The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บันทึกทางเดินธรรมธรรมจากประสบการณ์ตรงของคุณหมอจุ๋งจิ๋ง หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Luangta Narongsak, 2022-02-14 00:12:13

เห็นทุกข์ เห็นธรรม

บันทึกทางเดินธรรมธรรมจากประสบการณ์ตรงของคุณหมอจุ๋งจิ๋ง หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

เพราะมันแค่ความเห็น แต่มันไม่ได้เป็นความจริงที่ใจ ลูกเลย
อธิษฐานขอบารมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รวมกับบารมี
ของลูก ให้ธรรมทั้งหมดนั้นเป็นจริงที่ใจ แล้วหลังจากนั้นทั้งหมด
ที่คาอยู่ในใจมันดับหมด ธรรมทั้งหมดก็ดับ ผู้รู้ธรรมก็ดับด้วย
ดับแบบเดียวกับตอนที่ตัวเราตายตอนที่ได้เคโมเลย มันก็เป็น
ปริศนาธรรมเหมือนกัน แปลกที่ว่าขอให้ธรรมปรากฏเป็นของจริง
ที่ใจ แต่กลับไม่มีธรรมใดปรากฏ แต่สิ่งที่ปรากฏกลับเป็นการดับ
ของธรรมทั้งมวล พอมันตาย มันดับ มันก็ไม่มีสังขารเข้าถึงได้เลย
ทุกขม์ ันเลยเข้าถงึ ไมไ่ ด้เจา้ ค่ะ

หลวงตา : สาธุ

๕ ตลุ าคม ๒๕๖๔
คลับเฮาส์เมื่อวานโดนใจสุด ๆ โดยเฉพาะเรื่องศรัทธา

ถามผู้มาปฏิบัติใหม่ว่าเขาได้อะไรกลับไปบ้าง แล้วเขาตอบว่า
“ได้อาจารย์” มันเจื๊อกสุด ๆ สำหรับลูกคำว่า “ได้อาจารย์” มันบรรจุ
ทุกสิ่งทุกอย่างไว้หมดแล้ว เพราะคำว่า “อาจารย์” เป็นมากกว่า
พ่อแม่อีก เพราะพ่อแม่เราฝากชีวิตในชาตินี้ไว้กับท่าน ท่านเลี้ยงเรามา
หมอที่รักษา เราก็ฝากร่างกายไว้กับท่านเหมือนกัน ให้ท่านรักษา
ร่างกายที่ป่วย แต่ครูบาอาจารย์ คือ เราเดิมพันภพชาติและสังสารวัฏ
ทั้งหมดไว้กับท่านเลย ศรัทธาสำหรับลูก คือ เลือกครูบาอาจารย์
ให้ดี (หมายถึง เราต้องการอะไรในชีวิต ต้องการบุญกุศล ต้องการ

เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๔๗

ปฏิบัติไปเรื่อย ๆ หรือต้องการนิพพานในปัจจุบัน) ต้องการแบบไหน
กไ็ ปหาท่านท่สี อนแบบนั้น เมือ่ เลอื กแล้วกท็ ำตามที่ท่านบอกไปเลย
ศรัทธาเตม็ รอ้ ยไม่โลเล ไมม่ ีคำถามหรือถา้ มีคำถามกถ็ ามออกไปเลย
ปรึกษาไปเลยว่าจะแก้ไขยังไง ไม่มีการปิดบังหรือมีเงื่อนไขต่อกัน
เปรียบเหมือนกับหมอท่รี กั ษาเรา ถ้าเราเลอื กแลว้ ศรทั ธาการรักษา
ของเขาก็ทำตามที่หมอบอก กินยาตามนั้น ถ้าต้องผ่าตัดต้องให้
เคโมแรง ให้ยาแรงและทรมานยังไงก็ยอม ยอมด้วยใจ ไม่มีคำถาม
ไม่มีบ่นแม้สักครึ่งคำเรื่องการรักษา แต่อันไหนมีข้อจำกัดด้วยเหตุ
บางอย่างจริง ๆ ก็บอกอย่างจริงใจ ให้ท่านช่วยหาทางแก้ ต้องเชื่อม่ัน
จริง ๆ ด้วยใจเตม็ รอ้ ย ไม่ได้คาดหวังผลจะหายหรือไมห่ าย มันไม่ใช่
สิ่งสำคัญ แต่สำคัญคือ มั่นใจว่าที่ท่านรักษาอยู่มันเป็นทางดีที่สุดแล้ว
ปฏิบัติตามท่านบอกในทุกปัจจุบันขณะไปเรื่อย ๆ จะรู้ได้ไงว่า
ศรัทธาจริง? คนที่ศรัทธาเค้าจะปฏิบัติตามที่ครูบาอาจารย์บอก
และเพิ่มเติมคือ ลูกพิจารณาว่าถ้าคนที่ศรัทธาจะพยายามลดละ
ตัวตนเพื่อน้อมเข้าหาท่าน ไม่ใช่เข้าหาท่านเพื่อพิสูจน์ตัวตนของ
ตวั เองเจ้าค่ะ

เช้านี้เพิ่งปรากฏธรรมที่หลวงตาเทศน์เมื่อวาน เห็นจริงที่ใจ
คือเหมือนความปรุงแต่งทั้งหมดที่ปรากฏขึ้นมาเป็นน้ำหมึกที่เป็น
สีต่าง ๆ หยดลงมาผสมในใจที่ดั้งเดิมมันเป็นน้ำเปล่าที่ปราศจากสี
ที่เป็นออรจิ ินอล ปรุงแต่งเร่ืองธรรม เรื่องฤทธิ์ทางใจต่าง ๆ ก็เป็นสี
ที่แตกต่างกันไป ปรุงแต่งเรื่องโลก ๆ ก็สีหนึ่ง คือ มันเป็นหยดหมึก

๔๘ | หมอจุ๋งจงิ๋

หลากสี ทห่ี ยดตอ่ เนือ่ งกนั ลงมาเรือ่ ย ๆ สีใหมเ่ กดิ ขนึ้ สีเก่าก็ละลาย
หายไป เวลาที่มันเป็นแบบนั้น อะไร ๆ มันก็ไม่ได้เป็นเรื่องเป็นราวใด
ทั้งนั้น แต่บางช่วงขณะมันเข้าไปเป็นน้ำหมึกนั้นมันก็จะมีเรื่องราว
ขึ้นมา แต่เดี๋ยวมนั ก็ต้องดับไปเอง บางทีมันก็หยุดนิ่งและสงบไปเฉย ๆ
เหมือนไม่มีหยดหมึกลงมาเลย แต่ทั้งหมดนั้นไม่ว่าจะเป็นหมึกสี
เป็นน้ำเปล่า มันจะหยดหรือมันจะว่าง มันจะมีเรื่องราวหรือ
ไม่มีเรื่องราว มันก็ล้วนเหมือนกันในความไม่มีสาระอะไรเลย
มนั ไม่สำคัญว่าอะไรจะจริงหรอื จะลวง จะสมมติหรือวิมุตติ จะเท่ียง
หรือจะไม่เที่ยง จะถูกหรือผิด แต่ทุกอย่างมันคือ ไม่มีอะไร
ไม่มีความหมายและไม่มีผลลัพธ์ เมื่อไม่มีผลลัพธ์ ...มันก็คือ ไม่มี
ตัวเราผรู้ บั ผล ใชไ่ หมเจ้าคะ

หลวงตา : สาธุ

๗ ตุลาคม ๒๕๖๔
เช้านี้มันก็เหน็ เองว่าชีวติ ไม่เท่ียง มันไม่มีอะไรที่แน่นอนเลย

การปฏิบัติทั้งหมดมันต้องปฏิบัติเพื่อให้ชีวิตอยู่แบบไม่ผิดศีลธรรม
ไม่ผิดกฎหมาย มีสติ ไม่สร้างความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น
แต่การปฏิบัติทั้งหมด มันเอาอะไร มันคาดหวังอะไรไม่ได้เลย แล้ว
มันก็ถามตัวเองซ้ำ ๆ ว่า “การปฏิบัติที่ปฏิบัติอยู่บนชีวิตที่ไม่แน่นอน
แล้วจะไปเอาอะไรได้?” แล้วมันก็เริ่มพิจารณาความจริงของรูป
ทั้งหมด ซึ่งมันเห็นง่ายนะเจ้าคะ คือ แค่ดูมันก็เห็นแล้วว่าทั้งหมด

เห็นทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๔๙

ของคนในโลก เพียรพยายามเพื่อรักษาให้ “รูป” กายคงอยู่เป็นตัว
เปน็ ตน ไมต่ าย ไม่สลายหายไป ทุกคนรวมทงั้ ตัวเราเองด้วยที่อยาก
ไดแ้ บบน้ัน มือหนง่ึ กว็ า่ ปฏบิ ตั อิ ยู่เห็นความไม่เทยี่ งอยู่ ปล่อยวางอยู่
แต่อีกมือหนึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าเราก็คาดหวังการไม่เสื่อมสลายของ
รูปกายนี้เช่นกัน จะด้วยเหตุผลใดก็ตามจะเพื่อตนเองจะไปทำ
ประโยชน์เพื่อผู้อื่นก็ตาม แต่มันคาดหวังอยู่ลึก ๆ มือนึงปล่อย
แต่มือหนึ่งกลับจะคว้ากลับมา แต่มันก็ถามตัวเองจริง ๆ ว่าแล้วจะ
คาดหวังการคงรูปได้อย่างไร? ในเมื่อมันก็เห็นอยู่ชัดเจนว่าสภาพ
รูปกายก่อนป่วย กับหลังป่วยมันก็ต่างกันเห็น ๆ สิ้นความงามอยู่
เห็น ๆ เสื่อมสลายอยู่เห็น ๆ แล้วจะยังอยากฝืนความจริงไปอีก
หรือ? ตัวเองก็ฉลาดได้ แต่ทำไมต้องปิดตาตัวเอง แกล้งโง่เพื่อให้
มันเห็นแต่สิ่งที่ไม่ตรงจริง? ทำไมต้องหลอกตัวเองว่าจะไม่ตาย?
ทำไมต้องหลอกตัวเอง ปลอบใจตัวเองด้วยการพยายามปฏิบัติ
และหมกมุ่นกับการปฏิบัติออกไปข้างนอกเพื่อที่จะเลี่ยงไม่เห็น
“จุดตาย” ของตัวเอง? ตัวเองก็รู้ความจริงอยู่แก่ใจ แล้วจะหลอก
ตัวเองไปถึงไหน? ลูกว่ามันต้องลืมตาตื่นมาเห็นความจริงได้แล้ว
เพราะถึงจะปิดตาไป เลี่ยงไปเลี่ยงมายังไง ความจริงมันก็ไม่เปลี่ยน
และเลี่ยงไปมามันมีแต่ข้อเสีย คือขณะที่ดำรงชีวิตอยู่ มันก็ต้อง
เหลือความยึดให้เป็นทุกข์ เพราะมนั เหลอื ใยท่ียึดตวั เองอยู่ และเมื่อ
จดุ ตายมาถงึ จริง ๆ จะกลายเปน็ ว่า ตอ้ งถูกบังคบั ใหเ้ ผชญิ ความจริง
ในจุดที่ใจไม่พร้อมเลย มันจะหมิ่นเหม่มากว่าจะตายไปพร้อมกับ

๕๐ | หมอจงุ๋ จง๋ิ

ความทุกข์หรือเปล่า ดังนั้นเลิกปิดตาแล้วมองความจริง เอาความจริง
มาว่ากนั ตรง ๆ ดีกว่า แบบตรงไปตรงมา มันจะไดจ้ บส้ินการหลอกลวง
เสียทีเจ้าค่ะ ลูกรู้สึกว่าชีวิตนี้มันเหนื่อยมากเลย ไม่ใช่เหนื่อยอะไร
หรอก เหนื่อยกับการพยายามปรุงแต่งเพื่อหลอกลวงตัวเองน่แี หละ
เจ้าค่ะ นี่คือสิ่งที่หลวงตาเมตตาชี้เตือนลูกมาตลอดใช่ไหมเจ้าคะ
เหมือนกับเพิ่งเห็นสิ่งที่หลวงตาบอกวันนี้เองเจ้าค่ะ ดีที่กลับใจตอน
ท่ียังไม่สาย ตอนทยี่ งั มลี มหายใจอยเู่ จา้ ค่ะ

หลวงตา : เพียงลืมตา (ตื่น) ขึ้นมายอมรับความจริงในปัจจุบัน
ความจริง (สัจธรรม) ก็จะประจักษ์แก่ใจ ใจจึง “หยุด” ! ! !
เพราะหยุด (หยุดดิ้นรน) จึงสงบ (สงบความปรุงแต่ง) เพราะสงบ
(สงบจากความปรงุ แตง่ “เตสัง วปู ะสะโม สโุ ข”) จงึ นพิ พาน

๘ ตุลาคม ๒๕๖๔
เช้านี้แม่ก็เล่าเรื่องลูกตอนเด็ก ๆ ให้หลาน ๆ ฟัง เล่าเรื่องท่ี

ลูกไปเล่นกับลูกหมาตอนที่มันกำลังกินข้าว แล้วหมามันเข้าใจว่า
ลูกจะไปแย่งขา้ วมัน มันเลยเข้ามากัด เป็นแผลเยบ็ รอบตา แล้วต้อง
ฉดี ยากนั พษิ สุนขั บ้าเข้ารอบตาดว้ ย หลังจากน้นั หมาตัวน้ันก็หายไป
ลูกยังเด็กไม่รู้เรื่องเข้าใจว่ามันหนีจากบ้านไปแล้ว แต่แม่เพิ่งเล่า
ความจริงวันนี้เองว่า จริง ๆ เค้าต้องเอามันไปตัดหัว เพื่อตรวจพิษสุนัขบ้า
เพราะถ้ามีเชื้อในสมองจะอันตรายกับลูกมาก เพราะรอยกัดที่ตา
มันใกลส้ มอง ลกู มโี อกาสจะไดร้ บั เชอื้ ไปด้วย แคล่ กู ได้ฟงั ลูกช็อกไปเลย

เห็นทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๕๑

มือสั่น ใจสั่น น้ำตาร่วง รินกาแฟอยู่กาแฟหกหมดเลย เหมือนมัน
เพิ่งรู้ว่าเพียงเพื่อให้ตัวเรามีชีวิตอยู่ มันต้องทำลายชีวิตอื่นขนาดน้ี
เลยหรือ ลูกเป็นเด็กท่ีไมฆ่ ่าสัตว์ ตัง้ แตจ่ ำความได้ ถา้ สัตว์ใดท่ีถูกฆ่า
ตอ่ หน้าลูกกไ็ ม่กนิ เนอ้ื สัตว์น้ัน โตขนึ้ มากม็ แี ตช่ ว่ ยชีวิตคนอื่น ทำแต่
สิ่งที่ช่วยคนอื่นและไม่เคยสำนึกเสียใจ ถ้าจะต้องเสียสละตัวเอง
เพอ่ื ชว่ ยใคร แต่ยดึ มั่นสิ่งน้ี ยึดความดีไวไ้ มร่ ตู้ วั เลยเจา้ ค่ะ เพราะมัน
ยึดจนเป็นตัวเองเลย เป็นตัวเองจริง ๆ เห็นธรรมเท่าไหร่มันก็ไม่สนิ้
ภพชาติ เพราะมนั จะยงั มีตวั เราไปทำความดีอยู่ ทุกข์ทรมานแคไ่ หน
ก็จะไปทำความดีอยู่ จนวันนี้เหมือนเพิ่งรู้ความจริงว่า การดำรงอยู่
ของชีวิตเรา มันเลี่ยงไม่ได้ที่จะมีชีวิตอื่นเสียสละชีวิตเพื่อตัวเรา
เราไม่ตบยุง แต่ไม่รู้มียุงมากน้อยเท่าไหร่ ที่ต้องถูกพ่อแม่ช๊อตตาย
ด้วยไม้ช๊อตยุงก่อนที่ลูกจะเดินเข้าห้อง เพราะไม่อยากให้เราป่วย
เป็นไข้เลือดออก ต่อให้ลูกจะทำดีสักแค่ไหน แต่การเกิดมาและ
ดำรงอยู่ในสังสารวัฏมันก็หลีกเลี่ยงจากบาป ความทุกข์และอวชิ ชา
ไม่ได้เลยเจ้าค่ะ มันได้แต่ร้องไห้ตัวสั่น ในใจมันบอกตัวเองว่าไม่เอา
อีกแล้ว ไม่ขอเกิดมาเพื่อมีตัวตนเป็นบาป และอวิชชาอีกแล้ว
หลังจากนั้นลูกฟังธรรมคลับเฮาส์ แปลกมากเลย มันเข้าถึงใจหมด
เลย โดยไม่ต้องคิดพิจารณา ไม่ผ่านการใช้สติปัญญาพิจารณาใด ๆ
ซึ่งหลาย ๆ คนที่จับไมค์ส่งการบ้านดีมากชัดเจน อย่างเรื่องคลื่นที่
ไม่มีตัวตนอยู่จริงชัดเจนมากหรือที่หลวงตาบอกว่า มันไม่มีอัตตา
ตัวตน มีแค่ตัวเซนเซอร์รับพลังงาน แล้วตัวเซนเซอร์นี้จะเสื่อมไป

๕๒ | หมอจ๋งุ จง๋ิ

ตามสภาพจนสลายไปเอง อันนี้ก็รู้เรื่องเหมือนมันเห็นตามไปเลย
หรือตอนที่บอกว่ายึดหรือไม่ยึดไม่มีผลถ้าคนผู้นั้นเข้าใจสัจธรรมว่า
มันไม่ได้มีตัวตนทีย่ ึดหรือไม่ยึดจริง ๆ เป็นแค่สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่เกิดข้นึ
ดับไปเปน็ ขณะจิตเทา่ นั้น อนั นี้ก็เห็นตามลงใจไปเลยเจ้าค่ะ

หลวงตา : สาธุ

๙ ตลุ าคม ๒๕๖๔
คลับเฮาส์เช้านี้สุดยอด น้องที่พูดธรรมออกจากใจและ

สามารถซักได้ละเอียด ให้หลวงตาเมตตาอธิบายความแตกต่างของ
พระโสดาบันและพระอรหันต์ เจื๊อกถึงใจ...! ตอนที่หลวงตาบอกว่า
พระอรหันต์รู้แก่ใจว่าไม่มีผู้เสวย เหมือนรู้ว่าไม่มีมือที่ยื่นออกไป
รับผ้าท่ีอย่กู ลางอากาศและเปน็ หน่ึงเดยี วกับธรรมชาติ เพราะธรรมชาติ
เขาไม่ยดึ กัน แล้วมนั ก็เหน็ ว่าสงั ขารทง้ั หมดเหมือนเปน็ เงา เงาในน้ำ
ที่เหมือนจะมีอยู่แต่มันไม่มีจริง ผู้รับมันก็หายไปของมันเอง
ส่วนของน้องอีกคนเห็นความตั้งใจจริงในการปฏิบัติ น้อมหาธรรม
ทัง้ ๆ ทอ่ี ยทู่ ่ามกลางโลก ตอนท่ีหลวงตาบอกวา่ “ไมส่ ำคญั ว่าจะล้ม
กี่ครั้ง แต่ล้มแล้วต้องลุกให้ได้ทุกครั้งแล้วจะรู้ว่าแข็งแกร่งข้ึน
ท้งั กายและใจ ท้ังโลกและธรรม” มนั ร้องไหเ้ ลยเจ้าคะ่ เปน็ ประโยค
ที่จำไปจนวันตายเลยจริง ๆ อีกท่านก็ส่งธรรมจากใจ เรื่องเสียง
ภายนอกกับภายใน ลูกว่าพอเค้าส่งสิ่งที่เป็นความจริงในใจเขา
เป็นธรรมจริง ไม่ใช่ความจำ หลวงตาจึงสามารถชี้แนะต่อได้ตรง

เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๕๓

ตามธรรมในใจเขา คนอื่น ๆ ก็ได้ประโยชน์ไปด้วย ช่วงนี้สังเกตว่า
โลกธาตุมันเงียบ ๆ ชอบกล ธรรมก็ไหลไม่หยุด ผู้รู้ธรรม เห็นธรรม
เป็นธรรม กม็ มี ารวั ๆ เลยเจา้ คะ่

๑๑ ต.ค. ๖๔
วันนี้ทำพลังลมปราณขณะที่อยู่ในน้ำก็เห็นว่า มันมี ๒ อย่าง

เป็นสิ่งที่ปรากฏอยู่คู่กัน อันแรกคือสังขารความคิดที่คิดนู่นนี่นั่น
ตลอดเวลา ซึ่งตอนที่หน้าจุ่มน้ำมันก็คิดเรื่องการทำพลังลมปราณ
วิธีการปฏิบัติในน้ำนั่นแหละ มันเป็นเหมือนเสียงของความคิดว่า
ต้องทำอย่างนั้นอย่างนี้ และสังเกตว่าเมื่อใดที่หลงส่งออกไปแตะ
หรือไปตามความคิดแม้เพียงนิดเดียว เสียงของความคิดมันจะ
ดังมาก และมีอารมณ์อยู่ในเสียงนั้นด้วย กลายเป็นความฟุ้งซ่าน
และลมมนั จะรั่วทันที พอรั่วกต็ ้องเร่ิมทำใหม่ พอครงั้ หลัง ๆ เร่ิมมีสติ
ต่อเสียงนั้น คือมันรู้ว่าเป็นเสียงสักแต่ว่าเสียง การไปแตะมัน
ก็จะน้อยลงไปเอง ความดังของเสียงในใจมันก็น้อยลงและเหมือน
มันไกลข้นึ ๆ เรื่อย ๆ จนไม่มีความหมายใดเลย อนั ท่ีสองคือผู้ท่ีรู้ว่า
ความคดิ นนั้ หา่ งไป เบาลง ดับไปแลว้ และเป็นผู้ทท่ี อ่ งบทเช่ือมพลัง
อธิษฐานจิตปรับธาตุขันธ์ทั้งหมด ซึ่งไม่ปรากฏผู้ที่รู้ ปรากฏเพียง
อาการของการบริกรรมบทต่าง ๆ ขึ้นมาเท่านั้น เหมือนมันขึ้นมา
จากสิ่งทไ่ี ม่มอี ะไรและการปรับพลังได้เช่นนี้ มันไมม่ ีรั่วและน้ำที่ทำ
มันเปลี่ยนสีอย่างชดั เจน จากเดิมจะเป็นสีเหลือง แต่พอท่องไปเรือ่ ย ๆ

๕๔ | หมอจ๋งุ จงิ๋

น้ำจะค่อย ๆ มีสีเขียวมรกตจาง ๆ จนท่องหมด ๙ คาบ จะเป็น
สีเขียวเข้มขึ้น สะท้อนเหมือนจะเห็นด้วยตาเนื้อได้เลย สิ่งที่เกิดข้ึน
มันเป็นเครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าสิ่งที่เป็นขันธ์ห้าทั้งหมด ไม่ใช่รู้
แต่เพราะผู้รู้มันหลงไปตามขันธ์ห้าเป็นขณะจิตจึงเกิดเป็นความ
ปรุงแต่งฟุ้งซ่านขึน้ มาได้ เมื่อไมห่ ลงมันก็ไมไ่ ปรวมกบั ขันธ์ห้าไดเ้ ลย
ตรงจุดที่สักแต่ว่ารู้เป็นหนึ่งไม่รวมกับขันธ์ห้า เพราะรู้ชัดว่าขันธ์ห้า
(โดยเฉพาะความคดิ ) ไมใ่ ช่รู้ รไู้ ม่ใช่ขนั ธ์หา้ ความเขา้ ใจในธรรมจาก
การเห็นความจริงในใจ มันจึงแยกขันธ์ห้าขาดไปเลย ตรงนี้คือ
เอกัคคตาจิต ที่เป็นผู้รู้หนึง่ เดียวก่อน เห็นตรงนี้ก่อน แต่สุดท้ายมัน
ยังมคี วามรู้สึกว่าตรงนี้เปน็ เรา เราเปน็ หน่ึงเดียวกับเอกัคคตาจิตน้ัน
และไม่รู้ว่าจะดับความหลงตรงนี้ยังไง เพราะความเป็นเรามันเป็น
หน่ึงเดยี วกับรู้เลย ตรงน้ีปุ๊บก็ปรากฏนิมติ ขึน้ มา เหมือนลูกไปกราบ
หลวงตาท่ปี ัญจครี ี แลว้ ลกู ถามหลวงตาขน้ึ มาวา่ “ทำอย่างไรปัญจคีรีน้ี
จะไม่เปน็ ของลูก ทำไมลูกรู้สึกว่ามันเป็นของลูกตลอดเวลา ลูกแยก
มันออกจากใจไม่ได้ ขอหลวงตาเมตตาช่วยบอกวิธีที่จะทำให้
ปัญจครี นี ีไ้ ม่เป็นของลกู ที” แลว้ มันเลยรวู้ ่า ท้งั โง่ ทั้งบ้าเลย ปัญจคีรีนี้
ไม่ใช่ของเราตั้งแต่แรกแล้ว แล้วจะไปหาทางแยกอะไร จะไปหาว่า
จะทำยังไงไม่ให้มันเป็นของเราทำไม ก็มันไม่ใช่อยู่แล้วไง สังขาร
หรือแม้แตผ่ ู้รู้ แม้แต่ใจกเ็ หมอื นกัน ต่อให้จะอยู่กับรู้จริง ๆ คือไม่ได้
มโนแต่เป็นของจริงก็ตามมันก็เปรียบเหมือนกับตัวเราอาศัยใน
ปัญจคีรีจริง ๆ แต่เป็นเจ้าของปัญจคีรีไม่ได้ เพราะต่อให้เราอยู่

เห็นทกุ ข์ เห็นธรรม | ๕๕

อาศัยสงบร่มเย็นยังไงก็ตาม มาแสดงฤทธิ์เดชอภิญญา มาว่างเปล่า
มาสิ้นปรุงแต่ง มามีอภินิหารใดในปัญจคีรีก็ตาม แต่มันก็ทำให้
ปัญจคีรีเป็นของเราไม่ได้ และทำให้มันไม่เป็นของเราไม่ได้ด้วย
เพราะมนั ไมเ่ ปน็ ของเราตั้งแต่แรกแล้วเจา้ ค่ะ

หลวงตา : สาธุ

พ่ีหมอเอาน้ำขวดที่หลวงตาอธิษฐานจิตให้เป็นพิเศษมาให้
แล้วที่โรงพยาบาล เพราะมานอนรอรับเคมีบำบัดรอบที่ ๓ พ่ีหมอ
บอกว่าขวดนี้คือละเอียดพิเศษเลย ทันทีที่ได้รับมาลูกเลยขอ
ตรวจสอบหน่อยเจ้าค่ะว่าละเอียดยังไง เลยอธิษฐานขอพระพุทธ
พระธรรม พระสงฆ์ เห็นสิ่งที่อยู่ในน้ำ ปรากฏว่าไม่เห็นอะไรเลย
ไม่มีแสงสีใด ๆ แต่ลูกเชื่อว่ามันต้องมีอะไรแน่นอน เลยอธิษฐานใหม่
ไม่ดูแสงสีหรือพลังงานแล้ว แต่ขอเห็นว่าน้ำที่อยู่ในขวดนี้ทำอะไร
ได้บ้าง ปรากฏว่าขวดแตกระเบิดออกจากข้างใน มีมวลพลังงานท่ี
ไมม่ ีสี สว่างจ้าและดนั ออกมาจากภายในจนขวดแตก (มนั แตกในจติ
แต่เหมือนแตกจริง) แล้วธรรมก็ขึ้นมาว่าสิ่งที่ทำให้ขวดแตกนั้น คือ
ความว่าง ความว่างที่ไม่มีอะไรเลย เมื่อมันถึงที่สุดแล้วมันจะดัน
ตัวเราที่เสมือนขวดนั้นให้แตกระเบิดออกไป ซึ่งการทำให้อวิชชา
แตกระเบิดออกไปนั้น มันไม่สามารถใช้วิธีการใด ๆ ได้ เพราะไม่ว่า
จะปฏิบัติอย่างไร ก็เป็นการกระทำของตัวเราทั้งหมด ตัวเราไม่
สามารถทำให้ขวดแตกได้ เพราะการระเบิดของขวดมันเป็นหน้าท่ี
ของความว่าง ที่มันจะทำหน้าที่ของมันเอง ธรรมทั้งหมดมันจะไหล

๕๖ | หมอจ๋งุ จง๋ิ

ของมันเอง ไหลไปสู่ความว่างที่ไม่มีอะไรนั้น มันเหมือนไม่มีอะไร
แต่มันมีพลังงานมหาศาลออกมาจากมันได้ ตราบใดที่ไม่มีผู้เอา
อัตตาทิฐิมานะของตนเองไปบล็อก ธรรมมันจะเข้าสู่ความละเอียด
ในจิตไปเรื่อย ๆ ยิ่งละเอียด ยิ่งปล่อยวาง ยิ่งว่างจากความปรุงแต่ง
ความว่างจะยิ่งดิ่งลึกสู่ส่วนลึกของใจ ยิ่งความว่างมีมากเพียงใด
พลงั งานทจี่ ะมาระเบิดอวิชชาก็จะยิ่งมากเพยี งนนั้ ใชไ่ หมเจ้าคะ

พยายามจะพมิ พ์ส่งการบ้าน แตส่ ิง่ ทป่ี รากฏมันคอ่ ย ๆ แผ่วลง
และหายไปเอง เลยไม่สามารถส่งอะไรเป็นชิ้นเป็นอันได้เลย มันไม่
อาจเข้าใจอะไรได้เลย เพราะพอจะเข้าใจอะไร มันก็ต้องเข้าไป
ตามความคิด มันจะปวดหัวทันที เลยเลิก แล้วมันก็ค่อย ๆ แผ่วลง
ไปหมดเลย มันมีแต่หมดไป หมดไปไม่เหลือเลยเจ้าค่ะ ความรู้...
ที่ไม่เหลืออะไรเลย มันสงบกว่าการพยายามไปรู้อะไรเสียอีก มันไม่มี
ความรู้แจ้ง แตม่ นั ไมเ่ หลืออะไรให้รเู้ ลย

หลวงตา : สาธุ

๑๒ ตลุ าคม ๒๕๖๔
เคโมรอบนี้ไม่แพ้หรือมีผลข้างเคียงอื่น ๆ แค่อ่อนเพลียหน่อย

ร่างกายนอนเหมือนหลับตลอด เหมือนได้ยานอนหลับ กายหลับ
ขยับไม่ได้ แต่รู้มันไม่ได้หลับ มันรู้ตลอดทั้ง ๆ ที่หลับตา แต่เหมือน
ทุกอย่างที่รู้มันผ่านมาผ่านไปหมดเลย จับยึดไม่ได้ ฟังคลับเฮาส์
ก็ได้ยินเสียงหลวงตาคุยสอนอะไรกับใครบ้าง แต่ลูกไม่รู้ว่าหลวงตา

เห็นทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๕๗

คุยสอนธรรมด้วยเนื้อหาอะไร ลูกจำธรรมะไม่ได้ แต่จำได้ว่าสงบ
ฟังสิ่งที่สงบมาก ถ่ายทอดความรู้สึกกันได้ แต่คิดเนื้อหาไม่ออก
แล้วก็มีบางช่วงที่ลูกไม่รู้ว่าเคโมมันไปเปลี่ยนระบบประสาทหรือ
ยังไง เหมือนมันจะจำเนื้อหาในชีวิตที่ยึดถือเป็นเรื่องราวไม่ได้
อยู่ ๆ เหมือนอยู่ในโลกที่ความจำหายไป ความเป็นหมอชื่อนั้นช่อื น้ี
ความเป็นพอ่ แม่ลูกทำไมมันเหมือนเลือนรางมาก ห่างไกลมาก และ
บางทกี ไ็ ม่มคี วามจำวา่ เราเป็นใครเลย มนั เลยเห็นว่า ความรู้ท่ีว่าเรา
เป็นหมอ เรามีชีวิตโน่นนี่นั่น ปฏิบัติธรรมรู้อะไรเห็นอะไรทั้งหมด
มันเป็นเพียงความจำหมด เมื่อความจำมันถูกดับไปตัวเราทั้งหมด
ในชาติน้ี มันกไ็ มม่ ีจริง มันไม่มตี ัวเราในชาตินี้จรงิ ๆ มนั เป็นแตเ่ พยี ง
การหลงความคิดเท่านั้น แล้วมันก็เลยรู้....ว่าหลงทั้งชาตินี้และหลง
แบบน้มี าทกุ ภพชาติจรงิ ๆ เพราะทุกชาตมิ ันหลงว่าเราเป็นแบบนั้น
แบบนี้ทั้งหมด มันเลยมีตัวตนที่พาไปเกิดใหม่ทุกชาติ หลวงตาเคย
สอนธรรมใครสักคนว่า ไม่มีกาลเวลา เมื่อไม่มีกาลเวลา ไม่มีสมมติ
อยู่จริง ๆ จึงสามารถย้อนอดีตได้หมด กลับไปยอ้ นดูได้ วันนี้ลกู เลย
ลองดู เพราะความยึดความทรงจำว่ามีเราในชาตินี้อยู่จริง มันหมด
สนิ้ ไปแล้ว มันไมม่ อี ะไรมาบล็อก เป็นตัวตนมาบดบังอดีตได้อีกแล้ว
จึงอธิษฐาน พุทโธ ธัมโม สังโฆ ขอย้อนเห็นอดีตชาติ แล้วมันก็
ปรากฏออกมาหมดเลย ภาพแรกคือชาติที่เป็นเทพบุตรอยู่บน
สวรรค์อยู่ชั้นดุสิต แต่ชอบลงมานั่งแสดงธรรมที่สวรรค์ชั้นดาวดึงส์
มีหอไตรที่แสดงธรรมได้ แต่มันเป็นธรรมที่ตัวเราแสดงเอง ไม่ใช่
ธรรมพระพุทธเจ้า ส่วนใหญ่ไม่ค่อยฟังธรรมใครด้วย ชอบไปส่อง

๕๘ | หมอจ๋งุ จง๋ิ

สัตวอ์ นื่ ในโลก และโปรดสตั วอ์ ืน่ ๆ มากกวา่ ภาพของชาตินี้เหมือน
จะปรากฏอยนู่ านสุด แตเ่ มื่อภาพนส้ี ้ินสดุ ลงก็พบว่าตนเองไปเกิดใน
ร่างสัตว์ต่าง ๆ หมุนเวียนกันไปอย่างรวดเร็ว เป็นสิบเป็นร้อยชาติ
ทั้งสัตว์เล็กสัตว์ใหญ่เป็นมาหมดแล้วจริง ๆ แล้วก็มีชาติที่เกิดเป็น
นายพรานล่าสัตว์เอามาขาย เอามากิน ลูกสลดในภพชาติมาก ๆ เลย
ว่าทำไมถึงเป็นแบบนี้ ทำไมถึงเป็นแบบนี้ ! ! เดี๋ยวก็เป็นสัตว์ให้เค้าฆ่า
เด๋ียวก็เกิดเปน็ คนมาฆา่ เขา มันวนเวยี นไปไมม่ ที ี่สดุ สิน้ เลย ส่วนชาติ
ที่เป็นเหตุปัจจัยที่จะพ้นทุกข์ คือ ชาติที่เป็นกษัตริย์ เมื่อใดที่เกิด
เป็นกษัตริย์สุขสบาย แต่มันกลับไม่ได้สนใจทรัพย์สมบัติหรือ
ครอบครัว สละบัลลังก์ออกบวช ทิ้งหมดและไปแสวงหาปฏิบัติเอง
ด้วยความยากลำบาก สุดท้ายก็ไม่ไดเ้ จอความพ้นทุกข์แม้แต่เงาเลย
จริง ๆ ตายไปก่อนทุกชาติ ชาติน้ีคงเป็นรถไฟเที่ยวสุดท้ายจริง ๆ
ที่พบผู้ชี้แนะได้ ลูกซึ้งใจในคุณของพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
และต้องขอบคุณตัวเองที่สร้างบารมีมาด้วยความทุกข์ยากและ
กล้าหาญพอที่จะสละบารมีและสิ่งที่ทำมาทั้งหมด เพื่อนิพพานใน
ปัจจุบัน ต้องขอบพระคุณน้ำมนต์ของหลวงตาขวดนั้น ละเอียดจริง ๆ
ทั้งปัญญาวิมุตติและอภิญญา จริง ๆ มันไม่ได้มีพลังงานแค่ในขวด
น้ำมนต์ แต่ทุกที่รอบกายลูกเหมือนมีพลังงานสีทองเคลือบอยู่หมด
จริง ๆ ขยายไปไม่มีขอบเขตด้วย เพราะทุกสิ่งอยู่บนความว่าง
เดียวกัน พลังงานมันเลยถ่ายเทกันได้หมด และถ้าไม่มีตัวตนเราไป
บล็อก มันจะถ่ายเทจากสิ่งแวดล้อมเข้าไปด้วย แต่ถ้าบล็อกอยู่ก็
ต้องกินเข้าไปเท่านั้น แต่กินไปก็ไม่ค่อยเกิดผลในการเชื่อมเท่าไหร่

เหน็ ทกุ ข์ เห็นธรรม | ๕๙

เพราะตัวเรามันบล็อกไว้ น้ำมนต์ก็ถ่ายเทพลังงานเขา้ เซลล์ได้จำกัด
สรุปคือถ้ามีตัวตนอยู่จะใช้ประโยชน์จากพลังงานเหล่านั้นไม่ได้เลย
แต่ถ้าไม่มีตัวเราไปบล็อกการถ่ายเทและปรับสมดุลจะเกิดขึ้นเอง
ตามธรรมชาตเิ จา้ ค่ะ

หลวงตา : สาธุ

๑๙ ตลุ าคม ๒๕๖๔
กลับมาจากปัญจคีรีรอบนี้เหมือนมันเข้าใจโลกมากข้ึน

มีบางครั้งที่ไม่พอใจพ่อแม่ที่เขามีกิเลสยึดถือ วุ่นวายแต่เรื่องหาอยู่
หากินและวุ่นวายกับเราสารพัด ตอนแรกมันไม่สงบเลย แต่เมื่อค่อย ๆ
พิจารณา มันก็ยอมรับได้ว่าจริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ความผิดของพ่อแม่
มันไม่ใช่ความผิดของคนในโลกที่เขาเป็นเช่นนั้น มันไม่ใช่ความผิด
ของโลก โลกมันก็เป็นธรรมดาของโลก ที่มันจะเป็นแบบนั้น
เป็นธรรมดาของคนในโลกที่เขาจะมีความคิดความเห็นแบบนั้น
พอมันเห็นเป็นความธรรมดา ใจยอมรับได้ ทุกอย่างก็เริ่มสงบลง
ไปเอง และฟังคลับเฮาส์ช่วงเช้าที่หลวงตาเล่าเรื่องความยึดถือกัน
แค่ชาติน้ี พอสมมติมันหมด มันก็หมดความรักกันไปหมดแล้ว
ชาติใหม่ก็จำกันไม่ได้ ความรักมันก็ไมเ่ หลือเลย ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้านี้
ยึดกันแทบตาย แล้วเราคิดว่าตัวเราสำคัญมาก เขายึดเรา เรายึดเขา
แต่ท้ายที่สุดพอตาย มันไม่มีใครจะยึดใครได้เลยจริง ๆ ฟังหลวงตา
เล่าเรื่องแบบนี้แล้วมันก็เห็นตามความเป็นจริง มันก็วางไปเอง

๖๐ | หมอจุ๋งจง๋ิ

วางแล้วก็รู้ว่าไม่ทุกข์ ไม่กังวลกับเรื่องนี้แล้ว หายไปจากใจเลย
เจา้ คะ่

หลวงตา : สาธุ

๒๐ ตลุ าคม ๒๕๖๔
เมื่อสิ้นผู้เสวยจึงสิ้นพิษสงที่ผู้เสวยจะนำไปให้เป็นทุกข์ได้

เมื่อไม่มีผู้เสวยธาตุขันธ์ ก็ไม่มีผู้ทุกข์ ขณะธาตุขันธ์แตกดับ ก็ไม่มี
ผู้เสวยพาออกไปเป็นภพชาติใด ๆ ให้เป็นทุกข์ได้อีก จึงเป็นความ
พน้ ทุกขโ์ ดยสมบรู ณ์บรบิ ูรณเ์ จา้ คะ่

๒๑ ตลุ าคม ๒๕๖๔
ลูกเข้าใจเหตุผลที่หลวงตาแนะนำให้พิจารณาตีประสาน

ข้างนอกและตีออกมาจากด้านใน เพราะเมื่อคืนกว่าจะคุยธรรมะ
สอนญาติธรรมให้พิจารณาความตายเสร็จก็ดึกแล้ว ยังไม่ได้ทำ
พลังลมปราณรอบเย็น ตอนแรกมันก็คดิ ว่าดึกแล้ว ไม่ต้องทำละกัน
แต่พอหันไปเห็นกะละมัง มันก็คิดได้ว่า “ใครจะไปรู้ว่า เราหลับไป
คืนนี้ วันพรุ่งนี้อาจจะไม่มีโอกาสตื่นมาอีกแล้วก็ได้ การทำพลังลมปราณ
ในครั้งนี้อาจจะเป็นครั้งสุดท้าย เราจะทำถวายพระพุทธเจ้า” แล้ว
แปลกมาก พอรู้สึกจากใจว่า “เป็นครั้งสุดท้าย” จริง ๆ มันมีสติ
สมาธิตั้งมั่นรวมลงในสิ่งที่ทำ แล้วตอนที่ทำพลังมันไหลเวียนแล้ว
มารวมจ่ออยู่ที่ตรงบริเวณตับและอวัยวะสืบพันธุ์ ซึ่งเป็นตำแหน่ง
ที่เหลือเซลล์มะเร็งอยู่ เพราะเป็นตำแหน่งหลักที่หมอเขาตัดออก

เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๖๑

ไม่ได้เจ้าค่ะ แล้วขณะทำน้ำก็เป็นสีเหลืองและเขียวที่เข้มข้นมาก
เขียวจนเป็นเหมือนสีหยกเข้ม ตื่นเช้ามามันก็ทบทวนเรื่องเมื่อคืน
แล้วก็ฝึกหายใจ คือหายใจเหมือนกับว่ามันจะเป็นลมหายใจสุดท้าย
ของชีวิต สักพักพอสงบ มันก็เห็นว่าทุกอยา่ งมันแคบเข้ามา เหมือน
ทง้ั หมดของชีวิตเหลือเพียงแคล่ มหายใจนี้เท่าน้นั เม่อื ใดที่ลมหายใจ
นี้ดับ ทุกสิ่งมันจะดับสิ้นลงเจ้าค่ะ พอถึงตรงนี้ มันก็ปรากฏเป็น
นิมิตว่า กระเป๋าที่เข้าใจว่าว่างเปล่าไม่มีอะไรเหลือ ที่แท้แล้วยังมี
เงินเหลืออีกหนึ่งเหรียญ เหรียญนั้นคือลมหายใจนี้ซึ่งมันยังไม่ได้
หมดไป ลูกเลยเอาเหรียญนั้นถวายพระพุทธเจ้าไป ตอนที่ถวาย
จนหมด พอมันรู้ว่า “หมดแล้ว ไม่เหลือแล้ว” มันกระแทกใจร้องไห้
เลยเจ้าค่ะ หลังจากนั้นเมื่อความคิดปรุงแต่งดับลง และมันหายใจ
เองเข้าเองออกเอง มันจะมีพลังงานไหลตามมาด้วย เข้าไปจ่อท่ี
ตำแหน่งของมะเรง็ และกระจายเข้าไปในช่องทอ้ ง แล้วก็ปรากฏว่า
เมื่อก้มลงดูร่างกายตนเอง มันเห็นอวัยวะภายในของตัวเองทั้งหมด
เหมือนมีกล้องสแกนผ่านผิวหนังที่ปกคลุมภายนอก เห็นเข้าไป
ภายในหมดเลย อวัยวะภายในตัวเองเหมือนเครื่องจักร มันกำลัง
ทำงานอยู่ แต่ติด ๆ ขัด ๆ และพลังที่เข้าไป มันเข้าไปซ่อมเซลล์
ซ่อมแซมเครื่องจักรเหล่านั้นด้วย แต่ด้วยอุปนิสัยเก่า (ซึ่งลูกว่า
หลวงตารู้อย่างทะลุปรุโปร่ง) คือพอพิจารณาธรรมลงแก่ใจมันจะ
เกิดความรู้ความเห็นพิเศษขึ้นอย่างกรณีนี้ คือมันคิดเลยว่านี่เรามี
ความสามารถสแกนร่างกายเห็นภายในทั้งหมดแล้ว อย่างนี้เราก็รู้
และชว่ ยคนอืน่ ไดแ้ ล้วสิ เพราะจะเห็นดว้ ยตาในว่าเค้าป่วยเป็นอะไร

๖๒ | หมอจงุ๋ จงิ๋

แค่หลงคิดโดยไม่รู้เท่าทัน แค่นี้คือจบเห่เลย มันลืมพิจารณา
ความตาย ลืมลมหายใจ ลืมทุกอย่างที่กำลังรู้เห็นเข้าใจอยู่ดี ๆ
กลายเป็นฟ้งุ ซ่านในธรรมไป จนมารู้ตอนทำพลงั ลมปราณอีกรอบว่า
อ้าวทำไมรั่วแล้ว น้อมความตาย ลมหายใจสุดท้ายแบบเดิม
มันไม่ลง ไม่สามารถทำพลังออกจากความสงบได้แล้ว มันดิ้นรน
สักพัก แต่จุ่มน้ำไปเรื่อย ๆ จนค่อย ๆ สงบลงไปเอง มันจึงเห็น
ออกมาจากภายในว่าทุกความคิดนึกตรึกตรองปรุงแต่งทุกอันท่ี
ออกมา เป็นเพียงแค่สังขารที่เกิดขึ้นมาจากความไม่มีอะไร ไม่มี
เรอ่ื งราวอะไรให้ยึดถอื เลย แล้วจึงร้จู กั ว่าอันนีค้ ือตีเมืองออกมาจาก
ด้านในที่หลวงตาบอก ลูกเป็นประจักษ์พยานในความเมตตาและ
ความสามารถของหลวงตาในการแก้ทางอุปนิสัยของลูกศิษย์
ลูกพจิ ารณาแล้วมันท่ึงทึ่งจนขนลกุ คือเปน็ ความสามารถที่อัศจรรย์
เกินเลยไปกว่าที่คน ๆ นึงจะทำได้เลย ลูกไม่รู้ว่าหลวงตาทำได้
อย่างไร และรู้ตัวว่าทางที่มันจะออกนอกธรรมไปได้นั้น มันโดนกาง
ตาข่ายดักไว้ทุกทางแล้ว เพราะถ้าหลวงตาไม่แนะนำให้ตีสองทาง
พร้อมกัน มันจะเสียเวลานานมาก มากจริง ๆ เพราะมันจะไปตาม
ความคิดอุปนิสัยเดิมนั่นแหละ กว่าจะมารู้ตัวอีกทีคอื ลืมความปลง
ปล่อยวางไปหมดแล้ว แต่นี่หลวงตาดัก โดยสอนให้รู้จักว่าความคิด
นั้นที่หลงเป็นเพียงความปรุงแต่ง ให้ตีเมืองจากข้างในร่วมด้วย
มันจึงเป็นข่ายธรรมดักไว้เป็นชั้นที่ ๑ ถ้ายังไม่เห็นอีก ก็ยังมีกิจวัตร
ในการทำพลังลมปราณจุ่มน้ำ มันจะเป็นข่ายดักในชั้นที่ ๒ คือถ้ามี
ตัวตนฟุ้งซ่าน มันรั่วแน่นอน หลอกไม่ได้ หรือถ้ายังดื้อไม่ยอมทำ

เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๖๓

พลังลมปราณ หลุดจากข่ายดักชั้นที่ ๒ อีกยังมีความตายจากมะเร็ง
รออยู่ เพราะมันจะกลับมาป่วยหนักใหม่แน่นอน กลับไปทรมาน
แบบเดมิ ใหม่อีก คอื ตอ่ ใหห้ นจี ากหลวงตาไป กต็ อ้ งไปเจอกับตาข่าย
ของมจั จุราชอย่ดู ี มันจึงไม่อาจเอาตัวเราหนธี รรม ออกไปเปน็ ตวั ตน
ยดึ มั่นถอื ม่ันสง่ิ ใดได้เลยเจ้าคะ่

หลวงตา : สาธุ

๒๔ ตลุ าคม ๒๕๖๔
ลูกรู้ชัดว่าสามารถพบกับธรรมชาตินั้นในตัวเองได้ เวลาทำ

พลังลมปราณอาจจะใช้เวลาปรับตัวนิดหน่อย จุ่มหน้าลงน้ำและ
จะพบกับความจริงนั้น ในครั้งที่ ๒ หรือ ๓ ของการกลั้นหายใจ
แต่เมื่อพบมันแล้ว มันอัศจรรย์เหมือนอยู่อีกโลกนึง เป็นโลกที่ไม่มี
อะไรเลย มแี ตแ่ สงสีและพลังงาน แมแ้ ตช่ ่วงเวลาทีเ่ หมือนลมหายใจ
จะขาดห้วง น้ำเหมือนจะเขา้ มา แตม่ ันกไ็ ม่ไดเ้ ขา้ มา ลกู รวู้ า่ ลูกไม่ได้
“กลั้น” ลมหายใจอีกแล้ว ลมหายใจหายไป แต่ไม่รู้ว่าสิ่งใดกั้นน้ำ
เอาไว้ เหมอื นน้ำน้ันไม่อาจเข้าถงึ ตัวได้ พอโผล่พน้ นำ้ ขน้ึ มา ในโพรง
จมูกกลับไม่เปียกเลย ทั้ง ๆ ที่ลูกไม่ได้กลั้นหายใจ น้ำมีแต่สีเหลือง
เป็นพื้น กับประกายสีรุ้งพาดผ่านไปมา ปรากฏแล้วก็หายไป แล้วก็
มีประกายรุง้ อนั ใหม่พาดผา่ นอกี แลว้ ก็หายไปอีก บางทนี ้ำก็ใสสนิท
ไม่มีสใี ด ๆ เลย แตล่ กู ร้วู ่าในน้ำใสน้ันมันมีพลังงานมากมาย แต่ไม่รู้ว่า
พลังงานนั้นอยู่ตรงไหน เหมือนพลังนั้นมีอยู่ในความไม่มี หลังทำ

๖๔ | หมอจ๋งุ จงิ๋

พลังลมปราณเสร็จความไม่มีจะอยู่ไปอีกพักหนึ่งแต่มันจะ “พักหนึ่ง”
แบบที่ยาวนานขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งที่เกิดขึ้น โลกของความไม่มีนั้น
มันเหมือนคนละโลกกับโลกที่เคยรู้จัก บางทีก็ไม่รู้ว่าอันไหนคือ
โลกจริงกันแน่ แต่สังเกตดูมันจะเหมือนที่หลวงตาบอก คือความ
ไม่มีจะค่อย ๆ กลืนกินทุกสิ่ง มันจะค่อย ๆ กลืนโลกเดิมที่เราเคย
รู้จกั ไปจนหมดสิน้ ใช่ไหมเจา้ คะ กลืนกินยาวนานขนึ้ เรือ่ ย ๆ นานจน
เปน็ อนันตกาล แทจ้ รงิ แล้วคำพูดที่ว่า “ทุกสิ่งมอี ยู่แบบเกดิ ๆ ดับ ๆ”
ที่สุดแล้ว มันเป็นเพียงคำพูดที่ใช้บอกเล่าผู้อื่นถึงหนทางที่เดินผ่าน
มาแล้วเท่านั้น แต่สำหรับใจของคนผู้นั้น มันไม่มีปรากฏแม้แต่
ความเกิด ๆ ดับ ๆ ลูกหมดคำถามที่เคยสงสัยว่าจะพบกับความสิ้นยึด
ได้อย่างไร และสิ้นยึดแล้วจะอยู่ยังไง อยู่โลกยังไง เพราะพอสิ้นยึด
จริง ๆ สิ่งเหล่านั้นจะไม่มีอยู่เลยแม้แต่คำว่า “ทำตามหน้าท่ี” หรือ
“รอธาตุขันธ์แตกดับ” มันก็เป็นเพียงแค่คำพูด ที่ไว้บอกแก่คนอ่ืน
เท่านั้น แต่คำพูดหรือหลักการเหล่านั้น มันกลับไม่ได้มีอยู่เลย
ภายในใจสิ่งเดียวที่มี คือมันไม่ได้มีสิ่งใดที่มีอยู่เลย มันเลยยึดอะไร
ไม่ได้ แค่นัน้ เองเจา้ ค่ะ

หลวงตา : สาธุ

๒๕ ตลุ าคม ๒๕๖๔
วันน้ไี ปเอกซเรย์คอมพวิ เตอร์ปอดและช่องท้องมา พวกต่อม

นำ้ เหลอื ง ตัวโรคทก่ี ระจายไปมันเลก็ ลง โรคในปอดกห็ ายไปพอควร

เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๖๕

กอ้ นในตับกเ็ ลก็ ลง แต่ก็ยงั มีกอ้ นใหญส่ ดุ ท่ีเหลือจากการผ่าคร้ังแรก
อยู่ดี ซึ่งหมอบอกว่ามันอันเดิมที่ผ่าไม่ได้นั่นแหละ ติดเส้นเลือดใหญ่
ผ่าแล้วอันตราย จริง ๆ ผลการรักษามันก็นับว่าน่าพอใจ ถ้าเทียบกับ
ตอนแรกที่กระจายไปทั้งตัว ตอนนี้ที่กระจายมันเหมือนหดกลับ
เข้ามา เหลือแต่ตรงที่เป็นต้นตอไม่กี่แห่ง ร่างกายก็แข็งแรงปกติดี
แต่เราดูผลยอมรับว่าลึกๆ มันก็แอบผิดหวังเพราะเข้าใจว่ามันจะ
หายไปเลย ถ้าปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ พอมันไม่หายไปหรือหายไป
แค่บางส่วน ก็เลยกังวลไปว่าเรายังปฏิบัติไม่พอหรือเปล่า ทำพลัง
ลมปราณไม่พอใช่ไหม เลยบอกพ่อแม่ว่าให้เคโมครบจะมาบวช
กับหลวงตา ตั้งเป้าทันทวี ่าต้องให้หลวงตาช้ีแนะจนสำเร็จเคล็ดวชิ า
พลังลมปราณขั้นสูงสุดให้ได้ (เลือกเป็นวิชาหลัก) แล้วก็ทำพลัง
ลมปราณรอบเย็น ก่อนทำอธิษฐานว่ายังไม่มีโอกาสได้ไปให้หลวงตา
ชี้แนะ ให้ธรรมมาปรากฏสอนก่อนก็แล้วกัน พอจุ่มหน้าในน้ำปุ๊บ
เสียงก็ปรากฏบอกว่าถ้าจะฝึกจนโรคหายไปนั้น ต้องรู้เคล็ดวิชา
ข้ันต้นกอ่ น เคล็ดวชิ าขอ้ ท่ี ๑ อย่า “อยาก” ให้โรคหายไป (เจอขอ้ น้ี
ก็อึ้ง) เคล็ดวิชาข้อที่ ๒ อย่าได้รังเกียจการกระเพื่อมของกระแสน้ำ
อย่ารังเกียจการรั่วของลม อย่าได้รังเกียจสิ่งใดทั้งนั้น ข้อที่ ๓
อย่าได้โหยหาสิ่งที่ผ่านมาแล้วในอดีต อย่าได้ปรารถนาสภาวะใด
ทั้งสิ้น แค่ฟังมันก็ชัดเจนตรงประเด็นจริง ๆ มันสงบลงไปเลย
สงบตอ่ เน่ือง ใจกลางไมห่ วัน่ ไหวแม้กระแสนำ้ โดยรอบมันกระเพื่อม
สดุ ๆ แลว้ รงั สีของวันนม้ี นั แปลกมาก ลูกไมเ่ คยพบเลย มนั เป็นรังสีจิต

๖๖ | หมอจุ๋งจง๋ิ

สีเขียวเข้มข้นแยกอยู่ทางฝั่งซ้าย รังสีสีเหลืองทองแยกอยู่ทางฝั่งขวา
ยิ่งระยะเวลาของการตั้งมั่นไม่หวั่นไหวต่อการกระเพื่อมต่อเนื่อง
มากเพียงใด มันเหมือนกับมีแม่เหล็กดึงดูดให้พลังงานสีเขียวและ
สีทองมันค่อยเคล่ือนเข้ามาสู่ใจกลางช้า ๆ ธรรมก็ปรากฏว่า เมื่อ
สีเขียวและสีทองรวมกันเป็นหนึ่ง เมื่อนั้นจะสำเร็จขั้นสูงสุดของ
พลังลมปราณ ลูกตีความออกแค่ว่า ปัญญากับกำลังของจิต รวมเป็น
หนึ่งเดียวกัน แต่ลูกยังไม่รู้ว่าที่รวมนี่คือมันเป็นยังไง แล้วอะไรมัน
จะเกิดขนึ้ มนั ไมใ่ ช่แค่มสี ีเขยี วกับสีเหลืองกระจายอยู่ในน้ำกะละมัง
เดยี วกนั เหมือนทกุ ทแี น่ ๆ ๑ + ๑ มนั อาจจะไมไ่ ด้เท่ากับ ๒ ใช่ไหม
เจ้าคะ?

หลวงตา : เคล็ดลบั สำคญั ที่สดุ อยู่ที่ขอ้ ๒ ต้องไม่รงั เกียจการกระเพื่อม
ของจิต และปล่อยวางหรือไม่ยึดถือผู้รู้ ปล่อยให้สังขารเป็นสังขาร
ใจเป็นใจ (วสิ งั ขาร) ตา่ งเปน็ อิสระต่อกนั เหมือนด่งั ฟา้ แลบ (สงั ขาร)
กับฟา้ (วิสงั ขาร) ไม่มีปญั หาตอ่ กัน
***ที่สำคัญที่สุด ต้องตายก่อนตาย (ไม่กลัวตาย) มันเป็นไปตาม
ธรรมชาติกฎแห่งกรรม และไมม่ ีผู้ยึดทั้งสังขาร (รังเกียจสังขารหรือ
อาการกระเพื่อมของจิต) และวิสังขาร (ใจที่ไม่ปรากฏอะไร) หรือ
“สิ้นผู้เสวย” แล้วจิตจะรวมเป็นหนึ่ง คือ “พุทธะ” จึงจะรวม
อำนาจจิตและพลังธรรมชาติทั้งหมด (ทุกสี) และบุญบารมีเป็นหนึ่ง
เดียวกนั ได้

เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๖๗

๒๖ ตลุ าคม ๒๕๖๔
ระหว่างนง่ั รถกลับบ้าน มันเห็นทอ้ งฟ้ามแี ตพ่ ลังงานสตี า่ ง ๆ

ทปี่ รากฏแว๊บไปแว๊บมาเป็นฟ้าแลบฟ้าผ่า มนั เลยระลึกถึงจักรวาลเดิม
ในวันที่เปิดโลกธาตุนั้นและรู้สึกได้ว่าตัวเราเองช่างเล็กจนแทบ
จะเป็นฝุ่นผงเมื่อเทียบกับจักรวาลเดิมน้ัน เผลอหลับไปฝันประหลาด
ฝันเห็นตัวเองที่เหมือนกับตัวเองทุกอย่าง เดินออกมาจากจักรวาลเดิมน้ัน
เขาไม่พูดอะไรเลย แต่มองเราด้วยความเมตตา เหมือนกับว่าเขา
รู้จักตัวลูกดีมาก ๆ และเขามีพลังงานที่บริสุทธิ์ เป็นหนึ่งเดียวกับผืนฟ้า
เป็นหนึ่งเดียวกับผืนดิน เป็นหนึ่งเดียวกับธาตุตามธรรมชาติที่บริสุทธิ์
ลูกรู้ว่าเขามารอเอาธาตุขันธ์คืนแล้ว เหมือนเขาจะสื่อว่า ธาตุขันธ์น้ี
มันไม่ใช่ของลูกตั้งแต่แรก ให้คืนกลับสู่ธรรมชาติเถิด แล้วพลังงาน
ในธรรมชาติจะจัดการทุกอย่างเอง เสร็จแล้วเขาก็เดินหายไปใน
ความว่าง ลูกรู้สึกว่าความคิดความรู้สึก ความปรุงแต่งทั้งหมด
มนั เปน็ มายาท่ลี กู คดิ เอง บารมที งั้ หมดมนั ไมไ่ ด้อยทู่ ่ีความเป็นตัวตน
ของลกู แตม่ นั อยทู่ ่คี นทีเ่ ป็นคู่แฝดของลูกคนนั้นตา่ งหาก คนท่ีไม่ได้
มีความคิด ไม่ได้มีอารมณ์ ไม่ได้มีกิเลส แต่ตัวลูกเองที่มีความคิด
มีอารมณ์ มกี เิ ลส มันเปน็ เพยี งของทีไ่ ม่จริง และมนั ไม่ได้สำคัญหรือ
มีความหมายในเชิงของความเป็นตวั ตนของเร่ืองราวใด ๆ ที่สุดแล้ว
ของปลอมจะดับไป ลูกเพิ่งเข้าใจว่า คำถามที่เกิดขึ้นกับปรมาจารย์
ตั๊กม้อ ที่เกิดขึ้นเมื่อท่านพบตัวเองอีกคน ที่บอกว่า “ก่อนเกิดใคร

๖๘ | หมอจุง๋ จง๋ิ

คือข้า เกิดมาแล้วข้าคือใคร” ที่แท้แล้วมันเป็นคำถามที่ลึกซึ้งมาก
เลยเจา้ ค่ะ

วันนี้ลูกสามารถมองเห็นพระอาทิตย์ด้วยตาเปล่าได้ด้วย
ตอนแรกก็งงว่านี่พระอาทิตย์เหรอ ทำไมมันเหมือนพระจันทร์เลย
อกี ชว่ั ขณะต่อมา มันกม็ เี มฆบาง ๆ เคล่ือนออกไปแล้วแสงพระอาทิตย์
ก็กลับมาสวา่ งจ้าเหมือนเดมิ จนมองด้วยตาเปล่าไม่เหน็ ดวงอาทิตย์
เปน็ ดวงเลย ลูกเลยเข้าใจว่าแม้เมฆเพียงบาง ๆ จนแทบมองไม่ออก
กลับบดบังแสงพระอาทิตย์ได้ฉันใด ความกังวลจากกิเลสแม้เพียง
นิดเดียว ก็บดบังสติปัญญาได้ฉันนั้นเหมือนกัน ดวงอาทิตย์ไม่ได้
หายไป เหมือนกับธาตุรู้มนั ไม่ได้หายไปไหน แต่แสงสว่างมันหายไป
ผลของแสงสว่างที่หายไปทำให้สติหรือการรับรู้ตามธรรมชาติ
มันไม่ได้เป็นปกติ มันเป็นอาการป่วยทางใจ หลวงตาพูดถูกที่ว่า
นอกจากพระพุทธเจ้าและพระอรหันต์ ทุกคนป่วยทางใจกันทั้งนั้น
จะมากจะน้อยเท่านัน้ เองเจา้ คะ่

หลวงตา : สาธุ

๒๘ ตลุ าคม ๒๕๖๔
วันนี้เห็นความสวยงามของดอกไม้ ต้นไม้ แล้วรู้สึกว่า

ปล่อยให้ความสวยงามมันอยู่ของมันแบบนั้น ให้มันอยู่ในที่ของมัน
โดยไม่เอามาเป็นของเรา มันก็สิ้นสุดภาระที่ต้องรักษาสิ่งใดไว้
เปรียบได้กับความสุขในทุกขณะทมี่ ีชวี ติ ท้งั ความสุขในทางโลกและ

เหน็ ทกุ ข์ เห็นธรรม | ๖๙

ความสุขในทางธรรม ต่อให้ทุกสิ่งมีอยู่แต่ไม่ปรารถนาที่จะเอามา
เป็นของ ๆ ตน ปล่อยให้ทุกสิ่งมันดำรงอยู่ตามธรรมชาติของมัน
อย่างนั้น สิ่งที่ปรากฏคือ เมื่อปล่อยวางความรู้สึกที่จะครอบครอง
ความสุขไปเสีย มันจะสิ้นผู้ปรารถนาที่จะผลักไสความทุกข์ด้วย
การดับสนิทไม่มีส่วนเหลือจึงปรากฏเด่นชัดขึ้นมา อยู่ก็เหมือนตาย
แล้ว ตัวในมันหมดพิษสง ไม่ได้ออกมาดิ้นเพื่อหลีกหนีความตาย
อกี แลว้ เจ้าค่ะ

หลวงตา : สาธุ

๒๙ ตลุ าคม ๒๕๖๔
โดนเงื่อนไขของตัวเองหลอกเอาอีกแล้ว มันยึดคำพูดหลวงตา

ว่ามีแต่ต้องเป็นพระอรหันต์จึงซักฟอกธาตุขันธ์ให้บริสุทธิ์ได้ มันก็
ทุกข์อยู่แต่ว่า ยังเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ทำไงดี อยู่โลกอย่างนี้จะเป็น
พระอรหันต์ยังไง อีก ๓ เดือนจะกลับไปทำงานแล้ว จะเป็นพระอรหันต์
ยังไง มันโดนร้อยรัดด้วยเงื่อนไขที่ว่าจะต้องเป็นอะไร จะต้องอยู่
อย่างไร แต่ด้วยข้อความที่หลวงตาส่งมา เลยลองอธิษฐานตามน้ัน
ทำพลังลมปราณในมือก็จับขวดน้ำโปรตีนที่ต้องกิน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ
ขณะที่ท่อง สสารธาตุดินคือ โมเลกุลที่อยู่ในตัวแก้วมันสั่นสะเทือน
แล้วโมเลกุลนำ้ ภายในก็สั่นสะเทือน เหมือนมันแยกจากอันเดมิ และ
จัดเรียงตัวใหม่ เห็นต่อหน้าต่อตา ด้วยความรู้ความเห็นพิเศษ มันก็
เชอ่ื แล้วจริง ๆ ว่ามันทำได้ หมายถึงพลังลมปราณเปลี่ยนธาตุได้จริง ๆ
รักษาโรคได้แน่นอน เพราะมันมีการจัดเรียงของเซลล์ใหม่หมด

๗๐ | หมอจุ๋งจงิ๋

(แนน่ อนว่าถ้าไม่เห็นเอง อาจจะไมไ่ ดล้ งใจง่าย ๆ แต่น้ีเห็นแล้วจะฝืน
อย่างไรอีก) เลยมาพิจารณา จริง ๆ การเชื่อมต่อมันไม่ได้เกิดขึ้น
ตอนที่เราเป็นหรือไม่เป็นพระอรหันต์ แต่การเชื่อมต่อที่สมบูรณ์
มันเกิดขึ้นเมื่อ “ไม่ได้มีตัวเราไปเป็นอะไรเลย” ในขณะปัจจุบันนั้น
ต่างหาก และไม่ได้มีการตั้งเงื่อนไขอะไรให้กับตนเองในขณะนั้น
เจา้ คะ่

หลวงตา : สาธุ

๓๐ ตลุ าคม ๒๕๖๔
ความร้สู ึกว่า “เราเปน็ ” หรือ “เราไมเ่ ปน็ ” มันเป็นโจรที่ละเอียด

แอบมาปล้นบ้านได้บ่อย ๆ แต่อย่างที่หลวงตาบอกสติปัญญาต้อง
แนบกับสังขาร แนบกันไปตลอดจนเป็นอัตโนมัติ คือรู้แก่ใจว่าใจ
เป็นใจ สังขารเป็นสังขาร ไม่หลงในสังขารอีกเลย ตอนนี้โจรมันโผล่
มาบ่อย (หรือสติปัญญาพบมันบ่อย น่าจะเป็นความหมายเดียวกัน)
คือ เวลามันถูกเห็น มันจะเอาอะไรไปไม่ได้ ทำความทุกข์เดือดร้อน
ไม่ได้ เหน็ ไป เหน็ ไป ถงึ มนั จะแวะเวยี นมาอยา่ งไรกต็ าม แตม่ ันก็ทำ
อะไรไม่ได้ ไดแ้ ตม่ าให้เห็นเก้อ ๆ แคน่ ้นั เอง

จะว่าเป็นธรรมะแบบที่ส่งการบ้านไป มันก็ไม่ใช่ เหมือน
ธรรมทั้งหมด ท้ายที่สุดก็ต้องเปลี่ยนแปลงไป ไปเป็นธรรมที่รู้แจ้ง
พลังงานบ้าง รู้แจ้งธาตุขันธ์บ้าง รู้แจ้งจิตตสังขารบ้าง แต่ทั้งหมด
จะรวมลงในที่เดียวกัน คือหนึ่งเดียวกับความไม่มีอะไรเลย เมื่อมัน

เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๗๑

ไม่มีอะไร สังขารธรรมดับหมด มันจะสงบอย่างยิ่ง หลังจากความสงบ
มันจะปรากฏนิมิตของอสุภะข้ึนมา เป็นตัวก้อนมะเร็ง ตัวก้อนที่ใหญ่สุด
ที่ยังเหลือ มันค่อย ๆ ปริแตกออก และเริ่มสลายกลายเป็นฝุ่นผง
เป็นหนึ่งเดียวกับธาตุดิน น้ำที่อยู่ในก้อนที่เป็นส่วนของซีสต์ก็สลาย
เป็นธาตุน้ำ จึงได้รู้ว่าที่แท้แล้ว มะเร็งมันก็เป็นแค่ก้อนธาตุ
เช่นเดียวกับธาตุอ่ืน ๆ ในร่างกาย แต่ก่อนหน้านี้ก้อนนี้ผ่าก็ไม่ได้
เคโมก็ไม่ยุบ พลังลมปราณก็ตีไม่เข้าเพราะความเข้าใจผิด ความรังเกียจมัน
ความอยากทจ่ี ะให้มันหายไปน่ีเอง เปน็ เกราะกำบังเหนยี วแน่นที่สุด
ที่ทำให้มันไม่อาจสลายหายไป เพราะยาเคโมไม่อาจผ่านเกราะนี้ได้
พลังลมปราณตีได้แค่ภายนอก คือกันรอบนอกไม่ให้มันลามเท่าน้ัน
แต่ตีเข้าไปไม่ได้เหมือนกัน แต่เมื่อสิ้นความยึดถือว่ามันดีหรือ
มันไม่ดี และสิ้นความอยากที่จะทำลายมัน สังขารทุกชนิดมันจะ
สลายหายไปของมันเองเจ้าค่ะ

หลวงตา : สาธุ

๓๑ ตลุ าคม ๒๕๖๔
ธรรมชาติของใจอยู่โดยธรรมชาติของตน เมื่อพิจารณา

ชัดเจนแล้วจิตจะแยกออกมาเอง เมื่อชัดเจนแล้วจะไม่ไปไหน ไม่ไป
รวมกับอะไร มันเป็นธรรมชาติ คือทุกอย่างมันเป็นตามธรรมชาติ
หมดเลย แม้แต่ธรรม คือธรรมมันเป็นธรรม เพราะมันเป็นธรรม
จะเป็นสิ่งใด ๆ ก็ตาม มันเป็นธรรมที่เป็นเช่นนั้นอยู่เอง ไม่ได้เป็น
ธรรม เพราะเราเห็นว่ามันเปน็ ธรรม ถา้ เราเข้าใจว่าเพราะเห็นธรรม

๗๒ | หมอจงุ๋ จงิ๋

ทุกสิ่งจึงเป็นธรรม นั่นเราจะเข้าใจผิด โลกมันไม่ได้เปน็ ธรรมเพราะ
เราเห็นว่ามันเป็น ลูกเข้าใจผิดว่าทุกอย่างมันจะกลับคืนที่ของมัน
เมื่อเราอนุญาตให้มันเป็นโดยไม่ได้ยึดมันไว้ เราต้องปล่อยวางก่อน
แต่จริง ๆ เราจะปล่อยวางหรือไม่ปล่อยวาง จะอนุญาตหรือไม่
อนุญาตก็ตาม ทุกสิ่งจะดำเนินไปตามธรรมทั้งหมด ไม่มียกเว้นเลย
เจา้ ค่ะ

หลวงตา : สาธุ

๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔
ลูกมานอนโรงพยาบาลมีไข้และหนาวสั่น พ่อแม่นี่เครียดมาก

กลัวว่าลูกจะเปน็ อะไรไป สว่ นตวั ลกู เองทำใจไว้แลว้ วา่ ถึงเวลาตายก็
ตายเถอะ เราพร้อมแลว้ แต่พอคิดแบบน้ี มันไมด่ ิ้นรนหนคี วามตาย
ก็จริงแตม่ ันยังไม่พ้นความรู้สึกว่า “ตัวเรากำลังจะตาย” พอมีตัวเรา
ขึ้นมา เวทนาทุกอย่างมันไม่สามารถผ่านมาผ่านไปได้ มันมีผู้ไปจับ
และความหนาวสั่นเดี๋ยวหนาวเดี๋ยวร้อนปวดไปหมด มันทรมาน
มากเลย แต่ตอนที่ถึงเวลานั้นจริง ๆ มันยากมากที่จะปฏิบัติอะไร
เพิม่ เตมิ ไดด้ ว้ ยตนเอง เพราะเหมอื นมนั สับสน มีความคดิ เรื่องธรรม
เรื่องอะไร ๆ เต็มไปหมดในหัว แต่เป็นความฟุ้งซ่าน ลูกรู้สึกว่า
ถา้ ใกลต้ ายจริง ๆ ทกุ อยา่ งมันจะหลุดจากการควบคุมทัง้ หมด ถา้ ยัง
มีตัวเราอยู่แม้เพียงนิดเดียว จิตมันจะไปตามทางที่มันเคยชิน ห้าม
ไม่ไดเ้ ลย มีภพชาตแิ นน่ อนมีแต่ต้องสิน้ ตัวเราอย่างเด็ดขาดตั้งแต่ยัง
ไมใ่ กล้ตายเท่านน้ั สังขารทงั้ หมดจึงสามารถปรากฏอย่างอิสระ โดย

เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๗๓

ไมม่ ใี ครไปไหนหรือไปจบั อะไรไปเป็นอะไร ถา้ ไปหวงั ปฏบิ ัตเิ อาตอน
นาทีสุดท้าย ในความเป็นจริงมันทำได้ยาก ยากมาก ๆ เลย เพราะ
โอกาสที่จะไมม่ สี ตเิ พยี งพอในตอนนน้ั มีเยอะมากเจ้าค่ะ

หลวงตา : confirm

พอมันเริ่มหยุดและเห็นตามความเป็นจริง ว่าทุกสรรพส่ิง
กำลังดำเนินไปตามทางของมัน ถ้าต้องแตกดับก็คือแตกดับ มันจะ
เป็นอย่างไร มันก็ต้องเป็นอย่างนั้น มันก็หยุดเอาตัวเราไปขวาง
เพื่อจะเปลี่ยนแปลงทางที่ดำเนินไป ด้วยเหตุผลใด ๆ ก็ตามมันไม่มี
อีกแล้ว พอมันไม่เอาตัวเราไปขวางครรลองของธรรมชาติ มันก็ค่อย ๆ
สงบและอยู่ได้ แม้จะมีไข้ ๔๐ องศาเซลเซียสก็ตาม มันเหมือนกับ
ว่าความร้อน ความเจ็บปวด ความทุกข์ ความกังวล มันหายไปหมด
เหมือนความกังวลว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับตัวเรา หมอเค้าจะมาให้ยา
ฆ่าเชื้อทันไหม ต้องลงไอซียูหรือเปล่า ของเหล่านี้มันหายไปหมด
เลย หายไปจากใจ ไม่ปรากฏเลย แม้แต่เวทนาขันธ์ ทั้ง ๆ ที่ก่อน
หนา้ นอ้ี าการทรดุ หนกั แลว้ แต่ตอนนี้เหมือนไมม่ อี ะไรเลย อยู่ ๆ มัน
ก็หายทุกข์ไปเองเจ้าค่ะ แล้วฟังไฟล์ที่หลวงตาส่งมา มันก็พิจารณา
อยู่ต่อเนื่องแล้วก็รู้สึกจากใจเลยว่าความเป็นตัวเรา ร่างกายเรา
ตั้งแต่เกิดมาจนถึงตอนนี้ ท้ายที่สุดก็ต้องดับหายไป ไม่มีอยู่จริงเลย
เจา้ ค่ะ

หลวงตา : สาธุ

๗๔ | หมอจุ๋งจง๋ิ

๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
อยู่กับตัวเองได้ทั้งวันไม่มีวิ่งออกไปเปิดคอมไปหากิเลส

ความทุกข์ก็ไม่มี แล้วเหมือนกับมีความรู้อยู่แก่ใจว่าทุกสิ่งที่ปรากฏ
เป็นสังขาร ที่มันไม่ได้มีอะไรเป็นจริง ต่อให้ร่างกายจะหลับ
แต่ความรู้นี้มันไม่ได้หลับไปด้วย แต่มันรู้อยู่ว่าความคิดต่าง ๆ ที่
ปรากฏเหมือนความฝันเป็นเพียงสังขารเท่านั้น เป็นความรู้ที่เป็น
หนึ่งเดียวกับความไม่มี และมันเป็นเช่นนี้ตลอดเวลา ไม่ว่าจะหลับ
หรือตื่น จึงสิ้นความกังวลว่าจะมีทุกขเวทนามากจนสิ้นสติก่อนตาย
มันเปน็ สตทิ ี่ไม่หายไปไหนเลย ไข้ลดลงแล้ว อาการเหมอื นปกติแล้ว
หมอพยาบาลงงมากว่าทำไมป่วยหนักอยู่เมื่อเช้า แล้วหายเร็ว
ขนาดนี้ แต่ลูกพอรู้เหตุอยู่ จริง ๆ วันนี้ลูกจะมีประชุมกับหัวหน้างาน
เพื่อรับงานมาทำในอนาคตแต่เหตุปัจจัยเค้าคงไม่ให้ลูกเดินใน
ทางนั้นแล้วจริง ๆ เลยป่วยหนักกะทันหันก่อนเข้าประชุม โทรไป
บอกหัวหน้าว่ารับงานอะไรไม่ไหวอีกแล้ว ชีวิตมีความไม่แนน่ อนสูง
มาก แล้วมันก็รู้สึกเหมือนกับว่าชีวิตทางโลกมันจะจบสิ้นแล้ว
มันไม่เหลืออะไรอีกแล้ว ต่อให้ยังมีชีวิตในโลก แต่ก็ไม่อาจใช้ชีวิต
แบบอยากได้ อยากดี อยากมี อยากเป็นได้อีกแล้วจริง ๆ ทันทีท่ี
อยากจะไปเอาอะไร มันจะป่วยหนัก จนต้องยอมวางมือไปเอง
พอรู้สึกว่าชีวิตทางโลกมันจบสิ้น มันก็ไม่ต้องกังวลไม่ต้องรักษา
ไม่ต้องเหนี่ยวรั้งสิ่งใดไว้ มันก็เป็นธรรมขึ้นมาเอง เห็นธรรมเอง
อยูก่ บั ธรรมคือความสงบเงียบ รบั รทู้ กุ อย่างตามความเปน็ จริงในทุก
ปจั จบุ นั ขณะ

เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๗๕

ต้นเหตุแห่งความทุกข์ของตนเองคือ ความปรุงแต่งแล้วยึด
ว่าตัวเราเป็นแบบน้ี แต่ต้องปฏิบัติตัวแสดงออกอีกแบบ เพื่อคนอื่น
จะได้ไมเ่ ห็นว่าเราผิดแผกแตกต่าง เราป่วยมากแต่ก็ตอ้ งบอกเขาว่า
เราป่วยไม่เยอะเพราะเขาก็รับไม่ได้ เรามีอาการที่ผิดปกติใด ๆ ถ้าอยู่
ต่อหน้าพ่อแม่ก็ต้องกดข่มอาการป่วยไว้ไม่ให้มันแสดงออกมา
ลูกว่าแบบนี้มันก็ต้องทุกข์อยู่แล้ว เพราะมันปรุงแต่งซ้อนปรุงแต่ง
ปรุงแต่งบังคับความปรุงแต่ง ต้องฝืนต่อความเป็นจริงที่มันเป็น
อยู่จริง สุดท้ายที่พยายามจะเปลี่ยนแปลงความจริงที่เป็นอยู่จริง
เพื่อให้ใครต่อใครสบายใจนั้น มันไม่สามารถทำได้จริงเลย เพราะป่วย
ก็คือป่วย มีอาการก็คือมีอาการ มันจะไปฝืนบังคับให้มันเปลี่ยนยังไง
มันก็เปล่ยี นไม่ได้ ฝืนไปก็มแี ตค่ นที่ฝืนมันก็คอื คนที่ทุกขเ์ สียเองเจ้าค่ะ

หลวงตา : confirm

๔ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
ตอนระหว่างทำพลังลมปราณ มันก็เข้าใจในเรื่องกรรม

ขึ้นมา ระบบของกรรมจริง ๆ เป็นระบบที่ซับซ้อน การให้ผลของ
เจ้ากรรมนายเวรมันพันกันเป็นเครือข่ายใยแมงมุมที่ยากจะเข้าใจ
แต่ใจของเจ้ากรรมนายเวรนั้นเป็นสิ่งที่เข้าใจไม่ยาก ทำไมต้องเป็น
พระอรหันต์เท่านั้น จึงจะมีโอกาสรอดจากโรคระยะสุดท้ายได้
เหมือนปาฏิหาริย์? การเคลื่อนไหวได้อย่างอิสระของพลังงาน
ฟอกธาตุขันธ์ก็เป็นส่วนหนึ่ง แต่อีกส่วนหนึ่งคือ ใจของเจ้ากรรม

๗๖ | หมอจุง๋ จงิ๋

นายเวรด้วย ทกุ เวลาท่ีเราอยู่ไหน ทำอะไร เขาจะติดตามเราไปทุกท่ี
เขารับรู้ทุกสิ่งที่เราทำ ทุกขณะที่เราฟังธรรมพระพุทธเจ้า เขาย่อม
ได้ฟังไปด้วย แล้วถามกลับกันว่าใจเขาใจเรา ถ้าเราเป็นเจ้ากรรม
นายเวรคนนั้น เราจะอยากให้อภัยใคร ระหว่างคนที่พาเราฟังธรรม
พระพุทธเจ้า หรือคนที่มีแต่กิเลสชวนให้เราเร่าร้อน? คนที่สำนึกผิด
ในสิ่งที่ทำหรือคนที่ไม่เคยสำนึกในอัตตาตัวตนของตัวเอง? คนท่ี
ยอมรับความจริงและยินดีที่จะชดใช้ความผิดที่ก่อขึ้น หรือคนที่
วิ่งหนีความจริงเพื่อหลีกหนีไม่ต้องรับโทษนั้น? คนที่ยอมเสียสละ
ไม่เอาอะไรเลยในทุกขณะปัจจุบัน หรือคนที่ทุกขณะปัจจุบันยังทำ
เพื่อตัวเองอยู่? มันไม่ยากเลยที่จะเดาว่าเจ้ากรรมนายเวร เขาจะ
อยากอภยั ใหแ้ ก่ใคร? ในระหวา่ งการทำพลังลมปราณก็ปรากฏนิมิต
ลูกว่งิ หนหี ัวซกุ หวั ซุน จากคนเปน็ กองทัพท่จี ะตามมาฆ่า วง่ิ หนเี ข้ามา
ในสำนักพระพุทธองค์ คนเหล่านั้นเค้าตามเข้ามาไม่ได้ แต่สามารถ
เหน็ ส่ิงทลี่ ูกปฏบิ ตั ิ สามารถได้ยนิ ส่ิงทลี่ กู คยุ กับพทุ ธะ พระพุทธองค์
ให้ที่พึง่ พงิ ให้ธรรมะแกล่ ูก ทำให้ลูกเข้าใจในหลักธรรม ให้แนวทาง
ปฏิบัตจิ นใจค่อย ๆ สงบ สงบจากความกลวั และสงบจากความโกรธ
ไม่พอใจพวกเขา และให้ลูกให้อภัยพวกเขาก่อนจากใจจริง ๆ และ
วนั นงึ พทุ ธะกบ็ อกว่าท่านจะส่งลกู กลับคนื ไปหาพวกเขา กลับคืนไป
หาคนทีเ่ คยจะมอบความตายแก่ลูกเพราะมนั ถึงเวลาแล้ว ตอนนี้ลูก
ไม่กลัวสิ่งที่เคยกลัวอีกแล้ว ถ้าหากเหตุปัจจัยนั้นเพียงพอเขาก็อภยั
ให้เอง ถ้าเขาไม่อาจอภัยให้แปลว่ากรรมนั้นมันคงมากเหลือเกิน

เหน็ ทกุ ข์ เห็นธรรม | ๗๗

จริง ๆ ตายสิบครั้งก็อาจจะชดใช้ไม่หมดด้วยซ้ำ แต่ชดใช้ด้วย
ธาตุขันธ์แค่ครั้งเดียวในชาติสุดท้าย ก็นับว่าเขาเมตตาลูกมากแล้ว
วันนี้ผลเพาะเชื้อออกมาติดเชื้อในกระแสเลือดและติดเชื้อใน
หลอดเลือดเทยี มทีท่ ำไว้สำหรบั เปน็ ทใ่ี ห้ยาเคโม หมอบอกวา่ ต้องไป
ผ่าตัดเอาอุปกรณ์ที่ติดเชื้อออกด่วนในวันพรุ่งนี้ รู้เลยว่าที่ผ่านมา
คิดผดิ มหันต์ คิดวา่ ตวั เองมีสทิ ธิการรกั ษา มีเงนิ เปน็ หมอ ไดร้ บั การ
รักษาอย่าง premium จะได้เปรียบคนอื่น ไม่ต้องเจ็บโดนแทงเส้น
เหมือนคนอื่น ๆ เพราะมีอุปกรณ์ให้ยาเคโมแบบสบาย ๆ แล้ว ให้
ยาแบบชิว ๆ มีตัวช่วยทุกอย่าง ทั้งการรักษาอย่าง premium มี
หมอที่เก่งที่สุด อุปกรณ์อย่างดีที่สุด แถมมีน้ำมนต์หลวงตา แล้วจะ
หนีพ้นจากความทรมานทำให้ทรมานน้อยกว่าที่ควรจะเป็น พอมา
พิจารณาย้อนหลังว่านี่เราคิดว่ามีเงิน มีตำแหน่งหน้าที่การงานดี
มีครูบาอาจารย์ดี แล้วจะชดใช้กรรมน้อยกว่าท่ีควรจะเป็นอย่างน้นั
หรือ? มันเป็นมิจฉาทิฐิอย่างแรง แล้วสิ่งท่ีปรากฏในรอบนี้เป็น
เครื่องพิสูจน์อย่างชัดเจนว่าไม่มีใครหนีกรรมพ้น รอบนี้เจ็บตัว
ยิ่งกว่าเก่ามันคือสิ่งที่ต้องโดนในสามรอบที่ผ่านมา (แต่หลบหลีก
ด้วยความ premium ของเรา) มันกลบั มาโดนรวมกันในรอบนี้หมด
แต่ลูกคิดว่าทุกสิ่งที่เกิดมันมีจังหวะเวลาของมัน สิ่งที่เป็นตัวช่วย
เค้าช่วยในช่วงเวลาทีใ่ จยังไมเ่ ขม้ แข็ง ยังหลีกหนีความเจ็บปวดและ
ทุกข์เยอะถ้าไม่มีตัวช่วยใดเลยในตอนนั้น แต่วันนี้มันไม่เหมือนกัน
มันพร้อมรับรู้ทุกสิ่งตามความเป็นจริงและยอมรับเวทนาด้วยความ

๗๘ | หมอจงุ๋ จง๋ิ

เป็นกลางท้ังหมด แล้วกร็ ้สู ึกว่าความเจ็บของการโดนแทงเข็มน้ันมัน
ช่างชัดเจนมากจริง ๆ แต่มันไม่ได้ว่าอะไรเลย ทุกคนถามว่าเจ็บมั้ย
ก็บอกว่าเจ็บสิ แต่ไม่มีอะไรหรอกแทงไปเถอะ แล้วก็ชวนเขาคุยตอ่
พรุง่ นต้ี ้องไปหอ้ งผ่าตัด ผ่าตรงหนา้ อกอกี แต่คร้ังน้ีเคา้ ไม่ดมยาสลบให้
ถา้ เป็นสามเดือนก่อนลกู โวยวายแล้วว่ายังไงจะขอคิวดมยาจะปล่อย
ให้เจ็บได้ไง แต่รอบนี้มันก็ไม่ได้โวยวายอะไร ทุกอย่างแค่รับรู้
รับทราบเท่านั้นเจา้ ค่ะ

หลวงตา : โอกาสทอง ต้องยอมรับตามความเป็นจริงว่าเกิดก็ต้อง
มาเจ็บ มาตาย มาทุกข์อย่างนี้อยู่ร่ำไป ถ้ายังอยากเกิดอีกต่อ ๆ ไป...
กต็ อ้ งมาทุกขก์ ับการเกิด การเจบ็ การตาย การพลดั พราก เป็นทุกข์
ร่ำไป ไม่เกิด จึงไม่ต้องมาแก่ มาเจ็บ มาตาย เป็นทุกข์อีก ถ้าใจยัง
ไม่ยอมรับตามความเป็นจริง ยังกลัวตาย แล้วจะบอกสอนจากใจ
ได้อย่างไร ไม่มีใครหนี “สัจธรรม” ความจริงนี้ไปได้ เกิดข้ึน
ตั้งอยู่ ดับไปเป็นธรรมดา ถ้ามี “สังขาร” ก็ตกอยู่ภายใต้อนิจจัง
ทุกขัง อนัตตา เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติไม่เกิดดับเท่านั้น
จงึ พ้นจากอนจิ จัง ทกุ ขัง อนัตตาได้

หลังจากส่งการบ้าน ไปทำพลังลมปราณต่อทุกสิ่งมันเหมือน
จะสูญเสียการควบคุมไป ไม่สามารถควบคุมลมหายใจหรือ
พลังลมปราณได้ และพลังภายนอกมันไหลบ่าเข้ามาเต็มไปหมด
มันคุมไมไ่ ด้เลย ภายในน้ำมีพลงั มหาศาลหมุนวนอยู่ และเหมอื นจะ

เห็นทกุ ข์ เห็นธรรม | ๗๙

ทะลายระเบิดออกทุกทิศทาง ไม่รู้มันคืออะไร แต่ลูกฝืนมันอยู่
ใจลึก ๆ มันกลวั กลัวการระเบดิ ทค่ี วบคุมไม่ไดน้ นั่ เจ้าค่ะ

หลวงตา : จะฝืนทำไมจะกลัวอะไร อย่างมากก็แค่ตายแล้วจบ
ถ้าความตายยังไม่กลัวแล้ว มันจะไมก่ ลัว ไม่กงั วลอีกเลย

โอกาสทอง ไม่ใช่โอกาสธรรมดาปรากฏขึ้นมาสักครั้ง มีค่า
ประดุจทองคำ ลูกพลาดโอกาสนั้นไปเพราะรู้สึกว่า “ไม่พร้อม”
ขอเวลาอีกหน่อยขอทำใจอีกแคน่ ิดเดียว แต่คำพูดของหลวงตาโผล่
ขึ้นมาเตือนสตวิ ่า “แล้วจะพรอ้ มเม่ือไหร่” ธาตุขันธ์มันพร้อมจะดับ
อยู่ทุกเมื่อได้อยู่แล้ว พรุ่งนี้จะรอดจากห้องผ่าตัดหรือเปล่า
กย็ ังไม่รู้ แต่ก็ยงั จะขอตอ่ เวลาอกี แคเ่ พราะกลวั ท่จี ะอยู่กลางพายุนั่น
กราบขอขมาพระพทุ ธ พระธรรม พระสงฆเ์ จา้ ค่ะ

หลวงตา : สาธุ สาธุ สาธุ กราบขอขมาต่อพระพุทธ พระธรรม
พระสงฆ์ บิดา มารดา ถูกต้องตามธรรมอันประเสริฐแล้ว จะได้ไม่มี
อะไรติดค้างอีกต่อไป “ใจ” เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติไม่เกิดดับ
เท่านนั้ จงึ พน้ จากเกดิ ตายได้

๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
ตื่นมาอ่านข้อความของผู้ทีใ่ ห้กำลงั ใจมากมายมันโล่งไปเลย

เพราะมันเห็นว่าแท้ที่จริงผู้ที่สอนธรรมะไม่ใช่ตัวเรา มันไม่ต้องมี
ตัวเราสอนธรรมผู้อื่นแล้ว เพราะสิ่งที่สอนเขาที่แท้จริง มันคือ
เรื่องราวที่สะท้อนอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาต่างหาก ต่อให้ไม่มีเรา

๘๐ | หมอจุง๋ จง๋ิ

สิ่งเหล่านั้นก็มีผู้อื่นบอกเล่าแทนเองแหละ ทุกสิ่งมันแสดงของมันเอง
ทุกสิ่งย่อมทำหน้าที่ของมันอยู่ หมดหน้าที่แล้วมันก็มีแต่ธรรมชาติ
ทีเ่ กิดเองดับเองบนความไมม่ ีอะไร เปน็ เช่นนน้ั ของมนั เองเจ้าค่ะ

หลวงตา : สาธุ

มันไม่ไดม้ ีสิ่งใดเป็นของเราเลยจรงิ ๆ เกิดมาได้ชื่นชมทกุ สง่ิ
แต่ไม่อาจเป็นเจ้าของอะไรแม้สักสิ่งเดียว เกิดมาไม่เคยเห็น
พระอาทติ ย์ขึน้ ต่นื สายตลอด เพิ่งมาเหน็ เอาวันนเ้ี อง

หลวงตา : มขี ้ึน (เกดิ ) มตี ก (ตาย) ไม่ข้นึ (ไม่เกิด) ไม่ตก (ไม่ตาย)
เข้าห้องผ่าตัดเรียบร้อยดี พอไม่ดมยาก็รับรู้ทุกอย่างหมด

ตอนที่เขาเอาผ้าเขียวมาปูใน field ผ่าตัด ซึ่งเราผ่าตรงหน้าอก
ด้านขวามันเลยต้องคลุมผ้าปิดหน้าด้วย ตอนคลุมตัวปิดหน้าหมด
มันคิดถึงตอนตาย เหมือนปิดหน้าคนตายเลย แล้วนี่คือพอตัวเรา
ตายก็จะมีผ้าปิดแบบน้ี ตอนแรกมันอึดอัด เหมือนกำลังจะหายใจ
ไม่ออก แต่ก็ต้องอยู่ไปแบบนั้นสักพัก มันเหมือนกับตัวในมันตาย
เป็นแบบที่หลวงตาบอกเลย พอตายหมดมันก็จบแล้ว คือความอึดอัด
แน่น ดิ้นรนหายใจไม่ออกนั้น มันหายไปหมดเหมือนลมหายใจ
มันดับไป แล้วหมอก็เริ่มผ่าตัดด้วยความสงบ ในขณะนั้นมันเหมือน
มีตาในเห็นสิ่งที่ร่างกายกำลังถูกผ่าชัดเจนมาก เวลาที่เขาเริ่มกรีด
เนื้อออกทีละชั้น ๆ เห็นไขมัน เห็นเนื้อแดง เห็นเค้าแหวกเนื้อออก
ดึงท้ึงอุปกรณ์ให้เคโมออก แล้วก็เลือดที่ออกจากเส้นเลือดใหญ่
จนเปียกก๊อซที่กดไว้ ความรู้สึกตอนที่เนื้อหนังโดนจี้ด้วยไฟฟ้า

เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๘๑

จนมีกลิ่นเป็นกลิ่นไหม้ออกมา มันได้กลิ่นชัดเจน เพราะผ่าตัด
ใกล้หนา้ มาก มนั เหมือนชอ็ กอึง้ ไปว่า ร่างกายนเ้ี นื้อหนงั มันเป็นส่ิงท่ี
ไหม้เกรียมไม่ต่างจากตอนที่นิมิตศพโดนเผาด้วยความร้อนเลย
แต่นี่คือของจริงรา่ งกายเราจรงิ ๆ กำลังโดนกรดี ทึ้ง เปิดอวัยวะอยู่
บนเตียงมันไม่ต่างอะไรจากท่อนไม้ ไม่ต่างอะไรจากหุ่นยนต์ตัวนึง
ส่วนไหนเสียเค้าก็มาเปิดซ่อม มันเห็นแล้วมันปลงปล่อยวาง
อัตโนมัติเลย ลูกไม่เคยรู้สึกว่าร่างกายนี้ไม่น่ายึดมั่นถือมั่นขนาดน้ี
มาก่อนเลย จะพิจารณาในนิมิตเป็นสิบครั้ง ก็ไม่เท่าเห็นตัวเองใน
หอ้ งผ่าตัดคร้งั นค้ี รงั้ เดยี ว เปน็ โอกาสทองจริง ๆ หลวงตาเมตตามาก
ท่ีช่วยชแ้ี นะจนสิ้นความห่วง ความกังวล และหมดความกลวั ไปก่อน
เพราะถ้ายังมีสิ่งเหล่านั้นอยู่ วันนี้ลูกจะไม่มีโอกาสจะเห็นความจรงิ
จากของจริงได้เลย เพราะมันจะวุ่นวายอยู่แต่กับความรู้สึกของ
ตัวเองแน่นอน ไปพยายามทำอะไรให้เป็นอะไรอยู่ คืออยู่กับสิ่งท่ี
เป็นของปลอมจนพลาดโอกาสที่จะเห็นของจริง ทั้ง ๆ ที่มันเป็น
ความจริงที่เป็นอยู่จริงแท้ ๆ แต่ถ้าเราวุ่นวายจะทำอะไรให้เป็น
อะไรอยู่ ความจริงมันจะถูกบังด้วยภารกิจที่อยู่ในความคิดของ
ตัวเอง ทั้งภาพ กลิ่น และความรู้สึกในห้องผ่าตัด ยังติดตาติดใจ
อยเู่ ลยเจา้ คะ่

หลวงตา : สาธุ

๘๒ | หมอจงุ๋ จง๋ิ

๗ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔
ตื่นมาก็ปวดหัวเหมือนอยู่ ๆ มันก็กลับไปเป็นกิเลสและ

ฝั่งสังขาร และยิ่งพิจารณาเพื่อให้ไม่เป็นสังขารให้มันปล่อยวาง
มันยิ่งปวดจนหัวจะระเบิดเลย สุดท้ายก็ต้องเลิกทำแบบนั้น และ
ปล่อยให้ทุกสิ่งเกิดอย่างอิสระให้ความคิดมันคิดไปเลย ไม่ต้องห้าม
มันก็เกิดอย่างอิสระก็ปวดน้อยลง แต่ต่อให้ปล่อยหมดแล้ว แต่มัน
ยังมตี วั เราท่ีรู้ความเคล่ือนไหวอย่างอิสระอยู่ มันจึงไมอ่ าจสงบลงได้
อย่างแท้จริงได้แค่ไม่ไปทำอะไรให้วุ่นวายเพิ่มเท่านั้น แต่อยู่ ๆ แสงแดด
มันก็สะท้อนแก้วเห็นน้ำในแก้วเป็นสีรุ้งเลยระลึกถึงหลวงตาขึ้นมา
มันก็สงบลง จึงนึกถึงความตาย ความรู้สึกในห้องผ่าตัด แล้วตัวตน
ที่วุ่นวายทั้งหมดมันก็ดับลงไปเองมันเหมือนไฟที่ค่อย ๆ มอดดับ
พอมันดับสนิทแล้ว มันรู้เลยว่าจิตที่เป็นกิเลสและสังขารตัวเรานั้น
มนั เปน็ ส่ิงทกุ ขม์ าก เป็นตวั การของความทุกขท์ ่แี ทจ้ ริง และตา่ งจาก
ความดับเย็นอย่างลิบลับ เมื่อทุกอย่างดับลงเราถึงจะพบ “โลกท่ี
แทจ้ รงิ ” คอื โลกท่ีไมม่ ีส่ิงใดอันปรงุ แตง่ หลอกลวงปรากฏ ปราศจาก
ความคิดอันเป็นสัตว์ บุคคล ตัวตน เรา เขา สังขารทั้งหมดมีแต่
กำลังเคลื่อนสู่ความสิ้นไปดับไป แต่ความรู้ที่เป็นโลกอันแท้จริงนั้น
ดำรงอยู่ตลอดกาล อย่างที่เค้าบอกว่า นอกจากพระอรหันต์แล้ว
ทุกคนล้วนป่วยทางจิตกันทั้งนั้นเป็นความจริง เพราะทุกคนอยู่กับ
โลกที่หลอกลวงมาทั้งชีวิต ทั้ง ๆ ที่ความจริง ของจริงมันดำรงอยู่จรงิ
ต่อหน้าต่อตาแท้ ๆ แต่กลับอยูใ่ นโลกของความลวงและที่หนักหนา

เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๘๓

สาหัสก็คือ ดันเข้าใจว่าของลวงคือของจริง และไม่รู้ว่าของจริง
มีอยู่จริง “มี...ไม่มี ไม่มี...มี” สิ่งนั้นปรากฏจริงที่ใจรวมถึงความ
เข้าใจในเส้นทางทั้งหมด ก่อนที่ความจริงจะปรากฏด้วยและสิ่งท่ี
หลวงตาสอน คือช้ีแนะเส้นทางนนั้ มาตลอด แน่นอนว่าชว่ งท่ีความรู้
ยังไม่ปรากฏ เราจะยังเหมือนคนตาบอด เพราะเรายังไม่เห็น
เส้นทางยังไม่เห็นจิ๊กซอว์ทั้งหมด ได้แต่เดินตามทางที่หลวงตาจูงไป
ด้วยศรัทธาจริง ๆ มันต้องศรัทธาโดยไร้เงื่อนไขด้วย เพราะถ้ามี
เงื่อนไขมีเหตุผลอยู่มันจะไม่ยอมเดิน เพราะทางที่หลวงตาบอกให้
เดินมันจะขัดกับความรู้สึกอันเป็นกิเลสและตัวตนของเราแต่เดิม
มีแต่ผู้ที่ศรัทธาโดยไร้เงื่อนไขเท่านั้นที่ยอมเดินตาม จนธรรมะ
คอ่ ย ๆ ปรากฏจรงิ ทใี่ จของคน ๆ นน้ั เรม่ิ เหน็ แสงสวา่ ง เหมอื นตาท่ี
บอดสนิทค่อย ๆ เห็นแสงมากขึ้นเรื่อย ๆ เริ่มรู้ว่าจะเดินทางไหน
เดินต่อไปเรื่อย ๆ ตามันเริ่มเห็นชัด จนวันนึงโลกมันก็ไม่มีจุดที่มืด
บอดอีก มันไม่มีว่าได้อะไรถงึ อะไร ถึงจุดหมายหรือเส้นชัยใดท้งั นน้ั
มีแต่ว่าถึงจุดนึงเราก็จะรับรู้โลกตามความเป็นจริงทั้งหมด แล้วก็รู้
ว่าตาไม่บอดแล้ว และมองกลับหลังไปก็เห็นทางที่เดินผ่านมา และ
เห็นผู้ที่กำลังเดินทางอยู่ด้วยวา่ เขาเดินอยู่ตรงไหน ต้องชี้แนะผ้ทู ี่ยัง
ตาบอดให้เดินอยู่บนทางอย่างไร แบบที่หลวงตาเคยเมตตาชี้แนะ
เรามา ซึ่งถ้าเรายังไม่เข้าถึงความจริงนี้และไม่อาจเป็นหนึง่ เดียวกับ
ความจริงนี้ตลอดไป มันจะไม่อาจชี้แนะใครได้ เพราะเราเองยัง
ตาบอดอยู่ ไปบอกทางใครมันก็ต้องบอกมั่วแน่นอนแม้จะเจตนาดี

๘๔ | หมอจงุ๋ จง๋ิ

ก็ตาม ตอนที่อยู่ระหว่างการเดินทาง ทำได้ดีสุดคือแชร์ประสบการณ์
การปฏิบัติที่เดินผ่านมาแล้วเท่านั้น แต่ถ้าเมื่อใดตาไม่บอดแล้ว
จึงสอนผอู้ ื่นได้จรงิ ๆ เจ้าคะ่

หลวงตา : สาธุ

๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
มันเห็นวา่ ยิง่ โลกเสื่อมสลายมากเพียงใด ธรรมจะรุ่งเรืองขนึ้

เพียงนั้นเป็นสิ่งที่เป็นจริงทั้งภายนอกและภายใน ภายนอกคือยุคท่ี
มนุษย์เผชิญภัยพิบัติ ดิน น้ำ ลม ไฟ เชื้อโรค กลับมีผู้ที่รู้เห็นธรรม
จำนวนมาก ส่วนภายในคือยิ่งสังขารร่างกายตัวเราแสดงความ
ไม่เที่ยงความเสื่อมสลายออกมามากเพียงใด มันก็คือ โอกาสทองท่ี
จะรู้แจ้งธรรมเข้าถึงใจ ใจเป็นธรรมมากเพียงนั้น และที่สุดของ
การเสื่อมสลายแห่งโลก คือ การดับ การตาย มันจะถึงจุดที่สุด
แห่งธรรม คอื การดับสนิทไมม่ ีสว่ นเหลือของตวั ตนความเป็นเรา
อีกเลย โลกก็ไม่เหลืออะไร ธรรมก็ไม่เหลืออะไรแล้ว มันคือ
ความสงบ คือ ความดับเย็น ไม่มีใครเป็นผู้มีสติปัญญา ไม่ได้มีใคร
เป็นผู้รู้แจ้ง และไม่ใช่เพราะความเก่งกาจของผู้ใด แต่เป็นเพราะ
ธรรมชาติมันเป็นเช่นนั้น เกี่ยวโยงกันแบบนั้นเองเจ้าค่ะ ผู้ใดที่จะ
เข้าถึงที่สุดของธรรมได้ผู้นั้นต้องเปิดใจรับการเสื่อมสลายของโลก
โดยเฉพาะโลกภายในคือสังขารร่างกาย ความเป็นเราเป็นตัวเรา
เป็นตัวตนของเรา จริง ๆ ของมันก็เสื่อมสลายจริง ๆ นั่นแหละ

เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๘๕

แต่น้อยคนจะเปิดใจมองดูและยอมรับตามความเปน็ จริง ถ้าโลกมัน
เสื่อมได้ภายในใจมันก็เป็นธรรมไปเอง มันไม่มีอะไรที่ซับซ้อนเลย
เจ้าคะ่

หลวงตา : สาธุ

มีคนจะให้สอนธรรมะเพราะญาติเขาเสียแล้วเขาทำใจไม่ได้
พอรู้ว่าจะต้องสอนแล้วใจมันกลับไม่สงบเลย เพราะอยากจะแก้
ทุกข์ในใจเขา ทีนี้มันก็เริ่มวุ่นวายเพราะมีทุกข์เราเข้ามาให้ดับอีก
เลยทำพลงั ลมปราณ หลังทำพลังลมปราณ มันกป็ วดท้องถ่าย ทั้ง ๆ
ท่ีเช้าน้กี เ็ พ่ิงถ่ายไป ตอนถ่ายมนั ลมื คิดไปเลยทง้ั เร่อื งทุกข์ของคนอ่ืน
และความทุกข์ความอยากในใจตน มันลืมไปช่วงนึง แล้วมารู้อีกที
ตอนออกมาดูวิวข้างนอกคือรู้ว่าทั้งหมดนั้นได้หายไปแล้ว มันไม่มี
ความทกุ ขใ์ ดเหลืออีกแลว้ โดยไมม่ คี วามจำเป็นต้องทำใหม้ ันหายไป
หรือมีการกระทำใด ๆ ทั้งสิ้น ลูกเลยรู้ว่า เคล็ดวิชาสูงสุดคืนสู่
สามัญ คือ ทุกสิ่งเกิดเองดับเองทั้งสุขและทุกข์ ตอนที่ไม่มีอะไร
ให้ยึด โลกมันช่างสงบเงียบ เหมือนไม่มีอะไรเคลื่อนไหวทั้ง ๆ ที่
ความคิดต่าง ๆ ก็ยังเคลื่อนไหวอยู่อย่างอิสระของมัน และมองด้วย
ตาเนื้อ ก้อนเมฆในท้องฟ้าสะท้อนสีทอง เมื่อมองด้วยตาในแสง
สีทองนั้นเหมือนส่องลงมาจากท้องฟ้าอาบโลกธาตุทั้งหมด ลูกก็ได้
เรียนรู้เองว่าความปล่อยวางจนหมดสิ้นไม่เหลืออะไรนั่นกลับเป็น
ความเมตตาท่ีแทจ้ ริงเจ้าคะ่

หลวงตา : สาธุ

๘๖ | หมอจ๋งุ จง๋ิ

๑๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔
มันเริ่มเรียนรู้ว่าสรรพสิ่งที่เป็นสังขาร มันจะต้องเปลี่ยนแปลงไป

เมื่อถึงเวลาของมัน เพราะมันเป็นธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงได้
ส่วนธรรมชาติใดที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันก็เป็นของมันอยู่แล้ว
ค ว า ม ผิ ด พ ล า ด ที่ ผ่ า น ม า คื อ ค ว า ม ส ง สั ย ว่ า ท ำ ไ ม ส ม า ธิ แ ล ะ
พลังลมปราณทั้งหมดมันมีช่วงเวลาที่ทำได้บ้างไม่ได้บ้าง และมี
ความพยายามจะทำใหไ้ ดค้ ือ ทำให้มนั ไดใ้ นทุกครั้งให้มันไดแ้ บบเดิม
ตลอดไป ถ้าเมื่อไหร่ทีเ่ ริ่มทำไมไ่ ด้มันก็เริ่มยึดถือแล้ว แต่จริง ๆ มัน
ต้องมีความเห็นที่กลับด้านคือ ถ้าทำไม่ได้ไม่ใชแ่ ปลว่าต้องพยายาม
ทำใหม้ ันได้ แตต่ ้องเห็นวา่ แมแ้ ต่สงิ่ เหลา่ น้ันกต็ กอยใู่ ต้กฎไตรลักษณ์
และมันแสดงการเปลี่ยนแปลงให้เห็นได้ แปลว่ามันเป็นธรรมชาติที่
ต้องเปลี่ยนแปลงอย่าไปพยายามทำให้มันไมเ่ ปลีย่ นเพราะว่ามนั ผิด
ธรรมชาติ มันไม่ใช่ธรรมชาติที่ไม่เปลี่ยน ดังนั้นมันต้องเปลี่ยนไป
ตามครรลองของสงั ขารธรรมอยแู่ ลว้ ถา้ มันเหน็ ตามนไ้ี ดม้ ันก็คอ่ ย ๆ
เป็นตามธรรมไปเอง สงบเพราะไม่มีอะไรผิดจากธรรม การปฏิบัติก็
คือ การรู้ความจริงนี้จนไม่มีส่วนที่หลงผิดไปยึดถือด้วยความไม่รู้
ไปยึด พยายามเปลี่ยนสังขารจากธรรมชาติที่มันเป็นและไปยึดให้
วิสังขารเปน็ ของของเรา คือไมล่ งแก่ใจในอนิจจัง ทุกขัง อนตั ตาของ
สังขาร และอนัตตาของวิสังขารนั่นเอง เมื่อใดที่ไม่มีการหลงเช่นน้ี
อีกเลย กส็ มมตเิ รยี กผู้น้ันว่าพระอรหนั ต์ แต่สำหรับผู้ท่ียังมีการหลง
อยู่บ้างเป็นบางขณะ ก็แล้วแต่ว่าความหลงเหลืออยู่ ๗๕% ๕๐%
๒๕% ก็เป็นพระโสดาบัน สกิทาคามี อนาคามี ตามสมมติเรียกกัน

เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๘๗

ตามลำดับไป ความทกุ ขข์ องคนเหล่านั้นก็น้อยลงตามธรรม เพราะใจ
เค้ามันไม่มีความรู้สึกใดที่ขัดจากธรรม ความทุกข์ก็ต้องลดลงตาม
สัดสว่ นโดยธรรมชาตอิ ยู่แลว้ ไมใ่ ช่ว่าเค้าเป็นอะไร หรือไม่เป็นอะไร
แต่ธรรมชาติต่างหากที่มันเป็นทางดำเนินอย่างนั้น ไม่ใช่สงบเพราะ
เรารู้อะไร จนทำให้ตัวเราสงบ แต่สงบเพราะ “ทุกสิ่ง...เป็นไป
ตามธรรม” เจ้าคะ่

หลวงตา : สาธุ

๑๑ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔
ลูกฟังไฟล์ “สิ้นอาสวะสิ้นอวิชชา” ดีมาก ๆ คำถามที่น้อง

ผู้หญิงถามว่าถ้าถอนอธิษฐานแล้วเจ้ากรรมนายเวรรู้เค้าจะแห่มา
ทวงคืนจะทำอย่างไร คำถามนี้มันก็เคยมีอยู่ในใจเหมือนกัน แต่ลูก
ยอมรับว่าคิดคำตอบแบบที่หลวงตาตอบน้องเขาไม่ได้เลย ลูกคิดได้
แต่ว่าก็ต้องยอมสละทุกสิ่งเพื่อนิพพานสิ สละทุกอย่าง เค้าจะเอา
อะไรก็ให้เขาเอาไป ยังไงมันก็ไม่มีอะไรเทียบเท่านิพพานได้อยู่แล้ว
ถ้ายังหวงอย่างอื่นสละไม่ได้ ก็พิจารณาความจริงไปว่าสิ่งเหล่าน้ัน
มันไม่น่าหวง เดี๋ยวมันเห็นความจริงก็สละได้เองแหละ วันนี้ลูกฟัง
คำตอบของหลวงตาใจมันสั่น ร่างกายมันสั่นไปหมด แค่หลวงตา
บอกว่า ก็ทำให้หายยากจนแล้วใช้หนี้เจ้าหนี้ไปเสีย มันกระแทกใจ
อย่างแรง และทำให้รู้ว่าคำตอบที่เรายึดไว้ในใจตลอดว่าหนึ่งเดียว
คือพระนิพพานนั้น มันเป็นสิ่งที่ประเสริฐสูงสุดจริง แต่ทัศนคติ
แบบที่เราคิดมันยังไม่พ้นกรอบของความเป็นตัวเรา ยังอยู่ในโลก

๘๘ | หมอจุ๋งจงิ๋

ของตัวเองอยู่ ต้องทลายกรอบแบบนั้นไปเสียคิดใหม่ทำใหม่ ลูกคิด
แบบหลวงตาไม่ได้ก็จริง แต่มันสามารถเห็นตามได้ ไม่จำเป็นต้อง
คิดเองก็ได้เห็นตามได้มันก็พอที่จะพ้นทุกข์แล้ว ที่หอผู้ป่วยเค้า
นิมนต์พระมาลูกได้ใส่บาตรด้วย รู้เลยว่าใจมันเปลี่ยนไป ทุกทีมัน
จะต้องคิดว่าพระองค์ไหนจะมารับบาตร ใช่พระที่ปฏิบัติดีปฏิบัติ
ชอบหรือเปล่า แต่ตอนนี้มันไม่คิดแบบนั้นแล้ว มันมีแต่ความรู้สกึ ที่
ต้องการให้ ให้เจ้ากรรมนายเวรเค้าได้รับสิ่งที่ทำให้เขาสัมผัสถึง
ความร่มเย็น เขาจะอภัยให้เราหรือไม่ ไม่ได้สำคัญเลย แต่ให้เขา
ได้รับความร่มเย็นมันก็เพียงพอแล้ว มันจึงได้สัมผัสความเป็นผู้ให้
โดยไม่หวังสิ่งตอบแทน และเมื่อใส่บาตรเสร็จลูกเห็นพวกเขาด้วย
เจ้ากรรมนายเวรที่เดิมแห่กันมาเป็นกองทัพนั้น ลดลงจากเดิมไป
เกินครึ่งแล้วและยังมีอีกหลายดวงจิตที่กลายเป็นแสงสีทองลอย
ขึ้นไปด้านบน ในวันน้ที ำให้ลูกเข้าใจมากข้ึนว่า เมือ่ จิตหรือใจสัมผัส
กับความร่มเย็น หรือมีปัญญาเกิดขึ้นเขาจะเปลี่ยนภพภูมิไหลเลื่อน
ข้นึ ไปเอง และดวงจิตทเ่ี ปลยี่ นภพภมู แิ ลว้ เขาไมส่ ามารถมาอยู่ตรงนี้
เพื่อเฝ้าจองเวรผู้ใดได้อีก เพราะที่ตรงนี้มันเป็นภพภูมิแห่งความทุกข์
จิตที่เป็นสุขสงบไม่สามารถอยู่ในภพของความทุกข์ได้ มันเป็นกฎ
ของธรรมชาติที่เป็นเช่นนั้นเอง และภพภูมิของความยึดมั่นถือมั่น
การไม่ให้อภัย การติดตามผู้ใดด้วยความรักหรือความชังมันเป็น
ภพภูมิที่เป็นทุกข์อย่างยิ่ง ลูกไม่ปรารถนาให้ตัวเอง หรือผู้อื่นต้อง
ตดิ อยใู่ นภพแบบน้ีอกี ต่อไปแลว้ เจา้ ค่ะ

หลวงตา : สาธุ

เหน็ ทกุ ข์ เห็นธรรม | ๘๙

๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
ก่อนหน้านี้มันปวดหัวเหมือนหลงไปเป็นสังขาร ทำอะไร

ให้เป็นอะไรอีกแล้ว ธรรมะทั้งหลายไม่เข้าเลย ยิ่งอ่านวิเคราะห์ตาม
มันก็ย่งิ ปวด เลยต้องหยุดและไมท่ ำอะไรเลย แล้วนอนรู้มันไปเฉย ๆ
ปรากฏว่ามันก็เกิดความปวดขึ้นมาแต่ก็เหมือนจะไม่ปวด
มันเหมือนจะทุกข์ แตก่ ไ็ ม่ทกุ ข์ ก็ไม่รวู้ า่ มนั ยังไง แตใ่ นตอนนัน้ มันไม่
คดิ แล้วคอื ปลอ่ ยทุกอย่างไปเลย แลว้ สง่ิ ตา่ ง ๆ ทงั้ หลายมันก็เหมือน
ออกห่างไป ห่างไปเรื่อย ๆ แล้วมันก็หายไปเอง พอทุกสิ่งดับหมด
จึงรู้ว่ามันดับแล้ว กลับมาอ่านธรรมะของหลวงปู่หล้าอีกที มันเข้า
ไปถึงใจโดยไม่คิดอะไรเลย และการดำเนินชีวิตในปัจจุบัน มันก็ไม่
รู้สึกว่าสังขารเป็นปฏิปักษ์กับใจอีกต่อไปแล้ว แม้ผัสสะจะเป็น
ของร้อน แต่ใจกลับเป็นความสงบเย็น มันดับเย็นไปหมดจริง ๆ
และกิเลสใดก็ตาม ไม่มีผู้ไปจับ มันย่อมไม่มีผู้ทุกข์ มันสิ้นอุปาทาน
สิ้นความหมายมั่นยึดถือในทุกสิ่งไปแล้วจึงปราศจากผู้รักษา
สิ่งทั้งหลายไม่อาจทำอันตรายต่อใครได้อยู่แล้วโดยตัวของมันเอง
จึงไม่ต้องกลัว ไม่ต้องระวังว่าจะไปจับ ไม่ต้องหลีกหนี ไม่ต้อง
ปรารถนาให้มันดับเพื่อพ้นทุกข์ สิ่งที่พ้นไปกว่าการรู้การเกิดดับ
ของสังขารคือไม่ว่าสิ่งใดจะเกิดก็ตามจะดับก็ตาม จะดำรงอยู่
อย่างไรก็ตาม หรอื ไมเ่ กิดไมด่ ับก็ตาม ลว้ นไม่มีผลอะไรต่อใครทง้ั น้ัน
ทุกสิ่งมันมีหน้าที่ของมัน และมันทำหน้าที่โดยสมบูรณ์และชอบ
ธรรมแลว้ เจ้าค่ะ

หลวงตา : สาธุ

๙๐ | หมอจงุ๋ จงิ๋

ลูกรู้สึกว่าการเกิด แก่ เจ็บ ตายนั้น คือธรรมะ ผู้ใดไม่หลง
ในส่งิ ย่ัวยภุ ายนอกแต่มาเหน็ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ของเจา้ ของ ผู้น้ันก็
เห็นธรรมะ ผู้ที่เป็นหนึ่งเดียวกับ เกิด แก่ เจ็บ ตาย ก็คือเป็นหน่ึง
เดยี วกบั ธรรม ทุกสง่ิ ท่เี กดิ มาย่อมเดนิ ทางสูจ่ ุดสนิ้ สดุ ของมนั เมอ่ื มัน
สิ้นสุดแล้วมันก็จะไม่มีการเดินทางใดอีก เพราะว่ามันสิ้นสุดแล้ว
เหมือนชีวิตเมื่อเกิดแล้วก็ต้องแก่ ต้องเจ็บ ต้องตาย เมื่อตายแล้ว
ก็จบแล้ว จึงไม่มีใครต้องตายอีกต่อไป เมื่อตายแล้วจึงได้พบกับ
คำกล่าวที่ว่า “ไม่มีใครตาย” และพบกับสิ่งที่ไม่ตาย เพราะส่วนที่
ตายได้ ไดต้ ายจนหมดแลว้ ทีเ่ หลือกไ็ ม่อาจตายได้อีกแล้วเจา้ ค่ะ

หลวงตา : สาธุ

๑๕ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
ลูกได้เรียนรู้ว่าทุกความสามารถพิเศษมีผลข้างเคียง คือ

มันทำให้ตัวเรารู้สึกว่าเราสามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้ ลึก ๆ รู้สึก
ว่า มันจะพ้นทุกข์และพาสังขารให้พ้นทุกข์ด้วยความสามารถหรือ
การปฏิบัติเหล่านั้น เช่น การใช้ความสงบเพื่อดับความทุกข์ของ
เวทนาขันธ์ เป็นต้น แต่ถึงจุดหนึ่งมันจะหลังชนฝา คือตัวเรา
ไม่สามารถเปลี่ยนสังขารที่เกิดจากตัวเราได้ ไม่สามารถลดทอน
ความทุกข์ที่เกิดจากความยึดถือของตัวเราเอง และซ้ำร้ายคือ
ไม่สามารถเอาตัวเองไปปฏิบัติเพื่อสิ้นตัวเอง เพื่อตัวเองพ้นทุกข์ได้
ต่อให้จะมีความสามารถพิเศษใด ๆ ก็ตาม ภายในใจยังคงแน่น
อึดอัดด้วยความยึดถืออยู่ดี ในช่วงเวลานั้นสิ่งที่ลูกทำคือ ขอต่อ

เห็นทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๙๑

พุทธะ ให้พุทธะเข้าสู่ใจโดยตรง สิ่งที่เกิดขึ้นคือใจที่ร้อนรุ่มนั้นมัน
สงบลงโดยทันทีแล้วมันก็กลายเป็นความสงบ โดยที่ไม่ได้
เปลี่ยนแปลงสังขารใดเลยอะไรที่ยังดำเนินไปมันก็ยังปรากฏอยู่
ทั้งความคิดและเวทนาขันธ์ แต่มันเป็นความสงบที่ไม่มีผู้ไปเปลี่ยน
สิ่งใดที่ปรากฏเลย และในขณะนั้น มันจะรู้เองว่าปราศจากการ
กระทำใดที่จะเปลี่ยนแปลงสิ่งใดที่ปรากฏอยู่แล้ว และมันเปลี่ยน
อะไรไมไ่ ด้แล้วเพราะมันไม่มีผู้เปลี่ยน ไม่มีผู้กระทำ มันได้แต่รู้แก่ใจ
วา่ เปน็ เชน่ น้นั และสังขารทงั้ หมดก็ดำเนินไปของมนั เอง สิ่งทีเ่ กดิ ขน้ึ
ทำให้ชัดเจนในเส้นทางธรรมคือ มันต้องพบกับความเป็นอนัตตา คือ
พบว่าทุกสิ่งบังคับไม่ได้เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มันจึงจะหยุดที่จะไปทำ
อะไรให้เป็นอะไร จะหยุดไปเองหรือให้พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
ช่วยหยุดก็ตาม ในการดับกิเลสเหล่านั้น เมื่อกิเลสดับจึงสงบและ
พบว่าแม้แต่ในความสงบนั้น ก็ยังคงมีสังขารดำเนินไปอยู่แบบ
เดียวกับก่อนหน้าน้ีเลย และพบว่าทุกสิ่งที่ปรากฏอยู่ มันไม่ได้มีผ้เู ป็น
ผู้เปลี่ยน ผ้กู ระทำ ทำใหไ้ มอ่ าจมกี ารกระทำใดเลยปรากฏ เป็นญาณ
ท่รี ูแ้ จง้ วา่ ทุกสง่ิ เป็นอย่างท่ีมนั เปน็ และความพ้นทุกข์ทางใจมันไม่
เกี่ยวกับสังขารใด ๆ ทั้งสิ้น เป็นสิ่งที่แยกขาดกันโดยสิ้นเชิง
ไม่ว่าสังขารจะปรากฏเช่นใดก็ตาม เมื่อไม่มีผู้จับ ย่อมไม่มีผู้ทุกข์
ทุกสิ่งจึงเป็นอย่างที่มันเป็น มันจะผ่านจุดนี้ไปก่อน คือสังขารเป็น
เช่นไร จะร้อนเพียงใดก็ไม่มีผู้ไปจับ เป็นแบบนี้สักพักแล้วสังขาร
ทั้งหมดทีเ่ ป็นความร้อนก็ค่อย ๆ ดับลง มันดับเย็นลงไปเอง และได้
เรียนรู้ว่ามันไม่สามารถทนอยู่ในสภาวะที่เป็นกิเลสได้เลย ไม่รู้ว่า

๙๒ | หมอจุ๋งจง๋ิ

ทำไมมันถึงได้ทุกข์ถึงเพียงนั้น นั่งก็เป็นทุกข์ นอนก็เป็นทุกข์
กินอะไรก็เป็นทุกข์ ใครเดินเข้ามาก็เป็นทุกข์ ใครถามอะไรหน่อยก็
เปน็ ทุกข์ เหมือนภายในมันมปี ฏิกิริยาต่อทุกสิ่งทีเ่ ข้ามา มันเป็นทุกข์
ไปหมด เหมือนจะไม่พอใจต่อทุกสิ่งไปหมด หาที่สบายไม่ได้เลย
แม้แต่นิดเดียว ทุกอย่างมันเป็นไฟไปหมด ลูกอยู่อย่างน้ันแค่
ครึ่งชั่วโมงก็รู้สึกว่ามันเป็นความทุกข์ที่ยาวนานจะตายเสียให้ได้
จนความทุกข์เหล่านั้นมันดับลง น้ำตาไหลเพราะรู้สึกถึงคุณค่าของ
ความดับเย็นทีป่ ราศจากกิเลสและตัวตนเหล่านั้น และรู้วา่ ความดบั
เย็นนี้เป็นเครื่องอยู่ที่ประเสริฐแล้วจริง ๆ สัจธรรมที่พระพุทธเจ้า
พ่อแม่ครอู าจารย์ และองค์หลวงตากล่าวไว้ ชี้แนะไว้ เป็นความจริง
ที่ไมม่ ผี ิดเพย้ี นเลยเจ้าคะ่

หลวงตา : สาธุ

๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
อยู่ๆ มันก็รู้ว่าความพ้นทุกข์มันมีอยู่แล้วตลอดเวลาเลย

ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น มันไม่เคยปรากฏและไม่ได้หายไป พอมันเห็น
แบบนี้ที่ใจจริง ๆ มันไม่มีคำถามแล้ว ไม่มีคำถามว่าต้องทำอย่างไร
ต้องเปน็ แบบน้นั แบบน้ีมัย้ เหมือนสิ่งท่เี คยเปน็ คำถามมนั หายไปเลย
ความรู้สึกกลัวและกังวลว่าเราจะพ้นทุกข์หรือเปล่ามันก็หายไป
เงือ่ นไขท่เี คยเข้าใจว่าตอ้ งอย่างงัน้ อย่างงี้ ถึงจะพ้นทุกข์ มันก็หายไป
ด้วย เหมือนน้ำทะเลที่ปราศจากสิ่งใดกระเพื่อมไหวโดยสิ้นเชิง
แต่กลับสะท้อนเงาจันทร์ให้เห็นตามความเป็นจริง มันเป็นสิ่งที่

เห็นทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๙๓

อธิบายได้ยากยิ่ง พอจะอธิบายเพื่อจะถ่ายทอดออกมากลับร้องไห้
เสียอย่างนั้น พูดออกมาไม่ได้เลยได้แต่เปรียบเทียบกับสิ่งอื่น
เทา่ นน้ั เองเจา้ ค่ะ

หลวงตา : สาธุ สดุ ยอด

วันนี้ในขณะทำพลังลมปราณ ขณะที่ท่องและท่องเสร็จใหม่ ๆ
มันปรากฏรังสีในน้ำ เป็นสีรุ้ง และสีเขียว แต่หลังจากปรากฏเพียง
ชั่วขณะเดียว พลังงานที่เป็นสีทั้งหมดก็หายไป ในน้ำที่ใสเป็นปกติ
และไม่มีสีใดเลย หมายถึงว่าพลังงานทั้งหมดมันกระเพื่อมออกมา
จากความว่างที่ปราศจากพลังงานซึ่งเป็นพื้นของสรรพสิ่ง แต่เมื่อมี
เหตุปัจจัยเหนี่ยวนำ พลังงานที่เป็นสีสันต่าง ๆ จึงปรากฏออกมา
จากความวา่ ง และเมอ่ื ส้ินเหตปุ ัจจยั นั้น พลงั งานก็จะกลบั หายไปใน
ความว่างอีก ธรรมชาติเขาเป็นเช่นนี้ทั้งความว่างอันเป็นพื้นและ
พลังงานทั้งหลายก็ไม่ใช่ของเรา และที่สำคัญที่สุดคือสิ่งที่เหนี่ยวนำ
พลังงานท้ังหมดออกมานั้นกไ็ ม่ใช่ตัวเราด้วย ถ้าจะเข้าใจผิดก็เข้าใจ
ผิดตรงที่ว่า ผู้ท่ีเหนี่ยวนำพลังงานนั้นเป็น “ตัวเรา” มันเลยเข้าใจผิด
ว่าตัวเราคือแหล่งกำเนิดพลังงาน เข้าใจผิดว่าตัวเราคือผู้สร้างโลก
และโลกทสี่ รา้ งกย็ อ้ นกลับมาเปน็ สมมติหลอกลวงตัวเราเอง มนั เป็น
วงจรของความโง่ที่ไม่มีที่สิ้นสุดเลย เพียงแค่หลงว่าเป็นเราในขณะ
จิตหนึ่งแท้ ๆ ขณะจิตท่ีสร้างโลก มันก็หลงโลกเป็นเรา หลงเรา
เป็นโลก แท้ที่จริงผู้ที่เหนี่ยวนำพลังงานนั้นเป็นเพียงสิ่งใด สิ่งหนึ่ง
เท่านั้น เป็นเพียงธรรมชาติหนึ่งที่ไม่ใช่อะไรเลย ไม่ใช่คน ไม่ใช่สัตว์

๙๔ | หมอจุง๋ จง๋ิ

ไม่ใช่สิ่งของ แค่เป็นสิ่งหน่ึงเกิดขึ้นมาและก็ดับไปในพื้นของ
ความวา่ งเดยี วกันกับทกุ สรรพส่ิงเจา้ คะ่

หลวงตา : สาธุ

๑๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
วันนี้ได้ตักบาตร ใจเค้าอธิษฐานเองให้สรรพสัตว์ทั้งหลาย

ผู้มีเหตุปัจจัยถึงพร้อมได้บรรลุมรรคผลนิพพาน มันไม่ได้อธิษฐาน
ให้แก่ตัวเองเลย แต่น่าแปลกที่ลูกรู้สึกว่าคำอธิษฐานที่ให้แก่ผู้อ่ืน
มันกลับเข้ามาสู่ตนเอง โลกธาตุมันเงียบมากเหลือเกิน เมื่อวานมี
ประชุมแล้วคณะกรรมการในที่ประชุมหลายคนเพิ่งรู้ว่าลูกป่วย
ไลน์มาใหก้ ำลังใจกันเยอะแยะ ลูกบอกว่าดีใจที่เจอพวกเขา แล้วมัน
ก็เห็นว่า ความดีใจก็ตามเสียใจก็ตามความคิดคำพูดใดก็ตามล้วน
เป็นเสียงท่ีดงั ข้ึนชัว่ คราวในโลกท่แี สนเงียบ มนั ไม่มีสิง่ ใดทำให้โลกนี้
ดังขึ้นมาได้เลย ต่อให้เราปรารถนาให้มันดังขึ้นมาบ้าง แต่มันก็มี
แต่ความเงียบอยู่ดี มันเป็นความจริงของโลก ความเงียบที่ว่างเปลา่
กลับเป็นโลกที่แท้จริงและเป็นอยู่จริง แต่สิ่งที่เราเคยคิดว่าเป็น
เรื่องราวและความมีอะไร ๆ ทั้งหมด มันกลับไม่ใช่โลกที่แท้จริงเลย
ก่อนหน้านี้เคยสับสนว่าอะไรจริงอะไรปลอม แล้วเที่ยวเอาของปลอม
ไปหาของจริง ไม่ก็หลงของปลอมจนใจเป็นทุกข์ แต่ตอนนี้มันเลย
จุดที่สับสนนั้นมาแล้ว ไม่รู้ว่ามันเลยจุดนั้นมาตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่รู้ว่า
มันไม่อาจกลับไปสบั สนแบบน้นั ได้อีกแลว้ เจา้ ค่ะ

หลวงตา : สาธุ

เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๙๕

๒๒ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
เพิ่งได้เคโมรอบใหม่ เผชิญกับสภาวะธาตุขันธ์ใกล้ตายอีก

ครั้งน้รี สู้ กึ ว่ากายมนั ทรมานนอ้ ยมาก อาการทางกายมีอยู่แต่มันห่าง
อยู่ในอากาศ ไม่ได้ส่งผลให้เกิดความทกุ ขใ์ ด ๆ แต่ที่ปรากฏให้เรียนรู้
คืออาการของจิต ในช่วงเวลาธาตุขันธ์อ่อนแรงนั้น จิตจะปรากฏ
ปรุงแต่งขึ้นมาอย่างมากมาย ทั้งเรื่องโลก เรื่องธรรม เรื่องชีวิต
เรื่องอะไร ๆ ก็ไม่รู้ และมันเป็นภาวะที่ไม่สามารถควบคุมสิ่งใดได้
จิตจะดีก็ตาม จะชั่วก็ตาม จะเกิดก็ตาม จะดับก็ตาม มันล้วนแต่
เป็นไปของมันเองทั้งหมดจริง ๆ ไม่มีใครสามารถทำอะไรมันได้
ทั้งน้นั เปน็ อิสระอย่างยิ่งเจ้าค่ะ

หลวงตา : ธรรมชาติดั้งเดิมแท้ (วิสังขาร) ซึ่งมีชื่อสมมติว่า
จิตบริสุทธิ์ ใจบริสุทธิ์ หรือธาตุรู้บริสุทธ์ิ (วิญญาณธาตุ) ไม่มีใคร
เป็นเจ้าของ ไม่ได้เป็นตัวเรา ไม่ได้เป็นของเรา จะพ้นจากสังขาร
(ความคิด ความปรุงแต่ง ความทุกข์ ความเกิดตาย หรือความเกิดดับ)
จงึ เป็นอสิ ระอยา่ งแท้จรงิ

ทั้งสิ่งที่เกิดดับ หรือสิ่งที่ไม่เกิดไม่ดับก็ตาม ไม่ใช่ตัวเรา
ไม่ใช่ของของเราทั้งหมดทั้งสิ้น มันจึงไม่ได้มีภาระที่ต้องรักษาสิ่งใด
หรือสภาวะใดไว้เลยแม้แต่การรักษาตนให้พ้นจากความทุกข์ของ
สังขารก็ไม่ต้อง มันไม่จำเป็นอีกแล้ว ไม่มีตัวเรามันก็ไม่ต้องทำ
อะไรอีก พอถึงตรงนี้แล้วจึงปรากฏชัดว่าจิตปรุงแต่งที่เกิดดับยังมีอยู่
แต่ผู้ยึดถือไม่มี สิ่งที่ไม่เกิดดับก็มี แต่ผู้ยึดถือไม่มี ความสงบที่แท้

๙๖ | หมอจงุ๋ จง๋ิ


Click to View FlipBook Version