ตราประจำ� ตำ� แหนง่ หลวงสลกั เพชรพฒั นกจิ
ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวในเวลาน้ัน ประเทศตะวันตก
ได้แผอ่ ทิ ธิพลเข้ามายงั ดนิ แดนเอเชียตะวันออกเฉยี งใต้ ทีส่ ำ� คญั ไดแ้ ก่ อังกฤษและฝรง่ั เศส โดย
เฉพาะฝรั่งเศสน้ันเกิดกรณีพิพาทกับไทยส่งผลให้ตราดเคยถูกฝรั่งเศสครอบครองอยู่ระยะหนึ่ง
กล่าวคือ สาเหตุเนื่องมาจากไทยกับฝร่ังเศสขัดแย้งกันเร่ืองดินแดนบริเวณฝั่งซ้ายแม่น้�ำโขง
จนเกดิ การใชก้ ำ� ลงั ตอ่ สกู้ นั ขน้ึ และฝรงั่ เศสไดใ้ ชเ้ รอื รบลว่ งลำ้� อา่ วไทยเขา้ มาในแมน่ ำ�้ เจา้ พระยา
มกี ารส้รู บกันจนเกดิ ความเสียหายทัง้ สองฝ่าย เม่ือวนั ที่ ๑๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๓๖ อันเรยี ก
กนั วา่ วกิ ฤตการณ์ ร.ศ. ๑๑๒ ฝรงั่ เศสแลน่ เรอื รบเขา้ มาถงึ สถานทตู ฝรงั่ เศสเปน็ การขบู่ งั คบั และ
เสนอใหไ้ ทยตอ้ งปฏบิ ตั ติ ามขอ้ เรยี กรอ้ ง ชดใชเ้ งนิ จำ� นวน ๓ ลา้ นฟรงั ซแ์ ละยดึ เมอื งจนั ทบรุ ไี วเ้ ปน็
ประกนั นานถึง ๑๐ ปี ฝ่ายไทยได้เจรจาตลอดเวลา ในทสี่ ดุ ฝร่งั เศสยอมถอนก�ำลังจากจันทบรุ ี
แต่กลับไปยึดเมืองตราดไวแ้ ทน
เหตุการณ์ครั้งนี้สร้างความตื่นตกใจแก่ชาวตราดมาก บางกลุ่มตั้งใจจะอพยพหนีไป
อยู่ท่ีอ่ืน การเข้ายึดครองเมืองตราด ฝรั่งเศสก�ำหนดให้มี เรสิดังต์ (Resident) เป็นข้าหลวง
มีหน้าท่ีปกครองบังคับบัญชากิจการท้ังปวงและมีอ�ำนาจให้การพิจารณาคดีอีกด้วย ฝรั่งเศสมี
ทหารประจ�ำการอยทู่ ีเ่ มอื งตราด ๒ กองรอ้ ย มีพนักงานเก็บภาษี พนักงานคลัง นอกจากนี้ ยงั มี
เจ้าพนักงานชาวเขมรท่ีองศรีสวัสด์ิเจ้ากรุงกัมพูชาจัดส่งมาประจ�ำคือ เจ้าเมือง และปลัด
ท้ังยังมีเจ้าพนักงานช้ันรองลงมาเรียกว่า รักษาราษฎร มีหน้าที่ตรวจตราปราบปรามโจรผู้ร้าย
รกั ษาความปลอดภยั ใหแ้ ก่ประชาชนทั่วไปอีกดว้ ย
49
พระบรมราชานสุ าวรยี พ์ ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั
การตกอยใู่ นปกครองของฝรง่ั เศสเปน็ ความขมขน่ื ของชาวตราดเปน็ อยา่ งยง่ิ พระบาท
สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงด�ำเนินวิเทโศบายจนเจรจาให้ฝร่ังเศสคืนเมืองตราดให้
กบั ไทยได้เป็นผลส�ำเร็จ แต่ตอ้ งยอมยกเมืองพระตะบอง เสยี มราฐ และศรีโสภณใหก้ บั ฝร่ังเศส
เพ่ือแลกเปลย่ี นกบั เมืองตราด โดยตกลงท�ำสัญญากนั เมอ่ื วนั ที่ ๒๓ มนี าคม พ.ศ. ๒๔๔๙ และ
ไดจ้ ดั พธิ ีรบั มอบเมอื งตราดคืนเมื่อวันที่ ๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๔๕๐ เวลา ๐๙.๐๐ น. หลงั พิธี
รับมอบเมืองมีการสมโภชเมืองอย่างยิ่งใหญ่และชาวเมืองตราดได้ถือเอาวันท่ี ๒๓ มีนาคม
ของทุกปเี ป็นวนั ตราดร�ำลกึ
50
พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทราบถึงความขมขื่นในอดีตของชาว
เมืองตราด และความปีติยินดีเมื่อรับเมืองคืนจากฝรั่งเศส เมื่อเสด็จนิวัติกลับจากการเสด็จ
ประพาสยุโรป ได้เสด็จเมอื งตราดโดยเสดจ็ ประทับท่ีเกาะกดู เม่อื วันที่ ๑๑ พฤศจกิ ายน พ.ศ.
๒๔๕๐ และเสด็จเมืองตราด เมอ่ื วนั ที่ ๑๓ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๕๐ หลังจากทรงรับค�ำถวาย
ชัยมงคลของพระภิกษเุ มืองตราดและคำ� ถวายพระพรของราษฎรชาวเมอื งตราดแล้ว มพี ระราช
ด�ำรัสตอบประชาชนชาวเมืองตราดดงั น้ี
“ดกู รประชาชนอนั เปนทรี่ ักของเรา ถ้อยคำ� ซ่งึ เจ้าทั้งหลายได้มอบ
ฉันทะใหก้ ลา่ วเฉพาะหนา้ เราเวลานี้เปนที่จบั ใจอย่างย่ิง
สมัยเมื่อเราต้องพลัดพรากจากเขตร์แดนอันเปนที่พึงใจซึ่งเราได้
ใสใ่ จบ�ำรุงอยแู่ ละเมอื่ นกึ ถงึ ประชาชนทงั้ หลายอนั เปนทรี่ กั ใครค่ นุ้ เคยของ
เราตอ้ งไดร้ บั ความเปลย่ี นแปลง อนั ประกอบไปดว้ ยความวบิ ตั ไิ มม่ ากกน็ อ้ ย
ย่อมมคี วามเศร้าสลดใจเปน็ อนั มาก
เพราะเหตุฉนน้ั ครั้นเมอื่ เราไดร้ บั โทรเลขจากเมืองตราดในเวลาที่
เราอยู่ในประเทศยุโรปเปนสมัยเมื่อเราได้มาอยู่รวมกันอีกจึงมีความยินดี
อยา่ งยิง่ มคี วามปรารถนาที่จะใคร่ได้มาแลเหน็ เมืองนีแ้ ลเจา้ ท้งั หลายเพอ่ื
จะไดร้ ะงบั ความลำ� บากอนั ใดซง่ึ จะเกดิ ขน้ึ ดว้ ยความเปลย่ี นแปลงแลเพอื่ จะ
ได้ปรากฏเปนที่มั่นใจแก่เจ้าทั้งหลายว่าการทั้งปวงจะเปนที่ม่ันคงยืนยาว
สืบไป เจ้าทั้งหลายผู้ท่ีได้ละท้ิงภูมิล�ำเนาจะได้กลับเข้ามาสู่ถิ่นฐานแลผู้ได้
ละเวน้ การทำ� มาหากนิ จะไดม้ ใี จอตุ สาหะท�ำมาหากนิ ใหบ้ รบิ รู ณด์ งั แตก่ อ่ น
แลทวยี ่ิงข้ึน ซง่ึ เจา้ ทง้ั หลายคดิ เหน็ วา่ เราเหมอื นบิดาทพ่ี ลดั พรากจากบตุ ร
จึงรีบมาหาน้ัน เป็นความคิดอันถูกต้องแท้ ขอให้เช่ืออยู่ในใจเสมอไปใน
เบอื้ งหนา้ ดงั เชน่ ทคี่ ดิ เหน็ ในครง้ั นว้ี า่ เราคงจะเปน็ เหมอื นบดิ าของเจา้ เสมอ
ตลอดไป ย่อมยินดดี ้วยในเวลามีความสุข และจะช่วยปลดเปล้ืองอนั ตราย
ในเวลามีภยั ไดท้ กุ ข์
บัดนี้เรามีความยินดีที่ได้เห็นเจ้าทั้งหลายมาสโมสรประชุมกัน ณ
ทีน่ ี้ด้วยหนา้ ตาอนั เบิกบาน ซ่งึ เป็นพยานวา่ เราไดอ้ ยใู่ นประเทศทไ่ี กล แต่
รัฐบาลของเราได้จัดการต้อนรับเจ้าท้ังหลายโดยความเอ้ือเฟื้อเปนธรรม
แลมคี วามกรณุ าสมดงั ความปรารถนาแลคำ� สง่ั ของเราเปนทพี่ อใจในความ
จงรักภักดีของเจ้าท้ังหลาย ท้ังในเวลาท่ีล่วงมาแล้วและในเวลานี้จึงมี
ปรารถนาทจ่ี ะใหเ้ มอื งตราดนีอ้ ย่เู ย็นเปนสขุ สมบรู ณแ์ ละขออ�ำนวยพรแก่
ประชาราษฎรให้มีความเจรญิ สขุ สิรสิ วัสดิ ทำ� มาคา้ ขน้ึ บริบูรณ์มง่ั ค่งั สบื ไป
ในภายหนา้ ”
51
จังหวัดตราดในปจั จบุ ัน
สภาพภูมิศาสตร์ของจังหวัดตราด เป็นจังหวัดสุดแดนทางด้านทิศตะวันออกของ
ประเทศไทย ตงั้ อยรู่ ะหวา่ งละตจิ ดู ท่ี ๑๑ - ๑๒ องศาเหนอื และลองตจิ ดู ท่ี ๑๐๒ องศาตะวนั ออก
อยหู่ า่ งจากกรุงเทพฯ ประมาณ ๓๑๕ กิโลเมตร มเี น้อื ที่ประมาณ ๒,๘๖๒.๖ ตารางกิโลเมตร
และเนอ้ื ทตี่ ามเขตการปกครองทางทะเลประมาณ ๗,๒๕๗.๖ ตารางกโิ ลเมตร มชี ายฝง่ั ทะเลยาว
ประมาณ ๑๖๕ กโิ ลเมตร มอี าณาเขตติดตอ่ กับจงั หวัดอนื่ และประเทศเพื่อนบ้าน ดังน้ี
ทิศเหนือ ตดิ ต่อกับ อำ� เภอขลงุ จังหวดั จันทบรุ ี และประเทศกมั พชู า
ทศิ ใต้ ติดตอ่ กับ อา่ วไทยและนา่ นนำ�้ ประเทศกัมพูชา
ทศิ ตะวันออก ติดต่อกบั ประเทศกมั พชู า มเี ทอื กเขาบรรทดั เปน็ แนวกนั้ เขตแดน
ทิศตะวนั ตก ติดต่อกับ อำ� เภอขลงุ จงั หวัดจันทบรุ ี
แผนทจี่ งั หวดั ตราด
52
ลักษณะทางกายภาพของจังหวัดตราดมีความยาวมากกว่าความกว้าง ตอนบนและ
ตอนกลางมีความกว้างใกล้เคียงกัน ส่วนทางใต้มีลักษณะเรียวยาวลงไป โดยส่วนท่ีแคบที่สุด
อยู่ท่ีบ้านโขดทราย ต�ำบลหาดเล็ก อ�ำเภอคลองใหญ่ วัดจากฝั่งทะเลถึงทิวเขาบรรทัดเป็น
ระยะทางเพยี ง ๕๐๐ เมตร
สภาพภมู ปิ ระเทศจงั หวดั ตราด
จังหวัดตราดมีลกั ษณะพนื้ ทค่ี ลา้ ยกบั จังหวัดจันทบรุ ี ระยอง ชลบรุ ี ซึง่ เปน็ พ้นื ทภี่ าค
ตะวันออกของประเทศไทย มีลักษณะเป็นเนินเต้ียๆ โดยทั่วไป ตอนบนเป็นพื้นท่ีสูงและภูเขา
ตอนกลางเป็นที่ราบไม่กว้างนัก และตอนใต้เป็นชายฝั่งทะเล โครงสร้างทางภูมิศาสตร์ส�ำคัญ
ของจงั หวดั ตราด มที วิ เขาบรรทดั ทอดยาวตลอดจากเหนอื ถงึ ใต้ จงึ เปน็ บรเิ วณทม่ี ปี า่ ทบึ มลี ำ� นำ�้
ต่างๆ หลายสายมีต้นน้�ำจากเทือกเขา ท�ำให้มีความชุ่มชื้น จึงเหมาะแก่การเพาะปลูกผลไม้
ตอนใต้บางแหง่ เป็นปา่ ชายเลน พื้นท่ีในจงั หวัดตราด แบ่งไดเ้ ปน็ เขตใหญ่ๆ คือ
53
ที่ราบลุ่มน้�ำ เป็นพ้ืนท่ีตอนกลางและ
ตะวนั ออก มลี ำ� นำ�้ หลายสาย มคี วามชมุ่ ชน้ื ตลอด
ปี มีความอุดมสมบูรณ์ จงึ มีการทำ� นากันมากใน
เขตน้ี
ที่ราบบริเวณภูเขา เป็นบริเวณท่ีกว้าง
ขวางมาก เนอื่ งจากมภี เู ขากระจายอยทู่ วั่ ไป พนื้ ท่ี
มคี วามชมุ่ ชนื้ มาก เปน็ แหลง่ ตน้ นำ้� ลำ� ธารทส่ี ำ� คญั
ท่ีสงู บริเวณภเู ขา เนื่องจากพื้นท่ีท่ีเปน็
ภูเขาในจังหวัดตราด มีบริเวณกว้างมาก ตั้งแต่
ตอนเหนือถงึ ใต้ ภูเขาเหลา่ น้ีมคี วามสลบั ซับซ้อน
พนื้ ทเี่ ปน็ ปา่ ทบึ อดุ มสมบรู ณ์ เปน็ แหลง่ ปลกู ผลไม้
ยางพารา สับปะรด และมนั ส�ำปะหลัง
ท่ีราบชายฝั่งทะเล เป็นบริเวณท่ีน�้ำ
ทะเลท่วมถึงจึงมีป่าชายเลนบางตอนมีโคลนตม
ทับถม เป็นพืน้ ท่เี ลีย้ งหอยแครง หอยแมลงภู่ และหอยนางรม และเผาถ่าน
ยางพารา
54
ปา่ ชายเลน
ทรพั ยากรธรรมชาติ
จงั หวดั ตราด มที รพั ยากรธรรมชาตอิ ดุ มสมบรู ณแ์ ละหลากหลาย ทรพั ยากรธรรมชาติ
ท่สี ำ� คัญ ไดแ้ ก่
ดิน ดินส่วนใหญ่ในจังหวัดตราดมีความอุดมสมบูรณ์เหมาะกับการท�ำการเพาะปลูก
จึงมีพชื เศรษฐกิจสำ� คัญของจงั หวดั คอื ทุเรยี น เงาะ มังคุด ยางพารา และสบั ปะรด
แหลง่ น้�ำ แหล่งน�ำ้ ส�ำคญั ของจังหวดั ตราด ได้แก่
น้�ำฝน เน่ืองจากพ้ืนท่จี งั หวดั ตราดมีฝนตกชกุ ทงั้ ปี มปี ริมาณน�้ำฝนเฉล่ียปลี ะ ๕,๖๙๒
มลิ ลเิ มตร นำ้� ฝนจงึ เปน็ แหล่งนำ้� ธรรมชาตติ อ่ การเกษตรและการอุปโภคบรโิ ภค
แม่นำ้� แมน่ �้ำส�ำคญั ในจังหวัดตราด ไดแ้ ก่
แมน่ ำ้� ตราด เปน็ แมน่ ำ้� ใหญท่ ส่ี ดุ ของจงั หวดั มคี วามยาวประมาณ ๑๕๐ กโิ ลเมตร เรยี ก
ช่ือแตกตา่ งกนั ตามบรเิ วณท่ไี หลผ่าน เป็นเสน้ ทางคมนาคมท่สี ำ� คัญโดยเฉพาะในชว่ งท่ียงั มกี าร
ใช้เรอื ส�ำเภา
แมน่ ำ�้ เวฬุ เปน็ แมน่ ำ�้ แบง่ เขตแดนระหวา่ งจงั หวดั จนั ทบรุ แี ละจงั หวดั ตราด สว่ นทไี่ หล
ผ่านจงั หวัดตราดมคี วามยาวประมาณ ๒๐ กิโลเมตร
นอกจากนี้ ยงั มีลำ� คลองต่างๆ จำ� นวนมาก เป็นสายน�้ำเชื่อมกบั แม่น�้ำใหญ่ เป็นแหล่ง
นำ้� ทส่ี ำ� คัญในการด�ำเนนิ ชวี ติ ของประชาชนทวั่ ไป
55
ป่าไม้ จังหวัดตราดมีสภาพภูมิประเทศทั้งเป็นภูเขาและทะเล จึงมีป่าไม้เป็น
ทรัพยากรธรรมชาตทิ ี่ส�ำคญั แบง่ ได้เปน็
ป่าบก คือ ป่าดงดิบและป่าเบญจพรรณ พ้นื ที่ปา่ สำ� คญั คือ บริเวณเกาะชา้ ง ไมส้ �ำคัญ
คือ ยาง ชุมแพรก กระบาก พนอบ เป็นต้น แตป่ จั จุบนั มกี ารท�ำลายปา่ ไม้เพือ่ ท�ำเกษตรกรรม
เปน็ จำ� นวนมาก
ป่าชายเลน เนือ่ งจากมพี น้ื ท่ตี ดิ ทะเล เปน็ พน้ื ทเ่ี ลี้ยงสัตว์น�้ำ เชน่ หอยชนิดต่างๆ เป็น
รา้ นอาหาร บ้านพักตากอากาศ
แรร่ ตั นชาติ จังหวดั ตราดเป็นพื้นทที่ ม่ี ีแร่ เชน่ เดียวกับจังหวัดจันทบุรี แร่ส�ำคัญ ได้แก่
พลอยแดง หรอื ทบั ทมิ สยาม โกเมน เพทาย ไพลนิ แรร่ ตั นชาตทิ สี่ รา้ งชอื่ เสยี งใหแ้ กจ่ งั หวดั ตราด
คอื พลอยแดง หรือทับทิมสยาม จนได้รับฉายาว่า King Ruby
แรร่ ตั นชาติ
56
สภาพภูมิอากาศ จังหวัดตราดมีภูมิอากาศแบ่งได้เป็น ๓ ฤดู คือ ฤดูร้อน ฝน และ
หนาว เช่นเดยี วกบั จงั หวดั อน่ื ในประเทศไทย แต่ฤดูหนาวของจังหวัดตราดมรี ะยะเวลาสัน้ ฤดู
ร้อนอากาศไมร่ อ้ นมากนกั เน่ืองจากมีทะเลและป่าไม้อดุ มสมบรู ณ์ สว่ นฤดฝู น ไอน�้ำจากทะเล
ประกอบกบั สภาพภมู ปิ ระเทศทมี่ ีภเู ขา ปา่ ทบึ จึงทำ� ใหจ้ ังหวดั ตราดมีฝนตกชุกมาก เป็นจังหวัด
ทม่ี ีฝนตกมากเปน็ อนั ดบั ๒ ของประเทศไทยรองจากจงั หวัดระนอง และได้รับการกลา่ วขานว่า
เปน็ เมืองฝนแปดแดดส่ี
สญั ลกั ษณส์ ำ� คัญประจำ� จงั หวดั
สัญลักษณส์ ำ� คัญของจงั หวัดตราด ซงึ่ แสดงถึงเอกลักษณ์ของจงั หวัด ไดแ้ ก่
ตราประจำ� จังหวดั
เป็นภาพเกาะช้าง โป๊ะ และเรือใบ มีความหมายว่า
เกาะช้างเป็นเกาะท่ีใหญ่ท่ีสุดในบรรดาเกาะจ�ำนวน
มากของจังหวัดตราด เรือใบและโป๊ะ หมายถึงอาชีพ
การประมง ซึ่งเป็นอาชีพหลักอย่างหน่ึงของจังหวัด
มาแต่สมยั โบราณ
ค�ำขวัญประจ�ำจังหวดั
เมอื งเกาะครง่ึ รอ้ ย พลอยแดงคา่ ล้�ำ ระกำ� แสนหวาน หลงั อานหมาดี ยทุ ธนาวเี กาะชา้ ง
สดุ ทางบรู พา
ตน้ ไมป้ ระจำ� จงั หวัด
ตน้ หกู วาง
57
ชอื่ บา้ นนามเมืองในจงั หวัดตราด*
การศกึ ษาชอื่ บา้ นนามเมอื งในจงั หวดั ตราดมวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ อธบิ ายถงึ ทมี่ าและความ
หมายของชอ่ื บา้ นนามเมอื งเบอื้ งตน้ ในภาพรวม เรม่ิ ตน้ จากคำ� วา่ “ตราด” ซง่ึ เปน็ ชอื่ ของจงั หวดั
ในปัจจุบนั จากน้ันกลา่ วถงึ ชอ่ื อำ� เภอ และต�ำบลต่างๆ ช่อื บา้ นนามเมืองกบั ตำ� นานเรื่องเลา่ ช่ือ
บา้ นนามเมอื งอนั เนอื่ งมาจากพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั และเนอื้ หาในตอนทา้ ย
เป็นการตั้งข้อสังเกตเบ้ืองต้นเก่ียวกับการอธิบายถึงที่มาและความหมายของช่ือบ้านนามเมือง
ที่ผ่านมาว่า อาจจะยังไม่ตรงกับข้อเท็จจริง บางครั้งเป็นการอธิบายในลักษณะลากเข้าหา
ความหมาย
การศึกษาในคร้ังนี้ เป็นการวิเคราะห์ตีความจากช่ืออ�ำเภอและต�ำบลในจังหวัดตราด
จากหนงั สอื ทำ� เนยี บทอ้ งทขี่ องกระทรวงมหาดไทยทพ่ี มิ พเ์ ผยแพรใ่ นปตี า่ งๆ เชน่ หนงั สอื ทำ� เนยี บ
ทอ้ งทพี่ ทุ ธศกั ราช ๒๔๘๓ หนงั สอื ทำ� เนยี บทอ้ งทพ่ี ทุ ธศกั ราช ๒๕๔๖ เลม่ ๑ และตรวจสอบรายชอื่
จากหนังสืออ่ืนๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น พระราชพงศาวดารกรุงศรีอยุธยาฉบับต่างๆ จดหมายเหตุ
ชาวต่างชาติ หนังสือประวัติมหาดไทยส่วนภูมิภาคจังหวัดตราด รายงานการวิจัย เรื่อง
การวิเคราะห์ชือ่ หมู่บ้าน ต�ำบล ในจังหวดั ตราด ของสำ� นกั งานศกึ ษาธกิ ารจังหวดั ตราด เปน็ ตน้
น�ำมาวิเคราะห์ร่วมกับช่ือสถานท่ีทางภูมิศาสตร์ที่ปรากฏในแผนที่ของกรมแผนที่ทหาร
มาตราส่วน ๑: ๕๐,๐๐๐ และแผนที่ของราชบัณฑติ ยสถาน
สว่ นข้อมูลเกีย่ วกบั ชือ่ บ้านนามเมืองทเี่ กย่ี วเน่ืองกบั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกลา้
เจ้าอยู่หัว รวบรวมค้นคว้าจากเอกสารช้ันต้นและช้ันรอง เช่น พระราชหัตถเลขาในพระบาท
สมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั รายงานการวจิ ยั โครงการวจิ ยั เชงิ ประวตั ศิ าสตรเ์ ฉลมิ พระเกยี รตฯิ
“ตามรอยเสดจ็ ฯ เกาะชา้ ง จังหวัดตราด” ของ อภิลักษณ์ เกษมผลกูล เปน็ ต้น
* นายบณั ฑติ ลว่ิ ชยั ชาญ นกั อกั ษรศาสตรช์ �ำนาญการ กลมุ่ จารตี ประเพณี ส�ำนกั วรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์ คน้ ควา้
เรียบเรียง
58
ท่มี าและความหมายของคำ� ว่า “ตราด”
ที่มาและความหมายของชื่อจังหวัด “ตราด” ยังไม่มีข้อสรุปที่แน่ชัด ในเอกสาร
ประวัติศาสตรส์ ะกดแตกต่างกัน ๓ แบบ ไดแ้ ก่ “ตราษ”, “ตราด”, และ “กราด”
คำ� วา่ “ตราษ” เปน็ ค�ำทเี่ กา่ ทสี่ ดุ เทา่ ทต่ี รวจสอบไดจ้ ากเอกสารประวตั ศิ าสตร์ ปรากฏ
ในจดหมายเหตรุ ชั กาลท่ี ๓ จ.ศ. ๑๒๐๖ (พ.ศ. ๒๓๘๗) หนงั สอื ไปเมอื งตราษวา่ ด้วย เกลือไม่
สง่ ไปเมอื งพนมเปน และจดหมายเหตุรชั กาลท่ี ๓ จ.ศ. ๑๒๐๗ (พ.ศ. ๒๓๘๘) ใบบอกเรื่อง สบื
ราชการลับเมืองเขมร ๑
ในสมยั รชั กาลที่ ๔ พบคำ� วา่ “ตราษ” และ “ตราด” ดงั ปรากฏชอ่ื ในราชกจิ จานเุ บกษา
รัชกาลท่ี ๔ ตพี มิ พเ์ ผยแพร่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๐๑ - ๒๔๐๒ ๒
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๕ เทา่ ทต่ี รวจสอบจากเอกสารตา่ งๆ ท่เี กี่ยวข้องกบั เมืองตราด
เช่น ในราชกิจจานุเบกษา พระราชหัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว
พบว่าเมืองตราดสะกดว่า “ตราด”
สว่ น ค�ำวา่ “กราด” พบในหนงั สอื ท�ำเนยี บหวั เมือง ตอนท่ี ๑ - ๓ ร.ศ. ๑๑๙
พระครูคุณสารพิสุทธ์ิ เลา่ ไวว้ า่ “ตราด” เพ้ียนมาจากค�ำว่า “กราด” ซึง่ เปน็ ชื่อของ
ตน้ ไม้ แต่เดิมที่ตั้งของเมอื งตราดเปน็ ทร่ี าบวางเปลา่ แม่นำ้� บางพระไดพ้ ัดพาเอาตน้ กราดมาติด
ที่ดอนน้ี จงึ มผี ้นู ำ� มาตง้ั เป็นชือ่ เมือง เรยี กว่า “เมืองกราด” ๓
พระราชเขมากร (ปกรณ์ เขมากโรทัย) เจา้ คณะจงั หวดั ตราด กลา่ วว่า ได้รบั คำ� บอก
เลา่ จากพระผู้ใหญ่รูปหนงึ่ วา่ คำ� วา่ “ตราษ” เปน็ ภาษาเขมร หมายถงึ ไมย้ าง ซง่ึ เปน็ ไม้พน้ื เมอื ง
ท่ขี ้ึนอยโู่ ดยทัว่ ไป ในสมัยกอ่ นในทอ้ งทจี่ งั หวัดตราดมีไมย้ างเป็นจ�ำนวนมาก ๔
อนง่ึ มตี น้ ไมช้ นดิ หนง่ึ ชอ่ื “กราด” มชี อื่ พน้ื เมอื งเรยี กแตกตา่ งกนั ดงั นี้ ยางกราด (ชลบรุ )ี
ตาด (นครราชสีมา) ตรายด์ (เขมร สว่ ยสรุ นิ ทร์) เหียงกราด (ราชบรุ )ี
๑ กลุ่มหนังสือตัวเขียนและจารึก ส�ำนักหอสมุดแห่งชาติ, จดหมายเหตุ ร. ๓, ใบบอก เรื่องสืบราชการเมืองเขมร,
เลขที่ ๓๔๒ (สมุดไทย).
ราชกิจจานุเบกษาในรชั กาลท่ี ๔ (กรงุ เทพฯ: บรษิ ัท อมรินทร์พริน้ ตง้ิ แอนดพ์ บั ลิชชง่ิ จ�ำกดั (มหาชน), ๒๕๓๗. ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้พิมพ์พระราชทานในงานพระราชทานเพลิงศพนายประกอบ หุตะสิงห์ ป.จ., ม.ป.ช.,
ม.ว.ม. ณ เมรหุ ลวง หนา้ พลบั พลาอศิ รยิ าภรณ์ วดั เทพศิรนิ ทราวาส วันเสาร์ที่ ๒๔ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๗), หน้า ๗, ๒๐,
๘๕ และ๓๑ก๓ร๒ม.ศลิ ปากร
และจงั หวดั ตราด, วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลกั ษณแ์ ละภมู ปิ ญั ญา จงั หวดั ตราด
(กรงุ เทพฯ: โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๓. คณะกรรมการฝา่ ยประมวลเอกสารและจดหมายเหตใุ นคณะกรรมการอ�ำนวยการ
จัดงานเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จัดพิมพ์เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา
๖ รอบ ๕๔ ธนั วาคม ๒๕๔๒.), หน้า ๒๖.
เรอ่ื งเดยี วกัน, หน้าเดยี วกนั .
59
เมอื งตราด คือ เมืองทงุ่ ใหญ่
ในพระราชพงศาวดารกรงุ ธนบรุ ี ฉบบั พนั จนั ทนมุ าศ (เจมิ ) และพระราชพงศาวดารกรงุ
สยาม ฉบบั บรติ ชิ มิวเซียม กล่าวถงึ เหตุการณใ์ นสมยั กรงุ ธนบรุ ี หลังจากสมเด็จพระเจ้าตากสิน
มหาราชตีเมืองจันทบูรได้แล้วได้เสด็จยกทัพหลวงไปตี “บ้านทุ่งใหญ่”๕ ซึ่งในเหตุการณ์ตอน
เดียวกันในพระราชพงศาวดารฉบบั พระราชหัตถเลขากลา่ วว่า ได้เสด็จดำ� เนนิ ทพั ออกจากเมือง
จนั ทบูรโดยทางสถลมารคออกไป “เมืองตราด”๖
ในหนังสือเล่าเร่ืองกรุงสยาม ของสังฆราชปาลเลกัวซ์ ซึ่งได้เข้ามาอยู่ในเมืองไทยใน
ช่วงสมยั รชั กาลที่ ๓ - ต้นรัชกาลท่ี ๔ และใน พ.ศ. ๒๓๘๑ ได้เดนิ ทางไปหวั เมืองภาคตะวนั ออก
รวมทง้ั เมอื งจนั ทบรู และเมอื งทงุ่ ใหญ่ กลา่ วถงึ ราชอาณาจกั รสยามวา่ แบง่ ออกเปน็ ๔๑ จงั หวดั
มีรายชือ่ “ทุ่งใหญ่” (Thung-Jai) อยู่ทางทิศตะวันออกถดั จากเมืองจนั ทบูร หรือจันทบรุ ี ตาม
แผนท่ปี ระกอบคำ� บรรยายปรากฏวา่ ตวั เมืองตั้งอยู่ปากคลองใหญ่ ตรงขา้ มเกาะกูด ๗
ช่ือบ้านนามเมอื งในจังหวดั ตราด
จงั หวดั ตราดในปจั จบุ นั แบง่ เขตการปกครองออกเปน็ ๗ อำ� เภอ ๓๘ ตำ� บล ซง่ึ จากการ
จำ� แนกชือ่ อำ� เภอและต�ำบล สามารถสรปุ ได้ดังน้ี
๑. ชอื่ อำ� เภอส่วนใหญ่จะเปน็ ชือ่ ของตำ� บลดว้ ย ไดแ้ ก่ อำ� เภอ/ต�ำบลเขาสมงิ อ�ำเภอ/
ต�ำบลแหลมงอบ อ�ำเภอ/ต�ำบลคลองใหญ่ อำ� เภอ/ต�ำบลเกาะกูด และอำ� เภอ/ต�ำบลเกาะชา้ ง มี
เพียง ๒ อ�ำเภอทีช่ ่อื อำ� เภอไมไ่ ดเ้ ป็นช่ือของตำ� บลคืออ�ำเภอเมอื งตราด และอำ� เภอบอ่ ไร่
๒. ค�ำแรกของชื่อตำ� บลตงั้ ตามลักษณะภูมิประเทศ คือ แหลม อา่ ว หาด เกาะ หนอง
บ่อ คลอง วัง ห้วง ห้วย เขา เนิน และทงุ่ จ�ำนวน ๒๒ ตำ� บล ได้แก่ ต�ำบลแหลมกลดั ต�ำบล
แหลมงอบ ตำ� บลอา่ วใหญ่ ตำ� บลหาดเลก็ ตำ� บลเกาะกดู ตำ� บลเกาะหมาก ตำ� บลเกาะชา้ ง ตำ� บล
เกาะช้างใต้ ต�ำบลหนองเสม็ด ต�ำบลหนองโสน ต�ำบลหนองคันทรง ต�ำบลหนองบอน ต�ำบล
บอ่ พลอย ตำ� บลคลองใหญ่ ตำ� บลวงั กระแจะ ต�ำบลวังตะเคียน ตำ� บลหว้ งน�ำ้ ขาว ตำ� บลหว้ ยแร้ง
ตำ� บลเขาสมิง ตำ� บลเนินทราย และตำ� บลทงุ่ นนทรี
๕ “พระราชพงศาวดารกรงุ ธนบรุ ี ฉบบั พนั จนั ทนมุ าศ (เจมิ )” ใน ประชมุ พงศาวดารฉบบั กาญจนาภเิ ษก เลม่ ๓ (กรงุ เทพฯ
: กองวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร, ๒๕๔๒), หน้า ๔๘๔. และ “พระราชพงศาวดารกรุงสยาม ฉบับบริติช
มวิ เซยี ม”, ใน ประชุมพงศาวดารฉบบั กาญจนาภิเษก เล่ม ๒ (กรงุ เทพฯ : กองวรรณกรรมและประวัตศิ าสตร์ กรมศลิ ปากร,
๒๕๔๒), ๖หนพา้ระ๑ร๖าช๐พ. งศาวดารฉบับพระราชหัตถเลขา
หนา้ ๑๖๐. เลม่ ๒, พมิ พ์คร้งั ที่ ๙ (กรงุ เทพฯ: กองวรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์
กรมศลิ ป๗ากมรง, เ๒ซ๕เญ๔อ๒ร)์, ปาลเลกัวซ์,
เล่าเร่ืองกรุงสยาม, พิมพ์คร้ังท่ี ๓, แปลโดย สันต์ ท. โกมลบุตร (นนทบุรี: สำ� นักพิมพ์
ศรีปัญญา, ๒๕๒๙), หนา้ ๖๕ - ๖๖ และ ๗๒.
60
๓. คำ� แรกของช่อื ตำ� บลตั้งตามพชื พันธุ์ธรรมชาตจิ ำ� นวน ๓ ตำ� บล ไดแ้ ก่ ตำ� บลสะตอ
ตำ� บลไม้รูด และต�ำบลนนทรยี ์
๔. คำ� แรกของชอ่ื ตำ� บลตงั้ ตามชมุ ทาง ไดแ้ ก่ ทา่ และดา่ น จำ� นวน ๔ ตำ� บล ไดแ้ ก่ ตำ� บล
ทา่ พริก ต�ำบลท่ากมุ่ ต�ำบลท่าโสม และตำ� บลด่านชมุ พล
๕. ช่อื ตำ� บลที่ซ้ำ� กันมี ๑ ชอื่ ๒ ต�ำบล คือ ตำ� บลคลองใหญ่ อำ� เภอคลองใหญ่ และ
ตำ� บลคลองใหญ่ อ�ำเภอแหลมงอบ
๖. ชอื่ ตำ� บลทย่ี งั ไมร่ คู้ วามหมาย หรอื ไมแ่ นใ่ จในความหมายทแี่ ทจ้ รงิ จำ� นวน ๕ ตำ� บล
ได้แก่ ต�ำบลตะกาง ต�ำบลช�ำราก ต�ำบลแสนตุง้ ตำ� บลช้างทูน และต�ำบลประณีต
จากการเปรยี บเทยี บชอื่ ตำ� บลใน พ.ศ. ๒๔๖๘ พ.ศ. ๒๔๘๓ พ.ศ. ๒๕๑๒ และ พ.ศ. ๒๕๕๖
พบวา่
๑.ชอื่ ตำ� บลไดม้ กี ารเปลย่ี นชอื่ มี๒ตำ� บลไดแ้ ก่ตำ� บลอา่ วญวนเปลยี่ นเปน็ ตำ� บลอา่ วใหญ่๘
และตำ� บลวังแจะ เปลี่ยนเป็น ต�ำบลวงั กระแจะ
๒. ในแต่ละช่วงเวลาจ�ำนวนอ�ำเภอและต�ำบลจะมีการเปลี่ยนแปลง มีทั้งต้ังเพ่ิม ยุบ
เลกิ และเปลย่ี นช่อื
ภาษาและความหมายของช่ือบา้ นนามเมอื งในจงั หวดั ตราด
เม่ือพิจารณาชื่อบ้านนามเมืองจากความหมายในภาษาไทยจากช่ือต�ำบลในจังหวัด
ตราด พ.ศ. ๒๔๖๘ พ.ศ. ๒๔๘๓ พ.ศ. ๒๕๑๒ และ พ.ศ. ๒๕๕๖ สามารถแบง่ ออกได้เป็น ๔
กลุม่ ดงั น้ี
กลมุ่ แรก เข้าใจความหมายได้ทั้งหมด
ชอื่ บา้ นนามเมอื งในกลมุ่ นี้ เปน็ คำ� ในภาษาไทย และมคี วามหมายในภาษาไทย เชน่ ตำ� บล
เนินทราย ต�ำบลอ่าวใหญ่ ต�ำบลหนองโสน ต�ำบลคลองใหญ่ ต�ำบลบ่อพลอย ต�ำบลเกาะช้าง
ต�ำบลเกาะหมาก เป็นตน้
กลมุ่ ที่ ๒ เข้าใจความหมายบางคำ�
ชื่อบา้ นนามเมอื งในกล่มุ น้ี เปน็ คำ� ในภาษาไทยประสมกบั ค�ำในภาษาอ่ืน เช่น ต�ำบล
แสนตุ้ง ตำ� บลชา้ งทนู ตำ� บลบิ่นนาวง เปน็ ต้น
๘ ราชกจิ จานเุ บกษา เลม่ ๕๖ วนั ที่ ๒๕ กนั ยายน ๒๔๘๒.
61
กลุ่มท่ี ๓ ไม่เขา้ ใจความหมายทงั้ หมด
ช่ือบ้านนามเมืองในกลุ่มน้ี ไม่เข้าใจ หรือไม่มีความหมายในภาษาไทย เช่น ต�ำบล
ช�ำราก ต�ำบลตะกาง เป็นต้น สันนิษฐานว่า น่าจะเป็นค�ำในภาษาชองของชนพ้ืนเมืองดั้งเดิม
ที่เคยอยู่อาศัยในพ้ืนท่ีจังหวัดตราดมาก่อน ปัจจุบันยังคงตั้งถ่ินฐานอยู่ในเขตอ�ำเภอบ่อไร่ใกล้
ชายแดนไทยกัมพชู า
กลุ่มชนพ้ืนเมืองด้ังเดิมในเขตอ�ำเภอบ่อไร่ จังหวัดตราดเป็นที่รู้จักโดยท่ัวไปว่าเป็น
“ชาวชอง” เช่นเดยี วกับท่จี งั หวัดจันทบุรี แต่ความจรงิ แล้วเปน็ ชาวกะซอง และชาวซมั เร ทีม่ ี
ความใกลเ้ คยี งกับชาวชองทจ่ี นั ทบรุ ี แตม่ คี วามแตกตา่ งกนั ทงั้ ทางดา้ นภาษาและวฒั นธรรม และ
มสี ำ� นกึ ของการเปน็ คนละกลมุ่ ๙
ค�ำว่า “ชอง” ในบทความนี้ ใช้ในความหมายว่า เป็นชนพื้นเมืองดั้งเดิมเท่านั้น ซึ่ง
ความจริงแล้วอาจจะเป็นชาวกะซอง หรือชาวซมั เร ซงึ่ ในการแยกคำ� ศัพทต์ า่ งๆ ว่า ค�ำใดเป็น
ค�ำในภาษาชอง ภาษากะซอง ภาษาซัมเร หรือเป็นค�ำท่ีใช้ร่วมกันท้ัง ๓ ภาษาน้ัน ต้องอาศัย
ผ้เู ช่ยี วชาญดา้ นภาษาศาสตร์เป็นผู้วิเคราะห์
ชอ่ื บา้ นนามเมอื งสว่ นหนงึ่ ในจงั หวดั ตราดในปจั จบุ นั ซง่ึ เชอื่ วา่ เปน็ คำ� ในภาษาชองทงั้ ท่ี
เปน็ ชอื่ หมบู่ า้ น ชอ่ื ต�ำบล และชอ่ื สถานทที่ างภมู ศิ าสตร์ จงึ เปน็ รอ่ งรอยหลกั ฐานส�ำคญั ทแี่ สดงให้
เห็นวา่ ชาวชองเคยต้ังถนิ่ ฐานกระจายอย่ทู ่ัวไปในเขตพนื้ ทจ่ี ังหวดั ตราดมาก่อน ซง่ึ ชือ่ บา้ นนาม
เมืองเหล่านี้ถา้ แปลตามหมายในภาษาไทยจะไมม่ ีความหมาย ต้องอ่านเป็นภาษาชองแลว้ แปล
เป็นภาษาไทยจึงจะไดค้ วามหมาย เชน่ ๑๐
บา้ นชำ� ราก มาจากภาษาชองวา่ บา้ นชำ� ร๊าด แปลว่า บา้ นตะก่วั
บ้านตะกาง มาจากภาษาชองวา่ บ้านตะ๊ กาง แปลว่า บ้านเดือนหงาย
บ้านจันทิ มาจากภาษาชองวา่ บา้ นจันทิ แปลว่า บ้านลูกพรวด
บ้านโอบยาม มาจากภาษาชองว่า บา้ นโรบยาม แปลวา่ บ้านกอดกนั ร้องไห้
บ้านตกแหลก มาจากภาษาชองวา่ บา้ นโต๊แหลก แปลว่า บ้านหวั ไก่
คลองพีด มาจากภาษาชองว่า คลองปีด แปลวา่ คลองกา้ นตอง
คลองระเว้ มาจากภาษาชองวา่ คลองระเว้ แปลวา่ คลองสะตอ
คลองระย้าง มาจากภาษาชองว่า คลองกระยา้ ง แปลว่า คลองทราย
๙ ดรู ายละเอยี ดใน สวุ ไิ ล เปรมศรรี ตั น์ และพรสวรรค์ พลอยแกว้ . สารานกุ รมกลมุ่ ชาตพิ นั ธใ์ุ นประเทศไทย: กะซอง และ
ซมั เร (กร๑งุ ๐เทวพนั มชหยั ารนตั คนรพ: สาหถราิ บะ,นั “วตจิ รยั าภดาษจงัาหแลวดัะ”วฒั , นสธารรรามนเกุพรอ่ื มพวฒั ฒั นนาธชรนรบมทไทมยหภาาวคทิ กยลาาลงยั เมลหม่ ดิ ๕ล,ช๒ดุ ๕ด๔กั ๘ส)ตั. ว์
: เครอื่ งใช้ - ไถนา :
การละเลน่ (๒๕๔๒) : ๒๑๘๑ - ๒๑๘๒.
62
กลุม่ ที่ ๔ ไม่แนใ่ จในความหมายทีถ่ ูกตอ้ ง
ช่ือบา้ นนามเมืองในกลมุ่ นี้ เมื่อพจิ ารณาอยา่ งผวิ เผนิ กเ็ ป็นคำ� ทีม่ ีความหมายในภาษา
ไทย แต่ไมแ่ น่ใจว่าความจรงิ แล้วเปน็ คำ� ในภาษาไทยตามทอี่ ธิบายกันในปัจจบุ ัน หรือไม่ เช่น
คำ� วา่ “ประณีต” ซึ่งเป็นชื่อหมบู่ า้ นและตำ� บล ได้รบั คำ� อธบิ ายว่า หมายถึงหม่บู ้าน
ท่ีมีต้นไม้ข้ึนเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูสวยงามดี เดิมเรียกว่า บ้านป่านีด เขียนเป็นตัวอักษรว่า
“ประนีต” ต่อมาเปลย่ี นเปน็ “ประณีต”๑๑
คำ� วา่ “แสนตงุ้ ” ซงึ่ เปน็ ช่อื หมบู่ ้านและตำ� บล ไดร้ บั คำ� อธิบายว่า เดมิ เรียกว่า บ้าน
แสนตมุ่ เพราะเช่ือกันว่า มพี ระราชาน�ำเงินทองมาฝงั ไวใ้ นบริเวณหมบู่ า้ นนี้จ�ำนวนมากนบั แสน
ตุม่ และตอ่ มาเรียกเพ้ียนเปน็ “แสนตุ้ง”๑๒
ช่อื บ้านนามเมอื งกับต�ำนานเร่ืองเลา่
ตำ� นานปรมั ปรา หรอื เรอื่ งเลา่ ทเ่ี กยี่ วขอ้ งกบั ชอ่ื บา้ นนามเมอื งในจงั หวดั ตราดซง่ึ เปน็ ท่ี
รู้จกั กันแพรห่ ลายมอี ยู่ ๒ เรื่อง คือ ต�ำนานแหลมงอบเกาะชา้ ง และต�ำนานเขาสมิง ๑๓
ตำ� นานแหลมงอบเกาะช้าง
ตำ� นานแหลมงอบ เกาะชา้ ง เปน็ ลกั ษณะค�ำอธบิ ายถึงที่มาของสถานทที่ างภูมิศาสตร์
ต่างๆ เชน่ เกาะ แหลม โขดหิน เปน็ ตน้
๑๑ สงวน ศรสี ขุ , รายงานการวจิ ยั เรอ่ื ง การวเิ คราะหช์ อื่ หมบู่ า้ น ตำ� บล ในจงั หวดั ตราด, ๒๕๔๐, หนา้ ๘๙ - ๙๐.
( อดั สำ� เนา๑๑)๒๓
เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๘๔ - ๙๐. กรมศลิ ปากร ไดร้ วบรวมนทิ านชาวบา้ นของจงั หวดั ตา่ งๆ โดยจดั แบง่ เปน็ ภาคๆ
กองวรรณคดแี ละประวตั ศิ าสตร์
รวม ๔ ภาค ซง่ึ ในคำ� นำ� ตอนหนง่ึ กลา่ ววา่ “...บางเรอื่ งแตง่ ขน้ึ เพอ่ื อธบิ ายความเปน็ มาของชอื่ ภมู ปิ ระเทศบางแหง่ ...” ในสว่ นนทิ าน
ชาวบา้ นของจงั หวดั ตราดอยใู่ นภาคท่ี ๑ มี ๕ เรอ่ื ง ไดแ้ ก่ เรอื่ ง เศรษฐกี บั ภรรยา เรอื่ งยอดสมงิ เรอื่ งนางงา เรอื่ งปากเปน็ เอก
และเรอ่ื งคนขายกา ซงึ่ เนอ้ื หาทงั้ ๕ เรอ่ื งไมไ่ ดเ้ กย่ี วขอ้ งกบั ชอ่ื บา้ นนามเมอื ง ดรู ายละเอยี ดใน กองวรรณคดแี ละประวตั ศิ าสตร์
กรมศลิ ปากร, นทิ านชาวบา้ น ภาคท่ี ๑ (ธนบรุ :ี โรงพมิ พอ์ กั ษรเพชรเกษม, ๒๕๑๓. พมิ พเ์ ปน็ อนสุ รณใ์ นงานฌาปนกจิ ศพนายเงนิ
สขุ เกษม ณ เมรวุ ดั นมิ มานรดี อำ� เภอภาษเี จรญิ จงั หวดั ธนบรุ ี วนั ที่ ๗ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๑๓), หนา้ ๗๑ - ๙๘.
63
เกาะชา้ ง
ต�ำนานแหลมงอบเกาะช้าง๑๔ กล่าวถึง พระโพธิสัตว์ได้มาสร้างต�ำหนักเลี้ยงช้าง มี
ช้างพลายเชือกหนึ่งเป็นจ่าโขลงชื่อ อ้ายเพชร มีตาบ๋าย และยายม่อม สองตายายเป็นผู้เลี้ยง
ชา้ ง ต่อมาอา้ ยเพชรจ่าฝงู ตกมนั หนีเตลดิ เขา้ ป่าไปผสมพันธก์ุ ับนางช้าง ตกลูกออกมา ๓ เชือก
เมอื่ พระโพธสิ ตั วท์ ราบเรอ่ื งจงึ ใหต้ ดิ ตามจบั ชา้ งกลบั มา อา้ ยเพชรหนไี ปจนสดุ เกาะดา้ นทศิ เหนอื
ได้ว่ายน�้ำข้ามทะเลมาขึ้นฝั่งท่ีบ้านธรรมชาติ ลูกช้างเชือกท่ีหนีตามมาด้วยว่ายน�้ำไม่เป็นจึง
จมนำ�้ ตายกลายเป็นหิน ๓ กอง อยบู่ ริเวณอา่ วคลองสน ชาวบ้านเรียกวา่ “หินชา้ งสามลูก” ใน
ขณะทอ่ี า้ ยเพชรวา่ ยนำ้� ไปถงึ กลางรอ่ งทะเลลกึ ไดถ้ า่ ยมลู ไวก้ ลายเปน็ กองหนิ อยตู่ รงนน้ั เรยี กวา่
“หินขช้ี า้ ง” ปัจจบุ ันมกี ระโจมไฟ (ประภาคาร) อยู่บนหนิ กองนั้น
เม่ือข้ึนฝั่งแล้ว อ้ายเพชรมุ่งหน้าไปตามชายฝั่งด้านทิศใต้ ยายม่อมขณะตามช้างข้ึน
ฝง่ั ไดต้ กลงไปในโคลนถอนตวั ไมข่ ้นึ ถึงแก่ความตายอยู่ตรงนนั้ รา่ งกายกลายเปน็ หิน ชาวบา้ น
เรยี กวา่ “หนิ ยายมอ่ ม” สว่ นงอบทยี่ ายมอ่ มสวมไดห้ ลดุ ลอยไปตดิ ปลายแหลม และไดก้ ลายเปน็
หนิ ชาวบ้านเรียกว่า “แหลมงอบ” พระโพธิสตั ว์ใหเ้ กณฑค์ นท�ำคอกดกั อ้ายเพชรเกือบถงึ ทา้ ย
เกาะดา้ นใต้ ชาวบ้านจึงเรียกหมบู่ า้ นแถบนวี้ า่ “บา้ นคอก” และเกาะซ่ึงเกิดจากลิ่มและสลักท่ี
ทำ� คอกนัน้ เรียกวา่ “เกาะลิม่ ” “เกาะสลกั ” ส่วนมากเรียกรวมกันว่า “บา้ นสลกั คอก”
๑๔ กรมศลิ ปากร และจงั หวดั ตราด, วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลกั ษณแ์ ละภมู ปิ ญั ญา จงั หวดั ตราด,
หนา้ ๑๒๔ - ๑๒๕.
64
ฝ่ายอ้ายเพชรเม่ือเลียบชายฝั่งมาถึงท้ายเกาะ ก็คิดข้ามไปยังเกาะ พอว่ายน�้ำไปได้
หนอ่ ยหนึ่งก็ถ่ายมลู ออกมากลายเปน็ “หนิ กอง” เมอ่ื อ้ายเพชรไปถึงแล้วไม่ได้กลบั เขา้ คอกแต่
กลับเดนิ เลยี บฝ่งั อ้อมแหลมเขา้ ไปทางอ่าวด้านนอก พระโพธิสัตวส์ ง่ั ให้คนไปสกัดใหก้ ลับมาเขา้
คอก ชาวบ้านจึงเรียกที่ซ่ึงไปสกัดข้างน้ีว่าสลักหน้า และเรียกหมู่บ้านบริเวณน้ีว่า “บ้านสลัก
เพชร” ซ่ึงหมายถึงสลักหน้าอ้ายเพชร
โดยเหตุท่ีเกิดความยุ่งยากน้ี พระโพธิสัตว์จึงฝังอาถรรพ์ไว้ตามเกาะต่างๆ มิให้ช้าง
อาศยั อยูอ่ ีกต่อไป นบั ตง้ั แตน่ ้ันมาเกาะตา่ งๆ จงึ ไมม่ ีช้างอาศัยอยูจ่ นถงึ ปจั จุบนั
ตำ� นานเขาสมงิ ๑๕
ตำ� นานเขาสมงิ เปน็ ตำ� นานทอ่ี ธบิ ายถงึ ทมี่ าของชอื่ ภเู ขาลกู หนงึ่ วา่ ทเี่ รยี กชอื่ วา่ เขาสมงิ
เพราะเก่ียวเนอ่ื งกับวญิ ญาณเสอื สมงิ มเี รื่องเลา่ ดงั นี้
ณ ดนิ แดนไกลโพน้ เลยจากทวิ เขาเหยยี ดยาวทก่ี น้ั ดนิ แดนไทยและกมั พชู า มชี ายหนมุ่
เช้ือชาติขอมคนหนึ่ง ชื่อ สมิง ได้ร�่ำเรียนวิชาคาถาอาคมจนแก่กล้า และเพื่อทดลองวิชาท่ีได้
รำ่� เรยี นมาจงึ ไดต้ อ่ สกู้ บั เสอื โครง่ ทก่ี นิ คนมาแลว้ มากมาย สมงิ พา่ ยแพ้ รา่ งกายแหลกเหลวยบั เยนิ
ภายในศาลเจา้ พอ่ เขาสมงิ
๑๕ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๑๒๕ - ๑๒๗.
65
ใต้คมเข้ียวของเสือโคร่ง แต่วิญญาณของสมิงก็สามารถครอบง�ำวิญญาณของเสือโคร่งตัวน้ันได้
ส�ำเรจ็ คงความเป็นอมตะอยูใ่ นรา่ งของเสือร้าย ทุกขท์ นเหงาหงอยอยูใ่ นปา่ ลึก รอ่ นเรร่ อนแรม
ไปเรือ่ ยๆ นับเดอื นนับปี ในท่สี ดุ ไดม้ าพบหมู่บ้านเล็กๆ แห่งหนง่ึ ทีผ่ ูค้ นเปน็ มติ ร สมิงจงึ ไดเ้ ดิน
ทางขา้ มเถาสะบา้ ใหญท่ ท่ี อดตวั ขา้ มฝง่ั คลอง ปรากฏตวั ทร่ี มิ ลานนวดขา้ วดว้ ยรปู ลกั ษณข์ องชาย
หนมุ่ รปู งามในชดุ สดี ำ� มผี า้ ขาวมา้ คาดพงุ ถอื ไตอ้ นั ใหญไ่ วใ้ นมอื ชาวบา้ นตอ้ นรบั สมงิ อยา่ งอบอนุ่
ในวงเหล้า เมอ่ื ทกุ คนหลบั ใหลสมงิ ก็จะจากไป
ตงั้ แตท่ สี่ มงิ มาทหี่ มบู่ า้ นแหง่ น้ี พชื พนั ธธ์ุ ญั ญาหารอดุ มสมบรู ณข์ นึ้ สมงิ คอยเตอื นเหตุ
เภทภยั ลว่ งหนา้ ทจี่ ะเกดิ กบั หมบู่ า้ น สมงิ เปน็ หว่ งชาวบา้ นเหมอื นเปน็ ครอบครวั เดยี วกนั แตส่ มงิ
กำ� ชับไวว้ า่ ห้ามตัดเถาสะบา้ ใหญ่เด็ดขาด ถ้าฝา่ ฝืนสมงิ จะโกรธมากและจะไม่กลับมาหาพ่ีน้อง
ทน่ี ้ีอกี
แตแ่ ลว้ วนั หนงึ่ ไดม้ เี รอื สำ� เภานำ� สนิ คา้ มาขายทห่ี มบู่ า้ นใหญข่ า้ งบน เสากระโดงเรอื ตดิ
เถาสะบา้ คนบนเรอื สำ� เภาจงึ ชว่ ยกนั ตดั เถาสะบ้าจนขาดเพอื่ ใหเ้ รอื ผ่านไปได้กอ่ นคำ่� หลังจาก
นัน้ มาสมิงไมเ่ คยมาหาชาวบ้านอกี เลย
ชาวบ้านทีร่ ักและอาลัยสมิงชว่ ยกันสร้างศาลเล็กๆ บนตลงิ่ สูงลวิ่ มองลงไปเหน็ ล�ำน�ำ้
เขียวครึ้มทอดยาวคดเคี้ยวอยู่เบื้องล่าง แล้วท�ำพิธีบวงสรวงเชิญวิญญาณของสมิงให้สิงสถิตอยู่
ทนี่ ่ี
นอกจากนี้ ยงั มเี รอ่ื งเลา่ หรอื นทิ านชาวบา้ น ซง่ึ มเี นอื้ เรอ่ื งเกย่ี วกบั เสอื สมงิ อกี เรอ่ื งหนงึ่
กองวรรณคดีและประวัติศาสตร์ กรมศิลปากร ได้รวบรวมไว้ในหนังสือนิทานชาวบ้าน เร่ือง
“ยอดสมิง” เล่าเร่ืองคนกลายเป็นเสือสมิงเพราะน�ำน�้ำมันสมิงมาทาตัว เนื้อหาไม่ได้เช่ือโยง
กับเขาสมิงแต่อย่างใด ซึ่งในหนังสือวัฒนธรรม พัฒนาการทางประวัติศาสตร์ เอกลักษณ์และ
ภมู ปิ ญั ญา จงั หวดั ตราด ทไี่ ด้จัดพิมพใ์ นสมัยต่อมาได้นำ� รวบรวมไว้ มเี นื้อเร่ืองดงั นี้
นายยอด เม่ืออายุ ๑๖ ปี บดิ าน�ำไปฝากใหเ้ รียนวชิ าคาถาอาคมกับสมภารใกล้ ซ่งึ เปน็
ผ้มู วี ชิ าสามารถเรยี กเสือและใช้ใหเ้ สือไปไหนๆ ไดต้ ามความประสงค์โดยใชน้ �้ำมันสมงิ ทาตวั อยู่
มาวันหน่ึงขณะสมภารใกล้ได้รับนิมนต์ให้ไปฉันจังหันพร้อมกับพระลูกวัด นายยอดได้เข้าไปใน
หอ้ งทา่ นสมภารใกล้ ไดพ้ บตลบั ซง่ึ ภายในบรรจขุ ผี้ ง้ึ สเี ขยี ว นายยอดเขา้ ใจวา่ เปน็ ขผี้ ง้ึ เมตตาของ
ทา่ นอาจารย์ แต่ความจรงิ แล้วเปน็ นำ้� มันสมงิ ซง่ึ ใครน�ำมาทาตวั กจ็ ะกลายเป็นเสอื สมงิ ไปทันที
นายยอดน�ำมาทาค้ิวทาปาก ทันใดน้ันเกิดขนขึ้นตามตัวเป็นสีเหลืองๆ ด�ำๆ นายยอดได้กลาย
เปน็ เสือสมงิ กระโจนหายเขา้ ไปในปา่
เมอื่ สมภารใกลก้ ลบั มาถงึ วัดไมเ่ หน็ นายยอด เรียกกไ็ ม่ขานรบั จงึ ได้เขา้ ไปในกฏุ ิ เหน็
ประตหู อ้ งเปดิ อยแู่ ละตลบั นำ้� มนั สมงิ เปดิ ทงิ้ ไว้ ทา่ นจงึ รวู้ า่ นายยอดไดก้ ลายเปน็ เสอื สมงิ ไปแลว้ สง่ั
ใหพ้ ระลกู วดั ไปตามบดิ าของนายยอดมาและไดเ้ ลา่ ความจรงิ ใหฟ้ งั ทา่ นสมภารใกลส้ งั่ พระลกู วดั
66
และพอ่ นายยอดว่า ท่านจะไปตามนายยอด หากมีเสือมาทว่ี ัดใหใ้ ชไ้ มค้ านตเี สอื น้ัน แล้วท่านก็
ใชน้ ำ�้ มนั สมิงทาตัวกลายเปน็ เสือใหญน่ ่ากลัววง่ิ เข้าป่าไป
หลงั จากน้นั ประมาณ ๖ เดอื น เวลาเยน็ วนั หน่งึ มเี สือหางสั้นซ่งึ แปลกกวา่ เสอื ธรรมดา
๒ ตวั มาทว่ี ดั แตพ่ ระลกู วดั ไมก่ ลา้ เอาไมค้ านตเี สอื นน้ั ตามคำ� สง่ั ของทา่ นสมภาร พระลกู วดั จงึ ไป
ตามบดิ านายยอดบดิ านายยอดเชอ่ื วา่ เสอื สองตวั นน้ั คอื ลกู ชายและทา่ นสมภารใกลจ้ งึ ใชไ้ มค้ าน
ตตี วั ละ ๑ ที ทนั ใดน้นั ขนตามตัวกห็ ลุดร่วง กลายรา่ งเปน็ คนดังเดิม ยังคงเหลือเฉพาะหางที่ยัง
คงอยู่ สมภารใกล้ไดเ้ ล่าให้บิดานายยอดฟังวา่ ท่านออกเดนิ ทางตามหานายยอด ๗ วนั จงึ ได้
พบเสอื ปา่ ถามไดค้ วามว่า สมงิ ยอดไดข้ ้ามเขาไปเม่ือ ๒ - ๓ วนั แล้ว ไดเ้ ดนิ ทางตอ่ ไปถงึ เขาลกู
หนงึ่ หลังเขาเป็นท่รี าบมีหมบู่ า้ นต้งั อยู่ ไดพ้ บสมิงยอดกำ� ลงั กินหมชู าวบ้านอยู่ เมอื่ สมิงยอดเหน็
อาจารยก์ ็วิง่ หนี ท่านก็วิง่ ตามไปพรอ้ มเสือป่าตัวอน่ื ไปทนั ณ ถำ�้ แห่งหน่ึง ท่านใหเ้ สือปา่ เฝ้าปาก
ถำ้� ทา่ นเขา้ ไปกดั สมงิ ยอดเสยี หลายแหง่ จนในทส่ี ดุ สมงิ ยอดยอมแพ้ จงึ พากนั เดนิ ทางกลบั มาวดั
ใชเ้ วลา ๖ เดือน นบั ว่าโชคดที ่ีสมงิ ยอดไมก่ ินเนื้อมนุษย์ เพราะถา้ กนิ เน้ือมนษุ ย์แล้วสมิงยอดคง
ไม่ยอมกลบั มางา่ ยๆ และจะดุร้ายมากกวา่ นี้ เมื่อนายยอดกลายเป็นคนแล้วมีแผลตามตัวหลาย
แหง่ และทก่ี น้ ของเขามีหางงอกออกมายาวหนึ่งคบื จึงเป็นที่สนใจของชาวบา้ นโดยทั่วไป
นอกจากต�ำนานเรื่องเล่า ๒ เร่ืองดังกล่าวในข้างต้นแล้ว สถานที่ส�ำคัญบางแห่ง
ในจังหวัดตราด ยังมีเร่ืองเล่าท่ีเป็นการอธิบายถึงที่มาของช่ือสถานท่ีนั้นๆ ท่ีเช่ือมโยงกับ
ประสบการณ์เหนอื ธรรมชาติ หรือ อ้างอิงกับเรอื่ งราวทางประวัตศิ าสตร์ทเี่ ล่าสืบตอ่ กนั มา เช่น
วดั บุปผาราม
วัดบปุ ผาราม เหตุทไ่ี ดช้ ่ือว่าวดั บุปผาราม มเี ร่ืองเล่าวา่ ในขณะที่จะสร้างวดั นัน้ ผู้ที่
เดนิ ทางมาตรวจพน้ื ทไี่ ดม้ าถงึ เนนิ เขาแหง่ นี้ และไดพ้ จิ ารณาภมู ปิ ระเทศ ซง่ึ เปน็ เนนิ เขาชานเมอื ง
ตราด เหน็ เมอื งตราดอยเู่ ชิงเขา มีภมู ิทัศนอ์ นั สวยงามเปน็ ชัยมงคล ในขณะทค่ี นเหล่านน้ั กำ� ลงั
ตรวจพื้นที่อยู่นั้นก็ได้กลิ่นหอมของดอกไม้ขจรขจายไปท่ัว แต่ไม่พบว่ากล่ินหอมนั้นมาจากท่ี
ใด จงึ เกดิ ความศรัทธาอย่างสงู และควรสรา้ งวัดขนึ้ ณ ทน่ี ี้ ใหว้ จิ ิตรสวยงาม แล้วใหน้ ามว่า วดั
บปุ ผาราม ตามศุภนมิ ติ นนั้ ๑๖
๑๖ กองโบราณคด,ี กรมศลิ ปากร, จติ รกรรมฝาผนงั ในประเทศไทย ชดุ ที่ ๐๐๒ เลม่ ท่ี ๒ วดั บปุ ผาราม จงั หวดั ตราด
(กรงุ เทพฯ: บรษิ ทั อมรนิ ทร์ พรน้ิ ตง้ิ กรพุ๊ จำ� กดั , ๒๕๓๕ ), หนา้ ๙. อา้ งถงึ นพิ นั ธ์ พทุ ธปิ รางค,์ ทร่ี ะลกึ งานทอดกฐนิ วดั บปุ ผาราม
(วดั ปลายคลอง) จงั หวดั ตราด ๒๔ ตลุ าคม ๒๕๒๔, หนา้ ๔.
67
บรเิ วณวดั บปุ ผาราม
นอกจากนี้ วัดบปุ ผารามยังมีชอ่ื เรียกอื่นๆ อีก ได้แก่ วัดปลายคลอง ตามช่อื หมู่บา้ น
ซึ่งต้ังอยู่ปลายคลองบางพระ วัดเนินหย่อง เพราะเนินเขาท่ีต้ังวัดแห่งน้ีมีต้นหย่องมาก และ
วัดใหม่ แตย่ ังไม่ทราบเหตุผลว่า ท�ำไมจึงไดช้ ่อื ว่าวดั ใหม๑่ ๗
ชื่อบ้านนามเมอื งอันเน่อื งมาจากพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจ้าอย่หู วั
ชื่อพระราชทานจากพระบาทสมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัว
ชื่อบ้านนามเมืองในจังหวัดตราดส่วนหน่ึงเป็นชื่อท่ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้า
เจ้าอยู่หัวพระราชทานเมื่อครั้งเสด็จประพาสเกาะช้าง ได้แก่ วัดวัชคามคชทวีป เขาธัชกูฏ
แกง่ ทรงลยุ
วดั วชั คามคชทวปี เปน็ นามทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั พระราชทาน
แก่วัดสลักคอกเมื่อคราวที่ราษฎรขอให้พระองค์ทรงประทับรอยพระบาทลงบนที่ส�ำหรับสร้าง
พระอโุ บสถ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๒๗
๑๗ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๙ - ๑๐.
68
อโุ บสถวดั วชั คามคชทวปี
คำ� ว่า “วัช” หรอื วชะ เป็นค�ำภาษาบาลี ภายในอโุ บสถวดั วชั คามคชทวปี
แปลวา่ คอกสตั ว๑์ ๘ “คาม” เปน็ คำ� ภาษาบาลี แปลวา่
บ้าน, หมู่บ้าน๑๙ ค�ำว่า “คช” เป็นค�ำภาษาบาลี
และสันสกฤต แปลวา่ ชา้ ง, ช้างพลาย๒๐ และ คำ� วา่
“ทวปี ” เปน็ คำ� ภาษาสนั สกฤต ซ่ึงภาษาบาลีใชค้ ำ� ว่า
“ทปี ” แปลวา่ เกาะ๒๑ ดังนน้ั นาม “วัชคามคชทวีป”
จึงอาจแปลไดค้ วามว่า หมู่บ้านทม่ี ีคอกสัตว์แห่งเกาะ
ช้าง ซึง่ เขา้ ใจว่า นามพระราชทานน้ีคงไดร้ บั อิทธิพล
จากต�ำนานเกาะช้างที่หลวงสลักเพชรพัฒนกิจ (ติ้น)
เล่าถวาย๒๒
๑๘ ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (กรงุ เทพฯ: นานมบี คุ๊ สพ์ บั ลเิ คชน่ั ส,์ ๒๕๔๖),
หนา้ ๑๐๕๒๒๑๒๒๙๐๑๘อ.เเเรรรภออื่่ือื่ ลิ งงงกั เเเดดดษยยยีีีณววว์ เกกกกนนัันั ษ,,,มหหหผนนนลาาา้้้ กลู๒๒๕,๔๑๐โ๓๕ค๗ร... งการวจิ ยั เชงิ ประวตั ศิ าสตรเ์ ฉลมิ พระเกยี รตฯิ
“ตามรอยเสดจ็ ฯ เกาะชา้ ง จงั หวดั ตราด”
(ม.ป.ท.: สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ตราด และองคก์ ารบรหิ ารการพฒั นาพนื้ ทพี่ เิ ศษเพอ่ื การทอ่ งเทย่ี วอยา่ งยง่ั ยนื , ๒๕๔๘), หนา้
๓๗๔ - ๓๗๕.
69
เขาธัชกูฏ เป็นนามท่ีพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานเมื่อ
ครัง้ เสด็จประพาสเกาะชา้ งคร้ังที่ ๙ เมือ่ พ.ศ. ๒๔๓๒ นามนไ้ี ดจ้ ากการทีท่ รงพระกรุณาโปรด
เกล้าฯ ให้ทหารผูกธงเป็นเครอื่ งหมาย
แก่งทรงลุย เป็นนามที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้พระราชทาน
เมื่อคร้งั เสดจ็ ประพาสเกาะชา้ ง เม่อื พ.ศ. ๒๔๓๐ สันนษิ ฐานวา่ อยูบ่ ริเวณ จปร. ท่ี ๒ น้�ำตก
ธารมะยม
พระปรมาภไิ ธยยอ่ วปร. ร.ศ. ๑๓๐ ทน่ี ำ้� ตกธารมะยม
70
ช่ือที่เกี่ยวเนื่องกบั พระบาทสมเด็จพระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยู่หัว
นอกจากนามพระราชทานแล้ว ท่ีเกาะช้างยังมีช่ือสถานที่ท่ีเกี่ยวเนื่องกับพระบาท
สมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ ัว ได้แก่ ท่งุ ปะรำ� หว้ งเสดจ็ ท่าสวนหลวง ทางหลวง
ทงุ่ ปะร�ำ อยู่ทีด่ ่านใหม่ บริเวณใกลก้ บั สถานตี ำ� รวจอำ� เภอเกาะช้าง ปัจจบุ นั เป็นสวน
ทุเรียนในอดีตเคยเป็นไร่พริกไทยของพระประเสริฐวานิช หรือเจ้าสัวเส็ง เมื่อคราวท่ีพระบาท
สมเดจ็ พระจุลจอมเกล้าเจา้ อยูห่ ัวเสด็จประพาสธารมะยม กรมการเมืองได้สรา้ งพลับพลาถวาย
ณ บรเิ วณน้ี ในเวลาตอ่ มาจึงได้ชอื่ ว่า “ทุ่งปะรำ� ”
หว้ งเสด็จ คือห้วงของธารนำ้� บริเวณบ้านสลกั เพชร บรเิ วณธารน�้ำหลังบา้ นของผใู้ หญ่
ประคอง สขุ สงิ ห์ มเี รอ่ื งเลา่ วา่ เมอื่ คราวทพี่ ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เสดจ็ ฯ บา้ น
สลกั เพชรได้สรงนำ้� ทีห่ ว้ งน�ำ้ นี้ จงึ ไดช้ ่ือวา่ “ห้วงเสดจ็ ”
ท่าสวนหลวง อยู่ที่ด่านเก่า เดิมเป็นพื้นท่ีของหลวงราชพันไมตรี ชาวบ้านเรียกว่า
“หลวงราชฯ” ซึ่งหลวงราชฯ สร้างบ้านอยู่ในบริเวณดังกล่าว เป็นเรือนไม้สักท้ังหลัง ปัจจุบัน
เปน็ พน้ื ทข่ี องกองทพั เรอื ทไ่ี ดช้ อ่ื วา่ ทา่ สวนหลวงน้ี สนั นษิ ฐานวา่ เปน็ ทา่ เทยี บเรอื ของพระบาท
สมเดจ็ พระจุลจอมเกลา้ เจ้าอยหู่ วั เมอ่ื เสด็จประพาสเกาะช้าง
ทางหลวง เป็นทางเล็กๆ ที่มีหินเรียงเป็นทางข้ึนเขาธารมะยม กรมการเมืองเกณฑ์
ชาวเกาะช้างและชาวเมืองจากบนฝั่งมาช่วยกันท�ำทางขึ้นเพ่ือรับเสด็จ เล่ากันว่า เป็นทางเดิน
ส�ำหรับให้ทหารแบกเสล่ียงน�ำพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวข้ึนไปบนยอดเขาธาร
มะยม จึงเรยี กกันในสมัยต่อมาวา่ “ทางหลวง”
ขอ้ สังเกตเบือ้ งตน้ เกยี่ วกับการอธบิ ายความหมายชื่อบ้านนามเมือง
ในการอธบิ ายทม่ี าและความหมายชอ่ื บา้ นนามเมอื งจงั หวดั ตราดทผี่ า่ นมานี้ มขี อ้ สงั เกต
เบอื้ งต้น ๒ ประเดน็ ไดแ้ ก่ ความหมายของชอ่ื บ้านนามเมอื งเปล่ยี นแปลงไป และความหมายท่ี
ไม่เข้าใจในปัจจุบนั
ความหมายของชื่อบ้านนามเมืองเปล่ียนแปลงไป
ชอ่ื บา้ นนามเมอื งบางชอ่ื อาจจะเปน็ ชอื่ เกา่ แกท่ ต่ี กทอดมาจากอดตี ซงึ่ ความหมายของ
ค�ำที่ตกทอดมาน้ัน ในปัจจุบันความหมายได้เคลื่อนที่จากความหมายเดิม เมื่อใช้ความรู้ความ
เข้าใจในปัจจุบันมาอธิบายถึงความหมายและท่ีมาของชื่อบ้านนามเมืองที่ตกทอดมาจากอดีต
กอ็ าจจะคลาดเคลอ่ื นจากความหมายท่ีแทจ้ รงิ เชน่ คำ� วา่ ท่าพริก
71
ท่าพริก
“ท่าพรกิ ” เปน็ ช่อื วดั , หม่บู ้าน และต�ำบล มเี รอ่ื งเลา่ ว่า บา้ นท่าพรกิ เปน็ หมูบ่ า้ นทต่ี ง้ั
มานานกวา่ ๕๐๐ ปี มคี ลองใหญไ่ หลผา่ นหลายหมบู่ า้ น ไดแ้ ก่ บา้ นตรอกแซง บา้ นคลองนา บา้ น
ท่ากระดาน มีเรือน�ำสนิ คา้ มาทำ� การค้าขายกบั ชาวบ้าน มีที่ส�ำหรบั จอดเรือขนถ่ายสนิ คา้ พ้ืนที่
ตรงนน้ั เปน็ ทส่ี งู นำ้� ทว่ มไมถ่ งึ มตี น้ พรกิ ขห้ี นขู นึ้ ชกุ ชมุ ทง้ั ปี คนทวั่ ไปจงึ เรยี กกนั วา่ “ทา่ พรกิ ” เมอื่
ตงั้ หมบู่ า้ นจึงเรยี กว่า “บ้านท่าพรกิ ” ๒๓
ถ้าบ้านท่าพริกเป็นหมู่บ้านเก่าแก่ที่ตั้งมานานกว่า ๕๐๐ ปี ตามเร่ืองเล่าถึงประวัติ
ความเป็นมาของหมู่บ้านดังกล่าวข้างต้นจริง ความหมายของค�ำว่า “พริก” ในช่ือหมู่บ้านก็ไม่
น่าจะหมายถึง พรกิ ขีห้ นตู ามความหมายในปจั จบุ นั แตค่ �ำวา่ “พริก” หมายถงึ “พรกิ ไทย” ดงั
ปรากฏหลักฐานว่า คนในสมัยอยุธยาเรยี กพรกิ ไทยวา่ “พรกิ ”๒๔ และยงั คงเหลอื รอ่ งรอยอยใู่ น
ภาษาไทยถนิ่ ใตท้ ย่ี งั คงเรยี กพรกิ ไทยวา่ “พรกิ ” ๒๕
ความหมายทีไ่ มเ่ ข้าใจในปจั จุบัน
จากการศึกษาที่ผ่านมาเกี่ยวกับชื่อบ้านนามเมืองในจังหวัดตราดพบว่า มีประเด็นท่ี
นา่ สนใจประเดน็ หนง่ึ คอื ชอื่ บา้ นนามเมอื งสว่ นหนงึ่ เปน็ ชอ่ื ทคี่ นในปจั จบุ นั ไมเ่ ขา้ ใจความหมาย
วา่ หมายถงึ อะไร บางชอื่ ไมส่ ามารถสนั นษิ ฐานได้ แตก่ ม็ บี างชอื่ ทผ่ี รู้ ใู้ นทอ้ งถนิ่ ไดพ้ ยายามศกึ ษา
หาความหมาย และสนั นษิ ฐานความหมายทีแ่ ทจ้ รงิ ไวท้ ี่แตกต่างกันไป เชน่ ค�ำวา่ “จันท”ิ ในชอ่ื
บา้ นจนั ทิ คลองจันทิ คำ� วา่ “พีด” ในช่ือ คลองพีด และบา้ นพีด
ค�ำว่า จนั ทิ” ในบา้ นจันท,ิ คลองจนั ทิ
ความหมายของชอื่ บา้ นจันทนิ ัน้ มผี ู้ได้ใหค้ วามหมายไว้ ๒ ความหมาย ไดแ้ ก่
๒๓ สงวน ศรสี ขุ , รายงานการวจิ ยั เรอื่ ง การวเิ คราะหช์ อ่ื หมบู่ า้ น ตำ� บล ในจงั หวดั ตราด, ๒๕๔๐, หนา้ ๖๐ - ๖๑.
(อดั สำ� เนา๒)๔ “สญั ญาไทย-ฝรงั่ เศส ครงั้ สมเดจ็ พระนารายณแ์ ลหนงั สอื ออกพระวสิ ตู รสนุ ทร”, ใน ประชมุ จดหมายเหตสุ มยั อยธุ ยา
ภาค ๑ (พระนคร: โรงพมิ พส์ ำ� นกั ทำ� เนยี บนายกรฐั มนตร,ี ๒๕๑๐. คณะกรรมการจดั พมิ พเ์ อกสารทางประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรม
และโบราณคดี สำ� นกั นายกรฐั มนตรี พมิ พจ์ ำ� หนา่ ยเพอ่ื เปน็ การสง่ เสรมิ ความรทู้ างวชิ าประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรม และโบราณคดี
ข องชาวไ๒ท๕ยสดมรู ยัาอยยลธุะยเอายี),ดหในนา้ บ๑ณั ๕ฑ, ติ๑๖ล.ว่ิ ชยั ชาญ, “พรกิ ไทยในประวตั ศิ าสตรไ์ ทย”, ศลิ ปากร ๒ (มนี าคม - เมษายน ๒๕๔๕) :
๒๙ - ๓๕.
72
ความหมายแรก หมายถงึ หมู่บา้ นทม่ี ีผลมะพรา้ วเปน็ กะทิเปน็ จ�ำนวนมาก โดยกลา่ ว
วา่ บา้ นจนั ทเิ ปน็ หมูบ่ า้ นทีต่ ั้งมาประมาณ ๑๐๐ ปเี ศษ ชือ่ ของหมูบ่ ้านตั้งตามสภาพหมูบ่ ้านที่มี
สวนมะพร้าวเป็นจำ� นวนมากตามชายคลอง ผลมะพร้าวสว่ นใหญ่เปน็ ผลมะพรา้ วกะทิ แตกตา่ ง
กบั มะพรา้ วในหมบู่ า้ นอนื่ ซงึ่ เปน็ มะพรา้ วธรรมดา จากการทหี่ มบู่ า้ นนม้ี มี ะพรา้ วกะทเิ ปน็ จำ� นวน
มากเป็นที่รู้จกั ของคนทวั่ ไป จึงต้ังชอ่ื หมู่บา้ นนว้ี า่ “บ้านจันท”ิ คำ� ว่า “จัน” น่าจะมาจากค�ำว่า
“จาว” หรือ “จัน่ ” ของมะพรา้ ว ต่อมากลายเสียงเปน็ บา้ นจนั ทิ ๒๖
ความหมายท่ี ๒ กล่าวแต่เพียงวา่ ค�ำวา่ “จันทิ” เป็นค�ำในภาษาชอง แปลวา่ ลกู
พรวด๒๗ ซงึ่ จากการตรวจสอบชอื่ สถานทใ่ี นแผนทม่ี าตราสว่ น ๑: ๕๐,๐๐๐ ของกรมแผนทที่ หาร
พบร่องรอยหลกั ฐานทน่ี ่าสนใจวา่ “จนั ท”ิ น่าจะเปน็ คำ� ในภาษาชอง หมายถงึ ลกู พรวด
พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ ได้ให้ความหมายหน่ึงของค�ำว่า
“พรวด” ไว้วา่ กระทุ หมายถึง ชอ่ื ไมพ้ ุ่มชนดิ Rhodomyrtus tomentosa Wight ในวงศ์
Myrtaceae ขึน้ ชมุ่ ตามปา่ โปรง่ ทางปกั ษใ์ ต้ ใบหนา สเี ขียวแก่ ออกเป็นคๆู่ ตามกิ่ง บางทอ่ี อก
เป็น ๓ ใบจากข้อเดียวกัน ด้านล่างของใบมีขนทึบ สั้นๆ ออกดอกสีชมพู สัณฐานคล้ายดอก
กุหลาบลาขนาดเลก็ ๆ ออกตามงา่ มใบ ดอกเด่ยี ว หรอื เป็นช่อ ๒ - ๓ ดอกก็มี ผลกลม เมอ่ื สกุ
สดี �ำ กินได้ มีรสหอมหวาน, ทพุ รวด พลวดใหญ่ หรอื พลวดกินลูกกเ็ รยี ก๒๘
ในแผนทีข่ องกรมแผนทีท่ หารมาตราสว่ น ๑: ๕๐,๐๐๐ ปรากฏช่อื สถานทซี่ ึง่ ลงทา้ ย
ด้วยค�ำวา่ “จนั ทิ” หลายช่ือ เช่น คลองจนั ทิ บา้ นจันทิ และเป็นทน่ี า่ สงั เกตวา่ บริเวณด้านตะวัน
ออกของบา้ นจนั ทิ ซง่ึ อยดู่ า้ นทศิ ใตข้ องคลองจนั ทปิ ระมาณ ๑ กโิ ลเมตร เปน็ ทตี่ งั้ ของหมบู่ า้ นแหง่
หนง่ึ ในแผนที่ระบชุ ่ือวา่ “บ้านหนองพรอด”๒๙ จึงอาจเปน็ ไปได้วา่ “พรอด” ในชื่อบา้ นหนอง
หนองพรอด กค็ อื คำ� วา่ “พรวด” ซ่ึงหมายถงึ “จันท”ิ ในภาษาชองน่นั เอง
๒๖ สงวน ศรสี ขุ , รายงานการวจิ ยั เรอื่ ง การวเิ คราะหช์ อ่ื หมบู่ า้ น ตำ� บล ในจงั หวดั ตราด, ๒๕๔๐, หนา้ ๖๔. (อดั สำ� เนา).
๒๗ วนั ชยั รตั นพาหริ ะ, “ตราด จงั หวดั ”, สารานกุ รมวฒั นธรรมไทยภาคกลาง ๕ ชดุ ดกั สตั ว์ : เครอ่ื งใช้ - ไถนา : การ
ละเลน่ (๒๒๕๘๔ร๒าช)บ: ณั๒๑ฑ๘ติ ย๒ส. ถาน, พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒ (กรงุ เทพฯ: นานมบี คุ๊ สพ์ บั ลเิ คชน่ั ส,์ ๒๕๔๖),
หนา้ ๔๓,๒๗๙๖ก๐รม. แผนทท่ี หาร,
แผนทร่ี ะวาง 5533 IV ลำ� ดบั ชดุ L7017 พมิ พค์ รง้ั ท่ี 2-RTSD.
73
ค�ำวา่ “พีด” ในบ้านทงุ่ พีด, บ้านคลองพีด
ในแผนท่ขี องกรมแผนท่ีทหารมาตราส่วน ๑ : ๕๐,๐๐๐ ปรากฏชือ่ สถานท่ที ่ลี งท้าย
ดว้ ยค�ำวา่ “พีด” หลายแหง่ เช่น คลองพีด หนองพดี ล่าง หนองพีดบน บ้านทุ่งพดี บ้านปากพีด
เป็นต้น ซ่ึงค�ำว่า “พีด” น้ี ผู้รู้กล่าวว่า เป็นค�ำในภาษาชอง แต่มีความหมายแตกต่างกัน ๓
ความหมาย
ความหมายแรก คำ� วา่ “พดี ” สนั นษิ ฐานวา่ เพยี้ นมาจาก “พดี๊ ” ในคำ� ภาษาชอง แปลวา่
ดงเสือดุ บา้ นคลองพีด หมายถึง หมูบ่ า้ นทีต่ งั้ อย่รู มิ คลองมีเสอื ชกุ ชมุ ๓๐
ความหมายที่ ๒ ค�ำวา่ “พีด” มาจากภาษาชอง แปลวา่ “หาย” มเี รื่องเลา่ ว่า เมอื่
ก่อนนี้ใครที่น�ำสัตว์ไปเลี้ยงในทุ่งของหมู่บ้านสัตว์เหล่าน้ันจะหายไปหมด โดยไม่ทราบสาเหตุ
เชน่ เคยมชี าวบ้านนำ� ควายเข้าไปเลี้ยงในทุ่ง ปรากฏว่าควายหายไปทง้ั ฝูง ชาวบา้ นจงึ เรยี กช่ือ
หมู่บ้านนว้ี ่า “บา้ นท่งุ พีด”
ความหมายที่ ๓ มาจากคำ� วา่ “ปดี ” ในภาษาชอง แปลวา่ กา้ นตอง คลองพดี จงึ แปลวา่
คลองกา้ นตอง ซง่ึ ในความหมายน้ี กอ็ าจจะสอดคลอ้ งกบั ชอ่ื หมบู่ า้ นทอ่ี ยดู่ า้ นใตล้ งมาทม่ี ชี อื่ เปน็
ภาษาไทยวา่ “บา้ นแหลมตอง” “บา้ นห้วงตอง”
อย่างไรก็ดี ในรายงานการวจิ ัย เรือ่ ง การวเิ คราะห์ช่อื หมู่บา้ น ต�ำบล ในจังหวัดตราด
กลา่ วถงึ บ้านทงุ่ พดี ว่า เดิมหมบู่ ้านแห่งนเี้ ต็มไปดว้ ยพิษภยั ต่างๆ มีทงั้ สตั วด์ ุร้าย ไข้ป่า (ยงุ ) และ
ยังมีบุคคลท่ีใช้คาถาอาคม หรือไสยศาสตร์อีกด้วย ชาวบ้านจึงเรียกช่ือหมู่บ้านนี้ว่า “บ้านทุ่ง
พษิ ” และเรยี กเพ้ียนมาเปน็ “บา้ นทุ่งพีด” ในปจั จบุ ัน
๓๐ สงวน ศรสี ขุ , รายงานการวจิ ยั เรอื่ ง การวเิ คราะหช์ อื่ หมบู่ า้ น ตำ� บล ในจงั หวดั ตราด, ๒๕๔๐, หนา้ ๔๐. (อดั สำ� เนา)
74
สรปุ
ถงึ แมว้ า่ ทผ่ี า่ นมาไดม้ คี วามพยายามในการอธบิ ายถงึ ทมี่ าและความหมายของชอื่ บา้ น
นามเมอื งในจังหวัดตราด แต่การศกึ ษาใชข้ ้อมลู จากการสมั ภาษณเ์ ปน็ หลัก ซ่งึ ข้อมลู ดงั กล่าวมี
คุณลกั ษณะเฉพาะทแ่ี สดงถึงความรู้ ความเข้าใจ และความเช่อื ของผู้ใหส้ ัมภาษณ์ในเร่ืองนัน้ ๆ
ท่ีผู้สัมภาษณ์จะต้องเลือกใช้ข้อมูลจากการสัมภาษณ์ให้เหมาะสมกับเรื่องท่ีต้องการศึกษา การ
ศึกษาเรื่องราวของอดีตอย่างเช่นช่ือบ้านนามเมือง บางช่ือเป็นช่ือเก่าแก่ที่ตกทอดมายาวนาน
นบั รอ้ ยปี ย่อมจำ� เป็นท่ีจะตอ้ งน�ำข้อมูลท่ไี ด้จากการสัมภาษณไ์ ปตรวจสอบกบั เอกสารหลกั ฐาน
ตา่ งๆ เนอ่ื งจากภาษามีการเปลย่ี นแปลงอยตู่ ลอดเวลา เชน่ บางคำ� มีรปู เปล่ียนไปจากเดิม บาง
ค�ำเสียงเปลี่ยนแปลงไป บางค�ำมีความหมายกลับตรงกันข้าม บางค�ำเคลื่อนท่ีจากความหมาย
เดมิ เป็นต้น
เพราะฉะนน้ั หากไมม่ กี ารตรวจสอบขอ้ มลู จากการสมั ภาษณก์ บั หลกั ฐานอนื่ ๆ จะทำ� ให้
ค�ำอธิบายถึงท่ีมาและความหมายของชื่อบ้านนามเมืองอาจจะคลาดเคล่ือนจากข้อเท็จจริงทาง
ประวัติศาสตร์ ดังกรณีค�ำอธิบายถึงท่ีมาและความหมายของ “ต�ำบลท่าพริก” ดังท่ีกล่าวใน
ข้างตน้
การศึกษาชือ่ บ้านนามเมอื งในจังหวัดตราดในครั้งน้ี ท�ำใหเ้ ห็นถงึ ประวัตคิ วามเป็นมา
ของผู้คนและถิ่นฐานบ้านเมืองของจังหวัดตราดที่ยังเหลือร่องรอยให้เห็นในชื่อบ้านนามเมือง
ได้ในระดับหน่ึง พบว่า ชื่อบ้านนามเมืองหลายช่ือได้เปล่ียนแปลงไป สาเหตุท่ีส�ำคัญน่าจะมา
จากความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มคนและสังคม ท�ำให้คนในปัจจุบันเข้าใจผิดในเร่ืองท่ีมาของชื่อ
บ้านนามเมืองต่างๆ จึงมีความพยายามท่ีจะอธิบายความหมายของชื่อบ้านนามเมืองส่วนหนึ่ง
ในลักษณะลากเข้าหาความหมาย
นอกจากนี้ ยังพบว่า เม่ือพิจารณาช่ือบ้านนามเมืองบางชื่อในจังหวัดตราด ชวนให้
สงสัยในความหมายทแี่ ท้จริงวา่ มีความหมายอยา่ งไร เชน่
“เวฬุ” ซึ่งเป็นช่ือแม่น�้ำสายส�ำคัญสายหนึ่งในภาคตะวันออก เป็นแม่น้�ำที่ใช้แบ่ง
เขตแดนอำ� เภอขลงุ จงั หวดั จันทบุรีกับจงั หวัดตราด ตามรูปศัพทค์ �ำว่า “เวฬ”ุ หมายถงึ ไม้ไผ๓่ ๑
ชาวจันทบุรีและชาวตราดเรียกแม่น�้ำสายนี้ว่า “แม่น้�ำเวน” ในพระราชนิพนธ์ระยะทางเสด็จ
ประพาสจนั ทบรุ ี ปชี วด จุลศกั ราช ๑๒๓๘ (พ.ศ. ๒๔๑๙) ทรงกล่าวถงึ แม่นำ้� เวฬวุ า่
๓๑ ราชบณั ฑติ ยสถาน, พจนานกุ รมฉบบั ราชบณั ฑติ ยสถาน พ.ศ. ๒๕๔๒, หนา้ ๑๐๘๗.
75
“...ทีน่ ้เี ปน็ ปากน้�ำเมอื งขลงุ เขาเรยี ก ปากนำ�้ เวน มีเกาะจิกอยู่ตรงหนา้ เหมอื นลบั แล
มีเกาะเลก็ อกี ๒ เกาะ ติดกันไป...”๓๒
ถงึ แมว้ า่ ตามหลกั การออกเสยี งในภาษาไทยจะออกเสยี งคำ� วา่ “เวฬ”ุ วา่ “เวน” อยา่ ง
คำ� ว่า เมรุ, พระสุเมร,ุ พยาธิ, ปฐมสมโพธิ ซง่ึ ออกเสียงวา่ เมน, พระ-ส-ุ เมน, พะ-ยาด, ปะ-ถม-
สม-โพด ตามลำ� ดับ แตก่ ็ชวนให้สงสัยวา่ ช่ือแม่นำ้� ทีอ่ อกเสียงวา่ แมน่ ำ้� เวน นี้ อาจจะเป็นคำ� ใน
ภาษาพื้นถิ่นดัง้ เดมิ ของผคู้ นแถบนี้ ต่อมาผูร้ ใู้ นสมยั หลงั เขยี นชือ่ แม่นำ�้ สายน้วี ่า “แม่น�้ำเวฬ”ุ
หากมีการศึกษาถึงที่มาและความหมายของช่ือบ้านนามเมืองในจังหวัดตราดอย่าง
จริงจังโดยใช้หลักฐานต่างๆ อย่างรอบด้านจะท�ำให้เห็นถึงการคลี่คลายขยายตัว และการ
เคลอื่ นไหวของผคู้ นและบา้ นเมอื งของจงั หวดั ตราดไดช้ ดั เจนขน้ึ อนั เปน็ สงิ่ ทมี่ คี ณุ คา่ ตอ่ การเรยี นรู้
เพ่อื ให้รูจ้ ักตนเองและผอู้ ื่น อีกทั้งเป็นเสน่ห์และสสี ันในการทอ่ งเท่ยี วจงั หวัดตราดอีกดว้ ย
แมน่ ำ�้ เวฬุ
๓๒ พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั , พระราชนพิ นธเ์ สดจ็ ประพาสจนั ทบรุ ี และอกั ขรานกุ รมภมู ศิ าสตรจ์ งั หวดั
จนั ทบรุ ี (พระนคร: บรษิ ทั การพมิ พไ์ ทย จำ� กดั , ๒๔๘๔. พระยามโหสถศรพี พิ ฒั น์ พมิ พแ์ จกในงานฌาปนกจิ ศพคณุ แมเ่ ลย่ี นแกลง
แกลว้ กลา้ ณ เมรสุ สุ านหลวงวดั เทพศริ นิ ทราวาส วนั ท่ี ๑๗ เมษายน พ.ศ. ๒๔๘๔), หนา้ ๓๗.
76
ยุทธนาวเี กาะช้าง*
เหตกุ ารณ์ “ยทุ ธนาวีเกาะชา้ ง” เป็นการรบทางเรอื ครั้งส�ำคญั และเป็นทรี่ ู้จักกันอยา่ ง
แพรห่ ลายมากท่ีสุดในประวตั ิศาสตรก์ องทพั เรอื หรอื อาจจะมากท่ีสุดในประวัติศาสตรช์ าติไทย
กว็ า่ ได้ ผลพวงของยทุ ธนาวนี น้ั ทำ� ใหก้ องกำ� ลงั ฝา่ ยไทยเสยี หายอยไู่ มน่ อ้ ย ประกอบดว้ ยทหารหาญ
ทตี่ อ้ งเสยี ชวี ติ เปน็ ชาตพิ ลี แตส่ ง่ิ ทส่ี ำ� คญั อยา่ งยงิ่ คอื การธำ� รงไวซ้ งึ่ ดนิ แดนและอธปิ ไตยของชาติ
รวมท้งั เป็นการประกาศใหน้ านาชาตริ ู้ถงึ การรบทเี่ ข้มแขง็ ของกองทพั เรอื ไทย
การเดนิ ขบวนเรยี กรอ้ งของนสิ ติ นกั ศกึ ษาและประชาชน จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม รว่ มปฏญิ าณตน
ตอ่ พระแกว้ มรกตในการเรยี กรอ้ งดนิ แดนคนื
วนั ท่ี ๘ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๘๓
หนา้ กระทรวงกลาโหม
* นายชญานนิ นยุ้ สนิ ธ์ุ นกั อกั ษรศาสตรป์ ฏบิ ตั กิ าร กลมุ่ จารตี ประเพณี สำ� นกั วรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์ คน้ ควา้
เรยี บเรยี ง
77
การสู้รบบริเวณเกาะช้างเป็นผลสืบเน่ืองมาจากกรณีพิพาทอินโดจีนระหว่างไทยและ
ฝรงั่ เศส ซงึ่ อยใู่ นชว่ งทสี่ งครามโลกครง้ั ท่ี ๒ กำ� ลงั ดำ� เนนิ ไป โดยในชว่ งเดอื นกนั ยายน พ.ศ. ๒๔๘๓
เม่ือฝรั่งเศสกำ� ลงั จะเปดิ ฉากท�ำสงครามกับเยอรมัน จึงม่งุ หวังให้เหตุการณ์ทางอินโดจีนซ่ึงเปน็
ดนิ แดนอาณานคิ มของฝรง่ั เศสมคี วามสงบเรยี บรอ้ ย ฝรง่ั เศสจงึ ตดิ ตอ่ ประสานมาถงึ ทางการไทย
เพอ่ื ทำ� สญั ญาวา่ จะไมร่ กุ รานหรอื เกดิ ขอ้ ขดั แยง้ กนั ในเขตอนิ โดจนี ฝรงั่ เศส รฐั บาลไทยในขณะนนั้
ยนิ ดรี บั ขอ้ ตกลงดงั กลา่ ว ทวา่ ไดย้ น่ื ขอ้ เรยี กรอ้ งใหท้ ำ� การปรบั ปรงุ เสน้ แบง่ เขตแดนระหวา่ งไทย
กับดนิ แดนอาณานคิ มของฝรัง่ เศสขึ้นใหม่ ใหถ้ ูกตอ้ งตามหลักกฎหมายระหวา่ งประเทศ รวมท้ัง
ขอใหฝ้ รงั่ เศสคืนดินแดนฝั่งขวาแม่นำ�้ โขงทีย่ ดึ ไปจากเหตกุ ารณ์ ร.ศ. ๑๑๒ คนื แก่ไทย (ดนิ แดน
เหลา่ นน้ั ไดแ้ ก่ เสยี มราฐ พระตะบอง จำ� ปาศกั ดิ์ เปน็ ตน้ ) ในประเดน็ การปกั ปนั เขตแดน รฐั บาลไทย
ให้ถือแนวรอ่ งน้�ำลึกเปน็ เกณฑต์ ามหลักสากล ซ่งึ ผลปรากฏวา่ รัฐบาลฝร่ังเศสสมยั วชิ ่ไี มย่ อมรบั
ขอ้ เรยี กร้องของไทย
บริบทแวดลอ้ มภายในประเทศขณะน้นั เปน็ ไปอย่างเขม้ ข้น ในวนั ที่ ๘ ตลุ าคม พ.ศ.
๒๔๘๓ เหล่านิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และ
การเมือง รวมท้ังประชาชนทั่วไปร่วมกันเดินขบวนเรียกร้องให้รัฐบาลต่อสู้เอาดินแดนคืนจาก
ฝรั่งเศส จอมพล ป. พบิ ลู สงคราม นายกรัฐมนตรแี ละผูบ้ ัญชาการทหารสงู สดุ ขณะนั้นไดอ้ อกมา
กลา่ วปราศรยั แกน่ สิ ติ นกั ศกึ ษาและประชาชนทเี่ ดนิ ขบวนบรเิ วณหนา้ ตกึ กระทรวงกลาโหม และ
มกี ารปฏญิ าณตนตอ่ พระแกว้ มรกตในการเรยี กรอ้ งดนิ แดนคนื ในวนั ท่ี ๑๒ ตลุ าคม พ.ศ. ๒๔๘๓
มีการเดินขบวนใหญ่ของประชาชนจำ� นวนถงึ กวา่ ๕๐,๐๐๐ คน ในระยะน้ี การเจรจาระหว่าง
๒ รฐั บาลกด็ �ำเนนิ ต่อเนื่องไป แต่ดจู ะไมเ่ ป็นผลนัก เม่อื มีรายงานวา่ ฝรัง่ เศสไดส้ ่งก�ำลังเพิ่มเตมิ
มาประชิดแนวชายแดนท่ีติดกับไทย กระทั่งในที่สุด การปะทะกันประปรายตามแนวชายแดน
ของทง้ั ๒ ฝ่ายกเ็ ริ่มข้นึ ในกลางเดือนพฤศจกิ ายน พ.ศ. ๒๔๘๓ ทางการไทยจึงได้แตง่ ตงั้ หนว่ ย
ทหารเพ่ือรับกับสถานการณ์ที่ก�ำลังทวีความรุนแรงข้ึนโดยเฉพาะกองทัพบูรพา กองทัพอีสาน
และกองพลสนามอิสระ
เรอื หลวงธนบรุ ี
78
วนั ท่ี ๒๘ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๔๘๓ เป็นจุดเร่ิมสำ� คัญของการใชก้ �ำลงั ทหารอยา่ งเตม็
รูปแบบทุกเหล่าทัพ เม่ือฝร่ังเศสโจมตีดินแดนไทยก่อน โดยส่งเครื่องบินมาท้ิงระเบิดท่ีจังหวัด
นครพนม จากน้นั กองทัพเรือไทยไดจ้ ดั สง่ ก�ำลงั พลไปประจำ� การปอ้ งกนั พน้ื ทตี่ �ำบลคลองใหญ่
จงั หวดั ตราด ซงึ่ เปน็ ชายแดนสดุ ทางตะวนั ออก ตดิ กบั พน้ื ทขี่ องอนิ โดจนี ฝรงั่ เศส โดยมกี ำ� ลงั ทาง
เรือ ๑ หมวด ในบังคบั บญั ชาของนาวาโท หลวงพรอ้ ม วีรพันธ์ุ เข้าตรงึ ก�ำลงั พร้อมปฏบิ ัติการ
อย่บู รเิ วณเกาะชา้ ง ประกอบด้วย
๑. เรอื หลวงธนบรุ ี ซงึ่ เปน็ เรอื ยามฝง่ั ระวางขบั นำ�้ ๒,๒๐๐ ตนั ตดิ ปนื ๘ นว้ิ ๔ กระบอก
ปนื ๓ นิ้ว ๔ กระบอก ทหารประจ�ำเรอื ๒๒๗ นาย
๒. เรอื หลวงสงขลา ซง่ึ เปน็ เรอื ตอรป์ โิ ด ระวางขบั นำ�้ ๔๗๐ ตนั ตดิ ปนื ๓ นวิ้ ๓ กระบอก
ตอรป์ โิ ด ๖ ท่อ ทหารประจ�ำเรอื ๙๗ นาย
๓. เรอื หลวงชลบุรี เป็นเรือตอร์ปโิ ดและระวางขบั น�้ำเทา่ กับเรือหลวงสงขลา
๔. เรอื หลวงระยอง เปน็ เรือตอร์ปโิ ดและระวางขับน�้ำเท่ากับเรือหลวงสงขลา
๕. เรือหลวงหนองสาหร่าย ระวางขับนำ�้ ๔๖๐ ตัน
๖. เรือหลวงเทยี วอุทก ระวางขับนำ�้ ๕๐ ตนั
สว่ นกำ� ลงั ฝา่ ยขา้ ศกึ นนั้ สง่ หมวดเรอื เฉพาะกจิ ที่ ๗ มเี รอื ทงั้ สน้ิ ๗ ลำ� มาจากเมอื งไซง่ อ่ น
ภายใต้การบัญชาการของนาวาเอก เรจี เบรองเยร์ (Regis Béranger) เข้ามาประจ�ำการใกล้
น่านนำ้� ของไทยกอ่ นการรบ ๒ วนั โดยเรอื ท้งั หมด ไดแ้ ก่
เรอิ ลาดตระเวนลามอตต์ ปเิ กต์
๑. เรอื ลามอตต์ ปเิ กต์ (Lamotte Picquet) เปน็ เรือลาดตระเวนเบา ระวางขบั น�้ำ
๗,๘๘๐ ตนั ตดิ ปนื ๖.๑ นิว้ ๘ กระบอก ปนื ๓ น้วิ ๔ กระบอก ตอร์ปโิ ด ๑๒ ทอ่ ทหารประจ�ำ
เรอื ๕๗๗ นาย
79
๒. เรืออามริ าล ชาร์เนร์ (Amiral Charner) เปน็ เรือสลุป ระวางขบั นำ�้ ๒,๑๖๕ ตนั
๓. เรือดูมองต์ ดูร์วิลล์ (Dumont d’ Urville) เป็นเรือสลุปแบบเดียวกันกับเรือ
อามริ าล ชารเ์ นร์ และมีระวางขบั น้�ำเท่ากัน
๔. เรือมารน์ (Marne) เป็นเรือชว่ ยรบ ระวางขับน�ำ้ ๖๔๔ ตนั
๕. เรอื ตาอรู ์ (Tahure) เป็นเรอื ชว่ ยรบอีกลำ� หน่ึง ระวางขับนำ�้ ๖๐๐ ตนั
๖. เรอื สินค้าขนาดใหญต่ ดิ อาวธุ ๑ ลำ�
๗. เรอื ดำ� น้�ำ ๑ ล�ำ๑
หมเู่ รอื ทไ่ี ดเ้ ขา้ รว่ มรบในยทุ ธนาวเี กาะชา้ ง
ในชว่ งบา่ ยของวนั ท่ี ๑๖ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เรม่ิ มคี วามเคลอื่ นไหวจากฝา่ ยฝรงั่ เศส
ทที่ ำ� การสง่ เครอ่ื งบนิ ทะเล ๑ ลำ� ลาดตระเวนบรเิ วณเกาะชา้ งและเกาะกดู อกี ๑ ลำ� ลาดตระเวน
บริเวณสัตหีบ ก�ำลังฝ่ายไทยสังเกตการณ์เห็น แต่อยู่ไกลเกินวิสัยท่ีจะยิงขับไล่ และเมื่อเกิด
เหตุการณ์ดังกล่าว ฝ่ายกองทัพเรือไทยจึงได้ท�ำการย้ายท่ีทอดจอดเรือ โดยกระจายออกไป
๓ - ๔ จุดเพือ่ ความปลอดภยั จากการโจมตีทางอากาศ
การรบในยทุ ธนาวเี กาะชา้ งเรม่ิ ขน้ึ ในเชา้ วนั ที่ ๑๗ มกราคม พ.ศ. ๒๔๘๔ เวลา ๖ นาฬกิ า
ตรงเมอื่ ฝรงั่ เศสสง่ เครอื่ งบนิ ทะเลขนาดใหญ่ปกี ชน้ั เดยี ว๒เครอื่ งยนต์สบี รอนซข์ าวมาลาดตระเวน
บรเิ วณเกาะชา้ งอกี ครง้ั หนง่ึ ทงั้ น้ี นอกจากจดุ ประสงคเ์ พอื่ การลาดตระเวนแลว้ นา่ จะมคี วามมงุ่
หมายเพ่ือจะท�ำลายอาคารท่ีเกาะง่ามอีกด้วย โดยเรือหลวงธนบุรีและเรือหลวงหนองสาหร่าย
ซึง่ จอดอยู่ท่เี กาะลิ่มไดเ้ หน็ เครือ่ งบินทะเลลำ� นัน้ แตก่ ็อย่ไู กลเกินระยะที่ปืนจะยิงได้
๑ พจิ ารณาเปรยี บเทยี บกำ� ลงั ทางเรอื ระหวา่ ง ๒ ฝา่ ยโดยละเอยี ดไดใ้ น การรบทเ่ี กาะชา้ ง 17 มกราคม พ.ศ. 2484,
พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๖ (ธนบรุ ี : โรงพมิ พก์ รมอทุ กศาสตร,์ ๒๔๘๔), หนา้ ๑๗ - ๑๘.
80
แผนทแ่ี สดงการรบทเ่ี กาะชา้ งโดยกรมอทุ กศาสตร์
81
เมอื่ เรอื หลวงสงขลาและเรอื หลวงชลบรุ ไี ดร้ บั รายงานกรณพี บเครอ่ื งบนิ ขา้ ศกึ ทหารบน
เรอื หลวง ๒ ลำ� ซงึ่ กำ� ลงั ฝกึ หดั บรหิ ารรา่ งกายตามตารางการฝกึ นน้ั กไ็ ดร้ บั คำ� สง่ั ใหเ้ ขา้ ประจำ� การ
สถานีต่อสู้อากาศยานทนั ที ในชว่ั เวลาทันใดน้ัน ทหารกเ็ ข้าประจำ� การปืน ๗๕ ม.ม. ปนื กล ๒๐
มม. ปนื กล ๘ มม. รวมทัง้ ปืนเลก็ ยาว สักครู่หนึ่ง เครือ่ งบินทะเลบนิ ย้อนกลับมาจากทางเกาะ
ช้าง มุ่งหน้าลงใต้สู่เกาะง่าม ซ่ึงน่าจะมีเป้าหมายในการทำ� ลายอาคารท่ีเกาะง่ามอย่างแน่นอน
เมื่อถึงบริเวณเกาะง่าม เคร่ืองบินก็ทิ้งระเบิด ๒ ลูก แต่พลาดท่ีหมาย ในช่วงจังหวะเดียวกัน
ปืนต่อสู้อากาศยานและปืนกลของเรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรีก็ได้กระหน่�ำยิงในระยะ
ไมเ่ กิน ๒,๐๐๐ เมตร ปรากฏว่า ถกู กระสุนเข้าทางปีกขวาและส่วนหัว เครื่องบนิ เกิดไฟลกุ ขึน้
แมว้ า่ เครอื่ งบนิ พยายามไตร่ ะดบั ทส่ี งู ขนึ้ แตเ่ มอื่ ถกู โจมตี กไ็ ดบ้ นิ ถลาตำ่� ลงจนตกลงในทะเลดา้ น
ทศิ ใตข้ องเกาะหวาย๒
เม่อื ข้าศึกลว่ งรจู้ ำ� นวนเรือของฝ่ายไทยแลว้ ไดส้ ง่ เรอื มาทางด้านใตข้ องเกาะช้างอกี ๗
ล�ำ มีเรือลามอตต์ ปเิ กตเ์ ปน็ เรอื น�ำ เรอื สลปุ ๒ ลำ� และเรอื ปืน ๔ ลำ� เรือเหล่านแ้ี ยกเป็น ๓ หมู่
เข้าโจมตเี รอื หลวงสงขลา เรือหลวงชลบรุ ี และอาคารบนเกาะง่าม หมู่ที่ ๑ มีเรือลามอตต์ ปเิ กต์
ล�ำเดียวเขา้ มาทางชอ่ งดา้ นใตร้ ะหวา่ งเกาะหวายและเกาะใบดั้ง หมู่ที่ ๒ มีเรือสลุป ๑ ลำ� กบั เรือ
ปืน ๑ ล�ำเข้ามาทางช่องดา้ นใตร้ ะหวา่ งเกาะคลุ้มกับเกาะหวาย หมทู่ ่ี ๓ มีเรือสลุป ๑ ล�ำและเรอื
ปืน ๓ ลำ� เขา้ มาทางช่องด้านตะวนั ตกระหว่างเกาะคลุ้มและแหลมบางเบ้าของเกาะชา้ ง สว่ น
เรอื ดำ� น้ำ� และเรอื สนิ ค้าตดิ อาวธุ นัน้ คุมเชิงอยใู่ นระยะไกลออกไป
ภายใต้สภาพอากาศท่ีค่อนข้างขมุกขมัวของยามเช้า ท้องฟ้ามีเมฆหมอก ทัศนวิสัย
ไมส่ ดู้ นี ัก เรอื ลามอตต์ ปเิ กต์แลน่ ฝ่าเข้ามาในระยะ ๑๒,๐๐๐ เมตรจากเกาะง่าม และระดมยงิ
อาคารบนเกาะ เนอ่ื งจากคดิ วา่ เปน็ ฐานทพั สว่ นหนา้ ของฝา่ ยไทย ดงั นน้ั เรอื ตอรป์ โิ ดทง้ั สองของ
ไทยคือ เรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรีจึงได้ยิงต่อสู้ ครั้นถูกโจมตีจากเรือทั้งสองของไทย
เรอื ลามอตต์ ปเิ กตจ์ ึงไดเ้ ปลย่ี นเป้าหมายมาทเี่ รือ ๒ ลำ� นนั้ ในชว่ งไลเ่ ลยี่ กนั เรอื หมูท่ ่ี ๒ และ
๓ ของฝรั่งเศสก็เขา้ มาระดมยงิ เรือหลวงสงขลาและเรือหลวงชลบุรอี ีกทางหนึ่ง สถานการณใ์ น
ชว่ งนฝ้ี ่ายไทยจงึ ตกเป็นรอง เพราะมีก�ำลงั ท่ีนอ้ ยกวา่ อย่างไรก็ดี ยทุ ธวิธที ี่ฝา่ ยไทยใชข้ ณะน้ัน
คือ ให้เรอื หลวงสงขลาระดมยงิ เรอื ลามอตต์ ปเิ กต์เพยี งเทา่ นน้ั เพราะ ๑. เปน็ เรอื แกนนำ� และ
๒. เพอื่ ความสะดวกในการเล็งเปา้ ปืน ส่วนเรอื หลวงชลบุรีท�ำการยงิ โดยแบง่ ปนื เปน็ ๒ หมู่ หมู่
หน่ึงยิงไปยังเรือหมูท่ ี่ ๒ ของข้าศกึ และอกี หมหู่ นง่ึ ยิงไปที่เรือหมทู่ ่ี ๓
๒ ชาลี เอย่ี มกระสนิ ธ,์ุ ศกึ อนิ โดจนี : กรณพี พิ าทไทยกบั อนิ โดจนี ฝรง่ั เศส พ.ศ. ๒๔๘๓ (กรงุ เทพมหานคร : สำ� นกั พมิ พ์
เรอื งศลิ ป,์ ๒๕๒๑), หนา้ ๑๒๖ - ๑๒๘.
82
สว่ นหนง่ึ ของทหารทเ่ี ขา้ รว่ มรบ
เมื่อการรบด�ำเนินไป ฝ่ายไทยก็ยิ่งเสียเปรียบเน่ืองจากมีก�ำลังน้อยกว่าดังกล่าว แม้
เรือหลวงสงขลาจะสามารถยิงถูกเรือลามอตต์ ปิเกต์อย่างจังในส่วนท้ายเรือ ถึงกับเกิดไฟไหม้
มีควันพลุ่งขึ้น แต่เรือหลวงสงขลาก็ถูกกระสุนปืนหลายแห่ง จากการโดนระดมยิงจากหลาย
ทาง กระท่ังน้�ำทะลักเข้ามาในเรือ คลงั ลกู ปนื ถกู น�้ำทว่ ม ไม่สามารถยงิ ปืนได้ ผบู้ งั คบั การเรือจึง
ส่งั ทหารสละเรือใหญเ่ ม่ือเวลาประมาณ ๖.๔๕ นาฬกิ า ส่วนเรอื หลวงชลบรุ ซี ่งึ แบง่ ปืนออกโดย
กระบอกหัวและกระบอกกลางยิงเรือข้าศึกหมู่หน่ึง และปืนกระบอกท้ายยิงเรืออีกหมู่หน่ึงน้ัน
สรา้ งความเสยี หายใหแ้ กเ่ รอื ทง้ั ๒ หมขู่ องขา้ ศกึ อยา่ งมาก จนในทสี่ ดุ เรอื ๒ หมนู่ นั้ แลน่ ออกจาก
ชอ่ งไป ทวา่ เรอื หลวงชลบรุ กี ็ถูกโจมตีอย่างหนกั เช่นเดียวกนั มีกระสนุ ถกู เสาหัวเรือขาดสะบ้นั
กระสนุ อีกหลายนดั ถกู กลางล�ำเรือ ห้องเครื่อง ถงั น�้ำมนั จนเกดิ ไฟไหม้ เหลา่ ทหารไทยไดร้ ะดม
ยงิ จนกระสนุ หมด และเมอ่ื ไฟโหมจนมอิ าจดบั ได้ ผบู้ งั คบั การเรอื จงึ ตอ้ งมคี ำ� สง่ั สละเรอื หลงั จาก
เรือหลวงสงขลาราว ๕ นาที แมท้ หารไทยจะสละเรอื แลว้ ฝ่ายขา้ ศกึ กลับยิงกราดมายงั เรือเลก็
และเหล่าทหารทีล่ อยคออยใู่ นนำ้� ท้ังน้ี ในการรบครงั้ น้นั เรอื หลวงสงขลาเสยี ทหารไป ๑๔ นาย
เรือหลวงชลบุรเี สยี ทหารไป ๒ นาย ขณะท่เี รอื หม่ทู ่ี ๒ และ ๓ ของขา้ ศกึ ซึง่ แล่นออกจากชอ่ งไป
นัน้ มีรายงานว่า สดุ ท้ายไดอ้ ับปางลงในทะเล ไม่สามารถแลน่ กลับสู่ฐานทัพได๓้
๓ การรบทเ่ี กาะชา้ ง 17 มกราคม พ.ศ. 2484, หนา้ ๓๐ - ๓๓.
83
ในชว่ งทเี่ รอื หลวงสงขลาและเรอื หลวงชลบรุ ยี งิ ตอ่ สกู้ บั ขา้ ศกึ อยนู่ นั้ เรอื หลวงธนบรุ เี หน็
เรอื ลามอตต์ ปเิ กตแ์ ลน่ แถบเกาะไมซ้ อ้ี ยู่ ทวา่ ปนื ทา้ ยยงั ไมพ่ รอ้ มยงิ ในทสี่ ดุ ร.ท. จงจติ ต์ สงั ขดลุ
ผู้ควบคุมป้อมปืนต้องเข้าท�ำหน้าท่ีแทน ในเวลา ๖.๔๐ นาฬิกา เมื่อปืนของเรือหลวงธนบุรี
พร้อมทุกกระบอก ผูบ้ ังคับการเรอื น.ท. หลวงพร้อมวรี พนั ธ์ุ จงึ สง่ั หนั หวั เรือไปทางทิศใต้ และ
เดินหน้าเต็มก�ำลัง โดยสั่งให้เรือ ๒ ล�ำคือ เรือหลวงหนองสาหร่าย และเรือหลวงเทียวอุทก
ซึ่งเป็นเรือเล็ก ไม่สมควรเข้าท�ำการรบกับเรือข้าศึกท่ีมีขนาดใหญ่ หลบซุ่มอยู่ทางเหนือของ
เกาะช้าง ขณะท่ีเรือหลวงธนบุรีก�ำลังแล่นไป ผู้บังคับการเรือได้สั่งให้เตรียมรบทางกราบขวา
เปา้ หมายคอื เรอื ลามอตต์ ปเิ กต์ เรอื น�ำของฝรัง่ เศสล�ำนีแ้ ม้จะมีขนาดใหญ่กว่าเรอื หลวงธนบุรี
แตเ่ รอื หลวงธนบุรีกม็ ีขนาดปนื ท่ใี หญ่กว่า
เมือ่ เรอื หลวงธนบุรีและเรือลามอตต์ ปเิ กต์ แล่นเข้ามาในระยะ ๑๒,๐๐๐ - ๑๔,๐๐๐
เมตร กเ็ รง่ ระดมยงิ ใสก่ นั อยา่ งหนกั กลา่ วกนั วา่ เสยี งปนื ใหญแ่ ผก่ ระจายไปทางใตล้ ม ไดย้ นิ ไปถงึ
จงั หวัดตราดและจนั ทบุรี ในชว่ งแรก เรอื ลามอตต์ ปเิ กตถ์ กู เรอื หลวงธนบรุ ียงิ เข้า ๒ นดั บรเิ วณ
สะพานเดินเรือ จนเห็นประกายระเบิดและควันพวยพลุ่งอย่างชัดเจน ส่วนกระสุนนัดแรกของ
ขา้ ศกึ ที่ยงิ เขา้ เปา้ ตกลงที่ใตส้ ะพานเดินเรือ ระเบิดต่อไปยงั หอบงั คบั การ ซึ่งมีเจ้าหน้าทีค่ วบคุม
บญั ชาการอยหู่ ลายคน ท�ำให้ผบู้ งั คับการเรือและจ่าเรือเสียชีวติ ลงในทนั ที และทหารหลายนาย
ไดร้ บั บาดเจบ็ ทสี่ ำ� คญั ทำ� ใหก้ ารบงั คบั เรอื หลวงธนบรุ ใี หเ้ ปน็ ไปตามทศิ ทางทตี่ อ้ งการไมง่ า่ ยนกั
อย่างไรก็ดี เรือหลวงธนบุรีก็ยังระดมยิงต่อสู้เรือลามอตต์ ปิเกต์อย่างเต็มที่ กระสุนชุดหน่ึงถูก
บริเวณกลางล�ำเรือ เกิดระเบิดและไฟไหม้ จนต้องล่าถอยเข้าบังเกาะไม้ซ้ี และสุดท้ายไปรวม
กับหมูเ่ รอื อกี ๓ ลำ� คือ เรอื อามิราล ชาร์เนร์ เรือดูมองต์ ดรู ์วลิ ล์ และเรือปนื ตาอรู ์ สถานการณ์
ขณะน้เี รือหลวงธนบรุ ีเพยี งลำ� เดยี วต้องต่อสู้กับกองเรือข้าศกึ ถงึ ๔ ลำ� ดว้ ยกนั
เรอื หลวงธนบุรียังพยายามยงิ เรือลาดตระเวนลามอตต์ ปิเกตเ์ ป็นหลัก เพราะถือเป็น
เปา้ สำ� คญั กระสนุ ชดุ หนง่ึ ถกู ซำ้� บรเิ วณสะพานเดนิ เรอื อกี จนเขา้ ใจวา่ ตวั เรอื คงเกดิ อาการชำ� รดุ
เสยี หายในระดบั หนงึ่ เหน็ จากการทพ่ี ยายามหนั เลย้ี วออกไปทางขวา หนวี ถิ กี ระสนุ ของเรอื หลวง
ธนบุรี สุดท้ายก็หนีไปบังเกาะเสีย ต่อมา เมื่อเรือลามอตต์ ปิเกต์ออกมาจากเกาะท่ีก�ำบังอยู่
ก็ถูกกระสุนอกี ชดุ สรา้ งความเสียหายมากข้นึ กว่าเดิม
ส่วนเรือหลวงธนบุรีน้ันก็ถูกยิงอีกหลายจุดได้แก่ ห้องนายทหาร ห้องพันจ่า กระสุน
บางนัดเป็นกระสุนเพลิง และแก๊สพิษ ท�ำให้เกิดไฟไหม้เรือหลวงธนบุรีหลายแห่ง ควันไฟเกิด
ท่วั ในเรอื ข้างล่างโดยเฉพาะบริเวณชอ่ งทางเดินกลางล�ำเรือ ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะท่ีเรือของ
ขา้ ศกึ กำ� ลงั ถอยระยะหา่ งออกไปนนั้ ขา้ ศกึ สง่ เครอื่ งบนิ ทะเลมาอกี ๑ ลำ� ทง้ิ ระเบดิ ลงมา ระเบดิ
ลูกหนึ่งทะลุดาดฟ้าไประเบิดในห้องสูทกรรมหรือห้องครัวทหาร ทหารท่ีประจ�ำการบริเวณนั้น
เสยี ชวี ติ ทนั ที ๓ นาย และทำ� ใหเ้ กดิ ไฟไหมห้ นกั ขน้ึ ไปอกี ถงึ จะเกดิ ไฟลกุ ขนึ้ หลายจดุ แตป่ อ้ มปนื
ของเรือหลวงธนบุรีก็ยังท�ำงานอย่างสุดความสามารถ กระสุนจ�ำนวนหน่ึงยังยิงเข้าไปที่บริเวณ
84
ป้อมท้ายของเรือลาดตระเวนลามอตต์ ปิเกต์ที่ก�ำลังแล่นกลับขึ้นมา ในขณะนั้น เรือลามอตต์
ปิเกต์คงระส่�ำระสายอย่างหนักจึงเลี้ยวขวากลับไปยังทิศตรงกันข้าม แล่นส่ายไปมา พร้อมกับ
ชกั ธงสัญญาณ และเปดิ เสยี งหวดู สัญญาณ ๓ - ๔ คร้งั เปน็ การแจ้งให้เรอื บริวารล�ำอ่ืนๆ ทราบ
เพอ่ื ลา่ ถอย
เมอื่ เรอื ขา้ ศกึ กำ� ลงั ลา่ หนไี ปนน้ั เรอื หลวงธนบรุ กี ไ็ มส่ ามารถตดิ ตามไปไดท้ นั เนอื่ งจาก
ความเร็วท่ีน้อยกว่า และสภาพของเรือที่ถูกโจมตีหนัก จึงพยายามยิงไล่ตามไปจนหมู่เรือ
ฝรั่งเศสแล่นเข้าบังเกาะไม้ซี้ใหญ่ไป และนายป้อมเตรียมส�ำรองกระสุนไว้ ในกรณีท่ีเรือข้าศึก
ยอ้ นกลับมา กระท่งั เวลาประมาณ ๘.๓๐ นาฬกิ า จึงมคี �ำสั่งหยดุ ยิงจากฝา่ ยไทย แต่ทหารจาก
ป้อมปืนก็ต้องเร่งดับไฟที่ก�ำลังโหมสะพานเดินเรืออยู่ อุปสรรคท่ีมีคือ ท่อน�้ำดับไฟถูกยิงขาด
น้�ำที่เดินมาตามท่อจึงร่ัวไหลออก
ไป น�้ำยาดับเพลิงก็ใช้หมดไปแล้ว
ต่อมา เมื่อเหน็ ว่า การดบั เพลิงอาจ
มิได้กระท�ำโดยง่าย และเพลิงอาจ
ท�ำให้กระสุนดินปืนระเบิดได้ จึงมี
ค�ำส่ังให้ไขน�้ำเข้าคลังกระสุนและ
ดินปืน ทว่า น�้ำที่ไหลเข้าเรืออย่าง
รวดเร็วและค่อนข้างมากน้ัน ท�ำให้
เรือแปล้น�้ำมากขึ้น และมีอาการ
เอียงทางกราบขวา โดยเครื่องจักร
เดินเรือก็ยังท�ำหน้าท่ีต่อไป (แม้ ทหารกำ� ลงั เรง่ ดบั ไฟทกี่ ำ� ลงั ไหมเ้ รอื หลวงธนบรุ ี
สุดท้าย ทหารพรรคกลินท่ีท�ำการเดินเรือจะติดอยู่ภายใต้ห้องไฟฟ้าท่ีมีไฟโหมและเสียชีวิต
๘ นาย) ราว ๑๑.๓๐ นาฬิกา เรือหลวงธนบุรีแล่นมาถึงแหลมงอบ และต่อมาได้หยุดแล่น
เรอื หลวงชา้ งไดเ้ ขา้ ชว่ ยดบั ไฟ และลากจงู เรอื หลวงธนบรุ ไี ปถงึ หนา้ แหลมงอบเพอื่ เกยตน้ื และตน้
เรอื (ร.อ. ทองอยู่สวา่ งเนตร)์ ซงึ่ ทำ� หนา้ ทแ่ี ทนผบู้ งั คบั การเรอื ไดส้ ง่ั สละเรอื ใหญ่ และลำ� เลยี งทหาร
ทบี่ าดเจ็บข้ึนไปบนเรอื หลวงชา้ ง ถึงกระน้ัน ยังมีทหารหลายนายท่ีไม่ยอมสละเรอื ยงั คงระดม
ก�ำลงั ช่วยกนั กบั ชาวบ้านทีม่ าสมทบดับไฟต่อ กระทั่ง ทา้ ยที่สุด เวลา ๑๖.๔๐ นาฬิกา เรอื หลวง
ธนบรุ เี ร่มิ ตะแคงเอนลงทางกราบขวามากขน้ึ เรื่อยๆ จนเสาทง้ั สองค่อยๆ เอนจมลงกบั นำ้� ๔
๔ ชาลี เอย่ี มกระสนิ ธ,์ุ ศกึ อนิ โดจนี : กรณพี พิ าทไทยกบั อนิ โดจนี ฝรงั่ เศส พ.ศ. ๒๔๘๓, หนา้ ๑๕๔.
85
หลังจากการรบ ฝ่ายไทยเสยี เรือรบ ๓ ลำ� คอื เรือหลวงธนบุรี เรือหลวงสงขลา และ
เรือหลวงชลบรุ ี ทหารเสียชีวติ รวม ๓๖ นาย (รวมทัง้ นาวาโท หลวงพร้อม วรี พันธุ์ ผู้บัญชาการ
รบ) เป็นทหารประจำ� เรือหลวงธนบรุ ี ๒๐ นาย เรอื หลวงสงขลา ๑๔ นาย และเรอื หลวงชลบรุ ี
๒ นาย ฝา่ ยฝรั่งเศสแมจ้ ะไมส่ ูญเสียเรอื รบ แต่เรือลามอตต์ ปเิ กตก์ เ็ สียหายอยา่ งหนัก จนตอ้ ง
เขา้ ซอ่ มบำ� รงุ และตอ่ มาถกู ปลดประจำ� การเปน็ เรอื ฝกึ ในทส่ี ดุ สว่ นจำ� นวนทหารขา้ ศกึ ทบี่ าดเจบ็
ไมท่ ราบจ�ำนวนทีแ่ นน่ อน สง่ิ ท่ีสำ� คญั อย่างย่ิงคือ หลงั จากเหตุการณย์ ุทธนาวีเกาะช้าง เรอื ของ
ฝรงั่ เศสกไ็ มก่ ล้ารกุ ลำ้� เขา้ มาในนา่ นนำ้� ไทยอีกเลย
หลงั จากการสรู้ บทเี่ กาะชา้ ง การตอ่ สเู้ นอ่ื งจากกรณพี พิ าทอนิ โดจนี ฝรง่ั เศสยงั คงด�ำเนนิ
ตอ่ ไปถงึ กลาง พ.ศ. ๒๔๘๔ กระทง่ั ญปี่ นุ่ ไดแ้ สดงเจตจำ� นงเขา้ มาไกลเ่ กลยี่ ขอ้ พพิ าท โดยฝรง่ั เศส
ยินยอมมอบดนิ แดนบางส่วนคนื ใหแ้ กไ่ ทย เช่น พระตะบอง จำ� ปาศกั ดิ์ เปน็ ต้น และหลงั สน้ิ สดุ
กรณคี วามขดั แยง้ ดงั กลา่ วแลว้ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยอู่ านนั ทมหดิ ลไดท้ รงพระกรณุ าโปรด
เกลา้ ฯ พระราชทานเหรยี ญกลา้ หาญเพอื่ เชดิ ชเู กยี รตแิ กท่ หารทกุ ฝา่ ยทเ่ี ขา้ รว่ มในการรบ รวมทง้ั
ทหารเรอื ในยทุ ธนาวเี กาะชา้ งดว้ ย โดยทรงพระราชทานเหรยี ญกลา้ หาญใหแ้ กเ่ รอื รบและบรรดา
ทหารทไ่ี ดท้ ำ� การรบดว้ ยความกลา้ หาญอยา่ งยอดเยย่ี มเมอื่ วนั ที่ ๒๖ สงิ หาคม พ.ศ. ๒๔๘๔ ไดแ้ ก่
เรือหลวงธนบรุ ี และทหารเรือ ๑๘ นาย๕ และยงั ทรงพระราชทานเหรียญชัยสมรภูมิแกท่ หารท่ี
เขา้ ร่วมรบในกรณีพิพาทอินโดจีนฝร่ังเศสทกุ คน รวมถึงสิทธพิ ิเศษตามที่ทางราชการไดก้ �ำหนด
เปน็ หลักเกณฑไ์ ว้
สำ� หรบั เรอื หลวงธนบรุ นี นั้ ตอ่ มากองทพั เรอื ไทยไดก้ ขู้ นึ้ มาเพอ่ื ทำ� การซอ่ มครง้ั ใหญใ่ น
เดอื นกันยายน พ.ศ. ๒๔๘๔ ทว่า ตรวจพบวา่ มีความเสยี หายมาก จึงได้ปลดประจ�ำการและใช้
เป็นเรอื ของกองเรอื ตรวจอา่ ว กองเรอื ยุทธการ กระท่ังปลดประจ�ำการใน พ.ศ. ๒๕๐๒ และนำ�
ส่วนป้อมปนื เรอื และหอบงั คับการมาจัดตง้ั อนุสรณส์ ถานเรือหลวงธนบรุ ี ซ่งึ ต้ังอยู่ ณ โรงเรยี น
นายเรือ จังหวัดสมุทรปราการ และก�ำหนดใหว้ ันท่ี ๑๗ มกราคม ของทุกปี เปน็ “วันสดุดวี รี ชน
กองทพั เรอื ” ประกอบพธิ ี ณ อนสุ รณส์ ถานเรอื หลวงธนบรุ ี โรงเรยี นนายเรอื จงั หวดั สมทุ รปราการ
และตอ่ มาตงั้ แต่ พ.ศ. ๒๕๓๑ ไดจ้ ดั ขน้ึ ณ อนสุ รณส์ ถานยทุ ธนาวี เกาะชา้ ง จงั หวดั ตราด รวมทง้ั
พธิ ลี อยพวงมาลา ณ บรเิ วณทเ่ี กิดเหตกุ ารณ์ เพอ่ื ร�ำลกึ ถงึ วรี กรรมทีย่ ่งิ ใหญ่ของทหารเรอื ไทย๖
๕ ดูรายละเอียดและรายนามทหารท่ีได้รับพระราชทานเหรียญกล้าหาญทั้งหมดใน การรบท่ีเกาะช้าง 17 มกราคม
พ.ศ. 248๖4,สหมนชาา้ ย๑ณ๖๐น-ค๑ร๖พน๖ม.
และคณะ (บก.), พพิ ธิ ภณั ฑสถานเมอื งตราด, (กรงุ เทพฯ : หจก. พระรามครเี อชนั่ , ๒๕๕๖),
หนา้ ๗๗.
86
อนสุ รณส์ ถานยทุ ธนาวเี กาะชา้ ง จงั หวดั ตราด
87
วถิ ีวัฒนธรรมของชาวตราด*
วิถีวัฒนธรรมของชาวตราดมีพัฒนาการจากอดีตสู่ปัจจุบันมาอย่างต่อเนื่อง ได้มีการ
ปรบั เปล่ียน เคล่ือนไหวเพ่ือให้สอดคลอ้ งกบั สภาพแวดล้อมในขณะน้ันๆ ตราด เปน็ เมืองเล็กๆ
ทต่ี งั้ อยบู่ นดนิ แดนชายฝง่ั ทะเลปลายสดุ ดา้ นตะวนั ออกของไทย มสี ภาพภมู ปิ ระเทศทหี่ ลากหลาย
ประกอบดว้ ยเทอื กเขาบรรทัดซงึ่ เปน็ เทอื กเขาสูงทโี่ อบลอ้ มเมอื งไว้ มที ่ีราบล่มุ แม่น้�ำ และท่รี าบ
ตำ่� ชายฝง่ั ทะเล ซงึ่ อดุ มสมบรู ณไ์ ปดว้ ยทรพั ยากรทางบกและทางทะเล จงึ ทำ� ใหท้ น่ี ม่ี ผี คู้ นมากมาย
มาต้ังถิ่นฐานต้ังแต่อดีตจนกระทั่งถึงปัจจุบัน จังหวัดตราดมีความส�ำคัญทางประวัติศาสตร์
การเมืองการปกครอง เศรษฐกจิ และสังคมมาตัง้ แต่อดีต รวมทงั้ มเี อกลักษณ์ท้องถน่ิ ที่มีเสนห่ ์
และโดดเดน่ นานปั การ ตงั้ แตส่ ภาพภมู ศิ าสตรแ์ ละสภาพแวดลอ้ ม ท�ำเลทตี่ ง้ั อยสู่ ดุ ทะเลทางภาค
ตะวนั ออก รายลอ้ มไปด้วยหมู่เกาะตา่ งๆ ท่ีมคี วามงดงามตามธรรมชาติ และยังคงอดุ มสมบรู ณ์
ด้วยทรัพยากรที่หลากหลาย อาทิ สัตวน์ ำ�้ สัตวป์ ่า พืชพรรณธญั ญาหาร ผลไม้นานาพรรณ และ
แรธ่ าตุ เปน็ ตน้ จงึ ทำ� ใหต้ ราดเปน็ เมอื งทอ่ี ดุ มสมบรู ณแ์ หง่ หนง่ึ ความโดดเดน่ จากสภาพภมู ศิ าสตร์
* นางสาวกมลพรรณ บุญสุทธิ์ นักอักษรศาสตร์ กลุ่มจารีตประเพณี ส�ำนักวรรณกรรมและประวัติศาสตร์ ค้นคว้า
เรยี บเรยี ง.
88
และส่ิงแวดล้อมของจังหวัดตราดเป็นเช่นนี้ จึงเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่ท�ำให้ดินแดนแห่งน้ี มี
โครงสร้างทางสังคมและวัฒนธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณี การประกอบอาชีพ และวิถีชวี ิต
ทมี่ ลี กั ษณะเฉพาะเป็นเอกลักษณข์ องคนในทอ้ งถิ่นตงั้ แตอ่ ดีตจนกระท่งั ถงึ ปจั จุบนั
แผน่ ดนิ แหง่ ความอดุ มสมบรู ณข์ องตราด เปน็ บอ่ เกดิ ของวถิ ชี มุ ชนทผ่ี คู้ นพากนั อพยพ
มาตงั้ ถนิ่ ฐานใกลๆ้ แมน่ ้ำ� ลำ� คลอง ไลเ่ รอ่ื ยมาตามเครอื ขา่ ยของล�ำคลองสายยอ่ ย ทเี่ ชอ่ื มสแู่ มน่ ำ้�
ตราดและแมน่ ้�ำเวฬุจนออกทะเลในทีส่ ดุ เนอื่ งจากสายนำ�้ เปรียบเสมือนเสน้ เลอื ดใหญ่ของชาว
ตราดมานาน อกี ทงั้ จงั หวดั ตราดตงั้ อยตู่ ดิ กบั ทะเล และอยสู่ ดุ ชายแดนภาคตะวนั ออก จงึ เหมาะ
อยา่ งยง่ิ ตอ่ การเปน็ จดุ แวะพกั ของเรอื และผคู้ นในระหวา่ งเดนิ ทางตอ่ ไปทอี่ นื่ รวมทงั้ ยงั เปน็ แหลง่
ติดต่อค้าขายระหว่างกันอีกด้วย จังหวัดตราดจึงกลายเป็นเมืองท่าส�ำคัญทางภาคตะวันออก
ของไทย พ้นื ทน่ี ีม้ ีความพรอ้ มไปด้วยแหล่งทำ� มาหากนิ และการด�ำรงชีพ จงึ มีการอพยพเคลือ่ น
ยา้ ยถิ่นฐานและการท�ำมาหากินในบริเวณน้กี นั มาก มที ้ังชาวไทย ชาวจีนและชาวเขมร เปน็ ตน้
โดยเรม่ิ จากชมุ ชนเล็กๆ จนกลายเป็นชุมชนขนาดใหญ่ตามล�ำดบั อาจกลา่ วไดว้ ่าสายน้�ำ สภาพ
ภมู ศิ าสตรแ์ ละสภาพแวดลอ้ มเปน็ ปจั จยั ในการเชอ่ื มโยงใหผ้ คู้ นในพนื้ ทแ่ี ละตา่ งถน่ิ อพยพเขา้ มา
ตง้ั ถนิ่ ฐานทน่ี ี่ สง่ ผลใหเ้ กดิ การแลกเปลย่ี น ถา่ ยทอดมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมซงึ่ กนั และกนั
จังหวัดตราดจึงเปน็ ดินแดนท่ีมีวัฒนธรรมอันหลากหลายทมี่ ีเอกลักษณเ์ ฉพาะถิน่
89
สภาพสงั คมตราด
จังหวัดตราดมคี วามสำ� คัญในฐานะเมอื งท่าทางทะเลที่ส�ำคญั แหง่ หนงึ่ ในแถบชายฝั่ง
ทะเลตะวันออกมาต้ังแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ที่แห่งนี้เป็นแหล่งติดต่อค้าขายของผู้คนในท้องถ่ิน
และตา่ งถน่ิ ทงั้ ยงั มที รพั ยากรธรรมชาตทิ ส่ี มบรู ณ์ ทำ� ใหผ้ คู้ นหลากหลายเชอ้ื ชาตเิ ขา้ มาตง้ั ถน่ิ ฐาน
มกี ล่มุ ชาตพิ นั ธุต์ ่างๆ ทอ่ี าศยั อยู่ในจงั หวัดตราด อาทิ ชาวไทย ชาวชอง ชาวมสุ ลมิ เชื้อสายเขมร
ชาวญวน และชาวจนี ๑ เปน็ ตน้ ทำ� ใหเ้ กดิ การผสมผสานหลอมรวมทงั้ ทางดา้ นวฒั นธรรม ประเพณี
และภาษา จนสง่ ผลให้ท่แี หง่ น้ีมกี ารเคลอ่ื นไหววิถแี ห่งวฒั นธรรมตลอดเวลา
หากพจิ ารณาถงึ สภาพภมู ศิ าสตรส์ ง่ิ แวดลอ้ มของเมอื งตราดแลว้ จะสามารถอธบิ ายถงึ
เรื่องราวของสังคมและผู้คนได้ชัดเจนยิ่งข้ึน สภาพสังคมของตราดโดยท่ัวไปไม่มีความแตกต่าง
จากเมืองอ่ืนมากนัก ท่ีมีการเปล่ียนแปลงไปตามสภาพการณ์ในสมัยน้ันๆ ผู้คนที่อาศัยบริเวณ
ท่ีราบลมุ่ แม่น้ำ� ก็จะเปน็ สงั คมเกษตรกรรม ยงั ชีพดว้ ยการท�ำนา ท�ำสวน ผคู้ นท่อี าศยั บนทรี่ าบ
บรเิ วณภเู ขา ซง่ึ มพี นื้ ทกี่ วา้ งขวางมาก จะยงั ชพี ดว้ ยการทำ� สวนผลไม้ สวนยางพารา สว่ นบรเิ วณ
ทรี่ าบต�่ำชายฝัง่ ทะเล เกาะต่างๆ ผูค้ นจะยงั ชีพด้วยการทำ� ประมง สภาพสังคมและวถิ ีชวี ติ ยังมี
๑ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารและกระทรวงมหาดไทย, วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลกั ษณแ์ ละภมู ปิ ญั ญา
จงั หวดั ตราด (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๒), หนา้ ๒๓ - ๒๕.
90
ความเออื้ เฟอ้ื เผอ่ื แผต่ อ่ กนั มวี ถิ ชี วี ติ แบบเรยี บงา่ ย สภาพบา้ นเรอื นทอ่ี ยอู่ าศยั สว่ นใหญเ่ ปน็ บา้ นไม้
สองช้นั ไมม่ ปี ระตรู ัว้ ตอ่ มาเมอื่ ความเป็นเมืองขยายตัวเข้ามาจึงเกดิ การเปลี่ยนแปลงขนึ้ บ้าน
เรือนจากที่สร้างด้วยไม้ก็ถูกแทนท่ีด้วยการสร้างเป็นตึกแถวและอาคาร การเดินทางสัญจรไป
มาหาส่กู ัน และการคา้ ขายขนสง่ สนิ ค้าจะใชเ้ ส้นทางนำ้� เปน็ หลัก จวบจนทุกวนั นี้หลายชุมชนยงั
คงมีวิถีชีวิตแบบดั้งเดิม ที่มีความผูกพันกับสายน�้ำและเรือ ท่ีเป็นพาหนะส�ำคัญในการเดินทาง
ติดต่อระหว่างกัน ในระยะหลังอิทธิพลของสังคมเมืองขยายตัวเข้ามาอย่างรวดเร็ว มีการสร้าง
ถนนหลายสาย มีการก่อสร้างสะพานข้ามแม่น้�ำล�ำคลอง ท�ำให้การคมนาคมมีความสะดวกย่ิง
ขึ้น การสัญจรทางน�้ำจึงลดบทบาทลงไปบ้าง แต่ได้ปรับเปล่ียนไปรองรับกับความต้องการอื่น
แทน นน่ั คือการท่องเท่ียว จงึ มเี รอื ชนิดต่างๆ เกิดขน้ึ มากมายหลายประเภท เพอ่ื รองรับวิถชี ีวติ
ของกลมุ่ คนทม่ี คี วามหลากหลายในสงั คมเมอื ง และทสี่ ำ� คญั ทสี่ ดุ เพอื่ อำ� นวยความสะดวกในการ
เดนิ ทางและรองรับการท่องเที่ยวทท่ี ำ� รายได้ใหก้ บั เศรษฐกิจของจงั หวดั เป็นอย่างมาก
ตราดในฐานะท่ีเป็นเมืองท่าทางชายฝั่งทะเลด้านตะวันออกของไทย มีทรัพยากร
ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ มีแม่น�้ำล�ำคลองเป็นเส้นทางล�ำเลียงสินค้าออกสู่ทะเลซ่ึงเป็นเว้ิงอ่าว
กวา้ งใหญ่ มคี ลนื่ ลมสงบ เหมาะอยา่ งยงิ่ สำ� หรบั ทจ่ี ะเปน็ ทจ่ี อดเรอื ในการแลกเปลยี่ นซอ้ื ขายสนิ คา้
และจอดแวะพกั เรือ ส่งผลให้มีผู้คนพากันมาตัง้ ถิ่นฐานกนั มากจนเป็นชมุ ชนหนาแน่นอาศยั อยู่
ตามรมิ แมน่ ำ�้ ตราดแมน่ ำ้� เวฬุคลองบางพระและรมิ ทะเลทว่ั ไปเปน็ ตน้ ในชว่ งเวลานนั้ การคมนาคม
ทางนำ้� เปน็ หวั ใจหลกั ในการสญั จร มยี า่ นการคา้ สำ� คญั ในอดตี ของเมอื งตราด เชน่ ตลาดรมิ คลอง
91
ตลาดใหญ่ ตลาดขวาง และตลาดทา่ เรอื จา้ งเปน็ ตน้ สนิ คา้ ทค่ี า้ ขายกนั เชน่ สนิ คา้ ประเภทของปา่
เครือ่ งเทศ สมุนไพร นอกจากนั้นมสี ินค้าจากต่างถ่ิน เช่น ผ้าไหมแพรพรรณ และเครือ่ งถว้ ยจนี
เป็นต้น การค้าขายในช่วงเวลาน้ันเป็นไปอย่างคึกคัก ต่อมาเม่ือเส้นทางคมนาคมเปลี่ยนจาก
ทางน�้ำเป็นทางบก ท�ำให้ตลาดย่านการค้าเก่าในเมืองตราดถูกลดความส�ำคัญลง ในปัจจุบันนี้
มกี ารอนรุ กั ษอ์ าคารบา้ นเรอื น รา้ นรวงสองฝง่ั ถนนสายการคา้ นท้ี หี่ ลงเหลอื อยู่ เพอื่ ใหค้ นรนุ่ หลงั
ไดต้ ระหนักถงึ ประวตั ิศาสตร์ทอ้ งถ่นิ ทมี่ คี วามส�ำคญั ย่งิ ตอ่ ชุมชนของตนเอง
ตลาดรมิ คลอง มีอาคารรา้ นค้า มีสภาพเปน็ เรอื นไมช้ นั้ เดียว และดา้ นหนา้ เป็นบานเฟีย้ ม
มุงหลังคาด้วยกระเบื้องว่าว๒ ร้านค้าน้ันจะตั้งเป็นแนวยาวเลียบคลองบางพระ ซ่ึงเป็นคลองที่
ไหลผา่ นใจกลางเมอื งตราด มีถนนริมคลอง (ถนนธนเจรญิ ) คขู่ นานไปกบั ล�ำคลอง ตลาดแห่งนี้
ในอดีตเป็นแหล่งรวมสินค้าเบ็ดเตล็ด เช่น เส้ือผ้า เครื่องอะไหล่ เครื่องถ้วยชามจากจีน ร้าน
ขายยาทั้งยาไทยและยาจนี และผลผลติ ทางการเกษตร เป็นตน้ ปจั จบุ นั เป็นย่านเกา่ อนรุ กั ษไ์ ว้
ให้คนร่นุ หลังได้ศึกษา เรยี นรู้ และพบเห็นไดท้ ั่วไป
๒ กระทรวงวฒั นธรรม กรมศลิ ปากร สำ� นกั พพิ ธิ ภณั ฑสถานแหง่ ชาต,ิ พพิ ธิ ภณั ฑสถานเมอื งตราด (กรงุ เทพฯ :
หจก. พระรามครเี อชน่ั , ๒๕๕๖), หนา้ ๘๐.
92
ตลาดใหญ่ มีความโดดเด่นด้วยร้านขายยาสมุนไพร เคร่ืองเทศ ซึ่งตลาดใหญ่แห่งน้ี
เป็นแหล่งทค่ี า้ ขายสมุนไพร เคร่ืองเทศ และของป่าตา่ งๆ เช่น พริกไทย กระวาน การพลู และ
ไม้หอม เปน็ ต้น ลว้ นแล้วแต่เปน็ สินคา้ ทส่ี ำ� คญั ของเมอื งตราด และหัวเมอื งชายทะเลตะวนั ออก
ของไทยมาตั้งแต่สมัยอยุธยา๓ มรี าคาสงู จดั ว่าเปน็ สนิ คา้ ทส่ี ร้างรายไดใ้ หเ้ มอื งตราดในอดีตเปน็
อยา่ งมาก มที ง้ั ขายปลกี และขายสง่ ใหก้ บั พอ่ คา้ จากตา่ งถน่ิ และตา่ งชาติ โดยเฉพาะพอ่ คา้ สำ� เภา
จากประเทศจีน
ตลาดขวาง ในอดีตเปน็ ย่านทีพ่ กั อาศยั ของพวกคหบดีและขา้ ราชการของเมืองตราด
จงึ เปน็ ยา่ นของผมู้ ฐี านะดี มรี า้ นขายทองอยหู่ ลายรา้ น รปู แบบรา้ นทองสมยั นนั้ มกั เปน็ รา้ นเลก็ ๆ
มีเพียงโต๊ะที่มีลิ้นชักไว้ส�ำหรับเก็บทอง โดยช่างท�ำทองจะนั่งท�ำงานที่โต๊ะนั้น ไม่นิยมขายทอง
หนา้ ร้านอย่างสมยั ปัจจุบนั
ตลาดท่าเรือจ้าง ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น�้ำตราด จึงเป็นแหล่งขนส่งสินค้าทางเรือ มีผู้คน
พลกุ พลา่ น มีร้านค้าจำ� นวนมาก สว่ นใหญ่จะจำ� หน่ายสินค้าเบด็ เตล็ด
ศาสนาและคติความเชอ่ื
ศาสนาและคตคิ วามเชอื่ เปน็ สง่ิ สำ� คญั ตอ่ วถิ ชี วี ติ ของมนษุ ยม์ าตงั้ แตส่ มยั โบราณ เพราะ
เป็นสิ่งส�ำคัญอย่างหนึ่งที่สร้างขวัญและก�ำลังใจให้มนุษย์มีพลัง และมีก�ำลังใจในการฟันฝ่า
อปุ สรรค ความกลวั ความวติ กกงั วล อนั เกดิ จากมนษุ ยด์ ว้ ยกนั เอง หรอื ปรากฏการณท์ างธรรมชาติ
ให้ส�ำเร็จลุล่วงไปด้วยดี ชาวตราดมีวิถีชีวิตที่มีความเช่ือยึดม่ันต่อศาสนาและคติความเชื่อ
พธิ กี รรมตา่ งๆ สบื ทอดตอ่ กนั มาจากอดตี จนกระทงั่ ปจั จบุ นั เปน็ แนวทางปฏบิ ตั ิ และในบางเรอื่ ง
เปรียบเสมอื นจติ วญิ ญาณที่ยดึ มั่นรว่ มกนั ของคนในสงั คม
ชาวตราดส่วนใหญน่ ับถือศาสนาพทุ ธ และมวี ิถชี วี ิตความเปน็ อยูแ่ บบเรยี บงา่ ย แมว้ ่า
จะมีชนหลายเช้ือชาติ หลายศาสนามาอยู่ร่วมกัน มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรม
บางอย่างทตี่ า่ งกนั แตช่ าวตราดมไิ ด้มีความขัดแย้งใดๆ ต่อกัน จะถ้อยทีถ้อยอาศัยซ่งึ กนั และกนั
ทำ� ใหเ้ กิดความผสมผสานทางวัฒนธรรม และความเป็นอยู่ทก่ี ลมกลืนเปน็ อันหน่งึ อนั เดียวกัน
๓ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๘๑.
93
ศาสนาพทุ ธ
ชาวตราดส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ คิดเป็นร้อยละ ๙๕.๕ มีศาสนสถานที่เป็น
วัดธรรมยุติกนิกาย ๙ วดั วดั มหานิกาย ๑๐๗ วัด๔
ศาสนาครสิ ต์
ชาวตราดที่นับถือศาสนาคริสต์ คิดเป็นร้อยละ ๒ มีศาสนสถานท่ีเป็นโบสถ์นิกาย
โรมนั คาทอลกิ ๑ แหง่ ๕ โดยไมม่ ีหลักฐานปรากฏแน่ชดั วา่ เป็นกลมุ่ ผู้นับถอื ศาสนาคริสต์เขา้ มา
ในจังหวัดตราดเม่ือใด มีการสร้างโบสถ์คริสต์นิกายโรมันคาทอลิกข้ึนท่ีบ้านท่าเรือจ้าง อ�ำเภอ
เมืองตราด เป็นโบสถ์ไม้ท่ีต้ังอยู่บริเวณถนนท่าเรือจ้าง แต่สร้างข้ึนเม่ือใดไม่ปรากฏหลักฐาน
ต่อมาได้มีการสร้างโบสถ์ขึ้นใหม่เป็นแบบอาคารก่ออิฐถือปูน ตั้งอยู่ในบริเวณโรงเรียน
มารดานุสรณ์ เป็นโบสถ์ครสิ ต์แหง่ เดียวในจงั หวัดตราด
๔ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารและกระทรวงมหาดไทย, วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลกั ษณแ์ ละ
ภมู ปิ ญั ญาจงั หวดั ตราด (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๒), หนา้ ๑๕.
๕ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๑๕.
94
ศาสนาอสิ ลาม
ชาวตราดนบั ถอื ศาสนาอสิ ลามคดิ เปน็ รอ้ ยละ ๒.๕ มศี าสนสถานทเ่ี ปน็ มสั ยดิ ๑๐ แหง่ ๖
ศาสนาอสิ ลามเขา้ มาในจงั หวดั ตราดเมอ่ื ประมาณ ๑๐๐ กวา่ ปแี ลว้ มชี าวมสุ ลมิ อพยพเขา้ มา ๒ ทาง
คือทางประเทศกัมพูชา และทางตรังกานู ประเทศมาเลเซีย พากันอพยพเข้ามาตั้งถิ่นฐานอยู่
รว่ มกันกับชาวพุทธที่บ้านน�้ำเชี่ยว อ�ำเภอแหลมงอบ ปัจจบุ ันยังคงมีชาวมุสลมิ อาศัยอยทู่ ีแ่ ห่งน้ี
คตคิ วามเช่อื
ชาวตราดมีคติความเช่ือในต�ำนานท้องถิ่น ซึ่งเป็นมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม
ท่ีเกี่ยวข้องกับวรรณกรรมพื้นบ้าน มีท้ังลายลักษณ์และมุขปาฐะ ในที่น้ีขอเสนอเรื่องต�ำนาน
เกาะช้าง และการนับถือผีของชาวชอง
๖ ทเ่ี ดยี วกนั
95
ตำ� นานเกาะช้าง
ในต�ำนานเกาะช้าง๗ มีการกล่าวถึงเกาะช้างและชุมชนในเกาะช้างรวมถึงบริเวณ
ใกล้เคียง สรุปความไดด้ งั นี้
ในสมัยพระโพธิสัตว์ได้มาสร้างต�ำหนักเลี้ยงช้างอยู่ที่เกาะช้าง มีช้างพลายเชือกหน่ึง
เป็นจ่าโขลงช่ือ อ้ายเพชร และมีตายายเป็นผู้เล้ียง ตามีชื่อว่า ตาบ๋าย ยายมีช่ือว่า ยายม่อม
อยู่มาวันหนึ่งอ้ายเพชร เกิดตกมันหนีเข้าป่า และไปผสมพันธุ์กับช้างป่าจนเกิดลูกสามเชือก
เมื่อพระโพธิสัตว์ทรงทราบเร่ือง จึงส่ังให้ตายายออกตามหา โดยให้ตาไปตามหาทางทิศเหนือ
สว่ นยายไปตามหาทางทศิ ใต้ อา้ ยเพชรหนไี ปจนสดุ เกาะทางทศิ เหนอื กว็ า่ ยนำ�้ ขา้ มทะเลมาขนึ้ ฝง่ั ที่
ปจั จุบันคอื บ้านธรรมชาติ สว่ นลกู ท้ังสามทต่ี ามอ้ายเพชรไปแตไ่ ม่รอดจมน้�ำตายเสยี กอ่ น กลาย
เปน็ หินสามกอง อยตู่ รงบริเวณอา่ วคลองสนชาวบา้ นเรยี กวา่ หนิ ชา้ งสามลกู สว่ นอ้ายเพชรน้นั
ว่ายน้�ำไปจนถึงกลางร่องทะเลลึก แล้วได้ถ่ายมูลไว้กลายเป็นหินเรียกว่าหินขี้ช้าง เม่ือขึ้นฝั่ง
ได้แล้วอ้ายเพชรก็มุ่งหน้าเลียบชายฝั่งด้านใต้ ตาบ๋ายตามไปไม่ทันก็กลับ แต่ยายม่อมมุ่งหน้า
ขา้ มฝง่ั ตามตอ่ ไป จนกระทงั่ ยายมอ่ มตกหลมุ โคลนถอนตวั ไมข่ น้ึ จงึ เสยี ชวี ติ ลงและกลายรา่ งเปน็
หินชาวบ้านจึงเรียกวา่ หนิ ยายม่อม สว่ นงอบท่ยี ายสวมไปดว้ ยน้ันไดล้ อยไปตดิ ตรงปลายแหลม
ของฝัง่ ทะเล ชาวบา้ นเรยี กว่า แหลมงอบ
๗ สำ� นกั งานวฒั นธรรมจงั หวดั ตราด กลมุ่ ยทุ ธศาสตรแ์ ละเฝา้ ระวงั ทางวฒั นธรรม, มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม
เอกลกั ษณแ์ หง่ ปญั ญา สมบตั ลิ ำ�้ คา่ ของชาวเมอื งตราด (ม.ป.ท., ม.ป.ป.) หนา้ ๕.
96
เมอ่ื พระโพธสิ ตั วท์ รงทราบเรอ่ื งจากตาบา๋ ย และเชอ่ื วา่ อา้ ยเพชรจะตอ้ งเดนิ ทางไปอกี
เกาะหนึง่ จงึ เกณฑ์คนใหพ้ ากันมาทำ� คอกดกั มคี วามยาวถึงท้ายเกาะด้านใต้ ชาวบ้านจงึ เรยี ก
หมู่บ้านแถบนี้ว่า บ้านคอก และเกาะที่เกิดจากการท�ำล่ิมและสลักท�ำคอก เรียกว่า เกาะล่ิม
เกาะสลัก โดยท่ัวไปแล้วมักเรียกรวมกันว่า บ้านสลักคอก ส่วนอ้ายเพชรน้ัน เดินทางข้าม
ไปเข้าทอ้ งอา่ วหน้านอก พระโพธสิ ัตว์รบั ส่ังใหค้ นไปสกดั จบั มาเข้าคอก ชาวบา้ นจึงเรยี กบริเวณ
ท่ีไปสกัดช้าง (อ้ายเพชร) ว่า สลักหน้า หรือ บ้านสลักเพชร ในที่นี้หมายถึง การสกัด (สลัก)
หนา้ อา้ ยเพชร สาเหตแุ หง่ ความยงุ่ ยากทเ่ี กดิ ขนึ้ น้ี ในตำ� นานกลา่ ววา่ พระโพธสิ ตั วไ์ ดฝ้ งั อาถรรพ์
ไว้ตามเกาะตา่ งๆ เพือ่ ไมใ่ ห้ชา้ งเขา้ ไปอาศยั อย่บู นเกาะอกี เลย
ความเช่ือเรอ่ื งผี
ความเช่ือเรื่องผี ในที่น้ีขอเสนอถึงความเช่ือเรื่องผีของกลุ่มชนชาติชอง ซ่ึงพื้นท่ีของ
ตราดในอดีตนั้น เคยเป็นเมืองหน้าด่านทางทะเล จึงท�ำให้มีผู้คนหลากหลายเช้ือชาติอพยพ
เข้ามาตั้งถิ่นฐาน มาประกอบอาชีพ และตั้งหลักแหล่งจนกลายเป็นชุมชนท่ีมีหลากหลาย
มีขนบธรรมเนียมประเพณีและวัฒนธรรมที่ข้องเกี่ยวกับการด�ำรงชีวิต ผสมผสานกันจนกลาย
เป็นเอกลักษณท์ างวฒั นธรรมในทอ้ งถ่นิ มพี ธิ ีกรรมและความเช่ือ รวมทัง้ มกี จิ กรรมท่ถี อื ปฏบิ ตั ิ
สบื เน่ืองกนั มาจนถึงปจั จบุ นั
กลุ่มชนชาติชอง๘ เป็นกลุ่มชนที่อาศัยอยู่ทั่วไปในภาคตะวันออกของไทย พบมากที่
จงั หวดั จันทบุรี โดยนกั มานษุ ยวิทยาจดั ชนกลุม่ นี้อยใู่ นกลุ่มมอญ - เขมร ชาวชองอาศัยอยูต่ าม
ป่าเขา มีภาษาพูดเป็นของตนเอง แต่ไม่มีภาษาเขียน ส�ำหรับชาวชองในจังหวัดตราดน้ัน
ตง้ั ถน่ิ ฐานอยทู่ อี่ ำ� เภอเขาสมงิ พบมากทตี่ ำ� บลเขาสมงิ และตำ� บลทา่ โสม นอกจากนน้ั ยงั ตง้ั ถน่ิ ฐาน
ท่ีอ�ำเภอเมอื งตราดและอ�ำเภอบ่อไร่ มหี ลักฐานวา่ ชาวชองอาศัยอยูท่ ีน่ ่ีมาแต่ด้ังเดิมแลว้ เพราะ
ชอ่ื หมู่บ้านที่ปรากฏนัน้ เป็นภาษาชอง เช่น บ้านปากพีด แปลว่า ดงเสอื ดุ บ้านตกตกั แปลว่า
ทล่ี มุ่ กวา้ งใหญ่ เปน็ ตน้ ชาวชองนน้ั มคี วามเชอ่ื เรอื่ งผมี าตง้ั แตด่ งั้ เดมิ ปจั จบุ นั นช้ี าวชองสว่ นใหญ่
จะนับถอื ทง้ั ศาสนาพทุ ธและนับถือผไี ปพรอ้ มกนั ผีท่ชี าวชองนับถอื คือ ผบี รรพบุรุษ ผีหิ้ง และ
ผโี รง เป็นตน้
๘ สเุ รขา สพุ รรณไพบลู ย,์ การศกึ ษากลมุ่ ชาตพิ นั ธช์ุ าวชอง. (ม.ป.ท., ม.ป.ป.) หนา้ ๒๓.
97
ชาวชองมีความเชื่อเรื่องผีบรรพบุรุษมาก ให้ความเคารพและให้ความส�ำคัญในเร่ือง
ความกตัญญูตอ่ บรรพบุรุษและผมู้ พี ระคุณ เรื่องของความซื่อสตั ย์ ความขยัน อดทน ประพฤติ
ตนเป็นคนดีเสมอ หากบุคคลใด
มีพฤติกรรมตรงข้ามกับกฎของ
สงั คม คือ กระท�ำในส่งิ ทีส่ งั คมไม่
ยอมรับ ประพฤติตนไม่เหมาะสม
สร้างความเดือดร้อนให้แก่ผู้อื่น
ผบี รรพบรุ ษุ จะมาวา่ กลา่ วตกั เตอื น
หากยังไม่เชื่อฟังอีกบุคคลน้ันจะ
ถูกสังคมติเตียน สิ่งที่ชาวชอง
ทกุ บา้ นจะตอ้ งมไี วส้ ำ� หรบั เคารพบชู า
คือ จะตอ้ งมหี ิง้ ท่ีมีลกั ษณะคล้าย
ชั้นวางของ วางไวบ้ นท่สี งู บนหิง้
นนั้ จะมที ปี่ กั ธปู กระดกู บรรพบรุ ษุ
เรียกสิ่งนี้ว่า ผีห้ิง เชื่อกันว่าถ้าบ้านไหนมีผีห้ิงไว้เซ่นสรวงบูชาลูกหลานบ้านนั้นจะพบกับ
ความสขุ ความเจรญิ นอกจากนนั้ ชาวชองยงั มปี ระเพณกี ารเลน่ ผหี งิ้ และผโี รง ซง่ึ เปน็ ประเพณกี าร
เซ่นไหวผ้ ีบรรพบรุ ษุ เล่นกันเปน็ ประจ�ำปี ประมาณเดือน ๔ ถงึ เดอื น ๖ ในปๆี หน่ึงครอบครวั
หรือตระกูลหนึ่งจะท�ำพิธีเพียงคร้ังเดียว เลือกวันสะดวกท่ีสุด ที่ทุกคนในครอบครัวมารวมตัว
กันได้อย่างพรอ้ มเพรียง และการท่จี ะเล่นผหี ้ิงหรือเล่นผีโรงน้ัน ควรเลอื กเลน่ อยา่ งใดอยา่ งหนง่ึ
เท่าน้ัน เพราะทง้ั สองประเพณีน้มี จี ดุ มุ่งหมายเดยี วกนั คือ เป็นการเชิญผบี รรพบรุ ุษมาเขา้ ทรง
โดยต้องการทราบว่าบรรพบุรุษของตนที่ตายไปแล้วนั้น มีความสุขสบายดีเพียงใด ต้องการให้
ลูกหลานท�ำอะไรเพิ่มเติมอีกบ้าง และยังเป็นการให้ผีบรรพบุรุษที่ตายไปแล้วได้กลับมาเห็นว่า
ลูกหลานท่ีอยู่ทางน้ีมีความสุขสบายดีหรือไม่ นอกจากน้ันผีบรรพบุรุษจะช่วยว่ากล่าวตักเตือน
ลูกหลานทก่ี ระท�ำผดิ ตอ่ กฎของสังคม ดงั นนั้ การนบั ถอื ผบี รรพบรุ ษุ จึงเปรียบเสมือนเครื่องมอื
หนึ่งในการอบรมคุณธรรม จริยธรรม และควบคุมความประพฤติของชาวชองให้อยู่ในกฎของ
สงั คมไดอ้ ยา่ งเรยี บรอ้ ย นอกจากนน้ั ยงั เปน็ การรวมญาตพิ นี่ อ้ งใหไ้ ดม้ าพบปะกนั เปน็ การกระชบั
ความสมั พนั ธ์ในครอบครวั ให้รักกนั แน่นแฟน้ มากขนึ้ อีกด้วย
การเล่นผีโรงเป็นการเซ่นไหว้ผีบรรพบุรุษด้วยเช่นกัน แต่เป็นการเล่นตอนกลางวัน
ซ่งึ แตกตา่ งจากการเลน่ ผีห้งิ ทตี่ ้องเลน่ ตอนกลางคนื ทเ่ี รยี กกนั วา่ ผโี รง น้นั เพราะจะตอ้ งตัง้ โรง
ทมี่ ลี กั ษณะคลา้ ยเพงิ เลก็ ๆ ไวท้ ล่ี านหนา้ บา้ น ปลกู เปน็ เพงิ สงู ขน้ึ ไป ไมต่ อ้ งยกพน้ื ใชใ้ บไมท้ ำ� เปน็
หลงั คาและขา้ งฝา วธิ กี ารเลน่ ของทั้งผีหง้ิ และผีโรง จะมคี วามคลา้ ยกันคอื มคี นเข้าทรง หมอผี
คอยควบคุม โดยจะมีจานดอกไม้ ธูปเทียน วางอยู่ข้างๆ และหมอผีผู้ควบคุมร่างทรงจะเป็น
ผกู้ ล่าวเชิญผมี าเขา้ ทรง มีคนจดุ ธูปคอยสงั่ ใหร้ ่างทรงไหว้ และมคี นร้องเพลงเชญิ ผีลง
98