The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้สอนในวิชาที่มีหลักการวิจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เขียนได้เรียบเรียงและเขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวเป็นสำคัญและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากตำราที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และตำราที่เกี่ยวข้องกับวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งนี้ประกอบไปด้วยงานวิจัยเชิงปริมาณ งานวิจัยเชิงคุณภาพ งานวิจัยเชิงผสมผสาน และงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีความมุ่งหวังสำคัญ คือ ความต้องการเอกสารประกอบคำสอนที่ครอบคลุมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทั้งหมด เพื่อให้ผู้ที่เบื่อหน่ายการอ่านตำราหรือหนังสือเล่มหนาได้มีโอกาสได้เรียนรู้ถึงการวิจัยได้อย่างไม่รู้สึกท้อถอยกับการเสียเวลาในการอ่าน ประกอบกับความต้องการสะท้อนให้เห็นการทำวิจัยนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินกว่าที่จะเรียนรู้และลงมือทำจริง ๆ และที่สำคัญต้องการให้ผู้วิจัยที่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้ในการศึกษาระดับที่สูงขึ้น และการวิจัยในประเด็นที่ตนเองสนใจได้ใช้ได้จริงต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ผู้เขียนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาสาระหนังสือเล่มมีข้อบกพร่องอยู่หลายประการเนื่องจากใช้เวลาในการเรียบเรียงความคิดเพียงไม่นานนัก แต่ก็เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังเริ่มเรียนวิชาวิจัยอยู่พอสมควร

Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by pookubsp11, 2022-06-28 05:17:12

หนังสือ ระเบียบวิธีวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์

หนังสือเล่มนี้จัดทำขึ้นเพื่อใช้สอนในวิชาที่มีหลักการวิจัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ซึ่งผู้เขียนได้เรียบเรียงและเขียนขึ้นจากประสบการณ์ส่วนตัวเป็นสำคัญและค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมจากตำราที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทางสังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ และตำราที่เกี่ยวข้องกับวิจัยทางรัฐประศาสนศาสตร์ ทั้งนี้ประกอบไปด้วยงานวิจัยเชิงปริมาณ งานวิจัยเชิงคุณภาพ งานวิจัยเชิงผสมผสาน และงานวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยมีความมุ่งหวังสำคัญ คือ ความต้องการเอกสารประกอบคำสอนที่ครอบคลุมเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับงานวิจัยทั้งหมด เพื่อให้ผู้ที่เบื่อหน่ายการอ่านตำราหรือหนังสือเล่มหนาได้มีโอกาสได้เรียนรู้ถึงการวิจัยได้อย่างไม่รู้สึกท้อถอยกับการเสียเวลาในการอ่าน ประกอบกับความต้องการสะท้อนให้เห็นการทำวิจัยนั้นไม่ใช่เรื่องที่ยากจนเกินกว่าที่จะเรียนรู้และลงมือทำจริง ๆ และที่สำคัญต้องการให้ผู้วิจัยที่ต้องการต่อยอดองค์ความรู้ในการศึกษาระดับที่สูงขึ้น และการวิจัยในประเด็นที่ตนเองสนใจได้ใช้ได้จริงต่อไปในอนาคต
ทั้งนี้ผู้เขียนเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าเนื้อหาสาระหนังสือเล่มมีข้อบกพร่องอยู่หลายประการเนื่องจากใช้เวลาในการเรียบเรียงความคิดเพียงไม่นานนัก แต่ก็เชื่อมั่นว่าน่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ที่กำลังเริ่มเรียนวิชาวิจัยอยู่พอสมควร

Keywords: รัฐประศาสนศาสตร์,ระเบียบวิธีวิจัย

150 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ตารางท่ี 10 การสรุปและการนาเสนอขอ้ มูล

การวิเคราะหข์ ้อมูล ขอ้ มูลเชิงคณุ ภาพ ขอ้ มูลเชงิ ปริมาณ
(Qualitative Data) (Quantitative Data)
1. วธิ นี ับหรือวัด
2. ลกั ษณะข้อมูลทไี่ ด้ กำรนบั (enumeration) ช่ัง, ตวง หรอื วดั (Measurement)

3. กำรสรุปข้อมลู จำนวนเตม็ (Discrete ค่ำตอ่ เน่ือง (Continuous
(Summarization of Data): Variables) Variable)
กำรวดั แนวโน้มเข้ำสู่
สว่ นกลำง - อตั รำส่วน (Ration) - ค่ำเฉลย่ี (Mean)
4. กำรนำเสนอข้อมูล - สดั ส่วน (Proportion) - มัธยฐำน (Median)
(Presentation of - รอ้ ยละ (Percentage) - ฐำนนยิ ม (Mode)
Data) - อตั รำ (Rate)
- ฮสี โตแกรม(Histogram)
- ตำรำง (Table) - รูปหลำยเหลย่ี มแหง่ ควำมถี่
- แผนภมู วิ งกลม(Pie (Frequency Polygon)
diagram) - กรำฟแสดงควำมถ่ีสะสม
- รปู ภำพ (Pictogram) (Cumulative Frequency Graph)
- แผนภูมิแท่ง (Bar
diagram)
- แผนภมู แิ ทง่ ชนดิ
สดั สว่ น
(Proportional bar
diagram)

150

151 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

สว่ นท่ี 9
การอภิปรายผลการวจิ ยั

กำรประเมินผลกำรวจิ ัย กำรตีควำมผลกำรวิจัยโดยเชอ่ื มโยงกับข้อคำถำมงำนวิจัย วตั ถุประสงค์
กำรวิจัย แนวคิดทฤษฎี และงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องที่ได้มีกำรศึกษำ ซึ่งผลกำรวิจัยในอดีตท่ีเก่ียวข้องเม่ือ
นำมำเช่ือมโยงกบั กำรตีควำมผลกำรวจิ ัยท่ีได้ ไม่ว่ำผลกำรวิจยั น้ันจะเป็นไปตำมสมมุตฐิ ำน แนวคิดทฤษฎี
หรือไม่ก็ตำม กำรอภิปรำยผลจะไปในแนวทำงกำรสนับสนุนผลกำรวิจัยนั้นหรือแนวทำงกำรกำรแก้ต่ำง
แตไ่ มค่ วรเป็นไปในแนวทำงท่หี ลีกเล่ียงหรอื หลบหลกี ทจ่ี ะไมก่ ลำ่ วถึง

กำรอภิปรำยผลกำรวิจัยเป็นข้ันตอนท่ีสำคัญ เพรำะเป็นกำรประเมินผลกำรวิจัยเพ่ือเป็นกำรให้
เหตุผลขึ้นว่ำผลกำรวิจัยท่ีได้เช่ือถือ ถูกต้องและเป็นจริง โดยช้ีให้เห็นว่ำผลกำรวิจัยสอดคล้องหรือไม่
สอดคล้องกับสมมติฐำนกำรวิจัย ตรงตำมข้อเท็จจริงท่ีพบ โดยอำศัยแนวคิด ทฤษฎี และผลกำรวิจัยคน
อนื่ ผลกำรวิจยั น้ันเป็นไปตมแนวควำมคิด ทฤษฎอี ะไรบ้ำง รำมทั้งมีควำมขัดแยง้ หรือไม่ ถ้ำมีควำมขัดแย้ง
จะต้องอธิบำยเหตุผลและหำข้อมูลสนับสนุน ชี้แจงควำมเป็นไปได้ของผลกำรวิจัยน้ัน ดังน้ันกำรเขียน
ส่วนน้ีเป็นกำรเปิดโอกำสให้ผู้วิจัยได้แสดงทักษะเชิงวิพำกษ์ มำอธิบำยงำนวิจัยให้ผู้อ่ำนได้เข้ำใจ ดังน้ัน
กำรเขยี นใหผ้ ูอ้ ำ่ นเขำ้ ใจได้งำ่ ย และน่ำอ่ำนจึงเป็นสิ่งจำเป็นซ่ึงสำหรบั กำรอภิปรำยผล

เพรำะฉะนั้นกำรอภิปรำยผล หมำยถึง กำรตีควำมผลกำรวิจัย จกกำรเชื่อมโยงคำถำมงำนวิจัย
วัตถุประสงค์กำรวิจัย แนวคิดทฤษฎีและงำนวิจัยท่ีเก่ียวข้องเพ่ือมำประกอบกำรตีควำมผลกำรวิจัย ซึ่ง
กำรอภิปรำยผลถือเป็นหัวใจของงำนวิจัย ท้ังน้ีเพรำะกำรอภิปรำยผลกำรวิจัยเป็นขั้นตอนท่ีผู้วิจัยทำ
หลังจำกสรุปผลกำรวิจัย และถือเป็นขั้นตอนที่สำคัญยิ่งเพรำะกำรอภิปรำยผลกำรวิจัยเป็นกำรเขียน
อธิบำยเหตุผลเพื่อสนับสนุนผลกำรวิจัยท่ีคันพบ ซึ่งกำรอภิปรำผลกำรวิจัยน้ันนักวิจัยจะต้องเขียนเสนอ
ข้อคันพบจำกกำรวิจัยน้ันสนับสนุนสมมติฐำนหรอื ไม่ โดยนักวิจยั จะต้องมีควำมรอบคอบและระมัดระวัง
ในกำรเขยี นอภิปรำยผลใหส้ อดคลอ้ งกบั สมมตฐิ ำน

เน้ือหำที่ควรใส่ในกำรอภิปรำยผลกำรวิจัยนั้นมี 3 ประกำร คือ 1) อธิบำยผลกำรวิจัยที่พบและ
ใหเ้ หตุผลของผลวิจยั นัน้ 2) อภปิ รำยผลที่ค้นพบควำมจริงมำกกว่ำกำรพิสูจน์ควำมจริง และ 3) อภิปรำย
ผลเพ่ือสร้ำงให้ผู้อ่ำนนำผลกำรวิจัยไปใช้เพื่อก่อให้เกิดกำรเปล่ียนแปลง ส่วนหลักกำรเขียนอภิปรำย
ผลกำรวิจัยที่สำคัญและจำเป็นต้องมีในส่วนของกำรเขียนอภิปรำยผลกำรวิจัย ประกอบด้วย 4 ส่วน
ได้แก่ 1) กำรเขียนแสดงสมมติฐำนกำรวิจยั และรำยงำนผลกำรวิจัย 2) กำรเขยี นเหตุผลของผลกำรวิจัยท่ี
คันพบ 3) กำรเขียนยืนยันผลกำรวิจัยเช่ือเชื่อมโยงงำนวิจัย ปัจจุบันกับงำนวิจัยอดีต และ 4) กำรเขียน
ขอ้ จำกัดและข้อเสนอแนะงำนวิจยั ซึ่งส่วนประกอบท้ัง 4 อำจมีกำรปรบั ประยุกต์ใช้มีควำมเหมำะสมกับ
งำนวิจัยที่แตกต่ำงกันไปแต่ละศำสตร์ แนวทำงกำรเขียนกำรอภิปรำยผลกำรวิจัยตำมสมมติฐำนดังกล่ำว
ข้ำงตันเป็นเพียงหลักกำรเท่ำน้ัน ซ่ึงกำรนำไปใช้เพื่อกำรเขียนอภิปรำยผลกำรวิจัย นักวิจัยสำมำรถ
ประยกุ ต์กำรเขยี นเพอ่ื ให้สอดคล้องกับงำนวจิ ัยของตนเองตำมควำมเหมำะสม (สำธิต เชอื้ อยนู่ ำน, 2560)

151

152 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

การอภิปรายผลการวิจัยเป็นข้ันตอนที่ผวู้ ิจัยจะกระทาภายหลังจากสรปุ ผลการวิจัยซึ่งเป็นข้ันตอนท่ี
มีความสาคัญย่ิง หรือถือว่าเป็น "หัวใจของการวิจัย" การอภิปรายให้เหตุผล โดยอาศัยหลักการ
แนวคิด ทฤษฎที ่ีผูว้ ิจยั ใช้สรา้ งกรอบความคดิ ในการวิจัยมาอภิปรายผลการวิจัย หรือปรากฏการณ์ที่
เกดิ ข้นึ เพอ่ื ใหผ้ ้อู ่านเขา้ ใจในส่งิ น้ัน

ขอบเขตการอภิปรายผลการวิจัย

กำรอภิปรำยผลกำรวิจัย นักวิจัยต้องเขียนเสนอข้อค้นพบจำกกำรวิจัยว่ำ สนับสนุนสมมติฐำน
หรือไม่โดย นักวิจัยจะต้องมีควำมรอบคอบและระมัดระวังในกำรเขียนอภิปรำยผลให้สอดคล้องกับ
สมมติฐำนท่ีต้งั ไวจ้ ำกกำรทบทวนวรรณกรรมท่ีเก่ียวขอ้ ง (งำมตำ วนินทำนนท์, 2553) โดยนักวจิ ัยต้องมี
ควำมสำมำรถในกำรนำเสนอองค์ควำมรู้ที่ได้ค้นพบจกกำรวิจัยที่ผู้วิจัยเข้ำใจอย่ำงลุ่มลึกและลึกซึ้ง เพื่อ
นำเสนอควำมหมำยควำมสำคัญและส่ิงท่ีค้นพบแก่ผู้อ่ำน โดยกำรใช้ภำษำท่ีเข้ำใจงำ่ ยกระชบั รัดกุมอย่ำง
มีตรรกะ เพื่อทำให้ผู้อ่ำนมีควำมข้ำใจตรงกับสมมติฐำนของกำรวิจัย อีกท้ังยังเป็นกำรย้ำยองค์ควำมรู้
กำรยุติข้อขัดแยังเชิงวิชำกำรหรอื เพื่อนำไปประยกุ ต์ใช้เป็นแนวทำงปฏบิ ัติในกำรพัฒนำสังคมและกำรต่อ
ยอดกำรวจิ ยั ในอนำคต

จำกกำรศึกษำแนวทำงและหลักกำรกำรเขียนกำรอภิปรำยผล พบว่ำเน้ือหำที่ควรใส่ในกำร
อภปิ รำยผลกำรวิจัยนัน้ มี 3 ประกำร (ดวงเดอื น พันธุมนำวนิ , 2553) คอื

1) อธิบำยควำมหมำยของผลท่ีพบและให้เหตุผลว่ำทำไมผลวิจัยส่วนนี้จึงมีควำมสำคัญ โดย
นักวิจัยต้องไม่เขียนเน้ือหำส่วนกำรอภิปรำยผลลักษณะโอ้อวดหรือถ่อมตัวเกินไป โดยนักวิจัยควรดึงเอำ
ประเด็นเด่นทเ่ี ก่ียวข้องก้หลำยประเดน็ ท่ีนกั วจิ ยั คน้ พบ โดยไมต่ อ้ งใหผ้ ู้อ่ำนคิดเองและไปคน้ หำเหตผุ ลเอง

2) ให้อภิปรำยผลกำรวิจัยท่ีค้นพบควำมจริงมำกกว่ำกำรพิสูจน์ และควรละอคติของผู้วิจัยโดย
เปดิ ใจให้กว้ำงและระบุข้ออธบิ ำยอ่ืนๆ นอกเหนอื จำกงำนวจิ ัย

3) นักวิจัยควรสร้ำงให้ผู้อ่ำนระลึกถึงงำนวิจัยโดยผู้วิจัยต้องกล่ำวถึงกำรนำผลกำรวิจัยไปใช้เพื่อ
ก่อใหเ้ กิดกำรเปลีย่ นแปลงและนักวิจัยต้องไม่กลำ่ วถึงผลที่กว้ำงขวำงกว่ำควำมเปน็ จริงท่มี ำจำกข้อมูลกำร
วิจัย รวมทั้งนักวิจัยต้องไม่เดำหรือกำรคำดกำรณ์ท่ีห่ำงไกลเกินบริบทงำนวิจัยของตนเองจนไม่มีควำม
สมเหตุสมผลและไม่เขียนลักษณะกำรส่ังสอนผู้อ่ำนและกำรกล่ำวหำงำนวิจัยผู้อ่ืน และประกำรสุดท้ำย
นักวิจัยอยำ่ อภปิ รำยผลแบบหละหลวมทอี่ ำจมอี คตขิ องผู้วิจัย

แนวคิดของนักวิชำกำรดังกล่ำวข้ำงต้นสอดคล้องกับแนวคิดของคู่มือกำรเขียนรำยงำน
ผลกำรวิจัยของสมำคมนักจิตวิทยำอเมริกำ (APA, 2010) ได้กล่ำวว่ำกำรอภิปรำยผลกำรวิจัยนั้นต้อง
ประกอบด้วย 1) กำรกล่ำวถึงผลกำรวิจัยท่ีคันพบน้ันสนับสนุนสมมติฐำนท่ีระบุไว้หรือไม่ 2) นักวิจัยต้อง
สำมำรถเปรียบเทียบควำมสอดคล้องและควำมคล้ำยคลึงรวมถึงควำมแตกต่ำงระหว่ำงผลงำนวิจัยตนเอง
กับผลงำนวิจัยคนอ่ืนท่ีได้มำจำกกำรทบทวนวรรณกรรมก่อนหน้ำนั้น 3) กำรเขียนกำรอภิปรำย
ผลกำรวิจัยนักวิจัยจำเป็นต้องทำกำรสรุปแง่มุมของกำรค้นพบใหม่ท่ีแตกต่ำงไปจกงำนของนักวิจัยท่ำน
อื่นๆ 4) นักวิจัยต้องระบุข้อจำกัดงำนวิจัยของตน 5) นักวิจัยต้องยอมรับผลกำรทดสอบสมมติฐำนที่

152

153 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

เป็นไปตำมสมมติฐำนท่ีตั้งไว้และต้องเขียนเหตุผลประกอบ โดยเหตุผลนั้นต้องไม่ยืดยำวจนเกินไป 6)
นักวิจัยต้องหลักเหล่ียงกำรเปรียบเทียบผลกำรวิจัยของตนเองกับงำนวิจัยหรือแนวคิดทฤษฎีท่ีอ่อนกว่ำ
และ 7) นักวิจัยอำจมีกำรคำดกำรณ์ถึงขอ้ อธิบำยที่สำคญั เกี่ยวขอ้ งกับผลกำรวิจัยตนที่ชดั เจนเท่ำนั้น หำก
นักวิจัยสำมำรถแยกแยะและจะได้ว่ำเน้ือหำใดควรใส่ไม่ควรใส่ในกำรอภิปรำยผลกำรวิจัยจะทำให้กำร
เขียนบทอภิปรำยผลน้นั มีมำตรฐำนสงู ได้ (Hess, 2004)

หลักการอภิปรายผลการวจิ ัย

แนวทำงกำรเขียนกำรอภิปรำยผลกำรวิจัยตำมสมมติฐำนน้ัน งำนวิจัยท่ีเข้ำมำตรฐำนทำง
วิชำกำร จะตอ้ งมีสมมติฐำนเพ่ือกำหนดตัวแปรและควำมสัมพันธ์ระหวำ่ งตวั แปรและวิธีกำรทำงสถิตทิ ่ีใช้
ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล โดยหลักกำรเขียนอภิปรำยผลตำมสมมติฐำนกำรวิจัยที่สำคัญจำกกำรศึกษำและ
รวบรวมเอกสำรสำมำรถอภิปรำยผลกำรวิจัย คือ ข้ันตอนกำรแปลผลกำรวิจัยเพื่อเขียนยืนยันควำม
แตกต่ำงหรือสอดคล้องกับสมมติฐำนกำรวิจยั

การอภิปรายผลตามสมมติฐาน

กำรเขียนอภิปรำยผลประเภทนี้นักวิจัยต้องมุ่งเสนอข้อค้นพบท่ี สนับสนุนหรือไม่สนับสนุน
สมมติฐำนที่ไดต้ ้ังไวแ้ ละนักวิจัยต้องเขียนกำรอภิปรำยผลกำรวิจัยให้สอดคลอ้ งกับ รำยงำนที่เขียนในส่วน
ของผลกำรวิจัย ซ่ึงกำรเขียนอภิปรำยผลกำรวจิ ัยตำมสมมติฐำนมักจะนำเสนอตำมจำนวน ขอ้ สมมติฐำน
วจิ ัยและมสี ว่ นสำคัญ 4 ประกำร (วำโร เพ็งสวัสด์ิ, 2547) คือ

1) กำรเขยี นแสดงสมมติฐำนกำรวิจัยที่ นักวจิ ยั ได้ต้งั ไวก้ อ่ นกำรวเิ ครำะห์ขอ้ มลู
2) กำรเขียนรำยงำนผลกำรวิจัยด้วยวิธีกำรเขียนนำเสนอผลกำรวิเครำะห์ ข้อมูลที่
ค้นพบจริงด้วยควำมซื่อสัตย์และหลักจรรยำบรรณ ซ่ึงกำรเขียนรำยงำนผลกำรวจิ ัยนี้นักวจิ ัยจะต้องเขียน
ผลกำรทดสอบสมมติฐำนที่ค้นพบพร้อมท้ังบอกนัยสำคัญที่ค้นพบว่ำไม่มีนัยสำคัญหรอื มนี ัยสำคัญท่ีระดับ
ใด ซึ่งกำรบอกระดับนัยสำคัญจะมีผลต่อกำรตีควำมควำมน่ำเชื่อถือของผลกำรวิจัยและยังบ่งบอกถึง
ควำมเสี่ยงควำม ผิดพลำดในกำรตัดสินใจของสมมติฐำนกำรวิจัย กล่ำวคือ ถ้ำหำกผลกำรวิจัยมีควำม
แตกต่ำงอย่ำงมีนัยสำคัญท่ี ระดับ .01 หมำยถึง ควำมเสี่ยงกำรตัดสินใจที่จะยอมรับหรือปฏิเสธ
สมมติฐำนนั้นมีควำมเส่ียงที่จะผิดพลำด ร้อยละ 1 หรือถ้ำหำกผลกำรวิจัยมีควำมแตกต่ำงอย่ำงมี
นัยสำคัญที่ระดับ .05 หมำยถึง ควำมเส่ียงกำรตัดสินใจท่ี จะยอมรับหรือปฏิเสธสมมติฐำนนั้นมีควำม
เสี่ยงท่ีจะผิดพลำดร้อยละ 5 ซึ่งกำรเขียนรำยงำนกำรวจิ ัย พร้อมท้ังบอกระดับนัยสำคัญน้จี ะมีส่วนสำคัญ
ยิ่งเพอ่ื นำไปใชย้ ืนยนั ผลและกำรอธิบำยควำมเหมือนหรือควำมตำ่ งของผลกำรวจิ ัยกับนกั วจิ ัยทำ่ น
3) กำรเขียนสำเหตุของผลกำรวิจัยท่ีค้นพบเป็นกำรอธิบำยและใหเ้ หตผุ ล ปรำกฏกำรณ์
ของผลกำรวิจัยที่ค้นพบนั้นเกิดขึ้นได้อย่ำงไร ทำไมผลกำรวิจัยที่ค้นพบจึงเป็นเช่นนั้น ซึ่งกำรอธิบำย
สำเหตขุ องกำรวจิ ัยเป็นกำรแสดงให้เห็นศักยภำพนักวิจัยว่ำ ได้ทำกำรศึกษำแนวคิด ทฤษฎีและงำนวิจัยที่
เกี่ยวข้องลุ่มลึกแตกฉำนเพียงใด รวมถึงมีควำมรู้และเข้ำใจเร่ืองน้ันอย่ำงผิวเผินหรือไม่ ซ่ึงกำรอธิบำย
สำเหตุของ ผลกำรวิจัยท่ีพบมีหลำยวิธี อำทิเช่น กำรนำสภำพบริบทของหน่วยท่ีทำกำรศึกษำหรือกำร

153

154 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

นำเอำแนวคิดหรือทฤษฎีท่ีใช้เป็นกรอบแนวคิดกำรวิจยั (conceptual framework) มำอธิบำยประกอบ
ปรำกฏกำรณแ์ ละผล กำรศกึ ษำนั้น

4) กำรเขียนยืนยันผลกำรวิจัย เพื่อทำกำรกำรเปรียบเทียบผลกำรวิจัยท่ีค้นพบกับ
ผลกำรวิจัย ของนักวิจัยท่ำนอ่ืน เพื่อเปรียบเทียบควำมเหมือนหรือแตกต่ำงของผลกำรวิจัยหรือ
ปรำกฏกำรณ์น้ันๆ หำกเป็น งำนวิจัยเชิงทดลอง งำนวิจัยที่จะนำมำยืนยันผลกำรวิจัย ควรมีตัวแปรต้น
และตัวแปรตำมท่ีเหมือนกัน แต่ถ้ำ นักวิจยั ไม่สำมำรถหำงำนวจิ ัยดังกล่ำวได้ นักวิจัยสำมำรถหำงำนวิจัย
ที่มีตัวแปรต้นท่ีเหมือนหรือเทียบเคียงกันได้ ส่วนงำนวิจัยเชิงสำรวจนั้นงำนวิจัยที่จะนำมำยืนยัน
ผลกำรวิจัยจะต้องมีตัวแปรท่ีศึกษำเหมือนกัน หำกนักวิจัยไม่สำมำรถหำงำนวิจัยยืนยันผลกำรศึกษำได้
ทำงเลือกหนึ่ง คอื กำรนำแนวคดิ และทฤษฎีทเี่ ปน็ กรอบแนวคดิ กำรวิจัยมำยืนยนั ผลกำรวิจัย ซึ่งกำรเลือก
งำนวิจัยที่นำมำอภิปรำยผลกำรวจิ ัยน้นั จะต้องเปน็ งำนวจิ ยั ที่มคี ณุ ภำพ

ดุษฎี โยเหลำ (2559 :ออนไลน์) ได้เสนอแนะแนวทำงกำรเขียนกำรอภิปรำยผลในมิติกำรเขียน
ยนื ยนั ผลกำรวจิ ยั จำก งำนวิจัยท่ีเกยี่ วข้องไวอ้ ยำ่ งสนใจ กลำ่ วคือ

1) นักวิจัยควรคำนึงถึงควำมแตกต่ำงของงำนวิจัยท่ีนำมำอภิปรำยผล กับผลกำรวิจัยของตน
ดว้ ยกำรศึกษำและกำรวิเครำะห์รำยละเอียดนิยำมศัพท์ตวั แปรตำมและตัวแปรตน้ รวมถึงวธิ ีกำรวิเครำะห์
ด้วย ท้งั นี้ควำมแตกตำ่ งของกำรนยิ ำมตัวแปรและกลุ่มประชำกรอำจทำใหผ้ ลกำรวิจยั อำจไม่ สอดคลอ้ ง

2) กำรละเลยผลกำรวิจัยที่ไม่มีนัยสำคัญที่มีควำมสำคัญ กลำ่ วคือ ผลกำรวิจัยมีนัยสำคัญในกลุ่ม
รวม และมนี ัยสำคัญในกลุ่มย่อยบำงกลุ่ม ผวู้ จิ ยั ต้องยืนยันผลกำรวจิ ยั ทง้ั ในส่วนท่ีมนี ัยสำคัญกลุม่ รวมและ
ไมม่ นี ยั สำคัญกล่มุ ย่อย เพรำะขอ้ คน้ พบทไี่ มเ่ ป็นไปตำมทฤษฎีเดิมอำจมปี ระเด็นใหม่ทคี่ วรแก่กำรศึกษำ

3) นกั วจิ ัยไม่แยกแยะกำรมีนัยสำคัญทขี่ ำดควำมสำคัญในทำงปฏิบัติกล่ำวคอื ผลกำรวจิ ัยพบว่ำ
มีนัยสำคัญทำงสถิติแต่ขนำด อิทธิพลหรือควำมเก่ียวข้องระหว่ำงตัวแปรต้นและตัวแปรต่ำเกินไป
นอกจำกนั้นเมอื่ นกั วิจัยทำกำรอภปิ รำยผล ตำมสมมติฐำนกำรวิจัยครบทุกข้อแลว้ นักวจิ ัยควรทำกำรสรุป
ภำพรวมของสมมติฐำนกำรวิจัยทั้งหมดอีกครั้งว่ำ งำนวิจัยน้ันมีสมมติฐำนก่ีข้อและสมมติฐำนกำรวิจัย
ไดร้ บั กำรสนบั สนุนมำกนอ้ ยเพียงใดและขอ้ ใดบ้ำง

การอภปิ รายเพ่ือการเปรยี บเทียบผลการวิจัยทค่ี น้ พบ

นักวจิ ัยต้องทำกำรเช่ือมโยงผลงำนวจิ ัยของนักวิจัยที่คน้ พบ ด้วยวิธีกำรเปรียบเทียบผลงำนวิจัย
ของนักวิจัยกับผลงำนวิจัยของนักวิจัยท่ำนอื่นท่ีทำในอดีต และเช่ือมโยงทฤษฎีท่ีเกี่ยวข้อง เพื่อเป็นกำร
ยืนยันองค์ควำมรู้เดิมและ/หรือต่อยอดองค์ควำมรู้เดิม ซ่ึงกำร อภิปรำยผลกำรวิจัยเพ่ือกำรหำควำม
แตกต่ำงและควำมเหมือนของกำรวิจัยท่ีค้นพบน้ัน งำนวิจัยที่ทันสมัยหรือ งำนวิจัยท่ีใกล้เคียงกับปีล่ำสุด
ของผลกำรวิจัยท่ีค้นพบจะทำให้กำรอภิปรำยผลมีควำมทันสมัยและมีควำมน่ำเชื่อถือมำกที่สุด
นอกจำกนั้นหำกงำนวิจัยท่ีค้นพบไม่เป็นไปตำมสมมติฐำนหรือมีผลกำรวิจัยที่ตรงกันข้ำมกับ งำนวิจัยท่ี
เกี่ยวข้อง นักวิจัยจะต้องยอมรับและอธิบำยควำมไม่สอดคลอ้ งน้ัน โดยปรำศจำกกำรเขียนเพ่ือกำรแก้ตัว
เก่ียวกับผลกำรวิจัยท่ีค้นพบ นักวิจัยควรให้คำอธิบำยท่ีมำภำยหลังจำกกำรค้นพบควำมจริง (After the

154

155 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

fact) มำกกว่ำกำรต้ังธงคำตอบและกำรอธิบำยเหตุผลไว้ล่วงหน้ำ เพรำะจุดมุ่งหมำยของกำรวิจัยคือกำร
คน้ พบมำกกว่ำกำรพสิ ูจน์ (Hess, 2004)

การอภิปรายผลเพอื่ นาไปสู่การเขียนข้อจากัดและข้อเสนอแนะงานวิจัย
กำรวิจัยทำงด้ำนสังคมศำสตร์มีควำมแตกต่ำงกับกำรวิจัยทำงวิทยำศำสตร์มำก เนื่องจำก
สังคมศำสตร์ หรือ รัฐประศำสนศำสตร์ก็ดี ล้วนเป็นวิชำท่ีว่ำด้วยสังคม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมของ
มนุษย์ ซ่ึงวัดไม่ได้โดยตรงและควบคุมได้ยำก แต่นักวิจัยต่ำงพยำยำมวัดโดยใช้เคร่ืองมือวัดทำงอ้อม เช่น
ใช้แบบทดสอบ แบบสอบถำม แบบวัดเจตคติ ฯลฯ รวมถึงกำรวิจัยทำงด้ำนสังคมศำสตร์มักมีแนว
ทำงกำรวิจัยแบบผสำนวิธีกำร (สำธิต เช้ืออยู่นำน, 2560) นักวิจัยจะเป็นผู้รู้ว่ำงำนของตนน้ันมีจุดอ่อน
ประเด็นใดและนักวิจัยควรเขียนในส่วนของกำรอภิปรำยผลถึงปัญหำและข้อจำกัดของงำนวิจัย (The
Limitation of The Study) ซึ่งข้อจำกัดของงำนวิจัยน้ัน เคอลิงเกอร์ (Kerlinger, 1964) กล่ำวว่ำกำร
รำยงำนข้อจำกดั งำนวิจัยนี้เป็นกำรเปิดโอกำสใหผ้ ู้อ่ำนงำนวิจยั ได้ตัดสินใจ เรื่องควำมเท่ียงตรง (validity)
ของผลกำรวิจัยและข้อจำกัดของงำนวิจัยที่เขียนจะนำไปสู่กำรนำเสนอ ข้อเสนอแนะเพ่ือกำรวิจัยครั้ง
ตอ่ ไปรวมถึงกำรนำผลกำรวิจัยไปใช้โดยกำรเขียนข้อเสนอแนะจำกกำรวิจัยนั้น นักวจิ ัยต้องเสนอแนะอยู่
บนพ้นื ฐำนของผลกำรวจิ ยั โดยปรำศจำกกำรเตรยี มข้อเสนอแนะไว้ล่วงหนำ้

ข้อสงั เกตเกี่ยวกับการอภปิ รายผลการวจิ ัย

ในกรณีที่ผลกำรวิจัยสอดคล้องกับสมมติฐำนควรสร้ำงคำอธิบำยบนพ้ืนฐำนของแนวคิดและ
ทฤษฎีต่ำงๆ ท่ีได้นำมำกลำ่ วไว้แล้วในบทท่ี 2 กำรใชแ้ นวคดิ เหล่ำนี้มำเทียบเคียงยอ่ มทำให้เกดิ กำรพิสูจน์
ควำมสมบูรณ์ของแนวคิดหรือทฤษฎีต่ำงๆ ไปพร้อมกันด้วยว่ำมีควำมเหมำะสมมำกหรือน้อยเพียงใดต่อ
กำรนำมำอธิบำยปรำกฏกำรณ์ หรือในบำงกรณีถือเป็นกำรยืนยันตวั แบบ (Model) ท่ีได้สรำ้ งไว้ก่อนหน้ำน้ี
และ ในกรณีที่ผลกำรวิจัยไม่สอดคล้องกับสมมติฐำนท่ีตั้งไว้ ควรหำจุดอ่อนของกำรวิจัยว่ำมีข้อบกพร่อง
อย่ำงไรบ้ำง ทั้งในแง่ขั้นตอน กระบวนกำรวิจัย และตัวแปรของกำรวิจัยว่ำมีสัมพันธ์หรือเหมำะสมกับ
รำกฐำนแนวคิด ทฤษฎที ่นี ำมำเปน็ ฐำนกำรวิเครำะหห์ รอื ไม่

สว่ นประกอบของการอภิปรายผล
กำรเขียนอภิปรำยผลกำรวิจัย โดยปกติประกอบด้วยองค์ประกอบ 4 ประกำร ดังตัวอย่ำง
ต่อไปน้ี
1. ศกึ ษาอะไร ในข้นั ตอนน้ี ถือผู้วจิ ยั บอกใหผ้ ้อู ่ำนทรำบวำ่ งำนวจิ ัยเกี่ยวกบั อะไร หรือหมำยถงึ
วตั ถุประสงค์ และสมมตุ ิฐำนกำรวจิ ยั น่ันเอง
ใช้รูปแบบ คอื จำกวตั ถปุ ระสงค์กำรวจิ ยั ...............................

จำกสมมุติฐำนข้อท…่ี ……………………………….

155

156 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

2. ผลที่ได้รับเป็นอย่างไร ในขั้นตอนนี้ผู้วิจัยจะรำยงำนผลกำรวิจยั ที่ดำเนินกำรมำว่ำเรำพบเจอ
อะไร บ้ำง

ใชร้ ูปแบบ คือ ผลกำรวิจัยพบว่ำ..
3. เป็นเพราะอะไร ในข้ันตอนน้ีผู้วิจัยให้เหตุผลว่ำผลกำรวิจัยท่ีคันพบ เกิดข้ึนได้อย่ำงไร ทำไม
ถึงเป็นเช่นน้ี ซ่ึงเป็นกำรแสดงถึงควำมรู้ควำมเข้ำใจ และผลจำกกำรศึกษำและทบทวนวรรณกรรมของ
ผูว้ จิ ัยวำ่ มมี ำกน้อยเพียงใด
ใช้รูปแบบ ทั้งน้อี ำจเป็นเพรำะว่ำ ..............
4. สอดคล้องกับใคร เป็นกำรยืนขันผลกำรวจิ ัยของเรำท่ไี ด้สอดคล้องหรือขัดแย้งกับผลกำรวิจัย
ของท่ำนอ่นื
ใช้รปู แบบ สอดคลอ้ งกับ....ช่ือ(ปพี . ศ) ทกี่ ลำ่ วว่ำ
ใชร้ ปู แบบ ดังท่ี.......ช่ือ(พ.ศ......ทว่ี ำ่ ....
ตัวอย่างวิธกี ารเขยี นการอภปิ รายผล
จำกผลกำรวจิ ัยมปี ระเด็นท่ีน่ำสนใจนำมำอภิปรำยผล ในรูปแบบกำรอภิปรำยผล (ทองสงำ่ ผ่อง
แผ้ว (2550) กลำ่ วว่ำ จำกผลกำรวิจัยมีประเด็นท่ีนำ่ สนใจนำมำอภิปรำยผล ดงั น้ี
(1) กรณสี อดคล้องกับสมมติฐานทต่ี ัง้ ไว้
รปู แบบท่ี 1 การอธิบายเหตผุ ลภายหลงั การสรปุ ผลการวิจยั
จำกผลกำรวิจยั พบวำ่ ...............อย่ำงมีนยั สำคญั ทำงสถติ ทิ ี่ระดบั .05 ซึ่งสอดคล้องกบั สมมติฐำน
ท่ีตั้งไว้ ทั้งน้ีเพรำะ/เน่ืองจำก………... (โดยถ้ำสอดคล้องก็อธิบำยเหตุผลที่น่ำเช่ือถือ เช่น ลักษณะท่ี
เกิดผลดังกล่ำว พร้อมทั้งอ้ำงอิงแนวคิดทฤษฏีต่ำงๆ... สอดคล้องกับผลงำนวิจัยของ..... .....ยกงำนวิจัยท่ี
สอดคลอ้ งกบั ผลกำรวจิ ยั ทำ่ นั้นมำเขียนจำกบทท่ี 2 หัวข้องำนวจิ ยั ท่ีเกยี่ วข้อง)
รปู แบบท่ี 2 การอธบิ ายความสอดคลอ้ งกบั ผลการวิจัยภายหลังการสรปุ ผลการวจิ ยั
จำกผลกำรวิจัยพบว่ำ.............. อย่ำงมีนยั สำคัญทำงสถติ ิท่ีระดับ .05 ซ่ึงสอดคล้องกับสมมติฐำน
ทีต่ ั้งไว้ โดยสอดคลอ้ งกับผลงำนวิจัยของ..... (โดยยกงำนวิจยั ทีส่ อดคล้องกับผลกำรวิจยั หรือศึกษำเท่ำนั้น
มำเขียน)..... ทั้งน้เี พรำะ/เน่ืองจำก....... (โดยอธิบำยเหตุผลที่น่ำเช่ือถือถึงลักษณะที่เกิดผลดงั กล่ำว ซ่ึงใน
กรณที ส่ี อดคล้องกบั สมมติฐำนก็ใหม้ กี ำรอำ้ งองิ แนวคดิ ทฤษฏตี ่ำงๆ).......
(2) กรณไี มส่ อดคล้องกบั สมมติฐานทตี่ ง้ั ไว้
รูปแบบท่ี 1 การอธบิ ายเหตผุ ลภายหลงั การสรปุ ผลการวิจัย
(ผลกำรวิจัย.............ไม่สอดคล้องกับสมมติฐำนที่ต้ังไว้ ทั้งนี้เพรำะ อำจเป็นเพรำะ ...(อธิบำยหตุ
ผลที่น่ำเช่ือถือ ลักษณะที่เกิดผลดังกล่ำว มีกำรอ้ำงอิงทฤษฎี กล่ำวถึงควำมสำคัญของผลกำรวิจัยและ
ควำมจำเป็นสำหรับกำรวิจัยเพ่ิมเติม... สอดคล้องกับผลงำนวิจัยของ .....จำกงำนวิจัยท่ีสอดคล้องกับ
ผลกำรวจิ ยั มำเขยี นจำกบทท่ี 2 หวั ขอ้ งำนวิจัยที่เก่ียวข้อง)..
รปู แบบท่ี 2 การอธิบายความไม่สอดคล้องกับผลการวิจยั ภายหลังการสรุปผลการวิจัย
(ผลกำรวิจัย............ไม่สอดคล้องกับสมมติฐำนที่ต้ังไว้.. สอดกล้องกับผลงำนวิจัยของ .....
(งำนวิจัยที่สอดคล้องกับผลกำรวิจัยหรือศึกษำนั้นมำเขียนจำกบทที่ 2 หัวข้องำนวิจับที่เกี่ยวข้อง)..ทั้งน้ี

156

157 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

เพรำะ/อำจเป็นเพรำะ ...อธิบำยเหตุผลที่น่ำเช่ือถือ ลักษณะท่ีเกิดผลดังกถ่ำว มีกำรอ้ำงอิงทฤษฎี กล่ำำ
วถงึ วำมสำคญั ของผลกำรวิจยั และควำมจำเป็นสำหรับกำรวิจัยเพมิ่ เตมิ )...

ดังน้ัน กำรกำรเขียนอภิปรำยผลให้น่ำอ่ำน กำรอภิปรำยผลท่ีดี คือ ต้องสำมำรถส่ือสำรให้ผู้อ่ำน
เข้ำใจง่ำย โดยกำรเรียงลำดับข้อมูลในองค์ประกอบต่ำง ๆ ให้ครบถ้วน และเขียนเป็นลำดับข้ันตอนให้
อ่ำนได้ง่ำยได้ดังน้ี คือ ไม่ควรอภิปรำยผลจำกผลกำรวิจัยท้ังหมด ควรเลือกเฉพำะส่ิงท่ีน่ำสนใจ หรือเป็น
สิ่งสำคัญในแต่ละประเด็น สำหรับกำรอภิปรำยผลในเชิงลึกในแต่ละด้ำน ควรเร่ิมต้นอภิปรำยผลด้วย
ผลกำรวิจัยเชิงปริมำณ และตำมด้วยผลกำรวิจัยเชิงคุณภำพ และควรให้เหตุผลรวบรัดกันไปและมีกำร
อำ้ งอิงผลงำนคนอืน่ อย่ำงน้อย 3 คนในแตล่ ะประเด็น

อภปิ รายผลการวิจยั เปน็ การนาเสนอขอ้ ค้นพบจากการวิจยั และเชือ่ มโยงความรกู้ บั เอกสารและงานวิจยั ท่ี
ผ่านมา มีหลกั การนาเสนอผลการวจิ ัยดังน้ี
1. สรุปผลขอ้ คน้ พบจากการวิจยั ตามวตั ถปุ ระสงค์
2. อภปิ รายผลในขอบเขตของการวิจยั
3. อา้ งองิ งานวิจยั ที่ขัดแย้งหรอื สอดคล้อง และอ้างเหตผุ ลประกอบ
4. ใช้ภาษานาเสนอทีช่ ัดเจนถกู ต้องตามหลักการใช้ภาษาไมว่ กเวน เย่นิ เยอ้

157

158 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ส่วนท่ี 10

การเขยี นรายงานวิจัย

กำรวิจัยถือเป็นงำนหน่ึงที่มีประโยชน์ต่อทั้งวงกำรวิชำกำรและกำรนำไปใช้ในวงกำรอื่นๆ ทั้งท่ี
เป็นภำครัฐและภำคเอกชน ผลกำรศึกษำหน่ึงๆ ไม่ว่ำจะจำกทั้งงำนวิจัยทำงวิทยำศำสตร์และ/หรือทำง
สังคมศำสตร์ก็ตำม ล้วนสำมำรถนำไปเป็นข้อมูลเบื้องต้นเพื่อประยุกต์ใช้ให้เกิดผลดีต่อมวลมนุษยชำติ
และสังคมโดยทั่วไปได้ทั้งส้ิน กำรทำควำมเข้ำใจถึงหลักกำรทำวิจัยที่ถูกต้องจึงย่อมช่วยให้งำนวิจัยนั้นๆ
เกิดประโยชน์สูงสุดไมว่ ำ่ จะต่อตวั เอง คนรอบข้ำง องคก์ ร สงั คม ชำติ และระดับบนำนำชำติ

อยำ่ งไรก็ตำมหลำยคนอำจคดิ ว่ำ “กำรวจิ ยั เปน็ เรื่องยำก หรอื เปน็ สิง่ ท่ีมีควำมซับซ้อน ต้องอำศัย
ควำมเช่ียวชำญ และอำศัยองค์ควำมรู้ข้ันสูง จนเป็นส่ิงท่ีไม่อำจทำได้โดยลำพัง หรือมีปัญหำมำกจนยำก
แก่กำรแก้ไขปัญหำ” ซึ่งจำกท่ีกล่ำวมำผู้เขียนกลับมองว่ำ งำนวิจัยเป็น “สิ่งที่ง่ำย” เพียงแต่ต้องอำศัย
กำรผสมผสำนอันลงตัวของศิลปะของผู้วิจัยเองกับศำสตร์ของกำรวิจัย เพรำะฉะน้ันส่ิงท่ีจะนำเสนอ
ตอ่ ไปน้ี จึงเป็นเสมือนเคล็ดลับหรือเทคนิคง่ำยๆ ท่ีนำ่ จะเป็นประโยชนต์ ่อผูท้ ่ีกำลังประสบปัญหำดงั กล่ำว
อยู่ โดยจะนำเสนอเป็นลำดับๆ ต่อไปจะเห็นได้ว่ำ เมื่อได้ดำเนินกำรวิจัยจนเสร็จส้ินแล้ว ขั้นตอนสุดท้ำย
คือ กำรเขียนรำยงำนวิจัย กำรเขียนรำยงำนหมำยถึง กำรเสนอผลงำนท่ีได้ศึกษำ ค้นคว้ำมำแล้ว และได้
พบควำมจริง หรือได้รับควำมรู้ใหม่ ๆ ประกำรใดบ้ำง กำรรำยงำนเป็นกำรเปิดโอกำสให้ผู้อ่ืนได้รู้ว่ำ ใน
กำรทำวิจยั นน้ั มีปญั หำอะไร และมีประโยชน์อย่ำงไรแทนกำรทีจ่ ะต้องไปศึกษำใหม่ท้ังหมด

กำรเขียนรำยงำนน้ันแตกต่ำงจำกกำรเขียนเรียงควำม หรือบทควำมเพื่อแสดงควำมคิดเห็น แต่
การเขียนรายงานการวิจัยน้ันจะต้องเป็นไปตามระเบียบปฏิบัติของการวิจัยเป็นการเตรียมการ และ
เผยแพรผ่ ลงานวิจัยเพอื่ ให้ผู้สนใจอน่ื ๆ ศึกษาหรือทาซ้าได้ การเขียนวิจยั จะต้องเขียนตามรูปแบบ ใช้
ภาษาที่เข้าใจง่าย ถูกต้อง และรวบรวมอย่างมีระบบ ดังน้ันกำรเขียนรำยงำนวิจัยจึงควรเขียนบรรยำย
ตำมข้อเท็จจริง ตำมที่ได้ศึกษำมำ โดยกำรใช้ภำษำง่ำย ๆ และตรงไปตรงมำ มีกำรลำดับเหตุกำรณ์ และ
กระบวนกำรอยำ่ งชัดเจน ข้อควำมนั้น ๆ จะต้องสำมำรถทำให้ผอู้ ่ำนเหน็ ภำพได้อยำ่ งชดั เจน

กำรเขียนรำยงำนวจิ ยั น้ันเป็นกำรเขียนอย่ำงมแี บบแผนท่ีเปน็ สำกลนยิ ม ซ่งึ ผเู้ ขียนจะต้องใชเ้ วลำ
ศึกษำให้เข้ำใจเป็นอย่ำงดี และทำได้ถูกต้อง มีรำยละเอียดปลีกย่อยที่เป็นกฎเกณฑ์ของกำรทำวิจัย เช่น
กำรกำหนดบท กำรย่อหน้ำ กำรเว้นขอบ กำรเขียนตำรำง กำรอ้ำงอิง กำรเขียนเชิงอรรถ และกำรใช้กำร
อ้ำงอิงอย่ำงมีเหตุผล และเป็นระบบมีกำรวิจำรณ์ วิเครำะห์ และเสนอแนะ และนำเสนอผลกำรวิจัย ซ่ึง
ผู้วิจัยจะต้องพิจำรณำว่ำจะเขียนรำยงำน และสำเสนอผลในรูปแบบใด ท่ีจะทำให้งำนวิจัยนั้นน่ำสนใจ
มำกท่ีสุด และทำให้ผู้อื่น หรือผู้สนใจอ่ำนเข้ำใจได้ง่ำย ควำมจริงแล้ววิธีกำรเขียนรำยงำนวิจัยน้ัน
สำมำรถเขียนได้หลำยวธิ ีสุดแล้วแต่วำ่ ผ้วู จิ ยั จะกำหนดออกมำในลกั ษณะใด อย่ำงไรกต็ ำมถงึ แม้ว่ำรปู แบบ
และโครงสรำ้ ง ของกำรเขียนในแต่ละบุคคล และแต่ละสถำบันจะแตกต่ำงกันตำมควำมนยิ ม แต่ส่วนใหญ่
แล้วจะต้องมีมำตรฐำนร่วมกันอยู่บ้ำง ซ่ึงผู้วิจัยจะต้องพิจำรณำว่ำจะเขียนรำยงำน และนำเสนอผลใน
รูปแบบใด ที่จะทำให้งำนวิจัยน้ันน่ำสนใจมำกท่ีสุด และทำให้ผู้อ่ืน หรือผู้สนใจอ่ำนเข้ำใจได้ง่ำย ควำม
จริงแล้ววิธีกำรเขียนงำนวิจัยนั้น สำมำรถเขียนได้หลำยวิธีสุดแล้วแต่ว่ำ ผู้วิจัยจะกำหนดออกมำใน

158

159 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ลักษณะใด อย่ำงไรก็ตำมถึงแม้นว่ำรูปแบบ และโครงสร้ำงของกำรเขียนในแต่ละบุคคล และแต่ละ
สถำบัน

การวิจยั เป็นเรื่องยาก หรอื เปน็ สง่ิ ที่มีความ
ซับซอ้ น ตอ้ งอาศัยความเชี่ยวชาญ และอาศัย
องค์ความรู้ขนั้ สงู จนเปน็ สิง่ ที่ไม่อาจทาไดโ้ ดย
ลาพงั หรอื มีปัญหามากจนยากแกก่ ารแก้ไข
ปญั หา” ซง่ึ จากทีก่ ลา่ วมาผูเ้ ขยี นกลบั มองวา่
งานวิจยั เป็น “ส่ิงที่ง่าย” เพยี งแต่ต้องอาศยั
การผสมผสานอันลงตวั ของศิลปะของผวู้ ิจยั
เองกับศาสตร์ของการวิจัย

รูปแบบการนาเสนอผลการวิจยั อำจมหี ลำกหลำยรปู แบบ ดังนี้

(1) ดษุ ฎีนพิ นธ์ หรือ วิทยำนิพนธ์ (Dissertation or Thesis)
หมำยถึง รูปแบบเคร่งครัดตำมที่กำหนดโดยสถำบันกำรศึกษำนั้น ๆ ถ้ำเป็นกำรวิจัยเชิงปริมำณ
มักจะกำหนดให้ประกอบด้วย 5 บท หรือ 6 บท แตกตำ่ งกันไปตำมสถำบันของนักวิจัยศึกษำ ถ้ำเป็นกำร
วิจัยเชงิ คุณภำพ ไมไ่ ดก้ ำหนดจำนวนบทตำยตวั อำจจะมมี ำกกว่ำ 5 บทก็ได้
(2) รำยงำนกำรวจิ ยั ของหนว่ ยงำน (Research Report)
คือ ไม่กำหนดรูปแบบเคร่งครัดเหมือนดุษฎีนิพนธ์หรือวิทยำนิพนธ์ อำจมี 5 บทเหมือนดุษฎี
นิพนธ์หรือวิทยำนิพนธ์ก็ได้ หรืออำจมีแค่ 4 บท โดยเอำบทที่ 2 ปรับรวมเข้ำเป็นส่วนหน่ึงของบทท่ี 1 ก็
ได้ ซง่ึ จะกลำยเปน็ หวั ขอ้ “แนวคิด ทฤษฎี และผลกำรวิจัยท่ีเกี่ยวขอ้ ง” อยู่หลังหัวข้อ “วัตถุประสงค์กำร
วิจัย” หรือ “สมมตฐิ ำนกำรวิจัย (ถ้ำมี)
(3) บทสรปุ สำหรับผู้บรหิ ำร (Executive Summary)
คือ บทสรุปสำหรับให้ผู้บริหำรอ่ำน มีควำมยำวประมำณ 3 – 5 หน้ำ โดยเน้นกำรนำเสนอผล
กำรค้นพบของงำนวิจัยฉบับน้ัน เพื่อให้ผู้บริหำรได้อ่ำนและนำไปพิจำรณำใช้ประโยชน์สำหรับกำร
บริหำรงำน
(4) บทควำมวิจัย (Research Article)
หมำยถงึ เป็นกำรนำเสนอผลกำรวิจัยในรูปของบทควำมเพือ่ นำลงในวำรสำร กำรเขียนบทควำม
วจิ ัยมีควำมสำคัญมำก เพรำะเป็นกำรเผยแพร่ผลกำรวิจัยสู่ผู้อ่ำนอย่ำงกว้ำงขวำง มักมีควำมยำวต้ังแต่ 8
ถึง 15 หน้ำ หรือ มำกกว่ำ 15 แตกต่ำงกันไปตำมแต่วำรสำร และต้องประกอบด้วยหัวข้อตำมที่กำหนด
ไวใ้ นวำรสำรนนั้ ๆ
(5) บทคัดยอ่ (Abstract)
คือ ข้อควำมท่ีเป็นกำรสรุปย่องำนวิจัยเร่ืองน้ัน มักจะปรำกฏในตอนหน้ำของดุษฎีนิพนธ์หรือ
วิทยำนิพนธ์ หรอื รำยงำนกำรวิจยั ฉบบั สมบรู ณ์

159

160 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

บทคัดย่อทำหน้ำที่รำยงำนผลกำรวิจัยเรื่องน้ัน ๆ อย่ำงย่อ ๆ เพ่ือให้ผู้ค้นคว้ำได้ “ชิม” ว่ำ
งำนวิจัยเร่ืองนั้นตรงกับท่ีตนต้องกำรหรือไม่ หำกตรง ก็จะได้อ่ำนงำนวิจัยให้ละเอียดทั้งเล่ม หำกไม่ตรง
ก็ผ่ำนเลยไป มหำวิทยำลัยแต่ละแห่งจะนำบทคัดย่อวิทยำนิพนธ์ท่ีปรำกฏในแต่ละปีมำรวมพิมพ์เป็นเล่ม
เรียกว่ำ รวมบทคัดย่อวิทยำนิพนธ์/ดุษฎีนิพนธ์ ซึ่งจะเป็นเอกสำรช่วยให้ค้นคว้ำผลงำนวิจัยตำมที่ผู้อ่ำน
ตอ้ งกำร

(6) ควำมยอ่ (Synopsis)
คอื ควำมยอ่ หรือ Synopsis เป็นบทคัดยอ่ ที่เขยี นไว้อยำ่ งส้นั มำก มักจะปรำกฏเปน็ สว่ นหนง่ึ ของ
บทควำมวิจัย มักจะมีควำมยำว 4 – 5 บรรทัดเท่ำน้ัน ทำหน้ำที่เช่นเดียวกับบทคัดย่อท่ีปรำกฏใน
วิทยำนิพนธ์ หรือรำยงำนกำรวิจัย คือให้สำระย่อของบทควำมวิจัยเรื่องนั้น เพื่อผู้อ่ำนจะได้ตัดสินใจว่ำ
สมควรอ่ำนรำยละเอยี ดของบทควำมนนั้ หรือผำ่ นเลยไป

หลกั ในการเขยี นรายงานวิจัย
กำรเขียนรำยงำนวิจัยที่ดีมีควำมเหมำะสมและเป็นที่สะดดุ ตำแก่ผพู้ บเห็น ในทำงตรงกันข้ำม ถ้ำ

รำยงำนวจิ ยั ทำได้ไมด่ ีถือได้วำ่ เป็นควำมล้มเหลวของผวู้ ิจยั ดังน้ันในหัวข้อต่อไปนี้จึงจะขอนำเสนอหลักใน
กำรเขียนรำยงำนวิจยั ทีด่ ที ่ีจะเพ่ิมสีสนั และเสนห่ ใ์ หก้ ับงำนวิจยั

1. ใชส้ ำนวนทอ่ี ำ่ นเขำ้ ใจงำ่ ย ไมแ่ ปลกพิสดำร ควรใช้สรพนำมแทนตัวเองวำ่ ผ้วู จิ ยั
2. ตอ้ งเขียนให้อยูใ่ นรปู ของอดีต เพรำะรำยงำนวิจัยเป็นกำรบอกเล่ำเหตุกำรณ์ดำเนินกำรวจิ ัยที่
เกิดขึ้นผ่ำนมำแลว้
3. ใช้ภำษำให้ถูกต้องตำมหลักภำษำ ตรวจสอบตัวสะกดต่ำง ๆ ให้ถูกต้อง ตรวจสอบเลขหน้ำ
สำรบญั ให้ตรงกันกับเลขหน้ำในตัวเล่ม
4. เนื้อหำท่ีนำเสนอตอ้ งถูกต้อง ตรงประเดน็ และครอบคลุมวตั ถุประสงค์กำรวิจยั
5. กำรเขียนผลกำรวิจัยต้องเสนอตำมควำมเป็นจริงท่ีได้มำ ผู้วิจัยต้องไม่ใส่ควำมคิดเห็นส่วนตัว
ลงไป ถำ้ ตอ้ งกำรแสตงควำมคิดเห็นให้นำเสนอไวใ้ นส่วนของกำรอภิปรำยผล
6. จัดเรียงลำดับเนื้อหำให้เหมำะสม ไม่วกวนจนน่ำเวียนหัว ต้องมีกำรเชื่อมโยงเนื้อหำในแต่ละ
ชว่ งใหเ้ ข้ำกันมีควำมกลมกลิน่ เป็นเรือ่ งเดยี วกนั
7. ใช้สำนวน ภำษำ คำศัพท์ แบบใดควรใช้แบบนน้ั ตลอดกำรนำเสนอุ มคี วำมคงเส้นคงวำในกำร
นำเสน
8. จัดองค์ประกอบของกำรสื่อควำมหมำยให้เหมำะสม เช่น กำรใช้แผนภูมิ รูปภำพ ตำรำง
กรำฟ เพื่อช่วยสอื่ ใหผ้ ู้อ่ำนมคี วำมเขำ้ ใจได้ตยี ิง่ ขน้ึ
9. กำรอ้ำงอิงข้อมูลใดๆ ควรมีแหล่งที่มำ ใช้แหล่งซ้อมูลท่ีน่ำเชื่อถือ และต้องคำนึงถึงควำม
ทันสมัยของข้อมูลทน่ี ำมำใช้ในกำรอ้ำงองิ ดว้ ย

160

161 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ลกั ษณะการเขยี นรายงานวิจัย
รำยงำนวิจัย เป็นเอกสำรที่ใช้นำเสนอเรื่องรำวต่ำงๆ ท่ีได้ดำเนินกำรวิจัยเสร็จสิ้นแล้วมำเรียบ

เรยี งโดยเพ่มิ เติมขอ้ สรปุ กำรอภปิ รำย และขอ้ เสนอแนะ ของผวู้ จิ ัยร่วมเข้ำไปดว้ ยในช่วงท้ำยของรำยงำน
นอกจำกรำยงำนวิจัยจะถูกนำเสนอในรูปแบบของเอกสำรแล้วยังอำจจะถูกนำเสนอในรู ปแบบสื่อ
ประกอบกำรบรรยำยในลักษณะต่ำง ๆ เพ่ือนำเสนอในท่ีประชุมทำงวิชำกำ (Symposium) หรือกำร
นำเสนอผ่ำนส่ือมวลขนทั้งในรูปแบบหนังสือพิมพ์ วำรสำร วิทยุ โทรทัศน์ อินเตอร์เน็ต ฯลฯ จึงถือได้ว่ำ
กำรเรียนรำยงำนและกำรนำเสนอรำยงำนวิจัยนั้นมีควำมสำคัญอย่ำงมำก รำยงำนวิจัยท่ีเขียนได้ดีจะมี
เสน่หท์ ำใหเ้ กดิ ควำมนำสนใจชวนใหต้ ิดตำม และนำ่ เชือ่ ถอื

กำรวิจัย คือ กำรศึกษำอย่ำงเป็นระบบ ที่มีขั้นตอนและหลักกำรสอดคล้องกับวิถีทำงกำรศึกษำ
แบบวิทยำศำสตร์ (Science) ซึ่งเนื้อหำสำระของงำนวิจัยทำงสังคมศำสตร์โดยท่ัวไปก็มักอยู่ในแนวทำง
กำรศึกษำแบบวิทยำศำสตร์ตำมไปด้วย โดยท่ัวไปมักจะประกอบด้วยส่วนเน้ือหำ 5 บท และ 2 ส่วนนำ
และสว่ นลงท้ำย ไดแ้ ก่

สว่ นนาแสดงถงึ
1. ปกนอก (Cover)
2. ปกในหรือหน้ำช่ือเรื่อง (Title Page) เป็นหน้ำสำคัญที่สุดของรำยงำนกำรวิจัย บำง

มหำวิทยำลยั ให้แยกหนำ้ ชอ่ื เรอื่ งภำษำไทย และ Title Page ออกจำกกัน
3. บทคัดย่อทั้งภำษำไทยและภำษำอังกฤษ เป็นกำรเขียนท่ีสรุปควำมเกี่ยวกับงำนวิจัย

เรื่องน้นั เป็นภำษำไทยอย่ำงย่อ ๆ โดยมเี น้อื หำตำมรูปแบบท่ีกำหนด
4. Abstract เป็นบทคัดย่อที่แปลเป็นภำษำอังกฤษ อยู่คนละหน้ำกับบทคัดย่อ

ภำษำไทย
5. กิตติกรรมประกำศ (Acknowledgement) เป็นข้อควำมแสดงควำมขอบคุณแก่

หน่วยงำนหรือบุคคลท่ีมีส่วนช่วยให้ผู้วิจัยทำงำนวิจัยได้สำเร็จ หรือท่ีให้ควำมช่วยเหลือ มักเขียนไว้
ตอนตน้ ของวทิ ยำนพิ นธ์ หรือหนงั สอื .

5. สำรบญั (Table of Contents)
6. สำรบัญตำรำง (List of Tables) คือกำรนำเสนอตำรำงที่ปรำกฏในรำยงำนกำรวิจัย
พรอ้ มดว้ ยกำรระบหุ น้ำซง่ึ ตำรำงน้นั ปรำกฏ
7. สำรบัญภำพ (List of Figures) คือกำรนำเสนอแผนภูมิ แผนภำพ หรือกรำฟ หรือ
ภำพประกอบทปี่ รำกฏในรำยงำนกำรวจิ ยั พรอ้ มดว้ ยกำรระบุหน้ำซึ่งสงิ่ เหลำ่ นั้นปรำกฏ
จะเห็นไดว้ ำ่ กำรระบุหนำ้ ของสว่ นนำ นิยมระบเุ ปน็ ตวั อักษร ไมใ่ ช่ตัวเลข
ส่วนเน้ือเร่ืองของรายงานการวิจัย เป็นส่วนสำคัญที่สุดของรำยงำนกำรวิจัย เพรำะเป็นส่วน
นำเสนอรำยละเอียดของกำรวจิ ยั มักจะแบ่งออกเป็น 5 บท ดงั นี้

161

162 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

บทที่ 1 บทนา
1.1 ควำมเปน็ มำ (หรือบำงครงั้ เรยี กว่ำ ที่มำ) และควำมสำคญั ของปญั หำ
กำรเขียนบทที่ 1 ควำมเป็นมำและควำมสำคัญของปัญหำท่ีทำกำรวิจัย เป็นกำร

กล่ำวถึงภูมิหลังและท่ีมำของปัญหำที่จะทำกำรวิจัย แล้วชี้ให้เห็นควำมจำเป็นที่ต้องทำกำรวิจัยเรื่องน้ี
นิยมเขียนในลกั ษณะของหลกั กำรและเหตุผล แลว้ ขมวดหรือเชื่อมโยงมำสูว่ ตั ถุประสงค์กำรวจิ ัย

1.2 คำถำมวจิ ยั (หวั ข้อนีพ้ บว่ำสถำนศกึ ษำบำงแหง่ ไม่ได้ใสใ่ ห้ม)ี
1.3 วัตถปุ ระสงค์ของกำรวจิ ัย เขียนนำเสนอเป็นข้อ ๆ
1.4 สมมติฐำนกำรวิจัย (ถ้ำมี) ในงำนวิจัยท่ีจำเป็นต้องมีกำรตั้งสมมติฐำน ให้เขียน
สมมตฐิ ำนเป็นข้อ ๆ (หวั ข้อนี้พบว่ำสถำนศึกษำบำงแหง่ เอำไปไว้ในท้ำยบทท่ี 2 ต่อจำกกรอบแนวคิด)
1.5 ขอบเขตของกำรวิจยั (บำงครั้งเรยี กวำ่ ขอ้ ตกลงเบอ้ื งต้น) ขอบเขตของกำรวิจยั เป็น
กำรกำหนดขอบเขตของเรื่องท่ีต้องกำรวิจัย มักนิยมกำหนดขอบเขตไว้ 4 ประเด็น คือ (1) ประชำกร
หรือกลุ่มเป้ำหมำยของกำรวิจัย ให้ระบุประชำกรของกำรวิจัย แต่อย่ำระบุกลุ่มตัวอย่ำง เพรำะกลุ่ม
ตัวอย่ำงจะไปพูดถึงในบทท่ี 3 (2) เนื้อหำของกำรวิจัย (3) ตัวแปรที่เกี่ยวข้อง และ (4) ระยะเวลำท่ีทำ
กำรวจิ ยั
1.5 ข้อจำกัดของกำรวิจัย (ถ้ำมี) เป็นกำรทำควำมกระจ่ำงแก่ผู้อ่ำนเก่ียวกับข้อจำกัด
ของกำรทำวจิ ยั ซง่ึ อำจสง่ ผลใหก้ ำรวจิ ัยไมไ่ ด้ผลเต็มท่อี ยำ่ งทีค่ ำดเอำไว้
1.6 นยิ ำมศัพท์เฉพำะ นิยำมคำศัพทส์ ำคัญที่เก่ียวขอ้ งในงำนวิจัยเพ่ือใหผ้ ู้อำ่ นเข้ำใจตรง
กับผ้วู ิจยั กำรนิยำมมักให้ทง้ั นยิ ำมเชงิ ควำมหมำย และนยิ ำมเชงิ ปฏบิ ัตกิ ำร
1.7 ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ เขียนประโยชนท์ ่ีได้รับหรือคำดว่ำจะได้รับจำกกำรวิจัย
ซ่ึงประกอบด้วยประโยชน์โดยตรงและประโยชน์สืบเนื่อง ให้เขียนเป็นขอ้ ๆ โดยเร่มิ จำกประโยชน์โดยตรง
ก่อน
บทท่ี 2 การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจัยท่ีเก่ียวข้อง กำรเขียนบทน้ีเป็นกำรให้ควำม
กระจ่ำงกับผูอ้ ำ่ นเกีย่ วกับเรือ่ งทที่ ำกำรวจิ ัย โดยมักจะครอบคลุมเนอื้ หำต่อไปนี้
2.1 แนวคดิ และทฤษฎตี ่ำงๆ (ท่ีเก่ียวข้องกับปรำกฏกำรณห์ รือประเดน็ ในงำนวจิ ัย)
2.2 งำนวิจัยอ่ืนๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลกำรวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งจำกต่ำงประเทศและ
ภำยในประเทศ
2.3 กรอบแนวคิดในกำรวิจยั (หัวข้อน้พี บว่ำสถำนศกึ ษำบำงแห่งเอำไปไวใ้ นทำ้ ยบทท่ี1)
2.4 สมมติฐำนกำรวิจัย (หัวข้อน้ีพบว่ำสถำนศึกษำบำงแห่งเอำไปไว้ในท้ำยบทท่ี 1 ต่อ
จำกกรอบแนวคิด)
2.5 ตำรำงควำมสมั พนั ธ์ระหว่ำงตวั แปรและงำนวิจยั ท่ีเกย่ี วข้อง
จะเหน็ ไดว้ ่ำ ถ้ำเขยี นบทที่ 2 ได้ดี จะทำให้กำรอภิปรำยผลในบทที่ 5 ลึกซ้งึ ยง่ิ ข้ึน
บทท่ี 3 วิธีการวิจัยและเคร่ืองมือ เป็นรำยละเอียดที่จะบอกให้ผู้อ่ำนทรำบว่ำผู้วิจัยทำกำรวจิ ัย
ตำมข้ันตอนกำรวิจัยอย่ำงไร หัวข้อสำคัญที่ควรมีในบทนี้มีดังต่อไปน้ี ถ้ำกำรวิจัยผสมผสำน ต้องแยก
ระหว่ำง งำนวิจยั เชงิ ปริมำณและงำนวิจยั เชิงคณุ ภำพ) ประกอบด้วย

162

163 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

1) รูปแบบกำรวิจัย หรือ แบบแผนกำรวิจัย หรือ วิธีกำรวิจัย ให้ระบุว่ำงำนวิจัยเร่ืองนี้
เป็นกำรวิจยั ประเภทใด และมแี บบแผนกำรวจิ ัยอยำ่ งไร

2) ข้ันตอนกำรวิจัย เสนอรำยละเอียดของข้ันตอนกำรวิจัยซ่ึงถูกกำหนดโดยแบบ
แผนกำรวิจัยโดยอธิบำยขนั้ ตอนเปน็ ขอ้ ๆ

3) ประชำกรและกลมุ่ ตัวอย่ำง เขียนเปน็ สองย่อหนำ้ ยอ่ หนำ้ แรกระบุประชำกรของกำร
วิจัย ย่อหน้ำที่สองระบุกลุ่มตัวอย่ำงท่ีใช้ในกำรวิจัย โดยต้องระบุขนำดของกลุ่มตัวอย่ำง และวิธีกำรที่ใช้
ในกำรเลอื กกลมุ่ ตวั อย่ำง

4) เครื่องมือกำรวิจัย ระบุเคร่ืองมือที่ใช้ในกำรวิจัยทุกอย่ำง สำหรับงำนวจิ ัยเชิงทดลอง
มีเครอ่ื งมือสองประเภท คือ เคร่ืองมือทดลอง และเครื่องมือรวบรวมข้อมูล ส่วนงำนวิจัยเชิงพรรณนำมี
เคร่ืองมอื ประเภทเดียว คือ เคร่ืองมือรวบรวมขอ้ มูล ซ่ึงอำจใช้เครื่องมือหลำยอยำ่ ง ขน้ึ อยู่กบั ตัวแปรตำม
ในกำรกล่ำวถึงเครื่องมือแต่ละชนิดจะต้องกล่ำวสองอย่ำงเสมอ คือ (1) เครื่องมือน้ันมีลักษณะอย่ำงไร
(ตัวอย่ำงเครื่องมือต้องปรำกฏในภำคผนวก) และ (2) เคร่ืองมือนั้นได้มำอย่ำงไร ถ้ำเอำเครื่องมือท่ีผู้อื่น
พัฒนำข้ึนต้องรำยงำนข้อมูลคุณภำพเคร่ืองมือ ถ้ำผู้วิจัยพัฒนำเคร่ืองมือข้ึนเองต้องระบุขั้นตอนของกำร
พัฒนำและตรวจสอบคณุ ภำพเคร่ืองมอื นัน้ ๆ

5) กำรทดสอบเครือ่ งมอื
6) กำรเก็บรวบรวมข้อมูล ระบุวธิ กี ำรท่ีใช้ในกำรเก็บรวบรวมข้อมลู ว่ำใชว้ ิธีกำรใด และ
อย่ำงไร (กำรเขียนข้อนี้อยำ่ ให้สับสนกับกำรเขียนข้ันตอนกำรวจิ ัย)
6) กำรวิเครำะห์ขอ้ มูล ระบวุ ธิ กี ำรวิเครำะห์ขอ้ มูลและสถิติที่ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล
ปัจจุบันนี้ไม่จำเป็นต้องเสนอสูตรกำรคำนวณทำงสถิติ เพรำะมักจะทำกำรวิเครำะห์
ข้อมลู ด้วยคอมพิวเตอร์ แตค่ วรระบุนยั สำคัญของกำรทดสอบสมมติฐำนไวล้ ่วงหน้ำ
บทท่ี 4 ผลการศึกษา มีรำยละเอยี ดดงั นี้
1) แบ่งกำรนำเสนอผลกำรวิเครำะหข์ ้อมูลออกเป็นตอน ๆ ตำมวตั ถปุ ระสงค์ของกำรวิจัย
2) ในงำนวิจัยเชิงพรรณนำ ควรนำเสนอผลกำรวิเครำะห์ข้อมูลกลุ่มตัวอย่ำงด้วยกำร
วิเครำะห์ข้อมูลพ้ืนฐำนของกลุ่มตัวอย่ำง (ข้อมูลส่วนบุคคล /ข้อมูลจำกแบบสอบถำมต่ำงๆ/ข้อมูลกำร
ทดสอบสมมุติฐำนโดยมำกมกั พบในงำนวจิ ัยเชงิ ปริมำณ)

ส่วนข้อมูลขององค์กร ข้อเสนอแนะอื่นๆ และ/หรือข้อมูลอ่ืนๆ ท่ีเก่ียวข้องกับ
งำนวจิ ัย (ในสว่ นนี้มกั พบมำกในงำนด้ำนสงั คมศำสตร์ จำกคำถำมปลำยเปิด)

3) ในกำรนำเสนอผลกำรวเิ ครำะหข์ ้อมูลในแตล่ ะตอน ควรทำดังนี้
(1) มีกำรบรรยำยนำก่อนเลก็ นอ้ ย
(2) มีกำรแนะนำตำรำงก่อนกำรนำเสนอตำรำง
(3) มกี ำรบรรยำยเพอ่ื ตีควำมหมำยของข้อมูลในตำรำง

ท้ังน้ถี ำ้ กำรวิจัยผสมผสำน ต้องแยกระหว่ำง งำนวิจัยเชิงปรมิ ำณและงำนวจิ ัยเชงิ คุณภำพ)

163

164 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

บทท่ี 5 บทสรปุ อภปิ รายผล และข้อเสนอแนะ
บทนีม้ หี ัวขอ้ 4 หวั ข้อ และมีแนวทำงกำรเขยี นดงั น้ี
1. สรุปกำรวิจัย เป็นกำรสรุปกิจกรรมกำรวิจัยทั้งหมด ซึ่งมักจะประกอบด้วย

หัวข้อย่อยสำคัญ ๆ คือ วัตถุประสงค์กำรวิจัย ประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำง เครื่องมือกำรวิจัย กำรเก็บ
รวบรวมข้อมลู และกำรวิเครำะหข์ ้อมูล

2. สรุปผลกำรวจิ ยั นำเสนอผลกำรวจิ ัยที่ได้จำกบทที่ 4 เป็นข้อ ๆ
3. อภิปรำยผล เป็นหัวข้อท่ีสำคัญท่ีสุดของบทท่ี 5 เพรำะเป็นกำรแสดงภูมิ
ปญั ญำของผ้วู จิ ยั กำรอภปิ รำยทำไดใ้ นสองแนวทำง คือ
(1) ผลกำรวิจยั ดังกลำ่ วหมำยควำมว่ำอย่ำงไร ทำไมจึงเปน็ เชน่ น้ัน
(2) ผลกำรวจิ ัยดงั กล่ำวสอดคลอ้ งหรอื ขดั แย้งกับผลกำรวิจัยในอดีตของนักวิจัย
ผใู้ ดบ้ำง
4. ขอ้ เสนอแนะ นิยมเขยี นโดยแบง่ เป็นสองหวั ขอ้ คือ

(1) ข้อเสนอแนะเพ่อื ใช้ประโยชน์จำกผลกำรวิจยั
(2) ข้อเสนอแนะเพอื่ กำรวิจยั ต่อไป
สว่ นอ้างอิง มกั จะประกอบดว้ ยสององค์ประกอบหรือหัวข้อ คือ
1. บรรณำนกุ รม (Bibliography)
2. ภำคผนวก (Appendices)
จะเห็นได้ว่ำงำนวิจัยที่เป็นวิทยำนิพนธ์หรือดุษฎีนิพนธ์มักจะมีกำรเสนอประวัติย่อของผู้เขียน
ตอ่ ทำ้ ยไว้ด้วย
ซง่ึ กำรเขียนบรรณำนกุ รม ตอ้ งเขียนตำมรูปแบบทม่ี หำวิทยำลยั แต่ละแห่งกำหนด ในกรณีที่ไมไ่ ด้
มกี ำรกำหนดรปู แบบไว้ ควรยดึ รปู แบบใดรปู แบบหนึ่ง
สำหรับบรรณ นำนุกรมภ ำษำอังกฤษ มักยึดรูปแบบของ American Psychological
Association (APA)
กำรเขียนภำคผนวก อำจทำเป็นภำคผนวกเดียวหรือหลำยภำคผนวกก็ได้ สิ่งท่ีปรำกฏใน
ภำคผนวกมักจะได้แก่ ตัวอย่ำงเคร่ืองมือ หลักฐำนคุณภำพของเคร่ืองมือ และข้อมูลบำงอย่ำงที่ผู้วิจัยไม่
ประสงค์จะใหป้ รำกฏในเนอื้ หำภำยใน
ข้อสังเกตต่อกำรเขียนรำยงำนวิจัยเชิงคุณภำพ ท้ังนี้กำรเขียนรำยงำนกำรวิจัยเชิงคุณภำพมี
ส่วนประกอบท่ีแบ่งเป็นส่วนนำ ส่วนเนื้อเรื่อง และส่วนอ้ำงอิง เหมือนรำยงำนกำรวิจัยเชิงปริมำณ แต่
ควำมแตกต่ำงอยู่ทรี่ ำยละเอียดของสว่ นเน้ือเร่ือง กลำ่ วคือ
1. เนื้อหำของกำรวจิ ัยเชงิ คณุ ภำพไมจ่ ำเป็นตอ้ งแบ่งเป็น 5 บท อำจมมี ำกกวำ่ 5 บทก็ได้
2. เน้ือหำอำจประกอบดว้ ยบทต่อไปน้ี
(1) บทท่กี ล่ำวถงึ ควำมเป็นมำของเรอ่ื งท่ีวจิ ัย วตั ถปุ ระสงค์ และวธิ กี ำรวิจัย
(2) บทที่กล่ำวถึงวรรณกรรมที่เก่ียวข้อง ซึ่งรวมถึง แนวคิด ทฤษฎี และผลกำรวิจัยที่
เกี่ยวขอ้ ง (อำจมีหรอื ไม่มีก็ได)้

164

165 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

(3) บทต่ำง ๆ ทร่ี ำยงำนผลกำรวิจยั ซึ่งมีหลำยบท
(4) บทสรุปและอภปิ รำยผล
ตวั อย่างงานวิจัยเชงิ คุณภาพ
งำนวิจัยเรื่อง ควำมเช่ือเรื่องฮวงจุ้ยในวิถีชีวิตของคนไทยเชื้อสำยจีนในกรุงเทพมหำนคร
(ณฐั ธิดำ สขุ มนสั , 2539)
บทท่ี 1 บทนำ
บทท่ี 2 ประวัติควำมเปน็ มำของชำวจนี ในประเทศไทย
บทที่ 3 ชุมชนชำวไทยเช้อื สำยจีนในยำ่ นสำเพง็ -เยำวรำช
กรุงเทพมหำนคร
บทที่ 4 ศำสนำ ควำมเช่ือ และพธิ กี รรมของชำวจนี
บทที่ 5 ฮวงจุย้ ควำมเชื่อเกยี่ วกบั กำรพยำกรณ์ของชำวจนี
บทที่ 6 กำรใชส้ ัญลกั ษณ์ทำงฮวงจุ้ยเพ่ืออำคำรที่อย่อู ำศัย
บทที่ 7 สรุปผลกำรวจิ ยั อภปิ รำยผล และข้อเสนอแนะ
กำรเขียนรำยงำนวิจัยเป็นกระบวนกำรข้ันตอนสุดท้ำยของโครงกำรวิจัย เป็นกำรประมวล
ควำมคดิ รวบรวมข้อมลู ควำมรู้ท่เี กิดจำกกระบวนกำรวจิ ัยตง้ั แต่เร่ิมดันจนเสร็จสนิ้ กระบวนกำรวจิ ัย ซง่ึ ผู้
จดั จะองค์ควำมรู้ ควำมเข้ำใจเกีย่ วกับหลักเกณฑ์ ระเบยี บปฏิบัติ และทักษะในกำรเขยี นรำยงำนกำรวจิ ัย
กำรวิเครำะห์ข้อมลู สงิ่ ท่ีค้นพบ สรปุ และข้อเสนอแนะ อันจะเปน็ ประ โยชน์ในเชงิ กำรนำผลงำนวิจยั ไปใช้
ตอ่ ไป
กำรเขียนรำยงำนกำรวิจัยมีข้อควรคำนึง คือจัดทำต้นฉบับให้เรียบร้อย ตรวจสอบควำมถูกต้อง
เพ่ือให้ผู้พิมพส์ มำรถพิมพ์ตำมตน้ ฉบับไดอ้ ยำ่ งถูกต้อง
กำรเขียนเอกสำรและงำนวิจัยท่ีเก่ียวข้องจำเป็นต้องมีกำรอ้ำงอิงโดยยืดแบบใดแบบหนึ่งตลอด
ท้ังล่ม มีวิธีกำรเขียน คือ กำรคัดลอกข้อควำม กำรถอดควำมหรือกำรเรียบเรียงและกำรสรุปควำม กำร
ลงรำขกำรงอิงแหล่งข้อมูลที่ได้จกกำรศึกษำค้นคว้ำ ทำได้ใน 2 ลักษณะ คือ กำรอ้ำงอิงแทรกในเน้ือหำ
และกำรอ้ำงอิงท้ำยเล่มหรือบรรณำนุกรม โดยเน้นจรรยำบรรณนักวิจัย หมำยถึง หลักเกณฑ์ควร
ประพฤติปฏิบัติของนักวิจัยท่ัวไปเพื่อให้กำรดำเนินงำนวินิจฉัยต้ังอยู่บนพ้ืนฐำนของจริยธรรมและหลัก
วิชำกำรที่หมำะสม ตลอดจนประกันมำตรฐำนของกำรศึกษำค้นคว้ำให้เป็นไปอย่ำงสมศักด์ิศรีและ
เกยี รตภิ ูมขิ องนักวิจยั

165

166 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

สว่ นท่ี 11
ความเช่อื มโยงระหว่างปญั หาการวจิ ัย รูปแบบการวิจยั กรรวบรวมขอ้ มูล

และการวิเคราะห์ขอ้ มลู จากขอบข่ายรฐั ประศาสนศาสตร์

ก่อนที่จะทำกำรวิจัย นักวิจัยจะต้องมองให้ทะลุปรุโปร่ง ตลอดเส้นทำงของกำรวิจัยว่ำตนเองมี
วัตถุประสงค์อย่ำงไร ควรที่จะทำกำรวิจัยในรูปแบบใด ต้องเก็บรวบรวมข้อมูลและวิเครำะห์อย่ำงไร
เพรำะแนวทำงทั้ง 4 ช่วงน้ีมีควำมสัมพันธ์กันอย่ำงย่ิง ควำมเบี่ยงเบนในขั้นตอนหนึ่งจะส่งผลกระทบถึง
กำรดำเนินกำรวิจัยและผลของกำรวิจัยได้ในบทต้นๆ จึงได้พยำยำมกล่ำวถึงวิธีกำรดำเนินงำนเพื่อให้
เข้ำใจในแต่ละขั้นตอนโดยละเอียด อย่ำงไรก็ตำมแม้ว่ำจะได้เคยกล่ำวถึงควำมสัมพันธ์ระหว่ำงขั้นตอนไว้
บ้ำงแล้ว แต่ก็ยังไม่ได้กล่ำวถึงควำมสัมพันธ์รวมท้ังหมด ในบทนี้จึงจะพูดถึงควำมสัมพันธ์ของทุกข้ันตอน
ดว้ ยเหตผุ ลท่ีว่ำกำรวิจยั ก็เหมือนกบั กำรเดินทำงที่นกั วิจัยจำเป็นตอ้ งมีแผนท่ีกำรเดินทำง และรู้เส้นทำงที่
จะเดินอย่ำงแน่ชัดว่ำจะผ่ำนจุดใด เม่ือไหร่ และอย่ำงไร จึงจะถึงจุดหมำยปลำยทำงอย่ำงรวดเร็วและ
ถูกต้องแม่นยำ นอกจำกนี้จะได้ยกตัวอย่ำงงำนวิจัยทำงรัฐประศำสนศำสตร์ประกอบกำรอธิบำยด้วย
เพรำะนอกจำกจะช่วยให้เข้ำใจถงึ ควำมเชื่อมโยงระหวำ่ งขัน้ ตอนกำรวิจัยแล้ว ยงั จะได้เหน็ ภำพและเขำ้ ใจ
ถึงกระบวนกำรสร้ำงองคค์ วำมรู้ทำงรัฐประศำสนศำสตร์ไปพร้อมกัน

ภาพท่ี 23 กระบวนการสร้างองคค์ วามรู้การวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

วตั ถุประสงค์ รูปแบบ การ การเกบ็
ของการวิจยั ? ของการวิจัย? วิเคราะห์ รวบรวม
ขอ้ มูล? ขอ้ มูล ?

ขอบข่ายประเดน็ การวจิ ัยทางทางรัฐประศาสนตร์

จำกประเด็นข้ำงต้นย่อมทำให้เกิดคำถำมว่ำ หัวข้อใดบ้ำงที่เชื่อมโยงกัน ซึ่งอำจตอบได้อย่ำง
งำ่ ยๆ วำ่ ทุกหัวข้อทั้งหมดต่ำงมคี วำมเกีย่ วพันกนั และกันทั้งส้ิน กล่ำวคือ โดยมำกแล้วกำรเริม่ ทำงำนวจิ ัย
ของบทท่ี 1 ต้องเริ่มจำกประเด็นปัญหำอันมีท่ีมำหลำกหลำย ได้แก่ 1) ข้อคับข้องใจ 2) ข้อสงสัย 3)
ข้อสงั เกตที่เห็นว่ำปรำกฏกำรณ์น้ันผิดแปลกไป 4) ข้อกังวล 5) ควำมอยำกรู้ 6) ปัญหำท่ตี ้องกำรแสวงหำ
แนวทำงกำรแก้ไข ฯลฯ เป็นต้น อีกท้ังแหล่งท่ีมำของปัญหำอำจมำจำก 1) สถำนที่ทำงำน 2) สถำนที่อยู่
อำศัย 3) ประเด็นควำมสนใจทำงสังคม 4) ส่ือมวลชน 5) บุคคลใกล้ชิด เป็นต้น จำกประเด็นเหล่ำน้ีก็จะ

166

167 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

นำมำพัฒนำเรียบเรียงเป็นท่ีมำและควำมสำคัญของปัญหำ โดยบำงสถำนศึกษำมักให้นำเอำประเด็น
เหล่ำน้ีมำสรุปส้ันๆ เป็นคำถำมวิจัยไว้ด้วย เพ่ือสะดวกแก่ผู้สนใจจะได้ไม่ต้องอ่ำนท่ีมำอันยืดยำวและได้
ควำมชดั เจนว่ำผูว้ ิจัยมคี ำถำมอะไรอยู่ในใจบ้ำง

เมื่อคำถำมเหล่ำนี้ชัดเจนมำกขึ้นแล้วย่อมสำมำรถทำให้นำไปสู่ประเด็นต่อไปในบทท่ี 1 ได้ง่ำย
ขึ้น ซ่ึงหมำยถึงกำรต้ังวัตถุประสงค์ของกำรวิจัย กำรกำหนดวัตถุประสงค์นี้จำเป็นอย่ำงย่ิงที่จะต้อง
คำนงึ ถึง หลกั กำรสำคัญก็คือ

1) วัตถปุ ระสงค์ตอ้ งมคี วำมชดั เจนว่ำต้องกำรศกึ ษำอะไร กบั ใคร ที่ไหน ในชว่ งระยะเวลำใด
2) วตั ถปุ ระสงค์ตอ้ งสอดคลอ้ งกบั ช่อื เรือ่ ง และประเดน็ ปญั หำ รวมท้งั สมมติฐำน
3) วัตถุประสงค์ต้องสำมำรถวัดผลออกมำได้ เพรำะหำกวัดไม่ได้ย่อมทำให้วัตถุประสงค์น้ันไม่
ตอบคำถำมกำรวจิ ัยตำมไปด้วย ทั้งนี้โดยมำกกำรเขยี นวัตถุประสงค์มกั เร่ิมตน้ ดว้ ยคำว่ำ “เพ่ือศึกษำ......”
เพรำะฉะนั้นวัตถุประสงค์จึงถือเป็นหัวใจสำคัญของงำนวิจัย เน่ืองจำกผลกำรวิจัยท้ังหมดต้องตอบโจทย์
คำถำมที่ซ่อนอยู่ในวัตถุประสงค์
ประเด็นต่อมำคือ ประโยชน์ที่คำดว่ำจะได้รับ ซ่ึงเป็นข้อบ่งบอกว่ำงำนวิจัยท่ีทำอยู่นั้นมีคุณค่ำ
อย่ำงไร โดยมำกงำนวิจัยของนักศึกษำปริญญำโทมักเน้นกำรพิสูจน์ทฤษฎีกับปรำกฏกำรณ์ว่ำมีควำม
สอดคล้องกับควำมเป็นจริงหรือไม่ หรืองำนวิจัยนั้นๆ สำมำรถนำไปประยุกต์ใช้ต่อในองค์กรหรือผู้สนใจ
อื่นๆ ได้หรือไม่ ส่วนงำนวิจัยของนักศึกษำปริญญำเอกมักเน้นกำรสร้ำงแนวคิด ทฤษฎี ข้อสรุปท่ัวไปข้ึน
ใหม่ หรือเป็นกำรถกแย้งกรอบควำมคิดเดิมๆ ว่ำมีข้อบกพร่องอย่ำงไร หรืองำนวิจัยบำงเรื่องมีส่วน
เพม่ิ พนู องคค์ วำมรู้ทำงสำขำวิชำตำ่ งๆ เปน็ ต้น
ส่วนขอบเขตของกำรวิจัย หรือในบำงครั้งอำจเรียกว่ำ ข้อจำกัดของกำรวิจัย หรือ ข้อตกลง
เบ้ืองต้นของกำรวิจัยก็ตำม มักเป็นช่องทำงแห่งโอกำสที่ผู้วิจัยจะได้บอกกล่ำวแก่ผู้สนใจงำนวิจัยว่ำ งำน
กำรศึกษำนี้ มีปัญหำอย่ำงไรบ้ำงในกำรศึกษำ โดยมำกมักกล่ำวถึง 1) ช่วงระยะเวลำที่ศึกษำ 2) กลุ่ม
ประชำกรหรือกลุ่มตัวอย่ำงท่ศี ึกษำ และ 3) ข้อจำกัดอื่นๆ เช่น เงินทุนในกำรศึกษำ ขอบเขตของเน้ือหำที่
อำจมีมำกจนไม่สำมำรถศึกษำได้ในครั้งนี้ทั้งหมด ปัญหำในกำรจัดเก็บข้อมูล และเหตุจำเป็นอื่นๆ ที่อำจ
ทำใหผ้ ลกำรศกึ ษำอำจไม่สมบูรณ์เทำ่ ที่ควร เป็นตน้
อย่ำงไรก็ดีในประเด็นของสมมติฐำนกำรวิจัยนั้น ควำมสำคัญของสมมติฐำน คือ สมมติฐำนกำร
วิจัยน้ันถือเป็นประเด็นที่ต้องนำไปทดสอบเพื่อแสวงหำคำตอบอย่ำงเป็นระบบ หรือเป็นกำรพิสูจน์เพื่อ
ยืนยันจนทำให้เข้ำใจได้ว่ำวัตถุประสงค์ของกำรวิจัยนั้นได้คำตอบออกมำอย่ำงไร แต่ในทัศนะของผู้เขียน
เห็นว่ำ เป็นสิ่งท่ียำกแก่กำรเขียนในเบื้องต้นหรือในบทท่ี 1 เพรำะเหตุว่ำ 1) งำนวิจัยบำงเรื่องอำจไม่มี
สมมติฐำนก็ได้ โดยเฉพำะกำรวิจัยเชิงประวัติศำสตร์ ซ่ึงมุ่งแสวงหำคำตอบจำกกำรทบทวนวรรณกรรม
และกำรเก็บข้อมูลจำกกำรสัมภำษณ์และกำรหลักฐำนอ้ำงอิงต่ำงๆ กำรกำหนดสมมติฐำนจึงไม่ใช่เร่ืองท่ี
จำเป็นมำกนัก และ 2) กำรต้ังสมมติฐำนให้เกิดข้ึนได้ต้องมำจำกตัวแปรที่ผ่ำนกำรทบทวนวรรณกรรม
หรือแนวคิด ทฤษฎี ที่ชัดเจนแล้ว ถ้ำตัวแปรท่ีกำหนดข้ึนมำไม่มีควำมชัดเจนเพียงพอย่อมมีผลให้กำร
จัดทำเคร่ืองมือในกำรศึกษำมีปัญหำตำมไปด้วย ขณะเดียวกันผลของกำรวัดหรือทดสอบสมมติฐำนก็ไม่
อำจจะตอบวัตถุประสงค์ได้อย่ำงชัดเจน ซ่ึงจะส่งผลให้กำรทำวิจัยนั้นยำกจะสำเร็จได้ เพรำะฉะนั้น

167

168 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

สมมติฐำนกำรวิจัยจึงควรอยู่ในท้ำยบทท่ี 2 มำกกว่ำ แต่ถ้ำหำกต้องกำรให้ผู้สนใจงำนวิจัยสะดวกในกำร
อ่ำนก็อำจเพ่ิมประเด็นนี้ไว้ในท้ำยบทท่ี 1 และในช่วงสรุปและอภิปรำยผลในบทที่ 5 ก็ได้ แต่ควร
ตระหนกั อย่เู สมอว่ำ “สมมตฐิ ำนตอ้ งมำกำรทบทวนวรรณกรรมจนได้ตัวแปรท่ชี ัดเจนแล้ว” เปน็ สำคญั

ส่วนนิยำมศัพท์ ซึ่งเป็นกำรให้ควำมหมำยเฉพำะแก่คำท่ีใช้ในกำรวิจัยเรื่องนั้นๆ คำศัพท์ที่จะ
นิยำมหรือให้ควำมหมำยควรตระหนักว่ำ 1. เป็นคำท่ีมีควำมหมำยเฉพำะท่ีสื่อควำมหมำยเดียวกันท้ัง
งำนวิจัย เช่น ใช้คำว่ำ “องค์กรกำรเมือง” หมำยถึง “คณะรัฐมนตรี สภำผู้แทนรำษฎรและวุฒิสภำ” ซึ่ง
ไม่ได้รวมถึง “ศำล” เป็นต้น 2. เป็นคำที่สรุปเนื้อหำสำคัญหรือแนวคิด ทฤษฎี เฉพำะที่ใช้ในงำนวิจัยน้ี
เท่ำน้ัน เช่น ให้ควำมหมำยของคำว่ำ “คนดี” หมำยถึง “ผู้ท่ีช่วยเหลือผู้อื่นอยู่เสมอ ด้วยควำมเต็มใจ
และควำมจริงใจ” ซ่ึงควำมหมำยเหล่ำน้มี ำจำกกำรทบทวนแนวคดิ ทฤษฎีของนักคิด นักวชิ ำกำรต่ำงๆ ใน
บทท่ี 2 จนกระทั่งผู้วิจัยเห็นและเข้ำใจว่ำลักษณะของคนดีคืออะไร ด้วยเหตุน้ีกำรทบทวนวรรณกรรม
ย่อมทำให้ผู้วิจัยสำมำรถกำหนดนิยำมศัพท์ที่มีประโยชน์อย่ำงยิ่งต่องำนวิจัยได้ โดยเฉพำะต่อกำรแปลง
ควำมหมำยของนิยำมศัพท์ไปทำแบบสอบถำม (สำหรับกำรวิจัยเชิงปริมำณ “Quantitative
Research”) หรือแบบสัมภำษณ์ (สำหรับงำนวิจัยเชงิ คณุ ภำพ “Qualitative Research”)

นอกจำกน้ี กำรทบทวนวรรณกรรมและงำนวิจัยท่ีเกี่ยวข้องในบทท่ี 2 ซ่ึงเป็นกำรพิจำรณำเพ่ือ
สรุปแนวคิด ทฤษฎี หลักกำรต่ำงๆ ท้ังจำกตำรำ หนังสือ เอกสำร งำนกำรศึกษำ บทควำมวิชำกำร
รวมทงั้ งำนวิจัยต่ำงๆ เป็นตน้ ขอ้ ดีของกำรอ่ำนและสรปุ แนวคิดและทฤษฎีตำ่ งๆ อยำ่ งรอบดำ้ นท่ัวถึงและ
รอบคอบ ย่อมมีผลให้ 1.สำมำรถนิยำมศัพท์ได้อย่ำงชัดเจน 2. ทรำบถึงชุดตัวแปรต่ำงๆ ท้ังที่เป็นตัวแปร
ต้นหรือตัวแปรอิสระ (Independent Variable) กับตัวแปรตำม (Dependent Variable) 3. มีข้อมูล
ด้ำนทฤษฎีสำหรับวิเครำะห์ตัวแปรท่ีใช้ในกำรพิสูจน์หรือเทียบเคียงกับปรำกฏกำรณ์ และข้อมูลด้ำน
งำนวิจัยต่ำงๆ ไว้เปรียบเทียบกับผลกำรวิจัยของผู้วิจัย ด้วยเหตุนี้กิจกรรมที่ต้องทำในบทที่ 2 จึงถือเป็น
ขุมทรัพย์หรือทรัพยำกรสำคัญของกำรแสวงหำคำตอบ และโดยเฉพำะอย่ำงย่ิงในกำรวิจัยระดับ ข้ัน
ปริญญำเอก กำรทบทวนวรรณกรรมจะมีประโยชน์อย่ำงมำกต่อกำรสร้ำงตัวแบบ (Model) ซ่ึงจะถูก
นำไปพสิ ูจน์เพื่อใชเ้ ปน็ กรอบแนวคิดหรอื ขอ้ สรุปทวั่ ไป และอำจถอื เป็นกำรสรำ้ งทฤษฎขี น้ึ อกี ทำงหนงึ่ ก็ได้

ทั้งนี้โดยส่วนใหญ่หลำยสถำบันกำรศึกษำมักกำหนดกรอบแนวคิดในกำรวิจัย (หัวข้อน้ีพบว่ำ
สถำนศึกษำบำงแห่งเอำไปไว้ในท้ำยบทที่1) ไว้ท้ำยบทที่ 2 ซึ่งเป็นกำรช้ีให้เห็นว่ำหลังกำรทบทวน
วรรณกรรมแล้วน้นั ได้ตวั แปรอะไรมำบ้ำง ซ่งึ ตัวแปรเหล่ำนจ้ี ะมีสว่ นสำคัญสำหรบั กำรตอบประเด็นปัญหำ
ที่แฝงอย่ใู นวตั ถปุ ระสงค์กำรวิจยั กรอบแนวคดิ จึงเปน็ ที่แสดงถึงชุดตวั แปรต่ำงๆ ท้ังท่ีเป็นตวั แปรตน้ หรือ
ตัวแปรอสิ ระกบั ตัวแปรตำมน่นั เอง

สำระสำคัญในบทที่ 3 ได้เน้นถึงวิธีกำรวิจัยและเครื่องมือ โดยวิธีกำรวิจัยจะเป็นกำรบ่งบอกว่ำ
ศึกษำแนวใด ได้แก่ เชิงปริมำณ หรือเชิงคุณภำพ เป็นต้น ซ่ึงแต่ละแนวทำงกำรศึกษำก็จะมีวิธีกำร
แตกต่ำงกันออกไป กล่ำวคือ เชิงปริมำณจะต้องอำศัยกำรนำเอำนิยำมตัวแปรมำสร้ำงเครื่องมือที่ใช้ใน
กำรเก็บรวบรวมข้อมูลทเี่ รียกว่ำ “แบบสอบถำม (Questionnaire) “เพื่อเอำขอ้ มูลท่ีเก็บรวบรวมแล้วมำ
ประมวลผลผ่ำนโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเรจ็ รูป ส่วนกำรวิจัยเชิงคุณภำพมักเน้นกำรเก็บรวบรวมข้อมูล

168

169 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

จำกกำรสัมภำษณ์ โดยอำศัย “แบบสัมภำษณ์ (Interview)” มำเป็นเครื่องมือ รวมทั้งกำรค้นคว้ำจำก
เอกสำรต่ำงๆ

นอกจำกน้กี ลุม่ ประชำกรและกลุ่มตัวอยำ่ งของงำนวิจัยทัง้ สองประเภทข้ำงตน้ จึงย่อมแตกต่ำงกัน
มำก เพรำะโดยท่ัวไปหลักกำรวิจัยเชิงปริมำณมักต้องอำศัยผู้ให้คำตอบจำนวนมำกเพื่อให้ได้ค่ำสถิติท่ีมี
ควำมน่ำเช่ือถือเพียงพอ แตไ่ ม่อำจให้ข้อมูลท่ีลึกซึ้งมำกนัก เพรำะกำรต้องกำรระดับควำมเป็นปรนัยท่ีสูง
แตใ่ นขณะที่เชิงคุณภำพแมอ้ ำจใหข้ ้อมูลเชิงลึกเพรำะมคี วำมเป็นอัตนัยสงู กวำ่ ยอ่ มตอ้ งกำรกลุ่มผใู้ ห้ขอ้ มูล
(Key Information) จำนวนไม่มำกนัก หำกแต่ต้องเป็นบุคคลทเ่ี กีย่ วพัน เขำ้ ใจ หรืออยใู่ นปรำกฏกำรณ์ที่
รบั รู้ควำมต้นื ลึกหนำบำงจำกสงิ่ ทเ่ี กิดข้ึนได้ดี เพรำะฉะน้ันจึงทำใหม้ องเห็นว่ำกำรวิจยั เชิงปรมิ ำณเน้นกำร
อ้ำงอิงข้อมูลเชิงสถิติที่สูงกว่ำเชิงคุณภำพ เช่น ค่ำเฉลี่ย ค่ำร้อยละ ส่วนเบ่ียงเบนมำตรฐำน กำรทดสอบ
หำค่ำควำมสัมพันธ์ เป็นต้น ท้ังนี้มิได้หมำยควำมว่ำกำรวิจัยเชิงคุณภำพไม่ได้เก่ียวข้องกับตัวเลขหรือ
ข้อมูลทำงสถิติเลย หำกแต่เปน็ กำรใชส้ ถิตปิ ระเภทขอ้ มูลขั้นทุติยภมู ิท่ผี ูอ้ ่นื ทำไว้แล้วมำกกว่ำ

ในสว่ นของบทที่ 4 เปน็ กำรวิเครำะหข์ ้อมูล ซึ่งโดยทว่ั ไปหลังกำรจัดเก็บข้อมลู แล้วนน้ั ถำ้ เป็นกำร
วิจัยเชิงปริมำณมักเริ่มต้นด้วยกำรพรรณนำข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เพศ อำยุ อำชีพ สถำนภำพทำง
เศรษฐกิจ ฯลฯ ซึ่งเป็นข้อมูลของผู้ตอบแบบสอบถำม โดยในส่วนน้ีหำกเป็นกำรวิจัยเชิงคุณภำพอำจ
กล่ำวถึงบ้ำงวำ่ ผู้ให้สัมภำษณ์เป็นใครบ้ำง หรือในบำงกรณีก็ไม่มีกำรกล่ำวถงึ เลย แตก่ ลับนำเสนอข้อมูลท่ี
เป็นองค์กรต่ำงๆ หรือประเด็นที่เก่ียวข้องกับงำนวิจัยและมีผลที่จะต้องนำมำใช้ในกำรวิเครำะห์ต่อไป
ท้ังน้ีงำนวิจยั เชิงปริมำณยังมกั นำเสนอข้อมูลอื่นๆ จำกแบบสอบถำมต่ำงๆ ซึ่งถ้ำหำกให้งำนวิจัยลดควำม
สับสนในกำรนำเสนอนั้นควรนำเสนอประเด็นท่ีเหลือตำมสมมติฐำนแต่ละข้อ ซึ่งรำยละเอียดด้ำนตำรำง
น้ัน ในสถำบันกำรศึกษำต่ำงๆ มักกำหนดรูปแบบข้ึนไว้อย่ำงเป็นระบบอยู่แล้ว ซ่ึงผู้วิจัยควรศึกษำผ่ำน
คูม่ อื กำรทำวจิ ยั ของสถำบันทต่ี นเองศึกษำอยำ่ งละเอยี ด

กำรวิเครำะห์ข้อมูลในปัจจุบันสำหรับกำรวิจัยเชิงปริมำณเป็นสิ่งที่สำมำรถกระทำได้อย่ำง
สะดวกสบำยขึ้นด้วยกำรอิงอำศัยโปรแกรมคอมพิวเตอรส์ ำเร็จรูปทำงสถิติ แต่ถ้ำเปน็ กำรวิจัยเชิงคุณภำพ
จำเป็นอย่ำงยิ่งต้องนำเอำข้อมูลทั้งจำกกำรสัมภำษณ์ กำรตรวจดูเอกสำร และงำนวิจัยต่ำงๆ มำ
สังเครำะห์ภำยใต้กำรทำงำนท่ีข้ึนอยู่กับเหตุผล กำรวิเครำะห์ควรต้ังประเด็นถกเถียงกันระหว่ำงผู้ท่ีเห็น
ด้วยและไม่เห็นด้วย หรือข้อมูลท่ีสนับสนุนกับข้อมูลที่ขัดแย้งกัน ท้ังนี้อำจอำศัยกำรสร้ำงตำรำงสรุปเพื่อ
เปรยี บเทียบเข้ำชว่ ย ซงึ่ จะทำให้กำรนำเสนอผลกำรวเิ ครำะหเ์ ข้ำใจงำ่ ยและชัดเจนขนึ้

ในบทสุดท้ำยหรือบทที่ 5 ซึ่งเป็นบทสรุป อภิปรำยผล และข้อเสนอแนะ จะเป็นกำรนำเสนอ
บทสรุปซึ่งเป็นกำรย่นย่อข้อมูลต่ำงๆ ท่ีสำคัญของท้ัง 4 บท ได้แก่ วัตถุประสงค์ วิธีกำรศึกษำ ผลกำร
ทดสอบสมมติฐำน ซึ่งเขียนส้ันๆ แต่อ่ำนได้ใจควำม อีกประเด็นหน่ึงท่ีสำคัญก็คือ กำรอภิปรำย
ผลกำรวิจัย ทั้งนี้หัวข้อนี้มักพบว่ำสถำนศึกษำบำงแห่งเอำไปไว้ในท้ำยบทที่ 4 เน่ืองจำกเช่ือมโยงอย่ำง
ใกล้ชิดกับผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล กำรอภิปรำยผลมีสำระสำคัญที่ผู้วิจัยจำเป็นต้องกล่ำวถึงไว้ก็คือ 1)
ผลกำรวิจัยมีควำมสอดคล้องเป็นไปตำมแนวคดิ และทฤษฎีหรือไม่อย่ำงไร 2) ในขณะเดียวกันผลกำรวิจัย
ได้สอดคล้องหรือไม่อย่ำงไรกับงำนวิจัยอื่นๆ ท่ีเกี่ยวข้อง หรืองำนวิจัยท่ีได้ทบทวนมำแล้วในบทที่ 2
เพรำะฉะน้ันกำรอภิปรำยผลจึงถือเป็นประเด็นหน่ึงที่ส่งผลให้งำนวิจัยนั้นดูมีสีสันในด้ำนวิชำกำรไม่น้อย

169

170 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

เพรำะนอกจำกอำจเป็นกำรทดสอบแนวคดิ และทฤษฎแี ล้ว ถ้ำเป็นงำนวิจัยในระดบั สูงดงั เชน่ วทิ ยำนพิ นธ์
ข้ันปริญญำเอกอำจทำให้เกิดแนวคิดและทฤษฎีใหม่ๆ ก็เป็นได้ ท้ังนี้ในส่วนสุดท้ำยของงำนวิจัยก็คือ
ข้อเสนอแนะ ซ่ึงอำจจำแนกออกเป็น 2 ลักษณะ ได้แก่ 1) ข้อเสนอแนะในกำรทำวิจัยครั้งต่อไป ซึ่งเป็น
กำรแนะนำวำ่ ผู้สนใจในกำรทำวิจัยเรื่องท่ีคลำ้ ยคลึงนหี้ รือใกล้เคียงกับงำนวจิ ัยชิ้นนี้ ควรทำในประเด็นใด
เพิ่มเติมท่ีงำนวิจัยนี้ขำดตกบกพรอ่ ง หรือไม่สำมำรถทำได้อย่ำงครบถ้วน หรืออำจนำเสนอประเด็นอื่น ๆ
ท่ีต่อยอดควำมคิดให้กับงำนวิจัยก็ได้ กับ 2) ข้อเสนอแนะจำกผลกำรวจิ ัย ซึ่งในประเด็นดังกล่ำวเป็นกำร
นำเสนอประเด็นหรือคำตอบจำกงำนวิจัยท่ีเป็นจุดอ่อนในปรำกฏกำรณ์ท่ีศึกษำ เช่น พบว่ำองค์กรมี
ข้อบกพร่องอย่ำงไร ผู้วจิ ยั กส็ ำมำรถเสนอแนะไว้ได้ ซง่ึ จะทำให้ผลกำรศึกษำวิจยั มคี ณุ ค่ำยง่ิ ๆ ขน้ึ ไป

170

171 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

บรรณานกุ รม

กมล สุดประเสริฐ. (2537). การวจิ ัยเชงิ ปฏบิ ตั ิการแบบมีส่วนร่วมของผ้ปู ฏิบัติงาน. กรงุ เทพฯ:
สำนกั งำนโครงกำรพัฒนำทรัพยำกรมนษุ ย์

กำญจนำ มณีแสง. (2543). การประเมินหลักสูตรการศึกษาบัณฑิตของมหาวิทยาลับบูรพา.
ชลบุรี: ภำควชิ ำวิจยั และวัดผลกำรศกึ ขำ คณะศกึ ษำศำสตร์ มหำวิทยำลัยบรู พำ.

กัลยำ วำนิชย์บัญชำ. (2541). การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย SPSS for Windows. กรุงเทพฯ : โรง
พิมพ์แห่งจฬุ ำลงกรณม์ หำวิทยำลัย

จุมพล สวัสดิยำกร. (2520). หลักและวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. สำนักงำนคณะกรรมกำร
วจิ ยั แห่งชำติ.

จุมพล พูลภัทรชีวิน. เทคนิกการวิจัยอนาคตแบบ EDFR : เทคนิควิธีการวิเคราะห์นโยบาย.
(พิมพค์ รง้ั ที่ 3) ทศพร ศิรสิ มั พันธ์ (บรรณำธิกำร). กรงุ เทพฯ : สำนกั พิมพ์จฬุ ำลงกรณม์ หำวทิ ยำลัย.

ชำย โพธิสิตำ. (2554). ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ. (พิมพ์คร้ังที่ 6). กรงุ เทพฯ :
อมรนิ ทร์ พริน้ ตงิ้ ฯ.

ชเนตตี จำตุรนต์รศั มี. (2562). การวิจัยเชิงประวัติศาสตร์ท้องถิ่น เร่ือง ภูมิวัฒนธรรมกับแนว
ทางการอนุรักษ์วิถีชีวิตริมคลองข้าวเม่า จังหวัดพระนครศรอี ยุธยา. วำรสำรวิทยำกำรจัดกำรปริทัศน์.
ปีท่ี 2 ฉบบั ท่ี 20. หนำ้ 27 – 38.

ชู ช ำติ พ่ วงส ม จิ ต ร์ . (2548). ก ารวิจั ย ป ฏิ บั ติ ก า รแ บ บ มี ส่ ว น ร่ว ม . ก รุงเท พ ฯ :
มหำวิทยำลัยสโุ ขทัยธรรมำธิรำช.

งำมตำ วนินทำนนท์. (2553). หลักการเขียนอภิปรายผลการวิจัย ปัญหาท่ีพบ และแนวทาง
การแก้ไขปรับปรุง. ตำรำเล่มท่ี 5 ผลกำรวิจัยและวิธีกำรอภิปรำยผลท่ีนำไปสู่ข้อเสนอแนะท่ีทรงคุณค่ำ.
ศนู ย์วจิ ยั และพัฒนำระบบพฤติกรรมไทย. กรุงเทพฯ : สำนกั งำนคณะกรรมกำรวจิ ยั แห่งชำต.ิ

ดวงเดือน พันธุมนำวิน. (2553) . เทคนิคสาคัญเพ่ือการสรุปและอภิปรายผลในรายงานการ
วิจัย. ตาราเล่มที่ 5ผลการวิจัยและวิธีการอภิปรายผลท่ีนาไปสู่ข้อเสนอแนะที่ทรงคุณค่า. ศูนย์วิจัย
และพัฒนำระบบพฤติกรรมไทย. กรงุ เทพฯ : สำนกั งำนคณะกรรมกำรวจิ ัยแหง่ ชำต.ิ

ดวงนภำ มกรำนรุ ักษ์. (2554). อนาคตภาพการอาชีวศึกษาไทยในทศวรรษหน้า (พ.ศ.2554-
2564). ปรญิ ญำปรัชญำดุษฎบี ัณฑิต สำขำวิชำกำรบรหิ ำรกำรศึกษำ มหำวทิ ยำลยั ขอนแก่น

ดุษฎี โยเหลำ. (2548). เขียนจากประสบการณ์เก่ียวกับวิจัย : 50 ปีสถาบันวิจัยพฤติกรรม
ศาสตร์ “แลหลังมุ่งหวังสู่อนาคต” ประวัติ ผลงาน บทความวิชาการ. กรุงเทพฯ : มหำวิทยำลัย
ศรีนครนิ ทรวโิ รฒ.

ติน ปรัชญพฤทธ์ิ. (2535). รัฐประศสนศาสตร์เปรียบเทียบ: เครื่องมือในการบริหารประเทศ.
(พิมพ์คร้งั ที่ 2). กรุงเทพฯ : จุฬลงกรณม์ หำวิทยำลัย.

171

172 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ธำนินทร์ ศิลป์จำรุ. (2560). การวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS และ AMOS.
(พมิ พ์คร้งั ที่ 17). กรงุ เทพฯ : ห้ำงหุ้นส่วนสำมัญบิสซิเนสอำรแ์ อนดด์ ี.

เทียนฉำย กีระนันท์.(2537). สังคมศาสตร์วจิ ัย. กรงุ เทพฯ : โรงพิมพ์จฬุ ำลงกรณม์ หำวทิ ยำลัย.
ณรงค์ โพธิ์พฤกษำนันท์. (2551). ระเบียบวิธีวิจัย (Research methodology). กรุงเทพฯ :
เอก็ ซเปอร์เน็ท.
ณัฐธิดำ สุขมนัส. (2539). ความเช่ือเรื่องฮวงจุ้ยในวิถีชีวิตของชาวไทยเช้ือสายจีนใน
กรงุ เทพมหานคร. กรุงเทพฯ : จุฬำลงกรณม์ หำวทิ ยำลัย.
นคร เสรีรักษ์ และ ภรณี ดีรำษฎร์วิเศษ. (2561). วิจัยไม่ใช่เร่ืองยาก. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์
ฟำ้ ฮ่ำม.
นภสินธ์ุ เรือนนำค และ สุเทพ สุสำสนี (2559). การศึกษาเชิงประวัติศาสตร์เก่ียวกับ
ความสัมพันธ์ของชุมชนกับศิลปกรรมในเขตพ้ืนที่ชายแดนไทย–กัมพูชา. วำรสำรวิจัยและพัฒนำ วไล
ยอลงกรณ์ในพระบรมรำชูปถัมภ์ สำขำมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์. ปีที่ 2 ฉบับที่ 11. หน้ำ 247 –
257.
นศิ ำ ชูโต. (2540). การวิจยั เชงิ คุณภาพ. กรุงเทพฯ: พ.ี เอ็น. กำรพิมพ์
_______. (2548). การวจิ ัยเชงิ คุณภาพ. (พมิ พ์คร้งั ท่ี 3). กรุงเทพมหำนคร : พร้ินต์โพร
บญุ ชม ศรสี ะอำด. (2554). การวิจัยเบือ้ งตน้ . (พิมพ์ครง้ั ท่ี 9). กรุงเทพฯ : สวุ ีรยิ ำสำสน์
บุญธรรม กิจปรีดำบริสุทธ์ิ. (2547). หลักการเขียนรายงานทางวิชาการ ในรวมบทความทาง
วิธีวิทยาการวิจัย เล่ม 2. สมหวัง พิธิยำนุวัฒน์,บรรณำธิกำร. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์แห่งจุฬำลงกรณ์
มหำวทิ ยำลัย.
บุญมี พันธ์ุไทย. (2554). ระเบียบวิธีวิจัยการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์
มหำวทิ ยำลัยรำมคำแหง.
บุญเล้ียง ทุมทอง. (2555). ระเบียบวธิ ีวิจยั ทางหลกั สูตรและการสอน. นครรำชสีมำ : โรงพิมพ์
แหลมทอง
ปฐม มณีโรจน์. (2523). “ขอบข่ายและสถานภาพของรัฐประศาสนศาสตร์: พิจารณาใน
ทัศนะวิชชีพ” ใน อุทัย เลำหวิเชียร ปรัชญำ เวสำรัชช์ และเฉลิมพล ศรีหงษ์. (บรรณำธิกำร).
รัฐประศำสนศำสตร์ : ขอบข่ำยสถำนภำพ และพัฒนำกำรในประเทศไทย. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ:
แสงรุ้งกำรพิมพ์.
ปรำงทิพย์ ทำเสนำะ เอลเทอร์, พัชรี ใจกำรุณ และศิริพันธ์ุ ศิริพันธุ์. (2563). วิธีวิจัยเชิง
ประวัตศิ าสตร์ทางการพยาบาล. วำรสำรพยำบำลกระทรวงสำธำรณสุข. ปีท่ี 1 ฉบับท่ี 30. หนำ้ 1-13.

ประกำยรัตน์ สุวรรณ และ อมรวิทย์ วิเศษสงวน. (2555). การวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลทาง
สถิตดิ ้วย SPSS เวอร์ชัน 20. กรงุ เทพฯ: ซีเอด็ ยูเคชนั จำกัด.

172

173 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

พนำรัตน์ วิศวเทพนิมิต. (2539). สมรรถนะท่ีพึงประสงค์ ของบัณฑิตพยาบาลศาสตร์ ในปี
พ.ศ. 2544 ถึง 2549. วิทยำนิพนธ์ปริญญำพยำบำลศำสตรมหำบัณฑิต สำขำวิชำกำรพยำบำลศึกษำ
บณั ฑิตวทิ ยำลัย จุฬำลงกรณม์ หำวิทยำลัย

พิชิต พิทักษ์เทพสมบัติ. (2547). การสารวจโดยการสุ่มตัวอย่าง : ทฤษฎีและปฏิบัติ.
กรุงเทพฯ : สถำบันบณั ฑิตพัฒนบริหำรศำสตร์.คณะรัฐประศำสนศำสตร์.

พิทยำ บวรวัฒนำ. (2528). รฐั ประศาสนศาสตร์ ทฤษฎี และแนวทางการศึกษา ค.ศ. 1887 –
1970. กรงุ เทพฯ : เทพนิมติ กำรพมิ พ.์

พิรุณรัตน์ เลำหกุล. (2560). ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดกับการ
ตัดสินใจซื้อรถจักรยาน ของลูกค้าในอาเภอเมืองลาพูน จังหวัดลาพูน. วิทยำนิพนธ์ปริญญำ
บริหำรธรุ กิจมหำบัณฑิต. บณั ฑิตวิทยำลัย มหำวทิ ยำลัยรำชภัฏเชยี งใหม่.

ภคิน สิริรัตนกิจ. (2553). การสารวจพฤติกรรมและพัฒนาการของผู้เรียนจากการเรียนด้วย
การจดเพียงเน้อื หาเพียงอย่างเดียว. รำยงำนวิจัยในช้ันเรียน. มหำวิทยำลัยธรุ กจิ บัณฑติ .

ภัทรำ นิคมำนนท์. (2542). ความรู้พ้ืนฐานเก่ียวกับการวิจัย. (พิมพ์ครั้งท่ี 2). กรุงเทพฯ :
อักษรำพิพฒั น์.

มำริสำ ต่อทีฆะ. (2557). การศึกษาข้ามวัฒนธรรมของความสัมพันธ์ระหว่างการจัด
สภาพแวดล้อม การเรียนร้ตู ามแนวคิดของทฤษฎีคอนสตรัคติวิสต์และทัศนคติต่อการเรียน วิชาสถิติ
ของนักศึกษาไทยและนักศึกษาจีน. วำรสำรศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนำ (สำขำมนุษยศำสตร์และ
สงั คมศำสตร์). ปีที่ 6 ฉบบั ที่ 11. หนำ้ 132 – 148.

วำโร เพ็งสวัสดิ์. (2546). การวิจยั ในช้นั เรยี น. กรงุ เทพฯ: โรงพิมพส์ วุ รี ิยำสำสน์ .
___________. (2557). การวิจัยเชิงทดลองการศกึ ษา. วำรสำรมหำวิทยำลัยรำชภัฏสกลนคร.
ปที ี่ 6 ฉบับที่ 11 มกรำคม - มถิ ุนำยน 2557. หนำ้ 181-190
วิจิตร วิชัยสำร, สมำน งำมสนิท, พรภัทร์ หวัง ดี และ อรทิณี ทวยนำค. (2557). การสารวจ
ความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อการให้บริการสาธารณะของเทศบาลเมืองบึงยี่โถ อาเภอธัญบุรี
จังหวัด ปทมุธานี กับยุทธศาสตร์การพัฒนาด้านส่งเสริมคุณภาพชีวติ (ประจำปีงบประมำณ 2557).
วำรสำรวิชำกำร มหำวิทยำลัยอีสเทรนิ์ เอเชยี ฉบับสังคมศำสตร์และมนุษยศำสตร์. ปีท่ี 5 ฉบับที่ 2. หน้ำ
122 – 130.
วิโรจน์ สำรรัตนะ. (2554). การวิจัยทางการบริหารการศึกษา. (พิมพ์ครั้งท่ี 2). กรุงเทพฯ:
อกั ษรำกำรพมิ พ.์
วีณำ มูลมงคล. (2554). การศกึ ษาพฒั นาการของชุมชนโบราณในวัฒนธรรมเขมรบรเิ วณรอบ
ปราสาทเขาน้อย อาเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว. วิทยำนิพนธ์โบรำณคดี สำขำโบรำณคดีสมัย
ประวัตศิ ำสตร์. มหำวิทยำลยั ศลิ ปำกร

173

174 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

วิษณุพงษ์ โพธิพิรุฬห์ และ อังศุธร ศรีสุทธิสอำด. (2563). ราชการไทยไร้คอร์รัปชัน: การ
สารวจความคิดเห็นของเจ้าหน้าท่ีรัฐต่อการแจ้งเบาะแสการทุจริต . รำยงำนวิจัย. สำนักงำน
คณะกรรมกำรสง่ เสริมวทิ ยำศำสตร์ วจิ ยั และนวัตกรรม (สกสว.) : กรงุ เทพฯ.

วรสทิ ธ์ิ เจรญิ พฒุ . (2555). ระเบียบวธิ วี จิ ัยทำงรฐั ประศำสนศำสตร์. Stamford Journal. Vol.
5 No.1 January 2013-May 2013. Stamford International University. P 107-116.

วัชรินทร์ อินทรพรหม. (2558). ควำมลำคัญของกำรทบทวนวรรณกรรมสำหรับกำรวิจัย.
วารสารวิชาการและวิจัยสังคมศาสตร์. มหำวิทยำลัยรำชกัฏพระนคร, ปีที่ 10 ฉบับ ที่ 30 กันยำยน -
ธันวำคม 2558. หน้ำ 17-30.

วันทิพย์ สินสูงสุด. (2549). การทบทวนวรรณกรรมและกรอบแนวคิดการวิจัย. กรุงเทพฯ :
ชำ้ งศึกษำวิจยั

วัล ล ภ ล ำพ ำย . (2549). เท ค นิ ค วิ จั ย ท างสั งค ม ศ าส ต ร์ . ก รุงเท พ ฯ : ส ำนั ก พิ ม พ์
มหำวทิ ยำลยั เกษตรศำสตร์

ลัดดำวัลย์ เกษมเนตร เละทัศนำ ทองภักดี. (2549). กำรวิจัยเปรียบเทียบสำเหตุ. วารสาร
พฤติกรรมศาสตร์. ปที ่ี 12 ฉบบั ที่ 1 กันยำยน 2549. หนำ้ 1-14

ล้วน สำยยศ และ อังคณำ สำยยศ. (2536). เทคนิคการวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ : ศูนย์
สง่ เสริมวิชำกำร.

รัชนิดำ ไสยรส, สิทธิพรณ์ สุนทร และสมเกียรติ เกียรติเจริญ. (2561). ความพึงพอใจของ
ประชาชนต่อการให้บริการสาธารณะขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมหาสารคาม. วำรสำรวิชำกำร
สถำบนั วทิ ยำกำรจัดกำรแหง่ แปซฟิ ิค. ปีที่ 4 ฉบบั ที่ 1. หน้ำ 154 – 163.

รตั นะ บวั สนธ.์ (2551). การวจิ ยั เชิงคุณภาพทางการศกึ ษา. กรุงเทพฯ : คำสมยั .
ศริ ิชยั กำญจนวำสี. (2551). การเลือกใช้สถติ ิทเี่ หมาะสมสาหรับการวิจยั . กรงุ เทพฯ : โรงพมิ พ์
แห่งจุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลยั

ศิริพร เพ็งจันทร์. (2560). ทุนทางสังคมและความเข้มแข็งของกลุ่มประชาสังคม พ้ืนท่ีสุ

ราษฎร์ธานี. วำรสำรมนุษยศำสตร์และสังคมศำสตร์ มหำวทิ ยำลัยรำชภัฏสรุ ำษฎร์ธำนี. ปีที่ 9 ฉบับที่ 3.

หนำ้ 103 – 138.
สมถวิล วิจิตรวรรณำ สุภมำส องั ศุโชติ รัชนีกูล ภิญโญภำนุวัฒน์. (2556). การวิเคราะหพ์ หุ

ระดบั : โปรแกรม HLM. พมิ พค์ ร้งั ท่ี 2 (ฉบบั ปรับปรงุ ) (บทที่ 1) กรุงเทพฯ : เจริญดมี ่ันคงกำรพมิ พ.์
สุชำติ ประสิทธ์ิรัฐสินธุ์. (2552). การใช้สถิติในงานวิจัยอย่างถูกต้องและได้มาตราฐานสากล.

(พิมพ์ครงั้ ท่ี 5). กรงุ เทพฯ : หำ้ งหุ้นส่วนจำกัดสำมลดำ.
________________. (2555). ระเบียบวิธีการวิจัยทางสังคมศาสตร์. (พิมพ์คร้ังท่ี 15).

กรงุ เทพฯ : หำ้ งหุ้นสว่ นจำกดั สำมลดำ.
สุจิตรำ บุญยรัตพันธุ์. (2555). ระเบียบวิธีวิจัยสาหรับรัฐประศาสนศาสตร์. (พิมพ์ครั้งท่ี 12).

กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์เสมำธรรม.

174

175 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

สุธรรม นันทมงคลสมัย. (2543). เปรียบเทียบควำมแตกต่ำงระหว่ำงกำรวิจัยเชิงปริมำณและ
กำรวิจัยเชิงคุณภำพในงำนวิจัยด้ำนสังคมศำสตร์. วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 30(3), หน้ำ 231-234.

สุภำงค์ จันทวำนิช. (2547). การวิเคราะห์ข้อมูลในการวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ : โรงพิมพ์
แหง่ จฬุ ำลงกรณ์มหำวิทยำลัย

สุบิน ยุระรัช. (2559). ควำมจริงเกี่ยวกับกำรวิจัยทำงสังคมศำสตร์และมนุษยศำสตร์และแนว
ทำงกำรเลือกวิธีวิทยำให้เหมำะสมกับปัญหำวจิ ัย. วารสารเรียนร้ทู างไกลเชงิ นวัตกรรม. ปีที่ 6 ฉบับท่ี 1
มกรำคม – มถิ นุ ำยน 2559. หน้ำ 1-29.

สุมำลี ไชยศุภรำกุล. (2558). ระเบียบวิจัยทางสังคมศาสตร์. กรุงเทพฯ : คณะมนุษยศำสตร์
และสงั คมศำสตร์ มหำวทิ ยำลัยรำชภัฎจนั ทรเกษม.

สำนักงำนคณะกรรมกำรวิจัยแห่งชำติ. (2547). ตาราชุดฝึกอบรมหลักสูตร“นักวิจัย”.
กรุงเทพฯ : ลำนักงำนคณะกรรมกำรวิจยั แห่งชำต.ิ

____________________________ . (2555). จรรยาวิชาชีพวิจัยและแนวทางปฏิบัติ.
(พิมพค์ รั้งที่ 2). กรงุ เทพฯ : ลำนกั งำนคณะกรรมกำรวจิ ัยแห่งชำต.ิ

สำธิต เช้ืออยู่นำน. (2560). หลักกำรเขียนกำรอภิปรำยผลกำรวิจัยเชิงปริมำณ. วารสาร
Veridian E-Journal, Silpakorn University ฉบับภำษำไทย สำขำมนุษยศำสตร์ สังคมศำสตร์ และ
ศิลปะ ปที ี่ 10 ฉบับท่ี 2 เดือนพฤษภำคม – สงิ หำคม 2560. หนำ้ 2456-2462

สมหวัง พิธิยำนุวัฒน์. (2538). การออกแบบการวิจัย ใน การวิจัยทางการศึกษา : หลักและ
วธิ กี ารสาหรับนักวจิ ัย. (พมิ พ์ครั้งท่ี 2). กรงุ เทพฯ : จุฬำลงกรณ์มหำวิทยำลัย.

สร้อยตระกูล (ติวยำนนท์) อรรถมำนะ. (2540). สาธารณบริหารศาสตร์. (พิมพ์คร้ังท่ี 3).
กรงุ เทพฯ : มหำวิทยำลัยธรรมศำสตร์.

อรุณรุ่ง ปภำพสิษฐ. (2555). เอกสารประกอบการเรียน เร่ืองเค้าโครงการวิจัย. สืบค้น 9
สิงหำคม 2563, จำกhttp://www.academy.rbru.ac.th

อังศินันท์ อินทรกำแหง และวรสรณ์ เนตรทิพย์. (2554). รูปแบบความสัมพันธ์เชิงสาเหตุด้าน
สภาพแวดลอ้ มและแรงจงู ใจในงานท่ีมตี ่อพฤติกรรมงานบริการสรา้ งเสริมสุขภาพและป้องกันโรคของ
บคุ ลากรทางการแพทย์. วำรสำรพฤตกิ รรมศำสตร์. ปีที่ 18 ฉบับที่ 1. หนำ้ 33 – 46.

Brannen, J. (2005). Mixed Methods Research : A Discussion Paper. Retrieved
May 2016, from www.eprints.Ncrm.acuk>MethodsReviewPap.

Creswell, J. W. (20 1 5 ). A concise introduction to mixed methods research.
Thousand Oaks, C.A. : Sage Publications.

Creswell, J. W. & Clark, V.P. (2007). Designing and conducting mixed methods
research. Thousand Oaks, CA. : Sage

Hess D.R. (2004). How to write an effective discussion. Respiratory Care. 49(10),
P. 1238- 1241.

175

176 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

Henry, Nicholas. (1980). Public Administration and Public Affairs. Englewood
Cliffs, N.J.: Prentice-Hall, Inc.

Ihantola, E.M. & Kihn, LA. (2011). Threats to Validity and Reliability in Mixed
Methods Accounting Research. Retrieved June 2016, from
www.emeraldinsight.com/journals.htm?issn= 1176-6093& volume=8&issue=1.

Johnson, R.B. (2 0 1 4 ). Mixed Methods Design and Analysis with Validity: A
Primer. Department of Professional Studies, University of South Alabama, USA.

Johnson, R.B. & Christensen, L.B. (2 0 1 4 ) . Educational research methods:
quantitative, qualitative, and mixed approaches (5 ed.). Los Angeles, CA : Sage.

Johnson, R. B. & Onwuegbuzie, A. (2004). Mixed methods research: A research
paradigm whose time has come. In A Bryman (Ed.), Mixed methods (vol. 2). London:
Sage.

Freund and Walpole . (1 9 8 0 ) . Ability in math and interest in statistics.
Mathematical Statistics 3/e, Prentice-Hall.

Kerlinger, Fred N. (1973). Multiple Regression in Behavioral Research. New York
: Holt, Rinehart and Winston.

Kerlinger, Fred N. (1 9 86 ). Foundations of Behavioral Research. Third edition.
New York : Holt Rinehart and Winston.

Glesne, C., & Peshkin, A. (1992). Becoming qualitative researchers: An
introduction. White Plains, NY : Longman.

Leedy, P.D. (1980). Practical Research Planning and Design (2" ed). New Yonk :
Macmillan.

Maykut, P. & Morehouse, R. (1995). Beginning qualitative research: A
philosophic and practical guide. Washington, D. C. : The Falmer Press.

Morse, J.M. (2003). Principles of mixed method and multi-method research
design. In C. Teddlie and A. Tashakkori (Eds.), Handbook of mixed methods in social
and behavioral research. London : Sage.

Nigro, Felix A. (1970). Modern Public Administration. New York : Harper&Row
Publishers.

Puavilai, A. (2000). Philosophical underpinnings of the naturalistic and
positivistic-empiricist paradigm and nursing scholarship. Thai Journal Nursing
Research, 4(2), P. 239-242.

Publications.. (2 0 1 1 ). Designing and conducting mixed methods research
(2"'ed.). London : Sage Publications.

176

177 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

Simon, Herbert A. et. al. (1961). Public Administration. New York : Alfred A.
Knopf.

Streubert, H. L. & Carpenter, D. R. (1995). Qualitative research in Nursing :
Advancing the humanistic imperative. Philadelphia: J. B. Lippincott.

Tashakkori, A. & Teddlie, C. (2 0 0 8 ). Quality inferences in mixed methods
research. In M. Bergman (Ed.),. Advances in mixed methods research: Theories and
applications. London : Sage.

Teddlie, C.& Tashakkori, A (2003). Major issues and controversies in the use of
mixed methods in the social andbehavioral sciences. In A. Tashakkori & C. Teddlie
(Eds.), Handbook of mixed methods in the social andbehavioral research. Thousand
Oaks, C.A. : Sage.

Textor, Robert. B., (1979). A Guide to Ethnographic Futures Research, Mimeo,
October, 1979.

White, Leonard D. (1955). Introduction to the Study of Public Administration.
New York : Macmillan Co.

177

178 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ภาคผนวก ก

แบบฟอร์มสาหรบั : รายงานวิจยั ในรายวิชา “ระเบียบวธิ ีวิจยั ทางรฐั ประศาสนศาสตร์”

ส่วนนา
บทคัดยอ่
Abstract
กติ ตกิ รรมประกำศ
สำรบัญ
สำรบัญตำรำง
สำรบัญภำพ

บทที่ 1 บทนา
1.1 ควำมเปน็ มำ
1.2 คำถำมวิจยั
1.3 วัตถปุ ระสงค์
1.4 ประโยชน์ท่ีคำดว่ำจะไดร้ ับ
1.5 ขอบเขตของกำรวิจัย
1.6 นิยำมศัพท์เฉพำะ

บทที่ 2 การทบทวนวรรณกรรมและงานวิจยั ท่ีเก่ียวขอ้ ง
2.1 แนวคดิ และทฤษฎตี ่ำงๆ
2.2 งำนวิจัยอนื่ ๆ ท่ีเกี่ยวข้อง
2.3 กรอบแนวคดิ ในกำรวิจัย
2.4 สมมติฐำนกำรวจิ ัย
2.5 ควำมสมั พนั ธ์ระหวำ่ งตวั แปรและงำนวจิ ัยที่เกี่ยวข้อง

บทที่ 3 วิธกี ารวจิ ยั และเครอื่ งมือ
3.1 วธิ ีกำรวจิ ยั
3.2 ประชำกร
3.3 กลุม่ ตัวอย่ำง
3.4 สถติ ิ
3.5 เครอื่ งมือทีใ่ ชใ้ นกำรวิจยั
3.6 กำรทดสอบเครื่องมอื
3.7 กำรเกบ็ รวบรวมข้อมลู
3.8 กำรวเิ ครำะหข์ ้อมูล

178

179 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

บทท่ี 4 ผลการศึกษา
4.1 กำรวิเครำะห์ขอ้ มลู พื้นฐำนของกลุ่มตัวอยำ่ ง
4.3 ข้อมลู ขององค์กร ขอ้ เสนอแนะอน่ื ๆ และ/หรอื ขอ้ มลู อนื่ ๆ ที่เกี่ยวขอ้ งกบั

บทท่ี 5 บทสรุป อภิปรายผล และขอ้ เสนอแนะ
5.1 บทสรุปและอภิปรำยผลกำรวจิ ยั
5.3 ข้อเสนอแนะ
5.4 ข้อเสนอแนะตอ่ กำรศกึ ษำวิจัยต่อไป

บรรณานุกรม
ภาคผนวก
ประวตั ิผู้เขียน
บทความวจิ ยั ของผู้เขียน

179

180 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ภาคผนวก ข
ตัวอย่างบทความวจิ ัยไทยและตา่ งประเทศ

http://e-journal.sru.ac.th/index.php/jhsc/article/view/750

http://www.ccsenet.org/journal/index.php/ach/article/view/0/39031

180

181 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

181

182 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

ประวตั ิผู้เขยี น

กำรศกึ ษำ ดร.ศิรพิ ร เพง็ จันทร์
2019 : Ph.D. (Administrative Management), Email : [email protected]
College Public Administration,
Huazhong University of Science and Technology, China Tel : 095-83836048
(นกั เรียนทนุ รฐั บำลจีน China Scholarship Council (Full Scholarship)

2013 : ปรญิ ญาโท รัฐประศำสนศำสตรมหำบณั ฑติ
สำขำนโยบำยสำธำรณะและกำรวำงแผนเชิงกลยุทธ์
คณะรฐั ประศำสนศำสตร์ สถำบนั บณั ฑติ พัฒนบรหิ ำรศำสตร์(นิด้ำ) กรุงเทพฯ
(ทนุ สถำบณั ฑิตพัฒนบรหิ ำรศำสตร์ นักเรยี นทนุ ยกเว้นค่ำเลำ่ เรยี น)

2006 : ปรญิ ญาตรี ศิลปศำสตรบณั ฑติ สำขำรัฐศำสตร์ (กำร ปกครอง)
วิชำโทเศรษฐศำสตร์พฒั นำกำร
คณะมนษุ ยศำสตรแ์ ละสงั คมศำสตร์ มหำวทิ ยำลยั สงขลำนครินทร์
วทิ ยำเขตปัตตำนี (เกยี รตินิยมอันดบั สอง)

ผลงานวจิ ยั
➢ 2019 – ปัจจุบัน : ทุนทำงสังคมกับกำรจัดกำรท่องเที่ยวบนฐำนชุมชนเชิงสร้ำงสรรค์ กรณีศึกษำพื้นที่เศรษฐกิจ วัฒนธรรม เเละ

ธรรมชำติ อำเภอเวียงสระ จังหวดั สรุ ำษฎรธ์ ำน.ี ทนุ สนบั สนุน มหำวิทยำลัยสงขลำนครินทร์ วทิ ยำเขตสรุ ำษฎรธ์ ำนี
➢ 2019 - ปัจจบุ ัน : งำนวิจยั โครงกำรศกึ ษำพฤติกรรมของคนงำนไทยและพมำ่ ในโรงงำนนำ้ ยำงขน้ และคนงำนกรดี ยำงในสวนยำงพำรำ

ใน จงั หวดั สรุ ำษฎร์ธำนี ปี 1 - 2. ทุนสนบั สนุน สมำคมวำงแผนครอบครวั แหง่ ประเทศไทย
➢ 2019 : งำนวจิ ยั ตดิ ตำมประเมินผลเมอื งสมนุ ไพรสรุ ำษฎรธ์ ำนีปี (ทนุ สนับสนุน สำนักงำนสำธำรณสขุ จงั หวดั สุรำษฎร์ธำนี)
➢ 2016 -2019. งำนวิจัย Adaptation of youths from Three Southern Border Provinces of Thailand Who Continue to

Move to Areas that Have a Different Identity. แหลง่ ทุนทุนสนบั สนนุ วจิ ัย China Scholarship Council (CSC)
➢ 2015 : กำรศึกษำกำรมสี ่วนร่วมของภำคีเครือขำ่ ยในกำรดำเนินงำนพัฒนำสขุ ภำพชมุ ชนในเขตพ้ืนที่ รบั ผิดชอบของสำนักงำนกองทุน

หลักประกนั สุขภำพแห่งชำติ เขต 11 สุรำษฎร์ธำนี แหลง่ ทุน : สำนกั งำนกองทนุ หลักประกนั สขุ ภำพแหง่ ชำติ เขต 11 สรุ ำษฎรธ์ ำนี
➢ 2015 : กำรวิจัยในขั้นเรียน เร่ือง“กำรเรียนแบบมีกำรมีส่วนร่วม โดยกำรเรียนรู้ในรูปแบบโครงงำน (Project Design) ของนักศึกษำ

ระดับปีท่ี 2 ภำคเรียนท่ี 1/2558 ในรำยวิชำ องค์กำรและกำรจัดกำรสมัยใหม่ (Organization and Modern Management)” แหล่งทุน
มหำวิทยำลัยสงขลำนครินทร์

➢ 2014 : กำรวิจัยเชิงปฏิบัติกำรแบบมีส่วนร่วมหำรูปแบบระบบกำรบรหิ ำรเพ่ือเพิ่มประสิทธิภำพ ประสิทธิผลกำรพัฒนำกำรท่องเที่ยว
เกำะสมยุ และพื้นทีป่ รมิ ณฑล แหล่งทุน : งบยทุ ธศำสตรจ์ ังหวัดกลุ่มจงั หวดั ภำคใตฝ้ ั่งอ่ำวไทย

➢ 2013 : งำนวิจัย ทัศนคติของประชำชนในพื้นท่ี 3 จังหวัดชำยแดนภำคใต้ต่อกำรใช้อำวุธปืน กรณีศึกษำ ตำบลสุไหงปำดี อำเภอ
สุไหงปำดี จังหวัดนรำธิวำส แหลง่ ทุนทุนสนับสนนุ วิจัย สถำบันบัณฑติ พัฒนบรหิ ำรศำสตร์

ความสามารถและความเชีย่ วชาญ
▪ กำรจัดกำรกลยุทธ์ในภำครฐั (Strategic Management for Public Sectors)
▪ กำรจดั กำรและประเมนิ ผลโครงกำร (Project Management and Project Evaluation),
▪ ควำมขัดแย้ง ควำมรนุ แรง และสนั ติวิธี (Conflict, Violence By Peace)
▪ สิทธิมนุษยชนศกึ ษำ (Human Rights), นวัตกรรมกำรจัดกำร (Innovation Management),
▪ ระเบียบวจิ ยั ทำงรฐั ประศำสตร์ (Research Method of Public Administration

182

183 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์

183

การวจิ ยั เปรยี บเสมอื นการเดนิ ทาง : Research as Journeys

เมอื่ เรากาหนดการเดนิ ทางเกดิ ขน้ึ แลว้
ส่งิ จาเปน็ ตอ้ งในการเดินทาง คอื

“แผนที่การเดนิ ทาง”

การรเู้ สน้ ทางทจ่ี ะเดนิ ทางอยา่ งแนช่ ดั วา่ จะผา่ นจดุ ใด เมอื่ ไร และอยา่ งไร
จงึ จะทาใหผ้ เู้ ดนิ ทางพบปลายทางอยา่ งรวดเรว็ และถกู ตอ้ งแมน่ ยา
ซง่ึ สอดคลอ้ งไปในทิศทางเดยี วกบั การวจิ ยั


Click to View FlipBook Version