The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้สอนในวิชาที่มีหลักการวิจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เขียนได้เรียบเรียงและเขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวเป็นสำคัญและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากตำราที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และตำราที่เกี่ยวข้องกับวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งนี้ประกอบไปด้วยงานวิจัยเชิงปริมาณ งานวิจัยเชิงคุณภาพ งานวิจัยเชิงผสมผสาน และงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีความมุ่งหวังสำคัญ คือ ความต้องการเอกสารประกอบคำสอนที่ครอบคลุมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทั้งหมด เพื่อให้ผู้ที่เบื่อหน่ายการอ่านตำราหรือหนังสือเล่มหนาได้มีโอกาสได้เรียนรู้ถึงการวิจัยได้อย่างไม่รู้สึกท้อถอยกับการเสียเวลาในการอ่าน ประกอบกับความต้องการสะท้อนให้เห็นการทำวิจัยนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินกว่าที่จะเรียนรู้และลงมือทำจริง ๆ และที่สำคัญต้องการให้ผู้วิจัยที่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้ในการศึกษาระดับที่สูงขึ้น และการวิจัยในประเด็นที่ตนเองสนใจได้ใช้ได้จริงต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ผู้เขียนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาสาระหนังสือเล่มมีข้อบกพร่องอยู่หลายประการเนื่องจากใช้เวลาในการเรียบเรียงความคิดเพียงไม่นานนัก แต่ก็เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังเริ่มเรียนวิชาวิจัยอยู่พอสมควร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pookubsp11, 2022-06-28 05:17:12

หนังสือ ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้สอนในวิชาที่มีหลักการวิจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เขียนได้เรียบเรียงและเขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวเป็นสำคัญและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากตำราที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และตำราที่เกี่ยวข้องกับวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งนี้ประกอบไปด้วยงานวิจัยเชิงปริมาณ งานวิจัยเชิงคุณภาพ งานวิจัยเชิงผสมผสาน และงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีความมุ่งหวังสำคัญ คือ ความต้องการเอกสารประกอบคำสอนที่ครอบคลุมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทั้งหมด เพื่อให้ผู้ที่เบื่อหน่ายการอ่านตำราหรือหนังสือเล่มหนาได้มีโอกาสได้เรียนรู้ถึงการวิจัยได้อย่างไม่รู้สึกท้อถอยกับการเสียเวลาในการอ่าน ประกอบกับความต้องการสะท้อนให้เห็นการทำวิจัยนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินกว่าที่จะเรียนรู้และลงมือทำจริง ๆ และที่สำคัญต้องการให้ผู้วิจัยที่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้ในการศึกษาระดับที่สูงขึ้น และการวิจัยในประเด็นที่ตนเองสนใจได้ใช้ได้จริงต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ผู้เขียนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาสาระหนังสือเล่มมีข้อบกพร่องอยู่หลายประการเนื่องจากใช้เวลาในการเรียบเรียงความคิดเพียงไม่นานนัก แต่ก็เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังเริ่มเรียนวิชาวิจัยอยู่พอสมควร

Keywords: รัฐประศาสนศาสตร์,ระเบียบวิธีวิจัย

50 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ประโยชน์ของการวิจัยเชงิ ปรมิ าณ

จำกกำรศึกษำผู้เขียนค้นพบว่ำ งำนวิจัยเชิงปริมำณมีคุณค่ำและเป็นประโยชน์ต่อกำรศึกษำวิจัย
ทำงรฐั ประศำสนศำสตร์อย่ำงมำก สำมำรถสรปุ ได้ ดงั นี้

(1) ทำให้ทรำบสภำพควำมเป็นไปและปัญหำในกำรจัดกำรศึกษำระดับมหภำค และได้ใช้
ขอ้ เท็จจรงิ ท่ีไดจ้ ำกกำรวิจัยประเภทนี้เป็นพ้ืนฐำนในกำรตัดสินใจ เพ่ือปรับปรุงกำรดำเนินงำน ให้เป็นไป
อย่ำงมีประสทิ ธิภำพ และประสทิ ธิผลตำมเป้ำหมำยที่กำหนดไว้

(2) ทำให้เข้ำใจปรำกฏกำรณ์ที่เกิดขึ้นในวงกำร และเข้ำใจพฤติกรรมของบุคคลโดยเฉพำะ
นักศึกษำมีกำรเรียนรู้ท่ีดีข้ึนต่อรูปแบบกำรจัดกำรเรียนกำรสอนในปัจจุบันหรือไม่ งำนวิจัยประเภทน้ี
สำมำรถตอบคำถำมที่เรำมักจะถำมกันเสมอๆว่ำ "ทำไมถึงเป็นอย่ำงนั้น?" ได้อย่ำงชัดเจน ลักษณะกำร
ดำเนินงำนเพื่อตอบคำถำมข้ำงต้นก็มีท้ัง กำรศึกษำเชิงเปรียบเทียบ (Comparative Study) เกี่ยวกับ
พฤติกรรมของบคุ คลทม่ี ีคุณลักษณะประจำตวั แตกต่ำงกัน

(3) ทำให้ทรำบควำมสัมพันธ์เชิงเหตุผล ระหว่ำงสิ่งเร้ำและพฤติกรรมตอบสนองของ
นักศึกษำ ซึ่งส่ิงน้ีก็ยังประโยชน์ต่อกำรเรียนกำรสอนในชั้นเรียน และกำรปรับตัวของบุคคล กำรวิจัยเชิง
ทดลองเพ่ือพัฒนำหลักสูตร หรือเพ่ือพัฒนำสื่อกำรสอนเพื่อช่วยให้ผู้สอนได้พัฒนำกำรเรียนกำรสอนให้มี
ประสิทธิภำพ และสอดคล้องกับบริบทของสังคมท่ีเปล่ียนแปลงไปอย่ำงรวดเร็ว ในส่วนของกำรวิจัยเชิง
ทดลองเพื่อพัฒนำเครือ่ งมือวัดผลด้ำนพุทธิพิสัย จิตพิสัย และทักษะพิสัยนั้นก็นับว่ำได้ช่วยบุคลำกรในวง
กำรศึกษำ ให้สำมำรถจำแนกบุคคลได้สอดคล้องตำมเกณฑ์ท่ีต้องกำรได้อย่ำงเป็นระบบ และมีขอบเขต
ของควำมแม่นยำเป็นพ้ืนฐำนช่วยในกำรตัดสินใจในกำรดำเนินกำรแก้ไขปัญหำท่ีเกิดข้ึนหลังจำกค้นพบ
องค์ควำมรใู้ หมจ่ ำกงำนวิจัย

⚫ "If a thing exists, it exists in some
amount ; if it exists in some amount, it
can be measured.“

⚫ "ถา้ หากสิง่ ใดสง่ิ หน่ึงมีปรากฏอยู่แล้ว, มันก็จะมี
ปรากฏอยเู่ ป็นจานวนใดจานวนหนง่ึ ; ถา้ หากมนั
มีปรากฏอยเู่ ป็นจานวนใดจานวนหนึ่งแล้ว, เราก็
สามารถวดั มนั ออกมาได"้

ระเบียบวธิ ีวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ

50

51 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

กำรวิจัยเชิงคุณภำพ (Qualitative Research) เป็นกำรวิจัยท่ีแสวงหำควำมจริงในสภำพท่ี
เป็นอยู่โดยธรรมชำติ (Naturalistic Inquiry) ซ่ึงเป็นกำรสอบสวน โดยมองภำพรวมทุกมิติ (Holistic
Perspective) ด้วยตัวของผู้วิจัยเองเพ่ือค้นหำควำมสัมพันธ์ของปรำกฏกำรณ์ท่ีสนใจกับสภำพแวดล้อม
นั้น โดยให้ควำมสำคญั กับขอ้ มูลท่ีเปน็ ควำมรสู้ ึกนึกคิด คุณค่ำของมนุษย์ และควำมหมำยที่มนุษย์ให้ต่อ
ส่ิงแวดล้อมต่ำงๆรอบตัว เน้นกำรวิเครำะห์ข้อมูลโดยกำรตีควำมสร้ำงข้อสรุปแบบอุปนัย (Inductive
analysis) ดังนั้นกำรศึกษำวิจัยในเชิงคุณภำพ (Qualitative Research) คือ กำรศึกษำปรำกฏกำรณ์
ต่ำงๆ ที่เกิดข้ึน โดยให้ควำมสนใจต่อรำยละเอียดเชิงลึกของข้อเท็จจริง ซ่ึงอำศัยวิธีกำรตีควำมข้อมูล
(Interpretative Analysis) เป็นเครื่องมือในกำรวิเครำะห์ข้อมูล ผลกำรวิเครำะ ห์จึงขึ้นอยู่กับ
วจิ ำรณญำณของผู้ศึกษำเป็นสำคัญ แต่ในขณะเดียวกนั สำมำรถสร้ำงแนวคิด ทฤษฎี หรือข้อสรุปท่ัวไปไป
พร้อมๆ กันได้

ถ้ า ต้ อ งก า รค้ น ห าค ว า ม จ ริ งจ า ก เห ตุ ก าร ณ์
สภาพแวดล้อมตามความเป็นจริง ซ่ึงมีหวั ใจหลักคือ
การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ ระหว่างเหตุการณ์กับ
สภาพแวดล้อมเพื่อให้เกิดความเข้าใจอย่างถ่องแท้
(Insight) จากภาพรวมที่มาจากหลากหลายมิติหรือ
มมุ มองน้นั แหละ “วิจัยเชงิ คุณภาพ”

ลักษณะของการวจิ ยั เชงิ คุณภาพ
จะดำเนินกำรตำมเรือ่ งทผี่ ้วู ิจัยสนใจจะทำกำรศกึ ษำ เชน่
(1) ปรากฏการณ์ทางสงั คมท่มี ีลักษณะเปน็ พลวตั (Dynamic)
หมำยถึง ส่ิงท่ีเกิดข้ึนในสังคมมนุษย์จะไม่หยุดนิ่ง มีกำรเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ตัวอย่ำงเช่น กำร

เข้ำไปเก็บข้อมูลในสนำมหรือในชุมชน ท่ีมีกำรชุมนุมทำงกำรเมือง ซง่ึ เป็นกำรเก็บข้อมลู จำกคนที่ไม่หยุด
นิง่ ทั้งในสถำนทแี่ ละในเวลำทีต่ ่ำงกัน

(2) ปรากฏการณ์ทางสังคมท่ีมีลักษณะเป็นพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ (Histological
Development)

ส่ิงต่ำง ๆ ท่ีเกิดขึ้นจำกเหตุและผล (Cause and Effect) เหตุกำรณ์ต่ำง ๆ ท่ีเกิดข้ึนใน
ประวัตศิ ำสตร์ย่อมมสี ำเหตุและควำมเป็นมำของแต่ละเหตุกำรณ์อำทิ เช่น กำรเปลี่ยนแปลงกำรปกครอง
จำกระบบสมบูรณำญำสิทธิรำชมำเป็นกำรปกครองในระบอบประชำธิปไตยของประเทศไทย เม่ือ 24
กันยำยน 2475 กำรเกิดข้ึนของชุมชนชำวอโศก ซ่ึงแต่ละเหตุกำรณ์ล้วนแต่มีประวัติควำมเป็นมำ ท่ี
ย่อมจะทำให้เกิดควำมเข้ำใจปรำกฏกำรณ์ทำงสงั คมนนั้ ๆ ได้ดียงิ่ ข้นึ

(3) ปรากฏการณท์ างสงั คมหรือสภาพการณ์ทางการบริหาร
คอื ปรำกฏกำรณ์ที่เกิดขน้ึ มำมีลักษณะไม่มีแบบแผนที่ตำยตัว (Non-Organized Pattern) กำร
วิจัยตำมวิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ธรรมชำติเป็นกำรต้ังสมมติฐำนจำกสิ่งท่ีมีอยู่รอบ ๆ ตัวเรำ ทำให้ตัวเรำ

51

52 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

สำมำรถวดั และวิเครำะห์ได้ว่ำเป็นไปตำมสมมติฐำนหรือไม่ ในกรณีของกำรศึกษำพฤติกรรมมนุษย์ที่ไม่มี
แบบแผนตำยตัว เช่น กำรมีส่วนร่วมในกำรพัฒนำชุมชนหรือ กำรมีส่วนร่วมทำงกำรเมืองย่อมไม่อำจ
ต้ังสมมติฐำนข้ึนมำก่อนว่ำ ผู้คนในชุมชน จะมีส่วนร่วมทำงกำรเมือง หรือมีส่วนร่วมในกำรพัฒนำชุมชน
ในระดับมำกน้อยเท่ำใด หรือเข้ำมำร่วมหรือไม่ จะเข้ำมำร่วมอย่ำงไร ด้วยแรงจูงใจแบบเดียวกันหรือไม่
เพรำะพฤติกรรมมนุษยไ์ มม่ แี บบแผนท่ีตำยตัวและมีกำรเคล่ือนไหวตลอดเวลำ

เป็นตน้

การออกแบบการวิจยั เชิงคณุ ภาพ
ในกำรวิจัยเชิงคุณภำพ (Qualitative Research) เป็นกำรออกแบบกระบวนกำรวิจัยที่
ย้อนกลับไปมำ (Interactive Process) ได้ ซึ่งเก่ียวข้องกับกำรเปล่ียนไปเปลี่ยนมำระหว่ำงองค์ประกอบ
ต่ำง ๆของกำรออกแบบกำรวิจัย โดยประเมินควำมนัยของจุดประสงค์ ทฤษฎี คำถำมกำรวิจัย วิธีกำร
ปัญหำควำมเท่ียงตรงที่มีต่อกันและกัน ซ่ึงรูปแบของกำรวิจัยเน้นกำรปฏิกิริยำสัมพันธ์นี้เข้ำกันได้กับคำ
จำกัดควำมของกำรออกแบบที่ว่ำ กำรออกแบบกำรวิจัยเป็นลักษณะของกำรจัดแจงองค์ประกอบต่ำง ๆ
ท่ีควบคุมกำรทำหน้ำที่ของกำรศึกษำวิจัย มำกกว่ำท่ีจะเป็นแผนกำรที่กำหนดไว้ก่อนแล้วสำหรับที่จะ
ทำกำรศึกษำ หรือว่ำเป็นเพยี งลำดบั ขัน้ ตอนในกำรดำเนินกำรศึกษำวิจัยน้ันเอง
ดงั นั้นกรอบแนวคดิ ในกำรออกแบบกำรวจิ ยั เชิงคุณภำพจึงมแี นวคิดพื้นฐำนอยู่ทีก่ ำรให้มโนทศั น์
กำรออกแบบกำรวิจัย ได้แก่ โครงสร้ำงสำคัญและควำมเช่อื มโยงสัมพนั ธ์กนั ขององค์ประกอบต่ำง ๆ ของ
กำรศกึ ษำวจิ ัยและควำมนยั ยะของแต่ละองค์ประกอบที่มีต่อองค์ประกอบอื่น ๆ ซ่งึ แสดงไว้ดงั ภำพที่ 9

-
-
-
-

.

ภาพท่ี 9 แสดงกระบวนการวจิ ัยเชิงคณุ ภาพ

52

53 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

จำกภำพท่ี 9 ผเู้ ขียนสำมำรถอธิบำยกระบวนกำรวิจัยเชิงคณุ ภำพ ได้ดงั ตอ่ ไปน้ี โดยกำรออกแบบ
กำรวจิ ัยเชิงคุณภำพมี 5 องค์ประกอบ ซง่ึ แตล่ ะองค์ประกอบเหลำ่ นี้มีลักษณะเป็นไปตำมประเด็นที่แต่ละ
สว่ นต้องกำรพิจำรณำ คอื

1. วตั ถุประสงค์ (Purposes) โดยมปี ระเดน็ ท่คี วรพจิ ำรณำ ดังนี้
(1) กำรมเี ป้ำหมำยสำคัญท่ีสดุ ของกำรศึกษำวจิ ัยครั้งนี้ คอื อะไร ?
(2) กำรศกึ ษำครั้งนี้มีประเด็นที่ต้องกำรทจ่ี ะอธิบำยให้ ในประเด็นใดบำ้ ง และมนั จะมีอิทธิพล

ต่อกำรปฏิบตั ิกำร อะไรบำ้ ง
(3) เพรำะเหตุใดจึงต้องกำรท่ีจะทำกำรศึกษำวิจัยน้ี และเพรำะเหตุใดจึงมีควำมสนใจที่จะ

ทรำบผลของกำรศึกษำท่ีปรำกฏออกมำ
(4) เพรำะอะไร กำรศกึ ษำวิจัยน้จี ึงคมุ้ คำ่ ทจ่ี ะดำเนนิ กำรวิจยั

2. กรอบแนวคิดของเนื้อหา (Conceptual Context) มีประเดน็ ทค่ี วรพจิ ำรณำดงั น้ี
(1) เกิดอะไรข้นึ กบั ปรำกฏกำรณท์ ่กี ำลังวำงแผนจะศึกษำ
(2) มีทฤษฎีอะไร มีข้อค้นพบใดบ้ำง และกรอบแนวคิดใดที่เก่ียวข้องกับปรำกฎกำรณ์

เหลำ่ นนั้ ทจี่ ะชนี้ ำหรือให้ข้อมูลควำมรูแ้ กก่ ำรวจิ ัยน้ันได้
(3) มีวรรณกรรมใดบ้ำง มกี ำรวิจยั เบ้ืองตน้ และประสบกำรณส์ ่วนตัวใดบำ้ ง ที่จะนำมำให้ใช้
(4) องค์ประกอบนี้มีทฤษฎีที่มีอยู่แล้ว หรือ นักวิจันกำลังสร้ำงทฤษฎีเกี่ยวกับบริบทหรือ

ประเด็นทีก่ ำลังศึกษำ
(5) สำหรับทฤษฎีมีแหล่งสำคัญหลักอยู่ 4 ประกำร คือ ประสบกำรณ์ของนักวิจัยเองทฤษฎี

และกำรวิจัยที่มีอยู่เดิม ผลของกำรศึกษำนำร่อง หรือกำรวิจัยเบื้องต้นท่ีนักวิจัยได้ทำไว้แล้วและกำร
ทดลองควำมคดิ (Thought Experiments)

3. คาถามการวจิ ยั (Research Questions) มีประเดน็ ทค่ี วรพิจำรณำดังนี้
(1) ในกำรศกึ ษำครงั้ น้ี นกั วจิ ยั ตอ้ งกำรทจ่ี ะเขำ้ ใจสง่ิ ใดเปน็ กำรเฉพำะ
(2) นกั วจิ ัยยังไม่รู้อะไรบำ้ งในสว่ นทเ่ี กีย่ วกับปรำกฏกำรณ์ที่กำลงั ศกึ ษำซ่งึ ต้องกำรจะเรียนรู้

4. วิธีการศึกษา (Methods) มีประเด็นท่ีควรพิจำรณำองค์ประกอบของกำรออกแบบข้อนี้
ประกอบด้วย 4 สว่ นสำคญั คือ

(1) ควำมสัมพนั ธข์ องกำรวจิ ัยกับประชำชนที่ศกึ ษำ
(2) กำรเลือกสถำนท่ศี กึ ษำและกำรเลือกกลมุ่ ตัวอยำ่ ง
(3) กำรค้นหำวิธีกำรเกบ็ ขอ้ มูล และ
(4) เทคนิคกำรวิเครำะห์ขอ้ มลู ที่จะใช้ในกำรวิจยั
5. ความเท่ียงตรง (Validity) มปี ระเดน็ ทค่ี วรพจิ ำรณำดังน้ี
(1) ผูว้ จิ ัยจะทำผิดพลำดได้อยำ่ งไร
(2) อะไรคือคำอธิบำยกำรเลือกที่น่ำจะเป็นควำมจริง และอะไรคือปัจจัยคุกคำมต่อควำม
เทย่ี งตรงทมี่ ตี ่อข้อสรุปในกำรศึกษำและผู้วจิ ัยจะจดั กำรกบั ส่งิ เหลำ่ นอ้ี ย่ำงไร

53

54 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

(3) ข้อมูลท่ีมีจะสำมำรถเก็บรวบรวมมำได้ จะสนับสนุนหรือจะท้ำทำยควำมคิดเกี่ยวกับส่ิงที่
กำลงั เกิดขึ้นอยำ่ งไร

จะเห็นได้ว่ำองค์ประกอบเหล่ำนี้เกิดขนึ้ ไม่ได้แตกต่ำงจำกที่มีกำรวจิ ัยเชิงปริมำณแต่อย่ำงใด ส่งิ ที่
เป็นนวัตกรรมก็คือควำมสัมพันธ์ระหว่ำงองค์ประกอบต่ำงๆ ในรูปแบบน้ัน ส่วนต่ำงๆ ประกอบกันข้ึน มี
ลักษณะเป็นบูรณำกำรและมีปฏิกิริยำสัมพันธ์กันทั้งหมด โดยท่ีแต่ละส่วนเช่ือมโยงสัมพันธ์กับส่วนอื่นๆ
อีกหลำยส่วน มำกกว่ำที่จะถูกเชื่อมโยงเป็นแบบลำดับขั้นตอนเป็นเส้นตรงหรอื เป็นวงกลม ควำมสัมพันธ์
หลักๆ ขององค์ประกอบเหลำ่ นี้นำมำแสดงไว้ในจำกภำพที่ 10

วตั ถุประสงค์ บริบท วธิ กี าร ความ คาถามการ
มโนทัศน์ วิจัย เท่ียงตรง วจิ ยั

ภาพที่ 10 แสดงความสัมพนั ธ์หลักๆ ขององคป์ ระกอบการวจิ ยั

การเลือกกลุ่มตัวอย่าง (Building a Sample)

จะเห็นได้ว่ำมักมีกำรใช้กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบมีวัตถุประสงค์ มีกลวิธีหลำยประกำรและกำรเลือก
กลวิธีกำรสุ่มตัวอย่ำงขึ้นอยู่กับจุดสนใจของกำรศึกษำและกำรตัดสินใจของนักวิจัยว่ำแนวทำงไหนจะให้
เกดิ ควำมเขำ้ ใจปรำกฏกำรณ์ทจ่ี ะศกึ ษำได้อย่ำงชดั เจนท่ีสดุ เชน่

(1) กำรเลือกตวั อยำ่ งทเ่ี ป็นตัวแทน (Typical Cases)
(2) กำรเลือกตัวอยำ่ งทีห่ ลำกหลำย (Maximum Variation Sampling)
(3) กำรเลอื กตวั อย่ำงท่ีชัดเจน (Extremely Cases)
(4) กำรเลือกตวั อยำ่ งแบบลูกโซ่ (Snowball Sampling)
(5) กำรเลือกตวั อย่ำงเฉพำะที่ให้ประเด็นสำคัญ (Key Informant)

การรวบรวมขอ้ มูลเชิงคณุ ภาพ

กำรวิจัยเชิงคุณภำพเป็นกำรศึกษำปัจจัยท่ีเน้นกำรเข้ำใจปรำกฏกำรณ์กำรตีควำมหมำยของโลก
หรือส่ิงที่ต้องกำรศึกษำ ด้วยวิธีกำรศึกษำและเคร่ืองมือในกำรเก็บข้อมูลที่หลำกหลำย โดยมีเคร่ืองมือท่ี
สำคัญ คือ ผู้วิจัย กำรวิจัยนี้มีกำรออกแบบที่ยืดหยุ่น กำรวิเครำะห์ข้อมูลและกำรเก็บข้อมูลเป็น
กระบวนกำรที่สำมำรถดำเนินไปพร้อมกันในภำคสนำม กำรวิเครำะห์เร่ิมจำกกำรพิจำรณำข้อมูลเชิง
ประจักษ์จนมองเห็นมโนทัศน์หรือแนวคิดท่ีมีควำมหมำยจำกข้อมูลและเห็นควำมเช่ือมโยงของข้อมูลจน
สำมำรถสรุปเปน็ คำอธบิ ำย แนวคิด หรอื ทฤษฎีเพือ่ ทำควำมเขำ้ ใจควำมหมำยตำมปรำกฏกำรณ์ในทศั นะ
ของผู้ท่ีถูกศึกษำ โดยมีจุดยืนอยู่บนบริบทของปรำกฏกำรณ์หรือของผู้ที่ถูกศึกษำเหล่ำนั้น แต่อย่ำงไรก็ดี
ข้ันตอนที่สำคัญท่ีสุดข้ันตอนหน่ึงในกำรวิจัยเชิงคุณภำพ คือ กำรเก็บข้อมูลให้ได้ครอบคลุมสิ่งท่ีต้องกำร
ศกึ ษำมำกทส่ี ุดและน่ำเชื่อถือมำกที่สดุ ซึ่งมีหลำยวิธีกำร ในท่นี ไ้ี ด้นำเสนอเทคนิควธิ ีกำรเก็บข้อมูลที่มกี ำร

54

55 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ใช้อย่ำงกว้ำงขวำงและมีประสิทธิภำพ คือ กำรสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation) กำร
สัมภำษณ์เชิงลึก (In-depth Interview) และกำรสนทนำกลุ่ม (Focus Group Discussion) ซึ่งผู้เขียน
สำมำรถสรปุ ไดพ้ อสังเขปดงั น้ี

(1) การสังเกตแบบมีส่วนร่วม (Participant Observation)

กำรสังเกตแบบมีส่วนร่วม หมำยถึง กำรใช้ประสำทสัมผัสอย่ำงใดอย่ำงหน่ึงหรือหลำยอย่ำง
พร้อมกันในกำรรวบรวมข้อมลู โดยต้องเข้ำไปอยู่และปฏิบัติตนให้เปน็ ส่วนหน่ึงของชุมชนทีต่ ้องกำรศึกษำ
กำรสังเกตต้องแยกที่สังเกตกับสิ่งที่เป็นประสบกำรณ์ในอดีตของผู้เขียน เฉพำะควำมคุ้นเคยทำให้
มองเห็นภำพ แม้จะไม่ต้องไปศึกษำจริงๆ แต่ควำมคุ้นเคย ทำให้เรำละเลยข้อมูลสำคัญบำงประกำรไป
บำงคร้ังจะเกดิ ควำมลำเอียง และเอำสิง่ ท่ีรบั ร้จู ำกประสบกำรณ์มำเขียนซง่ึ ไม่ไดเ้ กดิ จำกกำรสงั เกตจรงิ ๆ

(2) การสัมภาษณเ์ ชงิ ลกึ (In-depth Interview)

กำรวิจัยเชิงคุณภำพน้ันมักใช้กำรวิจัยกับมนุษย์เป็นเคร่ืองมือในกำรเก็บรวบรวมข้อมูลที่สำคัญ
ท่ีสดุ ซึ่งนกั วจิ ัยใชภ้ ำษำในกำรสื่อสำร พูดคุย หรือที่เรียกเปน็ ทำงกำรวำ่ กำรสมั ภำษณ์ในกำรเกบ็ ขอ้ มลู ไม่
ว่ำจะเป็นข้อมูลด้ำนข้อเท็จจรงิ ข้อมูลควำมคิดเห็น และเจตคติ โดยรูปแบบกำรสัมภำษณ์น้ันมีต้ังแต่กำร
สัมภำษณ์ที่เป็นทำงกำร โดยกำรมีคำถำมท่ีมีโครงสร้ำงและกึ่งโครงสร้ำง และกำรพูดคุยอย่ำงเป็นกันเอง
เพอ่ื ค้นหำควำมหมำย หรือทเี่ รียกว่ำ “กำรสัมภำษณเ์ ชงิ ลึก”

จะเหน็ ได้วำ่ กำรสัมภำษณ์เชงิ ลึก เป็นวิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูลเชงิ คณุ ภำพที่มีชื่อเรยี กที่แตกต่ำง
กันออกไป เช่น กำรสัมภำษณ์เจำะลึก กำรสัมภำษณ์ลุ่มลึก กำรสัมภำษณ์แนวลึก เป็นต้น ซึ่งเป็นวิธีกำร
รวบรวมข้อมูลโดยไม่ใช้แบบสอบถำม จะมีแนวของข้อคำถำมให้ผู้สัมภำษณ์เป็นผู้สอบถำมผู้ให้สัมภำษณ์

55

56 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ในลักษณะกำรเจำะลึก และต้องอำศัยควำมสำมำรถพิเศษของผู้สัมภำษณ์ในกำรค้นหำรำยละเอียดใน
ประเด็นท่ีศึกษำอย่ำงลึกซึ้ง ซึ่งกำรสัมภำษณ์เชิงลึกมักจะศึกษำในประชำกรกลุ่มเล็ก ๆ เช่น ผู้บริหำร
นักกำรเมือง ผู้นำทำงวิชำกำร ผู้นำท้องถ่ิน ปรำชญ์ชำวบ้ำน เป็นต้น โดยที่กำรสัมภำษณ์เชิงลึกน้ันมิได้
มุง่ หวังว่ำจะให้ถูกสัมภำษณ์เลือกคำตอบที่นักวิจัยคิดไว้ก่อนหรือสัมภำษณ์เพยี งครัง้ เดียวแต่ต้องกำรให้ผู้
ถูกสัมภำษณ์เลือกคำตอบที่นักวิจัยคิดไว้ก่อนหรือสัมภำษณ์เพียงคร้ังเดียวแต่ต้องกำรให้ผู้ถูกสัมภำษณ์
แสดงควำมคิดเห็น ให้คำอธิบำยรำยละเอียดเกี่ยวกับควำมสำคัญของเรื่องและสถำนกำรณ์ ตลอดจน
ควำมเช่ือ ควำมหมำยต่ำงๆทเ่ี กดิ ข้ึนอยำ่ งลกึ ซึ้งในแง่มุมตำ่ งๆ

(3) การสนทนากลุม่ (Focus Group Discussion)

กำรสนทนำกลุ่ม หมำยถึง กำรรวบรวมข้อมูลจำกกำรสนทนำกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในประเด็นที่
เฉพำะเจำะจง โดยมีผดู้ ำเนนิ กำรสนทนำ (Moderator) เป็นผู้คอยจดุ ประเด็นในกำรสนทนำเพ่ือชักจูงให้
กลุม่ เกิดแนวคิดและแสดงประเดน็ หรือแนวทำงกำรสนทนำอย่ำงกว้ำงขวำงละเอียดลึกซ้ึง โดยมผี ู้เข้ำรว่ ม
กำรสนทนำในแต่ละกลุ่มประมำณ 6-10 คน ซึ่งมำจำกประชำกรเป้ำหมำยที่กำหนดไว้ โดยมีวิธีกำร
เดียวกันแต่มีวัตถุประสงค์ต่ำงกันอีก เช่น กำรระดมสมอง (Brian Storming) กำรทำ Delphi
Technique กำรสัมภำษณ์กลมุ่ (Group interview) และกำรประชมุ กลมุ่ (Group Meeting) ฯลฯ

การตรวจสอบสามเสา้ หรือ วธิ ีการตรวจสอบสามเส้า (triangulation)
คื อ ก ำรเป รีย บ เที ย บ ข้ อ ค้ น พ บ (Finding) ข อ ง
ปรำกฏกำรณ์ท่ีทำกำรศึกษำ (Phenomenon) จำก
แหล่งและมุมมองที่แตกต่ำงกัน นักวิจัยจำนวนมำก
คำดหมำยว่ำ Triangulation เป็นแนวทำงกำรยืนยัน
ควำมน่ำเชื่อถือ (Credibility, validity) ของข้อมูลหรือ
สงิ่ ทคี่ ้นพบ

56

57 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ลกั ษณะของกำรตรวจสอบสำมเส้ำ มี 3 ลักษณะ คอื
(1) กำรตรวจสอบสำมเส้ำด้ำนข้อมูล (Data Triangulation) คือ กำรพิสูจน์ว่ำข้อมูลผู้วิจัย

ได้มำน้ันถูกต้องหรือไม่ โยมีวิธีตรวจสอบคือกำรสอบแหล่งของข้อมูล แหล่งที่มำที่จะพิจำรณำในกำร
ตรวจสอบ ได้แก่ แหล่งเวลำ หมำยถึง ถ้ำข้อมูลต่ำงเวลำกันจะเหมือนกันหรือไม่ แหล่งสถำนท่ี หมำยถึง
ถ้ำข้อมูลต่ำงสถำนท่ีกันจะเหมือนกันหรือไม่ และแหล่งบุคคล หมำยถึง ถ้ำบุคคลผู้ให้ข้อมูลเปล่ียนไป
ข้อมลู จะเหมือนเดมิ หรอื ไม่

(2) กำรตรวจสอบสำมเส้ำด้ำนผู้วิจัย (Investigator Triangulation) คือ กำรตรวจสอบว่ำ
ผ้ศู ึกษำวิจัยแต่ละคนจะได้ข้อมลู ต่ำงกันอย่ำงไรโดยเปล่ียนตวั ผูส้ ังเกตแทนท่ีจะใชผ้ ู้วิจยั คนเดยี วกันสังเกต
ตลอด

(3) กำรตรวจสอบสำมเส้ำด้ำนกฤษฎี (Theory Triangulation) คือ กำรตรวจสอบว่ำถ้ำ
ผวู้ ิจยั ใชแ้ นวคดิ ทฤษฎีท่ีต่ำงไปจำกเดมิ จะใหก้ ำรตคี วำมข้อมูลแตกต่ำงกนั มำกน้อยเพยี งใด

(4) กำรตรวจสอบสำมเส้ำค้นวิธีรวบรวมข้อมูล (Methodological Triangulation) คือ
กำรใช้วิธีเก็บรวบรวมขอ้ มูลท่ีแตกต่ำงกนั เพ่ือรวบรวมขอ้ มลู เรื่องเดียวกนั

ดังนั้นข้อเท็จจริงท่ีค้นพบจำกกำรตรวจสำมเส้ำ (Triangulation) คือ เป็นกำรใช้ระเบียบวธิ ีกำร
วิจัยหลำยอย่ำงในกำรศึกษำปรำกฏกำรณ์เดียวกัน ไม่จำเป็นต้องมีสำมข้อมีมำกกว่ำนี้ก็ได้ เช่น ระเบียบ
วิ ธี วิ จั ย (Research Method Triangulation), ท ฤ ษ ฎี (Theoretical Triangulation), ผู้ วิ จั ย
(Researcher Triangulation) และ ข้อมูล (Data Triangulation)

จะเห็นได้ว่ำกำรตรวจสอบสำมเส้ำ (Triangulation) มักนำมำใช้ในกำรตรวจสอบคุณภำพ
งำนวิจัยท้ังกำรวิจัยเชิงปริมำณ (Quantitative Research) และกำรวิจัยเชิงคุณภำพ (Qualitative
research) ในกำรศึกษำเชิงปริมำณ (Quantitative) เป็นกำรตรวจสอบควำมถูกต้อง (Validation)
นัน้ เอง ซึ่งกำรศึกษำเชิงคุณภำพเป็นกำรกำรหำคำตอบเป็นกลยุทธ์กำรใช้วิธกี ำรที่เหมำะสมเพื่อหำควำม
น่ำเช่ือถือ (Credibility) ของกำรวิเครำะห์เชิงคุณภำพ ซึ่งเป็นวิธีกำรทำงเลือกของเกณฑ์พิจำรณำปกติ
เช่น ควำมเท่ยี งตรง (Reliability) และ ควำมถูกต้อง (Validity) เป็นตน้

ดังน้ันสรุปได้ว่ำกำรตรวจสอบสำมเส้ำ (Triangulation) ในกำรศึกษำเชิงคุณภำพเป็น
กระบวนกำรท่ีถูกนำมำใช้ในกำรสังคมศำสตร์ ด้วยกำรรวบรวมวิธีกำรใช้ผู้สังเกต (Observer) ทฤษฎี
(Theory) วิธกี ำร (Methods) และ ข้อมูลเชิงประจักษ์ (Empirical Material) ที่ซ้ำซ้อนกัน ผู้วจิ ัยจึงหวัง
ว่ำจะกำจัดจุดด้อย หรือ ควำมลำเอียงภำยในและปัญหำที่เกิดจำกกำรใช้วิธีกำรอย่ำงเดียวและกำรใช้
ทฤษฎเี ดยี วในกำรศึกษำไดอ้ ยำ่ งครอบคลมุ และครบถว้ น

รูปแบบของ Triangulation สำมำรถสรุปได้ 7 รูปแบบ ไดแ้ ก่
(1) Data Triangulation หมำยถึง กำรเปรียบเทียบและตรวจสอบควำมแน่นอนของข้อมูลโดย
นำขอ้ มลู ท่ไี ด้มำเปรยี บเทียบกัน
(2) Multiple Investigator Triangulation คือ กำรใช้นักวิจัยหลำยคนในสนำมกำรวิจัยแทน
กำรใชน้ กั วจิ ัยเพียงคนเดียว

57

58 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

(3) Multiple Analyze Triangulation คือ กำรใช้ผู้วิเครำะห์ข้อมูลท่ีเก็บจำกสนำมกำรวิจัย
มำกกว่ำ 2 คนขึ้นไป

(4) Reviews Triangulation คือ กำรให้บุคคลต่ำง ๆ ท่ีไม่ใช่นักวิจัยทำกำรทบทวนข้อค้นพบ
จำกกำรวิเครำะห์วจิ ยั อกี ครัง้

(5) Methods Triangulation คือ กำรเปรียบเทียบข้อมูลท่ีได้มำจำกกำรเก็บข้อมูลหลำกหลำย
วธิ ีกำรเพอื่ วเิ ครำะห์ในเรอื่ งของผลกำรวิจยั ท่เี กิดขน้ึ

(6) Theory Triangulation คือ กำรใช้มุมมองของทฤษฎีต่ำง ๆ มำพิจำรณำข้อมูลกำรวิจัยชุด
เดียวกัน

(7) Interdisciplinary Triangulation คือ กำรใช้สหวิทยำ กำรมำร่วมวำทกรรมเพ่ืออธิบำยข้อ
ค้นพบต่ำงๆทเี่ กิดขนึ้ จำกกำรวจิ ัย

การวิเคราะห์ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ

กำรวิเครำะห์ข้อมูลเชิงคุณภำพ คือ กำรจดั ระบบสิ่งท่ีผู้วิจัยได้เห็นได้ยินและได้อ่ำนเพอ่ื ใหเ้ ขำ้ ใจ
ควำมหมำยในส่ิงท่ีได้เรียนรู้ ในกำรจัดกำรกับข้อมูล นักวิจัยใช้วิธีบรรยำย อธิบำยต้ังสมมติฐำน สร้ำง
ทฤษฎี และเชื่อมโยงสิ่งท่ีศึกษำไปยังเรื่องอื่นๆ ในกำรที่จะทำเช่นนั้น โดยนักวิจัยจะต้องจัดประเภท
สงั เครำะห์ ค้นหำแบบแผน และตคี วำมข้อมูลที่มีกำรรวบรวมขนึ้ มำอยำ่ งเปน็ ระบบ

กำรวิเครำะห์ข้อมูลไม่ใช่ข้ันสุดท้ำยของกระบวนกำรวิจัย และไม่ได้เป็นข้ันตอนหนึ่งที่แยก
ออกมำจำกขั้นตอนอื่นๆ ในกระบวนกำรวิจัยเชิงคุณภำพ ทั้งน้ีนักวิจัยจึงต้องวิเครำะห์ข้อมูลตลอดทุก
ขั้นตอนของกำรวิจัย และต้องวิเคราะห์ย้อนกลับไปกลับมาหลายคร้ังจนกว่าจะได้ส่ิงท่ีต้องการศึกษา
ครบถ้วน จนสำมำรถนำเสนอผลกำรวิจัยได้ ซึ่งขั้นตอนในกำรวิเครำะห์ข้อมูลที่นำเสนอในบทนี้แม้จะ
แบ่งเป็นตอนๆ แต่ไม่ได้หมำยควำมว่ำจะเป็นในลักษณะท่ีเป็นลำดับตำยตัว หรือมีลักษณะเป็นเส้นตรง
คือ เร่ิมจำกข้อ 1 ไปถึงข้อสุดท้ำย แล้วนับเป็นสิ้นสุดกระบวนกำรวิเครำะห์ แต่อำจจะเร่ิมทำพร้อมกัน
หลำยจุด หรือย้อนกลับไปมำได้ ฉะน้ันลำดับท่ีให้ไว้จึงอำจยืดหยุ่นได้ ตำมควำมเหมำะสมหรือควำม
จำเป็นทนี่ กั วิจยั แตล่ ะคนจะเลอื กใช้

การเขยี นรายงานการวจิ ยั เชิงคณุ ภาพ

เม่ือมีกำรเตรียมข้อมูลท่ีได้จำกกำรวิจัยเพ่ือจะนำมำจัดทำกำรเขียนรำยงำน นักวิจัยควรจะ
เริ่มต้นด้วยกำรคำนึงถึงวัตถุประสงค์ของกำรศึกษำ ถ้ำหำกต้องกำรจะสร้ำงควำมก้ำวหน้ำในเชิงทฤษฎี
และทำให้มโนทัศนม์ ีควำมชัดเจนในเรื่องพฤติกรรมมนุษย์หรืองำนวิจยั อื่นใดที่นกั วิจัยตั้งวัตถปุ ระสงค์กำร
วิจัยไว้ แต่ถ้ำกำรตั้งวัตถุประสงค์ในกำรปรับปรุงองค์ประกอบของกำรทำงำนในสำขำวิชำใด วิชำหน่ึง
เช่น วิชำระเบียบวิธีวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์ นักวิจัยอำจต้ังวัตถุประสงค์ท่ีแตกต่ำงออกไปบ้ำง
สำมำรถทำไดเ้ ช่นกนั

กำรกำหนดวัตถุประสงค์ของกำรวิจัยน้ันต้องควบคู่ไปกับกำรสร้ำงควำมเข้ำใจให้แก่ผู้อ่ำน
โดยเฉพำะกำรเผยแพร่ข้อมูลกำรวิจัยด้วยข้อเขียน ทั้งนี้เพรำะลักษณะของผู้อ่ำนมีควำมสำคญั แก่ผู้เขียน

58

59 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

เหมือนๆ กับลักษณะของผู้ฟังที่มีควำมสำคัญแก่ผู้นำเสนอด้วยคำพูด ถ้ำนักวิจัยต้องกำรที่เข้ำถึงผู้อ่ำนที่
ตั้งใจไว้ กำรเขียนรำยงำนวิจัยจะต้องพูดในประเด็นท่ีเกย่ี วข้องกับกลมุ่ น้ันๆ หรือถ้ำต้องกำรจะเขำ้ ถึงกลุ่ม
ทว่ั ๆ ไปทีก่ วำ้ งกว่ำเดิม นักวจิ ัยก็จะต้องมุ่งให้เข้ำถงึ ควำมสนใจของกลุ่มคนเหลำ่ น้นั

ดังนั้นกำรเขียนรำยงำนอำจแบ่งได้เป็นหลำยส่วน แต่ละส่วนบอกอะไรบำงอย่ำงท่ีสำคัญแก่
ผู้อ่ำน ทั้งนี้เพ่ือให้ผู้อ่ำนเข้ำใจส่ิงท่ีนักวิจัยได้กล่ำวไว้อย่ำงเต็มท่ี โดยหลักกำรแล้วส่วนประกอบเหล่ำนี้
ประกอบกันข้นึ เป็นโครงร่ำงหรอื โครงสรำ้ งสนับสนุนรำยงำน โครงสร้ำงสนับสนุนในท่ีน้ี หมำยถึง จำนวน
หวั ขอ้ หลักๆ (Major Headings) ที่แสดงลำดับของรำยงำนกำรวจิ ัยหัวข้อในรำยงำนกำรวิจัยประกอบกัน
เป็นเค้ำโครง ซึ่งเป็นป้ำยบอกสัญญำณแก่ผู้อ่ำน รวมไปถึงหัวข้อในรำยงำนอำจแบ่งตำมเร่ืองท่ีเกิดข้ึนใน
ระดบั ตำ่ งๆ ซ่งึ แสดงใหเ้ หน็ ระดับของควำมสำคญั ของกำรวิจยั นนั้ เอง

ในส่วนของรำยงำนกำรวิจัยทุกประเภทจำเป็นต้องมีหลำยๆ ตอนแต่ไม่จำเป็นว่ำจะต้องต้ังช่ือ
เฉพำะวำ่ อะไร โดยทั่วไปรำยงำนกำรวจิ ยั ประกอบด้วยหัวขอ้ ใหญๆ่ หรอื ตอนสำคญั ๆ ซึง่ ไดแ้ ก่

(1) ชื่อเรื่อง (Title) โดยปกติจะอยู่ท่ีหน้ำปก (พร้อมด้วยชื่อของผู้เขียน) และอยู่ที่ด้ำนบนของ
หนำ้ บทคัดย่อ

(2) บทคัดยอ่ กำรบรรยำยรำยงำนทงั้ หมดโดยยอ่
(3) บทนำ ไดแ้ ก่ คำถำมหลกั กำรวิจัย คำศพั ทส์ ำคัญ และเป้ำหมำยของกำรวจิ ัย (Research focus)
(4) กำรทบทวนวรรณกรรม ได้แก่ กำรตรวจสอบเอกสำรวิจัยท่ีมีอยู่ ซ่ึงเกี่ยวข้องกับหัวข้อของ

รำยงำนอยำ่ งละเอียด
(5) วิธวี ทิ ยำกำรวจิ ยั บรรยำยวิธีกำรท่นี ักวิจยั เกบ็ รวบรวมและวิเครำะห์ข้อมลู อยำ่ งละเอียด
(6) ข้อค้นพบหรือผลกำรศึกษำ กำรเสนอข้อมลู ท่ไี ด้คน้ พบในระหว่ำงกระบวนกำรวจิ ัย
(7) อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ ได้แก่ กำรตรวจสอบข้อค้นพบเหล่ำน้ันและกำรพิจำรณำว่ำ

มันส่งผลตอ่ กลมุ่ ตอ่ ชุมชน หรอื หน่วยงำนต่ำงๆ อย่ำงไร
(8) กำรอ้ำงอิง หมำยเหตุ และ/หรือ ภำคผนวก ไดแ้ ก่ ตอนซง่ึ ให้หลักฐำนที่สนับสนนุ รำยงำนกำรวิจยั

เป็นต้น

ดังน้ัน “การวิจยั ทุกชนิดลว้ นมสี ่วนท่ีเปน็ เชิงคณุ ภาพอย่ใู นตัวด้วยกนั ทง้ั สิน้ ถึงแม้จะ
ไม่ไดท้ าแบบเชิงคุณภาพเลยกต็ าม”(ชาย โพธิสิตา. 2554 อ้างถงึ Weisner, 1996 )

ดังน้ัน กำรวิจัยเชิงคุณภำพ สำมำรถสรุปองค์ประกอบและขั้นตอนในกำรวำงแผนกำรวิจัยเชิง
คณุ ภำพ (นิศำ ชโู ต, 2548 : 75) ไดด้ งั ภำพท่ี 11

59

60 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ภาพท่ี 11 องค์ประกอบและขั้นตอนในการวางแผนการวจิ ยั เชิงคุณภาพ (นศิ า ชโู ต, 2548)
ความแตกต่างระหวา่ งการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชงิ คุณภาพ

อย่ำงไรก็ตำมเม่ือผู้เขียนได้อธิบำยกำรวิจัยเชิงปริมำณและกำรวิจัยเชิงคุณภำพแล้วปรำกฏ เจอ
ควำมแตกตำ่ งระหวำ่ งกำรวิจัยเชิงปรมิ ำณและเชงิ คณุ ภำพอย่ำงมีนยั ยะทสี่ ำคัญทส่ี ำมำรถสรปุ ไดด้ งั นี้

กำรวิจัยเชิงปริมำณโดยรวมๆแล้วคณุ ลักษณะของข้อมูลทีน่ ักวิจัยรวบรวมมำใช้ในกำรศึกษำวิจัย
มขี ้อสังเกตว่ำ เรำสำมำรถตั้งสมมติฐำนต่ำงๆ กัน ในเรื่องธรรมชำติของควำมรู้ สมมติฐำนที่แตกต่ำงกันน้ี
ได้ถูกแปลงไปเป็นกำรใช้ประเภทข้อมูลท่ีต่ำงกัน นักวิจัยกลุ่มปฏิฐำนนิยมตั้งสมมติฐำนว่ำเรำสำมำรถ
สังเกตพฤติกรรมต่ำงๆ ได้ ทั้งยังสำมำรถวัดและวิเครำะห์เป็นตัวเลขและในเชิงวัตถุวิสัยได้กำรใช้กำรวัด
และวิเครำะห์เป็นตัวเลข เรียกกันว่ำเป็นแนวทำงศึกษำเชิงปริมำณ ซึ่งได้แก่กำรวิจัยที่เกี่ยวกับปริมำณที่
สำมำรถวัดได้ ฉะนั้นเรำอำจจะสนใจในควำมสัมพันธ์ระหว่ำงกำรลงทุนทำงเศรษฐกิจในกำรกีฬำ กับ
ควำมสำเร็จในเวลำต่อมำ เรำอำจจะศึกษำเรื่องน้ีโดยกำรวัดว่ำ เรำได้ใช้จ่ำยเงินลงทุนไปมำกน้อยเท่ำใด
ในกีฬำชนิดหนึ่ง (เช่น กีฬำฟุตบอล) และวัดผลกำรแข่งขันในกีฬำประเภทน้ันได้แง่ของกำรนับเหรียญ
รำงวัลในกำรแข่งขันคร้ังสำคัญๆ เช่น กีฬำโอลิกปิก เป็นต้น วิธีนี้จะทำให้เรำได้ข้อมูลเป็นตัวเลขมำ
จำนวนหนึ่ง ซ่ึงจำกน้ันจะนำมำวิเครำะห์ทำงสถิติเพ่ือที่จะกำหนดว่ำ ระหว่ำงตัวแปรทั้งสองน้ัน มี
ควำมสัมพันธ์กันหรือไม่ วิธีน้ี คือกำรวิจัยเชิงปริมำณ ตัวแปรน้ันสำมำรถวัดได้โดยตรงและแปลงไปใช้ใน
รูปของตัวเลขได้ง่ำย ซึ่งจำกนั้นก็ทำกำรวิเครำะห์ด้วยสถิติ (ฉะน้ัน จึงเกี่ยวข้องอย่ำงใกล้ชิดกับกระบวน
ทัศนแ์ บบปฏิฐำนนยิ ม)

60

61 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ส่วนกำรวจิ ัยเชิงคุณภำพ มีเป้ำหมำยที่จะศึกษำในเชิงคุณภำพซ่ึงเป็นส่ิงที่ไม่สำมำรถจะวัดได้
คือ ไม่สำมำรถลดทอนลงเป็นตัวเลขได้ เช่น ควำมรูส้ ึก ควำมคิด ประสบกำรณ์ กำรเรียนรู้ เป็นต้น ได้แก่
มโนทศั น์ท้ังหลำยทีเ่ กี่ยวข้องกับแนวทำงศึกษำควำมรู้แบบนัยนยิ ม ทัง้ น้ีกำรวิจัยเชิงคณุ ภำพใช้ขอ้ มลู และ
กำรวิเครำะห์ที่ไม่ใช่ตัวเลข เพ่ือท่ีจะบรรยำยและเข้ำใจมโนทัศน์เหล่ำนั้น เพรำะฉะน้ัน นักวิจัยอำจจะใช้
แนวทำงศึกษำทำงเลือก เพ่ือให้เข้ำใจเจตนำของผู้ท่ีเข้ำไปชมกำรแข่งขันต่ำงๆ โดยถำมพวกเขำให้บอก
เหตุผลว่ำเพรำะเหตุใดพวกเขำจะไม่เขำ้ ชมกำรแขง่ ขนั ในอนำคต ควำมคิดดงั กล่ำวเป็นสง่ิ ท่ียำกจะแปลง
เป็นตัวเลขได้อย่ำงมีควำมหมำย และด้วยเหตุน้ันข้อมูลในรูปของถ้อยคำที่นักวิจัยนำมำใช้แผล
ควำมหมำยมีควำมเหมำะสมในกำรวิจัยเชิงคุณภำพ ซ่ึงไมเ่ หมือนกับเชงิ ปริมำณ โดยเฉพำะประเด็นเร่ือง
“จำนวนเท่ำไหร่” อำจจะไม่ใช่ประเด็นที่เกี่ยวข้อง ซ่ึงคือ กระบวนทัศน์การวิจัย (Research
Paradigms) น้ันเอง ควำมแตกต่ำงระหว่ำงกำรวิจยั เชงิ ปริมำณและกำรวจิ ัยเชิงคุรภำพสำมำรถสรุปเป็น
ควำมแตกต่ำงในเรื่องของประเภทของกำรวิจัย และวิธกี ำรเก็บรวมรวบข้อมูล ดงั ตำรำงที่ 1

ตารางท่ี 1 ความแตกต่างระหว่างกระบวนทัศน์ทางปฏิฐานนยิ มและปรากฏการณ์นิยม

ลกั ษณะ ปฏิฐานนยิ ม ปรากฏการณ์นิยม
1) ควำมเชื่อ
พื้นฐำน ▪ ควำมจริงเป็นโลกภำยนอก และวัดได้ ▪ ควำมจริงทำงสังคมสร้ำงขึ้นใน

2) บทบำท ดว้ ยวัตถวุ สิ ัย (Objective) ค ว ำ ม นึ ก คิ ด ข อ ง ม นุ ษ ย์ แ ล ะ เป็ น
นักวิจัย
▪ ผู้วิจัยเป็นอิสระแยกออกจำกสิ่งที่ถูก อัตตวสิ ัย (Subjective)
3) ระเบยี บวธิ ี
วจิ ยั วิจัย

▪ ควำมจริงเปน็ เรือ่ งปรำศจำกคำ่ นิยม

▪ มุ่งประเด็นในส่ิงที่มีหลักฐำนควำมจริง ▪ มุ่ งป ระเด็ น ข อ งค ว ำม ห ม ำย

(Fact) (Meaning)

▪ มองในพนื้ ฐำนของเชงิ เหตแุ ละผล ▪ ควำมพยำยำมเข้ำใจว่ำอะไร

▪ จับแยกสภำพควำมจริงให้เล็กพอเหมำะ เกดิ ขน้ึ
▪ มองภำพรวมทง้ั สถำนกำรณ์
กับกำรศึกษำ

▪ สรำ้ งสมมตุ ฐิ ำนและทดสอบ ▪ ค่อยๆพัฒนำควำมคิดข้อสรุป

จำกข้อมลู รปู ธรรม

▪ ใชว้ ิธกี ำรเชิงปริมำณ ▪ ใชว้ ิธีกำรเชิงคุณภำพ

▪ สรำ้ งนิยำมปฏิบัตกิ ำรเพอื่ วดั ได้ ▪ ใช้ วิ ธี ก ำ ร ห ล ำ ย ๆ วิ ธี เพื่ อ ส ร้ ำ ง

▪ ใชก้ รอบทฤษฎีก่อนๆนำ แ น ว คิ ด น ำ น ำ ป ร ะ ก ำ ร เ กี่ ย ว กั บ

▪ ใช้เครอื่ งมือในกำรเกบ็ ข้อมูล ปรำกฏกำรณ์

▪ ใช้กลมุ่ ตัวอยำ่ งมำก ▪ไม่ ใช้ ท ฤ ษ ฎี น ำ ศึ ก ษ ำ จ ำ ก

▪ สถำนท่ีทำวิจัยใช้หอ้ งทดลอง ปรำกฎกำรณธ์ รรมชำติ

61

62 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ตารางที่ 1 (ตอ่ ) ความแตกตา่ งระหว่างกระบวนทศั นท์ างปฏิฐานนิยมและปรากฏการณน์ ิยม

4) ควำม ▪ ความตรง (Validity) คือ เคร่ืองมือท่ี ▪ ความเช่อื ถอื ได้ (Credibility)
น่ำเชอ่ื ถอื
ใช้วดั วัดในส่ิงทตี่ ้องกำรวดั หรือไม่ คือ ผู้วิจัยสำมำรถเข้ำถึงและมี

ควำมรู้ควำมเข้ำใจในควำมหมำย

ตำ่ งๆและขอ้ มูล

▪ ความเที่ยง (Reliability) คือ กำรวัด ▪ ก า ร พ่ึ ง พ า กั บ เก ณ ฑ์ อ่ื น ๆ

ให้ผลตรงกันทุกคร้ังหรือไม่ (โดยทไี่ ม่มกี ำร (Dependability) หมำยถึง กำร

เปล่ยี นแปลงของสิง่ ทถ่ี กู วดั ) สังเกตส่ิงเดียวกัน โดยนักวิจัยหลำย

คนหลำยโอกำสว่ำสอดคล้องกันเพียงใด

▪ ก า ร ส รุ ป ผ ล อ้ า ง อิ ง ▪ ก า ร ถ่ า ย โอ น ผ ล ก า ร วิ จั ย

(Generalizability) คื อ โ อ ก ำ ส ข อ ง (Transferability) คือ ควำมคิด

รปู แบบท่ถี ูกสังเกตในกลมุ่ ตวั อย่ำงสำมำรถ แ ล ะ ท ฤ ษ ฎี ที่ ส ร้ ำ ง ขึ้ น จ ำ ก

นำไปใช้ อ้ำงกับประชำกรท้ังหมดได้มำก สถำนกำรณ์ หน่ึงๆ สำมำรถจะ

นอ้ ยเทำ่ ใด นำไปใชก้ ับสถำนกำรณอ์ ่นื เพยี งใด

62

63 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ตารางที่ 1 ความแตกตา่ งระหว่างกระบวนทศั นท์ างปฏิฐานนิยมและปรากฏการณน์ ิยม (ตอ่ )

ลกั ษณะ ปฏฐิ านนิยม ปรากฏการณ์นยิ ม

5) วัตถุประสงค์ ▪ มุง่ วเิ ครำะห์หำควำมสัมพนั ธร์ ะหว่ำงตัว ▪ ต้ อ งก ำ ร เข้ ำ ใจ ค ว ำ ม ห ม ำ ย

แปรอสิ ระกบั ตวั แปรตำม กระบวนกำรควำมรู้สึกนึกคิดโดย

เช่อื มโยงกบั บริบทของสงั คม

6) กำรกำห น ด ▪ กำหนดลว่ งหนำ้ กอ่ นทำกำรวจิ ัย ▪ก ำ ห น ด ค ร่ ำ ว ๆ พ ร้ อ ม ท่ี จ ะ

สมมุตฐิ ำน เปลีย่ นแปลงตำมสถำนกำรณ์

7) กำรคัดเลือก ▪ สุ่มโดยอำศัยกำรสุ่มชนิดท่ีทรำบโอกำส ▪ สุ่มโดยอำศัยกำรสุ่มชนิดท่ีไม่

ตัวอย่ำง ห รื อ ค ว ำ ม น่ ำ จ ะ เป็ น ท่ี ถู ก เลื อ ก ทรำบโอกำสหรือควำมน่ำจะเป็นท่ี

(Probability) จะถกู เลอื กเปน็ ตัวอยำ่ ง

(Non-probability sampling)

8) จำนวน ▪ จำนวนมำก ▪ จำนวนนอ้ ย

ตวั อย่ำง

9) ขอบเขตกำร ▪ ศึกษำในวงกว้ำง โดยเลือกเฉพำะกลุ่ม ▪ ศกึ ษำแนวลึกเฉพำะกลุม่ ทส่ี นใจ

วิจยั ตวั อยำ่ งที่สุม่ มำ

10) วิธีกำรเก็บ ▪ แบบสอบถำม ▪ กำรสังเกต

ขอ้ มลู ▪ แบบสัมภำษณ์ ▪ กำรสัมภำษณ์เจำะลึก

▪ กำรจัดสนทนำกลมุ่

▪ กำรบนั ทึกประวัติชวี บุคคล

9) กำรวิเครำะห์ ▪ วิเครำะห์เชิงปริมำณโดยใชส้ ถิติชว่ ย ▪ วิเครำะห์เชิงตรรกะเป็นหลักอำจ

ข้อมูล (Statistical Analysis) มีกำรวิเครำะห์เชิงปริมำณ ช่วย

เลก็ น้อย (Content Analysis)

10) กำรรำยงำน ▪ รำยงำนผลโดยอ้ำงอิงสถิติ (Report ▪ รำยงำนผลโดยอ้ำงอิงคำพูดหรือ

ผล Statistical Analysis) เรื่ อ ง ร ำ ว จ ริ ง จ ำ ก ก ลุ่ ม ตั ว อ ย่ ำ ง

(Report Rich Narrative)

11) กำรสรุปผล ▪ นำไปใช้อำ้ งองิ แทนประชำกรทง้ั หมดได้ ▪ ใชอ้ ำ้ งองิ ไดเ้ ฉพำะกลมุ่

12) ทั กษ ะของ ▪ มีควำมสำมำรถทำงสถิติ ▪ มีควำมละเอียดอ่อนในกำรสังเกต

นกั วจิ ยั เกบ็ รวบรวมข้อมูล และกำรตีควำม

อย่ำงไรก็ตำมกำรจะตัดสินใจที่จะเก็บรวบรวมข้อมูลเชิงปริมำณ (Quantitative Data) หรือ
ข้อมูลเชิงคุณภำพ (Quantitative Data) ขึ้นอยู่กับธรรมชำติหรือลักษณะของคำถำมกำรวิจัยและ
วัตถุประสงค์ของกำรวิจัยของแตล่ ะคน เห็นได้ชัดว่ำถ้ำเรำสนใจในกำรวัดปรำกฏกำรณ์บำงอย่ำง ถ้ำอย่ำง

63

64 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

นั้นเรำจำเป็นต้องเก็บข้อมูลเชิงปริมำณ ถ้ำเรำสนใจในควำมคิดหรือควำมรู้สึกของคนมำกกว่ำ ถ้ำอย่ำง
นั้นสิ่งเหล่ำนี้ก็ยำกที่จะทำให้เป็นเชิงปริมำณและข้อมูลเชิงคุณภำพจะมีควำมเหมำะสมมำกกว่ำ ไม่มี
แนวทำงศึกษำใดดีกว่ำวิธีอ่ืน แต่ว่ำแนวทำงกำรศึกษำควรถูกกำหนดโดยคำถำมกำรวิจัยมำกกว่ำ
ตัวอย่ำงเช่น อย่ำตัดสินใจท่ีจะเก็บข้อมูลเชิงคุณภำพเพียงเพรำะว่ำเรำไม่สบำยใจกับกำรวิเครำะห์ด้วย
วิธีกำรทำงสถิติ จงม่ันใจเสมอว่ำแนวทำงกำรศึกษำของเรำมีควำมเหมำะสมกับคำถำมวิจัย มำกกว่ำ
ทักษะหรือควำมพอใจสว่ นตวั

จนเป็นที่มำของกำรวจิ ัยเชิงผสมผสำน ซ่งึ เรำอำจตดั สนิ ใจท่ีจะใช้ขอ้ มูลผสมกนั ระหว่ำงข้อมลู เชิง
ปริมำณกับขอ้ มลู เชิงคุณภำพ แต่ในเรอ่ื งน้ีมีควำมเห็นแตกตำ่ งกัน นักวิชำกำรบำงคนกล่ำวว่ำทัง้ สองแบบ
เข้ำกันไม่ได้เนื่องจำกมันใช้สมมติฐำนทำงญำณวิทยำท่ีแตกต่ำงกัน นักวิชำกำรท่ำนอื่นกล่ำวว่ำเน่ืองจำก
ปญั หำข้อจำกดั ด้ำนเวลำควำมจำเป็นท่ีจะจำกดั ขอบเขตของกำรศึกษำและควำมยุ่งยำกของกำรตีพิมพ์ผล
กำรศึกษำเหล่ำน้ันนับเป็นปัจจัยท่ีเป็นอุปสรรคต่อกำรวิจัยที่ใช้ข้อมูลผสมผสำนกันทั้งข้อมูลเ ชิงปริมำณ
และเชิงคุณภำพ กำรผสำนกันระหวำ่ งวิธีกำรวิจัยเชิงคุณภำพและเชิงปรมิ ำณอำจทำให้ได้ผลผลิตสุดท้ำย
ที่สำมำรถแสดงให้เหน็ คุณประโยชน์อย่ำงสำคญั ของวธิ ีกำรวจิ ัยท้งั สองแบบอยำ่ งเด่นชดั มีมำกขน้ึ

อย่ำงไรก็ดี สิ่งสำคัญก็คือว่ำแนวทำงศึกษำของเรำจะต้องเหมำะสมกับคำถำมกำรวิจัยมำกกว่ำ
ควำมพอใจส่วนตัวของเรำเอง เรำสำมำรถใช้วิธีผสมระหว่ำงกำรวิจัยเชิงประมำณกับเชิงคุณภำพได้ใน
ลักษณะต่อไปน้ี

1. วิธีกำรหนง่ึ ช่วยสนบั สนนุ อีกวธิ กี ำรหน่งึ
ฉะนั้นงำนวิจัยเชิงปริมำณส่วนหนึ่งอำจช้ีให้เห็นว่ำมีเหตุกำรณ์บำงอย่ำงเกิดข้ึน ซึ่งจำกน้ันจะ
สำมำรถอธิบำยไดโ้ ดยกำรเกบ็ ข้อมูลเชงิ คณุ ภำพมำชว่ ยสนับสนนุ ให้ข้อมูลมคี วำมนำ่ สนใจเพิ่มำกขึน้
2. วิธีท้ังสองศึกษำปัญหำเดียวกัน เรำอำจใช้วิธีกำรเชิงปริมำณเก็บรวบรวมข้อมูลค่อนข้ำงไม่
ซับซ้อน (Simple) หรือขอ้ มูลตัวเลขจำกกลุ่มตัวอย่ำงขนำดใหญ่ ในขณะที่วิธีกำรเชิงคุณภำพอำจจะเก็บ
รวบรวมข้อมลู ท่ีละเอียดลกึ จำกกลุม่ ตัวอย่ำงขนำดท่ีเล็กกวำ่
ดังนั้นส่ิงหนึ่งท่ีควรจะต้องพิจำรณำตั้งแต่เร่ิมแรกก็คือว่ำ เรำมีเวลำและทรัพยำกรที่จะ
ดำเนินกำรวิจัยแบบพหุวิธี (Multimethod) คือ กำรใช้วิธีวิจัยต่ำงๆเพื่อศึกษำคำถำมกำรวิจัยต่ำงๆ ที่
เก่ียวกับปรำกฏกำรณ์อย่ำงเดียวกัน) หรือแบบวิธีผสม (Mixed Methods) คือ ซึ่งใช้สองวิธีกำรวิจัย
ศึกษำคำถำมกำรวิจัยอย่ำงเดียวกัน)หรือไม่ เพรำะบ่อยครั้งที่วิธีกำรศึกษำเช่นน้ันต้องใช้เวลำและเงิน
มำกกว่ำ และเร่ืองน้ีเป็นส่ิงที่จะต้องพิจำรณำอย่ำงสำคัญ โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งถ้ำเรำมีข้อจำกัดเก่ียวกับ
เวลำและทรพั ยำกรน้นั เอง

ระเบยี บวิธีวิจยั เชิงผสมผสาน (Mixed Research Methodology)
กำรวิจัยแบบผสมผสำนมีช่ือที่ใช้เรียกแตกต่ำงกันทั้งภำษำไทยและภำษำอังกฤษ เช่น กำร

วิจัยพหุวิธี (Mutt-Methods) กำรวิจัยพทุกลยุทธ์ (Multi-Strategy) กำรวิจัยแบบผสมวิธีวิทยำ (Mixed
Methodology) Mixed Research, Methodological Pluralism, Com binned Qualitative and
Quantitative Design, Qualitative - Quantitative Methodology Design ใน บ รรด ำ ช่ื อ ต่ ำงๆ

64

65 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ดังกล่ำวข้ำงต้น ช่ือที่ได้รับควำมนิยมมำกที่สุดและนำมำใช้ คือ กำรวิจัยแบบผสมผสำน (Mixed
Methods Research หรือ MMR)

จำกกำรที่มีชื่อเรียกต่ำงๆ กัน มีข้อสังเกตว่ำกำรวิจัยแบบพหุวิธีและกำรวิจัยแบบผสมผสำนมี
ควำมแตกต่ำงกันตรงที่กำรวิจัยแบบพหุวิธีใช้วธิ ีรวบรวมข้อมูลมำกกว่ำหนึ่งวิธีแต่วิธีที่นำมำใช้นั้นมำจำก
กระบวนทัศน์กำรวิจัยแบบเดียวกัน เช่น วิธีเชิงปริมำณอย่ำงเดียว หรือวิธีเชิงคุณภำพอย่ำงเดียว ขณะที่
กำรวจิ ัยแบบผสมผสำนใช้วิธรี วบรวมข้อมูลท้ังเชงิ ปริมำณและเชงิ คุณภำพผสมผสำนกนั แต่กำรจะเอำวิธี
รวบรวมข้อมูลแบบใดมผสมผสำนกันนั้นข้ึนกับแนวคิดเชิงปรัชญำ (Philosophical Assumption) ซ่ึง
ประกอบดว้ ยภววิทยำหรือธรรมชำตขิ องควำมจรงิ (Ontology) และญำณวทิ ยำหรือวิธีคน้ หำควำมรคู้ วำม
จริง (Epistemology) ซึ่งจะเป็นสิ่งที่กำหนดกรอบกำรคิด (Frame of Reference) ของนักวิจัย
กำรผสมผสำนวิธีรวบรวมข้อมูลในกระบวนกำรวิจัยแบบผสมผสำนมีควำมเกี่ยวข้องกับ 2 ประเด็น คือ
แบบแผนกำรวิจัย (Research Design) ซึ่งเชื่อมโยงไปถึงกำรเลือกวิธีเก็บข้อมูล ซึ่งต้องสัมพันธ์กับ
ลักษณะของคำถำมวิจัย และกำรวิเครำะห์และแปลผลข้อมูล (Morse, 2003 ; cited in Brannen,
2005) ดว้ ยเหตุดังกล่ำวกำรวิจยั แบบผสมผสำนจึงมีควำมเชื่อว่ำข้อมูลท่ีได้จำกวิธเี ดียวไม่สำมำรถอธบิ ำย
รำยละเอียดของสถำนกำรณ์หรือปรำกฏกำรณ์ท่ีศึกษำได้อย่ำงลึกซ้ึง ดังนั้นกำรผสมผสำนวิธีทั้งเซิง
ปรมิ ำณและเชงิ คณุ ภำพจะทำใหไ้ ด้ข้อมูลที่มีควำมสมบรู ณส์ ำมำรถให้คำตอบ ในปัญหำวิจยั ไดอ้ ยำ่ งดี

สำหรบั กำรวิจัยแบบผสมวิธีวิทยำ (Mixed Methodology) เป็นกำรผสมผสำนของวิธีวิทยำกำร
วจิ ัยในระดับปรชั ญำหรอื พืน้ ฐำนของควำมเช่ือเกี่ยวกับควำมจริงและวิธีคน้ หำควำมจรงิ

โดยปรัชญำแรก คอื ปฏิฐำนนิยมซึ่งเช่ือว่ำควำมจริงมีลกั ษณะทีต่ รวจวดั ได้ (Objective) จำแนก
นับเปน็ ตวั เลยไดช้ ดั เจน

ปรัชญำท่ีสองคือ ปรำกฏกำรณ์นิยมซ่ึงเช่ือว่ำ ควำมจริงมีลักษณะเป็นอัตวิสัย (Subjective)
ขน้ึ กับมมุ มองของคน มีควำมหมำยเปลย่ี นไปตำมบรบิ ทไมอ่ ำจวดั เปน็ ตวั เลขได้

ด้วยเหตุดังกล่ำว นักวิจัยสำนักคิดบริสุทธิ์ (Purist) จึงมีควำมเห็นว่ำ ไม่สำมำรถสองปรัชญำ
ดงั กลำ่ วมำใช้ร่วมกันเพ่ือคันหำควำมรู้ควำมจริงได้นักวิชำกำรได้แสดงทัศนะเกี่ยวกบั ควำมหมำยของกำร
วจิ ยั แบบผสมผสำน ดังน้ี

Johnson & Onwuegbuzie (2004) ; Brannen (2005) ; Creswell & Clark (2007) ;
Tashakkori & Teddlie (2008) และ Creswell (2015) อธิบำยตรงกันว่ำ กำรวิจัยแบบผสมผสำนเป็น
กำรวิจัยที่ใช้วิธีวิทยำท้ังชิงปริมำณและเชิงคุณภำพ แล้วนำผลกำรวิจัยมำสรุปร่วมกันท้ังนี้เพื่อให้ได้
คำตอบที่สมบูรณ์ท่ีสดุ สำหรับประเด็นในกำรผสมผสำนนนั้ จะครอบคลุมตั้งแต่กำรกำหนดปัญหำวิจยั กำร
กำหนดวิธีกำรวจิ ัย กำรเก็บรวบรวมข้อมลู กำรวิเครำะห์ข้อมูล กำรแปลควำมหมำย และกำรสรปุ อ้ำงอิง
(Johnson & Onwuegbuzie, 2004 ; Creswell & Clark, 2007 ; Tashakkori &Teddlie, 2008 ;
Creswell, 2015) นอกจำกจะผสมผสำนกันระหว่ำงวิธีเชิงปริมำณและเชิงคุณภำพแล้วยังผสมผสำน
ข้อมูลท่ีมีลกั ษณะต่ำงกนั และกำรใช้ผู้ศกึ ษำที่ต่ำงกันอีกด้วย (Brannen, 2005)

จำกทัศนะของนกั วิชำกำรดังกล่ำวข้ำงตนั สรปุ ไดว้ ำ่ กำรวิจยั แบผสมผสน หมำยถึง กำรแสวงหำ
ควำมร้คู วำมจริงดว้ ยกำรใช้วธิ ีเชิงปริมำณและวิธี เชงิ คณุ ภำพรว่ มกนั ในระยะใดระยะหน่ึงหรือใช้ต่อเน่อื ง

65

66 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ในระยะที่ตำ่ งกัน แล้วนำผลท่ีไดจ้ ำกแตล่ ะวธิ มี ำสรุปรว่ มกนั ซึง่ จะทำใหเ้ กิดควำมเข้ำใจอย่ำงลึกซึ้งในส่ิงท่ี
ศึกษำ

ดังน้ัน ผู้เขียนสำมำรถสรุปกำรศึกษำในรูปแบบผสมผสำน (Mix Methodological Research)
คือ กำรศึกษำปรำกฏกำรณ์ต่ำงๆ ที่เกิดข้ึน โดยให้ควำมสนใจต่อรำยละเอียดเชงิ ลึกของปรำกฏกำรณ์ จึง
ใช้วิธีกำรท้ังทำงสถิติและวิธีกำรตีควำมเป็นเครื่องมือในกำรวิเครำะห์ข้อมูล ซึ่งวิธีกำรแบบนี้เป็นกำร
เปรียบเทียบผลกำรข้อมูลท้ังในเชิงประจักษ์ที่สำมำรถพิสูจน์ได้ด้วยวิธีกำรตำมแนวทำงปฏิฐำนนิยม
(Positivism) และกำรวิเครำะห์ข้อมูลเชิงลึกที่ผ่ำนวิธีกำรตีควำม (Hermeneutic) ซึ่งจะทำให้ได้ข้อสรุป
ที่ละเอียดลึกซึ้งข้นึ และลดอคติ (bias) ในกำรศึกษำได้

จดุ มุง่ หมายของการวจิ ัยแบบผสมผสาน
จำกกำรประมวลทัศนะของนักวิชำกำร เช่น Creswell & Clark (2007) ; Creswell (2015)

สำมำรถสรปุ จุดม่งุ หมำยของกำรวจิ ยั แบบผสมผสำนได้ ดังน้ี
(1) เพื่อแกไ้ ขจดุ ออ่ นและเสรมิ จุดแข็งของกำรวิจยั เชงิ เดยี่ ว (Mono Method Research)
(2) เพ่ือเพิ่มควำมเช่ือม่ันในผลกำรวิจัยด้วยกำรใช้วิธีต่ำง ๆ ในกำรตรวจสอบสำมเส้ำ
(Triangulation)
(3) เพอ่ื เสรมิ ควำมสมบูรณห์ รอื เตมิ เต็มประเด็นทแ่ี ตกต่ำงของปรำกฏกำรณท์ ี่ศกึ ษำ
(4) เพื่อค้นหำประเดน็ หรือขอ้ คน้ พบที่ผิดปกติ ขัดแย้ง หรือ เป็นทศั นะใหม่
(5) เพอ่ื นำผลกำรศกึ ษำในระยะหนึ่งไปใชใ้ ห้เปน็ ประโยชนใ์ นอีกระยะหนงึ่ ของกำรวจิ ัย
(6) เพื่อขยำยงำนวิจยั ใหม้ ขี อบเขตกว้ำงขวำง และมีควำมลุม่ ลึกมำกข้นึ
(7) เพอ่ื ใหไ้ ด้ขอ้ มูลกำรวิจยั ทง้ั เชงิ ปริมำณและเชิงคุณภำพท่มี ีควำมสมบูรณแ์ ละครบถ้วน

ลักษณะสาคญั ของการวิจยั แบบผสมผสาน
จำกทัศนะของ Teddlie, C. & Tashakkori, A (2003) ; Johnson & Christensen (2014)
สำมำรถสรปุ ลกั ษณะสำคัญของกำรวจิ ัยแบบผสมผสำนได้ ดงั น้ี
(1) ใช้วธิ เี ก็บรวบรวมและวธิ วี เิ ครำะหข์ อ้ มูลทงั้ เชิงปรมิ ำณและเชงิ คุณภำพเพือ่ ตอบคำถำมวิจัย
(2) สำมำรถรวบรวมหรอื ผสมผสำนขอ้ มลู ทั้งเชิงปริมำณและเชิงคุณภำพ
(3) ใช้แนวคิดเชงิ ปรัชญำหรือกระบวนทศั น์หลำกหลำยรว่ มกนั (Paradigm Pluralism)
(4) เนน้ ควำมหลำกหลำยในทกุ ระดบั ของกระบวนกำรวจิ ยั
(5) ยดื คำถำมหรอื ปญั หำวจิ ยั เปน็ หลักในกำรกำหนดวธิ กี ำรทจ่ี ะนำมำใชใ้ นกำรศึกษำ
(6) ใช้วิธรี วบรวมขอ้ มูลหลำยๆ วธิ ี เพ่ือเสริมซงึ่ กันและกนั
ซึ่งลักษณะของกำรวิจัยผสมผสำนทั้ง 6 ข้อดังกล่ำวข้ำงต้น เรียกรวมกันว่ำ "กำรผสมผสำนวิธี
วิทยำ" (Methodological Eclecticism) ซึ่งหมำยถึงกำรเลือกสรรและกำรบูรณำกำรวิธีวิทยำที่
เหมำะสมทส่ี ุด จำกกำรวิจยั เชงิ ปรมิ ำณและเซงิ คณุ ภำพมำใชเ้ พื่อศึกษำปรำกฎกำรณ์ทสี่ นใจ

66

67 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

จำกทศั นะของนักวิชกำรข้ำงต้น หำกจำแนกเปน็ ประเด็นสำมำรถสรุปลักษณะสำคัญหรือจดุ เน้น
ของกำรวิจัยแบบผสมผสำน ดงั นี้

ตารางที่ 3 การจาแนกเปน็ ประเด็นสามารถสรุปลักษณะสาคัญหรือจุดเน้นของการวิจัยแบบ

ผสมผสาน

ประเด็น ลักษณะสาคัญ/จุดเนน้

กำรใชเ้ หตผุ ลเชิงตรรกศำสตร์ ใช้ทั้งวธิ ีอุปนัยและวิธนี ริ นัยในกำรสรปุ ควำมรคู้ วำมจรงิ

มมุ มองเกีย่ วกับพฤติกรรมมนษุ ย์ พฤติกรรมบำงอยำ่ งสำมำรถคำดคะเนหรือพยำกรณไ์ ด้

ลกั ษณะของควำมมุ่งหมำยของกำรวจิ ยั กำหนดควำมมุ่งหมำยของของกำรวิจัยได้ท้ังเชิงปริมำณ

และเชิงคณุ ภำพ

จุดเนน้ ให้ควำมสำคัญที่วิธีรวบรวมข้อมูลทั้งเชิงปริมำณและเชิง

คุณภำพ

ธรรมชำตขิ องพฤติกรรมหรือ เป็นควำมรู้ควำมจริที่สอตคล้องกับสำมัญสำนึกและมี

ปรำกฏกำรณ์ทศ่ี ึกษำ ควำมเป็นไปได้ในโลกแห่งกำรปฏิบตั ิ

วธิ ีที่ใช้รวบรวมข้อมลู ใชท้ ัง้ วธิ ีเชงิ ปริมำณและวิธเี ชิงคณุ ภำพ

ธรรมชำตขิ องข้อมลู ข้อมลู ผสมผสำนกนั ทัง้ ตัวแปร คำพูด และเจตคติ

กำรวเิ ครำะห์ข้อมูล ใช้ท้ังวิธีกำรชิงปริมำณ วิธีทำงสถิติและวิธีกำรเชิง

คุณภำพ (กำรพรรณนำวเิ ครำะห์)

ผลหรือขอ้ คน้ พบ ผลมีลักษณะผสมผสำนกันและสมำรถนำไปใช้สรุป

อำ้ งอิงเป็นนัยทวั่ ไปได้

และสำมำรถสรุปกระบวนกำรวจิ ัยรปู แบบผสมผสำน ดงั ภำพท่ี 12 ดังน้ี

ภาพที่ 12 แสดงกระบวนการวธิ ีวจิ ยั ผสมผสาน

67

68 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ข้อดีและข้อจากดั ของการวจิ ัยแบบผสมผสาน
ขอ้ ดีและขอ้ จำกัดของกำรวิจยั แบบผสมผสำนสรุปได้ ดังน้ี
(1) ขอ้ ดี

1) ทำใหส้ ำมำรถตอบคำถำมวิจัยได้อยำ่ งชัดเจนและครอบคลุม ซึ่งวธิ ีเชิงปริมำณหรือวธิ ีเชิง
คุณภำพอยำ่ งเดยี วไม่สำมำรถตอบได้อย่ำงครบถว้ น

2) ทำให้ได้ผลกำรวิจัยที่ก่อให้เกิดควำมรู้ ควำมเข้ำใจในประเด็นที่ศึกษำอย่ำงลุ่มลึกและ
กว้ำงขวำง

3) ทำใหน้ ักวจิ ัยมโี ลกทศั น์ทำงวชิ ำกำรกวำ้ งขวำงสอดคล้องกับควำมเปน็ จริงของสงั คม หรือ
เรอ่ื งทีศ่ กึ ษำมำกกวำ่ กำรยึดม่นั กบั โลกทัศนเ์ ชิงปริมำณหรอื เชงิ คุณภำพเพยี งอยำ่ งเดยี ว

4) ทำให้นักวิจยั ตั้งคำถำมวิจยั และควำมมุ่งหมำยของกำรวิจยั ได้หลำกหลำยและสำมำรถใช้
วิธเี ก็บขอ้ มลู อยำ่ งหลำกหลำยในกำรหำคำตอบ

ดังน้ันกำรค้นหำควำมรู้ ควำมจรงิ ในปรำกฎกำรณ์ทำงกำรศึกษำ ซ่งึ เป็นปรำกฎกำรณ์ทำงสังคม
ที่มีลักษณะซับซ้อนและมีพลวัตรท่ีมีกำรเปล่ียนแปลงไปตลอดเวลำ จำเป็นต้องใช้วิธีกำรวิจัยที่เหมำะสม
กบั ปัญหำหรือคำถำมกำรวิจัยท่ีต้องกำรศึกษำหำคำตอบ ซ่ึงวิธีกำรวิจัยชิงผสมผสำนจะช่วยให้ได้คำตอบ
กำรวิจัยที่รอบด้ำนและลุ่มลึก หลำยแง่มุม แต่อย่ำงไรก็ดีกำรจะใช้วิธีกำรวิจัยเชิงผสมผสำนก็ยังมีแบบ
แผนกำรวิจัยให้เลือกใชห้ รือออกแบบกำรวจิ ัยอย่ำงหลำกหลำย ซ่ึงแต่ละแบบแผนก็เหมำะสมกับลักษณะ
ปัญหำกำรวิจัยท่ีแตกต่ำงกัน ดังน้ันกำรดำเนินงำนวิจัยเชิงผสมผสำน จึงจำเป็นต้องศึกษำเงื่อนไขท่ีเป็น
ข้อดีและขอ้ จำกดั ของแต่ละแบบแผนประกอบดว้ ยอย่ำงครอบคลุม

การวิจัยแบบผสมผสาน คือ การวิจัยท่ีใช้วิธีวิทยาท้ังเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพร่วมกันในระยะต่างๆ
ของการวิจยั ท้งั เก็บรวบรวม วิเคราะหข์ ้อมูลและการแปลความหมายขอ้ มลู เพอื่ หาคาตอบของการวจิ ัย
ท่มี ีความครอบคลุม ลมุ่ ลึกและชัดเจน ซ่ึงจะนาไปส่คู วามเขา้ ใจในปรากฏการณ์ท่ีศึกษามากขึ้น
เพราะปัญหาวิจัย ในปจั จุบันมีความซับซอ้ นมากขึ้น ประกอบกับข้อจากดั ของวิธีวิทยา ทั้งการวิจัยเชิง
ปรมิ าณและการวจิ ัยเชิงคุณภาพ
ดังนน้ั การวจิ ยั แบบผสมผสานจึงเป็นทางออกท่ีเหมาะสมทีส่ ุดในการหาคาตอบ ในปรากฏการณท์ ่ศี กึ ษา
อย่างไรก็ตามการวิจัยแบบผสมผสานก็มี ลักษณะเฉพาะและเกณฑ์คุณภาพหลายประการท่ีนักวิจัย
จะตอ้ ง ตระหนักและดาเนินการใหเ้ หมาะสมไม่นาไปใช้อย่างผิวเผิน

68

69 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ระเบยี บวิธวี ิจัยเชงิ ปฏิบัตกิ ารอย่างมีส่วนร่วม (Participatory Action Research)

กำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรแบบมีส่วนร่วม คือ กำรแสวงหำควำมรู้ ควำมจริงท่ีถูกต้อง ท่ีเช่ือถือได้
สำมำรถตรวจสอบได้ โดยวิธีกำรทำงวิทยำศำสตร์ ซึ่งมีกลุ่มบุคคลเข้ำมำร่วมกันเรียนรู้เพ่ือรู้จักตัวเอง
ร้จู ักชุมชน และรจู้ ักส่ิงแวดล้อม เพ่ือให้เห็นปัญหำของตัวเองและเห็นทำงแก้หรอื ทำงออกจำกปัญหำโดย
ลงมือปฏบิ ัติจรงิ ไดผ้ ลจรงิ สำมำรถแก้ปญั หำไดจ้ ริง

ซ่ึง “กำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรแบบมีส่วนร่วม (PAR) คือ รูปแบบหนึ่งของ กำรวิจัยที่มีกำรค้นคว้ำ
และหำควำมรู้ตำมหลักกำรของกำรวิจัยเชิงวิทยำศำสตร์แบบเดิม ๆ ต่ำงกันเพียงแต่ว่ำ PAR น้ันมี
วัตถุประสงคม์ งุ่ ไปที่กำรแก้ปัญหำในกำรพฒั นำ และเป็นกำรวิจยั ที่ดำเนินไปด้วยกำรมีส่วนร่วมของชมุ ชน
ผ้รู ว่ มงำน รวมทง้ั ในกระบวนกำรวจิ ยั และในกำรมีหุ้นสว่ นใช้ประโยชน์ของกำรวจิ ยั ” (กมล สุดประเสริฐ
,2537) ได้ใหค้ วำมหมำยไว้

สอดคล้องกับ สุภำงค์ จันทวำนิช (2547) กล่ำวว่ำ “กำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรแบบมีส่วนร่วม
(PAR) หมำยถึง วิธีกำรท่ีใหช้ ำวบ้ำนเข้ำมำมีสว่ นร่วมวจิ ัยเป็นกำรเรียนรู้จำกประสบกำรณ์ โดยอำศยั กำร
มีส่วนร่วมอย่ำงแข่งขันจำกทุกฝ่ำยที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมกำรวิจัย นับตั้งแต่กำรกำหนดปัญหำ กำร
ดำเนินกำร และ กำรวิเครำะห์ข้อมูล ตลอดจนหำแนวทำงในกำรแก้ปัญหำหรอื ส่งเสรมิ กิจกรรม”

ดังน้ันกำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรอย่ำงมีส่วนร่วม หรือ PAR เป็นกำรรวมกำรวิจัยเชิงปฏิบัติอย่ำงมี
สว่ นรว่ มและวิจัยเชงิ ปฏบิ ัติกำร (Action Research, AR) เข้ำด้วยกันโดยเนน้ กำรศึกษำปญั หำจำกชุมชน
และดำเนินกำรวิเครำะห์หำแนวทำงแก้ปัญหำร่วมกัน สร้ำงและปฏิบัติตำมแผน ติดตำมและประเมินผล
โดยกำรวจิ ัยทุกขัน้ ตอนมีชุมชนหรอื สมำชิกของชุมชนน้นั เขำ้ รว่ มดว้ ย

นักวิชำกำรส่วนใหญ่ให้ควำมหมำยของกำรวิจัยปฏิบัติกำรแบบมีส่วนร่วมไว้คล้ำยคลึงกัน โดย
ศัพท์ท่ีใช้เรียกในภำษำอังกฤษใช้คำว่ำ “Participatory Action Research” เหมือนกัน แต่ในภำษำไทย
อำจใช้คำแตกต่ำงกันบ้ำง เช่น กำรวิจัยปฏิบัติกำรแบบมีส่วนร่วม กำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรแบบมีส่วนรว่ ม
กำรวิจัยปฏิบัติกำรอย่ำงมีส่วนร่วม กำรวิจัยเชิงเชิงปฏิบัติกำรอย่ำงมีส่วนร่วม เป็นต้น สำหรับงำนเขียน
ครั้งนี้ ผเู้ ขยี นใช้คำว่ำ “การวจิ ัยเชงิ ปฏิบตั ิการแบบมีสว่ นร่วม” (PAR)

อย่ำงไรก็ตำมกำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรแบบมีส่วนร่วม (PAR) ผู้เขียนสำมำรถสรุปได้ว่ำ คือ กำร
วิจัยที่มุ่งศึกษำชุมชน โดยเน้นกำรวิเครำะห์ปัญหำ ศึกษำแนวทำงกำรแก้ปัญหำ ปฏิบัติตำมแผน และ

69

70 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ติดตำมประเมินผล โดยเน้นคนเป็นศูนย์กลำง และมุ่งสร้ำงพลังอำนำจให้กับประชำชน โดยทุกข้ันตอนมี
สมำชกิ ของชมุ ชนเข้ำร่วมดว้ ยเพอ่ื รว่ มกนั คดิ และรว่ มกันกำหนดแนวทำงกำรวจิ ยั รว่ มกัน ดงั รปู ที่ 13

รปู ที่ 13 การวจิ ัยเชงิ ปฏิบตั ิการแบบมีสว่ นร่วม (PAR) ร่วมกับนักวจิ ัยชุมชน

ลักษณะการวจิ ัยแบบมีส่วนร่วม
กำรวิจัยแบบเดิม (Tradition Research) เป็นกำรวิจัยที่ใช้ผู้วิจัยเป็นศูนย์กลำง (Researcher
Centered) องค์ควำมรู้ (Body of Knowledge) อยู่ท่ีนักวิจัยที่เป็นคนนอกชุมชน วิจัยเพ่ือรู้ ปัญหำของ
คนอ่ืน ผลกำรวจิ ัยจงึ ไม่ได้นำไปใช้แก้ปัญหำ ส่วนกำรวิจัยเชงิ ปฏิบตั ิกำรแบบมีส่วนร่วม เป็นกำรวจิ ัย โดย
คนในชุมชน (Community Centered) ร่วมกันเรียนรู้เรื่องชุมชนของตนเอง เห็นปัญหำของตัวเอง เห็น
ทำงออก หรือทำงแก้ปัญหำของชุมชนร่วมกันและทุกคนในชุมชนร่วมกันแก้ปัญหำและรับผลของกำร
แก้ปัญหำร่วมกัน ซ่ึงเป็นกำรปรับปรุงวิธีกำรวิจัยด้ังเดิมให้มีประสิทธิภำพยิ่งขึ้นและนำไปสู่กำรใช้
ประโยชน์จำกงำนวิจัยได้จริง โดยมีหลักกำรของกำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรอย่ำงมีส่วนร่วมโดยมีลักษณะ
ดังตอ่ ไปน้ี
(1) กำรให้ควำมสำคัญและเคำรพต่อภูมิปัญญำควำมรู้ของชำวบ้ำน โดยยอมรับว่ำควำมรู้
พน้ื บ้ำน ตลอดจนระบบกำรสรำ้ งควำมรู้ และกำเนิดควำมรู้ในวิธีอ่ืนท่ีแตกต่ำงไปจำกของนักวิชำกำรเป็น
ควำมร้ทู ีม่ ุ่งสู่กำรวจิ ัยของเจำ้ ของปัญหำจริง
(2) กำรปรบั ปรงุ ควำมสำมำรถและศักยภำพของชำวบ้ำนด้วยกำรส่งเสริม ยกระดับ และพัฒนำ
ควำมเช่อื มนั่ ในตวั เองของเขำ ให้สำมำรถวเิ ครำะห์และสงั เครำะหส์ ถำนกำรณป์ ญั หำของเขำเอง
(3) กำรให้ควำมรู้ท่เี หมำะสมกับชำวบ้ำนและคนยำกจน โดยให้สำมำรถได้รับควำมร้ทู ่ีเกิดขึ้นใน
ระบบสงั คมของเขำ และสำมำรถทีจ่ ะทำควำมเข้ำใจ แปลควำมหมำย ตลอดจนนำไปใช้ไดอ้ ยำ่ งเหมำะสม
(4) ควำมสนใจปริทัศน์ของชำวบ้ำน โดยกำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรอย่ำงมีส่วนร่วมจะช่วยเปิดเผย
ให้เหน็ คำถำมที่ตรงกบั ปัญหำของชำวบำ้ น
(5) กำรปลดปล่อยควำมคิด กำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรอย่ำงมีส่วนร่วมจะช่วยให้ชำวบ้ำนและคน
ยำกจนสำมำรถใช้ควำมคิดเห็นของตนอยำ่ งเสรีและเท่ำเทยี มกนั

70

71 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ระเบียบวธิ ีวจิ ยั ทีใ่ ชใ้ นการวิจัยเชงิ ปฏิบตั แิ บบมีส่วนรว่ ม
กำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรแบบมีส่วนร่วมเพ่ือให้ประชำชนในชุมชนได้มี โอกำสเข้ำมำเป็นนักวิจัย
ร่วมกันทง้ั กำรรว่ มคดิ วำงแผนและตดั สินใจในกำรวิจัย โดยชมุ ชนจะมีส่วนร่วมตลอดกระบวนกำรกำรวิจัย
ตั้งแต่กำรศึกษำชุมชน วิเครำะห์ปัญหำ วำงแผน ลงมือปฏิบัติ และตดิ ตำมประเมนิ ผล จะเห็นได้ว่ำกำรมี
ส่วนร่วมของประชำชนในชุมชนก่อให้เกิดกำรพฒั นำที่มำจำกชุมชน ลดกำรพึ่งพิงจำกสงั คมภำยนอก ให้
ประชำชนตัดสนิ ใจร่มกัน ชำวบ้ำนเป็นศูนยก์ ลำง พ่งึ พำตนเองได้ และจะก่อกำรสร้ำงองค์ควำมรู้จำกกำร
ผสมผสำนควำมรู้ของนักวิชำกำรกับควำมรู้พื้นบ้ำนให้เกิดองค์ควำมรู้ใหม่ ซ่ึงเป็นกำรเรียนรู้ร่วมกัน
รวมท้ังยังเกิดกำรผสมผสำนควำมรู้จำกทฤษฎี (จำกนักวิจัย) และกำรปฏิบัติ (จำกชำวบ้ำน) เข้ำด้วยกัน
ควำมรู้ท่ีประชำชนได้รับจำก PAR เป็นกำรปฏิบัติท่ีไม่ใช่กำรเข้ำใจเพียงอย่ำงเดียวแต่จะเกิดจำกกำรลง
มือกระทำให้ควำมเข้ำใจ (ดั้งเดิม) ท่ีเป็นนำมธรรมออกมำสู่กำรปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม ทั้งนี้จะเห็นได้ว่ำ
PAR นั้นเป็นกำรวิจัยท่ีนำไปสู่กำรพัฒนำทั้งวิธีกำรวิจัยและกำรพัฒนำมนุษย์อย่ำงแท้จริง โดยมีมิติของ
กำรศกึ ษำ ดงั รูปภำพท่ี 14 และ รูปที่ 15

ภาพที่ 14 - 15 มติ กิ ารพัฒนาท้งั วิธีการวจิ ัยและการพฒั นามนุษยร์ ่วมกนั

“Participatory Action Research: PAR เป็นการลงพื้นท่ีวจิ ยั โดยกลุ่มบุคคลร่วมกันเรียนรเู้ พอ่ื ร้จู กั
ตัวเอง ชมุ ชน เเละสิง่ แวดล้อมเพือ่ ใหเ้ ห็นปัญหาเเละแนวทางแก้ไข โดยการลงมอื ปฏบิ ตั ิดว้ ยตวั เองจน 71
เกิดองค์ความรู้

72 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ระเบียบวิธวี จิ ัยเชิงพยากรณ์อนาคต
ก ำรวิ จั ย อ น ำค ต อี ดี เอ ฟ อ ำร์ (EDFR- Ethnographic Delphi Futures Research)

ควำมหมำย อี ดีเอฟ อำร์ (DFR) เป็นคำย่อมำจำกคำเต็มในภำษำอังกฤษว่ำ Ethnographic Delphi
Futures Research เป็นเทคนิคกำรวิจัยอนำคตท่ีพัฒนำรูปแบบกำรวิจัยมำจำกเทคนิคกำรวิจัยอนำคต
สองเทคนิค คือ 1) เทคนิคกำรวิจัยอนำคตเเบบ EFR (Ethnographic Futures Research) และ 2)
เทคนิคเดลฟำย (Delphi) โดยกำรผสมผสำนท้ังสองเทคนิคและปรับให้มีควำมยืดหยุ่นในระเบียบวิจัย
เพ่ือใหส้ ำมำรถนำไปประยกุ ตใ์ ช้ไดต้ ำมปัญหำและวตั ถุประสงค์ของกำรวจิ ยั ทห่ี ลำกหลำยรปู แบบได้

เทียนฉำย กีระนันท์ (2537) ได้ให้ควำมหมำยว่ำ กำรวิจัยเชิงอนำคต เปน็ งำนวิจยั ที่จำเป็นอย่ำง
ยิง่ ในกำรวำงแผนและกำหนดนโยบำยตลอดจนแนวทำงกำรดำเนินงำนในอนำคต โดยมีจุดมุ่งหมำยที่จะ
ทำกำรทำนำย เหตุกำรณ์ คำดคะเน หรอื พยำกรณ์เหตุกำรณ์อยำ่ งใดอย่ำงหน่ึงทอี่ ำจจะเกิดขึ้นในอนำคต
ท้ังน้ีจะต้องอิงพ้ืนฐำนข้อมูลและข้อค้นพบท่ีจะได้จำกกำรวิจัย เพื่อค้นหำและอำจจะต้องอิงกับข้อมูลใน
ระยะเวลำหน่ึงท่ีผ่ำนมำในอดีตด้วย เพื่อที่จะสำมำรถวำดภำพพิจำรณำถึงแนวโน้มที่จะเกิดเหตุกำรณ์
หน่งึ ๆในอนำคต

จุมพล พูลภัทรชีวิน (2559) ได้กล่ำวว่ำ กำรวิจัยอนำคต มำจำกคำภำษำอังกฤษว่ำ “Futures
Research” เป็นศัพท์เฉพำะ (Technical Term) ท่ีสื่อถึงแนวคิด วิธีกำร กระบวนกำร และระเบียบวิธีท่ี
ใชใ้ นกำรสำรวจศึกษำแนวโน้มทีม่ ีควำมเป็นไปไดใ้ นอนำคต เก่ียวกับเรื่องที่ทำกำรศึกษำ ทั้งแนวโน้มท่ีพึง
ประสงค์และไม่พงึ ประสงค์ จงึ มีตัว “S” ต่อทำ้ ยคำว่ำ Future เพอ่ื สะท้อนแนวคิดวำ่ เรื่องของอนำคตนั้น
มีควำม เป็นไปได้ในหลำยทิศทำง จึงต้องสำรวจ และศึกษำแนวโน้มท่ีมีควำมเป็นไปได้เหล่ำนั้น ให้มำก
ที่สุดเท่ำที่จะเป็นไปได้ผู้ที่ทำกำรศึกษำอนำคตอย่ำงเป็นระบบโดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยอนำคต แบบต่ำงๆ
เรียกวำ่ นักวิจัยอนำคตส่วนนกั คิดและนักทฤษฎีเก่ียวกับอนำคตเรียกว่ำ นกั อนำคตนิยม ค่ำรวมท่ีใช้เรียก
กลุ่มบุคคลเหล่ำนี้ คอื นักอนำคต

ดวงนภำ มกรำนุรักษ์ (2554) ได้กล่ำวไว้ว่ำ กำรวิจัยอนำคตอยู่ท่ีกำรสำรวจและศึกษำแนวโน้ม
ที่เป็นไปได้ หรือนำจะเป็นของเร่ืองที่ศึกษำให้มำกท่ีสุดเท่ำท่ีจะมำกได้ ท้ังที่พึงประสงค์ และไม่พึง
ประสงค์ เพื่อหำทำงทำให้แนวโนม้ ที่พึงประสงค์เกิดข้ึน ในขณะเดียวกันหำทำงป้องกนั หรอื ขจัด แนวโน้ม
ทไ่ี มพ่ ึงประสงคใ์ หห้ มดไปด้วยกำรเร่มิ ลงมือทำตั้งแตป่ ัจจบุ นั

จำกควำมหมำยของกำรวิจัยเชิงพยำกรณ์อนำคตสำมำรถสรุปได้ว่ำ คือ กำรศึกษำและกำรวิจัย
อนำคตในกำรสำรวจและศึกษำแนวโน้มท่ีเป็นไปได้ หรือน่ำจะเป็นของเร่ืองท่ีศึกษำให้มำกท่ีสุดเท่ำที่จะ
มำกได้ ท้งั ที่พึงประสงค์และไม่พึงประสงค์เพ่ือหำทำงทำให้แนวโน้มท่พี ึงประสงคเ์ กิดขึ้น ในขณะเดียวกัน
ก็หำทำงป้องกันหรือขจดั แนวโนม้ ทไ่ี มพ่ ึงประสงค์ให้หมดไปดว้ ยกำรลงมือทำตั้งแตป่ ัจจุบัน

ดงั คากล่าวของนักอนาคตที่วา่ อนาคตเรมิ่ ตง้ั แต่ปัจจุบัน The Future is NOW

72

73 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ลกั ษณะสาคญั ของการวจิ ยั อนาคต

วิธีวิจัยท่ีใช้ในกำรศึกษำอนำคต ( Future Studies) ค้นพบว่ำเป็นกำรวิจัยเพื่อเป็นเครื่องมือ
ทำนำย คำดกำรณ์ บ่งช้ีแนวโน้มส่ิงที่อำจเกิดข้ึนในอนำคต ได้รับกำรพัฒนำขึ้นโดย Olaf Helmer และ
Norman Dalkey แห่งบริษัทแรนด์ (Rand Corporation) เมื่อ พ.ศ. 2505 ลักษณะสำคัญของอนำคต
ศึกษำประกอบด้วย

(1) เร่อื งของเวลำ มีกำรระบชุ ว่ งเวลำ เช่น 5 ปี 10 ปี 25 ปี เปน็ ตน้
(2) ประเด็นปญั หำ ไม่ใชป่ ญั หำในควำมรับผิดชอบของใครคนใดคนหนง่ึ
(3) แนวคิด ทฤษฎี เปน็ ควำมพยำยำมทจ่ี ะใชแ้ ละสรำ้ งทฤษฎใี นกำรศกึ ษำ
(4) เทคนิคกำรวิเครำะห์ มกี ำรผสมผสำนระหว่ำงวิธกี ำรทำงวิทยำศำสตร์และเชงิ พรรณนำ
(5) มกี ำรนำผลท่ีไดไ้ ปใช้ เพือ่ ประกอบกำรวำงแผนและกำรตดั สนิ ใจเกย่ี วกบั อนำคต

วิธวี ทิ ยาการวจิ ยั อนาคต อำจสรุปเปน็ ขน้ั ตอนใหญ่ๆ ได้ดังนี้

(1) ก ำร วิ เค ร ำะ ห์ แ น ว โน้ ม (Trend Analysis) ห รื อ ก ำ รส ำร ว จ แ น ว โน้ ม (Trend
Extrapolation) คือ กำรวิเครำะห์แนวโน้มเป็นวิธีกำรที่นิยมนำมำใช้ในกำรวิจัยอนำคต วิธีกำรน้ี
ประกอบด้วยเทคนิคย่อยหลำยเทคนิค ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องอำศัยข้อมูลเชิงประวัติศำสตร์ (Historical
Data) เทคนิคหน่ึงที่มักจะมีกำรนำมำใช้ คือ กำรกำหนดจุดของแนวโน้ม (Spotting Trend) ในเร่ือง
ต่ำงๆ และเร่ิมสืบสอบข้อมูลย้อนกลับไปในอดีต ท้งั นี้กำรวิเครำะห์แนวโน้มต้ังอยู่บนสมมติฐำนท่ีว่ำ ส่ิงท่ี
จะเกดิ ข้นึ ในอนำคตย่อมเคยเกดิ ขน้ึ แล้วในอดตี อดีตจงึ เป็นเคร่อื งทำนำยอนำคตทีม่ ปี ระสทิ ธภิ ำพ

(2) กำรวิเครำะห์รูปแบบวัฏจักร (Cyclical Pattern Analysis) เป็นกำรวิเครำะห์รูปแบบ
วัฏจักรมีควำมคล้ำยคลึงกับกำรวิเครำะห์แนวโน้ม สมมติฐำนของกำรวิเครำะห์ประเภทน้ี คือ
ปรำกฏกำรณ์ต่ำงๆ มักจะเกิดขึ้นอย่ำงเป็นวงจรหรอื วฏั จักร กล่ำวคือ มีแนวโน้มท่ีจะเวียนกลบั มำเกิดขึ้น
อีก ตัวอย่ำงที่เห็นได้ชัด เช่น วัฎจักรของธุรกิจ (Business Cycle) ท่ีกำรถดถอยจะเกิดขึ้นหลังจำกท่ี
ธรุ กิจฟื้นตัวมำได้สักระยะหนึ่ง ซ่ึงโดยท่ัวไปของวัฏจักรธรุ กิจจะมีลักษณะประกอบด้วยระยะกำรถดถอย
(Recession) ระยะกำรตกต่ำ (Depression) ระยะกำรฟื้นคืน (Revival) และระยะรุ่งเรือง (Prosperity)
โดยเฉพำะอย่ำงยิ่งในเร่ืองวัฏจักรของชีวิต (Life Cycles) วัฎจักรประวัติศำสตร์ (Historical Cycles)
และวฏั จักรของรุ่น (Generational Cycles) เป็นต้น

(3) กำรสำรวจส่ิงแวดล้อม (Environmental Scanning) กำรสำรวจสิ่งแวดล้อม หมำยถึง กำร
วิเครำะห์และกำรประเมินเงือ่ นไขต่ำง ๆ ท้ังภำยในและภำยนอกขององค์กร ตลอดจนปจั จัยต่ำงๆ ท่ีจะมี
ผลกระทบต่อองค์กรน้ัน ซ่ึงกำรวิเครำะห์ปัจจัยภำยในและภำยนอกดังกล่ำว ประกอบด้วย จุดแข็ง จุดอ
อ่อน โอกำส และอุปสรรค

(4) จุดแข็งขององค์กร (Strengths) กำรประเมินข้อควรปรับปรุงหรือสิ่งที่เป็นจุดอ่อนของ
องค์กร (Weaknesses) กำรประเมินโอกำสขององค์กร (Opportunities) และกำรประเมินส่ิงที่จะเป็น
ภัยหรือสร้ำงควำมเสียหำยให้องค์กร (Threats) กำรวเิ ครำะห์ทั้ง 4 ด้ำนเรียกวำ่ “SWOT analysis” ซึ่ง

73

74 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

เป็นที่ต้องกำรสำหรับหน่วยงำนหรือองค์กร เช่น ควำมรู้ ทักษะ หรือพฤติกรรมที่พึงประสงค์ โดยส่วน
ใหญก่ ำรทำ “SWOT Analysis”

เปน็ ต้น

จุดมงุ่ หมายของการวจิ ัยเชิงอนาคต
นกั วิชำกำรดำ้ นอนำคตศึกษำ หรอื อนำคตวิทยำได้ใหท้ ัศนะเกย่ี วกบั จุดมงุ่ หมำยของกำรวจิ ัยเชิง
อนำคตไวด้ ังนี้ (Textor, 1980 ; จมุ พล พูลภทั รชวี ิน, 2529 )
(1) เพื่อบรรยำยทำงเลอื กในอนำคต (Alternative Futures) ทีเ่ ป็นไปได้หรอื น่ำจะเปน็ ของกลุ่ม
ประชำกรท่ีศึกษำ เพื่อประเมินสถำนภำพในปัจจุบัน เกี่ยวกับควำมรู้ต่ำงๆท่ีผู้ให้สัมภำษณ์มีอยู่ เกี่ยวกับ
อนำคตทเี่ ป็นไปไดแ้ ต่ละทำง
(2) เพ่อื บง่ ช้ผี ลกระทบและผลตอ่ เนอื่ งที่อำจจะเกิดขน้ึ จำกอนำคตทีเ่ ป็นไปได้ ในแตล่ ะอนำคต
(3) เพือ่ เตอื นให้ทรำบล่วงหนำ้ เก่ยี วกับอนำคตทไ่ี ม่พงึ ประสงค์ทอ่ี ำจจะเกิดขนึ้ ได้
(4) เพอ่ื เขำ้ ใจเบ้ืองหลงั ของกระบวนกำรเปล่ยี นแปลงตำ่ งๆ

เทคนคิ การวจิ ยั เชงิ อนาคต
กำรวิจัย อน ำคต มี ห ล ำยวิธีท่ี นิ ยม กั น เช่ น เท ค นิ ค เด ล ฟ ำย (Delphi Technique),
Ethnographic Delphi Future Research, EDFR ชำติพันธุ์วรรณำแบบเดลไฟ และ Focus Group
Technique เทคนคิ โฟกัสกรุป๊
(1) เทคนคิ เดลฟาย (Delphi Technique) โดยมีลกั ษณะสำคญั คือ
เป็นกระบวนกำรและวิธีกำรแสวงหำข้อมูลของนักวิจัย โดยกำรรับฟังควำมคิดเห็น กำร
คำดกำรณก์ ำรพยำกรณ์ สถำนกำรณ์ใดสถำนกำรณ์หนง่ึ จำกผู้เชี่ยวชำญหรอื ผู้ทรงคุณวุฒิในศำสตรส์ ำขำ
น้ัน โดยให้ผู้เช่ียวชำญตำมคำถำมจำกแบบสอบถำมท่ีผู้ศึกษำวิจัยกำหนดขึ้น ซ่ึงผู้เช่ียวชำญหรือ
ผู้ทรงคุณวุฒิที่ผู้ศึกษำวิจัยเลือกให้เป็นผู้ตอบแบบสอบถำม หรือให้แสดงควำมคิดเห็น ไม่มีโอกำสได้รู้ว่ำ
ในงำนวจิ ัยนี้มีผู้เช่ียวชำญคนใดบ้ำงเป็นผู้ตอบแบบสอบถำมหรอื แสดงควำมคิดเห็น ซึ่งลกั ษณะนี้สำมำรถ
ลดควำมขัดแย้งในทำงวิชำกำรระหว่ำงผู้เชี่ยวชำญ
เช่น ข้ันตอนของกระบวนการเทคนิคเดลฟาย (Delphi Technique) ซึ่งเป็นกำรวิจัยท่ี
กำหนดกลุ่มผู้เช่ียวชำญ ผู้วิจัยต้องทำกำรคัดเลือกกลุ่มผู้เช่ียวชำญที่มีควำมรู้ควำมสำมำรถ ในเร่ืองท่ีจะ
ศึกษำวิจัย ควรมีกลุ่มผู้เชี่ยวชำญต้ังแต่ 10 คนข้ึนไป ทั้งน้ีขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมำยของกำรศึกษำวิจัย และ
ตรงตำมตัวแปรที่ทำกำรศึกษำ ควำมซับซ้อนของเร่ืองที่ศึกษำ เวลำและงบประมำณในกำรวิจัยสร้ำง
เครื่องมือกำรวิจัย โดยท่ัวไปเป็นแบบสอบถำมหรือกำรสัมภำษณ์แบบมีโครงสร้ำงซึ่ง แบบสอบถำมท่ี
นำไปใช้ ผู้ศึกษำวิจัยต้องทำกำรตรวจสอบควำมตรง (Validity) ก่อนนำไปใช้ซ่ึงกำรทำสอบถำม
ผู้เช่ียวชำญด้วยแบบสอบถำมหรือสัมภำษณ์ 3-4 รอบ ทั้งน้ี ขึ้นอยู่กับลักษณะของแบบสอบถำม ถ้ำ
แบบสอบถำมฉบับแรกเร่ิมด้วยกำรให้ผู้เชี่ยวชำญลงมติหรือจัดลำดับควำมสำคัญ เมื่อถึงแบบสอบถำม

74

75 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ฉบับที่ 2 หรือ 3 อำจพบว่ำคำตอบของกลุ่มไม่มีกำรเปล่ียนแปลงหรือเปล่ียนแปลง น้อยมำก ก็สำมำรถ
ยตุ กิ ำรวิจัยได้โดยทว่ั ไปมกั จะถำม 4 รอบ ดังน้ี

รอบแรก ผู้วิจัยจะส่งแบบสอบถำมไปให้ผู้เชี่ยวชำญแสดงคิดเห็นในเร่ืองท่ีผู้วิจัยต้องกำรศึกษำ
โดยทั่วไปจะเป็นคำถำมปลำยเปิดให้แสดงควำมคิดเห็นอย่ำงกว้ำงๆ เพ่ือรวบรวมจัดประเด็นสร้ำงเป็น
คำถำมในรอบท่ี 2 ตอ่ ไป

รอบสอง ผูว้ ิจยั จะนำขอ้ ควำมท่ีได้รับจำกคำตอบรอบแรกของงผู้เชี่ยวชำญทุกคนมำรวบรวม ตัด
ทอนส่ิงท่ีซ้ำๆ กันหรือสิ่งที่เกินต้องกำร จำกน้ันก็จัดทำเป็นแบบสอบถำมมำตรำส่วนประเมินค่ำของ
Likert ใหผ้ เู้ ช่ียวชำญลำดบั ควำมสำคญั

รอบสำม ผู้วิจัยนำคำตอบที่ได้รับหำค่ำเฉล่ีย โดยปกติกระทำในรูปของมัธยมฐำนหรือฐำนนิยม
แล้วจัดส่งแบบสอบถำมชุดเดิมไปให้ผู้เชี่ยวชำญ ได้พิจำรณำกำรแสดงควำมคิดเห็นของตน ด้วยคำตอบ
ของผู้เช่ียวชำญบำงคนอำจจะไม่ตรงกับคำตอบของกลุ่มได้ กรณีเช่นน้ี ผู้เช่ียวชำญอำจจะเปล่ียนแปลง
คำตอบของตนหรือจะคงเดิมก็ได้ แต่จะได้รับกำรขอร้องให้แสดงเหตุผลประกอบ ถ้ำไม่มี 3 เหตุผล
ประกอบ แสดงว่ำเห็นด้วยกับคำตอบของกลุ่ม ในแบบสอบถำมนี้จะแสดงให้เห็นคำตอบในรอบท่ี 2 ของ
ผูเ้ ช่ียวชำญแต่ละ ท่ำนน้ันเป็นอย่ำงไร มีควำมแตกต่ำงไปจำกค่ำมัธยมฐำน อินเตอร์ควอไทล์ของคำตอบ
ทงั้ หมดอย่ำงไร

รอบสี่ ดำเนินกำรเช่นเดียวกบั รอบ 3 สว่ นจะมีกำรสอบถำมในรอบ 4 หรอื ไมข่ ้ึนอยู่กบั คำตอบใน
รอบ 3 กล่ำวคือ ถ้ำคำตอบในรอบที่ 3 มีควำมสอดคล้องกันก็ไม่ต้องสอบถำมในรอบ 4 จำกคำตอบท่ี
ได้รับ ผู้วิจัยจะได้ข้อมูลท่ีมีคุณค่ำต่อกำรนำไปวินิจฉัยในเร่ืองที่ต้องกำร โดยข้อมูลท่ีได้จะแสดงถึงลำดับ
ควำมสำคัญ อัตรำร้อยละของควำมสอดคล้อง และควำมไม่สอดคลอ้ งของควำมคิดเห็น

(2) เทคนิคการวิจัยแบบอีดีเอฟอาร์ (Ethnographic Delphi Future Research: EDFR)
เป็นเทคนิคกำรวิจัยแบบ EDFR ซึ่งเทคนิคกำรวิจัยอนำคตน้ีตอบสนองจุดมุ่งหมำยและควำมเชื่อพื้นฐำน
ของกำรวิจัยอนำคตมำกที่สุดวิธีหนึ่งในปัจจุบัน (จุมพล พูลภัทรชีวิน, 2530 ) โดยหลักกำรแล้วเทคนิค
EDFR เป็นกำรผสมผสำนระหว่ำงเทคนิค EFR กับเทคนิคเดลฟำย (Delphi Technique) เข้ำด้วยกัน ซ่ึง
ขั้นตอนต่ำง ๆ ของ EDFR จะมีควำมคล้ำยคลึงกับวิธีของเดลฟำย เพียงแต่มีกำรปรับปรุงวิธีให้มีควำม
ยืดหยุ่นและมีควำมเหมำะสมมำกข้ึน โดยในรอบแรกของกำรวิจัยจะใช้กำรสัมภำษณ์แบบ EFR ที่
ปรบั ปรุงแล้ว หลังจำกสัมภำษณ์ในรอบแรก ผู้เขียนจะนำข้อมูลท่ีได้มำวิเครำะห์ และสร้ำงเป็นเครื่องมือ
ซง่ึ จะมลี กั ษณะเป็นแบบสอบถำมแล้วส่งไปใหผ้ เู้ ชี่ยวชำญตอบตำมรูปแบบของเดลฟำย เพอื่ เป็นกำรกรอง
ควำมคิดของกลุ่มผู้เชี่ยวชำญเพื่อหำฉนั ทำมติ ซ่งึ มักจะทำ 2-3 รอบ หลังจำกน้ันจะนำข้อมูลมำวเิ ครำะห์
เพื่อหำแนวโน้มท่ีมีควำมเป็นไปได้มำก และมีควำมสอดคล้องทำงควำมคิดเห็นระหว่ำงกลุ่มผู้เชี่ยวชำญ
เพ่ือเขยี นสรุปเป็นภำพอนำคต (Scenario)

(3) การสนทนากลมุ่ (Focus Group Discussion)
กำรสนทนำกลุ่ม หมำยถึง กำรรวบรวมข้อมูลจำกกำรสนทนำกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลในประเด็นท่ี
เฉพำะเจำะจง โดยมีผู้ดำเนินกำรสนทนำ (Moderator) เป็นผู้คอยจุดประเด็นในกำรสนทนำเพ่ือชักจูงให้
กล่มุ เกิดแนวคิดและแสดงประเดน็ หรือแนวทำงกำรสนทนำอย่ำงกว้ำงขวำงละเอียดลึกซึ้ง โดยมีผู้เขำ้ ร่วม

75

76 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

กำรสนทนำในแต่ละกลุ่มประมำณ 6-10 คน ซ่ึงมำจำกประชำกรเป้ำหมำยท่ีกำหนดไว้ มีวิธีกำรเดียวกัน
แต่มีวัตถุประสงค์ต่ำงกันอีก เช่น กำรระดมสมอง (Brian Stoning) กำรทำ Delphi Technique กำร
สัมภำษณ์ กลุ่ม (Group Interview) กำรประชุมกลุม่ (Group Meeting) ฯลฯ

ตวั อยา่ งงานวิจัยเชงิ อนาคต
ดวงนภำ มกรำนุรักษ์ (2554) ได้ทำกำรวิจัยเร่ือง อนำคตภำพของกำรอำชีวศึกษำไทยใน
ทศวรรษหน้ำ (พ.ศ.2554-2564) งำนวิจัยมีวัตถุประสงค์เพ่ือศึกษำอนำคตภำพกำรอำชีวศึกษำไทยใน
ทศวรรษหน้ำ (พ.ศ. 2554- พ.ศ. 2564) ด้วยกระบวนกำรวิจัยแบบ EDFR (Ethnographic Delphi
Futures Research) ผลกำรวิจัยสรปุ ไดว้ ่ำ กำรอำชีวศึกษำไทยภำยในอีก 10 ปีข้ำงหน้ำจะต้องเผชิญกับ
แนวโน้มสำคัญ มำกมำยไม่ว่ำจะเป็นกระแสโลกำภิวัตน์ กำรแข่งขันทำงกำรคำ้ ระหว่ำงประเทศ และเขต
กำรค้ำเสรี (Free Trade Area) ท่ีสำคัญอย่ำงยิ่งคือ ประชำคมอำเซียน (ASEAN Community) ที่จะ
เกดิ ข้ึน ในปี ค.ศ.2015 น้ี โดยจะมีกำรเคลื่อนย้ำยแรงงำนอย่ำงเสรีในประเทศสมำชิก ดงั น้นั ประเทศไทย
จึงต้องมีกำรเตรียมคนให้พร้อมด้วยกำรอำชีวศึกษำ จำกแนวโน้มสำคัญของกำรอำชีวศึกษำไทยใน
ทศวรรษหน้ำ (พ.ศ. 2554 - พ.ศ. 2564) จำกผลกำรวิจัยแนวโน้ม ท้ัง 8 ด้ำน จำกนั้นผู้วิจัยจึงหำ
ควำมสัมพันธ์ของแนวโน้ม 8 ด้ำนของอนำคตภำพกำรอำชีวศึกษำไทย ในทศวรรษหน้ำ (พ.ศ.2554 -
พ.ศ.2564) คือ ด้ำนที่ 1 คุณลักษณะผู้สำเร็จกำรอำชีวศึกษำ ด้ำนท่ี 2 กำรจัดกำรเรียนกำรสอน ด้ำนท่ี
3 ครูผู้สอน ด้ำนท่ี 4 ควำมร่วมมือ ด้ำนท่ี 5 มำตรฐำนกำร อำชีวศึกษำ ด้ำนท่ี 6 กำรสนับสนุ นของ
รฐั บำล ดำ้ นท่ี 7 คำ่ นยิ มกำรเรียนอำชวี ศกึ ษำ และ ด้ำนท่ี 8 กำรบรหิ ำรกำรอำชีวศึกษำ มำเรียบเรยี ง ซ่ึง
เป็นขั้นตอนที่ค่อนข้ำงยำก ต้องมีทักษะในกำรเขียน ภำษำท่ีสละสลวย มีจิตนำกำร และสำมำรถร้อย
เรียงควำมสัมพันธ์ควำมสอดคล้องกันของแต่ละ แนวโน้มมำเป็นภำพอนำคตกำรอำชีวศึกษำไทยใน
ทศวรรษหน้ำ (พ.ศ. 2554-พ.ศ. 2564) ท่ีสวยงำมเป็นไปไดแ้ ละพงึ ประสงค์ เป็นต้น

การวจิ ยั เสมอื นการเดินทาง (Research as Journeys) จาเปน็ ต้องมีแผนทีก่ ารเดนิ ทาง และรเู้ ส้นทาง
ทจี่ ะเดนิ อยา่ งแนช่ ดั ว่าจะผา่ นจุดใด เมอ่ื ไร และอยา่ งไร จงึ จะพบปลายทางอย่างรวดเร็วและถกู ตอ้ ง
แม่นยา : อยากชวนพวกเราลองออกเดินทางเพ่อื ทาการวจิ ัยดู ไม่อยากกอยา่ งทคี่ ิด

76

77 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ส่วนท่ี 4
พืน้ ฐานสถติ ใิ นงานวจิ ัยทางรัฐประศาสนศาสตร์

สถิติเป็นเคร่ืองมือทำงวิชำกำรที่นักสถิติและนักวิชำกำรในสำขำต่ำง ๆ ได้พัฒนำขึ้นมำเพ่ือใช้
แสวงหำควำมรู้ ควำมเข้ำใจที่ชัดเจนเป็นรูปธรรมในปรำกฏกำรณ์ท่ีต้องกำรศึกษำด้วยวิธีกำรท่ีเป็นท่ี
ยอมรับกันและใช้ร่วมกันอย่ำงกว้ำงขวำงในโลกวิชำกำร ไม่จะเป็นสังคมศำสตร์ มนุษยศำสตร์
รัฐประศำสนศำสตร์ พฤติกรรมศำสตร์ นิติศำสตร์ วิทยำศำสตร์ธรรมชำติ วิทยำศำสตร์กำรแพทย์ และ
วิทยำศำสตร์สิง่ แวดลอ้ ม เป็นต้น

อย่ำงไรก็ตำมในกำรนำสถติ ิมำใช้เป็นเคร่ืองมือในกำรวิจัย ไม่ว่ำจะเพื่อกำรใด กล่ำวคือ เพ่ือกำร
พรรณนำคุณสมบัติของหน่วยศึกษำ/วิเครำะห์ (Units of Study or Analysis) หรือเพื่อศึกษำควำม
แตกต่ำงระหว่ำงกลุ่มต่ำง ๆ ที่เป็นเป้ำหมำยของกำรศึกษำหรือเพื่อสร้ำงมำตรวัดตัวแปรที่จะใช้ในกำร
วิจัย หรือ เพื่อศึกษำหำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปร นอกจำกผู้วิจัยจะต้องรู้ว่ำตัวเองต้องกำรนำวิธีกำร
ทำงสถิติใดมำใช้ เพื่อกำรใดและประเภทของสถิติแล้ว วิจัยยังต้อง (1) รู้ลักษณะของข้อมูลว่ำมีกำรจัด
ระดับใด (Level of Measurement) (2) สำมำรถกำหนดสถำนภำพของตัวแปรท่จี ะศึกษำวำ่ เปน็ ตวั แปร
อิสระ (Independent Variables) หรือเป็นตัวแปรตำม (Dependent Venables) (3) หลักกำร
เบ้ืองตน้ ของสถิติ และ (4) รู้กำรนำเสนอ กำรอ่ำน และตีควำมหมำยบนควำมรู้ในเรื่องต่ำง ๆ เหล่ำน้เี ป็น
ควำมรู้พื้นฐำนท่ีสำคัญของกำรนำสถิติมำใช้ในกำรวิจัยมำกกว่ำกำรรู้จักสูตรท่ีใช้ในกำรคำนวณค่ำสถิติ
ทดสอบหรือวดั ควำมแตกตำ่ งและควำมสมั พันธร์ ะหวำ่ งตวั แปร (สุชำติ ประเสรฐิ รัฐสินธ์ุ, 2548)

ผูว้ จิ ยั ต้องรูจ้ ักการใชส้ ถติ ใิ ห้ถกู ตอ้ งเท่าน้นั เม่ือนาสถติ มิ าใชอ้ ยา่ งถกู ตอ้ งแลว้ ผ้วู ิจยั สามารถกลา่ วได้
หรอื สรุปไดว้ ่าจากขอ้ มลู ทไ่ี ด้สารวจเก็บรวบรวมมาโดยท่วั ไปหรอื โดยเฉลี่ยแล้วเร่ืองหรือปรากฏการณท์ ่ี
ศึกษามคี ณุ สมบัตอิ ะไร เกดิ ข้ึนได้อยา่ งไร และมปี ัจจยั อะไรเปน็ ปัจจยั สาเหตุ ตามสภาพของขอ้ มูล และ
ตามประเดน็ วตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษูกต้องตามไปด้วย

หลกั การเบอ้ื งต้นของการใช้สถิติ
ในกำรวิจัยท่ีผู้วิจัยต้องเก็บข้อมูลมำจำนวนหนึ่ง เพื่อศึกษำหำข้อสรุปในเร่ืองน้ันหรือศึกษำว่ำ

ปรำกฏกำรณ์ท่ีศึกษำน้ันมีลักษณะเป็นอย่ำงไร (What is it?) และในหลำยกรณีต้องกำรจะหำคำอธิบำย
ว่ำเรื่องหรือปรำกฏกำรณ์ที่ศึกษำนั้นเกิดข้ึนได้อย่ำงไร (How does it happen?) หรืออะไรเป็นปัจจัย
สำเหตุ (What causes it?) สถิติเป็นวิธีกำรที่ดีที่สุดในกำรจะรู้ผลจำกข้อมูลท่ีมีจำนวนมำกเพื่อให้ได้
คำตอบดังกลำ่ ว

ผู้วิจัยเพียงต้องรู้จักกำรใช้สถิติให้ถูกต้องเท่ำน้ัน เม่ือนำสถิติมำใช้อย่ำงถูกต้องแล้ว ผู้วิจัย
สำมำรถกล่ำวได้หรอื สรุปได้ว่ำจำกข้อมูลที่ได้สำรวจเก็บรวบรวมมำโดยท่ัวไปหรือโดยเฉล่ียแล้วเรื่องหรือ

77

78 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ปรำกฏกำรณ์ที่ศึกษำมีคุณสมบัติอะไร เกิดขึ้นได้อย่ำงไร และมีปัจจัยอะไรเป็นปัจจัย สำเหตุ ตำมสภำพ
ของข้อมูล และตำมประเด็นวตั ถุประสงคข์ องกำรศึกษำ ในกำรท่ีจะได้ข้อสรุปดังกล่ำวได้นั้นมีนักวชิ ำกำร
พัฒนำวิธีกำรทำงสถติ ทิ ่นี ักวจิ ัยทุกสำขำวิชำกำรและวชิ ำชีพสำมำรถนำมำใชไ้ ด้ หำกผทู้ ่จี ะใช้รู้ถึงหลักกำร
เบ้ืองต้นของกำรใชส้ ถิติ สำระสำคัญในดำ้ นวัตถุประสงค์ของวิธีกำร ควำมตอ้ งกำรด้ำนข้อมลู ของแต่ละวิธี
วิธีกำรนำเสนอผลท่ีได้จำกกำรวิเครำะห์ วิธีกำรอ่ำน และกำรตีควำมหมำยผลที่ได้จำกกำรนำวธิ ีกำรทำง
สถิตนิ ้นั ๆ มำใช้

ซง่ึ หลักกำรเบ้ืองต้นที่สำคัญท่ีสุดของกำรใช้สถิติ คือ ต้องใช้ให้ถูกต้องได้มำตรฐำนสำกล ภำยใต้
หลักกำรดังกลำ่ วน้ีมีวธิ ีกำรใช้ทถี่ ูกต้องได้มำตรฐำนสำกล จะตอ้ ง

(ก) หลีกเลี่ยงกำรเสนอท่ีซ้ำชำกโดยเสนอให้น้อยที่สุด แต่ส่ิงท่ีเสนอต้องสื่อควำมให้ได้มำกที่สุด
หรือครบถว้ นสมบรู ณใ์ นตวั ของมันเอง

(ข) ทำกำรเสนอที่ได้รูปแบบมำตรฐำนของและวิธีกำรที่นักวิชำกำรระดับสำกลใช้กันในวงกำร
วิจัย

(ค) ทำกำรอำ่ นผลคำ่ สถติ ขิ องวธิ ีน้นั ๆ ได้อย่ำงสมเหตุสมผล ไดอ้ ย่ำงถูกต้อง
(ง) ทำกำรตีควำมหมำยผลที่ได้จำกกำรวิเครำะห์ ซึ่งส่ิงท่ีจะนำเสนอต่อไปนี้ ในเบ้ืองต้นจะ
ครอบคลุมเฉพำะ 2 ประเด็นแรกส่วนอีก 2 ประเด็นหลังจะอยู่ในแต่ละบทท่ีว่ำแต่ละวิธีกำรเสนอท่ีไม่
ซ้ำซำกโดยกำรเสนอให้น้อยท่ีสุด แต่ส่ือควำมได้มำกที่สุดหรือได้ครบวนสมบูรณ์ซ่ึง นักวิจัยมือใหม่หรือ
นกั ศกึ ษำในระดับบณั ฑิตศึกษำ โดยทัว่ ไปยังขำดควำมรคู้ วำมเขำ้ ใจในกำรใช้สถติ ิ
สำหรับกำรวิจัยท่ีถูกต้อง โดยเฉพำะอย่ำงย่ิงในยุคสมัยที่มีกำรนำไมโครคอมพิวเตอร์และ
โปรแกรมสำเร็จรูป เช่น SPSS, SAS, AMOS หรือ STATPACK หรือ BMDP และให้ผลกำรวิเครำะห์ที่มี
สถิติต่ำง ๆ มำกมำย ซ่ึงหลำยๆ ส่วนแสดงถึงข้ันตอนสำคัญหรือข้อมูลสำคัญที่ใช้ในกำรคำนวณเพื่อให้
ไดม้ ำซึ่งคำสถิติตำ่ ง ๆ ที่จำเปน็ แต่ผู้วิจัยมือใหม่หรือนักศึกษำที่ขำดควำมรู้ควำมเข้ำใจในหลักกำรใช้สถิติ
กลับนำผลดงั กลำ่ วทัง้ หมดมำเสนอในกำรรำยงำนผลกำรวจิ ัย ซึ่งเป็นสิ่งทไี่ ม่ถูกต้องเพรำะสถิติหลำยตัวที่
ได้จำกกำรวิเครำะห์ไม่จำเป็นและซ้ำซำก นักศึกษำหรือผู้วิจัยมือใหม่ไม่ทรำบด้วยซ้ำว่ำอะไรไม่จำเป็น
และกำรเสนอผลกำรสถติ ิท่ไี ม่ถูกตอ้ งตำมมำตรฐำนสำกลในยุคสมยั ก่อนไมโครคอมพิวเตอร์ ผวู้ ิจยั จะตอ้ ง
คำนวณค่ำต่ำง ๆด้วยมอื ผู้วิจัยจะรู้ด้วยตวั เองวำ่ สถติ ทิ ่ีได้มำนั้นเปน็ สถติ ิในขั้นตอนกำรคำนวณและสถิติที่
เป็นผลท่ตี อ้ งกำรนำมำใช้ เมื่อไดค้ ำสถิติใดแล้ว ผวู้ ิจยั จะจำได้ว่ำต้องเสนออะไรบำ้ งและเสนอไวใ้ นทใ่ี ด
ในปัจจุบันกำรหำคำสถิติต่ำง ๆ ผู้วิจัยไม่ได้คำนวณด้วยมือและใช้โปรแกรมสำเร็จรูปควำมรู้
ควำมเข้ำใจในคำสถิติแทบจะไม่มี ผ้วู จิ ัยอำจจะเสนอส่งิ ท่ีไม่ควรนำมำเสนอ และเมื่อนำมำเสนอและเสนอ
ไม่ถูกต้องหรือไม่ได้มำตรฐำนสำกลรวมท้ังกำรเสนอผลแบบซ้ำซำกกำรเสนอผลท่ีได้จำกกำรวิเครำะห์
ซ้ำซำก ซึ่งภำษำอังกฤษ เรียกว่ำ (Renders) มีควำมหมำยอยู่ 2 ระดับคือ (1) ซ้ำซำกอย่ำงชัดเจน
(Obvious Redundant) และ (2) ช้ำซำกอยำ่ งไม่ชดั เจน (Unobvious Redundancy)
(1) กำรเสนอซ้ำซำกอย่ำงซดั เจน คือ กำรเสนอข้อมูลตวั เดยี วกันมำกกว่ำ 1 คร้ัง ขึ้นไป เช่น ได้
นำเสนอในขั้นตอนของกำรพรรณนำระเบียบวิธีกำรวิจัยที่ใช้ในกำรศึกษำ ว่ำได้เก็บตัวอย่ำงได้มำเท่ำใด
และกลุ่มตัวอย่ำงมีลักษณะอย่ำงใดมำแล้ว เช่น กลุ่มเกษตรกรท่ีได้รับกำรส่งเสริมและกลุ่มที่ไม่ได้รับกำร

78

79 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ส่งเสริม หรือกลุ่มอำยุ กลุ่มระดับกำรศึกษำของเกษตรกรว่ำในแต่ละกลุ่มมีจำนวนเท่ำใด คิดเป็นร้อยละ
เท่ำไรมำแล้ว ผู้วิจัยกลับนำเสนออีกในข้ันตอนกำรเสนอผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล เช่น เสนอในตำรำงไขว้
(Cross-Tabulation Table) หรือในกำรวิเครำะห์กำรผันแปร (Analysis of Variance, ANOVA) ว่ำแต่
ละกลุ่มมีจำนวนเท่ำไร ซ่ึงเป็นกำรเสนอช้ำซำก เพรำะได้เสนอไว้ส่วนที่ว่ำด้วยระเบียบวิธีกำรวิจัยมำแล้ว
ยังกลับนำมำเสนออีกในข้ันวิเครำะห์อย่ำงไรก็ตำมในบำงครั้งอำจจะต้องมีกำรนำเสนอใหม่ แต่ต้องมี
เหตุผลที่ดี เช่น ในกำรวิเครำะห์กำรผันแปร (Analysis of Variance, ANOVA) อำจจะต้องมีกำรเสนอ
จำนวนยอดรวมของแต่ละกลุ่มที่ต้องกำรเปรียบเทียบ (แม้ว่ำจะได้นำเสนอมำแล้วในกำรพรรณนำ
ระเบียบวิธีวิจัยว่ำแต่ละกลุ่มท่ีต้องกำรเปรียบเทียบมีจำนวนเท่ำใด) ทั้งนี้เพื่อแสดงให้เห็นว่ำแต่ละกลุ่มที่
ต้องกำรเปรียบเทียบมีจำนวนมำกเพียงพอสำหรับกำรวิเครำะห์ปัญหำ คือ อย่ำงไรจึงจะถือว่ำมีจำนวน
มำกเพียงพอ

นอกจำกนั้นกำรมีจำนวนมำกเพียงพอขึ้นอยู่กับควำมคล้ำยคลึงกัน (Homogeneity) ของ
ประชำกรเป้ำหมำย ถ้ำประชำกรเป้ำหมำยมีควำมคล้ำยคลึงกันมำก จำนวนตัวอย่ำงไม่จำเป็นต้องมีมำก
เช่น 20-30 รำย ก็อำจจะเพียงพอ แต่ถ้ำประชำชนมีควำมแตกต่ำงมำก (Heterogeneity) จำนวน
ตัวอย่ำงที่จะเป็นตัวแทนของประชำกรในแต่ละกลุ่มย่อยจะต้องมำกกว่ำในกรณีที่ประชำกรเป้ำหมำยมี
ควำมคล้ำยคลึงกนั

(2) ควำมซ้ำซำกท่ีไม่ชัดเจน คือ ผู้วิจัยที่ขำดประสบกำรณ์ หรือขำดควำมประณีตหรือควำม
ระมัดระวัง หรือขำดควำมรู้ควำมเข้ำใจว่ำควำมซ้ำซำกท่ีไมช่ ัดเจนนั้น คือ อะไร มักจะเสนอสถิติที่ได้จำก
กำรวิเครำะห์ท้ังหมดท้ังที่ไม่จำเป็น และควรเสนอเพียงบำงส่วนก็พอแล้ว ซ่ึงตรงกับหลักกำรท่ีเสนอให้
น้อยท่ีสุด แต่ต้องสื่อควำมให้ครบถ้วนสมบูรณ์ในตัวของมันเอง กำรเสนอให้น้อยท่ีสุดแต่ต้องสื่อควำมให้
ได้มำกที่สดุ หรอื ครบถ้วนสมบูรณ์ในตัวของมันเอง เป็นหลักกำรที่สำคัญท่ีอำจครอบคลุมหรือแกไ้ ขปัญหำ
กำรเสนอซ้ำซำกได้ ปัญหำคือกำรเสนออย่ำงไรถงึ เรียกว่ำกำรเสนอท่ีน้อยที่สดุ คือ กำรเสนอส่ิงจำเป็นที่
ตอ้ งนำเสนอ สิง่ ทีจ่ ำเปน็ หรือสถิตทิ ่ีจำเป็นของแต่ละวิธกี ำรทำงสถิติจะแตกต่ำงกัน สำหรับกำรวิจัยนั้นใช้
เพ่ือกำรสรุปผลที่ได้จำกกำรวิเครำะห์ข้อมูลซ่ึงมีจำนวนมำกโดยไม่ให้เกิดกำรซ้ำซำกและให้น้อยท่ีสุดแต่
ตอ้ งสื่อควำมให้ไดม้ ำกท่ีสุด

ตำมท่ีได้กล่ำวมำแล้วข้ำงต้น ส่ิงท่ีมคี วำมสำคัญไม่ยิ่งหย่อนกว่ำกนั คอื รูปแบบกำรเสนอผลต้อง
ไดม้ ำตรฐำนทำงวิชำกำรท่เี ปน็ ที่ยอมรบั กันในวงกำรวชิ ำกำร ปญั หำคอื เรำจะทรำบได้อยำ่ งไรวำ่ กำรเสนอ
ทไ่ี ดม้ ำตรฐำนทำงวชิ ำกำรที่เป็นสำกลน้ันเป็นอยำ่ งไรมำตรฐำนทำงวชิ ำกำรเปน็ ส่ิงท่ีผู้วิจยั จะขำดเสียมิได้
เม่ือผู้ทำกำรวิจัยจะนำวิธกี ำรทำงสถิตใิ ดมำใช้ ต้องศึกษำให้รอบคอบว่ำนกั วิชำกำรระดบั ระหว่ำงประเทศ
ใช้กันอย่ำงไร โดยต้องพิจำรณำต้ังแต่กำรเริ่มต้นของวิธีกำรนำเสนอระเบียบวิธีของเทคนิกกำรวิเครำะห์
นั้นๆ ไปจนถงึ ขน้ั กำรเสนอผลที่ไดจ้ ำกกำรวเิ ครำะห์ กำรอ่ำนผล และกำรตคี วำมหมำยผลส่ิงต่ำงๆ เหล่ำนี้
ผูว้ ิจัยสำมำรถศกึ ษำ ตรวจสอบ และเรยี นรู้ได้จำกบทควำมวจิ ัยที่เสนอในวำรสำรทำงวชิ ำกำร โดยเฉพำะ
อย่ำงยิ่งวำรสำรทำงวิชำกำรที่มีกำรจำหน่ำยข้ำมประเทศ จำกวำรสำรต่ำงประเทศซึ่งจะนำเทคนิกทำง
สถิติเทคนคิ หนึ่งเทคนิคใดมำใช้ จะตอ้ งศึกษำจำกหลำยๆบทควำมท่ีใชเ้ ทคนคิ น้นั ๆ เพือ่ จะได้ดวู ่ำมีส่ิงใดท่ี
นักวิชำกำรทุกคนใช้ร่วมกันเมื่อใช้เทคนิคนั้นและสิ่งที่ผู้ทำวิจัยนำมำเสนอแตกต่ำงกัน กำรศึกษำใน

79

80 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ลักษณะดังกล่ำวจะทำให้ทรำบว่ำเม่ือจะนำเทคนิคทำงสิถิตินั้นๆ มำใช้มี (1) สิ่งใดท่ีจำเป็นต้องนำเสนอ
และ (2) ส่งิ ใดท่อี ำจจะเสนอเพิ่มเติมได้

สถติ ทิ ี่จาเปน็ ของรฐั ประศาสนศาสตร์ สำมำรถอธิบำย ได้ดังนี้
(1) สถิตทิ ่ีนามาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ กำรวเิ ครำะห์ข้อมูลเชงิ ปริมำณ เป็น

กำรนำสถิตมิ ำใช้ในกำรวเิ ครำะหข์ อ้ มูลทไี่ ดเ้ ก็บรวบรวมมำ แบง่ ออกไดเ้ ป็น 2 ประเภท คือ
1) กำรวิเครำะห์ด้วยสถิติพรรณนำ (Descriptive Statistics) ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล

ทั่วไปของกลุ่มตัวอย่ำง โดยใช้สถิติ เช่น ควำมถี่ ร้อยละ ฐำนนิยม มัธยฐำน เป็นต้น หรือนำมำใช้ในกำร
วเิ ครำะห์ขอ้ มูลของตวั แปรอสิ ระ และตัวแปรตำมในแบบสอบถำมแต่ละข้อ โดยใช้สถิติ เชน่ ค่ำเฉลี่ยหรือ
คำ่ มัชฌิมเลขคณติ และคำ่ เบี่ยงเบนมำตรฐำน เป็นต้น

2) กำรแจกแจงควำมถ่ี (Frequency) คือ กำรแจงนับจำนวนสมำชกิ ของแต่ละระดับ ของ
ตัวแปรประเภทนำมบัญญัติ หรือตัวแปรจัดประเภท ตัวแปรเรียงอันดับ ตัวแปรอันตรภำค และตัวแปร
อัตรำส่วน

3) สดั ส่วน (Proportion) คอื ควำมถข่ี องรำยกำรทีส่ นใจแลว้ หำรดว้ ยจำนวนท้ังหมด

สตู ร >> สัดส่วน = ความถข่ี องรายการทีส่ นใจ / จานวนความถีท่ ั้งหมด

เช่น ตัวอย่ำงจำนวน 15 หน่วย จำก 60 หน่วย คิดเป็นสัดส่วน 15 / 60 = .25 ส่วนที่เหลอื เป็น
สัดส่วน 45 / 60 = .75

4) ประเด็นร้อยละ (Percentage) คือ สัดส่วน คูณด้วย 100 โดยสัดส่วนเป็นปริมำณท่ี
เทียบฐำนเปน็ 1 ส่วนรอ้ ยละเป็นปรมิ ำณทเ่ี ทยี บฐำนเปน็ 100

สตู ร >> รอ้ ยละ = (ความถ่ีของรายการที่สนใจ / จานวนความถี่ท้ังหมด) X 100

5) อัตรำส่วน (Ratio) คือ กำรเปรียบเทียบควำมถ่ีของรำยกำรท่ีสนใจ เช่น อัตรำส่วน
ผู้บริหำรตอ่ พนักงำน 1 แผนก เท่ำกับ 1 : 50

6) คำ่ เฉล่ีย หรือค่ำกลำงเลขคณติ (Arithmetic Mean) คอื ค่ำกลำงท่ใี ชก้ ับข้อมูลท่ีวดั มำ
ในระดับอันตรภำคขึ้นไป หำได้จำกผลรวมของคะแนนทุกตวั หำรดว้ ยจำนวนคะแนนท้ังหมด เช่น ค่ำจ้ำง
ของพนักงำน 5 คน มเี งนิ คนละ 6, 5, 10, 4, 5 บำท พนักงำนกลุ่มนมี้ เี งนิ เฉลยี่ (6 + 5 + 10 + 4 + 5) /
5 = 6 บำท

80

81 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

7) คำ่ มัธยฐำน (Median) คือ คำ่ ของขอ้ มูลตัวท่อี ยู่ตรงกลำง เชน่ เงินของพนักงำน 5 คน
เม่ือจัดเรียงลำดับแล้ว 4, 5, 5, 6,10 ข้อมูลตัวท่ี 3 เป็นมัธยฐำน โดยแยกเป็น 2 กรณี ได้แก่กรณีแรก
หำกขอ้ มลู ไมไ่ ด้จัดกลุม่ (Ungrouped Data) ตำแหนง่ ของมธั ยฐำน คือ

ตาแหนง่ ท่ี (n + 1) / 2

ดังน้ันถ้ำจำนวนข้อมูลเป็นค่ี ตำแหน่งของมัธยฐำนจะเป็นจำนวนเต็ม แต่ถ้ำจำนวนเป็นคู่
ตำแหน่งของมัธยฐำนจะเป็นทศนิยม คือ ตำแหน่งท่ีอยู่ระหว่ำง n / 2 กับ (n + 2) / 2 มัธยฐำนจึงเป็น
คำ่ เฉล่ียของขอ้ มูล 2 ค่ำน้ี

กรณีที่ 2 หำกขอ้ มูลมีกำรจดั กลุ่ม (Grouped Data) ตำแหน่งของมธั ยฐำน คือ

Mdn = L + i [ { ( n / 2 ) - F } / f ]
เมอื่
Mdn คือ ค่ามัธยฐาน
L คอื ขดี จากัดล่างทีแ่ ทจ้ ริงของคะแนนในชัน้ มัธยฐาน
i คือ คา่ อันตรภาคชน้ั
n คอื จานวนกลุ่มตัวอยา่ งทั้งหมด
F คือ ความถีส่ ะสมจากคะแนนน้อย ถึงคะแนนกอ่ นถงึ ช้ันมธั ยฐาน
f คือ ความถใ่ี นช้นั มธั ยฐาน

8) ฐำนนิยม (Mode) คือ ค่ำของข้อมูลท่ีมีควำมถี่สูงสุด และควำมถี่สูงสุดนี้จะต้องสูง
กว่ำควำมถี่ของค่ำของขอ้ มลู อื่น ๆ ที่เหลอื ฉะนั้น ถ้ำค่ำของขอ้ มูลทุกค่ำในข้อมูลชุดหน่ึงมีควำมถ่ีเทำ่ กัน
หมด แสดงว่ำข้อมลู ชดุ น้ันไมม่ ีฐำนนยิ ม หรอื อำจกล่ำวได้ง่ำย ๆ ว่ำ ฐำนนิยม คือ ค่ำสงั เกตของข้อมูลท่ี
มคี วำมถี่สูงทสี่ ุด ทั้งน้ขี ้อมลู สำมำรถมีฐำนนิยมมำกกว่ำ 1 ค่ำได้ โดยถำ้ ข้อมูลชุดหนึ่ง มฐี ำนนิยมเพียง 1
ค่ำ เรียกว่ำ Unimodal ถ้ำข้อมูลชุดหนึ่งมีฐำนนิยม 2 ค่ำ เรียกว่ำ Bimodal และถ้ำข้อมูลชุดหน่ึงมี
ฐำนนิยมมำกกว่ำ 2 ค่ำ เรียกว่ำ Multimodal อย่ำงไรก็ตำมพบข้อสังเกตว่ำ ประกำรแรกในกำรหำค่ำ
ฐำนนิยมสำหรับข้อมูลเชิงปริมำณน้ัน ถ้ำมีค่ำของข้อมูลท่ีมีควำมถี่สูงสุดและสูงกว่ำควำมถ่ีของค่ำของ
ขอ้ มูลอื่นๆ ทีเ่ หลือมำกกว่ำ 1 คำ่ โดยท่ีคำ่ เหล่ำนั้นอยู่ติดตอ่ เนอ่ื งกนั จะถอื ว่ำฐำนนยิ มในกรณีดังกลำ่ วมี
เพียงคำ่ เดยี วคือค่ำเฉล่ียของค่ำของข้อมลู เหล่ำนน้ั และในกรณที ีต่ อ้ งกำรหำค่ำฐำนนิยมสำหรบั ข้อมลู เชิง
ปริมำณที่แจกแจงควำมถี่และแบ่งเป็นช่วงโดยใช้สูตรข้ำงต้นน้ัน ทำได้โดยรวมช่วงข้อมูลท่ีอยู่ติดกันเข้ำ
ด้วยกัน ประกำรต่อมำ ข้อมูลบำงชุดอำจมีค่ำสังเกตท่ีมีควำมถ่ีสูงสุดซ้ำกันหลำยค่ำ จะถือว่ำค่ำสังเกต
เหลำ่ นั้นเป็นฐำนนิยม หรือขอ้ มลู บำงชุดอำจจะมีควำมถเ่ี ทำ่ กันทุกค่ำกไ็ ด้ในกรณนี ้ถี ือว่ำขอ้ มูลชดุ นน้ั ไม่มี

81

82 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ฐำนนิยม และประกำรท่ีสำม ถ้ำข้อมูลชุดใดมฐี ำนนยิ มหลำยค่ำมำกเกินไป ข้อมูลชุดน้ันไม่เหมำะท่ีจะใช้
ฐำนนิยมเปน็ ค่ำวัดแนวโน้มเขำ้ สูส่ ่วนกลำง

2) กำรวิเครำะห์ด้วยสถิติอนุมำน หรือ สถิติอ้ำงอิง (Inferential Statistics) สถิติอนุมำน เป็น
สถิติท่ีนำมำใช้ในกำรอ้ำงอิงไปหำค่ำควำมเป็นจริงของประชำกร สถิติอนุมำนถูกนำไปใช้ใน 2 เร่ือง คือ
กำรประมำณค่ำทำงสถิติ และกำรทดสอบสมมติฐำน ซ่ึงในกำรวิจัยมักนิยมนำสถิติอนุมำนมำใช้ในกำร
ทดสอบสมมติฐำน ซึ่งสมมติฐำนกำรวิจัยท่ีมักใช้บ่อยในทำงรัฐศำสตร์และรัฐประศำสนศำสตร์ แบ่ง
ออกเปน็ 2 กลุ่ม คือ

(1) สถิติพำรำเมตริก (Parametric Statistics) - เป็นกลุ่มสถิติท่ีต้องคำนึงถึง หรือเคร่งครัดใน
ขอ้ ตกลงเบอื้ งต้นสำหรับสถิตแิ ตล่ ะชนดิ เช่น Z-test, t-test, F-test,

(2) สถิตินอนพำรำเมตริก (Nonparametric Statistics) - เป็นกลุ่มสถิติท่ีผ่อนคลำยในข้อตกลง
เบ้ืองต้นสำหรบั สถติ แิ ตล่ ะชนดิ เชน่ X2, Mann-Whitney U Test, Sign Rank Test, Median Test

วิธีการคานวณสถติ ติ า่ งๆ ด้วยโปรแกรม SPSS (Statistical Package for the Social
Science for Windows) ทำได้ดงั นี้

(1) กำรทดสอบสมมติฐำนทีเ่ ป็นค่ำเฉลยี่ กรณปี ระชำกรกลุม่ เดยี ว ใช้สถิติ t-test

โปรแกรม SPSS
จะใช้คาสั่ง = Analyze > Compare Means > One-Sample T Test

(2) กำรทดสอบสมมติฐำนควำมแตกต่ำงของค่ำเฉล่ีย กรณีประชำกร 2 กลุ่มท่ีเป็นอิสระ
จำกกัน (Independent Samples) เป็นกำรทดสอบสมมติฐำนเพื่อดูว่ำค่ำเฉล่ียของประชำกร 2 กลุ่มท่ี
เปน็ อิสระตอ่ กันนั้น มีคำ่ เฉลย่ี ท่ีแตกต่ำงกันหรอื ไม่

โปรแกรม SPSS
จะใช้คาสง่ั = Analyze > Compare Means > Independent-Sample T Test

(3) กำรทดสอบสมมติฐำนควำมแตกต่ำงของค่ำเฉลี่ย กรณีประชำกรตั้งแต่ 3 กลุ่มขึ้นไป มี
ค่ำเฉล่ียท่ีแตกต่ำงกันหรือไม่ เป็นกำรทดสอบสมมติฐำนเพ่ือดูว่ำค่ำเฉล่ียของประชำกร 3 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน
น้ัน มคี ่ำเฉลีย่ ท่แี ตกต่ำงกนั หรอื ไม่ ใชก้ ำรวิเครำะหค์ วำมแปรปรวนทำงเดยี ว โดยใช้สถิติ F-test

โปรแกรม SPSS จะใช้คาส่งั
Analyze > Compare Means > One-Way ANOVA

82

83 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

(4) กำรทดสอบสมมติฐำนควำมสัมพันธร์ ะหว่ำงตัวแปรอิสระและตัวแปรตำมท่ีเป็นตัวแปร
ระดับกลุม่ เป็นกำรทดสอบสมมติฐำนเพ่ือดูว่ำตัวแปรอิสระและตัวแปรตำมท่ีมรี ะดบั กำรวดั ในระดับกลุ่ม
มีควำมสัมพนั ธ์กนั หรอื ไม่ ใช้กำรวิเครำะหไ์ คสแควร์ (Chi-square Test)

โปรแกรม SPSS จะใช้คาส่ัง
Analyze > Descriptive Statistics > Crosstabs

(5) กำรทดสอบสมมติฐำนควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปรอิสระและตัวแปรตำมท่ีเป็นตัวแปร
ต้ังแต่ระดับช่วงเท่ำขึ้นไป เป็นกำรทดสอบสมมติฐำนเพื่อดูว่ำตัวแปรอิสระและตัวแปรตำมที่มีระดับกำร
วัดต้ังแต่ระดับช่วงเท่ำข้ึนไป มีควำมสัมพันธ์กันหรือไม่ ใช้กำรวิเครำะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน
(Pearson Correlation)

โปรแกรม SPSS จะใช้คาสั่ง
Analyze > Correlate > Bivariate…

(6) กำรทดสอบสมมติฐำนควำมสัมพันธร์ ะหว่ำงตัวแปรอิสระและตัวแปรตำมที่เป็นตัวแปร
ตั้งแต่ระดับช่วงเท่ำข้ึนไป โดยมีตัวแปรอิสระตั้งแต่ 2 ตัวแปรข้ึนไปและมีตัวแปรตำม 1 ตัวแปร ใช้กำร
วิเครำะห์กำรถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression)

โปรแกรม SPSS จะใชค้ าสงั่
Analyze > Regression > Linear…

สถิติเป็นเคร่ืองมือทางวิชาการท่ีนักสถิติและ
นักวิชาการในสาขาต่าง ๆ ใช้แสวงหาความรู้
ค ว าม เข้ าใจ ที่ ชั ด เจ น เป็ น รูป ธ รรม ใน
ปรากฏการณ์ท่ีต้องการศึกษาด้วยวิธีการท่ี
เป็ น ท่ี ย อ ม รับ กั น แ ล ะใช้ ร่วม กั น อ ย่ าง
กว้างขวางในโลกวชิ าการ

83

84 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

อยำ่ งไรก็ตำมสำมำรถสรุปกำรเลอื กใช้สถิติเพื่องำนวจิ ยั ทำงรัฐประศำสนศำสตร์ ดงั ตำรำงที่ 4 ดงั ตอ่ ไปนี้
ตารางท่ี 4 สรปุ การเลือกใช้สถติ ิ

การเปรียบเทยี บ การสรปุ ขอ้ มลู การทดสอบทางสถิติ
Two independent
groups Proportions Chi-square, Fisher’s exact
Rank ordered Mann Whitney U
Two related group Mean Unpaired t-test
Survival data Mantel-Haenzel, Log rank
More than two
independent groups Proportions Mc Nemar Chi-square
Rank ordered Sign test, Wilcoxon signed rank
More than two Mean Paired t-test
related groups
Proportions Chi-square
Rank ordered Kruskal Wallis
Mean ANOVA

Proportions Cochran Q
Rank ordered Friedman
Mean ANOVA (repeated)

การวิเคราะห์ข้อมลู เชิงคุณภาพ

โดยกำรใช้ข้อมูลทำงสถิติหรือข้อมูลเชิงปริมำณเพ่ือสร้ำงควำมเช่ือมโยงเชิงเน้ือหำกับกำร
วเิ ครำะห์ข้อมูลเชงิ คุณภำพ ดงั ต่อไปนี้

(1) สำมำรถนำข้อมูลเชิงปริมำณ และข้อมูลจำกเอกสำรต่ำงๆ มำวิเครำะห์เชิงลึก เพื่อค้นหำ
สำเหตุและอธบิ ำยควำมหมำยเพิ่มเตมิ ได้

(2) สำมำรถแสดงควำมเชื่อมโยงระหวำ่ งตวั แปร ด้วยวิธกี ำรอธิบำยควำม ผกู ประเด็นต่ำงๆ ด้วย
ขอ้ มูลทห่ี ลำกหลำยทัง้ จำกกำรสมั ภำษณ์ กำรสังเกต และกำรอำ่ น เปน็ ต้น

(3) กำรวิจัยอำจไม่มีกำรกำหนดสมมติฐำนไว้รองรับ กำรวิเครำะห์จึงกระทำไปเพื่อมุ่งเน้นกำร
ตอบคำถำมวิจัยทแี่ ฝงอยู่ในวตั ถปุ ระสงคข์ องกำรศึกษำเปน็ หลกั

(4) กำรวิเครำะห์ข้อมูลประเภทน้ีส่วนมำกเป็นกำรวิจัยทำงสังคมศำสตร์ โดยพบว่ำ กำรเขียน
กรอบแนวคิดกำรวิจัย อำจมีได้ทั้งก่อนและหลังกำรวิจัย ในกรณีก่อนกำรวิจัยถือว่ำกรอบแนวคิดเป็น

84

85 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

เพียงสมมติฐำน ส่วนหลังวิจัยเม่ือได้ค้นพบควำมจริงแล้ว อำจได้กรอบแนวคิดใหม่ที่ไม่เหมือนกรอบที่
สรำ้ งไว้กไ็ ด้

(5) ในหลำยกรณีของกำรวิจยั ทำงสังคมศำสตร์ ผลวจิ ัยสำมำรถสรำ้ งกรอบแนวคิดใหม่ (ทฤษฎี
ใหม)่ ที่แสดงควำมเชื่อมโยงระหว่ำงตวั แปรหรือประเด็นต่ำงๆ ข้ึนมำได้

(6) เป็นกำรศึกษำกำรเปลี่ยนแปลงลักษณะของตัวแปร หรือเหตุกำรณ์ตำมช่วงเวลำท่ี
เปล่ยี นแปลงไป โดยมีกำรเปรียบปรำกฏกำรณภ์ ำยใตบ้ ริบทท่ีเปลยี่ นแปลงไป

แนวทางการวเิ คราะห์ข้อมูลเชิงคณุ ภาพ มหี ลำกหลำยแนวทำงและหลำกหลำยวธิ ีกำร ดังนี้
(1) กำรวิเครำะห์เนื้อหำ (Content Analysis) เป็นกำรจัดประเภทเนื้อหำสำระท่ีใกล้เคียงกันไว้

ดว้ ยกัน มกั สรุปและสงั เครำะหข์ ้อมูลทีไ่ ด้จำกคำถำมปลำยเปิด

(2) กำรเทียบรูปแบบ (Pattern Matching) เป็นกำรสร้ำงรูปแบบของควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัว
แปรต่ำงๆ จำกแนวคิด ทฤษฎี หลักกำร และผลงำนวิจัยที่เคยมีมำก่อน แล้วนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมมำ
เปรยี บเทยี บกับรูปแบบที่สร้ำงไว้ตำมทฤษฎวี ่ำมีควำมสอดคล้องหรือแตกตำ่ งกนั อย่ำงไร เพรำะเหตใุ ด

(3) กำรสร้ำงคำอธิบำย (Explanation-Building) เป็นวิธีกำรที่เป็นส่วนขยำยของกำร
เปรียบเทียบรูปแบบ โดยกำรเสนอคำอธิบำยควำมเชื่อมโยงระหว่ำงตัวแปรท่ีมีควำมซับซ้อน จำกน้ันจึง
ทดสอบยนื ยันคำอธบิ ำยทสี่ รำ้ งโดยใช้ข้อมลู เชงิ ประจกั ษม์ ำสนับสนนุ

(4) กำรวิเครำะห์ตำมช่วงเวลำ (Time-Series Analysis) เป็นกำรศึกษำกำรเปล่ียนแปลง
ลักษณะของตวั แปร หรือเหตุกำรณต์ ำมช่วงเวลำ

การตรวจสอบและการวิเคราะห์ข้อมลู
หลังจำกที่ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลแล้ว ข้ันตอนต่อไปที่จะต้องทำ คือ กำรตรวจสอบ

ข้อมูลและกำรวิเครำะห์ข้อมูลซ่ึงอำจทำไปพร้อมกับกำรเก็บรวบรวมข้อมูลก็ได้ กำรตรวจสอบข้อมูลใน
กำรวิจัยเชิงคุณภำพท่ีนิยมใช้กัน เรียกว่ำ กำรตรวจสอบข้อมูลแบบสำมเส้ำ (Triangulation) ได้แก่ กำร
ตรวจสอบสำมเส้ำด้ำนข้อมูล โดยพิจำรณำแหล่งเวลำ แหล่งสถำนท่ี และแหล่งบุคคลที่แตกต่ำงกัน คือ
ถ้ำข้อมูลต่ำงเวลำกันจะเหมือนกันหรือไม่ ถ้ำข้อมูลต่ำงสถำนท่ีจะเหมือนกันหรือไม่ และถ้ำบุคคลผู้ให้
ขอ้ มูลเปลี่ยนไปข้อมูลจะเหมือนเดิมหรือไม่ กำรตรวจสอบสำมเสำ้ ดำ้ นผวู้ ิจยั โดยเปล่ยี นตัวผู้สังเกต และ
กำรตรวจสอบสำมเส้ำด้ำนวิธีรวบรวมข้อมูล โดยใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลต่ำง ๆ กันเพื่อรวบรวมข้อมูล
เรอื่ งเดียวกัน เช่น ใชว้ ิธีสงั เกตควบคไู่ ปกบั กำรซกั ถำม ดังตำรำงท่ี 5

85

86 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ตารางท่ี 5 การสรปุ และการนาเสนอข้อมูล

ประเด็น ขอ้ มูลเชิงคุณภาพ ข้อมูลเชิงปริมาณ
(Qualitative Data) (Quantitative Data)
1. วธิ ีนบั หรือวัด
2. ลกั ษณะข้อมูลที่ได้ กำรนับ (enumeration) ช่ัง, ตวง หรือวัด (Measurement)

3. กำรสรุปขอ้ มูล จำนวนเต็ม (Discrete คำ่ ตอ่ เน่ือง (Continuous
(Summarization of Variables) Variable)
Data):
กำรวดั แนวโนม้ เขำ้ สู่ - อตั รำส่วน (Ration) - คำ่ เฉลี่ย (Mean)
สว่ นกลำง - สดั ส่วน (Proportion) - มธั ยฐำน (Median)
4. กำรนำเสนอข้อมลู - รอ้ ยละ (Percentage) - ฐำนนิยม (Mode)
(Presentation of - อตั รำ (Rate)
Data)
- ตำรำง (Table) - ฮีสโตแกรม(Histogram)
- แผนภูมิวงกลม(Pie - รปู หลำยเหล่ยี มแห่งควำมถี่
diagram) (Frequency Polygon)
- รูปภำพ (Pictogram) - กรำฟแสดงควำมถี่สะสม
- แผนภมู ิแทง่ (Bar diagram) (Cumulative Frequency
- แผนภูมิแท่งชนดิ สดั ส่วน Graph)
(Proportional bar
diagram)

86

87 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ส่วนท่ี 5
กระบวนการวจิ ัย (Research Process)

กำรแสวงหำคำตอบดว้ ยกำรทำวิจยั อำจจะมคี วำมแตกต่ำงกันไป ตำมลักษณะของหวั ขอ้ งำนวิจัย
ประเด็นปัญหำ วัตถุประสงค์ หรือขอบเขตของกำรวิจัยนั้น ๆ แต่โดยภำพรวมแล้วงำนวิจัยจะมีลำดับ
ขัน้ ตอนในกำรทำวิจยั ไมแ่ ตกต่ำงกัน ซึ่งสำมำรถกำหนดเปน็ ลำดบั ข้ันตอนในกำรทำวจิ ยั ได้ ดงั น้ี

การเลือกหัวข้องานวจิ ยั และกาหนดประเด็นปัญหา
กำร เลื อ กหั ว ข้ อ งำน วิ จั ย แ ล ะก ำห น ด ป ร ะ เด็ น ปั ญ ห ำ เป็ น ก ำร ท ำให้ ท ร ำบ ถึ งป ร ะเด็ น ท่ี จ ะ

ทำกำรศึกษำและสำมำรถกำหนดวัตถุประสงค์ในกำรศึกษำได้ ซึ่งผู้วิจัยจะต้องกำหนดหัวข้องำนวิจัยที่
ตอ้ งกำรจะทำเป็นลำดบั แรก หัวขอ้ งำนวิจัยในทนี่ ้ีก็คอื ชอื่ ของงำนวิจยั นน้ั เอง

ตวั อย่างเชน่
ถ้ำต้องกำรทรำบว่ำรูปแบบกำรทุจริตที่เกิดขึ้นในองค์กรธุรกิจอุตสำหกรรมมีลักษณะอย่ำงไร
อำจจะตั้งชื่อหัวข้องำนวิจัยวำ่ “การศึกษารูปแบบการทจุ รติ ที่เกิดข้ึนในองคก์ รธุรกิจอุตสาหกรรม” ส่ิง
สำคัญในกำรกำหนดหัวข้องำนวิจัยน้ันจะตอ้ งพิจำรณำวำ่ หัวข้อท่ีตอ้ งกำรทำนั้นมปี ระเดน็ ปัญหำอะไร ทำ
ไปแล้วจะก่อให้เกิดประโยชน์อย่ำงไร เช่น จำกหัวข้องำนวิจัยที่ผ่ำนมำ ประเด็นปัญหำอำจมำจำกธุรกิจ
อุตสำหกรรมได้ พบว่ำ มีกำรทุจริตเกิดขึ้นในองคก์ รมำกข้ึนตำมลำดับนั้นจึงต้องกำรศกึ ษำเพื่อให้ทรำบว่ำ
กำรทุจรติ ท่ีเกิดขน้ึ นัน้ มรี ูปแบบกำรทจุ ริตในลักษณะใดบ้ำง หลงั จำกน้ันนำผลกำรวิจัยมำกำหนดเปน็ แนว
ทำงกำรควบคุมภำยในเพ่ือป้องกันกำรทุจริตไม่ให้เกดิ ขนึ้ หรือลดกำรทุจรติ ลงให้ไดม้ ำกท่ีสุด
นอกจำกน้ีหัวข้องำนวิจัยใดๆก็ตำม ผู้วิจัยต้องพิจำรณำว่ำตัวเองมีศักยภำพเพียงพอท่ีจะทำ
หัวข้องำนวิจัยน้ันได้หรือไม่ หัวข้องำนวิจัยนั้นมีข้อจำกัดอย่ำงไร ทรัพยำกรต่ำงๆ ที่ใช้ในกำรวิจัยต้องมี
มำกนอ้ ยเพียงใด ส่งิ เหลำ่ นจี้ ะเปน็ ตัวกำหนดหวั ขอ้ งำนวจิ ยั
ในขั้นน้ีผู้วิจัยจำเป็นท่ีจะต้องศึกษำและรวบรวมข้อมูลจำกแหล่งข้อมูลต่ำงๆ ที่เชื่อถือได้เพื่อใช้
อำ้ งอิงและสนับสนนุ ประเด็นปัญหำและหัวข้องำนวิจัย นอกจำกน้ีผู้วิจัยยังต้องกำหนดตัวแปรงำนวิจยั ว่ำ
มีสิ่งใดเป็นตัวแปรต้นและส่ิงใดเป็นตัวแปรตำม องค์ประกอบของกำรเลือกหัวข้อวิจัย เพื่อนำไปสู่กำร
กำหนดหวั ขอ้ ประเด็นปัญหำ ประโยชน์ทีค่ ำดวำ่ จะไดร้ บั จำกกงำนวจิ ยั ดงั กลำ่ วนี้

การตงั้ “คาถามวจิ ัย (Research Question)”
ในกำรวำงแผนทำวิจัยน้ัน นับเป็นสิ่งสำคัญอันดับแรก ท่ีผู้วิจัยต้องกำหนดข้ึนก็คือ "กำรกำหนด

คำถำมของกำรวิจัย" (Problem identification) และให้นิยำมปัญหำนั้นอย่ำงชัดเจน เพรำะปัญหำท่ี
ชัดเจนจะช่วยให้ผู้วิจัย กำหนดเป้ำหมำยและวัตถุประสงค์ ตั้งสมมติฐำน ให้นิยำมตัวแปรท่ีสำคัญๆ
ตลอดจนกำรวดั ตัวแปรเหลำ่ น้นั ได้ ถำ้ ผู้วจิ ัยตั้งคำถำมวิจยั ท่ีไม่ชัดเจน สะท้อนให้เหน็ ว่ำแมแ้ ตต่ ัวก็ยังไม่

87

88 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

แน่ใจ ว่ำจะศึกษำอะไร ทำให้กำรวำงแผนในข้ันต่อไป เกิดควำมสับสนได้ อย่ำงไรก็ตำม แม้ว่าปัญหา
เป็นส่วนสาคัญของการวิจัย แต่ไม่ได้หมายความว่า ปัญหาทุกปัญหา ต้องทาการวิจัย เพราะคาถาม
บางอย่าง ใช้ขบวนการในการวิจัย ก็สามารถตอบปัญหานั้นได้ คำถำมของกำรวิจัยต้องเหมำะสม
(relevant) หรือสัมพันธ์กับเรื่องที่จะศึกษำ โดยควรมีคำถำมที่สำคัญท่ีสุด ซึ่งผู้วิจัยต้องกำรคำตอบมำก
ที่สุด เพ่ือคำถำมเดียว เรียกว่ำ คาถามหลัก (Primary Research Question) ซ่ึงคำถำมหลักนี้จะ
นำมำใช้เป็นข้อมูลในกำรคำนวณ ขนำดของตัวอย่ำง (Sample Size) แต่ผู้วิจัย อำจกำหนดให้มีคำถำม
รอง (Secondary Research Question (s) อีกจำนวนหนึ่งกไ็ ด้ ซึ่งคำถำมรองนี้เปน็ คำถำมท่ีเรำต้องกำร
คำตอบ เช่นเดียวกัน แต่มีควำมสำคัญรองลงมำ โดยผู้วิจัยต้องระลึกว่ำ ผลของกำรวิจัยอำจไม่สำมำรถ
ตอบคำถำมรองนี้ได้ ท้ังน้ีเพรำะ กำรคำนวณขนำดตัวอย่ำง ไม่ไดค้ ำนวณเพ่อื ตอบคำถำมรองเหลำ่ นี้ผวู้ จิ ัย
อำจจำเป็นต้องแสดงเหตุผล เพ่ือสนับสนุนกำรเลือก ปัญหำกำรวิจัยดังกล่ำว เพื่อให้โครงร่ำงกำรวิจัยนี้
นำ่ สนใจมำกย่ิงขึน้

การกาหนดวตั ถปุ ระสงคข์ องงานวิจยั
บุญชม ศรสี ะอำด (2554) ได้รวบรวมไวว้ ่ำ วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย เป็นขั้นตอนที่สำคัญอีก

ข้นั ตอนหน่ึงของกำรวิจยั ถำ้ กำหนดวตั ถุประสงค์ไม่ชดั เจนจะทำใหผ้ ลกำรวิจยั ที่ได้ไม่สอดคลอ้ งกับควำม
ต้องกำรของปัญหำที่จะศึกษำ ในบำงคร้ังถ้ำพิจำรณำช่ือเรื่องอย่ำงเดียวไม่สำมำรถตอบคำถำมได้ครบ
ตำมต้องกำรจึงจำเป็นจะต้องกำหนดวัตถุประสงค์ เพ่ือเป็นแนวทำงให้ผู้ทำวิจัยสำมำรถบอกรำยละเอียด
ไดว้ ่ำ จะต้องศึกษำอะไรบ้ำง เพ่ือเป็นแนวทำงในกำรวเิ ครำะหข์ ้อมูล และกำรนำเสนอผลกำรวิจัยได้อย่ำง
ชดั เจน กำรกำหนอวัตถปุ ระสงค์ ควรทำเป็นข้อๆเพ่ือควำมสะดวกและมคี วำมชดั เจนในกำรวิเครำะหแ์ ละ
ตอบคำถำมของแต่ละข้อ สำหรับกำรตั้งวัตถุประสงค์ของกำรวิจัยส่วนใหญ่ควรขึ้นต้นด้วยคำว่ำ “เพื่อ”
และตำมด้วยข้อควำมที่จะแสดงกำรกระทำในกำรวิจัย ซึ่งมักจะเป็นคำต่อไปน้ี เช่น ศึกษำ เปรียบเทียบ
หำควำมสมั พนั ธ์ หำผลกระทบ เป็นต้น

อรุณรุ่ง ปภำพสิษฐ (2555) ได้กล่ำวไว้ว่ำ วัตถุประสงค์ของกำรวิจัยเป็นกำรกล่ำวถึงปัญหำท่ี
ตอ้ งกำรทรำบว่ำ ต้องกำรคำตอบอะไรบ้ำง ควรมลี ักษณะ ดงั น้ี

1. ควรเปน็ ขอ้ ควำมบอกเลำ่
2. วัตถุประสงค์แต่ละข้อควรมีนัยสำคัญเพียงพอ และมีนัยเดียว หำกมีส่วนประกอบของ
นัยสำคัญมำกกวำ่ 1 อย่ำง ใหอ้ ยู่ในหัวข้อย่อยของวตั ถุประสงคข์ ้อนัน้
3. ตรงและสอดคลอ้ งกบั ปญั หำที่ต้องกำรทำวิจัย
4. ครอบคลมุ สิ่งทีต่ อ้ งกำรวิจยั ทัง้ หมด
5. ควรกำหนดให้ชัดเจนว่ำตอ้ งกำรศกึ ษำอะไร กับใคร ทไ่ี หน อยำ่ งไร
6. ไมค่ วรเพ่มิ เตมิ ประเด็นอื่นๆ ทไ่ี ม่ใช่วตั ถุประสงค์ของกำรวิจยั โดยตรง

88

89 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ดังน้ันในงำนวิจัยบำงเร่ืองผู้วิจัยท่ีมีข้อมูลสนับสนุนมำเพียงพอ อำจจะตั้งสมมติฐำนงำนวิจัยไป
พร้อมกับกำรกำหนดวัตถุประสงค์ของงำนวิจัยก็ได้ เพื่อทำให้งำนวิจัยเร่ืองน้ันมีกระบวนกำรที่น่ำเช่ือถือ
เพมิ่ มำกข้ึน

การสารวจแนวคดิ และทฤษฎอี ันเก่ยี วข้องกับประเดน็ ทจี่ ะศกึ ษา

โดยจะทำให้เรำสำมำรถทรำบถึงตัวแปรอิสระหรือตัวแปรต้น (Independent Variables) เช่น
ถ้ำอยำกทรำบว่ำปัจจัยใดท่ีจะทำให้ปัจเจกชนเป็นชนขั้นนำได้น้ัน ก็อำจใช้แนวคิดของ Weber มำเป็น
ฐำนควำมคดิ โดยจะพบว่ำ รำกฐำนของอำนำจทสี่ ำคัญ ก็คือ ฐำนอำนำจบำรมี (X1) ประเพณี (X2) และ
กฎหมำย (X3) จำกนั้นจึงเอำทั้ง 3 ประเด็นน้ีมำกำหนดเป็นตัวแปรอิสระ โดยให้ “กำรเป็นผู้นำทำง
กำรเมือง” เป็นตัวแปรตำม (Y) ในข้ันนี้จึงสำมำรถนำเอำตัวแปรเหล่ำน้ีไปกำหนดเป็นสมมติฐำนใน
กำรศกึ ษำได้

ท้ังนี้กำรทบทวนวรรณกรรม หรือแนวคิดทฤษฎีนี้ยังทำให้สำมำรถนิยำมเชิงปฏิบัติกำร
(Operating Definition) ได้ ซ่ึงหมำยถึงกำรทำให้กำรกำหนดตัวแปรดังกล่ำวข้ำงต้นมีควำมชัดเจนมำก
ขึ้น กระทั่งสำมำรถที่จะสร้ำงตัวช้ีวัดไปพร้อมๆ กันได้ด้วย โดยผู้เขียนแยกกำรนำเสนอกำรทบทวน
วรรณกรรม แนวคิดกำรวิจัยในส่วนที่ 7

การเลือกรูปแบบวิจยั และการกาหนดสมมติฐาน

จำกกำรสำรวจแนวคิดและทฤษฎีอันเก่ยี วข้องกับประเด็นท่จี ะศกึ ษำ จะพบวำ่ ผู้วจิ ัยจะได้ตัวแปร
มำจำกกำรทบทวนวรรณกรรม ซึ่งสำมำรถนำไปใช้กำหนดสมมติฐำนสำหรับกำรวิจั ยเชิงปริมำณ
(Quantitative Research) ได้ ส่วนกำรวิจัยเชิงคุณภำพ (Qualitative Research) อำจไม่มีสมมติฐำนก็
ได้ เพรำะมุง่ หำคำอธิบำยปรำกฏกำรณท์ ่ศี ึกษำเปน็ สำคญั ด้วยกำรพรรณำปรำกฏกำรณน์ น้ั ๆ

ตัวอยา่ งที่ 1
สมมติฐำนกำรวิจัยเชิงคุณภำพ เรื่อง “การสร้างภาพลักษณ์ความเป็นผู้นาของ พลเอก
ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เช่น กำหนดให้ฐำนอำนำจบำรมี ประเพณี และกฎหมำยเป็นตัวแปรต้น และ
ภำพลักษณค์ วำมเป็นผนู้ ำของ พลเอกประยุทธ์ จันทรโ์ อชำ เปน็ ตัวแปรตำม ซึ่งกำหนดสมมติฐำนไดด้ งั นี้
“ฐำนอำนำจท้ัง 3 ประกำร ได้แก่ บำรมี ประเพณี และกฎหมำย มีผลต่อกำรสร้ำงภำพลักษณ์
ควำมเปน็ ผูน้ ำของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชำ”
ตวั อย่างท่ี 2
สมมติฐำนกำรวิจัยเชิงปริมำณ เรื่อง “ทัศนคติของประชาชนต่อการสร้างฐานอานาจทาง
การเมืองของ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา” เช่น กำหนดให้ปัจจัยส่วนบุคคลของประชำชน ได้ เพศ
เปน็ ตวั แปรตน้ และมีฐำนอำนำจทั้ง 3 ประกำร ได้แก่ บำรมี ประเพณี และกฎหมำย เปน็ ตวั แปรตำม ซ่ึง
กำหนดสมมตฐิ ำนได้ดังน้ี
สมมติฐำนท่ี 1 ประชำชนที่มีเพศแตกต่ำงกันมีทัศนคติต่อกำรสร้ำงฐำนอำนำจบำรมีพลเอก
ประยทุ ธ์ จนั ทรโ์ อชำแตกตำ่ งกนั

89

90 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

สมมติฐำนท่ี 2 ประชำชนท่ีมีเพศแตกต่ำงกันมีทัศนคติต่อกำรสร้ำงฐำนอำนำจประเพณีของ
พลเอกประยุทธ์ จนั ทร์โอชำแตกตำ่ งกัน

สมมติฐำนท่ี 3 ประชำชนที่มีเพศแตกต่ำงกันมีทัศนคติต่อกำรสร้ำงฐำนอำนำจกฎหมำยของ
พลเอกประยุทธ์ จนั ทร์โอชำแตกตำ่ งกนั

การกาหนดกลุ่มประชากรเป้าหมายและการสุ่มตัวอย่าง

กำรกำหนดกลุ่มประชำกรเป้ำหมำยและกำรสุ่มตัวอย่ำงค้นพบข้อสังเกตสำคัญประกำรหนึ่ง
กล่ำวคือ ถ้ำมีประชำกรไม่มำกนัก ก็ไม่จำเป็นต้องสุ่มตัวอย่ำง สำมำรถศึกษำจำกประชำกรท้ังหมดได้
โดยเฉพำะในงำนวิจัยเชิงปริมำณ แต่ในกรณีของงำนวิจัยเชิงคุณภำพ หำกพบว่ำมีจำนวนประชำกรมำก
ก็จำเป็นต้องกำหนดกลุ่มตัวอย่ำงสำหรับกำรสัมภำษณ์ โดยเลือกเฉพำะผู้ที่สำมำรถให้ข้อมูลที่สำคัญ
(Keys Information) ทเี่ ป็นประโยชน์ต่อกำรวิจัยเทำ่ น้นั ได้

การสรา้ งเครอื่ งมือ

กำรสร้ำงเคร่ืองมือถือว่ำเป็นขั้นที่แปลงแนวคิดทฤษฎีในเชิงนำมธรรมมำเปลี่ยนแปลงให้เป็น
รูปธรรม โดยกำรวิจัยเชิงปริมำณโดยส่วนใหญ่จะใช้แบบสอบถำม (Questionnaire) ส่วนกำรวิจัยเชิง
คุณภำพโดยส่วนใหญ่จะใช้แบบสัมภำษณ์ (Interview Form) โดยมีข้อสังเกตว่ำกำรสร้ำงข้อคำถำมน้ัน
ควรตั้งอยู่บนรำกฐำนกำรนิยำมศัพท์ที่กำหนดไว้ก่อนหน้ำ ซึ่งจะทำให้ข้อคำถำมต่ำงๆ มีควำมครอบคลุม
ชัดเจน และสอดคลอ้ งกับคำถำมทแ่ี ฝงอยูใ่ นวตั ถุประสงค์

ตวั อยา่ งแบบสอบถาม
1) ฐานอานาจบารมี
เชน่
ก.1 ท่ำนคิดว่ำ ตำแหน่งอดีต ผบ.ทบ. มีผลทำให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชำดำรงตำแหน่ง
นำยกรัฐมนตรไี ด้อยำ่ งชอบธรรม
ก.2 ทำ่ นคดิ วำ่ นำยแดงไมส่ ำมำรถเป็นนำยกรัฐมนตรไี ด้เพรำะไมม่ ีใครเช่อื ถือ
ฐานอานาจประเพณี
เชน่
ข.1 ท่ำนคิดว่ำ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชำ ดำรงตำแหน่งนำยกรัฐมนตรีได้อย่ำงชอบธรรม
เพรำะเป็นนกั เรยี นนำยร้อย จปร.
ข.2 ท่ำนคิดว่ำ รัฐบำล พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชำมีอำนำจกำรทำรัฐประหำรเมื่อวันท่ี 22
พฤษภำคม 2557
ฐานอานาจกฎหมาย
เช่น
ค.1 ท่ำนคิดว่ำ พลเอกประยุทธ์ จันทรโ์ อชำบริหำรประเทศได้อย่ำงชอบธรรมตำมรัฐธรรมนูญปี
60 ท่ีให้อำนำจตนเอง

90

91 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ค.2 ท่ำนคิดว่ำ พลเอกประยุทธ์ จนั ทรโ์ อชำ ใช้อำนำจปรำบปรำมผู้ก่อควำมไม่สงบได้อย่ำงชอบ
ธรรมตำมประกำศกฎอยั กำรศึก

ตัวอยา่ งแบบสมั ภาษณ์
ฐานอานาจบารมี
เชน่
ท่ำนคิดว่ำ คมช.เชิญท่ำนมำเป็นนำยกรัฐมนตรี เพรำะท่ำนมีควำมสัมพันธ์ใกล้ชิดกับบุคคล
สำคัญระดบั ชำติใช่หรือไม่ อย่ำงไร
ฐานอานาจประเพณี
เชน่
ทำ่ นคิดว่ำ พล.อ.ประวติ ร เชญิ ท่ำนมำเป็นนำยกรัฐมนตรีในฐำนะรุ่นน้องโรงเรียนนำยร้อย จปร.
ใช่หรือไม่ อย่ำงไร
ฐานอานาจกฎหมาย
เช่น
ท่ำนคิดว่ำ ท่ำนมีอำนำจได้เพรำะ คสช.ช่วยฉีกรัฐธรรมนูญปี 49 แล้วเขียนรัฐธรรมนูญปี 60 ท่ี
ให้อำนำจตนเอง ใช่หรือไม่ อย่ำงไร

การเกบ็ รวบรวมข้อมลู
กำรเก็บรวบรวมข้อมูลของกำรวิจัยจะข้ึนอยู่กับรูปแบบของกำรวิจัย ซึ่งแสดงออกผ่ำนทำง

เครื่องมือที่ใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล หำกเป็นกำรวิจัยเชิงปริมำณก็สำมำรถนำแบบสอบถำมไปใช้ มี
กำรใช้แบบสำรวจ แบบสงั เกต แบบทดสอบ แบบวดั พฤติกรรม เป็นต้น ส่วนกำรวจิ ัยเชงิ คุณภำพก็อำจใช้
ทั้งกำรศึกษำผ่ำนทำงเอกสำร กำรสัมภำษณ์เชิงลึก กำรสังเกตกำรณ์แบบมีส่วนร่วม และ กำร
สงั เกตกำรณแ์ บบไมม่ ีสว่ นร่วม เปน็ ตน้

การวิเคราะหข์ ้อมูล และสรุปผลการศึกษา
กำรวิเครำะห์ข้อมูล และสรุปผลกำรศึกษำ ถือเป็นข้ันตอนของกำรเอำข้อมูลที่ได้มำแยกแยะ

ข้อเท็จจรงิ ทแ่ี ฝงเร้นอยใู่ นปรำกฏกำรณ์ จำกนั้นจึงสังเครำะห์ข้อมูลทีจ่ ดั จำแนกแลว้ นั้นกับแนวคิด ทฤษฎี
ท่ีได้ทบทวนวรรณกรรมมำแล้ว จึงสรุปผลกำรวิจัย และนำมำถ่ำยทอดด้วยกำรเขียนรำยงำนกำรวิจัย
ต่อไปเพ่ือนำส่กู ำรใช้ประโยชน์ตอ่ สำธำรณะตอ่ ไป

การเขยี นรายงานวจิ ยั
ข้ันตอนนี้ถือเป็นส่วนสำคัญต่อกำรนำเสนองำนวจิ ยั ให้ผู้สนใจได้รับทรำบต่อไป ข้อสังเกตในกำร

เขยี นงำนวจิ ัยนัน้ พบว่ำ ประกำรแรก ควรหลกี เลี่ยงกำรใช้สรรพนำมบุรุษที่ 1 และ 2 ประกำรทีส่ อง ควร
ยึดรูปแบบกำรนำเสนอให้สอดคล้องกับสถำนกำรศึกษำหรือหน่วยงำนที่ให้ทุนในกำรวิจัย ประกำรท่ีสำม

91

92 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ควรแบ่งบทในกำรนำเสนอให้มีจำนวนหน้ำอย่ำงเหมำะสม ประกำรที่สี่ ควรระมัดระวังระบบกำรอ้ำงอิง
เพอ่ื ขจดั ปญั หำเรอ่ื งลิขสิทธิแ์ ละกำรคัดลอกผลงำน

92

93 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ส่วนท่ี 6
การเลอื กหวั ขอ้ งานวจิ ยั และกาหนดประเดน็ ปญั หา

กำรเลือกหวั ข้อและกำรตัง้ คำถำมที่จะศกึ ษำวิจัยถือว่ำเปน็ ขั้นตอนสำคัญอย่ำงยง่ิ ต่อกำรตดั สนิ ใจ
เพือ่ กำหนดหัวข้อวิจยั โดยมีรูปแบบและมุมมองที่แตกต่ำงกันไป กำรได้หัวข้อวิจยั สำมำรถเป็นแนวทำงใน
กำรกำหนดประเด็นปัญหำของกำรวจิ ัย

การเลือกหัวข้องานวจิ ัย
นกั วชิ ำกำรหลำยท่ำนได้เสนอแนวคดิ และมุมมองที่แตกตำ่ งกันไปต่อกำรเลือกหัวข้อวิจยั แต่โดย

ภำพรวมแล้วจะคำนึงถึงประเด็นสำคัญ 3 ประกำร ได้แก่ ต้องเป็นประโยชน์ อยู่ภำยใต้ศักยภำพของ
ผู้วิจัยที่จะต้องทำได้ และจะต้องให้ผลท่ีคุ้มค่ำกับทรัพยำกรต่ำงๆท่ีลงไป ดังภำพที่ 16 แสดงแนวทำงกำร
ตดั สินใจเลอื กหวั ข้องำนวจิ ัย

ภาพท่ี 16 แสดงแนวทางการตดั สินใจเลือกหวั ขอ้ งานวิจัย (ธานนิ ทร์ ศิลป์จารุ, 2560)
93

94 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

จำกภำพที่ 16 แสดงแนวทำงกำรตัดสินใจเลอื กหัวข้องำนวิจยั จะประกอบด้วยประเด็นสำคัญ 3
ประกำร โดยเรยี งลำดับได้ดงั น้ี หัวขอ้ นน้ั เปน็ ประโยชนห์ รือไม่ ทาไดห้ รือไม่ และ ค้มุ ค่าหรอื ไม่ ถ้ำขำด
ประเด็นใดไปก็ไม่ควรเลือกทำหัวข้องำนวิจัยในเร่ืองน้ัน เช่น หัวข้องำนวิจัยมีประโยชน์และอยู่ใน
ควำมสำมำรถที่ผู้วจิ ัยจะทำได้แต่ผลท่ีได้จำกกำรวิจัยให้ผลไม่คุ้มค่ำก็ไม่สมควรทำวิจยั สำมำรถอธิบำยได้
ดังนี้

1) งานวจิ ยั มีประโยชนห์ รือไม่
งำนวิจัยถ้ำทำแล้วไม่เกิดประโยชน์ก็ไม่สมควรจะนำมำเป็นหัวข้องำนวิจัย กำรพิจำรณำว่ำเป็น
ประโยชน์หรือไม่น้ันจึงเป็นปัจจัยสำคัญประกำรแรกท่ีผู้วิจัยต้องคำนึงถึง สำหรับปัจจัยที่ควรนำมำ
พิจำรณำว่ำ เป็นประโยชน์หรือไม่ มี 3 ประกำร ได้แก่ แก้ปัญหำได้ ประเด็นน่ำสนใจ และเกิดประโยชน์
ต่อส่วนรวม
2) ทาได้หรอื ไม่
หลังจำกได้พิจำรณำว่ำหัวข้องำนวิจัยดังกล่ำวน้ันเป็นประโยชน์จริง ลำดับขน้ั ต่อมำผู้วจิ ัยจะต้อง
มำพิจำรณำถึงศักยภำพของตนเองว่ำมีขีดควำมสำมำรถที่จะทำหัวข้องำนวิจัยน้ันได้หรือไม่ แต่ถ้ำในกำร
วเิ ครำะห์ท่ผี ำ่ นมำพบวำ่ หวั ขอ้ งำนวิจยั น้ันไม่เป็นประโยชน์ ผู้วิจัยกไ็ ม่สมควรเลือกหัวข้อนน้ั มำทำและก็ไม่
จำเปน็ ทจี่ ะตอ้ งมำพิจำรณำว่ำ สำมำรถทำได้หรือไมใ่ นข้ันตอนนี้อกี สำหรับปัจจัยท่คี วรนำมำ พิจำรณำว่ำ
ทำได้หรือไม่ มี 4 ประกำร ได้แก่ มีควำมเช่ียวชำญ มีข้อมูลสนับสนุน มองทะลุถึงตอนจบได้ และอยู่ใน
สำยงำนทเี่ ก่ยี วขอ้ ง
3) คุ้มค่าหรอื ไม่
เมื่อพิจำรณำได้ว่ำหัวข้องำนวิจัยนั้นเป็นประโยชน์ และผู้วิจัยมีขีดควำมสำมำรถที่จะทำได้แล้ว
ข้ันต่อมำซ่ึงเป็นขั้นสุดท้ำยที่จะตัดสินใจว่ำหัวข้อนั้นควรทำหรือไม่ คือ กำรพิจำรณำถึงควำมคุ้มค่ำ
ระหว่ำงทรัพยำกรต่ำงๆที่จะต้องไป กบั ผลท่คี ำดว่ำจะไดร้ ับกลับคืนมำนั้นว่ำให้ผลคุ้มค่ำกันหรือไม่ ถ้ำผล
ท่ีได้ไม่คุ้มค่ำก็ไม่สมควรนำมำเป็นหัวข้องำนวิจัย สำหรับปัจจัยที่ควรนำมำพิจำรณำว่ำคุ้มค่ำหรือไม่ มี 3
ประกำร ได้แก่ ไม่กว้ำงหรือไม่แคบจนเกินไป ทันต่อเหตุกำรณ์ และใช้ทรัพยำกรในกำรวิจัยอย่ำง
คมุ้ ค่ำ
เปน็ ตน้

กาหนดประเด็นปัญหา
งำนวิจัยเป็นกระบวนกำรแสวงหำคำตอบ ดังนั้นงำนวิจัยทุกงำนจึงจำเป็นต้องมีคำถำมวิจัยมำ

ก่อนเสมอ คำถำมของงำนวิจัยก็คือประเด็นปัญหำของงำนวิจัยนั่นเอง ผู้วิจัยหลำยคน ไม่รู้ว่ำจะต้ัง
ประเด็นปัญหำอย่ำงไร จะเอำอะไรมำเป็นปัญหำ มีปัญหำอะไรเกิดขึ้นกันแน่หรือซ้ำร้ำยกว่ำน้ัน คือ หำ
ปัญหำอะไรไม่ได้เลย จนต้องล้มเลิกหัวข้องำนวิจัยนั้นไป ดังนั้นกำรกำหนดประเด็นปัญหำจึงกลำยเป็น
ปัญหำสำคญั ของผู้วิจยั บำงคน

94

95 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

โดยปกติเมื่อผู้วิจัยตัดสินใจเลือกหวั ข้องำนวิจัยได้ ประเด็นปัญหำก็จะมำพร้อมกับหวั ขอ้ งำนวิจัย
น้ันๆ แต่ผู้วิจัยมือใหม่อำจยังไม่ทรำบหรือไม่รู้ว่ำอะไรเป็นปัญหำ และจะเขียนประเด็นปัญหำได้อย่ำงไร
ถ้ำพิจำรณำให้ดีแล้วจะพบว่ำหัวข้องำนวิจัยทุกเร่ืองจะมีประเด็นปัญหำควบคู่มำด้วยทุกหัวข้ออยู่แล้ว
ดังนั้น กำรเขียนประเด็นปัญหำของงำนวิจัย คือ กำรนิยำมปัญหำ จึงเป็นเพียงกำรแปลงหัวข้องำนวิจัย
น้ัน ให้ออกมำในรูปของปญั หำหรือคำถำมท่ตี ้องกำรคำตอบ เพ่ือให้ผู้อำ่ นผลงำนวิจัยได้ทรำบว่ำ งำนวิจัย
นั้นต้องกำรศึกษำคันคว้ำในเร่ืองใด หรือต้องกำรคำตอบอะไร ผู้วิจัยที่สำมำรถเขียนประเด็นปัญหำได้
ครอบคลุมอย่ำงถูกวิธี จะทำให้ผ้วู จิ ยั สำมำรถนำไปกำหนดวัตถุประสงคข์ องกำรวิจัย และกำหนดแนวทำง
ในกำรทำวจิ ยั ไดอ้ ย่ำงซดั เจน และถกู ตอ้ งแม่นยำมำกข้นึ

ตวั อยา่ ง : หัวขอ้ งานวิจยั
“การศึกษาทัศนคตขิ องผู้บริโภคตอ่ ผลิตภัณฑ์เคร่ืองด่ืมสมุนไพรไทยในเขตกรุงเทพมหานคร
และตา่ งจังหวัด”
ประเดน็ ปัญหา
ในหวั ข้องำนวิจัยข้ำงตันผู้วิจัยจะต้องหำเหตุผลมำสนับสนุนว่ำทำไมจึงต้องกำรทำหัวข้องำนวิจัย
เร่ืองน้ี มีประเด็นปัญหำอะไร ยกตัวอย่ำงเช่น ผู้วิจัยไปพบปัญหำจำกข้อมูลสถิติเก่ียวกับอัตรำกำรด่ืม
เคร่อื งดืม่ สมนุ ไพรไทยของคนไทยมอี ัตรำแนวโนม้ ท่ีลดลง ผวู้ ิจยั สำมำรถนำปัญหำดังกล่ำวมำแสดงใหเ้ ห็น
ถงึ ควำมจำเป็นท่ีต้องกำรจะศกึ ษำทัศนคติของผู้บริโภคเหลำ่ นั้นวำ่ มีควำมคดิ เหน็ อย่ำงไร ทำไมจึงบรโิ ภค
ลงเพื่อนำผลกำรวิจัยไปปรับปรุงพัฒนำผลิตภัณฑ์เคร่ืองด่ืมสมุนไพรไทยให้เป็นที่นิยมของผู้บริโภคเพ่ิม
มำกข้ึน แสดงให้เห็นถึงควำมจำเป็นท่ีต้องกำรท่ีจะศึกษำทัศนคติของผู้บริโภคเหล่ำน้ันว่ำมีควำมคิดเห็น
อย่ำงไร
จำกหัวข้อวิจัยดังกล่ำว ผู้วิจัยสำมำรถไปเขียนให้เป็นรูปแบบของประเด็นปัญหำของงำนวิจัยไต้
หลำยลกั ษณะ ตำมขอบเขตของกำรวิจัยทผ่ี วู้ ิจัยตอ้ งกำร เช่น

1. ผ้บู ริโภคเคร่ืองด่ืมสมนุ ไพรไทยมคี วำมคิดเหน็ อย่ำงไรต่อผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มสมนุ ไพรไทย

2. ผู้บริโภคเคร่ืองดื่มสมุนไพรไทยในเขตกรุงเทพมหำนครมีควำมคิดเห็นอย่ำงไรต่อผลิตภัณฑ์
เครื่องดมื่ สมนุ ไพรไทย

3. ผู้บริโภคเครื่องดื่มสมุนไพรไทยในต่ำงจังหวัดมีควำมคิดเห็นอย่ำงไรต่อผลิตภัณฑ์เคร่ืองดื่ม
สมุนไพรไทย

4. ผู้บริโภคเครื่องด่ืมสมุนไพรไทยในเขตกรุงเทพมหำนครกับต่ำงจังหวัด มีควำมคิดเห็นต่อ
ผลิตภัณฑ์เครอื่ งดม่ื สมนุ ไพรไทย แตกต่ำงกนั หรอื ไม่

95

96 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

กำรเขียนประเด็นปัญหำจำกตัวอย่ำงข้ำงต้น จะเห็นได้ว่ำเป็นข้อควำมที่มีลักษณะเป็นคำถำม
ประเด็นปัญหำของงำนวิจัยและควรเลือกให้หัวข้อของงำนวิจัยน้ันเป็นส่ิงท่ีต้องอยู่ควบคู่กันไป แล้วแต่
ผู้วิจัยจะเอำส่ิงใดข้ึนก่อนขึ้นหลัง เช่น ตั้งประเด็นปัญหำได้แล้ว จึงนำไปกำหนดเป็นหัวข้องำนวิจัย หรือ
กำหนดหัวข้องำนวิจัยด้วยจึงนำไปเขียนเป็นประเด็นปัญหำ แต่สิ่งท่ีสำคัญคือผู้วิจัยจะต้องหำข้อมูลและ
แหลง่ ท่ีมำของข้อมลู เพื่อนำมำสนับสนุนประเดน็ ปญั หำใหด้ ูมนี ้ำหนัก นำ่ เชื่อถือมำกข้นึ

เม่ือผู้วิจัยสำมำรถกำหนดประเด็นปัญหำของำนวิจัยได้แล้ว ข้ันต่อไปจะนำประเด็นปัญหำ
เหล่ำนนั้ ไปใช้ในกำรกำหนดเปน็ วตั ถุประสงคข์ องงำนวิจยั และประโยชน์ทคี่ ำดวำ่ จะได้รับจำกงำนวิจัยใน
ลำดับต่อไป สรุปได้ว่ำ หัวข้องำนวิจัย ประเด็นปัญหำของงำนวิจัย วัตถุประสงค์ของงำนวิจัย และ
ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รบั จำกงำนวิจัย ท้ัง 4 รำยกำรน้ี จะตอ้ งมีควำมต่อเนื่อง สอดคล้องซึ่งกันและกัน
ดว้ ย งำนวิจัยจึงจะถอื ว่ำมคี วำมสมบูรณ์พรอ้ มท่จี ะดำเนินกำรวิจัยในขนั้ ต่อไปได้

หลักในการตง้ั ชื่อวิจยั
สำหรับหลักกำรต้ังช่ือเรื่องหรือชื่อหัวข้องำนวิจัยก็เช่นกัน ผู้วิจัยควรจะตั้งช่ือเรื่องท่ีสำมำรถส่ือ

ควำมหมำยให้ผู้อ่ำนงำนวิจัยของเรำได้ทรำบถึงควำมครอบคลุมของเน้ือหำว่ำงำนวิจัยนี้ศึกษำถึงเร่ืองใด
อยู่ มีขอบเขตเป็นอย่ำงไร ต้องมคี วำมเฉพำะเจำะจงในหัวข้อเรอ่ื ง ใช้ภำษำ ท่ีเข้ำใจง่ำย มีควำมกะทัดรัด
และควำมซดั เจน ไมย่ ำวหรอื สนั้ จนเกินไป

หลักกำรตั้งชื่อเรื่องสำหรับตัวผู้เขียนท่ีสำคัญอีกประกำรหนึ่งคือพยำยำมตัง้ ช่ือเร่ืองให้ดูน่ำสนใจ
โดยใช้หลักของกำรตลำดหรือหลักกำรโฆษณำนั่นเอง ที่จะต้ังช่ือเร่ืองงำนวิจัยนั้นเป็นท่ีเตะตำต้องใจให้
ผู้คนท่ัวไปต้องกำรท่ีจะอ่ำนหรือติดตำมผลงำนวิจัยของเรำ งำนวิจัยท่ีดีจึงไม่ใช่อยู่ท่ีกำรตั้งชื่อเร่ืองอย่ำง
เดียวเท่ำน้ัน ยังต้องมีองค์ประกอบที่สำคัญอีกมำกมำย จึงสรุปได้ว่ำกำรตั้งช่ือเร่ืองของงำนวิจัยท่ีดีควร
จะต้องระบุให้ครอบคลุมในประเด็นสำคัญ 3 ประกำรได้แก่ ระบุวิธีกำรวิจัย ระบุตัวแปรของงำนวิจัย
และระบุเปำ้ หมำยในกำรวิจัย

ตวั อย่าง
เชน่
ชื่อเรื่อง : กำรศึกษำปัญหำในอุตสำหกรรมกำรผลิตน้ำนมดิบตำมทัศนะของรู้ประกอบกิจกำร
ฟำร์มโคนมในจงั หวัดสระบรุ ี
วธิ กี ำรวจิ ยั : เปน็ กำรวจิ ยั เชิงสำรวจ (นำซื่อเรอื่ งด้วยคำวำ่ กำรศกึ ษำ)
ตัวแปรของงำนวจิ ยั : ปญั หำในอุตสำหกรรมกำรผลิตน้ำนมดิบ
กลุม่ เป้ำหมำยทใ่ี ชใ้ นกำรวิจัย : ผู้ประกอบกจิ กำรฟำรม์ โคนมในจงั หวัดลพบุรี
เปน็ ต้น

96

97 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

คาถามการวจิ ัย
กำรเขียนคำถำมวิจัย (Research Questions) น้ันมีกำรรวบรวมและกล่ำวถึงคำถำมของกำร

วิจัยไว้ว่ำ คำถำมของกำรวิจัยเป็นสิ่งสำคัญท่ีผู้วิจัยต้องกำหนดขึ้น (problem identification) และให้
นิยำมปัญหำนั้น อย่ำงชัดเจน เพรำะปัญหำที่ชัดเจน จะช่วยให้ผู้วิจัย กำหนดวตั ถุประสงค์ ตั้งสมมติฐำน
ใหน้ ยิ ำมตวั แปรท่ีสำคัญ ๆ ตลอดจน กำรวดั ตัวแปรเหล่ำนน้ั ได้ ถำ้ ผวู้ ิจัย ตั้งคำถำมที่ไมช่ ัดเจน สะท้อนให้
เหน็ ว่ำ แม้แตต่ วั ก็ยงั ไมแ่ น่ใจ วำ่ จะศกึ ษำอะไร ทำให้กำรวำงแผนในข้ันต่อไป เกดิ ควำมสบั สนได้

คำถำมของกำรวิจัยต้องเหมำะสม (Relevant) หรือสัมพันธ์ กับเร่ืองที่จะศึกษำ โดยควรมี
คำถำม ท่ีสำคัญท่ีสุด ซ่ึงผู้วิจัย ต้องกำรคำตอบ มำกท่ีสุด เพ่ือคำถำมเดียว เรียกว่ำ คำถำมหลัก
(Primary Research Question) ซ่ึงคำถำมหลักนี้ จะนำมำใช้เป็นข้อมูล ในกำรคำนวณขนำดของ
ตัวอย่ำง (Sample Size) แต่ผู้วิจัยอำจกำหนดให้มี คำถำมรอง (Secondary Research Question) อีก
จำนวนหนึ่งก็ได้ ซงึ่ คำถำมรองน้ี เป็นคำถำมท่เี รำต้องกำรคำตอบ เช่นเดยี วกัน แต่มีควำมสำคัญรองลงมำ
โดยผู้วิจัย ต้องระลึกว่ำ ผลของกำรวิจัย อำจไม่สำมำรถตอบคำถำมรองน้ีได้ ทั้งน้ีเพรำะ กำรคำนวณ
ขนำดตวั อย่ำงไม่ไดค้ ำนวณเพือ่ ตอบคำถำมรองเหล่ำน้ี

คำถำมวิจัย คือ ข้อควำมที่เป็นประโยคคำถำมซ่ึงแสดงให้เห็นถึงส่ิงท่ีผู้วิจัยต้องกำรค้นคว้ำหำ
คำตอบ ทั้งนี้คำถำมกำรวิจัยควรเป็นคำถำมท่ียังไม่มีคำตอบ หรือไม่สำมำรถหำคำตอบได้จำกตำรำ หรือ
ควำมรู้เดิมท่มี อี ยูก่ ่อนแล้ว

องอำจ นัยพัฒน์ (2551) ได้ให้แนวทำงไว้ว่ำ กำรเขียนปญั หำกำรวจิ ัย ในรูปคำถำมสำมำรถเขียน
ได้ 3 ลกั ษณะ คือ

1. ประเด็นคำถำมเชิงพรรณนำ ได้แก่ กำรกำหนดหัวข้อปัญหำวิจัยในรูปคำถำมท่ีว่ำ“ อะไรคือ
อะไรเป็น” (What is) กำรตอบประเด็นคำถำมดังกล่ำวนี้ แสดงเป็นนัยว่ำ นักวิจัยจะต้องอำศัยกำรวิจัย
เชิงสำรวจ เช่น

(1) อะไรคอื พฤติกรรมแปลกแยกของนสิ ติ /นกั ศึกษำทีม่ ีควำมเบย่ี งเบนทำงเพศ?

(2) อะไรคอื พฤตกิ รรมกำรบริหำรของผู้บรหิ ำรโรงพยำบำลศูนย์ดีเดน่ และไม่ดีเดน่

2. ประเดน็ คำถำมเชิงควำมสัมพันธ์ ไดแ้ ก่ กำรกำหนดหัวข้อปัญหำวิจยั ในรปู ของคำถำมท่ีมงุ่ หำ
คำตอบว่ำ “ ตัวแปร X มีควำมสัมพันธ์กับตัวแปร Y หรือไม่” หรือ“ ตัวแปร X พยำกรณ์ตัวแปร Y ได้
หรือไม่” กำรสืบหำคำตอบของคำถำมทั้ง 2 ประเด็นน้ี แสดงเป็นนยั ว่ำนักวิจัยต้องออกแบบกำรวิจัยเป็น
ประเภทกำรศกึ ษำสหสมั พนั ธ์ (Correlation Design) เชน่

97

98 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

(1) อตั ำมโนทศั น์ของนักเรียนมีควำมสมั พนั ธ์กับผลสมั ฤทธ์ทิ ำงกำรเรียนหรอื ไม่

(2) เพศ ผลกำรเรียนเดิมเกรดเฉลี่ย (GPA) ในระดับกำรศึกษำขั้นพื้นฐำน ควำมเอำใจใส่ต่อ
กำรศกึ ษำเลำ่ เรยี น ทำนำยควำมสำเรจ็ ในกำรศกึ ษำต่อในระดับปริญญำตรีได้อย่ำงแมน่ ตรงหรอื ไม่

3. ประเด็นคำถำมเชิงเปรียบเทียบ ได้แก่ กำรกำหนดหัวข้อปัญหำวิจัย ในรูปของคำถำมท่ี
มุ่งเน้นกำรเปรียบเทียบพฤติกรรมหรือปรำกฏกำรณ์ที่สนใจระหว่ำงกลุ่มควบคุมที่ที่ดำเนินตำมสภำวะ
ปกติและกลุ่มทดลองท่จี ัดกระทำทำงกำรทดลองข้นึ กลำ่ วอีกอยำ่ งหน่งึ คือ รูปแบบของคำถำมประเภทนี้
มุ่งหำคำตอบว่ำ “มีควำมแตกต่ำงระหว่ำงกลุ่มตัวอย่ำงหรือวิธีกำรที่นักวิจัยดำเนินกำรขึ้นหรือไม่”
คำถำมวิจัยประเภทน้ีต้องอำศัยแบบกำรวิจัยเชิงทดลอง (Experimental Design) หรือกำรศึกษำย้อน
รอยเปรยี บเทยี บหำสำเหตุ (Causal Comparative Design) มำใชใ้ นกำรสืบคน้ หำคำตอบ เช่น

(1) ผู้บริหำรโรงพยำบำลศูนย์ดีเด่นและไม่ดีเด่น มีพฤติกรรมกำรบริหำรงำนด้ำนภำวะผู้นำกำร
เปล่ียนแปลง (Transformational Leadership) กำรจัดกำร กำรตัดสินใจ และกำรติดต่อส่ือสำร
แตกตำ่ งกนั หรอื ไม่

การกาหนดวัตถุประสงค์
กำรตั้งวัตตุประสงค์ของงำนวิจัยควรตั้งเป็นข้อๆ เพ่ือควำมชัดเจนในกำรวิเครำะห์ และตอบ

คำถำมในแต่ละข้อ วัตถุประสงค์ของงำนวิจัยยังใช้เป็นตัวกำหนดขอบเขตของประเด็นปัญหำว่ำผู้วิจัย
ต้องกำรศึกษำอะไร มำกน้อยเพียงใด เน้นถึงผลท่ีจะปฏิบัติได้จริง วัดได้ ทดสอบได้ กำรเขียน
วัตถุประสงค์ของงำนวิจัยส่วนใหญ่จะขึ้นตันด้วยคำว่ำ "เพ่ือ" และจะตำมด้วย ข้อควำมท่ีแสดงถึงกำร
กระทำ เช่น ศึกษำ สำรวจ เปรียบเทียบ ทดลอง หำควำมส้มพั นธ์ และหำผลกระทบ เป็นต้น
วัตถุประสงค์ของกำรวิจัยอำจจะเขียนได้ 2 ลักษณะ ได้แก่ วัตอุประสงค์ท่ัวไป ซึ่งจะกล่ำวในลักษณะ
ภำพรวมกว้ำงๆ กบั วตั ถปุ ระสงค์เฉพำะ ทีเ่ ป็นกำรกล่ำวถึงในรำยละเอียดทเี่ จำะลกึ ลงไป

นอกจำกกำรตั้งวัตถุประสงค์ของงำนวิจัยแล้ว ผู้วิจัยยังจะต้องคำดกำรณ์ต่อไปอีกว่ำจะนำผล
วิจัยน้ันไปใช้ประโยชน์อะไรได้บ้ำง เกิดประโยชน์ต่อใคร กำรเขียนประโยชน์ท่ีได้รับจำกงำนวิจัยจึงต้อง
สอดคล้องกบั วตั ถุประสงค์ของงำนวิจัยที่ต้ังเอำไว้ด้วย แนวทำงในกำรเขียนประโยชน์ท่ีไต้รับจำกงำนวิจัย
นั้นให้ดทู ่วี ัตถปุ ระสงคเ์ ปน็ หลัก และต้งั คำถำมว่ำ จะศึกษำหรือเปรียบเทียบไปทำไมและทำไปเพื่อใคร

ดังนั้นตั้งแต่กำรกำหนดหัวข้องำนวิจัย กำรกำหนดประเด็นปัญหำของงำนวิจัย คำถำมวิจัย กำร
กำหนดวัตถุประสงค์ของงำนวิจัย และ กำรคำดกำรณ์ประโยชน์ท่ีจะได้รับจำกงำนวิจัย ท้ัง 5 รำยกำรนี้
จะต้องมีควำมสัมพันธ์สอดคล้องกัน และนำไปใช้เป็นตัวกำหนดขอบเขตของงำนวิจัยท้ังหมด ได้แก่ กำร
กำหนดประชำกรและกลมุ่ ตัวอย่ำง เคร่อื งมอื ทจ่ี ะใช้ในกำรวิจัย กำรเกบ็ รวบรวมข้อมูล กำรวิเครำะห์และ
กำรแปลผลข้อมูลตอ่ ไป ดังภำพที่ 17

98

99 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ภาพที่ 17 แสดงความสัมพันธ์ของกระบวนการวจิ ัย (ธานินทร์ ศลิ ป์จารุ, 2560)
จำกภำพแสดงควำมสัมพันธ์ของกระบวนกำรวิจัยจะเห็นได้ว่ำองค์ประกอบหลักของงำนวิจัยทั้ง
4 รำยกำร ได้แก่ หัวข้องำนวิจัย ประเด็นปัญหำของงำนวิจยั วัตถปุ ระสงค์ของงำนวิจัย และประโยชน์ท่ี
คำดวำ่ จะได้รับจำกงำนวิจยั นน้ั ต้องมีควำมสมั พันธ์เชอ่ื มโยงและสนับสนนุ กันโดยมีกำรพิจำรณำถึงตัวแปร
ของงำนวิจัย และอำจจะมีกำรตง้ั สมมติฐำนทำงกำรวิจัยควบคูก่ นั ไปดว้ ย องค์ประกอบหลักเหล่ำนีย้ ังเป็น
ตัวกำหนดวิธีกำรดำเนินงำนวิจัย ได้แก่ ประชำกรที่ใช้ในกำรวิจัย เคร่ืองมือที่ใช้ในกำรวิจัย กำรเก็บ
รวบรวมขอ้ มูล กำรวเิ ครำะห์ และกำรแปลผลข้อมูล
กรอบแนวคิดการวจิ ยั (Conceptual Framework)
กรอบแนวคิดกำรวิจัยเป็นกำรสังเครำะห์หรือบูรณำกำรแนวคิด ทฤษฎี หลักกำรตลอดจน
ผลงำนวิจัยท่ีเก่ียวข้องท้ังหมด โดยท่ีผู้วิจัยได้นำมำพัฒนำข้ึนมำใหม่เพ่ือใช้ในกำรวิจัยเรื่องนั้นโดยตรง
จุดมุ่งหมำยหลักของกำรสังเครำะห์แนวคิดทฤษฎีและผลงำนวิจัยท่ีเก่ียวข้อง คือ กำรพัฒนำมำเป็น
“กรอบแนวคิดกำรวิจัย” (Conceptual Research Framework) หรือ “ตัวแบบของกำรวิจัย”
(Research Model) ซึ่งในกรอบแนวคิดหรือตัวแบบของกำรวิจัยนี้ จะเป็นกำรพัฒนำขึ้นมำโดยอำศัย
เหตุผลเชิงตรรกะ โดยมีกำรเชื่อมโยงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปร ๆ ทั้งหมดท่ีต้องกำรศึกษำอย่ำงเป็น
ระบบและมีเหตุมีผลรองรับทำงวิชำกำร ท้ังน้ีกำรกำหนดกรอบแนวคดิ กำรวจิ ัยควรนำมำจำกองค์ควำมรู้
ในกระบวนทัศนป์ จั จุบันของศำสตรน์ ัน้
กำรสร้ำงกรอบแนวคิดในกำรวิจัยเป็นข้ันตอนของกำรนำเอำตัวแปรและประเด็นท่ีต้องกำรทำ
วิจัยมำเช่ือมโยงกับแนวคิดทฤษฎีท่ีเก่ียวข้องในรูปของคำบรรยำย แบบจำลองแผนภำพหรือแบบผสม

99


Click to View FlipBook Version