The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

การฝังเข็ม-รมยา เล่ม 3 (การฝังเข็มรักษาอาการปวด)
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
มิถุนายน 2554

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by subpayana, 2021-06-10 11:44:37

การฝังเข็ม-รมยา เล่ม 3 (การฝังเข็มรักษาอาการปวด)

การฝังเข็ม-รมยา เล่ม 3 (การฝังเข็มรักษาอาการปวด)
กรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข
มิถุนายน 2554

Page 51

ล้นิ หนา ฝา บางและขาว ; ชพี จร ไมส มาํ่ เสมอ หรอื ลกึ

3. ตับและไตพรอง
อาการ: ชาและปวด บรเิ วณคอ ไหล และแผน หลังอยางชา ๆ รวมกับ อาการมึนงง ตาพรา เสียงดัง

ในหู หอู ือ้ ปวดหรอื ออนแรงเขา และขา อาการรุนแรงขึ้นเมอ่ื ทาํ งานตรากตราํ
ลน้ิ : ปวดลนิ้ ฝา บาง ; ชพี จร ลกึ บางและออนแรง

การรกั ษา

1. การฝงเขม็ ระบบเสน ลมปราณ

จดุ หลัก: Cervical JiaJi (EX-B 2), FengChi (GB 20), DaZhui (BL 11) และ
จุด Ashi โดยจดุ ท่ีคอใชเ ทคนคิ การหมนุ และปน เข็ม หรือใชร มยารว มกบั การครอบกระปกุ

จุดเสรมิ : ตามสาเหตขุ องโรค
- ลมและความเยน็ ภายนอกเขารกุ ราน: ระบาย HeGu (LI 4), WaiGuan (TE 5), FengMen (BL
12) และ JianJing (GB 21)
- ชีแ่ ละเลือดตดิ ขัด: ระบาย HeGu (LI 4), QuChi (LI 11), JianYu (LI 15), GeShu (BL 17),
YangLingQuan (GB 34)
- ตบั และไตพรอ ง: บาํ รงุ GanShu (BL 18), ShenShu (BL 23), ZuSanLi (ST 36), XuanZhong
(GB 39) และ TaiChong (LR 3)

2. การฝง เข็มหู

ใชจ ุด Neck (AH 12), Cervical Vertebra (AH 13), Shoulder (SF 4,5), Kidney
(CO 10) และ Ear ShenMen (TF 4) เลือกใชค ร้ังละ 2 – 3 จดุ กระตนุ เขม็ ดว ยแรงปานกลาง - แรง จากน้ัน
คาเขม็ 20 – 30 นาที วันละ 1 ครัง้ หรอื วันเวน วัน อาจใชเม็ดแมเ หลก็ หรือเมล็ดพชื กดแทนเขม็

Page 52

รูปที่ 9 แสดงจดุ ฝง เขม็ รักษาโรคกระดูกคอเสอ่ื ม

ไหลติด

(Frozen Shoulder - Adhesive Capsulitis : 冻结肩)

Frozen shoulder หรือ Adhesive capsulitis หมายถึง ขอไหลเคล่อื นไหวติดขัด ไมวาจะ
เคล่อื นไหวเอง หรือจับใหเคลอื่ นไหวโดยผูอ่ืน สาเหตขุ องขอ ไหลตดิ เกิดจาก การอกั เสบ การเกดิ แผลเปน
การหนาตัว การหดร้งั ของเนื้อเย่อื ท่อี ยรู อบขอ ไหล เชน Bursitis/Rotator cuff tendinitis, Calcific
tendinitis, Periarthritis of shoulder

ผปู วยเบาหวาน ผมู ปี ญ หาขอ ไหลอ ักเสบเร้อื รัง ผมู ปี ระวตั ิผา ตัดทรวงอกหรอื เตา นม หรือการไมไ ด
เคลื่อนไหวขอ ไหลเ ปน เวลานาน จะมคี วามเส่ยี งตอ การเกดิ ขอไหลต ดิ มากขึน้

อาการและอาการแสดงทางคลินิก

อาการและอาการแสดงของขอ ไหลติดข้นึ กับระยะของโรค

Page 53

1) Painful/Freezing Stage: เปน ชวงท่มี อี าการปวดขอไหลม ากทส่ี ดุ ปวดมากขนึ้ เม่ือนอนทับไหล
ขางท่ีมีอาการ ขอไหลเคล่อื นไหวไดจาํ กัด แตเ คลื่อนไหวไดม ากกวา ชวง frozen stage ชว งนกี้ นิ เวลา
ประมาณ 6 - 12 สัปดาห

2) Frozen Stage: ชวงอาการปวดไหลจ ะลดลง แตไ หลจ ะติดมากข้นึ ชวงนก้ี นิ เวลาประมาณ 4 -
6 เดอื น

3) Thawing Stage: เปนชว งท่ีอาการขอ ติดคอย ๆ ดขี ึน้ สามารถเคลอื่ นไหวไหลไดม ากขนึ้ ชวงน้ี
ใชระยะเวลาเปนมากกวา1 ป

การตรวจทางหองปฏบิ ตั กิ ารและการตรวจภาพรงั สี

การวินจิ ฉยั ไหลต ดิ สามารถทําไดจ ากการซกั ประวตั แิ ละตรวจรา งกาย การตรวจภาพรงั สีมกั ไมพบ
ความผิดปกติ แตม ีประโยชนใ นการวินจิ ฉยั แยกโรคอืน่ ๆ ทีอ่ าจมอี าการคลา ยคลงึ กนั เชน วัณโรคกระดูก
บริเวณหวั ไหล เนอ้ื งอก หรอื กระดกู หกั เปน ตน

ไหลต ิดในมุมมองของศาสตรก ารแพทยแผนจีน

ตามศาสตรก ารแพทยแ ผนจนี อธิบายวา รอยโรคเกดิ ขนึ้ ที่เสนทางเดินลมปราณและเสน เอน็ มกั
เกิดในชวงอายุหา สบิ ป เจงิ้ ชีไ่ มพ อ จงิ เวยพรอ ง ไหลม กี ารกระทบลมเยน็ หรือมกั นอนตะแคง เมอ่ื ทาง
ไหลเวยี นของเสนลมปราณถูกกดทบั เปน ระยะเวลานาน ทําใหเ ลอื ดลมติดขดั กอ ใหเ กิดอาการปวดหรือชา
การปวดไหลน านเลือดลมไหลตดิ ขัดหรือไมคลอ ง เกดิ การคัง่ ทําใหเ กดิ การบวมติด จนไหลเ คลอ่ื นไหวลดลง
ในท่ีสุด ตําแหนง ปวดชว ยบอกตําแหนง โรค

- ปวดบริเวณจดุ ZhongFu (LU 1) ยกแขนไปดานหลงั แลว ปวด โรคอยูทเ่ี สนไทอิน
- ปวดบรเิ วณจุด JianYu (LI 15), JianLiao (TE 14) กดเจบ็ บริเวณกลา มเนอ้ื หัวไหล (deltoid)
กางแขนออกแลว ปวด โรคอยูที่เสน หยางหมิง และเสนเสา หยาง
- ปวดบรเิ วณจดุ JianZhen (SI 9), NaoShu (SI 10) หบุ แขนเขา แลว ปวด โรคอยูทเี่ สนไทห ยาง

การรกั ษา

1. การฝง เข็มระบบเสน ลมปราณ

หลักการรกั ษา: ขบั เคล่ือนเอน็ และจงิ ล่วั ใหไหลเวียนคลอ ง เลอื ดและช่ีไหลเวียนดี
จุดหลกั : จุดใกล ใชจ ดุ บรเิ วณขอไหลเ ปน หลกั ไดแก JianYu (LI 15), JianQian (EX-UE 12)
(JianQian อยกู ึ่งกลางระหวา ง anterior axillary fold และจุด JianYu), JianZhen (SI 9) และจุด AShi
(trigger point) รวมกบั จดุ ไกล ไดแก YangLingQuan (GB 34) และ ZhongPing (EX-LE 17)
(ZhongPing อยใู ตต อ ZuSanLi (ST 36) 1 ชนุ )
วิธกี าร:

Page 54

- จดุ ใกล ฝงเขม็ กระตนุ ระบาย แลวตามดว ยรมยา เพ่ือขบั ลม ขจัดเยน็ กระตนุ ใหเ ลอื ดลม
ไหลเวียนคลองขนึ้

- จุดไกล กระตนุ ระบาย YangLingQuan ( GB 34) เปนจุดอทิ ธิพลตอเสน เอ็น ทาํ ใหเ สน เอน็
และล่ัวขบั เคล่อื นคลอ ง ลมปราณไหลเวยี นดี ลดอาการปวด และจุด ZhongPing (EX-LE 17) ซึง่ เปน จดุ
ประสบการณท ีใ่ ชรกั ษาอาการปวดไหลแลว ไดผ ลดี

จุดเสรมิ : ใชจ ดุ เสริมตามตาํ แหนง โรคในเสน ลมปราณ
- โรคอยูเสนไทอ นิ : เพ่มิ ChiZe (LU 5), YinLingQuan (SP 6)
- โรคอยเู สน หยางหมงิ เสา หยาง: เพมิ่ ShouSanLi (LI 10), WaiGaun (TE 5)
- โรคอยูเสนไทห ยาง: เพม่ิ HouXi (SI 3), DaZhu (BL 11), KunLun (BL 60)
- ปวดทเ่ี สน หยางหมิง-ไทห ยาง: TiaoKou (ST 38) ปก ช้ีไป ChengShan (BL 57)
แนะนําเทคนคิ การฝงเขม็
- JianQian (EX-UE 12) และ JianZhen (SI 9) ตอ งระวังทิศการปก เข็มไมควรปก เขาหา medial
หรือลึกเกนิ ไป
- YangLingQuan (GB 34) ใหป ก ลกึ หรอื ชไี้ ปทาง YinLingQuan (SP 6)
- TiaoKou (ST 38) สามารถปกกระตนุ แรงได
- บริเวณทปี่ วด ลกั ษณะปวดแบบเยน็ ใหเ พม่ิ รมโกฐจุฬาลาํ พารว มดว ย
- บริเวณไหลห ลงั ปก เขม็ สามารถเพมิ่ การครอบกระปุกหรอื นวดดวยครอบกระปกุ
- ใหผูปว ยขยบั ไหลขางทมี่ ีอาการรว มดว ยในขณะทีป่ กกระตุนจดุ ไกล

2. การฝงเข็มรางกายโดยใชไฟฟากระตุน

ใชจ ดุ JianYu (LI 15), JianLiao (TE 14), JianQian (EX-UE 12), TianZong (SI 12), Quchi (LI
11), WaiGuan (TE 5) แตล ะครง้ั เลอื ก 2-4 จุดเพื่อกระตนุ ไฟฟา กรณีปวดระยะแรกใชค ลน่ื continuous
กรณีปวดระยะทา ยใชค ลนื่ intermittent

3. การฝงเข็มหู

ใชจ ดุ Shoulder, Shoulder Joint, Clavicle, Shenmen แตล ะคร้ังเลือก 3-4 จดุ ปกเขม็ กระตุนแรง
คาเข็มไว 30 นาที หรอื แปะจดุ ดงั กลาว

การฝงเขม็ จากการศึกษาทางคลินิก

ประสบการณร ักษาโดยนายแพทยจ ู (จาก Shanghai Journal of Acupuncture and
Moxibustion,1997,16(3).23) ฝงเขม็ รว มกบั ทยุ หนา จดุ JianYu (LI 15), JianLiao (TE 14), JianZhen
(SI 9), BiNao (LI 14), Quchi (LI 11), WaiGuan (TE 5), HeGu (LI 4), และ TiaoKou (ST 38) โดยให

Page 55

ผปู วยอยใู นทา น่งั ใชเ ขม็ ยาว 75 mm ปกท่ี Quchi (LI 11) ของแขนขา งทมี่ ีอาการปวดกระตุนใหร สู กึ ราวถงึ
หวั ไหล แลว ปกจดุ อื่น ๆ ตาม สดุ ทายปก TiaoKou (ST 38) กระตนุ ใหรูส กึ ราวขาไปแขนจากแขนไปไหล
คาเข็มไว 30 นาที หลงั ถอนเข็มครอบกระปุก 4 - 5 ตาํ แหนง บรเิ วณทปี่ วด 5 - 10 นาที หลังครอบกระปกุ
ตอดว ยทยุ หนา ไดผ ล 97-100%

ตัวอยางผูปว ย

ผปู วยชาย อายุ 43 ป มอี าการปวดไหลข วามา 10 เดอื น เมอ่ื อาการปวดกําเรบิ จะราวไปท่ีแขนและ
ขอ มือ อากาศเย็นอาการปวดจะเปน มากขน้ึ ไหลข วาเคลอ่ื นไหวติดขดั ไมว าจะวางแขน หุบแขนหรอื ไพล
หลัง ไมส ามารถทาํ ไดปกติ รับประทานยาแลว อาการไมท เุ ลา ไดรบั การรักษาดวยการฝงเขม็ โดยเลอื กจุด
JianLiao (TE 14), WaiGuan (TE 5), ZhongZhu (TE 3), YangLinQuan (SP 6) ปกเขม็ รว มกบั กระตนุ
ดวยไฟฟา หลังรกั ษา 12 ครัง้ อาการปวดทุเลาและสามารถเคลอื่ นไหวไหลข วาไดค ลอ ง

ขอสังเกตและคําแนะนาํ

การรักษาไหลต ิดดวยการฝงเขม็ ผลคอนขา งดี แตขนึ้ กบั ระยะของโรคดว ย ถา มารกั ษาในชว งแรก
มกั จะตอบสนองเร็วกวามาในระยะเร้อื รัง และตวั ผูปว ยเองตองใหค วามรว มมือในการออกกาํ ลังกายเสริม
เชน การไตกําแพงทกุ วัน วนั ละ 2 - 3 ครงั้ และควรดแู ลไหลข า งทม่ี อี าการไมใ หกระทบลมเย็น

Page 56

รปู ท่ี 10 แสดงจดุ ฝง เข็มรกั ษาโรคไหลติด

ปวดขอศอก

(Tennis Elbow :网球肘)

ปวดขอ ศอก เปนภาวะที่ขอ ศอกมีอาการปวด เจบ็ และการเคลอ่ื นไหลของขอศอกไมสะดวก ทัว่ ไป
มักเรยี กวา Tennis Elbow จดั อยใู นโรคปเจง้ิ หรอื ปวดขอ ศอก จัดอยูในทางการแพทยปจ จบุ นั กลุม โรค
External Husneral Epicondylilis สาเหตุของโรคมักเกดิ จากการใชง านเกนิ กาํ ลังออทําใหเ กิดบาดเจบ็ ตอ
กลา มเน้อื ของเอ็นในบริเวณขอ ศอก มักพบในนกั กฬี าเทนนิส พนักงานพมิ พดดี คนใชแ รงงานยกห้ิวของ
หนกั อัตราสวนหญงิ ตอชาย 1 : 3 และมกั เปน ทขี่ อศอกขวา ทางการแพทยจ ีนแบง สาเหตขุ องโรคนไ้ี ดแ ก
การใชกําลงั งานแขนไมเหมาะสม การท่แี ขนถกู ลมเยน็ เขา กระทบตอเสน ลมปราณบรเิ วณขอ ศอก การที่
บริเวณขอ ศอกมเี ลือดลมไมพ อ เหลา นท้ี าํ ใหเกดิ การไหลเวยี นของเลือดลมตดิ ขัด อันนาํ ไปสอู าการปวด

อาการแสดงทางคลินกิ

มักมีประวตั ิการทํางานของขอศอกมากไป ปวดบรเิ วณขอ ศอกดา นนอก ในระยะแรก
ของโรค อาการจะเจ็บมากเวลาใชงานมากและทุเลาเวลาไดพกั ผอ น กดเจบ็ บรเิ วณขอ ศอกดา นนอก
บริเวณดานนอกของกระดกู Humerus หรอื บรเิ วณ Humororadial joint หรอื Auterior radial head

การวิเคราะหแยกโรค

1. จากการใชง านมากเกนิ ไป มปี ระวตั ิการใชง านมากไป ปวดบรเิ วณขอศอก เปน

Page 57

มากอาจจะปวดบรเิ วณตน แขนดา นขา งดว ย เวลาหมนุ แขน (Sapinate pronate) แขนจะเจบ็
กดจะเจบ็ มาก ล้ิน แดงคลํ้า ฝาขาวบาง ชพี จร จมฝด หรอื จมเลก็

2. กระทบลมเยน็ มปี ระวัติกระทบกับลมเยน็ ปวดบรเิ วณขอ ศอกดา นนอก เวลาหมนุ แขน
(Sapinate pronate) แขนจะเจ็บ กดจะเจ็บมาก ล้นิ ซดี แดง ฝา ขาวบาง ชีพจร เลก็

การรกั ษา

- การฝง เข็มระบบเสนลมปราณ

จุดหลัก : ZhouLiao (LI 12), QuChi (LI 11), ShouSanLi (LI 10),
ShouWuLi (LI 13), WaiGuan (TE 5), HeQu (LI 4), AhShi Point.

จุดเสริม :
- ถา มเี ลือดคงั่ เพมิ่ GeShu (BL 17)
- ถา มีชีพ่ รอ ง เพิ่ม ZuSanLi (ST 36)
- ถาหมนุ แขนไปทางดานหนา (Anterior rotate forarm..) เจ็บเพิ่ม
XiaLian (LI 8)
- ถา หมุนแขนมทางดานหลัง (Posterios rotate forarms) แลว เจบ็ ใหเพ่ิม
ChiZe (LU 5)
- ถาเจ็บดานใน (Medial) ของขอศอก เพม่ิ ShaoHai (HT 3)
- ถาปลายศอกดา นหลงั เจบ็ เพมิ่ TianJing (TE 10)

วิธีปก เขม็ สว นใหญผปู ว ยมกั ตรวจพบภาวะพรอง วิธรี กั ษาใหใ ชก ารเสริม แตถ า เปนภาวะแกรง เยน็

มีเลอื ดติดขัดใหใ ชว ธิ รี ะบาย โดยเลอื กใชเ สนลมปราณท่ีเกี่ยวขอ งมีเสน ทางผานศอก ไดแ ก เสน
ลมปราณหยางมือ เสน ลมปราณอนิ มอื อยางละ 3 เสน เสนลมปราณ
หยางหมงิ มอื เปนเสน หลักท่ถี ูกกระทบมากทสี่ ดุ และจดุ ฝง เข็มทเี่ ลือกใชบ อ ยไดแก ZhouLiao (LI 12),
QuChi (LI 11), ShouSanLi (LI 10) เพอื่ เปดเสนลมปราณและเลือดใหไ หลเวียนสะดวก สวนเสน
ลมปราณเสา หยางมอื เลือกจดุ TianJing (TE 10) และ WaiGuan (TE 5) เปนจดุ ไกลของเสน ลมปราณที่
อยูไ กล สําหรบั WaiGuan (TE 5) เปน หยางเหวยมา ย และ HeQu (LI 4) มีคุณสมบตั ขิ บั ลมเยน็ ไดด ว ย

การรกั ษาดว ยวิธีอ่นื ๆ

- เขม็ หู : จดุ วองไวตอความรูส ึก ShenMen, Subcortex, Elbow
- ครอบกระปกุ อาจใชเ ข็มผวิ หนังปก บริเวณท่ปี วด ใหม เี ลอื ดซบิ ๆ เล็กนอ ย แลวครอบ

กระปุกประมาณ 5 นาที

Page 58

รปู ที่ 11 แสดงจดุ ฝงเขม็ รักษาอาการปวดขอศอก

Page 59

พงั ผืดกดทบั เสนประสาทในโพรงขอ มอื

( Carpal Tunnel Syndrome : )腕管综合症

Carpal tunnel syndrome เกดิ จาก median nerve ทอี่ ยใู นอุโมงคข อ มอื หรือโพรงขอ มอื (carpal
tunnel) ถูกกด อาจเกดิ จาก โพรงทีแ่ คบลง หรือเสน เอ็นและเยือ่ หมุ ทีอ่ ยภู ายในหนาตวั ขนึ้

Trigger finger หรือ นิ้วลอ็ ก เกดิ จากการหนาตวั ของเสน เอ็นกลามเน้อื ทค่ี วบคุมการงอนวิ้ มือกับ
เยอ้ื หุมเสนเอน็ ทาํ ใหช องทใี่ หเ สนเอ็นผานขณะงอหรอื เหยยี ดนิ้วแคบลง

ทง้ั Carpal tunnel syndrome และ Trigger finger เกดิ จากการหนาตวั ของเสน เอ็นและพังผดื
สาเหตุไมท ราบแนชัด พบในเพศหญิงมากกวา เพศชาย สมั พนั ธก บั การใชง านขอมอื หรือน้วิ มากเกนิ

อาการและอาการแสดงทางคลนิ ิก

Carpal tunnel syndrome มอี าการชา เหมอื นมเี ขม็ ทิม่ (tingling) แสบรอนทน่ี ้ิวมือทงั้ หา
โดยเฉพาะน้ิวชี้และนิ้วกลาง บางรายอาจไมส ามารถกํามอื ได และอาจปวดทง้ั แขนจน ถงึ หัวไหล หรือมอื
บวม อาการมักจะเปนมากตอนกลางคนื ซง่ึ ความรุนแรงแตกตา งกนั ไปในผปู วยแตละราย

Trigger finger มอี าการเหยียดนิว้ หรอื งอน้วิ ไมส ะดวก เหมือนนิว้ ถกู ลอ็ ก และอาจมีอาการอ่นื ๆ
เชน ปวดบริเวณฝา มือ บวม มเี สียงและปวดเวลาเคลอ่ื นไหวขอ นวิ้

การวนิ จิ ฉยั Carpal tunnel syndrome และTrigger finger สามารถวินิจฉยั ไดจ ากอาการและ
อาการแสดง

มุมมองตอ โรคในศาสตรการแพทยแผนจีน

ศาสตรการแพทยแผนจนี จัดกลมุ อาการดงั กลาวอยูใ นกลมุ เอ็นขดั คลอง หรือ จนิ ป
(JinBi: 筋痹) ของขอมอื หรือนวิ้ สาเหตเุ กดิ จาก ชแี่ ละเลือดบรเิ วณขอมอื ติดขดั จากการใช
งานมากหรอื บาดเจ็บ

การรักษา

1. การฝง เขม็ ระบบเสน ลมปราณ

หลกั การรกั ษา: กระตนุ ใหเ สน เอน็ ทาํ งานคลอง และใหจงิ ลว่ั ไหลเวยี นดี ลดบวมระงับปวด
จดุ หลัก: เลือกจดุ ใกลแ ละจดุ อาซ่ือ เนอ่ื งจากจดุ อาซ่ือมกั จะเปน จดุ ที่มกี ลา มเนอ้ื บางการปก เข็ม
ใหปก ต้ืน กระตุน เข็มแบบบาํ รุงระบายเทา กนั
- Carpal tunnel syndrome ใชจ ุด DaLing (PC 7), BaXie (EX-UE9), NeiGuan (PC 6),
WaiGaun (TE 5)
- Trigger finger ใชจ ดุ อาซ่ือ

Page 60

การฝงเข็มจากการศึกษาทางคลนิ กิ

การวจิ ยั รักษา Carpal tunnel syndrome โดยใชเ ขม็ อุนในผูปว ย 92 ราย โดยผปู ว ย 46 ราย เลือก
จุด DaLing (PC 7), NeiGuan (PC 6) และโกฐจุฬาลมั พาเม็ด 3 เม็ด ผปู วยอีก 46 รายใชจ ดุ เดยี วกนั แต
ไมใ ชโ กฐจุฬาลัมพา ผลการรกั ษาดวยการใชเ ข็มอนุ ผูป ว ยอาการดีขน้ึ 91.3% กลมุ ไมใ ชเ ขม็ อนุ ดขี น้ึ 71.7%
P<0.05 สรปุ การใชเขม็ อนุ สามารถอบอนุ ลมปราณสลายความเย็น แกป วดขจดั การคั่ง

ขอ สังเกตและคําแนะนํา

1. การรกั ษาดว ยการฝงเข็มไดผ ลคอนขา งดี
2. ระหวางการรกั ษา ควรดูแลบรเิ วณท่มี อี าการใหอบอุน ไมควรกระทบความเยน็

รปู ที่ 12 แสดงจุดฝงเขม็ รักษาน้วิ ล็อค

Page 61

ปวดหลงั

(Back Pain: 腰痛)

อาการปวดหลัง เปน อาการทพ่ี บมากทีส่ ุดในผปู ว ยโรคกระดูกและขอ แผนกผูปวยนอกบางแหง
อาจมีถงึ รอ ยละ 40 ของผูป วยโรคกระดูกและขอ อาการปวดหลังอาจเปนเล็กนอย แลว หายเองได แตมบี าง
รายทตี่ องผาตัด

ขอสันหลังเปน ขอ ทร่ี บั นํา้ หนกั การเคลอื่ นไหวของกระดกู สันหลงั เกดิ ทขี่ อขา งสนั หลงั ( Posterior
facet joint ) ซ่งึ เปนขอชนิดมเี ย่อื บุขอ และการเคล่ือนไหวทหี่ มอนรองกระดกู สนั หลงั ไขสนั หลังสน้ิ สุดที่
กระดูกสนั หลงั ระดับบนั้ เอวขอ ท่ี 2 ดงั นั้นพยาธิสภาพท่เี กดิ ในชองไขสนั หลังในระดับบั้นเอวลาง ๆ ทต่ี ํา่ ลง
มา จงึ มเี ฉพาะประสาทสนั หลัง (spinal nerve) ท่ีแยกออกมาจากไขสันหลงั (spinal cord) แลวเทา นนั้ ที่
จะถูกกด

ใยประสาทที่ใหความรสู กึ เจบ็ ปวดบริเวณหลังจะอยใู นเอน็ ยดึ ขอ เอ็นหมุ ขอ ของขอขางกระดกู สนั
หลัง เยอ่ื หมุ กระดกู บริเวณทเี่ อ็นเกาะอยู และใยประสาทในหลอดเลือดทอ่ี ยใู นสวนนอก ๆ ของหมอนรอง
กระดกู ดงั น้ัน อาการปวดหลังจงึ เกดิ ขน้ึ ไดห ลายกรณี สาเหตุแรกเกดิ จากตัวหมอนกระดกู สนั หลงั โปง นนู
ออกมากด สาเหตกุ ารกดอน่ื ๆ ไดแก ขอ สันหลังเสอ่ื มมีกระดกู สรางใหมเปนสนั รอบขอ (spur) ถาหมอน
กระดูกสันหลังเปนตน เหตุ จะถกู กดมากในทา ยกของหนกั หรือในทากมหลังมาก ๆ หรอื ในทานัง่ ก็จะเปน
การเพ่มิ แรงกดท่หี มอนกระดูกสนั หลงั เชน กนั

สาเหตุของการปวดหลังทพ่ี บบอย ค

1. สาเหตจุ ากการผิดทา หรือผิดรปู ทางกลศาสตร
1.1 หมอนกระดูกสันหลงั โปง นูน
1.2 ขอ ขางสันหลังเสื่อม
1.3 ชองไขสนั หลงั ตีบ
1.4 ขอสนั หลังเสือ่ ม

Page 62

1.5 ความผิดปกติแตก ําเนิด
1.6 กระดกู ออนอักเสบจากโรค Scheuermann
1.7 กระดูกสนั หลังหัก
2. สาเหตจุ ากการอักเสบของขอ สันหลงั
2.1 ขอสันหลังอักเสบยึดตดิ
2.2 ขอ อักเสบรมู าตอยด
2.3 ภาวะตดิ เชือ้
3. สาเหตเุ น่อื งจากเนอ้ื งอก
3.1 เน้อื งอกทก่ี ระดกู
3.2 เนื้องอกในไขสันหลงั
4. สาเหตจุ ากตอมไรทอ
4.1 กระดูกบาง
4.2 กระดูกตายจากการขาดเลือด
5. สาเหตอุ ื่นๆ
5.1 การอกั เสบในชอ งเชิงกราน
5.2 สาเหตเุ กดิ จากอิริยาบถท่ีผดิ

การวเิ คราะหแยกกลมุ อาการโรค

อาศัยประวัติ การตรวจรางกาย และการตรวจพเิ ศษทางหองปฏบิ ตั กิ าร จากประวตั ใิ นพวกทีม่ ี
ความผิดปกตขิ องกระดกู สนั หลงั เชน กระดกู สันหลังไมต รง แอน เกินไป หรอื หลังคอมเกนิ ไป ผปู ว ยพวกน้ี
จะมีอาการปวดเวลาเคล่อื นไหว ถาไดพักจะทเุ ลา

พวกทม่ี ีขอสนั หลงั อกั เสบ แมพ ักกจ็ ะไมทเุ ลา ในรายท่ีการอกั เสบลกุ ลามจนมอี าการบวมในสว นท่ี
เปนโรค การเคลือ่ นไหวหลงั กจ็ ะมีอาการเจบ็ ปวดเพ่มิ ขนึ้ พวกทก่ี ระดกู สนั หลงั อกั เสบอาจเปน สาเหตใุ หเ กดิ
อาการหลังแข็งตรงบริเวณบน้ั เอว

พวกทีเ่ ปนเนื้องอกของกระดกู สนั หลงั หรือจากตอมไรทอทม่ี ีความผิดปกติ อาการ
ปวดในกระดูกกจ็ ะพบได โดยเฉพาะเวลานอนพกั ยง่ิ ปวดมากข้ึน และจะปวดตลอดเวลาเม่อื เคลื่อนไหว
กระดกู สันหลงั บางครั้งจะเหน็ อาการกระดกู สนั หลงั ของผปู ว ยคด (scoliosis) ทั้งนี้เปน เพราะกลามเนื้อหลงั
หดเกรง็ ตวั การท่กี ระดูกสนั หลงั คด ทําใหก ารหดเกรง็ ของกลามเนอื้ ไมสมดุล จงึ ทําใหขาสั้นยาวไมเทา กัน

พวกทมี่ ีขอสนั หลงั เส่ือม จะเคลอื่ นไหวไมไดเต็มที่ โดยเฉพาะทาเอียงตัวไปซา ยหรอื ขวา ในโรคขอ
สันหลังอักเสบยดึ ติด จะเอียงตวั ไปดานซายหรือขวาไมไดเลย

Page 63

การตรวจกระดกู สันหลงั จําเปนตอ งตรวจหาอาการกดทับประสาทสนั หลงั ดว ย เชน การดงึ ตวั ของ
ประสาทขาทางดานหลัง (Sciatic nerve) พวกนีถ้ า กมตวั จะปวดรา วลงไปตามขาทางดานหลงั และยง่ิ ถา ไอ
หรือจามกจ็ ะปวดหลงั มาก มีอาการปวดรา วแปลบไปตามแนวดา นหลงั ขาทป่ี ระสาทผา นไป

การตรวจภาพรงั สี

ในโรคปวดหลงั โดยทวั่ ไป เงากระดกู สนั หลงั จะปกติในพวกที่มีสาเหตุจากกลศาสตรของสนั หลงั ที่
เสียไป แมใ นพวกท่ีมกี ารเส่อื มของหมอนกระดูกสนั หลงั กอ็ าจไมพบความผิด ปกตใิ นภาพรังสีไดสงู

กระดกู สนั หลังบาง ถา เปน นอ ยจะมองไมเ หน็ ความจางในเงารงั สีกระดูก
การตรวจพเิ ศษโดยวธิ ฉี ีดสารทึบรังสเี ขาชอ งไขสนั หลงั หรือทาํ MRI เพื่อหาตาํ แหนงการกดราก
ประสาทสันหลงั จะใชในรายที่มีอาการมาก
อาการปวดหลังบางครง้ั เกิดจากเนื้องอกประสาท การวนิ จิ ฉยั ลําบาก แตมกั มอี าการรบกวนของ
ระบบขับถายปสสาวะ และ/หรืออุจจาระรวมดวย

หลกั การรกั ษา

แนะนําวิธบี ริหารกลามเน้อื หลงั ซึ่งเปนขอ ปฏบิ ตั สิ ําคัญมากสาํ หรบั ผปู วดหลงั ตองทาํ เปน อันดบั
แรกเพราะเปน ทงั้ การปองกนั และรกั ษา ในรายทีม่ ีอาการปวดมากตอ งนอนพกั อาจตอ งรกั ษาโดย
กายภาพบําบดั เชน การดงึ ถวงหลัง การนวด หรอื การรักษาอน่ื ๆ รวมท้งั การ
ใชเ ครือ่ งพยุงหลงั และในท่สี ุดอาจตอ งผา ตดั

มมุ มองตอ โรคในศาสตรการแพทยแผนจีน

ปวดหลงั บน้ั เอว อาจปวดขางเดยี วหรอื สองขา งก็ได มีความสมั พันธอยางใกลชดิ
ระหวางแนวกลางกระดกู สนั หลงั และบริเวณดานขา งท้งั สองขาง โดยเฉพาะเวลามอี าการปวดจะเกิดขนึ้ ใน
บรเิ วณดงั กลาวจึงมชี อื่ เรียกวา Lumbospinal pain โดยทวั่ ไปมักเรยี ก Lumbago หรอื TCM เรยี กอาการน้ี
วา Yao Tong บริเวณบ้ันเอวเปน ท่ีอยูของไต ดังนน้ั อาการปวดบ้ันเอวจงึ สมั พันธก บั ไต อาการอาจเปน แบบ
เฉียบพลนั หรอื เร้อื รงั ก็ได

สาเหตุและกลไกการเกดิ โรค

1. ความเยน็ ชน้ื เปน สาเหตุท่พี บบอย เชน อาจเกิดจากอยูกลางสายฝนเปนเวลา นาน นง่ั ในทชี่ ้ืน
แฉะ ถูกลมโกรกใบหนาขณะทม่ี เี หง่อื ออก สวมใสเ สือ้ ผาทเี่ ปย กชนื้ ทํางานในทช่ี น้ื เยน็ ชอบนอนบนพน้ื ปนู
นาํ ไปสูอ าการปวดหลงั แบบความเยน็ ชน้ื เน่ืองจากทาํ ใหเ กิดชี่ตดิ ขดั และเลือดคัง่ ในเสน ลมปราณ แตห าก
ความเยน็ และชื้นสะสมอยเู ปน เวลานาน จะแปรสภาพเปนรอ น เกดิ อาการปวดเอวแบบรอ นชนื้

Page 64

2. ชี่ติดขัดและเลอื ดคัง่ สาเหตจุ ากไดร บั บาดเจ็บ บริเวณเสน ลมปราณ และกลาม เนื้อทบี่ ้นั เอว
ทาํ ใหก ารไหลเวยี นของชแ่ี ละเลือดบริเวณดงั กลาวถกู รบกวนติดขัด เชน ไดรบั อุบัติเหตจุ ากตกทสี่ ูงหรอื ถกู
กระแทก ใชง านบนั้ เอวหนักมากเกนิ ไป หรอื เคล่ือนไหวผิดทา ผดิ จังหวะ เปน ตน

3. ไตพรอ ง สาเหตจุ ากรา งกายออนแอแตกําเนดิ เจบ็ ปวยเรื้อรงั คนสูงอายุ หรอื มกี ามกจิ มาก
เกินไป ทาํ ใหสารจําเปน ของไตพรอ ง และมผี ลตอภาวะขาดสารอาหารในกลาม เนื้อ รวมท้ังเสน ลมปราณ

4. ความผิดปกติในเสนลมปราณทเ่ี กย่ี วขอ งกบั ไต โดยปกติ เมอ่ื ชก่ี อ โรคจากภายนอกรกุ ราน
รางกาย จะกอใหเ กดิ ความผดิ ปกติบริเวณผวิ นอกรางกายบางสวน ซึง่ มเี สน ลมปราณผาน และเช่ือมตอกบั
เสน ลมปราณไต และ/หรอื ผานแนวกระดูกไขสนั หลัง ความ ผิดปกตขิ องกระดกู สนั หลงั และไต นอกจากเกดิ
อาการปวดหลังแลว ยงั มอี าการผดิ ปกตขิ องอวยั วะภายใน รวมทงั้ เน้ือเยอื่ ทสี่ ัมพนั ธตามแตเ สนลมปราณที่
ผดิ ปกติ อาการและอาการแสดงของเสนลมปราณทผ่ี ดิ ปกติ มีสวนสาํ คญั อยา งมากในการวินจิ ฉัยและ
รกั ษาโรค เสน ลมปราณทเี่ กย่ี วกับการปวดบนั้ เอว ไดแ ก

4.1 เสนลมปราณตู แขนงของเสนตูวงิ่ ผานเสน ไตเขาสูไขสนั หลงั แลวออกมาเขาไต
อีกแขนงหนึ่งว่งิ ลงไปบริเวณบ้นั เอวทงั้ สองขางของแนวไขสนั หลงั แลวว่ิงเขาสไู ต ดังนนั้ เมื่อมชี ่กี อโรคกระทํา
ตอ เสนลมปราณตู อาจทาํ ใหเกดิ อาการปวดหลงั บ้ันเอว หลงั แขง็ เน่ืองจากมีการอุดก้ันช่ใี นเสน ลมปราณ

4.2 เสน ลมปราณเญิน่ เสนลมปราณเญ่ินและชง มจี ุดกาํ เนิดทีม่ ดลูก แขนงหนง่ึ ของเสนเญน่ิ ว่ิง
ไปดานหลงั เขา สเู สน ไตและวงิ่ ตอ ตามแนวไขสนั หลัง เสน เญิ่นเปนทะเลของอนิ และควบคุมอินของรา งกาย
ท้ังหมด เมอื่ ใดกต็ ามทกี่ ารไหลเวียนช่ใี นเสน เญน่ิ ผิดปกติ จะทําใหเ กิดไสเลอ่ื นในชาย หรอื กอ นบรเิ วณ
ทองนอยในหญิง รวมกับอาการปวดบนั้ เอว

4.3 เสน ลมปราณชง เหมอื นกบั เสน ลมปราณตูและเญนิ่ ทีม่ จี ดุ กาํ เนิดจากมดลกู เสนชงมายวง่ิ
ข้นึ บนตามแนวดานในของไขสนั หลงั เสน ชงมา ยเปน ทะเลของเสนลมปราณหลกั 12 เสน และเปนทะเลแหง
เลือด เพราะมจี ดุ กาํ เนิดดังกลาวขางตน เมื่อมพี ยาธสิ ภาพตอเสนชง จึงมอี าการปวดหลงั อยางเฉียบพลนั
จากชต่ี กี ลับ

4.4 เสน ลมปราณไต ว่ิงรอบบ้นั เอวและทอ งนอ ยเหมอื นเขม็ ขดั มหี นา ทเี่ ชอ่ื มเสน ลมปราณอนิ ขา
3 เสนและเสน ลมปราณหยางขา 3 เสน แพทยจ ีนโบราณกลาววา “ความผิด ปกตใิ นเสน ลมปราณตา ย
ผปู วยจะมอี าการทองตงึ แนน และรสู กึ วา บน้ั เอวจมอยูในนาํ้ ” เม่ือเสนลมปราณตา ยมีพยาธิสภาพ เทาจะ
ออนแรง มปี ญ หาดา นสตู นิ รเี วช เชน ประจาํ เดือนมาไมแนน อน ตกขาวมาก เปน ตน รว มกับปวดบน้ั เอว

4.5 เสนลมปราณไต เริ่มจากดานในนว้ิ กอยของเทา วงิ่ เฉยี งไปยงั ฝา เทา ขน้ึ บนไปดา นหลังใน
ของขาและตนขา แลว ผา นไปตามแนวไขสนั หลงั เขา สไู ต และมีแขนงเชือ่ มตอ กับกระเพาะปส สาวะ ถา มชี ่ี
กอโรครกุ รานเสน ลมปราณไต จะมีอาการปวดบ้นั เอว และปวดเยน็ ๆ บรเิ วณดานหลังในของตน ขา

4.6 เสน ลมปราณกระเพาะปส สาวะ เปน เสน ลมปราณทก่ี อ ใหเ กิดอาการปวดบรเิ วณเอว หลัง
และดานหลังนอกของขาเปนหลัก เสนกระเพาะปส สาวะเร่ิมจากดา นในของเบาตา วิง่ เขา และเชื่อมตอ กับ

Page 65

สมองบริเวณกระหมอ ม วิ่งตอเขา ดานในแตกเปน สองแขนง ว่งิ ขนานลงตามแนวกระดกู สันหลัง ผานหลงั
คอ ดานในขอบสะบัก เช่อื มกับไตและกระเพาะปส สาวะ ถาเสนลมปราณนม้ี ีพยาธสิ ภาพ ผปู วยจะมีอาการ
ปวดหนกั ๆ ทศ่ี ีรษะ ปวดเบาตาเหมือนนยั นตาจะถลนออก คอแข็ง ปวดหลงั ประหน่ึงบนั้ เอวขาดสะบน้ั ตน
ขาและขอพับเขา จะแขง็ เกรง็ รสู กึ เหมือนกลา มเน้ือบรเิ วณ Fibula ฉกี แยก

การวนิ ิจฉยั แยกกลมุ อาการของโรค

1. จากความเยน็ ชืน้ ผูป ว ยจะรูสกึ ปวดเอวหนกั ๆ กลามเนอื้ เกรง็ แข็งเหมอื นไมก ระดาน และ
เปนมานานไมห าย อาการปวดหนกั ไมร นุ แรง แตร สู ึกหนกั มากกวา บิดเอวลาํ บาก อาจมปี วดขา อาการเลว
ลงในวันที่มฝี นตกและอากาศเย็น รว มกบั มปี ระวตั ดิ งั กลา วขา งตน ลิน้ มีฝา ถาความเยน็ เดน ฝาขาว
ความช้นื เดนฝาเหนยี ว หรอื อาจขาวเหนยี ว ชพี จร จม-ชา (Chen-ChiMai)

จากความรอ นช้ืน ผูป วยมีอาการปวดเอว รสู ึกอนุ บรเิ วณท่ปี วด อาการเลวลงในหนา รอ นหรือมี
ฝนตก อาการจะทเุ ลาถามกี ารเคลอ่ื นไหวบนั้ เอว ลิน้ มฝี า เหลืองเหนียว ชพี จรลื่น-เรว็ (Hua-ShuMai)

2. จากชตี่ ิดขดั และเลอื ดคงั่ ปวดเอวเวลาบิดเอวไปมา กม หรือเงยหลงั จะรสู กึ ตงึ หลงั ถา อาการ
รุนแรงจะบดิ เอวซา ย-ขวาลําบาก ปฏเิ สธการกดบริเวณบนั้ เอว บางคร้ังจามหรือไอจะปวดมากขึ้นได อาจมี
อาการปวดอยกู ับทเ่ี หมือนเข็มทิม่ แทง รว มกับมีประวัตดิ งั กลา วขา งตน ล้ินคล้ําออกมว ง ชีพจร ตงึ -ฝด
(Xian-SeMai)

3. ไตพรอ ง ปวดเมอื่ ยลา บรเิ วณเอวไมป วดมาก ขาออ นแรงรว มดว ยเสมอ ถาทํางานมาก พักผอ น
ไมพอจะปวดหลงั มากขนึ้ การอยูในอิรยิ าบถน่งั เดนิ ยนื นอน ในทาใดทาหนง่ึ
นานหรอื มากเกนิ ไป จะปวดหลงั มากขนึ้ ได รว มกบั มปี ระวตั ดิ ังกลา วขา งตน

ถารว มกับมอี าการออนเพลยี แขนขาเย็น อสุจหิ ล่ัง เสอื่ มสมรรถภาพทางเพศ เมือ่ กดนวดหรอื
พกั ผอ น อาการจะดขี ึน้ แตท าํ งานหนักอาการจะมากขึ้น รูสึกเกร็งทองนอย หนา ซีดขาว ลน้ิ ซีด ชพี จรเลก็
จม จดั เปน ไตหยางพรอง แตถ ามีอาการหงุดหงิดงาย นอนไมหลบั ปากคอแหง โหนกแกมแดง มอี าการ
รอ นฝามือฝาเทา ปสสาวะเหลอื ง ลิน้ แดง ชพี จรเลก็ เร็ว เปนไตอินพรอ ง

4. ความผดิ ปกติของเสนลมปราณทเ่ี กยี่ วขอ งกบั ไต
4.1 เสน ลมปราณตู เอวแข็งและปวดโดยเฉพาะแนวกระดูกสนั หลงั ระดับเอว ไมสามารถกมหรอื
เงยหลงั ได
4.2 เสนลมปราณเญิ่น ปวดเอวรว มกบั กลา มเนื้อเกรง็ ปวดทองนอ ย ตกขาวมากในผูป ว ยหญงิ
ปส สาวะราดและปวดเหมอื นเขม็ ท่มิ แทงบรเิ วณฝเ ยบ็
4.3 เสนลมปราณชง ปวดเอวและทอ งนอย ในผูป วยหญงิ ประจําเดือนผิดปกติและปวดระหวางมี
ประจําเดอื น

Page 66

4.4 เสน ลมปราณไต ปวดเอว ฝเ ย็บและดานในของตน ขา ขาออ นแรง ทอ งอืดและแนนตึง ตกขาว
ออกแดง

4.5 เสนลมปราณไต ปวดเอว เยน็ เทาและออ นแรง หรอื ปวดดา นหลังในของตน ขาและขอ พบั เขา
รว มกับปวดบรเิ วณฝา เทา ปากคอแหง

4.6 เสนลมปราณกระเพาะปสสาวะ ปวดหลงั และบรเิ วณเอว ประหนึง่ บน้ั เอวขาดสะบนั้ รว มกบั
ปวดเยน็ และชาบรเิ วณขาสว นลางประหนง่ึ ขอ เทาหลดุ หรอื เคลอ่ื น

หลักการรกั ษา

1. ความเย็นชื้น ขบั ความเยน็ สลายความชน้ื ทะลวงและอนุ เสน ลมปราณ
ความรอ นชน้ื ขจัดรอน สลายความชนื้ คลายกลามเนอื้ และเอน็ เพือ่ ระงับปวด

2. ชี่ตดิ ขดั และเลอื ดคง่ั กระตนุ เลือดใหไหลเวยี น เพือ่ สลายเลอื ดคัง่ ปรับการไหล เวยี นของชเี่ พือ่
ระงบั ปวด

3. ไตพรอง บาํ รุงไตเพอื่ เสรมิ ความแขง็ แรงใหบนั้ เอว เปน หลักการทัว่ ไป กรณไี ต หยางพรอ ง
บํารงุ ไตหยาง เพื่อเสริมความแขง็ แรงใหบ น้ั เอว กรณีไตอนิ พรอ ง เลี้ยงบาํ รงุ ไตอินใหสมบูรณ

4. ความผิดปกติของเสนลมปราณทเี่ กีย่ วของกบั ไต ทะลวงเสนลมปราณ ปรบั การไหลเวียน
ของจงิ ช่ี บรเิ วณบนั้ เอว และระงบั ปวด

การรักษา

1. การฝง เขม็ ระบบเสนลมปราณ

1.1 สาเหตุจาก 1 - 3
จดุ หลกั : สาเหตจุ าก 1 - 3 ใชจดุ หลกั เหมือนกนั คือ
- ShenShu (BL 23), DaChangShu (BL 25), YaoYan (EX-B 7),

WeiZhong (BL 40) และจดุ Ashi ถา มี

- ถาปวดกระเบนเหนบ็ เพ่มิ YaoYangGuan (GV 3)
จดุ เสรมิ :

- กรณีความเย็นช้ืน เพ่ิมรมยาหรอื เข็มอุนทจ่ี ดุ DaZhui (GV 14);
- รอ นช้นื เพิ่ม YinLingQuan (SP 9), FeiYang (BL 58)
- ชตี่ ดิ ขดั และเลอื ดคัง่ : GeShu (BL 17), XueHai (SP 10), SanYinJiao (SP 6)
- ไตหยางพรอ ง: QiHai (CV 6), GuanYuan (CV 4), MingMen (GV 4
- ไตอินพรอ ง: TaiXi (KI 3), ZhaoHai (KI 6) หรือ FuLiu (KI 7)

Page 67

อธิบาย: ความเย็นช้ืน ใชเ ข็มอุน หรือรมยาบรเิ วณทฝี่ งเข็ม ShenShu (BL 23), YaoYangGuan
(GV 3) ใชเ ข็มอนุ ขบั ความเยน็ และชนื้ จดุ ใกล DaChangShu (BL 25) , YaoYan ( EX-B 7) และจุดไกล
WeiZhong (BL 40) ใชท ะลวงเสน ลมปราณระงบั ปวด

ความรอ นชน้ื ใหป ก เขม็ ตามดว ยครอบกระปกุ ShenShu (BL 23) ใชป รบั และเลยี้ งบาํ รงุ ชไ่ี ต
รวมทั้งขับรอ นชน้ื บริเวณเอว ดวยวิธปี ก เข็มแบบระบาย DaChangShu (BL 25), YaoYangGuan (GV 3)
ใชป รบั จงิ ช่ี เฉพาะทีเ่ พอื่ ลดปวด YinLingQuan (SP 9) ปก แบบระบายเพอื่ สลายความชืน้ จะชว ยขับรอน
ชืน้ บรเิ วณเอว การปก จดุ เหลานี้จะชวยใหก ลามเนือ้ และเอ็นผอ นคลาย

ชีต่ ิดขดั เลือดคง่ั ShenShu (BL 23 ) ใชบ ํารงุ ชไี่ ต DaChangShu (BL 25), Ashi ใชทะลวงเสน
ลมปราณ, ปรบั การไหลเวยี นของชแี่ ละเลอื ดเพื่อลดปวด WeiZhong (BL 40), GeShu (BL 17) ปลอ ยเลอื ด
เพอื่ กระตุน ใหเ ลือดไหลเวยี น และทะลวงเสน ลมปราณ สลายเลอื ดค่ัง ระงับปวด

สว นกรณี ไตพรอ ง ใชร มยาคน่ั ขิงบรเิ วณบ้นั เอวซงึ่ เปน ท่ีอยขู องไต ShenShu (BL 23) ใชบํารุงไต
และเสรมิ ความแขง็ แรงใหบ นั้ เอว; QiHai (CV 6), GuanYuan (CV 4) เสรมิ ไตและเลย้ี งบาํ รุงเหยียนช;่ี
MingMen (GV 4) เปนจุด Shu ของเสนลมปราณตแู ละเปนไฟแหง ชวี ติ ของไตหยาง จึงใชอ นุ ไตและเสริม
บํารุงเหยียนช;่ี TaiXi (KI 3) เปนจดุ Shu ของเสน ลมปราณไต ใชบ ํารงุ ไตน้าํ เชนเดยี วกบั ZhaoHai (KI 6),
FuLiu (KI 7) ใชบ ํารุงไต; DaChangShu (BL 25) เปน จดุ ใกล; WeiZhong (BL 40) เปน จดุ ไกล ใชทะลวง
เสนลมปราณระงับปวด

1.2 สาเหตุจากความผิดปกตใิ นเสนลมปราณทีเ่ ก่ยี วของกบั ไต
1.2.1 เสน ลมปราณต:ู จุดใกลใ ช YaoYangGuan (GV 3), Ashi point;
จุดไกลใช HouXi (SI 3), WeiZhong (BL 40), RenZhong (GV 26)
อธิบาย:- RenZhong (GV 26) เปน จดุ บนเสน ตูมา ยทวี่ ง่ิ ตามแนวดา นในของไขสันหลงั HouXi (SI

3) เปน จดุ บนเสน ลมปราณลําไสเ ล็กเช่อื มตอ กบั เสนลมปราณตู การปกเข็มแบบระบายทง้ั สองจดุ จะชว ย
ทะลวงจงิ ช่ีของเสน ลมปราณทง้ั สองเสน ทาํ ใหก ารทํางานบรเิ วณเอวดขี ้นึ

- WeiZhong (BL 40) เปน จดุ ไกลใชรักษาอาการปวดเอว YaoYangGuan (GV 3) Ashi point ปก
เขม็ แบบระบายจะชวยปรับการไหลเวยี นของจิงช่รี อบ ๆ เอว จดุ ทงั้ หมดชวยทะลวงเสนลมปราณบรเิ วณบ้ัน
เอวและระงบั ปวด ทาํ ใหก ารทํางานบรเิ วณเอวดีขนึ้

1.2.2 เสน เญน่ิ มา ย จดุ ใกล ShenShu (BL 23), DaChangShu (BL 25)
จดุ ไกล GuanYuan (CV 4), LieQue ( LU 7 )
อธบิ าย:- ShenShu (BL 23), DaChangShu (BL 25) ใชบ ํารุงไตเพ่อื เสริมความแข็งแรงใหกับเอว
สวนจุดอ่ืนไดแก GuanYuan (CV 4) เปนจุดประตผู านของเหยยี นช่ี เม่อื ปก เขม็ รว มกบั รมยาจะชวยบาํ รุงเห
ยียนช่ีใหแขง็ แรง และชวยบาํ รงุ ไต เสรมิ ความแข็งแรงใหก ับบัน้ เอว เปน การ “รักษาหยาง โดยบํารุงอนิ ”

Page 68

LieQue (LU 7) เปน จดุ เชอ่ื มตอ กบั เสน ลมปราณเญนิ่ จดุ นช้ี วยปรับการไหลของช่ีในเสน เญน่ิ มายและ
ทะลวงเสน ลมปราณลดอาการปวด

1.2.3 เสน ลมปราณชง จุดใกล ShenShu (BL 23), YaoYan (EX-B 7)
จุดไกล QiHai (CV 6) , GongSun (SP 4)
อธบิ าย:- ShenShu (BL 23) เสริมความแข็งแรงใหก บั ไตและบน้ั เอว QiHai (CV 6) เล้ยี งบาํ รุงช่ี
และเสริมไต YaoYan ( EX-B 7) เปนจุดใกล ใชทะลวงและปรับการไหลเวยี นของชใี่ หผานบั้นเอว รว มกบั
GongSun (SP 4) ชวยปรับการทาํ งานของของเสนลมปราณชง จุดทั้งหมดจะชวยเสรมิ ไตทํางานดขี นึ้ และ
ทําใหกลา มเนือ้ กลบั มาทํางานไดป กติ
1.2.4 เสน ลมปราณไต จุดใกล ShenShu (BL 23) , DaChangShu (BL 25)
จดุ ไกล DaiMai (GB 26), ZuLinQi (GB 41)
อธิบาย:- ShenShu (BL 23) เสริมความแข็งแรงใหก ับไตและเอว DaChangShu (BL 25) ชวยให
การไหลเวยี นของชบี่ ริเวณเอวไหลคลอ งข้นึ DaiMai (GB 26) ควบคมุ การทาํ งานของเอวและชอ งทอง
ZuLinQi (GB 41) ทะลวงเสน ลมปราณตาย จดุ ท้ังหมดชว ยใหเสน ลมปราณตา ยกลบั มาทําหนา ที่ และยัง
บาํ รุงไตเสริมความแขง็ แรงบั้นเอว
1.2.5 เสน ลมปราณไต จดุ ใกล ShenShu (BL 23), DaChangShu (BL 25), MingMem (GV 4)

จุดไกล GuanYuan (CV 4) , TaiXi (KI 3) , FuLiu (KI 7)
อธิบาย:- เอวเปนท่อี ยขู องไต การเลอื กเสน ลมปราณไตเพ่อื บาํ รงุ ชไ่ี ต DaChangShu (BL 25),
MingMem (GV 4) ใชอุนไตและชวยคลายกลา มเนอื้ รวมทง้ั เอน็ GuanYuan (CV4) ใชเ ล้ียงบาํ รุงเหยยี นชี่
และเสรมิ ความแข็งแรงของรา งกาย TaiXi (KI 3), FuLiu (KI 7) ใชบ าํ รุงไตอนิ จุดทง้ั หมดชว ยบํารงุ ไต และ
เลย้ี งบํารงุ สารจาํ เปน เพื่อเสรมิ ความแข็งแรงใหก ับบนั้ เอว
1.2.6 เสน ลมปราณกระเพาะปส สาวะ

จดุ ใกล YaoYangGuan (GV 3), DaChangShu (BL 25)
จดุ ไกล YinMen (BL 37), KunLun (BL 60), WeiZhong (BL 40)
อธบิ าย:- YaoYangGuan (GV 3), DaChangShu (BL 25) ใชร ว มกันจะกระตนุ การไหลเวยี น
ของชใี่ นเสน ลมปราณตูและเสนลมปราณกระเพาะปสสาวะ YinMen (BL 37), KunLun (BL 60) เปน จุด
ไกล ใชท ะลวงเสน ลมปราณทตี่ ิดขัดและระงบั ปวด เปน จดุ He บนเสน กระเพาะปส สาวะ จงึ ใชทะลวงเสน
ลมปราณและคลายกลามเนื้อรวมท้ังเอ็น ระงับปวด
ภาวะไตพรอ งเปนจดุ กาํ เนิดของอาการปวดหลงั โดยมีเสยี ชจ่ี ากภายนอกหรอื การไดร บั อุบตั เิ หตุ
เปนปจ จยั เสรมิ ดงั นน้ั การรกั ษาอาการปวดหลงั จึงตองมีจุดเสริมบาํ รงุ ไตเพอื่ สรางความแขง็ แรงใหกบั บน้ั
เอวดว ย และยังชวยเพิ่มภูมิตานทานใหกบั รางกายเพือ่ ขจดั เสียช่อี อกไป นอกจากนีอ้ าการปวดหลังบน้ั เอว

Page 69

อาจเปน ลกั ษณะผสมระหวางพรอ งและแกรง ดงั นนั้ การรกั ษาจงี ควรรกั ษาทง้ั เปย วและเปน ( Biao and
Ben ) ไปพรอ ม ๆ กนั

ระยะเวลาฝงเขม็

การฝง เขม็ 10 ครั้งนบั เปน 1 รอบการรกั ษา ปก วนั เวน วนั หรือทุกวนั ถา มีอาการปวดมาก อาการ
ดีข้นึ ปกหางได หยุดพักระหวางระยะการรักษา 3 - 5 วนั ควรแนะนําผปู วยปรับเปล่ียนวถิ ีและการใชชีวติ
ใหถกู ตอง เพอ่ื เปนการรักษาและปอ งกนั อาการปวดหลังในอนาคต อาจใชร มยา สอ ง TDP เจาะปลอย
เลือด เครอ่ื งกระตนุ เข็ม หรอื Moving cupping รวมตามความเหมาะสมเปนราย ๆ ไป

หมายเหตุ

1. กรณีฉกุ เฉินเรงดวน ใหปก เขม็ ระงบั ปวดกอ น คอ ยหาสาเหตุ และรกั ษาในภายหลงั ดงั น้ี
- ผูป ว ยมปี ระวัตยิ กของหนักมากอน แลวมีอาการปวดหลังเฉยี บพลนั อยางมากจนนง่ั หรอื ยนื
เดนิ ไมไ ด หลงั แขง็ ใหใ ชจ ดุ RenZhong (GV 26) กระทงุ จนผูปวยสะดงุ โนมตัวลกุ จากท่นี ่งั แลว ใหผ ปู วย
น่ัง ยนื หลาย ๆ ครั้ง ตอไปใหล องเดิน และบดิ ลาํ ตวั ไปมาจนคลองขึ้น วิธนี ีเ้ ปน เกนิ 3 วนั ไมค อยไดผล กอ น
ใชตอ งแยกสาเหตุปวดหลงั อ่ืน ๆ ออกกอน โดยเฉพาะหมอนกระดูกสันหลงั โปงนนู
- ถา ผูป ว ยมปี ระวัตปิ วดหลงั เปน ๆ หาย ๆ มานาน แลวเกิดปวดหลังเฉยี บพลนั กมหรอื เงยหลงั
ลําบาก ผปู วยยงั พอเดนิ ไปมาได ใชจ ดุ WeiZhong (BL 40) หรือหลอดเลือดดําท่ีขอด เจาะปลอยเลอื ดท้งั
สองขาง ในทา ยนื เขยง เทา มอื ยันโตะ หรือกาํ แพง ใหเ ลือดไหลออกจนหยดุ เอง หลงั จากนนั้ ใหก มเงย บิดเอว
ไปมาจนคลอง
- ปวดกง่ึ กลางหลัง แนวเสน เอ็นยดึ ขอตอกระดกู สันหลัง เรียกบรเิ วณทกี่ ดเจบ็ วา JiZhong คนละ
ความหมายกบั จดุ JiZhong (GV 6) มักเปน ขอเดยี ว ใหผ ปู วยนอนควา่ํ ใชห มอนหนนุ ทอง เพอ่ื เปด ชอ ง
ระหวางกระดูกสนั หลังใหกวา งขนึ้ ใชเ ขม็ 1.5 ชนุ ปกลกึ 1 ชุน จนความรูสึกเข็มกระจายรอบ ๆ ถาไมเกดิ
ใหป กเขม็ เพม่ิ อีก 2 เลม ช้ีเขา หาจุดเดิม ถา หากไมม ีความรสู ึกอกี ใหใ ชเ ครอ่ื งหรือมือกระตนุ จนคนไขร อน
ผาวจึงหยดุ กระตุน
2. การฝงเขม็ ทีก่ ลาวมาทั้งหมด เหมาะสาํ หรบั อาการปวดหลงั ทเี่ กดิ จากกลามเนื้อ
และเอน็ บรเิ วณเอวเปน สวนใหญ หากเกิดจากกระดกู จะใชจุดฝงเขม็ แบบอน่ื ๆ เชน JiaJi (EX-B 2) ซึ่งจะ
กลา วในหัวขอตอ ไป
3. ผสู งู อายุ ถา ฝง เขม็ แลวไมไ ดผล ในผปู วยชายตอ งคดิ ถงึ ปญหาตอมลูกหมากโต
สว นผูป ว ยหญิงอาจมีปญ หาอุงเชงิ กรานอักเสบ ควรเพม่ิ จดุ BaLiao โดยเลือกจดุ เปน คู ๆ ปก 2 ตาํ แหนง
ระดบั S 1 - S 3 หรือ S 2 - S 4ปก ท้งั สองขาง
4. การใชเคร่อื งกระตนุ เข็มไฟฟา ควรใชความถี่ตา่ํ ความแรงทผี่ ปู ว ยทนได เพราะอาจทําให
กลามเนอ้ื เกรง็ ปวดมากขึ้น

Page 70

5. ถา หากผปู ว ยกลวั เข็ม อาจพจิ ารณาใชค รอบกระปกุ แทนได ผปู ว ยท่ีฝง เขม็ ไดอ าจใช Moving
Cupping เสรมิ

6. ผทู ี่ผาตัดหลังมาแลว ยงั มอี าการปวดหลงั สามารถฝง เขม็ และรมยาไดเ ชน กนั
7. ผูป ว ยเปน เน้ืองอก หรือวณั โรคกระดกู สันหลงั การฝงเขม็ และรมยาควรงด หญงิ ทมี่ ี
ประจาํ เดอื น หรืออยูระหวางต้งั ครรภ ควรหลีกเลย่ี งจดุ ฝง เขม็ บรเิ วณบน้ั เอวและกระเบนเหนบ็ ระหวาง
รกั ษาผปู วยควรหลกี เลย่ี งถูกลมเยน็ การใชช ีวิตประจําวนั ใหถ กู ตอ ง ทงั้ การรบั ประทานอาหาร การทํางาน
การพกั ผอ น และการออกกําลังกาย

2. การฝง เขม็ ตา ( Eye Acupuncture )

ใชไ ดท ้ังอาการเฉียบพลนั และเรือ้ รงั ใชจ ดุ XiaJiao และจดุ KI + BL ทง้ั สองขาง
วธิ กี าร: ใชเ ขม็ 0.5 ชนุ ขนาด 0.3 มม. การกระตนุ เข็มใชว ธิ เี กาเขม็ เปน ระยะ ๆ ทุก 10 – 15 นาที
แลว ใหผูปวยเคล่ือนไหวเอว หรอื บดิ เอวไปมา
การฝงเข็มตา อาจใชร ว มกบั การฝงเข็มระบบรา งกายขา งตน

ตวั อยางผปู วย
ชายไทยคู อายุ 28 ป อาชพี ลูกจา งสง นาํ้ แขง็ อาการสําคัญ มอี าการปวดบน้ั เอวสองขาง ตงึ หลงั

กมและเงยลาํ บากปกติตอ งยกกอ นนา้ํ แข็งหนกั เปน ประจาํ กอ นมาพบแพทย 1 วัน ผูปวยยกนาํ้ แข็งผดิ
จังหวะ จึงมอี าการปวดดังกลาว ตรวจรา งกายใหผปู ว ยกม หลงั จะมีอาการตงี ดานหลงั ตน ขา และกลา มเนื้อ
หลงั เกรง็ ท้งั สองขา ง SLRT : negative ลน้ิ บวมคล้ํา ฝา ขาวบาง ชพี จรตึง ไดร ับการวนิ ิจฉัยวาเปน
Acute low back pain from sprain

การรักษา
- ShenShu (BL 23), DaChangShu (BL 25), WeiZhong (BL 40) ปกเขม็ แบบระบายทัง้ สองขาง
ตามดว ยจุด Ashi ทีก่ ดเจบ็ กระตุน เข็มทุก 10 นาที คาเขม็ 40 นาที ตามดว ย Moving cupping บรเิ วณ
แผน หลงั ทง้ั สองขา ง นัดฝง เขม็ ทุกวัน รกั ษา 3 ครั้ง ผปู ว ยอาการทุเลาเกือบเปนปกติ

Page 71

รปู ท่ี 13 แสดงจดุ ฝง เขม็ รักษาโรคปวดหลัง

ปวดประสาทไซแอตกิ

( Sciatica : 坐骨神经痛 )

ปวดประสาทไซแอตกิ อาจปวดบัน้ เอว แลวราวไปทีข่ า แบงได 2 แบบ คือ แบบปฐมภมู ิ และแบบ
ทุติยภูมิ

แบบปฐมภมู ิ สาเหตุเกิดจากการอักเสบของเสนประสาทไซแอตกิ (Imflammation of the sciatic
nerve)

Page 72

แบบทุตยิ ภูมิ เปน ผลทางออ ม จากการมพี ยาธสิ ภาพทก่ี ระดกู สนั หลงั บรเิ วณบ้นั เอว หมอน
กระดกู สนั หลัง หรือมะเรง็ ที่ไขกระดูกขยายตวั กดทบั เสน ประสาท ในทนี่ ้กี ลา วถึงเฉพาะหมอนกระดกู สัน
หลงั โปง นนู กดทับเสน ประสาท และ ชอ งไขสนั หลังตบี กดทบั เสนประสาท

1. หมอนกระดูกสนั หลงั โปงนนู (Herniated or Prolapsed disc)

เปนสาเหตทุ ่ีพบมากทส่ี ดุ ของโรคทที่ ําใหเ กดิ อาการปวดหลงั บน้ั เอวและรา วไปท่ขี า พบในผปู ว ย
อายุ 15 – 60 ป สว นใหญพ บทีก่ ระดกู สนั หลงั ระดับบน้ั เอวขอที่ 4 – 5 พยาธิสภาพอาจมีการแตกของหมอน
กระดกู สันหลังรว มดวย ซึง่ อาจเน่ืองมาจากการบาดเจบ็ จากการไดร บั แรงกดหรือแรงกระแทก การบาดเจบ็
เลก็ ๆ นอ ย ๆ บอยครงั้ อาจทาํ ใหห มอนกระดูกสนั หลงั เกดิ การฉีกขาดแบบคอ ยเปน คอยไป จากภายในเลด็
ออกมาภายนอกขอสนั หลัง ประมาณรอยละ 40 ของการโปง นูน คอื การแตกของหมอนกระดกู สนั หลงั
ภายในโปง นนู ออกมา และสวนที่นนู ออกมาอาจกดรากประสาททท่ี อดผานหมอนกระดูกท่ีแตก ซึ่งมี
ลักษณะเสอื่ มอยูแลว เมอ่ื ไดรบั การกระทบกระเทือนจึงแตก และมีอาการปวดเกิดข้ึน การทห่ี มอนกระดกู
แตกโปง เขา ในชองไขสนั หลัง เปน เพราะเอน็ ยึดขอ สนั หลังดา นหลัง (posterior longitudinal ligament) บาง
และไมแ ข็งแรงเหมือนเอน็ ดา นหนา (anterior longitudinal ligament) หมอนกระดูกสันหลงั จะถกู กดมาก
ในทากม หลงั การโปงนนู ออกทางดานหนาและดา นขา งของตวั กระดกู พบไดน อ ยมาก และจะไมมอี าการ
กดรากประสาท หมอนกระดกู สันหลงั เมอ่ื แตกแลว จะไมหายเปนปกติ และกลายเปน พงั ผืดทําใหเ สียสภาพ
การยดื หยนุ ในการเคลือ่ นไหวของกระดูกสนั หลงั และจะแขง็ ตวั ขอ สนั หลงั อน่ื จะเคลอ่ื นไหวมากขนึ้ อาจทํา
ใหหมอนกระดูกขอใหมแ ตกอกี ถา ผปู ว ยยงั มกี ารเคลื่อนไหวเหมือนเดมิ อยู

อาการและอาการแสดง

กลไกแทจ ริงทีท่ ําใหห มอนกระดกู แตก ยงั ไมท ราบแนช ดั ตําแหนง ความเจ็บปวด ขน้ึ กับตาํ แหนง ท่ี
หมอนกระดกู แตก กระทําตอเอน็ ยดึ ขอ ดานหลงั ที่มใี ยประสาทรบั ความรสู ึกเจบ็ ปวดอยู โดย

1) ถาแตกตรงกลางออกไปดา นหลัง จะทาํ ใหป วดกลางหลงั พอดี
2) ถา แตกตรงดานขา ง อาจมคี วามรูส กึ ปวดราวไปท่ขี อ ขา งกระเบนเหน็บ บางคร้ังไปที่ขาหนีบดว ย
ความเจบ็ ปวดมาจากการยดื ของเอน็ ยึดขอ ดา นหลงั ดงั กลา ว
3) ผูป ว ยบางรายอาจปวดราวไปตามขา แตไ มมีอาการปวดหลัง รากประสาทท่ีถกู กดจะทาํ ใหเ กิด
ความเจ็บปวดและอกั เสบบวมของรากประสาทเอง
4) ผูป ว ยบางรายที่มหี มอนกระดูกแตก มอี าการปวดรา วไปตามประสาทไซแอตกิ แตไ มมีการกด
รากประสาทเลย
ความเจ็บปวด อาจราวมาที่บรเิ วณขอ สะโพก ลงไปดา นขางและดานหลงั ของตนขา ดานขา งของ
นอ ง ลงไปถงึ ขอ เทา บางครงั้ ถึงสน เทา อาการปวดจะลดลงถา นอนพัก และจะมากข้ึนเมอ่ื มกี ารเคลอื่ นไหว
หลงั เชน การกม เงย จามหรือไอ และพบมอี าการชาและขาไมม ีแรงรว มดวยเสมอ บางรายอาจมอี าการ

Page 73

ปวดขาหนีบและอัณฑะ ถาชิ้นหมอนกระดกู ใหญมาก อาจแสดงอาการกดรากประสาททั้งหมดของไขสัน
หลงั ระดับนน้ั ได นอกจากน้ีอาจปวดทท่ี วารหนกั ชาบรเิ วณฝเ ยบ็ ตลอดจนกลามเน้อื หรู ูดทวารหนกั อาจไมม ี
แรงดว ย อาการปวดหลังและประสาทตน ขา จะรุนแรงมากในตอนทีเ่ รมิ่ มอี าการ และอาจทเุ ลาไปไดเ อง
จากการที่รากประสาทและใยประสาทถูกกดอยูน านจนปรบั ตวั ได

จะพบอาการเกรง็ ของกลามเนื้อหลงั ขางท่ีมอี าการปวดมาก หลงั จะเอียงไปดา นตรงขา มกับความ
เจบ็ ปวด การทํา SLRT (straight leg rising test) ต่ํากวา 45 องศา แลว ใหผ ลบวกแสดงวา มี Sciatica
แทจรงิ ต้ังแต 45 – 60 องศา สงสัยอาจมีได และถา เกนิ 70 องศา หรอื ยกแลวไมปวดรา วอาจไมใชโรค
หมอนกระดกู สนั หลงั แตก

ในรายทห่ี มอนกระดูกสันหลังโปงนนู ทช่ี องกระดกู บั้นเอวขอที่ 4 – 5 (L4 – L5) จะปวดบรเิ วณขอ
ขา งกระเบนเหนบ็ และขอสะโพกลงไปถึงตนขาและขาดา นขา ง อาจรวมกบั ชาดา นขา งของขาและหลงั เทา
ไปถึงหวั แมเ ทา และมักพบกลามเนอ้ื กระดกู หวั แมเทา ออ นแรง สวนการตอบสนองของเอน็ กลา มเน้อื ขอ เทา
จะปกติ

ถา เปนระหวางกระดกู สันหลงั เอวขอท่ี 5 กบั กระดกู ใตก ระเบนเหนบ็ ขอ ที่ 1 (L5 – S1) จะปวดขอ
ขา งกระเบนเหน็บ ขอ สะโพก ดานขา งตนขา ขาและสนเทา ถามอี าการชาจะชาดานขา ง โดยเฉพาะแนว
นิว้ เทา 3 น้วิ ดา นนอก (น้ิวกลาง นว้ิ นาง และนิ้วกอย) อาการออ นแรงของกลา มเน้อื มกั ตรวจไมคอ ยพบ หรือ
อาจมกี ลา มเนอื้ งอน้ิวเทาลงลางออนแรง การตอบ สนองของเอน็ กลา มเนอื้ ทีข่ อ เทา ลดความไวลงหรือไมม ี

ถา หมอนกระดกู โปงออกมากจนเต็มชองไขสันหลงั จะทําใหเกดิ อาการปวดหลงั ขาและฝเ ยบ็
บางครั้งขาเปน อัมพาต กลั้นปส สาวะและอจุ จาระไมได

การตรวจภาพรงั สี

จะเหน็ แนวกระดูกสนั หลงั บรเิ วณบน้ั เอวแอนนอ ยลงหรอื เปน แนวตรง ชองขอสันหลงั แคบและมี
ขอบไมเ รียบ การถา ยภาพรงั สเี ปน เพยี งการแยกโรคอ่ืน ๆ เทา นั้น เชน โรคขอ สนั หลงั อกั เสบยดึ ตดิ
(Ankylosing spondylosis) โรคมะเรง็ ลกุ ลามมาถงึ กระดกู สนั หลงั วัณโรคกระดกู สนั หลงั กระดูกสนั หลัง
ตดิ เชื้อ เนอ้ื งอกไขสันหลงั โรคกระดูกสนั หลังเคลื่อน เปน ตน
การตรวจ MRI จะชว ยในการวินจิ ฉัยและบอกตาํ แหนง ท่ีผดิ ปกตไิ ดชดั เจนแนน อน

หลักการรกั ษา

หลกั การรกั ษา คือ การลดแรงกดทเี่ อ็นยดึ ขอ ดานหลังเนือ่ งจากหมอนกระดกู ที่แตกไปดนั อยู
รวมทง้ั รากประสาทดว ย โดยการผา ตัดนาํ สวนของหมอนกระดกู ท่ีแตกออกใหห มด เพื่อปอ งกนั การเกดิ ซา้ํ
การผา ตัดจะทาํ ตอ เมือ่ ผปู วยมอี าการของรากประสาทถูกกดอยางมาก เชน มีกลามเนือ้ ออนแรง และมี
อาการกลั้นปส สาวะและอจุ จาระไมได หรือมีอาการปวดจนทนแทบไมไ หว สวนในผปู วยทม่ี อี าการไมมาก
แตเ ปนมานาน ไดร ับการรักษาโดยวธิ ไี มผ าตดั

Page 74

มาเปนเวลานานแตย ังไมท เุ ลา ตองรกั ษาดวยวธิ ผี าตัด
วธิ ีรักษาโดยไมผ าตดั ประกอบดว ย การนอนพักในทานอนหงายหนนุ งอขอ เขา การดงึ ถว งขาหรอื ท่ี

เชงิ กรานดว ยน้ําหนกั การใหย าแกป วด และการอบดวยความรอน อาจใชอ ปุ กรณพ ยุงหลงั เพอ่ื ลดการ
เคลอ่ื นไหวของขอ ทเี่ ปนโรค และขอ ท่ีตองรบั หนา ท่ีมากขนึ้ วธิ ไี มผาตัดเหมาะสําหรับ ผูปวยทีเ่ ริ่มมีอาการ
คร้ังแรก-ไมว า มากหรอื นอย ผูป ว ยท่ีกลบั เปนซาํ้ นาน ๆ ครง้ั หรอื รายทอ่ี าการไมรนุ แรงมาก ขณะรักษาหาก
มีอาการกดทับเสน ประสาทมากขึน้ หรือรายทไี่ มมีความอดทนแบบไมผ าตดั อาจพจิ ารณารกั ษาดว ยการ
ผา ตัด หลงั ผาตัดผปู วยตองพกั และไมออกกําลงั กายรนุ แรง อาการปวดหลังบรเิ วณทผี่ าตดั อาจยังคงอยู
เปน เดอื นกวาจะหาย ผลการรกั ษาโดยการผา ตดั ทว่ั ไปไดผ ลดี ยกเวนบางรายอาจไดผ ลไมด เี ทาทค่ี วร สว น
การเชอ่ื มขอ สนั หลังใหต ดิ กนั อาจเปน วิธรี ักษาทเี่ กนิ เหตุ

2. ชองไขสันหลังตีบ (Spinal stenosis)

สาเหตไุ มท ราบแนชดั อาจเปนหลายระดับหรอื ระดบั เดียว พบมากท่รี ะดบั กระดกู สันหลงั เอว
พยาธิสภาพ อาจมีกระดกู งอกออกจากขอ สันหลงั หรอื เกดิ จากแผนเอน็ ทหี่ มุ อยูน อกปลอกใยสนั หลังมี
ความหนาตวั มาก หรอื อาจมพี งั ผดื กดทับรากประสาทไขสนั หลงั เกดิ อาการปวดราวตามแนวเสนประสาท
บางรายอาจมหี มอนกระดูกสนั หลังโปงหรอื แตกรวมดว ย ทําใหช องไขสันหลังตบี มากขนึ้ ยังผลใหม อี าการ
มากขน้ึ โรคปวดหลังชนิดนแี้ บง เปน 2 ชนดิ ใหญ ๆ คอื ชนดิ ทเ่ี ปนตง้ั แตก าํ เนิด และชนิดทเ่ี ปนภายหลงั
ชนิดท่ีเปน ภายหลงั เกดิ จากสวนประกอบของกระดกู สนั หลังเสอื่ มสภาพ หรอื อาจเกิดจากกระดกู สนั หลงั
เคล่อื น หรอื อาจเกดิ ตามหลังการบาดเจบ็ หรือภายหลงั การผา ตัดกระดกู สนั หลงั จากเหตุอื่น

พยาธสิ ภาพท่พี บบอยทสี่ ดุ คือ การเสือ่ มของขอ สันหลังและเนื้อเย่ือทเ่ี กี่ยวของ และ สาเหตุทท่ี าํ ให
เกดิ การเสื่อม คือ เสอื่ มจากการหมุนบดิ ขอสนั หลงั มากเกนิ ไป โดยเฉพาะขอบน้ั เอว 2 ขอสดุ ทาย สาเหตุน้ี
จะมีผลตอ สว นของขอขางกระดกู สนั หลงั ดว ย สว นสาเหตุทเ่ี กดิ จากการกระทบกระแทก จะมีผลตอ หมอน
กระดกู สนั หลังเปนสว นใหญ ในบางภาวะอาจเกิดจากการดื่มนาํ้ ท่มี ฟี ลอู อไรดมากเกนิ ไป ทําใหแคลเซียม
พอกตามเอ็นยดึ ขอ ตาง ๆ ทาํ ใหช อ งไขสนั หลงั ตบี แคบในทส่ี ดุ

อาการและอาการแสดง

อาการปวดหลงั ทเ่ี กดิ จากการกดและระคายตอรากประสาท อาจเกดิ การอดุ ตนั ของหลอดเลือดใน
บริเวณชอ งไขสันหลงั รว มดว ย พบมกี ารเปลยี่ นแปลงการรับความรูส กึ ผิวหนงั ที่ขา และบางครัง้ อาจมี
กลามเนอ้ื ออ นแรงจากผลของการกดทบั รากประสาท และผลของการขาดเลอื ดของประสาทเหลา น้ี อาการ
มกั เกดิ รว มกนั หลายระดบั ไขสนั หลงั ปฏิกริ ิยาตอบสนองของเอ็นกลามเนอ้ื อาจมากขึน้ ในทาแอนหลัง และ
จะทเุ ลาในทา กม หลงั ซึ่งชอ งไขสนั หลงั จะกวา งกวาทา แอน หลงั

การตรวจภาพรงั สี

Page 75

จากภาพรงั สีดา นหนา พบสวนตอ เช่อื ม (pedicle) ของกระดูกสนั หลงั แตล ะชิน้ มรี ะยะแคบลง
ระหวา งขอถดั ไป ภาพรังสดี า นขา ง พบไขสนั หลงั แคบลง ถาเปน มากจนกระดูกสนั หลังเคล่อื น จะพบ
ลักษณะกระดูกสนั หลงั เคล่อื นไปขางหนา การทาํ MRI จะชวยใหก ารวินจิ ฉัยแนน อนยง่ิ ขน้ึ

หลกั การรักษา

การรักษามี 2 วธิ ี คือ วธิ ีไมผาตดั และผาตัด ในผูปว ยท่ีมีอาการนอย ยังไมม ีการกดประสาทชัดเจน
กลามเนือ้ ไมอ อนแรงมาก วิธีรกั ษา คือ การแนะนาํ เก่ยี วกบั ทาทางอิริยาบถตา ง ๆ ท่ถี ูกตอ ง และออกกําลงั
กาย เพอ่ื ทํากายบริหารกลา มเน้อื หลงั ถาจําเปนอาจใชก ายอปุ กรณเ พ่อื พยงุ หลัง

การรักษาดวยการผาตดั จะกระทําเมอื่ รักษาดวยวธิ ไี มผาตดั ลมเหลว หรอื ผปู วยมคี วามลําบากใน
ชวี ิตประจําวนั คือ ปวดหลงั เม่อื เดนิ หรอื ยนื และวิ่งระยะสั้น หรอื มอี าการกดรากประสาทจนกลามเนือ้ ออน
แรง การผา ตดั มกั ทาํ ในคนสงู อายุ โดยแกไขตัดเอาสวนทก่ี ดประสาทสนั หลังหรอื รากประสาทออก เพ่อื ลด
การเจบ็ ปวดจากการกด

การรักษาดว ยศาสตรการแพทยแ ผนจนี

การแพทยแผนจีน จดั อาการปวดประสาทไซแอตกิ อยใู นกลมุ อาการปเ จงิ้ (BiZheng or Bi
syndrome) สาเหตจุ าก 1) ความช้ืนและเยน็ 2) ไตพรอ ง และ 3) ช่ีและเลือดค่ัง ดังไดบ รรยายไวโดย
ละเอียดในตําราฝง เขม็ รมยา เลม 2 การรกั ษาโดยการฝงเข็ม เลอื กใชจ ดุ ดังน้ี

จุดหลัก: HuaTuoJiaJi (EX-B 2) ระดบั กระดกู สันหลงั เอวที่ 2 – 5, ZhiBian (BL 54), ShenShu
(BL 23), HuanTiao (GB 30), WeiZhong (BL 40), YangLingQuan (GB 34), XuanZhong (GB 39)

วิธกี าร: ความชื้นและเยน็ ใชก ารฝง เขม็ กระตนุ บํารงุ ระบายเทากนั หรือรว มกับรมยา; ไตพรอ ง
ฝงเข็มกระตนุ บาํ รงุ หรือเข็มอนุ หรอื รวมกบั รมยา; ชีแ่ ละเลือดคง่ั ฝง เขม็ กระตนุ ระบาย หรอื รมยา

จุดเสรมิ : เพ่ิมจดุ ตามสาเหตแุ ละอาการของโรค
- ความชื้น-เยน็ : บาํ รงุ ระบายเทากนั หรอื รมยา YaoYangGuan (GV 3),
DaChangShu (BL 25), GuanYuanShu (BL 26)
- หยางไตพรอง: บาํ รุงหรอื รมยา MingMen (GV 4), YaoYan (EX-B 7)
- อนิ ไตพรอ ง: บาํ รงุ หรือรมยา ZhiShi (BL 52), TaiXi (KI 3), ZuSanLi (ST 36)
- ชแี่ ละเลือดคง่ั : ระบายหรอื รมยา GeShu (BL 17), WeiZhong (BL 40)
- รูสกึ เยน็ ทหี่ ลังสวนเอว: บํารุงหรือรมยา MingMen (GV 4), ZuSanLi (ST 36)

แนวคิดการแพทยแ ผนตะวันตกรว มกับการฝง เข็ม

อาการปวดประสาทไซแอตกิ แบง ไดเ ปน 2 ชนดิ คือ

2.1 ชนดิ ตวั เสนประสาทมพี ยาธิสภาพ (Nerve trunk type)

Page 76

พยาธิสภาพอยูนอกชองไขสันหลงั มอี าการตามแนวเสน ประสาทไซแอตกิ แบง เปน ชนดิ ปฐมภูมิ
และทตุ ยิ ภมู ิ ชนดิ ปฐมภมู ิ ไดแก การอกั เสบของตัวเสน ประสาทไซแอติกโดยตรง (Imflammtion of the
sciatic nerve) ชนิดทตุ ิยภมู ิ ไดแ ก Arthritis of Hip joint , arthritis of sacroiliac joint ฯลฯ รายละเอยี ด
จะไมข อกลา วในทนี่ ี้

2.2 ชนิดรากประสาทมพี ยาธสิ ภาพ (Nerve root type)

ตําแหนง โรคอยบู รเิ วณบนั้ เอว ไมต ่ํากวา อุงเชิงกราน สาเหตทุ ่ีพบบอ ย คือ หมอนกระ ดกู สนั หลงั
โปง นูนกดทบั รากประสาท และจากเดือยกระดกู งอก (spur) ระคาย หรือรบกวน หรือกดรากประสาท ซ่ึง
เกิดจากขอ กระดูกสนั หลงั เสื่อม ทาํ ใหช องไขสนั หลงั แคบลง และมเี ดือยกระดกู งอกออกมา

ปวดประสาทไซแอตกิ จากสาเหตุตอไปนี้ไมส ามารถรกั ษาดวยการฝงเขม็
1. เนือ้ งอกกระดกู สันหลัง
2. วัณโรคกระดูกสนั หลัง
3. กอนเลอื ดในชองไขสันหลงั
4. เน้ืองอกในองุ เชิงกรานกดทบั
5. มดลูกกดทับประสาทไซแอตกิ จากภาวะตง้ั ครรภ 5 เดือนขน้ึ ไป

การฝงเข็มรักษาปวดประสาทไซแอติก ชนดิ รากประสาทมีพยาธสิ ภาพ

อาการปวดรากประสาทชนดิ นี้ มที ัง้ แบบ Acute และ Subacute มีอาการปวดเอว ลงไปแกมกน
ไปขอพบั เขาใน แลวไปดานขา งของขาจนถงึ หลังเทา อาการปวดเหมือนไฟช็อต หรือถกู มีดบาด หรอื ไฟลวก
ปวดตลอดเวลา และอาจมีอาการชาดา นขา งของขาดวย ถาไอหรือเบงถายอจุ จาระหรอื ปสสาวะ จะทําให
ปวดมากขน้ึ เคล่ือนไหวเอวลําบาก

ตรวจรางกาย ผูปวยจะยนื เอียงไปขา งหน่งึ เพื่อลดอาการปวด อาจพบกระดูกสนั หลงั คด มจี ดุ กด
เจ็บบริเวณเอวหรือหลัง ตรวจ SLRT: positive, Sign of four test: positive, Deep tendon reflex ของ
เขาและขอ เทาลดลง

การรักษา

พยาธิสภาพอยูทร่ี ะดับกระดูกบนั้ เอว L 3 – L4 , L4 – L5 , L5 – S1

การฝงเข็มระบบเสน ลมปราณ

วิธีท่ี 1
จุดหลกั :
1. ปก จุด JiaJi (EX-B2) 3 ตาํ แหนง คอื ตําแหนงพยาธิสภาพ และตําแหนง เหนือ และใตพยาธิ

สภาพ หรือ

Page 77

2. ปก 1 ตําแหนง 3 ทศิ ทาง คอื JiaJi (EX-B2) ทมี่ ีพยาธสิ ภาพ และอกี 2 เลม ให ปกลอม
วธิ กี าร: ใชเ ขม็ 3 ชนุ ปก ลกึ 2 ชุน พงุ ปลายเขาหาเขม็ เลม แรก โดยมีวัตถุประสงคใหเน้อื เยอื่ มีการ
เปลย่ี นแปลงดึงหมอนกระดกู สันหลงั กลับเขาที่ หรือถา ดงึ กลับไมไดอ าจทําใหรากประสาทถกู กดนอ ยลงลด
อาการปวด
จุดเสรมิ : ใชจดุ ตามแนวเสน ลมปราณท่ีปวด
- เสนกระเพาะปส สาวะ: ZhiBian (BL 54), YinMen (BL 37), ChengShan (BL 57), KunLun (BL
60)
- เสน ถุงนา้ํ ด:ี HuanTiao (GB 30), FengShi (GB 31), YangLingQuan (GB 34), XuanZhong
(GB 39)
- จดุ เสริมใหเลือก 3 – 4 จดุ ตอ เสน หรอื สลบั ไปมา สามารถกระตุนไฟฟา ได แตถ า กระตนุ ดว ยมือ
แรงพออาจไมต องใช กรณีนี้ยงั ใชไดกบั ผปู วยทผ่ี า ตดั หลงั แลว หายปวดหลัง แตย ังชา หรือยังปวดเม่อื ยอยู
ซ่งึ อาจเกดิ จากพงั ผดื มีผลตอเสนทางการไหลเวยี นของชท่ี อี่ ยูไ กลออกไปไหลเวยี นไมสะดวก ใหใชจดุ บน
สองเสน น้ี ถาดานไหนเปนมากกวากใ็ หป ก เนน ดานนน้ั เปน สําคัญ แตถาแยกไมออกวา ดา นไหนมากอาจใช
ZuSanLi (ST 36), TaiChong (LR 3) และ SanYinJiao (SP 6) ทงั้ สามจุดสามารถปรับการไหลเวยี นของ
เลือดลมได

วธิ ีท่ี 2
จุดหลัก:- QiHaiShu (BL 24), XiaoChangShu (BL 27), PangGuangShu (BL 28) โดยดู

ตําแหนงของพยาธสิ ภาพ เลอื ก 2 – 3 คู
- HuanTiao (GB 30) หรอื ZhiBian (BL 54) เลอื กจดุ ใดจดุ หนึ่งตามอาการปวดราวของ

แตล ะเสน ลมปราณนน้ั ๆ
จดุ เสรมิ :- QianGu (SI 2), ChengFu (BL 36), YangLingQuan (GB 34),
WeiZhong (BL 40), FeiYang (BL 58), KunLun (BL 60)
ชวงปวดใหปกเข็มทกุ วนั เมอื่ อาการทเุ ลาแลว ใหป ก เข็มวนั เวนวนั เม่อื หายปวดใหห ยดุ ได กระตนุ

ไฟฟาชวยใหห ายปวดเร็วขน้ึ
ปวดจากเดือยกระดกู งอก (spur) ฝง เข็มครึ่งเดือน อาการจะดขี นึ้ แต Herniated disc หรอื หมอน

กระดูกโปง กดทบั รากประสาท อาจตองฝงเขม็ นาน 1 – 2 เดือน แตถ ามสี าเหตอุ นื่ รวมดว ยอาจนานกวา น้นั
เชน มี osteophyte, osteoporosis รวมกบั Herniated or Prolapsed disc เปน ตน

กรณเี ปนมาก เชน มกี ระดกู สนั หลงั คด (Scoliosis) ชว งทร่ี ักษาอยูอ าการจะดี แตถ า หยุดรกั ษาจะ
กลบั เปน ใหมอ ีก กระดกู สันหลงั คด ถา เปนมาก ๆ การฝง เขม็ ไมส ามารถชว ยใหแนวกระดกู กลับมาตรงได

กรณหี มอนกระดูกสนั หลังโปง นูน รวมกบั อาการปวดทองนอย ถาหากตรวจแลวไมพ บกอ นเนอ้ื งอก
หรอื พยาธิสภาพรา ยแรงอ่นื ๆ บรเิ วณทอ งนอย แตย ังมอี าการปวดทอ งนอยใหปก เสน ตา ยมาย JuLiao (GB

Page 78

29), WuShu (GB 27), WeiDao (GB 28) ถา ปวดมากจนขน้ึ เตยี งไมไ ด ใหปก YaoTongXue ( EX-UE7)
กอน โดยปก ลกึ 1.5 ชุน กระตุนจนคนไขขยับเอวไดจงึ ปก จดุ อ่ืน

วธิ ีท่ี 3
จดุ หลกั :- ปก จุด JiaJi (EX-B2) 3 ตาํ แหนง คือ ตําแหนงพยาธสิ ภาพ และตาํ แหนง เหนอื และใต

พยาธสิ ภาพ
- ZhiBian (BL 54) ปกแบบ 3 เลม ถาพยาธสิ ภาพอยูท่ี L4 – L5, L5 – S1 เพม่ิ

HuanTiao (GB 30) และ WeiZhong (BL 40) ดว ย
จดุ เสรมิ :
- มีอาการปวดราวลงขา ใชเ พียงจุดเดียว จดุ หลงั ตอ YangLingQuan (GB 34) 1 ชุน ปกเขา

กลา มเนื้อ Gastrocnemius ถาปวดหลงั ตน ขาเพ่ิม YinMen (BL 37)
- ปวดจาก spur อาจพบปวดเอวไดด ว ย มกั พบในผปู ว ยอว น อายุมากกวา 40 ป ขนึ้

ไป สวนเวา โคง ของกระดกู สนั หลงั หายไป มีลักษณะตรงขึ้น จุดทใ่ี ช DaChangShu (BL 25), ShenShu (BL
23), BaLiao (BL 31 – 34) ทั้งสองขาง ๆ ละ 3 เลม ทาํ ใหกลามเนอ้ื บรเิ วณกระเบนเหนบ็ (sacrum) ผอน
คลาย ลดอาการปวดราว และกลามเนือ้ เกร็งจาก spur

ตวั อยางผปู วย ชายไทยคู อายุ 47 ป อาชีพเกษตรกร มีอาการปวดบน้ั เอวเปน ๆ หาย ๆ มากวา 3 ป และ
มีอาการปวดรา วดานนอกขาขวาจนถึงนิ้วเทา ดา นนอกเปน ครั้งคราว เคยไดรับการวินิจฉยั จากแพทย
ศัลยกรรมกระดกู และขอ วา เปน หมอนกระดกู กดทบั เสนประสาทแตไมรนุ แรง จึงไดรบั การรกั ษาโดยการดงึ
หลังถว งนํา้ หนกั อาการดขี นึ้ ผปู ว ยขาดการรักษาตอเน่อื งจนเมื่อ 6 เดือนทผี่ า นมา ผปู วยเริ่มมีอาการปวด
หลังอีก

1 สปั ดาหก อ น ผปู วยปวดหลงั มาก กมและแอน หลังไดจ าํ กดั บิดลําตวั ลําบาก ตรวจรางกาย Right
leg; SLRT: positive, DTR ankle joint slightly decreased ล้ิน แดงคล้ํา ฝา ขาวบาง, ชีพจร ตึง เร็ว ผูปว ย
ไดร บั การวนิ ิจฉัยเปน Herniated disc L5 – S1
การรักษา

- ใหผูปวยยืนเขยง เทา เจาะปลอ ยเลอื ดทจี่ ุด WeiZhong (BL 40) ทงั้ สองขา ง หลงั เลือดหยุด ให
ผูปวยนง่ั ยืน ทาํ หลาย ๆ ครงั้ แลว เดนิ ไปมา ใหผปู วยกม เงย บิดลาํ ตัวซายขวาจนรูสึกหลังคลอ งตัว ปวด
นอ ยลง

- ตอมาใหผ ูปวยนอนคว่าํ ปก จดุ JiaJi (EX-B2) 3 ตําแหนง คือ ตําแหนงพยาธิสภาพ และตําแหนง
เหนอื และใตพ ยาธิสภาพ

- HuanTiao (GB 30), FengShi (GB 31), YangLingQuan (GB 34), XuanZhong (GB 39) ปก
เข็มแบบระบาย กระตนุ เข็มทกุ 10 นาที คาเข็ม 40 นาที หลงั เอาเขม็ ออก ตามดวย Moving cupping อกี 1

Page 79

สัปดาห ตอ มาผูปวยแจงวา ยังมีอาการปวดหลงั และรา วขาขวาลดลง ไดเจาะปลอยเลือดซํ้า ปกเขม็ ตามเดมิ
อกี อาทติ ยตอ มาผูป วยยังปวดหลังลกึ ๆ ไมม าก บริเวณจุด ZhiShi (BL 52) และไมมีอาการปวดรา วอีก

Page 80

รูปท่ี 14 แสดงจุดฝงเขม็ รกั ษาโรคปวดประสาทไซแอตกิ

ปวดหลังจากภาวะกระดูกบางหรือพรนุ

( Back Pain due to Primary Osteoporosis : 骨质疏松腰痛)

ภาวะกระดูกบาง หรอื กระดกู พรุน ทกี่ ระดูกสนั หลงั ทําใหเ กิดอาการปวดหลัง แตไมมีอาการกดทบั
รากประสาทสันหลังรว ม อาการปวดจะปวดเฉพาะที่ และปวดมากขึ้นถาบดิ ตัว
อาการจะรุนแรง โดยเฉพาะตอนกลางคนื ถา เปนเร้อื รงั หลงั จะคอมยนื ตรงไมได ในผสู ูงอายุอาจมอี าการ
ปวดขารวมดวย อาการของโรคจะคอ ย ๆ เปน ในผูสงู อายกุ ระดกู สันหลงั อาจยบุ ตวั ลง ทําใหตัวเต้ยี และ
หลังคอ ม ถาเปน มานาน ปอดและหัวใจอาจถกู กดได โรคน้ีพบบอ ยในผูสงู อายุ โดยเฉพาะหญิงวยั หมด
ประจําเดอื น จากการสูญเสยี แคลเซียมในรา งกายไปมาก ทางปส สาวะและอุจจาระ ถาทดแทนไมเพียงพอ
จะทําใหก ระดกู บาง กระดกู เหลา นมี้ กี ารแตก ยบุ ตัว ทําใหเ กิดเจบ็ ปวดเหมอื นกระดกู หกั บริเวณกระดกู สัน
หลัง นอกจากนย้ี งั พบในผูปวยทข่ี าดวติ ามินเค 2 ซง่ึ จาํ เปน ตอการสรา งกระดูก อาจเปน สาเหตุท่ที าํ ใหเ กดิ
ภาวะกระดกู บางทัว่ รางกายได

ลกั ษณะทางคลินกิ

Page 81

มอี าการปวดตลอดแนวกระดกู สนั หลงั หรือบางครงั้ ปวดกระดกู ตลอดทงั้ ตัว อาการปวดจะกระจาย
ไปตามกระดูกสนั หลัง อาการอาจมากขน้ึ ขณะไอหรือจาม หรือขณะกา วเทา ลงบนั ได บางคร้ังอาจปวดที่
กระดกู ขาและกระดกู ขอ เทา ผูป ว ยจะปวดตื้อ ๆ ลกึ ๆ และปวดตลอดเวลากลางคนื

การตรวจภาพรงั สี

ภาพรงั สกี ระดกู สนั หลงั ระดบั ทรวงอกและบ้นั เอว พบเงากระดกู บางลงมาก ลักษณะ โปรงรงั สี
กระดกู สนั หลงั มีผนังกระดูกบาง กระดูกท่รี ับนํ้าหนกั มาก สว นผวิ ในขอ จะถกู ทาํ ลายและกระดูกสนั หลงั
ยบุ ตัวเปน รปู ลิ่ม

การตรวจทางหองปฏิบตั กิ าร

ระดับแคลเซียม ฟอสฟอรัส และแอลคาไลนฟอสฟาเทสในเลอื ดอาจปกติ ดงั นน้ั การตรวจความ
หนาแนนของกระดูก สนั หลังหรอื สว นใดสว นหนง่ึ ของรางกายเพ่อื เทยี บกับคนปกติ เพอ่ื พิจารณาวา จะตอง
ใหแคลเซียมไปทดแทน หรอื เลอื กวธิ ีรกั ษาทเ่ี หมาะสมอยางไรตอไป

การรักษา

สวนใหญเปน การรกั ษาทางยา และกายภาพบําบัดเพือ่ ลดอาการปวด แตถามีการยบุ ตัว และผดิ รูป
ของกระดกู สนั หลัง กต็ อ งปองกันโดยใสเ ครอื่ งพยงุ หลงั เพอื่ แกไขสวนทีเ่ ปน ไมใหเ ปน มากข้ึนอีก ผปู วยควร
ไดร บั การพกั สันหลงั และควรไดรบั อาหารเสรมิ ทีม่ ีแคลเซยี มมากพอ โดยเฉพาะจากนมหรอื ผลิตภณั ฑจ าก
นมทีพ่ รองไขมนั การใชแ คลเซียมรูปยาเม็ดอาจมคี ณุ คา ทางอาหารนอ ยกวา ผลติ ภณั ฑจ ากนม ผทู ีข่ าด
เอนไซมยอยนมในอาหาร อาจใชน มผงอัดเมด็ แทนในปรมิ าณนอยและบอย การรกั ษาอยา งอน่ื เชน การ
ออกกาํ ลงั กายบริหารกลา มเนอื้ สนั หลงั และลาํ ตวั เพ่ือปองกันไมใหก ระดูกละลาย การฝกหดั ใหอ ยใู น
อริ ยิ าบถที่ถกู ตอง เปนส่ิงสาํ คัญทจ่ี ะปองกันกระดูกสันหลังยบุ ตวั และมคี วามพกิ ารเกิดขนึ้ ถา พบสาเหตุ
การขาด วิตามนิ เค 2 การรักษากต็ อ งใหว ิตามนิ เค 2

การรักษาดวยการฝงเข็ม

ดูรายละเอียดในหวั ขอ “ปวดหลังจากขอสนั หลังเสือ่ ม” (Back Pain due to Hypertrophic
Spondylosis)

Page 82

ปวดหลงั จากขอสนั หลงั เสือ่ ม

(Back Pain due to Hypertrophic Spondylosis : 退化性腰痛)

ขอสันหลังทเ่ี ส่ือมอาจเกดิ ตลอดชว งสนั หลงั หรือเกิดบางชว ง เชน ชว งบนั้ เอวหรอื ชว งกระเบนเหนบ็
กลา มเนอื้ สันหลงั จะเกร็งตวั เกดิ อาการปวดเมอื่ ยกลา มเนอื้ ความเจบ็ ปวดจะเพิ่มขนึ้ เม่ือมกี ารเคล่ือนไหว
หรอื ออกกาํ ลังขอ สนั หลงั หรอื การเปลีย่ นอริ ยิ าบถโดยสนั หลังอยใู นทา ไมถ กู ตอง อาการของโรคมักไม
รนุ แรง แตเ รื้อรงั เปน ๆ หาย ๆ

กรณีอาการของโรคทร่ี นุ แรงและรวดเรว็ มีสาเหตจุ ากหมอนกระดกู สันหลงั โปง นูน (herniated or
prolasped disc) กดรากประสาท พบมากในผปู วยอายุนอ ยหรือวยั กลางคน

ชอ งไขสันหลังตบี (Spinal stenosis) มกั พบในผูสงู อายุ ซง่ึ อาจไมม อี าการ จนถงึ มอี าการรนุ แรง
ระคายหรอื รบกวนเสนประสาท

ลกั ษณะทางคลนิ กิ

กระดูกสนั หลงั จะอยูผิดทา จากปกติ เชน หลังคด ตาํ แหนง ท่ีพบความเจ็บปวดมาก คือ กระดูกสนั
หลังระดับลา ง และขอ ตอ กระดูกเหนอื กน กบ อาจมอี าการท่ีกระดูกสนั หลังระดบั ตน คอรว มดวยได อาการท่ี
เกดิ ข้นึ กบั ระดบั ท่มี พี ยาธิสภาพ เชน ระดบั บนั้ เอวอาจมอี าการปวดเอวอยางเดยี ว หากยังไมมกี ารกดราก
ประสาท

อาการปวดอาจมากขึน้ ทนั ที หรือคอย ๆ มากขน้ึ ทลี ะนอ ย พรอมกบั การเคล่ือนไหวขอสนั หลงั
เปลี่ยนแปลงไปดว ย อาจมีอาการนอกกระดกู สนั หลงั ในระดับทเี่ ก่ยี วขอ ง เชน อาการทางระบบประสาท
อัตโนมัติ และระบบหลอดเลือด

หากมกี ารกดรากประสาทรว มดว ย จะตรวจพบมีการระคายหรอื รบกวนหนา ท่ีของเสน ประสาท
โดยเฉพาะเมอ่ื เปลย่ี นอิรยิ าบถของกระดูกสนั หลัง เชน แอน หลงั อาการปวดจะเพมิ่ มากขน้ึ เมอ่ื ไอ จาม หรอื
กดหลังบรเิ วณท่เี ปน อาการทเ่ี กิดจากการกดตวั ไขสันหลงั พบไดนอย แตถ า พบจะรนุ แรงมาก อาการกดราก
ประสาทสว นปลายของไขสันหลงั (cauda equina) อาจมอี าการรวมกบั การไมสามารถควบคมุ การถา ย
ปสสาวะและอุจจาระได

การตรวจทางหองปฏิบตั ิการและการตรวจภาพรงั สี

การตรวจทางหอ งปฏบิ ัตกิ าร ไมพ บความผดิ ปกตทิ จ่ี าํ เพาะตอ โรค
การตรวจภาพรงั สี พบกระดกู งอกตามขอบขอ สนั หลงั เชอื่ มกันเปนลักษณะโคง นนู จากแผน เอน็ ยดึ
ขอดานหนาของกระดกู สนั หลงั ตอมากระดูกเหลา น้ีจะเชอ่ื มเขาหากนั ระหวาง ขอ ชวงขอจะแคบลง อาจมี

Page 83

หินปูนพอกทหี่ มอนรองกระดูกสนั หลัง ลักษณะเดือยกระดูก (spur) ที่เกิดข้นึ ระหวางขอจะมลี กั ษณะชไ้ี ป
ขา งหนา ดา นขาง และบางครง้ั ไปดา นหลัง

อาจพบกระดกู สนั หลงั เคลือ่ น (spondylolisthesis) และแนวกระดูกสนั หลังอาจยืดตรงเกนิ ไปหรอื
โคง มากเกนิ ไป

การรกั ษา

ใชก ารรักษาแบบประคับประคองดวยการใชยา กายภาพบาํ บดั ใชเ ครอ่ื งพยุงหลงั แนะนําให
ปรบั เปลย่ี นอริ ิยาบถใหเ หมาะสม ถา การรักษาดงั กลา วไมท าํ ใหอ าการทเุ ลาลง หรือมีอาการรุนแรงขึน้ หรอื
มีอาการกดรากประสาทจนขาออนแรง หรือควบคุมการขบั ถายไมไ ด ควรพจิ ารณาใหก ารผาตดั รักษา

การฝงเขม็ ตามระบบเสนลมปราณ

จดุ หลกั : HuaTuoJiaJi (EX-B 2) 3 ตําแหนง คอื ตําแหนง พยาธิสภาพ เหนือและใตพ ยาธสิ ภาพ
จุดเสรมิ : ZhiShi (BL 52), YaoYan (EX-B 7), WeiZhong (BL 40), จุด AShi ทัง้ หมดใชระงบั
ปวด
ระยะเวลาฝงเขม็ : การฝงเขม็ 10 คร้งั นบั เปน 1 รอบการรักษา ฝงเขม็ ทุกวนั หรอื วันเวนวัน ขนึ้ กบั
ความรนุ แรงของผปู วย หยดุ พัก 3 – 5 วนั อาจพจิ ารณาใชรวมกบั รมยา หรือ สองโคมรอน หรอื เจาะปลอ ย
เลอื ดที่จดุ AShi หรือใชเ คร่ืองกระตนุ เข็มไฟฟา หรือ ใชครอบกระปุกเคลอ่ื น (moving cupping) ตามความ
เหมาะสมเปน ราย ๆ ไป

ตวั อยา งผปู ว ย
ผูปว ยหญงิ ไทยหมา ย อายุ 68 ป มาดวยอาการสําคัญ มีอาการปวดบ้ันเอวทงั้ สองขา งมานาน

กวา 10 ป ขางขวาปวดมากกวา ซา ย ไมม ีอาการชาหรือขาออนแรง เคยรบั ประ ทานยาแลวไมดีข้ึน และยามี
ผลระคายกระเพาะอาหาร จงึ งดการใชย านานหลายป ตรวจรา งกาย ผูปวยยนื ตัวเอียงไปดา นขวา ตวั เตย้ี
คอนขางอว น ขาสองขางสั้นยาวไมเทา กัน มกี ระดกู สนั หลังคดบริเวณบั้นเอว เม่ือใหผปู วยกมและแอน หลัง
ทาํ ไดค อ นขางจาํ กัด SLR test ได 70 องศา, negative sign of four test ลนิ้ อว นสีคลํ้ามฝี าขาวเหนยี ว ชีพ
จรตงึ ภาพรงั สีกระดูกสนั หลังพบ ลักษณะของกระดูกเสอ่ื มและหลังคด การวินจิ ฉัย ปวดหลังเรอื้ รงั จากขอ
สันหลังเส่อื ม

การรกั ษา: ใชจ ุด Jiaji (EX-B 2) L3 ถึง L5, ZhiShi (BL 52), WeiZhong (BL 40) ทัง้ สองขาง คา
เข็ม 30 นาที กระตนุ เขม็ ทกุ 10 นาที หลังเอาเข็มออก ตามดวยครอบกระปุกเคลอ่ื น เน่ืองจากผปู ว ยมาได
สัปดาหละ 2 วัน ใชเวลาการรกั ษา 2 เดอื น ผูปว ยมีอาการปวดหลังทเุ ลาลงมาก สามารถทํากจิ วตั ร
ประจาํ วนั ไดม ากขนึ้ กม หรือเงยหลังไมค อ ยปวด

Page 84

รปู ท่ี 15 แสดงจดุ ฝง เขม็ รักษาโรคปวดหลังจากขอ สนั หลงั เส่อื ม

Page 85

ขอ เขาเส่อื ม

( Knee Osteoarthritis : 退化性膝关节炎)

โรคขอ เขาเส่อื ม (Osteoarthritis of the knee – OA) เปน โรคของขอ ท่ีเกิดจากการเสอ่ื มของกระดูก
ออ นขอตอ (articular cartilage) การเปลยี่ นแปลงทีเ่ กดิ จากกระบวนการเส่ือมจะไมสามารถกลับสูสภาพ
เดมิ และอาจทวีความรุนแรงขนึ้ ตามลําดบั (1)

โรคขอเขาเสอื่ ม เปนโรคทีพ่ บบอยท่สี ดุ ในชุมชนทงั้ ในประเทศไทยและทั่วโลก(2) จากการศกึ ษา
ระบาดวทิ ยาของประชากรไทยอายเุ กนิ 60 ป ซง่ึ อาศยั อยชู านกรงุ เทพมหานคร พบวา ความชุกของโรคนี้สูง
ถึงรอยละ 34.5 (3)

ปจ จยั เส่ียงของการเกิดโรค(1,4)

โรคขอ เขา เสื่อมมีปจ จยั เส่ยี งหลายองคประกอบ ไดแ ก
1. อายุ เปน ปจจัยทสี่ ําคญั ทสี่ ุด อายุทมี่ ากขนึ้ จะมีความชกุ ของขอ เขา เส่อื มเพ่ิมขนึ้
2. ความอว น เปน ปจ จยั เสี่ยงทสี่ ําคญั ของโรคขอเขาเสื่อม
3. ปจ จยั การรบั แรงกระทาํ ที่ขอ เขา เบี่ยงเบนไป เชน การใชงานมากเกนิ ไป ทําใหแนวเขาโกง
งอกวาปกติ การไดร ับบาดเจบ็ ของขอ
4. กีฬาและการออกกาํ ลงั ประเภทที่เสยี่ งคอื ประเภททมี่ ีการกระแทกทรี่ นุ แรงซา้ํ ที่ขอ และ
ประเภทท่ีมโี อกาสเกิดการบาดเจบ็ จากการกระแทก
5. พันธกุ รรม โรคขอเขา เสื่อมมหี ลกั ฐานการถา ยทอดทางพนั ธุกรรม แตท ีต่ ําแหนง ของขอ เขา มี
หลักฐานทางพนั ธุกรรมนอยกวา ทข่ี อ นว้ิ มือ
6. โรคเมตาบอลกิ ขอเขา เส่ือมพบบอย ในรายทมี่ ีการเปลย่ี นแปลงของ cartilage matrix เชน
โรคเกา ท โรคเกา ทเ ทยี ม โรค hemochromatosis มีผลทาํ ให cartilage matrix แข็งขนึ้ กวาปกติ ทาํ ใหก าร
รบั แรง สง แรงของขอ เขาเปล่ยี นแปลงไป
7. โรคขอ ทม่ี ีการอักเสบ ผลจากเย่อื บขุ อ อักเสบ ทําใหเกดิ การทาํ ลายโครงสรา งของกระดูกออ น
เชน โรคขอ อักเสบรูมาตอยด

Page 86

อาการและอาการแสดง

อาการโรคขอเขา เสอื่ ม(1)

1. อาการปวด มีลักษณะปวดต้ือ ๆ ท่ัว ๆ ไปบริเวณขอ ไมสามารถระบุตําแหนง ชดั เจนได และมกั
ปวดเร้อื รงั อาการปวดมีลกั ษณะท่ีเฉพาะคือ มอี าการมากเม่ือใชงาน อาการมักดีขึ้นเมอื่ พักขอ เม่อื การ
ดาํ เนนิ โรครนุ แรงขนึ้ อาจทําใหมีอาการปวดตลอดเวลา หรือปวดในชว งเวลากลางคนื รวมดวย

2. ขอฝด (joint stiffness) พบไดบอ ย จะมกี ารฝด ของขอในชว งเชาและชว งหลงั จากการพกั ขอ
นาน ๆ เชน หลงั จากตน่ื นอนหรอื นงั่ นาน ๆ แตมักไมเ กนิ 30 นาที อาจพบอาการฝดเกิดขนึ้ ท่เี รยี กวา
ปรากฏการณขอฝด (gelling phenomenon)

อาการแสดงของขอ เขา เสอื่ ม

ระยะแรก อาจมีอาการขอเขาบวมเลก็ นอ ย และขอฝด
ระยะทาย ขอ บวมและผดิ รปู เปน ลกั ษณะ ขอ เขาโกง (bow leg) หรอื ขอเขาฉง่ิ (knock knee) ขอ ท่ี
บวมเปนการบวมจากกระดูกงอก (osteophyte) และ/หรือมีของเหลวในขอ (effusion) มกี ารสญู เสยี การ
เคลอ่ื นไหวและการทาํ งานของขอ ขอเขา เหยยี ด และ/หรอื งอไมส ดุ กลา มเนอื้ รอบขอเขา ลีบลง ผูปวยเดนิ ไม
สะดวก อาจมเี สยี งดงั กรอบแกรบในขอขณะเคล่ือนไหว (crepitus on active motion)

การตรวจทางหองปฏิบัติการ (1,2)

- การตรวจเลือด ไมม คี วามจาํ เปน ในการวนิ จิ ฉยั โรคขอเขาเสอ่ื ม ยกเวน เพอื่ การวินจิ ฉยั แยกโรค
ที่มอี าการ และอาการแสดงคลายคลงึ กบั โรคขอ เขาเสื่อม

- การตรวจวิเคราะหนํ้าในขอ ความหนืดลดลง จาํ นวนเม็ดเลือดขาวในนาํ้ ไขขออยูใน
เกณฑปกติ (0 -200 /ลบ.มม.) หรือสูงกวาปกตเิ ลก็ นอย แตไมเกนิ 2,000/ลบ.มม.

- การตรวจภาพรังสี ไดแ ก ภาพรงั สีขอเขา ใชในการวินจิ ฉยั ระดบั ความรนุ แรงของโรค โดยใช
Kellgren-Lawrence grading system ดังนี้ (5)

grade 0 = normal
grade 1 = possible osteophytic lipping
grade 2 = definite osteophytes and possible joint space narrowing
grade 3 = moderate or multiple osteophytes, definite joint space

narrowing, some sclerosis, and possible bony attrition
grade 4 = large osteophytes, mark joint space narrowing, severe

sclerosis and definite bony attrition
อยา งไรก็ตาม การเปล่ยี นแปลงทางภาพรงั สี อาจไมสอดคลอ งกับอาการทางคลนิ กิ (6) สาํ หรบั การ
ตรวจดวย CT-scan และ MRI ไมจ ําเปน ในการวินจิ ฉัย

Page 87

เกณฑในการวินิจฉยั โรคขอเขา เส่ือม

โดยใชเ กณฑของ American College of Rheumatology classification criteria for
Osteoarthritis of the knee ใช classification tree(7) ดงั น้ี

1. knee pain and radiographic osteophytes หรือ
2. knee pain and age  40 years and morning stiffness  30 minutes in duration and
crepitus on motion
ซึ่งถาใชต ามเกณฑขางตน จะได sensitivity 94% และ specificity 88%

เปา หมายการรกั ษาโรคขอเขาเสือ่ มเพ่ือใหมคี ณุ ภาพชวี ิตทีด่ ีใกลเ คียงกับคน
ปกติ(8)

1. ใหผ ปู ว ยและญาติ มีความรใู นเรื่องโรคขอเขา เส่อื มและการรักษา รวมถึงภาวะแทรกซอนที่
อาจจะเกิดข้นึ จากโรคหรอื การรกั ษา

2. รักษาและบรรเทาอาการปวด
3. ฟนฟสู ภาพการทํางานของขอเขาใหด ีขึน้ และแกไขเพ่อื ลดความพิการ รวมทง้ั ฟน ฟูสภาพจิตใจ
ของผูป ว ย
4. ปอ งกนั และชะลอภาวะแทรกซอ นซึง่ เกิดจากโรคขอ เขาเสื่อมและจากการรักษา

การรักษาโรคขอเขา เส่ือมควรพจิ ารณาสิง่ ตอไปน้ี(8)

1. Knee risk factors (obesity, adverse mechanical factor, physical activity)
2. General risk factor (age, comorbidity, polypharmacy)
3. Level of pain intensity and disability
4. Sign of inflammation เชน effusion
5. Location and degree of structural damage

การรักษาโรคขอเขา เสอื่ มตามแนวทางของ American College of Rheumatology(9)

แบงเปน 3 กลุมหลัก คือ
A. การรกั ษาโดยไมใชย า
B. การรักษาโดยใชยา
C. การรกั ษาโดยการผาตดั

A. การรักษาโดยไมใชยา ประกอบดวย 7 วิธี ไดแก

1) การใหความรูเ ร่ืองขอเขา เสอ่ื มและการดําเนินโรค(10)

Page 88

ผปู ว ยโรคขอ เขา เส่ือมสว นหนึง่ เขา ใจผิดวา โรคนเ้ี กดิ จากความเสื่อมของรา งกาย ไมสามารถรักษา
ใหด ีข้นึ ได และจะทรุดลงจนเกดิ ขอ เขาพกิ าร ปจ จุบนั ความรทู างการแพทยสามารถชะลอการเสื่อมของขอ
เขา และดแู ลรกั ษาใหดีขน้ึ ได

2) แนะนําการลดนาํ้ หนกั ตวั
- โดยทั่วไปเม่ือนํา้ หนกั ตัวเพมิ่ ข้ึน 1 กิโลกรมั ทําใหเ พม่ิ แรงกดท่ีขอเขา ประมาณ 3 กิโลกรมั (11)
- ขณะเดิน จะมแี รงผานเขาประมาณ 3 เทา ของนาํ้ หนักตัว(12)
- ขณะกา วขน้ึ -ลงบนั ได จะมีนํ้าหนกั กดลงบนขอเขา ประมาณ 5-6 เทาของนาํ้ หนกั ตวั (12)
- ขณะว่งิ ออกกาํ ลังกาย (jogging) ดวยความเร็ว 9 km/h ขอเขา จะไดรบั แรงกระแทกจากการว่ิง 8
- 9 เทาของนาํ้ หนกั ตวั (12)
- ขณะน่ังยอง ๆ แรงผานขอ เขา จะเพม่ิ เปน ประมาณ 10 เทา ของนํา้ หนกั ตัว(13)

อาการปวดจากขอ เขา เส่ือม

ลดกิจกรรมที่ทําอยเู ดิมเนอื่ งจากรูสึก นา้ํ หนักตวั ทเ่ี พมิ่ มากข้ึน
ลาํ บากในการเดนิ จึงยงิ่ ไมอ ยากเดนิ (โรคอวน)
มาก แตรบั ประทานอาหารปริมาณ
เทาเดิมหรอื มากกวาเดิม คนสูงอายุมีแนวโนม ทีร่ างกายจะ
ทาํ หนา ที่เผาผลาญอาหารลดลง
แตร ับประทานอาหารปรมิ าณ
เทาเดมิ หรือมากกวา เดิม

ตาราง แสดงถึงแรงกระทําตอ ขอ เขาในกจิ กรรมชนิดตางๆ (12)

Page 89

Activity Knee joint load (x body weight)

Walking at 5.4 km/h 3.4-4

Walking 3.0

Walking at 5km/h 2.8

Walking at 7km/h 4.3

Cycling at 120W 1.2

Stair ascent 5

Stair descent 6

Ramp ascent 4.5

Ramp descent 4.5

Squat descent 5.6

Isokinetic knee extension up to 9

Jogging at 9 km/h 8-9

Jogging at 12.6 km/h 10.3

Running at 16 km/h up to 14

Bowling on asphalt alleys up to 12

Skiing medium steep slope beginner 10

Skiing medium steep slope skilled skier 3.5

3) แนะนําการปฏบิ ัตติ ัวทถี่ ูกตอง
3.1 ตอ งลดน้ําหนกั ตวั เพราะการลดนา้ํ หนกั ตวั 1 กโิ ลกรัม จะลดแรงกระทาํ ที่เขา ถงึ 3 กโิ ลกรัม
3.2 ทาน่ัง ควรนงั่ บนเกา อีส้ ูงระดบั เขา ซ่ึงเมื่อนั่งหอยขาแลวฝาเทาจะวางราบกับพ้ืนพอดี ไมควร
นั่งพับเพยี บ หลีกเลี่ยงการนงั่ ขัดสมาธิ การน่ังคุกเขา นั่งยอง หรือนั่งราบกับพ้ืน เนื่องจากจะทําใหผิวเขา
เสยี ดสีกนั มากขึน้
3.3 เวลาเขาหอ งนํา้ ควรนง่ั ถายบนโถนง่ั
3.4 ควรนอนบนเตียง ไมค วรนอนราบกับพ้ืน เพราะตอ งงอเขาเวลาจะนอน หรอื จะลุกขึ้น
3.5 หลีกเล่ียงการข้ึน – ลงบนั ได
3.6 ควรใชไ มเทา เมื่อยนื หรอื เดนิ โดยเฉพาะผทู ี่มีอาการปวดเขามาก หรือมีขอเขาโกง ผดิ รูป
3.7 บริหารกลามเน้ือรอบ ๆ ขอเขาใหแข็งแรง เพ่ือชวยใหการเคลื่อนไหวของขอเขาดีข้ึน และ
สามารถทรงตัวไดด ีเวลายืนหรอื เดนิ

Page 90

4) การออกกาํ ลงั กายในโรคขอ เขาเส่ือม
เปนทีย่ อมรับกนั ทว่ั ไปวา การทาํ ใหกลา มเนอื้ รอบขอเขาแขง็ แรง จะชว ยทําใหก ารดําเนินโรคชะลอ
ชาลง ทําใหข อมคี วามมน่ั คงมากขึน้ (13) โดยการเพิ่มการออกกําลังกายตองคอ ยเปน คอ ยไป ถาเพมิ่ การออก
กําลังกายมากเกินไป จะทําใหอ าการของโรคแยล งได
4.1 การออกกําลังกายเพื่อเพ่ิมสมรรถภาพทางรางกาย (aerobic exercise)(2) แนะนําการเดิน
ในชว งทค่ี นไขไ มม ีอาการปวด แนะนาํ ใหเ ดินออกกาํ ลงั กายดวยความเร็วพอเหมาะ เน่ืองจากการเดินจะทํา
ใหก ระดกู ออ นไดรบั สารอาหาร ทาํ ใหการทาํ งานของขอ เขา ดขี ้นึ และชะลอการแยลงของขอเขา (13) อยางไรก็
ตามชว งปวดเขา มาก ตอ งงดการเดิน บางรายอาจแนะนําใหเ ดินในนาํ้ , วายนํา้ , แอโรบิกในน้ํา, รํามวยจีน,
ลีลาศ โดยแนะนาํ ใหออกกําลงั กายสมา่ํ เสมอ คร้ังละ 20 - 40 นาที สปั ดาหละ 3 - 5 วัน ท้ังน้ีตองพิจารณา
ตามความเหมาะสมเปนราย ๆ ไป ตองระวังขอหามและขอควรระวังในการออกกําลังกายแบบแอโรบิก
และตอ งเรมิ่ ออกกาํ ลังกายทลี ะนอ ย
4.2 การออกกาํ ลงั กายเพ่มิ พสิ ยั การเคล่อื นไหวของขอเขา และเพ่มิ ความยืดหยนุ ของเขา (range of
motion/flexibility) เชน ใหผ ปู ว ยนอนหงายทําทาถบี เขา และเทา 2 ขางกลางอากาศ
4.3 การออกกําลังกายเพ่ือเพิ่มความแข็งแรงของกลามเนื้อรอบเขา(1) (muscle strength) ไดแก

- การออกกําลงั กายกลามเนอ้ื ตน ขาดา นหนา (Quadriceps exercise)
- การออกกาํ ลงั กายกลามเนื้อตนขาดา นหลงั (Hamstrings exercise)
4.4 การออกกาํ ลงั กายเพ่ือเพ่มิ ความทนทานของกลามเน้ือ (endurance)
5) ความรอ น (Heat)
ใชเ พื่อบรรเทาอาการปวดและอักเสบของขอ เขา เคร่อื งมือใหความรอน (heat modalities) แบงเปน
5.1 เครื่องมือใหความรอ นชนิดต้ืน (Superficial Heating Modalities) คือเคร่ืองมือความรอนที่ให
ความรอ นสงู สุด อยทู ผ่ี ิวหนังของรางกาย ไดแ ก กระเปานํ้าอนุ กระเปาไฟฟา
5.2 เคร่ืองมือใหความรอนชนิดลึก (Deep Heating Modalities) คือเคร่ืองมือท่ีใหความรอนซึ่ง
สามารถผา นผิวหนงั ไปไดลึก ไดแก Ultrasound, Shortwave diathermy, Microwave diathermy เปน ตน
6) การใชอ ปุ กรณชว ยชนิดตาง ๆ
6.1 สนบั เขา (Knee support) ชว ยประคองขอ เขา ตองพจิ ารณาตามความเหมาะสมเปน ราย ๆ ไป
6.2 อปุ กรณช วยประคองเดนิ (Gait aid) เชน ไมเทา Walker มีสว นชวย โดยลดแรงที่มากระทํา ตอ
ขอ เขา เปน ผลใหการทาํ งานของขอ เขาลดลงและชว ยใหอ าการปวดเขา ลดลง
6.3 การเสริมรองเทา
- เสรมิ Shoe wedge คอื การเสรมิ ความสูงของสนเทา เปนรูปล่มิ โดยทัว่ ไปในโรคขอเขาเส่อื มมกั มี
ลกั ษณะเขาโกง จึงเสริมความสูงเฉพาะขอบดานนอกของสนเทา

Page 91

- เสรมิ ความสงู ของรองเทา ใชใ นกรณีท่ีขาสองขางยาวไมเ ทากัน
7) การฝง เข็มในโรคขอ เขาเสอื่ ม รายละเอียดอยูดานหลงั ของบทนี้

B. การรกั ษาโดยใชยา พจิ ารณาเกณฑดงั น(ี้ 1,8)

1. การรกั ษาโรคขอ เขาเสอื่ มจะไดประโยชนสงู สดุ ตอ งมกี ารประสานการรักษาระหวา งการรกั ษา
แบบประคับประคองโดยไมใ ชยา รวมกบั การรักษาโดยใชย า

2. ควรเลือกใชย า paracetamol ชนิดรับประทานเปน ลาํ ดบั แรกในการลดปวดโรคขอเขา เสือ่ ม
เนอื่ งจากมหี ลักฐาน ( evidence 1B) วายา paracetamol มปี ระสทิ ธิภาพในการรกั ษาโรคขอเขาเสอ่ื มและ
ปลอดภยั เมอื่ ใชใ นระยะยาว มีรายงาน RCT พบวา paracetamol 4 กรมั ตอ วนั มผี ลดเี ทียบเทายา
ibuprofen

3. ยาทาเฉพาะท่ี ประเภท NSAID และเจลพรกิ (capsaicin) มีหลกั ฐานวา มีผลดแี ละปลอดภัย
ในการใชร กั ษาโรคขอเขา เสอ่ื ม

4. พจิ ารณาใชย ากลมุ NSAIDS ในผูปว ยท่ีไมตอบสนองตอ การใชย า paracetamol โดยใน
ผปู ว ยที่มคี วามเสย่ี งตอ ระบบทางเดินอาหารสูง ใหพิจารณาใช non-selective NSAIDS รว มกับการใชส าร
ปองกันกระเพาะอาหาร (Gastroprotective agent) ไดแ ก proton pump inhibitors หรือใชย ากลุม
selective COX2 inhibitors

5. พิจารณาใชย ากลมุ Opioid Analgesics, with or without paracetamol เปน ทางเลือกใน
ผปู ว ยท่ี

- มีขอ หามในการใชย า NSAIDS รวมถงึ COX2 selective inhibitors
- ใชย ากลมุ NSAIDS รวมถงึ COX2 selective inhibitors ไมไดผ ล
- ไมสามารถทนตอยา NSAIDS รวมถึง COX2 selective inhibitors
6. ยากลมุ SYSADOA (symptomatic slow acting drugs for OA) ประกอบ ดว ย
glucosamine sulphate, Chondroitin sulphate, diacerein และ hyaluronic acid สามารถลดอาการ
ปวด และอาจเปลีย่ นโครงสรางกระดกู ออนขอ ตอ ชึ่งอาจชว ยชะลอการเสอื่ มของขอเขายากลุมน้อี อกฤทธ์ิ
ชา และตองใชต ดิ ตอ กนั เปนเวลานาน จึงมคี าใชจ า ยสงู พจิ ารณาเลือกใช ในผูปวยทส่ี ามารถจา ยได และงด
การใชใ นกรณมี ขี อหามใช นอกจากนม้ี งี านวจิ ัยวายา diacerein มี carry-over effect และมคี วาม
ปลอดภยั ดีกวา ยา piroxicam(14)

C. การรกั ษาแบบผา ตัด(1)

1. Tidal knee irrigation พจิ ารณาวิธกี ารเจาะเขา โดยฉดี ยาชาเฉพาะที่ ลางเขา ดวยน้ําเกลือปกติ
ในปรมิ าณ 2 ลติ ร เพอ่ื ทําความสะอาดขอ เขา ลดอาการขอ ยดึ ตดิ และลดสาร cytokines ใชใ นผปู ว ยทม่ี ีขอ
หามการผาตัดใหญ

Page 92

2. Arthroscope lavage ใชในกรณีทีผ่ ปู วยมี loose body หรือมีการฉกี ขาดของ meniscus รว ม
ดวย

3. กรณที ผี่ ูป วยมกี ารผดิ รูปของขอ เขา มาก พิจารณาทาํ Corrective osteotomy
4. กรณที ีไ่ ดร ับการรักษาแบบประคับประคอง โดยไมผ าตดั แลวไมไดผ ล ผูปวยยังมอี าการปวด
รนุ แรงและทุพพลภาพ จํากัดการทํากจิ วตั รประจาํ วนั ภาพรังสแี สดงการเปลยี่ น แปลงท่รี ุนแรงของโรคขอ
เขาเสอื่ มพจิ ารณาทํา joint replacement

การฝงเขม็ ในโรคขอเขา เส่ือม

A. หลักฐานเชิงประจักษก ารฝงเขม็ โรคขอ เขา เส่ือมจากอดีตสูปจจบุ นั

ในปจ จบุ นั มหี ลักฐานสนับสนนุ จากงานวจิ ัยตพี มิ พในวารสารชนั้ นาํ (15 – 17) ของโลกวาการฝงเขม็ มี
ประโยชนใ นการรักษาโรคขอเขา เสอ่ื ม ทงั้ องคการอนามยั โลก(18) สมาคมความรวมมอื โรคขอแหงยุโรป
(EULAR)(8) และสถาบนั สุขภาพแหงชาตขิ องอเมริกา (NIH)(19) ตา งกย็ อมรบั วาฝงเข็มมีประโยชนใ นการ
รักษาโรคขอ เขา เสื่อม

โดยในป ค.ศ.1996 องคการอนามัยโลก(18) ไดจดั ประชมุ ฝง เข็มทเ่ี มือง CERVIA ประเทศอติ าลี จัด
ใหการฝงเข็มในอาการปวดเขา (อา งองิ งานวจิ ัยการฝง เข็มในขอเขาเสอื่ มทัง้ หมด) อยใู นกลุมโรค
CATEGORY ONE คอื เปน กลมุ โรคทม่ี ีงานวจิ ยั ยืนยนั นา เชอื่ ถอื วามีประสทิ ธิภาพในการรักษาดว ยฝง เข็ม

ป ค.ศ.2001 AMERICAN COLLEGE OF RHEUMATOLOGY(20) ไดท บทวนวรรณ กรรมอยา ง
เปนระบบ (SYSTEMATIC REVIEW) พบวา มหี ลกั ฐานบง ชดั วาการฝงเข็มลดอาการปวดไดใ นโรคขอ เขา
เสือ่ ม

ป ค.ศ. 2003 สมาคมความรว มมือโรคขอ แหง ยุโรป (EULAR RECOMMENDATION 2003)(8)
กลาววา การฝง เขม็ ในโรคขอ เขา เสอื่ มมีความปลอดภัยและแนะนําใหใ ชก ารฝง เขม็ เปน วิธรี กั ษาโรคขอ เขา
เส่ือมได (STRENGTH OF RECOMMENDATION LEVEL B)

เมือ่ วนั ท่ี 20 ธนั วาคม 2004 สถาบันสขุ ภาพแหงชาติของประเทศสหรฐั อเมรกิ า (NATIONAL
INSTITUTES OF HEALTH; NIH NEWS)(19) รายงานวาการฝง เขม็ ในผูปวยโรคขอเขา เสือ่ ม ชวยลดปวด
และเพิ่มการทาํ หนาท่ขี องขอเขา ใหด ีขนึ้ ซง่ึ เปน การรักษาทางเลอื กท่ีมปี ระสทิ ธภิ าพเทียบเทา กับการรกั ษา
ตามมาตรฐาน

ป ค.ศ.2006 WHITE A et al.(21) ไดทบทวนวรรณกรรมอยา งเปน ระบบ สรปุ วา การฝง เขม็ มี
ประสทิ ธิภาพในการรกั ษาโรคขอ เขาเสื่อม และสามารถพจิ ารณาใชแทน NSAIDS ได

ป ค.ศ. 2007 กระทรวงสาธารณสขุ ประเทศสงิ คโปร( 22) ไดท ําแนวทางการรกั ษาโรคขอ เขาเสอ่ื ม
และแนะนาํ ใหการฝง เข็มในโรคขอ เขาเส่อื ม เปน การรักษารวมเพ่อื ลดอาการปวด และเพ่ิมการทาํ หนา ที่ของ
ขอ เขา โดยคาํ แนะนํา Grade A, Level 1++

Page 93

ป ค.ศ. 2008 OARSI (OSTEOARTHRITIS RESEARCH SOCIETY INTERNATIO-NAL)(23) ได
จดั ทําคาํ แนะนาํ การรกั ษาโรคขอ เขา เสือ่ ม โดยแนะนาํ ใหใชก ารฝงเขม็ ในโรคขอเขาเส่ือม Level of
Evidence 1a, Level of Consensus 69 %, Strength of Recommenda-tion 59 % (47 - 71)

ป ค.ศ. 2009 ประเทศออสเตรเลยี (24) โดย National Health and Medical Research Council
(NHMRC) ไดจ ดั ทาํ แนวทางการรักษาโรคขอ เขาเสอ่ื มโดยไมผ าตัด มีหลกั ฐานสนบั สนนุ ใหแพทยเวช
ปฏิบัตทิ วั่ ไป ใชก ารฝงเขม็ รกั ษาโรคขอ เขาเสื่อมได โดยคําแนะนํา Grade C (Satisfactory)

สรุป หลกั ฐานเชงิ ประจักษการฝงเขม็ โรคขอ เขาเส่ือม

Evidence Acupuncture in OA knee
WHO 1996 Category one
EULAR 2003
NIH 2004 Strength of Recommendation (SOR) = Level B
SINGAPORE 2007 Serves as standard care
OARSI 2008 Adjunctive , Grade A Level I++

AUSTRALIA 2009 Level of Evidence = I a ,
Level of Consensus 69%
SOR 59% (47-71)

Grade C (Satisfactory)

B. การฝงเข็มรกั ษาโรคขอ เขาเสอ่ื มไดอ ยางไร

a) ตามทฤษฎแี พทยแ ผนจนี อธบิ ายวา อาการปวดเขาเกดิ เน่อื งจากมกี ารอดุ กน้ั ของพลงั ลมปราณ
การฝงเข็มจะทาํ ใหล มปราณหมนุ เวียนดีขนึ้ ชวยแกไ ขการอดุ กั้นของลมปราณ นอกจากน้ี การฝงเขม็ ยัง
ชวยปรับสมดุลของรางกาย

b) นอกจากน้ี ในทางการแพทยแ ผนปจ จบุ นั มกี ารศกึ ษาพบวา การฝงเข็มสามารถลดปวดไดโดย
ผานกลไก 2 ประการ คือ (25)

1. Activation of gate control system และ

Page 94

2. Stimulation of the release of neurochemicals in the central nervous system เนอ่ื งจากมี

การหลั่งสารหลายอยา ง โดยพบวาในเรอ่ื งผลลดปวด มีการหล่งั สารส่ือกระแสประสาท

(neurotransmitters) ทเี่ กยี่ วของกับการลดปวด 6 ชนิด และยังมีการหล่ัง Endorphin

นอกจากน้ยี ังมกี ารศึกษาในปจ จบุ ันพบวา การฝงเขม็ ชวยลดอาการอักเสบ เน่อื งจากมกี ารเพ่ิม

blood cortisol จงึ มีฤทธ์ิยบั ย้งั การอกั เสบอีกทงั้ ยงั เพิ่มการไหลเวยี นของเลือดท่ไี ปเลย้ี งบรเิ วณทฝี่ ง เข็มดว ย

ในความเห็นสว นตัวของผเู ขียน การเลอื กใชก ารฝงเข็มสําหรบั รกั ษาโรคขอ เขาเสือ่ ม ควรพิจารณา

ผปู ว ย ดังน้ี

1. กรณีที่อาการยงั รนุ แรงไมถงึ ขนั้ ตอ งพจิ ารณารับการรกั ษาโดยการผา ตัด สามารถ เลอื กใชก าร

ฝงเขม็ รว มกบั

- การรกั ษาแบบประคบั ประคองโดยไมใ ชย า รกั ษารวมกบั วธิ อี ื่น เชน การแนะนาํ ใหล ดนํา้ หนัก

ตัว รวมกบั แนะนําการบรหิ ารกลา มเนอ้ื รอบขอ เขา เปน ตน

- การรักษาโดยใชย า มีหลกั ฐานจากงานวจิ ัยวา การฝงเขม็ ชว ยลดการใชยา

กลมุ NSAIDS

2. ในกรณที มี่ อี าการรุนแรงถึงขน้ั ตองรับการรักษาโดยการผา ตัด แตแ พทยไมสามารถใหการรกั ษา

ดวยการผาตัด ไดแ ก ในกรณี

- ผูป ว ยมปี ญ หาสขุ ภาพทเ่ี ปน อปุ สรรคในการผา ตัด

- ผูป ว ยปฏิเสธการผา ตดั

ซ่งึ กรณเี หลานอี้ าจพิจารณาเลอื กใชก ารฝง เข็ม เพ่ือบรรเทาอาการปวดเขา

งานวจิ ัยโดย Christensen(26) สรุปวา การฝง เขม็ ชว ยบรรเทาอาการปวดในโรคขอ เขาเส่อื มชว งรอ

การผาตดั และบางทอี าจเปน ทางเลือกในรายท่ีผปู ว ยปฏิเสธการผา ตัด

C. หลักการพิจาณาเลอื กใชจดุ ฝงเขม็ ในโรคขอเขาเส่อื ม

1. ใชเ พียง 2 จดุ ในขอ เขา คือ NeiXiYan (EX-LE 4), DuBi (ST 35) เนอื่ งจากมงี านวจิ ยั วาใชเพยี ง
2 จดุ นไ้ี ดผลดี(27 – 28) และจากการศกึ ษาเปรยี บเทยี บประสทิ ธภิ าพการฝง เข็มระหวา งการใชจ ุดเพียง 2 จดุ
คอื ใชเ ฉพาะจดุ NeiXiYan (EX-LE 4), DuBi (ST 35) กับ 6 จุด คอื ใชจ ุด NeiXiYan (EX-LE 4), DuBi (ST
35), ZuSanLi (ST 36), YinLingQuan (SP 9), XueHai (SP 10), LiangQui (ST 34) (29)

สรุป การฝง เข็มโดยใช 2 จดุ มีประสทิ ธิภาพไมตา งจากการใช 6 จดุ เม่ือใชค า Mean Total
Womac Score เปนตวั ชีว้ ดั หลกั

Page 95

2. กรณที ่ีขอเขา มกี ารอักเสบ อาจพิจารณาเลือกใชเ ฉพาะจุดรอบขอ เขา คอื ใชจ ดุ ใกล 4 จดุ ไดแ ก
YinLingQuan (SP 9), XueHai (SP 10), LiangQiu (ST 34), ZuSanLi (ST 36) รวมกับจุดไกล 1 จุด คือ
HeGu (LI 4) (30)

3. กรณีที่มี Tendinitis, Muscle strain รอบขอ เขา รวมดวย พจิ ารณาใชจ ดุ มากขน้ึ โดยใชจดุ
NeiXiYan (EX-LE4), DuBi (ST 35) รว มกบั ใชจ ดุ ใกล และ จุดกดเจบ็ รอบขอ เขา

4. เหมือนขอ 3 แตเสรมิ จุดไกล (Distant point) รวมดว ย
5. กรณผี สู ูงอายุ ใชว ธิ เี หมือนขอ 3 หรอื ขอ 4 และเสรมิ จดุ บํารุงรางกาย เชน
- บํารงุ ไต, บาํ รุงกระดูก, บาํ รงุ เลอื ดโดยเพิ่มจุด TaiXi (KI 3), KunLun (BL 60), XuanZhong (GB
39), SanYinJiao (SP 6) เปน ตน
6. ฝงเข็มรอบกระดูกสะบา (Patella) 4 เลม แบบกงั หนั ลม

อาจารยเฌอเจียน(Che Jian) จากมหาวิทยาลัยการแพทยแผน
จีนเหลียวหนงิ ไดแ นะนําใหร ักษาผปู ว ยโรคขอเขาเสื่อมดวยวิธีการฝงเข็ม
รอบกระดูกสะบา 4 เลม โดยเข็มแตละเลมจะฝงเรียงลําดับ ตามขอบบน
ขอบดานใน ขอบลา ง และขอบดา นนอก ลอมรอบกระดกู สะบา แบบกังหัน
ลม (ดงั รูป)

เอกสารอางอิง

1. สํานกั พัฒนาวชิ าการแพทย . กรมการแพทย . กระทรวง
สาธารณสุข. แนวทางเวชปฏบิ ัติการวินจิ ฉัยและรกั ษาโรคขอ เขาเสอื่ ม . พิมพค รั้งที่ 1. กรงุ เทพมหานคร :
ชมุ นมุ สหกรณก ารเกษตรแหงประเทศไทย ; 2548

2. คณะทํางานแนวทางเวชปฏิบัตกิ ารรกั ษาโรคขอเขา เสือ่ ม. แนวทางเวชปฏิบัติการรกั ษาโรคขอเขา
เส่อื ม . วารสารโรคขอ และรูมาติสซ่ัม. 2550 ; 18 : 83 - 109

3. Kuptniratsaikul V, Tosayanonda O , Nilganuwong S, Thamalikitkul V. The epidemiology
of osteoarthritis of the knee in elderly patients living an urban area of Bangkok. J med Assoc
Thai 2002;85:154-61.

4. สงู ชัย อังธารารกั ษ . Osteoarthritis (OA) 2006 ขอ เสื่อม. ใน : อัจฉรา กุลวสิ ทุ ธ์ิ , ไพจิตต อศั ว
ธนบดี. บรรณาธกิ าร. Rheumatology for the Non-Rheumatologist. พิมพครง้ั ท่ี 1 กรงุ เทพ : ซิต้พี ร้นิ ท
จํากัด ; 2549 หนา 8-47.

5. Kellgren J H , and Lawrence J S. Radiological Assessment of Osteo-Arthrosis. Ann
Rheum Dis 1957;16:494-502.

6. Felson DT. Osteoarthritis of the Knee . N Engl J Med 2006 ; 354 : 841- 8.

Page 96

7. Altman R , Asch E , Bloch D , Bole G , Borenstein D , Brandt K , et al. Development of
criteria for the classification and reporting of osteoarthritis. Arthritis Rheum 1986;29(8): 1039-49.

8. Jordan KM , Arden NK , Doherty M , Bannwarth B , Bijlsma JWJ , Dieppe P , et al.
EULAR Recommendations 2003 : an evidence based approach to the management of knee
osteoarthritis : Report of a Task Force of the Standing Committee for International Clinical
Studies Including Therapeutic Trials (ESCISIT). Ann Rheum Dis 2003 ; 62 : 1145-55.

9. American College of Rheumatology subcommittee on osteoarthritis guidelines.
Recommendations for the medical management of osteoarthritis of the hip and knee. Arthritis
Rheum 2000; 43 : 1905-15.

10. สุรศกั ดิ์ นิลกานุวงศ. โรค Osteoarthritis. ใน : สมชาย อรรฆศิลป. บรรณาธิการ. Rheumatology
for the Non-Rheumatologist. พิมพค ร้งั ที่ 1 กรุงเทพ : เรอื นแกว การพมิ พ ; 2544 หนา 131- 60.

11. Goldberg VM, Kettelkamp DB, Colger RA. Osteoarthritis of the knee. In : Moskowitz RW,
Howell DS, Goldberg VM, Mankin HJ, eds. Osteoarthritis Diagnosis and Medical/ Surgical
Management. 2nd ed. Philadelphia : W.B. Suanders Company ; 1992. P.599 – 620.

12. Kuster MS. Exercise Recommendations After Total Joint Replacement, A Review of the
Current Literature and Proposal of Scientifically Based Guidelines. Sports Med 2002 ; 32(7) :
433-45.

13. สุรศักด์ิ นิลกานุวงศ. โรคขอเสื่อม (Osteoarthritis). ใน : อัจฉรา กุลวิสุทธ์ิ ,ไพจิตต อัศวธนบดี
และ สมชาย อรรฆศิลป. บรรณาธิการ. Rheumatology for the Non-Rheumatologist. พิมพครั้งท่ี 1
กรงุ เทพ : เรือนแกวการพมิ พ ; 2547 หนา 1-41.

14. Louthrenoo W , Nilganuwong S , Aksaranugraha S , Asavatanabodee P ,
Saengnipanthkul S. and the Thai Study Group. The efficacy, safety and carry-over effect of
diacerein in the treatment of painful knee osteoarthritis: a randomised, double-blind, NSAID-
controlled study. Osteoarthritis Cartilage 2007;15;605-14.

15. Berman BM, Lao L, Langenberg P, Lee WL, Gilpin AMK, Hochberg MC. Effectiveness of
acupuncture as adjunctive therapy in osteoarthritis of the knee : a randomized, controlled trial.
Ann Intern Med 2004;141: 901-10.

16. Witt C , Brinkhaus B , Jena S , Linde K , Streng A , Wagenpfeil S et al. Acupuncture in
patients with osteoarthritis of the knee : a randomised trial. Lancet 2005;366: 136-43.

Page 97

17. Vas J, Mendez C, Perea-Milla E, Vega E, Panadero MD, Leon JM et al. Acupuncture as
a complementary therapy to the pharmacological treatment of osteoarthritis of the knee:
randomised controlled trial. BMJ 2004;329: 1216-9.

18. Zhang X . Acupuncture : Review and Analysis of Reports on Controlled Clinical Trials.
WHO Consultation on Acupuncture held in Cervia , Italy in 1996.

19. NIH NEWS National Institutes of Health. Acupuncture Relieves Pain and Improves
Function in Knee Osteoarthritis. File : //F: \ PubMed\Acupuncture and Knee Osteoarthritis,
December 20, 2004.

20. Ezzo J, Hadhazy V, Birch S, Lao L, Kaplan G, Hochberg M, et al. Acupuncture for
Osteoarthritis of the Knee. A Systematic Review. Arthritis Rheum 2001;44(4):819-25.

21. White A , Foster N , Cummings M , Barlas P. The effectveness of acupuncture for
osteoarthritis of the knee – a systematic review. Acupunct Med 2006;24(Suppl):S40-48.

22. Singapore Ministry of Health, Agency for Healthcare Research and Quality (AHRQ).
Guideline Title Osteoarthritis of the knees ; 2007 May : URL; http://www.ahrq.gov.

23. Zhang W., Moskowitz R.W. , Nuki G., Abramson S., Altman R.D., Arden N.,et al. OARSI
recommendations for the management of hip and knee osteoarthritis, Part II : OARSI evidence-
based, expert consensus guidelines. Osteoarthritis and Cartilage. 2008;16:137-62.

24. National Health and medical Research Council (NHMRC), Royal Australian College of
General Practitioners. Guideline for the non-surgical management of hip and knee
osteoarthritis : July 2009.

25. Berman BM , Singh BB , Lao L , Langenberg P , Li H , Hadhazy V , et al. A randomized
trial of acupuncture as an adjunctive therapy in osteoarthritis of the knee. Rheumatology
(Oxford) 1999 ; 38 : 346-54.

26. Christensen BV , Iuhl IU , Vilbek H, Bulow HH, Dreijer NC.and Rasmussen HF
Acupuncture treatment of severe knee osteoarthrosis. A long-term study. Acta Anaesthesiol
Scand 1992;36 :519-25.

27. NG M M L , Leung MCP , Poon D M Y , Phil M. The effects of electro-acupuncture and
transcutaneous electrical nerve stimulation on patients with painful osteoarthritic knees: A
randomized controlled trial with follow-up evaluation. J Altern Complement Med 2003;9(5):641-
9.

Page 98

28. Cheng D. 100 Diseases treated by single point of acupuncture and moxibustion.
Beijing,China : Foreign Languages Press; 2001.

29. Taechaarpornkul W., Suvapan D., Theppanom C., Chanthipwaree C., Chirawatkul A.
Comparison of the effectiveness of six and two acupuncture point regimens in osteoarthritis of
the knee : a randomised trial. Acupunct Med. 2009; 27:3-8.

30. Tillu A , Tillu S , Vowler S . Effect of Acupuncture on Knee Function in Advanced
Osteoarthritis of the Knee : A Prospective, Non-Randomised Controlled Study . Acupunct Med
2002 ; 20(1) : 19-21.

รูปท่ี 16 แสดงจุดฝง เขม็ รักษาโรคขอ เขา เสือ่ ม

Page 99

ปวดขอสะโพก

(Hip Joint Pain : 髋关节痛)

ขอ สะโพก เปนขอที่หมนุ ไดโ ดยรอบ การทาํ หนาที่จําเปนตอ งการความมัน่ คงแขง็ แรงอยา งมาก ขอ
สะโพกจึงถกู สรา งข้นึ อยางไดสดั สว นและปด มิดชดิ โดยหวั กระดูกตน ขาเปนรปู ทรงกลมและอยใู นเบาลึก
ภายนอกยังไดร บั การเสรมิ ใหแ ข็งแรงดว ยแคปซลู หนาขงึ จากขอบ Acetabulum กบั แนวระหวา ง
Trochanteric ของกระดกู ตน ขา (Ilio – femoral ligament)

ผปู วยสว นใหญ ท่ีมาพบแพทยด ว ยปญ หาขอ สะโพก มกั มอี าการของความเจบ็ ปวด ขอ ตดิ แขง็ เดนิ
กระเผลก หรอื มกี ารผดิ รูป สาเหตทุ ่พี บบอ ยเกิดจากขอ เสอ่ื มสภาพ ซ่งึ เปน การเสอื่ มสภาพของกระดูกออ น
ผิวขอ และการงอกของกระดกู ซ่ึงอยปู ระชิดขอ สวนใหญโ รคน้ีเปน มากในวยั กลางคน ผสู ูงอายุ พบในเพศ
หญิงมากกวาเพศชาย คนอว น หรือขอสะโพกไดร บั บาดเจบ็ มากอ น

อาการและอาการแสดง

อาการปวดขอ สะโพก อาจอยูเฉพาะทข่ี าหนีบ และจากขาหนีบอาจราวลงไปดา นในหรอื ดา นหนา
ของโคนขา อาการปวดอาจเกิดขน้ึ ทบ่ี รเิ วณ Greater trochanter และราวตามแนว Fascia Lata ไปยังเขา
หรอื อาจปวดทางดานหลังบรเิ วณ Ischial Tuberosity ซงึ่ ตองแยกออกจากอาการปวดจากเสน ประสาทไซ
แอติก เมอ่ื เคล่อื นไหวขอ สะโพก จะทาํ ใหอาการปวดขอ สะโพกเพิ่มมากขน้ึ

ในระยะแรก ผปู วยอาจรูสึกขอ สะโพกตดิ แขง็ หลงั จากการไมเคล่อื นไหวระยะหนงึ่ เชน หลงั จากนง่ั
เปนเวลานาน หรือตน่ื นอนตอนเชา เม่อื ขอ สะโพกเสอื่ มสภาพอยางมาก จะตรวจพบขอ สะโพกตดิ แข็ง พิสัย
การเคลอื่ นไหวขอสะโพกจะคอ ย ๆ ลดลงตามลําดบั คือ จะหมนุ บดิ ขาไมไ ดกอ น และตามดวยกางขาและ
หุบขาไมได แตยงั งอสะโพกไดจนถึงระยะสุดทา ย ผปู วยอาจลําบากในการสวมถุงเทา และรองเทา ขางน้นั

ผูปว ยมักเดินกระเผลก เพ่อื ใหอ าการปวดนอยลงขณะลงน้ําหนกั ตวั ทาเดนิ ท่เี ปน แบบฉบบั ของโรค
ขอสะโพก คือเดนิ สะโพกเอียง หรือเรียกวา Trendelenburg gait

การตรวจทางหองปฏิบตั ิการและการตรวจภาพรงั สี

การตรวจทางหองปฏิบัติการ มกั ไมพบความผดิ ปกติทจี่ าํ เพาะตอ โรค จงึ ไมม ีความจําเปน ตอ งตรวจ
เลอื ดเพ่ือวินจิ ฉัยโรคนี้

Page 100

การตรวจภาพรงั สขี อสะโพกเสอื่ ม อาจพบชองวางระหวางกระดกู แคบลง ขอบกระดกู แขง็ มีตง่ิ กระดูก
งอกยนื่ ออกไป การเปลยี่ นแปลงท่ีเห็นจะมากหรือนอย แลวแตร ะยะเวลาท่ีมภี าวะขอเสอื่ ม โดยท่ัวไป
ภาพรงั สีอาจไมสัมพนั ธ หรือสอดคลอ งกบั อาการปวดขอ ของผปู ว ย กลา วคอื ภาพรังสอี าจพบขอ เสอ่ื ม
รุนแรง แตผ ูปว ยปวดเลก็ นอยหรือไมมอี าการ หรอื ภาพรังสีพบขอเส่อื มไมมาก แตผ ูปว ยมีอาการปวดรนุ แรง
ได

หลักการรกั ษา

ถา ขอสะโพกไมถ กู ทาํ ลายมาก สามารถรกั ษาอาการปวดและขอฝด ได ดวยการใชยา เวชศาสตรฟน ฟู
เชน กายภาพบําบดั ใชเ ครอื่ งพยุงการเดนิ อาจชว ยลดอาการปวดได ขาขางทีส่ ้ันอาจเสรมิ พืน้ รองเทา

การผา ตัด และการเปลยี่ นขอสะโพก ตองพจิ ารณาความเหมาะสมในผปู ว ยแตล ะราย

การวินิจฉัยและรักษาดวยศาสตรการแพทยแ ผนจีน

อาการปวดขอสะโพก ตามศาสตรก ารแพทยแ ผนจีน จดั อยใู นกลุมอาการ “ปเจิง้ ” (Bi Zheng or Bi
syndrome) มสี าเหตจุ ากความเยน็ ชนื้ มากระทําตอ เสน ลมปราณบรเิ วณสะโพก การบาดเจ็บ หรอื ตับและ
ไตพรอ ง การฝงเขม็ ในระยะแรกมักไดผ ลดี

อาการและอาการแสดง

ในระยะแรก มกั เกดิ จากความเยน็ ชนื้ เขา กระทําตอเสน ลมปราณ มอี าการปวดหนัก ลาท่ีสัมพนั ธกับ
การเปล่ียนแปลงของสภาพอากาศ ลิ้นมีฝา ขาวเหนียว ชพี จรลื่นหรือตึงแนน
(HuaMai or XuanJinMai)

เม่อื นานวัน จะเกดิ การตดิ ขัดทําใหการเคลื่อนไหวขอสะโพกไมสะดวก รว มกบั อายทุ ม่ี ากข้นึ ทาํ ใหเ กดิ
ตับและไตพรอ ง มอี าการเมอ่ื ยลา เวลาเดิน หรอื รบั นํ้าหนกั มากเพมิ่ ขน้ึ เชน หาบของ หรอื ยกของ มกั มี
อาการปวดราวสะโพกบรเิ วณขาหนบี ตนขาดานใน และหวั เขาดา นใน ตามแนวเสนลมปราณตับและไต ชพี
จรจมออ น (RuoMai)

การรกั ษา ดว ยการฝง เข็มระบบเสน ลมปราณ

หลักการรกั ษา: ปกเข็มเฉพาะทก่ี อน เพอื่ ทะลวงเสน ลมปราณ ใหชี่และเลอื ดไหลเวียนดีขน้ึ แลว จึง
เสรมิ บํารุงตับและไตในระยะตอ มา
วิธีที่ 1

จุดใกล: HuanTiao (GB 30) 3 – 5 เลม โคงตามแนวหัวกระดกู ตน ขา โดยใชเ ขม็ ยาว 2 ชุน เพ่อื
กระตนุ การไหลเวียนของชแี่ ละเลือด

จุดไกล: YangLingQuan (GB 34), XuanZhong (GB 39), TaiXi (KI 3),
ZhaoHai (KI 6)


Click to View FlipBook Version