100 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
กำรวำงกรอบแนวคิดในกำรวิจัยที่ดีจะต้องมีควำมชัดเจน บ่งบอกถึงทิศทำงของควำมสัมพันธ์ ของชุดตัว
แปรต่ำงๆ ท่ีต้องกำรศึกษำ ซ่ึงหลักสำคัญของกำรเขียนกรอบแนวคิดกำรวิจัย กล่ำวคือ กำรแสดงถึงตัว
แปรต้นหรือตัวแปรอิสระไว้ด้ำนซ้ำยมือ พร้อมทั้งใส่กรอบสี่เหลี่ยมไว้เพื่อให้สำมำรถแยกแยะตัวแปรท่ี
ต้องกำรศึกษำ และกำรแสดงถึงชุดตัวแปรตำมไว้ด้ำนขวำมือ พร้อมท้ังใส่กรอบส่ีเหล่ียมไว้ เพื่อให้
สำมำรถแยกแยะตัวแปรที่ต้องกำรศึกษำได้ ทั้งน้ีจะมีกำรเขียนลูกศรชี้จำกตัวแปรต้นแต่ละตัวมำยังตัว
แปรตำมให้ครบทุกคู่ที่ต้องกำรศึกษำ อย่ำงไรก็ตำมกรอบแนวคิดกำรวิจัยขั้นสูงมักพบว่ำในบำงคร้ังจะมี
ชุดตัวแปรหลำยกรอบท่ีแสดงถึงควำมเช่ือมโยงต่อกันและกัน จึงเรียกได้อีกอย่ำงว่ำเป็น “ตัวแบบ”
(Model) นอกจำกนี้ชดุ ของกรอบกำรวิจยั เหลำ่ นส้ี ำมำรถแปลงไปสู่กำรเขียนสมมตฐิ ำนกำรวจิ ยั ไดต้ ่อไป
ตวั อย่าง งานวจิ ัย
เร่ือง “วัฒนธรรมทางการเมอื งในทอ้ งถ่ินของประชาชนในชุมชนชนบทจังหวัดสุราษฎรธ์ านี”
ตัวแปรกำรวิจัย ได้แก่ ตัวแปรอิสระ: ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อำยุ และอำชีพ และตัวแปร
ตำม: วฒั นธรรมทำงกำรเมอื งในทอ้ งถ่นิ
สำมำรถสรปุ ควำมสัมพนั ธต์ ำมกรอบแนวคดิ ดังรูปท่ี 18
ตัวแปรอิสระ ตัวแปรตาม
ปจั จัยสว่ นบคุ คล ไดแ้ ก่ วฒั นธรรมทำงกำรเมืองในท้องถิน่
เพศ กำรเมืองแบบสมำคม
อำยุ
อำชีพ กำรเมืองแบบแข่งขนั รุนแรง
กำรเมืองแบบผกู ขำดอำนำจ
ภาพท่ี 18 : ความสัมพนั ธข์ องตวั แปรตามกรอบแนวคิด
สมมติฐานการวจิ ยั
ข้อที่ 1 ประชำชนในชุมชนชนบทท่ีมเี พศแตกต่ำงกันมวี ัฒนธรรมทำงกำรเมืองแตกต่ำงกนั
ข้อที่ 2 ประชำชนในชุมชนชนบทที่มีเพศอำยแุ ตกต่ำงกนั มวี ฒั นธรรมทำงกำรเมืองแตกต่ำงกนั
ขอ้ ที่ 3 ประชำชนในชุมชนชนบททม่ี อี ำชีพแตกต่ำงกันมีวฒั นธรรมทำงกำรเมืองแตกตำ่ งกนั
กำรศึกษำค้นคว้ำเอกสำรที่เก่ียวข้องกับกำรวิจัย จะช่วยให้ได้แนวทำงในกำรวิจัยช่วยให้ทำกำร
วิจัยได้สำเร็จอย่ำงมีคุณภำพ นอกเหนือจำกกำรช่วยให้ได้ปัญหำในกำรวิจัยสำหรับผู้วิจัยบำงคน ซ่ึง
เอกสำรท่ีเก่ียวข้องกับกำรวิจัย หมำยถึง ตำรำ หนังสือ เอกสำรอ้ำงอิง รำยงำนกำรวิจัย บทคัดย่อกำร
วิจัย วำรสำร นติ ยสำรทมี่ ีเน้ือหำสำระเกี่ยวข้อง หรอื สอดคล้องกบั เร่อื งทวี่ ิจยั ท่ีสำมำรถอ้ำงอิงได้
100
101 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
สมมตุ ิฐานในการวจิ ัย (Hypothesis)
กำรคำดคะเนผลที่จะได้จำกกำรพิสูจน์ โดยกำรแสดงควำมสัมพันธ์ของตัวแปรท่ีทดสอบหรือ
พิสูจน์ได้ ซ่ึงต้องสอดคล้องกับวัตถุประสงค์ในกำรวิจัย ในส่วนของกำรวิจัยเชิงคุณภำพจะไม่เขียน
สมมตฐิ ำนกำรวจิ ัย
สมมติฐำนกำรวจิ ยั เป็นกำรคำดคะเนคำตอบท่จี ะได้จำกกำรวิจัยไวก้ ่อนล่วงหน้ำ ควรมลี ักษณะดงั นี้
1. สอดคล้องกับวตั ถุประสงค์ของกำรวจิ ยั
2. เกี่ยวขอ้ งกบั ปัญหำและมคี วำมเปน็ ไปได้
3. เป็นข้อควำมบอกเล่ำหรือคำถำมก็ได้ ที่แสดงควำมเป็นเหตุเป็นผลกันระหว่ำงตัว
แปรทีศ่ ึกษำ
4. ไดม้ ำจำกกำรบททวน ประมวลเอกสำรที่เก่ียวขอ้ งไม่ใช่กำรต้งั ขึน้ ลอยๆ
5. ใช้ภำษำง่ำย ๆ ไม่กำกวม หลกี เล่ียงคำทแ่ี สดงถึงคุณภำพ (เช่น ดมี ำก นอ้ ย พอ ไมพ่ อ)
6. สำมำรถทดสอบได้ด้วยวิธีกำรทำงสถิติ
กำรวิจัยบำงชนิดหรือบำงเร่ือง ที่ไม่สำมำรถคำดคะเนคำตอบได้ หรือเป็นกำรวิจัยท่ีต้องกำร
แสวงหำควำมรู้ ข้อเท็จจริง เช่น กำรวิจัยเชิงประวิติศำสตร์ กำรวิจัยแบบวิเครำะห์เอกสำร ซึ่งไม่
จำเป็นตอ้ งมกี ำรสมมตฐิ ำน
สมมติฐาน ( Hypothesis ) ทำงกระบวนกำรวิจัยมี 2 ชนิด คือ สมมติฐำนทำงกำรวิจัย
(Research hypothesis ) กับ สมมติฐำนทำงสถิติ (Statistical hypothesis) กำรวิจัยบำงเร่ืองอำจไม่มี
สมมติฐำนกำรวิจัย ท่ีมีสมมติฐำนมักเป็นกำรหำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปร เช่น ศึกษำควำมสัมพันธ์
ระหว่ำงควำมถนัดทำงกำรเรียนกับผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียน เป็นต้น หรือเป็นกำรวิจัยที่อยู่ในลักษณะท่ี
เปน็ กำรเปรยี บเทียบควำมมวี นิ ยั ในตนเองระหวำ่ งนกั เรียนทไ่ี ด้รับกำรอบรมเล้ียงดดู ว้ ยวธิ ีต่ำงกนั
กระบวนกำรทดสอบสมมติฐำน จะช่วยผู้วิจัยในกำรตัดสินใจสรุปผลว่ำมีควำมสัมพันธ์กัน
ระหว่ำงตัวแปรจริงหรือไม่ หรือช่วยในกำรตัดสินใจเพ่ือสรุปผลว่ำส่ิงท่ีนำมำเปรียบเทียบกันน้ันแตกต่ำง
กันจริงหรือไม่ สำหรับหัวข้อสำคัญท่ีจะกล่ำวถึง คือ ควำมหมำยของสมมติฐำน ประเภทของสมมติฐำน
ข้ันตอนกำรทดสอบสมมติฐำน ชนิดของควำมคลำดเคล่ือน ระดับนัยสำคัญ และกำรทดสอบสมมติฐำน
แบบมีทิศทำงและแบบไม่มที ิศทำง
101
102 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ความหมายของ สมมตฐิ าน ( Hypothesis )
สมมติฐำน ( Hypothesis ) คือ คำตอบที่ผู้วิจัยคำดคะเนไว้ล่วงหน้ำอย่ำงมีเหตุผล หรือ
สมมติฐำนคือข้อควำมท่ีอยู่ในรปู ของกำรคำดคะเนควำมสมั พันธ์ระหว่ำงตวั แปร 2 ตวั หรือมำกกวำ่ 2 ตัว
เพอ่ื ใชต้ อบปัญหำทตี่ อ้ งกำรศึกษำ สมมุตฐิ ำนทีด่ มี หี ลกั เกณฑ์ที่สำคญั 2 ประกำร คือ
1. เปน็ ขอ้ ควำมท่กี ล่ำวถงึ ควำมสัมพนั ธร์ ะหว่ำงตัวแปร
2. เปน็ สมมตฐิ ำนทส่ี ำมำรถทดสอบได้โดยวธิ กี ำรทำงสถิติ
ประเภทของสมมติฐาน โดยสมมติฐานมี 2 ประเภท คือ
1) สมมติฐานทางการวิจัย( Research Hypothesis) เป็นคำตอบที่ผู้วิจัยคำดคะเนไว้ล่วงหน้ำ
และเปน็ ขอ้ ควำมที่แสดงควำมเกย่ี วขอ้ งระหว่ำงตัวแปร ตวั อยำ่ งเช่น
ตัวอยา่ งที่ 1 นกั เรียนในกรุงเทพฯจะมที ัศนคตทิ ำงวิทยำศำสตร์ดีกวำ่ นักเรียนในชนบท
ตัวอยา่ งท่ี 2 นกั เรียนที่ไดร้ ับกำรอบรมเล้ยี งดูด้วยวธิ กี ำรต่ำงกัน จะมีวินัยในตนเองตำ่ งกนั
ตัวอยา่ งท่ี 3 ควำมถนัดทำงกำรเรยี นมีควำมสมั พนั ธท์ ำงบวกกับผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรียน
ตัวอย่างท่ี 4 ควำมสนใจในกำรชมภำพยนตรก์ ับระดับกำรศึกษำของผ้ชู มมีควำมสัมพนั ธ์กนั
สมมติฐำนดังกล่ำวเป็นเพียงกำรคำดคะเน ยังไม่เป็นควำมรู้ที่เช่ือถือได้ จนกว่ำจะได้รับกำร
ทดสอบโดยใชว้ ิธีกำรทำงสถติ ิ
ตัวอย่างที่ 1 มีตัวแปรท่ีเกี่ยวข้อง 2 ตัว คือ 1) ภูมิลำเนำของนักเรียน และ 2) ทัศนะคติทำง
วทิ ยำศำสตร์
ตัวอยา่ งที่ 2 มีตัวแปรท่เี กย่ี วข้อง 2 ตัว คือ 1) วธิ กี ำรอบรมเลีย้ งดูและ 2) วินัยในตนเอง
ตัวอย่างที่ 3 มีตัวแปรท่ีเกี่ยวข้อง 2 ตัว คือ 1) ควำมถนัดทำงกำรเรียน และ 2) ผลสัมฤทธิ์
ทำงกำรเรยี น
ตัวอย่างที่ 4 มีตัวแปรท่ีเก่ียวข้อง 2 ตัวคือ 1)ควำมสนใจในกำรชมภำพยนตร์ 2) ระดับ
กำรศึกษำของผู้ชม
สมมติฐานทางการวจิ ยั มี 2 ชนิด คอื
1.1 สมมติฐำนทำงกำรวิจัยมีแบบมีทิศทำง (Directional Hypothesis ) เป็นสมมติฐำนท่ีเขียน
ระบุอย่ำงชัดเจนถึงทิศทำงของควำมแตกต่ำงถึงทิศทำงของควำมแตกต่ำงระหว่ำงกลุ่ม โดยมีคำว่ำ
102
103 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
“ดีกว่ำ” หรือ “สูงกว่ำ” หรือ “ต่ำกว่ำ” หรือ “น้อยกว่ำ” ในสมมติฐำนนั้น ๆ ดังตัวอย่ำงที่ 1 ข้ำงต้น
หรือระบุทิศทำงของควำมสัมพนั ธ์ โดยมีคำว่ำ “ทำงบวก” หรือ “ทำงลบ” ในสมมติฐำนนนั้ ๆ
เชน่
(1) ผูบ้ รหิ ำรเพศชำยมปี ระสทิ ธภิ ำพในกำรบริหำรงำนมากกวา่ ผบู้ ริหำรเพศหญงิ
(2) ผูบ้ ริหำรชำยมีกำรใชอ้ ำนำจในตำแหน่งมากกวา่ ผู้บริหำรหญิง
(3) ครูอำจำรยเ์ พศชำยมีควำมวติ กกังวลในกำรทำงำนนอ้ ยกวา่ ครูอำจำรยเ์ พศหญงิ
(4) เจตคติต่อวิชำวิจัยทำงกำรศึกษำมีความสัมพันธ์ทางบวกกับผลสัมฤทธิ์ทำงกำรเรียนวิชำ
วจิ ัยทำงกำรศึกษำ
1.2 สมมติฐำนทำงกำรวิจัยไม่มีแบบไม่มีทิศทำง (Non directional hypothesis ) เป็น
สมมติฐำนท่ไี ม่กำหนดทศิ ทำงของควำมแตกต่ำงดงั ตัวอย่ำงที่ 2 หรือไมก่ ำหนดทิศทำงของควำมสมั พันธ์
ดงั ตวั อยา่ ง
(1) นกั เรียนทม่ี ีเพศต่ำงกนั มีเจตคตติ อ่ วิชำคณติ ศำสตร์แตกต่างกัน
(2) ผู้บริหำรท่มี เี พศตำ่ งกันมีปญั หำในกำรบรหิ ำรงำนวชิ ำกำรแตกตา่ งกนั
(3) ภำวะผู้ของผบู้ รหิ ำรมีความสัมพันธ์กบั บรรยำกำศองค์กำร
2) สมมติฐานทางสถิติ ( Statistical Hypothesis) เป็นสมมติฐำนที่ต้ังขึ้นเพ่ือใช้ทดสอบว่ำ
สมมตฐิ ำนทำงกำรวิจัยท่ีผู้วิจัยตัง้ ไวเ้ ป็นจรงิ หรือไม่ เป็นสมมติฐำนท่ีเขียนอยใู่ นรปู แบบของโครงสรำ้ งทำง
คณิตศำสตร์ เพื่อให้อยู่ในรูปที่สำมำรถทดสอบได้ด้วยวิธีกำรทำงสถิติ สัญลักษณ์ท่ีใช้เขียนในสมมติฐำน
ทำงสถติ ิจะเปน็ พำรำมเิ ตอรเ์ สมอ ที่พบบ่อยๆ ไดแ้ ก่
(อำ่ นวำ่ มิว) แทนตวั กลำงเลขคณติ หรือคำ่ เฉล่ียของกลมุ่ ประชำกร
( อำ่ นว่ำ ซกิ มำ ) แทนควำมเบ่ยี งเบนมำตรฐำนของกลุม่ ประชำกร
( อ่ำนว่ำ โร ) แทนสหสมั พนั ธร์ ะหวำ่ งตัวแปร
สมมติฐานทางสถิติ มี 2 ชนดิ คอื
2.1 สมมติฐำนที่เป็นกลำงหรือสมมติฐำนท่ีไร้นัยสำคัญ ( Null hypothesis) สัญลักษณ์ท่ีใช้
คือ H 0
103
104 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
2.2 สมมตฐิ ำนอ่ืน ( Alternative Hypothesis) สัญลักษณท์ ีใ่ ช้ คอื H1
ในกำรวิจัยหลังจำกท่ีต้ังควำมมุ่งหมำยของกำรวิจัยแล้ว ผู้วิจัยมักจะตั้งสมมติฐำนทำงกำรวิจัย
เพ่ือคำดคะเนคำตอบไว้ล่วงหน้ำ แล้วจึงเก็บรวบรวม ข้อมูลเพื่อทำกำรทดสอบสมมติฐำนทำงกำรวิจัย
ที่ตั้งไว้ โดยจะต้องแปลงสมมติฐำนทำงกำรวิจัยให้เป็นสมมติฐำนทำงสถิติก่อน จึงจะทดสอบได้ด้วย
วิธีกำรทำงสถิติเวลำต้ังสมมติฐำนทำงสถิติจะต้องตั้งทั้ง Null hypothesis และ Alternative
hypothesis
สมมติฐำนไร้นัยสำคัญแทนด้วย H 0 เป็นสมมติฐำนที่แสดงให้เห็นวำ่ ไม่มคี วำมแตกต่ำงระหว่ำง
กลมุ่ หรือไม่มคี วำมสัมพนั ธ์ระหว่ำงตัวแปร เชน่
H0 : =
12
หมำยควำม ว่ำค่ำเฉล่ยี ของกลุม่ ประชำกรกลุ่มท่ี 1 และกลุ่มท่ี 2 เท่ำกันหรอื ไม่มีควำมแตกตำ่ งกนั
H0 : = 0
หมำยควำม วำ่ ไมม่ คี วำมสัมพันธ์ระหว่ำงตวั แปร X กบั ตวั แปร Y
สมมติฐำนอ่ืน แทนด้วย H1 เป็นสมมติฐำนท่ีแสดงให้เห็นว่ำมีควำมแตกต่ำงระหว่ำงกลุ่ม
หรอื มีควำมสมั พันธร์ ะหวำ่ งตวั แปร เช่น
H0 :
1 2
หมำยควำม ว่ำคำ่ เฉล่ียของกลุ่มประชำกร กลุ่มท่ี 1 และกล่มุ ท่ี 2 ไม่เท่ำกันหรอื มีควำมแตกต่ำงกัน
H1 : 0
หมำยควำม ว่ำมีควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัวแปร ในกรณีที่เป็นงำนวิจัยในลักษณะเปรียบเทียบ
H1 จะมีได้ 3 ลกั ษณะ ดังนี้
H1 :
1 2
H1 :
12
H1 : <
12
104
105 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
(1) ในกรณที ีเ่ ปน็ งำนวจิ ยั ท่ศี ึกษำควำมสัมพนั ธร์ ะหวำ่ งตัวแปร H1 มไี ด้ 3 ลกั ษณะดงั น้ี
H1 : 0
H1 : 0
H1 : 0
ในกำรทดสอบสมมติฐำนแต่ละคร้ังจะใช้ H1 เพียงลักษณะเดียว โดยต้ังให้สอดคล้องกับ
สมมติฐำนทำงกำรวจิ ัย
ข้อสังเกต ในกำรทดสอบสมมติฐำนทำงสถิติแต่ละครั้ง H 0 และ H1 จะแตกต่ำงกันออกไป
ขึ้นอยู่กบั สถติ ทิ ่ีใช้
ตวั อย่างที่ 1
วัตถุประสงค์การวจิ ยั : “เพ่อื เปรียบเทียบควำมเปน็ ผู้นำระหวำ่ งนักเรียนหญิงและนักเรียนชำย”
สมมติฐานทางการวิจยั : “นกั เรียนหญงิ และนักเรียนชำยมลี ักษณะควำมเป็นผ้นู ำแตกตำ่ งกัน”
สมมตฐิ านทางสถิติ
ตั้งทงั้ H 0 และ H1 ดังน้ี
H0 : =
12
H1 :
1 2
ตัวอย่างที่ 2
วัตถุประสงค์การวิจัย : “เพื่อศึกษำควำมสัมพันธ์ระหว่ำงเจตคติต่อวิชำคณิตศำสตร์กับ
ผลสัมฤทธ์ิทำงกำรเรยี นรำยวชิ ำคณิตศำสตร์ ”
สมมติฐานทางการวิจัย : “เจตคติต่อวิชำคณิตศำสตร์มีควำมสัมพันธ์กับผลสัมฤทธิ์ทำงกำร
เรียนวชิ ำคณิตศำสตร์ ”
105
106 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
สมมตฐิ านทางสถิติ
ตัง้ H 0 และ H1 ดังนี้
H0 : = 0
H1 : 0
ข้อสังเกต
ในตัวอย่ำงท่ี 1 เป็นกำรเปรียบเทียบควำมแตกต่ำงระหว่ำงกลุ่ม 2 กลุ่มโดยนำข้อมูลท่ีนำมำ
ทดสอบเป็นข้อมูลในมำตรำอันตรภำค ( เป็นคะแนนที่ได้จำกแบบทดสอบลักษณะควำมเป็นผู้นำ )
สมมติฐำนทำงสถิติจึงตั้งอยใู่ นรูปของกำรเปรียบเทียบระหว่ำงค่ำเฉลี่ยของกลุ่ม 2 กลุ่ม ส่วนในตัวอย่ำงที่
2 เปน็ กำรศึกษำหำควำมสมั พันธร์ ะหว่ำงตวั แปร 2 ตัวแปรซึง่ ได้มำจำกแบบวัดเจตคติต่อวิชำคณติ ศำสตร์
กบั ผลสมั ฤทธ์ทิ ำงกำรเรียนวชิ ำคณิตศำสตร์
ตารางที่ 6 ตัวอย่างการตั้งสมมติฐานทางการวจิ ยั และสมมติฐานทางสถติ ิไปในรปู แบบตา่ งๆ
สมมติฐานทางการวจิ ัย สมมติฐานทางสถิติ
1. ควำมถนัดทำงคณติ ศำสตร์มคี วำมสมั พนั ธก์ ับผลสัมฤทธ์ิ H0 : = 0
ทำงกำรเรยี น วชิ ำคณติ ศำสตร์ H1 : 0
2. นกั เรียนทไี่ ด้รับกำรอบรมเลี้ยงดดู ว้ ยวิธตี ำ่ งกันจะมีวนิ ยั ใน H0 : =
ตนเองแตกต่ำงกัน 12
H1 :
1 2
3. กำรพิจำรณำควำมดคี วำมชอบของขำ้ รำชกำรโดยคำนงึ ถึง H 0 : = 0
ควำมสำมำรถมคี วำมสมั พนั ธ์กทั ำงกับขวญั ในกำรทำงำนของ H1 : 0
ขำ้ รำชกำร
4. วธิ กี ำรสอนแบบใช้คมู่ ือครใู หผ้ ลน้อยกว่ำวธิ ีกำรสอนแบบ H0 : =
บทเรียนสำเรจ็ รูป 12
H1 :
12
5. ผูบ้ รหิ ำรโรงเรยี นทีม่ ีประสบกำรณใ์ นกำรบริหำรงำนต่ำงกนั H0 : = =
จะมปี ญั หำกำรปฏิบตั งิ ำนบริหำรบุคลำกรแตกตำ่ งกนั ( 123
ประสบกำรณ์ แบ่งเป็น 3 กลุ่มคอื 0-5ปี ขึน้ ไป 5 ปีขึน้ ไป -
10 ปี มำกว่ำ 10 ปี ) H1 : มี อย่ำงน้อยหน่ึงคู่ไม่
เท่ำกัน
( หรอื H1 : เม่ือ ij
i j
106
107 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
รปู แบบขั้นตอนการทดสอบสมมติฐาน : การทดสอบสมมติฐานมขี นั้ ตอนดังน้ี
รูปแบบกำรเขียนสมมตฐิ ำนทำงสถิติอำจเขียนได้แตกต่ำงจำกนข้ี น้ึ อยูก่ ับสมมตฐิ ำนทำงกำรวิจัย
ข้ันที่ 1 ตงั้ สมมตฐิ ำนทำงสถิติ
ข้ันที่ 2 กำหนดระดับนัยสำคัญทำงสถิติ( กำหนด a)
ข้นั ที่ 3 คำนวณค่ำสถิตทิ ่ใี ชท้ ดสอบสมมตฐิ ำน
ขั้นท่ี 4 นำคำ่ สถติ ิทไ่ี ด้ไปเปรยี บเทยี บกบั คำ่ วิกฤต ( คำ่ ทไ่ี ดจ้ ำกตำรำง )
ขน้ั ท่ี 5 กำรตัดสนิ ใจ มี 2 กรณี
1) ปฏเิ สธ( Reject ) H 0 ยอมรบั ( Accept ) H1
ถ้ำค่ำท่ีคำนวณไดต้ กอยู่ในพื้นทีว่ กิ ฤตจะปฏเิ สธ
2) ยอมรับ H 0 ถำ้ คำ่ สถิติท่ีคำนวณได้อย่ใู นเขตยอมรับ
ความคลาดเคล่ือนในการทดสอบสมมติฐาน
เม่ือมีกำรทดสอบสมมติฐำนทำงสถิติ จะต้องมีกำรตัดสินใจว่ำ จะยอมรับหรือปฏิเสธสมมติฐำน
ไรน้ ัยสำคญั ทำงสถิติ ( H 0 ) ทีต่ ั้งเอำไว้ ไม่ว่ำเรำจะยอมรับหรือปฏิเสธ ก็อำจให้เกิดควำมคลำดเคลื่อน
ในกำรตัดสินใจได้ ซง่ึ กำรตดั สินใจดงั กลำ่ ว จะมคี วำมคลำดเคลื่อนได้ 2 ประเภท คือ
1. ควำมคลำดเคล่ือนประเภท ที่ 1 ( Type I Error )
2. ควำมคลำดเคลือ่ นประเภทท่ี 2 ( Type II Error )
Type I Error หมายถงึ ความคลาดเคล่ือนทเ่ี กิดจากการปฏิเสธ H 0 ทง้ั ท่ี H 0 เป็นจริง
ความน่าจะเป็นในการเกTดิypคeวาIมEคrrลoาrดเคลือ่ นประเภทท่ี 1 มีคา่ เท่ากับ ( อัลฟา ) (Freund
and Walpole, 1980)
107
108 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ค่ำ คือ ค่ำควำมน่ำจะเป็นซึ่งก็คือ ค่ำ ระดับนัยสาคัญทางสถิติ ที่ผู้วิจัยต้ังไว้ก่อนทำกำร
ทดสอบสมมติฐำนนนั้ เอง
Type II Error หมายถึง ความคลาดเคล่ือนท่ีเกิดจากการยอมรับ H 0 ท้ังท่ี H 0 เป็นเท็จ
ความน่าจะเป็นในการเกิดความคลาดเคลื่อนประเภทที่ 2 มีค่าเท่ากับ ( เบตา ) (Freund
and Walpole, 1980)
การทดสอบสมมติฐานแบบมีทศิ ทางและไม่มที ิศทาง (Directional and Indirection Alters )
1. กำรทดสอบแบบมีทิศทำง หรือ บำงทีเรียกว่ำ กำรทดสอบแบบหำงเดียว หรือ ( One-
Tailed Test ) มี 2 กรณี คือ
1.1 กรณีหางเดยี วทางขวา H1 : >
12
ยอมรับ Ho ปฎิเสธ Ho
1.2 กรณหี างเดยี วทางซ้าย H1 : <
1 2
ปฎิเสธ Ho ยอมรับ Ho
108
109 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
2. แบบไมม่ ที ิศทาง หรอื การทดสอบแบบสองหาง ( Two - Tailed Test )
ซ่ึงเป็นกำรทดสอบ เมือ่ H1 :
1 2
ยอมรับ Ho
ปฎิเสธ Ho ปฎเิ สธ Ho
22
การกาหนดตวั แปร
จะเห็นได้ว่ำงำนวิจัยทุกงำนจะต้องมีกำรระบุตัวแปรไว้อย่ำงชัดเจน เพื่อที่จะได้รู้ว่ำผู้วิจัย
ต้องกำรกระทำอะไรบำ้ ง สำมำรถอธบิ ำยได้ดังนี้
ตัวแปร (Variables) หมำยถึง ลกั ษณะหรอื ปัจจัยสงิ่ ใดสิง่ หนึง่ ที่ผู้วิจยั ต้องกำรจะตคี ่ำออกมำเพ่ือ
ตอบคำถำมของงำนวิจัยนั้น ๆ ตัวแปรหน่ึงตัวจะต้องมีค่ำย่อย ๆ อยู่ในตัวแปรอย่ำงน้อย 2 คู่ และทุกค่ำ
จะต้องมีควำมหมำยที่แตกต่ำงกัน เช่น ตัวแปร สถำนภำพด้ำนเพศ จะมีค่ำย่อย 2 ค่ำ ได้แก่ เพศชำย
และ เพศหญิง กรณีตัวแปร สถำนภำพกำรสมรส จะมีค่ำย่อย 3 คู่ ได้แก่ สมรส, โสด และ หม้ำย หย่ำ
ตัวแปร ส่วนผสมทำงกำรตลำดหรือท่ีเรียกกันย่อๆ ว่ำ 4P มีค่ำย่อย 4 ค่ำ ได้แก่ Product , Price ,
Place และ Promotion เป็นตน้
ประเภทของตัวแปรมีหลำยประเภทแตกต่ำงกันไป เช่น ตัวแปรต้น หรือที่เรียกอีกอย่ำงหน่ึงว่ำ
ตัวแปรอิสระ (Independent Variables) ตัวแปรตำม (Dependent Variables) ตัวแปรควบคุม
(Control Variables) ฯลฯ สำหรับในงำนวิจัยทำงสังคมศำสตร์โดยท่ัวไปนิยมแบ่งประเภทตัวแปร
ออกเป็น 2 ลกั ษณะ ได้แก่ ตวั แปรต้น และ ตวั แปรตำม
1) ตัวแปรตัน หรือตัวแปรอิสระ (Dependent Variables) หมำยถึง ตัวแปรที่เกิดข้ึนมำก่อน
และเป็นตัวแปรที่มอี ทิ ธิพลให้ตวั แปรตำมเปล่ียนแปลงไป
2) ตัวแปรตำม (Dependent Variables) หมำยถึง ตัวแปรท่ีจะผันแปรไปตำมตัวแปรต้นหรือ
ตัวแปอิสระ เป็นผลหรือได้รับอิทธิพลมำจำกตัวแปรต้นเม่ือนำตัวแปรต้น และตัวแปรตำม เปรียบเทียบ
กนั จะพบลักษณะเดน่ ที่แตกตำ่ งกนั ดงั น้ี
109
110 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ภาพที่ 19 แสดงลกั ษณะของตัวแปรตน้ และตวั แปรตาม
จำกภำพท่ี 19 แสดงลักษณะของตัวแปรตำม (Dependent Variables) โดยตัวแปรตำมจะมี
ลักษณะท่ีตรงกันข้ำมกับตัวแปรต้นเสมอ คือ เป็นตัวแปรท่ีเป็นผล เป็นตัวแปรท่ีเกิดข้ึนภำยหลังเป็นตัว
แปรท่ีเปลี่ยนแปลงได้ ถ้ำจะจำให้ง่ำย ๆ ให้จำเฉพำะลักษณะของตัวแปรต้นเท่ำนั้นก็พอเพรำะตัวแปร
ตำมจะตรงกันข้ำมเสมอ อยำ่ งไรกต็ ำมตัวแปรหน่ึงตัวไม่สำมำรถทจ่ี ะเป็นทง้ั ตวั แปรตันและตัวแปรตำมได้
ในเวลำเดยี วกัน
110
111 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
สว่ นที่ 7
ทบทวนวรรณกรรม แนวคิด ทฤษฎแี ละงานวิจัยท่ีเก่ยี วขอ้ ง
กำรทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) คือ กำรศึกษำ ค้นคว้ำ และรวบรวมข้อมูลท่ี
เกี่ยวข้องและเป็นประโยชน์ต่อกำรวจิ ัย ซ่ึงเป็นได้ท้ังแนวคดิ ทฤษฎี และรวมถึงงำนวจิ ัยอ่ืนๆ ทีเ่ กี่ยวข้อง
โดยเปน็ ไดท้ ัง้ ขอ้ มลู วิจยั ในเชิงปริมำณและกำรวิจัยเชิงคณุ ภำพก็ได้
กำรทบทวนวรรณกรรม (Literature Review) หมำยถึง วิธกี ำรเขยี นและสรุปอย่ำงเป็นระบบใน
หัวข้อที่เฉพำะเจำะจงกับเรื่องกำรวิจัย และเป็นกำรสรุปภำพรวมให้เหมำะสมกับสภำพแวดล้อมและ
บริบทของกำรวิจัยเร่ืองน้ันๆ ดังนั้น กำรทบทวนวรรณกรรมจึงเป็นกำรสังเครำะห์ข้อมูลเพื่อกำรกำหนด
ขอบบ่ำยของกำรวิจัยเพ่ือกำหนดปัญหำของกำรวิจัย ท่ีนำไปสู่กำรเขียนโครงร่ำงกำรวิจัย ซ่ึงจะแสดงให้
เหน็ ถึงชอ่ งว่ำงระหวำ่ งควำมอยำกรูอ้ ยำกเห็นของนกั วิจัยและองค์ควำมรูข้ องสำขำวชิ ำ
บุญชม ศรีสะอำด (2554) ได้รวบรวมไว้ว่ำ ทฤษฏีและผลกำรวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง (Related
Literature) หรือที่เรียกว่ำเอกสำรที่เก่ียวข้องกับกำรวิจัย หรือวรรณคดีท่ีเกี่ยวข้อง กล่ำวถึงทฤษฎีที่
เก่ียวกับงำนวิจัยและผลกำรวิจัยของคนอื่นๆ ที่ได้ทำไปแล้วในเร่ืองเดียวกันหรือเกี่ยวข้องกัน กำรเขียน
ไม่ใช่กำรนำเอำทฤษฎีและผลกำรวิจัยที่เกี่ยวข้องมำเขียนเรียงตำมลำดับต่อๆกันไปให้ครบถ้วน แต่ผู้วิจัย
ต้องจัดระบบหรือวำงโครงเรื่องเลือกสรรเอำเนื้อหำสำระท่ีจำเป็นมำเขียนตำมโครงเรื่อง ควรเขียนใน
ลักษณะที่แสดงให้เห็นว่ำกำรวิจัยเร่ืองน้ันมีกำรพัฒนำจำกทฤษฎี และผลกำรวิจัยท่ีผ่ำนมำเช่นไร อำจช้ี
ถึงข้อผิดพลำดในกำรวิจัยท่ีผ่ำนมำจำกข้อสรปุ จำกผลกำรวจิ ยั ต่ำงๆทเ่ี กยี่ วข้อง ฯลฯ
ดังน้ันก่อนท่ีนักวิจัยจะเริ่มดำเนินกำรเก็บรวบรวมข้อมูล กำรทบทวนวรรณกรรมจะช่วยทำให้
นักวิจัยได้รู้ว่ำงำนวิจัยท่ีกำลังดำเนินกำรอยู่นั้น ซ้ำซ้อนกับงำนวิจัยที่เคยมีมำก่อนในอดีตหรือไม่ สมควร
ทำหรือไม่ กำรทบทวนวรรณกรรมช่วยพัฒนำวงกำรวิชำกำร ช่วยให้นักวิจยั สำมำรถเชอื่ มั่นได้ว่ำงำนวิจัย
ท่ีกำลังสร้ำงสรรค์นั้นยังเป็นกำรเติมเต็มในองค์วำมรู้ในศำสตร์สำขำน้ันๆ และยังช่วยให้นักวิจัยสำมำรถ
พฒั นำระเบยี บวิธีวจิ ัย สำมำรถออกแบบและสรำ้ งเครื่องมอื ของกำรวจิ ยั ทีส่ ำมำรถนำไปตอบวัตถุประสงค์
ของกำรวจิ ัยที่ยังตอบได้ไม่สมบรู ณไ์ ด้ (วชั รินทร์ อิทรพรหม, 2558)
ดังนั้นกำรทบทวนวรรณกรรมเป็นโอกำสในกำรเขียนบทสนทนำ (A Written Dialogue) เพื่อมี
ส่วนร่วมกับนักวิจัยในพื้นท่ีของงำนวิจัยน้นั ๆ (Area) และในขณะเดยี วกันเป็นกำรแสดงให้เห็นว่ำผู้วจิ ัยได้
มีส่วนร่วมกับนักวิจัยในพ้ืนที่งำนวิจัยน้ันๆ เป็นกำรแสดงควำมรู้ควำมเข้ใจ และกำรตอบสนองต่อองค์
ควำมรู้ (Body of Knowledge) ทีเ่ ก่ียวขอ้ งและเปน็ หลักของงำนวิจยั น้ัน ๆ
การทบทวนวรรณกรรม เปรียบเสมอื นการสะสมมมุ มอง (โลกทศั น)์ ซง่ึ จะแปรเปลีย่ นเปน็ ต้นทุนที่
ทาให้นักวิจยั สามารถมองเหน็ และเข้าใจปรากฎการณ์การทศ่ี ึกยาไดอ้ ย่างรอบด้าน
111
112 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
หลกั การทบทวนวรรณกรรม
กำรทบทวนวรรณกรรมเป็นเน้ือหำหลักส่วนหนึ่งในกำรเขียนรำยงำนกำรวิจัย โดยเน้นอธิบำย
เก่ียวกับงำนวิจัยหรือควำมรู้ในหัวข้อเดียวกันหรือใกล้เคียงในอดีต โดยกำรทบทวนวรรณกรรมน้ันมี
จดุ หมำยในกำรรวบรวมข้อมูลปัจจุบันของผลงำนวิจัยท่ีเกี่ยวข้อง กำรทบทวนวรรณกรรมมักจะพบได้ใน
งำนเขียนด้ำนวิชำกำร เช่น ในวิทยำนิพนธ์ ดุษฎีนิพนธ์ หรือผลงำนในวำรสำรวชิ ำกำร โดยกำรเขียนกำร
ทบทวนวรรณกรรมน้ันมหี ลกั กำร ดังนี้
1) กำรทบทวนแนวคิดและทฤษฎีต่ำงๆ ควรตระหนักถึงประเด็นต่ำงๆ ได้แก่ ประกำรแรก ต้อง
คัดเลอื กเฉพำะแนวคดิ และทฤษฎที ่ีเกีย่ วขอ้ งกับประเด็นที่ต้องกำรศึกษำ หรือคำดว่ำอำจมคี วำมเก่ียวข้อง
กับกำรวิเครำะห์และอภิปรำยผล ประกำรที่สอง มีกำรจัดเรยี งประเด็นกำรนำเสนอท่ีทำให้ผอู้ ่ำนมองเห็น
ภำพของแนวคิดและทฤษฎีต่ำงๆ อย่ำงเปน็ ระบบ และประกำรท่ีสำม ตอ้ งสรุปควำมคิดไว้ในช่วงท้ำยของ
ประเด็นต่ำงๆ เช่น ควำมหมำย ลักษณะ ประเภท และข้อสังเกตต่ำงๆ เป็นต้น ซึ่งกำรสรุปดังกล่ำวจะ
นำไปใช้เป็นนิยำมศัพท์เฉพำะ และกำรแปลงไปสู่กำรสร้ำงเคร่ืองมือกำรวิจัย โดยหมำยถึงแบบสอบถำม
และแบบสมั ภำษณ์ตอ่ ไป
2) กำรพิจำรณำงำนวิจัยที่เก่ียวข้องต้องคำนึงถึงควำมเก่ียวพันกับกำรสร้ำงชุดตัวแปรและกำร
วิเครำะห์กับกำรอภิปรำยผลกำรศกึ ษำ ขณะเดียวกันมกั เลอื กงำนวิจัยที่ไม่เกำ่ เกนิ ไป ไมค่ วรเกิน 5 – 10 ปี
3) กำรเขยี นสำระสำคัญจำกกำรทบทวนวรรณกรรมแล้วควรทำให้ถูกต้องตำมหลักวชิ ำกำรด้วย
กำรเขียนอ้ำงอิงอย่ำงเป็นระบบ ไม่มีอคติในกำรเรยี บเรียง และมีกำรทบทวนวรรณกรรมอย่ำงท่ัวถึงรอบ
ด้ำนแล้วจึงคดั สรรประเดน็ ตำ่ งๆ มำกล่ำวถงึ ในบทที่ 2
4) หำกกำรเขียนสำระต่ำงๆ ในกำรทบทวนวรรณกรรมแล้วพบว่ำ มีบำงคำศัพท์หรือบำง
ประเดน็ ท่ีอำจสร้ำงควำมสับสนในกำรทำควำมเข้ำใจแต่ไม่อำจเรียงเรียงไว้ในหัวข้อดงั กลำ่ วได้ ก็สำมำรถ
อธบิ ำยคำศพั ทห์ รือประเด็นนนั้ ไวใ้ นส่วนของเชงิ อรรถได้
5) ผลของกำรทบทวนวรรณกรรมถือว่ำเป็นกำรตอบคำถำมในวัตถุประสงค์ได้ด้วยเช่นกัน เช่น
วตั ถปุ ระสงค์ทต่ี ั้งไว้วำ่ “เพ่อื ศึกษำแนวคดิ ระบบรำชกำรในอดุ มคติของ Max Weber” เป็นตน้
เหตผุ ลในการทบทวนวรรณกรรม
สำเหตุท่เี รำตอ้ งทบทวนวรรณกรรมก่อนลงมือทำวิจัยมวี ตั ถุประสงค์ ดังต่อไปน้ี
(1) เพื่อทรำบสภำพทีเ่ ป็นปญั หำทำงสังคมโดยทั่วไปในประเดน็ ทผี่ วู้ ิจยั สนใจศกึ ษำ
(2) เพ่อื เข้ำถงึ ชอ่ งว่ำงทำงควำมรู้ (gap of Knowledge) ทยี่ งั รอกำรศึกษำคน้ ควำ้ เพ่ิมเตมิ
ในประเดน็ ใดบำ้ ง
112
113 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
(3) เพอ่ื ทรำบว่ำประเดน็ ทเี่ รำสนใจศึกษำน้นั มที ฤษฎี แนวคิดหรอื งำนวิจัยใดท่เี กยี่ วขอ้ งอยบู่ ้ำง
(4) เพ่ือทรำบว่ำประเด็นท่ีต้องกำรวิจัยน้ัน มีใครทำกำรวิจัยไปแล้วบ้ำง อย่ำงไร เพื่อหลีกเล่ียง
กำรทำซ้ำซอ้ น
(5) เพื่อศึกษำแนวทำงกำรกำหนดโจทย์กำรวิจัยและสมมติฐำนให้มีควำมคมชัด สำมำรถ
ดำเนนิ กำรวิจยั ได้
(6) เพื่อศึกษำแนวทำงกำรคัดเลือกตัวแปรมำศึกษำมำพัฒนำกรอบแนวคิดในกำรวิจัยและ
สมมติฐำนกำรวิจัย ตลอดจนนิยำมศัพท์เชิงปฏิบัติกำร ให้มีควำมชัดเจนตำมคุณสมบัติของตัวแปรที่
กำหนดไวใ้ นทฤษฎีตำ่ งๆ
(7) เพ่ือศึกษำว่ำผู้ที่ดำเนินกำรวิจัยมำก่อนหน้ำน้ันได้ออกแบบกำรวิจัยอย่ำงไร ผู้วิจัยจะได้
ออกแบบกำรวิจยั ไดเ้ หมำะสมและมปี ระสทิ ธภิ ำพมำกยงิ่ ขึ้น
(8) เพื่อเรียนรู้ข้อค้นพบจำกกำรวิจัยท่ีมีผู้ทีด่ ำเนินมำกอ่ นวำ่ มีควำมสอดคลอ้ งหรือแตกต่ำงจำก
ทฤษฎหี รือผลงำนวจิ ยั อ่ืนๆ เช่นไร
(9) เพ่ือเรียนรู้ปัญหำและข้อบกพร่องของกำรวิจัยในอดีต อันจะนำมำซ่ึงแนวทำงกำรป้องกัน
ปญั หำทีอ่ ำจพบได้ในงำนวิจัยของตนเองในโอกำสต่อไป
(10) เพ่ือศึกษำแนวทำงกำรสร้ำงเครื่องมือในกำรวิจัยว่ำควรออกแบบกำรวัดตัวแปรต่ำงๆ
อยำ่ งไร จึงมคี วำมเหมำะสม
ดังน้ันสิ่งสำคัญในกำรทำวิจัยโดยเฉพำะถ้ำเป็นเร่ืองเกี่ยวกับทำงวิชำกำรในกำรเสนอแนวคิด
ทฤษฎีกับหัวข้อเร่ือง ผู้วิจัยจะต้องมีควำมรู้และควำมเชี่ยวชำญในเร่ืองท่ีทำอยู่แล้วหรือเป็นเรื่องที่
เกี่ยวข้องในสำขำกำรสอนงำนของตนเองเพรำะว่ำกำรได้ทบทวนวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับหัวข้อเรื่อง ที่
ตนเองมีควำมถนดั ควำมสนใจจะทำใหง้ ำนวิจัย มคี ณุ ภำพ
องค์ประกอบของการทบทวนวรรณกรรม
กำรทบทวนวรรณกรรมเปน็ ข้ันตอนทส่ี ำคัญสำหรบั กำรดำเนินงำนวจิ ยั เพอ่ื กำหนดแนวทำงและ
ขอบเขตของกำรวจิ ยั วำ่ จะมุ่งไปสู่กำรคน้ หำคำตอบอะไรเพ่มิ เตมิ จำกงำนทผี่ ำ่ นมำ ซ่งึ ประกอบด้วย
(1) กระบวนกำร หมำยถึง กำรค้นหำอย่ำงเป็นระบบและละเอียดรอบคอบ วรรณกรรมทุก
ประเภทท่ีได้รับกำรตีพิมพ์เผยแพร่ เพ่ือระบุวรรณกรรมท่ีเกี่ยวข้องกับหัวข้องำนวิจัยให้ได้มำกที่สุด ตำม
มำตรฐำนสำกล กำรทำวจิ ยั หน่ึงชน้ิ (เพือ่ กำรศึกษำหัวขอ้ ใดหวั ข้อหน่ึง) ควรอำ่ นทบทวนวรรณกรรมใหไ้ ด้
1,000-2,000 บทควำม และสำหรับกำรเขียนบทควำม 1 ช้ิน เป็นเร่ืองธรรมดำที่จะอ่ำนบทควำม
ประมำณ 100 บทควำมขึ้นไป จะเห็นได้ว่ำในบทควำมหรือรำยงำนวิจัย เลือกใช้ 10 - 20% จำก
บทควำม/แหล่งข้อมูลที่ได้อ่ำนทบทวนแล้ว เนื่องจำกกำรเขียนจะต้องมีควำมเกี่ยวข้องกับกำรถกเถียง
113
114 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
อย่ำงเข้มข้น กับแนวคิดจำกนกั วิจยั และนักทฤษฏีต่ำงๆ ในเรื่องท่ีเกี่ยวข้องโดยเฉพำะกับประเด็นหัวข้อท่ี
ศึกษำ
(2) ผลผลิต (The Product) หมำยถึง เอกสำรงำนเขียนท่ีมีข้อถกเถียงทำงวิชำกำร ท่ีนำไปสู่
ประเด็นวิจยั ท่ีต้องกำรศึกษำ คำแนะนำสำหรับแนวปฏิบัติ คำแนะนำสำหรับงำนวิจัยทเี่ ป็นทีต่ ้องกำร (ใน
แวดวงวิชำกำร) ผลผลิต ในท่ีน้ีควรมีลักษณะเป็นข้อถกเถียง ที่พัฒนำมำจำกมุมมองของผู้วิจัย หรือกำร
เขียนสังเครำะห์วรรณกรรมที่ได้จัดเรียงตำมประเด็นหัวข้อจำกมุมมองกำรวิเครำะห์ของผู้วิจัย (วัชรินทร์
อทิ รพรหม, 2558 : อำ้ งซ้ำ)
แหล่งทรพั ยากรสาหรับการทบทวนวรรณกรรม
ตำรำและหนังสือที่เกี่ยวข้องกับหัวข้อวิจัย ซึ่งจะให้แนวคิด ทฤษฎีที่ชัดเจน เก่ียวข้องกับหัวข้อ
กำรวิจยั เชน่
1) สำรำนุกรม ปทำนุกรม พจนำนุกรม ซ่ึงจะให้คำอธิบำยกว้ำงๆ ท้ังประเด็นสำคัญของเรื่อง
ควำมหมำยของคำศพั ท์ และแหล่งข้อมลู เพอ่ื กำรสืบคน้ เพ่ิมเติม
2) วำรสำรทำงกำรวิจัยสำขำต่ำงๆ (Journal) ตลอดจนจุลสำรและวรรณกรรมเผยแพร่ ซึ่งมี
ประโยชน์อย่ำงย่ิงในด้ำนกำรแสวงหำหัวข้อเร่ืองในกำรศึกษำ เพรำะวำรสำรวิชำกำรเหล่ำน้ีมักแสดงให้
เห็นถึงเรื่องหรอื ประเด็นที่ยังคงศกึ ษำอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งสำมำรถนำไปใช้เป็นฐำนควำมคิดของกำรต่อยอด
ในกำรศึกษำได้
3) รำยงำนกำรคน้ คว้ำอิสระ ภำคนิพนธ์ ปริญญำนิพนธ์ และวิทยำนิพนธข์ องผู้สำเร็จกำรศึกษำ
ระดับปริญญำโทและเอก โดยรวมถึงหนังสือรวมบทคัดย่องำนวิจัย ซ่ึงจะเป็นฐำนข้อมูลสำคัญในกำร
เลอื กแนวคดิ ทฤษฎแี ละกำรวำงแนวทำงกำหนดกรอบกำรวจิ ยั
4) หนังสือพิมพ์และนิตยสำร ซึ่งมักมีข่ำวและบทควำมต่ำงๆ ที่เป็นปัจจุบันท่ีเป็นประโยชน์ต่อ
กำรใชเ้ ปน็ ข้อมูลอ้ำงอิงได้
5) อินเตอร์เน็ต โดยในปัจจุบันแหล่งข้อมูลประเภทน้ีถือว่ำสำมำรถช่วยในกำรทำวิจัยได้มำก
เพรำะสำมำรถค้นคว้ำหำข้อมูลได้ท้ังในและต่ำงประเทศ แต่มีข้อสังเกตว่ำควรต้องระมัดระวังในกำร
กลน่ั กรองขอ้ มูล เนือ่ งจำกขอ้ มลู บำงประเภทนน้ั อำจมคี วำมน่ำเชอื่ ถือไมม่ ำกเพียงพอ
กระบวนการในการทบทวนวรรณกรรม
ผ้เู ขยี นขอแนะนำวธิ กี ำรเขียนงำนทบทวนวรรณกรรมให้มีประสิทธิภำพ โดยสรุปแนวทำงท่ี
สำคญั ดังน้ี
(1) ระบุประเด็นทต่ี อ้ งกำรศึกษำให้ชดั เจน
(2) ระบุแหลง่ ขอ้ มลู ในกำรรวบรวมวรรณกรรมตำ่ งๆ
114
115 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
(3) กำรคัดเลอื กวรรณกรรมทีต่ ้องกำร อำทิ หนังสือ วำรสำรวิชำกำร รำยงำนกำรวิจัย ฯลฯ โดย
หำรใหค้ ำสำคัญ (Key Word) จำกประเด็นทีต่ อ้ งกำรศึกษำในกำรคน้ หำ
(4) กำรอำ่ นและประเมนิ คณุ คำ่ วรรณกรรม
(5) ตัดสินใจเลือกทฤษฎี แนวคิด และงำนวิจัยที่เกี่ยวข้องที่มีคุณภำพเหมำะสมสำหรับนำมำ
สงั เครำะห์เปน็ กรอบทฤษฎีในกำรทำกำรวิจัยต่อไป
(6) มีกำรจดบนั ทึกรำยกำรละเอียดตำ่ งๆ ทค่ี ำดว่ำนำ่ จะนำมำใชใ้ นงำนวจิ ัยของตนเอง
(7) นำขอ้ มลู จำกกำรทบทวนวรรณกรรมมำวิเครำะห์
(8) นำผลจำกกำรสังเครำะหว์ รรณกรรมมำเรยี บเรียงพรอ้ มนำเสนอ
เป็นตน้
การวเิ คราะหแ์ ละประเมนิ คุณค่าวรรณกรรม
จะเห็นได้ว่ำกำรประเมินคุณค่ำกำรทบทวนวรรณกรรมเบื้องต้นด้วยกำรอ่ำนอย่ำงละเอียด
จำกนั้น ควรเปิดมองทีละหน้ำอย่ำงผิวเผินเพ่ือสร้ำงควำมคุ้นเคยกับงำนนั้นๆ และขั้นตอนต่อไปคือ กำร
อ่ำนอย่ำงละเอียดท้ังบทควำมหรือรำยงำนวิจัยท้ังฉบับเพ่ือทำกำรวิพำกษ์บทควำมหรืองำนวิจัยจำกกำร
ทบทวนวรรณกรรมทเี่ กย่ี วขอ้ งกบั งำนวิจัยนนั้ ๆ สำมำรถทำไดโ้ ดย
(1) กำรวิเครำะห์เชิงวิพำกษ์งำนวรรณกรรม โดยเน้นถึงประโยชน์หรือส่วนท่ีเก่ียวข้องของ
วรรณกรรมที่ทบทวนมำ
(2) พจิ ำรณำควำมครบถว้ นและชดั เจนของแต่ละส่วนประกอบในงำนวิจัย
(3) พิจำรณำควำมเชือ่ มโยงสอดคลอ้ งกันของแต่ละส่วนประกอบในงำนวจิ ัย
(4) พิจำรณำควำมถกู ตอ้ งเหมำะสมในแต่ละขั้นตอนกำรวจิ ยั ตำมหลกั กำรกำรวจิ ัย
(5) พจิ ำรณำควำมถูกตอ้ งเหมำะสมไปตำมหลักกำรทฤษฎีที่อำ้ งองิ
(6) กำรตั้งคำถำมและข้อสงสัยต่องำนวรรณกรรม หลังจำกทำกำรวิพำกษ์วรรณกรรมแล้ว
ผู้วิจัยควรต้ังคำถำมและข้อสงสัยต่องำนวิจัยท่ีได้อ่ำนทุกครั้ง กำรตั้งคำถำมและข้อสงสัยท่ีดี
สำมำรถสะท้อนควำมรู้ควำมเข้ำใจที่มีต่อกระบวนกำรทำวิจัยได้ชัดเจน สะท้อนควำม
สมบรู ณ์ครบถ้วนของกระบวนกำร และควำมน่ำเช่อื ถือของงำนวจิ ยั ชนิ้ นนั้ ๆ
115
116 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ประโยชน์ของการทบทวนวรรณกรรม
กำรทบทวนวรรณกรรมเป็นขั้นตอนสำคัญมำกข้ันตอนหน่ึงสำหรับกำรดำเนินกำรวิจัยเพ่ือ
กำหนดขอบแขตของกำรวิจัยว่ำจะมุ่งไปสู่กำรหำคำตอบอะไรเพิ่มเติมจำกที่ผ่ำนมำ จึงเป็นประโยชน์ต่อ
งำนวิจัยทผ่ี ู้วจิ ยั จะดำเนินกำร ดงั นี้
1) ช่วยให้ผู้วิจัยเข้ำใจแนวทำงในกำรศึกษำมำกข้ึน เนื่องจำกแนวคิด ทฤษฎี และรวมไปถึง
งำนวิจัยอื่นๆ ท่ีเก่ียวข้องจะให้ข้อมูลเบื้องต้นว่ำเรื่องที่กำลังจะศึกษำอยู่น้ันมีฐำนควำมคิด ข้อถกเถียง
แนวทำงกำรศกึ ษำท่ผี ำ่ นมำ และผลกำรศกึ ษำว่ำเปน็ อย่ำงไรบำ้ ง
2) ช่วยให้ผู้วิจัยสำมำรถจัดต้ังชุดตวั แปรได้ง่ำยขึ้น โดยเฉพำะอย่ำงกำรวำงกรอบควำมคิด ซึ่งจะ
ช่วยให้ง่ำยทั้งต่อกำรศึกษำเพื่อพิสูจน์แนวคิด ทฤษฎีต่ำงๆ และเพื่อสร้ำงตัวแบบใหม่ๆ (Model) สำหรับ
ใช้อธิบำยปรำกฏกำรณ์ และในขณะเดียวกันยังช่วยสร้ำงตัวช้ีวัดท่ีชัดเจน สำหรับตัวแปรในชุดของ
สมมติฐำนไปพรอ้ มกนั ด้วย
3) ในกรณีของกำรสร้ำงเคร่อื งมือสำหรับกำรเก็บขอ้ มูลนั้น โดยเฉพำะในกำรวจิ ัยเชงิ ปริมำณตอ้ ง
อำศัยรำยละเอียดท่ีได้จำกกำรสรุปประเด็นสำคัญจำกแนวคิด ทฤษฎีต่ำงๆ มำเป็นฐำนในกำรตั้งข้อ
คำถำมในแบบสอบถำม ซึ่งกำรทบทวนวรรณกรรมจะช่วยให้กำรสร้ำงแบบสอบถำมมีควำมชัดเจนมำก
พอทจี่ ะตอบต่อคำถำมวิจัยทแี่ ฝงอยใู่ นวัตถุประสงค์กำรวิจยั ได้
4) กำรทบทวนวรรณกรรมได้อย่ำงครบถ้วนช่วยลดปัญหำควำมผิดพลำดในกำรวิเครำะห์และ
อภิปรำยผลกำรวิจัย เน่ืองจำกกำรวิเครำะห์และอภิปรำยถือเป็นกำรพิสูจน์และทดสอบแนวคิด ทฤษฎี
และกรอบควำมคิด หรือตัวแบบต่ำงๆ ท่ีสร้ำงขึ้นไปพร้อมๆกัน อันส่งผลให้ผลกำรทดสอบสมมติฐำนน้ัน
เกิดควำมถูกตอ้ งและมีควำมน่ำเชอื่ ถือไปพร้อมๆ กนั ด้วย
ดังนั้น “การทบทวนวรรณกรรม เปรียบเสมือนดั่งรากฐานของงานวิจัย” จำกข้อควำม
ดังกล่ำว หำกเปรียบกำรทบทวนวรรณกรรมเป็นกำรสร้ำง “รำกฐำน” ของ “บ้ำน” สักหลังหน่ึง
“รำกฐำน” ของวรรณกรรมท่ีมั่นคงและแขง็ แรงน้ัน อำจต้องอำศัยระยะเวลำ ในกำรสะสมวัตถุดิบท่ีดีพอ
และอำศยั ควำมเพยี รที่ตอ่ เนอ่ื งและยำวนำน
เปรียบเสมือนกำรเรียงอิฐแต่ละก้อนในกำรสร้ำงบ้ำนนั้น เปรียบได้กับกำรเรียบเรียง
แนวควำมคิดต่ำงๆ ที่ผู้วิจัยอำจต้องทดลอง เรียบเรียงแต่ละมุมมอง/แนวคิด โดยหลำยครั้งหลำยหน
จนกว่ำจะไดแ้ นวทำงที่ “ใช่” หรอื บำงคร้ัง ผู้วิจัยอำจต้องยอมทลำยโครงร่ำงที่เคยทำมำท้ังหมดเสียก่อน
เพอื่ ให้ไดม้ ุมมองใหม่ท่ีดกี ว่ำเดิม
การสร้างบ้านที่ม่ันคงต้องอาศัย “รากฐาน” ทแี่ ข็งแรง “การทบทวนวรรณกรรม” คือรากฐานสาคัญ
สาหรับงานวจิ ัย
116
117 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ส่วนท่ี 8
ระเบยี บวิธีวิจัย (Research Methodology)
ระเบียบวิธีวิจัย(Research Methodology) หมำยถึง กระบวนทัศน์ (Paradigm) ทฤษฎี
หลักกำร และกระบวนกำรดำเนินงำนทุกขั้นตอน จึงครอบคลุมไปถึงวิธีกำรและเทคนิคของกำรวิจัย
(ระเบียบวิธีกำรวิจัยหน่ึงอำจจะใช้เทคนิคหรือวิธีกำรได้หลำยแบบ) ด้วย ซ่ึงวิธีกำรหรือเทคนิคกำรวิจัย
เปน็ เร่อื งของกำรทำกิจกรรมขนั้ ตอนใดข้นั ตอนหนึง่ ของกำรวิจัยเท่ำน้ัน
ระเบียบวิธีวิจัย คือ วิธีกำรวิจัยต่ำง ๆ ที่ยอมรับกันอยู่ในปัจจุบันนี้เป็นผลงำนของกำร
วิวัฒนำกำรจำกอดีตมำเป็นลำดับและเป็นที่ยอมรับกันว่ำ ไม่มีระเบียบวิธีกำรวิจัยอันหน่ึงอันใดท่ีดีท่ีสุด
สำหรับทุกปัญหำ ฉะน้ันจึงเป็นหน้ำท่ีของของผู้วิจัยเองว่ำจะต้องใช้ระเบียบวิธีกำรใด โดยพิจำรณำ
เลือกใช้ให้เหมำะสมแก่ชนิดของปัญหำ และในหลำยกรณีท่ีผู้วิจัยต้องใช้หลำย ๆ ระเบียบวิธีควบกันเพื่อ
ร่วมกันแก้ปัญหำแต่ละอัน Flippo ได้จำแนกวิธีกำรวิจัยออกได้เป็น 5 วิธี คือ (1) กำรทดลอง
เปรียบเทียบ (2) กำรสำรวจ (3) กำรศึกษำสืบประวัติ (4) กำรศึกษำจำกกรณี และ(5) สภำพกำร
เลียนแบบจรงิ
จะเห็นได้ว่ำระเบียบวิธีวิจัย คือ กำรให้รำยละเอียดเกี่ยวกับขั้นตอนในกำรดำเนินกำรวิจัยว่ำแต่
ละขนั้ ตอนจะทำอยำ่ งไร โดยทั่วไปเปน็ กำรให้รำยละเอยี ดในเร่ืองตอ่ ไปนี้ คอื
117
118 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
1) วิธีวิจัย จะเลือกใช้วิธีวิจัยแบบใด เช่น จะใช้กำรวิจัยเอกสำร กำรวิจัยแบบทดลอง กำรวิจัย
เชิงสำรวจ กำรวจิ ัยเชิงคุณภำพ หรอื จะใชห้ ลำยๆ วธิ รี วมกนั ซง่ึ ก็ตอ้ งระบุให้ชัดเจนว่ำจะใช้วธิ ีอะไรบ้ำง
2) แหล่งข้อมูล จะเก็บข้อมูลจำกแหล่งใดบ้ำง เช่น จะเก็บข้อมูลทุติยภูมิ จำกทะเบียนรำษฎร์
สมุดสถติ ิรำยปี สำมะโนประชำกรและเคหะ ฯลฯ หรือจะเป็นข้อมูลปฐมภูมิ จำกกำรสำรวจ กำรสนทนำ
กลุ่ม กำรสงั เกต กำรสัมภำษณ์เชงิ ลกึ และกำรสมั มนำกลุ่ม ฯลฯ เป็นตน้
3) ประชำกรท่ีจะศึกษำ ระบุให้ชัดเจนว่ำใครคือประชำกรที่ต้องกำรศึกษำ และกำหนด
คุณลักษณะของประชำกรท่ีจะศึกษำให้ชัดเจน เช่น เพศ อำยุ สถำนภำพสมรส ศำสนำ เขตที่อยู่อำศัย
บำงครั้งประชำกรท่ีต้องกำรศึกษำอำจไม่ใช่ปัจเจกบุคคลก็ได้ เช่น อำจเป็นครัวเรือน หมู่บ้ำน อำเภอ
จังหวดั ฯลฯ ก็ได้
4) วิธีกำรสุ่มตัวอย่ำง ควรอธิบำยว่ำจะใช้วิธีกำรสุ่มตัวอย่ำงแบบใด ขนำดตัวอย่ำงมีจำนวน
เท่ำใด จะเก็บขอ้ มูลจำกทีไ่ หน และจะเข้ำถึงกลมุ่ ตัวอยำ่ งไดอ้ ย่ำงไร
5) วิธีกำรเก็บข้อมูล ระบุว่ำจะใช้วิธีกำรเก็บข้อมูลอย่ำงไร มีกำรใช้เครื่องมือและทดสอบ
เครื่องมืออย่ำงไร เช่น จะใช้วธิ ีกำรสง่ แบบสอบถำมทำงไปรษณีย์ กำรสัมภำษณ์แบบมีแบบสอบถำม กำร
สังเกต หรอื กำรสนทนำกลมุ่ เป็นต้น
6) กำรเลอื กใชส้ ถติ ิเพอื่ กำรวเิ ครำะห์ข้อมลู ควรใช้สถิตใิ ดในกำรวเิ ครำะห์ขอ้ มูล
7) กำรประมวลผลข้อมูลและกำรวิเครำะห์ข้อมูล เป็นกำรตรวจสอบ กำรลงรหัส กำรนำเสนอ
ข้อมูล และกำรวิเครำะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรม ระบุกำรประมวลผลข้อมูลจะทำอย่ำงไร จะใช้เครื่องมือ
อะไรในกำรประมวลผลข้อมูล และในกำรวิเครำะห์ข้อมูลหรือกำรทดสอบสมมติฐำนจะทำอย่ำงไร จะใช้
สถติ ิอะไรบำ้ งในกำรวิเครำะห์ข้อมลู เพ่ือใหส้ ำมำรถตอบคำถำมของกำรวิจยั ท่ีต้องกำรได้
ประชากร กลุ่มตวั อย่าง และการสมุ่ ตวั อย่าง (Population, Samples and sampling)
กำรกำหนดประชำกรและกลุ่มตัวอย่ำงจัดว่ำเป็นส่วนสำคัญส่ว นหน่ึงของกำรดำเนินกำรวิจัย
หลังจำกท่ีผู้วิจัยได้ประเด็นปัญหำกำรวิจัย วัตถุประสงค์กำรวิจัย กำรกำหนดสมมติฐำนก็ต้องมีกำรระบุ
และนิยำมประชำกรให้ชัดเจนตลอดจนกำรกำหนดขนำดของกลุ่มตัวอย่ำงและเลือกวิธีในกำรได้มำซึ่ง
กลุ่มตัวอย่ำง ท้ังน้ีก็เพ่ือให้งำนวิจัยดังกล่ำวเป็นงำนวิจัยท่ีมีขอบเขตท่ีชัดเจน และช่วยให้ผู้วิจัยได้มี
แนวทำงในกำรท่ีจะวำงแผนกำรเก็บรวบรวมข้อมูลได้ดีขึ้น ในกรณีที่ไม่มีกำรกำหนดประชำกรและกลุ่ม
ตัวอย่ำง งำนวิจัยดังกล่ำวก็จะขำดควำมน่ำเช่ือถือและไม่สำมำรถที่จะนำไปใช้อ้ำงอิงได้ จึงจัดได้ว่ำ
ข้ันตอนดังกลำ่ วเป็นขนั้ ตอนท่ีสำคัญและเป็นสว่ นหน่ึงของกำรวจิ ัยท่ีจะตอ้ งดำเนินกำร โดยในกำรกำหนด
ประชำกรจะกว้ำงหรือแคบอย่ำงไรก็ขึ้นอยู่กับขอบเขตของปัญหำกำรวิจัยที่ต้องกำรอ้ำงถึงเป็นหลักแต่
ทงั้ น้ีก็ตอ้ งคำนึงถงึ ระยะเวลำ และงบประมำณในกำรวิจยั ประกอบด้วย งำนวิจัยทกี่ ำหนดประชำกรและมี
วิธีในกำรกำหนดขนำดกลุ่มตัวอย่ำงท่ีเหมำะสมและใช้วิธีกำรสุ่มตัวอย่ำงเป็นอย่ำงดีจะทำให้ผลกำรวิจัย
เปน็ ท่นี ำ่ เชอ่ื ถือย่งิ ข้ึน
118
119 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
1) ประชากร
ประชำกร (Population) หมำยถงึ หนว่ ยทเี่ รำตอ้ งกำรจะศกึ ษำท้ังหมด ไมจ่ ำกดั ว่ำจะตอ้ ง
เป็นคน สัตว์ ส่ิงของ หรือวัตถุ แต่ต้องเป็นสิ่งที่สำมำรถมองเห็นหรือเก็บข้อมูลได้ โดยท่ี คุณลักษณะ
ของประชำกรจะมีลักษณะอย่ำงไรก็ข้ึนอยู่กับขอบเขตของกำรวิจัยท่ีกำหนดไว้ เช่น “กำรศึกษำค่ำนิยม
ทำงสังคมของนักศึกษำสำขำวิชำกำรจัดกำรรัฐกิจ คณะศิลปะศำสตร์และวิทยำกำรจัดกำร
มหำวิทยำลัยสงขลำนครินทร์ วิทยำเขตสุรำษฎร์ธำนี ชั้นปีที่ 2 ปีกำรศึกษำ 2563 จำกตัวอย่ำงนี้
ประชำกร คือ นักศึกษำสำขำวิชำกำรจัดกำรรัฐกิจ คณะศิลปะศำสตร์และวิทยำกำรจัดก ำร
มหำวิทยำลัยสงขลำนครินทร์ วิทยำเขตสุรำษฎร์ธำนี ชั้นปีท่ี 2 ปีกำรศึกษำ 2563 ทุกคน” “กำรศึกษำ
ผลสัมฤทธิ์ในกำรเรียนวิชำสิทธิมนุษยชน ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษำตอนต้นจังหวัดชุมพร ปีกำรศึกษำ
2563” จำกตัวอย่ำงน้ี ประชำกร คือ นักเรียนช้ันมัธยมศึกษำตอนต้น ในจังหวัดชุมพรทุกคนที่ศึกษำอยู่
ในปกี ำรศกึ ษำ 2563
1.1 ประเภทของประชากร
จำกควำมหมำยของประชำกรดังกล่ำว จะเห็นได้ว่ำประชำกรจะเป็นอะไรก็ได้ที่ผู้วิจัย
ต้องกำรจะศึกษำและสำมำรถเก็บรวบรวมข้อมูลได้ จึงต้องจัดประเภทของประชำกร ให้มีควำมหมำยที่
ชัดเจนยิ่งขนึ้ โดยสำมำรถจัดประเภทได้ ดงั นี้
1) ประชำกรที่นับได้หรืออำจจะเรียกว่ำประชำกรที่มีจำนวนจำกัด (Finite Population)
เป็นลักษณะของประชำกรท่ีสำมำรถจะนับจำนวนได้หมด แม้ว่ำจะมีขนำดใหญ่เพียงใดก็ตำม เช่น
จำนวนครูประถมศึกษำในประเทศไทย ซ่ึงจำนวนครูดังกล่ำวแม้มีจำนวนมำก แต่ก็สำมำรถตรวจสอบ
ขอ้ มลู ไดจ้ ำก ครุ ุสภำ หรือ สำนักงำนคณะกรรมกำรกำรศกึ ษำข้นั พนื้ ฐำนได้ เป็นต้น
2) ประชำกรที่นับไม่ได้หรืออำจจะเรียกว่ำประชำกรที่มีจำนวนไม่จำกัด (Infinite
Population) เป็นประชำกรท่ีไม่สำมำรถนับปริมำณเป็นหน่วยได้ เช่น ฝูงชนในกำรประท้วง จำนวน
มดในบ้ำน จำนวนเส้นผมบนหนงั ศรี ษะ เป็นตน้
จำกประเภทของประชำกร ส่งผลต่อกำรจำแนกลักษณะของประชำกร มีดังนี้ 1) ประชำกร
มีลักษณะเป็นเอกพันธ์ (Homogeneity) หมำยถึง ประชำกรในทุก ๆ หน่วย มีคุณลักษณะ/โครงสร้ำงท่ี
คล้ำยคลึงกัน 2) ประชำกรมลี ักษณะเป็นวิธพนั ธ์ (Heterogeneity) หมำยถึง ประชำกรในแต่ละหน่วย มี
คุณลักษณะและโครงสรำ้ งท่แี ตกตำ่ งกนั
119
120 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ข้อจากดั ของการศึกษาจากประชากร
กำรดำเนินงำนวิจัย โดยทั่วไปแล้วผู้วิจัยมักจะไม่รวบรวมข้อมูลจำกประชำกร ยกเว้นใน
กรณีท่ีประชำกรมีจำนวนน้อย ท้ังน้ีเน่ืองจำกกำรรวบรวมข้อมูลจำกประชำกรมักจะมีข้อจำกัดต่ำงๆ
มำกมำย เช่น ส้ินเปลืองเวลำมำก เสียค่ำใช้จ่ำยสูง ใช้ทรัพยำกรบุคคลเป็นจำนวนมำก ในกำรเก็บ
รวบรวมข้อมูล ข้อมูลมโี อกำสผิดพลำดได้งำ่ ย ข้อมูลไม่ลึกซ้ึงอนั เน่ืองมำจำกมีประชำกรจำนวนมำก และ
ผลกำรวิเครำะห์ข้อมลู ไมท่ ันตอ่ กำรใชป้ ระโยชน์ได้
2) กลุ่มตัวอย่าง
กลุ่มตัวอย่ำง (Sample) หมำยถึง กลุ่มยอ่ ยส่วนหนงึ่ ของประชำกรท่ีเรำต้องกำรจะศกึ ษำ
โดยกลุ่มตัวอย่ำงที่ดีต้องมีควำมเป็นตัวแทนท่ีดีของประชำกร (Representation ) ผลที่ได้จำกกำรวัด
กลุ่มตัวอย่ำงจึงจะกล่ำวอ้ำงอิงไปยังประชำกรได้ โดยข้อดีของกำรศึกษำจำกกลุ่มตัวอย่ำงน้ันสำมำรถ
สร้ำงควำมถูกต้องแม่นยำ ได้ข้อมูลท่ีทันสมัย เน่ืองจำกหน่วยตัวอย่ำงมีจำนวนน้อย ประหยัดเวลำ
แรงงำน และงบประมำณ ดังนั้นกำรเลือกตัวอย่ำงที่เหมำะสมจะช่วยผู้วิจัยประหยัดเวลำ แรงงำน และ
งบประมำณ สำหรับผู้วิจัยเป็นอย่ำงมำก ข้อมูลท่ีได้มีควำมน่ำเชื่อถือ ซึ่งอำจเกิดจำกกำรวัดหรือกำรเก็บ
รวบรวมข้อมูลประกอบด้วย และสำมำรถบริหำรงำนวิจัยไดง้ ำ่ ยและรำยงำนผลกำรวิจยั ได้รวดเรว็
ลกั ษณะของกลมุ่ ตัวอยา่ งทดี่ ี
ในกำรวิจัยท่ผี วู้ จิ ัยตอ้ งมีกำรเกบ็ รวบรวมข้อมูลจำกกลมุ่ ตัวอยำ่ งนัน้ ควรคำนงึ ถึงสิ่งสำคัญที่
เก่ียวข้องกับกลุ่มตวั อยำ่ ง ดังน้ี
(1) ควำมเป็นตัวแทน (Representative ) หมำยถึง ผู้ท่ีจะถูกเลือกมำเป็นตัวอย่ำง จะต้อง
มีคุณลักษณะและคุณสมบัติเหมือนหรือใกล้เคียงกับประชำกรที่ต้องกำรศึกษำ โดยคุณลักษณะและ
คุณสมบัติต่ำงๆ ของสมำชิกในตัวอย่ำงจะแทนคุณลักษณะและคุณสมบัติต่ำงๆ ของสมำชิกในประชำกร
ทง้ั หมดมขี นำดท่เี หมำะสมหรือมีจำนวนเพียงพอ
(2) ขนำดของกลุ่มตัวอย่ำง (Sample Size) จะต้องมีจำนวนมำกพอที่จะทดสอบควำม
เชื่อม่ันทำงสถิติได้ และมำกพอที่จะอ้ำงสรุปไปสู่ประชำกรที่ต้องกำรศึกษำโดย ถ้ำกลุ่มตัวอย่ำงที่ได้เป็น
ตัวแทนของประชำกรที่ต้องกำรศึกษำแล้ว ค่ำสถิติ (Statistic) จะใกล้เคียงกับค่ำพำรำมิเตอร์
(Parameter) มำกท่ีสดุ
(3) มีลักษณะตรงกับวัตถุประสงค์ของกำรวจิ ัย กล่ำวคือ กลุ่มตัวอย่ำงจะต้องมีลกั ษณะตรง
กับข้อตกลง หรือวัตถุประสงค์ของกำรวิจัยนั้น เช่น จะต้องเป็นนักเรียนที่อยู่ในช้ันประถมศึกษำปีที่ 6
เปน็ ต้น
120
121 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
(4) จำกกำรสุ่มด้วยวิธีกำรท่ีเหมำะสม กลุ่มตัวอย่ำงเป็นตัวแทนของประชำกรซึ่งผู้วิจัยสุ่ม
ออกมำจำกประชำกรเพ่ือใช้เป็นกลุ่มตัวอย่ำงในงำนวิจัย กลมุ่ ตัวอย่ำงที่ดีน้ันควรจะได้จำกกำรสุ่มด้วยวิธี
ทเี่ หมำะสมกบั ลักษณะของประชำกรและเร่ืองที่ทำกำรวิจัย
ดังนน้ั ในกำรศึกษำหำควำมรู้ ควำมจริงในกำรวิจัยไมว่ ่ำจะเป็นกำรวิจัยทำงพฤติกรรมศำสตร์
สังคมศำสตร์ และ รัฐประศำสนศำสตร์ ส่วนใหญ่แล้วไม่สำมำรถที่จะศึกษำพฤติกรรม เหตุกำรณ์ และ
สถำนกำรณ์ต่ำง ๆ จำกทุก ๆ หน่วยของส่ิงที่ต้องกำรจะศึกษำได้ครบถ้วน แต่มักจะใช้วิธีศึกษำจำกกลุ่ม
ตัวอย่ำง (Sample) ที่เลือกมำจำนวนหนึ่ง ซ่ึงมีคุณลักษณะเป็นตัวแทนของประชำกรท่ีต้องกำรศึกษำ
และนำผลทไ่ี ด้จำกกลุ่มตัวอย่ำงนีไ้ ปอ้ำงอิงถึงประชำกร (Population) นั้น ๆ ได้ นั้นเอง ดังภำพท่ี 19
ภาพที่ 19 ประชากร กลุม่ ตวั อย่าง และการนาไปอ้างองิ
เพรำะฉะนั้นกำรเลือกตัวอย่ำงเพื่อใช้ในกำรวิจัย จึงเป็นเร่ืองจำเป็นและสำคัญในกำรทำกำร
วิจัย เพรำะผลกำรวิจัยจะสำมำรถนำไปสรุปข้ออ้ำงอิงถึงประชำกรได้ดีเพียงใด ขึ้นอยู่กับกลุ่มตัวอย่ำงที่
นำมำศกึ ษำ ว่ำสำมำรถเป็นตวั แทนของประชำกรได้ดีหรือไม่อย่ำงไร
3) กรอบการสมุ่ หรอื กรอบตัวอย่าง
กรอบกำรสุ่ม หรือ กรอบตัวอย่ำง (Sampling Frame) หมำยถึง รำยช่ือหรือรำยกำร
ของขอ้ มูลในหนว่ ยประชำกรทง้ั หมดทกุ หน่วย เพ่ือใช้ในกำรสมุ่ ตวั อยำ่ ง สำมำรถอธบิ ำยได้ ดังน้ี
3.1 ข้นั ตอนการสุ่มตวั อยา่ ง
1) กำรสมุ่ ตัวอยำ่ ง (Sampling) เป็นกำรเลอื กสมำชกิ จำกประชำกรโดยพยำยำมทำให้สมำชิก
ที่เลือกมำเหล่ำน้ัน เป็นตัวแทนที่ดีของประชำกร กำรที่จะเลือกตัวอย่ำงให้เป็นตัวแทนท่ีดีของประชำกร
ได้นั้น จะต้องทำกำรเลือกแบบสุ่ม (Random) หรือเลือกอย่ำงไม่ลำเอียง (Unbiased) คือ พยำยำมให้
สมำชิกแต่ละตัวของประชำกรมีโอกำสท่ีจะได้รับกำรเลือกเป็นตัวแทนเท่ำๆ กัน กำรที่จะได้กลมุ่ ตัวอย่ำง
เพ่ือเป็นตัวแทนของประชำกรทั้งหมดได้นั้น จะต้องมีวธิ ีกำรสุ่มตัวอย่ำงท่ีมีกระบวนกำรอย่ำงมีระบบ ซึ่ง
ประกอบด้วย
121
122 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
1.1) กำรนิยำมประชำกร ผู้วิจัยจะต้องนิยำมขอบเขตของประชำกรให้ชัดเจนว่ำประชำกรท่ี
จะศึกษำนั้น ประกอบด้วยอะไรบ้ำง เป็นจำนวนเท่ำใด มีขอบเขตแคไ่ หน และมีหน่วยกำรวัดเป็นอย่ำงไร
เช่น ต้องกำรทรำบว่ำรำยจ่ำยโดยเฉล่ียของนักศึกษำในสถำบันกำรพลศึกษำเป็นเท่ำใด ผู้วิจัยจะต้อง
นิยำมวำ่ นกั ศึกษำในสถำบนั กำรพลศกึ ษำหมำยถงึ ใครบำ้ ง
1.2) กำรทำบัญชีรำยช่ือเพ่ือเป็นกรอบในกำรเลือกตัวอย่ำง ทั้งนี้เพ่ือเป็นกำรสำรวจจำนวน
หน่วยตัวอย่ำงอีกคร้ังหน่ึงว่ำจะมีหน่วยตัวอย่ำงใดที่ยังอยู่และหน่วยตัวอย่ำงใดที่ไม่สำมำรถจะค้นหำได้
ท้ังน้ีกำรทรำบบัญชีรำยชื่อของสมำชิกในประชำกร หลังจำกนิยำมประชำกรอย่ำงชัดเจนแล้ว ข้ันต่อไปก็
จะต้องทำกำรพิจำรณำรำยชื่อของสมำชิกท้ังหมดในประชำกรว่ำมีจำนวนถูกต้องครบถ้วนเพียงใด และ
เปน็ รำยชื่อทเ่ี ปน็ ปัจจบุ ันเพียงใด ซึ่งเรยี กวำ่ ขอบเขตของประชำกร
1.3) กำรกำหนดขนำดของกลุ่มตัวอย่ำงกำรท่ีกำหนดจำนวนของหน่วยตัวอย่ำงที่ต้อง
คำนึงถึงควำมเป็นตัวแทนที่ดีท่ีสุดของประชำกร เพรำะกำรกำหนดขนำดกลุ่มตัวอย่ำง ในกำรกำหนด
ขนำดของกลุ่มตัวอย่ำงขึ้นอยู่กับสถำนกำรณ์ของแต่ละปัญหำ ถ้ำหำกประชำกรที่จะสุ่มตัวอย่ำงมีควำม
เป็นเอกพันธ์ (Homogeneous) ขนำดตัวอย่ำงเล็กๆ ก็มีควำมเพียงพอ เช่น กำรสุ่มตัวอย่ำง น้ำ 1 ลิตร
จำกน้ำท้ังหมดในโอ่ง 1,000 ลิตร ก็เป็นกำรเพียงพอ แต่ถ้ำประชำกรไม่มีควำมเป็นเอกพันธ์ คือ มีกำร
เปล่ียนแปรมำก เช่น ปรำกฎกำรณ์ต่ำงๆ ในด้ำนกำรศึกษำหรอื ทำงด้ำนจิตวิทยำ จำเป็นจะต้องให้ขนำด
ตัวอย่ำงมีจำนวนมำกพอ โดยทั่วไปในกำรพิจำรณำขนำดของตัวอย่ำงนี้ มีองค์ประกอบที่สำคัญ 3
ประกำร ทคี่ วรนำมำพิจำรณำ คอื (1) ธรรมชำตขิ องประชำกร (2) เทคนคิ กำรสุ่มตวั อย่ำง และ (3) ระดับ
ควำมถูกตอ้ งของขอ้ มลู ท่ีต้องกำร
1.4) กำรคัดเลือกตัวอย่ำง หลังจำกได้ดำเนินกำรตำมขั้นตอนดังกล่ำวแล้ว ก็ต้องสุ่มกลุ่ม
ตัวอย่ำงหรือคัดเลือกตัวอย่ำงตำมแผนกำรที่ได้กำหนดไว้ เพ่ือท่ีจะรวบรวมข้อมูลในขั้นตอนต่อไป กำร
เลือกตัวอย่ำง หลังจำกได้นิยำมประชำกรและพิจำรณำบัญชีรำยชื่อของสมำชิกทั้งหมดในประชำกรแล้ว
นักวิจัยกจ็ ะต้องทำกำรสุม่ ตวั อย่ำงจำกประชำกรนั้น กำรสุม่ ตัวอย่ำงมีหลำยวธิ ี ซึ่งแต่ละวิธีก็เหมำะสมกับ
ลักษณะของข้อมูลและจุดมุ่งหมำยของกำรใช้ข้อมูลแตกต่ำงกัน อย่ำงไรก็ดี ไม่ว่ำจะใช้เทคนิคกำรสุ่ม
ตัวอย่ำงแบบใดก็ตำม จุดมุ่งหมำยในกำรสุ่มตัวอย่ำงก็เพื่อให้ตัวอย่ำงที่สุ่มมำได้น้ันเป็นตัวแทนท่ีดีของ
ประชำกรท้งั หมด
3.2 การกาหนดขนาดของตัวอย่าง
กำรกำหนดขนำดของกลุ่มตัวอย่ำงท่ีจะให้เป็นตัวแทนท่ีดีของประชำกรนั้น ผู้วิจัย
จำเป็นต้องคำนึงถึงหลักกำรเป็นตัวแทนที่ดีของประชำกรและนอกจำกน้ันยังต้องคำนึงถึงองค์ประกอบ
อื่นๆอีกหลำยประกำรด้วยกัน เช่น เวลำในกำรดำเนินงำนวิจัย งบประมำณ วิธีกำรในกำรเก็บรวบรวม
122
123 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ข้อมูล กำรกำหนดขนำดของกลุ่มตัวอย่ำง (n) ท่ีมีควำมเป็นตัวแทนประชำกรเป้ำหมำยนั้น มีหลักใน
กำรพิจำรณำโดยทั่วไป ซง่ึ จะมีวธิ ีในกำรกำหนดขนำดของกลุ่มตวั อยำ่ งอยู่ 2 วิธี ดงั นี้
1) การคานวณจากสูตร
กำรใชส้ ูตรในกำรคำนวณขนำดของกลมุ่ ตวั อย่ำง จะมีอยู่ 2 กรณี คอื
1.1 กรณีที่ทรำบค่ำของประชำกร และกรณีท่ีไม่ทรำบคำของประชำกร โดยแต่ละวิธีมี
วิธีกำรคำนวณดงั น้ี
1.1.1 กำรกำหนดขนำดของตัวอย่ำงโดยทรำบคำ่ ประชำกร
n= N
1+ Ne2
n = จำนวนตวั อยำ่ งที่ต้องกำร
N = จำนวนประชำกร
e = ค่ำควำมคลำดเคล่อื นของกำรประมำณคำ่
ตัวอย่าง ต้องกำรหำขนำดของกลุ่มตัวอย่ำง จำกประชำกร 2,000 คน โดยกำหนดที่ระดับ
ควำมคลำดเคลอ่ื นที่ .05
N = 2,000
1+2,000 (0.05)2
= 2,000
6
= 331 คน
ดังน้ันผู้วิจัยต้องใช้ขนำดของกลุ่มตัวอย่ำงในกำรเก็บรวบรวมข้อมูลจำนวน 331 คน กรณีไม่
ทรำบค่ำของประชำกร ถ้ำหำกนักวิจัยไม่ทรำบขนำดของประชำกรและต้องกำรคำนวณขนำดของกลุ่ม
ตวั อยำ่ งทใี่ ชใ้ นกำรศกึ ษำเพื่อนำไปประมำณค่ำของประชำกร ใหใ้ ช้สตู รดังน้ี
n = z2 PQ
e2
n = จำนวนตวั อยำ่ งที่ต้องกำร
z = คะแนนมำตรฐำน
p = สดั สว่ นของลกั ษณะทสี่ นใจในประชำกร
Q = 1- P
e = คำ่ ควำมคลำดเคล่ือนของกำรประมำณคำ่
123
124 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
2) กาหนดขนาดของตัวอย่าง โดยใช้ตารางสาเร็จรปู
บำงกรณีผวู้ จิ ัยไม่ตอ้ งกำรท่จี ะคำนวณขนำดของกลุม่ ตวั อย่ำงโดยกำรใช้สตู รเน่ืองจำกยุ่งยำกและ
เสียเวลำเพ่ือให้สะดวกและรวดเร็วในกำรดำเนินงำนวิจัย ผู้วิจัยสำมำรถใช้ตำรำงสำเร็จรูปของ ทำโร
ยำมำเน่ (Taro Yamane) และตำรำงสำเร็จรูปของเครซ่ีและมอร์แกน (Krejcie R.V., & Morgan) ดัง
ตำรำงต่อไปนี้
ตารางท่ี 7 แสดงจานวนตัวอย่าง เมอื่ ทราบจานวนประชากร จาแนกตามระดับความคลาดเคลอ่ื น
ในการประมาณคา่ ทร่ี ะดบั ความเชื่อม่นั ในการเลือกตวั อยา่ งประมาณ 95.5% ของ Taro Yamané
จานวน จานวนตัวอยา่ ง (n) ทรี่ ะดับความคลาดเคลอื่ น (e)
ประชากร (N)
± 1% ± 2% ± 3% ± 4% ± 5% ± 10%
500
1,000 * ** * 222 83
1,500 * ** 385 286 91
2,000 * * 638 441 316 94
2,500 * * 714 476 333 95
3,000 * 1,250 769 500 345 96
3,500 * 1,364 811 517 353 97
4,000 * 1,458 843 530 359 97
4,500 * 1,538 870 541 364 98
5,000 * 1,607 891 549 367 98
6,000 * 1,667 909 556 370 98
7,000 * 1,765 938 566 375 98
8,000 * 1,842 959 574 378 99
9,000 * 1,905 976 580 381 99
10,000 * 1,957 989 584 383 99
15,000 5,000 2,000 1,000 588 385 99
20,000 6,000 2,143 1,034 600 390 99
25,000 6,667 2,222 1,053 606 392 100
50,000 7,143 2,273 1,064 610 394 100
100,000 8,333 2,381 1,087 617 397 100
9,091 2,439 1,099 621 398 100
10,000 2,500 1,111 625 400 100
124
125 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
หมายเหตุ เคร่ืองหมำย * เป็นกรณีท่ีข้อตกลงเบื้องต้นเกี่ยวกับกำรกระจำยแบบโค้งปกติไม่สำมำรถ
นำไปใช้ได้ท่มี ำ : (Yamane Taro, 1973, p. 1089)
ตารางที่ 8 การกาหนดขนาดกลมุ่ ตวั อยา่ งของเครซซี่และมอรแ์ กน
จานวน จานวนกลุ่ม จานวน จานวนกลมุ่ จานวน จานวนกลมุ่
ประชากร ตัวอย่าง ประชากร ตวั อย่าง ประชากร ตัวอย่าง
10 10 220 140 1200 291
15 14 230 144 1300 297
25 24 250 152 1500 306
30 28 260 155 1600 310
35 32 270 159 1700 313
40 36 280 162 1800 317
45 40 290 165 1900 320
50 44 300 169 2000 322
55 48 320 175 2200 327
60 52 340 181 2400 331
65 56 360 186 2600 335
70 59 380 191 2800 338
75 63 400 196 3000 341
80 66 420 201 3500 346
85 70 440 205 4000 351
90 73 460 210 4500 354
95 76 480 214 5000 357
100 80 500 217 6000 361
110 86 550 226 7000 364
120 92 600 234 8000 367
130 97 650 242 9000 368
140 103 700 248 10000 370
150 108 750 254 15000 375
160 113 800 260 20000 377
170 118 850 265 30000 379
180 123 900 269 40000 380
190 127 950 274 50000 381
125
126 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ตารางท่ี 8 การกาหนดขนาดกลุม่ ตัวอยา่ งของเครซซ่แี ละมอรแ์ กน (ต่อ)
จานวน จานวนกลุ่ม จานวน จานวนกลุม่ จานวน จานวนกลุ่ม
ประชากร ตัวอยา่ ง ประชากร ตัวอยา่ ง ประชากร ตัวอย่าง
200 132 1000 278 75000 382
210 136 1100 285 100000 384
ที่มา : (Krejcie R.V., & Morgan D.W.,1970, p. 608)
จะเห็นได้ว่ำ กำหนดขนำดกลุ่มตัวอยำ่ งของเครซซ่ีและมอร์แกน ถ้ำประชำกรมีจำนวน 200 คน
ผู้วิจัยจะสุ่มกลุ่มตัวอย่ำง 132 คน ถ้ำประชำกรมี 600 คน ผู้วิจัยจะสุ่มตัวอย่ำง 234 คน ถ้ำประชำกรมี
1,000 คน จะสุ่มตัวอย่ำงมำ 278 คน จะสังเกตได้ว่ำเมื่อประชำกรมีจำนวนน้อยจะต้องสุ่มกลุ่มตัวอย่ำง
มำมำก ประชำกรมี 10 คน ต้องสุ่มกลุ่มตัวอย่ำงทั้ง 10 คน (ไม่มีกำรสุ่ม) ประชำกรมี 15 คน ต้องสุ่ม
ตัวอย่ำงมำ 14 คน เมื่อประชำกรมีจำนวนมำก จะสุ่มตัวอย่ำงมำด้วยสัดส่วนที่น้อยลง ประชำกรมี
10,000 จะต้องสุ่มตัวอย่ำงมำเพียง 370 คน เป็นต้น ดังนั้นขนำดของกลุ่มตัวอย่ำงข้ำงต้นไม่ถือเป็น
เกณฑ์ตำยตัว ผู้วิจัยอำจจะใช้จำนวนมำกกว่ำท่ีกล่ำวไว้ เพ่ือลดควำมคลำดเคลื่อนลงให้เหลือน้อยท่ีสุดที่
ไดแ้ ต่อยำ่ งไรกต็ ำม ขนำดของกลุ่ม ตัวอยำ่ งจะข้ึนอย่กู บั สิง่ ตอ่ ไปนี้
(1) ระดับควำมแม่นยำในกำรคำดคะเน จุดมุ่งหมำยประกำรหน่ึงของกำรใช้กลุ่ม
ตัวอย่ำง คือ เพื่อจะนำผลจำกกำรศึกษำกลุ่มตัวอย่ำงไปคำดคะเนหรืออ้ำงอิงสรุปไปยังประชำกร ดังน้ัน
ผวู้ ิจัยจะต้องกำหนดว่ำ ต้องกำรควำมถูกต้องเพยี งใด หรือยอมให้เกิดควำมผิดพลำดเท่ำใดในระดับควำม
ม่นั ใจเทำ่ ใด ดังนี้
1.1 ควำมผิดพลำดที่อำจเกิดข้ึนหรือยอมให้เกิดข้ึน จะกำหนดไว้เป็นเปอร์เซนต์ เช่น
กำหนดควำมผิดพลำดท่ีอำจเกิดข้ึน 6% หมำยควำมว่ำ จำกค่ำท่ีได้จำกกลุ่มตัวอย่ำง เรำคำดว่ำค่ำของ
ประชำกรจะอยรู่ ะหว่ำงค่ำที่ได้ 6%
1.2 ระดับควำมม่ันใจ โดยปกติจะกำหนด 95 หรือ 99% เช่น กำหนดระดับควำม
มั่นใจเป็น 95% หมำยควำมว่ำ ในกำรสุ่มตวั อยำ่ ง 100 ครง้ั 95 คร้งั จะได้คำ่ นน้ั ๆ
(2) ควำมแตกต่ำงกันของประชำกร ในกรณีทปี่ ระชำกรมีควำมแตกต่ำงกนั มำก จำเป็น
จะตอ้ งเลือกกลุ่มตัวอย่ำงให้มีจำนวนมำกกวำ่ ประชำกรทีม่ ีควำมคลำ้ ยคลึงกนั ในคุณลกั ษณะทกี่ ำลังศึกษำ
ซึง่ วธิ กี ำรประมำณจำนวนสมำชกิ ในกล่มุ ตัวอยำ่ งเปน็ 2 กรณี ดงั น้ี
กรณีท่ี 1 ถ้ำกลุ่มตวั อย่ำงแตกต่ำงกันมำก ให้ศึกษำลกั ษณะของกลุ่มตวั อย่ำงเพื่อจัดชั้น
(Strata) แล้วสุ่มตัวอย่ำงตำมชั้นให้มีจำนวนน้อยที่สุด กลุ่มย่อยละ 30 คน เพ่ือจะสำมำรถเปรียบเทียบ
ระหว่ำงกลมุ่ โดยใช้เทคนคิ ทำงสถติ ไิ ดอ้ ย่ำงคอ่ นข้ำงจะมนั่ ใจ
126
127 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
กรณีที่ 2 ถ้ำไม่สำมำรถจะแบ่งชั้นของประชำกรได้ อำจต้องอำศัยตำรำงจำนวนในกลุ่ม
ตัวอยำ่ งแบบสมุ่ อย่ำงงำ่ ยตำมระดับควำมแม่นยำในกำรคำดคะเน
3.3 เทคนคิ การสุ่มตวั อยา่ ง
ในกำรสุ่มตัวอย่ำงนั้นผู้วิจัยสำมำรถดำเนินกำรสุ่มตัวอย่ำงได้โดยเทคนิคกำรสุ่มตัวอย่ำง
( Sampling Techniques) 2 เทคนิค ได้แก่ กำรสุ่มตัวอย่ำงโดยไม่ใช้ทฤษฎีควำมน่ำจะเป็น
(Nonprobability Sampling) และกำรสุ่มตัวอย่ำงโดยใช้ทฤษฎีควำมน่ำจะเป็น (Probability
Sampling) (สมถวิล วิจิตรวรรณำ สุภมำส อังศุโชติ รัชนีกูล ภิญโญภำนุวัฒน์, 2556) สำมำรถสรุป
แผนผังของเทคนกิ กำรสุ่มตวั อยำ่ ง ดงั รปู ท่ี 20 ดังตอ่ ไปน้ี
การส่มุ ตวั อย่าง (Random
Sampling)
การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ทฤษฎีความ การสมุ่ ตวั อยา่ งโดยไม่ใช้ทฤษฎี
น่ า จ ะ เ ป็ น (Probability ความน่าจะเปน็ (Nonprobability
Sampling)
Sampling)
การสุ่มตัวอยา่ งอย่างงา่ ย (Simple การสุม่ แบบเจาะจง (Purposive
Random Sampling) Sampling
การสมุ่ แบบตามความสะดวกหรอื แบบบังเอกญิารส่มุ ตัวอยา่ งแบบมีระบบ
(Accidental Sampling)
(Systematic Random Sampling)
การสุม่ ตวั อยา่ งแบบแบง่ ช้ันภมู ิ การส่มุ แบบบอกตอ่ (Snowball Sampling)
(Stratified Random Sampling)
การสมุ่ แบบโควต้า (Quota Sampling)
การสุม่ แบบแบ่งกลมุ่ (Cluster
Random Sampling)
การสมุ่ แบบกลมุ่ แบบหลายขนั้ ตอน
ภาพท่ี 20 รปู แบบการสมุ่ ตัวอยา่ ง
127
128 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
การสุ่มตัวอย่างโดยใช้ทฤษฎคี วามน่าจะเปน็ (Probability Sampling)
เป็นกำรสุ่มตัวอย่ำงที่คำนึงถงึ ควำมนำ่ จะเปน็ หรอื โอกำสของสมำชิกแตล่ ะหน่วยท่ีจะได้รบั เลือก
ซ่ึงสมำชิกทุกๆหน่วย ของกลุ่มประชำกรจะมีควำมน่ำจะเป็นหรือโอกำสท่ีจะได้รับเลือกเท่ำกัน กลุ่ม
ตัวอย่ำงท่ีได้รับกำรสุ่มแบบนี้จะเป็นตัวแทนท่ีดีของกลุ่มประชำกรเป้ำหมำยได้ดีกว่ำกลุ่มตัวอย่ำงที่สุ่ม
แบบไม่คำนึงถึงควำมน่ำจะเป็นในกำรสุ่ม กำรสุ่มตัวอย่ำงที่คำนึงถึงควำมน่ำจะเป็นในกำรสุ่ม ได้แก่ (1)
กำรสุ่ ม ตั ว อ ย่ำงอ ย่ำงง่ำย (Simple Random Sampling) (2) ก ำรสุ่ ม ตั วอ ย่ ำงแ บ บ มี ระบ บ
(Systematic Random Sampling) (3) กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบแบ่งขั้น (Stratified Random Sampling)
(4) กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบแบ่งกลุ่ม (Cluster Random Sampling) และ (5) กำรสุ่มตัวอย่ำงแบบหลำย
ขั้นตอน (Multi-stage Random Sampling) ในกำรสุ่มตัวอย่ำงแต่ละวิธีจะมีวิธีกำรสุ่มท่ีแตกต่ำงกัน
ทั้งนข้ี น้ึ อยกู่ ับคณุ ลกั ษณะของประชำกรที่ต้องกำรศึกษำ
(1) การส่มุ ตัวอย่างอยา่ งงา่ ย (Simple Random Sampling)
เป็นกำรสุ่มตัวอย่ำงซึ่งหน่วยตัวอย่ำงประชำกรท่ีเปิดโอกำสให้ประชำกรทุกหน่วยมีสิทธิ์ได้รับ
กำรเลือกเท่ำๆ กัน โดยมีบัญชีรำยช่ือของประชำกรทุกหน่วย แล้วทำกำรจับสลำกหรือใช้ตำรำงเลขสุ่ม
(Random Number Table) จนได้กลุ่มตัวอย่ำงประชำกรครบตำมต้องกำร เช่น กำรสุ่มนักเรียนเป็น
รำยบุคคลเพื่อเป็นกลุ่มตวั อย่ำงในกำรศึกษำ ลักษณะกำรสมุ่ จะแบ่งออกเป็น 2 ลักษณะ คือ กำรสุ่มแบบ
แทนท่ี (Sampling with Replacement) ลักษณะดังกลำ่ ว คือ ทุกหนว่ ยจะได้รบั กำรสุ่มโดยมคี ่ำควำม
น่ำจะเป็นเท่ำกับ 1/n ทุกคร้ังและอีกวิธีหนึ่ง คือ กำรสุ่มแบบไม่แทนท่ี (Sampling without
Replacement) กำรส่มุ ตัวอยำ่ งอยำ่ งงำ่ ยมวี ธิ ใี นกำรสมุ่ ดังน้ี
(1.1) กำรจับฉลำก ถือว่ำวิธีน้ีเหมำะท่ีจะใช้ในกรณีท่ีประชำกรมีจำนวนไม่มำกนัก และ
ปจั จบุ นั กไ็ ม่นยิ มใชแ้ ลว้ เนือ่ งจำกมคี อมพิวเตอรเ์ ข้ำมำชว่ ย ข้ันตอนในกำรส่มุ ประกอบดว้ ย
1. ระบุคุณลักษณะของประชำกรที่ต้องกำรจะศึกษำ และกำหนดขอบเขตของ
ประชำกร
2. กำหนดขนำดของกล่มุ ตัวอยำ่ ง
3. ใสห่ มำยเลขให้กับประชำกรทกุ หนว่ ย
4. นำหมำยเลขของประชำกรใส่กล่องไว้ และจบั ฉลำกใหไ้ ดค้ รบตำมจำนวนที่ต้องกำร
(1.2) กำรส่มุ ตัวอย่ำงโดยใช้ตำรำงเลขสุ่ม เปน็ ตำรำงที่ถูกกำหนดขึ้นมำเพ่อื ใช้ในกำรสุ่ม
โดยเฉพำะ และเหมำะสำหรบั จะใช้กบั ประชำกรทม่ี ีจำนวนมำก มวี ธิ ีกำรในกำรสุม่ ดงั น้ี
1. กำรกำหนดหมำยเลขใหก้ บั ประชำกรท่ศี ึกษำ
2. เลอื กตำรำงเลขส่มุ โดยพิจำรณำวำ่ ตวั เลขเป็นเลขกห่ี ลัก
3. กำหนดจุดเริม่ ตน้ ซง่ึ จะใชว้ ิธใี ดก็ได้ เชน่ จับฉลำก โยนลูกเต๋ำ หรือจะใช้ดินสอหรือปำกกำจี้
4. กำหนดลักษณะกำรอ่ำน โดยเลือกเปน็ แนวตง้ั หรอื แนวนอนก็ได้
จะเห็นได้ว่ำกำรสมุ่ แบบน้มี ขี ้อดี คือ
128
129 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
1) มีหลักประกันทำงสถิติที่เช่ือได้ว่ำหน่วยของประชำกรแต่ละหน่วยจะได้รับโอกำสใน
กำรเลือกเท่ำๆ กัน กลุ่มตัวอย่ำงมีโอกำสจะเป็นตัวแทนของประชำกรได้ดีถ้ำขนำดของกลุ่มตัวอย่ำง
พอเพียงและมลี กั ษณะคล้ำยคลงึ กัน
2) ทำได้ง่ำยและรวดเร็ว เหมำะกบั ประชำกรที่มจี ำนวนมำก
สว่ นขอ้ จำกดั คอื
1) สิ้นเปลอื งเวลำในกำรทำฉลำกและกำรจบั สลำกให้ครบตำมจำนวนประชำกรทงั้ หมด
2) ถำ้ ไม่มตี ำรำงเลขสุม่ จะทำให้เกดิ ควำมไม่สะดวก
3) กรณีที่ประชำกรแบบไมจ่ ำกัดจะไม่สำมำรถนำไปใช้ไดเ้ นือ่ งจำกไมส่ ำมำรถสร้ำงบญั ชี
รำยชอ่ื ประชำกรได้
4) กำรดำเนินกำรในกรณีที่ประชำกรมีจำนวนมำกเกินไปจะทำได้ยำก เนื่องจำกต้อง
เสียเวลำกบั กำรจัดทำฉลำก
(2) การสุ่มตัวอย่างแบบมรี ะบบ (Systematic Random Sampling)
เป็นกำรสุ่มตัวอย่ำงประชำกรแบบสุ่มเป็นช่วงๆ โดยมีบัญชีรำยช่ือของประชำกรทุกหน่วย ทำ
กำรสุ่มหำตัวสุ่มเร่ิมต้น แล้วนับไปตำมช่วงของกลุ่ม ซ่ึงกำรกำหนดช่วงของกลุ่มนั้นอำจใช้วิธีคำนวณค่ำ
สัดส่วนของขนำดของกลุ่มประชำกรกับขนำดของกลุ่มตัวอย่ำงโดยกำรนำจำนวนในกลุ่มประชำกรหำร
ดว้ ยจำนวนหน่วยในกลมุ่ ตวั อย่ำง มำเป็นช่วงของกำรสุ่ม เช่น ต้องกำรสมุ่ นักเรียน 250 คน จำกนักเรียน
ท้ังหมด 1000 คน ดังน้ันจึงสุ่มทุกๆ 4 คน เอำมำ 1 คน สมมุติว่ำเม่ือสุ่มผู้ที่ตกเป็นตัวอย่ำงคนแรกได้
หมำยเลข 002 คนที่สองก็ตกเป็นตัวอย่ำงได้แก่หมำยเลข 006 สำหรับคนที่สำมและคนต่อๆไป จะได้แก่
หมำยเลข 010, 014, 018, 022,..., จนได้กลุ่มตัวอย่ำง 250 คน กำรสุ่มแบบนี้
หรือเรยี กว่ำ ข้ันตอนกำรสุ่มตัวอย่ำงแบบมีระบบ โดยกำรสรำ้ งบัญชีรำยชื่อประชำกรท่ีจะศึกษำ
และใส่หมำยเลขกำกับในกรณีท่ีประชำกรเรียงลำดับไว้แล้วก็ไม่จำเป็นต้องใส่หมำยเลขกำกับ เช่น
รำยช่ือนักศึกษำที่เรียงตำมลำดับตัวอักษร กำหนดช่วงกำรสุ่ม สัญลักษณ์ท่ีใช้ คือ (K) กำรหำตัวเลข
เริ่มต้น โดยอำจจะใช้กำรสุ่มตัวเลขเร่ิมต้นด้วยวิธีใดวิธีหนึ่ง เช่น ใช้ปำกกำจิ้มหรือจับฉลำกเร่ิม
ดำเนินกำรสุ่มอย่ำงเป็นระบบ เช่น สุ่มตัวเลขข้ันต้นได้ คือเลข 4 หมำยถึงหน่วยตัวอย่ำงแรก คือ หน่วย
ตัวอย่ำงท่ีเรียงอยู่ท่ีลำดับท่ี 4 หน่วยตัวอย่ำงต่อไป คือ หน่วยตัวอย่ำงที่เรียงลำดับอยู่ตัวที่ 8 ทำใน
ลกั ษณะดงั กลำ่ วจนกวำ่ จะได้ครบตำมขนำดของตวั อย่ำงท่ีกำหนดไว้รูปแบบ คอื r , r+1k,r+2k, …..r+nk
สตู รกำรคำนวณช่วงเวลำของกำรสมุ่
ช่วงกำรส่มุ ( K ) = จำนวนประชำกร (N)
จำนวนกลมุ่ ตัวอยำ่ ง (n)
เช่น กำรวิจัยเรื่องหนึ่งมีประชำกรท้ังหมด 1000 คน ผู้วิจัยต้องกำรตัวอย่ำงหรือขนำดตัวอย่ำง
250 คน โดยใชส้ ูตร ดงั นี้
( K ) = 1,000 =4
250
129
130 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
กำรสุ่มแบบน้มี ขี ้อดี คือ
1) สะดวกและประหยดั เวลำมำก
2) ผลที่ไดจ้ ำกกำรส่มุ มีระบบจะใหผ้ ลดีเหมอื นกับกำรสมุ่ อยำ่ งง่ำย
ส่วนข้อจำกัด คือ
1) มีควำมยุ่งยำกในกำรหำค่ำตัวเลขเพื่อนำมำกำหนดช่วงระยะควำมห่ำงกันของแต่ละ
หนว่ ยตวั อยำ่ ง
2) อำจได้กลุ่มตัวอย่ำงท่ีลำเอียงได้ง่ำยหำกกำรเรียงลำดับของบัญชีรำยช่ือของหน่วย
ประชำกรเปน็ กำรเรียงอยำ่ งเปน็ ระบบทมี่ ีผลตอ่ คณุ ลกั ษณะของกลุ่มตัวอยำ่ ง
3) ในกรณีที่จำนวนประชำกรมีมำก หนว่ ยตัวอย่ำงแรกกับหน่วยตัวอย่ำงสดุ ทำ้ ยอำจจะ
มลี กั ษณะทีแ่ ตกต่ำงกนั
(3) การสมุ่ ตัวอย่างแบบแบง่ ชน้ั ภมู ิ (Stratified Random Sampling)
เป็นกำรสุ่มตัวอย่ำงประชำกรแบบแบ่งประชำกรออกเป็นพวกหรือชั้นตำมวัตถุประสงค์ของ
กำรศึกษำ โดยให้มีลักษณะภำยในคล้ำยกันหรือเป็นอันดับเดียวกันมำกที่สุด แต่จะแตกต่ำงกันระหว่ำง
ชั้น จำกนั้นจึงทำกำรสุ่มจำกแต่ละชั้นข้ึนมำทำกำรศึกษำ โดยใช้สัดส่วนของกลุ่มตัวอย่ำงประชำกรที่สุ่ม
ขึ้นมำเทำ่ กนั หรือไม่เท่ำกนั ก็ได้ ท้ังนีข้ น้ึ อยู่กบั ควำมเหมำะสม ลกั ษณะกำรจัดชั้นภมู แิ สดงดังภำพที่ 21
ภาพท่ี 21 ลักษณะการสุ่มตวั อยา่ งแบบชนั้ ภูมิ (Stratified Random Sampling)
130
131 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
โดยมีขั้นตอนกำรดำเนินกำรสุ่ม ดงั น้ี
1. กำรแบ่งประชำกรออกเป็นข้ันย่อย โดยให้ประชำกรท่ีมีลักษณะเหมือนกันอยู่ในชั้น
ภูมิเดียวกัน เช่น กลุ่มนักศกึ ษำในมหำวทิ ยำลยั สงขลำนครนิ ทร์แบ่งชน้ั ภูมิเป็นคณะ ได้แก่ คณะวทิ ยำกำร
จัดกำร, มนุษย์ศำสตรแ์ ละสังคมศำสตร์, คณะวิทยำศำสตร์, คณะเทคโนโลยอี ุตสำหกรรม เปน็ ต้น
2. กำรเลือกตัวอย่ำง ให้ดำเนินกำรเลือกตัวอย่ำงแบบสุ่มเชิงเด่ียวจำกประชำกรแต่ละ
ข้ันย่อยจนครบตำมขนำดของตัวอย่ำงที่กำหนด กำรเลือกตัวอย่ำงจะแบ่งออกเป็น 2 แบบ คือ 1) กำร
เลือกตัวอย่ำงท่ีไม่เป็นสัดส่วน วิธีนี้ คือ นักวิจัยกำหนดเองว่ำในแต่ละขั้นภูมิจะใช้ตัวอย่ำงเป็นจำนวน
เท่ำไร วิธีนี้เหมำะกับจำนวนประชำกรในแต่ละข้ันภูมิมีขนำดที่ใกล้เคียง และ 2) กำรเลือกตัวอย่ำงโดย
กำรกำหนดสดั สว่ น นักวจิ ยั ต้องกำหนดสัดสว่ นตำมขนำดของประชำกรทแ่ี บ่งออกเปน็ กลุ่มย่อย ๆ
กำรสมุ่ แบบนมี้ ขี อ้ ดี คือ
1) ลักษณะควำมเป็นเอกพันธ์ของแต่ละกลุ่มย่อย จะทำให้เกิดช่ วยลดควำม
คลำดเคล่อื นในกำรส่มุ นอ้ ยลง
2) กำรแบ่งประชำกรเป็นระดับช้ันจะทำให้ผู้วิจัยสำมำรถเลือกกลุ่มตัวอย่ำงจำกแต่ละ
ระดบั ชนั้ แตกตำ่ งกันไปแล้วแต่ควำมเหมำะสม
3) สำมำรถประมำณค่ำประชำกรรวมได้และสำมำรถประมำณค่ำกลุ่มย่อยในแต่ละ
ระดับช้นั ได้ด้วย
4) ช่วยให้ผู้วิจัยมั่นใจได้ว่ำจะได้กลุ่มตัวอย่ำงท่ีสำมำรถนำมำวิเครำะห์ข้อมูลเพ่ือตอบ
คำถำมหรอื วตั ถปุ ระสงค์ทกี่ ำหนดไวแ้ น่นอน
ส่วนขอ้ จำกดั ในกำรสุ่มแบบน้ี คือ
1) เปน็ วิธกี ำรส่มุ ทย่ี ่งุ ยำก
2) กรณีที่เกณฑ์กำรจัดชั้นมีกำรกำหนดคุณลักษณะของประชำกรมำกเกินไป ทำให้
ต้องกำรขนำดของตัวอย่ำงรวมเป็นจำนวนมำกเพื่อนำมำใช้ในกำรจัดแบ่งชั้น บำงคร้ังขนำดของกลุ่ม
ตัวอยำ่ งรวมอำจมำกกว่ำขนำดของประชำกรท่ีมอี ยู่ก็ได้
(4) การสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่มหรอื พนื้ ท่ี (Cluster or Area Sampling )
กำรสุ่มแบบแบ่งกลุ่ม เป็นลักษณะกำรสุ่มตัวอย่ำงท่ีประชำกรมีลักษณะเป็นกลุ่มอย่ำงใดอย่ำง
หนงึ่ โดยจะเปน็ กำรแบง่ กลมุ่ ตำมลกั ษณะทำงภูมศิ ำสตร์ ตวั อยำ่ ง เชน่ กำรตอ้ งกำรศึกษำจำกประชำกร
ในจังหวัดเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่กจ็ ะแบ่งออกเป็นอำเภอ ๆ แต่ละอำเภอกจ็ ะมีลกั ษณะของประชำกร
ที่คล้ำยคลึงกัน เช่น ในแต่ละอำเภอ ประกอบด้วยคนท่ีมีทั้งเพศชำย เพศหญิง นับถือศำสนำพุทธ
ศำสนำคริสต์ ศำสนำอิสลำม ฯลฯ หรือ ลักษณะของอำชีพท่ีเหมือนกัน ลักษณะเอำกลุ่มตัวอย่ำง คือ
สมำชิกภำยในกลุ่มมีคุณลักษณะแตกต่ำงกันมำกที่สุด (Heterogeneity within Group) แต่คุณลักษณะ
ของกลุ่ม (Cluster) แต่ละกลุ่มมีลักษณะท่ีคล้ำยคลึงกัน (Homogeneity Between Group) มำกท่ีสุด
ซึ่งจะมีลักษณะแตกต่ำงจำกกำรสุ่มแบบบ่งชี้และในกำรสุ่มตัวอย่ำงมักจะสุ่มมำเพียงบำงกลุ่มเท่ำน้ัน ไม่
เก็บข้อมลู จำกทกุ กล่มุ
131
132 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
หลักกำรที่สำคัญคือ ให้สมำชิกภำยในกลุ่มย่อยมีคุณสมบัติแตกต่ำงกันมำกที่สุด แต่ใน
ขณะเดียวกันก็มีควำมแตกต่ำงระหวำ่ งกลุ่มนอ้ ยที่สดุ ถ้ำกำรจัดกลุ่มของประชำกรเปน็ กลมุ่ ย่อย ๆ โดยใช้
ท้องท่ีทำงภูมิศำสตร์เป็นหลัก กำรสุ่มตัวอย่ำงโดยวิธีนี้ก็มีช่ือเรียกอีกอย่ำงหน่ึงว่ำ Area Sampling
ลักษณะกำรสุม่ ตวั อยำ่ งแบบกลมุ่ แสดงดังภำพที่ 22
กขคงกขคงกขคงก กขคงก
ขคงกขคง ขคงกข
คงกขค
กขคงกขคงกขคงก งกขคง
ขคงกขคง กขคง
กลุ่มที่ 1
กขคงกขคงกขคงก
ขคงกขคง
กลุ่มที่ 2 เลอื กตวั อย่างออกมาเพียงกลุม่ เดยี ว
งกขคงกขคง กขคงกขคงกขคงก
ขคงกขคง
กขคงก
ขคงกข
คงกขค
งกขคง
กขคง
กลุ่มที่ 3
ภาพท่ี 22 ลักษณะการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งกล่มุ (Cluster Random Sampling)
ขน้ั ตอนกำรสมุ่ กลุ่มตวั อย่ำงแบบแบง่ กลุม่ ประกอบดว้ ย
1. กำรแบ่งประชำกรออกเปน็ กลมุ่ ย่อย
2. กำรสมุ่ ตวั อย่ำงกลุ่มยอ่ ย
132
133 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
3. กำรสุ่มหน่วยตัวอยำ่ งจำกกลุ่มยอ่ ย ซึ่งอำจจะเปน็ กำรสุ่มตวั อยำ่ งอยำ่ งง่ำย หรอื กำร
สุ่มแบบแบง่ ข้ันภูมิ ในกรณีท่ีประชำกรมเี ป็นจำนวนมำกและอยู่ในลักษณะกระจัดกระจำยกำรสุ่มตวั อยำ่ ง
แบบมรี ะบบคงจะไม่เหมำะ เนอื่ งจำกจะมปี ัญหำในกำรรวบรวมขอ้ มลู
กำรสมุ่ แบบนมี้ ีขอ้ ดี คอื
1) ประหยดั ค่ำใชจ้ ำ่ ยในกำรเดนิ ทำงเก็บข้อมูล เพรำะกล่มุ ตัวอย่ำงอยูใ่ นพน้ื ทเ่ี ดียวกัน
2) แต่ละกลุ่มไม่จำเป็นที่จะตอ้ งเป็นทีร่ วมของสมำชิก โดยธรรมชำติท่มี ีอยู่แล้วก็ได้ เช่น
โรงเรียน แตอ่ ำจจะเปน็ กลมุ่ ท่ีถูกสรำ้ งข้นึ มำเองก็ได้
ส่วนข้อจำกัด คือ
1) ไมเ่ หมำะสมกับประชำกรที่มีขนำดเล็ก
2) ข้อมลู อำจไม่เท่ยี งตรงแม่นยำเท่ำกับกำรสุ่มแบบแบ่งเปน็ ช้นั ภูมิ เพรำะไม่ทรำบค่ำ
ประชำกรของกลุ่มท่ีไม่ไดร้ ับเลอื กเปน็ กลุ่มตวั อย่ำง
(5) การส่มุ แบบกลุ่มแบบหลายข้ันตอน
กำรเลือกตัวอย่ำงแบบหลำยข้ันตอน (Multi – Stage Sampling) เป็นกำรเลือกตัวอย่ำงท่ี
ประกอบไปด้วยกำรดำเนินกำรหลำยขั้นตอนใช้ในกรณีท่ีประชำกรที่ต้องกำรจะศึกษำมีขนำดใหญ่ และ
คุณลักษณะของประชำกรมีควำมซับซ้อนและต้องกำรศึกษำตัวแปรหลำยตัวแปร เช่น ตัวอยำ่ งประชำกร
โดยทำกำรสุ่มจังหวัดท่ีเป็นตัวอย่ำงก่อน ต่อไปก็สุ่มอำเภอ ตำบล หมู่บ้ำน และครัวเรือนท่ีเป็นตัวอย่ำง
ตำมลำดับ
ข้นั ตอนกำรดำเนินกำร ประกอบด้วย
1. แบ่งประชำกรออกเป็นกล่มุ ใหญ่ เช่น เขตพนื้ ท่กี ำรศกึ ษำในประเทศไทย
2. สุม่ เขตพนื้ ทีก่ ำรศกึ ษำ
3. สุ่มโรงเรียนในเขตพน้ื ทีก่ ำรศึกษำ
ตวั อยา่ ง : ปัญหาการวจิ ัย
ปัญหาการเรียนวิชาพ้ืนฐานวิชาชีพของนักเรียนระดับข้ันมัธยมศึกษาตอนปลาย จังหวัด
สุราษฎรธ์ านี
ประชำกรท่ีใช้ในกำรศึกษำ ประกอบด้วย นักเรียนสำยวิทย์และนักเรียนสำยศิลป์ ที่กำลังเรียน
ในระดับขั้นมัธยมศึกษำปีท่ี 6 ภำคเรียนท่ี 1 ปีกำรศึกษำ 2563 สังกัดกรมสำมัญศึกษำ ในเขตจังหวัด
สุรำษฎร์ธำนี มีโรงเรียนท่เี ปดิ ทำกำรเรียนกำรสอนถึงระดบั ขัน้ มธั ยมศกึ ษำปที ่ี 6 ทงั้ หมด 70 โรงเรียน ทำ
กำรเรียนกำรสอนสำยวิทย์ จำนวน 40 โรงเรียน มีจำนวนนักเรยี น 3,579 คน และทำกำรเรียนกำรสอน
สำยศลิ ป์ด้วย จำนวน 30 โรงเรียน มจี ำนวนนักเรยี น 1,772 คน จำกคุณลักษณะดังกล่ำวเป็นประชำกร
ที่ประกอบด้วยหลำยลักษณะ ผู้วิจัยจึงได้ใช้วิธีกำรสุ่มตัวอย่ำงแบบกำรสุ่มหลำยขั้นตอน ( Multi-stage
Random Sampling ) โดยมวี ิธีกำรในกำรสุ่มดงั นี้
1. จัดกลุ่มโรงเรยี นตำมจำนวนห้องเรยี น 1,2,3,4 และมำกกวำ่ 4 ห้องเรยี น
133
134 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
2. สุม่ รำยชื่อโรงเรียนโดยกำรจบั ฉลำก แต่ละกลมุ่ ไมน่ อ้ ยกว่ำ 1 ใน 3 ของแต่ละกลุ่ม
3. สุ่มหอ้ งเรียน 1 ห้อง จำกโรงเรียนทีส่ มุ่ ได้ในขอ้ 2
4. เก็บข้อมูลนักเรยี นจำกห้องเรียนทสี่ ุ่มได้เปน็ ตวั อยำ่ งในกำรวิจัย
จะเห็นได้ว่ำ วิธีกำรสุ่มตัวอย่ำงทั้งหมดเป็นกำรเลือกตัวอย่ำงท่ีตัวอย่ำงมีโอกำสจะถูกเลือก
เท่ำเทียมกัน ซึ่งเป็นพื้นฐำนของทฤษฎีควำมน่ำจะเป็นและทฤษฎีควำมน่ำจะเป็น เป็นรำกฐำนของสถิติ
อ้ำงอิง (Inferential Statistics) ฉะน้ัน ถ้ำผู้วิจัยจะอ้ำงอิงค่ำสถิติจำกกลุ่มตัวอย่ำงไปยังค่ำพำรำมิเตอร์
ก็ควรใชว้ ิธกี ำรสุ่มขำ้ งตน้ นี้
การสุ่มตัวอย่างโดยไมใ่ ชท้ ฤษฎคี วามนา่ จะเป็น (Nonprobability Sampling)
กำรสุ่มท่ีไม่คำนึงถึงควำมน่ำจะเป็นในกำรสุ่ม (Non – Probability Sampling) เป็นกำรสุ่ม
แบบไม่คำนึงถึงว่ำกลุ่มตัวอย่ำงท่ีได้รับเลือกมำน้ันจะมีควำมน่ำจะเป็นหรือโอกำสที่จะได้รับเ ลือกมำน้ัน
เป็นเท่ำใด จึงเป็นกำรเลือกตัวอย่ำงประชำกรแบบเจำะจง (Purposive Sampling) ส่วนมำกใช้ใน
กำรศึกษำท่ีไม่สำมำรถจะกำหนดขอบเขตของประชำกรได้แน่นอน มีเวลำและส่ิงอำนวยควำมสะดวก
จำกัด อำศัยกำรตัดสินใจตำมควำมสะดวกของผู้วิจัยเป็นหลัก ซง่ึ กำรสมุ่ แบบนี้ทำให้เกิดควำมลำเอียงใน
กำรสุ่มตวั อย่ำงได้งำ่ ย ซ่ึงได้แก่
(1) การส่มุ แบบเจาะจง (Purposive Sampling or Judgement Sampling)
กำรสุ่มแบบเจำะจง เป็นกำรกำหนดคุณลักษณะของกลุ่มตัวอย่ำงโดยใช้เหตุผลของผู้วิจัยในกำร
ที่จะเจำะจงกลุ่มตัวอย่ำง จึงมักจะใช้กับกลุ่มตัวอย่ำงจำนวนนอ้ ยและมีลักษณะเฉพำะที่โดดเด่น เช่น ผู้ท่ี
เชยี่ วชำญเกี่ยวกบั กำรจดั กำรศึกษำ จึงหนีไมพ่ น้ ที่จะต้องเปน็ ผู้บรหิ ำรในระดับสูงหรอื ผู้ทมี่ ีหนำ้ ทีท่ ี่จะตอ้ ง
รับผิดชอบหรอื ดำเนนิ กำรในเรอื่ งดงั กล่ำวโดยตรง ลกั ษณะกำรสุ่มตัวอยำ่ งดว้ ยวธิ นี ีม้ ี
กำรสุ่มแบบนี้มีข้อดี คือ กำรได้กลุ่มตัวอย่ำงท่ีเป็นตัวแทนของประชำกรท่ีตรงกับจุดมุ่งหมำยที่
เรำต้องกำรจะศกึ ษำ
ส่วนข้อจำกัดในกำรสุ่มแบบนี้ คือ ถ้ำกลุ่มตัวอย่ำงไม่เป็นตัวแทนที่ดีจริง ๆ ผลกำรวิจัยจะไม่
น่ำเช่ือถือ และกำรเก็บข้อมูลจำกกลุ่มตัวอย่ำงด้วยวิธีดังกล่ำว มักจะประสบปัญหำ ในกรณีที่กลุ่ม
ตัวอยำ่ งไม่มีเวลำในกำรให้ขอ้ มูล เนื่องจำกผูท้ ่ีมีควำมรู้ ควำมชำนำญจรงิ ๆ นั้นมักจะมีภำรกจิ มำก
(2) การสมุ่ แบบตามความสะดวกหรือแบบบังเอิญ (Accidental Sampling)
กำรสุ่มแบบตำมควำมสะดวกหรือแบบบังเอิญเป็นลักษณะกำรสุ่มตัวอย่ำงโดยที่ผู้วิจัยยึดควำม
สะดวกเป็นหลักในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล เช่น ต้องกำรเก็บรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับควำมพึงพอใจในกำร
จัดงำนสัปดำห์หนังสือแห่งชำติ ปี 2563 ณ ศูนย์กำรประชุมแห่งชำติสิริกิรติย์ โดยผู้วิจัยก็กำหนด
หน่วยตัวอย่ำงท่ีจะเก็บข้อมูลไว้ที่ 200 คน ท้ังน้ีเนื่องจำกผู้วิจัยไม่สำมำรถใช้วิธีในกำรท่ีจะคำนวณ
ขนำดของตัวอย่ำงได้ เนื่องจำกไม่ทรำบจำนวนท่ีแท้จริงของประชำกรผู้มำเย่ียมชมงำน ผู้วิจัยก็จะเก็บ
134
135 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ขอ้ มูลโดยเมื่อพบใครก็จะเก็บข้อมูลจำกคนนั้น เม่ือครบจำนวนตำมท่ีต้องกำรก็หยุดเก็บ โดยไม่ได้สนใจ
ว่ำผทู้ ี่จะมำเที่ยวชมงำน จะมภี มู ิลำเนำท่ีใดและจะมีอำชพี อะไร เป็นตน้
กำรสุ่มแบบนี้มีข้อดี คือ เก็บข้อมูลได้ง่ำย เน่ืองจำกขั้นตอนกำรดำเนินงำนไม่ซับซ้อน ส่วน
ข้อจำกดั คือ กล่มุ ตัวอย่ำงอำจจะไมใ่ ช่ตัวแทนท่ีดีของประชำกร
(3) การสุ่มแบบโควต้า (Quota Sampling)
กำรสุ่มแบบโควตำ (Quota Sampling) เป็นลักษณะกำรสุ่มโดยกำรกำหนดขนำดของกลุ่ม
ตัวอย่ำงตำมสัดส่วนออกเป็นกลุ่ม ๆ และมีลักษณะคล้ำยกับกำรสุ่มแบบแบ่งข้ัน แต่ต่ำงกันที่กำรสุ่มแบบ
โควต้ำไม่ได้อำศัยควำมน่ำจะเป็นในกำรได้มำซึ่งกลุ่มตัวอย่ำง แต่จะใช้ควำมสะดวกในกำรเก็บรวบรวม
ข้อมูล เช่น ต้องกำรศึกษำควำมคิดเห็นเกี่ยวกับกำรจัดกิจก รรมรับน้องใหม่ของนักศึกษำ
คณะศิลปศำสตร์และวิทยำกำรจัดกำร มหำวิทยำลัยสงขลำนครินทร์ วิทยำเขตสุรำษฎร์ธำนี โดยผู้วิจัย
ต้องกำรตัวอย่ำงจำนวน 500 คน และได้กำหนดสัดส่วนนกั ศกึ ษำแต่ละข้ันปี ไว้ดังนี้ นักศึกษำขั้นปีที่ 1 :
ปีท่ี 2 : ปีที่ 3 : ปีท่ี 4 ได้ดังนี้ 30 : 30 : 20 : 20 ได้จำนวนนักศึกษำท่ีจะมำเป็นกลุ่มตัวอย่ำง ดังน้ี
150 : 150 : 100 :100 เปน็ ตน้
4) การสุ่มแบบบอกต่อ (Snowball Sampling)
เป็นกำรสุ่มท่ีไม่มีกำรกำหนดว่ำจะสุ่มใครไว้ล่วงหน้ำ กำรเก็บรวบรวมข้อมูลจำกกลุ่มตัวอย่ำง
ผู้วิจัยจะอำศัยข้อมูลจำกตัวอย่ำงคนแรกให้ช่วยแนะนำผู้ท่ีสมควรจะเป็นตัวอย่ำงคนต่อไปให้ ลักษณะ
เหมือนแชร์ลูกโซ่ เป็นกำรสุ่มท่ีมีลักษณะเช่ือมโยงกันระหว่ำงหน่วยตัวอย่ำง ผู้วิจัยจะเก็บ ข้อมูลใน
ลักษณะเชน่ นีจ้ นได้ข้อมลู ตวั อย่ำงครบตำมจำนวนที่ต้องกำร
เง่ือนไขในการกาหนดขนาดของกลุ่มตัวอยา่ ง
1. กำหนดขนำดของกลุ่มตัวอย่ำง ต้องคำนึงถึงควำมมีเอกพันธ์ (Homogeneous) ของ
ประชำกร คือ หนว่ ยของประชำกรตำ่ งๆมลี กั ษณะที่คล้ำยคลึงกันมำก
2. กำรกำหนดขนำดของกลุ่มตัวอย่ำง ต้องคำนึงถึงวิธีกำรเก็บรวบรวมข้อมูล โดยวิธีกำร
เกบ็ รวบรวมแตล่ ะวธิ จี ะมีผลตอ่ กำรไดร้ บั ข้อมลู กลับคืนมำที่อำจแตกตำ่ งกนั ไป
3. กำรกำหนดขนำดของกลุ่มตัวอย่ำง ต้องคำนึงถึงควำมคลำดเคล่ือนจำกกำรเก็บข้อมูล
ไม่ได้ตำมจำนวนท่ีกำหนดไว้ “เพ่ิมได้ แต่ลดไม่ได้”กำรเพ่ิมเผื่อเอำไว้เพื่อเพิ่มควำมปลอดภัยให้สำมำรถ
เก็บข้อมูลไดม้ ำกทสี่ ุด
4. กำรกำหนดขนำดของกลุ่มตัวอย่ำง ต้องให้สัมพันธ์กับกำรนิยำมขอบเขตของประชำกร
และวัตถุประสงคข์ องกำรวิจยั
จะเห็นไดว้ ำ่ กำรสมุ่ ตัวอย่ำงที่ไม่คำนงึ ถงึ ควำมน่ำจะเปน็ ในกำรสุ่มรูปแบบนี้มีขอ้ ดี คือ 1) ทำ
ให้เกิดควำมสะดวกในกำรเก็บรวบรวมข้อมูล 2) ทำให้ประหยัดทั้งเวลำและงบประมำณ 3) ทำได้ง่ำย
รวดเร็ว ไม่ต้องใช้หลักเกณฑ์ในกำรเลือกกลุ่มตัวอย่ำง ส่วนข้อจำกัด คือ 1) มีควำมลำเอียงในกำรเลือก
135
136 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี จิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
กลุ่มตัวอย่ำง 2) ไม่สำมำรถอ้ำงได้ว่ำกลุ่มตัวอย่ำงท่ีถูกเลือกเป็นตัวแทนของประชำกรอย่ำงแท้จริง 3)
ผลกำรวิจัยไม่สำมำรถสรุปอ้ำงอิงไปสู่ประชำกรท้ังหมดได้ และ 4) กลุ่มตัวอย่ำงข้ึนอยู่กับกำรตัดสินใจ
ของผวู้ ิจยั
ความคลาดเคล่ือนในการส่มุ ตัวอยา่ ง
กำรเก็บรวบรวมข้อมูลจำกกลุ่มตัวอย่ำงน้ัน อำจจะมีข้อผิดพลำดซ่ึงทำให้ได้กลุ่มตัวอย่ำงที่ไม่
เป็นตัวแทนท่ีดีของประชำกรได้ เน่ืองมำจำกเหตุหลำยๆประกำรดังท่ี ภัทรำ นิคมำนนท์ (2544) ได้
เสนอแนะตอ่ กำรสมุ่ ตัวอยำ่ ง ดงั น้ี
1. กำหนดกรอบประชำกรผิด ซ่ึงอำจเน่ืองมำจำกกำรระบุขอบเขตหรือคุณลักษณะของสมำชิก
ไม่ชัดเจน
2. กำหนดคณุ ลักษณะของกลุม่ ตัวอย่ำงไมถ่ ูกต้อง
3. ควบคมุ กำรส่มุ ตัวอย่ำงไม่ได้ เชน่ แจกแบบสอบถำมไปแลว้ บุคคลอนื่ ท่ีไม่ใชก่ ลุ่มตวั อย่ำงตอบ
แทน ซ่ึงเป็นสำเหตุทผ่ี ูว้ ิจยั ไมอ่ ำจจะทรำบไดจ้ งึ แกไ้ ขไดย้ ำก
4. ขำดควำมระมดั ระวังในกำรเลือกกลุ่มตัวอยำ่ งไดถ้ กู ต้อง เช่น เลือกตำมสะดวกโดยไมค่ ำนึงถึง
คณุ ลักษณะของกล่มุ ตัวอยำ่ งท่ตี ้องกำร
5. ควำมเข้ำใจในวิธีกำรสุ่มตัวอย่ำงไม่ถูกต้อง เช่น จัดระบบไว้ว่ำจะสัมภำษณ์บุคคลที่เดินเข้ำ
ประตูมำในสถำบันทุก ๆ 10 คนจะสัมภำษณ์หน่ึงคนซ่ึงผลจำกกำรสุ่มเช่นนี้ ไม่อำจรับประกันได้ว่ำจะได้
กลุ่มตัวอยำ่ งท่ีเป็นตัวแทนของประชำกรได้ เพรำะกำรเดินเข้ำประตูของนักศึกษำ อำจเข้ำมำในอัตรำที่มี
ควำมถี่แตกต่ำงกัน ด้วยจุดประสงค์ที่ต่ำงกันหรืออำจมีบุคคลภำยนอกที่ไม่ใช่นักศึกษำก็ได้ เรียกว่ำเป็น
กำรสุ่มแบบบังเอิญมำกกว่ำสุ่มแบบมีระบบ กำรสุ่มแบบมีระบบนี้มักใช้กับประชำกรท่ีมีจำนวนท่ีมีกำร
จดั ระบบและได้จัดเรียงลำดับหนว่ ยประชำกรอย่ำงมีระบบแลว้
1) วิธีกำรแก้ไขควำมผิดพลำดดังกล่ำว สำมำรถแก้ไขได้โดยกำรขยำยขนำดของกลุ่มตัวอย่ำงให้
ใหญข่ ้ึน
1. ควำมผิดพลำดท่ีเกดิ จำกกำรไม่ไดร้ ับควำมรว่ มมือของกล่มุ ตัวอย่ำง กำรสุ่มตัวอย่ำงท่ีดีนั้น
ผู้วิจัยไม่อำจทรำบล่วงหน้ำได้ว่ำกลุ่มตัวอย่ำงท่ีสุ่มได้จะเป็นใคร มำจำกไหน จึงหวังได้ยำกว่ำจะได้รับ
ควำมรว่ มมอื จำกทกุ หนว่ ยตวั อย่ำง ปญั หำทเ่ี กิดข้นึ จำกกำรไมไ่ ด้รับควำมร่วมมือจำกกลมุ่ ตัวอย่ำง ไดแ้ ก่
1.1 ผ้วู ิจยั ไมส่ ำมำรถเข้ำถึงหน่วยตวั อยำ่ งได้โดยตรง กล่มุ ตัวอยำ่ งทสี่ ุม่ ได้บำงหน่วยอำจ
อยู่กระจดั กระจำยมำก กำรเดินทำงไปเก็บข้อมูลอำจส้ินเปลืองค่ำใช้จ่ำยมำก จงึ ใชว้ ธิ ีกำรส่งทำงไปรษณีย์
บำงหน่วยอำจมีควำมยุ่งยำกในกำรเข้ำพบอำจฝำกแบบสอบถำมไปกับบุคคลอื่นต่อ เพ่ือนำไปให้กลุ่ม
ตวั อยำ่ งซึ่งวิธกี ำรดงั กล่ำวอำจทำให้ไม่ได้รบั ข้อมูลกลับคืนมำ เปน็ ตน้
1.2 บำงกรณีผู้วิจัยสำมำรถติดต่อกับกลุ่มตัวอย่ำงได้โดยตรงแล้ว แต่อำจไม่ได้รับควำม
ร่วมมอื โดยกลุ่มตัวอย่ำงปฏิเสธทจี่ ะใหข้ อ้ มูลจะด้วยเหตผุ ลใดกต็ ำม
2) วิธีกำรแก้ไขควำมผิดพลำดนี้ ผู้วิจัยจำเป็นต้องหำวิธีกำรที่จะให้ได้รับควำมร่วมมือจำกกลุ่ม
ตัวอย่ำง เช่น มีกำรนัดหมำยล่วงหน้ำ เลือกเวลำเข้ำพบให้เหมำะสม ช้ีแจงให้กลุ่มตัวอย่ำงเห็น
136
137 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ควำมสำคัญของกำรวิจัย บำงคร้ังอำจต้องมีกำรอ้ำงอิงบุคคลท่ีใกล้ชิดกับกลุ่มตัวอย่ำงให้ช่วยกระตุ้นใน
กรณีที่กลุ่มตัวอย่ำงลืม บำงคร้ังอำจมีควำมจำเป็นต้องส่งแบบสอบถำมไปให้ใหม่ เพ่ือเตือนควำมจำหรือ
ในกรณที ่หี นว่ ยตัวอยำ่ งลืมหรือทำหำยหรือไมไ่ ด้รับ
2. กลุ่มตัวอย่ำงให้ข้อมูลผิดพลำด ในกรณีนี้ผู้วิจัยได้ข้อมูลจำกกลุ่มตัวอย่ำงกลับคืนมำแล้ว
แตข่ อ้ มูลที่ได้มำใช้ไมไ่ ดเ้ น่ืองจำก
2.1 ได้ข้อมูลท่ีไม่สมบูรณ์ มีอยู่บ่อย ๆ ท่ีได้ข้อมูลมำแล้วใช้ไม่ได้เพรำะมีคำตอบไม่ครบ
ทุกข้อ อำจเป็นเพรำะผู้ตอบไม่ให้ควำมสนใจ ไม่เต็มใจท่ีจะตอบไม่มีควำมรู้ควำมเข้ำใจในเรื่องท่ีถำม
หรอื ไมร่ อบคอบในกำรตอบจงึ ทำให้ไดข้ ้อมูลท่ีไมส่ มบรู ณ์
2.2 ตอบข้อมูลไม่ถูกต้อง ไม่ตรงกับควำมเป็นจริง ในกรณีท่ีผู้ตอบไม่มีควำมรู้ควำม
เข้ำใจในเรื่องที่ถำม แต่มีควำมรับผิดชอบและเต็มใจในกำรให้ควำมร่วมมือจึงพยำยำมตอบจบครบทุกข้อ
บำงกรณีผู้ตอบอำจไม่เต็มใจตอบ เพรำะรู้สึกอึดอัด อำยท่ีจะตอบในกำรตอบบำงเร่ือง อำจเลี่ยงตอบผิด
ไปจำกควำมจริงได้หรือบำงคร้ังผู้ตอบอำจไม่เห็นควำมสำคัญของกำรตอบตอบด้วยควำมเกรงใจ อำจ
ตอบอย่ำงเสียไม่ได้ ไม่มีกำรคิดอย่ำงจริงจัง คำตอบเหล่ำนี้จึงเป็นข้อมูลท่ีไม่ถูกต้องทำให้ผลกำรวิจัย
ผิดพลำดได้
2.3 มีควำมผิดพลำดในกำรส่ือควำมหมำย มีกำรแปลควำม ตีควำมในคำถำมผิด จึงทำ
ให้ไดค้ ำตอบทีผ่ ิดพลำด
3) วิธีกำรแก้ไขควำมผิดพลำดนี้ ผู้วิจัยจะต้องช้ีให้ผู้ตอบเห็นควำมสำคัญของกำรให้ข้อมูลท่ี
ถูกต้องของเขำ พยำยำมส่ือควำมหมำยให้ชัดเจน เล่ียงกำรถำมเรื่องท่ีทำให้ผู้ตอบอึดอัดหรือเกิดควำม
ละอำยในกำรตอบ หำกมีควำมจำเป็นที่จะต้องถำมเรื่องท่ีผู้ตอบละอำยใจหรือไม่เต็มใจตอบ ก็ควรชี้แจง
ใหเ้ หน็ ควำมจำเปน็ ที่จะต้องถำมและให้ควำมม่ันใจไดว้ ่ำจะรักษำขอ้ มลู ไว้เป็นควำมลับ ไมน่ ำไปเปิดเผยให้
ผู้ตอบเกิดควำมเสื่อมเสยี
ปัจจยั ท่ีทาใหส้ าเรจ็ ในการสมุ่ ตวั อยา่ ง (Key Success Factor)
กำรสมุ่ ตัวอยำ่ งสำมำรถสำเรจ็ ตำมเป้ำหมำยกำรวิจัยทกี่ ำหนด ทัง้ น้เี พรำะ
1. ฐำนขอ้ มลู /ประชำกรต้องเป็นปัจจุบนั
2. วิธีกำรสุม่ ตอ้ งมคี วำมน่ำเช่อื ถอื มแี หลง่ ท่มี ำอ้ำงอิงได้
3. ขนำดตัวอย่ำงต้องมีกำรกระจำยตัวและครอบคลุมประชำกรเพื่อให้มีควำมคลำดเคล่ือนน้อย
ที่สดุ สำมำรถทดแทนประชำกรทง้ั หมดได้
4. กำหนดจำนวนของกลุ่มตัวอย่ำงว่ำจะใช้จำนวนเท่ำใด กำรใช้กลุ่มตัวอย่ำงจำนวนน้อยจะทำ
ให้โอกำสท่ีจะเกิดควำมคลำดเคล่ือนมีมำก กำรใช้กลุ่มตัวอย่ำงจำนวนมำก จะทำให้โอกำสทีจ่ ะเกิดควำม
คลำดเคล่อื นมีน้อย
5. กำรวจิ ยั บำงประเภทไมจ่ ำเป็นตอ้ งใช้กลุ่มตวั อย่ำงจำนวนมำก เช่น กำรวจิ ัยเชิงทดลอง
6. ผูว้ ิจยั ต้องกำหนดควำมคลำดเคลื่อนในกำรวจิ ัย และรูจ้ ำนวนประชำกรกอ่ น ปกติกำรวิจัยทำง
กำรศกึ ษำจะกำหนดควำมคลำดเคลอ่ื นไวท้ รี่ ะดบั .05
137
138 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
เมื่อสำมำรถดำเนินกำรตำมขั้นตอนกำรสุ่มตัวอย่ำงดังกล่ำวได้ สำมำรถทำให้กำรสุ่มตัวอย่ำง
สำเรจ็ ได้
การวิเคราะห์ขอ้ มูลการวจิ ัยเชิงปริมาณ
กำรเลือกกลุ่มตัวอย่ำงในกำรวิจัยเชิงคุณภำพ จะเน้นถึงกำรเลือกกลุ่มตัวอย่ำง (Key
Informant) ท่ีสำมำรถให้คำตอบที่ตรงหรือสอดคล้องกับคำถำมกำรวิจัย หรือเรียกได้ว่ำ กลุ่มตัวอย่ำงท่ี
เลือกมักมีลักษณะเฉพำะเจำะจง และกลุ่มตัวอย่ำงสำมำรถให้ข้อมูลได้อย่ำงเต็มท่ี ไม่ว่ำจะเป็นกำร
ซักถำมหรือกำรสงั เกต ซงึ่ ผเู้ ขียนขออธิบำยกลุม่ ตัวอย่ำงกำรวจิ ยั เชิงคณุ ภำพ ดังต่อไปน้ี
กำรเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นขั้นตอนที่สำคัญท่ีสุดข้ันหนึ่งในงำนวิจัย ผู้วิจัยควรศึกษำทำควำม
เขำ้ ใจท้ังลักษณะและประเภทข้อมูลตลอดจนวิธีกำรเก็บข้อมูล เพ่ือจะได้นำไปประยุกตใ์ ชไ้ ด้อย่ำงถูกต้อง
และเหมำะสมกับงำนของตน โดยทั่วไปวิธีกำรรวบรวมและประเภทข้อมูลท่ีรวบรวมขึ้นกับวัตถุประสงค์
ของงำนวิจัยที่กำลังทำอยู่ กำรเก็บข้อมูลจะมีวิธีกำรและแหล่งท่ีมำแตกต่ำงกันไปและหำกพิจำรณำถึง
ประเภทข้อมูลสำมำรถสรุปข้อมูลได้ 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มข้อมูลทุติยภูมิ และกลุ่มข้อมูลปฐมภูมิ ซ่ึงวิธีกำร
รวบรวมขอ้ มลู ทัง้ สองประเภทกจ็ ะมคี วำมแตกตำ่ งกัน สำมำรถอธิบำย ได้ดังน้ี
ขอ้ มลู (Data) หมำยถงึ ข้อเท็จจรงิ เก่ยี วกับปัญหำทผ่ี ู้วิจยั ได้เก็บรวบรวมมำจำกแหล่งตำ่ งๆ
ซง่ึ อำจจะเป็นตัวเลขหรือข้อควำม เพ่ือนำมำเป็นหลักฐำนอ้ำงอิงในกำรสรุปผลหรือตอบคำถำมในปัญหำ
ท่ผี วู้ ิจัยศึกษำ ทัง้ นี้ข้อมูลสำมำรถจำแนกได้หลำยๆลักษณะตำมเกณฑ์ที่ใช้จำแนก ซ่ึงประเภทของข้อมลู ที่
สำคญั มีดังน้ี
ลกั ษณะที่ 1 จำแนกตำมแหลง่ ทม่ี ำของขอ้ มลู จำแนกได้ 2 ประเภท คอื
1. ข้อมูลปฐมภูมิ (Primary Data) เป็นข้อมูลท่ีผู้วิจัยรวบรวมจำกแหล่งของข้อมูล
โดยตรง ข้อมลู ประเภทน้โี ดยมำกจะไดม้ ำจำกกำรสำรวจ กำรสัมภำษณ์ กำรทดสอบ ทดลอง หรือกำรใช้
แบบสอบถำม
2. ข้อมูลทุติยภูมิ (Secondary Data) เป็นข้อมูลที่ไม่ได้มำจำกแหล่งข้อมูลโดยตรง แต่
ได้มำจำกข้อมูลท่ีมีผู้อื่นรวบรวมไว้แล้ว ซึ่งข้อมูลประเภทน้ีโดยมำกมักได้มำจำกเอกสำร สถิติ หรือ
ทะเบียนของหน่วยงำน ลักษณะที่ 2 จำแนกตำมลักษณะของข้อมูล จำแนกได้ 2 ประเภท คือ 1) ข้อมูล
เชิงคุณภำพ (Qualitative Data) เป็นข้อมูลที่ไม่ได้แสดงออกมำในรูปของตัวเลขเชิงปริมำณ แต่เป็น
ข้อมูลท่ีแสดงถึงคุณลักษณะท่ีเป็นข้อควำม คำพูดหรือคำบรรยำย เช่น เพศ อำชีพ กำรศึกษำ รูปแบบ
กำรโฆษณำ เป็นตน้ และ 2) ข้อมลู เชงิ ปรมิ ำณ (Quantitative Data) เปน็ ข้อมลู ท่ีแสดงออกมำในรูปของ
ตวั เลขท่เี ป็นจำนวนปรมิ ำณ เช่น จำนวนลกู คำ้ จำนวนสินคำ้ คงคลังเป็นตน้
138
139 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
แหล่งที่มำของข้อมูล และกำรเก็บรวบรวมขอ้ มูล
1) ข้อมลู ปฐมภูมิ (Primary Data)
คือ ข้อมูลท่ผี ู้วิจยั เก็บรวบรวมข้ึนเป็นครงั้ แรก หรือข้อมูลสนำม โดยไม่ไดค้ ดั เลอื กหรือหยิบยกมำ
จำกท่ีมีบุคคลอน่ื หรอื หน่วยงำนอนื่ ได้จัดเก็บรวบรวมมำไว้ก่อน ซ่ึงเป็นกำรเก็บรวบรวมจำกกำรสอยถำม
สงั เกต สมั ภำษณห์ รือกำรทดลองข้ึนเอง โดยแบ่งประเภทของข้อมลู ปฐมภมู ิ ดังน้ี
1. ลกั ษณะด้ำนประชำกรศำสตร์/สังคมเศรษฐกิจ (Demographics Socio-economic
Characteristics) ประกอบด้วย อำยุ กำรศึกษำ อำชีพ สถำนภำพกำรแต่งงำน เพศ รำยได้ และระดบั ขั้น
ทำงสงั คม นักวิจัยจะใช้ตัวแปรเหล่ำนี้ โดยเกบ็ รวบรวมตวั แปรเพื่อหยัง่ ลกึ ถงึ ลกั ษณะของผ้ตู อบ
2. ลั ก ษ ณ ะด้ ำน จิ ต วิท ย ำ/รูป แ บ บ ก ำรด ำรงชี วิต (Psychological/lifestyle
Characteristics) อยูใ่ นรปู ของลกั ษณะบุคลิกภำพ กิจกรรม ควำมสนใจ ค่ำนิยม
3. ทัศนคติ/ควำมคิดเห็น (Attitudes/opinions) โดยทั่วไปทัศนคติเป็นควำมพึงพอใจ
แนวโน้ม ทัศนะ หรือควำมรู้สึกของบุคคลต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือควำมรู้สึกที่มีเก่ียวกับเหตุกำรณ์ ส่วน
ควำมคิดเห็น เป็นกำรแสดงควำมคิดเห็นในเรื่องใดเร่ืองหน่ึง โดยถือว่ำทั้งทัศนคติและควำมคิดเห็น
สำมำรถแทนกันได้
4. กำรเกิดจำกควำมรู้จัก/ควำมรู้ (Awareness/Knowledge) หมำยถึง กำรหยั่งลึก
หรอื ทำควำมเขำ้ ใจข้อเท็จจริงของบุคคลเก่ยี วกบั ส่ิงของหรือเหตุกำรณ์
หน้ำท่ีของข้อมูลปฐมภูมิ สำมำรถแบ่งได้ ตำมลักษณะต่อไปน้ี 1) สำเหตุและผลลัพธ์ จะมี
ควำมสัมพันธ์กันว่ำอะไรเป็นสำเหตุและมีผลลัพธ์อย่ำงไร ซ่ึงจะเห็นได้จำกกำรวิจัยทดลอง มีกำรตั้งข้อ
สมมติฐำนในลักษณะเป็นเหตุและผลกัน ซ่ึงจะต้องมีอย่ำงน้อย 2 กลุ่ม 2) กำรพรรณนำหรืออธิบำย เป็น
กำรพรรณนำเพ่ืออธิบำยถึงควำมเกี่ยวข้องของตัวแปรต่ำงๆเพ่ือให้เกิดควำมเข้ำใจยิ่งขึ้น และ 3) กำร
จัดแบ่งประเภท กรณีท่ีมีควำมซับซ้อนเก่ียวกับกำรเก็บข้อมูลจำกกลุ่มพหูคูณหรือหลำยๆกลุ่ม ซ่ึงมีตัว
แปรสำเหตุมำกกวำ่ หน่งึ ตวั ก็จำเป็นมีกำรใชข้ ้อมูลหลำยชนดิ
แหล่งทมี่ ำของขอ้ มูลปฐมภมู ิ (Primary Data Sources) คอื 1. องค์กำร (Organization) 2.
คนกลำง (Middle-Man) 3. ลูกค้ำ (Customers) และ 4. คู่แข่งขัน (Competitors) โดยมีข้อดีของ
ขอ้ มูลปฐมภูมิ ดังน้ี
1. โอกำสในกำรได้รับข้อมูลมมี ำก เพรำะว่ำผู้วิจยั สำมำรถที่จะใช้กำรสังเกต กำรสำรวจ
และกำรทดลอง เพอื่ เกบ็ เอำขอ้ มูลมำ แตถ่ ำ้ เป็นข้อมูลทตุ ยิ ภมู ผิ วู้ ิจยั จะได้ข้อมลู เฉพำะแต่ท่ีมีเทำ่ น้นั
2. ควำมคล่องตัวในกำรเก็บข้อมูล เพรำะว่ำแหล่งข้อมูลปฐมภูมิมีอยู่โดยทั่วไปต้ังแต่ท่ี
เป็นองค์กำรหรือหน่วยงำน คนกลำงในช่องทำงกำรตลำด ลูกค้ำหรือผู้บริโภคทั่วไปและผู้แข่งขันของ
กจิ กำร
3. ข้อมูลท่ีตรงกับโครงกำรวิจัย เพรำะว่ำผู้วิจัยสำมำรถที่จะเลือกแหล่งข้อมูลและใช้
เคร่อื งมือหรือแบบเกบ็ ข้อมูลทต่ี รงกับเรื่องที่ทำวจิ ัยได้
139
140 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
สว่ นขอ้ เสยี ของขอ้ มลู ปฐมภมู ิ มีดงั นี้
1. มีกำรเสียค่ำใช้จ่ำยสูง เพรำะว่ำผู้วิจัยจะต้องจ้ำงพนักงำนเก็บรวบรวมข้อมูลไปเก็บ
ข้อมลู โดยวธิ ีสงั เกต กำรสำรวจ กำรทดลอง คำ่ ใชจ้ ่ำยในกำรเดินทำงของพนักงำน
2. กำรกำหนดแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ เพรำะข้อมูลปฐมภูมิมีอยู่โดยทั่วไปในท้องตลำดจึง
อำจมปี ญั หำในกำรกำหนดแหลง่ ข้อมูลทถ่ี กู ต้องกบั เรื่องทีท่ ำวิจัยได้
3. ใช้ระยะเวลำในกำรเก็บขอ้ มูล ขอ้ มูลปฐมภูมิเป็นข้อมลู ที่ยังไม่มีกำรเก็บรวบรวม เพื่อ
ทำกำรวิเครำะห์แต่อยำ่ งใด ต่ำงกบั ขอ้ มลู ทุตยิ ภมู ิทจี่ ดั เก็บหรอื วเิ ครำะห์เอำไว้อยำ่ งเรียบร้อยแล้ว
2) ขอ้ มูลทุติยภูมิ (Secondary Data)
คือ ข้อมูลที่อยู่ในลักษณะของเอกสำรต่ำงๆท่ีมีบุคคลอ่ืนหรือหน่วยงำนอ่ืนๆได้เก็บรวบรวมไว้
แลว้ เช่น สถติ ิขอ้ มูลทำงกำรผลติ รำยงำนของกำรวเิ ครำะห์ ผลงำนวิจัย หรือตำรำทำงวชิ ำกำรตำ่ งๆ กำร
วิจัยท่ีสำมำรถใช้ข้อมูลทุติยภูมิได้ย่อมสะดวกประหยัดเวลำ และค่ำใช้จ่ำยมำกกว่ำกำรใช้ข้อมูลปฐมภูมิ
แต่มักจะเป็นข้อมูลไม่เป็นปัจจุบันทันด่วนนัก ไม่เหมือนกับข้อมูลสนำม ซ่ึงกำรใช้ข้อมูลทุติยภูมิจะเป็น
ทำงเลือกสุดทำ้ ยในกำรเลือกวิธกี ำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มูลเพื่อกำรวิจัย
โดยพบวำ่ แหล่งทุติยภูมิ คือ แหล่งข้อมลู ซึ่งถำ่ ยทอดมำจำกแหล่งต้นตอหรือแหล่งปฐมภูมิ แบ่ง
ออกได้ 2 แหล่งใหญ่ คือ 1) ข้อมูลจำกภำยในองค์กำร (Internal Data Sources) คือ ข้อมูลท่ีก่อให้เกิด
ข้ึนภำยในกิจกำร เพ่ือให้นักวิจัยใช้ในกำรดำเนินงำนถือว่ำเป็นข้อมูลภำยใน และ 2) ข้อมูลจำกองค์กร
ภำยนอก (External Data Sources) คือ ข้อมลู ท่ีอยู่ภำยนอกกิจกำรซึ่งมีอยู่มำกมำยหลำยแห่ง และเป็น
เรือ่ งทีย่ ุ่งยำกกวำ่ กำรเก็บข้อมูลภำยในกิจกำร
ข้อดีของขอ้ มลู ทุติยภูมิ
1. ขอ้ ดขี องกำรใช้ขอ้ มลู ภำยในกจิ กำร
1.1 ควำมสะดวกรวดเรว็
1.2 ควำมเชือ่ ถอื ได้ ถือว่ำข้อมูลภำยในกิจกำรมคี วำมน่ำเชอื่ ถอื สูงมำก
2. ขอ้ ดขี องกำรใชข้ อ้ มลู ภำยนอกกิจกำร ซึง่ มดี งั น้ี
2.1 ควำมประหยดั ช่วยประหยดั เวลำและเงินทนุ
2.2 ควำมครอบคลุมปัญหำ มีบำงกรณีที่ผู้วิจัยไม่สำมำรถจะเก็บข้อมูลปฐมภูมิให้ตรง
กับควำมตอ้ งกำรได้
เคร่อื งมอื ที่ใชใ้ นการเกบ็ รวบรวมข้อมูล
เครื่องมือที่ใช้ในกำรรวบรวมข้อมูลสำหรับกำรวิจัย มีอยู่หลำยชนิด แต่ท่ีนิยมใช้ในกำรวิจัยทำง
สังคมศำสตรแ์ ละทำงธรุ กิจ มีอยู่ 4 ชนดิ คอื
1) แบบทดสอบ (Test) หมำยถึง ชุดของคำถำมที่สร้ำงข้ึนเพื่อนำไปเร้ำหรือกระตุ้นให้บุคคล
แสดงพฤตกิ รรมตอบสนองออกมำให้สงั เกตหรอื วดั ได้ โดยสำมำรถแบง่ ประเภทของแบบทดสอบ ดังน้ี
1.1) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธ์ิ (Achievement Test) เป็นแบบทดสอบที่ใช้วัดควำมรู้
ทักษะ สมรรถภำพสมองในด้ำนต่ำงๆที่ได้จำกกำรเรียนรู้หรือประสบกำรณ์ท้ังปวง ซ่ึงสำมำรถแยกได้ 2
140
141 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ลักษณะ คอื แบบทดสอบท่ีสรำ้ งข้ึน และแบบทดสอบมำตรฐำน ซึ่งท้ังสองแบบจะมีลักษณะเช่นเดียวกัน
ต่ำงกันตรงที่แบบทดสอบมำตรฐำนจะถูกกำหนดถึงมำตรฐำนในกำรสร้ำง กำรดำเนินกำรสอบ กำร
ตรวจวัดคะแนน และกำรแปลควำมหมำยของคะแนน โดยมีรูปแบบของแบบวัดผลสัมฤทธ์ิที่นิยมใช้มีอยู่
3 รูปแบบ คอื (1) แบบปำกเปล่ำ (Oral Test) (2) แบบเขียนตอบ (Paper-Pencil Test) และ (3) แบบ
ปฏิบัติ (Performance Test)
1.2) แบบทดสอบวดั ควำมถนัด (Aptitude Test) เปน็ แบบทดสอบท่ใี ช้วัดสมรรถภำพในกำร
เรียนรู้ว่ำผู้เรียนมีควำมสำมำรถในกำรเรียนรู้ในด้ำนใด มีควำมถนัดในด้ำนใด เพื่อเป็นประโยชน์ในกำร
ตดั สินใจ เพือ่ ท่ีจะได้ประสบควำมสำเร็จในกำรเรียนหรอื กำรทำงำน
1.3) แบบทดสอบวัดบุคคลและสังคม (Personal and Social Test) เป็นแบบทดสอบท่ีใช้
วัดบุคลิกภำพ กำรปรับตัว ทดสอบวัดเจตคติ และควำมสนใจของบุคคลในสังคม โดยลักษณะของ
แบบทดสอบที่ดี (1) มีควำมเท่ียงตรง (Validity) คือ วดั ได้ตรงตำมจุดมุ่งหมำยที่ตั้งไว้ (2) มีควำมเช่ือมั่น
(Reliability) คือ วัดได้คงท่ีแน่นอน (3) มีควำมเป็นปรนัย (Objective) คือ คำถำมชัดเจน ระบบกำรให้
คะแนนและกำรแปลควำมหมำยคะแนนชดั เจน (4) มีควำมยำก (Difficulty) คอื มีควำมยำกที่พอเหมำะ
ไม่ยำกหรือง่ำยเกินไป และ (5) มีอำนำจจำแนก (Discrimination) คือ ควำมสำมำรถในกำรจำแนกคน
เก่งกับคนออ่ นได้
2) การเก็บข้อมูลด้วยวิธกี ารสังเกต กำรเก็บข้อมูลโดยผู้วิจยั ได้เฝ้ำดูปรำกฏกำรณ์บำงอย่ำง
ท่ีเกิดขึ้นในกลุ่มผู้ถูกสังเกตอย่ำงตั้งใจ และมีกำรวำงแผนเป็นระบบเพื่อหำคำตอบท่ีตอบสนอง
วัตถปุ ระสงค์ของกำรวิจยั โดยอำศัยประสำทสัมผัสท้งั 5 โดยรูปแบบของกำรสังเกต มดี งั นี้
2.1) กำรสังเกตแบบมีโครงสร้ำง(Structured Observation) เป็นกำรสังเกตท่ีผู้สังเกตได้
กำหนดประเดน็ ไวแ้ ลว้ วำ่ จะสงั เกตอะไร โดยไม่ให้ผูถ้ กู สังเกตรตู้ วั ว่ำกำลังถูกสงั เกตอยู่
2.2) กำรสังเกตแบบไม่มีโครงสร้ำง (Unstructured Observation) เป็นกำรสังเกตท่ีผู้
สังเกตไม่ได้กำหนดประเด็นเฉพำะว่ำจะสังเกตอะไร แต่จะสังเกตทุกๆอย่ำงที่เกี่ยวข้องกับเรื่องที่กำลัง
ศกึ ษำวิธีกำรเก็บข้อมูลจำกกำรสังเกต มีขนั้ ตอนดงั น้ี 1. วำงแผนกำรเก็บขอ้ มูล 2. พิจำรณำส่งิ ทเ่ี ก่ียวขอ้ ง
ได้แก่ผู้เข้ำร่วมโครงกำร สถำนท่ีเก็บข้อมูล วัตถุประสงค์ของกลุ่มคน วัฒนธรรมของสังคม ควำมถี่และ
ระยะเวลำ
3) การรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์ ซ่ึงกำรสัมภำษณ์เป็นวิธีกำรสองทำง (Two-Way
Method) โดยมีกำรสนทนำกันระหว่ำงผู้มีข้อมูลกับผู้ต้องกำรทรำบข้อมูล เป็นกำรถำมตอบกันโดยตรง
หำกมีข้อสงสัยหรือไม่เข้ำใจก็ถำมซำ้ และทำควำมเข้ำใจได้ทันที เป็นกำรสร้ำงควำมมนั่ ใจใหท้ ้ังผตู้ อบและ
ผทู้ ำวจิ ัย ซง่ึ แบง่ ประเภทของกำรสัมภำษณ์ ดังนี้
3.1) กำรสัมภำษณเ์ ปน็ รำยบคุ คลกับเป็นกลมุ่ (Individual and Group Interviews)
3.2) กำรสัมภำษณ์แบบพนักงำนสัมภำษณ์คนเดียวกับพนักงำนสัมภำษณ์หลำยคน (Single
and Panel of Interviewers)
3.3) ก ำรสั ม ภ ำษ ณ์ แ บ บ มี โค รงส ร้ำงกั บ แ บ บ ไม่ มี โค รงส ร้ำง (Structured and
Unstructured Interviews)
141
142 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
3.4) กำรสัมภำษณ์แบบกำหนดคำตอบล่วงหน้ำกับไม่มีคำตอบล่วงหน้ำ (Directive and
Non-Directive Interviews)
3.5) กำรสัมภำษณ์แบบหยงั่ ลึกกับแบบเน้นจดุ (Depth and Focus Group Interviews)
3.6) กำรสัมภำษณ์ทำงโทรศัพท์กับกำรสัมภำษณ์ซ่ึงหน้ำ (Telephone and Face to face
Interviews)
4) การรวบรวมข้อมูลด้วยการใช้แบบสอบถาม แบบสอบถำมปกติจะประกอบด้วย 3 ส่วน
คือ 1) ส่วนนำ คำช้ีแจงในกำรตอบและส่งกลับ 2) ส่วนกำรช้ีแจงคำตอบ จะต้องชี้แจงและยกตัวอย่ำง
ประกอบด้วย เพื่อให้ผู้ตอบเข้ำใจและทำตำมตัวอย่ำง และ 3) ส่วนเน้ือหำของแบบสอบถำม เป็นข้อมูล
หรือคำถำมท่ีเก่ียวกับตัวแปรอิสระ และข้อมูลพื้นฐำนที่จะนำไปใช้ ในกำรอธิบำยและอภิปรำย
ผลกำรวิจัย ซึ่งกำรสร้ำงแบบสอบถำม มีข้ันตอนดังนี้ (1) กำหนดข้อมูลและตัวช้ีวัด (2) กำรกำหนด
รูปแบบของแบบสอบถำม และ (3) รูปแบบของแบบสอบถำม แบ่งออกเปน็ แบบใหญๆ่ ได้ 2 แบบ คอื
4.1) แบบคำถำมเปิด เป็นรูปแบบของคำถำมในลักษณะท่ีถำมอย่ำงกว้ำงๆ เปิดโอกำสให้
ผู้ตอบได้ตอบอย่ำงเสรตี ำมควำมพอใจ
4.2) แบบคำถำมปิด เป็นรูปแบบคำถำมท่ีผู้สร้ำงมีจุดมุ่งหมำยแน่นอนและจัดเตรียมคำตอบ
ไว้ล่วงหน้ำแล้ว ผู้ตอบเพียงเลือกคำตอบจำกคำตอบท่ีกำหนดให้เท่ำนั้น ข้อควำมต่ำงๆที่กำหนดเป็น
คำตอบไว้นัน้ มกั จะได้จำกกำรตอบแบบคำถำมเปิด
อยำ่ งไรก็ตำม วธิ ีกำรเกบ็ รวบรวมขอ้ มลู มีอกี หลำยวธิ ที ใี่ ช้กันมำก ไดแ้ ก่
(1) กำรสัมภำษณ์โดยตรง โดยผู้วิจัยไปทำกำรสัมภำษณ์จำกหน่วยทดลองโดยตรง วิธีน้ีใช้กัน
มำกในกำรทำสำมะโนและกำรสำรวจจำกตัวอย่ำง วิธีน้ีเหมำะสำหรับงำนวิจัยที่มีข้อคำถำมเป็นจำนวน
มำก ข้อคำถำมมีควำมซับซ้อนมีคำศัพท์เฉพำะและมีคำจำกัดควำมที่ต้องกำรคำอธิบำย แต่เป็นวิธีท่ีเสีย
คำ่ ใชจ้ ำ่ ยสงู
(2) กำรสัมภำษณ์ทำงโทรศัพท์ ในกรณีที่คำถำมไม่มำกและไม่ซับซ้อน ปริมำณคำถำมมีไม่มำก
นกั กำรสัมภำษณ์ทำงโทรศพั ท์จะทำใหไ้ ด้ข้อมูลเร็วข้ึน แต่มีข้อเสยี คือ สัมภำษณ์ไดเ้ ฉพำะหนว่ ยตัวอย่ำง
ที่มีโทรศพั ทเ์ ทำ่ น้ัน บำงกรณผี ตู้ อบอำจจะไมเ่ กรงใจ หรอื ไมพ่ อใจท่จี ะตอบ หรอื อำจวำงหโู ทรศพั ทก์ ไ็ ด้
(3) กำรส่งแบบสอบถำมทำงไปรษณีย์ ผู้เก็บรวบรวมข้อมูลส่งแบบสอบถำมทำงไปรษณีย์ วิธีนี้
เหมำะสำหรับกำรเก็บข้อมูลท่ีไม่มีควำมสำคัญมำกนัก เป็นข้อมูลง่ำยๆ ที่ไม่ซับซ้อน ไม่มีศัพท์หรือคำ
จำกัดควำมที่ต้องกำรคำอธิบำย จำนวนข้อคำถำมมีไม่มำกนัก วิธีน้ีมีข้อดีคือ เสียค่ำใช้จ่ำยน้อยแต่มี
ข้อเสียคือ ได้รับแบบสอบถำมกลับคืนมำน้อยหรือผู้บันทึกอำจจะเข้ำใจข้อคำถำมไม่ถูกต้อง หรือบันทึก
อยำ่ งขำดควำมรบั ผิดชอบ ขอ้ จำกัดคอื วิธีนใี้ ชส้ ำหรับกลุ่มตัวอยำ่ งท่ีอำ่ นออกเขียนได้เทำ่ นัน้
(4) กำรนับ ในกำรเก็บรวบรวมข้อมูลบำงอย่ำงต้องใช้วิธีนับ เช่น กำรสำรวจจำนวนรถที่ผ่ำนจุด
ท่ีต้องกำรศึกษำ และในเวลำท่ีสนใจศึกษำ จำนวนลูกค้ำท่ีเข้ำมำใช้บริกำรในช่วงเวลำหนึ่งๆ จำนวน
นกั ศึกษำทีล่ งทะเบียนเรียนในสัปดำหแ์ รก เปน็ ตน้
142
143 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
การวิเคราะหข์ อ้ มลู ของการวจิ ัย
ผเู้ ขยี นคน้ พบว่ำ กำรดำเนินงำนวิจยั เมือ่ ถึงข้ันตอนกำรวเิ ครำะหข์ ้อมูลของกำรวจิ ัย นั้นต้องให้
ควำมสำคญั ในสงิ่ ตอ่ ไปนี้
1) แหล่งข้อมูล
หมำยถึง กำรเก็บข้อมูลวิจัยเป็นไปได้ท้ังแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ และทุติยภูมิ โดยแหล่งปฐมภูมิ
(Primary Data) คือ กำรเก็บข้อมูลภำคสนำมด้วยตนเอง ส่วนแหล่งทุติยภูมิ (Secondary Data) จะใช้
แหล่งข้อมูลท่ีจัดเก็บไว้แล้ว เช่น ห้องสมุด รำยงำนวิจัย รำยงำนสำรวจ รำยงำนส่วนรำชกำร บันทึก
พงศำวดำร หรือเอกสำรอ้ำงอิงตำ่ งๆ เป็นต้น ซงึ่ เมื่อมีกำรวิเครำะห์ขอ้ มลู เชิงปริมำณ ประกำรแรก อำศัย
ข้อมูลตัวเลขเพ่ืออธบิ ำยและชี้ให้เห็นรำยละเอียดของปรำกฏกำรณ์ โดยแสดงขอ้ มูลในรูปตำรำง ประกำร
ที่สอง แสดงควำมเชื่อมโยงระหว่ำงตัวแปรต้นและตัวแปรตำมด้วยวิธีกำรทำงสถิติ ประกำรท่ีสำม กำร
อธิบำยควำมเช่ือมโยงระหว่ำงตัวแปรต้ังอยู่บนพ้ืนฐำนแนวคิด ทฤษฏี กฎ บนหลักกำรคิดวิเครำะห์แบบ
วิทยำศำสตร์ และประกำรท่ีส่ี มขี ้อจำกดั ในกำรอธิบำยควำมหมำยเชิงลึก โดยเฉพำะตอ่ สำเหตุพฤตกิ รรม
ของคนซ่งึ มหี ลำยปัจจัย หลำยตัวแปร ทเ่ี ปน็ สำเหตุ และมีควำมซับซ้อน
2) ชนดิ ระดบั ของข้อมลู (Scale) สำหรับกำรวจิ ยั นัน้ ได้แบง่ ชนดิ ของข้อมลู ดังนี้
(1) มำตรำนำมบัญญัติ (Nominal Scale or Classification Scale) เป็นมำตรำที่หำ
คำ่ ได้เฉพำะควำมถี่ แตน่ ำมำ บวก ลบ คณู หำร ไม่ได้ เชน่ เพศ อำชพี ภำค เปน็ ตน้
(2) มำตรอันดับ (Ordinal Scale) เป็นระดับของกำรวัดที่สูงกว่ำมำตรำนำมบัญญัติ
เป็นกำรกำหนดตัวเลขหรือสัญลักษณ์เพ่ือชี้ถึงอันดับ เช่น หลังจำกพิจำรณำภำพที่นักเรียนวำดมำแล้วก็
ไดอ้ ันดับจำกภำพท่ีดที ่ีสุดเปน็ อันดบั 1 รองลงมำเป็นอันอับ 2 , 3 ,…… ตำมลำดับ เป็นต้น จงึ เปน็ มำตรำ
ท่ีนำค่ำสถิติมำเรียงลำดับได้ แต่นำมำบวก ลบ คูณ หำร ไม่ได้ เช่น ขนำด (เล็ก กลำง ใหญ่) ระดับ
กำรศกึ ษำ (ป.ตรี ป.โท ป.เอก) และระดับคิดควำมเหน็ (เห็นดว้ ยมำก ปำนกลำง นอ้ ย)
(3) มำตรอันตรภำค (Interval Scale) เปน็ ระดับของกำรวัดท่ีสงู กว่ำสองมำตรำท่ีกล่ำว
มำ โดยมีคณุ สมบัติเพิ่มขึ้นอีก 2 ประกำร คือ มี ศนู ย์สมมุติ (Arbitrary Zero or Relative Zero) และมี
หน่วยของกำรวดั ทีเ่ ทำ่ กับค่ำของมำตรำนี้จะทำไดเ้ ฉพำะกำรบวกและลบ แตไ่ ม่สำมำรถนำมำคูณและหำร
ได้ ตัวอย่ำงของมำตรำน้ี ได้แก่ กำรวัดอุณหภูมิ เช่น ในหน่วยวัดอุณหภูมิแบบเซลเซียส จะกำหนดจุดที่
น้ำกลำยเป็นน้ำแข็งที่อุณหภูมิ 0° องศำเซลเซียส โดยถือเป็นศูนย์เทียมเพรำะไม่ได้หมำยควำมว่ำเม่ือถึง
ณ อุณหภูมิ 0° องศำเซลเซยี สนี้ไม่มีควำมร้อนอยู่เลยแต่เป็นเพียงจุดที่สมมุติว่ำน้ำกลำยเป็นน้ำแข็ง และ
คะแนนสอบท่ีได้ 0 คะแนน ก็ไม่ได้แสดงว่ำผู้นั้นไม่มีควำมรู้เลย เพรำะผู้สอบอำจเก็งข้อสอบผิดหรือ
ตำลำยกำกบำทผดิ ข้อกเ็ ลยสอบตก เปน็ ต้น
143
144 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวิธวี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
(4) มำตรำอตั รำส่วน (Ratio Scale) เปน็ ระดับของกำรวดั ท่สี งู ที่สดุ โดยมีควำมสมบูรณ์
มำกกว่ำมำตรำวัดอันตรภำค นอกจำกจะมีคุณสมบัติเหมือนมำตรำวัดอันตรภำคแล้วยังมี ศูนย์แท้
(Absolute Zero) ในขณะท่ีมำตรำอันตรภำคเป็นเพียงศูนย์สมมุติเท่ำน้ัน ตัวอย่ำงกำรวัดในมำตรำนี้
ได้แก่ กำรวัดควำมยำว น้ำหนัก ส่วนสูง อำยุแต่ละหน่วยของควำมยำวจะมีช่วงเท่ำกันแต่ละหน่วยของ
น้ำหนักมีขนำดเท่ำกัน เช่น สมคิดมีน้ำหนัก 40 กิโลกรัม โดยจะหนักเป็น 2 เท่ำของสมใจ ซ่ึงมีน้ำหนัก
เพียง 20 กิโลกรัม กำรท่ีกล่ำวเช่นนี้ได้เนื่องจำกแต่ละหน่วยกิโลกรัมมีน้ำหนักเท่ำกัน และเร่ิมจำกศูนย์
แท้ น้ำหนักศูนย์กิโลกรัมก็คือไม่มีน้ำหนักเลยเนื่องจำกกำรวัดระดับนี้มีควำมสมบูรณ์ทุกประกำร จึง
สำมำรถนำมำจัดกระทำตำมหลักคณิตศำสตร์ได้ทุกประกำร เช่น บวก ลบ คูณ หำร ถอดรำก และยก
กำลังได้ ตัวอย่ำงของข้อมูลที่ได้จำกกำรวัดโดยใช้มำตรำอัตรำส่วน เป็นข้อมูลท่ีมีลักษณะจำแนกกลุ่ม
เรียงอันดบั แบง่ เป็นช่วงเท่ำๆกนั และมีศูนย์แท้ สำมำรถเปรียบเทียบในเชิงอัตรำส่วนได้ เชน่ ระยะทำง
เวลำ น้ำหนัก สว่ นสูง และอำยุ เป็นต้น
3) สถิติท่ีนามาใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ จะเห็นได้ว่ำกำรวิเครำะห์ข้อมูลเชิง
ปริมำณ เปน็ กำรนำสถติ มิ ำใชใ้ นกำรวิเครำะห์ข้อมูลท่ีไดเ้ ก็บรวบรวมมำ แบง่ ออกได้เปน็ 2 ประเภท คอื
(1) กำรวิเครำะห์ด้วยสถิติพรรณนำ (Descriptive Statistics) ใช้ในกำรวิเครำะห์ข้อมูล
ท่ัวไปของกลุ่มตัวอย่ำง โดยใช้สถิติ เช่น ควำมถี่ ร้อยละ ฐำนนิยม มัธยฐำน เป็นต้น หรือนำมำใช้ในกำร
วเิ ครำะห์ข้อมูลของตวั แปรอสิ ระ และตัวแปรตำมในแบบสอบถำมแต่ละข้อ โดยใช้สถติ ิ เชน่ ค่ำเฉลีย่ หรือ
ค่ำมัชฌมิ เลขคณติ และค่ำเบ่ยี งเบนมำตรฐำน เป็นต้น
กำรแจกแจงควำมถี่ (Frequency) คือ กำรแจงนับจำนวนสมำชิกของแต่ละระดับของตัวแปร
ประเภทนำมบญั ญัติ หรือตวั แปรจดั ประเภท ตัวแปรเรียงอนั ดับ ตัวแปรอันตรภำค และตวั แปรอตั รำส่วน
สดั ส่วน (Proportion) คือ ควำมถ่ีของรำยกำรที่สนใจแลว้ หำรดว้ ยจำนวนท้งั หมด
สตู ร : สัดส่วน = ความถ่ีของรายการท่สี นใจ / จานวนความถี่ทัง้ หมด
เช่น ตัวอย่ำงจำนวน 15 หน่วย จำก 60 หนว่ ย คิดเปน็ สัดส่วน 15 / 60 = .25 ส่วนท่ีเหลือเป็น
สัดส่วน 45 / 60 = .75
ร้อยละ (Percentage) คือ สัดส่วน คูณด้วย 100 โดยสัดส่วนเป็นปริมำณที่เทียบฐำนเป็น 1
ส่วนรอ้ ยละเป็นปริมำณที่เทยี บฐำนเปน็ 100
สูตร : ร้อยละ = (ความถ่ีของรายการที่สนใจ / จานวนความถที่ ้ังหมด) X 100
อัตรำส่วน (Ratio) คือ กำรเปรียบเทียบควำมถ่ีของรำยกำรท่ีสนใจ เช่น อัตรำส่วนผู้บริหำรต่อ
พนกั งำน 1 แผนก เทำ่ กับ 1 : 50
ค่ำเฉล่ีย หรือค่ำกลำงเลขคณิต (Arithmetic Mean) คือ ค่ำกลำงที่ใช้กับข้อมูลท่ีวัดมำในระดับ
อันตรภำคข้ึนไป หำได้จำกผลรวมของคะแนนทุกตัว หำรด้วยจำนวนคะแนนทั้งหมด เช่น ค่ำจ้ำงของ
พนักงำน 5 คน มีเงินคนละ 6, 5, 10, 4, 5 บำท พนักงำนกลุ่มนี้มีเงินเฉล่ีย (6 + 5 + 10 + 4 + 5) / 5
= 6 บำท
144
145 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ค่ำมัธยฐำน (Median) คือ ค่ำของข้อมูลตัวท่ีอยู่ตรงกลำง เช่น เงินของพนักงำน 5 คน เม่ือจัด
เรยี งลำดับแล้ว 4, 5, 5, 6,10 ขอ้ มลู ตวั ที่ 3 เป็นมธั ยฐำน โดยแยกเปน็ 2 กรณี ไดแ้ ก่
กรณีแรก หำกข้อมูลไม่ได้จดั กลมุ่ (Ungrouped Data) ตำแหน่งของมัธยฐำน คือ ตำแหน่งท่ี (n
+ 1) / 2
ดังน้ันถ้ำจำนวนข้อมูลเป็นค่ี ตำแหน่งของมัธยฐำนจะเป็นจำนวนเต็ม แต่ถ้ำจำนวนเป็นคู่
ตำแหน่งของมัธยฐำนจะเป็นทศนิยม คือตำแหน่งที่อยู่ระหว่ำง n / 2 กับ (n + 2) / 2 มัธยฐำนจึงเป็น
ค่ำเฉลี่ยของขอ้ มลู 2 ค่ำน้ี
กรณีท่ี 2 หำกข้อมูลมีกำรจัดกลุ่ม (Grouped Data) ตำแหน่งของมัธยฐำน คือ Mdn = L + i [
{( n / 2 ) - F } / f ] เมื่อ
Mdn คอื ค่ำมัธยฐำน
L คอื ขดี จำกัดล่ำงที่แทจ้ ริงของคะแนนในข้ันมัธยฐำน
i คือ ค่ำอนั ตรภำคขนั้
n คอื จำนวนกลุม่ ตัวอยำ่ งทัง้ หมด
F คือ ควำมถสี่ ะสมจำกคะแนนนอ้ ย ถึงคะแนนก่อนถงึ ขั้นมธั ยฐำน
f คอื ควำมถ่ีในขั้นมธั ยฐำน
ฐำนนิยม (Mode) คือ ค่ำของข้อมูลที่มีควำมถ่ีสูงสุด และควำมถ่ีสูงสุดน้ีจะต้องสูงกว่ำควำมถี่
ของค่ำของข้อมูลอื่นๆ ที่เหลือ ฉะนั้นถ้ำค่ำของขอ้ มูลทกุ คำ่ ในขอ้ มูลชุดหนึ่งมีควำมถ่เี ท่ำกันหมดแสดงว่ำ
ข้อมูลชุดนั้นไม่มีฐำนนิยม หรือ อำจกล่ำวได้ง่ำยๆว่ำ ฐำนนิยมคือค่ำสังเกตของข้อมูลที่มีควำมถี่สูงท่ีสุด
ทั้งนี้ข้อมูลสำมำรถมีฐำนนิยมมำกกว่ำ 1 ค่ำได้ โดยถ้ำข้อมูลชุดหนึ่ง มีฐำนนิยมเพียง 1 ค่ำ เรียกว่ำ
Unimodal ถ้ำข้อมูลชุดหนึ่งมีฐำนนิยม 2 ค่ำ เรียกว่ำ Bimodal และถ้ำข้อมูลชุดหน่ึงมีฐำนนิยม
มำกกว่ำ 2 ค่ำ เรียกวำ่ Multimodal อย่ำงไรก็ตำมพบข้อสังเกตว่ำ ประกำรแรกในกำรหำค่ำฐำนนิยม
สำหรับข้อมูลเชิงปริมำณน้ัน ถ้ำมีค่ำของข้อมูลที่มีควำมถ่ีสูงสุดและสูงกว่ำควำมถ่ีของค่ำของข้อมูลอ่ืนๆ
ท่ีเหลือมำกกว่ำ 1 ค่ำ โดยท่ีค่ำเหล่ำนั้นอยู่ติดต่อเนื่องกันจะถือว่ำฐำนนิยมในกรณีดังกล่ำวมีเพียงค่ำ
เดียวคือคำ่ เฉล่ยี ของคำ่ ของข้อมลู เหล่ำนน้ั และในกรณที ตี่ ้องกำรหำคำ่ ฐำนนิยมสำหรบั ข้อมลู เชงิ ปริมำณ
ที่แจกแจงควำมถ่ีและแบ่งเป็นช่วงโดยใช้สูตรข้ำงต้นนั้น ทำได้โดยรวมช่วงข้อมูลที่อยู่ติดกันเข้ำด้วยกัน
ประกำรต่อมำ ข้อมูลบำงชุดอำจมีค่ำสังเกตที่มีควำมถ่ีสูงสุดซ้ำกันหลำยค่ำ จะถือว่ำค่ำสังเกตเหล่ำน้ัน
เป็นฐำนนิยม หรือข้อมูลบำงชุดอำจจะมีควำมถ่ีเท่ำกันทุกค่ำก็ได้ในกรณีนี้ถือว่ำข้อมูลชุดน้ันไม่มีฐำน
นยิ ม และประกำรทสี่ ำม ถ้ำข้อมลู ชดุ ใดมีฐำนนิยมหลำยค่ำมำกเกินไป ข้อมูลชดุ น้ันไมเ่ หมำะทีจ่ ะใชฐ้ ำน
นยิ มเป็นคำ่ วดั แนวโนม้ เข้ำสูส่ ่วนกลำง
(2) กำรวิเครำะห์ด้วยสถิติอนุมำน หรือ สถิติอ้ำงอิง (Inferential Statistics) สถิติอนุมำน
เป็นสถิติที่นำมำใช้ในกำรอ้ำงอิงไปหำค่ำควำมเป็นจริงของประชำกร สถิติอนุมำนถูกนำไปใช้ใน 2 เรื่อง
คือ กำรประมำณค่ำทำงสถิติ และกำรทดสอบสมมติฐำน ซึ่งในกำรวิจัยมักนิยมนำสถิติอนุมำนมำใช้ใน
กำรทดสอบสมมติฐำน ซ่ึงสมมติฐำนกำรวิจัยที่มักใช้บ่อยในทำงรัฐศำสตร์และรัฐประศำสนศำสตร์ แบ่ง
145
146 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ออกเป็น 2 กลุ่ม คือ สถิติพำรำเมตริก (Parametric Statistics) - เป็นกลุ่มสถิติท่ีต้องคำนึงถึง หรือ
เคร่งครัดใน ข้อตกลงเบ้ืองต้นสำหรับสถิติแต่ละชนิด เช่น Z-test, t-test, F-test, และ สถิตินอนพำรำ
เมตริก (Nonparametric Statistics) - เป็นกลุ่มสถิติท่ีผ่อนคลำยในข้อตกลงเบ้ืองต้นสำหรับสถิติแต่ละ
ชนดิ เชน่ X2, Mann-Whitney U Test, Sign Rank Test, Median Test
ดังนั้นจำกกำรวิเครำะห์สถิติต่ำงๆที่เกิดขึ้นสำมำรถดำเนินวิธีกำรคำนวณสถิติต่ำงๆ ด้วย
โปรแกรม SPSS ทำไดด้ ังนี้
ตัวอยา่ ง
(1) กำรทดสอบสมมตฐิ ำนท่ีเปน็ คำ่ เฉลี่ย กรณีประชำกรกล่มุ เดยี ว ใชส้ ถิติ t-test
โปรแกรม SPSS จะใช้คาสงั่ : Analyze > Compare Means > One-Sample T Test
(2) กำรทดสอบสมมติฐำนควำมแตกต่ำงของคำ่ เฉลี่ย กรณีประชำกร 2 กลุ่มที่เป็นอิสระจำกกัน
(Independent Samples) เปน็ กำรทดสอบสมมตฐิ ำนเพ่ือดูว่ำค่ำเฉลีย่ ของประชำกร 2 กลุ่มทเี่ ปน็ อิสระ
ต่อกันนน้ั มคี ่ำเฉล่ียท่แี ตกตำ่ งกันหรือไม่
โปรแกรม SPSS จะใช้คาสั่ง : Analyze > Compare Means > Independent-Sample
T-Test
(3) กำรทดสอบสมมติฐำนควำมแตกต่ำงของค่ำเฉล่ีย กรณีประชำกรต้ังแต่ 3 กลุ่มขึ้นไป มี
ค่ำเฉลี่ยท่ีแตกต่ำงกันหรือไม่ เป็นกำรทดสอบสมมติฐำนเพ่ือดูว่ำค่ำเฉลี่ยของประชำกร 3 กลุ่มที่เป็น
อิสระต่อกันนั้น มีค่ำเฉลี่ยที่แตกต่ำงกันหรือไม่ ใช้กำรวิเครำะห์ควำมแปรปรวนทำงเดียว โดยใช้สถิติ F-
test
โปรแกรม SPSS จะใชค้ าสัง่ : Analyze > Compare Means > One-Way ANOVA
(4) กำรทดสอบสมมติฐำนควำมสัมพันธร์ ะหว่ำงตวั แปรอิสระและตวั แปรตำมท่ีเป็นตัวแปรระดับ
กลุ่ม เป็นกำรทดสอบสมมติฐำนเพื่อดูว่ำตัวแปรอิสระและตัวแปรตำมท่ีมีระดับกำรวัดในระดับกลุ่ม มี
ควำมสัมพนั ธก์ นั หรอื ไม่ ใช้กำรวเิ ครำะหไ์ คสแควร์ (Chi-square Test)
โปรแกรม SPSS จะใชค้ าสั่ง : Analyze > Descriptive Statistics > Crosstabs
(5) กำรทดสอบสมมตฐิ ำนควำมสมั พนั ธ์ระหวำ่ งตวั แปรอิสระและตวั แปรตำมที่เปน็ ตัวแปรต้ังแต่
ระดับช่วงเท่ำขึ้นไป เป็นกำรทดสอบสมมติฐำนเพื่อดูว่ำตัวแปรอิสระและตัวแปรตำมท่ีมีระดับกำรวัด
ตั้งแต่ระดับช่วงเท่ำขึ้นไป มีควำมสัมพันธ์กันหรือไม่ ใช้กำรวิเครำะห์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน (Pearson
Correlation)
โปรแกรม SPSS จะใช้คาสง่ั : Analyze > Correlate > Bivariate…
146
147 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
(6) กำรทดสอบสมมติฐำนควำมสัมพนั ธร์ ะหวำ่ งตัวแปรอิสระและตัวแปรตำมทเี่ ป็นตัวแปรตัง้ แต่
ระดับช่วงเท่ำขึ้นไป โดยมีตัวแปรอิสระตั้งแต่ 2 ตัวแปรข้ึนไปและมีตัวแปรตำม 1 ตัวแปร ใช้กำร
วิเครำะหก์ ำรถดถอยพหคุ ูณ (Multiple Regression)
โปรแกรม SPSS จะใชค้ าส่ัง : Analyze > Regression > Linear…
ตารางท่ี 9 ตารางสรุปการเลือกใช้สถติ ิ
การเปรยี บเทียบ การสรปุ ขอ้ มูล การทดสอบทางสถิติ
Two independent Proportions Chi-square, Fisher’s exact
groups Rank ordered Mann Whitney U
Mean Unpaired t-test
Survival data Mantel-Haenzel, Log rank
Two related Proportions Mc Nemar Chi-square
group Rank ordered Sign test, Wilcoxon signed rank
Paired t-test
Mean
Chi-square
More than two Proportions Kruskal Wallis
ANOVA
independent Rank ordered
Cochran Q
groups Mean Friedman
ANOVA (repeated)
More than two Proportions
related groups Rank ordered
Mean
การวิเคราะห์ข้อมลู เชิงคณุ ภาพ
เมื่อนกั วจิ ัยเชิงปริมำณต้องกำรวิเครำะห์ขอ้ มลู เชิงคุณภำพ เชน่ กำรวิเครำะห์แบบสอบถำมแบบ
ปลำยเปิดจะใช้วิธีกำรวิเครำะหท์ ี่เรียกรวมวำ่ “กำรวิเครำะห์เนื้อหำ” (Content Analysis) ซ่ึงมีทมี่ ำจำก
วิธีกำรวิเครำะห์เนื้อหำที่ปรำกฏในสื่อมวลชนตำ่ งๆ แตส่ ำหรับนักวจิ ัยเชิงคุณภำพน้ัน กำรวิเครำะหข์ ้อมูล
เป็นกระบวนกำรทำงำนที่ต่อเน่ือง ซ่ึงเกิดขึ้นต้ังแต่เม่ือนักวิจัยเร่ิมต้นเก็บข้อมูล จนถึงเม่ือสิ้นสุดกำรเก็บ
ขอ้ มูล (รตั นะ บวั สนธ์, 2551)
ประกำรแรก สำมำรถนำข้อมูลเชิงปรมิ ำณ และข้อมูลจำกเอกสำรต่ำงๆ มำวิเครำะห์เชิงลึก เพ่ือ
ค้นหำสำเหตุและอธบิ ำยควำมหมำยเพ่มิ เติมได้
147
148 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ วี ิจยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
ประกำรที่สอง สำมำรถแสดงควำมเช่ือมโยงระหวำ่ งตัวแปร ด้วยวิธกี ำรอธิบำยควำม ผกู ประเด็น
ต่ำงๆ ด้วยข้อมลู ท่หี ลำกหลำยท้งั จำกกำรสัมภำษณ์ กำรสังเกต และกำรอำ่ น เปน็ ตน้
ประกำรที่สำม กำรวิจัยอำจไม่มีกำรกำหนดสมมติฐำนไว้รองรับ กำรวิเครำะห์จึงกระทำไปเพ่ือ
มงุ่ เน้นกำรตอบคำถำมวิจัยท่ีแฝงอยใู่ นวตั ถปุ ระสงค์ของกำรศึกษำเป็นหลกั
ประกำรท่ีสี่ กำรวิเครำะห์ข้อมูลประเภทน้ีส่วนมำกเป็นกำรวิจัยทำงสังคมศำสตร์ โดยพบว่ำกำร
เขียนกรอบแนวคิดกำรวิจัย อำจมีได้ท้ังก่อนและหลังกำรวิจัย ในกรณีก่อนกำรวิจัยถือว่ำกรอบแนวคิด
เปน็ เพียงสมมตฐิ ำน ส่วนหลงั วิจัยเม่อื ได้ค้นพบควำมจรงิ แล้ว อำจได้กรอบแนวคดิ ใหม่ทีไ่ มเ่ หมือนกรอบท่ี
สร้ำงไว้ก็ได้
ประกำรท่ีห้ำ ในหลำยกรณีของกำรวิจยั ทำงสงั คมศำสตร์ ผลวิจัยสำมำรถสร้ำงกรอบแนวคิดใหม่
(ทฤษฎีใหม่) ทีแ่ สดงควำมเชื่อมโยงระหวำ่ งตวั แปรหรือประเด็นต่ำงๆ ขน้ึ มำได้
ประกำรท่ีหก เป็นกำรศึกษำกำรเปล่ียนแปลงลักษณะของตัวแปร หรือเหตกุ ำรณ์ตำมชว่ งเวลำท่ี
เปล่ยี นแปลงไป โดยมกี ำรเปรียบปรำกฏกำรณ์ภำยใต้บริบททเ่ี ปลยี่ นแปลงไป
แนวทางการวิเคราะห์ข้อมลู เชงิ คณุ ภาพ
จะเห็นได้ว่ำกำรนำเสนอผลกำรวิเครำะห์ข้อมูล หมำยถึง กำรนำข้อมูลท่ีผ่ำนกำรวิเครำะห์มำ
นำเสนอรำยละเอียดของผลกำรวิจัย ทั้งน้ีเพ่ือให้ผู้อ่ำนงำนวิจัยได้เกิดควำมเข้ำใจในผลกำรวิจัยตำม
วัตถุประสงค์ของกำรวิจัย ทั้งนี้หำกเปรียบเทียบรำยงำนกำรวิจัยเชิงปริมำณกับรำยงำนกำรวิจัยเชิง
คุณภำพ ควำมแตกต่ำงที่เห็นเด่นชัดที่สุด คือ ส่วนของกำรนำเสนอผลกำรวิจัยเชิงปริมำณนั้นค่อนข้ำงมี
รูปแบบในกำรนำเสนอที่มีลักษณะเป็นรูปแบบชัดเจน เน้นกำรน ำเสนอผลกำรวิเครำะห์ทำงสถิติใน
รปู แบบตำรำงแสดงค่ำสถติ ิประกอบกำรบรรยำยแปลผลค่ำสถิติ ส่วนกำรนำเสนอผลกำรวจิ ยั เชงิ คุณภำพ
จะใช้กำรบรรยำยอย่ำงลมุ่ ลึก (Thick Description) เพ่อื สะทอ้ นภำพควำมเป็นจริงให้ผู้อ่ำนสัมผัสได้มำก
ท่สี ุด ดังนี้
1) กำรวิเครำะห์เน้ือหำ (Content Analysis) เป็นกำรจัดประเภทเนื้อหำสำระที่ใกล้เคียงกันไว้
ดว้ ยกนั มกั สรปุ และสังเครำะหข์ อ้ มลู ทไี่ ด้จำกคำถำมปลำยเปิด
2) กำรเทียบรูปแบบ (Pattern Matching) เป็นกำรสร้ำงรูปแบบของควำมสัมพันธ์ระหว่ำงตัว
แปรต่ำงๆ จำกแนวคิด ทฤษฎี หลักกำร และผลงำนวิจัยท่ีเคยมีมำก่อน แล้วนำข้อมูลท่ีเก็บรวบรวมมำ
เปรียบเทียบกับรปู แบบทส่ี ร้ำงไวต้ ำมทฤษฎีวำ่ มคี วำมสอดคล้องหรอื แตกตำ่ งกันอย่ำงไร เพรำะเหตุใด
3) กำรสร้ำงคำอธิบำย (Explanation-Building) เป็นวิธีกำรที่เป็นส่วนขยำยของกำรเทียบ
รูปแบบ โดยกำรเสนอคำอธิบำยควำมเช่ือโยงระหว่ำงตัวแปรที่มีควำมซับซ้อน จำกน้ันจึงทดสอบยืนยัน
คำอธิบำยทสี่ ร้ำง โดยใชข้ ้อมูลเชิงประจกั ษม์ ำสนับสนุน
148
149 Research Method for Public Administration: ระเบยี บวธิ ีวจิ ยั ทางรัฐประศาสนศาสตร์
4) กำรวเิ ครำะห์ตำมช่วงเวลำ (Time-Series Analysis) เป็นกำรศึกษำกำรเปลี่ยนแปลงลกั ษณะ
ของตวั แปร หรอื เหตกุ ำรณ์ตำมชว่ งเวลำ
การตรวจสอบและการวิเคราะหข์ ้อมลู
หลังจำกที่ผู้วิจัยได้เก็บรวบรวมข้อมูลแล้วข้ันตอนต่อไปท่ีจะต้องทำก็คือ กำรตรวจสอบข้อมูล
และกำรวเิ ครำะหข์ ้อมูลซึ่งอำจทำไปพรอ้ มกบั กำรเก็บรวบรวมข้อมลู ก็ได้ กำรตรวจสอบขอ้ มลู ในกำรวจิ ัย
เชิงคุณภำพที่นิยมใช้กัน เรียกว่ำ กำรตรวจสอบข้อมูลแบบสำมเส้ำ (Triangulation) ได้แก่ กำร
ตรวจสอบสำมเส้ำด้ำนข้อมูล โดยพิจำรณำแหล่งเวลำ แหล่งสถำนท่ี และแหล่งบุคคลท่ีแตกต่ำงกัน คือ
ถ้ำข้อมูลต่ำงเวลำกันจะเหมือนกันหรือไม่ ถ้ำข้อมูลต่ำงสถำนท่ีจะเหมือนกันหรือไม่ และถ้ำบุคคลผู้ให้
ขอ้ มลู เปลี่ยนไปข้อมูลจะเหมอื นเดิมหรอื ไม่ กำรตรวจสอบสำมเส้ำด้ำนผู้วจิ ัย โดยเปลยี่ นตัวผสู้ ังเกต และ
กำรตรวจสอบสำมเส้ำด้ำนวิธีรวบรวมข้อมูล โดยใช้วิธีเก็บรวบรวมข้อมูลต่ำง ๆ กันเพ่ือรวบรวมข้อมูล
เรอ่ื งเดยี วกนั เช่น ใชว้ ธิ ีสงั เกตควบคู่ไปกับกำรซักถำม
ภาพท่ี 22 ตัวอยา่ งการวเิ คราะห์ขอ้ มูลคณุ ภาพ
149