The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by sathit.taemmake, 2022-07-08 04:09:27

กฏหมายเบื้องต้น

ตำรากฎหมายรวม1-2

- 97 -

มาตรา 6 ผบู้ งั คบั บัญชามีหน้าท่ีจัดการระวงั รักษาวนิ ัยทหารทต่ี นเป็นผู้บังคบั บญั ชาอยนู่ ้นั โดยกวดขนั ถ้า
หากว่าในการรักษาวินยั ทหารนนั้ จำเป็นต้องใช้อาวธุ เพื่อทำการปราบปรามทหารผู้ก่อการกำเรบิ กด็ ี หรือเพื่อบงั คบั
ทหารผลู้ ะทง้ิ หนา้ ที่ให้กลบั ทำหนา้ ทข่ี องตนกด็ ี ผ้บู งั คับบัญชาและผู้ที่ชว่ ยเหลือในการนั้น จะไม่ต้องรบั โทษในการท่ตี น
ไดก้ ระทำไปโดยความจำเปน็ น้นั เลย แตเ่ มอ่ื มีเหตุดังกล่าวน้ี ผู้บังคับบญั ชาจักต้อง รายงานไปยงั ผู้บงั คับบญั ชาเหนอื ตน
และรายงานต่อไปตามลำดบั ชั้น จนถงึ รัฐมนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหม โดยเร็ว

มาตรา 7 ทหารผใู้ ดกระทำผดิ วินยั ทหาร จักตอ้ งรบั ทัณฑ์ตามวธิ ที ป่ี รากฏในหมวด 3 แหง่ พระราชบัญญัตินี้
และอาจต้องถกู ปลดจากประจำการหรือถูกถอดจากยศทหาร

หมวด 3
อำนาจลงทณั ฑ์
มาตรา 8 ทัณฑท์ จ่ี ะลงแกผ่ ู้กระทำผดิ วินัยทหารดงั กลา่ วไวใ้ นหมวด 2 นั้น ใหม้ กี ำหนด เปน็ 5 สถาน คอื
1) ภาคทณั ฑ์
2) ทณั ฑกรรม
3) กัก
4) ขงั
5) จำขัง
มาตรา 9 ภาคทัณฑ์ คือ ผู้กระทำผิดมีความผิดอนั ควรต้องรบั ทัณฑส์ ถานหนงึ่ สถานใด ดังกลา่ วมาแลว้ แตม่ ี
เหตอุ นั ควรปรานี จงึ เปน็ แต่แสดงความผดิ ของผู้น้นั ให้ปรากฏหรอื ใหท้ ำทัณฑ์บนไว้
ทณั ฑกรรมน้นั ให้กระทำการสขุ า การโยธา ฯลฯ เพม่ิ จากหนา้ ทป่ี ระจำซ่งึ ตนจะต้อง ปฏิบตั ิอยูแ่ ล้ว
หรือปรบั ใหอ้ ย่เู วรยามนอกจากหนา้ ท่ปี ระจำ
กกั คือ กกั ตวั ไว้ในบริเวณใดบริเวณหน่ึงตามแตจ่ ะกำหนดให้
ขัง คือ ขงั ในท่ีควบคุมแต่เฉพาะคนเดียวหรอื รวมกันหลายคน แลว้ แต่จะได้มีคำสัง่
จำขงั คอื ขงั โดยส่งไปฝากให้อยู่ในความควบคุมของเรือนจำทหาร
นอกจากทณั ฑ์ที่กลา่ วไว้น้ี หา้ มมิให้คดิ ขึน้ ใหมห่ รือใชว้ ิธลี งทณั ฑอ์ ย่างอนื่ เป็นอนั ขาด
มาตรา 10 ผู้มีอำนาจบงั คับบัญชาซึง่ ลงทัณฑ์แกผ่ ู้กระทำผดิ ไดน้ ั้น คือ
(1) ผ้บู งั คับบัญชา หรือ
(2) ผ้ซู ึง่ ไดร้ ับมอบอำนาจใหบ้ ังคับบัญชาตามทีก่ ระทรวงกลาโหม ส่วนราชการ ท่ขี ึน้ ตรงต่อ
กระทรวงกลาโหม กองทพั บก กองทัพเรือ หรือกองทพั อากาศ กำหนด
ในการทีจ่ ะลงทัณฑน์ ้ันให้กระทำได้แต่เฉพาะตามกำหนดในตารางกำหนดทัณฑ์ ทา้ ยพระราชบญั ญัติน้ี
สว่ นผมู้ ีอำนาจบงั คบั บัญชาชั้นใดจะมีอำนาจเปน็ ผู้ลงทัณฑ์ช้ันใด และผอู้ ยู่ใน บังคบั บัญชาช้ันใดจะ
เป็นผรู้ บั ทณั ฑ์ช้นั ใด ให้ถือเกณฑ์เทยี บดังตอ่ ไปน้ี

- 98 -

ตารางเกณฑเ์ ทยี บผลู้ งทณั ฑ์และผรู้ บั ทณั ฑ์

ตำแหน่งช้นั เป็นผลู้ งทณั ฑ์ชนั้ เปน็ ผรู้ บั ทณั ฑช์ ้นั
-
1. รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหม 1 -
-
2. แมท่ พั 2 ก

3. ผบู้ ญั ชาการกองพล ผ้บู งั คับการกองเรือ ผ้บู ญั ชาการกอง 3 ค
พลบนิ

4. ผู้บังคบั การกรม ผ้บู ังคบั หมวดเรอื ผ้บู งั คบั กองบนิ 4

5. ผ้บู งั คับหมเู่ รือช้ัน 1 5 ฉ

6. ผูบ้ งั คบั กองพนั ผ้บู งั คบั หมู่เรอื ช้นั 2 ผบู้ งั คบั การเรือช้ัน 1 6
ผบู้ ังคบั ฝงู บิน ซ

7. ผู้บังคับหมเู่ รือช้นั 3 ผบู้ งั คับการเรอื ชนั้ 2 ตน้ เรือชั้น 1 ผู้ 7 ฌ
บังคับหมวดบินช้ัน 1

8. ผบู้ งั คับกองร้อย ผบู้ ังคับการเรอื ชนั้ 3 ตน้ เรือชน้ั 2 นายก 8
ราบเรือ ผู้บังคับหมวดบินชัน้ 2

9. ผบู้ ังคับหมวด ตน้ เรอื ชั้น 3 ผบู้ งั คบั หมวดบินชนั้ 3 9

10. ผบู้ งั คับหมู่ นายตอน -

11. นกั เรยี นทหารซึ่งเมอื่ สำเร็จการศึกษาแล้วจะได้เปน็

นายทหารชน้ั สญั ญาบัตร / บคุ คลผูซ้ ่ึงอยู่ในระหว่างเขา้ รับ -
การฝกึ วิชาทหารโดยคำส่งั รมว.กห.ตามกฎหมายว่าดว้ ยการ

สง่ เสรมิ การฝึกวิชาทหาร

12. นกั เรียนทหารซ่ึงเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วจะไดเ้ ป็น -
นายทหารประทวน ลูกแถว

มาตรา 11 ผูล้ งทณั ฑห์ รือผูร้ บั ทณั ฑ์ ถ้าตำแหนง่ ไมต่ รงตามความในมาตรา 10 แหง่ หมวดนีแ้ ล้วใหถ้ ือตามที่ได้
เทยี บตำแหนง่ ไวใ้ นข้อบงั คับสำหรับทหาร

มาตรา 12 กำหนดอำนาจลงทัณฑต์ ามทตี่ ราไว้น้ี ผู้มีอำนาจลงทัณฑส์ ่งั ลงทัณฑเ์ ต็มท่ีได้ สถานใดสถานหนึ่งแต่
สถานเดยี ว ถ้าสัง่ ลงทัณฑ์ทัง้ สองสถานพร้อมกัน ต้องกำหนดทัณฑ์ไวเ้ พียงกึ่งหน่ึง ของอตั ราในสถานน้นั ๆ หา้ มมิใหล้ ง
ทณั ฑ์คราวเดยี วมากกว่าสองสถาน

มาตรา 13 ก่อนทผี่ มู้ ีอำนาจลงทณั ฑ์จะลงทัณฑ์ครัง้ คราวใดก็ดี ใหพ้ จิ ารณาให้ถ้วนถี่ แน่นอนวา่ ผู้ท่จี ะต้องรับ
ทัณฑ์นน้ั มคี วามผดิ จริงแลว้ จึงสัง่ ลงทัณฑน์ ้ัน ต้องระวงั อย่าใหเ้ ปน็ การลงทัณฑ์ไป โดยโทษจริตหรือลงทัณฑ์แกผ่ ู้ที่ไม่มี

- 99 -

ความผิดโดยชดั เจนนัน้ เปน็ อันขาด เมอ่ื พจิ ารณาความผิดละเอยี ดแลว้ ต้องชแี้ จงให้ผ้กู ระทำผดิ น้นั ทราบวา่ กระทำผิด
ในขอ้ ใด เพราะเหตุใด แล้วจงึ ลงทัณฑ์

มาตรา 14 ถา้ ผู้มีอำนาจบังคับบัญชาได้ลงทัณฑ์ข้าราชการช้นั สญั ญาบัตร ตอ้ งสง่ รายงาน การลงทัณฑน์ นั้
เสนอตามลำดับชน้ั จนถงึ รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงกลาโหม

มาตรา 15 เม่ือผมู้ ีอำนาจบงั คับบัญชาได้ทราบวา่ ผู้ซึง่ อยูใ่ นบังคบั บัญชาของตนมคี วามผดิ จนปรากฏแนน่ อน
แลว้ แตค่ วามผิดนั้นควรรบั ทัณฑ์ทเ่ี หนืออำนาจจะสัง่ กระทำได้ก็ใหร้ ายงานช้ีแจงความผิดนัน้ ทัง้ ออกความเหน็ วา่ ควร
ลงทัณฑ์เพยี งใด เสนอตามลำดบั ช้ันจนถงึ ผู้มอี ำนาจลงทณั ฑ์ได้พอกับความผิด เพอื่ ขอให้ผนู้ น้ั ส่ังการตอ่ ไป

มาตรา 16 ถา้ เป็นความผดิ ซึ่งมีวธิ วี างอตั รากำหนดทณั ฑ์ไวโ้ ดยแน่นอนแล้ว เชน่ ฐานขาดหนี ราชการทหาร
เป็นตน้ หากกำหนดทณั ฑน์ ้ันเหนืออำนาจของผบู้ งั คับบญั ชาทจ่ี ะสง่ั ลงทัณฑ์ได้ กใ็ หน้ ำเสนอ เพยี งชนั้ ที่กลา่ วตอ่ ไปน้ี

(1) ฝา่ ยทหารบก ผู้มีอำนาจบังคบั บญั ชาตำแหน่งช้นั ผู้บงั คับการกรม หรือชนั้ ผบู้ ังคบั กองพนั ท่ีอยู่ต่าง
ท้องถิน่ กับผู้มีอำนาจบังคับบัญชาชั้นผู้บังคบั การกรม

(2) ฝ่ายทหารเรือ ผ้มู อี ำนาจบังคับบัญชาตำแหน่งผู้บังคบั หมวดเรอื หรือช้ันผบู้ ังคับกองพันที่อยู่ต่าง
ทอ้ งถิ่นกับผ้มู ีอำนาจบงั คับบัญชาชน้ั ผู้บงั คับหมวดเรือ

(3) ฝ่ายทหารอากาศ ผูม้ ีอำนาจบงั คบั บัญชาตำแหน่งช้ันผ้บู ังคับกองบนิ
แมว้ ่ากำหนดทัณฑ์น้ันจะเหนืออำนาจก็ดี ก็ใหผ้ ู้บังคับบญั ชาชั้นท่กี ล่าวนีม้ อี ำนาจ ลงทัณฑไ์ ดท้ ี่เดียว
ไม่ต้องนำเสนอตามลำดบั ชน้ั ต่อไปอีก
มาตรา 17 นายทหารที่เปน็ หัวหน้าทำการควบคุมทหารไปโดยลำพงั ให้มีอำนาจที่จะสัง่ ลงทัณฑ์ผู้อยใู่ ต้
อำนาจในระหวา่ งเวลาที่ควบคมุ อยูน่ ้ันเสมอผูม้ ีอำนาจเหนือจากตำแหนง่ ของตนขึ้นไปอีก ชนั้ หนง่ึ ได้ เวน้ แตน่ ายทหาร
ซึ่งมอี ำนาจเปน็ ผลู้ งทัณฑช์ นั้ 2 ขึน้ ไป จงึ ไมต่ ้องเพ่ิม
มาตรา 18 ถ้าผู้มอี ำนาจลงทัณฑ์ไดส้ ง่ั ลงทัณฑผ์ ู้กระทำผดิ ในฐานขังแล้ว และผู้ทร่ี บั ทัณฑ์ ขังน้นั กระทำผดิ ซ้ำ
อีก ผูม้ ีอำนาจลงทัณฑจ์ ะสงั่ เพิม่ ทัณฑ์กใ็ ห้พิจารณากำหนดทณั ฑ์ท่ไี ดส้ ั่งไวแ้ ต่เดิมนั้นก่อน ห้ามมิใหก้ ำหนดเวลาให้ผู้
ตอ้ งถูกขังทั้งกำหนดเดิมและกำหนดทเ่ี พิ่มใหม่รวมกนั เกนิ กวา่ กำหนดอำนาจ ของผู้สั่งลงทณั ฑน์ ัน้ เป็นอันขาด หาก
ผกู้ ระทำผดิ น้ันควรต้องรับทัณฑเ์ กินกวา่ กำหนดอำนาจของผทู้ ีจ่ ะส่ัง ลงทณั ฑ์นนั้ แลว้ ก็ใหป้ ฏิบัติการตามท่ีกล่าวไว้ใน
มาตรา 15 แหง่ หมวดนี้
มาตรา 19 นบั ตั้งแต่วนั ท่ปี รากฏหลักฐานแห่งความผิดของผู้กระทำผิดซึ่งจะต้องรับทัณฑ์ ตามพระราชบัญญตั ิ
นี้โดยแนน่ อนแลว้ ถา้ ผมู้ อี ำนาจลงทัณฑ์มิไดจ้ ัดการทจ่ี ะใหผ้ ู้นั้นได้รับทัณฑภ์ ายในกำหนด สามเดือน เปน็ อนั นบั ว่า
ลว่ งเลยเวลาทีจ่ ะลงทณั ฑต์ ามพระราชบญั ญัตินเ้ี สียแล้ว จะส่งั ลงทัณฑโ์ ดยอำนาจ ตนเองมิได้ เว้นเสยี แต่ผทู้ ่กี ระทำผิด
นน้ั ขาดหนรี าชการเสียแต่เม่ือกอ่ นครบกำหนดสามเดอื น จึงมใิ หน้ ับวันท่ี ขาดหนนี ีเ้ ข้าในกำหนดเวลาลว่ งเลย ให้
นบั ตัง้ แต่วันที่ได้ตวั ผนู้ นั้ กลบั มายังทรี่ ับราชการ
มาตรา 20 เม่ือผมู้ ีอำนาจไดส้ ั่งลงทณั ฑ์ตามพระราชบญั ญัตินี้แลว้ ผู้ท่สี ั่งลงทัณฑ์หรือผู้มี อำนาจบังคับบัญชา
เหนือผทู้ ่สี ่งั ลงทัณฑ์นน้ั มีอำนาจทจี่ ะเพ่ิมทัณฑห์ รือลดทัณฑ์หรอื ยกทัณฑ์เสยี ก็ได้ แต่ถ้าเพิ่มทณั ฑ์แลว้ ทณั ฑท์ ส่ี ่งั เพม่ิ ข้ึน
นน้ั รวมกับท่ีสง่ั ไวแ้ ลว้ เดมิ ต้องมใิ หเ้ กนิ อำนาจของผ้ทู ่สี ่ังใหมน่ ัน้

- 100 -

หมวด 4
วธิ รี ้องทุกข์
มาตรา 21 ในการทีจ่ ะรักษาวินัยทหารใหเ้ ปน็ ระเบียบเรียบร้อยอย่เู สมอ ย่อมเปน็ การจำเปน็ ทผี่ ู้บังคับบัญชา
จักตอ้ งมอี ำนาจในการบังคับบัญชาหรือลงทณั ฑ์อยูเ่ องเป็นธรรมดา แต่ผบู้ งั คับบญั ชาบางคน
อาจใชอ้ ำนาจในทางทผี่ ิดยตุ ิธรรม ซง่ึ เป็นการสมควรท่ีจะให้ผ้ใู ตบ้ ังคบั บัญชามีโอกาสร้องทกุ ข์ไดใ้ นทางเป็น ระเบียบไม่
กา้ วกา่ ย
มาตรา 22 คำชีแ้ จงของทหารว่า ผบู้ ังคบั บญั ชากระทำแก่ตนดว้ ยการอนั ไม่เปน็ ยตุ ธิ รรม หรือผิดกฎหมายหรอื
แบบธรรมเนยี มทหารว่า ตนมิไดร้ ับผลประโยชนห์ รอื สทิ ธิตามท่คี วรจะไดร้ ับราชการนนั้ เรียกว่า “ร้องทุกข์”
มาตรา 23 ทหารจะต้องรอ้ งทุกข์ได้แตส่ ำหรับตนเองเท่านัน้ ห้ามมิใหร้ ้องทกุ ข์แทนผู้อนื่ เปน็ อนั ขาด และหา้ ม
มใิ ห้ลงชอื่ รวมกนั หรือเขา้ มาร้องทุกข์พร้อมกันหลายคน และห้ามมิให้ประชมุ กนั เพ่ือหารือเร่อื งจะรอ้ งทกุ ข์
มาตรา 24 ห้ามมใิ หร้ อ้ งทกุ ขใ์ นเวลาทต่ี นกำลังเข้าแถวหรอื ในขณะทก่ี ำลงั ทำหนา้ ท่ีราชการ อยา่ งใดอยา่ งหนงึ่
เช่น เวลาเปน็ ยาม เปน็ เวร ดังนเ้ี ปน็ ต้น และห้ามมใิ ห้รอ้ งทุกขก์ อ่ นเวลาล่วงไปแล้ว ยี่สบิ สช่ี ่วั โมง นับต้ังแตท่ ่ีมเี หตุ
จะตอ้ งร้องทกุ ข์เกดิ ข้ึน
มาตรา 25 ห้ามมใิ ห้ร้องทกุ ขว์ า่ ผู้บงั คับบญั ชาลงทัณฑแ์ รงเกินไป ถ้าหากว่าผ้บู งั คบั บัญชาน้ัน มไิ ด้ลงทัณฑ์เกนิ
อำนาจทจี่ ะทำได้ตามความในหมวด 3 แหง่ พระราชบญั ญตั ินี้
มาตรา 26 ถ้าจะกลา่ วโทษผู้ใดให้รอ้ งทุกข์ต่อผบู้ งั คับบัญชาโดยตรงของผู้นน้ั จะร้องทุกข์ ดว้ ยวาจาหรือจะ
เขียนเป็นหนงั สอื ก็ได้ ถ้าผรู้ อ้ งทุกข์มารอ้ งทุกข์ด้วยวาจา ใหผ้ ู้รบั การรอ้ งทุกข์จดข้อความ สำคญั ของเร่อื งที่รอ้ งทกุ ข์นั้น
ให้ผ้รู ้องทุกขล์ งลายมือชอื่ ไวเ้ ปน็ หลักฐานดว้ ย
ถ้าหากวา่ ผูร้ ้องทุกข์ไม่ทราบชัดว่า ตนไดร้ ับความเดือดร้อนเพราะผู้ใดแน่ ก็ให้ ร้องทุกข์ต่อผบู้ ังคับบัญชา
โดยตรงของตน เพ่ือเสนอไปตามลำดับช้ันจนถึงทส่ี ุด คือผทู้ ่ีจะสั่งการไตส่ วน และแก้ความเดือดร้อนนั้นได้
มาตรา 27 ถา้ เขียนความร้องทกุ ข์เปน็ จดหมายแล้ว จดหมายน้นั ตอ้ งลงลายมือชื่อ ของผู้รอ้ งทุกข์ ใบร้องทุกข์
ฉบับใดไมม่ ีลายมือช่ือ ผ้บู งั คับบัญชาไมม่ ีหนา้ ท่ีจะต้องพิจารณา
มาตรา 28 เมื่อผูใ้ ดไดร้ ้องทุกข์ตอ่ ผบู้ งั คับบญั ชาตามระเบยี บท่วี า่ มาน้ีแลว้ และเวลาล่วง พน้ ไปสบิ หา้ วัน ยัง
ไม่ได้รบั ความชแี้ จงประการใด ทงั้ ความเดือดร้อนก็ยงั ไมป่ ลดเปลื้องไป ใหร้ อ้ งทุกข์ใหม่ ต่อผบู้ ังคับบญั ชาทีส่ งู ถัดขึน้ ไป
เปน็ ลำดับอกี และในการร้องทกุ ข์ครงั้ นใี้ ห้ชแี้ จงดว้ ยว่า ได้ร้องทุกข์ ต่อผู้บงั คับบัญชาชั้นใดมาแล้ว แตเ่ ม่ือใด
มาตรา 29 ถ้าผบู้ งั คบั บัญชาได้รับเร่อื งร้องทกุ ขเ์ มื่อใด ต้องรีบไตส่ วนและจัดการแก้ไข ความเดือดร้อน หรอื
ช้ีแจงให้ผ้ยู ่ืนใบรอ้ งทกุ ข์เขา้ ใจ จะเพิกเฉยเสียไม่ได้เปน็ อันขาด ผู้ใดเพกิ เฉยนบั ว่า กระทำผดิ ต่อวินยั ทหาร
มาตรา 30 ถา้ ผูบ้ งั คบั บัญชาที่ไดร้ ับเรือ่ งร้องทกุ ข์ได้ชแี้ จงให้ผ้รู ้องทุกขท์ ราบแล้ว แตผ่ ู้ร้องทุกข์ ยงั ไม่หมด
ความสงสัย ก็ให้ร้องทกุ ขต์ ่อผบู้ ังคับบญั ชาชั้นเหนือขึ้นไปได้ และต้องช้ีแจงดว้ ยวา่ ได้รอ้ งทุกขน์ ้ี ตอ่ ผ้ใู ดและไดร้ บั คำ
ชี้แจงอยา่ งไรแล้วดว้ ย
มาตรา 31 ถ้าหากปรากฏชดั ว่าข้อความท่รี ้องทกุ ข์เปน็ ความเท็จหรือการร้องทกุ ข์นนั้ กระทำไปโดยผิด
ระเบยี บท่ีกลา่ วมา ผูร้ อ้ งทุกข์จะต้องมีความผิดฐานกระทำผิดต่อวนิ ัยทหาร
มาตรา 32 ใหร้ ฐั มนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม มีหนา้ ท่ีรกั ษาการให้เป็นไปตาม พระราชบญั ญตั นิ ี้

- 101 -

ประกาศ ณ วนั ท่ี 12 สิงหาคม พุทธศกั ราช 2476 เปน็ ปีท่ี 9 ในรัชกาลปจั จุบนั
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ

(ลงชื่อ) นายพนั เอก พระยาพหลพลพยุหเสนา
นายกรัฐมนตรี

- 102 -

6. พระราชบัญญัติ การรักษาความม่นั คงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551

พระราชบัญญัติ
การรักษาความมนั่ คงภายในราชอาณาจักร

พ.ศ. 2551
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร.
ใหไ้ ว้ ณ วันที่ 19 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2551
เป็นปที ี่ 63 ในรชั กาลปัจจบุ ัน
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภมู ิพลอดลุ ยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า
โดยทเี่ ป็นการสมควรมีกฎหมายวา่ ด้วยการรักษาความมนั่ คงภายในราชอาณาจักร
พระราชบัญญัตินี้มีบทบัญญัติบางประการเกยี่ วกบั การจำกัดสิทธิและเสรีภาพของบุคคล ซึง่ มาตรา 29 และ
มาตรา 31 ประกอบกับมาตรา 32 มาตรา 33 มาตรา 34 มาตรา 36 มาตรา 41 และมาตรา 43 ของรฐั ธรรมนญู แห่ง
ราชอาณาจกั รไทย บญั ญัตใิ ห้กระทำไดโ้ ดยอาศยั อำนาจตามบทบญั ญัติแหง่ กฎหมาย
จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ให้ตราพระราชบัญญัติข้ึนไว้โดยคำแนะนำและยนิ ยอมของ
สภานิติบญั ญัติแห่งชาติ ดังต่อไปน้ี
มาตรา 1 พระราชบญั ญตั ินี้เรียกวา่ “พระราชบญั ญตั กิ ารรกั ษาความมัน่ คงภายใน
ราชอาณาจักร พ.ศ. 2551”
มาตรา 2 พระราชบญั ญตั นิ ้ีให้ใชบ้ งั คบั ตัง้ แตว่ ันถัดจากวันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นตน้ ไป
มาตรา 3 ในพระราชบัญญัติน้ี
“การรกั ษาความม่ันคงภายในราชอาณาจักร” หมายความว่า การดำเนินการเพ่ือปอ้ งกนั ควบคุม แก้ไข และ
ฟื้นฟูสถานการณ์ใด ทีเ่ ปน็ ภยั หรืออาจเป็นภัยอนั เกิดจากบุคคลหรอื กลมุ่ บคุ คลท่ี ก่อใหเ้ กดิ ความไมส่ งบสขุ ทำลาย
หรือทำความเสยี หายตอ่ ชีวิต รา่ งกาย ทรัพย์สนิ ของประชาชนหรอื ของรฐั ให้กลบั ส่สู ภาวะปกตเิ พือ่ ให้เกดิ ความสงบ
เรยี บรอ้ ยของประชาชน หรือความมน่ั คงของรัฐ
“คณะกรรมการ” หมายความวา่ คณะกรรมการอำนวยการรกั ษาความมน่ั คงภายใน ราชอาณาจักร
“ผู้อำนวยการ” หมายความว่า ผูอ้ ำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจกั ร
“หนว่ ยงานของรัฐ” หมายความว่า ส่วนราชการ รัฐวสิ าหกจิ องคก์ ารมหาชน องคก์ ร ปกครองส่วนท้องถิ่น
และหนว่ ยงานอ่ืนของรฐั แต่ไมร่ วมถงึ ศาลและองค์กรอสิ ระตามรัฐธรรมนูญ
“เจ้าหน้าที่ของรัฐ” หมายความวา่ ขา้ ราชการ พนักงาน และลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐ “พนกั งาน
เจ้าหนา้ ที่” หมายความว่า ผ้ซู ง่ึ ผอู้ ำนวยการแต่งตงั้ ให้ปฏิบัติการตามพระราชบญั ญตั ินี้ “จังหวดั ” หมายความรวมถึง
กรงุ เทพมหานคร
“ผ้วู า่ ราชการจงั หวดั ” หมายความรวมถึง ผู้วา่ ราชการกรงุ เทพมหานคร
มาตรา 4 ใหน้ ายกรัฐมนตรรี กั ษาการตามพระราชบัญญัตินี้

- 103 -

หมวด 1
กองอำนวยการรกั ษาความม่ันคงภายในราชอาณาจักร
มาตรา 5 ใหจ้ ัดต้งั กองอำนวยการรักษาความมัน่ คงภายในราชอาณาจกั ร เรียกโดยยอ่ ว่า “กอ.รมน” ขึ้นใน
สำนกั นายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าท่แี ละรบั ผดิ ชอบเก่ยี วกับการรกั ษาความม่นั คง ภายในราชอาณาจักร
กอ.รมน. มีฐานะเปน็ สว่ นราชการรูปแบบเฉพาะอยภู่ ายใต้การบงั คบั บญั ชาข้นึ ตรง ตอ่ นายกรฐั มนตรี โดย
วธิ กี ารปฏิบตั ิราชการและการบริหารงาน การจัดโครงสรา้ ง การแบ่งสว่ นงาน และอำนาจหน้าทีข่ องส่วนงาน และ
อัตรากำลงั ใหเ้ ปน็ ไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด
ใหน้ ายกรัฐมนตรีในฐานะหวั หนา้ รัฐบาลเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน ราชอาณาจักร เรยี กโดยย่อ
ว่า “ผอ.รมน.” เป็นผบู้ ังคับบัญชาขา้ ราชการ พนักงาน และลกู จ้าง ใน กอ.รมน. และรบั ผดิ ชอบในการปฏิบตั ิราชการ
ของ กอ.รมน. โดยมีผู้บญั ชาการทหารบกเปน็ รองผู้อำนวยการรักษาความม่ันคงภายในราชอาณาจกั ร
ผู้อำนวยการอาจแตง่ ต้ังผูช้ ่วยผู้อำนวยการจากขา้ ราชการในสงั กดั กอ.รมน. หรือเจา้ หน้าที่ ของรฐั อื่นได้ตาม
ความเหมาะสม โดยคำนึงถึงโครงสรา้ งและการแบง่ สว่ นงานภายในของ กอ.รมน.
ใหเ้ สนาธิการทหารบกเป็นเลขาธกิ าร กอ.รมน. มหี น้าทร่ี บั ผิดชอบงานอำนวยการและธุรการ ของ กอ.รมน.
รองผู้อำนวยการ ผชู้ ว่ ยผอู้ ำนวยการ และเลขาธิการ กอ.รมน. มีอำนาจบังคับบัญชาขา้ ราชการ พนกั งาน และ
ลกู จ้างใน กอ.รมน. รองจากผู้อำนวยการและมีอำนาจหนา้ ทอ่ี ื่นตามท่ผี ้อู ำนวยการ กำหนด
ใหผ้ ู้อำนวยการมีอำนาจทำนติ ิกรรม ฟ้องคดี ถูกฟอ้ งคดี และดำเนินการทง้ั ปวงเกีย่ วกับคดี อันเกยี่ วเนื่องกบั
อำนาจหนา้ ท่ีของ กอ.รมน. ทั้งนี้ โดยกระทำในนามของสำนกั นายกรฐั มนตรี
ในการปฏิบตั ิหน้าที่และการใช้อำนาจตามพระราชบญั ญัติน้ี ผู้อำนวยการจะมอบอำนาจ เปน็ หนังสือใหร้ อง
ผู้อำนวยการเป็นผ้ปู ฏิบตั ิหรอื ใช้อำนาจแทนก็ได้
มาตรา 6 ให้ กอ.รมน. เปน็ สว่ นราชการตามกฎหมายว่าดว้ ยวิธีการงบประมาณและกฎหมายว่าด้วยเงินคง
คลงั
มาตรา 7 ให้ กอ.รมน. มอี ำนาจหนา้ ที่ ดงั ตอ่ ไปน้ี
(1) ติดตาม ตรวจสอบ และประเมนิ แนวโนม้ ของสถานการณ์ทีอ่ าจกอ่ ให้เกดิ ภัยคุกคาม ด้านความมน่ั คง
ภายในราชอาณาจักรและรายงานคณะรฐั มนตรีเพ่ือพจิ ารณาดำเนนิ การต่อไป
(2) อำนวยการในการรกั ษาความมน่ั คงภายในราชอาณาจักร ในการนีใ้ หม้ ีอำนาจหนา้ ทเ่ี สนอ แผนและ
แนวทางในการปฏบิ ัติงานและดำเนินการต่อคณะรัฐมนตรีเพ่ือพิจารณาให้ความเห็นชอบ เมื่อคณะรฐั มนตรีให้ความ
เห็นชอบแลว้ ใหห้ นว่ ยงานของรัฐปฏบิ ตั ติ ามแผนและแนวทางน้ัน
(3) อำนวยการ ประสานงาน และเสรมิ การปฏิบัติของหน่วยงานของรฐั ทีเ่ ก่ียวข้องในการ ดำเนนิ การตามแผน
และแนวทางในการปฏบิ ตั งิ านตาม (2) ในการนี้ คณะรัฐมนตรีจะมอบหมายให้ กอ.รมน. มอี ำนาจในการกำกบั การ
ดำเนนิ การของหน่วยงานของรัฐตามทค่ี ณะรฐั มนตรีกำหนดดว้ ยกไ็ ด้
(4) เสรมิ สร้างใหป้ ระชาชนตระหนกั ในหนา้ ท่ีที่ต้องพิทกั ษร์ ักษาไวซ้ ึง่ ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตรยิ ์ สร้าง
ความรกั ความสามคั คขี องคนในชาติ รวมทงั้ ส่งเสริมใหป้ ระชาชนเข้ามามี ส่วนรว่ มในการป้องกนั และแก้ไขปญั หา
ตา่ งๆ ทกี่ ระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักร และความสงบเรียบร้อยของสังคม

- 104 -

(5) ดำเนนิ การอนื่ ตามท่ีกฎหมายบญั ญัติหรือตามทค่ี ณะรัฐมนตรี สภาความมัน่ คงแหง่ ชาติ หรือ
นายกรฐั มนตรมี อบหมาย

มาตรา 8 นอกจากการมอบอำนาจตามกฎหมายวา่ ดว้ ยระเบยี บบรหิ ารราชการแผน่ ดินแลว้ บรรดาอำนาจ
หน้าทข่ี องผู้อำนวยการตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี ผอู้ ำนวยการจะมอบอำนาจให้ ผอ.รมน.ภาค ผอ.รมน.จังหวดั หรือ
ผู้อำนวยการศนู ยห์ รือหวั หนา้ หนว่ ยงานที่เรยี กชอื่ อยา่ งอ่นื ปฏิบัตแิ ทนก็ได้

มาตรา 9 เพื่อประโยชนใ์ นการปฏิบตั ิการตามอำนาจหน้าที่ของ กอ.รมน. ตามพระราชบัญญัตนิ ี้ ให้หน่วยงาน
ของรัฐจัดส่งเจ้าหน้าทข่ี องรฐั ไปปฏิบัติหน้าทใ่ี น กอ.รมน.ตามทผี่ อู้ ำนวยการร้องขอ และให้องค์กรกลางบรหิ ารงาน
บคุ คลหรอื องค์กรอนื่ ท่มี ีอำนาจหน้าท่ีทำนองเดียวกนั ของหนว่ ยงาน ของรฐั นั้น จัดใหห้ น่วยงานของรัฐทีจ่ ดั สง่
เจ้าหนา้ ที่ของรัฐไปปฏิบัติหน้าที่ยัง กอรมน. มีอัตรากำลังแทน ตามความจำเปน็ แต่ไมเ่ กินจำนวนอตั รากำลงั ท่จี ดั ส่งไป

มาตรา 10 ใหม้ ีคณะกรรมการอำนวยการรกั ษาความมน่ั คงภายในราชอาณาจักรคณะหนึ่ง ประกอบดว้ ย
นายกรฐั มนตรีหรอื รองนายกรัฐมนตรซี ง่ึ นายกรฐั มนตรีมอบหมายเปน็ ประธาน รฐั มนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหมและ
รัฐมนตรวี า่ การกระทรวงมหาดไทยเป็นรองประธาน รฐั มนตรวี า่ การกระทรวงยุตธิ รรม รฐั มนตรีวา่ การกระทรวง
เทคโนโลยสี ารสนเทศและการสือ่ สาร ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงการตา่ งประเทศ ปลดั กระทรวงมหาดไทย
อัยการสูงสุด เลขาธิการสภาความมนั่ คงแห่งชาติ ผู้อำนวยการสำนักขา่ วกรองแหง่ ชาติ ผู้อำนวยการสำนกั งบประมาณ
เลขาธกิ ารคณะกรรมการข้าราชการพลเรอื น เลขาธิการคณะกรรมการพฒั นาระบบราชการ ผบู้ ัญชาการทหารสงู สดุ ผู้
บญั ชาการทหารบก ผบู้ ัญชาการทหารเรอื ผ้บู ัญชาการทหารอากาศ ผบู้ ัญชาการตำรวจแห่งชาติ อธิบดีกรมบญั ชีกลาง
และอธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ เปน็ กรรมการ และเลขาธิการ กอ.รมน. เปน็ กรรมการและเลขานกุ าร และให้
ผู้อำนวยการแตง่ ต้งั ขา้ ราชการ ใน กอ.รมน. เปน็ ผู้ชว่ ยเลขานุการ ไม่เกินสองคน

ให้คณะกรรมการมีอำนาจหน้าที่กํากบั ให้คำปรึกษาและเสนอแนะตอ่ กอ.รมน. ในการ ปฏิบตั ิงานในอำนาจ
หนา้ ที่ของ กอ.รมน. รวมตลอดทัง้ อำนาจหน้าท่ี ดังต่อไปนี้

(1) วางระเบยี บเก่ยี วกบั การอำนวยการและประสานงานกบั หนว่ ยงานของรฐั ทเี่ ก่ยี วข้องใน การรกั ษาความ
มั่นคงภายในราชอาณาจักร

(2) วางระเบยี บเก่ียวกับการปฏบิ ตั ิงานของ กอ.รมน. กอ.รมน.ภาค และ กอ.รมน.จงั หวัด
(3) ออกขอ้ บังคบั เก่ียวกบั การงบประมาณ การเงนิ การคลัง การพัสดแุ ละการจดั การ ทรัพย์สนิ ของ กอ.รมน.
(4) แต่งตั้งคณะท่ีปรกึ ษา กอ.รมน. โดยคำนงึ ถงึ การมสี ว่ นร่วมของประชาชนในภาคสว่ น ต่าง ๆ อย่างน้อยให้
ประกอบด้วยผ้ทู รงคุณวุฒหิ รอื มีประสบการณ์ด้านรัฐศาสตร์ รฐั ประศาสนศาสตร์ นติ ศิ าสตร์ วทิ ยาศาสตรแ์ ละ
เทคโนโลยี การค้มุ ครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน การแก้ไขปญั หา โดยสนั ตวิ ิธี การรักษาความมัน่ คงของรฐั
สอื่ มวลชนและมหี นา้ ท่ีในการเสนอแนะการแกไ้ ขปัญหา หรือป้องกนั ภัยท่จี ะเกิดข้นึ และให้คำปรกึ ษาตามท่ี
คณะกรรมการหารอื
(5) แตง่ ตั้งคณะอนกุ รรมการหรอื คณะทำงานเพ่ือปฏิบัตหิ นา้ ทีต่ ามท่ีได้รบั มอบหมาย
(6) ปฏบิ ัติหนา้ ที่อ่ืนตามทบี่ ัญญัติไว้ในพระราชบญั ญัตินี้หรือกฎหมายอืน่

- 105 -

มาตรา 11 เม่ือมีกรณจี ำเปน็ ในอนั ท่จี ะรักษาความมนั่ คงภายในราชอาณาจักรในพน้ื ที่ของ กองทัพภาคใด
คณะกรรมการโดยคำเสนอแนะของผ้อู ำนวยการจะมีมติให้กองทัพภาคน้ันจัดให้มกี อง อำนวยการรกั ษาความมนั่ คง
ภายในภาค เรียกโดยย่อว่า “กอ.รมน.ภาค” ก็ได้

ให้ กอ.รมน.ภาค เปน็ หนว่ ยงานข้ึนตรงต่อ กอ.รมน. โดยมีแมท่ ัพภาคเปน็ ผู้อำนวยการรักษา ความมน่ั คง
ภายในภาค เรยี กโดยยอ่ วา่ “ผอ.รมน.ภาค” มหี นา้ ทร่ี บั ผิดชอบและสนบั สนุนการรักษา ความม่นั คงภายใน
ราชอาณาจกั รในเขตพนื้ ท่รี ับผิดชอบของกองทัพภาคตามที่ผูอ้ ำนวยการมอบหมาย

เพอ่ื ประโยชนใ์ นการปฏบิ ตั หิ น้าท่ขี อง กอ.รมน.ภาค ให้ผู้อำนวยการมีอำนาจแตง่ ต้งั ขา้ ราชการ และลกู จ้าง
ของกองทัพภาค รวมตลอดทั้งข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างของหน่วยงานของรัฐท่อี ยู่ใน เขตพน้ื ที่ให้มาปฏิบตั ิงาน
ประจำหรือเป็นคร้ังคราวใน กอ.รมน.ภาค ไดต้ ามที่ ผอ.รมน.ภาค เสนอ

ผอ.รมน.ภาค เป็นผู้บังคบั บญั ชาขา้ ราชการ พนักงาน และลูกจ้างท่ีไดร้ ับคำส่ังให้มา ปฏบิ ัติงานใน กอ.รมน.
ภาค และรบั ผดิ ชอบในการปฏิบตั ริ าชการของ กอ.รมน.ภาค

การจัดโครงสร้าง การแบง่ สว่ นงานและอำนาจหนา้ ที่ อตั รากำลงั และการบรหิ ารงานของ ส่วนงานภายใน
กอ.รมน.ภาค ใหเ้ ปน็ ไปตามที่ผอู้ ำนวยการกำหนดตามข้อเสนอของ ผอ.รมน. ภาค

ให้ กอ.รมน. และกองทพั ภาคพิจารณาให้การสนบั สนนุ ด้านบุคลากร งบประมาณและ ทรัพยส์ ิน ในการ
ปฏิบัติงานของ กอ.รมน.ภาค ตามท่ี ผอ.รมน.ภาค ร้องขอ และให้นำความ ในมาตรา 9 มาใช้บงั คบั กับ กอ.รมน.ภาค
ด้วยโดยอนโุ ลม

มาตรา 12 เพื่อประโยชน์ในการสร้างการมีส่วนรว่ มในการแกไ้ ขปัญหาหรือป้องกันภัย ทจ่ี ะเกิดข้ึน ผอ.รมน.
ภาค อาจแตง่ ตั้งคณะกรรมการที่ปรึกษา กอ.รมน.ภาคข้ึนคณะหนง่ึ ประกอบด้วย ประธานกรรมการและกรรมการมี
จำนวนไมเ่ กินห้าสบิ คนโดยแต่งตัง้ จากผู้ซ่ึงเปน็ ทีย่ อมรบั นบั ถือ ของประชาชนในพืน้ ท่ีทุกภาคสว่ น มหี น้าทใ่ี นการ
เสนอแนะการแกไ้ ขปัญหาหรือป้องกนั ภยั ท่ีจะเกิดข้ึน และให้คำปรึกษาตามท่ี ผอ.รมน.ภาค ร้องขอ

มาตรา 13 เพื่อประโยชนใ์ นการสนับสนุน ชว่ ยเหลอื และปฏิบตั กิ ารตามอำนาจหนา้ ที่ของ กอ.รมน.ภาค ตาม
มาตรา 11 ผอ.รมน.ภาค โดยความเห็นชอบของรัฐมนตรีวา่ การกระทรวงมหาดไทย และผู้อำนวยการจะตั้งกอง
อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวดั เรียกโดยยอ่ ว่า “กอ.รมน.จงั หวัด” ขน้ึ ในจังหวดั ท่ีอยู่ในเขตของกองทัพ
ภาคเปน็ หนว่ ยงานขนึ้ ตรงต่อ กอ.รมน.ภาค ก็ได้ โดยมหี นา้ ท่ี รบั ผดิ ชอบและสนับสนุนการรักษาความมั่นคงภายในเขต
พ้ืนท่รี ับผิดชอบของจังหวัดนั้นตามท่ี ผอู้ ำนวยการมอบหมาย และใหผ้ ู้วา่ ราชการจังหวดั เป็นผอู้ ำนวยการรกั ษาความ
มั่นคงภายในจงั หวัด เรียกโดยย่อวา่ “ผอ.รมน.จังหวดั ” เป็นผู้บงั คับบญั ชาข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้าง และ
รับผดิ ชอบ ในการปฏิบัติราชการของ กอ.รมน.จงั หวดั

การจดั โครงสรา้ ง การแบ่งส่วนงานและอำนาจหนา้ ที่ อตั รากำลัง และการบรหิ ารงานของ สว่ นงานภายใน
กอ.รมน.จังหวัด ให้เป็นไปตามทีผ่ อู้ ำนวยการกำหนด

ให้ กอ.รมน. และจงั หวดั พจิ ารณาให้การสนับสนนุ ดา้ นบุคลากร งบประมาณและทรัพย์สิน ในการปฏบิ ัติงาน
ของ กอ.รมน.จังหวดั ตามที่ ผอ.รมน.จงั หวัด ร้องขอ และใหน้ าํ ความในมาตรา 5 มาใชบ้ ังคับกับ กอ.รมน.จังหวดั ด้วย
โดยอนโุ ลม

- 106 -

มาตรา 14 เพ่ือประโยชนใ์ นการสร้างการมสี ว่ นร่วมในการแกไ้ ขปัญหาหรอื ป้องกนั ภัย ท่ีจะเกดิ ขึ้น ผอ.รมน.
จงั หวัด อาจแต่งตั้งคณะกรรมการที่ปรกึ ษา กอ.รมน.จงั หวดั ขึน้ คณะหนึ่ง ประกอบดว้ ยประธานกรรมการและ
กรรมการมีจำนวนไมเ่ กนิ สามสิบคนโดยแต่งต้งั จากผซู้ ่ึงเปน็ ที่ ยอมรบั นบั ถอื ของประชาชนในพ้ืนที่ทุกภาคส่วน มหี นา้ ท่ี
ในการเสนอแนะการแก้ไขปัญหาหรอื ปอ้ งกันภัย ที่จะเกดิ ข้ึน และให้คำปรึกษาตามท่ี ผอ.รมน.จงั หวดั รอ้ งขอ

หมวด 2
ภารกจิ การรักษาความมนั่ คงภายในราชอาณาจักร
มาตรา 15 ในกรณที ่ปี รากฏเหตกุ ารณ์อันกระทบต่อความม่นั คงภายในราชอาณาจักรแต่ยัง ไม่มีความ
จำเปน็ ตอ้ งประกาศสถานการณฉ์ ุกเฉินตามกฎหมายว่าด้วยการบรหิ ารราชการในสถานการณ์ ฉุกเฉิน และเหตุการณ์
นนั้ มแี นวโน้มทีจ่ ะมีอยู่ต่อไปเป็นเวลานานตั้งอยใู่ นอำนาจหนา้ ท่ีหรือความ รับผิดชอบในการแก้ไขปัญหาของหนว่ ยงาน
ของรฐั หลายหนว่ ยคณะรัฐมนตรีจะมมี ติมอบหมายให้ กอ.รมน. เป็นผรู้ บั ผิดชอบในการป้องกัน ปราบปราม ระงบั
ยับยัง้ และแก้ไขหรือบรรเทาเหตกุ ารณ์ ที่กระทบตอ่ ความมั่นคงภายในราชอาณาจกั รนน้ั ภายในพน้ื ท่ีและระยะเวลาที่
กำหนดได้ ท้ังน้ี ใหป้ ระกาศให้ทราบโดยทั่วไป
ในกรณที เี่ หตุการณต์ ามวรรคหนง่ึ ส้ินสุดลงหรอื สามารถดำเนินการแก้ไขไดต้ ามอำนาจหน้าที่ ของหน่วยงาน
ของรฐั ท่รี บั ผดิ ชอบตามปกติ ใหน้ ายกรัฐมนตรปี ระกาศใหอ้ ำนาจหนา้ ท่ขี อง กอ.รมน. ที่ได้รบั มอบหมายตามวรรคหนึ่ง
สิ้นสุดลง และให้นายกรัฐมนตรีรายงานผลตอ่ สภาผูแ้ ทนราษฎรและ วุฒิสภาทราบโดยเร็ว
มาตรา 16 ในการดำเนนิ การตามทไี่ ด้รับมอบหมายตามมาตรา 15 ให้ กอ.รมน. มีอำนาจ หนา้ ทีด่ ังตอ่ ไปนี้
ด้วย
(1) ปอ้ งกัน ปราบปราม ระงบั ยับย้ัง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณท์ ่ีกระทบต่อความม่ันคง ภายใน
ราชอาณาจกั รตามที่ได้รบั มอบหมายตามมาตรา 15
(2) จัดทำแผนการดำเนินการตาม (1) เสนอต่อคณะกรรมการเพอ่ื ให้ความเห็นชอบ
(3) กำกับ ตดิ ตาม และเรง่ รัดหน่วยงานของรฐั และเจ้าหนา้ ที่ของรัฐทีเ่ กย่ี วข้องใหด้ ำเนินการ หรือบรู ณาการ
ในการดำเนินการใหเ้ ป็นไปตามแผนตาม (2)
(4) ส่งั ให้เจา้ หนา้ ท่ีของรัฐซึง่ มีพฤติกรรมวา่ จะเป็นภัยต่อความม่นั คงภายในราชอาณาจักร หรือเป็นอปุ สรรค
ตอ่ การรักษาความม่นั คงภายในราชอาณาจักรออกจากพ้ืนที่ท่ีกำหนด
ในการจัดทำแผนตาม (2) ให้ กอ.รมน. ประชมุ หารือกับสำนักงานสภาความมั่นคงแหง่ ชาติ และหน่วยงาน
ของรฐั ทเี่ กี่ยวขอ้ งดว้ ย และในการนใ้ี ห้จดั ทำแผนเผชิญเหตุในแตล่ ะสถานการณ์ท่ีคาดวา่ จะเกดิ ขนึ้
ในกรณีท่ีมคี ำสง่ั ตาม (4) แลว้ ให้ กอ.รมน. แจ้งใหห้ นว่ ยงานของรฐั ทเี่ จา้ หน้าที่ของรฐั ผนู้ น้ั สงั กดั ทราบพร้อม
ดว้ ยเหตุผล และให้เจา้ หนา้ ที่ของรัฐซึ่งได้รบั คำส่ังใหอ้ อกจากพน้ื ที่น้นั ไปรายงานตัว ยังหนว่ ยงานของรัฐที่ตนสังกดั
โดยเรว็ ในการนใ้ี ห้หน่วยงานของรฐั เจา้ สงั กัดดำเนนิ การออกคำส่ังให้ เจา้ หนา้ ทีข่ องรัฐผู้นน้ั พน้ จากตำแหนง่ หน้าที่
หรือพ้นจากการปฏิบตั ิหน้าที่ในพ้ืนท่ตี ามที่กำหนดไว้ใน คำส่ังดังกลา่ ว
เพ่อื ประโยชน์ในการปฏบิ ัตกิ ารตามอำนาจหนา้ ที่ตามวรรคหน่งึ ถ้ามีความจำเปน็ ท่ี กอ.รมน. ต้องใชอ้ ำนาจ
หรือหนา้ ท่ตี ามกฎหมายใดทีอ่ ยใู่ นอำนาจหน้าทหี่ รือความรับผดิ ชอบของหนว่ ยงานของรัฐใด ให้คณะรัฐมนตรมี ีอำนาจ

- 107 -

แตง่ ต้ังผ้ดู ำรงตำแหน่งใด ๆ ใน กอ.รมน.เปน็ เจ้าพนักงานหรอื พนักงานเจา้ หนา้ ท่ี ตามกฎหมายนนั้ หรอื มีมตใิ ห้
หน่วยงานของรฐั นนั้ มอบอำนาจหน้าทีแ่ ละความรับผิดชอบตามกฎหมาย ในเร่ืองดังกล่าว ให้ กอ.รมน. ดำเนินการ
แทนหรือมีอำนาจดำเนนิ การดว้ ยภายในพื้นทแ่ี ละระยะเวลา ทก่ี ำหนด ทั้งนี้ ต้องกำหนดหลกั เกณฑ์และเงอื่ นไขในการ
ใช้อำนาจนนั้ ไว้ดว้ ย

มาตรา 17 ในกรณที ี่มีความจำเปน็ เพื่อแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากเหตุการณท์ ่ีกระทบตอ่ ความ ม่ันคงภายใน
ราชอาณาจักรให้เปน็ ไปตามอำนาจหน้าทใี่ นมาตรา 16 ในเขตพ้ืนท่ีในพ้ืนทหี่ นึ่ง ให้ผอู้ ำนวยการโดยความเหน็ ชอบของ
คณะกรรมการมีอำนาจจัดตั้งศูนย์อำนวยการหรือหน่วยงานท่ี เรยี กช่อื อย่างอ่นื เพ่ือปฏิบัติภารกิจอยา่ งหนึง่ อย่างใด
หรือหลายอยา่ งเปน็ การเฉพาะก็ได้

โครงสรา้ ง อตั รากำลัง การบริหารจดั การ อำนาจหน้าที่ การกำกับตดิ ตามหรอื บังคับบญั ชา ศูนย์อำนวยการ
หรือหนว่ ยงานท่ีเรียกช่ืออย่างอ่นื ตามวรรคหนึ่ง ใหเ้ ป็นไปตามทผ่ี ู้อำนวยการ โดยความ เห็นชอบของคณะกรรมการ
กำหนด โดยประกาศในราชกิจจานุเบกษาและให้นำความในมาตรา
มาใช้บังคบั กับศูนยห์ รือหนว่ ยงานตามวรรคหนงึ่ ดว้ ยโดยอนุโลม โดยให้อำนาจของผอู้ ำนวยการเป็น อำนาจของ
ผู้อำนวยการศูนย์หรือหวั หนา้ หน่วยงานนัน้

มาตรา 18 เพ่ือประโยชน์ในการปอ้ งกนั ปราบปราม ระงับ ยับย้ัง และแก้ไขหรือบรรเทา เหตุการณภ์ ายใน
พื้นทีต่ ามมาตรา 15 ใหผ้ อู้ ำนวยการ โดยความเหน็ ชอบของคณะรฐั มนตรมี ีอำนาจ ออกขอ้ กำหนด ดังต่อไปนี้

(1) ให้เจา้ หน้าท่ีของรฐั ที่เก่ียวขอ้ งปฏบิ ตั ิการหรืองดเว้นการปฏบิ ัติการอย่างหนึ่งอยา่ งใด
(2) ห้ามเขา้ หรอื ให้ออกจากบริเวณพ้นื ท่ี อาคาร หรือสถานท่ที ี่กำหนดในห้วงเวลาท่ี ปฏบิ ตั ิการ เวน้ แต่ได้รับ
อนญุ าตจากพนักงานเจ้าหน้าท่ี หรือเป็นบคุ คลซง่ึ ไดร้ ับการยกเวน้
(3) ห้ามออกนอกเคหสถานในเวลาทก่ี ำหนด
(4) หา้ มนำอาวธุ ออกนอกเคหสถาน
(5) ห้ามการใช้เสน้ ทางคมนาคมหรือการใช้ยานพาหนะ หรือกำหนดเงื่อนไขการใชเ้ ส้นทาง คมนาคมหรอื การ
ใช้ยานพาหนะ
(6) ใหบ้ ุคคลปฏิบัติหรืองดเวน้ การปฏิบัตอิ ยา่ งหน่ึงอยา่ งใดอันเกย่ี วกบั เครื่องมือหรอื อุปกรณ์ อิเล็กทรอนกิ ส์
เพ่อื ป้องกันอนั ตรายทีจ่ ะเกิดแก่ชีวิต รา่ งกาย หรือทรัพย์สนิ ของประชาชน
ข้อกำหนดตามวรรคหน่ึงจะกำหนดหลักเกณฑ์ เง่ือนเวลาหรอื เง่ือนไขทก่ี ำหนดไวด้ ้วยก็ได้ ทง้ั นี้ การกำหนด
ดังกลา่ วต้องไม่ก่อความเดือดรอ้ นแก่ประชาชนเกินสมควรแก่เหตุ
มาตรา 19 ในการดำเนินการตามอำนาจหน้าท่ตี ามมาตรา 16 (1) ใหผ้ ู้อำนวยการและ พนกั งานเจ้าหน้าท่ีท่ี
ผอู้ ำนวยการมอบหมาย เปน็ พนกั งานฝ่ายปกครองหรือตำรวจชัน้ ผใู้ หญ่และ รว่ มเปน็ พนกั งานสอบสวนตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา
มาตรา 20 ในการใชอ้ ำนาจของ กอ.รมน. ตามมาตรา 16 (1) ถ้าก่อให้เกิดความเสียหาย แกป่ ระชาชนผู้สุจริต
ให้ กอ.รมน. จดั ใหผ้ ู้นัน้ ไดร้ บั การชดเชยคา่ เสียหายตามควรแก่กรณีตาม หลกั เกณฑ์และเง่ือนไขท่ีคณะรฐั มนตรีกำหนด
มาตรา 21 ภายในเขตพื้นท่ีท่ีคณะรัฐมนตรีมมี ติให้ กอ.รมน. ดำเนินการตามมาตรา 15 หากปรากฏว่าผ้ใู ด
ต้องหาวา่ ได้กระทำความผิดอันมผี ลกระทบต่อความมนั่ คงภายในราชอาณาจักรตามที่ คณะรฐั มนตรีกำหนด แต่กลับ

- 108 -

ใจเข้ามอบตัวต่อพนกั งานเจ้าหนา้ ท่หี รอื เป็นกรณที ่ีพนกั งานสอบสวนไดด้ ำเนินการสอบสวนแลว้ ปรากฏวา่ ผ้นู ัน้ ได้
กระทำไปเพราะหลงผดิ หรือรเู้ ท่าไม่ถึงการณ์และการเปดิ โอกาสใหผ้ นู้ ั้นกลบั ตัวจะเปน็ ประโยชนต์ ่อการรักษาความ
มนั่ คงภายในราชอาณาจกั ร ในการน้ี ให้พนักงานสอบสวนส่งสำนวนการสอบสวนของผู้ต้องหานัน้ พร้อมท้ังความเหน็
ของพนกั งาน สอบสวนไปใหผ้ ู้อำนวยการ

ในกรณีทผี่ ู้อำนวยการเห็นดว้ ยกับความเห็นของพนกั งานสอบสวนใหส้ ง่ สำนวนพร้อม ความเห็นของ
ผอู้ ำนวยการให้พนกั งานอัยการเพอ่ื ย่นื คำร้องต่อศาล หากเหน็ สมควรศาลอาจส่งั ใหส้ ง่ ผู้ตอ้ งหานน้ั ให้ผู้อำนวยการเพอื่
เข้ารบั การอบรม ณ สถานทที่ ี่กำหนดเป็นเวลาไม่เกินหกเดอื น และปฏบิ ัตติ ามเง่ือนไขอ่นื ที่ศาลกำหนดดว้ ยก็ได้

การดำเนินการตามวรรคสอง ให้ศาลส่งั ไดต้ ่อเมื่อผู้ต้องหาน้ันยนิ ยอมเข้ารับการอบรมและ ปฏบิ ัติตามเงื่อนไข
ดงั กลา่ ว

เมื่อผ้ตู ้องหาได้เขา้ รับการอบรมและปฏบิ ัตติ ามเง่อื นไขท่ศี าลกำหนดดงั กล่าวแล้ว สทิ ธนิ ำคดีอาญามาฟ้อง
ผ้ตู อ้ งหาน้นั เป็นอนั ระงับไป

มาตรา 22 พนักงานเจา้ หนา้ ท่ีซึง่ ปฏิบตั ิหน้าที่ภายในพื้นท่ที ี่กำหนดตามมาตรา 15 อาจได้รบั ค่าตอบแทน
พิเศษตามท่ีคณะรฐั มนตรีกำหนด
พนักงานเจ้าหน้าท่ีตามวรรคหน่ึงผ้ใู ดเจบ็ ป่วย เสียชวี ติ ทุพพลภาพ พิการ หรือสูญเสยี อวยั วะ อนั เนอ่ื งมาจากการ
ปฏบิ ัตหิ น้าที่ ให้ไดร้ ับสทิ ธิประโยชน์อน่ื นอกเหนือจากทมี่ ีกฎหมายกำหนด ท้งั นี้ ตามระเบียบทค่ี ณะรัฐมนตรีกำหนด

มาตรา 23 บรรดาข้อกำหนด ประกาศ คำส่งั หรือการกระทำตามหมวดน้ี ไม่อยู่ในบังคบั ของกฎหมายว่าดว้ ย
วิธปี ฏิบัติราชการทางปกครอง

การดำเนินคดีใด ๆ อนั เน่ืองมาจากข้อกำหนด ประกาศ คำสง่ั หรอื การกระทำตามหมวดน้ี ให้อยู่ในอำนาจ
ของศาลยุติธรรม ทัง้ น้ี ในกรณีทศ่ี าลจะต้องพิจารณาเพ่ือใช้มาตรการหรอื วธิ กี าร ชัว่ คราวกอ่ นพิพากษาตามประมวล
กฎหมายวธิ พี ิจารณาความแพ่งหรอื ประมวลกฎหมายวิธีพจิ ารณา ความอาญา แล้วแต่กรณี ใหศ้ าลเรยี กเจ้าพนกั งาน
หรือพนักงานเจ้าหน้าที่ซ่ึงออกขอ้ กำหนด ประกาศ
หรือคำส่งั หรอื กระทำการนน้ั มาเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริง รายงาน หรอื แสดงเหตผุ ลเพ่ือประกอบ การพิจารณาส่งั ใช้
มาตรการหรือวิธีการช่ัวคราวดังกลา่ วด้วย

หมวด 3
บทกำหนดโทษ
มาตรา 24 ผใู้ ดฝา่ ฝืนข้อกำหนดท่อี อกตามมาตรา 18 (2) (3) (4) (5) หรือ (6) ต้องระวางโทษจำคุกไมเ่ กนิ
หน่ึงปี หรอื ปรับไม่เกนิ สองหม่ืนบาท หรือท้ังจำท้งั ปรับ
บทเฉพาะกาล
มาตรา 25 ให้โอนบรรดากิจการ ทรัพย์สิน งบประมาณ หน้ี สิทธิ ขา้ ราชการ พนกั งาน ลูกจ้าง และ
อัตรากำลงั ของกองอำนวยการรกั ษาความมน่ั คงภายในตามคำสั่งสำนกั นายกรัฐมนตรี ที่ 205/2549 เรือ่ ง การจัดตง้ั
กองอำนวยการรักษาความมนั่ คงภายใน ลงวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2549 มาเป็นของกองอำนวยการรักษาความม่ันคง
ภายในราชอาณาจักรตามพระราชบญั ญัตนิ ี้

- 109 -

มาตรา 26 ให้ศนู ย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ และกองบญั ชาการผสมพลเรือน ตำรวจ ทหาร
ทจี่ ัดตง้ั ข้นึ ตามคำส่ังสำนักนายกรัฐมนตรี ท่ี 203/2549 เร่ือง การบริหารราชการ ในจงั หวดั ชายแดนภาคใต้ ลงวันท่ี
30 ตุลาคม พ.ศ. 2549 เป็นศูนย์อำนวยการหรือหน่วยงาน ทเ่ี รยี กช่ืออย่างอืน่ ทีจ่ ัดตัง้ ขึน้ ตามมาตรา 17 แหง่
พระราชบัญญัติน้ี

ผรู้ ับสนองพระบรมราชโองการ
พลเอก สรุ ยุทธ์ จุลานนท์
นายกรฐั มนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัตฉิ บบั นี้ คอื โดยท่ีปจั จบุ นั มีปญั หาเก่ยี วกับความมนั่ คง
จากบุคคลหรือกลุม่ บุคคลที่มีหลากหลาย มีความรุนแรง รวดเร็ว สามารถขยายตัวจนส่งผลกระทบ เป็นวงกวา้ ง และมี
ความสลับซับซ้อน จนอาจกระทบต่อเอกราชและบูรณภาพแห่งอาณาเขต กอ่ ใหเ้ กดิ ความ ไม่สงบเรียบร้อยในประเทศ
และเปน็ ภยนั ตรายต่อความสงบสขุ ของประชาชน ดังนั้น เพ่อื ให้สามารถป้องกนั และระงับภยั ทเ่ี กิดขึน้ ได้อยา่ ง
ทนั ท่วงที จึงสมควรกำหนดให้มีหนว่ ยปฏบิ ตั งิ านหลักเพื่อรบั ผิดชอบ ดำเนนิ การรักษาความมน่ั คงในราชอาณาจักร
ตลอดจนบรู ณาการและประสานการปฏิบัติรว่ มกับ ทุกสว่ นราชการ ส่งเสรมิ ให้ประชาชนเข้ามามสี ่วนร่วมในการ
ป้องกนั และรกั ษาความมน่ั คง รวมท้งั เสรมิ สร้างความเขม้ แข็งในท้องถน่ิ ของตน เพื่อป้องกนั ภยันตรายทเี่ กดิ ข้นึ ตั้งแต่
ในยามปกติ และในยามทเ่ี กดิ สถานการณ์อนั เปน็ ภัยตอ่ ความมน่ั คงในพื้นที่ในพ้ืนท่ีหนึ่ง และกำหนดให้มีมาตรการและ
กลไกควบคุม การใช้อำนาจเป็นการเฉพาะตามระดบั ความรุนแรงของสถานการณ์ เพื่อให้สามารถแก้ไขสถานการณ์ได้
อย่าง มปี ระสิทธิภาพและเปน็ เอกภาพ จงึ จำเปน็ ต้องตราพระราชบัญญัติน้ี

- 110 -

9. พระราชบัญญตั กิ ฎอัยการศกึ พระพุทธศักราช 2457

พระราชบัญญัติ
กฎอัยการศกึ พระพุทธศกั ราช 2457

พระราชปรารภ
มีพระบรมราชโองการในพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาวชิราวุธพระมงกฎุ เกล้าเจา้ อยู่หวั ดำรสั เหนือ
เกล้า ฯ ใหป้ ระกาศทราบทั่วกันว่ากฎอัยการศึกซึง่ ไดต้ ราเป็นพระราชบญั ญัติไวต้ ้ังแต่ พ.ศ. 2450 (ร.ศ. 126) นั้น
อำนาจเจ้าพนักงานฝา่ ยทหารท่จี ะกระทำการใด ๆ ยงั หาตรงกบั ระเบียบพิชยั สงคราม อันต้องการของความเรยี บร้อย
ปราศจากภยั ซ่งึ จะมีมาจากภายนอก หรอื เกดิ ขน้ึ ภายในไดโ้ ดยสะดวกไม่ บัดนสี้ มควรแก้ไขกฎอยั การศึกและ
เปลี่ยนแปลง ใหเ้ หมาะกับกาลสมัย จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า ฯ ใหย้ กเลกิ กฎอัยการศึก พ.ศ. 2450 (ร.ศ. 126) น้นั
เสยี และให้ใชก้ ฎ อัยการศกึ ซ่ึงไดต้ ราเป็นพระราชบญั ญตั ิขึ้นใหม่ดงั ต่อไปนี้

นามพระราชบญั ญัติ
มาตรา 1 พระราชบญั ญัตินี้ ให้เรยี กว่า “กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457”
ใชพ้ ระราชบญั ญตั ิท่ใี ดเมอ่ื ใดตอ้ งประกาศ
มาตรา 2 เม่ือเวลามีเหตอุ นั จำเป็นเพ่ือรักษาความเรยี บร้อยปราศจากภยั ซึ่งจะมาจากภายนอกหรือ ภายใน
ราชอาณาจกั รแลว้ จะไดม้ ีประกาศพระบรมราชโองการใหใ้ ช้กฎอยั การศึกทุกมาตราหรือแต่บางมาตรา หรือ ข้อความ
สว่ นใดสว่ นหนึง่ ของมาตรา ตลอดจนการกำหนดเง่ือนไขแห่งการใช้บทบัญญตั นิ ้ันบังคบั ในส่วนหน่งึ สว่ นใดของ
ราชอาณาจักรหรือตลอดท่วั ราชอาณาจกั ร และถ้าไดป้ ระกาศใชเ้ ม่อื ใด หรือ ณ ทใี่ ดแล้ว บรรดาข้อความใน
พระราชบญั ญตั ิ หรือบทกฎหมายใดๆ ซ่งึ ขดั กับความของกฎอัยการศึกที่ใหใ้ ช้บงั คบั ต้องระงบั และใช้บทบญั ญัติของกฎ
อัยการศึกท่ีให้ใช้ บังคับน้นั แทน

ลักษณะประกาศ
มาตรา 3 ถ้าไมไ่ ดป้ ระกาศใช้กฎอัยการศกึ ท่วั พระราชอาณาจักร ในประกาศนนั้ จะได้แสดงใหป้ รากฏวา่
มณฑลใด ตำบลใด หรอื เขตใดใชก้ ฎอัยการศกึ

ผู้มีอำนาจใชก้ ฎอัยการศึก
มาตรา 4 เมื่อมีสงครามหรือจลาจลขนึ้ ณ แห่งใดใหผ้ ูบ้ งั คบั บัญชาทหาร ณ ท่ีน้ัน ซ่ึงมีกำลงั อยูใ่ ต้บงั คบั ไม่
น้อยกว่าหน่งึ กองพัน หรอื เป็นผ้บู ังคับบัญชาในป้อมหรือที่มนั่ อยา่ งใดๆ ของทหารมอี ำนาจประกาศใช้กฎอัยการศึก
เฉพาะในเขตอำนาจหนา้ ท่ขี องกองทหารน้นั ได้แตจ่ ะตอ้ งรบี รายงานให้รฐั บาลทราบโดยเร็วทีส่ ดุ

เมือ่ เลิกต้องประกาศ
มาตรา 5 การท่จี ะเลกิ ใช้กฎอัยการศึกแห่งใดน้นั จะเป็นไปได้ตอ่ มีประกาศกระแส พระบรมราชโองการเสมอ

- 111 -

อำนาจทหารเม่ือประกาศใช้กฎอยั การศึก
มาตรา 6 ในเขตทป่ี ระกาศใช้กฎอัยการศึก ให้เจา้ หนา้ ทฝ่ี ่ายทหารมอี ำนาจเหนอื เจ้าหน้าทีฝ่ ่ายพล เรอื นใน
สว่ นที่เกี่ยวกบั การยุทธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรยี บร้อยและเจา้ หน้าทฝ่ี ่ายพลเรอื นต้อง ปฏบิ ัติ
ตามความต้องการของเจ้าหน้าท่ฝี า่ ยทหาร

อำนาจศาลทหาร และอำนาจศาลพลเรอื น เมอ่ื ประกาศใช้กฎอยั การศกึ
มาตรา 7 ในเขตที่ประกาศใชก้ ฎอัยการศกึ ศาลพลเรือนคงมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีไดอ้ ย่าง ปกติ เวน้
แตค่ ดที ่ีอยใู่ นอำนาจของศาลอาญาศึก และผู้มีอำนาจประกาศใช้กฎอัยการศกึ มีอำนาจประกาศให้ศาลทหาร พจิ ารณา
พพิ ากษาคดีอาญาซึง่ การกระทำผดิ เกดิ ขน้ึ ในเขตที่ประกาศใชก้ ฎอัยการศกึ และในระหวา่ งที่ใช้กฎอยั การศึก ตามทีร่ ะบุ
ไว้ในบญั ชีตอ่ ท้ายพระราชบญั ญตั นิ ีท้ กุ ข้อ หรือแต่ บางข้อและหรือบางสว่ นของข้อใดข้อหน่งึ ได้ ทัง้ มีอำนาจใน การ
แก้ไขเพ่ิมเตมิ หรอื ยกเลกิ ประกาศดังกล่าวนน้ั ดว้ ย
ประกาศให้ศาลทหารมอี ำนาจพิจารณาพิพากษาคดีตามความในวรรคแรกให้มีผลบงั คับเฉพาะคดีท่ี การ
กระทำความผดิ เกิดข้ึนต้งั แต่วันเวลาทีร่ ะบุไว้ในประกาศวนั เวลาทร่ี ะบุนน้ั จะเป็นวันเวลาที่ออกประกาศนัน้ หรือ
ภายหลงั ก็ได้ ประกาศเชน่ ว่านี้ใหโ้ ฆษณาในราชกจิ จานเุ บกษาด้วย
นอกจากกรณีดงั กลา่ วแลว้ ถา้ คดีอาญาใดทเี่ กิดข้ึนในเขตที่ประกาศใชก้ ฎอัยการศึกมีเหตุพิเศษเก่ียวกบั ความ
ม่นั คงของประเทศ หรอื ความสงบเรียบรอ้ ยของประชาชน ผูบ้ ญั ชาการทหารสงู สุดจะส่ังใหพ้ ิจารณาพพิ ากษา
คดอี าญานั้นในศาลทหารก็ได้
มาตรา 7 ทวิ ประกาศให้ศาลทหารมีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาตามความในมาตรา 7 น้ัน จะให้ศาล
ทหารในทกุ ท้องทหี่ รือแต่บางทอ้ งที่มีอำนาจพจิ ารณาพิพากษาคดีอาญาตามที่กล่าวในมาตราน้นั เทา่ กันหรือมาก นอ้ ย
กวา่ กนั ก็ได้
มาตรา 7 ตรี เม่อื ได้เลกิ ใชก้ ฎอยั การศึกแล้ว ใหศ้ าลทหารคงมอี ำนาจพิจารณาพิพากษาคดอี าญาท่ี ยงั คงค้าง
อยใู่ นศาลนั้น และใหม้ ีอำนาจพิจารณาพิพากษาคดีอาญาท่ียงั มิได้ฟอ้ งรอ้ งในระหวา่ งเวลาท่ใี ชก้ ฎอัยการศึกนนั้ ด้วย

เจ้าหน้าทฝ่ี ่ายทหารมีอำนาจ
มาตรา 8 เมื่อประกาศใช้กฎอัยการศกึ ในตำบลใด, เมืองใด, มณฑลใด, เจ้าหนา้ ท่ีฝา่ ยทหารมอี ำนาจ เต็มทจ่ี ะ
ตรวจค้น, ที่จะเกณฑ,์ ท่จี ะห้าม, ทจ่ี ะยดึ , ทีจ่ ะเข้าอาศยั , ท่ีจะทำลายหรือเปลีย่ นแปลงสถานท่ี และที่จะขับไล่

การตรวจคน้
มาตรา 9 การตรวจค้นนั้น ให้มีอำนาจทจี่ ะตรวจคน้ ดังตอ่ ไปน้ี

(1) ทจ่ี ะตรวจ ค้น บรรดาสิ่งซ่ึงจะเกณฑ์ หรือต้องห้าม หรือตอ้ งยึด หรอื จะตอ้ งเข้าอาศยั หรือมีไว้ใน
ครอบครองโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทง้ั มีอำนาจที่จะตรวจค้นได้ไมว่ า่ ที่ตวั บุคคล ในยานพาหนะ เคหะสถาน สง่ิ ปลูก
สร้าง หรือทใ่ี ด ๆ และไมว่ ่าเวลาใด ๆ ท้ังสิ้น

(2) ท่จี ะตรวจข่าวสาร จดหมาย โทรเลข หีบห่อ หรือสง่ิ อืน่ ใดท่สี ง่ หรือมีไปมาถงึ กัน ในเขตที่ประกาศใช้
กฎอยั การศกึ

(3) ทจ่ี ะตรวจหนังสือ ส่งิ พิมพ์ หนังสอื พิมพ์ ภาพโฆษณา บทหรอื คำประพันธ์

- 112 -

การเกณฑ์
มาตรา 10 การเกณฑน์ ้ันให้มีอำนาจที่จะเกณฑ์ได้ดังนี้

(1) ที่จะเกณฑ์พลเมืองให้ช่วยกำลงั ทหารในกิจการ ซ่ึงเน่อื งในการป้องกันพระราชอาณาจักร หรอื
ช่วยเหลอื เกื้อหนุนราชการทหารทกุ อย่างทุกประการ

(2) ที่จะเกณฑ์ยวดยาน, สัตว์พาหนะ, เสบียงอาหาร, เครื่องศาตราวธุ , และเคร่ืองมือเครือ่ งใชต้ า่ งๆ จาก
บคุ คลหรือบริษัทใด ๆ ซ่ึงราชการทหารจะตอ้ งใช้เปน็ กำลังในเวลาน้นั ทกุ อย่าง

การห้าม
มาตรา 11 การหา้ มน้นั ให้มีอำนาจทีจ่ ะห้ามไดด้ ังนี้

(1) ทจี่ ะหา้ มมว่ั สมุ ประชมุ กนั
(2) ทจ่ี ะห้ามออก จำหนา่ ย จา่ ยหรือแจก ซึง่ หนังสือ สง่ิ พิมพ์ หนังสอื พิมพ์ภาพบทหรือคำประพนั ธ์
(3) ทจ่ี ะห้ามโฆษณา แสดงมหรสพ รบั หรอื ส่งซึ่งวทิ ยุ วิทยุกระจายเสียงหรอื วิทยโุ ทรทัศน์
(4) ท่ีจะหา้ มใช้ทางสาธารณะเพ่อื การจราจรไมว่ ่าจะเป็นทางบก ทางน้ำหรอื ทางอากาศ รวมถงึ ทาง รถไฟ
และทางรถรางที่มีรถเดนิ ดว้ ย
(5) ทจ่ี ะห้ามมหี รอื ใชเ้ คร่ืองมือส่ือสารหรืออาวุธ เครื่องอุปกรณข์ องอาวธุ และเคมภี ัณฑ์หรือสง่ิ อืน่ ใดท่ีมี
คุณสมบตั ทิ ำใหเ้ กิดอันตรายแก่บุคคล สัตว์ พืช หรือทรัพยส์ ินหรอื ทีอ่ าจนำไปใชท้ ำเป็นเคมีภัณฑ์ หรอื สิ่งอื่นใดที่มี
คณุ สมบตั ดิ งั กลา่ วได้
(6) ท่จี ะห้ามบุคคลออกนอกเคหะสถานภายในระหว่างระยะเวลาที่กำหนด
(7) ที่จะหา้ มบุคคลเข้าไปหรืออาศัยอยู่ในเขตท้องทใ่ี ดซึ่งเจา้ หน้าท่ีฝ่ายทหารเหน็ ว่า เปน็ การจำเปน็ เพื่อ
การยทุ ธ การระงับปราบปราม หรือการรักษาความสงบเรียบรอ้ ยและเมอื่ ได้ประกาศหา้ มเมอ่ื ใดแล้ว ใหผ้ ู้ซงึ่ อาศยั อยู่
ในเขต นน้ั ออกไปจากเขตนัน้ ภายในกำหนดเวลาที่ได้ประกาศกำหนด
(8) ท่จี ะห้ามบุคคลกระทำหรอื มีซึง่ กจิ การหรือสง่ิ อ่นื ใดได้ตามรฐั มนตรวี ่าการกระทรวงกลาโหมได้ กำหนด
ไว้วา่ ควรตอ้ งหา้ มในเวลาที่ได้มกี ารประกาศใชก้ ฎอัยการศึก

การยดึ
มาตรา 12 บรรดาส่ิงซ่งึ กลา่ วไว้ ในมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 11 น้ันถ้าเจา้ หนา้ ทฝ่ี า่ ยทหาร เหน็ เป็น
การจำเปน็ จะยึดไวช้ ั่วคราวเพื่อมใิ ห้เปน็ ประโยชน์แก่ราชศัตรูหรือเพื่อ เป็นประโยชนแ์ ก่ราชการทหาร กม็ ีอำนาจยดึ
ได้

การเข้าอาศัย
มาตรา 13 อำนาจการเขา้ พักอาศยั นัน้ คือ ท่ีอาศัยใดๆ ซึ่งราชการทหารเหน็ จำเป็น จะใชเ้ ป็น ประโยชนใ์ น
ราชการทหารแลว้ มีอำนาจอาศัยได้ทกุ แห่ง

การทำลายหรอื เปลย่ี นแปลงสถานที่
มาตรา 14 การทำลายหรอื เปลีย่ นแปลงสถานทนี่ นั้ ให้มีอำนาจกระทำไดด้ ังน้ี

(1) ถ้าแม้การสงครามหรือรบสู้เป็นรองราชศัตรู มีอำนาจทีจ่ ะเผาบ้านและสงิ่ ซ่งึ เหน็ ว่า จะเป็นกำลังแก่
ราชศัตรู เมื่อกรมกองทหารถอยไปแล้ว หรือถา้ แมว้ า่ ส่งิ ใดๆ อยูใ่ นท่ีซ่ึงกดี กบั การสรู้ บ ก็ทำลายไดท้ ้ังสิน้

- 113 -

(2) มอี ำนาจทีจ่ ะสร้างที่ม่ัน หรอื ดัดแปลงภูมปิ ระเทศหรือหมูบ่ ้านเมืองสำหรบั การตอ่ สูร้ าชศตั รู หรอื
เตรยี มการป้องกันรักษา ตามความเห็นชอบของเจา้ หนา้ ทฝี่ ่ายทหารไดท้ ุกอยา่ ง

การขับไล่
มาตรา 15 ถา้ มีผู้หนึง่ ผใู้ ด ซง่ึ ไมม่ ีภูมิลำเนาอาศยั เป็นหลักฐาน หรอื เปน็ ผ้มู าอาศัย ในตำบลน้นั ชัว่ คราว เมื่อมี
ความสงสัยอยา่ งหน่ึงอยา่ งใดหรือจำเป็นแล้ว มีอำนาจที่จะขับไลผ่ นู้ นั้ ให้ออกไปจากเมืองหรอื ตำบลนน้ั ได้
มาตรา 15 ทวิ ในกรณที ่เี จา้ หนา้ ทฝี่ า่ ยทหารมเี หตุอันควรสงสยั วา่ บุคคลใดจะเปน็ ราชศัตรูหรอื ไดฝ้ า่ ฝืนต่อ
บทบัญญตั ขิ องพระราชบญั ญัติน้ี หรอื ตอ่ คำส่งั ของเจา้ หนา้ ที่ฝา่ ยทหารใหเ้ จา้ หนา้ ทีฝ่ า่ ยทหารมีอำนาจกักตัวบุคคล นนั้
ไว้เพื่อการสอบถามหรือตามความจำเปน็ ของทางราชการ ทหารได้ แตต่ ้องกักไว้ไม่เกนิ กว่า 7 วัน

ร้องขอค่าเสยี หายหรอื คา่ ปรับจากเจา้ หน้าทฝ่ี า่ ยทหารไม่ได้
มาตรา 16 ความเสียหายซ่ึงอาจบงั เกิดข้นึ อย่างหน่ึงอยา่ งใด ในเรอ่ื งอำนาจของเจ้าหน้าทีฝ่ ่ายทหาร ตามท่ีได้
กล่าวมาแลว้ ในมาตรา 8 และมาตรา 15 บุคคลหรือบริษัทใดๆ จะรอ้ งขอคา่ เสยี หายหรอื ค่าปรับอย่างหนึ่งอย่าง ใด แก่
เจ้าหนา้ ทีฝ่ ่ายทหารไม่ได้เลยเพราะอำนาจท้ังปวงทีเ่ จ้าหนา้ ทีฝ่ ่ายทหารไดป้ ฏิบตั ิและดำเนินการตามกฎอยั การศกึ นี้
เปน็ การสำหรบั ปอ้ งกันพระมหากษัตรยิ ์ ชาติ ศาสนา ด้วยกำลงั ทหารให้ดำรงคงอยู่ในความเจรญิ รุ่งเรืองเปน็ อสิ รภาพ
และสงบเรยี บร้อยปราศจาก ราชศัตรภู ายนอกและภายใน

มอบอำนาจให้เจ้ากระทรวง
มาตรา 17 ในเวลาปรกตสิ งบศกึ เจ้ากระทรวงซง่ึ บังคับบญั ชาทหารมอี ำนาจตรากฎเสนาบดขี ้ึนสำหรบั
บรรยายข้อความ เพื่อให้มีความสะดวก และเรียบรอ้ ยในเวลาท่จี ะใชก้ ฎอัยการศึกไดต้ ามสมควร สว่ นในเวลาสงคราม
หรอื จลาจล แมท่ พั ใหญห่ รอื แมท่ ัพรองมอี ำนาจออกขอ้ บงั คับบรรยายความเพิ่มเติมให้การดำเนินไปตามความ
ประสงคข์ องกฎ อยั การศกึ นี้ และเมื่อได้ประกาศกฎเสนาบดี หรือขอ้ บังคับของแมท่ ัพในทางราชการแลว้ ใหถ้ ือว่าเป็น
ส่วนหนึง่ ของ พระราชบัญญัติน้ี
ประกาศมา ณ วันท่ี 27 สงิ หาคม พระพุทธศักราช 2457 เป็นวันท่ี 1346ในรชั กาลปัจจุบันนี้

บัญชตี ่อทา้ ย พระราชบัญญัติกฎอยั การศกึ (ฉบบั ที่ 5) พ.ศ. 2502
ก. คดที ่ีเก่ยี วกับตัวบุคคลบางจำพวก
1. คดีท่ีตำรวจกระทำความผิดในขณะปฏิบตั หิ น้าทีร่ าชการสนาม
2. คดที ีบ่ คุ คลพลเรอื นสังกดั ในราชการทหารเปน็ ผู้ถกู กลา่ วหาว่ากระทำความผิด ไมว่ ่าจะเกีย่ วกบั หน้าท่ี
ราชการหรือไม่ และไมว่ ่าจะได้กระทำความผดิ ในท่ใี ดๆ ในเขตทใ่ี ช้กฎอยั การศึก
3. คดีทบี่ คุ คลใดๆ เป็นผูถ้ กู กลา่ วหาวา่ กระทำความผิดร่วมกับบคุ คลทอ่ี ยใู่ นอำนาจศาลทหาร หรอื ร่วมกบั
บุคคลดังกล่าวใน 1. หรอื 2. ไม่วา่ จะเปน็ ตวั การหรือผสู้ นับสนนุ
4. คดที ่บี ุคคลทอี่ ยู่ในอำนาจศาลทหารเปน็ ผถู้ กู กล่าวหาวา่ กระทำความผิดร่วมกับบคุ คลท่ีมไิ ด้อยใู่ น อำนาจ
ศาลทหารไม่ว่าจะเปน็ ตวั การหรอื ผูส้ นบั สนนุ
ข. คดีท่เี กี่ยวกับความผิดบางอยา่ ง
1. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญาทหาร

- 114 -

2. คดที ม่ี ีข้อกล่าวหาวา่ กระทำความผดิ เกย่ี วกับทรัพยส์ ำหรับใช้ในราชการทหารแห่งกองทพั ไทย หรอื
กองทัพพันธมิตรแหง่ ประเทศไทย หรือความผิดเกย่ี วกบั ชวี ิตและร่างกายทหารไทยหรอื ทหารพันธมติ รแหง่ ประเทศ
ไทย ในขณะกระทำการตามหนา้ ทหี่ รอื เพราะเหตุทีก่ ระทำการตามหนา้ ท่ี

3. ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา ดังตอ่ ไปนี้
(1) ความผดิ ตอ่ องค์พระมหากษตั ริย์ พระราชนิ ี รัชทายาท และผ้สู ำเรจ็ ราชการแทนพระองค์ ตั้งแต่

มาตรา 107 ถึงมาตรา 112
(2) ความผิดต่อความมนั่ คงของรัฐภายในราชอาณาจักร ต้งั แตม่ าตรา 113 ถึงมาตรา 118
(3) ความผดิ ตอ่ ความมัน่ คงของรฐั ภายนอกราชอาณาจักร ต้งั แตม่ าตรา119 ถงึ มาตรา 121
(4) ความผิดต่อสมั พนั ธไมตรีกับตา่ งประเทศ ตง้ั แต่มาตรา 130 ถงึ มาตรา 135
(5) ความผิดตอ่ เจ้าพนกั งาน ตามมาตรา 137 เฉพาะทเี่ กยี่ วกบั ราชการทหาร มาตรา 136 มาตรา 138 ถึง

มาตรา 142 มาตรา 145 และมาตรา 146
(6) ความผิดตอ่ ตำแหนง่ หน้าทรี่ าชการ ตงั้ แต่มาตรา 147 ถึงมาตรา 154มาตรา 154 ถงึ มาตรา
(7) ความผิดตอ่ เจ้าพนกั งานในการยตุ ิธรรม ตามมาตรา 172 เฉพาะทีเ่ ก่ียวกับราชการทหาร มาตรา 170

มาตรา 171 มาตรา 175 ถงึ มาตรา 185 มาตรา 189 มาตรา 193 มาตรา 197 และมาตรา 198 เฉพาะเม่อื ศาลนัน้
เป็นศาลทหาร

(8) ความผดิ ตอ่ ตำแหนง่ หนา้ ท่ีในการยตุ ธิ รรม ตามมาตร 201 และมาตรา 202
(9) ความผดิ เกย่ี วกับความสงบสขุ ของประชาชน ตั้งแต่มาตรา 209 ถงึ มาตรา 216
(10) ความผิดเกย่ี วกบั การก่อใหเ้ กดิ ภยนั ตรายต่อประชาชนตง้ั แตม่ าตรา 217 ถงึ มาตรา 224 มาตรา 226
มาตรา 228ถึงมาตรา 232 มาตรา 234 มาตรา 235 มาตรา 237 และมาตรา 238
(11) ความผดิ เกย่ี วกับดวงตรา แสตมป์ และตั๋ว ตง้ั แต่มาตรา 250 ถึงมาตรา 253 เฉพาะที่เกีย่ วกับ
ราชการทหาร
(12) ความผิดเกี่ยวกับเอกสาร ตง้ั แตม่ าตรา 265 ถึงมาตรา 268 เฉพาะทเ่ี กีย่ วกับราชการทหาร
(13) ความผดิ เกย่ี วกับทรัพย์ ตามมาตรา 336 มาตรา 339 และมาตรา340
4. ความผดิ ตามกฎหมายว่าด้วยการเกณฑ์พลเมืองอุดหนุนราชการทหาร
5. ความผดิ ตามกฎหมายว่าด้วยเขตปลอดภยั ในราชการทหาร
6. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยเครื่องแบบทหาร
7. ความผิดตามพระราชบญั ญัติรบั ราชการทหาร พ.ศ. 2497 ตง้ั แตม่ าตรา 45 ถงึ มาตรา 49
8. ความผดิ ตามกฎหมายว่าด้วยฝิ่น
9. ความผิดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพยต์ ดิ ใหโ้ ทษ
10. ความผดิ ตามกฎหมายว่าด้วยการปอ้ งกนั การกระทำอันเปน็ คอมมวิ นิสต์

- 115 -

คำถามท้ายบท

1. การตรวจค้นตวั ทหารสามารถกระทำไดห้ รือไม่ หากสามารถกระทำไดเ้ ปน็ ไปตามกฎหมายใด
2. การตรวจค้นยานพาหนะของทางราชการทหารขณะปฏบิ ัติหน้าท่รี าชการและมีนายทหารสัญญาบัตร
ควบคุมยานพาหนะน้นั มา สามารถกระทำได้หรอื ไมจ่ งอธิบาย
3. ศาลทหารแบง่ เป็นก่ีชัน้ อะไรบ้าง
4. ศาลทหารช้ันตน้ ได้แกศ่ าลใดบ้างจงยกตวั อยา่ งมาพอสังเขป
5. คำสัง่ หมายความอย่างไร
6. การขาดราชการในพ้ืนท่ใี ช้กฎอยั การศกึ มกี ำหนดกี่วนั
7. ตัวอย่างการกระทำผิดวนิ ัยทหารมกี ีข่ อ้ อะไรบ้าง
8. ทณั ฑ์ที่จะลงแกผ่ ้กู ระทำผดิ วินัยทหารมกี ส่ี ถาน อะไรบ้าง
9. นักเรียนนายสิบทหารบกเปน็ ผูร้ บั ทณั ฑช์ ั้นใด
10. วนิ ยั ทหาร คอื อะไร

- 116 -

เอกสารอ้างองิ

1. หนงั สอื กฎหมายสังคม (พงศ์ธร บญุ อารยี ์) พ.ศ. 2543
2. ปะมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์
3. ประมวลกฎหมายอาญา
4. พ.ร.บ.วา่ ด้วยการกระทำความผดิ เกยี่ วกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และ 2560
5. หนงั สือวิชากฎหมายคุ้มครองการปฏบิ ตั ิการทางทหาร พ.ศ. 2549

- 117 -

กรรมการผู้จดั ทำ

วชิ า กฎหมายเบอื้ งตน้ และกฎหมายทที่ หารควรรู้
แผนกวิชาสามญั กศ.รร.นส.ทบ.

1. พ.อ. ประเสริฐ สุนนั ท์ชยั กลุ ประธานกรรมการ
2. พ.อ. สุรนิ ทร์ เศรษฐศกั ดาศิริ กรรมการ
3. พ.อ. ทวศี ักดิ์ คงอยู่ กรรมการ
4. พ.อ. วชั รพล กาบกรณ์ กรรมการ
5. พ.ท. วนิ ยั เฟ่อื งฟู กรรมการ
6. พ.ท. สมพร เอมวงษ์ กรรมการ
7. พ.ท. อนสุ รณ์ มงั คสิงห์ กรรมการ
8. พ.ท. เจนรบ ลองจำนงค์ กรรมการ
9. ร.อ. วฒุ ิไกร ศรมี นั ตะ กรรมการ
10. พ.ท. สถติ ย์ เทียมเมฆ กรรมการ/เลขานกุ าร
11. จ.ส.อ. ไกรฤทธ์ิ คงทอง กรรมการ/ผู้ชว่ ยเลขานกุ าร

จ่ายยืม

วิชา กฎหมายเบ้ืองตน้ และกฎหมายทที่ หารควรรู้ (๒)
สำหรบั นักเรยี นนายสิบทหารบก
หลักสตู รศกึ ษา ณ รร.นส.ทบ. 1 ปี
หมายเลข ชกท.111

กองการศกึ ษา โรงเรยี นนายสิบทหารบก
คา่ ยโยธนิ ศึกษามหามงกฎุ
พ.ศ. 2564

คำนำ

โรงเรียนนายสิบทหารบก เป็นสถาบันการศึกษาของกองทัพบก มีหน้าท่ีให้การฝึกศึกษาแก่นักเรียน
นายสิบทหารบก เพื่อผลิตกำลังพลนายทหารช้ันประทวนของกองทัพบกท่ีมีคุณภาพมาตรฐาน มีสมรรถนะและขีด
ความสามารถตามความตอ้ งการของกองทัพบก

โรงเรยี นนายสิบทหารบก ได้ดำเนินการจดั ทำคูม่ ือการสอนหลักสูตรนักเรียนนายสิบทหารบก เพื่อใช้
เป็นเอกสารประกอบการจัดการศึกษาหลักสูตรนักเรียนนายสิบทหารบก ซึ่งการดำเนินการดังกล่าว โรงเรียนนายสิบ
ทหารบกได้ทำการรวบรวมรายละเอียดเนื้อหาวิชาจากตำรา คู่มือการฝึก และเอกสารอื่น ๆ ที่เก่ียวข้อง มาปรับปรุง
พัฒนาและประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมสอดคล้องกับหลักสูตรนักเรียนนายสิบทหารบก เพ่ือให้การจัดการฝึกศึกษา
หลักสูตรนายสบิ ทหารบกเป็นไปด้วยความเรยี บร้อย มคี ุณภาพมาตรฐาน

โรงเรียนนายสิบทหารบก หวังเป็นอย่างย่ิงว่า คู่มือการสอนหลักสูตรนักเรียนนายสิบทหารบก จะ
เป็นส่วนสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของโรงเรียนนายสิบทหารบก ให้เป็นไปตามความมุ่งหมายและ
ตอบสนองนโยบายการศกึ ษาของกองทัพบกต่อไป

พันเอก
(ประเสริฐ สุนนั ท์ชัยกลุ )

ผ้อู ำนวยการกองการศกึ ษาโรงเรียนนายสิบทหารบก

ปรัชญา

จงรกั ภกั ดี มคี วามรู้ อย่ใู นระเบียบวินยั คุณธรรม ลักษณะผนู้ ำเด่น

วิสยั ทศั น์

โรงเรียนนายสบิ ทหารบก เปน็ องค์กรทม่ี ีความมั่นคงในการผลติ นายทหารประทวนให้กับกองทัพบก
ได้อย่างมปี ระสิทธิภาพ ประสทิ ธิผล โดยมงุ่ เนน้ มาตรฐานความรู้ ควู่ ินัย อกี ท้งั มีเกียรติ ศักดศ์ิ รี
เป็นที่ยอมรับของหนว่ ยงานในกองทพั บก บุคลากร และหนว่ ยงานภายนอก

สารบัญ หนา้

บทที่ 1
8
บทที่ 1 พระราชบัญญตั ิว่าดว้ ยการกระทำความผิดเก่ยี วกบั คอมพิวเตอร์ 17
1. ฉบับที่ ๑ พ.ศ. ๒๕๕๐
2. ฉบับที่ ๒ พ.ศ. ๒๕๖๐ 18
คำถามทา้ ยบท 19
27
บทท่ี 2 การกระทำความผดิ ฐานหมิน่ ประมาท 28
1. ความผดิ ตามประมวลกฎหมายอาญา 39
2. ความผิดตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณชิ ย์
คำถามทา้ ยบท

เอกสารอ้างอิง
คณะผู้จัดทำ

-1-

บทที่ 1
พระราชบญั ญัติ ว่าดว้ ยการกระทำความผิดเกย่ี วกับคอมพวิ เตอร์

พระราชบญั ญัติ วา่ ดว้ ยการกระทำความผดิ เกี่ยวกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ใหไ้ ว้ ณ วันท่ี 10 มิถุนายน พ.ศ. 2550
เป็นปที ี่ 62 ในรชั กาลปัจจบุ ัน

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มพี ระบรมราชโองการโปรดเกล้า ฯ ใหป้ ระกาศว่า
โดยที่เปน็ การสมควรมีกฎหมายว่าดว้ ยการกระทำความผดิ เก่ยี วกับคอมพวิ เตอร์
จงึ ทรงพระกรุณาโปรดเกลา้ ฯ ใหต้ ราพระราชบัญญตั ขิ ึน้ ไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภานติ ิบัญญตั แิ หง่ ชาติ
ดังต่อไปนี้
มาตรา 1 พระราชบัญญตั ินเี้ รียกวา่ “พระราชบญั ญัติวา่ ด้วยการกระทำความผิดเกย่ี วกับ คอมพวิ เตอร์ พ.ศ.
2550”
มาตรา 2 พระราชบัญญตั ิน้ีให้ใช้บงั คบั เมื่อพ้นกำหนดสามสิบวันนบั แต่วนั ประกาศ ในราชกิจจานุเบกษาเปน็
ต้นไป
มาตรา 3 ในพระราชบัญญตั นิ ี้
“ระบบคอมพิวเตอร์” หมายความว่า อปุ กรณ์หรอื ชุดอุปกรณ์ของคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมการทำงาน เข้าด้วยกัน
โดยได้มีการกำหนดคำส่ัง ชุดคำส่ัง หรือสิ่งอ่ืนใด และแนวทางปฏิบัติงานให้อุปกรณ์ หรือชุดอุปกรณ์ทำหน้าที่
ประมวลผลขอ้ มลู โดยอัตโนมัติ
“ข้อมูลคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูล ข้อความ คำสั่ง ชุดคำส่ัง หรือสิ่งอ่ืนใดบรรดา ที่อยู่ในระบบ
คอมพิวเตอร์ในสภาพท่ีระบบคอมพิวเตอร์อาจประมวลผลได้ และให้หมายความรวมถึง ข้อมูลอิเล็กทรอนิกส์ตาม
กฎหมายวา่ ดว้ ยธุรกรรมทางอเิ ลก็ ทรอนิกส์ดว้ ย
“ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์” หมายความว่า ข้อมูลเก่ียวกับการติดต่อส่ือสารของระบบ คอมพิวเตอร์ ซ่ึง
แสดงถึงแหล่งกำเนิด ต้นทาง ปลายทาง เส้นทาง เวลา วันท่ี ปริมาณ ระยะเวลา ชนิดของบริการ หรืออื่น ๆ ที่
เกย่ี วขอ้ งกับการตดิ ต่อสอ่ื สารของระบบคอมพวิ เตอร์นน้ั
“ผใู้ ห้บรกิ าร” หมายความวา่
(1) ผูใ้ หบ้ รกิ ารแกบ่ ุคคลอนื่ ในการเขา้ สู่อินเทอรเ์ น็ต หรอื ให้สามารถติดต่อถงึ กนั โดย ประการอ่นื โดยผ่านทาง
ระบบคอมพวิ เตอร์ ทงั้ นี้ ไม่วา่ จะเปน็ การใหบ้ ริการในนามของตนเอง หรือ ในนามหรอื เพ่ือประโยชนข์ องบุคคลอ่นื
(2) ผู้ให้บริการเก็บรักษาข้อมูลคอมพิวเตอร์เพ่ือประโยชน์ของบุคคลอื่น “ผู้ใช้บริการ” หมายความว่า
ผู้ใช้บริการของผู้ให้บริการไม่ว่าต้องเสียค่าใช้บริการหรือไม่ก็ตาม “พนักงานเจ้าหน้าที่” หมายความว่า ผู้ซึ่งรัฐมนตรี
แตง่ ตั้งให้ปฏิบตั ิการตามพระราชบัญญัติน้ี “รฐั มนตรี” หมายความวา่ รัฐมนตรีผูร้ กั ษาการตามพระราชบัญญัติน้ี
มาตรา 4 ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารรักษาการตาม พระราชบัญญัติน้ี
และให้มอี ำนาจออกกฎกระทรวงเพ่ือปฏิบตั ิการตามพระราชบัญญัตนิ ้ี

-2-

กฎกระทรวงนน้ั เมอ่ื ได้ประกาศในราชกิจจานเุ บกษาแลว้ ใหใ้ ชบ้ ังคบั ได้

หมวด 1 ความผดิ เก่ียวกบั คอมพิวเตอร์
มาตรา 5 ผู้ใดเข้าถึงโดยมิชอบซึ่งระบบคอมพิวเตอร์ที่มีมาตรการป้องกันการเข้าถึง โดยเฉพาะและมาตรการ
นัน้ มไิ ดม้ ีไว้สำหรบั ตน ตอ้ งระวางโทษจำคกุ ไม่เกินหกเดือน หรือปรับไม่เกิน หนึง่ หม่นื บาท หรอื ท้งั จำท้งั ปรับ
มาตรา 6 ผู้ใดล่วงรู้มาตรการป้องกันการเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ที่ผู้อ่ืนจัดทำข้ึนเป็นการเฉพาะ ถ้านำ
มาตรการดังกล่าวไปเปิดเผยโดยมิชอบในประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหน่ึงปี
หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรือทงั้ จำทัง้ ปรบั
มาตรา 7 ผ้ใู ดเข้าถงึ โดยมิชอบซงึ่ ขอ้ มูลคอมพวิ เตอรท์ ่ีมีมาตรการปอ้ งกันการเขา้ ถึงโดยเฉพาะ และมาตรการ
นนั้ มิได้มีไวส้ ำหรบั ตน ตอ้ งระวางโทษจำคุกไม่เกินสองปี หรือปรบั ไมเ่ กนิ ส่ีหมื่นบาท หรอื ทง้ั จำทง้ั ปรับ
มาตรา 8 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบด้วยวิธีการทางอิเล็กทรอนิกส์เพ่ือดักรั บไว้ ซ่ึง
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นที่อยู่ระหว่างการส่งในระบบคอมพิวเตอร์ และข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น มิได้มีไว้เพ่ือ
ประโยชน์สาธารณะหรือเพื่อให้บุคคลท่ัวไปใช้ประโยชน์ได้ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน สามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่น
บาท หรอื ท้งั จำท้ังปรับ
มาตรา 9 ผู้ใดทำให้เสียหาย ทำลาย แก้ไข เปลี่ยนแปลง หรือเพิ่มเติมไม่ว่าทั้งหมดหรือ บางส่วน ซ่ึง
ข้อมูลคอมพิวเตอร์ของผู้อื่นโดยมิชอบ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกิน หนึ่งแสนบาท หรือทั้งจำทั้ง
ปรับ
มาตรา 10 ผู้ใดกระทำด้วยประการใดโดยมิชอบ เพื่อให้การทำงานของระบบคอมพิวเตอร์ ของผู้อื่นถูกระงับ
ชะลอ ขัดขวาง หรือรบกวนจนไม่สามารถทำงานตามปกติได้ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินห้าปี หรือปรับไม่เกินหน่ึง
แสนบาท หรือทงั้ จำทง้ั ปรับ
มาตรา 11 ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอ่ืนโดยปกปิด หรือปลอมแปลง
แหล่งท่มี าของการส่งข้อมูลดังกล่าว อนั เป็นการรบกวนการใช้ระบบคอมพวิ เตอรข์ อง บุคคลอื่นโดยปกติสขุ ต้องระวาง
โทษปรบั ไมเ่ กนิ หน่งึ แสนบาท
มาตรา 12 ถ้าการกระทำความผดิ ตามมาตรา 9 หรอื มาตรา 10
(1) ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประชาชน ไม่ว่าความเสียหายน้ันจะเกิดขึ้นในทันทีหรือ ในภายหลังและไม่ว่า
จะเกดิ ข้ึนพรอ้ มกันหรือไม่ ตอ้ งระวางโทษจำคุกไมเ่ กินสิบปี และปรับไม่เกิน สองแสนบาท
(2) เป็นการกระทำโดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบ คอมพิวเตอร์ท่ี
เกี่ยวกับการรักษาความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความม่ันคง ในทางเศรษฐกิจของ
ประเทศ หรือการบริการสาธารณะ หรือเป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือ ระบบคอมพิวเตอร์ท่ีมีไว้เพื่อ
ประโยชนส์ าธารณะ ตอ้ งระวางโทษจำคุกตั้งแตส่ ามปถี ึงสบิ หา้ ปี และ ปรับตัง้ แต่หกหม่ืนบาทถงึ สามแสนบาท
ถา้ การกระทำความผดิ ตาม (2) เปน็ เหตใุ ห้ผ้อู ่ืนถึงแก่ความตาย ตอ้ งระวางโทษจำคุกตงั้ แต่ สบิ ปีถงึ ยสี่ บิ ปี

-3-

มาตรา 13 ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำส่ังท่ีจัดทำข้ึนโดยเฉพาะเพ่ือนำไปใช้เป็นเคร่ืองมือ ในการกระทำ
ความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 หรือ มาตรา 11 ต้องระวางโทษจำคกุ ไม่เกิน
หนึ่งปี หรอื ปรับไม่เกนิ สองหมื่นบาท หรอื ทง้ั จำทัง้ ปรับ

มาตรา 14 ผใู้ ดกระทำความผิดท่รี ะบุไว้ดงั ต่อไปนี้ ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหา้ ปี หรอื ปรับไมเ่ กนิ หนึ่งแสน
บาท หรือท้งั จำท้งั ปรับ

(1) นำเขา้ สรู่ ะบบคอมพวิ เตอรซ์ ึง่ ขอ้ มลู คอมพิวเตอรป์ ลอมไม่วา่ ทัง้ หมดหรือบางสว่ น หรือ ข้อมลู คอมพวิ เตอร์
อันเป็นเทจ็ โดยประการท่นี า่ จะเกดิ ความเสยี หายแกผ่ ู้อื่นหรือประชาชน

(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการท่ีน่าจะเกิด ความเสียหายต่อ
ความมัน่ คงของประเทศหรือก่อให้เกิดความตน่ื ตระหนกแก่ประชาชน

(3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ใด ๆ อันเป็นความผิดเกี่ยวกับความมั่นคง แห่ง
ราชอาณาจกั รหรือความผดิ เก่ียวกับการก่อการรา้ ยตามประมวลกฎหมายอาญา

(4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ท่ีมีลักษณะอันลามกและ ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้น
ประชาชนท่วั ไปอาจเข้าถึงได้

(5) เผยแพร่หรือสง่ ต่อซ่งึ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แลว้ ว่าเปน็ ขอ้ มลู คอมพิวเตอรต์ าม (1) (2) (3) หรือ (4)
มาตรา 15 ผู้ให้บริการผู้ใดจงใจสนับสนุนหรือยินยอมให้มีการกระทำความผิดตามมาตรา 14 ในระบบ
คอมพวิ เตอรท์ อ่ี ยู่ในความควบคมุ ของตน ตอ้ งระวางโทษเชน่ เดียวกบั ผู้กระทำความผิดตามมาตรา 14
มาตรา 16 ผ้ใู ดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ท่ีประชาชนท่ัวไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูล คอมพิวเตอรท์ ่ีปรากฏเป็น
ภาพของผ้อู ่ืน และภาพน้ันเป็นภาพทีเ่ กิดจากการสรา้ งข้ึน ตดั ต่อ เติม หรือดัดแปลงด้วยวธิ ีการทางอิเล็กทรอนิกสห์ รือ
วิธีการอ่ืนใด ทั้งนี้ โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อื่นนน้ั เสียช่ือเสียง ถูกดูหม่นิ ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอบั อาย ต้อง
ระวางโทษจำคกุ ไม่เกนิ สามปี หรือ ปรับไม่เกนิ หกหมืน่ บาท หรอื ทั้งจำทงั้ ปรับ
ถ้าการกระทำตามวรรคหน่ึง เป็นการนำเขา้ ข้อมลู คอมพิวเตอร์ โดยสุจริต ผู้กระทำไมม่ ีความผดิ
ความผดิ ตามวรรคหนง่ึ เปน็ ความผิดอนั ยอมความได้
ถา้ ผ้เู สยี หายในความผิดตามวรรคหน่งึ ตายเสียก่อนรอ้ งทกุ ข์ ให้บดิ า มารดา คสู่ มรส หรอื บตุ รของผเู้ สียหาย
รอ้ งทุกขไ์ ด้ และให้ถอื วา่ เปน็ ผ้เู สียหาย
มาตรา 17 ผู้ใดกระทำความผิดตามพระราชบัญญตั ิน้ีนอกราชอาณาจักรและ
(1) ผู้กระทำความผดิ นน้ั เปน็ คนไทย และรฐั บาลแหง่ ประเทศทค่ี วามผิดไดเ้ กิดขึน้ หรือ ผ้เู สยี หายไดร้ ้องขอให้
ลงโทษ หรือ
(2) ผ้กู ระทำความผิดนนั้ เป็นคนตา่ งด้าว และรฐั บาลไทยหรือคนไทยเปน็ ผ้เู สยี หายและ ผเู้ สียหายไดร้ อ้ งขอให้
ลงโทษจะต้องรบั โทษภายในราชอาณาจักร

-4-

หมวด 2 พนักงานเจา้ หน้าที่
มาตรา 18 ภายใตบ้ งั คับมาตรา 19 เพื่อประโยชน์ในการสบื สวนและสอบสวนในกรณีท่ีมี เหตุอนั ควรเชื่อได้ว่า
มีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจอย่างหนึ่ง อย่างใด ดังต่อไปน้ี เฉพาะท่ี
จำเปน็ เพื่อประโยชนใ์ นการใชเ้ ปน็ หลักฐานเก่ียวกบั การกระทำความผิด และหาตัวผ้กู ระทำความผิด
(1) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติ นี้มาเพ่ือให้
ถ้อยคำ สง่ คำชแ้ี จงเป็นหนงั สือ หรือส่งเอกสาร ข้อมลู หรือหลกั ฐานอน่ื ใดทอ่ี ยใู่ นรปู แบบ ท่สี ามารถเข้าใจได้
(2) เรียกขอ้ มูลจราจรทางคอมพวิ เตอรจ์ ากผู้ใหบ้ รกิ ารเกีย่ วกบั การตดิ ต่อสอ่ื สารผ่านระบบ คอมพวิ เตอรห์ รือ
จากบุคคลอนื่ ทเ่ี กย่ี วขอ้ ง
(3) สั่งใหผ้ ้ใู ห้บริการส่งมอบข้อมลู เกยี่ วกบั ผู้ใช้บริการทต่ี ้องเกบ็ ตามมาตรา 26 หรือทีอ่ ยู่ ในความครอบครอง
หรือควบคุมของผใู้ หบ้ ริการให้แก่พนักงานเจ้าหนา้ ที่
(4) ทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ จากระบบคอมพิวเตอร์ ที่มีเหตุอันควรเชื่อได้
ว่ามีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินี้ ในกรณีที่ระบบคอมพิวเตอร์น้ันยัง มิได้อยู่ในความครอบครองของ
พนกั งานเจ้าหนา้ ที่
(5) สั่งให้บุคคลซ่ึงครอบครองหรือควบคุมข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ท่ีใช้เก็บ ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ส่ง
มอบขอ้ มลู คอมพิวเตอร์ หรอื อปุ กรณด์ ังกลา่ วใหแ้ ก่พนักงานเจา้ หนา้ ที่
(6) ตรวจสอบหรือเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ ข้อมลู จราจรทางคอมพิวเตอร์ หรืออุปกรณ์ท่ี
ใชเ้ ก็บข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบคุ คลใด อันเป็นหลักฐานหรืออาจใชเ้ ป็นหลกั ฐานเก่ยี วกับ การกระทำความผดิ หรือเพื่อ
สืบสวนหาตัวผู้กระทำความผิดและสั่งให้บุคคลน้ันส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ท่ีเก่ียวข้อง
เท่าท่ีจำเป็นให้ด้วยกไ็ ด้
(7) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือส่ังให้บุคคลท่ีเก่ียวข้องกับการ เข้ารหัสลับของ
ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ ทำการถอดรหัสลบั หรือใหค้ วามร่วมมอื กบั พนกั งานเจา้ หน้าทใ่ี น การถอดรหัสลับดงั กลา่ ว
(8) ยึดหรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าที่จำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชน์ในการทราบรายละเอียด แห่งความผิด
และผกู้ ระทำความผดิ ตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี
มาตรา 19 การใช้อำนาจของพนักงานเจา้ หนา้ ทต่ี ามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) ให้พนักงานเจา้ หน้าที่
ยื่นคำร้องต่อศาลท่ีมีเขตอำนาจเพ่ือมีคำสั่งอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ ดำเนินการตามคำร้อง ทั้งน้ี คำร้องต้องระบุ
เหตุอันควรเช่ือได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการ อย่างหน่ึงอย่างใดอันเป็นความผิดตามพระราชบัญญัตินี้
เหตุท่ีต้องใช้อำนาจ ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอียดเกี่ยวกับอุปกรณ์ท่ีใช้ในการกระทำความผิดและ
ผู้กระทำความผิด เท่าท่ีสามารถ จะระบุได้ ประกอบคำร้องด้วยในการพิจารณาคำร้องให้ศาลพิจารณาคำร้องดังกล่าว
โดยเร็ว
เมื่อศาลมีคำสั่งอนุญาตแล้วก่อนดำเนินการตามคำส่ังของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ส่งสำเนา บันทึกเหตุอัน
ควรเชื่อท่ีทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) มอบให้ เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบ
คอมพิวเตอร์น้ันไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครอง เคร่ืองคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ท่ีนั้น ให้พนักงาน
เจ้าหน้าทีส่ ่งมอบสำเนาบนั ทกึ น้นั ให้แก่เจ้าของหรือ ผ้คู รอบครองดงั กล่าวในทนั ทีที่กระทำได้

-5-

ใหพ้ นกั งานเจ้าหนา้ ทีผ่ ้เู ปน็ หวั หน้าในการดำเนินการตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) ส่งสำเนาบนั ทึก
รายละเอียดการดำเนินการและเหตผุ ลแห่งการดำเนนิ การ ใหศ้ าลที่มเี ขตอำนาจ ภายในสี่สิบแปดช่ัวโมงนบั แต่เวลาลง
มือดำเนนิ การ เพื่อเปน็ หลักฐาน

การทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 18 (4) ให้กระทำได้เฉพาะเม่ือมีเหตุอันควรเชื่อ ได้ว่ามีการ
กระทำความผิดตามพระราชบัญญัติน้ี และต้องไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของ เจ้าของหรือผู้ครอบครอง
ข้อมูลคอมพวิ เตอร์น้ันเกินความจำเป็น

การยึดหรืออายัดตามมาตรา 18 (8) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรือ อายัดมอบให้
เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์น้ันไว้เป็นหลักฐานแล้วพนักงานเจ้าหน้าที่จะ สั่งยึดหรืออายัดไว้เกิน
สามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นท่ีต้องยึดหรอื อายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้อง ต่อศาลท่ีมีเขตอำนาจเพ่ือขอขยายเวลา
ยึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาคร้ังเดียวหรือ หลายคร้ังรวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เมื่อหมดความ
จำเป็นท่จี ะยึดหรืออายัดหรอื ครบกำหนดเวลา ดังกล่าวแล้ว พนกั งานเจ้าหน้าท่ีต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยดึ หรือ
ถอนการอายดั โดยพลนั

หนงั สอื แสดงการยดึ หรอื อายัดตามวรรคหา้ ใหเ้ ปน็ ไปตามท่ีกำหนดในกฎกระทรวง
มาตรา 20 ในกรณีท่ีการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัตินเี้ ป็นการทำใหแ้ พร่หลาย ซึ่งขอ้ มูลคอมพิวเตอร์
ท่ีอาจกระทบกระเทือนต่อความมั่นคงแห่งราชอาณาจักรตามที่กำหนดไว้ในภาคสอง ลักษณะ 1 หรือลักษณ ะ 1/1
แห่งประมวลกฎหมายอาญา หรือที่มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดีของประชาชน พนักงาน
เจ้าหน้าท่ีโดยได้รบั ความเห็นชอบจากรัฐมนตรอี าจยืน่ คำร้อง พร้อมแสดงพยานหลักฐานต่อศาลท่ีมีเขตอำนาจขอให้มี
คำสง่ั ระงบั การทำใหแ้ พร่หลายซึ่งขอ้ มูล คอมพวิ เตอร์นั้นได้
ในกรณีท่ีศาลมีคำส่งั ให้ระงับการทำใหแ้ พรห่ ลายซ่ึงข้อมลู คอมพวิ เตอร์ตามวรรคหนึง่ ให้ พนกั งานเจ้าหนา้ ที่
ทำการระงับการทำให้แพรห่ ลายนั้นเอง หรอื ส่ังใหผ้ ใู้ หบ้ รกิ ารระงับการทำให้ แพรห่ ลายซึ่งขอ้ มูลคอมพวิ เตอรน์ ั้นก็ได้
มาตรา 21 ในกรณีท่ีพนักงานเจ้าหน้าท่ีพบว่า ข้อมูลคอมพิวเตอร์ใดมีชุดคำสั่งไม่ฟัง ประสงค์รวมอยู่ด้วย
พนักงานเจ้าหน้าท่ีอาจยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อขอให้มีคำสั่งห้าม จำหน่ายหรือเผยแพร่ หรือสั่งให้เจ้าของ
หรือผู้ครอบครองข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นระงับการใช้ ทำลาย หรือแก้ไขข้อมูลคอมพิวเตอร์น้ันได้ หรือจะกำหนด
เงือ่ นไขในการใช้ มีไวใ้ นครอบครอง หรอื เผยแพรช่ ุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ดงั กล่าวก็ได้
ชุดคำส่ังไม่พงึ ประสงคต์ ามวรรคหนึง่ หมายถงึ ชุดคำสัง่ ทม่ี ีผลทำใหข้ ้อมูลคอมพิวเตอร์ หรอื ระบบคอมพวิ เตอร์
หรือชุดคำส่ังอ่ืนเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถูกแก้ไขเปล่ียนแปลงหรือเพ่ิมเติม ขัดข้อง หรือปฏิบัติงานไม่ตรงตาม
คำส่ังท่ีกำหนดไว้ หรือโดยประการอ่ืนตามที่กำหนดในกฎกระทรวง ทั้งน้ี เว้นแต่เป็นชุดคำส่ังที่มุ่งหมายในการปอ้ งกัน
หรือแกไ้ ขชดุ คำสั่งดังกล่าวขา้ งต้น ตามที่รัฐมนตรี ประกาศในราชกจิ จานุเบกษา
มาตรา 22 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีเปดิ เผยหรือส่งมอบข้อมูลคอมพวิ เตอร์ ข้อมูล จราจรทางคอมพิวเตอร์
หรอื ขอ้ มลู ของผูใ้ ช้บริการ ท่ีได้มาตามมาตรา 18 ให้แกบ่ คุ คลใด
ความในวรรคหนึ่งมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพ่ือประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ตาม
พระราชบัญญัตินี้ หรือเพ่ือประโยชน์ในการดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหน้าท่ีเกี่ยวกับการใช้อำนาจหน้าที่ โดยมิชอบ
หรอื เป็นการกระทำตามคำสง่ั หรือทไี่ ด้รบั อนุญาตจากศาล

-6-

พนักงานเจ้าหน้าที่ผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหนึ่งต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกิน หกหม่ืนบาท หรือ
ทัง้ จำท้ังปรบั

มาตรา 23 พนักงานเจ้าหน้าท่ีผู้ใดกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจร
ทางคอมพวิ เตอร์ หรือข้อมูลของผูใ้ ช้บริการ ท่ไี ด้มาตามมาตรา 18 ต้องระวางโทษจำคุก ไม่เกินหน่งึ ปี หรือปรบั ไม่เกิน
สองหมนื่ บาท หรือทั้งจำทงั้ ปรับ

มาตรา 24 ผู้ใดล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ขอ้ มูลจราจรทางคอมพวิ เตอร์ หรอื ขอ้ มลู ของ ผู้ใช้บริการ ทพ่ี นกั งาน
เจา้ หน้าที่ได้มาตามมาตรา 18 และเปิดเผยข้อมลู นัน้ ต่อผูห้ นง่ึ ผู้ใด ตอ้ งระวางโทษ จำคุกไมเ่ กนิ สองปี หรือปรับไมเ่ กนิ ส่ี
หม่ืนบาท หรือท้ังจำทัง้ ปรับ

มาตรา 25 ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ท่ีพนักงานเจ้าหน้าท่ี ได้มาตาม
พระราชบัญญัตินี้ ให้อ้างและรับฟังเป็นพยานหลักฐานตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมาย วิธีพิจารณาความอาญา
หรือกฎหมายอ่ืนอันว่าด้วยการสืบพยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดท่ีมิได้เกิดขึ้นจากการจูงใจ มีคำม่ันสัญญา ขู่เข็ญ
หลอกลวง หรอื โดยมิชอบประการอ่นื

มาตรา 26 ผู้ให้บริการต้องเก็บรักษาข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน นับแต่วันท่ีข้อมูล
น้ันเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็นพนักงานเจ้าหน้าท่ีจะส่ังให้ผู้ให้บริการ ผู้ใดเก็บรักษาข้อมูลจราจรทาง
คอมพิวเตอรไ์ วเ้ กินเกา้ สิบวนั แต่ไม่เกินหนง่ึ ปีเป็นกรณีพเิ ศษเฉพาะราย และเฉพาะคราวกไ็ ด้

ผูใ้ หบ้ รกิ ารจะต้องเก็บรกั ษาข้อมูลของผู้ใชบ้ รกิ ารเทา่ ทจ่ี ำเป็นเพ่ือใหส้ ามารถระบตุ ัวผใู้ ช้บรกิ าร นบั ตง้ั แตเ่ ริ่ม
ใชบ้ รกิ ารและต้องเก็บรักษาไว้เป็นเวลาไมน่ อ้ ยกวา่ เกา้ สิบวนั นับต้ังแต่การใชบ้ รกิ ารสน้ิ สุดลง

ความในวรรคหนึ่งจะใช้กับผู้ให้บริการประเภทใด อย่างไร และเมื่อใด ให้เป็นไปตามที่รัฐมนตรี ประกาศใน
ราชกจิ จานุเบกษา

ผใู้ หบ้ ริการผใู้ ดไมป่ ฏบิ ตั ติ ามมาตราน้ี ตอ้ งระวางโทษปรับไม่เกนิ ห้าแสนบาท
มาตรา 27 ผู้ใดไมป่ ฏิบัติตามคำสั่งของศาลหรือพนักงานเจ้าหน้าที่ที่สั่งตามมาตรา 18 หรือมาตรา 20 หรอื ไม่
ปฏิบัติตามคำสั่งของศาลตามมาตรา 21 ต้องระวางโทษปรับไม่เกินสองแสนบาท และปรับเป็นรายวันอีกไม่เกินวันละ
ห้าพันบาทจนกว่าจะปฏิบัตใิ หถ้ ูกต้อง
มาตรา 28 การแต่งตง้ั พนกั งานเจ้าหน้าท่ีตามพระราชบญั ญัตนิ ้ี ใหร้ ัฐมนตรแี ตง่ ตง้ั จากผมู้ ีความรู้ และความ
ชำนาญเกย่ี วกับระบบคอมพวิ เตอร์และมคี ุณสมบัตติ ามที่รฐั มนตรีกำหนด
มาตรา 29 ในการปฏิบัติหน้าท่ีตามพระราชบัญญัตินี้ ให้พนักงานเจ้าหน้าที่เป็นพนักงาน ฝ่ายปกครองหรือ
ตำรวจชั้นผู้ใหญ่ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามีอำนาจรับคำร้องทุกข์ หรือรับคำกล่าวโทษ และมี
อำนาจในการสบื สวนสอบสวนเฉพาะความผิดตามพระราชบัญญตั ินี้
ในการจบั ควบคุม คน้ การทำสำนวนสอบสวนและดำเนินคดีผู้กระทำความผดิ ตาม พระราชบัญญัติน้ี บรรดา
ท่ีเป็นอำนาจของพนักงานฝา่ ยปกครองหรือตำรวจชัน้ ผู้ใหญ่ หรอื พนักงาน สอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณา
ความอาญา ให้พนักงานเจ้าหน้าที่ประสานงานกับพนักงาน สอบสวนผู้รับผิดชอบเพื่อดำเนินการตามอำนาจหน้าท่ี
ต่อไป

-7-

ใหน้ ายกรัฐมนตรีในฐานะผกู้ ำกบั ดูแลสำนกั งานตำรวจแห่งชาตแิ ละรัฐมนตรีมีอำนาจรว่ มกนั กำหนดระเบยี บ
เก่ียวกบั แนวทางและวิธีปฏิบัตใิ นการดำเนนิ การตามวรรคสอง

มาตรา 30 ในการปฏิบัติหนา้ ที่ พนกั งานเจา้ หน้าทตี่ ้องแสดงบัตรประจำตวั ต่อบคุ คล ซงึ่ เกยี่ วขอ้ ง
บตั รประจำตัวของพนักงานเจ้าหนา้ ทใ่ี ห้เปน็ ไปตามแบบทีร่ ัฐมนตรปี ระกาศในราชกิจจานุเบกษา
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก สรุ ยุทธ์ จลุ านนท์ นายกรัฐมนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ เนื่องจากในปัจจุบันระบบคอมพิวเตอร์ได้เป็น ส่วน
สำคัญของการประกอบกิจการและการดำรงชีวิตของมนุษย์ หากมีผู้กระทำด้วยประการใด ๆ ให้ระบบ คอมพวิ เตอร์ไม่
สามารถทำงานตามคำสั่งที่กำหนดไว้หรือทำให้การทำงานผิดพลาดไปจากคำส่ังท่ีกำหนดไว้ หรือ ใช้วิธีการใด ๆ เข้า
ล่วงรู้ข้อมูล แก้ไข หรือทำลายข้อมูลของบุคคลอื่นในระบบคอมพิวเตอร์โดยมิชอบ หรือ ใช้ระบบคอมพิวเตอร์เพื่อ
เผยแพร่ข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเทจ็ หรือมีลกั ษณะอันลามกอนาจาร ย่อมก่อใหเ้ กิด ความเสียหาย กระทบกระเทอื น
ต่อเศรษฐกิจ สังคม และความม่ันคงของรัฐ รวมท้ังความสงบสุขและศีลธรรม อันดีของประชาชน สมควรกำหนด
มาตรการเพื่อป้องกันและปราบปรามการกระทำดังกล่าว จงึ จำเป็น ตอ้ งตราพระราชบญั ญตั ิน้ี

-8-

พระราชบญั ญตั ิ ว่าดว้ ยการกระทำความผิดเกีย่ วกบั คอมพิวเตอร์ (ฉบับที่ 2)
พ.ศ. 2560

สมเดจ็ พระเจ้าอยู่หัวมหาวชริ าลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร
ใหไ้ ว้ ณ วันที่ ๒๓ มกราคม พ.ศ. 2560
เปน็ ปที ่ี 2 ในรชั กาลปจั จุบัน

สมเดจ็ พระเจ้าอยหู่ ัวมหาวชิราลงกรณ บดนิ ทรเทพยวรางกูร มพี ระราชโองการโปรดเกล้าฯ ใหป้ ระกาศว่า
โดยทเ่ี ป็นการสมควรแกไ้ ขเพ่ิมเติมกฎหมายวา่ ดว้ ยการกระทำความผดิ เกย่ี วกับคอมพิวเตอร์
จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชบัญญัติข้ึนไว้โดยคำแนะนำและยินยอมของ สภานิติบัญญัติ
แหง่ ชาติ ดังตอ่ ไปน้ี
มาตรา 1 พระราชบญั ญัตนิ ี้เรียกว่า “ พระราชบญั ญัตวิ ่าดว้ ยการกระทำความผดิ เกีย่ วกบั คอมพิวเตอร์
(ฉบบั ที่ 2) พ.ศ. 2560”
มาตรา 2 พระราชบญั ญัตนิ ใี้ ห้ใช้บังคบั เมื่อพน้ กำหนดหนง่ึ ร้อยยสี่ ิบวนั นับแต่วันประกาศ ในราชกจิ จานุเบกษา
เปน็ ต้นไป
มาตรา 3 ให้ยกเลิกความในมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญตั ิว่าด้วยการกระทำความผิด เกย่ี วกับคอมพวิ เตอร์
พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนแ้ี ทน
“มาตรา 4 ใหร้ ัฐมนตรวี ่าการกระทรวงดจิ ิทลั เพ่ือเศรษฐกิจและสังคมรกั ษาการ ตามพระราชบญั ญัตนิ ้ี และให้
มีอำนาจแต่งตง้ั พนกั งานเจ้าหน้าที่กับออกกฎกระทรวงและประกาศเพื่อปฏบิ ตั กิ าร ตามพระราชบัญญัตนิ ี้
กฎกระทรวงและประกาศน้ัน เม่อื ไดป้ ระกาศในราชกิจจานุเบกษาแล้วใหใ้ ชบ้ งั คับได้”
มาตรา 4 ให้เพ่ิมความต่อไปน้ีเปน็ วรรคสองและวรรคสามของมาตรา 11 แหง่ พระราชบัญญตั ิ ว่าดว้ ยการ
กระทำความผดิ เกย่ี วกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
“ผู้ใดส่งข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์แก่บุคคลอ่ืนอันมีลักษณะเป็นการก่อให้เกิด ความ
เดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ โดยไม่เปิดโอกาสให้ผู้รับ สามารถบอกเลิก
หรือแจง้ ความประสงคเ์ พื่อปฏิเสธการตอบรับไดโ้ ดยง่าย ต้องระวางโทษปรบั ไมเ่ กินสองแสนบาท
ให้รัฐมนตรีออกประกาศกำหนดลักษณะและวิธีการส่ง รวมท้ังลักษณะและปริมาณของ ข้อมูลคอมพิวเตอร์
หรือจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ซ่ึงไม่เป็นการก่อให้เกิดความเดือดร้อนรำคาญแก่ผู้รับ และลักษณะอันเป็นการบอกเลิก
หรือแจง้ ความประสงค์เพอื่ ปฏเิ สธการตอบรบั ไดโ้ ดยงา่ ย”
มาตรา 5 ให้ยกเลิกความในมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับคอมพิวเตอร์
พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนีแ้ ทน
“มาตรา 12 ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 หรือมาตรา 11 เป็นการ
กระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์หรือระบบคอมพิวเตอร์ที่เก่ียวกับการรักษา ความมั่นคงปลอดภัยของประเทศ ความ
ปลอดภัยสาธารณะ ความมั่นคงในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือโครงสร้างพ้ืนฐานอันเป็นประโยชน์สาธารณะ ต้อง
ระวางโทษจำคุกต้งั แต่หนง่ึ ปีถงึ เจด็ ปี และปรบั ตัง้ แต่ สองหมื่นบาทถงึ หน่งึ แสนสห่ี มนื่ บาท

-9-

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหน่ึงเป็นเหตุให้เกิดความเสียหายต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบ
คอมพิวเตอรด์ งั กล่าว ต้องระวางโทษจำคุกต้งั แต่หนึง่ ปถี งึ สบิ ปี และปรบั ต้ังแตส่ องหมื่นบาทถึงสองแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 เป็นการกระทำต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือระบบ
คอมพวิ เตอร์ตามวรรคหนึ่ง ตอ้ งระวางโทษจำคุกต้งั แต่สามปีถึงสบิ หา้ ปี และปรบั ตัง้ แตห่ กหม่ืนบาท ถงึ สามแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามวรรคหนึ่งหรือวรรคสามโดยมิได้มีเจตนาฆ่า แต่เป็นเหตุให้บุคคลอ่ืน ถึงแก่ความ
ตาย ต้องระวางโทษจำคุกต้งั แตห่ ้าปถี งึ ยส่ี บิ ปี และปรบั ตัง้ แตห่ นงึ่ แสนบาทถึงสี่แสนบาท”

มาตรา 6 ให้เพิ่มความต่อไปน้ีเปน็ มาตรา 12/1 แห่งพระราชบญั ญัติวา่ ด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ
คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“มาตรา 12/1 ถ้าการกระทำความผดิ ตามมาตรา 9 หรอื มาตรา 10 เป็นเหตุใหเ้ กิดอันตราย แก่บุคคลอืน่ หรือ
ทรัพย์สนิ ของผู้อืน่ ต้องระวางโทษจำคุกไมเ่ กนิ สิบปี และปรับไมเ่ กินสองแสนบาท

ถ้าการกระทำความผิดตามมาตรา 9 หรือมาตรา 10 โดยมไิ ดม้ เี จตนาฆา่ แต่เป็นเหตุใหบ้ ุคคลอ่ืน ถึงแก่ความ
ตาย ตอ้ งระวางโทษจำคุกต้งั แตห่ ้าปถี งึ ย่สี ิบปี และปรบั ต้งั แตห่ น่ึงแสนบาทถึงสแ่ี สนบาท”

มาตรา 7 ให้เพิ่มความต่อไปน้ีเป็นวรรคสอง วรรคสาม วรรคส่ี และวรรคห้าของมาตรา 13 แห่ง
พระราชบัญญัตวิ า่ ดว้ ยการกระทำความผิดเก่ยี วกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“ผูใ้ ดจำหนา่ ยหรอื เผยแพรช่ ุดคำส่ังท่ีจดั ทำขึน้ โดยเฉพาะเพอื่ นำไปใช้เปน็ เครื่องมือในการกระทำความผิดตาม
มาตรา 12 วรรคหนึ่งหรอื วรรคสาม ตอ้ งระวางโทษจำคุกไมเ่ กินสองปี หรือปรับไม่เกินสี่หมน่ื บาท หรือท้งั จำทั้งปรบั

ผู้ใดจำหน่ายหรอื เผยแพร่ชดุ คำส่ังที่จัดทำขน้ึ โดยเฉพาะเพ่ือนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการกระทำ ความผิดตาม
มาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 8 มาตรา 9 มาตรา 10 หรือมาตรา 11 หากผู้นำไปใช้ได้กระทำความผิดตาม
มาตรา 12 วรรคหนึง่ หรือวรรคสาม หรือต้องรับผิดตามมาตรา 12 วรรคสองหรอื วรรคส่ี หรือมาตรา 12/1 ผูจ้ ำหน่าย
หรือเผยแพร่ชุดคำส่ังดังกล่าวจะต้องรับผิดทางอาญา ตามความผิดท่ีมีกำหนดโทษสูงข้ึนด้วย ก็เฉพาะเมื่อตนได้รู้หรือ
อาจเลง็ เหน็ ได้วา่ จะเกิดผลเช่นที่เกดิ ข้ึนนั้น

ผู้ใดจำหน่ายหรือเผยแพร่ชุดคำส่ังท่ีจัดทำข้ึนโดยเฉพาะเพื่อนำไปใช้เป็นเคร่ืองมือในการกระทำความผิดตาม
มาตรา 12 วรรคหน่ึงหรือวรรคสาม หากผู้นำไปใช้ได้กระทำความผิดตามมาตรา 12 วรรคหน่ึง หรือวรรคสาม หรือ
ต้องรบั ผิดตามมาตรา 12 วรรคสองหรือวรรคส่ี หรือมาตรา 12/1 ผู้จำหน่าย หรอื เผยแพร่ชุดคำสั่งดงั กล่าวต้องรับผิด
ทางอาญาตามความผิดที่มกี ำหนดโทษสูงขึ้นน้นั ดว้ ย

ในกรณที ผี่ ู้จำหนา่ ยหรือเผยแพรช่ ดุ คำสัง่ ผู้ใดต้องรับผดิ ตามวรรคหน่ึงหรือวรรคสอง และตามวรรคสาม หรือ
วรรคส่ีดว้ ย ให้ผู้น้นั ต้องรับโทษท่ีมีอตั ราโทษสงู ทส่ี ดุ แต่กระทงเดยี ว”

มาตรา 8 ใหย้ กเลิกความในมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าดว้ ยการกระทำความผดิ เก่ียวกบั คอมพวิ เตอร์
พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนแ้ี ทน

“มาตรา 14 ผ้ใู ดกระทำความผดิ ทร่ี ะบุไว้ดังต่อไปน้ี ต้องระวางโทษจำคุกไมเ่ กินหา้ ปี หรือปรบั ไม่เกินหนงึ่ แสน
บาท หรอื ทั้งจำทัง้ ปรับ

- 10 -

(1) โดยทุจรติ หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอรซ์ ึง่ ข้อมูลคอมพิวเตอรท์ ่บี ิดเบือน หรือปลอมไม่วา่
ท้ังหมดหรอื บางส่วน หรอื ข้อมลู คอมพวิ เตอร์อนั เป็นเท็จ โดยประการทีน่ ่าจะเกิดความเสียหาย แก่ประชาชน อนั มิใช่
การกระทำความผดิ ฐานหมน่ิ ประมาทตามประมวลกฎหมายอาญา

(2) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิด ความเสียหายต่อ
การรักษาความม่ันคงปลอดภัยของประเทศ ความปลอดภัยสาธารณะ ความม่ันคง ในทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือ
โครงสร้างพืน้ ฐานอันเป็นประโยชนส์ าธารณะของประเทศ หรอื กอ่ ให้เกิด ความตน่ื ตระหนกแก่ประชาชน

(3) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ อันเป็นความผิดเก่ียวกับความม่ันคง แห่ง
ราชอาณาจักรหรือความผิดเกีย่ วกับการก่อการรา้ ยตามประมวลกฎหมายอาญา

(4) นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ใด ๆ ที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูล คอมพิวเตอร์นั้น
ประชาชนท่วั ไปอาจเขา้ ถึงได้

(5) เผยแพร่หรอื ส่งต่อซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์โดยรู้อย่แู ลว้ วา่ เปน็ ขอ้ มลู คอมพิวเตอรต์ าม (1) (2) (3) หรือ (4)
ถา้ การกระทำความผดิ ตามวรรคหนง่ึ (1) มิได้กระทำตอ่ ประชาชน แต่เป็นการกระทำตอ่ บุคคลใด บุคคลหนงึ่ ผูก้ ระทำ
ผเู้ ผยแพร่หรอื ส่งต่อซงึ่ ขอ้ มลู คอมพิวเตอร์ดังกลา่ วต้องระวางโทษจำคุกไม่เกนิ สามปี หรือปรับไม่เกนิ หกหม่ืนบาท หรือ
ท้งั จำทั้งปรับ และให้เป็นความผิดอนั ยอมความได้”

มาตรา 9 ให้ยกเลิกความในมาตรา 15 แห่งพระราชบญั ญตั ิว่าดว้ ยการกระทำความผดิ เกี่ยวกบั คอมพิวเตอร์
พ.ศ. 2550 และใหใ้ ช้ความต่อไปนี้แทน

“มาตรา 15 ผู้ให้บริการผใู้ ดใหค้ วามรว่ มมือ ยินยอม หรอื รู้เห็นเปน็ ใจให้มกี ารกระทำความผิด ตามมาตรา 14
ในระบบคอมพิวเตอร์ท่อี ยู่ในความควบคมุ ของตน ต้องระวางโทษเชน่ เดียวกบั ผกู้ ระทำความผดิ ตามมาตรา 14

ใหร้ ัฐมนตรีออกประกาศกำหนดข้ันตอนการแจง้ เตือน การระงับการทำให้แพรห่ ลายของ ขอ้ มูลคอมพิวเตอร์
และการนำข้อมูลคอมพวิ เตอรน์ ้นั ออกจากระบบคอมพวิ เตอร์

ถา้ ผใู้ หบ้ รกิ ารพิสูจนไ์ ดว้ ่าตนไดป้ ฏิบัติตามประกาศของรฐั มนตรที อี่ อกตามวรรคสอง ผูน้ ้ันไมต่ ้อง รับโทษ”
มาตรา 10 ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา 16 แหง่ พระราชบญั ญัตวิ ่าด้วยการกระทำความผดิ เกยี่ วกับคอมพวิ เตอร์
พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปนี้แทน
“มาตรา 16 ผู้ใดนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ท่ีประชาชนท่ัวไปอาจเข้าถึงได้ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ ท่ีปรากฏ
เป็นภาพของผู้อืน่ และภาพนนั้ เป็นภาพที่เกิดจากการสรา้ งข้ึน ตดั ต่อ เติม หรอื ดัดแปลง ด้วยวิธีการทางอเิ ล็กทรอนิกส์
หรือวิธีการอื่นใด โดยประการที่น่าจะทำให้ผู้อ่ืนนั้นเสียช่ือเสียง ถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ต้อง
ระวางโทษจำคุกไมเ่ กินสามปี และปรับไม่เกนิ สองแสนบาท
ถ้าการกระทำตามวรรคหน่ึงเป็นการกระทำต่อภาพของผู้ตาย และการกระทำนั้นน่าจะทำให้บิดา มารดา
คู่สมรส หรือบุตรของผู้ตายเสียช่ือเสียง ถูกดูหม่ิน หรือถูกเกลียดชัง หรือได้รับความอับอาย ผู้กระทำต้องระวางโทษ
ดังทบ่ี ัญญตั ไิ วใ้ นวรรคหนงึ่
ถา้ การกระทำตามวรรคหนง่ึ หรือวรรคสอง เป็นการนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอรโ์ ดยสจุ รติ อันเป็น การตชิ มด้วย
ความเปน็ ธรรม ซ่งึ บุคคลหรอื ส่งิ ใดอันเป็นวิสยั ของประชาชนยอ่ มกระทำผู้กระทำไม่มีความผิด
ความผิดตามวรรคหนง่ึ และวรรคสองเป็นความผดิ อันยอมความได้

- 11 -

ถา้ ผู้เสยี หายในความผิดตามวรรคหนง่ึ หรือวรรคสองตายเสียกอ่ นร้องทุกข์ ใหบ้ ดิ า มารดา ค่สู มรส หรอื บุตร
ของผู้เสียหายร้องทุกขไ์ ด้ และใหถ้ ือวา่ เป็นผ้เู สียหาย”

มาตรา 11 ให้เพม่ิ ความตอ่ ไปนี้เปน็ มาตรา 16/1 และมาตรา 16/2 แหง่ พระราชบญั ญัติ ว่าดว้ ยการกระทำ
ความผดิ เกยี่ วกับคอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550

“มาตรา 16/1 ในคดคี วามผิดตามมาตรา 14 หรือมาตรา 16 ซึง่ มีคำพิพากษาว่าจำเลย มีความผดิ ศาลอาจสง่ั
(1) ให้ทำลายข้อมลู ตามมาตราดงั กลา่ ว
(2) ใหโ้ ฆษณาหรอื เผยแพรค่ ำพพิ ากษาท้งั หมดหรือแตบ่ างส่วนในสื่ออิเลก็ ทรอนิกส์ วิทยกุ ระจายเสียง วทิ ยุ
โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ หรือส่ืออ่ืนใด ตามที่ศาลเห็นสมควร โดยให้จำเลยเปน็ ผู้ชำระคา่ โฆษณา หรือเผยแพร่
(3) ใหด้ ำเนนิ การอ่ืนตามที่ศาลเห็นสมควรเพือ่ บรรเทาความเสียหายที่เกดิ ขนึ้ จากการกระทำความผดิ นั้น
มาตรา 16/2 ผใู้ ดรู้วา่ ข้อมลู คอมพวิ เตอรใ์ นความครอบครองของตนเปน็ ข้อมลู ที่ศาลสั่งให้ทำลายตามมาตรา 16/1 ผู้
นน้ั ตอ้ งทำลายขอ้ มูลดงั กลา่ ว หากฝ่าฝนื ตอ้ งระวางโทษก่งึ หนง่ึ ของโทษทบ่ี ัญญตั ิไว้ ในมาตรา 14 หรือมาตรา 16
แลว้ แต่กรณี
มาตรา 12 ให้เพม่ิ ความต่อไปน้เี ปน็ มาตรา 17/1 ในหมวด 1 ความผิดเกย่ี วกับคอมพิวเตอร์ แห่ง
พระราชบัญญตั ิวา่ ดว้ ยการกระทำความผดิ เกีย่ วกบั คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550
“มาตรา 17/1 ความผิดตามมาตรา 5 มาตรา 6 มาตรา 7 มาตรา 11 มาตรา 13 วรรคหนง่ึ มาตรา 16/2
มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 27 ใหค้ ณะกรรมการเปรียบเทียบทร่ี ฐั มนตรีแต่งต้งั มีอำนาจเปรยี บเทียบได้
คณะกรรมการเปรียบเทียบท่ีรฐั มนตรแี ตง่ ต้ังตามวรรคหน่งึ ใหม้ ีจำนวนสามคนซ่งึ คนหนงึ่ ต้องเปน็ พนักงาน
สอบสวนตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญา
เมอื่ คณะกรรมการเปรียบเทียบไดท้ ำการเปรียบเทยี บกรณใี ดและผตู้ ้องหาไดช้ ำระเงินคา่ ปรบั ตามคำ
เปรยี บเทียบภายในระยะเวลาที่คณะกรรมการเปรียบเทยี บกำหนดแล้ว ใหถ้ อื ว่าคดีนน้ั เป็นอันเลิกกัน ตามประมวล
กฎหมายวธิ ีพิจารณาความอาญา
ในกรณที ผ่ี ตู้ ้องหาไม่ชำระเงนิ คา่ ปรบั ภายในระยะเวลาทีก่ ำหนด ใหเ้ ริม่ นับอายุความในการฟ้องคดใี หม่
นบั ต้งั แต่วันทีค่ รบกำหนดระยะเวลาดงั กลา่ ว”
มาตรา 13 ใหย้ กเลกิ ความในมาตรา 18 และมาตรา 19 แหง่ พระราชบัญญัตวิ า่ ดว้ ย การกระทำความผิด
เกย่ี วกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใชค้ วามต่อไปนี้แทน
“มาตรา 18 ภายใตบ้ ังคับมาตรา 19 เพ่ือประโยชน์ในการสืบสวนและสอบสวนในกรณีท่ีมี เหตุอันควรเช่อื ได้
ว่ามกี ารกระทำความผดิ ตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี หรือในกรณีที่มกี ารรอ้ งขอตามวรรคสอง ให้พนักงานเจ้าหน้าที่มีอำนาจ
อย่างหนึง่ อยา่ งใด ดังตอ่ ไปน้ี เฉพาะท่ีจำเปน็ เพ่ือประโยชนใ์ นการใช้เป็น หลกั ฐานเก่ียวกับการกระทำความผิดและหา
ตวั ผ้กู ระทำความผิด
(1) มีหนังสือสอบถามหรือเรียกบุคคลท่ีเก่ียวข้องกับการกระทำความผิดมาเพื่อให้ถ้อยคำ ส่งคำช้ีแจงเป็น
หนังสือ หรือส่งเอกสาร ข้อมูล หรือหลักฐานอ่ืนใดทีอ่ ยใู่ นรูปแบบทส่ี ามารถเข้าใจได้
(2) เรียกข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากผู้ให้บริการเกี่ยวกับการติดต่อส่ือสารผ่านระบบคอมพิวเตอร์ หรือ
จากบุคคลอ่ืนท่เี กย่ี วขอ้ ง

- 12 -

(3) ส่ังให้ผู้ใหบ้ รกิ ารสง่ มอบข้อมลู เก่ียวกบั ผู้ใชบ้ รกิ ารทีต่ ้องเก็บตามมาตรา 26 หรือที่อยู่ ในความครอบครอง
หรือควบคมุ ของผู้ให้บริการให้แกพ่ นักงานเจา้ หนา้ ท่ีหรือให้เก็บข้อมูลดงั กล่าวไว้ก่อน

(4) ทำสำเนาข้อมลู คอมพิวเตอร์ ขอ้ มูลจราจรทางคอมพิวเตอร์จากระบบคอมพิวเตอร์ที่มี เหตอุ ันควรเชื่อได้
ว่ามีการกระทำความผดิ ในกรณีทรี่ ะบบคอมพวิ เตอร์นน้ั ยงั มิได้อยู่ในความครอบครอง ของพนักงานเจ้าหน้าท่ี

(5) สัง่ ใหบ้ คุ คลซ่งึ ครอบครองหรอื ควบคุมขอ้ มูลคอมพิวเตอร์ หรอื อปุ กรณท์ ีใ่ ชเ้ กบ็ ข้อมลู คอมพวิ เตอร์ ส่งมอบ
ขอ้ มลู คอมพิวเตอร์ หรอื อุปกรณ์ดังกล่าวใหแ้ ก่พนักงานเจ้าหน้าท่ี

(6) ตรวจสอบหรอื เขา้ ถึงระบบคอมพวิ เตอร์ ข้อมลู คอมพวิ เตอร์ ขอ้ มลู จราจรทางคอมพวิ เตอร์ หรอื อปุ กรณท์ ่ี
ใช้เกบ็ ข้อมลู คอมพวิ เตอรข์ องบุคคลใด อนั เป็นหลักฐานหรืออาจใชเ้ ป็นหลกั ฐานเกยี่ วกับ การกระทำความผิด หรือเพ่ือ
สบื สวนหาตัวผูก้ ระทำความผิดและสง่ั ใหบ้ คุ คลนั้นสง่ ข้อมลู คอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ ทเี่ กีย่ วข้อง
เทา่ ที่จำเป็นให้ดว้ ยกไ็ ด้

(7) ถอดรหัสลับของข้อมูลคอมพิวเตอร์ของบุคคลใด หรือส่ังให้บุคคลทีเ่ ก่ียวข้องกับการเข้ารหสั ลับ ของ
ข้อมลู คอมพิวเตอร์ ทำการถอดรหสั ลบั หรือให้ความรว่ มมือกบั พนักงานเจา้ หนา้ ท่ีในการถอดรหัสลบั ดงั กลา่ ว

(8) ยดึ หรืออายัดระบบคอมพิวเตอร์เท่าท่ีจำเป็นเฉพาะเพื่อประโยชนใ์ นการทราบรายละเอียด แห่งความผิด
และผ้กู ระทำความผดิ

เพ่ือประโยชน์ในการสบื สวนและสอบสวนของพนักงานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวิธพี จิ ารณา ความ
อาญา ในบรรดาความผิดอาญาตอ่ กฎหมายอื่นซ่งึ ได้ใชร้ ะบบคอมพวิ เตอร์ ข้อมูลคอมพวิ เตอร์ หรอื อปุ กรณ์ทใี่ ช้เก็บ
ขอ้ มูลคอมพิวเตอร์เป็นองคป์ ระกอบหรอื เป็นสว่ นหนึ่งในการกระทำความผิด หรอื มขี ้อมูลคอมพิวเตอรท์ ่ีเก่ียวข้องกบั
การกระทำความผดิ อาญาตามกฎหมายอ่นื พนกั งานสอบสวน อาจรอ้ งขอให้พนกั งานเจ้าหนา้ ท่ตี ามวรรคหนึง่
ดำเนินการตามวรรคหนึ่งก็ได้ หรอื หากปรากฏข้อเทจ็ จรงิ ดังกลา่ วต่อพนักงานเจา้ หนา้ ท่เี น่อื งจากการปฏบิ ัติหนา้ ที่
ตามพระราชบัญญตั ิน้ี ให้พนักงานเจา้ หนา้ ที่ รีบรวบรวมขอ้ เทจ็ จรงิ และหลักฐานแลว้ แจ้งไปยังเจ้าหน้าท่ที ่เี ก่ียวข้อง
เพ่อื ดำเนินการต่อไป

ให้ผู้ได้รับการร้องขอจากพนักงานเจ้าหน้าที่ตามวรรคหนึ่ง (1) (2) และ (3) ดำเนินการ ตามคำร้องขอโดยไม่
ชักชา้ แต่ต้องไมเ่ กนิ เจ็ดวันนับแต่วันทีไ่ ดร้ ับคำรอ้ งขอ หรอื ภายในระยะเวลาทพ่ี นกั งานเจา้ หน้าทีก่ ำหนดซึง่ ต้องไม่น้อย
กวา่ เจ็ดวันและไมเ่ กินสิบหา้ วัน เว้นแตใ่ นกรณีท่ีมีเหตสุ มควร ตอ้ งได้รบั อนุญาต จากพนักงานเจ้าหน้าที่ ท้ังน้ี รฐั มนตรี
อาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดระยะเวลาทต่ี อ้ งดำเนนิ การ ทเี่ หมาะสมกับประเภทของผใู้ หบ้ รกิ ารก็ได้

มาตรา 19 การใช้อำนาจของพนักงานเจ้าหน้าท่ตี ามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) ให้พนักงานเจา้ หน้าที่
ยื่นคำร้องต่อศาลที่มีเขตอำนาจเพื่อมีคำส่ังอนุญาตให้พนักงานเจ้าหน้าที่ดำเนินการ ตามคำร้อง ท้ังน้ี คำร้องต้องระบุ
เหตุอันควรเชื่อได้ว่าบุคคลใดกระทำหรือกำลังจะกระทำการอย่างหนึ่ง อย่างใดอันเป็นความผิด เหตุที่ต้องใช้อำนาจ
ลักษณะของการกระทำความผิด รายละเอยี ดเก่ียวกับอปุ กรณ์ ที่ใช้ในการกระทำความผิดและผู้กระทำความผิด เท่าที่
สามารถจะระบไุ ด้ ประกอบคำร้องด้วย ในการพิจารณา คำร้องใหศ้ าลพิจารณาคำร้องดังกล่าวโดยเร็ว

เม่ือศาลมีคำส่ังอนุญาตแล้ว ก่อนดำเนินการตามคำสั่งของศาล ให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีส่งสำเนา บันทึกเหตุอัน
ควรเช่ือที่ทำให้ต้องใช้อำนาจตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) มอบให้เจ้าของ หรือผู้ครอบครองระบบ

- 13 -

คอมพิวเตอร์นั้นไว้เป็นหลักฐาน แต่ถ้าไม่มีเจ้าของหรือผู้ครอบครองเคร่ืองคอมพิวเตอร์อยู่ ณ ที่น้ัน ให้พนักงาน
เจา้ หนา้ ท่ีสง่ มอบสำเนาบันทกึ นนั้ ใหแ้ ก่เจา้ ของหรอื ผูค้ รอบครองดงั กลา่ วในทนั ที ที่กระทำได้

ใหพ้ นักงานเจ้าหน้าท่ผี เู้ ปน็ หวั หนา้ ในการดำเนินการตามมาตรา 18 (4) (5) (6) (7) และ (8) ส่งสำเนาบนั ทึก
รายละเอยี ดการดำเนินการและเหตุผลแห่งการดำเนนิ การใหศ้ าลทีม่ เี ขตอำนาจภายใน สี่สบิ แปดช่วั โมงนับแตเ่ วลาลง
มือดำเนินการ เพื่อเป็นหลกั ฐาน

การทำสำเนาข้อมูลคอมพิวเตอร์ตามมาตรา 18 (4) ให้กระทำได้เฉพาะเม่ือมีเหตุอันควร เช่ือได้ว่ามีการ
กระทำความผิด และตอ้ งไม่เป็นอุปสรรคในการดำเนินกิจการของเจ้าของหรือผู้ครอบครอง ข้อมูลคอมพิวเตอร์น้ันเกิน
ความจำเป็น

การยึดหรืออายัดตามมาตรา 18 (8) นอกจากจะต้องส่งมอบสำเนาหนังสือแสดงการยึดหรืออายัด มอบให้
เจ้าของหรือผู้ครอบครองระบบคอมพิวเตอร์น้ันไว้เป็นหลักฐานแล้ว พนักงานเจ้าหน้าท่ีจะสั่งยึด หรืออายัดไว้เกิน
สามสิบวันมิได้ ในกรณีจำเป็นที่ต้องยึดหรอื อายัดไว้นานกว่านั้น ให้ยื่นคำร้องต่อศาลท่ีมี เขตอำนาจเพ่ือขอขยายเวลา
ยึดหรืออายัดได้ แต่ศาลจะอนุญาตให้ขยายเวลาครั้งเดียวหรือหลายคร้ัง รวมกันได้อีกไม่เกินหกสิบวัน เม่ือหมดความ
จำเป็นท่ีจะยึดหรืออายัดหรอื ครบกำหนดเวลาดังกล่าวแล้ว พนักงานเจ้าหน้าที่ต้องส่งคืนระบบคอมพิวเตอร์ที่ยึดหรือ
ถอนการอายัดโดยพลนั

หนังสือแสดงการยดึ หรอื อายัดตามวรรคหา้ ให้เปน็ ไปตามที่กำหนดในกฎกระทรวง”
มาตรา 14 ใหย้ กเลิกความในมาตรา 20 แห่งพระราชบญั ญัตวิ า่ ด้วยการกระทำความผิด เก่ียวกับคอมพวิ เตอร์
พ.ศ. 2550 และใหใ้ ชค้ วามต่อไปนี้แทน
“มาตรา 20 ในกรณีท่ีมีการทำให้แพร่หลายซ่ึงข้อมูลคอมพิวเตอร์ ดังต่อไปน้ี พนักงานเจ้าหน้าท่ี โดยได้รับ
ความเหน็ ชอบจากรัฐมนตรอี าจย่ืนคำร้องพร้อมแสดงพยานหลกั ฐานต่อศาลท่ีมีเขตอำนาจขอให้มี คำสั่งระงับการทำให้
แพร่หลายหรอื ลบขอ้ มูลคอมพิวเตอร์น้นั ออกจากระบบคอมพวิ เตอร์ได้
(1) ข้อมลู คอมพิวเตอร์ท่เี ป็นความผิดตามพระราชบญั ญตั ิน้ี
(2) ข้อมลู คอมพวิ เตอร์ทอ่ี าจกระทบกระเทือนต่อความมนั่ คงแห่งราชอาณาจกั รตามที่กำหนดไว้ ในภาค 2
ลกั ษณะ 1 หรือลกั ษณะ 1/1 แหง่ ประมวลกฎหมายอาญา
(3) ข้อมูลคอมพิวเตอร์ท่ีเป็นความผิดอาญาตามกฎหมายเก่ียวกับทรัพย์สินทางปัญญา หรือกฎหมายอื่นซ่ึง
ขอ้ มูลคอมพิวเตอร์น้นั มีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรอื ศีลธรรมอันดีของประชาชน และเจ้าหน้าที่ตามกฎหมาย
น้ันหรือพนกั งานสอบสวนตามประมวลกฎหมายวธิ พี จิ ารณาความอาญาไดร้ ้องขอ
ในกรณีที่มีการทำให้แพร่หลายซึ่งขอ้ มูลคอมพิวเตอร์ท่ีมีลักษณะขัดต่อความสงบเรียบร้อย หรือศีลธรรมอันดี
ของประชาชน รัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอร์ จะมอบหมายให้พนักงาน
เจ้าหน้าที่ยืน่ คำร้องพรอ้ มแสดงพยานหลกั ฐานต่อศาลท่ีมีเขตอำนาจขอให้มีคำส่ัง ระงับการทำให้แพร่หลายหรือลบซ่ึง
ข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นออกจากระบบคอมพิวเตอร์ได้ ทั้งน้ี ให้นำบทบัญญัติ ว่าด้วยคณะกรรมการท่ีมีอำนาจ
ดำเนินการพิจารณาทางปกครองตามกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการ ทางปกครองมาใช้บังคับกับการประชุมของ
คณะกรรมการกลั่นกรองข้อมูลคอมพิวเตอรโ์ ดยอนุโลม

- 14 -

ให้รฐั มนตรีแต่งตัง้ คณะกรรมการกลั่นกรองขอ้ มูลคอมพวิ เตอร์ตามวรรคสองข้ึนคณะหน่ึง หรือหลายคณะ แต่
ละคณะให้มีกรรมการจำนวนเก้าคนซ่ึงสามในเก้าคนต้องมาจากผู้แทนภาคเอกชน ด้านสิทธิม นุษยชน ด้าน
ส่อื สารมวลชน ด้านเทคโนโลยสี ารสนเทศ หรือด้านอ่ืนท่ีเกี่ยวข้อง และให้กรรมการ ได้รับค่าตอบแทนตามหลกั เกณฑ์
ท่รี ัฐมนตรีกำหนดโดยไดร้ บั ความเหน็ ชอบจากกระทรวงการคลัง

การดำเนินการของศาลตามวรรคหน่ึงและวรรคสอง ให้นำประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาใช้
บังคับโดยอนุโลม ในกรณีทศ่ี าลมีคำส่ังใหร้ ะงบั การทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตามวรรคหนงึ่ หรือวรรค
สอง พนักงานเจา้ หน้าท่ีจะทำการระงับการทำให้แพรห่ ลายหรอื ลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ นน้ั เองหรือจะส่ังให้ผู้ให้บริการ
ระงบั การทำให้แพร่หลายหรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นก็ได้ ทั้งนี้ ให้รัฐมนตรี ประกาศกำหนดหลักเกณฑ์ ระยะเวลา
และวิธีการปฏิบัติสำหรับการระงับการทำให้แพร่หลายหรือ ลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ของพนักงานเจ้าหน้าท่ีหรือผู้
ให้บริการให้เป็นไปในแนวทางเดียวกันโดยคำนึงถึงพัฒนาการ ทางเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่ศาลจะมีคำส่ัง
เป็นอยา่ งอื่น

ในกรณีท่มี ีเหตุจำเป็นเร่งด่วน พนักงานเจ้าหน้าท่ีจะยืน่ คำร้องตามวรรคหน่ึงไปก่อนท่ีจะไดร้ ับ ความเห็นชอบ
จากรัฐมนตรี หรอื พนักงานเจ้าหน้าที่โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการกล่ันกรอง ขอ้ มูลคอมพิวเตอร์จะยื่นคำร้อง
ตามวรรคสองไปก่อนทีร่ ฐั มนตรีจะมอบหมายก็ได้ แตท่ ัง้ นตี้ อ้ งรายงาน ใหร้ ัฐมนตรที ราบโดยเรว็ ”

มาตรา 15 ใหย้ กเลิกความในวรรคสองของมาตรา 21 แหง่ พระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทำความผดิ
เกี่ยวกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550 และให้ใช้ความต่อไปน้ีแทน

“ชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ตามวรรคหนึ่งหมายถึงชุดคำส่ังท่ีมีผลทำให้ข้อมูลคอมพิ วเตอร์ หรือระบบ
คอมพิวเตอรห์ รอื ชุดคำสงั่ อื่นเกิดความเสียหาย ถูกทำลาย ถกู แกไ้ ขเปลี่ยนแปลงหรือเพิม่ เตมิ ขัดขอ้ งหรือปฏิบัตงิ านไม่
ตรงตามคำสั่ง หรอื โดยประการอ่ืนตามท่ีกำหนดในกฎกระทรวง เว้นแต่ เป็นชุดคำสั่งไม่พึงประสงค์ที่อาจนำมาใช้เพื่อ
ป้องกันหรือแก้ไขชุดคำสั่งดังกล่าวข้างต้น ท้ังน้ี รัฐมนตรี อาจประกาศในราชกิจจานุเบกษากำหนดรายชื่อ ลักษณะ
หรือรายละเอยี ดของชุดคำส่ังไมพ่ งึ ประสงค์ ซงึ่ อาจนำมาใช้เพ่ือป้องกนั หรือแก้ไขชุดคำสั่งไม่พงึ ประสงค์ก็ได้”

มาตรา 16 ให้ยกเลิกความในมาตรา 22 มาตรา 23 มาตรา 24 และมาตรา 25 แห่งพระราชบญั ญตั วิ า่ ด้วย
การกระทำความผดิ เกีย่ วกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550 และใหใ้ ช้ความตอ่ ไปนี้แทน

“มาตรา 22 ห้ามมิให้พนักงานเจ้าหน้าท่ีและพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา 18 วรรคสอง เปิดเผยหรือ
ส่งมอบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลของผู้ใช้บริการที่ได้มา ตามมาตรา 18 ให้แก่
บคุ คลใด

ความในวรรคหน่ึงมิให้ใช้บังคับกับการกระทำเพื่อประโยชน์ในการดำเนินคดีกับผู้กระทำความผิด ตาม
พระราชบัญญัตินี้หรือผู้กระทำความผิดตามกฎหมายอื่นในกรณีตามมาตรา 18 วรรคสอง หรือเพื่อประโยชน์ในการ
ดำเนินคดีกับพนักงานเจ้าหนา้ ท่เี กี่ยวกบั การใชอ้ ำนาจหน้าท่ีโดยมิชอบ หรือกับพนกั งานสอบสวนในสว่ นทเ่ี กี่ยวกับการ
ปฏิบัตหิ นา้ ทีต่ ามมาตรา 18 วรรคสอง โดยมิชอบ หรือเป็นการกระทำตามคำสั่งหรอื ทไ่ี ดร้ ับอนญุ าตจากศาล

พนักงานเจ้าหน้าท่ีหรือพนักงานสอบสวนผู้ใดฝ่าฝืนวรรคหน่ึงต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่
เกนิ หกหม่ืนบาท หรือทั้งจำท้งั ปรับ

- 15 -

มาตรา 23 พนักงานเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนในกรณีตามมาตรา 18 วรรคสอง ผู้ใดกระทำโดย
ประมาทเป็นเหตุให้ผู้อ่ืนล่วงรู้ข้อมูลคอมพิวเตอร์ ข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูล ของผู้ใช้บริการ ที่ได้มา
ตามมาตรา 18 ตอ้ งระวางโทษจำคุกไมเ่ กนิ หน่งึ ปี หรอื ปรับไม่เกินสองหมื่นบาท หรอื ทั้งจำท้ังปรับ

มาตรา 24 ผ้ใู ดลว่ งรขู้ ้อมลู คอมพิวเตอร์ ข้อมลู จราจรทางคอมพวิ เตอร์ หรอื ขอ้ มูลของ ผู้ใช้บรกิ ารท่ีพนักงาน
เจา้ หน้าทห่ี รือพนกั งานสอบสวนไดม้ าตามมาตรา 18 และเปิดเผยขอ้ มูลน้ันต่อ ผหู้ นึ่งผู้ใด ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกนิ
สองปี หรอื ปรบั ไมเ่ กินสี่หม่ืนบาท หรือทง้ั จำท้ังปรบั

มาตรา 25 ข้อมูล ข้อมูลคอมพิวเตอร์ หรือข้อมูลจราจรทางคอมพิวเตอร์ท่ีพนักงานเจ้าหน้าที่ได้มา ตาม
พระราชบัญญัตินี้หรือที่พนักงานสอบสวนได้มาตามมาตรา 18 วรรคสอง ให้อ้างและรับฟังเป็น พยานหลักฐานตาม
บทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายวธิ ีพจิ ารณาความอาญาหรือกฎหมายอน่ื อนั วา่ ด้วยการสบื พยานได้ แต่ต้องเป็นชนิดที่
มิไดเ้ กดิ ข้นึ จากการจงู ใจ มคี ำม่นั สญั ญา ขเู่ ขญ็ หลอกลวง หรอื โดยมชิ อบ ประการอน่ื ”

มาตรา 17 ให้ยกเลิกความในวรรคหนึ่งของมาตรา 26 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วย การกระทำความผิด
เก่ียวกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550 และใหใ้ ชค้ วามต่อไปนแ้ี ทน

“มาตรา 26 ผใู้ ห้บรกิ ารตอ้ งเกบ็ รักษาขอ้ มูลจราจรทางคอมพวิ เตอร์ไว้ไม่น้อยกว่าเก้าสิบวัน นบั แตว่ ันท่ีข้อมูล
น้ันเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แต่ในกรณีจำเป็น พนักงานเจ้าหน้าท่ีจะส่ังให้ผู้ให้บริการผู้ใด เก็บรักษาข้อมูลจราจรทาง
คอมพิวเตอรไ์ วเ้ กินเกา้ สิบวนั แต่ไม่เกินสองปเี ปน็ กรณพี ิเศษเฉพาะราย และเฉพาะคราวก็ได้”

มาตรา 18 ให้เพิ่มความต่อไปน้ีเป็นวรรคสองและวรรคสามของมาตรา 28 แห่งพระราชบัญญัติ ว่าด้วยการ
กระทำความผดิ เกยี่ วกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“ผู้ท่ีได้รับการแต่งต้ังเป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามพระราชบัญญัติน้ี อาจได้รับค่าตอบแทนพิเศษ ตามท่ี
รัฐมนตรีกำหนดโดยไดร้ ับความเหน็ ชอบจากกระทรวงการคลงั

ในการกำหนดให้ได้รับค่าตอบแทนพิเศษต้องคำนึงถึงภาระหน้าท่ี ความรู้ความเช่ียวชาญ ความขาดแคลนใน
การหาผู้มาปฏิบัติหน้าท่ีหรือมีการสูญเสียผู้ปฏิบัติงานออกจากระบบราชการเป็นจำนวนมาก คุณภาพของงาน และ
การดำรงตนอยใู่ นความยตุ ธิ รรมโดยเปรยี บเทยี บคา่ ตอบแทนของผปู้ ฏบิ ัติงานอื่น ในกระบวนการยตุ ิธรรมด้วย”

มาตรา 19 ให้เพิ่มความต่อไปนี้เป็นมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด เกี่ยวกับ
คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550

“มาตรา 31 ค่าใช้จ่ายในเรื่องดังต่อไปนี้ รวมท้ังวิธีการเบิกจ่ายให้เป็นไปตามระเบียบท่ีรัฐมนตรี กำหนดโดย
ได้รบั ความเห็นชอบจากกระทรวงการคลงั

(1) การสบื สวน การแสวงหาข้อมลู และรวบรวมพยานหลกั ฐานในคดีความผิดตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี
(2) การดำเนนิ การตามมาตรา 18 วรรคหน่งึ (4) (5) (6) (7) และ (8) และมาตรา 20
(3) การดำเนนิ การอืน่ ใดอันจำเป็นแก่การปอ้ งกนั และปราบปรามการกระทำความผดิ ตามพระราชบญั ญตั ิน้ี”
มาตรา 20 บรรดาระเบียบหรือประกาศท่ีออกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด เก่ียวกับ
คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ท่ีใช้บังคับอยู่ในวันก่อนวันท่ีพระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ ให้ยังคง ใช้บังคับต่อไปเท่าที่ไม่ขัด
หรือแย้งกับบทบัญญัติแห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเก่ียวกับ คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 ซึ่งแก้ไข

- 16 -

เพิ่มเติมโดยพระราชบัญญัติน้ี จนกว่าจะมีระเบียบหรือประกาศที่ต้อง ออกตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำ
ความผิดเกีย่ วกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550 ซงึ่ แกไ้ ขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญตั ิน้ี ใช้บังคับ

การดำเนินการออกระเบียบหรือประกาศตามวรรคหน่ึง ให้ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในหกสิบวัน นับแต่
วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ หากไม่สามารถดำเนินการได้ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัล เพื่อเศรษฐกิจและ
สังคมรายงานเหตผุ ลทไี่ ม่อาจดำเนนิ การได้ตอ่ คณะรฐั มนตรีเพ่ือทราบ

มาตรา 21 ใหร้ ฐั มนตรีวา่ การกระทรวงดจิ ิทลั เพ่ือเศรษฐกจิ และสงั คมรักษาการ ตามพระราชบญั ญตั นิ ้ี
ผู้รบั สนองพระราชโองการ พลเอก ประยุทธ์ จนั ทร์โอชา นายกรฐั มนตรี

หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชบัญญัติฉบับนี้ คือ โดยท่ีพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิด
เก่ียวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มีบทบัญญัติบางประการที่ไม่เหมาะสมต่อการป้องกันและปราบปราม การกระทำ
ความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอรใ์ นปัจจบุ ัน ซง่ึ มีรูปแบบการกระทำความผิดที่มีความซับซ้อนมากขึน้ ตามพัฒนาการทาง
เทคโนโลยีซึ่งเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและโดยที่มีการจัดต้ังกระทรวงดิจิทัลเพ่ือเศรษฐกิจ และสังคมซ่ึงมีภารกิจใน
การกำหนดมาตรฐานและมาตรการในการรักษาความม่ันคงปลอดภัยไซเบอร์ รวมทั้ง การเฝ้าระวังและติดตาม
สถานการณ์ด้านความม่ันคงปลอดภัยของเทคโนโลยีสารสนเทศและการส่ือสารของประเทศ สมควรปรับปรุง
บทบัญญัติในส่วนทเ่ี ก่ียวกบั ผ้รู กั ษาการตามกฎหมาย กำหนดฐานความผิดข้ึนใหม่ และแก้ไข เพม่ิ เติมฐานความผิดเดิม
รวมทงั้ บทกำหนดโทษของความผิดดังกล่าว การปรับปรงุ กระบวนการและหลกั เกณฑ์ ในการระงับการทำใหแ้ พรห่ ลาย
หรือลบข้อมูลคอมพิวเตอร์ ตลอดจนกำหนดให้มีคณะกรรมการเปรียบเทียบ ซึ่งมีอำนาจเปรียบเทียบความผิดตาม
พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเก่ียวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 และแก้ไขเพิ่มเติมอำนาจหน้าท่ีของ
พนกั งานเจ้าหนา้ ที่ใหเ้ หมาะสมย่ิงข้ึน จึงจำเปน็ ตอ้ งตราพระราชบญั ญตั ิน้ี

- 17 -

คำถามทา้ ยบท

1. พระราชบัญญัติวา่ ดว้ ยการกระทำความผิดเก่ยี วกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550 มีผลบงั คับใชเ้ มอื่ ใด
2. ข้อมลู จราจรทางคอมพิวเตอร์ มีความหมายว่าอย่างไร
3. ใครคอื ผรู้ กั ษาการตามพระราชบัญญัตวิ า่ ด้วยการกระทำความผดิ เกีย่ วกับคอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550
4. พระราชบญั ญัตวิ า่ ด้วยการกระทำความผิดเกีย่ วกบั คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2560 มีผลบงั คับใช้เมื่อใด
5. ใครคือผรู้ กั ษาการตามพระราชบญั ญัติวา่ ดว้ ยการกระทำความผิดเก่ยี วกับคอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2560
6. ให้นักเรียนอธิบายเหตุผลท่ีต้องมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับ
คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2550
7. ให้นักเรียนอธิบายเหตุผลท่ีต้องมีการประกาศใช้พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเก่ียวกับ
คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560
8. ตามมาตรา 14 แห่งพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2560 ถ้ามิได้
กระทำต่อประชาชน แต่เป็นการกระทำต่อบุคคลใด บุคคลหนึ่ง ผู้การทำมีโทษอย่างไร และสามารถยอมความกันได้
หรือไม่
9. การนำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ใดๆที่มีลักษณะอันลามกและข้อมูลคอมพิวเตอร์นั้นประปาชนท่ัวไปอาจ
เข้าถงึ ไดม้ ีความผิดตามมาตราใด และตอ้ งระวางโทษอยา่ งไร
10. ให้นักเรียนยกตัวอย่างการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเก่ียวกับ
คอมพวิ เตอร์ พ.ศ. 2560 ที่เกดิ ข้นึ ในสังคมปจั จบุ ันและอธบิ ายโดยใชห้ ลักกฎหมาย

- 18 -

บทที่ 2 ความผิดฐานหมนิ่ ประมาท

ประมวลกฎหมายอาญา ความผดิ ฐานหมนิ่ ประมาท

มาตรา 326 ผู้ใดใส่ความผู้อนื่ ต่อบุคคลทสี่ าม โดยประการที่นา่ จะทำให้ผู้อื่นน้นั เสียช่ือเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูก
เกลียดชัง ผู้นั้นกระทำความผิดฐานหม่ินประมาท ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินหนึ่งปี หรือปรับไม่เกินสองหมื่นบาท
หรือท้ังจำทง้ั ปรับ

มาตรา 327 ผู้ใดใส่ความผู้ตายต่อบุคคลที่สาม และการใส่ความนั้นน่าจะเป็นเหตุให้บิดา มารดา คู่สมรส
หรือบุตรของผู้ตายเสียช่ือเสียงถูกดูหมิ่นหรือถูกเกลียดชัง ผู้น้ันกระทำความผิดฐานหม่ินประมาท ต้องระวางโทษดัง
บัญญัติไว้ในมาตรา 326 นั้น

มาตรา 328 ถ้าความผิดฐานหม่ินประมาทได้กระทำโดยการโฆษณาด้วยเอกสาร ภาพวาด ภาพระบายสี
ภาพยนตร์ ภาพหรือตัวอักษรท่ีทำให้ปรากฏไม่ว่าด้วยวิธีใด ๆ แผ่นเสียง หรือส่ิงบันทึกเสียง บันทึกภาพ หรือบันทึก
อักษรกระทำโดยการกระจายเสียง หรือการกระจายภาพ หรือโดยกระทำการป่าวประกาศด้วยวิธีอื่น ผู้กระทำต้อง
ระวางโทษจำคกุ ไม่เกนิ สองปี และปรับไม่เกินสองแสนบาท

มาตรา 329 ผใู้ ดแสดงความคดิ เห็นหรือข้อความใดโดยสุจรติ
(1) เพื่อความชอบธรรม ปอ้ งกันตนหรือป้องกันส่วนไดเ้ สียเก่ียวกบั ตนตามคลองธรรม
(2) ในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบตั ิการตามหน้าที่
(3) ตชิ ม ดว้ ยความเป็นธรรม ซ่ึงบคุ คลหรือสิ่งใดอันเปน็ วิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือ
(4) ในการแจ้งข่าวด้วยความเป็นธรรม เร่ืองการดำเนินการอันเปิดเผยในศาลหรือในการประชุมผู้นั้นไม่มี
ความผิดฐานหม่นิ ประมาท
มาตรา 330 ในกรณีหมิ่นประมาท ถ้าผู้ถูกหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่าข้อท่ีหาวา่ เป็นหมิ่นประมาทนั้น
เปน็ ความจรงิ ผนู้ ั้นไมต่ ้องรับโทษแต่หา้ มไม่ให้พสิ ูจน์ ถา้ ขอ้ ทห่ี าวา่ เปน็ หมิ่นประมาทน้ันเปน็ การใสค่ วามในเรื่องส่วนตัว
และการพิสจู น์จะไม่เปน็ ประโยชน์แกป่ ระชาชน
มาตรา 331 คู่ความ หรือทนายความของคู่ความ ซงึ่ แสดงความคิดเหน็ หรือขอ้ ความในกระบวนพจิ ารณาคดี
ในศาลเพื่อประโยชนแ์ ก่คดขี องตน ไมม่ ีความผดิ ฐานหมน่ิ ประมาท
มาตรา 332 ในคดหี มิ่นประมาทซึ่งมคี ำพิพากษาว่าจำเลยมคี วามผดิ ศาลอาจสั่ง
(1) ใหย้ ึด และทำลายวัตถุหรือส่วนของวตั ถุที่มีข้อความหม่ินประมาท
(2) ใหโ้ ฆษณาคำพิพากษาทั้งหมด หรือแตบ่ างส่วนในหนังสอื พิมพ์หนง่ึ ฉบับหรอื หลายฉบับ ครัง้ เดยี วหรือ
หลายคร้งั โดยใหจ้ ำเลยเป็นผูช้ ำระคา่ โฆษณา
มาตรา 333 ความผิดในหมวดนีเ้ ป็นความผิดอนั ยอมความได้ถ้าผ้เู สยี หายในความผิดฐานหมิน่ ประมาทตาย
เสียกอ่ นรอ้ งทุกข์ ใหบ้ ดิ ามารดา คสู่ มรส หรือบุตรของผเู้ สียหายร้องทุกข์ได้ และให้ถือว่าเปน็ ผเู้ สยี หาย

- 19 -

ประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 423

ผู้ใดกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ซ่ึงข้อความอันฝ่าฝืน ต่อความจริง เป็นที่เสียหายแก่ชื่อเสียงหรือเกียรติคุณ
ของบุคคลอื่น ก็ดีหรือเป็นท่ีเสียหายแก่ทางทำมาหาได้ หรือทางเจริญของเขาโดย ประการอื่นก็ดี ท่านว่าผู้น้ันจะต้อง
ใช้คา่ สินไหมทดแทนให้แก่เขาเพ่ือ ความเสียหายอย่างใดๆ อันเกิดแต่การน้ัน แม้ทั้งเม่ือตนมิได้รู้วา่ ข้อ ความน้ันไม่จริง
แต่หากควรจะรไู้ ด้

ผู้ใดส่งข่าวสาสารอันตนมิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง หากว่าตนเอง หรือผู้รับข่าวสารนั้นมีทางได้เสียโดยชอบใน
การนั้นดว้ ยแลว้ ทา่ นวา่ เพยี งทส่ี ง่ ข่าวสารเชน่ นัน้ หาทำใหผ้ ู้นัน้ ตอ้ งรับผดิ ใช้คา่ สินไหมทดแทนไม่

การหมิ่นประมาทด้วยข้อความจริง แม้ไม่เป็นละเมิด ตามมาตรา 423 นี้ถ้าหากทำให้เสียหายแก่สิทธิของ
บคุ คลอ่นื ก็อาจเปน็ ละเมิด ตามมาตรา 420 ได้ (ฎีกาที่ 124/2487)

รฐั ธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 35 "สิทธิของบุคคลในเกียรตยิ ศ ช่ือเสียง ย่อมได้รบั ความคุ้มครอง การกล่าว
หรือไขข่าวแพร่หลายซ่ึงข้อความหรือภาพ ไม่วา่ ด้วยวิธใี ดไปสู่สาธารณชน อันเป็นการละเมิดหรอื กระทบสิทธิดังกล่าว
จะกระทำมิได้ เวน้ แต่กรณีเปน็ ประโยชน์ตอ่ สาธารณะ

หม่ินประมาท "การแสดงข้อความหรือความหมายออกด้วยประการใดๆ ต่อบุคคลหน่ึงบุคคลใดให้บุคคลอื่น
เสยี หายตอ่ ช่อื เสยี ง เกียรตคิ ณุ

ดูหม่ิน "กระทำด้วยประการใดๆ อันเป็นการเหยียดหยามบุคคลอื่น ซ่ึงไม่ทำให้ผู้นั้นได้รับความเสียหายแก่
ช่ือเสยี งเกียรตคิ ณุ

หม่ินประมาททางแพง่ ต่างกับ หมน่ิ ประมาททางอาญา ดงั น้ี
หม่นิ ประมาททางแพ่ง
1. ผูก้ ระทำอาจจงใจ หรือ ประมาทเลินเล่อ ก็ได้
2. ข้อความทห่ี ม่ินประมาทต้องฝ่าฝืนตอ่ ความจรงิ
3. นอกจากจะทำให้บคุ คลอื่นไดร้ ับความเสยี หายแกช่ ือ่ เสยี ง เกยี รตคิ ุณ ยงั รวมถึง ทางทำมาหาได้และทาง
เจรญิ ด้วย
หมน่ิ ประมาททางอาญา
1. ผ้กู ระทำต้องกระทำโดยเจตนา
2. แมเ้ ปน็ ข้อความจริง ผกู้ ระทำกผ็ ิด
3. จำกัดเฉพาะ เสยี หายแกช่ ื่อเสยี ง หรอื ถูกดหู ม่นิ ถูกเกลียดชัง
(A) การกล่าว หรือ ไขข่าวแพร่หลาย ตอ้ งกระทำต่อบคุ คลที่ 3 และบุคคลท่ี 3 น้นั สามารถเข้าใจความหมาย
ของขอ้ ความที่กล่าวหรอื ไขขา่ ว
บคุ คลท่ี 3 นอกจากผู้กลา่ วไขข่าวและผเู้ สียหาย โดยเป็นผซู้ ึ่งได้ยิน ได้ฟัง ได้รู้เห็น หรือ รับทราบขอ้ ความจาก
ผู้กล่าวไขข่าว ซ่ึงจะมีเพียงคนเดียว หรือ หลายคนก็ได้ แต่ต้องไม่ใช่ผู้ร่วมกันทำละเมิด, สามีกับภรรยา, ผู้แอบดูแอบ
ฟัง หรอื สอดรู้สอดเห็นโดยละเมดิ และบคุ คลที่ 3 นน้ั ไม่จำเปน็ ตอ้ งเป็นบคุ คลทีป่ ระสงค์จะบอกกล่าวขอ้ ความน้ัน
(B) ข้อความอันฝ่าฝนื ต่อความจริง

- 20 -

ข้อความที่กล่าวหรือไขข่าวนั้น ต้องฝ่าฝืนต่อความจริง ถ้าเป็นความจริง ย่อมไม่เป็นละเมิด ตามมาตรา 423 แต่อาจ
เป็นละเมิด ตามมาตรา 420 (ฎกี าที่ 3316/2525)

ต้องเป็นการยืนยันข้อเท็จจริง มิใช่เป็นเพียงคำด่า คำเปรียบเปรย คำคาดคะเน คำขู่ ล้อเล่นหยอกล้อหรือ
ล้อเลียน (ฎีกาที่ 1752/2514)

บคุ คลท่ี 3 ผ้รู บั ข้อความน้นั ไม่จำต้องเชื่อหรือไมเ่ ช่ือ แต่ข้อความนนั้ คนธรรมดาที่ไดย้ นิ ได้ฟังจะตอ้ งเกดิ ความ
คดิ เห็นขึ้นได้ เชน่ คำว่า "ผีปอบ" คนธรรมดาไม่เช่อื วา่ เปน็ ผปี อบได้ จงึ ไม่เป็นหมิ่นประมาท

(C) เป็นที่เสยี หายแกช่ ่อื เสียง เกียรติคณุ หรือ ทางทำมาหาได้ ทางเจริญ ของบุคคลอ่ืน
1. ข้อความท่ีกล่าวหรือไขข่าวนั้นเป็นหมิ่นประมาท "ใส่ความด้วยข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริงอันเป็นที่
เสียหายแกบ่ คุ คลอนื่ " เช่น
ใสค่ วามวา่ ประพฤติชว่ั หรอื ทจุ รติ เชน่ คนโกง คนขายชาติ
ใสค่ วามวา่ ประพฤตเิ ส่ือมเสยี ในทางประเวณี เชน่ มีชู้ หรือ เป็นหญิงโสเภณี
ใส่ความว่าประพฤติเสื่อมเสยี ในตำแหนง่ หนา้ ที่หรืออาชีพ เชน่ ข้าราชการคอรัปช่นั พ่อค้าโกงตาชง่ั
ใสค่ วามว่าเสื่อมเสียในฐานะทางการเงนิ เชน่ มีหนส้ี นิ ล้นพ้นตวั
ใสค่ วามว่าเป็นโรคสังคมรังเกียจ เช่น โรคเรือ้ น โรคเอดส์
ขอ้ ความใดที่มคี วามหมายพเิ ศษโจทก์ต้องนำสืบใหเ้ ข้าใจความหมาย
2. ขอ้ ความท่กี ล่าวหรือไขข่าวน้นั เล็งถงึ ผูเ้ สยี หาย, ถ้ากลา่ วถึงกลุ่มคนโดยไมเ่ จาะจงคนใดคนหน่งึ หรอื หมด
ทั้งกล่มุ ย่อมหาตัวผู้เสียหายไม่ได้
3. เปน็ ที่เสียหายแก่ชอื่ เสยี ง เกียรตคิ ณุ หรือ ทางทำมาหาได้ ทางเจริญ ความสำคัญอยู่ท่ีเสยี หายแกช่ อื่ เสียง
เมอื่ ชอ่ื เสยี งเสียหาย เกียรติคุณทางทำมาหาได้ และทางเจริญ กย็ ่อมพลอยเสียหายตามไปดว้ ย
มีข้อสังเกต รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 35 ใช้คำว่า "เกียรติยศช่ือเสียง" ตามพจนานุกรมให้ความหมาย
ของคำวา่ "เกียรติยศ" ไว้ว่า "เกยี รติในฐานะตำแหน่งหน้าทีห่ รือชาติช้ันวรรณะ" ส่วน "เกียรตคิ ุณ" ให้ความหมายไว้ว่า
"เกียรติคุณที่เล่ืองลือ ชื่อเสียงโดยคุณงามความดี" แต่อย่างไรก็ดี ชื่อเสียงก็มีความหมายว่า เกียรติยศ ดังน้ัน ท้ัง
"เกียรติยศ" และ "เกยี รตคิ ุณ" จงึ ต่างเปน็ ช่ือเสียงเช่นเดียวกนั
ฎีกาท่ี 3805/2537 กว่าโจทก์จะเป็นบุคคลมีชื่อเสียง และเกียรติคุณเป็นท่ีรู้จักและยอมรับแก่บุคคลทั่วไปได้
โจทก์ต้องสร้างคุณงามความดีเป็นเวลานาน การที่จำเลยไขข่าวแพร่หลายใส่ความโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวันว่า
ภรรยาโจทกก์ ำลงั หาทนายความทำเรื่องขอหย่าขาดจากโจทก์ เพราะโจทกม์ ีความสนทิ สนมชดิ ชอบกบั หญิงอืน่ ซึ่งเป็น
การฝ่าฝืนความจริง ย่อมทำให้ผู้ทีร่ ู้จักโจทก์และได้อา่ นขา่ วดังกล่าว คิดวา่ โจทกม์ ีความประพฤติในทางไม่ดี กระทำผิด
ศีลธรรมและขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงาม ครอบครัวของโจทก์เกิดความร้าวฉาน ก่อให้เกิดความเกลียดชังและดู
หม่ินโจทก์ ผู้ใต้บังคับบัญชาทราบข่าวน้ีแล้ว ย่อมขาดความเคารพเชื่อถือ เป็นผลเสียต่อหน้าที่การงานและความ
เจริญก้าวหน้า กับทำให้เสื่อมเสียแก่ชื่อเสียงและเกียรติคุณท่ีเคยมีอยู่ โจทก์ย่อมได้รบั ความเสียหาย จำเลยต้องรับผิด
ในมลู ละเมดิ
ฎีกาท่ี 242/2515 ในเรื่องค่าเสียหาย โจทก์เป็นฝ่ายท่ีต้องนำสืบพิสูจน์ให้เห็นว่า ตนได้เสียหายจริง ตาม
จำนวนทีฟ่ อ้ งเรยี กรอ้ งจากจำเลย

- 21 -

(D) ควรรไู้ ด้ว่าไม่จริง
การกล่าวหรือไขข่าวอันเป็นการละเมิด ตามมาตรา 423 กฎหมายมิได้บัญญัติว่า ต้องทำโดยจงใจหรือ
ประมาทเลินเล่อ การกล่าวหรือไขข่าว จึงไม่ต้องกระทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อตามหลักท่ัวไป (ฎีกาท่ี
4008/2526)
ดังนั้น ถ้าได้กระทำโดยรู้สำนึก ก็ถือได้ว่า กระทำละเมิดโดยการหม่ินประมาท เพราะความตอนท้ายของ
มาตรา 423 บัญญัติว่า "ผู้กล่าวหรือไขข่าว" นัน้ จะต้องใช้คา่ สนิ ไหมทดแทนให้แก่เขา เพ่ือความเสียหายอย่างใดๆ อัน
เกิดแกก่ ารนั้น แม้ท้ังเมื่อตนมไิ ด้รวู้ า่ ขอ้ ความนัน้ ไม่จรงิ แตห่ ากควรจะร้ไู ด้
ฎีกาท่ี 4008/2528 หนังสอื พมิ พ์เสนอขอ้ ความหมน่ิ ประมาทโจทกว์ า่ โจทก์ประพฤติตนอย่างคนไรศ้ ีลธรรม มี
ส่วนพัวพัน เป็นผู้จ้างวานฆ่าผู้สื่อข่าวหนังสือพิมพ์ มีนิสัยชอบใช้อำนาจบาตรใหญ่ หาใช่เป็นการแสดงความคิดเห็น
หรือข้อความโดยสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำไม่ เม่ือข้อความน้ัน ไม่เป็น
ความจริง ย่อมเป็นการละเมิดต่อโจทก์ ตาม ป.พ.พ. มาตรา 423 และการกล่าวหรือไขข่าวแพร่หลาย ซ่ึงข้อความอัน
ฝ่าฝืนต่อความจริงนั้น กฎหมายมิได้บัญญัติว่า ต้องทำโดยจงใจหรือประมาทเลินเล่อ แม้ผู้กล่าวหรือไขข่าวมิได้รู้ว่า
ขอ้ ความนั้นไมจ่ รงิ แต่หากควรรู้ได้ กต็ อ้ งรับผดิ
(E) ข้อยกเว้นความรับผิด
1. ขอ้ ยกเว้น เพราะมีทางไดเ้ สยี โดยชอบในการสง่ ข่าวสาร (ป.พ.พ. มาตรา 423 วรรค 2)

1.1 ต้องเป็นการส่งข่าวสารระหว่างผู้ส่งข่าวสารกับผู้รบั ข่าวสารโดยเฉพาะ คือ เป็นการแจ้งข้อความหรือ
ส่งข่าวสารระหว่างกันเอง มิใช่กล่าวหรือไขข่าวแพร่หลายแก่บุคคลท่ัวไป คำว่า "ข่าวสาร" นั้น ไม่จำเป็นต้องทำเป็น
เอกสารเสมอไป อาจแจ้งหรือกล่าวข้อความด้วยวาจาก็ได้ และอาจกล่าวต่อหน้าก็ได้ เช่น บิดาเขียนจดหมายถึงบุตร
หรอื กล่าวกับบตุ รดว้ ยวาจาต่อหนา้ ถือว่าเป็นการส่งขา่ วสารแล้วเชน่ กนั

1.2 ผู้ส่งข่าวสาร มิได้รู้ว่าข้อความท่ีตนส่งไปน้ันเป็นความไม่จริง แม้การที่ไม่รู้น้ัน จะเกิดจากความ
ประมาทเลินเล่อก็ตาม อันเป็นการยกเว้นหลักท่ัวไป ตามมาตรา 420 "ผู้ส่งข่าวสารจะไม่ได้รับการยกเว้นความรับผิด
ตามมาตรา 423 วรรค 2 ก็เฉพาะแต่จงใจกล่าวเท็จ เช่น ก. บอก ข. บุตรสาวของตนว่า ค. คู่รักของ ข. เป็นคนช่ัวช้า
สารเลว เคยตดิ คุกติดตะรางมาแลว้ ความจรงิ ค. เป็นคนดี แม้ ก. จะกระทำโดยประมาทเลนิ เลอ่ ก. ก็ไมต่ ้องรบั ผิดต่อ
ค. เวน้ แต่ ก. ทราบความจรงิ แล้วยงั จงใจกล่าวเท็จ จึงจะต้องรับผิด

1.3 ผ้สู ง่ ข่าวสาร หรอื ผู้รบั ข่าวสาร มที างได้เสยี โดยชอบในการสง่ ข่าวสารน้นั เชน่ บดิ าบอกบุตรสาวของ
ตน ถึงความประพฤตขิ องชายคนรกั ผ้จู ัดการสาขา รายงานถงึ ผู้จัดการสำนกั งานใหญ่ ถึงฐานะการเงินของลูกค้านับสืบ
รายงานใหผ้ ู้วา่ จา้ ง ทราบถงึ ความประพฤตขิ องสามี

เมอื่ ครบองคป์ ระกอบทงั้ 3 ประการ ขา้ งต้น ผู้ส่งขา่ วสารไม่ต้องรบั ผดิ ชอบใชค้ ่าสินไหมทดแทน แม้ข่าวสารที่
ตนสง่ จะเปน็ การหมน่ิ ประมาทบคุ คลอ่นื ดว้ ยข้อความอันฝา่ ฝนื ต่อความจรงิ กต็ าม

2. ขอ้ ยกเว้น เพราะมเี อกสิทธใิ นการกล่าวหรือไขขา่ ว
2.1 เอกสิทธิเด็ดขาด ตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 มาตรา 157 รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2550 มาตรา 130

วรรค 1 "การกล่าวถ้อยคำใดๆ ในที่ประชุมสภา ไม่ว่าในทางแถลงข้อเท็จจริง หรือ แสดงความคิดเห็น หรือ ออกเสียง
ลงคะแนน ไม่ว่าจะเป็นความจริง หรือ ความเท็จ หรือ หม่ินประมาทใครหรือไม่ ย่อมได้รับความคุ้มครอง ผูใ้ ดจะนำไป

- 22 -

เป็นเหตุฟ้องร้องว่ากล่าวสมาชิกผู้กล่าวมิได้" และวรรค 4 ยังให้ความคุ้มครองไปถึงผู้พิมพ์และผู้โฆษณา รายงานการ
ประชุมตามขอ้ บังคับของรัฐสภา และคุ้มครองไปถึงบุคคลซ่ึงประธานในที่ประชุมอนุญาตให้แถลงข้อเท็จจริงหรือความ
คิดเห็นในท่ีประชุม ตลอดจนผู้ดำเนินการถ่ายทอดการประชุมสภาทางวิทยุกระจายเสียง หรือวิทยุโทรทัศน์ที่ได้รับ
อนุญาตจากประธานแหง่ สภานน้ั ด้วย

แต่เอกสิทธิ ตามวรรค 1 ไม่คุ้มครองสมาชิกผู้กล่าวถ้อยคำในการประชุมที่มีการถ่ายทอดทาง
วิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์ หากถ้อยคำท่ีกล่าวในท่ีประชมุ ไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภา และการกล่าวถ้อยคำ
น้ันมีลักษณะเป็นความผิดอาญา หรือ ละเมิดสิทธิในทางแพ่งต่อบุคคลอื่น ซ่ึงมิใช่รัฐมนตรี หรือ สมาชิกแห่งสภานั้น
อาจให้ความคุม้ ครองบุคคลตามวรรค 4 เทา่ นนั้

ฎีกาที่ 1929/2528 บุคคลผู้ไดร้ ับเอกสิทธิดังกลา่ ว แมข้ ้อความที่กลา่ วหรือไขข่าวจะฝ่าฝนื ตอ่ ความจรงิ กไ็ ม่
ตอ้ งรบั ผิด ตามมาตรา 423

2.2 เอกสิทธิเดด็ ขาด ตาม ป.อ. มาตรา 331 "คคู่ วาม หรอื ทนายความของคู่ความ ซ่ึงแสดงความคดิ เห็น
หรือ ข้อความในกระบวนพิจารณาคดีในศาล เพ่ือประโยชน์แก่คดีของตน ไม่มีความผดิ ฐานหมน่ิ ประมาท (ฎกี าท่ี
657/2527)

2.3 เอกสิทธิไม่เด็ดขาด ตาม ป.อ. มาตรา 329 "ผู้ใดแสดงความคิดเห็น หรือ ข้อความใด โดยสุจริต เพ่ือ
ความชอบธรรม ป้องกันตน หรือ ส่วนได้เสียเก่ียวกับตนตามครองธรรมในฐานะเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติการตามหน้าท่ี
ติชมด้วยความเป็นธรรม ซ่ึงบุคคลหรือส่ิงใด อันเป็นวิสัยของประชาชนย่อมกระทำ หรือในการแจ้งข่าวสารด้วยความ
เปน็ ธรรม เร่อื งการดำเนนิ การอันเปดิ เผยในศาลหรอื ในการประชุมผู้น้ันไมม่ ีความผดิ ฐานหมนิ่ ประมาท

ยกเว้นความผิดให้เฉพาะผู้แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดยสุจริต การกระทำโดยเข้าใจผิดก็ถือว่าเป็นการ
กระทำโดยสุจริต แต่ถา้ กระทำโดยรู้วา่ เป็นความเท็จ หรือรู้ว่าไม่มีความชอบธรรมทีจ่ ะกระทำ ยอ่ มเป็นการกระทำโดย
ไม่สจุ ริต ซ่ึงไมไ่ ดร้ ับยกเว้นความผิดแตอ่ ยา่ งใด

ฎีกาที่ 1920/2531 เม่ือกฎหมายบัญญัติยกเว้นความผิดให้เฉพาะแต่ผู้แสดงความคิดเห็นหรือข้อความโดย
สุจริต อันเป็นเอกสิทธิไม่เด็ดขาด ผู้ที่ได้รับยกเว้นความผิดน้ัน จึงไม่มีความผิดฐานหม่ินประมาท แม้ข้อความที่กล่าว
หรือไขข่าวจะฝา่ ฝนื ตอ่ ความจริง กไ็ มต่ อ้ งรบั ผดิ ตามมาตรา 423

กรณีหม่นิ ประมาท ซึ่งผู้ถกู กล่าวหาว่ากระทำความผิด พิสูจน์ได้ว่า ข้อท่ีหาว่าเป็นหมน่ิ ประมาทน้ัน เปน็ ความ
จริง ได้รับการยกเว้นโทษ ตาม ป.อ. มาตรา 330 น้ัน ไม่เป็นการหมิ่นประมาทในทางแพ่งด้วย เพราะ ป.พ.พ. มาตรา
423 จะต้องกล่าวหรือไขข่าว ซ่ึงข้อความอันฝ่าฝืนต่อความจริง ถ้าข้อความน้ันเป็นความจริง ย่อมไม่เป็นละเมิด
อันจะตอ้ งรบั ผิด ตามมาตรา 423

3. ขอ้ ยกเวน้ เพราะความยนิ ยอม
เมื่อผู้เสียหายยินยอมให้กระทำ ย่อมไม่เป็นละเมิด เช่น บุคคล 2 คน สมัครใจทะเลาะด่าว่ากล่าวคำหมิ่น
ประมาทซ่ึงกันและกันต่อหน้าบุคคลอ่ืน เป็นการสมัครใจเข้าเส่ียงรับอันตราย ซ่ึงถือว่าให้ความยินยอม จึงไม่เป็ น
ละเมิด อีกนัยหนึ่งอาจกล่าวได้ว่า ถ้อยคำที่ต่างฝ่ายต่างด่าในการทะเลาะกัน โดยมุ่งหมายให้อีกฝ่ายหน่ึงเจ็บใจ ย่อม
เป็นการกระทำละเมิดด้วยการหมน่ิ ประมาท (ฎกี าที่ 223/2473)

- 23 -

ป.พ.พ. มาตรา 447 "บุคคลใดทำให้เขาต้องเสียหายแก่ช่ือเสียง เมื่อผู้ต้องเสียหายร้องขอ ศาลจะส่ังให้บุคคล
น้ันจดั การตามสมควร เพ่ือทำใหช้ ่ือเสยี งของผนู้ น้ั กลบั คืนดีแทนใหใ้ ช้ค่าเสยี หาย หรอื ทัง้ ใหใ้ ชค้ า่ เสียหายดว้ ยก็ได้"
คำพิพากษาศาลฎกี าท่ี 7869/2542 ป.พ.พ. มาตรา 423, 425, 438, ป.อ. มาตรา 328, ป.วิ.อ. มาตรา 46

ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งศาลจำต้องถือข้อเท็จจริงตามท่ีปรากฏในคำพิพากษาคดีส่วนอาญาตามประมวล
กฎหมายวิธพี ิจารณาความอาญา มาตรา 46 เมอื่ ปรากฏวา่ คดีอาญาทโ่ี จทก์ฟ้องไดถ้ ึงทส่ี ุดโดยพพิ ากษาวา่ จำเลยที่ 2 มี
ความผิดฐานหมิ่นประมาท ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งนี้ศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงในคดีอาญาซ่ึงฟังยุติแล้วว่า
ข้อความหรอื เน้ือหารายละเอียดการลงขา่ วดังกล่าวเปน็ การใส่ความโจทกด์ ้วยการเผยแพร่โฆษณาทางหนงั สือพิมพ์โดย
ประการท่ีทำให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหม่ินถูกเกลียดชัง จำเลยที่ 2 ไม่อาจนำสืบพิสูจน์ว่าข้อความหรือเนื้อหา
รายละเอียดที่ใส่ความโจทก์น้ันเป็นความจริงหรือเป็นการเสนอข่าวสารอันจำเลยท่ี 2 มิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง ศาล
ฎีกาจะฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างอ่ืนหาได้ไม่ เมื่อคดีอาญาถึงท่ีสุดฟังได้ว่า จำเลยท่ี 2 กระทำความผิดฐานหม่ินประมาท
โจทก์ คดนี จ้ี งึ ฟงั ได้ว่าจำเลยที่ 2กระทำละเมิดตอ่ โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคหนงึ่

จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยท่ี 1 และกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 จึงต้องร่วม
รบั ผดิ ในการทำละเมิดของจำเลยท่ี 2ดว้ ยตามมาตรา 425

โจทก์เป็นนักการเมืองอาวุโสมีชื่อเสียงเกียรติคุณเป็นท่ีรู้จักในหมู่ประชาชนทั่วไปเคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทน
ราษฎรจังหวัดแพร่ติดต่อกันถึง 6 สมัย เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ขณะเกิดเหตุเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่และเป็นหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม โจทก์เป็นผู้หน่ึงท่ีได้รับการคาดหมายว่าจะ
ได้รับการสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เม่ือการกระทำละเมิดของจำเลยทง้ั สองทำให้โจทกเ์ สียชื่อเสียง ถูก
ดูหม่ิน ถูกเกลียดชัง ทั้งขาดความเช่ือถือทางการค้า และสูญเสียโอกาสในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วยเช่นนี้
การที่ศาลลา่ งทั้งสองกำหนดใหจ้ ำเลยท้ังสองรว่ มกนั ใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท จึงนับว่าเหมาะสม
แล้ว

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงนิ จำนวน 100,000,000 บาท
พร้อมด้วยดอกเบ้ียอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีของต้นเงินดังกล่าวนับแต่วันฟ้อง จนกวา่ จะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้ประกาศ
คำพิพากษาและคำขออภัยโจทก์ในหนังสือพิมพ์รายวันที่ออกจำหน่ายในกรุงเทพมหานครทุกฉบับด้วยเนื้อท่ีหนึ่งใน
สองของหน้าท่ี 1 ของแต่ละฉบับเป็นเวลา 15 วัน ติดต่อกันโดยให้จำเลยท้ังสองร่วมกันหรือแทนกันเป็นผู้ออก
คา่ ใชจ้ ่ายท้ังสนิ้

จำเลยทัง้ สองให้การว่า การรายงานขา่ วของโจทก์เป็นไปโดยสจุ รติ ตรงตามขอ้ เทจ็ จริงทเ่ี กดิ ข้ึนทุกประการมิได้
ทำให้ประชาชนเสื่อมความศรัทธาหรือหมดความเช่ือถือต่อตัวโจทก์ โจทก์จึงมิได้รับความเสียหายตามฟ้อง และ
ค่าเสียหายทีโ่ จทกเ์ รยี กร้องมา 100,000,000 บาท สูงเกนิ ความเปน็ จริง ขอใหย้ กฟอ้ ง

ศาลช้ันต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาให้จำเลยทั้งสองชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 5,000,000 บาท พร้อมด้วย
ดอกเบีย้ อตั รารอ้ ยละ 7.5 ต่อปี นบั แตว่ ันฟ้อง (วันที่ 26 มนี าคม 2536) จนกวา่ จะชำระเสร็จแก่โจทก์

โจทกแ์ ละจำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พพิ ากษายนื
โจทก์และจำเลยท้ังสองฎกี า

- 24 -

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นฟังได้ว่า ขณะเกิดเหตุโจทก์มีตำแหน่งเป็นหัวหน้าพรรคสามัคคีธรรม
และได้รับเลือกต้ังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ โจทก์เป็นผู้ที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้ดำรงตำแหน่ ง
นายกรัฐมนตรีโจทก์เคยได้รับการเลือกต้ังเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ติดต่อกันมา 6 สมัย เคยดำรง
ตำแหน่งรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ส่วนจำเลยท่ี 1 เป็นเจ้าของหนังสือพิมพ์ข่าวสด โดยมีจำเลยท่ี 2 เป็น
บรรณาธิการ ผู้พิมพ์และผู้โฆษณาเม่ือวันท่ี 27 มีนาคม 2535 จำเลยท้ังสองได้เสนอข่าวโดยพาดหัวข่าวในหน้า 1ของ
หนังสอื พมิ พ์ขา่ วสด ฉบับประจำวันที่ 27 มีนาคม 2535 วา่ สหรฐั ยนั บัญชีดำณรงคป์ ว่ ย "สมบุญ" อะไหล่ ถ้า "ดอกบัว"
ไม่ไหว "ชาติไทย" แทน "จ๋ิว" จัดทัพ 200 เสียง ดึง "ราษฎร" "บิ๊กเต้ - บ๊ิกตุ๋ย" บินด่วนเข้าเฝ้าฯ ครม.สูตร "ณรงค์"
อาการรอแร่ โฆษกสหรัฐแถลงยนื ยนั สั่งงดวีซ่า "ว่าท่นี ายกคนท่ี 19" ของเมืองไทยต้งั แตเ่ ดือน ก.ค. 2534 เพราะพัวพัน
ค้ายาเสพติด "ความหวังใหม่ - ปชป."ถล่มตามน้ำยับเยิน "จ๊อด" เรียกเหลิมเจ้าเก่าเข้า บก.สส. เจ้าตัว "ช็อก" ล้มป่วย
ต้องเรียกหมอรักษาถึงบ้านด่วน เก็บตัวเงียบ" และมีเนื้อหารายละเอียดต่ออีกโดยระบุให้อ่านหน้า 21 และหน้า 22
ปรากฏตามหนงั สือพมิ พข์ ่าวสด

มปี ัญหาท่ีตอ้ งวนิ ิจฉัยประการแรกตามฎีกาจำเลยท้ังสองว่าจำเลยทั้งสองกระทำละเมิดและต้องร่วมกนั รับผิด
ต่อโจทก์หรอื ไม่ ไดค้ วามจากทางนำสืบของคู่ความวา่ โจทก์ได้นำข้อความทำนองเดียวกัน มูลเหตุเดียวกนั ไปฟ้องจำเลย
ท้ังสองหาว่าหมิ่นประมาทโจทก์โดยการโฆษณาด้วยเอกสารต่อศาลจังหวัดแพร่ คดีน้ีจึงเป็นคดีแพ่งเกี่ยวเน่ืองกับ
คดีอาญาดังกล่าว คำพิพากษาในคดีอาญาดังกล่าวนอกจากจะผูกพันโจทก์และจำเลยท้ังสองซึ่งเป็นคู่ความในคดีแล้ว
ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งนีศ้ าลจำตอ้ งถือขอ้ เท็จจริงตามที่ปรากฏในคำพิพากษาคดีสว่ นอาญาตามประมวลกฎหมาย
วิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 46 ด้วย เมื่อปรากฏว่าคดีอาญาที่โจทก์ฟ้องได้ถึงที่สุด โดยศาลอุทธรณ์ภาค 2
พิพากษาว่าจำเลยที่ 2 มีความผิดฐานหม่ินประมาท รายละเอียดปรากฏตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 เอกสาร
หมาย จ.4 ในการพิพากษาคดีส่วนแพ่งน้ีศาลฎีกาจำต้องถือข้อเท็จจริงในคดีอาญาซ่ึงฟังยุติแล้ววา่ ข้อความหรือเน้ือหา
รายละเอียดการลงข่าวดังกล่าวเป็นการใส่ความโจทก์ด้วยการเผยแพร่โฆษณาทางหนังสือพิมพ์โดยประการท่ีทำให้
โจทก์เสียช่ือเสียงถูกดูหมิ่น ถูกเกลียดชัง จำเลยที่ 2 ไม่อาจนำสืบพิสูจน์ว่าข้อความหรือเน้ือหารายละเอียดท่ีใส่ความ
โจทก์น้ันเป็นความจริงหรือเป็นการเสนอข่าวสารอนั จำเลยท่ี 2มิได้รู้ว่าเป็นความไม่จริง และศาลฎีกาจะฟังข้อเท็จจริง
เป็นอยา่ งอ่ืนหาไดไ้ ม่ เม่ือคดอี าญาถงึ ที่สุดฟังไดว้ ่า จำเลยที่ 2 กระทำความผดิ ฐานหม่ินประมาทโจทก์ข้อเท็จจริงในคดี
น้จี ึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 กระทำละเมดิ ตอ่ โจทก์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 423 วรรคหนงึ่ สำหรับ
จำเลยท่ี 1 นั้น เมื่อจำเลยที่ 2เป็นลูกจ้างของจำเลยท่ี 1 และกระทำการในทางการที่จ้างของจำเลยท่ี 1 จำเลยที่ 1จึง
ต้องรว่ มรับผดิ ในการทำละเมดิ ของจำเลยที่ 2 ดว้ ยตามประมวลกฎหมายแพง่ และพาณิชย์ มาตรา 425

มีปัญหาท่ีต้องวินิจฉัยตามฎีกาโจทก์และจำเลยท้ังสองประการต่อไปว่า โจทก์ควรได้รับค่าเสียหายเพียงใด
และจำเลยท้งั สองจะต้องรว่ มกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทกห์ รือไมเ่ พยี งใด โจทก์ฎกี าว่าท่ีศาลลา่ งทง้ั สองกำหนดให้
จำเลยทั้งสองใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทก์จำนวน 5,000,000 บาท น้ัน ต่ำไป ควรเป็น 10,000,000บาท ส่วนจำเลยทั้ง
สองฎีกาว่า ค่าเสียหายท่ีศาลล่างท้ังสองกำหนดมานั้นสูงเกินไป เห็นว่า โจทก์เป็นนักการเมืองอาวุโสมีชื่อเสียงเกียรติ
คุณเป็นที่รู้จักในหมู่ประชาชนทั่วไป เคยเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดแพร่ติดต่อกันถึง 6 สมัย เคยดำรง
ตำแหนง่ รฐั มนตรีและรองนายกรัฐมนตรี ขณะเกดิ เหตุเปน็ สมาชิกสภาผูแ้ ทนราษฎรจังหวดั แพร่ และเปน็ หัวหนา้ พรรค
สามัคคีธรรม โจทก์เป็นผู้หนึ่งที่ได้รับการคาดหมายว่าจะได้รับการสนับสนุนให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เมื่อการ

- 25 -

กระทำละเมิดของจำเลยท้ังสองทำให้โจทก์เสียช่ือเสียง ถูกดูหม่ิน ถูกเกลียดชัง ท้ังขาดความเช่ือถือทางการค้าและ
สูญเสียโอกาสในการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีด้วย เช่นนี้ การที่ศาลล่างท้ังสองกำหนดให้จำเลยท้ังสองร่วมกันใช้
ค่าเสียหายแก่โจทกจ์ ำนวน 5,000,000 บาทจึงนับว่าเหมาะสมแลว้ ไมม่ ีเหตุที่ศาลฎีกาจะแก้ไขเปลีย่ นแปลง ฎกี าโจทก์
และจำเลยทั้งสองฟังไม่ข้ึนสำหรบั คา่ ฤชาธรรมเนียมนั้น เม่ือจำเลยท้ังสองเปน็ ฝ่ายท่ีแพ้คดีต้องร่วมกนั ชดใชค้ ่าเสียหาย
แก่โจทก์ จึงสมควรให้จำเลยทั้งสองร่วมกันรับผิดใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ด้วย ท่ีศาลล่างท้ังสองกำหนดให้ค่า
ฤชาธรรมเนียมท้งั สองศาลเปน็ พบั นนั้ ศาลฎีกาไม่เหน็ พอ้ งดว้ ย" พพิ ากษายืน
คำพิพากษาศาลฎกี าที่ 6245/2537
ป.พ.พ. มาตรา 423

หนังสือพิมพ์ของจำเลยที่ 1 ซ่ึงมีจำเลยที่ 2 เป็นบรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณา ได้ลงพิมพ์ข้อความท่ีจำเลยท่ี 3
เขียนคอลัมน์สรุปได้ความว่าซ่าส์มากกว่าแค้น ที่ต้ังรัฐสภาท่ัวบริเวณถือว่าเป็นเขตพระราชฐาน ผู้ใดจะพกอาวุธไม่ได้
โจทก์ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎร์ดื่มสุราจนเกือบครองสติไม่อย่ใู ชฝ้ ่ามอื ตบหน้าช.วุฒิสมาชิก3ฉาดในข้อหาฐานใช้
ปากไม่สบอารมณ์ในการประชุมวุฒิสภาสมัยก่อน ในวันน้ันพิจารณากฎหมายเลือกต้ัง ช. ได้พูดจาประหน่ึงว่า
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรน้ันไม่มีความรู้ความสามารถอะไรอย่างดีก็แค่หมาน้อยเห่าเคร่ืองบิน เมื่อคดีฟังได้ว่าโจทก์ได้
ตบหน้าช. จริงโดยได้กระทำในเขตพระราชฐานและโจทก์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรถอื ได้ว่าเป็นผู้แทนของปวงชน
ชาวไทยไม่น่าจะก่อเหตุเช่นน้ัน การที่จำเลยท่ี 3 เขียนข้อความลงพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ดงั กล่าว จึงเป็นการแสดงความ
คิดเห็นโดยสจุ ริต ตชิ มดว้ ยความเป็นธรรมอนั เป็นวสิ ยั ของประชาชนย่อมกระทำ ไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์

โจทกฟ์ ้องขอให้บงั คบั จำเลยทั้งสามรว่ มกนั หรือแทนกันใชเ้ งินจำนวน 3,000,000 บาท พร้อมดอกเบีย้ ใน
อัตรารอ้ ยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกวา่ จะชำระเสรจ็ แกโ่ จทก์

จำเลยท่ี 1 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง
จำเลยที่ 2 ขาดนัดยน่ื คำให้การและขาดนัดพิจารณา
ศาลชนั้ ตน้ พพิ ากษายกฟ้อง
โจทกอ์ ุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พพิ ากษายนื
โจทกฎ์ กี า
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงเบ้ืองต้นฟังได้ว่า โจทก์เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด
เพชรบรู ณ์ จำเลยท่ี 1เปน็ เจา้ ของหนังสือพิมพด์ าวสยาม จำเลยที่ 2 เปน็ บรรณาธิการผ้พู ิมพ์ ผูโ้ ฆษณา จำเลยที่ 3 เป็น
ผู้เขียนคอลัมน์ "ลูกเล่นลูกจริง"ใช้นามปากกาว่า "วัลลี วัลภา" ในหนังสือพิมพ์ดาวสยามเมื่อวันที่24 กรกฎาคม 2530
หนังสือพิมพ์ดาวสยามได้ลงพิมพ์ข้อความที่จำเลยท่ี 3 เขียนใช้นามปากกาว่า "วัลลี วัลภา" สรุปได้ความว่าซ่าส์
มากกว่าแค้นท่ีตั้งรัฐสภาท่ัวบริเวณถือว่าเป็นเขตพระราชฐานผู้ใดจะพกอาวุธไม่ได้ กรณีของโจทก์ซึ่ งเป็น
สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร์จังหวัดเพชรบูรณ์ สังกัดพรรครวมไทยดื่มสุราจนเกือบครองสติไม่อยู่ใช้ฝ่ามือตบหน้านาย
ชวลิต รุ่งแสง วุฒิสมาชิก 3 ฉาดในข้อหาฐานใช้ปากไม่สบอารมณ์ในการประชุมวุฒิสภาสมัยก่อน ในวันน้ันพิจารณา
กฎหมายเลือกต้ัง นายชวลิตได้พูดจาประหน่ึงว่า สมาชิกสภาผแู้ ทนราษฎรน้ันไม่มีความรูค้ วามสามารถอะไร อย่างดีก็
แค่หมาน้อยเห่าเคร่ืองบิน และข้อความอ่ืนตามเอกสารหมาย จ.2 มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์เพียงว่า


Click to View FlipBook Version