พื้นภูมิเพชรบุรี ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 1
พื้นภูมิเพชรบุรี : ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร เล่มที่ ๙ ISBN : จัดท�ำโดย มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี บรรณาธิการอ�ำนวยการ รองศาสตราจารย์ ดร.กาญจนา บุญส่ง รองบรรณาธิการอ�ำนวยการ ผู้ช่วยศาสตราจารย์พจนารถ บัวเขียว กองบรรณาธิการ รองศาสตราจารย์นิภา เพชรสม ผู้ช่วยศาสตราจารย์อรอนงค์ ศรีพวาทกุล ผู้ช่วยศาสตราจารย์หรรษา ผลาทร ดร.สมสุข แขมค�ำ อาจารย์ปิยวรรณ คุสินธุ์ นางสาวศศิวิมล กาหลง ภาพ ผู้ช่วยศาสตราจารย์อ�ำนาจ แก้วกังวาล นายชัยวัฒน์ ชาติปรีชา นายอนุสิทธิ์ สมสุวรรณ นายเจษฎา ยิ้มศรีปทุม นายวิชิต แสงประทีป นายอุดมเดช เกตุแก้ว กราฟิกดีไซน์ อาจารย์ตรีวิทย์ แพทย์เพียร อาจารย์นันทพล ตาละลักษมณ์ ผู้เขียน นายทองใบ แท่นมณี ผู้ช่วยศาสตราจารย์จันทร์ศิริ แท่นมณี นายบุญมี พิบูลย์สมบัติ นายทวีโรจน์ กล�่ำกล่อมจิตต์ พิมพ์เมื่อ มีนาคม ๒๕๕๘ พิมพ์ที่ บริษัท เพชรภูมิการพิมพ์ จ�ำกัด ๘๐ หมู่ ๔ ต�ำบลบ้านหม้อ อ�ำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ๗๖๐๐๐ โทร. ๐๓๒–๔๑๗๐๓๑–๒ โทรสาร ๐๓๒–๔๒๔๑๔๕ สงวนลิขสิทธิ์ตามกฎหมาย ห้ามผู้ใดใช้ภาพและเนื้อหาน�ำไปเผยแพร่ โดยมิได้รับอนุญาต 2 พื้นภูมิเพชรบุรี
ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 3
ภูมิพลมหาราชาศิรวาท สัททุลวิกกีฬิตฉันท์ ๑๙ * สรวมศรีโสตถิ์สิริภูมิพลพระนวมินทร์ เกริกเกียรติพระจักรินทร์ กษัตริย์ ทรงเป็นเอกอดิเรกดิลก ณ อภิรัฐ ครองชาติประดุจฉัตร พิชัย ทรงเปรื่องศาสตร์ศุภศิลป์ประสิทธิอดิศัย ลือขานสะท้านไกล สกล ไท้ทอดทัศน์นรทุกข์ทะนุกนิกรชน ดอยดงพระองค์ดล เสด็จ ทรงชี้น�ำนวกรรมกระท�ำกสิส�ำเร็จ เขื่อนธารประสานเสร็จ สราญ ชลฉ�่ำฉ่าพสุธาประชาก็สุขศานต์ “พอเพียง” ประทานขาน ขจร กินอยู่รู้คติธรรม ธ น�ำ ธ แนะและสอน ไพร่ฟ้าสถาพร ภิรมย์ แปดสิบสี่พระวสามหาศุภนิยม ฤกษ์ดีอุดมสม สมัย โอมอาราธน์พระอรีย์สุศรีรตนตรัย อัญเชิญถวายชัย ชโย ให้พร้อมพรั่งพระพลังสรีร์และพระมโน ทีฆายุโกโสภ์ กระสานติ์ ทรงมุ่งใด ณ พระทัยพิถีพระประณิธาน สิ่งนั้นลุบันดาล ประดุจในพระทัยพระเทอญ ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ ข้าพระพุทธเจ้า ผู้ช่วยศาสตราจารย์นิวัต กลิ่นงาม อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในนามคณาจารย์มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (ทองใบ แท่นมณี ประพันธ์) 4 พื้นภูมิเพชรบุรี
ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 5
6 พื้นภูมิเพชรบุรี
พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้น ต่อประเทศชาติและจังหวัดเพชรบุรี ทรงเสด็จเยี่ยมราษฎรในจังหวัดเพชรบุรี ทุกพื้นที่ ทรงน�ำโครงการพระราชด�ำริลงสู่พื้นที่จังหวัดเพชรบุรี เพื่อพัฒนา แหล่งทรัพยากรธรรมชาติ เพื่อความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรที่เป็น รากฐานของเกษตรกรรม เป็นหลักส�ำคัญในการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ของราษฎร ตามที่มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิและคณะ กรรมการได้ด�ำเนินการจัดท�ำหนังสือ “พื้นภูมิเพชรบุรี” โดยการรวบรวม ข้อมูลของจังหวัดเพชรบุรีในทุกด้าน ตั้งแต่ประวัติความเป็นมา ชาติพันธุ์ บุคคลส�ำคัญ ประเพณีและศิลปวัฒนธรรม ปรัชญาในการทรงงานของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในจังหวัดเพชรบุรี โครงการพระราชด�ำริของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวในจังหวัดเพชรบุรีและด้านอื่น ๆ โดยจัดท�ำเป็น หนังสือ เพื่อน�ำทูลเกล้าฯ ถวายแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และเพื่อ ให้เยาวชนเมืองเพชรได้รับรู้และได้เห็นแบบอย่าง อันจะก่อให้เกิดความภาค ภูมิใจ และเกิดความศรัทธาที่จะร่วมอนุรักษ์และรักษาความเป็นเมืองเพชร ให้คงอยู่และก้าวหน้าต่อไป ขอเป็นก�ำลังใจให้กับผู้เขียนและคณะกรรมการในการด�ำเนินการ ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุน และขออุทิศบุญกุศลและร�ำลึกถึง ผู้มีคุณูปการต่อเมืองเพชร จนท�ำให้จังหวัดเพชรบุรีเป็นเมืองแห่ง ประวัติศาสตร์และศูนย์รวมแห่งศิลปวัฒนธรรม ที่ข้าพเจ้าและคนเมืองเพชร เกิดความรักและความภาคภูมิใจในความเป็น “เพชร” และเป็นคนเมืองเพชร ด้วยความภาคภูมิใจ (พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์) นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี พื้นภูมิเพชรบุรีแห่งความภาคภูมิใจ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 7
8 พื้นภูมิเพชรบุรี
มรดกเมืองเพชรเพื่อแผ่นดินเกิด เมืองเพชรบุรีถือว่าเป็นเมืองที่เสมือนมีพลังแผ่นดินคุ้มครองจึง รอดพ้นจากการถูกท�ำลายจากข้าศึก เมื่อครั้งเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่ ๒ เมืองเพชรบุรีจึงยังคงเหลือโบราณสถานสมัยอยุธยาให้ชมอยู่หลายแห่ง นอกจากนี้เมืองเพชรบุรีตั้งอยู่ในชัยภูมิที่ดี ปลอดจากภัยธรรมชาติ เป็น แผ่นดินที่อุดมสมบูรณ์ด้วยพืชพันธุ์ธัญญาหาร มีศิลปวัฒนธรรมงดงาม และมีผู้คนอาศัยหลายกลุ่มชาติพันธุ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรีได้ ร่วมกับผู้ทรงคุณวุฒิในสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จัดท�ำหนังสือ “พื้นภูมิเพชรบุรี” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อรวบรวมความดีงาม ความรุ่งเรือง และความเป็นไปต่าง ๆ ของเมืองเพชรบุรี ตั้งแต่โบราณกาลและพัฒนา มาจนถึงปัจจุบันให้คนเพชรบุรี ได้สัมผัส ลักษณะของหนังสือพื้นภูมิเพชรบุรี เป็นหนังสือชุดมี ๙ เล่ม ประกอบ ด้วย ๑) ภูมิปรัชญา ภูมิบารมี ๒) ภูมิลักษณะ ๓) ภูมิประวัติ ๔) ภูมิประชา ๕) ภูมิปัญญา ๖) ภูมิพลัง ๗) ภูมิศิลปกรรม ๘) ภูมิสถาน และ ๙) ภูมิทัศน์วัฒนธรรม เมืองเพชร ซึ่งหนังสือชุดนี้ไม่จัดจ�ำหน่าย แต่จะแจกจ่ายให้แก่หน่วยงาน ต่าง ๆ ที่จะน�ำไปใช้ประโยชน์ ในด้านการจัดพิมพ์หนังสือได้รับเงินสนับสนุนจากบริษัท ปตท. จ�ำกัด (มหาชน) และผู้บริจาคทุนอีกจ�ำนวนมาก ในนามของมหาวิทยาลัยราชภัฏ เพชรบุรีขอขอบคุณทุกท่านและทุกหน่วยงานเป็นอย่างยิ่งที่ให้การสนับสนุน เพื่อให้หนังสือ “พื้นภูมิเพชรบุรี” เป็นมรดกของเมืองเพชรบุรีและของประเทศ ชาติ และขออุทิศบุญกุศลให้ผู้มีคุณูปการต่อเมืองเพชรทุกยุคทุกสมัย ท�ำให้ ลูกหลานเพชรบุรีได้ภาคภูมิใจในความเป็นคนเมืองเพชรบุรีมาจนถึงทุกวันนี้ ด้วยความขอบคุณยิ่ง (ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นิวัต กลิ่นงาม) อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 9
10 พื้นภูมิเพชรบุรี
ค�ำน�ำ หนังสือพื้นภูมิเพชรบุรี เล่มที่ ๙ เรื่อง ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร มีเนื้อหาเกี่ยวกับวัฒนธรรมต่าง ๆ ที่ได้รับอิทธิพลจากภูมิทัศน์ คือ พื้นภูมิ และข้อคิดเห็นที่ปลูกฝังสะสมไว้จนก่อเกิดเป็นวัฒนธรรมแขนงต่าง ๆ ซึ่งได้ เลือกสรรแสดงไว้เป็นข้อสรุป จ�ำนวน ๖ หัวข้อ ดังนี้ ๑. อิทธิพลของภูมิทัศน์ต่อวัฒนธรรม ๒. วัฒนธรรมการกินอยู่ ๓. วัฒนธรรมด้านภาษา ๔. บ้านเรือนและสิ่งก่อสร้าง ๕. งานช่างและศิลปวัฒนธรรมบางแขนง เช่น การละเล่นพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน มหรสพ-การแสดง วรรณกรรม และขนบประเพณี ท้องถิ่น ๖. วิถีพราหมณ์ในสังคมไทย ในหัวข้อที่ ๕ บางส่วนมีรายละเอียดอยู่ในภูมิปัญญา (เล่มที่ ๕), ภูมิศิลปกรรม (เล่มที่ ๗) และภูมิสถาน (เล่มที่ ๘) ดังนั้น ในเล่มนี้จะกล่าวถึง วัฒนธรรมในส่วนที่ภูมิดังกล่าวมิได้เน้น โดยมุ่งแสดงอิทธิพลของภูมิทัศน์ทั้ง ในอดีตและปัจจุบันที่มีต่อวัฒนธรรมนั้น ๆ โดยมุ่งใช้วัฒนธรรมในเพชรบุรี เป็นหลักฐานและตัวชี้เพื่อแสดงอิทธิพลของภูมิทัศน์นั้น ๆ หวังว่าหนังสือพื้นภูมิเพชรบุรี ว่าด้วยภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร จะมีส่วนในการให้ความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับวัฒนธรรมในอดีต และมีผล ต่อการอนุรักษ์และพัฒนาวัฒนธรรมไทยให้คงอยู่เพื่อจรรโลงสติปัญญาและ จิตใจของประชาชนต่อไป คณะผู้เขียนภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร ๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๗ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 11
ภูมิพลมหาราชาศิรวาท..........................๔ พื้นภูมิเพชรบุรีแห่งความภาคภูมิใจ........ ๗ มรดกเมืองเพชรเพื่อแผ่นดินเกิด ............. ๙ ค�ำน�ำ ................................................ ๑๑ บทที่ ๑.............................................. ๑๔ อิทธิพลของภูมิทัศน์ต่อวัฒนธรรม วัฒนธรรมการกินอยู่.......................... ๑๕ วัฒนธรรมด้านภาษา .......................... ๑๙ บ้านเรือนและสิ่งก่อสร้าง.....................๒๒ บ้านเรือน ......................................... ๒๓ อุโบสถ วิหาร และกุฎีสงฆ์.................... ๓๖ โบราณสถานภายใต้อิทธิพล ขอมและพราหมณ์.............................. ๓๖ ศิลปะปูนปั้นบนหน้าบัน....................... ๔๐ วัฒนธรรมการแต่งกาย ....................... ๔๑ มหรสพ – การแสดง........................... ๔๔ หนังใหญ่.......................................... ๔๕ หนังตะลุงเมืองเพชร........................... ๔๘ ละคร, ละครชาตรี.............................. ๕๓ ละครนอก......................................... ๕๔ ลิเก................................................. ๕๕ ล�ำตัด .............................................. ๕๖ การเล่นกล........................................ ๕๖ วรรณกรรม, วรรณกรรมร้อยกรอง........ ๕๘ ศุภมิตรชาดกกลอนสวด..................... ๕๘ กฤษณาสอนน้องค�ำกลอน ................. ๕๘ นิราศเขาลูกช้าง............................... ๖๐ นิราศเขาหลวง................................ ๖๑ นิราศบ้านแหลม .............................. ๖๒ นิราศลังกา..................................... ๖๓ โคลงนิราศชะอ�ำ............................... ๖๔ สารบัญ มโหสถค�ำกลอน............................... ๖๖ สังข์ทอง........................................๖๗ โสวัตกุมารกลอนสวด........................ ๖๘ มหาชาติฉบับเมืองเพชร, พระมาลัย เมืองเพชร...................................... ๖๙ ประดนธรรม, สวัสดิรักษาฉบับเมืองเพชร, สวัสดิวัตร....................................... ๖๙ บทร้อง, บทเห่กล่อมต่าง ๆ................๗๐ นิทานพื้นบ้าน, มหาเภตรา.................๗๑ ท้าวม่องไล่, เจ้ากงจีน และเจ้าลาย ......๗๒ ถ�้ำเปี้ยว, ถ�้ำแกลบ ...........................๗๒ บันทึกวัดโคก...................................๗๓ บทที่ ๒ ภูมิทัศน์ที่เอื้ออ�ำนวยต่อการละเล่นพื้นเมือง เพลงพื้นบ้าน และขนบธรรมเนียมประเพณี การละเล่นพื้นบ้าน, วัวลาน ..................๗๕ วัวเทียมไถ, การแข่งขันวัวเทียมเกวียน... ๗๗ การล้มวัว, การเล่นลูกอีโป้ง................. ๗๗ การแข่งขันปีนต้นตาล.........................๗๘ การเล่นขาล้อตาล ..............................๗๙ เตะนั่ง..............................................๗๙ เพลงพื้นบ้าน, เพลงพวงมาลัย.............. ๘๐ เพลงพาดตาล ................................... ๘๑ เพลงเห่เรือบก................................... ๘๒ เพลงโนเนโนชา.................................. ๘๕ การสร้างเมรุเผาศพ............................ ๘๖ งานปีผีมด ........................................ ๘๖ การอยู่ปริวาส....................................๘๗ การสวดล�ำหรือการสวดคฤหัสถ์............๘๗ ประเพณีการถือหัวและไสยศาสตร์ต่าง ๆ.. ๙๖ 12 พื้นภูมิเพชรบุรี
บทที่ ๓ ภูมิทัศน์ที่เอื้ออ�ำนวยในด้านวัฒนธรรม การกินอยู่ อาหารเมืองเพชรอันเนื่องมาจากต้นตาล . ๙๘ น�้ำตาลสด....................................... ๑๐๐ ลอดช่องน�้ำตาลข้น........................... ๑๐๑ ข้าวเกรียบงา................................... ๑๐๒ ขนมหม้อแกง.................................. ๑๐๓ ก๋วยเตี๋ยวเมืองเพชร..........................๑๐๗ ข้าวแช่เมืองเพชร............................. ๑๐๘ ขนมขี้หนู........................................ ๑๑๐ ขนมจากน�้ำตาลสด........................... ๑๑๒ การท�ำน�้ำส้ม ................................... ๑๑๒ หัวตาล, หัวตาลลอยน�้ำตาล ............... ๑๑๓ แกงคั่วหัวตาลต�ำรับเมืองเพชร............ ๑๑๔ ลูกตาล, ลอนตาล ............................ ๑๑๔ การซูดตาล, ขนมจากโตนดเต้า............ ๑๑๕ ลูกตาลลอยแก้ว............................... ๑๑๕ แกงบวดโตนดเต้า............................. ๑๑๖ เค้กลอนตาล (กะโหนดเต้า) ................ ๑๑๖ เค้กเนื้อลูกตาล ................................๑๑๗ กับข้าวจากลอนตาล ......................... ๑๑๘ แกงจืดลูกตาลรวมมิตร..................... ๑๑๘ ลาบลูกตาลอ่อน .............................. ๑๑๘ โตนดสุก (ลูกตาลสุก),....................... ๑๑๙ การท�ำขนมตาล (ขนมปุ)................... ๑๑๙ ขนมสอดไส้..................................... ๑๒๑ ขนมขี้หนูตาล หรือขนมด้วงตาล,.........๑๒๒ ขนมไข่ปลา.....................................๑๒๒ แยมลูกตาลสุก, ขนมวุ้นตาล............... ๑๒๓ จาวตาลเชื่อม .................................. ๑๒๔ ข้าวเหนียวหน้าลูกตาล, ขนมโตนดทอด. ๑๒๔ ข้าวต้มโตนดงอก, ไข่มดแดง, คอตาล ... ๑๒๕ แกงคั่วชะครามกับกุ้ง (ปูทะเล-หอยแครง) .. ๑๒๖ ย�ำไข่แมงดา, แกงอ่อม ......................๑๒๗ แกงเผ็ดกะทือ – แกงเผ็ดกระชาย ........ ๑๒๘ แกงคั่วใบมะขามอ่อน ........................ ๑๒๙ แกงหยวก, แกงส้มชัก....................... ๑๓๐ แกงผ�ำ........................................... ๑๓๒ แกงบอน, แกงหน่อส้ม...................... ๑๓๓ แกงเห็ดเผาะ, แกงคั่วเห็ดเผาะ ............ ๑๓๔ แกงคั่วก้ามปูนา............................... ๑๓๕ แกงคั่วเปลือกกระท้อน...................... ๑๓๖ ขนมชื่อ “ทองของเมืองเพชร”............๑๓๗ ขนมทองหยอด................................๑๓๗ ขนมทองหยิบ, ฝอยทอง, ทองเอก ...... ๑๓๘ ทองม้วน........................................ ๑๓๙ ข้าวขย�ำกะปิ (ข้าวสวยคลุกกะปิ), ขนมดอกโสน................................... ๑๔๐ ขนมโค........................................... ๑๔๑ ข้าวยาคู......................................... ๑๔๒ ต้มย�ำแบบพื้นบ้าน ........................... ๑๔๓ ต้มซดโฮกอือ................................... ๑๔๔ ทอดมัน-ขนมจีน, ห่อหมก-ขนมจีน ..... ๑๔๔ เปียกปูนน�้ำใส.................................. ๑๔๕ พุทรากวน – พุทราแผ่น .................... ๑๔๕ หอมใน .......................................... ๑๔๖ อุตพิดดอง, ....................................๑๔๗ กุ้งเชื่อมหวาน – ไข่แมงดาเชื่อมหวาน...๑๔๗ ลอยแก้วพระธิดา, ไข่แมงดาเทียม........ ๑๔๘ บทที่ ๔ พราหมณ์สมอพลือ พราหมณ์โบราณเมืองเพชรบุรี บ้านสมอพลือ.................................. ๑๕๐ สกุลพราหมณ์เพชรบุรี...................... ๑๕๒ พราหมณ์สมอพลือ ในราชส�ำนัก กรุงศรีอยุธยา ................................. ๑๕๓ พราหมณ์สมอพลือที่ค้นพบจาก หลักฐานชั้นต้น................................ ๑๕๔ สรุป.............................................. ๑๕๖ บรรณานุกรม .......................................๑๕๗ คณะกรรมการด�ำเนินการจัดพิมพ์ หนังสือพื้นภูมิเพชรบุรี........................ ๑๕๙ รายนามผู้สนับสนุน ในการพิมพ์หนังสือพื้นภูมิเพชรบุรี...... ๑๖๐ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 13
ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร บทที่ ๑ อิทธิพลของภูมิทัศน์ต่อวัฒนธรรม อิทธิพลของภูมิทัศน์ต่อวัฒนธรรม ค�ำว่า ภูมิทัศน์ เป็นค�ำที่พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน (ตั้งแต่ ฉบับ พ.ศ. ๒๔๙๓ ถึง ๒๕๕๔) ยังไม่ได้เก็บไว้ แต่ในพจนานุกรมฉบับมติชน พ.ศ. ๒๕๔๗ ได้เก็บค�ำว่า ภูมิทัศน์ ไว้ในหน้า ๖๕๔ ว่า “ภูมิทัศน์ น. สภาพแวดล้อมของพื้นที่แห่งใดแห่งหนึ่ง, ศิลปะการจัด แต่งอาณาบริเวณหนึ่งให้ดูงามด้วยต้นไม้และเครื่องประกอบอื่น ๆ ที่ดูเป็น ธรรมชาติ” จากนิยามนี้ค�ำว่า ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร จึงมีความหมายว่า พื้นที่ที่เป็นสิ่งแวดล้อมที่ได้สัมผัสพบเห็น อันเป็นที่มาหรือมีอิทธิพลให้เกิด วัฒนธรรมด้านต่าง ๆ ของเมืองเพชร หรืออีกนัยหนึ่ง เป็นศิลปะการจัดแต่ง พื้นที่เพื่อผลด้านวัฒนธรรมต่าง ๆ ขยายความจากค�ำว่า ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร ตามความหมาย นี้จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรมด้านต่าง ๆ เช่น วัฒนธรรมการกินอยู่ วัฒนธรรม ด้านภาษา วัฒนธรรมด้านการแต่งกาย วัฒนธรรมด้านสิ่งก่อสร้าง งานช่าง และศิลปะแขนงต่าง ๆ รวมทั้งขนบธรรมเนียมประเพณี ขึ้นอยู่กับพื้นที่อัน เป็นสภาพแวดล้อม หรือแม้จะมีการตกแต่งตามความรู้ความสามารถทาง ศิลปวิทยาก็อยู่ในขอบข่าย และอิทธิพลของสิ่งแวดล้อมในขณะนั้น และย่อม จะแปรผันไปตามความเปลี่ยนแปลงของสภาพพื้นที่ เช่น 14 พื้นภูมิเพชรบุรี
๑. วัฒนธรรมการกินอยู่ หมายถึง อาหารการกินและอาชีพของราษฎร ราษฎรอยู่ในสภาพ แวดล้อมเช่นใด ย่อมรู้จักหาอาหารและท�ำอาหารตามสภาพของท้องถิ่น เช่น ชาวเพชรบุรีแถบตะวันออกที่อยู่ติดชายทะเลหรืออ่าวไทยย่อมช�ำนาญ และ ประกอบอาชีพทางการจับปลาทะเล และอาหารทะเลชนิดอื่น ๆ เชี่ยวชาญ ด้านการเดินเรือเพื่อหาปลาในทะเล และนิยมบริโภคอาหารทะเล บางคนไม่กิน ปลาน�้ำจืดและรังเกียจอาหารของคนบ้านดอน เช่น ไม่ยอมกินอึ่ง กินแย้ และ อาหารป่าบางชนิด ในขณะที่ราษฎรแถบบ้านป่า บ้านดอน หรือชาวไร่ชาวนา ที่ประกอบอาชีพท�ำไร่ท�ำนา หาของป่า ล่าสัตว์และจับปลาน�้ำจืด ชาวชนบท บางคนไม่นิยมกินปลาทะเล แต่ไม่รังเกียจที่จะกินอาหารป่า เช่น อึ่ง แย้ เต่า อ้น ฯลฯ พื้นที่ส่วนใหญ่ของเพชรบุรีมีต้นตาลโตนดขึ้นอยู่จ�ำนวนมาก ราษฎร ในอดีต รู้จักท�ำน�้ำตาลโตนด และท�ำขายจนเป็นสินค้าขึ้นชื่อของจังหวัด คน ส่วนใหญ่ในประเทศไทยรู้จัก “น�้ำตาลเพชรบุรี” หรือ “น�้ำตาลเมืองเพชร” ท�ำให้เกิดอาชีพส�ำคัญตามมาคือ มีอาชีพท�ำขนมหวาน เช่น ข้าวเกรียบงา เมืองเพชร ขนมหม้อแกงเมืองเพชร ฯลฯ อนึ่ง ความที่ภูมิทัศน์เต็มไปด้วย ต้นตาล จึงมีอาหารที่ท�ำด้วยส่วนอื่น ๆ ของตาล เช่น แกงหัวตาล ขนมตาล โตนดทอด ฯลฯ หรือเครื่องดื่มที่เป็นอบายมุข เช่น กะแช่ น�้ำตาลเมา ฯลฯ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 15
ในวรรณคดีเก่า ๆ กล่าวถึง ของกินเมืองเพชรบุรีอยู่จ�ำนวนมาก เช่น เพชรบุรีแกงหัวตาล เนื้อย่างฝานบาง ๆ ใส่ (สุบินทกุมาร) โตนดเต้าและจาวตาล เป็นของหวานเพชรบุรี กินกับน�้ำตาลปี่ รสอร่อยน้อยเมื่อไร (สุบินทกุมาร) ขนมเพชรบุรี ใหญ่สิ้นดีทั้งหวานมัน ผู้ดีเมืองเพชรนั้น เขายกย่องเป็นของดี (สุบินทกุมาร) ทั่วประเทศเขตแคว้นแดนพริบพรี เห็นจะชี้ไปไม่พ้นแต่ต้นตาล พวกที่ท�ำน�้ำโตนดประโยชน์ทรัพย์ มีดส�ำหรับเหน็บข้างอย่างทหาร พะองยาวก้าวตีนปีนทะยาน กระบอกตาลแขวนก้นคนละพวง (นิราศเมืองเพชร) 16 พื้นภูมิเพชรบุรี
ที่ทุ่งกว้างกลางหนเห็นคนเดิน หาบน�้ำตาลคานเยิ่นหยอกเอินกัน (นิราศเมืองเพชร) กินข้าวเม่าเคล้าน�้ำตาลทั้งหวานมัน ได้ช่วยกันคั้นขย�ำน�้ำกะทิ (นิราศเมืองเพชร) ชั้นจะยืมของใครเขาไม่เชื่อ ด้วยตัวเหลือเลี้ยวลดสบถถี่ ปากก็หวานเหมือนน�้ำตาลเพชรบุรี เข้าของมียืมไปไม่ได้คืน (สุภาษิตสอนหญิง) ข้าวเม่าดอนคาน น�้ำตาลโรงเข้ ขนมจีนบ้านนา น�้ำยาปากทะเล (ค�ำคล้องจองของคนเพชรบุรี) ท�ำนาเดือนเก้าหัวเข้าหัวปลา, ท�ำนาเดือนสิบพอหยิบพอคว้า, ท�ำนาเดือนสิบเบ็ด นอน เลี้ยงเป็ดกันดีกว่า (หรือหาเห็ดดีก่า) ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 17
วัฒนธรรมการกินของคนรุ่นเก่า กินข้าว เป็นอาหารหลัก และมีค�ำว่า “กินข้าวมาก ๆ กินกับ น้อย ๆ” เพราะข้าวท�ำได้เองส่วนกับต้องซื้อหา กิน วันละ ๒ – ๓ มื้อ ตามฐานะ ส่วนมากกินข้าวเจ้า แต่คนบางกลุ่มนิยมกินข้าวเหนียว จะเห็นได้ว่าการประกอบอาชีพย่อมขึ้นอยู่ กับสภาพพื้นที่ เช่น ในที่ลุ่มท�ำนาด�ำ – นาหว่าน ในที่สูงท�ำเกษตรที่สูง (คือนาหยอดหลุมหรือปลูก ข้าวบนเขา) พื้นที่ชายทะเลท�ำนาเกลือ ท�ำนากุ้ง พื้นที่มีตาลโตนดมากท�ำน�้ำตาลโตนด พื้นที่บาง แห่งเหมาะแก่การปลูกมะพร้าว ชาวบ้านก็ท�ำสวน มะพร้าว (ขายผลมะพร้าวหรือน�้ำตาลมะพร้าว) พื้นที่ดอนท�ำไร่ประเภทต่าง ๆ เป็นต้น 18 พื้นภูมิเพชรบุรี
๒. วัฒนธรรมด้านภาษา คนเพชรบุรีจะสื่อสารภาษาแบบไทย ภาคกลางแต่จะมีส�ำเนียงเหน่อ โดยส�ำเนียงเหน่อ จะเน้นไปที่ระดับสูง – ต�่ำของเสียง (วรรณยุกต์) ซึ่งจะมีมากกว่าภาษากลาง คือ มีถึง ๗ ระดับ ลักษณะการเหน่อจะแตกต่างไปจากส�ำเนียง เหน่อของชาวกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี โดย คนเพชรบุรีจะออกเสียงวรรณยุกต์ส่วนหนึ่งจะ ถอยหลัง (เทียบจากภาษากลาง) ต่างจากชาว กาญจนบุรีและสุพรรณบุรีซึ่งค�ำส่วนหนึ่งจะใช้ วรรณยุกต์เดินหน้า ยกตัวอย่าง ค�ำว่า “เชื่อ” ภาษาเพชรบุรี วรรณยุกต์จะถอยมาอยู่ระหว่าง เสียงโท – เอก แต่ชาวกาญจนบุรีและสุพรรณบุรี จะเดินหน้าไปทาง “เชื้อ” เป็นต้น ในด้านวงศ์ศัพท์ หรือค�ำที่ใช้ ภาษาเพชรบุรี ส่วนมากจะเป็นภาษาภาคกลางทั่วไปแต่ก็จะมี ค�ำศัพท์หรือค�ำที่ใช้แปลกไปจากภาษาภาคกลาง อยู่ไม่น้อย (ดูที่ภาษาถิ่นเพชรบุรีในเล่มที่ ๔ ภูมิ ประชา) ศัพท์ส่วนหนึ่งของเพชรบุรีขึ้นอยู่กับ ภูมิทัศน์ หรือพื้นที่ใกล้เคียงที่มีชาวไทยเชื้อสายอื่น หรือชนกลุ่มน้อยอาศัยอยู่ ท�ำให้ได้รับอิทธิพลหรือ น�ำมาใช้สอยเป็นภาษาของตน (หรือนิยมใช้บาง โอกาส) จะสังเกตเห็นว่าศัพท์บางค�ำในภาษาถิ่น เพชรบุรีเหมือน คล้ายหรือน�ำมาจากกลุ่มชนใกล้ เคียง ได้แก่ ๒.๑ กะเหรี่ยง กะเหรี่ยงที่มีถิ่น อาศัยอยู่ทางภาคตะวันตกของเพชรบุรี (ใน อ.หนองหญ้าปล้องและ อ.แก่งกระจาน) และอยู่ มานานจนเป็นที่รู้จักและติดต่อเกี่ยวข้องท�ำให้ได้ รับอิทธิพลของกันและกัน ภาษากะเหรี่ยงที่คน เพชรบุรีส่วนหนึ่งเข้าใจและน�ำมาใช้ เช่น ค�ำว่า “โง” ซึ่งเป็นกริยาน�ำสิ่งของหรือเด็กเคลื่อนที่ไป ของกะเหรี่ยง โดยผูกด้วยผ้าหรือเครื่องจักสาน ทรงสูงข้างหลังโยงผ้ามาคล้องกับหน้าผากและ เดินก้ม (น้อย ๆ) งุด ๆ ไปข้างหน้า กริยาอย่างนี้ เรียกว่า โง เช่น “เห็นกะเหรี่ยงโงพริก – โงเนื้อ เดินเป็นแถว ๆ ” หรือใช้เป็นค�ำนามเรียกภาชนะ สานด้วยไม้ไผ่ทรงสูงหรือผูกติดหลังและโยงผ้า หรือเชือกไปคล้องที่หน้าผาก ว่า โง มีหมู่บ้านใน อ.แก่งกระจานหมู่บ้านหนึ่ง ชื่อ บ้านด่านโง และ มีโรงเรียนชื่อโรงเรียนบ้านด่านโง เป็นตัวอย่าง นอกจากนี้ยังเป็นการบังเอิญอย่างแปลก ประหลาดที่คนเพชรบุรีมักพูดปฏิเสธโดยใช้ค�ำว่า ไม่ไว้หลังค�ำกริยา เช่น คนทั่วไปพูดว่า ไม่กิน, ไม่ เจ็บ คนเพชรบุรี (ท�ำเสียงกริยาเป็นเสียงตรี) ว่า กิ๊นไม่ หรือเจ๊บไม่ เป็นต้น ชาวกะเหรี่ยง (เผ่าปโว - ยางน�้ำ) ก็พูดเช่นกันว่า อั้งเอ๊ะ (อั้ง=กิน, เอ๊ะ= ไม่) และ ช่าเอ๊ะ (ช่า=เจ็บ, เอ๊ะ=ไม่) เป็น กินไม่ และ เจ็บไม่ เป็นต้น ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 19
๒.๒ เขมร เขมรผูกพันกับชาวเพชรบุรี มาแต่อดีต ๘๐๐ – ๑,๐๐๐ ปี ย้อนหลัง โดยที่ดิน แดนแถบนี้เคยอยู่ในการปกครองของเขมร และ ในสมัยอยุธยาเขมรได้เคยยกทัพเรือข้ามอ่าวไทย มาตีเพชรบุรีหลายครั้ง มีผู้รู้หลายท่านเล่าว่า คนเพชรบุรีส่วนหนึ่งมีเชื้อสายเขมรปะปนอยู่ใน สายเลือด ในสมัยเมื่อผู้เขียนเป็นเด็กได้พบเห็น ชาวเขมรที่อาศัยอยู่ในเขตเพชรบุรีหลายคน สถาน ที่ที่เรียกขานเป็นชื่อเขมรก็ยังมีอยู่ เช่น พุเขมร, คลองเขมร (อยู่ในเขต อ.เขาย้อย, อ.บ้านแหลม) ฯลฯ ค�ำที่คนเพชรบุรีใช้ที่ตรงกับเขมรใช้ (หรือน�ำ มาจากเขมร) ก็มี เช่น เคง, เค้ง (นอน) เข้าเชิง ข้องเชิง อาการที่เชือกติดหรือพานเท้าวัว ตามเชิง อาการที่สัตว์ติดตามคู่ในฤดูผสมพันธุ์ (เช่น วัว ตามเชิง บางที่ก็อาจใช้เป็นค�ำด่า, ประชดคน เช่น ตามเชิงไปแล้วมั้ง เป็นต้น) โม ๆ เป็นค�ำเรียกหมา มากินข้าว (ภาษาเขมร โม=มา) โตนด ใช้แบบเดียว กับเขมร แทนค�ำว่าตาล (ภาษาบาลี - สันสกฤต) กระบาล (หัว), บาย (ข้าว) เช่น บายศรี ทะเลสาบ (สาบ = จืด, จากต็วนเลสาบ = บึงน�้ำจืด) เป็นต้น ๒.๓ จีน ชาวจีนเชื้อสายต่าง ๆ เข้ามาอยู่ ในเพชรบุรีจ�ำนวนมาก พื้นที่ใดที่มีชาวจีนอาศัยอยู่ มาก ย่อมมีอิทธิพลทางภาษาแก่ชาวไทยที่อยู่ใน พื้นที่เดียวกัน คือนิยมใช้ค�ำจีนในการพูดจาสื่อสาร เช่น ค�ำว่า เถ้าแก่ เฮีย ตี๋ ม่วย อั๊ว ลื้อ อี เจี๊ยะ ฮวงซุ้ย เล่าเต๊ง ซวย เฮง ซาลาเปา ซินแส ซี้ซั้ว เซียมซี เซี้ยว แซยิด ไซ่ฮู่ แป๊ะ อั้งเปา แป๊ะเจี๊ยะ เถ้าแก่เนี้ย ฮั้ว ฯลฯ ค�ำเหล่านี้เป็นค�ำภาษาจีน ส่วนมากเป็นแต้จิ๋ว ซึ่งคนไทยส่วนใหญ่จะเข้าใจ หรืออาจน�ำไปใช้ในบางโอกาส ๒.๔ โซ่งหรือไทยด�ำ (ไทยทรงด�ำ) ในพื้นที่ อ�ำเภอต่าง ๆ ของ จ.เพชรบุรี แทบทุกอ�ำเภอ จะ มีชาวโซ่งอาศัยอยู่ (บางอ�ำเภอมีพวน, และลาว เวียงด้วย) คนไทยพื้นเมืองที่อยู่ใกล้หรืออยู่ใน ต�ำบลเดียวกัน ท�ำงานร่วมกันและอยู่ในโรงเรียน เดียวกัน เป็นต้น จึงรับภาษาโซ่งเข้าไปปะปนอยู่ใน ภาษาไทยพื้นเมือง เช่น เอ๋ (มาก) ขี่แบ้ว (โกหก) แจ่ว มิ้ม แถน บ่อง ปึ๊ง ฝิง เสียก กะแหล่ง ฯลฯ 20 พื้นภูมิเพชรบุรี
๒.๕ มุสลิม ใน จ.เพชรบุรี มีชาวไทยมุสลิม (นับถือศาสนา อิสลาม) อยู่จ�ำนวนหนึ่ง นัยว่าถูกย้ายถิ่นฐานมาจากปัตตานี มีภาษา ยาวี (ภาษาในศาสนาอิสลามใช้อยู่) และค�ำบางค�ำเป็นค�ำที่คนไทยรับรู้ และฟังเข้าใจ เช่น เข้าสุหนัต ละหมาด อัลกุรอ่าน พิธีฮัจญ์ อิหม่าม ศีลอด เดือนรอมฎอน ฯลฯ ๒.๖ มอญ เป็นเชื้อชาติที่มีอยู่ในเพชรบุรี ๒ ต�ำบล แต่มีอิทธิพล ในทางภาษาต่อภาษาไทยไม่มากนัก ๒.๗ ภาษาไทยใต้ เนื่องจากเพชรบุรีเป็นจังหวัดที่เป็นประตูสู่ ภาคใต้ ดังนั้น ชาวเพชรบุรีส่วนหนึ่งจึงใช้ภาษาไทยใต้หรือใช้เช่นเดียว กับคนใต้ เช่น คนเพชรบุรี บางกลุ่มเรียก ฟักทอง ว่า น�้ำเต้า เรียก ฟัก เขียว ว่า ขี้พร้า เช่นเดียวกับคนใต้ สุนทรภู่ยังกล่าวถึงคนแถบบางครก ว่าเรียกเช่นนี้ไว้ในนิราศเมืองเพชรว่า แต่ฟักทองร้องเรียกว่าน�้ำเต้า ฟักเขียวเล่าเรียกว่า ขี้พร้าแถลง หรือค�ำว่า กระดอก ที่แปลว่า เปล่า ๆ เช่น แขกกระดอก หมายถึง ไปช่วยงานในไร่นาเปล่า ๆ โดยที่เจ้าของไม่ต้องให้ค่าจ้างหรือไปออกแขก ตอบแทน เป็นค�ำที่คนใต้ใช้อยู่เป็นปกติ ที่ใช้ค�ำว่าดอก เฉย ๆ ก็มี เป็น ค�ำที่คนใต้ใช้เป็นปกติ และชาวเพชรและจังหวัดใกล้เคียงก็ใช้ด้วย ค�ำอื่น ๆ เช่น กะเอ กะลุย กะอืดกะเอ (มาก) เป็นค�ำไทยใต้ที่คน เพชรบุรีใช้อยู่เป็นอันมาก ๒.๘ ภาษาบาลี – สันสกฤต คนไทยนิยมภาษาสันสกฤต – บาลี เนื่องมาจากลัทธิ (พราหมณ์) และศาสนา (พุทธ) ถือเป็นภาษาสูง คนไทยสมัยก่อนไม่นิยมตั้งชื่อโดยใช้ภาษาบาลี – สันสกฤต จะตั้งชื่อ เป็นไทย ๆ พยางค์เดียว เช่น อิน จัน นิ่ม ด้วง ข�ำ ปี มา และ ๒ พยางค์ เช่น เรือนค�ำ, น�้ำฝน, ทองใบ ฯลฯ คนชั้นสูง เช่น กษัตริย์ เชื้อพระวงศ์ จึงจะใช้ค�ำบาลี – สันสกฤตได้ เช่น พ่อขุนศรีอินทราทิตย์ แต่ ในสมัยต่อ ๆ มา โดยเฉพาะสมัยปัจจุบัน (สมัย ร.๗-ร.๙) คนไทยไม่นิยมตั้งชื่อเป็นค�ำไทย นิยมตั้งชื่อ โดยใช้ค�ำบาลี – สันสกฤต หรือประสมด้วยค�ำบาลี – สันสกฤต กับค�ำไทย เช่น ปัญญา, วารี, ศรีสวัสดิ์, พิพัฒน์, บุญศรี, สุนันทา, มาลี, บวร, อุดม, แสงชัย, ไมตรี, ศรีวรรณ, แม้แต่ชื่อสถานที่และอื่น ๆ ก็ใช้ค�ำบาลี – สันสกฤต เช่น อยุธยา, อุบลราชธานี, รัตนโกสินทร์, รัฐธรรมนูญ ฯลฯ จะเห็นว่า ชื่อคนไทยหรือชื่ออื่นในเมืองไทยสมัยใหม่ หากคนไทยที่ตายมาแล้วราว ๒๐๐ ปี ฟื้นขึ้น มาได้ฟังก็จะประหลาดใจ และสงสัยว่าเป็นลูกหลานของตนจริงหรือ ? อนึ่ง ในสมัยปัจจุบันนี้ก็มีผู้นิยมตั้งชื่อเป็นภาษาอื่น ๆ เช่น ญี่ปุ่น ฝรั่ง ฯลฯ เช่น ยูมิ, โชนิกุ, จอย, บอย หรือผสมกับค�ำไทย เช่น มาวิน จอยจิต เป็นต้น ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 21
๓. บ้านเรือน และ สิ่งก่อสร้าง บ้านเรือนราษฎรในอดีตขึ้นอยู่กับวัสดุในพื้นที่และพื้นที่ใกล้เคียง บ้าน ชาวทะเล หรือชาวประมงจะไม่แข็งแรงถาวร และในอดีตจะใช้หลังคามุงจาก (ซึ่งเป็นพืชหาได้ง่ายในท้องถิ่น) บ้านชาวชนบทบ้านป่าจะท�ำด้วยไม้ไผ่และไม้ จริงซึ่งมีในท้องถิ่น ซึ่งต่างจากปัจจุบันนี้ไม้ในท้องถิ่นหายากเพราะมีการตัดไม้ ท�ำลายป่ากันมาก ชาวบ้านชาวเมืองจึงหันมาท�ำที่อยู่อาศัยซึ่งมีส่วนประกอบ ด้วยเหล็กและซีเมนต์ ต้นตาลซึ่งอยู่ในอดีตไม่มีผู้ใช้ในการก่อสร้างก็ถูกตัด และซื้อขายเป็นวัสดุก่อสร้างจนจ�ำนวนลดน้อยลง ในสมัยที่บ้านเรือนทั่วไปใช้ไม้เป็นเครื่องเรือน หากเกิดไฟไหม้จะรุนแรง และลุกลามใหญ่โต เช่น ไฟไหม้เพชรบุรีครั้งใหญ่เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๘ ถึงกับมี ลูกไฟติดไม้ไผ่ที่ระเบิดลอยข้ามฝั่งแม่น�้ำเพชรฝั่งตะวันออกมาตกไหม้บ้านเรือน ฝั่งตะวันตก ดังที่มีเพลงร้องพื้นบ้านบันทึกไว้ว่า “ไหม้อยู่ฝั่งหนึ่งเสียงปึงปังไป แล้วมีลูกไฟลอยข้ามสะพานมา” (เสภาเรื่องไฟไหม้เมืองเพชร) 22 พื้นภูมิเพชรบุรี
ดังนี้ ค�ำว่า “ลูกไฟ” ในที่นี้หมายถึง ไม้ไผ่เครื่องเรือนที่ติดไฟ อากาศ ในปล้องไม้ไผ่ขยายตัวท�ำให้ไม้ไผ่ระเบิดขึ้น และลอยข้ามฟากมาตกไหม้ บ้านเรือนอีกฝั่งหนึ่งของแม่น�้ำเพชร อาคารบ้านเรือนขึ้นอยู่กับภูมิทัศน์ คือ ลักษณะสภาพแวดล้อมและ ความนิยมตามกาลสมัย ดังนี้ ๓.๑ บ้านเรือน บ้านเรือนราษฎรสมัยเก่า (รัชกาลที่ ๘...พ.ศ. ๒๔๗๗ ขึ้นไป) พอจะจ�ำแนกลักษณะรูปทรงได้ ดังนี้ ๑) บ้านราษฎรทั่วไป เป็นทรงไทยมุงจากหรือแฝกคา ที่มีฐานะดี อาจมุงสังกะสีหรือกระเบื้องบ้าง คนรุ่นเก่าจะคุ้นและรู้จักค�ำเกี่ยวกับเรือนไทย เช่น ขื่อ แป รอด ตง จันทัน ฯลฯ ดี ต่างจากคนรุ่นใหม่ที่ไม่รู้จักหรือส่วนมาก จะชี้ไม่ถูก ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 23
บ้านเรือนส่วนมากจะสร้างด้วยไม้ อาจเป็นไม้ไผ่ (เรือนชั่วคราวหรือ ตามฐานะ) ไม้จริง หรือไม้ไผ่ประกอบไม้จริง ผู้ใดมีเรือนทรงไทย มุงสังกะสี หรือกระเบื้องจะถือว่ามีฐานะดี ดังที่เพลงร�ำวง (ยุค พ.ศ. ๒๔๙๑ - ๒๕๐๐) บันทึกไว้ว่า บ้านกล้วยรุ่งเรือง เขามุงกระเบื้องกันแทบทุกหลัง บ้านเราจนยาก มุงหลังคาจากกะรุงกะรัง หรือ สระพังมั่งมี มุงสังกะสีกันทุกกะหลัง หนองส้มจนยาก มุงคา, มุงจาก กะรุงกะรัง (เพลงร�ำวงพื้นบ้านเมืองเพชร) คนยากจนหรือคนที่ไม่ประสงค์จะอยู่ถาวรอาจปลูกเพียงกระท่อม (คนเพชรบุรีเรียกว่า “โรง”) มุงแฝกหรือคาเท่านั้น บ้านราษฎรทั่วไปอาจมีรั้วหรือไม่มีก็ได้ ที่มีรั้วในชนบทมักท�ำเป็น รั้วขัดแตะ (ไม้รวกทั้งล�ำ หรือไผ่ผ่าซีก) บางแห่งก็เพียงแต่ล้อมรั้วด้วยล�ำไผ่ผูก เป็นโครงตามขวาง หรือสะด้วยกิ่งไม้มีหนาม (ป้องกันวัว – ควายมากกว่า คน) ในหมู่บ้านชาวนา จะมีทะโลงฟางอยู่ทั่วไป (ซึ่งในสมัยปัจจุบันนี้จะหา ดูได้ยาก) บ้านเรือนของไทยทรงด�ำจะมีรูปทรงและเอกลักษณ์เฉพาะของ ตนเอง ในที่นี้จะกล่าวเฉพาะเรือนไทยภาคกลาง ดังนี้ 24 พื้นภูมิเพชรบุรี
เรือนไทย ประเภท แบ่งเป็น ๒ ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ (๑) เรือนเครื่องผูก คือ เรือนผูกขัดและประกอบอย่างง่าย อยู่ไม่นาน (๒) เรือนเครื่องสับ คือ เรือนถาวรที่คุมเข้าด้วยกันด้วยวิธีเข้าปากไม้ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า เรือนฝากระดาน เรือนเครื่องสับหรือเรือนฝากระดาน เป็นเรือนไม้ถาวร มีทั้งเรือนเดี่ยว เรือนคู่ และกลุ่มเริอน ฯลฯ นอกจาก เรือนของราษฎรแล้ว วัด ต�ำหนัก หรือ พระราชวังก็เป็นประเภทเรือนไทย ยกเว้นในสมัยหลัง ๆ ได้เปลี่ยนเป็น เรือนไทยกลาย ๆ เรือนไทยประยุกต์ หรือเรือนไทยแบบผสมผสาน หรือเป็น เรือนแบบต่างประเทศก็มี ลักษณะและโครงสร้างของเรือนเครื่องผูก ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 25
ลักษณะและโครงสร้างของเรือนเครื่องสับ 26 พื้นภูมิเพชรบุรี
เครื่องเรือน แสดงจากส่วน ส่วนภายในและทุกส่วนของเรือน ดังนี้ 1. อกไก่ 2. พรหม 3. ลูกฟัก 4. ปั้นลม 5. เหงาปั้นลม 6. แปลาน 7. หลังคาปีกนก 8. ไขราหน้าจั่ว 9. ไขราระเบียง 10. ไขราเชิงชาย 11. ไขราปีกนก 12. หลังคาตัวเรือน 13. หลังคาระเบียง 14. เดี่ยวใบดั้ง 15. เดี่ยวเสาดั้ง 16. ขื่อ 17. เสาตัวเรือน 18. เสาระเบียง 19. 20. รูรอด 21. คอสอง 22. หัวเทียน 23. ใบดั้ง 24. ไหล่ดั้ง 25. ปากง่ามเสา 26. รูเต้า 27. เต้า 28. ปากง้ามด้าม 29. รูหัวเทียน 30. รางขื่อหัวแป 31. หย่อง 32. พรึง 33. รอด 34. อกเลา 35. ล่องตีนช้าง 36. พื้นชาน 37. ตงชาน 38. รอดชาน 39. ล่องแมวเรือน 40. บานหน้าต่าง 41. ล่องชานแมว 42. อัฒจันทร์ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 27
เรือนไทยพื้นถิ่นเมืองเพชรบุรี 28 พื้นภูมิเพชรบุรี
นอกชานที่เชื่อมระหว่างกลุ่มเรือนไทย ฝาปะกนไม้ของเรือนไทย ซุ้มประตูทางเข้า บันไดเรือนไทยไม่มีราวบันได ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 29
โครงสร้างหลังคาแบบไทย หอวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ภายในอาคารหอวัฒนธรรม เฉลิมพระเกียรติฯ (๑) 30 พื้นภูมิเพชรบุรี
ภายในอาคารหอวัฒนธรรม เฉลิมพระเกียรติฯ (๒) ศาลาเรือนไทยกลางน�้ำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (๑) ศาลาเรือนไทยกลางน�้ำ มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี (๒) ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 31
เรือนไทย และเรือนไทยประยุกต์ในจังหวัดเพชรบุรี วัดถ�้ำแก้ว อ.เมืองเพชรบุรี เรือนกึ่งเครื่องผูกมุงสังกะสี ที่ปล่อยทิ้งร้าง อ.เมืองเพชรบุรี วัดเขาทโมน อ.บ้านลาด 32 พื้นภูมิเพชรบุรี
เรือนเจ้าเงาะ ต.เวียงคอย อ.เมืองเพชรบุรี (๒) เรือนไทยประยุกต์ ริมถนนเพชรเกษม ต.เวียงคอย อ.เมืองเพชรบุรี เรือนเจ้าเงาะ ต.เวียงคอย อ.เมืองเพชรบุรี (๑) ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 33
พิพิธภัณฑ์ไทย บ้านนายทวีโรจน์ กล�่ำกล่อมจิตต์ ต.สมอพลือ อ.บ้านลาด เรือนไทยประยุกต์ ริมถนนเพชรเกษม ต.หัวสะพาน อ.เมืองเพชรบุรี (๒) เรือนไทยประยุกต์ ริมถนนเพชรเกษม ต.หัวสะพาน อ.เมืองเพชรบุรี (๑) 34 พื้นภูมิเพชรบุรี
เรือนไทย ที่อยู่ในแวดวง ของอาคารแบบอื่น ต.คลองกระแชง อ.เมืองเพชรบุรี เรือนไทย ที่ประกอบกับ โรงเรือนแบบอื่น ต.หัวสะพาน อ.เมืองเพชรบุรี เรือนไทย ที่ปลูกใกล้เคียงกับ เรือนแบบอื่น ต.หัวสะพาน อ.เมืองเพชรบุรี ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 35
๒) บ้านเรือนยุคหลัง บ้านเรือนยุคหลังราวสมัย ร.๘ - ร.๙ เป็นต้น มามักปลูกเป็นเรือนไทยน้อยลง นิยมปลูกเรือนทรงปั้นหยาและยุคต่อมา ก็ นิยมทรงสเปน และบ้านรูปทรงต่างประเทศอื่น ๆ ผู้ปลูกเรือนไทยมักจะปลูก เพื่อแสดงเอกลักษณ์และฐานะของตน ไม่ได้ปลูกเพื่อมุ่งอยู่อาศัย ในย่านชุมชนเจริญ เช่น ในย่านพาณิชย์และตัวเมือง ที่ปลูกเป็นเรือนไม้ มักเป็นห้องแถว และมีที่ปลูกเป็นตึกรามมากขึ้น ห้องแถวที่ก่ออิฐถือปูนแทน ห้องแถวไม้มีมากขึ้นเป็นล�ำดับ สมัยราว ๒๐ - ๓๐ ปีมานี้ (นับจาก พ.ศ. ๒๕๕๔ ขึ้นไป) ไม้จริงมีน้อย ลงการปลูกสร้างยุคใหม่เริ่มนิยมใช้โครงเหล็ก เสาปูน สมัยก่อนหน้านี้ใครอยู่ ตึกเป็นคนมีฐานะและดูเป็นสิ่งเด่น แต่สมัยปัจจุบันนี้เป็นตรงข้าม บ้านงาม ๆ ที่สร้างด้วยไม้เป็นสิ่งก่อสร้างที่เด่น (เพราะไม้หาได้ยากขึ้นทุกที) คนมีฐานะ บางคนท�ำบ้านและเครื่องใช้ด้วยไม้ตาลเพื่อแสดงเอกลักษณ์ของ เมืองเพชรและถือเป็นจุดเด่น เพราะไม้มีสีสันและลวดลาย (ด�ำ) ที่สวยงาม (แต่ช่างผู้ท�ำไม่ชอบ เพราะไม้ตาลแข็ง ท�ำให้เครื่องมือช่างเสียหรือช�ำรุดง่าย หากเงินไม่ถึงจริง ๆ จึงสร้างไม่ได้กี่ราย) ๓.๒ อุโบสถ วิหาร และกุฎีสงฆ์ ในสมัยโบราณ อุโบสถ, วิหารใน วัดวาอารามที่ส�ำคัญมักก่อด้วยอิฐถือปูน อุโบสถไม้มีอยู่บ้างในเพชรบุรี เช่น อุโบสถวัดแรก และอุโบสถวัดปากน�้ำ อ.เมืองเพชรบุรี เป็นต้น ที่อุโบสถใน สมัยโบราณนิยมก่ออิฐถือปูนมาแต่เดิม เพราะถือว่าเป็นจุดส�ำคัญของวัด ใน ปัจจุบันนี้อุโบสถไม้ หาดูได้ยาก ในจังหวัดเพชรบุรี ที่วัดกุฏิ บางเค็ม อ.เขาย้อย มีอุโบสถไม้สัก สร้าง ในสมัยพระครูเกษมสุตคุณ (ชุ่ม) เป็นเจ้าอาวาส (พ.ศ. ๒๔๕๗-๒๕๐๕) เป็น อุโบสถสร้างใน พ.ศ. ๒๔๗๓ สลักภาพทศชาติ และภาพพระถังซ�ำจั๋งกับศิษย์ ในไซอิ๋ว เป็นอุโบสถและศิลปะที่มีชื่อเสียงมาก ส่วนกุฎีวิหารในสมัยเก่ามักเป็นอาคารไม้ทรงไทย แต่ในปัจจุบันนี้ได้ พัฒนามาเป็นกุฎีวิหารรูปแบบผสมผสาน มีทั้งที่เป็นไม้และก่ออิฐถือปูน ได้ ทราบว่าใน พ.ศ. ๒๕๕๗ นี้เอง ในจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ได้มีการสร้าง อุโบสถไม้ตาลขึ้น นับว่าเป็นการก่อสร้างที่แสวงหาจุดเด่น แต่เนื่องจากอยู่ นอกเขต จ.เพชรบุรี จึงไม่ขอกล่าวในรายละเอียด ๓.๓ โบราณสถานภายใต้อิทธิพลขอมและพราหมณ์ เพชรบุรีเคยตก อยู่ในอาณาจักรขอมมาก่อนที่จะสถาปนาราชอาณาจักรไทย นัยว่าเคยเป็น เมืองลูกหลวงของขอม ขอมนั้นรับอิทธิพลของพราหมณ์และนับถือศาสนา 36 พื้นภูมิเพชรบุรี
ฮินดูมาก่อน (ภายหลังรับพุทธศาสนา) อยู่เป็น เวลานาน มีโบราณสถานที่แสดงอิทธิพลทาง ภูมิทัศน์ของขอมและพราหมณ์ ดังนี้ ๑) พระปรางค์ห้ายอดวัดมหาธาตุ วรวิหาร เป็นปราสาททรงขอม คะเนว่าอายุร่วม ๒,๐๐๐ ปี ได้เคยหักพังและซ่อมแซมบูรณะมา หลายครั้งแล้ว เดิมคงเป็นแต่ปรางค์โดด ๆ ต่อมา เมื่อคนแถบนี้นับถือพุทธศาสนาได้สร้างวัดขึ้น จึง เรียกว่าวัดหน้าพระธาตุ (โดยถือว่าปรางค์ได้บรรจุ พระธาตุ หรือพระบรมธาตุไว้ จึงเรียกปรางค์นี้ว่า พระธาตุ) เพราะตั้งอยู่หน้าของปรางค์ (พระธาตุ) นั้น ปัจจุบันเป็นวัดส�ำคัญเป็นพระอารามหลวง มีอายุกว่า ๕๐๐ ปี ชื่อว่าวัดมหาธาตุวรวิหาร เคย เป็นวัดของเจ้าคณะจังหวัดมาเป็นเวลานาน และมี เจ้าคณะจังหวัดมาถึง ๔-๕ รูป อุโบสถไม้สัก วัดกุฏิ บางเค็ม อ.เขาย้อย พระปรางค์ห้ายอดวัดมหาธาตุวรวิหาร ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 37
๒) วัดก�ำแพงแลง เป็นเทวาลัยหรือ เทวาสถานสร้างด้วยศิลาแลง เป็นปราสาท ๕ หลัง ซึ่งน่าจะเป็นปราสาทของพระพรหม พระศิวะ พระวิษณุ พระขันทกุมาร และอีกหลังหนึ่งอาจ จะเป็นของพระอุมา หรือจอมเทพอื่น ภายหลัง หักพังไป และเมื่อประชาชนเมืองเพชรบุรียุคหลัง ๆ หันมานับถือพุทธศาสนา พระภิกษุสงฆ์ไปจ�ำ พรรษาอยู่ จึงตั้งเป็นส�ำนักสงฆ์ขึ้น เพิ่งยกฐานะ เป็นวัดอย่างสมบูรณ์ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๑๒ นี้เอง เทวสถานต่าง ๆ ส่วนมากยังคงรูปอยู่แม้ จะช�ำรุดไปบ้าง แต่ความที่เป็นศิลาแลง จึงยังคงรูป แสดงหลักฐานว่าเป็นสิ่งก่อสร้างมาแต่สมัยขอม (ราวพุทธศตวรรษ ๑๖-๑๗) ซึ่งเป็นวัฒนธรรม ของลัทธิพราหมณ์อีกต่อหนึ่ง ๓) เสาชิงช้า เป็นสิ่งส�ำคัญของลัทธิ พราหมณ์ ในพิธีตรียัมปวาย คือ พิธีรับพระ อิศวร ซึ่งเสด็จมาเยี่ยมโลกประจ�ำปี ในวันขึ้น ๗ ค�่ำ ตอนเช้า และขึ้น ๙ ค�่ำ ตอนเย็นของเดือนยี่ เรียกกัน ตามภาษาชาวบ้านว่า พิธีโล้ชิงช้า จ�ำเป็นต้อง มีเสาชิงช้าสร้างไว้หน้าโบสถ์พราหมณ์ มักมีอยู่ ตามเมืองใหญ่ ๆ เช่น ที่กรุงเทพฯ ก็มีอยู่ใกล้วัดสุ ทัศนเทพวราราม เป็นต้น ในเพชรบุรีมีอยู่ใกล้ ๆ หรือภายในเขตวัดพริบพรี (วัดเพชรพลี) ใกล้วัด สนามพราหมณ์ ซากเสาชิงช้าที่วัดพริบพรี คงยังมีให้เห็นอยู่ ถึงสมัย ร.๗ ภายหลังหักพังไป เจ้าอาวาสปัจจุบัน (พระมหาศุภชัย ชยธมฺโม) ร่วมกับคณะบุคคล ส�ำคัญและสาธุชน มีพลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ อดีตนายกรัฐมนตรี (ซึ่งเป็นชาวเพชรบุรีและ เก็บอัฐิบรรพบุรุษไว้ที่วัดนี้) เป็นต้น ได้ก่อสร้าง ขึ้นใหม่โดย ฯพณฯ พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ มาเป็นประธานวางศิลาฤกษ์เสาชิงช้า (ในที่เดิม) เมื่อ ๑๑ มีนาคม ๒๕๕๐ วัดก�ำแพงแลง 38 พื้นภูมิเพชรบุรี
ในสมัย ร.๓ เมื่อสุนทรภู่มา เพชรบุรี (คราวแต่งนิราศเมืองเพชร ราว พ.ศ. ๒๓๗๔) ยังได้กล่าวถึงเสาชิงช้านี้ ดังกลอนว่า มาลงเรือเมื่อจะล่องแรมสองค�่ำ ต้องไปล�่ำลาพราหมณ์ตามวิสัย ไปวอนว่าท่านยายค�ำให้น�ำไป บ้านประตูไม้ไผ่แต่ไรมา เป็นถิ่นฐานบ้านพราหมณ์รามราช ล้วนโคตรญาติย่ายายฝ่ายวงศา เทวฐานศาลสถิตอิศรา เสาชิงช้าก็ยังเห็นเป็นส�ำคัญ (นิราศเมืองเพชรฉบับสมบูรณ์) นอกจากนี้ บ้านคนเชื้อสายพราหมณ์ (เช่น บ้านพราหมณ์, บ้าน นารายณ์, บ้านบ่อพราหมณ์, บ้านสามพราหมณ์ ฯลฯ) บางแห่งก็ยังมีซากเสา ชิงช้าอยู่ เช่น จากปากค�ำของ อาจารย์เสยย์ เกิดเจริญ อดีตอธิการวิทยาลัย ครูเพชรบุรี (มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี ในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นคนท้องถิ่นได้ เคยเห็นเสาชิงช้าในบ้านพราหมณ์ ต.โพพระ อ.เมืองเพชรบุรี มาแล้วในสมัย เมื่อเยาว์วัย (ปัจจุบันอายุ ๘๖ ปี) เสาชิงช้า วัดพริบพรี ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 39
๓.๔ ศิลปะปูนปั้นบนหน้าบัน อุโบสถและวิหารใน วัดในพุทธศาสนาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน แม้จะ เป็นปูชนียสถานและสถาปัตย์เกี่ยวกับพุทธศาสนา ก็ยังมี สลัก, ปั้น หรือประดิษฐ์เป็นรูปเทพเจ้าในลัทธิพราหมณ์ หรือศาสนาฮินดู เช่น รูปนารายณ์ทรงสุบรรณ รูปตัว ละครส�ำคัญในเรื่องรามเกียรติ์ เป็นต้น แสดงอิทธิพลของ ลัทธิพราหมณ์ไว้ในปูชนียสถานของพุทธศาสนา ซึ่งรวมทั้ง ภาพรามเกียรติ์ตามผนัง, ระเบียง, โบสถ์วิหาร เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ในระเบียง เพดาน ผนัง ฯลฯ ของ อุโบสถ-วิหารของบางวัดบุคลากร (พระมหาเถรานุเถระ เป็นต้น) ที่เกี่ยวข้องที่เห็นความส�ำคัญของพุทธศาสนา จะสลัก, แกะ, ปั้นหรือประดิษฐ์ศิลปกรรมเป็นเรื่องราวใน ชาดก, พุทธประวัติและเรื่องราวของพุทธศาสนาแทน นับ ว่าเป็นศิลปวัฒนธรรมที่เทียบเคียงหรือเป็นคู่แข่งกัน แต่ ไม่ได้ยินว่าผู้ใดรังเกียจศิลปกรรมที่มาทางพราหมณ์ คือ ยอมรับอิทธิพลวัฒนธรรมโดยเสมอกันทั้งทางพุทธและ ทางพราหมณ์ ปูนปั้นวิหารหลวงวัดมหาธาตุฯ 40 พื้นภูมิเพชรบุรี
๔. วัฒนธรรมการแต่งกาย การแต่งกายของราษฎรเป็นวัฒนธรรมที่เห็นชัดเจน อาจจะแบ่งออก ได้ตามสภาพ เช่น การแต่งกายของเด็ก การแต่งกายของผู้ใหญ่ การแต่งกาย ของราษฎรสามัญและการแต่งกายของผู้มีฐานะ เป็นต้น ๔.๑ การแต่งกายของเด็ก ในสมัยเก่าเด็กเล็ก ๆ อาจเปลือยกาย เด็กโตขึ้นอาจมีเสื้อผ้าท่อนล่าง เด็กหญิงอาจนุ่งซิ่น เครื่องประดับ (หากพอ มีฐานะ) อาจผูกลูกพริกที่เอว สวมก�ำไล (ข้อมือ-ข้อเท้า) เด็กหญิงอาจผูก จะปิ้ง เด็กไทยอาจไว้จุก ไว้แกละ เด็กบุตรหลานผู้มีฐานะอาจสวมแหวน หรือ มีปิ่นปักผมเป็นของมีค่า ค�ำของขุนช้าง ที่กล่าวกับนางวันทองตอนตามหา ตัวพลายงามที่ว่า แหวนทองก�ำไลใส่ออกกบ ฉวยไปพบคนร้ายอ้ายคอฝิ่น มันจะจับจุกปากลากลิ้น ง้างก�ำไลไปกินเสียแล้วกรรม ดังนี้ แสดงลักษณะการแต่งกายของเด็กได้อย่างดี การแต่งกายไทยทรงด�ำ เด็กไทยไว้จุก ภาพการแต่งกายของหญิงดั้งเดิม ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 41
๔.๒ การแต่งกายของผู้ใหญ่ สมัยก่อน ชาย ผู้ใหญ่ไทยนุ่งกางเกงด้วยผ้าทอเอง (ขาสั้น หรือครึ่งเข่า), นุ่งผ้าม่วง ผ้าโจงกระเบน หากมี เสื้อก็จะเป็นเสื้อซึ่งท�ำเอง อาจเป็นเสื้อกั๊ก เสื้อ คอกลม เสื้อมีลูกคุมขัด ไทยภาคเหนืออาจสวม เสื้อม่อฮ่อม (แต่โดยทั่วไปคนไทยทุกภาค ไม่สวม เสื้อ) ส่วนมากจะนิยมสักตามร่างกาย (ความเชื่อ ทางไสยศาสตร์) จนเป็นค�ำเรียกแสดงภาค เช่น ลาวพุงด�ำ ลาวพุงขาว คนไทยภาคกลาง-ภาคใต้ ก็นิยมสักเหมือนกัน (แต่ไม่ได้สักมากจนด�ำพรืด เหมือนคนภาคเหนือ) เครื่องแต่งกายประกอบอาจมีหมวกงอบ (หมวกสานด้วยใบลาน เป็นต้น) หรือผ้าโพกหัว ผ้าคาดพุง ผ้าขาวม้า หญิงอาจมีผ้าคาดอก นุ่งซิ่น และในงานส�ำคัญอาจมีผ้าสไบเฉียง เครื่องกาย เหล่านี้ในผู้มีฐานะดีหรือคนชั้นสูง ก็อาจมีเครื่อง ประดับต่าง ๆ เช่น แหวน สร้อย ก�ำไล ฯลฯ ยิ่งใน ราชส�ำนักการแต่งกายก็วิจิตรพิสดารยิ่งขึ้น ปกติชายไทยทุกฐานะมักไม่สวมเสื้อ (ยกเว้นฤดูหนาว) แม้แต่ข้าราชการที่เข้าเฝ้า พระเจ้าแผ่นดินก็ไม่สวมเสื้อ จนถึงสมัยรัชกาลที่ ๔ ทรงปรารภว่า ไม่สวมเสื้อเข้าเฝ้าเป็นโรคผิวหนัง เช่น กลาก เกลื้อนก็แลเห็นหมด เป็นที่น่ารังเกียจ อับอายแก่แขกหรือทูตานุทูตต่างประเทศ จึงโปรด เกล้าฯ ให้ข้าราชการสวมเสื้อเข้าเฝ้าแต่นั้นมา ภาพตัวละครพระนาง ภาพชายไทยนุ่งโจงกระเบนไม่สวมเสื้อ การแต่งกายหญิงชาวนาใส่หมวกหงอบ ภาพเด็กชาย - หญิงสมัยใหม่ 42 พื้นภูมิเพชรบุรี
ราษฎรเพชรบุรีมีหลายเชื้อชาติ ชาวมุสลิม (แขก) มักนุ่งโสร่ง สวมหมวกแบบมุสลิม หญิง มุสลิมมีผ้าคลุมหน้าเมื่อออกนอกบ้าน ชาวไทด�ำ (ไทยทรงด�ำหรือโซ่ง แต่งชุดลายทาง (เป็นผ้า ทอเอง) ชายก็นุ่งกางเกงขาสั้นผ้าทอเอง ในงาน ส�ำคัญก็อาจจะมีเสื้อพิเศษ เช่น เสื้อฮี หญิงอาจ เกล้าทรงผมที่เรียกว่าปั้นเกล้า เป็นต้น ชาวกะเหรี่ยงหญิงจะมีชุดประจ�ำตัวของ ตนเอง ชายสมัยเก่าอาจจะไว้ผมคล้ายจุกชี้ไปทาง ด้านหน้า สมัยเก่าทั้งชาย-หญิง จะเจาะหูเป็นรู กว้าง (สมัยปัจจุบันนี้เลิกท�ำกันไปเป็นส่วนมาก) ชาวจีนแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบจีน แต่ใน สมัยปัจจุบันนี้เสื้อผ้าหาได้ง่าย วัฒนธรรมการ แต่งกายของไทย จึงเปลี่ยนแปลงไปโดยกระเดียด ไปทางตะวันตก และประเทศเพื่อนบ้านในการใช้ ชีวิตปกติ ชุดไทยจริง ๆ จะใช้ในงานส�ำคัญ ๆ เท่านั้น ภาพการแต่งกายผู้ชาย กะเหรี่ยง ภาพการแต่งกายผู้ชายแขก การแต่งกายแบบ ชาวจีน ภาพการแต่งกายผู้หญิงแขก ภาพการแต่งกายไทยทรงด�ำ ชาย-หญิง ภาพชาย-หญิงไทย สมัยใหม่ ภาพการแต่งกาย ผู้หญิงกะเหรี่ยง ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 43
๕. มหรสพ – การแสดง ประเทศที่มีความเจริญย่อมมีวัฒนธรรมการแสดงในลักษณะมหรสพ หรือการแสดงร้องร�ำเป็นเรื่องราวลีลาต่าง ๆ เป็นของเดิมตามเชื้อชาติของตน ก็มี เป็นของที่ได้รับหรือมีอิทธิพลจากวัฒนธรรมของชาติอื่นที่ตนเลื่อมใสก็มี ที่ปรับปรุงประยุกต์จากวัฒนธรรมอื่นจนกลายเป็นวัฒนธรรมของตนก็มี ศูนย์กลางจะอยู่ที่เมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ – เมืองส�ำคัญ กล่าวกันว่า เพชรบุรี เป็นกรุงศรีอยุธยาที่มีชีวิต หมายถึงเมื่อกรุง ศรีอยุธยาถูกพม่าตีแตกเมื่อ พ.ศ. ๒๓๑๐ พม่าข้าศึกได้เผาท�ำลายวัฒนธรรม ต่าง ๆ เสียมาก แต่วัฒนธรรมบางอย่างอาจจะยังเหลืออยู่ตามหัวเมือง เพราะ ส่วนมากพม่าไปไม่ถึง เช่นที่เพชรบุรียังเคยพบพระราชพงศาวดาร (ฉบับที่ ให้ชื่อว่า หลวงประเสริฐอักษรนิติ์ ในภายหลังเพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ผู้ค้นพบ คือ หลวงประเสริฐอักษรนิติ์ หรือพระยาปริยัติธรรมธาดา ในสมัยต่อมา) ที่ไม่พบในอยุธยา, ธนบุรี, กรุงเทพฯ หรือหัวเมืองอื่น โดยพบในสมัย ร.๕ ๔. วัฒนธรรมกา 44 พื้นภูมิเพชรบุรี
ส�ำหรับการมหรสพในอดีตจนถึงปัจจุบันของเพชรบุรี มีดังต่อไปนี้ ๕.๑ หนังใหญ่ หนังใหญ่ คือ ตัวหนังซึ่งฉลุด้วยหนังวัวรูปทรง ขนาดตัวคน มีไม้ประกับตัวหนังสองอัน ส�ำหรับคน ๑ คน จับเชิดและเต้น เดินตามจังหวะของเครื่องดนตรีและเสียงขับพากย์ หนังใหญ่แสดงบนลาน กว้างหรือภายในอาคารใหญ่ ไม่ต้องมีจอส�ำหรับเชิด (จอใช้พิงตัวหนัง) มีคน เดินเต้นเชิดประจ�ำตัวหนังตัวละ ๑ คน มีคนขับ-พากย์หรือร้องและเจรจาตาม บทตามเรื่อง แบ่งเป็น ๒ ประเภท ดังนี้ ๑) หนังเมือง เช่นตัว ทศกัณฐ์อยู่ในปราสาท, พระลักษมณ์ อยู่ในพลับพลา ฯลฯ หรือประเภทหนังรบ-หนังรัก เช่น สุครีพรบติดพันอยู่ กับกุมภกรรณ, หนุมานก�ำลังอุ้มนางเบญกายเหาะ (บางทีเรียกหนังอย่างนี้ ว่า หนังจับ) ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 45
๒) หนังเดี่ยว ฉลุเป็นหนังตัวเดียว เช่น หนุมาน องคต นางสีดา พระราม ฯลฯ ตัวหนังเดี่ยวจะสูงประมาณ ๑ เมตร ส่วนตัวหนัง เมืองจะใหญ่กว่าเล็กน้อย หลวงพ่อฤทธิ์แห่งวัดพลับพลาชัย (พ.ศ. ๒๓๗๘-๒๔๖๒) อ.เมือง เพชรบุรี เป็นผู้ฉลุหนังใหญ่ไว้ประมาณ ๒๐๐ ตัว นับว่าท่านเป็นครูและ ศิลปินหนังใหญ่แห่งเพชรบุรี ในสมัยนั้นถ้าเอ่ยถึงหนังใหญ่ก็ต้องนึกถึง วัดพลับพลาชัย การแสดงหนังใหญ่จะมีในงานส�ำคัญ ๆ เช่น ในสมัยปลายรัชกาลที่ ๕ เมื่อทรงบ�ำเพ็ญพระราชกุศลครบรอบปีการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้าลูก ยาเธอ พระองค์เจ้าอุรุพงษ์รัชสมโภช เมื่อวันที่ ๘ กันยายน พ.ศ. ๒๔๕๓ ณ พระรามราชนิเวศน์ (วังบ้านปืน การแสดงหนังใหญ่ครั้งนั้น หลวงพ่อฤทธิ์ ได้ให้นายรวบเป็นนายหนัง (ผู้ก�ำกับการแสดง), นายอูเป็นนายไต้ (ผู้ควบคุม แสง) นายเปลี่ยน เสียงละห้อย เป็นผู้พากย์ (ค�ำว่าเสียงละห้อย เป็นฉายา การแสดง ไม่ใช่นามสกุลเพราะสมัยนั้นยังไม่มีนามสกุล) มีคนเชิด ๗ คน พร้อมพิณพาทย์ กระจับปี่ สีซอ ผู้แสดงหนังใหญ่ทุกคนนุ่งผ้าพื้นโจงกระเบนสีน�้ำเงิน สวมเสื้อขาว คอกลมแขนสั้น มีผ้าขาวม้าคาดพุง ยกเว้นนายรวบ (นายหนัง) สวมเสื้อคอ ปิด กระดุม ๕ เม็ด คาดผ้าขาวม้า ก่อนการแสดงหลวงพ่อฤทธิ์ประพรมน�้ำ พุทธมนต์ให้แก่ลูกศิษย์ทุกคน การแสดงครั้งนั้นเป็นการแสดงหน้าพระที่นั่ง มีขั้นตอนการแสดงโดย สรุป ดังนี้ ขั้นที่ ๑ ขึงจอเป็นการประกอบ (ไม่ได้ใช้เชิดกับจอ) จอกลางเป็น ผ้าขาว ริมทั้ง ๔ ด้านเป็นผ้าสีแดงและสีน�้ำเงิน ขอบยาวประมาณ ๑๐ เมตร กว้างประมาณ ๕ เมตร ใต้จอเบื้องล่างมีผ้าดอกลายสีต่าง ๆ ผูกติดกับไม้ คร่าวถึงพื้นดิน หลังจอมีแป้น (ร้านไฟ) ท�ำด้วยไม้เนื้อแข็ง มีแผ่นสังกะสีท�ำ เป็นแป้นรูปสี่เหลี่ยมจัตุรัสด้านละ ๑ เมตร สูงจากพื้นประมาณ ๑ เมตรครึ่ง ขั้นที่ ๒ ประมาณ ๑ ทุ่ม นายไฟจุดไต้บนแป้น คณะหนังใหญ่โห่ ๓ ลา พิณพาทย์บรรเลงเพลงรัว เพลงเชิด คนเชิดน�ำตัวหนังเจ้า ๓ ตัว มาพิง บนจอ (หนังเจ้า ๓ ตัว คือ พระฤๅษี อยู่กลางระหว่าง พระอิศวร และพระ นารายณ์) นายหนังจุดธูปเทียนบูชาหนังเจ้า พิณพาทย์บรรเลงเพลงสาธุการ 46 พื้นภูมิเพชรบุรี
ขั้นที่ ๓ นายเปลี่ยนผู้พากย์เริ่มพากย์บทเบิกหน้าพระ เป็นตระ ๓ ทวย เมื่อพากย์จบพิณพาทย์บรรเลงเพลงครอบจักรวาล ผู้เชิดน�ำหนังเจ้า ทั้ง ๓ ตัวกลับไปพิงไว้ในราว ขั้นที่ ๔ ๓ ทุ่มตรง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จประทับหน้า จอ ข้าราชบริพารตามเสด็จนั่งเบื้องหลัง พิณพาทย์บรรเลงเพลงสรรเสริญ พระบารมี คณะหนังใหญ่เข้าเฝ้ากราบถวายบังคมพร้อมกัน นายรวบกราบ ถวายบังคมทูลรายงาน พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชด�ำรัส ตอบ คณะหนังใหญ่กราบถวายบังคมอีกครั้งหนึ่งและเข้าจอ ขั้นที่ ๕ เริ่มแสดงโดยลงมือเชิดเบิกโรง เชิดตอนจับลิงหัวค�่ำ (ลิง ขาว-ลิงด�ำ ต่อสู้กัน) ขั้นที่ ๖ เริ่มแสดงตามท้องเรื่อง ครั้งนั้นแสดงตอนพระรามลงสรง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทอดพระเนตรหนังใหญ่พอสมควรแก่เวลาก็ เสด็จพระราชด�ำเนินไปทอดพระเนตรการแสดงอื่น ๆ ต่อไป จุดเด่นของหนังใหญ่ของหลวงพ่อฤทธิ์ นอกจากศิลปะในการฉลุ, การพากย์และการแสดงแล้ว จะสอนสอดแทรกธรรมะแก่ผู้ชมโดยตลอด ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 47
เกียรติคุณของท่านระบือไปไกล ศิลปินประเภทอื่น ๆ เช่น ลิเก ละคร หนัง ตะลุง หุ่นกระบอกต่างพากันนับถือและยกย่องเป็นครูอาจารย์ เมื่อมีงานไหว้ ครู-ครอบครูจะมากันอย่างคับคั่ง แม้ในปัจจุบันนี้ (๒๕๕๓-๒๕๕๖) ก็ยังมีการ ครอบครูโดยใช้วัดพลับพลาชัยเป็นสถานที่ประกอบพิธี ใน พ.ศ. ๒๕๕๖) ก็ยังมี การครอบครูโดยใช้วัดพลับพลาชัยเป็นสถานที่ประกอบพิธี ใน พ.ศ. ๒๕๕๖ ได้จัดท�ำขึ้น ๒ ครั้ง โดยครูหนังใหญ่ (นายวีระ มีเหมือน) ครูหนังใหญ่รางวัล ครูภูมิปัญญาไทย สาขาการแสดง จาก จ.อ่างทอง มาเป็นผู้น�ำประกอบพิธี และสอนหนังใหญ่-โขน และคงจะด�ำเนินการสืบต่อไปอีกไม่ขาดสาย ๕.๒หนังตะลุงเป็นการแสดงการเชิดหนังขนาดเล็ก คือ ตัวหนังขนาด สูงศอกเศษ แกะเป็นรูปมนุษย์ ยักษ์ เทวดา ลิง ตัวนาง ฯลฯ ใช้ไม้คาบ ๑ อัน พอคนคนเดียวจับตัวหนัง ๒ ตัว เชิดได้สะดวก คนเชิดและดนตรีปี่กลองอยู่ ในโรง นั่งภายหลังจอ คนดูจะดูอยู่หน้าจอไม่เห็นตัวคนเชิด เห็นแต่เงาของตัว หนังแสงไฟใช้ตะเกียงลาน ตะเกียงเจ้าพายุ (ปัจจุบันใช้หลอดไฟฟ้า) ดนตรีมี ปี่ กลอง ฉิ่ง ฉาบ ฆ้อง โหม่ง (บางโรงอาจไม่มีปี่) คนเชิดโดยปกติจะมีคน เดียว เชิด ร้อง เจรจา ท�ำเสียงต่าง ๆ ดังนั้น นายหนังตะลุงจึงเป็นศิลปิน เบ็ดเสร็จ ศิลปินชั้นยอด เพราะอยู่ในตัวคนเดียว (ยกเว้นคนดนตรีอาจเป็น 48 พื้นภูมิเพชรบุรี
ลูกคู่ผสมเป็นการประกอบบ้าง) แต่หนังตะลุงบาง โรงอาจใช้จอยาว และคนเชิด ๒ คนก็มี นายหนัง ตะลุงมักเป็นชาย ไม่ใคร่มีหญิงเล่นในหนังตะลุง โรงหนังตะลุง ท�ำตามรูปจอหนังยาวไม่เกิน ๒ วา สูงประมาณ ๑ วา ใต้ถุนสูง และเป็นการท�ำ ขึ้นชั่วคราว (ไม่ใคร่มีท�ำเป็นการถาวร) บางแห่ง ใช้เกวียน ๒ เล่ม จอดเทียบกันและท�ำพื้นโรงบน เกวียนก็ใช้เป็นโรงหนังตะลุงได้ ใต้จอจะมีต้นกล้วย ใช้ปักหนังที่ก�ำลังแสดง (บางคนเรียกเล่น ๆ ว่า หนังโคกระแทกหยวก) ส่วนตัวหนังที่ยังไม่ได้เล่น จะแขวนหรือปักไว้ตามราว ซ้าย-ขวาของคนเชิด ๑) ประวัติหนังตะลุงเล่ากันมาว่าเดิมเล่น กันทางใต้ เป็นการเล่น เลียน หรือดัดแปลงจาก หนังใหญ่ มีต�ำนานเล่ากันอยู่ ๒-๓ สาย เช่น (๑) หนังตารุ่ง ว่าคนคิดเล่นคนแรก ชื่อตารุ่ง นานมาเพี้ยนเป็น หนังตะลุง (๒) หนังเสาตะลุง ว่าพวกที่คิดเล่น ครั้งแรกเป็นชาวชวาที่เข้ามาอยู่ทางภาคใต้ เริ่ม แสดงขึ้นที่เสาตะลุงที่ผูกช้าง จึงเรียกว่าหนังเสา ตะลุง นาน ๆ ไปก็เลยเป็นหนังตะลุง (๓) หนังพัทลุง สมเด็จกรมพระยา ด�ำรงราชานุภาพ ทรงบันทึกไว้ว่า ชาวบ้านควน พร้าว เมืองพัทลุง น�ำมาเล่นในกรุงเทพฯ เป็น ครั้งแรก จึงเรียกว่า หนังพัทลุง นานเข้ากลาย เป็นหนังตะลุง ชาวพัทลุงเรียกว่า หนังควน (พร้าว) หนังตะลุงเข้าใจว่ามีมาตั้งแต่สมัยอยุธยา (มีกล่าวถึงในวรรณคดีว่า เล่นหนัง อาจจะหมาย ถึงหนังใหญ่หรือหนังตะลุง ก็ได้ ในบทละครเรื่อง อิเหนา (พระราชนิพนธ์ ร.๒) ก็กล่าวถึงประสันตา เชิดหนัง พิจารณาจากเนื้อความของบทละครอาจ เป็นหนังใหญ่ หรือหนังตะลุง ก็ได้ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 49