The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

ปกิณกศิลปวัฒนธรรม เล่ม ๑๙ จังหวัดตราด

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search

ปกิณกศิลปวัฒนธรรม เล่ม ๑๙ จังหวัดตราด

ปกิณกศิลปวัฒนธรรม เล่ม ๑๙ จังหวัดตราด

ประเพณีการเล่นผีห้ิงและผีโรงของชาวชองนี้ นอกจากเป็นการให้ญาติพี่น้องได้มา
รวมตวั กนั แลว้ ยงั เปน็ วธิ กี ารหนงึ่ ทใี่ ชค้ วบคมุ ความประพฤตขิ องลกู หลานใหเ้ ปน็ คนดี มคี ณุ ธรรม
และจรยิ ธรรม เคารพต่อกฎของสงั คมน้นั อีกดว้ ย

การประกอบอาชีพ

เน่ืองจากจังหวัดตราดเป็นพ้ืนที่ท่ีมีความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติอย่างมาก อาชีพ
สว่ นใหญ่ของประชาชนจงึ ประกอบอาชีพเกษตรกรรมเป็นหลกั ได้แก่ การท�ำนา ทำ� สวนผลไม้
สวนยางพารา และท�ำประมง เป็นต้น หากจะกล่าวถึงสภาพเศรษฐกิจโดยรวมของจังหวัด
ตราดแล้ว สามารถกล่าวได้ว่าชาวตราดส่วนใหญ่มีฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างดี เพราะท่ีดิน
ทกุ สว่ นในจงั หวดั ตราดสามารถนำ� มาใชป้ ระกอบอาชพี หรอื ทำ� ประโยชนไ์ ดอ้ ยา่ งคมุ้ คา่ กลา่ วคอื
บริเวณท่ีราบลุ่มแม่น�้ำ เป็นพ้ืนที่บริเวณตอนกลางและตะวันออกของจังหวัด บริเวณนี้
มีความอุดมสมบูรณ์เหมาะแก่การเพาะปลูก
ผู้คนจึงประกอบอาชีพท�ำนา และปลูกผลไม้
สว่ นทร่ี าบสงู บรเิ วณภเู ขา ทางดา้ นตะวนั ออก
มีเทือกเขาบรรทัดทอดยาวตลอดแนวจาก
เหนือถึงใต้ ส่วนด้านตะวันตกมีภูเขาสูง ใน
อดตี บรเิ วณนม้ี ปี า่ ไมอ้ ดุ มสมบรู ณ์ ปจั จบุ นั ถกู
เปลย่ี นสภาพพน้ื ทเี่ ปน็ สวนยางพาราและสวน
ผลไม้ ผลผลิตที่ได้ส่วนใหญ่เกิดจากพืชหลัก
ส�ำคญั คือ ยางพารา เงาะ ทเุ รียน สับปะรด

ระก�ำและมะพร้าว เป็นต้น อาชีพนี้ท�ำรายได้ในแต่ละปีให้จังหวัดมากที่สุด โดยเฉพาะพ้ืนที่
ท�ำการเกษตรดังกล่าว ส่วนใหญ่อยู่ในเขตอ�ำเภอเขาสมิง อ�ำเภอเมืองตราด อ�ำเภอคลองใหญ่
และพื้นที่ทางการเกษตรบนเกาะต่างๆ เป็นต้น ส่วนท่ีราบต�่ำชายฝั่งทะเล เป็นบริเวณที่มี

99


ดนิ ตะกอนจากแมน่ ำ�้ สายตา่ งๆ มาทบั ถมกนั พน้ื ทน่ี จี้ ะมปี า่ ชายเลนขน้ึ ตลอดแนว และเปน็ สถานท่ี
เลี้ยงสัตว์น�้ำบางชนิดอีกด้วย นอกจากนั้นบริเวณพ้ืนท่ีด้านตะวันตกของจังหวัด เป็นชายฝั่ง
ทะเลยาวตลอดแนว ซงึ่ ประกอบดว้ ยหมู่เกาะต่างๆ จงึ เป็นทำ� เลที่เหมาะในการประกอบอาชีพ
ท�ำประมง มีท้ังประมงชายฝั่ง และประมงทะเล รวมทั้งการเพาะเลี้ยงสัตว์น�้ำชายฝั่งอีกด้วย
นอกจากนี้ความอุดมสมบูรณ์ดังกล่าว ยังสามารถท�ำให้ชาวตราดประกอบอาชีพเสริมอ่ืนๆ ได้
อาทิ การอุตสาหกรรม การบริการ และการทอ่ งเทยี่ ว เป็นต้น จึงกลา่ วได้ว่าชาวตราดสามารถ
ใชพ้ ืน้ ทท่ี �ำมาหากินไดต้ ลอดทั้งปี
การทำ� นา
ในอดีตการท�ำนาข้าวเจ้าที่ชาวนาท�ำเพ่ือใช้ไว้บริโภคในครัวเรือน หากมีเหลือจึงจะ
มาจำ� หน่าย ซ่งึ ไมส่ ามารถน�ำมาเปน็ รายไดห้ ลกั เพื่อเลย้ี งครอบครวั ได้ แตผ่ ้คู นในอดีตกส็ ามารถ
ดำ� รงชวี ติ อยไู่ ด้ เพราะมวี ถิ ชี วี ติ แบบเรยี บงา่ ยใชช้ วี ติ แบบพอเพยี ง แตเ่ มอ่ื กาลเวลาเปลย่ี นไปพน้ื ที่
นาขา้ วบางสว่ นในอดตี กลายเป็นนากุ้งและโรงงานอุตสาหกรรม แตย่ งั พอมีนาข้าวบางส่วนให้
พบเห็นแต่วิถีการท�ำนาแบบด้ังเดิมก็ได้เปล่ียนแปลงไป มีการน�ำเครื่องทุ่นแรงประเภทต่างๆ
เขา้ มาใชเ้ พอื่ ความสะดวกและรวดเรว็ วฒั นธรรมประเพณกี ารลงแขกไดห้ มดไปพรอ้ มกบั การเจรญิ
เติบโตของเมือง มีการจา้ งแรงงานจากต่างถิ่น โดยเฉพาะแรงงานจากภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนือ
รวมทง้ั เขมรดว้ ย ใหเ้ ขา้ มาท�ำงานในเรอื กสวนไรน่ า ซงึ่ โดยปกตแิ ลว้ แรงงานเหลา่ นมี้ กั จะมาตาม
ช่วงฤดกู าลเก็บเกี่ยวผลผลิต อกี ท้ังยงั เป็นแรงงานในภาคอุตสาหกรรมและการกอ่ สร้างอกี ด้วย
การทำ� สวนผลไม้และสวนยางพารา
การท�ำสวนผลไม้และสวนยางพาราเป็นอีกอาชีพหนึ่ง ที่มีบทบาทส�ำคัญทั้งในอดีต
จนถึงปัจจุบันของจังหวัดตราด การประกอบอาชีพน้ีของชาวตราดยังคงมีอยู่ไม่เปลี่ยนแปลง
คนในพื้นท่ียังคงมีความรักและหวงแหนแผ่นดินของตนเอง สังเกตได้จากการสืบทอดมรดก
ภมู ิปัญญาของบรรพบุรุษของตนเอง บุคคลรนุ่ ลกู ร่นุ หลานที่เติบโตมาแม้วา่ จะส�ำเร็จการศึกษา
จากทอ่ี นื่ ทา้ ยสดุ กก็ ลบั มายดึ อาชพี การท�ำสวนพรอ้ มกบั นำ� ความรแู้ ละประสบการณม์ าประยกุ ต์
ใชใ้ หส้ อดคลอ้ งกบั สภาพแวดลอ้ ม
ของยคุ สมยั ทงั้ นเ้ี พราะผลไมเ้ ปน็
พชื เศรษฐกจิ หลกั ของจงั หวดั และ
ของประเทศที่สร้างรายได้ให้แก่
ชาวสวนเปน็ อยา่ งดี แมว้ า่ ในช่วง
หน่ึงผู้คนจะเปลี่ยนไปท�ำอาชีพ
ทำ� พลอยกนั มาก เพราะอาชพี การ
ท�ำสวนในอดีตน้ันไม่สามารถท�ำ
รายได้คราวละมากๆ ได้เท่ากับ

100


การท�ำพลอย เพียงแค่ประคับประคองตัวให้อยู่ได้เท่านั้น แต่อาชีพการท�ำสวนน้ีมีความส�ำคัญ
อย่างย่ิง เพราะเป็นอาชีพท่ีเคยช่วยพยุงเศรษฐกิจของจังหวัดตราด ในภาวะเศรษฐกิจตกต�่ำ
ช่วงระยะเวลาหนง่ึ ดว้ ย ท้งั น้ีอีกสาเหตหุ นง่ึ ทอ่ี าชีพการท�ำสวนยงั ดำ� รงอยู่ อาจเพราะมชี าวสวน
กลมุ่ หนงึ่ ไมไ่ ดท้ ง้ิ สวนเพอ่ื ไปทำ� พลอย ซง่ึ สรา้ งรายไดม้ ากกวา่ และรวดเรว็ กวา่ และอาจเปน็ เพราะวา่
ชาวสวนกลุ่มน้ีเป็นกลุ่มที่มิได้มีทักษะในการท�ำพลอย จึงคงด�ำรงชีพด้วยการท�ำสวนต่อไป
สว่ นสภาพสงั คมของชาวสวนยงั มวี ฒั นธรรมไทยแบบเดมิ คอื มนี ้�ำใจเออ้ื เฟอ้ื เผอื่ แผซ่ งึ่ กนั และกนั
แมจ้ ะไม่เทียบเทา่ กับสภาพสงั คมชาวสวนในสมยั กอ่ นก็ตาม
เนอื่ งจากมกี ารพฒั นาเทคโนโลยที างการเกษตรขน้ึ สง่ ผลใหต้ อ้ งเกบ็ เกยี่ วผลผลติ เพมิ่
มากขึ้นและเร็วข้ึนกว่าแต่ก่อน จนไม่สามารถท�ำกันเองได้ภายในครอบครัว จึงต้องมีการจ้าง
แรงงานจากตา่ งถนิ่ เขา้ มาทำ� สวนยางพาราอยา่ งตอ่ เนอ่ื ง อาชพี ขายแรงงานจงึ เปน็ อกี อาชพี หนงึ่
ท่ีเกิดข้ึนมาจากการท�ำสวน โดยเฉพาะในระยะเริ่มแรกน้ันการท�ำสวนผลไม้และสวนยางพารา
ยังมีการเพาะปลูกกันไม่มากนัก การเก็บเกี่ยวผลผลิตเพียงแค่ใช้แรงงานในครัวเรือนเท่าน้ัน
ต่อมาในปจั จบุ นั มกี ารเพาะปลกู กนั เพ่มิ มากขึ้น ปรมิ าณผลผลิตท่ีได้มีจ�ำนวนมากอกี ทงั้ ผลผลิต
ออกมาพร้อมกัน การใช้แรงงานเก็บเกี่ยวเท่าที่มีจึงไม่เพียงพอและไม่ทัน ท�ำให้ผลผลิตที่ได้
เนา่ เสียลง การจา้ งแรงงานจากตา่ งถนิ่ สว่ นใหญ่มาจากภาคตะวนั ออกเฉียงเหนือของไทย และ
บางสว่ นก็เป็นชาวเขมร

101


การทำ� ประมง
จงั หวดั ตราดมพี นื้ ทด่ี า้ นตะวนั ตกเปน็ ชายฝง่ั ทะเลทอดยาวตลอดแนว รวมทง้ั มหี มเู่ กาะ
ใหญน่ อ้ ยเปน็ จำ� นวนมาก จงึ เปน็ ทำ� เลทเ่ี หมาะอยา่ งยงิ่ กบั การประกอบอาชพี ทำ� ประมง ถอื วา่ เปน็
อาชีพดั้งเดิมของที่น่ี อีกทั้งยังมีป่าชายเลนที่เกิดข้ึนเองตามธรรมชาติในบริเวณชายฝั่งทะเลอยู่
เปน็ จำ� นวนมาก ยงั ผลใหม้ สี ตั วน์ ำ้� อดุ มสมบรู ณ์ วถิ ชี วี ติ ของชาวประมงพน้ื บา้ นในอดตี จงึ มคี วาม
ผูกพันกับทะเล อาหารทะเลมีมากมายจนชาวบ้านในสมัยนั้น อาศัยจับสัตว์น้�ำเพ่ือการยังชีพ
สามารถจับมาทำ� กนิ เองได้งา่ ยดาย โดยไมต่ ้องซื้อหา ชมุ ชนชาวประมงส่วนใหญจ่ ะเปน็ ชาวไทย
มุสลิมท่ีอาศัยตรงบริเวณคลองบางพระในปัจจุบัน มีวิถีชีวิตแบบเรียบง่าย ด�ำเนินชีวิตด้วย
ความสงบในลกั ษณะถอ้ ยทถี อ้ ยอาศยั ซง่ึ กนั และกนั การทำ� ประมงพนื้ บา้ นนจ้ี ะมเี ครอื่ งมอื เครอื่ งใช้
ในการท�ำมาหากนิ เป็นลกั ษณะพื้นบ้านทท่ี ำ� กนั อย่างงา่ ยๆ เช่น แห โพงพาง และโป๊ะ เปน็ ต้น
โดยเครือ่ งมอื เคร่อื งใช้นจ้ี ะใช้เพ่ือจับสัตวน์ ำ�้ ทไี่ ดข้ นาดเหมาะสมเทา่ นน้ั คือมขี นาดใหญ่พอมใิ ช่
สตั วข์ นาดเลก็ ทยี่ งั ไมโ่ ตเตม็ ที่ เพอื่ ปอ้ งกนั ไมใ่ หส้ ตั วน์ ำ�้ เหลา่ นนั้ สญู พนั ธไ์ุ ป การทำ� ประมงในสมยั
ก่อนเพียงแค่การวางอวน แลว้ ใช้เรอื แจวมคี นลากทง้ั สองขา้ ง กส็ ามารถจับปลา ปู กุง้ ปลาหมึก
ไดเ้ ตม็ ล�ำเรือ ซึ่งสตั วน์ ำ�้ ท่ีจบั ไดช้ าวประมงจะคัดเฉพาะทมี่ ขี นาดใหญ่ ถ้ามีขนาดเล็กก็จะน�ำมา
แปรรปู เช่น ปลาทกู จ็ ะแปรรปู เป็นปลาเค็ม ปลาหมกึ แปรรปู เป็นปลาหมกึ ตากแหง้ เป็นตน้
การท�ำประมงในปัจจุบัน ได้มีการพัฒนาเคร่ืองมือเคร่ืองใช้ให้มีประสิทธิภาพมาก
ข้ึน สามารถจับสัตว์น้�ำได้ในปริมาณที่มาก จากเดิมเคยใช้เพียงเครื่องมือพื้นบ้านแบบง่ายๆ ก็

102


เปล่ียนมาเป็นเคร่ืองมือท่ีทันสมัย นอกจากการใช้เทคโนโลยีท่ีมีประสิทธิภาพและทันสมัยแล้ว
สิ่งที่เปลี่ยนแปลงอย่างเห็นได้ชัด คือความเห็นแก่ตัวของนายทุน และชาวประมงบางกลุ่มที่
ตอ้ งการจับสตั ว์นำ�้ ให้ได้คราวละมากๆ โดยไมค่ ำ� นึงถึงผลเสียและผลกระทบอนื่ ๆ ทตี่ ามมา ได้
มีการดัดแปลงเครื่องมือเคร่ืองใช้เหล่านี้ มาท�ำให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองมากท่ีสุด นอกจากน้ี
ชาวประมงพ้ืนบ้านยังประสบปัญหากับเรือใหญ่ และเรือเล็กจากต่างถิ่นที่ล้�ำน่านน�้ำเข้ามาจับ
สตั วน์ ำ�้ อกี ดว้ ย จากปญั หาดงั กลา่ วทำ� ใหส้ ตั วน์ ำ้� ทกุ ประเภทและทกุ ขนาดถกู จบั ไปทงั้ ๆ ทส่ี ตั วน์ ำ�้
บางประเภทยงั มีขนาดเลก็ ไมส่ ามารถนำ� ไปขายหรอื ไปแปรรูปเปน็ อยา่ งอ่นื ได้ ในทีส่ ดุ มสี ัตว์น้�ำ
บางชนดิ ตอ้ งสญู พนั ธไ์ุ ปอยา่ งรวดเรว็ และปญั หาเหลา่ นเ้ี องทำ� ใหช้ าวประมงพน้ื บา้ นของจงั หวดั
ตราด ได้รับความเดอื ดรอ้ นเป็นอย่างมาก เนอ่ื งจากไมส่ ามารถจับสัตว์น�ำ้ ในระยะใกล้ๆ ดังเดิม
ได้ ทำ� ให้ตอ้ งเอาเรือออกทะเลไปไกลกว่าเดมิ และยงั จบั สตั ว์นำ้� ในปรมิ าณที่นอ้ ยลงกว่าเดมิ
ปัญหาท่ีชาวประมงพ้ืนบ้านของจังหวัดตราดประสบอยู่ นอกจากจะเป็นเรื่องการ
ใช้เทคนิควิธีการจับสัตว์น�้ำที่ทันสมัยและวิธีท่ีผิดกฎหมายแล้ว ยังต้องเผชิญปัญหาที่เป็น
ผลสบื เนอ่ื งจากปรมิ าณสารเคมตี กคา้ ง ทเ่ี กดิ จากการใชเ้ ทคโนโลยตี ามสวนและไรน่ าอน่ื ๆ ทมี่ สี ว่ น
ท�ำให้สัตว์น�้ำบางส่วนตายลงไปด้วย ดังนั้นการท�ำประมงพ้ืนบ้านและประมงชายฝั่งในปัจจุบัน
จงึ มรี ายจา่ ยเพม่ิ มากขนึ้ เพราะตอ้ งออกเรอื ไปหากนิ ไกลกวา่ เดมิ ไมส่ ามารถใชเ้ ครอื่ งมอื พนื้ บา้ น
ในการจบั สตั วน์ ำ้� ไดอ้ กี ตอ้ งซอื้ เครอื่ งมอื เครอ่ื งใชท้ ท่ี นั สมยั มกี ารกหู้ นย้ี มื สนิ มากขนึ้ แตเ่ มอื่ เทยี บ
กบั รายรบั กลบั เปน็ สดั สว่ นทสี่ วนทางกนั กบั รายจา่ ย เพราะราคาสตั วน์ ้�ำทจี่ บั ได้ ตอ้ งขายในราคา
ท่พี อค้าคนกลางเป็นผูก้ ำ� หนด

103


การทำ� นากุ้ง
ประมาณปี พ.ศ. ๒๕๓๕ เปน็ ชว่ งทผ่ี คู้ นนยิ มเปลยี่ นมาทำ� นากงุ้ กนั มาก จนมกี ารขยาย
พนื้ ทกี่ ารทำ� นากงุ้ เพมิ่ มากขน้ึ โดยเปลย่ี นจากนาขา้ วและสวนผลไม้ สวนยางพาราเปน็ นากงุ้ แทน
เนื่องจากผลตอบแทนท่ไี ด้รบั มจี ำ� นวนมากและใช้ระยะเวลาส้นั ด้วย เชน่ โดยปกติแลว้ ชาวบา้ น
มรี ายไดจ้ ากการทำ� ประมงวนั ละไมก่ รี่ อ้ ยบาท แตถ่ า้ หากทำ� นากงุ้ โดยลงทนุ ประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาท
อาจได้รับผลตอบแทนประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ บาท ในช่วงระยะเวลาไม่ก่ีเดือน ส่งผลให้การ
ท�ำนากุ้งเป็นที่นิยมกันอย่างแพร่หลาย ช่วงเวลานั้นการท�ำนากุ้งจะเพ่ิมปริมาณอย่างเดียวโดย
ไมค่ ำ� นงึ ถึงคุณภาพเทา่ ที่ควร ขาดการวางแผนท่ีดี ขาดประสบการณ์ในการเลีย้ งจึงมีการปลอ่ ย
น้�ำเสียจากบ่อกุ้งลงทะเล จนน้�ำทะเลไม่สามารถไหลเวียนได้ทัน เม่ือต่างสูบน�้ำทะเลเข้าบ่อกุ้ง
อกี จงึ เปน็ การสบู นำ้� เสยี เขา้ ไปใหม่ ทำ� ใหเ้ กดิ โรคระบาดกงุ้ ตายยกบอ่ ผลผลติ ทไี่ ดจ้ งึ มคี ณุ ภาพตำ่�
เพราะมีการใช้พันธุ์กุ้งที่เพาะพันธุ์เอง ในสายพันธุ์เดียวกันซ้�ำไปซ�้ำมาท�ำให้กุ้งแคระแกร็น
ประกอบกับราคากงุ้ เร่มิ ตกต�่ำ จนประสบสภาวะการขาดทนุ จนทยอยกนั เลิกเลยี้ งไปในท่สี ุด
ในช่วงท่ีมีการท�ำนากุ้งกันมากนั้น ธุรกิจเกี่ยวกับการค้าอาหารกุ้ง ยา และอื่นๆ
ท่ีเกยี่ วข้องได้ขยายตวั ตามไปด้วย สำ� หรับผลกระทบและผลเสียจากการท�ำนากงุ้ ทเ่ี หน็ ได้ชดั คือ
ป่าชายเลนถูกท�ำลายลงเป็นจ�ำนวนมาก ยังผลให้ระบบนิเวศของสัตว์น้�ำเปลี่ยนแปลงไป พ้ืนท่ี
นาขา้ วและพนื้ ทส่ี วนไดร้ บั ผลกระทบจากการปลอ่ ยนำ�้ เสยี ทปี่ ลอ่ ยออกมาจากนากงุ้ คณุ ภาพใน
แหล่งน�้ำเสอ่ื มโทรมลงอยา่ งรวดเร็ว ปัจจบุ นั นี้กย็ ังมีการเล้ยี งกงุ้ กันอยบู่ า้ งแตไ่ มม่ ากนกั เพราะ
พนื้ ทท่ี เี่ ลย้ี งกงุ้ เปน็ เวลานาน ดนิ ในบรเิ วณนนั้ จะไมส่ ามารถท�ำการเกษตรอยา่ งอนื่ ใหไ้ ดผ้ ลได้ แต่
หากจะท�ำการเกษตรชนิดอื่นต้องมีการปรับสภาพ และฟ้ืนฟดู นิ ซึ่งใชร้ ะยะเวลาเป็นปี นอกจาก
นนั้ ยงั มชี าวบา้ นบางสว่ นกลบั มาประกอบอาชพี ประมงตามเดมิ แมว้ า่ ผลตอบแทนทไี่ ดร้ บั จะนอ้ ย
กว่ากนั แต่ก็ลดความเสยี่ งกบั สภาวะการขาดทุนจนลม้ ละลายได้

ขนบธรรมเนยี มประเพณี

จงั หวดั ตราดมมี รดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรม ขนบธรรมเนยี มประเพณที ม่ี คี วามหลาก
หลาย ส่วนใหญ่มีความสัมพันธ์กับมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมภาคกลาง ตลอดจนมีความ
สัมพนั ธ์กับสภาพภมู ศิ าสตร์ ภมู อิ ากาศ และการประกอบอาชีพของชาวเมอื งตราด โดยส่ิงตา่ งๆ
เหล่านไ้ี ดส้ ง่ ผา่ นและสบื ทอดกนั มา ปรากฏในรูปแบบขนบธรรมเนียมประเพณตี ่างๆ ในทน่ี จ้ี ะ
เสนอเฉพาะเร่อื งของการแต่งกายและอาหารการกิน
การแตง่ กาย
การแต่งกายของชาวตราดได้มีการพัฒนาให้สอดคล้องกับยุคสมัย ในปัจจุบันการ
แตง่ กายของชาวตราดจะมลี กั ษณะใกลเ้ คยี งกนั กบั ผคู้ นในภาคกลางเปน็ อยา่ งมาก ซงึ่ ในอดตี นน้ั

104


ชาวตราดก็เหมือนกับคนไทยท่ัวไปที่นิยมทอผ้าใช้กันเอง ผู้ชายที่มีอายุและมีฐานะดีจะนิยม
นุ่งกางเกงแพรสีด�ำ เรียกว่าปังล้ิน๙ (ปังหลิน) แต่ถ้าเป็นคนหนุ่มจะนิยมนุ่งกางเกงแพรหลากสี
สวมเส้ือคอกลมแขนสน้ั ลักษณะแบบเสอื้ กุยเฮง บางสว่ นยงั คงนิยมนุง่ โจงกระเบง ถ้าอยูท่ บี่ ้าน
จะนิยมนุ่งกางเกงขาก๊วยมีผ้าขาวม้าคาดที่เอว ส่วนผู้หญิงเมื่ออยู่บ้านจะนุ่งผ้าถุงสวมเส้ือ
คอกระเชา้ หรอื ใสผ่ า้ คาดอกและนงุ่ โจงกระเบง แตเ่ มอื่ ออกนอกบา้ นไปงานตา่ งๆ จะนยิ มสวมเสอื้
คอกลมแขนสน้ั หรอื เสอ้ื คอกลมแขนกระบอก เมอ่ื ยคุ สมยั เปลยี่ นไปผคู้ นนยิ มซอื้ เสอื้ ผา้ สำ� เรจ็ รปู
มาสวมใส่กันมากข้ึน เพราะมคี วามสะดวกสบายและมีสนิ ค้าใหเ้ ลอื กหลากหลายกว่าอีกด้วย
อาหารการกิน
อาหารทอ้ งถนิ่ หรอื อาหารพน้ื บา้ นของชาวตราดนน้ั มเี อกลกั ษณเ์ ฉพาะถน่ิ มที งั้ อาหาร
คาว อาหารหวาน และอาหารตามฤดูกาล วตั ถุดบิ ทีใ่ ชน้ ้ันกเ็ ป็นสง่ิ ทมี่ ีอย่อู ยา่ งมากมายและขึ้น
เองตามธรรมชาติ โดยน�ำมาใช้เป็นส่วนประกอบในการปรุงอาหาร เป็นการสะท้อนให้เห็นถึง
ภูมปิ ญั ญาชาวบ้านไดอ้ ย่างดี แสดงใหเ้ หน็ ถึงวิถชี ีวติ วัฒนธรรม และความเปน็ อยู่ของชาวบ้าน
ท่ีด�ำรงชีวิตให้กลมกลืนกับธรรมชาติมากที่สุด และภูมิปัญญานี้ได้ถูกถ่ายทอดสืบต่อมาจนถึง
ปัจจุบัน
เน่อื งดว้ ยจงั หวัดตราดมีพ้ืนที่ติดทะเลและกะปิเกาะช้างมชี ่อื เสยี งอย่างกว้างขวาง วา่
มีคุณภาพรสชาติดีเยี่ยม เพราะสภาพภูมิประเทศ ส่ิงแวดล้อมบนเกาะช้างมีเกราะก�ำบังคลื่น
ลมได้ดี จึงท�ำให้มี เคย ซ่ึงเป็นวัตถุดิบในการท�ำกะปิ มีจ�ำนวนมากและด้วยสภาพแวดล้อม
ท่ีเอ้ืออ�ำนวยท�ำให้ เคย มีคุณภาพดี เม่ือน�ำมาท�ำกะปิแล้วจะท�ำให้มีสีสวย คือ สีแดงอมม่วง
กลนิ่ หอม นา่ รบั ประทาน รวมทงั้ การน�ำสตั วน์ ำ�้ บางประเภททมี่ ถี น่ิ กำ� เนดิ ทต่ี ราดเพยี งแหง่ เดยี ว
เทา่ น้นั น�ำมาท�ำเป็นอาหาร เชน่ หอยปากเป็ด เป็นหอยสองฝาประกบกนั เปลอื กมคี วามหนา
พอประมาณแตก่ ็บางกว่าหอยทะเลชนิดอื่น มสี ีเขยี ว เปลอื กเปน็ รปู สี่เหลยี่ มผืนผา้ ตอนท้ายจะ
เรยี วแหลมเปน็ รปู สามเหลย่ี มตดิ กบั ราก หอยปากเปด็ นยิ มนำ� มาทำ� อาหาร เชน่ หอยปากเปด็ ดอง
หวาน หอยปากเปด็ ลวก หอยปากเปด็ ย�ำ เปน็ ต้น โดยเฉพาะตรงสว่ นรากท่ียน่ื ออกมา คล้ายกบั
ตน้ ถว่ั งอก จะชว่ ยเพมิ่ รสชาตคิ วามอรอ่ ยมากขน้ึ นอกจากนยี้ งั มอี าหารคาวอกี อยา่ งหนงึ่ ทแ่ี สดง
ถึงการใช้ภูมิปัญญาชาวบ้านได้อย่างชาญฉลาด คือ การน�ำ ใบชะมวง ซ่ึงเป็นพันธุ์ไม้พ้ืนบ้าน
ชนิดหน่ึงที่พบมากในพนื้ ที่จงั หวดั จนั ทบรุ แี ละตราด เป็นชะมวงชนดิ ใบเลก็ และใบใหญ่ ท้งั สอง
ชนดิ น้มี ปี ลายใบแหลม มรี สเปรยี้ ว ชาวตราดนยิ มน�ำมาท�ำเป็นสว่ นประกอบอาหารในการปรุง
รสอาหาร ท�ำให้เกิดรสเปรี้ยวใช้แทนมะนาวเพราะท่ีจังหวัดตราดในบางฤดูกาลมะนาวจะมี

๙ กระทรวงศกึ ษาธกิ ารและกระทรวงมหาดไทย, วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลกั ษณแ์ ละภมู ปิ ญั ญา
จงั หวดั ตราด (กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พค์ รุ สุ ภาลาดพรา้ ว, ๒๕๔๒), หนา้ ๑๕๕.

105


ราคาแพงและหายาก โดยนำ� ใบชะมวงมาตม้ กบั หมู เรยี กอาหารชนดิ นว้ี า่ หมตู ม้ ชะมวง แตถ่ า้ นำ�
มาต้มกับปลาทะเล เรียกว่า ต้มส้ม นอกจากน้ันยังมีอาหารหวาน เช่น ข้าวเกรียบปากหม้อ
ขา้ วเกรยี บออ่ น ขนมชนั้ ฯลฯ อาหารดงั กลา่ วสะทอ้ นใหเ้ หน็ ถงึ การใชภ้ มู ปิ ญั ญาในศกั ยภาพของ
ตนเอง รวมทง้ั ศกั ยภาพและคณุ ลกั ษณะพเิ ศษของธรรมชาติที่มอี ยู่ น�ำมาใช้ใหเ้ กิดประโยชนต์ อ่
การดำ� รงชพี มากท่ีสดุ และกลมกลืนกับธรรมชาตมิ ากท่สี ดุ เช่นกนั

106


ผลผลิตและงานชา่ ง

มรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมหลายประเภทในประเทศไทย นบั วนั จะสญู หายไปตาม
กาลเวลา เช่น งานช่างฝีมือดงั้ เดิม ท้ังนีอ้ าจเกิดจากการเปลยี่ นแปลงทางสงั คมและวฒั นธรรม
การโยกย้ายถิ่นฐานของชาวชนบทเข้าสู่เมือง สิ่งเหล่าน้ีเองได้ส่งผลกระทบต่อผู้คนในท้องถิ่น
และการสบื ทอดมรดกภมู ปิ ญั ญาทางวฒั นธรรมเปน็ อยา่ งมาก ซงึ่ จงั หวดั ตราดตระหนกั ถงึ เรอ่ื งน้ี
จึงมีการอนุรักษ์ และสืบทอดภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมอันล�้ำค่านี้ไว้ให้ชนรุ่นหลังได้ประจักษ์
รแู้ ละเขา้ ใจในทอ้ งถนิ่ ของตนเอง ดงั เชน่ พลอยแดงหรอื ทบั ทมิ สยาม และงอบเมอื งตราด เปน็ ตน้
พลอยแดงหรือทับทมิ สยาม
ในอดีตอาชีพการขุดพลอยและการท�ำเหมืองพลอย เป็นอาชีพที่ท�ำรายได้อย่าง
มหาศาลใหแ้ กช่ าวตราด ในบรเิ วณตำ� บลบอ่ พลอย อำ� เภอบอ่ ไร่ เปน็ แหลง่ ทม่ี ที รพั ยากรธรรมชาติ
ทมี่ แี รร่ ตั นชาตอิ ยเู่ ปน็ จำ� นวนมาก จงึ มนี กั แสวงโชคจากทกุ สารทศิ พากนั อพยพเขา้ มาตงั้ ถนิ่ ฐาน
และท�ำมาหากนิ กันที่น่ี

แรร่ ัตนชาตทิ ี่สรา้ งชอื่ เสยี งให้จงั หวดั ตราดมากทส่ี ดุ คอื พลอยแดงหรือทบั ทมิ สยาม๑๐
มสี สี วย (สีแดงเลอื ดนกหรือสแี ดงอมชมพ)ู นำ�้ งาม เน้ือพลอยแกรง่ กวา่ ทอ่ี ่ืนๆ จัดวา่ เปน็ สดุ ยอด
ของอัญมณีที่มีค่าสูงจนได้รับฉายาว่า “King Ruby” ในยุคต่ืนพลอยน้ันประชาชนจาก
ท่ัวทุกสารทิศพากันอพยพมาต้ังถ่ินฐานกันที่น่ี เพ่ือหวังเสี่ยงโชคจากการขุดพลอย ท�ำให้

๑๐ เทศบาลตำ� บลบอ่ พลอย อำ� เภอบอ่ ไร่ จงั หวดั ตราด, เมอื งอญั มณี (ม.ป.ท., ม.ป.ป.), หนา้ ๑ - ๒. (เอกสารแผน่ พบั )

107


ประชากรในอำ� เภอบอ่ ไรเ่ พม่ิ ขน้ึ อยา่ ง
รวดเรว็ การทำ� เหมอื งพลอยในยคุ นนั้
ใช้วิธีการทุกรูปแบบเพ่ือให้ได้มาซ่ึง
อัญมณีล�้ำค่าน้ี อาทิ การใช้แรงงาน
ขุดด้วยมือจนถึงการใช้เครื่องจักร
เม่ือน�ำเคร่ืองจักรเข้าใช้งานในการ
ขดุ จงึ เกดิ การเปลยี่ นแปลงเปน็ ระบบ
อุตสาหกรรมเข้ามาแทน ส่งผลให้
ภายในระยะเวลาไม่นานทุกพ้ืนที่ใน
อำ� เภอบอ่ ไร่ ทค่ี าดคะเนวา่ จะมพี ลอยอยใู่ ตด้ นิ จะถกู ขดุ ขน้ึ มาจนเกอื บหมด จนกระทง่ั ประมาณ
ปี พ.ศ. ๒๕๔๐ เป็นช่วงของการหมดยคุ ตน่ื พลอย การขุดพลอย รอ่ นพลอย ท�ำเหมืองพลอย
กเ็ ร่ิมซบเซาลง เพราะพน้ื ทท่ี เี่ ปิดเปน็ สมั ปทานเรมิ่ หมดลง ไม่ค้มุ คา่ กับการลงทุน จงึ ไม่สามารถ
ด�ำเนินกิจกรรมดังกล่าวได้อีก ผู้คนจึงพากันอพยพกลับภูมิล�ำเนาเดิม จังหวัดตราดเผชิญกับ
การสูญเสียทรัพยากรธรรมชาติอย่างมาก เหมืองพลอยจ�ำนวนมากท่ีมีอยู่ในอ�ำเภอบ่อไร่ถูก
ทิ้งร้าง อาชพี ทำ� พลอยค่อยๆ ลดความนยิ มลงไป เหลือธุรกจิ การทำ� พลอยเพียงไม่กรี่ าย พ้ืนท่ี
ที่เคยเป็นเหมืองพลอยกลายเป็นบ่อดินถูกกัดเซาะพังทลาย สภาพแวดล้อมเส่ือมโทรม เพราะ
การท�ำเหมืองแร่นนั้ เสมือนกับการทต่ี อ้ งพลกิ แผ่นดนิ เพอื่ นำ� เอาแรธ่ าตทุ ่ีอยู่ใตด้ นิ ขน้ึ มา จะใช้
วธิ กี ารหลายอยา่ ง เชน่ ขดุ เจาะ ฉีด และแยกแร่ เปน็ ตน้
ในปัจจุบันการท�ำธุรกิจพลอยนั้น ต้องมีการส่ังซื้อพลอยมาจากต่างประเทศ เช่น
แอฟริกา ศรีลังกา และพม่า แต่คุณภาพของพลอยเหล่าน้ันเม่ือเทียบกับของไทยแล้วยังไม่มี
คุณภาพดีเท่า ผู้เคยมีอาชีพท�ำพลอยท่ีจัดว่าเป็นแรงงานที่มีทักษะฝีมือหลายรายต้องไป
ทำ� มาหากนิ ทอี่ นื่ หรอื บางรายตอ้ งเปลยี่ นไปประกอบอาชพี อน่ื สว่ นพน้ื ทท่ี เ่ี คยเปน็ เหมอื งแรเ่ กา่
นบั พนั ไร่ ไดร้ บั การพฒั นาปรบั พนื้ ทแ่ี ละปรบั ปรงุ ดนิ ใหส้ ามารถกลบั มาทำ� การเกษตรได้ เปน็ การ
ร่วมมือกันระหว่างชาวบ้านในท้องถิ่น หน่วยงานเอกชน และหน่วยงานรัฐ ทั้งหมดได้ร่วมมือ
กันปลูกป่าข้ึนมา เพ่ือทดแทนป่าเสื่อมโทรมที่เกิดข้ึนมาจากการโค่นท�ำลายลงเม่ือคร้ังที่
ยุคเหมืองพลอยเฟื่องฟู นอกจากน้ันชาวบ้านในท้องถิ่น ภาคเอกชน และภาครัฐคือ เทศบาล
ต�ำบลบ่อพลอย อำ� เภอบ่อไร่ ไดร้ ว่ มกันจัดสร้างพพิ ธิ ภัณฑเ์ มืองอัญมณ๑ี ๑ เพอ่ื ใหเ้ ยาวชนร่นุ หลัง
และประชาชนทั่วไป ได้ศึกษาเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถ่ิน และภูมิปัญญาด้านช่างฝีมือ
ของบรรพบรุ ุษสืบต่อไป

๑๑ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๒.
108


งอบเมืองตราด
งอบเมืองตราด มีลักษณะด้านหน้า
เป็นรูปรีแหลมคล้ายสามเหล่ียม มีปีกย่ืนยาว
ไปทางด้านหลัง ลักษณะรูปทรงของงอบแบบ
นเ้ี ปน็ งอบแบบโบราณ เหมาะกบั การใชส้ วมใส่
เพอ่ื กนั ฝนและกนั ลม โดยงอบชนดิ นจี้ ะมคี วาม
ลาดเอยี ง ท�ำให้นำ้� ฝนไหลลงสะดวกและยังไม่
ต้านลม ในส่วนของปีกหางที่ยื่นไปด้านหลัง
ยังช่วยป้องกันไม่ให้น้�ำฝนเปียกหลังอีกด้วย
ปัจจุบันไม่ค่อยพบเห็นงอบแบบโบราณเช่นนี้
สว่ นงอบอีกรูปทรงหน่งึ ทชี่ าวตราดเรียกกันว่า
หมวกใบจาก เพราะเป็นการน�ำใบจากมา
เยบ็ ให้เปน็ หมวก เพอ่ื ใช้ส�ำหรบั คมุ แดดกันฝน
แต่คนท่ัวไปมักเรียกว่า งอบน้�ำเชี่ยว เพราะ
มีแหล่งผลิตและสินค้าท่ีสร้างช่ือเสียงของ
บา้ นน�้ำเชี่ยว อำ� เภอแหลมงอบ จังหวดั ตราด
งอบเมืองตราดหรือรู้จักกันท่ัวไปว่างอบน�้ำเชี่ยวนั้น ปัจจุบันได้มีการพัฒนาผลิตให้มี
รูปทรงท่ีมีความหลากหลายมากข้ึน เพื่อความต้องการของผู้บริโภคท่ีสามารถเลือกซ้ือตาม
ความชอบและความเหมาะสมต่อการใชง้ าน รูปทรงของงอบเมอื งตราด มีดังนี้
๑. รูปทรงกระทะคว�่ำ เป็นหมวกใบจากอเนกประสงค์ เพราะนอกจากจะใช้ส�ำหรับ
กนั แดดและกนั ฝนแลว้ ยงั สามารถใช้งานอยา่ งอน่ื ได้อกี คือเมอื่ พลิกหมวกใหห้ งายขึ้นมา กใ็ ช้
สำ� หรบั เปน็ ภาชนะใสข่ องไดแ้ ละสามารถลอยนำ�้ ไดอ้ กี ดว้ ย ดงั นน้ั จงึ เปน็ ทนี่ ยิ มในการใชง้ านของ
ชาวประมง
๒. รูปทรงกระดองเต่า เป็นหมวกที่มีรูปทรงแบบปีกเว้าคุ้มเข้ามาคล้ายกระดองเต่า
จึงเหมาะกบั ผู้ท�ำอาชพี เกษตรกร ชาวนา เพราะตรงสว่ นท่เี วา้ เขา้ มาของหมวกด้านหนา้ น้นั จะ
ท�ำใหม้ องเห็นไดส้ ะดวกและชดั เจนขึน้ แต่ในสว่ นท่เี ว้าตรงด้านหลงั จะทำ� ใหไ้ มเ่ กะกะในขณะท่ี
ต้องก้มเงยตอนด�ำนา ถา้ หากฝนตกลงมานำ้� ฝนก็จะไหลออกตรงปกี ด้านข้าง
๓. รปู ทรงยอดแหลม เป็นรูปทรงทีม่ ีลักษณะทรงกรวยแหลมปากกวา้ ง จงึ เหมาะกบั
ชาวสวน ชาวไร่ เพราะรปู ทรงทแ่ี หลมรนี นั้ สามารถกนั ความรอ้ นและระบายความรอ้ นไดด้ ี สว่ น
ทีด่ ้านข้างของหมวกยงั มีความกวา้ งพอประมาณ จงึ ป้องกนั ทจี่ ะถูกก่งิ ไม้เก่ียวรั้งในขณะทำ� งาน
อกี ด้วย

109


๔. รูปทรงสมเด็จ มีประวัติความเป็นมาว่า เม่ือคร้ังสมเด็จพระศรีนครินทรา
บรมราชชนนี เสดจ็ พรอ้ มดว้ ยสมเดจ็ พระเจา้ พน่ี างเธอ เจา้ ฟา้ กลั ยาณวิ ฒั นา กรมหลวงนราธวิ าส
ราชนครินทร์ ทรงน�ำหน่วยแพทย์เคลื่อนที่ พอสว. มาตรวจเยี่ยมราษฎรท่ีจังหวัดตราด ณ
โรงเรียนบา้ นเนนิ ดินแดง อำ� เภอแหลมงอบ ในวนั ที่ ๒๕ พฤศจิกายน พ.ศ. ๒๕๒๔ กลุม่ แม่บ้าน
เกษตรกรบ้านน้�ำเชี่ยว ได้น�ำหมวกใบจากที่ได้ออกแบบเป็นรูปทรงนี้ ขึ้นทูลเกล้าฯ ถวาย
สมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี และได้พระราชทานชื่อหมวกใบจากรูปทรงนี้ว่า
ทรงสมเด็จ หมวกใบจากรปู ทรงน้จี ึงมชี ื่อเรยี กตามที่พระราชทานเป็นตน้ มา
๕. รูปทรงกะโหลก มีรูปทรงกลมขนาดเท่าศีรษะ มีกระบังย่ืนมาด้านหน้าประมาณ
หน่ึงฝ่ามือ มีลักษณะคล้ายกับหมวกภาคสนามของทหาร จึงเหมาะกับการสวมใส่ในเวลา
เดนิ ทาง เพราะหมวกมีความกระชบั พอดกี บั ศีรษะไม่หลุดรว่ งง่าย

110


ปัจจุบันหมวกใบจากหรือที่รู้จักกันทั่วไปว่างอบน�้ำเช่ียว ได้มีการพัฒนารูปทรงให้มี
ความหลากหลายมากข้นึ เชน่ ทรงปลาดาว ทรงเห็ด และทรงสามเหลีย่ ม เปน็ ตน้ นอกจากนั้น
ยังมกี ารประยกุ ตแ์ ละน�ำไปใช้เป็นประโยชนอ์ ย่างอนื่ ได้อกี เชน่ ใชเ้ ปน็ ภาชนะใสข่ อง ประดิษฐ์
เป็นโคมไฟ และใช้เป็นของตกแต่งบ้านหรือสถานที่พักในแหล่งท่องเที่ยว ดังน้ันงอบน้�ำเช่ียว
นับว่าเป็นการแสดงให้เห็นถึงภูมิปัญญาชาวบ้านในท้องถิ่นเมืองตราดได้เป็นอย่างดี เพราะ
เกิดจากการท่ีชาวบ้านน�ำวัสดุท่ีมีอยู่มาก และเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติในท้องถิ่นมาใช้ให้
เกิดประโยชน์ โดยน�ำมาคิดประดิษฐ์และน�ำมาใช้งานได้อย่างเหมาะสมกับลักษณะของงาน
งอบเมืองตราดน้ันจึงเป็นมรดกภมู ิปัญญาที่เป็นเอกลักษณเ์ ฉพาะของตราดได้อยา่ งดยี ง่ิ
ในปัจจุบันนี้จังหวัดตราดมีการเปล่ียนแปลงไปจากอดีต ทั้งจากสภาพทางกายภาพ
ความอดุ มสมบรู ณข์ องทรพั ยากรธรรมชาตแิ ละสภาพแวดลอ้ ม การประกอบอาชพี การคมนาคม
ตลอดจนวถิ ีวัฒนธรรมของชาวบ้าน การเปล่ยี นแปลงทีเ่ กดิ ขึน้ เป็นผลมาจากการพฒั นาในดา้ น
ตา่ งๆ อยา่ งตอ่ เน่ือง โดยเฉพาะการพฒั นาโครงขา่ ยถนน ทเ่ี ชือ่ มโยงให้ทุกพื้นทส่ี ามารถติดต่อ
สอื่ สารกนั อยา่ งสะดวกรวดเรว็ ขน้ึ การคมนาคมทางบกไดเ้ ขา้ มาแทนทกี่ ารคมนาคมทางนำ้� ของ
ชาวบา้ น สภาพโครงสรา้ งของชมุ ชนชาวประมงทเี่ คยเงยี บสงบ มวี ถิ ชี วี ติ แบบเรยี บงา่ ย กลายเปน็
ชุมชนขนาดใหญท่ ่ีมีผูค้ นจากต่างถ่ิน พากันอพยพมาหางานทำ� และตงั้ ถน่ิ ฐาน สภาพตลาดแบบ
ดงั้ เดมิ ถกู แทนทดี่ ว้ ยอาคารพาณชิ ยร์ ปู ทรงทนั สมยั มอี าชพี ใหมๆ่ เกดิ ขน้ึ อาทิ อาชพี รบั จา้ ง และ
อาชพี ดา้ นการบรกิ าร เปน็ ตน้ สภาพแวดลอ้ มของชายหาดทเี่ คยเงยี บสงบ และปราศจากสง่ิ ปลกู
สรา้ งกเ็ ปลย่ี นไป มรี า้ นคา้ รา้ นอาหาร ทพ่ี กั และโรงแรมเกดิ ขนึ้ มากมาย เพอ่ื รองรบั นกั ทอ่ งเทย่ี ว
ทง้ั ชาวไทยและชาวตา่ งชาติ การท่ีวถิ ชี ีวิตความเปน็ อยขู่ องคนตราดได้เปล่ยี นแปลงไปจากอดตี
น้ัน ส่วนหนึ่งย่อมเป็นผลมาจากการเปลี่ยนแปลงท่ีเกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ และบางส่วนอาจ
เกดิ ข้นึ จากมนุษยส์ ร้างขน้ึ มาทงั้ ด้านบวกและด้านลบ อย่างไรก็ตามแม้ว่าในปัจจุบันความเจริญ
ทางด้านวตั ถุจะมมี ากข้ึน แต่ส�ำหรับคณุ ค่าทางสงั คมทส่ี �ำคญั ของชาวตราด ไดแ้ ก่ ความสามัคคี
มนี ำ�้ ใจ เออื้ เฟือ้ เผอื่ แผ่ การพงึ่ พาตนเอง อนั น�ำไปสคู่ วามเป็นชมุ ชนเข้มแขง็ ยงั คงมอี ยูแ่ ละเปน็
เสน่ห์อยา่ งหนึ่งท่มี ีเอกลักษณ์ของชาวตราดได้อย่างดยี ิ่ง
การทค่ี นในทอ้ งถนิ่ และหนว่ ยงานรฐั ตระหนกั ถงึ ความสำ� คญั ของมรดกภมู ปิ ญั ญาทาง
วัฒนธรรม โดยพยายามให้คนรุ่นหลังได้ศึกษาและเรียนรู้ นับว่าเป็นหนทางหนึ่งในการพัฒนา
คุณภาพชีวิตของคนในท้องถ่ินนั้น โดยเป็นการค้นหาตนเอง จะได้มีความเข้าใจตนเองมากขึ้น
แล้วจึงน�ำไปสู่การพัฒนาตนเองอย่างสร้างสรรค์ ซ่ึงประชาชนในจังหวัดตราด หน่วยงานภาค
รฐั และเอกชน ตระหนกั ถงึ ความสำ� คญั ในเรอื่ งน้ี จงึ ไดพ้ ยายามผลกั ดนั ใหม้ กี ารนำ� องคค์ วามรไู้ ป
พฒั นาหลกั สตู รสำ� หรบั การศึกษาในทอ้ งถ่นิ รวมทงั้ แสวงหาแนวทางในการอนรุ ักษ์ ธ�ำรงรกั ษา
และถ่ายทอดภูมปิ ัญญาทอ้ งถ่นิ อันเป็นเอกลักษณ์เฉพาะของจงั หวดั ให้คงอยู่สืบไป

111


เทศกาลและงานประเพณีจงั หวัดตราด*

จังหวัดตราดเป็นจังหวัดหนึ่งทางภาคตะวันออกท่ีมีประวัติความเป็นมายาวนาน
มอี าณาเขตสว่ นหนง่ึ ตดิ กบั ทะเลฝง่ั อา่ วไทย จงึ มฐี านะเปน็ เมอื งทา่ ส�ำคญั มาแตอ่ ดตี และมเี สน้ ทาง
การคมนาคมท่ีเข้าถึงพ้ืนท่ีได้หลายเส้นทาง ประกอบกับมีทรัพยากรธรรมชาติอุดมสมบูรณ์
ท�ำให้นับแต่อดีตมีกลุ่มชนหลากหลายชาติพันธุ์อพยพเข้ามาต้ังถิ่นฐานและด�ำเนินชีวิตอยู่ร่วม
กนั จังหวัดตราดในวันนจี้ ึงมเี ทศกาลและงานประเพณที นี่ า่ สนใจมากมายทงั้ ทเ่ี ปน็ สว่ นรวมและ
เฉพาะสว่ นทอ้ งถน่ิ ซง่ึ เทศกาลและงานประเพณดี งั กลา่ วสะทอ้ นใหเ้ หน็ วถิ ชี วี ติ ความเปน็ อยขู่ อง
ชาวตราดทผ่ี กู พนั กบั สภาพแวดลอ้ ม ความรกั และภาคภมู ใิ จในทอ้ งถนิ่ ของตนเอง ตลอดจนความ
กตัญญกู ตเวทตี อ่ บรรพชน

เทศกาลและงานประเพณีสว่ นรวม

ชาวจังหวัดตราดประกอบด้วยกลุ่มชนหลากหลายชาติพันธุ์ แต่ส่วนใหญ่มีคติความ
เชอ่ื ดงั้ เดมิ คลา้ ยกนั คอื นบั ถอื ผบี รรพบรุ ษุ และเคารพธรรมชาติ ตอ่ มาภายหลงั เมอื่ มกี ารเผยแผ่
ศาสนาเขา้ มา กลมุ่ ชนทอ้ งถน่ิ เหลา่ นก้ี น็ บั ถอื ศาสนาตา่ งๆ ควบคไู่ ปกบั คตคิ วามเชอื่ ดงั้ เดมิ ในสงั คม
ปจั จบุ นั นช้ี าวจงั หวดั ตราดสว่ นใหญน่ บั ถอื ศาสนาพทุ ธ ดงั นนั้ เทศกาลและงานประเพณสี ว่ นรวม
ของสงั คมจึงเกยี่ วพันกับศาสนาพทุ ธ ซงึ่ โดยทว่ั ไปกจ็ ะเขา้ วดั ท�ำบญุ ในวนั สำ� คญั ทางศาสนา เชน่
วนั มาฆบชู า วนั วสิ าขบชู า วนั อาสาฬหบชู าและวนั เขา้ พรรษา เปน็ ตน้ ในสว่ นขนบธรรมเนยี มหรอื
เทศกาลงานประเพณที เ่ี ปน็ สว่ นรวมซงึ่ คนในทอ้ งถนิ่ ถอื ปฏบิ ตั สิ บื มานนั้ สว่ นใหญจ่ ะเกย่ี วกบั การ
ดำ� เนินชีวติ ตงั้ แต่เกิดจนตาย หรือเพื่อความเป็นสริ มิ งคล เพอ่ื ความบันเทงิ ร่นื เรงิ แก่คนในสังคม
ซ่ึงก็เหมือนกับขนบธรรมเนียมหรือเทศกาลและงานประเพณีที่เป็นส่วนรวมของท้องถ่ินอ่ืนๆ
แต่ล�ำดับข้ันตอนรายละเอียดปลีกย่อยของประเพณีอาจแตกต่างกันบ้างตามคติความเชื่อของ
แตล่ ะกลมุ่ ชน หรอื เปลยี่ นไปตามยคุ สมยั สำ� หรบั ขนบธรรมเนยี มหรอื เทศกาลงานประเพณที เี่ ปน็
สว่ นรวมซง่ึ คนในท้องถิน่ จงั หวดั ตราดถอื ปฏิบตั ิสบื มา เชน่

* นางสาวฉตั ราภรน์ จนิ ดาเดช นกั อกั ษรศาสตรช์ �ำนาญการ กลมุ่ จารตี ประเพณี สำ� นกั วรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์
คน้ ควา้ เรยี บเรยี ง
112


ประเพณกี ารเกดิ ทอ้ งถนิ่ จงั หวดั ตราดในอดตี สมยั ทกี่ ารแพทยแ์ ผนปจั จบุ นั ยงั ไมเ่ จรญิ
ก้าวหน้าและแพรห่ ลายทวั่ ไป การท�ำคลอดต้องอาศัยหมอต�ำแยเป็นผทู้ �ำคลอด และชว่ ยเหลอื
ดูแลอย่างใกล้ชิดเพื่อความปลอดภัยของมารดาและบุตร โดยในระหว่างตั้งครรภ์จนถึงก�ำหนด
คลอดนนั้ มขี อ้ หา้ มขอ้ ปฏบิ ตั สิ บื ตอ่ กนั มาในทอ้ งถน่ิ เชน่ ระหวา่ งตงั้ ครรภต์ อ้ งทำ� จติ ใจใหผ้ อ่ งใส
หมัน่ ท�ำบญุ ใหท้ าน สวดมนต์ แผเ่ มตตาและอธษิ ฐานขอใหบ้ ุตรมีร่างกายครบสมบรู ณ์ ว่านอน
สอนง่าย มีสติปัญญาดี หา้ มหญงิ ตง้ั ครรภก์ ล่าวต�ำหนิคนท่ีมขี ้อบกพร่องต่างๆ เพราะเชอ่ื กนั วา่
จะส่งผลให้บุตรในครรภ์เป็นเช่นน้ัน ห้ามฆ่าสัตว์ ห้ามนั่งคาบันไดเพราะเชื่อว่าจะท�ำให้คลอด
บตุ รยาก ตลอดจนใหร้ ะมดั ระวงั วาจาและสำ� รวมกริ ยิ ามารยาท สว่ นในเรอื่ งอาหารการกนิ หา้ ม
รบั ประทานอาหารประเภทหมักดอง หรือมีรสจัด หรอื จำ� พวกเผือกมนั เชือ่ ว่าจะท�ำใหบ้ ุตรนัน้
มีเนอ้ื ตัวสกปรก เปน็ ตน้

ครั้นคลอดบุตรแล้ว หมอต�ำแยจะตัดสายสะดือด้วยไม้หลอด (เป็นไม้ตระกูลไผ่ คือ
ไผห่ ลอด) สว่ นรกของเดก็ นนั้ เอาเกลอื โรยแลว้ หอ่ ผา้ ไปฝงั ไวท้ ใ่ี จกลางเตาไฟใตแ้ ครท่ มี่ ารดาอยไู่ ฟ
เรียกว่า หม้อรก หม้อราก ซึ่งส่วนรกน้ันจะแห้งไปเอง หรืออาจน�ำใส่หม้อดินไปฝังไว้ท่ีต้นไม้
ท่มี ชี ่อื เป็นมงคลนาม เชน่ ต้นขนุน

หลงั จากทตี่ ดั สายสะดอื และทำ� ความสะอาดตวั เดก็ แลว้ ญาตผิ ใู้ หญเ่ อากระดง้ ทป่ี ดู ว้ ย
ผา้ มารับเดก็ หากเปน็ ชาย จะนำ� สมดุ ดินสอ ใส่ไว้ในกระดง้ ซึ่งเช่ือกันว่าเด็กจะไดเ้ รยี นเก่ง หาก
เปน็ หญิง จะน�ำเข็มดา้ ยใสไ่ ว้ในกระด้ง เชือ่ ว่าโตข้ึนจะเปน็ แมบ่ ้านแมเ่ รอื น อนึง่ ผู้ทเี่ อากระดง้
มารบั เด็กนน้ั เรียกว่า แม่ทนู หัว

ส่วนมารดา หลังจากคลอดบุตร
แลว้ เพอื่ เปน็ การฟน้ื ฟรู า่ งกายใหเ้ ขา้ สสู่ ภาวะ
ปกติ หมอต�ำแยจะเอายาประสะผิวมะกรูด
เป็นยาขับเลือดให้กิน และต้องอยู่ไฟหลัง
คลอด ๗ - ๙ วัน ทงั้ นีเ้ พื่อใหร้ า่ งกายแม่และ
ลูกเกิดความอบอุ่น ซ่ึงหากอยู่ไฟน้อยวัน
เกนิ ไป เชอื่ กนั วา่ นานไปเมอื่ เหน็ ฝนตงั้ เคา้ จะเกดิ
อาการหนาวส่นั และในการอยไู่ ฟนัน้ จะตอ้ ง
มียันต์ตรีนิสิงเห (ชื่อยันต์แบบหน่ึง โบราณ
ใช้แขวนเรือนเวลาคลอดบุตร หรือเรือนผู้มี
ลกู อ่อน เพื่อปอ้ งกันภูตผีปิศาจ และโรคภัย
ไข้เจ็บ) และผูกสายสิญจน์ล้อมรอบบริเวณ
ห้องที่อยู่ไฟ อีกท้ังถือเคล็ดว่าห้ามทักหรือ ยนั ตต์ รนี สิ งิ เห

พดู ว่ารอ้ น และไมใ่ หท้ ักเดก็ ว่านา่ รัก ใหท้ ักว่านา่ เกลียดน่าชงั เป็นต้น นอกจากน้ี เพอื่ เป็นการ

113


ช่วยเร่งให้มดลูกเข้าอู่เร็วเข้าก็ต้องท�ำการทับหรือนาบหม้อเกลือบริเวณหน้าท้อง และต้องเข้า
กระโจมอบสมุนไพร เพ่ือให้ร่างกายสดชื่นแข็งแรงรวมท้ังเป็นการรักษาแผลช่องคลอด ส่วน
อาหารการกินของหญิงหลังคลอดและให้นมบุตร ต้องงดของแสลงอย่างน้อย ๔ เดือน เช่น
ของหมักดอง มะนาว ข้าวเหนียว กว๋ ยเตยี๋ ว ขนมครก และน้�ำแขง็ เพราะเช่อื วา่ ของแสลงจะส่ง
ผลเสยี แกร่ า่ งกายเมอ่ื อายมุ ากขน้ึ เชน่ หรู ดู กระเพาะปสั สาวะเสอื่ มท�ำใหก้ ลนั้ ปสั สาวะไมอ่ ยู่ และ
หากตอ้ งการใหม้ นี ้�ำนมมากๆ ให้กินแกงเลยี งหวั ปลี เปน็ ต้น
สำ� หรบั เดก็ ทารก หลงั จากทสี่ ะดอื หลดุ แลว้ ใหร้ กั ษาแผลสะดอื โดยใชพ้ มิ เสนโรย สว่ น
สายสะดือนั้นเก็บไว้ เวลาที่เด็กปวดท้องให้น�ำเอาสายสะดือมาฝนกับเหล้าให้เด็กกิน จะหาย
ปวดทอ้ ง และเมอื่ มบี ตุ รคนตอ่ ๆ ไปกใ็ หน้ ำ� สายสะดอื ไปเกบ็ ไวร้ วมกนั เชอ่ื วา่ พน่ี อ้ งจะรกั สามคั คี
ไม่รงั แกกนั แมเ้ ป็นญาติพนี่ อ้ งทีอ่ ยูบ่ ้านเดยี วกนั ก็จะเอารวมกนั ไวด้ ว้ ย
ประเพณกี ารบวช ในกลุ่มผนู้ บั ถอื พุทธศาสนา เมือ่ บุตรชายมีอายุครบ ๒๐ ปี และ
มศี รทั ธาทจี่ ะอปุ สมบท ผปู้ กครองกจ็ ะนำ� ไปอปุ สมบททว่ี ดั ซงึ่ มจี ติ ศรทั ธา สำ� หรบั การจดั งานบวช
ในท้องถิ่นจังหวัดตราดนั้น นิยมเริ่มช่วงก่อนวันเข้าพรรษาประมาณเดือน ๕ หรือ เดือน ๖
เป็นต้นไป ทั้งน้ี ก่อนการบวช ผู้บวชจะต้องเข้ารับการฝึกขานนาคและศึกษาวัตรปฏิบัติของ
สมณเพศอยา่ งนอ้ ย ๗ - ๑๕ วนั สว่ นการจดั งานบวชนยิ มจดั งาน ๓ วนั คอื วนั สกุ ดบิ วนั อปุ สมบท
และวันฉลองพระบวชใหม่
วันสกุ ดิบ เปน็ วนั เตรยี มอาหารคาวหวานสำ� หรบั ทำ� บญุ ในวนั รงุ่ ข้นึ ส่วนผู้ทเ่ี ตรยี มตวั
จะบวช (นาค) จะต้องไปท�ำพธิ ีโกนผมท่วี ดั โดยนาคจะแต่งกายด้วยผ้าน่งุ หม่ สขี าว และสวมใส่
เครือ่ งประดับสวยงาม แต่บางแห่งในท้องถ่ินจังหวัดตราด นาคจะแต่งกายด้วยผ้านุง่ หม่ สีตา่ งๆ
เสร็จจากพิธีโกนผมแล้ว นาคจะนั่งคานหามออกจากวัดเพื่อไปกราบลาและขอขมาญาติผู้ใหญ่
ท่ีไม่สามารถไปร่วมอนุโมทนาได้ ในตอนเย็น จะมีการท�ำบุญสวดมนต์และท�ำขวัญนาคเพ่ือ
เรยี กขวญั และสอนนาคให้กตัญญูกตเวทตี อ่ บิดามารดา
วนั อปุ สมบท กอ่ นจะทำ� พธิ อี ปุ สมบท
เจา้ ภาพจะทำ� บญุ และถวายภตั ตาหารเชา้ หรอื
เพลแด่พระสงฆ์ อาหารที่เป็นเอกลักษณ์ใช้
การทำ� บญุ กอ่ นอปุ สมบท ไดแ้ ก่ ขา้ วเหนยี วแกว้
มีส่วนผสมเป็นของขาว ๓ อย่าง ได้แก่
ข้าวเหนียวขาว น้�ำตาลทรายขาว กะทิสีขาว
ซ่ึงมีความหมายว่า ผู้บวชมีความพร้อมและ
ศรทั ธา ในพระศาสนาดว้ ยความบรสิ ทุ ธิ์ ทง้ั กาย
วาจา ใจ

ขา้ วเหนยี วแกว้

114


ขา้ วเหนยี วเหลอื ง

เม่ือเสร็จพิธีอุปสมบทแล้วเป็นการท�ำบุญฉลองพระบวชใหม่ ซ่ึงอาจจะท�ำบุญ
ในวันเดียวกันช่วงเพลหรือในวันรุ่งข้ึนก็ได้ โดยในการท�ำบุญฉลองพระบวชใหม่ ต้องมีบายศรี
ปากชาม ๑ ชดุ พานใส่ขา้ วตอกดอกไม้ มเี ทียนปักไว้ ๑ เล่ม เพื่อใหพ้ ระบวชใหม่เปน็ ผจู้ ุดขณะ
เร่ิมพิธี ส่ือความหมายวา่ แสงสว่างแห่งปญั ญาท่จี ะสบื ทอดพระพุทธศาสนาตอ่ ไป สว่ นอาหารที่
นยิ มใชใ้ นงานท�ำบญุ ฉลองพระบวชใหม่ คือ ขา้ วเหนียวเหลอื ง มีส่วนผสมไดแ้ ก่ ขา้ วเหนียวขาว
กะทิ น้�ำตาลทราย และขม้ินชัน หรือ ข้าวตอกน�้ำกะทิ ซึ่งมีความหมายท�ำนองเดียวกันว่า
พระบวชใหมจ่ ะมคี วามเจรญิ กา้ วหนา้ มงุ่ มน่ั ศกึ ษาพระธรรมวนิ ยั ดว้ ยความบรสิ ทุ ธ์ิ สว่ นระยะเวลา
การบวชนน้ั ตามคตินิยมแตโ่ บราณมาจะนยิ มบวชอย่างนอ้ ย ๑ พรรษาขนึ้ ไป จงึ จะลาสิกขาได้
ประเพณีการแต่งงาน หลังจากชายหญิงตกลงใจจะใช้ชีวิตคู่ร่วมกัน และได้มีการ
ทาบทามสู่ขอ โดยฝ่ายหญิงตอบตกลงแล้ว ก็จะหาฤกษ์มงคลท�ำการหม้ันหมาย และท�ำพิธี
แต่งงาน ตามล�ำดับ ในส่วนของจังหวัดตราดน้ัน โดยทั่วไปประเพณีการแต่งงานจะมีล�ำดับ
ข้นั ตอนคลา้ ยกับท้องถน่ิ อืน่ ๆ แตม่ ีเอกลักษณ์ในเรอ่ื งอาหารท่ใี ช้ในพิธี คือ พิธหี ม้นั มอี าหารท่ี
เปน็ เอกลักษณ์ คอื ขาหมู ซึ่งเปน็ ขาหน้าขา้ งขวา มีความหมายวา่ กระท�ำการดว้ ยความถกู ต้อง
แล้ว โดยมผี ูใ้ หญ่น�ำมา และเมอื่ เสรจ็ พิธแี ลว้ จะน�ำไปทำ� อาหารเลยี้ งผู้ที่มาร่วมงาน
ส่วนพิธีแต่งงาน ฝ่ายชายจะน�ำขบวนขันหมากมาเข้าพิธี ประกอบด้วยขันหมากเอก
๔ ขัน คอื ขนั เงิน ขนั ทอง ขันนาก และขนั หมาก ในแตล่ ะขนั มใี บเงิน ใบทอง ใบนาก ใบรกั
อยา่ งละ ๙ ใบ หมาก ๒ หรอื ๓ คู่ พลู ๔ เรยี ง พานถวั่ งา กมิ ฮวย และอ้ังติ๊ว ออ้ ย ๒ มดั
มัดหน่ึง ๑ ล�ำ อีกมัดหนึ่ง ๓ ล�ำ กล้วย ขนมทอด พิมพ์ข้าวตอก จันอับ ขาหมู ผ้าไหว้ ซ่ึง
ผ้าไหว้ มี ๒ ชนิด ได้แก่ ผ้าไหว้ผี (ผ้าขาว) และผ้าไหว้บิดามารดา สุรา ส้ม มะพร้าวอ่อน

115


ขบวนแหข่ นั หมาก

ขาหมู

๒ ถาด ถาดหน่ึง ๑ ผล อีกถาดหน่ึง ๓ ผล เทียน นอกจากน้ี อาจจะมีขนมและผลไม้อื่นๆ
อีกก็ได้ โดยแต่ละชนิดจะต้องจัดเป็นคู่ๆ ทั้งน้ี ขนมท่ีเป็นเอกลักษณ์ส�ำคัญคือ ขนมเปียก
(กาละแม) และขา้ วเหนยี วกวน (ขา้ วเหนยี วแดง) สอื่ ความหมายแสดงใหเ้ หน็ ถงึ คณุ คา่ ของผเู้ ปน็
เจา้ สาว สว่ น ขาหมู ซึ่งเป็นขาหลังขวา หมายความวา่ มคี วามพร้อมและจรงิ ใจในการแต่งงาน
เม่อื เสรจ็ พิธีอื่นๆ แลว้ ค่สู มรสจะนำ� ขาหมูทเ่ี ป็นขาหลังขวาน้ีไปไหว้เฒา่ แก่ (ผสู้ ขู่ อ) เพอื่ แสดง
ความขอบคณุ และกราบขอพรจากผ้ใู หญ่

116


ขนมเปยี ก (กาละแม)

ขา้ วเหนยี วกวน (ขา้ วเหนยี วแดง)

ส่วนฝ่ายหญิงจะเป็นผู้จัดเตรียมภัตตาหารเช้าถวายพระภิกษุสงฆ์และอาหารส�ำหรับ
ตอ้ นรับแขก อาหารท่เี ป็นมงคล ไดแ้ ก่ ขนมชั้น ข้าวเหนยี วเหลือง ขนมจีน ขนมฟัก ทองหยบิ
ทองหยอด ฯลฯ ซ่ึงอาหารท่จี ะขาดไม่ได้ คือ ขนมจนี ส่ือความหมายวา่ ความสัมพันธ์โยงใยและ
ยนื ยาว แมจ้ ะอยไู่ กลกม็ ารวมนำ�้ ใจกนั ได้ สว่ นอาหารทไ่ี มเ่ ปน็ มงคลและไมน่ ยิ มใชใ้ นงานแตง่ งาน
ไดแ้ ก่ อาหารประเภทย�ำ ตม้ ยำ� หอ่ หมก ฯลฯ ผลไม้ทมี่ ขี น มหี นาม ไดแ้ ก่ ทุเรยี น เงาะ ระกำ�
มังคุด เป็นตน้ นอกจากนี้ ฝา่ ยหญงิ ยงั เปน็ ผเู้ ตรยี มพิธีไหว้เทวดา และไหวผ้ ีบรรพบรุ ุษ โดยแบง่
ขนมจากขบวนขันหมากและผลไม้จัดไหว้เทวดา และใช้ผ้าขาวจากขันหมาก ๑ ผืน หมากพลู
๔ ค�ำ เงิน ๔ บาท ขนมจนี แกงไก่ ขนมเปียก ขา้ วเหนียวกวน และจนั อบั อย่างละ ๔ กอง เป็น
เครือ่ งสำ� หรับไหวผ้ ี นำ� ของทัง้ หมดวางบนใบตอง ๓ ทาง ใหญ้ าติฝ่ายหญงิ เปน็ ผู้ไหว้ผี เชญิ ให้
มารบั เครอ่ื งสงั เวย และรบั ทราบงานมงคลของลกู หลาน เพอื่ จะไดช้ ว่ ยคมุ้ ครองใหล้ กู หลานทอี่ ยู่
ข้างหลังอย่เู ย็นเปน็ สุข ซง่ึ ผา้ ไหวผ้ ี ดงั กล่าว ถือเปน็ เอกลกั ษณ์อกี อยา่ งหนึง่ ในการแต่งงานของ
ชาวตราด

117


ผา้ ไหวผ้ ี

ประเพณีการปลูกบ้านสร้างเรือน ชาวตราดมีความพิถีพิถันในการสร้างบ้านเรือน
เช่นเดียวกับคนท้องถิ่นอ่ืนๆ นับต้ังแต่การเลือกสถานที่ เลือกไม้ท่ีใช้ปลูกบ้าน หาฤกษ์ยาม
วนั มงคลในการกอ่ สรา้ ง ตลอดจนทศิ ทางในการวางผงั บา้ น โดยหลงั จากทกี่ ำ� หนดผงั บา้ นเรยี บรอ้ ย
แลว้ กอ่ นจะขดุ หลมุ ฝงั เสาตอ้ งทำ� พธิ เี ซน่ เจา้ กรงุ พาลี เพอื่ บอกกลา่ วใหท้ า่ นชว่ ยคมุ้ ครองใหก้ าร
ปลกู บา้ นเปน็ ไปดว้ ยความราบรนื่ และอยเู่ ยน็ เปน็ สขุ ซงึ่ ในการท�ำพธิ เี ซน่ เจา้ กรงุ พาลนี นั้ ผทู้ �ำพธิ ี
จะตอ้ งเปน็ คนดี มศี ลี ธรรม มสี จั จะ ซอ่ื สตั ย์ และไดเ้ ลา่ เรยี นมาจากบรรพบรุ ษุ ในวนั ทำ� พธิ จี ะนงุ่
หม่ ผา้ ขาวคลา้ ยพราหมณ์ การทำ� พธิ จี ะขดุ หลมุ เปน็ สามเหลย่ี มทก่ี ลางผงั บา้ น แลว้ เอา บาน (คอื
กาบกลว้ ยขดเปน็ รปู สามเหลย่ี ม) วางลงในหลมุ นำ� กระทงใสผ่ กั พลา่ ปลายำ� ไปวางทบี่ านทงั้ สามมมุ
ใส่เงินค่าครูหกสลึง ขนมต้มขาว ขนมต้มแดง ๑ ส�ำรับ คร้ันเสร็จพิธีก็เอาดินกลบหลุมบาน
ในตอนเยน็ จดั การขดุ หลมุ เสาบา้ นทงั้ หมดเตรยี มไว้ แลว้ นำ� เสามาวางไวใ้ กลๆ้ ปากหลมุ โดยจะตอ้ ง
หนั หวั เสาไปทางทศิ ทเ่ี ป็นมงคลประจำ� วนั นั้นๆ รุง่ ข้ึนตอนเช้ามดื จะมีการท�ำขวญั เสา นิยมนำ�
ใบบวั ขว้ี วั ด�ำ ใบเงิน ใบทอง และเงิน ใสก่ น้ หลุม พร้อมด้วยขนมตม้ ขาวและขนมต้มแดงส�ำหรับ
ไหว้ครู ๑ ส�ำรบั อาศัยฤกษท์ ่ีเปน็ สิรมิ งคล ๓ ฤกษ์ คอื อรุโณ (ยังมดื อยู่) อรุณยโข (สว่างพอดี)
อรุณยกาลัง (ตะวันข้ึนเต็มดวง) แล้วน�ำเสาลงหลุม เสาที่น�ำลงหลุมก่อน คือเสาที่อยู่ทางทิศ
ตะวันออก มี ๒ เสา ตน้ หนง่ึ เรยี กว่า เสาแรก อกี ตน้ หน่งึ เรียกว่า เสาขวญั หรือทเ่ี รยี กวา่ เสาเอก
เสาโท เสาทง้ั ๒ ต้นน้ี ก่อนน�ำลงหลมุ จะนำ� ต้นกล้วย ต้นอ้อย สร้อยทอง แหวน เงิน (อย่างใด
อย่างหนึง่ ) ประดบั หวั เสา ท้งั นี้ เสาแรก จะใช้ผา้ ขาวมา้ และเสือ้ หุ้มต้นกล้วย ต้นอ้อยให้ตดิ กับ
หัวเสา ส่วนเสาขวัญ จะใช้ผ้าถุงและเสื้อหุ้ม เม่ือยกเสาแรกและเสาขวัญลงหลุมแล้วก็ยกเสา
ต้นอ่ืนๆ ลงหลมุ จนครบ ต่อจากนัน้ จงึ ใส่เคร่ืองบน มงุ หลงั คา ปพู ้ืน กน้ั ฝา ตามล�ำดับ

118


ประเพณีการจัดงานศพ หากในครอบครัวมีผู้ป่วยหนักใกล้เสียชีวิต จะนิยมนิมนต์
พระสงฆม์ าสวด หรอื บอกหนทาง ใหก้ อ่ นส้ินลมหายใจ ทงั้ น้ีเพือ่ ให้ผู้ปว่ ยได้มีจิตใจสงบ เช่ือว่า
เมื่อเสยี ชีวติ แลว้ จะได้ไปสู่สุคตภิ พ

การจัดงานศพ ในจังหวัดตราดจะนิยมท�ำฐานส�ำหรับวางรองรับโลงศพ เรียกว่า
รา้ นมา้ มี ๒ ประเภท คอื ประเภทต้งั อยู่กบั ท่ี และประเภทที่มคี านหาม การท�ำรา้ นมา้ หรือฐาน
รองรบั โลงศพดงั กล่าวนี้ เป็นการแสดงการใหเ้ กยี รติผู้ตาย และจำ� นวนของชัน้ รา้ นม้า ๒ ชั้น ถึง
๓ ช้ัน หรือ ๕ ช้ัน หรอื ๗ ชนั้ ถึง ๙ ชั้น ยงั บอกถึงฐานะของผตู้ ายดว้ ย ทั้งนี้ ทแ่ี ตล่ ะช้นั ของ
รา้ นมา้ จะมีการตกแตง่ ท�ำลวดลายประดับอยา่ งสวยงาม

ในงานบ�ำเพ็ญกุศลศพ จะจัดถวายภัตตาหารเช้าหรือเพลแด่พระสงฆ์ทุกวัน ในตอน
กลางคนื หลงั จากสวดพระอภธิ รรมแล้ว มกี ารสวด พระมาลัยสูตร หรอื ฎกี ามาลัยสตู ร แตค่ นื
สดุ ทา้ ยนยิ มสวด คริ มิ านนทสตู รแปล หรอื สวด สงั คะห ในสมยั กอ่ นการสวดพระมาลยั สตู รมพี ระ
เป็นผู้สวด ภายหลังเปลี่ยนฆราวาสเป็นผู้สวดแทน และด้วยว่าในการสวดมีการใช้ท่วงท�ำนอง
ลีลา หรือจังหวะท่ีน่าฟัง ต่อมาจึงพัฒนาเป็น การเล่นร�ำสวด ซึ่งจะนิยมเล่นกันในงานศพ
หลังพระสวดอภิธรรมจบ เพ่ืออยู่เป็น
เพอ่ื นเจ้าภาพให้คลายความโศกเศร้า
ในแตล่ ะคนื หลงั เสรจ็ งานแลว้ เจา้ ภาพ
จะจัดเล้ียงอาหารแขกที่มาร่วมงาน
โ ด ย ใ น คื น สุ ด ท ้ า ย จ ะ นิ ย ม เ ล้ี ย ง
ขนมปลากริม ซึ่งลักษณะของขนม
ปลากรมิ นนั้ แสดงใหเ้ หน็ ใหถ้ งึ สจั ธรรม
ของชีวิต คือ เป็นเส้นท่อนส้ันๆ
ไม่ยืดยาว และแยกเป็นหวาน เค็ม
หมายถึงความตายที่ร่างกายและจิตใจ ขนมปลากรมิ

แยกออกจากกัน ส่วนอาหารท่ีไม่นิยมน�ำมาเล้ียงในงานศพ เช่น ขนมจีน หน่อไม้ ทุเรียน
เนอ่ื งจากมคี วามเชอื่ วา่ ของทมี่ เี สน้ ยาวจะทำ� ใหม้ กี ารตายตดิ ตอ่ กนั ยดื ยาว ของทเี่ ปน็ หนาม และ
มหี นอ่ จะทม่ิ แทงทำ� ใหค้ นทอ่ี ยขู่ า้ งหลงั ไมม่ คี วามสขุ สว่ นเครอื่ งดนตรที ใี่ ชบ้ รรเลงในงานศพหรอื
ใช้ในการเคลือ่ นศพ มีปี่ ๑ เลา กลอง ๒ คู่ เรียกวา่ กลองเหม่ง นอกจากนี้ ยงั มโี หมง่ เล็ก ๑ ชดุ
และฉ่ิง ๑ คู่ มีผู้บรรเลงประมาณ ๔ - ๕ คน

การเผาศพ ในการเคลอ่ื นศพจากทตี่ ง้ั ไปสเู่ มรุ จะมกี ารทำ� พธิ ที บุ หมอ้ ดนิ ทใี่ สน่ ำ้� ไวเ้ ตม็
เปย่ี มใหแ้ ตก ซงึ่ มคี วามหมายถงึ การแตกดบั ของสงั ขาร และเคลอ่ื นศพผา่ น บนั ไดผี ทำ� จากไมร้ ะกำ�
หรอื ไมไ้ ผ่ มี ๔ ขนั้ หมายถงึ เกดิ แก่ เจบ็ ตาย ขณะเคลอ่ื นศพ ญาตจิ ะทงิ้ กระดาษเงนิ กระดาษทอง
เป็นเคร่ืองหมายน�ำทางให้วิญญาณได้ตามมาถูกทาง และเมื่อเคลื่อนศพมาถึงเมรุ ก่อนน�ำศพ

119


ข้ึนเมรุ จะเวยี นรอบเมรุวนซ้าย ๓ รอบ เปน็ การสอ่ื ความหมายถงึ การเวียนวา่ ยตายเกดิ กอ่ นจะ
น�ำศพใสเ่ ตาเผาในเมรุ จะท�ำพธิ ีตัดด้ายดอย (คือ สายสิญจน)์ ที่ใชม้ ดั ตราสังข์ศพ เพอ่ื เปน็ การ
ปลดปล่อยวญิ ญาณ
นอกจากนี้ ตามความเชอ่ื ของคนในทอ้ งถ่ิน เชอ่ื ว่าหากคู่สมรสของผู้ตายยงั มีชวี ติ อยู่
ถ้าไม่ท�ำพิธีหย่าขาดทางไสยศาสตร์ก็อาจมีส่ิงใดมาท�ำให้เกิดปัญหา จุดประสงค์คือต้องการให้
คนเป็นและคนตายได้แยกขาดจากกัน ท้ังในโลกมนุษย์และโลกความตาย ส�ำหรับวิธีการหย่า
สปั เหรอ่ จะถามกอ่ น หากสมคั รใจหยา่ จะใชก้ งิ่ ไมห้ กั จากตน้ เคาะทโ่ี ลง แลว้ ใหค้ สู่ มรสของผตู้ าย
กล่าวขอหย่าขาดจากกนั นับต้ังแตว่ นั นี้เปน็ ต้นไปหลังจากเผาศพเสรจ็ แลว้
ในการเผาศพมีความเชอื่ วา่ ต้องเผา ไมเ้ ข่ียผี (คอื ไมท้ ใ่ี ชเ้ ขี่ยศพขณะเผา) ทงิ้ ด้วย และ
หลังจากที่เผาศพเสร็จแล้ว ญาติจะน�ำกระถางธูปไปเก็บไว้ที่บ้าน โดยระหว่างที่ถือกระถางธูป
กลับบ้านนั้น ห้ามไม่ให้เหลียวหลังหรือพูดคุยกับใครจนถึงบ้าน ซ่ึงจะมีคนคอยรับกระถางธูป
และพูดว่า ถึงบ้านแล้ว แล้วก็น�ำกระถางธูปไปไว้บูชา ส�ำหรับการเก็บกระดูก อาจท�ำในเย็น
วนั เดยี วกนั หรอื เชา้ วนั รงุ่ ขนึ้ กไ็ ด้ โดยนำ� กระดกู และเถา้ กระดกู ทเี่ กบ็ ไดท้ ำ� การแปรรปู คอื จดั วาง
เรียงเป็นรูปตัวคน แล้วนิมนต์พระมาสวด จากน้ันญาติอาจเลือกเก็บกระดูกท่ีส�ำคัญใส่โกศ
น�ำไปเก็บรักษาเป็นที่ระลึกหรือบูชากราบไหว้ ก่อนจะน�ำกระดูกและเถ้าท่ีเหลือห่อผ้าขาว
ไปลอยองั คารตอ่ ไป

เทศกาลและงานประเพณที อ้ งถิ่น

จงั หวดั ตราดมกี ารจดั เทศกาลและงานประเพณแี ละถอื ปฏบิ ตั กิ นั ในทอ้ งถนิ่ หลายงาน
ทน่ี า่ สนใจไดแ้ ก่

งานวันวีรกรรมทหารเรือไทยใน พระเจา้ บรมวงศเ์ ธอ กรมหลวงชมุ พรเขตรอดุ มศกั ด์ิ
ยุทธนาวีท่ีเกาะช้าง เป็นงานประเพณีท้องถ่ินท่ี
สำ� คญั ของชาวตราด จดั ขนึ้ ระหวา่ งวนั ที่ ๑๗ - ๒๑
หรือวันที่ ๒๓ มกราคม เพื่อน้อมร�ำลึกถึง
วีรกรรมและเกียรติคุณของนายทหารเรือไทย
ที่เสียชีวิตในการท�ำยุทธนาวีท่ีเกาะช้างระหว่าง
กองทัพเรือไทยกับกองทัพเรือฝรั่งเศส เม่ือ
พ.ศ. ๒๔๘๔ ส�ำหรับสถานท่ีจัดงานนั้น จัดท่ี
บริเวณอนุสรณ์สถานยุทธนาวีที่เกาะช้าง ฝั่ง
อ�ำเภอแหลมงอบ จัดโดยกองทัพเรือร่วมกับ
จังหวัดตราด และอ�ำเภอแหลมงอบ ในงาน
มีริ้วขบวนของส่วนราชการ การท�ำบุญอุทิศ

120


ส่วนกุศล และลอยมาลาสักการะดวงวิญญาณทหารเรือที่เสียชีวิตในคร้ังน้ัน พิธีบวงสรวง
ดวงพระวิญญาณพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักดิ์ เพ่ือร�ำลึกถึงพระมหา
กรุณาธิคุณพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมหลวงชุมพรเขตรอุดมศักด์ิ ผู้มีบทบาทส�ำคัญในการวาง
รากฐานให้กองทัพเรือไทย มีการปล่อยพันธุ์สัตว์น�้ำคืนสู่ธรรมชาติ มีการแสดงนิทรรศการของ
กองทัพเรอื และสว่ นราชการตา่ งๆ ตลอดจนการแข่งขนั กฬี าพื้นบ้าน

อนสุ รณส์ ถานยทุ ธนาวที เ่ี กาะชา้ ง

121


งานวันตราดร�ำลึก สืบเนื่องจากการท่ีจังหวัดตราดได้ประกาศให้วันท่ี ๒๓ มีนาคม
ของทุกปี เป็น วันตราดร�ำลึก เพ่ือร�ำลึกถึงเหตุการณ์ส�ำคัญในประวัติศาสตร์ครั้งที่ฝร่ังเศส
เข้ายดึ ครองเมอื งตราด และพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยูห่ ัวได้ทรงด�ำเนินวเิ ทโศบาย
ทางการเมืองระหว่างประเทศด้วยพระปรีชาสามารถ จนในที่สุดฝรั่งเศสยอมท�ำสัญญา
ยกเมืองตราดคนื ใหแ้ ก่ไทย เมอ่ื วนั ที่ ๒๓ มนี าคม พ.ศ. ๒๔๔๙

พระบรมราชานสุ าวรยี พ์ ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั ณ ศาลากลางจงั หวดั ตราด

จังหวดั ตราดไดก้ �ำหนดการจดั งานวันตราดรำ� ลึก ในระหว่างวันที่ ๒๓ - ๒๗ มีนาคม
ของทกุ ปี ณ บรเิ วณศาลากลางจงั หวดั ในงานมกี ารแสดงของทหารเรอื นทิ รรศการประวตั ศิ าสตร์
เมืองตราด การประกวดสุนัขพันธุไ์ ทยหลังอานซึ่งเป็นสนุ ัขพนั ธุ์พนื้ เมืองของจังหวัดตราด มีการ
จำ� หนา่ ยสินค้า ผลติ ภณั ฑเ์ กษตร และอาหารพนื้ เมือง การแสดงวัฒนธรรมพ้นื บ้าน
อนงึ่ ในตอนเชา้ วนั ที่ ๒๓ มนี าคม ของทกุ ปี จะมกี ารจดั พธิ บี ำ� เพญ็ พระราชกศุ ลถวาย
พระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั อกี พธิ หี นงึ่ ดว้ ย เพอ่ื เปน็ การเทดิ พระเกยี รตแิ ละรำ� ลกึ
ถงึ พระมหากรณุ าธคิ ุณทท่ี รงมตี อ่ พสกนกิ รชาวตราดอยา่ งหาท่สี ุดมิได้ ในการน้ี มีพราหมณเ์ ป็น
ผู้ต้ังเครื่องสังเวยและทำ� พิธแี บบพราหมณ์

122


งานวนั ระกำ� หวาน ผลไม้ และของดเี มอื งตราด จดั ขน้ึ ประมาณปลายเดอื นพฤษภาคม
หรือตน้ เดือนมิถุนายน และใน พ.ศ. ๒๕๕๖ นี้ งานวันระก�ำหวาน ผลไม้ และของดีเมอื งตราด
มกี ำ� หนดจัดในวันที่ ๑๔ - ๑๖ พฤษภาคม ณ ศูนย์ OTOP เมอื งตราด จุดตรวจบ้านท่าจอด
ตำ� บลแสนตงุ้ อำ� เภอเขาสมงิ จงั หวดั ตราด โดยความรว่ มมอื ระหวา่ งองคก์ ารบรหิ ารสว่ นจงั หวดั
ตราด เกษตรจังหวัดตราด และการท่องเท่ียวแห่งประเทศไทย (ททท.) ส�ำนักงานตราด
การจัดงานมีวัตถุประสงค์เพื่อประชาสัมพันธ์ผลไม้ที่มีคุณภาพของจังหวัด และส่งเสริมด้าน
การตลาดให้กับเกษตรกรชาวสวนผลไม้ และผู้ผลิตสินค้าชุมชนและท้องถิ่นของจังหวัดตราด
ตลอดจนสง่ เสรมิ การท่องเท่ยี วของจงั หวดั

งานวนั ระกำ� หวาน ผลไม้ และของดเี มอื งตราด ปี ๒๕๕๖

การจำ� หนา่ ยผลไมแ้ ละสนิ คา้ ทอ้ งถนิ่

123


การประกวดผลไม้

ในงานมกี ิจกรรมตา่ งๆ อาทิ การประกวดผลไม้เมอื งตราด ทงั้ ระกำ� หวาน ทุเรียนพนั ธุ์
หมอนทอง ลองกอง สบั ปะรดพนั ธ์ตุ ราดสที อง มงั คุด และเงาะ พร้อมท้ังการเปดิ ตลาดนดั ผลไม้
คุณภาพราคาถูก การจ�ำหน่ายสินค้า OTOP การแสดงนิทรรศการการเกษตรในจังหวัดตราด
การแข่งขันด้านการเกษตร การแขง่ ขนั ท�ำอาหารจากผลผลติ ในท้องถ่นิ การแข่งขนั รบั ประทาน
ผลไม้ การประกวดสนุ ัขหลังอานและไกพ่ ื้นเมอื งซ่งึ เปน็ เอกลกั ษณ์ของจงั หวัดตราด เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม เหตุที่การจัดงานในปีน้ีได้ย้ายสถานที่จัดงานจากอ�ำเภอเมืองไปจัดที่
อ�ำเภอเขาสมิง เน่ืองจากอ�ำเภอเขาสมิงเป็นพื้นท่ีท่ีมีสวนผลไม้มากท่ีสุด และยังเป็นสถานท่ี

124


การประกวดสนุ ขั พนื้ เมอื ง

ไกพ่ น้ื เมอื ง

จัดงานระก�ำหวานต้ังแต่คร้ังแรกประกอบกับเป็นจุดท่ีนักท่องเที่ยวท่ีเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว
ในจังหวดั ตราดจะต้องผ่านจดุ ดังกลา่ ว
ประเพณีท�ำบุญส่ง ประเพณีนี้เป็นประเพณีท้องถ่ินของจังหวัดตราด โดยจัดขึ้น
หลังจากท�ำบุญสงกรานต์ (เดือนเมษายน) หรือหลังจากท�ำพิธีทอดผ้าป่าในคืนวันลอยกระทง
(เดือนธันวาคม) แล้วแตค่ วามสะดวกของแต่ละชมุ ชน
การจัดงานทำ� บุญ หลงั จากที่ชาวบา้ นในหมู่บ้านไดท้ ำ� การนัดหมายก�ำหนดวนั จัดงาน
แลว้ เมื่อถึงวันท�ำบญุ ชาวบา้ นจะนำ� อาหารหวานคาว ดอกไม้ ธูปเทียนไปยังสถานทีน่ ัดหมาย
บางชุมชน เช่น ที่ต�ำบลท่าพริก อ�ำเภอเมือง จะมีการปักธงจระเข้เป็นเครื่องหมายบอกจุด
นัดหมาย จากน้ันมีการตักบาตรถวายพระสงฆ์ กรวดน้�ำเหมือนท�ำบุญทั่วไป เสร็จพิธีสงฆ์แล้ว
ในบางชุมชนที่มีพ้ืนที่ติดต่อกับทะเล หรือแม่น้�ำ ล�ำคลอง ชาวบ้านจะท�ำพิธีปล่อยเรือ เรือท่ี

125


ใช้ในพธิ ที �ำด้วยกาบหมาก หรอื ตน้ กลว้ ย อาจมีการตกแต่งเพอ่ื ความสวยงาม ในเรือใส่ดอกไม้
ธูปเทียน อาหารคาวหวานและสิ่งของต่างๆ เป็นเคร่ืองสักการะ ก่อนน�ำเรือไปปล่อยจะมีพิธี
แห่เรอื ในขบวนแหเ่ รอื จะมีการตไี มล้ อ่ น�ำขบวน เสรจ็ พธิ ปี ล่อยเรอื แลว้ ก็จะอุทศิ ส่วนกศุ ลให้แก่
ผบี รรพบรุ ุษ ผีทุ่ง ผีทา่ ผปี า่ ผีเขา เป็นตน้ หลงั จากน้นั บางแหง่ ชาวบ้านจะกลับมายงั สถานท่ี
ท�ำบุญ เพื่อรับประทานอาหารร่วมกัน ประเพณีน้ีบางพ้ืนที่มีการจัดกิจกรรมอื่นๆ ด้วย เพ่ือ
ความสนกุ สนาน และเชอื่ มความสามคั คขี องคนในชมุ ชน เชน่ แขง่ ขนั กฬี าพน้ื บา้ น อาทิ วง่ิ วบิ าก
ชกั เยอ่ วงิ่ กระสอบ ปดิ ตาตหี มอ้ มวยทะเล บางแหง่ มกี ารจดั กจิ กรรมหรอื มหรสพในตอนกลางคนื
ประเพณนี ้ีเปน็ ประเพณีในท้องถ่ินที่สะท้อนให้เห็นถึงความสามคั คี ช่วยเหลือเกื้อกูล
ซงึ่ กนั และกนั ของคนในหมบู่ า้ น ในชมุ ชน ในขณะเดยี วกนั ยงั สอดแทรกคณุ ธรรมเรอื่ งความกตญั ญู
กตเวที การแสดงความเคารพตอ่ ธรรมชาตแิ ละสง่ิ ทอ่ี ยเู่ หนอื ธรรมชาตทิ ช่ี ว่ ยคมุ้ ครองรกั ษาใหอ้ ยู่
รม่ เยน็ เป็นสขุ ไมม่ ีอุปสรรค ท�ำมาหากินเจรญิ รุ่งเรอื ง
อนึง่ แมว้ ่าประเพณีท�ำบญุ สง่ นอ้ี าจมชี ื่อเรยี กต่างกนั เช่น ชาวอ�ำเภอคลองใหญ่ หรือ
ชมุ ชนทอ่ี าศยั อยบู่ รเิ วณแมน่ ำ้� ลำ� คลอง หรอื ทะเล เรยี กวา่ ประเพณปี ลอ่ ยเรอื ในขณะทชี่ าวบา้ น
ท่ีอาศัยอยไู่ กลแม่น้�ำหรอื ทะเล หรือมอี าชพี ท�ำสวน เรยี กวา่ ประเพณที ำ� บญุ โคนตน้ ไม้ หากแต่
ลักษณะการประกอบพิธีกรรมตลอดจนจุดมุ่งหมายการจัดประเพณีดังกล่าวเหล่านั้นคล้ายคลึง
กัน อาจแตกตา่ งกันบา้ งในสว่ นรายละเอียดปลกี ยอ่ ย
ประเพณีแข่งขันพายเรือไม้ด้วยล�ำไม้ไผ่ ชุมชนบ้านน้�ำเชี่ยว ประเพณีนี้จัดขึ้นที่
บา้ นนำ้� เชย่ี ว ตำ� บลนำ้� เชย่ี ว อำ� เภอแหลมงอบ จดั ขนึ้ เนอ่ื งจากชมุ ชนบา้ นนำ�้ เชยี่ วเปน็ ชมุ ชนประมง
พน้ื บา้ น ชาวบา้ นสว่ นใหญอ่ าศัยอย่รู มิ นำ้� ล�ำคลอง ชีวติ จงึ ผกู พันอยกู่ บั สายนำ�้ และการพายเรอื

ชมุ ชนบา้ นนำ�้ เชย่ี ว
126


การแขง่ ขนั พายเรอื ไมด้ ว้ ยลำ� ไมไ้ ผ่

ส่วนก�ำหนดจัดการแข่งขัน จะท�ำการแข่งขันในช่วงหลังวันออกบวชของชาวมุสลิม สถานที่จัด
การแขง่ ขนั คอื ทค่ี ลองนำ�้ เชย่ี ว ในชว่ งทนี่ ำ�้ ขน้ึ เตม็ โดยเอกลกั ษณก์ ารแขง่ ขนั พายเรอื คอื จะใชพ้ าย
ทเี่ ปน็ ไมไ้ ผท่ งั้ ลำ� แทนพายทั่วไป ขนาดความยาวประมาณ ๒ - ๓ เมตร มฝี พี าย ๑๐ คน ยกเวน้
ฝพี ายท่คี ัดหวั คัดท้ายเรอื จะใชพ้ ายท่วั ไป มีกติกาการแขง่ ขนั ว่า หากทีมใดพายเรอื ไปหยบิ ธงที่
ปกั อยเู่ ส้นชยั ได้กอ่ นจะเป็นฝา่ ยชนะ

ประเพณีน้ีเป็นประเพณีเก่าแก่กว่าร้อยปีของท้องถิ่นบ้านน�้ำเชี่ยวที่แสดงให้เห็นถึง
ความสามัคคีกลมเกลียวเป็นหน่ึงเดียวกันระหว่างชุมชนชาวไทยพุทธและไทยมุสลิมที่อยู่
ร่วมกนั มาอย่างสันติสุข

ประเพณีงมหอยขาว หรืองาน
งมหอยขาวแหลมกลัด จัดขึ้นในวันที่ ๑
พฤษภาคม ของทุกปี ที่ต�ำบลแหลมกลัด
อ�ำเภอเมือง จังหวัดตราด ด้วยเหตุว่า
พื้นที่ชายฝั่งทะเลอ่าวแหลมกลัดมีความ
อดุ มสมบรู ณ์เต็มไปด้วยหอยขาว ชาวบ้าน
ท่ีอาศัยในพ้ืนที่บริเวณนี้ส่วนใหญ่จึง
ประกอบอาชีพการงมหอย ประเพณีการ
งมหอยจงึ จดั ขนึ้ เพอ่ื เปน็ การสรา้ งจติ ส�ำนกึ หอยขาว

ในการอนุรักษ์และหวงแหนทรัพยากรธรรมชาติในพื้นท่ี ตลอดจนเพ่ือส่งเสริมการท่องเท่ียว

127


พธิ เี ปดิ งานประเพณงี มหอยขาว ประจำ� ปี ๒๕๕๖

ของจงั หวดั ในงานมกี จิ กรรม เชน่ การจดั การแสดงฟอ้ นรำ� นทิ รรศการแหลง่ ทอ่ งเทย่ี วหอยขาว
การแขง่ ขนั งมหอยขาว การทำ� อาหารจากหอยขาว การแขง่ ขนั ฟตุ บอลทะเล การประกวดเขยี น
เรียงความ เปน็ ต้น
งานเลา่ ขานต�ำนานคลองบางพระ จัดขน้ึ ในชว่ งเดือนมีนาคมของทกุ ปี บรเิ วณถนน
ธนเจรญิ รมิ คลองบางพระ อำ� เภอเมอื ง จงั หวดั ตราด จดั โดยเทศบาลเมอื งตราดรว่ มกบั ชมุ ชนรกั ษ์
คลองบางพระ สำ� นกั งานการทอ่ งเทย่ี วและกฬี าจงั หวดั ตราด และการทอ่ งเทย่ี วแหง่ ประเทศไทย
(ททท.) ส�ำนักงานตราด มีวัตถุประสงค์เพื่ออนุรักษ์ฟื้นฟูคลองบางพระให้เป็นแหล่งท่องเที่ยว
เชิงนิเวศ สืบสานต�ำนานวิถีชีวิตดง้ั เดิม ในคร้งั อดีตของชมุ ชนรมิ คลองบางพระ
ในงานมกี จิ กรรมทนี่ า่ สนใจหลายกจิ กรรม อาทิ การสกั การะศาลสมเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ
มหาราช ทว่ี ดั โยธานมิ ติ หรอื วัดโบสถ์ การสักการะศาลเจา้ พ่อหลกั เมืองตราด การแสดงวถิ ชี ีวติ
ด้ังเดิมของชาวชุมชนริมคลองบางพระ การเปิดบ้านของชาวชุมชนเพื่อแสดงของเก่าสะสม
การประกวดภาพเก่าเล่าเรื่องเมืองตราด การสาธิตและจ�ำหน่ายการท�ำมีดและขวานโบราณ
การจำ� หนา่ ยอาหารและขนมพน้ื บา้ น การแสดงโขนสด การแสดงเทง่ ตกุ๊ (ละครชาตร)ี หนงั ตะลงุ
หนังกลางแปลง การแสดงร�ำวงย้อนยุคเจ้าแรกของจังหวัดตราด การแข่งขันพายเรือหัวใบ้
ทา้ ยบอด ฯลฯ และเพอื่ เปน็ การสรา้ งสสี นั ใหก้ บั การจดั งานดงั กลา่ ว ทางเทศบาลเมอื งตราดไดร้ ณรงค์
ใหช้ าวชมุ ชนรักษค์ ลองบางพระและผู้ออกร้านในงานรว่ มกันแตง่ กายดว้ ยชุดไทยยอ้ นยคุ
งานวันทับทิมสยาม จัดข้ึนประมาณเดือนตุลาคม ที่อ�ำเภอบ่อไร่ ในงานมีการจัด
แสดงนิทรรศการเก่ียวกับทับทิมสยาม การออกร้านจ�ำหน่ายพลอยและเคร่ืองประดับต่างๆ
นำ� ชมเหมอื งพลอย และจำ� หน่ายสนิ ค้าพ้นื เมือง

128


การจำ� หนา่ ยพลอยและเครอื่ งประดบั ตา่ งๆ

การบวงสรวงเจ้าเกาะชา้ ง เจา้ เกาะชา้ ง หรือ องคโ์ ค้ หมายถงึ ผเู้ ป็นใหญ่ เชอ่ื กนั วา่
หากชาวประมงหรือผู้เดินทางผ่านไปมาไม่บอกกล่าวหรือพูดค�ำหยาบจะท�ำให้ประสบอันตราย
นานาประการ แม้แต่ชาวบ้านเมื่อต้องการให้ฝนตกก็จะบนเจ้าเกาะช้างด้วยเคร่ืองสังเวย คือ
ขา้ วเหนยี วเปยี กแดง ๓ บาท ผทู้ เ่ี ดนิ ทางผา่ นไปมาจะยกมอื ไหวบ้ อกกลา่ วใหอ้ งคโ์ คช้ ว่ ยคมุ้ ครอง
และด้วยความศรัทธาที่มีต่อเจ้าพ่อเกาะช้าง ปัจจุบันน้ี ชาวตราดได้มีการจัดงานวันเกิดเจ้าพ่อ
เกาะชา้ งและงานถอื ศีลกินเจอย่างย่งิ ใหญข่ ้นึ เป็นประจ�ำทุกปเี พอื่ ความเป็นสิริมงคล

129


ศาลเจา้ พอ่ เกาะชา้ ง

การจัดงานวนั เกดิ เจา้ พอ่ เกาะชา้ งและงานถอื ศีลกินเจ ใน พ.ศ. ๒๕๕๕ ที่ผา่ นมานนั้
ไดม้ กี ารจดั งานข้นึ ในวนั ท่ี ๖ - ๑๓ พฤศจิกายน (วนั แรม ๗ ค่�ำ เดือน ๑๑ ถึงวนั แรม ๑๔ ค่�ำ
เดอื น ๑๑) กจิ กรรมในงาน นอกจากเนน้ การถอื ศลี กนิ เจแลว้ ยงั มกี ารทรงเจา้ การสะเดาะเคราะห์
การลุยไฟ ในการจัดงานวันสดุ ทา้ ยเป็นพธิ ีท�ำบุญเกาะชา้ ง มีการตักบาตรขา้ วสารอาหารแห้ง ณ
ศาลเจา้ พอ่ เกาะชา้ งถวายภตั ตาหารเชา้ -เพลและแจกทานทง้ั นผ้ี ดู้ แู ลศาลเจา้ พอ่ เกาะชา้ งใหข้ อ้ มลู
ว่าการจัดงานดังกล่าวเพื่อเป็นกุศโลบายเพื่อมุ่งให้ผู้คนท�ำความดี รักษาศีล ซึ่งการท�ำความดี
ก็ย่อมสง่ ผลดแี กผ่ ปู้ ฏิบัติ อน่งึ การตัง้ โตะ๊ รบั เจ้า มีผลไม้ ๓ - ๕ อยา่ ง น้�ำชาหรอื น้ำ� เปลา่ ๓ ถ้วย
ธูป ๓ ดอก เทียน ๒ เล่ม และประทัด ๑ กล่อง ในงานนี้มีข้อห้ามคือห้ามน�ำสุรา เนื้อสัตว์
มาไหวเ้ จา้ พ่อ
งานวันแข่งขันตกปลาอินทรีท่ีทะเลตราด จัดข้ึนประมาณปลายเดือนธันวาคม
ของทกุ ปี มวี ตั ถปุ ระสงคเ์ พอื่ สง่ เสรมิ การทอ่ งเทยี่ วของจงั หวดั ตราด เปน็ การเปดิ ฤดกู าลทอ่ งเทย่ี ว
ทางท้องทะเลตราด บริเวณอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะช้างให้นักท่องเท่ียวได้รับทราบและ
เดนิ ทางมาทอ่ งเทย่ี วในพน้ื ทจี่ งั หวดั ตราด ภายในงานมกี จิ กรรมการแขง่ ขนั ตกปลา ๑๒ ประเภท
แขง่ ขนั ตกปลาเชงิ อนรุ กั ษ์ การประกวดวาดภาพของเยาวชน ชงิ เงนิ รางวลั พรอ้ มถว้ ยรางวลั และ
ของรางวลั จากผู้ประกอบธรุ กจิ ทอ่ งเทยี่ วในพ้ืนท่ี

130


สถานท่ีส�ำคัญเชงิ ประวตั ิศาสตร์ วฒั นธรรม
และการท่องเท่ียวในจงั หวดั ตราด*

จังหวัดตราด เป็นจังหวัดที่มีความส�ำคัญทางประวัติศาสตร์เกี่ยวกับการเมือง และ
ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศไทยและราชอาณาจักรกัมพูชา เน่ืองด้วยภูมิศาสตร์ของจังหวัด
นั้นอยตู่ ดิ กบั ชายแดนของราชอาณาจกั รกมั พชู า ทง้ั ทางบกและทางทะเล นอกจากน้ี ยงั มีพน้ื ที่
บางสว่ นที่เปน็ สว่ นที่แคบทีส่ ดุ ในประเทศไทยอีกด้วย
จังหวัดตราดเป็นจังหวัดที่มีความอุดมสมบูรณ์ทางทรัพยากรธรรมชาติ และมีพื้นท่ี
ตดิ ชายทะเล จึงมีความเหมาะสมในการตั้งถ่ินฐานประกอบอาชพี ทางเกษตรกรรม ประมง และ
คา้ ขาย รวมถงึ ความหลากหลายทางชาตพิ นั ธ์ุ ทงั้ เขมร จนี และชาวตะวนั ออก เปน็ ตน้ และเพราะ
ปจั จยั ทางภมู ศิ าสตรท์ ต่ี ดิ ชายแดน เปน็ พน้ื ทตี่ ง้ั ดา่ น และเปน็ ดนิ แดนทเ่ี หมาะแกก่ ารคา้ ขายและ
กอ่ รา่ งสรา้ งเมอื งจากการมที รพั ยากรธรรมชาตมิ าก ทำ� ใหร้ อ่ งรอยทางประวตั ศิ าสตรว์ ฒั นธรรม
ของตราดมีความนา่ สนใจ กลา่ วคอื มีท้งั แหล่งทอ่ งเทีย่ วทางประวตั ศิ าสตร์อนั หลากหลาย และ
แหลง่ ทอ่ งเทย่ี วเชงิ วฒั นธรรมทน่ี า่ สนใจ นอกจากนธี้ รรมชาตอิ นั สวยงามของตราดกไ็ มน่ อ้ ยหนา้
จังหวดั อืน่ เช่นกนั
สถานที่ส�ำคัญเชิงประวัติศาสตร์ของตราดนั้น ส่วนใหญ่ คือ แหล่งโบราณสถานใน
ตัวเมือง รวมท้ังพิพิธภัณฑสถานที่รวบรวมองค์ความรู้ทางประวัติศาสตร์ โบราณคดี และ
วถิ ชี วี ิตความเป็นอยู่ของชาวตราด จดั แสดงค่กู บั ศิลปวตั ถุ ซึง่ สถานท่ีเหลา่ นี้ลว้ นมีความส�ำคัญ
ย่ิงต่อการศึกษาค้นคว้ารากเหง้าวัฒนธรรมของชาวตราด รวมท้ังภูมิปัญญาของชาวบ้านท่ีมี
ความหลากหลาย ทั้งเชิงวัฒนธรรมและเชิงนิเวศ ซ่ึงหากท่านใดสนใจเดินทางมาเย่ียมเยียน
จังหวัดตราด แนะน�ำให้ค�ำนึงถึงการท่องเท่ียวเชิงอนุรักษ์ เพ่ือรักษาคุณค่าทางประวัติศาสตร์
และไม่ทำ� ลายธรรมชาตอิ นั อดุ มสมบรู ณ์

* นางสาวพลอยชมพู ยามะเพวนั นกั อกั ษรศาสตร์ กลมุ่ จารตี ประเพณี สำ� นกั วรรณกรรมและประวตั ศิ าสตร์ คน้ ควา้
เรยี บเรยี ง

131


พระบรมราชานสุ าวรยี พ์ ระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั หนา้ ศาลากลางจงั หวดั ตราด

สถานทส่ี ำ� คญั ทางประวตั ศิ าสตร์ วฒั นธรรม รวมถงึ โบราณสถานและพพิ ธิ ภณั ฑส์ ำ� คญั
ของจงั หวัดตราด ท่ตี ัง้ อยใู่ นตวั เมอื ง ไดแ้ ก่
พระบรมราชานุสาวรีย์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาจุฬาลงกรณ์ พระ
จุลจอมเกล้าเจ้าอยูห่ ัว๑ หน้าศาลากลางจงั หวัดตราด ต้งั อยทู่ ี่ ต�ำบลบางพระ อ�ำเภอเมอื งตราด
จงั หวัดตราด เปน็ ประตมิ ากรรมหล่อโลหะสัมฤทธิ์รมด�ำ ประทับยนื บนแทน่ ขนาดหน่งึ เทา่ ครงึ่
ของพระองคจ์ รงิ ในฉลองพระองคช์ ดุ จอมพลทหารเรอื ตามประวตั ศิ าสตรเ์ มอื่ ครง้ั เสดจ็ ตราดครง้ั
สดุ ทา้ ย ดว้ ยเหตทุ พี่ ระองคท์ รงมพี ระมหากรณุ าธคิ ณุ ตอ่ ชาวตราดอยา่ งใหญห่ ลวง เสดจ็ ประพาส
เมืองตราดอีกหลายต่อหลายครั้ง และเม่ือครั้งท่ีไทยมีปัญหาเร่ืองดินแดนกับฝร่ังเศส ทรงยก
ดนิ แดนเสียมราฐ พระตะบอง ศรีโสภณ ปจั จนั ตคีรีเขตต์ เพอื่ แลกกับเมอื งตราดกลบั คนื มา
ต่อมาได้มีการประชุมหารือเนื่องในวันตราดร�ำลึก ซ่ึงตรงกับวันท่ี ๒๓ มีนาคม ของ
ทกุ ปี นายเจียร จนิ ตกานนท์ เสนอให้นายกนกศกั ด์ิ วรรณกนก อดีตผูว้ ่าราชการจงั หวัดตราด
จดั สรา้ งพระบรมรปู ขนาดเลก็ และเหรยี ญทร่ี ะลกึ โดยกรมศลิ ปากรเปน็ ผอู้ อกแบบ และไดอ้ ญั เชญิ
พระบรมรปู มาประดษิ ฐาน เมือ่ วันที่ ๒ กันยายน ๒๕๑๖ บรเิ วณหนา้ ศาลากลางจงั หวัดตราด
เพอื่ เปน็ ขวญั และกำ� ลงั ใจใหป้ ระชาชนชาวตราดไดร้ ำ� ลกึ ถงึ ชาติ ดงั เชน่ ทพ่ี ระองคไ์ ดท้ รงแกป้ ญั หา
จนไทยรอดพน้ จากการเปน็ เมอื งขน้ึ ของชาตติ ะวนั ตก และสามารถรกั ษาดนิ แดนสว่ นใหญไ่ วจ้ น
เปน็ ปกึ แผน่ มาจนทุกวนั น้ี

๑ กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงศกึ ษาธกิ าร, วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลกั ษณภ์ มู ปิ ญั ญาจงั หวดั
ตราด, (กรงุ เทพฯ : กรมศลิ ปากร, ๒๕๔๒), หนา้ ๙๑ - ๙๒.

132


เสาหลกั เมอื งตราดตง้ั เคยี งคกู่ บั เสาศวิ ลงึ ค์ ชาวตราดเชอื่ วา่ เปน็ สงิ่ ศกั ดสิ์ ทิ ธส์ิ ำ� คญั คบู่ า้ นคเู่ มอื งตราด
และใหค้ วามเคารพนบั ถอื มาจนกระทงั่ ทกุ วนั น้ี

ศาลเจ้าพอ่ หลักเมอื งตราด ต้ังอยู่ที่ ถนนหลักเมอื ง ต�ำบลบางพระ อ�ำเภอเมอื งตราด
จังหวัดตราด ได้รับการข้ึนทะเบียนแต่งตั้งเป็นศาลเจ้าพ่อขนาดใหญ่ จากกรมการปกครอง
กระทรวงมหาดไทย และมีกรรมการดูแล เน่ืองจากเป็นส่ิงศักด์ิสิทธิ์คู่บ้านคู่เมืองของชาวไทย
และชาวจีนทอี่ ย่อู าศยั ในจงั หวดั ตราดมาตงั้ แตอ่ ดตี จนถงึ ปจั จุบนั
ศาลแหง่ น้สี รา้ งแบบสถาปัตยกรรมจีน ประกอบด้วยอาคาร ๓ หลัง ไดแ้ ก่
อาคารประดิษฐานเสาหลักเมือง ต้ังอยู่ด้านหน้า ประกอบด้วยเสาหลักเมือง และ
ศิวลึงค์ เสาหลักเมืองนี้ ชาวตราดเช่ือว่าสร้างขึ้นในสมัยสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช ครั้ง
เสด็จมารวบรวมไพร่พลที่จังหวัดตราด ประมาณช่วง พ.ศ. ๒๓๑๐ ปัจจุบัน ชาวตราดยังคง
ให้ความส�ำคัญกับเสาหลักเมืองเป็นอย่างมาก และได้จัดพิธีวันเกิดเสาหลักเมืองหรือวันท่ีเร่ิม
กอ่ ต้ังเสาขนึ้ ทุกวนั ขน้ึ ๖ ค�่ำ เดอื น ๖ ตามปฏิทินไทย โดยทางศาลจะมกี ารจัดซุ้มเลยี้ งอาหาร
ในชว่ งเยน็ เปน็ ประจำ� ทกุ ปี เพือ่ ท�ำบญุ ใหก้ ับเจา้ พ่อหลกั เมอื งของชาวตราด๒
ส่วนศิวลึงค์น้ัน เล่าสืบต่อกันมาว่าเดิมอยู่ที่ต�ำบลห้วยแร้ง และสามารถปัดเป่า
โรคภัยไข้เจ็บได้ เจ้าเมืองจึงได้อัญเชิญมาไว้คู่กับเสาหลักเมืองเพื่อเป็นสิริมงคลให้ประชาชน
เคารพสักการะ๓ ปัจจบุ ันยงั คงต้ังไว้คู่กัน

๒ นางสาวพศิ สวุ รรณ รมยานนท์ พนกั งานศาลเจา้ , สมั ภาษณเ์ มอื่ วนั ท่ี ๑๑ มถิ นุ ายน ๒๕๕๖. ๙๖.
๓ วฒั นธรรม พฒั นาการทางประวตั ศิ าสตร์ เอกลกั ษณภ์ มู ปิ ญั ญาจงั หวดั ตราด, ๒๕๔๒, หนา้

133


ศาลเจา้ พอ่ หลกั เมอื งในปจั จบุ นั ถา่ ยเมอ่ื พ.ศ. ๒๕๕๖ ดา้ นหนา้ อาคารทปี่ ระดษิ ฐานเสาหลกั เมอื งและศวิ ลงึ ค์
อาคารทซ่ี อ้ นอยดู่ า้ นหลงั คอื ศาลเจา้ พอ่ และอาคารทรงจนี ดา้ นขวาคอื ศาลเถา้ กง

อาคารหลังที่ ๒ คือ ศาลเจ้าพ่อ ชาวบ้านเรียกศาลเจ้าพ่อเสี่ยอ่ึงกง ต้ังอยู่ด้านหลัง
เสาหลักเมอื ง เดมิ เป็นอาคารไม้ ภายในมีภาพจำ� ลองเจา้ พอ่ หลกั เมือง และเขยี นดว้ ยภาษาจนี
ก�ำกับ โดยชาวจีนเป็นผู้สร้าง ต่อมาเม่ือทรุดโทรมมากจึงสร้างใหม่เป็นสถาปัตยกรรมจีนเมื่อ
พ.ศ. ๒๕๒๓ ด้านในประกอบไปด้วยเทพเจ้าตามความเช่ือของจีน๔ โดยทุกปีจะมีการจัดงาน
ฉลองวันเกดิ เจ้าพ่อ วนั ขน้ึ ๑๑ คำ�่ เดอื น ๕ ตามปฏทิ ินจนี โดยจะจัดการเล้ียงเพลพระสงฆแ์ ละ
ฉายภาพยนตร์ให้ประชาชนได้ชม
อาคารหลงั ทสี่ าม คอื ศาลเจา้ ปงึ เถา้ กง เถา้ มา้ หรอื ศาลปยู่ า่ เดมิ ตงั้ อยทู่ สี่ แี่ ยกวดั กลาง
ตอ่ มาเมอื่ มกี ารตดั ถนน ชาวบา้ นจงึ คดิ จะยา้ ยไปทโี่ รงเจ แตท่ างโรงเจเหน็ วา่ ไมเ่ หมาะสมเนอื่ งจาก
เชื่อว่าท่านไม่ได้กินเจ จึงย้ายมาไว้ที่ศาลหลักเมือง๕ ปัจจุบันศาลเจ้าปึงเถ้ากงเป็นศาลเจ้า
แบบจนี อยู่ขา้ งกับศาลเจา้ พ่อ โดยทางศาลเจา้ จะจดั แสดงงิว้ ถวายในชว่ งต้นปี

๔ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา้ ๙๖.
๕ เรอื่ งเดยี วกนั , หนา้ ๙๗.

134


งานฉลองศาลหลักเมืองน้ีจะจัดทั้งท�ำบุญแบบประเพณีไทยและจีนประมาณ ๔ ครั้ง
ต่อปี ต้นปีจะมีง้ิวถวายอากงอาม่า ต่อด้วยงานตรุษจีน จากนั้นจะเป็นวันเกิดเจ้าพ่อในวันขึ้น
๑๑ ค�่ำ เดือน ๕ มีการท�ำบุญเลี้ยงอาหารเพลพระสงฆ์และฉายหนังกลางแปลง ต่อด้วยงาน
วันเกดิ เสาหลกั เมอื ง วนั ขึ้น ๖ คำ่� เดือน ๖ ทมี่ ีการจดั เลี้ยงอาหาร ซึง่ งานบุญงานฉลองเหล่าน้ี
ลว้ นเกดิ จากความศรทั ธาทง้ั จากชาวไทยและจนี ในจงั หวดั ตราด ทม่ี ตี อ่ สง่ิ ศกั ดสิ์ ทิ ธคิ์ บู่ า้ นคเู่ มอื ง
ศาลแหง่ น้จี ึงเป็นสถานทีส่ ำ� คัญอีกแหง่ หนึ่งทไี่ มค่ วรพลาดเมอื่ ท่านเดนิ ทางมาถงึ จังหวัดตราด
วัดบปุ ผาราม ตั้งอยู่ทห่ี ม่ทู ี่ ๓ บ้านปลายคลอง ต�ำบลวังกระแจะ อ�ำเภอเมืองตราด
เป็นวัดเก่าแก่ส�ำคัญของจังหวัดตราด สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยอยุธยา และเป็นวัดส�ำคัญ
ในชุมชนมาอย่างยาวนาน สังเกตได้จากร่องรอยการบูรณะที่หลงเหลืออยู่จากหลายสมัย
ตั้งแต่สมัยอยุธยาจนถึงรัตนโกสินทร์ โดยปรากฏหลักฐานว่าได้รับการบูรณะครั้งส�ำคัญใน
สมัยพระครูสารพิสุทธ (หลวงพ่อโห) อดีตเจ้าอาวาสรูปที่ ๕ เช่น มณฑปที่สร้างขึ้นแทนที่
ปรางค์ประธานที่ช�ำรุด รวมท้ังได้เขียนภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วยตนเอง ต่อมาทางวัดจึงได้น�ำ
รูปจ�ำลองของพระครูสารพิสุทธมาประดิษฐานไว้ให้ประชาชนสักการะ๖ ส่วนภาพจิตรกรรม
ฝาผนงั ภายในอโุ บสถ วหิ ารพระพทุ ธไสยาสน์ และมณฑป เปน็ ฝมี อื ชา่ งทอ้ งถนิ่ สมยั รตั นโกสนิ ทร์
ตอนต้นท่ีมีอิทธิพลศิลปะจีน๗ จึงอาจสันนิษฐานได้ว่าช่วงเวลาดังกล่าว ชาวจีนท่ีอยู่อาศัยหรือ
ท�ำการคา้ ในบรเิ วณนคี้ งมีศรัทธาเลอ่ื มใสวดั บุปผารามเปน็ อย่างย่ิง

สถาปตั ยกรรมภายในวดั บปุ ผาราม ทมี่ กี ารบรู ณะหลายสมยั และมคี วามงามทางศลิ ปะทงั้ ไทยและจนี
๖ ฝา่ ยอนรุ กั ษจ์ ติ รกรรมฝาผนงั และประตมิ ากรรมตดิ ที่ กองโบราณคดี กรมศลิ ปากร, จติ รกรรมฝาผนงั ในประเทศไทย
ชดุ ท่ี ๐๐๒ เลม่ ท่ี ๒ วดั บปุ ผาราม จงั หวดั ตราด, (กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทรพ์ รนิ้ ตง้ิ , ๒๕๓๕), หนา้ ๕๘.
๗ จดั หวดั ตราดและวดั บปุ ผาราม, พพิ ธิ ภณั ฑว์ ดั บปุ ผาราม, พมิ พค์ รงั้ ท่ี ๒. (กรงุ เทพฯ : อมรนิ ทรพ์ รน้ิ ตงิ้ แอนดพ์ บั ลชิ ชง่ิ
จำ� กดั (มหาชน)), หนา้ ๒๕.

135


พระพทุ ธรปู ศลิ ปะอทู่ อง (อยธุ ยา) พระนขาประดษิ ฐจ์ ากมกุ อนั เปน็ ลกั ษณะเดน่ ของพระพทุ ธรปู องคน์ ้ี
ดา้ นหลงั คอื ภาพจติ รกรรมจนี ทจี่ ติ รกรตง้ั ใจทำ� ใหค้ ลา้ ยกบั การแขวนผา้ ประดบั ตดิ ผนงั ไวด้ า้ นหลงั พระพทุ ธรปู

จากหลักฐานทางเอกสารและค�ำบอกเล่าของพระภิกษุ๘ รวมทั้งหลักฐานทาง
ประวตั ศิ าสตรศ์ ลิ ปะ แสดงใหเ้ หน็ ถงึ พน้ื เพของผคู้ นในชมุ ชนทเ่ี ขา้ มามสี ว่ นในการบรู ณปฏสิ งั ขรณ์
ดังเชน่ พระพทุ ธรปู องค์ใหญใ่ นพระอโุ บสถ ทมี่ ลี กั ษณะรูปแบบศลิ ปะอู่ทอง หรืออยุธยา และมี
ร่องรอยการบูรณะ รวมทง้ั ลกั ษณะพิเศษคอื เทคนิคการใชม้ ุกประดบั พระนขา ซ่ึงเปน็ ลกั ษณะ
เดน่ ของพระพุทธรูปองค์น้ี ที่แตกตา่ งไปจากพระพุทธรูปทพ่ี บทว่ั ไป

๘ พระมหาอวยชยั ปนาโท ผชู้ ว่ ยเจา้ อาวาสวดั บปุ ผาราม, สมั ภาษณ์ เมอื่ วนั ท่ี ๑๔ มถิ นุ ายน ๒๕๕๖.

136


ส่วนจิตรกรรมฝาผนังโดยรอบอุโบสถนั้นเป็นศิลปะแบบจีน มีค�ำบอกเล่าเช่ือว่าเป็น
ช่างชาวจีน ช่ือซอ้ งกวง๙ สนั นษิ ฐานว่า จติ รกรน่าจะเป็นชาวจนี หรือเช่ียวชาญการวาดลวดลาย
แบบจีน เน่ืองจากจิตรกรรมฝาผนังแห่งนี้มีลวดลายผ้าแพรจีน และผ้าม่านแขวนอยู่รอบผนัง
ตามอยา่ งวฒั นธรรมจีน สลบั กบั ภาพพระพทุ ธเจ้าทรี่ ายลอ้ มไปดว้ ยสาธุชนชาวไทยและชาวจีน
แสดงใหเ้ หน็ วา่ ในสมยั ทว่ี าดจติ รกรรมนน้ั มชี าวจนี เขา้ มานบั ถอื พระพทุ ธศาสนาในประเทศไทย
หรอื อาจจะเข้ามาคา้ ขาย หรอื อาศัยอยใู่ นชมุ ชนนี้

พระพทุ ธรปู ปางมารวชิ ยั อทิ ธพิ ลศลิ ปะพมา่ ภายในวหิ ารไทย

นอกจากนี้ ยังมวี หิ าร และหอไตร ทม่ี คี วามสวยงามเปน็ ศลิ ปะไทย จนี พมา่ ซึ่งภายใน
ตัววิหารมีการเขียนลวดลายจิตรกรรมฝาผนังที่สวยงาม นอกจากนี้ ยังมีพิพิธภัณฑ์ท่ีเก็บรวม
รวบโบราณวัตถุท่ีพบในจังหวัดตราด รวมทั้งสิ่งของพระราชทานเมื่อครั้งสมัยพระบาทสมเด็จ
พระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานให้กับวัดบุปผารามจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์ด้านหน้า
ส่วนพิพิธภัณฑ์หลังใหญ่มีโบราณวัตถุส�ำคัญ ซึ่งมีพระพุทธรูปที่สวยงามฝีมือช่างท้องถ่ิน และ
เครอ่ื งสงั คโลกทช่ี าวบา้ นพบจากการทำ� ประมง จดั แสดงใหช้ มอกี ดว้ ย หากสนใจเขา้ ชมพพิ ธิ ภณั ฑ์
สามารถติดตอ่ ไดท้ ่ีวัดบปุ ผาราม

๙ พระมหาอวยชยั ไดบ้ รรยายถงึ ขอ้ สนั นษิ ฐานดงั กลา่ ว

137


ปัจจุบันวัดบุปผารามเป็นวัดส�ำคัญของชุมชนท่ีชาวเมืองตราดนิยมมาท�ำบุญ รวมท้ัง
ประกอบศาสนพิธีเป็นประจ�ำ นอกจากนี้บริเวณรอบตัววัดยังตกแต่งอย่างสวยงาม รวมถึง
ความเปน็ อยอู่ นั เรยี บงา่ ยและการปฏบิ ตั ติ ามระเบยี บพระวนิ ยั ดงั เชน่ กฏุ สิ งฆ์ ทท่ี างวดั จดั สรา้ ง
หลงั เล็กเพ่ืออยอู่ าศัยแบบสมถะตามพระวนิ ยั และวิสยั ท่ีดขี องสงฆ์
สงิ่ สำ� คญั ทปี่ ระดษิ ฐานอยดู่ า้ นหนา้ ของวดั อกี สงิ่ หนงึ่ คอื พระบรมราชานสุ าวรยี ส์ มเดจ็
พระเจา้ ตากสนิ มหาราช ทว่ี ดั ไดส้ รา้ งไวใ้ หป้ ระชาชนมาสกั การะเพอ่ื ระลกึ ถงึ พระมหากรณุ าธคิ ณุ
ทที่ รงกชู้ าติ และบอกเลา่ ประวัติศาสตรท์ ้องถน่ิ ท่ีช่วงหน่งึ สมเดจ็ พระเจ้าตากสินเคยเสด็จมาตง้ั
คา่ ยเกณฑไ์ พรพ่ ลในตราด วดั ไดจ้ ดั ทำ� หนุ่ นกั รบแสดงทา่ ศลิ ปะปอ้ งกนั ตวั แบบมวยไทยในบรเิ วณ
ใกลเ้ คยี งไวอ้ ีกดว้ ย และสิ่งท่ถี อื เป็นประโยชน์อยา่ งยง่ิ ตอ่ การศึกษา คอื การจัดสร้างพิพธิ ภัณฑ์
จัดแสดงถึงสองอาคาร เพื่อเป็นแหล่งรวบรวมองค์ความรู้ด้านต่างๆ ท�ำให้ชาวบ้านที่ศรัทธา
นำ� ส่งิ ของ เชน่ ตำ� ราโบราณ รวมทงั้ โบราณวัตถุที่เกบ็ สะสมไวม้ ามอบใหแ้ กว่ ดั เพอื่ จัดแสดงใน

พิพิธภัณฑ์ และเม่ือประชาชนได้ร่วม
บรจิ าคเงนิ สรา้ งพพิ ธิ ภณั ฑว์ ดั บปุ ผาราม
ในโอกาสพระราชพิธีรัชมังคลาภิเษก
พ.ศ. ๒๕๓๑ เพื่อสืบทอดมรดกทาง
วัฒนธรรมของชาวตราด ในการนี้
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยาม
บรมราชกุมารี ได้เสด็จฯ มาเป็น
องค์ประธานเปิดอาคารพิพิธภัณฑ์
แห่งนีด้ ว้ ย๑๐

พระบรมราชานสุ าวรยี ส์ มเดจ็ พระเจา้ ตากสนิ มหาราช
๑๐ จดั หวดั ตราดและวดั บปุ ผาราม, พพิ ธิ ภณั ฑว์ ดั บปุ ผาราม, หนา้ ๖.

138


หมกู่ ฏุ สิ งฆท์ รงไทยขนาดเลก็

การจดั แสดงศลิ ปวตั ถภุ ายในอาคารพพิ ธิ ภณั ฑห์ ลงั เลก็
139


เครอื่ งถว้ ยพระราชทานจากพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั จดั แสดงภายในอาคารพพิ ธิ ภณั ฑห์ ลงั เลก็

การจดั แสดงศลิ ปวตั ถภุ ายในอาคารพพิ ธิ ภณั ฑว์ ดั บปุ ผาราม ทป่ี ระกอบดว้ ยพระพทุ ธรปู สำ� คญั
เครอ่ื งถว้ ยและเครอ่ื งแกว้ โบราณทงั้ แบบจนี และยโุ รป
140


วดั ไผล่ อ้ ม ตง้ั อยทู่ ถี่ นนหลกั เมอื ง ตำ� บลบางพระ อำ� เภอเมอื งตราด วดั เกา่ แกส่ ำ� คญั ทาง
ประวตั ศิ าสตร์อีกแห่งทตี่ งั้ อยูใ่ นตวั เมอื งตราด สร้างขน้ึ เมื่อ พ.ศ. ๒๓๒๖ แตไ่ มป่ รากฏหลักฐาน
ผสู้ รา้ ง๑๑ โดยครง้ั หนงึ่ พระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ วั และสมเดจ็ พระนางเจา้ ฯ พระบรมราชนิ นี าถ
ได้เสดจ็ พระราชด�ำเนินมาทรงทอดกฐนิ ต้นและเย่ยี มเยียนราษฎร เมื่อวันที่ ๑๘ ตลุ าคม พ.ศ.
๒๕๑๑๑๒

เจดยี ส์ ามเจา้ คณุ วดั ไผล่ อ้ ม

วดั ไผล่ อ้ มแหง่ นี้ ปรากฏในประวตั ศิ าสตรช์ ว่ งสำ� คญั คอื เมอ่ื ครงั้ ทไ่ี ทยไดต้ ราดกลบั คนื
มาจากฝรั่งเศส ท่านเจ้าคุณพระวิมลเมธาจารคณานุรักษ์ สังฆปาโมกข์ (เจ้ง จนฺทสโร) อดีต
เจ้าอาวาสได้อ่านค�ำถวายพระพรแด่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวที่เสด็จมา
เยยี่ มเยยี นราษฎรในครงั้ นนั้ นอกจากนี้ ทา่ นเจา้ คณุ ยงั ไดข้ น้ึ ชอื่ วา่ เปน็ พระผมู้ วี สิ ยั ทศั นท์ างดา้ น
การศึกษาและการพัฒนาจนเป็นที่เคารพนับถือในหมู่ประชาชนชาวตราด ได้รับมอบหมายให้
เป็นครูผู้สอนในส�ำนักสอนหนังสือไทยวัดไผ่ล้อม ต่อมาได้เปล่ียนชื่อเป็น โรงเรียนเวฬุสุนทรา
การ ซ่ึงเป็นโรงเรียนสอนหนังสือแห่งแรกในจังหวัดตราด ท่านจึงข้ึนชื่อว่าเป็นครูคนแรกของ

๑๑ วดั ไผล่ อ้ ม, เจดยี ส์ ามทา่ นเจา้ คณุ , (กรงุ เทพฯ : เพรส มเี ดยี จำ� กดั , ๒๕๕๑), หนา้ ๔๒.
๑๒ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา้ ๖๗.

141


จังหวัดตราด และได้รับการยกย่องว่าเป็น “บิดาแห่งการศึกษาของจังหวัดตราด”๑๓ ปัจจุบัน
วัดได้จัดสร้างเจดีย์สามท่านเจ้าคุณที่ประดิษฐานพระพุทธรูปส�ำคัญ เป็นอนุสรณ์สถานและ
พพิ ิธภัณฑเ์ พอื่ อทุ ิศให้แก่พระส�ำคัญ ๓ รูป หรือ ๓ เจ้าคณุ ไดแ้ ก่ พระวิมลเมธาจารคณานรุ ักษ์
สงั ฆปาโมกข์ (เจง้ จนทฺ สโร) อดตี เจา้ อาวาสผเู้ ปน็ บดิ าแหง่ การศกึ ษาของตราดและสงั ฆบดิ รสงฆ์
แหง่ คณะสงฆ์จงั หวัดตราด พระบุรเขตต์คณาจารย์สุทธสิ ารวรนายก สงั ฆปาโมกข์ (พ้นิ สุนฺทโร)
อดตี เจ้าอาวาสผจู้ ดั ตง้ั กองทนุ สง่ เสริมการศกึ ษาพระปรยิ ตั ธิ รรมขึ้น และพระราชเขมากรสุนทร
ธรรมนวิ ฏิ ฐ์ (ปกรณ์ อารทธฺ วริ โิ ย) พระนกั เทศนท์ ไี่ ดช้ อ่ื วา่ เปน็ เพชรนำ�้ งามของจงั หวดั ตราด และ
จัดตัง้ กองทนุ เพอ่ื มอบทุนการศกึ ษาให้แก่นักเรียนในหลายโรงเรยี น
นอกจากวดั ไผล่ อ้ มจะมคี วามสำ� คญั ทางดา้ นพระพทุ ธศาสนา เปน็ สถานทปี่ ฏบิ ตั ธิ รรม
แลว้ ยงั เปน็ ทใ่ี หค้ วามรทู้ างการศกึ ษา โดยมกี ารจดั สรา้ งศนู ยเ์ ดก็ เลก็ และศนู ยว์ ฒั นธรรมสายใย
ชุมชนอีกด้วย

จวนเรสดิ งั กมั ปอรต์

จวนเรสดิ งั กมั ปอรต์ ถนนหลกั เมอื ง ตำ� บลในเมอื ง อำ� เภอเมอื งตราด เคยเปน็ ทพี่ �ำนกั
ของข้าหลวงฝร่ังเศส สมัยท่ีฝร่ังเศสถือสิทธ์ิครอบครองดินแดนแถบนี้ในช่วงเวลาหน่ึง และ
อดตี จวนผ้วู ่าราชการจงั หวดั ระหวา่ ง พ.ศ. ๒๔๕๐ - ๒๔๗๑ ตอ่ มาไดร้ บั การขึ้นทะเบียนให้เป็น
โบราณสถานของชาตโิ ดยกรมศลิ ปากร๑๔ และไดอ้ นุญาตใหห้ นว่ ยราชการเข้ามาใช้สถานท่ีเปน็
ส�ำนักงาน ได้แก่ ศูนย์กามโรคจังหวัดตราด ส�ำนักงานคุมประพฤติ กระทรวงยุติธรรม ซึ่งใน
ปจั จบุ นั เป็นที่ตงั้ ของสำ� นักงานพระพุทธศาสนาจงั หวัดตราด๑๕

๑๓ เรอ่ื งเดยี วกนั , หนา้ ๓๐ - ๓๑.
๑๔ ขอ้ มลู จากกรมศลิ ปากร
๑๕ นายสนั ติ ดนิ มว่ ง นกั วชิ าการศาสนาชำ� นาญการ สำ� นกั พระพทุ ธศาสนาจงั หวดั ตราด, ๑๑ มถิ นุ ายน ๒๕๕๖, สมั ภาษณ.์

142


ด้วยตัวอาคารทรงปั้นหยา ที่มีด้านล่างเป็นอาคารซีเมนต์และด้านบนเป็นอาคารไม้
ประกอบกับต้ังอยู่บนถนนหลักเมือง ท่ีเป็นย่านการค้าเก่าแก่ ท�ำให้จวนเรสิดังกัมปอร์ตเป็น
โบราณสถานท่ีมีความสวยงามโดดเด่นดึงดูดสายตานักท่องเท่ียว ทางหน่วยงานจึงอนุญาตให้
สามารถเดนิ ชมอาคารดา้ นนอกโดยรอบและสามารถถา่ ยภาพหรือขออนุญาตถ่ายภาพยนตร์ได้
นอกจากจวนเรสิดัง ถนนสายน้ีมีบ้านไม้โบราณ และเป็นย่านท่องเท่ียวส�ำคัญ ซึ่ง
ผู้ประกอบธุรกิจบนถนนเส้นน้ีได้สร้างท่ีพักหรือร้านค้าให้กลมกลืนกับสภาพอาคารไม้เก่าที่อยู่
รายรอบได้อย่างลงตัว และอยู่ไม่ไกลจากวัดส�ำคัญๆ ในเมืองตราดอีกหลายแห่ง ถนนเส้นนี้
จึงเปน็ ถนนเส้นวฒั นธรรมย่านการคา้ เก่าที่นักท่องเทย่ี วไมค่ วรพลาด

ตกึ แถวไมบ้ นถนนสายทอ่ งเทย่ี วรมิ นำ�้

พิพิธภัณฑสถานเมืองตราด ต�ำบลบางพระ อ�ำเภอเมืองตราด สถาปัตยกรรมเก่า
ทรงปน้ั หยาสมยั อาณานคิ ม สรา้ งขนึ้ เมอ่ื พ.ศ. ๒๔๖๕ เพอื่ เปน็ ศาลากลางจงั หวดั และไดร้ บั การ
ขึ้นทะเบยี นให้เปน็ โบราณสถานของชาติ เม่ือวนั ที่ ๑๘ ธนั วาคม พ.ศ. ๒๕๓๙ ต่อมาเม่ือวนั ที่
๑๐ เมษายน พ.ศ. ๒๕๔๗ เกดิ ไฟไหมเ้ สยี หายทงั้ หลัง ท�ำใหป้ ระชาชนและข้าราชการชาวตราด
รวบรวมเงนิ ใหก้ รมศลิ ปากรทำ� การบรู ณะจนเสรจ็ สน้ิ เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๔๙ และขอปรบั ปรงุ ตวั อาคาร
เพ่ือจดั ตัง้ เปน็ พพิ ิธภัณฑสถานเมอื งตราด เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๕๐ โดยกรมศิลปากรใช้เวลาด�ำเนนิ การ
รับผิดชอบด้านวิชาการและเทคนิคการจัดแสดงเป็นระยะเวลา ๓ ปี จึงแล้วเสร็จ โดยจัดการ
อบรมพิพิธภัณฑสถานวิทยาแก่ข้าราชการและเจ้าหน้าท่ีเทศบาลเมืองตราดเพ่ือส่งมอบภารกิจ
การบริหารจดั การพิพิธภัณฑ์เมืองตราดให้แกเ่ ทศบาลเมืองตราด เมอ่ื พ.ศ. ๒๕๕๖ เน่ืองจาก
ทางเทศบาลเป็นผู้สนับสนุนการจัดต้ังพิพิธภัณฑ์และเห็นความส�ำคัญขององค์ความรู้ด้าน
ประวัตศิ าสตร์ วฒั นธรรม วถิ ชี วี ติ และความเป็นมาในทุกๆ ด้านของจงั หวดั ตราดมาโดยตลอด

143


อาคารพพิ ธิ ภณั ฑสถานเมอื งตราด

ความน่าสนใจของพิพิธภัณฑ์แห่งน้ี คือ น�ำเสนอด้วยเทคนิคอันทันสมัย มีข้อมูล
ทางวิชาการที่จัดแสดงควบคู่กับโบราณวัตถุและภาพถ่ายเก่า รวมทั้งใช้สื่อมัลติมีเดียเพื่อฉาย
ภาพยนตรท์ บ่ี นั ทกึ เหตกุ ารณส์ �ำคญั ทางประวตั ศิ าสตรข์ องตราดใหไ้ ดร้ บั ชม นอกจากนยี้ งั มสี ว่ น
ขายหนงั สอื และของท่ีระลึกใหน้ กั ทอ่ งเท่ยี วไดเ้ ลือกซอื้ อีกด้วย
ปัจจุบัน พิพิธภัณฑสถานเมืองตราดอยู่ในความรับผิดชอบของเทศบาลเมืองตราด
และเปดิ ใหป้ ระชาชนเขา้ ชมโดยเสยี คา่ ธรรมเนยี ม เพอื่ นำ� เงนิ มาเปน็ งบประมาณในการปรบั ปรงุ
พพิ ธิ ภณั ฑต์ อ่ ไป หากมโี อกาสเดนิ ทางมาจงั หวดั ตราดควรแวะชมพพิ ธิ ภณั ฑแ์ หง่ นเี้ พราะเปน็ อกี ที่
หนงึ่ ทบี่ ง่ บอกเรอื่ งราวความเปน็ มาโดยรวมของจงั หวดั ตราดไดเ้ ปน็ อยา่ งดี บรรยากาศทส่ี วยงาม
ของอาคารทรงปน้ั หยารวมทงั้ ทต่ี งั้ ทอี่ ยใู่ กลศ้ าลากลางจงั หวดั ตราดและสนามหลวง ทำ� ใหส้ ามารถ
แวะเดินเล่นหรือน่ังพักกินลมท่ีสนามหลวงในยามเช้าตรู่หรือก่อนพระอาทิตย์ตกดินเพื่อดื่มด่�ำ
บรรยากาศอันร่มรื่นของเมืองตราดควบคู่กับการเรียนรู้เร่ืองเมืองตราดในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้ได้
อย่างน่าประทบั ใจ
สถานทีส่ ำ� คัญอืน่ ๆ นอกเหนอื จากโบราณสถานและวัดส�ำคัญในตวั เมือง คอื สถานท่ี
ทอ่ งเทยี่ วทางวฒั นธรรมและธรรมชาตทิ ีเ่ ปน็ ท่รี จู้ ักอย่างแพรห่ ลาย ดังเช่นสถานท่ีตอ่ ไปน้ี
ชุมชนบ้านน�้ำเช่ียว หรือ คลองท่าแขก ตั้งอยู่ที่ต�ำบลน�้ำเช่ียว อ�ำเภอแหลมงอบ
จังหวัดตราด ประกอบด้วยชาวไทยพุทธและชาวไทยมุสลิม ชาวมุสลิมท่ีอาศัยอยู่ในชุมชนนี้มี
เชื้อสายมาจากมลายู แล้วอพยพไปท่ีจาม (ประเทศเวียดนาม) ก่อนจะมาท่ีบ้านน�้ำเช่ียวและ
ตั้งรกรากอยอู่ ย่างสงบสขุ ทจ่ี ังหวัดตราด

144


ในชว่ งเดอื นธนั วาคมของทกุ ปี จะมปี ระเพณสี ำ� คญั ของชาวบา้ นชมุ ชนนำ้� เชยี่ ว ทง้ั ชาว
พทุ ธและมุสลมิ มาแข่งเรอื รว่ มกนั ๑๖
ปจั จบุ นั ทางชมุ ชนไดร้ ว่ มกนั จดั การทอ่ งเทยี่ วกลมุ่ ทอ่ งเทย่ี วบา้ นนำ�้ เชย่ี ว โดยมกี จิ กรรม
การจัดที่พักแบบโฮมสเตย์ นั่งเรือชมธรรมชาติ งมหอยปากเป็ด ดูนกเหย่ียวแดงคอขาว และ
ปลูกป่าชายเลน โดยใช้มัคคุเทศก์ท้องถ่ินจากชุมชนเป็นผู้น�ำชม นอกจากนี้ชาวบ้านยังร่วมกัน
ทำ� งอบเพื่อจดั จำ� หนา่ ยให้แกน่ กั ทอ่ งเท่ยี วเป็นของทร่ี ะลึกจากชมุ ชน และนกั ท่องเที่ยวสามารถ
เดนิ ชมพ้นื ท่รี ิมคลองรอบชุมชน และแวะชมมสั ยดิ อลั กบุ รอ มัสยดิ เก่าแก่ ๒๐๐ กว่าปี หลงั แรก
ในพื้นทภี่ าคตะวนั ออก

ชมุ ชนรมิ คลองแขกหรอื ชมุ ชนบา้ นนำ�้ เชย่ี ว อำ� เภอแหลมงอบ

ส่วนสถานที่ท่องเที่ยวทางธรรมชาติเชิงนิเวศในอ�ำเภอแหลมงอบ คือ ศูนย์ศึกษา
ธรรมชาติหาดทรายด�ำและป่าชายเลน ท่ีมีเส้นทางการเดนิ เท้าชมป่าชายเลนเป็นระยะทางยาว
จนถงึ ริมหาดทรายด�ำ โดยตลอดเสน้ ทางจะมีพนั ธไุ์ มช้ ายเลนทห่ี ลากหลาย และสตั วท์ ะเลท่อี ยู่
อาศัยบริเวณปา่ ชายเลน เชน่ ปดู ำ� ปแู สม หอยขี้ค้อน ปลาชนดิ ต่างๆ และนก ออกมาอวดโฉม
ใหน้ กั ทอ่ งเที่ยวไดเ้ กบ็ ภาพ โดยเสน้ ทางเดนิ ศกึ ษาธรรมชาตจิ ะจบลงท่หี าดทรายด�ำ แมจ้ ะเปน็
หาดทรายขนาดเล็กแต่ถือว่ามีความส�ำคัญเชิงนิเวศวิทยาอย่างย่ิง เนื่องจากทรายเม็ดละเอียด
สีด�ำสนิทบนหาดทรายด�ำแห่งนี้มีเพียงแห่งเดียวในประเทศไทย จาก ๕ แห่งในโลก เท่าน้ัน๑๗
นอกจากน้ี ตลอดเส้นทางการเดินชมธรรมชาติจะมีคำ� อธบิ ายชนดิ ของพืชพนั ธุ์ไม้และสตั วต์ ่างๆ
ในปา่ ชายเลน ทำ� ใหน้ กั ท่องเทย่ี วสามารถเขา้ ถงึ ข้อมูลได้ในระหวา่ งการเดินชมธรรมชาติ

๑๖ นายสชุ าติ ถนอมวงศ์ โตะ๊ อหิ มา่ มประจำ� มสั ยดิ อลั กบุ รอ, ๑๑ มถิ นุ ายน ๒๕๕๖, สมั ภาษณ.์
๑๗ ข้อมูลจากศูนย์ศึกษาธรรมชาติหาดทรายด�ำและป่าชายเลน และศูนย์ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทรัพยากร
ปา่ ชายเลนที่ ๑ (ตราด), ๒๕๕๖.

145


ความอดุ มสมบรู ณข์ องปา่ ชายเลนบรเิ วณหาดทรายดำ�

หาดทรายดำ� ทม่ี ที รายสดี ำ� หนงึ่ เดยี วในประเทศไทย
146


อทุ ยานแห่งชาตหิ มู่เกาะช้าง อ�ำเภอเกาะชา้ ง จงั หวัดตราด เกาะขนาดใหญ่อนั ดบั ๒
รองจากภูเก็ต ท่ีเต็มไปด้วยทรัพยากรธรรมชาติที่อุดมสมบูรณ์และเป็นสถานที่ส�ำคัญทาง
ประวตั ศิ าสตร์ (ดูเรอ่ื ง ยทุ ธนาวเี กาะช้าง)
เกาะช้าง ไดร้ บั การประกาศใหเ้ ปน็ พืน้ ที่อุทยานแหง่ ชาติ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๒๕ ประกอบ
ไปดว้ ยเกาะน้อยใหญใ่ นบรเิ วณใกลเ้ คียง

พระปรมาภไิ ธยยอ่ วปร. ทนี่ ำ�้ ตกธารมะยม

สถานท่ีส�ำคัญทางประวัติศาสตร์ที่ต้ังอยู่บนเกาะช้าง คือ น�้ำตกธารมะยม ท่ีมี
พระปรมาภไิ ธยยอ่ จปร. และ วปร. ของพระบาทสมเดจ็ พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั และพระบาท
สมเดจ็ พระมงกุฎเกลา้ เจ้าอย่หู ัว ทรงสลักไว้ทก่ี ้อนหินบรเิ วณนำ้� ตกชน้ั ที่ ๑ และ ๒ เม่อื ครั้งที่
เสด็จมาทน่ี ำ้� ตกธารมะยม ซึง่ ยงั คงมีความอุดมสมบูรณแ์ ละสวยงามตามธรรมชาติ เป็นสถานท่ี
ทอ่ งเทย่ี วทางธรรมชาตสิ ำ� คญั อกี แหง่ ทนี่ กั ทอ่ งเทย่ี วทง้ั ชาวไทยและตา่ งประเทศนยิ มเดนิ ทางมา
แวะชมเมอื่ มาเกาะชา้ ง เนอ่ื งจากสามารถทำ� กจิ กรรมไดอ้ ยา่ งหลากหลาย ทงั้ เลน่ นำ�้ และผจญภยั
ด้วยการไต่ข้ึนไปบนยอดน�้ำตกท่ีมีหลายช้ัน เพ่ือชมความงดงามของแต่ละชั้น โดยอยู่ในความ
ดูแลของเจ้าหน้าท่ีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่า และพันธ์ุพืช ท่ีคอยให้ข้อมูลรวมท้ังช่วยดูแล
ความปลอดภัยของนกั ทอ่ งเท่ยี วโดยเฉพาะในฤดนู ำ้� หลากท่ีมีความเสีย่ งตอ่ อนั ตราย

147


เม่ือครั้งที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จเกาะช้าง ได้เสด็จไป
ยังวัดสลักเพชรและพระราชทานของที่ระลึกแก่ชาวบ้านสลักเพชร ซึ่งได้จัดแสดงไว้ท่ีศาลา
อเนกประสงค์ของวัดสลักเพชร ทางวัดก�ำลังด�ำเนินการปรับปรุงโบสถ์เก่าให้เป็นพิพิธภัณฑ์
ทอ้ งถนิ่ ตอ่ ไป ส่วนอโุ บสถหลงั ใหม่มีภาพวาดจติ รกรรมเทคนคิ ใหม่ทมี่ ีความสวยงามมาก
วดั สลกั คอก หรอื วชั คามคชทวปี วดั เกา่ แกอ่ กี แหง่ หนงึ่ ทม่ี เี รอ่ื งเลา่ วา่ พระบาทสมเดจ็
พระจลุ จอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั เคยเสดจ็ มาและตรสั วา่ บรเิ วณทพ่ี ระองคท์ รงประทบั รอยพระบาทน้ี
ใหต้ ั้งเปน็ พระอุโบสถและพระราชทานนามวา่ วัดวชั คามคชทวีป โดยทางวดั ได้จดั สร้างอุโบสถ
ตรงบริเวณดังกล่าวและฝังลูกนิมิตลูกที่ ๙ กลางโบสถ์ ตรงบริเวณรอยพระบาทของพระบาท
สมเดจ็ พระจลุ จอมเกล้าเจา้ อยหู่ ัวอกี ดว้ ย
สถานทสี่ ำ� คญั อกี แหง่ หนงึ่ คอื ศาลเจา้ พอ่ เกาะชา้ ง ทต่ี งั้ ตระหงา่ นอยบู่ นเชงิ เขา หมู่ ๓
บ้านคลองสน อ�ำเภอเกาะช้าง สิ่งศักดิ์สิทธ์ิที่ชาวเรือและชาวเกาะช้างให้ความเคารพนับถือ
เปน็ อยา่ งยงิ่ ซ่ึงมีเร่ืองเล่าว่าเวลาชาวตราดจะไปไหนมกั จะหนั มองมาทางทศิ ทีต่ ้งั เกาะชา้ งแลว้
อธิษฐานขอให้เจา้ พอ่ เกาะชา้ งคุ้มครองและใหพ้ รแกต่ น
ตอ่ มาเมอ่ื พ.ศ. ๒๕๓๘ ไดม้ กี ารเรม่ิ สรา้ งศาลเจา้ พอ่ เกาะชา้ งในรปู แบบสถาปตั ยกรรมจนี
โดยเช่ือว่าการมากราบไหว้สักการะเจ้าพ่อเกาะช้างที่ศาลเจ้าจะสามารถดลบันดาลพรให้
สมปรารถนาได้ และในปจั จบุ นั มกี ารประทบั ทรงเจา้ พอ่ เกาะชา้ งและประเพณงี านฉลองอนั ยง่ิ ใหญ่
อกี ดว้ ย (ดเู รอ่ื งเทศกาลและงานประเพณ)ี
กจิ กรรมอกี อย่างทเี่ กดิ ข้นึ จากแนวคดิ การทอ่ งเที่ยวเชิงอนรุ กั ษข์ องชาวบ้านสลกั คอก
คือ ชมรมน�ำเท่ียวพ้ืนบ้านสลักคอก ท่ีบริการจัดการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ บริหารจัดการโดย
ชาวบา้ นในชมุ ชน เพอื่ เปน็ การสง่ เสรมิ การทอ่ งเทยี่ วของชมุ ชนและเปน็ รายไดเ้ สรมิ ใหก้ บั ชาวบา้ น
นอกเหนอื จากการท�ำประมง โดยมแี นวคิดเรือ่ งการอนุรกั ษเ์ รอื แจว ทค่ี ร้งั หน่งึ ชาวบ้านเคยจัด
ขบวนแห่ตามเสด็จพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวครั้งเสด็จเกาะช้างทางชลมารค
จงึ ได้จัดการทอ่ งเท่ียวโดยใช้เรือแจวพานกั ท่องเทีย่ วชมบรรยากาศ นอกจากนี้ องค์การบรหิ าร
สว่ นต�ำบลและองคก์ ารบริหารพื้นทีพ่ เิ ศษเพ่อื การท่องเท่ยี วเกาะช้าง ไดม้ ีงบประมาณสนับสนนุ
ทางชมรมจงึ น�ำเงนิ สว่ นหนงึ่ ซ้อื เรือแจวและคายคั เพื่อใชใ้ นกจิ กรรมทอ่ งเที่ยวดงั กล่าว โดยการ
ทอ่ งเทย่ี วของชมรมจะมี ๒ ประเภท คอื เชา่ เรอื คายคั รายชวั่ โมง หรอื ลอ่ งเรอื แจวเพอื่ ชมทวิ ทศั น์
และรบั ประทานอาหารเยน็ แบบสว่ นตวั โดยสามารถตดิ ตอ่ สอบถามเรอ่ื งตารางกจิ กรรมและราคา
ไดท้ ี่ชมรมนำ� เที่ยวพนื้ บ้านสลักเพชร
อกี ดา้ นหนง่ึ ของเกาะชา้ งนน้ั เปน็ ชายหาดยาวเหยยี ดทสี่ ามารถขน้ึ ไปยงั จดุ ชมววิ เนนิ เขา
เพอื่ เกบ็ ภาพประทบั ใจของหาดทรายและทะเลทโี่ อบลอ้ มชายหาดเกาะชา้ งจากมมุ สงู หาดทรายที่
นกั ทอ่ งเทย่ี วนยิ มไปพกั ผอ่ น คอื หาดทรายขาว ซง่ึ มรี า้ นคา้ และทพ่ี กั รองรบั นกั ทอ่ งเทยี่ วมากมาย
บริเวณริมชายหาด

148


Click to View FlipBook Version