47
หัวเร่อื ง ตวั ช้วี ัด เนือ้ หา จานวน
(ชว่ั โมง)
ทกั ษะการเรียนรูเพ่ือพัฒนา 4.3 ความคิดสรางสรรค
ศักยภาพ 5 กลมุ อาชพี ใหม 4.4 บรหิ ารจดั การ และการบรกิ าร
ที่สอดคลองกบั ศกั ยภาพหลกั ของ
พ้ืนท่ี
48
สาระความร้พู ื้นฐาน
ภาษาไทย
เปา้ หมายการเรยี นรู้
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้
1. เข้าใจเก่ียวกับการฟัง การสังเกต การอ่าน พูด เขียน ด้วยประโยคท่ีซับซ้อนและการถ่ายทอด
ในชวี ติ ประจาวนั และการประกอบอาชีพ
2. จัดระบบความสัมพันธ์ของการติดต่อส่ือสารด้วยประโยคท่ีซับซ้อนในชีวิตประจาวันและการ
ประกอบอาชพี
3. มที ักษะในการส่อื สารตามหลักการใช้ภาษาไทยได้ถกู ต้อง
มาตรฐานการเรียนรู้ระดับผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวงั
มาตรฐานที่ 2.1 มคี วามรู้ ความเข้าใจ และทักษะพื้นฐานเก่ียวกับภาษาและการส่ือสาร
มาตรฐานการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ทคี่ าดหวงั
การฟงั การดู
1. สามารถสรุปความ จับประเด็นสาคัญของเร่ือง 1. สรปุ ความ จับประเดน็ สาคญั ของเรื่องที่ฟังและดู
ทฟ่ี ัง และดู
2. วิเคราะห์ แยกแยะข้อเท็จจรงิ ขอ้ คดิ เห็นและ 2. วเิ คราะห์ความน่าเชื่อถือจากการฟงั และดูสื่อโฆษณาและ
จดุ ประสงคข์ อง เร่ืองท่ีฟงั และดู ขา่ วสารประจาวนั อย่างมีเหตุผล
3. สามารถแสดงทรรศนะและ ความคิดเห็นตอ่ ผู้ 3. วจิ ารณ์การใช้นา้ เสียง กิริยาท่าทาง ถ้อยคาของ ผ้พู ูดอย่าง
พดู อย่างมเี หตุผล มเี หตุผล
4. มีมารยาทในการฟัง และดู 4. ปฏิบตั ติ นเปน็ ผู้มีมารยาทในการฟัง และดู
การพูด
1. สามารถพูดนาเสนอความรู้ แสดงความ 1. พดู นาเสนอความรู้ ความคิดเหน็ สรา้ งความเขา้ ใจ
คดิ เห็น สร้างความเข้าใจ โน้มนา้ วใจ ปฏเิ สธ โนม้ นา้ วใจ ปฏิเสธ เจรจาต่อรอง ดว้ ยภาษากริ ยิ า
เจรจาตอ่ รองดว้ ยภาษากริ ยิ าท่าทางท่ีสภุ าพ ทา่ ทาง ทสี่ ภุ าพ
ในโอกาสต่างๆ ได้อยา่ งเหมาะสม
2. มมี ารยาทในการพดู 2. ปฏบิ ตั ติ นเป็นผู้มีมารยาทในการพดู
การอา่ น
1. สามารถอา่ นได้อย่างมีประสทิ ธภิ าพ 1. อา่ นในใจไดค้ ล่อง และเรว็
2. จบั ใจความสาคญั แยกข้อเทจ็ จรงิ และ 2. อา่ นออกเสียงและอา่ นทานองเสนาะไดอ้ ย่าง ถูกต้อง
ขอ้ คิดเหน็ จากเร่ือง ท่ีอ่าน ตามลกั ษณะคาประพนั ธ์
49
มาตรฐานการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรทู้ ค่ี าดหวัง
3. สามารถอา่ นหนงั สือและส่ือสารสนเทศได้ 3. วเิ คราะห์ แยกแยะข้อเทจ็ จริง ขอ้ คิดเห็น และ
อย่างกว้างขวางเพ่อื พัฒนาตนเอง จดุ ม่งุ หมายของเรื่องท่ีอ่าน
4. มีมารยาทในการอา่ นและนิสยั รักการอา่ น 4. เลอื กอ่านหนังสือ และส่ือสารสนเทศ เพ่อื พัฒนา
การเขยี น ตนเอง
1. สามารถเลือกใชภ้ าษาในการนาเสนอตาม 5. ปฏิบัติตนเปน็ ผูม้ มี ารยาทในการอ่านและมนี ิสยั รัก
การอ่าน
รูปแบบของงานเขยี นประเภทตา่ งๆ ได้อยา่ ง
สรา้ งสรรค์ 1. เลอื กใช้ภาษาในการนาเสนอตามรปู แบบของงานเขียน
2. สามารถใช้แผนภาพความคดิ จัดลาดบั ความคดิ ประเภทรอ้ ยแก้วและรอ้ ยกรองได้อย่างสรา้ งสรรค์
เพือ่ พัฒนา งานเขยี น
3. สามารถแตง่ บทร้อยกรองตามความสนใจได้ 2. ใช้แผนภาพความคดิ จดั ลาดบั ความคิดก่อนการเขยี น
ถกู ตอ้ งตามหลกั ไวยากรณแ์ ละลกั ษณะคา 3. แต่งบทร้อยกรอง ประเภทกลอนส่ี กลอนสุภาพ
ประพนั ธ์ 4. เขียนบทร้อยแก้วประเภทประวัติตนเอง อธิบายความ
4. สามารถเขียนสือ่ สารเรือ่ งราวต่างๆ ได้
5. มมี ารยาทในการเขียนและนสิ ัยรกั การเขียน ยอ่ ความขา่ ว
5. เขียนรายงานการคน้ ควา้ สามารถอ้างองิ แหล่งความรไู้ ด้
หลักการใช้ภาษา
1. รแู้ ละเข้าใจชนดิ และหนา้ ที่ของคา พยางค์ วลี ถกู ตอ้ ง
6. กรอกแบบรายการตา่ งๆ
ประโยค และสามารถอ่าน เขียนได้ถกู ต้องตาม 7. ปฏบิ ตั ติ นเปน็ ผมู้ ีมารยาทในการเขียนและมีการจด
หลกั เกณฑข์ องภาษา บนั ทกึ อย่างสมา่ เสมอ
2. สามารถใชเ้ ครื่องหมายวรรคตอน อกั ษรยอ่ คา
ราชาศพั ท์ 1. อธบิ ายความแตกตา่ งของคา พยางค์ วลี ประโยค ได้
3. สามารถวเิ คราะหค์ วามแตกตา่ งระหว่างภาษาพดู ถกู ต้อง
และภาษาเขยี น
4. รู้และเข้าใจสานวน สภุ าษิต คาพังเพยในการพดู 2. ใช้เครอื่ งหมายวรรคตอน อักษรย่อ คาราชาศพั ท์ได้
และเขียน ถูกต้อง
วรรณคดี วรรณกรรม
1. รแู้ ละเขา้ ใจความแตกตา่ งของวรรณคดี 3. อธบิ ายความแตกตา่ งระหวา่ งภาษาพดู และภาษาเขียนได้
วรรณกรรมปัจจบุ นั และวรรณกรรมท้องถ่นิ 4. อธบิ ายความแตกตา่ งความหมายของสานวน สุภาษิต คา
ตลอดจนเหน็ คณุ คา่ พังเพย และนาไป ใช้ในชวี ิตประจาวนั ได้ถูกต้อง
ภาษาไทยกบั การประกอบอาชพี
1. ใชความรดู านการพดู ภาษาไทยเพ่ือการ 1. อธิบายความแตกตา่ งและคณุ ค่าของวรรณคดี
ประกอบอาชีพ วรรณกรรมปจั จบุ ันและวรรณกรรมท้องถน่ิ
1. ใชความรกู ารพดู ภาษาไทยเปนชองทางในการประกอบ
อาชีพ
2. ใชความรกู ารเขียนภาษาไทยเปนชองทางการประกอบ
50
มาตรฐานการเรยี นรู้ ผลการเรยี นรู้ท่คี าดหวัง
2. ใชความรดู านการเขยี นภาษาไทยเพอ่ื การ
ประกอบอาชีพภาษาไทยกับการประกอบอาชีพ อาชพี
1. ใชความรดู านการพดู ภาษาไทยเพ่อื การ
ประกอบอาชพี
2. ใชความรดู านการเขยี นภาษาไทยเพ่อื การ
ประกอบอาชีพ
คาอธบิ ายรายวิชาบงั คบั 51
รายวิชาบังคบั หนว่ ยกิต
สาระความรู้พื้นฐาน 4
4
ภาษาไทย
มาตรฐานท่ี รหสั รายวิชา รายวชิ า
2.1 พท21001 ภาษาไทย
รวม
52
คาอธิบายรายวิชา พท21001 ภาษาไทยจานวน 4 หน่วยกิต
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนตน้
มาตรฐานท่ี 2.1 มีความรู้ ความเขา้ ใจ และทกั ษะพื้นฐานเก่ยี วกับภาษาและการส่อื สาร
การฟัง การดู
1. สามารถสรุปความ จบั ประเด็นสาคญั ของเรื่องที่ฟงั และดู
2. วเิ คราะห์ แยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเหน็ และจุดประสงค์ของ เร่ืองท่ีฟังและดู
3. สามารถแสดงทรรศนะและความคดิ เหน็ ต่อผพู้ ูด อยา่ งมีเหตผุ ล
4. มีมารยาทในการฟัง และดู
การพดู
1. สามารถพดู นาเสนอความรู้ แสดงความคดิ เห็น สรา้ งความเขา้ ใจ โน้มน้าวใจ ปฏเิ สธ
เจรจาตอ่ รองดว้ ยภาษากิรยิ าทา่ ทางทสี่ ุภาพ ในโอกาสต่างๆ ไดอ้ ย่างเหมาะสม
2. มีมารยาทในการพดู
การอา่ น
1. สามารถอ่านไดอ้ ย่างมปี ระสิทธภิ าพ
2. จับใจความสาคญั แยกข้อเท็จจรงิ และข้อคิดเห็นจากเรื่อง ท่ีอ่าน
3. สามารถอา่ นหนังสือและส่ือสารสนเทศได้อย่างกว้างขวางเพ่ือพัฒนาตนเอง
4. มีมารยาทในการอา่ นและนิสยั รกั การอา่ น
การเขยี น
1. สามารถเลือกใช้ภาษาในการนาเสนอตามรูปแบบของงานเขียนประเภทต่างๆ ได้อยา่ งสรา้ งสรรค์
2. สามารถใช้แผนภาพความคดิ จัดลาดับความคิด เพ่ือพัฒนา งานเขยี น
3. สามารถแตง่ บทร้อยกรองตามความสนใจได้ถูกต้องตามหลักไวยากรณ์และลักษณะคาประพนั ธ์
4. สามารถเขียนสอ่ื สารเรื่องราวต่างๆ ได้
5. มมี ารยาทในการเขียนและนิสยั รักการเขยี น
หลกั การใช้ภาษา
1. รู้และเขา้ ใจชนิด และหน้าท่ีของคา พยางค์ วลี ประโยค และสามารถอา่ น เขยี นได้ถูกต้อง
ตามหลกั เกณฑ์ของภาษา
2. สามารถใช้เคร่อื งหมายวรรคตอน อกั ษรย่อ คาราชาศพั ท์
3. สามารถวเิ คราะห์ความแตกตา่ งระหวา่ งภาษาพูดและภาษาเขียน
4. รู้และเข้าใจสานวน สุภาษิต คาพงั เพยในการพูดและเขียน
53
วรรณคดี วรรณกรรม
1. รู้และเข้าใจความแตกต่างของวรรณคดี วรรณกรรมปจั จุบันและวรรณกรรมทอ้ งถิน่
ตลอดจนเห็นคุณคา่
ภาษาไทยกับการประกอบอาชีพ
1. ใชความรูดานการพูดภาษาไทยเพ่ือการประกอบอาชพี
2. ใชความรูดานการเขยี นภาษาไทยเพื่อการประกอบอาชพี
ศึกษาและฝึกทกั ษะเก่ยี วกบั เรอ่ื งดงั ต่อไปนี้
การฟงั การดู
การสรุปความ จับประเด็นสาคัญของเร่ืองท่ีฟัง ดู และมีมารยาทในการฟงั และดู
การพดู
การพูดนาเสนอความรู้ ความคิดเหน็ โนม้ นา้ วใจ ปฏเิ สธเจรจาต่อรอง และมารยาทในการพูด
การอา่ น
การอ่านออกเสียงและอ่านในใจทั้งร้อยแก้ว และร้อยกรอง การแยกแยะข้อเท็จจริง ข้อคิดเห็น และ
จดุ มุ่งหมายของเร่อื งที่อา่ น ตลอดจนมารยาทในการอา่ น
การเขียน
การใช้แผนภาพความคิด จัดลาดับความคิดก่อนการเขียน การแต่งบทร้อยกรองประเภทกลอนส่ี
กลอนสุภาพ การเขียนสื่อสารเรื่องราวต่างๆ และการเขียนรายงาน การค้นคว้า อ้างอิง ตลอดจนมารยาท
ในการเขียน
หลักการใช้ภาษา
ชนดิ และหน้าท่ีของคา พยางค์ วลี ประโยค การใชเ้ ครื่องหมายวรรคตอน อกั ษรย่อ พจนานกุ รม คา
ราชาศัพท์ ความแตกตา่ งและความหมายของสานวน สภุ าษิต คาพงั เพย
วรรณคดีและวรรณกรรม
ความแตกต่างและคุณค่าของวรรณคดี วรรณกรรมปจั จบุ นั และวรรณกรรมทอ้ งถนิ่
ภาษาไทยกับการประกอบอาชีพ
การใชความรูดานการพดู การเขยี นภาษาไทยเปนชองทางในการประกอบอาชีพ
การจดั ประสบการณ์การเรียนรู้
จัดประสบการณ์หรือสถานการณ์ในชีวิตประจาวันให้ผู้เรียนได้ศึกษา ค้นคว้าโดยการฝึกปฏิบัติจริงเป็น
รายบคุ คลหรอื กระบวนการกลุม่ เก่ยี วกับทักษะการฟัง การดู การพูด การอ่าน การเขียน และหลักการใช้ภาษา
การวดั และประเมินผล
การสงั เกต การฝกึ ปฏบิ ัติ การทดสอบ (แบบทดสอบ) และการประเมนิ ชิ้นงานในแตล่ ะกิจกรรม
54
รายละเอียดคาอธิบายรายวิชา พท21001 ภาษาไทยจานวน 4 หนว่ ยกติ
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น
มาตรฐานท่ี 2.1 มีความรู้ ความเข้าใจ และทักษะพนื้ ฐานเกี่ยวกบั ภาษาและการสือ่ สาร
ที่ หวั เร่อื ง ตัวช้วี ดั เนอ้ื หา จานวน
(ช่ัวโมง)
1. การฟงั การดู 1. สรุปความ จับประเดน็ สาคญั ของ 1. สรปุ ความ จับประเด็นสาคญั
2
(10) เรอ่ื งที่ฟังและดู ของเรอ่ื งท่ีฟังและ ดู 2
4
2. วิเคราะห์ความน่าเช่ือถือจากการ 2. หลักการจับใจความสาคัญ 2
ฟงั และดสู ื่อโฆษณาและข่าวสาร ของเร่ืองท่ีฟงั และดู 2
6
ประจาวนั อย่างมีเหตผุ ล 3. การวิเคราะหข์ ้อเทจ็ จรงิ
2
3. วจิ ารณ์การใช้นา้ เสียง กริ ิยาท่าทาง ข้อคิดเห็นและสรุปความ 5
5
ถ้อยคาของ ผู้พดู อย่างมีเหตุผล 4. การมีมารยาทในการฟัง
4. ปฏิบตั ิตนเป็นผู้มมี ารยาท และดู
ในการฟัง และดู
2. การพดู 1. พูดนาเสนอความรู้ ความ 1. สรปุ ความ จับประเด็นสาคญั
(10) คิดเหน็ สรา้ งความเข้าใจ ของเรอื่ งที่พูดได้
โนม้ น้าวใจ ปฏเิ สธ เจรจา 2. การพดู นาเสนอความรู้
ต่อรอง ด้วยภาษากริ ิยาท่าทาง ความคิดเหน็ และ การพดู
ทีส่ ุภาพ ในโอกาสต่างๆ เช่น
2. ปฏิบัตติ นเปน็ ผูม้ มี ารยาท - พูดแนะนาตนเอง
ในการพูด - พดู กล่าวตอ้ นรับ
- พดู กลา่ วขอบคุณ
- พดู โน้มนา้ วใจ
- พูดปฏเิ สธ
- พูดเจรจาตอ่ รอง
- พดู แสดงความคิดเห็น
3. การมมี ารยาทในการพูด
3. การอ่าน 1. อา่ นในใจไดค้ ลอ่ งและเรว็ 1. หลักการอ่านในใจจากส่ือ
(40) 2. อ่านออกเสียงและอ่านทานอง ประเภทต่างๆ
เสนาะไดอ้ ย่าง ถูกต้องตาม 2. หลักอ่านออกเสียงท่เี ปน็ ท้ัง
ลกั ษณะคาประพันธ์ รอ้ ยแกว้ ร้อยกรองและคาวัน
เดือน ปี ไทย
55
ท่ี หวั เรื่อง ตวั ชีว้ ัด เนือ้ หา จานวน
(ชัว่ โมง)
3. วเิ คราะห์ แยกแยะข้อเท็จจรงิ 3. หลกั การเลือกอา่ นหนังสือ 3
ขอ้ คิดเห็น และจดุ มุ่งหมายของ และสอ่ื สารสนเทศ
เรอ่ื งที่อ่าน 4. หลกั การอา่ นจบั ใจความ 10
4. เลอื กอา่ นหนังสือและส่อื สาคญั
สารสนเทศ เพ่ือพฒั นาตนเอง 5. หลักการวิเคราะห์ วจิ ารณ์ 15
5. ปฏบิ ตั ติ นเป็นผู้มมี ารยาทใน 6. มารยาทในการอ่านและ 2
การอ่านและมนี สิ ัยรักการอ่าน นสิ ัยรักการอ่าน
4. การเขียน 1. เลือกใชภ้ าษาในการนาเสนอ 1.หลักการเขียน การใชภ้ าษา 4
(40) ตามรปู แบบของงานเขยี น ในการเขียน
ประเภทรอ้ ยแก้วและร้อยกรอง 2. หลกั การเขยี นเพื่อการ 20
ได้อยา่ งสรา้ งสรรค์ สื่อสารประเภทต่าง ๆ เชน่
2. ใช้แผนภาพความคิด จดั ลาดับ การเขียนเรยี งความ ยอ่
ความคิดก่อนการเขยี น ความ เขียนชี้แจง เขียน
3. แตง่ บทร้อยกรอง ประเภท แสดงความคิดเห็น คาขวญั
กลอนส่ี กลอนสภุ าพ คาคม คาโฆษณา เขียน
4. เขียนบทรอ้ ยแก้วประเภทประวตั ิ รายงานการคน้ คว้า การ
ตนเอง อธบิ ายความ ย่อความ ข่าว กรอกแบบพิมพ์และใบ
5. เขียนรายงานการคน้ คว้า สมคั รงานและเขยี นคา วัน
สามารถอา้ งองิ แหลง่ ความรู้ ได้ เดือน ปี ไทย
ถูกต้อง 3. หลักการเขียนแผนภาพ 14
6. กรอกแบบรายการตา่ งๆ ความคิด
7. ปฏิบตั ติ นเป็นผูม้ มี ารยาทใน 4. การปฏิบตั ิตนเปน็ ผมู้ ี 2
การเขียนและมีการจดบันทึก มารยาทในการเขยี น
อยา่ งสมา่ เสมอ และมนี สิ ยั รักการเขียน
5. หลกั การใชภ้ าษา 1. อธิบายความแตกต่างของคา 1. คาราชาศพั ท์ 3
(40) พยางค์ วลี ประโยค ได้ถูกตอ้ ง 2. หลักในการสะกดคา 3
2. ใชเ้ คร่ืองหมายวรรคตอน 3. การใช้เครื่องหมายวรรค 4
อักษรย่อ คาราชาศัพทไ์ ด้ ตอน อักษรย่อและการใช้
ถกู ต้อง เลขไทย
3. อธบิ ายความแตกต่างระหว่าง 4. การใช้คาและการสร้างคา 9
ภาษาพดู และภาษาเขียนได้ ในภาษาไทย
- การสรา้ งคาไทย
56
ที่ หัวเรอื่ ง ตวั ชว้ี ัด เนอ้ื หา จานวน
(ชัว่ โมง)
4. อธบิ ายความแตกตา่ ง - คาประสม
ความหมายของสานวน - คาซอ้ น 8
สภุ าษิต คาพงั เพย และ - คาซ้า 4
นาไปใชใ้ นชวี ิตประจาวนั - คาสมาส คาสนธิ 5
ได้ถูกตอ้ ง - หลักการสงั เกตคาภาษา 4
อน่ื ๆ ท่ีใช้ในภาษาไทย
6. วรรณคดี วรรณกรรม 1. อธบิ ายความแตกตา่ ง 5. ชนดิ ของประโยค 5
(20) และคณุ ค่าของวรรณคดี 6. การใช้ระดับภาษาท่ีเปน็ 5
วรรณกรรมปัจจบุ ันและ ทางการ และไม่เปน็ 5
วรรณกรรมท้องถน่ิ ทางการ
7. การใช้สานวน สุภาษิต คา
พงั เพย
8. หลกั การแต่งคาประพนั ธ์
ประเภทต่าง ๆ เช่น
- กาพย์ยานี 11
- กาพยฉ์ บัง 16
- กลอน
- ฯลฯ
1. หลักการพจิ ารณาวรรณคดี
2. หลกั การพนิ ิจวรรณกรรม
3. ประวัตคิ วามเปน็ มา
ลกั ษณะและคณุ ค่าของ
เพลงพืน้ บา้ นเพลงกล่อม
เดก็
57
ท่ี หวั เรอื่ ง ตวั ชี้วดั เน้อื หา จานวน
(ชัว่ โมง)
7. ภาษาไทยกบั การ 1. ใชความรูการพูดภาษาไทย 4. หลกั การพนิ ิจวรรณคดี
ประกอบอาชีพ เปนชองทางในการประกอบ ด้านวรรณศลิ ป์ และด้าน 5
อาชีพ สงั คม
2. ใชความรูการเขยี นภาษาไทย - สามก๊ก 2
เปนชองทางการประกอบอาชีพ - ราชาธิราช 2
- กลอนเสภาขนุ ชา้ ง
ขนุ แผน
- กลอนบทละครเรื่อง
รามเกยี รติ์
1. ภาษาไทยดานการพดู กับ
ชองทางการประกอบอาชพี
2. ภาษาไทยดานการเขียนกับ
ชองทางการประกอบอาชพี
58
วิชาภาษาต่างประเทศ(ภาษาองั กฤษ)
เปา้ หมายการเรียนรู้
ระดบั มธั ยมศึกษาตอนต้น
1. เขา้ ใจเกย่ี วกับภาษาทา่ ทาง ฟัง พดู อา่ น เขยี น ดว้ ยประโยคทซ่ี ับซ้อนในชีวติ ประจาวันและ
งานอาชีพ
2. จัดระบบความสัมพนั ธ์ของการตดิ ต่อสือ่ สาร ด้วยประโยคทีซ่ ับซ้อนในชีวติ ประจาวัน และงาน
อาชีพ
3. มีทกั ษะท่ีถกู ต้องตามหลกั ภาษา วฒั นธรรม และกาลเทศะของเจ้าของภาษา
มาตรฐานการเรยี นรูร้ ะดบั ผลการเรียนรทู้ คี่ าดหวงั
มาตรฐานท่ี 2.1 มคี วามรูค้ วามเข้าใจ และทักษะพ้นื ฐานเกี่ยวกับภาษาและการส่ือสาร
มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรยี นร้ทู ค่ี าดหวัง
มีความรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะและเจตคติเก่ยี วกับ ภาษา 1. เขา้ ใจเก่ยี วกับภาษา ทา่ ทาง ฟัง พูด อา่ น เขยี น
ทา่ ทาง การฟัง พูด อา่ น เขยี น ภาษาตา่ งประเทศ ด้วยประโยคทซี่ ับซ้อนในชวี ิตประจาวันและงาน
ด้วยประโยคทซี่ บั ซ้อนในชวี ิตประจาวัน และงานอาชพี อาชีพ
ของตนได้ ถูกต้องตามหลกั ภาษาวัฒนธรรม และ 2. จัดระบบความสมั พนั ธข์ องการตดิ ต่อสอื่ สาร
กาลเทศะของเจ้าของภาษา ด้วยประโยคทีซ่ ับซ้อนในชีวติ ประจาวันและงาน
อาชพี
3. มีทักษะที่ถกู ต้องตามหลักภาษา วฒั นธรรม
และกาลเทศะของเจ้าของภาษา
คาอธบิ ายรายวิชาบงั คบั 59
รายวิชาบังคบั หนว่ ยกิต
สาระความรพู้ ืน้ ฐาน 4
วิชาภาษาต่างประเทศ(ภาษาอังกฤษ) 4
มาตรฐานที่ รหสั รายวิชา รายวิชา
2.1 พต 21001 ภาษาอังกฤษในชวี ติ ประจาวัน
รวม
60
คาอธิบายรายวชิ า พต 21001 ภาษาอังกฤษในชีวิตประจาวนั จานวน 4 หน่วยกิต
ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น
มาตรฐานการเรยี นรรู้ ะดับ
มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะและเจตคติเกีย่ วกับ ภาษาท่าทาง การฟงั พูด อ่าน เขียนภาษาต่างประเทศ
ดว้ ยประโยคท่ีซับซ้อนในชวี ติ ประจาวนั และงานอาชพี ของตนได้ ถูกตอ้ งตามหลักภาษาวัฒนธรรม และ
กาลเทศะของเจ้าของภาษา
ศึกษาและฝกึ ทักษะเก่ียวกับเร่อื งดงั ต่อไปนี้
1. การใช้ภาษาท่าทางในการส่ือความหมาย วธิ ีการรบั -ตอบโทรศัพท์อย่างง่าย ๆ การแสดงความรสู้ ึก
ดใี จ เสียใจ เข้าใจ พอใจ ไม่พอใจ ให้กาลงั ใจ สนใจ และไมส่ นใจ วธิ ีการพูดแทรก พดู ขอบคณุ และการตอบรับ
วิธีการพูดแสดงความคิดเห็น ความต้องการ และการเสนอให้ความชว่ ยเหลือผู้อื่นพร้อมกับการตอบรับ รวมทั้ง
ลักษณะของประโยคบอกเล่า ประโยคคาถาม ประโยคปฏิเสธ ประโยคคาสั่งและประโยคอุทาน ซึ่งใช้ใน
ชีวติ ประจาวันในสถานการณต์ า่ ง ๆ
2. ลักษณะและการใช้ประโยคความรวม (Compound Sentence)PastTense ในรูปต่าง คากริยา
คากริยาวิเศษณ์ คาสันธาน และคาอุทานโดยสามารถนาไปใช้ในการเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับชีวิตประจาวันและ
การประกอบอาชีพ การอา่ นข่าวสารขอ้ มูลจากสอ่ื ประเภทต่างๆ การอา่ นสลากสินค้าและการตีความหมายของ
สัญลกั ษณ์ตา่ งๆ ได้อย่างถกู ต้องและเหมาะสมกบั สถานการณ์ รวมท้ังเขา้ ใจการใช้ Internet เพอื่ สบื ค้นข้อมลู
การจัดประสบการณก์ ารเรยี นรู้
1. ฝึกฟัง พูด อ่าน เขียน ภาษาอังกฤษในสถานการณ์ต่าง ๆ โดยใช้สถานการณ์จาลอง และ/หรือส่ือ
ทเี่ หมาะสม
2.ฝกึ ฟัง พดู อ่าน เขียน จากสถานการณจ์ าลองโดยใช้สอื่ ต่าง ๆ ท่ีเหมาะสม และสอดคล้องกบั
สถานการณ์
การวัดและประเมินผล
1. ตรวจสอบจากการนาไปใช้ไดถ้ ูกต้องและเหมาะสมตามสถานการณ์
2. สามารถใชภ้ าษาในการสื่อสารไดถ้ กู ต้องและเหมาะสมกับสถานการณ์
61
รายละเอียดคาอธบิ ายรายวิชา
พต 2101 ภาษาอังกฤษในชีวติ ประจาวนั จานวน 4 หนว่ ยกิต
ระดบั มธั ยมศกึ ษาตอนต้น
มาตรฐานทีก่ ารเรียนรูร้ ะดบั
มีความรู้ ความเขา้ ใจ ทักษะและเจตคติเกีย่ วกับ ภาษาท่าทาง การฟงั พูด อ่าน เขยี น
ภาษาตา่ งประเทศ ด้วยประโยคที่ซบั ซ้อนในชวี ิตประจาวัน และงานอาชพี ของตนได้ ถูกต้องตามหลักภาษา
วฒั นธรรม และกาลเทศะของเจา้ ของภาษา
ที่ หัวเรอื่ ง ตัวช้วี ัด เนื้อหา จานวน
(ชั่วโมง)
1 ภาษาทา่ ทาง เข้าใจและใช้ 1. ภาษาตามมารยาทสงั คมเพื่อสร้างความสัมพนั ธ์
15
ในการส่ือสารใน ภาษาในการ ระหว่างบคุ คลในสถานการณ์ต่างๆ ดังน้ี
ชวี ติ ประจาวัน สือ่ สารใน 1.1 การทกั ทาย การกล่าวลา เช่น
(Language in daily life) ชีวติ ประจาวัน - Good morning.
- Good afternoon.
- Good evening.
- Hi / Hello.
- How are you?
- How are you today?
- I’ m fine, thank youand you?
- Nice to see you.
- Nice to see you too.
- Glad to see you.
- Glad to see you too.
- Good bye. Bye.
- See you soon.
- See you on…(Day)…
62
ท่ี หวั เรอื่ ง ตัวชว้ี ดั เน้ือหา จานวน
(ช่วั โมง)
1.2 การแนะนาตนเองและผู้อ่ืน เช่น
Pat : Hello, I’m Pat.
Suda : Hi, my name is Suda.How do you
do?
หรอื
A : Bob, this is John, my friend
from
New Zealand.
B : How do you do?Nice to meet
you.
John : How do you do?Nice to meet you, too.
etc.
1.3 การกล่าวขอบคุณและตอบรบั เช่น
- Thank you for your help.
- Thank you every muchfor your
kindness.
- Thank you for your invitation.
etc.
1.4 การพดู ขออนุญาตและตอบรับ
- May I interrupt you for a moment?
- May I come in?
- Can I borrow your pen?
- (It’s) my pleasure.
- Don’t mention it.
- Yes, you can.
etc.
1.5 การพูดขอโทษและตอบรบั
- I’m very sorry to be late.
- I’m lost your box, I’m so sorry.
- Forget it.
- Don’t worry.
63
ท่ี หัวเร่ือง ตวั ช้ีวดั เน้ือหา จานวน
(ชั่วโมง)
- It doesn’t matter.
etc.
1.6 การพูดแทรกอยา่ งสุภาพ เชน่
- Excuse me, sir. Could you speak
louder?
- Excuse me, madam.
- Could you show me that book?
etc.
2. ภาษาทา่ ทางทีใ่ ชใ้ นโอกาสต่างๆ ดงั น้ี 5
2.1 ทา่ ทางทส่ี ื่อความหมายทางภาษา เช่น
กวักมอื =Come here.
โบกมอื =Bye-bye.
ชู 2 นิว้ = Victory
ผายมอื = This way, please.
etc.
2.2 ท่าทางการปฏิบตั ิตามวัฒนธรรมของเจา้ ของ
ภาษา เช่น
- Hand Shaking.
- Waving good-bye.
- Good-bye hug/kiss
- Good night hug/kiss
etc.
2.3 คาศัพท์ จานวน ประโยคและทา่ ทางที่ใช้
ส่อื สารในโอกาสตา่ ง ๆ เช่น
64
ที่ หวั เร่อื ง ตัวช้วี ัด เน้ือหา จานวน
(ช่วั โมง)
2 การโตต้ อบ รับ-ตอบ
โทรศพั ท์ โทรศพั ท์อยา่ ง - Merry Christmas.
(Telephone ง่าย ๆ ได้
Conversation) - Happy New Year.
- Happy Valentine’s.
- Happy Birthday.
- Congratulations on your graduation.
- Thanks.
- Thank you very much.
- The same to you.
- Many happy returns.
etc.
1. คาศัพท์ สานวน ประโยคตา่ งๆ ที่ใช้ในการสอ่ื สารใน 10
การรับโทรศัพทอ์ ย่างง่ายรวมกนั การรบั ฝาก
ข้อความทางโทรศัพท์
- Is Miss/Mrs./Mr. Robert home?
- I’m speaking.
- He / She is out.
- He / She will be back soon. Would you
like to
wait?
etc.
2. การรับฝากข้อความทางโทรศัพท์
A : Hello, may I speak to Mrs. Wanida?
B : Sorry, she’s not here now.
Would you like to leave her a
massage?
A : My name is Somsri.
Please tell her to call me to 02-728-
8888.
etc.
65
ที่ หวั เรอ่ื ง ตวั ชว้ี ัด เนอื้ หา จานวน
(ชั่วโมง)
3 การแสดงความรู้สึก ใช้ภาษาองั กฤษ 1. คา วลี ประโยค บทสนทนาที่แสดงอารมณ์
ต่าง ๆ (Expression 10
of feelings)
ในการแสดง ความร้สู กึ ต่างๆ
ความรู้สกึ ได้ 1.1 เข้าใจ/ไมเ่ ขา้ ใจ
(ดีใจ/เสียใจ/ - Oh, I see.
เข้าใจ/พอใจ/ - I get it now.
ไมพ่ อใจ/ - I beg you pardon.
ใหก้ าลังใจ/ - Pardon me. Can you say that again?
สนใจ/ไมส่ นใจ) - I don’t understand that.
- I don’t get it.
etc.
1.2 พอใจ/ไม่พอใจ
- That’s great./ That’s bad.
- How wonderful!
- How awful!
- I am so pleased to hear that.
- I am afraid I don’t like it.
- I love/like/enjoy it.
- I am disappointed to see that.
etc.
1.3 สนใจ/ไม่สนใจ
- I’m interested in.......................
- I’m not interested in.......................
- I don’t care (about that)....................
- I have no idea.
etc.
66
ที่ หวั เร่อื ง ตัวชว้ี ดั เน้ือหา จานวน
(ชั่วโมง)
1.4 ให้กาลังใจ/เหน็ ใจ/ปลอบใจ
20
- Don’t worry.
- Cheer up.
- Take it easy.
- Relaxed.
- You will be fine.
- Well done.
- You did a good job.
etc.
1.5 ดีใจ/เสยี ใจ
- I’m glad that you can come.
- I’m so pleased to see you.
- I’m glad to hear from you.
- I’m so sorry for being late.
- I’m terrible sorry for.....................
- Sorry, it’s my fault.
- Please forgive me for being late.
etc.
4 การพดู แสดง พดู แสดงความ ภาษาเพื่อแสดงความคิดเห็นความต้องการ
ความคดิ รปู แบบ คิดเหน็ และ 1. การแสดงความคิดเหน็ (เหน็ ด้วย/ไม่เหน็ ด้วย/
ตา่ ง ๆ แสดงความ ยอมรับ/ ไม่ยอมรับ)
(Expression of ต้องการ รวมทงั้ A : The weather in Bangkok is hotter than
opinion, ideas /wishes การเสนอ Singapore.
/ offering helps, etc.) B : I think so./I don’t think so./I agree with
you.
A : Living in Bangkok is not so pleasant,
don’t you think that?
B : Yes, but living in rural areas is less
convenient. etc.
67
ที่ หวั เรอื่ ง ตัวชว้ี ัด เนอื้ หา จานวน
(ช่ัวโมง)
5 ประโยคตา่ งๆ ใน รู้จกั ลกั ษณะ 2. การแสดงความต้องการและตอบรบั เช่น
ภาษาองั กฤษ ของประโยคใน - I’d like some more coffee. 20
(Different Types of ภาษาอังกฤษ - I want to go to........................
English Sentences) (ประโยคบอก - I wish you should go with me.
เล่า/ประโยค - I need........................
คาถาม/ - Yes, .................please do. / Sure.
ประโยค etc.
ปฏิเสธ/
ประโยคคาสงั่ / 3. การแสดงความช่วยเหลือและบริการผูอ้ น่ื รวมท้ัง
ประโยคอุทาน) ตอบรับ เชน่
และสามารถ
- What can I do for you?
- Can I help you?
- Need some help?
- If you needanything, please tell me./
let me know.
- Certainly.
- Yes, of course.
- I’m afraid..........................
- Sorry, but.............................
etc.
- ประโยค/ส่วนประกอบของประโยคชนิดต่าง ๆ
และรูปแบบการจัดลาดบั คาในประโยค
1. ประโยคบอกเล่า
โครงสรา้ งของประโยคบอกเล่า
Subject + Verb
เช่น
- Bob smokes.
หรอื
Subject + Verb + Complement
เช่น
68
ที่ หัวเรอื่ ง ตวั ชว้ี ัด เน้ือหา จานวน
(ช่วั โมง)
นาไปใช้ใน - They are students.
ชวี ติ ประจาวัน หรอื
ได้
Subject + Verb + Object.
เชน่
- Suda likes John.
2. ประโยคคาถาม
คาท่ใี ชใ้ นการตั้งคาถาม ไดแ้ ก่ Who, When,
Where, Why, What, Whom, How เชน่
- What is your name?
- Where do you teach?
- When did he leave school?
- How do you like it?
etc.
3. ประโยคปฏเิ สธ
รูปแบบประโยคปฏิเสธและคากรยิ าท่ีใช้ เชน่
- They are not farmer.
- He doesn’t like Bobby.
- I don’t want to go with him.
etc.
4. ประโยคคาสงั่
รูปแบบประโยคคาสั่ง/กลุม่ คาทใ่ี ช้และตัวอย่าง
ประโยค เช่น
- Come here.
- Let’s go now.
- Open the door, please.
- Please sit down.
- Come hear right now.
etc.
69
ที่ หวั เร่ือง ตัวชวี้ ดั เนอ้ื หา จานวน
(ชัว่ โมง)
6 ประโยคความรวม รูจ้ ักลกั ษณะ
(Compound ของ 5. ประโยคอุทาน
Sentence) Compound
Sentence รปู แบบประโยคอุทานและตวั อย่างประโยค เช่น
และสามารถ
นาไปใช้ใน - Oh! My god.
ชีวิตประจาวนั
ได้ - Oh, my god!
- How marvelous!
- What a wonderful party! etc.
1. สว่ นประกอบของ Compound Sentence 40
(Independent Clause)
2. ประโยค 2 ประโยคมารวมกันด้วยคาเชือ่ มท่ี
เหมาะสม คือ and, but, or เชน่
- We tried our best but we lost the
game.
- Both they and we tried hard.
- I’ll go to the cinema or visit my
parent.
3. การเชื่อมประโยคให้เป็น Compound Sentence
โดยใช้เครื่องหมาย/คาเช่อื ม ตอ่ ไปน้ี
3.1 ,(Comma) + คาสันธาน เช่น
- They tried their best, yet they didn’t
succeed.
; (Semicolon) ใชใ้ นกรณที ี่มเี ครื่องหมายอืน่ ๆ
อยดู่ ้วยหลายแห่ง เช่น
- I also bought her a new car ; I have not
yet, nowhere, given it to her.
Correlative Conjunction ได้แกค่ า
ตอ่ ไปน้ี
both……..and………
either…….or……….
neither…..nor………
not only...........but also.........
เชน่
70
ที่ หัวเรื่อง ตวั ช้วี ดั เน้ือหา จานวน
7 Past Tense (ช่วั โมง)
- Neither did he listen, nor did he
40
improve.
- Not only the English teacher get
him
a bad grade, but also the social
teacher
did so.
ใช้ Past Tense Past Tense ในรูปแบบตา่ งๆ
ในรปู แบบ 1. Past Simple Tense
ตา่ ง ๆ ได้ Subject + V2
Subject +wwearse +V3
1.1 เหตกุ ารณท์ เ่ี กดิ ข้ึนในอดตี และจบลงไปแลว้
กอ่ นพูดประโยคนน้ั เชน่
- He spoke.
- She came here yesterday.
1.2 แสดงการกระทาที่กระทาเปน็ ประจาในอดตี
โดยมคี าทแ่ี สดงความบ่อย ความเป็นประจาอยู่
ดว้ ย เช่น
- He always gotuplate when he was
young.
71
ที่ หัวเร่อื ง ตัวชีว้ ัด เน้อื หา จานวน
(ช่ัวโมง)
8 ภาษาอังกฤษสาหรบั 2. Past continuous tense
อาชพี พนกั งานขบั รถ Subject +wweasre + V ing + conj. + Subject
รบั จาง + V2
กล่าวถึงเหตกุ ารณ์ 2 อยา่ ง ในอดีต โดยขณะท่ี
เหตกุ ารณ์หนง่ึ ดาเนนิ อยู่มีอีกเหตุการณ์แทรกเข้ามา
- เหตกุ ารณท์ ี่ดาเนินอยู่ ใช้ Past continuous tense
- เหตกุ ารณ์ท่เี กิดใหมแ่ ทรกเข้ามาใช้
Past simple tense
- คาทเ่ี ช่อื มเหตกุ ารณ์ทสี่ องเข้าดว้ ยกนั คอื
when หรือ while เช่น
- I was reading a book when she
came in.
- While I was reading a book, she came
in.
ใชภาษาอังกฤษ - การพูดภาษาองั กฤษตามมารยาทสงั คมและ 5
ตามมารยาท เหมาะสมกบั สถานการณ
สังคมและ - การพูดแสดงความรูสึกและแสดงความคดิ เหน็
เหมาะสมกบั - การพูดแสดงความชวยเหลือ
สถานการณ - การขออนุญาต
พดู แสดง - การพูดแทรกอยางสภุ าพ
ความรูสกึ
แสดงความ
คิดเห็น แสดง
ความชวยเหลือ
ขออนุญาต พูด
แทรกอยาง
สุภาพในอาชพี
พนักงานขบั รถ
รบั จาง
72
ที่ หวั เรื่อง ตวั ชว้ี ัด เน้ือหา จานวน
(ชั่วโมง)
9 ภาษาอังกฤษสาหรบั 1. ใชประโยค - การกลาวตอนรับทักทายลูกคาของพนักงานบริการ
พนกั งานบริการใน ตอนรบั - ประโยคการใหบริการความชวยเหลือ และบริการ 5
สถานทต่ี าง ๆ ลูกคาใน ในสถานบริการตาง ๆ เชน ทท่ี าการไปรษณีย
สถานบริการ สถานรี ถไฟ โรงแรม เปนตน เชน What can I do
ตาง ๆ for you? May I help you? etc.
2. ใชประโยค/
สานวน
เสนอความ
ชวยเหลอื /
ใหขอมลู แก
ลูกคาใน
สถานบริการ
ตาง ๆ
73
วชิ าคณติ ศาสตร์
เปา้ หมายการเรยี นรู้
ระดบั มัธยมศกึ ษาตอนต้น
1. วิเคราะหค์ วามคิด กระบวนการและเหตผุ ลคณิตศาสตรเ์ พื่อนาไปใช้ในชวี ิตประจาวัน
2. เห็นความสมั พันธ์ของการคิด กระบวนการและเหตผุ ลอย่างเป็นระบบ ระเบยี บ
3. ปฏิบัติการคิด กระบวนการและเหตุผลคณิตศาสตร์ตามขนั้ ตอนท่ถี ูกต้อง
มาตรฐานการเรียนร้รู ะดับผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวงั
มาตรฐานที่ 2.2 มคี วามรคู้ วามเขา้ ใจ และทกั ษะพนื้ ฐานเกยี่ วกับคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรียนรู้ทคี่ าดหวงั
คณิตศาสตร์
มคี วามรู้ ความเขา้ ใจเกีย่ วกบั จานวนและการ 1. ระบุ หรือยกตัวอย่างเกย่ี วกบั จานวนและการดาเนนิ การ
ดาเนินการ เศษส่วนและทศนิยม เลขยกกาลงั เศษสว่ น และทศนิยม เลขยกกาลงั อตั ราส่วน สดั ส่วน และ
อัตราส่วนสัดส่วน และร้อยละ การวดั ปริมาตรและ ร้อยละ การวัด การหาปริมาตรและพน้ื ท่ีผิว คู่อนั ดับและ
พน้ื ที่ผวิ คู่อนั ดบั และกราฟ ความสัมพนั ธร์ ะหวา่ ง กราฟความสมั พันธ์ ระหว่างรูปเรขาคณิตสองมิติและเรขาคณติ
รูปเรขาคณิตสองมิตแิ ละเรขาคณติ สามมติ ิ สถติ ิ สามมิติ สถิตแิ ละ ความน่าจะเปน็
และความน่าจะเปน็ 2. สามารถคดิ คานวณและแกโ้ จทยป์ ญั หาท่ใี ช้ใน
ชวี ติ ประจาวนั
คาอธิบายรายวิชาบงั คับ 74
รายวชิ าบังคับ หน่วยกิต
สาระความรู้พน้ื ฐาน 4
4
มาตรฐานท่ี รหสั รายวชิ า รายวิชา
2.2 พค21001 คณิตศาสตร์
รวม
75
คาอธบิ ายรายวชิ า พค21001 คณติ ศาสตร์ จานวน 4 หนว่ ยกติ
ระดับมธั ยมศึกษาตอนตน้
มาตรฐานท่ี 2.2 มีความรคู้ วามเขา้ ใจ และทกั ษะพ้นื ฐานเก่ียวกบั คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
มีความรู้ ความเข้าใจเก่ียวกับจานวนและการดาเนินการ เศษส่วนและทศนิยม เลขยกกาลัง
อัตราส่วนสัดส่วน และร้อยละ การวัด ปริมาตรและพ้ืนท่ีผิว คู่อันดับและกราฟ ความสัมพันธ์ระหว่างรูป
เรขาคณิตสองมิติและเรขาคณติ สามมิติ สถติ ิและความน่าจะเปน็
ศกึ ษาและฝกึ ทกั ษะเก่ยี วกับเรอ่ื งดงั ต่อไปนี้
จานวนและการดาเนนิ การ จานวนเต็มบวก จานวนเต็มลบ และศนู ย์ การเปรยี บเทยี บจานวนเต็ม การ
บวก ลบ คณู และหารจานวนเตม็ สมบตั ขิ องจานวนเต็มและการนาไปใช้
เศษส่วนและทศนิยมความหมายของเศษส่วนและทศนิยม การเขยี นเศษส่วนและทศนยิ ม และเขียน
ทศนิยมซ้าเป็นเศษส่วน การเปรียบเทียบเศษส่วนและทศนิยม การบวก ลบ คูณ หาร เศษส่วนและทศนิยม
โจทยป์ ัญหาหรือสถานการณเ์ กี่ยวกบั เศษส่วนและทศนยิ ม
เลขยกกาลัง ความหมายของเลขยกกาลัง การเขียนแสดงจานวนในรูปสญั กรณว์ ทิ ยาศาสตร์ การคูณ
และการหารเลขยกกาลังทีม่ ีฐานเดยี วกัน และเลขช้ีกาลงั เป็นจานวนเต็ม
อตั ราสว่ น สัดส่วน และร้อยละ การแก้โจทย์ปัญหาเกยี่ วกับอตั ราส่วน สัดสว่ นและรอ้ ยละ
การวัด หน่วยความยาว พื้นท่ีการหาพ้ืนที่ของรูปเรขาคณิต การแก้ปัญหา หรือสถานการณ์ใน
ชวี ิตประจาวัน โดยใชค้ วามรเู้ ก่ียวกับพ้นื ทแ่ี ละการคาดคะเน
ปริมาตรและพ้ืนที่ผิว การหาพื้นที่ผิวและปริมาตรของปริซึมทรงกระบอก การหาปริมาตรของพีระมิด
กรวย และทรงกลม การเปรียบเทยี บหนว่ ยปริมาตร การแก้โจทยป์ ัญหาเกยี่ วกบั พื้นท่ผี วิ และปริมาตร
คูอ่ ันดับและกราฟ คู่อันดบั และกราฟ การนาไปใช้
ความสัมพันธ์ของรูปเรขาคณิตสองมิติและสามมิติ ภาพของรูปเรขาคณิตสองมิติที่เกิดจากการคล่ีรูป
เรขาคณิตสามมิติ ภาพท่ีได้จากการมองทางด้านหน้า ด้านข้างหรือด้านบนของรูปเรขาคณิตสามมิติ การวาดหรือ
ประดษิ ฐร์ ูปเรขาคณิตทป่ี ระกอบขน้ึ จากลูกบาศก์
สถิติ การเก็บรวบรวมข้อมูล การนาเสนอข้อมูล การหาค่ากลางของข้อมูล การเลือกใช้ค่ากลางของ
ข้อมลู การอา่ น การแปลความหมายและการวิเคราะห์ข้อมูล การใช้ขอ้ มูลสารสนเทศ
ความน่าจะเปน็ การทดลองสุ่มและเหตุการณ์ การหาความน่าจะเป็นของเหตุการณ์และการนาไปใช้
การจัดประสบการณ์การเรยี นรู้
จัดประสบการณ์หรือสถานการณ์ในชีวิตประจาวันให้ผู้เรียนได้ศึกษาค้นคว้า โดยการปฏิบัติจริง
ทดลอง สรุป รายงาน เพ่ือพฒั นาทักษะ/กระบวนการในการคิดคานวณ การแก้ปญั หา การให้เหตุผล การสื่อ
ความหมายทางคณิตศาสตร์และนาประสบการณ์ด้านความรู้ ความคิด ทักษะกระบวนการท่ีได้ไปใช้ในการ
เรียนรู้สิ่งต่าง ๆ และใช้ ในชีวิตประจาวันอย่างสร้างสรรค์ รวมท้ังเห็นคุณค่าและมีเจตคติที่ดีต่อคณิตศาสตร์
76
สามารถทางานอย่างเป็นระบบระเบียบ มีความรอบคอบ มีความรับผิดชอบ มีวิจารณญาณและมีความเชื่อม่ัน
ในตนเอง
การวัดและประเมินผล
ใชว้ ธิ ีการท่หี ลากหลายตามสภาพความเป็นจรงิ ให้สอดคล้องกับเนือ้ หาและทักษะท่ตี ้องการวดั
77
รายละเอยี ดคาอธบิ ายรายวิชา พค21001 คณติ ศาสตร์ จานวน 4 หนว่ ยกติ
ระดับมัธยมศึกษาตอนตน้
มาตรฐานท่ี 2.2 มคี วามร้คู วามเขา้ ใจ และทักษะพ้ืนฐานเก่ียวกบั คณติ ศาสตร์ วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี
ที่ หวั เรือ่ ง ตัวช้วี ดั เน้อื หา จานวน
1 จานวนและ (ชว่ั โมง)
1. ระบุหรือยกตัวอยา่ งจานวนเตม็ บวก 1. จานวนเตม็ บวก จานวน
การดาเนนิ การ จานวนเต็มลบ และศนู ย์ได้ เตม็ ลบ และศูนย์ 3
(25) 3
2. เปรยี บเทียบจานวนเต็มได้ 2. การเปรยี บเทียบจานวนเตม็ 13
2 เศษสว่ นและ 3. บวก ลบ คูณ หาร จานวนเตม็ 3. การบวก ลบ คณู และหาร 6
ทศนยิ ม
(22) และอธบิ ายผลทเ่ี กิดขึน้ ได้ จานวนเต็ม 1
4. บอกสมบัติของจานวนเต็มและ 4. สมบัติของจานวนเต็มและ 2
3 เลขยกกาลงั
(13) นาความรูเ้ กี่ยวกบั สมบัติของจานวน การนาไปใช้ 2
เต็มไปใช้ได้ 6
1. บอกความหมายของเศษส่วน และ 1. ความหมายของเศษส่วน 6
ทศนิยมได้ และทศนิยม
2. เขยี นเศษส่วนในรปู ทศนยิ มและเขียน 2
ทศนิยมซ้าในรูปเศษส่วนได้ 2. การเขียนเศษสว่ นดว้ ย
ทศนิยม และการเขยี น 4
3. เปรียบเทียบเศษส่วนและทศนิยมได้ ทศนิยมซา้ เปน็ เศษส่วน
4. บวก ลบ คณู หาร เศษส่วนและ 3. การเปรยี บเทยี บเศษส่วน
ทศนยิ มได้ และอธบิ ายผลทีเ่ กิดขึน้ ได้ และทศนยิ ม
5. นาความรูเ้ กย่ี วกับเศษส่วนและ 4. การบวก ลบ คณู หาร
ทศนยิ มไปใชแ้ กโ้ จทยป์ ัญหา รวมทงั้ เศษสว่ นและทศนยิ ม
สถานการณ์เกย่ี วกบั ความนา่ จะเป็นได้
5. โจทยปญหาหรือ
1. บอกและเขียนเลขยกกาลงั ท่มี ีเลข ช้ี สถานการณเกี่ยวกบั การบวก
กาลังเป็นจานวนเต็มแทนจานวน ลบ คูณ หาร เศษสวนและ
ทก่ี าหนดให้ได้ ทศนิยม
1. ความหมายของเลขยก
2. บอกและนาเลขยกกาลังมาใช้ ใน
การเขียนแสดงจานวนใน รปู สัญ กาลัง
กรณ์วทิ ยาศาสตร์ได้
2. การเขียนแสดงจานวนใน
รปู สญั กรณว์ ทิ ยาศาสตร์
78
ท่ี หัวเรื่อง ตัวชีว้ ัด เนอื้ หา จานวน
(ช่วั โมง)
4 อัตราส่วนและ 3. คูณและหารของเลขยกกาลังท่ีมฐี าน 3. การคณู และการหารเลขยก
รอ้ ยละ เดยี วกัน และเลขชี้กาลังเปน็ จานวน กาลังทมี่ ีฐานเดยี วกัน และ 7
(20) เตม็ ได้ เลขชี้กาลงั เป็นจานวนเตม็
5
5 การวัด 1. กาหนดอตั ราสว่ นได้ 1. อัตราส่วน 3
2. คานวณสัดส่วนได้ 2. สัดส่วน 5
6 ปริมาตรและ 3. หาค่าของร้อยละได้ 3. ร้อยละ 7
พ้นื ทผ่ี วิ (16) 4. แก้โจทยป์ ัญหาในสถานการณ์ตา่ งๆ 4. การแกโ้ จทย์ปัญหาเกีย่ วกับ
1
เกย่ี วกบั อตั ราสว่ น สัดส่วน และรอ้ ย อัตราส่วน สัดส่วน และ 1
ละได้ ร้อยละ 2
1. เปรยี บเทียบหนว่ ยความยาวพ้นื ที่ใน 1. การเปรียบเทียบหนว่ ย 4
ระบบเดียวกนั และต่างระบบได้ ความยาวพ้นื ที่
2. เลอื กใชห้ นว่ ยการวดั เกี่ยวกับความ 2. การเลือกใช้หนว่ ยการวดั 2
ยาวและพนื้ ที่ได้อย่างเหมาะสม เกยี่ วกับความยาวและพ้ืนที่ 3
3. หาพืน้ ท่ขี องรปู เรขาคณิตได้ 3. การหาพ้ืนที่ของรปู
เรขาคณติ 2
4. แก้โจทย์ปัญหาเกย่ี วกับพื้นท่ี 4. การแก้โจทยป์ ญั หาเกย่ี วกับ 5
สถานการณ์ต่างๆในชวี ติ ประจาวนั ได้ พนื้ ที่ในสถานการณ์ต่างๆ 2
5. การคาดคะเนเวลา
5. อธิบายวิธีการคาดคะเนและนาวิธกี าร ระยะทาง ขนาด น้าหนัก
ไปใช้ในการคาดคะเนเวลา ระยะทาง
ขนาด น้าหนักได้ 1. การหาพ้ืนทผี่ วิ และ
ปรมิ าตรของปริซึม
1. อธิบายลกั ษณะและสมบตั ิของปรซิ ึม
พรี ะมิด ทรงกระบอก กรวย ทรงกลม 2. การหาปริมาตรและพื้นท่ี
หาปริมาตรและพื้นท่ผี วิ ของปรซิ ึมได้ ผวิ ของทรงกระบอก
2. หาปริมาตรและพ้ืนท่ีผิวของ 3. การหาปรมิ าตรของพรี ะมดิ
ทรงกระบอกได้ กรวยและทรงกลม
3. หาปริมาตรของพรี ะมดิ กรวย และ 4. การเปรียบเทยี บหนว่ ย
ทรงกลมได้ ปริมาตร
4. เปรียบเทียบหนว่ ย ความจุ หรือหน่วย
ปรมิ าตรในระบบเดียวกนั หรือต่าง
ระบบและเลือกใช้หน่วยการวัด
เกีย่ วกบั ความจุหรือปรมิ าตรได้อยา่ ง
เหมาะสม
79
ท่ี หวั เรือ่ ง ตัวช้วี ดั เนอื้ หา จานวน
(ชัว่ โมง)
7 คู่อนั ดบั และ 5. ใชค้ วามร้เู กี่ยวกับปริมาตรและพ้ืนทีผ่ ิว 5. การแกโ้ จทย์ปญั หาเก่ยี วกับ
กราฟ (8) แกป้ ญั หาในสถานการณต์ า่ งๆ ได้ ปรมิ าตรและพืน้ ท่ผี วิ 2
8 ความสัมพนั ธ์ 6. ใชก้ ารคาดคะเนเก่ยี วกับปรมิ าตรและ 6. การคาดคะเนปรมิ าตรและ 2
ระหวา่ งรูป พ้นื ทผี่ ิวในสถานการณต์ า่ งๆ ไดอ้ ย่าง พืน้ ทผี่ วิ 2
เรขาคณติ สอง เหมาะสม 3
มิตแิ ละสามมิติ 1. คูอ่ ันดับ 3
(10) 1. อา่ นและอธบิ ายความหมายคู่อันดบั ได้ 2. กราฟ 4
2. อา่ นและแปลความหมายกราฟบน
9 สถิติ (21) 3. การนาคูอ่ นั ดับและกราฟ 4
ระนาบพิกัดฉากท่ีกาหนดให้ได้ ไปใช้
3. เขยี นกราฟแสดงความเกยี่ วข้องของ 2
1. ภาพของรปู เรขาคณติ สอง
ปริมาณสองชุดทก่ี าหนดให้ได้ มติ ิทเ่ี กิดจากการคล่ีรูป 2
1. อธบิ ายลกั ษณะของรูปเรขาคณิตสาม เรขาคณิตสามมิติ 6
7
มิติจากภาพสองมิติทีก่ าหนดใหไ้ ด้ 2. ภาพของมติ ทิ ี่ไดจ้ ากการ 2
2. ระบุภาพสองมติ ทิ ่ีได้จากการมอง มองด้านหนา้ ด้านขา้ ง หรือ 2
ดา้ นบนของรปู เรขาคณิต
ดา้ นหนา้ ดา้ นข้าง ด้านบน ของรปู สามมติ ิ 2
เรขาคณติ สามมิติท่กี าหนดใหไ้ ด้
3. การวาดหรอื ประดิษฐ์รูป
3. วาดหรอื ประดิษฐร์ ปู เรขาคณติ ที่ เรขาคณิตทปี่ ระกอบข้ึน
ประกอบขึ้นจากลูกบาศก์ เม่ือกาหนด จากลกู บาศก์
ภาพสองมติ ิทีไ่ ดจ้ ากการมองทาง
ด้านหนา้ ด้านข้าง หรือดา้ นบนได้ 1. การรวบรวมขอ้ มลู
2. การนาเสนอข้อมูล
1. เก็บรวบรวมขอ้ มลู ทีเ่ หมาะสมได้ 3. การหาค่ากลางของข้อมูล
2. นาเสนอข้อมลู ในรปู แบบท่เี หมาะสมได้
3. การหาค่ากลางของข้อมลู ท่ีไม่แจกแจง 4.การเลือกใชค้ ่ากลาง ของ
ขอ้ มูล
ความถีไ่ ด้
4. เลอื กและใช้คา่ กลางของข้อมลู ที่ 5. การอา่ น การแปล
ความหมายและการ
กาหนดให้ไดอ้ ยา่ งเหมาะสม วเิ คราะห์ข้อมูล
5. อา่ น แปลความหมาย และวเิ คราะห์
ข้อมูล จากการนาเสนอข้อมลู ท่ี 6. การใช้ขอ้ มูลสารสนเทศ
กาหนดให้ได้
6. อภิปรายและใหข้ ้อคิดเหน็ เกยี่ วกับ
ข้อมลู ขา่ วสารทางสถติ ิทีส่ มเหตสุ มผลได้
80
ที่ หวั เรื่อง ตัวชี้วัด เนื้อหา จานวน
(ช่วั โมง)
10 ความน่าจะเปน็ 1. อธบิ ายเก่ยี วกับการทดลองสุมและ 1. การทดลองส่มุ และ
(15) เหตกุ ารณได เหตกุ ารณ์ 3
2. หาคาความนาจะเปนของเหตกุ ารณ 5
ได 2. การหาความนา่ จะเป็นของ 5
3. ใชความรูเกย่ี วกบั ความนาจะเปน เหตกุ ารณ์ 2
ในการคาดการณไดอยางสมเหตสุ มผล
3. การนาความน่าจะเปน็ ของ 2
11 การใชทักษะ 1. สามารถวิเคราะหงานอาชีพใน เหตุการณต์ า่ งๆ ไปใช้
กระบวนการ สงั คมท่ีใชทักษะทางคณติ ศาสตร
ทางคณิตศาสตร 1. ลักษณะประเภทของ
ในงานอาชีพ 2. มคี วามสามารถในการเชื่อมโยง งานอาชีพท่ีใชทกั ษะ
ความรูตาง ๆ ทางคณติ ศาสตรกบั ทางคณิตศาสตร
งานอาชีพได 2. การนาความรูทาง
คณติ ศาสตรไปเชื่อมโยงกบั
งานอาชีพในสงั คม
81
วิชาวทิ ยาศาสตร์
เปา้ หมายการเรยี นรู้
ระดับมธั ยมศึกษาตอนต้น
1. เข้าใจกระบวนการทางวทิ ยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยีส่งิ มีชวี ิต และส่ิงแวดล้อม สารเพื่อชีวิต แรง
และพลงั งานเพ่ือชวี ิต ดาราศาสตร์เพ่ือชีวติ
2. มจี ติ วทิ ยาศาสตร์ คณุ ธรรม จริยธรรม และคา่ นิยมที่เหมาะสมในการดาเนินชวี ติ
3. มีความสามารถในการตัดสนิ ใจอยา่ งถูกต้องตามกระบวนการทางวิทยาศาสตรเ์ พื่อการดาเนิน
ชวี ติ ประจาวนั
มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดบั ผลการเรยี นรูท้ ี่คาดหวัง
มาตรฐานท่ี 2.2 มีความรู้ความเข้าใจและทักษะพื้นฐานเกยี่ วกบั คณิตศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยี
มาตรฐานการเรียนรู้ ผลการเรยี นรู้ที่คาดหวงั
วิทยาศาสตรแ์ ละเทคโนโลยี 1. ใชค้ วามรแู้ ละกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วธิ ีการทาง
มคี วามรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเห็นคุณคา่ เกีย่ วกบั วทิ ยาศาสตรท์ ักษะกระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ เจตคติ
กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิง่ มีชีวติ ระบบ ทางวิทยาศาสตร์ และทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์ได้
นิเวศทรัพยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ ม ในท้องถน่ิ และ 2. อธบิ ายเกย่ี วกับเซลล์ กระบวนการดารงชีวิตของพืช
ประเทศ สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปลี่ยนแปลงของ และระบบต่างๆ ของสัตว์
โลก และดาราศาสตร์ มจี ติ วิทยาศาสตร์และนาความร้ไู ปใช้ 3.อธิบายเกย่ี วกับความสมั พันธร์ ะหวา่ งสิ่งมชี ีวติ กับ
ประโยชน์ในการดาเนินชีวิต สิง่ แวดล้อม ในระบบนิเวศ การถา่ ยทอดพลงั งาน การใช้
ปัญหา การดแู ลรกั ษา และการอนุรักษ์ทรพั ยากร
ธรรมชาตแิ ละสง่ิ แวดล้อมของทอ้ งถิน่ และประเทศ
4.อธบิ ายเก่ียวกบั โลก และบรรยากาศปรากฏการณ์ทาง
ธรรมชาติ การกระทาของมนุษยท์ ่มี ีผลต่อการเปล่ยี นแปลง
ของโลกในปัจจบุ ัน การปอ้ งกันภัยทเี่ กิดจากปรากฏการณ์
ทางธรรมชาติ
5.อธบิ ายเกย่ี วกับสมบัติทางกายภาพและทางเคมขี องสาร การ
จาแนกสาร กรด เบส ธาตุ สารประกอบ สารละลาย และของ
ผสม และใช้สารและผลติ ภณั ฑ์ในชวี ิตประจาวนั ได้อย่าง
ถกู ต้องและปลอดภยั ต่อชีวติ
6.อธิบายเกีย่ วกับแรง และการใช้ประโยชน์ ของแรง
7.เกี่ยวกับพลังงานไฟ ฟา้ การต่อวงจรไฟฟา้ เครื่องใช้ไฟฟ้า
ในชวี ิตประจาวนั แสงและสมบตั ขิ องแสง เลนส์ ประโยชน์
มาตรฐานการเรียนรู้ 82
ผลการเรยี นรู้ทีค่ าดหวงั
และโทษจากแสง การเปลี่ยนรปู พลงั งาน พลังงานความ
รอ้ นและแหลง่ กาเนิด การนาพลงั งานไปใช้ประโยชน์ใน
ชวี ิตประจาวัน และการอนรุ ักษ์พลังงานได้
8. อธบิ ายเก่ยี วกบั ดวงดาว และการใช้ประโยชน์
คาอธิบายรายวิชาบังคบั 83
รายวชิ าบังคับ หน่วยกิต
สาระความรู้พืน้ ฐาน 4
วชิ าวิทยาศาสตร์ 4
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนตน้
มาตรฐานที่ รหสั รายวชิ า รายวิชา
2.2
พว21001 วทิ ยาศาสตร์
รวม
84
คาอธบิ ายรายวิชา พว21001 วทิ ยาศาสตร์จานวน 4 หนว่ ยกติ
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนตน้
มาตรฐานการเรียนรรู้ ะดับ
มคี วามรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเหน็ คุณค่าเก่ยี วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิง่ มีชวี ติ
ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิง่ แวดล้อม ในท้องถน่ิ และประเทศ สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปลี่ยนแปลงของ
โลก และดาราศาสตร์ มจี ิตวิทยาศาสตร์และนาความร้ไู ปใชป้ ระโยชน์ในการดาเนนิ ชีวิต
ศกึ ษาและฝกึ ทักษะเกีย่ วกบั เร่ืองตอ่ ไปนี้
1. กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี
ธรรมชาติของวิทยาศาสตร์กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ วธิ ีการทางวิทยาศาสตร์ทกั ษะกระ
บวนการทางวิทยาศาสตร์ เจตคติทางวทิ ยาศาสตร์เทคโนโลยี และโครงงานวทิ ยาศาสตร์
2. สิง่ มีชวี ิตและส่ิงแวดล้อม
เซลล์กระบวนการดารงชีวิตของพืชและสัตว์ ระบบนิเวศโลก บรรยากาศ ปรากฏการณ์
ทางธรรมชาติ ทรัพยากรธรรมชาติและสง่ิ แวดลอ้ ม
3. สารเพือ่ ชีวิต
การจาแนกสารธาตุและสารประกอบสารละลายกรด-เบสสารและผลติ ภัณฑใ์ นชวี ิต
4. แรงและพลังงานเพ่ือชีวติ
แรงและการใชป้ ระโยชน์ของแรง งานและพลังงาน
5. ดาราศาสตร์เพอ่ื ชวี ิต
ดวงดาวกบั ชีวิต
6. วทิ ยาศาสตรกับชองทางในการประกอบอาชีพความรูเกีย่ วกับชางไฟฟา การบริหารจัดการและ
การบริการ โครงงานวทิ ยาศาสตรสูอาชีพคาศัพททางไฟฟา
เพ่ือให้ผ้เู รยี นเกิดความรู้ ความเข้าใจ ความคิด และทกั ษะ มีความสามารถในการตัดสนิ ใจ นาความรู้
ไปใช้ในชวี ิตประจาวัน มีจิตวิทยาศาสตร์ คุณธรรม จริยธรรม และคา่ นิยมทเ่ี หมาะสม
การจดั ประสบการณ์การเรยี นรู้
ให้ผู้เรียน ศึกษา ค้นคว้า สารวจ ตรวจสอบ ทดลอง จาแนก อธิบาย อภิปราย นาเสนอด้วยการ
จัดกระบวนการเรียนรู้ด้วยการพบกลุ่ม การสอนเสริม การเรียนรู้ด้วยตนเอง การรายงาน การศึกษาจาก
แหล่งเรยี นรู้ ประสบการณ์ตรงโดยใชส้ ถานการณจ์ รงิ ปรากฏการณ์ธรรมชาติ และประสบการณจ์ ากผู้เรียน
การวัดและประเมินผล
ประเมินจากการสังเกต การอภิปราย การสัมภาษณ์ ทักษะปฏบิ ัติ รายงานการทดลอง การมีส่วนร่วม
ในกิจกรรมการเรียนรู้ ผลงาน การทดสอบ การประเมิน การนาไปใชป้ ระโยชนใ์ นชีวิตประจาวัน
85
รายละเอยี ดคาอธิบายรายวิชาพว2101 วิทยาศาสตร์ จานวน 4 หน่วยกิต
ระดบั มัธยมศึกษาตอนต้น
มาตรฐานที่การเรยี นร้รู ะดบั
มีความรู้ ความเข้าใจ ทักษะ และเห็นคุณค่าเก่ียวกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี ส่ิงมีชีวิต ระบบ
นิเวศ ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละส่ิงแวดล้อม ในท้องถิ่นและประเทศ สาร แรง พลังงาน กระบวนการเปลี่ยนแปลงของโลก และ
ดาราศาสตร์ มีจติ วิทยาศาสตร์และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการดาเนินชวี ติ
ที่ หวั เร่ือง ตวั ชว้ี ดั เน้ือหา จานวน
(ชวั่ โมง)
1 กระบวนการทาง
วทิ ยาศาสตร์ และ
เทคโนโลยี
1.1 กระบวนการทาง 1. อธบิ ายธรรมชาติและ 1. กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ 5
วทิ ยาศาสตร์ และ ความสาคัญของวิทยาศาสตร์ 1.1 ความหมายและความสาคัญ
เทคโนโลยี และเทคโนโลยีได้ ของวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
2.อธบิ ายกระบวนการทาง 1.2 กระบวนการทาง
วิทยาศาสตร์ วธิ ีการทาง วิทยาศาสตร์
วทิ ยาศาสตร์ ทักษะ 1.2.1วธิ ีการทาง
กระบวนการทางวทิ ยาศาสตร์ วทิ ยาศาสตร์ 5 ข้ัน
และเจตคติทางวิทยาศาสตร์ได้ 1.2.2 ทักษะกระบวน
3. นาความรู้ และกระบวนการ การทางวิทยาศาสตร์ 13 ทักษะ
ทางวิทยาศาสตร์ไปใชแ้ ก้ปญั หา 1.2.3 เจตคตทิ าง
ตา่ งๆ ได้ วทิ ยาศาสตร์ 6 ลักษณะ
4. อธิบายความหมาย 2. เทคโนโลยี
ความสาคญั และความสัมพันธ์ 2.1 ความหมาย และ
ของเทคโนโลยีตอ่ ชีวติ และ ความสัมพนั ธ์ของวิทยาศาสตร์และ
สงั คมได้ เทคโนโลยีต่อชวี ิตและสงั คม
5. นาความรู้ และเลอื กใช้ 2.2 ความกา้ วหน้าของ
เทคโนโลยีไดอ้ ย่างเหมาะสม เทคโนโลยใี นปจั จบุ นั
6. เลือกใชว้ สั ดุ และอุปกรณท์ าง 2.3 เทคโนโลยกี ับการประกอบ
วทิ ยาศาสตร์ได้อย่างถูกต้องและ อาชีพ และการนาเทคโนโลยไี ปใช้
เหมาะสม ในชีวติ
7. เกิดเจตคตทิ างวทิ ยาศาสตร์
8. มจี ติ วทิ ยาศาสตร์
86
ที่ หวั เรอ่ื ง ตวั ชว้ี ดั เนือ้ หา จานวน
(ชัว่ โมง)
1.2 โครงงาน 1. อธบิ ายประเภท เลอื กหัวข้อ 3. วัสดุ และอปุ กรณ์ทาง
วทิ ยาศาสตร์ วางแผน วธิ ีทา นาเสนอและ วิทยาศาสตร์ 5
ประโยชน์ของโครงงานได้
2 สง่ิ มีชวี ิตและ 2. วางแผนการทาโครงงานได้ 3.1 ประเภทของวัสดุและ
ส่งิ แวดล้อม 3. ทาโครงงานวทิ ยาศาสตร์กลุ่ม อุปกรณ์
2.1 เซลล์ ได้
4. อธิบายและบอกแนวได้ใน 3.2 วธิ ใี ช้วัสดุ และอปุ กรณ์
การนาผลจากโครงงานไปใช้ได้ 1. โครงงานวิทยาศาสตร์
5. นาความรเู้ กี่ยวกบั
วทิ ยาศาสตร์ กระบวนการทาง 1.1 ประเภทของโครงงาน
วทิ ยาศาสตร์และโครงงานไป 1.2 การเลอื กหัวข้อโครงงาน
ใชไ้ ด้ 1.3 การวางแผนการกระทา
โครงงาน
1.4 การนาเสนอโครงงาน
1.5 ประโยชนข์ องโครงงานเพื่อ
การพฒั นาคุณภาพชีวิต
1. อธิบายลักษณะ โครงสร้าง 1. ลกั ษณะ รปู ร่างของเซลลพ์ ืช 10
องค์ประกอบ และหน้าทข่ี อง และสัตว์
เซลลไ์ ด้
1.1 สงิ่ มชี วี ติ เซลล์เดยี ว
2. เปรียบเทียบความแตกตา่ ง 1.2 สิ่งมชี ีวิตหลายเซลล์
ระหว่างเซลลพ์ ชื และเซลลส์ ัตว์ 2. องค์ประกอบโครงสร้าง และ
ได้ หน้าท่ีของเซลลพ์ ืชและ
เซลลส์ ัตว์
3. กระบวนการที่สารผา่ นเซลล์
3.1 การแพร่
3.2 การออสโมซิส
87
ที่ หวั เรื่อง ตวั ช้วี ัด เนอ้ื หา จานวน
(ชวั่ โมง)
2.2 กระบวนการ 1. อธิบายกระบวนการแพร่และ 1. การดารงชีวติ ของพชื
20
ดารงชวี ิตของพืชและ ออสโมซสิ ได้ 1.1 ระบบการลาเลยี งนา้
10
สตั ว์ 2. อธิบายโครงสรา้ งและการ อาหาร และแรธ่ าตุของพืช
ทางานของระบบลาเลียงในพชื ได้ 1.2 โครงสร้างและการทางาน
3. อธิบายความสาคัญและปจั จัย ของระบบลาเลียงนา้ ในพชื
ทีจ่ าเปน็ สาหรบั กระบวนการ 1.3 โครงสรา้ งและการทางาน
สงั เคราะหด์ ้วยแสงได้ ของระบบลาเลียงอาหารในพืช
4. อธิบายโครงสรา้ งและการ 1.4 กระบวนการสงั เคราะห์
ทางานของระบบสบื พันธุ์ในพืช ดว้ ยแสง
ในท้องถ่นิ ได้ 1.4.1ความสาคญั ของ
5. อธิบายการทางานของระบบ กระบวนการสงั เคราะห์ดว้ ยแสง
ตา่ งๆ ในสตั วไ์ ด้ 1.4.2 ปัจจัยที่จาเป็น
สาหรับกระบวนการสังเคราะห์
ด้วยแสง
1.5 ระบบสืบพนั ธุ์ในพืช
1.5.1 โครงสรา้ งและการ
ทางานของระบบสบื พันธุ์ของพืชไร้
ดอก
1.5.2 โครงสรา้ งและการ
ทางานของระบบสบื พันธขุ์ องพชื มี
ดอก
2. การดารงชีวิตของสัตว์
2.1 โครงสรา้ งและการทางาน
ของระบบต่างๆ ของสตั ว์
2.1.1 ระบบหายใจ
2.1.2 ระบบย่อยอาหาร
2.1.3 ระบบขบั ถา่ ย
2.1.4 ระบบสบื พนั ธ์ ฯลฯ
2.3 ระบบนเิ วศ 1. อธิบายเกีย่ วกับความสัมพันธ์ 1. ความสมั พนั ธ์ของสงิ่ มีชีวิตต่างๆ
ของส่ิงมชี วี ติ ต่างๆ ในระบบ ในระบบนเิ วศ
นเิ วศในท้องถน่ิ และการ 2. การถา่ ยทอดพลังงาน
ถา่ ยทอดพลังงานได้ 3. สายใยอาหาร
88
ที่ หัวเร่อื ง ตวั ชีว้ ัด เนือ้ หา จานวน
(ชัว่ โมง)
2. อธบิ ายและเขียนแผนภมู ิ 4. วัฏจักรของน้า
20
แสดงสายใยอาหารของระบบ 5. วฏั จกั รคาร์บอน
นิเวศต่างๆ ในท้องถิ่นได้
3. อธบิ ายวฏั จกั รของนา้ และ
คาร์บอนได้
2.4 โลก บรรยากาศ 1. บอกสว่ นประกอบและวธิ กี าร 1.โลก
ปรากฏการณ์ทาง
ธรรมชาติ สิง่ แวด แบง่ ชัน้ ของโลกได้ 1.1โลก สว่ นประกอบและการ
ลอ้ ม และทรัพยากร
ธรรมชาติ 2. อธิบายการเปลี่ยนแปลงของ แบง่ ชัน้ ของโลก
เปลือกโลกโดยกระบวนการ 1.2 ทรพั ยากรธรณีในท้องถ่ิน
ต่างๆ ได้ และประเทศ
3. บอกองคป์ ระกอบและการ 1.3 การเปล่ียนแปลงของ
แบ่งชน้ั บรรยากาศได้ เปลือกโลก
4. บอกความหมายและ 1.3.1 กระบวนการยกตวั
ความสาคญั ของอณุ หภูมิ และการยุบตวั
ความช้นื และความกดอากาศได้ 1.3.2 การผุพงั อยู่กับที่
5. อธิบายความสมั พันธ์ของ 1.3.3 การกร่อน
อณุ หภมู ิ ความชื้นและความกด 1.3.4 การพดั พา
อากาศต่อชวี ิตความเปน็ อยู่ได้ 1.3.5 การทบั ถม
6. บอกชนิดของลมได้ 1.3.6 กรณีศกึ ษาภัยจาก
7. อธบิ ายอทิ ธิพลของลมต่อ การเปลย่ี นแปลงของเปลือกโลก
มนุษย์และสงิ่ แวดลอ้ มได้ เช่น แผน่ ดนิ ไหว การเกิด
8. บอกวธิ ีการปอ้ งกนั ภยั ทเี่ กิด ปรากฏการณส์ นึ ามิ
จากปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ 2.บรรยากาศ
ได้ 2.1 ช้นั บรรยากาศ
9. บอกประโยชน์ของการ องค์ประกอบและการแบง่ ชัน้
พยากรณอ์ ากาศได้ บรรยากาศ
10. อธิบาย เก่ยี วกบั สภาพ 2.2 อณุ หภมู ิ ความชื้น และ
ปญั หา การใช้และการแก้ไข ความกดอากาศในท้องถิ่น
สิ่งแวดล้อมและทรพั ยากร 2.3 ความสัมพนั ธข์ องอณุ หภูมิ
ธรรมชาตใิ นท้องถ่ิน และ ความช้นื และความกดอากาศ ทม่ี ี
ประเทศ ผลกระทบต่อชีวิตความเปน็ อยู่
3. ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
89
ท่ี หัวเร่ือง ตัวชว้ี ัด เนอ้ื หา จานวน
(ชั่วโมง)
11.อธบิ าย สรุปแนวคดิ ในการ 3.1 ชนิดของลม
รกั ษาสมดลุ ของระบบนเิ วศ การ 3.1.1 ลมมรสมุ
อนรุ กั ษ์ส่ิงแวดลอ้ มและการใช้ 3.1.2 ลมพายหุ มุน
ทรัพยากรธรรมชาติอยา่ งยงั่ ยืน เขตรอ้ น ฯลฯ
ได้ 3.1.3 กรณศี ึกษาการ
เกดิ พายุนากสี พายงุ วงชา้ ง
พายุนาคเล่นนา้ ฯลฯ
3.2 อทิ ธิพลของลมต่อมนุษย์
และสง่ิ แวดล้อม
3.3 การป้องกนั ภยั ทเ่ี กิดจาก
ปรากฏการณ์ทางธรรมชาติ
3.4 ความสาคญั และประโยชน์
ของการพยากรณ์อากาศ
4. ทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละ
ส่ิงแวดลอ้ ม
4.1 การใชแ้ ละปญั หาเก่ียวกบั
ทรพั ยากรธรรมชาติของท้องถ่ิน
และประเทศ
4.2 การดแู ลรักษา
ทรพั ยากรธรรมชาติในท้องถ่ิน
4.2.1 ขยะ
4.2.2 น้าเสีย
4.2.3 ดนิ ถล่ม
4.2.4 การกดั เซาะชายฝง่ั
ฯลฯ
4.3 สภาพสงิ่ แวดล้อมใน
ท้องถิ่น และประเทศ
4.4 ปญั หาและการแก้ไข
ส่ิงแวดลอ้ มในท้องถนิ่ และประเทศ
4.5 การอนรุ กั ษส์ ่งิ แวด
ลอ้ มและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ
อย่างย่ังยืน
ที่ หัวเร่อื ง ตวั ชวี้ ดั เนอ้ื หา 90
3 สารเพ่อื ชีวติ
4.6 สภาวะโลกร้อน สาเหตแุ ละ จานวน
3.1 สารและการ ผลกระทบการป้องกนั และแก้ไข (ช่วั โมง)
จาแนกสาร ปัญหาโลกร้อน
3.2 ธาตุและ 1. อธิบายสมบตั ิทางกายภาพ 1.สมบัตขิ องสาร 10
สารประกอบ 10
และสมบัตทิ างเคมีได้ 1.1สมบัติทางกายภาพของสาร 10
3.3 สารละลาย
2. อธิบายความแตกตา่ ง และ 1.2สมบัตทิ างเคมขี องสาร
จาแนกธาตุ สารประกอบ 2. เกณฑ์ในการจาแนกสาร
สารละลาย และสารผสมได้ 2.1 ใชส้ ถานะ
3. จาแนกสารโดยใช้เน้ือสาร 2.2 ใช้เน้อื สาร
และสถานะเป็นเกณฑ์ได้ 3. สมบัติของธาตุ สารประกอบ
สารละลาย สารผสม
1. อธบิ ายและจาแนกธาตุ 1. ความหมายและสมบัตขิ องธาตุ
สารประกอบ โลหะ อโลหะ และ กัมมนั ตรงั สี
โลหะกงึ่ อโลหะได้ 2. สมบตั ิของโลหะ อโลหะ และ
2. บอกผลกระทบท่ีเกดิ จากธาตุ โลหะกงึ่ อโลหะ
กัมมนั ตรงั สีได้ 3. ธาตกุ มั มันตรงั สี
3. อธิบายการเกดิ สารประกอบ 4. สารประกอบ
ได้ 4.1 ความหมาย
4. บอกธาตแุ ละสารประกอบท่ี 4.2 การเกิดสารประกอบ
ใช้ในชีวติ ประจาวนั ได้ 4.3 ธาตุและสารใน
ชีวิตประจาวัน
1. อธบิ ายสมบัติและ 1. สารละลาย
องคป์ ระกอบของสารละลายได้ 1.1 สมบัตขิ องสารละลาย และ
2. อธบิ ายปัจจัยที่มผี ลตอ่ การ องค์ประกอบของสารละลาย
ละลายของสารได้ 1.2 ความสามารถในการ
3. หาความเขม้ ข้นของ ละลายของสาร
สารละลายได้ 1.3 ปจั จยั ทีม่ ผี ลต่อการละลาย
4. อธิบายและเตรยี มสารละลาย ของสาร
บางชนดิ ได้ 1.4 ความเข้มข้นของารละลาย
5. อธิบายและจาแนกกรด เบส 1.5 การเตรียมสารละลาย
และเกลือได้ 2. กรด-เบส
91
ที่ หวั เร่ือง ตวั ชวี้ ัด เนอ้ื หา จานวน
(ชวั่ โมง)
3.4 สารและ 6. อธบิ ายและตรวจสอบความ 2.1 ความหมายและสมบัตขิ อง
ผลติ ภณั ฑใ์ นชวี ติ 10
เปน็ กรด-เบส ของสารได้ กรด-เบส และเกลือได้
4 แรงและพลงั งาน
เพอ่ื ชวี ิต 7. อธิบายการใชก้ รด-เบส บาง 2.2 ความเป็นกรด-เบสของสาร
4.1 แรงและการใช้
ประโยชน์ ชนดิ ในชีวิตได้ 2.3 กรด – เบส ของสารใน
ชีวติ ประจาวัน
2.4 กรณศี ึกษากรด-เบสทม่ี ีผล
ต่อคุณสมบัตขิ องดิน
1. อธบิ ายสาระและสาร 1. สาร
สงั เคราะห์ได้ 1.1 สารอาหาร
2. อธบิ ายการใชส้ ารและ 1.2 สารปรงุ แตง่
ผลิตภัณฑข์ องสารบางชนิดใน 1.3 สารปนเปอ้ื น
ชีวิตประจาวนั และเลอื กใชไ้ ด้ 1.4 สารเจอื ปน
3. อธิบายผลกระทบทีเ่ กิดจาก 1.5 สารพิษ
การใช้สาร และผลติ ภณั ฑ์ที่มีตอ่ 2. สารสังเคราะห์
ชวี ิตและสิง่ แวดลอ้ ม 2.1 ประเภท และการเกดิ
2.2 สมบตั ิและประโยชน์
3. สารและผลติ ภณั ฑ์ท่ใี ชใ้ นชีวิต
4. การเลือกใชส้ ารในชีวิต
5. ผลกระทบท่เี กดิ จากการใช้สาร
ตอ่ ชีวติ และสิ่งแวดล้อม
1. ระบปุ ระเภทและความหมาย 1. แรง 20
ของแรงประเภทต่างๆ ได้ 1.1 ความหมายและหน่วยของ
2.อธิบายการกระทาของแรง
และโมเมนต์ของแรงได้ แรง
3.บอกระบุประโยชนข์ องแรงใน 1.2ผลการกระทาของแรง
ชีวิตประจาวันได้
4. การหาคา่ ผลจากการกระทบ 2.โมเมนต์
ของแรง และโมเมนตไ์ ด้ 1.2 ความหมายและ ชนิดของ
5. ให้ความร้ใู นเร่ืองโมเมนต์ใน
ชวี ิตประจาวันได้ โมเมนต์
2.2 การหาคา่ โมเมนต์
2.3 การใช้โมเมนต์ใน
ชีวิตประจาวันได้
92
ที่ หัวเร่ือง ตัวช้ีวัด เน้ือหา จานวน
(ชวั่ โมง)
4.2 งานและพลังงาน 1.อธิบายความหมายของงาน 1.ความหมายของงานและพลังงาน 20
และพลังงานในรปู แบบ 2. รปู ของพลงั งาน
ตา่ งๆ ได้ 3.ไฟฟา้
2.การต่อวงจรไฟฟา้ 3.1 พลงั งานไฟฟ้า
อย่างง่าย ได้ 3.2 กฎของโอห์ม
3.ใช้กฎของโอห์มในการคานวณ 3.3 การต่อความตา้ นทานแบบ
ได้ ต่างๆ
4. บอกวิธีการอนุรักษ์และ 3.4 การหาคา่ ความต้านทาน
ประหยัดพลงั งานได้ 3.5 ไฟฟ้าในชีวิตประจาวนั
5. อธบิ ายสมบัติของแสง พลงั 3.6 การอนรุ ักษ์พลังงานไฟฟ้า
งานความร้อน และนาประโยชน์ 4. แสง
ไปใชใ้ นชีวติ ประจาวนั ได้ 4.1 แสง และสมบตั ิของแสง
6.อธบิ ายพลงั งานทดแทน และ 4.2 เลนส์
เลอื กใช้ได้ 4.3 ประโยชน์ และโทษ
ของแสง
5.พลงั งานความร้อน และ
แหลง่ กาเนดิ
5.1 พลังงานความร้อน และ
แหล่งกาเนิด
5.2 อณุ หภูมิ และการวดั
การขยายตัวของวัตถุ
5.3 การนาไปใชป้ ระโยชน์
5.4 พลังงานทดแทนและ
การใชป้ ระโยชน์เช่นเอททานอล
ไบโอดเี ซลพลังงานนวิ เคลียร์ฯลฯ
5 ดาราศาสตรเ์ พื่อชีวิต 1. ระบชุ ่อื ของกลมุ่ จักราศีได้ 1. กลมุ่ ดาวจกั ราศี
ดวงดาวกับชีวิต 2. อธิบายวิธกี ารหาดาวเหนือได้ 2. การสังเกตตาแหน่งของดาว 10
3. อธิบายการใช้แผนที่ดาวได้ ฤกษ์
4. อธบิ ายประโยชนจ์ ากกลมุ่ 3. วธิ กี ารหาดาวเหนอื
ดาวฤกษ์ต่อการดารง 4. แผนท่ดี าว
ชวี ิตประจาวันได้ 5. การใช้ประโยชนจ์ ากกลุม่ ดาว
ฤกษ์
93
ที่ หวั เรอ่ื ง ตวั ชี้วัด เน้อื หา จานวน
(ชัว่ โมง)
6 วิทยาศาสตรกับ อธิบาย การออกแบบ วางแผน 1. ประเภทของไฟฟา
ชองทางในการ ทดลอง ทดสอบ ปฏบิ ตั ิการ 2. วสั ดุอปุ กรณเคร่ืองมือชางไฟฟา 10
ประกอบอาชีพ เรือ่ งไฟฟาไดอยางถกู ตองและ 3. วสั ดอุ ุปกรณทีใ่ ชในวงจรไฟฟา
(หมายเหตุ : บรู ณา ปลอดภัย คิด วเิ คราะห 4. การตอวงจรไฟฟาอยางงาย
การใชเวลาการเรียน เปรียบเทียบขอดี ขอเสยี ของ 5. กฎของโอหม
การสอนใน การตอวงจรไฟฟาแบบอนกุ รม 6. การเดนิ สายไฟฟาอยางงาย
มาตรฐานการเรยี นรู แบบขนาน แบบผสม ประยุกต 7. การใชเครือ่ งใชไฟฟาอยาง
เรอ่ื ง แรงและ และเลอื กใชความรู และทักษะ งาย
พลงั งานเพือ่ ชีวติ ใน อาชพี ชางไฟฟา ใหเหมาะสม 8. ความปลอดภยั และอุบตั เิ หตุ
หัวขอ พลงั งาน กับดานบริหารจดั การและการ จากอาชีพชางไฟฟา
ไฟฟา 10 ชง่ั โมง) บริการ 9. การบริหารจัดการและการ
บริการ
10. โครงงานวทิ ยาศาสตรสูอาชพี
11. คาศพั ททางไฟฟา
94
สาระความรู้พ้ืนฐาน
คาอธบิ ายรายวชิ า พว22003 วสั ดุศาสตร์ 2
สาระความรู้พนื้ ฐาน จานวน 3 หน่วยกติ (120 ชัว่ โมง)
ระดับมธั ยมศกึ ษาตอนต้น
มาตรฐานการเรียนรู้ระดับ
มีความรู้ความเข้าใจ ทักษะและเหน็ คุณคา่ เกย่ี วกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี
ส่งิ มชี ีวิต ระบบนเิ วศ ทรพั ยากรธรรมชาติและส่ิงแวดลอ้ มในทอ้ งถ่นิ สาร แรงพลงั งาน กระบวนการ
เปล่ยี นแปลงของโลกและดาราศาสตร์ มีจติ วิทยาศาสตร์และนาความรู้ ไปใชป้ ระโยชน์ในการดาเนินชีวติ
ศึกษาและฝึกทกั ษะ
ศึกษาและฝึกทักษะเกยี่ วกบั เรื่องต่อไปน้ี วสั ดุรอบตวั การใชป้ ระโยชนแ์ ละผลกระทบจากการใช้วัสดุ
การจัดการวัสดทุ ใี่ ช้แล้ว การคัดแยกและการรไี ซเคิลวัสดุ การจดั การวัสดุอนั ตราย
การจัดประสบการณก์ ารเรียนรู้
การจัดกิจกรรมการเรยี นรูโ้ ดยการบรรยาย ศกึ ษาค้นควา้ ดว้ ยตนเองจากสือ่ ที่เกย่ี วข้อง
แหลง่ เรียนรู้ในชมุ ชน พบกลุม่ อภิปราย แลกเปล่ียนเรยี นรู้ ลงมือปฏิบตั จิ รงิ ดว้ ยการทดลอง วิเคราะห์ และ
สรปุ การเรียนรูท้ ่ไี ดล้ งในเอกสารการเรียนร้ดู ้วยตนเอง (กรต.)
การวดั และประเมินผล
ประเมนิ ความกา้ วหนา้ ผเู้ รียนด้วยวิธีการสงั เกต ซกั ถาม ตอบคาถาม ตรวจเอกสารการเรียนรูด้ ว้ ย
ตนเอง (กรต.) และประเมนิ ผลรวมผ้เู รียนดว้ ยการตอบคาถามกิจกรรมท้ายหน่วยและใชแ้ บบทดสอบวดั
ความรู้
95
รายละเอยี ดคาอธิบายรายวิชา พว22003 วัสดุศาสตร์ 2 จานวน 3 หน่วยกติ
ระดับมัธยมศกึ ษาตอนต้น
มาตรฐานการเรยี นรู้ระดบั
มีความร้คู วามเข้าใจ และเหน็ คุณคา่ เกีย่ วกบั กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี สิง่ มีชวี ติ
ระบบนิเวศ ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในท้องถน่ิ ประเทศ สาร แรง พลังงานกระบวนการ
เปลย่ี นแปลงของโลก และดาราศาสตร์ มีจติ วิทยาศาสตร์และนาความรู้ไปใช้ประโยชน์ในการดาเนินชวี ิต
ที่ หัวเรอื่ ง ตัวชว้ี ดั เนื้อหา จานวน
(ช่ัวโมง)
1. วสั ดุศาสตร์ 1. บอกความหมายของ 1. วัสดุศาสตร์รอบตัว
30
รอบตวั วสั ดศุ าสตร์ได้ 1.1 ความหมายของวสั ดศุ าสตร์
20
2. จาแนกประเภทของ 1.2 ประเภทของวัสดุ
15
วัสดศุ าสตร์ได้ 1.3 สมบตั ิของวสั ดุ
3. เปรยี บเทยี บสมบัติ
ของวสั ดไุ ด้
2. การใชป้ ระโยชน์ 1. อธบิ ายประโยชน์ 2. การใชป้ ระโยชน์และผลกระทบ
และผลกระทบ ของวัสดศุ าสตร์ จากการใช้วัสดุ
จากการใชว้ ัสดุ ในชวี ติ ประจาวนั ได้ 2.1 ประโยชนก์ ารนา
2. บอกผลกระทบ วัสดศุ าสตรไ์ ปใชใ้ นชวี ิตประจาวัน
ตอ่ สงิ่ แวดลอ้ มจากการ 2.2 ผลกระทบของการใชว้ สั ดุ
ใชว้ สั ดุในชวี ติ ประจาวัน 2.3 การเลือกผลิตภัณฑ์
ได้ ท่ีเปน็ มติ รกบั ส่งิ แวดล้อม
3. เลือกใช้ผลติ ภณั ฑ์
ที่เปน็ มิตรกบั
สิ่งแวดลอ้ มได้
3. การจัดการวัสดุ 1.อธิบายหลกั สาคญั 3. การจดั การวสั ดทุ ใี่ ชแ้ ล้ว
ท่ใี ชแ้ ล้ว ในการจัดการวสั ดุ 3.1 การจัดการวัสดุ
ที่ใช้แลว้ ได้ 3.2 หลัก 3R ในการจดั การ
2. อธบิ ายหลกั 3R ใน วสั ดุทีใ่ ชแ้ ล้ว
การจัดการวัสดุที่แล้วได้ 3.3 เทคโนโลยกี ารกาจัด
3. อธิบายเทคโนโลยี วสั ดปุ ระเภทโลหะและอโลหะ
การกาจดั วสั ดไุ ด้
96
ที่ หัวเรอ่ื ง ตัวช้ีวัด เน้ือหา จานวน
4. การคัดแยกและ (ชว่ั โมง)
1. อธิบายวธิ ีการ 4. การคดั แยกและการรไี ซเคิลวสั ดุ
การ 30
รไี ซเคลิ วัสดุ คัดแยกวัสดแุ ตล่ ะ 4.1 การคัดแยกวสั ดุ
25
5. การจัดการวัสดุ ประเภทได้ 4.2 การรีไซเคิลวัสดุ
อันตราย
2. อธบิ ายความหมาย
สัญลกั ษณร์ ีไซเคิลวัสดุ
แตล่ ะประเภทได้
3. อธิบายขอ้ ปฏิบัติ
ในการคัดแยกหรือรวบ
รวบวัสดุแตล่ ะประเภท
ได้
1. บอกความหมาย 5. การจัดการวัสดอุ ันตราย
ของวัสดอุ นั ตรายได้ 5.1 ความหมายของวสั ดุอันตราย
2. บอกประเภทของขยะ 5.2 การจดั การขยะอันตราย
อนั ตรายได้ 5.3 วธิ ีการท่ีจะชว่ ยลดปญั หาวัสดุ
3. บอกแนวทางในการ ท่ีเปน็ พิษต่อสิ่งแวดลอ้ ม
จดั การขยะมีพษิ ได้
4. อธิบายวิธีการลด
ปญั หาวสั ดุที่เป็นพษิ ต่อ
สิ่งแวดลอ้ มได้