The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Itsarawut thaijaiaun, 2023-06-01 15:19:09

พระธรรมทูตสายต่างประเทศ

รูปเล่มกลุ่ม ๗

โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๙๒ - For the extinguishing of suffering and grief. - For walking on the path of truth. - For the realization of nibbāan. Sunnary of Satipattāna • What are the four ? ๔ ประการเป็นไฉน • Here. bhikkhus, a bhikkhu lives contemplating the body in the body. ภิกษุในพระวินัยนี้ อยู่พิจารณาในการอยู่ พิจารณากายในกาย • He lies contemplating the feelings in the feelings. เธออยู่ด้วยการอยู่พิจารณาเวทนาในเวทนา • He lives contemplating consciousness in consciousness. เธออยู่ด้วยการอยุ่พิจารณาจิตในจิต • He live contemplating mental objects in mental objects, ardent, clearly comprehending (it) and mindful (of it), heaving overcome, in this world, covetousness and grief. เธออยู่ด้วยการอยู่พิจารณาธรรมในธรรม (อาตาปี สมฺปชาโน สติมา) เธอข้ามพ้นอวิชชาโสมนัสได้ The Contemplation of the body Sitting meditation • "And how, O bhikkhus, does a bhikkhu live contemplating the body in the body ? • Here, O bhikkhus, a bhikkhu, gone to the forest, to the foot of a tree, or to an empty place, sits dowr, bends in his legs crosswise on his lap, keeps his body ereet, and arouses mindfulness in the object of mediating, namely, the breath which is in front of him. The Contemplation of the body. Breathing- in, Breathing-Out • Always mindful, he breathes in, mindful he breathes out. มีสติอยู่เสมอเมื่อหายใจเข้า • Breathing in long, he discerns that he is breathing in long ; or breathing out long, he discerns that he is breathing out long. เมื่อหายใจยาวเธอก็ยังยอมรู้ว่าเมื่อหายใจยาว


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๙๓ • Or breathing in short, he discerns that th is breathing in short ; or breathing out short, he discerns that he discerns that he is breathing out short. เธอกำลังพิจารณาว่าหายใจออกยาวรู้ตัวหายใจย่าว เมื่อหายใจออกสั่นก็รู้ว่าหายใจออกสั้น The Contemplation of the body. Four Postures (IRIYĀPATHA) • Furth ermone, when walking, the monk discerns that the is walking. ขณะกำลังเดิน เธอก็รู้ว่ากำลังเดิน • When standing, he discerns that he is standing. ขณะกำลังยืน เธอก็รู้ว่ากำลังยืน • When sitting, he discerns that he is sitting. ขณะกำลังนั่ง เธอก็รู้ว่ากำลังนั่ง • When lying down, he discerns that he is lying down. ขณะกำลังนอน เธอก็รู้ว่ากำลังนอน • Or howerer his body is disposed, that is how he discerns it. หรือไม่ว่าโน้นเอียงไปทางไหน ก็ขอให้ไปทางนั้น วันพุธ ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคบ่าย) หัวข้อการบรรยาย : ภาษาอังกฤษสำหรับพระวิปัสสนาจารย์ สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาสมบูรณ์ วุฑฺฒิกโร, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : การทําสมาธิแบบเคลื่อนไหว โดยการเดินไปข้างหน้าด้วยความมีสติ อย่างต่อเนื่อง ใช้สติระลึกรู้กับการเคลื่อนไหวของร่างกายที่ใช้เดิน ทําให้ร่างกายแข็งแรง ทําให้อาหารย่อยได้ดี ทําให้เดินทางไกลได้ทน ทําให้เกิดสมาธิตั้งมั่นได้ไว ทําให้การไหลเวียนโลหิตทั่วถึง การเดินจงกลมมีวิธีการเดิน ดังนี้ Four Foundations of Mindfulness • Faya - Body (กาย) • Vedana - Feeling (เวทนา) • Citta - Mind (จิต) • Dhamma - Mental objects, mental phenomana (อารมณ์ทำจิต)


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๙๔ การเดินจงกลม 6 ระยะ • ระยะที่ 1 - Standing : ยืนหนอ - Intending to walk : อยากเดินหนอ • ระยะที่ 2 - Iifting : ยกหนอ - Placing : เหยียบหนอ • ระยะที่ 3 - Iifting : ยกหนอ - moving : ย่างหนอ - Placing : เหยียบหนอ • ระยะที่ 4 - raiaing : ยกส้นหนอ - Iifting : ยกหนอ - moving : ย่างหนอ - placing : เหยียบหนอ • ระยะที่ 5 - raiaing : ยกส้นหนอ - Iifting : ยกหนอ - moving : ย่างหนอ - lowering : ลงหนอ - placing : เหยียบหนอ • ระยะที่ 6 - raiaing : ยกส้นหนอ - Iifting : ยกหนอ - moving : ย่างหนอ - lowering : ลงหนอ - touching : ถูกหนอ - placing : เหยียบหนอ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๙๕ วันพุธ ที่ ๘ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเย็น) หัวข้อการบรรยาย : โครงสร้างของคัมภีร์พระวินัยปิฎก สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาไพฑูรย์ ปนฺตนนฺโท, ดร. อาจารย์ประจำวิทยาลัยพระธรรมทูต ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : พระไตรปิฎก คือ ประมวลพุทธบัญญัติเกี่ยวกับระเบียบ ขนบธรรมเนียมประเพณี วิถีชีวิตและวิธีดำเนิน กิจกาต่างๆ ของภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ พระวินัยแบ่งออกเป็นได้2 ส่วน - อาทิพรหมจริยกาสิขา หลักการศึกษาอบรมในฝ่ายบทบัญญัติหรือข้อปฏิบัติอันเป็น เบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์ ที่พระพุทธเจ้า ทรงบัญญัติไว้เป็นพุทธอาณา เพื่อป้องกันความประพฤติเสียหาย และวางโทษแก่ภิกษุผู้ล่วงละเมิดโดยปรับ อาบัติหนักบ้าง เบาบ้าง พระสงฆ์ต้องสวดทุกกึ่งเดือน เรียกว่า พระปาติโมกข์ - อภิสมาจารกาสิขา พระวินัย ที่พระพุทธเจ้าวางขึ้นแก่พระสงฆ์เพื่อเป็นหลักในการประพฤติในด้านขนบธรรมเนียมและ เพื่ออาจาระที่เหมาะสมของพระสงฆ์ สิกขาบทหลักในอภิสมาจาริกาสิกขา เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สิกขาบทนอก พระปาติโมกข์ หรือ สิกขาบทฝ่ายอภิสมาจาร อภิสมาจาริกาสิกขาทั้งหมด จัดอยู่ในหมวดขันธกะ อันเป็นส่วน ที่สองในพระวินัยปิฎก คู่กับอาทิพรหมจาริยกาสิกขา ที่เป็นข้อปฏิบัติอันเป็นสิกขาบทหลัก คือพระวินัยบัญญัติ อันเป็นสิกขาบทในพระปาติโมกข์ จัดอยู่ในหมวดสุตตวิภังค์ รวมเรียกว่า พระวินัย วันพฤหัสบดี ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : โครงสร้างของ คัมภีร์ พระไตรปิฎก สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาไพฑูรย์ ปนฺตนนฺโท ดร. ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : หัวใจพระวินัยปิฎก หัวใจพระสุตันตปิฏก หัวใจพระอภิธรรมปิฏก พระวินัยปิฏก (อา) อาทิกัมมิกะ อาบัติหนัก (ปา) ปาจิตตีย์ อาบัติเบา (มะ) มหาวรรค สิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์ตอนต้น (จุ) จุฬวรรค สิกขาบทนอกพระปาฏิโมกข์ตอนปลาย (ป) ปริวาร ภาคผนวd


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๙๖ หัวใจพระไตรปิฏก อา ปา มะ จุ ปะ ที มะ สัง อัง ขุ สัง วิ ธา ปุ กะ ยะ ปะ พระวินัยปิฎก มี เล่ม ๑-๘ เล่ม ๑-๒ มหาวิภังค์ วิ.มหา. ศีลและข้อห้ามของภิกษุ เล่ม ๓ ภิกษุณีวิภังค์ วิ.ภิกฺขุณี. ศีลและข้อห้ามของภิกษุณี เล่ม ๔-๕ มหาวรรค วิ.ม. พุทธประวัติช่วงแรกๆและพิธีกรรม เล่ม ๖-๗ จูฬวรรค วิ.จุ. สังฆกรรมและความเป็นภิกษุณีการสังคายนา เล่ม ๘ ปริวาร วิ.ป. เบ็ดเตล็ดพระวินัย วันพฤหัสบดี ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคบ่าย) หัวข้อการบรรยาย : พระธรรมทูตกับการเผยแผ่พระพุทธศาสนา สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระธรรมวัชรบัณฑิต, ศ.ดร. (สมจินต์ สมฺมาปญฺโญ ป.ธ.9) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดปากน้ำภาษีเจริญ (พระอารามหลวง) อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย - His Excellency Mr.Nagesh Singh เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย - Dr. Phra Srivinayaphon, Vice Rector for Sangha Affairs of Mahamakut of Buddhist University - Dr. Sekinda, the Rector of International Theravada Buddhist Missionary University, Myanmar - Dr. Phramaha Somboon Vutthikaro, Vice Rector for Academic Affairs ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : ได้กล่าวไว้เกี่ยวกับหน้าที่ของพระสงฆ์ไว้ดังนี้ ๑. หน้าที่ในการศึกษาเล่าเรียน ๒. หน้าที่ในการฝึกฝนและปฏิบัติ ๓. หน้าที่ในการเผยแผ่พระพุทธศาสนา โดยมีเป้าหมายภารกิจ ๔ ข้อหลัก คือ ๑. สร้างผลงาน(ผู้สำเร็จการศึกษา) ๒. วิจัยและวิเคราะห์ผลงาน


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๙๗ ๓. ปฏิบัติงานด้านสาธารณูปโภค ๔. ค้นคว้าและอนุรักษ์ศิลปะวัฒนธรรม เพื่อให้เกิดความสงบสุขแก่สังคม เป็นเป้าหมายการทำงานของเหล่าพระธรรมทูต His Excellency Mr.Nagesh Singh เอกอัครราชทูตอินเดียประจำประเทศไทย ท่านกล่าวถึงความสัมพันธ์ เรื่องศาสนาพุทธของไทยและอินเดียที่มีมาโดยดีตลอด ความสัมพันธ์ที่ยาวนานนี้ เป็นสิ่งดีงามระหว่างทั้งสองประเทศ ร่วมไปถึงด้านวัฒนธรรมประเพณีที่มีการ แลกเปลี่ยน มีการศึกษาระหว่างกันทั้ง2ประเทศด้วยดีมาตลอด เน้นย้ำความสัมพันธ์ที่ดี ส่งเสริมกันทุกด้าน ยิ่ง ด้านพระพุทธศาสนา ก็มีพระธรรมทูตจากไทย มีพระไทย วัดไทย ในดินแดนอินเดีย อยู่มากในปัจจุบัน Dr. Phra Srivinayaphon, Vice Rector for Sangha Affairs of Mahamakut of Buddhist University กล่าวว่าการเป็นพระธรรมทูตนับตั้งแต่วันบรรพชาอุปสมบท เพราะเป็นการเสียสละในการ เผยแพร่พระพุทธศาสนา ความเป็นนักบวชมีโอกาสพูดคุยกับประชาชนได้มากกว่า พระธรรมทูตเป็นนักการศาสนา ๑. เข้าใจด้านศาสนาบุคคล ๒. เข้าใจด้านศาสนธรรม Dr. Sekinda, the Rector of International Theravada Buddhist Missionary University, Myanmar แนวทางการปฏิบัติหน้าที่ของพระธรรมทูต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้ความรู้ความเข้าใจที่ แท้จริงของพระพุทธศาสนาแก่ประชาชนดั่งเช่นความทุกข์ในสังสารวัฏฏ์ ดังในสมัยพุทธกาลพระ อรหันต์สาวกในพุทธกาลจำนวน ๖๐ รูป แยกย้ายกันไปเผยแผ่พระศาสนา ไปเป็นกัลยาณมิตรให้แก่ ชาวโลก ทรงมีรับสั่งว่า "พวกเธอทั้งหลาย จงเที่ยวจาริกไปเพื่อประโยชน์ เพื่อความสุขแก่มหาชน เพื่อ ความเอ็นดูแก่ชาวโลก เพื่อประโยชน์ เพื่อเกื้อกูล เพื่อความสุขแก่เทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย พวกเธอ อย่าไปทางเดียวหลายคน แต่ คนเดียวจงไปหลายๆ ทาง" ในการเผยแผ่ธรรมะแก่ชาวโลกนั้น พระพุทธองค์ทรงวางแนวทางการสั่งสอนอย่างมีขั้นตอน คือ สอนตั้งแต่ง่ายไปหายาก เพราะพระองค์ทรงปฏิบัติผ่านมาแล้ว ตรัสรู้ด้วยพระองค์เองว่าอะไรง่าย อะไรยาก ไม่ข้ามขั้นตอน ไม่รวบรัด สอนอย่างพอเหมาะพอสมกับบุคคล เพราะพระองค์ทรงหยั่งรู้ สภาพจิตของมนุษย์ว่ากำลังคิดนึกตรึกตรองเรื่องอะไร ฉะนั้น เมื่อทรงสอนธรรมะแก่ผู้ใด ก็จะสอนตรง ประเด็นที่ผู้นั้นสงสัยคลางแคลง เมื่อทรงเทศน์จบ จึงได้ผลสำเร็จอย่างสูง คือ บรรลุธรรมทุกคน ดั่งบท สรรเสริญพระพุทธคุณบทหนึ่งที่กล่าวว่า


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๙๘ "อาทิกัลยาณัง มัชเฌกัลยาฌัง ปะริโยสานะกัลยาฌัง สาตถัง สะพยัญชะนังเกวะละปริปุฌฌัง ปะริสุทธัง พรัมมะจริยัง ปะกาเสสิ" ซึ่งมีความหมายโดยสรุปว่า ธรรมะอันพระพุทธเจ้าตรัสดีแล้วนั้น งามในเบื้องต้น งามในเบื้องกลาง งามในเบื้องปลาย งดงามลุ่มลึกไปตามลำดับ สามารถอธิบายขยาย ความ นำไปใช้ได้ทุกรูปแบบ เป็นประโยชน์แก่ผู้นำไปปฏิบัติจริง อตฺตานเมว ปฐมํ ปฏิรูเป นิเวสเย อถญฺญมนุสาเสยฺย น กิลิสฺเสยฺย ปณฺฑิโต. “บัณฑิต พึงตั้งตนไว้ในคุณธรรมอันสมควรก่อน สอนผู้อื่นภายหลังจึงไม่มัวหมอง” คนที่เราควรสอนเป็นคนแรก ก็คือตัวเราเอง คนที่ เราควรฝึกเป็นคนแรก ก็คือตัวเราเอง เพราะถ้าเราสอนตัวเองยังไม่ได้ ฝึกตัวเองยังไม่ได้ ก็ย่อมไม่คู่ควรที่จะไปสอนคนอื่นเลย แม้แต่พระพุทธเจ้าซึ่งเป็นผู้เลิศในโลก พระองค์ก็ทรงฝึกฝนพระองค์เองจนได้ตรัสรู้ธรรมขั้น สูงก่อน แล้วจึงนำสิ่งที่พระองค์ตรัสรู้นั้นมาสอนพวกเราเหล่าสาวก เราทั้งหลายผู้ได้ชื่อว่าเป็นสาวกของพระพุทธเจ้า ก็ควรฝึกตนเองให้เป็นผู้มีคุณธรรมเบื้องต้น ของคนดีเสียก่อน จึงจะมีคุณสมบัติพอที่จะไปแนะนำพร่ำสอนคนอื่นได้ Dr. Phramaha Somboon Vutthikaro, Vice Rector for Academic Affairs Representative of a Country One who thinks, speaks, and acts in the name of his country. Dhammaduta Representative of Buddhism -Representative of the Buddha One who thinks, speaks, and acts in the name of Buddhism Pollege One who dedicates his life for Buddhism and ti The Buddha Source of the Dhamma > Duta >Studying, Continuing,and Spreading Dhamma The World Receivers SMCR Model of Communication Sender Message >>>> Channel Receiver


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๙๙ The Sermon Sending Monks to Spread Buddhism "Go forth, O monks, for the welfare of the many, for the happiness of the many, out of compassion for the world, for the good, benefit and happiness of gods and men." "ดูกร ภิกษุ ทั้งหลาย จงออกไปเพื่อสวัสดิภาพแห่ง หลายคน เพื่อความสุขของคนจำนวนมาก เพื่อความเมตตาต่อโลก เพื่อความดีผลประโยชน์ และความสุขของเทพเจ้าและมนุษย์" Dr. Wilgamuwe Piyarathna from Sri Lanka การมาถึงของพระเถระฮินดาและการแนะนำพระพุทธศาสนาเข้าไปศรีลังกา พระพุทธศาสนา ในสีลังกาเคยเป็นรูปแบบประเพณีเถรวาทประมาณ 69% ของประเทศปฎิบัติตามพระพุทธศาสนา สีลังกาเป็นประเทศที่มีประวัติของพระพุทธศาสนาที่ดำเนินการต่อเนื่องมายาวนานที่สุด พระพุทธศาสนานิกายเถรวาทถูกเลือกเป็นศาสนาหลักในเกราะตั้งแต่หลังจากนั้นไม่นานมันเป็นการ แนะนำในศตวรรษที่ ๓ ก่อนคริสศักราชโดยพระอรหันต์มหินดา ผู้เป็นลูกของจักรพรรดิ์อโศกของ อินเดียระหว่างรัชสมัยของกษัตริย์สีลังกาชื่อว่า เทวานัมปิยติสสะ ภารกิจที่ศรีลังกาพระอรหันต์มหินดา อายุ ๓๒ เมื่อเข้ารับทำภารกิจที่ศรีลังกา วันพระจันทร์ เต็มดวงของ “Jetthy” ในปี ๒๕๐ ก่อนคริสศักราช พระอรหันต์มหินดา ได้มาถึงที่เขามิสสกะ ที่อนุ ราธะปุระ กับ อิทธิยา อัทธิยา สัมมาลา บัณฑะสาระ และสามเณรสุมานา “สมานา มะยัม มหาราชา ธัมมาราชัสสา สาวากา ทาเววา อนุกัมปายา จัมนุดีปา อิธากชดา” “พวกเราเป็นสาวกของพระธรรม ในความกรุณาต่อท่าน กษัตริย์ที่รัก พวกเรามีการมาที่นี่จากอินเดีย” การจัดตั้งของ Saśana มีผู้หญิงหลายคนของศรีลังกา นำโดย ราชินี อนูลา ปรารถนาที่เข้าไป สั่งการสาวกทั้งหลาย และจึงบังเกิดขึ้นเกี่ยวกับทูตเหล่านั้น นำโดยหลายกษัตริย์ชื่อ อริทธา ถูกส่งไปที่ พระเจ้าอโศกได้มอบสิทธิให้ผู้หญิงของศรีลังกาที่ได้รับการบวชในพระพุทธศาสนา พระอุบาลีเถโรของสยามประเทศไทย -การเลื่อมใสของศาสนา และพระพุทธศาสนาถูกทำลายในศรีลังกา โดยผู้รุกรานและคณะมิชชันนารี ชาวต่างชาติ และการลดลงของศาสนสถานทำให้กิจวัตรประจำวันในทางพระพุทธศานาไม่ใช่เรื่องง่าย นัก แต่ Monk Welivita Asarana Sarana Sai Saranankara thero ทำงานหนักอย่าางไม่รู้จักเหน็ด เหนื่อยเพื่อแก้ไขปัญหาจากการกวาดล้างในภูมิภาค -ดังนั้น พระพุทธศาสนาถูกฟื้นทั้งหมดกลับไปที่มันเป็นตำแหน่งปกติและการบวชทั้งหลายที่สูงส่ง (อุปสัมปทา) ถูกฟื้นฟูโดยพระเถระอุบาลี มหาเถโร จากอโยธยาเมื่อครั้งเป็นเมืองหลวงของสยาม (ประเทศไทย) ผู้มาที่ศรีลังกาใต้ ความต้องการพิเศษโดยกษัตริย์คานดี้ พิธีเกี่ยวกับศาสนา อุปสัมปทา


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๐๐ ถูกติดต่อที่หอประชุมนักบวช (สีมา) ระหว่างการอาศัยของเขาที่ แอสกิริยา ราชามหา วีหารยา พระ เถระอุบาลีมหาเถโร จัดตั้งความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันของคู่ มัลราชา และ แอสกิริยา วีหารเส -เหตุการณ์นี้เอาสถานที่ในวันที่ ๑๙ กรกฎาคม ปี ๑๗๕๓ ในเกดิเก ราชามหา วีหารยา คำสั่งใหม่ถูก เรียกว่าเป็นสยามโอปาลี มหานิกาย สองบทเหล่านี้ถูกทำให้เป็นนิกายเดียวกัน อนุสาวรีย์ในความทรง จำพระเถระอุปาลีมหาเถโร ได้ถูกสร้างขึ้นที่วัดนี้จำนวนมากของผู้อุทิศพระพุทธศาสนาจากประเทศ ไทย ทำการแสวงบุญพิเศษ การเดินที่เกดิเก ราชามหา วีหารยา น่าเคารพกับชื่อเสืองที่ยิ่งใหญ่ ความ ทรงจำและความกตัญญูสำหรับนำการบวชที่สูงค่ามาที่ศรีลังกา โดยสัญชาติไทย พระอุบาลีมหาเถโร จากสยาม พวกเราดายากา ไดกาโว ของแอสกิริยา เกดิเก ราชามหา รีหารยา ขยายความจริงใจของ พวกเราขอบคุณอย่างจริงใจ ในกองทุนในน้ำใจอันล้ำค่า สำหรับการปรับปรุงและขึ้นครองวัด โดย ประชาชาติไทย มีมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงหลายแห่งสำหรับการเรียนพระพุทธศาสนาในศรีลังกา มหาวิทยาลัยของเคลานิยา (Kelaniya) มีต้นฉบับในประวัติศาสตร์วิดยาลันการา (Vidyalankara) พิ ริเวนา (Pirivena) ถูกค้นพบในปี ๑๘๗๕ โดย รัทมาลานี ศรี ธารมาโลกา เถระ (Ratmalane Sri Dhamaloka Thera) เป็นศูนย์กลางของการเรียนสำหรับพระในศาสนาพุทธกับการจัดตั้งของ มหาวิทยาลัยสมัยใหม่ในศรีลังกาในช่วงยุคปี ๔๐ และ ช่วงยุคปี ๕๐ วิดยาลันการา (Vidyalankara) พิ ริเวนา (Pirivena) กลายเป็นมหาวิทยาลัยวิดยาลันการา (Vidyalankara)ในปึ ๑๙๕๙, หลังจากวิทยา เขตวิดยาลันการาของมหาวิทยาลัยเคลอน (Ceylon) ในปี ๑๙๗๒ และในที่สุดท้ายคือมหาวิทยาลัยเค ลานิยา (Kelaniya) ในปี ๑๙๗๘ ระบบการศึกษาในศรีลังกา การศึกษาพิริเวนา การศึกษาพิริเวนา (Pirivena) ในศรีลังกามีการเริ่มต้นจากกาลาพาสะดา (Kalapasada) ในอนุราธะปุ ระ ได้ดำเนินการเป็นประวัติศาสตร์อันยาวนาน ๒๓๔๓ ปี การศึกษาพิริเวนา (Pirivena), การศึกษา ของวัด, การศึกษาอรามา (Arama), การศึกษาพันสะรา (Pansala) และ การศึกษาวิหารา (Vihara) เป็นข้อกำหนดสามัญถูกใช้โดยผู้เขียนส่วนใหญ่ในประเทศและต่างประเทศที่อธิบายประเพณี การศึกษาศาสนาพุทธจากเวลาที่ยาวนาน โครงสร้างเกี่ยวกับการจัดระเบียบของพิริเวนา (Pirivena) ในปัจจุบัน หลักสำคัญคือเป็นภิกษุผู้ได้รับอุปสัมปทาไม่น้อยกว่า ๕ ปี ก่อนวันนัดหมาย เงินช่วยเหลือ ที่ต้องชำระจากกองทุนของรัฐที่พิจารณาลงทะเบียนต่างๆ ของพิริเวนา (Pirivena) หรือ ถือว่าถูก ลงทะเบียนภายใต้การกระทำนี้ในการพิจารณาการซ่อมบำรุงรักษา, ครูอาจารย์ และเงินเดือน ห้องสมุด อย่างไรก็ตาม พิริเวนา (Pirivena) มีการสูญเสียในอิสรภาพของมันหลายอย่าง เช่นการเป็น


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๐๑ สถาบันที่เป็นขนมธรรมเนียมและการเกิดขึ้นถึงการเลียนแบบระบบโรงเรียนที่ค่าจ้างถูกจ่ายสำหรับ การสอน และดำเนินการโดยเจ้าหน้าที่ฆราวาส วัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมหาวิทยาลัยนี้ ไม่ใช่แค่เป็นการเสนอรายการของปริญญา เช่น มันถูกทำในมหาวิทยาลัยระดับชาติอื่นๆ บางแห่งนี้เป็นสถาบันที่ถูกจัดตั้งในการลุลวงจุดมุ่งหมายของ การเผยแผ่ธรรมะ ในศรีลังกาและตลอดถึงโลกที่สนับสนุน การเรียนของธรรมะและกฎระเบียบ (วินัย) ที่จัดสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับนักเรียนพระและนักเรียนฆราวาสในพิริเวนา , โรงเรียนต่างๆและ อื่นๆ เช่น สถาบันต่างๆ , การสอนภาษาบาลี และ มันก็ถูกคาดหวังด้วยที่ช่วยนักเรียนที่เป็นพระ สถาบันพระพุทธศาสนานานาชาติศรีลังกา (SIBA) เป็นศิลปศาสตร์ที่มีเอกลักษณ์พิเศษ สูง กว่า สถาบันการศึกษา ติดตั้งภายในวัด และ สิ่งแวดล้อมที่เป็นมิตรกับระบบนิเวศ มันเป็นคู่ระดับชาติ และนานาชาติในข่าย พื้นฐานบนหลักสำคัญต่างๆของพระพุทธศาสนาและออกแบบถึงการผลิต ท้องถิ่น เกี่ยวกับศาสนาของชาติและนานาชาติ,สังคัม และ ผู้นำการปกครองผู้เป็นผู้ปฎิบัติธรรมและผู้ เผยแผ่ในเวลาเดียวกัน บทสรุปเป็นผู้สำเร็จในพระธรรมทูต ๑.รักษาศีลธรรมที่ดีติดต่อในคำสั่งวินัยพระพุทธศาสนา ๒.มีทักษะในการสื่อสารที่ดี ๓.มีความน่าเลื่อมใสและความรู้ทางโลก ๔.กับความมั่นใจมนกิจกรรมการปฎิบัติเกี่ยวกับศาสนา Mr. Chirapat Prapandvidya, Padma Shree Awardee 2022 and form Director, Sanskrit Studies, Center, Silpakorn University. อาจารย์ท่านพูดถึงหัวข้อการนำพระพุทธศาสนามาเผยแพร่ที่สุวรรณภูมิ -ยุคพระเจ้าอโศกมหาราช ไม่พบหลักฐานว่าพระเจ้าอโศกท่านส่งสมณะทูตไปเผยแพร่พระพุทธศาสนาที่ไหน แต่เรื่องราวที่บอกว่าพระเจ้าอโคก ส่งสมณะทูตไปเผยแพร่พระพุทธศาสนานั้น ซึ่งปรากฎในคัมภีร์มหาวงค์ ซึ่ง แต่งขึ้นประมาณ ศริสต์ศักราชที่ ๖ โดยท่านมหานามะ เพราะฉะนั้นไม่สามารถยืนยันได้ แต่มีสิ่งที่หน้าสนใจใน จารึกพระเจ้าอโคกคือ พระองค์ทรงให้ความเครพใน พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นอย่างยิ่ง ทรงแนะนำให้ พระสงฆ์ อุบาสก อุบาสิกา จะต้องศึกษาพระสูตรสำคัญ เช่น คัมภีร์อุปะติโย คัมภีร์โมนัยสูตร เป็นต้น ซึ่งแสดง ให้เห็นว่าท่านทรงให้ความสำคัญในพระพุทธศาสนาเป็นอย่างมาก -ยุคมหาวงค์ พระโมคคัลาติสสะเถระ ทรงส่ง พระโสณะ พระอุตตระ มายังสุวรรณภูมิ แต่ไม่สามารถระบุได้ว่า แผนที่สุวรรณภูมิอยู่ที่ไหน


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๐๒ -ยุคพ่อขุนรามคำแหง ศริสต์ศักราชที่ ๑๓ พระเจ้าแผ่นดินองค์ที่ ๓ ของสุโขทัย ในสมัยของพระองค์ได้นิมนต์ พระสังฆราชมาจากนครศรีธรรมราช ซึ่งแน่นอนว่าพระสังฆราชองค์นั้นมาจากศรีลังกา ซึ่งสมัยนั้นมีเทศกาล กฐินที่ใหญ่โต พบจากหลักฐานหินจารึก -ยุคพ่อขุนศรีอินทราทิตย์ การศึกษาทางศาสนาเจริญรุ่งเรือง ทราบจากหลังฐานบนจารึก จากสุโขทัย ระหว่าง ช่วง ๑๓๓๓ -๑๓๔๓ พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ ท่านเดินทางไปอยู่ศรีลังกา ๑๐ ปี และได้ทำกิจกรรมหลาย ๆ อย่าง เช่นบูรณะพระเจดีย์อะราวตรี ที่ถูกทำลายไป โดยท่านพาชาวสิงหลมาร่วมบูรณะ -ยุคที่เกิดขึ้นในศริสต์ศักราชที่ ๕-๖ พบหลักฐานที่นครปฐม เก่าแก่ที่สุดในย่านนี้ ที่เขียนจารึกเป็นภาษาบาลี เช่น เยธัมมา, ปฏิจจสมุปบาท , พุทธอุทาน , ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร เป็นต้น Venerable Master Jian Qi, Chung Tai Chan Monastery from Chinese Taipei. วัดของผมมีการเผยแผ่ศาสนาพุทธลัทธิมหายานที่อเมริกา ๙ แห่ง โดยการเผยแผ่ศาสนาที่อเมริกานั้น พบกับปัญหา ประกอบด้วย สภาพดินฟ้าอากาศ กฎหมายประจำรัฐนั้น ๆ ฉะนั้นแล้วการเผยแผ่ศาสนาจำต้องปรับตัวให้เข้ากับสภาพของสังคม และช่วยให้คนในพื้นที่ได้รับรู้ในหลักการ ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่ว Dhamma Master (เป็นคำพูดที่บัญญัติเกี่ยวกับผู้สอนศาสนาในลัทธิมหายาน จะไม่ใช้คำว่า Master เพราะ เป็นชื่อการเรียกชนชั้นเจ้านาย) พระธรรมทูตต้องปรับตัวทุกอย่าง อดทนต่อการเผยแผ่ วันพฤหัสบดี ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคค่ำ) หัวข้อการบรรยาย : ปุณณสูตร สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : Ven.Janaka Ashin Dean of Missionary, International Theravada Buddhist Missionary University, Myanmar. ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : ครั้งนั้นแล ท่านพระปุณณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์โดยย่อที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้วพึงเป็นผู้ๆ เดียว หลีกออก จากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว อยู่เถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรปุณณะ รูปที่พึงรู้แจ้ง ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ พัวพันรูปนั้น เรากล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นยินดี กล่าวสรรเสริญ พัวพันรูปนั้น ความเพลินก็เกิดขึ้น ดูกรปุณณะ เพราะความเพลินเกิดขึ้น จึงเกิดทุกข์ ฯลฯ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๐๓ ดูกรปุณณะ ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้ กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ พัวพันธรรมารมณ์นั้น เรากล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นยินดีกล่าวสรรเสริญ พัวพันธรรมารมณ์นั้น ความเพลินก็บังเกิดขึ้น ดูกรปุณณะเพราะความเพลินเกิดขึ้น จึงเกิดทุกข์ ฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระปุณณะเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ *ประทับ ฯลฯ ครั้นแล้วได้กราบทูลพระผู้มี พระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอประทานพระวโรกาส ขอพระผู้มีพระภาคโปรดแสดงธรรมแก่ข้าพระองค์ โดยย่อที่ข้าพระองค์ได้สดับแล้วพึงเป็นผู้ๆ เดียว หลีกออกจากหมู่ ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว อยู่ เถิด พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรปุณณะ รูปที่พึงรู้แจ้ง ด้วยจักษุ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัดมีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ พัวพันรูปนั้น เรากล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นยินดี กล่าวสรรเสริญ พัวพันรูปนั้น ความเพลินก็เกิดขึ้น ดูกรปุณณะ เพราะความเพลินเกิดขึ้น จึงเกิดทุกข์ ฯลฯ ดูกรปุณณะ ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนา น่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุยินดี กล่าวสรรเสริญ พัวพันธรรมารมณ์นั้น เรากล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นยินดีกล่าวสรรเสริญ พัวพันธรรมารมณ์นั้น ความเพลินก็บังเกิดขึ้น ดูกรปุณณะเพราะความเพลิน เกิดขึ้น จึงเกิดทุกข์ ฯ ดูกรปุณณะ รูปทั้งหลายที่พึงรู้แจ้งด้วยจักษุ อันน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้ กำหนัด มีอยู่ ถ้าภิกษุไม่ยินดีไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันรูปนั้น เรากล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นไม่ยินดี ไม่กล่าว สรรเสริญ ไม่พัวพันรูปนั้น ความเพลินก็ดับไป ดูกรปุณณะ เพราะความเพลินดับไป ทุกข์จึงดับ ฯลฯ ดูกร ปุณณะ ธรรมารมณ์ที่พึงรู้แจ้งด้วยใจ อันน่าปรารถนาน่าใคร่ น่าพอใจ น่ารัก ชักให้ใคร่ ชวนให้กำหนัด มีอยู่ ถ้า ภิกษุไม่ยินดีไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่พัวพันธรรมารมณ์นั้น เรากล่าวว่า เมื่อภิกษุนั้นไม่ยินดีไม่กล่าวสรรเสริญ ไม่ พัวพันธรรมารมณ์นั้น ความเพลินก็ดับไป ดูกรปุณณะเพราะความเพลินดับไป ทุกข์จึงดับ ดูกรปุณณะ ด้วย ประการฉะนี้ เธอนั้นจึงไม่ห่างไกลจากธรรมวินัยนี้ ฯ เมื่อพระผู้มีพระภาคตรัสอย่างนี้แล้ว ภิกษุรูปหนึ่งได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ เจริญ ข้าพระองค์ยังไม่เบาใจในธรรมนี้เพราะข้าพระองค์ยังไม่รู้ชัดตามความเป็นจริง ซึ่งความเกิด ความดับ คุณ โทษและความสลัดออกแห่งผัสสายตนะ ๖ พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุ เธอจะสำคัญความข้อนั้นเป็น ไฉน เธอย่อมพิจารณาเห็นจักษุว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ดังนี้หรือ ฯ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดีละ ภิกษุ ก็ในข้อนี้ จักษุเป็นอันเธอพิจารณาเห็นด้วยดีด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ผัสสายตนะที่ ๑ นี้เป็นอันเธอละขาดแล้วเพื่อ ไม่เกิดอีกต่อไป ด้วยอาการอย่างนี้ ฯลฯ เธอพิจารณาเห็นใจว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตน ของเรา ดังนี้หรือ ฯ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๐๔ ภิ. อย่างนั้น พระเจ้าข้า ฯ พ. ดีละ ภิกษุ ก็ในข้อนั้น ใจจักเป็นอันเธอพิจารณาเห็นด้วยดีด้วยปัญญาอันชอบตามความเป็นจริง อย่างนี้ว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรานั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา ผัสสายตนะที่ ๖ นี้ จักเป็นอันเธอละขาดแล้ว เพื่อความไม่เกิดอีกต่อไป ด้วยอาการอย่างนี้ ดูกรปุณณะ ดีละ เธออันเรากล่าวสอนแล้วด้วยโอวาทอันย่อนี้ จัก อยู่ในชนบทไหน ฯ ท่านพระปุณณเถระทูลว่า พระเจ้าข้า ชนบทชื่อสุนาปรันตะมีอยู่ ข้าพระองค์จักอยู่ในชนบทนั้น ฯ พ. ดูกรปุณณะ พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทดุร้าย หยาบคายนัก ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันต ชนบทจักด่า จักบริภาษเธอ ในข้อนั้น เธอจักมีความคิดอย่างไร ฯ ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักด่า จักบริภาษข้าพระองค์ไซร้ ในข้อ นั้น ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า มนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้เจริญหนอ เจริญดีหนอ ที่เขาไม่ประหาร เราด้วยมือ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคต ในข้อนี้ข้าพระองค์ จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ พ. ดูกรปุณณะ ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารเธอด้วยมือเล่า ในข้อนั้น เธอจักมี ความคิดอย่างไร ฯ ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารข้าพระองค์ด้วยมือไซร้ ใน ข้อนั้น ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทเจริญหนอ เจริญดีหนอ ที่เขาไม่ ประหารเราด้วยก้อนดินข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคตในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ พ. ดูกรปุณณะ ก็ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารเธอด้วยก้อนดินเล่า ในข้อนั้น เธอ จักมีความคิดอย่างไร ฯ ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารข้าพระองค์ด้วยก้อนดินไซร้ ในข้อนั้น ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้เจริญหนอ เจริญดีหนอ ที่เขาไม่ ประหารเราด้วยท่อนไม้ ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคต ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ พ. ดูกรปุณณะ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารเธอด้วยท่อนไม้เล่า ในข้อนั้น เธอจักมี ความคิดอย่างไร ฯ ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารข้าพระองค์ด้วยท่อนไม้ไซร้ ในข้อนั้น ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้เจริญหนอ เจริญดีหนอ ที่เขาไม่ ประหารเราด้วยศาตราข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคตในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ พ. ดูกรปุณณะ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารเธอด้วยศาตราเล่า ในข้อนั้น เธอจักมี ความคิดอย่างไร ฯ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๐๕ ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักประหารข้าพระองค์ด้วยศาตราไซร้ ในข้อนั้น ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทนี้เจริญหนอ เจริญดีหนอ ที่เขาไม่ ปลงเราเสียจากชีวิตด้วยศาตราอันคม ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ข้าแต่ พระสุคต ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ พ. ดูกรปุณณะ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักปลงเธอเสียจากชีวิตด้วยศาตราอันคมเล่า ใน ข้อนั้น เธอจักมีความคิดอย่างไร ฯ ปุ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ถ้าพวกมนุษย์ชาวสุนาปรันตชนบทจักปลงข้าพระองค์เสียจากชีวิตด้วย ศาตราอันคมไซร้ ในข้อนั้น ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ว่า พระสาวกทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคนั้น อึด อัดระอาเกลียดชังอยู่ด้วยกายและชีวิต ย่อมแสวงหาศาตราสำหรับปลงชีวิตเสีย มีอยู่ ศาตราสำหรับปลงชีวิตที่ เราแสวงหาอยู่นั้น เราได้แล้ว ข้าแต่พระผู้มีพระภาค ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ข้าแต่พระสุคต ในข้อนี้ ข้าพระองค์จักมีความคิดอย่างนี้ ฯ พ. ดีละๆ ปุณณะ เธอประกอบด้วยทมะและอุปสมะเช่นนี้ จักอาจอยู่ในสุนาปรันตชนบทได้ บัดนี้ เธอย่อมรู้กาลอันควรไปได้ ฯ ครั้งนั้นแล ท่านพระปุณณะชื่นชมยินดีพระภาษิตของพระผู้มีพระภาค ลุกจากอาสนะ ถวายอภิวาท พระผู้มีพระภาค ทำประทักษิณแล้ว เก็บเสนาสนะแล้ว ถือบาตรและจีวรหลีกจาริกไปทางสุนาปรันตชนบท เมื่อเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ก็บรรลุถึงสุนาปรันตชนบท ได้ยินว่า ท่านพระปุณณะอยู่ในสุนาปรันตชนบทนั้น ครั้งนั้นแล ในระหว่างพรรษานั้น ท่านพระปุณณะให้ชาวสุนาปรันตชนบทแสดงตนเป็นอุบาสกประมาณ ๕๐๐ คน ได้ทำวิชชา ๓ ให้แจ้งและปรินิพพานแล้ว ครั้งนั้นแล ภิกษุมากรูปด้วยกันเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคถึงที่ ประทับ แล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง แล้วได้กราบทูลพระผู้มีพระภาคว่าข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ กุลบุตรชื่อว่า ปุณณะที่พระผู้มีพระภาคตรัสสอนด้วยพระโอวาทอย่างย่อนั้น ทำ กาละแล้ว กุลบุตรนั้นมีคติเป็นอย่างไร มีอภิ สัมปรายภพเป็นอย่างไร พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรชื่อว่าปุณณะ เป็น บัณฑิต กล่าวคำจริง กล่าวธรรมสมควรแก่ธรรม มิได้ลำบากเพราะเหตุแห่งธรรม ดูกรภิกษุทั้งหลาย กุลบุตรชื่อว่าปุณณะปรินิพพานแล้ว ฯ วันศุกร์ ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้ามืด) หัวข้อการบรรยาย : ศาสนาเซนกับศาสนาพุทธต่างกันอย่างไร สถานที่ : ณ หอสมุดนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาสุรศักดิ์ ปจุจนฺตเสโน, ผศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ ประธาน คณะกรรมการดำเนินงานโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : ศาสนาเซน เป็นนิกายในศาสนาพุทธฝ่ายมหายาน นับถือกันอย่าง แพร่หลายในแถบเอเชียตะวันออก (จีน, ญี่ปุ่น, เกาหลี) เซน มีต้นกำเนิดจากประเทศอินเดีย พัฒนาที่ประเทศ จีน ก่อนที่จะถูกเผยแพร่มาสู่เกาหลีและเข้าสู่ประเทศญี่ปุ่นโดยได้รับอิทธิพลมาจากลัทธิขงจื๊อและลัทธิ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๐๖ เต๋า ในช่วงระหว่างที่เผยแผ่มาสู่ญี่ปุ่น การฝึกตนของนิกายเซน เน้นที่การนั่งสมาธิเพื่อการรู้แจ้ง เซนยึดถือหลัก ปฏิบัติธรรมตามหลักของพระพุทธเจ้า ตามหลักของการฝึกสติอริยสัจ ๔ และมรรค ๘ เซน ได้รับการยอมรับ จากบุคคลที่ไม่ใช่พุทธศาสนิกชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งบุคคลนอกทวีปเอเชีย ที่สนใจในเซนสามารถศึกษาและ ปฏิบัติธรรมได้ส่วนศาสนาพุทธนั้นเป็นศาสนาอเทวนิยม ปฏิเสธการมีอยู่ของพระเป็นเจ้าหรือพระผู้สร้าง และ เชื่อในศักยภาพของมนุษย์ ว่าทุกคนสามารถพัฒนาจิตใจ ไปสู่ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ได้ ด้วยความเพียรของ ตน กล่าวคือ ศาสนาพุทธ สอนให้มนุษย์บันดาลชีวิตของตนเอง ด้วยผลแห่งการกระทำของตน ตาม กฎแห่ง กรรม มิได้มาจากการอ้อนวอนขอจากพระเป็นเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์นอกกาย คือ ให้พึ่งตนเอง เพื่อพาตัวเองออก จากกอง ทุกข์มีจุดมุ่งหมายคือการสอนให้มนุษย์หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงในโลก การอยู่กับความทุกข์ อย่างรู้เท่าทันตามความเป็นจริง วัตถุประสงค์สูงสุดของศาสนาคือการหลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งปวงและวัฏ จักรการเวียนว่ายตายเกิด เช่นเดียวกับที่พระศาสดาทรงหลุดพ้นได้ด้วยกำลังสติปัญญาและความเพียรของ พระองค์เอง ในฐานะที่พระองค์ก็ทรงเป็นมนุษย์ มิใช่เทพเจ้าหรือทูตของพระเจ้าองค์ใด และประโยนช์ที่ได้รับ คือ การได้รู้ถึงความแตกต่างหรือว่าความคล้ายกันระหว่างศาสนาเซนและศาสนาพุทธ รู้ถึงหลักคำสอนของแต่ ละศาสนารวมถึงการปฏิบัติ การรักษา การใช้ชีวิตประจำวันการถือศีลของแต่ละศาสนา วันศุกร์ ที่ ๑๐ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : พระไตรปิฎกศึกษา แก่นจากพระสูตร สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหายงยุทธ กนฺตาโภ, ดร. อาจารย์ประจำวิทยาลัยพระธรรมทูต ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : สมาธิแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ๑. ชฌิกสมาธิ คือ สมาธิชั่วขณะ ซึ่งบุคคลทั่วไปสามารถนำมาใช้ประโยชน์ในการปฏิบัติ หน้าที่ กิจการในชีวิตประจำวันให้ได้ผลดี ๒. อุปจารสมาธิ คือ สมาธิเฉียดๆ หรือจวนจะแน่วแน่ ๓. อัปปนาสมาธิ คือ สมาธิที่แน่วแน่แนบสนิท เป็นการเจริญสมาธิในขั้นฌาน ถือเป็นความสำเร็จ สูงสุดของเจริญสมาธิ มรรค คือ แนวปฏิบัติที่นำไปสู่หรือนำไปถึงความดับทุกข์ มีองค์ประกอบอยู่ ๘ ประการคือ ๑. สัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ ความรู้ในอริยสัจ ๔ ๒. สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ความคิดในการออกจากกาม ความไม่พยาบาท และการไม่ เบียดเบียน ๓. สัมมาวาจา เจรจาชอบ การเว้นจากการพูดเท็จ หยาบคาย ส่อเสียด และเพ้อเจ้อ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๐๗ ๔. สัมมากัมมันตะ กระทำชอบ เจตนาละเว้นจากการฆ่า การเอาของที่เจ้าของไม่ได้ให้และการ ประพฤติผิดในกาม ๕. สัมมาอาชีวะ เลี้ยงชีพชอบ การเว้นจากมิจฉาชีพ ๖. สัมมาวายามะ ความเพียรชอบ ความพยายามป้องกันอกุศลที่ยังไม่เกิด ละอกุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ทำกุศลที่ยังไม่เกิด และดำรงรักษากุศลที่เกิดขึ้นแล้ว ๗. สัมมาสติ ระลึกชอบ ตามสติปัฏฐาน ๔ ๘. สัมมาสมาธิ ตั้งใจชอบ ซึ่งรวมเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “มัชฌิมาปฏิปทา” หรือทางสายการมรรค มีองค์ ๘ นี้สรุปลงในไตรสิกขาได้ดังนี้ ๑. อธิสีลสิกขา ได้แก่ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ และสัมมาอาชีวะ ๒. อธิจิตสิกขา ได้แก่ สัมมาวายามะ สัมมาสติ และสัมมาสมาธิ ๓. อธิปัญญาสิกขา ได้แก่ สัมมาทิฏฐิ และสัมมาสังกัมปะ สัมมาสติคือ การมีสติกำหนดระลึกรู้อยู่เป็นนิจว่า กำลังทำอะไรอยู่ กำหนดรู้สภาวะที่เกิดขึ้นจริง ในขณะปัจจุบัน ในสภาวะทั้ง ๔ คือ กาย เวทนา จิต และธรรม สัมมาสมาธิแปลว่า สมาธิชอบ คือความตั้งใจมั่นโดยถูกทาง โดยการที่กุศลจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว (ความตั้งมั่นแห่งกุศลจิตในในอารมณ์อันใดอันหนึ่ง ไม่ฟุ้งซ่าน) เข้าถึง ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน และจตุตถฌาน แก่นพระสูตรทีฆนิกาย เนื้อหาในเล่ม มีดังนี้ ๑. ศีล ๓ ระดับ ๒. ทิฏฐิ ๖๒ ๓. วรรณะ ๔. การบูชายัญ ๕. ปาฏิหาริย์ ๓ ๖. อปริหานิยธรรม ๗. ปฏิจจสมปบาท ๘. สติปัฏฐาน นอกจากหมวดธรรมที่กล่าวแล้วเหล่านี้ใน “ทีฆนิกาย” ยังมีหลักธรรมที่อื่น ๆ อีกเช่น เรื่อง”วิชชา ๓, วิชชา ๘, อัพยากตปัญหา เรื่องที่ไม่ทรงตอบไตรเพท, การพึ่งตนฟังธรรม, และคิหิปฏิบัติ” เป็นต้น มี บันทึกอยู่ในทีฆนิกาย พระไตรปิฎกเล่มที่ ๙, ๑๐ และ ๑๑


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๐๘ สีลขันธวรรค หมวด ว่าด้วยศีลและทรรศนะต่างๆ ทั้งในพระพุทธศาสนา และนอกพระพุทธศาสนา มี ๑๓ พระสูตร เป็นพระไตรปิฎกเล่มที่ ๙ ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ภาษาบาลีมีจำนวน ๒๔๗ หน้า เมื่อแปลเป็นภาษาไทยแล้วก็มีจำนวน ๒๔๗ หน้า ตัวอย่างพระสูตรยาว ในศีลขันธวรรค อัมพัฏฐสูตร อัมพัฏฐมาณพ (ลูกศิษย์พราหมณ์โปกขรสาติ) ผู้หยิ่งในความเป็นคนวรรณะ พราหมณ์ของตน ได้หมิ่นพระพุทธเจ้าด้วยอาการต่าง ๆ เช่น ยืนพูดบ้าง เดินพูดบ้างกับพระพุทธเจ้า โดยอ้างความเป็น พราหมณ์ของตนว่า เกิดจากโอษฐ์ของพระพราหมณ์มีศักดิ์สูงกว่า เรื่องศีล ในทีฆนิกาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพราหมชาลสูตร แบ่งออกเป็น ๓ ระดับ ๑. จุฬศีล งดเว้นจากการฆ่าสัตว์ ไม่ใช้ อาวุธ มีความละอาย มีความเอ็นดู ทั้งเกื้อกูลสรรพสัตว์ งดเว้นจากการขโมย รับแต่สิ่งของที่เจ้าของให้เท่านั้น งดเว้นจากการเสพเมถุนธรรม (การร่วมเพศ) ประพฤติพราหมจรรย์ ๒. มัชฌิมศีล งดเว้นจากการพรากทำลายพีชคามและภูตคาม คือพืชพรรณต่าง ๆ ไม่ว่าจะเกิดจากเหง้า ลำ ต้น ตา ยอด หรือเมล็ด งดเว้นจากการบริโภคของที่สะสมไว้ไม่ว่าจะเป็นข้าว น้ำ ผัก ยาน ที่นอน เครื่องประทินผิว ของหอม และเครื่องปรุงอาหารต่าง ๆ งดเว้นจากการดูการเล่นทุกอย่าง เช่น การฟ้อนรำ ขับร้อง ฯลฯ ตลอดจนการตรวจพลสวน สนาม การจัดกระบวนทัพ การตรวจกองทัพ ๔ งดเว้นจากการเล่นพนัน เครื่องเล่น และของเล่น ต่าง ๆ เว้นขาดจากการขวนขวายเล่นการพนันอันเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท อย่างที่สมณพราหมณ์ ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายเล่นการพนัน อันเป็นที่ตั้งแห่ง ความประมาทเห็นปานนี้อยู่เนือง ๆ คือ เล่นหมากรุกแถวละแปดตา แถวละสิบตา เล่นหมากเก็บ เล่นดวด เล่นหมากไหว เล่นโยนบ่วง เล่นไม้หึ่ง เล่นกำทาย เล่นสะกา เล่นเป่าใบไม้ เล่นไถนาน้อย ๆ เล่นหกคะเมน เล่นกังหัน เล่นตวงทราย เล่นรถน้อย ๆ เล่นธนูน้อย ๆ เล่นทายอักษร เล่นทาย ใจ เล่นเลียนคนพิการ เว้นขาดจากการนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงใหญ่ อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉัน โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังนั่งนอนบนที่นั่งที่นอนอันสูงให้เห็นปานนี้อยู่เนือง ๆ คือเตียงมี เท้าเกินประมาณ เตียงมีเท้าทำเป็นรูปสัตว์ร้าย พรมทำด้วยขนสัตว์ เครื่องลาดทำด้วยขนแกะอัน สวยงาม เครื่องลาดทำด้วยขนแกะสีขาว เครื่องลาดทำด้วยขนแกะเป็นรูปดอกไม้ เครื่องลาดที่ยัด


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๐๙ นุ่นเครื่องลาดทำด้วยขนแกะวิจิตรด้วยรูปสัตว์ต่าง ๆ เครื่องลาดทำด้วยขนแกะมีขนตั้ง เครื่องลาด ทำด้วยขนแกะมีขนข้างเดียว เครื่องลาดทำด้วยทองและเงินแกมไหม เครื่องลาดไหมขลิบทองและ เงิน เครื่องลาดขนแกะและจุหญิงฟ้อนได้ ๑๖ คน เครื่องลาดหลังช้าง เครื่องลาดหลังม้าเครื่อง ลาดในรถ เครื่องลาดที่ทำด้วยหนังเสือ เครื่องลาดอย่างดี ที่ทำด้วยหนังชะมด เครื่องลาดมีเพดาน เครื่องลาดมีหมอนสองข้าง เว้นขาดจากการประดับตกแต่งร่างกาย อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่ เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประดับตกแต่งร่างกายเห็นปานนี้อยู่เนือง ๆ คืออบตัว ไคล อวัยวะ อาบน้ำหอม นวด ส่องกระจก แต้มตา ทัดดอกไม้ประเทืองผิว ผัดหน้า ทาปาก ประดับ ข้อมือ สวมเกี้ยว ใช้ไม้เท้าใช้กลักยา ใช้ดาบ ใช้มีดสองคม ใช้ร่ม สวมรองเท้าสวยงาม ติดกรอบ หน้า ปักปิ่น ใช้พัดวาลวีชนี นุ่งห่มผ้าขาว นุ่งห่มผ้ามีชายยาว เว้นขาดจากติรัจฉานกถา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วย ศรัทธาแล้ว ยังประกอบดิรัจฉานกถาเห็นปานนี้อยู่เนือง ๆ คือ เรื่องพระราชา เรื่องโจรเรื่องมหา อำมาตย์ เรื่องกองทัพ เรื่องภัย เรื่องสงคราม เรื่องข้าว เรื่องน้ำเรื่องผ้า เรื่องที่นอน เรื่องดอกไม้ เรื่องของหอม เรื่องญาติ เรื่องยานเรื่องบ้าน เรื่องนิคม เรื่องนคร เรื่องชนบท เรื่องสตรี เรื่องบุรุษ เรื่องคนกล้า เรื่องตรอก เรื่องท่าน้ำ เรื่องคนที่ล่วงลับไปแล้ว เรื่องเบ็ดเตล็ด เรื่องโลก เรื่องทะเล เรื่องความเจริญและความเสื่อมด้วยประการนั้น ๆ เว้นขาดจากการพูดแก่งแย่งกันอย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉันโภชนะที่เขา ให้ด้วยศรัทธาแล้วยังพูดแก่งแย่งกันเห็นปานนี้อยู่เนือง ๆ คือ ท่านไม่รู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ข้าพเจ้ารู้ ทั่วถึง ท่านจักรู้ทั่วถึงธรรมวินัยนี้ได้อย่างไร ท่านปฏิบัติผิดข้าพเจ้าปฏิบัติถูก คำพูดของข้าพเจ้ามี ประโยชน์ ของท่านไม่มีประโยชน์คำที่ควรกล่าวก่อน ท่านกล่าวทีหลัง คำที่ควรจะกล่าวทีหลัง ท่านกล่าวก่อน ข้อที่ท่านเคยช่ำชองมาได้ผันแปรไปแล้ว ข้าพเจ้าจับผิดวาทะของท่านได้ ข้าพเจ้า ข่มท่านได้แล้ว ท่านจงถอนวาทะเสีย มิฉะนั้นจงแก้ไขเสีย ถ้าสามารถ เว้นขาดจากการเป็นทูต และการรับใช้อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางจำพวกฉัน โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังขวนขวายประกอบการเป็นทูตและการรับใช้เห็นปานนี้อยู่เนือง ๆ คือรับเป็นทูตของพระราชา มหาอำมาตย์ของพระราชา กษัตริย์พราหมณ์ คฤหบดี และกุมารว่า จงไปที่นี้ จงไปที่โน้น จงนำเอาสิ่งนี้ไป จงนำเอาสิ่งในที่โน้นมา เว้นขาดจากการพูดหลอกลวง และการพูดเลียบเคียง อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง จำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว พูดเลียบเคียง พูดหว่านล้อม พูดและเล็ม แสวงหาด้วย ลาภ ๓. มหาศีล เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง จำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๑๐ ทายอวัยวะ ทายนิมิต ทายอุปบาต ทำนายฝัน ทำนายลักษณะทำนายหนูกัดผ้า ทำพิธีบูชาไฟ ทำ พิธีเบิกแว่นเวียนเทียน ทำพิธีซัดแกลบบูชาไฟ ทำพิธีซัดรำบูชาไฟ ทำพิธีซัดข้าวสารบูชาไฟ ทำพิธี เติมเนยบูชาไฟ ทำพิธีเติมน้ำมันบูชาไฟ ทำพิธีเสกเป่าบูชาไฟ ทำพลีกรรมด้วยโลหิต เป็นหมอดู อวัยวะ ดูลักษณะพื้นที่ ดูลักษณะที่ไร่นาเป็นหมอปลุกเสก เป็นหมอผี เป็นหมอลงเลขยันต์คุ้มกัน บ้านเรือน เป็นหมองู เป็นหมอยาพิษ เป็นหมอแมลงป่อง เป็นหมอรักษาแผลหนูกัดเป็นหมอทาย เสียงนก เป็นหมอทายเสียงกา เป็นหมอทายอายุ เป็นหมอเสกกันลูกศร เป็นหมอดูรอยเท้าสัตว์ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง จำพวกฉัน โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทายลักษณะแก้วมณี ทายลักษณะไม้พลอง ทายลักษณะผ้า ทายลักษณะศาสตรา ทายลักษณะ ดาบ ทายลักษณะศร ทายลักษณะธนู ทายลักษณะอาวุธ ทายลักษณะสตรี ทายลักษณะบุรุษ ทาย ลักษณะกุมารทายลักษณะกุมารี ทายลักษณะทาส ทายลักษณะทาสี ทายลักษณะช้างทาย ลักษณะม้า ทายลักษณะกระบือ ทายลักษณะโคอุสภะ ทายลักษณะโคทายลักษณะแพะ ทาย ลักษณะแกะ ทายลักษณะไก่ ทายลักษณะนกกระทา ทายลักษณะเหี้ย ทายลักษณะช่อฟ้า ทาย ลักษณะเต่า ทายลักษณะมฤค เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง จำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือดู ฤกษ์ยาตราทัพว่า พระราชาจักยกออก พระราชาจักไม่ยกออก พระราชาภายในจักเข้าประชิด พระราชาภายนอกจักถอย พระราชาภายนอกจักเข้าประชิด พระราชาภายในจักถอย พระราชา ภายในจักมีชัย พระราชาภายนอกจักปราชัย พระราชาภายนอกจักมีชัย พระราชาภายในจัก ปราชัย พระราชาพระองค์นี้จักมีชัย พระราชาพระองค์นี้จักปราชัยเพราะเหตุนี้ หรือเหตุนี้ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง จำพวกฉัน โภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ พยากรณ์ว่า จักมีจันทรคราส จักมีสุริยคราส จักมีนักษัตรคราสดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินถูก ทาง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์จักเดินผิดทางดาวนักษัตรจักเดินถูกทาง ดาวนักษัตรจักเดินผิดทาง จัก มีอุกกาบาดจักมีดาวหาง จักมีแผ่นดินไหว จักมีฟ้าร้อง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจัก ขึ้น ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักตก ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักมัว หมอง ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรจักกระจ่าง จันทรคราสจักมีผลอย่างนี้ สุริยคราสจัก มีผลอย่างนี้นักษัตรคราสจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์เดินถูกทางจักมีผลอย่างนี้ ดวง จันทร์ดวงอาทิตย์เดินผิดทางจักมีผลอย่างนี้ ดาวนักษัตรเดินถูกทางจักมีผลอย่างนี้ ดาวนักษัตร เดินผิดทางจักมีผลอย่างนี้ อุกกาบาตจักมีผลอย่างนี้ ดาวหางจักมีผลอย่างนี้ แผ่นดินไหวจักมีผล อย่างนี้ ฟ้าร้องจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรขึ้นจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรตกจักมีผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรมัวหมองจักมี ผลอย่างนี้ ดวงจันทร์ดวงอาทิตย์และดาวนักษัตรกระจ่างจักมีผลอย่างนี้.


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๑๑ เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง จำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้ คือ พยากรณ์ว่า จักมีฝนดี จักมีฝนแล้ง จักมีภิกษาหาได้ง่าย จักมีภิกษาหาได้ยาก จักมีความเกษม จัก มีภัย จักเกิดโรค จักมีความสำราญหาโรคมิได้ หรือนับคะแนน คำนวณ นับประมวล แต่งกาพย์ โลกายต-ศาสตร์. เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง จำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ให้ฤกษ์อาวาหมงคล ฤกษ์วิวาหมงคล ดูฤกษ์เรียงหมอน ดูฤกษ์หย่าร้าง ดูฤกษ์เก็บทรัพย์ ดูฤกษ์ จ่ายทรัพย์ ดูโชคดี ดูเคราะห์ร้าย ให้ยาผดุงครรภ์ ร่ายมนต์ให้ลิ้นกระด้าง ร่ายมนต์ให้คางแข็ง ร่าย มนต์ให้มือสั่น ร่ายมนต์ไม่ให้หูได้ยินเสียง เป็นหมอทรงกระจก เป็นหมอทรงหญิงสาว เป็นหมอ ทรงเจ้าบวงสรวงพระอาทิตย์ บวงสรวงท้าวมหาพรหมร่ายมนต์พ่นไฟ ทำพิธีเชิญขวัญ. เว้นขาดจากการเลี้ยงชีพโดยทางผิดด้วยติรัจฉานวิชา อย่างที่สมณพราหมณ์ผู้เจริญบาง จำพวกฉันโภชนะที่เขาให้ด้วยศรัทธาแล้ว ยังเลี้ยงชีพโดยทางผิด ด้วยติรัจฉานวิชาเห็นปานนี้คือ ทำพิธีบนบาน ทำพิธีแก้บน ร่ายมนต์ขับผี สอนมนต์ป้องกันบ้านเรือน ทำกะเทยให้กลับเป็นชาย ทำชายให้กลายเป็นกะเทย ทำพิธีปลูกเรือน ทำพิธีบวงสรวงพื้นที่ พ่นน้ำมนต์ รดน้ำมนต์ ทำพิธี บูชาไฟ ปรุงยาสำรอก ปรุงยาถ่าย ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องบน ปรุงยาถ่ายโทษเบื้องล่าง ปรุงยาแก้ ปวดศีรษะ หุงน้ำมันหยอดหู ปรุงยาตา ปรุงยานัตถุ์ ปรุงยาทากัด ปรุงยาทาสมาน ป้ายยาตา ทำ การผ่าตัด รักษาเด็ก ใส่ยา ชะแผล วันเสาร์ ที่ ๑๑ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเย็น) หัวข้อการบรรยาย : พระไตรปิฎกศึกษา แก่นจากพระสูตร สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระครูธรรมธรเดชา อคฺคเตโช, ดร. อาจารย์ประจำวิทยาลัยพระธรรมทูต ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : องค์ (Factors) ๑. อวิชชา ความไม่รู้แจ้ง คือ ความไม่รู้ความเป็นจริงของสิ่งต่างๆ โดยถูกต้องแจ่มแจ้ง มิได้หมายถึง ความไม่รู้ศิลปะวิชาการต่างๆ หรือไม่รู้ร้อนรู้หนาวเป็นต้น แต่สำหรับคนไทยส่วนใหญ่จะนำ คำว่า อวิชชา ไปใช้เฉพาะกับวิชาในทางไสยศาสตร์เท่านั้น โดยเข้าใจกันว่า อวิชชาเป็นวิชาที่ ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน หรือหาประโยชน์เข้ามาใส่ตนเองโดยไม่สนใจผู้อื่น


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๑๒ ๒. สังขาร ร่างการ ตัวตน สิ่งที่ประกอบที่ปรุงแต่งขึ้นเป็นร่างกายและจิตใจรวมกัน เช่น สังขารร่โรย สังขารไม่เที่ยง ๓. วิญญาณ ความรู้แจ้งอารมณ์ ได้แก่ วิญญาณ ๖ ๔. จักขุวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางตา คือรู้รูปด้วยตา หรือการเห็น ๕. โสตวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางหู คือรู้เสียงด้วยหู หรือการได้ยิน ๖. ฆานวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางจมูก คือรู้กลิ่นด้วยจมูก หรือการได้กลิ่น ๗. ชิวหาวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางลิ้น คือรู้รสด้วยลิ้น หรือการรู้รส ๘. กายวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางกาย คือรู้โผฏฐัพพะด้วยกาย หรือการรู้สึก กายสัมผัส ๙. มโนวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางใจ คือรู้ธรรมารมณ์ด้วยใจ หรือการนึกคิด ๔. นามรูป นามและรูป ได้แก่ เวทนา สัญญา เวทนา ผัสสะ มนสิการหรือตามนัยอภิธรรม สิ่งที่ตา เห็น หูได้ยินจมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรส และกายไปกระทบสัมผัสได้ทั้งหมดทั้งสิ้น เรียกว่ารูปหรื อรูปธาตุ ประกอบด้วยธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มาร่วมตัวกันเป็นสิ่งนั่น ๆ ส่วนนามคือ การรู้ในสิ่งที่ตาเห็น หูได้ยิน จมูกได้กลิ่น ลิ้นได้รับรส และกายไปกระทบสัมผัส เรียกว่า วิญญาณ ทำหน้าที่รู้รวมถึงความรู้สึกที่เกิดขึ้น จากสัมผัสดังกล่าวเรียกว่าเวทนา วันอาทิตย์ ที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : พระธรรมทูตกับการพัฒนาตน สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาทองเก็บ ญาณพโล, ดร. อาจารย์ประจำวิทยาลัยพระธรรมทูต ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : Dhammaduta ? A : active D : departure H : head, hand, heart M : mindfulness M : monk A : attitude


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๑๓ D : dhamma duly U : understand T : talent A : aroud the world พระธรรมทูต ๕G “PDM 5G” Good คิดดี พูดดี ทำดี Glive Global Guard Guide เรามาหาเพื่อน “PRIENDS” Fight for you Respeot you Include you Encourage you Need you Stand by you Deserve by you วันอาทิตย์ ที่ ๑๒ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเย็น) หัวข้อการบรรยาย : พระธรรมทูตกับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระสุธีรัตนบัณฑิต, รศ.ดร. คณะบดีบัณฑิตวิทยาลัย ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : กระเป็นอยู่ของประเทศญี่ปุ่นที่ไปอยู่แรก ๆ มันลำบากมาก ทำอะไรก็ ทำเองหมดไม่มีใครช่วยทำงานแม้แต่การทำความสะอาด ล้างจาน กวาดพื้น ทำอาหารเพราะไม่มีโยมคนไหนมา ช่วยทำ ฉะนั้นมันลำบากมากแต่มันก็คือการพิสูจน์ว่าตัวเองมีความอดทน ความเข็มแข็งขนาดไหน และพออยู่ ไปสักพักก็ต้องมีการเข้าร่วมทุกภาคส่วนโดยการเริ่มจาก การเข้าร่วมต้นการชุมชน โดยการเข้าไปช่วยงานหรือ ว่าเข้าร่วมทุกเทศกาลในชุมชน และก็ต่อด้วยโรงเรียน มหาลัย และสุดท้ายก็คือกงสุล เพราะฉะนั้นการที่เราจะ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๑๔ ไปอยู่ต่างประเทศ เราต้องมีความอดทนมากที่สุด แล้วต้องมีความสามารถหลาย ๆ อย่าง ต้องทำงานเป็นเกิบ ทั้งหมด แนวคิด ความรู้ และภาษาสากลเพื่อการพัฒนาสังคมโลก ความสุข (Happiness) สันติภาพ (peace) ความเมตตา และปัญญา (compassion and wisdom) การพัฒนาที่ยั่งยืน (Sustainable development goal) สิทธิมนุษยชน (Human Right) การพัฒนาจิตใจ (Mindfulness) ประชาธิปไตร (demoeracy) การมีส่วนร่วม ความหลากหลายทางวัฒนธรรม การพัฒนาความรู้และสติปัญญาของบุคคล Insight Intelligence Knowledge Information Data (Meaning Facts….) มุมมอง ๔ ด้านของ Ken Wilber Spirit Mind Body Me Us All of Us Causal Subtle Gross Group Nation Global


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๑๕ ความรัก ความเมตตา และสันติภาพ ความเมตตา ความรัก สันติสุขของบุคคลและสันติภาพของสังคม ความยุติธรรมและความเสมอภาค ไม่เสมอภาค ไม่ยุติธรรม ไม่เกื้อกูลไม่กระจาย ความสับสนวุ่นวาย การเกิดสันติสุข สันติภาพ วิถีแห่งพุทธและกระบวนการแห่งปัญญา ความสุขและความยั่งยืน การศึกษาเรียนรู้ในกระแสหลัก แข่งขัน ร่ำรวย วิทยาสตร์มากกว่าจิตวิญญาณ ทอลองอย่างบ้าคลั่ง วัดผลด้วยความสำเร็จ ใช้ทรัพยากรมาก การศึกษาเรียนรู้ในกระแสทางเลือก ความสุข ยั่งยืน ให้ความสำคัญกับจิตใจปัญญา ใช้วิธีธรรมชาติ วัดผลด้วยความเป็นมนุษย์ เรียบง่าย วันจันทร์ ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้ามืด) หัวข้อการบรรยาย : ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร สถานที่ : ณ หอสมุดนานาชาติ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาสุรศักดิ์ ปจุจนฺตเสโน, ผศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ ประธาน คณะกรรมการดำเนินงานโครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : กลุ่มนักบวชที่ตั้งขึ้นมา เป็นนักบวชที่ปรากฏอยู่ในศาสนาพุทธในฐานะ ภิกษุชุดแรกที่เข้ามาบวชเป็นสาวก มีทั้งหมด ๕ รูป ได้แก่ โกณฑัญญะวัปปะ ภัททิยะ มหานามะ และอัสสชิ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๑๖ แต่เดิมปัญจวัคคีย์เป็นนักบวชที่ออกบวชติดตามปรนนิบัติพระพุทธเจ้าตั้งแต่เสด็จออกผนวชใหม่ ๆ ทั้งหมดเป็น ชาวกรุงกบิลพัสดุ์เป็นกลุ่มบุคคลที่ได้ฟังปฐมเทศนาเป็นรุ่นแรก ได้เป็นภิกษุรุ่นแรกและได้เป็นพระอรหันต์รุ่น แรกในพระพุทธศาสนาเฉพาะโกณฑัญญะเป็นผู้เคยทำนายลักษณะพระพุทธเจ้าตั้งแต่ตอนประสูติใหม่ ส่วนอีก ๔ ท่าน เป็นบุตรของพราหมณ์ที่ทำนายลักษณะของพระพุทธเจ้าร่วมกับโกณฑัญญะ เพราะมีความเชื่อว่า เจ้าชายสิทธัตถะจะต้องได้เป็นพระพุทธเจ้าจึงได้ออกบวชตามในวันขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ พระพุทธองค์ได้แสดง ปฐมเทศนาคือธัมมจักกัปปวัตตนสูตร โกณฑัญญะก็ได้ดวงตาเห็นธรรม บรรลุโสดาบัน โกณฑัญญะได้รับการยก ย่องจากพระพุทธองค์ให้เป็นเอตทัคคะในด้านรัตตัญญูเรียกว่า มีราตรีนาน คือเป็นผู้รู้ธรรมก่อนใคร และได้ บวชก่อนผู้อื่นในพระพุทธศาสนา จากนั้นพระพุทธองค์ทรงประทาน ปกิณณกเทศนา สั่งสอนที่เหลืออีก ๔ ท่าน ให้บรรลุโสดาบันแล้วประทานเอหิภิกขุอุปสัมปทาให้ และธัมมจักกัปปวัตตนสูตรทำให้รู้ถึงความรู้ภาษาในยุค นั้นเรื่องภาษา และแนวคิดของ ๒ สำนักคือ สำนักวัตถุนิยม (พวกกามสุบันนิกายนิยม) และสำนักจิตนิยม (พวกอัตตสุบันนิกายนิยม) ส่วน หลวงพ่อชา สุภัทโท (พระโพธิญาณเถร) เป็นพระวิปัสสนาจารย์ที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมายทั้ง ชาวไทยและต่างชาติ นั่นเป็นเพราะคำสอนของท่านตรงใจคนและท่านยังนำธรรมอันลึกซึ้งมาเปรียบเปรยให้ เข้าใจได้ง่าย โดยเฉพาะเรื่องการปล่อยวางทุกข์และสุข เราจึงคัดเลือก คำสอนหลวงพ่อชา ที่สามารถนำมาปรับ ใช้กับชีวิตประจำวันได้มา ๑๐ ข้อเพื่อให้คุณผู้อ่านได้น้อมนำมาปฏิบัติ เมื่อเราทำบุญ แต่ยังไม่ละบาป ก็เหมือนกับเราเอากะละมังไปคว่ำไว้กลางแจ้งฝนตกลงมาถู ก้นกะละมังเหมือนกัน แต่มันถูกข้างนอก ไม่ถูกข้างใน น้ำก็ไม่มีโอกาสที่จะเต็มกะละมังได้ โยม ไม้อันที่อาตมาถืออยู่นี่นะ มันสั้น หรือว่ามันยาว โยม ไม้อันนี้ธรรมชาติแท้ๆ ของมันมีแค่ นี้ เท่านี้…มันไม่สั้น และก็ไม่ยาว โยม ความต้องการที่จะให้ไม้นี้มันสั้นเข้า หรือยาวออก นั่นแหละ “ทุกข์” ทุกสิ่งทุกอย่างถ้าเรายอมตามธรรมชาติที่มันเป็นอยู่ ยอมที่ไหน ทุกข์ก็ไม่เกิดที่นั่น สุขและทุกข์นี้ก็เปรียบเสมือนงูตัวหนึ่ง ทางหัวมันเป็นทุกข์ ทางหางมันเป็นสุข เพราะถ้าลูบ ทางหัวมันมีพิษ ทางปากมันมีพิษไปใกล้ทางหัวมัน มันก็กัดเอา ไปจับหางมันก็ดูเหมือนเป็นสุข แต่ถ้า จับไม่วาง มันก็หันกลับมากัดได้เหมือนกัน เพราะทั้งหัวงูและหางงู มันก็อยู่ในงูตัวเดียวกันคือ ตัณหา ความลุ่มหลงนั่นเอง หน้าที่ของเรานั้นทำเหตุให้ดีที่สุดเท่านั้นส่วนผลที่จะได้รับเป็นเรื่องของเขาถ้าเราดำเนินชีวิต โดยมีการปล่อยวางเช่นนี้แล้วทุกข์ก็ไม่รุมล้อมเรา ถ้าไฟมันไหม้ ก็อย่าให้มันไหม้หัวใจเรา ถ้าน้ำมันท่วม ก็อย่าให้มันท่วมหัวใจเรา ให้มันท่วมแต่ บ้าน ให้มันไหม้แต่บ้าน ซึ่งเป็นสิ่งที่อยู่นอกกายของเรา ส่วนจิตใจของเรานั้น ให้มันปล่อยวาง โลกนี้เป็นของพอดี แต่เรามีความโลภทะเยอทะยานไปเอง ไม่รู้จักโลก ไม่รู้จักภาษาของโลก ไม่รู้จักความหมายของโลกว่า มันเปลี่ยนแปลงอยู่ตามธรรมชาติของมันอยู่ทุกวินาที ว่าเมื่อมันเกิดแล้ว มันก็แก่ แก่แล้วก็เจ็บ เมื่อเจ็บแล้วมันก็ตาย


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๑๗ ถ้าหากเป็นคนที่ฉลาดแล้ว จะปล่อยหมด สิ่งที่ดีก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชั่วก็ปล่อยมันไป สิ่งที่ชอบ ใจก็ปล่อยมันไป เหมือนอย่างเราปล่อยงูเห่าตัวที่มีพิษร้ายนั้น ปล่อยให้มันเลื้อยของมันไป มันก็เลื้อย ไปทั้งที่มี “พิษ” อยู่ในตัวมันนั่นเอง เราอยากได้กระโถนใบนี้ เรายกมันขึ้นมา มีความรู้สึกว่ามันหนักเพิ่มขึ้นมา มันมีเหตุ หนักมัน จะเกิดเพราะอะไร ถ้าไม่ใช่เพราะเราไปยกมัน ถ้าเราไม่ยกมัน มันก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่ยก มันก็เบา อะไร เป็นเหตุผล ดูเท่านี้ก็รู้แล้ว ไม่ต้องไปเรียนที่ไหน ถ้าเราไปยึดอะไร อันนั้นแหละเป็นเหตุให้ทุกข์เกิด ถ้า เรา “ปล่อย” มันก็ไม่มีทุกข์ เราเห็นแล้วว่า ถ้วยใบนี้ เอาไว้ที่ไหน มันก็ต้องแตก จานนี่ เอาไว้ที่ไหน ก็ต้องแตก แต่เราก็ ต้องสอนเด็กว่า ล้างให้มันสะอาด เก็บไว้ให้ดี เราก็ต้องสอนเด็กอย่างนี้ ตามสมมุติอย่างนี้ เพื่อเราจะใช้ ถ้วยนี้นานๆ อันนี้เรารู้จักธรรมะ เอาธรรมะมาปฏิบัติ ถ้าเห็นว่า อันนี้มันจะแตกอยู่แล้ว เราบอก เออ ช่างมันเถอะลูก กินแล้วก็ไม่ต้องล้างมัน หรอก จะตกก็ช่างมันเถอะ ไม่ใช่ของเราหรอก เอาทิ้งไว้ที่ไหนก็ได้ มันจะแตกอยู่แล้ว อย่างนี้ก็เป็นคน โง่ไป ถ้าเราเป็น “ผู้รู้สมมุติ” อันนี้ เมื่อมันเจ็บไข้ ก็หาหยูกยาให้มันกิน เมื่อมันร้อน ก็อาบน้ำให้มัน เมื่อมันเย็น ก็หาความอบอุ่นให้มัน เมื่อมันหิว ก็หาข้าวให้มันกินแต่ให้เรารู้ว่า ให้ข้าวมันกิน มันก็จะ ตายอยู่ แต่ในเวลานี้ ยังไม่ถึงคราวจะตาย เหมือนถ้วยใบนี้ ยังไม่แตก ก็รักษาถ้วยใบนี้ให้มัน “เกิด ประโยชน์” เสียก่อน สมมุติว่าวันนี้ โยมหาเงินได้ ๑๐๐ บาท ธรรมชาติของมันแค่ ๑๐๐ บาท จะอยากให้ได้ มากกว่านั้น ก็ไม่ได้ จะอยากให้ได้น้อยกว่านั้น ก็ไม่ได้หาได้ ๕๐ บาท ธรรมชาติของเขาก็แค่นั้น หา ไม่ได้เลย ธรรมชาติของมันก็เท่ากับหาไม่ได้เลย ยอมตามธรรมชาติที่มันเป็นทุกอย่าง ทุกแห่ง ทุกข์ก็ไม่ เกิด ธรรมะอย่างนี้ปฏิบัติที่ไหนก็ได้ เวลาใดก็ได้ใคร ๆ ก็ปฏิบัติได้ ปฏิบัติเมื่อไร ที่ไหน ทุกข์ก็ไม่เกิด เมื่อนั้น ที่นั่น ทรัพย์ ๔ อย่าง ทรัพย์สิน (มีเงินมีทอง มีความรู้ในตัวเอง) ทรัพย์เสริม (ร่างฐานของชีวิตก็เหมือนบ้าน ที่ต้องมีเสา เช่น เพื่อน ญาติพี่นน้อง) ทรัพย์ส่ง (มีคนส่งเสริม มีวิชาควมรู้) ทรัพย์สูงสุด (มีความรู้ บุญกุศล) วันจันทร์ ที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเย็น) หัวข้อการบรรยาย : การต่างประเทศ : ยุทธศาสตร์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาในต่างประเทศสำหรับพระ ธรรมทูต สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๑๘ วิทยากร : พระราชวัชรสารบัณฑิต, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวางแผนและพัฒนา ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : ความเป็นมาของวิทยาลัยพระธรรมทูต มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ได้จัดให้มีการฝึกอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศปีละ ๑ ครั้ง เริ่มอบรม รุ่นที่ ๑ ปีพุทธศักราช ๒๕๓๘ จำนวนผู้เข้าผ่านการอบรม ๔๙ รูป ปัจจุบันอบรมเป็นรุ่นที่ ๒๙ พระธรรมทูตชุดแรก เมื่อ ยสกุลบุตรออกบวช สหายสนิท ๔ คน คือ วิมละ สุพาหุ ปุณณชิ และคสัมปติตามมาบวชด้วยไม่ นานสหายของยสะที่อยู่ตามชนบทต่าง ๆ อีกจำนวน ๕๐ ก็มาบวชด้วยเช่นกันรวมทั้งหมดจำนวน ๕๔ คน เมื่อ บวชแล้วก็ได้บรรลุพระอรหัสต์โดยทั่วกัน เมื่อรมกับ ปัญจวคีย์ ทั้ง ๕ ก็มีจำนวน ๖๐ รูป พระพุทธองค์จึงตรัส เรียกประเรียกประชุมประทานพุทธโอวาท พระอัญญาโกณฑัญญะ ได้เดินทางไปยังบ้านเดิมของท่านได้นำหลายชายชื่อ ปุณณมันตานี ซึ่งเป็นบุตรของ นางมันตานี ผู้เป็น น้องสาวของท่านมาบวชและได้ชื่อว่า พระปุณณมันตานีบุตรเถระ เพราะความที่ท่านเป็นพระเถระผู้มีอายุพรรษามาก มีประสบการณ์มาก จึงได้รับการยกย่องจากพระ บรมศาสดาในตำแหน่งเอตทัคคะ เป็นเลิศกว่าภิกษุ ทั้งหลายในทาง “ผู้รัตตัญญู หมายถึง ผู้ร็ราตรีนาน” พระมหาสุเทพ สุวฑฺฒโน (๒๕๖๒) ได้ศึกษาวิจัยเรื่อง “กลยุทธ์การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระ ธรรมทูตสายต่างประเทศ” พบว่า กลยุทธ์หลักซึ่งพระพุทธเจ้าในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในช่วงเริ่มต้น ประกาศพระศาสนา คือ เจาะจงกลุ่มเป้าหมายจากชนชั้นนำและชนชั้นปกครอง เพื่อจูงใจและดึงดูดให้ ชาวเมืองจำนวนมากสนใจพระพุทธศาสนา การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตสายต่างประเทศ เป็นไปตามหลักอัตถะ ๓ ประการ คือ ทิฏฐธัมมิกัตถประโยนช์ สัมปรายิกัตถประโยนช์ ปรมัตถประโยนช์ หลักสาราณียธรรม ๖ หมายถึง ธรรมเป็ฯเหตุให้ระลึกถึงกัน ๖ ประการ เป็นคุณธรรมที่ให้คนไม่เห็นแก่ตัว แต่จะคิดถึงคนอื่น เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่แก่ผู้อื่น เข้าใจนอื่นมากขึ้น ระลึกถึงกัน ผูกพันเชื่อมโยงบุคคลไว้ด้วยน้ำใจ ๑. เมตตากายกรรม ทำสิ่งที่ทำด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ๒. เมตตาวจีกรรม พูดด้วยความปรารถนาดีต่อกัน ๓. เมตตามโนกรรม คิดในสิ่งที่ดี และคิดด้วยความปรารถนาดีต่อผู้อื่น ๔. สาธารณโภคี แบ่งปันสิ่งที่ได้มาโดยชอบธรรม ๕. สีลสามัญญตา ประพฤติสุจริตในสิงที่ดีงามอย่างสม่ำเสมอ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๑๙ ๖. ทิฏฐิสามัญญตา มีความเสมอภาคกันทางความคิด และเคราพความคิดเห็นของผู้อื่น วันอังคาร ที่ ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเย็น) หัวข้อการบรรยาย : หลักการและวิธีกานลรเผยแผ่พระพุทธศาสนาและพระธรรมทูต สถานที่ : ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาจุฬาอาศรม ตำบลพยาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา วิทยากร : พระพรหมวชิรนายก เจ้าอาวาสวัดพระนารายณ์มหาราช วรวิหาร, ที่ปรึกษาเจ้าคณะภาค ๑๑ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : หลักการและวิธีการพระธรรมทูตในนี้ คือ วิเทศ เทศก็คือต่างประเทศ พระธรรมทูตคือ งานแรกขแงพระพุทธเจ้าหรือว่าเป็นการบุกเบิกพระธรรมทูตด้วยการเดินทางจากคยาไป พาราณาสีประมาณ ๒๐๐ กิโลเมตร ใช้เวลา ๑๑ วัน เริ่มเดินทางจากคยาคือไปสถานที่ ๗ สถานที่ที่ละ ๗ วัน อยู่แบบไม่เสวยอะไรเลยทั้งสิ้นไม่ว่าจะน้ำหรือว่าข้าวอะไรเลย อยู่แบบนั้งสมาธิ เดินจงกรมตลอดเวลาทำแผน พุทธกิจของสังคมสัมมาสัมพุทธเจ้าอยู่แบบทบทวนประถมบทของสัมมาสัมพุทธเจ้า ด้วยบารมี ๑๐ ด้วยการ เวียนไหว้ตายเกิดด้วยการเกิดเป็นสิ่งต่าง ๆ ก่อนที่จะมาเป็นพระพุทธเจ้ากำเนิดเป็นมนุษย์เกิดเป็นเพศสมบูรณ์ สุดท้ายการไดเกิดเป็นพระเวสสันดรเป็นชาติที่เกิดด้วยการการสร้างบารมีที่ยิ่งใหญ่ด้วยการถวายทาน จึงพูดถึง ชูชกโดยที่ชูชกแอบอ้างเป็นทูต พระธรรมทูตเปรียบเสมอกัน เป็นผู้รับมรดกของพระพุทธศาสนามีหน้าที่ดูแลหลักธรรมของ พระพุทธเจ้า คือ ทายาทมีหน้าที่ ๒ อย่าง ๑. ดูแลรักษาของเก่า ๒. สร้างสรรค์พัฒนาของใหม่ การที่จะเป็นทายาทคือทำได้ทั้ง ๒ อย่าง ขาดอันใดอันหนึ่งไปไม่ได้ การอื่นของย้อนไปที่โอวาทปาติโมกข์ของพนะพุทธเจ้า คือพระองศ์ทรงเป็นปฏิบัติหน้าที่ของพระองศ์เองได้ ทั้งหมดอรหันต์สาวก ๖๐ องศ์แห่งการเป็นพระธรรมทูตรุ่นแรกในการเดินทางนั้นให้ แยกกันไปทั้งหมดไปคน เดียวห้ามไปทางเดียวกันและให้แยกกันไป คือ (รูปหนึ่งไปหลายทาง ไม่ใช่ทางเดียวหลายรูป) ไม่ว่าจะสอนที่ ไหนห้ามแบ่งแยกไม่ว่าคนเหล่านั้นจะนับถือศาสนาอะไรก็ตามให้นำหลักคำสอนไปเผยแผ่ทั้งหมด และห้ามไป ลบหลู่หลักคำสอนอื่น ๆ หลักการของพระธรรมทูต ๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง ๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม ๓. การทำจิตของตนให้ขาวสะอาด อุดมการณ์ของพระธรรมทูต ๑. ขันติ (อดทน อดกลั้น) ๒. นิพพานคือการดับทุกข์


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๒๐ ๓. บรรพชิตผู้ถือสมณะเพศ (เบียดเบียนจากการสังหารชีวิตของสิ่งมีชีวิตต่า ๆ) ๔. สมณะต้องละเว้นเด็ดขาดจากผลประโยชน์ของพระผู้อื่น การรับผ้าประเคน พระไทยไม่สามารถรับประเคนของผู้หญิงไม่ได้แต่พระพม่ารับจากมือได้เลย เพราะฉะนั้นเรา ต้องวิเคราะห์หรือว่าหาความรู้ว่าทำไมมันต่างกันต้องมีมหาประเทศมาประกอบในการวิเคราะห์ใน เรื่องนี้ ในสมัยก่อนการที่พระพุทธเจ้าจะกล่าววินัยอะไรต้องมีพระอุบาลีอยู่ด้วยตลอด เพราะฉะนั้น ใครมีปัญหาอะไรหรือว่าสงสัยอะไรให้ไปถามพระอุบาลีรูปเดียวเพราะท่านรู้ทุกอย่าง การเป็นพระ ธรรมทูตต้องเป็นทุกอย่างไม่ว่าจะการงานหรือว่าหน้าที่ วันพธ ที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้ามืด) หัวข้อการบรรยาย : ธรรมะภาคภาษาอังกฤษ สถานที่ : ณ ศูนย์ปฏิบัติธรรมมหาจุฬาอาศรม ตำบลพยาเย็น อำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา วิทยากร : พระมหาสมบูรณ์ วุฑฒิกโร, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายวิชาการ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : การเริ่มต้นที่ดีมีชัยไปกว่าครึ่ง การเริ่มต้นที่ดีในแต่ละวันนั้นตื่นเราก็เริ่ม จากการสวดมนต์ การสวดมนต์นั้นทำให้ชีวิตเรามีความสุขความเจริญการฝึกการสวดมนต์นั้น คือการฝึกแบบ ปฏิโลม การฝึกนี้ต้องมีแบบว่าการอีกแบบย้อนศร ย้อนจากหลังไปหน้า บมสวดมนต์เข้านี้ซึ้งๆ เข้าคาถาของ สวดมนต์ วันอังคาร ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : กฎหมายเบื้องต้น (Introduction to Laws) สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมงคลสุตาคม ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดสทัศนเทพวราราม กรุงเทพมหานคร ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป กฎหมาย คือข้อบังคับของรัฐซึ่งกำหนดความประพฤติของมนุษย์ ถ้าฝ่าฝืนจะได้รับผลร้ายหรือถูก ลงโทษ หรือเรียกสั้น ๆ ว่า “ข้อบังคับแห่งความประพฤติ” คำว่ากฎหมาย อาจหมายความถึงกฎหมายลาย ลักษณ์อักษร และกฎหมายที่ไม่เป็นลายลักษณ์อักษรก็ได้ ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป คือความรู้เกี่ยวกับวิชาที่ว่าด้วยความรู้สึกนึกคิดและหลักเกณฑ์ ที่เป็นรากฐานของกฎหมาย เดิมเรียกว่าวิชาธรรมศาสตร์ อันเป็นศาสตร์เบื้องต้นในกฎหมายวิชาธรรมศาสตร์


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๒๑ ฉบับที่มีชื่อเสียงที่สุดได้แก่ธรรมศาสตร์ฉบับของพระมโนสาราจารย์ ซึ่งได้รวบรวมขึ้นในประเทศอินเดียในราว ๑๐๐ ปี ก่อนคริสตกาล ๑. วิวัฒนาการของกฎหมาย วิวัฒนาการของกฎหมาย หรือ ความเป็นมาของกฎหมาย จะแบ่ง ออกเป็น ๓ ยุคด้วยกัน คือ ๑. ยุคกฎหมายชาวบ้าน ๒. ยุคกฎหมายของนักกฎหมาย ๓. ยุคกฎหมายเทคนิค ๒. ระบบกฎหมาย ระบบกฎหมายหลักๆ ในโลกนี้มีอยู่ ๔ ระบบใหญ่ๆ ด้วยกัน คือ ๑. ระบบกฎหมายซีวิลลอว์ (Civil Law) หรือระบบกฎหมายแบบลายลักษณ์อักษร ๒. ระบบกฎหมายคอมมอนลอว์ (Common Law) หรือระบบกฎหมายจารีตประเพณี ๓. ระบบกฎหมายสังคมนิยม (Socialist Law) ๔. ระบบกฎหมายศาสนาและประเพณีนิยม ๓. ประเภทของกฎหมาย ประเภทของกฎหมาย กฎหมายมี ๓ ประเภทคือ ๑. กฎหมายมหาชน ๒. กฎหมายเอกชน ๓. กฎหมายระหว่าง ๕. ลำดับศักดิ์ของกฎหมาย ลำดับศักดิ์ของกฎหมายในระบบกฎหมายไทย แบ่งเป็น ๗ ชั้น ได้แก่ ๑. รัฐธรรมนูญ ๒. พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ ๓. พระราชบัญญัติ ๔. พระราชกำหนด ๕. พระราชกฤษฎีกา ๖. กฎกระทรวง ๗. ข้อบัญญัติท้องถิ่น เช่น ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล เทศบัญญัติ เป็นต้น


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๒๒ วันอังคาร ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคบ่าย) หัวข้อการบรรยาย : หลักพุทธธรรมภาคภาษาอังกฤษ (Buddhadhamma in English) สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระเทพเวที, รศ.ดร. เจ้าคณะภาค ๖, รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนิสิต ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : เรียนรู้รูปแบบประโยคพื้นฐาน - Learn the basic sentence patterns ประโยคภาษาอังกฤษเป็นไปตามรูปแบบเฉพาะ คุณอาจไม่สังเกตเห็นได้ในแวบแรก แต่เมื่อคุณทำตาม ขั้นตอนนี้คุณจะสังเกตเห็นว่าคำต่างๆมีตำแหน่งเฉพาะไม่เหมือนภาษาอื่น ๆ ประโยคในภาษาอังกฤษแสดง เพียงความคิดเดียว ซึ่งหมายความว่าการวางคำที่ไม่ถูกต้องเพียงครั้งเดียวในประโยคสามารถเปลี่ยน ความหมายทั้งหมดของคำได้ รูปแบบประโยคทั่วไปในภาษาอังกฤษ ๑. Subject – Linking Verb – Complement (S-LV-C) ๒. Subject – Transitive Verb – Direct Object (S-TV-DO) ๓. Subject – Transitive Verb -Indirect Object – Direct Object (S-TV-DO) ๔. Subject – Transitive Verb – Direct Object – Object Complement (S-TV-DO-OC) ๕. Subject – Intransitive Verb (S-IV) วันอังคาร ที่ ๒ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเย็น) หัวข้อการบรรยาย : ภาษาอังกฤษสำหรับพระธรรมทูตสายต่างประเทศ สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระธรรมวชิราจารย์. รศ.ดร. รองเจ้าคณะกรุงเทพมหานคร ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : สิ่งที่ต้องศึกษาเมื่อไปอยู่ต่างประเทศ ๑. บุคคล ต้องรู้จักนิสัยของบุคคลและบุคลากรนั้นๆ - ไม่ฟังความข้างใดข้างหนึ่ง - รู้จักการวางตัว ๒. สังคม ต้องศึกษาว่าเป็นสังคมแบบไหน - ตั้งไว้เลยว่าจะไม่ไปเป็นใหญ่กว่าเจ้าอาวาส - ฟังเจ้าอาวาส


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๒๓ - ศึกษาเจ้าอาวาส - ศึกษากฎระเบียบของแต่ระที่ - ศึกษาวิธีการทำงานเจ้าอาวาส - อย่าไปเป็นใหญ่กว่าเจ้าอาวาส *สิ่งที่เราจะต้องนำติดตัวไปเมือไปอยู่ต่างประเทศของความเป็นพระธรรมทูตคือ ความอ่อนน้อม ถ่อมตน เป็นผู้อยู่ง่ายเลี้ยงง่าย และความไม่ประมาท วันพุธ ที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : กฎหมายเบื้องต้นและกฏหมายระหว่างประเทศ สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาประยูร โชติวโร, ดร. ผู้อำนวยการวิทยาลัยพระธรรมทูต ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : โทษสำหรับการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ - ความรับผิดชอบของรัฐ (State Responsibility) :รัฐที่ละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศต้องทำให้ ทุกอย่างกลับคืนสภาพเดิม (restitution in integrum)และถ้าทำไม่ได้ก็ต้องจ่ายค่าชดเชย (Compensation) - การลงโทษด้วยมาตรการเศรษฐกิจ (Economic Sanction) :โดยการตัดความสัมพันธ์ทาง เศรษฐกิจและการค้า - การตัดให้อยู่โดดเดี่ยวทางการทูต (Diplomatic Isolation) - การใช้กำลังอาวุธ » ติดตามด้วยการต้องชดใช้ค่าปฏิกรสงคราม ความแตกต่างระหว่างกฎหมายระหว่างประเทศกับกฎหมายภายใน ปัจจัยด้านโครงสร้าง กฎหมายระหว่างประเทศ - สังคมระหว่างประเทศมีการ รวมตัว (Integration)ใน ระดับต่ำ - หลักอำนาจอธิปไตยของรัฐทำ ให้สังคมระหว่างประเทศไม่มี องค์กรใดที่มีอำนาจเหนือรัฐ (Supra-national) - สภาพบังคับของกฎหมายไม่ เด็ดขาดและไม่มีประสิทธิภาพ กฎหมายในประเทศ - สังคมระหว่างประเทศมีการ รวมตัว (Integration)ใน ระดับสูง - มีองค์กรของรัฐซึ่งมีอำนาจ เหนือปัจเจกชนท าหน้าที่เป็น ผู้สร้างและบังคับใช้กฎหมาย


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๒๔ - สภาพบังคับของกฎหมาย เด็ดขาดและมีประสิทธิภาพ กว่า ปัจจัยด้านพื้นฐานของกฎหมาย กฎหมายระหว่างประเทศ - มีพื้นฐานอยู่บนหลัก pacta suntservandaและการ ยอมรับของรัฐในประชาคม ระหว่าประเทศ - ผลบังคับของกฎหมายจึง ขึ้นอยู่กับการยอมรับของรัฐ ซึ่งอยู่ใต้บังคับของกฎหมาย กฎหมายในประเทศ - มีพื้นฐานอยู่บนรัฐธรรมนูญ และเป็นคำสั่งของรัฏฐาธิปัตย์ - ผลบังคับของกฎหมายจึงมิได้ ขึ้นอยู่กับการยอมรับของ ประชาชน วันพุธ ที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคบ่าย) หัวข้อการบรรยาย : การต่างประเทศ งานสำนักงานกำกับดูแลพระธรรมทูตไปต่างประเทศ สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระสุธีวชิรปฏิภาณ ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม พระครูปลัดบัณฑิต อินฺทเมธี วัดสังข์กระจาย วรวิหาร ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง :การบรรยายธรรมที่ดีควรบแบ่งดังนี้ ๓๐ บรรยาย , ๔๐ ชวนคุย, ๒๐ แลกเปลี่ยน , ๑๐ สรุป แนวคิดธรรมอารมณ์ดี - เหนือความคาดหวัง - จับต้องใด้ - น่าเชื่อถือ - เร้าอารมณ์ - เป็นเรื่องราว - เรียบง่าย ( คุยเรื่องไกลตัว บรรยายได้ทุกที่ ) การบรรยายธรรมคืออะไร การบรรยายธรรมแบ่งออกเป็น ๒ คำด้วยกันคือ การบรรยายและธรรม หรือธรรมะ การบรรยาย คือ การอธิบาย การชี้แจง และการเล่า ซึ่งเป็นการนำความรู้ ความเข้าใจไปสู่ท่านผู้ฟัง มีลักษณะเป็นการพูดโน้ม น้าว ให้ผู้ฟังเห็นด้วยกับ แนวความคิด หรือข้อเท็จจริง อย่างใดอย่างหนึ่ง ธรรมหรือธรรมะ คือคุณความดี คำสั่งสอนในศาสนา หลักประพฤติปฏิบัติ ในศาสนา ความจริง และความถูกต้อง เมื่อนำมารวมกันเข้าก็เป็น การบรรยายธรรม วิธีการดำเนินเรื่อง ผู้พูดจะต้องรู้จักวิธีการดำเนินเรื่อง ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน ดังนี้ ๑. พูดไปตามลำดับหัวข้อ เหตุการณ์ หรือเวลา อย่าวกวนกลับไปกลับมา จนจับต้นชนปลายไม่ถูก


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๒๕ ๒. เน้นจุดมุ่งหมายของเรื่องเพียงอย่างเดียว อย่ายกเหตุผลค้านกันเองในตัว ๓. เร้าความรู้สึกของผู้ฟังให้มากขึ้นตามลำดับ โดยเรียงลำดับหัวข้อ เหตุการณ์ ยกอุทาหรณ์ หรือ ตัวอย่าง มีการอุปมาอุปไมย เปรียบเทียบให้ผู้ฟังได้ เห็น และเกิดภาพพจน์ตามขณะที่ฟัง ๔. ไม่ออกนอกเรื่อง พร้อมที่จะตัดตอน หรือเพิ่มเติมให้เหมาะสมกับเวลา การสรุปจบ การสรุปจบ หรือการลงท้ายในการกล่าวสุนทรพจน์ มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่า การขึ้นต้น เนื่องจากการลงท้ายเป็นจุดที่ จะฝากให้ผู้ฟังมีความประทับใจ และเก็บไปคิด วิธีการจบที่ได้ผล หลักในการสรุปจบ ที่สำคัญจะต้องมีความหมายชัดเจนโดยให้สัมพันธ์กับ เนื้อเรื่อง อาจยึดหลักการจบด้วยหลัก ๕ ประการ คือ ๑. จบแบบสรุปความ ๒. จบแบบฝากให้ไปคิด ๓. จบแบบเปิดเผยตอนสำคัญ ๔. จบแบบชักชวนและเรียกร้อง ๕. จบด้วยคำคม คำพังเพย และคำสุภาษิต หลักในการสรุปจบมีอยู่ว่า มีความหมายชัดเจน ไม่เลื่อน ลอย สัมพันธ์ กับเนื้อเรื่อง หัวข้อกะทัดรัด และไม่เยิ่นเย้อ ไม่ควรจบด้วยคำว่า ขอจบ ขอยุติ ไม่มากก็น้อย ขอ อภัย ขอโทษ และขอบคุณ วันพุธ ที่ ๓ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเย็น) หัวข้อการบรรยาย : พระธรรมทูตกับงานสาธารณสงเคราะห์ สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมงคลวชิรากร ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : จุดมุ่งหมายการเผยแผ่ของพระพุทธศาสนา - เพื่อให้รู้แจ้งรู้จริง - เพื่อให้ผู้ฟังไตร่ตรองตามแล้วเห็นจริง - เพื่อให้ผู้ฟังเห็นแก่การปฏิบัติ บทบาทของพนะธรรมทูต - บทบาทต่อหน้าที่ต่อพระพุทธศาสนา - บทบาทที่มีต่ออุบาสกอุบาสิกา - บทบาทหน่าที่ต่อตนเอง พระพุทธเจ้าทรงกล่าวถึงผู้มรคุณสมบัติสำคัญต่อการทำหน้าที่ทูตไว้ ๘ ประการ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๒๖ ๑. รู้จักฟัง ๒. สามารถพูดใด้ผู้อื่นฟังได้ ๓. ใฝ่ศึกษา ๔. ทรงจำได้ดี ๕. เป็นผู้รู้ได้เข้าเข้าใจชัด ๖. สามารถพูดให้ผู้อื่นเข้าใจได้ดี ๗. ฉลาดในสิ่งที่เป็นประโยชน์และไม่เป็ประโยชน์ ๘. ไม่ก่อการทะเลาะวิวาท การทำหน้าที่สาธารณสงเคาระห์ ๑. หน้าที่ในการอธิบายเหตุผล ๒. พระสงฆ์ทำหน้าที่สาธารณสงเคราะห์ด้วยจิตอาสา ๓. พระสงฆ์ทำหน้าที่สาธารณสงเคราะห์ตามนโยบายคณสงฆ์ ๔. หน้าที่ในการสนับสนุนให้กำลังใจ ๕. หน้าที่ในการบูรณาการ วันพฤหัสบดี ที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า - ภาคค่ำ) หัวข้อการบรรยาย : ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับพระธรรมทูต สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : ผศ.ดร.บุญมี พรรษา ผู้ช่วยอธิการบดีฝ่ายกิจการต่างประเทศ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง :การใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสำหรับพระธรรมทูตเบื่องต้น ตัวอย่างการถามตอบ - Hello, my name is สวัสดีฉันชื่อ - Nice to meet you. ยินดีที่ได้รู้จัก - How are you? คุณสบายดีไหม? - Fine thanks, and you? ฉันสบายดี แล้วคุณล่ะ? - I’m okay, thank you. ฉันสบายดี ขอบคุณ - Where are you from? คุณมาจากไหน? - I’m from Thailand. ฉันมาจากประเทศไทย - What’s your job? คุณทำงานอะไร?


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๒๗ ตัวอย่างประโยคภาษาอังกฤษที่ใช้ในชีวิตประจำวัน - Help yourself! เชิญตามสบาย - Absolutely! อย่างแท้จริง - What have you been doing? ช่วงนี้คุณทำอะไรบ้าง - Nothing much. ไม่มีอะไรมาก - What’s on your mind? คุณคิดอะไรอยู่ - I was just thinking. ฉันแค่กำลังคิด - I was just daydreaming. ฉันแค่ฝันกลางวัน - It’s none of your business. ไม่ใช่เรื่องของคุณ - Is that so? อย่างนั้นหรือ - How come? ทำไมล่ะ - How’s it going? เป็นอย่างไรบ้าง - Definitely! อย่างแน่นอน - Of course! แน่นอน - You better believe it! เป็นจริงอย่างไม่ต้องสงสัย - I guess so ฉันเห็นด้วย วันศุกร์ ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : งานเลขานุการและการบัญชี สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระครูศรีสิทธิบัณฑิต, ดร. ผู้อำนวยการสำนักทะเบียนและวัดผล ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง :เลขานุการเปรียบเสมือนคู่คิด นิยามของคำว่า “เลขานุการ” “เลขานุการ” หมายถึง การทำตาม, การเอาอย่าง “เลขานุการ” หมายถึง “ผู้มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับหนังสือ ตามที่ผู้ใหญ่ (ผู้บังคับบัญชา) สั่ง” “เลขานุการ” ตรงกับคำในภาษาอังกฤษว่า “secretary” หมายถึง “SECRETUM” แปลว่า ความลับ หรือ “SECRET” ผู้ที่ทำงานเลขานุการจึงเป็นผู้ที่ได้รับความไว้วางใจให้เก็บ ความลับของนายและองค์กรนั้นๆ ด้วย งานของเลขานุการ - งานประจำ (ROUTINE OPERATION) - งานอำนวยความสะดวก (PERSONAL CONVENIENCE) - งานส่วนตัวของเจ้านาย (PRIVATE LIAISON) - งานสร้างภาพพจน์ (REPUTATION DEVELOPMENT)


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๒๘ วันศุกร์ ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคบ่าย) หัวข้อการบรรยาย : พระธรรมทูตไทยในแดนพุทธภูมิ : ปัญหา อุปสรรคและความท้าทาย สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาทองเก็บ ญาณพโล, ดร. อาจาย์ประจำวิทยาลัยพระธรรมทูต ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : การเป็นพระธรรมทูตต้องมองให้รอบด้านครอบคลุมถึงเหตุและผลที่ดี พร้อมกับต้องตั้งใจที่จะไม่ คาดหวัง เพราะเมื่อเราไปพบในสถานที่จริง ก็ไม่เป็นไปตามสิ่งที่เราคาดหวัง เพราะความเป็นพระธรรมทูตไม่มี สูตรตายตัว หัวใจธรรมทูตมืออาชีพคือมีศรัทธาในพระรัตนตรัย 3 เรื่อง พุทธองค์ พุทธภูมิ พุทธธรรม และได้ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ทางพระพุทธศาสนา ตั้งแต่ปฐมบทไปจนถึง พระพุทธศาสนาที่เหลือในปัจจุบัน ปฐมบท พระเวสสันดร เมื่อสิ้นพระชนม์แล้วไปบังเกิด ในไอยศูรย์สวรรค์ดุสิตทรงนามว่า เสตเกตุเทพบุตร - ได้รับอัญเชิญให้จุติจึงพิจารณาปัญจมหาวิโลกนะ๕ คือ กาล ทวีป ประเทศ ตระกูล และมารดา และเสด็จจุติจากสวรรค์ชั้นดุสิต ถือปฏิสนธิในพระ ครรภ์ของพระนางสิริมหามายาในวันขึ้น ๑๕ ค่ำเดือน ก่อน พุทธกาล ๘๑ ปีพ.ศ.๒๓๘ พระเจ้าเทวานัมปิยทัสสีเสด็จมาสักการะ พร้อมกับพระโมคคัลลีบุตร ติสสะเถระ ใน ปีที่ ๒๐ แห่งการครองราชย์ หลังพุทธปรินิพพาน ๒๓๖ ปี ได้ปักเสาศิลา และจารึกด้วยอักษรพรหม Brahmi พร้อมสร้างสถูปบูชา และ ประกาศยกภาษี ให้ชาวบ้าน เพื่อถวายเป็นพุทธบูชา แต่บางแห่งเรียกกษรนี้ว่า“ ขโรษตี” พ.ศ.๑๒๘๐พระถังซัมจั๋ง เดินทางมาสักการะ ท่านบันทึกว่า มีรูปวิคฑะ ตั้งอยู่บนฐานบัว แล้วถูกมังกร ฟาด จากบันทึกของพระสมณะจีน กลายเป็นลายแทงนำไปสู่การเปิดเผย โดยนักโบราณคดีชาวอังกฤษ ที่เข้า มาสืบค้นวัตถุมีค่า ความสำคัญของเมืองพาราณสีที่โดดเด่น ๑๒ อย่าง เมืองปฐมเทศนาอริยสัจ เมืองปฐมอุบัติอริยสงฆ์ เมืองปฐมพรรษาพุทธองค์ เมืองปฐมวงศ์อุบาสิกา เมืองปฐมบิดาอุบาสก เมืองปฐมศกประกาศศาสนา เมืองปฐมความงามพระปฏิมา เมืองปฐมพาราพุทธะสัญจร


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๒๙ เมืองปฐมมหาวิทยาลัย เมืองปฐมยิ่งใหญ่คงคาชื่อกระฉ่อน เมืองปฐมแพไหมเลิศฟ้าอาภรณ์ เมืองปฐมนครแห่งอารยธรรม พระวิทยากรได้สรุปแนวทางของธรรมจักรกัปปวัตนสูตร 3 ทาง ชี้ทางต่ำ นำทางถูก ปลูกความจริง วันศุกร์ ที่ ๕ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเย็น) หัวข้อการบรรยาย : พระธรรมทูตกับการบริหารกิจการคณะสงฆ์ สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระเทพปวรเมธี, รศ.ดร. รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร, ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดประยุรวงศาวาสวรวิหาร, รองเจ้าคณะภาค ๑๕, รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดมหาจุฬาลงกรณราชูทิศ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : การจัดการความรู้ (KM) - ปัจเจกปัญญา (Tacit Knowledge) ตัวอย่างเช่นพระอานนท์ > มีความรู้ความสามารถเฉพาะตน - สาธารณปัญญา (Explicit Knowledge) ตัวอย่างเช่นการนำความรู้ที่มีเฉพาะตนมาเผยแผ่แก่ผู้อื่น ปัญญา WISDOM - ปฏิจจสมุปบาท รู้รอบ - ไตรลักษณ์ รู้ลึก - อริยสัจ แก้ปัญหาด้วยนวัตกรรม ภารกิจหลักที่ขับเคลื่อนกิจการพระพุทธศาสนาให้เติบโต ยั่งยืน - ด้านการปกครอง > การบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล - ด้านการเผยแผ่ > การสื่อพุทธธรรมสู่สังคมให้เกิดสันติสุข - ด้านสาธารณูปการ > การบริหารจัดการศาสนสมบัติ อย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล - ด้านศาสนศึกษา > การจัดและการส่งเสริมการศึกษาพระปริยัติธรรม - ด้านศึกษาสงเคราะห์ > สนับสนุนและส่งเสริมการศึกษาสงเคราะห์แก่คฤหัสถ์ - ด้านสาธารณสงเคราะห์ > การอนุเคราะห์และสงเคราะห์ประโยชน์ส่วนรวม อย่างยั่งยืน


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๓๐ การบริหารกิจการคณะสงฆ์ พระสังฆาธิการ ผู้บริหารกิจการต่าง ๆ ของวัด และปฏิบัติตามมาตรา ๓๗ และ ๓๘ ตาม พรบ. สงฆ์ ฉบับ ๒๕๐๕ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๓๕ และการทำนุบำรุงรักษาวัดจัดกิจการและศาสนสมบัติของวัดให้เป็นไปด้วยดี บทบาท หน้าที่ อำนาจ พระสังฆาธิการ - ฐานะพระภิกษุในพระพุทธศาสนา - ฐานะเป็นผู้แทนวัดในกิจการทั่วไปวัดเป็นนิติบุคคล (ม.๓๑) - ฐานะเป็นพระสังฆาธิการ (๖ ระดับ ๑๒ ตำาแหน่ง ตาม ๒๔/๔) - ฐานะเจ้าพนักงานตามความใน ประมวลกฎหมายอาญา(ม.๔๕) - มาตรา ๓๑ วัดมี ๒ ประเภท - วัดที่ได้รับพระราชทานวิสุงคามสีมา - สำนักสงฆ์ มาตรา ๓๗ หน้าที่เจ้าอาวาส - บำรุงรักษาวัด จัดกิจการและศาสนสมบัติของวัด ให้เป็นไปด้วยดี - ปกครองและสอดส่องดูแลบรรพชิตและคฤหัสถ์ที่ อาศัยอยู่ในวัดนั้นปฏิบัติตาม พระธรรมวินัย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ มติหรือคำสั่ง มส. - เป็นธุระในการศึกษาอบรมและสั่ง สอนพระธรรมวินัยแก่บรรพชิตและ คฤหัสถ์ - อำนวยความสะดวกตามสมควรในการบำเพ็ญกุศล มาตรา ๓๘ อำนาจเจ้าอาวาส - ห้ามบรรพชิตและคฤหัสถ์ที่ไม่ได้รับ อนุญาตจากเจ้าอาวาสเข้าไปอยู่อาศัยในวัด - สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ซึ่งไม่อยู่ใน โอวาทของเจ้าอาวาสออกไปเสียจากวัด - สั่งให้บรรพชิตและคฤหัสถ์ที่อยู่หรือพำนักอาศัยในวัดทํางานภายในวัด หรือให้ทําทัณฑ์บน หรือ ให้ขอ ขมาโทษเมื่อบรรพชิตหรือคฤหัสถ์ในวัดนั้น ประพฤติผิดคำสั่ง เจ้าอาวาสซึ่งได้สั่งโดยชอบ ด้วยพระ ธรรมวินัย กฎ ข้อบังคับ ระเบียบ มติ หรือคําสั่งของ มส. มาตรา ๔๐ ศาสนสมบัติมี ๒ ประเภท - ศาสนสมบัติกลาง ได้แก่ทรัพย์สินของพระศาสนาซึ่งมิใช่ของวัดใดวัดหนึ่ง - ศาสนสมบัติของวัด ได้แก่ ทรัพย์สินของวัดใดวัดหนึ่ง


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๓๑ ศาสนสมบัติกลาง/วัด - สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือ พศ. เป็นผู้ดูแลรักษาและจัดการ ศาสนสมบัติกลาง - เจ้าอาวาสเป็นผู้ดูแลรักษาและจัดการ ศาสนสมบัติของวัดโดยให้เป็นไปตามวิธีการที่ กําหนดใน กฎกระทรวง พระธรรมทูตกับการเผยแผ่ กรอบการทำงานของพระธรรมทูต พระธรรมวินัย <-> สมัชชาสงฆ์ในแต่ละพื้นที <-> กฎหมายสงฆ์ <-> บทบาทของพระธรรมทูต พระธรรมทูตศึกษา ธรรม <-> ปฏิบัติ ธรรม <-> เผยแผ่ ธรรม <-> วันเสาร์ ที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : เทคโนโลยีเพื่อการเผยแผ่สำหรับพระธรรมทูต สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาชำนาญ มหาชาโน, ดร. ป.ธ.๙ รองอธิการบดีฝ่ายประชาสัมพันธ์และเผยแผ่ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : เทคโนโลยีดิจิทัล Digital Technology ความหมายเทคโนโลยี สิ่งที่มนุษย์พัฒนาขึ้น เพื่อช่วยในการทำงานหรือแก้ปัญหาต่างๆ และเป็นการ ประยุกต์ นำเอาความรู้ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ และก่อให้เกิดประโยชน์ ในทางปฏิบัติ แก่มวลมนุษย์กล่าวคือ เทคโนโลยีเป็นการนำเอาความรู้ ทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการประดิษฐ์สิ่งของต่าง ๆให้เกิดประโยชน์สูงสุด ดิจิทัล เทคโนโลยีอีล็คโทรนิคส์ที่ใช้สร้าง เก็บ และประมวลข้อมูลในลักษณะ ๒ สถานะ คือ บวก (positive) และไม่บวก (non-positive) -บวก (positive) แสดงด้วย เลข ๑ -ไม่บวก (non-positive) แสดงด้วย เลข ๐ โดยสรุปเทคโนโลยีดิจิทัล (DIGITAL TECHNOLOGY) หมายถึง การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ ประโยชน์อย่างสร้างสรรค์และเต็มศักยภาพในการพัฒนาสารสนเทศและนวัตกรรมอย่างมีประสิทธิภาพ เทคโนโลยีดิจิทัลกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เทคโนโลยีดิจิทัลสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับโลกใบนี้ โดยเฉพาะในด้านต่างๆ ทั้งเศรษฐกิจและสังคม การเรียนรู้ของผู้คนการทำงานของภาครัฐ รวมถึงเสรีภาพในการแสดงออกในยุคดิจิทัลที่ทุกคนควรต้องรู้เท่าทัน และปรับตัวให้เข้ากับการเปลี่ยนแปลง อยู่ตลอดเวลา เพศทุกวัย ทุกพื้นที่ และทุกเวลา ทำให้ความรู้ ที่ หลากหลายทั่วโลกเป็นเรื่องที่เรียนรู้ได้ง่ายดายเทคโนโลยีดิจิทัลมีเอกลักษณ์และมีประโยชน์มากมาย ได้แก่


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๓๒ ๑. หลอมรวมสื่อทั้งภาพ เสียง ตัวหนังสือ และวิดีโอเข้าด้วยกัน (Recombination)ส่งผลให้การ์สื่อสาร และการเรียนรู้ผ่านสื่อดิจึทัลมีความหลากหลาย น่าสนใจและเข้าใจได้ง่าย ๒. สร้างรูปแบบการสื่อสารและเรียนรู้ที่หลากหลาย พัฒนาไปสู่การเป็นสังคมเครือข่าย เพิ่มโอกาส แลกเปลี่ยนเรียนรู้ พัฒนาตัวเองในทุกด้าน โอกาสทางเศรษฐกิจส่งเสริมเสรีภาพในการแสดงออก โดยมีรูปแบบ การสื่อสารและการเรียนรู้ต่างๆ ๓.เข้าถึงได้ในทุกที่และทุกเวลา (Ubiquity) ผ่านเครื่องมือสื่อสารยุคใหม่ที่หลากหลาย ช่วยให้สะดวก รวดเร็วในการสื่อสารและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และมีต้นทุนการใช้งานที่มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ ๔.ช่วยให้ผู้คนเชื่อมโยงซึ่งกันและกันเป็นเครือข่าย เชื่อมโยงกับข้อมูลความรู้จากทุกมุมโลกได้เพิ่มขึ้น เรื่อยๆ (Networking Externality) ขยายสังคมเครือข่ายที่ยิ่งมีมากยิ่งดึงดูดคนอื่นๆ ให้เข้ามาในเครือข่าย เพิ่มขึ้น ประโยชน์ที่ได้รับเพิ่มขึ้น "ตามจำนวนผู้ใช้ นำไปสู่การเป็นโลกไร้พรมแดน หน้าที่พุทธบริษัท ๑. ศึกษาพระธรรมให้เข้าใจจริง ๆ ๒. นำไปประพฤติปฏิบัติ (ประโยชน์ตน) ๓. มีส่วนช่วยเผยแพร์เกื้อกูลให้บุคคลอื่นเข้าใจและนำไปประพฤติปฏิบัติ(ประโยชน์ท่าน) ๔. สามารถปกป้อง เมื่อมีผู้กล่าวให้คลาดเคลื่อน หรือกล่าวจ้วงจาบพระธรรมวินัย วันเช้า ที่ ๖ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคบ่าย) หัวข้อการบรรยาย : เทคโนโลยีเพื่อการเผยแผ่สำหรับพระธรรมทูต สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาสาธิต สาธิโต, ดร. ผู้อำนวยการส่วนเทคโนโลยีสารสนเทศ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : กระบวนการเรียนรู้ ๑. การสื่อสารแลกเปลี่ยนเรียนรู้แบ่งปันความรู้ ๒. การพัฒนาปัญญาจากกรณีศึกษาการฝึกปฏิบัติ ๓. เป้าหมายการเรียนรู้ - ผู้เข้าอบรมมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเทคโนโลยีเพื่อการเผยแผ่ - ผู้เข้าอบรมมีความรู้เทคโนโลยีเพื่อการเผยแผ่ในกิจการการเป็นพระธรรมทูต การใช้เทคโนโลยีจำเป็นต่อชีวิตมนุษย์เพราะในโลกยุคดิจิทัล เป็นการเปิดระเบียบวิธีแนวความคิดที่ ทันสมัยในภาคบ่ายนี้อาจารย์ได้ตั้งคำถาม ประกอบด้วย เครื่องมือเทคโนโลยีเพื่อการเผยแผ่มีความสำคัญ จำเป็นอย่างไรเพราะเหตุใดมีความจำเป็นสรุปได้ ๕ ฐานะ - ฐานะในการเป็นสื่อ เพราะทำให้สื่อสารข้อมูลและข้อเท็จจริงได้หลายเรื่อง


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๓๓ - ฐานะในการเป็นเครื่องมือสื่อสาร เพราะเป็นตัวนำเครื่องมือต่างๆสื่อสารเข้าถึงกัน - ฐานะในการเป็นฐาน เพราะเป็นการใช้เก็บและรวบรวมข้อมูลได้มาก - ฐานะในการเป็นตัวขับเคลื่อน เพราะเทคโนโลยีสามารถเดินทางเป็นโรคไร้พรมแดนได้ - ฐานะในการเป็นตัวชี้วัดประสิทธิภาพและประสิทธิผล โดยการสร้างเครื่องมือชี้วัดผลได้ วันอาทิตย์ ที่ ๗ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเย็น) หัวข้อการบรรยาย : จิตวิทยาการให้คำปรึกษา สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : อาจารย์คณัฐชัย ธนทวิพันธุ์กุล ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : โหราศาสตร์ โหราศาสตร์คือศาสตร์แห่งแสงสว่าง คือดวงดาวเป็นวิชาเก่าแก ๑ ใน ๑๘ แห่งศิลปะศาสตร์มี อายุ ๕,๐๐๐ ปีเป็นศาสตร์แห่งกาลเวลา โมงยาม เกิดขึ้นจากการสังเกตท้องฟ้าและวงจรการกสิกรรม ประโยชน์ทางสังคม (มหาภาค) ๑. ใช้พยากรณ์ดินฟ้าอากาศทราบถึงฤดูกาลเวลาสัมพันธ์กับอาชีพ ๒. สามารถกำหนดเวลา วัน เดือน ปี ๓. การศึกษาสงคราม ฤกษ์ยาม การวางทิศ วาธาตุการสร้างเมือง เช่น ปราสาทหินพนมรุ้งเป็น ความรู้จักพราหมณ์อินเดีย ประโยชน์ทางบุคคล (พหุภาค) ๑. สามารถทราบพื้นฐาน วาสนา บุญ กรรม นิสัย สติปัญญา ครรลองชีวิต ๒. สามารถประกอบในการวินิจฉัยโรคและสุขภาพ อุบัติเหตุอุบัติภัย ๓. สามารถประกอบการตัดสินใจในชีวิต เช่นอการทำธุรกิจ ๔. สามารถสร้างขวัญกำลังใจรวมทั้งการตระหนักรู้ มีการยกตัวอย่างฤกษ์ของกรุงรัตนโกสินทร์คือการจำลองท้องฟ้าลงมาในช่องเพื่อดูดวงพระฤกษ์และ ใช้ประโยชน์ แนวทางโหราศาสตร์ มีสองระบบ ๑. ระบบราศีแบบคงที่ นิยมใช้ในไทยและดินแดนสุวรรณภูมิ ๒. ระบบราศีที่ใช้ในฤดูกาล นิยมใช้ในประเทศตะวันตก - โหราศาสตร์อุตุนิยมวิทยา - โหราศาสตร์การเกษตร


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๓๔ - โหราศาสตร์เศรษฐกิจและการคลัง - โหราศาสตร์ชะตาบ้านเมือง - โหราศาสตร์ชะตาบุคคล - โหราศาสตร์การแพทย์ - โหราศาสตร์การให้เลิก - โหราศาสตร์การชะตา ที่มาของโหราศาสตร์ โหราศาสตร์(Astrolomy) มาจากดาราศาสตร์(Astrology) ใต้ระบบสุริยจักรวาลมีพระ อาทิตย์เป็นประธาน ประเทศทางตะวันออกให้ความสำคัญกับพระจันทร์ ประเทศทางตะวันตกให้ ความสำคัญกับพระอาทิตย์ - ระบบราศีจักรราศี๑๒ ราศี - ดวงดาวกับเทพเจ้ากรีกและโรมัน ลักขณะ ลักขณะมาจากวัน เดือน ปีและสถานที่เกิด คือขอบฟ้าบูรพา (ตะวันออก) ตัดเส้นสุริยะ วิถี(ทางเดินของพระอาทิตย์) ณ เวลาและสถานที่เกิดณ Place & Time จึงจำแนกบุคคลซึ่งทาง พระพุทธศาสนาหมายถึงเหตุและปัจจัย หนังสือที่แนะนำสำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม จุลกรรมวิภังคสูตรเล่มที่ ๑๔ มัชฌิมนิกาย ซึ่งเป็นพุทธะจิตวิทยาอธิบายเพื่อเข้าสู่หลักธรรม สรุป ๑. เมื่อมีลักษณาก็มีดวงชะตา ๒. อ่านกรรมผ่านดวง อ่านดวงผ่านดาว มันจึงบอกอดีตปัจจุบันและความน่าจะเป็นในอนาคต ๓. โหราศาสตร์เรียนได้แต่อยู่ที่เจตนา ๔. เรียนรู้ไว้ใช่ว่า ๕. โหราศาสตร์เปรียบเทียบได้กับอริยสัจ ๔ สามารถนำหลักธรรมไปประยุกต์ใช้กับเรื่องกรรม โดยมีการใช้โหราศาสตร์เป็นกุศโลบาย ๖. พุทธวิธีพูดในภาพรวมใช้จิตวิทยาประยุกต์เข้ากับธรรม


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๓๕ วันจันทร์ ที่ ๘ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : พระไตรปิฎกศึกษา : การคิดอย่างมีโยนิโสมนสิการในพระไตรปิฎก สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระเมธีวรญาณ, รศ.ดร. รองเจ้าคณะภาค ๑๐, คณบดีคณะพุทธศาสตร์ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : ความสำคัญของพระไตรปิฎก พระไตรปิฎกคือสิ่งที่จะทำให้สำเร็จประโยชน์ในการเพยแผ่พระพุทธศาสนา จึงต้องทราบและ ทำความเข้าใจถึงสิ่งที่ปรากฎในพระไตรปิฎกอย่างลึกซึ้ง มีความสำคัญดังนี้ ๑. พระไตรปิฎก เป็นที่สถิตของพระศาสดา ๒. พระไตรปิฎก เป็นที่ศึกษาพุทธพจน์ ๓. พระไตรปิฎก เป็นกฎ กติกา ของสังฆะ ๔. พระไตรปิฎก เป็นที่ศูนย์รวมธรรมะของเหล่าอริยชน ๕. พระไตรปิฎก เป็นทางหลุดพ้นของสัตบุรุษ ประกอบไปด้วย ๓ สูตรใหญ่ดังนี้ ๑. พระวินัยปิฎก ว่าด้วยวินัยข้อบัญญัติความประพฤติความเป็นอยู่ขนบธรรมเนียมและการ ดำเนินต่างๆของ ภิกษุสงฆ์และภิกษุณีสงฆ์ ๒. พระสุตตันตปิฎก ว่าด้วยพระสูตรหรือเทศนาที่แสดงแก่บุคคลต่าง ๆ ในสถานที่ต่างๆ ตลอด ถึงคำสั่งสอนของสาวก ๓. พระอภิธรรมปิฎก ว่าด้วยหลักธรรมต่างๆอธิบายถึงวิชาต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นจิต เจตสิก รูป เป็นต้น พระไตรปิฎกกับพระรัตนตรัย ๑. พระไตรปิฎก เป็นที่สถิตของพระพุทธเจ้า พระไตรปิฎกเป็นแหล่งรวมพระสัทธรรมที่องค์ ศาสดาตรัสไวัดีแล้ว ดังพุทธพจน์ที่ว่า ผู้ใดเห็นธรรม ผู้นั้นเห็นเรา จึงเรียกได้ว่าเป็นที่สถิตของ พระพุทธเจ้า ๒. พระไตรปิฎก ทำหน้าที่เป็นพระธรรม เพราะเป็นองค์แห่งความรู้ เก็บรวบรวมพระธรรมคำสั่ง สอน ที่ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบียน) ๓. พระไตรปิฎก เป็นที่รองรับพระสงฆ์กล่าวคือ เป็นเสมือนเครื่องรับรองการเกิด และการคงอยู่ ของพระสงฆ์ ผู้เป็นทายาทโดยชอบธรรม ตลอดถึงข้อวัตรปฏิบัติต่างๆ ที่ถูกที่ควร ให้ยังคง ครองความเป็นสมณเพศ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๓๖ พระไตรปิฎกกับพระสัทธรรม (กระบวนการ ขั้นตอน การศึกษา พระไตรปิฎก เพื่อให้เข้าถึงแก่นของพระพุทธศาสนา) ๑. ปริยัติสัทธรรม สัทธรรม คือคำสั่งสอน ๒. ปฏิปัตติสัทธรรม สัทธรรม คือปฏิปทาอันจะต้องปฏิบัติได้แก่ อัฏฐังติกมรรค ๓. ปฏิเวธสัทธรรม สัทธรรม คือผลอันจะเข้าถึงหรือบรรลุด้วยการปฏิบัติ ได้แก่ มรรค ผล และ นิพพาน พระไตรปิฎกกับไตรสิกขา (การศึกษาหรือการปฏิบัติเพื่อการอันยิ่ง) ๑. อธิสีลสิกขา สิกขาคือคีลอันยิ่ง เป็นข้อปฏิบัติฝึกอบรมในทางความประพฤติอย่างสูง ๒. อธิจิตสิกขา สิกขาคือจิตอันยิ่ง ข้อปฏิบัติสำหรับฝึกจิตให้เกิดคุณธรรม เช่น การฝึกสมาธิ อย่างสูง ๓. อธิปัญญาสิกขา สิกขาคือปัญญาอันยิ่งข้อปฏิบัติสำหรับอบรมปัญญาเพื่อให้เกิดความรู้แจ้ง อย่างสูง ปัญญา ๑. รู้ทั่ว (ปริโต ชานนํ) ปชฺโชโต ปวตฺติ ปวโร ปกติ ๒. รู้ข้างหน้า (ปธานํชานนํ) ปวนํ ปาวจนํ ๓. รู้ก่อน (ปฐมํ ชานนํ) ปทุมํ ปชา ๔. รู้ออก (ปกฺกนฺตา ชานนํ) ปสฺสาโส ปหาโร ๕. รู้รอบ คือรู้โดยประการต่างๆ (ปกาเรน นานากาเรน ชานนํ) ปโยโค พระไตรปิฎกกับหัวใจพระพุทธศาสนา ๑. การไม่ทำบาปทั้งปวง = สพฺพปาปสฺส อกรณํ (พระวินัย) ๒. การทำกุศลให้ถึงพร้อม = กุสลสฺสูปสมฺปทา (พระสูตร) ๓. การทำจิตใจให้ผ่องใส = สจิตฺตปริโยทปนํ (พระอภิธรรม) ไตรปิฏก กับไตรจีวร (ผ้าสามผืน) ๑. อันตรวาสก ผ้านุ่งหรือสบง (บริกรรมหัวใจพระวินัย : อา ปา มะ จุ ปะ) ๒. อุตราสงค์ ผ้าห่มหรือจีวร (บริกรรมหัวใจพระสูตร ที่ มะ สัง อัง ขุ) ๓. สังฆาฏิ ผ้าทาป ผ้าพาดบ่า (บริกรรมหัวใจพระอภิธรรม สัง วิธา ปุ กะ ยะ ปะ) (กล่าวอีกนัยหนึ่งคือ เสมือนเป็นคาถาป้องภัยสำหรับพระสงฆ์)


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๓๗ พระไตรปิฎกกับองค์ประกอบของศาสนา ๑. ศาสดา คือผู้สั่งสอนหรือผู้ก่อตั้งศาสนา ๒. ศาสนธรรม คือคำสั่งสอน ๓. ศาสนบุคคล คือผู้สืบทอด ๔. ศาสนกิจ คือสิ่งพึงกระทำตามหลัก ๕. ศาสนพิธี คือพิธีที่พึงปฏิบัติ ๖. ศาสนสถาน คือที่ตั้งของศาสนา หน้าที่พุทธบริษัท ๔ (ต้องประกอบไปด้วย เสียสละ, อดทน, กล้าหาญ, ศรัทธา) ๑. ศึกษาเล่าเรียน ๒. หมั่นเพียรศึกษา ๓. เผยแผ่ศาสนา ๔. แก้ไขปัญหาของสังคม คุณค่าของพระไตรปิฎก ๑. (เป็นที่บันทึกหลักฐาน) เป็นที่บันทึกหลักฐานหรือลัทธิความเชื่อศาสนาปรัชญา ขนบธรรมเนียมประเพณีวัฒนธรรมหรือเรื่องราวเหตุการณ์และถิ่นฐานในยุคอดีตไว้เป็น อันมาก ๒. (เป็นที่สืบสานแนวความคิด) เป็นแหล่งศูนย์รวมแนวความคิดที่สัมพันธ์กับศาสตร์ วิชาการต่าง ๆ เช่น เศรษฐกิจ สังคมการเมือง การปกครอง กฎหมาย จิตวิทยา เป็นต้น ๓. (เป็นที่สถิตของพุทธวจนะ) เป็นแหล่งลืมของคำศัพท์บาลีที่นำมาใช้ในภาษาไทย การศึกษาพระไตรปิฎกจึงมีอุปการะพิเศษ วันอังคาร ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : ศาสนพิธีสำหรับพระธรรมทูต สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระศรีธรรมภาณี, ดร. ผู้อำนวยการสำนักหอสมุดและเทคโนโลยีสารสนเทศ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : ทักษะของพระในการประกอบพิธีทางพระพุทธศาสนา การเทศน์ การ สวด ศาสนพิธีในการเทศน์ ตั้งธรรมาสน์ให้ถูกทาง ตาลปัตรวางให้ถูกทิศ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๓๘ เชิญพระคัมภีร์สถิตย์ไห้ที่ (ไว้ทางซ้ายให้ถูกทิศ) ประทีปส่องธรรรมนำไปตั้งข้างขวา (เทียนส่องดูหนังสือ) จุดเน้น จับคัมภีร์ให้สง่า ว่านะโมให้สนิท สุภาษิตให้เสนาะ จับคัมภีร์ให้สง่า เวลาจะขึ้นเทศน์ ให้จับคัมภีร์ ให้ดูเหมาะสม ไม่นำคัมภีร์ไปชี้ หรือเเกว่งไป แกว่งมา ว่านะโมให้สนิท ดูช่วงดูจังหวะ การเว้นวรรค ของนะโมให้ถูกต้อง นะโมเทพต้องตั้งนะโม ๕ ชั้น สุภาษิตให้เสนาะ รู้จักการเว้นวรรครู้จักการเล่นคำ รู้จักคำหนักคำเบา ในบาลีนั้นๆ บทอนุโมทนารัมภกถา นิยมหยุด ๕ ครั้ง ยถา วาริวหา ปูรา ปริปูเรนฺติ สาครํ/ เอวเมว อิโต ทินฺนํ เปตานํ อุปกปฺปติ/ อิจฺฉิตํ ปตฺถิตํ ตุมฺหํ ขิปฺปเมว สมิชฺฌตุ/ สพฺเพ ปูเรนฺตุ สงฺกปฺปา/ จนฺโท ปณฺณรโส ยถา มณิ โชติรโส ยถา/ การขัดบทชุมนุมเทวดา ถ้าขึ้น...สะรัชชัง สะเสนัง สะพันธุง นะรินทัง/ ปะริตตานุภาโว สะทา รักขะตูติ (ให้เฉพาะในราชการ) ผะริตวานะ เมตตัง สะเมตตา ภะทันตา/ อะวิกขิตตะจิตตา ปะริตตัง ภะณันตุ/ สัคเค กาเม จะรูเป คิริสิขะระตะเฏ จันตะลิกเข วิมาเน/ ทีเป รัฏเฐ จะ คาเม ตะรุวะนะคะหะเน เคหะ วัตถุมหิ เขตเต/ ภุมมา จายันตุ เทวา ชะละถะละ วิสะเม ยักขะคันธัพพะนาคา/ ติฏฐันตา สันติเกยัง มุนิวะระ วะ จะนัง สาธะโว เม สุณันตุ ธัมมัสสะวะ นะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะ นะกาโล อะยัมภะทันตา ธัมมัสสะวะ นะกาโล อะยัมภะทันตา บทขัดธรรมนิยามสูตร ยัง เว นิพพานะญาณัสสะ ญาณัง ปุพเพ ปะวัตตะเต ตัสเสวะ วิสะอึภูตา ยายัง ธัมมะนิยามะตา อะนิจจะตา ทุกขะตา จะ สัพเพสัง จะ ระนัตตะตา ตัสสา ปะกาสะกัง สุดตัง ยัง สัมพุทเธนะ ภาสีตัง สายูนัง ญาณะจาเรนะ ยะถา พุทเธนะ เทสีตัง


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๓๙ โยนิโส ปะฏิปัตชัดอัง ตัง สุดตันตัง ภะณามะ เสฯ ออกเสียงสวดมนต์แบบมหานิกาย เน้นสวดแบบภาษาไทย คือเน้นคำในแม่ กก กก กบ แม่กก มีตัวสะกด ๒ ตัว กฺ คฺ เช่น สกฺโก รกฺขนฺตุ .... สกฺโค แม่กด มีตัวสะกด ๗ ตัว จฺ ชฺ ฎฺ ฑฺ ตฺ ทฺ สฺ เช่น จตฺตาโร งฑฺฒนฺติ แม่กบ ตัวสะกด ๒ ตัว ปฺ พฺ เช่น สปฺโป สพฺพพุธฺธานุภาเวน วันอังคาร ที่ ๙ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคบ่าย) หัวข้อการบรรยาย : พระธรรมทูตกับความท้าทายการเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาเซียน สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาจีรวัฒน์ กนฺตวณฺโณ, รศ.ดร. ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : พุทธศาสนา-พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ พุทธศาสนา-ศาสนาของโลก (world religion) พุทธศาสนาและการเปลี่ยนแปลงในประชาคมอาเซียน พุทธศาสนา-ศาสนาของโลก (world religion) ปัจจุบันมีชาวพุทธอยู่ทั่วโลก พุทธศาสนาเจริญรุ่งเรืองในหลายพื้นที่และเสื่อมลงในหลายพื้นที่เช่นกัน ปัจจุบันพุทธศาสนาได้รับความนิยมในหมู่ปัญญาชนของโลกตะวันตกมีการจัดตั้งสมาคมทางพุทธศาสนา วัด ศูนย์พุทธศาสนาปรากฏขึ้นมากมายมีการเรียนการสอนในสถาบันการศึกษาหลายแห่งทางตะวันตกมีการปฏิบัติ ธรรมกัมมัฏฐานในแบบพุทธเพิ่มมากขึ้น และการปรับให้เหมาะกับวิถีชีวิตของผู้คนสมัยใหม่ จนเป็นพัฒนาการ ทางสังคมที่เป็นกระแส ๑๐๐ ปีที่ผ่านมา เริ่มต้นตั้งแต่คริสต์ศตวรรษที่ ๑๙ พุทธศาสนาในฐานะเป็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ ประกอบด้วย ยุคที่ ๑ พุทธศาสนาสมัยพุทธกาลยุค ต้นหรือดั้งเดิม (Early Buddhism) ยุคที่ ๒ พุทธศาสนาเชิงจารีต (Traditional Buddhism) มี ๓ รูปแบบ คือ พุทธศาสนาเถรวาท/หีนยาน พุทธศาสนามหายาน พุทธศาสนาวัชรยาน/ตันตรยาน ลักษณะนี้ล้วนมีที่มาจากอินเดีย ซึ่ง ยุคที่ ๓ พุทธศาสนายุคใหม่ (Modern Buddhism/Neo Buddhism)


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๔๐ พุทธศาสนา-ผู้นับถือแบ่งตามผู้นับถือ ๑. พุทธศาสนาแบบชาวบ้าน (popular Buddhism) พุทธศาสนาลักษณะนี้เน้นที่ชาวบ้านตามจารีต (บุญ-พิธีกรรม-ประเพณี) หรือถึงขนาดมีการ กล่าวว่าเป็นชาวพุทธตามทะเบียนบ้าน เป็นการนับถือสืบๆ กันมาตามแบบของบรรพบุรุษครั้งก่อน เน้นการประกอบพิธีกรรม การรวมกลุ่ม การแสดงพลังทางความเชื่อความศรัทธาของ กลุ่มของตน ผ่านศูนย์กลางผู้ทำ พิธี รวมทั้งเป็นลักษณะของชาวบ้านที่ยังคงปฏิบัติตามกรอบของพุทธศาสนา คือ ให้ทาน รักษาศีล และเจริญภาวนา นั่นคือ การใส่บาตร การเคร่งครัดในศีล ๕ และศีล ๘ รวมทั้งการ เจริญภาวนาปฏิบัติสมาธิเจริญวิปัสสนา ตามโอกาส สมัยนี้กล่าวถึงชาวพุทธที่เป็นฆราวาสทั่วไป หาก กล่าวถึงพระสงฆ์ คือผู้ที่ปฏิบัติตามจารีตครั้งโบราณเป็นสายเคร่งจารีต ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงอะไรง่ายๆ โดยยึดถือตามครูบาอาจารย์ที่ปฏิบัติต่อกันมาทั้งพิธีกรรมและข้อประพฤติปฏิบัติต่างๆเรียกว่า วงศ์ เช่น กัสสปวงศ์ อุบาลีวงศ์ สยามวงศ์ ลังกาวงศ์ และโสณุตตรวงศ์ ๒. พุทธศาสนาสำหรับนักวิชาการหรือปัญญาชน (intellectual Buddhism) เป็นลักษณะของปัญญาชนคนมีการศึกษาเป็นหัวก้าวหน้า ไม่เน้นกรอบ ประเพณี วัฒนธรรม เดิม แต่เน้นการประยุกต์ใช้กับบริบททางสังคมที่เปลี่ยนแปลงไปซึ่งได้รับอิทธิพลจากการศึกษสมัยใหม่ ที่เน้นวิจัยวิเคราะห์ วิพากษ์ วิจารณ์เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางสร้างสรรค์โดยเฉพาะกาตีความ ที่เหมาะกับบริบททางสังคมด้วยการให้คำ อธิบายแบบใหม่ ลักษณะนี้ได้รับความนิยมจากคนรุ่น สมัยใหม่หรือชาวตะวันตกส่วนมากที่หันมานับถือพุทธศาสนาจากการตีความใหม่การนำ เสนอแบบ ใหม่ให้เหมาะกับบริบทสังคมและวัฒนธรรมสมัยใหม่ โดยไม่ทิ้งหลักการในคัมภีร์เดิมคือพระไตรปิฎก กลุ่มนี้จะยึดในพระไตรปิฎกมากกว่า กลุ่มอื่นที่ยืดถือทั้งพระไตรปิฎกและคัมภีร์รุ่นหลัง พุทธศาสนาแบ่งตามตัวบท (คัมภีร์) และบริบททางสังคมวัฒนธรรม ๑. พุทธศาสนาตามตัวบทคัมภีร์/ตัวอักษร (Doctrinal Buddhism/ Textual Buddhism) เน้นตัวคัมภีร์ตีความตามตัวอักษรเท่านั้น ไม่เน้นบริบท บางครั้งนำ ไปสู่การเคร่งคัมภีร์ มอง สิ่งที่นอกเหนือจากความคิดตนถูกต้องทุกอย่าง เหมือนพราหมณ์เคร่งคัมภีร์พระเวท จะไม่ยอมให้ใคร มาเรียนรู้ผู้ที่เคร่งคัมภีร์เน้นตัวคัมภีร์ก็จะยึดตัวคัมภีร์ โดยเฉพาะพระไตรปิฎก ในเถรวาทมี พระไตรปิฎกฉบับบาลี ๒. พุทธศาสนาตามสังคมวัฒนธรรม/บริบท (Socio-cultural Buddhism/Contextual Buddhism) พุทธศาสนาแบบนี้จะเน้นที่สังคม วัฒนธรรม ซึ่งบางครั้ง มีการตีความว่า ศาสนาเป็น วัฒนธรรมเน้นต่อการเชื่องโยงกับพุทธศาสนาที่เป็นคำ สอนในพระไตรปิฎก ลักษณะนี้เกิดขึ้นภายหลัง มีการผสมผสานกับสังคม วัฒนธรรมความเชื่อท้องถิ่นที่พุทธศาสนาแผ่เข้าไป เช่น เข้าไปในอาเซียน ก็ ผสมผสานกับความเชื่อเรื่องผี เรื่องวิญญาณบรรพบุรุษและสิ่งเหนือธรรมชาติ


โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๔๑ (animism/animatism/supernaturalism) ดั้งเดิม เข้าไปในจีนผสมผสานกับเต๋า ขงจื้อ เข้าไปใน ญี่ปุ่นผสมกับชินโต และเข้าไปในทิเบตก็ผสมกับศาสนาบอน/เพิน/ชามซึ่งเป็นศาสนาพื้นถิ่นของ ทิเบตกลายเป็นศาสนาพุทธทิเบต (Tibetan Buddhism) ซึ่งเป็นลักษณะพุทธศาสนาแบบวัฒนธรรม สังคม คือ พุทธศาสนาเข้าไปในประเทศท้องที่ไหนมีลักษณะกลมกลืนกับวัฒนธรรมท้องถิ่นนั้นเป็น ลักษณะเด่นของพุทธศาสนาแม้กระทั่งเข้าไปในตะวันตกบางคนเห็นพุทธศาสนาดีก็หันมานับถือ แต่ยัง นับถือศาสนาของตนกระทั่งมีบางพวกถึงกล่าวว่า ตนเป็นทั้งพุทธและคาทอลิก ใช้คำ ว่า พุทธลิค นับ ถือพุทธศาสนากับ ชาวคาทอลิกเรียกตนเองว่า Bulics (นับถือพุทธกับคาทอลิก) และบางพวกนับถือ ศาสนายิวจึงเรียกตัวเองว่า จูบู (Jubu) ผสมกันระหว่าง Jewish กับ Buddhist นับถือทั้งยิวและพุทธ ศาสนาพร้อมๆ กันลักษณะดังกล่าวเกิดจาก การผสมผสานวัฒนธรรมดั้งเดิม ในบริบทอาเซียนพุทธ ศาสนาลักษณะนี้จะมีลักษณะผสมผสานกับความเชื่อพื้นถิ่น เช่น การเชื่อผี เชื่อไสยศาสตร์ เชื่อ วิญญาณบรรพบุรุษ รวมทั้งศาสนาฮินดู แม้แต่ วัฒนธรรมทางพระพุทธศาสนา ถ้ามีอิทธิพลต่อผู้ไม่ได้ นับถือพระพุทธศาสนาด้วย มองแบบภูมิศาสตร์ พุทธศาสนาประจำ รัฐเป็นทางการ (state religion) เป็นลักษณะศาสนาประจำ รัฐ รัฐให้การ ยอมรับ ให้การสนับสนุนให้เป็นศาสนาประจำ รัฐ มีรูปแบบชัดเจนคล้ายระบบการปกครองของฝ่ายรัฐ หรือเป็นมหาดไทยมีองค์กรที่รัฐจัดตั้งขึ้นมาเพื่อประโยชน์ในการบริหารจัดการสะดวกและเป็นการ สื่อสารกับรัฐ ลักษณะนี้เป็น ศาสนาที่อิงกับรัฐ เช่น สำนักพุทธศาสนา ที่มีหน้าที่ดูแลประสานงานระหว่างรัฐกับองค์กรทางพุทธศาสนา โดยเฉพาะมหาเถรสมาคม เช่น ประเทศไทย พม่า กัมพูชา พุทธศาสนาแบบเป็นทางการ นี้จะเน้นหนักในรัฐแบบโบราณและรัฐแบบจารีต ที่เน้น ปุญญาธิการของผู้ปกครองที่ต้องมีหลักทศพิธราชธรรม หรือจักรวรรดิวัตร ๑๒ ที่จะต้องมีธรรมะใน การปกครองบ้านเมือง เว้นจากอคติ ๔ และเว้นจากมัจฉริยะ ๕ รวมทั้งเข้าใจในอธิปไตย ๓ อย่าง (อัตตาธิปไตย โลกาธิปไตย แหละธรรมาธิปไตย) พุทธศาสนาไม่เป็นของรัฐแบบเป็นทางการ (non-state religion) เป็นลักษณะที่เป็นเอกชน หรือชาวบ้านที่ไม่ได้เน้นทางการ พิธีการทางรัฐ รัฐไม่ได้ให้การ สนับสนุน ลักษณะนี้ต้องจัดหาการสนับสนุนเอง หรือมีการจัดตั้งมูลนิธิสมาคมต่างๆแต่ก็ขึ้นอยู่กับ มหาดไทยของฝ่ายบ้านเมืองไม่ได้ขึ้นตรงต่อตัวแทนรัฐ ในอาเซียน เช่นสิงคโปร์ที่เป็นรัฐฆราวาส (secular state) ประเทศที่ปกครองด้วยระบบคอมมิวนิสต์เช่น ลาว และเวียดนาม ไม่ได้สนับสนุน ศาสนาแบบออกหน้าออกตาทางสังคม เป็นลักษณะความเป็นปัจเจกไม่เปิดเผยนอกจากนี้ ยังมี


Click to View FlipBook Version