The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sathit.taemmake, 2022-07-08 04:09:27

กฏหมายเบื้องต้น

ตำรากฎหมายรวม1-2

จ่ายยืม

วิชา กฎหมายเบ้ืองตน้ และกฎหมายทที่ หารควรรู้ (๑)
สำหรบั นักเรยี นนายสิบทหารบก
หลักสตู รศกึ ษา ณ รร.นส.ทบ. 1 ปี
หมายเลข ชกท.111

กองการศกึ ษา โรงเรยี นนายสิบทหารบก
คา่ ยโยธนิ ศึกษามหามงกฎุ
พ.ศ. 2564

คำนำ

โรงเรียนนายสิบทหารบก เป็นสถาบันการศึกษาของกองทัพบก มีหน้าท่ีให้การฝึกศึกษาแก่นักเรียน
นายสิบทหารบก เพื่อผลิตกำลังพลนายทหารช้ันประทวนของกองทัพบกท่ีมีคุณภาพมาตรฐาน มีสมรรถนะและขีด
ความสามารถตามความตอ้ งการของกองทัพบก

โรงเรยี นนายสิบทหารบก ได้ดำเนินการจดั ทำคูม่ ือการสอนหลักสูตรนักเรียนนายสิบทหารบก เพื่อใช้
เป็นเอกสารประกอบการจัดการศึกษาหลักสูตรนักเรียนนายสิบทหารบก ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว โรงเรียนนายสิบ
ทหารบกได้ทำการรวบรวมรายละเอียดเนื้อหาวิชาจากตำรา คู่มือการฝึก และเอกสารอื่น ๆ ที่เก่ียวข้อง มาปรับปรุง
พัฒนาและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับหลักสูตรนักเรียนนายสิบทหารบก เพ่ือให้การจัดการฝึกศึกษา
หลักสูตรนายสบิ ทหารบกเป็นไปด้วยความเรยี บร้อย มคี ุณภาพมาตรฐาน

โรงเรียนนายสิบทหารบก หวังเป็นอย่างย่ิงว่า คู่มือการสอนหลักสูตรนักเรียนนายสิบทหารบก จะ
เป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนนายสิบทหารบก ให้เป็นไปตามความมุ่งหมายและ
ตอบสนองนโยบายการศกึ ษาของกองทัพบกต่อไป

พันเอก
(ประเสริฐ สุนนั ท์ชัยกลุ )

ผ้อู ำนวยการกองการศกึ ษาโรงเรียนนายสิบทหารบก

ปรัชญา

จงรกั ภกั ดี มคี วามรู้ อย่ใู นระเบียบวินยั คุณธรรม ลักษณะผนู้ ำเด่น

วิสยั ทศั น์

โรงเรียนนายสบิ ทหารบก เปน็ องค์กรทม่ี ีความมั่นคงในการผลติ นายทหารประทวนให้กับกองทัพบก
ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ ประสทิ ธิผล โดยมงุ่ เนน้ มาตรฐานความรู้ ควู่ ินัย อกี ท้งั มีเกียรติ ศักดศ์ิ รี
เป็นที่ยอมรับของหนว่ ยงานในกองทพั บก บุคลากร และหนว่ ยงานภายนอก

สารบญั

บทที่ หนา้

บทท่ี 1 ลกั ษณะทีม่ าของกฎหมาย 1
1. ลักษณะของกฎหมาย 2
2. ท่ีมาหรือบ่อเกิดของกฎหมาย 10
3. การแบ่งประเภทกฎหมาย 22
4. ลำดบั ชนั้ ของกฎหมายลายลักษณอ์ ักษร 23
คำถามทา้ ยบท
24
บทที่ 2 หลกั กฎหมายอาญา 30
1. โครงสรา้ งความรบั ผดิ ในทางอาญา 34
2. ความผดิ อาญา
คำถามทา้ ยบท 35
37
บทที่ 3 หลักกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์ 55
1. หลักกฎหมายแพง่ 61
2. บุคคล 64
3. นิติกรรม
4. สัญญา 65
คำถามทา้ ยบท 76
86
บทที่ 4 กฎหมายทที่ หารควรรู้ 96
1. ระเบยี บสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าดว้ ยการปฏิบตั แิ ละการประสานงาน
กรณที หารถกู หาวา่ กระทำความผิดอาญา พ.ศ. 2544 102
2. พระราชบญั ญตั ิธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 110
3. ประมวลกฎหมายอาญาทหาร 115
4. พระราชบัญญัติ ว่าดว้ ยวนิ ยั ทหาร พ.ศ. 2476 116
5. พระราชบัญญัติว่าด้วยการรักษาความมั่นคง 117
ภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551
6. กฎอัยการศึก
คำถามทา้ ยบท

เอกสารอ้างอิง
คณะผจู้ ดั ทำ

-1-

บทท่ี 1
ลักษณะทีม่ าของกฎหมาย

1. ลักษณะของกฎหมาย

กฎหมาย คือ กฎเกณฑ์ท่ีเป็นแบบแผนความประพฤติของมนุษย์ในสังคมซ่ึงมีกระบวนการบังคับที่เป็น
กจิ จะลกั ษณะ

1.1 กฎหมายต้องมลี ักษณะเป็นกฎเกณฑ์
กฎหมายต้อง มีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์ ท่ีว่าต้องเป็น “กฎเกณฑ์” (norm) น้ันหมายความว่า

กฎหมายต้องเป็นข้อบังคับท่ีเป็นมาตรฐาน (standard) ท่ีใช้วัดและใช้กำหนดความประพฤติของสมาชิกของสังคมได้
ว่าถกู หรอื ผิด ให้กระทำการได้หรือหา้ มกระทำการ ในกรณีให้กระทำการ เชน่ ผู้มเี งินไดต้ อ้ งเสยี ภาษีใหร้ ฐั บาล หรอื ชาย
ทมี่ ีอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ต้องได้รบั การเกณฑ์ทหาร ในกรณีที่ห้ามมิให้จะทำการ เช่น ห้ามทำร้ายผู้อ่ืน หรือเอาทรัพย์
ของผู้อื่นไปโดยเขาไม่อนุญาต ซึ่งหากผู้ใดฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ท่ีกำหนดไว้ถือว่าเป็นส่ิงท่ีผิดและจะถูก
ลงโทษ

ดังน้ัน สิ่งใดท่ีไม่มีลักษณะเป็นกฎหมายท่ีเป็นข้อบังคับมาตรฐานความประพฤติของมนุษย์ในสังคม ส่ิงน้ันก็
ไม่ใช่กฎหมาย ตัวอย่างเช่น ในสมัยจอมพลปอพิบูลสงครามเป็นนายกรัฐมนตรี รัฐบาลได้ประกาศเชิญชวนคนไทยให้
สวมหมวกและให้นุ่งผ้าซิ่นแทนผ้าโจงกระเบน ประกาศน้ีแจ้งให้ประชาชนทราบว่ารัฐบาลนิยมให้ประชาชนปฏิบัติ
อย่างไร มิใช่บังคับ หรือประกาศสำนักนายกรัฐมนตรีเชิญชวนคนไทยปลูกต้นไม้เน่ืองในโอกาสพิเศษ หรือคำเชิญชวน
ของนายกรัฐมนตรีทีข่ อให้คนไทยช่วยกนั ประหยัดเปน็ ตน้ สิ่งเหล่าน้ีไม่ใช่ข้อกำหนดท่ีมีลกั ษณะบ่งบอกวา่ ส่ิงใดผิดสงิ่ ใด
ถกู จงึ ไม่ใช่กฎหมาย

2.2 กฎหมายต้องกำหนดความประพฤติของบุคคล
กฎหมายต้องกำหนดถึงความประพฤติของบุคคล ความประพฤติ (behavior) ในท่ีนี้ได้แก่การ

เคล่ือนไหวหรือการไม่เคล่ือนไหวร่างกายภายใต้การควบคมุ ของจติ ใจ รวมไปถึงกระทำการหรืองดเว้นกระทำอยา่ งใดท่ี
ต้องอาศัยรา่ งกายเคล่อื นไหว

ตัวอย่างเช่น นายดำอยากให้นายแดงตายจึงใช้ปืนยิงนายแดงโดยรู้อยู่ว่าการยิงนายแดงเช่นน้ี จะทำให้นาย
แดงตาย เขาเรียกการกระทำน้ีว่านายดำมีเจตนาฆ่านายแดง การท่ีนายดำมีการเคลื่อนไหวร่างกายภายใต้การบังคับ
ของจิตใจ แต่ถ้านายแต่ฟ้าดินอยู่ๆ เกิดเป็นโรคลมบ้าหมู เกิดอาการชักกระตุกของฝ่ามือ ฟาดไปโดนหน้านายเหลือง
แม้มีการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่เป็นการเคลื่อนไหวนอกเหนือการควบคุมของจติ ใจ ฉะน้ัน กรณีนี้กฎหมายจงึ ไม่เข้ามา
ควบคุมการเคลื่อนไหวเช่นนี้กฎหมายต้องกำหนดถึงความประพฤติของมนุษย์ ถ้าเป็นสัตว์ก็ทำให้มนุษย์เสียหาย
กฎหมายไมล่ งโทษสัตว์ แต่อาจลงโทษมนษุ ยผ์ ูเ้ ปน็ เจา้ ของสตั ว์นน้ั

1.3 กฎหมายต้องมสี ภาพบังคับ
กฎหมายเป็นกฎเกณฑ์ที่กำหนดความประพฤติของมนุษย์ เพ่ือให้มนุษย์จำต้องปฏิบัติตาม

กฎเกณฑ์ การฝา่ ฝืนกฎเกณฑ์กฎหมายใดไม่มสี ภาพบงั คบั ไม่เรียกวา่ เป็นกฎหมาย

-2-

สภาพบังคับ ของกฎหมายคือ โทษต่างๆในกฎหมาย ถ้าเป็นสภาพบังคับทางอาญา ได้แก่ประหารชีวิต จำคุก
กักขัง ปราบ ริบทรัพย์สิน ส่วนสภาพบังคับของกฎหมายแพ่ง ได้แก่การกำหนดให้การกระทำท่ีฝ่าฝืนกฎหมายนั้นตก
เปน็ โมฆะหรือโมฆยี ะ

1.4 กฎหมายต้องมีกระบวนการบงั คบั ที่เป็นกจิ จะลกั ษณะ
กฎหมายมีสภาพบังคับ แต่ท้ังน้ีสภาพบังคับของกฎหมายน้ันจะต้องมีกระบวนการที่แน่นอนโดย

เจ้าหน้าที่ของรัฐ ในอดีตการบังคับการให้เป็นไปตามกฎหมายบางครั้งใช้ระบบตาต่อตา ฟันต่อฟัน ทำรา้ ยเขาตาบอด
คนถูกทำร้ายมีสิทธิ์ทำให้ตาของคนที่ทำร้ายตาบอดได้เช่นเดียวกัน แปลในการปกครองสมัยใหม่นี้เป็นการปกครอง
แบบรวมศนู ย์อำนาจไว้ กล่าวคือรัฐเป็นศูนย์รวมอำนาจทง้ั การออกกฎหมายก็จะออกมาจากรัฐการบังคบั ใช้กฎหมายก็
ตอ้ งกระทำโดยรฐั หรือเจ้าหน้าทีข่ องรฐั รฐั สมัยใหม่จะไมย่ อมให้มกี ารบังคับกฎหมายโดยประชาชน เพราะจะทำให้คน
ท่ีแข็งแรงกว่าใช้กำลังบังคับคนท่ีอ่อนแอกว่า ซ่ึงจะทำให้สังคมวุ่นวาย และเนื่องจากกฎหมายมีกระบวนการบังคับท่ี
เป็นกิจจะลักษณะเช่นนี้จึงทำให้กฎหมายมีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์ควบคุมความประพฤติของมนุษย์ซึ่งแตกต่างจาก
ศีลธรรม ศาสนา หรือจารีตประเพณี กระบวนการบังคับใช้กฎหมายที่ศูนย์รวมอยู่ท่ีรัฐน้ีกระทำโดยผ่านองค์กรต่างๆ
เช่นตำรวจ อัยการ ศาลราชทัณฑ์ เปน็ ต้น

ลกั ษณะกฎหมายทั้ง 4 ประการข้างตน้ สอดคลอ้ งกับกฎหมายของกฎหมายตามเนื้อหาดังที่ศาสตราจารยห์ ยุด
แสงอุทัย ได้พิจารณาให้ความหมายของกฎหมายตามเนื้อหาไว้ โดยพิจารณาจากเน้ือหาว่าจะต้องเป็นกฎเกณฑ์ที่
ควบคุมความประพฤติของมนุษย์เป็นสำคัญ กฎหมายตามเน้ือหาอาจอยู่ในรูปของกฎหมายลายลักษณ์อักษรหรืออาจ
อยู่ในรปู ของกฎหมายประเพณีก็ได้

2. ที่มาหรือบ่อเกิดของกฎหมาย

หมายถึง รูปแบบทก่ี ฎหมายแสดงออกมาในทางวิชานิตศิ าสตร์นอกจากกฎหมายทบี่ ญั ญตั ิข้ึนแล้ว ยงั มี
กฎเกณฑ์แบบแผนความประพฤติของคนในสงั คมบางอยา่ งทม่ี ไิ ด้บัญญัตขิ ้นึ แต่มีผลบงั คบั เปน็ กฎหมายได้ เช่น
กฎหมายจารตี ประเพณี เป็นตน้

ที่มาของกฎหมาย แยกออกเปน็ 2 ประเภท ไดแ้ ก่
- กฎหมายท่บี ัญญตั ิข้นึ (กฎหมายลายลกั ษณ์อกั ษร)
- กฎหมายท่มี ไิ ดบ้ ัญญัติขนึ้ (กฎหมายทีไ่ มเ่ ป็นลายลกั ษณอ์ ักษร)
2.1 กฎหมายทีบ่ ัญญัตขิ นึ้

กฎหมายที่บัญญัติข้ึน หรือท่ีเรียกว่ากฎหมายลายลักษณ์อักษรเป็นท่ีมาท่ีสำคัญที่สุด และต้องใช้ก่อน
ที่มาของกฎหมายประเภทอ่ืน กฎหมายลายลักษณ์อักษรนี้เป็นกฎหมายที่เกิดขึ้นโดยกระบวนการนิติบัญญัติซึ่งผู้
บัญญัติกฎหมายต้องมีอำนาจโดยชอบธรรมในการตรากฎหมายและการบัญญัติกฎหมายจะต้องได้กระทำถูกต้องตาม
วิธกี ารหรอื กระบวนการในการบัญญตั กิ ฎหมาย และต้องมกี ารประกาศให้ประชาชนไดร้ ับร้ดู ว้ ย

สำหรับประเทศไทยเป็นประเทศท่ีใช้กฎหมายระบบชวี ิลลอว์ หรือกฎหมายลายลักษณะอกั ษรดังนั้นผู้
มีอำนาจในการบัญญัติหรือในการจัดทำกฎหมายจึงได้แก่รัฐสภาซึงเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แต่ในบางกรณีฝ่ายนิติบัญญัติ
อาจมอบอำนาจในการบัญญัติอาจมอบอำนาจในการบัญญัติหรือในการจัดทำกฎหมายใ ห้แก่องค์กรฝ่ายบริหารเพ่ือ

-3-

ความสะดวกรวดเร็วและความคล่องตัวในการบริหารประเทศ หรืออาจมอบอำนาจให้แก่องค์การบริหารส่วนท้องถิ่น
เพื่อใหส้ ามารถออกกฎหมายเพ่ือใช้ในการบรหิ ารราชการในท้องถนิ่ ของตนได้

ดงั นน้ั กฎหมายลายลักษณ์อักษรจงึ แบ่งออกกเป็น 3 ประเภทใหญๆ่
กฎหมายทบ่ี ญั ญัติข้นึ โดยฝ่ายนิติบัญญัติ ได้แก่

- พระราชบญั ญัตปิ ระกอบรฐั ธรรมนูญ
- พระราชบัญญัติ
- พระราชกำหนด
กฎหมายที่ฝ่ายนิติบัญญัติมอบอำนาจให้องค์กรฝ่ายบริหารบัญญัติ ซ่ึงเรียกว่า กฎหมายลำดับรอง
(Subordinate Legislation) ได้แก่
- ข้อบัญญตั ิองคก์ ารบรหิ ารส่วนจังหวัด
- เทศบญั ญัติ
- ขอ้ บัญญตั ิองค์การบริหารสว่ นตำบล
- ข้อบญั ญัตเิ มอื งพทั ยา
- ขอ้ บัญญัติกรุงเทพมหานคร
1) กฎหมายท่บี ัญญตั ิขึน้ โดยฝ่ายนติ ิบญั ญตั ิ
1.1) พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ (Organic Law) หมายถึง กฎหมายที่อธิบายขยายความ
เพ่ือประกอบเน้ือความในรัฐธรรมนูญให้สมบูรณ์ ละเอียด ชัดเจน ตามที่รัฐธรรมนูญมอบหมายและกำหนดโดยถือว่า
กฎหมายประเภทน้ีมีลักษณะและหลักเกณฑ์พิเศษแตกต่างจากกฎหมายธรรมดา ส่วนจะพิเศษอย่างไรย่อมเป็นไป
ตามท่รี ัฐธรรมนญู กำหนด
หมายเหตุ ตามรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2550 มาตรา 138 ได้กำหนดให้มีการตรากฎหมายใน
ช่ือของพระราชบญั ญตั ิประกอบรัฐธรรมนูญรวม 9 ฉบบั ได้แก่
- พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกต้ังสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิก
วฒุ สิ ภา
- พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตงั้
- พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญวา่ ดว้ ยพรรคการเมือง
- พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนญู ว่าด้วยการออกเสยี งประชามติ
- พ.ร.บ. ประกอบรัฐธรรมนูญว่าดว้ ยวิธพี ิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ
- พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยวธิ พี จิ ารณาคดีอาญาของผดู้ ำรงตำแหน่งทางการเมือง
- พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนูญวา่ ดว้ ยผตู้ รวจการแผ่นดิน
- พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนญู วา่ ด้วยการป้องกนั และปราบปรามการทจุ รติ
- พ.ร.บ. ประกอบรฐั ธรรมนูญว่าดว้ ยการตรวจเงนิ แผ่นดิน
1.2) พระราชบญั ญัติ (Act) คอื กฎหมายทีพ่ ระมหากษัตริย์ทรงตราข้ึนโดยคำแนะนำและยินยอมของ
รฐั สภา ร่างพระราชบญั ญัติ มี 2 ประเภท คอื

-4-

(1) รา่ งพระราชบญั ญตั ิท่วั ไป หมายถึง รา่ งพระราชบัญญัตอิ นื่ นอกจากร่างพระราชบัญญัตเิ กี่ยว
ดว้ ยการเงนิ

(2) รา่ งพระราชบญั ญตั ิเก่ียวดว้ ยการเงิน หมายถงึ ร่างพระราชบัญญตั ิวา่ ดว้ ยเร่ืองใดเร่ืองหน่ึง
ตอ่ ไปน้ี

การจดั ตั้ง ยกเลิก ลด เปลย่ี นแปลง แก้ไข ผอ่ น หรือวางระเบียบการบงั คับเกย่ี วกบั ภาษหี รอื อากร
การจดั สรร รับ รักษา หรือจ่ายเงนิ แผน่ ดนิ หรอื การโอนงบประมาณรายจา่ ยของแผ่นดิน
การกูเ้ งนิ คำ้ ประกัน การใช้เงินหรือการดำเนินการท่ผี ูกพนั ทรพั ย์สินของรฐั เงนิ ตรา
- ผูเ้ สนอร่างพระราชบัญญัติ (มาตรา 142) ได้แก่ คณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จำนวนไม่
น้อยกว่า 20 คน ศาลหรือองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ เฉพาะกฎหมายที่เก่ียวกับการจัดองค์กรและกฎหมายท่ี
ประธานศาลและประธานองค์กรนั้นเป็นผู้รักษาการ หรือ ผู้มีสิทธิเลือกตั้งจำนวนไม่น้อยกว่า 10,000 คน เข้าช่ือร้อง
ต่อประธานรัฐสภาเพ่ือให้รัฐสภาพิจารณาออกกฎหมายตามที่กำหนดไว้ในหมวด 3 สิทธิและเสรีภาพของชนชาวไทย
และหมวด 5 แนวนโยบายพนื้ ฐานแหง่ รัฐ
ในกรณีที่รา่ งพระราชบัญญัตซิ ่ึงมผี ้เู สนอตาม (2)(3) หรอื (4) เป็นรา่ งพระราชบัญญัติเกี่ยวดว้ ยการเงิน
จะเสนอได้ตอ่ เมื่อมีคำรับรองของนายกรฐั มนตรี และตามรัฐธรรมนญู ฯ ฉบับปัจจุบนั พ.ศ. 2550 ได้กำหนดไวว้ ่าผู้ทจ่ี ะ
วินิจฉัยว่าร่างพระราชบัญญัติใดเป็นพระราชบัญญัติใดเป็นรา่ งพระราชบัญญัติเก่ียวด้วยการเงินหรือไม่ ให้เป็นอำนาจ
ของท่ีประชุมร่วมกันของประธานสภาผู้แทนราษฎร และประธานคณะกรรมาธิการสามัญของสภาผู้แทนราษฎรทุก
คณะเปน็ ผู้วนิ ิจฉยั
ข้อสังเกต รัฐธรรมนูญปัจจุบันได้ให้สมาชิกผู้แทนราษฎรมีอำนาจในการเสนอร่างพระราชบัญญัติโดยไม่ต้อง
ขอมตจิ ากพรรคการเมอื งท่ตี น้ สงั กดั
- ผูพ้ ิจารณารา่ งพระราชบัญญัติ ไดแ้ ก่ รัฐสภาทเี่ ป็นองคก์ รทีใ่ ชอ้ ำนาจนิตบิ ัญญตั ิ
ข้ันตอนพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ มี 2 ข้ันตอน คือส่งร่างพระราชบัญญัติเข้าการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร
เม่อื พิจารณาเสรจ็ แล้วถ้าสภาผูแ้ ทนราษฎรใหค้ วามเห็นชอบ กจ็ ะส่งรา่ งพระราชบัญญัตดิ ังกล่าวเขา้ สู่การพจิ ารณาของ
วฒุ ิสภาต่อไป
การพจิ ารณาร่างพระราชบญั ญัตโิ ดยสภาผู้แทนราษฎร
เมอื่ ร่างพระราชบญั ญัติเขา้ สู่สภาผูแ้ ทนราษฎรจะพิจารณาว่าพระราชบัญญัติออกเป็น 3 วาระ คอื
วาระที่1 เรียกว่า “วาระรับหลักการ” เมื่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติน้ันแล้วจะลงมติว่า
จะรับหลักการหรอื ไม่หลักการแห่งพระราชบัญญัตินั้น ถ้าหากสภาผู้แทนราษฎรไม่รับหลักการร่างพระราชบัญญัตินั้น
ตกไป แต่หากสภาผู้แทนราษฎรรับหลักการ ก็จะส่งร่างพระราชบัญญัติเข้าสู่การพิจารณาในวาระที่ 2 ต่อไป การ
พิจารณาวาระท่ี 1 น้ี สภาผู้แทนราษฎรอาจต้ังคณะกรรมการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติหรือปัญหาใดๆ ก่อนที่สภา
ผู้แทนราษฎรจะมมี ติรบั หลักการหรอื ไม่รับหลกั การก็ได้
วาระที่ 2 เป็นการพิจารณาในรายละเอียด ปกติจะพิจารณาโดยกรรมาธิการท่ีสภาผู้แทนราษฎรต้ังขึ้น สภา
ผแู้ ทนราษฎรคนใดเห็นว่าข้อความหรอื ถ้อยคำใดในร่างพระราชบัญญัติน้ันควรแก้ไขเพิ่มเติมก็ให้เสนอขอคำแปรญัตติ
ต่อประธานคณะกรรมาธิการภายในเวลาที่กำหนดไว้ เมื่อคณะกรรมาธิการพิจารณาเรียงลำดับมาตราจะมีการอภิ

-5-

ปลายได้เฉพาะที่มีการแก้ไขหรือท่ีมีการสงวนคำแปรญัตติหรือสงวนความเห็นไว้เท่านั้น ในวาระนี้จะไม่มีการลงมติ
เมื่อพิจารณาก็จะเขา้ สู่วาระท่ี 3

วาระท่ี 3 เรียกว่า “วาระให้ความเห็นชอบ” เมื่อสภาผู้แทนราษฎรพิจารณาวาระที่ 2 เสร็จแล้วสภา
ผู้แทนราษฎรจะลงมติในวาระท่ี 3 ว่าเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่าน้ันโดยไม่มีการอภิปรายอีก หากสภาผู้แทนราษฎร
ไม่เห็นชอบร่างพระราชบัญญัติ ร่างพระราชบัญญัติน้ันเป็นอันตกไป แต่หากสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอ บก็ให้
ประธานสภาผู้แทนราษฎรเสนอรา่ งพระราชบญั ญตั ินั้นต่อวฒุ สิ ภาเพือ่ พิจารณาต่อไป

อนึ่งการพิจารณารา่ งพระราชบัญญัตทิ ่วั ไปในชั้นสภาผแู้ ทนราษฎรจะไม่มีกำหนดระยะเวลาการพิจารณาไว้
การพิจารณาร่างพระราชบัญญตั ิโดยวฒุ ิสภา
วุฒิสภาจะพิจารณาร่างพระราชบัญญัติท่ีสภาผู้แทนราษฎรส่งมาให้ 3 วาระ เช่นเดียวกับการพิจารณาของ
สภาผ้แู ทนราษฎร
อน่ึงวุฒิสภาต้องพิจารณาร่างพระราชบัญ ญัติท่ัวไปให้แล้วเสร็จภายใน 60 วัน นับแต่วันท่ีได้รับ
พระราชบัญญตั จิ ากสภาผแู้ ทนราษฎร
ผลการพจิ ารณารา่ งพระราชบญั ญตั ิของวุฒิสภา
ในกรณีวุฒิสภาเห็นชอบด้วยกับสภาผู้แทนราษฎร ถือว่าเป็นร่างพระราชบัญญัตินี้ได้รับความเห็นชอบจาก
รัฐสภาแล้ว และดำเนินการเพ่ือประกาศให้ใช้เป็นกฎหมายตอ่ ไป หากไม่เห็นชอบดว้ ยก็ใหย้ บั ยัง้ ร่างพระราชบัญญัติน้ัน
ไวก้ อ่ น และสง่ ร่างพระราชบัญญัตนิ ้ันคืนไปยังสภาผูแ้ ทนราษฎร ทัง้ น้สี ภาผู้แทนราษฎรจะยกรา่ งพระราชบัญญัตขิ ้ึนมา
ใหม่ได้ต่อเมื่อครบ 180 วัน นับแต่วันท่ีวุฒิสภาส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นคืนไปยังสภาผู้แทนราษฎรแล้ว แต่ถ้าร่าง
พระราชบัญญัติทยี่ ับยั้งไวเ้ ป็นร่างพระราชบัญญัติเก่ียวกบั การเงิน สภาผู้แทนราษฎรสามารถยกร่างพระราชบญั ญตั ิขึ้น
พิจารราใหม่ได้ทันที และถ้าสภาผู้แทนราษฎรลงมติยืนยันร่างเดิมด้วยคะแนนเสียงมากกว่าก่ึงหน่ึงของจำนวนสมาชิก
ท้งั หมดเท่าที่มอี ยูข่ องสภาผูแ้ ทนราษฎร ให้ถอื ว่ารา่ งพระราชบัญญัตินน้ั ได้รับความเหน็ ชอบจากรฐั สภา
ในกรณีที่วุฒิสภามีมติแก้ไขเพ่ิมเติมร่างพระราชบัญญัติที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ความเห็นชอบแล้ว ให้ส่ง
รา่ งพระราชบัญญัตติ ามท่แี ก้ไขเพิ่มเติมนั้นไปยังสภาผู้แทนราษฎร ถ้าสภาผู้แทนราษฎรเห็นวา่ ไมเ่ ป็นการแก้ไขเพ่ิมเติม
สาระสำคัญ และเห็นชอบด้วยกับการแกไ้ ขเพิ่มเติมนั้นถือว่าร่างพระราชบญั ญัติน้ันได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่
ถา้ เป็นกรณีอ่ืนให้แต่ละสภาต้ังบุคคลท่ีเป็นหรือมิได้เป็นสมาชิกแห่งสภาน้ันๆ มีจำนวนเท่ากันตามที่สภาผู้แทนราษฎร
กำหนดประกอบเป็นคณะกรรมาธิการร่วมกันเพ่ือพิจารณาร่างพระราชบัญญัตินั้น แล้วให้คณะกรรมาธิการร่วมกัน
รายงานและเสนอร่างพระราชบญั ญัตทิ ค่ี ณะกรรมาธกิ ารร่วมกนั ได้พจิ ารณาแล้วต่อสภาทัง้ สอง
กรณีที่สภาหน่ึงสภาใดไม่เห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติ คณะกรรมาธิการ ร่วมกันพิจารณาเสร็จแล้ว
ขอให้ยับยั้งร่างพระราชบัญญัตินั้นไว้ก่อนสภาผู้แทนราษฎรจะยกข้ึนพิจารณาใหม่ ได้ต่อเมื่อครบระยะเวลา 180 วัน
นบั แต่วันทสี่ ภาใดสภาหน่ึงไม่ชอบถ้าร่างพระราชบัญญตั ิยับย้ังไว้รา่ งพระราชบญั ญัติเกยี่ วกับการเงนิ สภาผู้แทนราษฎร
พระราชบัญญัตินั้นพิจารณาใหมไ่ ดท้ ันทแี ละถา้ สภาผู้แทนราษฎรมีมติยนื ยันร่างเดิมหรอื ร่างที่คณะกรรมาธิการรว่ มกัน
พิจารณาคะแนนเสยี งมากกว่ากึ่งหน่ึงของจำนวนสมาชิกทัง้ หมดเท่าท่มี ีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎรว่าร่างพระราชบัญญัติ
ได้รบั ความเหน็ ชอบจากสภา

-6-

ร่างพระราชบัญญัติที่ได้รับความเห็นชอบจากสภาแล้วให้นายกรัฐมนตรีนำ ข้ึนทูลเกล้าถวายภายใน 20 วัน
นับแต่วันท่ีได้รับร่างพระราชบัญญัติน้ันจากรัฐสภาเพ่ือพระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยประกาศในราชกิจจา
นุเบกษาแล้วให้ใช้บงั คับเป็นกฎหมายได้
พระราชบัญญัติใดพระมหากษัตริย์ไม่ทรงเห็นชอบด้วยและราชทานมายังรัฐสภาเมื่อพ้น 90 วัน แล้วมิได้พระราชทาน
คนื มารัฐสภาจะต้องปรึกษาร่างพระราชบัญญตั ิน้ันไหมหากรัฐสภาลงมติยืนยนั ร่างเดมิ ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสอง
ในสามของจำนวนสมาชิกท้ังหมดเท่าท่ีมีอย่ขู องทั้งสองสภาแล้วให้นายกรฐั มนตรีนำร่างพระราชบัญญัตินั้นได้ถวายอีก
ครั้ง เมอื่ พระมหากษตั รยิ ์มิได้ลงพระปรมาภิไธยคืนมาภายใน 30 วันให้นายกรฐั มนตรีนำราชบญั ญัตินักประกาศในราช
กิจจานุเบกษาใชบ้ ังคับเปน็ กฎหมายได้เสมือนว่าพระมหากษตั ริยท์ ี่ทรงลงพระปรมาภไิ ธยแลว้

- ผูต้ ราพระราชบญั ญัติ ได้แก่ พระมหากษตั ริย์
- การประกาศใช้ พระราชบัญญัติจะมีผลใช้บังคับเป็นกฎหมายได้ก็ต่อเม่ือได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา
แล้ว

1.3) พระราชกำหนด คือ กฎหมายท่ีพระมหากษัตริย์ตรงตาขึ้นโดยคำแนะนำคณะรัฐมนตรีและจะมี
ผลบังคับใช้เป็นการชั่วคราวดังน้ันถ้าจะให้พระราชบัญญัติจะมีจะให้พระราชกำหนดมีผลใช้บังคับเป็นกา รถาวรก็ต้อง
นำเสนอต่อรัฐสภาเพอื่ ให้รฐั บาลอนมุ ตั ิอกี ครง้ั หนึ่ง
พระราชกำหนดมี 2 ประเภท

(1) พระราชกำหนดท่ัวไป เป็นกรณีที่คณะรัฐมนตรีเห็นว่ามีเหตุฉุกเฉินจำเป็นรีบด่วนอันน้ีมิ
หลกี เล่ียงได้จงึ ออกพระราชกำหนดเพ่ือประโยชน์ในอันทจ่ี ะรักษาความปลอดภัยของประเทศความปลอดภัยสาธารณะ
ความม่ันคงในทางเศรษฐกจิ ของประเทศต้องปัดภัยพิบตั สิ าธารณะ

(2) พระราชกำหนดเกย่ี วด้วยภาษีอากรหรือเงินตรา เป็นการออกพระราชกำหนดในระหวา่ งสมัย
ประชุมสภาซง่ึ ถา้ มคี วามจำเปน็ ตอ้ งมกี ฎหมายเกย่ี วดว้ ยภาษีอากรหรือเงินตราทีจ่ ะต้องได้รับการพิจารณาโดยดว่ นและ
ลบั นายกรัฐมนตรสี ามารถนำร่างพระราชกำหนดทลู เกล้าให้พระมหากษัตริย์ทรงลงพระปรมาภิไธยใช้บงั คบั ได้

- ผเู้ สนอรา่ งพระราชกำหนด ไดแ้ ก่ รัฐมนตรีผรู้ กั ษาการตามพระราชกำหนดนน้ั
- ผู้พจิ ารณาร่างพระราชกำหนด ไดแ้ ก่ คณะรฐั มนตรี
- ผู้ตราพระราชกำหนด ไดแ้ ก่ พระมหากษตั ริย์
2) กฎหมายที่บัญญตั ิมอบอำนาจใหอ้ งคก์ รฝ่ายบรหิ ารบญั ญตั ิ
2.1) พระราชกฤษฎีกา คือ กฎหมายท่ีตราขึ้นโดยพระมหากษัตริย์ โดยคำแนะนำของคณะรัฐมนตรี
เป็นกฎหมายประเภทหน่ึงของฝ่ายบริหาร แต่มีศักด์ิต่ำกว่าพระราชบัญญัติเพราะการออกพระราชกฤษฎีกาต้องมี
กฎหมายใหอ้ ำนาจไว้เสยี กอ่ น
- ผู้เสนอร่างพระราชกฤษฎีกาได้แก่บุคคลที่เก่ียวข้องหรือได้รักษาการตามกฎหมายแม่บทที่
พระราชบญั ญตั ใิ หพ้ ระราชกจิ ฎีกาน้นั ๆ
- ผู้พิจารณาร่างพระราชกฤษฎีกา ได้แก่ คณะรฐั มนตรี
- ผู้ตราพระราชกฤษฎกี า ได้แก่ พระมหากษัตรยิ ์
- การประกาศใช้ เมอื่ ไดป้ ระกาศในราชกจิ จานเุ บกษา

-7-

2.2) กฎกระทรวง เปน็ กฎหมายท่รี ัฐมนตรวี า่ การกระทรวงเป็นผูอ้ อกโดยอาศัยอำนาจตามราชบญั ญัติ
หรือบทบัญญัติแห่งกฎหมายท่ีมีฐานะเทียบเท่าพระราชบัญญัติเช่นประมวลกฎหมายหรือพระราชกำหนด เป็นต้นใน
การตรากฎกระทรวงน้ันรัฐมนตรีว่าการกระทรวงผู้รักษาอำนาจตามพระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนดซึ่งมีอำนาจ
รัฐมนตรีกระทรวงนั้นออกกฎกระทรวงจะเป็นผู้เสนอร่างกฎกระทรวงต่อคณะรัฐมนตรีและเมื่อคณะรัฐมนตรีเห็นชอบ
แล้วรฐั มนตรีว่าการกระทรวงนั้นๆตารา่ งกระทรวงและประกาศในราชกจิ จานุเบกษาบงั คบั ใช้เป็นกฎหมายต่อไป

2.3) ประกาศกระทรวง เป็นกฎหมายที่ตราขึ้นโดยรัฐมนตรที ีร่ กั ษาอำนาจตามพระราชบัญญัติพระ
ราชกำหนดทใ่ี ห้อำนาจในการตราประกาศกระทรวงน้นั ทั้งน้ีโดยไม่ต้องผา่ นความเห็นชอบของคณะรฐั มนตรเี ม่ือ
ประกาศในราชกจิ จานุเบกษาแลว้ จะมผี ลใชบ้ งั คับเชน่ เดียวกับกฎกระทรวง

3) กฎหมายทบี่ ญั ญัติขึ้นโดยองค์กรปกครองสว่ นท้องถ่นิ
3.1) ข้อบัญญัติองค์กรการบริหารส่วนจงั หวัด คือ กฎหมายที่องกรบริหารสว่ นจังหวัดตราขึ้นเพ่อื ใช้

บังคบั ในเขตจังหวัด
- ผู้เสนอร่างข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสมาชิก

สภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดหรือผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่น้อยกว่าครึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิ์เลือกต้ังในเขตองค์การบริหาร
ส่วนจังหวดั นัน้ ๆ

- ผู้พจิ ารณา ไดแ้ ก่ สภาองคก์ ารบริหารส่วนจังหวดั
- ผตู้ รา ไดแ้ ก่ นายกองค์การบรหิ ารส่วนจังหวดั
- การประกาศใช้ เม่ือสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัดได้พิจารณาและเห็นชอบแล้วประธานสภา
องค์การบริหารส่วนจังหวัดจะส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นปลัดนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดลงนามใช้บังคับเป็น
ข้อบัญญตั แิ ละแจ้งให้ผู้ว่าราชการจังหวดั ทราบตอ่ ไป
- ขอ้ บัญญัติจงั หวัดจะกำหนดโทษไว้ก็ได้แต่ไม่ให้จำคุกเกินหกเดือนหรือปรับเกิน 10,000 บาท
3.2) เทศบญั ญตั ิ คือ กฎหมายทีเ่ ทศบาลตราขึ้นใช้บังคบั ในเขตเทศบาลของตน
- ผู้เสนอร่างเทศบัญญัติ ได้แก่ นายกเทศมนตรีสมาชิกสภาเทศบาลหรือผู้มีสิทธ์ิเลือกตั้งไม่น้อยกว่า
กึ่งหน่งึ ของจำนวนผ้มู สี ทิ ธเิ ลือกตง้ั ในเขตเทศบาลน้นั ๆ
- ผู้พิจารณา ได้แก่ สมาชิกสภาเทศบาล เมื่อสภาเทศบาลได้มมี ติเห็นชอบกับร่างเทศบัญญัติใดต้องมี
การกำหนดการดังตอ่ ไปน้ี

(1) กรณีเทศบาลตำบล ให้ประธานสภาเทศบาลสง่ ร่างเทศบญั ญัตไิ ปยงั นายอำเภอเพื่อส่งไป
ยงั ผวู้ า่ ราชการจงั หวดั พิจารณา

(2) กรณีเทศบาลเมอื งและเทศบาลนคร ใหป้ ระธานสภาเทศบาลสง่ ไปยงั ผู้วา่ ราชการจงั หวัด
พิจารณาเม่ือผวู้ ่าราชการจงั หวัดเหน็ ชอบกบั รา่ งเทศบัญญัติใหส้ ง่ นายกเทศมนตรลี งนามประกาศใช้เป็นเทศบญั ญัติ
ตอ่ ไป

- ผตู้ รา ไดแ้ ก่ นายกเทศมนตรี
- การประกาศใช้ เมื่อประกาศไวโ้ ดยเปิดเผยท่ีสำนกั งานเทศบาลแล้ว 7 วันเวน้ แต่ในกรณีฉุกเฉินถ้ามี
ความระบุไว้ในเทศบญั ญัตนิ ั้นว่าใหใ้ ช้บังคับทันทกี ็ให้ใชบ้ ังคบั ในวนั ทไ่ี ด้ประกาศน้ัน

-8-

- เทศบัญญัตจิ ะกำหนดโทษปรบั ไมเ่ กนิ 1,000 บาทเท่านั้นจะกำหนดโทษจำคกุ ไม่ได้
3.3) ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล คือ กฎหมายท่ีองค์การบรหิ ารส่วนตำบลตราขึ้นใช้บังคับ
ในเขตตำบล
- ผู้เสนอร่างข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบล ได้แก่ นายกองค์การบริหารส่วนตำบลสมาชกิ สภา
องค์การบริหารส่วนตำบลหรือผู้มีสิทธิ์เลือกต้ังไม่น้อยกว่าครึ่งของจำนวนผู้มีสิทธิเลือกต้ังในเขตองค์การบริหารส่วน
ตำบลนนั้ ๆ
- ผู้พิจารณา ได้แก่ สภาองค์การบริหารส่วนตำบลเมื่อสภาองค์การบริหารส่วนตำบลและนายอำเภอ
ให้ความเห็นชอบร่างข้อบญั ญัตอิ งค์การบริหารส่วนตำบลแล้วให้นายกองค์การบริหารส่วนตำบล ลงช่ือและประกาศ
เปน็ ขอ้ บัญญัติองคก์ ารบรหิ ารส่วนตำบลในต่อไป
- ผตู้ รา ได้แก่ นายกองค์การบรหิ ารส่วนตำบล
- การประกาศใชเ้ มือ่ ได้ประกาศเปน็ ข้อบงั คับตำบล
- ข้อบัญญัติองค์การบริหารส่วนตำบลกำหนดโทษปรับได้ไม่เกิน 1000 บาท จะกำหนดโทษจำคุก
ไมไ่ ด้
3.4) ข้อบญั ญตั ิเมืองพทั ยา คอื กฎหมายทเี่ มืองพัทยาตราขึ้นเพอ่ื ใช้บงั คับในเขตเมืองพทั ยา
- ผู้เสนอร่างพระราชบัญญัติเมืองพัทยา ได้แก่ นายกเมืองพัทยาสมาชิกสภาเมืองพัทยาหรือผู้มีสิทธิ
เลอื กตัง้ ไม่นอ้ ยกวา่ จำนวนผู้มีสิทธเิ ลือกต้ังในพัทยา
- ผู้พิจารณาพิจารณา ได้แก่ สภาเมืองพัทยา เมื่อสภาเมืองพัทยามีมติเห็นชอบด้วยกับร่างข้อ
พระราชบญั ญัติใหป้ ระธานสภาเมืองพัทยาส่งร่างพระราชบญั ญัตินน้ั ใหผ้ วู้ า่ ราชการจังหวัดชลบรุ ีพิจารณา
ในกรณีผวู้ ่าราชการจงั หวัดเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญตั ิให้ส่งใหน้ ายกเมืองพทั ยาลงนามใช้บังคับเป็นข้อบัญญัติ
เมืองพทั ยาตอ่ ไป
- ผตู้ รา ได้แก่ นายกเมืองพัทยา
- การประกาศใช้เม่อื ไดป้ ระกาศไวโ้ ดยเปิดเผย ณ ศาลาวา่ การเมืองพัทยาแล้ว 7 วนั เวน้ แต่ขอ้ บัญญตั ิ
นั้นจะกำหนดไว้เปน็ การประกาศแต่ต้องไมเ่ รว็ กวา่ วนั ถดั จากวันประกาศ
- ขอ้ บญั ญัตเิ มืองพทั ยาจะกำหนดโทษจำคุกไมเ่ กิน 6 เดอื นปรับไมเ่ กิน 1,000 บาท
3.5) ข้อบัญญัติกรงุ เทพมหานคร คอื กฎหมายท่ีกรงุ เทพฯตราขึ้นเพื่อใช้บงั คับในเขตกรงุ เทพ
- ผู้เสนอร่างข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ได้แก่ ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครสมาชิกสภามหานคร
โดยมีสมาชิกลงนามรับรองไม่น้อยกว่าหนึ่งในห้าของจำนวนสมาชิกสภากรุงเทพมหานครมีสิทธิ์เลือกตั้งไม่น้อยกว่า
จำนวนสทิ ธ์ิเลอื กตง้ั ในกรุงเทพฯ
- ผู้พิจารณาสภากรุงเทพมหานครมหานครได้มีมติเห็นชอบด้วยกับร่างพระราชบัญญัติให้
ประธานสภากรุงเทพมหานครสง่ ใหผ้ ู้วา่ ราชการกรุงเทพมหานครลงนามในรา่ งพระราชบัญญตั ิที่ผ่านความเหน็ ของสภา
กรงุ เทพมหานครแล้วประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพอื่ ใชบ้ งั คับเป็นกฎหมาย
- ผตู้ รา ได้แก่ ผ้วู า่ ราชการกรงุ เทพมหานคร

-9-

- การประกาศใช้ เมื่อประกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วก็ใช้บังคับเป็นกฎหมายได้5ข้อบัญญัติ
กรุงเทพมหานครกำหนดโทษจำคุกไม่เกนิ 6 เดือนปรับไม่เกิน 10,000 บาท

2.2 กฎหมายทม่ี ิได้บญั ญัติขึน้
1) กฎหมายจารีตประเพณี จารีตประเพณีเกิดมาจากการประพฤติปฏิบัติตามแบบอย่างของมนุษย์ที่

ปฏิบัติสอดคล้องกันมาเป็นเวลาช้านานโดยมุ่งถึงสิ่งท่ีเกิดข้ึนภายนอกของมนุษย์ เช่นการพูด การแต่งตัว อย่างรุนแรง
จากสงั คมน้นั หรือบางคร้งั อาจถกู ขับไล่ออกจากสังคมน้ันเลยก็ได้
เมื่อสภาพแวดล้อมของสังคมที่เปล่ียนไปจนกระทั่งกลายเป็นหลักบังคับใช้กับประชาชนในท้องถ่ินทั้ งนั้นซ่ึงต่อมา
ภายหลังหลักน้ีว่ากฎหมายจารีตประเพณีเพราะถ้าใครฝ่าฝืนไม่ยอมปฏิบัติตามจะต้องมีความผิดและถูกลงโทษ
เช่นเดียวกบั กฎหมายอาญา

ลักษณะสำคัญของกฎหมายจารีตประเพณี
1.1) องค์ประกอบภายนอกทางปฏิบตั ซิ ่ึงประกอบดว้ ย
(1) ตอ้ งเป็นการปฏบิ ตั ขิ องคนส่วนใหญแ่ ละมีการปฏบิ ัติกันมาเป็นเวลานาน
(2) ต้องเปน็ การปฏิบตั อิ ยา่ งตอ่ เนือ่ งไมข่ าดระยะหรือผิดลงเปน็ ชว่ งช่วง
(3) ต้องเปน็ การปฏบิ ตั โิ ดยไมม่ กี ารคดั ค้าน
(4) ตอ้ งมคี วามชัดเจนแน่นอน
(5) ตอ้ งมีความสมำ่ เสมอ
(6) ตอ้ งมเี หตุผลอาจเป็นเหตผุ ลในทางธรรมชาติหรอื เหตผุ ลในทางกฎหมายกไ็ ด้
1.2) องค์ประกอบภายใน คือ ความรู้สึกวา่ จารีตประเพณีนั้นเป็นกฎหมายและจะต้องปฏิบัติตาม

ถา้ ฝ่าฝนื จะมีความผิดและจะตอ้ งได้รบั โทษ
หมายเหตุ กฎหมายหรือกฎหมายลายลักษณ์อักษรนั้นมิได้หมายความว่ากฎหมายท่ีบัญญัติไว้เป็น

ลายลักษณ์อักษรเท่าน้ันใช้บังคับในบางกรณีก็ได้มีการนำเอาหลักกฎหมายจารีตประเพณีมาใช้บังคับเช่นเดียวกันใน
กรณีกฎหมายอาญานั้นผู้ท่ีได้กระทำความผิดฐานฆ่าผู้อ่ืนนั้นจะต้องมีความผิดและรับโทษตามกฎหมายแต่ถ้าการ
กระทำให้ผอู้ ื่นตายนะกฎหมายจารตี ประเพณีวา่ ผู้กระทำไม่มีความผิดเช่นการท่ีนกั มวยชกต่อยกันตามกติกาหรือการที่
แพทย์ได้ทำการผ่าตัดรักษาคนไข้ตามหน้าท่ีแต่การกระทำน้ันดังกล่าวทำให้นักมวยอีกฝ่ายหนึ่งตายหรือทำให้คนไข้
ตายซึ่งตามกฎหมายจารีตประเพณีคำว่านักมวยแพทย์ไม่มีความผิดดังน้ีก็สามารถนำเอาหลักของกฎหมายจารีต
ประเพณดี ังกลา่ วมาใช้บงั คับได้เชน่ เดียวกนั

แต่อย่างไรก็ดีในการใช้กฎหมายจารีตประเพณีในระบบกฎหมายนั้นจะมีข้อกำหนดจำกัดดังต่อไปนี้
คือ

(1) จะสรา้ งความผดิ ทางอาญาข้ึนใหม่ไม่ได้
(2) จะนำโทษตามกฎหมายจารตี ประเพณมี าใชแ้ ทนกฎหมายลายลักษณ์อกั ษรไม่ได้
(3) จะเพมิ่ โทษทางอาญาให้สงู กวา่ ไม่ได้
(4) จะกำหนดหนา้ ทขี่ องบคุ คลเพิ่มไม่ได้

- 10 -

2) กฎหมายทั่วไป หลักกฎหมายท่ัวไปกฎหมายท่ีไม่เป็นลายลักษณ์อักษรการค้นหาได้จากสุภาษิต
กฎหมายกรรมเป็นเคร่ืองชี้เจตนาผู้รับโอนไม่มีสิทธิดีกว่าผู้โอนในระหว่างผู้สุจริตด้วยกันผู้ประม าทเลินเล่อเป็นผู้
เสยี เปรียบความยินยอมไมท่ ำให้เป็นละเมิดความไม่รู้กฎหมายไม่เปน็ ข้อแกต้ ัว ความไมร่ ้ขู อ้ เทจ็ จรงิ แกต้ ัวได้
หรืออาจค้นหาจากหลักกฎหมายที่อยู่เบ้ืองหลังกฎหมายลายลักษณ์อักษรของประเทศนั้นๆเช่นในมาตรา 1303 1329
1330 1331 1332 ก็จะพบว่ามาตราเหล่าน้ีมีหลักรวมกันอยู่คือหลักคุ้มครองบุคคลท่ี 3 ผู้ถูกกระทำโดยสุจริตหรือใน
มาตรา 1337 1341 1342 1343 1349 1352 1355 ก็จะพบหลักความเป็นเพอ่ื นบา้ นท่ีดีเปน็ ตน้

ในกรณีทห่ี าหลักกฎหมายโดยทว่ั ไปในตัวกฎหมายลายลกั ษณอ์ ักษรมาปรบั แกค้ ดีไม่ได้ศาลจะหาหลัก
กฎหมายจากท่ีไหนมาตัดสินเพราะมีหลักอยู่ว่าศาลจะปฏิเสธไม่พิจารณาคดีโดยอ้างว่าไม่มีกฎหมายหรือกฎหมายไม่
สมบูรณ์ไม่ได้ในกรณีเช่นนี้ศาลต้องค้นหาหลักฐานกฎหมายทั่วไปจากหลักความยุติธ รรมตามธรรมชาติซ่ึงได้แก่ความ
เปน็ ธรรมชาติหรอื ความรสู้ กึ ผิดชอบชัว่ ดีท่มี อี ยู่ในจติ ใจของมนษุ ยแ์ ละหลักเหตุผลของเรื่อง

3. การแบง่ แยกประเภทของกฎหมาย

การแบ่งแยกกฎหมายออกเป็นประเภทต่างๆนี้นิยมทำกันในประเทศท่ีใช้ระบบกฎหมายลายลักษณ์อักษร
(Civil Law System) โดยที่ตามคตินิยมของวิชานิติศาสตร์น้ันจะมีการแยกประเภทของกฎหมายออกเป็นกฎหมาย
มหาชนและกฎหมายเอกชน ทั้งนี้ความสัมพันธ์ของคนในสังคมอาจแยกเป็น 2 ประเภทคือ ความสัมพันธ์ส่วนตัว
ระหว่างเอกชนกับเอกชนท่ีเท่าเทียมกัน กฎหมายที่จัดระเบียบความสัมพันธ์ประเภทน้ีเรียกว่ากฎหมายเอกชน กับ
ความสัมพันธร์ ะหวา่ งรัฐกับเอกชนกฎหมายท่ีเก่ียวกับการใช้อำนาจของบา้ นเมืองบังคับเหนือประชาชน กฎหมายท่ีขัด
ระเบียบความสัมพันธ์ประเภทน้ีเรียกว่ากฎหมายมหาชน และความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐด้วยกันเรียกว่า กฎหมาย
ระหวา่ งประเทศ แย่งแยกประเภทของกฎหมายในแง่เนื้อหาท่ีเรยี กว่า “กฎหมายสารบญั ญตั ิ” (Substancetive Law)
และในแงก่ ระบวนการหรอื วธิ ีการท่เี รียกว่า “กฎหมายวิธสี บัญญตั ิ” (Peocdedural Law)

3.1 การแบง่ แยกประเภทของกฎหมายตามลกั ษณะความสัมพนั ธห์ รือตามข้อความของกฎหมาย
ไดแ้ ก่ กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน และกฎหมายระหวา่ งประเทศ
การแบง่ กฎหมายออกเปน็ กฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชนเปน็ การแบง่ โดยยึดถอื ลกั ษณะของ

ความสมั พันธ์เป็นเกณฑ์ กลา่ วคอื ความสมั พันธร์ ะหวา่ งเอกชนกบั เอกชนดว้ ยกนั เองเปน็ เรอ่ื งกฎหมายเอกชน ส่วน
ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรัฐกบั เอกชนเปน็ กฎหมายมหาชน ในการแบง่ ประเภทของกฎหมายวา่ เป็นกฎหมายมหาชนหรอื
กฎหมายเอกชนนน้ั มีหลักเกณฑใ์ นการพิจารณา หลักเกณฑ์ใหญ่ๆ ด้วยกนั คือ

1) เกณฑ์องค์กร คอื ยดึ ถือตวั บคุ คลผกู้ ่อนิติสมั พันธเ์ ป็นเกณฑ์
กฎหมายมหาชนใชบ้ งั คบั กบั นติ ิสัมพนั ธ์ท่กี อ่ ข้นึ ระหวา่ งรัฐกบั หนว่ ยงานของรฐั กับเอกชนหรือ

ระหวา่ งหนว่ ยงานของรัฐด้วยกันเอง
กฎหมายเอกชน ใชบ้ งั คับกับนติ ิสมั พนั ธท์ ี่กอ่ ขึ้นระหวา่ งเอกชนด้วยกันเท่านนั้

2) เกณฑ์วัตถุประสงค์ คือยึดถือจุดประสงค์ของนิตสิ มั พนั ธท์ ี่ผกู้ ่อนติ ิสมั พันธท์ ง้ั สองฝ่ายทำข้ึนเป็น
เกณฑ์

- 11 -

กฎหมายมหาชนใช้บังคับกับนิติสัมพันธ์ท่ีมีวัตถุประสงค์เพ่ือประโยชน์สาธารณะคือ เพื่อสนอง
ความต้องการของประชาชนสว่ นรวมนั่นเองเช่นสัญญาสมั ปทานท่ีรัฐทำกับเอกชนเพอ่ื จดั ทำสาธารณูปโภคตา่ งๆ

กฎหมายเอกชน ใช้บังคับกับนิติสัมพันธ์ท่ีมุ่งถึงประโยชน์ของตนไม่ว่าจะเป็นทรัพย์สิน เงินทอง
ชอ่ื เสียง เกียรตยิ ศของบุคคลน้ันน้ันเองเปน็ หลกั

3) เกณฑ์วิธกี าร วิธีการที่ใช้ในการก่อนติ สิ ัมพันธข์ องสองกรณีน้จี ะแตกตา่ งกนั โดยสิน้ เชงิ กลา่ วคือ
กฎหมายมหาชน ใช้สำหรับนิติสัมพันธ์ท่ีไม่ต้องอาศัยความสมัครใจของคู่สัญญาอีกฝ่ายหน่ึง

(เอกชน)เลย รัฐสามารถออกคำสั่งอนุญาตหรือไม่อนุญาตได้ และถ้ามีการฝ่าฝืน และสามารถบังคับให้เอกชนปฏิบัติ
ตามได้ทันทีโดยไม่ สงสารท้ังนี้เพราะเป็นการทำเพื่อประโยชน์สาธารณะในฐานะผู้ปกครอง เช่น ตำรวจจราจรให้
สัญญาณหยดุ รถ ถ้าเราไมห่ ยุดเพราะไม่สมคั รใจจะหยดุ ตำรวจสามารถปรบั คนขับรถได้

กฎหมายเอกชน ใช้กับนิติสัมพันธ์ที่ต้องอาศัยความสมัครใจของผู้ก่อนิติสัมพันธ์ท้ัง 2 ฝ่าย
เนื่องจากยึดถือหลักความเสมอภาคและเท่าเทียมกัน เพราะเป็นการทำเพื่อประโยชน์ส่วนตัวจึงต้องให้มีการทำสัญญา
กันอย่างเสรี 5 ฝ่ายใดฝ่าฝืนต้องนำคดีข้ึนสู่ศาล เพราะต่างฝ่ายต่างเสมอภาคกันต้องให้ศาลทำหน้าท่ีเป็นคนกลางเข้า
มาตดั สนิ

4) เกณฑเ์ นื้อหา
กฎหมายมหาชนเป็นกฎหมายที่มีลักษณะท่ัวไปไม่ระบุตัวบุคคลคือเป็นกฎเกณฑ์ที่ใช้ได้ท่ัวไปกับ

บุคคลไดก็ไดไ้ ม่เฉพาะเจาะจง และจะตกลงยกเว้นไม่ปฏบิ ัติตามไม่ไดถ้ ือวา่ เปน็ กฎหมายบังคับ
กฎหมายเอกชนไม่ใช่กฎหมายบังคับ เอกชนสามารถตกลงผูกพันกันเป็นอย่างอ่ืนนอกจากที่

กฎหมายเอกชนบัญญัติไว้ได้ แต่ท้ังน้ีจะต้องไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีงามของประชาชน ดังน้ีเมื่อ
เอกชนยอมให้กฎหมายเอกชนระหว่างการ ทำให้กฎหมายเอกชนมีลักษณะเป็นกฎเกณฑ์เฉพาะเร่ืองท่ีสร้างขึ้นมาเพื่อ
ใช้กบั บคุ คลเฉพาะหลายเทา่ น้ัน เช่นประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์

หลกั เกณฑ์ กฎหมายมหาชน กฎหมายเอกชน
1.ตวั บุคคลผ้กู ่อนิตสิ ัมพนั ธ์
ระหว่างรัฐหรือหน่วยงานของรัฐ ระหวา่ งเอกชนดว้ ยกัน
2. วัตถปุ ระสงค์
3. วธิ ีการ กบั เอกชน
4. เนอื้ หา
เพือ่ ประโยชน์สาธารณะ ประโยชน์ส่วนตน

ไมต่ อ้ งอาศยั ความสมคั รใจ อาศยั ความสมคั รใจ
ทว่ั ไป ไมร่ ะบตุ วั บุคคล ใชก้ บั เอกชนเฉพาะราย

ในการแบ่งประเภทของกฎหมายว่า ว่าเป็นกฎหมายมหาชนหรือกฎหมายเอกชนมีลักษณะท่ีพิจารณาอยู่ 4
หลักเกณฑ์ด้วยกัน ท้ังน้ีในการพิจารณาจะต้องคำนึงถึง 4 หลักเกณฑ์นี้ควบคู่กันไปไม่อาจท่ีจะแยกโดยคำนึงถึง
หลกั เกณฑ์ใดเพยี งหลกั เกณฑเ์ ดยี ว

- 12 -

การแบ่งสาขายอ่ ยในกฎหมายมหาชนและกฎหมายเอกชน
กฎหมายเอกชน ไดแ้ ก่ กฎหมายแพง่ กฎหมายพาณิชย์ และกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล

1) กฎหมายแพง่ เป็นกฎหมายทกี่ ำหนดความสัมพันธ์ระหว่างเอกชนในเร่ืองบุคคล หนี้ ทรพั ยส์ นิ
ครอบครวั มรดก

2) กฎหมายพาณชิ ย์ เปน็ กฎหมายท่ีใช้บังคบั แกบ่ ุคคลทปี่ ระกอบธุรกิจเช่นหุ้นส่วนบรษิ ัท การ
ประกนั ภัย ต๋ัวเงิน กฎหมายทะเล เปน็ ตน้

ในบางประเทศเช่นฝร่ังเศส เยอรมัน อิตาลี เบลเยียม ญ่ีปุน่ ได้มกี ารแยกกฎหมายพาณิชย์ไวต้ ่างหาก
จากกฎหมายแพ่ง เพราะต้องการให้มีความคล่องตัวในการดำเนินการพาณิชย์ เพ่ือจะได้มีบทบังคับและหลักเกณฑ์
แยกไปต่างหากจากทบี่ ังคับแก่เอกชนท่ัวทั่วไปส่วนประเทศไทยได้รวมเอากฎหมายแพ่งกับกฎหมายพาณิชย์ไว้ดว้ ยกัน
เรียกว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มีบทบัญญัติท้ังหมด 6 บรรพได้แก่บรรพ 1 หลักทั่วไปบรรพ 2 หน้ีบรรพ
3 เอกเทศสัญญาบัญชีทรัพยส์ นิ บรรพ 5 ครอบครวั และบรรพ 6 มรดก

3) กฎหมายแรงงาน เป็นกฎหมายที่ใช้บังคับกับความสัมพันธ์ระหว่างนายจ้างกับลูกจ้างตามสัญญา
จา้ งแรงงาน ซง่ึ บัญญัตไิ ว้ในประมวลกฎหมายอาญาและกฎหมายแพ่งซง่ึ เป็นเร่ืองระหว่างเอกชนกบั เอกชน แตอ่ ยา่ งไร
ก็ดีในปัจจุบันความสัมพันธ์ดังกล่าวลูกจ้างก็ดีหรือกรรมกรในโรงงานอุตสาหกรรมก็ดีไม่อยู่ในฐานะที่จะต่อรองกับ
นายจ้างได้อย่างเต็มท่ี การแทรกแซงด้วยอำนาจรัฐจึงเกิดข้ึนก่อให้เกิดกฎหมายคุ้มครองแรงงาน กฎหมายแรงงาน
สมั พันธ์หรือกฎหมายประกันสงั คม เพื่อความสงบสุขและเป็นธรรมในสงั คมกฎหมายท่ีเกดิ ขึ้นใหม่เราน้ีเป็นกฎหมายที่
มลี ักษณะคาบเกีย่ วระหว่างกฎหมายเอกชนกบั กฎหมายมหาชน มีผเู้ ลอื กกฎหมายใหมท่ ี่ออกมาแก้ไขปัญหาสังคมน้ีว่า
กฎหมายสงั คม

กฎหมายมหาชน กฎหมายซ่งึ จัดอยู่ในหมวดหมู่กฎหมายมหาชน มดี งั ต่อไปน้ี
1) กฎหมายรฐั ธรรมนูญ
กฎหมายรัฐธรรมนูญคือระเบียบว่าด้วยการใช้อำนาจรัฐหรืออำนาจอธิปไตยด้วยเหตุน้ีกฎหมาย

รัฐธรรมนูญจึงหมายถึงเป็นกฎเกณฑ์แบบแผนที่เก่ียวกับการจัดต้ังองค์กรผู้ใช้อำนาจรัฐว่ามีองค์กรอะไรบ้าง เช่น
ประมุขแห่งรัฐ รัฐมนตรี รัฐสภา ศาล เป็นต้น และองค์กรเหล่านนั้ มอี ำนาจหน้าท่ีอย่างไร มีความสัมพันธ์ซง่ึ กันและกัน
รวมทั้งตลอดถึงความสัมพันธ์กับประชาชนในฐานะเป็นพลเมืองของรัฐอย่างไรบ้าง สำหรับรัฐธรรมนูญในระบอบ
ประชาธปิ ไตยจะตอ้ งรับรองและประกันสทิ ธเิ สรภี าพพืน้ ฐานของประชาชนด้วย

รัฐธรรมนญู แยกออกเปน็ 2 ประเภท คอื
1.1) รัฐธรรมนญู ทไี่ มเ่ ป็นลายลกั ษณ์อักษรเชน่ รัฐธรรมนูญของอังกฤษไม่ว่าจารตี ประเพณี คำ
พพิ ากษาของศาล หรือกฎหมายธรรมดาทีเ่ ก่ยี วกบั การปกครองประเทศถือเปน็ รฐั ธรรมนูญทัง้ ส้นิ ไม่มีลกั ษณะแก้ไขยาก
และไมเ่ ปน็ กฎหมายสงู สุด
1.2) รัฐธรรมนญู ลายลกั ษณ์อักษร มีลักษณะท่สี ำคัญ 2 ประเภท คือ

(1) เปน็ กฎหมายสงู สุดคือเปน็ แม่บทของกฎหมายธรรมดากฎหมายอนื่ จะมาขดั หรือแย้งไม่ได้
ถ้ากฎหมายอน่ื นัน้ ขดั หรือแยง้ กับรัฐธรรมนญู กฎหมายน้นั ใช้บังคับไมไ่ ด้

- 13 -

(2) แก้ไขไดย้ ากกล่าวคือมีวิธีการแกไ้ ขยุ่งยากสลบั ซับซ้อนกวา่ การแก้ไขกฎหมายธรรมดา
เชน่ กำหนดองค์ประกอบไวเ้ ป็นพิเศษมติก็ตอ้ งใช้คะแนนเสยี งเปน็ พเิ ศษ เช่น 2 ใน 3 หรือ 3 ใน 4 เปน็ ตน้

เหตุทร่ี ฐั ธรรมนญู เปน็ กฎหมายสูงสุดมหี ลายทฤษฎีท่ีอธิบายเหตผุ ลไว้ ดงั นี้
1.3) เปน็ สัญญาประชาคมทส่ี มาชกิ ในสังคมทุกคนร่วมตกลงกันสร้างขึน้ เปน็ กฎหมายในการ
ปกครองสังคมน้นั ๆ ทกุ ฝ่ายต้องเคารพรฐั ธรรมนญู
1.4) การจดั ทำรฐั ธรรมนญู จะมกี ระบวนการพเิ ศษเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมไม่โดยตรงก็
โดยอ้อม เช่น ประชาชนมีสว่ นรว่ มในการ เลือกต้งั สภารา่ งรฐั ธรรมนูญขน้ึ มาทำหน้าทีร่ ่างรฐั ธรรมนูญโดยการรา่ ง
รฐั ธรรมนญู สภารา่ งรฐั ธรรมนญู ตอ้ งรบั ฟงั ความคิดเหน็ ของประชาชนในการรา่ งรัฐธรรมนูญ
1.5) เป็นกฎหมายกอ่ ตั้งองคก์ รทางการเมือง
1.6) กำหนดการใช้อำนาจอธิปไตยของรฐั กำหนดขอบเขตในการจัดสิทธิเสรีภาพของบคุ คล
เนอื้ หาในบทบญั ญตั ิแหง่ รัฐธรรมนญู
รัฐธรรมนูญโดยทั่วไปจะบัญญัติแต่หลักการจะใหญ่ส่วนรายละเอียดจะนำไปบัญญัติไว้ในกฎหมาย
ประกอบรัฐธรรมนูญ เนื้อหารัฐธรรมนูญในระยะแรกมักเน้นสิทธิเสรีภาพเพื่ อคุ้มครองประชาชนและกำหนด
ความสัมพันธ์ของรัฐในการใช้อำนาจกับประชาชนภายใต้กฎหมาย หากแต่ในระยะหลังรัฐธรรมนูญปรากฏเน้ือหา
เพิ่มเติมขนึ้ เป็นอนั มาก เช่นบทบัญญตั ิที่เกี่ยวกบั การตัง้ องคก์ รอสิ ระต่างๆท่ีมหี น้าที่ตรวจสอบการใช้อำนาจของผู้ดำรง
ตำแหนง่ ทางการเมอื งและผู้บริหารระดับสูง เป็นตน้
สาระสำคญั บางประการของรฐั ธรรมนญู แหง่ ราชอาณาจกั รไทย พ. ศ. 2550

(1) ประเทศไทยเปน็ ราชอาณาจักรอันหนึง่ อันเดยี วจะแบ่งแยกมิได้และมีการปกครองใน
ระบอบประชาธปิ ไตยอนั มีพระมหากษัตริยท์ รงเป็นประมุข

(2) อำนาจอธิปไตยเปน็ ของปวงชนชาวไทย พระมหากษตั ริยผ์ ้เู ป็นประมขุ ทรงใช้อำนาจ
อธิปไตยทางรฐั สภา คณะรัฐมนตรี และสาร ตามบทบัญญัติแหง่ รัฐธรรมนญู

(3) รัฐธรรมนญู ได้ให้สิทธิเสรีภาพแกร่ าษฎร โดยปกตภิ ายใต้บังคบั แหง่ กฎหมาย เชน่ สิทธิใน
กระบวนการยตุ ธิ รรม สทิ ธิและเสรภี าพในการศึกษาสิทธใิ์ นการไดร้ ับบริการสาธารณสุขและสวัสดกิ ารจากรฐั ท่ีใน
ขอ้ มูลข่าวสารและการร้องเรียน เสรีภาพในชมุ ชน สิทธชิ ุมชน สิทธิพิทกั ษร์ ฐั ธรรมนญู

(4) รัฐธรรมนูญได้กำหนดหน้าทขี่ องราษฎรไว้บางประการ เช่นหนา้ ที่ไปใชส้ ทิ ธิเลือกตัง้
(5) รฐั ธรรมนญู ไดก้ ำหนดแนวนโยบายแหง่ รัฐไว้ เพ่ือดำเนินการตรากฎหมายและบริหาร
ราชการแผ่นดิน
(6) รัฐสภาประกอบไปดว้ ยสภาผู้แทนราษฎรและวุฒสิ ภา สภาผแู้ ทนราษฎรประกอบด้วย
สมาชิกจำนวน 480 คน โดยเปน็ สมาชกิ ซึง่ มาจากการเลือกตงั้ แบบแบง่ เขตเลอื กต้ังจำนวน 400 คน และสมาชิกซ่ึงมา
จากการเลือกตงั้ แบบสดั สว่ นจำนวน 80 คน วุฒสิ ภาประกอบด้วยสมาชกิ จำนวน 150 คน ซึง่ มาจากการเลอื กตัง้ ในแต่
ละจังหวัด จังหวดั ละ 1 คนและมาจากการสรรหาเทา่ กบั จำนวนรวมข้างต้น หกั ด้วยจำนวนสมาชิกวุฒิสภาทีม่ าจาก
การเลือกต้ัง
(7) คณะรัฐมนตรมี ีอำนาจบริหารราชการแผ่นดนิ ด้วยความไวว้ างใจของสภา

- 14 -

(8) อำนาจในการพิจารณาพิพากษาคดีเปน็ อำนาจของศาลได้แกศ่ าลรฐั ธรรมนูญ ศาล
ยตุ ิธรรม ศาลปกครอง ศาลทหาร

(9) กลไกและการดำเนินการเพื่อตรวจสอบและถว่ งดลุ การใช้อำนาจรฐั ไดแ้ ก่การมีองค์กร
อสิ ระตามรฐั ธรรมนญู องค์กรอ่ืนตามรฐั ธรรมนญู การตรวจสอบทรพั ย์สนิ การกระทำการทีเ่ ป็นการขัดแยง้ กนั แห่ง
ผลประโยชน์การถอดถอนจากตำแหน่งการดำเนนิ คดีอาญาผ้ดู ำรงตำแหนง่ ทางการเมอื ง

2) กฎหมายปกครอง
กฎหมายปกครองคือกฎหมายว่าด้วยการจัดระเบียบการปกครองหรือการบริหารภายในรัฐ ซ่ึง

เป็นเรื่องเกี่ยวกับจัดการบริหารสาธารณะในด้านต่างๆเพ่ือสนองความต้องการส่วนรวมของประชาชนซ่ึงเป็นภารกิจ
ของรัฐ ในการดำเนินการดังกล่าวรัฐจะต้องจัดตั้งเจ้าหน้าท่ีมาปฏิบัติงานหรือปฏิบัติราชการให้บรรลุภารกิจของรัฐ
ดว้ ยเหตุนีก้ ฎหมายปกครองจึงประกอบด้วย

- กฎหมายวา่ ด้วยระเบยี บบรหิ ารราชการแผ่นดินและกฎหมายจดั ต้งั กระทรวง ทบวง กรม
- กฎหมายปกครองเปน็ กฎหมายวางหลักการว่าด้วยความสัมพันธร์ ะหว่างเจ้าหนา้ ท่ีฝ่ายปกครอง
กับเอกชน
2.1) การจดั ระเบียบบริหารราชการแผน่ ดินมีลกั ษณะใหญ่ๆอันเป็นหลักท่ัวไปทใี่ ช้ในประเทศตา่ งๆ
อยู่ 2 หลกั คือ หลกั การรวมอำนาจ หลักการกระจายอำนาจปกครอง

(1) หลักการรวมอำนาจปกครอง เป็นวิธีการจัดระเบียบการปกครองที่กำหนดให้มีความสัมพันธ์
อย่างใกล้ชิดระหว่างหน่วยการปกครองส่วนภูมิภาคกับหน่วยการปกครองส่วนกลาง โดยหน่วยการปกครองส่วนกลาง
หรือราชการบริหารส่วนกลางรวมอำนาจการปกครองไว้ท่ีส่วนกลางท้ังหมด มีลำดับการบังคับบัญชาเจ้าหน้าท่ีโดยมี
วินัยเป็นเครื่องบังคับ รักน้ีได้นำมาใช้ในการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนกลางได้แก่ กระทรวง ทบวง กรม แต่
เนื่องจากการรวมอำนาจปกครองเข้าไวใ้ นส่วนกลางย่อมไม่สามารถดำเนินกิจการให้ได้ผลดีและทั่วถึงทุกท้องถ่ินพร้อม
กัน กอปรกับความชักช้าเก่ียวกับการส่ังการตามลำดับจึงได้มีการขยายหลักการรวมอำนาจปกครองโดยใช้หลักการ
แบ่งอำนาจปกครองให้แก่ส่วนภูมิภาค เพราะทั้งนี้การรวมอำนาจการปกครองเข้าไว้ในส่วนกลางน้ันไม่จำเป็นต้อง
สงวนอำนาจสั่งการไว้ทุกข์เร่ืองไว้กับส่วนกลางแห่งเดียว เพื่อแบ่งเบาภาระของกระทรวง ทบวง กรม ซ่ึงเป็นราชการ
บริหารส่วนกลางและเพ่ือให้ราชการดำเนินไปอย่างรวดเร็ว อาจจะมอบอำนาจวินิจฉัยส่ังการบางส่วนให้แก่เจ้าหน้าท่ี
ของส่วนกลาง และส่งออกไปประจำในส่วนภมู ภิ าคกรณีเม่อื ขอ้ ราชการนน้ั ไมเ่ ก่ียวกับส่วนไดส้ ว่ นเสยี ทั่วไปของประเทศ
และเป็นเร่ืองที่เก่ียวกับเขตการปกครองน้ันโดยเฉพาะ แต่ทั้งนี้ราชการบริหารส่วนกลางก็ต้องวางระเบียบไว้เป็นการ
ท่วั ไป เพื่อให้การบริหารราชการในเขตปกครองตา่ งๆเป็นไปในแนวเดียวกัน โดยสรุปหลักการแบ่งอำนาจปกครองเป็น
หลักการท่ีราชการบริหารส่วนกลางมอบอำนาจวินิจฉัยสั่งการบางส่วนให้แก่เจ้าหน้าท่ีผู้แทนของราชการบริหาร
ส่วนกลางซ่ึงส่งไปประจำปฏิบัติราชการตามเขตการปกครองต่างๆของประเทศ แต่เจ้าหน้าท่ีเราน้ันยังคงเป็นผู้ที่
ราชการบริหารส่วนกลางแต่งต้ังทั้งสิ้น และอยู่ในบังคับบัญชาของราชการบริหารส่วนกลางหลักการแบ่งอำนาจ
ปกครองนี้เป็นส่วนหนึ่งของหลักการรวมอำนาจปกครอง ไม่ใช่เป็นการกระจายอำนาจปกครอง หลักการแบ่งอำนาจ
ปกครองท่ีไดใ้ ช้ในการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนภมู ภิ าคไดแ้ ก่จังหวดั และอำเภอ

- 15 -

(2) หลักการใชอ้ ำนาจปกครองน้นั เปน็ วิธกี ารจัดระเบยี บการปกครองโดยใหท้ ้องถ่ินต่างๆมี
อิสระตามสมควรทจ่ี ะปกครองตนเองโดยราษฎรในทอ้ งถิ่นนั้นราชการบริหารส่วนกลางเป็นเพยี งควบคุมกำกับดแู ล
เทา่ นั้น ไม่ได้เข้าไปบงั คบั บัญชาโดยตรง
ลักษณะสำคัญของหลักการกระจายอำนาจปกครอง

(2.1) มีการแยกหนว่ ยงานออกไปเปน็ องค์กรนิติบคุ คลอิสระจากองค์กรของราชการบรหิ าร
สว่ นกลาง

(2.2) มีองค์กรของราชการบรหิ ารสว่ นทอ้ งถ่ินย่อมประกอบด้วยเจา้ หนา้ ท่ีซึ่งไดร้ ับเลอื กตงั้
จากราษฎรในท้องถิน่ เพ่ือให้ราษฎรในทอ้ งถน่ิ ได้เขา้ มามสี ่วนร่วมในการปกครองท้องถนิ่

(2.3) องคก์ รตามหลกั การกระจายอำนาจปกครองมอี ำนาจดว้ ยตนเองกาวคือมคี วามอสิ ระ
ทจ่ี ะดำเนนิ กจิ การตามอำนาจหนา้ ท่ีไดเ้ องโดยไม่ตอ้ งรับคำส่ังหรือผู้อยใู่ ต้บงั คับตามลำดับชนั้ มีงบประมาณและ
เจ้าหนา้ ที่ของตนเอง
หลกั การกระจายอำนาจปกครองได้ใช้ในระเบยี บบริหารราชการส่วนทอ้ งถ่ิน ได้แก่ องค์กรบริหารสว่ นทอ้ งถน่ิ ทั้ง 5
รปู แบบ

2.2) กฎหมายปกครองเปน็ กฎหมายวางหลักการวา่ ด้วยความสัมพนั ธ์ระหว่างเจา้ หนา้ ทฝี่ ่ายปกครอง
กับเอกชน หลักการดังกลา่ วในระบอบประชาธปิ ไตย คือ หลกั นิติรฐั

หลักนิตริ ัฐมสี าระในทางกฎหมายปกครองดังต่อไปนี้
(1) อำนาจของเจ้าหน้าทีห่ รอื ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งเจ้าหนา้ ทข่ี ององค์กรของรฐั กับเอกชนต้อง
อย่ภู ายใตก้ ฎหมาย กลา่ วอีกนัยหนง่ึ การปฏิบัติราชการของฝ่ายปกครองต้องไม่ขัดต่อกฎหมาย ในลักษณะเดยี วกันการ
ตดั ทอนหรือลดิ รอนสิทธเิ สรภี าพของเอกชนจะทำได้ต่อเมือ่ มีกฎหมายให้อำนาจเช่นนน้ั
(2) กฎหมายต้องบัญญัตใิ หส้ ิทธิแกบ่ ุคคลอย่างเสมอภาคว่าจะให้สิทธิโดยเฉพาะแก่บุคคล
องค์กร หรือกลุ่มบคุ คลเปน็ พเิ ศษไม่ได้
(3) ในการใชอ้ ำนาจ หากมกี ฎหมายใหอ้ ำนาจแก่ฝา่ ยปกครองทจ่ี ะต้องใช้ดุลยพินิจ ฝ่าย
ปกครองจะต้องใชด้ ุลยพนิ จิ ในกรอบของกฎหมาย
(4) ศาลมอี ำนาจทจ่ี ะควบคมุ ตรวจสอบว่าการใช้ดุลยพนิ ิจของควายปกครองชอบด้วยกฎหมาย
หรือไม่
สำหรับประเทศไทยใช้ระบบศาลคู่ มีการปกครองซึ่งมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีปกครอง
แยกต่างหาก (พระราชบัญญัติจดั ตง้ั ศาลปกครองและวิธพี ิจารณาคดปี กครอง พ.ศ. 2542) ในการพิจารณาคดีปกครอง
นัน้ มหี ลักการสำคญั ไดแ้ ก่

(4.1) การพจิ ารณาคดีตอ้ งเปิดเผย กล่าวคือเปดิ โอกาสให้สาธารณชนเขา้ ฟงั การพิจารณาได้
(4.2) ต้องฟงั ความทุกฝ่าย
(4.3) ศาลต้องให้เหตผุ ลประกอบคำพพิ ากษาหรือคำส่ังตน

- 16 -

(4.4) ไม่นดิ ระบบกล่าวหาซ่ึงยดึ หลกั ที่ว่าใครกล่าวอา้ งขอ้ เท็จจริงใดผู้น้ันมีหนา้ ท่ีนำสืบความ
มอี ยขู่ องข้อเทจ็ จริงน้ันผู้พพิ ากษาไม่ได้มบี ทบาทในการแสวงหาความจริงแห่คดี แต่เน้นที่ระบบไต่สวนซึ่งเป็นระบบท่ีผู้
พิพากษามบี ทบาทในการแสวงหาความจรงิ แหง่ คดี

3) กฎหมายอาญา
กฎหมายอาญาเป็นสาขาย่อยในกฎหมายมหาชนนั้นมีผู้ให้ความเห็นว่าการที่กฎหมายอาญาเป็น

กฎหมายมหาชนเพราะความผิดทางอาญากระทบกระเทือนถึงความสงบสุขส่วนรวม เป็นกฎหมายมหาชนท่ีเกิดข้ึน
กอ่ นกฎหมายมหาชนอื่นๆแต่อย่างไรก็ตามมีผู้ให้ความเห็นว่าแม้กฎหมายอาญาจะเป็นกฎหมายที่มีรัฐเข้ามาเก่ียวข้อง
ด้วยแต่ก็ไม่ถือว่าเป็นสาขาย่อยในกฎหมายมหาชน เพราะรัฐไม่ได้อยู่ในฐานะเป็นคู่สัญญากับเอกชนเพียงแต่อยู่ใน
ฐานะเปน็ คนกลาง กล่าวคอื รฐั เป็นคนกลางผู้กำกับการกระทำที่ทำขน้ึ ระหวา่ งเอกชนดว้ ยกนั เองเทา่ น้ัน

ความหมายของกฎหมายอาญา กฎหมายอาญา ได้แก่ กฎหมายท่ีบัญญัติถึงความผิดและโทษแยก
พจิ ารณา ดงั น้ี

(1) การบัญญัติความผิดหมายถึงการบัญญัติว่าการกระทำและการงดเว้นกระทำอยา่ งใดเป็นความผิด
อาญา

(2) บญั ญตั ิโทษหมายถงึ เม่ือได้บัญญตั ิวา่ การกระทำหรือการงดเวน้ การกระทำอยา่ งใดเปน็ ความผดิ
แล้วก็ต้องบัญญตั โิ ทษอาญาสำหรบั ความผดิ นนั้ ไวด้ ว้ ย

คำว่า “กฎหมายอาญา” น้เี ป็นคำรวมหมายความรวมถึงกฎหมายทกุ อย่างซ่ึงมีกำหนดโทษทางอาญาซงึ่ อาจ
แบง่ ได้เปน็ 2 ประเภท คอื

(1) พระราชบัญญัติต่างๆซ่ึงกำหนดโทษทางอาญาได้แก่ พระราชบัญญัติต่างๆที่บัญญัติห้ามกระทำ
การอย่างหนึ่งอย่างใดหรือบังคับให้กระทำอย่างใดอย่างหนึ่งและกำหนดโทษผู้ฝ่าฝืนไว้เช่น พระราชบัญญัติการพนัน
พระราชบัญญตั ยิ าเสพตดิ ให้โทษ พระราชบญั ญตั ิป่าไม้ เป็นต้น

(2) ประมวลกฎหมายอาญา ประมวลกฎหมายอาญาเป็นประมวลกฎหมายท่ีรวบรวมเอาความผิด
ทัว่ ๆไปตลอดจนหลักเกณฑ์ในการลงโทษมารวมไวเ้ ปน็ หมวดหมใู่ นเล่มเดยี วกนั

4) กฎหมายพระธรรมนญู ศาลยตุ ธิ รรม
กฎหมายพระธรรมนูญศาลยุติธรรมเป็นกฎหมายท่ีวางกฎเกณฑ์หรือโครงสร้างของศาลยุติธรรม

เป็นกฎหมายหลักในการจัดระเบียบเกี่ยวกับการศาลยุติธรรมทั้งหลาย เช่นการจัดตั้งและยกเลิกศาลยุติธรรม อำนาจ
หน้าที่ของประธานศาลฎีกาเขตอำนาจของศาลอำนาจผู้พิพากษา องค์คณะของผู้พิพากษาที่พิจารณาคดีพิพากษาคดี
เป็นต้น

พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ 2543 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เม่ือ
วันที่ 18 พฤษภาคม 2543 (มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 19 พฤษภาคม 2543) ซ่ึงเป็นกฎหมายฉบับใหม่ที่ยกเลิก
พระราชบญั ญตั ใิ หใ้ ชพ้ ระธรรมนญู ศาลยตุ ิธรรมพุทธศักราช 2477 กฎหมายฉบบั นปี้ ระกอบดว้ ย 2 ส่วนใหญ่ๆคอื

4.1) พระราชบัญญัติให้ใช้พระธรรมนูญศาลยุติธรรม พ.ศ.2543 ซ่ึงมี 8 มาตราคือมาตรา 1 ถึง
มาตรา 8

4.2) พระธรรมนูญศาลยตุ ิธรรมซึง่ มที ง้ั หมด 33 มาตราคอื มาตราที่ 1 ถงึ มาตรา 33

- 17 -

ตามกฎหมายพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับใหม่ศาลยุติธรรมไม่ได้สังกัดในกระทรวง
ยุติธรรมต่อไปรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรมจึงไม่มีอำนาจหน้าที่เก่ียวกับศาลยุติธรรม ศาลยุติธรรมจะอยู่ภายใต้
การบริหารของคณะกรรมการบริหารศาลยุติธรรมหรือ ก.บ.ศ. ซึ่งมีประธานศาลฎีกาเป็นประธาน คณะกรรมการ
ก.บ.ศ. และมีคณะกรรมการข้าราชการศาลยุติธรรมหรือ ก.ศ.ทำหน้าที่บริหารและดูแลราชการฝ่ายธุรการของศาล
ยตุ ิธรรมทงั้ นตี้ ามพระราชบัญญัติระเบยี บบริหารราชการศาลยุติธรรม พ.ศ. 2543

กฎหมายพระธรรมนูญศาลยุติธรรมฉบับใหม่นี้ยังคงแบ่งศาลออกเป็น 3 ช้ันได้แก่ ศาลฎีกา
ศาลอทุ ธรณ์ ศาลอุทธรณภ์ าคและศาลอทุ ธรณ์ชัน้ ต้น

ศาลช้ันต้นได้แก่ศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่งธนบุรี ศาลอาญาศาลอาญากรุงเทพ
ใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรี ศาลจังหวัด ศาลแขวงและศาลยุติธรรมอื่นท่ีพระราชบัญญัติจัดต้ังศาลนั้น
กำหนดให้เป็นศาลช้ันตน้ ซง่ึ ไดแ้ ก่

- ศาลเยาวชนและครอบครัว หมายถึง ศาลเยาวชนและครอบครัวศาลเยาวชนและ
ครอบครัวจงั หวัดและแผนกคดีเยาวชนและครอบครวั ในศาลจงั หวดั

- ศาลแรงงาน หมายถึง ศาลแรงงานกลางศาลแรงงานภาคศาลแรงงานจงั หวดั
- ศาลลม้ ละลาย หมายถงึ ศาลล้มละลายกลางหรือศาลล้มละลายภาค
- ศาลทรัพยส์ ินปญั ญาและการคา้ ระหวา่ งประเทศ
- ศาลภาษีอากร
ในกรุงเทพมหานครจะมีศาลทุกประเภท สำหรับศาลชัน้ ต้นในต่างจังหวดั ปกติจะมีศาลชนั้ 1
ศาลทุกจังหวัดเสมอไป ได้แก่ศาลจังหวัด ส่วนจะช่ือศาลจังหวัดใดน้ันแล้วแต่พระราชบัญญัติจัดตั้งศาลน้ันจะกำหนด
เช่นศาลจังหวัดสมุทรปราการ ศาลจังหวัดฝาง สำหรับศาลแขวงน้ันจะมีเฉพาะในบางจังหวัดเท่าน้ัน นอกจากน้ีในบาง
จังหวัดจะมีศาลเยาวชนและครอบครัวจังหวัดอยู่ด้วยส่วนศาลแขวงซ่ึงเป็นการพิจารณาพิพากษาของผู้พิพากษานาย
เดียวน้ันตั้งข้ึนมาเพ่ือพิจารณาพิพากษาคดีเล็กๆน้อยๆเพื่อแบ่งเบาภาระของศาลแพ่ง ศาลแพ่งกรุงเทพใต้ ศาลแพ่ง
ธนบุรี ศาลอาญา ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญากรุงเทพใต้ ศาลอาญาธนบุรีและศาลจังหวัด กฎหมายฉบับน้ีได้
เปลี่ยนแปลงอำนาจพิจารณาพิพากษาคดขี องศาลแขวงหรอื ผู้พพิ ากษานายเดียวท่ีสำคัญคือมีอำนาจพิจารณาพิพากษา
คดีแพ่ง ซ่ึงราคาทรัพย์สินท่ีพิพาทหรือจำนวนเงนิ ท่ีฟ้องไม่เกิน 300,000 บาท ราคาทรัพย์สินที่พิพาทหรือจำนวนเงิน
ดังกล่าวอาจขยายได้โดยการตราเป็นพระราชกฤษฎีกาส่วนอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญายังคงมีอำนาจพิจารณา
พพิ ากษาคดีอาญาซ่งึ กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างสูงไว้ให้จำคกุ ไมเ่ กิน 3 ปีหรอื ปรบั ไม่เกนิ 60,000 บาท หรือทั้งจำ
ท้ังปรับแต่จะลงโทษจำคุกเกินหกเดือนหรือปรับเกินหน่ึงหมื่นบาทหรือท้ังจำทั้งปรับซ่ึงโทษจำคุกหรือปรับอย่างใด
อยา่ งหนึ่งหรือท้ังสองอยา่ งเกินอัตราท่ีกล่าวแลว้ ไมไ่ ด้
นอกจากนี้กฎหมายฉบับนี้ได้เปล่ียน บางตำแหน่งคือเปลี่ยนชื่อตำแหน่งอธิบดีผู้พิพากษา
ศาลอุทธรณ์และอธิบดีผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ภาคมาเป็นช่ือประธานศาลอุทธรณ์และประธานศาลอุทธรณ์ภาค
กำหนดให้มรี องประธานศาลฎีกาไม่เกิน 3 คนมีรองประธานศาลอุทธรณแ์ ละรองประธานศาลอุทธรณภ์ าคอีสาน มรี อง
อธบิ ดีผ้พู ิพากษาศาลชนั้ ตน้ สารละไมเ่ กิน 3 คนตำแหน่งรองอธบิ ดผี ู้พิพากษาก็ไดถ้ ูกยกเลกิ ไป

- 18 -

5) กฎหมายระหว่างประเทศ เป็นกฎหมายท่ีบัญญัติถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับรัฐอาจแยกสาขา
ได้ 3 สาขา ดงั นี้

5.1) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีเมืองคือกฎเกณฑ์ข้อบังคับอันว่าด้วยความสัมพันธ์
ระหวา่ งรฐั ต่อรฐั ในการทจ่ี ะปฏิบัตติ อ่ กันในฐานะท่ีรัฐตา่ งๆเป็นนติ บิ ุคคลในกฎหมายระหวา่ งประเทศ

กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดเี มืองเป็นกฎหมายที่ทำให้บคุ คลตามกฎหมายระหวา่ ง
ประเทศมีสิทธิและหน้าทีต่ ้องปฏิบัตติ ่อกนั ซึ่งบุคคลตามกฎหมายระหวา่ งประเทศในทนี่ ไ้ี ด้แก่รฐั และองค์กรระหว่าง
ประเทศ

ตวั อยา่ งของกฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีเมืองเชน่ สนธสิ ญั ญาที่เก่ียวกบั เขตแดนสนธิ
สัญญาสงบศกึ กฎบตั รสหประชาชาติ สนธสิ ญั ญาสากลไปรษณยี ์ สนธสิ ญั ญาว่าดว้ ยความหลากหลายของชีวภาพ เป็น
ตน้

5.2) กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบคุ คลคือบรรดาหลกั เกณฑซ์ ่ึงใชบ้ งั คบั แก่ขอ้ พิพาทซ่ึง
เกิดขน้ึ ระหวา่ งประเทศในส่วนที่เกยี่ วด้วยกฎหมายเอกชนของประเทศหรอื ในส่วนทเี่ กี่ยวด้วยสทิ ธิหนา้ ที่ของแป้งของ
พลเมืองของประเทศ

ความสัมพันธ์ในทางคดีบุคคลน้ีได้แก่ความสัมพันธ์ในสิทธิและหน้าที่ทางแพ่งของพลเมืองของ
ประเทศหน่ึงกับพลเมืองของประเทศอื่นซ่ึงอาจเป็นเรื่องเก่ียวกับบุคคล ทรัพย์สิน หนี้ต่างๆท้ังนี้เป็นเรื่องท่ีประเทศ
ต่างๆเข้ามาเก่ียวพันกันเพราะเพื่อดูแลรักษาผลประโยชน์ของพลเมืองประเทศที่ตนที่เข้าไปอยู่ในประเทศอ่ืนซ่ึงเกิด
ปญั หาที่กฎหมายเอกชนของแต่ละประเทศนนั้ ไมเ่ หมือนกนั จงึ ได้มหี ลกั เกณฑ์เพื่อกำหนดการบังคบั กับข้อพิพาทท่ีเกย่ี ว
ดว้ ยกฎหมายเอกชนระหว่างประเทศขึ้น

ตัวอย่างกฎหมายภายในท่ีออกมารองรับกับกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคลคือ
พระราชบญั ญตั ิว่าด้วยการขัดแยง้ แห่งกฎหมายและพระราชบญั ญัติสญั ชาติ

5.3) กฎหมายระหวา่ งประเทศแผนกคดีอาญากฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญา คือ
กฎหมายซ่งึ กำหนดเกี่ยวกับอำนาจศาลของประเทศต่างๆในการปราบปรามและลงโทษผู้กระทำความผดิ ทางอาญาใน
กรณที มี่ ีปัญหาว่าดว้ ยการขัดแย้งระหว่างอำนาจของภายในและต่างประเทศ

กฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญาน้ีเก่ียวข้องกับปัญหาในเร่ืองการลงโทษผู้กระทำ
ความผิดทางอาญาที่หนีไปอยู่นอกเขตอำนาจรัฐซึ่งเป็นเร่ืองนอกเหนืออำนาจรัฐน้ันที่จะไปลงโทษตามกฎหมายอาญา
ซ่ึงเป็นกฎหมายภายในได้จึงมีการทำความร่วมมือระหว่างรัฐต่างๆในการปราบปรามอาชญากรรมโดยปรากฏอยู่ใน
รปู แบบของสญั ญาระหว่างประเทศ

ตัวอย่างกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีอาญาเช่นกฎหมายว่าด้วยการส่งผู้ ร้ายข้ามแดน
เป็นตน้

3.2 การแบง่ แยกประเภทของกฎหมายตามลักษณะแหง่ การใช้
การแบ่งแยกประเภทของกฎหมายโดยคำนึงลักษณะของการใช้กฎหมายหลักการแบ่งแยกตามวิธี

แบง่ กฎหมายออกเป็น 2 ประเภท คอื

- 19 -

1) กฎหมายสารบัญญัติ คือกฎหมายท่ีมีลักษณะเป็นส่วนเน้ือแท้ของกฎหมายเป็นกฎหมายท่ีใช้
บังคับความประพฤติของพลเมืองท้ังในทางแพ่งและอาญากฎหมายสารบัญญัติในทางแพ่งเช่นประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์ได้บัญญัติถึงสิทธิและหน้าท่ีระหว่างบุคคลในทางแพ่งกฎหมายสารบัญญัติในทางอาญาเช่น กฎหมาย
อาญากำหนดว่าการกระทำอย่างใดเปน็ ความผดิ และต้องไดร้ บั โทษอยา่ งไร

2) กฎหมายวธิ ีสบัญญตั ิ คือกฎหมายที่กล่าวถงึ กระบวนวิธีการท่ีจะบังคับให้เป็นไปตามกฎหมายแพ่ง
และอาญาอนั เป็นกฎหมายสารบญั ญัตอิ ันใดประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพง่ และประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา

2.1) กฎหมายว่าด้วยวธิ พี จิ ารณาความอาญา
กฎหมายน้ีได้แก่ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาพุทธศักราช 2477 ตามท่ีแก้ไข

เพมิ่ เตมิ คร้ังสุดทา้ ยโดยพระราชบญั ญัติแกไ้ ขเพม่ิ เติมประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา (ฉบบั ท่ี 19) พ. ศ. 2539
การฟ้องคดีอาญาเป็นการขอให้ศาลลงโทษจำเลยว่ากระทำผิดการฟ้องคดีอาญาน้ันถ้า

พนักงานอัยการเป็นผู้ฟ้องคดีแล้วโดยปกติสารไม่ต้องไต่สวนมูลฟ้องเพราะพนักงานอัยการจะฟ้องคดีได้ก็ต่อเม่ือมีการ
สอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญามาแล้ว นับว่าเป็นหลักฐานประกนั แกจ่ ำเลยตามสมควรแลว้ แต่
ถ้าศาลเห็นสมควรจะส่ังให้ตายสวนมูลฟ้องเสร็จก่อนก็ได้ส่วนในก รณีท่ีผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องคดีอาญาโดยลำพัง
ตนเองน้ันศาลต้องไปสวนมูลฟอ้ งเสียก่อนเสมอเพราะเป็นการฟ้องคดีโดยไมม่ กี ารสอบสวนของพนักงานสอบสวน หรือ
เป็นการฟ้องในคดีท่ีพนักงานสอบสวนสอบสวนแล้วและมีคำส่ังไม่ฟ้องในกรณีที่ผู้เสียหายฟ้องเองเช่นนี้ ศาลต้องไต่
สวนมูลฟ้องและเห็นว่าคดีมีมูลเสียก่อนจึงจะสั่งประทับฟ้องในช้ันไต่สวนมูลฟ้องน้ีจำเลยจะมาศาลหรือไม่มาก็ได้และ
จะแต่งทนายมาซักถามพยานโจทก์หรือไม่ก็ได้ การที่กำหนดให้ไต่สวนมูลฟ้องเสียตอนนี้ก็เพราะการฟ้องคดีอาญาทำ
ให้จำเลยต้องมาศาลตลอดเวลาที่มกี ารพจิ ารณาคดี เพราะศาลอาจขังจำเลยไวซ้ ึ่งเปน็ การตดั ทอนเสรีภาพของจำเลยจึง
ควรบงั คบั ให้จำเลยมาศาลหรอื ถกู กกั ขังต่อเม่ือศาลได้ตายสว่ นเห็นว่าคดีพอมีมูลแล้ว

ความผิดต่อส่วนตัวหรือเรียกกันว่าความผิดอันยอมความได้หมายถึงความผิดท่ีกฎหมาย
บัญญัติไว้โดยชัดแจ้งให้รู้ว่าเป็นความผิดส่วนตัวเช่นความผิดฐานหมิ่นประมาท ความผิดฐานพาหญิงไปเพื่ออนาจาร
ความผิดฐานเปิดเผยความลับ เป็นต้น ความผิดในกฎหมายไม่ได้บัญญัติให้เป็นความผิดต่อส่วนตัวก็เป็นความผิดต่อ
แผ่นดนิ ในกรณีเปน็ ความผิดสว่ นตัวจะสอบสวนได้ต่อเมื่อมีกรณีร้องทุกขต์ ามระเบียบแล้ว

การพิจารณาคดีอาญา การพจิ ารณาคดอี าญามสี าระสำคัญ ดังนี้
(1) ตอ้ งมีการฟ้องจงึ มกี ารพิจารณาคดอี าญาได้ศาลไม่มีอำนาจรเิ ร่ิมพจิ ารณาคดีอาญาได้เอง
(2) การพิจารณาตอ้ งกระทำโดยเปดิ เผย
(3) การพจิ ารณาต้องกระทำต่อหน้าจำเลย
(4) ในคดีวิชาการหรือท่ีเด็กกระทำการอันกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะกระทำบัญญัติว่าเป็น
ความผิดถา้ จำเลยไม่มที นายใหศ้ าลตัง้ ทนายใหเ้ มอื่ จำเลยต้องการ
การพพิ ากษาคดอี าญามีสาระสำคัญ ดังนี้

- 20 -

(1) คำพิพากษาจะถือความจริงเป็นใยคดีทมี่ ีอตั ราโทษอย่างตำ่ ให้จำคกุ ต้งั แต่ 5 ปขี ึ้นไปหรือ
โทษสถานหนักกว่าน้ัน แม้จำเลยจะรับสารภาพตามกฎหมายก็ยังบังคับให้ศาลต้องฟังพยานโจทก์จนกว่าจะพอใจว่า
จำเลยได้กระทำความผดิ จรงิ

(2) ศาลจะพิจารณาลงโทษจำเลยได้ต่อเมื่อข้อเทจ็ จริงท่ปี รากฏในทางพจิ ารณาตรงกบั
ขอ้ เทจ็ จรงิ ท่ปี รากฏในฟ้อง

(3) จะไม่มีการพพิ ากษาโดยไม่มกี ารพจิ ารณาพยานหลกั ฐานโดยศาลเวน้ แต่จำเลยจะรับ
สารภาพในคดที ่ีไม่สำคญั ศาลจะพิพากษาโดยไมส่ บื พยานหลักฐานก็ได้

(4) ตอ้ งพิพากษาลงโทษเฉพาะท่ีเป็นโทษท่ีกฎหมายกำหนดไวส้ ำหรับความผิดนัน้
(5) ต้องพิพากษาวา่ จำเลยมคี วามผดิ หรือไม่ตามตัวบทกฎหมาย
(6) ต้องพพิ ากษาลงโทษไม่เกินกว่าท่โี จทก์ขอใหฟ้ ้องให้ลงโทษ
การบงั คบั คดีอาญาการบงั คับคดอี าญามีสาระสำคัญดงั น้ี
(1) ตอ้ งมีคำพพิ ากษาจงึ จะบงั คับคดีได้
(2) ต้องบงั คบั ใหเ้ ป็นไปตามคำพพิ ากษาเทา่ นัน้
(3) การบังคับคดีต้องเป็นไปตามกฎหมายซึ่งได้แก่ประมวลกฎหมายอาญาและพระราชบัญญัติ
ราชทณั ฑ์
2.2) กฎหมายวธิ พี จิ ารณาแพ่ง
กฎหมายว่าดว้ ยวธิ พี ิจารณาความแพ่งไดแ้ ก่ประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความแพ่งตามท่ีได้
แก้ไขเพ่ิมเติมคร้ังสุดท้าย โดยพระราชบัญญัติแก้ไขเพ่ิมเติมประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง(ฉบับท่ี 20) พ. ศ.
2542
ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งนี้มีข้อทุ่มเถียงกันว่ามีลักษณะเป็นกฎหมายเอกชน
หรอื กฎหมายมหาชน พจิ ารณาดงั นี้
(1) ถ้าพิจารณาในแง่ท่ีว่าเป็นคดีที่คู่กรณีมีความสัมพันธ์ต่อกันกล่าวคือเป็นกรณีท่ีคู่ความ
ฟอ้ งร้องกันเอง เพื่อให้เป็นไปตามสิทธิของเขาในทางแพ่งก็ควรถือว่าเป็นเร่ืองกฎหมายท่ีกำหนดความสัมพันธ์ระหว่าง
เอกชนกับเอกชนในฐานะที่เท่าเทียมกันและโดยเหตุน้ันถือว่ากฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นกฎหมาย
เอกชน
(2) ถ้าพิจารณาในแง่ที่ว่าคู่กรณีท่ีประสงค์จะให้การเป็นไปตามสิทธิของเขาซ่ึงเขาบังคับเอง
ไม่ได้ต้องมาขอความช่วยเหลือจากสารของรัฐกฎหมายว่าด้วยวิธีพิจารณาความแพ่งเป็นกฎหมายมหาชน เพราะมี
ลักษณะเปน็ กฎหมายทก่ี ำหนดความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งรฐั กบั ราษฎรในฐานะทรี่ ฐั มีอำนาจเหนอื ราษฎร
คดีแพง่ นัน้ แบง่ ได้ 2 ประเภท
(1) คดไี ม่มขี ้อพิพาทคอื คดที ี่ไม่มีจำเลยเพราะไม่มคี ำขอให้ศาลบังคบั ผใู้ ดเป็นแต่ขอให้ศาล
แสดงสิทธขิ องตนหรอื ให้ตนมีสิทธอิ ยา่ งใดอย่างหนึ่งการฟ้องคดตี ้องทำเปน็ คำร้อง
(2) คดีมีข้อพิพาทคือคดีทจี่ ะต้องมจี ำเลยเข้ามาเป็นค่คู วามดว้ ยมกี ารขอให้ศาลบังคับจำเลย
ตอ้ งฟ้องคดโี ดยทำเป็นคำฟ้อง

- 21 -

การพิจารณาคดแี พ่ง มีสาระสำคัญ ดังนี้
(1) อาการล้นิ เร่มิ อยูท่ ่ีคู่ความกา้ วคือฟอ้ งก็ดีคำให้การก็ดหี รือคำรอ้ งต่อศาลท่ีพจิ ารณาคดี
แพง่ ก็ดีคูค่ วามตอ้ งระวงั รักษาผลประโยชนข์ องตนเอง
(2) การพิจารณาดำเนนิ ไปโดยเคร่งครัดต่อแบบพธิ เี ช่นเอกสารอย่างใดฟงั ไดแ้ ละไม่ได้และ
จะตอ้ งยน่ื ตน้ ฉบับเอกสารและสำเนาเอกสารต่อศาลเม่ือใดเปน็ ต้นคูค่ วามทไี่ ม่ปฏิบัติตามแบบพิธีย่อมได้รับผลรา้ ยบาง
ประการ
(3) ไม่จำเปน็ ต้องถือเอาความสัตยจ์ ริงเป็นใหญ่เช่นคดีฟ้องขอเรียกเงนิ กู้ ความจริงจำเลย
ไม่ไดก้ ้แู ตจ่ ำเลยเห็นว่าเป็นเงินจำนวนเลก็ นอ้ ยจงึ ยอมรับว่ากู้หมาจริงศาลกต็ ้องพิพากษาใหเ้ ป็นไปตามฟอ้ งของโจทก์
และคำรบั ของจำเลย
การพิพากษาคดีแพ่ง ศาลต้องพิพากษาตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏในทางพิจารณาแต่จะ
พพิ ากษาใหเ้ กนิ คำขอไม่ได้
การบังคบั คดแี พง่
(1) ตอ้ งมีคำพพิ ากษาเสรจ็ กอ่ นและจะต้องขอให้ศาลมีคำบังคับอีกชนั้ หนง่ึ จงึ จะบังคบั คดีได้
(2) การบังคับคดีต้องกระทำโดยรัฐคู่ความจะบังคับคดีตามคำพิพากษาโดยตนเองไม่ได้ต้อง
ให้เจา้ พนักงานตามท่กี ฎหมายระบไุ วบ้ งั คบั คดใี ห้

4. ลำดับช้นั ของกฎหมายลายลักษณอ์ กั ษร

กฎหมายรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดจึงเป็นแม่บทของกฎหมายทุกฉบับดังนั้นกฎหมายทุกประเภทจะ
ออกมาขดั หรอื แย้งกับรฐั ธรรมนูญไมไ่ ด้

พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญหมายถึงกฎหมายที่อธิบายขยายความเพ่ือประกอบเน้ือความใน
รฐั ธรรมนูญให้สมบูรณ์ละเอียดชัดเจนตามที่รัฐธรรมนูญมอบหมายและกำหนด พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญมี
กระบวนการตราไม่แตกต่างจากพระราชบัญญัติจะแตกต่างกันบ้างในประเด็นสำคัญเกี่ยวกับการครอบคลุมตรวจสอบ
ว่าเรื่องพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญหรือไม่เท่านั้นในกฎหมายไทยต้องถือว่า
พระราชบญั ญตั ปิ ระกอบรัฐธรรมนูญมไิ ด้มีสถานะสูงกวา่ กฎหมายธรรมดา

พระราชบัญญัติเป็นกฎหมายท่ีมีชั้นลำดับรองจากรัฐธรรมนูญและเทียบเท่าพระราชบัญญัติประกอบ
รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายออกมาโดยอาศัยอำนาจของรัฐธรรมนูญที่กำหนดให้รัฐสภามีอำนาจในการพิจารณาออก
พระราชบัญญัติ เช่นเดียวกับพระราชกำหนดท่ีรฐั ธรรมนูญมอบอำนาจให้ฝ่ายบริหารคณะรัฐมนตรีพิจารณาออกพระ
ราชกำหนดข้ึนใช้บังคับแทนพระราชบัญญัติเป็นการชั่วคราว ฉะน้ันพระราชบัญญัติก็ดี พระราชกำหนด ก็ดีจึงขัดหรือ
แย้งกับรฐั ธรรมนญู ไมไ่ ด้

พระราชกฤษฎีกาเป็นกฎหมายท่ีออกโดยอาศัยอำนาจตามรัฐธรรมนูญและอาศัยอำนาจตามกฎหมายอ่ืน
(ไดแ้ ก่พระราชบญั ญัติหรือพระราชกำหนด)ได้ 2 กรณฉี นั นนั้ พระราชกฤษฎีกาท่ีอาศัยโดยอาศยั อำนาจรัฐธรรมนญู จะมี
เนื้อหาที่ขัดหรือแย้งกับรัฐธรรมนูญไม่ได้ เช่นเดียวกับพระราชกฤษฎีกาที่ออกโดยอาศัยกฎหมายแม่บทก็จะเน้ือหาที่
เกินขอบเขตของกฎหมายแมบ่ ทท่ีใหอ้ ำนาจไว้ไม่ไดเ้ หมือนกนั

- 22 -

กฎกระทรวงเป็นกฎหมายที่ออกมาโดยอาศัยกฎหมายแม่บท(ได้แก่พระราชบัญญัติหรือพระราชกำหนด)
เพอ่ื กำหนดรายละเอียดตา่ งๆของกฎหมายแม่บทฉะนั้นกฎกระทรวงกจ็ ะขัดต่อกฎหมายแมบ่ ทไม่ได้

กฎหมายที่องค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินบัญญัติเป็นกฎหมายที่องค์กรบริห ารส่วนท้องถิ่นออกโดยอาศัย
อำนาจในการออกข้อบัญญัติท้องถิ่นได้ด้วยตนเองตามพระราชบัญญัติจัดตั้งองค์กรส่วนท้องถิ่นต่างๆ เช่นข้อบังคับ
ตำบล เทศบัญญัติ ข้อบังคับจังหวัด ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร ข้อบัญญัติเมืองพัทยา ฉะน้ันข้อบัญญัติท้องถ่ินต่างๆ
จึงขดั หรอื แยง้ กับกฎหมายแมบ่ ทไม่ได้

กรณีที่มีปัญหากฎหมายที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความในรัฐธรรมนูญ มีข้อความท่ีขัดหรือแย้งกับ
รฐั ธรรมนูญกฎหมายเหล่าน้ีกย็ ่อมจะไม่มีผลใช้บังคับเพราะขดั ต่อรัฐธรรมนูญโดยที่ศาลรฐั ธรรมนูญจะเป็นองค์กรท่ีทำ
หน้าท่ีควบคุมมิใหก้ ฎหมายขัดกบั รฐั ธรรมนูญ

- 23 -

คำถามท้ายบท

1. ที่มาของกฎหมาย แยกออกเป็นกป่ี ระเภทอะไรบา้ ง
2. ใหน้ ักเรียนยกตัวอยา่ งกฎหมายท่บี ญั ญัติข้นึ โดยฝ่ายนิตบิ ัญญตั ิ 1 ฉบับ พรอ้ มอธิบายเหตุผล
3. ใหน้ ักเรียนยกตวั อย่างพระราชบัญญัตปิ ระกอบรัฐธรรมนูญมา 3 ฉบบั พร้อมอธิบายเหตุผล
4. การพจิ ารณาร่างพระราชบญั ญัติทัว่ ไปวฒุ ิสภาตอ้ งใหแ้ ล้วเสร็จภายในกว่ี ัน นบั ต้ังแตเ่ มือ่ ได
5. ใหน้ กั เรียนยกข้อแตกตา่ งระหวา่ งกฎหมายเอกชนและกฎหมายมหาชนพร้อมอธบิ ายเหตผุ ลประกอบ
6. การจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินมีลักษณะใหญ่ๆอันเป็นหลักทั่วไปท่ีใช้ในประเทศต่างๆอยู่ 2 หลัก
คืออะไร และอยากทราบวา่ การบรหิ ารราชการสว่ นทอ้ งถ่ินใหก้ ารบรหิ ารหลกั ใด
7. การแบ่งแยกประเภทของกฎหมายโดยคำนึงลักษณะของการใช้กฎหมายหลักการแบ่งแยกตามวิธีแบ่ง
กฎหมายออกเป็น 2 ประเภท อยากทราบว่า พ.ร.บ.วธิ ีพิจารณาคดีอาญา คือกฎหมายประเภทใด
8. กฎหมายสารบญั ญัติ คือกฎหมายทมี่ ลี กั ษณะอย่างไรจงอธบิ าย
9. พระราชบญั ญตั ิจะมผี ลใช้บงั คบั เปน็ กฎหมายไดก้ ็ต่อเมื่อใด
10. องค์กรท่ีทำหน้าท่ีควบคมุ มิใหก้ ฎหมายขัดกับรฐั ธรรมนูญ คอื องคก์ รใด

- 24 -

บทที่ 2
หลกั กฎหมายอาญา

กฎหมายอาญานัน้ จัดอยู่ในกฎหมายสาขามหาชน เนือ่ งจากเปน็ กฎหมายท่ีบัญญตั ิถงึ ความผดิ และ
กำหนดโทษที่ผู้กระทำผิดจะไดร้ บั อีกท้ังยังมเี จ้าพนกั งานของรฐั คือ เจ้าหนา้ ที่หรอื เจา้ พนักงานตำรวจทจี่ ะเป็นผู้
บังคบั ใช้กฎหมาย (Law Enforcement) แกผ่ ู้กระทำผดิ ลักษณะของกฎหมายอาญาจงึ เป็นกฎหมายที่เกี่ยวกับ
ความสมั พนั ธข์ องรัฐกบั เอกชน นอกจากนัน้ กฎหมายอาญายงั เป็นเรอ่ื งของเน้ือหา (Substance) ของกฎหมาย ไม่ใช่
เป็นเร่อื งของวธิ ีการปฏบิ ัตขิ องเจา้ พนักงานของรัฐ กฎหมายอาญาจงึ จัดอย่ใู นประเภทกฎหมายสารบัญญตั ิ หรอื
กฎหมายเนอื้ ความ โดยเฉพาะประมวลกฎหมายอาญาแล้วถอื วา่ เป็นกฎหมายทั่วไป (Jus Generale) ไม่ใช่กฎหมาย
พิเศษ (Jus Speciale) ดงั เช่น พ.ร.บ. สทิ ธิบัตร พ.ศ. 2522 พ.ร.บ. เครือ่ งหมายการคา้ พ.ศ. 2534 หรอื พ.ร.บ.
ลิขสิทธ์ิ พ.ศ. 2537 เป็นต้น ดังนัน้ กฎหมายอาญาจึงเปน็ เร่ืองของกฎหมายท่ี บัญญตั ิถงึ การกระทำหรือไมก่ ระทำ
อยา่ งใดเปน็ ความผิดและกำหนดโทษทีจ่ ะลงแก่ผกู้ ระทำผิดไว้ด้วย นอกจากน้ี กฎหมายอาญายังหมายถึง กฎหมายท่ี
บัญญัตใิ นส่วนทเี่ กยี่ วกับวิธกี ารเพอ่ื ความปลอดภัยดว้ ย ดว้ ยเหตทุ ี่ กฎหมายอาญาย่อมจะมีสภาพบงั คับ (Sanction)
คือ มโี ทษประหารชีวิต จำคกุ กกั ขัง ปรบั หรือรบิ ทรัพยส์ นิ จงึ ทำใหก้ ฎหมายเทคนิค (Technical Law) หรอื กฎหมาย
พิเศษได้นำสภาพบงั คบั ทางกฎหมายอาญาเขา้ ไป บัญญตั ิไว้ในบทบญั ญัตทิ ีว่ า่ ดว้ ยเรื่องบทกำหนดโทษ ดงั เชน่ กฎหมาย
ทรัพย์สนิ ทางปัญญา หรือ แม้แตก่ ฎหมาย จราจรทางบก หรือกฎหมายพเิ ศษอนื่ ๆ อกี มากมาย หลักในกฎหมายอาญา
จึงมคี วามสำคัญตอ่ กฎหมายอ่ืนอีก มากดงั ที่ได้มีบทบัญญัตไิ วว้ ่าบทบญั ญัตใิ นภาคทั่วไปแหง่ ประมวลกฎหมายอาญาซึ่ง
ว่าด้วยบทนยิ ามและการใช้ กฎหมายอาญาให้ใช้ในกรณีแห่งความผิดตามกฎหมายอื่นด้วยเว้นแต่กฎหมายน้นั ๆ จะไดม้ ี
บญั ญัติไวเ้ ป็นอย่าง อน่ื ” กฎหมายอาญานั้นมีหลกั ท่ีควรศึกษาไว้ คือ

1. โครงสรา้ งความรับผดิ ในทางอาญา

การกระทำของบุคคลจะเปน็ ความผดิ ในทางอาญาหรือไม่นั้นขน้ึ อย่กู ับโครงสร้างความผิดซ่งึ ในเร่ืองนี้ จะ
พิจารณาได้จากองคป์ ระกอบของการกระทำโดยอาศยั หลักแหง่ กฎหมายนน้ั เอง ซึ่งจะประกอบไปดว้ ย

1) องค์ประกอบภายนอก
2) องค์ประกอบภายใน
1.1 องค์ประกอบภายนอก
เปน็ ไปตามหลักของกฎหมายท่ีว่า บุคคลจะต้องรับผิดในทางอาญาก็ตอ่ เมอื่ ได้กระทำโดย เจตนา เว้น
แตจ่ ะได้กระทำโดยประมาท ในกรณีท่ีกฎหมายบัญญัติให้ต้องรบั ผดิ เมื่อได้กระทำโดยประมาท หรือ เวน้ แตใ่ นกรณที ่ี
กฎหมายบัญญตั ิไว้โดยแจ้งชัดให้ตอ้ งรบั ผดิ แม้ได้กระทำโดยไมม่ ีเจตนา
จากหลกั กฎหมายขา้ งตน้ องค์ประกอบภายนอกของโครงสร้างความรบั ผิดในทางอาญาจึง
ประกอบดว้ ย

- 25 -

(1) การกระทำ หมายความวา่ การเคลอ่ื นไหวร่างกายภายใต้จติ ใจบังคบั (willed movement)
หรอื การทีจ่ ติ ใจบงั คับให้มกี ารเคลอื่ นไหวรา่ งกาย เชน่ การชกตอ่ ย การเดนิ การวง่ิ การพูดจา เปน็ ตน้

(2) การไม่กระทำ ไดแ้ ก่ การบงั คบั จิตใจของตวั ตนมิใหเ้ คล่ือนไหวรา่ งกายหรือแสดงปฏกิ ิรยิ าอย่าง
ใดออกมา การไม่กระทำท่จี ะเปน็ ความผดิ ต่อกฎหมายอาญาได้นั้น หมายถึงมกี ฎหมายบัญญัติใหผ้ ู้น้นั กระทำการ แตไ่ ม่
กระทำการ แลว้ ก่อใหเ้ กิดความเสยี หายข้นึ เชน่ ผ้ใู ดเปน็ เจา้ พนักงานปฏิบตั หิ รือละเว้นการปฏิบตั หิ น้าท่โี ดย มชิ อบ
เพื่อให้เกิดความเสียหายแกผ่ ู้หน่ึงผใู้ ด หรอื ปฏบิ ัตหิ รือละเวน้ การปฏิบัติหน้าทีโ่ ดยทจุ ริต ตอ้ งระวางโทษ

กรณตี ัวอยา่ งในเรือ่ งของการกระทำได้แก่ เรือ่ งที่จำเลยทเี่ ป็นบรรณาธิการหนงั สอื พิมพ์ฉบับที่โจทก์
นำมาฟ้องจงึ ต้องรับผิดเปน็ ตวั การในการทหี่ นงั สือพิมพ์ลงข่าวหมิน่ ประมาทโจทก์ ตาม พ.ร.บ. การพมิ พ์ พ.ศ. 2484
มาตรา 44 วรรคสอง แมจ้ ำเลยที่ 1 จะไมไ่ ดล้ งข่าวนโ้ี ดยได้มอบหมายใหจ้ ำเลยท่ี 2 เปน็ ผู้ ดำเนินการแทนกต็ าม
จำเลยที่ 1 หาพน้ ผดิ ไม่ หรือ กรณที ่ี ข. รบั จ้างขนแรข่ องบริษทั เกินจำนวนใบอนญุ าต รับขนกว่าร้อยละ 5 บริษัทต้อง
รบั ผดิ ในการกระทำของลูกจ้างตาม พ.ร.บ. แร่ พ.ศ. 2510 มาตรา 10 ฉบบั ที่ 2 พ.ศ. 2516 มาตรา

(3) การกระทำโดยงดเวน้
การกระทำ ให้หมายความรวมถงึ การให้เกิดผลอนั หนึ่งอันใดข้ึนโดยงดเว้นการทีจ่ กั ต้องกระทำเพ่ือ
ป้องกนั ผลน้นั ดว้ ย การกระทำโดยงดเวน้ จะเปน็ ความผิดก็ต่อเม่ือบุคคลผนู้ นั้ มหี น้าทท่ี ีจ่ ะตอ้ งกระทำเพ่ือปอ้ งกัน ผลนัน้
แตไ่ ม่กระทำ หน้าทต่ี ้องกระทำนนั้ อาจเกดิ จากตามที่กฎหมายบัญญัติ หนา้ ที่เกิดจากการยอมรับโดยเจาะจง หรอื
หน้าทีอ่ นั เกิดจากความสมั พันธ์พิเศษเฉพาะเร่ือง ดังตวั อยา่ งเช่น จำเลยขับรถยนตบ์ รรทุกเสาไฟฟา้ มาตาม ถนนใน
เวลากลางคืน ลอ้ รถพ่วงทีจ่ ำเลยขบั หลดุ ทำให้เสาตกลง มากลางถนนและจำเลยไม่ไดจ้ ดั ใหม้ โี คมไฟหรอื เคร่ือง
สัญญาณอย่างอื่นเพื่อให้ผ้ใู ชถ้ นนเห็นเสาขวางทางอย่นู ั้น เป็นเหตุใหร้ ถทแ่ี ลน่ มาชนเสามีคนตายและบาดเจ็บถอื ไดว้ า่
จำเลยกระทำโดยประมาท และผลเสียหายเกิดจากการท่ีจำเลยงดเวน้ การทจ่ี ะตอ้ งกระทำเพ่อื ป้องกันผล นั้นจงึ มี
ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 290,300 หรอื แดงตัง้ ครรภ์และทำแท้งใหแ้ ก่ตนเอง ปรากฏว่าทำแทง้ ไม่
สำเรจ็ เพราะลูกในครรภค์ ลอดออกมาโดยยังมีชีวิตอยู่ได้ 8 วัน แล้วจงึ ตาย แดงไม่ผิดฐาน ทำให้ตนเองแทง้ ลูก ตาม
มาตรา 304 อย่างไรกต็ ามแดงอาจผิดฐานฆ่าลูกตายโดยเป็นการกระทำประเภท งดเว้นได้ เพราะตนมหี น้าทต่ี าม
กฎหมายท่ีจะตอ้ งเลย้ี งดูบตุ รทารกนนั้
(4) ความสมั พนั ธร์ ะหวา่ งการกระทำและผล
มีหลกั อยวู่ า่ ถา้ ผลของการกระทำความผิดใดทำให้ผกู้ ระทำตอ้ งรับโทษหนักข้นึ ผลของการกระทำ
ความผดิ นน้ั ต้องเป็นผลท่ตี ามธรรมดายอ่ มเกดิ ข้ึนได้จริงๆ เปน็ ไปตามทฤษฎีเงื่อนไข คือ ถ้าไม่มกี ารกระทำ ผลไมเ่ กิด
โดยถอื วา่ ผลเกิดจากการกระทำแม้จะมเี หตุอน่ื ๆ ก่อใหเ้ กิดนัน้ ด้วยกต็ ่อเม่ือมีเหตุท่ีเกิด ขึ้นใหม่ ภายหลัง ซงึ่ เป็นเหตุ
แทรกแซง แลว้ ผกู้ ระทำจะไม่ตอ้ งรับผิดในผลนนั้ ดว้ ยก็ต่อเม่ือเหตุแทรกแซงทีเ่ กิดข้ึนน้ัน วญิ ญูชนไมอ่ าจคาดหมายได้ 4
เหตุแทรกแซงนัน้ อาจจะเกิดจากการกระทำของบุคคลอน่ื หรือของผู้เสยี หายเอง หรืออาจจะเกดิ จากธรรมชาติก็ได้ ดัง
ตวั อยา่ งเชน่ ก่อนผูต้ ายจะถูกจำเลยทำร้ายผตู้ ายมีอาการปกตดิ อี ยู่ ไม่ได้ สอ่ วา่ จะถึงแกค่ วามตายดว้ ยโรคตบั แข็ง ซ่ึง
ผ้ตู ายเป็นอย่ใู นเรว็ วนั การท่ีผู้ตายถงึ แกค่ วามตายหลังจากถูกจำเลย ทำร้ายเพยี งประมาณ 17 ชั่วโมง สภาพศพภายใน
สมองบอบช้ำ กระดูกซโี่ ครงซ่ีท่ี 2 หรอื ซท่ี ี่ 4 ข้างบอบซ้ำ มีรอยแตกรา้ ว สว่ นสภาพภายนอกมีรอยช้ำขนาดใหญ่ที่
ใบหน้าด้านขวา ตั้งแต่ค้ิวถงึ คางและขอบตาซา้ ย แม้แพทย์ผู้ชันสตู รพลกิ ศพจะเบกิ ความวา่ ผตู้ ายถงึ แก่ความตายดว้ ย

- 26 -

โรคตับแขง็ ไมไ่ ดต้ ายเพราะบาดแผลทถี่ ูกจำเลย ทำร้าย แต่ก็ไม่ไดย้ ืนยนั วา่ การที่จำเลยทำร้ายผตู้ ายไม่ได้เป็นเหตุให้
ผ้ตู ายถงึ แก่ความตายเรว็ ขึ้น จึงถอื ได้วา่ การ กระทำของจำเลย ทำให้ผู้ตายถงึ แก่ความตายเรว็ ขน้ึ กวา่ ที่ควร จำเลยต้อง
มคี วามผิดฐานฆา่ ผู้ตายโดยไม่เจตนา ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 290 หรือ กรณีท่ีผ้ตู ายถงึ แก่ความตายเพราะ
บาดแผลที่ถูกจำเลยแทงถงึ แม้ว่าจะเนอื่ งมาจากการรักษา บาดแผลไมด่ ีเพราะบาดแผลเนา่ จงึ เป็นพิษก็ดี แต่กเ็ ป็นผล
ธรรมดาอันเน่อื งมาจาก การกระทำของจำเลย จำเลยจึงต้องมีความผดิ ฐานฆา่ คนตายโดยไม่เจตนา

เหตแุ ทรกแซงทจี่ ะทำให้ผู้กระทำไมต่ ้องรับผิด เช่น ผู้เสยี หายตัดสินใจฆ่าตัวตายเพ่อื หนปี ัญหาหน้ีสนิ
แต่มใิ ช่เกดิ จากบาดแผลทถ่ี กู ทำร้าย หรือขณะท่วี ิ่งหนีตำรวจ ฟา้ ผ่าผ้กู ระทำความผิดถึงแกค่ วามตาย กรณีเหลา่ นี้ ถือ
ว่าเป็นเหตแุ ทรกแซงที่วญิ ญูชนไมอ่ าจคาดหมายได้ จึงไม่ใช่อยใู่ นหลักความสมั พันธ์ระหวา่ งการกระทำและผล ท่ีจะทำ
ให้ผู้กระทำต้องรับผดิ

1.2 องค์ประกอบภายใน
เปน็ เรือ่ งของอำนาจการตดั สนิ ใจทอ่ี ยภู่ ายในซึ่งมีหลักกฎหมายวา่ การกระทำโดยเจตนา ไดแ้ ก่กระทำโดย

รสู้ ึกนกึ ในการทจี่ ะกระทำและในขณะเดียวกันผ้กู ระทำประสงคต์ ่อผลหรอื ย่อมเล็งเหน็ ผลของการกระทำนน้ั
ถ้าผกู้ ระทำมไิ ดร้ ขู้ ้อเทจ็ จริงอนั เปน็ องค์ประกอบของความผิดๆ กค็ ือรู้ถึงสิ่งท่ีตนเองจะกระทำออกไป

ภายนอกน้นั ว่ากำลงั กระทำอยู่ เช่น รูว้ ่าสิ่งทตี่ นกำลงั จะใช้ไมต้ ีลงไปนัน้ เป็นศีรษะคนหรือวตั ถอุ ่นื หรือรูว้ ่า คำพดู ท่ี
กำลังกล่าวออกไปนัน้ จะสร้างความเส่ือมเสียให้กับผ้อู ืน่ แต่ถา้ ผกู้ ระทำไม่รขู้ ้อเท็จจรงิ เช่น เห็นสงิ่ ที่ กำลังเคลอ่ื นไหว
อยู่บนพน้ื ลักษณะ 4 เท้า จงึ เข้าใจวา่ เปน็ สุนัขเลยใชก้ ้อนหินขวา้ งไปถูกส่งิ น้นั บาดเจบ็ เมื่อเขา้ ไป ใกล้กลายเปน็ คนกำลัง
คลานมา หรอื ดว้ ยความรบี ร้อนจะกลับบ้านไปคว้าเอาเสื้อคลุมของผู้อ่ืนมาใส่โดยเข้าใจผดิ วา่ เป็นของตนเอง กรณี
เหล่านถี้ อื วา่ ผู้กระทำประสงค์ตอ่ ผล หรอื ยอ่ มเล็งเห็นผลจากการกระทำมิได้ จึงเท่ากับว่า ไม่มีเจตนาท่จี ะกระทำ
เช่นนั้น ดังตวั อยา่ งเช่น โจทก์กลา่ วหาวา่ จำเลยใชเ้ อกสารปลอม ยอ่ มมีหนา้ ท่ีทต่ี ้องพสิ ูจน์ ว่าจำเลย รอู้ ย่แู ล้ววา่
เอกสารนั้นเป็นเอกสารปลอม ซ่ึงถา้ จำเลยไมร่ ู้ แมน้ ำเอกสารไปใช้จำเลยกไ็ มม่ ีความผดิ ฐานใช้ เอกสารปลอมๆ หรือ
จำเลยเปน็ ผู้เกบ็ วตั ถไุ ด้ แตไ่ ม่ทราบวา่ เปน็ วัตถุระเบิดเพ่ิงทราบเม่ือเจ้าหน้าทีต่ ำรวจตรวจคน้ บอกจำเลยจงึ ไม่มเี จตนา
ที่จะกระทำความผิดฐานมวี ัตถุระเบดิ ไวใ้ นความครอบครองโดยไมไ่ ด้รับอนญุ าต จำเลย สร้างรั้วในทีด่ นิ พิพาทกอ่ นท่ี
ข้อเทจ็ จริงจะปรากฏแน่นอน จากการรางวัดขอบเขตโฉนดของโจทกร์ ว่ มว่าทดี่ นิ ส่วนท่ี เป็นร้วั อยู่ในเขตทด่ี ินของโจทก์
ร่วมเป็นเรอ่ื งเขา้ ใจว่ากระทำลงไปในท่ีดินของจำเลยซ่ึงขาดเจตนากระทำความผดิ ไม่เปน็ ความผิดฐานบกุ รกุ

(1) การกระทำโดยประมาท
ถ้าการกระทำของบคุ คลมิได้เกดิ จากการกระทำโดยเจตนา กอ็ าจเป็นความผดิ ฐานกระทำโดย

ประมาท ก็ได้ ถา้ การกระทำน้ันมีกฎหมายบัญญัตใิ หต้ อ้ งรับผิดแมก้ ระทำโดยประมาทการกระทำโดยประมาท ได้แก่
การ กระทำความผิดมใิ ช่เจตนาแตก่ ระทำโดยปราศจากความระมัดระวงั ซ่งึ บุคคลในการเช่นนั้น จึงตอ้ งมีตามวสิ ัยและ
พฤติการณ์และผู้กระทำอาจใชค้ วามระมดั ระวงั ได้ แต่หาได้ใช้เพยี งพอไม่ ดงั ตวั อย่างการขบั รถแข่งกนั ดว้ ย ความเรว็ สงู
บนถนนแคบและเปน็ ทางโค้งเปน็ การกระทำโดยประมาท แต่การขบั รถโดยไม่มีใบอนุญาตขับขยี่ งั ไม่ เป็นเหตุพอท่ีจะ
ฟังไดว้ ่าเปน็ การกระทำโดยประมาท หรือจดุ ไฟเผากองฟางในลานนวดขา้ วในเวลาแดดร้อนจัด ไฟได้ลามไปไหม้ไร่
กล้วยข้างเคียงเป็นการกระทำโดยประมาท

- 27 -

(2) การกระทำโดยพลาด
นอกจากการกระทำของบุคคลท่เี กดิ ขึ้นโดยเจตนาหรือประมาท หรือแมไ้ ม่เจตนาแต่กฎหมาย

บัญญัติ ใหเ้ ปน็ ความผิดก็ต้องรับผิดจะปฏิเสธมิได้ ยังมีการกระทำอีกบางอยา่ งท่ีบุคคลกระทำไปโดยพลาด แต่
กฎหมาย บัญญัตใิ หผ้ กู้ ระทำรับผิดในผลแหง่ การกระทำนนั้ นัน่ ก็คือผู้ใดเจตนาที่จะกระทำต่อบคุ คลหนึ่งแต่ผลของการ
กระทำเกิดแกบ่ คุ คลหน่งึ โดยพลาดไป ให้ถือวา่ ผนู้ นั้ กระทำโดยเจตนาแกบ่ ุคคลซึ่งไดร้ บั ผลร้ายจากการกระทำนัน้ แต่ใน
กรณที ี่กฎหมายกำหนดใหล้ งโทษหนกั ขึน้ การกระทำของบคุ คล หรือเพราะความสัมพันธร์ ะหวา่ งผู้กระทำกับ ผู้ไดร้ บั
ผลร้ายมิใหน้ ำกฎหมายนั้นมาใชบ้ ังคบั เพื่อลงโทษผู้กระทำให้หนักขึ้น เชน่ จำเลยเจตนาจะฆา่ ผู้ตาย กระสุนไปถกู ผู้ตาย
ตายและพลาดไปถกู ส. จำเลยต้อง รับผิดฐานฆ่าผ้ตู ายและพยายามฆา่ ส. โดยพลาดไป ฯ หรือกรณผี ูต้ ายทำรา้ ย
จำเลย จำเลยจึงใช้มีดแทง ไปถกู ผูต้ ายขณะนั้นมผี ู้เข้ามาหา้ มจงึ ถูกมีดของจำเลยได้รับ บาดเจบ็ เมอ่ื การกระทำของ
จำเลยเปน็ การปอ้ งกันโดยชอบแม้จะพลาดไปถูกผู้อนื่ ดว้ ยก็เป็นผลมาจากการกระทำ เพ่ือปอ้ งกันอนั ไม่เปน็ ความผดิ
จำเลยจึงไมม่ ีความผิดฐานทำร้ายรา่ งกาย แต่ถา้ การกระทำโดยพลาด เชน่ ต้ังใจยงิ นาย ก. กระสนุ พลาดไปถูกบิดาของ
ตัวเองถึงแก่ความตายด้วยมิให้ถือวา่ เป็นการเจตนาฆา่ บุพการไี ปดว้ ย แตใ่ หถ้ ือวา่ เปน็ การ ฆ่าคนตายธรรมดา

(3) การสำคญั ผดิ
การกระทำของบุคคลน้ันอาจจะเกิดขนึ้ โดยการสำคัญผิดกไ็ ด้ กล่าวคือ เจตนาจะกระทำต่อ

บุคคลหน่งึ แต่ไดก้ ระทำต่ออีกบุคคลหน่ึงโดยสำคัญผิด ผนู้ ั้นจะยกเอาความสำคัญผิดเป็นขอ้ แก้ตัวว่ามไิ ด้กระทำโดย
เจตนา หาไดไ้ ม่ เช่น จำเลยให้พวกมาร้องเรียก พ. ใหอ้ อกจากบา้ นบังเอิญผูต้ ายลกุ ข้ึนมาเพอ่ื ทีจ่ ะออกมาถา่ ยปัสสาวะ
ขา้ งล่าง จำเลยจึงยงิ ผตู้ ายตาย แม้จะกระทำโดยสำคญั ผิดว่าเป็น พ. ก็ตาม ก็เปน็ การฆ่าผูต้ ายโดยไตร่ตรอง ไวก้ อ่ น
หรือยิงคนตายในท่มี ดื โดยเลง็ ไปในทางที่เหน็ เพราะเข้าใจว่าเปน็ คนร้ายมาแย่งชิงทรัพย์ไม่พิจารณาให้ รอบคอบมี
ความผดิ ฐานฆา่ คนตายโดยเจตนาโดยป้องกนั ทรพั ย์เกนิ กวา่ เหตุๆด

(4) การกระทำโดยชอบด้วยกฎหมาย
การกระทำของบุคคลมิใช่ว่าจะเปน็ ความผดิ ต่อกฎหมายไปเสยี หมดบางคร้งั การทำรา้ ยผู้อื่น

หรอื การ ฆ่าคนตาย ก็ไมเ่ ปน็ ความผดิ ทางกฎหมายได้ ถ้าหากว่าการกระทำของบคุ คลนน้ั เขา้ หลักกฎหมายทีว่ ่า ผูใ้ ด
จำต้อง กระทำการใดเพื่อปอ้ งกันสิทธิของตนหรอื ของผู้อืน่ ให้พ้นภยนั ตรายซง่ึ เกิดจากการประทษุ รา้ ยอนั ละเมดิ ต่อ
กฎหมาย และเปน็ ภยนั ตรายที่ใกล้จะถึง ถา้ ไดก้ ระทำสมควรแก่เหตุ การกระทำน้ันเป็นการปอ้ งกนั โดยชอบดว้ ย
กฎหมาย ผนู้ ้นั ไม่มีความผิด ดังตวั อย่าง การทีผ่ ตู้ ายลากจำเลยไปในป่าข้างทางเพื่อจะข่มขนื กระทำชำเรา และขเู่ ขญ็
จะฆ่า จำเลยจึงใช้มีดแทง 1 ที และต่างกว็ ิ่งหนีออกมาแล้วจึงเกดิ การปลุกปล้ำกันขึน้ โดยผู้ตายพยายามจะแยง่ มีดจาก
จำเลย จำเลยจงึ แทงผูต้ ายอีกหลายท่ี เช่นน้ีถอื วา่ ภัยยงั ไม่หมดไป จำเลยเปน็ ผ้หู ญิงอยู่ในภาวะเช่นนั้นเปน็ การ
ป้องกนั พอสมควรแก่เหตุ หรือผตู้ ายถือมีดลุยน้ำข้ามคลองจะนำไปฟันจำเลยถึงในบา้ น แม้วา่ จำเลยเหน็ ผู้ตายก่อน
และอาจหลบหนีไปได้ แต่ก็ไม่มีความจำเปน็ ท่ผี ู้มีสิทธคิ รอบครองเคหะสถานของตนโดยชอบจะหนี ผูก้ ระทำความผิด
กฎหมาย จำเลยจงึ มอี ำนาจป้องกนั ตามชอบดว้ ยกฎหมาย หรือที่เรยี กวา่ ป้องกนั ตวั แมผ้ ล การป้องกันซ่ึงกระทำไป
พอสมควรแกเ่ หตุจนเปน็ เหตุให้ผตู้ ายถึงแก่ความตาย จำเลยไม่มีความผิดฐานฆา่ คนตาย

แต่มีบางกรณที ี่ผู้กระทำได้กระทำการปอ้ งกนั ไปเกนิ สมควรแกเ่ หตุ หรอื เกินกวา่ กรณีแหง่ ความ
จำเป็น หรือเกินกวา่ กรณแี ห่งการจำต้องกระทำเพื่อป้องกนั ศาลจะลงโทษน้อยกว่าท่ีกฎหมายกำหนดไว้ สำหรบั

- 28 -

ความผดิ นัน้ เพียงใดก็ได้ แต่ถ้าการกระทำน้นั เกดิ ขึ้นจากความต่นื เต้นความตกใจ หรอื ความกลวั ศาลจะไมล่ งโทษ
ผ้กู ระทำ กไ็ ด้ เช่น จำเลยกับผู้ตายอยู่บา้ นหลงั เดยี วกนั วันเกดิ เหตจุ ำเลยกบั ผ้ตู ายรว่ มด่ืมสรุ ากนั ผตู้ ายเมาสรุ า จึงมีผู้
แยกผ้ตู ายไป ต่อมาผูต้ ายได้กลบั มาอกี โดยถือมีดทำครวั นำมาในหอ้ งจำเลยในลกั ษณะจะใชม้ ีดน้นั ทำรา้ ยรา่ งกาย
จำเลย ผูต้ ายมีรูปร่างสงู ใหญก่ ว่าจำเลย จำเลยจงึ ใช้อาวุธปืนยิงผตู้ ายถึงแก่ความตาย ดังน้ีการกระทำของผู้ตาย เป็น
ภยันตรายต่อจำเลย ซง่ึ เกิดจากการประทษุ รา้ ยอันละเมิดต่อกฎหมายและเปน็ ภยันตรายท่ีใกล้จะถึง จำเลยจึง มสี ิทธิ
ปอ้ งกันตนเองได้ แต่ผตู้ ายมีแตม่ ดี ทำครวั การท่ีจำเลยใชอ้ าวุธปนื ยิงผูต้ ายถงึ 5 นดั จึงเปน็ การกระทำเกิน กว่ากรณีแหง่
การทีจ่ ะต้องทำเพื่อป้องกนั ตนเอง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69 หรือ ผู้เสียหายกับ พรรคพวกเข้าไปลักแตง
ในไร่ของจำเลยในเวลากลางคืนจำเลยได้ใช้อาวุธปืนยิงผู้เสยี หายขณะผู้เสยี หายกับพวกวิ่ง หนกี ระสุนถกู ทีห่ ลังและฝงั
ในการทีจ่ ำเลยยิงผเู้ สยี หายโดยเหตทุ ี่ผ้เู สยี หายลกั แตง 2-3 ใบ กระสนุ ถูกท่ีสำคัญ เขา้ หน้าอกย่อมเล็งเห็นได้ว่ามเี จตนา
จะฆ่า จึงเป็นการกระทำทเ่ี กินกวา่ กรณแี หง่ การจำต้องกระทำเพอื่ ป้องกนั ตาม ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 69
จำเลยมคี วามผดิ ฐานพยายามฆ่าผ้เู สียหายเพ่ือป้องกัน สิทธิของตนเกิน แกเ่ หตุ

(5) เหตุยกเวน้ โทษ
การกระทำของบุคคลในบางกรณกี ฎหมายก็บัญญตั ใิ ห้การกระทำนัน้ เปน็ ความผดิ แตม่ เี หตุที่

ทำให้การ กระทำนัน้ ควรได้รับการยกเวน้ โทษ กล่าวคือ
เหตเุ พราะวิกลจริต
หลกั กฎหมายในเรื่องน้มี ีอยู่วา่ ผ้ใู ดกระทำความผิดในขณะไม่สามารถรผู้ ดิ ชอบ หรือไมส่ ามารถบังคับ

ตนเองได้ เพราะมีจิตบกพร่อง โรคจิต หรอื จิตฟนั เฟือน ผ้นู ั้นไมต่ ้องรบั โทษสำหรบั ความผดิ นน้ั แตถ่ า้ ผกู้ ระทำ
ความผิดยงั สามารถรู้ผดิ ชอบอยบู่ ้างหรือยังสามารถบงั คบั ตนเองไดบ้ ้างผนู้ น้ั ต้องรบั โทษสำหรบั ความผิดนนั้ แต่ ศาลจะ
ลงโทษนอ้ ยกว่าท่ีกฎหมายกำหนดไว้ สำหรบั ความผิดน้นั เพียงใดก็ได้ เชน่ จำเลยปว่ ยเปน็ โรคจติ จากพิษสรุ ากำเริบมี
อาการประสาทหลอน กลวั จะถูกทำร้ายขณะคยุ กับภรยิ า จำเลยใช้มีดฟนั คอและทำร้ายผู้ตาย มคี นพบจำเลยนง่ั งนุ งง
อยู่ใกล้ๆ ดังนี้ ศาลเหน็ ว่าจำเลยกระทำความผิดขณะไมส่ ามารถรู้ผิดชอบไมส่ ามารถบังคับ ตนเองได้ เพราะโรคจิตจาก
พิษสรุ า จำเลยไม่ตอ้ งรบั โทษ สำหรับการกระทำนนั้

เหตเุ พราะความมึนเมา
ความมึนเมาเพราะเสพสุรา หรือสง่ิ มนึ เมาอย่างอนื่ จะยกข้นึ เป็นขอ้ แกต้ ัวไมไ่ ด้เว้นแต่ความมนึ เมาน้ัน
จะไดเ้ กิดโดยผู้เสพไม่รวู้ า่ ส่งิ น้ีจะทำให้มึนเมาหรือไดเ้ สพโดยถกู ขนื ใจใหเ้ สพและไดก้ ระทำความผิดในขณะไม่สามารถ รู้
ผิดชอบหรือไมส่ ามารถบังคับตนเองได้ ผู้กระทำความผิดจะได้รับยกเว้นโทษสำหรบั ความผดิ นน้ั แต่ถา้ ผู้กระทำ ผดิ ยงั
สามารถรู้ผิดชอบอยู่บ้าง หรือยงั สามารถบังคับตนเองได้บ้าง ศาลจะลงโทษน้อยกวา่ ท่ีกฎหมายกำหนดไว้ สำหรบั
ความผิดนน้ั เพียงใดก็ได้ ดังตัวอย่าง จำเลยเมาสุรา แลว้ ยงิ ปืนเข้าไปในฝูงชนโดยไม่คำนึงวา่ กระสุนปนื จะไปถูกใครเข้า
จำเลยย่อมเล็งเหน็ ผลที่จะเกิดขน้ึ จากการกระทำของตน จำเลยจะอา้ งความมนึ เมามาเป็นเหตุ ยกเว้นโทษ หรอื ให้
ได้รบั โทษน้อยลงหาได้ไม่ เพราะจำเลยเสพสรุ าโดยไม่ได้ถกู ขืนใจ หรือเสพโดยไมร่ ้วู ่าเปน็ ของ มนึ เมา
เหตเุ พราะความจำเป็น
ผใู้ ดกระทำความผดิ ด้วยความจำเปน็
(1) เพราะอยใู่ นทบี่ ังคบั หรือภายใตอ้ ำนาจซึ่งไม่สามารถหลกี เลีย่ งหรือขดั ขืนได้ หรือ

- 29 -

(2) เพราะเพ่ือใหต้ นเองหรือผู้อน่ื พน้ ภยันตรายที่ใกลจ้ ะถึง และไมส่ ามารถหลีกเลย่ี งใหพ้ ้นโดยวธิ อี ่นื
ใดได้ เมื่อภยันตรายน้ันตนมิไดก้ อ่ ใหเ้ กดิ ขนึ้ เพราะความผดิ ของตน

ถ้าการกระทำนน้ั ไม่เปน็ การเกินสมควรแกเ่ หตุแลว้ ผู้นั้นไม่ต้องรับโทษ ดงั เช่น มผี ูน้ ำช้างไปล่ามไว้
ใกลก้ ับสวนของจำเลยโดยจำเลยไม่รู้ กลางคนื ชา้ งหลุดเขา้ ไปในสวนของจำเลย จำเลยโผลจ่ ากไรข่ ้าวโพดพบชา้ ง อยู่
กลางไร่ข้าวโพด ห่างประมาณ 4 วา โดยไมท่ ันรตู้ วั และกำลังเดนิ เข้ามาหาจำเลย จำเลยเขา้ ใจวา่ เปน็ ชา้ งป่า จงึ ผลัก
คนงานให้หลบ แลว้ เอาปืนยิงชา้ งไป 2 นัด แลว้ วงิ่ หนี ดงั นถี้ อื ว่าการทจี่ ำเลยยงิ ช้างของผู้เสยี หาย เป็นการตัดสินใจโดย
กะทันหัน ด้วยความจำเปน็ เพื่อให้พ้นภยนั ตรายทใี่ กลจ้ ะถงึ โดยไม่สามารถหลีกเลีย่ งให้พ้น โดยวธิ อี น่ื ใดได้ การกระทำ
น้ันไม่เกินสมควรแก่เหตุจึงไม่ตอ้ งรบั โทษ ฐานทำใหเ้ สยี ทรัพย์

เหตเุ พราะกระทำตามคำสงั่ ของเจ้าพนกั งาน
การกระทำตามคำส่ังของเจ้าพนักงาน แมค้ ำส่ังน้ันจะมชิ อบด้วยกฎหมาย ถา้ ผู้กระทำมีหน้าที่หรอื
เชื่อ โดยสจุ ริตว่ามีหนา้ ท่ีต้องทำปฏิบตั ิตาม ผ้นู น้ั ไม่ตอ้ งรับโทษ เว้นแตจ่ ะร้วู ่าคำสัง่ นน้ั เป็นคำสงั่ ซ่งึ มชิ อบดว้ ย กฎหมาย
เชน่ ผบู้ งั คบั กองตำรวจสงั่ ใหจ้ ำเลยซงึ่ เปน็ ตำรวจใตบ้ งั คับบัญชาไปจบั กุมผู้ต้องหาโดยมิได้ ออกหมายจับจำเลยไป
จับกมุ ผตู้ ้องหาโดยเข้าใจว่าคำส่งั นนั้ เป็นคำส่ังที่ชอบดว้ ยกฎหมาย เพราะได้ถือเป็นหลัก ปฏบิ ัติกันตลอดมาวา่ ไปจับได้
แม้การกระทำของจำเลยจะเป็นการไมช่ อบจำเลยก็ไม่ต้องรับโทษ
เหตเุ พราะเป็นสามภี รยิ า
การกระทำของสามภี รยิ าท่ชี อบด้วยกฎหมาย ซึ่งได้กระทำความผิดเกยี่ วกบั ทรัพย์ต่อกันแลว้
ผกู้ ระทำ ไม่ต้องรบั โทษ เชน่ ความผิดฐานลกั ทรัพย์ ยกั ยอกทรัพย์หรือฉ้อโกง เปน็ ต้น
เหตเุ พราะเปน็ เด็ก
เดก็ อายยุ ังไม่เกนิ เจ็ดปีกระทำการอันกฎหมายบญั ญัติเปน็ ความผิดเด็กนน้ั ไม่ตอ้ งรบั โทษ เชน่ เดยี วกับ
เดก็ อายุกว่าเจด็ ปแี ตย่ ังไม่เกนิ สิบส่ปี ีกระทำการอนั กฎหมายบัญญัตเิ ป็นความผิด เด็กนน้ั ไมต่ อ้ งรบั โทษ แตใ่ ห้ ศาล
กำหนดเงื่อนไขบางประการสำหรบั เดก็ ได้ เช่น วา่ กลา่ วตักเตอื น สง่ ตวั เด็กไปยงั โรงเรียนหรือสถานฝกึ และ อบรม หรือ
สถานที่ซงึ่ จดั ต้ังขนึ้ เพ่อื ฝกึ และอบรมเดก็ ตลอดระยะเวลาทีศ่ าลกำหนด แต่อยา่ ให้เกินกว่าท่ีเด็กนั้น จะมีอายุครบสิบ
แปดปี

(6) การพยายามกระทำความผดิ
การกระทำของบุคคลนน้ั เม่ือมีเจตนากระทำต่อบุคคลอนื่ แล้ว มิใชว่ ่าการกระทำนน้ั จะสำเรจ็
เสมอไป บางคร้งั ผลของการกระทำยังอยเู่ พยี งขนั้ พยายามกระทำความผิดเท่านั้น ซึง่ ในเร่ืองน้ี มหี ลักกฎหมายอยูว่ า่
ผ้ใู ด ลงมอื กระทำความผดิ แต่กระทำไปไม่ตลอด หรือกระทำไปตลอดแลว้ แต่การกระทำนั้นไม่บรรลุผล ผ้นู ้นั พยายาม
กระทำความผิด
(7) ผู้ใดพยายามกระทำความผิดผูน้ ้นั ตอ้ งระวางโทษสองในสามของโทษท่ีกฎหมายกำหนดไว้
สำหรบั ความผดิ น้ัน เช่น ยกปนื ลกู ซองไปทางผเู้ สียหาย จะยงิ แต่มีผมู้ าหา้ มและกอดจำเลยไว้ แม้ไม่ได้ความวา่ นิว้ อยู่ท่ี
ไกปนื กเ็ ปน็ พยายามฆา่ คนแล้ว หรือใชก้ รรไกรตัดสร้อยข้อมอื ผเู้ สียหายขาดจากกนั และตกไปทพ่ี นื้ ดนิ แต่ยัง มไิ ด้เขา้
ยึดถอื เอาสร้อยน้ันไปเปน็ การพยายามลักทรพั ย์
ผูก้ ระทำความผิดหลายคน

- 30 -

ในบางกรณีการกระทำของบคุ คลไม่อาจจะกระทำการเพียงคนเดียวได้ จำต้องอาศยั ผูอ้ ่นื หรือใหผ้ อู้ ่นื
ชว่ ย ซงึ่ ทำใหบ้ คุ คลเหลา่ น้ันย่อมต้องรบั ผดิ ไปตามผลแหง่ การกระทำน้นั ส่วนโทษท่จี ะได้จะมากน้อยเพียงใด
ย่อมขน้ึ อยกู่ ับลักษณะของการกระทำ

ตวั การ
ในกรณคี วามผดิ ใดเกดิ ขึน้ โดยการกระทำของบุคคลตัง้ แตส่ องคนขึ้นไป ผทู้ ี่ไดร้ ว่ มกระทำความผดิ
ดว้ ยกนั นนั้ เป็นตัวการ ต้องระวางโทษตามที่กฎหมายกำหนดไวส้ ำหรบั ความผดิ น้ัน เช่น หญิงอาจเป็นตัวการใน
ความผดิ ฐานข่มขืนกระทำชำเรา ได้โดยการช่วยจบั ขาให้ชายขม่ ขืนกระทำชำเราหญิงอื่น หรอื มกี ารแบ่งหนา้ ท่ีกันทำ
วัยรุ่น 5-6 คน กลุ้มรมุ ทำรา้ ยกัน เจา้ พนักงานเขา้ ไปตักเตือนและขอจบั กุม จำเลยไม่ได้ลงมือทำรา้ ยด้วย แตย่ กเกา้ อี้
เหล็กข้ึนเพื่อคอยชว่ ยเหลือพวกของจำเลยในการทำร้ายเจา้ พนกั งาน ถือว่าจำเลยเปน็ ตวั การด้วยแล้ว
ผู้ใช้
การก่อใหผ้ ู้อน่ื กระทำความผิดไม่ว่าด้วยการใช้ บงั คบั ขู่เข็ญ จ้าง วาน หรอื ยยุ งส่งเสรมิ หรือด้วยวิธี
อื่นใด ผู้นนั้ เป็นผู้ใชใ้ หก้ ระทำความผดิ
ถา้ ผู้ถกู ใช้ได้กระทำความผิดน้ัน ผ้ใู ชต้ อ้ งรบั โทษเสมือนเป็นตวั การถ้าความผดิ มไิ ด้กระทำลง ไมว่ ่าจะ
เปน็ เพราะผู้ถูกใช้ไมย่ อมกระทำ ยงั ไม่ได้กระทำ หรือเหตุอ่ืนใด ผใู้ ช้ต้องระวางโทษเพียงหน่งึ ในสามของโทษท่ี กำหนด
ไว้สำหรบั ความผิดน้นั ดังตัวอยา่ งเชน่ สัง่ ให้ขว้างระเบิดใสต่ ำรวจ แมผ้ ู้ถกู ใช้จะไม่ไดก้ ระทำกต็ อ้ ง รับผิดฐานเปน็ ผู้ใช้
แล้ว เป็นผูไ้ ปช้ีบ้านเจ้าทรัพยใ์ หผ้ กู้ ระทำความผิดอีกด้วย ยอ่ มเป็นการกระทำในลักษณะ
ผู้สนบั สนุน
การกระทำดว้ ยประการใดๆ อนั เปน็ การช่วยเหลือหรือให้ความสะดวกในการทีผ่ ู้อ่ืนกระทำความผดิ
กอ่ น หรอื ขณะกระทำความผิด แมผ้ ู้กระทำความผดิ จะมิได้รูถ้ ึงการชว่ ยเหลอื หรอื ให้ความสะดวกนน้ั ก็ตาม ผู้น้ันเป็นผู้
สนบั สนนุ การกระทำความผดิ ตอ้ งระวางโทษสองในสามส่วนของโทษทก่ี ำหนดไว้ สำหรบั ความผดิ ท่ีสนบั สนุน นน้ั เช่น
ผกู สุนขั เอาไว้เพ่ือให้พรรคพวกเขา้ ปลน้ ทรัพย์ได้สะดวก หรือใหใ้ ช้สถานท่ี อปุ กรณ์ในการปลอม เหรยี ญกษาปณ์ หรือ
พดู เร้าใจให้ผู้กระทำความผิดได้กระทำตอ่ ไป

2. ความผิดอาญา

ประมวลกฎหมายอาญานัน้ ได้บญั ญตั ิลักษณะความผดิ ต่างๆ ไว้ใหเ้ ปน็ หมวดหมเู่ พื่อสะดวกต่อการ ทำความ
เข้าใจ กลา่ วคือ ความผิดท่ีมีลกั ษณะการกระทำในทำนองเดียวกันก็จะจัดไว้ใหอ้ ยู่ในลกั ษณะ และ หมวดเดยี วกัน ซง่ึ
สามารถแบ่งออกได้ดงั นี้

2.1 ลักษณะ 1 ความผิดเก่ียวกบั ความมั่นคงแห่งอาณาจกั ร เป็น
(1) หมวด 1 ความผิดต่อพระมหากษัตริย์ พระราชนิ ี รัชทายาท ผู้สำเรจ็ ราชการแทน พระองค์ ซงึ่

ได้แก่ การปลงพระชนม์ การประทษุ ร้าย หรือการหม่นิ ประมาท ดหู มนิ่
(2) หมวด 2 ความผดิ ต่อความม่ันคงของรัฐภายในราชอาณาจกั ร เช่น การกระทำโดย การยยุ งทหาร

หรอื ตำรวจ ให้หนรี าชการสะสมกำลังพลหรืออาวุธ หรอื เหยียดหยามประเทศชาติ

- 31 -

(3) หมวด 3 ความผดิ ต่อความมั่นคงของรฐั ภายนอกราชอาณาจกั ร เช่น การกระทำใดๆ เพื่อให้
ราชอาณาจักรตกไปอยู่ใตอ้ ำนาจอธิปไตยของรฐั ต่างประเทศ หรือการกระทำใดๆ เพอ่ื ให้เกดิ เหตรุ า้ ยแก่ ประเทศจาก
ภายนอก

(4) หมวด 4 ความผิดต่อสัมพันธไมตรกี ับตา่ งประเทศ เช่น ทำรา้ ยร่างกายประมุขแหง่ รัฐ
ต่างประเทศ หรือหม่นิ ประมาท ดหู มน่ิ ประมุขแห่งรัฐตา่ งประเทศ

2.2 ลักษณะ 2 ความผิดเก่ยี วกบั การปกครอง
(1) หมวด 1 ความผิดต่อเจา้ พนกั งาน เช่น การดูหมน่ิ เจ้าพนกั งาน การต่อสูห้ รือ ขัดขวางเจา้

พนกั งาน หรือการให้สินบนเจา้ พนกั งาน เพ่ือจงู ใจให้กระทำการ ไม่กระทำการ หรือประว่ิงการ กระทำอนั มชิ อบดว้ ย
หน้าที่

(2) หมวด 2 ความผดิ ต่อตำแหน่งหน้าท่ที างการเงนิ เชน่ เจา้ พนักงานยักยอกทรัพย์ หรือเป็นเจ้า
พนักงานปฏบิ ัตหิ รือละเว้นการปฏิบัติหนา้ ทโี่ ดยมิชอบหรือเป็นเจา้ พนักงานมีหนา้ ท่ีทำเอกสารรบั เอกสาร หรือกรอก
ขอ้ ความลงในเอกสารโดยรบั รองเปน็ หลักฐานวา่ ตนไดก้ ระทำการอย่างใดข้นึ การอย่างใดได้กระทำต่อ หนา้ ที่ตนอัน
เปน็ ความเทจ็

2.3 ลกั ษณะ 3 ความผดิ เกีย่ วกับการยุตธิ รรม
(1) หมวด 1 ความผิดต่อเจา้ พนกั งานในการยุติธรรม เช่น ติดสนิ บนแกเ่ จ้าพนกั งาน ในตำแหน่งตลุ า

การ หรือขัดขืนหมายศาล หรือหมายเรยี กร้องของพนักงานสอบสวน ซ่งึ ให้มาเพ่ือให้ถอ้ ยคำ หรือเบกิ ความอันเปน็ เทจ็
ในการพิจารณาคดขี องศาล

(2) หมวด 2 ความผิดต่อตำแหนง่ หน้าท่ใี นการยุตธิ รรม เชน่ เจา้ พนักงานในตำแหนง่ ตุลาการ พนัก
งายอัยการ หรือ พนักงานสอบสวน เรยี กร้องหรอื ยอมจะรบั ทรพั ย์สนิ หรอื ประโยชนอ์ ่ืนใด สำหรับตนเองหรือผ้อู นื่
โดยมชิ อบ เพื่อการกระทำหรอื ไม่กระทำการอยา่ งใดในตำแหนง่ ไม่ว่าการนนั้ จะชอบ หรือไม่ชอบดว้ ยหนา้ ที่

2.4 ลักษณะ 4 ความผดิ เก่ียวกบั ศาสนา ความผิดในลักษณะนี้ไม่มกี ารแบง่ เป็นหมวดหมู่ เนอ่ื งดว้ ยกฎหมาย
ไม่ไดบ้ ญั ญัติใหเ้ ป็นความผิดหลายฐาน ความผิดในลักษณะนี้ เช่น ผู้ใดกระทำการด้วย ประการใดๆ แกว่ ตั ถุหรือสถาน
อันเปน็ ที่เคารพในทางศาสนาของหม่ชู นใด อนั เป็นการเหยียดหยามศาสนานน้ั ต้องระวางโทษ

2.5 ลกั ษณะ 5 ความผิดเกย่ี วกับความสงบสขุ ของประชาชน เช่น ผู้ใดเปน็ สมาชกิ ของคณะ บุคคลซึง่ ปกปดิ
วธิ ีดำเนินการและมีความม่งุ หมายเพ่ือการอนั มิชอบด้วยกฎหมาย ผูน้ ้นั กระทำ ความผดิ ฐานเป็นอ้ังย่ี

2.6 ลกั ษณะ 6 ความผิดเกยี่ วกบั การก่อใหเ้ กิดภยนั ตรายต่อประชาชน เช่น ความผิดฐาน วางเพลงิ เผาทรัพย์
ผอู้ ื่น หรือผู้ใดเอาส่ิงใดๆ กดี ขวางทางรถไฟ หรือกระทำแกเ่ คร่อื งสัญญาณจนน่าจะเปน็ เหตใุ ห้ เกดิ อนั ตรายแก่การเดิน
รถไฟ เปน็ ตน้

2.7 ลกั ษณะ 7
(1) หมวด 1 ความผิดเก่ียวกบั การปลอมและการแปลงข้ึน ซึ่งเงินตรา ธนบตั ร หรือส่ิง อืน่ ใด ซงึ่

รฐั บาลออกให้ หรอื ให้ใช้อำนาจให้ออกใชเ้ ป็นความผิด หรือทำปลอมหรอื แปลงซง่ึ รัฐบาลตา่ งประเทศ ออกใช้ หรือให้
อำนาจออกใชเ้ ป็นความผิด

- 32 -

(2) หมวด 2 ความผิดเกย่ี วกบั ดวงตรา แสตมป์ และตัว เช่น ทำปลอมขน้ึ ซ่งึ ดวงตรา แผ่น หรือดวง
ตรา หรอื หมวดการเมอื ง ต้องระวางโทษ

(3) หมวด 3 ความผิดเก่ียวกับเอกสาร เชน่ ทำเอกสารปลอมขน้ึ ท้ังฉบับ หรอื แต่สว่ น หน่ึงส่วนใด
เตมิ หรอื ตดั ตอนข้อความหรอื แกไ้ ขดว้ ยประการใดๆ ในเอกสารท่ีแท้จรงิ หรือประทบั ตราปลอม หรอื ลงลายมือชื่อ
ปลอมในเอกสาร โดยประการทน่ี ่าจะให้เกิดความเสียหายแก่ผูอ้ ่นื หรือประชาชน ถ้าได้กระทำเพ่อื ให้ ผู้หนึง่ ผู้ใด
หลงเชอื่ ว่าเป็นเอกสารทีแ่ ท้จรงิ ผู้น้ันกระทำความผดิ ฐานปลอมเอกสาร

2.8 ลักษณะ 8 ความผดิ เก่ยี วกบั การค้า เชน่ ปลอมเคร่ืองหมายการค้าของผู้อ่ืนซึ่งได้ จดทะเบยี นแล้ว ไม่ว่า
จะไดจ้ ดทะเบยี นภายในหรือภายนอกราชอาณาจักร หรือความผดิ ฐานเล่ยี นเครอ่ื งหมาย การค้าของผู้อ่นื ซึ่งไดจ้ ด
ทะเบยี นแล้ว

2.9 ลักษณะ 9 ความผดิ เก่ียวกบั เพศ เช่น ผู้ใดข่มขนื กระทำชำเราหญงิ ซึ่งมใิ ชภ่ ริยาของตน โดยขู่เข็ญดว้ ย
ประการใดๆ โดยใช้กำลังประทุษรา้ ย โดยทหี่ ญงิ อย่ใู นภาวะทไี่ มส่ ามารถขัดขืนได้ หรือโดยทำให้ หญงิ เข้าใจผดิ วา่ ตน
เปน็ บุคคลอื่น

2.10 ลักษณะ 10 ความผิดเก่ียวกับชีวติ และรา่ งกาย
(1) หมวด 1 ความผดิ ต่อชีวิต เชน่ ผใู้ ดฆา่ ผู้อื่นโดยเจตนา หรอื มิไดเ้ จตนาฆ่า หรือโดย ประมาท
(2) หมวด 2 ความผิดต่อรา่ งกาย เช่น ทำรา้ ยผู้อ่ืนจนเป็นเหตุใหเ้ กดิ อันตรายแก่ร่างกาย หรือจติ ใจ

ของผู้อนื่ นัน้ หรือกระทำโดยประมาท เป็นเหตุให้ผู้อนื่ ได้รับอนั ตราย
(3) หมวด 3 ความผิดฐานทำใหแ้ ทง้ ลกู หรือผ้ใู ดทำให้หญิงแท้งลกู โดยหญิงนน้ั ไมย่ ินยอม
(4) หมวด 4 ความผดิ ฐานทอดท้งิ เด็ก คนปว่ ย เจบ็ หรือคนชรา ผูใ้ ดทอดท้ิงเดก็ อายุ ไม่เกนิ เก้าปีไป

ไว้ ณ ทใี่ ดเพื่อให้เด็กน้ันพน้ ไปเสียจากตนโดยประการท่ีทำให้เด็กน้นั ปราศจากผู้ดูแล
2.11 ลกั ษณะ 11 ความผดิ เกี่ยวกบั เสรีภาพและชือ่ เสยี ง
(1) หมวด 1 ความผิดต่อเสรีภาพ เชน่ หนว่ งเหนยี่ ว กักขงั ผู้อ่นื หรอื กระทำดว้ ย ประการใดๆ ให้

ผูอ้ ่นื ปราศจากเสรภี าพในรา่ งกาย และให้ผู้อน่ื นั้นกระทำการใด ใหแ้ ก่ผู้กระทำหรือบุคคลอ่นื หรอื ความผิด ฐานจบั คน
ไปเรียกค่าไถ่ หรอื ความผดิ ฐานพรากผู้เยาว์ ซ่ึงมีอายสุ ิบแปดปีไปเสยี จากบิดามารดา หรือผ้ปู กครอง

(2) หมวด 2 ความผดิ ฐานเปิดเผยความลบั เชน่ เปดิ ผนกึ หรือเอาซองจดหมาย โทรเลข หรือเอกสาร
ใดๆ ซง่ึ ปดิ ผนึกของผอู้ ่ืนไปเพื่อล่วงรขู้ ้อความ

2.12 ลักษณะ 12 ความผิดเกี่ยวกับทรพั ย์
(1) หมวด 1 และ 2 ความผิดฐานลกั ทรัพย์ และ ว่งิ ราวทรัพย์ เช่น ผใู้ ดเอาทรัพย์ของผูอ้ ่ืน หรือที่

ผ้อู ่นื เป็นเจ้าของรวมอยู่ด้วยไปโดยทจุ รติ ผนู้ นั้ กระทำความผิด ฐานลักทรัพย์หรอื ลักทรัพย์โดยใชก้ ำลังประทุษรา้ ยเป็น
ชงิ ทรัพย์ หรอื ชิงทรัพยโ์ ดยรว่ มกนั กระทำความผดิ ดว้ ยกนั ตงั้ แต่สามคนขนึ้ ไป ผ้นู ้นั กระทำความผดิ ฐานปลน้ ทรัพย์

(2) หมวด 3 ความผดิ ฐานฉ้อโกง เช่น ผู้ใดทุจรติ หลอกลวงผู้อ่นื ด้วยการแสดง ซ่ึงความอันเปน็ เท็จ
หรือปกปิดขอ้ ความจริง ซ่ึงควรบอกให้แจ้งและโดยการหลอกลวงดงั ว่านั้นไดไ้ ปซ่งึ ทรัพย์สนิ ของผู้ถูกหลอกลวง หรอื
บุคคลท่ีสาม หรือทำให้ผถู้ ูกหลอกลวงหรอื บุคคลทีส่ าม ทำ ถอน หรอื ทำลายเอกสารสทิ ธิ ผนู้ น้ั กระทำความผดิ ฐาน
ฉ้อโกง

- 33 -

(3) หมวด 4 ความผดิ ฐานโกงเจา้ หนี้ เชน่ ผูใ้ ดเพ่ือมิให้เจ้าหนี้ของตนหรือของผู้อน่ื ไดร้ บั ชำระหนี้
ท้งั หมด หรือแตบ่ างสว่ นซ่งึ ได้ใช้ หรอื จะใช้สทิ ธเิ รียกร้องทางศาลให้ชำระหน้ียา้ ยไปเสีย ซ่อนเรน้ หรอื โอนไปให้แกผ่ ้อู ืน่
ซง่ึ ทรพั ย์ใดก็ดี แกล้งใหต้ นเองเป็นหนจี้ ำนวนใดอนั ไมเ่ ปน็ ความจรงิ ก็ดี

(4) หมวด 5 ความผิดฐานยักยอก เชน่ ผใู้ ดครอบครองทรัพย์ซึ่งเปน็ ของผู้อนื่ ซึง่ ผอู้ น่ื เป็นเจ้าของ
รว่ มอย่ดู ว้ ย เบียดบงั เอาทรพั ย์น้ันเปน็ ของตนหรอื บุคคลท่ีสามโดยทุจรติ ผ้นู ั้น ทำความผิดฐาน ยกั ยอก

(5) หมวด 6 ความผดิ ฐานรบั ของโจร เช่น ผู้ใดช่วยซอ่ นเร้น ช่วยจำหนา่ ย ชว่ ยพาไป ซงึ่ ทรพั ย์อนั
ได้มาจากการกระทำความผดิ ฐานลกั ทรพั ย์ วิ่งราวทรพั ย์ ฉ้อโกง ยักยอก ผู้น้นั กระทำความผดิ ฐาน รับของโจร

(6) หมวด 7 ความผดิ ฐานทำให้เสียทรพั ย์ เช่น ผู้ใดทำให้เสียหายทำใหเ้ สอ่ื มคา่ หรอื ทำใหไ้ ร้
ประโยชนซ์ ึ่งทรัพย์ของผู้อนื่ เป็นเจ้าของร่วมอยู่ด้วยผูน้ ั้นกระทำความผดิ ฐานทำใหเ้ สยี ทรัพย์

(7) หมวด 8 ความผิดฐานบุกรกุ เช่น ผใู้ ดกระทำโดยไม่มีเหตอุ ันสมควรเข้าไป หรอื ซ่อนตัวอยู่ใน
เคหสถาน อาคารเกบ็ รักษาทรพั ย์ หรอื สำนักงานในความครอบครองของผู้อืน่ หรือ ไม่ยอม ออกไปจากสถานท่เี ชน่ ว่า
น้ันเม่อื ผู้มีสิทธิห้ามมใิ หเ้ ข้าไป ไดไ้ ลใ่ ห้ออก

- 34 -

คำถามทา้ ยบท

1. การกระทำโดยการงดเว้น มีลักษณะอย่างไร
2. เหตยุ กเว้นโทษ ได้แกอ่ ะไรบา้ งจงยกตวั อยา่ งและอธบิ าย
3. การพยายามกระทำความผิดคอื อะไร ต้องรบั โทษอยา่ งไร
4. ตวั การ เกดิ จากการกระทำความผิดต้งั แต่กค่ี นขนึ้ ไป
5. ความผดิ ลหุโทษ คืออะไร
6. สภาพบังคบั ของกฎหมายอาญาได้แกอ่ ะไรบา้ ง
7. การไม่กระทำ ทเี่ ป็นความผิดต่อกฎหมายอาญา หมายถึงอะไร
8. การกระทำความผิดโดยประมาท คอื อะไร
9. การกระทำความผดิ เพราะเหตุบนั ดานโทษะ ต้องรบั โทษอยา่ งไร
10. การปอ้ งกันสทิ ธขิ องตน ทจี่ ะทำใหช้ อบดว้ ยกฎหมายจะตอ้ งมีลกั ษณะอยา่ งไร

- 35 -

บทที่ 3
หลักกฎหมายแพง่ และพาณิชย์

1. หลกั กฎหมายแพ่ง

หลกั กฎหมายแพ่งนนั้ เป็นส่วนหน่งึ ของหลักกฎหมายท่ีบญั ญตั อิ ยใู่ นประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซง่ึ
เป็นหลกั กฎหมายท่ีมีประวัตคิ วามเปน็ มาอนั ยาวนาน ดงั ท่ไี ดท้ ราบมาแลว้ วา่ ประมวลกฎหมายแพ่งและ พาณชิ ยข์ อง
ไทย ถือกำเนดิ ข้นึ มาไดน้ ัน้ ก็สืบเน่ืองจากประเทศไทยต้องการหลดุ พน้ จากการสญู เสียสิทธสิ ภาพนอก อาณาเขต ใหก้ ับ
ชาวตา่ งประเทศ หรือคนต่างด้าวทก่ี ระทำความผดิ แลว้ ไม่ต้องขึ้นศาลไทย เพราะในรัฐสมัยนน้ั คอื ยุคกรุงรัตนโกสนิ ทร์
ตอนตน้ ลทั ธลิ า่ อาณานคิ มกำลังมอี ิทธิพลอย่ใู นเอเชียตะวนั ออกเฉียงใต้ ประเทศไทยก็ เป็นประเทศหน่ึงทตี่ า่ งชาติ
หมายปองจะเขา้ มามีอทิ ธพิ ลในประเทศไทย เราจึงจำเปน็ ต้องยนิ ยอมตามขอ้ เรยี กร้อง ของประเทศมหาอำนาจ
ทั้งหลายนนั้ เชน่ การสญู เสยี ดินแดนตา่ งๆ ทั้งทศิ ตะวันตก ตะวนั ออก และทิศใต้ ซึง่ รวมท้งั ข้อเรยี กร้องท่ีคนในบังคับ
ของเขา หรอื คนชาติของเขากระทำความผดิ แลว้ ไม่ต้องขน้ึ ศาลไทย โดย ประเทศไทยถูกกล่าวหาวา่ มกี ฎหมายทยี่ งั ล้า
หลงั อยู่ ด้วยเหตุผลนีเ้ องที่องคพ์ ระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกลา้ เจา้ อยหู่ วั จึงได้ทรงใหม้ ีการปรับปรงุ กฎหมายไทยครั้ง
ใหญ่ และในทีส่ ดุ พระองค์ได้ทรงตัดสินพระทัย ใหน้ ำระบบ Civil Law มาใชใ้ นสงั คมไทยจนกระทงั่ ถึงทุกวันน้ี และทำ
ใหป้ ระเทศไทยไม่ต้องสญู เสยี สิทธสิ ภาพนอก อาณาเขตอีกในกาลต่อมา

หลกั กฎหมายแพง่ นั้น เปน็ หลักกฎหมายท่เี ก่ียวกับหลักการใช้กฎหมายท่มี ุ่งคุ้มครองให้กับบคุ คลและ นติ ิ
บคุ คล ซงึ่ รวมถงึ สิทธิหรือประโยชนท์ ก่ี ฎหมายรบั รองและคุ้มครองให้กับเอกชน เม่ือเอกชนมขี ้อพิพาท เกิดข้ึนระหว่าง
กนั แล้ว กฎหมายก็จะมหี ลกั แห่งความยุตธิ รรมในการแก้ไขหรือตดั สนิ ข้อพิพาทใหก้ ับเอกชนนัน้ หลกั กฎหมาย แพง่ ที่
ปรากฏอยู่ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ คอื บรรพ 1 หลักท่วั ไป, บรรพ 2 หนี้ บรรพ 4 ทรพั ย์สนิ , บรรพ 5
ครอบครวั และบรรพ 5 มรดก

1.1 การใชก้ ฎหมายแพ่งและพาณิชย์
กฎหมายนั้นต้องใช้ในบรรดากรณี ดังน้ี

(1) ให้ใชต้ ามบทบัญญัติใดๆ แห่งกฎหมายตามตัวอกั ษร หรอื ตามความมงุ่ หมายของบทบัญญตั ิ
นัน้ ๆ

(2) เมื่อไมม่ บี ทกฎหมายท่ีจะยกมาปรับคดีได้ ให้วนิ ิจฉยั คดีน้นั ตามจารีตประเพณแี หง่ ท้องถ่นิ
(3) ถ้าไม่มจี ารีตประเพณเี ช่นวา่ นัน้ ใหว้ นิ ิจฉยั คดีอาศยั เทยี บบทกฎหมายทใ่ี กล้เคยี งอย่างย่งิ
(4) ถา้ บทกฎหมายจารตี ประเพณีและกฎหมายใกล้เคยี งอยา่ งยิ่งไมม่ ี ให้วินิจฉัยตามหลกั กฎหมายท่ัวไป
ให้ใช้ตามบทบัญญตั ิใดๆ แห่งกฎหมายตามตวั อักษร หมายความวา่ การใช้กฎหมายน้ัน เม่อื กฎหมายได้
บญั ญตั เิ ป็นลายลักษณ์อักษรแลว้ ก็ตอ้ งใชต้ ามตัวอักษรที่ปรากฏ เนอ่ื งจากระบบกฎหมายไทย เป็นระบบ Civil Law
ซง่ึ นยิ มบัญญัติกฎหมายให้อยู่ในรูปลายลกั ษณ์อกั ษร เพ่ือให้เกดิ ความชัดเจนและ สามารถนาํ ไปปรับใช้ได้กบั
ข้อเทจ็ จรงิ ทเี่ กดิ ข้นึ เช่น หลักกฎหมายที่บญั ญัติวา่ การกยู้ ืมเงนิ กว่าห้าสิบบาทขึน้ ไป ถ้ามิไดม้ หี ลกั ฐานแหง่ การกยู้ ืม
เปน็ หนงั สืออยา่ งหนงึ่ อย่างใดลงลายมือชอื่ ผูย้ มื เป็นสำคญั ท่านวา่ จะฟ้องร้องให้ บังคบั คดหี าไดไ้ ม่” ตามตวั อักษรท่ี

- 36 -

ปรากฏ เมอ่ื อ่านแล้วยอ่ มเขา้ ใจได้ว่า การกู้ยืมเงนิ กนั นน้ั แม้จะเปน็ เงนิ เพียงหา้ สิบบาท ซ่ึงไมม่ ากนกั สำหรับคา่ ของ
เงนิ สมัยน้ี แตก่ ต็ ้องมหี ลักฐานเป็นหนงั สือ อยา่ งใดอย่างหนึ่ง ลงลายมอื ช่อื ผู้ยืมเป็นสำคญั จึงจะฟ้องรอ้ งบงั คบั คดกี ัน
ได้ หากต่อมาผยู้ ืมเงินไปแลว้ ไมน่ ำเงนิ มาใช้หนท้ี ี่ยืม แต่ถ้าไม่ทำหลกั ฐานเปน็ หนังสือ ผใู้ ห้ยมื ซ่ึงเปน็ เจ้าหน้กี ็ไม่อาจ
ฟอ้ งร้องผยู้ มื ได้

กฎหมายให้ใช้ตามความมงุ่ หมายของบทบัญญตั นิ ั้นๆ ตามความมงุ่ หมาย จงึ ตอ้ งตีความว่า กฎหมาย มี
เจตนารมณใ์ หใ้ ช้บังคับกันอย่างไร ดงั เช่นบทบัญญัติที่กล่าวข้างตน้ ว่า “ถ้ามไิ ด้มีหลกั ฐาน แห่งการกยู้ ืมเปน็ หนังสือ
อยา่ งใดอย่างหนงึ่ ลงลายมือชื่อผู้ยืมเป็นสำคัญ” นน้ั กฎหมายมคี วามมงุ่ หมายวา่ หลักฐานแหง่ การกู้ยืม นน้ั จะเป็น
เอกสารอยา่ งไรกไ็ ด้ ขอให้มีถ้อยคำที่แสดงวา่ บุคคลน้นั ไดย้ ืมเงินมาจากบุคคลอีกคนหนึง่ และบุคคล นนั้ ไดล้ งลายมือ
ช่อื ไวใ้ นข้อความนนั้ ความมงุ่ หมายน้จี งึ ไม่ต้องถึงขนาดทำเป็นสัญญา มแี บบอะไรต่างๆ และผ้ใู ห้ ยืมไมจ่ ำเป็นต้องลง
ลายมือช่อื ดว้ ย ก็มีผลให้ฟ้องร้องบังคับคดี ได้ ดังทศี่ าลฎกี าได้เคยมคี ำพิพากษาให้ไวเ้ ปน็ บรรทดั ฐาน คอื

ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 635 วรรคหนึง่ มิไดบ้ ังคบั วา่ หลักฐานแหง่ การกยู้ ืมเป็น หนงั สือ
ต้องมีข้อความว่าใครเปน็ ผใู้ ห้กู้ ใครเปน็ ผกู้ ู้ ยมื เงนิ กันเมอ่ื ไร กำหนดใช้กนั อย่างไร อกี ทงั้ ตามมาตรา ดังกลา่ วท่วี า่ ถา้ ไม่
มีหลกั ฐานแห่งการกู้ยืมเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหน่งึ ลงลายมอื ช่ือผยู้ มื เป็นสำคญั หาได้มี ความหมายเคร่งครดั วา่
จะตอ้ งมีถ้อยคำวา่ กยู้ มื ปรากฏอยใู่ นเอกสารนนั้ ไม่ และข้อความที่จะรบั ฟังเป็นหลักฐาน แหง่ การกยู้ ืมได้นน้ั ไม่จำต้อง
มบี รรจอุ ยูใ่ นเอกสารฉบับเดียว อาจรวบรวมเอกสารหลายฉบบั ท่ีเกย่ี วโยงเป็นเรื่อง เดียวกันรับฟังเปน็ หลกั ฐานแหง่ การ
กูย้ มื ได้ "

ใบเสร็จรับเงนิ คา่ เชา่ เป็นใบรับเงนิ ท่ไี ม่มขี ้อความแสดงให้เหน็ วา่ จำเลยกู้เงินโจทกไ์ ป ไมเ่ ปน็ หลกั ฐาน แห่ง
การกู้ยมื

เอกสารทีจ่ ำเลยทำให้โจทก์มีข้อความว่า จำเลยจะนำเงิน 50,000 บาท มาให้แกโ่ จทก์ภายในเดอื น
พฤษภาคม 2526 แสดงว่าจำเลยเปน็ หน้ีโจทก์ตามท่ีระบุไว้ ใช้เป็นหลกั ฐานการกยู้ ืมเงินได้ (โจทก์ คือ ผยู้ ่นื คำฟ้องต่อ
ศาล กลา่ วหาจำเลยในเร่อื งท่ีมีขอ้ พิพาทเกดิ ขนึ้ จำเลย คือ ผถู้ กู ฟ้องต่อศาลตามข้อกลา่ วหาของโจทก์)

เมอื่ ไม่มีบทกฎหมายท่จี ะยกมาปรับคดไี ด้ ใหว้ นิ จิ ฉัยคดีน้นั ตามจารีตประเพณีแหง่ ท้องถ่ิน เป็นกรณีท่ี มี
ข้อเท็จจริงเกิดขนึ้ แล้ว แตไ่ ม่มีบทกฎหมายตามตวั อักษรท่จี ะไปปรับใช้กบั ข้อเทจ็ จรงิ นนั้ กฎหมายจึงให้ใช้จารีต
ประเพณีแหง่ ท้องถิ่นที่มีอยู่ และสามารถนำไปปรบั ใชไ้ ด้ ดังเชน่ จารตี ประเพณีในการชกตอ่ ยกันตามกติกา ประเพณี
ของสงั คมไทย หากฝา่ ยใดตายหรือบาดเจบ็ ถือวา่ ไมเ่ ป็นการกระทำละเมดิ ในสงั คมไทยทกุ วันนหี้ ลัก จารีตประเพณีที่
จะนำมาปรบั ใช้กบั ข้อเท็จจรงิ ในกรณีท่ีไม่มีบทกฎหมายบญั ญตั ิไว้นัน้ ไม่ค่อยปรากฏใหเ้ ห็น ด้วย อาจจะเป็นว่าใน
สงั คมไทยไม่คอ่ ยมีหลักจารตี ประเพณีทใี่ ชไ้ ด้เปน็ การทัว่ ไป ดงั เช่นในสงั คมระบบ Common Law จงึ ทำให้หลักจารีต
ประเพณีที่ศาลจะหยิบยกมาใช้ ไม่ปรากฏให้เหน็

ถา้ ไม่มีจารตี ประเพณีเชน่ ว่านน้ั ใหว้ นิ จิ ฉัยคดีอาศยั เทียบบทกฎหมายทใ่ี กล้เคียงอยา่ งยิ่ง ในเร่อื งนี้
ทใ่ี กล้เคยี งอยา่ งยงิ่ มาปรับใชด้ งั เชน่ กรณที ี่ก่อนจะมี พ.ร.บ. การรับขนของทางทะเล ปรากฏว่าไม่มีกฎหมายท่ีจะ ปรับ
ใช้แก่กรณนี น้ั จารีตประเพณีของไทยก็ไม่มี เพราะประเทศไทยไมใ่ ชเ่ ป็นนกั เดนิ เรอื ทะเลดังเชน่ พวก สแกนดิเนเวีย
หรอื องั กฤษ ศาลไทยจงึ ต้องนำหลกั กฎหมายในเร่ืองรบั ขน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาปรบั ใช้ ในฐานะ

- 37 -

ที่เป็นบทกฎหมายที่ใกลเ้ คยี งอยา่ งยงิ่ แตเ่ มอื่ มี พ.ร.บ. รับขนของทางทะเล พ.ศ. 2534 ซ่ึงเปน็ บทบัญญัติที่เก่ยี วกบั
การรบั ขนของทางทะเลบัญญัตไิ ว้โดยตรงแลว้ ปญั หาลักษณะนีจ้ งึ ไมเ่ กดิ ขน้ึ อกี

ถา้ กฎหมายตามตัวอักษร จารีตประเพณี หรือบทกฎหมายท่ีใกลเ้ คยี งอย่างยิ่งไม่มี หลกั ที่จะปรบั ใช้ กบั
ข้อเทจ็ จรงิ ทเี่ กดิ ขน้ึ ให้วินิจฉัยตามหลักกฎหมายทว่ั ไป คือ หลกั สุจริต หลกั สญั ญาตอ้ งเป็นสญั ญา หลกั ผรู้ ับโอนไม่มี
สทิ ธิดกี วา่ ผโู้ อน หรือหลักกฎหมายปดิ ปาก ดงั เชน่ หลักสุจรติ ที่ศาลฎกี าไดเ้ คยมคี ำพพิ ากษา ตดั สนิ ไว้

รับมรดกที่ดินร่วมกนั มา ผรู้ ับมรดกคนหนงึ่ โอนที่ดนิ มรดกนั้นใหบ้ ตุ รโดยไมส่ ุจริต ผ้รู บั มรดกยื่นฟ้อง ขอเพิก
ถอนการโอนได้

สิทธิของผูจ้ ะซอื้ ท่ดี ินตามสญั ญาจะซ้ือขายนน้ั เมื่อนำคดมี าสูศ่ าลจนศาลพิพากษาใหผ้ ู้จะขาย โอน ขาย ท่ดี นิ
ใหแ้ กผ่ ูจ้ ะซื้อตามสญั ญาจะซอื้ ขายน้ัน แมค้ ดจี ะยังไม่ถงึ ที่สุด กอ็ ยู่ในฐานะอนั จะใหจ้ ดทะเบียนสทิ ธิของตน ไดอ้ ยู่กอ่ น
แล้ว ฉะน้นั ถา้ ผจู้ ะขาย ขายที่ดินนั้นให้แก่ผู้อื่นไปในระหว่างคดียังไม่ถึงทส่ี ุด โดยไมส่ จุ รติ แล้ว ผจู้ ะซอื้ มีอำนาจฟ้อง
ขอใหเ้ พิกถอนนิติกรรมน้นั เสียได้

2. บคุ คล

โดยบุคคล หมายถึง ส่ิงซึ่งสามารถมีสิทธิและหน้าที่ได้รับตามกฎหมาย ซ่ึงในส่วนของประมวลกฎหมาย
แพ่งและพาณชิ ย์ แบ่งบุคคลตามกฎหมายไว้ 2 ประเภท บคุ คลธรรมดาและนิตบิ คุ คล

2.1 บุคคลธรรมดา
บคุ คลธรรมดา คือ พูดที่เรยี กวา่ มนุษยเ์ ปน็ ผู้ทีเ่ กิดจากครรภ์มารดาโดยการคลอดออกมามีชีวิตรอดอยู่

และเม่ือผู้ใดเม่ือคลอดออกมามีชีวิตรอดอยู่ กฎหมายก็ถือว่าผู้น้ันมีสภาพบุคคล ดังน้ันเม่ือมีสภาพบุคคล บุคคล
ธรรมดาผูน้ ั้นจะมีสิทธิและหน้าทต่ี ามกฎหมาย

1) สภาพบุคคล
มาตรา 15 บญั ญัติวา่ สภาพบุคคลย่อมเร่ิมแตเ่ ม่ือคลอดแลว้ อยรู่ อดเปน็ ทารกและส้นิ สุดลงเมือ่

ตาย ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมสี ทิ ธติ า่ งๆได้ หากวา่ ภายหลังคลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก จะเห็นได้ว่า กฎหมาย
กำหนดใหส้ ภาพบุคคลเร่มิ แต่เม่อื คลอดและอยูร่ อดเปน็ ทารก ดังนัน้ ทารกในครรภ์มารดายังไม่ถือเปน็ บุคคลตาม
กฎหมายเพราะยังไมค่ ลอดออกมานัน่ เอง

ดงั น้นั การเร่ิมสภาพบคุ คลตอ้ งมีองค์ประกอบ 2 ประการ คอื คลอดแลว้ อยรู่ อดเป็นทารก
1.1) คลอดแลว้ การคลอดในที่นี้หมายถึงการทท่ี ารกค้นจากช่องคลอดของมารดาโดยสมบูรณ์ คือ
ถอื เอาการคลอดออกหมดตัว ฉะนน้ั ถา้ เริม่ โผลอ่ อกมาแค่สว่ นหนงึ่ ส่วนใดโดยงั ไมห่ ลุดออกมาท้ังตวั กย็ ังถือวา่ ไมม่ สี ภาพ
บุคคลต้องคลอดออกมาหมดทั้งตัว ยังมีปัญหาต่อไปว่า หากสายสะดือยังไม่ตัดเลย ทารกนั้นจะมีสภาพบุคคลหรือไม่
จำต้องคลอดออกมาหมดท้ังตัวและตดั สายสะดือหรือไม่ ซึ่งตามกฎหมายน้ันเห็นวา่ สายสะดือไมใ่ ช่อวัยวะของร่างกาย
ทารก ดงั นนั้ ทันทีที่คลอดผลออกมาท้ังตัว แม้สายสะดือจะยังไม่ตัดกถ็ ือว่าทารกนั้นมีสภาพบุคคลแล้ว หากแต่เป็นบาง
ประเทศ เชน่ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์หากยงั ไม่ตดั สายสะดือถือวา่ ทารกนน้ั ยงั ไม่มีสภาพบุคคล
1.2) อยู่รอดเป็นทารก การอยู่รอดเป็นทารกนั้นสามารถพิจารณาจากคำจำกัดความขององค์การ
อนามัยโลก คือผลิตผลของการปฏิสนธิถูกขับออกมาจากร่างกายมารดาหมดท้ังตัวโดยไม่คำนึงถึงระยะเวลาการ

- 38 -

ตงั้ ครรภ์และเม่ือทารกน้ันออกมาจากร่างกายมารดาแล้วมีการหายใจหรือแสดงหลักฐานของการมีชีวิต เป็นต้นว่า หัว
ใจเต้นสายสะดือเต้น มีการเคล่ือนไหวชัดเจนของกล้ามเนื้อท่ีอยู่ในอำนาจของจิตใจโดยไม่คำนึงถึงว่าจะมีการตัดสาย
สะดอื แลว้ หรอื ยัง หรอื ทารกยงั ติดอยกู่ ับมารดาหรอื ไม่ การคลอดเช่นน้นั ถือว่าเปน็ การคลอดมีชวี ติ

ดังน้ัน การอยู่รอดเป็นทารกนั้นต้องมีการแสดงในสิ่งที่เรียกว่า “แสดงการมีชีวิต”ตามที่องค์การ
อนามยั โลกได้นิยามไว้ สำหรับในส่วนของคำวา่ “ อยูร่ อดเป็นทารกหรอื เกิดมารอดอยู่” ตามกฎหมายไทย จะพจิ ารณา
ว่าภายหลังจากการที่ทารกแสดงการมีชีวิตแล้วก็สามารถมีชีวิตอยู่ โดยลำพังตนเอง แม้แต่ชั่วขณะหนึ่งก็เป็นการ
เพียงพอไม่ต้องถึงกับอยู่รอดเป็นระยะเวลานาน ดังน้ันถ้ามีการคลอดออกมาแล้วก็ต้องมาพิสูจน์กันว่า ทารกนั้นเป็น
บุคคลมีชีวิตอยู่ภายหลังคลอดหรือไม่ ซ่ึงสามารถตรวจสอบได้หลายวิธี เช่น ตัวต่อลักษณะทั่วไปของปอด, ทดสอบ
การลอยน้ำของปลอด, ตรวจปอดทางกล้องจลุ ทรรศน์, การตรวจทางกล้องจุลทรรศน์ เปน็ ตน้

2) สทิ ธขิ องทารกในครรภม์ ารดา
มาตรา 15 วรรค 2 บัญญัติว่า “ทารกในครรภ์มารดาก็สามารถมีสิทธิต่างๆได้ หากว่าภายหลัง

คลอดแล้วอยู่รอดเป็นทารก”
จะเห็นได้ว่า กฎหมายบัญญัติเงื่อนไขไว้ว่า ทารกในครรภ์มารดาจะต้องอยู่รอดเป็นทารก สภาพ

บุคคลจึงจะมีผลยอ้ นหลังไปถงึ เวลาท่ีทารกอยใู่ นครรภม์ ารดา
จากท่ีกล่าวแล้วว่าบุคคลท่ีมีสภาพบุคคลแล้วเท่าน้ันจะก่อให้เกิดสิทธิ มีสิทธิและใช้สิทธิดังนั้น ถ้า

พิจารณาตามหลักนท้ี ารกในครรภ์มารดาย่อมไม่มีสทิ ธิตามกฎหมายแต่ด้วยผลของมาตรา 15 วรรค 2 ที่กฎหมายยอม
รับรองสิทธิต่างๆของทารกในครรภ์มารดา หากว่าภายหลังเกิดมาแล้วอยู่รอดเป็นทารก เป็นการขยายหลักแห่งการ
รบั รองสิทธิของบุคคล ดังน้ันหากทารกในครรภม์ ารดาท่ีคลอดแล้วแล้วรอดอยู่ เด็กนั้นก็สามารถมีสิทธิได้รับมรดกของ
บิดาในกรณที ี่บดิ าตายไปต้ังแต่ทารกอยู่ในครรภ์

นอกจากนี้ ในกรณีเพศของบุคคลนั้นกฎหมายถือรบั รองเอาตามที่ได้กำเนิดมา และต่อมาจะมีการ
แปลงเพศแล้ว กฎหมายกม็ ไี ด้รับรองเพศท่ไี ด้ไปเปลีย่ นแปลงมาน้ัน ดงั นี้

คำพิพากษาฎีกาที่ 157/2524 เพศของบุคคลธรรมดา กฎหมายรับรองและคือเอาตามกำเนิด
หญิงตามพจนานุกรม คือ คนที่ออกลกู ได้ ผรู้ ้องเป็นชายรับการผ่าตดั เปล่ียนแปลงอวยั วะเพศแต่ก็ไมส่ ามารถมีลูกได้ ไม่
มีกฎหมายให้ผรู้ ้องขอเปลย่ี นแปลงเพศโดยใชส้ ิทธิทางศาล

3) กรณีไมแ่ น่นอนแหง่ การเริ่มสภาพ หรอื สน้ิ สดุ สภาพบคุ คล
3.1) กรณไี มท่ ราบวันเกดิ แน่นอน
มาตรา 16 บัญญัติว่า “การนับอายุของบุคคลให้เริ่มนับแต่วันเกิด ในกรณีที่รู้ว่าเกิดในเดือน

ใดแต่ไม่รูว้ ันเกิดใหน้ ับวนั ท่ี 1 แหง่ เดือนนั้นเป็นวนั เกิด แต่ถา้ พน้ วสิ ัยที่จะหยง่ั ร้เู ดือนและวันเกิดของบคุ คลใดใหน้ ับอายุ
บุคคลนน้ั ตงั้ แตว่ ันต้นปปี ฏิทิน ซึ่งเป็นปที บี่ ุคคลน้ันเกดิ ”

วันเกิด หมายถึง วันเดือนปีเกิด แต่อาจมีบ้างกรณีที่บุคคลธรรมดาไม่ทราบ วัน เดือน ปี ที่
เกดิ ไดค้ รบถ้วน ดังนสี้ ามารถพจิ ารณาตามมาตรา 16 คอื

(1) ไม่รวู้ ันเกิด แต่ร้เู ดือนและปีท่ีเกดิ กฎหมายให้นับวันท่ี 1 ของเดอื นนั้นเป็นวันเกิด เช่น รู้
ว่าเกิดเดอื นเมษายน พ.ศ. 2515 แตไ่ ม่รวู้ ่าเปน็ วันท่เี ท่าไร กฎหมายใหถ้ ือวา่ เกิดวนั ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2515

- 39 -

(2) ไม่รู้วันและเดือน แต่รู้ปีที่เกิด เช่น รู้ว่าเกิดปี พ.ศ. 2500 แต่ไม่รู้ว่าเกิดวันท่ีเท่าไร เดือน
อะไร กฎหมายให้ถือว่าเกิดวนั ที่ 1 มกราคม พ.ศ. 2500 เปน็ นับอายขุ องบุคคลนนั้ ต้งั แตต่ น้ ปีปฏทิ ิน และหากเป็นกรณี
ที่ไม่รู้ปีเกิด เช่นน้ีให้นายอำเภอกำหนดเอาตามท่ีเพ่ือนบ้านเช่ือกันว่าอายุเท่าไร ประกอบกับการสังเกตร่างกาย
ลกั ษณะสัณฐานของบุคคลนน้ั เปน็ เกณฑ์กำหนดอายุ

3.2) กรณีไม่ทราบวันตายแน่นอนตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร์ พ.ศ. 2500 กำหนดให้เจ้าบ้านต้อง
แจ้งต่อนายทะเบียนท้องที่ภายใน 24 ชั่วโมงนับแต่เวลาตายโดยนายทะเบียนจะต้องออกใบมรณะบัตรเพื่อเป็น
หลักฐานการตาย การสิ้นสภาพบุคคลหรือตายน้ันจะทำให้เกิดผลทางกฎหมาย คือ สิ้นสิทธิและหน้าที่ต่างๆ ที่บุคคล
ธรรมดาจะมีได้ตลอดจนสิทธิในการเป็นทายาทนับแต่เวลาท่ีบุคคลธรรมดาน้ันตาย แต่หากไม่ทราบวันตายแน่นอน
สามารถพจิ ารณาไดจ้ าก มาตรา 17

มาตรา 17 “ในกรณีบุคคลหลายคนตายในเหตุภยันอันตรายร่วมกัน ถ้าเป็นการพ้นวิสัยท่ีจะ
กำหนดไดว้ ่าคนไหนตายกอ่ นหลงั ใหถ้ อื ว่าตายพร้อมกนั ”

จากหลักกฎหมายดังกล่าว สามารถพิจารณาได้ว่า ในกรณีท่ีบุคคลหลายคนตายในภยันตราย
เดียวกัน เช่น เครื่องบินตก เรือล่ม โรงแรมถล่ม โดยที่ไม่สามารถรู้ได้ว่าบุคคลใดตายก่อนหลังกว่ากัน กฎหมายให้
สนั นษิ ฐานวา่ ได้ตายลงพร้อมกนั แปลห่าปรากฏขอ้ เท็จจรงิ เปน็ อย่างอื่นก็สามารถตามสบื ได้

4) ลักษณะเฉพาะตัวของบคุ คลธรรมดา
เม่ือมีสภาพแล้วบุคคลธรรมดาน้ันจะได้รับลักษณะเฉพาะตัวสำหรับบุคคลนั้นตามกฎหมาย ได้แก่

ชื่อ, สญั ชาติ,ภูมลิ ำเนา และความสามารถ
4.1) ชื่อ ตาม พ.ร.บ.ชือ่ บุคคล พ.ศ. 2505 ไดแ้ บ่งเปน็
(1) ชอ่ื ตวั หมายความถงึ ชือ่ ประจำบุคคล
(2) ชื่อรอง หมายความถึง ชอ่ื ประกอบถดั จากชอ่ื ตัว
(3) ชอ่ื สกุล หมายความถึง ชือ่ ประจำวงศ์ตระกูล (นามสกุล)
หลักเกณฑก์ ารต้ังช่อื ตวั ช่อื รอง และชือ่ สกลุ
- ต้องไม่พ้องหรอื ม่งุ หมายให้คล้ายกับปรมาภไิ ธย พระนามของพระราชินี หรือพระราชทินนาม
- ต้องไม่พอ้ งหรือคลา้ ยคลงึ กับชอ่ื ของผอู้ ่นื ซ่ึงจดทะเบียนไวแ้ ล้ว
- ต้องไม่มคี ำหรอื ความหมายหยาบคาย
- ผู้ได้รับพระราชทานบรรดาศกั ด์ิ หรือผู้เคยได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์ แต่ได้ออกจาก

บรรดาศักดน์ิ ้นั โดยมไิ ดถ้ กู ถอด จะได้ราชทนิ นามตามบรรดาศกั ดนิ์ ั้นเปน็ ชือ่ ตวั หรือช่อื รองก็ได้
การคุ้มครองช่ือบุคคล เมื่อใดก็ตามหามีบุคคลใดบุคคลหนึ่งนำนามสกุลของบุคคลอื่นไปใช้

โดยไม่มีอำนาจเป็นเหตุให้เจ้าของนามสกุลต้องเส่ือมเสียประโยชน์ บุคคลผู้เปน็ เจ้าของจะแย้งหรอื คัดค้านให้ระงับการ
กระทำน้ันๆ และถ้าหากเกรงว่าจะได้รับความเสียหายสืบไป สามารถร้องขอให้ศาลสั่งห้ามได้หากมีความเสียหายก็
เรียกค่าสินไหมทดแทนได้ การเสื่อมเสียประโยชน์ท่ีว่านี้ ไม่จำเป็นต้องเป็นการเสียหายในทางเงินทอง โดยอาจเป็น
การเส่ือมเสียชื่อเสียง เกียรติคุณ เกียรติยศของตน หรือของครอบครัว และในการคุ้มครองช่ือบุคคลนี้ ยังคุ้มครองไป
ถงึ ช่อื อ่นื ๆ เชน่ นามแฝง ช่อื นิตบิ ุคคล ชอ่ื การค้า ชื่อย่อสำหรับโทรเลข นามปากกา

- 40 -

4.2) สัญชาติ
ตามพระราชบัญญัติสัญชาติ พ.ศ. 2508 แก้ไขเพ่ิมเติม พ.ศ. 2535 ได้แบ่งลักษณะของการ

ไดม้ าซง่ึ สญั ชาติไทย เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ
การได้สัญชาตไิ ทยโดยกำเนิด
(1) หลักดินแดน เป็นการได้รับสัญชาติไทยเพราะเป็นผู้เกิดในประเทศไทย โดยไม่ต้อง

พิจารณาว่าบิดาหรือมารดาเป็นผู้มีสัญชาติไทยหรือไม่ เช่น นางหลินผู้มีสัญชาติจีน สมรสกับนายเดวิดสันชาติอังกฤษ
จนตั้งครรภ์ ต่อมานั่งหลินเดินทางเข้ามาในประเทศไทยและคลอด ด.ช.จอห์นที่น่ัน เช่นนี้ ด.ช. จอห์นย่อมได้สัญชาติ
ไทย

(2) หลักสืบสายโลหติ เป็นการได้รับสัญชาติไทยเพราะบิดาหรือมารดาของบคุ คลนั้นมีสญั ชาติ
ไทย เช่น นายดำสัญชาติไทยสมรสกับนางจูเลียสัญชาติเยอรมัน จนนางจูเลียตั้งครรภ์ ต่อมานายดำและนายจูเลีย
เดินทางไปประเทศจีน ปรากฏว่านางจูเลียคลอด ด.ช.จอห์นท่ีน่ัน เช่นน้ี ด.ช.จอน ย่อมได้รับสัญชาติไทยเพราะบิดา
เป็นผมู้ สี ญั ชาตไิ ทย

การได้สัญชาติไทยหลังการเกดิ ไดแ้ ก่
(1) ผลจากการสมรส
(2) ผลจากการขอแปลงสัญชาติ
(3) ผลจากการขอคนื สญั ชาติ

4.3) ภูมิลำเนา
ภูมิลำเนา คือ ท่ีอยู่ตามกฎหมายของบุคคลโดยกฎหมายถือว่าบุคคลอยู่ที่ใดท่ีน่ันก็เป็น

ภูมิลำเนา โดยภูมลิ ำเนาจะต้องมีลกั ษณะสำคญั 2 ประการ คอื
(1) สถานที่อยู่ คือ สถานท่ีซ่ึงบุคคลอาศัยกินอยู่หลับนอนตามความต้องการแห่งชีวิตธรรมดา

ของมนษุ ยซ์ ง่ึ อาจมีหนึง่ แห่งหรือหลายแหง่ ก็ได้
(2) ทีอ่ ยอู่ นั เป็นแหลง่ คอื สถานทีซ่ ่ึงบคุ คลตั้งใจจะอย่เู ปน็ หลักแหลง่ โดยยึดถอื จะอยู่ตลอดไป

หรอื มีลักษณะถาวร ไม่ใชพ่ ักอาศยั อยู่ชั่วคราวหรอื เพ่ือธรุ กิจเฉพาะอย่างเท่านน้ั
ในการกำหนดภูมิลำเนาของบุคคล มาตรา 37 ได้กำหนดถึงภูมิลำเนาปกติของบุคคลไว้ว่า

หมายถึง ท่ีอยู่ของบุคคลซ่ึงเป็นแหล่งสำคัญโดยให้บุคคลเดียวอาจมีสถานที่อยู่หลายแหล่งก็ได้ ตามที่กำหนดไว้ใน
มาตรา 38 และมาตรา 42

มาตรา 38 “บุคคลธรรมดามีถ่ินท่ีอยู่หลายแห่งซ่ึงอยู่สับเปล่ียนกันไปหรือหลักแหล่งท่ีทำงาน
ปกติหลายแห่งใหถ้ อื เอาแหง่ ใดแหง่ หนึง่ เปน็ ภูมิลำเนาของบคุ คลน้ัน”

มาตรา 42 “ถ้าบุคคลใดไม่เลือกเอาถิ่นใด โดยมีเจตนาปรากฏชัดแจ้งว่าจะให้เป็นภูมิลำเนา
เฉพาะการเพ่ือการใด ให้ถอื ว่าถ่ินนน้ั เปน็ ภูมลิ ำเนาเฉพาะการสำหรับการน้นั ”
นอกจากนี้ยังมี ภูมิลำเนาในกรณีไม่ปกติ ตามมาตรา 40 ด้วย มาตรา 40 “บุคคลธรรมดาซ่ึงเป็นผู้ไม่มีที่อยู่ปกติเป็น
หลักแหล่งหรือเป็นผู้ครองชีพในการเดินทางไปมา ปราศจากหลักแหล่งที่ทำการงาน พบตัวในถ่ินไหนให้ถือว่าถ่ินนั้น
เป็นภูมลิ ำเนาของบุคคลนน้ั ” และ กรณีทไ่ี มป่ รากฏภมู ลิ ำเนา ตามมาตรา 39

- 41 -

มาตรา 39 “ถ้าภูมิลำเนาไมป่ รากฏใหถ้ อื วา่ ถิน่ ท่ีอยเู่ ป็นภมู ิลำเนา”
ภมู ลิ ำเนาที่กฎหมายกำหนด
(1) ภมู ิลำเนาของสามแี ละภรรยา ตามมาตรา 43

มาตรา 43 “ภูมิลำเนาของสามีและภรรยา ได้แก่ ถ่ินที่อยู่ท่ีสามีและภรรยาอยู่กินด้วยกันฉันสามีภรรยา เว้นแต่สามี
หรือภรรยา ได้แสดงเจตนาให้ปรากฏวา่ มีภูมลิ ำเนาแยกต่างหากจากกัน”

การท่ีกฎหมายกำหนดเช่นน้ี เพื่อให้สอดรับกับหลักกฎหมายครอบครัวท่ีกำหนดให้ สามีภรรยาต้อง
อย่กู ินด้วยกนั ฉันสามภี รรยา

(2) ภูมลิ ำเนาของผ้เู ยาวต์ ามมาตรา 44
มาตรา 44 “ภูมิลำเนาของผู้เยาว์ ได้แก่ ภูมิลำเนาของผู้แทนโดยชอบธรรมซึ่งเป็นผู้ใช้อำนาจปกครองหรือผู้ปกครอง
ในกรณีที่ผู้เยาว์อยู่ใต้อำนาจปกครองของบิดามารดา ถ้าบิดามารดามีภูมิลำเนาแยกต่างหากจากกัน ภูมิลำเนาของ
ผเู้ ยาวไ์ ดแ้ กภ่ มู ิลำเนาของบิดาหรือมารดาซึ่งตนอยูด่ ้วย”

โดยปกติผู้เยาว์จะมีภูมิลำเนาเดียวกับบิดามารดา แต่มีข้อยกเว้นในกรณีท่ีผู้เยาว์ได้รับความยินยอม
จากผแู้ ทนโดยชอบทำให้ประกอบธุรกิจหรือทำสญั ญาเป็นลกู จา้ งหรือรับประชาการ

(3) ภูมลิ ำเนาของคนไรค้ วามสามารถมาตรา 45
มาตรา 45 “ภมู ิลำเนาของคนไร้ความสามารถ ไดแ้ ก่ ภมู ลิ ำเนาของผู้อนบุ าล”
เม่ือบุคคลใดถูกศาลส่ังให้เป็นคนไร้ความสามารถ ย่อมต้องอยู่ในความดูแลของผู้อนุบาลตลอดไป
กฎหมายจงึ กำหนดให้คนไร้ความสามารถมภี มู ิลำเนาเช่นเดยี วกบั ผอู้ นบุ าล
(4) ภูมิลำเนาของขา้ ราชการตามมาตรา 46
มาตรา 46 “ภูมิลำเนาของข้าราชการได้แก่ ถ่ินอันเป็นท่ีทำการตามตำแหน่งหน้าที่หาดมิใช่เป็น
ตำแหนง่ หน้าทีช่ ัว่ คราวชว่ั ระยะเวลา หรือ เทย่ี งแต่ต้องไปเฉพาะกาลครัง้ เดยี วคราวเดียว”
ดงั นัน้ ภูมลิ ำเนาของขา้ ราชการ คือ ถ่ินท่ขี ้าราชการผนู้ ัน้ ประจำอยูโ่ ดยมตี ำแหน่งหนา้ ที่ประจำดว้ ย
(5) ภมู ลิ ำเนาของผูถ้ ูกจำคุกตามคำพิพากษา ตามมาตรา 47
มาตรา 47 “ภูมิลำเนาของผู้ท่ีถูกจำคุกตามคำพิพากษาถึงที่สุดของศาลหรือตามคำสั่งศาลโดยชอบ
ด้วยกฎหมาย” ได้แก่ เรือนจำหรือทัณฑสถาน กรณีนี้เฉพาะผู้ถูกจำคุกเท่านั้น ถ้าเป็นเพียงถูกควบคุมตัวจะไม่อยู่ใน
เกณฑน์ ้ี
4.4) ความสามารถ
ความสามารถของบุคคล หมายความถึง สภาพท่ีบุคคลจะมีหรอื ใช้สิทธิ และ มีหน้าที่ตามกฎหมายได้
เพียงใด โดยในกรณีสิทธิน้ันย่อมมีข้ึนพร้อมๆกับการมีสภาพบุคคล แต่การใช้สิทธติ ้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์เง่อื นไขที่
กฎหมายกำหนด บุคคลท่ีถูกกฎหมายจำกัดความสามารถในการใช้สิทธิ มี 4 ประเภท ได้แก่ ผู้เยาว์, คนไร้
ความสามารถ, คนเสมือนไร้ความสามารถ, บคุ คลวกิ ลจริต
(1) ผเู้ ยาว์

(1.1) ลกั ษณะความเปน็ ผเู้ ยาว์

- 42 -

ผเู้ ยาว์นน้ั เป็นบุคคลผู้อ่อนอายุ ออ่ นประสบการณ์ และ ขาดการควบคมุ สภาพจิตใจ ไม่อาจ
จัดการกิจการได้อย่างรอบคอบ กฎหมายจึงต้องให้ความคุ้มครองช่วยเหลือผู้เยาว์น้ันไปจนกว่าจะมีอายุครบ 20 ปี
บรบิ รู ณ์ จึงจะเป็นผบู้ รรลุนติ ิภาวะตามมาตรา 19

มาตรา 19 “บคุ คลย่อมพน้ จากภาวะผู้เยาวแ์ ละบรรลุ นติ ภิ าวะเมือ่ มอี ายุ 20 ปบี รบิ ูรณ”์
นอกจากน้ี ผ้เู ยาวย์ ังบรรลนุ ติ ภิ าวะโดยการสมรส แมอ้ ายไุ มค่ รบ 20 ปบี ริบูรณ์ดว้ ย มาตรา 20

มาตรา 20 “ผู้เยาว์ย่อมบรรลุนิติภาวะเม่ือทำการสมรส หากการสมรสน้ันได้ทำตาม
บทบญั ญัตติ ามมาตรา 1449”

การที่บุคคลใดบรรลุนิติภาวะตามกฎหมายแล้วจะมีผลทำให้บุคคลนั้นเป็นผู้มีสิทธิโดย
สมบรู ณม์ สี ิทธจิ ะจัดสทิ ธขิ องตนเองได้ทุกอย่าง

(1.2) หลักท่วั ไปในการทำนติ กิ รรมของผเู้ ยาว์
มาตรา 21 “ผู้เยาว์ท่ีทำนิติกรรมใดๆ ต้องได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรมก่อน

การใดๆท่ผี ู้เยาวท์ ำลงโดยปราศจากความยนิ ยอม เชน่ ว่านั้นเปน็ โมฆยี ะ” เว้นแต่จะบญั ญัติไวเ้ ปน็ อย่างอื่น
- ผูแ้ ทนโดยชอบธรรม ไดแ้ ก่ ผู้ใช้อำนาจปกครอง ผ้ปู กครอง
โดยปกติแล้วอำนาจปกครองเป็นอำนาจของบิดาและมารดาที่พงึ ใช้ร่วมกันเพ่ือปกครองบตุ ร

ผเู้ ยาว์ แต่อาจมีในบางกรณีทอี่ าจปกครองตกอยู่แก่บุคคลหนึ่งบคุ คลใดเพยี งคนเดียว ได้แกก่ รณี
ก. บดิ าหรอื มารดาตาย
ข. ไมแ่ นน่ อนว่าบิดาหรือมารดามชี ีวติ อยู่หรือตาย
ค. ถกู ศาลสงั่ ให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมอื นไรค้ วามสามารถ
ง. ไม่ได้ลืมมารดาตอ้ งเข้ารกั ษาตวั ในโรงพยาบาลเพราะจิตฟั่นเฟือน
จ. ศาลส่ังใหอ้ ำนาจปกครองอยู่กับบิดาหรอื มารดา
ฉ. บิดาและมารดาตกลงกันในเรื่องการใชอ้ ำนาจตามท่ีกฎหมายรบั รองไว้
ช. ก็น้ที ี่ใช้หญงิ ไม่ได้สมรสกนั อำนาจปกครองบุตรอยทู่ ่ีมารดา
ซ. กรณีหย่าโดยความยินยอมและทำความตกลงเป็นหนังสือให้ฝ่ายใดเป็นผู้ใช้อำนาจ

ปกครอง
อย่างไรก็ดีในบางกรณีผู้ปกครองอาจไม่ใช่บิดาหรือมารดาเพราะเป็นกรณีท่ีผู้เยาว์ไม่มีบิดา

มารดาหรือบิดามารดาถูกถอนอำนาจปกครองให้ญาติของผเู้ ยาว์หรืออัยการ หรือผู้ซ่ึงบิดาหรือมารดาท่ตี ายทีหลังระบุ
ไวใ้ ห้เปน็ ผู้ปกครองมอี ำนาจปกครองเม่ือศาลไดส้ ่งั ใหบ้ คุ คลเหล่าน้เี ปน็ ผู้ปกครองแลว้

ในการทำนิติกรรมของผู้เยาว์น้ี มีนิติกรรมบางประเภทที่ผู้เยาว์กระทำลงนอกจากจะได้รับ
ความยินยอมจากผู้ใช้อำนาจปกครองแล้วยังต้องได้รับอนุญาตจากศาลด้วย โดยการได้รับอนุญาตของศาลอาจจะ
อนุญาตก่อนหรือขณะท่ีมีการทำนิติกรรม นิติกรรมที่เก่ียวข้องกับทรัพย์สินของผู้เยาว์ท่ีจะต้องได้รับอนุญาตจากศาล
กอ่ น ได้แก่

(1) ขาย แลกเปลี่ยน ขายฝาก ให้เช่าซ้ือ จำนอง ปลดจำนอง หรือโอนสิทธ์ิจำนอง ซึ่ง
อสังหารมิ ทรพั ย์หรอื สังหาริมทรัพยท์ ีอ่ าจจำนองได้

- 43 -

(2) กท็ ำให้ส้นิ สุดลงทั้งหมดหรอื บางส่วนซึ่งทรัพย์สินของผ้เู ยาว์อนั เกย่ี วกบั อสงั หาริมทรัพย์
(3) ก่อต้ังภาระจำยอม สิทธิอาศัย สทิ ธเิ หนือพนื้ ดนิ สทิ ธเิ ก็บกิน ภาระติดพนั ใน
อสังหารมิ ทรัพย์หรือทรัพยส์ ทิ ธิอื่นใดในอสังหาริมทรัพย์
(4) จำหนา่ ยไปท้ังหมดหรือบางส่วน ซึ่งสทิ ธิเรียกร้องทจ่ี ะให้ได้มาซ่ึงทรัพย์สิทธิใน
อสังหาริมทรัพยห์ รือสงั หาริมทรพั ย์ท่ีอาจจำนองไดห้ รือสิทธเิ รยี กร้องที่จะให้ทรัพยส์ ินเช่นวา่ น้นั ของผูเ้ ยาว์ ปอจาก
ทรัพยส์ ิทธิที่มีอยู่เหนือทรพั ย์สินน้ัน
(5) ใหเ้ ช่าอสงั หารมิ ทรพั ยเ์ กนิ 3 ปี
(6) กข็ อ้ ผูกพันใดๆทมี่ ุ่งใหเ้ กดิ ผลตาม (1) (2) หรอื (3)
(7) การกูย้ ืมเงนิ
(8) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่จะเอาเงินได้ของผู้เยาว์ให้ผู้แทนผู้เยาว์เพ่ือการกุศลสาธารณะ
เพ่อื สงั คมหรอื ตามน่ีธรรมจรรยา ท้ังพอสมควรแก่ฐานานรุ ปู ของผู้เยาว์
(9) รบั การใหโ้ ดยเสน่หาท่มี ีเงอื่ นไขหรอื ค่าภาระติดพนั หรือไมร่ บั การใหโ้ ดยเสนห่ า
(10) ประกันโดยประการใดๆอันอาจมีผลให้ผูเ้ ยาว์ต้องถกู บงั คบั ชำระหนี้ของบุคคลอื่นหรือ
แทนบคุ คลอ่ืน
(11) นำทรพั ย์สนิ ไปแสวงประโยชน์นอกจากท่ีกำหนดไว้ในมาตรา 1598/ 4 (1) (2) หรอื (3)
(12) ประนปี ระนอมยอมความ
(13) มอบขอ้ พพิ าทใหอ้ นญุ าโตตลุ าการวนิ จิ ฉยั ดังน้ี
ปรากฏวา่ ผู้เยาว์กระทำนิตกิ รรมโดยไมไ่ ด้รับความยินยอมจากผ้แู ทนโดยชอบธรรม การทำ
นติ ิกรรมนั้นย่อมมีผลตามหลักท่ัวไปในมาตรา 21 กล่าวคือ นิติกรรมน้ันจะตกเป็น โมฆียะกรรม และหากเป็นนิตกิ รรม
ท่ีกำหนดให้ต้องได้รับอนุญาตจากศาลด้วย แต่ผู้ใช้อำนาจปกครองไม่ได้ขออนุญาตจากศาล เช่น หากฝ่าฝืนย่อมทำให้
นิตกิ รรมน้นั ตกเป็น โมฆะ
กิจการท่ีผเู้ ยาวส์ ามารถทำได้เอง
(1) นติ กิ รรมท่ีทำให้ผเู้ ยาว์ได้ซ่ึงสิทธิหรอื หลุดพ้นจากหน้าที่มาตรา 22

- ได้มาซงึ่ สิทธ์ิคอื เป็นการไดม้ าโดยปราศจากเงือ่ นไขหรอื คา่ ภาระตดิ พัน
- ให้หลดุ พ้นจากหน้าที่อันหนึ่งอันใดคือ เป็นการหลุดพ้นโดยเด็ดขาด ผู้เยาว์ต้องไมร่ ับ
ภาระหน้าท่ีหรือเงอ่ื นไขทต่ี ้องปฏบิ ตั ิตามและจะไม่ต้องเป็นหนท้ี ต่ี ้องงดเว้นกระทำ
(2) กิจการท่ีผู้เยาว์ต้องทำเองเฉพาะตัวมาตรา 23 กล่าวคือ เป็นนิติกรรมท่ีผู้เยาว์จะต้อง
ทำเองเฉพาะตัวโดยตรงแสดงเจตนาเองเฉพาะตัวไมอ่ าจให้ผอู้ ่นื แสดงเจตนาแทนได้
(3) นิติกรรมท่ีสมแก่ฐานานุรูปและจำเป็นในการดำรงชีพตามสมควรมาตรา 24 สามารถ
พิจารณาได้ 2 ประการ คอื
- สมควรแก่ฐานานุรูปแห่งตนโดยพิจารณาเป็นรายๆตามฐานะของแต่ละบุคคล
ในขณะทำนติ ิกรรม
- เปน็ การจำเป็นในการดำรงชีพตามสมควรโดยปกตไิ ดแ้ ก่ ปจั จยั 4

- 44 -

(4) ทำพินัยกรรม ตามมาตรา 25
ผู้เยาว์อาจทำพินัยกรรมได้เม่ืออายุครบ 15 ปีบริบูรณ์ นอกจากนี้ในเร่ืองการทำนิติ

กรรมของผ้เู ยาวน์ ัน้ ยงั มกี รณผี ้เู ยาว์ประกอบกิจการคา้ ตามมาตรา 26 และ 27 กล่าว คือ
- กรณที ผี่ เู้ ยาว์สามารถจำหน่ายทรพั ย์สนิ ตา่ งๆตามท่ีผู้แทนโดยชอบธรรมอนุญาต
- กรณีท่ีผู้เยาว์ประกอบธุรกิจหรือทำสัญญาเป็นลูกจ้างในสัญญาจ้างแรงงานได้ โดย 5

ผแู้ ทนโดยชอบธรรมไม่ใหค้ วามยินยอมไม่ว่าดว้ ยเหตใุ ดๆผูเ้ ยาว์รอ้ งขอต่อศาลให้ศาลอนญุ าตได้
(2) คนไรค้ วามสามารถ
กฎหมายกำหนดหลักเกณฑ์ของคนไร้ความสามารถ 2 ประการคอื 1. บคุ คลวกิ ลจริต 2. ศาลส่ังให้

เปน็ คนไร้ความสามารถ
(2.1) บคุ คลวกิ ลจริต
- มีความวิกลจริตเป็นอย่างมากคือมีอาการไม่ปกติสติไม่สมบูรณ์ ไม่สามารถรู้สึกผิดชอบว่า

ตนได้พูดหรอื ทำอะไรลงไป
- มีลกั ษณะเป็นประจำ คือมีลักษณะบ้าแบบติดตัวหรือมอี าการประจำแต่ไม่ถึงขนาดตอ่ เนื่อง

ตลอดเวลา
- ศาลสั่งใหเ้ ปน็ คนไร้ความสามารถ
เมื่อศาลจะส่ังให้เป็นคนไร้ความสามารถตามคำส่ังของบุคคลดังต่อไปนี้ คู่สมรส บุพการี

ผสู้ ืบสันดาน ผปู้ กครอง ผ้พู ทิ ักษ์ ผู้ซ่งึ ปกครองดูแลบคุ คลน้ัน พนักงานอยั การ
หลงั จากศาลได้ไตส่ วนแลว้ จะมีคำส่งั ให้เปน็ คนไร้ความสามารถ ห้างสาดเหน็ ว่าผนู้ นั้ วกิ ลจริต

และจะโฆษณาคำส่งั ในราชกจิ จานุเบกษา
(2.2) ผลของการเป็นคนไร้ความสามารถ
- ศาลจะส่ังให้อยู่ในความอนุบาลคือจะต้ังบุคคลขึ้นเป็น ผู้อนุบาล เพื่อมาดูแลและจัดการ

ทรัพยส์ นิ ของคนไร้ความสามารถ
- การใดอันคนไร้ความสามารถกระทำลงย่อมตกเป็นโมฆียะ โดยไม่จำเป็นต้องพิจารณาถึง

เรอื่ ง เจตนา ผอู้ นุบาลจะเปน็ ผ้ทู ำการแทนคนไร้ความสามารถ
- บคุ คลวิกลจริต
คือ บุคคลวิกลจริตซ่ึงศาลยังไม่ได้ส่ังให้เป็นคนไร้ความสามารถดังนั้นการกระทำนิติกรรม

ต่างๆทีบ่ ุคคลวกิ ลจริตทำลงไปย่อมสมบูรณ์ใชบ้ งั คบั ได้ไมต่ กเปน็ โมฆียะ เวน้ แต่
(ก) กระทำในขณะทบ่ี ุคคลนน้ั วกิ ลจริตอยู่
(ข) คกู่ รณีอีกฝ่ายไดร้ ู้ในขณะทำนิติกรรมว่าบคุ คลนั้นไดว้ กิ ลจริต
- คนเสมือนไรค้ วามสามารถ
การที่ศาลส่ังให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถนั้นจะต้องพิจารณาบุคคลนัน้ เป็นผู้

มีอำนาจจัดทำการงานโดยตนเองได้ หรือจัดการกิจการไปในทางท่ีอาจจะเส่ือมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองและ
ครอบครวั โดยมีสาเหตุมาจากเหตุบกพรอ่ ง ดงั ต่อไปน้ี

- 45 -

- พกิ าร เช่น หหู นวก ตาบอด เปน็ ใบ้
- จิตฟั่นเฟือนไม่สมประกอบ คือ มีจิตใจไม่ปกติแต่ไม่ขนาดวิกลจริตหรือคนชราความจำ
เส่ือม
- ประพฤตติ นสรุ ุ่ยสุรา่ ยเสเพลเป็นอาจณิ ได้แก่ บุคคลท่ีใช้จ่ายเงินทองอย่างไม่จำเป็นและ
ไร้ประโยชน์ เช่น เลน่ การพนันเป็นอาจณิ
- ตดิ สุรายาเมา จะเป็นการเสพติดดว้ ยส่ิงมึนเมาชนดิ ใดกไ็ ด้โดยมีลักษณะติดเป็นอาจิณขาด
ไม่ได้
โดยบุคคลที่มีสิทธิร้องขอต่อศาลให้ศาลสั่งให้บุคคลลักษณะดังกล่าวเป็นคนเสมือนไร้
ความสามารถนั้นเปน็ บคุ คลเชน่ เดียวกบั คนไร้ความสามารถ
(2.3) ผลทางกฎหมายของการเปน็ คนเสมือนไรค้ วามสามารถ
คนเสมือนไร้ความสามารถนั้นจะถูกจำกัดความสามารถในการทำนิติกรรมบางประเภท
เท่านั้น ตามมาตรา 34 โดยการกระทำนิติกรรมบางประเภทนั้นจะต้องได้รับความยินยอมจาก ผู้พิทักษ์ เสียก่อนไม่
ฉะนัน้ จะตกเป็น โมฆยี ะ นิติกรรมเรานั้น ได้แก่
(1) การนำทรัพยส์ นิ ไปลงทนุ
(2) รับคืนทรพั ย์สนิ ทไ่ี ปลงทุน ต้นทนุ หรอื ทนุ อยา่ งอน่ื
(3) กยู้ ืม หรือใหก้ ู้ยืมเงนิ ยมื หรือใหย้ มื อสงั หาริมทรัพย์
(4) รบั ประกันโดยประการใดๆอนั มีผลให้ตนถูกตอ้ งบังคับชำระหนี้
(5) เช่าหรอื ให้เช่าสังหารมิ ทรัพยท์ ี่มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่า 6 เดือนหรอื อสังหารมิ ทรพั ย์
มีกำหนดระยะเวลาเกิน 3 ปี
(6) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่เป็นการให้ท่ีพอสมควรแก่ฐานานุรูป เพื่อการกุศล หรือตามหน้าที่
ธรรมจรรยา
(7) รับการให้โดยเสน่หาท่ีมเี งื่อนไขหรอื ค่าภาระตดิ พนั หรอื ไมร่ ับการให้โดยเสน่หา
(8) ทำการอยา่ งหน่ึงอย่างใดเพอื่ จะได้หมาหรอื ปล่อยไปซึง่ สทิ ธิในอสังหารมิ ทรัพยห์ รอื ใน
สังหารมิ ทรัพย์อนั มีคา่
(9) ก่อสรา้ งหรอื ดดั แปลงโรงเรอื นสิง่ ปลูกสร้างอยา่ งอื่นหรอื ซอ่ มแซมอย่างไร
(10) เสน่หค์ ดีต่อศาลหรือดำเนนิ กระบวนการพธิ พี ิจารณาใดใดเวน้ แตก่ ารร้องขอตาม
มาตรา 35 หรอื การรอ้ งขอสอนผู้พทิ กั ษ์
(11) ประนอมยอมความหรือมอบข้อพิพาทให้อนญุ าโตตุลาการวินจิ ฉัย
(2.4) การส้นิ สุดการเป็นคนเสมือนไรค้ วามสามารถ
- ตาย
- ศาลส่งั ใหเ้ ปน็ คนไร้ความสามารถ
(2.5) ผลของโมฆียะ
- ใช้บังคับได้ผลสมบูรณจ์ นกวา่ จะถูกบอกล้าง

- 46 -

- กฎหมายกำหนดระบไุ วโ้ ดยเฉพาะทจ่ี ะให้บอกลา้ ง ตามมาตรา 175
- ใหส้ ัตยาบนั ได้ มาตรา 179-180
- การบอกล้างมรี ะยะเวลา ตามมาตรา 181
- ต้องแสดงเจตนาตอ่ ค่กู รณีอกี ฝ่ายหนึง่ ซึง่ มตี วั แนน่ อน ตามมาตรา 178 181
การกำหนดเวลาบอกล้างตามมาตรา 181 มีให้บอกล้างเม่ือพ้น 1 ปีนับแต่วันเวลาท่ีอาจให้
สัตยาบนั ได้ อน่ึงหา้ มมใิ ห้บอกลา้ งเม่ือพน้ เวลาสิบปีนับแตไ่ ด้ทำนติ ิกรรมอนั เปน็ โมฆยี ะ
(2.6) การให้สัตยาบันและผลการใหส้ ตั ยาบนั
ถา้ บุคคลมีสิทธิบอกล้างโมฆยี ะกรรมผู้หนึ่งผใู้ ดไดใ้ ห้สตั ยาบนั แก่โมฆียะกรรมใหถ้ ือวา่ การนั้น
เป็นอนั สมบูรณ์มาแต่เร่มิ แรก
บคุ คลผู้มสี ิทธิ์บอกลา้ งโมฆียะกรรม ตามมาตรา 175
- ผแู้ ทนโดยชอบธรรมหรือผูเ้ ยาว์ ซ่ึงบรรลุนิติภาวะแลว้ แตผ่ เู้ ยาว์จะบอกรา้ นก่อนที่ตนบรรลุ
นติ ภิ าวะก็ได้ ถ้าได้รบั ความยินยอมของผแู้ ทนโดยชอบธรรม
- บุคคลซึ่งศาลส่ังให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ เม่ือบุคคลน้ัน
พ้นจากการเป็นคนไร้ความสามารถหรือเสมือนไร้ความสามารถ หรือผู้อนุบาล หรือผู้พิทักษ์ แต่คนเสมือนไร้
ความสามารถจะบอกล้างกอ่ นตนพน้ จากการเปน็ คนเสมือนไรค้ วามสามารถก็ได้ ถา้ ไดร้ ับความยนิ ยอมจากผพู้ ทิ กั ษ์
- บุคคลผ้แู สดงเจตนา เพราะสำคญั ผิดหรือถูกกลฉ้อฉลหรือถกู ขม่ ขู่
- บุคคลวิกลจริตผู้กระทำนิตกิ รรมอันเป็นโมฆียะตามมาตรา 30 ในลักษณะท่ีจริตของบคุ คล
นน้ั ไม่วิกลจรติ
กำหนดเวลาที่จะให้สัตยาบัน จะสมบูรณ์ต่อเม่ือได้กระทำภายหลังเวลาที่มูลเหตุให้เป็น
โมฆียะกรรมน้ันหมดสน้ิ ไปแล้ว ตามมาตรา 179
4.5) การส้ินสภาพบุคคล
ความสามารถมีสิทธิหรือใช้สิทธิตามที่กฎหมายรับรองและคุ้มครองอำนาจส้ินสุดลงได้เมื่อบุคคล
ธรรมดานั้นสิ้นสุดสภาพบุคคล ซึ่งจะมีสิทธิและหน้าที่บางลักษณะท่ียังคงอยู่และจะตกทอดเป็นมรดกแก่ทายาทต่อไป
โดยการสนิ้ สภาพบุคคลของบุคคลธรรมดาจะเกดิ ขึ้นเมือ่ ตายซึ่งคำว่า ตาย ที่กำหนดไวใ้ นกฎหมายนน้ั มี 2 ประการคอื
1) ตายตามธรรมชาติ ตายตามธรรมชาติ คือ ตายตามธรรมชาติคือเป็นการตายตามลักษณะของ
ธรรมชาตทิ ี่ 3 ระบบคือ ระบบประสาทส่วนกลางได้แก่ สมอง ระบบไหลเวียนเลอื ดได้แก่หัวใจและหลอดเลอื ด ระบบ
หายใจได้แก่ หลอดลมและปอด
2) การตายโดยผลของกฎหมายหรือสาบสูญ ซึง่ กฎหมายได้กำหนดหลักเกณฑ์ในการพิจารณาไว้คือ
1.1) กรณี ผู้ไม่อยู่ ซ่ึงเป็นระยะก่อนการสาบสูญด้วยเหตุว่าการท่ีบุคคลธรรมดาจะถือว่าสาบสูญ
นั้นจะมีหลักเกณฑ์ที่กำหนดระยะเวลาที่บุคคลได้ไปเสียจากภูมิลำเนาโดยไม่มีผู้ใดรู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไรน้ันมี
กำหนด 5 ปีหรอื 2 ปี ขึน้ กับกรณีดังกล่าว 500 จนครบกำหนดดังกล่าวอาจมีปัญหาในการจดั การทรัพยส์ ินของบุคคล
น้ันได้กฎหมายจึงกำหนดหลักเกณฑ์การจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ข้ึนพิจารณาก่อนจะครบกำหนดระยะเวลาท่ีจะ


Click to View FlipBook Version