกรมตั้งอยู่ได้นาน ไม่เสื่อมง่าย ๖. อานิสงส์ของการแผ่เมตตา องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสไว้ในเมตตนสังสสูตรว่า ผู้ที่เจริญเมตตาอยู่เป็นนิจ จะได้รับ อานิสงส์ ๑๑ ประการ คือ ๑. หลับอยู่ก็เป็นสุข ๒. ตื่นอยู่ก็เป็นสุข ๓. ไม่ฝันร้าย ๔. เป็นที่รักใคร่ของหมู่มนุษย์ ๕. เป็นที่รักใคร่ของอมนุษย์ตลอดจนสัตว์เดรัจฉานทั้งหลาย ๖. เทวดาย่อมคุ้มครองรักษา ๗. ย่อมล่วงพ้นจากไฟ ยาพิษ ศาตราวุธและภยันตรายทั้งปวง ๘. ทําให้จิตตั้งม่ันเจริญสมาธิได้รวดเร็ว ๙. หน้าตาอิ่มเอิบจิตใจเบิกบาน ผิวพรรณผ่องใส ๑๐.ทําให้มีสติมั่นคงไม่หลงในเวลาจะสิ้นใจ (ไม่ตกอบายเวลาตาย) ๑๑.เมื่อสิ้นชีวิตแล้วแม้จะเกิดอีกก็เกิดในที่ดี มีสวรรค์หรือพรหมโลก เป็นต้น
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๗๙
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๘๐
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๘๑
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๘๒
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๘๓
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๘๔
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๘๕
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๘๖
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๘๗
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๘๘ ภาควิชาการ ณ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ระหว่าง วันที่ ๖ มีนาคม ถึงวันที่ ๒๔ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๖๖ วันจันทร์ ที่ ๖ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเย็น) หัวข้อการบรรยาย : สวดมนต์ แจกแจ้งรายละเอียดเกี่ยวกับโครงการพระธรรมทูตสายต่างประเทศ สถานที่ : ณ หอสมุดนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาสุรศักดิ์ ปจุจนฺตเสโน, ผศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจกต่างประเทศ ประธานคณะกรรมการ ดำเนินงานโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : การอบพระธรรมทูต มีกฏระเบียบที่ต้องปฏิบัติตามกฏระเบียบที่ โครงการได้ตั้งไว้ และกล่าวถึงความเป็นมาของโครงการพระธรรมทูต แจกแจงการดำเนินในแต่ละวัน ข้อห้าม ข้อปฏิบัติ สถานที่ฝึกอบรม สถานที่ห้ามไป กฏเกณฑ์การให้ใบเหลือง ใบแดง และเรื่องการแบ่งกลุ่ม โดย เรียงลำดับตามพรรษา ในแต่ละกลุ่มจะมีพระที่มีความเป็นอวุโสและพระผู้มีพรรษาน้อยรวมกันอยู่ในนั้น และ แจ้งข้อปฎิบัติในแต่ละวัน ให้พระผู้เข้าร่วมอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ ใด้รับรู้รับทราบ เพื่อ เป็นข้อเป็นแนวทางปฎิบัติเดียวกัน วันอังคาร ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : พระธรรมทูตมืออาชีพเพื่อสังคมสันติสุขและพระปัญญา สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาสุรศักดิ์ ปจุจนฺตเสโน, ผศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ ประธาน คณะกรรมการดำเนินงานโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : อุดมการณ์แสะจิตวิญญาณของพระธรรมทูตในการอบรมพระธรรมทูต ต้องมีใจรัก และมีจิตวิญญาณในการอบรม เพราะฉะนั้นแล้วการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ นี้ ขอตกลงกันว่ามีกฎหรือว่ามีข้อปฏิบัติดังนี้ มาด้วยใจ อยู่ด้วยใจ สำเร็จด้วยใจ และสิ่งที่ขอและละไว้ มีอยู่ ๓ ข้อ คือ อายุ ตำแหน่ง ขอความร่วมมือ การที่มาอบรมพระธรรมทูตครั้งนี้ของให้ทุกคนเท่าเทียมกันหมดทุกคน ไม่ว่าจะอายุ พรรษา หรือว่าอยู่ในตำแหน่งหรือว่าพระสังฆาธิการใดๆ ก็ละไว้ซึ่งตำแหน่ง ให้ทำงานหรือว่ารับ ฟังความคิดเห็นความร่วมมมือเท่าเทียมกันหมด อย่าเรียกร้องสิทธิ์ที่ควรมีและหากไม่เคยทำหน้าที่ที่ควรทำ และทุกรูปที่มาฝึกอบรมนี้ ทุกรูปต้องมีเป้าหมายในการที่จะมาอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศนี้ เพราะฉะนั้น ทุกคนต้องมีเป้าหมายในการอบรม ถึงจะมีแรงบันดาลใจในการอบรม แล้วจะประสบความสำเร็จ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๘๙ วันอังคาร ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคบ่าย) หัวข้อการบรรยาย : หาเพื่อน แนะนำตัว ละลายพฤติกรรม สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาประยูร โชติวโร, ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระธรรมทูตสายต่างประเทศ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : การที่เราได้มาอบรมพระธรรมมทูตนี้ เราต้องมีเพื่อน หาเพื่อน หา มิตรภาพในการอบรมพระธรรมทูต ดังนั้น เราต้องมีการหาเพื่อนที่จะได้ช่วยเหลือซึ่งกันและกันแล้วต่างคนก็ ต่างแนะนำตัวเองของแต่ละรูปจนครบจำนวน ๑๑๙ รูปที่มา บรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศรุ่นที่ ๒๙ นี้ ประโยชน์ที่ได้รับจากการบรรยายครั้งนี้คือว่า การที่เราได้รู้จักชื่อ ประวัติความฝันความตกใจที่มาอบรมครั้งนี้ ทำให้เราได้รู้จักหรือว่ามีวิธีการเข้าหาเพื่อนได้ง่ายขึ้น วันอังคาร ที่ ๗ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเย็น) หัวข้อการบรรยาย : ภาษาอังกฤษสำหรับนักวิปัสสนาจารย์ (English for Vipassana Meditation Master) สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : เรื่องของภาษาการเป็นสิ่งสำคัญมากเช่นเดียวกันกับการที่จะไปเป็น พระธรรมมททูตสายต่างประเทศ เพราะฉะนั้นทุกรูปต้องได้คำศัพท์หรือว่าการสอนวิปัสสนาหรือว่าจะบรรยาย ธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นภาษาอังกฤษ • Sources of Vipassana Meditation - Mahasatipatthana Satta, (Dighanikaya, Dll, Thai Edition Vol.10) - Stipatthana Satta, (Majjhimanikaya, Ml, Thai Edition Vol.12) • หัวใจของการสอนวิปัสสนาจารย์ - DO NOT DWELL IN THE DAST. : อย่าโหยหาอดีต - DO NOT DRFAM OF THE FUTURE. : อย่าฟันเฟืองถึงอนาคต - CONCENTRATE THE MIND ON THE DRESENT MOMFUT. : กำหนดจดจ่อ ณ ปัจจุบันขณะ • ท่านอาจารย์ Thich Nhat Hanb ได้กล่าวไว้ว่า The present moment is the only moment auailable to us, and it the door to all moment . ขณะปัจจุบันเท่านั้นเป็นสิ่งที่เรามี ขณะเท่านั้นคือประตูสู่ปัจจุบัน เป็นปากประตูสู่ขณะทั้งปวง You body is present. Is your mind ? -------------------------------------------------------------------------------------------------------- Past Present Future
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๙๐ ภาพนี้สอนให้รู้ว่า อดีตได้ผ่านชายคนนี้ไปแล้ว อนาคตยังมาไม่ถึง เขาอยู่กับปัจจุบันเท่านั้น MIND FULL. ใจเต็ม (ใจมีแต่กิเลส) MINDFUL. เต็มใจ (ใจมีแต่สติ) • All kinds of Dhamma practice canbe concladed in "only one thing" that is, "gusrding our mind" - The Buddha : Mank, if you can guard one thing, it will not be necesary for you to guard the rest. : ถ้าคุณสามารถป้องกันสิ่งหนึ่งได้ คุณก็ไม่จำเป็นต้องปกป้องสิ่งที่เหลืออยู่ - The Mank : What is that, Venerable. ? : อันที่ว่านั้นคืออะไรที่รักษาอย่างเดียวพระเจ้าค่ะ - The Buddhe : Can you guard your mind. ? : เธอรักษาจิตของเธอได้ไหม - The Mank : I can, Venerable. : ข้าพระองค์รักษาได้พระเจ้าค่ะ - The Buddhe : "Then guard your thoughts alone. ? : ถ้าอย่างนั้น เธอก็รักษาจิตของเธอเพียงอย่างเดียวเท่านั้น A guarded mind hrings happiness.ah จิตที่ถูกฝึกคุมครองดีแล้ว นำความสุขมาให้ Behaviors of mind. • Hard to see and very sabte, and fliting wherever it will,the sage should su rely guard the mind, a guarded mind brings h เห็นได้ยากละเอียดอ่อนยิ่งนัก จิตมันยากไปมันก็ไป บัณฑิตควรรักษา • Like a fish thrown up on dry land, pulled out from its watery home, mind is agitated, one oughht to throw off the sway of māro. เหมือนปลาที่ถูกดึงขว้างขึ้นไปบนพื้นดิน ถูกดึงออกจากบ้านของมัน (แม่น้ำ) จิตปลามันก็ไม่นิ่ง พยายามกลับลงไปในน้ำเหมือนกับบุคคลขว้างจิตออกไปจากบวงแห่งมาร • Just as a man who tames a calf would tie it to a post, so here should his own mind by mindfulness. Be firmly to the object tied. บุรุษผู้ฝึกลูกโคให้เชื่องผูกไว้กับเสาฉันใด พึงตั้งจิตไว้ ณ ที่นี้ฉันนั้น จงมั่นคงต่อวัตถุที่ผูกไว้
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๙๑ Catching the Bull : จับโค Tarning the Bull : ฝึกโค Riding the Bull Hame : ขี้โคกลับบ้าน Both Bull and Self Transcended : นำโคไปใช้งาน Mind training VS Cow Training. • Young Cow = Mind • Rope = Mindfulnes • Post = Medition object • Tying = Meditation Practice • Cow trainer = Meditator • Tamed Cow = Trained Mind • Workble Cow = Workable Mind วันพุธ ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : ภาษาอังกฤษสำหรับพระวิปัสสนาจารย์ สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : สติปัฏฐาน ๔ คือ ข้อธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งสติ ใช้สติเป็นประธานใน การกำหนดระลึกรู้สิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริงโดยไม่ถูกครอบงำด้วยความยินดียินร้าย ซึ่งจะทำให้เห็นผิดไป จากความเป็นจริง จุดประสงค์ของการทำ สติปัฏฐาน ๔ ก็เพื่อฝึกสติ และใช้สตินั้นพิจารณาและรู้เท่าทันในกาย เวทนา จิต และธรรม เพื่อให้เกิดความคลายกำหนัด ละวางซึ่งตัณหาและอุปาทานความยึดมั่นถือมั่น ซึ่งเป็น สาเหตุแห่งความทุกข์ • This is the one and only way, Monks, For the purification of beings, For the one rcming of suffering and grief, for walking on the path of truth, for the realization of nibbāna ; that is to say, the fourfold establishing of awareness. ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย นี้เป็นทางสายเดียวหรือทางสายเอกเพื่อความบริสุทธิ์ของสงฆ์ทั้งหลาย เพื่อความดับหายไปของความทุกข์และโทมนัส เพื่อการดำเนินแห่งสัจจะและความจริง เดิน ตามอริยมรรคมีองค์ ๘ เพื่อทำให้แล้วซึ่งพระนิพพาน สติปัฏฐาน ๔ ประการ Purposes of Satipatthāna Practice - For the purification of beings. - For the overcoming of sorrow and lamentation.