หนังตะลุงทางใต้มักเล่นเรื่องรามเกียรติ์ เป็นพื้น ตัวเอกเจรจาเป็นภาษาภาคกลาง ตัวตลกเจรจาเป็นภาษาพื้นเมืองภาคใต้ ตัวตลก มักแกะจากบุคคลที่เคยมีตัวอยู่จริง ทั้งรูปร่าง และอุปนิสัย นายหนังจะเจรจาเป็นส�ำเนียงเลียน ผู้นั้นหรือแสดงตามบุคลิกของผู้นั้น นายหนัง ที่สามารถอาจร้องเป็นกลอนสด การแสดง หนังตะลุงทางใต้เล่นได้ทุกงาน ทั้งงานสมโภช งานแก้บนและงานศพ แต่หนังตะลุงภาคกลาง มักแสดงแต่ในงานศพ (ภายหลังเล่นได้ทุกงาน เช่นกัน) ชาวมุสลิมทางใต้ก็มีหนังคล้ายหนังตะลุง แต่เล่นเป็นภาษามลายู เรียกว่าวายังกูลิต แต่ เครื่องดนตรีต่างกันออกไปบ้าง หนังตะลุงมลายู เข้าใจว่าเลียนแบบไปจากไทย จึงเรียกว่า วายัง เซียม (วายัง = หนัง, เซียม = สยาม) ในพงศาวดารเขมร เรียกคนไทยภาคใต้ว่า เมืองตะลุง ดังนั้น ค�ำว่า หนังตะลุงจึงน่าจะหมาย ถึงหนังที่เล่นกัน (มาแต่เดิม) ทางภาคใต้ ๒) หนังตะลุงเมืองเพชร เนื่องจากเพชรบุรี เป็นดินแดนเชื่อมต่อหรือใกล้เคียงกับเมืองต่าง ๆ ทางภาคใต้ จึงได้รับอิทธิพลในด้านการเล่นหนัง ตะลุงมา แต่ก็ได้ปรับปรุงประยุกต์ให้เป็นรูปแบบ เฉพาะของเมืองเพชร เช่น ตัวเอกพูดภาษา กลาง ตังตลกพูดภาษาเหน่อแบบเมืองเพชร แต่คงเล่นแบบภาคใต้ คือ รับแสดงได้ทุกงาน ทั้งงานมงคล อวมงคล และงานแก้บน หนังเพชรบุรีมักแสดงตอนหัวค�่ำ เลิกราว เที่ยงคืน แต่ภาคใต้สมัยเก่ามักเริ่มแสดงเที่ยงคืน และเลิกตอนรุ่งสว่าง เล่ากันว่า หนังตะลุงคณะแรกที่มาแสดง ที่เพชรบุรี ชื่อนายเอี่ยม มาจากพัทลุง น�ำหนัง มาแสดงจนเป็นที่ชื่นชอบของคนเพชรบุรี ต่อมา นายฉาย ได้น�ำมาพัฒนาเป็นแบบของชาวเพชร เช่น ตัวตลกพูดเสียงเหน่อเพชร และแกะตัว ตลกเป็นรูปคนที่มีบุคลิกแปลก ๆ ในท้องถิ่น ต่อ มานายพุด ผุ้เป็นบุตรก็เจริญรอยตามทั้ง ๒ คน ได้เคยแสดงหนังตะลุงหน้าพระที่นั่ง ร.๕ ตรัสชม ว่า “เล่นดี เชิดช�ำนาญ” ตระกูลนี้จึงใช้นามสกุล ว่า เชิดช�ำนาญ ต่อมานายพุดได้เป็นผู้ใหญ่ บ้านโพธิ์ใหญ่ อ.บ้านลาด ได้บรรดาศักดิ์เป็นหมื่น เชิดช�ำนาญ (สมัยนั้นยังไม่มีอ�ำเภอ ขึ้นกับแขวง ตะวันตก) การเล่นหนังแบบเมืองเพชรได้พัฒนา แปลกออกไปและมีศิษย์หาแยกออกไปหลายคณะ อนึ่ง หนังตะลุงที่สืบทอดมาจากสายอื่น ๆ ก็มี อีก ทางราชบุรีก็มีหนังตะลุงอีกสายหนึ่งเหมือน กัน ในสมัยที่หนังตะลุง, ลิเก, โขน ก�ำลังรุ่ง (ยุค ที่ยังไม่มีภาพยนตร์) หนังตะลุงเป็นมหรสพที่ขึ้น ชื่อมาก เด็กบางคนจ�ำตัวหนังตะลุง (และเลียน เสียงตัวตลก) แต่ละตัวได้ดีเท่า ๆ กับคนรุ่นต่อ มาจ�ำดาราภาพยนตร์ได้ดีทีเดียว ๓) ขั้นตอนการเล่น หนังตะลุงที่เจ้าภาพ หาไปแสดง ในสมัยก่อนถ้าทางไกลแสดงเสร็จแล้ว อาจต้องค้างคืนบ้านเจ้าภาพหรือที่วัด ในสมัยต่อ มาคณะหนังตะลุงจะเดินทางกลับเอง (หากทาง ไม่ไกลนัก) โดยพาหนะ เช่น เรือหรือจักรยานใน คืนนั้นทีเดียว เจ้าภาพจะต้องปลูกโรงและหาต้น กล้วยไว้ให้ (ใช้ปักตัวหนัง) ขั้นตอนการแสดง ดังนี้ ๑) ตอนหัวค�่ำ ตีกลองโหมโรง เรียกคน คนดูจะนั่งดูกับพื้นหน้าจอหนัง ส่วนพวก ที่ดูเพียงผ่าน ๆ หรือมาทีหลังอาจยืนดูได้ (หากไม่ บังคนอื่น) ๒) ก่อนการเล่น นายหนังตะลุงจะ เชิญตัวฤๅษีปักลงกลางจอ บางคณะก็อาจจะมี ตัวอื่น ขนาบฤๅษี ๒ ข้าง คือ มีพระอิศวร พระนารายณ์ น�ำมาปักด้วยตัวฤๅษี จะหันหน้ามา ทางซ้ายมือของนายหนังผู้เชิด ๓) ก่อนแสดงหรือก่อนการจับเรื่อง 50 พื้นภูมิเพชรบุรี
หากที่จอปักฤๅษีไว้ตัวเดียวจะร้องและเชิดตัวฤๅษี เป็นการไหว้ครู ต่อมาจะเป็นรูปพระอิศวรทรง โคอุศุภราชขึ้นเชิดหน้าบท หากมีพระอิศวรกับ พระนารายณ์ ก็จะรบลองก�ำลังกัน หนังบางครู เช่น หนังแก้ว ชวนวัน ต.ทับคาง อ.เขาย้อย มีรูป ทศกัณฐ์ อยู่หน้าพระฤๅษี มีพระรามอยู่ด้านหลังก็ จะเชิดทศกัณฐ์รบกับพระราม และเลิกราจากกัน และเชิดพระฤๅษีเป็นการไหว้ครูจนเข้าบรรณศาลา ต่อจากนั้นก็จะเป็นการเชิดตัวหน้าบท เป็น รูปมนุษย์ชายแต่งกายสวยงาม ไม่สวมชฎาออกมา ร้องบูชาอาจารย์และสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ภาษาชาวบ้าน เพชรบุรีว่า ตัวเชิญเจ้า นอกจากไหว้ครูแล้วก็จะ ไหว้เจ้าพ่อ-เจ้าแม่ประจ�ำท้องถิ่น เช่น หนังแก้ว มาเล่น บ้านหนองส้ม ต.สระพัง อ.เขาย้อย ก็จะ ไหว้เจ้าพ่อในต�ำบลนั้นว่า (เจ้าพ่อ) เขากลิ้ง, เขานาค, เขาราก จันทน์ เขาทานตะวัน ยันเขาดินสอ ไปถึงเขา บ่อน�้ำใส (ค�ำว่ารากจันทน์ อ่านว่า ราก-กะ-จัน) หากเป็นการเล่นแก้บน ตัวหน้าบท หรือ ตัวเชิญเจ้า ก็จะต้องบอกกล่าว (พร้อมกันกับ เจ้าภาพก็ต้องจุดธูปบอกกล่าวที่โต๊ะบูชาหน้าจอ ด้วย) เจรจาว่าเจ้าภาพชื่อใด บนไว้เรื่องใด ขอแก้บน ด้วยหนังตามสัญญา ผู้เล่นกลอนสดได้ก็จะร้อง ให้เข้ากับการบน ผู้ไม่สันทัดถึงขนาดนั้นก็อาจจะ ร้องตามบทที่จ�ำมาว่าเจ้าภาพแก้บน ขอให้เจ้าพ่อ มารับสินบน มักจะจบด้วยบทว่า “สินบนขาดกันในวันนี้” หรือบทอื่น ๆ ท�ำนองเดียวกัน จากนั้นก็เชิดตัวหน้าบท (ตัวเชิญ เจ้า) ลาเข้าโรง การเบิกหน้าพระ และจับลิงหัวค�่ำ ในช่วงนี้หนังตะลุงบางคณะก็อาจมีการ เบิกโรง ด้วยการบอกเรื่องที่จะแสดง อาจจะมีตัว ตลก เช่น อ้ายแก้ว, อ้ายขวัญเมือง ฯลฯ ออกมา พูดคุยเรียกว่า บอกเรื่อง บางคณะก็มีจับลิงหัวค�่ำ เป็นลิงขาวกับลิงด�ำรบกัน และฤๅษีมาห้าม หรือ ขอไว้ไม่ให้ลิงขาวฆ่าลิงด�ำ (ซึ่งเป็นฝ่ายผิด) ภาค ใต้จะมีเปิดโรงแบบนี้เฉพาะการแก้บน หนังภาค กลางบางคณะก็จะมีนักมวยมาชกกันแทน และ บางคณะก็จะไม่มี คือเมื่อตัวตลกบอกเรื่องแล้วก็ จะเริ่มแสดงทันที ตัวตลกหนังภาคกลางและหนังเมืองเพชร มักชื่อ อ้ายแก้ว, อ้ายเปลือย ส่วนนายหนังแก้ว ตัวที่มีบุคลิกอ้ายแก้ว เปลี่ยนเป็นอ้ายสามพันตึง (เพราะนายหนังชื่อแก้วอยู่แล้ว) และมีตัวตลกเอก ชื่อ อ้ายหน่วย-อ้ายโว คนพูดอะไรเพ้อเจ้อในสมัย นั้นจะถูกต�ำหนิแกมหยอกว่า “พูดเป็นอ้ายหน่วยอ้ายโว (หรืออ้ายแก้ว-อ้ายเปลือย) ไปได้” ๔) การแสดงหรือการจับเรื่อง เรื่องที่ แสดงเดิมหนังตะลุงแสดงเรื่องรามเกียรติ์เท่านั้น ภายหลังมีหนังตะลุงแสดงเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ อื่น ๆ ด้วย และก็มีบางคณะไม่เล่นเรื่องรามเกียรติ์เลย (อาจมี ๒ สาเหตุ คือมีจุดประสงค์ไม่แสดง หรือ อาจไม่มีตัวหนัง เช่น หนังแก้วไม่มีตัวหนังที่เป็น วานรเลย จึงเล่นเรื่องรามเกียรติ์ไม่ได้) โดยปกติถ้าเป็นการแสดงธรรมดา ๑ คืน ก็จะเล่นเรื่องเดียวตลอดจนหมดเวลา ถ้าเล่น หลายวันติดต่อกันอาจจะเล่นเรื่องเดียวกันต่อไป ทุกคืนหรือเล่นเรื่องอื่น ๆ ในคืนถัดไป (แล้วแต่ จะตกลงกัน) ในกรณีการแก้บนหากบนหนังโรงเดียว ๑ คืน ก็เล่นเรื่องเดียวจนจบในคืนนั้น หากบนหนัง หลายโรง เช่น บน ๓ โรง มีทางแก้บน ๒ แบบ แบบที่ ๑ หาหนังตะลุงมาเล่น ๓ โรงจริง ๆ แบบที่ ๒ เพื่อเป็นการประหยัด จะหาหนัง ตะลุงเพียงโรงเดียว แต่เล่น ๓ เรื่อง โดยวิธีการดังนี้ - เมื่อเบิกโรงบอกเรื่องแล้วก็จะจับ บทแสดงไปสักตอนหนึ่ง แล้วก็จะน�ำฤๅษีมาปัก กลางจอ (ฤๅษีออกแล้ว เป็นเครื่องหมายว่าจบ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 51
หรือหนังเลิก) - ออกฤๅษีใหม่เหมือนตอนแรก ท�ำนองว่าเป็นหนังอีกโรงหนึ่ง บอกบทใหม่เป็น อีกเรื่องหนึ่ง และลงมือแสดงต่อไป สักตอน ๒ ตอนก็จบ และฤๅษีออกอีก (เลิก-จบ) - เริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง (ท�ำนองเป็น โรงที่ ๓) เมื่อบอกบทใหม่ แล้วก็แสดงต่อไป โรงหลังนี้อาจแสดงได้ ๒-๓ ตอน การแก้บนโดยมีหนังหลายโรง โดยใช้หนัง เพียงโรงเดียวเล่น ๒-๓ หน ท�ำนอง ๒-๓ โรง นั้น คนดูไม่ชอบเพราะได้ดูไม่จุใจ (เดี๋ยวก็ฤๅษีออกจบ-เริ่มใหม่) อาจหาว่าเจ้าภาพขี้เหนียว ยกเว้น คนจนจริง ๆ ชาวบ้านอาจเห็นใจ ส่วนการมีหนังหลายโรงจริง ๆ บางทีก็ มีแข่งขันกัน หนังสมัยโบราณมีการท�ำคุณไสย กัน เช่น ใช้คุณไสยท�ำให้ปวดท้อง-ถ่ายท้อง เล่นไม่ได้ (ซึ่งอาจเป็นอ�ำนาจคุณไสยหรือมี เล่ห์กลอย่างอื่น) บางทีหนังก็จะเล่นเหน็บแนม เกทับกันและท�ำร้ายกัน เช่น หนังแก้ว ชวนวัน เคยถูกคนร้ายเอาหอกแทงทะลุจอถูกบริเวณ ชายโครงบาดเจ็บสาหัสขณะก�ำลังเชิดหนังอยู่ งานใด ๆ มีหนังตะลุงดี ๒ โรงขึ้นไปประชันกัน คนสมัยเก่าจะแห่มาดูกันเป็นจ�ำนวนมาก หนังตะลุงสมัยนี้ มีน้อยลงเพราะมหรสพ สมัยใหม่ทันสมัยกว่า ดังนั้น หนังตะลุงต้อง ปรับปรุงการเล่นของตนเอง เช่น ต้องแทรก เพลงลูกทุ่ง, ใช้เครื่องดนตรีสมัยใหม่, ใช้แสงเสียงตามเทคโนโลยีที่ทันสมัยเข้าช่วย หรือ ปรับปรุงเรื่องที่เล่นจากเรื่องจักร ๆ วงศ์ ๆ เป็นเรื่องสมัยใหม่ รวมทั้งตัวหนังก็แกะเป็น คนยุคใหม่ เช่น นุ่งกระโปรง-นุ่งกางเกงหรือ ขี่จักรยานยนต์ เป็นต้น นายหนังบางคนก็เล่นหนัง อย่างเดียวไม่พอกิน ต้องท�ำอาชีพอื่นไปด้วย (เล่น หนังเป็นงานรอง) ในสมัยที่ผู้เขียนเป็นเด็ก (ประมาณ ๖๕ ปี มาแล้ว) จะมีหนังตะลุงอีกประเภทหนึ่งเป็นหนัง เดินโรง คือ ทั้งคณะเดินตีกลองมาตามทาง ใคร พอใจก็หาให้แสดงได้ ราคาไม่แพงในสมัยผู้เขียน เป็นเด็ก หนังตะลุงทั่วไปคิดค่าแสดงคืนละ ๗๐- ๑๐๐ บาท หนังตะลุงเดินโรง คิดเพียงคืนละ ๓๐ บาท คนอยากดูจริง ๆ อาจรวมเงินกันหาให้เล่นได้ จ�ำได้ว่าราว พ.ศ. ๒๔๙๓-๒๔๙๙ มีหนังเดินโรงชื่อ นายคลองหรือหนังคลอง เดินโรงมาจากทางใต้ เล่นอยู่แถบเพชรบุรี-ราชบุรีหลายปี ๖.๕ หนังตะลุงกับอิทธิพลด้านภูมิทัศน์ หนังตะลุงหรือหนังใหญ่ก็ดี แสดงอิทธิพลของ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมพราหมณ์และอินเดียชัดเจน เพราะเรื่องรามเกียรติ์เป็นวรรณคดีส�ำคัญใน ลัทธิพราหมณ์หรือศาสนาฮินดู ซึ่งเผยแพร่มา จากอินเดียมาฝังรากลึกอยู่ในประเทศแถบนี้ ท�ำให้เป็นที่นิยมชื่นชอบของประชาชนติดต่อกัน มาหลายศตวรรษ และได้มาดัดแปลงเพิ่มเติมเป็น ของประเทศนั้น ๆ โดยไม่ตรงกับรามายณะของ เดิมของอินเดียทั้งหมด ส�ำหรับหนังตะลุงเมืองเพชรเห็นชัดว่าเป็น อิทธิพลด้านภูมิทัศน์ของเมืองใกล้เคียง ทั้งในด้าน ภูมิศาสตร์และทัศนะความคิดเห็น ประกอบกับการ รู้จักประยุกต์ให้เหมาะสมกับท้องถิ่น ดังนั้น หนัง ตะลุงจะยังคงมีเล่น มีแสดงให้คนรุ่นหลังได้ชมต่อ ไป แม้จะน้อยลงก็ไม่ถึงกับจะเลิกราไป 52 พื้นภูมิเพชรบุรี
๕.๓ ละคร, ละครชาตรีเพชรบุรีในย่านเมืองจะเป็นดงละคร มีทั้ง ละครและละครชาตรี ในสมัยสมบูรณาญาสิทธิราชย์ (ร.๔-๕) เจ้าเมืองจะมี ละครของตนเอง เมื่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เสด็จแปรพระราชฐาน ได้จัดถวายให้ทอดพระเนตร หรือบางทีละครของเจ้าเมืองเพชรบุรีก็ได้แสดง ร่วมกับละครของหลวงด้วย ดังพระนิพนธ์ “นิราศเมืองเพชร” ของกรม พระราชวังบวรวิไชยชาญ (พระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระปิ่นเกล้า เจ้าอยู่หัว) ซึ่งทรงเป็นวังหน้าในสมัย ร.๕ ว่า ขึ้นที่นั่งเย็นใหญ่ได้เวลา ให้ผัดแป้งแต่งหน้าตัวละคร นางอุบลคนของพระยาเพชร ครั้นพร้อมเสร็จก็ให้ขึ้นไปก่อน พอโหมโรงแต่ประดานรากร ก็แทรกซ้อนเข้ามาหน้าพระลาน แล้วเจ้าคุณท่านขึ้นไปสั่งให้เล่น เรื่องระเด่นมนตรีไปที่ศาล ในครั้งนั้นคนเพชรบุรี ได้ชมละครหลวงของวังหน้าติดต่อกันถึง ๓ คืน การแสดงละครมีทั้งละครใน (เล่นเฉพาะเรื่องรามเกียรติ์ อุณรุท, กับอิเหนา เท่านั้น) และละครนอก (เล่นเรื่องอื่น ๆ) เช่น ทรงพระนิพนธ์ไว้ในนิราศว่า เล่นเรื่องไกรทองด้วย ว่า ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 53
ก็ลงโรงจับเรื่องไกรทอง หม่นหมองน้องจากไปเสียในถ�้ำ คลั่งไคล้ใหลหลงลงเพ้อพร�่ำ พิไรร�่ำสองนางต่างเย้ยเยาะ เจ้าไกรกลับไปยังคูหา วิมาลาชลนัยน์ไหลเผาะ ตัดพ้อต่อว่าท้าทะเลาะ ก็พอเหมาะหมดเวลาเลิกมาเรือ กล่าวโดยประเภทของละครในเพชรบุรี จ�ำแนกได้ดังนี้ ๑) ละครชาตรีเป็นละครร�ำเก่าแก่ที่สุด ได้รับวัฒนธรรมนี้มาจาก อินเดีย ตัวละครมีหน้าที่ร�ำ มีผู้บอกบทให้ร้องตาม เดิมทีเล่นแต่เรื่องพระ สุธน-นางมโนราห์ ภายหลังก็ขยายไปเล่นเป็นเรื่องอื่น ๆ ตัวละครเป็นหญิง เครื่องดนตรีเป็นประเภทของเบา (มีกลอง กรับ ฉิ่ง) เหมาะกับที่มาดั้งเดิม ที่เป็นละครเร่ (ในอินเดีย) ละครชาตรีเพชรบุรี เข้าใจว่าเริ่มมีในสมัยกรุงธนบุรี โดยน�ำมาจาก นครศรีธรรมราช และแพร่หลายมาถึงเพชรบุรี ในสมัย ร.๓ หม่อมเมือง คน ละครส�ำคัญของเจ้าเมืองเพชรได้ตั้งคณะและฝึกหัดละครมีชื่อเสียง พระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕ ทอดพระเนตรละครของหม่อมเมือง เป็นที่พอพระทัย จัดพระราชทานบริเวณ “หน้าพระลาน” ให้แสดงละคร เป็นการประจ�ำ เดิมแสดงเป็นละครชาตรีล้วน ต่อมาในสมัย ร.๖ ได้มีการ 54 พื้นภูมิเพชรบุรี
พัฒนาโดยผสมกับละครนอก เป็นละครเข้าเครื่อง หรือละครชาตรีเครื่องใหญ่ ดังนั้น ละครชาตรี จึงเป็นละครอีกชนิดหนึ่งที่รวมเอาศิลปะในการ ร้องและการร�ำเข้าด้วยกัน ภายหลังลูกศิษย์ของ หม่อมเมืองได้แยกสายฝึกหัดออกเป็นหลาย คณะ และสืบทอดรูปแบบการแสดงละครมาจน ทุกวันนี้ อนึ่ง ละครชาตรีที่ฝึกหัดจากครูสายอื่น นอกจากหม่อมเมืองก็มีอยู่ปัจจุบันนี้ ละครชาตรี เพชรบุรีมีหลายคณะ ทั้งที่อยู่ในเมืองและต่าง อ�ำเภอ ใน อ.ชะอ�ำ มีละครนางแข มีชื่อจนชาว บ้านผูกเป็นค�ำคล้องจองว่า “ลิเกตากร ละครยายแข พิณพาทย์ ตาเหล็ง เครื่องไฟตา (ณ) รงค์” ในเขต ต.หัวสะพาน ก็มีละครคณะนายละม้าย (ละม้าย เอี่ยมประเสริฐ) เป็นละครมีชื่อ เคยแสดงต่อ หน้าพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลปัจจุบัน (ร.๙) ณ จวนผู้ว่าราชการจังหวัด เพชรบุรีมาแล้ว ปัจจุบันนี้ ละครชาตรีจะเป็นละครแก้บน เป็นส่วนมาก ที่หน้าพระวิหารหลวงพ่อศักดิ์สิทธิ์ วัดมหาธาตุวรวิหาร จะมีละครชาตรีแก้บนแทบ ทุกวัน บางวันก็อาจจะมีหลายคณะอีกด้วย ๒) ละครนอก ตัวละครจะร้องและ เจรจาเอง เช่น ละครคณะยอดเยาวมาลย์ (ศิลปิน ดีเด่น จ.เพชรบุรี สาขาการแสดง ปี ๒๕๔๓) เล่นเรื่องพระอภัยมณี โดยตัวละครแต่ละตัวใช้ บทกลอนในเรื่องพระอภัยมณีได้ถูกต้องแม่นย�ำ (ส่วนบทเจรจาแต่งเองให้สอดคล้องกับเรื่อง) ละครนอกและละครชาตรี เพชรบุรีมีอยู่ หลายคณะ ถ่ายทอดมาจากครูเดียวกันก็มี ต่างครู กันก็มี บางคณะก็มีทั้งละครชาตรีและละครนอก ขึ้นอยู่กับว่าเจ้าภาพจะต้องการละครแบบใด ๕.๔ ลิเก นอกจากละครแล้วในเพชรบุรียัง มีลิเก (ยี่เก) ซึ่งเป็นมหรสพที่มาจาการสวดของ มลายูในพิธีการของศาสนาอิสลาม และพัฒนามา เป็นลิเกชนิดต่าง ๆ เช่น ลิเกบันตน, ลิเกลูกบท, ลิเกป่า และลิเกทรงเครื่อง เดิมผู้แสดงเป็นชาย ล้วน จนมาถึงยุคลิเกรุ่งเรืองเป็นลิเกทรงเครื่อง เป็นมหรสพอาชีพ แล้วจึงดัดแปลงเป็นการแสดง ชายจริงหญิงแท้ กลายเป็นมหรสพไทย ๆ ที่ไม่ เกี่ยวกับศาสนาอิสลามอีกต่อไป ในยุคลิเกรุ่งเรือง คือ ยุคมีวิทยุ-โทรทัศน์ (พ.ศ. ๒๔๙๐ เป็นต้น มา ลิเกเป็นมหรสพส�ำคัญของงานวัดต่าง ๆ (ถึง กับวัดต้องปลูกโรงลิเกไว้เป็นการถาวรก็มี) ในหัว เมืองจึงมีลิเกของตนเองขึ้นหลายเมือง ส่วนมาก จะอยู่ในภาคกลางและภาคใต้ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 55
เพชรบุรีไม่มีลิเกมากนัก บางสมัยก็ย้าย คณะไปหากินจังหวัดอื่น แต่ก็ถือว่าเป็นเมืองที่มี หรือเคยมีลิเก ลิเกเมืองเพชรจะเล่นรวดเร็วทันใจ บางที ตัวประกอบหรือตัวตลกจะพูดเสียงเหน่อพื้นเมือง ประกอบ การแสดงคงจะมีเอกลักษณ์เดิมอยู่เพียง การร้องออกแขกก่อนแสดงเท่านั้น หากไปถามคน ชนบทรุ่นเก่าถึงการมหรสพ เช่น ไปถามที่ อ.ชะอ�ำ ชาวบ้านจะเอ่ยให้ฟังว่า “ลิเกตากร ละครยายแข พิณพาทย์ ตาเหล็ง เครื่องไฟตา (ณ) รงค์” ดังนี้ ซึ่งเป็นอดีต ไปแล้ว เพราะปัจจุบันนี้คนรุ่นใหม่ที่นิยมลิเกมีน้อย ลง หากจะหาลิเกมาแสดงในงานก็อาจต้องหาจาก ที่อื่น-เมืองอื่น ๕.๕ ล�ำตัด เป็นการละเล่นเชิงเพลง ปฏิพากย์ (เพลงโต้ตอบ) ที่มีชายหญิงร้องกลอน โต้ตอบกัน มีร�ำมะนาเป็นเครื่องดนตรีประกอบ ใน ระดับประเทศก็มีล�ำตัดคณะหวังเต๊ะ, ล�ำตัดคณะ แม่ประยูร ซึ่งโด่งดังและหวังเต๊ะ (ความจริงเป็น ชื่อบิดาใช้เป็นชื่อคณะ ชื่อจริง ชื่อนายหวังดี นิมา) ได้เป็นศิลปินแห่งชาติ และเพิ่งจะเสียชีวิตไปไม่นาน (๒๖ มิ.ย. ๒๕๕๕) และแม่ประยูร (นางประยูร ยมเยี่ยม อดีตภรรยาของนายหวังดี) ก็ได้เป็น ศิลปินแห่งชาติ และเสียชีวิตเมื่อ ๒๐ พ.ย. ๒๕๕๓) จ.เพชรบุรี เคยมีล�ำตัดคณะนายสังเวียน และคณะอื่นอีก ๒-๓ คณะ ปัจจุบันนี้ก็ยังมีล�ำตัด เพชรบุรี ที่ได้ออกรายการโทรทัศน์อยู่บ้าง (พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๕๗) แต่ถือว่าเป็นการแสดงในวาระ พิเศษเท่านั้น การแสดงที่ยึดเป็นอาชีพหลักแทบ จะกล่าวได้ว่าไม่มีเหมือนในอดีต ๕.๖ การเล่นกล ในเพชรบุรีโดยเฉพาะใน งานวัดหรืองานสงกรานต์หลายท้องถิ่น ในสมัย ก่อน (ราว พ.ศ. ๒๔๘๕-๒๔๙๕) จะมีการแสดง 56 พื้นภูมิเพชรบุรี
มายากล หรือที่เรียกว่า “เล่นกล” ให้คนดู เป็นการ แสดงให้ชมเท่านั้น (ไม่ใช่เล่นกลขายยา หรือ เล่นกลที่แสดงเก็บเงินคนดู...ซึ่งยังมีอยู่ทั่วไปเป็น นักเล่นกล หรือพวกนักแสดงอาชีพ) และเป็นการ แสดงของคนไทยพื้นถิ่น เช่น ๑) การแสดงการเชือดลิ้น ในการนี้ ผู้แสดงจะแลบลิ้นออกมา และใช้มีดเชือดให้ ลิ้นขาดเลือดกลบปาก และดึงลิ้นที่ขาดขึ้นมาก วัดแกว่ง จากนั้นก็จะมีคนมาพยุงคนลิ้นขาดออก ไปรักษา (หรือต่อลิ้น...ซึ่งไม่ได้แสดงให้ดู) เมื่อ เลิกงานแล้วคนทั่วไปก็เห็นว่าผู้นั้นก็มีลิ้นอยู่เป็น ปกติ ชาวบ้านเรียกว่า มีเวทมนตร์บังตา (ที่จริง เป็นการเตรียมการกันมาอย่างดี ลิ้นและเลือดเป็น ของปลอม) ๒) การฝังคนทั้งเป็น การแสดงนี้มัก มีตอนสงกรานต์ คน ๒-๓ คน จะขุดหลุมขึ้น น�ำ คนผู้หนึ่งลงนอนและเอาดินกลบ คน ๒-๓ คน ขึ้นเหยียบขย่มดินที่กลบหลุมเป็นการใหญ่ จาก นั้นก็จะชวนผู้ชมคุยหรือพูดให้ฟัง สักประมาณครึ่ง ชั่วโมง (ซึ่งปกติคนถูกฝังจริงก็ตายไปนานแล้ว) ก็ขุดเอาคนที่ถูกฝังขึ้นมา คนนั้นก็จะลุกขึ้นปัด ฝุ่น-ปัดดินตามตัว ไม่มีอาการอิดโรยแต่อย่างใด กลเช่นนี้จะต้องมีการเตรียมตัวและสถานที่ ไว้ก่อน ให้ผู้ถูกฝังหายใจได้ (มีกลวิธีหลายอย่าง) เช่น ผู้ร้ายชาว อ.บ้านแหลมคนหนึ่งหนีต�ำรวจลง ไปกบดานกอดขอนไม้อยู่ในน�้ำ รอดตายเพราะมี ท่อหายใจ (เช่น หลอด, สายบัว ฯลฯ) ซึ่งเป็นการ เอาตัวรอดกะทันหัน (การฝังคนก็น่าจะมีเล่ห์กล ท�ำนองนี้) ๓) การฟันไม่เข้า แสดงโดยใช้มีดฟันไม้ หรือตะปูขาดกระเด็น แต่ฟันหลังคนไม่เข้ามีแต่ รอย (มีดนั้นท�ำพิเศษ เป็นเหล็ก ๓ แผ่นประกบ กัน แผ่นกลางมีคม เมื่อจะฟันคนก็กดกลไกให้ เหล็กแผ่นกลางหดเข้าไป ฟันหลังคนก็มีแต่รอย) แสดงว่าผู้ถูกฟันคงกระพัน ๔) การยิงไม่ออก ใช้ปืนยิงขึ้นฟ้าให้ดู จะยิงออกแต่ถ้ายิงไปที่เป้าหมาย (เช่นคนที่ให้ ทดลองที่เป็นหน้าม้า, หรือเครื่องราง) ปืนก็จะไม่ ลั่น เป็นวิธีที่พวกล่อขายพระใช้หลอกคนชอบเล่น พระ แต่การเล่นกลของคนเพชรบุรีเป็นการเล่น ให้คนดูเท่านั้น (ต้องใช้ปืนของตนเอง ซึ่งบรรจุ กระสุนนัดแรกเป็นกระสุนจริง ส่วนนัดหลังหรือ นัดที่ก�ำหนดไว้ เป็นกระสุนไม่มีชนวนหรือดินปืน... หากใครจะขอเอาปืนของตนเองยิงจะถูกปฏิเสธ) พบคนที่เคยเป็นเสือ (โจรส�ำคัญ) คนหนึ่ง ซึ่งมีวิธีหาไก่กินโดยการท้าให้ยิง หากยิงออกก็ ยอมตาย หากยิงไม่ออกขอแค่ไก่ตัวเดียว ได้ไก่ไป กินเสมอ คาดว่าใช้วิธีนี้ (ใช้ปืนของเสือผู้นั้นยิง) มาภายหลังมีคนที่เชื่อว่ายิงไม่ออกจริงแอบเอา ปืนกระบอกอื่นมายิงถึงแก่ความตาย (เสือใน อ.บ้านลาด) การเล่นกลในงานวัดในงานสงกรานต์ โดย ไม่ใช่เล่นกลขายยา หรือเล่นกลอาชีพในสมัย ก่อนมีอยู่เสมอ บางคนเล่นเสกใบมะขามให้เป็น ผึ้ง, กัดกินเศษแก้วหรือกระจก, ต้มน�้ำ, ต้มข้าว หรือเสกน�้ำมันในถุงกระดาษแทนหม้อ โดยใช้ไฟ หรือเทียนจุดลนใต้ถุง ซึ่งปกติกระดาษที่ยังมีน�้ำ อยู่ก็จะไม่ไหม้ไฟอยู่แล้ว เพราะส่งผ่านความร้อน ไปให้น�้ำ แต่คนคิดตามสามัญส�ำนึกว่ากระดาษจะ ถูกไฟไหม้ เมื่อไม่ไหม้จนข้าวเดือดก็อัศจรรย์ใจ พระหมอบางรูปใช้วิธีการนี้หุงน�้ำมันมนตร์จูงใจ คนอยู่ก็มี ปัจจุบันการเล่นกลในงานวัด-งาน สงกรานต์ให้คนดู (โดยไม่เก็บค่าดู) ไม่มีให้พบเห็น อีกแล้ว น�ำมาเล่าได้เพราะเห็นว่าเป็นวัฒนธรรมใน อดีตที่เคยพบเห็นในชั่วคนนี้ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 57
๖. วรรณกรรม ค�ำว่า วรรณกรรมในที่นี้หมายทั้งวรรณกรรม มุขปาฐะ (เล่าสืบต่อ มาด้วยปาก) และวรรณกรรมลายลักษณ์ (บันทึกลงเป็นตัวหนังสือ) จะ กล่าวเฉพาะที่เป็นวรรณกรรมเก่ายุคการพิมพ์ยังไม่เจริญ และกล่าวเฉพาะ วรรณกรรมที่คนเพชรบุรีแต่งหรือแต่งในเพชรบุรี โดยจะกล่าวจ�ำแนกเป็น วรรณกรรมร้อยกรอง, ร้อยแก้ว และส่วนที่เป็นมุขปาฐะ ดังนี้ ๖.๑ วรรณกรรมร้อยกรอง คือ วรรณกรรมที่แต่งเป็นกาพย์ กลอน โคลง ฉันท์ ร่าย ดังนี้ ๑) ศุภมิตรชาดกกลอนสวด ศุภมิตรชาดก เป็นชาดกใน ปัญญาสชาดก (ชาดก ๕๐ เรื่อง...แต่งโดยภิกษุชาวเชียงใหม่) ได้มีกวีแต่ง เป็นกลอนสวด (กาพย์ยานี, กาพย์ฉบัง, กาพย์สุรางคนางค์) ส�ำหรับสวด สอนธรรม แต่งกันหลายส�ำนวน ส�ำนวนนี้พบที่เพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๔๕๐ เป็นสมุดไทยขาว สันนิษฐานว่าผู้แต่งน่าจะเป็นชาวเพชรบุรี และน่าจะเป็น พระภิกษุ แต่งขึ้นในราวสมัย ร.๔-ร.๕ ตัวอย่างกลอนสวด เช่น ให้มีมหรสพ ให้เล่นจนจบ ครบทุกภาษา ละครมอญร�ำ ระบ�ำผาลา โขนหนังเอามา เล่นหน้าพระลาน หมายเหตุ การมีมหรสพหน้าพระลาน เป็นภาพที่เคยชินส�ำหรับชาว เพชรบุรี ที่ได้พบเห็นบ่อย ๆ น่าจะเป็นเหตุการณ์ประทับใจของผู้แต่ง จึง สันนิษฐานว่าผู้แต่งเป็นชาวเพชรบุรี อนึ่ง ในท้ายสุด เขียนไว้ว่าหนังสือหลวง พ่อแต่งไว้, และระบุว่านายจงผู้เขียน และระบุวันเดือนปีว่า เดือน ๙ แรม ๖ ค�่ำ ปีมะแม วันจันทร์ ค�ำนวณว่าเป็นวันที่ ๗ สิงหาคม ๒๔๑๔ (ต้นรัชกาลที่ ๕) ๒) กฤษณาสอนน้องค�ำกลอน เป็นหนังสือแต่งเลียนมุกเลียนแนวของกฤษณาสอนน้องค�ำฉันท์ ซึ่งเป็นวรรณกรรมระดับประเทศ ๒ ฉบับ ฉบับหนึ่งเป็นวรรณกรรมสมัยธนบุรี (พระราชสุภาวดีและพระภิกษุ อินท์แต่ง) และอีกฉบับหนึ่งเป็นของสมเด็จกรมพระปรมานุชิตชิโนรส สมัย รัตนโกสินทร์ ที่ในงานศพมักอ้างฉันท์ของท่านในเรื่องนี้ว่า นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา กฤษณาสอนน้องทั้ง ๒ ฉบับนี้ มาจากวรรณคดีอินเดีย มีที่มาจาก มหาภารตยุทธ์ กล่าวถึงนางกฤษณานางกษัตริย์ สอนข้อปฏิบัติส�ำหรับสตรี ให้แก่นางจิรประภา น้องสาวผู้มีปัญหาในชีวิตการครองคู่ 58 พื้นภูมิเพชรบุรี
แต่กฤษณาสอนน้องค�ำกลอน (ฉบับชาวบ้านเพชรบุรี เป็นหนังสือที่ แต่งในเพชรบุรี ไม่แพร่หลายไปที่อื่น (ไม่มีในหอสมุดแหงชาติ) และตัวเอกก็ เป็นหญิงชาวบ้านธรรมดาทั้งพี่-น้อง ไม่ได้เป็นนางกษัตริย์ ข้อปฏิบัติก็เป็น สมบัติผู้ดีแบบชาวบ้าน เป็นหนังสือที่ยืมมุกและชื่อเรื่องมาเท่านั้น และแต่งเป็น ค�ำกลอนซึ่งชาวบ้านเข้าถึงมากกว่าฉันท์ จุดอ่อนที่บางท่านรังเกียจ คือ ใช้ค�ำเรียกอวัยวะเพศแบบชาวบ้าน ซึ่ง บางคนต�ำหนิว่าหยาบคาย แต่จุดดีส�ำหรับชาวบ้านก็คือ เป็นกลอนและใช้ค�ำ ชาวบ้าน ข้อปฏิบัติก็เป็นแบบชาวบ้านและน�ำไปใช้ประโยชน์ได้จริง ไม่ได้ระบุว่าใครเป็นผู้แต่ง แต่สันนิษฐานว่าเป็นพระภิกษุแต่งขึ้นส�ำหรับ ใช้สอนพระภิกษุ-สามเณร (ให้รู้จักหญิงดีชั่ว) และเมื่อน�ำไปอ่านที่บ้านก็เป็นการ สอนหญิงชาวบ้านด้วย ตัวอย่างค�ำสอนในกฤษณาสอนน้องค�ำกลอน เช่น เมื่อไปไหนนุ่งใหม่ให้ดีดี อยู่กับที่นุ่งเก่าเราคนจน ถึงจะแต่งแสร้งท�ำสักเท่าไร ถ้าเข็ญใจแล้วก็เห็นไม่เป็นผล เขานินทาเข้าหูทุกผู้คน ไม่เจียมตนช่างแสร้งแต่งออกเกิน กฤษณาสอนน้องค�ำกลอนไม่ได้ระบุปีที่แต่ง (และชื่อผู้แต่ง) แต่คาดว่า เป็นวรรณกรรมในสมัย ร.๕ และอย่างเก่าก็ไม่น่าเกิน ร.๔ (สังเกตจากค�ำที่ใช้) และที่ยืนยันได้ว่าเป็นวรรณกรรมชาวบ้านเพชรบุรี เพราะไม่ได้พบวรรณกรรม นี้ที่ส่วนกลางหรือจังหวัดอื่น อนึ่ง ถ้อยค�ำที่ใช้ก็เป็นภาษาถิ่นเพชรบุรี เช่น กระหยาก (ขยาก) แทน ขยะ เป็นต้น ข้อสังเกต กฤษณาสอนน้องค�ำกลอนเป็นอิทธิพลภูมิทัศน์วัฒนธรรม ของเมืองหลวงเพราะแต่งขึ้นเลียนแนววรรณกรรมเรื่องเอกในเมืองหลวง คือ กฤษณาสอนน้องค�ำฉันท์ ซึ่งมีอยู่ก่อนและเป็นบรรทัดฐาน แต่กวีเมืองเพชร น�ำมาแต่งประยุกต์เป็นวรรณกรรมสอนชาวบ้าน โดยใช้ชื่อเดียวกัน นับเป็นการ สร้างสรรค์วรรณกรรมวิธีหนึ่ง ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 59
๓) นิราศเขาลูกช้างเป็นนิราศ กลอนขนาดยาวถึง ๔๔๕ บทแต่งโดยนายต่วน ข้าราชการผู้น้อยชาวเพชรบุรี ซึ่งมีหน้าที่ไปดูแล และตระเตรียมแผ้วถางหนทางรับเสด็จพระบาท สมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๕ ที่จะเสด็จ ไปนมัสการพระพุทธบาทเขาลูกช้าง ในระหว่าง วันที่ ๒๐-๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๒๙ (พระชนมพรรษา ๓๓ ปี ครองราชย์ได้ ๑๘ ปี) เขาลูกช้างอยู่ในเขต อ.ท่ายาง (แต่ยังไม่ได้ตั้งเป็นอ�ำเภอในขณะนั้น) นิราศเขาลูกช้าง พรรณนาเส้นทางเสด็จ ซึ่งเป็นทางบกขนานไปกับแม่น�้ำเพชรบุรี ไปถึง ท่ากลับชี (เดินเลียบไปตามล�ำน�้ำ แต่พระพุทธเจ้า หลวงเสด็จโดยม้าพระที่นั่ง (ชื่อผยองเวหาส...จาก จดหมายเหตุ) ประทับคืนแรกที่ท่ากลับชีและเสด็จ นมัสการพระพุทธบาทในวันรุ่งขึ้นและเสด็จกลับ มาประทับที่เดิมอีก ๑ เดือน เสด็จกลับในวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์ ๒๔๒๙ กลอนตัวอย่างในนิราศ (๑) วัดท่าไชยศิริ พอถึงวัดท่าไชยอยู่ในป่า อันวัดวานั้นไซร้ก็ใหญ่กว้าง ดูน่ากลัวร้อยแปดทั้งแรดช้าง ทั้งเสือสางข้างอารามงามจะมี (๒) คลองยอ แล้วออกจากคลองยอไม่รอรา คิดขึ้นมาถึงความรักยังหมักหมม น้องอยู่หลังพี่ตั้งแต่ทุกข์ระทม กลัวถูกลมลูกยอเขาปร๋อไป แต่เสาหินแปดศอกตอกเป็นหลัก ไปมาผลักย่อยเข้าเสายังไหว ถ้อยบุร�ำค�ำบุราณท่านว่าไว้ เหมือนใบไม้ลมต้องจ้องจะปลิว 60 พื้นภูมิเพชรบุรี
(๓) พระพุทธบาทเขาลูกช้าง ฝ่ายพระองค์พงศ์กษัตริย์ตรัสประภาษ ว่าพระบาทรอยนี้ดีนักหนา ก็ควรที่กราบไหว้ได้บูชา เป็นสง่ารุ่งเรืองกับเมืองเพชร แล้วจึงตรัสเจาะจงกับองค์เจ้าสาย จงยักย้ายคิดท�ำให้ส�ำเร็จ มณฑปครอบบาทาพระสารเพชญ์ แล้วเสด็จทรงพระยาอาชาไนย เที่ยวลอดลัดทัศนาภูผาเผิน พระทรงเพลินพิศรอบขอบไศล พวกข้าหลวงน้อยน้อยสอยลูกไม้ บ้างเด็ดได้ดอกดวงพวงพะยอม ๔) นิราศเขาหลวง นิราศเขาหลวงเป็นนิราศขนาดสั้น แต่งเป็นกลอน ๖๙ บท โดยขุนวรการ สันนิษฐาน (โดยอาจารย์เสยย์ เกิดเจริญ) ว่าน่าจะแต่ง หลัง พ.ศ. ๒๔๔๘ ซึ่งที่กองพันล่าง เริ่มให้ฝรั่งมาฝึกทหารไทยในปีนั้น เป็น นิราศเดินทางระยะสั้น ๆ จากบ้านพักใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือ (แบบไปเที่ยว) ไป เขาหลวง เป็นการเดินทางไปเพียงไม่เกินวันเดียว ขุนวรการผู้แต่งไม่ทราบ ประวัติ เข้าใจว่าเป็นข้าราชการเพชรบุรี บ้านอยู่ในตัวเมืองเขตต�ำบลท่าราบ ใกล้ศาลเจ้าพ่อเสือ ตัวอย่างกลอนในนิราศ นิราศร้างห่างนุชสุดก�ำสรวล ไปเขาหลวงทรวงร้อนอาวรณ์ครวญ เวรใดด่วนห่างรักภัคินี ออกจากบ้านศาลเจ้าเสือเหลืออนาถ ใจจะขาดมุ่งเขม้นไม่เห็นศรี หมายจะชวนขวัญใจไปคีรี ยุพินพี่อยู่ไกลนัยนา หมายเหตุ ขุนวรการไม่มีธุระอะไรที่จะไปเขาหลวง เป็นเพียงไปเที่ยว เล่นกับเพื่อนฝูง ความที่มีใจรักทางกวีประกอบกับอิทธิพลของยุคสมัยที่ นิยมแต่งนิราศ จึงแต่งนิราศไว้เป็นผลงาน ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 61
๕) นิราศบ้านแหลม เป็นนิราศกลอน มีโคลงสี่สุภาพน�ำ ๑ บท กล่าวไว้ตอนต้นนิราศ ว่าเดินทางจากบ้านแหลมถึงบางสะพาน แต่ต้นฉบับที่มีอยู่แต่เพียง ต.สามร้อยยอด และจากความก็ เห็นว่ายังไม่จบ เห็นว่าน่าจะได้ต้นฉบับมาไม่หมด หรือปลายฉบับหายไป เหลืออยู่เป็นกลอน ๑๙๘ บท ผู้แต่งนิราศชื่อ นายพิน (สมัยนั้นไม่มีนามสกุล) เป็นพ่อค้าสังเกตดูจากการใช้ศัพท์แสง และ ข้อธรรม เข้าใจว่าเป็นผู้มีความรู้ดี บวชเรียนมานาน กลอนที่แต่งอยู่ในมาตรฐานมีสัมผัสดี มีประสบการณ์ ด้านต่าง ๆ สูง แปลกแต่ชื่อนิราศไม่ใช้ต�ำบลปลายทาง แต่ชื่อตามต�ำบลต้นทาง ผู้ตรวจสอบ (อาจารย์ ล้อม เพ็งแก้ว) สันนิษฐานว่าแต่งก่อน พ.ศ. ๒๔๖๑ เพราะปีนั้นทรงเปลี่ยนชื่อ ต.บางทะลุเป็น ต.หาดเจ้าส�ำราญแล้ว แต่นายพินยังใช้ ต.บางทะลุอยู่ แสดงว่าแต่งก่อนการเปลี่ยนชื่อต�ำบล ตัวอย่างกลอนในนิราศ ๑) บางหู เรือกระทั่งบางหูหัวใจเสียว ช�ำเลืองเหลียวแลหลังดูฝั่งฝา เห็นบ้านเรือนเกลื่อนกลาดดาษดา ที่วัดวารกร้างอยู่อย่างไร ไม่มีคนปรนนิบัติสันทัดเที่ยง สงฆ์จึงเลี่ยงหลีกล่าไม่อาศัย ธรรมดาว่าพระสงฆ์ทุกองค์ไป อยู่ที่ไหนผาสุกชอบชุกชุม นี่กระไรใจจิตคิดสละ ไม่พึ่งพระเพลินไปทางแต่สร้างสุม อกุศลผลที่ท�ำจะร�่ำรุม กรรมจะกุมเกาะกายให้ว่ายวน ๒) บางช้อง ถึงบางช้องมองเชือนเหมือนเบือนหน้า เห็นราวป่าร�ำไรโอ้ใจเอ๋ย ห่อนเห็นสุขสนุกสนานส�ำราญเลย หรือเขาเคยอยู่สุขสนุกมี อยากจะถามนามขนานบ้านบางช้อง ว่าในคลองแห่งหนต�ำบลนี้ จะหากินถิ่นอาศัยฉันใดดี เข้าปลามีบริโภคหรือโศกโซ ข้อสังเกต นิราศบ้านแหลมได้รับอิทธิพลเชิงภูมิทัศน์ ๒ ประการ คือ ด้านภูมิ (พื้นภูมิ) นายพิน เข้าใจภูมิศาสตร์, ท้องถิ่นและการหากินชายทะเลดี นิราศนี้จะเด่นชัดในเชิงภูมิ และในด้านทัศนะ (แนวคิด, ความเห็น) นายพินดึงเอาธรรมะในพุทธศาสนามาอ้างอิงประกอบ และในเชิงกลอนมีอิทธิพลเชิงสัมผัส และศัพท์แสงไปทางสุนทรภู่ เพราะเป็นสมัยที่การเขียนกลอนนิราศแบบสุนทรภู่ขึ้นสู่จุดรุ่งเรือง สุดยอดแล้ว 62 พื้นภูมิเพชรบุรี
๖) นิราศลังกา เป็นนิราศกลอนที่พระภิกษุเป็นผู้แต่ง พบโดยอาจารย์ เสยย์ เกิดเจริญ อดีตอธิการวิทยาลัยครูเพชรบุรี ที่วัดท่าไชยศิริ อ.บ้านลาด และได้พิมพ์เผยแพร่แล้ว สภาพที่พบเป็นหนังสือตัวเขียนสมุดไทย บางส่วนช�ำรุด และที่ส�ำคัญช�ำรุดในตอนท้าย ๆ (ขาดหาย) ซึ่งเข้าใจว่าน่าจะระบุชื่อผู้แต่งและ วัดที่จ�ำพรรษา แต่อย่างไรก็ตาม การพบต้นฉบับที่วัดนี้ (โดยยังไม่เคยพิมพ์ เผยแพร่ที่ใดมาก่อน) สันนิษฐานว่าผู้แต่งควรจะเป็นภิกษุวัดนี้ ในนิราศระบุวัน เดือนปีไว้ชัดเจนว่า ไปลังกาเมื่อวันจันทร์ขึ้น ๑๕ ค�่ำ เดือน ๖ มีนาคม นพศก จ.ศ. ๑๒๖๙ (ตรงกับวันที่ ๒๒ เมษายน ๒๔๕๐ ร.ศ. ๑๒๖ ในสมัย ร.๕) ส่วนที่สันนิษฐานว่าผู้แต่งเป็นพระภิกษุเพชรบุรี จากกลอนตอนที่นั่งรถไฟ ไปตามสันเขาในเมืองแกนดี ลังกา ที่ว่า อนึ่งเล่าหนทางใช่กลางดิน ไปบนหินสูงล้นพ้นวิถี ตัดเลียบไปไหล่เขาเนาคีรี แต่บางทีถึงยอดบ้างลอดไป จะเปรียบสูงอย่างเขาเมืองเรานั้น แค่แค่กันกับยอดเขาหลวงได้ สรุปว่าท่านเป็นชาวเมืองเพชรบุรีแน่นอน แต่จะเป็นวัดใด อาจจะมีบอก อยู่ในนิราศ ส่วนที่ช�ำรุดขาดหาย) ไม่อาจระบุได้ เพราะหากว่าเป็นพระวัดท่าไชยฯ ก็น่าจะเป็นที่รู้จักลือขานกันว่าพระชื่อใดเคยไปลังกามา ตอนต้นนิราศท่านเพียง แต่ระบุวันเดือนปี จุดประสงค์ที่จะไปและระบุว่าเดินทางจากวัดไปโดยสารเรือจาก เพชรบุรี (เรือไปถึงกาญจนดิษฐ์...สุราษฎร์ธานี ด้วยภารกิจอื่น) เป็นเรือใบสาม เสา มีคนไปมาก เส้นทางเดิน จากกาญจนดิษฐ์ ท่านเดินทางตัดไปพังงาโดยเรือบ้าง ช้าง บ้าง แรมรอนไปพักตามวัดต่าง ๆ หลายวัน จากพังงาถึงภูเก็ตใช้เวลาเดินทางถึง ๗๐ วัน (นับจากเพชรบุรี) จากนั้นเดินทางโดยเรือเมล์ไปปีนังและย่างกุ้ง นมัสการ พระเกศธาตุที่ชเวดากอง และเดินทางโดยเรือกลไฟไปเกาะลังกา และหลาย เมือง, หลายวัด ได้นมัสการพระพุทธบาท พระทันตธาตุ และปูชนียสถานต่าง ๆ ในลังกาหลายแห่ง กลับโดยเรือเมล์ของญี่ปุ่น ผ่านชวา, สิงคโปร์ และกลับ ถึงเมืองไทยโดยเรือกลไฟของอังกฤษ นับเวลาการเดินทางไปลังกาไป-กลับได้ ๑๐ เดือนพอดี ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 63
ตัวอย่างกลอนในนิราศ (๑) ขึ้นช้างไปคลองอุ่น จึงขึ้นช้างร่างใหญ่ชื่อพลายทวน คิดจ�ำนวนเราสองควาญเป็นสาม หวนคะนึงถึงเขาเจ้าอาราม เพราะมีความรักชิดสนิทครัน ออกจากวัดตัดผ่านเดินด่านหลวง ครรไลล่วงมรรคาพนาสัณฑ์ สองข้างเป็นโขคเขินเนินอรัญ หนทางนั้นแต่ล้วนเป็นควนคู (๒) พระทันตธาตุ(เขี้ยวแก้ว) ลงจากรถเดินไม่ไกลนัก ถึงที่พักหลักฐานวิหารมั่น ที่ไว้พระเขี้ยวแก้วของส�ำคัญ เป็นที่วันทนามหาชน ตัวข้าเจ้าคราวเหมาะจ�ำเพาะเห็น เพราะเขาเร้นเปิดทีปีละหน เป็นขวัญตานี่กระไรเหมือนไม่จน ที่ถางคนได้ไปมิได้แล พระภิกษุผู้แต่งนิราศลังกาเป็นผู้รอบรู้กว้างขวาง มีความอดทนอุตสาหะ และบรรยายราย ละเอียดได้เห็นภาพ อ่านนิราศเรื่องนี้เห็นความสัมพันธ์ของชาวพุทธไทยและลังกา เห็นเหตุการณ์เป็น ประวัติศาสตร์ เช่น ท่านไปพักวัดไทยที่พระองค์เจ้าปฤษฎางค์ (พระราชนัดดาของ ร.๓ ไปผนวชและ จ�ำพรรษาที่นั่น) และพระภิกษุผู้แต่งนิราศได้ไปพักที่วัดนั้นเพราะสามารถสื่อสารกันได้ดีกว่าวัดลังกาที่ ต้องสื่อสารกันด้วยภาษาบาลี ๗) โคลงนิราศชะอ�ำ เป็นโคลงพระนิพนธ์ของพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระนราธิปประพันธ์ พงศ์ (ซึ่งถึงพระองค์จะเป็นพระราชโอรสของรัชกาลที่ ๔ เป็นชาวกรุงเทพฯ แต่ทรงเป็นผู้ใหญ่บ้านชะอ�ำ อ.ชะอ�ำ มีบ้านสหครามอยู่ที่ชะอ�ำ จึงถือว่าทรงมีภูมิล�ำเนาอยู่ อ.ชะอ�ำ จ.เพชรบุรี) ประกอบด้วยร่าย ถวายราชสดุดี ๑ ชุด เป็นบทน�ำ และโคลงสี่สุภาพอีก ๑๕๑ บท เดินทางจากกรุงเทพฯ โดยรถยนต์และ เริ่มเดินทางโดยรถไฟจากสถานีหัวล�ำโพงถึงชะอ�ำ และเสด็จโดยรถยนต์จากสถานีชะอ�ำถึงบ้านสหคราม นิราศนี้ทรงนิพนธ์และพิมพ์เผยแพร่ในปี ๒๔๗๑ เป็นของประทานเนื่องในโอกาสเถลิงศก ปี ๒๔๗๒ 64 พื้นภูมิเพชรบุรี
ตัวอย่างโคลงนิราศ บุญพี่ ปีหนึ่งแล้ว เลอประสงค์ เสมือนนิมิต เมืองใหม่ตรง เกลื่อนเหย้า สามสิบหก บ้านคง พี่ควบ คุมแฮ เรือนกว่า ห้าสิบเค้า ท่าค้าชลาลัย ทางใหญ่ เชื่อมสมุทรทั้ง สถานี เนืองรา แลล�ำ ถนนชะอ�ำมี ชื่อไว้ หัวหาด วาดแนววิถี ชื่อสหะ ครามแม่ พิมุขฝ่าย เจ้าลายใช้ เชื่อมด้าวเดินเกวียน เฉนียนเหนือ เพื่อห่วงเล้า โรงเค็ม เหม็นแม่ วางช่อง กองไม้เต็ม ต่างใช้ กงจีน ชื่อถนนเล็ม ตัดระยะ ยืนแฮ ถนนแม่ยม- โดยไว้ ระยะแม้นแผนวาง นางร�ำพึง เถ้าม่อง ล่ายถัด ถนนนั้น สนามว่าง ทางใต้ตัด สุดแคว้น บ้านทั่ว ปักรั้วสกัด กั้นลวด หนามนา คฤหาสน์ วางครัวแม้น มักตั้งหลังคฤหา โคลงนิราศชะอ�ำพระนิพนธ์ มีการสร้างสรรค์ในจังหวะลีลา การใช้ ศัพท์แสง ซึ่งทั้งศัพท์ไทยเดิม ศัพท์บาลี-สันสกฤต และแม้แต่อังกฤษ เช่น ครั้นพา แม่พักเวิ้ง คอนเว็นต์ เรียนฝรั่ง คุมขังเห็น ห่วงน้อย เกรงโถม ชุบโฉมเป็น โซดสบ สมัยแม่ เฟลิตผริ่ง แดนซิ่งชม้อย ว่อนโช้โสเชียล ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 65
๘) มโหสถค�ำกลอน ชาดกเรื่องพระมโหสถเป็น ๑ ใน ๑๐ ของทศชาติชาดก เป็นพระชาติของ พระพุทธเจ้าสิบชาติสุดท้าย มีเตมียชาดกเป็นชาดกที่ ๑, มโหสถชาดกเป็นชาดกที่ ๕ และเวสสันดรชาดก เป็นชาดกที่ ๑๐ (สุดท้าย) ทศชาติชาดกโบราณท่านแต่งเป็นกาพย์มีครบทั้ง ๑๐ ชาดก และในปัจจุบัน (พ.ศ. ๒๕๒๘) มีนายทองใบ แท่นมณี แต่งมโหสถค�ำกาพย์ขึ้นใหม่ แต่มโหสถค�ำกลอน ไม่เคยปรากฏ ว่ามีผู้ใดแต่งไว้ (ไม่มีในหอสมุดแห่งชาติและหนังสือร้อยกรองเก่า ๆ ประเภทโรงพิมพ์หน้าวัดเกาะ) ได้ พบต้นฉบับสมุดไทย เฉพาะที่วัดพระรูป อ.เมืองเพชรบุรี เมื่อ พ.ศ. ๒๕๕๔ ต้นฉบับช�ำรุด (ขาดส่วน ต้นและส่วนท้าย) ผู้เชี่ยวชาญด้านตัวอักษรโบราณ (นางสาวก่องแก้ว วีระประจักษ์) พิจารณาตัวอักษร แล้วเห็นว่าเป็นตัวเขียนสมัย ร.๕ หรือใกล้เคียงกัน ในด้านผู้แต่งเข้าใจว่าเป็นชาวเพชรบุรี เพราะมีใช้ภาษาท้องถิ่นหลายค�ำ เช่น “ครั้นคงคาขุ่นข้นกระช่นฉ่า จะกล่าวขวัญนินทากระหม่อมได้” ค�ำว่า “กระช่น” ภาษาพื้นเมืองเพชรบุรี แปลว่า ตะกอน, ขุ่น ไม่เคยพบใช้ในที่อื่นนอกจากเพชรบุรี และประจวบคีรีขันธ์ (ซึ่งเคยรวมอยู่ในจังหวัดเพชรบุรีมาก่อน เพิ่งแยกไปเป็นจังหวัดต่างหากในสมัย ร.๖) จึงน่าจะลงความเห็นได้ว่าผู้แต่งเป็นชาวเพชรบุรี สังเกตส�ำนวนกลอนลีลาสัมผัสเป็นแบบกลอนสุนทรภู่ แสดงว่าผู้แต่งยอมรับนับถือกลอนแบบ สุนทรภู่มากกว่ากลอนโบราณ สังเกตว่าผู้แต่งมีความรู้พุทธศาสนาดี ในการแต่งมโหสถค�ำกลอนได้ สร้างสรรค์เนื้อหาในส่วนอลังการขึ้นเป็นพิเศษ เช่น - แทรกบทเกี้ยวพาราสีของนกสุวบัณฑิตและนางนกสาลิกา (ขยายจากเนื้อหาเดิม) - เพิ่มบทอัศจรรย์ของนกสุวบัณฑิต (นกแขกเต้าของมโหสถ) และนางนกสาลิกา (ของพระเจ้า จุลนี) - แทรกเรื่องต่างสมัย เช่นกล่าวถึงเรื่องสามก๊กและตัวละครในเรื่องสามก๊ก (ซึ่งเป็นเรื่องต่าง ยุคกับชาดก) ตัวอย่างกลอนในมโหสถค�ำกลอน (๑) บทอัศจรรย์(ของนก) ศิโรเรียงเคียงคลอเป็นคู่เคล้า เจ้าแขกเต้าเกลียวกลมประสมสอง ทั้งสองสัตว์โสมนัสตามท�ำนอง ในกรงทองสุขเกษมเปรมปรีดิ์ เมฆหมอกออกมืดมนเทียรรัตน์ พายุพัดเพชรหึงอยู่อึงมี่ ฆ้องชัยใครเข่นเข้าแสนที นาวีแล่นล่องท�ำนองลม ทั้งสายชลพ่นฟองนองระลอก กระฉ่อนฉอกถึงฝั่งพังถล่ม เภตราฝ่าคลื่นไม่ฝืนลม บอบระบมหางเสือหักสะบั้นไป 66 พื้นภูมิเพชรบุรี
(๒) น�ำสามก๊กมาแทรก ลับแลบังตั้งติดตัวกระจก เป็นรูปเรื่องสามก๊กต่างภาษา เมื่อเล่าปี่ตีทัพแล้วกลับมา คางเคราหน้าหนวดเน้นเป็นเพศไทย ดูโอ่โถงดังหนึ่งโรงสุธรรมา ในชั้นฟ้าเอามาเทียบก็แทบได้ ด้วยปัญญายิ่งยงท่านทรงไตร ผู้ใดใครที่จะตรึกก็เต็มตรอง เสียดายว่าต้นฉบับขาดหายตอนต้น ตอนท้าย และตอนกลาง ๆ ซึ่งน่า จะบอกว่าใครเป็นผู้แต่ง ๙) สังข์ทอง เป็นเรื่องมาจากปัญญาสชาดก ซึ่งพระบาทสมเด็จ พระพุทธเลิศหล้านภาลัย ร.๒ ทรงพระราชนิพนธ์เป็นบทละคร (และมีผู้แต่ง ต่อไปอีกยาว) สมุดไทยของวัดพระรูป มีเรื่องสังข์ทองด้วย เป็นเรื่องที่ลอก มาจากพระราชนิพนธ์เป็นหลักแต่ก็แต่งเป็นบทละครเองบางส่วน เข้าใจว่า เป็นบทประพันธ์ของเจ้าของละคร, ละครชาตรี ในเพชรบุรี ซึ่งแต่งขึ้นเพื่อ ใช้เล่นละครในคณะของตน ตัวอย่างของกลอนบทละคร (๑) กลอนที่แต่งแปลกไปจากพระราชนิพนธ์ ครั้นปัจจุสสมัยไก่ขัน หกเขยใหญ่นั้นลุกขึ้นทันที บ้างเรียกพวกบ่าวไพร่อึงมี่ จงเร่งรัดจัดกันให้ถ้วนถี่ เวลารุ่งพรุ่งนี้ให้ทันการ ทั้งสุ่มช้อนและแหพาน เร่งเร่งอย่านานจัดใส่เรือไว้(ไม่สู้จะเป็นบทกลอนที่แต่งถูกต้องนักท�ำนองจะ เป็นบทพากย์) (๒) บทเจ้าเงาะล้อหกนาง ท�ำชม้อยแลดูหกนาง ล้อพลางทางชุ่ยบุ้ยปากไป (๓) บทหกนาง หกนางเห็นผัวได้ปลาน้อย คนละร้อยก็ไม่ได้มา (๔) กลอนที่คล้ายกับพระราชนิพนธ์ แลเหลียวดูผัวของตัวมั่ง ให้น่าชังงามงอนเจ้าค้อนให้ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 67
กลอนนี้ต่างจากพระราชนิพนธ์เล็กน้อยที่ว่า แล้วเหลียวดูผัวของตัวมั่ง เห็นนั่งทุกข์ร้อนก็ค้อนให้ เป็นไปได้ว่าเจ้าของละครอาจดัดแปลงเอง (หรือต้นฉบับที่มีอยู่แตกต่างกัน) เห็นชัดว่า อิทธิพล ของละครพระราชนิพนธ์เป็นแม่แบบหรือเป็นหลักของละครในเพชรบุรี แต่เจ้าของละครก็มีอิสระที่จะ ดัดแปลงแต่งเติมให้เหมาะแก่ละครของตนเอง ๑๐)โสวัตกุมารกลอนสวด เป็นวรรณกรรมที่พบที่วัดพระรูปอีกเรื่องหนึ่ง เป็นกลอนสวด (คือ กาพย์ต่าง ๆ) เข้าใจว่าคัดลอกจากโสตวัตกุมารของส่วนกลาง แต่ได้แต่งแก้ไขเล็กน้อยโดยใช้ส�ำนวนและ ภาษาท้องถิ่น ตัวอย่างกลอนสวดโสวัตกุมาร สองกษัตรได้ฟัง ชลเนตรไหลหลั่ง เพียงสิ้นมรณา เสด็จเยื้องย่าง วิ่งวางลงมา ทั้งพระมารดา ลินลาคลาไคล แสนสาวพระสนม วิ่งตามระงม ตระหนกตกใจ เสด็จถึงปราสาท ยัวรยาตรขึ้นไป ลดองค์ลงใกล้ ถอดไว้บ่วาง สรุปเฉพาะวรรณกรรมร้อยกรอง วรรณกรรมร้อยกรองที่ชาวเพชรบุรีแต่งหรือปรับปรุง แก้ไข ยังมีและพบอีกมาก เช่น พระวรวงศ์ ปัถเวนฝัน นิราศหาดเจ้าส�ำราญ ฯลฯ ยิ่งในสมัยปัจจุบัน (สมัย ร.๘-๙) มีผู้แต่งร้อยกรองเผยแพร่เป็นจ�ำนวนมาก เช่น ๑) นายประสิทธิ์ ธีรานันท์ แต่งนิราศไว้ ๖-๗ เรื่อง ๒) นายช�ำนาญ นิลสุข แต่งนิราศไว้ ๖-๗ เรื่อง และมีนิราศที่ได้รับรางวัล คือ นิราศเพชรบุรี ๓) นายทองใบ แท่นมณี แต่งนิราศไว้ตั้งแต่ พ.ศ. ๒๕๐๑-๒๕๕๖ จ�ำนวน ๓๒ เรื่อง และมีนิราศ ใจแผ่นดิน (หมู่บ้านชายแดนไทย-พม่า ในเขต อ.หนองหญ้าปล้อง ติดต่อกับ อ.แก่งกระจาน ใกล้จุด ฮ.ตก ๓ ล�ำ และมีทหารเสียชีวิต ๑๗ นาย ในปี ๒๕๕๕) ได้รับรางวัลชนะเลิศของมูลนิธิธนาคารกรุงเทพ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๓๐ และลิลิตจิตว่างแนวทางสวนโมกข์ (พุทธทาสภิกขุ) ได้รางวัลชนะเลิศของมูลนิธิ ธนาคารกรุงเทพ เมื่อ พ.ศ. ๒๕๔๐ ๔) นายส�ำราญ นุชถาวร แต่งกลอนประจ�ำอยู่ใน น.ส.พ.เพชรภูมิ เป็นระยะเวลายาวนานกว่า ๒๐ ปี มีผลงานกลอนจ�ำนวนมาก ๕) แพรสะบัด (นามปากกา) เขียนกลอนใน น.ส.พ.สาส์นมวลชน ติดต่อกันยาวนานกว่า ๑๐ ปี มีผลงานกลอนจ�ำนวนมาก ที่แต่งเป็นอลังการในหนังสืออื่น ๆ ก็มีมาก ๖) ป้อมเพชร (นามปากกา) เขียนกลอนใน น.ส.พ.มวลชนนิวส์ ติดต่อกันมานานกว่า ๑๐ ปี มีผลงานกลอนจ�ำนวนมาก ๗) นายทวีสิทธิ์ ประคองศิลป์ ประธานนักกลอนภาคตะวันตกของสมาคมนักกลอน แห่งประเทศไทย และศิลปินดีเด่น สาขาวรรณศิลป์ จ.เพชรบุรี นักเขียนร้อยกรองมืออาชีพ และเป็นกรรมการ ของสมาคมนักกลอนแห่งประเทศไทยมาโดยตลอด (จนปัจจุบัน) มีผลงานกลอนส�ำคัญ ๆ นับร้อยผลงาน 68 พื้นภูมิเพชรบุรี
๑๑)วรรณกรรมทางศาสนา วรรณกรรมทางพุทธศาสนาในเพชรบุรีมีอยู่ จ�ำนวนมากที่คนเพชรบุรีหรือพระภิกษุเพชรบุรีแต่งเองล้วน ๆ ยังไม่พบ มีแต่ที่ คัดลอกน�ำมาจากส่วนกลางและแก้ไขดัดแปลงใส่ศัพท์หรือค�ำท้องถิ่นเข้าไป หรือ เพิ่มข้อปลีกย่อยบางตอน เช่น (๑) มหาชาติฉบับเมืองเพชร แต่งเป็นร่ายยาวส่วนมาก อาจารย์สมาน โช๊ะเหม ได้ศึกษาวิเคราะห์ต้นฉบับของวัดต่าง ๆ ส่วนมากจาร ด้วยอักษรขอม หลายวัดมีส�ำนวนของตนเอง แต่หลายวัดบางกัณฑ์ก็มีส�ำนวนที่ แปลกออกไป เช่น กัณฑ์จุลพนของวัดเพชรพลี เป็นต้น (๒) พระมาลัยเมืองเพชร เป็นกลอนสวดกล่าวถึงพระมาลัย อรหันต์ ซึ่งมีฤทธิ์แบบพระโมคคัลลาน์ ไปดูสวรรค์-นรก และน�ำข่าวคราวจากผู้ไป เกิดในภูมินั้น มาเล่าให้ทายก-ทายิกฟัง ให้ท�ำบุญอุทิศให้ญาติที่ตาย และบ�ำเพ็ญ กุศลให้ได้ไปสวรรค์และไปเกิดทันพระศรีอาริย์ ซึ่งจะมาตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ต่อไปในกัปนี้ พระมาลัยกลอนสวดมีฉบับพิมพ์และเขียนกันแพร่หลายทั้งฉบับที่ ส่วนกลางและจังหวัดต่าง ๆ ในเพชรบุรีก็เป็นฉบับที่คัดลอกมาจากฉบับที่มีใน ส่วนกลาง แต่ในแต่ละฉบับจะแก้ไขดัดแปลงและใช้ศัพท์แสงบางค�ำ (ที่เป็นค�ำพื้น เมือง) ต่างออกไปบ้าง เช่น ส่วนกลางหรือในภาษาไทยทั่วไป ใช้มันย่อง (ย่อง เป็นวิเศษณ์ขยายมัน) แต่ฉบับเพชรบุรีบางวัดเป็นมันยั่ง เป็นต้น พระมาลัยฉบับเมืองเพชรพบได้ในหลายวัด เช่น วัดพระรูป, วัดเกาะ, วัดจันทาราม, วัดพรหมวิหาร, วัดกุฎีดาว, วัดบันไดทอง และไปพบจาก วัดสิงขร ในเขต อ.ตะนาวศรี จ.มะริด ประเทศพม่า ว่าได้ต้นฉบับ (คัดลอก) ไปจาก วัดเกาะ อ.เมืองเพชรบุรี พระมาลัยจากวัดต่าง ๆ มีทั้งที่เขียนเป็นอักษรไทยและ อักษรขอม [คือเขียนค�ำไทยด้วยตัวขอม...บางฉบับ เช่น ฉบับของวัดจันทาราม อ.บ้านลาด เขียนตัวขอมแต่ใส่วรรณยุกต์ต่าง ๆ ของอักษรไทยก�ำกับก็มี...ไม่ใช่เป็น ภาษาขอมหรือเขมร เป็นแต่เพียงใช้อักษรขอม (เพราะถือว่าศักดิ์สิทธิ์) เท่านั้น] (๓) ประดนธรรม อาจารย์เสยย์ เกิดเจริญ พบที่วัดจันทราวาส อ.เมืองเพชรบุรี เป็นข้อธรรมของเก่า มีส่วนคล้ายคลึงกับฉบับของ พระอมราภิลักขิต (เกิด) ของส่วนกลางที่พิมพ์เผยแพร่แล้ว แต่มีส่วนที่แตกต่าง ในเรื่องภาษาที่ใช้บ้าง (๔) สวัสดิรักษาฉบับเมืองเพชร พบที่วัดลาด อ.เมือง เพชรบุรี แต่งเป็นกลอนที่มีถ้อยค�ำส�ำนวนต่างไปจากสวัสดิรักษาของสุนทรภู่ (๕) สวัสดิวัตร เป็นแบบสอนอ่านค�ำกลอน แสดงหน้าที่ และข้อปฏิบัติของบุคคลต่าง ๆ พบในหลายวัด (วัดมหาธาตุ, วัดจันทราวาส, วัดชีว์ ประเสริฐ) เป็นฉบับเดียวกัน ขาดช�ำรุด ไม่สามารถติดต่อกันให้สมบูรณ์ทั้งฉบับได้ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 69
(๖) บทร้อง-บทเห่กล่อมต่าง ๆ เป็นเพลงหรือค�ำคล้องจองที่เป็นมุขปาฐะ เช่น บทกล่อมเด็กของอาจารย์เหรียญเพชร ตาลวันนา (ผู้จ�ำได้) วัดเอ๋ยวัดถ�้ำแก้ว ดอกบัวบานแล้ว ว่ายน�้ำอรชร เอื้อมมือไปเด็ด ศรเพชรเจ้ายังอ่อน เก็บมาได้แต่เกสร มาโรยที่นอนเจ้าแม่นา บทกล่อมเด็กของนายด�ำ ปานดี อ.บ้านลาด (ผู้จ�ำได้) เจ้าเนื้อเย็นเอย แม่มิให้ไปเล่นที่หาดทราย ครั้นว่าน�้ำขึ้นมา มันจะพาเจ้าลอยหาย แสนเสียดายเจ้าคนเดียวเอย บทกล่อมเด็กของนางสิน มณีตัน อ.บ้านลาด (ผู้จ�ำได้) ตะเข้ขึ้นไข่ แมงดาอุบฟัก งูเขียวตัวน้อย ห้อยหัวลงมางับ ใครนอนไม่หลับ งูเขียวกินตับตุ๊กแก บทกล่อมเด็กนายปิ่น แผ้วลุ่มแฝก อ.เมืองเพชรบุรี (ผู้จ�ำได้) โอละโห่เอ๋ยโอละหึก ลุกขึ้นแต่ดึก ท�ำขนมหม้อแกง ผัวก็ด่าเอ๋ยฝ่ายเมียก็แช่ง ขนมหม้อแกง ก็คาเตาไฟ อึกทั้งดุ้นฟืน ท่อนมันก็ใหญ่ เมียบอกว่าอย่าใส่ เดี๋ยวเตามันจะพัง บทร้องลิเกของชาว อ.เขาย้อย เขาอีบิดติดกับเขาอีโก้ เห็นอะไรดกโด่เขาเรียกว่าพระเจดีย์ ถ�้ำเขาย้อยสุดสวาท เขาเปิดพระบาททุกปี หมายเหตุ เขาอีบิด (เขาลูกใหญ่คู่กับเขาอีโก้...รูปทะโลงฟาง ใน ต.หนองชุมพล) ซึ่งก�ำลังถูก ระเบิดหินไปใช้เพราะมีโรงงานประมูลได้ เป็นเขาที่ชาวเขาย้อยรู้จักดี และกลอนลิเกบทนี้ร้องกันได้ใน คนรุ่นเก่า เข้าใจว่าลิเกในท้องถิ่นร้องขึ้นก่อน บทคล้องจองบันทึกเหตุการณ์ในท้องถิ่น ต.สระพัง อ.เขาย้อย สมภารท�ำนา พระยาเลี้ยงไก่ คุณหญิงท�ำไร่ ตาใยหวงเนิน ตาจุ่นคิดมาก ล�ำบากเหลือเกิน หมายเหตุ เหตุการณ์สมัยสงครามโลกครั้งที่ ๒ (๒๔๘๔-๒๔๘๘) มีพระยาท่านหนึ่งกับคุณหญิง หนีระเบิดจากกรุงเทพฯ ไปอยู่ที่บ้านหนองส้ม ต.สระพัง และบ้านกล้วย ต.บางเค็ม อ.เขาย้อย ใกล้ กับวัดเขาสะแก ซึ่งสมภาร (พระภิกษุแมว) ท�ำนาเอง พระยาท่านนั้นเลี้ยงไก่ และคุณหญิงภริยาท�ำไร่ ส่วนตาใย (นายใย) คนบ้านกล้วยกลัวว่าท่านทั้งสองจะรุกที่ของตนที่เป็นเนินอยู่ใกล้ ๆ กับไร่ของท่าน 70 พื้นภูมิเพชรบุรี
ทั้งสอง ส่วนตาจุ่นชาวบ้านหนองส้ม (นายจุ่น ศรีสุวรรณ) เป็นคนใจกว้าง มีคนอนาถามาพึ่งพาอยู่มาก ต้องล�ำบากในการเลี้ยงดู คนในท้องถิ่นจึงผูก เป็นค�ำคล้องจอง คนรุ่นเก่าจะจ�ำกันได้ส่วนมาก ค�ำกล่าวของชาวนาว่าด้วยเดือนที่ท�ำนา ท�ำนาเดือนเก้า หัวเข้าหัวปลา, ท�ำนาเดือนสิบ พอหยิบพอคว้า ท�ำนาเดือนสิบเบ็ด หาเห็ดดีกว่า (หรือนอนเลี้ยงเป็ดกันดีก่า) หมายเหตุ เข้า (ภาษาเก่า) = ข้าว, สิบเบ็ด (ภาษาปาก) = สิบเอ็ด, ก่า = กว่า ค�ำกล่าวขวัญวัดโรงเข้ พระวัดโรงเข้ บวชเร่ไม่เรียน เอาแต่ถากท�ำเกวียน เล่มละห้าต�ำลึง ค�ำอธิบาย สมภารรูปหนึ่งของวัดโรงเข้ เป็นช่างท�ำเกวียน พระลูกวัดที่ไม่ อยากเรียนธรรมท่านจะให้ช่วยท่านท�ำเกวียน ค�ำคล้องจองเรื่องของกิน – และแหล่งที่ท�ำดี ข้าวเม่าดอนคาน น�้ำตาลโรงเข้ ขนมจีนบ้านนา น�้ำยาปากทะเล ฯลฯ ๖.๒ วรรณกรรมร้อยแก้ว คือ เรื่องราวที่เล่าขานหรือเขียนเป็นค�ำธรรมดา ไม่จ�ำเป็นต้องมี สัมผัส วรรณกรรมประเภทนี้มีมากทั้งที่เป็นมุขปาฐะและข้อเขียน ขอยกมา เป็นตัวอย่าง ดังนี้ ๑) นิทานพื้นบ้าน เล่ากันปากต่อปากมาก่อนภายหลังจึงเขียน ลงสมุด ยกตัวอย่าง ๓ เรื่อง คือ (๑) มหาเภตรา เป็นนิทานเล่าเป็นต�ำนานและเพื่อให้จ�ำชื่อ ของสถานที่ได้ เล่าว่ามีเรือใหญ่ (มหาเภตรา) กว้างยาวเป็นโยชน์ แล่นอยู่ ในแถบเพชรบุรี ซึ่งในขณะนั้นมีแต่น�้ำกับฟ้า บนเรือมีเรือกสวนไร่นาและ สัตว์ต่าง ๆ ครบถ้วนพอให้คนได้อาศัยเลี้ยงชีพได้ เรือนั้นเป็นเทพนิมิตท�ำ ด้วยฝาหอยกาบ ลอยอยู่ ตรงที่ลอยอยู่นั้นภายหลัง เป็นบ้านชื่อบ้านพอหอย เรือใหญ่นั้นได้จ�ำหน่ายสินค้าให้ชาวดอนบนฝั่งด้วยครั้งหนึ่ง เรือนั้นผ่านภูเขา ลูกหนึ่ง และได้ชนภูเขาลูกหนึ่งขาดกระเด็นไปบางส่วน กลายเป็นเขากิ่ว ในปัจจุบัน ส่วนที่หลุดไปเป็นเขาพนมขวดอยู่ระห่างเขามหาสวรรค์ (เขาวัง) กับเขาหลวง ส่วนเขาลูกที่อยู่ด้านใต้ของเขากิ่วเป็นเขาบันไดอิฐ เรือใหญ่นั้นหลังชนภูเขาแล้วก็ช�ำรุด ต้องไปหยุดน�ำสมอขึ้นพลี บวงสรวงกันที่ต�ำบลหนึ่ง ต�ำบลนั้นได้ชื่อว่าสมอพลี ภายหลังเพี้ยนเป็น ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 71
สมอพลือ เรือได้ลากสมอมาถึงต�ำบลหนึ่ง นาน เข้าเพรียงกินเรือผุสมอหลุดจากเรือที่นั่น จึงเรียก ตรงนั้นว่า สมอหลุด และเพี้ยนเป็นสมอหลกสมอลกไป สมอนั้นหลุดไปถมดินอยู่เรียกว่า สมอ กบดาน หรือสมอดาน ส�ำเภานั้นยังแล่นต่อไปได้และไปถูกลม ตะเภาจนเรือทะลุ ลูกเรือช่วยกันอุดและวิด ที่ตรง นั้นเรียกว่าบางทะลุ พอมาถึงทะเลย่านหนึ่งเรือ ถูกลมพายุพัดหมุนจนจมลง เรียกที่ต�ำบลนั้นว่า บ้านหันตะเภา และตรงที่เรือจมเป็นที่คนในเรือ ช่วยกันอุดเรือแต่ช่วยไม่ได้ เรือจมลง เรียกว่า อุด ตะเภา หรือภายหลังเป็นอู่ตะเภา คนในเรือที่เหลือตาย พากันเกาะกระดาน เรือไปขึ้นได้ ณ ที่แห่งหนึ่ง ได้ตั้งหลักแหล่งอยู่ ณ เขาเจ้าลาย (๒) เรื่องท้าวม่องไล่ เจ้ากงจิ่น (กง จีน) และเจ้าลาย เป็นนิทานเรื่องท�ำนองเดียว กับข้อ (๑) กล่าวเรื่องดินแดนแถบนี้ว่าเป็นทะเล เข้าไปถึงเมือง (ศรี) สัชนาลัย มีภูเขาและแผ่นดิน พ้นจากน�้ำเป็นหย่อม ๆ แบ่งเป็น ๓ เขต คือ ท้าว ม่องไล่ เจ้ากงจีน และเจ้าลาย ภายหลังเจ้าลายมาติดพันกับธิดาท้าวม่องไล่ จนเป็นที่รู้ว่ารักใคร่กันและเจ้าลายได้มาสู่ขอตกลง กันแล้วต่อมาเจ้ากงจีนมาขอและน�ำเอาของมีค่า มาเป็นบรรณาการมาก ท้าวมองไล่จึงเอ่ยปาก ยกธิดาให้เจ้ากงจีนโดยไม่ค�ำนึงว่าหมั้นไว้กับ เจ้าลายแล้ว เมื่อถึงวันมงคลสมรสก็เกิดศึกสามเส้าชิง นางขึ้น ธิดาของท้าวม่องไล่ได้ลอบหนีไปหาเจ้า ลาย แต่ไปเรือล่มได้ขึ้นไปอาศัยภูเขาลูกหนึ่งอยู่ เรียกเขานั้นว่า เขานมสาว ส่วนท้าวม่องไล่รบชนะ เจ้ากงจีนให้เทเครื่องขันหมากที่ยึดได้ทิ้ง (เจ้ากง จีนโดดน�้ำหนีไป) กลายเป็นหอยเป็นปลาไป เป็น ที่มาของหอยมวนพลูและคลองขนมจีน เป็นต้น เจ้าลายตามไปพบนาง (ธิดาท้าวม่องไล่) ก็ พาลงเรือมา ฝ่ายท้าวม่องไล่ถามนางท้าว (ชายา) ดูรู้ว่าธิดาหายไปก็จับนางท้าวโยนทะล นางว่ายไป ขึ้นได้ที่ภูเขาลูกหนึ่ง ภายหลังเรียกว่าเขาแม่ร�ำพึง เจ้าม่องไล่ยกทัพตามหาธิดา เห็นทัพเจ้า ลายก็ตามมา เจ้าลายหนีไปอยู่บนเขาแห่งหนึ่ง ท้าวม่องไล่ จึงให้ทัพล้อมเขาไว้ เจ้าลายกับธิดา ซึ่งติดอยู่บนเขาอดอยากจนถึงกับกินข้าวตังกับ กะปิ จึงเรียกเขาลูกนั้นว่าเขาเสวยกะปิ ภายหลัง ได้ไปขอโทษท้าวม่องไล่ จึงได้สมรสกันและตั้งบ้าน เมืองครอบครองดินแดนแถบนี้ต่อมา เรื่องนี้เล่าเป็นปาฏิหาริย์ยืดยาวตื่นเต้น สาระก็คือ ท�ำให้จ�ำชื่อสถานที่และภูเขาต่าง ๆ ได้ สรุปย่อพอเป็นแนวทางเท่านั้น (๓) เรื่องถ�้ำเปี้ยว เปี้ยวเป็นชื่อปู ชนิดหนึ่ง ว่ามีอยู่ในถ�้ำทางขวามือของทางขึ้นไป ถ�้ำเขาหลวง ในสภาพความจริงเป็นถ�้ำลึกลับ ซับซ้อน มีคนเข้าไปและประสบอุบัติเหตุหรือหลง ออกไม่ได้ตายไปหลายคน เล่าว่าฤๅษีเข้าไปจ�ำศีล ภาวนา และเสกยากายสิทธิ์ไว้ให้เป็นตัวเปี้ยว วิ่ง เพ่นพ่านอยู่ในถ�้ำ ใครจับได้และน�ำไปกินจะเป็นยา อายุวัฒนะ ล่องหน หายตัวและคงกระพัน บ้างก็ เล่าว่ามีคนได้กินกลายเป็นชาวลับแลไปมากแล้ว (๔) เรื่องถ�้ำแกลบ เป็นถ�้ำอยู่เชิงเขา หลวง (ปัจจุบันนี้เป็นที่ตั้งของวัดถ�้ำแกลบ หรือ วัดบุญทวี อ.เมืองเพชรบุรี) เล่าว่าตามหน้าถ�้ำ, ในถ�้ำมีกองแกลบอยู่มาก เล่ากันว่าคนลับแล สีข้าวแล้วเอาแกลบมาทิ้งไว้ มีนิทานเล่าว่า ชายชาวเพชรบุรีขึ้นตาลอยู่ เชิงเขาหลวง เห็นหญิงสาวกลุ่มหนึ่งออกมาจาก ถ�้ำ น�ำสิ่งของมาซ่อนไว้ และเดินทางไปซื้อของใน ตลาดเพชรบุรี พอบ่าย-เย็นก็กลับมาหยิบของที่ ซ่อนไว้และหายไปตามผนังถ�้ำ เห็นอยู่บ่อย ๆ ก็ 72 พื้นภูมิเพชรบุรี
สงสัยจึงหมายตาไว้ เมื่อพวกหญิงเหล่านั้นเข้า ตลาดแล้วจึงเข้าไปค้นดู เห็นแต่เป็นใบไม้ชนิดหนึ่ง จึงหยิบไปซ่อนเสียใบหนึ่ง ตกเย็นหญิงเหล่านั้น กลับมาหยิบใบไม้ของตนแล้วก็หายทะลุผนังถ�้ำ ไป คงเหลือแต่คนหนึ่งเข้าไม่ได้นั่งร้องไห้อยู่ ชาย นั้นก็ลงไปตีสนิทซักถาม ได้ความว่าใบไม้วิเศษที่ใช้ ผ่านผนังหินเข้าไปเมืองลับแลหายไป ตนเข้าเมือง ไม่ได้ ชายคนนั้นก็หยิบใบไม้ที่ตนซ่อนไว้มาให้ นาง ขอบใจและเดินผ่านผนังถ�้ำกลับไปได้ ภายหลังทั้ง ๒ คน สนิทสนมและผูกรัก กัน หญิงชวนชายไปอยู่เมืองลับแลของตน แต่ มีข้อแม้อยู่ว่าเมืองนั้นห้ามพูดปดเด็ดขาด ชาย นั้นก็ตกลงนางก็น�ำใบไม้วิเศษมาเผื่อและพาทะลุ ผนังถ�้ำเข้าไปอยู่กินกัน ณ เมืองลับแลจนมีบุตร ด้วยกัน วันหนึ่งนางผู้นั้นเดินทางมาจ่ายตลาด ในเพชรบุรี ตามปกติฝากให้ชายผู้ผัวเลี้ยงลูกอยู่ บ้าน ลูกหิวนมก็ร้องขึ้น พ่อปลอบเท่าใดก็ไม่ยอม หยุดร้อง จึงพูดปดลูกว่า “เงียบเสีย แม่มาแล้ว” แม่ยายชะเง้อขึ้นดู ไม่เห็นลูกสาวมาก็ว่าลูกเขย โกหก เป็นอันอยู่เมืองลับแลไม่ได้อีกต่อไป ตกเย็นเมียกลับมาก็รู้ว่าผัวพูดปดผิดกฎ ต้องไล่ออกจากเมือง รุ่งขึ้นจึงพามาส่งและให้ ขมิ้นมาหลายแง่ง ชายผู้ผัวเมื่อพ้นถ�้ำแล้วก็เดิน กลับบ้านเดิม ส่วนแง่งขมิ้นนั้นเห็นว่าหนักนักก็ โยนทิ้งเสียเหลือไปแต่แง่งเดียว เดินทางถึงบ้าน เมียเก่าก็ดีใจที่ผัวกลับบ้าน (เพราะหายไปปีกว่า) เมียไปดูข้าวของในย่ามเห็นมีทองแท่งก็ดีใจ ฝ่าย ชายนั้นเอะใจที่ขมิ้นเป็นทองก็รีบไปดูตรงที่ตน โยนทิ้งแต่ก็ไม่พบเสียแล้ว นิทานท�ำนองเมืองลับมีเล่ากันหลายแห่ง ที่เขาทโมน อ.บ้านลาดก็เล่ากันและในจังหวัดอื่น ก็มี ท�ำนองจะเลียนแบบกัน แต่ใครจะเลียนแบบ ใครไม่มีทางทราบได้ และผู้เป็นต้นมุขปาฐะเหล่า นี้ก็ไม่ทราบชื่อเช่นกัน (๕) บันทึกวัดโคก วัดโคก อ.เมือง เพชรบุรี ได้มีผู้บันทึกท�ำนองจดหมายเหตุการ เสด็จพระราชด�ำเนินบ�ำเพ็ญพระราชกรณียกิจ ของพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ร.๔ ข้อความแย้งกับพระราชพงศาวดารของ เจ้าพระยาทิพากรวงศ์มหาโกษาธิบดี ซึ่งกล่าว ไว้ว่า “...สั่งให้เจ้าพนักงานท�ำที่ประทับรอนแรม ตามระยะทาง และทางม้าล้อเกวียน เตรียมคอย รับเสด็จที่เมืองเพชรบุรี ครั้น ณ วันจันทร์ เดือน ๓ แรม ๓ ค�่ำ ก็ทรงเรือพระที่นั่งอรรคเดช ไป ประทับที่พระนครคีรีราตรีหนึ่ง ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันพุธ เดือน ๓ แรม ๕ ค�่ำ ทรงพยุหยาตราโดยสถล มารค ล่วงมรรคาถึงพลับพลาที่ประทับแรมบ้าน ทุ่งป่าคา ล่วงมรรคาได้ ๔๐๐ เส้น ครั้นรุ่งขึ้น ณ วันพฤหัสบดี เดือน ๓ แรม ๖ ค�่ำ เสด็จพยุหยาตรา ถึงบ้านเขาย้อย ประทับร้อนเวลาเที่ยง ได้ทรง วัดแดด ครั้งที่ ๑ แล้วเสด็จไปถึงด่านบางน�้ำเค็ม สิ้นแดนเมืองเพชรบุรี ๓๐๐ เส้น รวมทาง ๗๐๐ เส้น เข้าแดนเมืองราชบุรี ไปถึงพลับพลาประทับ แรมบ้านห้วยโรง...” แต่ในบันทึกที่พบที่วัดโคก เข้าใจว่าคน เพชรบุรีหรือข้าราชการท้องถิ่นบันทึกไว้ มีราย ละเอียดที่ต่างกันว่า “วันค�่ำหนึ่งเสด็จทรงพระราชด�ำเนินจาก พระราชนครคีรี ถึงพลับพลาบ่อคา ๓๙๓ เส้น ประทับเสวยเช้า แล้วเสด็จทรงพระราชด�ำเนิน จากพลับพลาบ่อคาไปถึงพลับพลาประทับร้อน เขาย้อย ๑๔๑ เส้น แต่เขาย้อยถึงด่านบางเค็ม ๑๗๓ เส้น รวมทางสิ้นแขวงเมืองเพชรบุรี ๗๐๗ เส้น แต่บ้านบางเค็มถึงพลับพลาประทับแรม ห้วยโรง แขวงเมืองเพชรบุรี ๑๐๗ เส้น รวมทาง เสด็จทรงพระราชด�ำเนิน วันที่หนึ่ง ๘๐๔ เส้น วันที่สองเสด็จทรงพระราชด�ำเนินจากพลับพลา ห้วยโรง ถึงพลับพลาเขาถ�้ำ...” ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 73
ข้อแตกต่างของเอกสารทั้งสองฉบับ (๑) ในบันทึกวัดโคกไม่ได้ระบุพระราชกิจ วัดแดด-วัดดาว คนท้องถิ่นอาจไม่เข้าใจพระราชกิจทาง ดาราศาสตร์ หรืออาจตามเสด็จในระยะห่างมิได้เห็นต่างจากพระราชพงศาวดารฯ ซึ่งบันทึกไว้ (๒) บันทึกวัดโคกใช้ค�ำศัพท์และราชาศัพท์ไม่ถูกต้อง เช่น พระราชนครคีรี (อาจเกิดจากความ ต้องการยกย่อง) และเสด็จทรงพระราชด�ำเนิน (๓) พระราชพงศาวดารฯ ว่า “...ถึงด่านบางน�้ำเค็ม สิ้นแดนเมืองเพชรบุรี เข้าแดนเมือง ราชบุรี...ประทับแรมบ้านห้วยโรง ในสมัยนั้น ต.บางเค็ม (พระราชพงศาวดารฯ เรียกบางน�้ำเค็ม) เป็น ต�ำบลสุดเขตเมืองเพชรบุรีก็จริง แต่จุดแบ่งเขตแดนมิใช่อยู่ตรงด่าน หากอยู่ที่บ้านห้วยโรงซึ่งเป็น บ้านขึ้นกับ ต.บางเค็ม ที่พระราชพงศาวดารฯ เรียกว่า “เข้าแดนเมืองราชบุรี...ไปถึงพลับพลาประทับ แรมบ้านห้วยโรง” นั้นอาจจะผิดหรือถูกก็ได้ เพราะห้วยโรงล�ำน�้ำแบ่งเขตจังหวัด (ปัจจุบัน ต.ห้วยโรง แยกออกไปจาก ต.บางเค็ม ฝั่งเพชรบุรีจึงเป็น ต.ห้วยโรง ส่วนฝั่งเหนือเป็น ต.วังมะนาว จ.ราชบุรี มีบ้านห้วยโรงอยู่ ๒ หมู่ คือบ้านห้วยโรงหมู่ ๑-๒ ต.วังมะนาว จ.ราชบุรี ผู้บันทึกทั้ง ๒ ท่านไม่ได้ระบุว่า พลับพลาอยู่ฝั่งใด (ฝั่งเหนือเขตราชบุรี-ฝั่งใต้เขตเพชรบุรี) (๔) บันทึกวัดโคกระบุชัดเจนว่า บ้านบางเค็ม (ตามที่เรียกกันจริงในเพชรบุรี) ต่างจากพระราช พงศาวดารฯ เรียกว่า “บางน�้ำเค็ม” (๕) บันทึกวัดโคกกล่าวว่า “ถึงพลับพลาประทับแรมห้วยโรง แขวงเมืองเพชรบุรี ถ้าผู้บันทึกได้ ตามเสด็จและเห็นจุดตั้งพลับพลาที่ประทับและระบุว่าแขวงเมืองเพชรบุรีเช่นนี้แล้ว แสดงว่าพลับพลา อยู่ฝั่งทิศใต้ (เพชรบุรี ผู้บันทึกเป็นคนเพชรบุรีย่อมรู้จักท้องที่ดีกว่า ผู้เขียนพระราชพงศาวดารฯ ซึ่ง อาจไม่ได้ตามเสด็จฯ และคิดว่าห้วยโรงอยู่เขต จ.ราชบุรี (ซึ่งความจริงมีบ้านห้วยโรง อยู่ทั้ง ๒ ฝั่ง ๒ จังหวัด) สรุปวรรณกรรมร้อยแก้ว วรรณกรรมร้อยแก้วที่เขียนโดยคนเพชรบุรียังมีอยู่อีกมาก ยกมาแต่ วรรณกรรมสมัยเก่าพอเป็นตัวอย่าง อันที่จริงนักเขียนวรรณกรรมเด่น ๆ ใน สมัย ร.๗-๙ ที่มีชื่อเสียงยังมีอยู่หลายท่าน เช่น มนัส จรรยงค์ ราชาเรื่องสั้น มีเรื่องสั้นกว่า ๑,๐๐๐ เรื่อง และนวนิยายหลายเรื่อง ล้อม เพ็งแก้ว (ศาสตรา ภิชาน) เขียนบทความทางภาษาและวรรณคดีไทย, หนังสือเกี่ยวกับภาษา ไทยและประวัติศาสตร์จ�ำนวนมาก, พระราชสุวรรณมุนี (แคล้ว ป.ธ.๗) มี บทเทศนาและบทความทางธรรมเผยแพร่อย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย, เรือเอก ขุนชาญใช้จักร ผู้เขียนบทความ บทละคร และเอกสารทางภาษา วัฒนธรรม ศาสนา และประวัติศาสตร์ และ ฯลฯ หลายท่านมีประวัติและผลงานอยู่ใน หนังสือชุดพื้นภูมิเพชรบุรีนี้ (ในเล่มที่ ๖ ภูมิพลัง) ในหัวข้อนี้จึงสรุปเป็น แนวทางเฉพาะวรรณกรรมร้อยแก้วไว้เพียงนี้ - ทองใบ แท่นมณี – 74 พื้นภูมิเพชรบุรี
ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร บทที่ ๒ ภูมิทัศน์ที่เอื้ออ�ำนวยต่อการละเล่นพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน และขนบธรรมเนียมประเพณี ภูมิทัศน์และสภาพแวดล้อมของเพชรบุรีที่เป็นลุ่มน�้ำ ป่าเขา ทะเล ดงตาล ฯลฯ เป็นที่มาของการ ละเล่นพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้านและขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ มากมาย เพราะสิ่งเหล่านี้เป็นการน�ำ สิ่งรอบตัวมาใช้ เช่น มีตาลก็มีการละเล่นเกี่ยวกับตาล เป็นต้น โดยมีรายละเอียดเป็นรายข้อ ดังนี้ ๑) การละเล่นพื้นบ้าน การละเล่นพื้นบ้านเพชรบุรีที่แตกต่างไปจากการละเล่นของภาคกลางทั่วไป เช่น (๑) วัวลาน (วัวระดอก) โดยเหตุที่เพชรบุรีท�ำนาโดยใช้วัวไถนา – ลากเกวียน วัวจึง เป็นสัตว์เลี้ยงใช้งานในหมู่ชาวนาที่เป็นคนไทยพื้นเมือง โดยปกติชาวนาไทยพื้นเมืองไม่นิยมเลี้ยงควาย ชาวนาที่นิยมเลี้ยงควายไว้ใช้งานในนาจะเป็นชาวโซ่ง (ไทด�ำหรือไทยทรงด�ำ) ปัจจุบันนี้การไถนา – ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 75
ลากเกวียนได้หมดไป ส่วนมากใช้รถไถนา – และรถหว่านเกี่ยวเสร็จ ควายจึง แทบหาไม่พบในเพชรบุรี แต่วัวแม้จะไม่ได้ใช้งานในนาแต่ชาวนายังคงเลี้ยงไว้ แข่งวัวลานและกิจกรรมเกี่ยวกับวัวอื่น ๆ ที่มาของการละเล่นวัวลานมาจากการผูกวัวนวดข้าว ในการท�ำนาสมัย เก่าจะปักเสาเกียดไว้กลางลานและน�ำฟ่อนข้าวมาวางเรียงเป็นวงกลมรอบ เสาเกียด และผูกวัวหลาย ๆ ตัวให้ย�่ำข้าวให้เมล็ดข้าวหลุดจากรวง จากนั้น จะน�ำฟ่อนข้าวออกไปเก็บไว้เป็นฟาง (อาจท�ำเป็นทะโลงฟางโดยกองหุ้มเสา ไว้เป็นรูปทรงสูงให้วัวได้ใช้กินต่อไป) และคัดเมล็ดข้าวเปลือกมาฝัดและเก็บ เข้ายุ้งฉางต่อไป ต่อมามีผู้คิดน�ำวัวมาเล่นวัวลานแข่งขันกัน (เพื่อดูก�ำลังวัว) โดยผูกเสา (ท�ำนองเสาเกียดนวดข้าว) ไว้กลางลานกว้าง มีวัวจากหลายคณะมาแข่งขัน กันเพื่อดูฝีเท้า วิธีแข่งขัน จะมีวัวอย่างน้อย ๒ คณะ ฝ่ายหลักเรียกว่าวัวรอง จะน�ำ วัวของตนประมาณ ๑๐ กว่าตัวขึ้นไปถึงประมาณ ๒๐ ตัว มาผูกกับเชือกเป็น พวงยาว ธรรมดาการวิ่งวนรอบหลักวัวตัวอยู่ใน ๆ จะไม่ต้องใช้ก�ำลังมากแต่ วัวตัวที่อยู่นอกสุด (วัวรอง) จะต้องวิ่งมาก จึงเป็นวัวที่วิ่งเก่งพร้อมที่จะท้า วัวที่มาต่อสู้หรือวิ่งแข่ง ฝ่ายที่ท้าแข่งเรียกว่า ฝ่ายวัวนอก จะน�ำวัวตัวที่วิ่งเก่งมาผูกประกบกับ วัวรอง เมื่อไล่วัวให้วิ่งหลาย ๆ รอบ หากวัวนอกสามารถวิ่งควบคู่ (ภาษาวัว ลานเรียก “วิ่งหุ้ม”) ไปกับวัวรองได้ตามจ�ำนวนรอบที่ตกลงกันหรือสามารถ แทรกเบียดลากวัวรองฝ่ายวัวนอกจะเป็นฝ่ายชนะ แต่ถ้าวัวนอกวิ่งสู้ไม่ได้ (ถูกวัวรองลาก) ฝ่ายวัวนอกก็จะเป็นฝ่ายแพ้ หากควบคู่กันไปได้ตลอดตาม จ�ำนวนรอบที่ตกลงกันถือว่าเสมอกัน การเล่นวัวลานแต่แรก ๆ เป็นการละเล่นสนุกสนานและลองก�ำลังวัว แต่ต่อมาพัฒนาเป็นการพนันขันต่อ และบางทีวิ่งหลาย ๆ รอบจะเป็นการ ทรมานสัตว์ ผลดีอาจเป็นเหตุให้คนเลี้ยงบ�ำรุงวัวให้ดี และมีผลทางการ ค้าขายในด้วย เพชรบุรีเป็นจุดส�ำคัญที่เล่นวัวลาน จังหวัดใกล้เคียงมีการเล่นบ้าง เช่น ประจวบคีรีขันธ์ ราชบุรี กาญจนบุรี ส่วนควายนั้นเคยมีคนน�ำมาผูกเล่นควาย ลานเหมือนกัน (สมัยที่ยังมีการเลี้ยงควายกันมาก ๆ ) แต่ควายเป็นสัตว์เฉื่อยชา กระตุ้นยาก และไม่ชอบวิ่ง การเล่นควายลานจึงไม่เป็นที่นิยมกัน 76 พื้นภูมิเพชรบุรี
(๒) วัวเทียมไถ เป็นการแข่งขันวัวไถนา แต่ต่างไปจากไถนาตาม ปกติ คือ มีการแต่งตัววัวให้สวยงาม และมีการปักธงตามแนวที่จะให้วัวไถนา เป็นแถว ๆ ในการแข่งขันจะมีคนไถ ๑ คน และคนเดินน�ำหน้าวัว ๑ คน (ถ้า แข่ง ๒ คู่ก็เป็น ๔ คน) คนเดินน�ำไถจะเดินเร็ว ๆ และเดินยักเอวยักไหล่ให้เป็น ที่ขบขัน หากวัวที่ไถไถได้ดี ไถได้รอยลึก และไม่ชนธงล้มมากก็เป็นฝ่ายชนะ ปัจจุบันนี้การเล่นวัวเทียมไถไม่ใคร่มีให้พบเห็น เพราะในชีวิตจริงของ ชาวนาและวัวไม่ได้ไถนาในชีวิตประจ�ำวันอีกแล้ว ยกเว้นจะมีการรณรงค์ให้ แข่งขันกันในงานที่จัดขึ้นเป็นพิเศษ อนึ่ง การแข่งขันวัวเทียมไถจะใช้วัวตัวเดียวต่อไถ ๑ คัน ซึ่งต่างจาก การไถนาจริง ๆ (ไถวัว) จะใช้วัว ๒ ตัวต่อไถ ๑ คัน (ยกเว้นไถควายจะใช้ควาย ตัวเดียวต่อไถ ๑ คัน) (๓) การแข่งขันวัวเทียมเกวียน เป็นการใช้วัวเทียมเกวียนและ แข่งขันประชันความเร็วกัน อาจใช้วัว ๒ ตัว ต่อเกวียน ๑ เล่ม วิ่งแข่ง (ลาก เกวียน) ตามระยะทางที่ก�ำหนด ผู้ขับเกวียนถึงหลักชัยก่อนเป็นฝ่ายชนะ (๔) การล้มวัว เป็นการจับวัวเปลี่ยว ซึ่งเป็นวัวหนุ่ม (วัวทโมน) หรือวัวรุ่นโดยการจับด้วยมือเปล่า อาจเป็นการแสดงให้ดูหรือมีการแข่งขัน กันก็ได้ เป้าหมายอยู่ที่การจับวัวล้มลงได้อย่างราบคาบ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 77
การแข่งขันวัวเทียมเกวียนและการล้มวัว มิได้มีมาแต่เดิม มักจะ ก�ำหนดให้มีการแสดงหรือการแข่งขันกันในงานของจังหวัด เป็นต้น ในระยะ หลัง ๆ นี้ แต่เดิมเป็นเพียงแต่กิจกรรมของชาวนาที่ใช้วัวในชีวิตประจ�ำวัน (๕) การเล่นลูกอีโป้ง ลูกอีโป้ง คือ เมล็ดโตนดหรือตาลที่กะเทาะ เปลือกออกและกินจาวตาลแล้ว เด็ก ๆ จะน�ำมาเล่น ๒ แบบ คือ แบบหนึ่ง เรียกว่า เล่นทอยเม็ดอีโป้ง คือ การแข่งขันทอยเม็ดอีโป้งกัน โดยคนหนึ่งจะ โยนเม็ดอีโป้งของตนไป อีกคนหนึ่งทอยตามหากถูกก็ได้กิน คือ ได้เม็ดอีโป้ง ของเพื่อน หากผิดก็ต้องเสียเม็ดอีโป้ง (เม็ดอื่น ๆ) ของตัวให้เพื่อน ส่วนตัว ที่ใช้ทอยเรียกว่า อีตัว จะเก็บไว้เล่น จนกว่าจะหมด (แพ้หมดตัว) เรียกว่า แพ้แบบกินอีตัว คนที่เล่นเก่ง คือ ทอยแม่นจะได้อีโป้งของคนอื่นมาเก็บไว้ ในครอบครองของตนเองมาก ๆ แบบที่ ๒ ใช้เล่น “กาฟักไข่” (ซึ่งที่อื่นก็เล่น แต่ใช้วัสดุอื่น ๆ เช่น กาบ มะพร้าว) แต่เด็กเพชรบุรีเล่นกาฟักไข่ โดยใช้เม็ดอีโป้งแทน จะเห็นว่าเด็ก ๆ รุ่นเก่ารู้จักประยุกต์ใช้ของพื้นบ้านมาเป็นการละเล่น ต่าง ๆ เป็นการน�ำภูมิทัศน์ที่แวดล้อมมาปรับใช้ให้เป็นประโยชน์ (๖) การแข่งขันปีนต้นตาล เนื่องจากเพชรบุรีมีต้นตาลจ�ำนวน มากและบรรพบุรุษในอดีตมีความช�ำนาญในการปีนต้นตาล จึงมีการละเล่น ชนิดหนึ่งที่นิยมเล่นแข่งขันกัน คือ การปีนต้นตาล ซึ่งแบ่งออกเป็น ๔ แบบ ดังนี้ แบบที่ ๑ แข่งขันโอบตาล คือ แข่งปีนต้นตาลโดยใช้มือและเท้าเปล่า (อาจจะโอบโดยใช้อกทาบ หรือปีนโหย่ง ๆ แล้วแต่จะตกลงกัน) โดยก�ำหนด ต้นตาลที่ต้นลักษณะและส่วนสูงคล้าย ๆ หรือเหมือนกัน (อาจใช้วิธีจับสลาก) 78 พื้นภูมิเพชรบุรี
แบบที่ ๒ แข่งขันปีนตาลพะองพาด การ แข่งขันแบบนี้ ผู้จัดการแข่งขันจะพาดพะองไว้ให้ (อาจจะมีการจับสลากต้นตาลที่จะปีน) แบบที่ ๓ แข่งขันปีนตาลกับลิงหรือกัง การแข่งขันแบบนี้จะเป็นต้นตาลที่มีพะองพาด หรือไม่มีก็ได้ (แล้วแต่จะตกลงกัน) หรืออาจจะมี เงื่อนไขอื่น ๆ เช่น ให้น�ำกระบอกตาลไปผูกแขวน หรือให้ปลดกระบอกตาลที่แขวนอยู่บนยอดตาล ลงมา (ส่วนมากลิงจะแพ้คนในเงื่อนไขนี้ .... ส่วน การปีนต้นตาลแท้ ๆ ส่วนมากลิงที่ฉลาดรู้จุด ประสงค์ของคนถ้าไม่เถลไถลมักจะชนะ) แบบที่ ๔ แข่งขันปีนตาลตามเงื่อนไขที่ตั้ง ขึ้นแข่งขันกันเป็นการเฉพาะคราว การแข่งขันปีนต้นตาลในระยะหลัง ๆ มัก จะเป็นการแข่งขันกันในงานประจ�ำปีของจังหวัด ที่เล่นกันตามหมู่บ้านโดยปกติจะหมดไป พร้อม ๆ กับการท�ำตาลโตนดซึ่งมีผู้ท�ำน้อยลงไปทุกที (๗) การเล่นขาล้อตาล เนื่องจากเพชรบุรี แวดล้อมไปด้วยต้นตาล ชาวตาลหรือเด็ก ๆ ที่เกิด ในดงตาลจึงน�ำผลแก่ของตาล (ที่ยังไม่สุก) มา ดัดแปลงท�ำเป็นของเล่น เช่น รถลูกตาล (ชาว ตาลเรียกว่า ขาล้อ) โดยท�ำเป็นรถที่ต้องเข็นหรือ รุน (มีด้ามหรือคันท�ำด้วยไม้รวก – ไม้ไผ่) อาจมี ๒ ล้อ หรือ ๑ ล้อ แล้วแต่จะประดิษฐ์ และเป็นรถ ลาก (มีเพลาอาจจะมี ๒ ล้อ ๔ ล้อ หรือมากกว่า) บางทีเด็ก ๆ ก็ท�ำเอง บางทีผู้ใหญ่จะท�ำให้ ในบาง ท้องที่จะมีการแข่งขันรถหรือขาล้อที่ท�ำจาก ผลตาลในงานเทศกาลด้วย แต่ที่ท�ำเล่นกันอยู่ใน หมู่เด็ก ๆ (โดยเฉพาะสมัยก่อน) มีมากกว่า (๘) เตะนั่ง เป็นการละเล่นของเด็กชาย เล่นเป็นกลุ่ม มีกติกาอยู่ว่าผู้ที่ยืนอยู่จะเตะผู้ที่ยืน อยู่ในวงที่เล่นด้วยกันได้ ถ้าเด็กคนใดนั่งลงแล้ว จะเตะ (ผู้อื่นหรือผู้อื่นเตะ) ไม่ได้ คนที่เก่งจะเตะคู่ ต่อสู้กันเป็นคู่ ๆ แต่อาจจะถูกผู้อื่นเตะได้ทั้งคู่ คน ที่ฉลาดเตะเขาแล้วก็นั่งลงเป็นอันปลอดภัย ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 79
๒) เพลงพื้นบ้าน เพลงพื้นบ้าน (หรือเพลงพื้นเมือง) ที่เล่นอยู่ในเพชรบุรีมีมาก เช่น เพลงฉ่อย เพลงปรบไก่ เพลงเรือ เพลงระบ�ำบ้านไร่ ฯลฯ เพลงเหล่านี้ใน จังหวัดอื่น ๆ ก็มี (แต่เพลงปรบไก่ปัจจุบันนี้เหลือเล่นกันที่บ้านดอนข่อย อ.บ้านลาดแห่งเดียว) จึงไม่กล่าวถึงจะกล่าวแต่เฉพาะที่เกิดหรือเล่นใน เพชรบุรีโดยเฉพาะ ดังนี้ (๑) เพลงพวงมาลัย ตามต�ำนานว่าเกิดที่เพชรบุรี ดังเพลงพวงมาลัย ที่โรงเรียนประถมศึกษาสมัยก่อนสอนให้เด็กร้องว่า “...แรกเกิดที่เพชรบุรี การลอยอัคคีในคงคา ...” เป็นต้น ตัวอย่าง เช่น เอ้อระเหยลอยมา ลอยมาจากดอนตาล (ลูกคู่รับ) ขึ้นตาลสรรพเสร็จก็ระเห็จมานี่ มาหาคนดีถึงบ้าน พวงเจ้าเอ๋ยบัวบาน อย่าให้คอยนานเลยเอย แบบนี้เรียกว่า เพลงพวงมาลัยสั้น อีกแบบหนึ่งเรียกว่า เพลงพวงมาลัยยาว หรือพวงมาลัยช้า ต่างกันที่จ�ำนวนกลอนยาวและสั้นกว่ากัน เพลงพวงมาลัย สั้นมักขึ้นต้นว่า “เอ้อระเหยลอยมา” แต่เพลงพวงมาลัยยาวอาจขึ้นต้นแบบนี้ หรือขึ้นต้นอย่างอื่น เช่น โอระชาโยนชา หรือ เก็จแก้วแววตา ฯลฯ เช่น โอระชาโยนชา ฉันจะว่าไปใหม่ ผิดมั่งพลั้งหนา ฉันขอขมาทุกคนไป ลุงจ๋าลุงจ๊ะ ลุงมาธุระอะไร เชิญนะจ๋าเชิญสิจ๊ะ เชิญนั่งพะเพิงใน จูงหมาโมโม มาผูกโซ่ไวไว พ่อแม่ฉันหนา เขาไปนาไปไร่ ถึงกลางวันแล้วหนา เดี๋ยวเขาก็มาเดี๋ยวใจ พ่อคิ้วโก่งหางไก่ เชิญนั่งคอยไปก่อนเอย (เนื้อหาของเพลงเป็นบททักทาย เช่นเดียวกับเพลงเรือ เพลงฉ่อย เพลงอีแซว ฯลฯ ต่างแต่ว่าท�ำนองเพลงต่างกัน) ปัจจุบันนี้เพลงพวงมาลัยยังร้องกันอยู่ในหลายจังหวัดในภาคกลาง – ภาคตะวันตก บางท่านยอมรับว่าเกิดที่เพชรบุรี 80 พื้นภูมิเพชรบุรี
(๒) เพลงพาดตาล เป็นเพลงพื้นเมืองเพชรบุรีของคนท�ำตาล ปัจจุบัน นี้เหลือแต่เนื้อร้องของเก่า และคนรุ่นเก่า ๆ ที่ยังพอร้องได้ เช่น เพลงพาดตาล บ้านโพธิ์ใหญ่ อ.บ้านลาด เนื้อร้องว่า เดือนสิบเอ็ดน�้ำนอง เดือนสิบสองน�้ำทรง มาเดือนอ้ายเดือนยี่ น�้ำก็รี่ไหลลง ไปตัดพะองมาพาดตาล พอตัดเสร็จสรรพก็กลับมาบ้าน มาจับเอาไอ้โพเทียมนอก เอาไอ้ดอกเทียมใน บอกกับแม่อีหนู เอ็งต้องชูหน้าไว้ พี่ไม่ทันเอามีดใส่ฝัก ไอ้โพมันแรงชักเกินไป พอไปถึงป่าเสร็จสรรพ เราก็กลับมาบ้าน วันดีคืนดี ออกไปดูอีโพธิ์แหย็ง มันออกแรงไหลรอง จึงบอกกับพ่อเจ้าพ่อนาย จึงเอาขาก่ายเข้าครอง เลือกเอาแต่ช่องดีดี พอดึงยอดเสร็จสรรพ เราก็กลับลงโคน เอาไม้คาบขึ้นไปนวด นวดอย่าให้มันกระชั้น ไส้มันจะเสีย ไอ้มือหนึ่งนวดไอ้มือหนึ่งเหนี่ยว ออกน�้ำเปรี้ยว ๆ หวาน ๆ นวดได้สองมื้อก็เว้น ลงหักเอนหางหนู เลาะหน้าออกดูหน้ามันเหลืองเหมือนแพร ปาดแล้วก็หยดหยด ลงเห็นจะหยัด เห็นน�้ำหยดไหลพรู บอกแก่แม่อีหนูได้กินหละแม่อีแดง มันไม่ใช่ตาลไส้แป้ง ไม่เสียแรงพาดไว้ ฯลฯ หมายเหตุ ฉันทลักษณ์ของเพลงพาดตาล ไม่มีจ�ำนวนค�ำและสัมผัส แน่นอน ว่าไปเรื่อย ๆ เป็นเพลงร้องขณะขึ้นตาลหรืออยู่บนยอดตาล ไม่ต้องใช้ เครื่องดนตรีใด ๆ แต่ถ้าน�ำมาร้องเล่นในกลุ่มชน อาจจะมีลูกคู่รับ (เช็ด – โช้ หรือ โชดโช้ เป็นระยะ ๆ ที่ทอดเสียง) และจะมีดนตรี เช่น กลอง กรับ ประกอบได้ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 81
(๓) เพลงเห่เรือบก เป็นเพลงเรือแบบเพชรบุรี ซึ่งต่างจากเพลงเรือในภาคกลาง (มีลูกคู่รับ ฮ้าไฮ้ เชียบ ๆ ฯลฯ) เพลงเรือเพชรบุรี จะขึ้นต้นเสียงว่า เฮละโล้ หรือ เอ้า! เฮละโล และลูกคู่รับ สาละ พา, เฮโลสาละพา สาละพาเฮโล โดยจะเริ่มจากไหว้แม่ย่านางเรือหรือไหว้ครู แล้วเข้าเรื่อง (ขึ้นอยู่กับ เล่นในเทศกาลอะไร) จะลงด้วยบทลาและอวยพร เช่น บทไหว้ครูและเชิญแม่ย่านางของเรือเสียงกังวาน ในงานลอยกระทงปี ๒๕๒๓ ดังนี้ ไหว้ครู– แม่ย่านางเรือ ต้นเสียง ลูกคู่ เอ้าเฮละโล เอ้าสาละพา เฮโลสาละพา สาละพาเฮโล แม่ขวัญเหนยขวัญเหนย ขวัญอย่าเลยไปห่าง ขวัญแม่แก้วย่านาง สิงสู่เรือ ฉัน เอ่ยปากเรียกขวัญ ขนฉันลุกซู่ ว่าแต่ก่อนแต่ไร ขวัญไม่เคยท�ำพลาด ขวัญแม่ก็อย่าขยาด ตกใจหวาดผวา เทพบุตรทุกชั้นฟ้า เทวดาทุกทิศ หลวงพ่อปู่ศักดิ์สิทธิ์ สิงสถิตนาวา สาละพา เฮละโล เฮโลสาละพา สาละพาเฮโล 82 พื้นภูมิเพชรบุรี
บทเกริ่น ต้นเสียง ลูกคู่ ไชโยพระแก้ว มาแล้วเสียงกังวาน คนเพลงเขาก็ร้อง พวกลูกน้องช่วยกันรับ ทั้งฝีพายชั้นครู เป็นผู้ช่วยกันจัด อีกทั้งคนตีกรับ ช่วยกันรับเสียงหวาน เสียงกังวานล�ำนี้ ยังไม่มีแม่ยก ขอให้ท่านช่วยปก ช่วยยกเสียงกังวาน หลังจากไหว้ครู – เชิญแม่ย่านางและเกริ่นกล่าวแล้วจะเข้าเรื่องตามเนื้อหาของงานหรือเทศกาล นั้นต่อไป ในที่นี้ขอยกบทเพลงเห่เรือบกของเรือครุฑนาวา ในงานเพลงพื้นบ้านสัญจร ของ อ.บ้านลาด ตอนหนึ่งว่า ต้นเสียง ลูกคู่ ว่าตื่นเถิดชาวไร่ อย่าร�่ำไรรออยู่ ว่าจงลืมตาลืมหู ให้มันรู้เรื่องราว ว่าเศรษฐกิจมันตกสะเก็ด ว่าเมืองเพชร(ก็)บุรี จะย�่ำแย่แล้วคราวนี้ น้องพี่พวกเรา เอ้าของมันแพงขึ้นทุกอย่าง แต่สตางค์ก็หายาก แหม! สุดระก�ำช�้ำนัก แสนล�ำบากจริงหนอเรา ต้องท�ำค่าแรงถึงสองวัน ไม่พอข้าวสารหนึ่งถัง กะปิปลาร้าก็แพงจัง ไม่มีสตางค์กินข้าวเปล่า เอ้อ! ของของเรามันหมดราคา กล้วยน�้ำว้ากับฝรั่ง อีกทั้งละมุดก็ถูกจัง ถูกกระทั่ง(ก็)มะนาว ต้องปล่อยให้สุกคาต้น ต้องปล่อยให้หล่นลงดิน นกกามันก็ไม่กิน ส่งกลิ่นเหม็นเฉ่า พิโธ่เอ๋ยเราชาวไร่ คิดแล้วให้(ก็)อนาถ สงสารเราชาวบ้านลาด เป็นโรคประสาทหน้าเศร้า มีของขายก็ขายไม่ออก ได้แต่กลอกลูกนัยน์ตา เฮ้อ! กลุ้มใจจะเป็นบ้า ในอุราปวดร้าว ขอให้มะนาวเราขายดี ขอให้มีคนซื้อ ขอวิงวอนให้พวกหนังสือ ช่วยกระพือลงข่าว ฯลฯ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 83
บทลา – บทอวยพร ต้นเสียง ลูกคู่ ว่าก่อนจะลาจากจร ขออวยพรให้ทุกท่าน จงเกษมส�ำราญ ขอให้ท่านสุขี ปราศจากโพยภัย สุขกายสบายจิต เอ้าพวกศัตรูหมู่อมิตร อย่าได้คิดย�่ำยี เอ้อผมจะขอวิงวอน ค�ำพรสี่ประการ มาอุดหนุนพระคุณท่าน จงสุขสันต์เปรมปรีดิ์ ฯลฯ เอ้าเฮละโล้ สาละพา ขอให้ได้ลาภยศ มาปรากฏแน่ชัด เอ้าให้เลื่อนยศหมดจังหวัด ได้เป็นรัฐมนตรี เอ้าเฮโล สาละพา (จากบทเห่เรือบกของเรือครุฑนาวา ในเพลงพื้นบ้านสัญจร อ.บ้านลาด พ.ศ. ๒๕๒๔) หมายเหตุ เพลงเห่เรือบก เดิมคือ เพลงเรือแบบเพชรบุรี เล่นกันใน เรือในแม่น�้ำล�ำคลองจริง ๆ มีต้นเสียง (พ่อเพลง) และฝีพาย – ลูกเรือและ นายท้ายเรือ (ลูกคู่) พายมาเต็มล�ำ มีเครื่องดนตรี คือ กรับประกอบ เล่น กันในเทศกาล เช่น ทอดกฐิน ลอยกระทง ฯลฯ พ่อเพลงหรือต้นเสียงก็ร้อง กลอนสด ๆ (ปัจจุบันนี้มักแต่งและท่องจ�ำมาก่อน) ภายหลังแม่น�้ำล�ำคลอง ตื้นเขิน – หายไป แต่การละเล่นยังมีอยู่ ซึ่งมีผู้คิดพัฒนาเป็นเรือบก ท�ำเป็น รูปเรือมีฝีพายเดินสะพายเป็นขบวน ถือพายท�ำท่าพายและร้องอยู่ในเรือบก นั้น ได้พัฒนามาจากเพลงเรือจริง ๆ ประมาณสัก ๓๐ – ๔๐ ปีมานี้และในขณะ นี้การเล่นเพลงเรือจริง ๆ เกือบจะสูญไป คงมีแต่การเห่เรือบกซึ่งจ�ำลองมา จากเพลงเรือแบบเพชรบุรีเดิม แสดงเป็นการอนุรักษ์ปีละครั้งสองครั้ง ตาม เทศกาลหรือตามที่ท้องถิ่นอนุรักษ์ไว้เท่านั้น 84 พื้นภูมิเพชรบุรี
(๔) เพลงโนเนโนชา ในภาคกลางบางจังหวัดมีเพลงโนเนโนนาด ซึ่งเป็นเพลงพื้นเมืองต่างไปจากเพลงโนเนโนชา อันเพลงโนเนโนชานี้ถือว่า มีก�ำเนิดที่เพชรบุรี แต่ก่อนเล่นกันอยู่ที่เพชรบุรีและเมืองบริวาร เช่น กุยบุรี ปราณบุรี และมีไปถึงเมืองตะนาวศรี (เพิ่งตกไปเป็นของอังกฤษและต่อมา อังกฤษให้พม่าราว ร.๔ - ๕) ปัจจุบันยังเหลืออยู่ที่อ.ชะอ�ำ จ.เพชรบุรี และ ในหมู่คนไทยในเมืองตะนาวศรี จ.มะริด ประเทศพม่า รูปแบบของเพลงโนเนโนชา เพลงโนเนโนชามีรูปแบบการเล่น ดังนี้ (๑) ตรงข้ามกับเพลงพวงมาลัย เพลงพวงมาลัยจะขึ้นต้นว่า “เอ้อระเหยลอยมา ตัวฉันลอยมาจาก...........” แต่เพลงโนเนโนชาจะ ขึ้นต้นว่า “เอยเหยลอยมา ฉันก็มา......” คือเพลงพวงมาลัยบอกว่า “ลอย มาจากไหน” ส่วนเพลงโนเนโนชาบอกว่า “ลอยมาถึงที่ไหน” (๒) วิธีร้อง มีการโห่ ๓ ลา เครื่องดนตรีอาจมีหรือไม่มีก็ได้ ถ้ามีก็ใช้ กลอง, ฉิ่ง, กรับ ในการร้องจะมีค�ำว่า โนเนโนชา ตอนจะจบเพลงหรือไม่มี ก็ได้ เช่น เอยเหยลอยมา ฉันก็มาสระพัง (ลูกคู่รับ) คนเดียวเดี่ยวเดิน แหม! ฉันชักเขินเสียจัง ชะแง้แลจ้อง ด้วยใจหมายปองร้อยชั่ง ไม่รักเขาหลวง โอ้ไม่ห่วงเขาวัง ปรานีพี่มั่ง จะอยู่สระพังแล้วเอย หรือ เอยเหยลอยมา ฉันก็ลอยมาบ้านท่า (ลูกคู่รับ) เขาลือว่างาม จึงพยายามตามมา ลุยน�้ำมาถึงราวนม เอ้าลุยหล่มมาถึงครึ่งขา ไม่รักไม่หลง พี่ก็คงไม่มา โนเนโนชา ชะแม่โนเนเอย ปัจจุบันเพลงนี้เล่นกันอยู่แถบ ต.หนองศาลา – บางเก่า อ.ชะอ�ำ มี นางสายัณห์ กลั่นยิ่ง เป็นแม่เพลง – วิทยากร ถ่ายทอดให้ชาวบ้านและ นักเรียนใน ๒ ต�ำบลนั้น (ประมาณ ๕ โรงเรียน) ให้รับมรดกเพลงนี้ไว้ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 85
๓) ขนบธรรมเนียมประเพณี ขนบธรรมเนียมประเพณีต่าง ๆ ของคน ไทยพื้นเมืองภาคกลาง เช่น การแต่งงาน การ บวชนาค การโกนจุก งานศพ การสวดล�ำ การ เชิญผี การท�ำขวัญข้าว – ขวัญลาน ฯลฯ ของ เพชรบุรีย่อมมีเหมือนจังหวัดภาคกลางทั่วไป ประเพณีของชนกลุ่มน้อย เช่น โซ่ง กะเหรี่ยง มอญ ไทยมุสลิม ฯลฯ ก็เช่นกัน ย่อมมีลักษณะ ร่วมกันกับชนกลุ่มเดียวกันในจังหวัดอื่นด้วย จึง จะยกเว้นไม่กล่าวถึง คงกล่าวถึงเพียงบางรายการ ที่มีจุดเด่นเป็นเอกลักษณ์เกิดมีและปฏิบัติอยู่ก่อน ในจังหวัดเพชรบุรีจริง ๆ ดังนี้ (๑) การสร้างเมรุเผาศพ แต่เดิมสร้าง เมรุเผาศพเป็นธรรมเนียมของเจ้านายเชื้อพระวงศ์ สามัญชนไม่ได้ท�ำกัน หากมีผู้ใดท�ำขึ้นย่อมได้รับ การต�ำหนิ ดังเช่น ข้อความในหมายรับสั่งของ พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาล ที่ ๔ ว่า “อันบ้านเมืองอื่นในหัวเมืองนั้น การจัด ท�ำเมรุตั้งศพนั้นขอเสียทีเถิดอย่าริท�ำให้เป็นการ เทียมเจ้านายเลย ยกให้แต่เมืองเพชรบุรีเขา เมืองหนึ่งเพราะเขาท�ำกันมาช้านานแล้ว” จากหมายรับสั่งนี้และประวัติการเผาศพ ตั้งแต่เดิมของคนเพชรบุรี นิยมตั้งเมรุกันกลาง แจ้ง สมัยก่อนไม่ว่ายากดีมีจนลูก ๆ จะขวนขวาย ท�ำเมรุเผาศพให้พ่อ-แม่ และเมรุนั้นจะมีการ ประกวดประขันท�ำกันอย่างวิจิตรพิสดาร ขึ้นอยู่ กับฝีมือของช่างผู้ท�ำ ในปัจจุบันนี้คนธรรมดาท�ำ เมรุเผาศพกันน้อยลง (วัดต่าง ๆ มีฌาปนสถานดี ๆ หรือได้มาตรฐานไว้บริการ) จะมีแต่ผู้มีฐานะ เช่น สมภารเจ้าวัด พระเถระมีชื่อ หรือคหบดี ฯลฯ ที่ยังท�ำกันอยู่ แสดงว่าการตั้งเมรุเผาศพยัง สืบทอดไม่ขาดสาย สมดังที่พระบรมราชานุญาต ให้ท�ำได้เมืองเดียว (๒) งานปีผีมด ค�ำว่า ผีมด หมายถึง หมอผี หรือ ผู้มีเวทมนตร์ งานปีผีมดเป็นประเพณี เฉพาะชาวเพชรบุรีบางท้องถิ่น แบ่งเป็น ๒ ช่วง งาน คือ ช่วงแรก เช้า – เที่ยง เป็นการเซ่นไหว้ผี บรรพบุรุษ เจ้าพ่อต่าง ๆ ผีบ้านผีเรือนและพระภูมิ เจ้าที่ ผู้รับช่วงงานผีมดหากไม่ท�ำคนในครอบครัว มักจะเจ็บป่วยและท�ำมาหากินไม่ขึ้น ในช่วงหลัง จะจัดตอนกลางคืน จะต้องหา หญิงคนทรง มาประทับทรงเป็น “นายนิมนต์” และมีพี่เลี้ยงอีก ๑ คน จะมีการเชิญเจ้าต่าง ๆ ๗ – ๙ องค์ เป็นบทเชิญประกอบดนตรี (กลอง) ยาวนาน ในการประกอบพิธีจะต้องใช้เครื่องเซ่น ต่าง ๆ เช่น เหล้า, ยาสูบ, ปูทะเล, ปูม้า ฯลฯ มี ส�ำรับ ๒๙ ส�ำรับ ฯลฯ และในตอนท้าย ๆ เจ้าพ่อ หงส์ทอง จะตีคลี (หญิงคนทรงเป็นผู้ตี) โดยใช้ มะพร้าวห้าวปอกเปลือก โยนให้ตี (ด้วยไม้) จน แตกครบ ๙ ลูก เป็นการเสี่ยงทายว่าจะอยู่อย่าง 86 พื้นภูมิเพชรบุรี
เป็นสุข ท�ำมาหากินขึ้น ในตอนจบพิธีจะมีการ ปล่อยปูทะเลและแมงดาทะเลเป็น ๆ อย่างละ ๑ ตัว (เป็นการปล่อยทุกข์ปล่อยโศก) ผู้รับปฏิบัติงานปีผีมดจะมีทายาทรับมรดก ท�ำต่อ ๆ ไป งานปีผีมดไม่ได้ท�ำทุกปี อาจจะท�ำ ๓, ๕, ๗ หรือ ๙ ปีต่อครั้ง เจ้าภาพจะรับท�ำตามฐานะ และหากไม่พร้อมจะท�ำผัดผ่อนกับเจ้าพ่อได้ (โดย ผ่านคนทรง) โดยปกติจะท�ำในชั่วชีวิตไม่เกิน ๓ ครั้ง ผู้สนใจอาจจะสัมผัสงานปีผีมดได้ในหลาย ต�ำบลในเขต อ.เมืองเพชรบุรี เช่น ที่บ้านเพรียง (ใกล้มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี) เป็นต้น (๓) การอยู่ปริวาส เป็นกิจกรรมตาม พระวินัยของสงฆ์ส�ำหรับอาบัติหนัก ๑๓ ข้อที่ ปลงอาบัติไม่ได้ เช่น ภิกษุท�ำอัตตกามกิริยา, ภิกษุ พูดเคาะหญิงด้วยวาจาชั่ว หยาบ, ภิกษุชักสื่อชาย หญิง-ให้เป็นผัวเมียกัน, ภิกษุจับต้องกายหญิง ภิกษุท�ำสังฆเภท ฯลฯ อาบัติประเภทนี้ ภิกษุต้อง ประพฤติวัตรพิเศษ ๖ วัน และอยู่เวรประจานตน เป็นการชดใช้อีกเท่ากับวันที่ปิดอาบัติเอาไว้ วัตร ๖ วัน เรียกว่า อยู่มานัต และการอยู่ใช้เท่ากับวัน ที่ปิดอาบัติ เรียกว่าอยู่ปริวาส เรียกแบบชาวบ้าน ว่าอยู่กรรม แต่มีวิธีออกอาบัติพิเศษ ประเภท สุทธันตปริวาส (อยู่กรรมจนกระทั่งบริสุทธิ์) การ อยู่ใช้เท่ากับวันที่ปิดไว้จะอยู่เพียงเท่าที่ก�ำหนด เป็นพิเศษ เช่น ๓ วัน (รวมเป็น ๙ วัน) เป็นต้น ไม่ว่า จะปิดไว้กี่วัน ในการนี้ต้องใช้สงฆ์จ�ำนวนไม่น้อย กว่า ๒๐ รูป ในการให้การออกอาบัติ การออกอาบัติด้วยการอยู่กรรม (มานัต + ปริวาส) โดยวิธีนี้ไม่ใคร่มีวัดใดท�ำ ดังนั้น หากวัดใด จัดขึ้นจะมีภิกษุมาร่วมอยู่กรรมจ�ำนวนมาก (ทั้ง ที่มาจากจังหวัดไกล ๆ) ในจังหวัดเพชรบุรี มีวัดที่ จัดการอยู่กรรม (มานัต + ปริวาส) อยู่ ๒-๓ วัด เช่น วัดชะอ�ำ, วัดโตนดหลวง ฯลฯ หมายเหตุ การอยู่ปริวาสที่เป็นการ ออกจากอาบัติหนัก (ครุกาบัติ, อาบัติสังฆาทิ เสส) ของภิกษุ (เป็นการปลีกตัวเพื่อประพฤติ วัตรเป็นการประจานหรือลงโทษ) เพื่อการเป็น ผู้บริสุทธิ์อีกครั้งหนึ่ง แต่คนทั่วไปไม่เข้าใจจุด ประสงค์ ภายหลังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนไป เป็นว่าเป็นการประพฤติ-ปฏิบัติอย่างเคร่งครัด เป็นการดึงทายกทายิกามาท�ำบุญ หรือถวาย ภัตตาหาร เพราะการที่ภิกษุจ�ำนวนมากมาอยู่ กรรมจะต้องอาศัยก�ำลังศรัทธาจากประชาชน เป็นจ�ำนวนมาก เพชรบุรีเป็นจังหวัดหนึ่งที่มี การอยู่ปริวาสติดต่อกันมาเป็นเวลานาน เป็น ขนบประเพณีที่เป็นขนบพระวินัย รูปแบบหนึ่ง และยังท�ำอยู่จนกระทั่งในปัจจุบันนี้ (๔) การสวดล�ำหรือการสวดคฤหัสถ์ ค�ำว่า การสวดล�ำ หมายถึง “การสวดเป็นบทเพลง, หรือบทกลอน (เดิมทีพระเป็นผู้สวด) เรียกอีกชื่อ หนึ่งว่า “การสวดคฤหัสถ์” บ่งบอกว่าผู้ที่สวดเป็น คนชาวบ้านไม่ใช่พระ-เณรก็ได้ (ปกติการสวดเป็น บทบาทของพระ-เณร) ในสมัยเก่ามักมีการสวดล�ำ กันแทบทุกงานศพ เป็นการสวดหลังจากที่พระสวด พระอภิธรรมและกลับไปแล้ว เป็นหน้าที่ของ คณะคฤหัสถ์หรือชาวสวดล�ำที่จะขึ้นสวดแทน จุด ประสงค์ก็คือ เป็นเพื่อนศพหรือญาติมิตรของศพ ท�ำให้งานศพมีคนอยู่หนาตาขึ้นเจ้าภาพจะได้ อุ่นใจ อนึ่ง การสวดล�ำมีรูปแบบท�ำนองต่าง ๆ บาง คนอยากฟังสวดล�ำมากกว่าพระสวดพระอภิธรรม เพราะมีลูกเล่นสนุกสนานกว่า ปัจจุบันการสวดล�ำหรือสวดคฤหัสถ์ใน เพชรบุรีเริ่มมีผู้นิยมน้อยลง ผู้ที่สวดได้ก็ป่วยไข้ แก่ชรา และเสียชีวิตไปบ้าง ท�ำให้มีผู้สวดไม่ครบ คณะ เพื่อบันทึกขนบประเพณีที่เคยมีในเพชรบุรี (และขณะนี้ก็พอจะหาดูได้) ขอยกข้อเขียนของ อาจารย์สนิท บุญทรง ซึ่งศึกษาเรื่องนี้และเขียน ไว้ในสมุดเพชรบุรี ปี ๒๕๒๕ มาลงไว้ในที่นี้ ดังนี้ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 87
ความเป็นมาของการสวดล�ำหรือการสวดคฤหัสถ์ การสวดล�ำในจังหวัดเพชรบุรีนั้นหาหลักฐานที่แน่ชัดไม่ได้ว่าก�ำเนิดมาตั้งแต่เมื่อไร ใครเป็นผู้เริ่ม คนแรก เริ่มที่ไหน อย่างไร จากการสอบถามนักสวดล�ำท่านหนึ่งซึ่งยังบวชเป็นพระอยู่ที่วัดพระพุทธรูป อ�ำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี อายุเจ็ดสิบกว่าปีท่านชื่อพระช้อย จิตฺตสโร ท่านเล่าให้ฟังว่า “อาจารย์ที่ ฝึกสวดล�ำให้คือหลวงพ่อเหลี่ยม อินฺทโชโต เป็นอดีตเจ้าอาวาสวัดพระรูป อ�ำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี มรณภาพไปนานแล้วและหลวงพ่อเหลี่ยม อินฺทโชโต เป็นลูกศิษย์ของนายฉิม (ไม่ทราบนามสกุล) ซึ่ง เคยบวชเป็นพระมาก่อนตอนหลังลาสิกขาบทมาประกอบอาชีพท�ำนาอยู่ที่บ้านหัวช้าง ต�ำบลช่องสะแก อ�ำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ถึงแก่กรรมไปนานแล้วและนายฉิมเองก็ต้องมีอาจารย์ถ่ายทอดมาอีกต่อ หนึ่งเมื่อรวม ๆ กันก็หลายชั่วอายุคน” จากการสอบถามนักสวดอื่น ๆ อีกหลายท่านก็ได้รับค�ำตอบเช่นเดียวกันคือ ไม่ทราบว่าเริ่มต้นมา ตั้งแต่เมื่อไร ใครเป็นผู้เริ่มเพราะไม่มีประวัติเขียนไว้ให้ทราบเพราะการฝึกหัดสวดล�ำจะเริ่มสวดกันเลยไม่มี การไต่ถามถึงประวัติความเป็นมาอย่างไร ทุกคนในสมัยนั้นยังไม่ค่อยสนใจที่จะศึกษาเรื่องอื่น ๆ ที่ลึกซึ้ง จุดมุ่งหมายใหญ่ต้องการสวดล�ำให้ได้เพื่อจะได้รับกิจนิมนต์เท่านั้น ท�ำนองสวดล�ำ มีลีลาการสวดไปอีกแบบหนึ่งแตกต่างจากการสวดพระอภิธรรม และสังคหะ แต่ มีส่วนเหมือนกับการสวดพระมาลัยซึ่งพระช้อย จิตฺตสโรได้ ให้สัมภาษณ์ว่า ท�ำนองสวดส่วนหนึ่งเอามา จากการสวดพระมาลัยแต่อีกส่วนหนึ่งแปลงเอามาจากท�ำนองเพลงไทยเดิม ความเป็นมาของการสวดล�ำยากที่จะศึกษาค้นคว้าได้เพราะหนังสือที่จดบันทึกไว้ไม่มี อีกประการ หนึ่งนักสวดรุ่นเก่าตั้งแต่เริ่มแรกถึงแก่กรรมไปหมดแล้วนักสวดรุ่นใหม่ไม่ได้รับการถ่ายทอดเอาไว้ การฝึกหัดสวดล�ำมักจะเริ่มด้วยการสวดทันทีถ้ามีพรสวรรค์และอดทนก็สวดได้ ไม่มีพรสวรรค์และขาด ความอดทนก็ล้มเลิกไป ลักษณะและวิธีการสวดล�ำ ๑. ลักษณะการสวดล�ำ ค�ำว่า “ล�ำ” ในที่นี้หมายถึง บทสวดที่ใช้สวดเป็นท�ำนองซึ่งแบ่งเป็นตอน ๆ จะมีกี่บทก็ได้ ตอนหนึ่งใช้ท�ำนองสวดเหมือนกันทุกบท เช่น ตัวพี่จะเป็นพระราม ตัวของโฉมงามจะเป็นสีดา อยู่ในพระราชพลับพลา ทศกัณฐ์มันลักพาเอาไป ตัวน้องเป็นนางละเวง ตัวของพี่เองเป็นพระอภัย สองคนไม่มีใคร เจ้ากางมุ้งไว้แต่วัน ตัวน้องเป็นเกษรา ตัวของพี่ยาเป็นพระศรีสุวรรณ สองคืนสามวัน (เอิงเง่ย) จนอ่อนใจ ตัวน้องเป็นวิแมวลาย ตัวของพี่ชายจะเป็นไกรแทง 88 พื้นภูมิเพชรบุรี
ไกรทองอยู่ในถ�้ำที่น�้ำแห้ง ๆ พี่จะจัดแจงให้น้องจงใจ มาสวดทั้งสี่องค์ จะต้องประสงค์ด้วยสิ่งอันใด ตาระรุกระแม่สุกเจ้าขา เจ้าไปไหนมาแม่มณฑาทอง เยี่ยม ๆ มอง ๆ แม่มณฑาทองของพี่นี่เอย ตาระริ่งแม่ติ่งเต้งช้า เจ้าไปไหนมาแม่มณฑาทอง ของพี่เอย ตัวอย่างข้างบนนี้เรียกว่าตอนหนึ่งมี ๔ บท ส�ำหรับตอนท้าย ๒ บทเป็นสร้อย ส�ำหรับลูกคู่ ทั้ง ๔ บท ใช้ท�ำนองสวดเหมือนกันยกเว้นลูกคู่ตอนท้าย บทสวดล�ำตอนเดียวกันซึ่งมีหลายบท แต่ใช้ท�ำนองสวดต่างกันเรียกว่า “สวดล�ำตัด” เช่น คนธรรพ์ครั้นเห็นกรุงกษัตริย์ แจ้งรหัสชายเนตรแล้วบรรหาร น้อมเศียรรับรสพจมาน แล้วหยิบเอาพิณขึ้นประสานส�ำเนียงครวญ ช่างประดิษฐ์คิดประดับเป็นกลอน กระแสเสียงโรยร้อน ส�ำเนียงวอนคาสถานพิมานฉิมพลี กลิ่นยังซาบทรวงที่วรกาย นกขุนทองของเราแต่เก่าก่อน ไปร่วมคอนกับเจ้าแก้วเสียแล้วหนอ เป็นบุญของพี่แล้วหนอมิได้อุ้มเจ้าขุนทอง พี่เป็นเจ้าของมิได้กอดตลอดไป ๒. วิธีการสวดล�ำ การสวดล�ำนั้นจะต้องเริ่มสวดกะเสียก่อน คือสวดบทพระสังคิณีที่ขึ้นต้นด้วย “กุสลาธัมมาอกุสลา ธัมมา” จนจบบทแล้วสวดพระอภิธรรมต่อไปอีกสักหนึ่งบทหรือสองบท หรือสามบทก็ได้แต่ต้องสวด เป็นท�ำนองถ้าจะสวดให้ครบทั้งปริเฉทก็ได้แต่ผู้ฟังจะเบื่อหน่ายเพราะฟังไม่รู้เรื่องเนื่องจากเป็นภาษา บาลีและใช้เวลานานในขณะที่สวดต่อจากบทกะนั้นจะสวดแยกออกเป็นสวดล�ำหรือสวดพระมาลัยบ้าง ก็ได้เพื่อท�ำให้สนุกเพลิดเพลิน ๒.๑ ล�ำดับขั้นตอนการสวดล�ำ เริ่มด้วยเจ้าภาพจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัยและจุดธูปเทียนบูชาพระธรรม ต่อจากนี้จะจุดธูป บอกผู้ตายให้ฟังพระสวดซึ่งเป็นไปตามประเพณีของไทยมีมาแต่โบราณล�ำดับขั้นตอนต่อไปมีดังนี้ - เจ้าภาพหรือผู้แทนอาราธนาศีล - พระให้ศีล - ฆราวาสรับ - พระน�ำกล่าวต่อทีละข้อ ฆราวาสกล่าวตาม - พระสรุป - เจ้าภาพหรือผู้แทนเจ้าภาพ อาราธนาธรรม ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 89
- พระสวดนโม ๓ จบ แบบท�ำนองแล้วสวดกะกับสวดบางบทหรือบางปริเฉทในพระ อภิธรรม ต่อจากนั้นเริ่มสวดล�ำ - การสวดล�ำ ตอนแรกต้องเริ่มต้นด้วยบทไหว้ครู ดังนี้ อนิจจาฉันไม่สันทัด เพิ่งจะหัดใหม่ เหมือนอย่างไก่คออ่อน พึ่งสอนขัน ทางจะหนีทีจะไล่ ฉันก็ไม่รู้ ออกบ่อนคอจะหัก วันละหลายหน คราวนี้ต้องหนีชน ต้องตามจน ตามกุศลอกุศล ชนกันเอย ทั้งลูกคู่ฉันไม่สู้ดี เต็มทีนัก ไม่ได้ซักไม่ได้ซ้อม กันเอย เมื่อขึ้นต้นบทไหว้ครูเสร็จแล้วจะต่อล�ำบทไหนก็ได้แล้วต้นเสียงจะน�ำเมื่อถึงเวลาอันสมควรแล้ว จะต้องจบด้วยล�ำลา เช่น เที่ยงคืนดื่นดึกแล้ว เสียงกาเหว่าเว้าแว่วหวานเอย ฉันขอลาแล้วเอย ๒.๒ องค์ประกอบการของการสวดล�ำ - มีพระสวด ๔ รูป - ตู้พระธรรมวางอยู่หน้าพระ - แจกันดอกไม้ ธูป เทียน อยู่หน้าตู้พระธรรม - ตาลปัตร นิยมท�ำด้วยใบตาล ด้ามไม้ที่แข็งแรง ๒.๓ ลีลาประกอบการสวดล�ำ การสวดล�ำในสมัยก่อนมีลีลาท่าทางประกอบการสวดอย่างสนุกสนาน เข้าถึงบทบาทอย่างจริงจัง ถือตาลปัตรลุกขึ้นร�ำบ้างต่อสู้กันบ้างเอาด้ามตาลปัตรกระทุ้งพื้นให้เป็นจังหวะบ้าง เช่น บทสวดล�ำ ต่อไปนี้ ยังมีเอ๋ยนายบ้องตัน อยู่ยังเขตขัณฑ์อรัณยะราวป่า วันเอ๋ยวันหนึ่ง นายซิบ้องตัน ได้พอขยันเข้าอรัณยะราวป่า พบเอยเสือ เออเอ๋ยการะฮึมมา ตั้งท่าสู้กัน ปะนี้ปะจันบาน เสือตบบ้องตัน หันซิหน้ารับ บ้องตันแทงยับ เสือก็ดับชีวา การสวดล�ำตอนบนนี้จะก�ำหนดว่าใครเป็นบ้องต้น ใครเป็นเสือ แล้วออกลีลาการร�ำต่อสู้กัน คนดู สนุกสนานมากที่เห็นพระแสดงอย่างนั้น ต่อมาเมื่อทางการคณะสงฆ์ทราบจึงให้เลิกการออกท่าทางคง 90 พื้นภูมิเพชรบุรี
เหลือแต่การสวดและท�ำจังหวะบ้าง (หรือหากจะคงยังท�ำก็ใช้คฤหัสถ์สวด) ๒.๔ การสนทนาสอดแทรกการสวดล�ำ การสวนล�ำบางตอนจะมีการพูดจาแทรกลงไปเป็นการหยุดพักสวดไปในตัว การพูดจานั้นต้องให้ ตรงกับเนื้อหาในบทที่สวด เป็นการน�ำเนื้อหามาพูดหยอกเย้าให้ตลกขบขันคนฟังจะได้ไม่เบื่อ บางทีคนฟัง ถือโอกาสพูดคุยด้วยเป็นการสร้างบรรยากาศให้เป็นกันเองยิ่งขึ้น เช่น คิด ๆ ขึ้นมาน่าใจหาย โอ้แสนเสียดายกระไรเลย น้องรักของพี่เอ๋ย ว่าไว้บ่ลืมค�ำ เมื่อต้นเสียงขึ้นต้นวรรคแรกและลงท้ายว่า “ใจหาย” ลูกคู่ไม่รับ กลับถามว่า “เป็นอะไรถึงใจหาย แอบไปมองเห็นอะไรรึ” ต้นเสียงตอบว่า “เห็นซิอยู่ข้างบนนั่นไงล่ะ” ลูกคู่พูด “นั่นมันโลงผีนี่” ต้นเสียง พูด “ก็น่านนะซิ คิดถึงโยมที่ตายใจแทบขาด” ต้นเสียงสวดวรรคแรกต่อไป ลูกคู่รับพร้อมกัน โอกาสที่ใช้ในการสวดล�ำ การสวดล�ำเป็นการสวดเฉพาะงานศพเท่านั้น สมัยก่อนใช้สวดในการท�ำบุญอัฐิ การสวดล�ำจะมี พระสวดเพียง ๔ รูป หรือถ้าเป็นฆราวาสก็ใช้ ๔ คน สวดต่อจากที่พระสวดเลิกแล้ว การสวดล�ำนั้น นอกจากจะสวดให้แก่ศพแล้ว ยังเป็นการสวดเพื่อเป็นเพื่อนผี หมายความว่า เป็นเพื่อนเจ้าภาพและคน ที่มาร่วมงาน เพราะการสวดล�ำมีลีลาและท�ำนองสวดสนุกสนานน่าฟัง และมีท่าทางประกอบการสวด หลวงตาช้อย ให้สัมภาษณ์ว่า “เมื่อก่อนนี้งานศพมีทั้งสวดล�ำและลิเก ในเวลาเดียวกันจะไม่มีใคร ดูลิเกเลยหันมาดูและฟังสวดล�ำกันหมด” ท้องถิ่นที่มีการสวดล�ำ ในจังหวัดเพชรบุรีนิยมการสวดล�ำกันมาเป็นเวลานานนับเป็นร้อย ๆ ปีมีนักสวดล�ำจ�ำนวนมาก กระจายอยู่ตามท้องถิ่นต่าง ๆ แต่ที่ขึ้นหน้าขึ้นตาเป็นที่รู้จักกันจะแบ่งออกเป็น ๒ เขต ชาวบ้านเรียกกัน ว่า “เขตตะวันออก และเขตตะวันตกโดยถือเอาแม่น�้ำเพชรบุรีเป็นเส้นกั้นกลาง ศูนย์กลางของนักสวดล�ำ เขตตะวันออกคือวัดพระรูป ซึ่งเป็นส�ำนักใหญ่ที่มีชื่อเสียงในการสวดล�ำ ส่วนทางเขตตะวันตกมีศูนย์กลาง ของนักสวดอยู่ที่วัดวังบัว เป็นส�ำนักใหญ่” เนื้อหา เนื้อหาที่แต่งเป็นบทสวดล�ำมีหลายแบบ แต่งเป็นเรื่องสั้น ๆ บางล�ำก็ไม่เป็นเรื่องราวอะไรมาก นัก บางล�ำก็น�ำเรื่องที่มีอยู่แล้วมาตัดแปลง บางล�ำก็แต่งขึ้นเอง เพื่อให้สัมพันธ์กับเหตุการณ์ซึ่งพอจะ แยกออกได้ดังนี้ ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 91
๑. เนื้อหาที่เกี่ยวกับวรรคคดีไทย เนื้อหาที่น�ำมาแต่งเป็นเรื่องที่คนส่วนใหญ่รู้จักกันดีแต่น�ำมาดัดแปลงตัดบ้างเพิ่มบ้างให้เข้ากับ ท�ำนองสวด และน�ำมาเพียงสั้น ๆ พอให้รู้ว่าอยู่ในวรรคดีเรื่องอะไร เช่น เรื่องจันทโครบ พระหัตถ์หนึ่งกุมกรขนิษฐา เห็นโจรป่าล้อมรอบไปแล้วก็ไม่ได้ มันด�ำนิลเหมือนอย่างลิงทโมน หลอกบ่นขู่ตะคอกหลอกถามแม่สายใจ อย่าบอกมันเลยว่าเป็นเมียมันจะเสียใจ แม่สายใยเจ้าจะคิดเป็นอย่างไร หรือเดินดงหลงทางมาในกลางไพร แม่สายใจเจ้าจะคิดเป็นประการใด ร้องเรียกแก่โมราแม่ลาวัณย์ ส่งพระขรรค์มาให้พี่ทางนี้หนา หญิงกาลีใจกาล�ำกามราคะ กระโลภมากอยากจะครองทั้งสองสาม จะส่งพระขรรค์ตกถึงมือไอ้โจร กระหวัดฟันลงพระทรงศร เดินไพรพี่ก็ใส่สะเอวอุ้ม ควรหรือเนื้อนุ่มฆ่าพี่ได้ ๒. เนื้อหาที่เกี่ยวกับเพลง บทสวดล�ำที่เอาเนื้อเพลงที่ใช้ร้องกับท�ำนองเพลงไทยเดิม มาดัดแปลงบ้างเพื่อใช้เป็นบทสวดล�ำ มีดังนี้ เพลงเขมรไทรโยค พยายามตามไท้ ยังชายชลเขาประพาสพนาสณฑ์ นะน้องเอย หมู่ไม้หลายละขึ้นปะปน ยังชายชลเขาชะโงกที่โกรกผา น�้ำใสไหลเย็น เห็นตัวปลา เที่ยวกรีดกรายว่ายมาตามสายชล น�้ำพุซ่าไหลมาฉาดฉาน น�้ำไหลตระการเสียงมันดังอยู่โครม ๆ จอก ๆ โครม ๆ ๓. เนื้อหาที่เกี่ยวกับเกี้ยวพาราสี เจ้าเอ๋ยเจ้าสีนวล ทัดดอกล�ำดวนรัญจวนใจ ปากของใคร ๆ ก็ร้องให้ก้องไป เป็นเจ้าหัวใจฤๅมาห้ามกัลยา จะขึ้นต้นงิ้วเสียด้วยนางงามไปตามที โยมพระบาลกับพี่เป็นเกลอกัน จะกลัวอะไรกับหนามงิ้วขี้ริ้วนั้น ชักอีโต้ขึ้นไปฟันให้มันลงมา จับข้อมือถือแขนอย่าแค้นเคือง จะให้น้องสักสองเฟื้องอย่างเคืองใจ ควักเอาเงินออกจากไถ้ส่งให้พลัน นี่แน่ของหมากหมั้นกัลยา 92 พื้นภูมิเพชรบุรี
๔. เนื้อหาที่มีความหมายเป็นสองแง่สองมุม ทุงเลเหะเอที่นี่จะเห่พม่าใหม่ ชื่อว่าบ่องสลัดไดเป็นครูใหญ่กลองยาว คนออกชื่อลือฉาว ว่ากลองยาวบ่องสลัดได ฝีมือบ่องตีกลองดี ตีได้ทีละสิบเบ็ดใบ นอนนั่งตีก็ได้ ไม่มีใครจะต่อกร อยู่ถิ่นฐานบ้านเมืองมอญ แผ่นดินดอนกระเดื่องดัง ตีได้ทั้งซ้ายตีได้ทั้งขวา ตีได้ทั้งหน้าทั้งหลัง ประทานโทษท่านผู้ฟัง ฉันตีกระทั่งจนบาทา มีเมียมิ่งสมรมิตร แสนสนิทเสน่หา ชื่อแม่สร้อยบุษบา อยู่บ้านทุ่งนาโคกกระบือ เมียวอนว่าพี่บ่อง แกนอนตีกลองได้แล้วหรือ บ่องสลัดไดไว้ฝีมือ อวดชื่อให้เมียชม ว่าอ้ายกลองพรรค์อย่างนี้ เขาก็ตีกันอยู่ออกถม เจ้าอย่าได้ปรารมภ์ คนเขาชมเราทั้งกรุง เมื่ออยู่เมืองมอญ ตีหกคะเมนอยู่ในมุ้ง ไม่ตีด้วยมือตีด้วยพุง เสียงปุง ๆ อยู่ทุกที ตีได้ไม่เลือกท่า เอาผ้าผูกหน้าก็ยังมี จะด�ำน�้ำลงไปตี ลองสักทีจะเป็นไร ๕. เนื้อหาที่ใช้ค�ำขบขัน คนฉิ่งชื่อแม่ฉับฉับกะขลับกะขลุบ ผัวยายอุบปากอ้าเมียตาอี่ อยู่บ้านโลกบางครกน้องคลุกคลี ลูกศิษย์ตูดโด่งซี่โครงกาง คนกรับชื่อแม่โกร่งซี่โครงรวน ลูกตากรวนเมียตากริ่งฉิ่งเฉ่งฉ่าง อยู่บ้านขื่อคาท่าตะราง ลูกศิษย์อินกางข้างคอกข้อศอกเก ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 93
ภาษาที่ใช้ บทสวดล�ำที่ได้มาจากต�ำบลท่าราบเป็นสมุดข่อยตัวหนังสือเป็นแบบไทยโบราณ ได้ปริวรรตเป็น ภาษาไทยปัจจุบันในภาคผนวก (ได้มาจากวัดจันทราวาส ต�ำบลท่าราบ อ�ำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี) ส�ำหรับบทสวดล�ำที่ได้มาจากต�ำบลลาดโพธิ์ อ�ำเภอบ้านลาด จังหวัดเพชรบุรี เป็นตัวเขียนจากค�ำบอก เป็นภาษาไทยปัจจุบันแต่มีหลายค�ำเขียนตามส�ำเนียงพูดของคนเมืองเพชร ส่วนบทสวดล�ำที่ได้จาก ต�ำบลบางตะบูน อ�ำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี เป็นภาษาไทยปัจจุบันเขียนอยู่ในสมุดปกแข็งอ่าน ได้ง่าย บทสวดล�ำทั้งสามเล่มที่กล่าวมานั้น ส่วนมากจะใช้ภาษาไทยธรรมดาไม่ค่อยมีค�ำศัพท์ที่ยาก นอกจากเป็นภาษาต่างประเทศที่มีค�ำศัพท์โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษามอญ อ่านแล้วไม่เข้าใจความหมาย เว้นผู้ที่รู้ภาษามอญ ส�ำหรับภาษาอื่นผู้ที่ไม่รู้ก็เข้าใจยาก ฉะนั้นภาษาอื่นที่น�ำมาใช้อยู่ในบทสวดล�ำพอจะ จ�ำแนกได้ ดังนี้ ๑. ภาษามอญ เช่น พุทธาเสฏฐีประต�ำเท่ง โป้ง มวนประการเตียเนีย เตียเนีย เนียนาบัต กระทุ่มเพย ๒. ภาษาลาว เช่น ฮักอันใดข้อยบ่อหู้ละ เห่าเลเห่าเชเลเหมาเด่า ปลาไม้ละใหญ่ละใหญ่ แอบ ๆ ซ้อง ๆ กะเล่าเป่าว่อง ละดันเลดันเมื่อเวียงเมื่อวันสู่แก้มสั่น ของเพื่อนนี้ได้เด้ออีเอิงเง่อเอิงเงิงเงย ๓. ภาษาอังกฤษ เช่น ดูใหญ่โตโฮเต็ลเห็นครื้นครึก ประทานชื่อคือตึกรับแขกเมือง แล่นเข้ากรุงสยามพ้นน�้ำเค็ม สตีมเต็มเปิดสะโดวิ่งโร่มา ๔. ภาษาจีน เช่น รูปมาสวดล�ำในค�่ำวันนี้ต้องรับนิมนต์ เพราะว่าความจนจัตุปัจจัย ให้สมประสงค์องค์ละหน่อจี๋ รุ่งขึ้นพรุ่งนี้คงได้เจี๊ยะแกงไก่ ให้สมประสงค์องค์ละหน่อพวด พรุ่งนี้ได้นวดเอาแกงปลาไหล นอกจากนี้ยังมีการใช้ค�ำผวน คือ หมากพลูบุหรี่ไม่มีจะฉัน ต้องอันขี้ฟมต้องอมขี้ฟัน 94 พื้นภูมิเพชรบุรี
ท�ำนองที่ใช้สวดล�ำ ท�ำนองการสวดล�ำแตกต่างจากการสวดสังคหะ คือ สวดล�ำใช้ท�ำนองเพลงไทยเดิม และน�ำมา ดัดแปลงบ้าง มักจะใช้ท�ำนองเพลงที่เก่า ๆ มีมาตั้งแต่โบราณ ส�ำหรับท�ำนองที่เคยฟังจนชินหูในสมัยนี้ ก็มี เช่น เขมรไทรโยค เมื่อสวดจบบทหนึ่งจะใช้เสียงนอย ๆ เป็นการรับเหมือนกับลิเกร้องแล้วปี่พาทย์ รับ ผู้ที่เคยร้องลิเกและละครตลอดจนนักร้องประจ�ำวงปี่พาทย์ ฟังแล้วไม่สามารถจะบอกชื่อได้หมด ด้วยเหตุว่าเป็นเพลงที่เก่าจ�ำไม่ได้ อีกประการหนึ่งผู้สวดน�ำมาดัดแปลงจนจ�ำไม่ค่อยได้ แต่เท่าทราบว่า ล�ำตอนไหนใช้ท�ำนองเพลงอะไร มีดังนี้ ท�ำนองเขมรไทรโยค พยายามตามไท้ เสด็จยาตร ยังชายชลเขาประพาสพนาสณฑ์ นะน้องเอย วาสนาอาภัพอัปภาคย์ เมื่อยามยากมิได้กอดแม่ยอดหญิง ท�ำนองเพลงฝรั่งร�ำเท้า ฝรั่งเศสเข้ามาปากน�้ำ เวลาย�่ำประมาณสี่ทุ่ม เป่าแตรขึ้นชุมนุม ขึ้นรบพุ่งเมืองไทย ท�ำนองเพลงสาลิกา เจ้าพระยาหงส์ทอง หงส์บินลอยล่องตามนที มาเจอแม่แก้วกินรี เจ้าลงเล่นน�้ำตามล�ำธาร ท�ำนองเพลงนางนาค คนธรรพ์ครั้นเห็นกรุงกษัตริย์ แจ้งประหัตถ์ชายเนตรผู้บรรหาร น้อมเศียรรับรสพจมาน หยิบเอาพิณขึ้นประสานส�ำเนียงครวญ ท�ำนองเพลงธรณีกันแสง ว่าพลางทางก็ร้องเพลงต้นฉิ่ง จับใจจริงล�ำนี้ดีหนักหนา เป็นล�ำเก่าแต่โบราณนมนานมา ส�ำหรับฉันว่าไม่สู้เด็ดเม็ดไม่สู้ดี ท�ำนองเพลงรัวพม่า โอ้วิตกเอยอกอาตตาลิมาเอย ลางคืนอยู่กุฎิมีความสุข ค�่ำวันนี้คุณรับนิมนต์ต้องทนทุกข์ มาสวดพระธรรมล�ำสนุกนอกวินัย ด้วยคุณโยมโน้มน้อมพร้อมองค์ห้า ให้เต็มศรัทธาว่าเปื่อยไป แม้ถูกน�้ำใจจะต้องท�ำบุญหนา คุณโยม ๆ อย่ายั่นครั้นว่าเฮ็ดหยัง ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 95
สรุปแล้ว การสวดล�ำซึ่งเป็นที่นิยมของคนยุคหนึ่งในสมัยก่อน ต้องซบเซาลงในปัจจุบันนี้ด้วย เหตุหลายประการ คือ สาเหตุที่ ๑ สังคมเปลี่ยนแปลงไปการยอมรับวัฒนธรรมเก่า ๆ ก็เปลี่ยนแปลงไปด้วย คนปัจจุบันมีความคิด แนวใหม่ จึงไม่ค่อยสนใจเรื่องเก่า ๆ การสวดล�ำที่เป็นของเก่าจึงถูกทอดทิ้งไปด้วย สาเหตุที่ ๒ วัฒนธรรมต่างประเทศเข้ามามีบทบาทในเมืองไทย ท�ำให้วัฒนธรรมไทยบางอย่างไม่ได้รับความ สนใจ คนปัจจุบันจึงหันไปสนใจกับสิ่งใหม่ ๆ เพราะเป็นสิ่งที่น่าสนใจมากกว่า เรื่องเก่า ๆ ก็ไม่ได้รับ การสนับสนุนเหมือนกับถูกละทิ้งหายไป สาเหตุที่ ๓ ท�ำนองสวดล�ำยากที่จะฝึกหัดส�ำหรับคนในปัจจุบัน เนื่องจากเป็นท�ำนองที่ต้องเอื้อนมาก และ เป็นท�ำนองเพลงไทยเติมไม่ตรงกับนิสัยของคนไทยปัจจุบันซึ่งหันไปชอบเพลงสากลจังหวะรวดเร็ว สาเหตุที่ ๔ ระเบียบวินัยของสงฆ์ห้ามมิให้สวดล�ำมีท่าทีประกอบ ท�ำให้ขาดความสนุกสนานคนฟังไม่ชอบ จึงไม่มีการสวดล�ำในงานศพบ่อยนัก ยกเว้นคฤหัสถ์สวด สาเหตุที่ ๕ ขาดครูผู้ฝึกสอน เพราะผู้ที่สวดได้จนสามารถสอนคนอื่นต่อไปหาได้ยาก เนื่องจากการสวดเป็น ลูกคู่ แต่เป็นต้นเสียงไม่ได้ ความช�ำนาญยังไม่เพียงพอเหมือนกับเป็นตัวประกอบ มิใช่หัวหน้าคณะ สาเหตุที่ ๖ บทสวดล�ำเหลือน้อยเต็มที ถ้าสนใจในเรื่องการสวดล�ำก็จะต้องสืบหาบทล�ำ ซึ่งไม่แน่ว่าจะหา ได้ง่าย ท�ำให้เสียเวลาและเบื่อหน่ายที่จะฝึกการสวดจึงเลิกล้มความตั้งใจเดิมด้วยเหตุดังกล่าวนี้ท�ำให้ การสวดล�ำไม่แพร่หลาย และไม่มีการถ่ายทอดความรู้ไปยังคนรุ่นหลัง ๕. ประเพณีการถือหัวและไสยศาสตร์ต่าง ๆ คนไทยเป็นคนประเภทถือหัว คือไม่ยอมให้คนอื่นจับหรือแตะต้องหัว (เป็นเหตุมาจากถือ ไสยศาสตร์ เครื่องรางของขลังและโชคลางจะยอมให้จับหัวแต่พ่อแม่, ครูอาจารย์, ญาติผู้ใหญ่ หรือ ผู้มีอ�ำนาจเหนือ เป็นต้น โดยเฉพาะผู้หญิงแล้วจะไม่ยอมให้แตะหัวเด็ดขาด (ยกเว้นแม่หรือญาติผู้ใหญ่ ฝ่ายหญิง) เด็กไทยถูกปลูกฝังให้ถือหัวมาแต่ยังเป็นเด็ก เช่น ใช้เท้าเขียนเป็นรูปวงกลมบนพื้นและบอกว่า “นี่คือหัวของคนนั้นคนนี้” คนเจ้าของหัว (ทั้งๆ ที่เขียนสมมุติขึ้นเอง) จะโกรธหรือเข้าชกต่อยผู้ท�ำ วงกลมนั้นทันที ถ้าคนไทยจะรับสิ่งของที่ข้ามหัวผู้อื่นเขาจะไม่กล้าท�ำ หรือหากจ�ำเป็นท�ำจะต้องกล่าวขอโทษก่อน ในรถโดยสารเป็นต้น หญิงจะไม่น�ำของหีบของหรือเสื้อผ้าไว้บนชั้นวางของ ที่มีชายนั่งอยู่ด้านล่างจะ วางของของตนเองบนพื้น (ปัจจุบันนี้ขนบธรรมเนียนนี้เสื่อมคลายไป คนรุ่นนี้สามารถวางของเหนือหัว ผู้ใหญ่หรือชายโดยไม่รู้สึกว่าไม่สมควรอย่างไรและไม่ต้องกล่าวขอโทษด้วย) 96 พื้นภูมิเพชรบุรี
ชายไทยที่ถือพระเครื่องรางของขลัง จะไม่ยอมลอดราวตากผ้า หรือ เสื้อผ้าของผู้หญิง, เพราะถือว่าของขลังจะเสื่อมหมด ขนาดแม่น�้ำตะนาวศรี น้อย (แม่น�้ำสิงขร) มีหินสีขาวรูปแม่ชียืนถ่างขากลางแม่น�้ำ (น�้ำลอดใต้หว่าง ขาหินรูปแม่ชี) คนไทย (ติดแผ่นดิน) ในเขตตะนาวศรีก็ไม่ยอมอาบน�้ำใต้หินรูป แม่ชี เพราะเกรงของขลังจะเสื่อม (จะอาบน�้ำที่ตักจากแหล่งอื่น หรืออาบเหนือ น�้ำส่วนนั้น) การตัดผมคนไทยแต่เก่าจะเลือกผู้ตัดให้ ส่วนมากเป็นชายหากเป็นหญิง ก็เป็นญาติผู้ใหญ่ แต่ปัจจุบันนี้ช่างตัดผมชายที่เป็นหญิงมีมากขึ้น และมีชาย ที่ไม่ถือหัวชอบให้ช่างตัดผมผู้หญิงตัดผมให้ แสดงว่าวัฒนธรรมในเรื่องนี้ เริ่มเสื่อมคลายลง ชายบางคนถือเครื่องรางของขลังจะไม่ยอมจับต้องเครื่องแต่งกายหญิง เช่น ผ้าซิ่น และถือกันว่าเลือดประจ�ำเดือนของหญิงล้างอาถรรพ์ของขลังได้ เช่น ใช้เส้นผมเด็กหญิงรูดด้วยประจ�ำเดือนของเด็กหญิง...ตัดเหล็กไหลที่ห้อยย้อย ลงมาท�ำให้หลุดขาดได้ เป็นต้น สิ่งสกปรกที่อยู่ในทวารหนัก –ทวารเบา ของหญิงถือกันว่าท�ำลายอาคม, อาถรรพ์ การท�ำเสน่ห์ของหญิงที่จะให้ผัวรักตนคนเดียวที่เรียกว่า เสน่ห์ยาแฝด หรือหงส์ร่อนมังกรร�ำ (อย่างแรกท�ำให้ผัวกินแล้วหลงอย่างหลังใช้วีธีการเช่น หญิงนั้นยืนถ่างขาคร่อมของกิน เป็นต้น) ในรายละเอียดอาจจะวิธีการแยบยล ปกปิดเป็นอุบายทางไสยศาสตร์, เวทมนตร์หรือของหมอผี ความจริงจะเป็น อย่างไรก็ตามแต่ก็ยังมีคนใช้กันอยู่ อนึ่งคนไทยเป็นพวกถือฤกษ์ยามซึ่งเป็นมาแต่โบราณเพราะอิทธิพลของ พราหมณ์และโหราศาสตร์ กิจกรรมส�ำคัญ เช่น การแต่งงาน การปลูกเรือน การบวช การสึก การโกนจุก ฯลฯ ล้วนต้องใช้ผู้รู้ฤกษ์ยามก�ำหนดเวลาที่สมควรให้ ทั้งสิ้น ทั้ง ๆ ที่พุทธศาสนาไม่ได้ให้ถือฤกษ์ยามหรือสอนให้พุทธศาสนานิกชนเชื่อ โชคลางและมงคลนอกพุทธศาสนาแต่อย่างใด กล่าวกันว่าพุทธกับพราหมณ์ต่าง พึ่งพาและอิงอาศัยซึ่งกันและกัน แม้มีคนไทยบางคนที่เชื่อมั่นในค�ำสอนและ พระธรรมของพุทธศาสนาไม่ถือหัวไม่ถือฤกษ์ยามและไสยศาสตร์ ดังนั้น วัฒนธรรม และขนบประเพณีอย่างนั้นจึงค่อย ๆ เสื่อมคลายลง แต่ก็มีผู้ยังเชื่อถืออยู่ บางคน ไม่ถึงกับเชื่อถือแต่ก็เห็นว่าเป็นขนบประเพณี ปฏิบัติอนุโลมตามจะท�ำให้สบายใจ ไม่ขัดแย้งกับผู้เชื่อที่ถือตรงกันข้าม ประเพณี ขนบธรรมเนียมในเชิงไสยศาสตร์นั้น ยังได้รับการเชื่อถือปฏิบัติอยู่ไม่หายไปจากสังคมไทยแม้แต่การตั้งชื่อก็ยังต้องตั้ง ตามวันและเลือกอักษรที่เป็นมงคล (เป็น เดช, ศรี, มนตรี,ฯลฯ)จึงกล่าวได้โดยรวม ว่าคนไทยถือพุทธปนพราหมณ์กันเป็นส่วนมาก ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 97
ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร บทที่ ๓ ภูมิทัศน์ที่เอื้ออ�ำนวยในด้านวัฒนธรรมการกินอยู่ ๑. ภูมิทัศน์ที่เอื้ออ�ำนวยในด้านวัฒนธรรมการกินอยู่ วัฒนธรรมด้านการกินอยู่ คือ อาหารและที่อาศัยนั้นย่อมเป็นไปตาม ภูมิทัศน์ คือ สิ่งที่มีในพื้นที่ มนุษย์ย่อมใช้สิ่งที่อยู่ใกล้ตัว ใกล้มือหรือมีมาก ในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์โดยท�ำเป็นอาหารต่าง ๆ โดยใช้วัสดุที่มีในท้องถิ่น เช่น เพชรบุรีมีต้นตาลโตนดมาก คนพื้นเมืองย่อมน�ำต้นตาลและส่วนประกอบ อื่น ๆ มาใช้ประโยชน์ เช่น น�ำผลมาเป็นอาหารคาว – หวาน ใบตาล น�ำมามุงหลังคา ต้นตาลน�ำมาเป็นเสา เรือ ไม้กระดานและประดิษฐ์เป็นของ เล่นของใช้ เป็นต้น ในหัวข้อนี้จะกล่าวเฉพาะอาหารการกินที่ขึ้นชื่อของเมือง เพชร โดยกล่าวปน ๆ กันไปทั้งคาวหวาน ส่วนประเภทที่อยู่อาศัยจะไม่กล่าว ในหัวข้อนี้ เพราะจะปรากฏอยู่ในหัวข้ออื่น ๆ แล้ว อนึ่ง รายชื่ออาหารในบางรายการอาจจะพบอยู่ในจังหวัดใกล้เคียง ด้วย เพราะในสมัยโบราณท้องถิ่นอื่น ๆ ที่มีภูมิทัศน์ใกล้เคียงกันย่อมจะเรียน รู้และท�ำเป็นเหมือนกัน แต่ส่วนประกอบและรสชาติอาจจะต่างออกไปบ้าง โดยจะรวบรวมอาหารที่โดดเด่น เน้นภูมิปัญญาของคนรุ่นเก่า และวิธีการที่ คลี่คลายหรือวิวัฒนาการไปตามยุคสมัย ดังนี้ ๒. อาหารเมืองเพชรอันเนื่องมาจากต้นตาล เนื่องจากเมืองเพชรมีต้นตาลเป็นสัญลักษณ์ และชาวเมืองเพชรก็จะ มีวิถีชีวิตที่เกี่ยวข้องกับตาลโตนดมาแต่โบราณกาลไม่ว่าในด้านใด โดยเฉพาะ อย่างยิ่งในด้านอาหาร ในเรื่องนี้จึงขอยกตัวอย่าง อาหารเมืองเพชร อันเนื่อง มาจากต้นตาลตามล�ำดับของการผลิดอกออกผลของต้นตาล ตั้งแต่ การเอา น�้ำตาลใสจนถึงท�ำเป็นน�้ำตาลโตนด ลูกอ่อนลูกแก่ ระยะต่าง ๆ แม้จนกระทั่ง กลายเป็นตาลงอกก็เอามาประกอบอาหาร และตาลหมดอายุขัยก็เอาคอตาล มาประกอบอาหาร เป็นตัวอย่าง ดังนี้ 98 พื้นภูมิเพชรบุรี
ดังเรื่องเรื่องสุบินทกุมารได้กล่าวถึงอาหารของชาวเพชรอันเนื่องมาจากต้นตาลว่า เพชรบุรีแกงหัวตาล เนื้อย่างฝานบางบางใส่ เนื้อวัวและตับไก่ แกงกับใบโหระพา และอีกตอนหนึ่งกล่าวว่า ขนมเพชรบุรี ใหญ่สิ้นดีทั้งหวานมัน ผู้ดีเมืองเพชรนั้น เขายกย่องเป็นของดี โตนดเต้าและจาวตาล เป็นเครื่องหวานเพชรบุรี กินกับน�้ำตาลปี่ ของมากมีมาช่วยกัน ในนิราศเมืองเพชรของสุนทรภู่ ได้กล่าวถึง ตาลโตนดว่าเป็น ขุมทรัพย์ส�ำคัญของคนเมืองเพชร ว่า ทั่วประเทศเขตแคว้นแดนพริบพรี เห็นจะชี้ไปไม่พ้นแต่ต้นตาล ที่พวกท�ำน�้ำโตนดประโยชน์ทรัพย์ มีดส�ำหรับหนีบข้างอย่างทหาร พะองยาวก้าวตีนปีนทะยาน กระบอกตาลแขวนก้นคนละพวง แต่ใจดีที่ว่าใครเข้าไปขอ ให้กินพออิ่มอุทรบ่ห่อนหวง ได้ชื่นฉ�่ำน�้ำตาลหวานหวานทรวง ขึ้นเขาหลวงเลียบเดินเนินบันได (นิราศเมืองเพชร : สุนทรภู่) โตนดเต้า จาวตาล ภูมิทัศน์วัฒนธรรมเมืองเพชร 99