มันอยู่ตรงที่ความหลงยึดถือมันดับสนิทไม่มีส่วนเหลือนี่เอง แต่ถ้า
ไม่มีผู้ชี้แนะสภาวธรรมในจิตมันไม่สามารถดับไปเองได้ หลวงตา
เมตตาอย่างย่งิ จรงิ ๆ เจา้ คะ่
๒๓ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔
มันก็เห็นว่าทุกสิ่งที่กระทบมาในทุกขณะปัจจุบันเป็นเพียง
พลังงานที่ไหลเวียนมาปรากฏเท่านั้น แท้จริงมันไม่ได้มีเรื่องราวใด ๆ
ในสิ่งทั้งหมดเลย ตอนที่เห็นมันเหมือนในใจสะดุดหยุดกึกไป
ชั่วขณะหนึ่ง และมันรู้แก่ใจในทันทีว่าทุกสิ่งในโลก มันไม่มีสิ่งใด
ให้ยึดเหนี่ยวไว้ได้เลย เพราะมันไม่มีอะไรเลยที่เป็นความจริง
เหมือนสมองมนั กลับดา้ นจากเม่ือก่อน เมื่อก่อนเวลาเราหลับเราฝัน
จะรู้สึกว่าความฝันเหมือนเป็นความจริง ตื่นมาเรื่องพ่อแม่พี่น้อง
ชวี ิตหนา้ ท่กี ารงานก็เป็นความจรงิ ทย่ี ิง่ กว่าจรงิ อกี แต่ตอนนี้มันกลับ
รู้สึกว่า ความจริงของสิ่งที่อยู่รอบตัวตอนน้ี สิ่งที่กำลังดำเนินไป
มันกลับเปน็ แค่ความคดิ ทีเ่ หมือนความฝนั เลยเจ้าค่ะ
หลวงตา : ธรรมะ คือ ธรรมชาติจริงแท้ มีเพียง…สังขารเกิดดับ
ในธรรมชาติไมเ่ กดิ ดบั (วิสงั ขาร อสงั ขตะ สุญญตา นิพพาน) เท่าน้นั
สงั ขาร………ไม่เทีย่ ง เปน็ ทกุ ข์ เป็นอนตั ตา
วิสงั ขาร…….จงึ พน้ จากทุกข์
ในปัจจุบันขณะ ต้องรู้เห็นด้วยใจ (วิสังขาร) เหมือนกับใจ
มีตาเห็นสังขารซึ่งเป็นความคิด ความปรุงแต่งเกิดเองดับเอง
เห็นทกุ ข์ เห็นธรรม | ๙๗
ในความไม่มีอะไร (โดยไม่มีตัวตนของผู้รู้ ผู้เห็น และไม่มีตัวตนไป
ยดึ สังขารหรอื วิสังขารเปน็ เรา เป็นตวั เรา หรอื เปน็ ของเรา)
มันต้องเป็นความจริงเช่นนั้นในทุกขณะปัจจุบันจริง ๆ
เมื่อไหร่ที่หลงไปเป็นสังขารใด ๆ ก็ตาม มันก็จะมีตัวเราของเรา
ขึ้นมาและก็เป็นทุกข์ในขณะจิตนั้นทันที ดังนั้นสติปัญญาที่ไม่หลง
สังขารมันต้องเป็นหนึ่งเดียวกับใจ คือไม่แบ่งแยกกันอีกแล้ว
เป็นใจนั้นเสียเอง มันจึงจะไม่สามารถปรากฏตัวตนไปเป็นผู้หลง
สังขารใดอกี มีแต่ความรู้ท่ีรู้สังขารในทกุ ขณะปัจจุบันเท่านัน้ ใช่ไหม
เจา้ คะ
หลวงตา : สาธุ สาธุ สาธุ… ใช่แลว้
เม่ือเป็นใจนั้นแล้ว มันจะหมดสิ้นตัวเราตลอดไป ไม่อาจ
กลับคืนมาได้อีกแล้ว และสิ้นสุดที่จะต้องมีสติปัญญารู้เท่าทัน
ความหลงสังขารหรือต้องมาปล่อยวางสังขารใด ๆ ด้วย เพราะมัน
เปน็ คุณสมบตั ิของใจนัน้ ท่มี นั ไม่อาจหลงได้และไมอ่ าจยดึ ถอื ส่ิงใดได้
มนั ไดแ้ ตร่ เู้ ท่านั้น เรยี กว่าพน้ ทุกขแ์ ละพน้ ความเพยี รทง้ั หมดเลยเจา้ คะ่
หลวงตา : สาธุ สดุ ยอด
อ่านเร่ืองคุณหมอที่เสียชีวิตต้ังแต่อายุน้อย มันน้อม
ความตายเข้าสู่ตัวได้เลย เพราะมันใกล้ตัวมาก ๆ เลยลองตอบ
ออกมาจากใจว่าถ้าเป็นช่วงสุดท้ายจริง ๆ เราจะเป็นยังไงจะเลือก
ที่ตายเลือกรูปแบบการตายเลือกคนที่จะมาอยู่ข้าง ๆ ไหม หรือ
๙๘ | หมอจงุ๋ จงิ๋
เลือกคนที่จะไม่ให้อยู่ด้วยในช่วงเวลานั้นหรือเปล่า คำตอบที่ได้คือ
ลูกไม่อาจเลือกอะไรเลย เพราะไม่ว่าจะตายที่ไหน ก็คงจะหนีเสียง
ร้องไห้และความโศกเศร้าของผู้อื่นไม่พ้น ต่อให้ได้ยาดีสักแค่ไหน
มันก็ได้แค่บรรเทาชั่วคราว สุดท้ายที่มันจะแตกดับ มันก็ต้องเผชิญ
กับไฟที่เผาไหม้ธาตุขันธ์อยู่ดี ต่อให้ยาจนร่างกายเหมือนหลับ
แต่แท้จริงจิตมันไม่ได้หลับจากการรับรู้ มันรู้ตลอดเวลาอยู่แล้ว
ถ้ามันยังมีความยึดอยู่สังขารที่ปรากฏมันจะมาหลอกหลอนใน
ช่วงเวลานั้นอยู่ดี จะพยายามจัดสิ่งแวดล้อมจัดอะไร ๆ ให้มันสงบ
มันไม่อาจสงบได้หรอก เพราะเวลานั้นมันเหมือนอยู่บนกองไฟ
สังขารมันจะสงบอย่างไรได้ มันสงบได้ก็มีแต่ที่ใจเท่านั้นอยู่ที่ใจ
อย่างเดียวเลย เพราะเป็นที่เดียวที่ความร้อนเข้าไม่ถึง ก็อยู่กับใจ...
จนไฟมันดับไปเองเจา้ คะ่
หลวงตา : สาธุ สาธุ สาธุ
๒๓ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
กลับไปอ่านดี ๆ มันสลดใจตรงที่ว่าชีวิตแท้ ๆ มันมีการ
สลัดออกอย่เู สมอ มันเปน็ จริงตามนั้น สดุ ทา้ ยทกุ ส่ิงในชีวติ มันก็ต้อง
เสื่อมไปสิ้นไป ที่สุดมันก็ไม่เหลืออะไรเลย ต่อให้เราไม่สละเอง
มันก็ต้องถูกบังคับให้สละอยู่ดี เพราะท้ายที่สุดแม้เราไม่ไปจากมัน
แต่ทุกสง่ิ มนั กต็ อ้ งไปจากเราในวนั ใดวนั นึงเปน็ แนแ่ ทเ้ จา้ คะ่
หลวงตา : สาธุ
เหน็ ทกุ ข์ เห็นธรรม | ๙๙
๒๖ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
วันนี้แข็งแรงขึ้นเลยไปเดินออกกำลังที่สวน ระหว่างที่เดิน
มันพิจารณาธรรมไปด้วยรับรู้ถึงธรรมชาติรอบตัว ภายในเริ่มเข้าใจ
วิถชี วี ิตของนักบวชวา่ ทแี่ ท้แล้ววถิ ีเช่นนน้ั เป็นชวี ติ ทเ่ี ป็นไปตามธรรม
ปราศจากการต้องไปวุ่นวายกับเรื่องราวในโลก กินเท่าที่ร่างกาย
จะดำรงอยไู่ ด้ เปน็ ชีวิตทีไ่ ม่ตอ้ งมคี วามอยากไดอ้ ยากมี อยากเปน็ ใน
สิ่งใด แคด่ ำเนินไปตามธรรมชาติและเคารพในกฎของธรรมชาติ คือ
กฎแหง่ อนจิ จัง ทกุ ขงั อนัตตา และรู้ว่าทุกสิ่งตอ้ งดำเนินไปตามทาง
เช่นนั้น แล้วธรรมก็บอกว่าลูกได้อยู่กับชีวิตเช่นนั้นแล้วในตอนน้ี
โดยไม่ต้องบวช แล้วมันเป็นความปีติอย่างยิ่งน้ำตาไหลขนลุก
เป็นอยู่พักหนึ่งแล้วทุกสิ่งก็กลับสู่ความสงบ ความคิดพากษใ์ นธรรม
ทั้งหมดดับไป หลังจากความสงบนั้นสิ่งที่ปรากฏคือ โครงกระดูก
ทั้งตัวปรากฏตรงหน้าชัดเจนและให้เข้าไปสำรวจดู เข้าไปสำรวจ
แต่ละชิ้นแต่ละซอกมุมมันเหมือนเครื่องซูมเข้า ๆ ออก ๆ บางที
กระดกู นั้นก็ทำลายปน่ ไปแลว้ กต็ ้งั ข้ึนมาใหม่ สำรวจอีกสลายหายไป
อกี มนั เปน็ เช่นนั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า ตลอดชว่ งการเดนิ จงกรม แล้วที่สุด
มันก็เข้าไปจนถึงช่องว่างภายในกระดูก เข้าไปถึงความว่างนั้นแล้ว
ก็มีเสียงบอกออกมาว่า ภายในสิ่งที่มีทั้งหมดมันคือความว่างของ
อากาศ ความว่างเหล่านี้เป็นระเบิดปรมาณูที่ทรงพลังมาก แล้วก็
แสดงให้ดคู ือเหมือนมีระเบิดหย่อนลงมาที่ใจกลางตัว แล้วทุกสิ่งที่มี
เป็นตัวมันก็ระเบิดตูมออกไปหมด เหลือเป็นโลกว่างที่ไม่มีตัวเราที่
๑๐๐ | หมอจงุ๋ จิ๋ง
เป็นรูปอีกแล้ว จะเป็นเนื้อหนังกระดูกหายไปหมดเลย แล้วมันเป็น
โลกที่ว่างจากตัวเราที่เป็นรูป แต่มีความว่างที่รับรู้ได้เป็นชั้น ๆ คือ
แต่ละชั้นมีความสงบว่างเปล่าที่ไม่เท่ากัน หลังจากนั้นก็เหมือนมี
ระเบิดอีกลูกหย่อนตรงใจกลางของความว่างทั้งหมดอีกทีจนมัน
ระเบิดโลกนั้นและกลายเป็นการไม่มีแม้โลกที่ว่างจากรูป มันเป็น
เช่นนั้นพักนึงทุกสิ่งก็ปรากฏเข้ามาเป็นความมีที่ไม่มีรูปแล้ว
ประกอบกลับมาเป็นรูปกาย แล้วจึงมีความคิดปรุงแต่งพากษข์ ึ้นมา
ลูกเลยถามธรรมว่าลูกพบความไม่มีนั้นแล้วหรอื แต่ทำไมต่อใหไ้ ม่มี
อย่างไร มันก็เปลย่ี นประกอบกลับมาเป็นความมีได้ ธรรมจึงบอกว่า
ถึงแม้จะฝึกฝนจนถึงที่สุดของอรูป แต่ความไม่มีหรือความว่างใด ๆ
ก็ตามที่พบแล้วเปลี่ยนแปลงได้ นั่นย่อมเป็นสิ่งที่มีและอยู่ภายใต้
กฎของไตรลักษณ์อยู่ และลูกจะไม่มีวันพบกับสิ่งที่ไม่มีจริง ๆ
เพราะความไม่มีจะไม่มีอะไรปรากฏให้พบได้ เราจะพบได้แต่สิ่งที่
ปรากฏเทา่ น้ัน สิง่ ที่ปรากฏใหไ้ ด้เรียนรู้ในวันนี้ คือการเข้าสู่รูปฌาน
ผ่านวิตก วิจาร พิจารณาข้อธรรมจนเกิดปีติและไหลไปตามลำดับ
ฌานใช่ไหมเจ้าคะ หลังจากความสงบจนถึงที่สุดก็ปรากฏนิมิตของ
การพิจารณากายขึ้นมาเอง สามารถใช้ประโยชน์ตรงนั้นได้เหมือน
เครือ่ งฉายทีท่ รงพลงั และซมู เข้าออกไดด้ ังใจนึก ทำให้พิจารณากาย
ได้ละเอียดมาก ได้เรียนรู้ทางเข้าของอรูปฌานด้วย (โดยบังเอิญ)
คือการเข้าไปในความว่างที่อยู่ระหว่างหรือใจกลางรูปนั่นเอง ลูก
เรียงลำดับอรูปฌานไม่ค่อยถูก แต่เข้าใจว่าน่าจะมีสิ่งที่เป็นลำดับ
เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๑๐๑
ของความว่างนั้นอยู่ แต่ที่สำคัญที่สุด คือ ฌานทั้งหมดนั้นยังตกอยู่
ใต้กฎของไตรลักษณ์ ยืมมาใช้ได้แต่ที่สุดก็ต้องเสื่อมไปเพราะ
ธรรมชาติเป็นเช่นนั้นเอง เข้าใจแล้วเจ้าค่ะว่าทำไมครูบาอาจารย์
ต้องเดินจงกรม ต้องมีกิจวัตรที่เป็นการทำความเพียรด้วย
เพราะความสงบมันไม่เหมือนกัน มันต่างกันมากกับการอยู่ใน
ชีวิตประจำวัน ในชีวิตประจำวันการสงบถึงระดับฌานจนถึงเป็น
นิมิตพิจารณากายขึ้นมานี่ มันเป็นไปได้ยากกว่าอยู่แล้วแทบไม่เคย
เกดิ เลยถ้าไมป่ ว่ ยจนเหน็ ตัวเองในหอ้ งผ่าตดั เจ้าค่ะ
หลวงตา : สาธุ
๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๖๔
ในทางเดินจงกรมมันพบว่าทุกความคิดที่ปรุงแต่งกังวล
มันเกิดขึ้นมาแล้วก็มีแต่ดับไปเอง ต่อให้จะเพียรพยายามคิดขึ้นมา
ใหม่เหมอื นจะคิดเรอื่ งนน้ั ให้ได้เพราะติดค้างอยู่ แตม่ ันกค็ ดิ ข้ึนมาได้
แค่แป๊บเดียว แค่ผุดขึ้นแล้วก็หายวับไปเลย มันไม่มีโลกที่คิดอยู่จริง
ในความจริงมันมีแต่โลกที่ว่างเปล่าและปราศจากสิ่งปรุงแต่งใด
เท่านั้น แต่สิ่งที่ปรุงแต่งมันยังปรากฏและดับไปเองได้อยู่ เพราะ
เหตุผลเดียวเลยคือมันยังมีชีวิตอยู่ ธาตขุ นั ธ์ยังไม่ตาย มันก็เลยเกิด ๆ
ดบั ๆ ไดใ้ นแบบน้นั ถา้ ตายไปความปรุงแตง่ เกดิ ๆ ดบั ๆ น้ยี ่อมไม่มี
แล้ว ตอนแรกจะถามหลวงตาว่าแล้วโลกที่ปราศจากความปรุงแต่ง
จะมีอยู่จริงไหมถ้าสิ้นธาตุขันธ์ แต่ธรรมก็บอกออกมาว่า “สิ่งใด
๑๐๒ | หมอจุ๋งจิง๋
ที่มีอยู่ สิ่งนั้นจะเป็นที่ตั้งแห่งความยึดมั่นถือมั่น” มันจึงไม่ต้องมี
คำถามว่าจะเหลืออะไรอีกเจ้าค่ะ
หลวงตา : สาธุ
๒๙ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔
วันนไี้ ปโรงพยาบาล ระหวา่ งทางนงั่ รถกลับอยู่ ๆ มันเหมือน
เรื่องที่คิดทำโน่นทำนี่มันค่อย ๆ เงียบลง ๆ แล้วเหมือนมันหายไป
เฉย ๆ ทุกอย่างในโลกมันเงียบเหลือเกิน เงียบจนน้ำตาไหล
โดยไมท่ ราบสาเหตุและความคดิ อะไร ๆ มีผุดขึ้นมาบ้างเหมือนเป็น
กองไฟเล็ก ๆ ในจักรวาลที่กว้างใหญ่ และมันรู้แก่ใจว่าไฟกองนี้มัน
ติด ๆ ดับ ๆ และใกล้จะหมดแรงเทียน มันใกล้จะดับเต็มทีแล้ว
ต่อให้พยายามปรุงแต่งอย่างไร มันก็ไม่ได้มีแรงเป่าท่ีทำให้มันเกิน
เลยออกมาเป็นชีวติ ในโลกแบบเดิมได้ มันยงั คงเป็นเพยี งกองไฟเลก็ ๆ
ที่ติด ๆ ดับ ๆ ในจักรวาลอย่างนั้น อยากจะเปลี่ยนมันกลับเป็น
อย่างเดิมเพื่อใช้ชีวิตในโลกต่อมั้ย ลูกก็อยากเปลี่ยนอยากให้มัน
เหมือนกอ่ นหน้านี้สกั นดิ แตม่ ันก็รแู้ กใ่ จวา่ ไม่สามารถเปล่ียนวิถีน้ีได้
และไม่มีใครสามารถเปลี่ยนให้มันเป็นอย่างที่อยากเป็นได้ ได้แต่
มองดูสิ่งที่ดำเนินไปต่อหน้าต่อตาเท่านั้น วิถีนี้ไม่รู้กำหนดโดยใคร
แต่มันไม่ได้กำหนดด้วยเราแน่ ๆ เราเปล่ียนมันไม่ได้ได้แต่ปล่อยให้
มันเป็นไป ถึงตอนนี้ยังอธิบายไม่ได้ว่าตวั เองเป็นอะไรและเป็นแบบนี้
ได้อย่างไร เหมือนมันไม่มีเหตุผลแต่รู้ว่ามันเป็นเอง ตอนที่ไม่ทำ
อะไรเลยไม่ได้ทำอะไรอยู่เลยจริง ๆ มันไม่ใช่ทั้งสิ่งที่ดีหรือสิ่งที่ไม่ดี
เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๐๓
ไม่ใช่ทั้งสงบและไม่สงบ มันเป็นเพียงสิ่งที่มีอยู่ดำรงอยู่อย่าง
ลึกซึ้งมาก มากจนอธิบายไม่ได้เลย ไม่อาจบอกว่าเราจะอยู่กับสิ่งน้ี
หรือไม่อยู่ แค่บอกได้ว่าสิ่งนี้ดำรงอยู่โดยไม่ขึ้นกับเรา ตัวเราจะมี
หรือไม่มีมันกลับไม่ได้เกี่ยวอะไรกันเลย ตัวเราแค่กองไฟเล็ก ๆ ใน
จักรวาลเทา่ น้ันเจ้าคะ่
หลวงตา : สาธุ
เพิ่งนึกได้ว่าเข้าใจถึงใจตอนที่เห็น post บทกลอนนี้
โดยบังเอิญ “การมองดูการตายอย่างสงบของคนคนนึงทำให้นึกถึง
ดาวตก ดาวมากมายอยู่บนท้องฟ้าส่องสว่างในชั่วขณะหนึ่ง แล้วก็
หายไปในคำ่ คนื ที่ไรท้ ่ีส้นิ สดุ ” ลูกรู้สกึ วา่ ชีวิตและความตายมันก็เป็น
เช่นนั้น ส่องสว่างขณะเดียวแต่จะสว่างมากขนาดไหนหรือนาน
แค่ไหนกแ็ ล้วแต่บารมีและบุญกรรมของผู้น้ัน แตท่ า้ ยที่สุดดาวทุกดวง
ก็หายลับไปในจักรวาลท่ีไมม่ ีที่สิ้นสุดนั้น หลังจากวันที่สิ่งนี้เขา้ ถึงใจ
ลูกไม่เคยมีคำถามถึงความตายอีกเลยมีแต่สภาวธรรมท่ีปรากฏมา
เป็นชว่ ง ๆ เจา้ คะ่
๓๐ พฤศจกิ ายน ๒๕๖๔
ในทางจงกรมเหมือนธรรมมันไหลมามากมาย มีความรู้
ที่ปรากฏอธิบายธรรมเยอะเหลือเกินในเวลาที่มันสงบ คงเพราะ
ช่วงเวลาเหล่านั้น มันเป็นช่วงที่ปล่อยไม่ทำอะไร แต่ก็ไม่ได้ห่วง
กังวลอะไร เหมือนไม่ได้มองไปข้างหน้าเพื่อที่จะเห็นอนาคต
๑๐๔ | หมอจุง๋ จ๋งิ
ไม่ได้มองกลับหลังเพื่อมองเห็นและโหยหาอดีต และไม่ได้อยากจะ
เอาอะไรในปัจจุบันเลยสักอย่างเดียว มันเลยสงบพอที่จะพบ
ธรรมชาตินั้นในตัวเอง เหมือนอยู่ในตัวแต่ไม่ได้มีตัวเป็นขอบเขต
เป็นภายในที่เป็นหนึ่งเดียวกับภายนอก แต่มันก็มีบางขณะที่
เหมือนกับธรรมที่มันไหล ๆ อยู่มันหายไป เหมือนมันหายไปเลย
และนึกไม่ออกเลยว่าเมื่อกี๊มันมีธรรมอะไรออกมานะ จะมาส่ง
การบ้านหลวงตาแต่ก็นึกไม่ออก ดึงความทรงจำขึ้นมาไม่ได้
ขณะนั้นเหมือนมันหายไปเลยจริง ๆ ลูกเลยเพิง่ เข้าใจว่าไมใ่ ชแ่ คจ่ ติ
เป็นพลังงาน แต่แม้แต่ธรรมะที่รู้มันยังเป็นกระแสเลยและมันดับ
ได้ดว้ ย การดบั กค็ อื การหายไปของสิ่งนัน้ เองเจ้าค่ะ
หลวงตา : สาธุ
๑ ธนั วาคม ๒๕๖๔
ขณะจิตทอี่ ยกู่ ับรู้หมายถึง สติและธรรมชาติร้เู ป็นหน่ึงเดียวกัน
สติในที่นี้คือสติที่รู้ตัวว่า ตัวก็คือส่วนหนึ่งของธรรมะ ไม่ว่าจะเป็น
สังขารธรรมหรือธรรมที่ไม่อาจสังขารได้หรือจะเป็นธรรมที่ไม่อาจ
นิยามได้ก็ตามและรู้ชัดว่ามิได้มีตัวตนที่แยกเป็นตัวเป็นตนที่แยก
ออกมาเป็นส่วนเกินของธรรมเลย ไม่มีสิ่งที่เป็นแบบนั้น เพราะ
ร่างกายก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมะที่ประกาศสัจธรรมอยู่แล้วในตัว
ของมันเอง จิตใจก็เป็นส่วนหนึ่งของธรรมะที่เด่นชัดว่าเป็นกระแส
เหมือนคลื่นที่ซัดมาเป็นขณะ ๆ จะรุนแรงราวสึนามิแต่อีกเดี๋ยวก็เบาลง
บางครั้งก็สงบไร้คลื่นหมุนเวียนไปเช่นนี้เป็นธรรมดา แม้แต่รู้มันก็
เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๑๐๕
เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ อันนี้ไม่ต้องมีคำอธิบายใด ๆ อยู่แล้ว
มันเป็นธรรมในตัวมันเอง ผู้ที่อยู่กับรู้เช่นนั้นโดยไม่กลับคืนมารู้สึก
เ ป ็ น ต ั ว เ ป ็ น ต น แ ย ก อ อ ก ม า จ า ก ธ ร ร ม ใ น ท ุ ก ข ณ ะ จ น ต า ย ก ็ คื อ
พระอรหันต์ เสร็จกิจหมดสน้ิ แล้ว แต่ในผทู้ ี่กำลังอยู่ระหวา่ งทางเดิน
ถึงแม้จะอยู่กับรู้เช่นนั้นได้บ่อย ๆ แต่อาจจะมีขณะจิตที่ขาดสติไป
เป็นตวั เปน็ ตน ถ้าขาดสตกิ เ็ รยี กว่าไม่ไดอ้ ยูก่ ับรู้ แตห่ ลงไปมีตัวมีตน
ในความรู้สึกขณะนั้นก็ไม่ได้อยู่กับธรรม เพราะเขาจะไม่รู้สึกถึง
การเป็นส่วนหนึ่งของธรรมะเป็นขณะที่ลืมหลงไป ไปอยู่กับความ
ปรุงแต่งอน่ื ตามความเคยชิน มันเลยมีตัวเราทีแ่ ยกออกมา สติและรู้
ไม่ได้เป็นหนึ่งเดียวกัน (เพราะขาดสติที่รู้แจ้งว่าตวั เราเป็นส่วนหนึ่ง
ของธรรมะตามธรรมชาตนิ นั่ เอง) เจ้าคะ่
หลวงตา : สาธุ ยอดเยยี่ มท่สี ดุ
๕ ธนั วาคม ๒๕๖๔
อา่ นโพสตธ์ รรมะของหลวงปู่หล้า ทา่ นกลา่ วได้ละเอียดจริง ๆ
เรื่องนิพพานไม่ใช่ผู้รู้ และธรรมทั้งหลายเป็นเพียงทางเดินเท่านั้น
พระนิพพานไม่ได้มาถกธรรมเหล่านี้กับผู้ใด ทำให้เข้าใจสิ่งท่ี
หลวงตาเคยบอกว่ามีเพียงทางเดิน แตผ่ ้เู ดนิ ทางไม่มี มันเป็นเช่นน้ีเอง
ทางเดินมันก็คือธรรมะทั้งหลายที่แสดงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
ซึ่งเป็นคุณสมบัติของสรรพสิ่งท่ีปรากฏ จะนอกก็ตามจะในก็ตาม
จะหยาบก็ตามหรือละเอียดจนถึงที่สุดก็ตาม ขอเพียงเป็นสิ่งที่ปรากฏ
๑๐๖ | หมอจงุ๋ จงิ๋
ขอแค่มันเกิดมาให้รับรู้ได้ ของที่รู้ได้แปลว่ามัน “เกิด” ขึ้นมาให้รู้
แล้วมันย่อม “ดับ” จนหมดสิ้น เพราะเป็นคุณสมบัติของสิ่งเหล่านัน้ เอง
มันเกิดและดับในตัวของมันเอง และของที่ไม่มีปรากฏ มีคุณสมบัติ
ที่ไม่เกิด-ไม่ดับ มันก็เป็นคุณสมบัติตามธรรมชาติเช่นนั้นเอง
เหมือนกัน มันไม่มีใครหรืออะไรในโลกนี้ ทำให้สิ่งใดเปลี่ยนไปจาก
คุณสมบัติตามธรรมชาติที่มันเป็นได้เลย แม้แต่ผู้รู้ ผู้ปฏิบัติ อาการ
ของการปฏิบัติที่ละเอียดเช่นใดก็ตาม มันก็ตกอยู่ภายใต้คุณสมบัติ
ของไตรลักษณ์ ซึ่งไม่ได้แตกต่างจากสิ่งอื่นใดในโลกที่ปรากฏเลย
ผู้รู้ก็เลยมีคุณสมบัติเป็นเพียงแค่ทางผ่าน สุดท้ายก็ดับไปเหมือน
ส่ิงอ่นื ๆ
ตอนยังมีชีวิตมันก็ดับเป็นขณะจิต ตอนที่สิ้นธาตุขันธ์มันก็
คือขณะจิตท่ีสังขารทงั้ หมดแผว่ ลง ๆ แล้วก็มีครั้งหนึง่ ท่ีดับแลว้ ไม่มี
สังขารปรากฏเกิดอีกเลย นั่นคือดับสนิทไม่มีส่วนเหลือ คือไม่เหลือ
ส่วนที่เกิดขึ้นมาอีกแล้ว จริง ๆ ลูกไม่ต้องให้หลวงตาตอบก็ได้
เพราะคำตอบของสิ่งนั้นมันมีอยู่แล้ว มันคือ ความเงียบ สงบ สงัด
ไปถึงกน้ บง้ึ ของใจ ไม่นา่ เชอื่ วา่ ความเงยี บมันสั่นสะเทอื นทุกอย่างได้
เหมือนข้างในมันสั่นจนสะเทือนออกมาที่ตัว เงียบจนตัวสั่น
น้ำตาไหลจริง ๆ เจ้าค่ะ มันแตกต่างจากความวุ่นวายปรุงแต่งธรรม
ออกมาจากความจำโดยสน้ิ เชงิ เลย
เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๑๐๗
พ่อแม่ครูอาจารย์เป็นต้นแบบที่งดงาม ทั้งในภาพถ่ายและ
ในชีวิต เมื่อวานที่วาดภาพนี้ ลูกแค่รู้สึกว่าอยากเดินตามหลวงตา
แต่วันนี้เริ่มรู้ว่าที่แท้ตลอดเส้นทางที่เดินนั้น ผู้ที่เดินทางจะค่อย ๆ
ถูกความจริงของไตรลักษณ์กลืนหายไปเป็นหนึ่งเดียวกับธรรม
ทั้งหลาย เป็นหนึ่งเดียวกับสัจธรรม แม้ผู้รู้แจ้งสัจธรรมได้ตายไป
แต่สัจธรรมยังคงอยู่ในธรรมชาติ รอผู้มีวาสนาบารมีคนต่อไป
มาค้นพบ ทกุ คนกเ็ ป็นเชน่ น้ี... คอื ค้นพบแลว้ ก็ตอ้ งดับไป รู้แจ้งแล้ว
ก็หายไป หายไปเป็นหน่ึงเดยี วกับธรรม จึงไม่เหลือเป็นตัวตนที่แยก
ออกมาจากธรรมอีกแล้ว ดังนั้น การส่งต่อธรรมจึงไม่ใช่การเอา
ตัวเราไปสอนเขา แต่มันคือ การคืนตัวเรากลับสู่คุณสมบัตทิ ่ีแท้จริง
ของธรรมะ คืนสู่คุณสมบัติของตัวมันเองและให้ผู้ที่ถึงพร้อมด้วย
เหตุปัจจัยได้พบธรรมน้ันด้วยตวั เขาเอง มันจงึ ไมม่ ตี วั เราผู้สอนธรรม
อยู่เลย ในกระบวนการทั้งหมดเป็นเพียงการไหลของธรรมะจากจิต
หนึ่งสู่จิตหนึ่งเท่าน้ัน อันนี้คือข้อแตกต่างระหว่างการสอนของ
ผู้ทเ่ี ปน็ ธรรม เปน็ หนึง่ เดียวกับธรรมในขณะท่ีสอน กบั การสอนจาก
ผู้ที่เป็นพุทธภูมิอยู่ ผู้ที่ยังไม่ขาดจากพุทธภูมิจะสอนออกจากตวั เรา
จากความคิดเอาความจำมาปรุงแตง่ ซึ่งถา้ มตี วั เราเสยี แลว้ ธรรมมัน
ไมอ่ าจไหลออกไปได้ เพราะมนั มตี ัวเรากั้นเจา้ ค่ะ
หลวงตา : สาธุ สาธุ สาธุ สดุ ยอด
๑๐๘ | หมอจงุ๋ จ๋ิง
เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๐๙
วันนี้เรียนวาดรูป เห็นรอยธรรมจากรอยเกวียน มีคนผู้หน่ึง
เป็นเจ้าของเกวียน เขาลากเกวียนผ่านสถานที่ต่าง ๆ มากมาย
นับไม่ถ้วน จนวันหนึ่งเกวียนที่ลากมันเริ่มผุพังจึงได้มีโอกาสหันไป
มองย้อนหลัง เขาจึงพบว่าสถานท่ตี ่าง ๆ ทเี่ คยไปน้นั ล้วนเป็นเพียง
แค่สิ่งที่ล้อเกวียนลากผ่านเท่านั้น เมื่อล้อหมุนจึงเกิดรอยเกวียน
ก็เหมือนกับใจที่ยังหมุนถ้ามีผู้ลากเกวียนอยู่ แต่เกวียนเล่มนี้แสดง
สัจธรรมแก่เจ้าของเกวียนถึงความผุพังของมันและทำให้เขา
เห็นความจริงว่า เมื่อเกวียนผุพังจนหมดสิ้นล้อเกวียนมันก็ไม่มี
และไม่อาจเกิดรอยเกวียนไปเวียนว่ายตายเกิดอีกแล้ว สิ่งที่ผ่านมา
ทั้งหมดจึงเป็นเพียงแค่โลกของความฝัน ในความจริงมันไม่ได้
มโี ลกนนั้ อยู่เลย มันมีแต่สัจธรรมความจริงวา่
“โลกทั้งหมดมีขึ้นเพราะล้อเกวียนถูกลากเพียงเท่านั้น...
เมอื่ ลอ้ เกวยี นหยุดแลว้ มันก็ไมม่ ีปัจจยั ใหไ้ ปต่อไดอ้ ีก”
คนทั้งหลายในโลกอาจจะรู้สึกว่า ช่างโชคร้ายที่เกวียนผุพัง
เร็วนัก แต่ลูกกลับรู้สึกโชคดีที่สังขารได้แตกดับลงในภพชาติน้ี
ท่ามกลางความเบ่งบานของธรรมะและความงดงามในความเมตตา
ของพ่อแม่ครูอาจารย์ เจ้าคะ่
๑๑๐ | หมอจุ๋งจ๋งิ
เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๑๑
๖ ธันวาคม ๒๕๖๔
วันนี้ลูกขอโอกาสส่งการบ้านเป็นไฟล์เสียงและมีภาพธรรม
มาแสดงสัจธรรมการดับของสังขารที่ต้องถูกพลัดพราก ไม่ว่าจะอ่อน
หรือแก่ต้องดับไปอย่างแน่นอน เป็นภาพผมอ่อนที่เพิ่งจะได้เริ่มขึ้น
เพราะช่วงพักเคโมรอบ ๓ แต่มันยังขึ้นได้ไม่ถึงเซ็นต์นึงเลยด้วยซ้ำ
มันก็ร่วงใหม่เสียแล้ว มันจึงไม่สามารถบอกได้ว่ายังไม่แก่แล้วจะยัง
ไม่ตาย ต้องแก่ก่อนถึงจะตาย เพราะที่แท้แล้วความตาย การแตกดับ
ความพลดั พราก ยอ่ มมาถงึ ได้ตลอดเวลาเจา้ ค่ะ
ลูกได้ฟังไฟล์เสียง “เกิดแล้วดับไปเป็นธรรมดา” ไฟล์ที่หนง่ึ
และสอง เมอ่ื ตอนเชา้ กร็ สู้ ึกว่าเป็นไฟลท์ ี่ดมี าก ๆ ฟงั หลวงตาชแี้ นะ
ทางเดินธรรมให้แก่น้องที่อยู่ในไฟล์เสียง ลูกจึงได้ย้อนกลับมามอง
ในทางเดินธรรมของตวั เอง ก็คิดว่า หลวงตาสอนได้ถูกต้องแล้ว คือ
อันดับที่หนึ่งมันอาจจะต้องผ่านจุดที่ยอมรับความตายอย่างแท้จริง
ได้ก่อนว่าท้ายที่สุดแม้แต่ตัวเราหรือทุกคนจะต้องตายโดยที่ไม่อาจ
หลีกหนีพ้น มันไม่มีคำว่าพร้อมหรอื ว่าไม่พร้อม เพราะว่าเป็นธรรมดา
ที่ทุกชีวิตจะต้องถูกพรากธาตุพรากขันธ์ไป ไม่ว่าจะพร้อมหรือไม่
กต็ าม ซ่ึงโดยสว่ นใหญ่แล้วกม็ ักจะไม่พรอ้ ม แต่สดุ ท้ายก็ต้องแตกดับ
ไปอยู่ดี อันนี้คือสิ่งที่เป็นความจริง เป็นธรรมดาของธรรมชาติของ
ทุกสิ่งที่เป็นสรรพชีวิตที่เกิดขึ้นมาก็ต้องดับไป โดยที่ไม่ได้ขึ้นกับว่า
ใครพรอ้ มหรอื ใครไม่พรอ้ ม หรือมีเง่ือนไขใด ๆ ก็ตาม แต่ว่าท้ายท่ีสุด
มันก็ต้องดับลงไปในแบบนั้น เป็น “สัจธรรมความจริง” ซึ่งในธรรมะ
ถ้ามันยังไม่ได้ยอมรับในจุดนี้ด้วยใจ สิ่งที่เกิดขึ้น คือภายในจิต...
๑๑๒ | หมอจงุ๋ จง๋ิ
ในปัจจุบันขณะมันก็จะแสดงอาการที่รูส้ ึกว่า... เราจะอยู่ได้อีกนาน
หรือว่าเรามีเวลาชั่วชีวิต ดังนั้นมันยังมีความประมาทอยู่เสมอ
ถ้าตราบใดที่ความตายมันยังไม่ลงแก่ใจ ว่าตัวเราต้องตายในเวลา
อันรวดเรว็ อยา่ งน้ี เจ้าค่ะ ถา้ มันยงั มคี วามประมาทอยู่ มนั จะรูส้ กึ ว่า
... เดี๋ยวค่อยทำ... เดี๋ยวค่อยพิจารณา... เดี๋ยวค่อยโน่น... ค่อยนี่...
ค่อยนั่น... ซึ่งแท้จริงแล้วในความเป็นจริง มันไม่มีใครรู้หรอกว่า
มันจะมาถึงเมื่อไหร่ มันอาจจะเป็นวันนี้ พรุ่งนี้ หรือแม้แต่วินาทีนี้
ก็ได้ ดังนั้นสำหรับผู้ที่หลักอันนี้เข้าถึงใจ ถึงตอนนั้นมันจะหมด
ความรู้สึกดิ้นรนเพื่อที่จะให้เราหลุดพ้นจากความตายหรือว่าให้เรา
ยืดระยะเวลาที่ตายออกไป ความดิ้นรนตรงนั้นมันจะไม่มีเพราะว่า
มันยอมรับด้วยใจจริง ๆ แล้วว่ายังไงเราหนีตรงนั้นไม่พ้นแน่นอน
มันจะต้องมาถึงแน่นอน ถ้าตรงนี้ถึงใจความประมาทมันจะหมดไป
คำว่าความประมาทหมดไปหมายถึงว่าจะเร่งพิจารณาจริง ๆ ว่า
ยังไงซะตรงนั้นมันต้องมาถึงแล้ว และมีอะไรอีกบ้างที่ขึ้นมาใน
ปัจจุบันขณะที่ยังมีความยดึ ถืออยูใ่ ห้เปน็ ความทุกข์ มันจะพิจารณา
อย่างนี้ในทุกปัจจุบันขณะ คือทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นมาที่มันยังเป็น
ความทุกข์ได้ มันจะรู้แล้วว่าอันนี้คือสิ่งที่ยึดถือ เพราะความเข้าใจผิด
ยังมี “มิจฉาทิฏฐิ” ที่ผิดไปจากสัจธรรมความจริงอยู่ในประเด็นน้ี
ดังนั้นมันก็จะเร่งพิจารณาเลย ซึ่งอันนี้ก็แล้วแต่รายละเอียดของ
แต่ละคน เพราะว่าแต่ละคนมีพื้นฐานหรือว่ามีในส่วนของมิจฉาทิฎฐิ
ในแต่ละเรื่องมากน้อยไม่เหมือนกันเจ้าค่ะ ในทางเดินตาม
ประสบการณ์จริงของลูก คือมันก็จะเร่งพิจารณาก่อน เช่น ยึดถือ
เห็นทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๑๑๓
จากภายนอกอย่างนี้ คือสิ่งที่ทำให้เป็นทุกข์ได้ก็คือความกลัวที่คน
ภายนอกจะเสียใจหรือว่าความกลัวที่เห็นคนภายนอกที่เห็นเรา
กำลังจะตายแล้วเขาเป็นทุกข์ เช่นพ่อแม่หรือคนที่เขารักเรา
แน่นอนว่ากระดิกนิดกระดิกหน่อยเขาก็จะเป็นทุกข์แล้ว แล้วเราก็
รู้สึกว่าเราเป็นทุกข์ตรงน้ันไปด้วย ก็คือตรงนี้มันเป็นประเด็นใหญท่ ี่
จะต้องเร่งเพียรปล่อยวางซึ่ง “มรรคในการที่จะปล่อยวาง” ก็คือ
พิจารณาตามความเป็นจริงไปว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันดำเนินไป
ตามทางของมัน หมายถึงว่าทุกคนเขาก็มีทางเดินของเขา มีสิ่งที่
เปน็ ความยึดถอื และมีความทกุ ข์เปน็ เรื่องของเขาเอง ซงึ่ ไม่ว่าเราจะ
เพียรพยายามยังไงมันก็อาจจะทำให้เขาทุกข์ ไม่ทุกข์ หรืออะไร
ก็ตามแต่ มันเป็นสิ่งที่เป็นไปตามทางของมันเจ้าค่ะ แต่ละคนก็มี
ครรลองของตัวเอง ถ้าเขาสามารถท่ีจะเห็นความจริงได้เข้าถึงธรรม
ได้เขาก็พ้นทุกข์เอง แต่ถ้าเขาไม่สามารถที่จะเห็นความจริงได้
แล้วยังรู้สึกว่ายังยึดถือการตายของเราให้เป็นทุกข์ แน่นอนว่าเขาก็
ต้องทุกข์แน่นอน ต่อให้เราจะพยายามเปลี่ยนแปลงความจริงใน
ตรงนั้นแค่ไหน มันก็ไม่สามารถที่จะเปลี่ยนแปลงได้เพราะว่ามัน
ไม่ได้เปลี่ยนไปตามความอยากของเรา แต่ว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันไป
ตามครรลองของมัน พอพิจารณาตรงจุดนี้ ความยึดถือต่าง ๆ
ในเรื่องของภายนอก ไม่ว่าจะเป็นพ่อแม่หรือว่าหน้าที่การงาน
หรือว่าแมแ้ ตก่ ารเปล่ียนแปลงในร่างกายของตัวเราเอง มันก็ค่อย ๆ
ลดน้อยลงไปเอง เพราะว่ามันยอมรับสัจธรรมความจริงไปตาม
ชั่วโมงบินของการพิจารณาว่าทุกสิ่งทุกอย่างมันต้องเป็นไปตาม
๑๑๔ | หมอจ๋งุ จิ๋ง
ธรรมชาติ เปน็ ไปตามครรลองของมนั ถา้ จติ ใจเขายงั ยึดถอื ให้เป็นทุกข์
มันก็เป็นธรรมดาที่เขาจะตกอยู่ในความทุกข์หรือว่าในร่างกายของ
ตัวเรา ถ้ามันมีเหตุปัจจัยให้ต้องเสื่อมสลาย ต้องแตกดับไป มันก็
จะเป็นธรรมดาที่มันก็ต้องเสื่อมสลาย มันก็ต้องผุพัง มันก็ต้อง
ปรากฏอาการอนั เป็นรูปท่ีเสือ่ มหรอื วา่ ปรากฏอาการอนั เป็นเวทนา
ที่มภี าวะเจบ็ ปวด มคี วามรอ้ นของธาตุขันธ์หรือว่ามีอะไรก็ตามแต่ที่
มนั แสดงปรากฏ มนั ก็ต้องเปน็ ตามน้ัน เพราะว่ามนั เปน็ ครรลองของ
ธรรมชาติ เปน็ ธรรมชาตขิ อง “สง่ิ ท่มี ี” ทมี่ แี ล้วก็ตอ้ งเส่ือมสลายดับไป
ตามเหตุตามปัจจัยของมัน สิง่ เหลา่ น้ีมนั เปน็ ของซ่งึ เปน็ ธรรมดาตาม
ธรรมชาติจริง ๆ ถ้ามันพิจารณาไปจนลงแก่ใจ จนสิ้นความยึดม่ัน
ถือมั่นในเรื่องนั้น มันก็รู้แก่ใจเองว่ามัน “ไม่มีแล้ว” คือไม่ว่า
เรื่องราวอะไรจะเกิดขึ้น มันจะไม่ปรากฏร่องรอยของความทุกข์
ของใจให้เห็น สิ่งที่แยกได้ว่ามันอยู่ในมรรคหรือว่ามันลงแก่ใจแล้ว
จริง ๆ คือ ถ้ายังเดินอยู่ในมรรค มันจะปรากฏ “ญาณ” ญาณท่ี
ปรากฏขึ้นมาในจังหวะที่อาจจะไม่ได้ตั้งใจให้มันเห็นความจริงที่ชดั
จนถึงใจ อาจจะมีความรู้สึกว่ามันกระแทกใจ น้ำตาไหล หรือว่ามัน
ชัดเจนมาก ปรากฏขึ้นมาเป็นครั้งคราวเป็นช่วง ๆ ในระหว่างทางเดิน
แต่ว่าถ้าเกดิ ว่ามันเลยหลักหรือว่าเลยตรงจดุ check point ตรงน้ัน
ไปแล้ว มันจะไม่ปรากฏทั้งความทุกข์ และไม่ปรากฏญาณแห่ง
ความรู้แจ้ง แต่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นคือว่ามันจะรู้แก่ใจในความจริงน้ัน
เหมือนกับเป็นสิ่งที่ธรรมดาสามัญไปเลย ตรงนั้นก็จะทำให้รู้แก่ใจ
ตนเองว่า มันหมดตรงจุดนั้นไปแล้ว พอมันผ่าน milestone
เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๑๑๕
ตรงจุดนั้นไป มันก็จะดำเนินสู่มรรคที่ละเอียดขึ้นไปเองตามลำดับ
อย่างเช่นตอนนี้ มรรคที่มักจะกระแทกใจมากท่ีสุดก็คือในเรื่องของ
การดับของความคิด การดับของอารมณ์ การดับของอาการที่เป็น
อาการของการปฏิบัติหรือการดับของความรู้ความเข้าใจ การดับ
ของธรรม การดับของผูร้ ู้ ท่ีมีการกระทำเพอ่ื ความรู้แจ้ง บางครั้งมัน
มีการกระทำตรงนั้นอยู่แต่ว่าในจังหวะที่ไม่ตั้งใจอย่างเมื่อเช้ามันก็
เห็นตอนที่ล้างจาน มันเหมือนกับตัวผู้รู้ที่กำลังคิดเรื่องของธรรม
เรื่องของการปฏิบัติอยู่ ๆ มันก็ค่อย ๆ เล็กลง เหมือนกับกลายเป็น
กองไฟเล็ก ๆ ท่ีปรากฏในจักรวาล แล้วท้ายที่สุดตัวกองไฟนั้น
มันค่อย ๆ มอดดับไปต่อหน้าต่อตา ซึ่งอันนี้มันยังเป็นมรรคที่เป็น
ความรู้ที่กระแทกใจอยู่เจ้าค่ะหลวงตา ทุกวันนี้ในเรื่องของการดับ
ของสภาวะจิต สภาวธรรม มันก็ยังมาเป็นสิ่งที่กระแทกใจอยู่เรื่อย ๆ
เจ้าคะ่ การดบั ของจติ ตสังขารแลว้ ก็ผู้รู้ บางทีมนั กน็ ้ำตาไหลเวลาท่ีไม่
เหลืออะไรเลย... (ไม่มีคำพูดมีแตเ่ สียงของความเงียบ สงบ สงัด) ...
มันก็จะเป็นความเงียบ ที่ปรากฏเอง และมันก็จะรู้เองว่าสิ่งต่าง ๆ
มันล้วนแต่ดับไป บางครั้งคำพูดหรือว่าอะไรต่าง ๆ ที่จะปรากฏ
ในเรื่องของการรู้ธรรมเห็นธรรมหรือว่าแม้แต่การถ่ายทอดธรรม
การส่งการบ้านมันเหมือนกับมันยากขึ้นเรื่อย ๆ เพราะว่ามันส่ง ๆ ไป
พูด ๆ ไปแล้วมันก็เงียบลงไปเองเหมือนมันค่อย ๆ หยุด แล้วก็ดับ
สนิทลงไปเอง ถ้าช่วงไหนในไฟล์นี้ที่ส่งไปแล้วก็เงียบ ช่วงนั้นก็ให้
คนฟังความเงียบของธรรมชาติ ฟังเสียงของความเงียบที่อยู่ในใจ
ของเขาเจา้ คะ่
๑๑๖ | หมอจุ๋งจ๋งิ
หลวงตา : ธรรมะหรือธรรมชาตจิ ริงแท้ เงยี บ สงบ สันติ
สาธุ ธรรมแท้ สงบ และไร้คำพูดโดยสิน้ เชิงเจา้ คะ่
หลวงตา : ว่างเปล่าจากเจ้าของ (ผหู้ ลงยดึ มั่นถอื มนั่ )
ไมม่ ผี ใู้ ดทำให้มนั เป็นเจ้าค่ะ มันเป็นของมันเอง
หลวงตา : มันเป็นเช่นนั้นเอง ธรรมชาติที่ปราศจากการปรุงแตง่
(ใจหรือจิตบริสุทธิ์เดิมแท้) สงบ สันติ (นิพพาน) เป็นธรรมชาติ
เดิมแท้ของใจ ไม่อาจปรุงแต่งให้เป็นได้ จะพบได้ด้วยใจขณะจติ
ที่สิ้นหลงสังขาร (ปรุงแต่ง) เงียบ สงบ สงัด ไร้อัตตาตัวตน
เราเขา
ความดับ ความหยุด ความเงียบ สงัด มันมากขึ้นเรื่อย ๆ เลย
เจ้าค่ะ วนั นไี้ มส่ ามารถวาดรูปได้เลยมันวาดไม่ออกทั้ง ๆ ทรี่ ูปกส็ วย ๆ
ทั้งนั้น ที่หลวงตาส่งมาและเมื่อวานก็ยังชอบวาดอยู่มากแท้ ๆ
แต่วันนี้เหมือนใจมันวาดไม่ออก มันไม่ปรากฏความรู้สึกหรือภาพ
ในใจเลย ใจมนั หมดการปรุงตรงนั้นไปเลย แต่ยังมีปรุงเป็นความคิด
ยังมีธรรมะที่ไม่ใช่ความเงียบปรากฏขึ้นมาได้อยู่ แต่ลูกรู้ว่าทุกสิ่ง
มันไม่อาจฝืนธรรมชาติความจริงได้อีกแล้ว การไหลมันยังไหล
ด้วยความเฉื่อย แต่เมื่อใดที่มันเงียบครบ ๒๔ ชั่วโมง ลูกเตรียมซ้ือ
ชุดชพี ราหมณไ์ ปบวชอยู่วัดแล้วเจา้ คะ่
หลวงตา : สาธุ สาธุ สาธุ
ใจมันแป้วไปนิดนึงว่า รอบนี้หลวงตาไม่เบรคสักหน่อยหรือ
เจ้าคะ พิจารณาดูครอบครัวยังไม่พร้อม จัดการเรื่องงานก็ยัง
เห็นทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๑๗
ไม่พร้อม รักษามะเร็งก็ยังไม่เสร็จ ลาออกก็ยังไม่ได้ลาออก แต่ดู ๆ
ไปแล้วการตายจากโลกเป็นธรรมโดยสมบูรณ์ มันก็ไม่ต่างอะไรกับ
การตายจริง คือมันไม่ได้รอให้อะไรพร้อมทั้งนั้นแหละ ถึงเวลาท่ี
จะเป็นไปมันก็คือต้องเป็นไป ไม่มีข้อแม้ ไม่มีการรอ และไม่ขึ้นกับ
ความเหมาะสมในทางโลกไม่ขึ้นกับหลักการในสมมติใด ๆ ทั้งน้ัน
มันขึ้นอยู่กับสิ่งเดียวคือขึ้นกบั ธรรมภายใน ถ้าธรรมอยู่ในขั้นตอนนี้
คือการดำเนินชีวิตจะเป็นแบบนี้ ถ้าขั้นตอนนี้คือต้องเป็นอีกแบบ
สิ่งใดภายนอกก็ไม่อาจฝืนสิ่งนี้ได้เลย ไม่มีอะไรฝืนได้ทั้งนั้นใช่ไหม
เจ้าคะ
หลวงตา : อย่าประมาท ต้องตายก่อนตาย พบใจ ถึงใจ เงียบ
สงบ สนั ติ (นพิ พาน) บอ่ ย ๆ ๆ ๆ ๆ...
ถ้าต้องจบภพชาติ ก่อนตาย มันก็คือ ต้องเป็นตามนั้น
อย่าไปพยายามย้ือไว้หรือหาทางใดให้มันไม่เปน็ ไปตามธรรม เพราะ
ธรรมชาติของความดับไม่มีสว่ นเหลอื นั้นมอี ยูแ่ ล้ว เหมือนแสงสว่าง
ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ คนไม่ได้ตาบอดแล้วแต่จะแกล้งปิดตา
เพื่อไม่ให้เห็นแสงทำไม คนตามองเห็นดี ๆ แทนที่จะมาช่วยกัน
รักษาคนตาบอด กลับแกล้งปดิ ตาเพือ่ ให้อยู่ชมรมคนตาบอดได้ มัน
ก็บ้าเห็น ๆ อยู่เจ้าค่ะ ที่สำคัญคือถ้ายื้อไว้ไม่ยอม “จบ (อวิชชา)
ก่อนตาย” มันจะกลายเป็น “ตายกอ่ นจบ” จะเสยี หายหนกั เจ้าค่ะ
หลวงตา : ถกู ตอ้ งแล้ว
๑๑๘ | หมอจงุ๋ จง๋ิ
๘ ธนั วาคม ๒๕๖๔
หลวงตา : ชีวิตเหมือนดังเทียนติดไฟ เคล่ือนไปสู่ความแก่
ความเจบ็ ความตาย ความดบั ตลอดเวลา ไมว่ ่าเจา้ ตวั จะรู้หรอื ไม่
ก็ตาม อยู่ที่ว่าก่อนที่จะดับไป แสงสว่างแห่งไฟเทียนเปรียบด่ัง
ปัญญาได้เป็นประโยชน์แก่ตนเอง (พาตนให้พ้นทุกข์) และ
ให้ประโยชน์แก่ผูอ้ ่ืนหรอื ไม่ หรอื วา่ ดับไปด้วยโมฆะ
เมื่อวานได้หนังสือจากพระอาจารย์ไพศาล วิสาโล เล่มหน่ึง
ที่ชื่อว่า “คำตอบ” เป็นภาพปกเต็นท์ที่พักชั่วคราวกางอยู่ใต้
ต้นไม้ใหญ่ มันทำให้ลกู สงบทันทีท่ีเห็นหน้าปกและรู้สึกว่า ลูกโชคดี
เหลือเกินที่พบสิ่งที่เป็น “คำตอบ” ในชีวิตแล้ว แม้ไม่สามารถ
บรรยายออกมาเป็นคำพูดได้แม้แตค่ ำเดยี ว เพื่อจะสือ่ ถึงคำตอบนน้ั
เพราะเป็นส่ิงที่ไมอ่ าจบรรยายได้จริง ๆ ได้แต่รแู้ กใ่ จตนเองและรู้ว่า
ในที่สุดชีวิตอันเป็นของชั่วคราวนี้ ก็ได้พบต้นไม้ใหญ่ให้ได้พักพิง
ในบั้นปลายเสียทีเจ้าคะ่ และวันน้กี ก็ ระแทกใจร้องไห้ในรูปเปลวเทียน
ที่หลวงตาส่งมามองรูปแรก (ยังเลื่อนไปไม่ถึงรูปที่สอง) ใจมันก็
ปรุงแต่งคิดว่าเดี๋ยวคงเป็นรูปเปลวเทียนมอดดับเหมือนทุกทีแหละ
แต่กลับไม่ใช่เจ้าค่ะ กลับเป็นรูปแท่งเทียนทีล่ ะลายจนกำลังจะหมด
แท่งอยู่แล้ว แต่เปลวเทียนยังคงสว่างโชติช่วงมันกลับทำให้ลูกรู้ว่า
แม้สังขารจะเสื่อมลงไปเรื่อย ๆ จนใกล้แตกดับ แต่เปลวเทียนยังคง
สว่าง เป็นประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่นอยู่ ตราบทุกปัจจุบันขณะ
ที่ยังไม่ดับมอดลง... จึงรู้ว่าลูกยังสามารถเป็นประโยชน์แก่ตนเอง
และผู้อื่นได้ โดยใช้ชีวิตในทุกปัจจุบันขณะด้วยปัญญาที่รู้แก่ใจ
เห็นทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๑๙
ในสัจธรรมของธรรมชาติและปัญญานั้นจะส่องสว่างให้ผู้อื่น
ได้พบ “คำตอบ” ในตัวเขาเองบ้าง และที่สุดแล้วทุกสิ่งก็คืนเป็น
หน่งึ เดียวกบั สจั ธรรม และเป็นส่วนหนงึ่ ของ “คำตอบ” นั้น แท้จริง
โลกนีไ้ ม่มีคำถาม... มันมีแต่ “คำตอบ” เจ้าคะ่
หลวงตา : สาธุ สาธุ สาธุ ในที่สดุ ทุกชวี ติ ไมเ่ วน้ แม้แตพ่ ืช ก็ต้อง
กลับคืนสู่ธรรมชาติเดิม แต่ก่อนธาตุขันธ์จะตายแตกดับ จะต้อง
ตายก่อนตาย คือให้ความยึดถือหรือความอาลัยโลก ความส้ิน
กิเลส ตัณหา ถึงใจที่เป็นอมตธาตุ วิสังขาร อสังขตธาตุ สุญญตา
ซึ่งเป็นธรรมชาติเดิมแท้ที่เงียบ สงบ สงัด สันติ (นิพพาน)
เสียก่อน ไมด่ กี วา่ หรอื …
ธรรมอันปราศจากรส - บันทึกการสนทนาธรรมกับองค์หลวงตา
๑๐ ธันวาคม ๒๕๖๔
หลวงตา : พูดธรรมะให้ละเอียดถึงใจ ออกมาจากใจจริง ๆ
ทั้งประโยชน์ตนและประโยชน์ท่าน
หมอจุ๋งจิ๋ง : ฟังหลวงตามาก็รู้สึกว่าหลวงตากล่าวได้ถูกต้องแล้ว
สิ่งที่ทำให้เราเป็นทุกข์ก็คือสิ่งที่เป็นอุปนิสัย เป็นอาสวะของเราเอง
ที่มันเคยชินที่จะไปคิดแบบนั้นทำแบบนั้นโดยที่ไม่ได้รู้เท่าทันว่า
เป็นความคิดปรุงแต่งอุปนิสัยของลูกคือห่วงคนอื่น ช่วยคนอ่ืน
แคร์คนอื่น ประมาณนี้เจ้าค่ะ จริง ๆ มันไม่ได้มีอะไรทำให้ตัวเอง
ทุกข์เลย ตัวเองก็ไม่ได้อยากได้อะไร แล้วก็ไม่ได้อยากได้อะไรจาก
คนอื่น ไม่ได้อยากทำใหใ้ ครเดือดร้อน การปฏิบัติธรรมก็ดี มันก็รู้ธรรม
๑๒๐ | หมอจงุ๋ จ๋งิ
เห็นธรรมมันชัดเจนมาเรื่อย ๆ แต่พอถึงที่สุดจริง ๆ น่ะ จะเดินไป
ลาออก พอพ่อแมม่ ารทู้ หี ลัง แม่บอกวา่ พ่อเครยี ดมากๆ เลย กลวั ว่า
ลูกจะลาออกมาไม่มีสิทธิ์การรักษากลัวว่าลูกจะตาย แล้วกลัวว่า
ลูกจะบวชก็คงเป็นสิ่งที่อยู่ลกึ ๆ ในใจ เมื่อวานคุยกับหลาย ๆ ท่าน
เรื่องหนังสือเกี่ยวกับเรื่องธรรมะของการเจ็บป่วยที่จะเผยแพร่
เขาดูยังไม่ต้องการให้ลูกเปิดเผยต่อใครว่าเจ็บป่วยถึงระยะสุดท้าย
ตัวเขาเองกร็ ับไม่ได้ ก็ไม่ต้องการใหค้ นอืน่ รู้ คอื เดนิ ออกไปหัวแบบนี้
เขาจะรีบเตอื นทันทีบอกวา่ หมวกอย่ไู หน มนั ก็มคี วามเศรา้ หมองอยู่
ลึก ๆ จริง ๆ หมายถึงว่ามันแค่นิดเดียวที่เราคลางแคลงใจว่า เอ๊ะ!
หรือจะยังไงดี เรื่องหนังสือธรรมะ แค่นิดเดียว... มันไม่ออกเลย
มนั ปิดดว้ ยความกงั วลเจ้าค่ะ
หลวงตา : ใช่ ๆ ก็เพราะว่ามันเป็นความไม่บริสุทธิ์แล้ว เพราะว่า
ความบริสุทธิ์นี่มันหมายถึงว่าในใจมันไม่มีอะไร มันจึงเป็นบริสุทธิ์
จริง ๆ มันไมม่ อี ะไรค้างคาอยู่ในใจเลย แม้แต่ค้างคาอยู่ในใจเท่ากับ
เมล็ดงาหรือปรมาณูเดียวก็ไม่มี มันเกลี้ยงเกลาไปหมดเลย
เรอื่ งกังวลอะไรในใจเลยแม้แตน่ ้อยหนึ่ง นดิ หน่ึง ปรมาณูหน่ึงก็ไม่มี
ถึงบอกว่าธรรมของพระอริยเจ้าทั้งหลาย คือ ความสิ้นกังวล
ความไม่กังวล ความไม่ยึดมั่นถือมั่น จะเป็นอะไรก็เป็นไปตาม
ธรรมเลย ธาตุขันธ์จะแตกจะเป็นนู่นจะเป็นนี่อะไรก็เป็นไปตามธรรม
ท่านไม่กังวลเพราะท่านไม่ยึดมั่นถือมั่น สิ้นกังวล สิ้นยึดมั่นถือม่ัน
ดังนั้นถ้าในใจเรามีอะไรก็ตามที่มันกังวลหรือมันค้างอยู่นิดหน่ึง
เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๒๑
เขียนธรรมะไม่ออก พูดธรรมะไม่ออกจากใจ มันไม่บริสุทธ์ิ
แล้วอีกอย่างหนึ่งผู้ที่รู้เขาก็เห็นได้ มันก็มองเห็นแล้วว่าใจที่มัน
เปรียบเหมือนความว่างเปล่าของท้องฟ้าของจักรวาลมันมีจุดดำอยู่
ผู้ที่ท่านมีญาณมีฌานคมแก่กล้า ท่านก็จะมองเห็นว่าภายในใจเรา
มันมีอยู่มากหรือน้อยไม่รอดพ้นจากความรู้ ความสามารถพิเศษ
ของพ่อแม่ครูบาอาจารย์ไปได้ เพราะฉะนั้นธรรมดาพระอรหันต์
ทั้งหลายท่านจะไม่มี เกลี้ยงเกลาไปหมดเลย แต่ความคิดในขันธห์ า้
ความปรุงแต่งในขันธ์ห้าที่ใช้งานมันก็เหมือนเป็นเวฟ เป็นคลื่นแล้ว
หายไปเป็นขณะ ๆ หายไปในอากาศไม่มีค้างอยู่ในใจที่เปรียบ
เหมือนท้องฟ้าหรือเปรียบเป็นอากาศจะไม่มีค้างอยู่เลย มันจะเกิด
แล้วหายไป พอคิดใหม่ก็เกิดข้นึ ใหม่ ในใจของท่านจงึ ไมม่ ีอะไรเหลือ
ค้างไว้เป็นกังวล เป็นความยึดมั่นถือมั่น เป็นความคับแค้นใจ...
ไม่มี... ไม่มี... ธรรมที่มันปรุงออกมาเป็นสมมติมันต้องปรุงออกมา
จากใจที่เป็นวิมุตติคือความบริสุทธิ์ ดังนั้นถ้าใจมันไม่บริสุทธิ์แล้ว
มันมีค้างอะไรอยู่ เวลามันจะพูดธรรมออกมาเวลาจะเขียนธรรม
ออกมา มันออกมาจากความบริสุทธิ์ไม่ได้ เวลามีความรู้พิเศษ
ภายในมันก็ร้อู อกมาจากความปรงุ แตง่ มันกจ็ ะเปน็ ความผดิ พลาด
หมอจุ๋งจิ๋ง : ลูกพิจารณาว่าไม่ว่าอะไรท่ีมันจะเกิดข้ึน มันต้อง
ซ่ือตรงต่อธรรม คือเป็นธรรมที่เป็นความจริง คือถ้าเกิดมัน
เป็นความจริงมันก็ต้องเป็นความจริง ไม่ว่าในเรื่องของการเจ็บป่วย
การแตกดับของธาตุขันธ์หรือแม้แต่อริยสัจภายในใจ คือถ้าเกิด
๑๒๒ | หมอจงุ๋ จิ๋ง
มันจริงมันก็จะแสดงตามจริงตามนั้น ซึ่งมันไม่มีประโยชน์ที่จะ
ปิดบังความจริงเพื่อผู้ใดหรือเพื่อสิ่งใดเจ้าค่ะ เพราะว่าความจริง
มันปิดบงั ไมไ่ ด้คือจะยังไงเรากร็ แู้ ก่ใจวา่ มันเป็นแบบน้ัน
หลวงตา : อย่างเราเจ็บไข้ได้ป่วยอย่างเนี้ย พ่อแม่รักลูกห่วงลูก
มนั กเ็ ปน็ เร่ืองปกติ เราก็ตอ้ งเห็นเปน็ ปกตขิ องเขา เราจะไปบอกเขา
เราจะไปห้ามไม่ให้เขาห่วง เขากังวล เขาเสียใจมันก็ไม่ได้ อะไรก็ตาม
ทไี่ ปพูดทำให้เขาสะเทือนใจ พูดไปแลว้ ทำให้ท่านไมส่ บายใจกอ็ ย่าไปพูด
แล้วก็ทุกคนถึงเวลามันก็ต้องยอมรับความจริง ทั้งตัวเราเองก็ต้อง
ยอมรับความจริง ความจริงย่อมเป็นความจริง คนป่วยจะบอกว่า
ไม่ป่วย ๆ ๆ ก็มันป่วยแต่มันป่วยแต่กายแต่ใจมันไม่ป่วย ใจเดิม
มันป่วยไม่ได้ มันป่วยแต่ธาตุขันธ์ที่มนั เป็นสงั ขารแตกดบั แต่ใจเดิม
มันไม่แตกไม่ดับมันเป็นอมตะ มันไม่แตกไม่ดับไม่มีใครตาย มีแต่
ธาตุขันธ์มันเจ็บมันป่วยไม่สมดุลเป็นเพราะกรรม แต่ใจเดิมแท้
มันเป็นธรรมชาติที่มันไม่มีตัวตนรองรับ เลยไม่ต้องไปรับกรรมมัน
รับกรรมเฉพาะขนั ธ์ห้าท่ีเจ็บป่วยแล้วกแ็ ตกดับไป แต่ใจเดิมแท้หรือ
จิตดั้งเดิมแท้หรือจิตบริสุทธิ์ ใจบริสุทธิ์ ที่เรียกว่า “นิพพานธาตุ”
มันเป็นธรรมชาติที่ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่แตก ไม่ทำลาย มันไม่มีตัวตน
ไม่มีรูปลักษณ์ มันไม่ต้องรับกรรม มันรับกรรมเฉพาะส่วนที่เป็น
สังขารปรุงแต่ง พ้นสังขารปรุงแต่งแล้วมันไม่มีอะไรรับกรรม
ธรรมชาติปรุงแต่งมันก็เปรียบเหมือนฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า
แต่จิตเดมิ แท้ธรรมชาตเิ ดมิ แท้เหมือนท้องฟ้าหรือความว่างของอวกาศ
เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๑๒๓
หรืออวกาศที่ว่างเปล่า มันไม่ต้องรับกรรมมันพ้นสังขารปรุงแต่ง
ส่วนสังขารปรุงแต่งที่นกหรือแมลงบินผ่านท้องฟ้า มันไร้ร่องรอย
ในใจ บนิ ผ่านแลว้ ก็แล้วไป บินผา่ นแลว้ ก็แล้วไป นกบินผ่านท้องฟ้า
ย่อมไร้ร่องรอย ดังน้ันถ้ามันมีร่องรอยความรักความห่วงใย
ความกังวลกลัวว่าพ่อแม่จะเสียใจ กลัวว่าเราจะเป็นนั้น กลัวว่าเรา
จะเป็นนี้อันเนี้ยมันแสดงว่ามันยังเข้าไม่ถึงธรรมชาติเดิมแท้
มันยังไปติดอยู่ที่ความปรุงแต่ง คือไปติดแค่ก้อนเมฆความปรุงแต่ง
ยังไม่เลยไปถึงท้องฟ้า ธรรมชาติเดิมของท้องฟ้ามันไม่เคยหาย
ไปไหน เป็นธรรมชาติเดิมทเ่ี ปน็ อยู่เช่นนนั้ ตลอดกาล... ในใจเรา...
หลวงตา : แต่เราหลงไปกับความปรุงแต่งด้วยความยึดมั่นถือมั่น
เราเลยมองไม่เห็นมันแต่แท้จริงมันไม่เคยหายไปไหน มันเป็น
ความสงบ เป็นความเงียบ เป็นสันติ เป็นความดับเย็น ส่วนที่มัน
เร่าร้อน ที่มันปรุงแต่งที่มันกระเพื่อมไปตามความคิดความปรุงแต่ง
ไปตามสุขทุกข์มันเป็นส่วนของปรุงแต่ง เปรียบเหมือนมันเป็น
สว่ นของฟ้าแลบ ฟา้ ร้อง ฟา้ ผ่า เปรียบเหมอื นเปน็ ก้อนเมฆที่เคลื่อน
ไปในท้องฟ้า แต่ธรรมชาติเดิมแท้มันเป็นความว่างเปล่าเหมือนดั่ง
ท้องฟ้า ที่ไม่มีท้องฟ้าหรอก มันเป็นความว่างทั้งอนันตจักรวาล
มันมองเห็นเหมือนมีท้องฟ้า แต่จริง ๆ แล้วมันกลับไม่มีท้องฟ้าท่ี
เป็นแผน่ ฟ้า มนั เป็นความวา่ งเปล่าจากความปรุงแต่งใด ๆ ความคิด
ความปรุงแต่งที่ว่าเราเป็นนั้น เราจะเป็นอย่างนี้ เราจะแตก เราจะดับ
เราจะตาย เราจะปวด พ่อแม่จะเสียใจ เราจะเป็นนั่นเป็นนี่ อันน้ัน
๑๒๔ | หมอจ๋งุ จิ๋ง
มันเป็นความปรุงแต่ง เราไปติดอยู่ ไปติดอยู่ที่ก้อนเมฆ ไปติดอยู่ท่ี
ฟ้าแลบ ฟ้าร้อง ฟ้าผ่า แต่ใจเดิมแท้เป็นท้องฟ้ากลับมองไม่เห็น
ความหลงกับความปรุงแต่งมาบังมันหมด แค่มันมาบังเฉย ๆ
มันไม่ได้หายไป หรือท่านเปรียบไว้เหมือนกับว่าความปรุงแต่ง
เหมือนเป็นจอกแหนที่ลอยมาปิดผิวหน้าน้ำ จิตเดิมแท้เปรียบ
เหมือนน้ำนิ่ง น้ำใส น้ำสงบ น้ำใสสะอาด น้ำบริสุทธิ์ที่อยู่ใต้จอก
แหน เพียงแต่ว่าความคดิ อารมณ์ ความวิตกกังวล ความเศร้าหมอง
ความยึดมั่นถือมั่นมันเหมือนจอกแหนทีม่ าสานกันปิดอยู่ผิวหน้าน้ำ
ทน่ี ง่ิ ใส สงบ สะอาด บริสุทธิ์ อยใู่ ต้ล่าง เราจะพบความจรงิ อันนี้ได้
พบธรรมชาติเดิมแท้ได้ ต้องปล่อยให้สังขารเป็นสังขาร ไม่มีใคร
ไปทำอะไรกับสังขาร ปล่อยให้สังขารเป็นสังขารปรุงแต่งอย่างท่ี
เขาเป็นตามความเป็นจริงในปัจจุบันขณะ ปล่อยให้จอกแหนคง
เป็นจอกแหนอย่างที่เขาเป็น แล้วก็จะรู้แจ้งเองว่าใต้จอกแหนน้ัน
เป็นใจที่ใสสะอาดบริสุทธิ์ ว่างเปล่า สงบ เงียบ สันติ ปราศจาก
ความทุกข์ ความเศร้าหมอง ธรรมชาติเดิมแท้หรือใจที่บริสุทธ์ิ หรือ
จิตที่บริสุทธิ์หรือธาตุรู้ที่บริสุทธิ์ มันเป็นธรรมชาติเดิม ส่วนสังขาร
ปรุงแต่ง มันจะเป็นกศุ ล อกศุ ล จะถกู ใจ ไม่ถกู ใจ หรือวา่ จะเป็นบุญ
เป็นบาปเป็นอะไรก็ตาม มันก็เป็นเพียงแค่ส่ิงปรุงแตง่ สิ่งใดสิ่งหนึง่
มีความเกิดขึ้นมาเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหมดน้ันย่อมดับไปเป็น
ธรรมดา มันเป็นธรรมชาติของความปรุงแต่งและธรรมชาติของ
ความไม่ปรุงแต่ง ความปรุงแต่งย่อมเป็นสิ่งเกิดดับ สิ่งเกิดดับย่อม
เกิดดับอยู่ในธรรมชาติไม่เกิดดับ ความเกิดดับทั้งหมดมันก็เกิดดับ
เห็นทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๒๕
อยู่ในใจ มันเกิดที่ใจและดับไปที่ใจที่ไม่ปรุงแต่ง เขาเกิดแล้วเขาก็
ดบั ไปตามธรรมดา เกดิ เองดบั เอง เกดิ เองดบั เอง ไม่มใี ครไปทำอะไร
กับเขาก็จะพบใจ “ผู้ใดพบใจ ผู้นั้นพบธรรม ผู้ใดถึงใจ ผู้นั้นถึง
พระนิพพาน” มันสงบเย็นโดยธรรมชาติของเขาที่เป็นเช่นนั้นเอง
ไม่ใช่เราไปทำให้เป็น ไม่มีใครตายเพราะความเป็นตัวตนมันไม่มี
อยู่จริง มันไม่มีแต่แรกอยู่แล้ว มีแต่สังขารเกิดดับอยู่ในธรรมชาติ
ไม่เกิดดับ ที่แตกดับไปเฉพาะสังขาร แต่ธรรมชาติเดิมแท้ที่เป็น
วิสงั ขาร เปน็ นิพพานธาตุ ไมแ่ ตก ไม่ดับ ไม่ตาย ไมอ่ าจถูกทำลายได้
สิ่งท่มี ีอยู่ นงั่ ฟังธรรมหลวงตาเป็นของสมมติชว่ั คราว ไม่ไดเ้ ปน็ ถาวร
เหมือนกับเป็นของที่ยืมเขาใช้ ขันธ์ห้านี่เป็นของยืมธรรมชาติเขาใช้
เสร็จแล้วก็ต้องคืนธรรมชาติเขาไป ของให้อาศัยแล้วสุดท้ายทุกคน
ทุกชีวิตก็ต้องจากไป จากช้าจากเร็วก็ต้องจากไปทุกคน เพียงแต่ว่า
กอ่ นจากไปรแู้ จง้ ถึงสจั ธรรมความจริงนไี้ หม ถ้าก่อนจากไปเขารู้แจ้ง
ถึงสัจธรรมความจริงน้ี เขาก็จากไปด้วยความสงบ แต่ถ้าจากไปโดย
ไม่รู้แจ้งถึงสัจธรรมความจริงนี้ มันก็จากไปด้วยความทุรนทุราย
กระเสือกกระสนด้วยความยึดมั่นถือมั่นด้วยความทุกข์ ตายแล้ว
ก็ยังต้องไปทุกข์ต่ออีก มันต้องเลือก พร้อมที่จะเลือกใจที่สงบเย็น
เป็นธรรม... เป็นเคร่ืองอยู่ “นิพพาน” แปลว่าสงบ แปลว่าเย็น
แปลว่าดับ “สันติ” มันเป็นไวพจน์ของนิพพาน ความไม่มีใครเป็น
เจ้าของ เป็นธรรมชาติที่เป็นเช่นนั้นเอง มันไม่ได้ขึ้นกับเหตุปัจจัย
การปรุงแต่งของสิ่งใด ๆ ทั้งหมด ไม่มีมนุษย์คนใดจะไปปรุงแต่งให้
มันเป็นนิพพานธาตุได้ ไม่มีพระเจา้ องค์ใดจะเสกเป่าแสดงอิทธฤิ ทธิ์
๑๒๖ | หมอจุ๋งจิง๋
ใหไ้ ปเปน็ นพิ พานธาตุได้ แมแ้ ตพ่ ระเจา้ น้ันก็ตอ้ งมาเกดิ แล้วต้องมา
ปฏิบัติเองเหมือนกัน เข้าถึงสภาพความสิ้นยึด สิ้นหลงปรุงแต่ง
จึงไปเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติเดิมแท้ที่ไม่ปรุงแต่ง สิ้นหลงยึดม่ัน
ถือม่ันเปน็ เรา เปน็ ตัวเรา เปน็ ของของเรา ถา้ เรายงั ยดึ ม่ันมเี รามีเขา
มีเขามีเรา มันก็ยังมีแต่ความยึดมั่นถือมั่นให้เป็นทุกข์ มันเป็น
สังโยชน์สิบ เป็นปฏิจจสมุปบาท เป็นอวิชชาปัจจยาสังขารา
สังขาราปัจจยาวิญญาณัง ต้องรู้แจ้งในปฏิจจสมุปบาท ขาดจาก
สังโยชน์สบิ โดยถาวรสิ้นเชิงนะ
หมอจุง๋ จิง๋ : เขา้ ใจเจา้ ค่ะหลวงตา จรงิ ๆ ความห่วงความกังวลของ
พ่อแม่มนั เป็นความคดิ ปรุงแตง่ ของเราเอง ซ่ึงมันก็เปน็ กองไฟเล็ก ๆ
ในจักรวาลน่ะเจ้าค่ะ ท้ายที่สุดกองไฟมันก็ดับลงไปเอง ทุกสิ่ง
ทุกอย่างมนั ก็เกดิ เองแล้วกด็ บั เองจริง ๆ
หลวงตา : ถ้าเห็นความคิด ความปรุงแต่ง แม้แต่ความทุกข์
แม้แต่กิเลส ตัณหา เป็นเหมือนการจุดไฟขึ้นมาในธรรมชาติของ
ความว่างเปล่าของจักรวาล มันก็ไม่มีอะไรต้องหลงไปกับไฟน้ัน
มันก็ไม่มีใครต้องไปถูกไฟเผาให้เป็นทุกข์ เพราะไฟที่จุดขึ้นมาใน
ความวา่ งเปล่าของจกั รวาล ความวา่ งเปล่าของใจ เมอื่ จดุ ขึ้นมาแล้ว
เขากต็ ้องดับของเขาไปเอง ไม่มีใครต้องพยายามไปดบั เขา
หมอจุง๋ จ๋ิง : เจ้าคะ่ หลวงตา ความหลงมันทำใหเ้ ป็นทกุ ข์ ทกุ ขท์ ั้ง ๆ
ที่มันไม่มีอะไรเลย ไม่ได้มีอะไรเลยท่ีน่าให้ไปหลงแบบนั้น เพราะว่า
ทกุ สิ่งมันไม่ใชข่ องเราจรงิ ๆ
เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๑๒๗
หลวงตา : ทุกปัจจุบันขณะ ปล่อยให้ในใจมันมีความคิดอารมณ์
ความรู้สึกต่าง ๆ มีอาการอะไรก็ตาม ปล่อยให้มันเป็นธรรมชาติ
ที่เกิดเองดับเอง เกิดเองดับเอง เราไม่ได้เป็นผู้ทำเกิด เราไม่จำเป็น
ต้องเป็นผู้ไปไล่ดับเขา สังขารในใจทั้งหมด ไม่ว่าจะเป็นความรู้สึก
นึกคิดอารมณ์ จะถูกใจไม่ถูกใจ เป็นสุข เป็นทุกข์ เป็นผ่องใส
เป็นเศร้าหมอง เป็นดี เป็นชั่วยังไงก็ตาม ไม่หลงไปกับมันซะอย่าง
รู้แก่ใจว่ามึงอยากเกิดเอง มึงก็ดับเอง ไม่มีใครหลงไปกับมึง
ไม่ต้องมาล่อลวงให้ลุ่มหลง แค่นั้นแน่ะใจมันก็พ้นทุกข์นิพพานเลย
แต่ต้องเห็นจริง ๆ นะ ไม่ใช่แกล้งพูดเฉย ๆ อาการมันก็เกิดเองดับเอง
ในใจ ไม่ว่าอาการนั้นจะเป็นยังไงก็ตาม อาการที่เกิดขึ้นในใจ
มันไม่เคยรู้เลยว่า... พออาการมันเกิดขึ้นมาแล้ว แสดงตัวมันเลยว่า
กูเป็นกิเลส กูดี กูชั่ว กูสุข กูทุกข์ กูเศร้าหมอง กูผ่องใส อาการมัน
ประกาศไหม? อาการทุกอาการมันไม่เคยรู้เลยว่ามันเป็นอย่างไร
แต่เราสิไปยึดถือมันแล้วก็หลงไปกับมัน แล้วไปรังเกียจมัน หลงไป
กับมัน ไปผลักไสมัน พยายามไม่ให้ไปติดมัน ไปยุ่งกับมันตลอด
วุ่นวายหมด สารพัด เราเป็นคนไปให้ค่ามัน เรานี่แน่ะไอ้ตัวรู้นี่แน่ะ
คือตัวร้าย พอไปรู้มัน ความคิด อารมณ์หรืออาการต่าง ๆ มันเป็น
อารมณ์ เป็นสิ่งที่ถูกรู้ ส่วนผู้รู้เนี่ย จิตมันคือผู้รู้ ที่เราไปยึดว่า
เป็นเรา หรือยึดจิตเป็นเรา เป็นตัวเรา เป็นของของเราเนี่ย ที่ไปรู้
ความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ รู้อาการ รู้นั่นรู้นี่ เป็นตัวพากษ์ เป็นตัวพูด
เป็นตัวที่พอใจไม่พอใจ เป็นตัวยึดมั่นถือมั่น อาการมันเกิดขึ้นตาม
เหตุปัจจัย ตามนิสัยสันดานของเจ้าตัว มันตรงไปตรงมา ใครมีนิสัย
๑๒๘ | หมอจ๋งุ จิง๋
สันดานยังไง อาการความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ขึ้นมาแต่ละขณะ
ปัจจุบัน มันก็เป็นอย่างที่มันเป็น เพราะมันเป็นความเคยตัว เคยใจ
สั่งสมมาเหมือนดอกเบี้ยทบต้นมาเป็นอสงไขย เป็นกัปป์ เราจะไป
ห้ามมันได้ยังไง แต่ขอให้รู้ว่าอาการทุกอาการมันเป็นอนุสัยสันดาน
ยังไงก็ตาม มันเป็นเพียงแค่อาการที่เกิดเองแล้วก็ดับเอง มันไม่ได้ดี
มันไม่ได้ชั่ว แต่ที่เราไปยึดไปเป็นผู้รู้อาการ มันเป็นผู้เลือก มันเป็น
ผู้ให้ค่าที่แตกต่าง แล้วมันก็ยึด อันไหนมันถูกใจเรา เราก็ติดใจ
เพลนิ ใจ ยนิ ดี หลงไปกบั มนั อนั ไหนไม่ถูกใจ เรากไ็ มพ่ อใจ หงุดหงิด
ฮดึ ฮัด ดน้ิ รนผลักไส ไม่พอใจ หลงเพลินไปทั้งพอใจ ไมพ่ อใจ ติดรัก
ติดชัง อันนั้นแหละเป็นเหตุ แต่ธรรมชาติเดิมแท้ ไม่มีหรอกมันพ้น
อาสวะอนุสัยนิสัยสันดานไปหมดแล้ว เพราะอาสวะ นิสัยสันดาน
หรืออาการใด ๆ เนี่ยมันเป็นแค่สังขารปรุงแต่ง ถ้าใจน่ะมันเป็นธาตุรู้
มันรู้ว่าเนี่ยสังขารในใจ ไม่ว่าจะดีชั่ว สุขทุกข์ บุญบาป กุศล อกุศล
ตามที่เขาให้ค่า ตามที่เป็นความรู้สึกในใจ มันเป็นความปรุงแต่ง
เกิดเองดับเอง ดีก็เกิดเองดับเอง ชั่วก็เกิดเองดับเอง บาปก็เกิดเอง
ดับเอง สุขก็เกิดเองดับเอง ไม่มีใครหลงไปกับมัน นั่นแหละพน้ ทุกข์
เลย ความพน้ ทุกข์อันนี้เรียกว่า “นิพพาน” ไม่มใี ครตายหรอก มีแต่
สงั ขารมนั เปน็ ธรรมชาตทิ ี่ต้องดับไปเปน็ ธรรมดา “ยังกญิ จิ สะมุทะ
ยะธัมมัง สัพพันตัง นิโรธะธัมมันติ” สิ่งใดสิ่งหนึ่งมีความเกิดขึ้น
เปน็ ธรรมดา... ส่งิ ทัง้ หมดนั้นย่อมดับไปเป็นธรรมดา นั่นแนะ่ จึงจะ
ก้าวข้ามไปสู่พระนิพพานประตูแรกคือ พระโสดาบัน เห็นสัจธรรม
ความจริงเห็นด้วยใจ ไม่ใช่หลงไปกับความคิด อารมณ์ หลงไปกับ
เหน็ ทกุ ข์ เห็นธรรม | ๑๒๙
ความปรุงแต่ง รู้มันอยู่เงียบ ๆ อย่างตรงไปตรงมา ไม่ว่าอาการนั้น
จะมีผู้ไปให้ค่า เห็นว่าผู้ไปให้ค่าอาการ ผู้ไปให้ค่าอารมณ์ที่ถูกรู้
ทุกปัจจุบันขณะเป็นสิ่งปรุงแต่ง เกิดดับอยู่ในใจที่ไม่เกิดดับ ใจแท้ ๆ
มันไม่เคยปรุงแต่ง มันไม่สามารถปรุงแต่งให้ค่าทีแ่ ตกต่างได้ เพราะ
มันเห็นวา่ ผู้ที่ไปปรงุ แต่งใหค้ ่านั้นเปน็ สงิ่ ปรุงแต่ง ส่วนใจเดิมแท้เป็น
ธรรมชาติทีไ่ ม่เกดิ ไม่ดบั มันปรุงแตง่ ไมไ่ ด้ มนั จงึ ให้ค่าทีแ่ ตกต่างของ
อะไรไม่ได้ มันเลยยึดถือไม่ได้ หมอจะเขียนหนังสือเล่มสุดท้ายต้อง
เขียนออกมาจากใจสิ้นความปรุงแต่ง เมื่อสิ้นความปรุงแต่งให้ค่าที่
แตกต่างก็สิ้นความยึดมั่นถือมั่น จึงเขียนหนังสือออกมาจากใจท่ี
ตรงไปตรงมา ใสซื่อบริสุทธิ์ แต่จะเขียนออกมายังไงมันก็ต้องใช้
ภาษาสมมติเขียน ธรรมชาติเดิมแท้ มันเป็นธรรมชาติไม่ปรุงแต่ง
มันตีแผ่ออกมาไม่ได้ มันเป็นปัจจัตตัง มันรู้ได้แก่ใจของตัวเองดี
แต่มันไม่สามารถปรุงแต่งมาเป็นภาษาได้ มันก็ได้แต่เพียงแค่พูด
เทียบเคียงไป แต่อยากจะรู้ว่าธรรมชาติเดิมแท้ ธรรมชาติของใจท่ี
บริสุทธิ์เดิมแท้มันเป็นอย่างไร มันต้องได้ดื่มกินรสชาติเดียวกัน
รสของใจท่ไี ม่ปรุงแต่ง “รสออรจิ ินอล” เปรียบเหมือนรสออริจินอล
คือรสน้ำเปล่า รสจืดน่ะรสน้ำเปล่านี่ ส่วนรสปรุงแต่งเหมือนกับ
รสน้ำหวาน คือน้ำหวานปรงุ แต่ง มันเปน็ โทษ เป็นทกุ ข์ เราเผลอไป
กินมันมาก ๆ เหมือนกับอาการ ความรู้สึกนึกคิดอารมณ์ อาการ
ภายในจิตใจเราเป็นความปรุงแต่ง เราหลงไปกับมันมาก ไปดื่มกิน
มันมาก ๆ เป็นเบาหวานตาย มันอ้วน เพราะว่ามันหวาน แต่ถ้ากิน
น้ำเปล่าออริจินอล เอออย่างเนี้ยไม่มีโทษมีภัย อย่างมากก็แค่อิ่ม
๑๓๐ | หมอจุ๋งจ๋งิ
แล้วก็กินต่อไม่ไหว รสปรุงแต่งเนี่ยมันอันตราย สู้รสเดิมแท้ไม่ได้
ของเดิมแท้ ใจบริสุทธ์ิ ใจเดมิ แท้ เออ รสอะไรไม่ประเสรฐิ เท่ากับรส
ของพระธรรม รสของพระนิพพานคือรสดั้งเดิมแท้ (รสออริจินอล)
ได้ดื่มรสออริจินอลแล้วมันก็ไม่รู้จะไปบอกกับใครว่ารสชาติของ
น้ำเปล่าเน่ียมนั กินแล้วเปน็ ยงั ไง มนั พูดไดแ้ ตเ่ พียงว่าถ้าคณุ อยากจะ
รู้รสชาติเป็นไง คุณก็ลองมาดื่มเองบ้างก็แล้วกัน คุณดื่มแล้วคุณจะ
ได้ไมต่ ้องถาม เออ รสชาตขิ องใจเดมิ แท้ รสชาตทิ ม่ี ันจดื สนิท ไม่สุข
ไม่ทุกข์ ไม่ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง ไม่ดีใจ ไม่เสียใจ นั่นแน่ะรสชาติ
เดิมแท้ มันจืดสนิท อยากรู้เหรอ อธิบายยากต้องมาดื่มเอง ดื่มเอง
แล้วก็ไม่ต้องถามว่ารสชาติของใจเดิมแท้ มันจืดสนิทมันเป็นยังไง
ดื่มรสของใจ รสจืดสนิท รสออริจินอล เออ ความคิดอารมณ์ปรุงแต่ง
มนั เป็นทุกขม์ าก อยา่ ไปดม่ื มนั มาก ดื่มมากเปน็ ทกุ ข์ เข้าใจไหม?
หมอจุ๋งจิ๋ง : เข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ก็ไม่ว่าน้ำหวานมันจะหวานแค่ไหน
ถ้าไมด่ ืม่ มัน มนั กไ็ มเ่ ป็นทุกขเ์ จา้ คะ่
หลวงตา : ใช่แล้ว น้ำหวานในโลกนี้มีไม่รู้กี่ยี่ห้อ เราก็ไม่ต้องคิด
จะทำลายมันให้หมด แต่ไม่ดื่มมันแค่นั้นแน่ะ เออมันก็จะได้ดื่มรส
น้ำจืดเอง รสจืดของใจเอง รสออริจินอล รสเดิมแท้ มันสงบ
มันเงียบ มันสงัด มันร่มเย็น มันพ้นทุกข์ มันดับความทุกข์ร้อน
มันถอนความพอใจ ความไม่พอใจใด ๆ เสียสิ้น มันสงบเย็น
เป็นอมตะ มันตายแตกดับเฉพาะความปรุงแต่ง แต่รสเดิมแท้
รสจดื สนิท เปน็ อมตะ
เหน็ ทกุ ข์ เห็นธรรม | ๑๓๑
หมอจุ๋งจ๋งิ : ไม่รู้จะเขยี นยังไงเลยเจา้ คะ่
หลวงตา : ก็เขยี นบอกว่า โปรดไปดม่ื เอง หลวงตากส็ รรหาตัวอย่าง
สรรหาธรรมมาพูดสารพัด แต่ไม่ว่าจะพูดยังไง มันก็ได้แต่พูด
ปรุงแต่งเทียบเคียง มันพูดได้แต่ให้คนไปดื่ม เขาต้องดื่มเสียก่อน
มันถึงจะไม่ต้องพูดกัน ต่างคนต่างดื่มรสชาติของใจ รสที่เลิศที่สุด
ในโลก ถึงจะสอน จะพูดยังไง มันก็ได้แค่เปรียบเทียบให้ฟังเฉย ๆ
มันเลยยาก สอนคนน่ะสอนยากมากเลย คนที่ฟังธรรมเราเข้าใจได้
มีน้อย มันยาก เพราะว่าสอนให้คนไปดื่มรสที่ปรุงแต่งน่ะมันง่าย
เพราะใครก็ติดรสปรุงแต่ง รสจืดสนิทนะ่ รสออรจิ ินอลไม่มีใครชอบ
แต่ของอะไรก็ตาม ถา้ มนั เอากเิ ลสทางตา กเิ ลสทางหู กเิ ลสทางจมูก
กิเลสทางลิ้น กิเลสทางกาย กิเลสทางใจ ถ้าปรุงออกมานะ ผลิต
ออกมาขายเพื่อเป็นกิเลส ยิ่งไปถูกใจกิเลสคนเท่าไหร่ยิ่งขายดี
คุณลองไปปรงุ อะไรท่ีทำให้คนส้ินกเิ ลสน่ะขายไม่ออกหรอก ธรรมะ
ที่มันจืดสนิทไม่มีรสชาติ ขายยาก ถึงบอกว่าปรุงอะไรก็ตามที่มัน
ปรุงกิเลส แล้วก็ขายดี แต่เราต้องสวนทางเขา เพราะพวกนั้นน่ะ
มนั กินมากมนั ทกุ ข์
หมอจุ๋งจิ๋ง : ถ้าหมดความอยากที่จะกินรสปรุงแต่งแล้ว มันก็
พน้ ทกุ ข์ไปเลยเจา้ คะ่
หลวงตา : เออ เพราะความอยากมันก็เปน็ รสปรงุ แต่ง หรือไมอ่ ยาก
ก็เป็นรสปรุงแต่ง ไม่อยากทุกข์ ไม่อยากพลัดพราก ไม่อยากให้แก่
ไม่อยากให้เจ็บ ไม่อยากให้ตาย ไม่อยากให้เมื่อย ไม่อยากให้เจ็บ
๑๓๒ | หมอจุ๋งจ๋ิง
ให้ปวด อันนี้ก็เป็นกิเลส เป็นปรุงแต่งเหมือนกัน อย่าไปกินมันนะ
รู้เท่าทนั มันอยา่ ไปกินมนั กินมาก ๆ เดี๋ยวเป็นทกุ ข์!
หมอจงุ๋ จิ๋ง : เจ้าค่ะ มันกง็ ่ายมาก แค่ไม่กนิ รสปรุงแต่ง มนั ก็พอแล้ว
แต่ถ้าเกิดสมมติว่าเราอยากจะไปเปลี่ยนความปรุงแต่งให้เป็น
อยา่ งทเ่ี ราอยากใหเ้ ป็นน่ะ อันน้ันน่ะยาก ยากมากเลย
หลวงตา : แม้แต่อยากใหไ้ มป่ รุงแต่ง อนั นก้ี ็รสปรงุ แต่งนะ
หมอจุ๋งจ๋ิง : ส่ิงใดที่ปรากฏขึ้นมาได้ มันก็เป็นปรุงแต่งทั้งหมด
มันเสมอกนั ในไตรลักษณ์ของความปรุงแต่ง ถ้าเกิดมี เกิดความปรุงแตง่
ขึ้นมา สุดท้ายมนั ก็หายไป แต่ก่อนที่มนั หายไป ถ้ามีผู้ไปเสวย มันก็
เป็นทกุ ขเ์ จ้าค่ะ
หลวงตา : ใช่แล้ว... เหมือนกับรสน้ำหวานในโลกนี้มีหลายยี่ห้อ
มันไม่ได้ทำให้เราเป็นทุกข์ถ้าเราไม่ไปกินมัน เราก็กินน้ำเปล่าของ
เราเรื่อยไป น้ำรสจืด มันก็ไม่ต้องทุกข์อะไร มันก็ไม่ได้มีพิษภัย
แต่มันมีพิษภัยสำหรับคนที่ชอบมัน ติดมัน เหมือนกับยาเสพติดใน
โลกเนี้ย มีคนเขาค้าขายเยอะมาก แต่มีพิษโทษภัยสำหรับคนขาย
คนติด คนเสพมัน แต่มันไม่มีพิษโทษภยั สำหรับคนที่ไม่ไปยุ่งกับมนั
ไม่ไปเสพมัน มันกไ็ ม่มีพิษโทษภัยอะไร
หมอจงุ๋ จิ๋ง : จริง ๆ ลูกคดิ วา่ แก่นของธรรมมันส้ัน ๆ แคน่ ี้ คือสรรพส่ิง
ท่ีเกิดขึ้นมาเองก็ดับไปเอง แต่ตอนท่ีมันยังไม่ดับ ถ้าเกิดสมมติ
เหน็ ทกุ ข์ เห็นธรรม | ๑๓๓
มีผู้ไปเสวยก็เป็นความทุกข์ เป็นวงของปฏิจจสมุปบาท ถ้าเกิดส้ิน
ผเู้ สวย มันก็ไมม่ ผี ูท้ ุกขเ์ จา้ ค่ะ
หลวงตา : ถูกต้องแล้ว พ่อแม่ครูบาอาจารย์ทั้งหลาย ท่านอยู่กับ
รู้แก่ใจว่า “สิ้นผู้เสวย” ความปรุงแต่งมีอยู่แต่ผู้เสวยไม่มี รสชาติ
ของความไม่ปรุงแต่งเนี่ยเป็นรสชาติของใจโดยไม่ต้องเสวย เพราะ
มันเป็นรสของใจเลย ไม่ต้องเอาใจไปเสวย แต่รสปรุงแต่งต้องเอา
ความรู้สึกเป็นตัวเราหรือเอาจิตเอาใจปรุงแต่งเป็นตัวเราไปเสวย
ยึดมาเปน็ ของของเรา
หมอจุ๋งจิ๋ง : จริง ๆ สิ่งนั้นก็คือใจ มันคือของเดิมจริง ๆ เจ้าค่ะหลวงตา
ไมต่ ้องทำอะไรทัง้ ส้นิ
หลวงตา : แล้วมันไม่ง่ายกว่าเหรอ แล้วทำไมจึงต้องไปทำให้มัน
ยุ่งยาก
หมอจุ๋งจิ๋ง : เพราะว่าคนเรามีความอยากเจ้าค่ะ อยากที่จะเปลี่ยน
ใหเ้ ปน็ แบบท่ีเราอยากให้เปน็
หลวงตา : เออ กเ็ พราะว่าความอยาก มนั เป็นรสปรงุ แต่งไง คนเรา
มนั ติดในรสปรุงแต่ง ติดใน “ความอยาก”และ “ความไม่อยาก” ไม่มี
ตัวตนของผู้หลงไปกับความอยากและความไม่อยาก ความอยาก
ความไม่อยาก มันก็ไม่ได้มีพิษโทษภัยกับผู้ใด เหมือนน้ำหวานใน
โลกนี้มีหลายยี่ห้อ ไม่มีผู้ไปอยากกินมันหรือไม่มีผู้ไม่อยาก คือต้อง
๑๓๔ | หมอจงุ๋ จง๋ิ
พยายามหนีมันหวั ซุกหัวซนุ กไ็ ม่ตอ้ งมคี วามทกุ ขอ์ ะไร ท้งั ไมต่ ้องหนี
และก็ไม่ตอ้ งไปเสพ
หมอจุ๋งจิ๋ง : เจ้าค่ะ เพราะไม่ได้หนีแล้วก็ไม่ได้เสพ ทุกสิ่งจึงเป็น
อยา่ งท่มี นั เปน็
หลวงตา : ใช่แล้ว สาธุ! เห็นไหมเริ่มพูดธรรมออกมาจากใจแล้ว
เดิมพูดไม่ออกเห็นไหม เมื่อใจเป็นธรรมที่บริสุทธิ์แล้ว ใจเดิมแท้
เป็นธรรมที่บริสุทธิ์ของเขาเองโดยไม่ต้องเสพ ไม่ต้องเสวย มันเป็น
ธรรมชาติบริสุทธิ์ของใจเอง ดังนั้นเวลาพูดธรรมหรือเขียนธรรม
มันจึงพูดหรือเขียนออกมาจากความบริสุทธิ์ เวลาผู้อ่านที่รู้จริง
ท่านก็จะรู้ผ่านตัวหนังสือ รู้ผ่านคำพูด รู้ผ่านการกระทำ ไปถึง
ความบริสุทธ์ิของผู้นั้นได้ว่าการคิด การพูด การกระทำของเขา
การเขียนหนังสือของเขาออกมาเนี่ย มันออกมาจากความบริสุทธ์ิ
หรือความไม่บริสุทธิ์ มันออกมาจากความปรุงแต่งหรือมันออกมา
จากธรรมชาติเดิมแท้ที่เป็นออริจินอล คนที่เขาได้อยู่กับรสออริจินอล
ของใจแท้ ๆ ของเขา ที่เป็นความไม่ปรุงแต่งเสียแล้ว มีอะไรปรุงแต่ง
แปลกปลอมเข้ามาหน่อย เขารู้เลยว่ามันกินไม่ได้ แต่สำหรับคนที่
กินรสปรุงแต่งมาเรื่อย ๆ เขาก็ชินน่ะ ชินกับรสปรุงแต่ง พอไปกิน
รสจืด ออริจินอล เขาก็กินไม่เป็นเหมือนกัน ไปไม่เป็นเหมือนกัน
มนั ไม่อร่อยกินเข้าไปไดย้ ังไงมนั ไมอ่ ร่อย!
หมอจ๋งุ จ๋งิ : เจา้ คะ่ หลวงตา หมดคำถามแล้วเจา้ คะ่
เหน็ ทกุ ข์ เห็นธรรม | ๑๓๕
สละโลกภายใน ๑๐ ธนั วาคม ๒๕๖๔
กลับจากปัญจคีรมี าความเป็นออริจินอลยังคงอยู่ และมันคง
เป็นเช่นนั้น ตราบเท่าที่ไม่มีผู้ทำอะไรให้เป็นอะไร ฟังคลับเฮาส์
โดนใจในประโยคที่ว่า “ความสงบมันอยู่ที่ใจไม่ได้อยู่ที่วัด” และ
“นิพพานมนั อยทู่ ี่การสละโลกภายใน ไมใ่ ชส่ ละโลกภายนอก” ท่ีโดนใจ
ก็เพราะเห็นด้วยตามความเป็นจริงในใจในขณะปัจจุบันจริง ๆ ว่า
มันเป็นเช่นนั้น สละกิเลสต่อความคิดปรุงแต่งภายในเสียได้
มันก็คืนสู่ธรรมชาติเดิม สู่สภาพเดิมแห่งวิถีจิต คือ เปล่า ๆ บริสุทธิ์
เป็นธรรมชาติของมันเอง และลกู มองหน้าสบตาพอ่ แม่ยมิ้ ให้กับท่าน
ได้อย่างเต็มตาเต็มใจ แล้วจึงได้รู้สัมผัสรสออริจินอลแท้ ๆ ว่า “อ๋อ...
ความบริสุทธิ์ที่ไม่มีอะไรซ่อนเร้นภายในใจ ไม่ต้องมาแอบคิดกังวล
ไม่ต้องมาคอยหลบ ๆ ซ่อน ๆ อีกแล้ว มันเป็นเช่นนี้เอง” มันเปิด
ออกหมด เพราะรู้ว่าไม่มีแล้วหมดแล้วในสิ่งที่เคยยึด เป็นธรรมใน
ภาคปฏิบัติจริง ๆ ลูกคิดว่า หนังสือสี่เล่มกว่าจะจบมันนานเกินไป
เพิ่งรู้ตัวว่าจะทำสี่เล่มเพื่อซื้อเวลา ไม่ต้องรีบทำเล่มสุดท้ายแต่ถ้า
ทำแค่เล่มเดยี ว... มันกต็ ้องจบโดยเร็วท่สี ดุ ถา้ ไมจ่ บหนงั สอื กอ็ อกมา
ไม่ได้ การจบ คือ เมื่อคืนสู่ธรรมชาติเดิมแล้วไม่ตีกลบั มาอีกไมย่ ้อน
คืนมามีกิเลสอีก หมดแล้วหมดเลยเป็นหนึง่ เดียวกบั ธรรมนั้นไปเลย
ธรรมะหลังหลวงตากลับมาจากจาริกไมไ่ ด้หวอื หวากระแทกกระท้ัน
แต่ลูกรู้สึกว่ามันกลับเป็นธรรมะที่เรียบง่ายและงดงาม ซึมลึกสู่ใจ
ของผทู้ พี่ บเหน็ สงบสนั ตจิ ริง ๆ เจ้าคะ่
๑๓๖ | หมอจงุ๋ จ๋งิ
พน้ ทุกขใ์ นปจั จุบันขณะ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๖๔
สิ่งทั้งหลายล้วนเป็นธรรมชาติอันธรรมดา ไม่มีสิ่งใดเลย
ควรยึดมั่นถือมั่นให้เป็นทุกข์ จำได้ว่าสมัยก่อนกว่าจะพบธรรมะ
สักครั้งมันยากแสนยาก เพียรพยายามมากมายกว่าจะเข้าใจธรรม
สักทีหนึ่ง แสวงหาครูบาอาจารย์ แสวงหาหนทางปฏิบัติ แต่ในวนั นี้
กลับรู้สึกว่า ไม่มีสิ่งใดเลยที่ไม่ใช่ธรรม ทุกสิ่งที่ปรากฏขึ้นมา
ล้วนสอนสัจธรรมความจริงแก่เราทั้งนั้น เราเห็น คนเกิด แก่ เจ็บ
ตาย นั่นก็เป็นสัจธรรม เห็นความคิด อารมณ์ เปลี่ยนแปลงเกิด-ดับ
นั่นก็สัจธรรมแล้ว อะไร ๆ ที่ไม่เป็นแบบที่เราคิดก็เป็นสัจธรรม
เช่นเดียวกัน เพราะสิ่งทั้งหลายเขาย่อมเป็นอย่างที่เขาเป็นและ
ทุกสิ่งเขาทำหน้าที่ของเขาโดยสมบูรณ์แล้ว เมื่อไฟลามมาถึงไฟเขา
ไม่ได้เลือกว่าจะไหม้เด็กหรือผู้ใหญ่ ไหม้คนดีหรือคนเลว ไฟย่อม
ทำหน้าที่ของไฟโดยปราศจากอคติเข้าข้างผู้ใด กลับเป็นเราเอง
เสียอีก ที่อยากให้ทุกสิ่งเข้าขา้ งเรา อยากให้เราไม่ป่วย อยากให้คน
ที่รักไม่ตาย แต่ความแก่ เจ็บ ตาย มันไม่ได้เลือกใครท้ังนั้น
มันประกาศสัจธรรมของการเสื่อมสลายแตกดับของทุกสรรพสิ่งที่
เกิดมา บุคคลใดเห็นแจ้งความจริงนี้ด้วยใจ ชีวิตในทุกปัจจุบันขณะ
ย่อมเป็นไปตามธรรม คือใจของผู้นั้นไม่ขัดแย้งกับธรรมชาติของ
ทกุ สง่ิ เปน็ ใจที่ปราศจากทกุ ข์โดยสมบูรณ์
ตายกอ่ นตาย ๑๒ ธนั วาคม ๒๕๖๔
ไม่รู้ว่าเพราะธรรมภายในมันจบเล่มหรือเปล่า วันนี้เลยพบกับ
ประสบการณ์ของความตายอีกครั้งหน่ึง (นับเป็นสามครั้งใหญ่แล้ว)
เห็นทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๑๓๗
คือวันนี้มีอาเจียนและท้องเสียหนักมาก น่าจะเป็นจากอาหารเป็น
พิษ แล้วธาตุขันธ์ทุกอย่างมันปั่นป่วน รวมถึงความคิดอารมณ์
สังขารที่มันขึ้นมา สารพัดที่ไม่อาจควบคุมได้ แต่รู้ว่ามันปรากฏ
เช่นนี้ เช่นเดียวกับตอนที่ติดเชื้อจนต้องไปผ่าตัดและผ่านความตาย
ในรอบก่อน รอบนี้มันสงบแค่รู้สรรพสิ่งที่เป็นไป ร่างกายก็
อ่อนเพลียสุด ๆ จนจะไม่ไหวแล้ว แล้วมันก็คิดขึ้นมานิดหนึ่งว่า
“ครั้งนี้หรือเปล่านะ” หมายถึงมันจะเป็นครั้งที่รู้สึกว่าเมื่อหลับตาลง
จะไม่ต่ืนขึน้ มาอีกเลย มองหน้าแมท่ ี่กำลังตกใจและพยายามบอกให้
ไปโรงพยาบาล แต่ลูกไม่ยอมไปเพราะอยากจะหลับมากกว่า
ชั่งใจว่าจะบอกแม่ดีไหมว่าครั้งนี้อาจจะไม่ตื่นแล้ว แต่ภายในมัน
ตอบตัวเองว่า “ช่างเถอะ ก็ต้องตายทุกคน ให้ทุกสิ่งเป็นไปตามนั้น
ตายก็ตาย” ลูกรู้ว่ามันสงบและไม่ได้ห่วงใครทั้งนั้น แล้วมันก็นอน
และเมื่อหลับตาลงก็พบหลวงตาในความตายเจ้าค่ะ เหมือนลูกอยู่
ในอวกาศสดี ำท่เี ต็มไปดว้ ยสายรงุ้ แสงสตี า่ ง ๆ เหมือนฟา้ แลบฟ้าผ่า
อยู่ตลอดเวลา และองค์หลวงตายืนมองอวกาศนั้นเงียบ ๆ ท่ามกลาง
แสงสีท่ีฟาดฟันลงมา ลูกงง ๆ เลยถามขึ้นมาว่า “ที่นี่ที่ไหน?”
หลวงตาได้เมตตาคำสอนสุดท้ายแก่ลูกบอกว่า “สักแต่ว่ารู้” แล้ว
ห้วงอวกาศนั่นก็หายไป ปรากฏแต่ธรรมอันเป็นสังขารปรุงแต่ง
ไม่มีความคิดเรื่องโลกเลย มีแต่ธรรมล้วน ๆ ซึ่งธรรมเหล่านั้น
ปรากฏมาให้รแู้ ล้วก็หายไป รูแ้ ลว้ กห็ ายไป แตเ่ วลาท่มี ันหายไปแล้ว
ปรากฏใหม่เหมือนมันเบาลงและค่อย ๆ ห่างออกไปและท้ายสุดคือ
ดับสนทิ แลว้ ลูกก็ยังไดต้ ื่นมาในรา่ งเดมิ อยู่เจา้ คะ่
๑๓๘ | หมอจุง๋ จง๋ิ
เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๓๙
๑๕ ธนั วาคม ๒๕๖๔
จากประสบการณ์ที่ผ่านมา ลูกคิดว่าสิ่งที่สำคัญที่สุด คือ
ธรรมะในภาคปฏิบัติเจ้าค่ะ หลายคนตอนส่งการบ้านหลวงตาหรือ
อยู่ต่อหน้าหลวงตา ส่งได้ถูกต้องทั้งหมดและไม่ได้ผิดจากธรรมจริง
เหมือนเค้าเดินเรือข้ามทะเลทุกข์ มันก็ต้องเริ่มจากมีแผนที่ มีเข็มทิศ
ที่ถูกต้องแม่นยำก่อน ไม่งง รู้ว่าจะข้ามยังไง แต่ปัญหาคือ ตอนที่
ทวนกระแสจริง ๆ ในภาคปฏิบัติตอนที่โดนคลื่นลมซัดมาจริง ๆ
แน่นอนว่ามนั ไมท่ ันเปิดแผนทแี่ ละไม่มเี วลาดูเขม็ ทิศหรอก ไดแ้ ตข่ ับ
ประคองเรือให้ผ่านคลื่นใหญ่ที่ซัดมาให้ได้ก่อน ให้มันไม่ล้มคว่ำไป
ในทะเลทุกข์นั้น ซึ่งขึ้นกับชั่วโมงบินตามความชำนาญว่าที่ผ่านมา
ฝึกหัดการปล่อยวางทั้งภายนอกภายในมามากแค่ไหน ช่วงที่คลื่นซัด
ก็ต้องยอมรับว่าได้แค่นั้นตามที่ปฏิบัติมา ถ้าผ่านไปได้ก็รู้ว่า
บททดสอบเรื่องนี้ไม่ได้ก่อทุกข์แล้ว แต่ถ้าผ่านไม่ได้ ล้ม (คือ ทุกข์จริง ๆ)
ไปเสียก่อน ก็ต้องเป็นบทเรียนว่าจริง ๆ เรายังมีความประมาทอยู่
ซ่ึงของเหล่านี้จะว่าไปมันก็เป็นทางเดินเจ้าค่ะ ไม่มีใครหรอก
ไม่เคยล้ม แต่ขอให้กำลังใจทุกท่านเจ้าค่ะ ด้วยคำพูดนึงของหลวงตา
“มันไม่สำคัญว่าล้มกี่ครั้ง แต่สำคัญที่ว่า จะล้มกี่ครั้งก็ตาม ต้องลุก
ขึ้นมาและเดินต่อไปให้ได้ทุกครั้ง แล้วจะรู้ว่าแข็งแกร่งขึ้น
ทั้งร่างกายและจิตใจ” ประโยคนี้กินลึกเข้าไปในใจและทำให้ลูก
ไมท่ ้อถอย เปน็ ประโยคท่ีอยู่กับลกู ตลอดการเดินทางผ่านทะเลทุกข์
นัน้ ไม่ว่าจะพบกบั อะไรก็ตามเจา้ คะ่
๑๔๐ | หมอจ๋งุ จงิ๋
เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๔๑
๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๔
ไฟล์สื่อธรรม หลวงตาขอให้เป็นธรรมที่กระแทกใจ เพื่อให้
ปลงปล่อยวาง ตอนนั้นมันรู้สึกเลยว่า ช่วยเขาไม่ได้แล้ว เพราะมัน
เลยจุดนั้นไปหมดแล้ว ไม่มีธรรมใดมากระแทกใจแล้ว สิ่งกระทบ
ภายนอกทจี่ ะทำใหม้ ปี ฏิกริ ยิ าในใจกไ็ ม่มี มันมแี ตค่ วามสงบ เลยไม่รู้
จะช่วยเขาอย่างไร แล้วก็คิดได้ว่า เดี๋ยวเขาคงไปจัดการกันเอง
ธรรมะมันคงเผยแพร่โดยผู้อื่นเอง แล้วมันก็ปล่อยเรื่องการเผยแพร่
ธรรมะไปเลย แล้วอยู่ ๆ ในใจก็ปรากฏภาพนิมิตของหลวงปู่ม่ัน
พร้อมกับคำพูดว่า “เกล้ากระผมต้องขอลาจากหมู่พวก เพื่ออยู่กับ
ความวิเวกภายในและพิจารณาเหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง” ซึ่งเป็น
ตอนที่หลวงปู่ ที่คาอยู่ตรงอนาคามีหลายปีแล้วและต้องเก็บตัว
พิจารณาธรรมก่อนบรรลุอรหันต์ สิ่งที่ปรากฏกระแทกใจไปถึงก้น
บึ้งของใจ มันร้องไห้ไม่หยุด พูดแต่ว่า “ถึงเวลาแล้วหรือ เรายัง
เผยแพร่ธรรมได้ไม่เท่าไหร่ ก็ต้องละทิ้งทุกสิ่งไปเสียแล้ว” แล้วก็
รู้สึกว่าช่วงเวลาแห่งความสุขในสิ่งใด ๆ ก็ตามมันช่างแสนสั้น มันก็
ปลงปลอ่ ยวางและสงบได้ เพราะอย่างไรเสยี ทั้งความสขุ ความทุกข์
และทุก ๆ สิ่งอย่างมันต้องดับลง นี่แหละหนอที่เขาบอกว่า “โทษ
ของโลกไม่ใช่ความทุกข์ แต่ความจริงคือ ความสุขทั้งหมดในโลก
มันไม่เที่ยงแท้แน่นอน” ใจมันก็ไม่อยากได้สิ่งเหล่านั้นแล้ว ได้แต่
ปล่อยวางให้ทุกสิ่งมันเป็นไปและรู้ว่าที่ผ่านมาตัวเองรีบ รีบจะสอน
ผู้อื่น รีบจะส่งการบ้าน เพราะกลัวว่าธรรมที่ไม่ได้บันทึกจะขาดการ
สง่ ตอ่ ถึงผ้อู ่ืน เลยไมอ่ าจสงบได้ถงึ ธรรมอนั วิเวก
๑๔๒ | หมอจุ๋งจิ๋ง
เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๔๓
ต่อให้ไม่มีต้นข้าว เหลือเพียงเมล็ดข้าวเปลือก แต่เมื่อนำไปปลูก
ลงดินที่ชุ่มน้ำ เมล็ดข้าวยังงอกเป็นต้นใหม่ได้ เพราะมันมีเชื้อแห่ง
การเกิดอยู่ภายใน แตเ่ ปลอื กขา้ วมนั ปิดบงั อยู่ คนทั้งหลายจึงไม่เห็น
เชอื้ นั้น
แต่เมื่อใดที่ข้าวเปลือกกลายเป็นข้าวสาร มันจะงอกอีกไม่ได้แล้ว
เพราะเชือ้ ท่อี ยใู่ นเมลด็ ขา้ ว มนั ไม่มีแลว้
ทงั้ ๆ ทีข่ ้าวสารและขา้ วเปลือก มนั มาจากเมลด็ ขา้ วเดียวกนั
๑๔๔ | หมอจุ๋งจ๋ิง
อวชิ ชายะ เตววะ อะเสสะวิราคะนโิ รธา สงั ขาระนโิ รโธ
สังขาระนิโรธา วญิ ญาณะนิโรโธ
วญิ ญาณะนโิ รธา นามะรปู ะนโิ รโธ
นามะรูปะนโิ รธา สะฬายะตะนะนิโรโธ
สะฬายะตะนะนิโรธา ผสั สะนิโรโธ
ผสั สะนโิ รธา เวทะนานโิ รโธ
เวทะนานโิ รธา ตณั หานโิ รโธ
ตัณหานิโรธา อปุ าทานะนิโรโธ
อุปาทานะนิโรธา ภะวะนิโรโธ
ภะวะนิโรธา ชาตินโิ รโธ
ชาตินโิ รธา ชะรามะระณัง
โสกะปะริเทวะทุกขะ โทมะนสั สปุ ายาสา นิรุชฌนั ติ
เอวะเมตัสสะ เกวะลสั สะ ทุกขักขันธสั สะ
นิโรโธ โหติ
เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๑๔๕
“ชษุ ณา” แปลวา่ “แสงสวา่ ง” ในภาษาไทย และแปลวา่ “จดุ เริ่มตน้ ”
ในภาษาบังคลาเทศ
แสงสว่างกลบั เปน็ จุดเร่มิ ต้นในการยึดถือ เขา้ ใจผิด
ในชาติสุดท้าย จึงกลับมายังจุดเริ่มต้นอีกคร้ัง เพื่อดับ
ความเข้าใจผิดและส้ินสุดภพชาติ
๑๔๖ | หมอจุ๋งจง๋ิ