The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sathit.taemmake, 2022-07-08 04:09:27

กฏหมายเบื้องต้น

ตำรากฎหมายรวม1-2

- 47 -

เป็นผู้สาบสูญ ซึ่งเป็นการ ผู้ไม่มีอยู่ น้ันกฎหมายยังไม่ถือว่าสาบสูญไม่ใช่กรณีที่ถือว่าสิ้นสุดสภาพบุคคลแล้ว ด้วย
กำหนดไว้ในประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 48 ซึ่งมหี ลักเกณฑท์ ่ีจะถอื วา่ เปน็ ผู้ไม่อยู่ ดงั น้ี

(1) เม่อื บุคคลใดไปจากภมู ลิ ำเนาหรือถิน่ ท่ีอยู่และไม่มใี ครรู้แนว่ า่ บุคคลน้ันยังมีชีวติ อยู่หรือไม่
(2) บคุ คลน้ันไม่ไดต้ ั้งตัวแทนผู้รบั มอบอำนาจไว้หรอื อาจมีการตั้งตวั แทนผรู้ ับมอบอำนาจท่ัวไป
ไว้และสัญญาตัวแทนระงับส้ินไป หรือปรากฏว่าตัวแทนผู้มอบอำนาจทั่วไปได้จัดการทรัพย์สินนั้นในลักษณะท่ีอาจ
เสยี หายแก่บคุ คลทไ่ี มอ่ ยู่
(3) พนักงานอัยการหรือผู้มีสว่ นได้เสีย เชน่ คสู่ มรส บุตร บดิ ามารดา ซง่ึ เป็นผู้มีส่วนเก่ียวข้อง
กบั ผลประโยชนใ์ นการจดั การทรัพยส์ ินรอ้ งขอต่อศาล
(4) การรอ้ งขอเช่นนั้น ศาลจะส่งั ให้ทำการอย่างหนง่ึ อยา่ งใดได้ทางกรตามทจ่ี ำเปน็ เพ่ือจัดการ
ทรัพยส์ ินของบุคคลผ้ไู ม่อย่นู น้ั
(5) หากว่าผไู้ ม่อยู่น้ันไปเสียจากภูมลิ ำเนาหรือถิ่นท่ีอยู่และไม่มีผ้ใู ดได้รับข่าวเกี่ยวกับบุคคลน้ัน
ประการใดเลยเป็นเวลาลาวงเลยไปหนึง่ ปีนับแต่นั้น หรือหนง่ึ ปนี ับแต่วันมีผู้ใดพบเห็นหรือได้ทราบข่าวเป็นคร้ังหลังสุด
หากว่าพนักงานอัยการหรื โดยตามมาตรา 48 และมาตรา 49 กำหนดว่า เม่ือมีคนใดไปจากเม่ือบุคคลใดไปเสียจาก
ภมู ิลำเนาและไม่มีใครรแู้ น่วา่ บุคคลน้ันยงั มีชวี ติ อยหู่ รือไม่ ก่อนทจี่ ะรอ้ งขอให้ศาลมีคำส่ังจดั การทรัพยส์ ินให้จะตอ้ งเป็น
กรณีท่ีผู้ไม่อยู่น้ันไม่ได้มีการตั้งตัวแทนหรือรับมอบอำนาจท่ัวไปไว้ ดังนั้นหากไม่ใช่กรณีท่ีสัญญาตัวแทนระงับหรือ
ปรากฏตัวว่าแทนผู้รับมอบอำนาจท่ัวไปได้จัดการทรัพย์สินน้ันในลักษณะที่อาจเสียหายแก่ผู้ไม่อยู่แล้ว ย่อมจะต้องใช้
ตัวแทนรับมอบอำนาจท่ัวไปไว้ คือ ตัวแทนมอบอำนาจท่ัวไปนั้นจะทำกิจการใดๆในทางจัดการแทนตัวการย่อมทำให้
ทกุ อย่าง แต่หากเป็นกรณดี งั ตอ่ ไปน้ีตวั แทนรับมอบอำนาจทวั่ ไปจะกระทำมิได้ เวน้ แตเ่ ข้าเงือ่ นไขใน
มาตรา 802
- ขายหรือจำนองอสังหารมิ ทรัพย์
- ให้เชา่ อสังหารมิ ทรัพย์กวา่ 3 ปีข้นึ ไป
- ให้
- ประนปี ระนอมยอมความท้ังในศาลและนอกศาล
- ยน่ื ฟ้องตอ่ ศาลไมว่ ่าจะเปน็ คดีแพ่งหรือคดีอาญา
- มอบขอ้ พิพาทให้อนุญาโตตุลาการพิจารณาท้งั ในศาลหรือนอกศาล
นอกจากน้ี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 51 ได้กำหนดว่า ภายใต้บังคับ
บัญชามาตรา 802 ถ้าตัวแทนผู้รับมอบอำนาจทั่วไปเห็นเป็นการจำเป็นจะต้องทำการอันใดอันหน่ึงเกินขอบอำนาจท่ี
ได้รบั ไว้ต้องขออนุญาตต่อศาลและเม่ือศาลสงั่ อนุมตั ิแลว้ จึงกระทำการนัน้ ได้
เป็นกรอบที่กฎหมายวางไวก้ ำหนดขอบอำนาจของตัวแทนรบั มอบทัว่ ไปให้แคบกว่ากรณีขอบ
อำนาจของตวั แทนมอบอำนาจทั่วไปในกรณีปกติ คอื หากเปน็ ครอบอำนาจของตัวแทนรับมอบอำนาจทว่ั ไปที่มิใช่กรณี
การจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่แล้ว ตัวแทนมอบอำนาจท่ัวไปจากการทำกิจการท่ีกฎหมายกำหนดว่ามิให้กระทำได้
หากเขา้ หลักเกณฑ์กรณีฉุกเฉินตามมาตรา 802 แม้จะเป็นการเกินขอบอำนาจกต็ าม แต่เปน็ การกระทำเพื่อดูแลรักษา
ประโยชน์ในตัวการแล้วย่อมกระทำได้ แต่ถ้าเป็นกรณีของผู้ไม่อยู่แม้จะเข้ากรณีฉุกเฉินตามมาตรา 802 แล้วก็ตาม

- 48 -

ตัวแทนมอบอำนาจท่ัวไปจะจัดการแทนทันทีไม่ได้จะต้องได้ปฏิบัติตามที่มาตรา 51 กำหนดด้วยคือ หากเป็นการเกิน
ขอบเขตอำนาจของตัวแทนรับมอบอำนาจทั่วไปต้องขออนุญาตต่อศาลก่อนและศาลต้องได้มีคำส่ังอนุญาตให้กระทำ
การน้ันได้ตัวแทนรับมอบอำนาจทัว่ ไปจึงจะกระทำโดยจะอ้างมาตรา 802 มิได้

อย่างไรก็ตามถ้าเป็นกรณีท่ีไม่มีการตั้งตัวแทนมอบอำนาจท่ัวไปไว้หรือตั้งไว้แล้วปรากฏว่า
ตัวแทนรับมอบอำนาจท่ัวไปนั้นอาจจัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่ให้เกิดความเสียหายได้ เช่นนี้จะเป็นไปตามหลกั เกณฑ์
ท่ีกฎหมายกำหนดไว้ในมาตรา 48 คอื เม่ือพนักงานอยั การหรือผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้ศาลเป็นผู้จัดการทรัพย์สินของผู้
ไม่อยู่นั้นได้เพียงเท่าท่ีจำเป็นเป็นกรณีๆไป และหากครบ 1 ปีแล้วนับแต่วันที่ผู้ไม่อยู่นั้นไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถ่ินท่ี
อยู่และไม่มผี ู้ใดไดร้ ับข่าวเก่ียวกับบคุ คลนั้นเลยหรือครบ 1 ปีนบั แตว่ ันมีผู้ ปีนับแต่วนั มีผู้ได้พบเห็นหรือไม่ทราบข่าวว่า
เป็นครั้งหลังสุดพนักงานอัยการ หรือผู้มีส่วนได้เสียร้องขอให้ศาลมีคำสั่งตั้ง ผู้จัดการทรัพย์สิน ของผู้ไม่อยู่น้ันได้โดย
ผจู้ ัดการทรพั ยส์ นิ ของผ้ไู มอ่ ยู่ มีหน้าทด่ี ังนี้ คอื

(1) การจัดการทำบัญชีทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่โดยทำให้เสร็จภายใน 3 เดือนนับแต่วันทราบ
คำสั่งตั้งของศาล (ตามมาตรา 50 และมาตรา 52) โดยในการทำบัญชีทรัพย์สินดังกล่าวน้ีจะต้องกระทำต่อหน้าพยาน
อยา่ งน้อย 2 คนและให้พยานดงั กล่าวทไ่ี ม่น้อยกว่า 2 คนนน้ั ลงลายมือชอื่ รับรองความถกู ตอ้ งของบญั ชี ซึง่ พยานบุคคล
ดังกล่าวต้องเป็นคู่สมรสหรือญาติของผู้ไม่อยู่ท่ีบรรลุนิติภาวะแล้วหากไม่สาม ารถหาบุคคลดังกล่าวได้หรือหาได้แต่
บคุ คลเหล่านน้ั ไมย่ อมเป็นพยาน อาจจะใหบ้ ุคคลอืน่ ทบี่ รรลนุ ิติภาวะมาแลว้ มาเปน็ พยานกไ็ ด (ตามมาตรา 53)

(2) หน้าที่ในการกระทำการแทนผไู้ ม่อยู่โดยมีอำนาจหนา้ ท่เี ชน่ เดียวกบั ตวั แทนรับมอบอำนาจ
ทั่วไปตามมาตรา 801 และมาตรา 802 ซ่ึงหากจะกระทำการเกินขอบอำนาจต้องขออนุญาตต่อศาลและเมื่อศาลสั่ง
อนญุ าตแลว้ จึงกระทำการนัน้ ได้ (ตามมาตรา 54)

(3) กรณที ศ่ี าลเห็นสมควร หรืออัยการหรือผ้มู ีส่วนได้เสยี ร้องขออำนาจจะมคี ำสง่ั ใหผ้ ู้จัดการไว้
เพอ่ื การจดั ทำและเพ่ือส่งคืนทรัพย์สนิ ทีม่ อบไว้ซึ่งอาจเอาบุคคลหรือทรัพย์สินน้ันมาเป็นหลักประกันกไ็ ด้ และในการส่ง
มอบทรพั ยส์ นิ นั้นต้องคืนรายงานสภาพความเปน็ อยแู่ ห่งทรัพยส์ นิ ของผไู้ มอ่ ยู่ ตามมาตรา 56 (1) (2)

นอกจากนี้การเปน็ ผ้จู ดั การทรพั ย์สนิ อาจสิ้นสุดลงได้ 3 กรณี
(1) เพราะเหตตุ วั ผไู้ ม่อยู่
- ผู้ไม่อยู่น้นั กลบั มา
- ผู้ไม่อยู่ไม่ได้กลับมาแต่ได้จัดการทรัพย์สินหรือแต่งตั้งตัวแทนเพื่อจัดการทรัพย์สินของ

ตนเองแลว้
- ไดค้ วามแนช่ ัดว่าผ้ไู ม่อยู่นัน้ ถงึ แก่ความตายหรอื ศาลมีคำส่ังให้เปน็ คนสาบสูญ

(2) เพราะเหตขุ องตวั ผู้จัดการทรัพย์สนิ
- ผู้จดั การทรัพยล์ าออกหรือถงึ แก่ความตาย
- ผู้จดั การทรพั ย์สนิ เปน็ คนไร้ความสามารถ
- ผู้จัดการทรพั ยส์ นิ เปน็ คนล้มละลาย
- เสมือนไร้ความสามารถ

(3) ศาลถอดถอนผ้จู ดั การทรัพยส์ นิ

- 49 -

1.2) กรณีท่ีถือว่าสาบสูญ โดยตามประมวลกฎหมายอาญาแพ่งและพาณิชย์มาตรา 61 กำหนด
หลกั เกณฑท์ ่ศี าลจะสัง่ ให้บุคคลใดเปน็ คนสาบสูญคือ

(1) ถ้าบุคคลหน่ึงบุคคลใดไปเสียจากภูมิลำเนาหรือถิ่นท่ีอยู่และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมี
ชวี ิตอยู่หรอื ไมต่ ลอดระยะเวลาดังน้ี

(1.1) 5 ปี หรือ
(1.2) 2 ปี นบั แต่

ก) วันที่มีการรบหรือสงครามส้ินสุดลงถ้าบุคคลนั้นอยู่ในการรบหรือสงครามและ
หายไปในการรบหรือสงครามดังกลา่ ว หรอื

ข) ควรท่ียานพานะท่ีบุคคลนั้นเดินทาง อับปาง ถูกทำลายหรือสูญหายไป เช่น
เครอื่ งบนิ ตก เรอื โดยสารร่ม หรอื รถไฟชนกัน เปน็ ต้น

ค) วันที่เหตุอันตรายต่อชีวิตนอกจากน้ีระบุไว้ใน ก)หรือ ข)ได้ผ่านพ้นไปถ้าบุคคล
นั้นตกอยใู่ นอนั ตรายเช่นวา่ นนั้ เชน่ อัคคีภยั วาตภัย อุทกภัยหรอื ตึกถล่ม เปน็ ต้น

(2) ผมู้ สี ่วนได้เสียหรือพนักงานอยั การร้องขอตอ่ ศาล
(3) ศาลจะสั่งใหบ้ ุคคลนั้นเปน็ คนสาบสูญได้
(4) บุคคลซึ่งศาลมีคำส่งั ให้เป็นคนสาบสญู ใหถ้ อื ว่าถึงแก่ความตายเม่ือครบกำหนดระยะเวลา
ในข้อ 1
จากหลกั เกณฑ์ดงั กล่าวข้างต้น การที่ศาลจะส่ังให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญน้ัน ใจไปเสียจากภมู ิลำเนา
หรือถิ่นที่อยู่ของตนโดยไม่มีผใู้ ดทราบว่าบุคคลนั้นเป็นอันตรายร้ายดีอย่างไร ตลอดระยะเวลาท่ีหายไปต่อเน่ืองกันโดย
หากเมื่อใดสามารถทราบว่าบุคคลที่หายไปนั้นยังมีชีวิตอยู่การนับเวลาจะหยุดลงทันที การที่ศาลจะสั่งให้บุคคลใดเป็น
คนสาบสูญไดน้ นั้ กฎหมายได้กำหนดระยะเวลาไว้ 2 กรณี โดยหากเปน็ กรณปี กติใช้เวลา 5 ปีแตห่ ากเป็นกรณไี ม่ปกติใช้
เวลา 2 ปี โดยมีเหตุผลเพราะบุคคลนั้นต้องไปอยู่ระหว่างรบ การส่งคามยานพานะท่ีบุคคลน้ันเดินทางไปต้องอับปาง
หรือถูกทำลายหรือสูญหายไป นอกจากนี้ยังรวมถึงกรณีที่บุคคลผู้นั้นอาจประสบเหตุอันตรายต่อชีวิตในกรณีอ่ืน
นอกจากที่กล่าวมาข้างต้นด้วย โดยอาจจะเป็นการประสบอุทกภัย อัคคีภัย วาตภัย หรือตึกถล่ม ตลอดจนรวมถึง
เหตกุ ารณค์ ล่ืนสนึ ามดิ ้วย เปน็ ตน้
แต่อย่างไรก็ตาม การท่ีศาลจะมีคำส่ังให้บุคคลใดเป็นบุคคลสาบสูญจะต้องเป็นกรณีที่ไม่ปรากฏว่า
ผู้ใดทราบอย่างแน่ชัดว่าบุคคลน้ันยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ อย่างไรเพราะหากมีพยานหลักฐานพิสูจน์ได้ว่าบุคคลผู้นั้นถึงแก่
ความตายในเวลาใดเวลาหนึ่งอย่างชัดแจ้งแล้ว แม้จะไม่ได้ศพหรือไม่ได้ประจักษ์พยานที่ได้พบเห็นขณะเวลาท่ีถึงแก่
ความตายกต็ าม หากได้มพี ยานพฤฒิเหตุเชือ่ ไดแ้ น่ว่าถึงแก่ความตายเชน่ เห็นเป็นครั้งสุดท้ายว่าบุคคลใดถกู คลนื่ พัดจม
หายไปในขณะที่คลื่นกำลังซัดเข้ามาแต่ปรากฏว่าบุคคลนั้นวิ่งสวนกลับเข้าไป แม้จะไม่เห็นว่าถูกขึ้นไปแน่แท้หรือไม่แต่
กม็ เี หตอุ ันพอเช่ือได้แนว่ ่าบุคคลนน้ั ถึงแกค่ วามตายแล้วหากเมอ่ื ยภัยพบิ ัตนิ ้ันผ่านพ้นไปแล้วยงั ไมป่ รากฏตัวไม่มผี ู้ใดพบ
เห็นอีกเลย แม้จะถึงขนาดไม่ได้พบศพก็ตาม กรณีขณะน้ีไม่เข้าหลักเกณฑ์มาตรา 61 เพราะถือได้ว่าไม่ทราบแน่ชัดว่า
บุคคลที่หายไปน้ันไม่มีชีวิตอยู่อีกแล้ว ย่อมเข้ากรณีการสิ้นสภาพบุคคลโดยการตายตามธรรมชาติตามมาตรา 15 แล้ว
แล้วโดย แล้วโดยไม่ต้องรอให้ แล้วโดยไม่ต้องรอให้ครบและ แล้วโดยไม่ต้องรอให้ครบระยะเวลาใด แลว้ โดยไม่ตอ้ งรอ

- 50 -

ให้ครบระยะเวลาใดๆตาม อีก อีกไป อีกไปหาเป็นกรณีทป่ี รากฏวา่ ในขณะท่ีเกิดเหตุการณ์ อีกไปหาเป็นกรณีท่ีปรากฏ
ว่าในขณะที่เกิดเหตุการณ์คือ อีกไปหาเป็นกรณีท่ีปรากฏว่าในขณะที่เกิดเหตุการณ์คล่ืนสึนามิกำลังเคลื่อนตัวเข้าทำ
ความเสียหายอยู่น้ัน บุคคลใดอาจจะกำลังตกอยู่ในทะเลโคลนแต่ปรากฏว่าได้มีผู้อ่ืนเข้าช่วยเหลือบุคคลนั้นขึ้นมาบน
หลังคาได้หรือช่วยเหลอื ในประการใดๆได้แล้วแต่หลังจากน้ันกลับไม่มีผู้ใดพบเหน็ อีก กรณีเช่นนี้จะเห็นได้ว่าบุคคลนั้น
ได้ผ่านพ้นภาวะการตกอยู่ในเขตอันตรายแก่ชีวิตแล้ว หากแต่ภายหลังปรากฏว่ายังไม่มีผู้ใดรู้แน่ว่าบุคคลน้ันยังมีชีวิต
อย่หู รอื ไม่ เชน่ ยงั เข้ากรณีมาตรา 61 ทตี่ อ้ งนับระยะเวลา 5 ปี ในการจะร้องขอให้ศาลสั่งเปน็ คนสาบสญู

1.3) ในกรณีทศี่ าลมีคำสง่ั ใหบ้ ุคคลใดเป็นคนสาบสูญแล้วจะมีผลตามกฎหมาย คอื
(1) ถือวา่ เปน็ การยาตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยม์ าตรา 1516 (5)
(2) ถือ ถือเป็นการส้ินสุดของ ถือเป็นการส้ินสุดของอำนาจปก ถือเป็นการส้ินสุดของอำนาจ

ปกครองบตุ รตาม (1)
(3) มรดกของบุคคลนั้นตกทอดแก่ทายาทตามมาตรากฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1599

1600 และ 1602
โดยกฎหมายจะถือว่าเสมือนว่าบุคคลท่ีศาลส่ังให้เป็นคนสาบสูญนั้นได้สิ้นสภาพบุคคลหรือถึงแก่

ความตายในเวลาที่ครบระยะเวลาของการสาบสูญในแต่ละกรณี(ไม่ได้ถือเสมอื นว่าถึงแก่ความตายในวันที่ศาลมีคำส่ัง)
และแม้ศาลจะมีคำสั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญแล้วก็ตามแต่หากเข้ าเหตุใดเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้ศาลจะมีคำสั่งถอน
คำสงั่ ให้เป็นคนสาบสญู ได้ตามมาตรา 63 คือ

(1) บุคคลผู้ถูกศาลส่ังให้เป็นคนสาบสูญน้ันยงั มีชีวติ อยู่กล่าวคือมีข้อพิสจู น์โดยปรากฏจากข้อ
สงสัยว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิตอยู่ เช่น บุคคลผู้ถูกศาลส่ังให้เป็นคนสาบสูญน้ันยังมีชีวิตอยู่กล่าวคือมีข้อพิสูจน์โดยปรากฏ
จากข้อสงสัยว่าบคุ คลน้นั ยังมีชีวติ อยู่เชน่ มาปรากฏตวั หรอื ส่งขา่ วใหค้ รอบครัวทราบ เปน็ ตน้

(2) ปรากฏว่าบุคคลท่ศี าลสง่ั ให้เป็นคนสาบสญู ได้ถึงแก่ความตาย หากแตกตายในเวลาอื่นผิด
ไปจากเวลาท่ีกฎหมายสันนิษฐานไว้คือผิดเวลาไปจากวันที่ครบกำหนด 5 ปีหรือ 2 ปีนั้น เช่น กรณีท่ีมีข้อยืนยันได้ว่า
หลังจากวนั ท่ีเริ่มนับเวลาการสาบสูญกบั ปรากฏว่ามีผู้พบเห็นตัวบุคคลนั้นยังมีชวี ิตอยู่ย่อมทำให้กำหนดระยะเวลาการ
นบั เวลาการสาบสูญคาดเคลอ่ื นไป เชน่ น้ศี าลตอ้ งมคี ำสงั่ ถอนคำสงั่ เดิมแล้วมคี ำสง่ั ให้เป็นคนสาบสญู ใหม่อีกครั้ง

เมื่อศาลมีคำส่ังถอนคำส่ังให้เป็นคนสาบสูญแล้วย่อมถือว่าบุคคลน้ันมิใช่คนสาบสูญอีกต่อไปและมี
สภาพบุคคลคืนมา นอกจากนี้ในกรณีท่ีเก่ียวกับการกระทำท้ังหลายท่ีผู้มีส่วนได้เสียหรือทายาทได้กระทำไปภาย
หลังจากศาลมีคำสั่งให้เป็นคนสาบสูญน้ัน เม่ือศาลมีคำสั่งถอนการสาบสูญย่อมไม่กระทบต่อความสมบูรณ์ตาม
กฎหมายในการกระทำโดยสุจริตไปในระหว่างเวลาท่ีศาลสั่งให้เป็นคนสาบสูญและหากผู้ใดได้ทรัพย์สินเน่ืองมาแต่การ
ที่ศาลสั่งให้บุคคลใดเป็นคนสาบสูญแต่ต้องเสียสิทธิของตนไปเพราะศาลมีคำสั่งถอนบุคคลนั้นจากการสาบสูญ ให้นำ
หลักกฎหมายว่าด้วยลาภมคิ วรได้มาใช้บงั คับโดยอนุโลม เช่น เมื่อศาลมีคำส่ังให้บุคคลใดเปน็ คนสาบสูญแล้วย่อมถือ
เสมือนว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายมรดกของบุคคลนั้นย่อมตกทอดแก่ทายาทตามมาตรา 1599 1600 และ 1602
ทายาททง้ั หมดจึงนำมรดกของคนสาบสูญออกแบ่งปันกันไปหมด หลงั จากน้ันเมอื่ คนสาบสูญกลับมาศาลจึงมีคำสัง่ ถอน
การสาบสูญน้ัน เช่นนี้ทายาทที่ได้รับส่วนแบ่งมรดกไปแล้วก็ได้กระทำการเก่ียวกับทรัพย์สินนั้นไปแล้วโดยสุจริต เช่น
ทายาทอาจจะโอนขายบ้านท่ีเป็นมรดกนั้นแก่ผู้อื่นไปแล้วดังน้ีเม่ือศาลส่ังถอนการสาบสูญ กฎหมายให้บุคคลน้ันเรียก

- 51 -

ให้ทายาททุกคนที่ได้รับทรัพย์สินของบุคคลน้ันไปนำทรัพย์สินมาคืน โดยเป็นไปตามหลักกฎหมายว่าด้วยลาภมิควรได้
คอื นำมาคืนแก่บคุ คลนั้นเพียงเทา่ ทีย่ งั คงมีทรัพยส์ นิ เหลืออย่เู ท่าน้นั

ดงั น้ันจะเหน็ ไดว้ า่ แมบ้ ุคคลน้ันจะไปจากถ่ินที่อยหู่ รอื ภมู ิลำเนาและไม่มใี ครรู้แน่วา่ บคุ คลน้ันยังมชี วี ิต
อยู่หรือไม่ เพื่อให้สามารถจัดการทรัพย์สินของบุคคลผู้นั้นได้กฎหมายจึงมีมาตรการที่วางไว้เป็นเบื้องต้นสำหรับการ
จัดการทรัพย์สินของผู้ไม่อยู่นั้น โดยในช่วงแรกเม่ือผู้มีส่วนได้เสียหรือพนักงานอัยการร้องขอศาลจะเป็นผู้ออกคำสั่ง
จัดการทรพั ยส์ ินของผู้ไม่อยู่เป็นกรณีๆไปตามความจำเป็น หลงั จากนั้นเมอ่ื พ้นไป 1 ปีแล้วหากยังไม่มีใครรู้แน่วา่ บคุ คล
น้ันยังมีชีวิตอยู่หรือไม่ แต่อย่างไรก็ดีหากบุคคลนั้นไปจากภูมิลำเนาหรือถ่ินท่ีอยู่และไม่มีใครรู้แน่ว่าบุคคลนั้นยังมีชีวิต
อยู่หรือไม่หากเป็นกรณีปกติครบ 5 ปีและกรณีพิเศษ 2 ปี ผู้มีส่วนได้เสียสามารถร้องขอให้ศาลมีคำสั่งให้บุคคล
ดังกล่าวเป็นผู้สาบสูญหรือถือเสมือนว่าบุคคลนั้นถึงแก่ความตายแล้ว ซ่ึงทายาทจะเข้ามาเป็นผู้จัดการทรัพย์สินมรดก
นัน้ ต่อไป

2.2 นิตบิ ุคคล
ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 65 นิติบุคคลจะมีขึ้นได้ก็แต่โดยอาศัยอำนาจแห่ง

ประมวลกฎหมายนีห้ รอื กฎหมายอ่นื
นิติบุคคลหมายถึงกลุ่มชนที่สมมติข้ึนเพื่อรวมตัวกันทำกิจการอย่างใดอย่างหน่ึงตามท่ีต้ังใจไว้เพ่ือรวม

ทนุ โดยให้มสี ภาพคลา้ ยบุคคลเพราะต้องมกี ารก่อตง้ั การดำเนนิ งานและเลิกไปในท่ีสุดเชน่ เดียวกบั บุคคล
ดังนั้นหากกลุ่มบุคคลใดหรือกองทรัพย์สินใดไม่มีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอ่ืนได้กล่าว

รองรับไว้แล้ว กลุ่มบุคคลหรือกล่องทรัพย์สินเหล่านั้นย่อมไม่สามารถท่ีจะมีสภาพบุคคลท่ีทำให้นิติบุคคลได้เลย และ
เม่ือกลุ่มบุคคลหรือกองทรัพย์สินใดมีกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือกฎหมายอ่ืนๆรองรับให้สามารถเป็นนิติบุคคลได้
แล้วกลุ่มบุคคลหรือของทรัพย์สินน้ันย่อมมีสภาพเป็นนิติบุคคลได้ทันที และเม่ือมีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้วย่อมที่จะมี
สิทธิและหน้าท่ีต่างๆเชน่ เดียวกับบุคคลธรรมดาแต่ตอ้ งใช้สิทธแิ ละหนา้ ท่ีภายใตข้ อบวตั ถปุ ระสงค์ท่ีกำหนดขึ้นในแตล่ ะ
นิติบคุ คล

ส่วนท่ี 1 ประเภทตา่ งๆ ของนิติบคุ คล
สว่ นท่ี 2 สทิ ธิและหน้าที่ของนติ ิบคุ คล
ส่วนที่ 3 การจดั การนิตบิ ุคคล
สว่ นที่ 4 ภูมลิ ำเนาของนติ บิ ุคคล
สว่ นท่ี 5 การส้นิ สดุ สภาพของนิติบุคคล
1) ประเภทตา่ งๆของนิติบุคคล

ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณชิ ย์มาตรา 65 บัญญตั ิว่า อันว่านติ ิบคุ คลน้นั จะมีขึน้ ได้ก็แตด่ ้วยอาศัย
อำนาจแห่งบทบัญญัติท้ังหลายของประมวลกฎหมายน้ีหรือกฎหมายอ่ืนๆ จากมาตรา 65 จะเห็นได้ว่านิติบุคคลมีได้
โดยประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชยแ์ ละมีไดโ้ ดยกฎหมายอน่ื ๆ

สำหรับนิตบิ ุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชยไ์ ดแ้ ก่
- หา้ งหุ้นสว่ นที่จดทะเบยี นแลว้
- บริษทั จำกัด

- 52 -

- สมาคม
- มูลนธิ ิที่ได้รับอำนาจ
1.1) ห้างหุ้นสว่ นที่จดทะเบียนแลว้ ซง่ึ มี 2 ประเภท คอื

ห้างหุ้นส่วนสามัญ คือห้างหุ้นส่วนประเภทซ่ึงผู้เป็นหุ้นสุวรรณหมดทุกคนต้องรับผิดชอบ
รว่ มกนั เพอ่ื หนี้ทัง้ ปวงของหนุ้ ส่วนโดยไมม่ ีข้อจำกดั (ตามมาตรา 1025) และห้างหุน้ ส่วนจำกัด คือห้างหนุ้ ส่วนซง่ึ มีหุ้นสว่ น
2 จำพวก คอื

(1) ผู้เป็นหุ้นส่วนคนเดียวหรือหลายคน ซ่ึงจำกัดความรับผิดชอบเพียงไม่เกินจำนวนเงินท่ีตน
ได้รับและลงหุ้นในห้างหนุ้ ส่วนจำพวกหนึง่ และ

(2) ผเู้ ป็นห้นุ ส่วนคนเดยี วหรอื หลายคน ซง่ึ ต้องรับผดิ ชอบร่วมกนั ในบรรดาหนขี้ องหา้ งหุ้นสว่ น
ไมม่ ีจำกดั อีกจำพวกหนึ่งตามมาตรา 1077

ห้างหุ้นส่วนจำกัด กฎหมายบังคับว่าต้องจดทะเบียนตามมาตรา 1078 ฉะน้ันห้างหุ้นส่วน
จำกดั จึงเปน็ นติ บิ ุคคลเสมอ ห้างหุ้นส่วนสามัญจะจดทะเบยี นหรือไม่กไ็ ดถ้ า้ จดทะเบียนกม็ ีหลักฐานเป็นนติ บิ ุคคล

1.2) บริษัทจำกัด คือ การที่คณะบุคคลตกลงเขา้ กันเพ่ือกระทำกจิ การร่วมกนั ดว้ ยประสงค์จะแบ่งปัน
กำไรอันจะพึงได้แก่กิจการที่ทำน้ันเช่นเดียวกับห้างหุ้นส่วนต่างกันตรงท่ีว่าการจัดต้ังบริษัทจำกัดต้องมีบุคคลตั้งแต่ 7
คนขึ้นไป เป็นผู้เร่ิมก่อต้ังโดยเข้าชื่อกันทำหนังสือบริคณห์สนธิ และต้องแบ่งทุนเป็นหุ้นมีมูลค่าเท่าๆกัน ถือหุ้นต่าง
รบั ผิดชอบจำกดั เพียงไมเ่ กนิ จำนวนหนง่ึ ที่ตนยังส่งใช้ไม่ครบมลู ค่าของหนุ้ ทตี่ นถอื เท่าน้นั ตามมาตรา 1095

บริษทั จำกัด กฎหมายบงั คับให้ตอ้ งจดทะเบียนฉะนั้นบรษิ ัทจำกัดจงึ มฐี านะเป็นนติ บิ คุ คลเสมอ
กนั ปจั จุบนั นม้ี บี รษิ ทั 2 ประเภท คือ บรษิ ทั เอกชนและมหาชน

1.3) สมาคม คือ การท่ีบุคคลหลายคนตกลงเข้ากันเพ่ือทำการอันใดอันหน่ึงร่วมกันอันไม่ใช่การหา
ผลกำไรแบ่งปนั กันตามมาตรา 78

สมาคมจะต้องจดทะเบียนจึงเปน็ นติ ิบคุ คลอีกประเภทหนึง่ ตามมาตรา 83
1.4) มูลนิธิ ได้แก่ ทรัพย์สินอันจัดสรรไว้สำหรับวัตถุประสงค์เพื่อการกุศล สาธารณะ การศาสนา
ศิลปะ วิทยาศาสตร์ วรรณคดี การศึกษาหรือเพ่ือสาธารณะประโยชน์อื่นๆโดยไม่ได้มุ่งหาประโยชน์มาแบ่งปันกันตาม
มาตรา 111

มลู นิธิมฐี านะเปน็ นิติบุคคล เมอ่ื จะจดทะเบียนแล้วตามมาตรา 122
ส่วนนิติบุคคลตามกฎหมายอ่ืนมีอยู่มากมายหลายประเภท เช่นตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหาร
ราชการแผ่นดิน พ. ศ. 2534 กำหนดให้กระทรวง ทบวง กรม หรือส่วนราชการท่ีเรียกชือ่ อย่างอน่ื และมีฐานะเป็นกรม
มีฐานะเป็นนิติบุคคล (ระเบียบบริหารราชการส่วนกลาง) กำหนดให้จังหวัดมีฐานะเป็นนิติบุคคล (ระเบียบบริหาร
ราชการส่วนภมู ิภาค)
นอกจากนั้นยังมีการจัดระเบียบบริหารราชการส่วนท้องถิ่น ซึ่งกำหนดให้มีการยกฐานะท้องถ่ินเป็น
นิติบุคคล เช่น เทศบาล สุขาภิบาล องค์การบริหารส่วนจังหวัด องค์การบริหารส่วนตำบล กรุงเทพมหานคร ทั้งน้ี
เป็นไปตามพระราชบัญญตั ิของกฎหมายจดั ต้งั น้ันๆ

- 53 -

นอกจากน้ียังมีกฎหมายอ่ืนๆที่กำหนดให้องค์กรท่ีจัดตั้งขึ้นมีฐานะเป็นนิติบุคคล เช่น มหาวิทยาลัย
ตาม พ.ร.บ.จัดต้ังมหาวิทยาลัยต่างๆ วัดตาม พ.ร.บ.คณะสงฆ์ สหกรณ์ตาม พ.ร.บ.สหกรณ์ ตามกฎหมายจัดตั้ง
รัฐวิสาหกิจตา่ งๆเปน็ ต้น

2) สิทธแิ ละหน้าท่ีของนติ บิ ุคคล
โดยเหตทุ ี่นิติบคุ คลเปน็ บุคคลประเภทหนงึ่ ตามกฎหมาย ฉะนั้นนิตบิ คุ คลจึงมีสทิ ธแิ ละหน้าท่ีและมี

ส่ิงประกอบสภาพบุคคล เช่น ชื่อ สัญชาติและภูมิลำเนา ได้อย่างบุคคลธรรมดา อย่างไรก็ตามนิติบุคคลเป็นเพียง
บุคคลที่กฎหมายสมมติขึ้นเพ่ือประกอบกิจการอันใดตามวัตถุประสงค์ของนติ ิบุคคลน้ัน ทั้งเป็นสิ่ง ไม่มีชีวิตจิตใจอย่าง
มนษุ ยก์ ฎหมายจึงจำกัดสทิ ธแิ ละหนา้ ที่ของบคุ คลแยกเป็นสาระสำคัญได้ 2 ประเภท คอื

- สทิ ธิและหน้าที่ภายในขอบทวี่ ัตถุประสงค์ และ
- สิทธแิ ละหนา้ ที่ซึง่ ว่าโดยสภาพจะพงึ เป็นได้เฉพาะแก่บคุ คลธรรมดา
2.1) สทิ ธแิ ละหน้าท่ีภายในขอบวัตถุ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 66 บัญญัติว่า และ
หน้าท่ีต่างๆต้องตามบทบัญญัติท้ังปวงแห่งกฎหมายภายในขอบวัตถุท่ีประสงค์ของตนดังมีกำหนดไว้ในข้อบังคับหรือ
ตราสารจัดต้ัง ซึ่งหมายความว่า นิติบุคคลที่ได้ระบุไว้ในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งว่ามีวัตถุประสงค์เพ่ือการใด
กฎหมายจำกัดให้มีสิทธิและหน้าท่ีเกย่ี วกับการนั้นเท่าน้ัน จะทำการอ่ืนใดนอกขอบวัตถุประสงค์ที่กำหนดไว้ไมไ่ ด้ เช่น
สมาคมท่มี ีวตั ถุประสงคเ์ พื่อการกีฬา ย่อมไม่มีสิทธท์ิ จี่ ะดำเนนิ การเกีย่ วกับศาสนาหรอื การเมอื ง ฯลฯ
2.2) สิทธแิ ละหนา้ ทซี่ ึ่งว่าโดยสภาพจะพงึ มีพึงเปน็ ได้เฉพาะแกบ่ คุ คลธรรมดา ประมวลกฎหมายแพ่ง
และพาณิชย์มาตรา 67 บัญญัติว่า ภายในบังคับแห่งบทมาตราก่อนนี้นิติบุคคลย่อมมีสิทธิและหน้าท่ีเหมือนบุคคล
ธรรมดา เว้นเสียแต่สิทธิและหน้าท่ีซึ่งว่าโดยสภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดาเท่าน้ัน เหตุที่กฎหมาย
บัญญัติไว้เช่นน้ีก็เพราะเหตุว่านิติบุคคลเป็นบคุ คลที่กฎหมายสมมติขนึ้ ไม่มีชีวติ จิตใจจึงไมส่ ามารถมสี ิทธิและหน้าที่ซึ่ง
โดยสภาพจะพึงมีพึงเป็นได้เฉพาะแก่บุคคลธรรมดา เช่นไม่อาจที่จะทำการสมรส ไม่มีหน้าที่รับราชการ ไม่มีสิทธิทาง
การเมอื ง เป็นต้น
3) การจดั การนติ บิ ุคคล
ดังได้กล่าวมาแล้วว่า นิติบุคคลเป็นสิ่งไม่มีชีวิตจิตใจจึงไม่สามารถที่จะแสดงเจตนาหรือทำการใด
โดยตนเองได้ ดังน้ันประมวลกฎหมายอาญาแพ่งและพาณิชย์มาตรา 70 บัญญัติว่า อันความประสงค์ของนิติบุคคลน้ัน
ยอ่ มแสดงปรากฏจากผู้แทนทั้งหลายของนิตบิ คุ คลนั้น กิจการของนติ ิบุคคลจึงจำเป็นต้องมีบคุ คลธรรมดาเป็นผู้แทนใน
การดำเนินงาน ซึ่งจะไดพ้ ิจารณาออกเปน็ ดังนี้
- ผู้แทนนิติบคุ คล
- อำนาจของผแู้ ทนนิตบิ คุ คล
- ความรับผิดของผูแ้ ทนนติ บิ คุ คล
3.1) ผูแ้ ทนนิติบุคคล ผู้แทนนิติบคุ คลอาจมีคนเดียวหรือหลายคนก็ได้ตามความสมควร เช่นรัฐมนตรี
เป็นผู้แทนกระทรวง อธิบดีเป็นผู้แทนกรม เจ้าอาวาสเป็นผู้แทนวัดวาอาราม หุ้นส่วนหรือหุ้นส่วนผู้จัดการเป็นผู้แทน
ห้างหุ้นสว่ นท่ีจดทะเบียนแล้ว กรรมการเป็นผู้แทนของบริษัท ผจู้ ัดการเป็นผู้แทนสมาคมหรือมูลนิธเิ ป็นต้น เมื่อผู้แทน

- 54 -

ได้จดั การอย่างใดใหแ้ ก่นติ ิบุคคลภายในขอบวัตถุท่ีประสงค์และตามบทบัญญัติของกฎหมายแลว้ การนน้ั ย่อมผูกพนั นิติ
บุคคล

3.2) อำนาจของผู้แทนนิติบคุ คล อำนาจของผู้แทนนิตบิ ุคคลโดยปกติแล้วย่อมมกี ำหนดไวใ้ นกฎหมาย
หรือในข้อบังคับหรือตราสารจัดตั้งนิติบุคคลน้ัน ถ้ามีผู้จัดการหลายคนและมิได้มีข้อกำหนดไว้เป็นประการอ่ืน การทำ
ความตกลงต่างๆในทางอำนวยกิจการใหเ้ ป็นไปตามเสียงขา้ งมาก ตามมาตรา 71

ข้อจำกัดหรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงอำนาจของผู้แทนของนิติบุคคลจะยกข้ึนเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอก
ผู้ทำการโดยสจุ ริตไม่ได้ ตามมาตรา 78

ในการอันใดทาบประโยชน์ของนติ ิบคุ คลกลบั ของผู้แทนขัดกันการอันนั้นผูแ้ ทนไม่มอี ำนาจเป็นผู้แทน
ของนิตบิ ุคคลน้ัน ตามมาตรา 74

3.3) ความรับผดิ ชอบของผแู้ ทนนิติบคุ คล ความรบั ผิดชอบของผู้แทนนิตบิ ุคคลน้ีประมวลกฎหมาย
แพง่ และพาณิชย์ มาตรา 76 บญั ญตั ิไว้ ดงั นี้

ผู้จัดการทั้งหลายก็ดี ผู้แทนอ่ืนๆก็ดี ของนิติบุคคลหากทำการตามหน้าท่ีได้ทำให้เกิดความเสียหาย
อย่างหน่ึงอย่างใดแก่บุคคลอ่ืนไซร้ ท่านว่านิติบุคคลจำต้องเสียค่าสินไหมทดแทนเพื่อความเสียหายนั้นแต่มีสิทธิจะไล่
เบี้ยเอาแก่ตวั ผเู้ ป็นต้นเหตุทำความเสียหายไดภ้ ายหลัง

ถ้าและความเสยี หายแกบ่ คุ คลอื่นน้ันเกิดแต่การอนั ใดอันหน่ึงซ่ึงไม่ได้อยู่ภายในขอบเขตท่ีประสงค์
แหง่ นติ บิ คุ คลไซร้ ทา่ นว่าสมาชกิ หรือผู้จัดการท้ังหลายเหล่านั้นบรรดาทไี่ ด้ออกเสียงลงมติให้ทำการเช่นน้ันกับท้ัง
ผจู้ ัดการและผแู้ ทนอ่นื ๆทั้งหลายบรรดาท่ีได้เป็นผู้ลงมือทำการจะตอ้ งรบั ผิดรว่ มกันออกใช้คา่ สินไหมทดแทน

4) ภมู ลิ ำเนาของนติ บิ ุคคล
ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 68 และ 69 ภูมิลำเนาของนิติบุคคลนั้นได้แก่ แผนท่ี

สำนักงานแหง่ ใหญ่หรือท่ีตั้งทำการหรือถ่นิ ท่ไี ด้เลอื กเอาเปน็ ภมู ิลำเนาเฉพาะตามข้อบงั คับหรือตราสารจัดต้งั
อนง่ึ ถ่ินที่มีสาขาสำนักงานและจดั ว่าเปน็ ภมู ลิ ำเนาในสว่ นกิจการอันทำ ณ ทนี่ นั้ ดว้ ยก็ได้
จากหลกั กฎหมายดังกล่าวขา้ งต้นภมู ลิ ำเนาของนติ บิ ุคคลแยกเปน็ 3 ประเภท คอื
(1) ถนิ่ อนั เป็นท่ีต้งั ของสำนกั งานใหญห่ รือทีต่ ้ังทีท่ ำการตัง้ อยู่
(2) ถิ่นท่ีเลือกเอาเป็นภูมิลำเนาเฉพาะการตามข้อตกลงหรือตราสาร
(3) ถ่นิ ของสำนักงานสาขาในส่วนท่ีกิจการนัน้ ไดท้ ำข้ึนโดยการใดก็ตามที่สามารถกระทำไดโ้ ดยอิสระ

มคี วามสมบูรณ์ได้ในสาขาของนติ ิบคุ คลนั้นน้นั ยอ่ มตอ้ งถือเอาแหลง่ ท่ีมีการทำกิจการนนั้ เป็นภูมิลำเนา
5) การส้ินสดุ สภาพนติ บิ คุ คล
นิติบุคคลเป็นกฎหมายท่ีกฎหมายสมมติข้ึนให้มีสทิ ธิและหน้าท่ีภายในขอบวัตถุประสงค์ของตน ไม่

มีตัวตนและไม่มีชีวิตจิตใจ ดังนั้นการส้ินสภาพนิติบุคคลจึงไม่ใช่ว่าด้วยการตายหรือสาบสูญอย่างบุคคลธรรมดา นิติ
บคุ คลอาจส้ินสภาพไปดว้ ยเหตดุ งั ตอ่ ไปนี้

(1) ระยะเวลาตามท่ีระบุไว้ในข้อบังคับหรอื ตราสารจัดตง้ั
(2) โดยสมาชกิ ตกลงเลกิ
(3) เลกิ โดยผลของกฎหมาย เชน่ นติ บิ คุ คลถูกศาลส่งั ใหล้ ม้ ละลาย

- 55 -

(4) โดยคำสงั่ ศาลใหเ้ ลิก
การสิน้ สภาพนิติบุคคลทำให้สทิ ธิและหน้าที่ต่างๆของนิติบุคคลสิ้นไป แต่ถ้ามีทรพั ย์สินของนติ ิบุคคล
น้ันเหลืออยูก่ ต็ อ้ งโอนกนั ตอ่ ไปตามตราสารจดั ตั้งหรือตามกฎหมายต่อไป

3. นติ กิ รรม

เมื่อได้ทราบถึงสภาพบุคคล ท้ังท่ีเป็นบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลแล้ว ส่ิงที่จะต้องพิจารณา และ ทําความ
เข้าใจต่อไป คือ ในเร่ืองของการกระทํา เพราะเมื่อบุคคลที่อยู่ในสังคมแล้ว จําเป็นที่จะต้องเคลื่อนไหว ร่างกายหรือ
กระทําอะไรก็แลว้ แต่ ซ่ึงการใดๆ อนั ทําลงโดยชอบด้วยกฎหมาย และด้วยใจสมัครมุ่งโดยตรง ตอ่ การผกู นิติสมั พันธข์ ้ึน
ระหว่างบุคคล เพื่อจะก่อเปลี่ยนแปลงหรือระงับซ่ึงสิทธิแล้ว ย่อมหมายความว่าการ กระทํานั้นเป็นนิติกรรม 5 นิติ
กรรม เปน็ การเคลอื่ นไหวแหง่ สทิ ธโิ ดยหลกั แล้ว สามารถแยกองค์ประกอบของ นติ กิ รรมไดเ้ ป็น 5 องคป์ ระกอบ คือ

(1) นิติกรรมจะต้องเปน็ การกระทาํ ของบุคคลโดยการแสดงเจตนา
(2) การแสดงเจตนานั้น ต้องเป็นการกระทําโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
(3) ตอ้ งเป็นการกระทาํ ทม่ี ุ่งจะผูกนิติสมั พนั ธ์ระหว่างบุคคล
(4) จะต้องเกิดขนึ้ จากความสมัครใจ มิไดเ้ กดิ ข้นึ จากความสาํ คญั ผิด ถูกกลฉอ้ ฉลหรือข่มขู่
(5) เพือ่ จะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรือระงบั ซึง่ สิทธิ
นิติกรรมต้องเป็นการกระทําของบุคคลโดยการแสดงเจตนา การแสดงเจตนาน้ันมีวิธีการอยู่ 3. ประการ คือ
แสดงเจตนาโดยชัดแจ้งโดยปริยาย หรือโดยการนิ่ง การแสดงเจตนาโดยชัดแจ้ง จะด้วยลายลักษณ์อักษร หรือกิริยา
วาจาก็ได้ การแสดงเจตนาโดยปริยาย คือ ผู้แสดงเจตนากระทําพฤติการณ์ให้เห็นว่าต้องการทํา นิติกร รมน้ัน เช่น
บุคคลท่ีเป็นหนี้เงินกู้ แม้ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือที่จะฟ้องร้องบังคับกันได้ ก็ยังเอาดอกเบ้ีย มาชําระหน้ีเงินกู้ให้แก่
เจ้าหน้ี จึงเปน็ การแสดงเจตนาโดยปริยายว่า เป็นหนี้เงินกู้ แต่การแสดงเจตนาโดยการน่ิง นนั้ ตามปกติการน่ิงไม่ถอื ว่า
เป็นการแสดงเจตนา แต่ก็มีขอ้ ยกเวน้ ทถ่ี ือว่าเป็นการแสดงเจตนา เช่น การขายของ เมือ่ ผขู้ ายเอาของมาให้ตามที่ตกลง
กนั ผู้ซ้ือก็รบั ของน้ันไว้ ท้ังท่ีเห็นรอยตําหนิของทรัพย์นั้น แต่กย็ ังคงรับไว้โดย ไม่ว่ากล่าวอย่างใด แสดงว่าผู้ซื้อยอมรับ
ของนั้นเป็นทรพั ยท์ ่ีซื้อขายกันโดยสมบูรณ์แลว้ แต่ในกรณีทเ่ี จ้าของท่ีดินป่วย ไม่มสี ติ พูดจาไมร่ ู้เร่ือง และมีคนมาจับมือ
เจ้าของที่ดินน้ัน พมิ พล์ ายน้ิวมือลงไปในใบมอบอํานาจ แล้วเอาใบมอบ อํานาจไปใชโ้ อนขายท่ีดนิ ถือไม่ไดว้ ่าเจ้าของที่
แสดงเจตนามอบอาํ นาจให้ไปขายทดี่ นิ ผู้ท่ีไดร้ บั โอนท่ีดินไปตาม นิตกิ รรมนัน้ จงึ ไม่ได้กรรมสทิ ธ์ิ
การแสดงเจตนานัน้ ต้องเป็นการกระทาํ โดยชอบด้วยกฎหมาย คือ การใดมีวัตถุประสงคเ์ ป็นการต้อง ห้ามชัด
แจง้ โดยกฎหมาย การกระทําเป็นการผิดวิสัยหรือเป็นการขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรอื ศีลธรรมอันดีต่อ ประชาชน
เป็นนิติกรรมที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เช่น นิติกรรมท่ีมีผลเป็นการขัดขวางไม่ให้เป็นไปตามครรลองของ กระบวนการ
ยุติธรรม นิตกิ รรมทเี่ ป็นการยุยงส่งเสริมให้ผู้อ่ืนเปน็ ความกัน หรือสญั ญาวา่ จ้างทนายความ โดย ตกลงแบง่ เอาส่วนจาก
ทรัพย์สินที่เป็นมูลพิพาทจากลูกความในคดี นอกจากนี้ เช่น การว่าจ้างให้ไปฆ่าผู้อ่ืน หรือ ทํานิติ กรรมซื้อขาย
ยาเสพย์ติด ซื้อขายคนเพื่อเอาไปเป็นโสเภณี หรือนิติกรรมที่กฎหมายบังคับให้ต้องทําเป็น หนังสือและจดทะเบียนต่อ
พนักงานเจ้าหน้าท่ี ถ้าไม่ทํา เป็นการไม่ชอบด้วยกฎหมายในเร่ืองแบบท่ีกฎหมาย กําหนด เช่น การซ้ือขายท่ีดิน การ
ซอื้ ขาย ชา้ ง มา้ ววั ควาย ล่อ ลา เป็นต้น

- 56 -

องค์ประกอบข้อต่อไปของนิติกรรม คือ ต้องเป็นการกระทําท่ีมุ่งจะผูกนิติสัมพันธร์ ะหว่าง บุคคล หมายความ
ว่า ผู้แสดงเจตนาทาํ นติ ิกรรมน้ันต้องการให้การแสดงเจตนาออกไปนัน้ มีผลบังคับใช้กันได้ตาม กฎหมายระหว่างบคุ คล
เช่น ผู้ให้กู้ก็ต้องการดอกเบี้ยจากผู้กู้ ผู้กู้ก็ต้องการได้เงินต้นจากผู้กู้ ทั้งผู้กู้และผู้ให้กู้ จึงได้แสดงเจตนาตกลงให้มีการกู้
เงินเกิดขึ้น โดยการกู้เงินกันนั้น มุ่งผูกนิติสัมพันธ์ ท่ีสามารถบังคับกันได้ตาม กฎหมาย หากผู้กู้หรือผู้ให้กู้ผิดนัดชําระ
หน้ีแล้วแต่กรณี องค์ประกอบประการต่อมา คือ นิติกรรมน้ันต้อง เกิดข้ึนจากความสมัครใจ มิใช่เกิดจากความสําคัญ
ผิด หรือถูกกลฉ้อฉล หรือ ข่มขู่ การสําคัญผิด อาจสําคัญผิดในตัวบุคคล เช่น ต้องการจ้างแม่ครัวท่ีทําอาหารยุโรปได้
ปรากฏวา่ จ้างมาแล้ว ทําอาหารยุโรปไมไ่ ด้ เพราะผู้จ้าง สําคัญผิดไปเอง หรอื เกิดจากการข่มขู่ เช่น มีคนเอาปืนมาขใู่ ห้
ลงลายมือช่ือในหนังสือมอบอํานาจให้ขายท่ีดินใน ราคาถูกนิติกรรมอย่างน้ีถือว่า ผู้แสดงเจตนามิได้สมัครใจที่จะทํานิติ
กรรมน้ัน

องค์ประกอบข้อสดุ ทา้ ยของนติ ิกรรม คือ เพื่อจะก่อ เปลี่ยนแปลง โอน สงวน หรอื ระงบั ซึ่งสิทธิอย่าง ใดอย่าง
หนึ่งกไ็ ด้ สทิ ธินน้ั แบง่ ออกไดเ้ ปน็ 2 ชนิด คือ

บคุ คลสทิ ธิ เปน็ สิทธิเรียกร้องที่มอี ยเู่ หนื่อตัวบุคคล เชน่ นาย ก. กู้เงินนาย ข. นาย ข. ยอ่ มมสี ิทธิ เรียกร้องอยู่
เหนือนาย ก. ที่จะให้นาย ก. ชําระหน้ีเงินที่ก้ไู ป หรอื นาย ก. ยมื ทรัพย์นาย ข. ไป นาย ข. ยอ่ ม มีสิทธเิ รียกรอ้ งให้นาย
ก. ส่งมอบทรพั ยท์ ยี่ มื ไปส่งคนื

สิทธิชนิดท่ี 2 คือ ทรัพยสิทธิ ทรัพยสิทธิ เป็นสิทธิที่บุคคลมีอยู่เหนือตัวทรัพย์ เช่น การเป็นผู้มี กรรมสิทธ์ิใน
ทรัพย์ การมีสิทธิครอบครองในทรัพย์ เพราะฉะน้ันผู้ใดที่เอาทรัพย์ของผู้อ่ืนไป ผู้เป็นเจ้าของย่อมมี อํานาจเหนือตัว
ทรพั ยท์ ี่จะตดิ ตามคืนไดต้ ลอดเวลา ดงั สภุ าษิตที่ว่า “ทรัพยสทิ ธนิ น้ั ใช้ยันกบั บุคคลได้ทง้ั โลก”

นิติกรรม จงึ เป็นเรื่องทเ่ี กี่ยวข้องกับบุคคลสิทธิ กับ ทรัพยสิทธิ แล้วแต่ผู้แสดงเจตนาทํา นิติกรรมนัน้ จะสร้าง
นติ สิ ัมพนั ธ์หรอื ความสัมพนั ธใ์ นทางกฎหมายแก่สทิ ธิได

การก่อตั้งสิทธิ จึงเป็นไปได้ท้ังบุคคลสิทธิและทรัพยสิทธิ คือ จากเดิมที่ไม่มีสิทธิต่อกัน และได้สร้าง นิติ
สมั พันธ์ให้มีสิทธิข้นึ มา การก่อตัง้ สิทธิเรียกรอ้ ง เช่น ก. ให้ ข. กู้ยืมเงิน ก. ย่อมมีสิทธิเรียกร้องเงินกู้จาก ข. กลับคืนมา
การก่อตั้งทรัพยสิทธิ เช่น ก. ได้ซื้อที่ดินจาก ข. ก.ย่อมเป็นผู้มีสิทธิเป็นเจ้าของเหนือท่ีดินแปลงท่ี ซ้ือมาเรียกว่ามี
ทรัพยสทิ ธิเหนือทดี่ นิ น้ัน

การเปลี่ยนแปลงสทิ ธิ เช่น ก. มีสิทธิเรยี กร้องเงินกูก้ ลับคืนจาก ข. ก. กบั ข. มาตกลงกันใหม่ว่า แทนที่ ก. จะ
เรียกร้องเงินกู้จาก ข. เป็นขอให้ ก. เรียกร้องเอาที่ดินจาก ข. แทน คือ ข. ยกที่ดินที่ใช้หนี้ อย่างนี้ ก็ถือว่าเป็นการ
เปลีย่ นแปลงสทิ ธิเรียกร้องจากเงินมาเปน็ ทด่ี ินแทน

การโอนสิทธิ เช่น ก. เป็นเจ้าของที่ดิน 9 ไร่ ต่อมา ก. ตกลงขายที่ดินน้ันให้กับ ข. ไป ดังนี้เป็น การที่ ก. เป็น
ผ้มู ีกรรมสิทธ์ิในที่ดนิ ได้โอนสทิ ธขิ องตน ซ่ึงเปน็ ทรพั ยสิทธิให้กับ ข. ไป หรอื ผู้ให้กู้ยมื เงนิ อาจโอนสิทธิเรยี กร้องทีม่ ตี ่อผู้
กู้ไปให้ผอู้ ืน่ ก็ได้

การสงวนสิทธิ เช่น ก. เปน็ เจ้าของท่ีดนิ พรอ้ มบ้านจำนวน 5 ไร่ กย็ อ่ มเปน็ ผู้ที่กรรมสทิ ธ์เิ หนอื ตัวทรัพย์ ตอ่ มา
ก. ให้ ข. เชา่ บ้าน โดยห้ามมใิ ห้ ข. มสี ิทธใิ ชท้ ่ีดนิ ท่ีอยรู่ อบบริเวณบ้าน เน่อื งจาก ก. ต้องการ สงวนสทิ ธิน้ไี ว้เพ่ือทำสวน
ผลไม้เสียเอง

- 57 -

การระงับสิทธิ เช่น ตามตวั อยา่ งข้างตน้ การท่ี ก. เจ้าของท่ดี ินให้ ข. เช่าเฉพาะบ้าน โดยไม่ให้ ข. มี สิทธิได้ใช้
ที่ดินรอบบริเวณบ้านน้ัน เท่ากับ ข. ถูกระงับสิทธิไม่ให้ใช้ท่ีดิน เพราะโดยปกติการเช่าบ้าน ผู้เช่าย่อมมี สิทธิใช้ท่ีดินที่
อยู่รอบบริเวณบ้านได้ แต่คู่สัญญาก็สามารถแสดงเจตนาให้เป็นการระงับสิทธิได้ เพราะกฎหมาย แห่งน้ันถือหลักใน
เรื่องการแสดงเจตนาอยา่ งไรกไ็ ด้ ถา้ ไม่ขัดต่อกฎหมายหรือศลี ธรรมอันดี หรือทเี่ รียกว่า เคารพต่อหลกั การแสดงเจตนา
ของบุคคล

3.1 นติ กิ รรมท่เี ป็นโมฆะกรรม
โมฆะกรรมคือการกระทำนิติกรรมที่ไม่เกิดผลบังคับต่อกัน เพราะมีความสูญเปล่ามาแต่ต้น กฎหมาย ให้
คู่กรณีกลับคนื สฐู่ านะเดมิ เสมือนมิไดก้ ระทำอะไรไว้ตอ่ กัน นิตกิ รรมทเ่ี ป็นโมฆะกรรมนัน้ เชน่
การซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ ถ้ามิได้ทำเป็นหนังสือและจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าท่ีไซร้ ท่านว่าเป็น
โมฆะ วิธีนี้ให้ใช้ถงึ ซ้อื ขายเรือกำป่ัน หรอื เรือมีระวางต้งั แต่ 6 ตันขน้ึ ไป เรอื กลไฟ หรอื เรอื ยนต์มีระวางต้ังแต่ 5 ตันข้ึน
ไป ทง้ั ซื้อขายแพและสัตว์พาหนะดว้ ย
อันว่าเช่าซ้ือนั้น คือ สัญญาท่ีเจ้าของเอาทรัพย์สินออกให้เช่า และให้คำม่ันว่าจะขายทรัพย์สินนั้น หรือ ว่าจะ
ใหท้ รัพยส์ ินน้นั ตกเปน็ สทิ ธิแก่ผเู้ ช่าโดยเงอ่ื นไขทผ่ี ู้เช่าได้ใชเ้ ป็นจำนวนเงนิ เท่านน้ั เท่านีค้ ราว
สัญญาเชา่ ซื้อนน้ั ถ้าไมท่ ำเป็นหนังสอื ทา่ นวา่ เปน็ โมฆะ
ชายหรอื หญิงจะทำการสมรสในขณะทต่ี นมีคู่สมรสอยู่ไม่ได้ หากฝ่าฝืนเปน็ โมฆะ
การซ้ือขายอสังหาริมทรัพย์ คือ การซ้ือขายที่ดิน กฎหมายบังคับให้การซ้ือขายจะมีความสมบูรณ์ ก็ต่อเมื่อ
คู่สัญญาได้ไปทำหนังสือและจดทะเบียนการซ้ือขายโอนกรรมสิทธิ์กันที่สำนักงานที่ดิน ถ้าไม่ทำตามแบบ ที่กฎหมาย
กำหนด การซ้ือขายเป็นโมฆะกรรม คือ เสมือนมิได้เคยทำสัญญาซื้อขายตอ่ กันเลย คู่สัญญาจึงต้อง กลับคืนสฐู่ านะเดิม
ถ้าผู้ซื้อมอบเงินให้ผู้ขายไป ผู้ขายก็ต้องคืนให้กับผู้ซื้อ เพราะไม่มีเหตุท่ีจะอ้างตามกฎหมาย ในการได้เงินจากผู้ซื้อมา
และถ้าผู้ขายส่งมอบที่ดินให้กับผู้ซ้ือไปแล้ว ผู้ซ้ือก็ต้องส่งมอบที่ดินน้ันให้กลับคืนไป ยังผู้ขาย หรือในกรณีเช่าซ้ือ ซ่ึง
เป็นรูปแบบสัญญาที่คนไทยในสังคมนิยมทำกัน กล่าวคือ นายหนึ่งอยากได้โทรทัศน์ ไว้ดู แต่นายหน่ึงไม่มีเงินเป็น
จำนวนมากพอท่ีจะซื้อโทรทัศน์ได้ นายสอง เจ้าของร้านขายโทรทัศน์ ก็อยากขาย โทรทัศน์ นายสองจึงให้นายหน่ึงมา
ทำสัญญาเช่าซ้ือไป คือ นายหน่ึงวางเงินชำระค่าโทรทัศน์จำนวนหนึ่ง ท่ีเหลือ ให้นายหนึ่งชำระเป็นงวดไป แล้วนาย
หน่ึงเอาโทรทัศน์ไปไว้ในความครอบครองได้ แต่กรรมสิทธ์ิยังอยู่ท่ีนายสอง เมื่อนายหนึ่งชำระค่าโทรทัศน์เป็นงวดๆ
ครบตามสัญญาแลว้ นายหนึ่งก็จะไดเ้ ป็นเจ้าของโทรทัศน์น้นั ทนั ที สัญญา อยา่ งนี้กฎหมายบังคับให้ตอ้ งทำเป็นหนังสือ
ลงลายมือชื่อนายหน่ึงผู้เช่าซื้อ และนายสองผใู้ ห้ เช่าซ้ือ หากไม่ทำ สัญญาไว้ตอ่ กัน นิตกิ รรมน้ันเปน็ โมฆะ คอื สูญเปล่า
มาแต่ต้น นายหนึ่งและนายสอง ต้องกลับคืนสู่ฐานะเดิม ก่อนทำสัญญา คือ นายหนึ่งส่งโทรทัศน์คืนให้นายสอง นาย
สองคืนเงินให้นายหน่ึง
โมฆะกรรมนน้ั ไมอ่ าจใหส้ ตั ยาบันแกก่ นั ได้ และผู้มีส่วนได้เสียคนหนึ่งคนใดจะยกเอาความเสียเปล่า แหง่ โมฆะ
กรรมขึ้นกล่าวอ้างก็ได้ ซ่ึงหมายถึงผู้ท่ีจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์จากนิติกรรมที่เป็นโมฆะนั้น ย่อมยกขึ้นกล่าว
อ้างได้เสมอ และไม่มีกำหนดเวลากล่าวอ้างนิติกรรมที่เป็นโมฆะจึงไม่ต้องฟ้องเพิกถอน เพราะ เสียเปล่ามาแต่ต้นอยู่
แล้ว ตวั อย่างเชน่ เม่ือโจทก์ท้ังสฟี่ ้องขับไลจ่ ำเลยออกจากทดี่ ินพิพาท โดยอ้างวา่ บิดาของ โจทก์ทั้งส่ผี ู้ซ้อื ท่ีดินพิพาทมา
จาก ส. ผู้ล้มละลาย ต่อมาบิดาโจทก์ ทั้งสี่ถึงแก่กรรม ที่ดินพิพาทเป็นมรดก ตกทอดแก่โจทก์ท้ังส่ี และจำเลยให้การ

- 58 -

ต่อสู้ว่า บิดาโจทก์ซื้อท่ีดินพิพาทจาก ส. ขณะท่ี ส. เป็นบุคคลล้มละลายนิติกรรมซื้อขายระหว่างบิดาโจทก์ทั้งส่ีกับ ส.
เป็นโมฆะ เพราะซ้ือจากบุคคลผู้ล้มละลาย โจทก์ทั้งสีไม่มีอำนาจ ฟ้อง ดังน้ีจำเลยจึงเป็นผู้ท่ีจะได้ประโยชน์จากการที่
นิติกรรมซ้ือขายท่ีดินพิพาทระหว่าง ส. กับบิดาโจทก์ทั้งส่ีเป็น โมฆะ จำเลยจึงย่อมท่ีจะยกความเสียเปล่าแห่งโมฆะ
กรรมน้นั ข้นึ อ้างได้

3.2 นติ ิกรรมทเ่ี ปน็ โมฆียะกรรม
โมฆียะกรรม-ต่างกับโมฆะกรรม เพราะนิติกรรมที่เป็นโมฆียะกรรมนั้นมีผลสมบูรณ์เหมือนกับ นิติกรรมท่ัวไป
แต่ความสมบูรณ์ของนิติกรรมที่เป็นโมฆียะกรรมน้ัน จะสมบูรณ์อยู่จนกว่าจะถูกบอกล้าง ซึ่งจะมีการบอกล้างหรือไม่
นั้น ย่อมขึ้นอยู่กับข้อเท็จจริงแต่ละเร่ืองไป แต่ถ้านิติกรรมท่ีเป็นโมฆียะนั้นถูกบอกล้าง การบอกล้างนั้นจะทำให้นิติ
กรรมได้กระทำลงไปมีผลเป็นโมฆะย้อนไปถึงเวลาเร่ิมต้นท่ีได้มีการทำนิติกรรม แต่ถ้า ไม่มีการบอกล้างจนกระทั่งส้ิน
ระยะเวลาท่ีให้บอกล้างได้ นิติกรรมน้ันจะสมบูรณ์ตลอดไป แต่แทนที่จะมีการ บอกล้าง กลับมีการให้สัตยาบันแก่นิติ
กรรมที่เป็นโมฆี่ยะนนั้ นิติกรรมนน้ั ก็จะมีความสมบรู ณ์ตลอดไป นติ กิ รรม ทีก่ ระทำลงไปแลว้ เป็นโมฆียะกรรม เชน่
การสมรสจะทำได้ตอ่ เมอ่ื ชายและหญงิ มีอายุ 17 ปบี ริบรู ณ์ ฝา่ ฝนื เปน็ โมฆียะ
ผู้เยาว์จะทำการหมั้นได้ ต้องไดร้ ับความยินยอมของบคุ คลดังต่อไปนี้
(1) บิดาและมารดา ในกรณที ่ีมที งั้ บดิ า มารดา
(2) บิดาหรือมารดา ในกรณีท่บี ิดาหรือมารดาตาย หรือถูกถอนอำนาจปกครอง หรือไม่อย่ใู นสภาพ หรือฐานะ
ท่อี าจให้ความยินยอม หรอื โดยพฤตกิ ารณ์ ผเู้ ยาว์ไมอ่ าจขอความยนิ ยอมจากบิดาหรือ มารดาได้
(3) ผ้รู ับบตุ รบญุ ธรรม ในกรณที ีผ่ เู้ ยาว์เป็นบตุ รบุญธรรม
(4) ผู้ปกครอง ในกรณีท่ีไม่มีบุคคลซ่ึงอาจให้ความยินยอมตาม (1) (2) และ (3) หรือมี แต่บุคคล ดังกล่าวถูก
ถอนอำนาจปกครอง
การหมนั่ ทผ่ี ู้เยาว์ทำโดยปราศจากความยนิ ยอมดังกล่าวเป็นโมฆียะตา
3.2.1 การบอกลา้ งและใหส้ ัตยาบนั โมฆียะกรรม

โมยะกรรมนัน้ บคุ คลต่อไปนจ้ี ะบอกลา้ งเสียกไ็ ด้
(1) ผู้แทนโดยชอบธรรม หรือผู้เยาว์ซ่ึงบรรลุนิติภาวะแล้ว แต่ผู้เยาว์จะบอกล้างก่อนที่ตน บรรลุนิติ
ภาวะก็ได้ ถ้าได้รับความยินยอมของผู้แทนโดยชอบธรรม ผู้แทนโดยชอบธรรม คือ บิดามารดาท่ีใช้ อำนาจปกครอง
ผ้เู ยาว์ หรือในกรณีทไ่ี มม่ บี ดิ ามารดา กค็ อื ผปู้ กครองทศี่ าลตง้ั
(2) บุคคลที่ศาลส่ังให้เป็นคนไร้ความสามารถหรือคนเสมือนไร้ความสามารถ เมื่อบุคคล นั้นพ้นจาก
การเป็นคนไร้ความสามารถ หรือคนเสมือนไร้ความสามารถแล้ว หรือผู้อนุบาล หรือผู้ พิทักษ์ แล้วแต่ กรณี แต่คน
เสมือนไร้ความสามารถจะบอกล้างก่อนที่ตนจะพ้นจากการเป็นคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ ถ้าได้ รับความยินยอม
จากผู้พทิ กั ษ์
คนไร้ความสามารถ คือ คนวิกลจริตที่คู่สมรสก็ดี ผู้บุพการี กล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวด
กด็ ี ผู้สืบสันดาน กล่าวคือ ลูก หลาน เหลน ส่ือก็ดี ผู้ปกครองหรือผู้พิทักษ์ก็ดี ผู้ซึ่งปกครองดูแลบุคคลน้ัน อยู่ก็ดี หรือ
พนักงานอัยการก็ดี รอ้ งขอต่อศาลให้ส่ังให้บุคคลวิกลจริตผู้นั้น เป็นคนไรค้ วามสามารถ ศาลจะสั่ง ให้บุคคลวิกลจริตผู้
นั้นเปน็ คนไรค้ วามสามารถกไ็ ด้

- 59 -

บุคคลซ่ึงศาลได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถต้องจัดให้อยู่ในความอนุบาล การแต่งตั้ง ผู้อนุบาล
อำนาจหน้าที่ของผู้อนุบาลและการสิ้นสุดของความเป็นผู้อนุบาลให้เป็นไปตามกฎหมายบัญญัติ คำส่ังของศาลท่ี
เก่ียวกบั การตงั้ และความสนิ้ สุดการเปน็ ผอู้ นบุ าล ใหป้ ระกาศในราชกิจจานเุ บกษา

คนเสมือนไร้ความสามารถ คือ บุคคลท่ีมีกายพิการหรือมีจิตฟันเฟือนไม่สมประกอบ หรือ ประพฤติ
สุรุ่ยสุร่าย เสเพล เป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา หรือมีเหตุอ่ืนใดทำนองเดียวกันน้ัน จนไม่สามารถจะจัดทำ การงาน
โดยตนเองได้ หรือจัดกิจการไปในทางท่ีอาจจะเส่ือมเสียแก่ทรัพย์สินของตนเองหรือครอบครัว เมื่อ คู่สมรสก็ดี ผู้
บุพการี กล่าวคือ บิดา มารดา ปู่ย่า ตายาย ทวด ก็ดี ผู้สืบสันดาน กล่าวคือ ลูก หลาน เหลน สื่อ ก็ดี ผู้ปกครองก็ดี ผู้
ซึ่งปกครองดูแลบุคคลนั้นอยู่ก็ดี หรือพนักงานอัยการก็ดี ร้องขอต่อศาล ศาลจะสั่งให้ บุคคลน้ันเป็นคนเสมือนไร้
ความสามารถก็ได้

บุคคลซ่ึงศาลได้ส่ังใหเ้ ป็นคนเสมือนไร้ความสามารถ ต้องจัดให้อยู่ในความพิทกั ษ์การแตง่ ตง้ั ผพู้ ิทกั ษ์
ให้ตั้งโดยคำส่ังศาลเม่อื มกี ารร้องขอ

(3) บุคคลผู้แสดงเจตนาเพราะสำคัญผิดในคุณสมบัติของบุคคล หรือทรัพย์สิน เช่น ในเร่ือง
คุณสมบัติของบุคคลต้องการว่าจ้างนายดำมาทำงาน กลายเป็นจ้างนายแดงซึ่งเป็นฝาแฝดกัน หรือต้องการซื้อ แจกัน
ลายครามจากประเทศจนี กลายเปน็ แจกนั จากประเทศศรีลังกา ถ้าผซู้ อ้ื รู้ความจริงเชน่ น้นั คงไม่ซื้อ แจกนั ใบน้นั

สำคัญผิดเพราะถูกกลฉ้อฉล เช่น นาย ก. ใช้อุบายหลอกลวงให้นาย ข.ซื้อผ้าไหมที่มีราคาแพงกว่า
ความเป็นจรงิ ถ้านาย ก. รเู้ ช่นน้ันคงไม่ซื้อ

สำคัญผิดเพราะถูกข่มขู่ เช่น นายหนึ่งใช้ปืนขู่บังคับให้นายสองซื้อสินค้าจากนายหนึ่ง นายสองกลัว
ถกู ทำร้ายจึงซือ้ สินค้าไป ถ้านายหนงึ่ ไม่ขู่เชน่ นั้นนายสองก็คงไมซ่ ื้อสนิ ค้าไป

(4) บุคคลวิกลจริตผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะ ในขณะที่ศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ
และตอ่ มาไดห้ ายจากการเปน็ คนวกิ ลจรติ แลว้

ถ้าบุคคลผู้ทำนิติกรรมอันเป็นโมฆียะถึงแก่ความตายก่อนมีการบอกล้างโมฆียะกรรม ทายาทของ
บคุ คลดังกล่าวอาจบอกลา้ งโมฆียกรรมนนั้ ได้

โมฆียะกรรม เมื่อบอกล้างแล้ว ให้ถือว่าเป็นโมฆะมาแต่เริ่มแรกและให้ผู้เป็นคู่กรณีกลับคืนสู่ฐานะ
เดิม ถ้าเป็นการพ้นวิสัยจะให้กลับคืนเช่นนั้นได้ ก็ให้ได้รับค่าเสียหายชดใช้ให้แทน เช่น นาย ก. ซ้ือแจกันรุ่นลายคราม
จาก ข. โดยสำคัญผิดคิดว่าเป็นแจกันสมัยสุโขทัย แต่กลายเป็นสมัยอยุธยา ก. จึงบอกล้างโมฆียะกรรมและนำ แจกัน
ไปส่งคนื ในระหวา่ งที่ไปส่งคืน ก. ทำแจกันแตก ก.จึงไม่อาจส่ง คนื แจกันได้ แต่ ก. ตอ้ งชดใช้ราคาแจกัน นั้นตามราคา
ที่เป็นจริงในท้องตลาดให้กับ ข. ส่วน ข. ต้องคืนเงิน ค่าแจกันให้กับ ก. ในราคาท่ี ข. ได้ซ้ือไว้ตั้งแต่ ก่อนที่จะบอกล้าง
โมฆียะกรรม แต่ห้ามมิให้ใช้สิทธิเรียกร้อง อันเกิดแต่การกลับคืนสู่ฐานะเดิม เมื่อพ้น 1 ปีนับแต่ วันบอกล้าง
โมฆียะกรรม

นิติกรรมท่ีเป็นโมฆียะกรรมนั้น ไม่จําเป็นที่ผู้มีสิทธิบอกล้างจะต้องบอกล้างโมฆียะกรรมเสมอ ไป
เพราะผู้มีสิทธิบอกล้างอาจจะเห็นชอบด้วยกับนิตกิ รรมที่เป็นโมฆียะกรรมนน้ั ก็ได้ ดังน้ัน ถ้าบุคคลผูม้ ีสิทธิบอก ล้างโม
ฆี่ยะดังที่กล่าวมาแล้วผู้หนึ่งผู้ใด ได้ให้สัตยาบันแก่โมฆียะกรรม ให้ถือว่า การน้ันเป็นอัน สมบูรณ์มาแต่เริ่ม แรก แต่
ท้ังนี้ย่อมไม่กระทบกระเทือนถึงสิทธิของบุคคลภายนอก * ตัวอย่างคำพิพากษาฎีกาท่ีเก่ียวกับโมฆียะกรรม กฎหมาย

- 60 -

ไม่ได้กำหนดแบบการบอกล้างโมฆียะไว้ การที่จำเลยให้การต่อสู้ว่า จำเลยแบ่งท่ีดินพิพาทให้แก่โจทก์ เพราะถูกโจทก์
ใช้กลฉ้อทำให้สำคัญผิดในวัตถุแห่งนิติกรรม นิติกรรมไม่ผูกพันจำเลย โจทก์ไม่มีอำนาจนำเอกสาร แบ่งท่ีดินพิพาทมา
ฟอ้ งจำเลยขอใหย้ กฟอ้ งนั้น คำใหก้ ารของจำเลยดังกล่าว ถือว่าเป็นการทจ่ี ำเลยได้บอกลา้ ง โมฆียะกรรมแลว้

โจทก์ จำเลย ทำสัญญาจะซื้อจะขายท่ีดินพิพาทซึ่งเป็นโมฆียะ เพราะโจทก์ทำกลฉ้อฉลให้จำเลยทำ
สัญญานั้น โดยหลอกลวงว่าบุตรสาวของจำเลยจะขายท่ีดินของบุตรสาวจำเลย แปลงท่ีอยู่ติดกับที่พิพาทด้วย ซ่ึง ไม่
เป็นความจริง ข้อเท็จจริงปรากฏว่าในวันนัดโอนที่พิพาทน้ัน โจทก์จำเลยพากันไปยังสำนักงานที่ดิน แต่จำเลย จด
ทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้โจทก์ไม่ได้ เพราะภริยาจำเลยคัดค้านว่าท่ีดินพิพาทเป็นของตนคร่ึงหนึ่ง ศาลฎีกา วินิจฉัย
ว่า ถึงแม้ข้อเท็จจริงเป็นเช่นนั้นก็แสดงว่าจำเลยมีความตั้งใจจะปฏิบัติตามสัญญาจะซื้อจะขายตลอดมา ซ่ึงเม่ือจำเลย
ได้กระทำเช่นน้ัน คือ จะไปจดทะเบียนโอนท่ีดินพิพาทให้โจทก์ภายหลังเวลาท่ีมูลเหตุให้เป็นโมฆียะ กรรมสูญสิ้นไป
โดยมิได้แสดงสงวนสทิ ธิไวแ้ จ้งชัด ก็ถอื ว่าจำเลยได้ให้สตั ยาบันแกโ่ มฆยี ะกรรมน้ันแลว้ โดยปรยิ าย

3.2.2 โมฆียะกรรมจำกดั ความสามารถของบุคคล
ในเรือ่ งนิติกรรมท่ีเป็นโมฆียะน้ัน จะมีส่วนเก่ียวขอ้ งกับการจำกัดความสามารถในการแสดง

เจตนาของบคุ คล 4 ประเภท คือ
(1) ผเู้ ยาว์
บุคคลย่อมพ้นภาวะผู้เยาว์และบรรลุนิติภาวะเม่ือมีอายุยี่สิบปีบริบูรณ์ หรือบรรลุ นิติภาวะ

เมื่อทำการสมรส หากการสมรสน้ันเกิดจากชายและหญิงมีอายุสิบเจ็ดปีบริบูรณ์ ผู้เยาว์จะทำ นิติกรรมใดๆ ต้องได้รับ
ความยินยอมจากผู้แทนโดยชอบธรรมกอ่ นหากกระทำลงโดยไม่ได้รับความยนิ ยอมแล้วนติ กิ รรมนน้ั จะเป็นโมฆยี ะกรรม

(2) คนวกิ ลจริต
คนวิกลจริต คือ คนบ้าๆ บอๆ ท่ีศาลยังมิได้สั่งให้เป็นคนไร้ความสามารถ การใดๆ อัน
บุคคลวิกลจริตซึ่งศาลยังมิได้ส่ังให้เป็นคนไร้ความสามารถ ได้กระทำลง การนั้นจะเป็นโมฆียะ ต่อเม่ือได้
กระทำ ในขณะท่ีบุคคลวิกลจริตอยู่ และคู่กรณีอีกฝ่ายหนง่ึ ได้ร้แู ล้วด้วยวา่ ผู้กระทำเป็นคนวิกลจริต เช่น รู้อยู่
แลว้ ว่าเขา เปน็ คนวกิ ลจรติ ก็ยังขายของในราคาท่ีสูงกว่าความเป็นจริงให้กับคนวิกลจรติ

(3) คนไร้ความสามารถ
คนไรค้ วามสามารถ คือ คนวิกลจรติ ท่ีศาลไดม้ ีคำสงั่ แล้วให้เป็นคนไร้ความสามารถ การใดๆ
อนั บคุ คลซึ่งศาลสงั่ ให้เปน็ คนไรค้ วามสามารถกระทำลง การนนั้ เปน็ โมฆียะ
(4) คนเสมือนไร้ความสามารถ
คนเสมือนไร้ความสามารถ คือ บุคคลที่มีกายพิการ หรือจิตฟันเฟือนไม่สมประกอบ หรือ
ประพฤติสุรุ่ยสุร่าย เสเพลเป็นอาจิณ หรือติดสุรายาเมา และศาลมีคำสั่งให้บุคคลนั้นเป็นคนเสมือนไร้ความ
สามารถแลว้
คนเสมือนไร้ความสามารถน้ัน ต้องได้รับความยินยอมของผู้พิทักษ์ก่อน แล้วจึงจะ กระทำ
การอย่างหน่งึ อยา่ งใดดังต่อไปนไี้ ด้

- 61 -

(4.1) นำทรัพย์สินไปลงทุน (4.2) รับคืนทรัพย์สินท่ีไปลงทุน ต้นเงิน หรือทุนอย่างอ่ืน (4.3)
กยู้ ืมหรือให้กู้ยืมเงิน ยืมหรอื ให้ยืมสังหาริมทรัพย์อันมีค่า (4.4) รับประกันโดยประการใดๆ อันมีผลให้ตนต้อง
ถูกบงั คบั ชำระหนี้

(4.5) เช่าหรือให้เช่าสังหาริมทรัพย์ มีกำหนดระยะเวลาเกินกว่า 6 เดือน หรือ
อสังหารมิ ทรัพย์ มีกำหนดระยะเวลาเกนิ กวา่ 3 ปี

(4.6) ให้โดยเสน่หา เว้นแต่การให้ที่พอควรแก่ฐานานุรูป เพื่อการกุศล การสังคม หรือตาม
หน้าทธี่ รรมจรรยา

(4.7) รบั การให้โดยเสนห่ าท่มี ีเงอ่ื นไขหรือมภี าระตดิ พนั หรือไม่รบั การใหโ้ ดยเสนห่ า
(4.4) ทำการอย่างหน่ึงอย่างใดเพื่อจะได้มาหรือปล่อยไปซึ่งสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ หรือใน
สงั หารมิ ทรัพยอ์ นั มคี ่า
(4.4) กอ่ สร้างหรือดดั แปลงโรงเรือนหรอื ส่งิ ปลูกสร้างอยา่ งอ่ืน หรอื ซ่อมแซมใหญ่
(4.10) เสนอคดีต่อศาล หรือดำเนินกระบวนพิจารณาใดๆ เว้นแตก่ ารรอ้ งขอต่อศาล ในกรณี
ทผี่ ูพ้ ิทกั ษ์ไม่ยินยอมให้คนเสมอื นไร้ความสามารถกระทำการอย่างใดอยา่ งหนงึ่ หรอื การรอ้ งขอถอนผพู้ ทิ ักษ์
(4.11) ประนปี ระนอมยอมความ หรือมอบขอ้ พพิ าทใหอ้ นุญาโตตุลาการวินิจฉัย
ถ้ามีกรณีอืน่ ใดนอกจากนี้ ซ่ึงคนเสมือนไร้ความสามรถอาจจดั การไปในทางเสื่อมเสยี แกท่ รพั ย์สินของ
ตนเองหรือครอบครวั ในการสั่งให้บุคคลใดเป็นคนเสมือนไรค้ วามสามารถ หรือเมอื่ ผู้พทิ ักษ์ร้องขอในภายหลัง
ศาลมอี ำนาจส่งั ให้คนเสมอื นไร้ความสามารถน้นั ตอ้ งได้รับความยินยอมจากผู้พทิ ักษก์ ่อน จึงจะทำการน้ันได้
ในกรณีที่คนเสมือนไร้ความสามารถไม่สามารถกระทำการอย่างหนง่ึ อย่างใดดังท่ไี ดก้ ลา่ วมาขา้ งต้นได้
แทนคนเสมือนไร้ความสามารถก็ได้ คำส่ังของศาลที่เกี่ยวกับคนเสมือนไร้ความสามารถให้ประกาศในราช
กจิ จานุเบกษา และการกระทำใดท่ฝี า่ ฝนื ต่อหลกั กฎหมายดงั ทไ่ี ด้กล่าวไวข้ ้างตน้ การนน้ั เปน็ โมฆียะ

4. สญั ญา

นิติกรรมเป็นบ่อเกิดของสัญญา เพราะสัญญาจะเกิดขึ้นมาได้นั้นต้องมาจากนิติกรรมสองฝ่าย กล่าว
คอื ฝ่ายหนึ่งเป็นผ้แู สดงเจตนาทำคำเสนอ อกี ฝ่ายหน่ึงเป็นผู้รับการแสดงเจตนาทำคำสนอง เม่ือฝ่ายท่ีรับ คำ
เสนอได้ทราบถึงเจตนาในคำเสนอแล้ว และได้ทำคำสนองกลับไปยังผู้ทำคำเสนอ สัญญาย่อมก่อเกิดขึ้นได้
ทันที คำเสนอน้ันอาจแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภท คือ คำเสนอซ่ึงห่างกันโดยระยะทางกับคำเสนอที่อยู่
เฉพาะที่

คำเสนอจะทำสัญญาอันบ่งระยะเวลาให้ทำคำสนองนั้น ท่านว่าไม่อาจจะถอนได้ภายในระยะเวลาท่ี
บ่งบอกไว้ เช่น ทำคำเสนอขายบ้าน 1 หลัง ท่ีกรุงเทพมหานคร แก่บุคคลที่อยู่จังหวัดเชียงใหม่ โดยให้ ทำคำ
สนองกลับภายในระยะเวลา 15 วัน นับแต่ท่ีได้รับคำเสนอ ภายในระยะเวลาดังกล่าวนี้ ผู้ทำคำเสนอไม่อาจ
ถอนคำเสนอได้

บุคคลทำคำเสนอไปยงั ผูอ้ ่ืนซ่ึงอยู่ห่างกันโดยระยะทาง และมิไดเ้ พ่ือระยะเวลาให้ทำคำสนอง จะถอน
คำ เสนอของตนภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าจะได้รับคำบอกกล่าวคำสนองน้ัน ท่านว่าหาอาจถอนได้ไม่

- 62 -

เช่น ทำคำเสนอขายบ้านท่ีกรุงเทพมหานคร ไปยังบุคคลท่อี ย่จู ังหวัดเชยี งใหม่ แตไ่ มไ่ ดก้ ำหนดระยะเวลาใหท้ ำ
คำสนองกลับ กรณีอย่างน้ีผู้ทำคำเสนอต้องใช้ดุลยพินิจว่าจากกรุงเทพมหานคร ส่งคำเสนอทางไปรษณีย์ 5
วนั น่าจะถึง และให้เวลาอกี 20 วนั ท่ผี รู้ บั คำเสนอจะพจิ ารณาตัดสนิ ใจ แล้วส่งคำสนองกลบั มาอีก 2 วัน รวม
เป็นระยะเวลาประมาณ 1 เดือน นับแตท่ ่ีส่งคำเสนอไป ในช่วงระยะเวลาน้ีผู้ทำคำเสนอจะถอนคำเสนอ ไม่ได้
ในเรื่องการทำคำเสนอท่ีอยู่ห่างกันโดยระยะทางนี้ อาจเป็นได้ที่บ่งบอกระยะเวลาให้ทำคำสนองกลับ กับไม่
บ่งบอกระยะเวลาใหท้ ำคำสนองกลับ แต่การบ่งบอกระยะเวลาให้ทำคำสนองกลบั น่าจะมีการนำมาใช้มากกว่า

คำเสนอทำแกบ่ ุคคลผอู้ ยเู่ ฉพาะหนา้ โดยมิไดบ้ ่งระยะเวลาใหท้ ำคำสนองน้ัน เสนอ ณ ทใ่ี ด เวลาใด ก็
ย่อมจะสนองรับได้แต่ ณ ที่น้ัน เวลานั้น ความข้อนี้ท่านให้ใช้ตลอดถึงการที่บุคคลคนหน่ึงนำคำเสนอไปยัง
บุคคลอีกคนหนึ่งทางโทรศัพท์ด้วย เช่น การทำคำเสนอสัญญาตกแต่งบ้านกับเจ้าของบ้าน ณ ที่บ้านของ
เจ้าของบ้าน ก็ย่อมทำข้อตกลงกันได้ทั้งฝ่ายทำคำเสนอและเจ้าของบ้านผู้รับคำเสนอ หรือเจ้าของบ้านเป็น
ฝา่ ยทำ คำเสนอในรายละเอียดต่างๆ ให้ผู้ตกแต่งบ้านนั้นผู้ตกแต่งบ้านกก็ ลายเป็นผู้รบั คำเสนอและหากตกลง
ตามราย ละเอียดที่เจ้าของบ้านทำคำเสนอมาก็แจ้งคำสนองกลับไปได้ทันที สัญญาก็จะเกิดข้ึน ณ ที่นั้น
เพราะฉะนั้น ในเรื่องคำเสนอคำสนองน้ัน อาจกลับไปกลับมากันได้ กล่าวคือ ฝ่ายหน่ึงทำคำเสนอไป อีกฝ่าย
หน่ึงทำคำสนอง กลับมา แต่เพ่ิมเติมหรือแก้ไขคำเสนอ ก็เท่ากับฝ่ายทำคำสนองนั้น ทำคำเสนอกลับไปใหม่
หากฝ่ายรับคำเสนอ ตกลง สัญญาก็เกิด แต่ถ้ายังไม่ตกลงกลับส่งคำสนองกลับไปโดยขอเพิ่มเติม หรือตัด
บางอย่างออกไป ก็กลาย เป็นคำสนองประกอบคำเสนอไปใหม่ หากฝ่ายรับคำสนอง ส่งคำสนองตอบกลบั มา
ตกลง สญั ญาก็เกดิ ข้ึนทนั ทีเป็นคำสนองประกอบคำเสนอไปใหม่ หากฝา่ ยรับคำสนอง ส่งคำสนองตอบกลับมา
ตกลง สัญญาก็เกิดข้ึนทันที เป็นคำสนองประกอบคำเสนอไปใหม่ หากฝ่ายรับคำสนอง ส่งคำสนองตอบ
กลับมาตกลง สัญญาก็เกดิ ขนึ้ ทนั ที การทำคำเสนอโดยเฉพาะหนา้ นน้ั ใหห้ มาย รวมถงึ การโต้ตอบทางโทรศพั ท์
ด้วย เพราะสามารถสนทนาตกลงกนั ได้ทันที

จากเหตุผลดังกล่าวข้างต้น จึงสรุปได้ว่า สัญญาคือนิติกรรมสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งเป็นผู้ทำคำเสนอ อีก
ฝ่ายหน่ึงเป็นผู้รับคำเสนอแล้วทำคำสนองกลับไปเม่ือดำเสนอและคำสนองสอดคล้องต้องกันสัญญาก็เกิดขึ้น
สญั ญาจึงไม่อาจเกิดข้ึนได้จากนิตกิ รรมฝ่ายเดียว เช่น บคุ คลใดจะแสดงเจตนาโดยพินัยกรรม กำหนดการเพ่ือ
ตายในเร่ืองทรัพย์สินของตนเองหรือในการต่างๆ อันจะให้เกิดเป็นผลบังคับได้ตาม กฎหมายเม่ือตนตายก็ได้
เป็นนิติกรรมฝ่ายเดียว เพราะไม่ต้องรอคอยให้มีผู้ใดทำคำสนองกลับ เป็นการแสดงเจตนาท่ีตั้งใจทำ
พินัยกรรม ในเรื่องทรัพย์สินของผู้น้ัน หลังจากท่ีตายไปแล้ว ให้จัดการไปในทางใด ตามเจตนาของผู้เป็น
เจ้าของทรัพย์สิน ก่อนตาย ในเร่ืองสัญญาน้ัน มีตัวอย่างของคำพิพากษาศาลฎีกาท่ีตัดสินไว้มากมาย เพราะ
มกั มีปญั หาข้อพิพาท เกิดขึ้นเสมอ ดงั เช่น จำเลยวา่ จ้างโจทก์ให้เป็นทนายความดำเนินคดี โจทก์มาว่าความให้
จำเลยเสร็จเรียบร้อย โดยไม่มีการตกลงกันในเรื่องสินจ้าง ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าแม้จะไม่ได้ตกลงกันในเรื่อง
สินจ้างก็มีสัญญาผูกพันที่ จำเลยจะต้องจ่ายสนิ จ้าง เพื่อผลสำเร็จแห่งการงานท่ีทำ และการคดิ คำนวณสินจา้ ง
ในกรณีดังกล่าวน้ีจำเป็นต้อง ตีความสัญญาให้เป็นไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติ
ประเพณี

- 63 -

คู่สัญญาตกลงประนีประนอมยอมความกัน โดยนัดจะไปทำสัญญาเป็นหนังสือท่ีทำเนียบรัฐบาล แต่
โจทก์ไม่ไปตามกำหนด ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า เม่ือยังไม่ได้ทำสญั ญาเป็นหนังสือ สัญญาประนีประนอมยอมความ
ก็ยงั ไม่เกิด

โจทก์ตกลงซื้อที่ดินพร้อมตึกแถวจากจำเลยด้วยเงินผ่อนโดยวางมัดจำไปแล้ว แต่มีข้อตกลงจะทำ
หนังสือสัญญาจะซ้ือขายกันอีกฉบับหน่ึงเพ่ือกำหนดการชำระเงิน การแบ่งแยกโฉนดและการโอนกรรมสิทธ์ิ
หาก โจทก์ไม่ทำสัญญาภายในหน่ึงเดือน ถือว่าโจทก์ไม่ซ้ือ ยอมให้ริบมัดจำ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าหากโจทก์ไม่
ยอมทำ สัญญาจะซ้ือจะขายตามท่ีตกลงกัน ย่อมถือว่ายงั ไม่มีสัญญาต่อกันโจทก์จะหาว่าจำเลยผิดสญั ญาและ
เรียกรอ้ งให้ ขายทดี่ ินพร้อมตกึ แถวแก่โจทกไ์ ม่ได้

สญั ญานั้นเม่ือเป็นนิติกรรมสองฝ่ายท่ีก่อให้เกิดคู่สัญญา มีสิทธิหน้าที่ที่จะต้องปฏิบัติต่อกัน หรืออาจ
จะกล่าวอีกนัยหน่ึงว่า ต่างมีหน้ีจะต้องชำระตอบแทนซึ่งกันและกัน สัญญาประเภทนี้จะถูกเรียกว่า สัญญา
ต่าง ตอบแทน คือ คู่สัญญาแต่ละฝ่ายเป็นท้ังเจ้าหน้ีและลูกหน้ีในสัญญาเดียวกันนั้น เช่น นายหน่ึง ทำคำ
เสนอ ซ้ือสินค้าในร้านของนายสอง นายสองทำคำสนองตอบตกลงรับคำเสนอของนายหนึ่ง สัญญาซื้อขาย
เกิดขึ้นโดย นายหนึ่งเป็นเจ้าหนี้ที่มีสิทธิเรียกรอ้ งให้นายสองส่งมอบสินค้าให้ แต่เป็นลูกหน้ีที่จะต้องชำระเงิน
ค่าสินค้าให้กับ นายสอง ส่วนนายสองเป็นเจ้าหน้ีท่ีมีสิทธิเรียกร้องให้นายหนึ่งส่งมอบเงินค่าสินค้า แต่เป็น
ลูกหน้ีที่จะต้องส่งมอบ สินค้าให้กับนายหน่ึง ในเรื่องของสัญญาต่างตอบแทนน้ันจะถูกนำไปใช้มากในหลัก
กฎหมายพาณิชย์ เพราะ เกี่ยวข้องกับธุรกิจการค้าท้ังหลาย และมักจะมีปัญหามาสู่คำวินิจฉัยของศาลเสมอ
ดงั ครง้ั หน่งึ ที่ศาลฎีกาเคย

โจทก์ทำสัญญาเช่าที่ดินจากจำเลยเพ่ือปลูกสร้างตึกให้เช่า แต่จำเลยไม่ส่งมอบท่ีดินให้โจทก์ให้
ครบถ้วน ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ยังไม่ต้องชำระค่าเช่าให้แก่จำเลยตามสัญญาเช่า เพราะจำเลยไม่ได้
ปฏิบัตกิ ารชำระหน้ี โจทก์ ซ่ึงเปน็ คู่สญั ญาตา่ งตอบแทนกย็ ังไม่ต้องชำระหน้ี คอื ไมต่ ้องชำระค่าเช่าแก่จำเลย

จำเลยกู้เงินโจทก์โดยนำปืนของจำเลยมามอบให้โจทก์ไว้เป็นประกันการชำระหน้ี ต่อมาจำเลยขอ
ชำระ หนี้เงินกู้ ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าโจทก์ต้องคืนปืนท่ีเป็นประกันหน้ีให้จำเลย โจทก์จะให้จำเลยชำระหนี้ให้
โจทก์ก่อน ส่วนปืนจะคืนให้จำเลยในภายหลังไม่ได้ เม่ือโจทก์ไม่ยอมคืนปืนให้จำเลย จำเลยก็ยังไม่ต้องชำระ
หนเ้ี งนิ ก้ใู ห้แก่ โจทก์

โจทก์จ้างจำเลยให้ตัดเย็บเสื้อผ้า แต่ปรากฏว่าจำเลยตัดเย็บเส้ือผ้าผิดแบบ โจทก์ส่งเสื้อท่ีจำเลยตัด
เย็บ ผิดแบบให้จำเลยแก้ไข โดยขยายระยะเวลาให้จำเลยส่งมอบเสื้อที่แก้ไขให้โจทก์ภายใน 10 วัน นับแต่
วันท่ีส่งไป ให้แก้ไข โจทก์ฟ้องให้จำเลยชำระค่าเสียหายในการที่จำเลยผิดสัญญาทำให้โจทก์เสียหาย ปรากฏ
วา่ จำเลยแก้ไข เสร็จเรียบร้อยภายในเวลาท่ีโจทกก์ ำหนดแล้ว แต่ยังไม่ได้ส่งเส้อื นั้นกลับคืนมาให้โจทก์ เพราะ
เห็นว่าโจทก์ไม่ชำระ ค่าจ้างตัดเย็บเส้ือผ้าแก่จำเลย ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ถือไม่ได้ว่าจำเลยผิดสัญญา เพราะ
จำเลยมีสิทธิทจ่ี ะยังไม่ ส่งมอบเสอื้ ที่แก้ไขแลว้ ให้โจทก์ได้ จนกว่าโจทก์จะชำระสินจา้ งหรอื ขอปฏิบัติการชำระ
สนิ จา้ ง

- 64 -

คำถามท้ายบท

1. เหตเุ กดิ แห่งสทิ ธิหรือการได้มาซง่ึ สทิ ธิ มี 2 ทางอะไรบ้าง
2. ใหน้ ักเรยี นยกตวั อย่างสทิ ธิอันได้มาจากการกระทำของบุคคลโดยปราศจากเจตนามงุ่ หมายในทางกฎหมาย
ทน่ี กั เรียนเขา้ ใจมาพอสงั เขป
3. ส่วนควบโดยธรรมชาติได้แก่อะไรบา้ งจงยกตัวอยา่ ง
4. ทรัพยส์ ทิ ธิ คืออะไร ให้นักเรียนอธบิ ายมาพอสังเขป
5. บคุ คลตามกฎหมายมีกปี่ ระเภทอะไรบ้าง
6. สภาพบคุ คลเริม่ ต้นเมอ่ื ใดและส้นิ สดุ ลงเม่ือใด
7. หลักการได้มาซง่ึ สญั ชาติ มี 2 ประเภท คอื อะไรบา้ ง
8. ภูมิลำเนาของผู้เยาว์ คอื ท่ีใด
9. ผเู้ ยาวอ์ าจทำพินยั กรรมไดเ้ มือ่ มีอายเุ ท่าใด
10. ห้างห้นุ สว่ น มีฐานะเป็นนิติบุคคลหรอื ไม่เพราะเหตุใด

- 65 -

บทที่ 4
กฎหมายท่ที หารควรรู้

1. ระเบยี บสำนักนายกรัฐมนตรี วา่ ดว้ ยการปฏิบัตแิ ละประสานงานกรณที หารถูกหาวา่ กระทำ
ความผดิ อาญา พ.ศ.2544

ระเบียบสำนักนายกรฐั มนตรี
ว่าด้วยการปฏบิ ัติและประสานงานกรณีทหารถูกหาวา่ กระทำความผิดอาญา

พ.ศ.2544

โดยทเ่ี ป็นการสมควรปรับปรงุ ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกบั กระทรวงมหาดไทยเร่ืองการปฏบิ ัตแิ ละ
ประสานงานเกีย่ วกบั กรณีทที่ หารเป็นผู้เสยี หายหรือ เปน็ ผู้ตอ้ งหาในความผิดอาญาเน่ืองจากบดั น้มี ีการโอนกรมตำรวจ
จากกระทรวงมหาดไทยไป จัดตงั้ เป็นสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และมกี ารปรบั ปรุงแก้ไขกฎหมายในส่วนทเ่ี กยี่ วกับ
ตำรวจ ทหาร พนักงานฝา่ ยปกครอง และวิธพี จิ ารณาความอาญาใหม่แล้ว ประกอบกบั ข้อตกลงบางข้อ ไมส่ อดคล้อง
กับการดำเนินกระบวนการยตุ ิธรรมในเวลาปกตอิ ันมิใชภ่ าวะสงคราม จึงสมควร ปรบั ปรงุ แกไ้ ขให้สอดคล้องกบั สภาพ
สังคมและกฎหมายโดยเฉพาะประมวลกฎหมายวิธี พิจารณาความอาญา และรัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย อีก
ท้งั ควรกำหนดระเบียบวิธี ปฏิบัติให้ชดั เจน สะดวกต่อผปู้ ฏิบตั แิ ละสามารถดำเนินการได้รวดเร็วไมเ่ สียหายตอ่ รปู คดี
โดย คำนึงถงึ หลักความสามคั คปี รองดอง และหลักการประสานงานระหวา่ งตำรวจ ทหารกับ พนักงานฝ่ายปกครองใน
การร่วมมอื และอำนวยความสะดวก เพื่อป้องปราม ป้องกัน หรือ ระงบั เหตวุ วิ าทมิให้ลุกลามตอ่ ไป อนั จะชว่ ยรกั ษา
ความสงบเรียบรอ้ ยของสังคมได้ ประการ หนง่ึ ขณะเดียวกันกค็ ำนงึ ถงึ แบบธรรมเนียมของแต่ละฝา่ ย ตลอดจนความ
จำเปน็ ขององค์กรใน การดูแลรักษาสถานท่ี ยานพาหนะ และอาวุธยุทโธปกรณ์ของตนให้ปลอดภัยและปกครอง ดูแล
บุคลากรให้อย่ใู นวินัยและได้รับการปฏิบัติอย่างมีศักดศ์ิ รี เป็นธรรมตามควรแก่กรณี แต่ ท้ังนี้ต้องมิให้กระทบต่อสทิ ธิ
เสรภี าพของบุคคลอน่ื หรอื ฝา่ ฝนื กฎหมายทมี่ ีเพ่อื คมุ้ ครองบุคคล ทวั่ ไปโดยเสมอกนั อนั เป็นการตอ้ งห้ามตาม
รัฐธรรมนูญแหง่ ราชอาณาจักรไทย

อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (8) และ (9) แห่งพระราชบญั ญตั ิระเบยี บ บรหิ ารราชการแผน่ ดนิ พ.ศ.
2524 นายกรัฐมนตรี โดยความเหน็ ชอบของ คณะรฐั มนตรี จงึ วางระเบยี บไว้ดังต่อไปน้ี

ข้อ 1 ระเบยี บนี้เรยี กว่า “ระเบียบสำนกั นายกรัฐมนตรีวา่ ด้วยการปฏบิ ัตแิ ละ ประสานงานกรณีทหารถูกหาวา่
กระทำความผดิ อาญา พ.ศ. 2544”

ขอ้ 2 ระเบยี บน้ใี หใ้ ชบ้ ังคับตั้งแตว่ นั ถดั จากวนั ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เปน็ ต้นไป
ข้อ 3 ให้ยกเลิก

3.1 ขอ้ ตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหม กับ กระทรวงมหาดไทย เรอ่ื ง การปฏบิ ัตแิ ละประสานงาน
เก่ยี วกับกรณีทีท่ หารเป็นผเู้ สียหายหรือเปน็ ผู้ตอ้ งหาในความผดิ อาญา พ.ศ. 2498

- 66 -

3.2 ข้อตกลงระหวา่ งกระทรวงกลาโหมกบั กระทรวงมหาดไทยเรื่องการปฏบิ ตั ิและ ประสานงานเกี่ยวกับ
กรณีทท่ี หารเป็นผูเ้ สียหายหรอื เป็นผูต้ อ้ งหาในความผิดอาญา พ.ศ. 2498 (ฉบับที่ 1) พ.ศ. 2507

3.3 ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การปฏบิ ัติและประสานงานเกี่ยวกับ
กรณที ่ที หารเปน็ ผู้เสยี หาย หรือเป็นผู้ตอ้ งหาในความผิด อาญา พ.ศ. 2498 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2512

3.4 ขอ้ ตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เร่ือง การปฏิบตั แิ ละประสานงานเกี่ยวกับ
กรณที ่ีทหารเปน็ ผ้เู สียหาย หรือเป็นผู้ตอ้ งหาในความผิด อาญา พ.ศ. 2498 (ฉบบั ท่ี 3) พ.ศ. 2518

3.5 ข้อตกลงระหว่างกระทรวงกลาโหมกับกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การปฏิบัติและประสานงานเกีย่ วกับ
กรณที ีท่ หารเป็นผ้เู สียหาย หรอื เปน็ ผตู้ ้องหาในความผิด อาญา พ.ศ. 2498 (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2525
บรรดาข้อตกลง ข้อบงั คับ ระเบียบ หรอื คำส่งั อนื่ ใดในส่วนท่ีกำหนดไว้แลว้ ใน ระเบยี บนี้หรอื ขดั แย้งกบั ระเบยี บนี้ ให้ใช้
ระเบียบนแ้ี ทน

ขอ้ 4 ในระเบียบนี้
“เขตทีต่ ั้งทหาร” หมายความวา่ อาคาร สถานทีห่ รือบริเวณซึง่ มีหนว่ ยทหาร ต้ังอยู่
“คณะกรรมการ” หมายความวา่ คณะกรรมการว่าดว้ ยการปฏบิ ัตแิ ละประสานงานกรณีทหารถูกหาวา่ กระทำ
ความผิดอาญา
“ตำรวจ” หมายความวา่ ข้าราชการตำรวจตามกฎหมายวา่ ด้วยระเบยี บขา้ ราชการตำรวจ
“ทหาร” หมายความว่า ข้าราชการทหาร ทหารกองประจำการ และนักเรียนใน สงั กดั กระทรวงกลาโหม ตาม
กฎหมายว่าดว้ ยระเบยี บข้าราชการทหาร
“พนักงานฝ่ายปกครอง” หมายความว่า เจ้าพนกั งานซึ่งมิใชต่ ำรวจและทหาร แต่มีอำนาจหน้าท่ีในการรักษา
ความสงบเรยี บรอ้ ยของประชาชน ตามประมวลกฎหมายวธิ ี พิจารณาความอาญาหรอื กฎหมายอ่นื
“ส่ิงส่ือสาร” หมายความรวมถงึ จดหมาย โทรศัพท์ โทรเลข โทรสาร โทร พมิ พ์ วิทยุ และการตดิ ต่อส่ือสาร
ส่งข้อความทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์ทุกชนิด
ข้อ 5 ให้นายกรฐั มนตรีรกั ษาการตามระเบยี บนี้

หมวด 1
คณะกรรมการวา่ ด้วยการปฏิบตั แิ ละประสานงาน

กรณีทหารถูกหาวา่ กระทำความผดิ อาญา
ขอ้ 6 องคป์ ระกอบของคณะกรรมการ

ใหม้ ีคณะกรรมการว่าดว้ ยการปฏิบตั แิ ละประสานงานกรณที หารถูกหา วา่ กระทำความผดิ อาญาคณะหน่งึ
ประกอบด้วย

(1) รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหม เปน็ ประธานกรรมการ
(2) ผู้บญั ชาการตำรวจแหง่ ชาติ เปน็ รองประธานกรรมการ
(3) ปลดั กระทรวงกลาโหม เป็นกรรมการ
(4) ปลัดกระทรวงมหาดไทย เป็นกรรมการ
(5) ปลดั กระทรวงยุตธิ รรม เป็นกรรมการ

- 67 -

(6) ผู้บัญชาการทหารสูงสุด หรอื ผู้บัญชาการเหลา่ ทัพท่ีผูบ้ ัญชาการทหารสูงสุดมอบหมาย เปน็ กรรมการ
(7) รองอยั การสงู สุดคนหนงึ่ ตามท่ีอัยการสูงสุดมอบหมาย เปน็ กรรมการ
(8) ข้าราชการตำรวจระดับผูบ้ ญั ชาการขึน้ ไปคนหนงึ่ ตามทผ่ี ู้บญั ชาการตำรวจแห่งชาติมอบหมาย เป็น
กรรมการ
(9) อธบิ ดกี รมการปกครอง เป็นกรรมการ
(10) เจา้ กรมพระธรรมนูญ เปน็ กรรมการและเลขานุการ
ข้อ 7 อำนาจหนา้ ท่ีของคณะกรรมการ
คณะกรรมการมีอำนาจหนา้ ท่ี ดงั น้ี
(1) วางมาตรการป้องกัน แกไ้ ข วินจิ ฉยั สั่งการหรอื ให้คำแนะนำแก่เจา้ หนา้ ท่ี หรอื ผูเ้ สยี หายทีร่ ้องเรยี นเม่ือมี
ปญั หาในทางปฏบิ ตั ิอนั เกิดจากการใช้ระเบียบนี้ ในกรณีทีเ่ ห็น วา่ ปญั หาใดเป็นเร่ืองสำคัญอนั ควรไดร้ บั คำวินจิ ฉยั หรอื
สัง่ การให้มผี ลเปน็ การท่ัวไปใหเ้ สนอ นายกรัฐมนตรี เพื่อพิจารณา
(2) ออกขอ้ กำหนดเกี่ยวกบั แบบของหนังสือขั้นตอนหรือรายละเอยี ดในการปฏบิ ัติ และ ประสานงานกรณี
ทหารถูกหาวา่ กระทำความผิดอาญา ตลอดจนข้อกำหนดว่าด้วยการประพฤติ ปฏบิ ัติตนของทหาร พนักงานฝา่ ย
ปกครอง และตำรวจ ในการรักษาความสงบเรียบรอ้ ยของสังคม ข้อกำหนดดังกลา่ วให้มีผลเมอ่ื ประกาศใน
ราชกจิ จานุเบกษา
(3) เสนอนายกรัฐมนตรใี ห้พิจารณาปรบั ปรงุ แกไ้ ขกฎ ระเบียบ คำส่ัง หรือ ข้อบังคับ ซ่ึงเกย่ี วข้องกับการ
ปฏบิ ตั ิ และประสานงานกรณีทหารถกู หาวา่ กระทำความผิดอาญา
(4) แต่งต้ังคณะอนุกรรมการ คณะทำงาน หรือมอบหมายใหบ้ ุคคลใดช่วยใน การปฏิบตั ิงานของ
คณะกรรมการ
บุคคลใดเห็นวา่ ตนหรือสมาชิกในครอบครวั ของตน ได้รับความเสียหายหรอื ความไมเ่ ป็นธรรม เนอ่ื งจากการ
ท่ีทหาร พนักงานฝา่ ยปกครอง หรอื ตำรวจ อา้ งการปฏบิ ตั ิตาม ระเบียบน้หี รือละเลยการปฏบิ ัตติ ามระเบยี บน้ี บุคคล
นน้ั มสี ิทธิร้องเรยี นต่อคณะกรรมการหรือ ผู้ที่คณะกรรมการมอบหมายเพื่อแนะนำวินิจฉัยหรือสงั่ การไดต้ ามหลักเกณฑ์
และวธิ ีการท่ี คณะกรรมการกำหนด

หมวด 2
การประสานงานระหว่างทหารกับพนกั งานฝา่ ยปกครองหรอื ตำรวจ
ขอ้ 8 การประสานงานก่อนเกิดเหตุ
ให้ผู้บงั คับบัญชาของทหาร พนกั งานฝ่ายปกครองหรือตำรวจ ส่งเสริมและ สนบั สนุนใหเ้ จ้าหนา้ ท่ที ุกฝ่ายมคี วาม
สามคั ครี ะหวา่ งกนั และพยายามปอ้ งกันหรือระงบั ความ ขัดแยง้ เพื่อมิให้เกิดความไม่สงบเรยี บร้อยขึน้ โดยเฉพาะใน
บรเิ วณนอกเขตทตี่ ั้งทหาร ในการน้ี พนกั งานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจอาจขอใหฝ้ ่ายทหารจัดส่งสารวตั รทหารหรือ
เจา้ หน้าท่ฝี ่าย ทหารไปรว่ มรักษาความสงบเรยี บรอ้ ยในบางสถานท่ีหรอื บางโอกาสเพ่ือป้องปรามหรือ ปอ้ งกนั เหตุร้าย
ได้ตามความจำเป็น
ข้อ 9 พนักงานฝา่ ยปกครองหรอื ตำรวจขอความร่วมมือจากทหาร

- 68 -

ในกรณีท่ีพนักงานฝา่ ยปกครอง หรอื ตำรวจสืบทราบว่าทหารจะกระทำ ความผดิ อาญา ใช้อทิ ธิพลในทางมิชอบ ก่อเหตุ
เดอื ดร้อนรำคาญแก่ประชาชนหรอื จะมีการก่อเหตุ วิวาทนอกเขตท่ีต้ังทหาร ไมว่ า่ จะเป็นการกระทำโดยฝา่ ยทหาร
ท้ังหมด หรอื มีทหารร่วมอยู่ด้วย ให้พนักงานฝา่ ยปกครอง หรือตำรวจตกั เตือนห้ามปรามไปตามอำนาจหนา้ ท่ี ถ้าเกรง
ว่าจะไมเ่ ปน็ ผลใหแ้ จ้งเหตแุ ก่ฝา่ ยทหารโดยด่วนเพื่อขอความร่วมมือในการสอดส่องตรวจตราระงบั ยบั ยัง้ หรือ ป้องกัน
มิให้เหตุร้ายเกดิ ขึ้น

เมอ่ื มีการรอ้ งขอหรอื แจ้งเหตุดงั กล่าว ใหฝ้ ่ายทหารใหค้ วามรว่ มมอื ตามความ จำเปน็ ทงั้ นี้ ทหาร พนักงาน
ฝา่ ยปกครอง หรอื ตำรวจที่ปฏิบตั หิ นา้ ทเ่ี พ่ือระงับเหตตุ ้องสวม เครือ่ งแบบส่วนจะนำอาวุธไปด้วยหรอื ไม่ ให้อยู่ใน
ดุลพนิ จิ ของผบู้ ังคบั บัญชาผเู้ ป็นหัวหน้า หน่วยของฝ่ายน้ันๆ แต่มใิ หใ้ ช้อาวธุ เว้นแตจ่ ะมคี วามจำเปน็ อันมิอาจ
หลีกเล่ียงได้ หัวหนา้ ชดุ ของแตล่ ะฝ่ายที่จะควบคมุ ไปต้องเป็นข้าราชการ นายทหาร หรือนายตำรวจชน้ั สญั ญาบตั ร
หา้ มมใิ หท้ หาร พนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจที่มไิ ด้รบั คำสงั่ ไปยงั สถานทีน่ น้ั เองเปน็ อนั ขาด

ขอ้ 10 ทหารขอความร่วมมือจากพนักงานฝ่ายปกครองหรอื ตำรวจ เม่ือฝ่ายทหารจบั กมุ ตวั ทหารท่ีถกู หาว่า
กระทำผดิ วนิ ัยทหารหรอื กระทำความผดิ
อาญาได้ และประสงคจ์ ะใช้สถานท่ี สง่ิ ส่อื สาร หรือยานพาหนะของพนักงานฝ่ายปกครอง หรือ ตำรวจ เพอื่ การ
สอบสวน หรือดำเนนิ การในส่วนของทหารให้ขอความร่วมมือจากพนกั งาน ฝ่ายปกครองหรือตำรวจไดต้ ามความ
จำเป็น

ขอ้ 11 หนว่ ยประสานงาน
การรอ้ งขอ การขอความร่วมมือหรือการแจง้ เหตใุ ด ๆ ต่อฝ่ายทหารตามระเบียบนี้ นอกจากการประสานงานกบั
ผูบ้ ังคบั บัญชาต้นสงั กัดของทหารผเู้ ก่ียวข้อง หรือหนว่ ยทหารในเขต ทีต่ ัง้ ทหารซึ่งใกลท้ ส่ี ุดกบั บรเิ วณทเ่ี กิดเหตุ หรือ
เชื่อวา่ จะเกดิ เหตุโดยใชส้ งิ่ สื่อสารแล้ว พนกั งาน ฝา่ ยปกครอง หรือตำรวจอาจประสานโดยใชส้ งิ่ สอ่ื สารกับหน่วยทหาร
อ่ืนในพื้นที่ได้ตามความจำเป็น

ข้อ 12 การรายงานคดี
ในกรณีทน่ี ายทหารชัน้ สัญญาบัตรประจำการหรือขา้ ราชการกลาโหมพลเรือนชัน้ สัญญาบตั รตอ้ งหาวา่ กระทำความผดิ
อาญาอนั มิใชค่ วามผิดลหุโทษความผิดประเภทท่ี พนกั งานสอบสวนมีอำนาจเปรยี บเทียบได้ หรอื คดที เี่ สร็จส้ิน หรอื
ระงับไปในชัน้ พนักงาน อบสวนแลว้ ใหพ้ นกั งานสอบสวนรายงานคดีตามลำดับถึงผบู้ ัญชาการตำรวจแหง่ ชาตหิ รอื ผู้
ได้รบั มอบหมายเพอ่ื แจ้งใหก้ ระทรวงกลาโหมทราบ

หมวด 3
การจับกมุ การควบคุมและการรับตวั ทหารไปควบคุม
ขอ้ 13 การจับกุมทหาร
ในกรณีมีคำสงั่ หรือหมายของศาลให้จับทหารผู้ใด ให้พนักงานฝ่ายปกครอง หรือตำรวจแจง้ ใหผ้ ูบ้ งั คบั บญั ชาของทหาร
ผู้น้นั ทราบในโอกาสแรก เว้นแต่เป็นการกระทำ ความผดิ ซึ่งหน้าหรอื มีเหตุจำเป็นอย่างอ่ืนท่ีกฎหมายใหจ้ ับได้โดยไม่
ตอ้ งมหี มาย หรอื มีเหตุอนั ควรเชอื่ วา่ ทหารผ้นู ้ัน จะหลบหนีการจบั กมุ ตามหมาย
ในการจับกุมทหารผู้ใด ให้พนักงานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจแจง้ ใหท้ หารผนู้ น้ั ไปยังทีท่ ำการของพนักงานฝา่ ย
ปกครองหรอื ตำรวจ หากไม่ยอมไป ขดั ขวางหรือมีเหตุอนั ควร เช่ือวา่ จะหลบหนีใหจ้ บั กุมได้ตามประมวลกฎหมายวิธี

- 69 -

พจิ ารณาความอาญาและตามรฐั ธรรมนูญมาตรา 237 โดยอาจรอ้ งขอใหส้ ารวัตรทหารชว่ ยควบคมุ ตวั ผู้นั้นไปส่ง
พนกั งาน ฝ่ายปกครองหรอื ตำรวจก็ได้ หากทหารมีจำนวนมาก ให้พนักงานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจรบี แจ้งให้ฝ่าย
ทหารทราบโดยเร็วเพื่อมาชว่ ยระงบั เหตแุ ละร่วมมือในการจับกมุ ทหารผู้กระทำผิด ไปดำเนินคดี

ในการจบั กุมตามวรรคหน่งึ หากทหารผ้นู น้ั สวมเคร่ืองแบบอยใู่ ห้ปฏบิ ตั ิตาม ข้อ 14 โดยอนโุ ลม และหลีกเล่ยี ง
การใชเ้ ครอื่ งพนั ธนาการ เวน้ แตม่ ีความจำเป็นอย่างยิ่งและมิ ใหใ้ ช้อาวุธระหวา่ งการจบั กุมโดยไม่จำเป็น

ถ้าเปน็ กรณีทหารและตำรวจ หรอื พนักงานฝ่ายปกครองกำลงั ก่อการววิ าทกันใหร้ บี รายงานผบู้ งั คับบญั ชา
ของแตล่ ะฝา่ ยทราบทนั ที และใหผ้ ูบ้ งั คบั บัญชาทีเ่ กี่ยวข้องรีบออกไประงบั เหตุ โดยเรว็ สว่ นการดำเนนิ การขน้ั ตอ่ ไปให้
ปฏบิ ัตติ ามความในวรรคก่อน

ข้อ 14 การควบคุมตวั ทหาร
การควบคมุ ตวั ทหารท่ีถูกหาว่ากระทำความผิดอาญา และถูกจับกมุ ตวั ไปยงั ท่ี ทำการของพนกั งานฝ่าย
ปกครองหรือตำรวจ ใหเ้ ปน็ ไปตามประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณา ความอาญา
ถ้าทหารท่ีถูกจับกุมและควบคุมตัวสวมเครอ่ื งแบบ ให้พนักงานฝ่ายปกครอง หรอื ตำรวจดำเนนิ การ ดงั น้ี
(1) แนะนำใหท้ หารผู้น้นั ทราบถึงเกยี รติของเครื่องแบบทหาร และขอให้พิจารณาว่าจะ ถอดเครอ่ื งแบบ
หรอื ไม่
(2) ถ้าทหารไมย่ อมถอดเครื่องแบบ ให้แจง้ ฝ่ายทหารทราบ เพอื่ จัดสง่ เจา้ หน้าทฝ่ี า่ ย ทหารมาแนะนำให้ทหาร
ถอดเคร่อื งแบบแลว้ ดำเนนิ การตามวรรคแรก หากฝ่ายทหาร ไม่มาภายใน ระยะเวลาอันสมควรหรอื ระยะเวลาที่
กำหนด หรอื ดำเนนิ การใดๆ และไม่เป็นผล ใหพ้ นักงานฝา่ ย ปกครองหรือตำรวจปฏบิ ตั ิตามวรรคแรกได้ และบนั ทกึ
เหตุผลไวแ้ ลว้ แจ้งเหตุนั้นใหฝ้ า่ ยทหารทราบ
ขอ้ 15 การปล่อยชั่วคราว
การปลอ่ ยชัว่ คราว หรอื การพิจารณาคำขอประกนั ทหารผ้ตู ้องหาใหเ้ ป็นไปตาม รัฐธรรมนูญมาตรา 239 ประมวล
กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญาและระเบียบปฏบิ ตั วิ า่ ด้วย การนเ้ี ชน่ เดียวกบั ผตู้ ้องหาท่ัวไป
ข้อ 16 การรับตัวทหาร
เมือ่ ควบคมุ ตวั ทหารไว้ตามข้อ 14 แล้ว ใหพ้ นักงานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจ แจง้ การจบั กมุ ให้ฝ่ายทหารที่เปน็
ผบู้ ังคับบญั ชาของทหารผ้นู ั้นทราบทางส่ิงสื่อสาร หรอื หนงั สอื โดยไม่ชักช้าและให้ดำเนนิ การดังต่อไปน้ี
(1) หากฝ่ายทหารแจง้ วา่ ไมป่ ระสงค์จะรบั ตัวผู้ต้องหานนั้ ไปหรือไม่มาขอรบั ตวั ภายในระยะเวลาท่กี ำหนด ให้
พนกั งานสอบสวนควบคมุ ตัวและดำเนินการไปตามประมวล กฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา แต่ฝา่ ยทหารอาจแจง้
ขอรบั ตวั มาภายหลงั จากน้นั ได้ ในกรณี เช่นนใ้ี ห้ดำเนินการตาม (2)
(2) หากฝ่ายทหารแจง้ ว่าประสงค์จะรับตวั ผตู้ อ้ งหาไปจากพนกั งานสอบสวน เก็บให้นำหนังสอื ขอรบั ตวั
ผตู้ อ้ งหามาแสดงตอ่ พนักงานสอบสวน ในกรณีน้ใี ห้พนกั งานสอบสวน ทำหนังสือส่งมอบตวั และใหบ้ ันทึกเปน็ หลกั ฐาน
รวมเข้าสำนวนไว้ พรอ้ มกับลงบนั ทึกใน รายงานประจำวันด้วย
(3) หากพนักงานฝา่ ยปกครองหรอื ตำรวจเหน็ ว่ามคี วามจำเปน็ ในทางคดีที่ จะต้องนำตวั ทหารไปดำเนินการ
เพื่อประโยชนแ์ ก่การรวบรวมพยานหลักฐานนอกจากการ สอบปากคำ เช่น การนำชี้สถานทีเ่ กดิ เหตุ การชีต้ วั การทำ
แผนประทษุ กรรม อาจขอดำเนนิ การ กอ่ นท่ีจะส่งมอบตวั ทหารผ้ตู ้องหาใหฝ้ า่ ยทหารรับตัวไปก็ได้ ในกรณเี ชน่ นีถ้ ้า

- 70 -

ผตู้ ้องหา ต้องการใหฝ้ ่ายทหาร ทนายความ หรือผู้อ่นื ซึ่งตนไวว้ างใจอยู่ในสถานที่นั้นด้วยก็ใหอ้ นุญาต ตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา และรฐั ธรรมนูญมาตรา 241 และมาตรา 242

หนงั สือขอรบั ตัว และหนงั สือสง่ มอบตัวผู้ต้องหาข้อนี้ให้เป็นไปตามแบบที่ คณะกรรมการกำหนด
ในการรบั ตวั ทหาร ไปจากพนักงานสอบสวน หากพนกั งานสอบสวนเห็นควร ให้ฝ่ายทหารควบคมุ ตัวผู้ตอ้ งหา
ไว้เพอ่ื ประโยชน์ทางคดกี ใ็ ห้แจง้ เป็นหนงั สือและให้ฝา่ ยทหาร ดำเนนิ การตามกฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาลทหาร
การรับตัวทหารท่ีได้รับบาดเจ็บและถูกควบคุมตวั ไว้ ณ สถานพยาบาลให้ ดำเนนิ การดงั กลา่ วขา้ งตน้ แต่ให้
พนักงานสอบสวนแจ้งผู้มีหนา้ ทเ่ี กยี่ วข้องทราบดว้ ย

หมวด 4
การตรวจคน้
ขอ้ 13 การตรวจค้นตวั บุคคล
การตรวจคน้ ตวั ทหารใหผ้ ู้มีอำนาจหนา้ ทปี่ ฏิบัตติ ามประมวลกฎหมายวธิ ี พจิ ารณาความอาญา
ขอ้ 18 การตรวจคน้ สถานท่ีและทรี่ โหฐาน
การตรวจค้นสถานที่และทร่ี โหฐานของทหารทไ่ี ม่เกี่ยวกบั ราชการทหารให้ เปน็ ไปตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณา
ความอาญาและรฐั ธรรมนญู มาตรา 238
การตรวจค้นสถานที่และทีร่ โหฐาน อันเปน็ เขตที่ต้ังทหารหรือของทางราชการ ทหารนอกจากจะต้องปฏบิ ัติตามวรรค
กอ่ นแล้ว ใหผ้ ้มู ีอำนาจหน้าที่ในการตรวจคน้ แจ้งให้ ผ้บู ังคบั บัญชาหรอื ผรู้ บั ผิดชอบเขตทีต่ ้ังทหารน้นั สง่ ผแู้ ทนไปอยูใ่ น
การตรวจคน้ ด้วย
ขอ้ 19 การตรวจค้นยานพาหนะ
การตรวจค้นยานพาหนะของทหาร ไมว่ า่ จะเป็นของส่วนตวั หรือทางราชการ ทหารหรือการค้นตัวทหารที่อยูใ่ น
ยานพาหนะนน้ั ไมว่ า่ จะสวมเครื่องแบบหรือไม่กต็ าม ใหผ้ ูม้ ี อำนาจหนา้ ท่ีปฏบิ ัตติ ามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา
ความอาญา และรฐั ธรรมนญู และให้ ทหารผูค้ รอบครอง หรือผคู้ วบคมุ ยานพาหนะใหค้ วามรว่ มมือและความสะดวก
จนกว่าการ ตรวจค้นจะเสรจ็ ส้ิน
การตรวจคน้ ยานพาหนะของทางราชการทหาร เชน่ รถสงคราม เครื่องบนิ เรือ ซึ่งชักธงราชนาวีขณะปฏิบตั ิ
หน้าทรี่ าชการ และมีนายทหารชน้ั สญั ญาบตั รควบคุมยานพาหนะ นั้นมา ผู้มีอำนาจหน้าที่ตรวจค้นจะตรวจค้นได้
ตอ่ เมื่อมีหนงั สืออนุมัตจิ ากผู้บังคับบญั ชา ยานพาหนะนั้น ๆ ตง้ั แต่ชนั้ ผูบ้ ัญชาการกองพลหรอื เทียบเท่าขน้ึ ไป
การตรวจคน้ ยานพาหนะของทางราชการทหารอันผู้บังคับบัญชาฝ่ายทหาร ผูเ้ ป็น หัวหนา้ ของหน่วยนั้นมี
หนงั สอื รับรองว่าจะเปน็ เหตใุ หก้ ารปฏิบัตกิ ารยุทธพึง่ เสยี เปรยี บใหง้ ดการตรวจคน้
ข้อ 20 การตรวจค้นสงิ่ ของราชการลับ
ในการตรวจค้น ถ้าไดร้ ับแจ้งจากฝ่ายทหารวา่ ส่งิ ของใดเป็นราชการลับทางทหาร ใหด้ ำเนินการดังน้ี
(1) เม่ือนายทหารช้นั สัญญาบัตรทเ่ี ป็นเจ้าหนา้ ทเี่ ก่ียวขอ้ งทำหนังสอื รับรอง กำกับส่ิงของน้ันและแจง้ ให้
พนักงานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจทราบ ใหผ้ ูม้ อี ำนาจหน้าท่ีตรวจ ค้นงดเวน้ การตรวจเฉพาะส่ิงของดังกล่าว แล้วทำ
บันทึกเหตุงดเวน้ การตรวจค้น พร้อมทัง้ ลง ชอ่ื รบั รองทกุ ฝา่ ยแล้วรีบรายงานผบู้ ังคบั บญั ชาทราบ

- 71 -

(2) ถ้าผู้มีอำนาจหนา้ ท่ีตรวจค้นซง่ึ มีตำแหน่งตั้งแต่ชั้นปลดั อำเภอหรือ หัวหนา้ สถานตี ำรวจขน้ึ ไปยงั ติดใจ
สงสัยท่จี ะตรวจค้น ให้ทำเครื่องหมายลงชื่อทุกฝ่ายปิดผนึก หรือกำกับไวท้ ีห่ ีบห่อหรือภาชนะบรรจุสง่ิ ของนนั้ แล้ว
จัดสง่ สิ่งของน้ันไปยังสถานท่ีปลายทาง ตามท่ีตกลงกันเพื่อร่วมกนั แต่งตัง้ คณะกรรมการเปดิ ตรวจส่งิ ของนนั้ ต่อไป

ถ้าส่ิงของใดอาจก่อให้เกิดอนั ตรายแกผ่ ู้ตรวจค้น หรือก่อให้เกดิ ความเสียหาย อนั จะทำให้ทางราชการได้รับ
ความเสยี หาย ไม่ว่าจะเป็นสง่ิ ของราชการลบั หรือไมก่ ต็ าม ให้ ดำเนินการตามวรรคกอ่ นโดยอนุโลม

การตรวจค้นสง่ิ ของใด อนั ผู้บังคับบญั ชาฝา่ ยทหารผูเ้ ปน็ หัวหน้าของหน่วยน้ัน มีหนังสือรับรองว่าจะเปน็ เหตุ
ใหก้ ารปฏบิ ัตกิ ารยุทธพึงเสียเปรยี บ ใหง้ ดการตรวจค้น

ข้อ 21 การประสานการตรวจค้น
ในการตรวจคน้ ตัวบุคคลสถานท่แี ละทรี่ โหฐานยานพาหนะ หรือสง่ิ ของตาม หมวดน้ี ให้กระทำในเวลาและ
สถานท่อี นั สมควร โดยใชค้ วามสภุ าพนมุ่ นวลตามควรแกก่ รณี ถา้ มีสารวัตรทหารอยู่ ณ สถานท่ี หรอื บริเวณท่ีจะตรวจ
คน้ ให้ผมู้ ีอำนาจหนา้ ที่ตรวจค้นประสาน โดยขอสารวัตรทหารมารว่ มเปน็ พยานในการตรวจคน้ ดว้ ย แตถ่ า้ ไม่มีหรอื มแี ต่
สารวัตรทหารไม่ ยินยอมร่วมเป็นพยานก็ให้บันทกึ ไว้ และเม่ือผ้มู อี ำนาจหนา้ ท่ีตรวจค้นดำเนินการเสรจ็ แลว้ ให้ ทำ
บันทกึ พร้อมกบั ใหท้ ุกฝ่ายลงช่ือรับรองและตา่ งยดึ ถือไว้ฝ่ายละหนึง่ ฉบับ

หมวด 5
การสอบสวน
ข้อ 22 การสอบสวนคดีทหาร
ฝ่ายทหารจะทำการสอบสวนการกระทำความผิดของทหารตามกฎหมายว่า ดว้ ยธรรมนูญศาลทหาร ได้เฉพาะ
กรณีดังต่อไปน้ี
(1) คดีทอ่ี ย่ใู นอำนาจศาลทหารตามกฎหมายวา่ ด้วยธรรมนูญศาลทหาร
(2) คดีท่ีผู้กระทำผิด และผ้เู สียหายต่างอยใู่ นอำนาจศาลทหารด้วยกันตาม กฎหมายว่าด้วยธรรมนูญศาล
ทหาร ไมว่ ่าจะเกิดขน้ึ ในเขตที่ตัง้ ทหารหรือไมก่ ็ตาม
(3) คดีอาญาท่ีเกี่ยวดว้ ยวินยั ทหารตามกฎหมายวา่ ดว้ ยวินยั ทหาร
(4) คดีอาญาท่ีเกย่ี วด้วยความลบั ของทางราชการทหาร
ในกรณีทีฝ่ ่ายทหารร้องขอให้พนกั งานสอบสวนทำการสอบสวนโดยลำพงั หรอื รว่ มกับฝ่ายทหารหรือช่วย
ดำเนนิ การอย่างอ่นื เพ่ือประโยชน์ในการรวบรวมพยานหลักฐาน เชน่ การสบื สวน การคน้ หรอื การจบั กุม ใหพ้ นักงาน
สอบสวนใหค้ วามรว่ มมือตามท่ีฝ่ายทหารรอ้ งขอ
คดตี ามวรรคหนึง่ ถ้าฝ่ายปกครองหรอื ตำรวจไดร้ ับคำร้องทุกขห์ รือคำ กล่าวโทษไว้กอ่ นแล้ว หรือได้ประสบ
เหตุและมีความจำเปน็ ต้องสอบสวน ใหพ้ นกั งาน สอบสวนทำการสอบสวนแลว้ รีบแจง้ ให้ฝา่ ยทหารทราบ ถ้าฝ่ายทหาร
ขอรบั ตัวทหารผตู้ ้องหา ไปดำเนินการให้มอบตวั และสำนวนการสอบสวนให้ไป แตถ่ ้าฝา่ ยทหาร ไม่มารับตัวและไม่
แจง้ ขอ้ ขดั ข้องให้ทราบ ให้พนักงานสอบสวนดำเนนิ การสอบสวนตอ่ ไปจนเสรจ็ สิ้น
ขอ้ 23 การสอบสวนคดีอาญา

- 72 -

ในกรณที ่ีทหารเปน็ ผูต้ ้องหาในคดีอาญา ให้พนักงานสอบสวนแจ้ง ผ้บู ังคับบัญชาของทหารผู้นั้นทราบ แลว้
ดำเนินการสอบสวนไปตามประมวลกฎหมายวธิ ี พจิ ารณาความอาญาและให้แจ้งสิทธขิ องผตู้ ้องหาตามรัฐธรรมนูญ ให้
ผู้ต้องหาทราบดังนี้

(1) สิทธิทจ่ี ะขอประกนั ตวั ตามมาตรา 239
(2) สทิ ธทิ ี่จะพบและปรกึ ษาทนายความเปน็ การเฉพาะตวั ในกรณีถูกควบคุม หรอื คุมขังตามมาตรา 239
(3) สิทธิท่จี ะไดร้ บั การเยย่ี มตามสมควรในกรณีถูกควบคุมหรอื คมุ ขังตามมาตรา 239
(4) สทิ ธิที่จะไดร้ บั การสอบสวนดว้ ยความรวดเร็วต่อเนอ่ื งและเปน็ ธรรม ตามมาตรา 241
(5) สิทธทิ ี่จะให้ทนายความหรือผูซ้ ่ึงตนไว้วางใจ เชน่ นายทหารพระธรรมนญู หรือนายทหารชนั้ สญั ญาบัตร
เขา้ ฟงั การสอบปากคำของตนไดต้ ามมาตรา 241
(6) สิทธทิ ีจ่ ะตรวจหรอื คัดสำเนาคำใหก้ ารของตนในช้ันสอบสวนหรือ เอกสารประกอบคำให้การของตนตาม
หลักเกณฑข์ องกฎหมาย เม่อื พนกั งานอัยการไดย้ ่ืนฟอ้ ง คดีต่อศาลแลว้ ตามมาตรา 241
(7) สิทธิทจ่ี ะไดร้ บั ความช่วยเหลือจากรฐั ด้วยการจัดหาทนายความให้ ตาม หลกั เกณฑข์ องกฎหมายตาม
มาตรา 242
(8) สทิ ธทิ ีจ่ ะไม่ให้ถ้อยคำเปน็ ปฏปิ ักษ์ตอ่ ตนเอง อันอาจทำใหต้ นถกู ฟอ้ ง คดีอาญาตามมาตรา 243
(9) สทิ ธทิ จี่ ะได้รับการเตือนว่าถอ้ ยคำซึ่งเกดิ จากการจูงใจมีคำมัน่ สัญญา ขเู่ ข็ญ หลอกลวง ถูกทรมาน ใช้กำลงั
บังคับหรือกระทำโดยมชิ อบประการใด ๆ ไม่อาจรับฟัง เปน็ พยานหลกั ฐานไดต้ ามมาตรา 243
ในกรณีมเี หตอุ ันควรสงสัยว่าทหารผู้ต้องหาได้กระทำหรือจะกระทำความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา
ทหาร หรือกฎหมายวา่ ด้วยวินัยทหารดว้ ยผบู้ งั คับบัญชาของทหาร ผ้ตู อ้ งหาอาจสง่ นายทหารพระธรรมนูญ หรือ
นายทหารช้นั สญั ญาบตั รอืน่ ใดเขา้ ฟังการ สอบปากคำทหารผ้ตู อ้ งหาก็ได้
ใหน้ ำข้อ 14 ขอ้ 15 และขอ้ 16 มาใช้กบั การควบคุมตวั และการปล่อย ชวั่ คราวทหารผตู้ อ้ งหาในระหวา่ งการ
สอบสวนโดยอนุโลม ท้งั นี้ ใหค้ ำนึงถึงกำหนดเวลาควบคุม ตัวตามกฎหมายว่าดว้ ยธรรมนญู ศาลทหาร และประมวล
กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ดว้ ยในกรณีทฝี่ า่ ยทหารเหน็ ว่าการสอบสวนลา่ ช้าจะขอให้พนักงานสอบสวนเรง่ รัด
หรอื ช้แี จง เหตุผลก็ได้
ขอ้ 24 คดีในอำนาจศาลแขวงและคดีที่เปรียบเทียบได้
ถ้าทหารผ้ตู อ้ งหาคดีอาญา ซ่ึงอยูใ่ นอำนาจศาลแขวงใหก้ ารรบั สารภาพตลอด ข้อหาให้พนกั งานสอบสวน
ดำเนินการตามกฎหมายว่าด้วยวธิ พี ิจารณาความอาญาในศาลแขวง โดยแจ้งใหฝ้ ่ายทหารทราบการจับกุมและการฟ้อง
คดีด้วย
ถ้าคดีอาญาที่ทหารต้องหาว่ากระทำความผิดน้ันอยใู่ นอำนาจของพนักงานสอบสวนที่ จะเปรียบเทยี บได้ตาม
กฎหมาย ไมว่ า่ จะเปน็ คดีท่ีอยู่ในอำนาจศาลทหารหรือไม่ก็ตาม และทหาร ผ้ตู ้องหายินยอมให้เปรียบเทียบได้ ให้
พนกั งานสอบสวนทำการเปรยี บเทียบตามอำนาจหนา้ ท่ี
ถ้าผตู้ ้องหาไม่ยินยอมใหเ้ ปรียบเทียบ ก็ใหส้ ่งสำนวนการสอบสวนไปยังพนักงานอยั การหรอื อยั การทหารเพื่อ
ดำเนนิ การต่อไป
ขอ้ 25 การสอบสวนกรณีทหารและตำรวจก่อการววิ าทกนั

- 73 -

ในกรณที ี่ทหาร และตำรวจกอ่ การววิ าทกนั ไม่วา่ จะมีบุคคลอ่ืนรว่ มกระทำ ความผดิ หรอื ได้รับความเสียหาย
ดว้ ยหรอื ไม่กต็ าม ใหฝ้ า่ ยตำรวจรายงานตามลำดบั ชน้ั ถงึ ผู้ บัญชาการตำรวจนครบาลหากเหตเุ กิดในกรุงเทพมหานคร
หรอื หวั หนา้ ตำรวจภูธรจงั หวดั หาก เหตเุ กดิ ในจังหวัดอน่ื เพื่อให้แตง่ ตัง้ คณะพนักงานสอบสวนร่วมกันระหวา่ งฝา่ ย
ตำรวจกับฝา่ ย ทหารมีจำนวนตามความจำเป็นแหง่ รปู คดี โดยให้แต่ละฝ่ายมีจำนวนเท่ากัน เมอ่ื การสอบสวน เสรจ็ สน้ิ
ให้พนักงานสอบสวนฝา่ ยตำรวจสัง่ คดไี ปตามอำนาจหนา้ ที่ประกอบกับผลการ สอบสวนนน้ั แต่ถา้ ความเห็นของคณะ
พนกั งานสอบสวนรว่ มกนั ของฝ่ายตำรวจไมต่ รงกบั ฝ่าย ทหาร ใหผ้ ูบ้ ัญชาการตำรวจแหง่ ชาติ หรือผไู้ ด้รับมอบหมาย
เปน็ ผู้มคี วามเห็นทางคดีแล้วส่ง สำนวนให้พนกั งานอยั การดำเนนิ การตอ่ ไป

หากพนักงานสอบสวนฝา่ ยหน่ึงฝ่ายใดไม่มารว่ มการสอบสวนตามกำหนดนัด ให้คณะกรรมการสอบสวน
รว่ มกนั เทา่ ที่มีอยู่ดำเนินการสอบสวนตอ่ ไปจนแลว้ เสร็จ เพอื่ มใิ ห้การ สอบสวนลา่ ชา้ จนเกิดความเสียหายหรือเปน็ ผล
ใหผ้ ตู้ ้องหาถูกควบคุมตวั ไวน้ าน ท้ังนี้ใหบ้ นั ทกึ การที่ฝา่ ยใดไมม่ าร่วมทำการสอบสวนติดสำนวนไวด้ ว้ ย

ในระหว่างรอการแตง่ ตง้ั หรือรอการประชมุ คณะพนกั งานสอบสวนร่วมกัน ตามวรรคหน่งึ ใหพ้ นกั งาน
สอบสวนฝา่ ยตำรวจปฏบิ ตั ิหนา้ ที่เทา่ ท่จี ำเป็นก่อนไดต้ ามประมวล กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญาเพ่ือมิใหเ้ สยี หาย
แกร่ ูปคดีหรือเพ่ือประโยชน์แกค่ วามเท่ียงธรรมของคดี

ข้อ 26 การชันสูตรพลกิ ศพ
ในกรณที ่ีทหารตายโดยการกระทำของเจา้ พนักงาน ซึ่งอา้ งว่าปฏบิ ัตกิ ารตาม หน้าที่ หรือตายในระหว่างอยู่ใน
ความควบคมุ ของเจา้ พนักงานซึง่ อ้างว่าปฏิบตั ิการตามหนา้ ท่ี ให้จดั ใหม้ กี ารสอบสวนและชนั สตู รพลิกศพตามประมวล
กฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา และให้พนกั งานสอบสวนแจ้งใหผ้ บู้ งั คบั บญั ชาฝ่ายทหารหรอื หนว่ ยทหารตามข้อ 11
ทราบ เพ่ือสง่ นายทหารสญั ญาบตั รเขา้ ฟังการสอบสวนและร่วมสงั เกตการชันสูตรพลิกศพด้วย

หมวด 6
การสง่ สำนวนการสอบสวน
ขอ้ 27 การส่งสำนวนและผู้ต้องหาให้อยั การ เม่ือการสอบสวนเสรจ็ สิน้ ลง ให้พนักงานสอบสวนดำเนนิ การ
ดงั นี้
(1) ถา้ เปน็ คดีอาญาซ่งึ อยใู่ นอำนาจศาลทหารตามกฎหมายวา่ ดว้ ยธรรมนูญศาล ทหารให้ส่งสำนวนการ
สอบสวนไปยังอยั การทหารเพ่ือดำเนนิ การตามหนา้ ทต่ี ่อไป สว่ น ผตู้ ้องหานั้นถ้าได้มอบตวั ให้ผู้บังคบั บญั ชารบั ไป
ควบคุมไว้กอ่ นแลว้ ตามข้อ 16 กอ็ าจไม่ต้อง ขอรบั ตัวมาดำเนินการอีก แตใ่ ห้บนั ทึก และแจ้งใหอ้ ยั การทหารทราบว่า
ได้มอบตวั ผตู้ อ้ งหาให้ ผบู้ ังคบั บัญชาผใู้ ดรับตัวไปแล้วตง้ั แตเ่ มื่อใด
(2) ถา้ เปน็ คดีอาญาซง่ึ อยใู่ นอำนาจศาลยตุ ธิ รรม ใหส้ ง่ สำนวนการสอบสวน พร้อมทัง้ ตัวทหารผตู้ ้องหาไปยัง
พนักงานอัยการ เพื่อดำเนนิ การตามประมวลกฎหมายวิธี พจิ ารณาความอาญาต่อไป การสง่ ตัวทหารผ้ตู อ้ งหาท่ีอยใู่ น
การควบคมุ ของผบู้ งั คับบัญชา ให้ พนักงานสอบสวนแจ้งผ้บู งั คับบญั ชา เพ่ือสง่ ตวั ทหารผู้น้นั มายงั พนักงานสอบสวน
ตาม สถานทีแ่ ละเวลาท่ีกำหนดเพอ่ื สง่ ให้พนักงานอัยการพร้อมกับสำนวน
ในกรณที ี่พนกั งานอัยการสง่ั ฟ้องไมท่ นั ในวันน้นั หากมิได้มีการสงั่ ให้ปล่อย ชว่ั คราวให้พนักงานอัยการมอบตัว
ผตู้ อ้ งหาให้อยใู่ นความควบคุมของพนักงานสอบสวน สำหรบั ในกรงุ เทพมหานคร ส่วนในจังหวดั อื่นใหฝ้ ากตัวผ้ตู อ้ งหา
ใหเ้ รอื นจำควบคุมไว้

- 74 -

ขอ้ 28 การส่งสำนวนให้อัยการทหาร
ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนไปยงั อยั การทหาร เพ่ือดำเนนิ การ ตามกฎหมายวา่ ดว้ ยธรรมนูญ
ศาลทหารต่อไป ในกรณีดังต่อไปนี้
(1) คดีอาญาซ่งึ พนักงานสอบสวนมีอำนาจเปรยี บเทยี บได้ และเปรยี บเทียบ เสรจ็ แลว้ หรือทหารผตู้ อ้ งหาไม่
ยอมให้เปรยี บเทียบตามขอ้ 24 วรรคสอง
(2) คดีอาญาซ่ึงอยู่ในอำนาจศาลทหารและยังจับตวั ทหารผู้ตอ้ งหาไมไ่ ด้
(3) คดีอาญาซ่งึ อยู่ในอำนาจศาลทหารและจบั ตัวทหารผตู้ ้องหาไดแ้ ต่ หลกั ฐานไม่พอฟ้องหรือพนักงาน
สอบสวนเห็นควรสั่งไมฟ่ ้อง
(4) กรณีมคี วามตายเกดิ ขึน้ โดยการกระทำของฝา่ ยทหาร ซ่ึงอ้างว่าปฏิบตั ิการตามหน้าที่
(5) กรณที พ่ี นักงานสอบสวนทำการสอบสวนคดที หาร ตามทฝ่ี า่ ยทหารรอ้ ง ขอตามข้อ 22 วรรคสอง เสรจ็ สิ้น
แลว้
ในกรณีท่ฝี ่ายทหารเปน็ ผู้ทำการสอบสวน เก่ียวกบั คดที ่ีตอ้ งทำการชันสูตร พลิกศพ เม่ือพนกั งานสอบสวน
ชนั สูตรพลกิ ศพตามประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณาความอาญา เสร็จแล้ว ให้พนักงานสอบสวนสง่ สำนวนชนั สูตรพลิก
ศพไปให้เจา้ หน้าท่สี อบสวนฝา่ ยทหาร ตามท่ีไดร้ ับการร้องขอ
ข้อ 29 การแจ้งผลคดเี พ่ือการประสานงาน
ในคดีอาญาซง่ึ ทหารเปน็ ผตู้ อ้ งหาและอยู่ในอำนาจศาลยตุ ธิ รรม ให้พนกั งาน สอบสวนและพนักงานอัยการ
แจ้งผลคดเี พ่ือการประสานงาน ดงั น้ี
(1) เมื่อพนักงานสอบสวนเหน็ ควรสัง่ ฟ้องหรือไม่ฟ้อง ใหห้ วั หนา้ พนกั งาน สอบสวน หรอื หัวหน้าสถานีตำรวจ
ทเ่ี กย่ี วข้องแจง้ ความเหน็ ทางคดชี ั้นสอบสวนไปยังฝา่ ยทหาร
(2) เม่ือพนักงานอยั การมคี ำสั่งฟ้องหรอื มีคำส่งั เดด็ ขาดไมฟ่ ้องแล้วให้พนักงาน อยั การแจ้งคำสงั่ ดังกลา่ วไปยัง
ฝา่ ยทหาร
(3) เม่ือศาลยตุ ิธรรมมีคำพิพากษาประการใด ให้พนักงานอัยการแจ้งคำพิพากษาของทุกชั้นศาลไปยงั ฝา่ ย
ทหาร
(4) ในกรณีทีท่ หารผู้กระทำผิดต้องคำพิพากษาถึงทีส่ ุดให้ลงโทษจำคกุ และ ฝา่ ยทหารท่ีไดร้ บั แจ้งตอ้ งการที่
จะรบั ตวั ทหารผกู้ ระทำผดิ นัน้ เมอ่ื พ้นโทษ ใหแ้ จง้ การอายดั ตวั ใหผ้ ู้บัญชาการเรอื นจำท่ีทหารผูก้ ระทำผดิ น้นั ต้องคมุ ขัง
อยู่ได้ทราบและให้ผู้บัญชาการเรอื นจำ แจ้งให้ฝ่ายทหารท่แี จง้ การอายัดตวั ทราบเมื่อใกลก้ ำหนดวนั เวลาทจี่ ะปล่อยตัว
ไป
(5) เม่ือจะมีการปล่อยตัวทหารผกู้ ระทำผดิ หากมีเจ้าหน้าท่ีฝ่ายทหารมารับตัว ก็ใหม้ อบตัวไป แตถ่ ้าไมม่ ีก็ให้
ผทู้ ่ีมีอำนาจสงั่ ปล่อยหรอื พนักงานอยั การในกรณีทศ่ี าลยตุ ธิ รรม เปน็ ผ้สู ั่งปลอ่ ยแจง้ ให้ทหารผู้นนั้ ไปรายงานตวั ตอ่
ผ้บู ังคบั บัญชาตน้ สงั กดั
(6) ถา้ ทหารผู้นนั้ ตอ้ งหาในคดีอน่ื ซ่ึงจะต้องนำตัวไปฟ้องยังศาลทหารอกี ด้วย หรือผ้บู ังคบั บญั ชาฝา่ ยทหาร
ตอ้ งการตัวให้ฝา่ ยทหารมหี นังสอื อายัดตัวไวก้ ับพนักงานสอบสวนและให้ พนกั งานสอบสวนบนั ทกึ ไว้ในสำนวนการ
สอบสวนว่า ทางทหารยังต้องการตัวและให้ผบู้ ังคับบญั ชาฝ่าย

- 75 -

ทหารติดต่อกบั พนักงานสอบสวนหรือพนกั งานอัยการเพ่ือรบั ตัวทหารน้ันไป
ขอ้ 30 การดำเนนิ คดกี บั บุคคลบางประเภท
การดำเนินคดีอาญากบั บุคคลบางประเภท ให้ดำเนนิ การดงั ตอ่ ไปนี้
(1) ในกรณีท่ที หารผตู้ ้องหาวา่ กระทำผิดคดีอาญาและอยู่ในอำนาจศาลทหาร เป็นเดก็ หรือเยาวชนตาม

กฎหมายวา่ ดว้ ยการจดั ต้ังศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธพี จิ ารณา คดีเยาวชนและครอบครัว ให้พนกั งานสอบสวน
ดำเนินการไปตามกฎหมายน้ันทกุ ประการ และแจง้ ให้ผูบ้ ังคบั บัญชาของทหารผู้ต้องหานั้นทราบ

(2) ในกรณีทีผ่ ตู้ ้องหาเป็นพลเรือนในสังกดั ราชการทหาร แตก่ ารกระทำผดิ คดีอาญาเกิดในขณะทบ่ี คุ คลน้ัน
ปฏิบตั ิหนา้ ท่ยี ามรักษาสถานท่รี าชการทหาร ใหน้ ำความใน ข้อ 7 ข้อ 11 และข้อ 16 มาใช้โดยอนโุ ลม

(3) ในกรณที ่ีผูต้ ้องหาเปน็ อาสาสมัครทหารพรานท่ีอย่ใู นความควบคมุ ดูแล ของทางราชการทหาร และการ
กระทำผดิ คดีอาญาเกิดในขณะที่บุคคลนั้นยังสงั กัดอยใู่ น หน่วยอาสาสมัครทหารพราน ใหน้ ำความใน ข้อ 7 ข้อ 8 ข้อ
9 ข้อ 10 ข้อ 11 และข้อ 23 มาใช้โดยอนุโลม

ประกาศ ณ วนั ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2554
พันตำรวจโท ทกั ษิณ ชนิ วตั ร
(ทักษิณ ชนิ วัตร)
นายกรัฐมนตรี

- 76 -

2. พระราชบัญญัติ ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498

พระราชบัญญัติ ธรรมนญู ศาลทหาร
พ.ศ. 2498

ภูมพิ ลอดุลยเดช ป.ร. ใหไ้ ว้ ณ วนั ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2498
เป็นปที ี่ 10 ในรัชกาลปจั จบุ ัน

พระบาทสมเด็จพระปรมนิ ทรมหาภมู พิ ลอดลุ ยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศวา่
โดยท่เี ป็นการสมควรปรับปรุงกฎหมายวา่ ดว้ ยธรรมนูญศาลทหาร
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบญั ญัติขน้ึ ไวโ้ ดยคำแนะนำและยินยอมของสภา ผแู้ ทนราษฎร
ดงั ตอ่ ไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญัตนิ ีเ้ รียกวา่ “พระราชบัญญตั ิธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498
มาตรา 2 พระราชบญั ญตั นิ ีใ้ ห้ใชบ้ งั คับตั้งแตว่ ันถัดจากวันประกาศในราชกจิ จานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิก
(1) พระราชบัญญตั ิธรรมนูญศาลทหาร พุทธศักราช 2477
(2) พระราชบัญญตั ิธรรมนูญศาลทหาร (ฉบบั ที่ 2) พทุ ธศักราช 2487
(3) พระราชกำหนดแก้ไขเพม่ิ เตมิ พระราชบญั ญตั ธิ รรมนญู ศาลทหารพุทธศักราช 2477 พุทธศกั ราช 2488
และพระราชบญั ญตั ิอนุมัติพระราชกำหนดแก้ไขเพ่ิมเติมพระราชบญั ญัตธิ รรมนญู ศาลทหาร พุทธศกั ราช 2477
พุทธศกั ราช 2488 พทุ ธศักราช 2488
(4) พระราชบัญญัตธิ รรมนูญศาลทหาร (ฉบับท่ี 4) พ.ศ. 2490
(5) พระราชบญั ญตั ิธรรมนญู ศาลทหาร (ฉบบั ท่ี 5) พ.ศ. 2496
(6) บรรดาบทกฎหมาย กฎและขอ้ บังคบั อนื่ ๆ ในส่วนท่มี ีบญั ญตั ิไวแ้ ลว้ ในพระราชบัญญัติน้ี หรือซ่ึง ขดั หรือ
แยง้ กบั บทแห่งพระราชบญั ญัติน้ี
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหมรกั ษาการตามพระราชบัญญัตินี้ และให้มีอำนาจออก
กฎกระทรวงเพื่อปฏิบัตกิ ารให้เป็นไปตามพระราชบัญญัตนิ ้ี
กฎกระทรวงน้ัน เมือ่ ได้ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาแลว้ ให้ใชบ้ ังคับได้

ภาค 1
ศาลทหาร
ลักษณะ 1 บททั่วไป
มาตรา 5 ศาลทหารทงั้ หลายตามพระราชบัญญัตนิ ี้ ใหส้ งั กัดอยใู่ นกระทรวงกลาโหม
ให้รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหมเปน็ ผรู้ ับผิดชอบในงานธุรการของศาลทหารใหด้ ำเนินไปโดย เรยี บรอ้ ย แตก่ าร
พจิ ารณาคดีตลอดถึงการทจ่ี ะมคี ำสง่ั หรอื คำพิพากษาบังคบั คดีน้นั ใหอ้ ยู่ในดุลพนิ จิ ของศาลทหาร โดยเฉพาะ
โดยอนมุ ัติรฐั มนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหม ใหเ้ จ้ากรมพระธรรมนญู วางระเบยี บราชการของศาลทหาร และ
อัยการทหารเพื่อให้กจิ การของศาลทหารและอยั การทหารดำเนนิ ไปโดยเรียบร้อย

- 77 -

มาตรา 6 ศาลทหารตามพระราชบญั ญตั นิ ้แี บ่งออกเป็นสามช้ัน คอื
(1) ศาลทหารชน้ั ต้น
(2) ศาลทหารกลาง
(3) ศาลทหารสูงสุด
ภายใต้บงั คับมาตรา 39 ในเวลาท่มี กี ารรบหรือการสงคราม หรือประกาศใชก้ ฎอัยการศึก จะใหม้ ีศาล อาญา
ศกึ ก็ได้
มาตรา 7 ศาลทหารช้นั ตน้ ได้แก่
(1) ศาลจงั หวัดทหาร
(2) ศาลมณฑลทหาร
(3) ศาลทหารกรุงเทพ
(4) ศาลประจำหนว่ ยทหาร
มาตรา 8 ทกุ จังหวดั ทหารให้มศี าลจงั หวดั ทหารศาลหนึ่ง เวน้ แต่จังหวัดทหารท่ตี ้งั กองบัญชาการ มณฑล
ทหาร และทุกมณฑลทหารให้มีศาลมณฑลทหารศาลหนึ่ง เวน้ แตม่ ณฑลทหารทตี่ ง้ั ศาลทหารกรุงเทพ
ศาลทหารเหล่านีอ้ าจไปน่ังพจิ ารณา ณ ท่ีใดภายในเขตอำนาจไดต้ ามความจำเป็น
มาตรา 9 เมื่อหนว่ ยทหารปฏิบตั ิหนา้ ทีอ่ ยู่นอกราชอาณาจักร หรอื กำลงั เดนิ ทางเพ่ือไปปฏิบัตหิ นา้ ท่ี นอก
ราชอาณาจักรและมีกำลังทหารไมน่ ้อยกวา่ หนง่ึ กองพนั จะให้ตงั้ ศาลประจำหน่วยทหารน้ันกไ็ ด้
กำลงั ทหารกองทัพใดมีจำนวนเท่าใดจงึ จะถือว่าไมน่ ้อยกวา่ หน่งึ กองพนั น้นั ให้เป็นไปตามที่ กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา 10 การแตง่ ต้ังและถอดถอนตลุ าการศาลทหารสงู สดุ และศาลทหารกลางให้นำความกราบ บังคมทลู
เพือ่ ทรงแตง่ ต้ังและถอดถอน
ส่วนการแต่งต้ังและถอดถอนตุลาการศาลทหารอน่ื ๆ พระมหากษตั รยิ ์อาจทรงมอบพระราชอำนาจแก่
ผูบ้ ังคบั บัญชาทหารและรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงกลาโหมเป็นผ้แู ต่งตัง้ และถอดถอนตามพระราชบัญญัตินว้ี า่ ดว้ ยการ
แต่งตั้งตลุ าการ
มาตรา 11 ใหม้ ีตุลาการพระธรรมนญู อัยการทหาร นายทหารพระธรรมนูญและจ่าศาลทหาร หรือ ผ้ชู ว่ ย
ตำแหนง่ ดังกล่าวแลว้ ตามจำนวนทีก่ ระทรวงกลาโหมกำหนด
คุณสมบัติ พืน้ ความรู้ และอำนาจหนา้ ท่ขี องบุคคลดังกล่าวในวรรคก่อน ใหเ้ ป็นไปตามที่ กระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา 12 โดยอนุมตั ิรฐั มนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมใหผ้ ู้ทีส่ อบความรู้ทางกฎหมายได้ปริญญาตรี หรือ
เทยี บได้ไมต่ ่ำกว่าปรญิ ญาตรี ฝกึ หัดดำเนนิ คดใี นศาลทหารได้ และเมื่อแจ้งให้ศาลทราบแล้ว ก็ใหผ้ ู้น้นั ดำเนินคดไี ด้ ดัง
อัยการทหาร

ลักษณะ 2
อำนาจศาลทหาร
มาตรา 13 ศาลทหารมีอำนาจพจิ ารณาพิพากษาวางบทลงโทษผูก้ ระทำผิดตอ่ กฎหมายทหารหรอื กฎหมาย
อ่ืนในทางอาญา ในคดีซึ่งผู้กระทำผิดเป็นบุคคลที่อยใู่ นอำนาจศาลทหารในขณะกระทำผิด และมีอำนาจสง่ั ลงโทษ
บุคคลใด ๆ ที่กระทำผิดฐานละเมิดอำนาจศาลตามท่ีบัญญัติไวใ้ นประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความแพ่ง

- 78 -

มาตรา 14 คดีที่ไม่อย่ใู นอำนาจศาลทหาร คือ
(1) คดีท่บี ุคคลท่อี ยู่ในอำนาจศาลทหารกับบุคคลที่มิได้อย่ใู นอำนาจศาลทหารกระทำผดิ ด้วยกัน
(2) คดีที่เกยี่ วพนั กบั คดที ี่อยู่ในอำนาจศาลพลเรอื น
(3) คดีทต่ี ้องดำเนนิ ในศาลคดีเดก็ และเยาวชน
(4) คดีทศี่ าลทหารเห็นวา่ ไม่อยใู่ นอำนาจศาลทหาร
มาตรา 15 คดีทไี่ ม่อยใู่ นอำนาจศาลทหาร ใหด้ ำเนนิ คดีในศาลพลเรือน
เมอ่ื ศาลพลเรอื นได้ส่ังรบั ประทับฟ้องไวแ้ ลว้ แม้จะปรากฏตามทางพิจารณาในภายหลังวา่ เปน็ คดีท่ีอยู่ ใน
อำนาจศาลทหาร กใ็ หศ้ าลพลเรอื นมีอำนาจพจิ ารณาพิพากษาได้

ภาค 2 ศาลทหารในเวลาปกติ
ลักษณะ 1 เขตอำนาจศาล
มาตรา 16 บุคคลทอ่ี ยู่ในอำนาจศาลทหาร คือ
(1) นายทหารช้นั สญั ญาบตั รประจำการ
(2) นายทหารชัน้ สญั ญาบัตรนอกประจำการ เฉพาะเม่ือกระทำผดิ ตอ่ คำสั่งหรอื ข้อบังคับตามประมวล
กฎหมายอาญาทหาร
(3) นายทหารประทวนและพลทหารกองประจำการหรือประจำการ หรือบุคคลทร่ี ับราชการทหารตาม
กฎหมายว่าด้วยการรบั ราชการทหาร
(4) นกั เรยี นทหารตามทกี่ ระทรวงกลาโหมกำหนด
(5) ทหารกองเกนิ ที่ถูกเขา้ กองประจำการ ซ่ึงเจา้ หน้าท่ฝี า่ ยทหารได้รับตัวไว้เพอื่ ให้เขา้ รับราชการประจำอยู่ใน
หนว่ ยทหาร
(6) พลเรือนท่ีสังกดั อยู่ในราชการทหาร เมื่อกระทำผดิ ในหนา้ ทร่ี าชการทหารหรือกระทำผิดอย่างอน่ื เฉพาะ
ใน หรือบรเิ วณ อาคาร ที่ตัง้ หนว่ ยทหาร ท่ีพกั ร้อน พักแรม เรอื อากาศยาน หรือยานพาหนะใด ๆ ในควบคมุ ของ
เจา้ หน้าทีฝ่ า่ ยทหาร
(7) บคุ คลซึ่งต้องขังหรืออยู่ในความควบคุมของเจ้าหนา้ ทฝ่ี า่ ยทหารโดยชอบดว้ ยกฎหมาย
(8) เชลยศกึ หรือชนชาติศตั รูซ่ึงอยใู่ นความควบคุมของเจา้ หนา้ ท่ีฝา่ ยทหาร
มาตรา 17 ศาลทหารชน้ั ตน้ มีเขตอำนาจ ดังน้ี
(1) ศาลจังหวัดทหารและศาลมณฑลทหาร มีเขตอำนาจตามทก่ี ำหนดโดยพระราชกฤษฎีกา
(2) ศาลทหารกรุงเทพ มเี ขตอำนาจไมจ่ ำกัดพืน้ ที่ แตโ่ ดยปกตถิ ้าการกระทำผดิ นัน้ เกดิ ขน้ึ ในท้องถน่ิ ที่มี ศาล
ทหาร ก็ใหพ้ ิจารณาพิพากษาในศาลทหารท้องถ่ินนัน้
(3) ศาลประจำหนว่ ยทหาร มีอำนาจเหนอื บุคคลทสี่ งั กดั หน่วยทหารน้ันโดยไมจ่ ำกัดพื้นที่
มาตรา 18 เมื่อมีคำรอ้ งขอของอยั การทหารหรอื ผตู้ ้องหา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมอี ำนาจสงั่ ใหส้ ่ง
ผู้ต้องหาไปดำเนนิ คดีในศาลทหารตามท่ีรอ้ งขอได้
มาตรา 19 ศาลจังหวดั ทหาร มอี ำนาจพจิ ารณาคดอี าญาได้ทกุ บทกฎหมายเวน้ แต่คดีท่ีจำเลยมยี ศ ทหารชนั้
สัญญาบัตร

- 79 -

คดีทกี่ ฎหมายมไิ ด้กำหนดอตั ราโทษอย่างต่ำ หรอื กำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ใหจ้ ำคุกไมเ่ กนิ หน่ึงปี หรอื ปรับ
ไม่เกนิ สองพนั บาท หรือทั้งจำท้ังปรับไม่เกินกำหนดนี้ ถา้ ศาลจงั หวัดทหารเห็นควรยกฟ้องโจทก์ หรอื เหน็ ควร ลงโทษ
จำเลยแต่ละกระทงจำคกุ ไม่เกินหน่ึงปีหรอื ปรบั ไมเ่ กนิ สองพันบาท หรอื ทั้งจำท้ังปรับไม่เกินกำหนดน้ี ก็ให้ พพิ ากษาได้

วรรคสาม (ยกเลกิ )
(มคี ำวินจิ ฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ที่ 24/2546 ลงวันที่ 26 มถิ ุนายน พ.ศ. 2546 วนิ จิ ฉัยวา่ พระราชบัญญตั ิ
ธรรมนูญศาลทหาร พ.ศ. 2498 มาตรา 19 วรรคสาม ขดั ต่อรัฐธรรมนูญ)
มาตรา 20 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมมีอำนาจส่ังให้ตลุ าการพระธรรมนูญหนึง่ นายไปนง่ั ร่วมกบั ตลุ า
การศาลจังหวดั ทหารอีกสองนายเปน็ องค์คณะพจิ ารณาพิพากษา ในกรณเี ชน่ น้ีใหศ้ าลจังหวัดทหารมอี ำนาจและ
หนา้ ทดี่ งั ศาลมณฑลทหาร
มาตรา 21 ศาลมณฑลทหารและศาลประจำหน่วยทหารมอี ำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาไดท้ ุกบท
กฎหมาย เวน้ แตค่ ดที ่จี ำเลยมียศทหารชัน้ นายพลหรือเทยี บเทา่
มาตรา 22 ศาลทหารกรุงเทพมอี ำนาจพจิ ารณาพิพากษาคดีอาญาไดท้ ุกบทกฎหมายโดยไม่จำกดั ยศ ของ
จำเลย
มาตรา 23 ศาลทหารกลางมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดที ่ีอุทธรณค์ ำพิพากษาหรือคำสง่ั ของ ศาล
ทหารช้ันตน้
มาตรา 24 ศาลทหารสงู สุดมีอำนาจพิจารณาพิพากษาบรรดาคดที ่ีอทุ ธรณ์คำพิพากษา หรือคำสงั่ ของ ศาล
ทหารกลาง
คดีที่ศาลทหารสูงสุดได้พจิ ารณาพิพากษาหรือมคี ำสัง่ แล้วให้เป็นอนั ถึงท่ีสุด

ลักษณะ 2
องคค์ ณะตุลาการ
มาตรา 25 ในการดำเนนิ กระบวนพจิ ารณา ตลุ าการนายเดียวมีอำนาจ
(1) ออกหมายเรยี ก ออกหมายอาญา ออกหมายสั่งให้ส่งคนมาจากหรือไปยังจงั หวดั อื่น
(2) ออกคำสง่ั ใด ๆ ซึ่งมิใชเ่ ป็นไปในทางวินิจฉยั ช้ขี าดข้อพิพาทแห่งคดี ถา้ ตุลาการนั้นเป็นตุลาการพระ
ธรรมนูญ กใ็ ห้มีอำนาจทำการไต่สวนหรอื สืบพยานได้ด้วย
มาตรา 26 ศาลจงั หวัดทหารต้องมีตุลาการสามนายเป็นองคค์ ณะพจิ ารณาพพิ ากษา คอื
นายทหารชน้ั สญั ญาบตั รสองนาย
ตลุ าการพระธรรมนญู หนง่ึ นาย
มาตรา 27 ศาลมณฑลทหาร ศาลทหารกรงุ เทพ และศาลประจำหน่วยทหาร ตอ้ งมตี ลุ าการสามนาย เป็นองค์
คณะพจิ ารณาพิพากษา คือ
นายทหารช้นั สญั ญาบัตรสองนาย
ตุลาการพระธรรมนูญหนง่ึ นาย
มาตรา 28 ศาลทหารกลางต้องมีตลุ าการห้านายเปน็ องค์คณะพิจารณาพิพากษา คือ
นายทหารชนั้ นายพลหน่ึงหรือสองนาย

- 80 -

นายทหารช้นั นายพัน นายนาวา หรอื นายนาวาอากาศขน้ึ ไป หน่ึงหรือสองนาย
ตุลาการพระธรรมนูญสองนาย
มาตรา 29 ศาลทหารสงู สดุ ต้องมีตุลาการห้านายเป็นองค์คณะพจิ ารณาพิพากษา คือ
นายทหารช้นั นายพลสองนาย
ตุลาการพระธรรมนูญสามนาย

ลักษณะ 3
การแตง่ ต้ังตุลาการ
มาตรา 30 ภายใต้บังคับมาตรา 10 ผ้มู อี ำนาจแตง่ ต้งั ตุลาการ คอื
(1) ผู้มีอำนาจบังคบั บัญชาจังหวัดทหาร เป็นผู้มอี ำนาจแต่งต้ังนายทหารช้ันสญั ญาบตั ร ซึ่งรบั ราชการ ประจำ
อยู่ในพ้ืนทจี่ งั หวัดทหารนัน้ ๆ เปน็ ตลุ าการศาลจังหวัดทหาร
(2) ผู้มอี ำนาจบงั คบั บญั ชามณฑลทหาร เปน็ ผ้มู ีอำนาจแตง่ ตั้งนายทหารช้นั สัญญาบตั ร ซึง่ รับราชการ ประจำ
อยู่ในพน้ื ทีม่ ณฑลทหารนั้นๆ เป็นตุลาการศาลมณฑลทหาร
(3) ผู้มอี ำนาจบงั คบั บัญชาหน่วยทหาร เปน็ ผูม้ ีอำนาจแต่งต้ังนายทหารชัน้ สัญญาบตั ร ซง่ึ รับราชการ ประจำ
อยใู่ นหน่วยทหารนั้นๆ เปน็ ตุลาการศาลประจำหนว่ ยทหาร
(4) รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหม เปน็ ผมู้ อี ำนาจแตง่ ตั้งตลุ าการศาลทหารกรงุ เทพ
ผู้มอี ำนาจแต่งต้ังตุลาการตามความในมาตรานี้ จะแต่งต้งั นายทหารนอกประจำการเปน็ ตุลาการกไ็ ด้
มาตรา 31 ตลุ าการพระธรรมนูญเป็นตุลาการในศาลทหารไดท้ ุกศาล แต่ตอ้ งมยี ศทหารตามชน้ั ศาล
ดงั นี้
(1) ศาลทหารชัน้ ต้น ต้องเป็นนายทหารชั้นนายร้อย นายเรือ หรอื นายเรืออากาศขึ้นไป
(2) ศาลทหารกลาง ต้องเปน็ นายทหารชนั้ นายพนั นายนาวา หรือนายนาวาอากาศขึ้นไป
(3) ศาลทหารสูงสุด ต้องเป็น
ก. นายทหารชั้นพนั เอก นาวาเอก หรือนาวาอากาศเอก ซึ่งรับเงินเดือนอตั ราพนั เอกพเิ ศษ นาวาเอก
พเิ ศษ หรือนาวาอากาศเอกพิเศษ
ข. นายทหารชั้นนายพล
มาตรา 32 ในศาลทหารชั้นต้น ตลุ าการซ่ึงมิใชต่ ลุ าการพระธรรมนญู ต้องมยี ศทหารสูงกว่าหรอื เทา่ จำเลยที่มี
ยศทหารสงู สดุ
ยศจำเลยใหถ้ ือในขณะฟอ้ ง
มาตรา 33 ในศาลทหารชนั้ ต้น ถ้าไม่มีนายทหารท่ีมยี ศสมควรเปน็ ตุลาการครบองค์คณะ ผู้มีอำนาจ แต่งตัง้
ตุลาการตามความในมาตรา 30 จะแต่งต้ังนายทหารทีเ่ หน็ สมควรเปน็ ตลุ าการก็ได้
มาตรา 34 ผู้มีอำนาจแตง่ ต้งั ตุลาการตามความในมาตรา 30 จะแต่งตงั้ ตุลาการสำรองไวก้ ็ได้
ตลุ าการสำรองต้องเป็นผู้มีลกั ษณะตามพระราชบญั ญัตินีว้ ่าดว้ ยการแตง่ ตัง้ ตุลาการ
เม่อื ตลุ าการไมส่ ามารถจะนั่งพจิ ารณาครบองค์คณะ ใหต้ ุลาการสำรองนั่งเป็นตุลาการเพื่อให้ครบองค์
คณะและให้มีอำนาจหนา้ ที่ดังตลุ าการ

- 81 -

มาตรา 35 ให้ตลุ าการท่มี ีอาวุโสสงู สุดเป็นประธานในการพิจารณาพิพากษา
ภาค 3

ศาลทหารในเวลาไม่ปกติ
มาตรา 36 ในเวลาไมป่ กติ คอื ในเวลาทีม่ กี ารรบหรอื สถานะสงครามหรือไดป้ ระกาศใช้กฎอยั การศึก ศาล
ทหารซ่ึงมีอยแู่ ลว้ ในเวลาปกติคงพจิ ารณาพิพากษาคดีอาญาได้ตามอำนาจ แต่ถ้าผูม้ ีอำนาจประกาศใชก้ ฎอยั การศึก ได้
ประกาศหรอื ผบู้ ญั ชาการทหารสูงสดุ ไดส้ ่ังตามกฎหมายวา่ ด้วยกฎอยั การศึก ใหศ้ าลทหารมอี ำนาจพิจารณาพิพากษา
คดีอาญาใดๆ อีก ก็ใหศ้ าลทหารพจิ ารณาพิพากษาคดีอาญาตามประกาศหรือคำสง่ั นัน้ ได้ด้วย
เมื่อหมดภาวะการรบหรือสถานะสงครามหรือเลกิ ใชก้ ฎอยั การศึก ศาลทหารยังคงมีอำนาจพจิ ารณา พิพากษา
คดีท่ีค้างอยู่ในศาลหรือที่ยังมิไดฟ้ อ้ ง แตผ่ ู้มีอำนาจแตง่ ต้ังตลุ าการหรอื รัฐมนตรีวา่ การกระทรวงกลาโหมมี อำนาจส่ัง
โอนคดีหรือส่งผู้ต้องหาไปดำเนนิ คดียังศาลทหารแห่งอ่นื ได้ และให้ศาลทพ่ี ิจารณาพิพากษาคดีเช่นนม้ี อี ำนาจ และ
หน้าทีด่ ังศาลทหารในเวลาไม่ปกติ
มาตรา 37 ผู้มีอำนาจแตง่ ต้งั ตุลาการตามความในมาตรา 30 มอี ำนาจแต่งตง้ั ผพู้ ิพากษาศาลพลเรอื น เป็นตุลา
การได้ และแต่งต้ังพนักงานอัยการ จา่ ศาลพลเรือน หรอื ผู้ทรงคุณวฒุ ิท่เี หมาะสมเปน็ อัยการทหารและจ่าศาลทหารได้
มาตรา 38 ให้นำบทบัญญตั วิ ่าดว้ ยศาลทหารในเวลาปกติมาใช้บังคบั ในศาลทหารในเวลาไม่ปกตโิ ดย
อนโุ ลม

ภาค 4
ศาลอาญาศึก
มาตรา 39 เม่ือหน่วยทหารหรอื เรือรบอยู่ในยทุ ธบรเิ วณจะต้ังศาลอาญาศึกก็ได้
ภายใตบ้ ังคับมาตรา 10 ใหผ้ ูบ้ ังคบั บญั ชาทหารสงู สดุ ณ ที่น้ัน ซึ่งมกี ำลังทหารอยใู่ นบังคบั บัญชาไม่ น้อยกวา่
หนึง่ กองพนั หรือเปน็ ผบู้ ังคับบัญชาในเรือรบ ป้อม หรอื ที่มั่นอย่างใดๆ ของทหารหรอื ผู้ทำการแทน เปน็ ผู้มี อำนาจ
แตง่ ตั้งตลุ าการศาลอาญาศึก เพือ่ พจิ ารณาคดีอาญาทเี่ กิดข้ึนเฉพาะในเขตอำนาจหน้าท่ีของหนว่ ยทหารน้ันได้
เมื่อทหารบก ทหารเรือ หรือทหารอากาศ กระทำการร่วมกนั ให้ผู้บงั คบั บัญชาทหารสงู สดุ ณ ที่นนั้ เป็น ผ้มู ี
อำนาจแต่งตัง้ ตลุ าการศาลอาญาศกึ
มาตรา 40 ผ้มู ีอำนาจแตง่ ตง้ั ตุลาการศาลอาญาศึกมีอำนาจสง่ ผูต้ อ้ งหาไปยังศาลทหารแห่งอื่นให้ ดำเนินการ
พจิ ารณาพิพากษาได้ และให้ศาลทพ่ี จิ ารณาพิพากษาคดีเช่นนี้มีอำนาจและหนา้ ที่ดังศาลอาญาศึก
มาตรา 41 ศาลอาญาศกึ ต้องมตี ลุ าการสามนาย เปน็ องคค์ ณะพจิ ารณาพิพากษาตลุ าการตอ้ งเป็น นายทหาร
ช้นั สัญญาบตั ร
มาตรา 42 ศาลอาญาศกึ มีอำนาจพจิ ารณาพพิ ากษาคดีอาญาท้ังปวงซง่ึ การกระทำผิดเกิดข้ึนในเขต อำนาจได้
ทกุ บทกฎหมายและไมจ่ ำกดั ตัวบคุ คล
มาตรา 43 เม่ือหมดภาวะการรบหรอื สถานะสงครามหรือเลิกใชก้ ฎอัยการศึก ศาลอาญาศึกยงั คงมี อำนาจ
พจิ ารณาพพิ ากษาคดที ี่ค้างอยู่ในศาล แตผ่ ู้มีอำนาจแต่งต้งั ตุลาการศาลอาญาศึกหรือรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงกลาโหม
มีอำนาจส่งั โอนคดีให้ศาลทหารแหง่ อ่ืนพจิ ารณาพพิ ากษาได้ สว่ นคดที ่อี ยูใ่ นอำนาจศาลอาญาศกึ แต่ยัง มิไดฟ้ ้อง ให้
นำไปฟ้องยงั ศาลทหารแห่งอ่ืน และให้ศาลที่พจิ ารณาพิพากษาคดเี ชน่ น้ีมอี ำนาจและหน้าทด่ี ังศาลอาญาศึก

- 82 -

มาตรา 44 ให้นำบทบญั ญตั ิว่าด้วยศาลทหารในเวลาไมป่ กติมาใช้บังคบั ในศาลอาญาศึกโดยอนโุ ลม
ภาค 5

วิธีพจิ ารณาความอาญาทหาร
ลักษณะ 1 บททัว่ ไป

มาตรา 45 วธิ พี จิ ารณาความอาญาทหาร ใหน้ ำกฎหมาย กฎและขอ้ บังคบั ซ่ึงออกตามกฎหมายฝ่าย ทหารมา
ใช้บงั คบั ถา้ ไม่มีกฎหมาย กฎและข้อบังคับฝ่ายทหารก็ใหน้ ำประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณาความอาญามาใช้ บังคับโดย
อนุโลม ถ้าวธิ พี จิ ารณาข้อใดซ่ึงประมวลกฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญามิไดบ้ ัญญตั ิไว้โดยเฉพาะให้นำ บทบัญญตั แิ ห่ง
ประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความแพ่งมาใช้บังคับเทา่ ทจ่ี ะใชไ้ ด้

ลักษณะ 2 การควบคมุ
มาตรา 46 การควบคุมผตู้ ้องหาซ่ึงเปน็ บุคคลท่อี ยู่ในอำนาจศาลทหาร ตามความในมาตรา 16 น้ัน ไมว่ า่ จะ
เปน็ ผู้ต้องหาในคดีอาญาท่ีอยู่ในอำนาจศาลทหารหรอื ไมก่ ต็ าม ใหผ้ บู้ งั คับบัญชาทหารมีอำนาจสงั่ ควบคุมได้ โดย
อนุโลมตามอำนาจลงทัณฑข์ ังในกฎหมายว่าดว้ ยวินยั ทหาร แตก่ ารสง่ั ควบคุมตามอำนาจดังกล่าวของผู้ลงทณั ฑข์ งั ทกุ
ชั้น รวมกันตอ้ งไม่เกนิ เกา้ สบิ วัน
ในกรณีที่กฎหมายวา่ ดว้ ยวนิ ัยทหารมิไดร้ ะบุผู้มีอำนาจลงทัณฑข์ ังหรือผูร้ ับทัณฑข์ ังไวห้ รือใหอ้ ำนาจลง ทัณฑ์
ขงั ไว้อย่างสูงไม่ถงึ เกา้ สิบวนั ให้นายทหารซึ่งมีตำแหนง่ ต้งั แตช่ ้นั ผู้บญั ชาการกองพลข้นึ ไปเป็นผู้มีอำนาจสัง่ ควบคุม
หลายครัง้ ติดๆ กนั ได้ แต่ครั้งหน่งึ ต้องไมเ่ กนิ สบิ สองวัน และรวมกนั ท้ังหมดต้องไม่เกนิ เก้าสบิ วัน ถา้ ไม่มีนายทหารซึ่ง มี
ตำแหนง่ ต้งั แตผ่ ู้บัญชาการกองพลขึน้ ไป หรือผ้ตู ้องหาอยตู่ ่างท้องถน่ิ กับผ้บู งั คบั บัญชาก็ให้ผบู้ งั คบั บญั ชาทหารสงู สดุ ณ
ท่นี ัน้ เปน็ ผ้มู อี ำนาจสงั่ ควบคุม
ในกรณีทผี่ ตู้ ้องหาเปน็ บุคคลที่อยู่ในอำนาจศาลทหารในขณะกระทำความผดิ และเปน็ ผ้ตู ้องหาใน คดีอาญาที่
อยู่ในอำนาจศาลทหาร แต่ขณะทตี่ กเปน็ ผูต้ ้องหาผูน้ ้นั มิได้รบั ราชการในสังกดั กระทรวงกลาโหม หรอื เป็นผู้ที่ ถูกปลด
จากกองประจำการแลว้ หรือเปน็ บุคคลท่ีอยู่ในอำนาจศาลทหารตามมาตรา 16 (5) แต่เจ้าหน้าทฝ่ี ่ายทหารยงั มิได้จดั
เขา้ รับราชการในกองประจำการในสงั กัดหนว่ ยทหารใด ให้นายทหารซ่งึ มตี ำแหนง่ ต้ังแต่ผบู้ งั คบั การจังหวัด ทหารบก
ข้นึ ไปในทอ้ งที่ท่ีการกระทำความผิดเกิดขึน้ หรือในทอ้ งทีท่ ่จี ับตวั ผู้ต้องหาได้ เป็นผ้มู ีอำนาจสัง่ ควบคุมหลายคร้ัง ติด ๆ
กันได้ แต่คร้ังหน่งึ ต้องไม่เกินสิบสองวันและรวมกนั ทง้ั หมดตอ้ งไมเ่ กินเกา้ สิบวนั
การควบคมุ ผูต้ ้องหาน้ีใหถ้ อื ว่าเปน็ การควบคุมตามประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญา

ลกั ษณะ 3
การสอบสวน
มาตรา 47 นายทหารพระธรรมนูญหรืออยั การทหาร มีอำนาจทำการสอบสวนคดอี าญาท้ังปวงซง่ึ อย่ใู น
อำนาจศาลทหาร แต่ถ้ามีเหตุอนั สมควรผู้บงั คบั บัญชาจะส่งั ให้นายทหารชน้ั สัญญาบัตรทำการสอบสวนก็ได้ ทัง้ นี้ ไม่
ตดั อำนาจของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา
การสอบสวนดงั กล่าวในวรรคกอ่ นให้ถือวา่ เป็นการสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความ อาญา
ด้วย

- 83 -

เพ่อื ประโยชนแ์ กก่ ารสอบสวนให้ผูม้ ีหนา้ ท่ที ำการสอบสวนมีอำนาจออกหมายเรยี กให้บุคคลใดมาให้ ถ้อยคำ
หรือสง่ สง่ิ ใดทีจ่ ะใช้เป็นพยานหลักฐานได้

มาตรา 48 อยั การทหารมีอำนาจทำการสอบสวนเพ่มิ เติมหรือจะสั่งใหผ้ ู้มีหนา้ ทสี่ อบสวนทำการ สอบสวน
เพมิ่ เติมก็ได้

ลกั ษณะ 4
การฟอ้ งคดอี าญาและคดีแพ่งที่เกี่ยวเนือ่ งกับคดีอาญา
มาตรา 49 ศาลทหารในเวลาปกตใิ หอ้ ัยการทหารหรือผ้เู สยี หายซึง่ เป็นบุคคลทอี่ ยู่ในอำนาจศาลทหารมี
อำนาจเปน็ โจทก์ฟ้องคดีอาญา แตถ่ ้าผูเ้ สยี หายมิไดเ้ ป็นบุคคลทีอ่ ยใู่ นอำนาจศาลทหารแล้ว ต้องมอบคดีให้อัยการทหาร
เปน็ โจทก์
ศาลทหารในเวลาไม่ปกตหิ รือศาลอาญาศึก หรือศาลที่พิจารณาพิพากษาคดีแทนศาลอาญาศึกตาม ความใน
มาตรา 40 และมาตรา 43 ให้อยั การทหารเท่าน้นั มีอำนาจเป็นโจทก์ ผเู้ สยี หายจะเป็นบุคคลทอี่ ยู่ในอำนาจศาล ทหาร
หรือไม่ก็ตามต้องมอบคดใี ห้อัยการทหารเป็นโจทก์
มาตรา 50 เมื่ออัยการทหารเหน็ วา่ เปน็ คดที ไี่ มอ่ ยู่ในอำนาจศาลทหาร ใหส้ ง่ สำนวนการสอบสวนให้ พนกั งาน
อยั การเพอื่ พิจารณาดำเนนิ คดีนนั้ ตามประมวลกฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา ในกรณีเช่นนี้พนกั งานอยั การ จะสง่
สำนวนการสอบสวนกลบั คนื ไปยงั อัยการทหารเพ่ือให้ดำเนินคดนี ั้นมิได้
มาตรา 51 เมื่ออยั การทหารร้องขอศาลทหารมอี ำนาจพิพากษาใหจ้ ำเลยคืนทรัพย์ ใช้ราคาทรัพย์ หรือ ใช้ค่า
สินไหมทดแทนความเสียหายให้แกร่ ฐั บาลได้ในกรณีท่จี ำเลยกระทำผิด
มาตรา 52 ถา้ โจทก์ร้องขอให้ยดึ ทรัพยจ์ ำเลย ให้ผูม้ ีอำนาจแต่งตัง้ ตุลาการส่งคดนี ัน้ ไปยงั ศาลพลเรือน ใน
ท้องถนิ่ ทีท่ รัพย์นั้นตงั้ อยู่ และให้ศาลพลเรือนสัง่ จดั การยึดทรัพยใ์ นคดีนน้ั ต่อไปตามกฎหมายโดยไม่ตอ้ งฟ้องอกี
สำนวนหนงึ่ สว่ นหน้าทอ่ี ยั การทหารใหม้ อบใหพ้ นักงานอัยการจดั การว่าความในศาลพลเรือนช้ันยดึ ทรพั ย์ต่อไปจนกว่า
จะถึงท่ีสดุ
มาตรา 53 ผ้เู สียหายจะร้องขอให้จำเลยคืนทรัพย์ ใชร้ าคาทรพั ย์ หรือใช้ค่าสนิ ไหมทดแทนความ เสยี หายใน
ศาลทหารไม่ได้
มาตรา 54 ในการพิพากษาคดีแพ่ง ศาลพลเรือนจำตอ้ งถอื ข้อเท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพพิ ากษา คดอี าญา
ของศาลทหาร

ลกั ษณะ 5
การพจิ ารณา
มาตรา 55 ศาลทหารในเวลาปกติ ใหผ้ เู้ สยี หายซ่ึงมีอำนาจเปน็ โจทกฟ์ ้องคดีอาญาไดต้ ามมาตรา 49 วรรค
หนึ่ง
ศาลทหารในเวลาปกติและศาลทหารในเวลาไมป่ กติ ให้จำเลยแตง่ ทนายได้
ทนายต้องเปน็ ทนายความตามกฎหมายว่าด้วยทนายความหรอื ทนายความที่กระทรวงกลาโหมกำหนด เม่ือ
ทนายไดร้ บั อนญุ าตจากศาลแล้ว ให้วา่ ต่างหรือแกต้ า่ งได้
ศาลอาญาศกึ หรือศาลท่ีพิจารณาพิพากษาคดีแทนศาลอาญาศกึ ตามมาตรา 40 และมาตรา 43 ห้ามแต่ง

- 84 -

ทนาย
มาตรา 56 ภายใตบ้ งั คบั มาตรา 55
(1) ในคดีทีม่ ีอตั ราโทษจำคุกอย่างสูงตั้งแตส่ บิ ปขี ้นึ ไป ก่อนเริ่มพิจารณาใหศ้ าลถามจำเลยวา่ มที นาย หรือไม่

ถา้ ไม่มีและจำเลยต้องการก็ให้ศาลต้ังทนายให้
(2) ในคดที ี่มีอตั ราโทษจำคกุ อยา่ งสูงเกินหา้ ปแี ต่ไม่ถึงสบิ ปี ถ้าจำเลยแถลงต่อศาลกอ่ นเร่ิมพิจารณาว่า จำเลย

ยากจนและต้องการทนาย ก็ให้ศาลตัง้ ทนายให้ ในการน้ศี าลอาจไตส่ วนเพ่ือให้ไดค้ วามว่าจำเลยเป็นคนยากจน จริง
ให้ศาลจา่ ยเงนิ รางวลั แก่ทนายทศ่ี าลต้ังตาม (1) และ (2) ตามท่กี ระทรวงกลาโหมกำหนด
มาตรา 57 เม่ือมเี หตุผลท่ีอาจเปน็ การขัดขวางหรอื ไม่สะดวก หรือไมอ่ าจดำเนินคดีในศาลทหาร ท้องถ่ินได้

ถา้ โจทก์หรอื จำเลยยน่ื เร่ืองราวตอ่ ศาลทหารสงู สุดขอให้โอนคดีไปยงั ศาลทหารแหง่ อืน่ และศาลทหารสูงสุด อนญุ าต
ตามคำขอน้นั ก็ใหส้ ง่ั โอนคดีไปยงั ศาลดงั ท่ีศาลทหารสงู สุดระบุไว้
คำสัง่ ของศาลทหารสงู สดุ น้ใี ห้เปน็ อันถงึ ที่สุด

มาตรา 58 ศาลทหารมีอำนาจส่งประเด็นให้ศาลทหารแห่งอื่นหรือศาลพลเรอื นสบื พยาน ใหศ้ าลทร่ี บั
ประเด็นมีอำนาจและหน้าทีด่ ังศาลเดมิ และให้มีอำนาจสง่ ประเด็นไปยังศาลอน่ื อีกตอ่ หน่งึ ได้
การสง่ ประเดน็ ไปยงั ศาลพลเรือนตามความในวรรคแรก ถ้าอัยการทหารไม่ไปดำเนินคดีเอง กใ็ ห้ พนกั งานอัยการ
ดำเนนิ คดแี ทนอัยการทหาร

มาตรา 59 การพจิ ารณาและสบื พยานในศาลทหาร ถ้าจำเลยให้การรบั สารภาพหรอื ไมต่ ิดใจฟัง จะไม่ ทำตอ่
หนา้ จำเลยนัน้ กไ็ ด้

มาตรา 60 ในการพิจารณาของศาลทหาร ถา้ ปรากฏว่าข้อเทจ็ จริงในทางพิจารณาต่างกบั ข้อเทจ็ จรงิ ดังที่
กล่าวในฟ้องเพยี งรายละเอยี ด เช่นเกีย่ วกบั เวลาหรอื สถานท่ีกระทำความผิด หรอื ต่างกันระหวา่ งการกระทำผดิ ฐาน
ลกั ทรัพย์ กรรโชก ฉ้อโกง ยักยอก รับของโจร หรอื ตา่ งกันระหว่างการกระทำผดิ ฐานโดยเจตนากับประมาท มิใหถ้ ือว่า
ตา่ งกันในขอ้ สาระสำคัญอนั จะเปน็ เหตุใหศ้ าลยกฟอ้ ง เว้นแตจ่ ะปรากฏแก่ศาลว่าการทฟ่ี ้องผิดไปเปน็ เหตุใหจ้ ำเลยหลง
ขอ้ ต่อสู้

ลกั ษณะ 6
การอุทธรณ์และฎกี า
มาตรา 61 ภายใตบ้ ังคับมาตรา 62 และมาตรา 63 คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารในเวลาปกติ โจทก์
หรอื จำเลยอทุ ธรณห์ รือฎีกาไดภ้ ายในสบิ หา้ วัน ผูม้ ีอำนาจแต่งต้งั ตุลาการตามมาตรา 30 หรอื ผมู้ ีอำนาจสั่งลงโทษ
อุทธรณห์ รอื ฎีกาไดภ้ ายในสามสิบวนั ท้ังนน้ี บั แต่วันอา่ นหรือถือว่าได้อ่านคำพิพากษาหรือคำสง่ั ให้จำเลยฟงั
คำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลทหารในเวลาไมป่ กติ และศาลอาญาศึกหรอื ศาลท่ีพิจารณาพิพากษาคดี แทน
ศาลอาญาศกึ ตามมาตรา 40 และมาตรา 43 หา้ มอุทธรณห์ รือฎีกา
มาตรา 62 ในคดีทศ่ี าลทหารกลางพิพากษายนื ตามศาลทหารชนั้ ตน้ ให้ยกฟ้องโจทก์โดยอาศัย ข้อเท็จจรงิ
หรอื พิพากษายนื ใหล้ งโทษ หรือแก้ไขเล็กน้อย และจำคุกจำเลยไมเ่ กินห้าปี หรอื ปรบั หรือทั้งจำท้งั ปรับแต่ โทษจำคุกไม่
เกินห้าปี หรอื ศาลทหารช้นั ต้นพพิ ากษาให้ลงโทษจำคุกจำเลยไม่เกินหน่งึ ปี หรือปรบั ไม่เกนิ หนงึ่ พันบาท หรอื ทั้งจำทัง้
ปรบั แม้ศาลทหารกลางพิพากษาแก้ไขมากก็ตาม ถ้าศาลทหารกลางยงั คงลงโทษจำเลยไมเ่ กินกำหนดท่ีว่ามา น้ี ห้ามมิ

- 85 -

ใหฎ้ ีกาในปญั หาข้อเท็จจริง และในกรณีเช่นนี้มิให้นำบทบัญญัตมิ าตรา 221 แห่งประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณา ความ
อาญามาใช้บงั คบั

มาตรา 63 ห้ามมิให้อุทธรณห์ รอื ฎีกาในปัญหาข้อกฎหมายที่มไิ ดย้ กข้นึ มาว่ากันตั้งแตศ่ าลทหารชน้ั ต้น เว้นแต่
จะเปน็ ข้อกฎหมายท่ีเกี่ยวกบั ความสงบเรยี บรอ้ ยหรือเกีย่ วกับการไมป่ ฏิบัติตามบทบญั ญัตอิ ันว่าด้วยการอทุ ธรณ์ และ
ฎีกา

ลักษณะ 7
การบังคับตามคำพิพากษา
มาตรา 64 ภายใต้บังคบั มาตรา 246 ถึงมาตรา 248 แห่งประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา และ
มาตรา 22 แห่งพระราชบญั ญัติเรอื นจำทหารพทุ ธศักราช 2479 ซ่งึ แกไ้ ขเพ่ิมเติมโดยพระราชบัญญัติเรือนจำทหาร
(ฉบบั ท่ี 2) พ.ศ. 2500 คำพิพากษาของศาลทหารเวน้ แต่ศาลอาญาศึกหรอื ศาลท่ีพิจารณาพิพากษาคดีแทนศาลอาญา
ศึก ตามมาตรา 40 เม่ือคดีถงึ ทสี่ ดุ แล้ว ให้ผู้มอี ำนาจส่ังลงโทษจัดการใหเ้ ป็นไปตามคำพิพากษา ถ้าเป็นคำพิพากษาของ
ศาล ทหารซง่ึ นง่ั พิจารณา ณ ศาลพลเรือนและมีผู้พิพากษาศาลพลเรอื นเป็นตลุ าการตามมาตรา 37 ใหบ้ งั คับคดีไป
ตาม มาตรา 245 วรรคหนงึ่ แห่งประมวลกฎหมายวธิ พี ิจารณาความอาญา
ส่วนคำพิพากษาของศาลอาญาศึก หรือศาลที่พจิ ารณาพิพากษาคดแี ทนศาลอาญาศึกตามมาตรา 40 ให้ ผู้มี
อำนาจส่ังลงโทษจดั การให้เป็นไปตามคำพิพากษาได้ทเี่ ดยี ว เว้นแตผ่ ตู้ ้องคำพิพากษาใหป้ ระหารชวี ติ เป็นหญิงและมี
ครรภอ์ ยู่ ให้รอไวจ้ นคลอดบตุ รเสียกอ่ นแล้วจึงให้ประหารชีวติ
ในคดที ี่อทุ ธรณ์ได้ตามพระราชบัญญตั ิน้ี ศาลทหารช้ันต้นมีหน้าท่ีต้องสง่ สำนวนคดีท่พี ิพากษาให้ ลงโทษ
ประหารชีวติ หรอื จำคุกตลอดชวี ิตไปยังศาลทหารกลางในเม่ือไม่มกี ารอทุ ธรณ์คำพิพากษาน้นั และคำพิพากษา เช่นว่า
นี้ยังไม่ถึงที่สุด เว้นแตศ่ าลทหารกลางจะไดพ้ ิพากษายนื
มาตรา 65 ผู้มีอำนาจส่งั ลงโทษ คอื
(1) นายทหารผ้บู งั คับบัญชาจำเลยซงึ่ มีตำแหนง่ ตงั้ แตช่ น้ั ผู้บัญชาการกองพลข้นึ ไป หรือมีตำแหน่ง ต้งั แตช่ ้ันผู้
บังคับกองพนั ข้ึนไปที่อยตู่ ่างท้องถ่นิ กบั ผบู้ งั คับบัญชาตำแหน่งชั้นผ้บู ัญชาการกองพลขน้ึ ไป เปน็ ผูม้ ีอำนาจสง่ั ลงโทษ
ตามคำพิพากษาของศาลจังหวัดทหาร ศาลมณฑลทหาร หรือศาลทหารกรุงเทพ
(2) ผมู้ ีอำนาจแต่งตั้งตลุ าการศาลทหารชน้ั ต้นเป็นผู้มีอำนาจสงั่ ลงโทษในกรณีทีจ่ ำเลยอยู่ตา่ งทอ้ งถ่นิ กับ
ผู้บงั คบั บัญชาหรือไม่อยูใ่ ตบ้ งั คบั บญั ชาของทหาร
(3) ผมู้ อี ำนาจแตง่ ต้ังตลุ าการศาลประจำหน่วยทหารหรือศาลอาญาศึกเป็นผมู้ ีอำนาจส่ังลงโทษตามคำ
พพิ ากษาของศาลนั้น ๆ

บทเฉพาะกาล
มาตรา 66 บรรดาคดีท่ศี าลฎีกาไดร้ ับไว้พจิ ารณาพิพากษากอ่ นวันใช้พระราชบัญญัตินี้ ให้บังคับตาม กฎหมาย
ซง่ึ ใช้อยู่ก่อนวนั ใชพ้ ระราชบัญญตั ินี้จนกว่าคดนี นั้ ๆ จะถึงทสี่ ดุ

ผ้รู บั สนองพระบรมราชโองการ
จอมพล ป. พิบูลสงคราม
นายกรัฐมนตรี

- 86 -

3. ประมวลกฎหมายอาญาทหาร

ประมวลกฎหมายอาญาทหาร
ศุภมสั ดุ พระพุทธศาสนกาล เป็นอดตี ภาคล่วงแล้ว 2454 พรรษา ปตั ยุบนั กาล จันทรคตินยิ ม ศุกรสงั วัจฉร
มาฆมาศ กณั หะปักษ์ ฉดิถชี วี ะวาร สรุ ยิ คตกิ าล รัตนโกสินทรศก 130 กุมภาพนั ธ์มาส อัฐมาศาหคุณพเิ ศษ บรเิ ฉทกาล
กำหนด
พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชริ าวุธ เอกอรรคมหาบุรุษบรมนราธริ าชพนิ ิต ประชานารถมหาสมมตวงษ์
อตศิ ัยพงษวมิ ลรตั น์ วรขตั ติยราชนิกโรดม จาตุรันตบรมมหา จกั รพรรดริ าชสงั กาศ อภุ โตสุชาตสัง สุทธเคราะหณี จักรี
บรมนารถ จฬุ าลงกรณราชวรางกูร บรม มกุฎนเรนทร์สรู สนั ตตวิ งษวสิ ฐิ สสุ าธติ บรุ พาธิการ อดุลยกฤษฎาภินิหาร
อติเรกบุญฤทธ์ิ ธญั ลกั ษณวิจิตรโสภาคยสรรพางค์ มหาชโนตตะมางคประนตบาทบงกชยุคล ประสิทธสิ รรพศุภผล
อดุ มบรมสุขุมาลย์ ทิพยเทพาวตารไพศาลเกียรติคุณอดลุ ยพเิ ศษ สรรพเทเวศรานุรักษ์ บุริมศกั ด์ิ สมญาเทพทวาราวดี
ศรมี หาบุรษุ สุตสมบัติ เสนางคนิกรรัตนอัศวโกศล ประพนธปรีชามทั วสมา จาร บริบรู ณคุณสารสยามาทนครวรตุ
เมกราชดิลก มหาปรวิ ารนายกอนันต มหนั ตวรฤทธเิ ดช สรรพวเิ ศษศิรนิ ธร บรมชนกาดศิ รสมมต ประสิทธวิ รยศม
โหดมบรมราชสมบตั ิ นพปฎลเสวตฉตั ราดฉิ ัตร ศิรริ ตั โนปลักษณมหาบรมราชาภเิ ศกาภสิ ติ สรรพทศทิศวิชิตไชย สก
ลมไหสวรยิ มหา สวามนิ ทร์ มเหศวรมหนิ ทรมหารามาธริ าชวโรดม บรมนารถชาติอาชาวไศรย พทุ ธาทิไตร รัตนสรณา
รักษ์ อดลุ ยศักด์ิอรรคนเรศรามาธิบดี เมตตากรุณาสีตลหฤไทย อโนบไมยบุญการ สกลษฎกี า ไพศาลมหารษั ฎาธิ
เบนทร์ ปรเมนทรธรรมิกมหาราชาธิราช บรมนารถบพิตรพระมงกุฎเกล้าเจา้ อยหู่ วั
ทรงพระราชดำรวิ ่า พระธรรมนูญศาลทหารบกและพระธรรมนญู ศาลทหารเรือ ซง่ึ โปรดเกล้าฯ ใหต้ ราเป็น
พระราชบญั ญตั ิขึน้ ไว้เมอื่ รัตนโกสนิ ทรศก 126 และ 127 น้ัน เป็นแตพ่ ระราชกำหนดสำหรับจัดการและกำหนดหน้าท่ี
และอำนาจศาลทหารบกและศาลทหารเรอื และประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งโปรดเกล้าฯ ให้ตราเป็นพระราชบัญญัตขิ ้นึ
ไว้เมอื่ รตั นโกสนิ ทรศก 127 น้ัน ก็บญั ญตั ิแต่เฉพาะลกั ษณะโทษแหง่ ความผิดลว่ งละเมดิ ต่อพระราชกำหนดกฎหมาย
สามัญ
บดั นี้สมควรจะมีพระราชบญั ญตั ิ กำหนดลักษณะโทษแหง่ ความผิดตา่ ง ๆ อนั เป็น ฐานลว่ งละเมิดต่อกฎหมาย
และหน้าทีฝ่ า่ ยทหารขนึ้ ไวเ้ ป็นหลกั ฐาน แตท่ รงพระราชปรารภว่า การกระทำผิดต่อกฎหมายและหน้าที่ฝ่ายทหารนั้น
แม้เป็นการซึ่งเกิดจากความประพฤติของบคุ คลทเี่ ปน็ ทหารเสยี เปน็ พน้ื ก็จรงิ แต่มบี างอย่างทอี่ าจเกดิ ขน้ึ จากความ
ประพฤติของบคุ คลสามญั ก็ได้ ในพระราชบญั ญัตเิ ชน่ นี้ควรมีบทกฎหมายบางอย่าง ให้ใช้ไดต้ ลอดทง้ั บคุ คลที่เป็นทหาร
และ บคุ คลสามัญและใช่แตเ่ ทา่ น้ัน บุคคลซึง่ เป็นทหารยอ่ มต้งั อยู่ในใต้บังคบั วนิ ัยทหาร
เมอื่ กระทำผิดข้ึนต่อพระราชกำหนดกฎหมายอย่างคนสามัญ ความผิดนั้นยอ่ มมี ลักษณะการละเวน้ ความ
ควรประพฤตใิ นฝ่ายทหารเจือไปดว้ ย สมควรมโี ทษหนักย่ิงกว่าผกู้ ระทำ ผิดเชน่ เดียวกันซงึ่ เปน็ คนสามญั
เพราะฉะนน้ั จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราไวเ้ ปน็ พระราชบญั ญัตสิ บื ไป ดังน้ี

- 87 -

ประมวลกฎหมายอาญาทหาร
ภาค 1

วา่ ดว้ ยขอ้ บังคบั ตา่ งๆ
มาตรา 1 ใหเ้ รียกพระราชบญั ญัตนิ ีว้ ่า “ประมวลกฎหมายอาญาทหาร”
มาตรา 2 ให้ใช้พระราชบัญญัตนิ ้ีเป็นกฎหมาย ตัง้ แต่วันที่ 1 เมษายน รัตนโกสินทรศก 131 เปน็ ตน้ ไป
มาตรา 3 ต้งั แตว่ ันที่ใช้กฎหมายนสี้ บื ไป ใหย้ กเลกิ
1) กฎหมายลกั ษณะขบถศกึ
2) ขอ้ ความในพระราชกำหนดกฎหมาย และกฎข้อบังคับอ่ืน ๆ ซึ่งเก่ยี วกับ บรรดาความผดิ ทกี่ ฎหมายน้ี
บญั ญัตวิ ่าตอ้ งมีโทษ
มาตรา 4 “ทหาร” หมายความว่า บคุ คลท่ีอยู่ในอำนาจกฎหมายฝา่ ยทหาร
คำว่า “เจ้าพนักงาน” ทใี่ ช้ในประมวลกฎหมายลักษณะอาญานน้ั ทา่ นหมายความ ตลอดถึงบรรดานายทหาร
บกนายทหารเรือ ชัน้ สัญญาบัตรและชน้ั ประทวนท่ีอยู่ในกองประจำการ น้ันด้วย
คำวา่ “ราชศัตร”ู นน้ั ทา่ นหมายความตลอดถึงบรรดาคนมีอาวุธทแ่ี สดงความ ขดั แย้งต่ออำนาจผใู้ หญ่ หรอื ท่ี
เป็นกบฏหรอื เป็นโจรสลัดหรือทีก่ ่อการจลาจล
คำวา่ “ต่อหนา้ ราชศัตรู” นน้ั ทา่ นหมายความตลอดถงึ ท่ีอยู่ในเขตซึ่งกองทพั ได้กระทำสงครามนน้ั ด้วย
คำวา่ “คำสั่ง” น้นั ท่านหมายความว่า บรรดาข้อความท่ผี ซู้ ่ึงบังคับบัญชาทหารผู้ ถืออำนาจอันสมควร เป็นผู้
สง่ั ไปโดยสมควรแก่กาลสมยั และชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย คำสง่ั เชน่ นท้ี า่ นวา่ เมื่อผ้รู ับคำสั่งน้นั ได้กระทำตาม
แล้ว ก็เป็นอันหมดเขตของการที่ส่ังนัน้ ”
คำว่า “ขอ้ บังคับ” นั้น ทา่ นหมายความวา่ บรรดาข้อบงั คับและกฎต่าง ๆ ที่ให้ใช้ อย่เู สมอ ซ่งึ ผู้ซงึ่ บังคบั บัญชา
ทหารผถู้ ืออำนาจอนั สมควรได้ออกไวโ้ ดยสมควรแก่กาลสมัยและชอบด้วยพระราชกำหนดกฎหมาย
มาตรา 5 ทหารคนใดกระทำความผิดอย่างใด ๆ นอกจากที่บัญญัตไิ ว้ในประมวลกฎหมายอาญาทหารน้ี ท่าน
วา่ มนั ควรรับอาญาตามลักษณะพระราชกำหนดกฎหมาย ถ้ากฎหมายนม้ี ิได้บญั ญัติไว้ใหเ้ ปน็ อย่างอืน่
มาตรา 5 ทวิ บคุ คลที่อยใู่ นอำนาจศาลทหารตามกฎหมายว่าดว้ ยธรรมนญู ศาลทหาร ผใู้ ดกระทำความผิดตาม
ประมวลกฎหมายนีห้ รือกฎหมายอ่ืนนอกราชอาณาจักร จะต้องรบั โทษในราชอาณาจักร
ในกรณีที่มิใช่ความผิดเก่ียวกับความม่ันคงแหง่ ราชอาณาจักรตามท่บี ัญญตั ิไว้ใน มาตรา 107 ถึงมาตรา 129
แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา ถ้าได้มคี ำพิพากษาของศาลในตา่ งประเทศอันถงึ ที่สุดใหป้ ลอ่ ยตัวผ้นู น้ั หรือศาลใน
ตา่ งประเทศพิพากษาใหล้ งโทษและผู้นนั้ ได้ พน้ โทษแล้ว ห้ามมิให้ลงโทษผู้น้นั ในราชอาณาจักรเพราะการกระทำน้นั อีก
แตถ่ ้าผู้น้ันยงั ไมพ่ น้ โทษ ศาลจะลงโทษน้อยกวา่ ที่กฎหมายกำหนดไว้ หรอื จะไม่ลงโทษเลยกไ็ ด้
มาตรา 6 ผู้ใดต้องคำพิพากษาศาลทหารให้ลงอาชญาประหารชีวติ ทา่ นใหเ้ อาไปยิงเสียให้ตาย
มาตรา 7 ผมู้ อี ำนาจบังคบั บญั ชาตามกฎหมายวา่ ดว้ ยวินัยทหาร มีอำนาจลงทัณฑแ์ ก่ทหารผกู้ ระทำความผิด
ต่อวินยั ทหารตามกฎหมายวา่ ด้วยวินัยทหาร ไมว่ ่าเปน็ การกระทำความผิดในหรือนอกราชอาณาจักร

- 88 -

มาตรา 8 การกระทำความผิดอยา่ งใด ๆ ท่ีบญั ญัติไว้ในมาตรา 21 มาตรา 23 มาตรา 24 มาตรา 27 มาตรา
28 มาตรา 29 มาตรา 30 มาตรา 31 มาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 35 มาตรา 36 มาตรา 37 มาตรา 39
มาตรา 41 มาตรา 42 มาตรา 43 มาตรา 44 มาตรา 46 และมาตรา 47 แห่งประมวลกฎหมายน้ี ถ้าผมู้ ีอำนาจบังคบั
บัญชาตามกฎหมายวา่ ด้วยวนิ ัยทหาร พิจารณาเห็นวา่ เปน็ การเลก็ นอ้ ยไม่สำคัญให้ถือเป็นความผดิ ต่อวนิ ัยทหาร และ
ให้มีอำนาจลงทณั ฑต์ ามมาตรา 7 เว้นแตผ่ ้มู อี ำนาจแตง่ ต้ังตุลาการตามกฎหมายวา่ ด้วยธรรมนญู ศาลทหาร จะส่ังใหส้ ่ง
ตัวผกู้ ระทำความผดิ ไปดำเนนิ คดีในศาลทหาร หรอื จะมีการ ดำเนนิ คดีน้ันในศาลพลเรือนตามกฎหมายว่าดว้ ยธรรมนูญ
ศาลทหาร จงึ ใหเ้ ปน็ ไปตามน้ัน

มาตรา 9 ความทบ่ี ัญญตั ิไวใ้ นมาตรา 8 ให้ใชต้ ลอดถึงความผดิ ลหโุ ทษ และ ความผดิ ทีเ่ ปรยี บเทียบไดต้ าม
กฎหมาย

มาตรา 10 บรรดาบทในพระราชกำหนดกฎหมายที่ท่านกำหนดแต่โทษปรับสถานเดียว ถา้ จำเลยเป็นทหารซ่ึง
ไม่ใช่ช้ันสญั ญาบัตรหรอื ชนั้ ประทวน ทา่ นวา่ ถา้ ศาลวินจิ ฉยั เห็นสมควรจะให้จำเลยรบั โทษจำคกุ แทนคา่ ปรับตาม
ลกั ษณะท่ีบัญญตั ไิ ว้ในมาตรา 18 แหง่ ประมวลกฎหมายลักษณะอาญานน้ั ก็ได้

มาตรา 11 ความผดิ ฐานลหโุ ทษกด็ ี ความผิดอันต้องด้วยโทษจำคกุ ไมเ่ กนิ กว่า เดือนหนึง่ หรือปรบั ไม่เกินกวา่
ร้อยบาท หรอื ทัง้ จำท้ังปรบั เชน่ นนั้ เป็นโทษที่หนกั ก็ดี ถา้ จำเลยเป็นทหาร ท่านให้ศาลวนิ จิ ฉยั ตามเหตุการณ์ ถ้า
เหน็ สมควรจะเปล่ยี นใหเ้ ป็นโทษขังไม่เกนิ กวา่ สามเดือนก็ได้

มาตรา 12 เมื่อศาลทหารพิพากษาเด็ดขาดให้ลงโทษแก่ทหารคนใด ท่านวา่ ให้ผ้ซู ึง่ บังคับบัญชาทหารผมู้ ี
อำนาจสั่งให้ลงโทษตามคำพิพากษาน้ันวินิจฉัยตามเหตกุ ารณ์ ถ้าเหน็ สมควรจะส่งั ให้อ่านคำพิพากษาใหจ้ ำเลยฟงั ต่อ
หนา้ ประชุมทหารหมหู่ นงึ่ หมใู่ ด ตามท่ีเหน็ สมควรกไ็ ด้

ภาคท่ี 2
วา่ ดว้ ยลักษณะความผดิ โดยเฉพาะ
มาตรา 13 เชลยศึกคนใดท่านปล่อยตัวไปโดยมันให้คำสตั ยไ์ ว้วา่ จะไมก่ ระทำการรบพุ่งต่อท่านอีกจน
ตลอดเวลาสงครามคราวนัน้ ถ้าและมนั เสยี สัตยน์ น้ั ไซร้ ท่านจับตวั มาได้ ท่านให้ประหารชีวิตมนั เสยี หรอื จำคกุ มนั ไว้
จนตลอดชีวิต หรือมิฉะนั้นให้จำคุกมันไวต้ ง้ั แตห่ า้ ปีขึ้นไปจนถงึ ยีส่ บิ ปี
มาตรา 14 ผู้ใดเปน็ ราชศัตรู และมนั ปลอมตวั ลว่ งเข้าไปใน ปอ้ ม คา่ ย เรือรบ หรอื สถานที่ใด ๆ อนั เป็นของ
สำหรบั ทหาร หรือมีทหารของสมเด็จพระเจ้าอยูห่ ัวตัง้ อยูไ่ ซร้ ท่านวา่ มันเปน็ ผ้ลู กั ลอบสอดแนม ให้เอาตวั มนั ไป
ประหารชีวติ เสีย หรือมฉิ ะน้ันใหจ้ ำคุกมันไวจ้ นตลอดชวี ิต
มาตรา 15 ผใู้ ดปิดบังซ่อนเร้น หรือช่วยราชศตั รูท่กี ระทำเช่นว่ามาในมาตรา 14 โดยทีม่ นั รู้ชดั ว่าเปน็ ราชศัตรู
กด็ ี มนั ปดิ บงั ซ่อนเร้นหรือช่วยผู้ลกั ลอบสอดแนมโดยท่ีรู้ชดั แลว้ ก็ดี ท่านวา่ โทษมันถงึ ตอ้ งประหารชวี ิต หรือมฉิ ะน้นั ให้
จำคกุ มนั ไว้ตลอดชีวิต
มาตรา 16 ผใู้ ดเปน็ ทหาร และมนั บังอาจเกลี้ยกล่อมคนให้ไปเขา้ เปน็ พวกราชศัตรู ท่านว่าโทษมันถึงต้อง
ประหารชวี ิต หรือมิฉะน้นั ใหจ้ ำคุกมนั ไวต้ ลอดชีวติ
มาตรา 17 ผู้ใดท่านใช้ใหเ้ ปน็ นายทหาร บังคบั กองทหารใหญน่ อ้ ย ปอ้ ม คา่ ย เรือรบ หรือสถานที่อย่างใด ๆ
ของทหารของสมเด็จพระเจา้ อย่หู ัว ถา้ ยังมทิ ันส้ินกำลงั และสามารถ ทมี่ ันจะป้องกันและต่อสู้ข้าศึก มันยอมแพ้ยกกอง

- 89 -

ทหาร ปอ้ มคา่ ย เรือรบ หรือสถานที่นั้นๆ ให้แก่ ศัตรูเสยี ไซร้ ท่านว่าโทษมนั ถึงประหารชีวิต หรอื จำคกุ จนตลอดชีวิต
หรือมิฉะน้ันให้จำคุกมนั ไว้ ตง้ั แต่หา้ ปีข้ึนไปจนถึงยีส่ บิ ปี

มาตรา 18 ผใู้ ดยุยงหรือข่มขนื ใจ หรอื สมคบกันเพื่อยุยงหรือขม่ ขืนใจใหผ้ ู้ บังคบั กองทหารใหญ่นอ้ ย ป้อม
ค่าย เรอื รบ หรือสถานท่ีอย่างใดๆ ของทหารของสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวยอมแพ้แกร่ าชศตั รู ท่านว่าโทษของมนั ถึง
ประหารชีวิต หรอื จำคกุ จนตลอดชวี ติ หรือมิฉะนน้ั ให้จำคุกมนั ไวต้ ้งั แตห่ ้าปีข้นึ ไปจนถึงยี่สบิ ปี

มาตรา 19 ผใู้ ดเป็นนายเรือ ท่านใชใ้ ห้ควบคุมเรือลำหน่ึงลำใดของทหารของสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว ในขณะ
กระทำการรบพุ่ง ถา้ และมนั ถอยออกเสียจากทีร่ บนั้นโดยไม่มีเหตอุ ัน สมควร ทา่ นว่าโทษของมนั ถึงประหารชีวิต หรือ
จำคกุ จนตลอดชวี ิต หรอื มิฉะน้นั ใหจ้ ำคุกมันไว้ ตัง้ แต่ห้าปีขึ้นไปจนถึงย่สี บิ ปี

มาตรา 20 ผใู้ ดเปน็ นายเรือ ท่านใช้ใหค้ วบคุมเรือลำหนึง่ ลำใดของทหารของ สมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัว และมันจง
ใจกระทำหรอื ปล่อยให้เรือน้นั ชำรดุ หรอื อับปาง ท่านวา่ โทษของมนั ถึงจำคุกตงั้ แตห่ ้าปขี น้ึ ไปจนถงึ ยี่สิบปี

มาตรา 21 ผู้ใดเป็นนายเรือ ท่านใช้ให้ควบคุมเรือลำหน่ึงลำใดของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และมัน
กระทำหรอื ปล่อยให้เรือนั้นชำรดุ หรืออับปางด้วยความประมาทของมนั ไซร้ ท่านว่าโทษของมันถึงจำคุกไม่เกินกว่าสาม
ปี

มาตรา 22 ผู้ใดเจตนากระทำหรือปลอ่ ยใหเ้ รือลำหนึง่ ลำใดของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ชำรดุ หรือ
อบั ปาง ทา่ นว่าโทษของมันถึงจำคุกตั้งแตส่ ามปีขึ้นไปจนถึงสบิ หา้ ปี

มาตรา 23 ผู้ใดกระทำหรือปล่อยให้เรอื ลำหนึง่ ลำใด ของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั ชำรุดหรอื อบั ปาง
ดว้ ยความประมาทของมนั ไซร้ ทา่ นวา่ โทษของมันถึงจำคุกไม่เกินกว่าสองปี

มาตรา 24 ถ้าเรือน้ันเป็นเรือสำหรบั ใช้เดนิ ในลำนำ้ ทา่ นว่าควรลดอาญาอยา่ งหนักที่บัญญัตไิ ว้ในมาตรา 20,
21, 22, 23, นน้ั ลงกงึ่ หน่ึงและมิให้ศาลต้องถือตามอาญาอย่างเบาทบ่ี ัญญัติไวน้ ้ันๆ เปน็ ประมาณในการท่จี ะปรบั โทษ
ผกู้ ระทำผิด

มาตรา 25 ผู้ใดเป็นนายเรือ ท่านใชใ้ หค้ วบคมุ เรือเดนิ ทะเลลำหน่งึ ลำใดของทหารของสมเด็จพระเจ้าอยู่หวั
ถา้ มีเหตุรา้ ยเกดิ ข้ึนเชน่ พายเุ ป็นตน้ และมันไม่พากเพียรจนสุดสนิ้ ความสามารถท่ีจะแกไ้ ขใหเ้ รือน้ันพน้ อนั ตราย
เสียกอ่ น มนั ละท้งิ เรือน้ันไปเสียไซร้ ทา่ นวา่ โทษของ มนั ถึงจำคุกไมเ่ กนิ กว่าสามปี

มาตรา 26 ผู้ใดเป็นนายเรือ ท่านใชใ้ หค้ วบคมุ เรือเดินทะเลลำหนึง่ ลำใดของ ทหารของสมเดจ็ พระเจา้ อยหู่ ัว
ถ้ามีเหตรุ ้ายเกิดขน้ึ เชน่ เรือเกยที่ต้นื หรือจวนอบั ปาง มนั รู้วา่ ยังมี คนอยู่ในเรือน้นั และมันจงใจไปเสียจากเรือนนั้ ไซร้
ท่านวา่ โทษของมันถึงจำคุกไม่เกนิ กวา่ หา้ ปี

มาตรา 27 ผู้ใดเป็นทหาร ถ้ามันมิได้มีเหตุอันสมควรที่จะกระทำได้และมัน บังอาจทำลายหรือละทิ้งเคร่ือง
ศาสตราวุธ กระสุนดินปืน เสบียง ม้า หรือเคร่ืองยุทธนาการอย่างใดๆ ก็ดี หรือทำให้ของน้ันๆ วิปลาศบุบสลายไปก็ดี
ท่านว่ามนั มคี วามผิดตอ้ งระหวา่ งโทษตามสมควรแกเ่ หตดุ ังจะว่าตอ่ ไปน้ี คือ

1) ถา้ มนั ได้กระทำความผดิ นั้นต่อหน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญามนั เป็นสามสถาน คอื สถานหนง่ึ ใหป้ ระหาร
ชวี ิต สถานหนึง่ ใหจ้ ำคกุ จนตลอดชีวติ สถานหนึ่งให้จำคุกต้ังแต่ปี หนง่ึ ขึน้ ไปจนถงึ ย่สี ิบปี

2) ถ้ามันมไิ ด้กระทำความผดิ นน้ั ต่อหน้าราชศัตรู แต่ไดก้ ระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซึง่ อยู่ในอำนาจ
กฎอยั การศึก ทา่ นใหล้ งอาญาจำคกุ มันไว้จนตลอดชวี ิต หรอื มฉิ ะน้นั ให้จำคุกมันตงั้ แต่ปีหนึ่งขึน้ ไปจนถงึ ยสี่ ิบปี

- 90 -

3) ถา้ มนั กระทำความผิดน้ัน ในเวลาหรอื ทอี่ ่นื นอกจากทว่ี ่ามาแลว้ ท่านให้ลง อาญาจำคุกมนั ไม่เกนิ กวา่ ย่สี ิบปี
มาตรา 28 ธงซง่ึ ไดม้ ีพระบรมราชานญุ าตใหใ้ ช้ในราชการ เป็นเคร่อื งหมายสำหรบั ประเทศก็ดี รฐั บาลกด็ ี หรอื
สำหรับเรอื รบหลวงหรือกรมกองทหารใดๆ กด็ ี หรอื เป็นเครื่องหมายสำหรบั เกยี รตยิ ศ หรือตำแหน่งหนา้ ทร่ี าชการของ
บุคคลใดๆ กด็ ี เหลา่ นี้ ถ้าในเวลาเจา้ พนกั งานได้ชกั ข้นึ ไวห้ รอื ประดิษฐานไว้ หรอื เชญิ ไปมาแหง่ ใดๆ เพ่ือเปน็
เครื่องหมายดงั ทวี่ ่านน้ั ผูห้ นง่ึ ผู้ใดบังอาจ ลด ล้ม หรอื กระทำแก่ธงน้ันให้อันตราย ชำรดุ หรอื เปอ้ื นเปรอะเสียหายโดย
ไม่ มีเหตุอันควรไซร้ ทา่ นว่ามันมีความผดิ ฐานสบประมาทธง ตอ้ งระวางโทษจำคุกไม่เกนิ กวา่ 1 ปี
อน่งึ ถา้ ธงท่ีมันสบประมาทน้ัน เป็นธงเครอื่ งหมายสำหรับพระเกียรตยิ ศของสมเดจ็ พระเจ้าอย่หู ัวกด็ ี สมเด็จ
พระมเหสกี ็ดี มกฎุ ราชกุมาร หรอื ผูส้ ำเรจ็ ราชการแผ่นดนิ เวลารกั ษาราชการต่างพระองคส์ มเด็จพระเจา้ อยู่หวั หรอื
พระราชโอรสพระราชธดิ าในสมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวไม่วา่ รัชกาลใดๆ ก็ดี ท่านไม่ประสงคจ์ ะให้เอาความในมาตรานี้ไปใช้
ลบลา้ งอาญา ที่ท่านได้บัญญัติไว้สำหรบั ความผิดฐานแสดงความอาฆาตมาดรา้ ยและหม่ินประมาท ดังได้กลา่ วไว้ใน
ประมวลกฎหมายลกั ษณะอาญาสำหรบั พระราชอาณาจักรสยามมาตรา 98 หรือมาตรา 100 น้นั
มาตรา 29 ผู้ใดเป็นทหาร ท่านใช้ให้อยยู่ ามรักษาการก็ดี ท่านมอบหมายใหก้ ระทำการตามบงั คับหรือคำสงั่
อย่างใดๆ กด็ ี ถ้าและมนั ละทิ้งหน้าทนี่ ้ันเสยี หรือมนั ไปเสยี จาก หนา้ ที่โดยมิไดร้ ับอนุญาตก่อน ทา่ นวา่ มนั มคี วามผดิ
ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุดังจะว่าต่อไปน้ี คือ
1) ถ้ามนั ไดก้ ระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศตั รู ท่านใหล้ งอาญามนั เป็นสามสถาน คือ สถานหนึง่ ให้ประหาร
ชีวติ เสีย สถานหนงึ่ ให้จำคกุ จนตลอดชวี ติ สถานหน่งึ ใหจ้ ำคุก ตงั้ แตห่ ้าปีขึ้นไปจนถงึ ยส่ี ิบปี
2) ถ้ามันมิได้กระทำความผดิ นั้นต่อหนา้ ราชศัตรู แต่ได้กระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซง่ึ อยใู่ นอำนาจ
กฎอยั การศึก ทา่ นใหล้ งอาญาจำคกุ มันต้ังแตป่ ีหนึง่ ขึน้ ไปจนถงึ ย่ีสบิ ปี
3) ถา้ มนั ได้กระทำความผดิ น้ันในเวลาหรอื ทีอ่ ่ืนนอกจากที่ว่ามาแล้ว ท่านใหล้ ง อาญาจำคุกมันไม่เกินกวา่ สิบ
ปี
มาตรา 30 ผใู้ ดเปน็ ทหาร และมันขัดขนื หรือละเลยมกระทำตามคำสัง่ อยา่ งใดๆ ท่านว่ามันมีความผดิ ตอ้ ง
ระวางโทษตามสมควรแกเ่ หตุดังจะว่าตอ่ ไปน้ี คือ
1) ถา้ มนั ได้กระทำความผดิ น้ันตอ่ หนา้ ราชศตั รู ทา่ นใหล้ งอาญามันเปน็ สามสถาน คอื สถานหนง่ึ ให้ประหาร
ชวี ติ เสยี สถานหนึ่งให้จำคุกจนตลอดชวี ติ สถานหนง่ึ ใหจ้ ำคุกตั้งแต่สามปีข้นึ ไปจนถงึ ย่ีสบิ ปี
2) ถ้ามันมิได้กระทำความผดิ นั้นตอ่ หน้าราชศัตรูแต่ได้กระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซงึ่ อยูใ่ นอำนาจ
กฎอัยการศกึ ทา่ นใหล้ งอาญาจำคุกมนั ต้ังแต่ปีหนึง่ ขน้ึ ไปจนถึงยส่ี ิบปี
3) ถ้ามนั ไดก้ ระทำความผิดนั้นในเวลาหรอื ทอ่ี ่นื นอกจากที่ว่ามาแล้วท่านให้ลง อาญาจำคกุ มนั ไม่เกินกว่าหา้ ปี
มาตรา 31 ผ้ใู ดเป็นทหารและมนั ขดั ขนื มกระทำตามคำส่งั อยา่ งใดๆ โดยมนั แสดงความขัดขึ้นด้วยกริ ิยา หรือ
วาจาองอาจต่อหนา้ หมู่ทหารถืออาวธุ ด้วยไซร้ ท่านวา่ มันมี ความผิด ตอ้ งระวางโทษตามสมควรแกเ่ หตดุ งั จะวา่ ตอ่ ไปนี้
คือ
1) ถ้ามันไดก้ ระทำความผดิ นั้นต่อหน้าราชศตั รู ท่านให้ลงอาญามนั เป็นสาม สถาน คอื สถานหนง่ึ ใหป้ ระหาร
ชีวิต สถานหน่ึงใหจ้ ำคกุ จนตลอดชวี ติ สถานหนึ่งใหจ้ ำคุกตงั้ แต่หา้ ปขี น้ึ ไปจนถงึ ยสี่ บิ ปี

- 91 -

2) ถ้ามนั มิได้กระทำความผดิ นนั้ ต่อหน้าราชศตั รู แต่ไดก้ ระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซงึ่ อย่ใู นอำนาจ
กฎอัยการศึก ท่านให้ลงอาญาจำคุกมนั ตั้งแตส่ ามปีข้ึนไปจนถึงยส่ี ิบปี

3) ถ้ามนั ได้กระทำความผดิ นั้นในเวลาหรอื ท่อี ื่นนอกจากที่ว่ามาแล้วทา่ นให้ลง อาญาจำคกุ มันไม่เกินกวา่ สิบปี

มาตรา 32 ผู้ใดเป็นทหาร และมันขดั ขืนหรือละเลยมกระทำตามข้อบังคับอยา่ งใดๆ ท่านว่ามันมคี วามผดิ ต้อง
ระวางโทษตามสมควรแกเ่ หตุดังจะวา่ ตอ่ ไปน้ี คือ

1) ถ้ามันไดก้ ระทำความผิดน้ันตอ่ หน้าราชศัตรู ท่านใหล้ งอาญาจำคุกมนั ต้ังแต่ ปีหนงึ่ ขนึ้ ไปจนถึงสิบปี
2) ถา้ มนั มิได้กระทำความผิดน้ันต่อหน้าราชศัตรู แต่ได้กระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซ่งึ อยู่ในอำนาจ
กฎอัยการศึกไซร้ ท่านให้ลงอาญาจำคุกมนั ต้ังแต่สามเดือนขึน้ ไปจนถึงห้าปี
3) ถ้ามนั ไดก้ ระทำความผดิ นั้นในเวลาหรอื ท่อี ื่นนอกจากท่ีวา่ มาแล้วท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไมเ่ กินกวา่ สามปี
มาตรา 33 ผ้ใู ดเปน็ ทหาร และมันขัดขนื มกระทำตามขอ้ บังคบั อยา่ งใดๆ โดยมนั แสดงความขดั ขืนนนั้ ด้วย
กิริยาหรือวาจาองอาจตอ่ หนา้ หมูท่ หารถืออาวธุ ดว้ ยไซร้ ท่านวา่ มนั มีความผิดต้องระวางโทษตามสมควรแกเ่ หตุดังจะ
ว่าต่อไปนี้ คือ
1) ถา้ มนั ไดก้ ระทำความผดิ น้ันตอ่ หน้าราชศัตรู ทา่ นใหล้ งอาญาจำคกุ มันตง้ั แต่สามปีขึ้นไปจนถงึ ย่สี บิ ปี
2) ถา้ มนั มิได้กระทำความผิดน้นั ตอ่ หน้าราชศตั รู แต่ได้กระทำในเวลาศกึ สงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจ
กฎอยั การศึก ทา่ นให้ลงอาญาจำคุกมนั ตั้งแต่ปหี นึ่งขน้ึ ไปจนถึงสิบปี
3) ถ้ามันได้กระทำความผดิ น้ันในเวลาหรือทอ่ี ื่นนอกจากท่ีว่ามาแลว้ ทา่ นให้ลงอาญาจำคกุ มันไม่เกนิ กว่าหา้ ปี
มาตรา 34 ผใู้ ดเปน็ ทหาร ทา่ นใช้ให้เป็นยามรักษาการ หรืออยยู่ ามประจำหนา้ ทแี่ ละมันหลบั เสียในหน้าทกี่ ็ดี
หรอื เมาสุราในหน้าทก่ี ด็ ี ท่านว่ามันมีความผดิ ต้องระวางโทษ ตามสมควรแกเ่ หตุ ดังจะวา่ ตอ่ ไปน้ี คอื
1) ถา้ มนั ไดก้ ระทำความผิดนั้นตอ่ หน้าราชศัตรู ทา่ นใหล้ งอาญาจำคกุ มนั ตง้ั แต่ ปีหนง่ึ ข้นึ ไปจนถึงเจด็ ปี
2) ถา้ มนั มิได้กระทำในเวลาสงครามหรอื ในเขตซงึ่ อยู่ในอำนาจกฎอยั การศกึ ท่านให้ลงอาญาจำคกุ มนั ตงั้ แต่
สามเดือนขน้ึ ไปจนถึงสาม
3) ถา้ มันได้กระทำความผดิ นั้นในเวลาหรอื ท่อี ื่นนอกจากที่ว่ามาแล้วท่านใหล้ งอาญาจำคุกมนั ไมเ่ กินกว่าสองปี
มาตรา 35 ผูใ้ ดเป็นทหาร ทา่ นใชใ้ ห้เป็นยามรักษาการหรืออยู่ยามประจำหนา้ ที่ และปรากฏวา่ มนั มไิ ด้เอาใจ
ใส่ หรอื มนั มีความประมาทในหน้าทนี่ ั้นไซร้ ทา่ นว่ามนั มีความผดิ ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตดุ งั จะว่าตอ่ ไปนี้ คือ
1) ถา้ มันได้กระทำความผิดน้ันต่อหน้าราชศัตรู ทา่ นใหล้ งอาญาจำคุกมันต้ังแต่สามเดือนขึ้นไปจนถึงห้าปี
2) ถ้ามันมไิ ด้กระทำความผดิ นน้ั ตอ่ หนา้ ราชศัตรู แต่ได้กระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจ
กฎอัยการศกึ ท่านให้ลงอาญาจำคกุ มนั ไม่เกินกวา่ สามปี
3) ถา้ มันได้กระทำความผิดนั้นในเวลาหรือทอ่ี น่ื นอกจากท่ีวา่ มาแลว้ ท่านใหล้ งอาญาจำคุกมันไมเ่ กินกว่าสองปี
มาตรา 36 ผู้ใดบงั อาจใช้กำลงั ทำร้ายแก่ทหารยามรักษาการก็ดี หรอื แก่ทหารอยู่ยามประจำหน้าท่ีก็ดี ท่านว่า
มนั มีความผดิ ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุ ดังจะวา่ ต่อไปนี้ คอื
1) ถา้ มันไดก้ ระทำความผิดน้ันต่อหน้าราชศัตรูท่านใหล้ งอาญามนั เป็นสามสถาน คอื สถานหนึ่งใหป้ ระหาร
ชวี ิตสถานหนง่ึ ให้จำคกุ มันจนตลอดชีวิตสถานหน่งึ ให้จำคุกมนั ตัง้ แตห่ ้าปีขึน้ ไปจนถึงยสี่ ิบปี

- 92 -

2) ถา้ มนั มไิ ด้กระทำความผิดนน้ั ตอ่ หน้าราชศตั รแู ต่ได้กระทำในเวลาสงครามหรือในเขตซึ่งอยู่ในอำนาจ
กฎอัยการศกึ ท่านใหล้ งอาญาจำคกุ มันตั้งแตป่ ีหน่งึ ข้ึนไปจนถงึ ยส่ี ิบปี

3) ถา้ มันไดก้ ระทำความผิดนั้นในเวลาหรือทีอ่ ื่น นอกจากท่ีวา่ มาแลว้ ท่านให้ลงอาญาจำคุกมนั ไมเ่ กนิ กวา่ หา้ ปี
ถา้ และในการประทษุ รา้ ยน้ัน มันทำให้เขาถงึ ตายหรอื ให้เขามบี าดเจบ็ ถึงสาหสั ด้วยไซร้ ท่านวา่ ถา้ มันสมควรรบั โทษ
หนักยงิ่ กว่าทบี่ ัญญัติไว้ในมาตรานแ้ี ล้วก็ใหม้ ันผกู้ ระทำผดิ นั้นรับอาญาตามลกั ษณะทีท่ า่ นบัญญตั ไิ ว้ในมาตรา 250, 251
และ 257 แหง่ ประมวลกฎหมายลักษณะอาญา

มาตรา 37 ผู้ใดหมนิ่ ประมาทหรือขู่เข็ญวา่ จะกระทำร้ายแกท่ หารยามรักษาการกด็ ี หรือแกท่ หารอยู่ยาม
ประจำหนา้ ที่ก็ดี ทา่ นว่ามันมีความผดิ ต้องระวางโทษตามสมควรแกเ่ หตุ ดังจะว่าต่อไปนี้ คอื

1) ถา้ มนั ไดก้ ระทำความผดิ น้ันตอ่ หนา้ ราชศัตรู ท่านให้ลงอาญาจำคุกมนั ต้ังแต่ ปหี นึ่งขึ้นไปจนถงึ สิบปี
2) ถ้ามนั มไิ ด้กระทำความผดิ นน้ั ตอ่ หนา้ ราชศตั รู แต่ไดก้ ระทำในเวลาสงครามหรือในเขตซึง่ อยใู่ นอำนาจ
กฎอยั การศึก ทา่ นใหล้ งอาญาจำคุกมันต้ังแตส่ ามเดือนข้นึ ไปจนถึงห้าปี
3) ถ้ามนั ได้กระทำความผิดน้ันในเวลาหรือที่อื่นนอกจากที่วา่ มาแลว้ ท่านให้ลงอาญาจำคุกมันไม่เกินกว่าสามปี
มาตรา 38 ผ้ใู ดเปน็ ทหารและมนั บังอาจกระทำการประทุษร้ายด้วยกำลังกาย แก่ผู้ซ่ึงมีอำนาจบังคบั บัญชา
เหนอื มันไซร้ ท่านว่ามนั มีความผิดต้องระวางโทษตามสมควรแกเ่ หตุดังจะว่าตอ่ ไปนี้ คือ
1) ถ้ามนั ได้กระทำความผิดน้ันตอ่ หน้าราชศัตรู ท่านให้ลงอาญามันเปน็ สามสถาน คือ สถานหนึง่ ใหป้ ระหาร
ชีวิตเสยี สถานหนึ่งให้จำคกุ มันตลอดชวี ติ สถานหนึง่ ให้จำคุกมนั ตั้งแตห่ า้ ปีขึน้ ไปจนถึงยี่สบิ ปี
2) ถ้ามันมิได้กระทำความผดิ น้นั ตอ่ หนา้ ราชศัตรูแต่ได้กระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซึง่ อยใู่ นอำนาจ
กฎอัยการศกึ ท่านใหล้ งอาญาจำคุกมันต้ังแตป่ หี น่ึงขึน้ ไปจนถึงยสี่ ิบปี
3) ถ้ามนั ไดก้ ระทำความผิดน้ันในเวลาหรือทอ่ี ่ืนนอกจากที่ว่ามาแลว้ ท่านใหล้ งอาญาจำคุกมนั ตั้งแตป่ ีหนงึ่ ขึ้น
ไปจนถงึ เจด็ ปี
มาตรา 39 ผใู้ ดเปน็ ทหารและมนั บังอาจใชก้ ำลงั ทำรา้ ยแกท่ หารผู้ใดซึ่งเป็นผู้ใหญเ่ หนือมันไซร้ ทา่ นว่ามนั ควร
รบั อาญาจำคกุ ไม่เกินกว่าห้าปี
มาตรา 40 ถ้าและในการกระทำผิดเชน่ วา่ มาในมาตรา 38 และ 39 นนั้ เปน็ เหตุใหผ้ ตู้ ้องประทษุ ร้ายถงึ ตาย
หรือตอ้ งบาดเจ็บถึงสาหัสดว้ ยไซร้ ท่านวา่ ถา้ มนั สมควรรบั โทษหนกั ย่ิงกว่าทีบ่ ญั ญัตไิ วใ้ นมาตรานีแ้ ล้ว กใ็ ห้ลงอาญาแก่
มนั ผกู้ ระทำผิดนนั้ ตามลกั ษณะที่ท่านบัญญตั ิไวใ้ นมาตรา 250, 251 และ 257 แหง่ ประมวลกฎหมายลกั ษณะอาญา
มาตรา 41 ผู้ใดเป็นทหารและมนั บงั อาจแสดงความอาฆาตมาดรา้ ยต่อ ผ้บู ังคับบัญชา หรือตอ่ ทหารที่เปน็ ใหญ่
เหนอื มนั หรือมันหมิน่ ประมาทใสค่ วาม หรือโฆษณาความหมน่ิ ประมาทอย่างใดๆ ก็ดี ทา่ นวา่ มนั มคี วามผิดต้องระวาง
โทษจำคุกไมเ่ กนิ กว่าสามปี
มาตรา 42 ถ้าทหารมว่ั สุมกัน ณ ทใี่ ด ๆ ตง้ั แตห่ ้าคนขึน้ ไปใชก้ ำลงั ทำร้าย หรือขู่ เข็ญวา่ จะทำรา้ ยกด็ ี หรอื มัน
กระทำการอย่างใดๆ ขน้ึ ให้วุ่นวายในบา้ นเมืองของท่านกด็ ี ทา่ นวา่ มัน มีความผดิ ฐานกำเริบต้องระวางโทษตามสมควร
แกเ่ หตดุ ว้ ยกันทุกคนดงั จะว่าตอ่ ไปน้ี คือ
1) ถา้ มนั ไดก้ ระทำความผิดนั้นตอ่ หน้าราชศตั รู ท่านใหล้ งอาญามันเปน็ สามสถาน คือ สถานหนึ่งให้ประหาร
ชีวิตเสยี สถานหนง่ึ ใหจ้ ำคุกมันจนตลอดชวี ติ สถานหนงึ่ ให้จำคุกตัง้ แตส่ ามปีขน้ึ ไปจนถึงยสี่ บิ ปี

- 93 -

2) ถ้ามนั มไิ ด้กระทำความผิดนน้ั ต่อหนา้ ราชศัตรู แต่ไดก้ ระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซ่งึ อยูใ่ นอำนาจกฎ
อัยการศึก ทา่ นให้ลงอาญาจำคกุ มนั ต้ังแต่ปีหนึง่ ข้นึ ไปจนถึงยี่สิบปี

3) ถา้ มนั ได้กระทำความผดิ น้ันในเวลาหรอื ท่ีอนื่ นอกจากท่ีวา่ มาแลว้ ทา่ นใหล้ ง อาญาจำคุกมันไม่เกนิ กว่าหา้ ปี
มาตรา 43 ถา้ และในพวกทหาร ท่ีกระทำการกำเรบิ ที่วา่ มาในมาตรา 42 น้นั มี ศาสตราวุธไปด้วยต้งั แตค่ น
หนึง่ ขน้ึ ไป ท่านวา่ พวกน้นั ต้องระวางโทษตามสมควรแก่เหตุดว้ ยกนั ทกุ คน ดงั จะว่าต่อไปนี้ คือ
1) ถา้ มันไดก้ ระทำความผิดนั้นต่อหน้าราชศตั รู ท่านใหล้ งอาญามันเปน็ สามสถาน คือ สถานหนึ่งให้ประหาร
ชีวิตเสีย สถานหนง่ึ ใหจ้ ำคกุ จนตลอดชีวิต สถานหนึ่งใหจ้ ำคุก ตัง้ แต่หา้ ปีขน้ึ ไปจนถงึ ย่สี บิ ปี
2) ถา้ มนั มไิ ด้กระทำความผดิ นั้นต่อหน้าราชศัตรูแต่ได้กระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซงึ่ อยใู่ นอำนาจ
กฎอัยการศกึ ท่านใหล้ งอาญาจำคุกมันต้ังแต่สามปีขึน้ ไปจนถงึ ย่สี ิบปี
3) ถา้ มันไดก้ ระทำความผดิ นั้น ในเวลาหรอื ทอ่ี นื่ นอกจากท่ีวา่ มาแล้วท่านให้ลงอาญาจำคุกมนั ไม่เกนิ กวา่ สบิ ปี
มาตรา 44 เมื่อเจา้ พนักงาน ผู้มตี ำแหน่งหนา้ ที่ไดบ้ ังคับทหารทกี่ ระทำการกำเรบิ ในทใี่ ดๆ ให้เลิกไปเสยี ถา้
และพวกทหารที่กระทำการกำเริบนั้น คนใดที่ยงั มิได้ใชก้ ำลังทำร้ายอย่างใดแล้วเลิกไปตามบังคบั นั้นโดยดี ท่านว่าให้
ลงโทษแก่มนั ตามท่บี ัญญตั ิไว้ในมาตรา 42 และ 43 น้นั แต่ก่ึงหนงึ่
มาตรา 45 ผ้ใู ดเป็นนายทหารชน้ั สัญญาบัตร ช้นั ประทวน ช้นั นายสิบ ชั้นจ่า หรอื เปน็ พลทหารกด็ ี ถ้าและมัน
ขาดจากหน้าทรี่ าชการโดยมิไดร้ ับอนญุ าต หรือมนั ขาดจากราชการ ในเมื่อพ้นกำหนดอนุญาตลาแลว้ กด็ ี แม้เปน็ ไปด้วย
ความเจตนาจะหลีกเลยี่ งจากราชการตามคำสงั่ ใหเ้ ดนิ กองทหาร หรอื เดินเรือไปจากที่ หรอื คำสัง่ เรยี กระดมเตรยี มศึก
น้ันไซร้ ทา่ นว่ามันมี ความผิดฐานหนรี าชการ อกี นัยหนึ่งมันขาดจากราชการ จนถงึ กำหนดท่ีจะกล่าวต่อไปน้ี คอื
1) ขาด 24 ช่วั โมง ต่อหนา้ ราชศตั รู
2) ขาด 3 วนั ถา้ มใิ ชต่ ่อหนา้ ราชศัตรู แตใ่ นเวลาสงครามหรอื ในเขตทีใ่ ช้กฎ
3) ขาด 15 วนั ในที่และเวลาอนื่ ๆ นอกจากที่กลา่ วมาแลว้ ดังนไ้ี ซร้ ทา่ นกว็ ่ามนั เปน็ มคี วามผิดฐานหนี
ราชการดจุ กัน
มาตรา 46 ผู้ใดกระทำความผิดฐานหนีราชการ ท่านว่ามนั ต้องระวางโทษตามสมควรแกเ่ หตุ ดงั จะว่าตอ่ ไปนี้
คือ
1) ถา้ มันหลบหนีไปเขา้ อยกู่ ับพวกราชศตั รู ท่านว่าโทษมันถึงตาย
2) ถ้ามันกระทำความผิดนนั้ ต่อหนา้ ราชศัตรู ทา่ นใหล้ งอาญาจำคกุ มันไวจ้ น ตลอดชีวติ หรอื มฉิ ะนนั้ ใหจ้ ำคุก
มันไวย้ ่สี ิบปี
3) ถ้ามนั มิได้กระทำความผดิ นั้นตอ่ หนา้ ราชศัตรูแต่ได้กระทำในเวลาสงคราม หรือในเขตซึง่ อยใู่ นอำนาจ กฎ
อยั การศกึ ท่านให้ลงอาญาจำคุกมนั ไว้ตงั้ แต่ปีหนึ่งข้ึนไปจนถงึ สบิ ห้า
มาตรา 47 ผู้ใดเป็นทหารท่านใชใ้ หม้ หี นา้ ทีจ่ ดั ซื้อหรอื ทำหรือปกครองรักษา ทรัพยส์ ิง่ ใดๆ ของทหาร ถ้าและ
มันบังอาจเอาของอน่ื ปลอมหรือปนกับทรัพย์สง่ิ นน้ั ๆ ให้เสื่อมลงก็ ดี หรือมนั ปล่อยใหผ้ ้อู ื่นกระทำเชน่ น้ันโดยมนั ร้เู ห็น
เป็นใจด้วยกด็ ี ท่านวา่ มนั มีความผดิ ตอ้ งระวางโทษจำคุกต้ังแต่สามเดือนขนึ้ ไปจนถงึ เจ็ดปี และปรับต้ังแต่ร้อยบาทขึ้น
ไปจนถึงสองพันบาทดว้ ยอีกโสดหนงึ่

- 94 -

และทหารคนใดทา่ นใช้ใหม้ หี น้าที่จัดซื้อหรือทำหรือปกครองรักษาสิ่งใดๆ ของ ทหาร ถา้ และมันบังอาจจา่ ย
ทรพั ย์สิ่งใดๆ ที่มนั รู้อยูว่ ่ามีของอืน่ ปลอมหรือปนเช่นว่ามาแลว้ กด็ ีหรอื มนั ปล่อยให้ผู้อนื่ กระทำเช่นนัน้ แลว้ มนั ไมร่ ีบ
รอ้ งเรียนต่อผู้ใหญท่ ีเ่ หนือมันก็ดี ทา่ นว่ามนั มีความผดิ ต้องระวางโทษเช่นวา่ มาในมาตรานี้แลว้ น้นั ดุจกนั

มาตรา 48 ในเวลาสงคราม ถ้าผ้ใู ดกระทำการปราศจากความเมตตาแก่คนท่ถี ูก อาวธุ บาดเจ็บ หรอื แก่คนที่
ป่วยเจบ็ ในกองทัพฝ่ายหนึง่ ฝา่ ยใดก็ดี หรอื กระทำการปล้นทรพั ยแ์ ย่ง ทรัพย์อย่างใดๆ ท่ีท่านบญั ญัติไว้ในมาตรา 249
ถงึ มาตรา 259 และมาตรา 284 ถึง มาตรา 303 แห่งประมวลกฎหมายลกั ษณะอาญานั้นทา่ นให้เพิ่มโทษมันผู้กระทำ
ผิดต้องระวางโทษตามท่บี ัญญัตไิ วส้ ำหรับความเชน่ น้ันขน้ึ ด้วยอกี ก่ึงหนึง่

มาตรา 49 ในเวลาสงครามถา้ ผู้ใดใชธ้ งกากบาทแดงหรือเครื่องหมายกาชาดโดยผดิ ขอ้ บังคับแห่งหนังสอื
สัญญานานาประเทศ ซึ่งทำที่เมอื งเยนีวาเมื่อวันท่ี 6 กรกฎาคม รัตนโกสินทรศก 125 ท่านว่ามันมีความผิดต้องดว้ ย
อาญาซึง่ บัญญตั ิไว้ในมาตรา 128 แหง่ ประมวลกฎหมายลกั ษณะอาญา

มาตรา 50 ผใู้ ดเปน็ ทหาร ถา้ มนั กระทำผิดในเวลาทที่ ่านใชใ้ ห้เปน็ ยามรกั ษาการ หรืออยู่ยามประจำท่ี หรือให้
กระทำการอยา่ งใดๆ ทม่ี ศี าสตราวุธของหลวงประจำตวั โดย ความผิดที่ทา่ นบัญญตั ไิ วใ้ นมาตราต่างๆ แห่งกฎหมาย
ลักษณะอาญาดงั จะกลา่ วตอ่ ไปน้ี คือ

มาตรา 98 ถงึ มาตรา 100 ความผิดในฐานประทษุ ร้ายต่อพระบรมราชตระกูล
มาตรา 102 ถึงมาตรา 104 ความผิดฐานกบฏภายในพระราชอาณาจักร
มาตรา 105 ถึงมาตรา 108 ความผิดฐานกบฏภายนอกพระราชอาณาจกั ร
มาตรา 112 ถึงมาตรา 115 ความผิดตอ่ ทางพระราชไมตรีกับต่างประเทศ
มาตรา 116 ถึงมาตรา 128 ความผิดต่อเจ้าพนักงาน
มาตรา 151 ความผิดฐานกระทำให้เสือ่ มเสยี อำนาจศาล
มาตรา 154 ความผดิ ฐานช่วยผู้อนื่ ใหพ้ น้ อาชญาอันควรรบั โทษตามกฎหมาย
มาตรา 165 ถึงมาตรา 169 ความผิดฐานหลบหนีจากท่ีคุมขัง
มาตรา 177 ถึงมาตรา 182 ความผดิ ฐานสมคบกันเป็นอั้งย่ีและเปน็ ซ่องโจร ผูร้ า้ ย
มาตรา 183 และมาตรา 184 ความผดิ ฐานก่อการจลาจล
มาตรา 185 และมาตรา 2o1 ความผดิ ฐานกระทำใหเ้ กดิ ภยนั ตรายแก่สาธารณชนฐานกระทำให้สาธารณชน
ปราศจากความสะดวกในการไปมาและการส่งขา่ ว และของถงึ กนั และฐานกระทำใหส้ าธารณชนปราศจากความสขุ
สบาย
มาตรา 253 ความผดิ ฐานเกย่ี วข้องในทว่ี ิวาทต่อสกู้ ันซึ่งมีผู้ถึงแก่ความตาย
มาตรา 254 ถึงมาตรา 259 ความผิดฐานประทษุ รา้ ยแก่ร่างกาย
มาตรา 265 ถึงมาตรา 277 ความผิดฐานกระทำใหเ้ สื่อมเสียอิสรภาพ
มาตรา 288 ถึงมาตรา 296 ความผดิ ฐานลกั ทรัพย์
มาตรา 297 ถึงมาตรา 302 ความผดิ ฐานว่ิงราว ฐานชงิ ทรพั ย์ ฐานปลน้ ทรพั ย์ และฐานสลดั
มาตรา 303 ความผิดฐานกรรโชก
มาตรา 327 ถึงมาตรา 330 ความผิดฐานบุกรุก

- 95 -

ท่านว่ามนั ผูก้ ระทำผดิ ต้องระวางโทษตามที่ทา่ นบัญญตั ิไว้สำหรับความผิดเช่นนั้นและให้เพม่ิ โทษข้นึ อีกกง่ึ หน่ึง
มาตรา 51(ยกเลิก)
มาตรา 52 เม่ือความผิดอยา่ งหนง่ึ อย่างใดดังที่ไดร้ ะบุไว้ในมาตรา 20, 22, 27 (2 หรือ 3) 29 (2 หรือ 3), 30,
(2 หรอื 3), 31 (2 หรือ 3), 32, 33, 36, (2 หรอื 3), 37, 38 (2 หรือ 3), 39, 41, 42 (2 หรือ 3), 43 (2 หรอื 3), 46, (2, 3
หรือ 4), หรอื 47 แหง่ ประมวลกฎหมายอาญาทหารนีไ้ ด้กระทำลงดว้ ยความประสงค์ท่จี ะบอ่ นใหส้ มรรถภาพของกรม
กองทหารเสอื่ มทรามลงไซร้ ท่านใหเ้ พม่ิ โทษผ้กู ระทำผดิ ดังตอ่ ไปนี้
ถ้าระวางโทษอยา่ งสูงสุดกำหนดไวส้ ำหรับความผดิ นน้ั เพียงจำคกุ ตลอดชีวติ ไซร้ ท่านใหเ้ พมิ่ ข้นึ เปน็ โทษอย่าง
สงู สุดถงึ ประหารชีวติ
ถา้ ระวางโทษอยา่ งสูงสุดที่กำหนดไว้สำหรับความผิดนนั้ เพียงจำคุกมีกำหนดยส่ี บิ ปีไซร้ ท่านให้เพิ่มขึ้นเปน็ โทษ
จำคุกไวจ้ นตลอดชวี ติ เปน็ อยา่ งสูงสุด
ถ้าระวางโทษอย่างสูงสดุ ท่กี ำหนดไวส้ ำหรับความผดิ นน้ั เพียงจำคกุ มีกำหนดเวลา อย่างอน่ื นอกจากท่กี ล่าว
แลว้ ท่านให้เพม่ิ ขน้ึ อีกกึง่ หน่ึงของโทษที่วางไว้สำหรบั ความผิดนั้นๆ
เมื่อความผดิ อย่างหน่ึงอยา่ งใดดังทไ่ี ดร้ ะบุไวใ้ นวรรคต้นน้ไี ดก้ ระทำไปเป็นสว่ นหนงึ่ ของแผนการทจี่ ะล้างล้ม
รฐั บาลกด็ ี หรอื จะให้เปล่ียนประเพณกี ารเมอื ง หรือเศรษฐกิจแหง่ พระราชอาณาจกั รดว้ ยใช้กำลงั บงั คบั หรอื กระทำรา้ ย
กด็ ี ท่านว่ามนั ผกู้ ระทำมีความผดิ ตอ้ งระวางโทษถงึ ประหารชวี ิตหรือจำคุกมนั ไวจ้ นตลอดชีวติ

- 96 -

4. พระราชบญั ญัติ วา่ ด้วยวินยั ทหาร พ.ศ. 2476

พระราชบญั ญัติ วา่ ด้วยวนิ ัยทหาร พุทธศกั ราช 2476
ประชาธิปก ป.ร.

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจา้ อยู่หัว มพี ระบรมราชโองการ โปรดเกลา้ ฯ ให้
ประกาศวา่

โดยทีส่ ภาผแู้ ทนราษฎรถวายคำปรกึ ษาวา่ เพ่ือปฏบิ ัตกิ ารตามความในมาตรา 7 แหง่ ประมวล กฎหมายอาญา
ทหาร และเนื่องจากทหารบก ทหารเรือ ไดร้ วมเป็นกระทรวงเดียวกนั สมควรตราบทบญั ญตั ิ วา่ ด้วยวนิ ัยทหารเสยี ใหม่

จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้ตราพระราชบญั ญตั ขิ ึ้นไว้โดยคำแนะนำและยนิ ยอม ของสภาผแู้ ทนราษฎร
ดังตอ่ ไปนี้

หมวด 1
บทเบ็ดเสร็จท่ัวไป
มาตรา 1 พระราชบัญญตั ินี้ให้เรยี กวา่ “พระราชบัญญัตวิ ่าด้วยวินยั ทหาร พุทธศกั ราช 2476
มาตรา 2 ใหใ้ ชพ้ ระราชบัญญัตินีต้ งั้ แต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา 3 ใหย้ กเลิกกฎว่าด้วยยุทธวินยั และการลงอาญาทหารบกฐานละเมดิ ยุทธวินัย ลงวันที่ 23 กนั ยายน
พุทธศักราช 2464 กฎเสนาบดวี า่ ด้วยอำนาจลงอาญาทหารเรือ ลงวนั ที่ 11 กนั ยายน พทุ ธศกั ราช 2465 และบรรดา
ข้อบังคับอ่ืน ๆ ในสว่ นท่ีมีบัญญัติไวแ้ ลว้ ในพระราชบัญญตั ิน้ี หรือซง่ึ แยง้ กับบทแห่งพระราชบญั ญตั ินี้

หมวด 2
วา่ ดว้ ยวนิ ัย
มาตรา 4 วนิ ัยทหารน้นั คือ การท่ที หารตอ้ งประพฤติตามแบบธรรมเนยี มของทหาร
มาตรา 5 วินยั เป็นหลักสำคญั ที่สดุ สำหรบั ทหาร เพราะฉะนั้นทหารทุกคนจกั ต้องรกั ษา โดยเครง่ ครัดอย่เู สมอ
ผ้ใู ดฝ่าฝืนท่านให้ถือวา่ ผ้นู ั้นกระทำผิด
ตัวอยา่ งการกระทำผิดวินัยทหาร มดี งั ตอ่ ไปน้ี
1) ซื้อ ขัดขนื หลีกเลีย่ ง หรอื ละเลยไมป่ ฏบิ ตั ติ ามคำสงั่ ผบู้ ังคับบัญชาเหนอื ตน
2) ไมร่ ักษาระเบียบการเคารพระหวา่ งผู้ใหญ่ผู้น้อย
3) ไมร่ ักษามรรยาทให้ถูกต้องตามแบบธรรมเนยี มของทหาร
4) ก่อให้แตกความสามัคคใี นคณะทหาร
5) เกยี จครา้ น ละทงิ้ หรือเลนิ เล่อต่อหนา้ ทร่ี าชการ
6) กล่าวคำเทจ็
7) ใชก้ ริ ยิ าวาจาไมส่ มควร หรือประพฤติไมส่ มควร
8) ไมต่ ักเตือนสั่งสอนหรือลงทัณฑ์ผ้ใู ตบ้ ังคบั บญั ชาทีก่ ระทำผิดตามโทษานโุ ทษ
9) เสพเคร่ืองดองของเมาจนถึงเสียกิริยา


Click to View FlipBook Version