โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๙๒ -เป้าหมาย : การแก้ปัญหาการรู้แล้วหมดสงสัย -การเข้าถึงความรู้ด้วยวิธีคิดหรือการใช้เหตุผล พระพุทธคาสนา -เน้นการตอบเฉพาะปัญหาที่เกี่ยวกับการพันทุกข์ -ความจริงแท้ไม่มีโอกาส เป็นเท็จ เป็นความจริงที่ไม่ต้องสงสัย ปรัชญาตะวันตก -พยายามตอบทุกปัญหา -สิ่งที่อ้างว่าเป็นความจริง ทั้งหมดเป็นสิ่งที่สงสัยและวิจารณ์ได้ พระพุทธศาสนา -ศรัทธาเป็นเรื่องจำเป็นในการศึกษาและการปฏิบัติเป็นจุคเริ่มต้นของการศึกษา -ข้อปฏิบัติและพิธีกรรมเป็นองค์ประกอบสำคัญอย่างหนึ่ง ปรัชญาตะวันตก -ห้ามใช้ศรัทธาในการแสวงหาความรู้ -ไม่มีข้อปฏิบัติและพิธีกรรม ท่าที่ของพระพุทธศาสนาต่อปวัชญา ๑. กลุ่มที่เห็นว่า พระพุทธศาสนาปฏิเสธปรัชญา เพราะปรัชญานุ่งแต่การคิดไม่ลงมือปฏิบัติ ๒. กลุ่มที่เห็นว่า พุทธศาสนายอมรับปรัชญา แบ่งย่อยเป็น (ก) กลุ่มที่เห็บว่า พุทธศาสมามีคำตอบที่ถูกต้องสำหรับปัญหาปรัชญา เช่น ปัญหาเรื่องความเป็นมา และองค์ประกอบของโลกและชีวิต เพราะคำตอบของพุทธศาสนามาจากการตรัสของพระพุทธเจ้าเป็นจริง แน่นอนไม่มีทางผิด (ข) กลุ่มที่เห็นว่า พุทธศาสนาได้แสดงทัศนะเกี่ยวกับปัญหาปรัชญาไว้ แต่ไม่ยืนยันว่าเป็นคำตอบที่ ถูกต้อง หรือไม่ เพราะเห็นว่าไม่สามารถยืนยันเช่นนั้นได้ (ค) กลุ่มที่เห็นว่า พุทธศาสนามีทัศนะที่สามารถพิสูจน์ได้ว่าเป็นจริงหรือน่าเชื่อถือเช่นเดียวกับทัศนะ หรือปรัชญาสำนักอื่น ๆ เพราะเชื่อว่าทัศนะของพุทธศาสนามีเหตุผลที่พิสูจน์ได้ การนำปรัชญาตะวันตกมาช่ายอธิบายพุทธธรรม เช่น สิ่งมีจริงประกอบด้วยขันธ์ 5 ซึ่งไม่ใช่ "สิ่ง"(being หรือ entity) ที่มีความคงเดิมหรือความ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๙๓ เป็นคนเดิมตลอดวลา (identity) และอยู่ได้ด้วยตนเอง(self-existence ) ที่เรียกว่า "ทรวยะหรือ "สวการะ" (substance) ในปรัชญาอินเดีย สิ่งมีจริงจึงเป็น "กระบานการ" (process) การดีความพุทธปรัชญาตามแนาปรัชญาตะวันตก (ก) นักคิดหลายท่านพยายามตีความว่า พุทธญาณวิทยา (Buddhist epistemology) โดยเฉพาะเรื่องบ่อ เกิดความรู้มีลักษณะเป็นแบบใดกันเเน่ บางคนเห็นว่าเป็นประสบการณ์นิยมอย่างแข็ง(strong empiricism) บางคนเห็นว่าเป็นประสบการณ์นิยมแบบอ่อน ( mild empiricism) (ข) ทฤษฎีความจริง (truth ) ของพระพุทธศาสนสเป็นทฤษฎีแบบสมนัย (correspondence) ที่ถือว่าความจริงคือความเชื่อที่สอคอล้องกับข้อเที่จจริง เป็นทฤษฎีแบบสหนัย (coherence) ที่ถือความสอดคล้องระหว่างความเชื่อเป็นเกณตัดสิ้น หรือเป็นทฤษฎีแบบปฏิบัตินิยม (pragmatism) ที่ถือการใช้งานได้จริงเป็นเกณฑ์ตัดสินความจริง อุนูปการที่พุทธศาสนามีต่อปรัชญาตะวันตก พุทธศาสนามีอิทธิพลต่อความคิดของนักปรัชญาตะวันตกหลายคน เช่น โชเปนฮาว (Schopenhauer) นิตเซ่ (Nietzsche) ไซเปนยาวห็นว่า มนุษย์มีแต่ทุกข์ เพราะมีความต้องการที่ตอบสนองไม่รู้จักหมด การฝึกสมาธิเพื่อขจัคความต้องการจะทำให้บรรลุนิพพานอันเป็นกาวะที่ไม่มีความเกิค แก่ เจ็บ ตาย แต่ความพันทุกชนี้มิได้ปฎิเสธการมีชีวิต วันอังคาร ที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาค เช้า) หัวข้อการบรรยาย : การอยู่ร่วมกันในสังคมพหุวัฒนธรรม สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : นายชัยพล สุยเยี่ยม อธิบดีกรมการศาสนา ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : รัฐกับสังคมพหวัฒพธรรมด้านศาสนา รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. ๒๕๖๐ - มาตรา ๓๑ บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในการถือศาสนาและย่อมมีเสรีภาพ ในการ ปฏิบัติหรือประกอบพิธีกรรมตามหลักศาสนาของตน - มาตรา ๖๗ รัฐพึงอุปถัมภ์และคุ้มครองพระพุทธศาสนาและศาสนาอื่น ในการอุปถัมภ์ และคุ้มครองพระพุทธศาสนาอันเป็นศาสนาที่ประชาชนชาวไทยส่วนใหญ่นับถือมาช้า นาน
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๙๔ การกิจของกรมการศาสนา กรมการศาสนา มีการกิจในการทำนุบำรุง ส่งเสริมและให้ความอุปถัมภ์คุ้มครองกิจการ พระพุทธศาสนา และศาสนาอื่น ๆ ที่ทางราชการรับรอง ตลอดจนส่งเสริมพัฒนาความรู้คู่คุณธรรม ส่งเสริมความเข้าใจอันดีและสร้างความสมานฉันท์รหว่างศาสนิกชนของทุกศาสนา รามทั้งคำเนินการ เพื่อให้คนไทยนำหลักธรรมของศาสนามาใช้ในการพัฒนาคุณภาพชีวิตให้เป็นคนดีมีคุณธรรม นโยบายกรมการศาสนาในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ ในปีงบประมาณ พ.ศ. ๒๕๖๖ กรมการศาสนามุ่งมั่นที่จะขับเคลื่อนการดำเนินงานด้าน ศาสนา โดยพลิกโฉมกระบวนทัศน์การทำงาน โดยมีเป้าหมาย นำธรรมะสู่ใจประชาชน ซึ่งเป็นโจทย์ หลักในการกำหนดนโยบาย เพื่อให้ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย จึงได้กำหนด นโยบาย ๙ มิติ ดังนี้ ๑ เสริมพลังการเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ ๒. สืบสาน สร้างสรรค์งานศาสนาอย่างยั่งยืน ๓. เสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายด้านศาสนา ๔. สร้างความต้องการเข้าถึงมิติศาสนาที่เพิ่มมากขึ้น ๕. ปรับบทบาทงานด้านศาสนา สู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ ๖. ขับเคลื่อนงานด้านศาสนาสู่สถานศึกษา ๗. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ๘. สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงหลักธรรมทางศาสนา ๙. ยกระดับบทบาทด้านศาสนาสู่เวทีไลก นโยบาย "๙ ดี ๑๒ เดือน ๑๒ เด่น" กรมการศาสนาได้ต่อยอดพันธกิจการสร้างความสมานฉันท์ในประเทศไทย เพื่อนำธรรมะสู่ใจ ประชาชน ภายใต้นโยยาย "๙ ดี ๑๒ เดือน ๑๒ เด่น" โดยภายใต้นโยบาย ๙ ดี มีกิจกรรม สำคัญในการชับเคลื่อน คือ งานศาสนิกสัมพันธ์ ซึ่งดำเนินงาน ร่วมองค์การศาสนา ๕ ศาสนา ประกอบด้วย ศาสนาพุทธ ศาสนาอิสสาม ศาสนาศริสต์ ศาสนาพราหมณ์-ฮินดู และศาสนา ซิกข์ การดำเนินงานตามน โยบาย ๙ มิติ ๑. เสริมพลังการเทิดทูนสถาบันหลักของชาติ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๙๕ ด้วยการต่อยอดร่วมกับภาคีเครือข่าย ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาชนในการ เทิดทูนสถาบันหลักชองชาติ ศาสนาพระมหากษัตริย์ โดยจัดกิจกรรมเทิดทูนสถาบัน พระมหากษัตริย์และพระบรมวงศานุวงศ์ ตลอดจนขันเคลื่อนการดำเนินงานจัดทำพระไตร ปีฎก ฉนับกาษาอังกฤษ (Tipitaka English Version) ๒. สืบสาน สร้างสรรค์งานศาสนาอย่างยั่งยืน ด้วยการอนุรักษ์และสืบทอด สนองงาน พระบรมราชานุคราะห์ งานพระราชพิธี งาน พระราชกุศล งานรัฐพิธี และงานศาสนพิธีให้ถูกต้อง ตามโบราณราชประเพณี ให้คงอยู่เป็น เอกลักษณ์ของสังคมไทยสืบไป ด้วยการสนองงานสถาบันพระหากษัตริย์ในการพระราชพิธี ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลกวายผ้พระกฐิน ประชุพสัมมนาเครือข่ายศาสนพิธีกร อบรม เรื่อง "การปฏิบัติพิธีในงานพระราชพิธี งานพระราชกุศล งานรัฐพิธี และงานศาสนพีธี" ประชุมสัมมนา เรื่อง พระหากษัตริย์กับการพระพุทธศาสนาและศาสนพิรี ตลอดจนการจัด อบรม โครงการสวดโอ้เอ้วิหารราย ๓.เสริมสร้างศักยภาพเครือข่ายด้านศาสนา สร้างจุดแข็งในการขับเคลื่อนงานด้านศาสนา โดยดึงศักยภาพของเครือข่าย อาทิ องค์การทางศาสนา สถานศึกษาผู้ทำคุณประโยชน์ต่อพระพุทธศาสนา เพื่อสรรค์สร้างการจัด กิจกรมสังคมพวัฒนธรรม ด้วยการจัสกิจกรรมศาสนิกสัมพันธ์ คาราวานศาสนิกสัมพันธ์ งาน เดิน-วิ่ง การกุศลศาสนิกสัมพันธ์ ครั้งที่ ๑ การเสวนา มีเทศน์มีทอส์ค ตลอดจนงานรวมพลัง ทางศาสนาเสริมความสมานฉันท์ ๔. สร้างความต้องการเข้าถึงมิติศาสนาที่เพิ่มมากขึ้น ปรับบทบาทการทำงานด้านด้านศาสนาให้เข้าถึงประชาชนและมิติพื้นที่เพิ่มมากขึ้น ตลอดจนนำทุน ทางวัฒพธรรม อาทิ วัด ศาสนสถาน ชุมชนคุณธรรมขับเคลื่อนด้วยพลังบวร ตลอดจนวิถีชีวิต ๕ ศาสนิก ที่จะเป็นแหล่งเรียนรู้ที่ทรงคุณค่า ได้แก่ หลักธรรมคำสอน ศาสนกิจ ความเชื่ออาหารกับศาสนา ตลอดจนอัตลักษณ์ชุมชนมาต่อยอดเพื่อขับเคลื่อนการ ดำเนินงาน Soft Power ผ่านโครงการไปเที่ยววัดกัน และเสน่ห์วันวาน เทศกาลงานวัด ๕.ปรับบทบาทงาพต้านศาสนา สู่ความคิดสร้างสรรค์และนวัตกรรมใหม่ พลิกโฉมการทำงานด้านการประชาสัมพันธ์เพื่อให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ด้วยการสร้างองค์ความรู้ผ่านแพลตฟอร์มออน ไลน์ เกิดภูมิทัศน์ใหม่แห่งการเรียนรู้ ที่เนัน การมีส่วนร่วมในการสร้างเนื้อหาตอบโจทย์กลุ่มเป้าหมาย โดยสร้างความร่วมมือกับกลุ่มคนที่ มีอิทธิพลต่อความคิดและการตัดสินใจของกลุ่มเป้าหมาย
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๙๖ ๖. ขับเคลื่อนงานด้านศาสนาสู่สถานศึกษา นำธรรมะสู่ใจเด็กและเยาวชนในสถานศึกษา บูรณาการการทำงานร่วมกับเศรือข่าย ธรรมะอารมณ์ดี เพื่อเผยแผ่ พระพุทธศาสนาและกิจกรรมธรรมะให้ถึงกลุ่มนักเรียน นักศึกษา ในศูนย์ศึกษา พระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ และหน่วย เผยแผ่ศีลธรรมทางพระพุทธศาสนา โดยกรมการศาสนาจัดกิจกรรมธรรมะบันเทิง บทเพลง สวด ภาพยนตร์ เกม ส่งเสริมคุณธรรม เป็นต้น ๗. ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่งเสริมให้ประชาชนปฏิบัติธรรมในห้วงเวลาสำคัญเป็นการสร้างเสริมขวัญ และ กำลังใจ ตลอดจนเป็นแรงจูงใจให้ประชาชน ลด ละ เลิก อบายมุข โดยขับเคลื่อนโครงการ สวดมนต์ข้ามปี การจัดกิจกรรม เนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศสนา และกิจกรรมเข้าวัด ปฏิบัติธรรมวันธรรมสวนะ ตลอตจนเทศกาลถือศีลกินเจ ๘. สร้างความเสมอภาคในการเข้าถึงหลักธรรมทางศาสนา ส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตคนทั้งมวลโดยมุ่งเน้นเสริมสร้างศักยภาพให้เด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ คนพิการ คนด้อยโอกาส และคนในกระบวนการยุติธรรม เป็นคนดีของ สังคม มีทัศนคติที่ถูกต้องตามหลักธรรม ยึดมั่นในหลักคำสอนทางศาสนาที่คนเคารพนับถือ โดยการจัดอบรมปฏิบัติวิปัสนากรรมฐานเพื่อคนทั้งมวล ตลอดจนธรรมะสัญจรสู่สถานศึกษา การอบรมคุณธรรมในโรงเรียน และครูพระสอนศีลธรรม ๙. ยกระดับบทบาทด้านศาสนาสู่เวทีโลก ส่งเสริมความร่วมมือเพื่อสร้างความสัมพันธ์อันดี เกิดการแลกเปลี่ยน พัฒนาองค์ความรู้ด้านศาสนา ตลอดจนดำเนินงานด้านศาสนสัมพันธ์กับประเทศอาเซียน ประเทศคู่เจรจา และนานาประเทศ รวมถึงพัฒนาสมรรถนะบุคลากรทางศาสนาเพื่อ ประโยชน์ในการดำเนินงาน และขับเคลื่อนงานศาสนากับต่างประเทศ เพื่อส่งเสริมความเจริญก้าวหน้าของประเทศในภาพรวม
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๙๗ วันพุธ ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคเช้า) หัวข้อการบรรยาย : วิปัสสนากรรมฐานในพระไตรปิฎก สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหายงยุทธ กนฺตาโภ,ดร.อาจารย์ประจำาวิทยาลัยพระธรรมทูต ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : การปฏิบัติวิปัสสนาธุระเป็นหน้าที่หลักอย่างหนึ่งของพุทธศาสนิกชน ควบคู่กับคันถธุระการศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ปรากฏอยู่ในคัมภีร์พระไตรปิฎกและอรรถกถา คันถธุระ การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานในมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลง กรณราชวิทยาลัย ถือกำเนิดมาพร้อมกับการศึกษา ค้นคว้าพระไตรปิฎก ตามพระราชปณิธานของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระปิยมหาราช รัชกาลที่ ๕ ผู้ทรงสถาปนามหาวิทยาลัยสงฆ์แห่งนี้เพื่อให้พระสงฆ์ฝ่ายมหานิกายได้ศึกษาพระไตรปิฎกและวิชา ชั้นสูง การศึกษาพระไตรปิฎกนั้น เป็นหน้าที่โดยตรงของพระสงฆ์อยู่แล้ว ส่วนการศึกษาวิชาชั้นสูงนั้นน่าจะ หมายถึงการศึกษาวิชาการ ที่จะนำไปสู่การพัฒนาประเทศชาติและเผยแผ่พระศาสนาควบคู่กันไป กล่าวเฉพาะ ด้านพระศาสนา วิถีชีวิตของพระภิกษุสงฆ์ นอกจากจะมีความเป็นผู้นำด้านความรู้ในพระไตรปิฎกแล้ว ยัง จะต้องพัฒนาตนให้เป็นพระสงฆ์ในอุดมคติ ด้วยการพัฒนาตนนั้นจะต้องอาศัยหลักการปฎิบัติพระกัมมัฏฐาน เพื่อฝึกฝนอบรม โสฬสญาณ ญาณ ๑๖ อันเป็นวิชาชั้นสูงให้เกิดขึ้นในขันธสันดาน จุดมุ่งหมายของการปฏิบัติพระกัมมัฏฐานนั้นก็เพื่อชำระจิตของผู้ปฏิบัติให้บริสุทธิ์สะอาดหมดจด จนกระทั่งถึงบรรลุมรรคผลนิพพาน อันเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดทางพระพุทธศาสนา ก่อนที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้า จะเสด็จดับขันธปรินิพพาน พระองค์ทรงมอบพระพุทธศาสนาให้เป็นสมบัติของพุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา การที่บริษัทใดบริษัทหนึ่งได้บรรลุธรรมระดับใดก็ตามด้วยการเจริญพระกัมมัฏฐานก็ย่อมจะ ทำให้พุทธบริษัทเหล่าอื่นเกิดความมั่นใจในการเจริญพระกัมมัฏฐานโดยเห็นว่า การเจริญพระกัมมัฏฐานเป็น การปฏิบัติธรรม เพื่อพัฒนาจิตของมนุษย์ให้บรรลุถึงพระนิพพานได้ ผู้ที่เคยเจริญพระกัมมัฏฐานอย่างไร้ จุดหมายหรือมีความท้อแท้หมดกำลังใจในการปฏิบัติ ก็จะมีกำลังใจในการปฏิบัติมากขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ที่ยัง ไม่สามารถบรรลุธรรมระดับใดระดับหนึ่งก็สามารถพัฒนาจิตของตนขึ้นเรื่อย ๆ จนกระทั่งสามารถบรรลุ จุดหมายสูงสุดคือพระนิพพานได้ สังคมโลกก็จะได้รับประโยชน์คือสันติภาพพร้อม ๆ กับผู้ปฏิบัติธรรม ปัญหา ต่าง ๆ ที่โลกกำลังประสบอยู่ เช่น การเบียดเบียนกัน การเข่นฆ่ากัน การแย่งชิงผลประโยชน์กัน ก็จะลดน้อยลง ไปตามลำดับ เพราะอาศัยบุคคลผู้มีคุณภาพดี มีจำนวนมากขึ้นในสังคม การปฏิบัติพระกัมมัฏฐานในพระพุทธศาสนา มีหลายวิธีด้วยกัน แต่พระพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาท มีความเชื่อ และยอมรับแนวการปฏิบัติพระกัมมัฏฐาน ตามที่มีปรากฏหลักฐานอยู่ในพระไตรปิฎกและอรรถกถาว่า เป็น วิธีการที่ถูกต้องตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและสามารถทำให้พุทธศาสนิกชน ได้พัฒนาตนจากระดับปุถุชน ธรรมดาเป็นพระอริยบุคคลซึ่งเป็นบุคคลในอุดมคติของพระพุทธศาสนาทในบทความนี้
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๙๘ จะกล่าวถึงเรื่องที่สำคัญ ๓ ประการ คือ ๑.หลักกัมมัฏฐานในพระไตรปิฎก ๒.หลักมหาสติปัฏฐาน ๓.โสฬสญาณ หลักกัมมัฏฐานในพระไตรปิฎกสมถกัมมัฏฐาน พระพุทธศาสนาแบ่งพระกัมมฎฐานออกเป็น ๒ วิธีปฏิบัติด้วยกัน วิธีที่ ๑ เรียกว่า สมถกัมมัฏฐาน วิธีที่ ๒ เรียกว่า วิปัสสนากัมมัฏฐาน พระไตรปิฎกเล่มที่ ๓๔ (คัมภีร์ธัมมสังคณี) ข้อ ๔๕ หน้า ๓๐ ได้ให้ความหมาย ของสมถกัมมัฏฐานไว้ว่า กตโม ตสฺมึ สมเย สมโถ โหติยา ตสฺมึ สมเย จิตฺตสฺส ฐิติ สณฺฐิติ อวฏฺฐิติ อวิสาหาโร อวิกฺเขโป อวิสาหฏฺฐ มานสตา สมโถ สมาธินฺทฺริยํ สมาธิพลํ สมฺมาสมาธิ อยํ ตสฺมึ สมเย สมโถ โหติ แปลความว่า สมถะ ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้นเป็นไฉนความตั้งอยู่แห่งจิต ความดำรงอยู่ ความตั้งมั่น ความไม่ซัดส่าย ความไม่ ฟุ้งซ่าน ความที่จิตไม่ซัดส่าย สมถะ สมาธินทรีย์ สมาธิพละ สัมมาสมาธิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่าสมถะ ที่เกิดขึ้นใน สมัยนั้นดังนั้น สมถกัมมัฏฐาน จึงหมายถึงอุบายวิธีสำหรับฝึกจิตให้สงบ ในงานเขียนนี้ จะไม่นำเสนอขั้นตอน วิธีการฝึกจิตให้เกิดสมาธิในคัมภีร์วิสุทธิมรรคโดยละเอียด เพียงแต่จะชี้ให้เห็นว่า ภาวะที่จิตสงบอันเกิดจากการ เจริญสมถกัมมัฏฐานไม่ว่าจะได้สมาธิในระดับใดก็ตามก็ถือว่าได้สมาธิแล้ว เหตุที่ต้องฝึกจิตให้เกิดสมาธิ เพราะว่าโดยธรรมชาติ ปุถุชนมักจะถูกกิเลสทำให้จิตไม่สงบเสมอ พระพุทธศาสนาอธิบายว่า การที่จิตไม่สงบ นั้น เป็นเพราะจิตถูกนิวรณ์ ๕ ชนิด เข้าครอบงำ นิวรณ์ ๕ ชนิดนั้น คือ (๑) กามฉันทะ ภาวะที่จิตมีความอยากได้รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ (ผัสสะ) ธัมมารมณ์ที่น่าใคร่ น่าพอใจ (๒) พยาบาท ภาวะที่จิตมีความขัดเคืองใจ มองคนในแง่ร้าย (๓) ถีนมิทธะ ภาวะที่จิตมีอาการหดหู่ เซื่องซึม ไม่เข้มแข็ง (๔) อุทธัจจกุกกุจจะ ภาวะที่จิตฟุ้งซ่าน เดือดร้อนใจ จิตไม่หยุดนิ่ง (๕) วิจิกิจฉา ภาวะที่จิตมีความสงสัย ลังเล มีความคิดแยกเป็น๒ ทาง เลือกไม่ถูกว่าจะไปทางไหน วิปัสสนากัมมัฏฐาน วิปัสสนากัมมัฏฐาน คืออุบายวิธีสำหรับฝึกจิตให้เกิดปัญญารู้แจ้งตามความเป็นจริง พระไตรปิฎก ฉบับ มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เล่มที่ ๓๔ ข้อ ๕๕ หน้า ๓๐ ได้ให้ความหมายของวิปัสสนาไว้ว่า กตมา ตสฺมึ สมเย วิปสฺสนา โหติ ยา ตสฺมึ สมเย ปญฺญา ปชานานา วิจโย ปวิจโย ธมฺมวิจโย สลฺลกฺขณา อุปลกฺขณา ปจฺจุปลกฺขณา ปณฺฑิจฺจํ โกสลฺลํ เนปุญฺญํ เวภพฺยา จินฺตา อุปปริกฺขา ภูรีเมธา ปริณายิกา วิปสฺสนา สมฺปชญฺญํ ปโตโท ปญฺญา ปญฺญินฺทฺ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๑๙๙ ริยํ ปญฺญาพลํ ปญฺญาสตฺถํ ปญฺญาปาสาโท ปญฺญาอาโลโก ปญฺญาโอภาโส ปญฺญาปชฺโชโต ปญฺญารตนํ อโมโห ธมฺมวิจโย สมฺมาทิฏอยํ ตสฺมึ สมเย วิปสฺสนา โหติ แปลความว่า วิปัสสนาที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น เป็นไฉนปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความรู้อย่างแจ่มแจ้ง ความค้นคิด ความใคร่ครวญ ปัญญาเหมือนแผ่นดิน ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส ปัญญา เครื่องนำทาง ความเห็นแจ้ง ความรู้ดี ปัญญาเหมือนรัตนะ ความไม่หลงงมงาย ความเลือกเฟ้นธรรม สัมมาทิฎฐิ ในสมัยนั้น นี้ชื่อว่า วิปัสสนา ที่เกิดขึ้นในสมัยนั้น อย่างไรก็ตาม แม้พระไตรปิฎกจะให้ความหมายของคำว่า วิปัสสนา ไว้หลายนัยก็ตาม แต่ผู้ปฏิบัติก็ ต้องผ่านกระบวนการฝึกวิปัสสนากัมมัฏฐานตามหลักสติปัฎฐาน ซึ่งเป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน พระไตรปิฎก จึงจะสามารถพัฒนาวิปัสสนาปัญญาให้เกิดขึ้นได้ หลักการฝึกเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานนั้น แม้ผู้ เข้าฝึกจะมีสมาธิในระดับใดก็ตาม ก็สามารถนำมาเป็นเครื่องมือในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานได้ แม้แต่จิตที่ สงบชั่วขณะ (ขณิกสมาธิ) ก็สามารถนำมาเป็นพื้นฐานในการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐานได้ ดังที่ท่านกล่าวไว้ในวิ สุทธิมรรคว่า ปราศจากขณิกสมาธิเสียแล้ว วิปัสสนาย่อมมีไม่ได้ (วิสุทธิ.ฏีกา. ๑/๑๕/๒๑) อีกทั้งผู้เจริญสมถ กัมมัฏฐานจนได้ผลของสมถะในระดับสูง เช่น แสดงฤทธิ์ได้ ก็สามารถนำผลนั้นมาเป็นบาทฐานในการเจริญ วิปัสสนากัมมัฏฐานได้ด้วย เพราะการได้ฌานสมาบัติจนถึงขนาดแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์ได้นั้น ถ้ายังไม่ผ่าน กระบวนการฝึกจิต ด้วยหลักวิปัสสนากัมมัฏฐานจนถึงขั้นบรรลุเป็นพระอรหันต์ ก็ยัง ไม่ถือว่าได้บรรลุจุดหมาย สูงสุดในทางพุทธศาสนา เพราะอิทธิฤทธิ์ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่เสื่อมสลายไปได้เสมอ ในกรณีที่เกิดกับคนยังมีกิเลสอยู่ แต่ถ้าเกิดกับคนที่ไม่มีกิเลส อิทธิฤทธิ์ก็สามารถใช้เป็นคุณประโยชน์ได้ เช่นการที่พระมหาโมคคัลลานะแสดง อิทธิฤทธิ์เพื่อประกาศคุณของพระพุทธศาสนาอย่างไรก็ตาม พระพุทธศาสนาถือว่า การฝึกฝนอบรมจิตให้เกิด ปัญญา ตามกระบวนการวิปัสสนา กัมมัฏฐานถึงขนาดทำลายกิเลสได้ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด เพราะการฝึกฝน อบรมจิตนี้ย่อมจะทำให้ความไม่รู้(อวิชชา)หายไป เปรียบเหมือนแสงสว่างทำให้ความมืดหายไป ด้วยจิตของ ปุถุชนโดยปกติหนาแน่นไปด้วยกิเลส เมื่อได้รับการชำระโดยกระบวนการวิปัสสนากัมมัฏฐานแล้ว สภาพจิตก็ จะบางเบาจากกิเลส เปลี่ยนไปในทางที่ดี จากสภาพจิตของปุถุชนธรรมดากลายเป็นกัลยาณปุถุชน จนเป็นพระ อริยบุคคลชั้นพระอรหันต์ ซึ่งเป็นชีวิตในอุดมคติของพระพุทธศาสนา ดังนั้น เราจึงสามารถกล่าวได้ว่า พระ อรหันต์ทุกรูปต้องผ่านการเจริญวิปัสสนากัมมัฏฐาน (สติปัฏฐาน) มาแล้วทั้งนั้น
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๐๐ สรุปสาระสำคัญของหลักมหาสติปัฏฐาน ก. กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ๑.การกำหนดลมหายใจเข้าออก การพิจารณาลมหายใจเข้าออกนี้ พระพุทธองค์ได้ทรงสอนให้ติดตามพิจารณาลักษณะของการหายใจ เข้าออกอย่างใกล้ชิด คือเมื่อหายใจเข้าหรือออกสั้นยาวอย่างไร ก็ให้รู้อย่างแน่ชัด เปรียบเหมือนนาย ช่างกลึง หรือลูกมือของนายช่างกลึงผู้ชำนาญ เมื่อเขาชักเชือกกลึงยาว ก็รู้ชัดว่าเราชักเชือกกลึงยาว เมื่อชักเชือกกลึงสั้น ก็รู้ชัดว่าเราชักเชือกกลึงสั้น ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมฏฐาน ท่านให้พิจารณาอาการที่ท้องพองออก หรือยุบเข้า เนื่องจากการหายใจเข้าหรือหายใจออก ซึ่งมีลักษณะทำนองเดียวกับการชักเชือกกลึง การกำหนดรู้ อาการพองอาการยุบของท้องนี้เป็นหลักสำคัญยิ่งในการปฏิบัติวิปัสสนา เพราะเป็นการกำหนดรูป หยาบ ซึ่งรู้ได้ง่ายกว่าการกำหนดรูปนามอย่างอื่น ๆ และมีปรากฏอยู่ทุกลมหายใจเข้าออก โดยไม่ต้อง ไปแสวงหาเหมือนอาการที่ปรากฏทางกายอย่างอื่นหรือทางนามธรรม เป็นการปฏิบัติที่สะดวกและ ง่ายแก่สามัญชนทั่วไป ส่วนอาการที่ปรากฏทางกายอย่างอื่นหรือทางนามธรรมอันได้แก่ เวทนา จิต และธรรมนั้น ให้กำหนดเมื่อสภาวะเหล่านี้ ปรากฏชัดเจนกว่าอาการพองอาการยุบ โดยการกำหนดว่า พองหนอ ยุบหนอ อนึ่ง ขอให้สังเกตว่า ในการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐาน มีการให้เพ่งลมหายใจด้วย เหมือนกันซึ่งเรียกว่า อานาปานสติ แต่ในการปฏิบัติสมถกัมมัฏฐานวิธีนี้ ไม่เหมือนกับปฏิบัติวิปัสสนา กัมมัฏฐาน กล่าวคือ แทนที่จะเพ่งดูอาการพองยุบของท้อง ท่านให้เพ่งดูลมที่หายใจเข้าออกซึ่งกระทบ ปลายจมูกหรือริมฝีปากบน และตามเพ่งเข้าไปในช่องท้อง จนกระทั่งหายใจออกมา แต่พระพุทธโฆษา จารย์ก็กล่าวไว้ในคัมภีร์วิสุทธิมรรคว่า การเพ่งลมหายใจเข้าออกนี้ เป็นกัมมัฏฐานที่ทำสำเร็จได้ยาก เพราะเป็นของละเอียดมาก เป็นกัมมัฏฐานของมหาบุรุษ เช่น พระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้า หรือ พระอรหันต์สาวกของพระพุทธเจ้าเท่านั้น ๒. กำหนดอิริยาบถใหญ่และอิริยาบถย่อย นอกจากการกำหนดอาการพองยุบของท้องแล้ว ผู้ปฏิบัติยังจะต้องกำหนดรู้อาการที่ปรากฏทั้งหลาย อื่นอีกด้วย เช่น การเคลื่อนไหวอิริยาบถต่าง ๆ มี ยืน เดิน นั่ง นอน การแลดู การเหลียวดู การคู้ อวัยวะ ฯลฯ ในทุกขณะ การทำกิจประจำวันต่าง ๆ ก็ต้องกำหนดรู้อยู่ทุกขณะเช่นเดียวกัน เช่น การ กิน การดื่ม การเคี้ยว การนุ่งห่ม การถ่ายอุจจาระ ปัสสาวะ การดู การได้ยิน การได้กลิ่น การรู้รส การ สัมผัส ๓.พิจารณาอาการ ๓๒ อาการ ๓๒ ซึ่งมีอยู่ในร่างกาย ได้แก่อวัยวะส่วนต่าง ๆ มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อ ในกระดูก ม้าม หัวใจ ตับ พังผืด ไต ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า มันสมอง ดี เสลด น้ำเหลือง เลือด เหงื่อ มันข้น น้ำตา น้ำมันเหลว น้ำลาย น้ำมูก ไขข้อ และน้ำมูตร ในการพิจารณา อาการ ๓๒ นี้ ให้พิจารณาลักษณะของอาการนั้น ๆ ให้เห็นว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๐๑ ตัวตน ถ้าจะพิจารณาให้เห็นอาการเหล่านี้เป็นของปฏิกูลล้วนแต่ไม่สะอาด ก็เป็นการเจริญสมถ กัมมัฏฐาน ๔.พิจารณาธาตุทั้ง ๔ ในร่างกาย ธาตุทั้ง ๔ คือ ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ และธาตุลม ธาตุดินมีลักษณะแข็งและอ่อน ธาตุน้ำมีลักษณะ ไหลและเกาะกุม ธาตุไฟมีลักษณะร้อนและเย็น ธาตุลมมีลักษณะเคลื่อนไหวและเคร่งตึง ในการ พิจารณา ให้ใช้สติพิจารณาว่าร่างกายนั้นไม่ใช่สัตว์ บุคคล เรา เขา เป็นเพียงแต่ธาตุดิน น้ำ ไฟ ลม ประกอบกันอยู่เท่านั้น แต่ละอย่างเป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน ๕. พิจารณาศพ ศพนี้ มีลักษณะแตกต่างกัน แล้วแต่ทิ้งไว้เร็วหรือช้า ตลอดจนเป็นกระดูกและเถ้าถ่าน รวม ๙ ชนิด ใน การพิจารณา จะต้องใช้สติพิจารณาเปรียบเทียบกับกายของเราว่า จะต้องเน่าเปื่อยไปอย่างนั้นเป็น ธรรมดา เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่ใช่ตัวตน ข. เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน การใช้สติกำหนดรู้อาการของเวทนา ซึ่งเรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน คือการกำหนดรู้ ในเมื่อสุขหรือทุกข์กำลังเกิดขึ้นว่า สุขหรือทุกข์อย่างไร หรือเมื่อรู้สึกว่าไม่สุขไม่ทุกข์ก็รู้ชัดแก่ใจ หรือ สุขหรือทุกข์เกิดขึ้นจากอะไรเป็นมูลเหตุ เช่น เกิดจากเห็นรูป หรือได้ยินเสียง หรือได้กลิ่น หรือได้ลิ้ม รส หรือได้สัมผัส ก็รู้ชัดแจ้ง หรือเมื่อรู้สึกเจ็บหรือปวดหรือเมื่อย หรือเสียใจ แค้นใจ อิ่มใจ ฯลฯ ก็มีสติ รู้กำหนดรู้ชัดว่า กำลังรู้สึกเช่นนั้นอยู่ ค. จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน การใช้สติกำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางวิญญาณขันธ์ ซึ่งเรียกว่า จิตตานุปัสสนา สติปัฏฐาน คือการกำหนดรู้ว่าจิตมีอารมณ์อย่างไร เช่นเมื่อจิตมีราคะ โทสะ โมหะ ความหดหู่ ความฟุ้งซ่าน ความ สงบ ความไม่สงบ ฯลฯ ก็รู้ชัดว่าจิตมีอารมณ์อย่างนั้น ๆ ตามความเป็นจริง ง. ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ได้แก่การใช้สติกำหนดรู้อาการที่ปรากฏทางสังขารขันธ์ คือ ความคิดนึก และสัญญาขันธ์ คือความจำได้หมายรู้ กล่าวคือเมื่อเราคิดอะไรอยู่ก็ต้องกำหนดว่าคิด อะไรอยู่ หรือเมื่อเกิดความพอใจรักใคร่ ความพยาบาท ความหดหู่ท้อถอย ความฟุ้งซ่าน รำคาญใจ หรือความลังเลสงสัย ซึ่งเรียกว่า นิวรณ์ ก็ต้องกำหนดรู้ ได้ลิ้มรสหรือได้ถูกต้องสิ่งของ ก็ต้องกำหนดรู้ ทันที หรือเมื่อเกิดความไม่พอใจ ความละอาย ความเมตตา ความคิด ความเห็น ความโลภ ความโกรธ ความริษยา ฯลฯ ก็กำหนดรู้เช่นเดียวกันตามความเป็นจริง
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๐๒ นอกจากนี้ท่านยังให้กำหนดรู้เห็นเบญจขันธ์ คือรู้ว่า รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เป็น อย่างนี้ เหตุให้เกิดเบญจขันธ์เป็นอย่างนี้ และความสลายของเบญจขันธ์เป็นอย่างนี้ และให้ติดตาม กำหนดรู้อาการที่รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ และธรรมารมณ์มากระทบตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามลำดับ ตลอดจนผลที่เกิดจากอาการกระทบนั้นว่า มีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรเกิดขึ้นมา เมื่อจะกล่าวโดยสรุปแล้ว สติปัฏฐานนี้มิใช่อะไรอื่นนอกจากการใช้สติกำหนดรู้อยู่ทุกขณะว่า ในขณะ หนึ่ง ๆ นั้น เรากำลังมีความรู้สึกนึกคิดอย่างไรหรือกำลังทำอะไรอยู่ ทั้งนี้ กำหนดกันเฉพาะในปัจจุบัน เท่านั้น ไม่พิจารณาย้อนไปถึงการกระทำหรืออิริยาบถ หรือความรู้สึกนึกคิด ในอดีตที่ล่วงไปแล้ว ไม่ว่า จะช้านานหรือเร็วเพียงใด แม้ในวินาทีที่ล่วงไปแล้วก็ไม่ให้คำนึงถึง และไม่ให้พิจารณาล่วงหน้าถึงการ กระทำ หรืออิริยาบถ หรือความรู้สึกนึกคิดในอนาคตที่ยังมาไม่ถึง ตามปกติมนุษย์เราไม่เคยได้ใช้สติ กำหนดถึงสิ่งที่กำลังเกิดอยู่ในปัจจุบันมาก่อน แต่ชอบกำหนดสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วหรือที่อาจจะเกิดขึ้น คือ พิจารณาแต่อดีตและอนาคต แต่ในการชำระใจให้บริสุทธิ์นี้พระพุทธเจ้าทรงสอนให้ใช้สติกำหนดถึงสิ่ง ที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบันเท่านั้น เพราะฉะนั้น ทฤษฎีนี้จึงได้ชื่อว่า ปัจจุบันธรรม การกำหนดถึงสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วในอดีต และสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ทำให้เราลืมนึกถึงว่า เรากำลังรู้สึก นึกคิดอะไรอยู่ หรือกำลังทำอะไรอยู่ และทำให้ใจเลื่อนลอยไปตามอารมณ์ที่คิด เช่นเมื่อเห็นสิ่งใดสิ่ง หนึ่ง ความคิดของเราไม่ได้หยุดอยู่ตรงที่เห็นนั้น แต่เราจะคิดต่อไปว่า สวยหรือไม่สวย เมื่อเห็นว่าสวย ก็เกิดความชอบใจขึ้น แล้วก็ทำให้อยากได้ และคิดวิธีที่จะให้ได้มาซึ่งสิ่งนั้น ถ้าไม่ได้ก็เกิดทุกข์ ถ้าเห็น ว่าไม่สวยก็เกิดอารมณ์ไม่ชอบใจขึ้น ทำให้เป็นทุกข์เช่นเดียวกัน เพราะเหตุนี้พระพุทธเจ้าจึงทรงสอน ให้ตั้งมั่นอยู่ในปัจจุบันธรรมคือเมื่อเห็นก็หยุดอยู่เพียงนี้ คือ เพียง สักแต่ว่าเห็น ไม่ให้พิจารณาต่อไปว่า สวยหรือไม่สวย ดีหรือไม่ดี จิตจึงจะไม่เลื่อนลอยไปตามอารมณ์ มีความแน่วแน่ ไม่หวั่นไหวซึ่งจะทำให้ จิตมีสมาธิเข้มแข็งแรงกล้าขึ้นเป็นลำดับ การที่มีจิตแน่วแน่เช่นนี้เรียกว่า ได้ถึงซึ่งจิตตวิสุทธิ คือมีจิต หมดจดโดยลำดับ วันพุธ ที่ ๒๔ พฤษภาคม ๒๕๖๖ (ภาคบ่าย) หัวข้อการบรรยาย : การเผยแผ่พระพุทธศาสนาของพระธรรมทูตไทยในประเทศเกาหลีใต้ สถานที่ : ณ เธียเตอร์ โซน C มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยากร : พระมหาไสว ญาณวีโร, ดร. วัดไทยคิมแฮวิปัสสนา เมืองปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ ประโยชน์/เนื้อหาที่ได้จากการรับฟัง : พระพุทธศาสนาเริ่มเข้าสู่ประเทศเกาหลีเมื่อ พ.ศ. ๙๑๕ โดยสมณทูต ซุนเตา เดินทางจากประเทศจีนแผ่นดินใหญ่เข้ามาเผยแผ่พระพุทธศาสนาในอาณาจักรโคกูรยอ คือ ประเทศ เกาหลีในปัจจุบัน พระพุทธศาสนาได้ขยายเข้ามาในเกาหลีอย่างรวดเร็ว เพียงระยะเวลา ๒๐ ปี ก็มีการสร้างวัด ขึ้นมากมาย เฉพาะเมืองหลวงแห่งเดียว ๙ วัด ประเทศเกาหลีในสมัยก่อนนั้นประกอบด้วย ๓ อาณาจักรคือ โค กูรยอ แพ็กเจ และชิลลา แต่ผู้นำทั้ง ๓ อาณาจักรก็นับถือพระพุทธศาสนา และให้การสนับสนุนกิจการต่าง ๆ อันที่เกี่ยวกับพระพุทธศาสนาเสมอ และที่สำคัญได้ทรงถือว่าพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ เพราะคำ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๐๓ สอนของพระพุทธศาสนาเป็นสิ่งที่ส่งเสริม และให้การศึกษาแก่ประชาชน และเป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของ ประชาชน พร้อมทั้งสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติใน พ.ศ. ๑๒๐๐ อาณาจักรชิลลาได้รับชัยชนะ ก็รวม อาณาจักรทั้งสามเป็นปึกแผ่นมั่นคง และรวบรวมพระคัมภีร์ต่าง ๆ มาจัดเป็นแบบแผนเดียวกัน ทำให้ พระพุทธศาสนาเจริญรุ่งเรือง ทางรัฐก็ถวายการอุปถัมภ์แก่สงฆ์ เช่น การพิมพ์พระไตรปิฎก ๑๖,๐๐๐ หน้า ด้วยตัวพิมพ์ไม้แกะ และการจารึกคัมภีร์ ๕๐,๐๐๐ เล่มเศษ ยุคนี้พระพุทธศาสนารุ่งเรืองมากครั้นถึง พ.ศ. ๑๙๓๕ พระพุทธศาสนาในเกาหลีก็เริ่มเสื่อมลงเมื่อราชวงศ์โชซ็อนขึ้นมามีอำนาจ ราชวงศ์นี้ได้เชิดชูลัทธิขงจื๊อ ให้เป็นศาสนาประจำชาติ จึงทำการกดขี่ผู้นับถือพระพุทธศาสนา จนทำให้พระสงฆ์ต้องหนีออกไปอยู่อย่างสงบ ตามชนบท และป่าเขาพ.ศ. ๒๔๕๓ ประเทศเกาหลีได้ตกอยู่ภายใต้การปกครองของญี่ปุ่นราชวงศ์เกาหลีสิ้นสุด ลง เมื่อญี่ปุ่นเข้าปกครองเกาหลีก็ได้ออกกฎข้อบังคับควบคุมวัดวาอารามต่างๆ และพยายามก่อความเสียหาย ให้เกิดขึ้นแก่คณะสงฆ์ เช่น ส่งเสริมให้พระสงฆ์มีครอบครัวได้และดำรงชีวิตเหมือนฆราวาส พระพุทธศาสนาในประเทศเกาหลีในปัจจุบัน พระพุทธศาสนาในประเทศเกาหลีเหนือนั้นไม่สามารถที่จะรู้สถานการณ์ได้ เพราะประเทศเกาหลีเหนือ ปกครองด้วยลัทธิคอมมิวนิสต์ ซึ่งไม่สนับสนุนพระพุทธศาสนา ดังนั้นพระพุทธศาสนาจึงเจริญรุ่งเรืองใน ประเทศเกาหลีใต้มากกว่า แต่ในประเทศเกาหลีใต้มีการขัดแย้งระหว่างนิกายโชเก (นิกายถือพรหมจรรย์) และ นิกายแทโก (นิกายไม่ถือพรหมจรรย์) แก่งแย่งวัดกัน ในช่วงนั้นกลุ่มมิชชันนารีจำนวนมากได้มาเผยแผ่ศาสนา คริสต์ และได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก ในช่วงแรกมีแต่กลุ่มวัยรุ่น แต่ภายหลัง ไม่ว่าวัยรุ่นหรือวัยไหน ๆ ก็ หันมานับถือศาสนาคริสต์กันขนานใหญ่ ศาสนาพุทธจึงตกต่ำลง จน นิกายโชกายต้องหาวิธีให้ชาวเกาหลี มองเห็นว่าพระพุทธศาสนามีความสำคัญก็ตาม แต่ก็ยังไม่สามารถทำให้ชาวเกาหลี มีทัศนคติที่ดี แก่ พระพุทธศาสนา เนื่องจากพระสงฆ์มีการติดต่อกับชาวบ้านน้อยมาก ในการตีพิมพ์คัมภีร์สำคัญทาง พระพุทธศาสนา ก็ต้องยืมคำของศาสนาคริสต์ คือ ไบเบิลของพระพุทธศาสนา แต่ปัจจุบันเริ่มมีการฟื้นฟู พระพุทธศาสนาบ้างแล้วเหล่าพระสงฆ์ขณะเดินกลับกุฏิ ณ วัดแฮอินซา ในปัจจุบันคณะสงฆ์ในประเทศเกาหลี ถือว่าเป็นคณะสงฆ์ที่มีความก้าวหน้ามากที่สุดปรับตัวให้ทันกับเหตุการณ์ ต่าง ๆ อยู่เสมอเพื่อความมั่นคงของพระพุทธศาสนานั่นเอง กิจการที่พระสงฆ์เกาหลีใต้สนใจ และทำกันอย่าง เข้มแข็งจริงจังที่สุดคือ การศึกษา ซึ่งเรื่องนี้เป็นการสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาล ในด้านการศึกษา นอกจากจะมีโรงเรียนพระปริยัติธรรมสำหรับสอนพระภิกษุ ภิกษุณี สามเณร และสามเณรี (สตรีที่จะบวชเป็น ภิกษุณี) แล้ว คณะสงฆ์เกาหลีใต้ยังมีสถานศึกษาฝ่ายสามัญระดับต่าง ๆ ที่เปิดรับนักเรียนชายหญิงโดยทั่วไป ด้วย ซึ่งสถาบันเหล่านี้มีคฤหัสถ์ (บุคคลทั่วไป) เป็นผู้บริหาร แต่อยู่ในความควบคุมดูแลของคณะกรรมาธิการ ฝ่ายการศึกษาของคณะสงฆ์ สถานศึกษาเหล่านี้แยกประเภทได้ดังนี้ ๑. มหาวิทยาลัยและวิทยาลัย ๓ แห่ง ๒. โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ๑๑ แห่ง ๓. โรงเรียนมัธยมศึกษาตอนต้น ๑๖ แห่ง ๔. โรงเรียนประถมศึกษา ๓ แห่ง
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๐๔ ๕. โรงเรียนอนุบาล ๗ แห่ง มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดของเกาหลีคือ มหาวิทยาลัยทงกุก ตั้งขึ้นเมื่อ พ.ศ. ๒๔๔๙ ปัจจุบันมีนักศึกษาชายทั้งหมด ๖,๐๐๐ คน มีภิกษุ สามเณรศึกษาอยู่ด้วยประมาณ ๖๐ รูป ใน พ.ศ. ๒๕๐๗ คณะสงฆ์เกาหลีใต้ตั้งโครงการแปลและจัดพิมพ์พระไตรปิฎกฉบับเกาหลีขึ้น เรียกว่า ศูนย์แปลพระไตรปิฎก เกาหลี ตั้งอยู่ในมหาวิทยาลัยทงกุก ในประเทศเกาหลีใต้ (พ.ศ. ๒๕๒๖) มีวัดลงทะเบียนจำนวน 3,163 วัด และ ไม่ลงทะเบียน ๔,๐๙๐ วัด มีภิกษุ ๑๔,๒๐๖ รูป และภิกษุณีจำนวน ๖,๕๔๙ รูป จำนวนนี้อาจรวมนิกายโชกาย และนิกายเล็กต่าง ๆ
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๐๕ n
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๐๖ 21
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๐๗
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๐๘
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๐๙
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๑๐
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๑๑
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๑๒
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๑๓
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๑๔
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๑๕
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๑๖
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๑๗
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๑๘
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๑๙
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๒๐
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๒๑
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๒๒
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๒๓
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๒๔
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๒๕
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๒๖
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๒๗
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๒๘
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๒๙
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๓๐
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๓๑
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๓๒
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๓๓
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๓๔
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๓๕
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๓๖
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๓๗
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๓๘
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๓๙
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๔๐
โครงการอบรมพระธรรมทูตสายต่างประเทศ รุ่นที่ ๒๙ หน้า ๒๔๑