18
หลกั สูตรสถานศึกษา
หลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน
พุทธศกั ราช 2551
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนตน้
(ฉบบั ปรบั ปรงุ พ.ศ. 2564)
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อาเภอขุขันธ์
สานักงาน กศน.จังหวดั ศรีสะเกษ
สานกั งาน กศน.
19
คานา
กระทรวงศึกษาธิการได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 เม่ือวันท่ี 18 กนั ยายน 2551 เพือ่ ให้ใช้แทนหลักเกณฑ์และวิธีการจัดการศึกษานอกโรงเรียน
หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2554 ซ่ึงเป็นหลักสูตรท่ีเปน็ ไปตามหลักการและปรัชญาการศึกษา
การศกึ ษานอกโรงเรยี น นโยบายของรัฐบาล แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสงั คมแห่งชาติ พระราชบัญญตั กิ ารศกึ ษา
แหง่ ชาติ พทุ ธศกั ราช 2542 และที่แก้ไขเพมิ่ เติม (ฉบับท่ี 2) พ.ศ. 2545 และพระราชบญั ญตั สิ ง่ เสริมการศกึ ษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551 ท้ังน้ี สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัยได้จัดทาหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 สาระการ
เรียนรู้ (ฉบับปรับปรุง พ.ศ. 2554) เพื่อให้สอดรับการขับเคล่ือนนโยบายทางการศึกษา เพ่ือเพิ่มศักยภาพและ
ขีดความสามารถในการแข่งขนั ใหป้ ระชาชนได้มอี าชีพที่สามารถสร้างรายได้ท่ีมั่งคั่งและม่ันคง เป็นบุคลากรท่ีมี
วินัย เปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและจริยธรรม และมีจิตสานึกรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อ่ืน ทั้งนี้ หลักสูตร
การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขนั้ พ้นื ฐาน พทุ ธศักราช 2551 ประกอบด้วยสาระ 5 เร่อื ง คือ
1. สาระทักษะการเรยี นรู้
2. สาระความรู้พ้นื ฐาน
3. สาระการประกอบอาชพี
4. สาระทักษะการดาเนนิ ชีวติ
5. สาระการพฒั นาสงั คม
ทั้งนี้ มาตรฐานคุณภาพการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2562 มาตรฐานด้าน
คุณภาพการจัดการศึกษา ได้กล่าวถึงความสาคัญของการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ศูนย์การศึกษา
นอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอขุขันธ์ จึงได้ดาเนินการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ระดับ
มธั ยมศกึ ษาตอนตน้ เพอื่ นามาใชเ้ ปน็ แนวทางในการจดั การศึกษาต่อไป
ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศัยอาเภอขุขันธ์
26 มกราคม 2564
สารบญั 20
คานา หน้า
สารบญั
หลกั การของหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขัน้ พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช 2551 1
จดุ มงุ่ หมายของหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขั้นพื้นฐาน พทุ ธศักราช 2551 2
โครงสร้างหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 3
การพัฒนาหลักสตู รสถานศึกษาตามหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพื้นฐาน
พทุ ธศักราช 2551 4
หลักสูตรสถานศึกษาตามหลักสตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขัน้ พ้ืนฐาน
พทุ ธศักราช 2551 7
7
บริบทพื้นฐาน 30
ปรชั ญา “คิดเปน็ ” 30
วสิ ยั ทัศน์ 30
พนั ธกจิ 30
หลักการ 31
จดุ หมาย 31
กลมุ่ เปา้ หมาย 32
กรอบโครงสรา้ ง 33
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 35
สาระทักษะการเรยี นรู้ 39
48
คาอธิบายรายวิชาบงั คบั และรายละเอียดคาอธบิ ายรายวิชาบังคบั 51
สาระความรู้พ้ืนฐาน 101
104
คาอธิบายรายวิชาบังคับและรายละเอียดคาอธบิ ายรายวชิ าบงั คับ 119
สาระทกั ษะการประกอบอาชีพ 122
136
คาอธบิ ายรายวิชาบงั คับและรายละเอยี ดคาอธิบายรายวิชาบังคบั 165
สาระการพัฒนาสังคม 168
181
คาอธบิ ายรายวชิ าบังคบั และรายละเอยี ดคาอธิบายรายวิชาบังคบั
คาอธบิ ายรายวิชาเลือกและรายละเอียดคาอธบิ ายรายวชิ าเลือก
สาระทักษะการดาเนินชวี ติ
คาอธิบายรายวิชาบังคบั และรายละเอียดคาอธบิ ายรายวิชาบงั คับ
คาอธิบายรายวชิ าเลือกและรายละเอยี ดคาอธิบายรายวิชาเลือก
สารบัญ (ตอ่ ) 21
แผนการลงทะเบียนเรยี น ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้ หน้า
วธิ กี ารจัดการเรยี นรู้ 185
การจัดกระบวนการเรยี นรู้ 186
สอื่ การเรียนรู้ 187
การเทยี บโอน 188
การวัดและประเมินผลการเรียน 189
การจบหลกั สตู ร 189
เอกสารหลกั ฐานการศึกษา 190
บรรณานกุ รม 190
ภาคผนวก 191
คาสัง่ คณะทางาน
คณะผจู้ ดั ทา
1
หลกั การ
ของหลักสตู รการศึกษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551
หลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศกึ ษาขน้ั พน้ื ฐาน พุทธศกั ราช 2551 กาหนดหลักการไว้ ดงั น้ี
1. เป็นหลกั สตู รที่มีโครงสร้างยืดหยนุ่ ด้านสาระการเรยี นรู้ เวลาเรียน และการจัดการเรยี นรู้ โดย เน้น
การบูรณาการเนื้อหาใหส้ อดคล้องกับวิถชี ีวิต ความแตกตา่ งของบุคคล และชุมชน
2. สง่ เสริมให้มีการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัย
3. สง่ เสรมิ ให้ผู้เรียนได้พฒั นาและเรียนรอู้ ย่างตอ่ เน่ืองตลอดชวี ิต โดยตระหนักว่าผเู้ รยี นมคี วามสาคญั
สามารถพฒั นาตนเองได้ตามธรรมชาติและเตม็ ตามศักยภาพ
4. ส่งเสรมิ ให้ภาคเี ครอื ขา่ ยมีสว่ นรว่ มในการจัดการศึกษา
2
จดุ ม่งุ หมาย
ของหลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาขนั้ พน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียน
มีคุณธรรม จริยธรรม มีสติปัญญา มีคุณภาพชีวิตท่ีดี มีศักยภาพในการประกอบอาชีพ และการเรียนรู้อย่าง
ต่อเนอ่ื งซึง่ เปน็ คณุ ลกั ษณะอันพึงประสงค์ท่ีต้องการ จึงกาหนดจดุ หมาย ดังต่อไปน้ี
1. มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม ค่านิยมที่ดงี าม และสามารถอยรู่ ่วมกันในสงั คมอยา่ งสันติสขุ
2. มคี วามรพู้ ืน้ ฐานสาหรับการดารงชวี ิตและการเรียนรู้อย่างตอ่ เนอ่ื ง
3. มีความสามารถในการประกอบสัมมาอาชีพ ให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัด และตามทัน
ความเปลีย่ นแปลงทางเศรษฐกิจ สงั คม และการเมือง
4. มีทักษะการดาเนินชีวิตท่ีดี และสามารถจัดการกีบชีวิต ชุมชน สังคม ได้อย่างมีความสุข ตาม
ปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
5. มีความเข้าใจประวัติศาสตร์ชาติไทย ภูมิใจในความเป็นไทยโดยเฉพาะภาษา ศิลปะ วัฒนธรรม
ประเพณี กีฬา ภูมิปัญญา ความเป็นพลเมืองดี ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของศาสนา ยึดม่ันในวิถีชีวิตและการ
ปกครองระบอบประชาธปิ ไตยอนั มพี ระมหากษัตรยิ ์ทรงเป็นประมุข
6. มีจติ สานกั ในการอนุรักษ์ และพัฒนาทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม
7. เป็นบคุ คลแห่งการเรียนรู้ มที ักษะในการแสวงหาความรู้ สามารถเข้าถึงแหลง่ เรียนรู้และบูรณาการ
ความรูม้ าใช้ในการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม และประเทศชาติ
3
โครงสร้าง
หลกั สตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551
เพ่ือให้การจัดการศึกษาเป็นไปตามหลักการ จดุ หมาย และมาตรฐานการเรียนรู้ ทก่ี าหนดไว้ จึงกาหนด
โครงสร้างของหลักสตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศกั ราช 2551 ไว้ดงั นี้
ระดับการศึกษา แบง่ ออกเปน็ 3 ระดบั ดังนี้
1. ระดบั การศึกษา
1.1 ระดับประถมศึกษา
1.2 ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้
1.3 ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
2. เนอ้ื หา ประกอบดว้ ย 5 สาระ ดังนี้
2.1 สาระทักษะการเรียนรู้ เป็นสาระเกี่ยวกับการเรียนรู้ด้วยตนเอง การใช้แหล่งเรียนรู้การ
จัดการความรกู้ ารคิดเปน็ และการวิจยั อย่างง่าย
2.2 สาระความรูพ้ นื้ ฐาน เปน็ สาระเกย่ี วกบั ภาษา และการสอื่ สาร คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี
2.3 สาระการประกอบอาชีพ เป็นสาระเกี่ยวกับการมองเห็นช่องทางและการตัดสินใจประกอบ
อาชีพทักษะในอาชีพ การจดั การอาชพี อยา่ งมีคณุ ธรรม และการพัฒนาอาชีพให้มีความมั่นคง
2.4 สาระทักษะการดาเนินชีวิต เป็นสาระเก่ียวกับปรัชญา เศรษฐกิจพอเพียง สุขภาพอนามัย
และความปลอดภยั ในการดาเนนิ ชวี ิต ศิลปะและสนุ ทรยี ภาพ
2.5 สาระการพัฒนาสังคม เปน็ สาระเก่ียวกับภูมศิ าสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง
การปกครอง ศาสนา วัฒนธรรม ประเพณี หน้าท่ีพลเมอื ง และการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สังคม
3. กิจกรรมพัฒนาคณุ ภาพชีวิต (กพช.)
เป็นการจัดกระบวนการเรียนรู้ ที่จัดข้ึนตามเงื่อนไขการจบหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับ
การศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 เพื่อให้นักศึกษาได้พัฒนาตนเองครอบครัว ชุมชน สังคม และกาหนดให้
นักศกึ ษาทุกระดับการศึกษาต้องเรยี นรู้ และปฏบิ ัตกิ จิ กรรมจานวนไมน่ อ้ ยกว่า 200 ชว่ั โมง
4. เวลาเรยี น
ในแต่ละระดับใช้เวลาเรียน 4 ภาคเรียน ยกเว้นกรณีท่ีมีการเทียบโอนผลการเรียนทั้งน้ีนักศึกษา
ต้องลงทะเบียนเรยี นในสถานศึกษาอยา่ งน้อย 1 ภาคเรียน
5. หน่วยกิต
ใช้เวลาเรยี น 40 ชั่วโมง มคี ่าเทา่ กับ 1 หนว่ ยกติ
4
การพัฒนาหลกั สูตรสถานศึกษา
ตามหลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้ันพน้ื ฐาน พทุ ธศักราช 2551
หลกั สตู รการศกึ ษนอกระบบระดับการศกึ ยาชนั้ พื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ประกอบดว้ ย หลกั การ
จดุ หมาย โครงสร้างหลกั สูตร การจัดหลักสตู ร การจัดการศึกษาสาหรบั กลมุ่ เป้าหมายเฉพาะ สาระและ
มาตรฐานการเรียนรู้ วิธีการจัดการเรยี นรู้ การจัดกระบวนการเรยี นรู้ สื่อการเรียนรู้ การเทยี บโอน การวัดและ
ประเมนิ ผลการเรียน การจบหลักสูตร เอกสารหลักฐานการศึกษา และการบริหารหลักสตู ร ในการดาเนินงาน
จัดการศึกษตามหลักสูตรการศึกษาพอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ภารกิจที่สาคัญ
ของสถานศึกษา คือ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยกาหนดสาระการเรียนรู้ และกิจกรรมพัฒนาคุณภาพ
ชวี ติ ให้เป็นไปตามทกี่ าหนดตามโครงสร้างหลักสตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พทุ ธศกั ราช
2551 ดังน้ี
โครงสร้างหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาขน้ั พืน้ ฐาน พทุ ธศักราช 2551
ที่ เนื้อหา ประถมศกึ ษา จานวนหน่วยกติ มัธยมศกึ ษาตอนปลาย
วิชาบงั คับ วิชาเลือก มธั ยมศึกษาตอนตน้ วชิ าบงั คบั วชิ า
1. ทักษะการเรยี นรู้ วิชาบงั คบั วิชาเลอื ก
2. ความรู้พน้ื ฐาน 5 เลอื ก
3. การประกอบอาชพี 12 5 5
4. ทกั ษะการดาเนนิ ชีวิต 8 16 20
5. การพฒั นาสงั คม 5 8 8
6 5 5
รวม 36 12 6 6
40 16 44 32
กิจกรรม 48 หนว่ ยกติ 56 หนว่ ยกติ 76 หน่วยกติ
พัฒนาคณุ ภาพชีวติ
200 ชัว่ โมง 200 ช่ัวโมง 200 ชัว่ โมง
หมายเหตุ ในแต่ละระดบั สถานศึกษาต้องจดั ใหน้ ักศึกษาเรยี นรู้จากการทาโครงงานจานวนอย่างน้อย
3 หน่วยกิต
5
การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ตามหลักสูตรการศึกษาอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 เป็นการดาเนินงานร่วมกันระหว่างสถานศึกษา ชุมชน และภาคีเครือข่าย โดยยึดหลักสูตร
การศึกษานอกระบบระดับการศึกษขน้ั พ้ืนฐาน พทุ ธศักราช 2551 เป็นฐานเพอื่ พฒั นาผู้เรียนใหม้ ีความสามารถ
ในการเรียนรู้ สอดคลอ้ งกับเป้าหมายการพฒั นาของจังหวดั อาเภอ และชมุ ชน ให้เปน็ ไปตามปรชั ญา "คดิ เป็น"
และวิสัยทศั ของสถานศกึ ยา ด้วยการวิเคราะห์สภาพ ปัญหา ความตอ้ งการการพฒั นาระดับจังหวัด อาเภอ
และชมุ ชน เพอื่ กาหนดทิศทางการจัดการศกึ ษาท่ีจะนาไปสู่การจดั ทาแผนการเรยี นรทู้ ห่ี มาะสมต่อไป
ทิศทางการจดั การศึกษา
ในการพฒั นาหลักสูตรสถานศึกษา สถานศกึ ษาควรกาหนดทิศทางการจดั การศึกษาเพ่อื พฒั นาผู้เรียน
ตามท่ีผเู้ รยี นต้องการ และสอดกลอ้ งกบั ความต้องกรพัฒนาจงั หวัด อาเภอ และชุมชน โดยสถานศึกษาจะต้อง
ศกึ ษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง ดังน้ี
1. หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาขั้นพืน้ ฐาน พุทธศักราช 2551
2. เอกสารสาระการเรยี นรู้ จานวน 5 สาระ ดังนี้
2.1 สาระทกั ษะการเรยี นรู้
2.2 สาระความรู้พ้นื ฐาน (ภาษาไทย ภาษาต่างประทศ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร)์
2.3 สาระการประกอบอาชีพ
2.4 สาระทักษะการดาเนินชวี ติ
2.5 สาระการพัฒนาสังคม
3. เอกสารการดาเนินงาน จานวน 4 เล่ม ดังนี้
3.1 แนวทางการพฒั นาหลกั สูตรสถานศกึ ษา
3.2 แนวทางการเทียบโอนผลการเรยี น
3.3 มอื ดาเนนิ งาน (การบริหารจัดการ การจดั กจิ กรรมพฒั นาคุณภาพชวี ติ (กพช.) การวัด
และประเมนิ ผลการเรียน)
3.4 แนวทางการจัดการเรียนรู้
4. ข้อมูลความต้องการพัฒนาของจงั หวดั อากอ และชมุ ชน จากทไี่ ด้ศกึ ษาแอกสารและข้อมลู ที่กล่าว
ไว้ขา้ งตน้ แลว้ นัน้ สถานศึกษากาหนดทิศทางการจัดการศกึ ษา โดยการพฒั นาหลักสตู รสถานศกึ ษาทต่ี อบสนอง
เป้าหมายของผู้เรยี น การพัฒนาของจังหวดั อาเภอ และชมุ ชน ใหส้ อดคลอ้ งกับปรชั ญา "คิดเป็น"
องค์ประกอบของหลักสตู รสถานศกึ ษา
หลักสูตรสถานศกึ ษา เป็นการกาหนดกรอบการจดั การศึกษาเพ่ือให้เป็นทิศทางในการพฒั นาผู้เรียน
และชมุ ชน สังคม ดังนน้ั หลกั สตู รสถานศกึ ษาควรมีองค์ประกอบ ดงั นี้
1. บริบทพน้ื ฐาน
2. ปรัชญา "คิดเป็น"
3. วสิ ัยทัศน์
6
4. พนั ธกิจ
5. หลกั การ จดุ หมายของหลักสูตร
6. กลุ่มเปา้ หมาย
7. กรอบโครงสรา้ ง
7.1 ระดบั การศึกษา
7.2 สาระการเรยี นรู้
7.3 กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชวี ติ
7.4 มาตรฐานการเรียนรู้
7.5 เวลาเรียน
7.6 หน่วยกิต
7.7 โครงสร้างหลักสตู ร
8. สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
8.1 ทักษะการเรียนรู้
8.2 ความรู้พ้นื ฐาน (ภาษไทย ภาษาต่างประเทศ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร)์
8.3 การประกอบอาชีพ
8.4 ทกั ษะการดาเนนิ ชวี ติ
8.5 การพัฒนาสังคม
9. แผนการลงทะเบียนเรยี นของสถานศกึ ษาตลอดหลกั สตู ร
10. วธิ ีการจดั การเรียนรู้
10.1 การเรยี นรคู้ ิ้วยตนเอง
10.2 การเรยี นรแู้ บบพบกลุ่ม
10.3 การเรยี นรแู้ บบทางไกล
10.4 การเรียนรแู้ บบช้นั เรยี น
10.5 การเรยี นรใู้ นรูปแบบอืน่ ๆ
11. การจดั กระบวนการเรยี นรู้
11.1 สภาพปัญหา ความตอ้ งการ
11.2 แสวงหาขอ้ มูลและจัดการเรยี นรู้
11.3 นาไปประยกุ ต์ใช้
11.4 ประเมนิ ผลการเรยี นรู้
12. สอ่ื การเรียนรู้
13. การเทียบโอน
14. การวดั และประเมินผลการเรียน
15. การจบหลักสตู ร
16. เอกสารหลักฐานการศกึ ษา
7
หลกั สูตรสถานศกึ ษาตามหลักสตู รการศึกษานอกระบบระดับการศกึ ษาข้นั พนื้ ฐาน
พทุ ธศกั ราช 2551
บริบทพืน้ ฐาน
ประวตั ิความเป็นมาของจังหวัดศรีสะเกษ
ความเป็นมาทางประวัติศาสตร์ของจงั หวดั ศรีสะเกษ ก่อนสมยั กรงุ ศรีอยุธยา ไมป่ รากฏหลักฐาน
แน่นอน มีการจดบันทึกไวพ้ อสงั เขป ส่วนมากได้จากคาบอกเล่าของผสู้ ูงอายเุ ล่าต่อๆ กันมา เอาความแนน่ อน
ไม่ได้นกั นักประวตั ศิ าสตรแ์ ละนกั โบราณคดสี นั นิษฐานวา่ พนื้ ท่ีภาคอสี านในปัจจุบันเคยเปน็ ท่อี ย่ขู องพวก
ละวา้ และลาว มแี วน่ แควน้ อาณาเขตปกครองเรียกว่า "อาณาจกั รฟูนนั " ประมาณปี พ.ศ.1100 พวกละว้าทเ่ี คย
มีอานาจปกครอง อาณาจกั รฟนู นั เสื่อมอานาจลง ขอมเข้ามามี
อานาจแทน และตงั้ อาณาจักรเจนละ หรืออิศานปุระขึน้ พวก
ละว้าถอยร่นไปทางเหนือ ปล่อยใหพ้ ื้นทีภ่ าคอสี านรกรา้ งวา่ งเปลา่
เปน็ จานวนมาก เขตพืน้ ที่จงั หวัดศรสี ะเกษและจงั หวดั ใกล้เคียงจงึ
ถกู ทิง้ ใหเ้ ปน็ ท่รี กร้างและเปน็ ปา่ ดง ขอมได้แบง่ การปกครองเปน็
3 ภาค โดยมีศนู ย์การปกครองอย่ทู ีล่ ะโว้ (ลพบุรี) พมิ าย
(นครราชสมี า) และสกลนคร มฐี านะเป็นเมือง ประเทศราช
ขึ้นตรงตอ่ ศนู ย์กลางการปกครองใหญท่ ี่นครวัดในยุคทข่ี อมเรือง
อานาจ ศรสี ะเกษนา่ จะเป็นดินแดนแห่งหน่งึ ที่ขอมใชเ้ ป็นเส้นทาง
ไปมาระหวา่ งเมืองประเทศราชดังกล่าวแลว้ เพราะปรากฏโบราณสถานโบราณวตั ถุของขอม ซึง่ กรมศิลปากร
สารวจในจังหวัดศรีสะเกษ เมื่อ พ.ศ.2512 จานวน 15 แหง่ ไม่รวมเขาพระวหิ ารซง่ึ เป็นเทวะสถานของขอมที่
ยิ่งใหญ่แห่งหน่ึง นอกจากนี้ยังมีปราสาทหินสระกาแพงใหญ่ สระกาแพงน้อย ปราสาทลุมพุก ปราสาทบ้าน
ทามจาน (บ้านสมอ) ปราสาทเยอ ปราสาทโดนต็วล (ช่องตาเฒ่า อ.กันทรลักษ์) สันนิษฐานว่าโบราณสถาน
เหล่านี้มอี ายุประมาณ 1,000 ปีเศษมีอยตู่ ามท้องทีอ่ าเภอต่างๆ ของจังหวัดศรีสะเกษ ขอมคงสร้างข้ึน เพื่อเป็น
ท่ีพักและประกอบพิธีทางศาสนาระหว่างเดินทางจากนครวัด นครธมข้ามเทือกเขาพนมดงรักษ์มาสู่ศูนย์กลาง
การปกครองภาคอีสานทั้ง 3 เมืองดังกล่าวแล้ว เม่ือขอมเสื่อมอานาจลง ไทยเริ่มมีอานาจครอบครองดินแดน
เหล่าน้ขี ณะเดยี วกันจังหวัดศรีสะเกษ มีสภาพเป็นป่าดงอยู่นานเพราะแม้แตส่ มัยกรุงศรีอยุธยาตอนกลางก็มิได้
บันทกึ กล่าวถงึ จงั หวดั ศรีสะเกษ
สันนษิ ฐานว่าเมอื งศรีสระเกศถกู ยุบลงเป็นอาเภอ
ขน้ึ กบั เมืองขขุ นั ธ์ ซึ่งเปน็ เมืองเกา่ มาแตเ่ ดมิ พ.ศ.2447
ย้ายท่ตี ้งั เมืองขุขันธ์ (ซ่งึ อยทู่ ี่บา้ นแตระ ตาบลห้วยเหนอื
อาเภอขขุ นั ธใ์ นปจั จบุ ัน) มาอยู่ทตี่ าบลเมอื งเกา่ (ปจั จุบัน
คอื ตาบลเมอื งเหนือในเขตเทศบาลเมอื งศรสี ะเกษใน
ปจั จบุ นั ) และยังคงใชช้ อ่ื "เมืองขุขนั ธ์" ยบุ เมอื งขขุ นั ธ์เดมิ
8
เป็นอาเภอหว้ ยเหนอื (อาเภอขุขนั ธใ์ นปจั จบุ นั น้ี) พ.ศ.2459 กระทรวงมหาดไทย มปี ระกาศให้เปลี่ยนชอ่ื เมือง
ทุกเมืองเป็นจังหวัด เมืองขุขันธ์จงึ เปน็ เปน็ จงั หวดั ขขุ นั ธ์ เมอ่ื วันท่ี 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2459 เปลย่ี นผ้วู า่ ราชการ
เมืองเป็นผวู้ า่ ราชการจังหวดั พ.ศ.2481 มีพระราชกฤษฎกี า เปลย่ี นช่ือจังหวัดขขุ ันธ์ เป็นจังหวัดศรสี ะเกษ ต้งั แต่
บัดนั้นเป็นตน้ มาจนถึงปัจจุบัน
ปัจจบุ ันจังหวดั ศรสี ะเกษ เป็นจังหวัดหนึ่งในภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือตอนล่าง ท่มี ปี ระวัติความเปน็ มา
ยาวนาน เคยเปน็ ชุมชนทม่ี ีอารยธรรมร่งุ เรืองนานนบั พนั ปี นับแตส่ มยั ขอมเรืองอานาจ และมีชนเผ่าต่างๆ
ได้แก่ ส่วย เขมร ลาว และเยอ อพยพมาต้งั รกรากในบริเวณนีต้ ราบเท่าปัจจบุ ัน
ตราประจาจงั หวัดศรีสะเกษ
รูปปราสาทหนิ 7 ชัน้ และดอกลาดวนมใี บ 6 ใบ
ปรางค์กู่ หมายถึง ปราสาทหินและปรางค์กู่ ที่มีอยู่จานวนมากในจังหวัด
ดอกลาดวน หมายถึง ชือ่ เดิมทีป่ รากฏในตานานเมอื ง คอื เมอื งศรนี ครลาดวน
ธงประจาจังหวดั ศรสี ะเกษ
สีสม้ – ขาว มีรูปปราสาทหิน 7 ชนั้ และดอกลาดวนมีใบ 6 ใบ อยู่ตรงกลางผนื ผ้า
9
ตน้ ไม้ประจาจงั หวดั ศรสี ะเกษ ดอกไม้ประจาจังหวัดศรีสะเกษ
คาขวัญประจาจังหวดั ศรสี ะเกษ
“แดนปราสาทขอม หอมกระเทยี มดี มีสวนสมเดจ็
เขตดงลาดวน หลากล้วนวัฒนธรรม เลศิ ลา้ สามคั คี”
นโยบายพัฒนาของจังหวัดศรสี ะเกษ
นโยบายเรง่ ดว่ นของรฐั บาล บูรณาการเข้าดว้ ยกัน
โดยวางตาแหน่งทางการพฒั นา (Positioning) ตามวิสัยทศั น์ข้างตน้ และกาหนดยุทธศาสตร์ในการ
พัฒนาจังหวดั ไว้ ดังน้ี
1. การเสรมิ สรา้ งเศรษฐกิจฐานรากให้พ่ึงตนเองและแขง่ ขันได้
1.1 ประชาชนมรอาชีพและรายไดเ้ พิ่มขึ้น
1.2 ศักยภาพการผลิตสนิ คา้ และบริการเพ่ิมขึน้
2 การเสรมิ สร้างสงั คมทีเ่ ข้มแข็งและการพัฒนาคณุ ภาพชวี ิตที่ดี
2.1 เดก็ และเยาวชนไดร้ บั การศกึ ษาเรียนรูอ้ ยา่ งท่ัวถงึ และมีคุณภาพ
2.2 ประชาชนมสี ขุ ภาพ และคณุ ภาพชวี ติ ทด่ี ี มภี ูมิคมุ้ กันทางสงั คมทีเ่ ข้มแข็งพง่ึ พาตนเองได้
ตามหลักปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพยี ง
2.3 ความเปน็ เลศิ ทางดา้ นกฬี า
3 การพฒั นาโครงสรา้ งพื้นฐาน ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสิ่งแวดลอ้ ม
3.1 มีโครงสรา้ งพนื้ ฐานและทรัพยากรธรรมชาติสงิ่ แวดล้อมท่เี อื้อประโยชน์ตอ่ การดารงชวี ิตและ
การประกอบอาชพี
4 การเสรมิ สร้างความมนั่ คงและการรกั ษาความสงบเรยี บร้อย
4.1 ประชาชนมคี วามปลอดภยั ในชีวิตและทรัพย์สนิ
4.2 มคี วามสมั พันธ์ที่ดีกับประเทศเพ่ือนบ้าน
4.3 สงั คมเกดิ ความสมานฉันท์ ประชาชนอยู่ดีมสี ุข
10
4.4 ประชาชนผู้ไดร้ ับภัยพิบตั ิ และผู้อาศยั อยู่ตามแนวชายแดนมคี วามปลอดภัยในชวี ติ และ
ทรัพยส์ ิน
5 การพัฒนาการบริหารจัดการภาครฐั ที่มีประสิทธิภาพ
5.1 ประชาชนมคี วามพึงพอใจในการรับบริการจากหน่วยภาครัฐ
วสิ ยั ทศั นจ์ ังหวดั ศรสี ะเกษ
" เมืองน่าอยู่ ประตูการค้า การท่องเท่ยี ว อารยธรรมขอมโบราณ
เป็นเลศิ ดา้ นกีฬา นาสนิ ค้าเกษตรมาตรฐาน และปลอดภัยส่คู รวั โลก "
พันธกจิ จงั หวดั ศรสี ะเกษ
1. สร้างความมั่นคงมง่ั คัง่ ความสงบเรียบร้อยบ้านเมอื งมีความเป็นระเบยี บ รม่ รนื่ ด้วยพ้ืนทสี่ ีเขียว
2. สง่ เสรมิ การคา้ การลงทนุ การท่องเทยี่ วกับประเทศเพื่อนบา้ น
3. สง่ เสรมิ สภุ าพ สนบั สนุนการศึกษา และกีฬาของจงั หวดั
4. สง่ เสรมิ สินคา้ เกษตรท่ไี ด้มาตรฐานและปลอดภัย รวมท้งั สนบั สนุนอตุ สาหกรรมแปรรปู สินคา้ เกษตร
5. บูรณาการการทางานของหนว่ ยงานราชการ และเอกชนเพ่อื ขบั เคล่ือนยทุ ธศาสตร์จงั หวัดให้
บรรลผุ ลสัมฤทธ์ิ
เนือ่ งจากประชาชนชาวจังหวัดศรีสะเกษมวี ิถีชวี ิตทเ่ี รียบง่าย และมวี ฒั นธรรมประเพณที ี่ดีงาม
โดยเฉพาะเกย่ี วกับการเกษตรหลายประการ
ในการพฒั นารว่ มกบั ประชาชน จึงเน้นความสอดคลอ้ งเชอ่ื มโยงกับการทามาหากนิ และการผลิตสนิ คา้
เกษตรแบบดง้ั เดิม ที่เนน้ ใช้แรงงานคนมากกว่าเครอื่ งจักรตามวิถีศรสี ะเกษ แต่เพมิ่ ทกั ษะและมลู คา่ ให้เป็นไป
ตามความต้องการของตลาดมากขนึ้ เพ่ือเปน็ การเพ่ิมรายได้ ทาใหป้ ระชาชนมีสุขภาพอนามยั ทดี่ ีมีความสุข แม้
จะไมร่ า่ รวยเหมือนท่ีอน่ื โดยจะมคี วามเก่ยี วข้องเช่อื มโยงกันในการพฒั นาและแก้ไขปัญหา ซงึ่ การใชเ้ ครื่องมือ
ดังกล่าวขา้ งต้น จะเปน็ การพัฒนาจังหวัดที่มุง่ ไปสูเ่ ป้าประสงค์สุดท้าย เพ่ือให้ "ชาวศรสี ะเกษ กนิ อนุ่ นอนอุ่น
ทนุ มี หน้หี มด" โดยขยายความได้ ดังนี้
กินอิ่ม คือ การมีเศรษฐกิจที่พอเพยี ง พงึ่ พาตนเองได้ ประชาชนผลิตอาหารอย่างเพยี งพอสาหรบั
อปุ โภคบริโภค ท่เี หลือจะนาไปจาหน่ายประชาชนมีความม่ันคงทางด้านอาหาร / ท่ีอยูอ่ าศยั และสามารถดแู ล
ตนเองได้
นอนอ่นุ คือ การมีสุขภาพดี และฝนั ดี มีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน ไมม่ ีปัญหายาเสพติด
ประชาชนมสี ขุ ภาพอนามัยท่ีดี มคี วามสขุ มีความมัน่ คงในชีวติ รวมทัง้ ประชาชนรักการออกกาลังกายหรือเล่น
กีฬา
ทุนมี ไดแ้ ก่ ทุนทางท่ดี นิ ทุนทีเ่ ปน็ ตวั เงิน ทนุ ทางปัญญา รวมทั้งทนุ ทางสงั คม ไม่หมดหวังสนิ้ คดิ ทุน
ทาใหเ้ กิดรายไดท้ ่ีมนั่ คง มีความรว่ มมอื ระหวา่ งกนั อนั เชื่อมโยงมิติความม่ันคงของประเทศได้
หนห้ี มด ก็คือ เมอื่ ประชาชนมรี ายได้กจ็ ะปลอดจากหนีส้ นิ เป็นความสขุ ของประชาชน ทุกข์หมดไป
ทัง้ นี้ จะต้องอาศัยความเช่อื มโยงซึ่งกันและกนั ต้องมีการบูรณาการงานของทกุ ภาคส่วนเขา้ ดว้ ยกนั และน้อม
นาแนวทางปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยู่หวั มาปรับใช้ให้เหมาะสมกับชวี ติ
11
ประจาวัน และตระหนกั ถึงความรับผดิ ชอบต่อสงั คมด้วยเสมอ เน่ืองจากเป็นหนา้ ที่ของประชาชนทีส่ ามารถ
ชว่ ยกันในการพฒั นาจังหวดั ใหม้ คี วามเจริญรงุ่ เรืองต่อไป
ยทุ ธศาสตรจ์ ังหวัด
จังหวัดศรีสะเกษ ไดน้ าแนวทางในแผนพฒั นาฯ ฉบบั ท่ี 10 แผนบริหารราชการแผ่นดนิ นโยบาย
เร่งดว่ นของรัฐบาล บรู ณาการเขา้ ดว้ ยกัน โดยวางตาแหนง่ ทางการพฒั นา (Positioning) ตามวิสยั ทัศนข์ า้ งตน้
และกาหนดยุทธศาสตร์ในการพัฒนาจงั หวัดไว้ ดังนี้
ประเดน็ ยุทธศาสตร์ที่ 1 การเสรมิ สร้างเศรษฐกิจฐานรากให้พ่งึ ตนเองและแข่งขนั ได้
1.1 ประชาชนมีอาชพี และรายได้เพิ่มขึน้
1.2 ศักยภาพการผลิตสนิ ค้าและบริการเพิ่มขึน้
ประเดน็ ยุทธศาสตร์ท่ี 2 การเสรมิ สร้างสังคมทเ่ี ขม้ แข็งและการพฒั นาคุณภาพชีวติ ท่ีดี
2.1 เดก็ และเยาวชนได้รับการศกึ ษาเรียนรู้อย่างทว่ั ถึงและมีคณุ ภาพ
2.2 ประชาชนมสี ุขภาพ และคณุ ภาพชวี ติ ท่ีดี มภี ูมิคุม้ กันทางสงั คมทีเ่ ข้มแข็งพง่ึ พาตนเองได้
ตามหลักปรชั ญาเศรษฐกจิ พอเพยี ง
2.3 ความเป็นเลศิ ทางด้านกีฬา
ประเดน็ ยทุ ธศาสตร์ที่ 3 การพฒั นาโครงสรา้ งพื้นฐาน ทรพั ยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดล้อม
3.1 มีโครงสรา้ งพืน้ ฐานและทรัพยากรธรรมชาตสิ ่งิ แวดลอ้ มที่เอ้ือประโยชน์ต่อการดารงชีวิต
และการประกอบอาชีพ
ประเดน็ ยุทธศาสตร์ท่ี 4 การเสรมิ สร้างความมัน่ คงและการรกั ษาความสงบเรียบรอ้ ย
4.1 ประชาชนมีความปลอดภัยในชีวิตและทรัพยส์ นิ
4.2 มคี วามสัมพันธท์ ี่ดกี ับประเทศเพื่อนบา้ น
4.3 สังคมเกิดความสมานฉันท์ ประชาชนอยดู่ มี ีสุข
4.4 ประชาชนผู้ไดร้ ับภัยพิบัติ และผู้อาศัยอยตู่ ามแนวชายแดนมคี วามปลอดภัยในชวี ิตและ
ทรัพย์สิน
ประเด็นยุทธศาสตร์ท่ี 5 การพฒั นาการบริหารจัดการภาครฐั ท่มี ีประสิทธภิ าพ
ประชาชนมคี วามพงึ พอใจในการรบั บรกิ ารจากหน่วยภาครัฐ
ข้อมลู อาเภอขขุ นั ธ์
ประวตั ิความเป็นมาของอาเภอ
ในสมัยกรุงศรีอยุธยา บริเวณที่เป็นเขตจังหวัดศรีสะเกษและสุรินทร์ ในปัจจุบันน้ี เดิมเป็นถ่ินที่อยู่
อาศัยของกลุ่มชนชาติพนั ธ์ุเขมรและชนชาติพนั ธ์กวย ซึ่งเรียกโดยรวมว่า เขมรป่าดง มีชุมชนที่สาคัญ คือ บ้าน
ปราสาทส่ีเหลีย่ มโคกลาดวน ซ่งึ ต่อมาเปน็ เมืองขุขันธ์ ปีพุทธศักราช 2302 รชั สมัยสมเด็จพระเจา้ เอกทัศน์ แห่ง
กรุงศรีอยุธยา พญาช้างเผือกได้แตกโรงไปอยู่รวมกับโขลงช้างป่าในเขตภูเขาพนมดงรัก(ភ្ នុំដងរែក) จึง
โปรดเกล้าฯให้ทหารคู่พระทัย (ทองดว้ งและบุญมา) นาไพร่พลออกติดตาม โดยได้รับการช่วยเหลือจาก ตากะ
12
จะ หัวหน้ากลุ่มชนบ้านปราสาทส่ีเหล่ยี มโคกลาดวน และเชยี งขัน ร่วมกับหัวหนา้ กลุ่มชาวเขมรป่าดงทชี่ านาญ
การจับช้างคือ เชียงปุ่มแห่งบ้านเมืองที เชียงสีแห่งบ้านกุดหวาย เชียงฆะแห่งบ้านอัจจะปะนึง และเชียงไชย
แห่งบ้านจาระพัด ออกติดตามจนพบและสามารถจับพญาช้างเผือกได้ และตามคณะนาส่งถึงกรุงศรีอยุธยา
พระเจ้าอยู่หัวจึงโปรดเล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ ตากะจะ เป็นหลวงแก้วสุวรรณ ตาแหน่งนายกอง
หวั หน้าหมู่บ้าน และเชยี งขัน เป็นหลวงปราบ ผชู้ ว่ ยนายกองหัวหน้าหม่บู ้าน
ปี พุทธศกั ราช 2302-2440 ผู้ดารงตาแหน่งเจ้าเมอื งขุขันธ์ รวม 9 ทา่ น
ปี พทุ ธศกั ราช 2306 โปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะบ้านปราสาทสี่เหลยี่ มโคกลาดวน
ข้ึนเป็นเมอื งขุขันธ์ หลวงแก้วสุวรรณ ไดเ้ ลอื่ นเปน็ พระไกรภกั ดี
ศรีนครลาดวน เจา้ เมืองขขุ นั ธค์ นแรก
ปี พทุ ธศกั ราช 2440 โปรดเกล้าฯเปลีย่ นแปลงตาแหนง่ เจ้าเมืองขขุ ันธ์ เปน็ ผู้วา่ ราชการ
เมืองขขุ นั ธ์
ปี พุทธศักราช 2449 ยา้ ยศาลากลางเมอื งขขุ ันธ์ไปตงั้ บรเิ วณศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ
แต่ยังคงใช่ชื่อ ศาลากลางเมืองขุขันธ์ เปล่ียนชื่ออาเภอขุขันธ์ เป็น
อาเภอหว้ ยเหนอื
ปี พทุ ธศักราช 2450 ยุบเมืองศรีสะเกษและเมอื งเดชอุดมโดยใหอ้ าเภอที่ขึน้ กับเมืองท้ัง
สองไปข้ึนกับเมืองขุขันธ์
ปี พทุ ธศักราช 2459 โปรดเกล้าฯเปลย่ี นชื่อเมอื งขุขันธ์ เปน็ จงั หวดั ขขุ ันธ์
ปี พทุ ธศักราช 2481 เปลยี่ นชื่อจังหวดั ขุขนั ธ์ เปน็ ชอื่ จังหวดั ศรสี ะเกษ เปลี่ยนชือ่ อาเภอ
ห้วยเหนอื เปน็ ชื่ออาเภอขขุ ันธ์ ตั้งแต่บัดน้นั เปน็ ตน้ มา
ประวัติพระยาไกรภักดีศรีนครลาดวน ผู้สร้างเมืองขุขันธ์ พระยาไกรภักดีศรีนครลาดวน ทีชื่อเดิมว่า
ตากะจะ เป็นหัวหน้าชาวเขมรป่าดงบ้านปราสาทส่ีเหล่ียมโคกลาดวน เม่ือปี พุทธศักราช 2302 ในรัชสมัย
สมเด็จพระเจ้าเอกทัศน์แห่งกรุงศรีอยุธยา พญาช้างเผือกแตกโรงหนีเข้าป่า ไปอยู่รวมกับโขลงช้างป่าใน
เทอื กเขาพนมดงเร็ก ตากะจะและเชียงขันธ์ พร้อมหัวหน้าชาวเขมรป่าดง รับอาสาตามจับพญาช้างเผอื กได้และ
ตามคณะนาส่งถึงกรุงศรีอยุธยา ด้วยความชอบในคร้ังนี้จึงโปรดเกล้าฯ พระราชทานบรรดาศักดิ์ให้ ตากะจ ะ
เป็นหลวงแกว้ สุวรรณ ตาแหน่งหวั หนา้ นายกองปกครองหมูบ่ า้ น
ปี พุทธศักราช 2306 หลวงแก้วสุวรรณ นาเครื่องบรรณาการถวายพระเจ้าอยู่หัว ณ กรุงศรีอยุธยา
ความชอบครั้งน้ี ได้โปรดเกล้าฯ ให้ยกฐานะบ้านปราสาทสี่เหล่ยี มโคกลาดวน ข้ึนเปน็ เมืองขุขันธ์ โปรดเกล้าฯ
เลื่อนบรรดาศกั ด์ิ ให้หลวงแกว้ สวุ วรณ เป็น พระไกรภักดศี รนี ครลาดวน เจ้าเมอื งขุขนั ธ์
ปี พุทธศักราช 2319-2321 สมเด็จพระเจ้ากรุงธนบรี โปรดเกล้าฯ ให้พระยาจักรี (ทองดว้ ง) ไปทาศึก
สงครามกับเวียงจันทร์หลายคร้ัง พระไกรภกั ดีศรีนครลาดวน (ตากะจะ) ได้เกณฑ์กาลังไปช่วยรบอยา่ งเข้มแข็ง
จนได้รับชยั ชนะทุกครั้ง จึงโปรดเกล้าฯ เลอ่ื นบรรดาศักด์เิ ป็นพระยาไกรภกั ดศี รีนครลาดวน นบั ไดว้ ่าเป็นบรรพ
บุรษุ ผสู้ ร้างเมืองขุขนั ธ์ เป็นตน้ ตระกลู ของเมอื งขุขนั ธ์และได้ถึงแก่อนิจกรรมในปี พุทธศักราช 2321
13
ทาเนยี บเจ้าเมือง ผูป้ กครองเมอื งขุขันธ์
1. พระยาไกรภักดศี รนี ครลาดวน (ตากะจะหรือ หลวงแกว้ สุวรรณ) 2302-2321 -
-
ปฐมตระกูลวงศ์ เจา้ เมอื งขุขนั ธ์ ผ้กู ่อตงั้ เมอื งขุขนั ธ์ คนแรก
2. พระยาขุขันธภ์ กั ดีศรนี ครลาดวน (เชียงขันธห์ รือ หลวงปราบ) 2321-2325
3. พระยาไกรสงคราม (ทา้ วบุญจันทรห์ รอื พระไกร) 2327-2369
4. พระยาขุขนั ธ์ภักดีศรนี ครลาดวน (พระสังฆะบรุ ี หรอื ทองดว้ ง) 2371-2393
5. พระยาขขุ นั ธ์ภกั ดีศรีนครลาดวน (ทา้ วในหรอื หลวงภักดีภูธรสงคราม) 2393-2393
6. พระยาขุขันธภ์ ักดีศรนี ครลาดวน (ท้าวนวน หรอื พระแก้วมนตร)ี 2393-2393
7. พระยาขขุ ันธ์ภกั ดีศรนี ครลาดวน (ท้างก่ิงหรอื หลวงภกั ดีภูธรสงคราม) 2394-2395
8. พระยาขขุ นั ธ์ภักดีศรีนครลาดวน (ทา้ ววังหรือ พระวชิ ัย) 2395-2426
9. พระยาขุขันธภ์ ักดีศรีนครลาดวน (ทา้ วปานหรอื ท้าวปญั ญา ขุขันธนิ ) 2426-2440
เจ้าเมอื งลาดับสุดท้ายในตาแหน่งเจ้าเมืองขุขันธ์
ท่ีตงั้ และอาณาเขต
อาเภอขุขันธ์ต้ังอยู่ทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ของจังหวัด ห่างจากตัวจังหวัดประมาณ 50 กิโลเมตร มี
อาณาเขตติดต่อกับเขตการปกครองขา้ งเคยี งดังต่อไปนี้
ทศิ เหนือ ติดต่อกับ ตาบลดู่ ตาบลโพธ์ิศรี ตาบลสมอ ตาบลหนองเชียงทนู
ทิศตะวนั ออก อาเภอปรางคก์ ู่ และ ตาบลศรีสาราญ ตาบลวังหิน อาเภอวังหิน
ติดต่อกบั ตาบลโนนปูน ตาบลดินแดง ตาบลไพรบึง ตาบลสาโรงพลนั
อาเภอไพรบึง
14
ทศิ ใต้ ตดิ ต่อกับ ตาบลโพธิ์กระสงั ข์ ตาบลกนั ทรอม อาเภอขนุ หาญ และ ตาบล
ทศิ ตะวันตก โคกตาล ตาบลตะเคียนราม ตาบลหว้ ยตก๊ึ ชู ตาบลละลม อาเภอภสู ิงห์
ติดตอ่ กับ ตาบลตาวัง อาเภอบวั เชด ตาบลตาคง อาเภอสงั ขะ ตาบล
หนองแวง อาเภอศรีณรงค์ (จงั หวดั สุรินทร์)
การแบง่ เขตการปกครอง
การปกครองส่วนภูมภิ าค
อาเภอขขุ นั ธแ์ บ่งพื้นท่ีการปกครองย่อยออกเปน็ 22 ตาบล 276 หมบู่ ้าน ได้แก่
1. กันทรารมย์ (Kanthararom) 10 หมบู่ ้าน
2. ตะเคยี น (Takhian) 12 หมบู่ ้าน
3. จะกง (Chakong) 13 หมู่บ้าน
4. นคิ มพฒั นา (Nikhom Phatthana) 10 หมู่บ้าน
5. ใจดี (Chai Di) 11 หมบู่ ้าน
6. โคกเพชร (Khok Phet) 11 หมบู่ า้ น
7. ดองกาเม็ด (Dong Kammet) 11 หมู่บา้ น
8. ปราสาท (Prasat) 9 หม่บู ้าน
9. โสน (Sano) 22 หมบู่ า้ น
10. สาโรงตาเจน็ (Samrong Ta Chen) 17 หมบู่ า้ น
11. ปรอื ใหญ่ (Prue Yai) 20 หมู่บา้ น
12. หว้ ยสาราญ (Huai Samran) 11 หมู่บา้ น
14. กฤษณา (Kritsana) 13 หมบู่ า้ น
15. ตาอดุ (Ta Ut) 9 หมบู่ า้ น
16. ลมศักด์ิ (Lom Sak) 11 หมู่บา้ น
17. หว้ ยเหนอื (Huai Nuea) 14 หมู่บา้ น
18. หนองฉลอง (Nong Chalong) 10 หมูบ่ ้าน
19. ห้วยใต้ (Huai Tai) 13 หมู่บ้าน
20. ศรตี ระกลู (Si Trakun) 7 หมบู่ า้ น
21. หวั เสอื (Hua Suea) 14 หมู่บ้าน
22. ศรสี ะอาด (Si Sa-at) 9 หมู่บา้ น
15
การปกครองสว่ นทอ้ งถนิ่
ท้องท่ีอาเภอขุขันธป์ ระกอบดว้ ยองคก์ รปกครองส่วนทอ้ งถิ่น 23 แหง่ ไดแ้ ก่
เทศบาลตาบลเมืองขุขันธ์ ครอบคลมุ พื้นท่ีบางส่วนของตาบลหว้ ยเหนอื
เทศบาลตาบลศรีสะอาด ครอบคลุมพื้นที่ตาบลศรสี ะอาดทัง้ ตาบล
องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลกันทรารมย์ ครอบคลุมพื้นทต่ี าบลกันทรารมย์ท้งั ตาบล
องค์การบริหารส่วนตาบลจะกง ครอบคลมุ พน้ื ที่ตาบลจะกงทงั้ ตาบล
องคก์ ารบริหารส่วนตาบลใจดี ครอบคลมุ พื้นที่ตาบลใจดีทงั้ ตาบล
องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลดองกาเมด็ ครอบคลุมพื้นที่ตาบลดองกาเม็ดทัง้ ตาบล
องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลโสน ครอบคลุมพ้นื ที่ตาบลโสนทัง้ ตาบล
องค์การบรหิ ารส่วนตาบลปรอื ใหญ่ ครอบคลุมพน้ื ที่ตาบลปรอื ใหญท่ ัง้ ตาบล
องค์การบริหารส่วนตาบลสะเดาใหญ่ ครอบคลุมพน้ื ท่ีตาบลสะเดาใหญท่ ง้ั ตาบล
องคก์ ารบริหารส่วนตาบลตาอดุ ครอบคลุมพื้นท่ตี าบลตาอุดทง้ั ตาบล
องคก์ ารบริหารส่วนตาบลห้วยเหนือ ครอบคลมุ พน้ื ทีต่ าบลห้วยเหนือ
(เฉพาะนอกเขตเทศบาลตาบลเมืองขุขนั ธ์)
องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลห้วยใต้ ครอบคลมุ พนื้ ทต่ี าบลห้วยใต้ท้ังตาบล
องค์การบรหิ ารส่วนตาบลหวั เสือ ครอบคลุมพื้นที่ตาบลหวั เสือท้งั ตาบล
องคก์ ารบรหิ ารส่วนตาบลตะเคียน ครอบคลมุ พื้นที่ตาบลตะเคียนทงั้ ตาบล
องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลนิคมพฒั นา ครอบคลมุ พื้นทต่ี าบลนคิ มพัฒนาทง้ั ตาบล
องค์การบริหารสว่ นตาบลโคกเพชร ครอบคลุมพน้ื ทต่ี าบลโคกเพชรทัง้ ตาบล
องค์การบริหารสว่ นตาบลปราสาท ครอบคลมุ พน้ื ทตี่ าบลปราสาทท้ังตาบล
องค์การบรหิ ารสว่ นตาบลสาโรงตาเจน็ ครอบคลมุ พื้นที่ตาบลสาโรงตาเจน็ ทั้งตาบล
องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลหว้ ยสาราญ ครอบคลมุ พนื้ ที่ตาบลห้วยสาราญท้ังตาบล
องค์การบริหารส่วนตาบลกฤษณา ครอบคลมุ พน้ื ทตี่ าบลกฤษณาทง้ั ตาบล
องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลลมศกั ดิ์ ครอบคลุมพื้นที่ตาบลลมศกั ดิท์ ั้งตาบล
องค์การบรหิ ารส่วนตาบลหนองฉลอง ครอบคลุมพน้ื ทต่ี าบลหนองฉลองทงั้ ตาบล
องคก์ ารบริหารสว่ นตาบลศรตี ระกูล ครอบคลมุ พน้ื ทต่ี าบลศรีตระกลู ทั้งตาบล
สภาพชมุ ชน
อาเภอขุขันธ์ จงั หวัดศรสี ะเกษ เป็นอาเภอเกา่ ทีม่ ีประวตั ิความเปน็ มาอนั ยาวนานควบคู่การตง้ั
เมืองขุขันธ์ มีอาณาเขตกว้างขวางครอบคลุมพ้ืนท่ีที่เป็นอาเภอต่างๆหลายอาเภอของจังหวัดศรีสะเกษใน
ปัจจุบัน
พ.ศ. 2443 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลท่ี 5 ใช้นามว่า อาเภอห้วย
เหนอื ขนึ้ ตอ่ การปกครองของเมืองขุขนั ธ์
16
พ.ศ. 2459 ได้มีการเปล่ียนแปลงนามเมืองต่างๆทั่วประเทศ เป็น “จังหวัด” เมืองขุขันธ์ จึงมีนามว่า
จังหวดั ขุขันธ์ สว่ นอาเภอหว้ ยเหนอื ยงั คงใชน้ ามเดมิ และขนึ้ ตอ่ จังหวดั ขุขนั ธ์
พ.ศ. 2481 ได้มีการออกพระราชกฤษฎีกาเปล่ียนนาม “จังหวัดขุขันธ์” เป็นนามจังหวัดศรีสะเกษ และ
เพ่ือรักษาเกียรติประวัติของเมืองขุขันธ์ อันเป็นเมืองท่ีมีความสาคัญทางประวัติศาสตร์ของอีสานใต้ จึงได้
เปลย่ี นนาม “อาเภอห้วยเหนือ” เป็น “อาเภอขขุ ันธ์” ข้นึ ต่อจงั หวัดศรีสะเกษ มาจนถึงปจั จบุ ัน
ที่ว่าการอาเภอขุขันธ์ ถนนไกรภักดี ตาบลห้วยเหนือ ติดถนนสาย ศรีสะเกษ - ขุขันธ์ อยู่ทางทิศใต้
ของที่ตั้งศาลากลางจังหวัดศรีสะเกษ ระยะทางประมาณ 49 กิโลเมตร จัดเป็นอาเภอช้ัน 1 มีพ้ืนที่ประมาณ
571,426.87 ไร่ ปจั จุบนั มี นายสุริยา บุตรจินดา เปน็ นายอาเภอ มสี ภาพทว่ั ไปดังน้ี
1) ด้านการศึกษา เป็นท่ีต้ังสานักงานเขตพื้นท่ีประถมศึกษา ศรีสะเกษ เขต 3 สถานศึกษาในสังกัด
สานักงานสพป.ศรีสะเกษ เขต 3 จานวน 89 โรง สถานศึกษาในสังกัดสานกั งานเขตพ้นื ทีม่ ัธยมศึกษาศรีสะเกษ
จานวน 4 โรง ได้แก่ โรงเรียนขุขันธ์, โรงเรียนสวงษ์วิทยา, โรงเรียนสะเดาใหญ่ประชาสรรค์ และโรงเรียนศรี
ตระกูลวิทยา สถานศึกษาในสังกัดสานักงานคณะกรรมการการศึกษาเอกชน จานวน 2 แห่ง ได้แก่ โรงเรียนขุ
ขันธ์ราษฎร์บารุง และโรงเรียนเทคโนโลยีบริหารธุรกิจรักไทย วิทยาลัยการอาชีพขุขันธ์ สถานศึกษาในสังกัด
องค์การบริหารสว่ นจังหวัดศรีสะเกษ จานวน 1 แห่ง ศูนย์พัฒนาเด็กเลก็ จานวน 22 แหง่ ศูนยเ์ ด็กอบรมเด็ก
กอ่ นเกณฑ์ในวัด จานวน 29 แห่ง โรงเรียนพระปริยัตธิ รรม จานวน 1 แห่ง กศน.อาเภอขุขนั ธ์ มี กศน.ตาบล
22 แห่ง 1 ศนู ย์การเรยี นชมุ ชน หอ้ งสมุดประชาชนอาเภอขขุ นั ธ์ มุมอา่ นหนงั สอื ในบา้ น จานวน 138 แหง่
2) ดา้ นประชากร ประชากร ตามสถติ ทิ ะเบยี นราษฎร มีจานวน ท้งั สิ้น 148,066 คน
แบ่งเปน็ ชาย 71,925 คน หญิง 72,284 คน จานวน 27,144 ครัวเรือน มีความหนาแน่นเฉล่ยี ตอ่ พ้ืนท่ีประมาณ
161.94 คน/ตร.กม. ผู้มีสิทธ์เิ ลอื กตั้ง จานวน 98,238 คนแยกเป็น ชาย 49,901 คน หญิง 98,238 คน
3) ด้านภูมิประเทศและภูมิอากาศ พ้ืนท่ีโดยท่ัวไปเป็นท่ีราบสูง มีลักษณะลาดต่าจากทิศใต้ไป
ทางทิศเหนือ เน่ืองจากทิศใต้เป็นเทือกเขาท่ีไม่สูงนัก ติดต่อกับเทือกเขาพนมดงรัก มีลักษณะทางภูมิอากาศ
เปน็ 3 ฤดู คือ ฤดูรอ้ น ฤดูฝนและฤดหู นาว พน้ื ทเี่ ป็นแหลง่ กาเนดิ ของ ลานา้ ต่างๆ อันเป็นแหลง่ นา้ ธรรมชาติ
ท่เี กิดจากเทือกเขาพนมดงรกั ไหลผา่ นอาเภอขุขนั ธ์ ดงั นี้
(1) ลาหว้ ยสาราญ ต้นน้าเกดิ จากเทอื กเขาพนมดงรักท่ตี าบลห้วยตามอญ อาเภอภูสงิ ห์
ไหลผ่านตาบลโสน ตาบลกนั ทรารมย์ ใจดี และตาบลหว้ ยเหนอื
(2) ลาห้วยศาลา ต้นน้าเกิดจากเทือกเขาพนมดงรักที่บ้านนาตราว อาเภอภูสิงห์
ไหลผา่ น ตาบลตาอดุ หว้ ยใต้ และ ตาบลหว้ ยเหนือท่ีบา้ นปราสาท
(3) ลาห้วยเหนือ ต้นน้าเกิดจากเทือกเขาพนมดงรักท่ีตาบลโคกตาล อาเภอภูสิงห์
ไหลผา่ นตาบลปรอื ใหญ่ หว้ ยใต้ และ ตาบลห้วยเหนอื ลงสู่แม่น้ามลู ทอี่ าเภอเมืองศรีสะเกษ
(4) ลาห้วยติ๊กชู ต้นน้าเกิดจากเทือกเขาพนมดงรักท่ีตาบลละลม ไหลผ่านตาบลโสน
และไปเชือ่ มกบั ลาหว้ ยสาราญทบ่ี ้านตาสุ ตาบลใจดี
พน้ื ท่สี ว่ นใหญ่ของอาเภอขขุ นั ธ์ เปน็ พืน้ ท่ใี ช้ประโยชน์ประกอบอาชีพเกษตรกรรม
ประมาณร้อยละ 81.51 ของพ้ืนทอ่ี าเภอ
17
4) ดา้ นเศรษฐกิจ สภาพทางเศรษฐกิจ อาเภอขุขนั ธ์ มสี ภาพทางเศรษฐกิจทส่ี าคญั แยกได้
ดงั น้ี
(1) การเกษตรกรรม มีพน้ื ทีก่ ารเกษตรทัง้ สิน้ 465,777 ไร่
(2) ครอบครัวเกษตรกร จานวน 21,468 ครอบครัว ปลูกพืชทางการเกษตรในพื้นท่ี
ปริมาณมากที่สุดถึงร้อยละ 95 ของพ้ืนท่ีการเกษตร คือ ปลูกข้าว ปลูกมันสาปะหลัง ปลูกไม้ผล และปลูกปอ
และยางพารา ตามลาดับ
(3) การอตุ สาหกรรม มีอตุ สาหกรรมโรงงานทาปุย๋ ชวี ภาพ จานวน 11 แห่ง
(4) การพาณิชย์ มสี ถานบรกิ ารนา้ มนั เชอื้ เพลิงขนาดใหญ่ จานวน 9 แห่ง
(5) ธนาคาร 9 แห่ง ได้แก่ ธนาคารออมสิน ธนาคารกรุงเทพ (สาขาขุขันธ์) ธนาคาร
กรุงเทพ (สาขาเทสโก้โลตัสขุขันธ์) ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์ ธนาคารกรุงไทย (สาขาขุ ขันธ์)
ธนาคารกรงุ ไทย (สาขาเทสโกโ้ ลตสั ขขุ นั ธ)์ ธนาคารกสิกรไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ (สาขาขุขันธ์) และธนาคาร
ไทยพานิชย์ (สาขาเทสโก้โลตสั ขุขนั ธ์)
(6) มีห้างสรรพสนิ คา้ และซเู ปอร์มาเก็ต 4 แห่ง ได้แก่ เทสโก้ โลตัส สอ่ งแสงซเู ปอร์สโตร์
สอ่ งแสงซูเปอร์สโตร์ 2 และอุบลซุปเปอร์ นอกจากน้ียังมีร้านสะดวกซ้ืออีกจานวน 5 แห่ง คือ เซเว่นอีเลฟเว่น
4 แห่ง เฟรชมารท์ และซีพเี ฟรชมาร์ท อย่างละ 1 แหง่
(7) มีโชวร์ ูมรถยนต์ จานวน 3 แห่ง ได้แก่ โชวร์ มู โตโยตา้ โชวร์ มู อีซซู ุ และโชว์รมู คูโบต้า
5) ด้านอาชีพ รายได้ประชากรเฉล่ีย/ปี/คน 22,303 บาท อาชีพหลักของประชาชนส่วน
ใหญ่ คือการทานา ผลผลิตทางการเกษตรท่ีสาคัญ ได้แก่ ข้าว ปอ พริก มะม่วงแก้ว อาชีพรองได้แก่การทาไร่
ทาสวน การเล้ียงสัตว์และการค้าขาย มีอาชีพเสริมที่สาคัญ คือ โครงการหน่ึงตาบลหนึ่งผลิตภัณฑ์ เช่น จัดตั้ง
กลุ่มทอผ้าไหม กลุ่มผลิตภัณฑ์จากมือ กลุ่มผลิตภัณฑ์ครุน้อย กลุ่มผลิตภัณฑ์เกวียนน้อย และกลุ่มผลิตผอบ
ใบตาล หัตถกรรมท่ีสาคัญและมีชื่อเสียง ได้แก่ ครุน้อยบ้านสะอาง เกวยี นน้อยบา้ นใจดี ผอบหรือกระอูบใบตาล
บา้ นหนองก๊อก กระเป๋าใบเตยบ้านตาทึง หมวกใบตาลบ้านเสวต กระเป๋าผือ เส่ือใบเตยบ้านเขวิก ผ้าไหมบ้าน
นคิ มพัฒนา บา้ นตมิ บา้ นใจดี ฯลฯ
6) ด้านศิลปวัฒนธรรม ประชากรอาเภอขุขันธ์ประกอบด้วยชน 4 เผ่าได้แก่เขมร ลาว กูย
และเยอ ภาษาทพ่ี ูดในชีวิตประจาวัน ได้แก่ภาษาเขมร กูย ลาวและภาษาไทย สภาพปัจจุบันชาวอาเภอขุขันธ์
ไดห้ ลอมรวมศิลปวัฒนธรรมเข้าด้วยกันมีความคลา้ ยคลึงกนั ซึ่งไดแ้ ก่ การละเล่นพน้ื เมือง การฟ้อนรา การเล่น
ดนตรีพ้นื เมืองอีสานใต้ การแต่งเพลง การแต่งกาย การทอผ้าพ้ืนเมืองการตัดเย็บเส้ือเก็บ(เสื้อพื้นเมืองชาวกูย
ชาวเขมร)
7) ด้านประเพณี ชาวอาเภอขุขันธ์มีประเพณีท่ีคล้ายคลึงกับ ประเพณีของชาวไทยภาคอื่น
เช่นประเพณีรดน้าดาหัวผู้สูงอายุ ประเพณีสงกรานต์ บุญบั้งไฟ ประเพณีลอยกระทง การทาบุญข้ึนบ้านใหม่
การแต่งงาน การตักบาตรทาบุญวันข้ึนปใี หม่ ประเพณีแห่เทยี นเข้าพรรษา ประเพณีทีส่ าคญั และเป็นอัตลักษณ์
ของอาเภอขุขันธ์คือ ประเพณีแซนโฎนตา ซ่ึงเป็นประเพณีเซน่ ไหว้บรรพบุรุษของคนไทยเชื้อสายเขมร โดยคน
ไทยกลุ่มดังกล่าวได้ยึดถือปฏิบัติกันมาแต่ด้ังเดิม เนื่องจากอาเภอขุขันธ์มีคนไทยเชื้อสายเขมรอยู่เป็นจานวน
มาก บรรดาลูกหลานท่ไี ปทางานต่างถนิ่ จะกลับมาร่วมพิธีเซ่นไหว้ที่บ้านเป็นประจาทุกปี แต่การแซนโฎนตาได้
18
กระทากันในครอบครัว บางครอบครัวท่ีเป็นคนรุ่นใหม่เร่ิมขาดความรู้ความเข้าใจในพิธีกรรมดังกล่าว ชาว
อาเภอขุขันธ์จึงได้จัดงานประเพณีแซนโฎนตาขึ้นต้ังแต่ปี พ.ศ. 2544 เป็นต้นมา เพื่อเป็นการสืบสาน พัฒนา
และสง่ เสริมวัฒนธรรม ประเพณใี นทอ้ งถ่ินให้เปน็ ที่รูจ้ กั อยา่ งแพร่หลาย
8) ด้านศาสนา ประชากรส่วนใหญ่ของอาเภอขุขันธ์ นับถือศาสนาพุทธ ร้อยละ 99 มี
จานวนวดั ทง้ั หมด 71 วัด และมศี าสนาอนื่ ๆ เช่น ศาสนาคริสต์ มสี านกั คริสตจักรช่ัวคราว 1 แหง่
9) แหล่งทอ่ งเทย่ี ว อาเภอขขุ นั ธม์ ีแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วท่สี าคัญ ดงั น้ี
โบราณสถาน และโบราณวัตถุ ได้แก่ วัดเจ๊กโพธิพฤกษ์อยู่ในตาบลห้วยเหนือ เป็นวัดท่ีมี
ประวตั ิแปลกไปจากวัดอน่ื ๆ เพราะสร้างโดยคนไทยเชอ้ื สายจนี ในเมอื งขขุ นั ธใ์ นวดั มีสิ่งทน่ี า่ สนใจคือปราสาทกุด
หรอื ปราสาทวัดเจ๊กโพธิพ์ ฤกษ ต้พู ระธรรมของวดั เจ๊กโพธ์ิพฤกษ์ เปน็ งานศิลปะฝีมือทส่ี วยงาม
วัดเขียนบูรพารามตั้งอยู่ที่บ้านพราน ตาบลห้วยเหนือ โบราณสถานคือ อุโบสถที่สร้างใน
สมัยอยุธยาตอนปลาย ภายในอุโบสถมีพระพุทธรูปขนาดใหญ่ ประดิษฐานอยู่เรียกว่า หลวงพ่อโต เป็น
พระพทุ ธรูปปูนป้ันปางมารวิชัย ขนาดหน้าตกั กว้าง 3.50 เมตร สูง 6.80 เมตร มลี ักษณะศลิ ปะท่ีผสมผสานกัน
ระหว่างศิลปะล้านช้าง และศิลปะอยธุ ยาตอนปลาย เปน็ พระพทุ ธรูปคู่บา้ นคู่เมอื งของชาวขขุ ันธ์
วัดกลางอมรินทราวาส เป็นวัดขนาดใหญ่ และเป็นศูนย์การศึกษาและการบริหารการ
ปกครองสงฆ์อาเภอขุขนั ธ์
ปราสาทตาเล็ง ต้ังอยทู่ ี่หมู่ 6 บา้ นปราสาท ตาบลกันทรารมย์ เป็นปรางค์องคเ์ ดียวต้ังอยบู่ น
ฐาน องคป์ รางคม์ ผี ังเป็นรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัสย่อมมุ ไมส้ บิ สองหันหน้าไปทางทิศตะวันออก
แหลง่ ท่องเทีย่ วทางธรรมชาติ ไดแ้ ก่
หนองสะอาง อยู่ท่ีหมู่ 12 บ้านสะอาง ตาบลห้วยเหนือ เป็นหนองน้าที่มีขนาดใหญ่ และเป็น
หนองท่เี ก่าแกแ่ หง่ หนง่ึ ของอาเภอขุขันธ์ และยงั เปน็ แหล่งหาปลาของคนในชุมชน
สถานเี พาะพนั ธ์สุ ัตว์ปา่ จุฬาภรณต์ ัง้ อยูภ่ ายในโครงการทับทิมสยาม 06 บ้านนาจะเรยี หมู่13
อยทู่ างทิศใต้ของตาบลตง่ั อยบู่ นเทือกเขาพนมดงรักระยะทางห่างจากตวั อาเภอขุขันธ์ ประมาณ 18 กิโลเมตร
แหล่งท่องเท่ียวชุมชน (หม่บู ้าน OTOP) ได้แก่ กลุ่มจักสานเกวียนน้อย บ้านใจดี ตาบลใจดี,
กลุ่มครุน้อย บา้ นสะอางค์ ตาบลห้วยเหนือ ,กลมุ่ จักสานใบเตย บ้านตาทึง ตาบลหัวเสือ ,กลุม่ ทาเส้ือเก็บ บ้าน
ยาง ตาบลลมศักด์ิ บ้านห้วยสระภูมิ ตาบลหัวเสือ กลุ่มจักสานใบตาล บ้านหนองก๊อก ตาบลห้วยสาราญ,ศูนย์
เรียนรู้เศรษฐกิจพอเพียง บ้านนาทุ่งพัฒนา ตาบลสาโรงตาเจ็น,กลุ่มทอผ้าบ้านนาค้อ ตาบลปรือใหญ่ ,กลุ่ม
เพาะเลีย้ งกล้วยไม้ หมู่บ้านทับทิมสยาม ตาบลปรอื ใหญ่ กลุ่มทอเส่อื ใบเตย บา้ นศีรษะจันทร์ ตาบลสะเดาใหญ่
และกลมุ่ ผ้เู ลย้ี งจงิ้ หรีด บา้ นโก ตาบลตาอุดฯลฯ
10) ด้านความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินมีสถานีตารวจ 3 แห่งได้แก่สถานีตารวจภูธร
ขุขันธ์ สถานีตารวจภูธรตาบลจะกง และสถานีตารวจภูธรตาบลปรือใหญ่ ด้านสาธารณสุขได้แก่โรงพยาบาล
ขุขันธ์ (ขนาด 150 เตยี ง) สานกั งานสาธารณสขุ 1 แหง่ โรงพยาบาลส่งเสรมิ สขุ ภาพชมุ ชน 27 แห่ง
19
ขอ้ มูลพ้นื ฐานของสถานศึกษา
ช่อื สถานศกึ ษา ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั อาเภอขขุ นั ธ์
ทตี่ ัง้ การติดต่อ เลขท่ี 121 หมู่ท่ี 9 ตาบลหนองฉลอง อาเภอขุขนั ธ์ จังหวดั ศรสี ะเกษ
รหัสไปรษณยี ์ 33140 โทรศพั ท์ 045-814216 โทรสาร 045-814216
เพจ https://www.facebook.com/KhukhanNFE/
สังกัด สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศัยจังหวัดศรีสะเกษ
สานกั งานสง่ เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยจังหวัดศรสี ะเกษ
สานักงานส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สานักงานปลัดกระทรวง
ศกึ ษาธกิ าร กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
ประวัตคิ วามเปน็ มาของสถานศกึ ษา
ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอขุขันธ์ เดิมชื่อศูนย์บริการการศึกษา
นอกโรงเรียนอาเภอขขุ นั ธ์ ไดร้ ับการประกาศจัดตง้ั โดยกระทรวงศึกษาธิการ เมือ่ วันท่ี 26 สิงหาคม 2536 โดย
สานักงานตงั้ อยู่ที่ห้องสมุดอาเภอขุขันธ์ ถนนไกรภักดี ตาบลห้วยเหนือ อาเภอขขุ ันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ หวั หน้า
ศูนย์ ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียนอาเภอ คือ นางสาวนงคราญ เพิ่มบุญ ทาหน้าท่ีจัดการศึกษาสาย
สามัญ สายอาชพี และการศึกษาตามอัธยาศัย
พ.ศ. 2545 กรมการศึกษานอกโรงเรียนได้มีนโยบายให้ศนู ยบ์ ริการการศึกษานอกโรงเรียน
อาเภอย้ายออกจากห้องสมดุ ประชาชนอาเภอ
พ.ศ. 2545 ศูนยบ์ ริการการศึกษานอกโรงเรียนอาเภอขุขันธ์ จึงสรา้ งสานกั งานขึน้ ใหม่โดย
องค์การบริหารส่วนตาบลหนองฉลอง อาเภอขขุ นั ธ์ จงั หวัดศรสี ะเกษ ไดบ้ ริจาคทด่ี นิ ในการสร้างสานักงาน
เปน็ จานวน 2 ไร่ งบประมาณในการสรา้ งอาคารสานกั งาน รวมท้ังสิ้น 582,039.50 บาท ดังนี้
1. เงินจากการจดั ผา้ ปา่ เป็นเงิน 194,889.50 บาท
2. เงินบารุงการศึกษา เปน็ เงิน 120,000.00 บาท
3. เงนิ สนับสนนุ จากองค์การบริหารส่วนตาบล เปน็ เงิน 80,000.00 บาท
4. เงินบริจาคจากพระเดชพระคณุ เจ้าพระวิเทศธรรมรงั ษี (หลวงตาช)ี เปน็ เงิน 168,000.00 บาท
5. เงนิ บริจาคจากนักศึกษาศูนยบ์ ริการการศึกษานอกโรงเรียนอาเภอขุขันธ์ เป็นเงิน 19,150.00 บาท
และได้ย้ายจากห้องสมุดประชาชนอาเภอขุขันธ์มาอยู่สานักงานแห่งใหม่ในวันที่ 26 สิงหาคม 2546 เมื่อวันที่
19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ตราพระราชบัญญัติว่าด้วยการส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย เรียกพระราชบัญญัติน้ี
วา่ “พระราชบัญญัติส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย พ.ศ. 2551” และประกาศในราช
กิจจานเุ บกษาเมอ่ื วนั ที่ 3 มนี าคม พ.ศ. 2551 มีผลบงั คบั ใช้ต้ังแต่วันที่ 4 มนี าคม พ.ศ. 2551
วันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2551 กระทรวงศกึ ษาธกิ ารไดป้ ระกาศรายชอ่ื สถานศึกษา ซง่ึ ประกาศ
ในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันท่ี 25 มีนาคม พ.ศ. 2551 เรียกชื่อว่า “ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษา
ตามอธั ยาศยั อาเภอขขุ นั ธ์ เรยี กโดยยอ่ ว่า “กศน.อาเภอขขุ นั ธ์”
20
ปัจจุบันศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยอาเภอขุขันธ์ ต้ังอยู่เลขท่ี 121 หมู่
9 ตาบลหนองฉลอง อาเภอขุขันธ์ จังหวัดศรีสะเกษ โดยมี นายศุภชัย ประจิม เป็นผู้อานวยการ มีข้าราชการ
ลูกจ้างประจา พนักงานราชการ ครู กศน.ตาบล ครูศูนย์การเรียนชุมชน วิทยากร รวมท้ังสิ้น จานวน 34 คน
ทาหน้าที่จัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน ระดับประถม ม.ต้น และม.ปลาย การศึกษา
ต่อเน่ืองได้แก่ การศึกษาเพ่ือพัฒนาทักษะชีวิต การศึกษาเพื่อพัฒนาอาชีพ การศึกษาเพื่อพัฒนาสังคมและ
ชุมชน การจัดกระบวนการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง การศึกษาตามอัธยาศัย ได้แก่งาน
ห้องสมุดประชาชน งานส่งเสริมการอ่าน งานแหล่งเรียนรู้ และงานการจัดนิทรรศการ รับผิดชอบท้ังสิ้น 22
ตาบล 1 เทศบาล รวม 276 หมบู่ า้ น ดังน้ี
(1) ตาบลห้วยเหนือ มีจานวนหมู่บ้านท้ังหมด 14 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านห้วย, หมู่ 2 บ้าน
สนวน, หมู่ 3 บ้านหาด - แตระ, หมู่ 4 บ้านพราน, หมู่ 5 บา้ นเรียม, หมู่ 6 บา้ นภมู ิ, หมู่ 7 บา้ นเจ๊ก, หมู่ 8 บ้าน
ตะแบก, หมู่ 9 บ้านชาแระตะวันตก, หมู่ 10 บ้านชาแระกลาง, หมู่11 บ้านชาแระเหนือ, หมู่ 12 บ้านสะอาง, หมู่
13 บา้ นบก และหมู่ 14 บ้านตาปน่ิ
(2) ตาบลหนองฉลอง มจี านวนหมู่บ้านท้งั หมด 10 หมู่บา้ น ได้แก่ หมู่ 1 บา้ นนิคมซอย 1, หมู่
2 บ้านนคิ มซอย 2, หมู่3 บ้านนิคมซอย 3, หมู่ 4 บ้านนคิ มซอย 4, หมู่ 5 บ้านตรอย, หมู่ 6 บา้ นนคิ มซอยกลาง
, หมู่ 7 บา้ นนคิ มสายเอก, หมู่ 8 บา้ นนิคมซอย 0, หมู่ 9 บา้ นนคิ มหนองฉลอง และ หมู่ 10 บา้ นหนองโพธ์ิ
(3) ตาบลตะเคียน มีจานวนหมู่บ้านท้ังหมด 12 หมบู่ ้าน ได้แก่หมู่ 1 บ้านตะเคียน, หมู่ 2 บ้านตา
เสกตะวันออก, หมู่ 3 บ้านหนองบัว, หมู่ 4 บ้านกะกา, หมู่ 5 บ้านเวียน, หมู่ 6 บ้านไผ่, หมู่ 7 บ้านโพน, หมู่ 8
บา้ นหว้า, หมู่ 9 บา้ นสวนกระสังข์, หมู่ 10 บ้านกะกาโคกสวา่ ง, หมู่ 11 บ้านพะยอม และหมู่12 บ้านตะเคยี น
(4) ตาบลใจดี มจี านวนหมบู่ ้านทง้ั หมด 11 หมู่บา้ นได้แก่หมู่ 1 บา้ นใจด,ี หมู่ 2 บ้านพะเยียว,
หมู่ 3 บ้านทะลอก, หมู่ 4 บ้านลาภู, หมู่ 5 บา้ นตะแบง, หมู่ 6 บ้านตาส,ุ หมู่7 บา้ นอังกุล, หม8ู่ บ้านโคก
มะเขือ, หมู่ 9 บ้านสมใจ, หมู่ 10 บ้านใจดีเหนือ และ หมู่ 11 บา้ นใจดีกลาง
(5) ตาบลโสน มีจานวนหมู่บา้ นทั้งหมด 22 หมบู่ ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บา้ นโสน, หมู่ 2 บ้านอาวอย,
หมู่ 3 บ้านหนองคล้า, หมู่ 4 บ้านโคกก่ี, หมู่ 5 บา้ นคาเผ่ือ, หมู่ 6 บา้ นสนามสามัคค,ี หมู่ 7 บ้านสวาย, หมู่ 8 บา้ น
ขนนุ , หมู่ 9 บ้านส่ีแยกนาเจริญ, หมู่ 10 บ้านไพรวรรณพัฒนา, หมู่ 11 บา้ นแสงอรุณ, หมู่ 12 บ้านแหลมทอง,
หมู่ 13 บา้ นอาวอยใต,้ หมู่ 14 บ้านหนองคลา้ ใต้, หมู่ 15 บ้านขนนุ เหนอื , หมู่ 16 บ้านโนนสว่าง, หมู่ 17
บ้านหนองไฮ, หมู่ 18 บ้านโสนตะวนั ตก, หมู่ 19 บา้ นโสนเหนือ, หมู่ 20 บา้ นอาวอยเหนือ, หมู่ 21 บา้ นอา
วอยพฒั นา และหมู่ 22 บา้ นโสนพัฒนา
(6) ตาบลกนั ทรารมย์ มีจานวนหม่บู า้ นทัง้ หมด 10 หมบู่ า้ นได้แกห่ มู่ 1 บ้านกันทรารมย์, หมู่ 2
บา้ นตาไอ, หมู่ 3 บ้านโคกโพน, หมู่ 4 บา้ นโคกสูง, หมู่ 5 บา้ นศรีอุดม, หมู่ 6บา้ นโคกสุทศั , หมู่ 7 บา้ นตายอ,
หมู่ 8 บ้านหนองไฮ, หมู่ 9 บ้านโคกโพนตะวันออก และ หมู่ 10บ้านลุมพุก
(7) ตาบลศรสี ะอาด มจี านวนหม่บู ้านท้ังหมด 9 หมู่บ้านได้แก่ หมู่ 1 บา้ นสะอาดหมู่ 2 บ้าน
ภูมริ ่มเย็น, หมู่ 3 บา้ นคลอ้ , หมู่ 4 บ้านศรีษะกระบอื , หมู่ 5 บา้ นโคกกวา้ ง, หมู่ 6 บ้านศรสี ะอาด, หมู่ 7 บา้ น
ศรสี มบูรณ์, หมู่ 8 บ้านตะเคยี น และ หมู่ 9 บา้ นหนองตะเคียน
21
(8) ตาบลตาอุด มจี านวนหมูบ่ า้ นท้ังหมด 9 หม่บู า้ น ได้แก่หมู่ 1 บา้ นตาอดุ , หมู่ 2 บา้ นตาอดุ
ใหม่, หมู่ 3 บ้านจานรรจ์, หมู่ 4 บ้านเดือ่ ทานบ, หมู่ 5 บ้านตาอุดใต้, หมู่ 6 บา้ นนาคลองกลาง, หมู่ 7 บ้านโก
, หมู่ 8 บ้านหัวนอน และ หมู่ 9 บ้านเดอื่ นอก
(9) ตาบลนิคมพัฒนา มจี านวนหมู่บา้ นทง้ั หมด 10 หมู่บา้ นไดแ้ ก่หมู่ 1 บา้ นนาละเวยี , หมู่ 2
บ้านสวายเพ็ง, หมู่ 3 บ้านนิคมเขต 8, หมู่ 4 บ้านยางตากวย, หมู่ 5 บ้านนิคมซอย 6, หมู่ 6 บ้านนิคมซอย 7,
หมู่ 7 บา้ นกวางขาว, หมู่ 8 บา้ นนคิ มเขต 8, หมู่ 9 บา้ นทงุ่ ตาล และ หมู่10บ้านหนองปลาดกุ
(10) ตาบลสะเดาใหญ่ มจี านวนหมบู่ า้ นท้ังหมด 17 หมบู่ า้ น ได้แก่ หมู่ 1บ้านติม, หมู่ 2 บา้ น
ใหม่, หมู่ 3 บ้านสาโรงสูง, หมู่ 4 บ้านสะเดาใหญ่, หมู่ 5บ้านสะเดาตะวันตก, หมู่ 6 บ้านวัดร้าง, หมู่ 7 บ้าน
โพง, หมู่ 8 บ้านเขวิก, หมู่ 9 บา้ นจะลง, หมู่ 10 บ้านภมู ิเตี๊ยบ, หมู่ 11 บา้ นหนองลุง, หมู่ 12 บ้านโคกสาราญ,
หมู่ 13 บ้านสะเดาเหนอื , หมู่ 14 บ้านศรษี ะจันทร,์ หมู่ 15 บ้านหนองตมิ ใต,้ หมู่ 16 บ้านหนองติมเหนอื และ
หมู่ 17 บา้ นสนวน
(11) ตาบลจะกง มีจานวนหมู่บ้านทั้งหมด 13 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านตาสุด,หมู่ 2 บ้านจะ
กง, หมู่ 3 บ้านตาตู้, หมู่ 4 บ้านตะเคียนน้อย, หมู่ 5 บ้านกองหลวง, หมู่ 6 บ้านปะอุง, หมู่ 7 บ้านเค็ง, หมู่ 8
บา้ นหนองจะกง, หมู่ 9 บ้านบึงน้อย, หมู่ 10 บ้านไลย์พัฒนา, หมู่ 11 บ้านอาลัย, หมู่ 12 บ้านหนองลงุ และหมู่
13 บา้ นกระหวนั
(12) ตาบลหว้ ยสาราญ มจี านวนหมู่บ้านทั้งหมด 11 หมู่บา้ นไดแ้ ก่ หมู่ 1บ้านแทรง,หมู่ 2 บ้าน
ราษพี ฒั นา, หมู่ 3 บ้านบุตาฮี, หมู่ 4 บ้านคะนา, บ้าน5เสลา, หมู่ 6 บา้ นนาก๊อก, หมู่7 บา้ นนากอ๊ กตะวันออก,
หมู่ 8 บา้ นยางชุมภูมิตารวจ, หมู่ 9 บ้านขนุนตาหวงั , หมู่ 10 บา้ น หนองก๊อก และ หมู่ 11 บา้ นแทรงเหนอื
(13) ตาบลปรือใหญ่ มีจานวนหมู่บ้านท้ังหมด 20 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้าน ปรือใหญ่, หมู่ 2
บ้านหลัก ,หมู่ 3 บ้านตะเบาะ, หมู่ 4 บ้านมะขาม, หมู่ 5 บ้านปรือคนั ตะวันออก, หมู่ 6 บ้านโนนสมบูรณ์, หมู่
7 บ้านปรือคันตะวันตก, หมู่ 8 บ้านข้ีเหล็ก, หมู่ 9 บ้านคลองลาเจียก, หมู่ 10 บ้านเกษ, หมู่ 11 บ้านเนินแสง,
หมู่ 12 บ้านแสนสขุ , หมู่ 13 บ้านทบั ทิมสยาม 06(นาจเี รีย) ,หมู่ 14 บ้านปรอื คันใต้, หมู่ 15 บ้านบางกระวาน,
หมู่ 16 บ้านหนองอาเสน, หมู่ 17บา้ นทงุ่ ชยั , หมู่18 บา้ นเนนิ เสร,ี หมู่ 19 บา้ นหนองสมิ และ หมู่ 20 บา้ นนาคอ้
(14) ตาบลหว้ ยใต้ มีจานวนหม่บู า้ นทัง้ หมด 13 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านแดง, หมู่ 2 บา้ นกอ่
, หมู่ 3 บ้านแขว, หมู่ 4 บ้านสมบูรณ์ ,หมู่ 5 บ้านสระรุณ, หมู่ 6 บา้ นปราสาท, หมู่ 7บา้ นกนั แต, หมู่ 8 บา้ น
ตาดม, หมู่ 9 บ้านตาตมุ่ , หมู่ 10 บ้านชาเจริญ, หมู่11 บา้ นกระเบา, หมู่ 12 บา้ นตะกรดุ และหมู่ 13 บ้าน
สมบูรณเ์ หนือ
(15) ตาบลศรีตระกลู มีจานวนหมบู่ ้านทั้งหมด 7 หมูบ่ า้ นได้แก่ หมู่1 บา้ นแตระหมู่ 2 บา้ นสนวน
ตะวันตก, หมู่ 3 บา้ นสนวนตะวันออก, หมู่ 4 บ้านระเบกิ , หมู่ 5 บ้านตาฮงี , หมู่6 บา้ นโพน และ หมู่ 7 บา้ น
หนองทับ
(16) ตาบลดองกาเมด็ มีจานวนหมู่บา้ นทง้ั หมด 11 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บา้ น กนั จาน, หมู่ 2
บ้านบงิ , หมู่ 3 บา้ นสวาย, หมู่ 4 บา้ นตราง, หมู่ 5บา้ นดองกาเม็ด, หมู่ 6 บา้ นกระโพธ์ิชา่ งหมอ้ , หมู่ 7 บา้ น
ตราด, หมู่ 8 บา้ นตาโคล, หมู่ 9 บา้ นหนองปงิ ปอง, หมู่ 10 บ้านโพธ์สิ ยาม และ หมู่ 11 บา้ นบงิ ใต้
22
(17) ตาบลหวั เสือ มีจานวนหมู่บา้ นท้ังหมด 14 หมู่บา้ น ได้แก่ หมู่ 1 บ้านหัวเสือ, หมู่ 2 บา้ นวงั เยน็
, หมู่ 3 บา้ นห้วย, หมู่ 4 บ้านสวงษ์, หมู่ 5 บ้านสระภมู ,ิ หมู่ 6 บา้ นบก, หมู่ 7 บา้ นประปุน, หมู่ 8 บ้านอรุณ,
หมู่ 9 บ้านเปลียว, หมู่ 10 บ้านคลองสดุ , หมู่ 11 บา้ นตาทึง, หมู่ 12 บ้านภมู ิสวงษ,์ หมู่ 13 บา้ นหวั เสือ
ตะวนั ตก และ หมู่ 14 บา้ นหวั เสือตะวนั ออก
(18) ตาบลสาโรงตาเจ็น มีจานวนหมู่บ้านท้ังหมด 17 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านสาโรงตาเจ็น,
หมู่ 2 บ้านทะลุโนนม่วง, หมู่ 3 บ้านโนนดู่, หมู่ 4 บ้านศาลา, หมู่ 5 บ้านสระบาน, หมู่ 6 บ้านหว้า, หมู่ 7 บ้าน
เศวต, หมู่ 8 บ้านกระโพธ์ิ, หมู่ 9 บ้านโนนสาย, หมู่ 10 บ้านเริงรมย์, หมู่ 11 บ้านอานาจเจริญ, หมู่ 12 บ้าน
สนวน, หมู่ 13 บ้านสาโรงตาเจ็น, หมู่ 14 บ้านนาทุ่งพัฒนา, หมู่ 15 บ้านหนองคลอง, หมู่ 16 บ้านสาโรง
สามคั คี และ หมู่ 17 บ้านศาลาเหนือ
(19) ตาบลโคกเพชร มีจานวนหมู่บ้านท้ังหมด 11 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านโคกเพชร, หมู่ 2
บา้ นเปย่ี มตะลวก, หมู่ 3 บ้านตาปาง, หมู่ 4 บา้ นภูมิศาลา, หมู่ 5 บ้านระกา, หมู่ 6 บ้านเสลา, หมู่ 7 บา้ นโนน
สาราญ, หมู่ 8 บ้านตามงู , หมู่ 9 บา้ นระกาน้อย, หมู่10บา้ นตาองค์ และ หมู่ 11 บา้ นสุขเกษม
(20) ตาบลลมศักด์ิ มีจานวนหมู่บ้านท้ังหมด 11 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านทุ่งศักด์ิ, หมู่ 2 บ้าน
อาทิ – เม็ก, หมู่ 3 บ้านกระเจา, หมู่ 4 บ้านกลาง, หมู่ 5 บ้านหนองกาดใหญ่, หมู่ 6 บ้านหนองกาดน้อย, หมู่ 7
บ้านยาง, หมู่ 8 บ้านจนั ลม, หมู่ 9 บา้ นวิทย,์ หมู่ 10 บ้านบก และหมู่ 11 บ้านลมศกั ด์ิ
(21) ตาบลกฤษณา มีจานวนหมู่บ้านทั้งหมด 13 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1บ้านกฤษณาหมู่ 2 บ้าน
กฤษณาตะวันตก, หมู่ 3 บ้านพรมแสง, หมู่ 4 บ้านสวัสดี, หมู่ 5 บ้านพอก, หมู่ 6 บ้านตารงค์, หมู่ 7 บา้ นปา่ ใต้
, หมู่ 8 บ้านหนองค้า, หมู่ 9 บ้านอาลาง, หมู่ 10 บ้านหนองเค็งน้อย, หมู่ 11 บ้านธาตุจังเกา, หมู่ 12 บ้าน
หนองเคง็ น้อยตะวนั ตก และหมู่13 บา้ นบุตาด
(22) ตาบลปราสาท มีจานวนหมู่บ้านท้ังหมด 9 หมู่บ้าน ได้แก่ หมู่ 1 บ้านปราสาท, หมู่ 2 บ้าน
มะขาม, หมู่ 3 บ้านกันโทรก, หมู่ 4 บ้านโคกเพชร, หมู่ 5 บ้านหนองสะแกสน, หมู่ 6 บ้านสกุล, หมู่ 7 บ้านบ่อ
ทอง, หมู่ 8 บ้านสะพาน และ หมู่ 9 บ้านเสรี
ทาเนียบบคุ ลากร
ประเภท รายละเอียด
1) ผบู้ ริหาร นายศภุ ชัย ประจิม ตาแหนง่ ผอู้ านวยการ
วฒุ ิการศกึ ษา ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขา บริหารการศึกษา
2) ครู นายเนตร แสงทอง ตาแหนง่ ครูชานาญการ
วุฒิการศึกษา วทิ ยาศาสตรบัณฑติ สาขา วทิ ยาศาสตร์
3) ครูผชู้ ว่ ย นางญดานฏิ ฐ์ บงั คะดารา ตาแหนง่ ครู
วุฒิการศึกษา บริหารธรุ กจิ บณั ฑติ สาขา ตลาด
4) บคุ ลากรทางการ นางประไพพักตร์ แทน่ แก้ว ตาแหนง่ บรรณารักษ์ชานาญการ
ศกึ ษา วฒุ ิการศึกษา ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขา การบรหิ ารการศกึ ษา
23
ประเภท รายละเอียด
5) พนักงานราชการ
1) นายนคร ศรบี ุญเรือง ตาแหนง่ ครอู าสาสมัครฯ
วุฒิการศึกษา ศกึ ษาศาสตรบัณฑิต สาขา ภาษาไทย
2) นางสาวปรญี าดา อุปมา ตาแหน่ง ครอู าสาสมัครฯ
วุฒกิ ารศึกษา ครุศาสตรบณั ฑติ สาขา การศกึ ษาปฐมวยั
3) นางสาววิลยั ปรางมาศ ตาแหนง่ ครูอาสาสมัครฯ
วุฒิการศึกษา วทิ ยาศาสตรบัณฑิต สาขา วิทยาศาสตร์สุขภาพ
4) นางปภาวรินทร์ สมร ตาแหน่ง ครูอาสาสมัครฯ
วุฒิการศกึ ษา ครุศาสตรบัณฑิต สาขา วทิ ยาศาสตรท์ ั่วไป
5) นางเสาวคนธ์ แกว้ วจิ ิตร ตาแหน่ง ครู กศน.ตาบล
วุฒิการศึกษา ครุศาสตรบัณฑิต สาขา การประถมศึกษา
6) นางราตรี หนองหงอก ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วฒุ ิการศกึ ษา บรหิ ารธุรกจิ บณั ฑิต สาขา คอมพวิ เตอรธ์ รุ กจิ
7) นายสิริวชั หนองหงอก ตาแหน่ง ครู กศน.ตาบล
วุฒกิ ารศึกษา ครุศาสตรบณั ฑติ สาขา การประถมศกึ ษา
8) นายจนิ ดา พงษว์ เิ ศษ ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วฒุ ิการศึกษา ครศุ าสตรบณั ฑิต สาขา อตุ สาหกรรมศิลป์
9) นายสมาน ดวงชยั ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วฒุ ิการศกึ ษา ครุศาสตรบัณฑติ สาขา ประถมศึกษา
10) นางสาวิตรี แวงวรรณ ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วุฒิการศกึ ษา ครศุ าสตรบัณฑิต สาขา ภาษาอังกฤษ
11) นางสาวบุษบา อุทยั เรอื ง ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วุฒิการศึกษา วิทยาศาสตรบณั ฑติ สาขา ชวี วิทยา
12) นางโสจริ ตั น์ นนทะพันธ์ ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วุฒกิ ารศึกษา ครุศาสตรบณั ฑิต สาขา การประถมศกึ ษา
13) นายณรงค์ สมจนั ทร์ ตาแหน่ง ครู กศน.ตาบล
วฒุ ิการศกึ ษา วิทยาศาสตรบณั ฑติ สาขา เกษตรศาสตร์
14) นางสาวสุกญั ญา ก่งิ คา ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วุฒกิ ารศกึ ษา บริหารธรุ กจิ บณั ฑิต สาขา บญั ชี
15) นางสาวอัฏชญา เจรญิ ศรเี มือง ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วุฒกิ ารศกึ ษา ศลิ ปศาสตรบัณฑิต สาขา สอื่ สารมวลชน
16) นายอภิรตั น์ พงษว์ เิ ศษ ตาแหน่ง ครู กศน.ตาบล
วฒุ ิการศึกษา วทิ ยาศาสตรบัณฑติ สาขา วทิ ยาศาสตร์การกฬี า
24
ประเภท รายละเอยี ด
6) ลูกจ้างชัว่ คราว 17) นางสาวปาริสา ศรีมาศ ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
7) วทิ ยากรวิชาชพี
วุฒกิ ารศกึ ษา ศิลปศาสตรบัณฑติ สาขา ส่ือสารมวลชน
18) นางสจุ ติ รา เอ่ยี วธนโชติสกุล ตาแหน่ง ครู กศน.ตาบล
วุฒกิ ารศกึ ษา ครศุ าสตรบณั ฑติ สาขา เกษตรกรรม
19) นางนารีรัตน์ กงชัย ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วฒุ กิ ารศกึ ษา ครศุ าสตรบณั ฑิต สาขา การประถมศึกษา
20) นางสาวสุพัตรา ศรโี สภา ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วุฒกิ ารศกึ ษา ศกึ ษาศาสตรมหาบณั ฑิต สาขา สังคมศกึ ษา
21) นางสาวภทั รวดี กุมรีจิตร ตาแหน่ง ครู กศน.ตาบล
วฒุ ิการศกึ ษา บรหิ ารธรุ กิจบัณฑิต สาขา บริหารทรพั ยากรมนุษย์
22) นางเอมกิ า พรมโคตร ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วฒุ ิการศึกษา รัฐศาสตรบณั ฑติ สาขา รัฐศาสตร์
23) ว่าที่ ร.ต.วัฒนะ แหวนเงิน ตาแหนง่ ครู กศน.ตาบล
วฒุ กิ ารศึกษา ครุศาสตรบณั ฑติ สาขา สังคมศกึ ษา
24) นางรงุ่ ทพิ ย์ คาผง ตาแหน่ง ครู กศน.ตาบล
วุฒกิ ารศึกษา ครุศาสตรบณั ฑติ สาขา สขุ ศึกษา
25) นายธงไชย สิทธศิ ร ตาแหน่ง ครู กศน.ตาบล
วุฒกิ ารศกึ ษา ศิลปศาสตรบัณฑิต สาขาบรรณารกั ษศาสตร์และ
สารสนเทศศาสตร์
26) นางสาวจฑุ ามาศ พานิช ตาแหน่ง ครู กศน.ตาบล
วฒุ กิ ารศึกษา บริหารธุรกิจบณั ฑิต สาขา คอมพิวเตอร์ธุรกิจ
1) นางสาวสุจิตตรา ศรีสรุ กั ษ์ ตาแหนง่ ครู ศรช.
วฒุ ิการศกึ ษา ศลิ ปศาสตรบณั ฑิต สาขา ภาษาไทย
2) นายณัฐพล เลิศศรี ตาแหนง่ ครู ศรช.
วฒุ กิ ารศกึ ษา ศลิ ปศาสตรบัณฑติ สาขา เทคโนโลยีสารสนเทศ
3) นายเฉลิมศักด์ิ บญุ ขาว ตาแหนง่ ครู ศรช.
วุฒกิ ารศึกษา วทิ ยาศาสตรบณั ฑติ สาขา วิศวกรรมคอมพวิ เตอร์
4) นางสาวสวุ มิ ล เข่อื นคณุ า ตาแหนง่ ครู ศรช.
วฒุ กิ ารศึกษา ศิลปศาสตรบ์ ณั ฑติ สาขา อตุ สาหกรรมการท่องเท่ยี ว
และโรงแรม
1) นางสาวอัญวรี ์ โรจน์พฒุ ิไชย ตาแหนง่ วิทยากรคอมพวิ เตอร์
วุฒกิ ารศกึ ษา ศลิ ปศาสตรบณั ฑติ สาขา เทคโนโลยสี ารสนเทศ
25
คณะกรรมการสถานศึกษา ประธานการรมการสถานศึกษา
1. นายสนุ ันท์ อินทะพนั ธ์ การรมการ
2. ดร.พระครูสตุ ะ ธรรรมววิ ฒั น์ การรมการ
3. นางวนั เพญ็ แผ่นเงิน การรมการ
4. นายสเุ พียร คาวงษ์ การรมการ
5. นายวีระชยั ชกู าแพง การรมการ
6. นางสมสิน ศรีชยั ปัญหา การรมการ
7. ร.ต.อ.สหนนั ท์ อนิ ทมาศ การรมการ
8. นายบญุ เพง็ คาเลศิ การรมการและเลขานุการ
9. นายศภุ ชยั ประจมิ
ศูนยก์ ารเรยี นชมุ ชน
ศนู ยก์ ลางการจดั กิจกรรมการศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอัธยาศยั ในชมุ ชน เพื่อสร้างโอกาส
การเรียนรู้ การถ่ายทอด และเปน็ เวทแี ลกเปล่ยี นประสบการณ์ วิทยาการตลอดจนภมู ิปญั ญาท้องถนิ่ ของ
ชมุ ชน ประกอบดว้ ย
1. ศนู ยก์ ารเรยี นชมุ ชนบ้านตาปนิ่
2. ศูนยก์ ารเรยี นชุมชนตาบลห้วยใต้
3. ศนู ยก์ ารเรียนชมุ ชนตาบลโสน
4. ศนู ยก์ ารเรยี นชุมชนตาบลปรอื ใหญ่
แหลง่ เรยี นรทู้ ี่สาคญั ในชุมชน
ช่ือ กศน.ตาบล ท่ตี ง้ั ผู้รับผิดชอบ
นางเสาวคนธ์ แกว้ วิจติ ร
กศน.ตาบลหัวเสอื หมทู่ ี่ 13 ตาบลหวั เสือ อาเภอขขุ นั ธ์ นางราตรี หนองหงอก
นายสริ ิวัช หนองหงอก
จังหวดั ศรสี ะเกษ 33140 นายธงไชย สิทธศิ ร
วา่ ทร่ี ้อยตรีวัฒนะ แหวนเงนิ
กศน.ตาบลสาโรงตาเจน็ หมทู่ 1ี่ ตาบลสาโรงตาเจน็ อาเภอขขุ นั ธ์ นางสาวติ รี แวงวรรณ
จงั หวดั ศรีสะเกษ 33140
กศน.ตาบลโคกเพชร หมู่ท่ี 1 ตาบลโคกเพชร อาเภอขขุ นั ธ์
จังหวดั ศรีสะเกษ 33140
กศน.ตาบลจะกง หม่ทู ี่ 8 ตาบลจะกง อาเภอขขุ ันธ์
จังหวดั ศรีสะเกษ 33140
กศน.ตาบลลมศักด์ิ หมู่ที่ 8 ตาบลลมศักดิ์ อาเภอขุขันธ์
จงั หวดั ศรีสะเกษ 33140
กศน.ตาบลตะเคยี น หมู่ท่ี 1 ตาบลตะเคียน อาเภอขขุ นั ธ์
จังหวัดศรสี ะเกษ 33140
ช่อื กศน.ตาบล ทตี่ ั้ง 26
กศน.ตาบลดองกาเม็ด หมู่ที่ 11 ตาบลดองกาเม็ด อาเภอขุขนั ธ์ ผรู้ ับผดิ ชอบ
กศน.ตาบลใจดี จงั หวดั ศรสี ะเกษ 33140 นายณรงค์ สมจนั ทร์
กศน.ตาบลหว้ ยสาราญ หมทู่ ่ี 10 ตาบลใจดี อาเภอขุขันธ์
กศน.ตาบลห้วยเหนือ จงั หวัดศรีสะเกษ 33140 นางสาวสุกญั ญา กิ่งคา
ศรช.ตาปิ่น หมู่ท่ี 12 ตาบลห้วยสาราญ อาเภอขุขันธ์
กศน.ตาบลห้วยใต้ จังหวัดศรีสะเกษ 33140 นางโสจิรัตน์ นนทะพันธ์
กศน.ตาบลสะเดาใหญ่ หมู่ที่ 12 ตาบลหว้ ยเหนือ อาเภอขุขันธ์
กศน.ตาบลหนองฉลอง จงั หวดั ศรสี ะเกษ 33140 นางสาวบษุ บา อุทยั เรือง
กศน.ตาบลโสน หมทู่ ี่ 1 ตาบลห้วยใต้ อาเภอขุขันธ์ นางสาวสวุ มิ ล เขอ่ื นคุณา
กศน.ตาบลศรตี ระกูล จงั หวัดศรสี ะเกษ 33140 นางสาวอัฏชญา เจริญศรเี มอื ง
กศน.ตาบลกฤษณา หมู่ท่ี 13 ตาบลสะเดาใหญ่ อาเภอขุขันธ์ นายเฉลิมศักดิ์ บุญขาว
กศน.ตาบลศรีสะอาด จังหวดั ศรีสะเกษ 33140 นายอภิรัตน์ พงษ์วเิ ศษ
กศน.ตาบลปราสาท หมูท่ ี่ 9 ตาบลหนองฉลอง อาเภอขขุ ันธ์
กศน.ตาบลกนั ทรารมย์ จงั หวดั ศรีสะเกษ 33140 นายสมาน ดวงชยั
กศน.ตาบลนคิ มพัฒนา หมทู่ ี่ 1 ตาบลโสน อาเภอขุขนั ธ์
กศน.ตาบลตาอุด จังหวดั ศรสี ะเกษ 33140 นางเอมิกา พรมโคตร
กศน.ตาบลปรอื ใหญ่ หมทู่ ี่ 7 ตาบลศรตี ระกลู อาเภอขุขันธ์ นางสาวสจุ ติ ตรา ศรสี รุ กั ษ์
จงั หวดั ศรีสะเกษ 33140 นางสาวจุฑามาศ พานชิ
หม่ทู ี่ 1 ตาบลกฤษณา อาเภอขขุ นั ธ์
จังหวดั ศรีสะเกษ 33140 นายจินดา พงษว์ ิเศษ
หมู่ที่ 4 ตาบลศรีสะอาด อาเภอขขุ นั ธ์
จังหวัดศรีสะเกษ 33140 นางสาวสพุ ตั รา ศรโี สภา
หมู่ที่ 9 ตาบลปราสาท อาเภอขขุ นั ธ์
จงั หวดั ศรสี ะเกษ 33140 นางสาวภัทราวดี กุมรีจติ ร
หมทู่ ี่ 5 ตาบลกันทรารมย์ อาเภอขุขนั ธ์
จังหวัดศรีสะเกษ 33140 นางสาวปารสิ า ศรีมาศ
หมทู่ ี่ 10 ตาบลนิคมพฒั นา อาเภอขุขนั ธ์
จังหวัดศรสี ะเกษ 33140 นางสจุ ติ รา เอ่ยี วธนโชตกิ ลุ
หมู่ท่ี 5 ตาบลตาอุด อาเภอขขุ ันธ์
จังหวดั ศรีสะเกษ 33140 นางนารีรัตน์ กงชยั
หมู่ที่ 14 ตาบลปรอื ใหญ่ อาเภอขขุ นั ธ์
จงั หวดั ศรสี ะเกษ 33140 นางรุ่งทพิ ย์ คาผง
นายณัฐพล เลศิ ศรี
แหล่งเรียนรู้ ประเภทแหล่งเรียนรู้ 27
ชอ่ื แหล่งเรยี นรู้ กลุ่มวิสาหกจิ
ครุน้อยบา้ งสะอาง กลมุ่ อาชีพ ท่ตี งั้
กลุ่มทาตะกรา้ ทางมะพรา้ ว กลุม่ วสิ าหกจิ หมู่ 12 บา้ นสะอาง ต.หว้ ยเหนือ
กลมุ่ ทาดอกไม้จนั ทน์ กลมุ่ วสิ าหกิจ หมู่ 8 บา้ นตะแบก ต.ห้วยเหนือ
กลมุ่ ทาน้าพริก กลมุ่ สนใจ หมู่ 14 บา้ นตาป่ิน ต.ห้วยเหนอื
กลมุ่ ปั่นจักรยานล้อเดยี ว การทอผ้า หมู่ 14 บา้ นตาป่นิ ต.หว้ ยเหนือ
กลมุ่ ทอผ้า การเกษตร หมู่ 4 บา้ นพราน ต.ห้วยเหนอื
ศูนยเ์ ศรษฐกิจพอเพียง หมู่ 5 บา้ นเรียม ต.หว้ ยเหนือ
บา้ นนาทงุ่ พฒั นา หตั ถกรรม 95 ม.4 ต.สาโรงตาเจน็
กลมุ่ ปักลายเสื้อเก็บ การจกั สาน
กล่มุ สานตะกร้าทางมะพร้าว การใช้เทคโนโลยีที่เหมาะสม ม.13 ต.สาโรงตาเจน็
กลุ่มทากระถางยางรถยนต์ การทอผ้า ม.14 ต.สาโรงตาเจน็
กลุม่ ทอผา้ ลายลกู แก้ว การจกั สาน ม.14 ต.สาโรงตาเจ็น
กลมุ่ สานกระบุง การทอผ้า ม.13 ต.สาโรงตาเจ็น
กลมุ่ ทอผ้าไหมมดั หม่ี การทอ ม.13 ต.สาโรงตาเจน็
กล่มุ ทอเส่อื พบั จากตน้ กก การบริหารจดั การขยะ ม.7 ต.สาโรงตาเจ็น
ธนาคารขยะชมุ ชนบ้านระกา ศาสนสถาน 160 ม.5 ต.โคกเพชร
วดั บา้ นโคกเพชร กลุม่ วิสาหกจิ ชุมชน ม.5 บ้านระกา ต.โคกเพชร
กลุ่มจักสาน การเกษตรผสมผสาน ม.1 บา้ นโคกเพชร ต.โคกเพชร
ศนู ย์เศรษฐกิจพอเพียง การจกั สาน ม.7 บา้ นโนนสาราญ ต.โคกเพชร
กลุ่มจกั สานหญา้ แฝก แหลง่ น้าสาธารณะ 20 ม.20 ต.โสน
อ่างหนองโคตร ศาสนสถาน ม.1 บ้านโสน ต.โสน
วัดปา่ หนองโพธ์ิ เศรษฐกิจพอเพยี ง ม.2 ต.โสน
มะนาวในท่อ ศาสนสถาน ม.10 ต.โสน
วัดบา้ นกะกา ศาสนสถาน ม.6 ต.ตะเคยี น
วดั ตะเคียนช่างเหล็ก ศาสนสถาน ม.4 ต.ตะเคยี น
สานกั สงฆ์บา้ นตาเสก การจักสาน ม.1 ต.ตะเคียน
กลุ่มสานตะกร้าทางมะพรา้ ว การเกษตรผสมผสาน ม.5 ต.ตะเคยี น
เศรษฐกจิ พอเพยี ง การจกั สาน ม.8 ต.ตะเคียน
กลมุ่ ทาสมุ่ ไก่ การจกั สาน ม.6 บา้ นโนม ต.ศรตี ระกลู
กลุ่มทากระเปา๋ ใบเตย หตั ถกรรม ม.6 บา้ นโนม ต.ศรตี ระกลู
กลุ่มทาเกวยี นนอ้ ย ม.1 บ้านเคาะ ต.ศรีตระกูล
ม.1 ต.ใจดี
ชอ่ื แหล่งเรยี นรู้ ประเภทแหลง่ เรียนรู้ 28
ศูนยห์ ม่อนไหม เกษตรกรรม, หัตกรรม ทต่ี ัง้
ม.11 ต.ใจดี
วัดบา้ นลาภู ศาสนสถาน ม.4 ต.ใจดี
ม.11 บา้ นอาลัย
ศูนย์พนั ธุข์ า้ วบา้ นอาลยั แหลงศกึ ษาภมู ิปญั ญาด้านพนั ธข์ุ า้ ว ม.11 บ้านอาลัย
ม.4 ต.ใจดี
กลุม่ ทาไมก้ วาดทางมะพร้าว การจักสาน ม.8 ต.ใจดี
ม.5 บา้ นหนองกาด ต.ลมศักดิ์
ศนู ย์เศรษฐกิจพอเพียง การเกษตร ม.5 บา้ นหนองกาด ต.ลมศกั ด์ิ
ม.2 บ้านอาทิ ต.ลมศักด์ิ
กลมุ่ เล้ยี งจ้งิ หรดี เกษตรกรรม ม.7 บา้ นยาง ต.ลมศักด์ิ
ม.1 บ้านท่งุ ศักดิ์ ต.ลมศักด์ิ
กลมุ่ ทอผา้ ไหม การทอ ม.5 ต.ห้วยสาราญ
ม.10 ต.หว้ ยสาราญ
กลุ่มสานหมวกใบตาล การจักสาน ม.9 ต.หว้ ยสาราญ
136 ม.12 ต.ปรอื ใหญ่
กลมุ่ ทอตุง การทอ 38 ม.12 ต.ปรือใหญ่
ม.13 ต.ปรอื ใหญ่
กลมุ่ เสือ้ เก็บ, ทอผา้ กี่กระตุก การทอ, ปักลาย ม.13 ต.ปรอื ใหญ่
ม.5 ต.ปรอื ใหญ่
กลุ่มผา้ ไหม เสอื้ ผ้าและเคร่ืองแต่งกาย ม.14 ต.ปรือใหญ่
ม.9 ต.กนั ทรารมย์
วดั บา้ นเสลา ศาสนสถาน ม.3 ต.กนั ทรารมย์
กลมุ่ จกั สานผอบใบตาล การจักสาน ม.1 ต.กันทรารมย์
ม.4 ต.กนั ทรารมย์
กลุ่มจักสานตะกรา้ ทางมะพร้าว การจักสาน ม.2 ต.ศรีสะอาด
ม.9 ต.ศรสี ะอาด
กลมุ่ ปลกู หญ้าแฝก การเกษตร ม.6 ต.ศรสี ะอาด
ม.8 ต.ศรสี ะอาด
วัดบ้านปรอื คนั ศาสนสถาน ม.15 ต.สะเดาใหญ่
ม.8 ต.สะเดาใหญ่
วัดถ้าสระพงษ์ ศาสนสถาน ม.1 ต.ตาอุด
ศูนย์เพาะพนั ธ์สุ ตั ว์ปา่ จุฬาภรณ์ การเกษตร
กลมุ่ ทอผา้ ไหม การทอ
กลมุ่ ทอผา้ ตนี ซิน่ การทอ
วดั โคกโพน ศาสนสถาน
ศูนย์เรียนรู้เฉลมิ พระเกยี รติ การเกษตร
บ้านโคกโพน
วัดโสภณวิหาร ศาสนสถาน
วดั โคกสูง ศาสนสถาน
สวนเห็ดรม่ เยน็ การเกษตร
ศูนยเ์ รียนร้เู กษตรผสมผสาน การเกษตร
วดั ศรีสะอาด ศาสนสถาน
วดั ทงุ่ บงั อีงวิหาร ศาสนสถาน
กลุ่มทอผ้าไหม หตั ถกรรม
กลมุ่ ทอเส่ือใบเตย หัตถกรรม
กลุ่มทอเสอื่ ใบเตย หตั ถกรรม
29
ชอื่ แหล่งเรยี นรู้ ประเภทแหล่งเรียนรู้ ท่ตี งั้
กล่มุ เยบ็ เส้ือแก๊ป หตั ถกรรม ม.2 ต.ตาอดุ
กลมุ่ สานตะกรา้ เชอื กฟาง การจักสาน ม.8 ต.หนองฉลอง
กล่มุ ทาพานบายศรี หตั ถกรรม ม.6 ต.หนองฉลอง
กลมุ่ ทอผา้ ลายลกู แก้ว การทอ ม.6 บ้านนิคมเขต 7 ต.นิคมพัฒนา
กลมุ่ เกษตรผสมผสาน การเกษตร ม.10 ต.นิคมพัฒนา
สวนมะนาวในทอ่ ซเี มนต์ การเกษตร ม.2 บา้ นมะขาม ต.ปราสาท
ปราสาทตาเลง็ โบราณสถาน ม.1 บา้ นปราสาท ต.ปราสาท
วัดจันทราปราสาท ศาสนสถาน ม.2 บ้านมะขาม ต.ปราสาท
กลุ่มสานตะกรา้ ทางมะพรา้ ว การจักสาน ม.4 ต.กฤษณา
กลุ่มทอผ้าตนี ซนิ่ การทอ ม.10 ต.กฤษณา
วดั บา้ นสมบรู ณ์ ศาสนสถาน ม.2 ต.ห้วยใต้
สวนเกษตรทฤษฎีใหม่ การเกษตร ม.11 ต.ห้วยใต้
วัดบา้ นแขว ศาสนสถาน ม.3 ต.ห้วยใต้
วดั ปราสาทใต้ ศาสนสถาน ม.6 ต.ห้วยใต้
กลมุ่ จกั สานไมไ้ ผ่ การจกั สาน ม.7 ต.หว้ ยใต้
กลุ่มทามะม่วงแช่อ่ิม การถนอมอาหาร 44 ม.1 ต.ดองกาเมด็
กลุ่มทอผ้า การทอ 144 ม.4 ต.ดองกาเมด็
รวมจานวน 78 78
เปา้ หมายในการจัดการศกึ ษา
มงุ่ จัดการศึกษาให้กบั ประชาชนและผู้ด้อยโอกาสท่ีอยู่นอกระบบโรงเรยี นให้ไดร้ ับการศึกษา
ข้นั พน้ื ฐาน รวมทัง้ การจัดการศึกษาสายสามัญในรปู แบบต่าง ๆ เพือ่ ยกระดับการศกึ ษาและพัฒนาคณุ ภาพชีวิต
ให้กับกลุ่มเป้าหมาย จัดส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการศึกษาขั้นพ้ืนฐานสาหรับกลุ่มเป้าหมายนอกระบบ
โรงเรียนโดยปรับปรุงวิธีการเรียนการสอนและการเรียนรู้ การทางานของครูผู้สอนและผู้จัดการศึกษา พัฒนา
หลักสูตร ส่ือการศึกษาและสถานศึกษา ตลอดจนเร่งพัฒนาการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ และประสิทธิภาพ
เพ่ือกลุ่มเป้าหมายได้รับการศึกษาท่ีเป็นพื้นฐานเพียงพอท่ีจะดาเนินชีวิตตามหลักสูตร ท่ีจะส่งเสริมและ
สนับสนนุ ให้ประชาชนทุกคนได้รับโอกาสทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ตามสิทธิมนษุ ยชนที่ทุกคนพึงได้รับดังกล่าว
ส่งผลให้ประชาชนได้รับการศึกษาอยา่ งต่อเน่ืองตลอดชวี ิตได้อย่างแทจ้ ริง เกิดสังคมแห่งการเรยี นรทู้ ่ีกว้างขวาง
และเป็นไปในอัตราที่รวดเร็ว อันจะส่งผลให้ประเทศมีศักยภาพและขีดความสามารถในการแข่งขันและการ
พัฒนาโดยรวมเพ่ิมสูงขึ้น อีกทั้งเป็นการพัฒนาที่ย่ังยืน เพราะเป็นการพัฒนาท่ียึดคนเป็นศูนย์กลางของการ
พฒั นาโดยมุ่งเน้นให้คนมีคุณธรรมนาความรู้ อันจะเป็นสะพานทอดนาไปสู่สังคมแห่งการเรียนรู้และภูมิปัญญา
ตอ่ ไป
30
ปรชั ญา “คิดเปน็ ”
ปรัชญา “คิดเปน็ ” มีแนวคดิ ภายใต้ความเช่อื ทว่ี ่า “คนเราสามารถพัฒนาการคิด การตัดสินใจ” ใหม้ ี
ประสทิ ธภิ าพสงู ข้ึนได้ ดว้ ยการฝกึ ทักษะ การใช้ข้อมลู ทห่ี ลากหลายทั้งดา้ นตนเอง สังคม สง่ิ แวดล้อม และ
วชิ าการมาวิเคราะห์ เชื่อมโยง สัมพนั ธ์ สร้างสรรค์ เป็นแนวทาง วิธกี าร สาหรบั ตนเอง แล้วประเมนิ ตีค่า
ตัดสินใจเพื่อตนเอง และชมุ ชน สงั คม ซงึ่ เปน็ ลักษณะของคน “คดิ เปน็
วิสยั ทศั น์
พ.ศ. 2564 ศนู ย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอธั ยาศยั อาเภอขขุ ันธ์ จัดการศึกษาพฒั นา
ทักษะการคดิ ใหผ้ เู้ รยี นสามารถช้นี าตนเองในการเรยี นรูเ้ ข้าสู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียงได้
พันธกิจ
เพ่ือใหก้ ารดาเนนิ งานจดั การศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นั พ้นื ฐาน เปน็ ไปตามวิสยั ทศั น์ และ
สอดคลอ้ งกับปรชั ญา “คดิ เป็น” มพี ันธกจิ ดังนี้
1. จัดการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพน้ื ฐานให้กับผเู้ รียนสามารถชี้นาตนเองในการเรยี นรู้
เข้าสรู่ ะบบเศรษฐกจิ พอเพยี งได้ ดว้ ยการพฒั นาประสิทธิภาพการคดิ ตดั สินใจ
2. จดั การเรยี นรู้พฒั นาประสทิ ธภิ าพการคดิ ตัดสินใจ ของผเู้ รียนด้วยการพัฒนาทักษะการแสวงหา
ความรู้ และการเรยี นรรู้ ว่ มกันของคนในชุมชน
3. สนบั สนุน สง่ เสริมใหภ้ าคเี ครือขา่ ยร่วมมอื จดั การศึกษานอกระบบ เพ่ือตอบสนองความตอ้ งการ
พฒั นาการเรียนรู้ของภาคเี ครือข่าย ดว้ ยการใช้องค์ความรู้และปจั จัยดาเนนิ การของตนเองใหส้ อดคล้องกับ
มาตรฐานการเรียนรู้
4. พฒั นาประสิทธิภาพของสถานศกึ ษา ใหส้ ามารถจัดการศกึ ษาได้ตามปรัชญาและวิสยั ทศั น์ของ
สถานศกึ ษาด้วยการประกนั คุณภาพการศึกษา
หลักการ
1. เป็นหลักสูตรท่ีมีโครงสร้างยืดหยุ่นด้านสาระการเรียนรู้ เวลาเรียน และการจัดการเรียนรู้โดย
เน้นการบรู ณาการเนื้อหาให้สอดคลอ้ งกบั วิถชี วี ติ ความแตกต่างระหว่างบคุ คล และชมุ ชน สงั คม
2.ส่งเสริมให้มีการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาในระบบ การศึกษานอกระบบและ
การศึกษาตามอัธยาศัย
3.ส่งเสริมให้ผู้เรียนได้พัฒนาและเรียนรู้อย่างต่อเน่ืองตลอดชีวิต โดยตระหนักว่าผู้เรียนมี
ความสาคญั สามารถพฒั นาตนเองได้ตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ
4.สง่ เสริมให้ภาคเี ครอื ขา่ ยมีส่วนรว่ มในการจัดการศึกษา
31
จดุ หมาย
หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพ้ืนฐาน พุทธศักราช 2551 มุ่งพัฒนาให้ผู้เรียนมี
คุณธรรม จริยธรรม มีสติปัญญา มีคุณภาพชีวิตที่ดี มีศักยภาพในการประกอบอาชีพและการเรียนรู้อย่าง
ตอ่ เนอ่ื ง ซึง่ เปน็ คณุ ลักษณะอนั พึงประสงค์ทตี่ ้องการ จงึ กาหนดจดุ หมายดงั ตอ่ ไปนี้
1. มีคุณธรรม จริยธรรม ค่านิยมทีด่ งี าม และสามารถอยู่ร่วมกันในสงั คมอย่างสันตสิ ุข
2. มีความรูพ้ นื้ ฐานสาหรับการดารงชีวิต และการเรียนรตู้ อ่ เน่อื ง
3. มีความสามารถในการประกอบสัมมาอาชีพ ให้สอดคล้องกับความสนใจ ความถนัดและตามทัน
ความเปลีย่ นแปลงทางเศรษฐกจิ สังคม และการเมือง
4. มีทักษะการดาเนินชีวิตท่ีดี และสามารถจัดการกับชีวิต ชุมชน สังคม ได้อย่างมีความสุข ตาม
ปรชั ญาเศรษฐกิจพอเพียง
5. มคี วามเข้าใจประวัติศาสตร์ชาตไิ ทย ภูมิใจในความเป็นไทย โดยเฉพาะภาษา ศลิ ปะ วัฒนธรรม
ประเพณี กีฬา ภูมิปัญญาไทย ความเป็นพลเมืองดี ปฏิบัติตนตามหลักธรรมของศาสนา ยึดมั่นในวิถี
ชีวิต และการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษตั รยิ ์ทรงเปน็ ประมุข
6. มีจติ สานึกในการอนรุ ักษ์ และพฒั นาทรพั ยากรธรรมชาติและสิง่ แวดลอ้ ม
7. เป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้ มีทักษะในการแสวงหาความรู้ สามารถเข้าถึงแหล่งเรียนรู้และบูรณา
การความรมู้ าใชใ้ นการพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชมุ ชน สังคม และประเทศชาติ
กลุม่ เป้าหมาย
กลุ่มผู้ใชแ้ รงงาน กลมุ่ เกษตรกร กลุ่มผนู้ าทอ้ งถิ่น กล่มุ คนพกิ าร
สาระการเรียนรรู้ ะดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น
สาระการเรียนรูป้ ระกอบดว้ ย 5 สาระ ดังนี้
1. สาระทกั ษะการเรยี นรู้ เป็นสาระเก่ียวกับการเรียนรดู้ ้วยตนเอง การใช้แหล่งเรียนรู้ การจัดการ
ความรู้ การคดิ เปน็ และการวิจัยอย่างง่าย
2. ส า ร ะ ค ว า ม รู้ พ้ื น ฐ า น เ ป็ น ส า ร ะ เ ก่ี ย ว กั บ ภ า ษ า แ ล ะ ก า ร ส่ื อ ส า ร ค ณิ ต ศ า ส ต ร์
วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
3. สาระการประกอบอาชีพ เปน็ สาระเก่ียวกบั การมองเหน็ ช่องทาง และการตดั สินใจประกอบอาชีพ
ทกั ษะในอาชีพ การจัดการอาชพี อย่างมีคณุ ธรรม และการพฒั นาอาชพี ให้มัน่ คง
4. สาระทักษะการดาเนินชีวิต เป็นสาระเก่ียวกับปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง สุขภาพอนามัยและ
ความปลอดภัยในการดาเนนิ ชีวติ ศลิ ปะและสนุ ทรียภาพ
5. สาระการพัฒนาสังคม เป็นสาระที่เกี่ยวกับภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง
การปกครอง ศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี หน้าท่ีพลเมอื ง และการพัฒนาตนเอง ครอบครัว ชมุ ชน สงั คม
32
กจิ กรรมพัฒนาคุณภาพชวี ิต
กิจกรรมพัฒนาคุณภาพชีวิตเป็นกิจกรรมที่จัดขึ้นเพ่ือให้ผู้เรียนพัฒนาตนเอง ครอบครัว
ชมุ ชน สงั คม
มาตรฐานการเรยี นรู้
หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนด
มาตรฐานการเรยี นรู้ ตามสาระการเรียนรทู้ ้งั 5 สาระ ท่ีเปน็ ขอ้ กาหนดคณุ ภาพของผเู้ รยี น ดังนี้
1. มาตรฐานการเรียนรกู้ ารศึกษานอกระบบระดบั การศึกษาขั้นพ้นื ฐาน เป็นมาตรฐานการ
เรียนรู้ในแต่ละสาระการเรียนรู้ เมื่อผู้เรียนเรียนจบหลักสูตร การศึกษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551
2. มาตรฐานการเรียนรู้ระดบั เป็นมาตรฐานการเรยี นรูใ้ นแตล่ ะสาระการเรยี นรู้ เมอ่ื
ผ้เู รยี นเรยี นจบในแตล่ ะระดบั ตามหลักสตู รการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขน้ั พืน้ ฐาน พุทธศกั ราช
2551
เวลาเรยี น
ในแต่ละระดับใช้เวลาเรยี น 4 ภาคเรยี น ยกเวน้ กรณที ม่ี ีการเทียบโอนผลการเรยี น ผู้เรยี น
ต้องลงทะเบยี นเรียนในสถานศกึ ษาอยา่ งน้อย 1 ภาคเรยี น
หน่วยกติ
ใช้เวลาเรยี น 40 ชว่ั โมง มคี ่าเท่ากับ 1 หน่วยกติ
กรอบโครงสร้าง จานวนหน่วยกิต
ที่ เนือ้ หา มธั ยมศึกษาตอนต้น
1. ทกั ษะการเรยี นรู้ วิชาบงั คบั วชิ าเลือก
2. ความรู้พ้นื ฐาน
3. การประกอบอาชีพ 5
4. ทกั ษะการดาเนินชวี ิต
5. การพัฒนาสังคม 16
รวม 8
กจิ กรรมพัฒนาคุณภาพชวี ิต 5
6
40 16
56 หน่วยกิต
200 ชวั่ โมง
หมายเหตุ สถานศึกษาต้องจดั ให้นกั ศึกษาเรียนรู้จากการทาโครงงานจานวนอยา่ งน้อย 3 หน่วยกิต
33
สาระและมาตรฐานการเรียนรู้
สาระและมาตรฐานการเรยี นรู้ตามหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพนื้ ฐาน
พุทธศักราช 2551 ประกอบดว้ ยสาระและมาตรฐานการเรียนรู้ ดงั น้ี
1. สาระทักษะการเรยี นรู้ ประกอบด้วย 5 มาตรฐาน ดงั น้ี
มาตรฐานท่ี 1.1 มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ ทกั ษะ และเจตคตทิ ่ดี ตี ่อการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
มาตรฐานท่ี 1.2 มีความรคู้ วามเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคติที่ดตี ่อการใช้แหลง่ เรยี นรู้
มาตรฐานที่ 1.3 มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคตทิ ีด่ ีต่อการจัดการความรู้
มาตรฐานท่ี 1.4 มีความรคู้ วามเข้าใจ ทักษะ และเจตคติที่ดตี ่อการคิดเปน็
มาตรฐานท่ี 1.5 มคี วามรูค้ วามเข้าใจ ทกั ษะ และเจตคตทิ ีด่ ีต่อการวิจัยอย่างงา่ ย
2. สาระความรู้ ประกอบด้วย 2 มาตรฐาน ดังนี้
มาตรฐานท่ี 2.1 มีความรคู้ วามเขา้ ใจ และทกั ษะพื้นฐานเก่ยี วกับภาษาและการสื่อสาร
มาตรฐานที่ 2.2 มีความรู้ ความเข้าใจ และทกั ษะพื้นฐานเกย่ี วกบั คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์
และเทคโนโลยี
3. สาระการประกอบอาชีพ ประกอบดว้ ย 4 มาตรฐาน ดังนี้
มาตรฐานท่ี 3.1 มีความรู้ ความเข้าใจ และเจตคติทดี่ ใี นงานอาชีพ มองเห็นชอ่ งทางและ
ตดั สนิ ใจประกอบอาชพี ไดต้ ามความตอ้ งการ และศักยภาพของตนเอง
มาตรฐานท่ี 3.2 มคี วามรู้ ความเข้าใจ ทกั ษะในอาชีพท่ีตดั สนิ ใจเลอื ก
มาตรฐานท่ี 3.3 มคี วามรู้ ความเขา้ ใจ ในการจัดการอาชพี อย่างมคี ุณธรรม
มาตรฐานที่ 3.4 มีความรู้ ความเข้าใจ ในการพัฒนาอาชพี ให้มีความมั่นคง
4. สาระทกั ษะการดาเนินชีวิต ประกอบด้วย 3 มาตรฐาน ดังน้ี
มาตรฐานท่ี 4.1 มีความรู้ ความเขา้ ใจ เจตคตทิ ีด่ ีเกีย่ วกับปรัชญาเศรษฐกจิ พอเพยี งและ
สามารถประยกุ ตใ์ ชใ้ นการดาเนินชีวติ ได้อยา่ งเหมาะสม
มาตรฐานที่ 4.2 มคี วามรู้ ความเข้าใจ ทกั ษะและเจตคติทีด่ เี กี่ยวกับการดแู ล สง่ เสรมิ
สุขภาพอนามัย และความปลอดภยั ในการดาเนินชีวิต
มาตรฐานที่ 4.3 มคี วามรู้ ความเข้าใจ และเจตคติท่ีดีเกย่ี วกบั ศลิ ปะและสุนทรยี ภาพ
5. สาระการพฒั นาสังคม ประกอบด้วย 4 มาตรฐาน ดงั นี้
มาตรฐานท่ี 5.1 มีความรู้ ความเขา้ ใจ และตระหนักถึงความสาคัญเก่ยี วกบั ภูมิศาสตร์
ประวตั ิศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ การเมือง การปกครอง สามารถนามาปรับ
ใชใ้ นการดารงชีวติ
มาตรฐานที่ 5.2 มีความรู้ ความเข้าใจ เหน็ คุณค่า และสบื ทอดศาสนา วฒั นธรรม ประเพณี
เพ่อื การอยู่ร่วมกันอย่างสนั ติสุข
มาตรฐานท่ี 5.3 ปฏิบัตติ นเปน็ พลเมอื งดตี ามวถิ ปี ระชาธปิ ไตย มีจติ สาธารณะ เพือ่ ความสงบสุข
ของสังคม
34
มาตรฐานที่ 5.4 มีความรู้ ความเขา้ ใจ เหน็ ความสาคัญของหลกั การพฒั นา และสามารถพฒั นา
ตนเอง ครอบครัว ชุมชน/สังคม
หมายเหตุ สาระการเรียนรู้ความรู้พ้ืนฐาน มาตรฐานที่ 2.1 มีความรู้ความเข้าใจทักษะพื้นฐานเก่ียวกับ
ภาษาและการสอื่ สาร ซึ่งภาษาในมาตรฐานนหี้ มายถึง ภาษาไทย และภาษาตา่ งประเทศ
35
สาระทักษะการเรียนรู้
สาระทกั ษะการเรยี นรู เปนสาระเกย่ี วกับการพัฒนาทกั ษะการเรยี นรูของผูเรยี นในดานการเรยี นรู
ดวยตนเอง การใชแหลงเรียนรู การจดั การความรู การคดิ เปน และการวจิ ัยอยางงาย โดยมวี ตั ถุประสงค
เพื่อใหผูเรียนสามารถกาหนดเปาหมาย วางแผนการเรียนรูดวยตนเอง เขาถึงและเลือกใชแหลงเรียนรู้จัดการ
ความรู กระบวนการแกปญหา และตัดสินใจอยางมีเหตุผลที่สามารถใชเปนเครื่องมือในการช้ีนาตนเองในการ
เรียนรู และการประกอบอาชีพใหสอดคลองกับหลักการพื้นฐาน และการพัฒนา 5 ศักยภาพของพื้นท่ีใน 5
กลุมอาชีพ คือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ความคิดสรางสรรค การอานวยการ (การบริหาร
จดั การและบริการ) ตามยุทธศาสตรกระทรวงศึกษาธกิ าร ไดอยางตอเนื่องตลอดชวี ิต
สาระทักษะการเรยี นรู้
เปา้ หมายการเรียนรู้
หลักสูตรการศกึ ษานอกระบบระดับการศกึ ษาขั้นพนื้ ฐาน พุทธศักราช 2551 กาหนดผลการเรียนรู้ที่
คาดหวัง เป็นข้อกาหนด เป้าหมายการเรียนรู้ โดยมีรายละเอียด เป้าหมายการเรียนรู้ในระดับมัธยมศึกษา
ตอนตน้ ดังนี้
การเรยี นรูด้ ้วยตนเอง
1. วิเคราะห์ความรู้จากการอ่าน การฟัง การสังเกต และสามารถจดบันทกึ
2. เห็นความสาคัญ จดั ระบบการแสวงหาความรใู้ ห้กบั ตนเอง
3. ปฏบิ ัตติ ามขัน้ ตอนในการแสวงหาความรู้ เก่ียวกับทักษะการอ่าน ทกั ษะการฟัง และทกั ษะการจด
บนั ทึกถกู ต้อง ตามหลักวชิ า
การใชแ้ หล่งเรยี นรู้
1. จาแนกความแตกตา่ งของแหล่งเรยี นรู้ และตัดสนิ ใจเลือกใช้แหล่งเรยี นรู้
2. เรยี งลาดบั ความสาคัญของแหล่งเรยี นรู้ และจดั ทาระบบในการใช้แหลง่ เรียนรู้ของตนเอง
3. สามารถปฏบิ ตั ิการใชแ้ หลง่ เรยี นรู้ตามขน้ั ตอนไดอ้ ยา่ งถกู ต้อง
การจดั การความรู้
1. วิเคราะห์ผลท่เี กดิ ขน้ึ ของขอบขา่ ยความรู้ ตัดสนิ คุณค่า กาหนดแนวทางการพฒั นา
2. เห็นความสมั พันธ์ของกระบวนการจดั การความรู้ กบั การนาไปใช้ในการพัฒนาชุมชนปฏบิ ตั ิการ
3. ปฏิบตั ิการตามกระบวนการจัดการความรู้ได้อยา่ งเปน็ ระบบ
การคดิ เปน็
1. จาแนก เปรียบเทียบ ตรวจสอบ ข้อมูลด้านตนเอง ด้านสังคม ด้านส่ิงแวดล้อม และด้าน
วิชาการใชป้ ระกอบการคดิ และตัดสนิ ใจแก้ปัญหา
2. เหน็ ความสมั พนั ธข์ องกระบวนการคดิ เปน็ กับการนาไปใชใ้ นชวี ติ
3. ปฏิบตั ติ ามกระบวนการคดิ เปน็ ได้อยา่ งเปน็ ระบบ
36
การวจิ ัยอยา่ งง่าย
1. ระบุปญั หา ความจาเป็น วัตถุประสงค์ และประโยชน์ที่คาดวา่ จะได้รับจากการวิจัย และสืบค้น
ข้อมลู เพื่อทาความกระจา่ งในปัญหาการวจิ ัย รวมทัง้ กาหนดวิธกี ารหาความรู้ ความจริง
2. เหน็ ความสัมพันธ์ ของกระบวนการวิจัยกับการนาไปใช้ในชีวิต
3. ปฏิบัติการศึกษา ทดลอง รวบรวม วิเคราะห์ข้อมูล และสรปุ ความรคู้ วามจริง ตามขั้นตอนได้อย่าง
ถูกตอ้ งชดั เจน
มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดบั ผลการเรยี นรูท้ ีค่ าดหวงั บงั คบั
มาตรฐานท่ี 1.1 มคี วามร้คู วามเข้าใจ ทักษะ และเจตคติทด่ี ีต่อการเรยี นรู้ด้วยตนเอง
มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนร้ทู ค่ี าดหวัง
สามารถวเิ คราะห์เห็นความสาคญั และปฏบิ ตั ิการ 1. สามารถวเิ คราะหความรูจากการอาน การฟง การ
แสวงหาความรู้จากการอา่ น ฟัง และสรุปได้ถูกต้อง สงั เกต และและสรปุ ไดถูกตอง
ตามหลักวชิ าการ 2. สามารถจัดระบบการแสวงหาความรูใหกับตนเอง
3. ปฏบิ ตั ิตามข้ันตอนในการแสวงหาความรูเก่ียวกับ
ทกั ษะการอาน ทักษะการฟงและทกั ษะการจดบนั ทกึ
4. สามารถนาความรู ความเขาใจในเรือ่ งศกั ยภาพ
ของพ้ืนท่ี และหลกั การพื้นฐานตามยุทธศาสตร2555
กระทรวงศึกษาธิการไปเพมิ่ ขีดความสามารถการ
ประกอบอาชีพโดยเนนทก่ี ลุมอาชีพใหม ใหแขงขนั ได
ในระดับทองถ่ิน
มาตรฐานท่ี 1.2 มีความรูค้ วามเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคติที่ดตี ่อการใช้แหล่งเรียนรู้
มาตรฐานการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรูท้ คี่ าดหวัง
สามารถจาแนก จดั ลาดับความสาคญั และ 1. จาแนกความแตกตา่ งของแหลง่ เรียนรู้ และตัดสนิ ใจ
เลอื กใช้แหล่งเรยี นรู้ไดอ้ ย่างเหมาะสม เลือกใช้แหลง่ เรยี นรู้
2. เรยี งลาดบั ความสาคัญของแหล่งเรยี นรู้ และจดั ทา
ระบบในการใชเ้ รียนรขู้ องตนเอง
3. สามารถปฏบิ ตั กิ ารใช้แหล่งเรียนรตู้ ามขัน้ ตอนได้อย่าง
ถูกต้อง
4. สามารถเลือกใชแหลงเรียนรูดานเกษตรกรรม
อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม ความคดิ สรางสรรค
การบริหารจดั การและการบริการ เกย่ี วกบั อาชีพของ
พนื้ ทท่ี ่ีตนเองอาศัยอยูไดตามความถูกต้อง
37
มาตรฐานที่ 1.3 มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ ทกั ษะ และเจตคติทีด่ ีตอ่ การจดั การความรู้
มาตรฐานการเรยี นรู้ ผลการเรียนร้ทู ่ีคาดหวงั
สามารถจาแนกผลทีเ่ กดิ ขนึ้ จากขอบเขตความรู้ 1. วเิ คราะห์ผลท่เี กดิ ขน้ึ ของขอบเขตความรู้ ตดั สนิ
ตัดสินคุณค่า กาหนดแนวทางพฒั นา คณุ ค่ากาหนดแนวทางพัฒนา
2. เห็นความสัมพนั ธข์ องกระบวนการจดั การความรู้
กับการนาไปใชใ้ นการพฒั นาชุมชน
3. ปฏิบตั ติ ามกระบวนการการจดั การความรู้ได้
อย่างเปน็ ระบบ
4. สามารถนากระบวนการจดั การความรูของชุมชน
จาแนกอาชีพในดานตาง ๆของ ชมุ ชน คือ
เกษตรกรรมอุตสาหกรรม พิณชยกรรมความคดิ
สรางสรรค การบรหิ ารจัดการไดอยางถูกตอง
มาตรฐานท่ี 1.4 มีความรูค้ วามเข้าใจ ทักษะ และเจตคติท่ดี ตี ่อการคิดเป็น
มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรยี นรทู้ ่คี าดหวัง
ความสามารถในการศึกษา เลือกสรร จดั เกบ็ และ 1. อธบิ ายหรือทบทวนปรชั ญาคิดเปน็ และลักษณะ
การวเิ คราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลท้งั สามประการ และ ของขอ้ มูลดา้ นวิชาการ ตนเอง สงั คม สิง่ แวดล้อม ที่
การใชเ้ ทคนิคในการฝกึ ทักษะ การคิดเปน็ เพ่ือใช้ จะนามาวิเคราะห์และสังเคราะหเ์ พื่อประกอบการคิด
ประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหา การตัดสินใจแกป้ ัญหา
2. จาแนก เปรียบเทยี บ ตรวจสอบขอ้ มูลดา้ น
วิชาการ ตนเอง สงั คมสิ่งแวดลอ้ มท่ีจดั เกบ็ และ
ทักษะในการวเิ คราะห์ สงั เคราะห์ข้อมูลทั้งสามด้าน
เพ่อื ประกอบการตัดสินใจแก้ปญั หา
3. ปฏบิ ัติตามเทคนคิ กระบวนการคิดเป็น
ประกอบการตัดสนิ ใจได้อยา่ งเปน็ ระบบ
4. สามารถนาความรู ความเขาใจในเรอ่ื งศักยภาพ
ของพ้นื ที่ และหลกั การพืน้ ฐานตามยทุ ธศาสตร
ตามกระทรวงศึกษาธิการ 2555 ไปเพมิ่ ขีดวาม
สามารถการประกอบอาชพี โดยเนนท่ีกลมุ อาชพี ใหม
ใหแขงขันไดในระดับชาติ
38
มาตรฐานท่ี 1.5 มีความรู้ความเขา้ ใจ ทักษะ และเจตคติทดี่ ีตอ่ การวิจัยอยา่ งง่าย
มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรทู้ ีค่ าดหวงั
สามารถวเิ คราะห์ปัญหา ความจาเป็น เห็น 1. ระบุปญั หา ความจาเปน็ วัตถุประสงค์ และ
ความสมั พันธ์ของกระบวนการวจิ ยั กบั การนาไปใชใ้ น ประโยชนท์ ี่คาดว่าจะไดร้ บั จากการวิจัย และสบื ค้น
ชีวติ และดาเนนิ การวิจยั ทดลองตามขั้นตอน ข้อมลู เพ่ือทาความกระจ่างในปัญหาการวิจยั รวมทั้ง
กาหนดวธิ กี ารหาความรู้ความจรงิ
2. เหน็ ความสมั พันธ์ของกระบวนการวิจยั กับการ
นาไปใช้ในชวี ิต
3. ปฏิบตั ิการศึกษา ทดลอง รวบรวม วิเคราะห์
ขอ้ มลู และสรุปความรู้ความจรงิ ตามขั้นตอนไดอ้ ย่าง
ถกู ต้อง ชดั เจน เชน การวเิ คราะหอาชีพ
คาอธบิ ายรายวชิ าบังคบั 39
รายวิชาบังคบั หน่วยกิต
สาระทกั ษะการเรยี นรู้ 5
มาตรฐานท่ี รหสั รายวิชา รายวชิ า
1.1– 1.5 ทร21001 ทักษะการเรียนรู้
40
คาอธบิ ายรายวิชา ทร 21001 ทักษะการเรียนรู้จานวน 5 หน่วยกติ
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้
มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดับ
สาระทกั ษะการเรียนรู เปนสาระเก่ียวกบั การพฒั นาทักษะการเรียนรูของผูเรยี นในดานการเรยี นรู
ดวยตนเอง การใชแหลงเรียนรู การจดั การความรู การคดิ เปน และการวจิ ยั อยางงาย โดยมวี ตั ถุประสงค
เพ่ือใหผูเรียนสามารถกาหนดเปาหมาย วางแผนการเรียนรูดวยตนเอง เขาถงึ และเลือกใชแหลงเรียนรู จัดการ
ความรู กระบวนการแกปญหา และตัดสินใจอยางมเี หตุผล ท่ีสามารถใชเปนเคร่ืองมือในการชี้นาตนเองในการ
เรียนรู และการประกอบอาชีพใหสอดคลองกับหลักการพ้ืนฐาน และการพัฒนาศักยภาพของพ้ืนที่ใน 5 กลุม
อาชพี ใหม คือ เกษตรกรรม อุตสาหกรรมพาณิชยกรรม ความคิดสรางสรรค การบรหิ ารจัดการและการบริการ
ตามยุทธศาสตร 2555 กระทรวงศึกษาธิการ ไดอยางตอเนื่องตลอดชีวิต ดังนั้นสาระทักษะการเรียนรูระดับ
มธั ยมศกึ ษาตอนตนมมี าตรฐานการเรยี นรูระดบั ดงั น้ี
1. สามารถวิเคราะห์ เห็นความสาคญั และปฏบิ ัติการแสวงหาความรู้จากการอา่ น ฟัง และสรปุ ได้
ถูกต้องตามหลักวชิ าการ
2. สามารถจาแนก จัดลาดับความสาคญั และเลือกใช้แหลง่ เรยี นรู้ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม
3. สามารถจาแนกผลท่ีเกดิ ขึ้นจากขอบเขตความรู้ ตดั สนิ คุณคา่ กาหนดแนวทางพัฒนา
4. ความสามารถในการศึกษา เลือกสรร จัดเก็บ และการวเิ คราะห์ สังเคราะห์ข้อมูลท้ังสามประการ
และการใช้เทคนิคในการฝึกทักษะ การคิดเปน็ เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจแก้ปัญหา
5. สามารถวิเคราะห์ปัญหา ความจาเปน็ เห็นความสมั พันธ์ของกระบวนการวิจยั กบั การนาไปใช้ใน
ชวี ติ และดาเนนิ การวิจยั ทดลองตามข้ันตอน
6. สามารถจาแนก และวิเคราะห ทักษะการเรียนรู และศักยภาพหลกั ของพื้นที่ในการเพ่ิมขีด
ความสามารถของการประกอบอาชีพใน 5 กลมุ อาชีพใหม
ศกึ ษาและฝกึ ทกั ษะเก่ยี วกบั เรอื่ งดงั ต่อไปน้ี
1. การเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง
ทบทวน ความหมาย ความสาคญั และกระบวนการของการเรียนรู้ดว้ ยตนเอง
ทบทวนทกั ษะพื้นฐานทางการศึกษาหาความรู้ ทักษะการแก้ปญั หาและเทคนคิ ในการเรียนรดู้ ว้ ย
ตนเองดา้ นการอ่าน การฟัง การสังเกต การจา และการจดบนั ทึก
ฝึกทกั ษะการวางแผนการเรียนรู้ และการประเมนิ ผลการเรียนรดู้ ว้ ยตนเอง ทักษะพ้นื ฐานและเทคนิค
ในการเรยี นรูด้ ว้ ยตนเองในเรื่องการวางแผน การประเมนิ ผลการเรยี นรดู้ ว้ ยตนเองการวเิ คราะห์วิจารณ์
เจตคต/ิ ปัจจยั ท่ที าให้การเรียนรูด้ ว้ ยตนเองประสบความสาเร็จ การเปดิ รบั โอกาสการเรียนรู้ การคิดริเรม่ิ และ
เรยี นรู้ด้วยตนเอง การสร้างแรงจงู ใจ การสร้างวินยั ในตนเอง การใฝร่ ใู้ ฝ่เรยี น และความรบั ผดิ ชอบ
2. การใชแ้ หล่งเรียนรู้
ทบทวนความหมาย ความสาคัญของการใช้แหล่งเรียนรู้ประเภทต่าง ๆศึกษาแหล่งเรียนรู้ หอสมุด
แห่งชาติ หอสมุดวิทยาลัย/มหาวิทยาลัย ห้องสมุดเฉพาะ ห้องสมุดโรงเรียน พพิ ิธภัณฑ์ อุทยานแห่งชาติ แหล่ง
41
เรียนรู้สาคัญอื่น ๆ ในประเทศ ศึกษา เรียนรู้ การใช้อินเทอร์เน็ต การเข้าถึงข้อมูลสารสนเทศที่ต้องการและ
สนใจ
3. การจัดการความรู้
ศกึ ษาความหมาย ความสาคัญ หลกั การของการจัดการความรู้ กระบวนการจัดการความรู้ การ
รวมกลุ่มเพื่อต่อยอดความรู้ การพฒั นาขอบขา่ ยความรขู้ องกลุ่ม การจัดทาสารสนเทศเผยแพรค่ วามรู้
ฝกึ ทกั ษะกระบวนการจัดการความรู้ด้วยตนเองและดว้ ยการรวมกลุ่มปฏบิ ัติการโดยการกาหนด
เป้าหมายการเรยี นรู้ ระบุความร้ทู ี่ตอ้ งใช้ การแสวงหาความรู้สรุปองค์ความร้ปู ระยุกต์ใชค้ วามรูแ้ ลกเปลยี่ น
ความรู้การรวมกลุ่มปฏบิ ัติการเพ่อื ต่อยอดความรู้ การพัฒนาขอบข่ายความรู้ของกลุม่
สรุปองค์ความร้ขู องกลุ่ม จัดทาสารสนเทศองค์ความรู้ในการพฒั นาตนเอง ครอบครวั ชุมชน
4. การคิดเป็น
ทบทวนศกึ ษาความหมาย ความสาคัญของการคดิ เป็น จนเกิดการตัดสินใจคิดไดด้ ีที่สุดจากในอนั ท่ี
จะส่งเสรมิ นาไปสู่ความสาเรจ็ ในการแก้ การรวบรวมสภาพปญั หา ของตนเอง ครอบครัว ชุมชน และคดิ
วิเคราะห์ โดยใช้ข้อมลู ดา้ นตนเอง ด้านวิชาการ และดา้ นสงั คมสิ่งแวดล้อมมากาหนดแนวทางทางเลอื กท่ี
หลากหลายในการแก้ปญั หาอยา่ งมเี หตผุ ล มคี ุณธรรม จรยิ ธรรม และมีความสขุ ในอนั ท่ีจะสง่ เสริมนาไปสู่
ความสาเรจ็ ในการแก้ปญั หางานอาชพี หรือปญั หางานอืน่ ๆ
ศึกษาความหมาย ความสาคัญ ข้อมูลการประกอบอาชีพอิสระและอาชีพแรงงานในสถาน
ประกอบการ ตั้งแต่ในอดีต ปัจจุบันและแนวโน้มในอนาคต ถึงจุดแข็ง จุดอ่อน อุปสรรคและโอกาส ความ
ม่นั คงของอาชีพ แรงงานในสถานประกอบการ การขยายอาชีพของตนเองและคู่แข่ง ดา้ นทุน ด้านทาเลด้าน
แรงงาน และด้านการจัดการตลาด
5. การวจิ ัยอย่างง่าย
ทบทวนความหมาย ความสาคัญการวิจยั อย่างงา่ ยกระบวนการและขนั้ ตอนของการดาเนนิ งาน
ศึกษา ฝึกทกั ษะ สถิติง่าย ๆ เพ่อื การวจิ ัย เครื่องมือการวิจัย และการเขียนโครงการวิจัยอยา่ งงา่ ย ๆ
6. ทักษะการเรยี นรู และศักยภาพหลักของพืน้ ท่ีในการพัฒนาอาชีพ
ศึกษา วิเคราะห และจาแนกใชทักษะการเรียนรู และศักยภาพหลักของพ้ืนที่ในการเพิ่มขีด
ความสามารถของการประกอบอาชพี ใน 5 กลมุ อาชีพใหม คือ กลุมอาชพี ดานเกษตรกรรม อุตสาหกรรมพาณิช
ยกรรม ความคิดสรางสรรค การบริหารจัดการและการบริการ โดยคานึงถึงศักยภาพหลักของพื้นที่คือ
ศักยภาพของทรัพยากรธรรมชาติ ในแตละพ้ืนท่ี ศักยภาพของพื้นที่ตามลักษณะภูมิอากาศศักยภาพของภูมิ
ประเทศ และทาเลที่ตั้งของแตละพ้ืนท่ีศักยภาพของศิลปะ วัฒนธรรม ประเพณี และวิถีชีวิตของแตละพ้ืนที่
และศักยภาพของทรัพยากรมนษุ ยในแตละพน้ื ท่ี
การจัดประสบการณ์การเรียนรู้
1. การเรยี นรูด้ ้วยตนเอง
ควรจัดในลักษณะของการบูรณาการทักษะต่างๆไปพร้อมกับการสร้างสถานการณ์ในการเรียนรู้ที่
หลากหลาย ซับซ้อน อย่างสร้างสรรค์ เพื่อ 1) ฝึกให้ผู้เรียนได้กาหนดเป้าหมาย และวางแผนการเรียนรู้ 2)
42
เพ่ิมพูนให้มีทักษะพื้นฐานในการการวางแผน การประเมินผลการเรียนรู้ด้วยตนเองการวิเคราะห์วิจารณ์ 3) มี
เจตคติท่ีดีต่อการเรียนรู้ด้วยตนเองท่ีทาให้การเรียนรู้ด้วยตนเองประสบผลสาเร็จและนาความรู้ ไปใช้ในวิถีชีวิต
ใหเ้ หมาะสมกบั ตนเอง และชมุ ชน/สังคม
2. การใช้แหล่งเรียนรู้
ให้ผู้เรียนศึกษาสารสนเทศ จากระดับชุมชนสู่ระดับจังหวัด ประเทศ และโลก การเรียนรู้การใช้
อินเตอร์เน็ต และแหล่งเรียนรู้ได้สอดคล้องกับความต้องการ ความจาเป็นในการนาไปใช้ในการแสวงหาข้อมูล
เพ่ือการเรียนรขู้ องตนเอง
3.การจดั การความรู้
ให้ผู้เรียนศกึ ษาคน้ คว้าหลักการ และกระบวนการของการจดั การความรู้ การฝึกปฏิบตั ิจริงโดยการ
รวมกลุ่มปฏิบัติการ/ชุมชนปฏิบัติการ (Community of practice = Cops) สรุปองค์ความรู้ของกลุ่ม
แลกเปลย่ี นเรยี นรู้ระหวา่ งกลุ่ม ยกระดับความรู้ และจัดทาสารสนเทศเผยแพรค่ วามรู้
4. การคิดเป็น
ควรจดั ใหผ้ ู้เรยี นได้ฝึกการวิเคราะห์ สังเคราะห์ และเกบ็ รวบรวมข้อมูลในการแกป้ ญั หาอย่างมี
เหตผุ ล และหลักการทซี่ บั ซ้อนจากสภาพจรงิ หรอื เร่อื งเกี่ยวกับชวี ติ จรงิ ของตนเอง หรือ สถานการณ์จริง หรอื
กรณีศึกษา ท่ีใช้แกป้ ญั หาและตัดสินใจ อยา่ งมีเหตผุ ล มีคณุ ธรรม จริยธรรม และมคี วามสุข
5. การวจิ ยั อย่างงา่ ย
จัดให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้า เอกสารที่เกี่ยวข้อง ฝึกทักษะการสังเกตและค้นหาปัญหาท่ีพบใน
ชีวิตประจาวัน /ในสาระท่ีเรียน การต้ังคาถาม การแลกเปล่ียนเรียนรู้กับเพื่อน/ผ้รู ู้ การคาดเดาคาตอบอย่างมี
เหตุผล/การต้ังสมมติฐาน การฝึกปฏิบตั ิการเขียนโครงการวิจัยท่มี ีความซับซ้อนขน้ึ การเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล การ
สร้างเคร่ืองมือ การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติพ้ืนฐาน การนาเสนอข้อมูล การสรุปข้อมูลและเขียนรายงานผล
การเผยแพรข่ ้อค้นพบ
6. ทกั ษะการเรยี นรู และศกั ยภาพหลกั ของพ้ืนทใี่ นการพฒั นาอาชีพ
จัดใหผูเรียนทั้งรายบุคคล/กลุมไดศึกษา วิเคราะห จาแนกทักษะการเรียนรู โดยคานึงถึงศักยภาพ
หลักของแตละพื้นท่ี ที่มคี วามแตกตาง และมีความตองการของทองถิ่นที่ไมเหมือนกัน เพ่ือเพิ่มขีดความสามารถ
ของการประกอบอาชีพใน 5 กลุมอาชีพใหม คือ กลุมอาชีพดานเกษตรกรรม อุตสาหกรรมพาณิชยกรรม
ความคิดสรางสรรค การบริหารจัดการและการบริการ เพื่อสรางอาชีพ และรายได อยางมั่นคงและย่ังยืนอยาง
ตอเนือ่ ง
การวัดและประเมนิ ผล
1. การเรียนร้ดู ้วยตนเอง
ใชก้ ารประเมินจากผลงานของผู้เรยี นที่แสดงออกเกี่ยวกับการกาหนดเป้าหมาย และวางแผนการ
เรยี นรู้รวมทักษะพืน้ ฐานและเทคนคิ ในการเรยี นรตู้ ่าง ๆ ตลอดจนปจั จัยทีท่ าให้การเรยี นรู้ประสบความสาเร็จ
2. การใชแ้ หล่งเรยี นรู้
จากการสงั เกต ความสนใจ การมีส่วนร่วมและผลงานท่ีไดใ้ ชป้ ระโยชน์จากแหล่งเรยี นรู้
43
3. การจัดการความรู้
จากการสังเกต ความสนใจ การแสดงความคิดเห็น การมีส่วนร่วม การให้ความร่วมมือในกลุ่ม
ปฏิบัติการผลงาน/ช้ินงานจากการรวมกลุ่มปฏิบัติการใช้วิธีการประเมินแบบมีส่วนร่วมระหว่างครูผู้เรียนแ ละ
ผเู้ ก่ยี วข้องรว่ มกันประเมินตีค่าความสามารถความสาเร็จกับเป้าหมายที่วางไว้ และระบุขอ้ บกพร่องทตี่ ้องแก้ไข
สว่ นที่ทาได้ดีแลว้ กพ็ ฒั นาให้ดยี ่ิงขนึ้ ต่อไป
4. การคิดเปน็
วัดจากการเกบ็ รวบรวมข้อมูล การคิดวิเคราะห์ การตดั สินใจแก้ปญั หาจากข้อมลู ตามข้อเทจ็ จริง
5. การวิจยั อย่างง่าย
จากการสงั เกต ความสนใจ การมสี ว่ นรว่ ม ความรว่ มมือ จากผลงาน / ชน้ิ งานท่ีมอบหมายใหฝ้ ึก
ปฏบิ ตั ิ ในระหว่างเรียน และการสอบปลายภาคเรียน
6. ทักษะการเรยี นรู และศักยภาพหลักของพน้ื ท่ีในการพัฒนาอาชพี
จากการสังเกต ความสนใจ การมสี วนรวม ความรวมมือ จากผลงาน / ชิ้นงานท่มี อบหมายใหฝ
กปฏิบัติ และการประเมนิ แบบมีสวนรวม
44
รายละเอียดคาอธิบายรายวิชา
ทร 21001 ทกั ษะการเรยี นรจู้ านวน 5 หนว่ ยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้
มาตรฐานการเรยี นรู้ระดับ
1. สามารถวิเคราะห์ เห็นความสาคญั และปฏิบตั ิการแสวงหาความรู้จากการอ่าน ฟงั และสรปุ ได้
ถูกต้องตามหลักวชิ าการ
2. สามารถจาแนก จดั ลาดับความสาคัญ และเลือกใช้แหลง่ เรยี นรไู้ ด้อย่างเหมาะสม
3. สามารถจาแนกผลท่เี กดิ ขึ้นจากขอบเขตความรู้ ตดั สินคุณคา่ กาหนดแนวทางพฒั นา
4. ความสามารถในการศึกษา เลือกสรร จดั เก็บ และการวิเคราะห์ สงั เคราะห์ข้อมลู ท้ังสามประการ
และการใชเ้ ทคนคิ ในการฝกึ ทักษะ การคดิ เปน็ เพ่ือใชป้ ระกอบการตดั สนิ ใจแกป้ ัญหา
5. สามารถวิเคราะห์ปัญหา ความจาเป็น เหน็ ความสัมพันธ์ของกระบวนการวิจัยกบั การนาไปใช้ใน
ชวี ิต และดาเนนิ การวจิ ัยทดลองตามขัน้ ตอน
6. สามารถจาแนก และวเิ คราะหทกั ษะการเรยี นรู และศักยภาพหลกั ของพืน้ ทใ่ี นการเพ่ิมขดี วาม
สามารถของการประกอบอาชีพ 5 กลมุ อาชพี ใหม
หัวเรอื่ ง ตวั ชวี้ ดั เน้อื หา จานวน
(ชว่ั โมง)
1. การ 1.1 บอกความหมาย ตระหนกั และเห็น 1. ความหมาย ความสาคัญของ
เรยี นรู้ 3
ด้วยตนเอง ความสาคญั ของการเรียนรดู้ ้วยตนเอง การเรยี นรดู้ ้วยตนเอง 3
3
2. การใช้ 1.2 มที กั ษะพน้ื ฐานทางการศึกษาหา 2. การกาหนดเป้าหมายและการ
แหลง่ เรียนรู้ 3
ความรู้ ทกั ษะการแกป้ ัญหา และ วางแผนการเรยี นรู้ดว้ ยตนเอง 8
20
เทคนิคในการเรียนรูด้ ว้ ยตนเอง 3. ทกั ษะพน้ื ฐานทางการศกึ ษาหา
3
1.3 อธบิ ายปัจจัยทที่ าให้การเรียนรู้ด้วย ความรู้ ทกั ษะการแกป้ ัญหา และ
ตนเองประสบความสาเร็จ เทคนคิ ในการเรียนรดู้ ้วยตนเอง
1.4 สามารถวางแผนการเรียนรู้และการ 4. ปจั จัยท่ีทาใหก้ ารเรียนรูด้ ้วย
ประเมินผลการเรยี นรูด้ ้วยตนเองได้ ตนเองประสบความสาเรจ็
5. การวางแผนการเรียนรู้ และ
การประเมินผลการเรียนรูด้ ้วย
ตนเอง
6. การฝึกทักษะวางแผนการ
เรยี นรู้และการประเมนิ ผลการ
เรยี นรดู้ ้วยตนเอง การวจิ ารณ์
2.1อธิบายความหมาย ความสาคญั 1. ความหมาย ความสาคัญ ของ
ของการใชห้ อ้ งสมุดอาเภอ การใช้หอ้ งสมุดอาเภอ
45
หัวเร่อื ง ตัวช้วี ัด เนอ้ื หา จานวน
(ช่ัวโมง)
3. การ
จัดการ 2.2 อธิบายการเข้าถึงสารสนเทศของ 2. การเข้าถึงสารสนเทศของ 3
ความรู้
หอ้ งสมุดประชาชน หอ้ งสมดุ ประชาชน
4. การคดิ
เปน็ 2.3 อธบิ ายแหล่งเรียนรู้ หอสมุด 3. แหลง่ เรยี นรู้ หอสมดุ แหง่ ชาติ 14
แหง่ ชาติ หอสมุดวิทยาลยั / หอสมดุ วทิ ยาลัย/มหาวิทยาลัย
มหาวทิ ยาลัย หอ้ งสมุดเฉพาะ หอ้ งสมดุ หอ้ งสมุดเฉพาะ ห้องสมุดโรงเรียน
โรงเรียน พพิ ิธภัณฑ์ อุทยานแหง่ ชาติ พพิ ิธภณั ฑ์ อุทยานแห่งชาติ แหล่ง
แหล่งเรียนรสู้ าคญั อื่น ๆ ในประเทศ เรยี นรู้สาคญั อืน่ ๆ ในประเทศ
2.4 อธบิ ายและปฏบิ ัติการใช้ 4. การใชอ้ นิ เทอร์เน็ต การเข้าถึง 20
อินเทอรเ์ นต็ และการเข้าถึงข้อมลู ข้อมูลสารสนเทศท่ีต้องการและ
สารสนเทศท่ีต้องการและสนใจ สนใจ
3.1 อธบิ ายความหมาย ความสาคญั 1. ความหมาย ความสาคัญ 8
หลกั การ กระบวนการจัดการความรู้ หลักการ กระบวนการจัดการ
การรวมกลุ่มเพ่อื ต่อยอดความรู้ การ ความรู้
พฒั นาขอบข่ายความรูข้ องกลุ่ม และ การรวมกลมุ่ เพ่อื ตอ่ ยอดความรู้
การจดั ทาสารสนเทศเผยแพร่ความรู้ การพฒั นาขอบขา่ ยความรู้ของ
3.2 ปฏบิ ัติการจัดการความรใู้ นเนื้อหา กลมุ่ และการจัดทาสารสนเทศ
ทส่ี อดคล้องกับความต้องการของชมุ ชน เผยแพรค่ วามรู้ 20
3.3 จัดทาสารสนเทศและเผยแพร่ 2. การฝึกทกั ษะกระบวนการ
ความรู้ จัดการความรดู้ ้วยตนเอง และ
กระบวนการจัดการความรู้ดว้ ย
การรวมกลมุ่ ปฏบิ ตั ิการ 12
3. สรปุ องคค์ วามรู้ของกล่มุ จัดทา
สารสนเทศองค์ความรู้ในการ
พฒั นาตนเอง ครอบครวั
1. อธิบาย ความหมาย ความสาคัญของ 1. ความหมาย ความสาคัญของ 10
การคิดเปน็ และปฏบิ ตั กิ ารรวบรวม การคดิ เป็น และการรวบรวม
สภาพปัญหา ของตนเอง ครอบครัว สภาพปญั หา ของตนเอง
ชมุ ชน และการคิดวเิ คราะห์ โดยใช้ ครอบครวั ชมุ ชน และการคิด
ขอ้ มูลด้านตนเอง ด้านวิชาการ วิเคราะห์ โดยใชข้ ้อมลู ดา้ น
และดา้ นสงั คมส่ิงแวดลอ้ มรวมทัง้ การ ตนเอง ดา้ นวชิ าการ และดา้ น
กาหนดแนวทางทางเลือกท่หี ลากหลาย สังคมสงิ่ แวดล้อม รวมทัง้ การ
ในการแก้ปัญหา กาหนดแนวทางทางเลือกที่
46
หัวเรื่อง ตัวชว้ี ดั เนอ้ื หา จานวน
(ชว่ั โมง)
5. การวจิ ัย 2. อธบิ ายความหมาย ความสาคญั ของ หลากหลายในการแกป้ ญั หาอย่าง
อย่างง่าย ข้อมลู การประกอบอาชีพอสิ ระและ มเี หตุผล มีคุณธรรม จริยธรรม 10
อาชีพแรงงานในสถานประกอบการ และ มคี วามสขุ
6.ทกั ษะการ 3. ปฏบิ ตั ิการวิเคราะห์ SWOT และ 2. ความหมาย ความสาคัญของ 20
เรยี นรูและ การขยายอาชพี ข้อมูลการประกอบอาชีพอิสระ
ศกั ยภาพ แ ล ะอา ชี พแ ร ง ง า น ใ น ส ถ า น 10
หลกั ของ 5.1 อธบิ ายความหมาย ความสาคัญ ป ร ะ ก อ บ ก า ร ตั้ ง แ ต่ ใ น อ ดี ต 30
พ้ืนท่ใี นการ การวจิ ยั อยา่ งง่ายกระบวนการและ ปัจจบุ ันและแนวโน้มในอนาคต
พฒั นา ขั้นตอนของการดาเนนิ งานได้ 3. การวเิ คราะห์ SWOT (จดุ แข็ง 2
อาชพี 5.2 มีทกั ษะในการใช้สถิติ ง่าย ๆ จดุ ออ่ น อปุ สรรคและโอกาส 3
เพ่ือการวจิ ยั และจัดทาเคร่ืองมือในการ ความมน่ั คงของอาชีพ แรงงานใน 10
เกบ็ รวบรวมข้อมูล สถานประกอบการ การขยาย 15
5.3 มที ักษะในการเขียนโครงการวจิ ยั อาชีพของตนเองและคู่แข่ง
อยา่ งงา่ ย ๆ 1. ความหมาย ความสาคัญการ
1. บอกความหมาย ตระหนักและ วจิ ัยอยา่ งงา่ ยกระบวนการและ
เหน็ ความสาคญั ของทักษะการเรยี นรู ขั้นตอนของการดาเนนิ งาน
และศักยภาพหลักของพื้นที่ 2. ฝกึ ทักษะ สถิติง่าย ๆ เพื่อการ
2. มีทักษะการเรยี นรูพนื้ ฐาน และ วิจยั เครอ่ื งมือการวจิ ัย
เทคนิควธิ ีในการแสวงหาความรู 3. ฝกึ ทักษะในการเขยี น
3. สามารถบอกอาชีพในกลุม โครงการวจิ ยั อยา่ งง่าย ๆ
อาชีพใหม ไดแก ก ลุมอาชพี ดาน
เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชย 1. ความหมาย ความสาคัญ ของ
กรรม ความคิดสรางสรรค การ ทักษะการเรียนรูและศักยภาพหลกั
บริหารจดั การ และการบรกิ าร ของพื้นที่
4. สามารถบอกและยกตัวอยาง 2. ทักษะการเรยี นรูพืน้ ฐาน และ
เทคนิควธิ ที างศึกษาหาความรู
3. การเขาถึงและการเลือกใช
ศักยภาพหลกั ของพ้ืนที่
4. ตัวอยางอาชพี ในกลุมอาชีพดาน
4.1 การเกษตรกรรม
4.2 อุตสาหกรรม
4.2 พาณชิ ยกรรม