The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปกิณกศิลปวัฒนธรรม เล่ม ๑๙ จังหวัดตราด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ปกิณกศิลปวัฒนธรรม เล่ม ๑๙ จังหวัดตราด

ปกิณกศิลปวัฒนธรรม เล่ม ๑๙ จังหวัดตราด

ปกณิ กศิลปวฒั นธรรม เลม่ ๑๙

จังหวดั ตราด

กรมศิลปากร พิมพ์เผยแพร่
พุทธศกั ราช ๒๕๕๖


กรมศิลปากร พมิ พเ์ ผยแพร่
พทุ ธศักราช ๒๕๕๖


ปกิณกศลิ ปวฒั นธรรม เลม่ ๑๙ จังหวัดตราด
พมิ พค์ รงั้ แรก ๒,๐๐๐ เล่ม พ.ศ. ๒๕๕๖
ข้อมูลทางบรรณานุกรมของส�ำนกั หอสมุดแหง่ ชาติ
National Library of Thailand Cataloging in Publication Data

ปกิณกศิลปวัฒนธรรม เล่ม ๑๙ จงั หวัดตราด.--กรุงเทพฯ : สำ� นักวรรณกรรมและ
ประวัติศาสตร์ กรมศลิ ปากร, ๒๕๕๖. ๑๘๔ หน้า.
1. วดั โยธานิมติ . 2. ตราด--ประวตั ิศาสตร.์ 3. ตราด--ความเปน็ อยแู่ ละประเพณ.ี
I. ธรี ะ แก้วประจนั ทร.์ II.ชือ่ เรอื่ ง.
294.3135
ISBN 978-616-543-234-4

ทปี่ รึกษา อธิบดีกรมศลิ ปากร
นายเอนก สีหามาตย์ รองอธบิ ดีกรมศิลปากร
นางสุรยี ์รตั น์ วงศเ์ สงีย่ ม ผูอ้ �ำนวยการส�ำนักวรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์
นายบญุ เตือน ศรีวรพจน์ ผ้อู �ำนวยการส�ำนักศิลปากรท่ี ๕ ปราจนี บุรี
นายวิเศษ เพชรประดับ ผูอ้ ำ� นวยการส�ำนกั บรหิ ารกลาง กรมศลิ ปากร

นางสนุ ิสา จติ รพันธ์

คณะบรรณาธกิ าร
นายธีระ แกว้ ประจันทร์ นางสาวฉตั ราภรน์ จินดาเดช
นายบัณฑติ ล่วิ ชยั ชาญ นายชญานนิ นยุ้ สินธ์ุ
นางสาวกมลพรรณ บญุ สุทธิ ์ นางสาวพลอยชมพู ยามะเพวนั

ค้นคว้าเรยี บเรียง
นายธีระ แก้วประจันทร์ นายเดชา สุดสวาท

นายอาภากร เกี้ยวมาศ นางสาวฉัตราภรน์ จนิ ดาเดช
นายบัณฑติ ล่วิ ชัยชาญ นายชญานนิ นุย้ สนิ ธ ์ุ
นางสาวกมลพรรณ บญุ สทุ ธ์ิ นางสาวพลอยชมพู ยามะเพวนั

ถา่ ยภาพ
นายนาวี พงษก์ าญจนะ กลุ่มเผยแพร่และประชาสัมพันธ์ ส�ำนกั บริหารกลาง กรมศิลปากร
สำ� นกั ศิลปากรที่ ๕ ปราจนี บรุ ี กรมศลิ ปากร
กลุ่มจารตี ประเพณี ส�ำนักวรรณกรรมและประวัตศิ าสตร์ กรมศิลปากร

ออกแบบและพิมพ์ที่
บริษัท ฤทธี ครีเอช่นั จ�ำกัด
๔/๑๒๙ หมู่บา้ นพรอเมนาดโฮม ธนบุรี ซ.อนามัยงามเจรญิ ๑๑
แขวงท่าข้าม เขตบางขนุ เทยี น กรงุ เทพมหานคร ๑๐๑๕๐


คำ� นำ�

กรมศิลปากรได้น�ำผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ณ พระอารามหลวงต่างๆ เป็น
ประจ�ำทุกปีในช่วงกฐินกาล ในการนี้ กรมศิลปากรได้จัดท�ำหนังสือปกิณกศิลปวัฒนธรรมซึ่งมีเนื้อหา
เก่ียวกับประวัติวัดที่กรมศิลปากรน�ำผ้าพระกฐินพระราชทานไปทอดถวาย ประวัติศาสตร์ของจังหวัด
ศลิ ปวฒั นธรรมของจงั หวดั และภารกจิ ของกรมศลิ ปากรในจงั หวดั นน้ั ๆ โดยกรมศลิ ปากรไดด้ ำ� เนนิ การ
จัดท�ำหนังสอื ปกณิ กศิลปวฒั นธรรมตง้ั แตพ่ ุทธศักราช ๒๕๓๘ สืบเน่อื งมาจนถึงปัจจุบนั เพอ่ื ประโยชน์
ทางวชิ าการและเป็นวิทยาทานแก่ผสู้ นใจดา้ นประวัติศาสตรแ์ ละศลิ ปวัฒนธรรม
หนังสอื ปกณิ กศิลปวัฒนธรรมท่ีจัดพิมพ์ในพุทธศกั ราช ๒๕๕๖ น้นี บั เปน็ เลม่ ที่ ๑๙ มเี น้ือหา
ว่าดว้ ยวดั โยธานมิ ิต พระอารามหลวงชน้ั ตรี ชนดิ สามญั ตัง้ อยู่ ณ ต�ำบลวงั กระแจะ อ�ำเภอเมืองตราด
จังหวัดตราด ซึ่งเป็นวัดที่กรมศิลปากรได้น�ำผ้าพระกฐินพระราชทานมาทอดถวายในปีน้ี โดยก�ำหนด
วันที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๖ เป็นวันถวายผ้าพระกฐินพระราชทาน วัดโยธานิมิต ถือเป็นวัดท่ีมี
ความส�ำคัญมาแต่โบราณ เช่ือกันว่าเคยเป็นสถานที่ตั้งทัพในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช และ
พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั นอกจากนหี้ นงั สอื ปกณิ กศลิ ปวฒั นธรรมเลม่ นยี้ งั มเี นอ้ื หาเกยี่ วกบั
ประวตั คิ วามเปน็ มาของจงั หวดั ตราดซงึ่ เปน็ จงั หวดั ทม่ี ปี ระวตั ศิ าสตรค์ วามเปน็ มายาวนาน และมคี วาม
ส�ำคัญอย่างย่ิงในแง่ภูมิศาสตร์ เศรษฐกิจ และการท่องเท่ียว รวมท้ังสถานที่ส�ำคัญทางประวัติศาสตร์
และแหล่งท่องเท่ียวต่างๆ เทศกาลงานประเพณี และวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของชาวตราด ตลอดจน
ขอ้ มูลภารกิจของกรมศลิ ปากรในเขตพื้นทจี่ ังหวดั ตราด
กรมศิลปากรได้มอบหมายกลุ่มจารีตประเพณี ส�ำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ท�ำการ
ศึกษา ค้นคว้า เรยี บเรยี งขอ้ มลู เพื่อจดั ทำ� ตน้ ฉบับและจดั พิมพ์หนงั สอื ปกิณกศิลปวัฒนธรรม เล่ม ๑๙
จังหวัดตราด โดยการด�ำเนินงานคร้ังน้ีได้รับความร่วมมืออย่างดีย่ิงจากผู้เก่ียวข้องหลายฝ่าย ทั้ง
พระเทพสุเมธมนุ ี (สง่า สกฺโก) เจ้าอาวาสวดั โยธานมิ ติ และเจ้าคณะจังหวดั ตราด คณะสงฆว์ ัดโยธานมิ ติ
สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ตราด และชาวตราดทอี่ นเุ คราะหข์ อ้ มลู ตา่ งๆ ประกอบกบั ความอนเุ คราะห์
และการอ�ำนวยความสะดวกต่างๆ จากส�ำนักศิลปากรที่ ๕ ปราจีนบุรี และข้าราชการ เจ้าหน้าท่ี
กรมศิลปากรผู้เกี่ยวข้องที่ให้ความร่วมมือ ท�ำให้การจัดท�ำหนังสือเล่มนี้แล้วเสร็จตามวัตถุประสงค์
จงึ ขอขอบพระคณุ ไว้ ณ โอกาสนี้
กรมศิลปากรหวังเป็นอย่างยิ่งว่า หนังสือปกิณกศิลปวัฒนธรรม เล่ม ๑๙ จังหวัดตราด
จะอ�ำนวยความรู้และสาระประโยชน์แก่ผู้ที่ได้รับหนังสือเล่มนี้เป็นอภินันทนาการ รวมท้ังผู้ที่สนใจ
ศกึ ษาประวัตศิ าสตร์ โบราณคดี และศิลปวฒั นธรรมตามสมควร

สำ� นกั วรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์ (นายเอนก สีหามาตย์)
กนั ยายน ๒๕๕๖ อธิบดกี รมศิลปากร


สารบัญ

คำ� นำ� ๑๐
กฐิน ๑๒
พระอารามหลวง ๑๖
วัดโยธานิมติ ๑๖
ชั้นและต�ำบลที่ตั้ง ๑๗
พื้นที่และอาณาเขต ๑๗
ประวตั ิและความส�ำคัญของวัด ๑๙
เกยี รติคณุ ของวดั โยธานิมิต ๑๙
โบราณสถาน สถานท่ีและสงิ่ ส�ำคัญภายในวดั ๔๑
การศึกษาภายในวดั ๔๒
การฌาปนกิจ ๔๒
ล�ำดบั เจา้ อาวาสวัดโยธานมิ ติ ๔๓
จำ� นวนพระภกิ ษแุ ละสามเณร ๔๓
เทศกาลและงานประเพณขี องวัด ๔๔
ประวตั ศิ าสตร์จงั หวัดตราด ๕๒
จังหวัดตราดในปจั จุบนั ๕๕
ทรพั ยากรธรรมชาต ิ ๕๗
สญั ลักษณส์ �ำคญั ประจ�ำจังหวัด ๕๘
ช่ือบา้ นนามเมืองในจงั หวดั ตราด ๕๙
ท่ีมาและความหมายของค�ำว่า “ตราด” ๖๐
ชอ่ื บ้านนามเมอื งในจงั หวัดตราด ๖๑
ภาษาและความหมายของชื่อบา้ นนามเมืองในจงั หวัดตราด ๖๓
ชอื่ บ้านนามเมอื งกบั ต�ำนานเรื่องเล่า ๖๘
ชอ่ื บา้ นนามเมืองอนั เน่ืองมาจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัว ๗๑
ขอ้ สังเกตเบ้ืองตน้ เก่ียวกับการอธบิ ายความหมายช่ือบ้านนามเมือง


ยุทธนาวีเกาะช้าง ๗๗
วิถีวัฒนธรรมของชาวตราด ๘๘
สภาพสงั คมตราด ๙๐
ศาสนาและคตคิ วามเชื่อ ๙๓
การประกอบอาชพี ๙๙
ขนบธรรมเนียมประเพณ ี ๑๐๔
ผลผลิตและงานช่าง ๑๐๗
เทศกาลและงานประเพณี ๑๑๒
เทศกาลและงานประเพณสี ่วนรวม ๑๑๒
เทศกาลและงานประเพณีท้องถนิ่ ๑๒๐
สถานท่ีส�ำคัญเชิงประวัติศาสตร์ วัฒนธรรมและการท่องเท่ียว ในจังหวดั ตราด ๑๓๑
ภารกจิ กรมศิลปากรในจงั หวดั ตราด ๑๕๗
โครงการส�ำคญั ของกรมศลิ ปากรในพ้นื ท่ีจงั หวัดตราด ๑๕๗
โบราณวตั ถุจากแหลง่ เรือสำ� เภาจมฯ ๑๖๒
แหลง่ โบราณคดใี ตน้ �้ำ เรอื สำ� เภาจมโบราณเกาะกระดาด จงั หวัดตราด ๑๖๖
บรรณานกุ รม ๑๗๐
ภาคผนวก ๑๗๕
รายชอ่ื พระอารามหลวงที่กรมศิลปากร
น�ำผา้ พระกฐนิ พระราชทานไปถวาย พ.ศ. ๒๔๗๗ - ๒๕๕๖ ๑๗๖

ค�ำสง่ั แตง่ ต้ังคณะกรรมการจดั งานถวายผา้ พระกฐินพระราชทาน ๑๗๙
กรมศิลปากรประจ�ำปี ๒๕๕๖


อธบิ ดกี รมศลิ ปากร (นายสหวฒั น์ แนน่ หนา) ถวายผา้ พระกฐินพระราชทานประจ�ำปพี ทุ ธศกั ราช ๒๕๕๕
ณ วัดมหาธาตุ จังหวัดยโสธร เมอ่ื วนั ที่ ๑๗ พฤศจิกายน ๒๕๕๕


ขบวนแหผ่ า้ พระกฐนิ พระราชทานทก่ี รมศิลปากรน�ำไปทอดถวายในพุทธศกั ราช ๒๕๕๕
ณ วัดมหาธาตุ จงั หวัดยโสธร


บรวิ ารกฐินท่กี รมศลิ ปากรน�ำไปถวาย


การแสดงโขนสมโภชองคก์ ฐนิ ณ วัดมหาธาตุ


กฐนิ *

กฐินเป็นประเพณีท�ำบุญตามพุทธบัญญัติ โดยค�ำว่า กฐิน ตามศัพท์บาลีแปลว่า
ไม้สะดึง คือ กรอบไม้ส�ำหรับขึงผ้าเพื่อเย็บเป็นจีวรของพระภิกษุ ซ่ึงแต่เดิมกฐินถือเป็นกิจ
ของสงฆ์โดยเฉพาะ พระสงฆ์ต้องหาผ้าท่ีไม่มีเจ้าของจากสถานท่ีต่างๆ มาตัดเย็บและย้อมเอง
ผ้าท่ีได้มานี้เรียกว่า ผ้าบังสุกุล ต่อมาพุทธศาสนิกชนเห็นถึงความยากล�ำบากของพระภิกษุ
ในการหาผ้า จึงมีจิตศรัทธาน�ำผ้ามาถวาย โดยพระพุทธองค์ทรงอนุญาตและบัญญัติให้
รับผ้านั้นได้โดยก�ำหนดให้วางไว้ท่ามกลางคณะสงฆ์ ไม่เจาะจงถวายแก่พระสงฆ์รูปใดรูปหน่ึง
การตดั เยบ็ จวี รของพระภกิ ษนุ น้ั จะตอ้ งเยบ็ ผา้ หลายๆ ชน้ิ ตอ่ กนั และประสานกนั เปน็ รปู สเี่ หลย่ี ม
ผนื ผา้ โดยมตี ะเข็บค่ันอยูภ่ ายในผืนผา้ ลักษณะเหมอื นคนั นา เรียกกนั ในหมสู่ งฆว์ า่ ขันธ์ ผา้ ท่ี
สำ� เรจ็ จากการตดั เยบ็ ดว้ ยไมส้ ะดงึ นเี้ รยี กวา่ ผา้ กฐนิ และเรยี กมาจนทกุ วนั น้ี แมจ้ ะมผี า้ สำ� เรจ็ รปู
ทีต่ ัดเยบ็ โดยไมต่ อ้ งอาศัยไมส้ ะดึงแล้วกต็ าม
ในการทอดกฐนิ นอกจากเปน็ การทำ� บญุ เพอื่ ถวายผา้ กฐนิ ตามธรรมเนยี มแลว้ ยงั นยิ ม
ถวายสิ่งของเครื่องใช้ต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นของจ�ำเป็นส�ำหรับพระภิกษุใช้สอย เช่น เส่ือ
หมอน มงุ้ กาตม้ นำ�้ และของสำ� หรับใช้สอยรว่ มกันในวดั นอกจากน้ีในปัจจบุ นั นย้ี งั นยิ มถวาย
ส่ิงของอ่ืนๆ ทเ่ี ห็นว่าเปน็ ประโยชน์ เชน่ ยารกั ษาโรค เครอื่ งครวั เครื่องมอื กอ่ สร้างซ่อมแซมวัด
เครอ่ื งใชไ้ ฟฟา้ ฯลฯ โดยถอื เปน็ ของบรวิ ารหรอื เปน็ องคป์ ระกอบของผา้ กฐนิ เรยี กวา่ บรวิ ารกฐนิ
หรอื เครือ่ งกฐิน บริวารกฐินยังนับรวมไปถึงปจั จัยดว้ ย
การทำ� บญุ กฐนิ จะทำ� ในระยะเวลาทก่ี ำ� หนดในปหี นง่ึ ๆ เรยี กวา่ กฐนิ กาล อยใู่ นระหวา่ ง
วันแรม ๑ คำ�่ เดอื น ๑๑ ถงึ วันขน้ึ ๑๕ คำ่� เดือน ๑๒ จะทำ� ก่อนหรอื หลงั จากน้ไี ม่ได้ กฐินแบ่ง
เป็น ๒ ประเภท ได้แก่ กฐินหลวง และกฐนิ ราษฎร์

* นางเบญจมาส แพทอง อดีตผู้อำ� นวยการส�ำนกั วรรณกรรมและประวตั ิศาสตร์ คน้ คว้าเรียบเรยี ง
10


กฐินพระราชทาน เป็นกฐินหลวงประเภทหน่ึง หมายถึง กฐินซึ่งพระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยูห่ ัวทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานแก่หนว่ ยราชการ รฐั วสิ าหกจิ องคก์ าร
สมาคม มูลนิธิ หรือเอกชนน�ำไปทอดถวาย ณ พระอารามหลวงในกรุงเทพมหานครและ
ตา่ งจงั หวดั ทวั่ ราชอาณาจกั รนอกเหนอื จากวดั หลวงสำ� คญั จำ� นวน๑๖วดั ทจ่ี ะเสดจ็ พระราชดำ� เนนิ
ถวายผา้ พระกฐนิ ดว้ ยพระองคเ์ อง โดยขอรบั พระราชทานผา่ นกรมการศาสนา และเมอื่ สน้ิ เขตกฐนิ
กาลแลว้ กรมการศาสนาจะรวบรวมบญั ชรี ายการถวายพระราชกศุ ลของหนว่ ยงาน องคก์ ร ฯลฯ
นำ� ความกราบบงั คมทูลพระกรณุ าทราบฝ่าละอองธุลพี ระบาท
คำ� ถวายผา้ พระกฐนิ “ผา้ พระกฐนิ ทานกบั ทงั้ ผา้ อานสิ งสบ์ รวิ ารทง้ั ปวงน้ี ของพระบาท
สมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั ภมู พิ ลอดลุ ยเดช มหติ ลาธเิ บศรรามาธบิ ดี จกั รนี ฤบดนิ ทร สยามนิ ทราธริ าช
บรมนาถบพิตรผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ กอปรด้วยพระราชศรัทธา โปรดเกล้าฯ ให้ข้าพเจ้า
น้อมน�ำมาถวายแด่พระภิกษุสงฆ์ซึ่งจ�ำพรรษากาลถ้วนไตรมาสในอาวาสวิหารน้ี ขอพระสงฆ์
จงรบั ผา้ พระกฐินทานน้ี กระท�ำกฐินัตถารกิจตามพระบรมพุทธานญุ าตน้นั เทอญ”
อานิสงส์กฐิน การท�ำบุญกฐินถือเป็นการท�ำบุญใหญ่ ก่อให้เกิดอานิสงส์ทั้งพระสงฆ์
ผูท้ อดและผชู้ กั ชวนทอด ปรากฏในชาดกตา่ งๆ ในส่วนของพระสงฆ์น้นั มีกำ� หนดไว้ในพระวินยั
ขนั ธกะ อาทิ เดินทางไปไหน โดยไม่ตอ้ งบอกตอ้ งลา ฉนั อาหารร่วมวงเปน็ หมูค่ ณะได้ เกบ็ ผา้
จวี รเกนิ ๑๐ วนั ได้ เปน็ ตน้
ส่วนผู้ทอด ผู้ชักชวนทอดจะได้รับบุญมากเพราะเป็นมหากุศลท่ีย่ิงใหญ่ มีความ
ปรารถนาส่ิงใดก็ส�ำเร็จสมความปรารถนา ดังในนรชีวกฐินทานชาดก กล่าวว่า เม่ือสมเด็จ
พระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสวยพระชาติเป็นนรชีวะ ได้ชักชวนเศรษฐีถวายผ้ากฐินและอธิษฐาน
ขอตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้าในอนาคตกาล ก็ส�ำเร็จสมประสงค์ นอกจากนี้ยังเป็นการจรรโลง
พระพทุ ธศาสนาใหเ้ จรญิ มนั่ คงถาวร เปน็ ผอู้ ปุ ถมั ภบ์ ำ� รงุ พระสงฆ์ ธรรมทายาทในพระพทุ ธศาสนา
และก่อให้เกดิ จิตใจอนั เป็นกุศล

11


พระอารามหลวง*

การสร้างวัดหรือพระอาราม ในอดีตผู้สร้างมักจะเป็นพระเจ้าแผ่นดินหรือเป็นผู้มี
สถานะทางสงั คมสงู หรอื มกี ำ� ลงั ทรพั ยส์ งู ไดแ้ ก่ ขนุ นางหรอื เศรษฐี ในสมยั พทุ ธกาลเหลา่ กษตั รยิ ์
และเศรษฐตี า่ งๆ สรา้ งวดั ขน้ึ เพอ่ื อทุ ศิ ถวายเปน็ ทปี่ ฏบิ ตั ศิ าสนกจิ และจำ� พรรษาของสมเดจ็ พระ
สมั มาสมั พทุ ธเจา้ และพระภกิ ษสุ งฆ์ ดงั ทปี่ รากฏในพทุ ธประวตั วิ า่ พระเจา้ พมิ พสิ ารทรงสรา้ งวดั
เวฬวุ นาราม นบั เปน็ อารามทพี่ ระเจา้ แผน่ ดนิ ทรงสรา้ งเปน็ แหง่ แรกในพทุ ธศาสนา อนาถบณิ ฑกิ
เศรษฐีสรา้ งวดั พระเชตวันวิหาร นางวิสาขาเศรษฐินสี รา้ งวดั ปุพพาราม เปน็ ตน้
ในประเทศไทยตง้ั แตส่ มยั กอ่ นสโุ ขทยั ถงึ สมยั สโุ ขทยั มคี วามปรากฏในจารกึ หลายหลกั
ว่า พระเจ้าแผ่นดินหรือพระบรมวงศานุวงศ์ทรงสร้าง ทรงอุปถัมภ์ และทรงบูรณปฏิสังขรณ์
พระอารามหลวงหรือวดั หลวงหลายวดั ไมป่ รากฏวา่ มีบุคคลอ่นื ใดเป็นผสู้ ร้าง เชน่ เดียวกับสมัย
กรุงศรีอยุธยาที่ปรากฏในท�ำเนียบสมณศักด์ิสงฆ์ครั้งกรุงเก่าว่า พระมหากษัตริย์เท่าน้ันท่ีทรง
สร้างและบูรณปฏิสังขรณ์พระอารามหลวงหรือวัดหลวง จนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่ง
เกล้าเจ้าอยู่หัวแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พระบรมวงศานุวงศ์และ
ขนุ นางสร้างแล้วถวายเปน็ วัดหลวงได้
เมอ่ื พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราชทรงสถาปนากรงุ รตั นโกสนิ ทรข์ น้ึ
นนั้ มพี ระราชประสงคจ์ ะทำ� นบุ ำ� รงุ บา้ นเมอื งใหเ้ หมอื นเมอื่ ครงั้ กรงุ ศรอี ยธุ ยารงุ่ เรอื ง เรยี กกนั วา่
คร้ังบ้านเมืองดี จึงโปรดเกล้าฯ ให้ถ่ายแบบอย่างการสร้างวัดมาจากกรุงศรีอยุธยา อาทิ ทรง
สร้างวัดสุทศั นแ์ ทนวดั พนัญเชงิ ท่ีกรงุ ศรอี ยุธยา เปน็ ต้น จนกระท่งั รัชสมยั พระบาทสมเดจ็ พระ
น่ังเกล้าเจ้าอยู่หัวมีพระราชด�ำริว่า พระอารามหลวงในกรุงเทพฯ ยังน้อยกว่ากรุงเก่ามากนัก
ไม่พอกับต�ำแหน่งพระราชาคณะในท�ำเนียบ จึงทรงสร้างพระอารามขึ้นใหม่ และทรงชักชวน
ใหพ้ ระบรมวงศานวุ งศร์ วมทง้ั ขนุ นางทมี่ กี ำ� ลงั ทรพั ยช์ ว่ ยกนั สรา้ งหรอื บรู ณปฏสิ งั ขรณว์ ดั ทช่ี �ำรดุ

* นางอลิสา รามโกมุท อดีตนักอักษรศาสตร์ชำ� นาญการพิเศษ กลุ่มจารีตประเพณี ส�ำนักวรรณกรรมและ
ประวตั ิศาสตร์ คน้ คว้าเรยี บเรียง
12


ทรดุ โทรมขน้ึ ใหม่ ถา้ วดั ของใครสรา้ งงดงามดกี ท็ รงรบั เปน็ พระอารามหลวงเพอื่ ใหเ้ ปน็ เกยี รตยิ ศ
แก่ผู้สร้างหรือบูรณปฏิสังขรณ์วัดน้ันๆ ถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและ
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั มีพระราชดำ� ริว่า วดั ทไี่ ดส้ รา้ งขน้ึ มีมากพอแล้ว จึงไม่
ใครจ่ ะทรงรบั วดั ทผ่ี อู้ นื่ สรา้ งเปน็ พระอารามหลวงเหมอื นในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้
เจ้าอยูห่ ัว ดังปรากฏตามตำ� นานพระอารามหลวง ทเ่ี จา้ พระยาวิชิตวงศว์ ุฒไิ กร (หม่อมราชวงศ์
คล่ี สุทศั น)์ เสนาบดกี ระทรวงธรรมการเรียบเรียงขึ้นทูลเกลา้ ฯ ถวายในรชั กาลท่ี ๕ วา่ มีพระ
อารามหลวงในกรุงเทพฯ จ�ำนวน ๗๗ วัด
ในรชั กาลปจั จบุ นั รฐั บาลเหน็ วา่ การยกฐานะวดั ราษฎรข์ น้ึ เปน็ วดั หลวง เปน็ วธิ หี นงึ่ ทจ่ี ะ
ชว่ ยเชิดชพู ุทธศาสนาให้เจรญิ รุ่งเรือง จงึ ไดก้ ำ� หนดใหว้ ดั ทส่ี มควรไดร้ บั เกียรติยกยอ่ งเปน็ พิเศษ
ขอพระราชทานยกฐานะข้ึนเป็นพระอารามหลวงได้ โดยออกเป็นระเบียบส�ำนักงานพระพุทธ
ศาสนาแห่งชาตวิ า่ ดว้ ยการยกวดั ราษฎรข์ ้นึ เป็นพระอารามหลวง พ.ศ. ๒๕๑๘ ดังนี้
๑. เป็นวัดท่ีเป็นหลักฐาน โดยมีเสนาสนะถาวรหรือมีปูชนียวัตถุท่ีเป็นโบราณสถาน
หรอื โบราณวัตถุ หรอื ศิลปวัตถุ
๒. เป็นวัดท่ีมีการปกครองเป็นระเบียบเรียบร้อย มีการศึกษาและเผยแพร่พระพุทธ
ศาสนา ท่ีเปน็ หลกั ฐาน
๓. เป็นวัดที่มีการพฒั นาและมกี ิจกรรมที่เปน็ ประโยชน์ต่อสาธารณชน
๔. มีพระสงฆจ์ �ำพรรษาต้งั แต่ ๒๐ รปู ขึ้นไป ติดต่อกนั เป็นเวลา ๕ ปีถงึ ปจั จบุ นั
๕. เปน็ วดั สำ� คญั ของทอ้ งถนิ่ หรอื เปน็ สถานทป่ี ระกอบพธิ ที างศาสนาของทางราชการ
เปน็ ประจำ� หรือเป็นวดั สำ� คญั ทางประวัตศิ าสตร์
๖. ต้องมอี ายุ ๕๐ ปีขนึ้ ไป
การขอยกวดั ราษฎรซ์ ่งึ มคี ณุ สมบัติครบท้ัง ๖ ประการ ข้นึ เป็นพระอารามหลวงนัน้ จะ
ต้องผ่านความเห็นชอบจากนายอ�ำเภอและเจ้าคณะอ�ำเภอก่อน จากน้ันนายอ�ำเภอจึงรายงาน
ไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมด้วยประวัติวัด แผนท่ีแสดงท่ีต้ังวัด แผนผังแสดงส่ิงปลูกสร้าง
และภาพถ่ายถาวรวัตถุของวัด ให้ผู้ว่าราชการจังหวัดปรึกษาเจ้าคณะจังหวัด หากเห็นสมควร
อยา่ งใดใหร้ ายงานไปยงั สำ� นักงานพระพทุ ธศาสนาแห่งชาติ เม่ือส�ำนกั งานพระพทุ ธศาสนาแห่ง
ชาตเิ ห็นสมควร และไดร้ ับความเห็นชอบจากเจา้ คณะภาคเจา้ สังกัด และเจา้ คณะใหญแ่ ล้ว ให้
รายงานนายกรัฐมนตรีเพ่ือพิจารณาน�ำเสนอมหาเถรสมาคม และเม่ือมหาเถรสมาคมพิจารณา
เหน็ ชอบแลว้ สำ� นกั งานพระพทุ ธศาสนาแหง่ ชาตจิ ะดำ� เนนิ การขอพระราชทานยกวดั นนั้ ขน้ึ เปน็
พระอารามหลวงตอ่ ไป เม่ือทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ พระราชทานและประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาแล้ว ส�ำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติจะข้ึนทะเบียนวัดน้ันเป็นพระอารามหลวง
พร้อมแจง้ เจ้าคณะภาคเจ้าสงั กดั และผูว้ ่าราชการจงั หวดั ทราบ

13


พระอารามหลวงหรอื วัดหลวงแบง่ ช้ันและชนดิ ตามล�ำดบั ความส�ำคัญ ดังน้ี
๑. ช้ันเอก ได้แก่ วัดท่ีมีเจดีย์สถานส�ำคัญ วัดที่บรรจุพระบรมอัฐิหรือวัดที่มีเกียรติ
อย่างสูง มี ๓ ชนดิ คอื ราชวรมหาวิหาร ราชวรวิหาร และวรมหาวหิ าร
๒. ชนั้ โท ไดแ้ ก่ วดั ทมี่ เี จดยี ส์ ถานสำ� คญั หรอื วดั ทมี่ เี กยี รติ มี ๔ ชนดิ คอื ราชวรมหาวหิ าร
ราชวรวิหาร วรมหาวหิ าร และวรวิหาร
๓. ชน้ั ตรี ไดแ้ ก่ วดั ทม่ี เี กยี รติ วดั ประจำ� เมอื งหรอื วดั สามญั มี ๓ ชนดิ คอื ราชวรวหิ าร
วรวหิ าร และสามัญ
พระอารามหลวงหรอื วัดหลวง มี ๕ ชนดิ ตามคณุ สมบัติ ดงั นี้
๑. ราชวรวิหาร ได้แก่ พระอารามที่พระมหากษัตริย์ สมเด็จพระราชินี สมเด็จ
พระยุพราชทรงสร้าง และปฏสิ ังขรณเ์ ป็นการสว่ นพระองค์
๒. วรวหิ าร ไดแ้ ก่ พระอารามทพี่ ระมหากษตั รยิ ์ สมเดจ็ พระราชนิ ี สมเดจ็ พระยพุ ราช
ทรงสร้าง และปฏิสังขรณ์พระราชทานเป็นเกียรติยศแก่ผู้ต�่ำศักด์ิลงมาหรือแก่วัด รวมท้ังวัดท่ี
ประชาชนสรา้ งหรือปฏิสังขรณ์ และทรงรบั ไว้เป็นพระอารามหลวงท่ีมเี กียรติ
๓. ราชวรมหาวิหาร ได้แก่ พระอารามชนิดราชวรวิหารที่เป็นพระอารามใหญ่ และ
มสี ิ่งก่อสรา้ งขนาดใหญ่
๔. วรมหาวหิ าร ไดแ้ ก่ พระอารามชนดิ วรวหิ ารทเี่ ปน็ พระอารามใหญ่ และมสี ง่ิ กอ่ สรา้ ง
ขนาดใหญ่
๕. สามัญ ไดแ้ ก่ พระอารามหลวงที่ไมเ่ ขา้ ในหลักเกณฑ์ทั้ง ๔ ชนิด

14


พระเทพสเุ มธมนุ ี (สงา่ สกโฺ ก) เจา้ อาวาสวดั โยธานมิ ติ และเจา้ คณะจงั หวดั ตราด

15


วดั โยธานิมิต*

ชน้ั และตำ� บลท่ตี ้ัง
วัดโยธานิมิต หรือท่ีนิยมเรียกกันว่า “วัดโบสถ์” ต้ังอยู่เลขที่ ๗ ถนนเทศบาล ๔
ตำ� บลวงั กระแจะ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ตราด สงั กดั คณะสงฆม์ หานกิ าย ไดร้ บั พระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ
พระราชทานวิสุงคามสีมาจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยหู่ ัวเม่ือวนั ที่ ๒๔ มนี าคม พ.ศ. ๒๕๑๒
และได้รับการยกฐานะเป็นพระอารามหลวงชั้นตรี ชนิดสามัญตั้งแต่วันที่ ๑๗ เมษายน พ.ศ.
๒๕๒๓

ทางเขา้ วดั ดา้ นทศิ ตะวนั ออก
* นายชญานนิ นยุ้ สนิ ธ์ุ นกั อกั ษรศาสตรป์ ฏบิ ตั กิ าร กลมุ่ จารตี ประเพณี สำ� นกั วรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์
คน้ ควา้ เรยี บเรยี ง
16


พน้ื ที่และอาณาเขต
วดั โยธานมิ ิตตง้ั อยบู่ นพืน้ ท่รี าบ มพี นื้ ทที่ งั้ หมด ๒๑ ไร่ ๒ งาน ๑๘ ตารางวา โฉนด
ที่ดินเลขที่ ๘๑๓ มีอาณาเขต ดงั นี้
ทศิ เหนือ ตดิ กับทด่ี นิ ของเอกชน (ชุมชนวัดโบสถ์) และทดี่ นิ สาธารณประโยชน์
ทิศใต ้ ตดิ กับคลองบางพระ และถนนสายตราด - ปากคลอง
ทิศตะวนั ออก ติดกับทด่ี นิ ของเอกชน และถนนสายตราด - ปากคลอง
ทิศตะวันตก ติดกับทีด่ ินของเอกชน คลองบางพระ และโรงเรยี นกิตวิทยา ซึ่งเป็น
โรงเรยี นราษฎร
ปจั จบุ นั วดั โยธานมิ ติ มที างเขา้ -ออก๓ทางดา้ นทศิ เหนอื ทศิ ตะวนั ออกและทศิ ตะวนั ตก
ทิศใต้ติดกับแนวคลองบางพระโดยตลอด ประตูด้านทิศตะวันตกท่ีติดกับโรงเรียนกิตวิทยา
จะเปดิ เฉพาะเวลามกี จิ ธรุ ะ ส่วนประตทู างเขา้ หลักคอื ซุม้ ประตใู หญ่ ๑ ซุ้มและประตูทางเขา้
อีก ๑ จุดด้านทิศตะวนั ออกเช่นเดยี วกันซง่ึ ตดิ กบั ถนนสายตราด - ปากคลอง

ถนนภายในวดั

ประวตั แิ ละความส�ำคญั ของวดั
ตามประวัตขิ องวดั ที่เล่าสบื ต่อกนั มาเชอื่ กันว่า วดั โยธานมิ ติ สร้างข้ึนเม่อื พ.ศ. ๒๓๙๑
ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระนงั่ เกลา้ เจา้ อยหู่ วั (หลกั ฐานบางแหง่ เชอื่ วา่ สรา้ งเมอื่ พ.ศ. ๒๓๑๕
ในรัชสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้งเมื่อทรงรวมไพร่พลบริเวณพ้ืนที่ภาคตะวันออก)
ในครั้งน้ัน เมืองญวน (หรือประเทศเวียดนามในปัจจุบัน) ซึ่งมีองเชียงสือเป็นกษัตริย์ได้ส่ง

17


กองก�ำลังไปรุกรานเขมรซึ่งเป็นประเทศราชของไทยในเวลาน้ัน นักองด้วงผู้เป็นกษัตริย์ของ
เขมรจึงส่งค�ำร้องขอให้ไทยส่งก�ำลังทหารไปช่วย พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวจึงทรง
พระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหเ้ จา้ พระยาบดินทรเดชา (สงิ ห์) ตน้ สกุลสงิ หเสนี เปน็ แมท่ พั บก สว่ น
เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค) (ต่อมาได้เป็นสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาประยูรวงศ์ ต้น
สกุลบนุ นาค) เปน็ แม่ทพั เรือ เคล่อื นพลไปชว่ ยเขมร ทงั้ นี้ ทพั เรือมอิ าจไปชว่ ยทำ� การรบไดท้ นั
เน่ืองจากไม่มีลมทะเลพากองเรือเคล่ือนไปน่านน�้ำเขมรได้จึงตั้งทัพอยู่เพียงเมืองตราดปัจจุบัน
การศกึ สงครามกบั ญวนครั้งนน้ั ผลัดกันแพ้ชนะอยู่หลายคราว คร้นั สถานการณเ์ รม่ิ คล่ีคลาย จงึ
ทรงพระกรณุ าโปรดเกล้าฯ ใหย้ กกองทพั กลบั ได้
ทง้ั น้ี การทท่ี พั เรอื ไมไ่ ดเ้ ขา้ มารว่ มในการรบครง้ั นี้ เจา้ พระยาบดนิ ทรเดชาพจิ ารณาแลว้
เหน็ วา่ เหน็ จะมใิ ชค่ วามผดิ ของกองทพั เรอื หรอื เจา้ พระยาพระคลงั แตเ่ ปน็ เหตสุ ดุ วสิ ยั เนอื่ งจาก
ลมทะเลไมเ่ ออ้ื อำ� นวย จงึ มใี บบอกไปทางกรงุ เทพฯ กราบบงั คมทลู ถวายขอ้ คดิ เหน็ วา่ ควรใหท้ พั
เรอื นำ� โดยเจา้ พระยาพระคลงั ขดั ตาทพั อยทู่ เ่ี มอื งตราดเพอื่ เปน็ การคมุ เชงิ และเปน็ ทเ่ี กรงขามของ
ขา้ ศกึ ญวน พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงเหน็ ชอบและทรงพระกรณุ าโปรดเกลา้ ฯ ให้
เป็นไปตามน้นั ทพั เรือจากกรงุ เทพฯ จงึ ขึน้ ฝ่งั ทต่ี �ำบลทงุ่ ใหญ่ ซง่ึ คือต�ำบลแหลมหินในปจั จุบัน
และมาตง้ั คา่ ยทพั อยทู่ ต่ี ำ� บลแหลมเคด็ คอื พน้ื ทบ่ี รเิ วณตลาดเทศบาลเมอื งตราดในปจั จบุ นั ชว่ ง
ระหว่างพกั ทพั อยู่ เหลา่ ทหารทพั เรอื ได้พรอ้ มใจกันสร้างวดั ขึน้ มานามว่า “โยธานมิ ิต” เพ่อื เป็น
อนสุ รณ์วา่ คร้งั หน่ึงวดั แหง่ นี้เคยเป็นท่ตี ง้ั ของกองทพั
ภายในวดั มีโบสถ์หลงั เก่า (ปจั จุบนั เรียกวา่ วิหาร) สรา้ งขน้ึ ในศิลปะแบบอยธุ ยาตอน
ปลาย ในสมยั รตั นโกสนิ ทร์ วดั โยธานมิ ติ เคยเปน็ สถานทถ่ี อื นำ้� พพิ ฒั นส์ ตั ยาของขา้ ราชการเมอื ง
ตราดอกี ดว้ ย อนง่ึ หลงั จากฝา่ ยญวนและไทยทำ� สญั ญาสงบศกึ กนั แลว้ เจา้ พระยาพระคลงั ไดร้ บั
พระบรมราชโองการใหก้ องทัพเรือกลบั กรงุ เทพฯ ทา่ นเจา้ พระยาไดพ้ าเหลา่ เสนามาตย์ไพร่พล
เขา้ เฝา้ ถวายพระราชกศุ ลทไ่ี ดส้ รา้ งวดั โยธานมิ ติ ขน้ึ พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั ทรงปนู
บำ� เหน็จรางวัลแกไ่ พร่พล และพระราชทานพระราชทรพั ยส์ ่วนพระองค์เป็นนติ ยภัตปีละ ๑๘๐
บาท และไดร้ บั มาตลอดจนรัชกาลตอ่ มา กระทั่งยกเลิกเงนิ นิตยภตั เม่อื พ.ศ. ๒๔๔๘ เนอ่ื งจาก
เมืองตราดได้ตกเป็นของฝร่ังเศส
ราว พ.ศ. ๒๔๐๕ ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงเห็นว่า
เสนาสนะบางส่วนของวัดโยธานิมิตทรุดโทรมลงไปมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้
ปฏิสังขรณ์ข้ึนใหม่ ในเวลาต่อมา คณะสงฆ์มีด�ำริให้เริ่มท�ำทะเบียนวัดได้เปล่ียนมาใช้ช่ือ
“วัดโบสถ”์ ตามท่ชี าวบ้านนยิ มเรยี กแตโ่ บราณ อย่างไรกด็ ี ไดก้ ลับมาใช้ชอ่ื “วดั โยธานมิ ติ ” อีก
ครงั้ เม่อื คร้งั ท่ีวดั ได้รบั การยกฐานะเปน็ พระอารามหลวงใน พ.ศ. ๒๕๒๓ ปจั จบุ นั วดั โยธานิมิต
เปน็ วดั ที่เจ้าคณะจงั หวดั ตราดจ�ำพรรษาดว้ ย

18


เกียรตคิ ุณของวัดโยธานิมิต
พ.ศ. ๒๕๒๘ ได้รับประกาศเกียรติคุณเป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง โดยกรมการศาสนา
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
นอกจากน้ี วัดโยธานิมิตยังได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศูนย์เผยแพร่พุทธศาสนาประจ�ำ
จงั หวดั ตราดอีกด้วย

โบราณสถาน สถานทีแ่ ละสิ่งส�ำคญั ภายในวัด
พระอโุ บสถ
พระอุโบสถวดั โยธานิมติ เร่ิมสร้างเมอื่ วันที่ ๑๒ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๒ สรา้ งเสรจ็ ใน
วนั ท่ี ๑๔ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ ใช้งบประมาณทัง้ สนิ้ ๓ ล้านบาทเศษ สรา้ งขึน้ เพ่ือทดแทน
โบสถ์หลังเก่าที่ช�ำรุดทรุดโทรมและมีขนาดเล็ก พระอุโบสถมีแผนผังรูปส่ีเหล่ียมผืนผ้ากว้าง
๑๑.๕๐ เมตร ยาว ๑๙.๕๐ เมตร โครงสรา้ งก่ออฐิ ถือปนู อย่างมน่ั คงแข็งแรงบนฐานยกสูงจาก
พื้นดินราว ๑.๒๐ เมตร หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ล้อมรอบด้วยก�ำแพงแก้วก่อปูนสีอิฐ
มบี นั ไดข้ึนจากทัง้ ๔ ทศิ สว่ นปลายของราวบันไดทงั้ ๒ ข้างในทุกทิศปน้ั รปู สิงหค์ ่สู ีขาวมเี ครื่อง
ประดับสีทอง ท้ังน้ี บันไดด้านหน้าหรือด้านทิศตะวันออกและด้านหลังหรือด้านทิศตะวันตก
ท�ำสิงห์ขนาดใหญ่ยืนบนแท่นสูงราว ๑ เมตร ตัวสิงห์มีสีขาวท�ำเคร่ืองประดับที่แผงคอและ
ขอ้ เท้าเป็นสีทอง
ถัดขึ้นไปบนลานรอบพระอุโบสถภายในก�ำแพงแก้ว มีซุ้มใบเสมาประจ�ำทิศ ๘ ซุ้ม
ลักษณะซุ้มโปร่งตั้งบนแท่นฐานเหนือขึ้นไปเป็นส่วนฐานซุ้มแบบบัวลูกแก้วอกไก่เพ่ิมมุม ส่วน
กลางของซมุ้ ทำ� เปน็ เสาประดบั กรอบหนา้ บนั ภายในซมุ้ ประดษิ ฐานใบเสมา สว่ นยอดของซมุ้ ทำ�
เปน็ ยอดเจดยี แ์ บบรตั นโกสนิ ทรส์ ที อง ลกั ษณะของใบเสมานน้ั เปน็ สที อง มฐี าน ๓ ชนั้ รองรบั ฐาน
ชน้ั ลา่ งสดุ เปน็ ฐานสงิ ห์ ฐานชน้ั บนสดุ เปน็ ฐานคลา้ ยลำ� ตวั พญานาคมสี ว่ นปลายเปน็ หวั พญานาค
ซงึ่ มลี กั ษณะใกลเ้ คยี งกบั หางหงส์ ตวั ใบเสมาในสว่ นกลางทำ� รปู พระพทุ ธรปู ปางรำ� พงึ ขนาบดว้ ย
ธรรมจกั รและลวดลายท้ัง ๒ ขา้ ง ส่วนบนของใบเสมาประดับฉัตร ๓ ชน้ั และยอดรูปดอกบวั ตูม
พระอุโบสถต้ังอยู่บนฐานยกสูงอีกชั้นหน่ึง มีบันไดทางเข้าฝั่งทิศตะวันออกและ
ทิศตะวันตกซ่ึงขึ้นจากด้านข้างทั้ง ๒ ข้างเช่นเดียวกัน ปลายบันไดทั้ง ๒ ข้างในทุกทิศท�ำรูป
นรสงิ หน์ งั่ เปน็ สขี าว มแี ผงคอสแี ดง เชงิ บนั ไดมเี สาโคมไฟอยทู่ ง้ั ๔ มมุ พระอโุ บสถมปี ระตทู างเขา้
ดา้ นทศิ ตะวนั ออกและทศิ ตะวนั ตกดา้ นละ ๒ ประตู ซมุ้ ประตทู างเขา้ มกี รอบซมุ้ ประตทู ำ� เปน็ เสา
ประดบั กรอบประตู ๓ ช้ันอยา่ งวิจติ รบรรจงเปน็ ลวดลายชัน้ ฐานสิงห์ ลายกาบพรหมศร ประจ�ำ
ยามรดั อก กาบบนและบวั ปลายเสาโดยลำ� ดบั กรอบประตดู า้ นหนา้ ประดบั ลายดอกซกี ดอกซอ้ น
และซมุ้ เรอื นยอดปดิ ทองประดบั กระจก เรมิ่ ตน้ ลายสว่ นฐานดว้ ยกระจงั ฐานพระควำ่� ลายประจำ�

19


พระอโุ บสถดา้ นทศิ ตะวนั ออก

ยามก้ามปู เรือนยอดท่ีครอบซุ้มมี ๕ ช้ัน แต่ละชั้นประดับแนวลายกระจัง ประจ�ำยามก้ามปู
ทข่ี อบชน้ั และหน้าบันท่ีลดหลัน่ สัดส่วนกนั ขึ้นไป ถัดข้นึ ไปเปน็ ทรงระฆัง บลั ลังก์ บัวกลุ่ม ปลี
บัวกลมุ่ อีกช้ันหนงึ่ ปลียอด และลูกแกว้ โดยล�ำดบั
ประตูทางเข้าพระอุโบสถมที ัง้ หมด ๔ บาน ดา้ นหน้า ๒ บาน และด้านหลัง ๒ บาน
บานประตพู ระอโุ บสถประดบั ลายรดน�้ำรปู เทวดายนื พนมมอื ยนื ตรงเบย่ี งใบหนา้ เขา้ หนา้ กนั เลก็
น้อย พื้นหลงั เป็นกระหนกลายพรรณพฤกษา บานประตดู า้ นในพระอุโบสถประดับมขุ เป็นลาย
ก้านขดและกระหนกพรรณพฤกษาอยา่ งละเอียดอ่อนช้อย
ด้านข้างทั้งสองของประตูทางเข้าทั้งด้านหน้าและด้านหลังประดับซุ้มติดผนังปิดทอง
ประดับกระจกประดิษฐานพระพุทธรูปประทับยืนปางร�ำพึง ลักษณะซุ้มโดยรวมคล้ายกับซุ้ม
ประตูทางเข้าแต่ประดับตกแต่งน้อยกว่า เร่ิมจากฐานซุ้มเป็นแนวลายประจ�ำยามก้ามปู เหนือ

20


ข้ึนไปเป็นลายกลีบบัวหงายรองรับฐานพระ กรอบซุ้มทั้ง ๒ ข้างท�ำลวดลายดอกซีกดอกซ้อน
มีประจ�ำยามรัดอกตรงขอบกลาง ตามด้วยบัวปลายเสา เหนือขึ้นไปเป็นชั้นเคร่ืองบนท่ีมีลาย
ประจำ� ยามกา้ มปเู ปน็ ฐานสว่ นลา่ ง ตอ่ ดว้ ยซมุ้ หนา้ บนั ทม่ี เี ทพนมตรงกลางลอ้ มดว้ ยลายกระหนก
โดยลวดลายท้ังหมดน้ที ำ� แบบเดียวกันท้ังซ้มุ ดา้ นทิศตะวนั ออกและทศิ ตะวนั ตก

ลวดลายของประตทู างเขา้ พระอโุ บสถ

ลวดลายของกรอบประตแู ละซมุ้ พระขนาบประตทู างเขา้

21


หนา้ บนั พระอโุ บสถดา้ นทศิ ตะวนั ออก

หนา้ บนั ของพระอโุ บสถทงั้ ดา้ นทศิ ตะวนั ออกและทิศตะวนั ตกประกอบด้วยเสา ๔ ต้น
รองรับหน้าบันและช้ันหลังคา เสา ๒ ข้างด้านนอกประดับบัวหัวเสาและบัวรองปลายเสา ท�ำ
คนั ทวยรบั ชนั้ หลงั คา ประดบั ลายแขง้ สงิ หต์ รงสว่ นแนวเสาดา้ นใน สว่ นหวั เสารบั แนวกระจงั ฐาน
พระทมี่ เี ฟอ่ื งอบุ ะหอ้ ยลงมา ชอ่ งระหวา่ งเสาขา้ งนอกและเสาขา้ งในประดบั ลายดอกบวั ในกรอบ
สีเ่ หลย่ี มบนพ้ืนหลังประดบั กระจกสเี ขยี ว สว่ นเสาตน้ ขา้ งในมีลวดลายประดับใกลเ้ คยี งกนั โดย
เหนอื เสาชอ่ งประตทู างเขา้ ทงั้ ๒ ดา้ นท�ำเปน็ แนวคหู า ถดั ขน้ึ มาเปน็ ลายกระจงั ฐานพระและลาย
ประจำ� ยามกา้ มปู ทงั้ นบ้ี นลายประจ�ำยามกา้ มปมู ขี อ้ ความวา่ “เสดจ็ พอ่ พรหมมาลปี ยิ ะ เสดจ็ พอ่
กอกแก้ว เสดจ็ พ่อฟา้ เลก็ ” เหนอื ขนึ้ ไปคือ แผงแรคอสองตรงกลาง ท�ำเป็นรปู ซุม้ ๕ ซุ้ม คนั่ ดว้ ย
ลายกระหนกปิดทอง ภายในซุ้มประดับรูปเทวดา และแม่พระธรณีในซุ้มตรงกลาง ส่วนปลาย
ดา้ ยซา้ ยและขวาสดุ เปน็ ลายหนา้ อดุ ปกี นกทท่ี ำ� เปน็ ลายกระหนกเปลวในพน้ื ทสี่ ามเหลย่ี มมมุ ฉาก
เหนือข้ึนไปเป็นแนวกระจังฐานพระ และลายประจ�ำยามก้ามปูขนาดเล็กโดยล�ำดับรองรับส่วน
หนา้ บัน หน้าบนั ของพระอโุ บสถประดับตราสัญลักษณว์ โรกาสทีพ่ ระบาทสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หวั
ทรงครองสริ ิราชสมบัติครบ ๖๐ ปี พ.ศ. ๒๕๔๙ บนฐานลายดอกซกี ดอกซ้อนปิดทอง ขนาบ
ดว้ ยลายกระหนกเปลวบนพนื้ หลงั ประดบั กระจกสเี ขยี ว หลงั คาพระอโุ บสถทำ� ลดหลน่ั กนั ๓ ชนั้
ประดบั ชอ่ ฟา้ ใบระกา และหางหงส์ และมุงกระเบ้ืองสเี ลือดหมูเข้ม

22


รายละเอยี ดของลวดลายประดบั เสาหนา้ บนั

23


พระอโุ บสถมหี นา้ ตา่ งดา้ นขา้ งทศิ เหนอื และทศิ ใต้ ขา้ งละ ๕ บาน ตกแตง่ กรอบหนา้ ตา่ ง
อยา่ งวิจิตรงดงาม สว่ นฐานของหนา้ ตา่ งเป็นลายประจ�ำยามกา้ มปู ตอ่ ด้วยบัวควำ่� บัวหงาย และ
ลายประจำ� ยามกา้ มปอู กี ครงั้ หนง่ึ เสากรอบหนา้ ตา่ งมกี ารเพม่ิ มมุ ๓ ชนั้ ทำ� เปน็ ลายกาบพรหมศร
ประจ�ำยามรัดอก กาบบนและบวั ปลายเสาโดยลำ� ดบั รองรับลายประจ�ำยามกา้ มปู ซงึ่ ต่อด้วย
ด้านบนของหน้าต่างท�ำเป็นซุ้มเรือนยอด ๕ ชั้น แต่ละชั้นประดับแนวลายกระจังที่ขอบช้ัน
ลดหลน่ั ข้ึนไปถึงสว่ นยอดซุม้ ซง่ึ ทำ� ทรงระฆัง บลั ลังก์ บัวกลมุ่ ปลี ลกู แกว้ รดั อก ปลียอด และ
ลูกแก้วโดยล�ำดับ ส่วนบานหน้าต่างน้ันลงรักปิดทองเป็นลายกระหนก ทั้งน้ี ระหว่างหน้าต่าง
แตล่ ะบาน มแี นวเสาติดผนังทท่ี ำ� บวั หวั เสาและคันทวยรองรบั ชั้นหลังคาดว้ ย
ภายในพระอุโบสถประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู ประธานปางมารวิชัยสร้างดว้ ยปนู ปดิ ทอง
มฉี ตั รทอง ๕ ชั้นหอ้ ยลงมาจากเพดาน ฐานพระประธานชั้นบนเป็นฐานกลีบบวั ประดับชายผา้
ทิพยห์ อ้ ยลงมาด้านหนา้ ปดิ ทองประดบั กระจกอย่างงดงาม ดา้ นขา้ งทง้ั ๒ ฝ่งั ของพระประธาน
ท�ำรูปพระสาวกปิดทองน่ังคุกเข่าประนมมือเข้าหาองค์พระ รองรับด้วยฐานขนาดใหญ่ประดับ
ลายกลบี บวั กระจังฐานพระ ลายกระหนกสามเหลย่ี มปดิ ทองประดบั กระจก พระประธาน พระ
สาวก และแทน่ ฐานตงั้ อยบู่ นฐานเขยี งขนาดใหญส่ ขี าวเหนอื พนื้ พระอโุ บสถอกี ชนั้ หนง่ึ ดา้ นหนา้
ฐานพระมโี ต๊ะหมู่บชู าไม้ประดบั มุกขนาดใหญ่ จัดวางเครื่องสักการบูชา
ผนงั ดา้ นหลงั พระประธานวาดเปน็ ตน้ มหาโพธพิ์ ฤกษต์ รงสว่ นกลาง ฉากหลงั เปน็ ภาพ
ทิวทัศน์ มีเทวดาและนางอัปสรมานมัสการพระพุทธองค์ ท่ีพ้ืนดินด้านล่างมีหมู่สัตว์ใหญ่น้อย
หมอบเฝ้าพระพุทธองค์ ผนังฝั่งตรงข้ามพระประธานเขียนภาพพระพุทธองค์ผจญมาร มีพระ
แมธ่ รณบี บี มวยผมใหน้ �้ำทว่ มหมมู่ ารทม่ี าคกุ คามพระพทุ ธองค์ สว่ นผนงั เหนอื ชอ่ งหนา้ ตา่ งเขยี น
ภาพพุทธประวัติเริ่มจากมุมทิศตะวันออกเฉียงใต้วนตามเข็มนาฬิกาไปถึงถึงมุมทิศตะวันออก
เฉยี งเหนอื เรม่ิ ตน้ ดว้ ยตอนประสตู จิ นถงึ เสดจ็ ดบั ขนั ธปรนิ พิ พาน สว่ นผนงั ระหวา่ งชอ่ งหนา้ ตา่ ง
เขยี นภาพทศชาติชาดกโดยมีจุดเริ่มตน้ ของการเลา่ เรอ่ื งเช่นเดยี วกบั ภาพพุทธประวัตคิ ือ มมุ ทิศ
ตะวนั ออกเฉยี งใต้ ชาดกท้ังหมดไดแ้ ก่ เตมียชาดก มหาชนกชาดก สุวรรณสามชาดก เนมิราช
ชาดก มโหสถชาดก ภรู ิทัตชาดก จนั ทชาดก นารทชาดก วิทรู ชาดก และเวสสนั ดรชาดก
เพดานของพระอุโบสถทาพนื้ สแี ดง สลบั กบั ข่ือคาสขี าว แตล่ ะชว่ งของเพดานประดับ
ดาวเพดานใหญ่เป็นประธานและดาวเพดานเล็ก ตรงจุดที่เป็นดาวเพดานดวงใหญ่ห้อยโคมไฟ
ระยา้ ลงมา สว่ นดาวเพดานดวงเลก็ ทงั้ ๒ ขา้ งติดหลอดไฟดวงเล็ก สว่ นมุมประดับลายมมุ สีทอง
อนึง่ จากข้อมลู ที่ระบไุ วใ้ นพระอโุ บสถให้ข้อมลู วา่ “พระอุโบสถหลังนี้สรา้ งโดยเสด็จ
พอ่ พรหมมาลี ปยิ ะ ร่างทรงแมเ่ จอื จันทร์ ทางทอง เรมิ่ สรา้ ง ๑๒ กมุ ภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๒ สร้าง
เสรจ็ ๑๔ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๕๑๕ สิ้นเงิน ๓ ลา้ นบาทเศษ” และระบถุ ึงการบูรณปฏิสงั ขรณว์ ่า
“พระอโุ บสถหลงั นบ้ี รู ณะโดยพระเทพสเุ มธมนุ ี เจา้ คณะจงั หวดั ตราด บรู ณะครง้ั ที่ ๑ ๑๔ มกราคม
พ.ศ. ๒๕๒๐ บูรณะเสรจ็ ๑๔ มกราคม พ.ศ. ๒๕๒๑ ส้ินเงนิ ๒,๑๗๙,๐๐๐ บาท บรู ณะครงั้ ท่ี ๒

24


๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๒ บูรณะเสร็จ ๒๗ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๕๕๒ ส้นิ เงนิ ๔๑๐,๐๐๐ บาท รวมท้งั
สิ้นใช้งบประมาณ ๒,๕๘๙,๐๐๐ บาท”

หนา้ ตา่ งพระอโุ บสถ

พระประธานในพระอโุ บสถ

25


ภาพพทุ ธประวตั ใิ นพระอโุ บสถ

ภาพพระพทุ ธองคผ์ จญมาร
26


พระวหิ ารหรอื อโุ บสถหลงั เดมิ

พระวิหาร (อโุ บสถหลงั เดมิ )
พระวิหารหรืออุโบสถหลังเดิมในอดีตต้ังอยู่ถัดออกไปทางทิศเหนือของพระอุโบสถ
หันหน้าไปทางทิศตะวันออก ด้านหน้าวิหารท�ำสระน�้ำก่อปูนขนาดเล็ก และมีซุ้มประดิษฐาน
พระพุทธรูปเพ่ือสักการบูชา ถัดออกไป ๒ ข้าง มีเจดีย์รูปแบบสมัยต้นรัตนโกสินทร์สีขาว
ประดิษฐานอยู่ ๑ คู่ มีกำ� แพงแก้วกอ่ อิฐถอื ปนู สขี าวลอ้ มรอบพระวิหาร โครงสรา้ งพระวหิ ารกอ่
อิฐถือปูน หลังคามงุ กระเบอ้ื ง ทั้งนี้ เคร่อื งบนรองรบั หลังคายงั มีสว่ นทที่ �ำด้วยไม้อยู่ พระวหิ าร
แบ่งเปน็ ๒ ส่วนคือ วหิ ารใหญก่ ว้าง ๑๒ เมตร ยาว ๑๒ เมตร และมุขดา้ นหน้าทเี่ ปน็ อาคารตดิ
กนั ขนาดยอ่ มลงมา อาคารทัง้ ๒ สว่ นท�ำหลังคามีปกี นกลาดลงมา ๒ ขา้ ง อาคารสว่ นที่เปน็ มุข
ยน่ื ออกมามปี ระตเู หลก็ ดา้ นหนา้ ตรงกลาง และหนา้ ตา่ งดา้ นหนา้ ทงั้ ๒ ขา้ งของประตู ดา้ นละ ๒
บาน และหนา้ ตา่ งดา้ นขา้ งฝง่ั ทศิ เหนอื และทศิ ใตข้ า้ งละ ๒ บาน แตล่ ะบานลงรกั ปดิ ทอง หนา้ บนั
แบ่งออกเป็นส่วนล่างได้แก่ แผงแรคอสองตรงกลาง และส่วนปลายด้านซ้ายและขวาสุดเป็น
ลายหนา้ อดุ ปกี นก โดยเขยี นรปู เสาจำ� ลองเปน็ ตวั แบง่ พน้ื ที่ สว่ นบนคอื หนา้ บนั ประธาน ทงั้ หมด
เขยี นลายกระหนกหนา้ สงิ หแ์ ละกระหนกเปลวสที องบนพนื้ หลงั สนี ำ้� เงนิ ชอ่ ฟา้ ของอาคารทำ� เปน็
รูปมกร และหางหงส์ทำ� เปน็ ดอกบัวตมู ในทุกดา้ นและทุกช้ันของพระวิหาร

27


พระพทุ ธรปู ประธานภายในพระวหิ าร

ภาพจติ รกรรมโบราณในพระวหิ าร
28


ภายในพระวหิ ารค่อนขา้ งโปรง่ มองเห็นเครอ่ื งบน มีเสาไม้ท้งั หมด ๘ เสา แบง่ เป็นฝ่งั
ซา้ ยและขวา ฝ่งั ละ ๔ เสา รองรับข่ือคาซ่ึงทาสีแดง มีหนา้ ต่างด้านทิศเหนอื และทศิ ใตข้ ้างละ ๒
บาน ภายในประดษิ ฐานพระพทุ ธรปู โบราณปดิ ทอง ประทบั นง่ั บนฐานบทั มท์ มี่ ฐี านปนู ยกสงู อกี
ชัน้ หน่ึง รายรอบดว้ ยพระพุทธรปู ขนาดย่อมลงมาจ�ำนวนหนงึ่ ฝาผนังของพระวิหารยังคงเหลือ
ภาพจิตรกรรมโบราณสมัยต้นกรุงรัตนโกสินทร์เรื่องเวสสันดรชาดกปรากฏอยู่บางส่วน เขียน
ด้วยสีน้�ำเงินคราม น�้ำตาล แดง เป็นต้น ผนังฝั่งตรงข้ามพระประธานเขียนภาพพระพุทธเจ้า
ผจญเหลา่ มาร มพี ระแมธ่ รณีบีบมวยผมอยู่ ปจั จุบนั ทางวัดใชพ้ ระวหิ ารเปน็ ทเ่ี ก็บรกั ษาโบราณ
วัตถุและสิ่งของมีค่าต่างๆ เช่น พระพุทธรูปโบราณหลายสมัย รอยพระพุทธบาท ตู้พระธรรม
พระคัมภีร์โบราณ สมุดใบลาน ฯลฯ ทั้งน้ี กรมศิลปากรเคยส่งเจ้าหน้าท่ีมาส�ำรวจเพื่อท�ำการ
บูรณะหลายครง้ั กระทงั่ เดือนมีนาคม - พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๙ ไดด้ �ำเนินการบูรณะซอ่ มแซม
สว่ นประกอบตา่ งๆ อาทเิ ช่น หลงั คา ผนังภายนอก เสา ประตู หน้าตา่ ง

รอยพระพทุ ธบาทจำ� ลอง ตพู้ ระธรรม

29


เจดีย์
ดา้ นหนา้ พระอโุ บสถของวดั โยธานมิ ติ ทางทศิ ตะวนั ออก ประดษิ ฐานเจดยี ส์ ที องขนาด
ใหญอ่ งคห์ น่ึงสรา้ งราว พ.ศ. ๒๕๒๔ ตง้ั บนฐานสเี่ หลี่ยมจตั ุรัสสูงประมาณ ๑.๕ เมตร มบี นั ได
ทางขึ้น ๒ ทางด้านทิศเหนือและทิศใต้ เดินข้ึนไปเป็นลานประทักษิณขนาดเล็กรอบองค์เจดีย์
เจดยี เ์ ปน็ ทรงระฆงั สงู ชะลดู มมี ขุ ยนื่ ออกมาเปน็ ซมุ้ ขนาดเลก็ ดา้ นทศิ ตะวนั ออกและทศิ ตะวนั ตก
ซ่งึ ท�ำเป็นประตูเขา้ ไปในองคเ์ จดีย์ได้ ลกั ษณะซุ้มเป็นเสา ๒ ข้างประดับบัวหัวเสาสที องรองรบั
หน้าบันรปู เทพนม ประดับลายกระหนกเป็นพน้ื หลัง และท�ำชอ่ ฟ้า ใบระกา หางหงส์สที อง

เจดยี ด์ า้ นหนา้ พระอโุ บสถ
30


ชดุ ชนั้ ฐานขององคเ์ จดยี เ์ รมิ่ จากลายประจำ� ยามกา้ มปขู นาดเลก็ ตามดว้ ยลวดบวั เกลย้ี ง
จากนน้ั มแี นวลายประจำ� ยามกา้ มปคู อ่ นขา้ งกวา้ ง ๑ แถว ตอ่ ดว้ ยชดุ ฐานกลบี บวั หงาย ๓ ชนั้ ซอ้ น
ขึ้นไปตามสดั สว่ นรับองคร์ ะฆงั ฐานขององค์ระฆงั ประดับรปู ยักฆ์แบกองค์ระฆังโดยรอบต่อดว้ ย
ลายดอกบวั และลายกระจงั ตรงขอบโดยลำ� ดบั องคร์ ะฆงั ทค่ี ่อนข้างสงู ชะลดู ประดับลวดลายชอ่
ทรงพมุ่ ขา้ วบณิ ฑแ์ ละลายดอกบวั สลบั กนั เปน็ แถว และท�ำแนวลายประจำ� ยามกา้ มปวู างลงมาใน
แนวดง่ิ ๔ แนว ขอบบนองคร์ ะฆงั ตกแตง่ ดว้ ยลายมาลยั และเฟอ่ื งอบุ ะขนาดเลก็ จากนน้ั เปน็ สว่ น
ยอดเจดยี ท์ มี่ บี ลั ลงั กส์ เ่ี หลยี่ มจตั รุ สั เกลย้ี งแซมกระจงั ตรงขอบ ตามดว้ ยรปู ยกั ษแ์ บก เหนอื ขน้ึ ไป
เปน็ ชดุ ลายดอกบวั กระจัง มาลยั และเฟ่อื งอุบะ ๕ ชั้น จนถงึ ปลยี อด และลกู แก้วโดยลำ� ดับ
ศาลสมเดจ็ พระเจ้าตากสินมหาราช

พระบรมรปู สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช

31


ศาลสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช
32


สืบเนื่องจากการที่สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเมื่อครั้งยังเป็นพระยาตาก ได้ตีฝ่า
กองทัพพม่าออกมาทางตะวันออก และได้รวบรวมไพร่พลระหว่างเส้นทางท่ีเดินทางมา โดย
พน้ื ทบ่ี รเิ วณวดั โยธานมิ ติ กเ็ ปน็ อกี แหง่ หนงึ่ ทเี่ ชอื่ กนั วา่ สมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชไดท้ รงตง้ั
ค่ายทัพและรวบรวมเหล่าไพร่พลเพื่อกลับไปขับไล่กองทหารพม่า ดังนั้น ทางวัดจึงได้จัดสร้าง
ศาลเพอ่ื เปน็ อนสุ รณแ์ ละเครอ่ื งเตอื นใจถงึ วรี กรรมของสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราชและเหลา่
บรรพบรุ ษุ ทหารหาญ
ศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชต้ังอยู่ภายในบริเวณวัดโยธานิมิตตรงมุมด้านทิศ
ตะวันออกเฉยี งใต้ จากขอ้ มลู ของทางวัดระบุวา่ พระบรมรูปสมเดจ็ พระเจา้ ตากสินมหาราชเป็น
ทองส�ำริด ลงสที ง้ั องค์ ดำ� เนินการสร้างทว่ี ัดราชผาตกิ าราม กรงุ เทพฯ จ�ำนวน ๓ องค์ ปจั จุบนั
ประดษิ ฐานอยทู่ จี่ งั หวดั ตราด กาญจนบรุ ี และนครสวรรค์ ทง้ั น้ี มณฑปรปู เรอื สำ� เภาและสระนำ�้
สร้างโดยพระเทพสุเมธมนุ ี เจ้าอาวาสวดั โยธานมิ ติ และเจา้ คณะจงั หวดั ตราดใน พ.ศ. ๒๕๓๕
จากน้ันจึงได้อัญเชิญพระบรมรูปสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาประดิษฐาน และด�ำเนิน
การปรบั ภมู ทิ ัศน์ ตอ่ มาใน พ.ศ. ๒๕๕๑ เทศบาลเมืองตราดได้ด�ำเนินการบูรณะปรับปรงุ ศาล
สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชและภูมิทัศน์โดยรอบให้งดงาม สิ้นงบประมาณเป็นเงินจ�ำนวน
๒,๑๙๘,๗๐๐ บาท โดยมเี งินสมทบจากผู้มจี ติ ศรทั ธาจำ� นวน ๓๐,๐๐๐ บาท
รูปแบบของศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชเป็นอาคารทรงไทยประยุกต์แบบ
จตรุ มขุ ทมี่ สี ว่ นหลงั ยนื่ ออกไป หนั หนา้ ไปทางทศิ เหนอื ดา้ นหนา้ มปี า้ ยชอ่ื ศาลตง้ั อยู่ ตวั อาคารคอ่ น
ข้างโปร่ง ตั้งอยบู่ นฐานรปู เรอื ท่ีอยใู่ นสระน�้ำ สามารถเดินเข้ามาบรเิ วณลานโดยรอบอาคารศาล
ไดจ้ ากทางเขา้ ทศิ ตะวนั ออกและทศิ ตะวนั ตก บรเิ วณลานรอบอาคารนน้ั สว่ นทเ่ี ปน็ หวั เรอื มโี ตะ๊
จดั วางเครอ่ื งสักการบชู า ตวั อาคารศาลยกพน้ื สงู ท�ำฐานแบบฐานเขียง มีทางเขา้ ๓ ดา้ น ยกเว้น
ทางทิศใต้ซึ่งเป็นด้านหลังของศาล เสาของอาคารทุกต�ำแหน่งท�ำคันทวยรับเคร่ืองบนหลังคา
และท�ำคูหาตรงระหว่างเสาท้งั ๒ ขา้ งทีต่ ดิ กับเพดาน เหนือขน้ึ ไปเป็นสว่ นของหนา้ บันทีท่ �ำใน
ลักษณะเดยี วกันทง้ั หมดคอื สว่ นกลางเปน็ รปู พระมาลาวางอยู่บนพระแสงดาบ ขนาบด้วยลาย
เทพนมต่อข้ึนไปเป็นกระหนกเปลว โดยมีพื้นหลังเป็นสีน�้ำเงินแกมฟ้า ประดับช่อฟ้า ใบระกา
และหางหงส์ มงุ หลังคาด้วยกระเบอ้ื งสแี ดง
เม่ือเดินข้ึนจากบันไดทางขึ้นจะถึงห้องคูหาที่ประดิษฐานพระบรมรูปสมเด็จ
พระเจา้ ตากสินมหาราช พระบรมรูปน้นั แต่งองคใ์ นชุดเครอื่ งยศของกษตั ริย์ ทรงสวมพระมาลา
ทรงถือพระแสงดาบวางพาดไว้เหนือพระชานุท้ัง ๒ ข้าง ด้านหลังมีฉัตรเงินและทองปักอยู่
ด้านหนา้ พระบรมรูปฯ มเี ครือ่ งสกั การบชู าตงั้ วางเรยี งไว้

33


ศาลาการเปรยี ญ
ศาลาการเปรียญต้ังอยูถ่ ัดจากศาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชมาทางทิศตะวันตก
หรอื อยู่ทางทศิ เหนือของพระอุโบสถ สร้างเมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๑ เป็นอาคารกอ่ อิฐถือปูนอยา่ งม่ันคง
แขง็ แรง แผนผงั เปน็ รปู สเ่ี หลย่ี มผนื ผา้ ยาว ยกพน้ื สงู มบี นั ไดทางขน้ึ ดา้ นหนา้ ๒ ขา้ ง ดา้ นหนา้ ทาง
ทศิ เหนอื มเี สาธงอยู่ ตวั อาคารช้ันลา่ งค่อนขา้ งโปรง่ เปิดให้ระบายอากาศได้ดี อาคารชั้นบนกอ่
อฐิ เปดิ ชอ่ งใหร้ ะบายอากาศไดด้ เี ชน่ เดยี วกนั เครอ่ื งบนเปน็ หลงั คาทรงปกี นกสแี ดง อาคารศาลา
การเปรียญนี้แต่เดิมใช้เป็นสถานที่ท�ำการสอนและสอบพระปรยิ ัติธรรม

ศาลาการเปรยี ญ
34


ศาลาอเนกประสงค์
ศาลาอเนกประสงค์ของวัดโยธานิมิตเป็นอาคาร ๒ ช้นั ยกพน้ื เลก็ น้อย ชั้นลา่ งเป็นปูน
ชน้ั บนเปน็ ไม้ แผนผงั เปน็ รปู สเ่ี หลยี่ มผนื ผา้ คอ่ นขา้ งยาว ตง้ั อยทู่ างทศิ ตะวนั ตกเฉยี งเหนอื ของวดั
สรา้ งเมอ่ื พ.ศ. ๒๕๐๒ ชนั้ ลา่ งของอาคารคอ่ นขา้ งโปรง่ ทาสขี าว มเี สาทาสเี หลอื งรองรบั อาคารชน้ั
บน ผนงั บางส่วนเปิดโลง่ โดยทำ� เหลก็ ดัดกันไว้ รอยต่อระหวา่ งชัน้ ล่างและชั้นบนมชี ายคาขนาด
เล็กยื่นออกมา อาคารชั้นบนบางส่วนเปน็ ไม้ และส่วนที่ตดิ กระจกอยหู่ ลายตำ� แหน่ง ด้านหนา้
ของอาคารศาลาอเนกประสงค์มีถนนภายในวัดตัดผ่าน และมีส่วนท่ีท�ำหลังคาเชื่อมกับอาคาร
ศาลาบ�ำเพ็ญกศุ ลทตี่ ง้ั อยูถ่ ัดไป ศาลาอเนกประสงค์ไดร้ ับการบรู ณะเม่อื พ.ศ. ๒๕๕๓ ปัจจุบัน
อาคารแหง่ นีใ้ ช้ประโยชน์ในกจิ หลายอย่างของวดั เช่น การเตรยี มจัดเลยี้ ง ทพ่ี กั ชัว่ คราว หอฉัน
เปน็ ต้น

ศาลาอเนกประสงค์

ศาลาบำ� เพ็ญกศุ ล
ศาลาบ�ำเพ็ญกุศลตั้งอยู่ถัดจากศาลาอเนกประสงค์มาทางทิศตะวันออกโดยมีถนน
ภายในวัดค่นั อยู่ เปน็ อาคารกอ่ อิฐถือปูน ๑ ชัน้ เพดานคอ่ นขา้ งสงู แผนผังเป็นรูปส่ีเหลี่ยมจัตุรัส
ด้านหน้าของตัวอาคารมีชายคาย่ืนออกมาสามารถกันแดดกันฝนและจอดรถได้ นอกจากน้ี
ตรงส่วนกลางของชายคายังท�ำหลังคาทรงไทยสูงยื่นออกมาจดเขตสนามหญ้าด้านหน้าศาลา

35


ศาลาบำ� เพญ็ กศุ ล

บำ� เพญ็ กศุ ล ณ สว่ นปลายของหลงั คาทรงไทยนนั้
ประดษิ ฐานพระพุทธรูปปิดทองปางนาคปรก มี
บ่อน�้ำขนาดเลก็ อยดู่ า้ นหนา้ ปัจจบุ นั ใชอ้ าคาร
แห่งน้ีในการพิธีบ�ำเพ็ญกุศล สวดพระอภิธรรม
รวมท้ังท�ำบุญในโอกาสต่างๆ ท้ังน้ี ถัดออกไป
ทางทิศใต้ของศาลาบ�ำเพ็ญกุศล เป็นที่ตั้งของ
โรงเก็บวัสดุสิ่งของเพ่ือใช้ในการก่อสร้างหรือ
กิจกรรมอน่ื ๆ

เมรุ

เมรุเพ่ือการฌาปนกิจของวัดโยธา
นมิ ติ ตงั้ อยใู่ กลก้ ง่ึ กลางของบรเิ วณวดั โครงสรา้ ง
ประกอบดว้ ยตวั เมรกุ อ่ อฐิ ถอื ปนู สนี ำ้� ตาลแกมสม้
มบี นั ไดขนึ้ ๓ ทาง ทำ� เสา ๔ ตน้ ทมี่ คี นั ทวยรองรบั
ชน้ั หลงั คาทซ่ี อ้ นกนั ๓ ชน้ั มปี ลยี อด เชอื่ มตอ่ กบั
หอ้ งเตาเผาซงึ่ มปี ลอ่ งเมรสุ ขี าว ปจั จบุ นั วดั โยธา เมรุ

นมิ ติ ได้ดำ� เนนิ การบูรณะปรบั ปรงุ เมรขุ ึน้ ใหม่ สิ้นงบประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ บาท

36


หอระฆัง
หอระฆังของวัดโยธานิมิตตั้งอยู่ใกล้กับพระอุโบสถถัดไปทางทิศตะวันตก เป็นหอสูง
ทาสีขาว มี ๒ ช้นั ระฆังห้อยอยบู่ นชั้นสอง ซ่ึงมบี นั ไดสำ� หรับปีนข้นึ ไป ฐานของหอระฆังยกพนื้
สูงราว ๗๐ เซนตเิ มตร มีบนั ไดทางขึ้นทางทศิ ใต้

หอระฆงั

37


ซมุ้ ประตวู ดั

ซมุ้ ประตวู ดั
ซุ้มประตูของวัดโยธานมิ ิตมอี ยู่ ๑ ซุม้ หลกั ตงั้ อยู่ทางทิศตะวันออกเยอื้ งไปทางเหนือ
ประกอบด้วยเสาสีแดงขอบมุมเป็นสีทอง ปลายเสามีบัวปลายเสา และคันทวยรูปหงส์ ส่วน
หน้าบันของซุ้มมีฐานเป็นลายดอกซีกดอกซ้อนและกระจังฐานพระ ตรงกลางหน้าบันเป็นลาย
ธรรมจกั รขนาบดว้ ยลายกระหนกสที องบนพนื้ สแี ดง สว่ นกรอบหนา้ บนั ดา้ นบนทำ� ชอ่ ฟา้ ใบระกา
หางหงส์ ซ้อนกัน ๒ ช้ัน ทงั้ นี้ เม่อื หนั หน้าเข้าหาซุม้ ประตูวัด ปา้ ยชือ่ วัดโยธานิมติ จะอยู่ติดกับ
ซุ้มประตูด้านขวา
เขตสังฆาวาส
เขตสงั ฆาวาสของวดั โยธานมิ ติ ตง้ั อยทู่ างทศิ ใตไ้ ลไ่ ปถงึ ทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตข้ องวดั โดย
กุฏิหลังแรกคือ กุฏิเจ้าอาวาสวัดโยธานิมิตซึ่งใช้เป็นท่ีท�ำงานและต้อนรับแขกด้วย เป็นอาคาร
ก่ออิฐถือปูน ๒ ชั้น ทาสีขาว หลังคาสีแดง มีหน้าต่างโดยรอบ มีบันไดท่ีสามารถขึ้นชั้นบน
จากภายนอกตวั อาคารได้ ด้านบนของอาคารมีปา้ ยเขยี นวา่ “สถานทีฝ่ ึกกัมมัฏฐาน” ทัง้ นี้ กุฏิ
เจ้าอาวาสยังเชื่อมต่อกับกุฏิไม้ยกพ้ืนสูงหลังหน่ึงไปทางทิศตะวันตก ซึ่งเคยเป็นกุฏิเก่าของเจ้า
อาวาส นอกจากนี้ ใกลก้ บั กฏุ เิ จา้ อาวาสทางทศิ ตะวนั ออกเฉยี งใต้ มกี ฏุ ไิ มย้ กพน้ื สงู หลงั คาทรงจวั่
มีหนา้ ต่างรอบ ๑ หลัง

38


กฏุ เิ จา้ อาวาส
39


ถัดจากกุฏิเจ้าอาวาสมาทาง
ตะวันตกจะมีกุฏติ ง้ั อยู่ ๒ หลัง กุฏหิ ลงั แรก
เป็น กุฏิชั้นเดียว ก่ออิฐถือปูน มีหน้าต่าง
โดยรอบ ด้านหน้าท�ำกันสาดอลูมิเนียม
บริเวณหน้าจั่วติดป้ายมีข้อความว่า “กุฏิ
หลังน้ี นางอุน่ เรือน พลู สวัสด์ิ เป็นผสู้ ร้าง
ถวาย วันที่ ๙ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔” กุฏิ
อีกหลังหนึ่งเป็นกุฏิครึ่งปูนครึ่งไม้ ๒ ชั้น
ตรงขอบชน้ั หนงึ่ ทำ� หลงั คาชายคาขนาดเลก็
โดยรอบ ชั้นบนตดิ ปา้ ยมีขอ้ ความวา่ “กุฏิ
วรสิงห์ พระอาจารย์สนิท วรสิงห์ สร้าง
๒๕๑๒”

40


บรเิ วณใกลแ้ นวคลองบางพระจากทศิ ตะวนั ตกเฉยี งใตข้ องวดั มกี ฏุ อิ กี จำ� นวนหนงึ่ ดงั น้ี
กุฏิไม้ยกพ้นื สูง ทาสีครีม มีหนา้ ต่างโดยรอบ ท�ำหลังคาทรงจว่ั ถัดมาทางทศิ ตะวันตก มีกฏุ กิ อ่
อิฐถอื ปนู ๒ ชัน้ หลงั คาทรงจั่วคอ่ นข้างแหลม มีบนั ไดทางข้นึ ชัน้ สองจากนอกตัวตึก ตวั กฏุ ติ ้งั
อยู่บนเนนิ ดินเล็กนอ้ ย ทชี่ ัน้ สองมีปา้ ยข้อความวา่ “กฏุ ิคณุ แม่ถนอม ศรประชุม” ทัง้ นี้ ตรงสว่ น
มมุ ทิศตะวันตกเฉยี งใต้มีกฏุ ไิ ม้ยกพ้ืนขนาดเล็ก ๒ หลัง หลงั หนึ่งหลังคามุงสงั กะสี อกี หลังหนึ่ง
หลังคามุงกระเบ้ือง

กุฏิหลังสุดท้ายต้ังอยู่ข้างศาลาอเนกประสงค์ ใกล้บริเวณแนวก�ำแพงวัดที่ติดกับ
โรงเรยี นกติ วทิ ยา เปน็ กฏุ ิ ๒ ชน้ั ชน้ั ลา่ งกอ่ อฐิ ถอื ปนู ชน้ั บนทำ� ดว้ ยไม้ มหี นา้ ตา่ งดา้ นหนา้ ๓ บาน
ด้านข้าง ๒ บาน ทั้งช้ันบนและชั้นล่าง มุงหลังคาด้วยกระเบ้ือง ท่ีชั้นสองมีป้ายข้อความว่า
“กฏุ วิ ิกรมฯ สรา้ งอุทิศ พระครวู กิ รมปริยัตกิ จิ ๒๕๑๘”
การศึกษาภายในวดั
วัดโยธานิมิตเปิดสอนพระปริยัติธรรมท้ังแผนกธรรม-บาลีเพ่ือส่งเสริมการศึกษาของ
ภิกษุสามเณรของวัดให้มีความรู้ในพระธรรมวินัยอย่างดี ที่ผ่านมามีนักเรียนของวัดเรียนพระ
ปริยตั ิธรรมแผนกบาลีเปน็ จำ� นวนมาก ใน พ.ศ. ๒๕๒๕ มนี กั เรยี นแผนกบาลีสอบไลไ่ ดเ้ ปรยี ญ
ธรรมเก้าประโยคถึง ๒ รูป นอกจากนี้ ทางวดั ยังส่งเสริมการศกึ ษาสงเคราะหอ์ นื่ ๆ เช่น กอ่ ตัง้
ศนู ยเ์ ดก็ กอ่ นเกณฑ์ในวดั โดยรบั เดก็ ก่อนวยั เรียนเขา้ มาเตรียมความพร้อมในการเรยี น

41


การฌาปนกิจ
วดั โยธานมิ ติ ใหบ้ รกิ ารชมุ ชนในดา้ นการประกอบพธิ ฌี าปนกจิ ซง่ึ เมรขุ องวดั สรา้ งเมอื่
พ.ศ. ๒๕๐๒ และปัจจบุ ันไดบ้ รู ณะปรับปรุงขน้ึ ใหม่
ลำ� ดับเจา้ อาวาสวดั โยธิมิต
จากหลักฐานทราบล�ำดบั เจา้ อาวาสวดั โยธานิมิต ดังน้ี
๑. พระใบฎกี าขาว ครองวดั ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๔๖๘ - ๒๔๗๔
๒. พระปลดั หอย ครองวัดต้ังแต่ พ.ศ. ๒๔๗๖ - ๒๔๘๖
๓. พระอธิการบุญเลย้ี ง ครองวัดตง้ั แต่ พ.ศ. ๒๔๘๙ - ๒๕๐๔
๔. พระครวู กิ รมปริยัตกิ จิ ครองวัดตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๕๐๖ - ๒๕๑๔
๕. พระเทพสเุ มธมนุ ี เจ้าคณะจงั หวดั ตราด ครองวัดตัง้ แต่ พ.ศ. ๒๕๑๕ - ปจั จบุ ัน

ประวัติเจา้ อาวาสองคป์ จั จบุ นั
พระเทพสเุ มธมนุ ี (สงา่ สกฺโก) เจ้าอาวาสวดั โยธานิมิต พระอารามหลวง และเจา้ คณะ
จังหวดั ตราด นามเดมิ สง่า สทุ ธวิ ารี อายุ ๘๓ ปี พรรษา ๕๔ พรรษา เกดิ วันท่ี ๑๑ กรกฎาคม
พ.ศ. ๒๔๗๓ ณ บา้ นเลขท่ี ๒๐ หมู่ที่ ๔ ต�ำบลหนองคนั ทรง อำ� เภอเมอื งตราด จงั หวัดตราด
ครอบครวั มอี าชพี ทำ� นา การศกึ ษาเรยี นจบชน้ั ประถมศกึ ษาปที ี่ ๔ จากโรงเรยี นวดั หนองคนั ทรง
อปุ สมบทเมือ่ วนั ท่ี ๓๑ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๐๒ ณ พทั ธสีมาวัดหนองคนั ทรง ต�ำบล
หนองคนั ทรง อ�ำเภอเมอื งตราด จงั หวดั ตราด พระครพู ทุ ธสิ ารวบิ ลุ วดั ล�ำดวน เปน็ พระอปุ ชั ฌาย์
พระธรรมธรสง่า วัดล�ำดวน เป็นพระกรรมาวาจาจารย์ และพระใบฎีกาสิน วัดหนองคันทรง
เปน็ พระอนุสาวนาจารย์
การศกึ ษาพระธรรมวนิ ยั พ.ศ. ๒๕๐๔ สอบไดน้ กั ธรรมเอก และในพ.ศ. ๒๕๐๖ ยา้ ยมา
จ�ำพรรษาทวี่ ดั โยธานมิ ติ
พ.ศ. ๒๕๐๘ สอบได้เปรยี ญธรรม ๓ ประโยค
พ.ศ. ๒๕๑๓ สอบไดเ้ ปรียญธรรม ๕ ประโยค
พ.ศ. ๒๕๒๒ เป็นพระครูวมิ ลู คณานุรกั ษ์ เจ้าคณะอ�ำเภอเมอื งตราด
พ.ศ. ๒๕๒๙ เปน็ เจา้ คณะจงั หวดั ตราด
พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้รับพระราชทานสมณศกั ด์ิเป็นพระราชาคณะทีพ่ ระวมิ ลเมธาจารย์
พ.ศ. ๒๕๔๑ เป็นพระราชาคณะทพ่ี ระราชสุเมธาภรณ์
พ.ศ. ๒๕๔๗ เปน็ พระราชาคณะที่พระเทพสเุ มธมุนี
ด้านการศึกษาได้จัดให้มีโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี โดยสร้างโรงเรียน
พระปรยิ ัติธรรมเมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔

42


ด้านการก่อสร้างส่ิงสาธารณะ ได้บูรณะพระวิหารเม่ือ พ.ศ. ๒๕๒๐ และบูรณะ
พระอโุ บสถเมือ่ พ.ศ. ๒๕๕๔
นอกจากน้ี พระเทพสเุ มธมนุ เี ป็นผู้ใหค้ วามรู้ด้านสมนุ ไพรแก่ พระ เณร และญาตโิ ยม
ท่วั ไป
ใน พ.ศ. ๒๕๒๓ พระเทพสเุ มธมนุ ีได้เป็นผู้นำ� ศรัทธาสรา้ งพระใหญ่ทอ่ี า่ วสลดั อ�ำเภอ
เกาะกดู จังหวดั ตราด องคพ์ ระขนาดหนา้ ตกั กวา้ ง ๙ เมตร ๖๐ เซนตเิ มตร สูง ๑๒ เมตร ๖๐
เซนติเมตร สน้ิ คา่ ใช้จ่าย ๑๐ ล้านบาทเศษ ชือ่ ว่า พระพุทธปทีปศรีสถาพร และไดเ้ ปล่ียนชอื่
อ่าวสลดั เป็นอ่าวศริ ิ
จำ� นวนพระภกิ ษแุ ละสามเณร
ปัจจบุ นั วดั โยธานมิ ิตมีจำ� นวนพระภกิ ษุ ๗ รูป โดยในชว่ งเข้าพรรษาอาจจะมีจ�ำนวน
พระภิกษจุ ำ� พรรษามากข้นึ กว่านี้ ทั้งนี้ ทางวดั ไม่มีสามเณรจ�ำพรรษา
เทศกาลและงานประเพณีของวัด
วดั โยธานมิ ติ เปน็ ศนู ยก์ ลางของชมุ ชน เนอื่ งจากเปน็ พระอารามหลวงและตง้ั อยบู่ รเิ วณ
ใจกลางเมอื ง จงึ มพี อ่ คา้ ประชาชน หนว่ ยงานราชการและเอกชนมาประกอบกจิ กรรมทางศาสนา
และสาธารณประโยชนอ์ นื่ ๆ โดยทางวดั ไดจ้ ดั พธิ กี รรมในวนั สำ� คญั หรอื เทศกาลตามประเพณนี ยิ ม
ทเ่ี ก่ยี วข้องกับพทุ ธศาสนา ได้แก่ วันมาฆบูชา วนั วิสาขบชู า วันอาสาฬหบูชา วันเข้าพรรษา วนั
ออกพรรษา เทศกาลทอดกฐนิ เป็นตน้

43


ประวตั ศิ าสตรจ์ งั หวดั ตราด*

พระบรมราชานสุ าวรยี ส์ มเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช

ตราด จังหวัดชายแดนสุดทางฝั่งทะเลตะวันออกของประเทศไทย เป็นจังหวัดท่ีมี
ภูมิประเทศงดงาม อุดมสมบูรณ์ เป็นแหล่งปลูกผลไม้ ยางพารา และแร่เป็นผลิตภัณฑ์ท่ีมี
ช่ือเสยี งของจงั หวดั
ช่ือจังหวัดตราด ฟังดูแปลก เล่าสืบต่อกันมาว่า เป็นชื่อของต้นไม้เน้ือแข็งชนิดหน่ึง
เรียกวา่ ตน้ กราด มมี ากในปา่ ทบึ ของเขาขนนุ ลำ� ตน้ คลา้ ยตน้ พลวง มีชอ่ื ทางพฤกษศาสตรว์ ่า
Dipterocarpus intricatus Dyer ใชเ้ จาะลำ� ตน้ เอานำ้� ยางมาทำ� ขไี้ ต้ อกี กระแสหนง่ึ วา่ หมายถงึ
ตน้ ไมอ้ กี ชนดิ หนงึ่ ขนึ้ มากบรเิ วณปากแมน่ ำ้� ตราด ชาวบา้ นนำ� มาทำ� ไมก้ วาดดา้ มยาว ภาษาเขมร
เรยี กวา่ จราศ ภาษาไทยกลายเป็นเสียง กราด ตอ่ มาเพีย้ นเป็น ตราด ค�ำว่า ตราด ผสู้ ูงอายใุ น

* นายธีระ แก้วประจันทร์ นักอักษรศาสตร์ช�ำนาญการพิเศษ กลุ่มจารีตประเพณี ส�ำนักวรรณกรรมและ
ประวัติศาสตร์ คน้ ควา้ เรยี บเรียง
44


จงั หวัดตราดออกเสียงเปน็ กราด กันทั่วไป และมกั ออกเสียงพยัญชนะ ต เปน็ ก เช่น ผ้าไตร
เป็น ผ้าไกร ตระเตรียม เป็น กระเกรียม เอกสารประวัติศาสตร์เรียกช่ือเมืองตราดต่างกันไป
เชน่ ตราด หรือ ตราษ ก็มี

เรอ่ื งราวของจงั หวดั ตราดปรากฏหลกั ฐานแนช่ ดั ในสมยั อยธุ ยารชั กาลสมเดจ็ พระบรม
ไตรโลกนาถ ปรากฏชอ่ื เมอื งตราดเปน็ เมอื งชายทะเล มฐี านะเปน็ เมอื งชน้ั ตรี ขนึ้ ตรงตอ่ โกษาธบิ ดี
ซึง่ ดูแลการตา่ งประเทศและการคลงั

ต่อมาเมื่อเสียกรุงศรีอยุธยา ใน พ.ศ. ๒๓๑๐ สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรง
รวบรวมผู้คนออกจากกรุงศรีอยุธยา ตีเมืองจันทบุรีได้เป็นที่ม่ันสำ� คัญ จากน้ันจึงทรงยกทัพไป
ตเี มอื งตราดและทรงเกลยี้ กลอ่ มราษฎรใหเ้ ขา้ สวามภิ กั ดิ์ แตข่ ณะนนั้ มสี ำ� เภาจนี หลายลำ� จอดอยู่
ทีท่ ะเลหนา้ เมอื งตราด โปรดใหข้ ้าหลวงไปหาตัวนายสำ� เภามาเขา้ เฝา้ แตน่ ายส�ำเภาขดั ขืนและ
ยิงข้าหลวง สมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราชทรงยกก�ำลังไปปราบ ต่อสู้กันคร่ึงวันพวกจีนก็ยอม
แพไ้ ดท้ รัพยส์ ินเงนิ ทองจำ� นวนมาก เม่อื คราวทยี่ กทพั มาตีเมอื งตราดน้ัน สันนิษฐานว่า โปรดให้
ตัง้ ทพั ทว่ี ดั โบสถ์ซ่ึงปัจจบุ นั คอื วัดโยธานิมิต

ตอ่ มา ใน พ.ศ. ๒๓๑๔ นกั องตน
กษัตริย์เขมรได้ยกทัพมาตีเมืองจันทบุรี
และเมืองตราด กวาดต้อนผู้คนไปเป็น
จ�ำนวนมาก สมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราชโปรดใหพ้ ระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธ
ยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราชขณะด�ำรงพระ
ยศเป็นเจ้าพระยาจักรีไปตีเมืองเขมร
เป็นการตอบแทน ในคร้ังน้ันตีได้เมือง
บันทายมาศ เมืองบริบูรณ์ และเมือง
บาพนม เมอื งตราดในสมยั นม้ี คี วามสำ� คญั
ในฐานะเป็นเมืองหน้าด่านชายทะเลด้าน
ตะวนั ออก

คร้ันถึงสมัยรัตนโกสินทร์ พระบาทสมเดจ็ พระพทุ ธยอดฟา้ จฬุ าโลกมหาราช
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬา
โลกมหาราช โปรดให้เมืองตราดขึ้นกับ
โกษาธบิ ดหี รอื กรมทา่ ตามเดมิ เมอื งตราด
มีบทบาทในการท�ำสงครามหลายคร้ัง
เน่ืองจากมีอาณาเขตติดกับประเทศ
เพอื่ นบา้ น ดังเช่น

45


พ.ศ. ๒๓๒๙ องเชียงสือเจ้านายเมืองญวน ซึ่งพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้า
จุฬาโลกมหาราชทรงชุบเลี้ยงไว้ท่ีกรุงเทพฯ ได้หลบหนีเพื่อกอบกู้บ้านเมือง องเชียงสือมิได้ไป
เมืองญวนในทันที แต่ได้หลบมาเตรียมก�ำลังพลท่ีเกาะกูดซึ่งอยู่ในเขตปกครองของเมืองตราด
องเชียงสืออยู่ที่เกาะกูดเป็นเวลา ๒ ปี แต่ต้องประสบภาวะขาดแคลนเสบียงอาหาร จนต้อง
อาศยั กินเนื้อเต่ากบั หัวกลอย คร้นั พระบาทสมเดจ็ พระพุทธยอดฟ้าจฬุ าโลกมหาราชทรงทราบ
จงึ โปรดให้สง่ เสบยี ง เรอื ปนื และกระสุนไปช่วย ดังความในพระราชพงศาวดาร รัชกาลที่ ๑
ฉบบั เจา้ พระยาทพิ ากรวงศ์วา่

“...ฝ่ายองเชียงสือซ่ึงหนีออกไปตั้งอยู่ที่เกาะกูด หมดส้ินเสบียง
อาหารจนต้องกินแต่เนื้อเต่ากับมันกลอย... ฝ่ายที่กรุงเทพมหานครทรง
ทราบว่าองเชียงสือหนีไปตั้งอยู่เกาะกูด จึงโปรดให้จัดเรือตระเวนหลาย
ล�ำพร้อมปืน และกระสุนดินด�ำ ให้กรมการเมืองตราดส่งไปพระราชทาน
แกอ่ งเชยี งสอื ทเ่ี กาะกดู ใหเ้ ปน็ ก�ำลังและใหช้ ว่ ยลาดตระเวนสลดั ดว้ ย ครนั้
องเชียงสือได้รับพระราชทานเรือตระเวนและเครื่องศาสตราวุธก็พาสมัคร
พรรคพวกลงเรอื ไปตเี อาเมอื งเขมา เมอื งประมวนสอได้ แลว้ แต่งเรอื ออก
ไปลาดตระเวนสลดั จบั สลดั ญวนไดบ้ า้ ง ยอมเขา้ สวามภิ กั ดอ์ิ งเชยี งสอื บา้ ง
แล้วองเชียงสือให้ฆ่านายสลัดเสียคน ๑ เอาศีรษะใส่ถังมอบพระยาราชา
เศรษฐีส่งเข้ามากรุงเทพมหานคร และเม่ือองเชียงสือพักอยู่ที่เกาะกูดนั้น
ไดแ้ ตง่ ใหอ้ งจวงลอบไปสบื การบา้ นเมอื งตลอดถงึ ไซงอ่ น องจวงกลบั มาแจง้
วา่ ไดไ้ ปเกลยี้ กลอ่ มผคู้ นเมอื งพระตะพงั สมคั รเขา้ เปน็ พรรคพวกเปน็ อนั มาก
แลว้ องจวงพาองเชียงสือไปพกั อย่ทู ่ปี ากนำ�้ เมืองป่าสัก...”
ตอ่ มาองเชียงสือไดเ้ ปน็ กษตั ริยเ์ วยี ดนาม
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ไทยมีสงครามกับญวนและเขมร
เกือบตลอดรัชสมัย ตราดในฐานะเป็นเมืองหน้าด่าน ต้องส่งแม่ทัพนายกองและไพร่พลไปร่วม
ในกองทัพดว้ ยทกุ ครง้ั ครัง้ ท่ีควรกล่าวถึงคือ ใน พ.ศ. ๒๓๗๖ เกิดจลาจลในเมอื งญวน ชาวจนี
ในเมืองไซ่ง่อนพากันหนีเข้ามาอาศัยที่เมืองจันทบุรีและเมืองตราด กรมการเมืองจันทบุรีและ
กรมการเมืองตราด ส่งพวกจีนเข้ามากรุงเทพฯ จึงโปรดให้เจ้าพระยาพระคลัง (ดิศ บุนนาค)
เป็นแม่ทัพคุมก�ำลังซึ่งรวมถึงก�ำลังคนจากจันทบุรีและตราดยกกองทัพไปตีเมืองบันทายมาศ
โดยให้เจ้าพระยาบดินทรเดชา (สงิ ห์ สงิ หเสน)ี เป็นแม่ทพั บก การเขา้ โจมตที างเรอื นั้น บรรดา
แมท่ พั นายกองของไทยเหน็ เรอื ของญวนขวางอยเู่ ตม็ ล�ำคลอง ตา่ งพากนั เกรงกลวั พากนั ทอดสมอ
เสียไม่เข้าต่อสู้ ท�ำให้เจ้าพระยาบดินทรเดชาต้องเข้าต่อสู้ด้วยกองก�ำลังทางบกแต่เพียงล�ำพัง
และสูญเสียก�ำลังคนเป็นจ�ำนวนมากและได้ลงโทษแม่ทัพนายกองซึ่งเป็นข้าราชการผู้ใหญ่ถึง
๑๖ คน

46


พระบาทสมเดจ็ พระนง่ั เกลา้ เจา้ อยหู่ วั

ต่อมาเมื่อเจ้าพระยาบดินทรเดชาเข้าไปอยู่ท่ีเมืองโจดก ได้ให้พระยาตราดคุมพลไป
ซอ่ มแซมเรอื ทนี่ กั องจนั ทรส์ รา้ งคา้ งไวท้ เ่ี มอื งกำ� ปอดและเมอื งกะพงโสม ซอ่ มเสรจ็ แลว้ ใหส้ ง่ เรอื ไป
ไวท้ เ่ี มอื งบนั ทายมาศ ประกอบกบั ขณะนนั้ เขมรไดส้ ง่ ไพรพ่ ลไปไลย่ งิ ทหารทค่ี มุ เรอื เสบยี งและแยง่
ชงิ เรอื ลำ� เลยี งเสบยี งไปไดห้ ลายล�ำ จงึ สง่ั ใหห้ ลวงกระบตั รเมอื งจนั ทบรุ ี ปลดั เมอื งตราดไปตดิ ตาม
แยง่ ชงิ เรอื เสบยี งกลบั มา และในครงั้ นน้ั ไดใ้ หห้ มน่ื สทิ ธสิ งครามคมุ พลสองรอ้ ยไปเปน็ กำ� ลงั เพม่ิ เตมิ
การรบครั้งน้ีต้องสูญเสียไพร่พลเป็นจ�ำนวนมาก แต่ด้วยความสามารถของหลวงสิทธิสงคราม
สามารถชิงเอาเรือกลับคืนมาได้จ�ำนวนหน่ึง มีการพิจารณาความดีความชอบและความผิด
ยกระบัตรเมืองจันทบุรีถูกประหารชีวิต พระยาตราดถูกลงโทษให้เฆี่ยนแล้วลดยศให้ไปเป็น
ยกกระบตั รเมอื งจันทบุรี สว่ นหลวงสิทธสิ งครามใหเ้ ล่อื นเป็นปลัดเมอื งตราด

47


พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั

ในรชั สมยั พระบาทสมเดจ็ พระจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั มคี วามเปลย่ี นแปลงทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั
จังหวดั ตราดคอื เมื่อ พ.ศ. ๒๓๙๘ โปรดใหต้ ้งั เกาะกง (ปจั จบุ ันอยู่ในประเทศกัมพูชา) ข้นึ เปน็
เมอื งปัจจันตคริ ีเขตร เพ่อื เปน็ เมอื งหน้าดา่ นแทนเมืองตราด เน่ืองจากมีดนิ แดนติดต่อกับเขมร
และญวน ดงั ความในประชมุ ประกาศรชั กาลที่ ๔ วา่

“ขนุ สารประเสรฐิ รบั พระบรมราชโองการใสเ่ กลา้ ฯ ทรงพระกรณุ า
โปรดเกลา้ ฯ สงั่ วา่ เมอื งบางนางรมยน์ น้ั โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ รยี กเมอื งประจวบ
คิรขี ันธ์ กบั ทีเ่ กาะกงนั้น โปรดเกลา้ ฯ ใหเ้ รยี กวา่ เมืองปัจจนั ตคิรีเขตร”
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้เสด็จประพาสเมืองตราดถึง
๑๒ ครั้ง และนายต้ินได้มารับเสด็จซึ่งต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งต้ังเป็นหลวงสลัก
เพชรพฒั นกจิ พรอ้ มทงั้ ไดพ้ ระราชทานตราประจำ� ตำ� แหนง่ และเสอ้ื สกั หลาดแกห่ ลวงสลกั เพชร

48


Click to View FlipBook Version