The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

บันทึกทางเดินธรรมธรรมจากประสบการณ์ตรงของคุณหมอจุ๋งจิ๋ง หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by Luangta Narongsak, 2022-02-14 00:12:13

เห็นทุกข์ เห็นธรรม

บันทึกทางเดินธรรมธรรมจากประสบการณ์ตรงของคุณหมอจุ๋งจิ๋ง หลังจากได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย

ฟัง Clubhouse แล้ว หลวงตาเล่าเรื่องจุดเริ่มต้นของอวิชชา
ตั้งแต่ชาติแรก ว่าเกิดจากการยึดถือแสงสว่างในชั้นอาภัสรพรหม
ปรากฏขึ้นในอวกาศแล้วยึดตัวมันเอง เลยเห็นว่าตัวเรายึดสิ่งนั้น
มาตลอดจริง ๆ ตั้งแต่ไหนแต่ไร เรายึดและปรารถนาจะเป็นแสงสว่าง
แก่ผู้อ่ืนแต่เราไม่เคยรู้ เข้าใจว่าการที่ตัวเราเป็นแสงสว่างเช่นนี้
จะดีงามและช่วยผู้อื่นได้ แต่ความเป็นจริงกลับตรงกันข้ามคือ
ผ่านไปภพชาติแล้วภพชาติเล่า ตวั เรากต็ กต่ำลงไปเร่ือย ๆ มกี ายหยาบ
มาหุม้ มากขน้ึ ไปเรอื่ ย ๆ

ตอนแรกถึงแม้จะรู้เช่นนี้แต่ก็ยังดื้อไม่ยอมวาง แต่สุดท้าย
มันต้องปลงใจให้กับความจริงว่า เราได้สิ่งนี้มาโดยไม่ชอบธรรม
มันไม่ใช่ของเรา แต่เราคิดว่าเป็นของเราในทุก ๆ สิ่ง โดยเฉพาะ
ความบริสุทธิ์ของจิตเดิม จึงยอมคืนทุกสิ่งให้แก่ธรรมชาติไป
และถอนอธิษฐานในสิ่งที่เข้าใจผิดทั้งหมด เมื่อยอมถอดถอนทุกส่ิง
ใจกส็ งบ เงยี บ จึงมาวาดภาพธรรมประกอบ Clubhouse

สุดท้ายก็พบว่า แสงสว่างที่เหมือนจะเป็นดวงมีขึ้นมาให้ยึด
ได้นั้นมันไม่ได้มีจริง เพราะความสว่างมันไม่ได้เกิดเพราะมันสว่าง
แต่ความสว่างมันมีขึ้นมาเพราะรอบข้างมันมืด มันจึงดูเหมอื นสวา่ ง
เทา่ น้นั เอง

เลยรวู้ ่าหลงยึดในสิ่งที่ไม่มีจริง เลยโงม่ าตลอด

เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๑๔๗

๓๑ ธันวาคม ๒๕๖๔ – ๑ มกราคม ๒๕๖๕
เม่อื ก่อนเราเคยถามครูที่สอนวาดภาพ ว่าครูวาดภาพสวย ๆ

ออกมาได้อย่างไร ครูบอกว่า “เพราะผมมีภาพในใจที่สวยงามอยู่
และวาดออกมาตามภาพนั้น” ตอนแรกเราไม่เข้าใจเลย แต่พอฝึกไป
สักพัก เราเริ่มรู้สึกได้ว่าแบบไหนที่เรียกว่าสวยและเริ่มวาดออกมา
จากความรู้สึกที่สวยงามภายใน แต่วันนี้ พอเราจับดินสอวาด มันไม่มี
ภาพใดเลยภายในใจ แต่ดินสอ ลายเส้น มันเลื่อนไหลไปเองและ
ปรากฏเป็นภาพ มีแสงเงา มีรูปร่างที่สวยงามสมบูรณ์ เราวาดรูป
แล้วรูปเล่า เพื่อค้นหาว่าจุดเริ่มต้นของภาพที่ออกมามันอยู่ที่ไหน
มันไม่ได้อยู่ที่ความคิดแน่ ๆ และไม่มีภาพในใจปรากฏ แต่ทำไม
มันออกมาเป็นภาพได้ก็ไม่รู้ ไม่ว่าอย่างไร เราก็หาจุดเริ่มต้นของภาพ
เหล่าน้นั ไม่พบ มนั ไม่ปรากฏจดุ เริ่มตน้ จะบอกว่าไมม่ ี แต่ทำไมกลบั
มีภาพวาดออกมาได้โดยไม่มีภาพในใจ ไม่มีความรู้สึกภายในเลย
เราพยายามหลายรอบ จนเรายอมแพ้และหามนั ไม่พบจริง ๆ ทัง้ ๆ ที่
เราไม่พบอะไร แต่กลับสงบยิ่งนัก มันเงียบเหลือเกิน ทั้ง ๆ ที่เพลง
และพลุปีใหม่ก็ดังอยู่ เราได้ยินแต่เหมือนกับไม่ได้ยิน การรับรู้
ภายนอกมันเหมือนอยู่ห่างไกลมาก การรับรู้ภายในเหมือนมันไม่มี
อะไรเลย การคิดวิเคราะห์ว่าเราเป็นอะไร ธรรมถึงขั้นไหนแล้ว
คำถามพวกนั้นเหมือนหายไปและไม่มีคำตอบ และไม่ได้รู้สึกว่า
ตวั เองเป็นอะไร ตัวเองปฏบิ ัติถึงไหน ทกุ ทีมนั จะรูท้ กุ อย่างแต่ตอนน้ี
กลบั ไม่ร้อู ะไรเลย รู้อย่างเดียววา่ “ไม่มีรู้”

๑๔๘ | หมอจุ๋งจ๋ิง

๑ มกราคม ๒๕๖๕
ไม่รู้เพราะเหตุใด ธรรมะที่เคยอยู่เป็นเพื่อนเราในการเผชิญ

กับชีวิต ทำให้เราอยู่ในโลกได้ สิ่งที่เรารู้สึกว่าเปน็ เนื้อแท้ของตัวเราเอง
ได้หายไปแล้ว สิ่งที่เคยดำรงอยู่คู่กัน คือโลกภายนอกและธรรม
ภายใน บัดนี้เหลือเพียงโลกของความจริงที่เป็นเปลือกทั้งหมด
แต่ตรงกลางกลับไมม่ แี ล้ว เรื่องทั้งหมดสมมติท้ังหมด มันยังปรากฏ
เหมือนเปลอื กของท่อนไม้ ตอ่ ใหเ้ ห็ด กาฝาก สตั วท์ ้ังหลายจะมาข้ึน
แต่มันไม่อาจเข้าถึงเนื้อในเพราะไม้มันกลวงไปหมด แก่นมันไม่มี
แต่ก็ไมไ่ ด้เอาเปลือกไม้มาเป็นแกน่ อีกแล้ว ธรรมะคงเห็นเราอยู่โลก
ได้แล้ว เขาเลยหายไป

เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๑๔๙

แม้ธรรมะในใจจะหายไปเหลือเพียงสิ่งที่เป็นโลกสมมติ
แต่มุมมองที่เรามีต่อโลกมันเหมือนเปลี่ยนไปจากเดิมโดยสิ้นเชิง
เรามองคนทั้งหลาย เห็นรูปพ่อแม่สมัยยังหนุ่มสาว เห็นรูปตัวเอง
ตอนเด็ก เห็นน้องสาวที่กำลังจะแต่งงาน เห็นหลานน้อยที่เติบใหญ่
ขึ้นกวา่ เดมิ เรากลบั รู้สึกวา่ ชีวติ มนั เปน็ เช่นนเี้ อง

เมื่อหลานโตขึ้น รุ่นเราก็แก่ลง พ่อแม่เราก็ชราภาพมาก
จนท้ายที่สุดพอ่ แมก่ ็ตายไป รุน่ เรากเ็ คลอ่ื นไปส่วู ยั ชรา ร่นุ หลานก็โต
ขึ้นมา พอหลานแก่ตัวลง เราก็ตายไป หรือจริง ๆ อาจจะตายไป
กอ่ นแล้วกไ็ ด้

ชีวิตมันช่างไม่มีอะไรให้ยึดถือจริง ๆ เลย เราเริ่มเข้าใจแล้ว
ว่าท่านท้ังหลายที่ว่าบรรลุธรรมนั้น เขาบรรลุอะไรหรือเขาเห็น
อะไรกัน และเราก็รู้ว่าสิ่งที่เรารู้สึกว่ารู้หรือเข้าใจแต่ก่อนนั้น
มนั ไม่ได้ใกลเ้ คยี งกับสง่ิ ที่ปรากฏในตอนน้ีเลยสักนิด

แต่มันยากเหลือเกินที่จะพูดให้ใครเข้าใจ ได้แต่ใช้ชีวิตอยู่
ไปวัน ๆ อะไรที่มีประโยชน์ไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ทำไป มันก็บอก
ไม่ถูกว่ารู้สึกยังไง มันก็ไม่สุข มันก็ไม่ทุกข์ มันเหมือนไม่มีอะไร
แต่จะบอกว่านิ่งเฉยมันก็ไม่ถูก จะหาคำบรรยายก็ปวดหัวเปล่า ๆ
ก็อยู่กับมันไปแบบนี้ จนกว่าจะถึงเวลาที่จะหมดกระแสของชีวิต
กแ็ ล้วกัน

๑๕๐ | หมอจุ๋งจงิ๋

เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๕๑

๑ มกราคม ๒๕๖๕ ชว่ งเย็น
สภาวะทุกอย่างเริ่มค่อย ๆ กลับคืนตัว พอสมมติเริ่มกลับ

สู่ปกติ เราแปลกใจที่มันมีความเศร้าหมองเกิดขึ้น มันจะรู้สึกเช่นนี้
เวลามีอัตตาคือ ยึดถือเป็นอันเดียวกับตัวเราที่เป็นความปรุงแต่ง
ตอนแรกเราไม่เข้าใจว่าทำไมมันกลับไปยึดได้ แต่เราค่อย ๆ พิจารณา
แล้วก็ปรากฏธรรมท่ีหลวงตาสอนว่า “รู้วา่ นิพพานแลว้ กบั รู้วา่ ยังไม่
นิพพาน มันก็คือตัวเดียวกัน มันไม่ใช่ไปรู้อันอื่น แต่มันคือจากรู้ว่า
ไม่นิพพาน เป็นรู้ว่านิพพาน” ลูกถามตัวเองว่า “เอ๊ะ! นี่คนอื่นเค้า
ฟังตรงนี้ เค้าเข้าใจกันหมดเลยเหรอ ทำไมเราคนเดียวที่ไม่ลงใจว่า
มันจะตัวเดยี วกัน มนั จะเหมอื นกันยังไงอะ่ จากนิพพาน กับไม่นิพพาน
มันก็ต้องต่างกันฟ้ากับเหว ทำไมหลวงตาบอกว่า มันรู้เหมือนกัน?”
คือมันทบทวนธรรมตรงนี้กลับไปกลับมานานมาก และมันมีจังหวะ
นึงที่มันสงบ เงียบ มันเลยงงใหญ่เลยทีนี้วา่ “อ้าว! นี่ทั้ง ๆ ที่รู้ว่ายัง
ไม่นิพพาน แต่เหตุใดมันกลับสงบเงียบไปได้ล่ะ? ทั้ง ๆ ที่เรายังไม่
นิพพาน แต่ทำไมมันพ้นทุกข์ เหมือนตอนที่สิ้นสมมติเลย มันก็เป็น
ความเงียบเดียวกัน สิ้นยึดถือเดียวกันแท้ ๆ?” สักพักจึงถึงบางอ้อ
ว่ามันไม่ได้อยู่ที่นิพพานหรือไม่นิพพาน จะมีสมมติหรือสิ้นสมมติ
แต่มันอยู่ท่ี “รู้” เดียวกันจริง ๆ คือ มันเป็นความรู้ที่เหมือนกัน
ถ้าเราลงใจว่ามันก็คืออันเดียวกัน มันก็พ้นทุกข์เลย พ้นทันทีเดี๋ยวนั้น
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกข์อยู่ เป็นเพราะว่าเราไม่ได้เอาแค่ “รู้” ไง มันจะ
เอาอย่างอื่นด้วย จะเอานิพพาน จะเอาสิ้นสมมติ จะเอาให้สมมติ
มันดีด้วย มันก็เลยทุกข์ แต่ถ้าแค่รู้จริง ๆ ที่ใจ มันก็เป็นธรรมอยู่แล้ว

๑๕๒ | หมอจ๋งุ จิง๋

ไม่ต้องไปหาธรรมที่ไหนอีก ความพ้นทุกข์ก็เข้าสวม มันก็ขำ ๆ ดี
จริง ๆ เราเป็นธรรมอยู่แล้ว แต่ไม่รู้ตัว เพราะมันมีรู้อยู่แล้ว
ตลอดเวลา

๑ มกราคม ๒๕๖๕ ชว่ งค่ำ
จรงิ ๆ แล้ว รวู้ ่านิพพาน

กับรู้ว่าไม่นิพพานมันคื อ
รู้เดียวกัน แต่มันต่างกันที่รู้ว่า
ไม่นิพพาน (ตัวเองไม่นิพพาน –
มีตัวตน) มันมีสมมติเคลือบอยู่
ในรู้และสมมตินั้นมันเป็นสิ่งท่ี
เป็นพิษ เพราะมันเป็นตัวรู้ว่า
อะไรเป็นอะไรและมีอคติในข้อมูลที่รู้คือ จะเอาสิ่งที่ชอบและ
ไม่เอาในสิ่งที่ไม่ชอบอยู่เสมอ ที่แท้แล้วพิษที่อยู่ในรู้ต่างหาก คือ
เหตุแห่งทุกข์ที่แท้จริง การจะดับเหตุก็ต้องทำให้
พิษมันหมดไป เหมือนถอนพิษจากหัวกลอยหรือ
ถอนไส้ตะเกียงออกจากตะเกียง การถอดถอน
ก็คือ เห็นสิ่งนั้นตามความเป็นจริง ว่ามันเป็น
สังขารที่อยู่ในกฎ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา และเม่ือ
สิ้นยึด สิ่งเหล่านั้นมันก็ดับสนิทไปเอง มันก็จะไมม่ ี
ความรู้สึกว่า “ตนเองยังไม่นิพพาน” และไม่มีท้ัง
“ตัวเรานพิ พาน” อกี ดว้ ย กร็ ้วู ่าไมม่ ีแลว้

เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๑๕๓

๑ มกราคม ๒๕๖๕ ช่วงค่ำ

เรารู้สึกว่า สิ่งต่าง ๆ สัจธรรมความจริงของสังขารร่างกาย
และจิตสังขาร ที่เราได้ศึกษาจนรู้ชัดในใจจนหมดสิ้นแล้วนั้น เรายงั
ต้องมาศึกษามันใหม่ในสัจธรรมเดิม ทั้งไตรลักษณ์ ปฏิจจสมุปบาท
แม้แต่กรรม อนุสัยต่าง ๆ แต่เราต้องศึกษาใหม่ในระดับของผู้รู้
ซึ่งเป็นของละเอียดที่เคลือบอยู่กับรู้ที่ไม่ปรากฏ เลยเพิ่งรู้ตัวว่า
pass ชั้นเรยี นเดมิ มา แตย่ ังเรียนไมจ่ บ ตอ้ งเรียนในช้นั เรียนท่ีสูงขึ้น
ไปก่อน แต่เราไม่ว่าอะไรหรอก เขาให้เรียนก็เรียน เรียนไปเรื่อย ๆ
มันก็ต้องจบที่รู้ความจริงสักวันอยู่แล้ว เลยไม่กังวล แต่การศึกษา
ธรรมะมันเป็นเรื่องที่ประหลาดตรงที่ถ้าศึกษาเรื่องอื่นเราจะอ่าน
หนังสือที่มีตัวอักษร มีเนื้อหา แล้วอ่านเข้าไปในสมอง ทำความเข้าใจ
จดจำ แต่การเรียนของใจ เรากลับมีสมุดเปล่าที่เป็นหน้าว่าง
ว่างชนิดที่เรายังไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเราต้องเรียนอะไร แต่พอธรรม
ปรากฏจากภายใน เราถึงค่อยจดมันลงไปในสมุดว่าง เราถึงเพิ่งรู้วา่
“อ๋อ! เรียนตรงนี้เหรอ” แล้วมันแปลกตรงที่ บันทึกของทุกวัน

๑๕๔ | หมอจงุ๋ จิ๋ง

ทุกเรื่อง มันจะพอดีกับหน้าสมุดเสียด้วย พอดีเล่มนี้มันใหญ่ แต่มัน
บางมแี ค่ ๑๒๐ หนา้ วชิ านี้จงึ นา่ จะจบเรว็ กว่าข้ันแรก

๒ มกราคม ๒๕๖๕
วันนี้เราค้นพบว่า การอยู่ในโลกช่างลำบากนักเพราะมันมี

สิ่งกระตุ้นให้เกิดเงื่อนไขตลอดเวลา โดยเฉพาะเงื่อนไขที่จะต้องไป
ทำอะไรให้เป็นอะไร เรามองเห็นทุกคนว่าไม่มีสิ่งมีชีวิตใดเลยท่ี
หลุดพ้นจากการพยายามที่จะเปลี่ยนแปลงให้สิ่งที่ถูกรู้เป็นไปตาม
เงื่อนไขทต่ี วั เราต้องการ ทกุ คนกท็ ำตามสิ่งทอี่ ยาก ส่งิ ที่ยึดกันทงั้ นั้น
อยากใครอยากมัน ยึดใครยึดมัน แล้วเรากลับมามองดูตนเอง มันก็
มีบางขณะจิตเหมือนกันที่มันไปติดข้องในเงื่อนไขของความดีงาม
ความมีน้ำใจและการทำตามธรรมเนียมของสังคม แต่พอเรารู้ตัว
มันสละเงื่อนไขนั้นทันทีภายในใจและมันก็พบว่าพอสละไปแล้ว
มันก็จะไม่เหลืออะไรเลยจรงิ ๆ แต่ก็อย่างว่า การที่ต้องทำทุกอยา่ ง
ตามโลก โดยที่ไม่มีอะไรภายในใจนั้น โลกมันช่างแห้งแล้งเสียจริง
มนั ไร้ซง่ึ อารมณ์และรสชาติโดยสน้ิ เชิง เราว่ามีไม่กีค่ นหรอกท่ีจะอยู่
กับสิ่งนี้ได้ โดยไม่ถอยย้อนกลับ ช่วงแรกมันต้องอดทนจริง ๆ
เหมือนคนโดนจับเลิกยา แตพ่ อผา่ นไปมนั กจ็ ะเริ่มคนุ้ ชินกับการหักดิบ
สิ่งที่เป็นเงื่อนไขตามความเคยชินของตัวเอง เฮ้อ! เราว่าการเป็น
คนดี ที่ดีจริง ๆ ที่ใจ มันยากแล้วนะ แต่การสละความดีแล้วเดิน
ในทางที่สักแต่ว่ารู้ มันยากกว่าไม่รู้กี่เท่า เลยเริ่มเห็นเค้าลาง ๆ

เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๑๕๕

แล้วว่าวิชานี้มันบาง มีแค่ ๑๒๐ หน้าก็จริง แต่กว่าจะผ่านแต่ละหน้า
ไปได้ มันเต็มไปด้วยร่องรอยของบาดแผลและคราบน้ำตา ต่อสู้กับ
ตัวเองอย่างดุเดือดและถึงพริกถึงขิงจนน้ำตาหยดสุดท้ายแน่ ๆ
แต่ถึงทางเดินช่วงที่ใกล้ถึงฝั่งจะเต็มไปด้วยโขดหิน คลื่นลม แต่มัน
ไม่มีเลยสักนิดที่จะหันเดินเรือกลับคืนทางเก่าและไม่คิดจะคาอยู่
ท่ีเดิมด้วย ไม่รูก้ ลา้ หาญชาญชยั มาจากไหนเหมือนกัน

อย่างทีพ่ ่อแม่ครูอาจารย์บอก ว่าเหมือนขนของวัวกับเขาววั
มันคงจะยากมากที่ใครสักคนจะเลือกเดินทางที่จะหักทิฐิมานะและ
อัตตาในใจตน แล้วไม่ท้อถอย ไม่ยอมแพ้กิเลสไปเสียก่อน สิ่งที่มี
รสชาติมีมากแต่สิ่งที่ไร้รสชาติมีเพียงหนึ่งเดียว แล้วจะยอมสละ
ละทิ้งสิ่งที่มีรสชาติทั้งหมด ดำรงชีวิตอยู่โดยสิ้นรสชาติทางใจ

๑๕๖ | หมอจุ๋งจ๋งิ

ตลอดไป คนที่เป็นคนจริงและใจเด็ดได้ถึงเพียงนั้นก็ยกนิพพานให้
เขาได้เลย

ส่วนตัวเราไม่ได้อยากจะเป็นเขาวัวหรือขนวัว แต่เรารู้ว่า
การหักดิบกับกิเลสตัวเองและความยึดมั่นถือมั่นของตัวเองน้ัน
เป็นภาคบังคับ มันต้องเดินทางนี้แน่นอนจะได้ไม่ต้องมีชาติต่อไป
ที่เกิดเปน็ ววั ใหเ้ ขาลา่ มอกี

๒ มกราคม ๒๕๖๕ ตอนเย็น
ความหลงมีตัวเราเข้าไปมีส่วนร่วมในสังขารปรุงแต่ง

เป็นการเริ่มต้นของอวิชชา และเมื่อเริ่มมีสิ่งนี้เกิดขึ้นจะเกิดวงจร
แห่งการยึดถือตามมา มีการเปลี่ยนแปลงและผลักไสทำให้สังขาร
มันเปลี่ยนไปจากธรรมชาติเดิมที่มันเป็น สิ่งที่สำคัญที่สุด คือ
มันไม่ยอมรับกรรมภายในจิต กรรมตามกฎของธรรมชาติว่า
เมื่อหลงสังขารย่อมต้องเกิดทุกข์ คือ เมื่อมีผู้กระทำ มีผู้เสวยในจิต
ย่อมต้องมีกรรมเป็นความทุกข์และถ้าดิ้นรนออกจากทุกข์ มันก็จะ
กลายเปน็ การปฏิบตั ทิ ่ผี ิดทางภายใน เปรียบเหมอื นหลงเข้าใจผิดว่า
ผมี จี ริง ๆ แลว้ เป็นทกุ ข์ แลว้ พยายามดบั ทกุ ขโ์ ดยการทำลายผี

แต่จรงิ ๆ แลว้ ผมี ันไมไ่ ดม้ อี ยู่จริง เมือ่ ไมม่ ตี ัวเราเข้าไปเสวย
ในสงั ขารทมี่ ันปรงุ แตง่ ขึ้นมา

เห็นทกุ ข์ เห็นธรรม | ๑๕๗

การจะพ้นทุกข์ขาดสนิท (จริง ๆ ไม่มีใครพ้น แค่กลับคืน
ธรรมชาติเดิมที่เขาไม่ทุกข์อยู่แล้ว) มันต้องขาดจากการมีอวิชชา
ไปเสวยสังขาร คือ ไม่มีขณะจิตใดเลยที่เข้าไปมีส่วนร่วมกับสมมติ
โดยเฉพาะสมมติในจิตที่เป็นการปรุงแต่งขึ้นมาจากความคิด
ความจำ และเมื่อไม่เข้าไปร่วมกับสิ่งนั้นมันก็จะเกิดเอง ดับเอง
เหมือนกับต่อมน้ำที่เกิดจากพื้นน้ำและกลับสู่พื้นน้ำ คือ ต่อมน้ำ
มันไม่ได้มีจริง แค่เป็นการกระเพื่อมของพื้นน้ำแต่เราเข้าใจผิดว่า
มันเปน็ ตัวตน เปน็ ตอ่ ม เป็นสมมติอนั ใหม่

๓ มกราคม ๒๕๖๕
เช้ามา มันปรุงแต่งฟุ้งซ่านเรื่องธรรมไปเรื่อย แล้วมีตัวเรา

ตดิ ไปกบั มัน พอมันปรงุ แตง่ ยดึ ธรรมได้ โลกมนั ก็เข้ามาได้เหมอื นกนั
เพราะกลายเป็นว่าโลกมันกลายเป็นจริงเลย แล้วเราสำนึกผิด
เข้าใจว่า เราหลงสมมติ เราไม่เห็นว่าสมมติเป็นสมมติ ถ้าเราเห็น
สมมติเป็นสมมติ มันจะไม่ติดไปกับความคิดที่ฟุ้งซ่านอย่างถาวร
มันเลยปฏิบัติใหญ่เลย คือ พยายามพิจารณาเพื่อถอดถอนความ
ยดึ ถอื ภายในใจ โดยไมร่ ้ตู ัววา่ มตี วั เราไปปฏิบตั ิ

แต่พอดฟี งั การทำพลงั ลมปราณกอ่ นฉนั เช้า มนั เลยมาอย่กู ับ
ลมหายใจเพื่อทำพลังลมปราณก่อน สิ่งอื่นต้องพักเลิกพิจารณา
ไปก่อน ปรากฏว่าหายใจในลมหายใจแรกมันมีสติที่ต่อเนื่อง
เห็นลมหายใจตลอดสายอย่างสงบ ในขณะเดียวกันมันก็ยังมีสิ่งที่

๑๕๘ | หมอจุ๋งจ๋งิ

เป็น “ความฟุ้งซา่ น” ที่เป็นความคิดอยู่ด้วย เราเลยเอะใจว่า ทำไม
ความฟุ้งซ่านยงั อยู่แต่กลับมีความสงบและรู้ลมไดต้ ลอดสาย จริง ๆ
สงบกว่าวนั ทร่ี ู้สึกวา่ ไม่ฟุ้งซ่านเสียอกี

แล้วมันก็รู้ขึ้นมาเองว่าแม้แต่สภาวะธรรมทั้งหมดรวมถึง
ความฟุ้งซ่านหรือความสงบ มันเป็นสิ่งที่บังคับไม่ได้แต่เราจะไปใช้
ธรรมะเพอื่ พจิ ารณา เพ่อื บังคับให้มนั สงบ แตพ่ อมาอยกู่ ับลมมนั เลย
เลิกบงั คับจติ ใจ มันกพ็ บธรรมชาติของจติ ตามความเป็นจรงิ เป็นสติ
ตามธรรมชาติที่ไม่ขาดวรรคขาดตอนเลยและมันสงบมากกว่า
การพจิ ารณาให้สงบเสียอกี เพราะมันเป็นการรับรูต้ ามธรรมชาติ คือ
อายตนะที่เป็นธรรมารมณ์ มันรู้-รับรู้กันเองตามธรรมชาติ คือ
อายตนะทางใจ มันรู้สภาวะทุกสิ่งภายในใจอย่างอิสระ เราเลยเห็น
คุณค่าของอานาปานสติ สมแล้วที่บอกว่าเป็นยอดของกรรมฐาน
ใชไ้ ด้ เปน็ ตวั ชว่ ยทีย่ อดเยี่ยม ต้ังแต่เบือ้ งต้นถงึ เบ้อื งปลายเลยจริง ๆ

เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๑๕๙

เราวาดภาพธรรมส่งองค์หลวงตาต่อ หลังจากนั้นเราวาดไป
เราร้องไห้ไปเพราะมันเข้าใจแล้วจริง ๆ ว่าภาพธรรมที่ดีมันคือภาพที่
ถูกวาดออกจากใจที่สงบ ใจที่ปราศจากความหลงไปในความปรุงแต่ง
เพราะรับรู้ความปรุงแต่งในทุกขณะปัจจุบันตามความเป็นจริง
ความปรุงแต่งที่ถูกรู้ในทุกขณะ คือ ตัวเรานี่เอง ที่มันพูดปรุงอยู่
ตลอดเวลา วันนี้เราถึงเพิ่งรูว้ ่า เฮ้ย! เราคิดแบบนีด้ ้วยเหรอ เหมือน
บางอย่างมันละเอียดและเราไม่เคยเห็นมาก่อนเลยจริง ๆ เราขอบคุณ
พ่อแม่ครูอาจารย์อย่างที่สุด ที่มีตัวช่วยมาให้ แต่ยังไม่วายปรุงว่า
“หลวงตาน่าจะบอกเราตั้งนานแล้วจะได้ไม่ไปวนอยู่ตั้งนาน”
แต่มาคิดอีกที ก็หลวงตาบอกตั้งนานแล้ว บอกทุกวัน ทุกเช้าให้เอา
ลมหายใจเป็นเครื่องอยู่ แต่เราไม่ทำเองแล้วยังไปโทษหลวงตาอีก
ความปรุงแต่งของตัวเองนี้ ถ้ามันไม่ถูกรู้ ไม่มีสติธรรมชาติต่อมัน
กจ็ ะอนั ตรายทนั ที ประมาทสงั ขารในใจตนเองไม่ไดเ้ ลย

๑๖๐ | หมอจุ๋งจ๋ิง

๔ มกราคม ๒๕๖๕
หลังจากเห็นภาพช่วงสุดท้ายของหลวงตามหาบัว มันสงบ

เงียบ และทุกอย่างก็หายไปโดยไม่ทราบเหตุผล ไม่มีร่องรอย
ของความทุกข์ ไม่มีร่องรอยของธรรมะให้ตรวจพบว่ามาถึงตรงนี้
ได้ยงั ไง หรือรแู้ จ้งธรรมไหน มารู้ตวั อกี ทีทกุ อยา่ งก็หายไปหมดแล้ว

พอกลางคืน เราฝัน... ฝันว่าเราเจอใครสักคนมาบอกว่า
เราจะต้องตายในอีกไม่ช้า แม้แต่ในฝัน เรายังรู้สึกสงบสุขอย่างย่ิง
สิ่งที่เราบอกเขา คือ “ได้สิเราพร้อมแลว้ ” แล้วก็ต่ืน มันเป็นการตน่ื
ท่ีแปลกกว่าทุกวัน เพราะทุกทีจะต่ืนข้ึนมาพร้อมกับความคิด
ฟุ้งซ่านเรื่องธรรมะ แต่วันนี้กลับตื่นขึ้นมาพร้อมลมหายใจ ได้รู้
ลมหายใจแรกของชีวิตในวันใหม่ เมื่อมีลมหายใจและรับรู้ว่ามีชีวิต
ความคิดปรุงแต่งที่เป็นจิตจึงปรากฏ มันก็ยังมีสิ่งที่คิดสิ่งที่ปรุงใน
แบบตามนิสัยเดิมตลอดทั้งวัน แต่เราสังเกตว่าความคิดที่ปรากฏ
มันจะกลายเป็นสิ่งที่เป็นจริงในความรู้สึก มันจะมีจิตเข้าไปจับ
ความคดิ นน้ั มีการเคลอ่ื นตัวของบางส่ิง เปน็ ลกั ษณะเหมือนเคล่ือน
เข้าไปแตะสิง่ ที่ปรากฏอยู่ เรารู้จักแล้วว่านี่เองคือ “ผู้เสวย” แต่มนั
ก็ทำอะไรไม่ได้ ได้แต่รู้ตามความเป็นจริง ไม่ได้หลงไปกับเขาและ
ไม่พยายามดับเขาและไม่ได้เดินปัญญาด้วยความคาดหวังให้เขา
หายไป ทา้ ยท่ีสุดเค้ากห็ ายไปเอง คือเราไมไ่ ด้ไปทะเลาะมเี รือ่ งมีราว
กับสิ่งใดทั้งนั้น ตั้งแต่คนภายนอกจนถึงสังขารอันละเอียดลึกซ้ึง

เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๖๑

ภายใน มันก็สันติไปเอง สิ่งที่สอนน้องคนหนึ่งไปทางไลน์ก็กลับเข้า
มาหาตวั เองนี่แหละ ว่า “สันติเปน็ ไวพจน์ของนพิ พาน”

๔ มกราคม ๒๕๖๕ ชว่ งบ่าย
ฟังธรรมจาก Clubhouse วันนี้ มีประสบการณ์ใหม่เกิดขึน้

คือ มันต้องออกข้อสอบส่งหน่วยงาน และก็ต้องฟัง live สดไปด้วย
เพราะเวลามันตรงกัน เลยรู้ว่าจริง ๆ มันก็ทำได้นะ เหมือนมันแยก
ช่องทางกัน คือ ตาก็มองจอคอม สมองก็คิดข้อสอบ มือก็พิมพ์
ข้อสอบในคอม แต่หูฟังเสียงใน live สด และยังฟังรู้เร่ืองและรูด้ ว้ ย
ว่าอันไหน shot เด็ด ถ้า shot เด็ดมือจะหยุดพิมพ์โดยอัตโนมัติ
เพื่อจดจ่อกับช่องทางเดียวแต่ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม มันก็รู้
ทั้งหมด หมายถึง ตาก็รู้ว่ามองอยู่หรือหยุดมอง มือก็รู้ว่าพิมพ์อยู่
หรือหยุดพิมพ์ หูก็รู้ว่าฟังอยู่ สติก็รู้ว่ามันมีกระแสของความคิด
จะเป็นข้อสอบหรือข้อธรรมก็ตาม กระแสนี้ก็ดำเนินไปตาม
ธรรมชาติ และมันรู้ด้วยว่าไม่มีอะไรเลยมามีอยู่ในใจ ในอายตนะ
ทั้งหมดนั้น มันรู้ว่าไม่มีอะไรเลยที่ยึดอยู่ในขณะปัจจุบันเป็น
ธรรมชาตทิ ั้งหมดจรงิ ๆ

ฟังโยมคนหนึ่งส่งการบ้าน อนุโมทนาด้วยจริง ๆ ธรรม
ชัดเจนมาก แค่ได้ยินเสียง ไม่ต้องฟังเนื้อหาก็รู้เลยว่าธรรมถึงใจเขา
จริง ๆ แบบไม่ต้องมีคำพูด ตอนแรกเรานึกไม่ออกว่าโยมคนน้ีคือใคร
เหมือนสัญญามันไม่ขึ้น ต้องใช้เวลาพักใหญ่กว่าภาพจะปรากฏ

๑๖๒ | หมอจ๋งุ จง๋ิ

พอเรื่องราวขึ้นมาเลยจำได้ว่า เคยมีทิฐิมานะกับคนนี้นะเพราะมี
ชว่ งท่ีพ่เี ขาเป็นคนเกง่ สามารถเห็นธรรมทีล่ ะเอยี ดมากเราเลยอิจฉา
และเปรียบเทยี บความสงู -ตำ่ ของระดับธรรมกับคนโนน้ คนนท้ี ีเ่ กง่ ๆ
บอ่ ย ๆ แตว่ นั นเ้ี ราแปลกใจมากว่าทำไมมนั ไม่มีความรสู้ กึ ว่าเรา-เขา
สูง-ต่ำ กว่ากันขึ้นมาอีกแล้วก็ไม่รู้ เหมือนมันลืมไปแล้ว ภายในใจ
มีแต่อนุโมทนาในธรรมของเขาที่เป็นความจริงและรู้ว่าคนทุกคน
ไม่ว่าใครจะเดินทางอย่างไร จริง ๆ มันไม่มีสูงต่ำเพราะทุกคนก็จะ
ไปสู่จุดจบที่เป็นอันเดียวกันเป็นหนึ่งเดียวกันอยู่แล้ว คือธรรมที่
โพสตไ์ ม่ไดน้ นั่ เอง

๕ มกราคม ๒๕๖๕
กราบเรียนหลวงตา เช้านี้มันพบธรรมหลายอย่างที่เตือนสติ

ในสิ่งที่ยังยึดอยู่ แล้วก็รู้สึกว่าเวลามันเหลือน้อยจริง ๆ ของผู้อื่นก็
เหลือน้อย ของเราเองกเ็ หลอื นอ้ ย แล้วจะยึดอะไร จะเอาตวั เราไปดู
รเู้ ห็นอะไรอยู่ หลังจากนน้ั เหมือนมนั เหน่ือยมากในทุกการกระทำท่ี
ปรากฎ มันเลยเลิกสังเกตจิตแล้ว แต่ถึงแม้จะเลิกสังเกตยังไงก็ตาม
มันก็ยังปรากฏจิตที่คิดไปของมันเองตลอด และมันก็เลิกรู้ไม่ได้
มันก็รู้ของมันเอง ต่อให้จะเลิกยังไงแต่ธรรมชาติก็ทำหน้าที่ของเขา
สังขารกท็ ำหน้าท่ีของสงั ขาร สติกท็ ำหนา้ ทีข่ องสติ รกู้ ็ทำหน้าท่ีของ
รู้ เมื่อใดที่สติกับรู้ไม่ได้อยู่ด้วยกัน มันก็จะเป็นความหลงเข้าไปใน
โลก ในวฏั ฏะวงั วนแหง่ จิต แต่เม่อื ใดท่ีสติกบั รู้อยูด่ ้วยกนั มนั จะเป็น

เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๑๖๓

ความสงบและไม่ได้มีอะไรไปไหนอกี แลว้ เมื่อใดสติอยู่กับเครื่องล่อ
มันจะเป็นสมาธิเอาไปใช้งานได้ตามเหตุปัจจัย มันเห็นว่า ชีวิตมัน
มีแค่นี้ ทุกอย่างก็มีเท่านี้ มันเหมือนปลงปล่อยวางไปเลยเจ้าค่ะ
แลว้ ทุกสง่ิ ทุกอย่างภายในมันก็ดับไปเป็นช่วง ๆ เหมือนอยู่ ๆ มันสะดุด
แล้วก็หาย หรือหายไปเงียบ ๆ ก็มี แล้วพอมีกระทบ สรรพส่ิง
จึงปรากฏใหม่ สลับไป ๆ มา ๆ อยู่อย่างนี้ แต่ความดับบางทีมันก็
เนิ่นนานเหลือเกินเจา้ ค่ะ โลกมันหายไปเลย แต่หลังจากท่ีมันข้ึนมา
จากความดับ ทุกสิ่งมันก็จะไม่เหมือนเดิม เหมือนสังขารมันห่าง
ออกไปเรื่อย ๆ เจ้าค่ะ พอจะให้มันมาใกล้ ๆ หมือนเดิมก็ปวดหัว
และทำไม่ได้ สุดท้ายก็ต้องยอมแพ้และปล่อยมันเป็นไป จิตสังขาร
จะหลุดออกไปก็ต้องให้มันเป็นเช่นนั้นเจ้าค่ะ เห็นแล้วเจ้าค่ะหลวงตา
มันยังห่วง กังวลเรื่องธรรมและนิพพานอยู่ เหมือนมันยังไม่พบ
คำตอบ เลยบ่น ๆ ขึ้นมาว่า “แล้วคำตอบอยู่ตรงไหน” แล้วก็มี
คำพดู ขน้ึ มาวา่ “เลยทกุ สง่ิ ทกุ อยา่ งไปจนไม่มีทห่ี มาย” เจา้ คะ่

๗ มกราคม ๒๕๖๕
หายไปไม่ได้เขียนบันทึก ๒ วัน เพราะต้องเดินทางข้ึน

กรุงเทพฯ และไปทำงานเมื่อวานนี้ นั่งโต๊ะทำงานได้แค่วันเดียวรู้ซึง้
เลยว่าการกลับสู่โลกเผชิญกับโลกของความจริงและการอยู่
ทา่ มกลาง “คน” ท่ีตา่ งคนต่างมีกิเลส ต่างคนตา่ งมายึดถือในสิ่งต่าง ๆ
มันวุ่นวายแคไ่ หน แตก่ น็ บั ว่าไดเ้ รียนรู้มากมาย เพราะมาเผชิญหน้า

๑๖๔ | หมอจงุ๋ จิ๋ง

กับสิ่งที่ตัวเรายึดถือจริง ๆ คือ อุปนิสัยที่ใครมาขออะไรก็ช่วยหมด
ทั้ง ๆ ที่ใจจริงอยากอยู่อย่างสงบ แต่พอถึงเวลามันก็ไม่กล้าปฏิเสธ
ใครเลย มันเลยกลายเป็นกลับไปทำงานด้วยความไม่สงบและ
โหยหาความสงบลึก ๆ อยู่ตลอดเวลา สรุปได้ว่า วันแรกของ
การกลับคืนโลกที่เราเคยชินที่จะยึดถืออย่างเต็มระบบนั้นยังสอบ
ไม่ผ่าน แต่เมื่อกลับมาบ้าน สิ่งต่าง ๆ เริ่มสงบลง เริ่มมองเห็นว่า
เป็นตัวเราเองจริง ๆ ที่ยึดถือสิ่งต่าง ๆ เรื่องราวต่าง ๆ ไว้ ไม่ยอม
ปล่อยเพราะอุปนิสัยมันเป็นแบบนั้นและจะไปบังคับให้มันปล่อย
ก็ทำไม่ได้ เหมือนพอมันเป็นตัวเราปุ๊บมันจะยึดทันทีและก็บังคับ
มันไม่ได้ หลงตามมันก็ไม่ได้ เป็นทุกข์ หนีมันก็ไม่ได้เพราะมันเป็น
ความคิดเป็นความปรุงแต่งของตัวเอง มันขึ้นมาเอง อยู่คนเดียวมัน
กย็ งั ขนึ้ มาอยู่ แล้วจะหนีอย่างไร ไปทำใหส้ งบกไ็ ม่ได้อีก เพราะมันก็
กลายเป็นสงบปลอม สุดท้ายมันทำอะไรไม่ได้เลยต้องปล่อยวางให้
ทุกสิ่งมันเป็นไป ไม่ต้องไปหมายให้มันสงบหรือปราศจากความปรงุ แต่ง
ในโลก เพราะถ้าหมายมันก็เป็นที่ตั้งแห่งความยึดถือแล้ว อยู่ใน
สิ่งแวดล้อมโลกมันก็ต้องปรุงแต่งเรื่องโลก มันจะให้คนในโลกมา
ชวนปรุงแต่งคยุ ธรรมะได้ยังไง ขัดกับความเป็นจริงทีป่ รากฏมันเลย
ทุกขก์ ็เทา่ นั้นเอง พอไม่ทกุ ขก์ ็รู้ว่าทุกสิง่ มนั ไม่ได้มีอะไรเลย

เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๑๖๕

๗ มกราคม ๒๕๖๕ ช่วงเย็น
วันนี้โชคดีมากที่ได้ฟังธรรม Clubhouse แค่ช่วง ๑๕ นาที

ตอนกินขา้ วก่อนไปคุมสอบ แตแ่ คน่ นั้ กย็ งั ดีเพราะคำตอบมันอยู่ตรง
ประโยคแรกทีไ่ ด้ยินเลย “พระพทุ ธองคห์ ยบิ ใบประดลู่ ายขึน้ มาและ
ตรัสถามพระสาวกว่า ใบไม้ในมือนี้กับใบไม้ทั้งป่าอันไหนเยอะ
กว่ากัน” แล้วมันก็เห็นนิมิต ใบไม้ ๑ ใบในมือพระพุทธองค์ แล้ว
ทุกอย่างของความเข้าใจผิดมันก็ดับไปเลยในขณะจิตเดียวที่พุทธะ
ยกใบประดู่ลายขึ้นมา เหมือนมีคำสอนมากมายท่ีซ่อนอยู่แล้ว
แปลกมากที่เข้าใจกลไกของความหลงทุกอย่างที่พาสู่ภพชาติ
ในขณะเดยี วกนั น้นั เอง ใจมนั สำนกึ วา่ ที่เป็นทุกขอ์ ยสู่ าเหตุเดยี ว คือ
เราอยากศึกษาใบอื่นด้วยเพราะอยากช่วยคนเยอะๆ พอกลับสู่โลก
เราพบคนดีที่เป็นทุกข์มากมายและเค้าไม่มีทางเข้าถึงความ
ไม่ปรุงแต่งเพราะมันคนละเส้นทางกัน เราเลยอยากหาทางอื่นที่จะ
ช่วยพวกเขาด้วยแต่ไม่ได้เฉลียวใจเลยว่าการหาทางเหล่านั้นมันคือ
กลับส่เู สน้ ทางของการมีตวั ตนทันทแี ละตวั เองก็ลืมใบประดลู่ ายใบที่
สำคัญสุดไปเสียแล้ว พอหลวงตาพูดประโยคนั้น มันเหมือนสายฟ้า
ผ่าลงมาเตอื นสตวิ ่ามนั มใี บนี้อย่นู ะ จะทิ้งใบน้ไี ปเอาใบอน่ื ไดอ้ ยา่ งไร
แล้วก็ได้ยินเสียงตัวเองตะโกนมาจากข้างใน ว่า “ไม่เอาแล้ว ไม่หา
อะไรอีกแล้ว” และความดิ้นรนภายในก็ดับเงียบไปเลย ได้แต่บ่น
พึมพำอยู่ในความว่างว่าทำไมทางแยกที่จะออกนอกทางไปปัญจครี ี
มันเยอะจัง โชคดีที่มีครูบาอาจารย์ช่วยเมตตาชี้แนะ ไม่เช่นนั้นมัน
จะเนนิ่ ชา้ มากและอยูด่ ้วยความยดึ ถอื ดว้ ย

๑๖๖ | หมอจุ๋งจงิ๋

• ใบไม้ใบเดียว •

ไร้เปา้ หมาย ไรก้ ารเดินทาง ไร้การปฏบิ ตั ิ
สงิ่ อืน่ นอกจากน้ี มไิ ด้มี
แลว้ จะเอาอะไร? จะอยากไดอ้ ะไร?
มนั หมดแลว้ … มันไมม่ ีแล้ว

เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๖๗

๙ มกราคม ๒๕๖๕
เมื่อวานฟัง Clubhouse หลวงตาเมตตาเตือนเรื่องสิ่งท่ี

ยังเป็นกิเลสที่จะเผยแพร่ธรรมะ อยากให้ผู้อื่นรู้ธรรมเห็นธรรม
ตามสิ่งที่เราเคยรู้เห็นและแย่งชิงกันระหวา่ งกิเลสที่ทำให้ไม่สงบกับ
ธรรมที่สงบเย็นและยังมีนิสัยที่อยากไปเป็นพุทธเจ้าอยู่ ตอนแรกท่ี
ฟังเรายังไม่เห็นว่านี่ยังถอนไม่ขาดอีกแล้วหรือ แต่เราไม่ต้องการไป
เวียนว่ายตายเกิดอกี แลว้ และตั้งใจจะเผยแพร่ธรรมะที่เปน็ ธรรมแท้
ไมไ่ ด้อยากออกนอกทางของอรยิ มรรค อริยผล จึงตั้งสัจจะอธิษฐาน
ต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ว่า “ถ้าหากเรายึดมั่นในตัวตน
และเอาตัวเราไปเผยแพร่ธรรมะนอกทางของพระพุทธเจ้าเมื่อใด
ขอให้เราถึงแก่ความตายในทันที” หลังจบสิ้นคำอธิษฐาน มันก็
สงบลงทันที เรากลับไปดู slide ที่จะสอนในอีก ๑ ชั่วโมงข้างหน้า
ต้องแก้ไขใหม่ในบางสิ่งที่ไม่ตรงตามธรรมและเราตั้งใจว่าสิ่งใ ดที่
ครูบาอาจารย์บอกว่าเป็นจุดที่ต้องแก้ไขเราจะแก้ทันที ไม่ปล่อยให้
ตนเองหลงเดินทางผิดเป็นอันขาด ถึงแม้ว่าท่านชี้แต่เรายังมอง
ไม่เห็นแต่เชื่อว่าเป็นเช่นนั้นและแก้ไขไปก่อน จนมาเมื่อเช้า ท่ีมีคน
post รูปพระพุทธรูป ทุกคนส่งสติ๊กเกอร์ กราบ กันหมด แต่ทันทีท่ี
เห็นแทนที่ใจมันจะกราบอย่างคนอื่น ๆ มันกลับเห็นด้วยความรู้สกึ
ว่า “ท่านช่างงามนัก” ถ้าได้เป็นเช่นนี้ก็คงดี พอรู้สึกตัวว่าตัวเอง
คิดแบบนั้น เราตกใจมากว่า เฮ้ย! เรามีความรู้สึกแบบนี้ในใจจริง ๆ
แต่เราไม่รู้ตัวคิดว่าถอนขาดแล้วแต่ในใจลึก ๆ ยังมีกิเลสอยู่ แบบท่ี
หลวงตาบอกจริง ๆ พอเห็นแล้ว เราถอนด้วยความสำนึกจริง ๆ

๑๖๘ | หมอจุ๋งจ๋ิง

และรู้ว่าไม่ว่าสิ่งใดก็ตามที่มี ที่สำคัญขึ้นมาในใจล้วนเป็นที่ต้ัง
แหง่ ความยึดมนั่ ถือมนั่ ทง้ั นนั้

สุดท้ายแล้ว ส่ิงใดก็ตามที่ปรากฏมีตัวตนอยู่ภายในใจ
มันต้องถูกปล่อยวางจนหมดสิ้นไม่อาจมีสิ่งใดเลยเป็นที่ตั้งแห่ง
ความยึดมั่นถือมัน่ ได้และเราใช้ธรรมนี้ถอนความยดึ ถือในความเปน็
พุทธเจ้า เราถอนต่อพระพุทธเจ้า บอกว่า เราไม่เอาอีกแล้ว ไม่ขอ
หลงเหลือส่ิงใดในใจอีก แค่ถอนจบเทา่ นั้น มันสงบจนเงียบ มันรู้สึก
เหมือนอะไรบางอย่างข้างในตัวมันหายไป ก็บอกไม่ถูกว่าอะไรหาย
เราบรรยายไม่ถูก แต่รู้ว่าสิ่งนั้นไม่มีอีกต่อไปแล้วแต่ก็ใช้ชีวิตอย่าง
ปกติต่อไป ฟังธรรมไป มันก็มีแต่ความสงบเย็นลึกขึ้น มีปฏิกิริยา
ออกมาทางกายทเ่ี ปน็ ความปีตเิ ป็นช่วง ๆ

เห็นทุกข์ เห็นธรรม | ๑๖๙

๑๐ มกราคม ๒๕๖๕
ถ้าหลวงตาไม่บอก คิดเองไม่ได้เลยเจ้าค่ะ เมตตาที่บริสุทธิ์

เป็นรองแค่นิพพาน ใช่ไหมเจ้าคะ มันเป็นรองแค่ว่ายังมีสมมติของ
สรรพสตั วอ์ ยู่ ไม่มตี ัวตนผู้แผเ่ มตตา แตน่ พิ พานจะไมม่ สี มมตเิ ลย
หลวงตา : เมตตาอัปปมัญญาเป็นพลังงานบริสุทธิ์ รวมพลังจิต
ที่บริสุทธิ์และพลังธรรมชาติบริสุทธิ์จากเมตตาอันไม่มีที่สุด
ไม่มีประมาณจากพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ พระสังฆคุณ
พุทธานุภาเวนะ ธัมมานุภาเวนะ สังฆานุภาเวนะ พุทธะบารมี
ธรรมมะบารมี สังฆะบารมี และบุญบารมีที่เราได้กระทำแล้ว
ทั้งหมดรวมเป็นหนึ่งเดียวกันได้ด้วยอำนาจของใจนิพพาน เพราะ
ไม่มีตัวตนของผู้ยึดมั่นถือมั่นทั้งสังขารและวิสังขาร จึงมีอานุภาพ
มากกวา่ เมตตาทีม่ อี ัตตาตัวตน

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะ หลวงตา ของที่ใช้ออกจากอัตตา
ตัวตน สุดท้ายก็ไม่มีประสิทธิภาพอยู่ดีเจ้าค่ะ ดังนั้นมันอาจจะ
ไม่ได้สำคัญที่เมตตา แต่สำคัญที่ต้องพบใจจริง ๆ เสียก่อน ถ้ารีบร้อน
แผ่ออกไปทัง้ ๆ ทย่ี ังไมเ่ ป็นใจ มันก็ไมไ่ ดผ้ ลใช่ไหมเจ้าคะ ลูกใจร้อน
อยากจะปิดจ๊อบเร็ว ๆ ในทุก ๆ สิ่ง แต่ยิ่งฝึกหนัก ทำงานหนัก จะหวัง
ให้มันจบเร็วเท่าไหร่ มันดูจะยืดระยะเวลาออกไปมากเท่านั้นเลย
เจ้าค่ะ หลวงตา
หลวงตา : ยิ่งอยากจบ ยิ่งมีตัวตนของผู้อยาก มันจบของมันเอง
เพราะธรรมชาติเดิมแท้ มันปรุงแต่งไม่ได้ ไม่มีใครทำลายมันได้
เพราะมันไม่มีอะไรปรากฏ มันจึงเป็นธรรมชาติที่จบ หรือหยุดสนิท

๑๗๐ | หมอจงุ๋ จง๋ิ

ของมันเอง ไม่มีใครไปทำหยุดได้ด้วยความอยาก แต่หมดอยาก
(สิน้ ตัณหา) มันจงึ หยดุ สนทิ หรือจบของมนั เอง

กราบขอบพระคณุ เจ้าค่ะหลวงตา ไม่มใี ครไปทำอะไรน่ันเอง
เป็นธรรมชาติที่สงบเย็นที่สุดแล้วเจ้าค่ะ วันนี้มานอนโรงพยาบาล
เพือ่ รับยาเคโมเจา้ คะ่ พอคดิ พจิ ารณาแค่ว่าทุกครั้งทม่ี าโรงพยาบาล
ไม่รู้จะได้กลับออกไปหรือเปล่า ใจที่มันไปจับไปทำอะไร ๆ อยู่
มันหายวับไปเลยเจ้าค่ะ เลยเห็นว่าทุกอย่างมันก็เป็นแค่สิ่งที่ไหลไป
ตามธรรมชาติเท่านั้น เหมือนมันไม่อยากรู้ ไม่ได้อยากเข้าใจอะไรเลย
จะร้องไหอ้ ยา่ งเดยี วเลยเจ้าค่ะ
หลวงตา : ในตวั เรา (ขนั ธ์หา้ ) มีท้ังธรรมชาติปรุงแต่ง (สงั ขาร) เกิดดับ
และธรรมชาติเดิมแท้ (“ใจ” วิสังขาร อสังขตธรรม) เป็นธรรมชาติ
ท่ไี มม่ อี ะไรปรากฏ จึงไมเ่ กิดดับ

***** “สงั ขาร” ท้ังรปู นาม รวมทัง้ ผู้รู้ ไม่มีตวั ตน เป็นก้อน
เป็นแก่นแม้เพียงสักน้อยหนึ่ง นิดหนึ่ง หรือปรมาณูหนึ่งที่คงที่
ไมเ่ กิดดับเปน็ เรา เปน็ ตวั เรา เป็นของเรา

***** ส่วน “วิสังขาร หรือใจ” เป็นธรรมชาติที่ไม่มีอะไร
ปรากฏ จึงไมม่ ตี ัวตน เปน็ เรา เป็นตัวเรา เป็นของเรา

ดังนั้น ทั้ง “สังขาร และวิสังขาร หรือใจ” จึงเป็น “อนัตตา”
ไม่ใช่อัตตาตัวตนเป็นเรา ตัวเรา ของเรา สังขารทุกปัจจุบันขณะ
เป็นธรรมชาติเกิดดับในธรรมชาติไม่เกิดดับ เมื่อเหตุปัจจัยยังมีอยู่
จึงยังมีการเกิดดับของสังขาร เป็นสันตติสืบต่อกันไปได้ แต่สังขาร
ทั้งหมด ไม่ยกเว้นผู้ใด เมื่อสิ้นเหตุปัจจัย ก็จะเป็นสันติ (นิพพาน)

เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๑๗๑

ขาดการเกิดดับสืบต่อไปอีก “สังขารกรรม” ในปฏิจจสมุปบาท
มี “อวิชชา” เป็นเหตุปัจจัย ให้สังขารกรรมเกิดดับสืบต่อกันเป็น
สันตติ ต่อเมื่อสิ้น “อวิชชา” หรือ อวิชชาดับ สังขารกรรมก็ดับ
สังขารกรรมดบั วญิ ญาณกรรมก็ดับ …และดบั ตอ่ ๆ กนั ไป เปน็ สันติ
เรียกว่า “สอุปาทิเสสนิพพาน” แต่ขันธ์ห้ายังไม่แตกดับจนกว่าสิ้น
เหตุปัจจัยที่จะให้ขันธ์ห้าเกิดดับสืบกันต่อไปได้อีกขันธ์ห้าก็ดับ
เรียกว่า “อนุปาทิเสสนิพพาน” ดังนั้น พระอรหันต์ (เป็นพระอรหันต์
ที่ใจ) จงึ ดับขาด (สนั ติ หรอื นิพพาน) สองครง้ั คือ คร้งั แรก อวิชชา
กิเลส ตณั หา อุปาทานดับขาด คร้ังทส่ี อง ขนั ธ์ดบั ขาด

***** ดังนั้น จึงไม่มีตัวเราตาย เพราะไม่มีตัวเราหรือ
ของเรามาตัง้ แตแ่ รกแลว้

๑๑ มกราคม ๒๕๖๕
วันนี้เราใช้เวลากับการทำพลังลมปราณมากกว่าปกติ ตั้งแต่

เมื่อคืนที่หลวงตาโยนคำถามเรื่องนิพพานมาให้ ใจเราเริ่มสับสนว่า
จะเอาไงดี ถ้าจะจบสนิทก็นิพพาน แต่ตอนนี้ถ้าปฏิบัติจนนิพพาน
มันก็ต้องคืนกลับมาอีกแน่นอน เราหาทางที่ทุกคนจะปล่อยเราไป
อยู่ในเพศนักบวชไม่เจอเลย พอเราดีขึ้นทุกคนกอ็ ยากให้เรากลับไป
เป็นอย่างเก่า ให้ทำงานอย่างเก่า ใช้ชีวิตอย่างเก่า แต่พอเราแย่ลง
ทุกคนก็บอกว่าเราไปไหนไม่ได้เพราะต้องใช้สิทธิการรักษา เราคิด
ไม่ตกจริง ๆ ตอนทำพลังลมปราณเลยรั่วทุกรอบจนเราต้องหยุด
และสังเกตสิ่งที่เกิดข้ึน เรียกสติและความสงบคืนมาก่อน แล้วเราก็

๑๗๒ | หมอจ๋งุ จิ๋ง

เริ่มเห็นจิต คือ ตัวเราเองที่คิดปรุงแต่งอยู่ มันเหมือนคลื่นของน้ำ
ที่ปรากฏแล้วก็กระจายไป เราเลยรู้ว่า พระที่เห็นต่อมน้ำตอนแรก
เราเขา้ ใจว่า ทา่ นคงจะเห็นจติ หรอื ความคดิ แต่จริง ๆ ท่านอาจจะเห็น
“ตัวเรา” ที่เป็นสังขารละเอียด เกิด-ดับ เหมือนต่อมน้ำมากกว่า
ใจเริ่มสงบลงแล้วแต่เรายังรู้สึกว่ามีจุดเลก็ ๆ ที่ระคายเคือง มันเป็น
ก้อนถั่วเขียวในความว่างจริง ๆ และเวลาที่มีก้อนนี้ขึ้นมา ใจมันจะ
เศรา้ หมองเพราะมันยดึ อะไรอยู่ และเราเร่มิ สังเกตว่าก้อนถั่วเขียวน้ี
มันจะปรากฏเวลาที่เราคิดถึงพ่อแม่ คิดถึงชีวิตในโลกใด ๆ ก็ตาม
มันจะรู้สึกว่ามีตัวเราอยู่ในนั้นและก้อนถั่วเขียวจะปรากฏข้ึน
แต่ทั้ง ๆ ที่รู้อย่างนี้มันก็จะทำอย่างไรในเมื่อยังอยู่ในโลกจะไม่มี
ความคิดเหล่านั้นปรากฏ มันเป็นไปไม่ได้เลย แต่สักพักพอเราเดิน
ออกจากห้องน้ำมันเลิกคิดเร่ืองปฏิบัติไป อยู่ ๆ มันเห็นขึ้นมาเองว่า
ความคิดเรื่องพ่อแม่หรือเรื่องตัวเราก็ตามมันเป็นสมมติเป็น
ความปรุงแต่งทั้งหมด แล้วเหมือนอะไรบางอย่างข้างในมันสลัด
ความปรุงแต่งเหล่านั้นออกไปเลย พอไม่มีความคิดปรุงแต่ง
เจ้าถั่วเขยี วในจกั รวาลก็หายไปด้วยเหมอื นกัน

๑๑ มกราคม ๒๕๖๕ รอบค่ำ
วั น นี้ ห ล ว ง ต า เ ม ต ต า ชี้ แ น ะ ค ว า ม เ ข้ า ใ จ ผิ ด ที่ ติ ด อ ยู่

เป็นตอนท้าย ๆ ท่านชี้หลายรอบมาก ทั้งส่งธรรมะที่พิมพ์มาให้
ส่งธรรมะในพระไตรปิฎกมาให้และยังแจกแจงรายละเอียด
ช่วงเทศน์เช้าอีก เราก็พยายามอ่านพยายามตามธรรมที่ท่านชี้มา

เหน็ ทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๑๗๓

แต่มนั ไดแ้ ตเ่ ฉียด ๆ เฉียด ๆ แตไ่ มโ่ ดนอวิชชาจัง ๆ สักที เราจะเลิก
ปล่อยตัวปล่อยใจตามความเข้าใจได้แค่ไหนแค่นั้นแล้วเพราะเรา
เหน่ือยและหลวงตาก็เหนอ่ื ย แตท่ า่ นก็ไมห่ ยดุ กระทุ้ง สุดท้ายท่านก็
ส่งมาว่า “ธรรมของอริยะไม่ว่านักบวชหรือฆราวาส คือ อยู่กับรู้”
คือรู้ว่าสิ้นผู้เสวย สิ้นผู้ยึดมั่นถือมั่น จึงไม่มีกิเลสตัณหา ไม่กังวล
พ้นทุกข์ (นิพพาน) ชาตินี้เป็นชาติสุดท้าย ภพชาติหน้าใหม่ไม่มี
และท่านบอกว่า “หนังสือเล่มนี้ของหมอ มันต้องมีตอนจบนะ
มันเป็นเรื่องของใจแท้ ๆ ไม่เกี่ยวกับตัวเราหรือกับใคร ๆ เลย
หยุดสนิท จบสนิท ดับสนิทในปัจจุบัน” เราหยุดนิ่งจากความ
พยายามเดินหน้าและรั้งไว้ไม่ให้ถอยหลังกลับ หยุดไม่ทำอะไรก่อน
แล้วพิจารณาธรรมท่ีหลวงตาส่งมา แล้วเราก็พบว่ามันเป็นเช่นนั้น
จริง ๆ คอื ความพน้ ทุกข์มนั เป็นเร่อื งของใจ ใจลว้ น ๆ ใจอย่างเดียว
เพยี งหนงึ่ เดียวเท่านนั้ คือ เอโกธมั โม นัน่ หมายความว่า ไม่สามารถ
เอาสิ่งใดก็ตามที่ไม่ใช่ใจ (รวมถึงตัวเราแม้ปรมาณูหนึ่ง) มาเป็นใจ
หรืออยู่กับใจ เพื่อให้สิ่งนั้นพ้นทุกข์ด้วยเพราะใจไม่อาจเป็น
เนื้อเดียวกับสิ่งนั้น มันเป็นธรรมชาติคนละอย่าง จะมารวมกัน
เพื่อให้ตัวเราพ้นทุกข์มันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้วเพราะสิ่งที่พ้น ทุกข์
มีเพียงหนึ่งเดียว ที่ไม่อาจมีสิ่งใดปลอมปน ส่วนที่ไม่ใช่ใจก็ต้องเหน็
ตามจรงิ รับความจริงว่า มนั ต้องทกุ ข์ทั้งหมด แบบท่ีจะไปช่วยเหลือ
มันโดยวิธใี ด ๆ ก็ตามไม่สำเร็จจริง ๆ เพราะธรรมชาติมันเป็นของท่ี
เป็นทุกข์ มันใช้เวลาพิจารณาสักพักหนึ่งมันก็ลงแก่ใจ ไม่มีทางรอด
อื่นแก่ตนเองมันจึงปล่อยตัวเองให้คืนสู่ธรรมชาติแห่งความทุกข์

๑๗๔ | หมอจงุ๋ จิ๋ง

ส่วนธาตุรู้หรือนิพพานธาตุมันมีอยู่เดิมไม่ต้องคืน ไม่ต้องสร้าง
มันพ้นทุกข์และสงบอยูแ่ ล้วในตัวมัน สุดท้าย เราพิมพ์บอกหลวงตา
ท่านบอกว่า “หายเหนื่อยแล้ว” เราดีใจที่ได้ตอบแทนท่านเสียที
หลังจากเป็นภาระที่เกาะแข้งเกาะขาท่านมาเนิ่นนานและรู้สึก
“โลง่ ใจ” กับตัวเองอยา่ งบอกไม่ถกู ว่า เออในทส่ี ดุ ก็ยอมรบั ใหต้ ัวเอง
ทุกข์ ให้ตัวเองตายจริง ๆ ได้สักที ไม่ต้องไปทำอะไร รู้ละปล่อยวาง
อะไรเพ่ือให้ตนเองพน้ ทุกข์อกี ก็หมดภาระไม่ต้องทำแล้ว

หลงั จากน้ัน ก็อธิบายธรรมไดล้ งทใ่ี จในหลาย ๆ อย่าง เขา้ ใจวา่
ถ้าเมื่อใดมีความปรุงแต่งว่าเป็นตัวเองขึ้นมา (อนุสัย) และหลงว่า
เป็นแบบนน้ั จริง ๆ (อวชิ ชา)

มันจะหลงตามความปรุงแต่งออกไปว่าตวั เองสุขตัวเองทุกข์
จริง ๆ แล้วก็วิ่งส่งจิตออกนอกเพื่อไปแสวงหาความพ้นทุกข์เพราะ
เราคิดว่าความพน้ ทุกขห์ รอื นพิ พานนั้น มันอยู่ตรงโน้น..โนน้ ...นู้น...
ออกไปไกลเลย ข้ามห้อง ข้าม ร.พ.จุฬาฯ ข้ามสวนลุมออกไป
ข้ามเจ้าพระยาไปจนถึงฝั่งบางกระเจ้าโน้น จนสักพักเริ่มรู้สึกตัวว่า
ไม่ใช่แล้ว เริ่มทุกข์มากกว่าเดิมมันก็ถอยกลับมาจากบางกระเจ้า
ก็ต้องข้ามแม่นำ้ ขา้ มสวน ขา้ มตกึ ข้ามผนังหอ้ งกลับคืนและสดุ ท้าย
เราก็ค้นพบว่า ความพ้นทุกข์หรือนิพพานนั้นมันอยู่ที่รมิ ตาของเราเอง
ต่อให้จะมองออกไปส่งออกไปไกลแค่ไหน แต่ริมตามันไม่ได้
เคลื่อนไหว มันได้แค่รู้แต่ไม่ได้แล่นออกไปด้วย มันก็แค่รับรู้การมองเห็น
อยา่ งเงียบ ๆ เท่านัน้ เอง

เห็นทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๗๕

แล้วหลังจากเราให้ยาเคโมเสร็จก็ไปอาบน้ำและทำ
พลังลมปราณ แล้วมันก็เข้าใจไปเองเลยว่าสิ่งที่เป็นบารมีภายใน
มันจะเชื่อมต่อกับพลังงานภายนอกได้นั้น มันต้องเป็น “ใจ”
เดียวกัน เมื่อเป็นหนึ่งเดียวกันและอธิษฐานบทเชื่อมพลัง มันจะมี
พลังงานจากภายในพุ่งออกไปภายนอกจริง ๆ เป็นความเย็น
ความสงบเยือกเย็นแผ่ออกไปไกลมาก ๆ และเมื่อเราท่องบท
ปรับธาตุขันธ์ มันจะกลับกันคือ เป็นพลังงานจากภายนอกไหล
เข้ามาแทน เราเห็นพื้นห้องน้ำกลายเป็นดินหมดและมีก้อนดินเล็ก ๆ
สั่นสะเทือนและไหลเข้ามาที่ขาของเรา มันไต่ขึ้นมาและเข้าแทนท่ี
ธาตุเดิมของเราเองและพอเราอธิษฐานใหม่ บทคุ้มครองจะ
กลายเป็นพลังงานจากข้างในกระจายออกไปภายนอกแต่หยุด
เสียก่อนถึงจักรวาลและกลายเป็นสิ่งที่เป็นวงหุ้มเป็นเกราะป้องกัน
ภัยและสิ่งชั่วร้ายทั้งหมดที่จะเข้าสู่ธาตุขันธ์นี่เอง เรานับถือพ่อแม่
ครูอาจารย์มาก ท่านให้อธิษฐานตามน้ี พลังงานมันก็เปลี่ยนแปลง
อย่างสมบูรณ์ตามบทที่เราท่องนั่นเอง จริง ๆ สามบทนี้ก็ครบถ้วน

๑๗๖ | หมอจุ๋งจง๋ิ

และสมบูรณ์ในการคุ้มครองและต่ออายุขันธ์อยู่แล้ว (ถ้าความตาย
ไม่ตดั รอนไปก่อน)

๑๓ มกราคม ๒๕๖๕
เมื่อคืนหลังได้เคโมผ่านไป ๑ วัน ผลข้างเคียงรอบนี้น้อยมาก

แทบไมม่ เี ลยกว็ า่ ได้ ในสว่ นของเวทนาที่แสบรอ้ นที่ทรมานอย่างเก่า
มีแต่ระคายเคืองนิด ๆ หน่อย ๆ อยู่ห่าง ๆ แล้วก็หายไปเอง หลับยาว
ได้จนเช้า อ่อนเพลียเพราะโดนยากดก็มีเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ค่ามะเร็งก็ลดลงจาก CA-125  1400 ตอนแรกเริ่ม ตอนนี้เหลือ
46 แล้ว (คนปกติ คือ <35, แตต่ ัดว่าสูง >50) ซ่ึงบง่ ชว้ี า่ ตวั โรคสงบ
แตม่ ันไม่หายเป็นปกติ มนั ยงั มีเชอ้ื อยแู่ ต่ไมก่ ำเริบเท่าน้นั เราว่าเป็น
แบบนี้ก็ดีเหมือนกันเพราะมันเป็นเครื่องเตือนใจตัวเองอยู่เสมอว่า
ความเจ็บป่วยและความตายยังคงตามเราไปทุกที่ จริง ๆ มันเป็น
หนึง่ เดียวกับตัวเราที่เป็นสังขารเลยแหละ หนไี มพ่ น้ เหมือนกวางน้อย
ท่ีอย่กู บั ยมทูตไปตลอดจนกว่าจะถงึ เวลาของเขาเท่านนั้

เห็นทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๗๗

ก็แล้วแต่เหตุปัจจัยจะเป็นไป ใจมันคงเริ่มจะแก่แล้วจริง ๆ
จากเดิมที่เป็นเด็กน้อยที่กระตือรือร้น เปี่ยมพลังที่จะเปลี่ยนแปลง
ทุกอย่าง ตอนนี้เหมือนใครเค้าจะให้อะไรมันก็รับได้หมดแล้ว
ไม่ป่วยก็เอา ป่วยก็เอา ไม่ตายก็เอา ตายก็เอา ไม่หายก็เอา หายก็เอา
อย่างที่หลวงปชู่ าว่า อะไรก็ได้หมด สดุ ทา้ ยมนั ก็ต้องไดส้ กั ทางแหละ
ไมห่ ายก็ตาย มันกไ็ มต่ ้องห่วงกงั วลมนั

หลับไปในฝันก็ยังเป็นธรรมะอยู่ ความอยากได้ อยากมี
อยากเป็น มันก็ไม่ได้กำเรบิ แม้ในฝันท่ีไม่ได้ทำอะไร เมื่อคืนก็ฝันว่า
มีคนเชิญไปสัมภาษณ์แล้วเค้าพยายามเอาเหรียญตรามาติด
หน้าอกเสื้อให้ บอกว่า เป็นเหรียญตรา เพื่อบ่งบอกว่า เป็น “ครู”
“อาจารย”์ ของคนท้ังหมด

เราเลยบอกเขาไปว่า “ตอนนี้ เราไม่คิดว่าเราจะเป็น
ครูบาอาจารย์ของใครเลย...” แล้วเราก็นิ่ง เงียบ เหมือนมันมอง
ทะลุเข้าไปในใจคนทั้งหลาย และพูดต่อว่า “แต่เรารู้ว่า...กว่าจะ
ได้มาสอนและชี้แนะธรรมกันนั้น มันผ่านอะไร ๆ มา ผ่านเรื่องราว

๑๗๘ | หมอจงุ๋ จ๋ิง

มามากหลายจริง ๆ” หนี้กรรมดีและหนี้ธรรมะ มันก็เป็นสิ่งที่ต้อง
กลับมาเกื้อกูลกันจนกว่าจะหมด คือ จนกว่าจะเห็นตามความจริง
ในสมมติและปลดพันธะต่อสิ่งทั้งมวลและตอนนั้นจะหนี้ใด ๆ
ก็ตามที่อยู่ในใจ มันจะกลายเปน็ โมฆะทงั้ หมดแต่ถ้าสังขารภายนอก
ยังอยู่ก็เกื้อกูลกันตามกายภาพต่อไป แล้วรายการก็สัมภาษณ์ต่อว่า
ตอนนี้เรามองความตายอย่างไร? เราบอกว่า สำหรับเรา มันคือ
การแตกดับของธาตุขันธ์จริงๆ ไม่ได้รู้สึกว่าตัวเราตายหรือตัวเรา
ไม่ตาย มันไม่มีความรู้สึกเช่นนั้นแล้ว แต่ถ้ามองไปที่คนอื่น มันก็
แปลกท่เี ราไม่ได้เอาความเห็นของเราไปตดั สินว่าเขาตอ้ งเห็นแบบท่ี
เราเห็น แต่เรามองเขาอย่างตรงไปตรงมา แล้วก็พบว่า คนทั้งหลาย
เข้าใจว่าตัวเองตาย ตายจากชาติภพนี้ จบชีวิตในชาตินี้ด้วยความ
อาลัยอาวรณ์ แต่เราเห็นว่า จิตวิญญาณเขาไม่ได้จบด้วย มีแต่ต้อง
ไปรับกรรมในชาติภพใหม่ ซึ่งเกิน 90% ไปด้วยอกุศล เพราะเขา
ไม่ได้ให้ความสำคัญกับการเตรียมจิตสุดท้ายเท่ากับความเสียดาย
กิเลสในภพชาตนิ นี้ ัน่ เอง

๑๔ มกราคม ๒๕๖๕
ช่วงเช้า ฟังไฟล์ของโยมท่านหนึ่งที่หลวงตาให้ขยายความ

โดยละเอียดเรื่องธาตุรู้ มันเลยเห็นความจริงว่า สิ่งที่ทำให้ “เรา”
แตกต่างจากสิ่งของ เช่น ต้นไม้ ท่อนไม้ ท่อนฟืน มันมีความเป็น
“เรา” และ “ไม่ใชเ่ รา” ข้ึนมาได้ กเ็ พราะมันมี “ร”ู้ นเ่ี อง เพราะ “รู้”
ที่ปรากฏ มันเป็นศูนย์รวมของทุกสิ่งทุกอย่าง ทั้งความรู้สึกนึกคิด

เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๗๙

สติปัญญา มันอยู่ในนั้นทั้งหมด มันเหมือนกับเราพบจุดกำเนิดของ
ตัวเองเปน็ ครัง้ แรก แตถ่ ึงจะพบจะรคู้ วามจริง มนั ก็ได้แตร่ ้คู วามจริง
ว่าธรรมชาติมนั เปน็ เช่นนั้นเอง สุดท้าย สังขารกายที่เหมอื นท่อนไม้
หรือสังขาร “รู้” ที่ปรากฏในความเป็นเรา มันก็ต้องเสื่อมสลาย
และดับไปหมดอยู่ดี พอมันเลยจาก “รู้” ไปแล้วมันก็ไม่เหลืออะไร
ไมม่ ีคำพูดอะไรอกี

ตลอดทั้งวันมันพบธรรมชาติความเป็นไปของ “รู้” บ่อยครั้ง
มากและเรียนรู้ว่า เพราะ “รู้” นี้แหละมันจึงมีความยึดถือ
มีความหมายมั่นในความสุข ความทุกข์ ในความพอใจ ไม่พอใจ
มันเห็นจนเป็นธรรมดาไปเสียแล้ว แต่เราได้ความรู้ใหม่ตอนทำ
พลังลมปราณ จากทั้งวันที่เราเข้าใจว่า “รู้” มันทำให้ปรุงแต่ง
และไม่สงบแต่มันกลับสงบได้ ปราศจากการเคลื่อนไหวได้ขณะทำ
พลังลมปราณเพราะมัน “อยู่ที่รู้” เหมือนกัน ซึ่ง “รู้” ที่ทำให้ไม่สงบ
และ “รู้” ที่ทำให้สงบ มันคือ “รู้” แทบจะเป็นตัวเดียวกันเลย
แตม่ นั ไมเ่ หมือนกัน

เราทำพลงั ลมปราณหลายรอบมากเพื่อสังเกตความแตกต่าง
ระหว่าง “รู้” สองอันนั้น แล้วเราก็พบว่า “รู้” ที่ทำให้ไม่สงบและ
เกิดฟองอากาศรั่วในระหว่างทำพลังลมปราณนั้น มันคือ “รู้”
ตามความเคยชินที่จะไปรู้ทุกสิ่งในชีวิตประจำวัน คือ แค่ “รู้”
แบบนั้น มันก็วิ่งออกไปปรุงแต่งเสียแล้ว มันออกไปรู้ทุกอย่าง
แตไ่ ม่ร้ตู ัวมันเอง

๑๘๐ | หมอจ๋งุ จิ๋ง

แต่ “รู้” ที่ทำให้สงบตัวลงและพลังลมปราณไม่รั่ว มันไม่ได้
ออกไปรู้ในสิ่งใดภายนอก แต่มันรู้ตัวมันเองว่า “มันรู้อยู่” และรู้ว่า
สิ่งที่รู้นั้นมันไม่มีอะไรเลย เหมือนมันมี “แค่รู้” หนึ่งเดี ยวนั้น
ที่อยู่โดยอิสระอยู่แล้วในตัวของมันเองและไม่ได้ข้องเกี่ยวกับสิ่งใด
และไมไ่ ด้องิ อาศัยสงิ่ อื่นเพอ่ื มารูใ้ ด ๆ เลย

จะว่ามันไม่รู้อะไรแต่มันก็รู้อยู่และเราอยู่กับสิ่งนั้นได้นาน
ระหว่างที่ทำพลังลมปราณมันก็สงบเงียบเป็นปกติแต่พอเรา
จะพยายามอธิบายความแตกต่างหรือส่งการบ้านหลวงตา เรารู้สึกว่า
มันอธิบายยากมาก ส่งการบ้านได้ยากมากขึ้นทุกวัน มันไม่ค่อยมี
ธรรมะที่หวือหวาใดแล้วมันมีแต่ราบเรียบ สงบเรียบยิ่งขึ้นไปเรื่อย ๆ
เท่าน้ันเอง

จะว่าเป็น “ส่ิงทีย่ ง่ิ ใหญ่” มันกไ็ ม่มี จะวา่ เป็น “สง่ิ ที่เล็กน้อย”
มันกไ็ มใ่ ช่ มนั รูส้ ึกเหมือนคนไม่มีชีวติ แต่มันคงเป็นอีกด้านของชีวิต
ทเี่ ราไมเ่ คยรู้จกั และไมเ่ คยใชเ้ วลาอย่กู ับมนั เสยี มากกวา่

๑๕ มกราคม ๒๕๖๕
วันนี้ค้นพบเคล็ดวิชาในการทำพลังลมปราณชัดเจนข้ึนเรื่อย ๆ

เหมือนช่วงที่กลั้นหายใจและท่องบทอธิษฐานจิต มันไว้วางใจให้
ทุกสง่ิ ดำเนินไปตามทางของมันจรงิ ๆ คือ มนั รูว้ า่ สิง่ ต่าง ๆ ทั้งแสงสี
พลังงานที่ปรากฏล้วนแต่ปรากฏได้ เพราะ “ใจ” ไม่ใช่เป็นเพราะ
ตัวเรากลั้นหายใจอีกต่อไปแล้ว พอรู้ว่าทุกสิ่งปรากฏออกมาจากใจ
มันก็สงบและแปลกที่น้ำมันไม่รั่วเข้ามาเลย แม้ว่าเราไม่ได้กลั้น

เห็นทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๑๘๑

หายใจแล้ว พลังงานที่ออกมาจากความว่างมันสะเทือนผิวน้ำและ
แผ่ขยายออกไป มันเป็นความเย็นและความสงบ ทะลุออกไป
ทกุ ทศิ ทาง รวมถึงทศ่ี ีรษะ มันเยน็ วาบออกไปเลย หัวมันโล่งไปหมด
จรงิ ๆ

อาจจะเป็นเพราะเหตุนด้ี ้วย ในชีวิตประจำวนั มันเขา้ ใจอะไร
กลับด้านกับเมื่อก่อน คือ จากเดิมที่ต้องมีการปฏิบัติเพื่อให้เกิด
ความเห็นปัญญาที่ถูกต้องมันจึงจะปล่อยวางสังขารทุกอย่าง
ทป่ี รากฏ จนพบใจอันเป็นความสงบ สันติทีส่ ดุ ในชีวติ คือ เราเข้าใจว่า
เพราะปล่อยวางจึงพบใจและมันยังโหยหาใจมันจึงมีความเพียร
ในการปล่อยวางอยู่

แต่ตอนนี้เรากลับรู้สึกว่าเป็นเพราะ “ใจ” ที่มีคุณสมบัติ
เช่นนั้นโดยธรรมชาติต่างหาก จึงทำให้เกิดการเข้าใจตามธรรมและ
ปล่อยวางสรรพสิ่งโดยตัวของมันเอง มันเป็นเพราะ “ใจ” ทั้งหมด
ไม่ใช่เพราะความพยายามใด ๆ ของเราเลยสักนิดเดียวและ “ใจ” นั้น
คือสิ่งที่ดำรงอยู่เสมอ ดังนั้น มันจึงเป็นการปฏิบัติโดยไม่ได้ปฏิบัติ
อะไรเลย เพราะมันเป็นของมันแบบน้นั อยแู่ ลว้

๑๖ มกราคม ๒๕๖๕
กราบองค์หลวงตาเจ้าค่ะ วันนี้ฝึกพลังลมปราณตามปกติ

มันรู้สึกเข้าใจคำว่า ไม่มีที่หมายขึ้นมา เวลากระจายลมออกไป
แบบไม่มีที่หมายไปสู่จักรวาล มันเหมือนร่างกายไม่มี แขนไม่มี
ขอบของร่างกายที่แบ่งแยกก็ไม่มี เหมือนมันหาขอบเขตไม่ได้เลย

๑๘๒ | หมอจ๋งุ จง๋ิ

เจ้าค่ะ มีแต่พลังงานที่กระเพื่อมเคลื่อนไหวให้รู้สึกได้แล้ว ค่อยสลาย
หายไป ความปกตเิ ข้ามาแทนท่ี สงบ ย่งิ เจา้ คะ่

น้อมการปฏิบตั ิบชู าคุณองคห์ ลวงตาเจา้ ค่ะ
หลวงตา : ไม่ใช่ว่าไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรเท่านั้น มันไม่มีผู้ยึดมั่น
ถือมั่นใจ (ผู้รู้) เสียด้วย เมื่อส้ินผู้ยึดมั่นใจ (ผู้รู้) จึงไม่ปรากฏ
ความเป็นเรา ตัวเรา ของเราในใจ หลังจากนั้นจะไม่ปรากฏใจ (ผู้รู้)
อกี เลย

กราบขอบพระคุณเจ้าค่ะหลวงตา เพิ่งตื่นมาเห็นข้อความท่ี
หลวงตาเมตตาชี้แนะเจ้าค่ะ

มันทบทวนซ้ำ ๆ พิจารณาอยู่ภายใน จนมันเห็นว่า แท้จริง
แม้ตัวเรามันไม่ได้ยดึ ตัวเราแลว้ แต่มันยังไปยึด “สิ่งทีไ่ ม่ใชเ่ รา” อยู่
เจ้าค่ะ มันยึดเพราะมันรู้ว่า “สิ่งที่ไม่ใช่เรา” คือ ธรรมชาติที่พ้น
จากทุกข์ มันเลยมีผู้วนกลับไปยึดใจจริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ พอมันเห็น
มันก็พูดขึ้นมาว่า “ตัวเราก็ยึดไม่ได้ สิ่งที่ไม่ใช่เราก็ยึดไม่ได้ อย่างนี้
มันก็ไม่เหลืออะไรเลย” แล้วมันก็เหมือนกับข้างในมันสั่นคลอน
เหมือนกับมันไม่มีที่ยืน ที่เกาะเกี่ยวอีกแล้ว และภาย ในใจ
มันพังทลายลง

พอหลับตา มันพบแต่ห้วงอวกาศท่ีเป็นกาแลกซ่ี และ
มีสะเก็ดของดวงดาวต่าง ๆ ล่องลอยอยู่เต็มไปหมด และมันก็รู้ว่า
สรรพสิ่งในจักรวาลนี้ก็คงเป็นเช่นนั้น คือเป็นเพียงสะเก็ดของชิ้นส่วน
ที่มีอยใู่ นอวกาศนน้ั เจ้าค่ะ

เห็นทกุ ข์ เหน็ ธรรม | ๑๘๓

พอตื่นมา มันก็เหมือนไม่มีใจจริง ๆ ด้วยเจ้าค่ะ พอมันไม่มีใจ
มันก็ดีใจ เสียใจ สุขใจ ทุกข์ใจ ไม่ได้ เลยกลายเป็นใจที่พ้นจากทุกข์
ไปเลยเจ้าค่ะ

กราบขอบพระคุณหลวงตาที่เมตตาชี้แนะเจ้าค่ะ ลูกคิดว่า
มันเปน็ สว่ นท่ลี ะเอียดมากและยากทจ่ี ะเข้าใจ ถา้ ไม่มผี ้ชู ้ีจรงิ ๆ เจา้ ค่ะ

* “การปลอ่ ยวางดว้ ยปัญญาสงู สุด คือ สญุ ญตา” *
* “การเรียนธรรม คือ การรู้ทุกอย่างของธรรมชาติ
ท่ปี ระกอบขน้ึ มาเป็นเราแลว้ ปล่อยทุกอย่างท่ีรู้ไปโดยไม่ยดึ ” *

๑๗ มกราคม ๒๕๖๕
ไม่มีใครสามารถไปบังคับหรือเปลี่ยนแปลงการไหล

ของกระแสน้ำตามธรรมชาติได้ แต่สามารถรู้ได้ว่าขณะนี้กำลัง
ดำเนินไปตามกระแสของชีวิตที่เป็นรูปและนามในปัจจุบันขณะ
และสามารถศึกษาได้ว่าธรรมชาติของรูปและนามนนั้ เปน็ อย่างไร

ไม่ได้ศึกษาเพื่อจะไปเปลี่ยนอะไรหรือไปทำอะไรให้เป็น
อะไร แตศ่ ึกษากแ็ คใ่ ห้รวู้ ่าธรรมชาติของสง่ิ นั้นมันเปน็ เช่นนน้ั เอง

คนจะวาดรูปได้ดี ต้องรู้จักธรรมชาติของสิ่งที่จะวาด
แล้วสะท้อนสิ่งนั้นออกมาตามธรรมชาติที่เป็นคุณลักษณะของ
สิ่งนั้น ๆ ตามหลักความจริง คนจะสอนผู้อื่นได้ดี ก็ต้องรู้จักจิตใจ
ของผู้ถูกสอนอย่างแจ่มแจ้งและสอนตามสัจธรรมที่ตรงกับ
ความเป็นจริงที่เปน็ อยูจ่ รงิ ในปัจจุบันขณะน้ันเพราะธรรมะดำรงอยู่
ตอ่ หนา้ ต่อตาอยแู่ ล้วในปจั จบุ นั นนั่ เอง

๑๘๔ | หมอจงุ๋ จิง๋

เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๘๕

๑๘ มกราคม ๒๕๖๕
เช้านี้ความเป็นตัวตนมันกำเริบ มันพยายามอย่างมากที่จะหา

ที่ยึดเหนี่ยวเหมือนลิงที่พยายามกระโดดขึ้นไปเกาะกิ่งนั้น กิ่งนี้
แต่กิ่งไม้เจ้ากรรมมันหักลงมาหมด คือ มันรู้สึกว่าไม่มีอะไรเลย
ทีย่ ึดได้และไม่รจู้ ะหยัง่ ลงบนอะไรเพราะทกุ ส่ิงมนั เป็นอนจิ จัง ทกุ ขัง
อนัตตาท้งั นน้ั

ลิงที่มันรู้ว่าไม่สามารถเกาะอะไรได้ ได้แต่กระโดดไปอย่างนั้น
โดยไม่รู้จะไปที่กิ่งใด มันเต็มไปด้วยความทุกข์และความอยาก
มันพยายามดึงให้เราไปทำตามมันให้ได้ ตัวเราก็ต้องอดทนกับมัน
อย่างหนักและหาธรรมะมาทำใหม้ นั ยอมรับความจริงเพือ่ ใหม้ ันสงบ

สุดท้ายเลยวุ่นวายทั้งเราทั้งลิงแต่เราเหน็ ตัวเราทีต่ ้องอดทน
อยู่กับทุกสิ่งโดยไม่ทำอะไรเลย ทั้งไม่ทำตามมัน ไม่ทำตามตัวเอง
บอกและไม่ได้อยากให้อะไรหายไปและสุดท้ายเมื่อมันมีกำลัง
มากพอ สิ่งที่เราปฏิบัติ คือ ตัดใจจากตัวเราเอง ตัดใจจากทุกสิ่งท่ี
เปน็ ตวั เรา มันเปน็ ความรสู้ ึกแปลกๆ เหมอื นมองตวั เองดว้ ยความสงบ
เช่นเดียวกับการมองคนอื่น เห็นตัวเองเหมือนเปน็ คนอืน่ มันเมตตา
แต่ไร้เยื่อใยผูกพันใด ๆ เราไม่เคยมองตนเองแบบนี้มาก่อนเลย
มันรับรู้ด้วยความสงบมาก แล้วสุดท้ายตัวเราเองก็ดับหายไปเลย
โดยไม่ต้องทำอะไรทั้งสิ้น เลยเรียนรู้ว่าตัวเรามันเกิดเองดับเองจริง ๆ
พอตัวเราดบั ทุกสง่ิ ที่เก่ียวเนื่องกับตัวเรามันกด็ บั หายไปด้วย

๑๘๖ | หมอจงุ๋ จิง๋

เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๘๗

๑๙ มกราคม ๒๕๖๕
หลวงตาเจ้าคะ พอทุกสิ่งภายในเปลี่ยน ระบบของร่างกาย

มนั จะเปลีย่ นไปด้วยใช่ไหมเจ้าคะ สงั เกตวา่ ผิวหนงั ต่าง ๆ จากเดมิ ท่ี
เป็นรอยย่น มนั กลบั เรยี บเนียน ตึงอย่างกับผิวเดก็ เลยเจา้ คะ่ เวลาที่
ไม่ได้ไปกับความคิดฟุ้งซ่าน มันเหมือนไม่ได้คิดอะไร เหมือนมัน
ไม่ได้ต้องการใช้พลังงานอะไร มันเลยไม่หวิ และไมอ่ ยากอาหารเลย
แต่พอถึงมื้อยังต้องกินอาหารตามปกติ มันเลยทรมานธาตุขันธ์
จริง ๆ เจ้าค่ะ ทั้งแน่น อึดอัด จนไปทำพลังลมปราณ เรอออกมา
ชุดใหญ่ คอ่ ยดีขึ้นเจ้าคะ่

หลวงตา : เป็นจริงอยา่ งนัน้

จิตผ้คู ิดตรกึ ตรองปรงุ แตง่ (สงั ขารธรรม) ก็ยังคิดปรุงแต่งอยู่
เป็นปกติธรรมดา ส่วนธรรมชาติรู้ก็ได้แต่รู้ โดยไม่มีตัวตนของผู้รู้
ธรรมชาติรู้หรือธาตุรู้ตามธรรมชาติไม่สามารถคิด ตรึกตรอง
ปรงุ แตง่ ได้ หรอื

***** “รู้” ไมใ่ ชค่ ดิ สว่ นจติ ผคู้ ดิ ตรึกตรอง ปรงุ แตง่ กไ็ มใ่ ช่ “รู้”
***** ถ้าผู้รู้สามารถคิด ตรึกตรอง ปรุงแต่งได้ เขาเป็น
จิตปรุงแต่ง ไมไ่ ดเ้ ปน็ ธรรมชาติรู้ เพราะธาตุรู้ตามธรรมชาติไม่อาจคิด
ตรึกตรอง ปรุงแต่งได้ หรือไม่สามารถปรากฏกริ ิยาหรืออาการใด ๆ
ไดเ้ ลย เขาเป็นธรรมชาตทิ ่ีเป็น
“วิสังขาร” หรือ “อสังขตธาตุ” หรือ “อสังขตธรรม”
จะไม่ปรากฏการเกดิ ดับและไมข่ ้ึนกบั เหตปุ ัจจัยปรุงแตง่
***** ถ้าเป็นธาตุรูต้ ามธรรมชาติ …..

๑๘๘ | หมอจ๋งุ จ๋งิ

จะไม่หลงวา่ ตัวเราเป็นผู้คดิ หรอื ไมห่ ลงคิด
ไม่หลงว่าผคู้ ิดเปน็ เรา หรือเปน็ ตัวเรา
ไมห่ ลงว่าจิตของเราเป็นผคู้ ดิ
***** คิดก็ส่วนคิด (สังขารธรรม หรือ สังขตธรรม) ส่วน “รู้”
ก็ได้แต่รู้ (วิสังขารธรรม หรืออสังขตธรรม) ไม่อาจปะปนกันได้
โดยเดด็ ขาด เพราะเปน็ ธรรมชาตคิ นละประเภท
เมื่อไม่มีผู้ยึดถือทั้งคิด (สังขตธรรม) และรู้ (อสังขตธรรม)
ก็จะเปน็ “วิราคะธรรม” “วมิ ุตติธรรม” “นิพพานธรรม (พน้ ทกุ ข)์ ”
***** ดงั น้นั วริ าคะธรรม (สิน้ ความกำหนัดยนิ ดีหรือใจหมด
ยางเหนียว) จึงไม่ใช่ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม แต่เป็นธรรมท่ี
พ้นไปจากทั้งสองนั้น หรือ *****นิพพาน ไม่ใช่ผู้รู้ นิพพานเหนือผู้รู้
ขึ้นไปจนไมม่ ที ่ีหมาย
***** กรณีไม่หลงคิดตรึกตรองปรุงแต่ง ไม่หลงมีกิเลส
ตัณหาต่อสิ่งใด ๆ แล้ว แต่ถ้ายังยึดถือ “รู้” ก็จะทำให้ไม่พ้นทุกข์
เชน่ ….
หลงยึดถือว่าเราเป็นผู้รู้หรือผู้รู้เป็นตัวเรา พยายามสงวน
รักษาให้เป็นรู้ที่ไม่คิด พยายามให้ผู้รู้เป็นความว่างเปล่า พยายาม
รู้เฉย ๆ หลอกตนเองโดยแกล้งหรือแสร้งทำเป็นอยู่กับปัจจุบัน
โดยไมค่ ิดอะไร เปน็ ตน้
มันจะเรียนรู้ความจริงจากประสบการณ์ตรง จนหลุดพ้น
จากสังขารปรงุ แตง่ หลุดพ้นจากความหลงยึดมั่นว่าเป็นอัตตาตัวตน
เป็นตัวเรา เป็นของเรา หรือตรงที่ไม่มีการไป ไม่มีการถอยกลับ
ทงั้ ไม่ใชห่ ยุดนงิ่ อยู่ จงึ เป็นท่สี ดุ แห่งทกุ ข์
เพิ่งชดั เจนที่ใจวนั น้เี องเจ้าค่ะ

เห็นทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๘๙

ไม่มีการไป - คือ ไม่มีการปฏิบัติเพื่อให้ตัวเราไปไหน
ไปเป็นอะไร ไปถงึ อะไร ไปก้าวหนา้ ไปเจริญในธรรม

ไม่มีการถอยกลับ - คือ ไม่มีการถอยกลับไปเป็นกิเลส
ตณั หาใด ๆ อกี

ทั้งไมใ่ ชก่ ารหยดุ นิ่งอยู่ - คือ ไมใ่ ช่แมแ้ ต่การ “รู้” ส่ิงท้ังหลาย
เหล่านั้น ตั้งแต่รู้มากที่สุดปรุงแต่งพูดไม่หยุด จนถึงรู้แบบที่ปรุง
น้อยสุดแค่ปรมาณูของรู้ที่เคลื่อนไปรู้ได้ มันก็ไม่ใช่แล้วเจ้าค่ะ
(ข้อนี้เข้าใจยากที่สุด จริง ๆ คือ ไม่สามารถเข้าใจได้เลยด้วยซ้ำ
เพราะมันเป็นเรื่องของการอ่านสภาวะภายในโดยตรงเจ้าค่ะ)
พอไม่ใช่ทั้งสามอย่างน้ี มันจะมีแค่ที่เดียวจริง ๆ ท่ีไม่ไป ไม่มา
ไมห่ ยดุ อยู่ คือ เอโกธมั โม ไม่เคล่ือนท่ี ไมป่ รากฏ เจา้ ค่ะ

๒๐ มกราคม ๒๕๖๕
วันนี้ตื่นขึ้นมาปรุงแต่งความเข้าใจธรรมะตั้งแต่เช้า คือ

สติปัญญาที่เข้าใจธรรมมันไวมาก ไวมาก ๆ จริง ๆ จนตัวเองไม่รู้
เลยว่า สิ่งต่าง ๆ ที่เข้าใจอย่างทะลุปรุโปร่งนั้น มันทะลุทุกอย่าง
แต่ไม่อาจทะลุผู้ที่เห็นและผู้ที่เข้าใจได้และมันหลอกเสียแนบเนียน
จนตัวเองไมร่ ตู้ วั เลยจรงิ ๆ

มารู้ตัวตอนทำพลังลมปราณ แล้วพบว่ามีตัวเราไปทำ
เพื่อให้มันสงบแล้วเห็นตัวเองจริง ๆ ว่า แท้จริงแล้วท่ีท่องถึง
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์นั้น ท่องไปเพียงเพื่อตัวเองเหมือนใช้
พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นเครื่องมือเพื่อให้ตัวเราสงบ

๑๙๐ | หมอจงุ๋ จงิ๋

แต่ไม่ได้นอบน้อมด้วยใจจริง เลยสำนึกผิดขอขมาท่านและน้อมใจ
ต่อท่าน ให้ท่านนำทางเพียงแค่จิตใจมันเปลี่ยนไม่ได้เอาผลประโยชน์
ของตัวเองเป็นที่ตั้ง การทำพลังลมปราณก็กลับมาทำได้เป็นปกติ
แล้วมันชัดเจนว่าขณะที่ท่องและใจอยู่กับพระ คือ ท่องด้วยใจนั้น
มนั มีพลงั ที่สั่นไหวออกมาจากภายในท่วี ่างเปล่าและสะเทอื นออกไป
ภายนอกและเมื่อพลังที่สะเทือนมันถึงจุดหนึ่ง มันมีการดันกระจก
ที่บาง ๆ ที่เป็นวงหุ้มจนแตกออก มันแตกจนหมด ก็ครบ ๑ คาบ
ท่ีเงยหน้าขึ้นพอดี เลยเห็นสขี องน้ำซึ่งทุกทจี ะเห็นเป็นน้ำสี จะเหลือง
หรือเขียวก็ตามแต่มันจะเป็นน้ำสีที่เปลี่ยนมาจากน้ำเปล่า แต่ครั้งนี้
เป็นครั้งแรกที่เห็นน้ำสีเหลืองในน้ำใส เราเลยเข้าใจว่าสิ่งที่ปรุงแต่ง
และไมป่ รุงแต่งมนั ก็อยูด่ ้วยกันเชน่ นเ้ี อง

พอถงึ ตอนนี้ มันกไ็ มม่ ีการกระทำใดแลว้ แตด่ ้วยนิสัยตัวเอง
มันสิ้นการกระทำได้เหมือนขึ้นจากเรือมาอยู่บนฝั่ง ยืนบนฝั่งได้
ยังไมท่ ันถึงนาทเี ลยกก็ ลบั ลงเรือไปใหม่แล้ว

ตอนที่กลับลงไปอยู่ในเรือใหม่ (ยังไม่ทันได้พายออกไปไหน
แค่ลงเรือ) มันก็รั่วแล้ว เลยเห็นว่ามีการกระทำเกิดขึ้นเพื่อหาวิธี
ปฏิบัติให้เข้าถึงส่งิ ท่ีพบ เหมอื นตัวเองพบและขึ้นฝัง่ ไปแล้วแต่จะขอ
ลงเรือใหม่เพื่อจะดูตรงจังหวะที่ขึ้นฝั่งแล้วสละเรือว่ารายละเอียด
มันยังไงจะได้บอกคนอื่นได้ เราเลยตระหนักว่าอันนี้แหละ
ท่ีเป็นกเิ ลสทำให้วนกลับไปเป็นสมุทยั ทเ่ี หน็ เหตุแหง่ ทุกขท์ ่ีแทจ้ รงิ

เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๑๙๑

พอมนั เหน็ กลไกของอริยสัจฝั่งทุกข์ภายในใจ มันก็สละเหตุน้ัน
ไปด้วยตัวของมันเองโดยที่ไม่ได้ต้องมีใครทำอะไร ก็ทำพลังลมปราณ
ไปตามปกติโดยไมม่ กี ารรัว่ อกี แล้ว

เสร็จแล้วก็มาเล่นกับหลานชาย อายุ ๓ ขวบครึ่ง (แนวโน้ม
เปน็ เดก็ พิเศษกลุ่ม Asperger พดู ไมห่ ยดุ อยใู่ นจนิ ตนาการท่ีปรุงแต่ง
เกินกว่าคนปกติตลอด) วันนี้เขาเห็น ของเล่นที่เป็นไอศกรีมแท่ง
สีม่วงรสเผือก เลยถามเขาว่าใช่รสออริจินอลหรือเปล่า เขาบอกว่า
“ไม่ใช่” เลยถามเขาว่า รู้จักหรือว่ารสออริจินอลเป็นยังไง เขาบอก
ว่า “รู้จัก” เลยถามว่า “แล้วมันคืออะไรล่ะ” ตอนนั้นในใจคิดว่า
หลานคงจะตอบว่า รสโดนัท คริสปี้ ครีม ที่เป็นรสออริจินอลที่เขา
เคยกินบ่อย ๆ แน่ ๆ เพราะเขาเรียนรู้ในสมมติแบบนี้ ได้รับการสอน
แต่แบบนี้ก็น่าจะรู้จักแค่นี้ แต่หลานตอบว่า “รสออริจินอล คือ
รสนำ้ เปล่า” ทำเอาปา้ มนั อึ้งไปเลย แล้วยงั ยำ้ ชัดถ้อยชดั คำ “มนั คือ
รสของน้ำเปลา่ รสอน่ื ไมใ่ ช่” เราตกตะลงึ ไปเลยจริง ๆ

ท่ตี กตะลึงไปเพราะเราไม่เคยสอนธรรมใดใหแ้ ก่หลานทั้งส้ิน
ตั้งใจจะสอนตอนที่อายุสัก ๖ – ๗ ขวบ ถ้ายังมีชีวิตอยู่ถึง แต่น้ี
ไม่สอนแต่เขารู้ได้อย่างไร เราเลยทดสอบเขาอีก พาไปเล่นสีเทียน
ระบายน้ำ วาดรูปเป็นสมมติ พ่อ แม่ ลูก แล้วพอวาดเสร็จ เขาก็
ฉีดน้ำใส่แล้วละลายรูปของทกุ คน สีของพ่อเลยรวมกับสขี องพื้นดนิ
เขาบอกว่า พ่อกลายเป็นดิน “พ่อตาย” ก็จะกลายเป็นดิน สิ่งที่เคา้
พูดออกมา ทำให้เราอึ้งซ้ำสองว่าเด็กสามขวบจะเข้าใจสิ่งนี้
ได้อย่างไร แต่จะว่าไปหลานก็แปลก ๆ ตั้งแต่สองขวบแล้วเพราะ

๑๙๒ | หมอจงุ๋ จ๋งิ

เขาเล่นเทของเล่นที่มีออกหมด ซึ่งเด็กทั่วไปมันก็ต้องใส่ใจในสิง่ ที่มี
คือของเล่นแต่เขากลับบอกว่า “มันว่าง” “มันว่างเปล่า” และ
เห็นความว่างที่เป็นกล่องที่ไม่มีของเล่นภายใน ซึ่งเด็กปกติเค้าไม่มี
ทางมาเหน็ ความว่างหรอก

เราเลยพิจารณาว่าที่แท้ที่เรารู้สึกว่าธรรมะมาจากการสอน
และคนอื่นจะถูกเราสอน มีเราไปสอนคนอื่นเขาถึงเข้าใจมากข้ึน
เห็นธรรมมากขึ้น ในสัจธรรมความจริงมันอาจจะไม่ใช่แบบนั้น จริง ๆ
แล้วการรู้แจ้งธรรม มันอาจจะมาจากคุณสมบัติบางอย่างในตัว
เขาเองก็ได้ที่ทำให้เกิดการไหลของธรรมะ จากจิตหนึ่งสู่จิตหนึ่ง
มันเป็นของที่มันเป็นเอง ไม่ใช่ของที่เราไปใส่ให้เขา เหมือนเรา
ไม่เคยใส่อะไรให้หลานเลยสักนิดแต่เขาก็รู้ของเขาเอง เราตะลึง
กับความจริงนี้อยู่นานแล้วก็เลยตัดสินใจเขียนบันทึกไว้ เพราะเป็น
ความรู้ใหม่ของเราเชน่ กัน (จริง ๆ ก็ไม่ใช่ของเรา ☺)

๒๑ มกราคม ๒๕๖๕
วันนี้มีช่วงเวลาทำพลังลมปราณที่ยาวนานมาก (เพราะทำ

ไม่ได้สักที) ทำไปมันก็รั่วตลอด คือช่วงเวลาที่ทำมันมีธรรมปรากฏ
ให้รู้มาเรื่อย ๆ พอรู้สึกว่า “อ๋อ เข้าใจผิดอันนี้” แล้วมันก็สงบ
พอสงบก็เริ่มทำพลังลมปราณรอบใหม่ แต่ทุกครั้งคือมันท่องไป
แล้วมันไม่รั่ว มันสงบถึงกลาง ๆ คาบยังไม่จบคาบแต่มันจะพูด
วิธีการปฏิบัติขึ้นมา แค่มันเคลื่อนจากคำอธิษฐานไปรับรู้วิธี
การปฏิบัติที่ตัวเองพูดขึ้นมาในความเงียบ คือ แค่เคลื่อนออกไปรู้

เหน็ ทุกข์ เหน็ ธรรม | ๑๙๓

มันจะรั่วทันที สุดท้ายมันเลยท่องไม่จบเลยสักรอบ ซึ่งตอนแรกเรา
ไม่เข้าใจ จะไปทำให้มนั ไม่พูดแตก่ ็กลายเปน็ การบงั คับมีความอึดอัด
ตั้งแต่แรก นี่ก็ไม่ใช่ทาง ครั้นจะปล่อยวางรับรู้สิ่งที่พูด ธรรมะที่พูด
ตามความจริงที่ปรากฏ แต่แค่รู้ มันก็เคลื่อนออกไปรั่วแล้วหรือ
จะให้รู้เฉย ๆ นี่ก็รั่วอีก จนเราทนไม่ไหว จิตที่ปรุงแต่งธรรมะใน
การปฏิบัติขึ้นมานั้น มันลากเราออกไปตลอดเวลา จนสุดท้ายเรา
เลยตวาดตัวเองอย่างแรง บอกว่า “หมอจุ๋งจ๋ิง หยุดเดี๋ยวนี้นะ นี่มัน
เป็นเวลาทำพลังลมปราณ ไม่ใช่เวลามาบรรยายธรรมให้ตัวเองฟัง”
มันเหมอื นกับ เออ้ื ก… ชนกำแพงไรส้ ภาพแลว้ ก็หยดุ และหายไปเลย
แล้วถึงทำพลังลมปราณได้ตามปกติ เราเลยเรียนรู้ว่า การใช้
สติปัญญาเพื่อหยุดตัวเองและเป็นสติปัญญาในขันธ์ห้าท่ีพัฒนาให้
อยเู่ หนือตวั เอง มนั เป็นยงั ไง ตอนนมี้ ันกลบั มาพูดใหม่แล้ว แต่รู้ มัน
อยู่เหนือสิ่งที่พูดอยู่ และสติปัญญามันก็หายไปเองเหลือแค่รู้แก่ใจ
วา่ ไมไ่ ด้ไปเป็นส่งิ ทพี่ ูดเท่าน้นั เอง

๒๒ มกราคม ๒๕๖๕
วันนี้ธรรมะกระแทกใจแต่เช้า หลังอ่านเรื่องแรงบันดาลใจ

ของครูท่านหน่ึง คำพูดของในหลวง ร.๙ ที่บอกว่า “ฉันฝากเด็ก
ชาวเขาด้วยนะ ตัวฉันอยู่ไกล ครูดูแลด้วยนะ” เราแปลกใจ
เหมือนกัน ท่ีคำพดู เหมือนไมใ่ ช่เกยี่ วกับธรรมะแตม่ ันเหมือนมีดแทง
เข้าไปในใจจนต้องร้องไห้ออกมา เหมือนเราเข้าใจความรู้สึกของ
ในหลวงอย่างลึกซึ้ง เป็นคำพูดที่มีกระแสของความเมตตาแต่กลับ

๑๙๔ | หมอจุ๋งจงิ๋

สะท้อนความจริงที่โหดร้าย แต่มันคือสัจธรรมจริง ๆ ที่บอกว่า
“ตัวฉันอยู่ไกล” ได้ยินแล้วมันตระหนักเหมือนกับว่า ตอนนี้มันอยู่
ไกลมากจริง ๆ ไกลออกมาจากทุกสิ่งที่เคยห่วงใย รักใคร่ ผูกพัน
อยากจะช่วยเหลือในทุก ๆ สิ่ง แต่วันเวลาที่ผ่านไปมันทำให้สายใย
ที่ยึดโยงต่อสิ่งเหล่านั้นมันห่างขึ้น และยิ่งห่างมันก็ยิ่งบาง บางจน
ไม่อาจพาตัวเองข้ามไปอีกฝั่งของสายใยได้อีกต่อไปแล้ว ได้แต่
ให้กำลังใจอยู่เงียบ ๆ ให้พวกเขาใช้ชีวิตด้วยดีและสายใยที่มีต่อ
ทกุ สง่ิ มันก็ยิง่ บางและห่างออกไปเรื่อย ๆ จนมนั หายไปเอง ตอนน้ัน
ความมีสมมติของอกี ฝั่งมันคงจะดับสูญ

เมื่อก่อนเราชอบถามหลวงตาว่า ชีวิตที่ดำรงอยู่โดยไม่มี
อะไรเลย ไมม่ สี มมติ ไมม่ ีความอยาก ไมม่ ีความปรารถนา ไม่มเี ปา้ หมาย
และไม่มีปณิธานใดให้ไปถึง มันจะเป็นเช่นไร และจะอยู่ได้อย่างไร
กบั ชวี ติ เชน่ นน้ั หลวงตาบอกว่า “เดย๋ี ววนั นงึ กร็ ู้เอง”

วันนี้เราเริ่มรู้ตัวว่า เราเริ่มรู้จักและอยู่กับชีวิตเช่นนั้นแล้ว
โดยไม่รู้ตัวและไม่ได้มีเจตนามาก่อน มันก็บรรยายไม่ถูกแต่ก็
เปน็ ความสงบอยา่ งย่ิง

๒๒ มกราคม ๒๕๖๕ (ชว่ งบ่าย)
ตอนทำพลังลมปราณ มันเห็นตัวเองมีการกระทำเพื่อที่จะ

แผ่รังสีจิตออกไปสู่จักรวาล เลยดุตัวเองว่า “รังสีจิตที่ออกไปนั้น
มันเป็นหน้าที่ของธาตุรู้ (พลังงานในธาตุรู้) ไม่ใช่หน้าที่ของท่าน
หน้าที่ของท่านคือท่องคำบริกรรมให้ต่อเนื่องไม่ขาดสาย” แล้วมัน

เหน็ ทุกข์ เห็นธรรม | ๑๙๕

เลยอยู่กับคำอธิษฐานที่ท่อง เลยรวมเป็นความนิ่งสงบเป็น ๑ ก่อน
แลว้ กพ็ ิจารณาว่าแมแ้ ต่มีหน้าทม่ี ันก็ไม่สิน้ การกระทำ มันเลยปล่อย
ขาดกลายเปน็ ๐ แลว้ พลงั งานก็เคลื่อนไหวไปเอง

พอท่องหมด ๙ คาบ ก็แผ่เมตตา ซึ่งวันนี้มันแปลกกว่า
ทุกวัน คือทุก ๆ วัน เวลาที่ท่องบทแผ่เมตตาพร้อมกับรินเทน้ำ
มันจะรู้สึกว่ามีกระแสเย็น ๆ รดลงมาที่ร่างกายเหมือนรดลงมาจาก
จักรวาล คล้าย ๆ กับ พอเราอุทิศบุญให้สรรพสัตว์ ตัวเราก็ได้รับ
สิ่งนั้นด้วยในจังหวะเดียวกัน แต่วันนี้เหมือนกระแสเย็นนั้น
มันอ่อนจางมาก แค่ปรากฏนิดหน่อยแล้วก็หายไป ตอนแรกเราไม่
เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ได้แต่คิดว่าบางทีตัวตนที่มารับกระแสอาจจะ
หายไปก็ได้ แต่สักพักพอเราแต่งตัวเสร็จ นั่งเล่น อยู่ ๆ พลังงานที่
เป็นกระแสเย็นแบบที่ตอนที่แผ่เมตตากลับมาปรากฏตอนที่
ไม่ได้ทำอะไร ทำเรางงไปอีกรอบว่าทำไมเพิ่งมาตอนนี้ เราคิดไม่ออก
สุดท้ายธรรมเลยมาเฉลยด้วยประโยคว่า “ทุกสิ่งที่เป็นผลจาก
การกระทำจะหายไปและจะมาปรากฏใหม่โดยนอกเหตุเหนือผล”
เลยรู้วา่ ทกุ อยา่ งในชีวติ มนั คงจะจินตนาการไดย้ ากข้นึ เร่ือย ๆ

๒๔ มกราคม ๒๕๖๕
ช่วงสองวันมานี้มันเห็นทุกข์ของธาตุขันธ์เยอะมากทั้งกาย

และจิตสังขาร เหมือนทั้งกายและจิตมันเป็นอะไรที่ต้องรับกรรม
ไม่ได้ต่างกันเลย เวลาที่เห็นสิ่งใดตกกระทบแล้วเกิดกิเลส
โดยหลีกเลี่ยงไม่ได้ มันรู้เลยว่าสิ่งเหล่านี้เป็นกรรมทางใจ (จิตก็เป็น

๑๙๖ | หมอจุ๋งจงิ๋


Click to View FlipBook Version