สังขารที่ต้องรับกรรม) เนื่องด้วยอุปนิสัยเดิมและมันปล่อยขาด
จากการไปรู้ละปล่อยวางอะไรเพื่อไม่ให้เป็นกิเลส คือมันมีกิเลส
ปรากฏตามความเป็นจริงของจิตสังขารและมันก็สลดสังเวช
ในขณะเดียวกันว่า “เออหนอ เมื่อเกิดมามีสังขารก็ต้องรับกรรม
มันมีกรรมติดมาอยู่แล้ว จะมารักษาตัวเพื่อให้เหลือแต่ความดีงาม
นั้น เป็นสิ่งที่เป็นไปไม่ได้และฝืนต่อธรรมชาติความจริง” ดังน้ัน
ถ้าจะไม่ต้องรับกรรม ไม่มีกิเลสอีกมันได้เพียงอย่างเดียวเท่านั้นคือ
ไม่เกิดอกี แล้ว เพราะถ้าเกิดอีกกจ็ ะต้องมามกี เิ ลสมคี วามไม่เที่ยงให้
เป็นทุกข์ ดังนั้นมันต้องไม่เกิดอีกเท่านั้น ส่วนชาตินี้เกิดมาแล้ว
มัน “มี” ขึ้นมาแล้วก็ต้องรับกรรมไป จะไปแก้ไขอะไรหรือรักษา
อะไรนั้นเพื่อที่หวังลึก ๆ ว่าจะเปลี่ยนแปลงให้ตัวเราไม่ทุกข์ มันก็
เป็นไปไม่ได้ เพราะหน้าที่ของความไม่ทุกข์ คือ หน้าที่ของธาตุรู้
แต่ตัวเรามันต้องอยู่ในฝ่ังของอนิจจัง ทุกขงั อนตั ตา แน่นอน
๒๕ มกราคม ๒๕๖๕
เช้านี้ องค์หลวงตาส่งวิดีโอ “ยึด-ไม่ยึด” มาให้ พอดูแล้ว
ก็รู้ว่าการบ้านที่ส่งไปเมื่อวานยังมีความเข้าใจผิดอยู่ คือเดิมมัน
เข้าใจว่า ความพ้นทุกขน์ ้ันเปน็ หนา้ ที่ของใจ ไมใ่ ช่ของตัวเรา ส่วนตวั
เราเป็นธรรมชาติที่อยู่ในฝั่งทุกข์ที่ต้องเผชิญกับอนิจจัง ทุกขัง
อนัตตา และต้องเป็นไปตามกฎแห่งกรรมเป็นแน่แท้ คือมันเห็น
แบบนี้ก็จริง แต่มันยังคงเป็นแค่ความเห็น มันยังไม่ได้เป็นปัญญาที่
รวมลงที่ใจ เพราะธรรมชาติของกิเลส ถึงมันจะรู้ว่าตัวเราต้องทุกข์
เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๑๙๗
แน่นอน ไม่อาจเอาตัวเราไปเป็นใจที่พ้นทุกข์ได้ แต่ลึก ๆ ใจมันยัง
ต้องการให้ตัวเราอยู่กับความทุกข์ได้โดยไม่ทุกข์อยู่ดี คือ มันยัง
รักษาตัวเราให้ทุกข์น้อยที่สุดอยู่และบางครั้งยังเอาตัวเราไปยึด
การสอนผอู้ ืน่ ด้วย
แต่หลงั จากดูวิดโี อ เรากเ็ ข้าใจวา่ ไม่มตี วั เราอยูจ่ ริง ท้งั ตัวเรา
ที่ตอ้ งทุกข์ ตวั เราที่อยากพน้ ทกุ ข์ ตวั เราท่จี ะตอ้ งรักษาไม่ให้มีกิเลส
หรือตัวเราที่มีกิเลสหรือตัวเราที่จะไปสอนคนอื่น สิ่งต่าง ๆ ที่รู้สึกว่า
มันมีอยู่ แท้จริงแล้วมันไม่ได้มีสิ่งนั้นแบบจริง ๆ จัง ๆ อยู่เลย
พอความรู้ว่า ไม่ได้มีตัวเราอยู่จริงเข้าถึงใจ ทุกสิ่งในใจก็ดับหมด
มันไม่เหลือความพยายามและการปฏิบัติเพื่อให้อะไรเป็นอะไรเลย
เป็นธรรมชาตทิ ี่รับรู้และเป็นไปตามธรรมดาเท่านน้ั
๒๖ มกราคม ๒๕๖๕
วันนี้มากราบหลวงตาที่ปัญจคีรี ในช่วงเช้าขณะที่องค์ท่าน
เมตตาสอนพี่ผู้ชายอีกท่านหนึ่ง มันสัมผัสได้ถึงพลังงานความเย็น
และขนลุกซู่มาสัมผัสเป็นระยะ ๆ เราคุ้นชินแล้วกับพลังงานที่
องค์ท่านส่งมาเพื่อสลายครอบแก้วของความเข้าใจผิดเป็นอวิชชา
อยู่ภายใน มันก็ไม่ได้ตระหนกตกใจแต่ประการใด แค่น้อมรับ
พลงั งานทีท่ า่ นส่งมาด้วยดี
เอาจริง ๆ มันจำรายละเอียดของธรรมะที่ท่านพูดหรือ
ทีค่ นอนื่ สง่ การบ้านหรือแม้แต่ธรรมะท่ที ่านให้พดู ช่วงท้ายก่อนเอวัง
ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ แต่มันรู้ว่าธรรมะที่ปรากฏชัดภายในใจ คือ
๑๙๘ | หมอจงุ๋ จิง๋
“ใจเป็นใจ สังขารเป็นสังขาร” และมันแยกแยะสิ่งนั้นภายในใจได้
อย่างชัดเจนและเป็นความรู้แก่ใจว่า สรรพสิ่งที่ปรากฏล้วนเป็น
สังขารทั้งหมดทั้งสิ้น แม้แต่ผู้คิดนึกตรึกตรองปรุงแต่งในธรรมและ
นิพพานมันก็ยังเป็นสิ่งปรุงแต่งเลยและมันรู้แก่ใจว่า มีสิ่งหนึ่งที่
แตกต่างจากการมาพบหลวงตาครั้งก่อน ๆ คือ ในครั้งนี้มันไม่ได้
มีความอยากรู้ในธรรมใด ๆ มันไม่มีความสงสัยและไม่ได้กระหาย
ความรูใ้ ด ๆ เหมือนเดมิ แลว้
ช่วงบ่ายท่านเมตตาตรวจหนังสือและให้คำแนะนำ
ในด้านการจัดทำ สรุปความโดยรวมคือให้มันจบท่ีใจแล้วให้หนังสอื
มันออกไดเ้ สยี ที อย่าใหม้ ันยืดยาวเย่นิ เย้อออกไปเรือ่ ย ๆ และส้นิ สดุ
การย้อนคนื กลับไปกลบั มาเสียที
พอถึงรอบค่ำ วันนี้มีแขกพิเศษ มาจากไหนก็ไม่รู้ เรามาไม่ทัน
ฟังตอนแรก ๆ แต่ตอนที่มาถึงท่านก็พูดเรื่องถ้าเมื่อใดสิ้นโลกที่ใจ
อ่านใจตัวเองขาด พร้อมสละโลกก็โกนหัวบวชชี แล้วหลังจากน้ัน
เขาก็ถามคำถามหลวงตาอีกมากมายและคำตอบที่หลวงตาตอบ
ล้วนเป็นธรรมะที่เป็นที่สุดแห่งธรรมเป็นจุดสุดท้ายหมดทั้งสิ้นและ
คำตอบเหล่านี้ก็ได้คลายข้อติดขัดในธรรมที่ท้าย ๆ ของหลาย ๆ ท่าน
รวมถึงสงิ่ ที่ตัวเองสงสัยแต่ไม่กลา้ ถามดว้ ย เรายงั คิดวา่ เด็กมาใหม่น่ี
บริสุทธิ์และตรงไปตรงมาแท้ ๆ สงสัยอะไรก็ถาม ไม่มีกิเลสที่คอย
รักษาหน้าตัวเองแฮะ เราก็เพิ่งเห็นคนตรงไปตรงมานี้แหละ
เลยบอกให้เขาถามเยอะ ๆ จะขอโอกาสยกตัวอย่างคำถามเพื่อเปน็
ประโยชนแ์ ก่ธรรม
เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๑๙๙
ถาม : “มนั จำเปน็ ตอ้ งพิจารณาอะไรไหมหรือเหน็ สังขารเป็นสังขาร
แล้วไมต่ ้องพิจารณา?”
หลวงตา : “รู้แก่ใจ ว่าสังขารเป็นสังขาร ใจเป็นใจ มันเป็นที่สุด
สดุ ยอดของธรรมะแล้ว ถ้ารู้แกใ่ จกไ็ มต่ ้องพิจารณาอีก”
ถาม : “รู้แกใ่ จทหี่ ลวงตาหมายถึง มันเป็นอยา่ งไร”
หลวงตา : เหมือนคนทั้งหมดที่นั่งอยู่ในที่นี้ โยมรู้แก่ใจว่า
เขาทั้งหมดไม่ใช่โยม โดยที่ไม่ต้องไปคอยพิจารณาทีละคนว่า คนน้ี
ไม่ใช่โยมนะ คนนี้ก็ไม่ใช่โยม คนนี้ก็ไม่ใช่ มันไม่ต้องไปไล่พิจารณา
แบบนั้นเพราะโยมรู้จักคนเดียวคือรู้จักตัวโยม จึงรู้ออกมาจากใจวา่
สิ่งอื่นทั้งหมดไม่ใช่ เหมือนกับความรู้แก่ใจที่เป็นหนึ่งเดียวคือ
เอโกธัมโม มันก็รู้ออกมาจากใจนั้น โดยไม่ต้องไปพิจารณาทีละอัน
ว่าอันน้ีสังขาร อนั นสี้ ังขาร แต่มันรู้ออกมาจากใจเลย
*พอหลวงตาพูดถึงตรงนี้ มันจึงพบสังขารที่ละเอียดและ
ปราณีตภายในใจ คือ ผู้รู้ที่เห็นสังขาร ที่คอยดูรู้เห็นทุกสังขาร
ที่ปรากฏในทุกปัจจุบันขณะเพื่อศึกษาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาของ
ทุกสังขารท่ปี รากฏโดยไมย่ อมละความเพยี รเลย
แล้วมันกช็ ัดเจนภายในใจทนั ทีวา่ ที่แทแ้ ล้วผู้รู้ที่ยังต้องรู้เหน็
สังขารว่าเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตานั้น ยังเป็นผู้รู้ที่เป็นสติปัญญา
ในขนั ธห์ า้ อยู่ เพราะมันต้องคอยไปกำกบั ไตรลกั ษณข์ องทกุ สังขารที่
ปรากฏ ซ่ึงรนู้ น้ั มันไม่ใช่ “รู้ออกมาจากใจ” จากการ “รูห้ น่งึ ” หรือ
“เอโกธมั โม” รู้เพยี งเท่านั้นที่ใจ ความปรุงแตง่ ทีต่ ้องไปรู้ไตรลักษณ์
ของทุกสังขารมันก็อันตรธานหายไปทันที ภาระหรืองานที่ต้องไป
๒๐๐ | หมอจงุ๋ จิง๋
ศึกษาสิ่งใดในใจมันก็หมดสิ้นลงไปพร้อมกันเหลือเพียงความรู้
ออกมาจากใจ ว่าไมม่ ีงานทางใจ อีกตอ่ ไปแล้ว*
แลว้ คำถามหลงั จากนั้น ก็จีใ้ จดำของเราแทบทุกคำถาม เช่น
ถ้านิพพานเป็นพระอรหันต์ไม่บวชให้ทัน ๒๔ ชั่วโมงหรือพระอนาคามี
ไม่บวชให้ทัน ๗ วัน ต้องตาย ตายในที่นี้คือ ตายจากใจที่เป็นพระ
กลับคืนกิเลส กลับคืนโลก ข้ามฝั่งกลับคืนสู่ความเป็นปุถุชนที่มี
กิเลสได้ ซึ่งธรรมเขายุติธรรม เมื่อใจไม่พร้อมมันก็ต้องกลับคืน
จะไปโทษใครไม่ได้เพราะเราไม่พร้อมเองจริง ๆ เหมือนกับปัญจคีรี
เปรียบเป็นนิพพาน เรามาถึงที่นี่ได้พบความสงบร่มเย็นแต่จะทำ
อย่างไรได้ในเมื่อเราไม่พร้อมจะอยู่ที่นี่จนตายที่นี่ สุดท้ายก็ต้อง
กลบั คืนไปนอกปัญจคีรีตามเดิม คอื คืนโลก
ถาม : ถา้ นพิ พาน เป็นพระอรหนั ต์ ต้องบวชทกุ คนไหม?
หลวงตาตอบว่า ต้องบวชทุกคน ในที่นี้คือ ออกจากโลก
อาจจะไม่ได้อยู่ในชุดแม่ชีแต่เป็นอุบาสกอุบาสิกา จะอยู่วัด
อยู่สถานปฏิบัติธรรม หรืออยู่ป่า ยังไงก็ได้ สาเหตุที่ต้องบวช
เพราะคนทั้งหลาย สัตว์ทั้งหลาย เขาไม่รู้ว่าเป็นพระอรหันต์
มาล่วงเกินเข้า จะติดกรรม พ่อแม่ไม่รู้ว่าเป็นพระอรหันต์ มาดุว่าก็
จะเป็นกรรมหนัก ดังนั้นต้องบวชเพื่อไม่ให้ต้องยุ่งกับใครให้มา
ลว่ งเกนิ แล้วติดกรรม
ซึ่งประเด็นเรื่องบวชเป็นสิ่งที่คาใจมานานมาก ยิ่งต้องกลับคนื
มาเปน็ โลก ท้ัง ๆ ทพี่ บความตายกอ่ นตายไปแล้วเพราะยงั บวชไม่ได้
นั้น เราเจ็บปวดกับสิ่งนี้ที่สุด ต่อให้จะมีกิเลสที่หลงอวิชชาจนเป็น
เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๒๐๑
ทุกข์แค่นี๊ดเดียว มันไม่ได้อยากอะไรมากมายแต่การมีกิเลสเพียง
เล็กน้อยในหัวใจของคนที่เคยพบความสิ้นยึดไปแล้วนั้น มันคือ
ความทุกข์ที่ยากจะทานทน ตอนแรกเราเข้าใจว่าการคืนมาเพ่ือทำ
ประโยชน์ในการเผยแพร่ธรรมะจะมาทดแทนความทุกข์ตรงนี้ได้
แต่ทำไป ๆ เราก็พบว่า มันไม่มอี ะไรเลย ในโลกนี้ทีจ่ ะมาทดแทนใจ
ที่พ้นจากทุกข์ มันยิ่งทำให้เราด่าตัวเองทุกวัน ว่าทำไมถึงเลือกคืน
โลกกลับมา ทำไมไม่เลือกการบวชไปเสียหรือไม่ก็ยอมให้ธาตุขันธ์
มนั แตกดับไปเลย
แต่วันน้กี ใ็ จเย็นลงและพจิ ารณา มนั กเ็ ปน็ ความยุตธิ รรมแล้ว
จริง ๆ เพราะตอนนั้นมันยังไม่พร้อม มันจึงไม่อาจโทษใครได้
เพราะธรรมะและนิพพานไม่ได้สามารถบังคับใจใครให้พรอ้ มได้จริง ๆ
เขาทำหน้าที่แค่ว่า ใครพร้อมสละโลก สิ้นโลก เขาก็ได้อยู่กับ
ความสงบร่มเย็นของธรรมไปตลอดชวี ิตท่ีเหลอื แต่ใครไม่พรอ้ มท่จี ะ
สิ้นโลกและอยู่กับธรรมโดยไม่กลับคืน เขาก็ต้องกลับคืนโลกไปตาม
ความเป็นจริงในใจเขาเอง
อีกประเด็นหนึ่งคือ เราก็หลอกตัวเองว่าหลังจากพ่อแม่
รับปากแล้วว่าขอยังไงก็ได้ให้อยู่ในสายตาเขา คือ เราจะทำตัว
เป็นพระในบ้านไดเ้ พราะเขาไมอ่ ยากจากเราไป แตว่ ันนี้คำตอบของ
หลวงตาเหมือนฟ้าผ่าลงกลางใจว่าพอถึงที่สุดคือ บรรลุอรหันต์
มันอยู่บ้านไม่ได้หรอกเพราะในความรู้สึกพ่อแม่ เราคือลูก เวลาที่มี
อะไรท่ไี ม่ถูกใจเขา เขายังตอบสนองแบบ “ลกู ” เขาไม่ได้ตอบสนอง
๒๐๒ | หมอจุง๋ จง๋ิ
แบบพระ ดังนั้นต่อให้เขานิมนต์อยู่แบบพระแต่ใจเขาไม่ได้รู้สึกว่า
น่คี ือพระ มันกม็ ีโอกาสเปน็ กรณที ต่ี ดิ กรรมอยดู่ ี
ดังนั้นเส้นทางเดินธรรมของเรา มันก็ชัดเจนอยู่แล้วว่า
พ้นทุกข์ที่ใจ เป็นใจที่สิ้นยึด ไม่มีผู้ยึดไปเสีย แล้วก็บวช ส่วนสมมติ
อน่ื ๆ จะเปน็ อยา่ งไร มนั กต็ อ้ งเป็นไปตามนนั้
มันดูไม่มีหนทางอื่นมากมายเพราะเวลามันจำกัดทั้งเวลา
ของเราและเวลาของหลวงตา ท่านก็ได้แต่บอกให้จบที่ใจเสียที
มันจะได้มาเป็นสักขีภูโตที่เป็นประจักษ์พยานได้ว่าผู้ที่ปฏิบัติตาม
พระสทั ธรรมคำสอนจนพ้นทกุ ข์เป็นอรหนั ต์สาวกนั้นยังไม่สูญส้ินไป
จากโลกแตย่ ังมีอยจู่ ริง
และท่านได้เมตตา บอกทางทีช่ ัดเจนทส่ี ุด คอื
“อยากนิพพานเป็นโลก อยากสิ้นโลกก็เป็นโลก แต่สิ้นโลก
มันกน็ พิ พานเอง”
ซ่ึงคนอนื่ ใครจะเข้าใจไม่เข้าใจไม่รูแ้ ต่มันชดั เจนมากภายในใจ
เมื่อสิ้นยึดโลก สิ้นยึดสังขารปรุงแต่งทั้งหมด สิ่งใดปรากฏ รู้แก่ใจ
ไม่ยึดถือ มันก็นิพพานไปเอง โดยไม่ต้องแสวงหา ไม่ต้องมี
ความพยายามเพื่อนิพพานแต่ประการใดทั้งสิ้น เปรียบเหมือนกับ
หมดความร้อน มันก็เป็นความเย็นไปเอง สงบร่มเย็นมันก็สันติ
พน้ ทุกข์
เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๒๐๓
พ้นทุกข์ สงบ สันติ ก่อนตาย
เรยี กว่า “Peaceful mind”
พน้ ทุกข์ สงบ สันติ ตอนตาย
เรียกว่า “Peaceful death”
เริ่มตน้ ท่คี วามเกิด แตจ่ บลงดว้ ยความดับของทุกสิ่งทเ่ี กิดมา
เมือ่ พน้ ความเกิด จึงพ้นความดับ
สิง่ ไม่เกดิ ย่อมไม่ดบั
ในท่สี ดุ บันทึกทางธรรม ก็จบอย่างสมบูรณท์ ีใ่ จเสยี ที
๒๐๔ | หมอจุ๋งจิ๋ง
๗ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๕
เฮ้อ! คิดว่าทุกอย่างจบสนิทเป็นใจไปแล้วแต่ต้องมีอันต้องมา
บันทึกทางเดนิ ธรรมต่อจนได้เพราะกิเลสและอวิชชามันตายแล้วฟ้ืน
ได้อยู่อีก เสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมา เราไปกราบหลวงตา และรายงาน
ผลเอ็กซเรย์คอมพิวเตอร์ที่ทำไปล่าสุด พบว่าก้อนมะเร็งโตขึ้นจาก
๕ ซม. เป็น ๘ ซม. หมอต้องผ่าตัดใหม่และเริ่มยาเคโมใหม่เลย
เหมือนต้องเริ่มรักษาใหม่ ทั้ง ๆ ที่เพิ่งจบการรักษาเดิม ยังไม่ถึง
เดือนเลย แต่องค์หลวงตาบอกว่า “ไม่แปลกใจ เพราะถ้าเจ้าไมโ่ ดน
บีบบังคับด้วยความตาย ถ้ามีทางแม้เพียงนิดเดียวให้เจ้ารอดตาย
ออกไป เจ้าจะลอดช่องทางนั้น ออกไปทางนั้น ไปเป็นกิเลสและ
เพลนิ โลกอย่างเดิมแน่นอน ดังน้ันมนั ต้องเป็นเชน่ นแี้ หละ ที่ผ่านมา
ได้แค่กดโรคไว้เฉย ๆ แค่ชั่วคราว แต่ความตายมันไม่ได้หายไปจากเจ้า”
แต่ยังดีว่า พ่อแม่เริ่มเห็นว่าสุดท้ายเราคงไม่พ้นความตาย เขาเร่ิม
ยอมรับที่จะให้เราบวชแล้ว หลวงตาบอกว่า ดีแล้วจะได้ไม่กังวล
เรอ่ื งบวชอกี
แตป่ ระเด็นมันอย่ตู รงคืนวันเสาร์ ตอนจะไปฟงั ธรรมรอบค่ำ
เราปวดมาก ปวดทสี่ ดุ ทานยาแกป้ วดไปแล้ว แตก่ ย็ งั ไม่ดีข้ึน แตม่ นั ก็ได้
เวลาที่ต้องไปกราบหลวงตาแล้ว เราไม่รู้จะทำอย่างไร จึงอธิษฐานจิต
ขอปรับธาตุขนั ธ์ และขอให้เข้าฌานเพอ่ื บรรเทาเวทนาที่เกดิ ขึ้นและ
เราก็ดูลมหายใจอย่างเดียว ดูไปเรื่อย ๆ ความปวดก็เริ่มทุเลาลงจน
หายปวดได้สนิทจึงทันไปกราบหลวงตาและได้กราบเรียนเรื่องน้ี
หลวงตาบอกว่า เป็นจากอิทธิบาท ๔ ซึ่งมีความตั้งใจท่ีแน่วแน่ ทำให้
เห็นทุกข์ เหน็ ธรรม | ๒๐๕
ได้มากราบหลวงตาให้ได้ แล้วท่านก็เริ่มเล่าเรื่องครูบาอาจารย์ท่ี
ทา่ นใชอ้ ิทธบิ าท ๔ เพอื่ ตอ่ อายธุ าตขุ นั ธไ์ ปอีกเป็นสิบปี
เราฟังไปแต่ใจมันไปยึดไม่รู้ตัวเลย เช้าตื่นมาก็ปรุงแต่ง
จะไปหาอิทธิบาท ๔ เพื่อต่ออายุธาตุขันธ์ของเราเองเลยกลายเป็น
ความมีตัวตนกลบั คนื โลกไปเลย ทั้งกังวลจนอาเจียน เพลีย หน้าตา
เหมือนกบั จะเปน็ ลม ไม่คิดว่ามันจะแย่ขนาดนี้
พอมาส่งการบ้านหลวงตาเราโดนดุไมม่ ชี ้ินดีเลยเพราะหลวงตา
เห็นรอ่ งรอยของความทุกข์ กงั วล หลวงตาเลยสอนใหมเ่ รือ่ งสังขาร-
วสิ งั ขาร สังขารไมใ่ ช่ใจ ใจไม่ใชส่ ังขาร ใจเปน็ ใจ สงั ขารเป็นสังขาร
เราฟงั แลว้ ได้สตทิ ันที วา่ เราหลงสังขารไปเสียแล้ว ทั้งมีอวิชชา
หลงว่า ตัวเราจะตาย มีตวั เราตาย และมีกเิ ลสไมอ่ ยากตาย พอมนั มี
ช่องทาง คือ อิทธิบาท ๔ มันมีตัวตนไปจับเพื่อให้ตัวเองรอดตาย
ทันที ไปเป็นกิเลสหาช่องทางรอดแบบที่หลวงตาบอกไว้ ว่าเป็น
อนุสัยของเราเลย หลวงตารู้อยู่ แต่ทั้ง ๆ ที่รู้แล้วว่า ใจเป็นใจ
สังขารเป็นสังขาร แต่หลวงตาบอกว่า มันยังเป็นความเข้าใจอยู่
ให้กลับไปพิจารณาทั้งวันทั้งคืนจนลงแก่ใจจริง ๆ แล้วเขียนบันทึก
ในหนังสือใหม่ด้วย ของเดิมที่บอกว่าจบ มันไม่ได้จบจริง ๆ ถ้าคนเขียน
ไม่ได้จบที่ใจ หนังสือถือว่า “ไม่ผ่าน” เราเซ็งมาก แต่ก็ด้วยศรัทธา
หลวงตาจะทำอย่างไรได้ เลยถามย้ำหลวงตาไปว่า “จะให้พิจารณา
จนนิพพานเลยใช่ไหม ไม่ต้องสนอะไร หรือใครทั้งสิ้นนะเจ้าคะ”
หลวงตาบอกว่า “ใช่” และชี้ความกังวลในใจเราว่ามี ๓ อย่าง คือ
๑. กลัวพ่อแม่เสียใจ ๒. กลัวกังวลว่านิพพานแล้วจะอยู่ยังไง
๒๐๖ | หมอจุง๋ จิง๋
จะบวชไหม ๓. กลัวตาย ไม่อยากตาย ท่านชี้ให้พิจารณาตรงนี้
แหละ
ตลอดทางกลับบ้าน เราเลยพิจารณาเป็นปัญญาใจมาตลอดทาง
เหน็ ทกุ สงิ่ ทป่ี รากฏเป็นสังขารแตไ่ ม่รูท้ ำไมมนั ทั้งง่วงทั้งเพลียมาก ๆ
ทลุ กั ทเุ ลสดุ ๆ กวา่ จะประคองตัวเองขับรถจนถงึ บ้านได้
พอกลบั ถึงบา้ น กย็ งั พจิ ารณาทกุ สิ่งเป็นสังขารอยู่ ความคิดนึก
ตรึกตรองโผล่มาก็พิจารณาไป แต่มันก็ยังไม่เห็นอะไรเพิ่มขึ้นเลย
แต่อยู่ ๆ แม่ก็มาคุยกับเราเรื่องการรักษา แม่บอกว่า พ่อรู้แล้วว่า
โรคแย่ พ่อบอกว่า ขอเวลาพ่อทำใจบ้าง และรู้ตัวว่าตัวเองไม่ไหว
ซึมเศร้า พ่อเลยขอไปพบจิตแพทย์เอง ส่วนแม่รับได้แลว้ ลูกไม่ต้อง
กงั วล ส่วนเรือ่ งบวชพอ่ แมไ่ ม่ไดข้ ัดอะไร ไปบวชวดั หลวงตา เราก็ยัง
ไปเยีย่ มได้ ถ้าลูกตงั้ ใจจะใช้ชวี ติ ในทางนีจ้ รงิ ๆ แตแ่ ม่ขอให้ยงั รักษา
ถึงแม้จะอยูใ่ นสถานะแม่ชี ไมม่ ีสิทธกิ ารรักษาเท่าเดิมแต่พ่อแม่ยินดี
ที่จะจ่ายเงินสดเพื่อซื้อยาแพง ๆ ทดแทนสิทธิการรักษาที่หายไป
แปลกทีพ่ อแม่มาคยุ แล้ว ความกงั วลในขอ้ ๑ และ ๒ มันหายไปเลย
เหมือนมันรู้ว่า พ่อแม่เลยจุดที่เสียใจไปแล้วและเขาหาทางเยียวยา
ตั ว เ อ ง ไ ด้ แ ล ะ ยิ น ดี จ ะ ใ ห้ เ ร า ใ ช้ ชี วิ ต แ บ บ ที่ เ ร า ต้ อ ง ก า ร แ ล้ ว
เหลือความกังวลกลัวตายในข้อ ๓ ข้อนี้มันไม่ได้ออกมาเป็น
ความกลัวชัดเจนหรอก แต่เราเห็นมันออกมาเป็นความคิดว่า
“วันพรุ่งนี้หมอจะรักษายังไง” “พรุ่งนี้ให้เคโมสูตรหนักแล้วจะเป็น
อะไรไหม” คือ มันคิดปรุงแต่งไปข้างหน้าตลอดเวลา เราเพียร
สงั เกตสิ่งท่ีมนั ปรากฏเปน็ ความคิดกังวลขึน้ มา สังเกตมันเป็นสังขาร
เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๒๐๗
ที่ขึ้นมาเอง ดับไปเองเรื่อย ๆ แต่มันยังคาผู้ที่สังเกตไว้อยู่ จนตก
กลางคืนทีม่ นั มอี าการปวด มนั ปวดมาก มาก ๆ จนตอ้ งตื่นข้นึ มากนิ
ยาแตก่ ็ไม่หาย จำไดว้ ่าสัญญากับหลวงตาไว้ หลวงตาสง่ั ให้พิจารณา
ทั้งวันทั้งคืนจนถึงใจ เลยฝืนความปวดเดินจงกรมเพื่อพิจารณา
ตอนแรกเดินแทบไม่ได้เพราะปวด พอสกั พักเริม่ “พุทโธ” “พทุ โธ”
ไปเรื่อย ๆ มันเริ่มสงบ ไม่ไปใส่ใจกับความปวดมากนัก เริ่มอยู่กับ
การเดินได้ แลว้ อยู่ ๆ มนั กร็ ูข้ นึ้ มาเองว่า “พทุ โธ” คอื “พุทธะ” คือ
ใจท่ีรู้ รู้ออกมาจากใจ แล้วมันก็เป็นใจไปเลย โดยไม่มีเหตุผล
หรือวิธีการใดทั้งสิ้น กลับคืนเป็นใจ ที่รู้ทุกสิ่งออกมาจากใจ ทั้งรู้
ความปวด ความคิดนึกตรึกตรองปรุงแต่งต่าง ๆ รู้โดยไม่ต้องมี
การกระทำปฏิบัติใด ๆ และรู้มันไม่ทุกข์ไปกับสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น มันรู้
ของมันเอง มันเป็นของมันเอง หลังจากนั้นเหมือนคนฟิวส์ขาด คือ
เพลียหลับแบบดับสนิทไปเลย ไม่ฝันด้วย ตื่นมาก็เป็นรู้ที่รู้ออกมา
จากใจอยู่ มันรู้ไปเองว่าทุกสิ่งเป็นสังขารและเห็นความแตกต่าง
ระหวา่ งรู้จากใจ กบั การไปสังเกตทเี่ ป็นสงั ขารอยู่
ตอนน้นั คิดว่า รู้จากใจ เปน็ ใจไปแลว้ กห็ มดเรอ่ื งกัน ไมม่ อี ะไรแล้ว
แต่พอไปทำพลังลมปราณ กลับเห็นพฤติแห่งจิตที่พยายามประคอง
รักษาการเป็นใจไว้ ประคองไม่ให้มันรั่ว ซึ่งมันเป็นการกระทำที่
ละเอียดมาก เห็นได้ยาก แต่การที่มันปรากฏแสดงว่ามันมีอยู่จริง
ภายในใจ มันยังรักษาตัวมันเองอยู่ แบบที่หลวงตาบอกจริง ๆ คือ
หลังทำพลังลมปราณเสรจ็ กไ็ ปหาหมอ ไปใชช้ วี ิตตามปกติ มันก็ไม่มี
ความทุกข์กังวลในฝั่งสังขารว่าจะกลัวหรือกังวลเรื่องโรคและ
๒๐๘ | หมอจ๋งุ จงิ๋
การรักษาหรือกลัวว่าจะมีตัวเราไปเป็นอะไรแล้ว ความทุกข์แบบ
หยาบๆ เหลา่ นนั้ มนั ไม่มี แต่มนั มีการกระทำเล็ก ๆ ท่เี หมือนจะคอย
สังเกตใจอยู่ตลอดเวลาว่า “ตอนนี้ใช่รู้ออกมาจากใจอยู่หรือเปล่า”
“ตอนนี้เป็นใจอยู่หรือเปล่า” แสดงว่า มันยังประคองรักษาตัวเองอยู่
ก็รู้เท่าทันในกิริยาเหล่านี้ แต่เมื่อใดที่ไม่รู้เท่าทัน หลงไปรักษาใจจริง ๆ
มผี ้ยู ึดใจ มันกลบั คนื กิเลสไดท้ ันที ท้ังเวียนหัว ทั้งอ้วก ออกมาเป็นอาการ
ทางกาย แบบทห่ี ลวงตาเคยบอกว่า “โรควติ กกงั วล” ถ้าออกไปเปน็
กิเลสขนาดนั้น ก็ต้อง “พุทโธ” “พุทโธ” ไปก่อน แล้วมันจะพุทโธ
จนพบพุทธะ คือ ผู้รู้พุทโธออกมาจากใจนั่นเอง แล้วโรควิตกกังวล
มันกจ็ ะหายไปเอง
๘ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๕
ตื่นเช้ามามันก็มองเห็นความจริงว่าทำไมหลวงตาบอกว่า
ขอแค่ให้หนทางรอดเท่านั้น ตัวเราจะไปทางนั้นและใจมันจะเป็น
กิเลสกลับคืนโลกทันที ทั้งหมดนีเ้ ป็นเพราะวา่ จริง ๆ แล้วใจเรามนั
ไม่ได้เกิดมาเพื่อจะละ จะปล่อย จะวางแบบที่บางท่านเป็น เค้าถึง
สน้ิ ยึดท่ามกลางความมีได้ แต่ใจเรามนั เกิดมาพรอ้ มความปรารถนา
ที่จะเป็นผู้ยิ่งใหญ่ ตอนเรียนก็สอบได้ที่ ๑ ตอนเป็นหมอก็สอบได้
คะแนนสงู สดุ พอมาปฏบิ ตั ิธรรมกอ็ ยากเปน็ ผูย้ งิ่ ใหญใ่ นการเผยแพร่
ธรรมะ มันเป็นอนุสัยของเราจริง ๆ แต่ธรรมะที่ปล่อยวางสิ้นยึด
ในสิ่งต่าง ๆ มันเกิดได้เพราะเราถูกความตายบีบบังคับ คือ
เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๒๐๙
พอจะตายแล้ว มันหมดหนทางไปเป็นอย่างที่อยาก สุดท้ายมันก็
ต้องวางทุกสงิ่ ไปเอง
แต่พอมันปล่อยวางจากเงื่อนไขของความตาย ไม่ได้เป็นไป
ด้วยความเต็มใจจริง ๆ พอมีหนทางทจี่ ะไมต่ ายโผล่มา อยา่ งคร้ังน้ีก็
คือรักษาครบ จะดีขึ้นแล้วจะหายแล้ว แล้วอนุสัยมันยังละไม่ขาด
มันคืนกิเลสตายแล้วฟื้นทันที เป็นเหตุให้ต้องโดนกินยาขมอีกรอบ
ท่ีขมหนักกว่าเดิม คือ โรคกลับมา โดนผ่าตัดใหญ่ โดนยาที่แรง
กวา่ เกา่ อยู่กับความตายทีย่ ิ่งกว่าตายอีกรอบหน่ึง
เราจึงพิจารณาปล่อยวางเส้นทางที่อนุสัยเราอยากได้ อยากมี
อยากเป็น พยายามตัดใจให้ขาด แต่ตอนแรกมันตัดไม่ได้ มันรู้เลยว่า
มันไม่เด็ดขาดขนาดนั้น ถ้ามีคนเอาหนทางรอดให้ เอาความมี
สิ่งใด ๆ ทั้งหมดให้ มันยังจะกลับทางนั้นอยู่แน่ๆ เป็นนิมิตที่เห็น
ตัวเองกำลังเดินกลับทางเดิม แต่จังหวะที่กำลังจะก้าวเข้าไปใน
ทางนั้น มันปรากฏภาพหลวงตาขึ้นมา แล้วเราก็นึกได้ว่า ทางที่จะ
กลบั ไป มันมที ุกอยา่ งแต่ไม่มีหลวงตา เพยี งแค่นั้นมันก็คดิ ได้ จริง ๆ
ไม่ต้องคิดเลย ใจมันบอกเลยว่า จะมีอะไร เป็นผู้ยิ่งใหญ่แค่ไหน
มันก็ไม่เอาแล้ว ต่อให้ไม่มีความตายมาบังคับ ต่อให้เราจะรอด
หรือไม่รอด ก็จะไม่กลับคืนทางนั้นอีกเป็นอันขาด ใจมันเด็ดขาดที่
จะ “ไม่เอา” เพราะปัจจัยเดียวที่สำคัญยิ่งกว่าชีวิต คือ ขอเดินทาง
ทีม่ ีหลวงตาเทา่ นั้น เราเลยเขา้ ใจได้ว่าทำไมหลวงตาจงึ มาสอนเราได้
ในความตาย ตอนจิตสุดท้าย เพราะใจเราเลือกเอง เลือกหลวงตา
๒๑๐ | หมอจุง๋ จงิ๋
ให้ท่านเมตตานำทางเรา แล้วก็น้ำตาไหลเหมือนถอดถอนบางสิ่ง
ออกจากใจ
หลังจากนั้นทุกสิ่งที่เป็นตัวเรา เป็นนิสัยสันดานเดิม
มันก็ปรากฏออกมาอย่างชัดเจนแจ่มแจ้ง เพิ่งรู้ว่าเราเป็นคนขี้โมโห
อะไรนดิ หน่อยก็โวยวาย
อย่างพี่พยาบาลเค้ามาแทงเข็มจะให้ยา ตอนแทงเจ็บ
มันก็ปรากฏจติ ไปดา่ เขาแล้ว ปวดเพม่ิ กเ็ หน็ จิตไปโวยวาย แต่แปลก
ที่จิตสังขารที่ปรากฏเหมือนมันปรากฏเป็นธรรมดา และมันถูกรู้
ในขณะที่มันปรากฏ มันเกิดเองและดับไปเอง โดยไม่มีใครไปทำ
อะไรกับมันทั้งสิ้น รู้มันก็ไม่ได้ไปด่าเขาตามมัน ก็แค่รู้เฉย ๆ ไป
ตามนั้น แล้วทั้งวัน มันก็ปรากฏจิตสังขารที่เป็นอนุสัยของตัวเอง
เต็มไปหมด ทั้งขี้โมโห ขี้กังวล วัน ๆ คิดไปถึงแต่อนาคต ว่าถ้าบวช
ไม่ได้มีคำนำหน้าเป็นหมอแล้ว จะยังได้รับการรักษาอย่างนี้ไหม
เป็นกิเลสที่ยังห่วงตัวเองอยู่ชัด ๆ แต่พอทุกอย่างมันถูกเห็น ถูกรู้
เสียแล้ว มันกลับหมดพิษสง ที่จะดึงดูดใจให้ไปตามมัน เหมือนมันรู้
ของมันเองว่านิสัยที่ปรากฏมันเป็นความปรุงแต่ง ไม่ได้มีความหมายใด
เลยต่อใจที่สักแต่ว่ารู้ คือ จะอนุสัยก็ตาม กิเลสก็ตาม ปรุงแต่งใด
กต็ าม มนั ขาดกนั เลยกบั “ร”ู้ ไมเ่ กย่ี วกนั
จึงรู้ว่าจริง ๆ แล้ว สิ่งที่ดึงดูดเราสู่โลกทั้งสาม มันไม่ใช่อะไรอื่น
แต่มันคือจิตปรุงแต่งในใจเราเอง และการพ้นไปจากโลกทั้งสาม
มันก็คือพ้นจากความปรุงแต่งของโลกภายใน เป็นใจที่รู้ชัดว่า
ไม่มจี ติ ใดทีป่ รากฏแล้วมอี ิทธพิ ลตอ่ ใจอีกตอ่ ไปแล้ว
เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๒๑๑
ดังนั้นจะไปเป็นภพชาติเป็นทุกข์มันก็อยู่ในใจเรา แต่ว่า
ความพ้นทุกข์คือใจนั้น มันก็คือใจเรา มันอยู่กับเราเช่นกัน เมื่อใจ
ไม่ไปตามกิเลส อาสวะและอวิชชาที่ปรากฏในทุกขณะปัจจุบัน
นน่ั กค็ อื ใจที่พน้ จากทกุ ข์ พน้ จากโลกทัง้ สามอยู่แลว้ ในตวั ของมันเอง
มันจึงไม่ใช่ว่าต้องไปพยายามทำอะไรเพื่อให้เป็นใจ
ที่ไม่ปรุงแต่ง แต่เมื่อสละโลกภายในไม่ไปตามความปรุงแต่งของ
สังขารทั้งหมดแล้ว มันก็เป็นใจที่พ้นทุกข์ไปเองโดยอัตโนมัติ
เหมือนที่หลวงปู่ดูลย์บอกว่า “ความโกรธก็มี แต่ไม่เอา” มันเป็น
แบบนนี้ เี่ อง
เราจึงรู้ว่า การป่วยหนักครั้งใหม่ มันจะเป็นภาคปฏิบัติ
ของสิ่งที่เราเขียนบทจบ ๘ หน้าสุดท้ายนั่นเอง ทำให้เราค้นพบ
“โลกภายใน” ของตัวเองอย่างแจ่มแจ้งและเรียนรู้ที่จะสละโลก
ภายในนั้น สิ้นโลกแล้วก็ไม่ต้องพูดถึงนิพพานหรือความพ้นทุกข์กันอกี
เพราะมันไม่มอี ะไรให้พูดถึงแล้วนั่นเอง
หลวงตา : “ญาณ คือ ความรู้แจ้งจากใจ วิญญาณธาตุ หรือ ธาตุรู้
บริสุทธิ์ (สิ้นอวชิ ชา) เห็นจิตตสงั ขารเกิดเอง ดับเองในปัจจุบันขณะ
***และรู้แก่ใจ เห็นด้วยใจ ว่าคงมีแต่จิตตสังขารเกิดดับในใจ
ในปัจจุบันขณะ ส่วนตัวตนของผู้รู้ ผู้ยึดถือไม่มี จึงเหมือนกับว่า
จิตตสังขารเกดิ เอง ดับเองในความว่างของธรรมชาติ
เมื่อไม่มีตัวตนของผู้รู้ ไม่มีตัวตนของผู้ยึดถือ จึงไม่มีผู้ทุกข์
ภาษาสมมตเิ รียกว่า “นพิ พาน”
๒๑๒ | หมอจุง๋ จ๋ิง
นิพพาน จึงไม่เกี่ยวกับผู้บวชหรือไม่บวช ดังนั้น จึงไม่ต้อง
วิตกกังวลกับการบวชหรือไม่บวช และต้องเบิกค่ารักษาพยาบาล
จึงไม่ตอ้ งพดู ถงึ การบวชใหพ้ ่อแมเ่ สียใจ
***ประการสำคัญ เมื่อเป็นใจที่ว่างเปล่าจากสัตว์ บุคคล
ตัวตน เรา เขา เพราะส้นิ ตัวตนของผรู้ ู้ สนิ้ ตวั ตนของผูย้ ดึ มั่น จงึ ไมม่ ี
ตัวเราตาย มแี ต่ธาตุขนั ธ์ซ่งึ เปน็ สิง่ เกิดดับเป็นธรรมดา
เมื่อใจเป็นความว่างหนึ่งเดียวกับความว่างของธรร มชาติ
จงึ ไม่มผี วู้ ิตกกงั วลว่าตัวเราจะตาย
๙ กมุ ภาพันธ์ ๒๕๖๕
หลงั จากทล่ี ะทิง้ ทางเดินท่ีเปน็ โลก มนั ก็ปราศจากความห่วง
กังวลในเรื่องใด ๆ มีความคิดเกี่ยวกับอนาคตหรือการรักษา
ของตัวเองขึ้นมาบ้าง แต่มันถูกเห็นเป็นความปรุงแต่ง มันจึงไม่ไป
กังวลกับจิตปรุงแต่งเหล่านั้นเลย ชีวิตภายนอกก็ดีขึ้น ได้พบหมอที่
ช่วยให้ยาแก้ไขอาการเนื้องอกทับเส้นประสาทได้ ก่อนหน้านี้ปวดที่
แสนสาหัสมากแต่หมอสั่งยาให้ทางเส้นน้ำเกลืออาการปวดก็ดีข้ึน
อย่างไม่น่าเชื่อเลย เขานัดทุก ๒ - ๓ วัน ที่ต้องไปให้ยาเข้าเส้น
แต่เรารู้ตั้งแต่ยาไหลเข้าตัวแล้วว่ามันจะหายแน่นอนเพราะมันมี
กระแสความเยน็ พลงั งานเย็นเข้ามาในตวั ดว้ ยมาแทนท่ีความร้อนท่ี
อัดอยู่บริเวณที่ปวดและสื่อกับเจ้ากรรมนายเวรข้าง ๆ บอกเขาว่า
เรายินดีรับกรรมทุกอย่าง ไม่คิดหนีแม้ต้องชดใช้ด้วยความตาย
แต่ถ้าเขาพอจะเมตตาเราบ้าง ขอให้ระหว่างทางที่จะดำเนินไปสู่
เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๒๑๓
การแตกดับ มันไม่มีความปวด ไม่ทรมานก็พอแล้ว หลังจากนั้น
อาการปวดเราก็ลดลงอย่างเห็นได้ชัด ต้องขอบคุณความเมตตา
จากคนทั้งหลายและนั่งสมาธิ พุทโธ จิตก็เข้าฌานเป็นปิติได้ง่าย
กอ็ ุทศิ บญุ ให้เจ้ากรรมนายเวรตอบแทนทเี่ ขาเมตตาเรา เอน็ ดูเราอยู่
๑๒ กุมภาพนั ธ์ ๒๕๖๕
หนึ่งสัปดาห์ที่กลับมาจากปัญจคีรี ได้เรียนรู้สัจธรรม
มากมายจากความไม่เที่ยงและความทุกข์ของร่างกายนี้ ทุกส่ิง
เปลี่ยนแปลงเร็วมากจนเราแทบตั้งตัวไม่ทัน สองอาทิตย์ก่อน
ยังไปกราบหลวงตาได้ปกติ พออาทิตย์ที่แล้วเริ่มมีอาการปวดขา
จากตัวโรคกดทับเส้นประสาท จนตอนนี้มันกดมากขึ้นจนเดิน
กะเผลก หัวหน้าให้หยุดงานเพราะเดินไปทำงานไม่ไหว ให้ไปรักษา
อาการปวดให้ดกี ่อน ไดไ้ ปพบหมอปวดให้ยาทางเส้นเลือด ประคอง
ไปทุก ๒ - ๓ วัน ก็ค่อยยังชั่วขึ้น ไปพบหมอศัลยกรรมเพื่อดู
ความเป็นไปได้ที่จะผ่าก้อนออก หมอเขาเห็นภาพ CT ก้อนในช่อง
เชิงกรานก็กุมขมับ เพราะก้อนมันไปติดอวัยวะเสียทั่ว ทั้งหลอดเลือด
กระเพาะปัสสาวะ ลำไส้ กระดูก และลุกลามมาถึงช่องกระดูกสันหลัง
ล้อมรอบรากประสาท ที่เป็นศูนย์รวมความรู้สึกของขาขวา ทำให้
ขาขวาทั้งชาและปวดมาก หมอบอกว่าผ่ายากมากและต้องแลกกับ
การต้องตัดอวัยวะอื่น ๆ ออกไปด้วย ทั้งกระเพาะปัสสาวะ ไตขวา
ลำไส้ และตอ้ งใช้ชวี ติ อย่างมถี งุ ปสั สาวะมาเปิดหน้าทอ้ ง เราจะแลก
ไหวหรือ หมอขู่เสียน่ากลัวแต่เราไม่มีความกลัวหรือหวั่นไหวใดเลย
๒๑๔ | หมอจ๋งุ จิง๋
เพราะระหว่างนั่งรอหมอตรวจเป็นสามสี่ชั่วโมง เราพิจารณา
กายตลอด มันเลิกคดิ ทางรอดไปแล้ว มแี ต่น้อมลงสัจธรรมความจริง
ว่าโรคลุกลามแบบนี้สุดท้ายมันจะมีอาการอะไรบ้างและต้องเป็น
ผู้ป่วยติดเตียง ต้องหอบเหนื่อย ปวดทรมานจนธาตุขันธ์แตกดับ
เป็นแน่แท้ พอมันลงใจว่า ก็ต้องเป็นเช่นนั้นเอง มันก็สงบและไม่ได้
หวั่นไหวต่อความตาย ไม่ได้หวั่นไหวต่อทุกสิ่ง พอหมอเขาคุย
มันก็แน่วแน่อย่างที่หลวงตาบอกว่าผ่าตัดออก เลยบอกหมอไปว่า
ผ่าก็ผ่า เรารับได้ทุกอย่างจริง ๆ ถึงแม้โรคจะกลับมาจนตอนท้าย
ก็ตายเหมือนกันก็ไม่เป็นไร หมอเขาเลยส่งไปฉายแสง เผื่อจะยุบลง
และผา่ งา่ ยขน้ึ แลว้ เขาจะผ่าให้
เรายิ่งพิจารณายิ่งผ่านประสบการณ์ชีวิต มันยิ่งเห็น
ความจริงว่า ร่างกายนี้มันไม่ใช่ของเราเลย เดี๋ยวก็ป่วยไข้ เดี๋ยวก็มี
คนอื่นจับไปรักษา อยากหาย มันก็ไม่ได้หายตามที่อยาก ไม่อยาก
ตายมันก็ต้องตายแตกดับไปตามกรรม มันยิ่งเห็นความจริงว่าสิ่งที่
เกิดมาแล้วมันต้องดับไป แตกดับไปเป็นธรรมดาจริง ๆ มันทำให้
ยอมรบั การแตกดบั ดว้ ยใจจริงๆ และไมท่ ุกข์ ไม่เศร้าหมองใด ๆ กับ
ความตายที่จะมาถึงแล้ว หรือแม้แต่ความทรมานของกายที่ไม่ตาย
แต่พกิ ารไม่เหมอื นเกา่ ใจมนั ก็ยอมรบั ได้หมด
เรารู้ว่า ความรู้ของไตรลักษณ์ในสังขาร มันหยั่งถึงใจแล้ว
จริง ๆ ทั้งหมดทั้งมวลมันไม่มีอะไรยึดมั่นถือมั่นได้แต่มันยังติดอยู่
ลึก ๆ ว่า ยังไม่เข้าใจถึงใจในธรรมที่ไม่เกิดไม่ดับเหมือนสิ่งนี้มันยัง
ไม่ชัดเจน ไม่ปรากฏที่ใจและเป็นกังวลเรื่องหนังสือที่ยังจบไม่ได้
เหน็ ทกุ ข์ เห็นธรรม | ๒๑๕
เหมือนเราไม่รู้จะเขียนบทจบยงั ไง คำพูดของหลวงตามันดังก้องอยู่
ในหัวตลอดเวลาว่า “ต้องจบท่ีใจ ไม่ใช่จบที่หนงั สือ” แต่เราตีความ
ประโยคนั้นไม่แตก เหมือนเรามีความไม่เข้าใจถึงใจอยู่ในตอน
สุดท้ายว่า “จบที่ใจ” มันหมายถึงอะไร มันมีธรรมที่ผ่านมาจาก
ประสบการณ์เต็มไปหมด แต่ธรรมบทไหนเล่าที่จะเป็น “บทจบ”
ของทุกสิ่ง มันหาทางจบบทสุดท้ายไม่ได้ เลยอธิษฐานต่อพุทธะ
อธิษฐานต่อหลวงตา บอกว่าเราพยายามอย่างเตม็ ที่แล้ว ปล่อยวาง
สังขารยังพอเข้าใจได้ แต่เราไม่สามารถเข้าถึง “ซาโตริ” คือจิตเดิม
แท้จริง ๆ ขอพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ โปรดเมตตาเราด้วย
อย่าให้ตดิ คา้ งในสิ่งเหลา่ น้ีเลย แลว้ เราออ่ นเพลียมาก จนหลับไป
แล้วตอนที่สะลึมสะลือ ลืมตาตื่น แอร์มันเสียหรืออย่างไร
ก็ไม่ทราบ จากที่ปิดอยู่ อยู่ ๆ มันเปิดขึ้นมาเอง แต่มันไม่มีลม
ไม่มีเสียงแอร์ออก เราหันไปเห็นจังหวะนั้น แล้วมันก็เข้าถึงใจว่า
“เปิดอยู่ แต่ไม่มีอะไรท่ีปรากฏออกมา” มันคือไอ้ใบ้ในใจนี่หว่าเนย่ี
ที่รู้อยู่แต่ไม่ปรากฏสิง่ ใดเลย ดังนั้นสรรพส่ิงท่ีปรากฏไมใ่ ช่มนั ทัง้ น้นั
หลังจากนนั้ มนั ก็ร้แู กใ่ จว่า ทุกสง่ิ ทป่ี รากฏมันคอื ไอ้บ้า ทหี่ าสาระใด
ไม่ได้ เป็นแต่เพียงสังขารปรุงแต่งทั้งนั้น แม้แต่หนังสือที่เขียน
สดุ ท้ายมนั คือ ความปรงุ แตง่ ที่ออกจากใจที่ไม่ปรุงแต่งท้งั สน้ิ
ร่างกายไม่รู้เป็นยังไง มันเหมือนท้องเดิน จะถ่ายของเสียออก
ตลอดเวลาและขณะที่นั่งห้องน้ำเราเปิดดู Facebook เจอ feed
ข่าวของพี่หมอคนนึง เขา feed เรื่องการทำงานดูแลคนไข้ แล้วมนั
แปลกตรงที่ว่า ทุกทีเราจะแบ่งแยกเรา-เขา ว่าเนี่ยพี่เค้าเป็นผู้สร้าง
๒๑๖ | หมอจุ๋งจง๋ิ
บารมี เขาไมไ่ ดเ้ ป็นธรรมแต่เปน็ โลก แต่ครั้งน้ีมันกลับรู้สึกว่าเขากับ
เรามันไม่ได้มีอะไรที่แตกต่างกัน มันคือเป็นคน เป็นสมมติที่ดำเนิน
ไปในโลกไม่แตกตา่ งกนั เลย
แลว้ อยู่ ๆ มนั ก็ get ถงึ ใจนำ้ ตาไหลวา่ ที่ผ่านมาเราช่างเข้าใจผิด
มันเข้าใจผิด มีตัวเราไปแบ่งแยกเรา-เขา ไปให้ค่าให้ความหมาย
มีตัวเราแยกออกมา และคำว่า “สิ้นสมมติ” เดิมที่เข้าใจ คือ
เราเหน็ ทุกอย่างเป็นสมมติหมด พอ่ แมเ่ ปน็ สมมติไมม่ ีจริง แต่จริง ๆ
แล้วมันไม่ใช่ความหมายนั้นเลย คำว่า “สิ้นสมมติ” ที่แท้จริงนั้น คือ
สิ้นตัวเราที่เป็นสมมติแยกออกมาเป็นตัวเป็นตนต่างหาก เพราะใน
สัจธรรมความจริง มันไม่ได้มีตัวเราที่แยกออกมา ตัวเราก็คือ
ธาตุ ๔ ขันธ์ห้าเป็นสังขารเหมือนคนอื่น ๆ เหมือนสิ่งมีชีวิตอ่ืน
ไม่ได้แตกต่างกันเลย พอสิ้นสมมติจริง ๆ คือ คืนตัวเรากลับเป็น
ธรรมชาติของสังขารทั้งหมดจริง ๆ มันกลับไม่เหลืออะไรเลย
ไมม่ อี ะไรเลยทเ่ี หลอื อยู่ มนั มีแตค่ วามรูว้ ่า ไมม่ ีตัวเราท่ีคงที่เที่ยงแท้
อยู่ในโลกนี้อีกแล้ว มีแต่สิ่งที่ปรุงแต่ง เปลี่ยนแปลงเกิดดับไป
ตามเหตุปัจจัย แม้แต่คนอื่นสิ่งอื่นก็เป็นเช่นเดียวกัน ไม่มีอะไรท่ี
แตกตา่ งกนั เลย
เราเลยเพิ่งรู้ว่า ที่ผ่านมาการเข้าใจธรรมและปล่อยวาง
ทั้งหมด มันเกิดจากการเอาตัวเราเข้าใจธรรมและปล่อยวางทุกสิ่ง
ปล่อยวางได้แม้แต่ชีวิตและความตาย แต่ถึงที่สุดกลับไม่อาจ
สิ้นสมมติ มันไมส่ น้ิ สงสยั วา่ ตวั เรายังไมถ่ งึ ธรรมท่เี ท่ียงแท้ไม่เกิดดับ
สกั ที มันยังสงสยั ตลอดวา่ ทำไมถึงยังไมใ่ ช่ ไมต่ รงจุด เปน็ เพราะมัน
เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๒๑๗
ยังมีสมมติที่เป็นตัวเรา ที่เราก็เชื่อว่าเป็นจริง (ถึงแม้จะเป็นธรรม
ก็ตาม) คาอยู่นี่เอง แต่ในสัจธรรมความจริง วินาทีที่เรารู้ว่าตัวเรา
เป็นสมมติ มันไม่ได้มีตัวเราแยกออกมาจริง ๆ มันรู้แก่ใจว่า
หาตัวเราไม่พบแล้ว จิตวิญญาณที่เป็นตัวเราเป็นของเราได้หายไป
จากโลกใบนี้
และธรรมนี้เป็นกุญแจของ Peaceful death แบบที่เลยไป
จากแค่ตายสงบ แต่มันหมายถึง ตายอย่างไม่มีตัวเราตาย มันก็จะ
ไม่มีตัวเราเกิดอีก ย่อมสิ้นสุดภพชาติ และเป็นชัยชนะต่อวัฏสงสาร
อยา่ งแทจ้ รงิ
“เกดิ แล้วต้องตาย แต่ตายแล้วไม่เกิดอีก
ผู้ไม่เกดิ ย่อมไมแ่ ก่ ไมเ่ จบ็ ไมต่ าย ไมม่ วี งจรของความทุกข์”
๒๑๘ | หมอจุ๋งจง๋ิ
อสิ ระทีแ่ ทจ้ ริง ไม่ได้เกดิ จากตวั เรามอี ิสระ
แตเ่ ปน็ อสิ ระจากการส้ินการผูกมดั
ว่ามี ว่าเปน็ ตัวเราของเรา
เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๒๑๙
บทส่งทา้ ย
บันทึกการสนทนาธรรมของหมอจงุ๋ จง๋ิ กบั หลวงตา
ณ วันที่ ๕-๑๐ มถิ ุนายน ๒๕๖๕
การที่เราได้เกิดมาเป็นมนุษย์รูปร่างแตกต่างกัน หรือเกิดเป็นเทพ
เทวดา อินทร์ พรหม แม้แต่เดรัจฉาน เปรต อสุรกาย สัตว์นรก มันเกิดจาก
สังขารมาหุ้มจิต หรือใจเดิมแท้ (วิสังขาร) พระพุทธเจ้าตรัสว่า สังขารท่ีมาหุ้มน้ี
พาเวียนเกิดเวียนตาย เกิดตาย ๆ ๆ ๆ ทับถมกันเท่ากองภูเขา ก็เพราะ
อวิชชาคือความไม่รู้สัจธรรมจึงหลงยึดถือในจิตหรือใจเดิมแท้ว่าเป็นตัวเรา
ของเรา กลายเป็นหลงมีตัวเรายึดถือในตัวหุ้ม และเอาตัวหุ้มไปยึดถือ
ภรรยา พ่อ แม่ พี่ น้อง ลูก หลาน หลงยึดถือคนนั้นคนนี้จริง ๆ จัง ๆ ทั้งท่ี
คุณสมบัติของจิตหรือใจเดิมแท้ เขาเป็นธรรมชาติที่ยึดถือกันไม่ได้ เพราะ
เปน็ ธรรมชาติท่ีไมม่ ีอะไรปรากฏ ไมม่ ีรูปลกั ษณ์ ไมเ่ คยเกดิ ตาย
ในหนังพระพุทธเจ้ามหาศาสดาโลกตอนจบที่พระอานนท์โศกเศร้า
คิดถึงพระพุทธเจ้าที่ดับขันธ์ปรินิพพานไปแล้ว ก็มีเสียงพระพุทธเจ้ามา
บอกว่า “อานนท์ ตถาคตหรือพุทธะ ไม่เคยเกิดไม่เคยตาย เป็นอมตะ แต่
ร่างที่มาปรากฏเกิดตายในแต่ละชาติ มันคือร่างที่มาอาศัยร่างนั้น สร้าง
บารมี บุญ บาป กรรมดี และกรรมช่ัว ดงั น้ันรา่ งที่ตายในแตล่ ะชาติก็คือร่าง
ท่ีมนั มาหุ้มไว้ แล้วก็ไปเกิดเป็นคนรูปร่างตา่ ง ๆ ไปเป็นผูช้ ายบา้ ง ผหู้ ญิงบ้าง
เป็นนักรบบา้ ง แล้วสุดทา้ ยไปเกิดเปน็ สตั ว์เดรจั ฉาน ไปตกนรก พระพุทธเจ้า
ของเราก็เคยไปตกนรกตั้งไม่รู้กี่ชาติ เพราะว่ามันเอาร่างที่หุ้ม ไปคิด ไปพูด
ไปกระทำ ไปปรงุ แต่ง ทำบาปกรรมได้ ดว้ ยความไมร่ ูข้ องจติ อวิชชานน่ั เอง
แต่ถ้าเป็นจิตเดิมแท้ที่ไม่มีอวิชชา ที่เข้าใจความจริงแล้ว มันไม่เกิด
ไม่ตาย เป็นอมตะ ดังนั้นร่างที่เปลี่ยนไป คงเปลี่ยนไปแต่ร่าง แต่จิตเดิมแท้
พทุ ธะ ไมไ่ ดเ้ กิด ไมไ่ ด้ตาย เปน็ อมตะ ถ้าไมเ่ ขา้ ใจตรงนีเ้ สียที มันไม่เป็นใจท่ี
เป็นอมตะ มนั ก็จะไปหมุ้ อกี เกิดมาร่างใหม่แตล่ ะชาตกิ ห็ ุ้มอีก พอหุ้มแล้วมัน
๒๒๐ | หมอจ๋งุ จิง๋
ก็จำได้สักพักแล้วก็ลืมว่าเราเป็นใคร แล้วมันก็จำไม่ได้แล้วว่าเคยเกิดเป็น
อะไร เนี่ย ไอ้ร่างที่หุ้มจำร่างที่หุ้มไม่ได้ ที่มันจำร่างทีห่ ุ้มไม่ได้ก็ยังพอทำเนา
นะ แต่มันจำธรรมชาติเดิมทเี่ ปน็ ความบรสิ ุทธไ์ิ ม่ได้ซะอีก เมอ่ื จำไมไ่ ดซ้ ะที ก็
เลยเป็นอวิชชาคอื ความโง่อยู่ อวิชชา ความหลงอยู่ ทีนี้ก็มีร่างใหม่มาห้มุ อีก
มันทุกข์ยากลำบากอย่างนี้ทุกคน ดังนั้นถ้าเราเข้าใจ จะเป็นยังไงก็ได้ มัน
เปล่ยี นรา่ ง ถ่ายรา่ งเหมือนงูลอกคราบ แตธ่ รรมชาตเิ ดิมมนั ไม่ได้ถ่ายไปด้วย
มนั เป็นพุทธะ ธรรมชาตเิ ดิมเปน็ พทุ ธะ เป็นอมตะ
แต่ถ้าเราจะต้องเกิดมาใหม่ในร่างต่าง ๆ ให้เป็นทุกข์ เราจะยอม
ก็เป็นเรื่องของเรา แต่ถ้าไม่พร้อมที่จะเกิดมาร่างใหม่แล้ว ใจเบื่อหน่ายใน
สังสารวัฏ เบื่อหน่ายในความทุกข์ ก็ไปเป็นธรรมชาติเดิมที่เป็นพุทธะอย่าง
เป็นอมตะ เลือกที่จะไม่ไปไม่มาก็นิพพานในปัจจุบันแล้ว เป็นนิพพานธาตุ
สุญญตาธาตุ อมตธาตุในปัจจุบัน พระพุทธเจ้าตรัสเองในนิพพานสูตร ไม่มี
การไป ไมม่ กี ารมา ไม่มีผตู้ ั้งอยู่ กน็ พิ พานคอื ท่ีสดุ แหง่ ทกุ ข์
ไมม่ ตี ัวใครจะเข้านิพพาน ไมไ่ ดต้ อ้ งเขา้ นิพพานในสถานที่ใด ๆ ทบี่ ้าน
หรือที่พุทธธรรมสถานปัญจคีรี ที่ไหนก็ได้เพราะว่านิพพานมีอยู่แล้ว
ทุกปัจจุบันขณะ แต่มนั ถกู ตวั หุม้ ถูกรา่ งสมมตมิ นั มาหุ้มไว้
นิพพานมันมีอยู่แล้ว คือจิตสภาพเดิมภายใน แต่มันถูกหุ้มด้วย
สังขารภายนอก เปรียบเหมือน ธรรมชาติรู้มันมีอยูแ่ ล้วในดอกบัว ทำไมเขา
จึงเปรียบเทียบกับดอกบัวบาน เพราะว่าเมื่อบานออกข้างในมันเป็น
ความว่าง ดอกบัวตูมแต่ถกู หมุ้ ด้วยกลีบดอกเปรยี บเหมอื น “อวิชชา” แต่พอ
ดอกบัวบานข้างในมันเป็นความว่างซึ่งรวมเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
ภายนอก อนั นัน้ คือนิพพานทีม่ ันมีอยู่แลว้ ในดอกบัว คือ ในใจเราน่ีเองแตม่ ัน
ถูกหุ้มไว้ ตอนท่ีมันยังไม่เข้าใจมันก็กลายเป็นถูกหุ้มด้วยกลีบดอกบัว ดังน้ัน
ถงึ เปรยี บเทยี บว่าขณะบรรลุนิพพานคือดอกบัวบาน ความว่างของ “ธาตุรู้”
ทอ่ี ยู่ในดอกบวั กบั ความว่างขา้ งนอก คอื นพิ พานท่ีมอี ยู่แล้ว ไม่มีใครนิพพาน
ส่วนขันธ์ห้าเรามันหุ้มความว่าง หุ้มนิพพานธาตุไว้ข้างใน แต่มันไม่ได้หุ้ม
ได้จรงิ
เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๒๒๑
ปรากฏการณ์ใดที่ผ่านเข้ามา มันก็ผ่านไป ผ่านไป แต่ใจเหมือน
ใจกลางดอกบัว มันไม่หายไป ความรู้แจ้งแก่ใจน้ีจะต้องไม่หาย ทุกคนเกิด
มาแล้วขันธ์ห้าเหมือนกับดอกบัวท่ีต้องโรยรา แต่ “ธาตุรู้” ซึ่งเป็นความวา่ ง
ภายในมันไม่โรยรา มันเป็นอมตะ สำหรับคนที่รู้แจ้งแล้วจะไม่หลงเอากลีบ
ดอกบัวหรอื ขันธ์หา้ มาบงั ไว้ มันไม่มีความหมายทจ่ี ะบังมนั ได้หรอก มันเห่ียว
เน่าไปเฉพาะกลีบดอกเท่านั้น แต่จิตเดิมแท้ใจกลางดอกบัวไม่เน่าตายไป
ด้วย ถ้าอยู่ด้วยความไม่รู้แจ้งมันก็หลงยึดใหเ้ ป็นทกุ ข์ ถ้าอยู่ด้วยความรู้แจง้
แล้วมันก็ไม่ทุกข์ ถึงกลีบดอกบัวจะเน่าเหี่ยวไปทีละดอก ๆ แต่ใจกลาง
ดอกบัวเหมือนกันหมดคือความว่าง คือความไม่มีตัวตน ทุกดอกเหมือนกัน
หมด อยู่ดว้ ยความรู้ ความเหน็ ความเข้าใจ เป็นพุทธะ กบั อยู่ด้วยความไม่รู้
ไม่เห็น ไม่เข้าใจ ไม่เป็นพุทธะ มันต่างกันแค่ตรงที่ว่าทุกข์กับไม่ทุกข์ ดังน้ัน
คนที่อยู่ด้วยความไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เข้าใจ พอกลีบดอกบัวจะโรยรามันก็ทุกข์
มาก แตถ่ า้ อยู่ดว้ ยความรู้ความเห็น ความเข้าใจ มันก็ไม่ทกุ ข์อะไร มันก็เป็น
ธรรมชาติ แต่ธรรมชาติเดมิ ไม่เคยเกิดไมเ่ คยตาย มันเป็นอมตะ ท่านบอกว่า
คนโง่เนี่ยมันอยู่กับสิ่งเกิดตายแล้วเป็นทุกข์ แต่คนฉลาดที่เป็นวิชชาแล้ว
อวิชชาดบั แลว้ อย่กู บั ความไม่เกดิ ไม่ตาย คนทฉี่ ลาดเขาปฏบิ ัติธรรมท้ังหมด
เพื่อถงึ ความไมเ่ กดิ ไมต่ าย แต่คนโงท่ ุกขอ์ ย่กู ับความเกิดตาย
เมื่อถึงความไม่เกิดไม่ตายแล้ว พวกญาณหยั่งรู้หรือว่าอะไรต่าง ๆ
ที่ใช้สอนคนไม่ต้องฝึกเลยด้วยซ้ำมันมาเอง อยู่ ๆ มันก็แบบมาเองไปเอง
อยู่ ๆ มันกพ็ ดู อะไรข้ึนมาเอง มันมาเองตามบารมีหรอก แตค่ นไม่เข้าใจก็ไป
อยากเรียน อยากฝึก ๆ ๆ จริง ๆ มนั เป็นไปเอง เปน็ ของเดิม มีบารมีรึเปล่าล่ะ
ถ้ามีบารมีสั่งสมมามันก็อยู่ที่ใจกลางดอกบัว ไม่ได้อยู่ที่กลีบดอกบัว ขันธ์ห้า
มันจะมีปีติ มีญาณ มีฌานอะไร เดี๋ยวมันก็ตาย เดี๋ยวก็กลายเป็นดอกบัว
เหี่ยวเน่า แต่บารมีทั้งหมดน่ะมันอยู่ที่ใจกลางดอกบัว มันไม่ได้ตายไปด้วย
แต่ไปรวมอยู่ในธาตุรู้ที่ไม่ปรากฏตัวตน เมื่อถึงเวลาจะใช้บารมีเหล่านั้นก็
ออกมาเอง
๒๒๒ | หมอจงุ๋ จิง๋
ด้วยพุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ พุทธบารมี
ธรรมบารมี สังฆบารมี พุทธเมตตา ธรรมเมตตา สังฆเมตตา พุทธคุณ
ธรรมคุณ สังฆคุณ คุณของพระพุทธเจ้า คุณพระธรรม คุณพระอริยสงฆ์
คุณพ่อแม่ครูอาจารย์ ไม่มีที่สุดไม่มีประมาณ คุณบิดามารดาอยู่ในใจเรา
บิดามารดายังไม่ได้เป็นพระอรหันต์ แต่คุณของท่านก็เทียบเท่าพระอรหันต์
ดังนั้นท่านว่าทำกรรมกับบิดามารดาก็เป็นอนันตริยกรรม ทำคุณกับบิดา
มารดาเทียบเท่าทำคุณกับพระอรหันต์ ตัวบิดามารดายังไม่เป็นพระอรหันต์
แต่จิตเดิมแท้ของบิดามารดาก็เหมือนใจกลางดอกบัวที่เป็นความว่างเปล่า
ก็เป็นพระนิพพาน เป็นพระอรหันต์ได้เหมือนกันหมด ด้วยความรู้แจ้ง
ความเข้าใจ อยู่ที่รู้หรือไม่รู้ สุดท้ายแล้วธรรมชาติทุกอย่างก็ไปรวมกันที่ใจ
ด้วยความร้แู จง้
หมอจุ๋งจิ๋ง วันนี้ก็ตั้งใจพาครอบครวั มากราบหลวงตา เราก็เป็นห่วง
พ่อแม่ กังวลอยากให้พ่อแม่มาเป็นลูกศิษย์หลวงตา เอ้า... หลวงตาก็รับนะ
หมอจะได้หมดห่วงหมดกังวล เอ้า... หลวงตารับเป็นลูกศิษย์นะ รับเป็น
ลูกศิษย์ก็ฟังธรรมไปพร้อมหมอจุ๋งจิ๋งแล้ว เนี่ยเห็นมั้ยก็รู้แจ้ง แล้วพุทธะคือ
ใจกลางดอกบัว ใจกลางดอกบัวซึ่งเป็นความว่าง ความบริสุทธิ์ ถูกหุ้มด้วย
ร่างที่มาปรากฏในแต่ละชาติ มันมาหุ้มไว้เหมือนกลีบดอกบัว แล้วก็โรยรา
ตายไป ถ้าเข้าใจถึงใจกลางดอกบัวเมื่อไหร่ก็กลายเป็นดอกบัวบาน รู้แจ้ง
สัจธรรมความจริงจะได้หมดห่วงหมดกังวลกัน พ่อแม่ก็เป็นทุกข์มานาน
สุดท้ายก็ต้องทำใจได้ทุกคน ไม่มีใครทำใจไม่ได้หรอก ทุกคนต้องทำใจได้
เพราะว่าความจริงก็คือความจริง มนั ทุกขไ์ ง เหน็ ลกู ทกุ ข์ทส่ี ุด มันยอมให้ลูก
ทุกข์อยู่อย่างนี้ไม่ไหว มันก็ยอมรับความจริงได้ทุกคน เหมือนร่างกายเรา
ตอนแรกหมอบอกว่าเราเป็นใหม่ ๆ เราก็ยอมรับไม่ได้ พอมันนาน ๆ ไป
สุดท้ายมันก็ยอมรับได้ เพราะว่ามันคือความจริง ยอมรับความจริง ความจริง
มันเป็นจริงนะ มันไม่ใช่ความไม่จริง คือเจ็บแล้วป่วยแล้ว จะอยู่จะตาย
จะเป็นอะไร เหตุปัจจัยมันไม่อยู่ที่เรามันอยู่ที่บุญทำกรรมแต่งมันไม่อยู่
ที่เรา ใครจะอยากเป็นโน่นเป็นนี่ ใครก็อยากเป็นดอกบัวให้มันเหี่ยวเน่าไป
เหน็ ทกุ ข์ เห็นธรรม | ๒๒๓
ตอนที่มันเป็นดอกบัวแก่จัด ทุกคนก็ต้องอยากให้เป็นดอกบัวแก่จัด แต่มัน
ไม่ได้เป็นไปตามความอยากของเรา คนทุกคนเป็นไปตามบุญและบาป
ตามกรรม สดุ ท้ายมนั ตอ้ งยอมรับความจรงิ อย่ทู ่ียอมรบั ความจริงแล้วไปอยู่
กับธรรมชาติของใจที่ไม่เกิดไม่ตาย ก็ปล่อยใหส้ ังขารมันเป็นไปตามบุญบาป
ของมันน่ะ เพราะว่ามันเป็นอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา แต่ธรรมชาติไม่เกิด
ไม่ตายมีอยู่ ใจก็ไปอยู่กับใจที่เป็นธรรมชาติไม่เกิดไม่ตาย อยู่กับใจที่ยอมรบั
ความจริง สุดท้ายก็เหลือแต่รู้แจ้งสัจธรรมความจริง มันก็จะแตกดับไป
เฉพาะสังขารทุกดอกบวั ทกุ ทา่ น แตใ่ จกลางดอกบวั ไม่ตาย...เปน็ อมตะ
พอเขา้ ใจสัจธรรมตรงนี้ รู้สกึ เหมอื นไม่ใช่คนปฏิบัติ เหมือนคนปกติ
ที่ใช้ชีวิตไปเรื่อย ๆ แต่ไม่ทุกข์อะไร เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ เพราะ
ธรรมชาติมันก็ไม่รู้สึกว่ามันเป็นผู้ปฏิบัติธรรมและมันก็ไม่ยดึ ถืออะไร ดินน้ำ
ลมไฟอากาศก็ไม่ยึดถือซึ่งกันและกัน แสงแดดสายลมก็ไม่ยึดถือซึ่งกัน
และกัน
ธรรมชาติทำหน้าที่ของมันโดยสมบูรณ์ ไม่มีผู้ทำหน้าที่ ดินก็ทำ
หน้าที่ของดินโดยสมบูรณ์ น้ำก็ทำหน้าที่ของน้ำโดยสมบูรณ์ ลมก็ทำหน้าที่
ของลมโดยสมบูรณ์ ไฟกท็ ำหนา้ ที่ของไฟโดยสมบูรณ์ อากาศกท็ ำหน้าท่ีของ
อากาศโดยสมบรู ณ์ ธาตรุ กู้ ท็ ำหนา้ ทขี่ องธาตรุ ู้โดยสมบูรณ์
ไม่มีตัวตนของผู้ทำหน้าที่ เป็นคุณสมบัติของธรรมชาติ คุณสมบัติ
ของดินก็เป็นอย่างนั้น คุณสมบัติของดินก็เป็นของแข็งมีสารอาหารในดิน
ให้ประโยชน์แก่มวลสรรพสัตว์ทั้งหลาย คุณสมบัติของน้ำก็เป็นของเหลว
ให้ประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย คุณสมบัติของลม ของไฟ ของอากาศ
ของธาตุรู้ ก็เป็นเพียงคุณสมบัติ ถือเป็นคุณสมบัติของเขาไปไม่มีผู้ไป
ทำหน้าที่แทนธรรมชาติและธรรมชาติเขาก็ไม่มีความรู้สึกว่าเขาเป็น
ผู้ปฏิบัติธรรม เค้าได้อะไร เค้าบรรลุธรรมหรือไม่บรรลุธรรม มันเป็น
ธรรมชาติ เราก็คือธรรมชาติ ร่างกาย จิตใจ ขันธ์ห้า จิตเดิมแท้ จิตปรุงแต่ง
จะเรียกอะไรสมมติทั้งนั้น เรียกสมมติทั้งหมด คือสรุปแล้วในร่างกายจิตใจ
๒๒๔ | หมอจุง๋ จ๋งิ
เราทั้งตัว ทั้งหมดเลย มีทั้งสสาร พลังงาน ความว่าง ธาตุดินน้ำลมไฟ
อากาศธาตุ ธาตุรู้ มันก็คอื ธรรมชาติ
ดังนั้นร่างกายเรา ดินน้ำลมไฟ อากาศธาตุ ธาตุรู้ สสาร พลังงาน
ความว่าง ก็ทำหน้าที่ตามคุณสมบัติของธาตุ ไม่มีตัวตนของผู้ทำหน้าท่ี
ไม่มีคนยึดถือว่าเราทำหน้าที่แล้วเราจะได้อะไร เราจะเสียอะไร หรือเราจะ
ไดน้ ิพพาน ไมม่ หี รอก มีแต่ธรรมชาติ
เมื่อไหร่ที่ร่างกายจิตใจ ขันธ์ห้า สสาร พลังงาน ความว่าง ธาตุดิน
นำ้ ลมไฟ อากาศธาตุ ธาตุรู้ มันเป็นธรรมชาตเิ สมอกันทัง้ ภายนอก ภายในไม่
มีเจ้าของ นั่นแหละคือธรรมชาติที่สิ้นทุกข์ ตายแล้วก็ไม่เหลือตัวตน
เกนิ ธรรมชาตใิ หเ้ ค้าลากเอาไปลงโทษตามกรรม มันกเ็ ป็นธรรมชาตทิ บี่ รสิ ุทธ์ิ
ส้ินตัวตนกลับคืนสู่ธรรมชาติที่บริสุทธิ์ มาจากธรรมชาติ...คืนสู่ธรรมชาติ...
แค่นี้แหละ มีความเป็นอยู่เป็นไปโดยธรรมชาติ เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
ไม่ได้แตกต่างจากธรรมชาติ มันเงียบสงบสงัด ร่มเย็น เหมือนที่พุทธธรรม
สถานปัญจคีรี ร่มรื่นไปด้วยต้นไม้ สายน้ำ สระน้ำ ภูเขา สัตว์น้ำ ไม่เห็นมี
อะไรต้องเป็นทกุ ข์เดอื นร้อนอะไร และธรรมชาตเิ มื่อมันถึงเวลาทีม่ นั สิน้ เหตุ
ปัจจยั เชน่ ตน้ ไมม้ นั ก็ตายไปทีละต้น บางต้นยงั ไม่ทันแก่ หนอนไชมันก็ตาย
ไปทีละต้น ต้นใหม่ก็งอกขึ้นมามันก็ธรรมชาติ บางต้นก็หนอนเจาะไชไป
ก่อนแล้ว บางต้นก็แก่ตาย ตายไปหลายต้น ต้นไหนตายไปต้นใหม่ก็มาแทน
กป็ กตธิ รรมชาตินะ
เราแท้จริงก็คือธรรมชาติ ธรรมชาติก็คือเรา คือธรรมชาติเดียวกัน
เป็นหนึ่งเดียวกันไม่ได้แบ่งแยก ถ้าเป็นอย่างนี้ใจมันก็สงบสุขไม่ได้มีอะไร
ไม่มีใครที่จะต้องทุกข์เพราะโหยหานิพพานเลย ไม่คิดถึงเลยด้วยซ้ำ เพราะ
ถ้าเรายังคิดถึงยังโหยหาก็เท่ากบั ยังยึดถอื และยังทุกข์อยู่ ไม่คิดถึงไม่โหยหา
ไมอ่ ะไรในโลก เป็นหนงึ่ เดยี วกบั ธรรมชาติท่ไี ม่ยดึ ซ่งึ กนั และกนั มันกไ็ มม่ ีใคร
ต้องทุกข์ ภาษาสมมติเรียกว่า “นิพพาน” ไม่ใช่โหยหานิพพานแล้วได้
นิพพาน ไม่ใช่คิดถึงโหยหาแต่นิพพาน อันนั้นมันก็ทุกข์ตาย ทุกข์จนตาย
ตายแลว้ ก็เป็นทุกข์
เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๒๒๕
แต่ถ้าทุกอย่างมีความเป็นอยู่โดยธรรมชาติ มันไม่มีใครทุกข์
เดือดร้อนอะไรหรอก มีความเป็นอยู่อย่างธรรมชาติโดยธรรมชาติเป็นหนึ่ง
เดียวกับธรรมชาติ เมื่อเหตุปัจจัยยังมีอยู่ก็ต้องมีอยู่ เมื่อเหตุปัจจัยดับไปก็
ต้องดับไปตามกฎอิทัปปัจจยตา เพราะสิ่งนี้มีสิ่งนี้จึงมี เพราะสิ่งนี้เกิดสิ่งนี้
จึงเกิด เพราะสิ่งนี้ไม่มีสิ่งนี้จึงไม่มี เพราะสิ่งนี้ดับสิ่งนี้จึงดับ มันเป็นกฎของ
ธรรมชาติ กฎอิทัปปัจจยตา หรือปฏจิ จสมุปบาท หรืออริยสัจ ๔ นคี่ ือสัจธรรม
ที่พระพุทธเจ้าค้นพบ ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย เมื่อเหตุปัจจัย
อยา่ งนีย้ ังมอี ยกู่ ารเป็นเช่นน้ียังต้องมีอยู่ เมือ่ เหตุปจั จยั เช่นนี้หมดไปการเป็น
เชน่ นีก้ ย็ ่อมหมดไป ทุกอย่างเป็นไปตามเหตุตามปจั จัย
แต่มนั มีธรรมชาติหนึ่งท่ีเหนือเหตุปัจจัยคือ “ใจ” ซึ่งเปรียบเหมือน
ใจกลางดอกบัว มันเป็นความว่าง ไม่เกิด ไม่ดับ ไม่แตก ไม่ทำลาย ไม่เหี่ยว
แห้ง ไม่ตายไปตามกลีบดอกบัวและก้านดอกบัวที่โรยรา แต่ “ใจ” เหมือน
ใจกลางดอกบัวบานมันเป็นหนึ่งเดียวกับความว่างของจักรวาล ไม่เกิด
ไม่ตาย ตลอดเวลาไม่เคยหายไปไหน ไม่ได้หายไปเมื่อตอนเราโง่หรือเป็น
อวิชชาและไม่ได้เพิ่งเกิดมีมาใหม่ตอนตรัสรู้ “ใจ” เหมือนใจกลางดอกบัว
ดอกบัวตูมดอกบัวบานก็เป็นความว่างเหมือนกัน เพียงแต่ว่าเมื่อเป็น
ดอกบวั ตูมเหมือนขนั ธห์ ้าเปน็ กลีบดอกบัวมาค่ันไว้ทำให้ไม่พบว่า “ใจ” เป็น
ความว่าง เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติจักรวาล เป็นธรรมชาติหนึ่งเดียวท่ี
ไม่เกิดไม่ตาย จึงไม่มีความทุกข์ใด ๆ มันเป็นอมตะ ไม่ใช่ใจของเราหรอก
มันเป็นใจท่เี ปน็ ธรรม เรียกวา่ ธรรมธาตุ เป็นอมตะ
ถ้าอยู่กับธรรมธาตุตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ตอนตายมันก็ตายเฉพาะ
กลีบก้านดอกบวั หรอื ตายเฉพาะขันธ์ห้า จติ อวชิ ชา ความโง่ ความไม่รู้แจ้ง
มนั หายไปก็แค่นั้นเอง เหลอื แต่ความร้แู จ้งแล้ว “พทุ ธะ” เรยี กวา่ เปน็ ความรู้
แจ้งแล้ว อ๋อ! มันเป็นธรรมชาติ เราคือธรรมชาติ ธรรมชาติคือเรา เราไม่ได้
แตกต่างจากธรรมชาติ มันก็เลยเป็นอยู่ทุกปัจจุบันขณะโดยไม่มีผู้ทุกข์
เวลาสขุ มนั กไ็ มร่ สู้ ึกวา่ มีใครสุข ไม่มีใครทกุ ข์ไม่มีใครสุข สงบก็ไม่มีความรู้สึก
๒๒๖ | หมอจงุ๋ จงิ๋
ว่าใครสงบ มันเป็นความสงบโดยไม่ได้มีเจ้าของ ไม่ได้มีผู้เสวย เป็นนิพพาน
ทสี่ งบจากความปรุงแตง่ ยึดถือ
มันเป็นนิพพานเพราะว่า มันเป็นความสงบที่บริสุทธ์ิ ไม่มีใคร
เป็นผู้สงบ ไม่มีใครไม่สงบ เป็นธรรมชาติที่สงบอยู่ท่ามกลางขันธ์ห้า มันเปน็
ความสงบที่ไม่มีเจ้าของ ไม่มีผู้สงบ เป็นความสงบหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ
ตลอดกาลอย่างเปน็ อมตะ
ถ้าผู้รู้มองเห็นใจจะหาตวั ตนไม่พบ พระพทุ ธเจา้ พระปจั เจกพทุ ธเจ้า
พระอรหันต์สาวก หรือผู้ที่สิ้นความหลงส้ินผู้เสวย ก็จะเหมือนกันคือมองไป
ในใจแล้วไม่เห็นอะไรเลย ไม่เหน็ ตัวจติ ตัวใจ ไม่เห็นตวั ตน ไม่เห็นอะไรเลย
ถ้าเป็นเช่นนั้นขณะจิตก็เรียกว่า “นิพพานขณะจิต” แต่ถ้าหายโง่
(สิ้นอวิชชา) โดยสิ้นเชิงแล้วก็เรียกว่า “นิพพานถาวร” ถ้ายังหลงยึดบ้าง
สิ้นหลงยึดบ้าง ขณะจิตที่สิ้นหลงก็นิพพานชั่วคราวเป็นตทังควิมุตติ แต่ถ้า
สิ้นหลงถาวรแล้วก็นิพพานเลย นิพพานถาวร เป็นอมตะ กลายเป็นใจแท้
ไมใ่ ช่แค่ความรคู้ วามเขา้ ใจในใจ
ถ้าเปน็ ความรู้ความเข้าใจในใจมนั ยังเปน็ ความปรุงแตง่ ยังหลงบ้าง
เป็นใจแท้บริสุทธิ์เปรียบเหมือนใจกลางดอกบัว ความว่างใจกลางดอกบัว
เป็นหนึ่งเดียวกับความว่างของจักรวาลอันหาขอบเขตไม่ได้ อันนั้นก็จะเป็น
นิพพานขณะจิตนั้น บางขณะจิตหลงไปเป็นความรู้ความเข้าใจในใจกลาง
ดอกบวั แทจ้ ริงมนั กเ็ ป็นแค่กลีบดอกบวั ที่มนั เกดิ ๆ ดบั ๆ เนา่ โรยรา แต่ถ้า
เป็นใจกลางดอกบัวแท้มันไม่มีหลง ๆ เกิด ๆ ดับ ๆ เป็นธรรมชาติแท้ คือ
มันเป็นใจกลางที่เป็นความว่างธรรมชาติตลอดกาล จะมีดอกบัวมาหุ้ม
อย่างไรก็ตามกลีบดอกบัวก่ีชัน้ ดอกบัวยังไม่บาน แต่ใจข้างในมันว่าง ใจเรา
มันก็เหมือนใจกลางดอกบัวนั่นแหละ มันว่าง มันว่างเปล่าเป็นหนึ่งเดียวกับ
ธรรมชาติ แต่เมอ่ื ดอกบัวบาน ทใ่ี จกลางดอกบัวจะเปิดเผยความจริงออกมา
ว่า เป็นความว่างหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ แต่ตอนเป็นดอกบัวตูมเนี่ยมันจะ
เหมือนเป็นความว่างภายในใจของเรา อันนั้นมันยังเป็นทุกข์อยู่ มันยังเป็น
กลีบดอกบัวอยู่ มันยังไม่ได้เป็นใจที่เป็นใจวา่ ง เป็นกลีบดอกบัวที่ไปหลงยึด
เห็นทุกข์ เหน็ ธรรม | ๒๒๗
ว่าใจว่าง กลายเป็นดอกบัวตูม มันรู้สึกว่าว่างอยู่ภายในตัวเรา ในใจเรา
ใจของเรา ใจของเราว่าง อันนีเ้ ปน็ ดอกบวั ตมู ยังไม่ได้เป็นดอกบัวบาน แต่พอ
ดอกบัวบานแล้ว ความว่างใจกลางดอกบัวมนั ไปรวมกบั ความวา่ งในจักรวาล
เป็นหนึ่งเดียวกับธรรมชาติแล้ว มันไม่รู้สึกว่ามันเป็นความว่างในใจแต่มัน
วา่ งไปทงั้ จกั รวาล ใจเปน็ ความวา่ งหนง่ึ เดียวกับจักรวาล กลายเป็นความว่าง
เหมือนใจกลางดอกบัวที่มันบานแล้ว มันก็กลายเป็นความว่างหนึ่งเดียวกับ
จักรวาล ไม่รู้สึกว่าใจของเราว่าง ว่างอยู่ในตัวเรา ว่างอยู่ในใจเรา แต่ว่างเป็น
หนึ่งเดยี วกับจกั รวาลอันหาขอบเขตไม่ได้ วา่ งจากสตั ว์ บคุ คล ตวั ตน เรา เขา
ว่างจากผ้ยู ึดม่ันถือมน่ั วา่ งจากความหลง วา่ งจากความยึดถือส้ินเชิง อย่างน้ัน
เปน็ นพิ พานถาวร
รวมทั้งธรรมะที่มันเคยปรุงแต่งอะไรทุกอย่าง ที่มันเคยขึ้นมา
เหมอื นหายไปหมดเลย เหมือนกบั อยู่ ๆ ก็ไม่มีไปหมดเลย ธรรมะจะปรากฏ
ขึ้นมาจากความว่างเมื่อมีผู้ถาม หมายถึงว่าเมื่อมีผู้ป้อนจะให้สนทนาธรรม
มันจึงปรากฏและก็พูดคุย แต่ว่าหลังจากนั้นธรรมทั้งหมดมันก็หายไปหมด
มันต้องหายไปหมดเลยถึงจะเป็นใจแท้ ใจบริสุทธ์ิ เป็นใจแท้ ๆ ที่เหมือนกบั
เป็นใจกลางดอกบัว เหมือนเป็นความว่างหนึ่งเดียวกับธรรมชาติ แต่ถ้ายัง
เป็นความรู้ความเข้าใจยังเป็นความปรุงแต่ง ยังเป็นความเข้าใจอยู่ในจิตอยู่
ตลอด เหมือนอย่างสอนตัวเองน่ีคอื สังขาร นี่คือวิสงั ขาร เราไม่มีตัวตน ไม่มี
ตัวตนของเรา ยังเป็นความปรุงแต่งเป็นความเข้าใจอยู่ในใจตลอด เรา
จะต้องพยายามบังคบั ตัวเราเองไม่ให้ยึดถือ เดยี๋ วหลงไปยึดถือบ้าง เดี๋ยวนู่น
บ้าง เดี๋ยวนี่บ้าง ยังมีความปรุงแต่งยังมีความวุน่ วาย ยังมีความรู้อยู่ ยังทรง
ความรู้อยู่ เป็นผู้ที่มีความรู้มากเลยเหมือนกับนักวิชาการท่ียังหมกมุ่นอยูใ่ น
ใจอย่างเนี้ย มันยังเป็นแค่ความรู้ความเข้าใจ แม้ไม่ได้หมกมุ่นในใจก็ยังเป็น
แคค่ วามรคู้ วามเข้าใจ อย่างนีเ้ รียกว่าเป็นสงั ขารในใจเปน็ กลีบดอกบัวตูมหา
ได้เป็นใจไม่ ไม่ได้เป็นใจแท้ใจบริสุทธิ์ ไม่ได้เป็นใจ แต่เราเป็นสังขารคือ
ความรู้ความเข้าใจอยูใ่ นใจ มผี ูป้ ฏบิ ัติธรรมสว่ นใหญ่ไม่ว่าจะมีชื่อเสียงโด่งดัง
๒๒๘ | หมอจุ๋งจงิ๋
มากมาย ก็ติดอยู่ตรงน้ีหมดเลย มาติดสังขารความรู้ความเข้าใจธรรมะในใจ
แตไ่ มไ่ ดเ้ ป็นใจทีส่ ้นิ สงั ขาร ทพี่ ้นสงั ขาร เปน็ ใจที่ไมอ่ าจสังขารได้
แต่ถ้าเป็นสุญญตาธาตุอย่างเป็นอมตะ ความรู้ทั้งหมดมันหายไปเลย
มันไม่มีเลย ความเป็นอยู่เหมือนคนธรรมด๊า...ธรรมดา... ไม่รู้สึกว่าเราเป็น
อะไรเลย ไม่มีอะไรเลย ไม่ยึดมั่นอะไรเลย เป็นธรรมชาติ เป็นธรรมดา
มีความเป็นอยู่ทุกปัจจุบันขณะ ไม่ได้คิดถึงธรรม ไม่ได้คิดถึงนิพพาน ไม่ได้
ปรุงแต่งธรรม ไม่ได้ปรุงแต่งนิพพานเลย เหมือนมีความเป็นอยู่แบบไม่รู้
ธรรม ไมร่ ู้อะไรเลย อย่างนเี้ รียกว่าเป็นธรรมชาติ เป็นหน่งึ เดียวกับธรรมชาติ
ธรรมชาติเป็นเรา เราเป็นธรรมชาติอย่างนี้แหละ ไม่มีความแตกต่างกัน
ระหว่างเรากับธรรมชาติ เราก็คือธรรมชาติ ดินน้ำลมไฟ อากาศธาตุ ธาตุรู้
สสาร พลงั งาน ความว่าง
ธรรมชาติเป็นเช่นนั้น ธรรมชาติมีสสาร พลังงาน ความว่าง มีธาตุ
ดินน้ำลมไฟ อากาศธาตุ ธาตุรู้ก็เป็นธรรมชาติ ดังนั้นเราคือธรรมชาติ
เปน็ ธรรมชาติเดียวกนั แต่เมื่อเรายงั ยึดถือ เรารสู้ ึกว่าเราแยก “ตัวเรา” ออก
จากธรรมชาติ ดังนั้นถ้ายังยึดถือเป็นตัวตน มีตัวเราแยกออกจากธรรมชาติ
เมื่อตายแล้วจะเหลือเป็นตัวเป็นตนให้เค้าลากเอาไปลงโทษได้ แต่ถ้าส้ิน
ความหลงยึดถือเป็นตัวเป็นตนแล้วก็มีความเป็นอยู่เป็นหนึ่งเดียวกับ
ธรรมชาติ ใจก็เป็นธาตุรู้ที่ว่างเปล่าอันหาขอบเขตไม่ได้ ว่างจากสัตว์ บุคคล
ตัวตน เรา เขา ว่างเปล่าจากผู้ยึดมั่นถือมั่น ว่างเปล่าจากกิเลสและ
ความทุกข์ทั้งมวล เหตปุ จั จัยที่จะพน้ ทุกขไ์ ด้ คือ ส้ินอวชิ ชา ตัณหา อุปาทาน
นี่คือสิ้นเหตุปัจจัย ก็คือสิ้นปฏิจจสมุปบาทนั่นแหละ กระบวนการทางจิตท่ี
เป็นความปรุงแต่งยึดถือมันสิ้นไป ฉะนั้นจะบอกว่าไม่มีเหตุปัจจัยก็ไม่เชิง
มันสิ้นเหตุปัจจัยปรุงแต่งยึดถือในปฏิจจสมุปบาท คือ อวิชชาเป็นปัจจัยให้
เกิดสังขารดับไป สังขาร วิญญาณ นามรูป ผัสสะ เวทนา ตัณหา อุปาทาน
ภพ ชาติ ชรามรณะ ทุกขโ์ ศกเศร้าเสยี ใจคับแคน้ ใจ กด็ ับพรอ้ ม
หลงั จากน้ัน สังขารทกุ ปัจจบุ ันขณะ เขากเ็ กิดเองดับเอง ไมเ่ ก่ียวกบั
ใจแท้ ใจบรสิ ุทธิ์
เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๒๒๙
ใจแท้ ใจบรสิ ุทธ์ิ……..
หลงยึดถือไมไ่ ด้
หลงรกั ษาใจไมใ่ ห้หลงไม่ได้
หลงรักษาใจให้บรสิ ุทธิไ์ วไ้ มไ่ ด้
หลงพยายามปล่อยวางไม่ได้
หลงดิ้นรนคน้ หาทางบรรลนุ พิ พานไม่ได้
หลงพยายาม ๆ ๆ ๆ ๆ ๆ ....…ไมไ่ ด้
หลงเป็นสงั ขาร หลงคดิ หลงปรุงแตง่ หลง……..ไม่ได้
ที่หลงเป็นสังขาร หรือเป็นกิริยา หรืออาการต่าง ๆ ได้….จะต้อง
เปน็ สังขาร
***** ใจแท้ตามธรรมชาติ เป็นธรรมชาติที่บริสุทธิ์แต่ดั้งเดิม ไม่มี
ใครบังอาจไปทำให้เขาเป็นใจบริสุทธิ์แท้ตามธรรมชาติ เพียงหลงเอาสังขาร
คิดปรงุ แต่งยดึ ม่นั ถอื มนั่ วา่ เป็นตวั เรา เปน็ ของเราเท่านั้น และ ผู้ท่หี ลงยดึ มั่น
เปน็ ตวั เรา เปน็ ของเรากเ็ ปน็ ธรรมชาตปิ รงุ แตง่ (สังขาร) สว่ น “ใจ” แท้ เปน็
ธรรมชาติที่เป็นวิสังขาร หรือ อสังขตธาตุ คือ เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอะไร
ปรากฏ ไม่มีรูปลักษณ์ ไม่อาจคิด ไม่อาจปรุงแต่ง ไม่เกิดดับ เป็นอมตธาตุ
เป็นอมตธรรม
***** จงึ ไมไ่ ดห้ ายไปในขณะท่โี ง่ (อวิชชา) และไมไ่ ด้เกิดข้ึนมาใหม่
ในขณะตรัสรู้ เขาเป็นธรรมชาติที่เป็นเช่นนั้นของเขาเองอยู่แล้ว คงมีแต่
ความโง่ของเราเอง (อวิชชา) ที่คิดปรุงแต่งยึดม่ันถือมัน่ เขา หรือพยายามไป
เป็นเขาอย่างถาวร
มันไม่เคยมีอะไรที่มีอยู่จริงเลย ถึงเราจะลืมธรรมชาติความจริงนี้
แต่ธรรมชาติรู้ เขาไม่เคยลืมคุณสมบัติเขาเองเลย มันเป็นเหมือนความว่าง
ของจักรวาล อันหาขอบเขตไม่ได้ ดังนัน้ ไมว่ ่าใครจะหลงหรอื ไมห่ ลง ใครจะรู้
แจ้งหรอื ไม่รแู้ จ้ง มันไมไ่ ด้เกย่ี วอะไรกบั ธรรมชาติร้เู ลย เขากย็ ังเปน็ ธรรมชาติ
รู้ เชน่ เดิมตลอดไป เหมือนเงาเมฆจะบังพระจนั ทรอ์ ย่างไร พระจันทร์ก็ไม่ได้
๒๓๐ | หมอจุง๋ จิง๋
เว้าแหว่งไป มันก็ยังเป็นพระจันทร์วันยังค่ำ ส่วนที่หายไป คือ ความโง่ของ
ตวั เองเท่าน้ัน
สุดท้ายแล้ว มันก็ไม่ได้มีอะไรเลยจริง ๆ เปรียบเหมือนหน้าสุดท้าย
ของหนังสือเล่มนี้ ที่หลวงตาประทานมาให้ “กระดาษเปล่า ที่ข้างในเป็น
ช่องวา่ งกลวง”
พอภาพน้ันปรากฏในใจ มันก็เขา้ ใจทุกอย่างทันที ไม่อาจพูดอธิบาย
ธรรมหน้าสุดท้ายได้เลย แม้แต่ตัวอักษรเดียว แค่จะพูด จะคิดให้มันออกมา
เป็นสมมติมันก็เหมือนอะไรมาจุก ๆ ที่คอไปต่อไม่ได้ เมื่อไปต่อไม่ได้ ก็ต้อง
ยอมศิโรราบจริง ๆ ว่าเมื่อสะพานหัวขาดมันไม่อาจเดินต่อได้อีกแล้ว ได้แต่
ใหม้ ันเปน็ ไปตามธรรมเช่นนนั้ เอง
ตลอดชีวิตที่ผา่ นมาของข้าพเจ้า จึงต้องกราบขอบพระคุณหลวงตา
ณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย เป็นอย่างสูง หลวงตาเมตตาศิษย์อย่างถึงที่สุด คอย
เตือนในสิ่งที่เป็นมิจฉาทิฐิ ให้เปลี่ยนเป็นสัมมาทิฐิ คือ ใจ (ธาตุรู้) เป็นใจ
สงั ขารเป็นสงั ขาร ไม่ได้เกีย่ วขอ้ งกันเลย และใจไมไ่ ด้หายไปแม้ในช่วงเวลาท่ี
ไม่รู้ หรือกลับมาในช่วงที่รู้แจ้ง แต่ใจที่ไม่มีตัวตน ไม่มีรูปลักษณ์ปรากฏ
กลับเป็นธรรมชาติของธาตุรู้ที่ดำรงอยู่ตลอดกาล แท้จริงจึงไม่มีสิ่งใดเกิด
สิ่งใดตาย และไม่มีแม้แต่การเกิด การตาย เหมือนดอกบัวแม้จะถูกหุ้มด้วย
กลีบสักกี่ชั้นก็ตาม ล้วนแต่เป็นสิ่งที่เป็นมายา วันหนึ่งทุกกลีบต้องโรยราไป
เหลือเพียงความว่างที่ไม่มีอะไรปรากฏ เป็นหนึ่งเดียวกันทั้งภายนอกและ
ภายใน ไมม่ กี ารแบง่ แยกขอบเขต ปราศจากความหมายของความเปน็ ตัวตน
พ้นสมมติ และเปน็ อมตะตลอดกาล
เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๒๓๑
ใจสงบ… เย็น…
เปน็ สุขท้งั ผ้ถู ่ายทอดธรรมและผู้รบั ธรรม
เมอ่ื ถ่ายทอดธรรมแท้ออกจากใจบริสุทธไิ์ รอ้ ัตตาตัวตน จาก
จิตหนงึ่ สูจ่ ิตหนึ่ง
คือ “พุทธะ”
ผรู้ ับธรรมก็นอ้ มรบั ธรรมดว้ ยใจบรสิ ุทธ์ิ ไมม่ ีอัตตาตัวตนมา
ขวางธรรมแท้ ธรรมกับใจกเ็ ป็นความบริสุทธไิ์ ปด้วยกัน
เรยี กว่า “นิพพาน”
๒๓๒ | หมอจงุ๋ จงิ๋
เม่อื สิ้นผู้หลงยดึ ถอื
สรรพสิ่งจงึ เปน็ เพยี งธาตุตามธรรมชาติ
ดนิ น้ำ ลม ไฟ อากาศ และธาตรุ ู้
ดำรงอยู่ด้วยกนั โดยปราศจากความหมายของความเป็นตัวตน
...จึงไม่มผี ูท้ กุ ข์...
ภาษาสมมติ เรียกว่า “นพิ พาน”
เห็นทุกข์ เหน็ ธรรม | ๒๓๓
ชอ่ งทางติดตามสื่อธรรมะหลวงตาณรงคศ์ ักด์ิ ขีณาลโย
• ไลนโ์ อเพนแชท (Line OpenChat) : ธรรมจากหลวงตาณรงคศ์ ักด์ิ
• สอบถามธรรมะ Official Line ID : @dhammaluangta
• Website : www.luangtanarongsak.org
• FB : เพจหลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขีณาลโย
• YouTube : เสยี งธรรมะ หลวงตาณรงค์ศักด์ิ ขีณาลโย
• รบั ฟังไฟล์เสยี งผา่ น Soundcloud : เสียงธรรมะ
หลวงตาณรงค์ศักดิ์ ขณี าลโย
๒๓๔ | หมอจงุ๋ จ๋ิง
สงิ� ทัง้ หลาย ลวนเปนธรรมชาติอันธรรมดา
ไมม ีส�งิ ใดเลยทคี่ วรยึดมัน่ ถอื มัน่ ใหเปน ทกุ ข