R
Research Method For Public Administration
ระเบียบวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
(Research Method for Public Administration)
ดร.ศริ ิพร เพง็ จนั ทร์
สาขารัฐประศาสนศาสตร์
คณะศิลปศาสตร์และวทิ ยาการจัดการ
มหาวทิ ยาลัยสงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตสุราษฎรธ์ านี
พมิ พค์ รัง้ ท่ี 1
พฤศจกิ ายน 2563
จานวน 100 เลม่
สงวนลิขสทิ ธ์ิ
ขอ้ มูลทางบรรณานกุ รมของหอสมดุ แหง่ ชาติ
ศิรพิ ร เพง็ จนั ทร์
ระเบยี บวิธวี ิจัยทางรฐั ประศาสนศาสตร์.-- สรุ าษฎรธ์ านี : มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี, 2563.
177 หน้า.
1. วจิ ัย. 2. รัฐประศาสนศาสตร์ – วิจยั . I. ชือ่ เรื่อง.
001.4
ISBN 978-616-271-606-5
พมิ พท์ ่ี :
โรงพมิ พ์ ฟาสทก์ อ๊ ปป้ี ดีไซน์ เซ็นเตอร์
30/7-8 หมู่ 9 ตาบล ขนุ ทะเล อาเภอ เมือง
จงั หวดั สรุ าษฎร์ธานี 84100
เบอร์โทร 094-465 5642 Fax : 077 355 336
อีเมล์ [email protected]
จัดพมิ พโ์ ดย :
มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ วทิ ยาเขตสุราษฎรธ์ านี
ตัง้ อยู่ เลขที่ 31 ตาบล มะขามเตี้ย อาเภอ เมือง
จงั หวดั สุราษฎร์ธานี 84000
โทร 095-8386048 หรือ 077-278-879
Email : [email protected]
http://lams.surat.psu.ac.th
3 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
คานา
หนังสือเล่มนี้จดั ทำขึ้นเพื่อใช้สอนในวิชำที่มีหลักกำรวิจัยเข้ำมำเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เขียนได้
เรยี บเรียงและเขียนข้ึนจำกประสบกำรณ์ส่วนตวั เป็นสำคัญและค้นหำข้อมูลเพิ่มเติมจำกตำรำ
ที่เกี่ยวข้องกับงำนวิจัยทำงสังคมศำสตร์ รัฐศำสตร์ และตำรำที่เกี่ยวข้องกับวิจัยทำง
รัฐประศำสนศำสตร์ ท้ังน้ีประกอบไปด้วยงำนวิจัยเชิงปริมำณ งำนวิจัยเชิงคุณภำพ งำนวิจัย
เชิงผสมผสำน และงำนวจิ ัยเชิงปฏิบัตกิ ำร โดยมีควำมมุ่งหวงั สำคัญ คอื ควำมต้องกำรเอกสำร
ประกอบคำสอนที่ครอบคลุมเนื้อหำท่ีเก่ียวข้องกับงำนวิจัยท้ังหมด เพื่อให้ผู้ที่เบ่ือหน่ำยกำร
อ่ำนตำรำหรือหนังสือเล่มหนำได้มีโอกำสได้เรียนรู้ถึงกำรวิจัยได้อย่ำงไม่รู้สึกท้อถอยกับกำร
เสียเวลำในกำรอ่ำน ประกอบกับควำมต้องกำรสะท้อนให้เห็นกำรทำวิจัยนั้นไม่ใช่เร่ืองที่
ยำกจนเกินกวำ่ ทจ่ี ะเรยี นรู้และลงมอื ทำจริง ๆ และที่สำคัญตอ้ งกำรใหผ้ ู้วจิ ัยท่ีต้องกำรต่อยอด
องคค์ วำมรู้ในกำรศึกษำระดับที่สูงขึ้น และกำรวจิ ัยในประเดน็ ท่ีตนเองสนใจไดใ้ ช้ไดจ้ ริงต่อไป
ในอนำคต
ท้ังน้ีผู้เขียนเชื่อมั่นเป็นอย่ำงย่ิงว่ำเน้ือหำสำระหนังสือเล่มมีข้อบกพร่องอยู่หลำย
ประกำรเน่ืองจำกใช้เวลำในกำรเรียบเรียงควำมคิดเพียงไม่นำนนัก แต่ก็เชื่อมั่นว่ำน่ำจะเป็น
ประโยชน์ตอ่ ผทู้ ่ีกำลังเรมิ่ เรยี นวชิ ำวจิ ัยอยู่พอสมควร
ศริ ิพร เพ็งจนั ทร์
คณะศลิ ปศาสตรแ์ ละวทิ ยาการจดั การ
มหาวิทยาลัยสงขลานครนิ ทร์ วทิ ยาเขตสรุ าษฎรธ์ านี
2563
3
4 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
สารบัญ
เร่ือง หน้า
คำนำ (ก)
สำรบญั (ข)
เป้ำหมำยของกำรวจิ ยั (ค)
บทนำ 6
ส่วนที่ 1 ระเบยี บวิธีวิจยั สำหรบั รฐั ประศำสนศำสตร์ 8
สว่ นที่ 2 กำรวจิ ัยขั้นพื้นฐำน 14
ส่วนที่ 3 ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทำงรัฐประศำสนศำสตร์ 45
ส่วนท่ี 4 พนื้ ฐำนสถติ ิในงำนวิจยั ทำงรฐั ประศำสนศำสตร์ 77
ส่วนท่ี 5 กระบวนกำรวจิ ัย 86
สว่ นท่ี 6 กำรเลอื กหวั ข้องำนวิจัยและกำหนดประเด็นปัญหำ 93
ส่วนท่ี 7 ทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎีและงำนวจิ ยั ที่เกยี่ วขอ้ ง 111
ส่วนที่ 8 ระเบียบวธิ ีวิจยั 117
ส่วนท่ี 9 กำรอภปิ รำยผลกำรวิจยั 151
ส่วนที่ 10 กำรเขยี นรำยงำนวิจยั 158
สว่ นท่ี 11 ควำมเช่อื มโยงระหว่ำงปัญหำกำรวิจัย รูปแบบกำรวจิ ัย กำรรวบรวมข้อมลู 166
และกำรวเิ ครำะห์ข้อมูลจำกขอบข่ำยรฐั ประศำสนศำสตร์ 168
บรรณำนุกรม 178
ภำคผนวก ก ตวั อยำ่ งแบบฟอร์มสำหรับกำรเขียนรำยงำนวิจัย 180
ภำคผนวก ข ตวั อย่ำงบทควำมวจิ ัยไทยและตำ่ งประเทศ 182
ประวตั ผิ ู้เขยี น
4
5 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
เป้าหมายของการวจิ ยั เพือ่ การตั้งคาถามและแสวงหาคาตอบอยา่ งเปน็ ระบบ
กำรวิจัยเป็นเครอ่ื งมือสำคัญในกำรค้นคว้ำและพฒั นำควำมรใู้ นศำสตร์ทกุ แขนง เปน็ กำรแสวงหำ
ควำมรู้ใหม่ๆ ที่มีควำมเที่ยงตรงและเชื่อถือได้ กำรทำวิจัยใช้กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์หรือ
กระบวนกำรแก้ไขปัญหำในชีวิตประจำวัน จึงไม่เป็นเร่ืองที่จะยำกเกินไปที่จะเรียนรู้กำรวิจัย เพรำะวิจัย
สำมำรถช่วยพัฒนำองค์ควำมรู้ สร้ำงควำมเข้ำใจมนุษย์และสังคม ทำให้สำมำรถอธิบำย ทำนำยและ
ควบคุมสถำนกำรณ์และปัญหำต่ำง ๆ ได้ดีย่ิงขึ้น ช่วยให้มนุษย์อยู่ร่วมกันอย่ำงสันติและยั่งยืน ดังน้ัน
กำรศึกษำระเบียบวิธีวิจัยที่ถูกต้องจึงมีควำมสำคัญในกำรวิจัยนั้นจำเป็นต้องอำศัยเทคนิกที่ชัดเจนและ
เขำ้ ใจง่ำยเปน็ พืน้ ฐำน อนั เปน็ วตั ถปุ ระสงคแ์ ละสำระสำคัญของหนังสือเล่มนี้
ในส่วนของกำรศึกษำเอกสำรและงำนวิจัยที่เกี่ยวข้อง กำรสร้ำงเคร่ืองมือในกำรวิจัย กำรเก็บ
รวบรวมข้อมูล กำรวิเครำะห์ข้อมูล กำรอภิปรำยผลกำรวิจัย และกำรสรุปผลวิจัย หนังสือเน้นเรื่องของ
กำรเขียนรำยงำนกำรวิจัยแบ่งเป็น 2 ส่วนใหญ่ๆ คือ สว่ นท่ีเป็น "เน้ือหำสำระ" และส่วนที่เป็น "รปู แบบ"
ซึ่งตัวชี้วัดสำคัญในกำรพิจำรณำว่ำงำนวิจัยมีคุณภำพมำกน้อยเพียงใดน้ัน ดูได้จำกกำรนำเสนอ "เนื้อหำ
สำระ" ของำนวิจัยอย่ำงเป็นระบบ มีกำรใช้ “สิถิติ” ท่ีถูกต้องและจำเป็น โดยทุกบทสัมพันธ์กันอย่ำง
ชัดเจน ส่วน "รูปแบบ" กำรเขียนงำนวิจัยนั้นถือว่ำสำคัญไม่น้อยไปกว่ำเน้ือหำสำระของรำยงำน ในส่วน
ของรูปแบบกำรเขียนงำนวิจัยนั้น ขึ้นอยู่กับสถำบันกำรศึกษำหรือหน่วยงำนแต่ละแห่งกำหนด ดังน้ัน
ผู้วิจัยควรยืดถือแนวทำงของสถำบันที่ตนเองศึกษำอยู่อย่ำงเคร่งครัดในทำนองเดียวกั นกำรเขียน
โครงกำรวจิ ัยเพอ่ื ขอทุน ผู้วจิ ัยควรยดื ถือแนวทำงของแหล่งทนุ หรอื หน่วยงำนท่ีใหท้ นุ เช่นกนั
ศิรพิ ร เพ็งจันทร์
2563
5
6 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
บทนา
(Introduction)
เมื่อเร่ิมอ่ำนหนังสือ "ระเบียบวิธีวิจัยสำหรับรัฐประศำสนศำสตร์" เล่มนี้ บำงคนอำจมีข้อสงสัย
เบ้ืองต้นทันทีว่ำ ระเบียบวิธีวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์เป็นอย่ำงไร ? ทำไมถึงมีควำมแตกต่ำงจำก
ระเบียบวิจัยทำงสังคมศำสตร์อื่น ๆ ทั่วไปที่มตี ำรำพิมพ์เผยแพรอ่ ยมู่ ำกมำยหรอื ไม่? ผเู้ ขียนขอสรำ้ งควำม
เข้ำใจเบ้ืองต้นเสียก่อนว่ำ ระเบียบวิธีวิจัยสำหรับรัฐประศำสนศำสตร์ โดยภำพรวมนั้นมีลักษณะในเชิง
วิชำกำร และกระบวนกำรเช่นเดียวกับวิธีวิจัยของศำสตร์ทำงด้ำนสังคมศำสตร์ท่ัว ๆ ไป คือ เมื่อ
นักรัฐประศำสนศำสตร์เริ่มต้องกำรศึกษำหำคำตอบที่น่ำเชื่อถือจำกคำถำมท่ีตนสนใจที่ตนสงสัยก็จะนำ
เทคนิกกำรวิจัยมำเป็นเคร่ืองมือช่วยในกำรแสวงหำคำตอบท่ีชัดเจน แม่นตรง และเช่ือถือได้ โดยอำศัย
แนวทำงเชิงวิทยำศำสตร์ (Scientific Approach) ในกำรค้นหำคำตอบเช่นเดียวกันกับกำรวิจัยทำง
สังคมศำสตร์ (Social Science Approach) ดังน้ันกระบวนกำรและระเบียบวิธีวิจัยสำหรับ
รฐั ประศำสนศำสตร์จึงมลี กั ษณะเช่นเดียวกันกบั ระเบียบวธิ ีวจิ ยั ทำงสังคมศำสตรท์ ว่ั ไปทุกประกำร ยกเว้น
ควำมแตกต่ำงของขอบข่ำยกำรวิจัยและกำรต้ังปัญหำกำรวิจัย คื อ โจทย์กำรวิจัยทำงด้ำน
รัฐประศำสนศำสตร์ย่อมต้องเร่ิมต้นด้วยคำถำมหรือปัญหำที่มีหัวเร่ือง (Topic) อยู่ในขอบข่ำยทำง
วิชำกำรหรือควำมสนใจของนักรัฐประศำสนศำสตร์ท้ังในภำคทฤษฎีและภำคปฏิบัติ และเป็น
กระบวนกำรแสวงหำคำตอบที่มุ่งตอบคำถำมในประเด็นที่เจำะจงอยู่ในขอบข่ ำยของสำขำ
รัฐประศำสนศำสตร์เป็นกำรเฉพำะ
ตัวอย่ำงของคำถำมของกำรวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์อำจเป็นคำถำมในแขนงวิชำย่อยที่
นักวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์ที่กำลังสนใจและมีควำมเช่ียวชำญ หรือเป็นประเด็นปัญหำท่ีมีกำร
ถกเถยี งกันอยู่ในสังคม หรือกรณที ี่มปี ญั หำในทำงปฏบิ ัติ เชน่
1) หนว่ ยงำนท่ที ำหน้ำที่บรหิ ำรจัดกำรภยั พบิ ัตใิ นประเทศไทยควรมีโครงสร้ำงองค์กรอย่ำงไร
2) ระบบกำรจัดสรรเงินรำงวัลสำมำรถจูงใจให้ข้ำรำชกำรปฏิบัติงำนมีประสิทธิภำพสูงขึ้น
หรือไม่
3) นโยบำยแก้ปัญหำควำมเหล่ือมล้ำในสังคมจะมีโครงกำรใดช่วยส่งเสรมิ เศรษฐกิจฐำนรำกให้
เขม้ แข็งและมีประสิทธิผลสูงสดุ ได้อย่ำงไร
4) กำรบริหำรรำชกำรขององค์กรปกครองส่วนท้องถ่ินในประเทศไทยมีควำมเป็นธรรมำภิบำล
และกำรมีสรำ้ งกำรมสี ่วนร่วมใหก้ ับภำคประชำชนในท้องถน่ิ มำกน้อยเพยี งใด
5) ปัจจัยใดทช่ี ว่ ยสง่ เสรมิ กระบวนกำรมสี ว่ นร่วมของประชำชนในกำรบรหิ ำรรำชกำรแผ่นดนิ
6) กำรวิเครำะห์สถำนกำรณท์ ำงกำรศึกษำเพ่อื วิเครำะห์แนวโน้มของสงั คมไทยมวี ธิ ีกำรอยำ่ งไร
เป็นต้น
6
7 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
เนื่องจำกในอดีตท่ีผ่ำนมำกำรบริหำรงำนในขอบข่ำยรัฐประศำสนศำสตร์นิยมบริหำรโดยอำศัย
กำรวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์มีอิทธิพลต่อนักบริหำรภำครัฐมำกยิ่งข้ึนในปัจจุบัน โดยเฉพำะในเรื่อง
ของควำมรู้ ประสบกำรณ์ กำรเรียนรู้ และควำมสำมำรถส่วนบุคคลของผู้บรหิ ำรเป็นองค์ประกอบสำคัญ
ในกำรตดั สินใจ กำรวำงแผน และกำรกำหนดนโยบำยทำงกำรบริหำร ซึ่งวธิ ีกำรเหล่ำน้ีอำจมีควำมเส่ียงท่ี
จะก่อให้เกิดควำมผิด พลำดข้ึนได้เนื่องจำกกำรตัดสินใจท่ีข้ึนอยู่กับสำมัญสำนึกและวิจำรณญำณส่ วน
บุคคลของผู้บริหำรโดยปรำศจำกกำรใช้ขอ้ มลู เชงิ ประจักษ์ประกอบกำรพิจำรณำเป็นสำคัญ ดังนั้นเพื่อลด
ขอ้ ผิดพลำดและผลกระทบเชงิ ลบทีอ่ ำจเกิดขึ้น ผู้บรหิ ำรภำครัฐหรือนักรัฐประศำสนศำสตร์ในปัจจบุ ันจึง
เริ่มใส่ใจและหันมำให้ควำมสำคัญกับกำรตัดสินใจและบริหำรงำนบนพื้นฐำนของข้อมูล (Data) หรือ
หลักฐำนเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) เพื่อประกอบกำรพิจำรณำวำงแผนดำเนินกำร ตลอดจน
กำรประเมินผลลัพธ์และผลกระทบจำกกำรตัดสินใจดังกล่ำว ดังนั้นกระบวนกำรวิจัยจึงถูกนำมำใช้เป็น
เครื่องมือเพื่อให้ได้มำซ่ึงข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Data) นับตั้งแต่เริ่มต้นเมื่อมีกำรตั้งคำถำมที่
ต้องกำรคำตอบที่เช่ือถือได้ไปสู่กระบวนกำรค้นหำคำตอบของคำถำมท่ีต้องมีวิธีกำรที่มีระบบ ระเบียบ
ข้ันตอน มีตรรกะ มีควำมชัดเจน และมีควำม "เป็นศำสตร์" เพื่อให้ได้มำซ่ึงคำตอบที่ถูกต้อง แม่นตรง
และเช่ือถือได้ ด้วยเหตุน้ีกำรวิจัยจึงเป็นเคร่ืองมือสำคัญท่ีช่วยให้ผู้บริหำรสำมำรถกำหนดนโยบำย และ
วำงแผนบรหิ ำรในทศิ ทำงทีถ่ กู ตอ้ ง
เม่ือกำรวิจัยกลำยเป็นวิธีกำรแสวงหำคำตอบท่ีนักรัฐประศำสนศำสตร์นิยมใช้ในปัจจุบันผู้เขียน
จงึ เห็นควำมสำคัญของกำรศึกษำระเบียบวิธีวิจัยสำหรับรัฐประศำสนศำสตร์ เพ่ือเป็นประโยชน์ในกรณีที่
ผู้ศึกษำต้องกำรดำเนินกำรวิจัยด้วยตนเอง และเม่ือมีควำมรู้ ควำมเข้ำใจ เก่ียวกับเรื่องระเบียบวิธีวิจัยท่ี
ถูกต้องแล้ว ยังสำมำรถนำไปใช้ประโยชน์ในกำรประเมินเพื่อจำแนกผลงำนที่มีคุณภำพ สำมำรถเลือกใช้
ผลงำนวิจัยของผู้อื่นประกอบกำรตัดสินใจและกำรบริหำรงำน รวมถึงกำรเลือกใช้ผลกำรวิจัยเพื่อ
ประกอบกำรกำหนดแนวทำงในกำรบริหำรกำรพัฒนำได้อย่ำงถูกต้อง และสำมำรถเช่ือมโยงทุกมิติที่
เกยี่ วขอ้ งกับระเบียบวธิ ีวจิ ัยทำงรฐั ประศำสนศำสตร์ไมว่ ำ่ จำกสถำบันใดก็ตำม
ชว่ ยจา
นักรัฐประศาสนศาสตร์ศึกษาหาคาตอบท่ีน่าเช่ือถือจากคาถามที่ตนสนใจสงสัย
ใคร่รู้และนาเทคนกิ การวิจยั มาเปน็ เครื่องมือชว่ ยในการแสวงหาคาตอบที่ชัดเจน
แม่นตรง และเช่ือถือได้ โดยอาศัยแนวทางเชิงวิทยาศาสตร์ (Scientific
Approach) ในการค้นหาคาตอบ ซึ่งกระบวนการและระเบียบวิธีวิจัยสาหรับ
รฐั ประศาสนศาสตร์มีลักษณะเดียวกันกับระเบียบวิธวี ิจัยทางสังคมศาสตร์ท่ัวไป
ยกเว้นความแตกต่างของขอบข่ายการวิจัยและการต้ังปัญหาการวิจัยซึ่งอยู่ใน
ข อ บ ข่ า ย ท า ง วิ ช า ก า ร ห รื อ ค ว า ม ส น ใ จ ข อ ง นั ก รั ฐ ป ร ะ ศ า ส น ศ า ส ต ร์ ทั้ ง ใ น
ภาคทฤษฎแี ละภาคปฏิบตั ิ
7
8 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ส่วนที่ 1
ระเบียบวธิ วี ิจยั สาหรบั รฐั ประศาสนศาสตร์
(Research Method for Public Administration)
รัฐประศำสนศำสตร์ (Public Administration) เป็นศำสตร์ประยุกต์และมีควำมเป็นก่ึงอำชีพท่ี
มุง่ เนน้ ศึกษำหำควำมรูแ้ ละขอ้ เทจ็ จริงทำงกำรบริหำรงำนขององค์กรภำครัฐ องค์กรเอกชน รวมถึงองคก์ ร
ที่ไม่แสวงหำกำไร (Non-Profit Organization) และรัฐประศำสนศำสตร์ยังสำมำรถรับเอำองค์ควำมรู้
จำกศำสตร์สำขำอ่ืนมำบูรณำกำร ควำมเช่ือมโยงระหว่ำงศำสตร์เพื่อต่อยอดกำรสร้ำงองค์ควำมรู้ที่
สำมำรถนำไปปรบั ใช้ในอนำคตได้โดยเฉพำะกับหน่วยงำนภำครัฐได้อยำ่ งเปน็ ระบบ
กระบวนการวิจัยเป็นกลไกหน่ึงเพ่ือพัฒนาการบริหาร
องค์การภาครัฐนาไปสู่การค้นควา้ หาความรู้ทเี่ ชอ่ื ถือได้
ชัดเจนโดยการศึกษาค้นคว้าอย่างรอบคอบ อย่างมี
ระบบ แบบแผน มีจุดมุ่งหมาย ไม่ลาเอียง ใช้หลักของ
เหตุและผล และมีการบันทึกรายงานออกมาอย่าง
รอบคอบด้วยความระมัดระวัง
เมื่อกำรวิจัยเป็นกระบวนกำรเสำะแสวงหำควำมรู้จำกปัญหำท่ีชัดเจนอย่ำงมีระบบ โดยมีกำร
ทดสอบสมมติฐำนทีแ่ สดงควำมสัมพันธร์ ะหว่ำงเหตแุ ละผล ซง่ึ สอดคล้องกับจุดมุ่งหมำยในเรือ่ งนั้น ๆเพื่อ
นำไปพยำกรณ์หรือสังเกตกำรเปลย่ี นแปลง เมอ่ื ควบคุมส่ิงหนง่ึ ส่ิงใดให้คงท่ี สำหรับรฐั ประศำสนศำสตร์ก็
มีควำมเช่ือว่ำ “กำรวิจยั ” เปน็ เครื่องมือในกำรแสวงหำควำมรู้หรือแนวทำงแก้ปัญหำทม่ี ีประสิทธิภำพใน
กำรบริหำรงำนภำครัฐ คอร์ลิงเจอร์ (Keringer) ให้ควำมหมำยว่ำ "เป็นกำรใช้ข้อมูลในกำรตรวจสอบ
สมมติฐำนเกี่ยวกับควำมสัมพันธ์ของปรำกฎกำรณ์ธรรมชำติ โดยมีกำรควบคุมอย่ำงเป็นระบบสม่ำเสมอ
ในท่ีประชุม Pan Pacific Science Congress ค.ศ. 1961 ในประเทศสหรัฐอมริก ได้แยกควำมหมำย
ของ RESEARCH ไว้ดงั นี้
R - Recruitment and Relationships กำรฝึกคนให้มีควำมรู้ รวมท้ังรวบรวมผู้มีควำมรู้และ
ปฏบิ ัตงิ ำนร่วมกัน ตดิ ตอ่ สมั พนั ธ์และประสำนงำนกนั
E - Education and Efficiency ผู้วิจัยจะต้องมีกำรศึกษำ มีควำมรู้และสมรรถภำพสูงในกำร
วิจยั
S - Science and Stimulation กำรวิจัยเป็นศำสตร์ ที่ต้องแสวงหำควำมรู้ควำมจริง โดยใช้
กระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ และผู้วิจยั จะตอ้ งมีควำมคดิ รเิ ริม่ และมีควำมกระตอื รือร้นทจี่ ะศึกษำวิจัย
8
9 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
E - Evaluation and Environment ผู้วจิ ัยจะต้องร้จู ักกำรประเมินผลงำนวจิ ัยว่ำมปี ระโยชน์มี
สำระเหมำะสมท่จี ะทำต่อไปหรอื ไม่ และต้องรูจ้ ักใชเ้ คร่ืองมือ อุปกรณ์ตำ่ ง ๆ ในกำรวิจัย
A - Aim and Attitude มีจุดมุ่งหมำยหรือเป้ำหมำยท่ีแน่นอนและมีเจตคติที่ดีต่อผลของกำร
วิจยั
R - Result ผลของกำรวจิ ัยท่ไี ดม้ ำจะเปน็ ทำงบวกหรอื ลบก็ตำม จะต้องยอมรบั ผลของกำรวิจยั
นนั้ เพรำะเปน็ ผลท่ีไดม้ ำจำกกำรคน้ ควำ้ อย่ำงเป็นระบบและเช่ือถือได้
C - Curiosity ผวู้ จิ ัยจะต้องมคี วำมอยำกรอู้ ยำกเห็น มีควำมสนใจและขวนขวำยในงำนวิจัยอยู่
ตลอดเวลำ แม้ว่ควำมอยำกรู้นน้ั จะมีเพยี งเล็กนอ้ ยกต็ ำม
H - Horizon เม่ือผลกำรวิจัยปรำกฏข้ึนแล้ว ย่อมทำให้ทรำบและเข้ำใจในปัญหำเหล่ำน้ันได้
เหมือนกับเกิดแสงสวำ่ งขึ้น แต่ถำ้ ยังไม่เกดิ แสงสว่ำง ผู้วิจัยจะต้องดำเนินกำรต่อไปจนกว่ำจะพบแสงสวำ่ ง
ซ่ึงกค็ อื ผลของกำรวิจยั จะต้องกอ่ ให้เกดิ สันตสิ ขุ แกส่ ังคม
เมื่อกำรวิจัย (Research) เรำต่ำงรู้และเข้ำใจว่ำ หมำยถึง กำรศึกษำค้นคว้ำหำควำมรู้ ควำมจริง
อย่ำงมีระบบ ตำมระเบียบแบบแผน และวิธีกำรวิจัยที่เป็นที่ยอมรับในแต่ละศำสตร์ที่เกี่ยวข้องเพ่ือให้
ได้มำซึ่งองค์ควำมรู้ใหม่ท่ีตอบคำถำมหรอื ปัญหำท่ีสนใจ หรือได้ข้อค้นพบใหม่หรือแนวทำงปฏิบัติใหม่เพ่ือ
ใช้แก้ปัญหำ ปรับปรุงและพัฒนำกิจกรรมต่ำงๆ หรือเพ่ือกำรตัดสินใจที่มีประสิทธิภำพ หรือเพื่อนำไปต้ัง
กฎ ทฤษฎี ที่อธิบำยปรำกฏกำรณ์ต่ำงๆ ได้อย่ำงน่ำเช่ือถือเป็นที่ยอมรับทำงวิชำกำรและวิชำชีพของ
ประชำคมวิจัยต่อไป (สภำวิจัยแห่งชำติ: 2555) จำกคำอธิบำยดังกล่ำว นำไปสู่กำรกำหนดรำยวิชำ
“ระเบียบวิธีทางรัฐประศาสนศาสตร์ (Research Method of Public Administration)” ท่ีมีกำร
จัดกำรเรียนกำรสอนในระดับกำรศึกษำอุดมศึกษำโดยทั่วไป เช่น สำขำวิชำกำรจัดกำรรัฐกิจ หลักสูตร
รัฐประศำสนศำสตรบัณฑิต มหำวิทยำลัยสงขลำนครินทร์ วิทยำเขตสุรำษฎร์ธำนี ซึ่งได้กำหนด
รำยละเอียดรำยวิชำระเบียบวิธีวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์ ให้มีเนื้อหำรำยวิชำที่เก่ียวข้องกับ
“ระเบียบวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตรว์ ิจัยทั้งเชิงปริมำณและเชิงคุณภำพ สถิติพื้นฐำนท่ีเป็นเครอ่ื งมือใน
กำรวิจัยสำหรับนักรัฐประศำสนศำสตร์ กำรวิเครำะห์ กำรอภิปรำยผล กำรสังเครำะห์งำนวิจัยทำงกำร
จดั กำรภำครัฐ กำรนำผลกำรวจิ ัยกำรวจิ ัยไปใช้ จรยิ ธรรมกำรวิจัย รวมไปถงึ ประโยชนข์ องงำนวจิ ยั ”
ดังน้ันกำรทำควำมเข้ำใจต่อศำสตร์ของ “รัฐประศาสนศาสตร์” จะสำมำรถทำให้
นักรฐั ประศำสนตร์สำมำรถประยุกตก์ ระบวนกำรวิจัย รปู แบบกำรวิจยั ได้อย่ำงถูกต้องตอ่ ไป
รฐั ประศาสนศาสตร์ หรอื Public Administration
กำรศึกษำ รัฐประศำสนศำสตร์ หรือ Public Administration ในปัจจุบัน มีขอบเขตครอบคลุม
ถึงกำรปฏิบัติงำนและควำมสัมพันธ์ของทั้งสำมฝ่ำยของรัฐคือฝ่ำย นิติบัญญัติ ฝ่ำยบริหำร และฝ่ำยตุลำ
กำร รวมถึงกำรกำหนดนโยบำยสำธำรณะจึงถือเป็นส่วนหน่ึงของกระบวนกำรทำงกำรเมือง และมี
บทบำทสำคัญในกำรนำนโยบำยออกไปปฏบิ ัติให้บรรลุผล
9
10 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ความหมายของรัฐประศาสนศาสตร์
คำว่ำ "รัฐประศำสนศำสตร"์ นิยมเขียนเปน็ ภำษำองั กฤษวำ่ "Public Administration" (โปรด
สังเกตด้วยว่ำตัวอักษร "P" และ "A" ซ่ึงอยู่หน้ำคำทั้งสองคำจะเขียนเป็นตัวอักษรใหญ่) หมำยถึง ศำสตร์
สำขำวิชำ หรือองค์ควำมรู้ท่ีเก่ียวกับกำรบริหำรงำนของภำครัฐหรือระบบรำชกำร โดยจะมุ่งเน้นไปที่
แนวคดิ และทฤษฎี
Felix A. Nigro (1970) ได้ให้ควำมหมำยของรัฐประศำสนศำสตร์ หมำยถึง 1) พลังของกลุ่ม
ทีมงำนที่ร่วมมือร่วมใจกันภำยในหน่วยงำนของรำชกำร 2) มีกำรดำเนินงำนท่ีครอบคลุมกำรใช้อำนำจ
อธิปไตยท้ัง 3 สำขำ คือ อำนำจบริหำร นิติบัญญัติ และตุลำกำร ตลอดจนควำมสัมพันธ์ระหว่ำงอำนำจ
ท้ังสำมน้ัน 3) มีบทบำทสำคัญในกำรกำหนดนโยบำยของรัฐ ซึ่งถือเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนกำรทำง
กำรเมือง 4) มีควำมแตกต่ำงหลำยประกำรกับกำรบริหำรงำนของธุรกิจเอกชน และ 5) มีควำมเก่ียวข้อง
กับบรรดำกลุ่มธุรกิจเอกชน (Private Groups) และบุคคลต่ำงๆ (Individual) ในกำรจัดทำบริกำร
สำธำรณะตำ่ ง ๆ ใหแ้ ก่ชุมชน (Community)
Leonard D. White (1955) ได้ให้คำนิยำมควำมหมำยอย่ำงกว้ำงที่สุดว่ำ รัฐประศำสนศำสตร์
น้ันประกอบด้วยกำรปฏิบัติกำรทั้งปวง ซึ่งมีกำรกระทำโดยมีจุดมุ่งหมำยท่ีจะให้นโยบำยแห่งรัฐบรรลุผล
สำเร็จหรอื นำมำบังคับแลว้ ใช้ได้ผล
Herbert A. Simon (1961) ได้ให้ควำมหมำยไว้ว่ำ รัฐประศำสนศำสตร์ หมำยถึง กิจกรรมท้ัง
ปวงของฝ่ำยบริหำรไม่ว่ำจะเป็นกำรปกครองส่วนกลำง กำรปกครองมลรัฐหรือกำรปกครองส่วนท้องถ่ิน
ทสี่ ำคัญก็คือไม่รวมองำนของฝ่ำยนติ บิ ัญญตั ิและตลุ ำกำรไวด้ ้วยกนั
Nicholas Henry (1980) ไต้ให้ควำมหมำยไว้ว่ำ รัฐประศำสนศำสตร์ เป็นวิชำที่มีเอกลักษณ์มี
ควำมแตกต่ำงจำกรัฐศำสตร์ โดยให้ควำมสนใจในกำรศึกษำโครงสร้ำงและพฤติกรรมของระบบรำชกำร
เป็นวิชำท่ีสนับสนุนให้องค์กำรของรัฐมีโครงสร้ำง กำรตัดสินใจ และพฤติกรรมของข้ำรำชกำร เจ้ำหน้ำที่
ทเี่ ออื้ ตอ่ กำรทำงำนบรกิ ำรสำธำรณะให้กับประชำชน
ปฐม มณีโรจน์ (2523) กล่ำวว่ำ "รำกศัพท์ คำว่ำ Public Administration มีควำมหมำย 2
ควำมหมำย ควำมหมำยที่หน่ึง หมำยถึง กิจกรรมกำรบริหำรงำนสำธำรณะ ครอบคลุมท้ังกำรบริหำร
รำชกำรและรัฐวิสำหกิจ อีกควำมหมำยหน่ึง หมำยถึง สำขำวิชำกำรบริหำรหรือที่รู้จักทั่วไปว่ำ
"รฐั ประศำสนศำสตร์"
ติน ปรชั ญพฤทธ์ิ (2535) ไดใ้ หค้ วำมหมำยของรัฐประศำสนศำสตร์ ว่ำหมำยถึง สำขำ และ/หรือ
กิจกรรมท่ีเก่ียวกับกำรบริหำรงำนของรัฐบำล คำว่ำ Public Administration หมำยถึง สำขำวิชำกำร
บริหำรงำน ภำครัฐบำล สว่ น public administration (ตวั เล็ก) หมำยถงึ กิจกรรมหรือกระบวนกำร กำร
บริหำรงำนภำครัฐบำล ในภำษำไทยนั้น รัฐประศำสนศำสตร์ โดยทั่วไปหมำยถึง สำขำวิชำกำร
บริหำรงำนของรัฐ ส่วนกำรบริหำรรัฐกิจโดยทั่วไป หมำยถึง กิจกรรมหรือกระบวนกำรเกี่ยวกับกำร
บรหิ ำรงำนของรฐั
สร้อยตระกูล อรรถมำนะ (2540) ได้ใช้คำว่ำ “สำธำรณบริหำรศำสตร์” แทนคำว่ำ
“รัฐประศำสนศำสตร์” หมำยถึง กำรบริหำรงำนสำธำรณะในลักษณะที่เป็นสำขำวิชำ โดยภำษำอังกฤษ
10
11 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ใช้คำว่ำ Public Administration และใช้คำว่ำ “กำรบริหำรสำธำรณกิจ” หมำยถึง กำรบริหำรงำน
สำธำรณะในลักษณะที่เป็นกระบวนกำรหรือกิจกรรมของกำรบริหำรงำนที่เก่ียวกับสำธำรณะ แทนคำว่ำ
กำรบริหำรรัฐกิจ กำรบรหิ ำรรำชกำร หรือกำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน โดยภำษำอังกฤษใช้คำว่ำ public
administration
ดังนั้นจำกควำมหมำยท่ีนักวชิ ำกำรได้ให้ไว้ ผู้เขยี นให้ควำมหมำยของ
“รัฐประศาสนศาสตร์” หมำยถึง กำรดำเนินงำนของภำครัฐหรือระบบรำชกำร เพื่อให้เป็นไป
ตำมนโยบำยของรัฐหรือรฐั บำลทีว่ ำงไวเ้ ปน็ กิจกรรมหรือกำรดำเนินงำนของท้ังฝ่ำยบรหิ ำร ฝ่ำยนติ ิบัญญัติ
และฝ่ำยตุลำกำรที่จะทำให้นโยบำยแห่งรัฐบรรลุผลสำเร็จ ซ่ึงโดยท่ัวไปจะเขียนภำษำอังกฤษด้วย
อักษรนำหน้ำตวั P และ A ใหญ่ คอื Public Administration
สำหรับ “การบริหารรัฐกิจ หรือ การบริหารราชการ” ซ่ึงเป็นส่วนหนึ่งท่ีเกี่ยวกับกำร
ดำเนินงำนกิจกรรมต่ำงๆ ที่รัฐปฏิบัติเพ่ือประโยชน์สำธำรณะ หรือเพ่ือประชำชนโดยส่วนรวม นิยมใช้
ภำษำองั กฤษด้วยอกั ษร p และ a เลก็ คอื public administration
จะเห็นได้ว่ำ รัฐประศำสนศำสตร์มีลักษณะท่ีเป็นสังคมศำสตร์ประยุกต์ มีองค์ควำมรู้ที่เชื่อมโยง
กับสำขำวิชำอื่นๆ เช่น รัฐศำสตร์ นิติศำสตร์ สังคมศำสตร์ จิตวิทยำ มนุษยศำสตร์ จึงทำให้สำขำวิชำ
รัฐประศำสนศำสตร์มีลักษณะที่เป็นสหวิทยำกำร (Interdisciplinary) ทำให้นักบริหำรงำนภำครัฐและ
ฝ่ำยปฏิบัติต้องมีองค์ควำมรู้ท่ีรอบด้ำนในกำรพัฒนำองค์กำร ระบบรำชกำร กำรบริกำรสำธำรณะให้มี
ประสิทธิภำพและประสิทธิผลเป็นที่ยอมรับของประชำชนในสถำนกำรณ์สภำพแวดล้อมปัจจุบัน เช่น
ค ว ำม สั ม พั น ธ์ กั บ เศ รษ ฐ ศ ำส ต ร์ (Economics Science) ให้ ป ร ะ โย ช น์ ต่ อ ก ำรศึ ก ษ ำวิ ช ำ
รฐั ประศำสนศำสตร์ คือ นำเอำหลกั วิชำเศรษฐศำสตรม์ ำใช้ในกำรวำงแผนพัฒนำเศรษฐกจิ นโยบำยกำร
คลัง กำรบริหำรงำนคลัง เพ่ือควบคุมให้กำรบริหำรรำชกำรแผ่นดิน ในส่วนท่ีเก่ียวกับรำยได้และรำยจ่ำย
ของรัฐเป็นไปอย่ำงมีประสิทธิภำพ โดยกำหนดวัตถุประสงค์ วิธีกำรดำเนินงำน กำรกำหนดวงเงิน
งบประมำณรวมถึง กำรควบคุมและตรวจสอบ ประเมินผลกำรบริหำรงบประมำณในแต่ละโครงกำรใน
ปงี บประมำณ และกำรดำเนนิ งำนในแผนปฏิบัติรำชกำรประจำปี
เปน็ ต้น
การวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
เมอ่ื เรำพิจำรณำร่วมกับระเบียบกำรวิจัย ค้นพบวำ่ ลักษณะของกำรวจิ ยั ทำงรัฐประศำสนศำสตร์
นั้นเนื่องจำกรัฐประศำสนศำสตร์ (Public Administration) เป็นศำสตร์ประยุกต์ท่ีมุ่งเน้นศึกษำหำ
ควำมรู้และข้อเท็จจริงทำงกำรบริหำรงำนขององค์กำรภำครัฐ รวมถึงองค์กำรที่ไม่แสวงหำกำไร ควำม
เปน็ ศำสตรประยุกต์ทำให้รัฐประศำสนศำสตรส์ ำมำรถเปดิ รับองค์ควำมรจู้ ำกศำสตร์สำขำอื่นๆ เพื่อนำมำ
บูรณำกำรร่วมกันในกำรพัฒนำกำรบริหำรองค์กำรภำครัฐ เนื่องจำกควำมเป็นศำสตร์จึงต้องมีกำร
แสวงหำควำมรู้และข้อเท็จจริงผ่ำนกระบวนกำรท่ีเรียกว่ำ “กำรวิจัย” (Research) ในฐำนะแห่งศำสตร์
กำรวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์ จึงต้องดำเนินไปตำมแนวคิดทำงวิทยำศำสตร์ แม้ว่ำจะมีควำมเป็น
ศิลปะในกำรบริหำรงำน แต่กระบวนกำรแสวงหำองค์ควำมรู้ดำเนินไปตำมระเบียบวิธีวิจัยทำง
11
12 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
สังคมศำสตร์ท่ีอำ้ งอิงแนวคิดทำงวทิ ยำศำสตร์อย่ำงเคร่งครัดเป็นหลักกำรทำงกำรบรหิ ำรท่ีอำศยั ปัจจยั อ่ืน
มำเกี่ยวข้อง อำทิ ค่ำนิยม วัฒนธรรม ควำมเช่ือ พฤติกรรมบุคคล ภูมิหลังทำงประวัติศำสตร์ บริบททำง
สังคม เศรษฐกิจ และกำรเมอื ง
ประเภทของการวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
โดยมีกำรแบ่งประเภทของกำรวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์ ได้จำแนกประเภทของงำนวิจัยใน
ภำพรวมตำมเนื้อหำสำระของงำนวจิ ัย ดังนี้
(1) กำรบริหำรรำชกำรสว่ นท้องถิ่น (อบจ. อบต. เทศบำล สุขำภบิ ำล) และ สว่ นภูมภิ ำค
(2) กำรบริหำรรำชกำรท่วั ไปของกระทรวง ทบวง กรม ตำ่ งๆ
(3) นโยบำย แผน และโครงกำรของรัฐ กำรบรกิ ำรสำธำรณะ
(4) กำรบรหิ ำรงำนบุคคล และ พฤติกรรมทำงกำรบรหิ ำร
(5) กำรฝึกอบรม กำรพฒั นำบุคลำกร
(6) กำรจัดองคก์ ำร โครงสร้ำงขององค์กำร
(7) หลักกำรบรหิ ำรและเทคนิคกำรบริหำร
(8) นักบรหิ ำรและภำวะผู้นำ
(9) กำรบริหำรกำรคลงั กำรงบประมำณ
(10) กำรบริหำรกำรพฒั นำ
(11) กำรเมืองและกำรบริหำร
(12) กำรบรหิ ำรเชงิ กลยุทธ์และกำรวำงแผนโครงกำร
(13) กำรบริหำรแรงงำน แรงงำนสมั พันธ์
(14) กำรบริหำรงำนตำรวจ กำรบรหิ ำรงำนยตุ ิธรรม
(15) กำรแปรรปู กิจกำรของรัฐเป็นของเอกชน
(16) กำรบรหิ ำรสำธำรณสุข
จะเห็นได้ว่ำกำรสร้ำงองค์ควำมรู้จำกกระบวนกำรวิจัยในขอบข่ำยของรัฐประศำสนศำสตร์มี
ควำมชัดเจนมำกข้ึน เมื่อเรำพิจำรณำทฤษฎีทำงรัฐประศำสนศำสตร์ท่ีศึกษำกันอยู่ในปัจจุบัน โดย
เปรียบเทียบกับกำรสร้ำงองค์ควำมรู้กับกำรวิจัยในรูปแบบต่ำง ๆทำให้ทรำบว่ำศำสตร์ทำงด้ำน
รัฐประศำสนศำสตร์น้ันสำมำรถเป็นองค์ควำมรู้หรือเป็นทฤษฎีเพียงใด ตัวทฤษฎีก็ยังไม่ได้รับกำร
ตรวจสอบ และอำจจะถูกหรือผลิตอย่ำงไรก็ได้ กำรเข้ำใจสถำนภำพกำรศึกษำทำงรัฐประศสนศำสตร์
โดยอำศัยกำรพิจำรณำจำกระเบียบวิธีวิจัยจะทำให้ภำพชัดเจนขึ้น ซ่ึงจะช่วยให้ผู้สนใจเข้ำใจสถำนภำพ
ของทฤษฎีรัฐประศำสนศำสตร์ และอำจพัฒนำให้มีควำมชัดเจนจนหนักแน่นขึ้นต่อไป โดยใช้
กระบวนกำรของระเบียบวธิ วี จิ ัยเป็นพื้นฐำนในกำรศึกษำสรำ้ งองค์ควำมรู้น้ันเอง
12
13 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ดงั นั้นกำรวจิ ัยทำงรฐั ประศำสนศำสตร์จะเนน้ ในเรื่องของกำรนำแนวคดิ และควำมสำคัญของกำร
วิจัย กรอบของงำนวิจัย ระเบียบวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์ กำรกำหนดประเด็นปัญหำ กำรทบทวน
วรรณกรรม กำรออกแบบกำรวิจยั กำรตงั้ สมมตฐิ ำน เคร่ืองมอื กำรวิจัย กำรสุ่มตัวอย่ำง กำรเก็บรวบรวม
ข้อมูล กำรวิเครำะห์ข้อมูล กำรอภิปรำยผล กำรสรุปผลกำรวิจัย กำรรำยงำนและนำเสนอผลกำรวิจัย1
นำไปส่กู ำรใชป้ ระโยชน์ตอ่ ไป
“ไมม่ ีอะไรทาใหเ้ รารสู้ กึ ดี ได้มากกวา่ การที่เราทาเต็มท่ี วิจยั คือ ข้อพสิ ูจน์หน่ึงนั้น”
(ศิรพิ ร เพ็งจนั ทร์, 2563)
1 รายวิชาระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาส ตร์ สาขาวิชาการจัดการรัฐกิจ หลักสูตรรัฐประศาสนศาสตร์บัณ ฑิต
คณะศลิ ปศาสตรแ์ ละวทิ ยาการจัดการ มหาวิทยาลยั สงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎรธ์ านี
13
14 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ส่วนท่ี 2
การวิจัยขัน้ พน้ื ฐาน
(Basic research method)
กระบวนกำรแสวงหำควำมรู้ ค้นหำควำมจริง สร้ำงข้อค้นพบ เกิดองค์ควำมรู้ใหม่ ๆ เพ่ือ
นำมำใช้ในกำรแก้ปัญหำและพัฒนำงำนในด้ำนต่ำง ๆ อย่ำงเป็นระบบ ด้วยวิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ เป็น
กำรดำเนินกำรตำมแบบแผน หรือวิธีวิจัยท่ีได้ออกแบบไว้ กำรนำเครื่องมือวิจัยไปใช้ในกำรเก็บรวบรวม
ข้อมูลจำกกลุ่มตัวอย่ำงท่ีกำหนดไว้ รวมท้ังนำข้อมูลท่ีได้ไปวิเครำะห์ และ ตีควำม แปลผลกำรวิจัยท่ีได้
จำกกำรวิเครำะห์ข้อมูล สรุปเป็นคำตอบของกำรวิจัย เมื่อผู้วิจัยได้คำตอบกำรวิจัยจำกผลกำรวิเครำะห์
ข้อมูล ผู้วิจัยต้องเขียนรำยงำน สรุปผลตำมวัตถุประสงค์กำรวิจัย อภิปรำยผลกำรวิจัย และให้
ขอ้ เสนอแนะ รวมทง้ั กำรเขียนรำยงำนกำรวิจยั ตลอดกระบวนกำรวจิ ยั เพือ่ กำรเผยแพร่ข้อค้นพบของกำร
วิจยั นำไปสูส่ ำธำรณะในระดับวงกว้ำง สงิ่ เหลำ่ น้เี รยี กวำ่ “วจิ ัย”
อยากใหร้ ู้จากรปู นี้ !!
Basrelief sculpture "Research holding
the torch of knowledge" (1896) by Olin
Levi Warner. Library of Congress,
Thomas Jefferson Building, in
Washington, D.C.
จากรูป เป็นปติมากรรมที่แสดงให้เห็นว่า
งานวิจัย เป็นการแสดงถึง คบเพลิงแห่งการ
แสวงหาความรู้
ความหมายของวิจยั
คำว่ำ การวิจัย (Research) เป็นคำที่คุ้นเคยและรู้จักกันอย่ำงแพร่หลำยทุกวงกำร ท้ัง
นักวิชำกำร และ ชำวบ้ำนท่ัวไป ทง้ั นี้เน่อื งจำกกำรวิจัยเป็นเครื่องมือสำคญั อย่ำงหนึ่งในกำรแก้ปญั หำและ
พัฒนำวิชำกำรให้เกิดควำมเจริญก้ำวหน้ำในทุกด้ำน โดยเฉพำะอย่ำงย่ิงช่วยขยำยควำมรู้ ควำมเข้ำใจ
ตระหนกั รู้ ในปรำกฏกำรณ์ต่ำง ๆ ใหก้ ว้ำงขวำงยง่ิ ขึ้นซ้ำยงั ทำให้มนุษย์สำมำรถเอำชนะธรรมชำตไิ ด้อยำ่ ง
มีหลักเกณฑ์และมีเหตุผล ฉะน้ันกำรเรียนรู้ งำนวิจัยจึงก่อให้เกิดประโยชน์อย่ำงยิ่งทั้งแก่ตนเอง ชุมชน
สงั คม ประเทศชำติ และระดบั นำนำชำติ
14
15 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ข้ันแรกของกำรวิจัย ผู้เขียนขอกล่ำวถึงควำมหมำยของกำรวิจัยเป็นกำรเบ้ืองต้นก่อนท้ังน้ีเพื่อ
เปน็ พ้ืนฐำนของกำรทำควำมเข้ำใจตอ่ กำรวิจัยอยำ่ งเป็นลำดับขั้นตอน ท้ังน้คี ้นพบวำ่ ลักษณะของงำนวจิ ัย
ทีด่ จี งึ ควรทรำบควำมหมำยของกำรวิจัยและขน้ั ตอนต่ำง ๆ ตำมลำดับ ดังรำยละเอียดต่อไปน้ี
คำวำ่ กำรวจิ ัย มำจำกคำวำ่ Research มรี ำกศัพท์มำจำก Re +Search
Re แปลวา่ ซา้
Search แปลวา่ ค้น
เมื่อมำรวมคำกันเป็นคำว่ำ Research จึงหมำยถึง “การค้นคว้าซ้าแล้วซ้าอีก” ซึ่งหมำยถึง
กำรค้นหำควำมรูค้ วำมจริง ค้นแล้วค้นอีก ซ่ึงจะทำให้ได้รับรคู้ วำมรู้ควำมจริงที่น่ำเช่ือถือ ถูกตอ้ ง เพรำะมี
ข้อมูลที่เพียงพอต่อเป็นควำมรู้ควำมจริงนั้น แต่อย่ำงไรก็ตำมมีนักวิชำกำร นักวิจัย ได้ให้ควำมหมำยของ
คำวำ่ “วิจยั ” ในหลำยลกั ษณะ ดังต่อไปน้ี
กำรวจิ ยั (Research) หมำยถึง กำรศึกษำคน้ ควำ้ วิเครำะห์ หรอื ทดลองอย่ำงมรี ะบบ โดยอำศัย
อุปกรณ์ หรือวิธีกำรเพ่ือให้พบข้อเท็จจริง หรือหลักกำรไปใช้ในกำรต้ังกฎ ทฤษฎี หรือแนวทำงในกำร
ปฏิบัติ (จุมพล สวสั ดิยำกร, 2520)
กำรวิจัย (Research) หมำยถึง ประเด็นหรือคำถำมที่จะต้องผ่ำนกระบวนกำรแสวงหำคำตอบ
อย่ำงมีหลักวิชำและวิธีกำรท่ีน่ำเช่ือถือ จนได้มำซ่ึงคำตอบที่ถูกต้อง (ล้วน สำยยศ และ อังคณำ สำยยศ,
2536)
กำรวิจัย (Research) หมำยถึง กำรศึกษำค้นคว้ำหำควำมรู้ ควำมจริงอยำ่ งมรี ะบบ ตำมระเบียบ
แบบแผนและวิธีกำรวิจัยท่ีเป็นท่ียอมรับในแต่ละศำสตร์ที่เก่ียวข้อง เพ่ือให้ได้มำซงึ่ องคค์ วำมร้ใู หม่ท่ีตอบ
คำถำมหรือปัญหำที่สนใจ หรือได้ข้อค้นพบใหม่หรือแนวทำงปฏิบัติใหม่ ท่ีใช้แก้ปัญหำ ปรับปรุงและ
พัฒนำกิจกรรมต่ำง ๆ หรือเพื่อกำรตัดสินใจที่มีประสิทธิภำพ หรือเพ่ือนำไปต้ังกฎ ทฤษฎี ท่ีอธิบำย
ปรำกฏกำรณ์ต่ำงๆ ได้อยำ่ งน่ำเชื่อถือเป็นท่ียอมรับทำงวิชำกำรและวิชำชีพของประชำคมวิจยั (สภำวิจัย
แห่งชำติ, 2555)
กระบวนกำรวิจัย (Research Process) หมำยถึง กระบวนกำรศึกษำค้นคว้ำเป็นลำดับข้ันตอน
มีระบบ ระเบียบ แบบแผน และวิธีกำรวิจัยที่เป็นท่ียอมรับของศำสตร์ท่ีเก่ียวข้องต้ังแต่ขั้นก่อนกำร
ดำเนินงำนวิจัย ระหว่ำงกำรดำเนินงำนวิจัยและหลังกำรดำเนนิ งำนวิจัย จนถึงได้รำยงำนผลกำรวจิ ัยกำร
เผยแพร่ผลงำนวจิ ัย และกำรนำผลงำนวจิ ยั ไปใชป้ ระโยชน์ (สภำวิจยั แหง่ ชำติ, 2555)
การวิจัย คือ การศึกษาค้นคว้า วิเคราะห์ หรือทดลองอย่างมีระบบเพ่ือให้ได้มาซ่ึงองค์
ความรู้ใหม่ท่ีตอบคาถามหรือปัญหาที่สนใจ หรือได้ข้อค้นพบใหม่หรือแนวทางปฏิบัติใหม่
โดยมีกระบวนการศึกษาค้นคว้าเป็นลาดับข้ันตอน มีระบบ ระเบียบ แบบแผน และวิธีการ
วิจัย ระหว่างการดาเนินงานวิจัยและหลังการดาเนินงานวิจัย จึงได้รายงานผลการวิจัยการ
เผยแพร่ผลงานวจิ ยั และการนาผลงานวจิ ัยไปใชป้ ระโยชน์ (ศริ ิพร เพ็งจนั ทร์, 2563)
15
16 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
องค์ประกอบของการวิจยั
ตำมกระบวนกำรทำงวิทยำศำสตร์ (Scientific Method) เช่น ในกรณีกำรเลือกขนำดตัวอย่ำง
จะต้องเลือกมำในจำนวนที่ยอมรับได้ทำงสถิติ หรือ กรณีเลือกกลุ่มตัวอย่ำงจะต้องให้ประชำกรทั้งหมดมี
โอกำสที่จะถูกเลือกขึ้นมำเปน็ ตวั อย่ำงได้อยำ่ งเทำ่ เทยี มกนั เป็นต้น
ซึ่งสำมำรถแยกองค์ประกอบของกำรวิจยั มี 4 ประกำร ไดแ้ ก่
1) มีประเดน็ ที่ต้องกำรแสวงหำคำตอบ
2) ผำ่ นกระบวนกำรแสวงหำคำตอบท่เี ช่ือถอื ได้
3) ไดม้ ำซงึ่ คำตอบท่มี คี วำมถกู ต้องแมน่ ยำ
ผลกำรวิจัยที่ออกมำจะต้องให้ตรงหรือใกล้เคียงกับควำมเป็นจริงมำกท่ีสุด ซ่ึงในงำนวิจัยทำง
สังคมศำสตร์ จะเน้นคำตอบท่ีจะต้องถูกต้องแม่นยำท่ีประมำณ 95 % หรือมีโอกำสคลำดเคลื่อนได้ 5%
แต่ควำมถูกต้องแม่นยำโดยเฉพำะในงำนวิจัยทำงกำรแพทย์ จะต้องเน้นคำตอบถูกต้องแม่นยำสูงถึง
99.9 % เพรำะมีควำมเกย่ี วข้องโดยตรงกบั ชีวิตคน เช่น กำรวิจัยตัวยำ เพม่ิ สมรรถภำพทำงเพศ เมื่อผลิต
ตวั ยำออกมำใช้จริง ๆ แล้วถ้ำปรำกฏผลว่ำเดี๋ยวก็เพิ่ม เด๋ียวก็ลดหรือเพ่ิมเพียง 2- 3 นำทีแล้วก็ลด อย่ำง
นใี้ ชไ้ มไ่ ดแ้ น่นอน
4) ผลประโยชน์ทจ่ี ะได้รับจะต้องค้มุ คำ่
กำรวิจยั ในแต่ละเรื่องจะต้องใชท้ ้ังกำลงั คน งบ ประมำณ ต้นทุน กำลังคน และเวลำ ดังนน้ั ถ้ำผล
ท่ีได้รับจำกกำรวิจัยได้ไม่คุ้มเสีย ได้ไม่คุ้มค่ำ ก็ไม่ควรทำ หรืองำนวิจัยใดท่ีรู้คำตอบแน่ๆ แล้วก็ไม่
จำเป็นต้องทำ เช่น ถ้ำวิจัยเพ่ือต้องกำรทรำบว่ำ "คนหิวจะอยำกรับประทำนอำหำร" งำนวิจยั เช่นน้ีไม่ทำ
ก็จะรู้คำตอบอยแู่ ล้ว เพรำะเป็นสัญชำตญำณโดยทั่วไปของมนษุ ย์ที่ทุกคนยอมรับอยู่แล้ว หรืองำนวจิ ัยใด
ท่ีทำไปแล้วคำตอบท่ีได้ไม่ก่อให้เกิดประโยชน์ต่อส่วนรวมก็ไม่นำจะทำ เช่น งำนวิจัยท่ีต้องกำรทรำบว่ำ
"ท่ำนบเุ รงนองตอนยกทัพมำตีกรงุ ศรอี ยธุ ยำทำ่ นพกโสรง่ มำด้วยกต่ี ัว" ถ้ำทรำบว่ำ หรือ 3 ตัว กไ็ ม่เห็นจะ
ได้ประโยชน์ แต่อย่ำงไร และไม่รู้ว่ำจะเอำคำตอบนั้นมำเพื่ออะไร นอกจำกควำมสะใจของคนทำวจิ ัยเท่ำ
นัน้ เอง
ลักษณะของงานท่ีถือวา่ เป็นการวิจยั
กำรตัดสินวำ่ กิจกรรมใดเป็นงำนวจิ ัยหรือไม่นน้ั บำงกรณีกส็ ำมำรถบอกได้ชัดเจนว่ำ เป็นหรือไม่
เป็นงำนวจิ ยั แต่มีอยูห่ ลำยกรณี ทีไ่ ม่สำมำรถระบุลงได้ชดั เจน เช่น กำรทบทวนวรรณกรรม (Literatures
Review) กำรรำยงำนผู้ป่วย (Case Report หรือ Case Series) บทฟ้ืนฟูวิชำกำร หรือบทควำมพิเศษ
เป็นต้น ดังนั้นกำรพิจำรณำว่ำกิจกรรมใดเป็นงำนวิจัยหรือไม่ อำจใช้เกณฑ์โดยสังเขปในกำรพิจำรณำ 4
ประกำร ดงั ตอ่ ไปนี้
เกณฑข์ อ้ 1 กจิ กรรมน้ันมีความสมบูรณ์ของกระบวนการหรือไม่ ?
หมำยควำมว่ำ กิจกรรมน้ันจะต้องใช้ท้ัง กำย วำจำ และใจ อันได้แก่ ใช้ควำมคิดในกำรกำหนด
ปัญหำท่ีเหมำะสม มีคุณค่ำ เกิดประโยชน์ และน่ำสนใจ จำกน้ันจึงมีกำรดำเนินกำรวิจัย (ใช้กำย) ในกำร
16
17 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
รวบรวมข้อมูลมำวเิ ครำะห์ และแปลผล แล้วจงึ ถงึ กระบวนกำรข้นั สุดทำ้ ย คือ กำรเผยแพร่ผลกำรวิจยั น้ัน
ซ่ึงอำจจะกระทำโดยมีกำรนำเสนอในที่ประชุมวิชำกำร หรือนำลงตพี ิมพ์ในวำรสำรท่เี ช่ือถือได้ และเปน็ ท่ี
ยอมรบั (จรัส สุวรรณมำลำ, 2529)
เกณฑ์ข้อ 2 งานนน้ั มคี วามลึกซง้ึ พอหรือไม่ ?
หมำยควำมว่ำ มีกำรค้นคว้ำอย่ำงมีระบบ มีระเบียบ แบบแผนอย่ำงต่อเน่ือง และยำวนำน
เพยี งพอหรอื ไม่
เกณฑข์ อ้ 3 เกิดความรูใ้ หม่หรือไม่ ?
หมำยควำมว่ำ งำนวิจัยดังกล่ำวน้ันก่อให้เกิดควำมรู้ใหม่แก่วงกำรด้ำนน้ัน ๆ หรือไม่ ด้วยเหตุนี้
กำรศึกษำท่ีเลียนแบบงำนวิจัยของผู้อ่ืน ท่ีได้ทำไว้อย่ำงถูกต้อง และเช่ือถือได้แล้ว จึงไม่อำจนับว่ำเป็น
งำนวิจยั ไดแ้ ละอำจผิดเรื่องจริยธรรมในกำรวจิ ัยอกี ด้วย
เกณฑข์ ้อ 4 มีความถกู ต้องและความเช่ือถือไดห้ รือไม่ ?
หมำยควำมว่ำ กิจกรรมน้ัน มีกระบวนกำรในกำรป้องกัน หรือหลีกเล่ียงควำมคลำดเคล่ือน
(Error) หรอื อคติ (Bias) ตำ่ ง ๆ ที่อำจจะเกิดขึ้น จำกกำรวิจยั หรอื ไม่
ซ่ึงเมื่อพิจำรณำแล้วน้ัน กำรที่จะพิจำรณำว่ำงำนที่ถือได้ว่ำเป็นงำนวิจัยจะประกอบด้วยขั้นตอน
กำรดำเนนิ งำนทส่ี ำคญั ๆ หมำยถงึ องคป์ ระกอบของงำนวจิ ัย ซง่ึ ประกอบด้วย ดังต่อไปน้ี
1) กำรคดั เลือกหัวขอ้ ในกำรวิจัย (Selection of Problem Area)
2) วธิ กี ำรเก็บและรวบรวมข้อมูล (Method of Gathering Data)
3) กำรวิเครำะห์และกำรตีควำมข้อมูล (Analysis and Interpretation of the Data)
4) กำรเสนอผลกำรวจิ ยั และขอ้ สรุป (Conclusions and Final Report)
ดังนั้นกิจกรรมหรือลักษณะงำนท่ีเป็นเพียงขั้นตอนใดข้ันตอนหน่ึงของกำรวิจัย เช่น กำรสำรวจ
เพื่อรวบรวมข้อมูล กำรวิเครำะห์ข้อมูล กำรทำรำยงำนหรือเผยแพร่ผลงำนวิจัย หรือกิจกรรมสนับสนุน
กำรวิจัย เช่น กำรฝึกอบรมนักวิจัย กำรให้เงินอุดหนุนกำรวิจัย ฯลฯ เหล่ำนี้ไม่นับเป็นกำรวิจัยตำมนิยำม
ข้ำงต้น
ประเภทของงานวจิ ัย
ประเภทของกำรวจิ ยั โดยปกติแลว้ สำมำรถจำแนกประเภทของกำรวิจยั มีหลำยแนวทำง แต่ทง้ั น้ี
ผู้เขยี นขอจำแนก ดังต่อไปน้ี
1) แบง่ ตำมสถำนกำรณ์เวลำทเ่ี กดิ ข้นึ ซง่ึ เปน็ กำรวิจยั สถำนกำรณ์ในอดตี ปัจจุบนั และอนำคต
2) แบ่งตำมแนวคิดพ้ืนฐำนกำรวิจัย ได้แก่ กำรวิจัยเชิงปริมำณ (Quantitative Research) กับ
กำรวจิ ัยเชิงคณุ ภำพ (Qualitative Research)
17
18 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
3) แบ่งตำมวัตถุประสงค์ของกำรวิจัย ได้แก่ กำรวิจัยพื้นฐำน (Basic Research) กับ กำรวิจัย
ประยกุ ต์ (Applied Research)
4) แบ่งตำมหลัก อุปนัย (Inductive) กับ นิรนัย (Deductive) หรือแบ่งกำรวิจัยตำมกลุ่ม
สำขำวิชำกำรใหญ่ๆ ได้เป็น 2 ด้ำน คือ กำรวิจัยทำงวิทยำศำสตร์ และ กำรวิจัยทำงสังคมศำสตร์
สำมำรถอธิบำยเพ่ิมเติม ไดด้ ังนี้
(1) กำรวิจัยทำงวิทยำศำสตร์ หมำยถึง กำรสำรวจ วิเครำะห์ ทดลองอย่ำงมีระบบและเป็น
ข้ันตอนด้วยอุปกรณ์หรือวิธีพิเศษ เก่ียวกับธรรมชำติ สิ่งมีชีวิต ปรำกฏกำรณ์ธรรมชำติ ตลอดจนส่ิงที่
มนุษย์ได้สร้ำงสรรคข์ ึ้นมำด้วยควำมรู้ หรือประสบกำรณ์ เพื่อเสนอควำมรใู้ หม่ เพื่อสุขภำพอนำมัย ควำม
ผำสุกและควำมเจริญก้ำวหนำ้ ของมนุษยชำติ
(2) กำรวิจัยทำงสังคมศำสตร์ หมำยถึง กำรศึกษำค้นคว้ำหำควำมจริงด้วยระบบและวิธีกำร
ทำงวิทยำศำสตร์เก่ียวกับ พฤติกรรม ปรำกฏกำรณ์ หรือปฏิกิริยำ ตลอดจนควำมรู้สึกนึกคิดของมนุษย์
และสังคมเพือ่ ให้ทรำบถงึ ควำมรูแ้ ละควำมจริงท่จี ะนำมำแก้ไขปญั หำของสงั คม หรือก่อใหเ้ กดิ ควำมรู้ใหม่
ดังน้ันกำรจำแนกประเภทของกำรวิจัยสำหรับในท่ีหนังสือดังกล่ำวน้ี ผู้เขียนขอจำแนกตำม
สถำนกำรณ์เวลำท่ีเกิดขึ้นในรูปลักษณะ ได้แก่ 1) กำรวิจัยเชิงประวัติศำสตร์ (Historical Research)
เป็นกระบวนกำรแสวงหำคำตอบที่ได้เกิดข้ึนมำแล้วในอดีต 2) กำรวิจัยเชิงบรรยำย (Descriptive
Research) เป็นกระบวนกำรแสวงหำคำตอบที่เกดิ ข้ึนในสถำนกำรณ์ปจั จบุ ัน และ 3) กำรวิจัยเชิงทดลอง
(Experimental Research) เป็นกระบวนกำรแสวงหำคำตอบว่ำอะไรท่ีจะเกิดขึ้นในอนำคต สำมำรถ
อธิบำยประเภทของงำนวิจัยตำ่ ง ๆเพ่อื สร้ำงควำมเขำ้ ใจที่ครอบคลุมมำกขึน้ ได้ดงั นี้
การวจิ ยั เชิงประวตั ิศาสตร์ (Historical Research)
กำรวิจัยเชิงประวัติศำสตร์เป็นกระบวนกำรแสวงหำคำตอบท่ีเกิดข้ึนมำแล้วในอดีต ว่ำมี
ข้อเท็จจริงเป็นอย่ำงไร ต้องมีข้อมูลหรือหลักฐำนมำตรวจสอบได้ ซึ่งอำจจะเป็นข้อมูลปฐมภูมิ (Primary
Data) เช่น โบรำณวัตถุ ภำพถ่ำย รวมท้ังคำบอกเล่ำจำกผู้อยู่ในเหตุกำรณ์นั้น ๆ โดยตรง หรืออำจจะมำ
จำกข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เช่น คำบอกเล่ำต่อกันมำ จำกเอกสำร ตำรำ ผลงำนวิจัยในอดีต
รวมทง้ั คำบอกเล่ำปำกต่อปำกจำกผอู้ ยใู่ นเหตุกำรณจ์ รงิ สผู่ เู้ ล่ำอ้ำงถึงต่อมำ
ดังนั้นกำรวิจัยเชิงประวัติศำสตร์เป็นกำรวิจัยท่ีพยำยำมวิเครำะห์เหตุกำรณ์ต่ำง ๆ เพื่อหำ
ข้อเท็จจรงิ ในอดีต ผ้เู ขียนไดแ้ บ่ง กำรวจิ ัยออกเป็น 3 ชนดิ คอื
1. กำรศึกษำเป็นรำยกรณีเป็นกำรศึกษำท่ีช้ีเฉพำะลงไปโดยอำจศึกษำกับบุคคลใดบุคคลหน่ึง
หรอื สถำบนั เอกสำร หรอื กฎหมำยฉบบั ใดฉบับหนงึ่ ก็ได้
2. กำรศึกษำพัฒนำกำรเป็นกำรศึกษำควำมแตกต่ำงของเหตุกำรณ์ใดเหตุกำรณ์หน่ึงในระยะใด
ระยะหนึ่ง โดยอำจศึกษำเหตุกำรณท์ ้งั หมดหรือเพียงบำงสว่ นของเหตุกำรณน์ ั้นก็ได้
3. กำรศึกษำควำมเปล่ียนแปลง กำรศึกษำแบบนี้คล้ำยคลึงกับแบบท่ีสอง แต่เป็นกำร
เปรียบเทียบลักษณะกำรเปลี่ยนแปลงในเร่ืองรำวหรือเหตุกำรณ์ในอดีต กับเหตุกำรณ์ในปัจจุบัน เช่น
18
19 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
กำรเปล่ียนแปลงเป้ำหมำยทำงกำรศึกษำ โดยในอดีตกำรศึกษำต้องกำรเตรียมคนเข้ำรับรำชกำร
แต่ปัจจุบันเป็นกำรเตรียมคนเข้ำประกอบอำชีพต่ำง ๆ หลำยอำชีพ ไม่ชี้เฉพำะแต่กำรเข้ำรับรำชกำร
เท่ำนั้น เม่ือพิจำรณำควำมมุ่งหมำยทั่วไปของกำรวิจัยเชิงประวัติศำสตร์โดยท่ัวไปแล้วกำรวิจัยเชิง
ประวตั ิศำสตร์จะมคี วำมมุ่งหมำย ดังนี้
1) เพือ่ คน้ หำรำกฐำนทีม่ ำ หรอื จุดกำเนดิ ของสง่ิ ทตี่ อ้ งกำรศกึ ษำวจิ ยั
2) เพ่ือศึกษำและช้ีให้เห็นถึงสภำพควำมเป็นจริง ลักษณะกำรเปลี่ยนแปลงของเหตุกำรณ์หรือ
ปรำกฏกำรณใ์ นอดตี
3) เพ่ือให้เข้ำใจสภำพเหตุกำรณ์ในปัจจุบัน อันอำจจะมีสำเหตุมำจำกเหตุกำรณ์ในอดีต ซึ่งจะ
ชว่ ยให้สำมำรถตั้งกฎเกณฑ์หรือปรับปรงุ งำนในปจั จุบันใหม้ มี ำตรฐำนได้
4) เพ่ือใช้เหตุกำรณ์ในอดีตหรือควำมสัมพันธ์ของเหตุกำรณ์ในอดีต เป็นแนวโน้มท่ีจะบ่งชี้หรือ
ทำนำยเหตกุ ำรณใ์ นอนำคตที่คล้ำยคลึงกนั
5) เพื่อค้นหำข้อสมมติฐำนที่ตั้งข้ึนบนรำกฐำนของควำมรู้และประสบกำรณ์ในอดีตท่ีจะนำไปใช้
ในอนำคตได้
6) เพื่อศึกษำต้นตอของทฤษฎีต่ำง ๆ อันจะทำให้เกิดควำมกระจ่ำงในเร่ืองรำวหรือทฤษฎีท่ี
สำคญั ๆ ในปจั จุบัน
7) เพื่อให้เกิดควำมรู้สึกซำบซึ้งในเหตุกำรณ์ทำงประวัติศำสตร์และช่วยให้เกิดควำมรู้สึกท่ีดีต่อ
เหตุกำรณป์ จั จุบันและเร่ืองรำวท่จี ะเกิดในอนำคต
8) เพื่อเสริมสร้ำงควำมรู้ควำมจริงให้มำกขึ้นตำมลำดับ และเป็นกำรตอบสนองควำมอยำกรู้
อยำกเห็นของบุคคลที่มีต่อเหตุกำรณ์หรอื เรื่องรำวในอดีต
9) เพ่อื ชใี้ หเ้ หน็ ถงึ ข้อดีข้อเสียของเหตุกำรณ์ทัง้ ในอดตี และปัจจบุ ัน
อย่ำงไรก็ตำมมีข้อวิจำรณ์หรือประเมินคุณค่ำข้อมูลในทำงประวัติศำสตร์ เนื่องจำกกำรวิจัยเชิง
ประวัติศำสตร์เป็นกำรแสวงหำข้อเท็จจริงของสิ่งต่ำง ๆ เหตุกำรณ์ต่ำง ๆ ที่ผ่ำนมำแล้วในอดีตจึงมักต้อง
ใช้ขอ้ มูลซงึ่ มำจำกรำยงำนของผ้ทู ่ีอยรู่ ว่ มในเหตุกำรณ์หรอื พยำนในเหตุกำรณ์ดงั น้ันกำรวิเครำะหข์ อ้ มลู จึง
จำเป็นจะต้องใช้ควำมรอบคอบและระมัดระวังมำกเป็นพิเศษ เพื่อให้ได้มำซึ่งควำมจริงในสิ่งนั้น ในกำร
วิจยั เชงิ ประวตั ิศำสตร์มกี ำรวิจำรณ์หรอื ประเมินคุณค่ำข้อมูลอยู่ 2 แบบ
1) กำรวิจำรณห์ รือกำรประเมินภำยนอก (External Criticism or External Appraisal)
เป็นกำรประเมินและพิสูจน์ว่ำข้อมูลท่ีเก็บนั้นเป็นอันเดียวกันกับข้อมูลที่ ผู้วิจัยมุ่งจะเก็บ
หรอื ไม่ หรือเป็นกำรพิจำรณำว่ำ “ขอ้ มลู นั้นเปน็ ของแทห้ รือมคี วำมเป็นจริงหรือไม่” นั่นเอง เช่น เอกสำร
หรือซำกโบรำณ วัตถุนั้นเป็นของจริงหรือของปลอมหรือจำลองข้ึนมำมีควำมจำเป็นจะต้องมีกำร
ตรวจสอบและพสิ ูจน์แหล่งที่มำของข้อมูล เช่น อำจใช้กำรตรวจสอบลำยเซ็น ลำยมือ ต้นฉบับ กำรสะกด
คำกำรใช้ภำษำ สำนวนโวหำรในกำรเขยี น ตลอดจนคน้ ควำ้ เอกสำรทเ่ี ก่ยี วขอ้ งในสมยั เดียวกัน เป็นตน้
กำญจนำ มณีแสง (2543) ได้สรุปจำกกงำนวิจยั เรอ่ื งกำรประเมินหลักสตู รกำรศึกษำบัณฑิตของ
มหำวิทยำลัยบรู พำ ซง่ึ ในกำรวิจำรณห์ รอื กำรประเมนิ ผลภำยนอก พจิ ำรณำได้จำก 3 ประเดน็ ดงั นี้
1) บริบทของสภำพส่ิงแวดล้อมทม่ี อี ทิ ธพิ ลทำให้เกดิ หลกั ฐำนช้ินดังกลำ่ วนนั้
19
20 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
2) ควำมรทู้ ัว่ ไป เชน่ สภำพเหตุกำรณ์ทีเ่ กิดขึน้ ของขอ้ มลู ถูกต้องตรงกับควำมรขู้ องเรำหรือไม่
3) มกี ำรดัดแปลง ปลอมแปลง ประดษิ ฐ์เพิ่มเติมใหบ้ ดิ เบอื นไปจำกควำมเปน็ จรงิ หรอื ไม่
ในปัจจบุ ันนักวทิ ยำศำสตรไ์ ด้พยำยำมใชว้ ิธีกำรทดสอบทำงฟิสิกส์และเคมี ในกำรตรวจสอบอำยุ
ของโครงกระดูก กระดำษ ใบลำน หมึก แผ่นหนัง หนังสือ ก้อนหิน โลหะ เส้ือผ้ำ ฯลฯ ซึ่งเป็นท่ียอมรับ
ว่ำสำมำรถตรวจสอบได้ เช่น กำรตรวจสอบหำอำยุของโครงกระดูกมนุษย์โบรำณโดยใช้ C14 ท่ีอำเภอ
บ้ำนเชียง จังหวัดอุดรธำนี เป็นต้น อันจะช่วยให้เรำตัดสินได้ว่ำข้อมูลน้ันเป็นของแท้หรือมีควำมเป็นจริง
เพยี งใดได้
2) กำรวิจำรณห์ รือกำรประเมนิ ผลภำยใน (Internal Criticism or Internal Appraisal)
เป็นกำรตรวจสอบข้อมูลท่ีลึกซ้ึงลงไปอีก เพื่อทรำบว่ำข้อมูลนั้นมีคุณภำพท่ีเที่ยงตรงเช่ือถือได้
หรอื ไม่ มคี ณุ คำ่ เพียงใด โดยพจิ ำรณำถึงสง่ิ ท่เี กยี่ วข้องกบั ข้อมลู นัน้ ดังนี้
1) พิจำรณำผู้เขียนว่ำเป็นบุคคลท่ีเชื่อถือได้หรือไม่ มีควำมเช่ียวชำญในเร่ืองน้ัน ๆ หรือรู้เห็นใน
เรือ่ งนนั้ ๆ จรงิ หรอื ไม่เพียงใด
2) พิจำรณำว่ำผู้เขียนเขียนในขณะท่ีมีสภำพจติ ใจท่ีเป็นปกติหรอื ไม่ เช่น ไม่ได้อยู่ในสภำวะท่ีถูก
บบี บงั คบั ให้เขียนหรือมคี วำมกดดนั ทำงอำรมณ์
3) พิจำรณำว่ำผู้เขียนบันทึกหลังจำกเกิดเหตุกำรณ์แล้วนำนเท่ำใด พอจะเชื่อถือได้หรือไม่ว่ำยัง
จำเหตกุ ำรณ์น้ันได้
4) พจิ ำรณำว่ำเอกสำรนน้ั มบี รรณำนุกรมท่แี สดงให้เห็นว่ำผู้เขียนได้ค้นควำ้ มำมำกน้อยเพียงใด
5) พิจำรณำว่ำข้อควำมท่ีเขียนน้ันมีอคติเก่ียวกับศำสนำ เชื้อชำติ ลัทธิกำรเมือง ผลประโยชน์
สว่ นตัว หรอื สภำวะทำงเศรษฐกิจหรอื ไม่
6) พิจำรณำว่ำภำษำหรือสำนวนที่ใช้หรือเรื่องรำวที่รำยงำนนั้นอ้ำงอิงมำจำกบุคคลอ่ืนๆ หรือ
เป็นคำพูดของผูเ้ ขยี นเอง
7) พิจำรณำว่ำกำรเขียนน้ันมีแรงจูงใจในกำรบิดเบือนควำมจริงหรือไม่ เช่น กำรได้รับแหล่งเงิน
สนับสนนุ เป็นตน้
8) พิจำรณำว่ำเอกสำรน้ันพอเพียงท้ังทำงด้ำนคุณภำพและปริมำณท่ีจะนำมำใช้ในกำรวิจัย
หรอื ไม่
9) พิจำรณำกำรจัดเรียงหัวขอ้ ว่ำวกไปวนมำหรอื ไม่ และในแต่ละหัวขอ้ ผู้เขียนกล่ำวถึงเร่ืองนั้นๆ
ละเอียดมำกน้อยเพยี งใด
10) พิจำรณำวำ่ ผูอ้ ืน่ เห็นด้วยกบั ผู้เขียนน้นั หรอื ไม่
ส่ิงต่ำง ๆ เหล่ำนี้ผู้วิจัยจะต้องตรวจสอบอย่ำงรอบคอบ เพื่อให้เกิดควำมมั่นใจว่ำ เอกสำรหรือ
ข้อมูลเหล่ำนั้นมีควำมถูกต้องเท่ียงตรงและเชื่อถือได้เพียงใด แต่เม่ือได้พิสูจน์ว่ำ เอกสำรน้ันๆ มีควำมถูก
ต้องเที่ยงตรงแล้ว ย่อมจะเห็นหลกั ฐำนทเี่ ชื่อถือได้
แม้ว่ำเกิดข้อบกพร่องของกำรวิจัยเชิงประวัติศำสตร์ เม่ือเรำทรำบแล้วว่ำกำรวิจัย
เชิงประวัติศำสตร์เป็นกำรค้นหำควำมจริงทำงประวัติศำสตร์ โดยใช้ข้อมูลทำงประวัติศำสตร์หรือควำม
จริงท่ผี ่ำนมำแลว้ แต่อย่ำงไรก็ตำมงำนวิจัยทำงด้ำนนีม้ กั จะพบข้อบกพร่องทีส่ ำคญั คือ
20
21 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
1) ปัญหำหรอื เรอ่ื งทีจ่ ะทำกำรวิจยั เป็นสว่ นใหญ่เร่ืองทก่ี ว้ำงเกนิ ไป
2) กำรเก็บรวมรวมขอ้ มลู มักใชข้ อ้ มลู ช้นั รองมำกกว่ำข้อมลู ชน้ั ต้น
3) ข้อมูลท่ีใช้ในกำรวิจัยมักมีไม่เพียงพอ คือ ผวู้ ิจัยไม่สำมำรถแสวงหำข้อมูลมำสนับสนุนผลสรุป
ไดอ้ ยำ่ งเพยี งพอ
4) กำรคัดเลือกข้อมูลไม่ถูกต้อง ซ่ึงอำจเกิดจำกผู้วิจัยขำดประสบกำรณ์ กำรเก็บรวบรวมข้อมูล
ไม่ดีพอ ทำให้ข้อมูลท่ีได้มำไม่น่ำเชื่อถือ ไม่ถูกต้อง และไม่ตรงกับวัตถุประสงค์นอกจำกนี้อำจเกิดจำก
ผ้วู ิจัยมอี คตหิ รือควำมลำเอยี งในกำรคดั เลอื กข้อมูลอกี ด้วย
5) กำรวิเครำะห์ข้อมูลตำมหลักตรรกศำสตร์บกพร่อง คือ สรุปผลหรือยอมรับข้อเท็จจริงด้วย
เหตุผลท่ีง่ำยเกินไป ทั้ง ๆ ท่ีมีข้อมูลไม่เพียงพอท่ีจะสรุปผลอย่ำงน้ัน หรือ กำรตีควำมหมำยของคำหรือ
เร่ืองรำวต่ำง ๆ ในข้อมูลผิด กำรขยำยควำมคลุมกว้ำงเกินไปทั้ง ๆ ที่มีข้อมูลไม่เพียงพอ และไม่สำมำรถ
แยกหำประเด็นสำคญั ๆ ของขอ้ เท็จจริงได้
6) กำรวจิ ำรณห์ รอื ประเมินคณุ คำ่ ของข้อมลู ไม่เพยี งพอ
7) ผู้วิจัยมักจะมีควำมลำเอียงส่วนตัวเก่ียวกับลัทธิกำรเมือง เช้ือชำติ ศำสนำ ทำให้มีแนวโน้มท่ี
จะเขียนรำยงำนคลำดเคลื่อนไปจำกควำมเป็นจริงท่งี ำนวจิ ยั ค้นพบ
8) กำรเขียนรำยงำนกำรวิจัยมักขำดกำรวิเครำะห์ วิจำรณ์และเขียนในรูปแบบที่ไม่ชวนศึกษำ
เช่น ใช้ภำษำ กำกวม เขยี นเล่นสำนวน วกวน หรือเสรมิ แต่ง ตลอดจนมีลักษณะเกล้ียกลอ่ มให้เช่ือเกินไป
ซึ่งวธิ กี ำรเขียนดังกล่ำวน้ที ำให้นำ้ หนักของควำมเชื่อถอื ของงำนวิจัยลดนอ้ ยลง
ประโยชนข์ องการวจิ ัยเชิงประวตั ศิ าสตร์
แม้ว่ำงำนวิจัยทำงด้ำนประวัติศำสตร์จะเป็นเพียงข้อเท็จจริง ส่วนหน่ึงของอดีตก็ตำมย่อมจะ
สง่ ผลมำถึงเหตุกำรณ์ในปัจจุบัน และอำจมีอิทธิพลไปถึงสิ่งที่จะเกิดขึ้นต่อไปในอนำคตได้ ดังน้ันกำรวิจัย
เชิงประวัตศิ ำสตร์จงึ มีประโยชน์สำคญั ดงั น้ี
1) ทำให้เรำทรำบสภำพของปัญหำท่ีเกิดข้ึนในอดีต และเม่ือพบปัญหำท่ีจะเกิดข้ึนในสภำพ
เดยี วกันนี้เกดิ ขึ้นอกี
2) ผลกำรวิจัยเชิงประวัติศำสตร์สำมำรถนำมำใช้แก้ไขข้อผิดพลำดต่ำงๆ ในปัจจุบันได้ท้ังนี้
เพรำะกำรวิจัยน้ีจะพบว่ำมีปัจจัยใดบ้ำงที่เป็นจุดบกพร่อง ซ่ึงสำมำรถนำมำแก้ไขข้อบกพร่องของงำนใน
ปัจจุบนั ได้
3) เน่ืองจำกควำมเป็นมำในอดีตเป็นรำกฐำนของควำมเป็นอยู่และควำมเป็นไปใน ปัจจุบันและ
ส่งผลต่อไปในอนำคตด้วย ดังน้ันกำรวิจัยเชิงประวัติศำสตร์จึงใช้เป็นแนวทำงในกำรปรับปรุงแก้ไขสิ่ง
ตำ่ งๆ เพอื่ ให้เหมำะสมกับสภำวะปัจจุบนั ได้
4) เพ่ือใช้เป็นพ้ืนฐำนของกำรปฏิบัติงำนในปัจจุบัน และเป็นพื้นฐำนแก่ผู้ที่จะทำกำรศึกษำ
คน้ ควำ้ ต่อไป
21
22 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ตวั อยา่ งงานวจิ ยั เชงิ ประวตั ิศาสตร์
1) กำรศึกษำเชิงประวัติศำสตร์เกี่ยวกับควำมสัมพันธ์ของชุมชนกับศิลปกรรมในเขตพ้ืนที่
ชำยแดนไทย–กัมพชู ำ (นภสนิ ธุ์ เรือนนำค และ สุเทพ สุสำสนี, 2559)
2) กำรศึกษำพัฒนำกำรของชุมชนโบรำณในวัฒนธรรมเขมรบริเวณรอบปรำสำทเขำน้อย
อำเภออรัญประเทศ จงั หวดั สระแกว้ (วีณำ มูลมงคล, 2554)
3) กำรวิจัยเชิงประวัติศำสตร์ท้องถ่ิน เรื่อง ภูมิวัฒนธรรมกับแนวทำงกำรอนุรักษ์วิถีชีวิตริม
คลองข้ำวเม่ำ จังหวัดพระนครศรีอยุธยำ (ชเนตตี จำตุรนตร์ ศั มี, 2562)
4) วิธีวิจัยเชิงประวัติศำสตร์ทำงกำรพยำบำล (ปรำงทิพย์ ทำเสนำะ เอลเทอร์, พัชรี ใจกำรุณ
และศิรพิ ันธุ์ ศิรพิ ันธ,ุ์ 2563)
การวจิ ัยเชงิ ประวัตศิ าสตร์
วิธีแสวงหาข้อเท็จจริงของส่ิงต่างๆ รวมท้ังเหตุการณ์ต่างๆ ท่ีผ่านมาแล้วในอดีต โดยอาศัย
วิธีการทางวิทยาศาสตร์เพ่ือรวบรวมข้อมูล การสืบเสาะหาข้อเท็จจริง การตรวจสอบ
ข้อเทจ็ จรงิ การวเิ คราะหส์ งิ่ ต่างๆ หรอื เหตกุ ารณต์ า่ งๆ ตลอดจนการสรุปผลเป็นไปอยา่ งถูกตอ้ ง
สมเหตุสมผล และสามารถนาผลทีไ่ ด้มาใชใ้ นการอธบิ ายสภาพความเป็นจรงิ ในอดีต หรือบันทึก
เหตกุ ารณ์ในอดีตในรปู ใหมท่ ่มี รี ะบบและมคี วามเป็นปรนยั ยิ่งขึน้
การวิจยั เชิงบรรยาย (Descriptive Research)
กำรวิจัยเชิงบรรยำยเป็นกระบวนกำรแสวงหำคำตอบที่เกิดขึ้นในสถำนกำรณ์ปัจจุบัน เช่น
กำรศึกษำดำ้ นสำมะโนครวั ประชำกรของประเทศ กำรศึกษำพฤตกิ รรมหรือทศั นคติของผู้บรโิ ภค เปน็ ต้น
ลักษณะ ธรรมชาติ และวตั ถุประสงคข์ องการวจิ ยั เชิงบรรยาย
กำรวิจัยเชิงบรรยำยเกี่ยวข้องกับสภำพปัจจุบันโดยมีจุดมุ่งหมำยสำคัญเพ่ือบรรยำยสถำนภำพ
(Status) ในปรำกฎกำรณ์ปัจจุบันของส่ิงท่ีสนใจศึกษำ อันก่อให้เกิดควำมรู้ควำมเข้ำใจในปรำกฎกำรณ์
เหล่ำน้ันได้อย่ำงกระจ่ำงแจ้ง นอกจำกน้ีกำรวิจัยเชิงบรรยำยบำงเรื่องสำมำรถให้คำอธิบำยถึงสำเหตุที่
เป็นไปได้ของปรำกฎกำรณ์นั้น ตลอดจนสำมำรถทำนำยปรำกฎกำรณ์ที่จะเกิดขึ้นในอนำคตได้ด้วย โดย
คุณลักษณะเด่นของกำรวิจัยเชิงบรรยำยอีกประกำรหน่ึง คือ เป็นกำรวิจัยเชิงธรรมชำติ (Naturalistic
Research) ท่ีผู้วิจัยไม่ได้เข้ำไปมีบทบำทต่อผลท่ีเกิดข้ึนปล่อยให้ผลเกิดข้ึนเองโดยธรรมชำติ (สมหวัง
พิรยิ ำนวุ ัฒน์, 2538)
กำรวิจัยเชิงบรรยำยมีลักษณะท่ีแตกต่ำงกันเป็น 2 ประเภท คือ กำรสำรวจเชิงบรรยำย
(Descriptive Survey) ซ่ึงเป็นกำรศึกษำค้นคว้ำหำข้อเท็จจริงตำมสภำพกำรณ์ท่ีปรำกฎอยู่เพื่อบรรยำย
ให้เห็นข้อเท็จจริงปรำกฎอยู่อย่ำงไร หรือมีควำมถี่เกิดขึ้นมำกน้อยเพียงไรเป็นสำคัญ โดยไม่สนใจว่ำ
สำเหตุใด หรือ ทำไมจึงมสี ภำพเป็นเชน่ นั้น และกำรศึกษำเชงิ อรรถำธิบำย (Explanatory Studies) เป็น
22
23 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
กำรค้นหำเกี่ยวกับควำมเป็นเหตุเป็นผลของตัวแปรอิสระกับตัวแปรตำม โดยเป็นกำรศึกษำหำ
ควำมสัมพันธ์ตำมธรรมชำติ ไม่มีกำรจัดกระทำใด ๆ ต่อตัวแปรที่มุ่งศึกษำ ซึ่งลักษณะธรรมชำติของกำร
วจิ ยั เชงิ บรรยำยสำมำรถจะสรปุ ไดด้ งั น้ี
1) เป็นวิธีกำรศึกษำสภำพกำรณ์ท่ีเกิดข้ึน มีอยู่ และเป็นอยู่ในปัจจุบันที่เกี่ยวกับกำรปฏิบัติ
ควำมคิดเห็น ควำมเชื่อ เจตคติ ค่ำนิยมของบุคคลตลอดจนแนวโน้มของปรำกฎกำรณ์ต่ำง ๆ เพ่ือกำร
บรรยำยหรอื อธิบำยปรำกฎกำรณเ์ หล่ำนนั้
2) เป็นวิธีกำรศึกษำที่ไม่มีกำรควบคุมส่ิงที่ศึกษำไม่ว่ำจะเกิดข้ึนในอดีตหรือปัจจุบัน แต่จะเป็น
กำรศึกษำตัวแปรที่เกิดข้ึนแล้วในธรรมชำติ นักวิจัยเช่ือถือได้ไม่สำมำรถจัดกระทำกับตัวแปรอิสระ และ
ควบคุมตัวแปรเกินได้ ซึ่งทำได้เพียงกำรศึกษำผลที่เกิดขึ้นโดยกำรสังเกตุหรือเก็บรวบรวมข้อมูลด้วย
วธิ ีกำรต่ำงๆ เพือ่ อธิบำยว่ำอะไรไดเ้ กดิ ขนึ้ ในปรำกฎกำรณ์น้ัน ๆ
3) จุดเน้นสำคัญของกำรวิจัยเชิงบรรยำยอยู่ที่วิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูลท่ีเช่ือถือได้กับกำรได้มำ
ซ่ึงกลุ่มตัวอย่ำงท่ีเป็นตัวแทนท่ีดีของประชำกรโดยจะทำให้กำรสรุปอ้ำงอิงคำตอบหรือผลกำรวิจัยไปยัง
กลุ่มประชำกร (Generalization) มคี วำมถูกต้อง
4) เป็นวิธีกำรศึกษำเชิงธรรมชำติผลกำรวิจัยที่ได้เป็นผลที่เกิดขึ้นเองตำมธรรมชำตินักวิจัยไม่ได้
เปล่ียนแปลงสถำนกำรณ์หรือสร้ำงสภำพกำรณ์ข้ึนใหม่ จึงทำให้ผลกำรวิจัยสำมำรถลงข้อสรุปเป็น
ข้อควำมรู้ทั่วไปได้เป็นอย่ำงดีและ โดยทั่วไปกำรวิจัยเชิงบรรยำยมักจะจัดทำเพ่ือวัตถุประสงค์ต่อไปน้ี
(บญุ ธรรม กิจปรดี ำบรสิ ทุ ธ์ิ, 2541)
1. รวบรวมข้อเท็จริงหรือปรำกฎกำรณ์ท่ีเกิดข้ึนในปัจจุบันอย่ำงละเอียด และนำมำบรรยำยให้
เหน็ สถำนภำพทีม่ อี ยหู่ รือเปน็ อยู่
2. กำหนดปัญหำหรือสถำนภำพที่ปรำกฏอยู่ในปัจจุบันให้ชัดเจน โดยอำจจะกำหนดเป็น
มำตรฐำนหรอื เปน็ เกณฑ์ปกติ (Normal) สำหรบั ไว้ใช้เปรยี บเทียบกับสถำนกำรณท์ เี่ กดิ ขน้ึ
3. เปรียบเทียบและประเมินสภำพกำรณ์ต่ำง ๆ ที่เกิดข้ึน โดยเปรียบเทียบกับเกณฑ์มำตรฐำน
เกณฑป์ กติ หรอื เปรียบเทยี บระหวำ่ งเงือ่ นไขท่ีแตกต่ำงกนั
4. กำหนดหรือแสวงหำแนวทำงเลือกในกำรแก้ปัญหำ และวำงแผนดำเนินกำรให้สอดคล้องกับ
สภำพกำรณท์ เ่ี กดิ ขึ้น
กระบวนการและขัน้ ตอนของการทาวิจยั เชิงบรรยาย
กำรทำวิจัยเชิงบรรยำยอำจมีกระบวนกำรและข้ันตอนกำรตำเนินกำรแตกต่ำงกันหลำยอย่ำง
ท้ังนีเ้ นื่องจำกเป็นกำรรวมกำรวจิ ยั หลำยๆแบบไว้ดว้ ยกัน ซึง่ ในทนี่ ไี้ ดแ้ บง่ เปน็ 8 ขั้นตอน ประกอบด้วย
1) กำหนดปัญหำวิจัย เป็นกำรระบุปัญหำเชิงวิจัย โดยกำรตรวจสอบสภำวกำรณ์ท่ีเป็นปัญหำ
และเลือกประเด็นท่ีสนใจจะทำวิจัย ซึ่งจะต้องตรวจสอบและขยำยประเด็นท่ีจะทำวิจัยให้ชัดเจนว่ำต้อง
ทำวิจัยในประเด็นใด ต้องกำรศึกษำสถำนภำพหรือควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปรใดบ้ำง ประเด็นปัญหำ
น้ันเป็นอย่ำงไรบ้ำงท้ังในอดีต ปัจจุบัน และแนวโน้มในอนำคต ซึ่งมีหลักเกณฑ์ในกำรเลือกหัวข้อวิจัยอยู่
23
24 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
5 ประกำร คือ 1) ควำมสำคัญของปัญหำ 2) ควำมเป็นไปได้ 3) ควำมน่ำสนใจ 4) ทนั ต่อเหตุกำรณ์ และ
5) ควำมสนใจของผวู้ ิจยั
2) กำหนดวัตถุประสงค์ของกำรวิจัย เป็นกำรแยกแยะแจกแจงรำยละเอียดของหัวข้อเร่ืองท่ีจะ
ศกึ ษำวิจัยออกเป็นหัวข้อย่อย ๆ โดยกำรกำหนตวัตถุประสงค์ของกำรวิจัยจะต้องสอดคล้องกับหัวเรื่องท่ี
จะวิจัย กำรกำหนดวัตถุประสงค์ของกำรวิจัยจะทำให้ผู้วิจัยเกิดควำมชัดเจนว่ำตนเองต้องกำรศึกษำใน
เรื่องอะไรบ้ำง มีควำมจำเป็นที่จะต้องศึกษำค้นคว้ำแสวงหำองค์ควำมรู้ใดเพ่ิมเติม และจะต้องเก็บข้อมูล
ที่สำคญั ในเรอื่ งอะไรบ้ำง
3) ศึกษำวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้อง เป็นกำรตรวจสอบและขยำยควำมรู้ควำมเข้ำใจในเน้ือหำสำระ
หลักกำร ทฤษฎี ที่เกี่ยวข้องกับตัวแปรต่ำง ๆ ของประเด็นปัญหำท่ีต้องกำรวิจัย จะทำให้ผู้วิจัยเป็นผู้รู้
ผูเ้ ชีย่ วชำญในประเด็นปัญหำน้นั ๆ ซึ่งถือได้ว่ำขั้นดอนนี้มีควำมสำคัญสูงสุดต่อควำมสำเร็จในกำรทำวิจัย
โดยหำกสำมำรถคำเนินกำรศึกษำค้นคว้ำวรรณกรรมที่เก่ียวข้องได้อย่ำงสมบูรณ์จะทำให้ผู้วิจัยสำมำรถ
นิยำมปัญหำและกำหนดประเด็นกำรวิจัยได้อย่ำงชัดเจนข้ึน ซึ่งจะทำให้ผู้วิจัยทรำบว่ำเร่ืองที่จะ
ทำกำรศึกษำวิจัยน้ันได้มีทฤษฎี หลักกำร และผลกำรศึกษำวิจัยอะไรมำบ้ำงแล้วในอดีต ทำให้ไม่ต้องทำ
วจิ ัยซ้ำกับผู้อ่ืนโดยไม่จำเป็น จะได้เห็นประเด็นท่ีจะทำวิจัยเพ่ิมเติมให้สมบูรณ์ ได้ทรำบถึงวิธีกำรศึกษำที่
ได้ทำกันมำแล้วว่ำเป็นอย่ำงไร มีปัญหำอะไร มีข้อค้นพบจำกกำรวิจัยอย่ำงไรบ้ำง ควำมรู้ดังกล่ำวจะเป็น
ประ โยชน์อย่ำงย่ิงต่อกำรออกแบบและวำงแผนดำเนินงำนวิจัยของตนเอง อีกทั้งวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง
ยงั ช่วยเช่อื มโยงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงขอ้ ค้นพบในอดีตและผลที่จะได้จำกกำรศกึ ษำต่อไป
4) กำรกำหนดกรอบประชำกรและออกแบบกำรสุ่มตัวอย่ำง จะต้องเลือกกลุ่มตัวอย่ำงมำใช้ใน
กำรศึกษำวิจัยให้เหมำะสม ทั้งขนำดของกลุ่มตัวอย่ำงและเทคนิกวิธีกำรสุ่มตัวอย่ำง เพ่ือให้ได้กลุ่ม
ตวั อยำ่ งที่มจี ำนวนท่ีพอหมำะ และไดก้ ลุ่มตวั อยำ่ งท่ีเป็นตัวแทนทด่ี ขี องประชำกร
5) เลือกและพัฒนำเครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล เคร่ืองมือที่จะใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล
จะตอ้ งมีคุณภำพท่ีเชื่อถอื ได้ โดยต้องมคี วำมตรง ควำมเท่ียง ควำมเป็นปรนยั และสะดวกต่อกำรนำไปใช้
จึงจะสำมำรถทำให้ได้ข้อมูลท่ีถูกต้องตรงกับประเด็นกำรวิจัยกรณีที่มีเครื่องมือก็บรวบรวมข้อมูลอยู่แล้ว
ต้องเลือกว่ำจะใช้เครื่องมือชุดไหน และมีเหตุผลอย่ำงไรที่ต้องใช้เครื่องมือชุดนั้น มีควำมเหมำะสมกับ
ลกั ษณะของกลุ่มตัวอย่ำงท่ีศึกษำหรอื ไม่ โดยควรต้องนำไปทดลองใช้และตรวจสอบคุณภำพเสียก่อน แต่
หำกยังไม่มีก็ต้องสร้ำงข้ึนเองโดยปกติกำรวิจัยเชิงบรรยำยจะนิยมใช้เคร่ืองมือเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็น
แบบสอบถำม แบบสมั ภำษณ์แบบมำตรวัดเจตคติ แบบประมำณค่ำ เปน็ ตน้
6) กำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล ผู้วิจยั จะต้องเตรยี มกำรวำงแผนในกำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มูล เลอื กวธิ กี ำร
ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูลที่มีควำมเหมำะสมประหยัด ได้ข้อมูลท่ีมีคุณภำพ ตรง เช่ือถือได้กำรวิเครำะห์
ข้อมูล โดยผู้วิจัยต้องตรวจสอบควำมครบถ้วน ควำมถูกต้องของกำรตอบพิจำรณำเลือกวิธีกำรวิเครำะห์
ข้อมูล และสถิติที่เหมำะสมกับลักษณะของข้อมูล โดยในปัจจุบัน สำหรับกำรวิเครำะห์ข้อมูลชิงปริมำณ
สำมำรถใช้โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป SPSS for Windows ซึ่งจะมีควำมสะดวกและง่ำยสำหรับ
กำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู เปน็ อย่ำงมำก หำกเปน็ ข้อมูลเชิงคุณภำพก็ใชว้ ิธีกำรวิเครำะหเ์ น้อื หำ
24
25 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
7) กำรเขียนรำยงำนกำรวิจัย เปน็ กำรนำเสนอผลกำรวจิ ยั ทไ่ี ด้จำกกำรศกึ ษำค้นคว้ำ ให้ผูส้ นใจได้
เข้ำใจควำมเป็นมำ แนวคิด วิธีกำรวิจัยและผลกำรวิจัย ซ่ึงรำยงำนกำรวิจัยจะประกอบดว้ ย ส่วนทีส่ ำคัญ
3 ส่วน คือ ส่วนนำ ส่วนเน้ือหำ และส่วนอ้ำงอิง ทั้งนี้ควรจะต้องดำเนินกำรโดยยึดวัตถุประสงค์ของกำร
วิจัยที่ได้กำหนดไวเ้ ปน็ หลกั
การวิจัยเชิงบรรยายเป็นการวิจัยที่มุ่งค้นหาข้อเท็จจริง หรืออธิบายปรากฎการณ์สภาพการณ์ที่ปรากฏ
ในปัจจุบันว่ามีสภาพความเป็นจริงอย่างไร การวิจัยประเภทน้ีอาจศึกษาแบบสารวจ หรือแบบหา
ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร หรือแบบพัฒนาการก็ได้ แต่ผลการวจิ ัยท่ีได้มักจะเป็นการตอบคาถามว่า
“สภาพการณ์ในปัจจุบนั เป็นเช่นไร” การวิจยั เชิงบรรยายนิยมวิจยั เกี่ยวกับเรื่องความเชอ่ื ความคิดเห็น
เจตคติ หรือสภาพการณต์ ่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในปจั จุบนั
ประเภทของการวิจยั เชงิ บรรยาย
กำรวิจัยเชิงบรรยำยสำมำรถแบ่งอย่ำงกวำ้ ง ๆ ได้ตำมวัตถุประสงค์ของกำรวจิ ัยที่ต้องกำรศึกษำ
ได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ กำรวิจัยเชิงสำรวจ กำรวิจัยเชิงสัมพันธภำพ กำรวิจัยเชิงพัฒนำกำร และกำร
วิจยั เชงิ คุณภำพ ซึง่ แต่ละประเภทมีรำยละเอยี ดดงั ต่อไปนี้
1) การวจิ ัยเชงิ สารวจ (Survey Research)
กำรวิจัยเชิงสำรวจเป็นกำรวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับกำรศึกษำค้นคว้ำหำข้อเท็จจริงเก่ียวกับ
สภำพกำรณ์ท่ีเป็นอยู่ในปัจจุบันของตัวแปรต่ำง ๆ ขณะที่ทำกำรศึกษำ โดยมุ่งตอบคำถำมเชิงวิจัยใน
ลักษณะอย่ำงไร หรือเปรียบเทียบระหว่ำงสภำพเงื่อนไขที่แตกต่ำงกัน เป็นกำรวิจัยท่ีเน้นกำรศึกษำด้วย
ตัวแปรที่เกี่ยวกับลักษณะควำมเช่ือ ควำมคิดเห็นทัศนคติ แรงจูงใจ หรือพฤติกรรมของคน โดยตัวแปร
เหล่ำน้ี แบ่งได้เป็น 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ1) องค์ประกอบทำงสังคมวิทยำ (Sociological Factors) ได้แก่
เพศ ฐำนะทำงเศรษฐกิจและสังคม รำยได้ สถำนภำพกำรสมรส เป็นต้น และ 2) องค์ประกอบทำง
จิตวิทยำ (Psychological Factors) ได้แก่ ควำมคิดเห็น ควำมเช่ือ ทัศนคติ พฤติกรรม เป็นต้น ทั้งน้ีลีดี
(Leedy, 1980) ได้กล่ำวถึงลกั ษณะเดน่ ของกำรวิจัยเชงิ สำรวจว่ำมีอยู่ 4 ประกำร คือ
1. เป็นกำรวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับสถำนกำรณ์ที่ต้องเลือกเทคนิกวิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูลให้
เหมำะสมกับลกั ษณะของประชำกรและข้อมลู
2. ต้องมีกำรเลือกประชำกรอย่ำงระมัดระวัง ให้มีกำรนิยำมเกี่ยวกับประชำกรและกำหนด
ขอบเขตของประชำกรท่ตี ้องกำรศกึ ษำได้อยำ่ งชัดเจน
3. ข้อมูลที่ได้จำกกำรวิจัยเชิงสำรวจน้ันมีควำมไวต่อกำรบิดเบือนอันเน่ืองมำจำกควำม
ลำเอียงในกำรออกแบบกำรวิจัย ดังน้ันจงึ ควรเอำใจใส่เปน็ พเิ ศษในกำรปอ้ งกนั มิให้ข้อมูลท่ไี ดม้ ำมีอทิ ธพิ ล
มำจำกควำมลำเอียง
25
26 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
4. ใช้วิธีกำรท่ีเป็นระบบในกำรจัดรวบรวมและเสนอข้อมูล เพื่อให้สำมำรถสรุปผลได้ด้วย
ควำมตรงและควำมถกู ตอ้ ง
อย่ำงไรก็ตำมก็มีข้อควรระวังในกำรทำวิจัยเชิงสำรวจปัจจัยที่อำจจะมีผลกระทบโดยตรงต่อ
คุณภำพของกำรวจิ ัยเชิงสำรวจ ซง่ึ ควรระวังมอี ยู่ 3 ประกำร ดังต่อไปนี้
1. ข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ ซ่ึงผู้วิจัยไม่สำมำรถแน่ใจได้ว่ำคำตอบท่ีได้เป็นคำตอบท่ีตรงกับ
ควำมคดิ ควำมเหน็ ควำมรสู้ กึ และพฤติกรรมทแ่ี ท้จริง ท้งั นีอ้ ำจเป็นเพรำะ
1.1 กำรให้ขอ้ มลู เพือ่ ให้เป็นไปตำมปทสั ฐำนของสงั คม
1.2 ผู้ให้ข้อมูลไมม่ ีควำมรู้ในส่ิงทีต่ อบอย่ำงแท้จรงิ กำรให้ข้อมูลจึงเป็นไปตำมท่ีคำดเดำ
หรือ ทคี่ ิดวำ่ เปน็ เชน่ นัน้
1.3 ให้ข้อมลู เพอื่ ให้ตรงกับควำมต้องกำรของผมู้ อี ำนำจเหนอื กว่ำ
1.4 ผูส้ ัมภำษณ์ จดบนั ทึกผดิ พลำดไปจำกควำมหมำยทผ่ี ู้ให้สมั ภำษณ์บอก
1.5 กำรแปลควำมหมำยผิดพลำด พบในกำรเก็บข้อมูลโดยกำรสังเกต ซึ่งได้แปล
ควำมหมำยของส่งิ ท่ีสงั เกตได้ผิดพลำดไปจำกควำมเปน็ จรงิ
2. กำรสุ่มตัวอย่ำง ควำมน่ำเช่ือถือของกำรวิจัยเชิงสำรวจข้ึนอยู่กับวิธีของกำรได้มำซึ่ง
ตัวแทนของประชำกรที่ศึกษำ กำรสุ่มกลุ่มตัวอย่ำงจะต้องใช้วิธีกำรที่เหมำะสมที่จะทำให้คุณลักษณะ
สำคัญ ๆ ซึง่ มีผลต่อกำรศึกษำวจิ ัยที่มีอยู่ในประชำกรจะต้องมีอยอู่ ยำ่ งครบถ้วนในกลมุ่ ตวั อย่ำง ทำใหก้ ำร
วิจัยโดยใชก้ ลุ่มตัวอย่ำงเปน็ เสมอื นว่ำใช้กลุม่ ประชำกรนนั้ ๆ โดยตรง
3. อัตรำกำรตอบกลับของแบบสอบถำมปัญหำที่เก่ียวข้องกับกำรสรุปอ้ำงอิงผลของกำรวิจัย
เชิงสำรวจท่ีพบกันมำก คือ อัตรำกำรตอบกลับต่ำ ซ่ึงกำรท่ีจะบอกว่ำอัตรำกำรตอบกลับต่ำสุดเท่ำไร จึง
จะเป็นท่ีแน่ใจในกำรสรุปผลได้อย่ำงมีควำมตรงภำยนอกยังไม่เป็นที่ตกลงกัน แต่สมำคมกำรศึกษำของ
สหรัฐอเมริกำ (NEA : National Education Association) ได้เสนอว่ำ ข้อมูลของแบบสอบถำมที่จะถือ
ได้ว่ำเป็นตัวแทนของประชำกรได้นั้น นักวจิ ัยต้องได้รับแบบสอบถำมกลับคืนมำมำกกวำ่ ร้อยละ 90 และ
อัตรำกำรตอบกลับของแบบสอบถำมต้ังแต่ร้อยละ 95 ข้ึนไป จะทำให้ตัวประมำณค่ำไม่มีควำมลำเอียง
ซึ่งกำรแก้ปัญหำอัตรำกำรตอบกลับของแบบสอบถำมต่ำ อำจทำได้โดยกำรแจ้งให้ทรำบล่วงหน้ำ กำร
ตดิ ตำมโดยใช้บคุ คลผูม้ ีอำนำจ หรือใช้ควำมสัมพันธ์สว่ นตัว กำรใช้จดหมำยนำ กำรให้รำงวัล และกำรใช้
โทรศัพท์ติดตำม/สัมภำษณ์จะชว่ ยให้สำมำรถกำรไดข้ ้อมูลตอบกลับทส่ี ูงขน้ึ
ตวั อยา่ งการวจิ ัยเชิงสารวจ
1) ควำมพึงพอใจของประชำชนต่อกำรให้บริกำรสำธำรณะขององค์กำรบริหำรส่วนจังหวัด
มหำสำรคำม (รชั นดิ ำ ไสยรส, สิทธิพรณ์ สนุ ทร และสมเกียรติ เกียรติเจริญ, 2561)
2) รำชกำรไทยไร้คอร์รัปชัน: กำรสำรวจควำมคิดเห็นของเจ้ำหน้ำท่ีรัฐต่อกำรแจ้งเบำะแสกำร
ทจุ รติ (วิษณุพงษ์ โพธพิ ิรฬุ ห์ และ อังศธุ ร ศรสี ุทธิสอำด, 2563)
3) กำรสำรวจพฤติกรรมและพัฒนำกำรของผู้เรียนจำกกำรเรียนด้วยกำรจดเพียงเน้ือหำเพียง
อยำ่ งเดยี ว (ภคนิ สริ ริ ตั นกิจ, 2553)
26
27 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
4) กำรสำรวจควำมพึงพอใจของผู้รับบริกำรท่ีมีต่อกำรให้บริกำรสำธำรณะของเทศบำลเมืองบึง
ย่ีโถ อำเภอธัญบุรี จังหวดัปทมุธำนี กับยุทธศำสตร์กำรพัฒนำด้ำนส่งเสริมคุณภำพชีวติ
(ประจำปีงบประมำณ 2557) (วิจิตร วิชัยสำร, สมำน งำมสนิท, พรภัทร์ หวัง ดีและ อรทิณี
ทวยนำค, 2557)
การวิจัยเชิงสารวจ (Survey Research) คือ วิธีการศึกษาและรวบรวมข้อมูลโดยทั่วไป
เพ่อื ใหท้ ราบสภาพความเปน็ จริงในปจั จุบันนั้นเอง
2) การวิจยั ความสมั พันธข์ องตัวแปร (Interrelationship Research)
กำรวิจัยเพื่อศึกษำเปรียบเทียบควำมแตกต่ำงหรือควำมสัมพันธ์ของตัวแปรท่ีกำหนดข้ึนใน
งำนวิจัย (Interrelationship Research) ซึ่งกำรวิจัยเชิงสัมพันธภำพเป็นกำรศึกษำท่ีมุ่งค้นหำ
ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปรต่ำง ๆ ตำมสภำพกำรณ์ท่ีเป็นอยู่ เพื่อบรรยำยลักษณะปรำกฎกำรณ์ต่ำง ๆ
ที่เกิดข้ึนให้ละเอียดชัดเจน ซึ่งกำรวิจัยเชิงสัมพันธภำพมีหลำยประเภทที่สำคัญ ได้แก่ กำรศึกษำเฉพำะ
กรณี กำรศึกษำเปรียบเทียบเชิงสำเหตุ กำรศึกษำเชิงสหสัมพันธ์และกำรพยำกรณ์กำรศึกษำวิเครำะห์
เส้นทำง และกำรศกึ ษำเปรยี บเทียบของวัฒนธรรม ทง้ั นี้ในแตล่ ะแบบจะมีลักษณะดังต่อไปน้ี
2.1 กำรศึกษำเฉพำะกรณี (Case Study) เป็นกำรเลือกศึกษำเฉพำะหน่วยทำงสังคมเพียง
หน่วยเดียว แต่ศึกษำวิเครำะห์อย่ำงละเอียด ทุกแง่ทุกมุมสืบกันข้อมูลสถำนภำพทั้งในอดีตและปัจจุบัน
รวมทั้งศึกษำวิเครำะห์ปัจจัยทำงส่ิงแวดล้อมต่ำง ๆ ที่อำจจะมีผลต่อหน่วยทำงสังคมนั้นๆ โดยกำรศึกษำ
รำยกรณีอำจจะเป็นกำรศึกษำแนวลึกเกี่ยวกับบุคคล กลุ่มบุคคล หรือสถำบันกำรศึกษำ โดยมี
วตั ถุประสงค์หลัก คือ เพ่ือศึกษำองคป์ ระกอบและควำมสมั พันธ์ระหวำ่ งองคป์ ระกอบท่มี ผี ลต่อพฤตกิ รรม
หรอื สถำนภำพในขณะน้ันของเป้ำหมำยที่ศึกษำ เป็นลักษณะกำรศึกษำเพ่ือตอบคำถำม "ทำไม" ไม่ใช่แค่
"อะไร" เช่น กำรศึกษำพฤติกรรมกำรเรียนของนักเรียนกลุ่มที่เรียนเก่ง กำรศึกษำภูมิหลังทำงครอบครัว
ของนักเรียนที่มีพฤติกรรมเบี่ยงเบน หรือ กำรศกึ ษำระบบกำรบริหำรของโรงเรียนที่ได้รบั กำรคัดเลือกให้
เป็นโรงเรียนดีเด่น กำรศึกษำรำยกรณีจะใช้วิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูลหลำย ๆ อย่ำงผสมผสำนกัน โดย
อำจใชท้ ั้งวิธีกำรสังเกต กำรสัมภำษณ์ กำรศึกษำเอกสำรบันทกึ ต่ำง ๆ ซึ่งมวี ัตถุประสงค์เพอ่ื จะสืบสวนใน
แนวลึกและวิเครำะห์อย่ำงจริงจังถึงปรำกฎกำรณ์หลำยอย่ำงท่ีเกิดขึ้นในวงจรชีวิตของหน่วยท่ีศึกษำ
(สำนักงำนคณะกรรมกำรวจิ ยั เชงิ ชำติ, 2547)
2.2 กำรศึกษำเปรยี บเทียบเชิงสำเหตุ (Causal Comparative Studies) หรือ กำรวิจยั ยอ้ น
รอย เป็นควำมพยำยำมของผู้วิจัยท่ีจะพิจำรณำสำเหตุหรือเหตุผลสำหรับควำมแตกต่ำงที่ปรำกฎในด้ำน
พฤติกรรม สถำนภำพของกลุ่มหรือบุคคล ท้ังน้ีเพ่ือหำควำมสัมพันธ์เก่ียวข้องกันระหว่ำงตัวแปร 2 ตัว
หรือมำกกว่ำ โดยพิจำรณำคู่ควำมสัมพันธ์เชิงเหตผุ ลโดยเป็นกำรศึกษำจำกผลไปหำเหตุ มีลักษณะคล้ำย
กับกำรวิจัยเชิงทดลองท่ีต้องกำรหำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงเหตุและผลเหมือนกันแต่มีวิธีกำรศึกษำท่ี
แตกต่ำงกัน คือ กำรศึกษำเปรียบเทียบเชิงสำเหตุน้ันท้ังตัวแปรอิสระและตัวแปรตำมเกิดข้ึนมำก่อนแล้ว
กำรศึกษำจึงเร่ิมจำกตัวแปรที่เป็นผลก่อน แล้วสืบสำวค้นไปหำตัวแปรอิสระท่ีคำดว่ำจะเป็นสำเหตุของ
27
28 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ตัวแปรตำมน้ัน โดยไม่มีกำรกระทำเพ่ือให้ตัวแปรอิสระมีผลต่อตัวแปรตำม หรือควบคุมตัวแปรภำยนอก
ใด ๆ เลย แต่ในกำรวิจัยชิงทดลองนั้นตัวแปรตำมเป็นผลที่ยังไม่เกิดขึ้น ผู้ทดลองจะต้องจัดกระทำให้ตัว
แปรอิสระมีผลต่อตัวแปรตำม และควบคุมตัวแปรภำยนอกท้ังหมดเพื่อมิให้มีผลต่อตัวแปรตำม (ลัดดำ
วัลย์ เกษมเนตร และ ทศั นำ ทองภักดี, 2549)
2.3 กำรศึกษำเชิงสหสัมพันธ์และกำรพยำกรณ์ (Circulation and Prediction Studies)
เป็นกำรศึกษำหำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปรต้ังแต่ 2 ตัวแปรข้ึนไปว่ำมีควำมสัมพันธ์เก่ียวข้องกัน
อย่ำงไร โดยกำรหำกสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ซึ่งกำรศึกษำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปรจะพิจำรณำใน 3
ประกำร คอื
1. ทิศทำงของควำมสัมพันธ์ (Direction) ซ่ึงค่ำสัมประสิทธ์ิสหสัมพันธ์ที่คำนวณได้จะมีอยู่ 2
ลักษณะ คือ เป็นบวกหรือเป็นลบ ถ้ำเปน็ บวก หมำยถึง มคี วำมสมั พนั ธต์ ำมกัน โดยหำกตัวแปรหน่ึงมีค่ำ
สงู อีกตัวแปรหนึ่งจะมีสงู ดว้ ย แต่ถำ้ เป็นลบหมำยถึงมีควำมสัมพันธ์ตรงข้ำมกัน โดยหำกตวั แปรหนึ่งมีค่ำ
สงู อีกตวั แปรจะมีคำ่ ตำ่
2. ปริมำณของควำมสัมพันธ์ (Magnitude or Degree) เป็นระดับควำมสัมพันธ์ของตัวแปร
โดยจะมีค่ำต้ังแต่ 0 - 1 ซ่ึงถ้ำมีค่ำใกล้ 1 จะมีระดับควำมสัมพันธ์ต่อกันมำก และหำกมีค่ำใกล้ 0 จะมี
ระดบั ควำมสัมพนั ธต์ ่อกันนอ้ ย
3. ลักษณะของควำมสัมพันธ์ ซ่ึงควำมสัมพันธ์ของตัวแปรอำจจะสัมพันธ์กันเป็นแบบเส้นตรง
หรือไม่เป็นเส้นตรง โดยสำมำรถตรวจดูด้วยกำรทำ Scatter Diagram ของตัวแปรที่สนใจศึกษำ ส่วน
กำรศึกษำเชิงพยำกรณ์ หรือกำรทำนำย (Prediction Studies) น้ันเป็นกำรศึกษำต่อจำกกำรศึกษำ
สหสัมพันธ์ กล่ำวคอื เม่อื ทรำบว่ำตัวแปรท้ัง 2 ตัวแปรมีควำมสมั พนั ธ์ต่อกนั ซึง่ ถ้ำทรำบค่ำของตวั แปรตัว
หน่ึงก็จะสำมำรถหำค่ำของตัวแปรอีกตัวได้ โดยกำรวิเครำะห์ถดถอย (Regression Analyses) และกำร
สร้ำงสมกำรถดถอย (Regression Equation)
2.4 กำรศกึ ษำวิเครำะหเ์ ส้นทำง (Path Analysis) เป็นเทคนิคในกำรหำควำมสมั พันธร์ ะหว่ำง
ตัวแปรหลำย ๆ ตวั โดยพยำยำมหำควำมสมั พนั ธเ์ ชงิ เหตุและผลด้วยกำรใชผ้ ลกำรวิจยั ประกอบกบั กำรใช้
หลักเหตผุ ลเชิงตรรกวิทยำมำสนบั สนุน แล้วจัดทำเป็นเส้นทำง (Path Diagram) เพื่อแสดงควำมสัมพันธ์
และทิศทำงของควำมสัมพันธ์ ซึ่งในกำรวิเครำะห์นั้นก็จะใช้เทคนิคกำรวิเครำะห์ถดถอยพหุ (Multiple
Regression Analysis) สำหรับหำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปรต่ำง ๆ ที่ศึกษำท้ังน้ีกำรศึกษำวิเครำะห์
เส้นทำงได้มีข้อตกลงเบ้ืองต้นท่ีสำคัญ คือ ตัวแปรท่ีนำมำศึกษำจะต้องมีควำมสัมพันธ์กันเป็นเส้นตรง มี
ลักษณะเป็นบวกข้อมูลท่ีวัดได้ต้องอยู่ต้ังแต่ระดับช่วงช้ัน (Normal Scale) และควำมสัมพันธ์นั้นต้อง
สัมพนั ธ์ไปในทศิ ทำงเดยี วกัน
2.5 กำรศึกษำเปรียบเทียบข้ำมวัฒนธรรม (Cross Cultural and Comparative Studies)
เป็นกำรศึกษำเปรียบเทียบระหว่ำงสังคมตั้งแต่ 2 หรือมำกกว่ำ 2 สังคมข้ึนไป เพื่อเป็นกำรขยำย
ผลกำรวิจัยให้กว้ำงขวำงมำกย่ิงข้ึน โดยศึกษำควำมแตกต่ำงที่เกิดข้ึนระหว่ำงสังคม หรือชุมชนที่มี
ขนบธรรมเนียมวฒั นธรรมทีแ่ ตกต่ำงกัน วิเครำะห์แนวโนม้ และปัญหำท่เี กดิ ขนึ้ รว่ มกนั ระหวำ่ งสังคมนน้ั ๆ
หรอื เพือ่ เปน็ กำรยนื ยันทฤษฎีวำ่ สำมำรถใชไ้ ดก้ ับสังคมตำ่ ง ๆ นัน้ ไดห้ รอื ไม่
28
29 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ตัวอยา่ งงานวจิ ัยเชิงสมั พันธ์
1) รปู แบบควำมสัมพันธ์เชิงสำเหตุด้ำนสภำพแวดลอ้มและแรงจูงใจในงำนที่มีต่อพฤติกรรมงำน
บริกำรสรำ้ งเสรมิ สุขภำพและป้องกันโรคของบคลุ ำกรทำงกำรแพทย์ (องั ศนิ ันท์ อินทรกำแหง
และวรสรณ์ เนตรทิพย,์ 2554)
2) ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงปัจจัยส่วนประสมทำงกำรตลำดกับกำรตัดสินใจซื้อรถจักรยำน ของ
ลกู ค้ำในอำเภอเมอื งลำพนู จังหวัดลำพูน (พริ ณุ รัตน์ เลำหกุล, 2560)
3) กำรศึกษำข้ำมวัฒนธรรมของควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรจัดสภำพแวดล้อม กำรเรียนรู้ตำม
แนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์และทัศนคติต่อกำรเรียน วิชำสถิติของนักศึกษำไทยและ
นกั ศึกษำจนี (มำรสิ ำ ตอ่ ทีฆะ, 2557)
การวิจยั ความสมั พนั ธ์ของตวั แปร (Interrelationship Research) เป็นการวิจยั เพ่ือ
ศึกษาเปรยี บเทียบความแตกตา่ งหรือความสัมพันธข์ องตัวแปรทกี่ าหนดข้นึ ในงานวิจัย
(Interrelationship Research) นน้ั เอง
3) การวจิ ยั เชิงพฒั นาการ (Development Research)
เป็นกำรวิจัยเชิงพัฒนำกำร เป็นกำรวิจัยท่ีมุ่งศึกษำหำควำมสัมพันธ์ของตัวแปรต่ำง ๆ ใน
ลักษณะของกำรเปล่ียนแปลงที่เกิดข้ึนในช่วงเวลำที่เปลี่ยนไปคือ ต้องศึกษำให้รู้ว่ำมีรูปแบบ ลำดับ และ
อัตรำของกำรเปล่ียนแปลงอย่ำงไร มีทิศทำงของกำรเปลี่ยนแปลงไปในทิศทำงใด และมีควำมสัมพันธ์ซ่ึง
กนั และกนั อยำ่ งไรโดยกำรวิจัยชิงพัฒนำกำรอำจแบ่งรปู แบบกำรวจิ ยั ได้ เปน็ 3 แบบ ได้แก่
3.1 กำรศึกษำควำมเจริญเติบโต (Growth Studies) เป็นกำรศึกษำที่มุ่งค้นหำควำม
เปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในช่วงวลำต่ำง ๆ โดยแบ่งเป็น 2 ลักษณะ คือ กำรศึกษำระยะยำว (Longitudinal
Studies) ท่ีต้องกำรศึกษำติดตำมตัวอย่ำงเพียงคนเดียวหรือกลุ่มเดียวกันในระยะเวลำยำวนำน มักจะ
ศึกษำกับกลุ่มตัวอย่ำงน้อยแต่มีตัวแปรและประเด็นที่ต้องศึกษำเป็นจำนวนมำก โคยติดตำมศึกษำเป็น
ระยะเวลำยำวนำน และกำรศึกษำภำคตัดขวำง (Cross Sectional Studies) ซ่ึงเป็นกำรศึกษำใน
ช่วงเวลำเดียวแตใ่ ช้กลมุ่ ตวั อย่ำงท่ีมพี ฒั นำกำรแตกตำ่ งกัน
3.2 กำรศึกษำติดตำมผล (Follow up Studies) เป็นกำรศึกษำที่คล้ำยกับกำรศึกษำระยะ
ยำวโดยมีวัตถุประสงค์ท่ีต้องกำรศึกษำติดตำมผลกว่ำได้ผลอย่ำงไร ภำยหลังจำกได้มีกำรดำเนินกำรไป
แล้ว เช่น เม่ือจัดกำรฝึกอบรมไปแล้ว ได้ติดตำมผลว่ำผู้ที่ผ่ำนกำรฝึกอบรมได้นำควำมรู้และประสบกำรณ์
ท่ไี ด้รับไปใชห้ รือไมอ่ ยำ่ งไร
29
30 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
3.3 กำรศึกษำแนวโน้ม (Rend Studies) เป็นกำรศึกษำสภำพกำรณ์ในอดีตและปัจจุบันโดย
ใช้ข้อมูลทำงด้ำนสังคม เศรษฐกิจ ส่ิงแวดล้อม และกำรเมือง แล้วนำไปหำแนวโน้มหรือทำนำย
สภำพกำรณ์ หรือปรำกฎกำรณ์ที่จะเกิดข้ึนในอนำคต เช่น อัตรำกำรเลื่อนชั้นของนักเรียนแต่ละช้ันปี จะ
ช่วยให้ทรำบแนวโน้มในกำรเล่ือนชั้นของนักเรียนในอนำคต ทำให้สำมำรถคำดกำรณ์ต่ำง ๆ ได้ล่วงหน้ำ
ซึง่ จะเปน็ สำรสนเทศสำหรบั ใชใ้ นกำรวำงแผนและกำรบรหิ ำรกำรศึกษำได้เปน็ อย่ำงมำก
ตวั อยำ่ งงำนวจิ ยั เชิงพัฒนำกำร
1) สำเหตุและแนวโน้มกำรลำออก/โอนย้ำย ของข้ำรำชกำรในหน่วยงำนวิชำกำร
กรณีศึกษำ สำนักงำนคณะกรรมกำรนโยบำยรัฐวิสำหกิจ (สคร.) (กรรณิกำร์ เกตทอง,
2559)
2) กำรติดตำมและประเมินผลและขับเคลื่อนกำรดำเนินงำนตำมมติสมัชชำผู้สูงอำยุ
ระดบั ชำติ (รงุ่ รัตน์ เตง็ เก้ำประเสริฐ, 2563)
3) กำรประเมินยุทธศำสตร์กำรพฒั นำคุณภำพผู้ใช้ชีวติ ในพื้นที่สำธำรณะ (คนไร้บ้ำน ผ้ปู ่วย
ขำ้ งถนน) (วรี บรู ณ์ วีระสำรทสกลุ , 2017)
การวิจัยพัฒนาการ (Development Research) การค้นหาความรู้และความเป็นจรงิ ในดา้ น
การพัฒนาการของส่ิงต่าง ๆ ในช่วงระยะเวลาใดเวลาหน่ึง แบ่งการศึกษาความเจริญเติบโต
(Growth Studies) และการศึกษาแนวโนม้ (Trend Studies)
4) ก
ารวิจัยเชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research)
เป็นวิธีศึกษำปรำกฏกำรณ์จำกสภำพแวดล้อมตำมควำมเป็นจริงในทุกแง่มุม เพ่ือให้เกิดควำมรู้
ควำมเข้ำใจปรำกฏกำรณ์นั้น ส่วนใหญ่เป็นกำรวิจัยซ่ึงเก่ียวข้องกับข้อมูลทำงสังคมและวัฒนธรรม ซ่ึงไม่
สำมำรถวัดค่ำในรูปปริมำณได้ เช่น ควำมรู้สึกนึกคิด ประวัติชีวิต ค่ำนิยมและประสบกำรณ์ หรือปัญหำ
ในกำรดำเนนิ ชีวิตบำงประกำรรวมท้ังอุดมกำรณ์ต่ำงๆ และแนวคดิ ตำ่ งๆ (ชำย โพธิสิตำ, 2554)
กำรวิจัยเชิงคณุ ภำพเป็นวิธีวิทยำกำรวิจัยท่ีผู้บริหำรและนักศกึ ษำระดบั ปริญญำโทนยิ มใชก้ นั มำก
ที่สุด เป็นกำรวิจัยสำหรับเพื่อใช้ในกำรแสวงหำข้อเท็จจริงตำมสภำพกำรณ์ที่เป็นอยู่ตำมธรรมชำติใน
ปัจจุบัน โดยผู้วิจัยไม่ได้เข้ำไปจัดกระทำใด ๆ เพื่อควบคุมตัวแปรท่ีสนใจศึกษำ สำมำรถแบ่งกำรวิจัยเชิง
คุณภำพได้เป็น 3 ประเภท คือ กำรวิจัยเชิงสำรวจ กำรวิจัยเชิงสัมพันธภำพ และกำรวิจัยเชิงพัฒนำกำร
ซึง่ นกั วจิ ยั หรอื ผูบ้ ริหำรสำมำรถเลอื กใชก้ ำรวิจัยเชิงคุณภำพเพือ่ สร้ำงควำมรู้ควำมเขำ้ ใจของปรำกฎกำรณ์
หรือข้อเท็จจริงต่ำง ๆ ในลักษณะของกำรสำรวจเชิงคุณภำพ หรือกำรศึกษำเชิงอรรถำธิบำย ทั้งน้ีขึ้นอยู่
30
31 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
กับประเด็นปัญหำและวัตถปุ ระสงค์ของกำรวิจยั เป็นสำคัญ ในส่วนของกระบวนกำรและขั้นตอนของกำร
ทำวิจัยเชิงคุณภำพมีอยู่ 8 ขั้นตอน ประกอบด้วย 1) กำรกำหนดปัญหำกำรวิจัย 2) กำรกำหนด
วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย 3) กำรศึกษำเอกสำรท่ีเกี่ยวข้อง 4) กำรกำหนดกรอบประชำกรและสุ่ม
ตัวอยำ่ ง 5) กำรสรำ้ งและพัฒนำเครื่องมือวจิ ัย 6) กำรเก็บรวบรวมข้อมูล 7) กำรวเิ ครำะห์ข้อมูล และ 8)
กำรเขียนรำยงำนกำรวิจยั
ตัวอย่างงานวิจัยเชิงคณุ ภาพ
1) กำรนำของผวู้ ำ่ รำชกำรจงั หวัดในกำรบรหิ ำรจังหวดั เชิงพ้ืนท่ี (อุไรวรรณ สขุ อนนั ต์, 2563)
2) ทุนทำงสังคมของชุมชนชำยแดนรฐั จัดตั้งบนพื้นท่ีชำยแดนไทย-กัมพชู ำ (จตุพร ดอนโสม,
พัชรนิ ทร์ ลำภำนันท์ และรกั ชนก ชำนำญมำก, 2563)
3) ทุนทำงสงั คมและควำมเข้มแข็งของกลุ่มประชำสังคม พนื้ ท่ีสุรำษฎร์ธำนี (ศิรพิ ร เพ็งจันทร์,
2560)
การทาวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research) คือ "การอธิบายปรากฏการณ์ต่างๆทาง
สงั คม (Contextual) ทปี่ รากฏการณ์ขึน้ ในบางประการนัน้ ไมส่ ามารถที่จะทาการอธิบายดว้ ย
เหตุผลแบบธรรมดาได้ ผู้วิจัยต้องพยายามทาความเข้าใจใน ขนบธรรมเนียม ประเพณี
วัฒนธรรมและสภาพแวดล้อมต่างๆรอบตัวเเละนามาอธิบายปรากฏการณ์ทางสังคมที่
ต้องการ (ศริ ิพร เพ็งจันทร์, 2563)
5) การวจิ ัยเชิงทดลอง
วำโร เพ็งสวสั ด์ิ (2557) ได้ใหค้ วำมหมำยของกำรวิจยั เชงิ ทดลอง หมำยถึง กระบวนกำรแสวงหำ
คำตอบว่ำอะไรจะเกิดข้ึนในอนำคต ส่วนใหญ่มักจะใช้กับกำรวิจัยในเชิงวทิ ยำศำสตร์ เช่น กำรทดลองตัว
ยำรักษำโรคเอดส์ในหนู แล้วสงั เกตพฤติกรรมกำรเปล่ียนแปลงต่ำง ๆ ที่จะเกดิ ขึ้น กำรวิจัยประเภทนี้ จะ
เป็นกำรลองผิดลองถูก ลักษณะที่สำคัญของกำรวิจัยเชิงทดลอง คือ จะต้องมีกำรควบคุมตัวแปร กำรจัด
กระทำกับตัวแปรท่ีต้องกำรทดลอง และกำรเลือกแบบแผนกำรทดลองท่ีจะต้องมีควำมเท่ียงตรงถูกต้อง
แม่นยำมำกที่สุด กำรวิจัยเชงิ ทดลองอำจจะทำไดท้ ั้งในภำคสนำมและในห้องปฏิบตั ิกำร แต่กำรทดลองใน
ห้องปฏิบัติกำรจะสำมำรถควบคุมตัวแปรต่ำงๆ ได้ดีกว่ำซึ่งจะทำให้ผลกำรทดลองมีควำมถูกต้องแม่นยำ
กวำ่ กำรทดลองในภำคสนำม
ดังนั้นผู้เขียนจึงสรุปการวิจัยเชิงทดลอง คือ กระบวนการเสาะแสวงหาความจริงให้เป็นท่ี
ปรากฏ ซ่งึ สำมำรถแสดงใหเ้ หน็ เปน็ วงจร ดงั ภำพที่ 1
31
32 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ประเด็นปัญหาหรือ กระบวนการแสวงหาคาตอบ ผลการวจิ ัยท่ี
ส่งิ ทต่ี ้องการหา - กำหนดประชำกรและกลมุ่ ตัวอยำ่ ง ถกู ตอ้ งเชื่อถอื ได้
คาตอบ - กำหนดเคร่ืองมือท่ใี ช้ในกำรวิจัย และเกิดประโยชน์
- วิธกี ำรเก็บรวบรวมขอ้ มลู
- กำรวเิ ครำะห์ข้อมลู
คาถาม วิธีทา คาตอบ
ภาพที่ 1 รูปของกระบวนการเสาะแสวงหาความจรงิ
อย่ำงไรก็ตำมผู้เขียนค้นพบว่ำในกำรวิจัยเชิงบบรรยำยนั้น ในกำรวิจัยของนำนำประเทศมีกำร
พูดถึง และให้ควำมสำคัญกับ PAPA Model ซึ่งเป็นรูปแบบของกำรวิจัยเพื่อกำหนดและสร้ำง
กระบวนกำรนโยบำยซึ่งมีควำมสอดคล้องโดยตรงกับกำรวิจัยสำหรับรัฐประศำสนศำสตร์ โดย PAPA
Model หมำยถึง กำรวิจัยที่เน้นกำรใช้กระบวนกำรอย่ำงเป็นระบบเพื่อช่วยให้เข้ำใจถึงควำมสำคัญของ
แนวทำงเหล่ำนี้เกี่ยวกับกำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรแล้วพิจำรณำกำรวิจัยท้ังหมด ซึ่ง PAPA Model เป็นเป็น
ประโยชน์และแนวทำงของผู้วิจัยในกำรสร้ำงวิจัย จำกแนวคิด 4 ประเภทหลัก ได้แก่ Pure, Applied,
Policy and Action แต่ละแบบมวี ัตถุประสงคท์ แ่ี ตกตำ่ งกันดังรปู ท่ี 2 และ ภำพท่ี 3
ภาพท่ี 2 รปู ของรูปแบบการค้นหาความจรงิ รูปแบบงา่ ยๆ
32
33 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
รูปท่ี 3 The PAPA Model conceptualizes four main types of research
รูปแบบของสำมำรถอธบิ ำยได้ ดงั น้ี
1) Pure Research (วิจัยบริสุทธิ์) หมำยถึง กำรวิจัยที่มุ่งขยำยควำมรู้และค้นพบส่ิงใหม่ ๆ
(ทฤษฎีระเบียบวิธี ฯลฯ ) โดยกำรขับเคลื่อนด้วยควำมอยำกรู้อยำกเห็นและได้รับแรงบันดำลใจจำก
ควำมสนใจของนักวจิ ัย
2) Applied Research (วิจัยกำรประยุกต์ใช้) หมำยถึง กำรวิจัยท่ีมุ่งมั่นท่ีจะค้นหำว่ำสิ่งต่ำงๆ
เพื่อกำรทำงำนอย่ำงไรและต้องกำรนำส่ิงที่ค้นพบไปใช้ หรือข้อค้นพบจำกกำรวิจัยมีส่วนช่วยในกำร
ดำเนินกำรส่ิงตำ่ งๆ
3) Policy Research (วิจัยเชิงนโยบำย) หมำยถึง วิจัยที่ผูกมัดเง่ือนไขเวลำอย่ำงเคร่งครัดเพื่อ
กำรดำเนินกำรไดจ้ ริง แต่ตอ้ งใช้ทมี วิจัยที่มีทกั ษะเฉพำะทำงและประสบกำรณ์
4) Action Research (วจิ ัยเชิงปฏิบตั ิกำร) หมำยถึง วจิ ยั เพื่อกำรประเมนิ ควำมสำเร็จหรือควำม
ล้มเหลวของโครงกำรใหม่
ตวั อย่างงานวจิ ยั ทีเ่ กิดขน้ึ จาก The PAPA Model
1) การวิจัยบรสิ ุทธิใ์ นระบบเศรษฐกิจ
(1) Problem: Could Harvey Franklin's classification of economic systems of
production be refined by developing his parallel concept of systems of appropriation?
(Guthrie 1977).
(2) Data Collection: The analysis was a theoretical one illustrated by a case
study that used library research into key anthropological texts about traditional
Australian Aboriginal economic organization.
(3) Analysis: The analysis developed and extended Franklin's work to clarify the
conceptual basis of appropriation and to include the tribal system. The conceptual
framework was illustrated with the case study of the tribal system of appropriation in
pre-European Aboriginal Australia.
33
34 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
(4) Action: Publication in an academic journal specializing in development
issues.
2) การประเมนิ ผลการฝกึ สอนของครู
( 1) Problem: Were the graduates of formalistic preservice diploma training
programmed in Papua New Guinea more professionally effective as secondary school
teachers than those with more progressive bachelor degrees in education? (Guthrie,
1983a)
(2) Data Collection: Five teacher training programmed were evaluated, primarily
using 870 formal reports by school inspectors based on observations of 578 graduates
in classrooms from 1977 to 1980. A graduate tracer study and documentary analysis of
the training programmed supplemented the reports.
( 3) Data Analysis: Parametric statistical analysis led to a rejection of both
research hypotheses. There were no statistically significant differences in programmed-
based graduate performance of the two mains programmed, the longer, more
expensive degree based on a general education foundation was not more
professionally effective than the shorter and cheaper diploma based on professional
training.
(4) Action: The research was an influence on the subsequent amalgamation of
secondary teacher education in Papua New Guinea some 10 years later.
3) การวจิ ัยเชิงนโยบายในการตกเปน็ เหยอื่ อาชญากรรม
(1) Problem: What were the levels, extent and types of crime in Bougainville's
two main towns in the period following a civil war? (Guthrie et al. 2007).
(2) Data Collection: Surveys of the adult populations of Arawa and Buka were
undertaken in 2004, 2005 and 2006. Random area samples identified clusters of houses
where quotas were selected based on age and gender. Statistically representative
samples of the adult populations were gained from 290--307 interviews in each of the
six surveys.
( 3) Data Analysis: The 2 0 0 6 report allowed analysis of trends in crime
victimization from 2004 to 2006. Large, statistically significant reductions occurred in
both property crime and violence.
(4) Action: Independent evidence in reports to senior administrators provided
reassurance that, following the civil war, the policies and programmed of the recently
elected autonomous Bougainville government were contributing to reductions in crime
victimization and should continue.
34
35 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
4) การวจิ ัยเชงิ ปฏบิ ัตกิ ารในรปู แบบการสอน
(1) Problem: How could my university teaching become more appropriate when
returning to teach in Papua New Guinea in 2002 and 2003? Would students prefer a
formalistic lecturing style or self-directed learning?
(2) Data Collection: Pedagogic lecturing was used in one undergraduate and one
postgraduate course. A student-centered andragogic approach was used in a second
undergraduate course and a participatory tutorial approach was used in another post-
graduate course. Student feedback was sought at the end of each course using a
standard course evaluation sheet.
(3) Data Analysis: Academically stronger undergraduate students preferred the
flexible andragogic approach, while others preferred the more structured lectures. The
postgraduates preferred the greater opportunity for student discussion in the informal
tutorial style.
(4) Action: The feedback informed my own teaching. It was discussed informally
with colleagues who were interested in trying different teaching methods and was used
by one of them as ta in an article discussing the issues (Boorer, 2004).
PAPA Model คือ รูปแบบของการวิจัยที่เก่ียวข้องกับ การวิจัยบริสุทธ์ิ การวิจัยเชิงประยุกต์
การวิจัยเก่ียวกับเชิงนโยบาย และการวิจัยท่ีนาไปสู่การปฏิบัติการจริง จึงเหมาสะมกับการวิจัย
ทางด้านรฐั ประศาสนศาสตร์ (ศิรพิ ร เพง็ จันทร์, 2563)
35
36 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
จริยธรรมการวิจยั (Research Ethics)
จริยธรรมกำรวิจัย (Research Ethics) หมำยถึง ประมวลหลักประพฤติปฏิบัติที่ดีในกำรวิจัยท่ี
นกั วิจัยควรยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้ได้รับกำรยอมรับวำ่ เป็นผูม้ ีคุณธรรม คือ คุณงำมควำมดี และมีจริยธรรม
คือ ควำมถกู ตอ้ งด้วยศีลธรรม สำมำรถแบง่ ประเภท ได้ดงั น้ี
1) จริยธรรมกำรวิจัยในคน (Research Ethics Involving Human Subjects) หมำยถึง
ประมวลหลักประพฤติปฏิบัติที่ดีท่ีนักวิจัยควรยึดถือในกำรวิจัยเกี่ยวกับคน เพื่อปกป้องศักดิ์ศรีสิทธิ
สวสั ดภิ ำพ ใหค้ วำมอสิ ระและควำมเปน็ ธรรมแก่ผู้รบั กำรวิจยั
2) จริยธรรมกำรวิจัยในสัตว์ (Research Ethics Involving Animal Subjects) หมำยถึง
ประมวลหลักประพฤติปฏิบัติท่ีดีที่นักวิจัยควรยึดถือในกำรวิจัยเก่ียวกับสัตว์ โดยตั้งอยู่บนพ้ืนฐำนของ
คุณธรรม จริยธรรม มนุษยธรรม หลักวิชำกำรท่ีเหมำะสมไม่ขัดต่อกฎหมำย และมำตรฐำนกำรดำเนิน
งำนวิจัยท่เี ปน็ ทยี่ อมรับโดยทั่วกัน
นักวิจัยพึงมีจริยธรรมและเป็นแบบอย่ำงที่ดีแก่ผู้ร่วมงำนและบุคคลท่ัวไป พึงทำวิจัยอย่ำงเต็ม
ควำมสำมำรถ ด้วยควำมเสียสละ ขยัน และอดทน ต้องมีอิสระทำงวิชำกำรโดยปรำศจำกอคติในทุก
ข้ันตอนของกำรวิจัย ต้องมีควำมรับผิดชอบต่อสิ่งที่ศึกษำวิจัย ไม่ว่ำจะเป็นคน สัตว์ พืช สังคม
ศลิ ปวัฒนธรรม ทรพั ยำกรธรรมชำติ หรือสิ่งแวดลอ้ ม ดังต่อไปนี้
1. นกั วิจัยพงึ มจี รยิ ธรรมและเปน็ แบบอยา่ งทด่ี ีแก่ผูร้ ่วมงานและบคุ คลทั่วไป
นักวิจัยต้องมีควำมช่ือสัตย์ต่อตนเองและผู้อื่น มีควำมรับผิดชอบ มีใจเปิดกว้ำงทำงควำมคิด
ปรำศจำกอคติ มีควำมยุติธรรมและมีควำมประพฤติอันดีงำมสมควรแก่ตำแหน่งหน้ำท่ี และไม่นำผลงำน
ของผู้อนื่ มำเป็นของตน ไม่ลอกเลียนงำนของผู้อ่ืนต้องให้เกียรติและอ้ำงถึงบุคคลหรอื แหล่งที่มำของข้อมูล
ทีน่ ำมำใช้ในกำรวิจัย
2. นกั วิจัยพงึ ทาวจิ ัยอย่างเต็มความสามารถ
นักวิจัยต้องทำกำรวิจัยด้วยควำมเสียสละ ขยัน และอดทน โดยนักวิจัยต้องทุ่มเททำวิจัยอย่ำง
เต็มกำลังควำมสำมำรถด้วยควำมขยันและอดทน อุทิศเวลำ เพ่ือกำรวิจัยอย่ำงต่อเน่ืองและเพียงพอ
เพอ่ื ให้งำนวจิ ัยสำเรจ็ ตำมวัตถปุ ระสงค์ภำยในกรอบเวลำท่ีกำหนด
36
37 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
3. นกั วจิ ัยต้องมีอสิ ระทางวชิ าการ
นกั วจิ ัยต้องวจิ ัยโดยปรำศจำกอคติในทุกขั้นตอนของกำรทำวจิ ัย นักวจิ ัยต้องมีอสิ ระทำงควำมคิด
ไม่ยอมสูญเสียเสรีภำพทำงวิชำกำร ต้องนำเสนอผลงำนวิจัยตำมควำมเป็นจริง และเสนอแนะอย่ำง
ตรงไปตรงมำ โดยปรำศจำกอคติ
4. นกั วจิ ัยต้องมคี วามรบั ผิดชอบต่อส่ิงทีศ่ กึ ษาวจิ ัย
กำรวิจยั น้นั ไมว่ ่ำจะเป็นคน สตั ว์ พืช สงั คม ศลิ ปวัฒนธรรมทรพั ยำกรธรรมชำติ หรือสิ่งแวดล้อม
นักวิจัยต้องทำวิจัยด้วยจิตสำนึกว่ำ จะไม่ก่อให้เกิดอันตรำยหรือควำมเสียหำยต่อส่ิงท่ีศึกษำไม่ว่ำจะเป็น
สง่ิ ท่ีมีชีวิตหรือไม่มีชีวิตต้องดำเนินกำรวิจยั อย่ำงรอบคอบ ระมัดระวัง และเต็มเป่ียมด้วยคุณธรรมในกำร
ทำวิจัยทเ่ี ก่ียวข้องกบั คน สัตว์ พืช สงั คม ศลิ ปวัฒนธรรมทรัพยำกรธรรมชำติ หรือส่งิ แวดล้อม
5. นกั วจิ ยั ต้องเคารพศักด์ิศรแี ละสทิ ธิของมนษุ ย์ (Human Dignity)
งำนวจิ ัยท่ีใช้กลุ่มตัวอย่ำงท่ีต้องไม่คำนึงผลประโยชน์ทำงวิชำกำรจนกระทั่งละเลยและขำดควำม
เคำรพในศักดิ์ศรีของเพ่ือนมนุษย์ต้องถือเป็นภำระหน้ำที่ที่จะอธิบำยจุดมุ่งหมำยของกำรวิจัยแก่บุคคลที่
เป็นกล่มุ ตัวอย่ำงโดยไมห่ ลอกลวงหรอื บบี บงั คับและไม่ละเมิดสทิ ธิสว่ นบคุ คล
6. นักวิจัยต้องมีพ้ืนฐานความรู้ในสาขาวิชาการท่ีทา
วิจัย อยา่ งเพยี งพอ
7. นักวิจัยพึงนาผลงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในทางที่
ชอบและเหมาะสม
Research Integrity หลักการพ้ืนฐาน คือ ความซื่อสัตย์
สุจริตในการวิจัย โดยการปฏิบัติตามกฎระเบียบ ข้อบังคับ
แนวทาง มาตรฐานวิชาชีพ และหลักจริยธรรมการวิจัย ซ่ึง
ในทางปฏิบัติ คือ การทาวิจัยในลักษณะที่ทาให้ผู้อ่ืนมีความ
ไว้ ว า ง ใ จ แ ล ะ ค ว า ม เช่ื อ ม่ั น ใ น วิ ธี ก า ร ท ด ล อ ง ที่ ใ ช้ แ ล ะ
ผลการวิจัยทเ่ี กิดขน้ึ
37
38 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
จริยธรรมวิจัยในคน
ปัจจุบันในประเทศไทยมีกำรวิจัยในมนุษย์ในลักษณะของกำรใช้ยำ หรือกำรรักษำโรค ยังมีกำร
ปฏิบัติที่ไม่เป็นไปตำมกฎหมำย ระเบียบ ข้อบังคับต่ำงๆมำกมำย เพรำะไม่มีกฎหมำยเฉพำะเกี่ยวกับกำร
วิจัยในมนุษย์ รวมถึงยังไม่มหี นว่ ยงำนใดทำหนำ้ ทส่ี ง่ เสรมิ หรือสนับสนนุ กำรทำวจิ ยั ในมนุษย์เปน็ รูปธรรม
สำนักงำนคณะกรรมกำรวจิ ัยแห่งชำติ (วช.) (2555) ได้เห็นควำมสำคญั ของกำรทำวจิ ัยในมนุษย์
จึงดำเนินโครงกำร “มำตรฐำนกำรวิจัยในมนุษย์” โดยมีจุดมุ่งหมำยเพื่อพัฒนำและกำกับดูแลมำตรฐำน
กำรวิจัยในมนุษย์ และเพ่ือพัฒนำระบบกำรรับรองคุณภำพคณะกรรมกำรจริยธรรมกำรวิจัยในมนุษย์ อีก
ทัง้ ยังควำมม่งุ มั่นทจ่ี ะพฒั นำให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลำงกำรศึกษำวิจัยทำงคลินิกและกำรวิจยั ในมนุษย์
ในระดับแนวหน้ำของโลก โดยอ้ำงอิงหลักมำตรฐำนสำกล วช. โดยร่วมกบั ชมรมจริยธรรมกำรวิจัยในคน
ในประเทศไทย (FERCIT) คณะกรรมกำรพจิ ำรณำจริยธรรมกำรวิจัยในมนุษย์ โดยกำรดำเนินกำรส่งเสริม
และพฒั นำมำตรฐำนกำรวิจัยในมนษุ ย์ของประเทศใหส้ อดคล้องกับมำตรฐำนสำกล
เหตทุ ี่ต้องมีกำรพิจำรณำจริยธรรมในงำนวจิ ัย โดยมีกรอบแนวคิดวำ่ โดยปกติคนต้องอยูใ่ นกรอบ
ของศีลธรรม นักวิจัยเองก็ต้องมีศีลธรรมเป็นพื้นฐำน นอกจำกนั้นนักวิจัยเป็นผู้สรรหำควำมรู้ใหม่ และ
ควำมร้นู ้ีตอ้ งถูกเผยแพร่ไปสู่บุคคลอ่ืนด้วย ดังน้ันนักวิจัยจึงจำเปน็ ต้องมจี รรยำบรรณนักวิจัยเพ่ิมเติมจำก
ศีลธรรมด้วย และโดยเฉพำะอยำ่ งยิ่ง นอกจำกจะต้องมีศีลธรรรม และจรรยำบรรณของนักวิจยั แลว้ ยังมี
ควำมจำเป็นอย่ำงยิ่งท่ีจะต้องมีจริยธรรมกำรวิจัยในคนประกอบร่วมด้วย ซ่ึงกำรทำวิจัยในคน แนว
ทำงกำรทำวจิ ัยในคน สำมำรถอธบิ ำย ไดด้ ังน้ี
1) กำรทำวิจัยในคน หมำยถึง กระบวนกำรศึกษำท่ีเป็นระบบเพื่อให้ได้มำซึ่งควำมรู้ทำงด้ำน
สุขภำพ หรือวทิ ยำศำสตร์กำรแพทย์ทไ่ี ด้กระทำต่อร่ำงกำยหรอื จิตใจของอำสำสมัครในกำรวจิ ัย หรือท่ีได้
กระทำต่อเซลล์ส่วนประกอบของเซลล์ วัสดุสิ่งส่งตรวจ เน้ือเย่ือ น้ำคัดหลั่ง สำรพันธุกรรม เวชระเบียน
หรือข้อมูลด้ำนสุขภำพของอำสำสมัครในกำรวิจัย และให้หมำยควำมรวมถึงกำรศึกษำทำงสังคมศำสตร์
พฤติกรรมศำสตร์ และมนษุ ยศำสตร์ ท่เี กย่ี วกบั สขุ ภำพ
2) แนวทำงจริยธรรมกำรวิจัยและกำรทดลองในคน หมำยถึง แนวทำงหรือหลักเกณฑ์ด้ำน
จริยธรรมเกีย่ วกบั กำรศึกษำวิจัยและกำรทดลองในคน เช่น คำประกำศกรุงเฮลซิงกิ หรือปฏิญญำเฮลซงิ กิ
(Declaration of Helsinki) กฎหมำย ข้อบังคับ ข้อกำหนดและแนวทำงท่ีองค์กรกำกับดูแล
ระดบั ประเทศ และสถำบันกำหนดนยิ ำมเกดิ ข้นึ (National Regulatory Authorities, NRA)
3) คณะกรรมกำรจริยธรรมกำรวิจัย หมำยถึง คณะกรรมกำรที่สถำบัน องค์กร หรือหน่วยงำน
แต่งตั้งขึ้นเพื่อทำหน้ำท่ีพิจำรณำทบทวนด้ำนจริยธรรมกำรวิจัยของข้อเสนอโครงร่ำงกำรวิจัยในคน เพ่ือ
คุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรี ควำมปลอดภัยและควำมเป็นอยู่ที่ดีของอำสำสมัครในกำรวิจัย คณะกรรมกำร
จรยิ ธรรมกำรวิจัยของสถำบันต้องมีองค์ประกอบและวิธดี ำเนินกำรมำตรฐำน (SOPs) ของคณะกรรมกำร
จริยธรรมฯ ท่ีชัดเจนสอดคล้องกับ กฎหมำย ระเบียบ ข้อบังคับและแนวทำงของประเทศตลอดจน
แนวทำงสำกล เพอื่ กำกับและดแู ลกำรวิจัยในคน ดงั ต่อไปน้ี
(1) เพื่อคุ้มครองสิทธิ ศักดิ์ศรี ควำมปลอดภัยและควำมเป็นอยู่ท่ีดีของอำสำสมัคร
(ประชำกร/ กลมุ่ ตวั อย่ำง) ในกำรวจิ ยั
38
39 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
(2) เพ่ือลดอันตรำยหรือควำมเสี่ยงท่ีเกิดขึ้นจำกควำมรู้เท่ำไม่ถึงกำรณ์ของนักวิจัยมำกกว่ำ
ท่ีจะเกิดจำกเจตนำไมด่ ี (to error is human)
(3) หำกเรำไม่สำมำรถป้องกันสิทธิและสวัสดิภำพ (Rights and Welfare) ของผู้เข้ำร่วม
วจิ ัยได้ เรำจะสูญเสยี ควำมไวว้ ำงใจจำกสำธำรณชน
ซง่ึ หลักจริยธรรมกำรทำวิจัยในคนทัว่ ไป หรือ Belmont Report ประกอบดว้ ยหลัก 3 ประกำร
1. หลักควำมเคำรพในบคุ คล (Respect for person)
2. หลักคุณประโยชน์ ไม่กอ่ อันตรำย (Beneficence)
3. หลกั ควำมยุตธิ รรม (Justice)
เป็นตน้
อย่ำงไรก็ตำมกำรขอวจิ ัยในคน หรือ จริยธรรมวจิ ยั ในคน สำหรับประเทศไทย นั้น มีตวั อย่ำงกำร
ดำเนินกำรที่ผูเ้ ขยี นนำมำเป็นตวั อย่ำงให้เหน็ เปน็ รูปธรรม ดังต่อไปน้ี
1) มหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี รุ นารี
ภาพท่ี 5 รปู แสดงข้ันตอนการดาเนนิ การขอจริยธรรมวจิ ัยในคนของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยสี รุ นารี
39
40 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
2) จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั
ภาพท่ี 6 รูปแสดงข้นั ตอนการดาเนินการขอจริยธรรมวจิ ัยในคนของจฬุ าลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย
3) มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
ภาพที่ 7 รปู แสดงขั้นตอนการดาเนนิ การขอจรยิ ธรรมวจิ ัยในคนของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
40
41 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
จะเห็นได้ว่ำสำเหตุสำคัญท่ีต้องมีกำรพิจำรณำจริยธรรมในงำนวิจัยเพรำะกำรมีกรอบแนวคิดว่ำ
โดยปกติคนต้องอยู่ในกรอบของศีลธรรม นักวจิ ัยเองก็ต้องมีศลี ธรรมเป็นพ้นื ฐำน นอกจำกน้ันนกั วิจัยเป็น
ผู้สรรหำควำมรู้ใหม่ และควำมรู้น้ีต้องถูกเผยแพร่ไปสู่บุคคลอ่ืนด้วย ดังน้ันนักวิจัยจึงจำเป็นต้องมี
จรรยำบรรณนักวิจัยเพิ่มเติมจำกศีลธรรมด้วย และโดยเฉพำะอย่ำงยิ่งนักวิจัยในคนนอกจำกจะต้องมี
ศีลธรรรมและจรรยำบรรณนักวิจัยแล้ว ยังมีควำมจำเป็นอย่ำงย่ิงที่จะต้องมีจริยธรรมกำรวิจัยในคนร่วม
ดว้ ยเช่นกนั
ประโยชนข์ องการศึกษาการวจิ ยั
กำรวิจัยถือเป็นเคร่ืองมือท่ีนิยมใช้เพื่อกำรแสวงหำคำตอบท่ีคลอบคลุมศำสตร์ต่ำงๆในทุกสำขำ
รวมทั้งรัฐประศำสนศำสตร์ และผลกำรวิจัยสำมำรถไปใช้ประโยชน์อย่ำงหลำกหลำยท้ังในวงกำรวชิ ำกำร
และกำรปฏิบัติงำนจริงของนักรัฐประศำสนศำสตร์ ซึ่งทั้งผู้ดำเนินกำรวิจัยและผู้ใช้ประโยชน์จำก
ผลกำรวิจัยจำเป็นต้องศึกษำระเบียบวิธีวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์ให้มีควำมเข้ำใจอย่ำงถ่องแท้ใน
เบ้อื งต้น เพื่อประโยชนด์ งั ต่อไปน้ี
1) นักวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์ ในฐำนะผู้ดำเนินกำรวิจัย จำเป็นต้องศึกษำและทำควำม
เข้ำใจระเบียบวิธีวิจัยอย่ำงละเอียด รอบคอบ และลึกซ้ึงในทุกข้ันตอน เพื่อประโยชน์ในกำรดำเนินกำร
วิจัยได้อย่ำงถูกต้อง มีคุณภำพเป็นที่ยอมรับและน่ำเช่ือถือเพื่อนำไปสู่กำรดำเนินกำรวิจัยท่ีเกิดผล
ประโยชน์อย่ำงเปน็ รูปธรรม ดงั น้ี
(1) เพ่ือสร้ำงองค์ควำมรู้ หรือทฤษฎีใหม่ท่ีถูกต้องตำมระเบียบวิธีวิจัย ก่อให้ประโยชน์ต่อ
วงกำรวชิ ำกำรทำงรฐั ประศำสนศำสตร์ รวมท้ังประโยชนต์ ่อสังคมและประเทศชำติและใช้ในกำรเตือนสติ
ชีน้ ำ และชว่ ยแก้ปญั หำสำคัญในสงั คม และกำรพัฒนำประเทศชำตไิ ด้
(2) เพื่อประยุกต์ใช้สืบสำนทฤษฎีจำกงำนวิจัยที่มีอยู่เดิม เพื่อก่อให้เกิดกำรเปลี่ยนแปลงใน
แนวทำงกำรปฏิบัติ หรือกำรประยุกต์ใช้ให้เป็นปัจจุบันอย่ำงเหมำะสม หำกสภำพแวดล้อมภำยนอก
ได้แก่ สงั คม เศรษฐกจิ กำรเมือง มีกำรเปลี่ยนแปลงไป
อย่ำงไรก็ตำมมีข้อค้นพบในเรื่องของข้อจำกัดของงำนวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์ประกำรหนึ่ง
ที่สำคัญมำกท่ีงำนวจิ ัยทำงรัฐประศำสนศำสตรต์ อ้ งพงึ ระวงั คือ คำตอบของคำถำมในกำรวิจยั หรือทฤษฎี
ท่ีมีอยู่เดิมอำจใช้ได้อย่ำงเหมำะสมในช่วงเวลำใดช่วงเวลำหนึ่งแต่เหตุท่ีสภำพแวดล้อมภำยนอก เช่น
สังคม เศรษฐกิจ กำรเมือง มีควำมเป็นพลวัต (Dynamic) เปล่ียนแปลงตลอดเวลำ ในฐำนะนักวิจัยย่อม
ต้องตระหนักถึงควำมเป็นพลวัตและสำมำรถประยุกต์ปรับปรุงองค์ควำมรู้จำกนักวิจัยและทฤษฎีที่มีอยู่
เดิมให้เหมำะสมกับสภำวกำรณ์ที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งอำจหมำยถึงกำรดำเนินกำรตรวจทำนในแต่ละ
ข้ันตอนตำมระเบียบวิธีวิจัย หรือกำรวิจัยซ้ำเพ่ือทดสอบหรือยืนยันทฤษฎี ท้ังน้ีหำกวิจัยยึดระเบียบวิธี
วจิ ัยที่ถกู ต้องตำมหลักวชิ ำกำรแล้ว แม้จะได้คำตอบของกำรวิจัยที่เปลี่ยนแปลงไปจำกเดิม แต่คำตอบนั้น
ก็จะยังคงแม่นตรง และเชื่อถือได้หำกดำเนินกำรได้อย่ำงถูกต้องตำมระเบียบวิธีวิจัยทุกประกำร บุคคล
ทั่วไปหรือผู้ใช้ประโยชน์จำกผลกำรวิจัยเป็นกลุ่มท่ีนำผลกำรวิจัยไปใช้ประโยชน์ทั้งในกระบวนกำร
บริหำรงำน กระบวนกำรวำงแผนนโยบำยหรือแผนดำเนินกำรกำรประยุกต์ใช้ในกำรปฏิบัติงำน ไปจนถึง
41
42 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
กำรรับรู้เพ่ือเป็นข้อมูลข่ำวสำรพื้นฐำน เป็นต้น ดังน้ันกำรศึกษำระเบียบวิธีวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์
จะก่อใหเ้ กดิ ประโยชน์ ดงั นี้
ก. สำมำรถดำเนินกำรวิจัยพ้ืนฐำนในกรณี ท่ีนักรัฐประศำสนศำสตร์พบ
สถำนกำรณ์ในกำรปฏิบัติงำนจรงิ ทจี่ ำเป็นต้องอำศัยกำรวิจยั เป็นเครื่องมอื ช่วยแสวงหำคำตอบ เช่น กรณี
ท่ตี ้องกำรพัฒนำคุณภำพกำรให้บริกำรของหน่วยงำนอำจใชก้ ำรสำรวจควำมพึงพอใจของผู้รับบรกิ ำรเพ่ือ
กำรวิเครำะห์ประเด็นกำรพัฒนำคุณภำพหรือกำรประเมินควำมพึงพอใจ กรณีเหล่ำนี้เป็นกำรวิจัย
พื้นฐำนที่ไม่ซับซ้อนทำงวิชำกำรมำกนัก หำกปฏิบัติมีควำมเข้ำใจพื้นฐำนในเรื่องระเบียบ
วิธวี ิจยั กส็ มำรถดำเนินกำรเองได้อยำ่ งถูกตอ้ งเช่ือถือได้ และนำผลกำรวิจยั ไปประยกุ ต์ใชไ้ ดท้ ันที
ข. สำมำรถบริหำรโครงกำรวิจัย ในกรณีที่โครงกำรวิจัยมีขนำดใหญ่ และมีควำม
ซับซ้อนทำงวิชำกำร ผู้บริหำรองค์กำรอำศัยตัดสินใจใช้วิธีกำรจัดจ้ำงที่ปรึกษำภำยนอกเป็น
ผ้ดู ำเนินกำรวิจัยแทน ซ่ึงนกั รัฐประศำสนศำสตร์อำจมบี ทบำทรับผดิ ชอบในฐำนะผบู้ ริหำร ผปู้ ระสำนงำน
หรือคณะกรรมกำรตรวจรับผลงำน เป็นต้น จึงจำเป็นต้องมีควำมเข้ำใจพ้ืนฐำนเรื่องระเบียบวิธีวิจัยเพื่อ
ประกอบกำรร่วมวำงแผนออกแบบโครงกำรวิจัย กำรพิจำรณำรำยละเอียดกำรตรวจรับผลงำนและกำร
นำผลวิจยั ไปใชป้ ระโยชนต์ อ่ อยำ่ งถูกต้องเหมำะสม
ค. สำมำรถเลือกจำแนกคุณค่ำผลงำนวิจัยจำกแหล่งต่ำง ๆ ในกรณีที่มีกำร
นำเสนอผลงำนวิจัยจำกหลำยแหล่งซึ่งอำจมีรำยละเอียดผลกำรวิจัยต่ำงกัน นักรัฐประศำสนศำสตร์
สำมำรถประยุกต์ใช้ควำมรู้พื้นฐำนเร่ืองระเบียบวิธีวิจัย วเิ ครำะห์ วินิจฉยั พิจำรณำควำมน่ำเช่ือถือในแต่
ละขั้นตอนของกำรดำเนินกำรวิจัย เพ่ือตัดสินใจเลือกใช้ข้อมูลจำกงำนวิจัยที่มีควำมถูกต้องสมบูรณ์ตำม
ระเบียบวิธีวิจัยมำกที่สุด ซึ่งจะให้ข้อมูลท่ีมีคุณค่ำและแม่นตรงเชื่อถือได้มำกกว่ำเพื่อประโยชน์ในกำร
ตัดสนิ ใจและกำรวำงแผนไดอ้ ย่ำงมีประสิทธิภำพสูงสดุ
กล่ำวโดยสรุปแล้วนั้น กำรศึกษำระเบียบวิธีวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์มีประโยชน์ทั้งโดยตรง
และโดยอ้อมต่อนักรัฐประศำสนศำสตร์ ต้ังแต่กำรสำมำรถอ่ำนผลงำนและนำผลกำรวิจัยไปใช้ประใยชน์
ได้อย่ำงถูกต้องไปจนถึงกำรดำเนนิ กำรวิจัยได้ด้วยตนเอง ผู้วิจัยจึงจำเป็นตอ้ งให้ควำมสำคญั และทำควำม
เขำ้ ใจในรำยละเอยี ดทุกขัน้ ตอนของระเบียบวธิ ีวิจัย
ดังนั้นกำรศึกษำระเบียบวิธีวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์มีประโยชน์ทั้งโดยตรงและโดยอ้อมต่อ
นักรัฐประศำสนศำสตร์ทั้งในด้ำนวิชำกำรและกำรปฏิบัติงำนจริง ซึ่งท้ังผู้ดำเนินกำรวิจัยและผู้ใช้
ประโยชน์จำกผลกำรวิจัยจำเป็นต้องศึกษำระเบียบวิธีวิจัยให้มีควำมเข้ำใจลึกซ้ึงเพื่อประโ ยชน์ในกำร
สำมำรถเลือกจำแนกคณุ ค่ำผลงำนวิจยั จำกแหลง่ ต่ำง ๆ กำรนำผลกำรวิจยั ไปประยุกตใ์ ช้และใช้ประโยชน์
ได้อย่ำงถูกต้อง กำรบริหำรโครงกำรวิจัยหรือแม้กระท่ังสำมำรถดำเนินกำรวิจัยได้เองอย่ำงถูกต้องมี
คณุ ภำพเปน็ ทย่ี อมรบั เชื่อถอื ได้
ซึ่ง "การวิจัย" หมำยถึง กำรค้นคว้ำ หรือ กำรศึกษำหำคำตอบอย่ำงละเอียดรอบคอบต่อ
ประเด็นคำถำมที่กำหนดขึ้นไว้ก่อโดยคำถำมที่ดี คือ ถำมในสิ่งท่ีน่ำสนใจ รัดกุม กะทัดรัด และแจ่มชัด
ท้ั ง น้ี ก ำ ร วิ จั ย ด้ ำ น รั ฐ ป ร ะ ศ ำ ส น ศ ำ ส ต ร์ ย่ อ ม เร่ิ ม ต้ น ด้ ว ย ค ำ ถ ำ ม ท่ี อ ยู่ ใน ข อ บ ข่ ำ ย ค ว ำ ม ส น ใจ ข อ ง
นักรัฐประศำสนศำสตร์ โดยกำรวิจัยมีวัตถุประสงค์ก็เพ่ือศึกษำหำคำตอบต่อคำถำมท่ีตั้งไว้ให้ได้มำซ่ึง
42
43 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ควำมรู้ควำมเขำ้ ใจย่งิ ข้ึนเกี่ยวกับปรำกฏกำรณ์ที่จะศึกษำ ทั้งน้ีแกน่ สำคัญอยู่ท่ีกำรได้มำซง่ึ คำตอบท่ีแม่น
ตรงและเช่ือถือได้ โดยควำมแม่นตรง (Valid) หมำยถึง กำรหำข้อสรุป หรือ กำรดำเนินกำรวัดที่ตรงเป้ำ
หรือ ตรงประเด็น กับส่ิงท่ีประสงค์จะวัดส่วน ควำมเช่ือถือได้ (Reliable) เป็นเรื่องเกี่ยวกับควำมคงเส้น
คงวำของคำตอบ ซ่ึงระเบียบวิธีวจิ ัยจะเปน็ เครื่องมือท่ีชว่ ยสรำ้ งมำตรฐำนหรอื เกณฑ์เพ่อื ให้ขั้นตอนต่ำง ๆ
ในกระบวนกำรวิจัยมคี วำมเชอื่ ถือไดแ้ ละแมน่ ตรงในแต่ละขัน้ ตอนน้นั เอง
ซึ่งผู้เขียนได้ทำกำรเขียนหนังสือเล่มน้ีมุ่งเน้นเฉพำะคำถำมหรือประเด็นปัญหำที่สำมำรถตอบ
ด้วยข้อมูลหรือหลักฐำนเชิงประจักษ์ (Empirical Evidence) หรือเรียกว่ำกำรวิจัยเชิงประจักษ์
(Empirical Research) เป็นสำคัญ และต้องอำศัยแนวทำงเชิงวิทยำศำสตร์ (Scientific Approach) ใน
กำรค้นหำคำตอบ ซึ่งเฟรด คอร์ลินเจอร์ (Kerlinger, 1973) ได้ให้คำจำกัดควำมไว้ว่ำ กำรวิจัยเชิง
วทิ ยำศำสตร์เป็นกำรสอบสวน (ข้อเทจ็ จรงิ เก่ียวกับข้อควำมที่เป็นกำรคำดกำรณ์ถึงควำมสัมพันธ์ระหว่ำง
ปรำกฏกำรณ์ต่ำง ๆ ซ่ึงกำรสอบสวนนี้จะต้องมีลักษณะท่ีเป็นระบบมีกำรควบคุม (Controlled) และ
ยึดหลักฐำนเชิงประจักษ์ และต้องมีกำรทดสอบอย่ำงเข้มงวดในทุกๆ ข้ันตอน ซึ่งสำมำรถสรุปขั้นตอนท่ี
สำคัญของแนวทำงเชิงวิทยำศำสตร์ออกเป็น 4 ขั้นตอนด้วยกัน คือ กำรระบุปัญหำ กำรต้ังสมมติฐำน
กำรอนุมำนและกำรอุปมำนโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ ( Deductive and Inductive Logical Reason)
และกำรสงั เกตกำรทดสอบ ทดลอง ตำมลำดบั
อย่ำงไรก็ตำมกำรต้ังสมมติฐำนเป็นขั้นตอนที่สำคัญในกำรคำดกำรณ์เพ่ือทดสอบต่อไปว่ำ
ขอ้ เทจ็ จริงเปน็ อยำ่ งไรเปน็ สมมติฐำนเชงิ เหตแุ ละผล (Causal Hypothesis) หรอื ไม่ ซึ่งสมมติฐำนทดี่ คี วร
มีคุณสมบัติ คือ ทดสอบได้ชัดเจน สำมำรถระบุทิศทำงของควำมสัมพันธ์ และสำมำรถระบุขอบเขตของ
ควำมสัมพันธ์ ทั้งนี้ในกำรต้ังสมมติฐำนจำเป็นต้องมีกำรกำหนด "ตัวแปร" ซ่ึงคือ สิ่งท่ีมีกำรแปรค่ำ กำร
ต้ังสมมติฐำนเชิงเหตุและผลจึงเป็นกำรคำดกำรณ์ถึงควำมสัมพันธ์ก็ระหว่ำงตัวแปร 2 ตัว คือ ตัวแปรตัว
หนึ่งเปล่ียนแปลงไป ตัวแปรอีกตัวหน่ึงจะเปล่ียนไปตำมตัวแปรที่ 1 หรือไม่ น้ันเอง อย่ำงไรในกำรวิจัย
เรียกตัวแปรตัวที่ 1 หรือตัวแปรที่เป็นเหตุว่ำ ตัวแปรต้น หรือ ตัวแปรอิสระ (Dependent Variable)
ซ่ึงบำงครั้งเรียกว่ำ ตัวแปรหลัก และตัวแปรตัวท่ี 2 ท่ีเป็นผลจำกตัวแปรที่ 1 เรียกว่ำ ตัวแปรตาม
(Dependent Variable) โดยนัยนี้ สมมติฐำนเชิงเหตุและผล คือ กำรคำดกำรณ์ควำมสัมพันธ์ระหว่ำง
ตัวแปรตน้ กบั ตวั แปรตำมนนั่ เอง
ส่วนกำรอนุมำนและกำรอุปมำนโดยใช้เหตุผลเชิงตรรกะ (Deductive and Inductive
Reasoning) นั้น แบ่งได้เป็น 2 ประเภท คือ เหตุผลเชิงอุปมำน (Inductive Reasoning) หมำยถึง กำร
อนมุ ำนจำกเหตกุ ำรณ์หรอื ปรำกฏกำรณ์ทเ่ี ฉพำะเจำะจงไปสเู่ หตุกำรณ์หรอื ปรำกฏกำรณ์ที่เกดิ ขน้ึ ท่ัวๆ ไป
ในลักษณะท่ีเป็นสำกล และ กำรให้เหตุผลเชิงอนุมำน (Detective Reason) คือ กำรอนุมำนจำก
หลักกำรหรือปรำกฏกำรณ์ทั่ว ๆ ไป สู่ปรำกฏกำรณ์ท่ีเฉพำะเจำะจง ซึ่งในกำรวิจยั อำจใช้เหตผุ ลทั้งในเชิง
อปุ มำนและเชิงอนุมำนควบคู่กันไปก็เปน็ ได้ แต่ประเด็นสำคญั ท่ีพึงระวงั คือ นกั วิจัยจะตอ้ งไม่ให้คำนิยำม
ส่วนตวั เข้ำมำเกยี่ วข้องเพ่ือรกั ษำควำมเปน็ กลำงในกำรวิจัยไว้
43
44 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
สำหรับขั้นตอนของกำรดำเนินกำรวิจัยท่ีนอกจำกจะแบ่งเป็น 4 ขั้นตอน ตำมแนวคิดของ
เคอรล์ ินเจอร์ (Kerlinger, 1986) ผู้เขยี นเองสำมำรถแบง่ ขนั้ ตอนกำรวิจยั ซ่งึ สรุปได้ ดังน้ี คือ
1) มีกำรกำหนดประเดน็ ปัญหำ
2) มีกำรสำรวจและทบทวนวรรณกรรมที่เกย่ี วขอ้ ง
3) กำรกำหนดสมมตฐิ ำนเพ่อื ทดสอบ
4) กำรเลือกรปู แบบวจิ ยั
5) กำรกำหนดประชำกรกลมุ่ เป้ำหมำยและกำรสมุ่ ตัวอยำ่ ง
6) กำรนยิ ำมปฏิบัติกำรและกำรสรำ้ งตัวช้ีวัด
7) กำรสร้ำงเคร่อื งมือเกบ็ ข้อมูลและดำเนนิ กำรเกบ็ ข้อมูล
8) กำรดำเนนิ กำรเก็บข้อมลู และกำรวิเครำะห์ขอ้ มูล
และ 9) กำรเสนอผลงำนวิจยั และเขียนรำยงำน
การวิจัยย่อมปรากฏผลท้ังทางทฤษฎีและทางปฏิบัติ แต่จะมีประโยชน์มากหรือ
น้อยย่อมขึ้นอยู่กบั ลักษณะข้อมูล วิธีการเกบ็ ขอ้ มลู การวเิ คราะหข์ อ้ มลู และการให้
ความหมายข้อมูลว่ามีความเชื่อถือและเท่ียงตรงได้หรือไม่เพียงใด ถ้าข้อมูลเป็น
เท็จกจ็ ะกลบั เปน็ อนั ตรายอยา่ งยิ่งตอ่ การนาผลไปใช้
44
45 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
สว่ นท่ี 3
ระเบยี บวธิ วี จิ ัยทางรฐั ประศาสนศาสตร์
(Research Methodology for Public Administration )
กำรวิจัยเปรียบเสมือนกำรเดินทำง (Research as Journeys) เมื่อเรำกำหนดกำรเดินทำง
เกิดข้ึนแล้ว สิ่งจำเปน็ ต้องในกำรเดินทำง คอื แผนทก่ี ำรเดนิ ทำง กำรรู้เสน้ ทำงทจ่ี ะเดนิ ทำงอย่ำงแน่ชัดว่ำ
จะผ่ำนจุดใด เม่ือไร และอย่ำงไร จึงจะทำให้ผู้เดินทำงพบปลำยทำงอย่ำงรวดเร็วและถูกต้องแม่นยำ ซ่ึง
สอดคล้องไปในทิศทำงเดียวกับกำรวิจัย ทั้งนี้ด้วยเหตุผลท่ีข้ันตอนของกำรวิจัยต่ำงๆทุกขั้นตอนไม่
สำมำรถดำเนินกำรโดยแยกออกมำจำกกระบวนกำรวจิ ัยท้ังหมดได้ หำกแต่ต้องมสี ่วนสัมพันธ์เชื่อมโยงกับ
ขน้ั ตอนอื่น ๆในทำงใดทำงหนงึ่ เสมอ โดยเฉพำะอยำ่ งยิง่ เมือ่ มองตำมลำดับข้ันของกำรวิจยั แลว้ จะเหน็ ได้
ว่ำวัตถุประสงค์ของกำรวิจัยจะเป็นตัวกำห นดท่ีสำคัญ ในกำรดำเนินกำรกำรวิจัยในทำง
รัฐประศำสนศำสตร์เอง โดยมีรูปแบบกำรดำเนินกำรวิจัย หรือ เรียกว่ำ ระเบียบวิธีวิจัยทำง
รฐั ประศำสนศำสตร์หลำกหลำยรูปแบบเชน่ เดียวกนั ขอนำเสนอ 5 รูปแบบ ดงั ต่อไปนี้
ประเภทของการวิจัย ซึ่งสามารถกระทาได้หลาย
แนวทางข้ึนอยกู่ ับเกณฑ์ที่ใช้ในการแบ่งประเภท โดยที่
ใช้ กั น โด ย แ พ ร่ห ล าย ได้ แ ก่ ก ารจ าแ น ก ต า ม
วัตถุประสงค์ของการวิจัย ตามเหตุผลของการวิจัย
ตามแบบวิจัย ตามความสามารถในการควบคุม
สภาวการณ์ท่ีจะศึกษา ตามที่ตั้งของการศึกษาวิจัย
ตามแหล่งข้อมูล และการจาแนกตามลักษณะของการ
วเิ คราะห์ข้อมลู เป็นต้น
ระเบียบวิธีวจิ ัยเชิงปริมาณ
กำรศึกษำในเชิงปริมำณ (Quantitative Research) คือ กำรศึกษำปรำกฏกำรณ์ตำ่ งๆ ทเี่ กดิ ข้ึน
โดยไม่มงุ่ เนน้ ถึงรำยละเอยี ดทีเ่ จำะลกึ แตเ่ น้นอำศัยข้อมลู ท่ีเป็นตวั เลข และใช้วิธกี ำรทำงสถิติ (Statistical
Analysis) มำเป็นเครอ่ื งมือในกำรวิเครำะห์ข้อมลู เพ่ือค้นหำคำตอบหรืออธิบำยปรำกฏกำรณ์ และรวมถึง
กำรทดสอบแนวคดิ และทฤษฎีต่ำงๆ
กำรวิจัยเชิงปริมำณ (Quantitative Research) เป็นวิธีค้นหำควำมรู้และควำมจริงโดยเน้นท่ี
ข้อมูลเชิงตัวเลข กำรวิจัยเชิงปริมำณจะพยำยำมออกแบบวิธีกำรวิจัย ให้มีกำรควบคุมตัวแปรที่ศึกษำ
45
46 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ต้องจัดเตรียมเคร่ืองมือรวบรวมข้อมูลให้มีคุณภำพ จัดกระทำสถำนกำรณ์ที่เกี่ยวข้องให้เป็นมำตรฐำน
และใชว้ ธิ ีกำรทำงสถิติชว่ ยวเิ ครำะห์และประมวลข้อสรุป เพอ่ื ให้เกดิ ควำมคลำดเคล่อื น (Error) นอ้ ยที่สดุ
ลักษณะสาคัญของการวิจยั เชงิ ปริมาณ สำมำรถอธบิ ำย ไดด้ งั น้ี
(1) การกาหนดหัวข้อปัญหา โดยจะต้องมีกำรใช้ทฤษฎีเป็นแนวทำงในกำรดำเนินงำน
อย่ำงแจ่มชัด ตัวอย่ำงเช่น ในสำขำวิชำกำรวัดและประเมินผลกำรศึกษำก็มีทฤษฎีกำรทดสอบแบบ
คลำสสิค (The Classical Test Theory) ทฤษฎีคุณลักษณะแฝง (The Latent Trait Theory) หรือ
ทฤษฎีกำรตอบสนองข้อสอบ (The Item Response Theory) เป็นต้น ในกรณีที่แนวคิดของกำร
ดำเนินงำนยังไม่ถึงข้ันที่เป็นทฤษฎี ผู้วิจัยก็จะมีกรอบแนวคิดเก่ียวกับของปรำกฏกำรณ์อย่ำงแน่ชัด
รวมท้งั ใหน้ ิยำมเชงิ ปฏิบตั ทิ จ่ี ะนำไปสูก่ ำรวัดผล และกำรรวบรวมขอ้ มูล
(2) การสรา้ งสมมตฐิ าน โดยผู้วิจัยเชิงปริมำณเมือ่ ตอ้ งกำรศกึ ษำในรำยละเอียด และคน้ หำ
ควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปรเหล่ำนั้นอย่ำงลึกซึ้งแล้วน้ัน ในภำคตัดขวำงของช่วงเวลำใดเวลำหนึ่ง จึงมี
กำรกำหนดจำนวนมิติของปรำกฏกำรณ์ หรือตัวแปรท่ีทำกำรศึกษำเป็นจำนวนจำกัด รวมทั้งมีกำร
ควบคุมตัวแปรท่ีไม่ได้เกี่ยวข้องไว้ด้วย โดยมีข้อตกลงเบ้ืองต้นท่ีกำหนดว่ำ องค์ประกอบอ่ืนๆ ที่
นอกเหนอื จำกกำรศึกษำวจิ ัยนน้ั ตอ้ งมีควำมเทำ่ เทียมกนั (Ceteris Paribus)
ซ่ึงในสถำนกำรณ์เช่นน้ี บริบทของกำรดำเนินงำนจะจำกัด และมุ่งควำมสนใจเฉพำะ
ปรำกฏกำรณ์ หรือตัวแปรที่ได้กำหนดไว้ในสมมติฐำนกำรวิจัย เพ่ือที่นักวิจัยจะได้บ่งช้ีและกำหนด
ควำมสัมพนั ธน์ ้นั ได้อย่ำงชดั เจน และแมน่ ยำ
(3) การใช้เหตุผลเชิงอนุมาน เพ่ือนำไปสู่นัยเชิงปฏิบัติของสมมติฐำนท่ีต้ังไว้
นอกเหนือจำกข้อตกลงเบื้องต้นเก่ียวกับกำรควบคุมตัวแปรแล้ว ก็ยังมีข้อตกลงเบื้องต้น ท่ีนักวิจัยเชิง
ปรมิ ำณต้องตระหนกั เก่ียวกับคุณลักษณะของตัวแปรท่ีทำกำรศึกษำอีกด้วย น้ันคือ ควำมสัมพันธร์ ะหวำ่ ง
ตัวแปรที่ทำกำรวิจัยจะต้องเป็นไปในเชิงเส้นตรง และแบบจำลองของกำรวัดปริมำณจ ะต้องเป็น
แบบจำลองเชิงบวก (Additive Model) ซึ่งก็หมำยควำมว่ำปริมำณของตัวแปรต้น ส่งผลกระทบต่อตัว
แปรตำมในลักษณะทน่ี ำมำบวกกนั ไดใ้ นเชงิ คณิตศำสตร์
(4) การรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูล ในกระบวนกำรน้ีงำนวิจัยเชิงปริมำณจะให้
ควำมสำคญั ที่เกี่ยวขอ้ ง 3 ประเด็น คือ กำรเลือกกลุ่มตัวอย่ำง กำรใช้เครื่องมอื ท่ีมคี ุณภำพ และกำรเลือก
รปู แบบกำรวิจัยท่ีสมเหตุสมผลกับกระบวนกำรทดลอง ซึ่งกำรเลือกกล่มุ ตัวอยำ่ งน้ันก็จะอำศัยทฤษฎีกำร
เลือกกลุ่มตัวอย่ำง (Sampling Theory) เป็นแนวทำงในกำรคัดเลือกเพ่ือให้เป็นตัวแทนของ
กลมุ่ เป้ำหมำย โดยมคี วำมคลำดเคลือ่ นในกำรเลอื กตัวอยำ่ ง (Sampling Error) น้อยทีส่ ดุ
(5) การรวบรวมและการวิเคราะหข์ ้อมลู ถือเป็นเคร่อื งมือที่ใช้ในกำรวัดผลงำนวิจัยท่ีมีกำร
ดำเนินกำรกบั คนหมมู่ ำกเช่นนี้ จำเป็นตอ้ งอำศยั แบบทดสอบ แบบสอบถำม หรือแบบวัดบุคลิกภำพ เพ่ือ
ช่วยในกำรรวบรวมข้อมลู ดังนั้นคุณภำพของเครื่องมือในแง่ของค่ำสัมประสิทธิ์ควำมเชือ่ มั่น (Reliability
Coefficient) และควำมถูกต้องในกำรวัดจะทำให้นักวิจัยในเชิงปริมำณได้ทรำบถึงควำมคลำดเคลื่อนใน
46
47 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
กำรวัดผล (Error of Measurement) และทำให้ทรำบว่ำเคร่ืองมือเหล่ำน้ันได้วัดในมิติท่ีต้องกำรศึกษำ
อยำ่ งถกู ต้องหรอื ไม่?
ในส่วนของรูปแบบกำรวิจัย (Research Design) จะเห็นได้ว่ำนักวิจัยมักคัดเลือกมำเพ่ือใช้
ควบคุมควำมแปรปรวนของตัวแปรเพื่อค้นหำกำรบ่งช้ีว่ำตัวแปรต้นมีผลกระทบต่อตัวแปรตำมอย่ำง
แท้จริงหรือไม่ ในกระบวนกำรทดลองก็เป็นปัจจัยพื้นฐำนสำหรับนักวิจัยเชิงปริมำณในกำรให้คำตอบ
เกี่ยวกับควำมเท่ียงตรงตำมสภำพภำยใน (Internal Validity) ของกำรวิจัย และควำมเกี่ยวเน่ืองของ
ปัจจัยท้ัง 3 ประกำรในกระบวนกำรทดลองก็จะส่งผลกระทบต่อควำมเที่ยงตรงตำมสภำพภำยนอก
(External Validity) ของกำรวิจัย ซ่ึงสำหรับงำนวิจัยเชิงปริมำณแล้ว สิ่งน้ีก็หมำยควำมว่ำ ผลท่ีได้จำก
กำรทดลองนั้นๆ เป็นจริงเม่ือมีกำรดำเนินงำนทดลองเช่นเดียวกนั กบั บุคคลอ่นื ๆ ซ่ึงมำจำกกลุ่มประชำกร
เดียวกัน
กำรวิเครำะห์ข้อมูลของงำนวิจัยเชิงปริมำณน้ันจะเห็นได้ว่ำมีทั้งกำรใช้สถิติเชิงบรรยำย เพ่ือ
อธิบำยลักษณะของปรำกฏกำรณ์ เช่น ค่ำผลรวม ค่ำเฉลี่ย ค่ำควำมแปรปรวน ฯลฯ และกำรใช้สถิติเชิง
อ้ำงอิง เช่น กำรวิเครำะห์สหสัมพันธ์ กำรวิเครำะห์กำรถดถอย กำรวิเครำะห์ควำมแปรปรวน ฯลฯ เพ่ือ
ประมำณค่ำพำรำมิเตอร์ (Parameter) เพื่อนำไปใช้ในกำรตัดสินใจสรุปอ้ำงอิงผลของกำรศึกษำไปยัง
ประชำกรที่เป็นกลุ่มเป้ำหมำย
(6) การยืนยันหรือการไมย่ อมรับสมมติฐานทต่ี ้งั ไว้ เป็นกำรประมำณค่ำโดยอำศัยกฎของควำม
น่ำจะเป็น (The Laws of Probability) เป็นพ้ืนฐำนในกำรคำนวณ รวมท้ังมีระดับนัยสำคัญ (The
Significant Level) ซ่ึงจะบอกให้ทรำบว่ำผลท่ีได้จำกกำรศึกษำน้ันๆ จะเกิดขึ้นโดยบังเอิญกี่ครั้งใน 100
คร้ัง เข้ำมำเก่ียวข้องด้วย จึงทำให้ผลท่ีได้จำกกำรวิเครำะห์ในลักษณะดังกล่ำว มิใช่ข้อเท็จจริงที่สมบูรณ์
หรือควำมรู้ที่สมบูรณ์ แต่จะใช้โอกำสของควำมน่ำจะเป็น และควำมคลำดเคลื่อนเข้ำมำร่วมอธิบำย
ควำมหมำยของผลกำรวเิ ครำะหด์ ว้ ย
วตั ถปุ ระสงค์ของการวจิ ัยเชิงปริมาณ
กำรวิจัยเชิงปริมำณ มีวัตถุประสงค์เพ่ืออธิบำยปรำกฏกำรณ์ทำงวิทยำศำสตร์ กำรอธิบำยเน้น
กำรนำเสนอเชิงตัวเลขทำงสถิติ เช่น รอ้ ยละ ค่ำเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมำตรฐำน เป็นต้น ลักษณะของ
ข้อมูลกำรวิจัยเชิงปริมำณ เป็นกำรศึกษำสภำพทั่วไปของสังคมโดยกำหนดตัวแปรต่ำงๆ เพ่ือเก็บข้อมูล
สถิตติ วั เลข อำจเป็นข้อมูลปฐมภูมหิ รอื ทุติยภูมิ กำรเสนอภำพรวมจะมวี ิธีกำรเก็บข้อมูลด้วยวธิ กี ำรสำรวจ
เน้นกำรเก็บข้อมูลเพ่ือทำกำรวิเครำะห์และทดสอบทฤษฎีหรือสร้ำงทฤษฎี และให้ควำมหมำยในเชิง
วิชำกำรมำกกว่ำกำรศึกษำแงม่ มุ ของชำวบ้ำน
47
48 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ขั้นตอนการวจิ ัยเชิงปรมิ าณ สำมำรถสรปุ ได้ ตำมรูปภำพท่ี 8
ภาพท่ี 8 แสดงขน้ั ตอนการวิจัยเชงิ ปริมาณ
จำกรูปภำพท่ี 8 สำมำรถอธิบำยขัน้ ตอนกำรวิจัยได้ ดงั ต่อไปนี้
(1) กำรเลือกหัวข้อเร่ืองกำรวจิ ัย (Research Topic) ในข้ันตอนแรกผู้วิจัยจะต้องตัดสินใจให้แน่
ชดั เสียก่อนวำ่ จะวจิ ยั เรื่องอะไร แล้วกำหนดเปน็ หัวเร่อื งทจ่ี ะวจิ ัย
(2) กำรกำหนดปัญหำในกำรวิจัย (Formulating the Research Problem) เป็นกำรตั้งปัญหำ
ในเรื่องที่ต้องกำรวิจัย เพื่อหำคำตอบ หรือเป็นกำรแจกแจงวตั ถุประสงค์ของกำรศึกษำ โดยต้องกำหนด
ขอบเขตของปญั หำใหช้ ดั เจน และเปน็ ปญั หำที่สำมำรถหำคำตอบได้
(3) สำรวจทบทวนวรรณกรรม (Extensive Literature Survey) เป็นกำรทบทวนเอกสำร
แนวคิดทำงทฤษฎี และผลงำนวิจัยท่ีเก่ียวข้องกับหัวเร่ืองที่ต้องกำรศึกษำเพ่ือหำแนวคิดทำงทฤษฎีที่
เก่ียวขอ้ งกับกำรวิจัย และสำรวจให้แน่ใจว่ำไม่วจิ ัยซ้ำกับผอู้ ่ืน ทั้งน้ีกำรวิจยั ควรเน้นกำรเสริมสร้ำงให้เกิด
ควำมรู้ใหม่ เกิดองคค์ วำมร้ใู หม่
(4) กำรตั้งสมมุติฐำนกำรวิจัย (Formulating Hypothesis) เป็นคำดคะเนแนวคิดเพ่ือตอบ
คำถำมของปัญหำในกำรวิจัย กำรหำควำมสัมพันธ์ของตัวแปรท่ีจะศึกษำไวก้ ่อน จำกน้ันจงึ เก็บข้อมูลเพ่ือ
มำพิสูจน์สมมตุ ิฐำนกำรวจิ ยั ดังกลำ่ วน้นั
(5) กำรออกแบบกำรวิจัย (Research Design) เป็นกำรวำงแผนกำหนดวิธีกำรในกำร
ดำเนินกำรในขั้นตอนต่ำง ๆ เพื่อให้ได้มำซึ่งคำตอบของปัญหำในกำรวิจัย เช่น กำรเก็บข้อมูล กำรเลือก
เคร่ืองมือในกำรวิเครำะห์ข้อมูล ระยะเวลำท่ีต้องใช้ในกำรวิจัยบุคลำกร และงบประมำณที่จะใช้ในกำร
วจิ ยั
(6) กำรเกบ็ รวบรวมข้อมูล (Data Collection) เป็นกำรวำงแผนว่ำจะเก็บรวบรวมขอ้ มูลอย่ำงไร
จะใช้ขอ้ มูลปฐมภมู ิ หรือทุติยภูมิ และถ้ำเป็นข้อมูลทตุ ยิ ภูมคิ วรจะเกบ็ อยำ่ งไร กำรสร้ำงเครอ่ื งมือรวบรวม
ขอ้ มลู ถ้ำเปน็ ข้อมูลทตุ ิยภมู ิจะใช้ขอ้ มูลจำกแหลง่ ใด
48
49 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
(7) กำรวิเครำะห์ข้อมูล (Data Analysis) เป็นกำรเก็บรวบรวมข้อมูลท่ีได้ โดยจะนำมำ กำร
ตรวจสอบควำมถูกต้อง และควำมน่ำเชื่อถือของข้อมูลก่อน จึงทำกำรประเมินผลและวิเครำะห์ผลท่ีได้
และมีกำรพสิ ูจนก์ ับสมมติฐำนท่ตี ้ังไว้
(8) กำรจัดทำรำยงำนผลและเผยแพร่ (Research Report) ซ่ึงถือเป็นขั้นตอนสุดท้ำยของกำร
วิจัย ผู้วิจัยต้องเขียนรำยงำนเพ่ือให้ผู้อ่ืนทรำบถึงกิจกรรมที่ดำเนินในขั้นตอนต่ำงๆและสิ่งท่ีค้นพบจำก
กำรวิจัย ซึ่งผู้วิจัยจะต้องเขียนรำยงำนตำมรูปแบบของกำรเขียนรำยงำนกำรวิจัย และเขียนด้วยควำม
ซ่อื สตั ย์ในสง่ิ ท่ีค้นพบ
(9) กำรต้ังสมมติฐำนและกำรทดสอบสมมติฐำน ข้อมูลจำกกำรวิจัยเชิงปริมำณจะเหมำะสมกับ
กำรทดสอบทฤษฎีด้วยวิธีกำรแบบอุปนัย (Deductive) แนวปฎิฐำนนิยมเป็นหลัก ท้ังน้ีเพรำะมีกำร
ทดสอบควำมแม่นตรงของข้อมลู (Validity) ควำมเช่ือถือได้ของข้อมูล (Reliability) โดยใช้กำรเก็บข้อมูล
จำกคนจำนวนมำกด้วยแบบสอบถำม มีกำรต้ังคำถำมในแบบสอบถำมจึงจำเป็นต้องมีควำมชัดเจน
แหล่งข้อมูลในการวจิ ัยเชิงปริมาณ
สำหรบั แหล่งที่มำของขอ้ มลู ในกำรดำเนนิ กำรวจิ ัยเชงิ ปริมำณ สำมำรถแบ่งกำรอธิบำย ไดด้ ังนี้
(1) ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เป็นข้อมูลจำกตำรำงสถิติ รำยงำนสถิติ ฯลฯ ท่ีมีกำร
แจกแจงแลว้ เชน่ สถิติผปู้ ว่ ย จำนวนนกั เรียน รอ้ ยละผู้มำรบั บริกำรในสถำนพยำบำล ฯลฯ
(2) ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เป็นข้อมูลที่ได้มำจำกกำรสร้ำงแบบสำรวจ เช่น
แบบสอบถำม แบบตอบถำม แบบสัมภำษณ์ แบบวัดพฤติกรรม ฯลฯ แล้วดำเนินกำรรวบรวมข้อมูลมำ
เพื่อกำรประมวลผลและกำรวิเครำะห์
โดยข้อมูลปฐมภูมิเน้นในหลักกำรของกำรเป็นตัวแทนที่ดีที่สุด (Representativeness
ดังน้ันจึงต้องมีกรอบกำรสุ่มตัวอย่ำง (Sampling Frame) ที่ประกอบด้วยประชำกรทั้งหมด ทำกำร
คำนวณขนำดของตัวอย่ำงหลังจำกนั้นจึงทำกำรเลือกวิธีกำรสุ่มตัวอย่ำง เพื่อใช้ในกำรสุ่มตัวอย่ำงท่ีจะให้
ไดม้ ำซ่งึ กำรเป็นตวั แทนทดี่ ที ส่ี ุด
อย่ำงไรก็ตำมกำรดำเนินงำนวิจัยเชิงปริมำณนั้น มิได้มีเป้ำหมำยเพ่ือแสวงหำควำมรู้ที่
สมบูรณ์ แต่มุ่งหวังที่จะแสวงหำทฤษฎีซึ่งสำมำรถอธิบำย และทำนำยปรำกฏกำรณ์ได้อย่ำงน่ำเช่ือถือ
โดยมีทฤษฎีท่ีมีควำมชัดแจ้งชัดเจน สำมำรถทดสอบได้ และทฤษฎีท่ีย่ัวยุให้นักวิจัยแสวงหำควำมรู้
เพ่ิมเติมต่อไปภำยหน้ำเพื่อนำไปสู่กำรสร้ำงองค์ควำมรู้ใหม่เกิดข้ึนมำ ซ่ึงผลที่ได้จำกงำนวิจัยประเภทนี้
แม้ว่ำจะแสดงให้ประจักษ์ในลักษณะทเี่ ป็นภำพนิ่ง ในภำคตัดขวำงของเวลำก็ตำม แต่ประโยชน์ท่สี ำคัญก็
คือ ควำมแม่นยำของผลกำรวจิ ัยทำงด้ำนพฤติกรรมศำสตร์ ซ่ึงส่ิงนี้ยังคงมีควำมจำเปน็ และสำคัญอย่ำงย่ิง
สำหรับนักกำรศึกษำ ซ่ึงมีหน้ำท่ีท่ีจะต้องสร้ำงเคร่ืองมือเพ่ือวัดสมรรถภำพของบุคคลและพัฒนำสื่อกำร
เรยี นกำรสอน เพ่ือยังประโยชน์แก่ผู้เรยี นในแตล่ ะระดบั ต่อไป
49