The words you are searching are inside this book. To get more targeted content, please make full-text search by clicking here.
Discover the best professional documents and content resources in AnyFlip Document Base.
Search
Published by สิริ โสภา, 2024-01-28 22:09:14

วิจัยในชั้นเรียน

ผลการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของนักเรียน โดย ใช้เกมเป็นฐานที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดย นายธวัชชัย ศิริรัตน์ 62100189216 วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร คณะครุศาสตร์บัณฑิต สาขาพลศึกษาและสุขศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ผลการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของนักเรียน โดย ใช้เกมเป็นฐานที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดย นายธวัชชัย ศิริรัตน์ 62100189216 วิจัยในชั้นเรียนนี้เป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาตามหลักสูตร คณะครุศาสตร์บัณฑิต สาขาพลศึกษาและสุขศึกษา มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี


ก ชื่อรายงานการวิจัย ผลการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต ของนักเรียน โดยใช้เกมเป็นฐานที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัย นายธวัชชัย ศิริรัตน์ อาจารย์ที่ปรึกษา อาจารย์วันวิสา ป้อมประสิทธิ์ บทคัดย่อ งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนโดยใช้เกมเป็นฐานของ นักเรียน ประถมศึกษาปีที่ 3 กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาบีที่ 3 จำนวน 13 คน ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านดอนบาก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี เครื่องมือที่ใช้ในการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา โดยใช้โดยใช้เกมเป็นฐาน พัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการหาค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบน มาตรฐาน Microsoft excel ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของนักเรียน โดยใช้ เกมเป็นฐานที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 : ก่อนฝึกและหลังฝึก ปรากฎ ว่า มีค่าเฉลี่ยก่อนฝึกเท่ากับ 2.77 ค่าเฉลี่ยหลังฝึกเท่ากับ 3.95 และคำเฉลี่ยผลต่างเพิ่มขึ้น 1.18 มีค่าส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกเท่ากับ 1.11 มีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานหลังฝึกเท่ากับ 0.95 ผลต่างส่วน เบี่ยงเบนมาตรฐานก่อนฝึกและหลังฝึกเท่ากับ 0.16 พบว่า คะแนนเฉลี่ยหลังใช้โปรแกรมฝึกสูงกว่าคะแนน ก่อนใช้โปรแกรมฝึก สรุปผลการวิจัยพบว่าการใช้แผนการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน เป็นเวลา 8 สัปดาห์ๆ ละ 1 ครั้ง รวม 8 ครั้ง ส่งผลให้นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนบ้านดอนบากมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน เพิ่มขึ้น


ข กิตติกรรมประกาศ รายงานการวิจัยเรื่องผลการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต นักเรียน โดยใช้เกมเป็นฐานที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ครั้งนี้สำเร็จ สมบูรณ์ได้ด้วยความกรุณาและความช่วยเหลืออย่างสูงยิ่งจาก อาจารย์วันวิสา ป้อมประสิทธิ์อาจารย์ที่ ปรึกษา ที่ให้การช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแนะนำเกี่ยวกับงานวิจัย ขอขอบคุณผู้เชี่ยวชาญที่ตรวจสอบ ความถูกต้อง เกี่ยวกับเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน และเครื่องมือที่ใช้ ในการวิจัย คือ แบบทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน ขอขอบพระคุณ นางสาวศศิวิมล พันชัย ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านดอนบาก พร้อมทั้งคณะครูใน โรงเรียนทุกท่าน และนักเรียนชั้นประถมศึกษาชั้นปีที่ 3 ทุกคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ที่ได้ให้กำลังใจและ ให้ ความอนุเคราะห์เครื่องมือและอุปกรณ์ต่าง ๆ ในการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูลเพื่อการวิจัย


ค สารบัญ เรื่อง หน้า บทคัดย่อ กิตติกรรมประกาศ สารบัญ สารบัญตาราง สารบัญรูปภาพ บทที่1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหาการวิจัย....................................................................1 วัตถุประสงค์การวิจัย..............................................................................................................7 สมมุติฐานการวิจัย..................................................................................................................7 ขอบเขตของการวิจัย..............................................................................................................7 นิยามศัพท์เฉพาะ...................................................................................................................7 ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ...................................................................................................18 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน...............................................................................................9 หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา...........................................................11 การจัดการเรียนรู้แบบใช้เกมเป็นฐาน...................................................................................26 ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต............................................................................................29 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน........................................................................................................33 งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง...............................................................................................................38 กรอบแนวคิดในการวิจัย.......................................................................................................40 บทที่3 วิธีการดำเนินการวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง...................................................................................................41 แบบแผนการทดลอง.............................................................................................................42 เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย.......................................................................................................42 การเก็บรวบรวมข้อมูล..........................................................................................................44 การวิเคราะห์ข้อมูล...............................................................................................................44 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล.............................................................................................44 สารบัญ (ต่อ)


ง เรื่อง หน้า บทที่4 ผลการวิเคราะห์ข้อมูล ผลการวิเคราะห์ข้อมูล……………………………………………………………..……………………………….46 บทที่5 บทสรุป วัตถุประสงค์ของการวิจัย......................................................................................................48 สมมติฐานของการวิจัย……………………………………………………………….…………………………….48 สรุปผลการวิจัย.....................................................................................................................48 อภิปรายผลการวิจัย..............................................................................................................48 ข้อเสนอแนะ……………………………………………………………………………………...…………………...50 บรรณานุกรม.....................................................................................................................................52 ภาคผนวก..........................................................................................................................................53 ภาคผนวก ก รายชื่อผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ...............................................54 ภาคผนวก ข เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง.............................................................................56 ภาคผนวก ค เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล..............………………………………....….142 ภาคผนวก ง การวิเคราะห์คุณภาพ...........................................…………..........………………..147 ภาคผนวก จ ภาพกิจกรรม..............................................................................................…157 ภาคผนวก ช ประวัติผู้วิจัย.................................................................................................162 สารบัญตาราง


จ เรื่อง หน้า ตารางที่1 ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่องปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตโดยใช้ วิธีการสอนแบบใช้เกมเป็นฐาน ที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 เป็น รายบุคคลและภาพรวมระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน……………………………..…………….……….……..46 ตารางที่2 ผลการวิเคราะห์เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน วิชาสุขศึกษาเรื่องปัจจัยที่มี ผลต่อการเจริญเติบโตโดยใช้วิธีการสอนแบบใช้เกมเป็นฐาน โดยใช้วิธีการสอนแบบใช้เกมเป็นฐาน ที่มี ต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ระหว่างก่อนเรียนและหลังเรียน ..........................................................................................………………....……………………………………47


ฉ สารบัญรูปภาพ เรื่อง หน้า ภาพที่1.............................................................................................................................158 ภาพที่2 ..........................................................................................................................159 ภาพที่3 ………………………….....................................…………………………………………………160 ภาพที่4 …………………………………………………………...................................…………………..161 ภาพที่5 ………...................................………………………………………………………….………….162


1 บทที่1 บทนำ ความเป็นมาและความสำคัญของปัญหา การจัดการศึกษาเป็นกระบวนการที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาคนเพื่อเป็นพลเมืองที่ดีของ ประเทศชาติพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพุทธศักราช 2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545 และ (ฉบับที่3) พ.ศ. 2553 (มาตรา 24) ได้กำหนดแนวทางการปฏิรูปการเรียนรู้ให้สถานศึกษา จัดการศึกษาโดยยึดผู้เรียนเป็นหลัก ผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่า ผู้เรียนสำคัญที่สุด มีการจัดเนื้อหาสาระและกิจกรรมให้สอดคล้องกับความสนใจ และความถนัดของ ผู้เรียน โดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล การฝึกทักษะ กระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญ สถานการณ์และการประยุกต์ความรู้มาใช้เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา การจัดกิจกรรม ให้ผู้เรียนได้ เรียนรู้จากประสบการณ์จริง จัดการเรียนการสอนโดยผสมผสานสาระ ความรู้ด้านต่าง ๆ อย่างได้ สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรม ค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะ อันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา ส่งเสริมสนับสนุนให้ผู้สอนสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียน และอำนวยความ สะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้กระบวนการ จัดการศึกษาต้องผสมผสานสาระ ความรู้ต่าง ๆ อย่างหลากหลายตามความเหมาะสมและส่งเสริม ให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาตาม ธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2542) แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 (พ.ศ. 2560 – 2564) ได้ชี้ให้เห็น แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติของประเทศในระยะ 5 ปีจะยึดหลัก “ปรัชญาของเศรษฐกิจ พอเพียง” ต่อเนื่องจากแผนพัฒนาฯ เพื่อให้การพัฒนาในทุกมิติมีการบูรณาการบนทางสายกลาง มี ความพอประมาณ มีเหตุผล รวมถึงมีระบบภูมิคุ้มกันที่ดีสอดคล้องกับภูมิสังคม การพัฒนาทุกด้าน มี ดุลยภาพ ทั้งมิติเศรษฐกิจ สังคม และระบบนิเวศน์มีความสอดรับ เกื้อกูล และพึ่งพาอาศัย ซึ่งกันและ กัน โดยการพัฒนาในมิติหนึ่งต้องไม่ส่งผลกระทบทางลบต่อมิติอื่น ๆ รวมทั้งต้องมุ่งเน้นให้“คนเป็น ศูนย์กลางการพัฒนา” สร้างความมั่นคงของชาติพัฒนาคนทุกวัยให้เป็น คนดีคนเก่ง มีศักยภาพ และ ความคิดสร้างสรรค์ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการแข่งขันทั้งใน ภาคการผลิตและภาค บริการเพื่อสร้างความเข้มแข็ง มีคุณธรรมจริยธรรม มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อ ส่วนรวมนำไปสู่การสร้าง


2 สังคมที่พึงปรารถนา รวมถึงมีจิตอนุรักษ์รักษา ฟื้นฟูและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและ สิ่งแวดล้อมอย่างถูกต้องและเหมาะสม (สำนักนายกรัฐมนตรี, 2559 หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 กระทรวงศึกษาธิการ กำหนด จุดมุ่งหมายของการศึกษา คือ มุ่งพัฒนาคนไทยให้เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ทั้งร่างกาย ความรู้คุณธรรม มี จิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลเมืองของโลก ยึดมั่นในการปกครอง ตามระบอบ ประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข มีความรู้และมีทักษะพื้นฐานรวมทั้ง เจตคติที่ จําเป็นต่อการศึกษา การประกอบอาชีพและการศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ บน พื้นฐานความเชื่อว่า ทุกคนสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้ตามเต็มศักยภาพ และกำหนดว่า นักเรียนมีความสำคัญที่สุด ครูผู้สอนและผู้จัดการศึกษาจะต้องเปลี่ยนแปลงบทบาทจากการเป็น ผู้ชี้ ให้จำ มาเป็นผู้ถ่ายทอดความรู้เป็นผู้ช่วยเหลือ ส่งเสริมสนับสนุนให้นักเรียนแสวงหาความรู้จาก สื่อ และแหล่งการเรียนรู้ต่าง ๆ ให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่นักเรียนเพื่อนำไปใช้สร้างสรรค์ความรู้ของตน การ จัดการเรียนรู้ตามแนวทางของหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานต้องการให้นักเรียนมีการคิดอย่างมี วิจารณญาณและมุ่งหมายพัฒนาความสามารถทางอารมณ์ โดยปลูกฝังให้นักเรียนเห็นคุณค่า ของ ตนเอง เข้าใจตนเอง เห็นอกเห็นใจผู้อื่น สามารถแก้ปัญหาข้อขัดแย้งทางอารมณ์ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม สถานศึกษาและครูผู้สอนต้องระลึกอยู่เสมอคือการช่วยเหลือให้นักเรียนทุกคนสามารถ เรียนรู้และพัฒนาตนเองได้การส่งเสริมให้นักเรียนได้รับการพัฒนาตามธรรมชาติและเต็มศักยภาพ สอดคล้องกับความต้องการของนักเรียน ชุมชนและสังคม (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา เป็นสาระการเรียนรู้หนึ่งใน 8 สาระที่จัดไว้ใน หลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544 เป็นกลุ่มสาระที่ผู้เรียนทุกคนจำเป็นต้องเรียนรู้เป็น กลุ่มสาระที่มีความหมาย และมีความสำคัญยิ่งต่อการส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน โดยตรง เพราะครอบคลุมเรื่องสุขภาพที่เป็นพื้นฐานจำเป็นต่อชีวิตความเป็นอยู่ของผู้เรียนแต่ละคน โดยมุ่งเน้นพัฒนาพฤติกรรมการเรียนรู้ของผู้เรียนทั้งด้านสาระความรู้เกี่ยวกับสุขภาพที่จำเป็นที่ผู้เรียน ต้องรู้ด้านการสร้างเจตคติและค่านิยมที่ดีคุณธรรม จริยธรรม และคุณลักษณะนิสัยที่พึงประสงค์ รวมทั้งทักษะกระบวนการปฏิบัติในการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่ยั่งยืน ซึ่งการมีสุขภาพดีเป็น คุณลักษณะที่พึงประสงค์ประการแรกของคนไทยที่รัฐบาลได้กำหนดไว้เป็นนโยบายและ มาตรการใน การจัดการศึกษาของประเทศ เพื่อพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ให้สามารถยืนหยัดอย่างไทย ในประชาคม โลกทั้งปัจจุบันและอนาคต จึงกล่าวได้ว่า สุขศึกษาและพลศึกษาจึงเป็นสาระการเรียนรู้ที่สำคัญใน การพัฒนาประชากร โดยมุ่งเน้นการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพ การป้องกัน ส่งเสริม พัฒนาและ การบริหารจัดการชีวิต ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์สังคมและจิตวิญญาณ อันเป็นองค์ประกอบ ของการมีภาวะสุขภาพที่สมบูรณ์(กระทรวงศึกษาธิการ, 2545)


3 วิชาสุขศึกษาเป็นการศึกษาด้านสุขภาพที่มีเป้าหมาย เพื่อการดำรงสุขภาพ การสร้างเสริม สุขภาพและการพัฒนาคุณภาพชีวิตของบุคคล ครอบครัว และชุมชนให้ยั่งยืนมุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนา พฤติกรรมด้านความรู้เจตคติคุณธรรม ค่านิยม และการปฏิบัติเกี่ยวกับสุขภาพควบคู่ไปด้วยกัน เป็น การศึกษาการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก เกณฑ์มาตรฐานการเจริญเติบโตและพัฒนาการ ของเด็กวัยเรียน ความสัมพันธ์ระหว่างการเปลี่ยนแปลงทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์สังคม กับ พัฒนาการทางเพศของวัยรุ่น วิธีปฏิบัติตนที่เหมาะสมกับการเปลี่ยนแปลงทางด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์สังคม พัฒนาการทางเพศของวัยรุ่น วิธีผูกมิตร ความหมายและองค์ประกอบของอนามัยการ เจริญพันธุ์วิธีดูแลอนามัยทางเพศของวัยรุ่น ปัจจัยและพฤติกรรมเสี่ยงต่อการเกิดโรคทางเพศสัมพันธ์ และโรคเอดส์วิธีการใช้ยาและยาสมุนไพรไทย ข้อพึงปฏิบัติของผู้บริโภค หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการ คุ้มครองผู้บริโภค ภาวะโภชนาการของตนเอง ปัญหาทุพโภชนาการ ธงโภชนาการ ความหมายของ ข้อมูลบนฉลากผลิตภัณฑ์อาหาร ความหมาย ความสำคัญและวิธีการประเมินภาวะสุขภาพกายและ สุขภาพจิต วิธีการจัดการกับอารมณ์ความเครียดและการฝึกจิต วิธีการวางแผนและการจัดเวลาใน การออกกำลังกาย การพักผ่อนและนันทนาการ ความหมายและประเภทของความรุนแรง สาเหตุและ ลักษณะของพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในวัยรุ่น รวมไปถึงปัจจัยและพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อสุขภาพ และความปลอดภัยในบ้าน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) การจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้เกม คือ เกมการศึกษา เป็นวิธีการจัดการเรียน การสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เป็นเกมที่มีลักษณะการเล่นเพื่อการเรียนรู้ “Play to learning” มี วัตถุประสงค์หลักเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในขณะหรือหลังจากการเล่นเกม เรียนไปด้วยและก็ สนุกไปด้วยพร้อมกัน ทำให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ดังนั้นจึงสรุปได้ว่า การจัดกิจกรรม การเรียนการสอนโดยใช้เกมมีประโยชน์ช่วยให้นักเรียน นักศึกษาเกิดการเรียนรู้ควบคู่ไปกับความ สนุกสนาน เกิดความคิดรวบยอดเกี่ยวกับสิ่งที่เรียน และเป็นการพัฒนากระบวนการคิดของผู้เรียนไป โดยที่ผู้เรียนไม่รู้ตัว รวมทั้งส่งเสริมกระบวนการทำงานและอยู่ร่วมกัน (Games Based Learning หรือ GBL) คืออะไร เกมการณ์เรียนรู้(GBL: Games- Based Learning) เป็นสื่อในการเรียนรู้แบบ หนึ่ง ซึ่งถูกออกแบบมาเพื่อให้มีความสนุกสนานไปพร้อมๆ กับการได้รับความรู้โดยสอดแทรกเนื้อหา ทั้งหมดของหลักสูตรนั้นๆ เอาไว้ในเกมและให้ผู้เรียนลงมือเล่นเกมโดยที่ผู้เรียนจะได้รับความรู้ต่างๆ ของหลักสูตรนั้นผ่านการเล่นเกมนั้นด้วย ทฤษฎีเกมกับการศึกษา เกมในปัจจุบันเป็นเกมในลักษณะ เล่นอย่างเดียว “mere play” คือ วัตถุประสงค์เพื่อความเพลิดเพลิน สนุกสนานในการเล่นเกมของผู้ เล่น กระบวนการสร้างเกมประเภทนี้ไม่ซับซ้อนและยุ่งยากหากต้องการให้บรรลุวัตถุประสงค์ข้างต้น แต่เกมเพื่อการศึกษาเป็นเกมที่มีลักษณะการเล่นเพื่อการเรียนรู้“Play to Learning” วัตถุประสงค์ หลักเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ในขณะหรือหลังจากการเล่นเกม เรียนไปด้วยและก็สนุกไปด้วยพร้อม


4 กัน ทำให้ผู้เรียนมีการเรียนรู้อย่างมีความหมาย กระบวนการสร้างเกมเพื่อการศึกษาจำเป็นต้องผ่าน การออกแบบลักษณะของเกมโดยยึดตามหลักทฤษฎีต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นเกมการศึกษาจึงเป็นเกม ที่มีกระบวนการสร้างที่ซับซ้อน และใช้เวลามากในการสร้างและพัฒนาการใช้และการสร้างเกมเพื่อ การศึกษาในปัจจุบันมีลักษณะคล้ายๆกันคือ การนำเนื้อหาที่ต้องการให้ผู้เรียน เรียนนำเข้าไปแทรกใน เกม แล้วให้ผู้เรียนได้เล่นเกมโดยเชื่อว่าความรู้หรือเนื้อหานั้นจะส่งผ่านไปยังผู้เรียนจนผู้เรียนเกิดการ เรียนรู้ได้ในที่สุด โดยรูปแบบเกมที่สร้างขึ้นส่วนใหญ่จะคำนึกถึงเฉพาะความสะดวกและความง่ายใน การสร้างและพัฒนาเกมส์เท่านั้น ทำให้เกมทางการศึกษาจึงมีการสร้างเพียงไม่กี่รูปแบบ และยังใช้เกม รูปแบบเดียวใช้สอนเนื้อหาที่ต่างกันเพื่อความง่ายและสะดวกในการสร้าง ทำให้เกิดข้อสงสัยว่ารูปแบบ เกมแบบเดียว สามารถใช้กับเนื้อหาที่แตกต่างกันได้จริงหรือ สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการเลือกรูปแบบเกม เพื่อนำมาใช้เพื่อการศึกษาจะต้องคำนึงถึงจุดประสงค์การเรียนรู้เป็นหลัก โดยสามารถจำแนกลักษณะ ของเกมแบ่งจุดประสงค์ของการเรียนรู้กับรูปแบบเกมที่เหมาะสม ดังนี้ 1. ความจำ ความคงทนใน การจำ ลักษณะเกมเป็นชุดของเนื้อหาและแบบประเมินหลังจากการอ่านชุดเนื้อหาต่างๆ แล้ว รูปแบบ เกม เช่น เกมแบบฝึกหัด,Quiz, เกม Crossword และเกม puzzles ต่างๆ เป็นต้น 2. ทักษะ การ กระทำ เป็นเกมส์ในลักษณะจำลองสถานการณ์เรื่องราว การกระทำ การเลียนแบบ โดยมีการให้ผล ป้อนกลับและมีตัวแปรอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เช่น เวลา รูปแบบเกม เช่น เกม Simulation ต่างๆ เช่น เกมยิง, เกมขับรถ เป็นต้น 3. ประยุกต์ความคิดรวบยอดและกฎข้อบังคับต่างๆ เป็นเกมในลักษณะกฎ และขั้นตอนวิธีการในการปฏิบัติมีเงื่อนไขในการกระทำ เช่น เกมกีฬาต่างๆ 4. ตัดสินใจ การแก้ปัญหา ลักษณะเป็นเกมแบบเป็นเรื่องราว สถานการณ์สามารถแสดงผลการกระทำได้ในทันทีReal Time รูปแบบเกม เช่น เกมวางแผน, เกมผจญภัย เป็นต้น 5. การอยู่ร่วมกับสังคม ลักษณะเป็นเกมเกม เกี่ยวกับการสื่อสาร การเล่าเรื่องแล้วมีทางเลือก รูปแบบเกม เช่น เกมวางแผน, เกมผจญภัย, เกมเล่า เรื่องราวแล้วให้เลือก(เกมภาษา) เป็นต้น การเรียนรู้ผ่านเกม(Game-Based Learning หรือ GBL) การเรียนรู้ผ่านเกม(Game-Based Learning หรือ GBL)ในต่างประเทศนั้นไม่ใช่เรื่องใหม่จึงเป็นเรื่องที่น่าสนใจในวงการศึกษาไทยในการ ที่จะนำมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอน การเรียนรู้ผ่านเกม (กรมวิชาการ) ได้แสดงบทความ เกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้ว่า เราสามารถนำทุกสิ่งทุกอย่างรอบตัวผู้เรียนมาใช้เป็นสื่อการเรียนรู้ได้ไม่ว่า จะเป็นวัสดุอุปกรณ์วิธีการ ตลอดจน คน สัตว์สิ่งของ ธรรมชาติรวมถึงเหตุการณ์หรือแนวคิดอาจอยู่ ในลักษณะที่ถ่ายทอด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึก เพิ่มพูนทักษะและประสบการณ์หรือเป็น เครื่องมือที่กระตุ้นให้เกิดศักยภาพทางความคิด ตลอดจนสิ่งที่กระตุ้นให้เป็นผู้แสวงหาความรู้ด้วย ตนเองเกมการศึกษามีความสำคัญและความเป็นมาอย่างไรเกมการศึกษาเป็นสื่อการเรียนรู้และ กิจกรรมหลักตามหลักสูตรการศึกษาปฐมวัยพุทธศักราช 2546 ที่ใช้จัดกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็ก


5 ปฐมวัย เพื่อพัฒนาเด็กให้เกิดคุณลักษณะที่พึงประสงค์ตามมาตรฐานการศึกษาปฐมวัย และเน้น ทางด้านสติปัญญาหรือการคิดให้แก่เด็ก เกมการศึกษามีหลายประเภท มีรูปแบบและวิธีเล่นแตกต่าง กันไป สิ่งสำคัญประการหนึ่งที่จะช่วยส่งเสริมความคิดให้แก่เด็กคือ การเล่นเกมการศึกษาควรมีคำถาม กระตุ้นให้เด็กได้คิดด้วย เพราะตามธรรมชาติของเด็กมีความสงสัยใคร่รู้อยู่เสมอ และเมื่อเด็กได้รับการ กระตุ้นด้วยคำถามซึ่งเป็นสิ่งเร้าที่ดีชวนให้เด็กสงสัย จูงใจให้เด็กเกิดพฤติกรรมการเรียนรู้และพัฒนา ศักยภาพทางความคิดที่เด็กมีอยู่ในตัว ตนให้ก้าวขึ้นสู่ขีดสูงสุด และเมื่อผู้ใหญ่เข้าใจธรรมชาติของเด็ก ได้ให้การสนับสนุนเด็กหรือตอบ สนองเด็กด้วยความเต็มใจที่จะตอบแก่เด็ก เด็กก็เกิดความพร้อมที่จะ เรียนรู้โดยปกติแล้วเด็กปฐม วัยจะช่างสังเกตและสำรวจสิ่งต่างๆที่อยู่แวดล้อมตัวเอง เมื่อจัดอุปกรณ์ หรือสิ่งเร้ามาให้เด็กพัฒนา การสังเกต โดยใช้ประสาทสัมผัสรับรู้ทุกด้าน เด็กจะพัฒนาการคิดได้อย่าง ดีเกมการศึกษาเป็นสิ่งเร้าที่ดีเป็นสื่อและกิจกรรมที่เด็กสังเกตเห็นได้อย่างเด่นชัด เปรียบเทียบหา ความแตกต่างของสิ่ง ของหรือหารายละเอียดบางอย่างในภาพขณะเดียวกันมีคำถามชวนให้เด็กสังเกต มากขึ้น ได้คิด จะช่วยให้เด็กมีการพัฒนาเป็นผู้ใฝ่รู้และหาความจริงจากสิ่งที่เห็น หรือได้คิด ช่วยให้เด็ก กล้าแสดงออก เรียนรู้ที่ฟังผู้อื่นได้ต่อไป เกมการศึกษามีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยได้ครบทุกด้านทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และ สังคม เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นที่เหมาะสมสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก โดยจะช่วยส่งเสริมให้มี ทักษะต่างๆ ดังนี้ส่งเสริมการสังเกตและเปรียบเทียบจากของจริง วัสดุสิ่งของต่างๆ และรูปภาพ ส่งเสริมการใช้ความคิดอย่างมีเหตุผล การตัดสินใจแก้ปัญหา ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อเล็กและการ ประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา ส่งเสริมการเล่นร่วมกัน เป็นการสร้างสัมพันธภาพอันดีกับผู้อื่น เพราะในบรรยากาศการเล่นนั้นเป็นการฝึกฝนการยอมรับผู้อื่น และการที่ผู้อื่นยอมรับตนได้เป็นการ เรียนรู้การเข้าสังคม เด็กจะแสดงพฤติกรรมจากการสนทนาถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ส่งเสริมให้เด็กมีความ กล้าในการแสดงออก กล้าพูด กล้าคิด โดยครูควรมีคำถามให้คิดเกี่ยวกับภาพในเกมหรือเรื่องราวจาก เกม-ส่งเสริมให้เป็นคนยอมรับการแพ้ชนะ การทำตามกติกา ส่งเสริมให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน และ ผ่อนคลายจากกิจกรรมอื่น เด็กจะร่าเริงแจ่มใสและมองโลกในแง่ดีส่งเสริมนิสัยดีให้แก่เด็ก เช่น การมี วินัยในตนเองและหมู่คณะ ความอดทนอดกลั้น ความชื่อสัตย์การเป็นผู้นำผู้ตาม เป็นต้นส่งเสริมให้ เด็กค้นคว้าด้วยตนเองจากสื่อการเล่นและเรียนรู้ที่จะเล่นจากวิธีการเล่น ส่งเสริมทักษะที่ใช้ประสาท สัมผัสทั้งห้า คือ ทักษะการฟัง การดูการดม การชิม และการจับสัมผัส เกมการศึกษาเปิดโอกาสให้ เด็กได้กระทำ ได้สำรวจ ค้นคว้า จึงเป็นประสบการณ์ตรงที่เด็กเต็มใจรับด้วยความสนุก ซึ่งเป็น ประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กเกิดการเรียนรู้ได้ดีที่สุด ปัจจัยที่มีผลอการเจริญเติบโตคนเรามีการเจริญเติบโตทางร่างกายไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับปัจจัย ทาง ด้านพันธุกรรม อาหาร การออกกำลังกายและการพักผ่อน นักเรียนจึงควรเรียนรู้เกี่ยวกับปัจจัย


6 ดังกล่าวเพื่อนำความรู้มาปฏิบัติให้เกิดผลดีกับตนเอง ดังนี้1)พันธุกรรม คือ ลักษณะที่ถ่ายทอดมาจาก พ่อและแม่ เช่น รูปร่าง หน้าตา ซึ่งเราจะมีความคล้ายคลึงกับพ่อแม่ของเราถ้าเราสังเกตครอบครัวที่ พ่อแม่เป็นคนที่มีรูปร่างเตี้ย ลูก ๆ ในครอบครัวนั้นก็มีแนวโน้มว่าจะเป็นคนที่มีรูปร่างเตี้ยโดยส่วนใหญ่ แต่ก็ไม่เป็นจริงเสมอไปลูกอาจจะมีรูปร่างสูงกว่าพ่อและแม่ได้ถ้าดูแลสุขภาพร่างกายให้เจริญเติบโต สมวัย 2)อาหาร การกินอาหารที่มีประโยชน์และเพียงพอจะช่วยให้ร่างกายเจริญเติบโตและแข็งแรง เช่น เนื้อสัตว์ถั่ว ไข่ นมสด ข้าว ผัก และผลไม้ถ้ากินอาหารไม่มีประโยชน์หรือไม่เพียงพอก็จะทำ ให้ ร่างกายเจริญเติบโตไม่เต็มที่ 3)การออกกำลังกาย กิจกรรมการออกกำลังกาย เช่น การวิ่ง การเล่น กีฬา การเต้นแอโรบิก ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงและเจริญเติบโตอย่างสมส่วน เราจึงควรออกกำลังกาย อย่างสม่ำเสมอเป็นประจำทุกวัน 4)การพักผ่อน ในแต่ละวันเราจำเป็นต้องพักผ่อนโดยการนอนหลับ ในที่ที่มีอากาศถ่ายเทได้ดีและมีระยะเวลาที่เพียงพออย่างน้อยวันละ 8–10ชั่วโมงเพื่อให้ร่างกายสด ชื่นและเติบโตได้อย่างเต็มที ผลสำเร็จของการใช้การเรียนรู้ผ่านเกม (Game Based Learning )ที่มีลักษณะผู้เรียนเป็น ศูนย์กลางระดับอุดมศึกษา พบว่า การเรียนรู้ผ่านเกม หรือ GBL สามารถส่งผลต่อผลการเรียนรู้ที่ดีขึ้น เจตคติและ พฤติกรรม ด้านบวกที่เกี่ยวข้องกับการเรียนของผู้เรียน นอกจากนี้การวิเคราะห์ พฤติกรรมของผู้เรียนแสดงให้เห็นว่า ผู้เรียนไม่ได้สนใจเพียงแค่การเล่นเกมแต่ยังมีความสนใจในการ เรียนผ่านการทำแบบทดสอบภาษาอังกฤษภายในเกมด้วย ดังนั้นจะเห็นว่า “เกมการศึกษา” เป็นอีก นวัตกรรมหนึ่งที่น่าสนใจและปัจจุบันมีการสร้างเกมเพื่อการศึกษามากขึ้น ซึ่งมีลักษณะคล้ายๆกันคือ การนำเนื้อหาที่ต้องการให้ผู้เรียน เรียนนำเข้าไปแทรกในเกมต่างๆ แล้วให้ผู้เรียนได้เล่นเกมโดยเชื่อว่า ความรู้หรือเนื้อหานั้นจะส่งผ่านไปยัง ผู้เรียนได้จนผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ได้ในที่สุด โดยใช้เกมที่มี รูปแบบเดียวกันใช้สอนเนื้อหาที่ต่างกันเพื่อความง่ายในการ สร้างและสะดวก ผู้เขียนเชื่อว่าข้อมูล ดังกล่าวจะอีกหนึ่งนวัตกรรมสำหรับการศึกษา ที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่านในการนำนวัตกรรมนี้ไป ประยุกต์ใช้กับเนื้อหาหรือรายวิชาที่ตนสอน ซึ่งอย่าลืมว่าต้องสอดคล้อง เหมาะสมกับจุดประสงค์ การเรียนรู้ที่ต้องการ และที่สำคัญทำให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกไปพร้อมกับเกิดการเรียนรู้ได้จริงๆ วิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานจึงสำคัญ เพราะช่วยให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และเกิดความผูกพันในการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนรู้จักบริหารจัดการอารมณ์และการตอบสนองต่อ สถานการณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม ได้ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์การบูรณาการและสร้างกลยุทธ์เพื่อ ความสำเร็จ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความรับผิดชอบและการเคารพกฎกติกาหรือผลแพ้ ชนะอย่างมีเหตุผล ในขณะเดียวกันผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระสำคัญและได้ฝึกทักษะต่างๆ ที่ สอดแทรกอยู่ในเกม ด้วยเหตุนี้ผู้วิจัยจึงเห็นว่า การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานเป็น อีกวิธีการ หนึ่งที่น่าสนใจในการนำมาประยุกต์ใช้เพื่อให้ผลสัมฤทธิ์เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของผู้วิจัยจากเหตุผล


7 ที่นำเสนอข้างต้น ดังนั้นผู้วิจัยจึงต้องการศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่3 ว่าจะทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชา สุขศึกษา หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนหรือไม่ วัตถุประสงค์ของการวิจัย เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของ นักเรียนโดยใช้เกมเป็นฐานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 สมมุติฐานของการวิจัย นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ที่เรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้ เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน ขอบเขตของการวิจัย 1. ประชากรในการวิจัยครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ปีที่ 3 2. เนื้อหาสาระ เนื้อหาสาระของการวิจัยครั้งนี้คือ สาระการเรียนรู้ที่ 1 การเจริญเติบโตและ พัฒนาการของมนุษย์ 3. ตัวแปรในการวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้มีตัวแปร ดังนี้ 3.1 ตัวแปรต้น คือ การจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) 3.2 ตัวแปรตาม คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการ เจริญเติบโต 4. ระยะเวลาในการทำวิจัย ในการวิจัยครั้งนี้ใช้ระยะเวลา 8 สัปดาห์สัปดาห์ละ 1 ชั่วโมง นิยามศัพท์เฉพาะ การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) เป็นเทคนิคการสอนที่กระตุ้นให้ ผู้เรียนสนใจการเรียนรู้อยากมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ภายใต้บรรยากาศการที่ท้าทายและสนุกสนาน โดยเกมที่นำมาเป็นสื่อการเรียนรู้นั้นจะมีความเกี่ยวข้องหรือมีการสอดแทรกเนื้อหาที่ต้องการให้ ผู้เรียนได้เรียนรวมอยู่ด้วย และมีลักษณะเป็นดิจิตอลมีเดีย (Digital Game) เช่น Kahoot, Quizzes, Adobe Flash เป็นต้น และผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายจากคอมพิวเตอร์หรือมือถือ นอกจากนี้ การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานยังกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ศักยภาพและบูรณาการความรู้ที่เกี่ยวข้องเพื่อให้ บรรลุตามเป้าหมายของเกม กระตุ้นให้ผู้เรียนประสานความร่วมมือกับผู้อื่นในกรณีที่ต้องพึ่งพาอาศัย


8 หรือขอความช่วยเหลือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระตุ้นให้ผู้เรียนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แสวงหาวิธีการ จบเกมหรือได้รับรางวัลจากเกมตามเป้าหมายของเกมนั้นๆ ให้ได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา หมายถึง ความรู้ของผู้เรียนที่เรียนด้วยวิธีการเรียนรู้ โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning)วัดโดยใช้แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การเจริญเติบโต หมายถึงการที่ร่างกายมีขนาดและสัดส่วนเพิ่มขึ้นมีน้ำหนักและส่วนสูง เพิ่มขึ้น ปัจจัยที่มีผลอการเจริญเติบโต หมายถึง การเจริญเติบโตทางร่างกายไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยทางด้านพันธุกรรม อาหาร การออกกำลังกายและการพักผ่อน ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 1. ได้ทราบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาสุขศึกษา วิธีการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Gamebased Learning) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาศึกษาปีที่ 3 2. ได้แผนการจัดการเรียนรู้โดยวิธีการสอนโดยใช้เกมเป็นฐาน 3. ได้แนวทางในการพัฒนาสื่อการสอน สำหรับครูอาจารย์ผู้สอนวิชาสุขศึกษาและ ผู้เกี่ยวข้องกับการสอนสุขศึกษาในการจัดการเรียนการสอนในชั้นเรียนระดับชั้นอื่น ๆ ต่อไป


9 บทที่2 เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของนักเรียนโดย ใช้เกมเป็นฐานที่มีต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้ศึกษาค้นคว้า เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง แล้วนำเสนอตามลำดับดังนี้ 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.1 วิสัยทัศน์ 1.2 หลักการสำคัญ 1.3 จุดมุ่งหมาย 1.4 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน 1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์ 1.6 กลุ่มสาระการเรียนรู้ 1.7 ตัวชี้วัด 1.8 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน 1.9 ระดับการศึกษา 1.10 การจัดเวลาเรียน 1.11 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน 2. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 2.1 ความหมายของสุขศึกษาและพลศึกษา 2.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ 2.3 จุดมุ่งหมายของการสอนสุขศึกษา 2.4 ความสำคัญของการสอนสุขศึกษา 2.5 เป้าหมายของการสอนสุขศึกษา 2.6 กระบวนการสุขศึกษา


10 2.7 เพศศึกษารอบด้าน 2.8 หลักพื้นฐานในการสร้างสมรรถภาพ 2.9 ปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างบุคคล 3. การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน 3.1 ความสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน 3.2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน 3.3 ประโยชน์ของการใช้เกมเป็นฐาน 4. ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของนักเรียน 4.1 ความหมายของการเจริญเติบโต 4.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต 4.3 การส่งเสริมการเจริญเติบโตและการเจริญทางด้านพฤติกรรมของเด็ก 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.2 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.4 การสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.5 หลักในการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง 7. กรอบแนวคิดในการวิจัย


11 1. หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 1.1 วิสัยทัศน์ กระทรวงศึกษาธิการ (สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา, 2551) ได้กำหนดวิสัยทัศน์ หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนทุกคน ซึ่งเป็นกำลังของชาติให้เป็นมนุษย์ที่มี ความสมดุลทั้งด้านร่างกาย ความรู้คุณธรรม มีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและเป็นพลเมืองโลก ยืดมั่นในการปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อันเป็นประมุข มีความรู้และ ทักษะพื้นฐาน รวมทั้งเจตคติที่จำเป็นต่อการศึกษาต่อ การประกอบวิชาชีพและ การศึกษาตลอดชีวิต โดยมุ่งเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญบนพื้นฐานความเชื่อว่าทุกคนสามารถเรียนรู้และ พัฒนาตนเองได้เต็มตาม ศักยภาพ 1.2 หลักการสำคัญ (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มีหลักการที่สำคัญ ดังนี้ 1.2.1 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อความเป็นเอกภาพของชาติมีจุดหมายและมาตรฐานการ เรียนรู้เป็นเป้าหมายสำหรับพัฒนาเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ทักษะ เจตคติและคุณธรรมบนพื้นฐาน ของความเป็นไทยควบคู่กับความเป็นสากล 1.2.2 เป็นหลักสูตรการศึกษาเพื่อปวงชน ที่ประชาชนทุกคนมีโอกาสได้รับการศึกษาอย่าง เสมอภาค และมีคุณภาพ 1.2.3 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่สนองการกระจายอำนาจ ให้สังคมมีส่วนร่วมในการจัด การศึกษาให้สอดคล้องกับสภาพและความต้องการของท้องถิ่น 1.2.4 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่มีโครงสร้างยืดหยุ่นทั้งด้านสาระการเรียนรู้เวลาและการ จัดการเรียนรู้ 1.2.5 เป็นหลักสูตรการศึกษาที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 1.2.6 เป็นหลักสูตรการศึกษาสำหรับการศึกษาในระบบ นอกระบบ และตามอัธยาศัย ครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมาย สามารถเทียบโอนผลการเรียนรู้และประสบการณ์


12 1.3 จุดมุ่งหมาย (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาให้เป็นคนดีมีปัญญา มีความสุข มี ศักยภาพในการศึกษาต่อและประกอบวิชาชีพ จึงกำหนดเป็นจุดหมายเพื่อให้เกิดกับผู้เรียน เมื่อจบ การศึกษาขั้นพื้นฐาน ดังนี้ 1.3.1 มีคุณธรรม จริยธรรมและค่านิยมที่พึงประสงค์เห็นคุณค่าของตนเอง มีวินัยและปฏิบัติ ตามหลักธรรมของพระพุทธศาสนาหรือศาสนาที่ตนนับถือ ยึดหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 1.3.2 มีความรู้ความสามารถในการสื่อสาร การคิด การแก้ปัญหา การใช้เทคโนโลยีและมี ทักษะชีวิต 1.3.3 มีสุขภาพกายสุขภาพจิตที่ดีมีสุขนิสัยและรักการออกกำลังกาย 1.3.4 มีความรักชาติมีจิตสำนึกในความเป็นพลเมืองไทยและพลโลก ยึดมั่นในวิถีชีวิตและ การปกครองตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์อันเป็นประมุข 1.3.5 มีจิตสำนึกในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและภูมิปัญญาไทย การอนุรักษ์และพัฒนา สิ่งแวดล้อม มีจิตสาธารณะเพื่อมุ่งทำประโยชน์และสร้างสิ่งดีงามในสังคมและอยู่ร่วมกันในสังคมอย่าง มีความสุข 1.4 สมรรถนะสำคัญของผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มี สมรรถนะสำคัญ 5 ประการ ดังนี้ 1.4.1 ความสามารถในการสื่อสาร เป็นความสามารถในการรับและส่งสาร มีวัฒนธรรมในการ ใช้ภาษาถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ ความรู้สึกและทัศนะของตนเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูล ข่าวสารและประสบการณ์อันเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเองและสังคมรวมทั้งการเจรจาต่อรอง เพื่อขจัดและลดปัญหาความขัดแย้งต่าง ๆ การเลือกรับหรือไม่รับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผลและ ความถูกต้อง ตลอดจนการเลือกใช้วิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ โดยคำนึงถึงผลกระทบที่มีต่อตนเอง และสังคม 1.4.2 ความสามารถในการคิด เป็นความสามารถในการคิดวิเคราะห์การคิดสังเคราะห์การ คิดอย่างสร้างสรรค์การคิดอย่างมีวิจารณญาณและการคิดเป็นระบบ เพื่อนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้ สารสนเทศเพื่อการตัดสินใจเกี่ยวกับตนเองและสังคมได้อย่างเหมาะสม 1.4.3 ความสามารถในการแก้ไขปัญหา เป็นความสามารถในการแก้ไขปัญหาและอุปสรรค ต่าง ๆ ที่เผชิญได้อย่างถูกต้องเหมาะสมบนพื้นฐานของหลักเหตุผล คุณธรรมและข้อมูลสารสนเทศ ๆ เข้าใจความสัมพันธ์และการเปลี่ยนแปลงของเหตุการณ์ต่าง ๆ ในสังคม แสวงหาความรู้ประยุกต์


13 ความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาและมีการตัดสินใจที่มีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงผลกระทบ ที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม 1.4.4 ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต เพื่อความสามารถในการนำขบวนการต่าง ๆ ไปใช้ ในการดำเนินชีวิตประจำวัน การเรียนรู้ด้วยตนเอง การเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การทำงานและการ อยู่ ร่วมกันในสังคมด้วยการสร้างเสริมความสัมพันธ์อันดีระหว่างบุคคล การจัดการปัญหาและความ ขัดแย้งต่าง ๆ อย่างเหมาะสม การปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสภาพแวดล้อมและ การรู้จักหลีกเลี่ยงพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและผู้อื่น 1.4.5 ความสามารถในการใช้เทคโนโลยีเป็นความสามารถในการเลือกและใช้เทคโนโลยีด้าน ต่าง ๆ และมีทักษะกระบวนการเทคโนโลยีเพื่อการพัฒนาตนเองและสังคมในด้านการเรียนรู้การ สื่อสาร การทำงาน การแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์ถูกต้องเหมาะสมและมีคุณธรรม 1.5 คุณลักษณะอันพึงประสงค์(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ในการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน มุ่งพัฒนาผู้เรียนที่มี คุณลักษณะอันพึงประสงค์เพื่อสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข ทั้งในฐานะพลเมือง ไทยและพลเมืองโลก ดังนี้ 1.5.1 รักชาติศาสน์กษัตริย์ 1.5.2 ซื้อสัตย์สุจริต 1.5.3 มีวินัย 1.5.4 ใฝ่เรียนรู้ 1.5.5 อยู่อย่างพอเพียง 1.5.6 มุ่งมั่นในการทำงาน 1.5.7 รักความเป็นไทย 1.5.8 มีจิตสาธารณะ นอกจากนี้สถาศึกษาสามารถกำหนดคุณลักษณะอันพึงประสงค์เพิ่มเติม ให้สอดคล้องตาม บริบทและจุดเน้นของสถานศึกษานั้น 1.6 กลุ่มสาระการเรียนรู้(กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) การพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุล ต้องคำนึงถึงหลักพัฒนาการตอบสนองและพหุปัญญา หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จึงกำหนดให้ผู้เรียนเรียนรู้8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ดังนี้


14 1.6.1 ภาษาไทย 1.6.2 คณิตศาสตร์ 1.6.3 วิทยาศาสตร์ 1.6.4 สังคมศึกษาศาสนาและวัฒนธรรม 1.6.5 สุขศึกษาและพลศึกษา 1.6.6 ศิลปะ 1.6.7 การงานอาชีพและเทคโนโลยี 1.6.8 ภาษาต่างประเทศ ในแต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้กำหนดมาตรฐานการเรียนรู้เป็นเป้าหมายสำคัญของการ พัฒนาคุณภาพผู้เรียน มาตรฐานการเรียนรู้ระบุสิ่งที่ผู้เรียนพึงรู้ปฏิบัติได้มีคุณธรรมจริยธรรม และ ค่านิยมที่พึงประสงค์เมื่อจบการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกจากนั้นมาตรฐานการเรียนรู้ยังเป็นกลไกสำคัญ ในการขับเคลื่อนพัฒนาการศึกษาทั้งระบบ เพราะมาตรฐานการเรียนรู้จะสะท้อนให้ทราบว่าต้องการ อะไร จะสอนอย่างไร และประเมินอย่างไร รวมทั้งเป็นเครื่องมือในการตรวจสอบเพื่อการประกัน คุณภาพการศึกษาโดยใช้ระบบการประเมินคุณภาพภายในและการประเมินคุณภาพภายนอก ซึ่ง รวมถึงการทดสอบระดับเขตพื้นที่การศึกษา และการทดสอบระดับชาติระบบการตรวจสอบเพื่อ ประกันคุณภาพดังกล่าวเป็นสิ่งสำคัญที่ช่วยสะท้อนภาพการจัดการศึกษาว่าสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มี คุณภาพตามที่มาตรฐานการเรียนรู้กำหนดเพียงใด 1.7 ตัวชี้วัด (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) ตัวชี้วัดระบุสิ่งที่นักเรียนพึงรู้และปฏิบัติได้รวมทั้งคุณลักษณะของผู้เรียนในแต่ละระดับชั้นซึ่ง สะท้อนถึงมาตรฐานการเรียนรู้มีความเฉพาะเจาะจงและมีความเป็นรูปธรรม นำไปใช้ในการกำหนด เนื้อหา จัดทำหน่วยการเรียนรู้จัดการเรียนการสอน และเป็นเกณฑ์สำคัญสำหรับการวัดประเมินผล เพื่อตรวจสอบคุณภาพผู้เรียน 1.7.1 ตัวชี้วัดชั้นปีเป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนแต่ละชั้นปีในระดับการศึกษาภาคบังคับ (ประถมศึกษาปีที่ 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 3) 1.7.2 ตัวชี้วัดช่วงชั้น เป็นเป้าหมายในการพัฒนาผู้เรียนในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (มัธยมศึกษาปีที่ 4-6) 1.8 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551)


15 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มุ่งให้ผู้เรียนได้พัฒนาตนเองตามศักยภาพ พัฒนาอย่างรอบด้านเพื่อ ความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ ทั้งร่างกาย สติปัญญา อารมณ์และสังคม เสริมสร้างให้เป็นผู้มีศีลธรรม จริยธรรม มีระเบียบวินัย ปลูกฝังและสร้างจิตสำนึกของการทำประโยชน์เพื่อสังคม สามารถจัดการ ตนเองได้และอยู่ร่วมกับผู้อื่นอย่างมีความสุข กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน แบ่งเป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ 1.8.1 กิจกรรมแนะแนว เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมและพัฒนาผู้เรียนให้รู้จักตนเอง รู้รักษ์ สิ่งแวดล้อม สามารถคิดตัดสินใจ คิดแก้ปัญหา กำหนดเป้าหมาย ว่างแผนชีวิตทั้งด้านการเรียน และ อาชีพ สามารถปรับตนได้อย่างเหมาะสม นอกจากนี้ยังช่วยให้ครูรู้จักและเข้าใจผู้เรียน ทั้งยังเป็น กิจกรรมที่ช่วยเหลือและให้คำปรึกษาแก่ผู้ปกครองในการมีส่วนร่วมพัฒนาผู้เรียน 1.8.2 กิจกรรมนักเรียน เป็นกิจกรรมที่มุ่งพัฒนาความมีระเบียบวินัย ความเป็นผู้นำผู้ตามที่ดี ความรับผิดชอบการทำงานร่วมกัน การรู้จักแก้ปัญหา การตัดสินใจที่เหมาะสม ความมีเหตุผล การ ช่วยเหลือแบ่งปันกัน เอื้ออาทร และสมานฉันท์โดยจัดให้สอดคล้องกับความสามารถ ความถนัด และ ความสนใจของผู้เรียน ให้ได้ปฏิบัติด้วยตนเองในทุกขั้นตอน ได้แก่การศึกษาวิเคราะห์ว่างแผน ปฏิบัติ ตามแผน ประเมินและปรับปรุงการทำงาน เน้นการทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม ตามความเหมาะสม และ สอดคล้องกับวุฒิภาวะของผู้เรียน บริบทของสถานศึกษาและท้องถิ่น กิจกรรมนักเรียน ประกอบด้วย 1.8.2.1 กิจกรรมลูกเสือ เนตรนารียุวกาชาด ผู้บำเพ็ญประโยชน์และนักศึกษา วิชาทหาร 1.8.2.2 กิจกรรมชุมนุม ชมรม 1.8.3 กิจกรรมเพื่อสังคมและสาธารณประโยชน์เป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้ผู้เรียนบำเพ็ญตน ให้เป็นประโยชน์ต่อสังคม ชุมชน และท้องถิ่นตามความสนใจในลักษณะอาสาสมัคร เพื่อแสดงถึงความ รับผิดชอบ ความดีงาม ความเสียสละต่อสังคม มีจิตสาธารณะ เช่น กิจกรรมอาสาพัฒนาต่าง ๆ กิจกรรมสร้างสรรค์สังคม 1.9 ระดับการศึกษา (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน จัดระดับการศึกษาเป็น 3 ระดับ ดังนี้ 1.9.1 ระดับประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6) การศึกษาระดับนี้เป็นช่วงแรกของ การศึกษาภาคบังคับ มุ่งเน้นทักษะพื้นฐานด้านการอ่าน การเขียน การคิดคำนวณ ทักษะการคิด พื้นฐาน การติดต่อสื่อสาร กระบวนการเรียนรู้ทางสังคม และพื้นฐานความเป็นมนุษย์การพัฒนา คุณภาพชีวิตอย่างสมบูรณ์และสมดุลทั้งในด้านร่างกาย สติปัญญา อารมณ์สังคม และวัฒนธรรม โดย เน้นจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ


16 1.9.2. ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3) เป็นช่วงสุดท้ายของการศึกษา ภาคบังคับ มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้สำรวจความถนัดและความสนใจของตนเอง ส่งเสริมการพัฒนา บุคลิกภาพส่วนตน มีทักษะในการคิดวิจารณญาณ คิดสร้างสรรค์และคิดแก้ปัญหา มีทักษะในการ ดำเนินชีวิต มีทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อเป็นเครื่องมือในการเรียนรู้มีความรับผิดชอบต่อสังคม มี ความสมดุลทั้งด้านความรู้ความคิด ความดีงาม และมีความภูมิใจในความเป็นไทย ตลอดจนใช้เป็น พื้นฐานในการประกอบอาชีพหรือการศึกษาต่อ 1.9.3. ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6) การศึกษาระดับนี้เน้นการ เพิ่มพูนความรู้และทักษะเฉพาะด้าน สนองตอบความสามารถ ความถนัด และความสนใจของผู้เรียน แต่ละคนทั้งด้านวิชาการและวิชาชีพ มีทักษะในการใช้วิทยาการและเทคโนโลยีทักษะกระบวนการคิด ขั้นสูง สามารถนำความรู้ไปประยุกต์ใช้ให้เกิดประโยชน์ในการศึกษาต่อและการประกอบอาชีพ มุ่ง พัฒนาตนและประเทศตามบทบาทของตน สามารถเป็นผู้นำ และผู้ให้บริการชุมชนในด้านต่าง ๆ 1.10 การจัดเวลาเรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) การจัดเวลาเรียน หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ได้กำหนดกรอบโครงสร้างเวลา เรียนขั้นต่ำสำหรับกลุ่มสาระการเรียนรู้8 กลุ่ม และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน ซึ่งสถานศึกษาสามารถ เพิ่มเติมได้ตามความพร้อมและจุดเน้น โดยสามารถปรับให้เหมาะสมตามบริบทของสถานศึกษาและ สภาพของผู้เรียน ดังนี้ 1.10.1 ระดับชั้นประถมศึกษา (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6) ให้จัดเวลาเรียนเป็นรายปีโดยมี เวลาเรียนวันละ ไม่เกิน 5 ชั่วโมง 1.10.2 ระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3) ให้จัดเวลาเรียนเป็นรายภาคมี เวลาเรียนวันละไม่เกิน 6 ชั่วโมง คิดน้ำหนักของรายวิชาที่เรียนเป็นหน่วยกิต ใช้เกณฑ์40 ชั่วโมงต่อ ภาคเรียน มีค่าน้ำหนักวิชา เท่ากับ 1 หน่วยกิต (นก.) 1.10.3 ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6) ให้จัดเวลาเรียนเป็นรายภาค มี เวลาเรียน วันละไม่น้อยกว่า 6 ชั่วโมง คิดน้ำหนักของรายวิชาที่เรียนเป็นหน่วยกิต ใช้เกณฑ์40 ชั่วโมง ต่อภาคเรียน มีค่าน้ำหนักวิชา เท่ากับ 1 หน่วยกิต (นก.) การกำหนดโครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และ เพิ่มเติม สถานศึกษาสามารถดำเนินการ ดังนี้ระดับประถมศึกษา สามารถปรับเวลาเรียนพื้นฐานของ แต่ละกลุ่มสาระการเรียนรู้ได้ตามความ เหมาะสม ทั้งนี้ต้องมีเวลาเรียนรวมตามที่กำหนดไว้ใน โครงสร้างเวลาเรียนพื้นฐาน และผู้เรียนต้องมีคุณภาพตามมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัดที่กำหนด ระดับมัธยมศึกษา ต้องจัดโครงสร้างเวลาเรียน พื้นฐานให้เป็นไปตามที่กำหนดและสอดคล้องกับเกณฑ์ การจบหลักสูตร สำหรับเวลาเรียนเพิ่มเติม ทั้ง ในระดับประถมศึกษาและมัธยมศึกษา ให้จัดเป็น รายวิชาเพิ่มเติม หรือกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน โดย พิจารณาให้สอดคล้องกับความพร้อม จุดเน้นของ สถานศึกษาและเกณฑ์การจบหลักสูตร เฉพาะ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-3 สถานศึกษาอาจจัดให้


17 เป็นเวลาสำหรับสาระ การเรียนรู้พื้นฐานในกลุ่ม สาระการเรียนรู้ภาษาไทยและกลุ่มสาระการเรียนรู้ คณิตศาสตร์กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนที่กำหนดไว้ใน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ปีละ 120 ชั่วโมง และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4-6 จำนวน 360 ชั่วโมงนั้น เป็นเวลาสำหรับปฏิบัติกิจกรรมแนะ แนวกิจกรรมนักเรียน และกิจกรรมเพื่อสังคมและ สาธารณประโยชน์ในส่วนกิจกรรมเพื่อสังคมและ สาธารณประโยชน์ให้สถานศึกษาจัดสรรเวลาให้ผู้เรียนได้ปฏิบัติกิจกรรม ดังนี้ระดับประถมศึกษา (ป. 1-6) รวม 6 ปีจำนวน 60 ชั่วโมง ระดับ มัธยมศึกษาตอนต้น (ม.1-3) รวม 3 ปีจำนวน 45 ชั่วโมง ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (ม.4-6) รวม 3 ปีจำนวน 60 ชั่วโมง 1.11 การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียน (กระทรวงศึกษาธิการ, 2551) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนต้องอยู่บนหลักการพื้นฐานสองประการคือการ ประเมินเพื่อพัฒนาผู้เรียนและเพื่อตัดสินผลการเรียน ในการพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้ของผู้เรียนให้ ประสบผลสำเร็จนั้น ผู้เรียนจะต้องได้รับการพัฒนาและประเมินตามตัวชี้วัดเพื่อให้บรรลุตามมาตรฐาน การเรียนรู้สะท้อนสมรรถนะสำคัญ และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนซึ่งเป็นเป้าหมายหลักใน การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ในทุกระดับไม่ว่าจะเป็นระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขต พื้นที่การศึกษา และระดับชาติการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เป็นกระบวนการพัฒนาคุณภาพ ผู้เรียนโดยใช้ผลการประเมินเป็นข้อมูลและสารสนเทศที่แสดงพัฒนาการ ความก้าวหน้า และ ความสำเร็จทางการเรียนของผู้เรียน ตลอดจนข้อมูลที่เป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดการ พัฒนาและเรียนรู้อย่างเต็มตามศักยภาพ การวัดและประเมินผลการเรียนรู้แบ่งออกเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ระดับชั้นเรียน ระดับสถานศึกษา ระดับเขตพื้นที่การศึกษา และระดับชาติมีรายละเอียด ดังนี้ 1.11.1 การประเมินระดับชั้นเรียน เป็นการวัดและประเมินผลที่อยู่ในกระบวนการจัดการ เรียนรู้ผู้สอนดำเนินการเป็นปกติและสม่ำเสมอ ในการจัดการเรียนการสอน ใช้เทคนิคการประเมิน อย่างหลากหลาย เช่น การซักถาม การสังเกต การตรวจการบ้าน การประเมินโครงงาน การประเมิน ชิ้นงาน/ภาระงาน แฟ้มสะสมงาน การใช้แบบทดสอบ ฯลฯ โดยผู้สอนเป็นผู้ประเมินเองหรือเปิด โอกาส ให้ผู้เรียนประเมินตนเอง เพื่อนประเมินเพื่อน ผู้ปกครองร่วมประเมิน ในกรณีที่ไม่ผ่านตัวชี้วัด ให้มีการสอนซ่อมเสริม การประเมินระดับชั้นเรียนเป็นการตรวจสอบว่า ผู้เรียนมีพัฒนาการ ความก้าวหน้าในการเรียนรู้อันเป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนหรือไม่ และมากน้อย เพียงใด มีสิ่งที่จะต้องได้รับการพัฒนาปรับปรุงและส่งเสริมในด้านใด นอกจากนี้ยังเป็นข้อมูลให้ผู้สอน ใช้ปรับปรุงการเรียนการสอนของตนด้วย ทั้งนี้โดยสอดคล้องกับมาตรฐานการเรียนรู้และตัวชี้วัด 1.11.2 การประเมินระดับสถานศึกษา เป็นการประเมินที่สถานศึกษาดำเนินการเพื่อตัดสินผล การเรียนของผู้เรียนเป็นรายปีรายภาค ผลการประเมินการอ่าน คิดวิเคราะห์และเขียน คุณลักษณะ อันพึงประสงค์และกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน นอกจากนี้เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการจัดการศึกษาของ สถานศึกษา ว่าส่งผลต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนตามเป้าหมายหรือไม่ ผู้เรียนมีจุดพัฒนาในด้านใด


18 รวมทั้งสามารถนำผลการเรียนของผู้เรียนในสถานศึกษาเปรียบเทียบกับเกณฑ์ระดับชาติผลการ ประเมินระดับสถานศึกษาจะเป็นข้อมูลและสารสนเทศเพื่อการปรับปรุงนโยบาย หลักสูตร โครงการ หรือวิธีการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเพื่อการจัดทำแผนพัฒนาคุณภาพการศึกษาของสถานศึกษา ตามแนวทางการประกันคุณภาพการศึกษาและการรายงานผลการจัดการศึกษาต่อคณะกรรมการ สถานศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และชุมชน 1.11.3 การประเมินระดับเขตพื้นที่การศึกษา เป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับเขต พื้นที่การศึกษาตามมาตรฐานการเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อใช้เป็นข้อมูล พื้นฐานในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาของเขตพื้นที่การศึกษา ตามภาระความรับผิดชอบ สามารถ ดำเนินการโดยประเมินคุณภาพผลสัมฤทธิ์ของผู้เรียนด้วยข้อสอบมาตรฐานที่จัดทำและดำเนินการโดย เขตพื้นที่การศึกษา หรือด้วยความร่วมมือกับหน่วยงานต้นสังกัด ในการดำเนินการจัดสอบ นอกจากนี้ ยังได้จากการตรวจสอบทบทวนข้อมูลจากการประเมินระดับสถานศึกษาในเขตพื้นที่การศึกษา 1.11.4 การประเมินระดับชาติเป็นการประเมินคุณภาพผู้เรียนในระดับชาติตามมาตรฐาน การเรียนรู้ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน สถานศึกษาต้องจัดให้ผู้เรียนทุกคนที่เรียนใน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 และชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เข้ารับ การประเมิน ผลจากการประเมินใช้เป็นข้อมูลในการเทียบเคียงคุณภาพการศึกษาในระดับต่าง ๆ เพื่อ นำไปใช้ในการวางแผนยกระดับคุณภาพการจัดการศึกษา ตลอดจนเป็นข้อมูลสนับสนุนการตัดสินใจ ในระดับนโยบายของประเทศ ข้อมูลการประเมินในระดับต่าง ๆ ข้างต้น เป็นประโยชน์ต่อสถานศึกษา ในการตรวจสอบ ทบทวนพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ถือเป็นภาระความรับผิดชอบของสถานศึกษาที่ จะต้องจัดระบบดูแลช่วยเหลือ ปรับปรุงแก้ไข ส่งเสริมสนับสนุนเพื่อให้ผู้เรียนได้พัฒนาเต็มตาม ศักยภาพบนพื้นฐานความ แตกต่างระหว่างบุคคลที่จำแนกตามสภาพปัญหาและความต้องการ ได้แก่ กลุ่มผู้เรียนทั่วไป กลุ่ม ผู้เรียนที่มีความสามารถพิเศษ กลุ่มผู้เรียนที่มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนต่ำ กลุ่ม ผู้เรียนที่มีปัญหาด้าน วินัยและพฤติกรรม กลุ่มผู้เรียนที่ปฏิเสธโรงเรียน กลุ่มผู้เรียนที่มีปัญหาทาง เศรษฐกิจและสังคม กลุ่มพิการทางร่างกายและสติปัญญา เป็นต้น ข้อมูลจากการประเมินจึงเป็นหัวใจ ของสถานศึกษาใน การดำเนินการช่วยเหลือผู้เรียนได้ทันท่วงทีปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้รับการพัฒนา และประสบ ความสำเร็จในการเรียนสถานศึกษาในฐานะผู้รับผิดชอบจัดการศึกษา จะต้องจัดทำ ระเบียบว่าด้วยการวัดและ ประเมินผลการเรียนของสถานศึกษาให้สอดคล้องและเป็นไปตาม หลักเกณฑ์และแนวปฏิบัติที่เป็นข้อกำหนดของหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน เพื่อให้ บุคลากรที่เกี่ยวข้องทุกฝ่ายถือปฏิบัติร่วมกัน


19 2. หลักสูตรกลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา 2.1 ความหมายของสุขศึกษาและพลศึกษา สุขศึกษา มุ่งเน้นให้ผู้เรียนพัฒนาพฤติกรรมด้านความรู้เจตคติคุณธรรม ค่านิยม และ การปฏิบัติเกี่ยวกับสุขภาพควบคู่ไปด้วยกัน พลศึกษา มุ่งเน้นให้ผู้เรียนใช้ กิจกรรมการเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกมและกีฬา เป็นเครื่องมือในการพัฒนา โดยรวมทั้งด้านร่างกาย จิตใจ อารมณ์สังคม สติปัญญา รวมทั้งสมรรถภาพเพื่อสุขภาพและ กีฬา 2.2 สาระและมาตรฐานการเรียนรู้ สาระและมาตรฐานการเรียนรู้กลุ่มสาระสุขศึกษาและพลศึกษา สาระและมาตรฐานการเรียนรู้5 สาระ 6 มาตรฐาน ดังนี้ สาระที่ 1 การเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ มาตรฐาน พ 1.1 เข้าใจธรรมชาติของการเจริญเติบโตและพัฒนาการของมนุษย์ สาระที่ 2 ชีวิตและครอบครัว มาตรฐาน พ 2.1 เข้าใจและเห็นคุณค่าตนเอง ครอบครัว เพศศึกษา และมีทักษะ ในการดำเนินชีวิต สาระที่ 3 การเคลื่อนไหว การออกกำลังกาย การเล่นเกม กีฬาไทย กีฬาสากล มาตรฐาน พ 3.1 เข้าใจ มีทักษะในการเคลื่อนไหว กิจกรรมทางกาย การเล่นเกม และกีฬา มาตรฐาน พ 3.2 รักการออกกำลังกาย การเล่นเกม และการเล่นกีฬา ปฏิบัติเป็น ประจำและสม่ำเสมอ มีวินัย เคารพสิทธิกฎ กติกา มีน้ำใจนักกีฬา มีจิตวิญญาณ ใน การแข่งขัน และชื่นชมในสุนทรียภาพของ การกีฬา สาระที่ 4 การสร้างเสริมสุขภาพ สมรรถภาพ และการป้องกันโรค มาตรฐาน พ 4.1 เห็นคุณค่าและมีทักษะในการสร้างเสริมสุขภาพ การดำรง สุขภาพ การป้องกันโรค และการสร้างเสริมสมรรถภาพเพื่อสุขภาพ สาระที่ 5 ความปลอดภัยในชีวิต


20 มาตรฐาน พ 5.1 ป้องกันและหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยง พฤติกรรมเสี่ยงต่อสุขภาพ อุบัติเหตุ การใช้ยา สารเสพติด และความรุนแรง 2.3 จุดมุ่งหมายของการสอนสุขศึกษา การให้สุขศึกษามีวัตถุประสงค์เพื่อให้ประชาชนเกิด พฤติกรรมที่สร้างเสริม สุขภาพ โดยผู้ให้สุขศึกษาควรเข้าใจหลัก การพื้นฐานและทฤษฎีที่เกี่ยวกับการให้สุขศึกษา เพื่อนำมาวางแผนการให้สุขศึกษาอย่างเหมาะสมโดยประยุกต์ใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพื่อช่วย เพิ่มประสิทธิภาพของการให้สุขศึกษา 2.4 ความสำคัญของการสอนสุขศึกษา ความสำคัญของสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา ช่วยให้ผู้เรียนมีสุขภาวะทั้งกายและ จิตที่ดีซึ่งมีความสำคัญเพราะเกี่ยวโยงกับทุกมิติของชีวิต ทุกคนควรได้เรียนรู้เรื่องสุขภาพ เพื่อจะได้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องมีเจตคติคุณธรรม และค่านิยมที่เหมาะสม รวมทั้งมี ทักษะปฏิบัติด้านสุขภาพจนเป็นนิสัย ทำให้ผู้เรียนเกิดสมรรถนะในการใช้ชีวิต ส่งผลให้สังคม โดยรวมมีคุณภาพ ลักษณะเฉพาะ/ ธรรมชาติของสาระการเรียนรู้ สาระการเรียนรู้นี้ประกอบด้วย สุขศึกษา และพลศึกษา ดังนี้ สุขศึกษา มุ่งเน้นการจัดโอกาสการเรียนรู้ให้เกิดการปฏิบัติทางสุขภาพกาย และสุขภาพจิตจนเป็นนิสัย มีความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น อันจะนำไปสู่การ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพของบุคคล ครอบครัว และชุมชน เพื่อการมีสุขภาพกายและจิต ที่ดี พลศึกษา มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวที่ต้องควบคุมร่างกายและ จิตใจในการทำกิจกรรมทางกาย การออกกำลังกาย การเล่นเกม และกีฬา ช่วยให้ร่างกาย เจริญเติบโตสมวัย มีสุขภาพดีมีระเบียบ วินัย อดทน สร้างสรรค์ความสามัคคีมีความ รับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น จุดเน้นการพัฒนา


21 การพัฒนาผู้เรียนในช่วงชั้นที่ 1 นี้มีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ผู้เรียน มีสุขภาพกายที่ดี และการเจริญเติบโตที่เหมาะสม มีกิจกรรมทางกายอย่างสนุกสนานและปลอดภัย มี สุขภาพจิตที่ดีมีทักษะในการดำเนินชีวิต และใช้ข้อมูลสารสนเทศเสริมสร้างสุขภาพที่ดี เป้าหมายสำคัญดังกล่าว ประกอบด้วยสมรรถนะเฉพาะ 3 สมรรถนะ ซึ่งมี ความสัมพันธ์เชื่อมโยงกับสมรรถนะหลักทั้ง 6 สมรรถนะ และบูรณาการกันเป็นผลลัพธ์การ เรียนรู้ช่วงชั้นที่1 จำนวน 8 ข้อ สำหรับนำไปกำหนดผลลัพธ์การเรียนรู้ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 – 3 ต้องคำนึงถึงการบูรณาการสมรรถนะหลักและสมรรถนะเฉพาะด้วย โดยจัดกิจกรรม ประสบการณ์หรือสถานการณ์จากเรื่องราวใกล้ตัวไปสู่ไกลตัว จากง่ายไปยาก ตามพัฒนาการ ของผู้เรียน ฝึกปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง สำหรับช่วงชั้นที่1 จากผลลัพธ์การเรียนรู้ดังกล่าว อาจจัดประสบการณ์การเรียนรู้ เป็น 3 กลุ่ม ดังนี้ การมีสุขภาพกายที่ดีและการเจริญโตที่เหมาะสม เป็นการจัดประสบการณ์ ให้ผู้เรียนสร้างนิสัยการดูแลสุขภาพของตนเองด้วยการปฏิบัติตนตามหลักสุขบัญญัติแห่งชาติ ดูแลและป้องกันตนเองให้ปลอดภัยจากอาการเจ็บป่วย หลีกเลี่ยงสถานการณ์ที่เป็นอันตราย และรู้จักขอความช่วยเหลือจากบุคคลที่ไว้วางใจ รวมทั้งการใช้ข้อมูลด้านสุขภาพให้เกิด ประโยชน์ต่อการพัฒนาสุขภายการมีกิจกรรมทางกายอย่างสนุกสนานและปลอดภัย เป็นการ จัดประสบการณ์ให้ผู้เรียนมีกิจกรรมทางกายด้วยการเคลื่อนไหวร่างกายทั้งแบบอยู่กับที่ เคลื่อนที่ และแบบมีอุปกรณ์ เล่นเกม การละเล่นพื้นเมือง ออกกำลังกาย และเล่นกีฬาทั้ง ประเภทเดี่ยว ประเภทคู่ และประเภททีม เป็นประจำสม่ำเสมอ ด้วยความสนุกสนาน และ ปลอดภัย และรักษาสิ่งแวดล้อม โดยจัดพื้นที่ปลอดภัยในการทำกิจกรรมทั้งก่อนและหลังทำ กิจกรรมการมีสุขภาพจิตที่ดีและมีทักษะในการดำเนินชีวิต เป็นการจัดประสบการณ์ให้ผู้เรียน เห็นคุณค่าของตนเอง รู้จักและจัดการอารมณ์ความคิด และพฤติกรรมของตนเองอย่าง เหมาะสม มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น สร้างสัมพันธภาพที่ดีกับผู้อื่น และมีส่วนร่วมในการ ช่วยเหลือสังคม การนำไปใช้ในชีวิตจริง การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ให้บรรลุเป้าหมาย จนเกิดสมรรถนะ ควร ออกแบบกิจกรรมที่เอื้อต่อการนำไปใช้ ในชีวิตจริง จัดการเรียนรู้ที่เน้นให้ผู้เรียนมีส่วนร่วม และเรียนรู้จากการปฏิบัติที่หลากหลายรูปแบบ เช่น ออกแบบการเรียนรู้ที่ให้ผู้เรียนตัดสินใจ เลือกรับประทานอาหารเหมาะสมกับวัย ป้องกันตนเองจากอุบัติเหตุต่าง ๆ ทั้งที่บ้าน โรงเรียนและระหว่างการเดินทางได้จัดสถานการณ์ให้ผู้เรียนได้มีโอกาสฝึกปฏิบัติการเอาตัว รอดจากเหตุการณ์ที่ไม่น่าไว้วางใจ ป้องกันตนเองจากอุบัติเหตุและสร้างสัมพันธภาพกับคน


22 รอบข้าง จัดพื้นที่ให้ผู้เรียนได้แสดงความสามารถตามศักยภาพ ฝึกให้รู้จักอารมณ์ความคิด และพฤติกรรมของตนเอง และสามารถจัดการได้ในการปฏิบัติกิจกรรมต่าง ๆ ระหว่างวัน จัด กิจกรรม เกม หรือกีฬา ร่วมกับเพื่อนในห้อง ต่างห้อง หรือต่างโรงเรียน ฯลฯโดยจัด สภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ของผู้เรียน ประสานความร่วมมือในการทำกิจกรรมร่วมกับ ครอบครัว ชุมชน ติดตามความก้าวหน้า หรือพัฒนาการของผู้เรียนอย่างต่อเนื่องการบูรณา การกับสาระการเรียนรู้ต่าง ๆ สาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพลศึกษา สามารถจัดการเรียนรู้ บูรณาการกับสาระการเรียนรู้อื่น ๆ ดังตัวอย่าง ต่อไปนี้ ภาษาไทย/ ภาษาอังกฤษ จัดสถานการณ์โดยใช้คำศัพท์และเรื่องราวการเล่นเกม การละเล่นพื้นเมือง การออกกำลังกาย และเล่นกีฬาเพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่าน การตั้ง คำถามเพื่อสืบค้นข้อมูล การบันทึก และสรุปข้อมูล ตลอดจนการใช้ภาษาเพื่อการนำเสนอเรื่องราว จากกิจกรรม คณิตศาสตร์นับจำนวนที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ การอ่านข้อมูลจากสถิติอย่างง่ายเพื่อทำความ เข้าใจเรื่องราวรอบตัวที่เกี่ยวกับการดูแลสุขภาพ การคำนวณผ่านการเล่นเกม การเล่นกีฬา การ เคลื่อนไหวร่างกาย ตามรูปแบบและทิศทางต่าง ๆ ศิลปะ ใช้จินตนาการในการสร้างสรรค์งานศิลปะที่สื่อความหมายของเรื่องราว สะท้อน ความคิดและความรู้สึกในหัวข้อที่นำเสนอ สังคมศึกษา ประวัติศาสตร์ หน้าที่พลเมือง และศีลธรรม จัดกิจกรรมบูรณาการในประเด็น เกี่ยวกับการอยู่ร่วมกันในสังคม สามารถปฏิบัติตนตามข้อตกลง ระเบียบ กฎกติกา มารยาท หลักเกณฑ์ของสังคม ได้อย่างมีความรับผิดชอบ ให้ความร่วมมือในการทำงานเป็นทีมผ่านการเล่น การออกกำลังกาย และการเล่นกีฬาร่วมกัน วิทยาศาสตร์และระบบธรรมชาติจัดกิจกรรมบูรณาการในประเด็นเกี่ยวกับสถานการณ์จริง ในชีวิตประจำวัน เช่น การรักษาทรัพยากรธรรมชาติ การจัดสิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะ ปลอดภัย จากมลพิษทางดิน น้ำ อากาศ 2.5 เป้าหมายของการสอนสุขศึกษา เป้าหมายของการสอนสุขศึกษา การสอนสุขศึกษาจะบรรลุเป้าหมายมากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมของนักเรียนหลังจากเรียนรู้วิชาสุขศึกษาแล้ว พฤติกรรมที่ควรเปลี่ยนแปลง มี3 ด้าน คือ ด้านความรู้เจตคติและการปฏิบัติ 1. ความรู้( Knowledge ) สุขศึกษาก็มีลักษณะคล้ายกับวิชาเรียนอื่นๆ คือ เรียน แล้วต้องให้เกิดความรู้ความรู้ทางสุขศึกษา เช่น การรู้จักรักษาทำความสะอาดส่วนต่างๆของ ร่างกาย การปฐมพยาบาลเมื่อได้รับอุบัติเหตุการป้องกันมิให้เกิดอุบัติเหตุการป้องกัน อันตรายจากโรคติดต่อ ฯลฯ นักเรียนที่มีความรู้ทางสุขศึกษา มีโอกาสที่จะเป็นบุคคลที่มี


23 สุขภาพดีและแข็งแรงสมบูรณ์กว่าบุคคลที่ขาดความรู้เพราะบุคคลเหล่านั้นจะขาดการเอาใจ ใส่ดูแลสุขภาพของตนเอง ทั้งยังไม่มีความรู้ที่จะส่งเสริมมุขภาพของตนอีกด้วย การสอนให้นักเรียนเกิดความรู้ครูควรใช้กิจกรรมในการสอนหลายๆอย่างประกอบ กัน เพื่อให้เด็กมีส่วนร่วมในบทเรียน และช่วยให้เกิดความรู้ความเข้าใจในเนื้อหาวิชาการ ต่างๆ ของวิชาสุขศึกษาเพิ่มมากขึ้นจากเดิม 2. เจตคติ( Attitude ) การให้ความรู้ทางสุขศึกษาแก่เด็ก ครูหรือผู้ปกครองต้อง พยายามให้เด็กมองเห็นคุณค่าและประโยชน์ของวิชาสุขศึกษา เกิดความทราบซึ้ง อยาก กระทำในสิ่งที่ตัวเองรู้ในขณะเดียวกันก็พยายามชักจูงและแนะนำให้บุคคลอื่นได้กระทำในสิ่ง ที่ถูกสุขอนามัย การเสริมสร้างให้นักเรียนเกิดเจตคติเป็นสิ่งที่ยากมาก เพราะนักเรียนบางคน ถูกปลูกฝังเจตคติทางสุขภาพมาจากครอบครัวก่อนแล้ว หากความรู้ใหม่ที่ได้รับสอดคล้องกับ ความรู้เดิมที่ตัวเองมีอยู่ นักเรียนก็จะเกิดเจตคติที่ดีต่อสุขศึกษาได้ง่าย แต่ถ้าขัดแย้งกัน นักเรียนมักจะมีแนวโน้มเชื่อและปฏิบัติตามความรู้เดิมมากกว่า ฉะนั้น การสอนสุขศึกษาครู จะต้องพยายามทำให้นักเรียนเกิดการรู้แจ้งเห็นจริง ( Insight ) ในสิ่งที่เรียนให้ได้เพราะการรู้ แจ้งเห็นจริงจะมีส่วนทำให้นักเรียนเกิดเจตคติที่ดีได้ง่าย 3. การปฏิบัติ( Practice ) การกระทำหรือการปฏิบัติจะเกิดขึ้นได้ต่อเมื่อนักเรียน เกิดเจตคติที่ดีต่อสุขภาพเสียก่อน โดยเฉพาะนักเรียนที่ค่อนข้างโตแล้ว เพราะนักเรียนที่โต แล้วมักจะกระทำสิ่งใดตามความคิดและความเชื่อของตนเอง มากกว่าจะปฏิบัติตามคำสั่ง หรือคำแนะนำของบุคคลอื่น การที่นักเรียนปฏิบัติตัวได้ถูกต้องตามหลักสุขอนามัย ถือเป็น หัวใจสำคัญยิ่งของการสอนสุขศึกษา หากนักเรียนปฏิบัติถูกต้องแลปฏิบัติจนเป็นนิสัยด้วยก็ จัดว่า การสอนสุขศึกษาบรรลุตามเป้าหมายที่กำหนดไว้เพราะบุคคลส่วนใหญ่จะปฏิบัติในสิ่ง ใดโดยปราศจากความรู้และเจตคติที่ดีต่อสิ่งนั้นๆย่อมไม่ได้ สรุปแล้วเป้าหมายของการสอนสุขศึกษา คือ การสอนให้นักเรียนเกิดความรู้ ( Knowledge ) เจตคติ( Attitude ) และการปฏิบัติ( Practice ) ที่ดีทางสุขภาพ หรือการ สอนสุขศึกษาทำให้เกิด KAP แต่การสอนสุขศึกษาที่ทำให้นักเรียนเกิด KAP นี้ครูต้องสอน และเน้นให้แตกต่างกันตามระดับชั้นและวัยของนักเรียน นักเรียนชั้นอนุบาลและนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-4 ควรเน้นการ ปฏิบัติเป็นอันดับแรก เนื่องจากเด็กวัยนี้มีประสบการณ์ไม่ค่อยกว้างขวาง ประกอบกับเด็กไม่ ชอบการอยู่นิ่งๆ ต้องเปลี่ยนอิริยาบถตลอดเวลา และช่วงความสนใจก็สั้นมาก เด็กจึงต้อง เปลี่ยนกิจกรรมอยู่บ่อยๆ พอเด็กอายุประมาณ 10 ปีขึ้นไป การสอนจึงเปลี่ยนมาเน้นด้าน เจตคติเป็นอันดับแรก ทั้งนี้เพราะเด็กวัยนี้เป็นวัยที่ต้องเตรียมเข้าสู่วัยรุ่น เด็กเริ่มเป็นตัวของ ตัวเอง รู้จักคิด และตัดสินใจเองได้และเด็กวัยนี้ต้องการอิสรภาพในทางความคิดมากกว่าที่


24 จะปฏิบัติตามคำสั่งหรือคำแนะนำ การที่เด็กจะปฏิบัติในสิ่งใดก็ต่อเมื่อตัวเองเชื่อและศรัทธา ในสิ่งนั้นๆเสียก่อน นักเรียนชั้นมัธยมช่วงหลังและนักศึกษา ครูต้องเน้นความรู้เป็นอันดับแรก เพราะนักเรียนระดับนี้มีความคิดและประสบการณ์กว้างขึ้น การที่เขาจะปฏิบัติในสิ่งใดก็ ต่อเมื่อตัวเองได้คิดอย่างมีเหตุผล ศึกษาข้อเท็จจริงจนเกิดความรู้และเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นสิ่งที่ดี และมีประโยชน์จริง ในขณะเดียวกันครูต้องกระตุ้นให้นักเรียนรู้จักค้นคว้าหาความรู้เพิ่มเติม ด้วย 2.6 กระบวนการสุขศึกษา กระบวนการดำเนินงาน ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 4 แผนการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ (บูรณาการเข้ากับการจัดทำแผนปฏิบัติการประจำปี) องค์ประกอบที่ 5 กิจกรรมสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพ (บูรณาการเข้ากับ การดำเนินงานแก้ไขปัญหาสาธารณสุข กระบวนการสุขศึกษาจะเป็นการดำเนินงาน ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมสุขภาพที่เป็นสาเหตุของการเจ็บป่วย กิจกรรมครอบคลุม 3 ด้าน คือ การจัดกระบวนการเรียนรู้ การพัฒนาทักษะที่จำเป็นต่อการพัฒนาพฤติกรรมุขภาพ และการปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการพัฒนาพฤติกรรม ให้ครอบคลุม 3 สถานที่ คือ ในสถานบริการ ชุมชน และ โรงเรียน) องค์ประกอบที่ 6 การติดตามสนับสนุนการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนา พฤติกรรมสุขภาพ เป็นการติดตามสนับสนุนให้การจัดกิจกรรมในองค์ที่ 5 มีประสิทธิภาพ ดังนี้ การติดตามเยี่ยมบ้านผู้ป่วย การติดตามสนับสนุนเครือข่ายสุขภาพ ชมรมฯ โรงเรียน มีการสรุปเสนอผู้บริหารเพื่อนำผลกานิเทศไปพัฒนางาน องค์ประกอบที่ 7 การประเมินผลการดำเนินงานสุขศึกษาและพัฒนาพฤติกรรม สุขภาพ เป็นการประเมินตามวัตถุประสงค์ของแผนงานโครงการ โดยระบุการเปลี่ยนแปลง พฤติกรรมสุขภาพ ผู้บริหารจะทราบกระบวนการพัฒนาพฤติกรรมสุขภาพที่มีความต่อเนื่อง และเห็นทิศทางว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาสาธารณสุขได้หรือไม่ จากหมวดที่ 2 นี้ หาก ดำเนินการเป็นขั้นตอน จะสามารถแก้ไขปัญหาสาธารณสุขได้อย่างมีประสิทธิภาพ 2.7 เพศศึกษารอบด้าน เพศศึกษารอบด้าน เป็นหลักสูตรที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ในมิติต่างๆ เกี่ยวกับเรื่องเพศ ที่ช่วยให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ทักษะ ทัศนคติและค่านิยม เพื่อนำไปสู่


25 การเสริมพลังในการเลือกที่จะกระทำในเรื่องเกี่ยวกับการสร้างความสัมพันธ์ การมี เพศสัมพันธ์และการอนามัยเจริญพันธุ์โดยมีความรับผิดชอบในสิ่งที่ตนเลือก ทั้งนี้หลักการ จัดการเรียนรู้เน้นให้ผู้เรียนเป็นศูนย์กลางและเคารพในสิทธิของผู้เรียน สามารถนำไป ประยุกต์ใช้ให้สอดคล้องกับบริบทของแต่ละพื้นที่ อันจะเป็นประโยชน์ในการส่งเสริมการ เรียนรู้ด้านเพศศึกษาและทักษะชีวิตที่มีคุณภาพเพื่อป้องกันและการแก้ปัญหาในการตั้งครรภ์ ของวัยรุ่นต่อไป 2.8 หลักพื้นฐานในการสร้างสมรรถภาพ หลักการฝึกเพื่อเสริมสร้างสมรรถภาพทางกาย ประกอบด้วยปัจจัย 4 ประการ ได้แก่ความถี่ของการฝึก ความเข้มของการฝึก ระยะเวลา ของการฝึก และแบบของ การออกกําลังกาย การฝึกมีหลายแบบ แต่ละแบบอาจให้ผลที่แตกต่างกัน ผู้ฝึกสามารถ เลือก แบบการฝึกได้ตามจุดประสงค์และสมรรถภาพร่างกายของ 2.9 ปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมสัมพันธภาพระหว่างบุคคล การสร้างสัมพันธภาพ (Rapport) เป็นขั้นตอนที่สำคัญเนื่องจากสัมพันธภาพที่ดีระหว่างผู้ให้การปรึกษา และ ผู้รับการปรึกษา จะเอื้ออำนวยให้การช่วยเหลือนั้นมีประสิทธิภาพ กล่าวคือ สัมพันธภาพ ระหว่างผู้ให้และผู้รับการปรึกษาดีมีผลทำให้ลดความตึงเครียด หรือผ่อนคลาย เกิดความ ไว้วางใจ ซึ่งช่วยให้ผู้รับการปรึกษา แสดงความรู้สึกของตัวเองได้ตั้งใจที่จะให้ความร่วมมือ รู้สึกอบอุ่นใจ มากขึ้น รวมทั้งเข้าใจกระบวนการให้การปรึกษา เนื่องจากการให้การปรึกษา เป็นการช่วยเหลือที่ต้องการการมีส่วนร่วม (participation) ของผู้รับบริการ สัมพันธภาพที่ดี จึงเป็นสิ่งจำเป็น ในขั้นตอนนี้ทักษะต่าง ๆ ที่จำเป็นที่ผู้ให้การปรึกษาปฏิบัติเพื่อเอื้ออำนวย ให้เกิดสัมพันธภาพที่ดีอันนำไปสู่การดำเนินการขั้นต่อไปของกระบวนการให้การปรึกษา (อาจารย์วรรณภา พิพัฒน์ธนวงศ์)การสร้างสัมพันธภาพ ผู้ให้บริการปรึกษามีสิ่งที่ ควรปฏิบัติดังต่อไปนี้ 1. การแสดงความพร้อม และความยินดีในการได้การช่วยเหลือ (Readiness) 2. การต้อนรับอย่างจริงใจ และอบอุ่น (Genuine and warm welcome) 3. การแสดงท่าทีเป็นมิตร (Being friendly) 4. สื่อความตั้งใจและใส่ใจที่จะให้ความช่วยเหลือ (Attentiveness) 5. แสดงความสนใจอย่างจริงใจ (Genuine interest)


26 6. แสดงความไวต่อการรับรู้ความรู้สึก (Being sensitive to feeling and emotion) 7. สังเกตสิ่งที่ผู้รับการปรึกษา แสดงออกทั้งคำพูดและกริยาท่าทาง 8. สังเกตสิ่งที่ผู้รับการปรึกษาไม่พร้อมที่จะเล่า 9. การแสดงการตอบสนองต่อผู้รับการปรึกษา (Responsiveness) 10. การยอมรับอย่างไม่มีเงื่อนไข (Unconditioning positive regard) 11. การใช้คำถามที่เอให้ผู้รับการปรึกษาสามารถเล่าเรื่องของตนเอง 3. การจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) เป็นเทคนิคการสอนที่ กระตุ้นให้ผู้เรียนสนใจการเรียนรู้อยากมีส่วนร่วมในการเรียนรู้ภายใต้บรรยากาศการที่ท้าทายและ สนุกสนาน โดยเกมที่นำมาเป็นสื่อการเรียนรู้นั้นจะมีความเกี่ยวข้องหรือมีการสอดแทรกเนื้อหาที่ ต้องการให้ผู้เรียนได้เรียนรวมอยู่ด้วย และมีลักษณะเป็นดิจิตอลมีเดีย (Digital Game) เช่น Kahoot, Quizzes, Adobe Flash เป็นต้น และผู้เรียนสามารถเข้าถึงได้โดยง่ายจากคอมพิวเตอร์หรือมือถือ นอกจากนี้การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐานยังกระตุ้นให้ผู้เรียนใช้ศักยภาพและบูรณาการความรู้ที่ เกี่ยวข้องเพื่อให้บรรลุตามเป้าหมายของเกม กระตุ้นให้ผู้เรียนประสานความร่วมมือกับผู้อื่นในกรณีที่ ต้องพึ่งพาอาศัยหรือขอความช่วยเหลือจากผู้ที่เกี่ยวข้อง รวมถึงกระตุ้นให้ผู้เรียนไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค แสวงหาวิธีการจบเกมหรือได้รับรางวัลจากเกมตามเป้าหมายของเกมนั้นๆ ให้ได้ 3.1 ความสำคัญของการจัดการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน การเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน (Game-based Learning) ช่วยให้ผู้เรียนมีแรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ และเกิดความผูกพันในการเรียนรู้ทำให้ผู้เรียนรู้จักบริหารจัดการอารมณ์และการตอบสนองต่อ สถานการณ์ต่างๆ อย่างเหมาะสม ได้ฝึกทักษะการคิดวิเคราะห์การบูรณาการและสร้างกลยุทธ์เพื่อ ความสำเร็จ การสื่อสาร การทำงานร่วมกับผู้อื่น ความรับผิดชอบและการเคารพกฎกติกาหรือผลแพ้ ชนะอย่างมีเหตุผล ในขณะเดียวกันผู้เรียนได้เรียนรู้เนื้อหาสาระสำคัญและได้ฝึกทักษะต่างๆ ที่ สอดแทรกอยู่ในเกม 3.2 ขั้นตอนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบเกมเป็นฐาน มีทั้งหมด 5 ขั้น พร้อมตัวอย่างวิธีการ ดังนี้ ขั้น 1 ขั้นสำรวจความรู้(Exploring Knowledge) 1.1 ครูทบทวนการเขียนอัตราส่วนด้วยการเล่นเกมตอบคำถามใน


27 ขั้นที่ 2 ขั้นอธิบายกิจกรรม (Explanation) 2.1 บอกชื่อเกมแก่ผู้เรียน โดมิโน่อัตราส่วนที่เท่ากัน 2.2 แบ่งผู้เรียนออกเป็นกลุ่ม กลุ่มละ 5 – 6 คน โดยคละตามระดับ ความสามารถ เก่ง ปานกลาง และ อ่อน 2.3 แจกโดมิโน่และใบงานให้ผู้เรียนแต่ละกลุ่ม 2.4 ให้ผู้เรียนเรียงโดมิโน่ให้ถูกต้อง กลุ่มใดเสร็จก่อนเป็นฝ่ายชนะ ขั้นที่ 3 ขั้นเล่นเกม (Playing Game) 3.1 จัดสถานที่สำหรับการเล่นเกมให้อยู่ในสภาพที่เอื้อต่อการเล่น 3.2 ให้ผู้เรียนเล่นเกมและผู้สอนควบคุมกติกาการเล่นให้เป็นไปตามขั้นตอน เกมที่ 1 เรียงโดมิโน่ให้ถูกต้อง เกมที่ 2 ให้นักเรียนตอบคำถามให้ถูกต้องโดยดูโจทย์จากงาน นำเสนอของครูแล้วเขียนคำตอบลงบนกระดาน ให้สมาชิกทั้งกลุ่มยืนขึ้นและชูกระดานเมื่อเขียน เสร็จ ผู้สอนควรสังเกตพฤติกรรมการเล่นของผู้เรียนอย่างใกล้ชิด และควรบันทึกข้อมูลที่เป็น ประโยชน์ต่อการเรียนรู้ของผู้เรียนไว้เพื่อนำไปใช้อภิปรายหลังการเล่น หรือมอบหมายให้ผู้เรียน บางคนทำหน้าที่ สังเกต การเล่น บันทึกพฤติกรรมและควบคุมเวลาเล่น ขั้นที่ 4 ขั้นเสนอความคิด (Creativity) ผู้สอนสามารถเปิดโอกาสให้ผู้เรียนเสนอความคิด หรือสร้างสรรค์ไอเดียใหม่ ๆ ในการเล่น เช่น การ สร้างกติกาใหม่ที่สนุกและท้าทายมากยิ่งขึ้น การสร้างสรรค์ต่อยอดจนเกิด เกม หรือกิจกรรมใหม่ๆ เป็นต้น ขั้นที่ 5 ขั้นอภิปรายหลังการเล่น และสรุปผล (Discussions and conclusions) 5.1 ผู้สอนตั้งประเด็นคำถามเพื่อนำไปสู่การอภิปราย เช่น ผู้ชนะมีวิธีการ เล่นอย่างไร ผู้ชนะหรือผู้แพ้มีความรู้สึกอย่างไร ผู้ชนะ ชนะเพราะเหตุใด ผู้แพ้แพ้เพราะ เหตุใด 5.2 ประเด็นคำถามเกี่ยวกับเทคนิคหรือทักษะต่าง ๆ ที่ผู้เรียนได้รับ เช่น ผู้เรียนได้พัฒนาทักษะ อะไรบ้าง ได้พัฒนามากน้อยเพียงใด ประสบความสำเร็จตามที่ ต้องการหรือไม่ มีข้อผิดพลาดอะไรบ้าง และมีวิธีใด จะช่วยให้ประสบความสำเร็จมากขึ้น


28 5.3 ประเด็นคำถามเกี่ยวกับเนื้อหาสาระต่าง ๆ ที่ได้รับ เช่น การทดสอบ ความรู้การเขียนแผนผัง ความคิด ร่วมกันสรุป การหาอัตราส่วนที่เท่ากัน 5.4 ครูให้นักเรียนทำแบบฝึกทักษะ 3.3 ประโยชน์ของการใช้เกมเป็นฐาน การศึกษามีประโยชน์ต่อเด็กปฐมวัยได้ครบทุกด้านทั้งทางร่างกาย จิตใจ อารมณ์และสังคม เด็กได้เรียนรู้ผ่านการเล่นที่เหมาะสมสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็ก โดย จะช่วยส่งเสริมให้มีทักษะต่างๆ ดังนี้ - ส่งเสริมการสังเกตและเปรียบเทียบจากของจริง วัสดุสิ่งของต่างๆ และรูปภาพ - ส่งเสริมการใช้ความคิดอย่างมีเหตุผล การตัดสินใจแก้ปัญหา - ส่งเสริมการใช้กล้ามเนื้อเล็กและการประสานสัมพันธ์ระหว่างมือกับตา - ส่งเสริมการเล่นร่วมกัน เป็นการสร้างสัมพันธภาพอันดีกับผู้อื่น เพราะใน บรรยากาศการเล่นนั้นเป็นการฝึกฝนการยอมรับผู้อื่น และการที่ผู้อื่นยอมรับตนได้เป็นการ เรียนรู้การเข้าสังคม เด็กจะแสดงพฤติกรรมจากการสนทนาถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน - ส่งเสริมให้เด็กมีความกล้าในการแสดงออก กล้าพูด กล้าคิด โดยครูควรมีคำถามให้ คิดเกี่ยวกับภาพในเกมหรือเรื่องราวจากเกม - ส่งเสริมให้เป็นคนยอมรับการแพ้ชนะ การทำตามกติกา - ส่งเสริมให้เด็กเกิดความเพลิดเพลิน และผ่อนคลายจากกิจกรรมอื่น เด็กจะร่าเริง แจ่มใสและมองโลกในแง่ดี - ส่งเสริมนิสัยดีให้แก่เด็ก เช่น การมีวินัยในตนเองและหมู่คณะ ความอดทนอดกลั้น ความชื่อสัตย์การเป็นผู้นำผู้ตาม เป็นต้น - ส่งเสริมให้เด็กค้นคว้าด้วยตนเองจากสื่อการเล่นและเรียนรู้ที่จะเล่นจากวิธีการเล่น - ส่งเสริมทักษะที่ใช้ประสาทสัมผัสทั้งห้า คือ ทักษะการฟัง การดูการดม การชิม และการจับสัมผัส เกมการศึกษาเปิดโอกาสให้เด็กได้กระทำ ได้สำรวจ ค้นคว้า จึงเป็น ประสบการณ์ตรงที่เด็กเต็มใจรับด้วยความสนุก ซึ่งเป็นประสบการณ์ที่ช่วยให้เด็กเกิดการ เรียนรู้ได้ดีที่สุด


29 4. ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตของนักเรียน การที่เด็กเติบโตและพัฒนาขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสิ่งแวดล้อมทั้งภายในและภายนอก ซึ่งบางอย่างเราก็ไม่สามารถควบคุมได้ดังนั้นวันนี้เราจะมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับสิ่งที่เด็กต้องการใน แต่ละช่วงวัยของการเติบโตและการพัฒนา 4.1 ความหมายของการเจริญเติบโต การเจริญเติบโต (Growth) หมายถึง การเพิ่ม ขนาดหรือมิติอันเป็นผลจาก การเพิ่มจำนวนและขนาด ของเซลล์ดังเห็นได้จากเด็กที่ร่างกายโตขึ้นพร้อมกับที่ ปอด หัวใจ และ อวัยวะต่าง ๆ ก็มีขนาดใหญ่ขึ้นด้วย การเจริญเติบโตสามารถวัดได้จากน้ำหนัก ส่วนสูง ความ กว้าง และความยาว 4.2 ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต ธรรมชาติของการเลี้ยงดูลูกน้อยนั้นมีส่วนทำให้การเจริญเติบโตและ พัฒนาการของเด็กๆ แม้ว่ากลไกการเจริญเติบจะเป็นไปตามธรรมชาติก็ตาม แต่การเลี้ยงดูก็มีแนวโน้ม ที่จะสร้างความแตกต่างอย่างมากในเด็ก และนี่คือปัจจัยบางประการที่ส่งผลต่อการเจริญเติบโตและ พัฒนาการของเด็ก 4.2.1 ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต ดังนี้ 1. การถ่ายทอดทางพันธุกรรม คือการถ่ายทอดลักษณะทาง กายภาพจากพ่อแม่สู่ลูกผ่านยีน เช่น ความสูง น้ำหนัก โครงสร้างของร่างกาย สีของดวงตา สี ผิว และแม้แต่สติปัญญาและความสามารถ โรคประจำตัวบางชนิด เป็นต้น 2. สิ่งแวดล้อม ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมบางอย่างมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาของ เด็ก เช่น สภาพแวดล้อมทางกายภาพ สภาพทางภูมิศาสตร์ของสถานที่อยู่อาศัย สภาพแวดล้อมทางสังคม ความสัมพันธ์กับครอบครัวและเพื่อน ซึ่งมีผลต่อการกระตุ้น ทางด้านร่างกายและจิตใจเด็กที่ได้รับ เด็กที่ได้รับการอบรมเลี้ยงดูดีกล่าเด็กที่ถูกกีดกัน สภาพแวดล้อมที่เด็กๆหมกมุ่นอยู่กับสิ่งนี้อย่างต่อเนื่อง โรงเรียนที่ดีและครอบครัวที่รักสร้าง เด็กทักษะทางสังคมและมนุษยสัมพันธ์ที่แข็งแกร่ง ซึ่งจะช่วยให้เด็กเก่งในด้านอื่นๆด้วย เช่นกันค่ะ ซึ่งมักจะมีความแตกต่างกับเด็กที่ได้รับการเลี้ยงดูในสภาพแวดล้อมที่ตึงเครียด 3. เพศของเด็ก ซึ่งเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่มีผลต่อการเจริญเติบโตทางร่างกายและ พัฒนาการของเด็ก เด็กผู้ชายและเด็กผู้หญิงมีการเติบโตที่แตกต่างกันโดยเฉพาะอย่างยิ่งใกล้ วัยแรกรุ่น เด็กผู้ชายมักจะสูงและแข็งแรงกว่าเด็กผู้หญิง แต่เด็กผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะเติบโต


30 เร็วกว่าเด็กผู้ชาย เนื่องจากโครงสร้างทางกายภาพของร่างกายมีความแตกต่างกัน รวมถึง อารมณ์ของเด็กมีความแตกต่างกันทำให้เด็กแสดงความสนใจในสิ่งต่างๆที่แตกต่างกัน 4. การออกกำลังกายและสุขภาพ การออกกำลังกายในที่นี่ หมายถึง เวลาเล่นปกติ การทำกิจกรรม การเล่นกีฬาที่ช่วยให้ร่างกายได้รับความแข็งแรงเสริมสร้างกล้ามเนื้อและเพิ่ม มวลกระดูก ดังนั้นการออกกำลังกายที่เหมาะสมจะช่วยให้เด็กเจริญเติบโตได้ดีเสริมสร้าง ระบบภูมิคุ้มกันและป้องกันโรคได้ดี 5. ฮอร์โมน เป็นต่อมไร้ท่อและมีอิทธิพลต่อระบบการทำงานต่างๆของร่างกาย ผลิต โดยต่อมต่างๆที่อยู่ในส่วนต่างๆของร่างกาย เพื่อหลั่งฮอร์โมนที่ควบคุมการทำงานของ ร่างกาย ซึ่งความไม่สมดุลในการทำงานของต่อมฮอร์โมนลดลง อาจส่งผลให้เกิดข้อบกพร่อง ในการเจริญเติบโต 6. โภชนาการ เป็นปัจจัยสำคัญในการเจริญเติบโตเพราะทุกอย่างที่ร่างกายต้องการ ในการสร้าง และซ่อมแซมตัวเองมาจากอาหารที่กิน ดังนั้นการขาดสารอาหารอาจทำให้เกิด โรค ซึ่งส่งผลเสียต่อการเจริญเติบโตและพัฒนาการของเด็ก และในทางกลับกันการกินมาก เกินไปอาจนำไปสู่โรคอ้วนและปัญหาสุขภาพในระยะยาว เช่น โรคเบาหวานและโรคหัวใจ อาหารที่อุดมไปด้วยวิตามิน แร่ธาตุ โปรตีน คาร์โบไฮเตรตและไขมันเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับ การพัฒนาสมองและร่างกาย 7. อิทธิพลของครอบครัว มีผลกระทบลึกซึ้งที่สุดในการเลี้ยงดูเด็กและกำหนดวิธีการ พัฒนาจิตใจและสังคม ไม่ว่าเด็กๆจะได้รับการเลี้ยงดูจากพ่อแม่หรือปู่ย่าตายาย เด็กๆมัก ต้องการความรักความเอาใจใส่เพื่อพัฒนาเป็นบุคคลที่มีสุขภาพดีการเติบโตเชิงบวกเกิดขึ้น เมื่อครอบครัวใช้เวลา และความรักในการพัฒนาเด็กผ่านกิจกรรมต่างๆ เช่น การอ่านหนังสือ การเล่นและการสนทนา และครอบครัวที่การทารุณกรรมหรือทอดทิ้งเด็กๆมักจะส่งผล กระทบต่อพัฒนาการเชิงบวก ซึ่งอาจส่งผลให้เป็นบุคคลที่มีทักษะทางสังคมที่ไม่ดีและความ ยากลำบากในการสร้างความสัมพันธ์กับผู้อื่น 8. อิทธิพลทางภูมิศาสตร์สถานที่ที่อยู่อาศัยอยู่มีอิทธิพลอย่างมากต่อการที่ลูกของ คุณเป็นอย่างไร โรงเรียน ชุมชนเป็นปัจจัยทางสังคมที่ส่งผลต่อพัฒนาการของเด็ก การใช้ชีวิต ที่มีคุณค่าล้วนมีบทบาทในการพัฒนาทักษะความสามารถและพฤติกรรมของเด็ก 9. สถานะทางเศรษฐกิจและสังคมของครอบครัว กำหนดคุณภาพของโอกาสที่เด็ก จะได้รับ ครอบครัวที่มีฐานะดีสามารถเสนอแหล่งเรียนรู้ที่ดีกว่าให้กับลูกของคุณ และมีความ ช่วยเหลือเป็นพิเศษหากเด็กต้องการ และจากครอบครัวที่ยากจนกว่าอาจไม่สามารถเข้าถึง แหล่งการศึกษาและโภชนาการที่ดีเพื่อให้ได้เต็มศักยภาพ


31 10. การเรียนรู้เกี่ยวข้องกับการสร้างเด็กให้มีสภาพจิตใจ สติปัญญา อารมณ์และ สังคม การเสริมกำลังเป็นองค์ประกอบของการเรียนรู้ที่มีกิจกรรม การออกกำลังกาย และ ปรับปรุงเพื่อเสริมบทเรียนที่ได้เรียนรู้ของเด็ก 4.3 การส่งเสริมการเจริญเติบโตและการเจริญทางด้านพฤติกรรมของเด็ก การส่งเสริมพัฒนาการของเด็ก สามารถจะกระทำได้บุคคลที่เป็นกลจักรสำคัญก็คือ พ่อแม่ ญาติพี่น้อง และสิ่งแวดล้อมภายในบ้าน และชุมชน ส่วนแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางกายแพทย์ หรือทางการศึกษาเป็นผู้ที่จะช่วยหาข้อมูลแนะนำ ป้องกัน และส่งเสริมบางประการเท่านั้น หัวข้อที่จะ ใช้ในการส่งเสริมพอสรุปได้คือ 1. ระแวดระวังการเจริญเติบโตของเด็ก เด็กทุกคนควรจะได้รับการติดตามการเจริญเติบโต อย่างน้อยก็คือ จะได้รับการชั่ง น้ำหนัก และวัดส่วนสูงเป็นระยะๆ ตามวัย เช่น วัยทารก 1-2 เดือนต่อครั้ง วัยก่อนเข้าเรียนปีละ 2-3 ครั้ง และทารก 1-2 เดือนต่อครั้ง วัยก่อนเข้าเรียนปีละ 2-3 ครั้ง และวัยเรียนปีละ 3 ครั้งเป็นอย่าง น้อย แล้วลงจุดบนกราฟการเจริญเติบโต เพื่อตรวจสอบการเจริญเติบโต หากมีการเจริญเติบโต ผิดปกติไม่ว่าจะเป็นด้านน้ำหนักน้อยหรือมากเกินอัตราเฉลี่ย ควรจะได้รับการปรึกษาจากแพทย์หาก สามารถจะปฏิบัติได้ก็ควรได้รับการตรวจทางพฤติกรรมของเด็กด้วย 2. ระแวดระวังการให้อาหารตั้งแต่เกิด การให้อาหารที่เหมาะกับช่วงอายุจะช่วยให้เด็กมีการเจริญเติบโตเป็นปกติและมี สุขภาพดีมีอุปโภคนิสัยที่ดีและถูกต้อง ตลอดจนสมารถลดการเจ็บป่วยทั้งในปัจจุบัน และอนาคตได้ 3. ช่วยกระตุ้นการพัฒนาทานร่างกายและสมองให้ผสมผสานกัน การเล่นของเด็กที่ถูกต้องตามวัย จะเป็นปัจจัยช่วยให้มีการก้าวหน้าทางพัฒนาการ ของเด็กเป็นอย่างดี 4. ป้องกันการติดโรคติดเชื้อจากบุคคลอื่น ภายในบ้านและชุมชนตลอดจนการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันจากการได้รับวัคซีนต่างๆ ตามช่วงอายุที่เหมาะสม 5. ค้นหาความพิการที่อาจจะเกิดขึ้น โดยการดูจังหวะการพัฒนาของเด็ก หากผิดปกติหรือไม่มีความก้าวหน้าควรจะ ปรึกษาแพทย์ สภาพการกินอยู่กับการเจริญเติบโตของเด็ก


32 สภาพการกินอยู่กับการดำเนินชีวิตของเด็ก จะมีผลกระทบต่อการเจริญเติบโต และ พัฒนาการด้านต่างๆ เป็นอย่างมาก ปัจจัยที่เกี่ยวข้องมีมากมาย และมีความสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน เป็น การยากที่จะแยกแยะได้เด็ดขาด เช่น อาหาร ที่อยู่อาศัย ความสะอาด การศึกษา ขนาด และฐานะ ทางเศรษฐกิจของครอบครัว ฯลฯ หัวข้อสำคัญที่พึงระลึก คือ 1. โภชนาการ นับตั้งแต่เด็กคลอดจากครรภ์แม่ เด็กจะต้องได้รับอาหารโดยตรง อาหารจึงมีบทบาทที่สำคัญ มากต่อการเจริญเติบโตทางร่างกายและสมอง โดยเฉพาะช่วงแรกของชีวิต (วัยทารก) อาหารจะเป็น สื่อสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูก ซึ่งอาจสรุปได้ว่า ความมุ่งหมายของการให้อาหารทารกและเด็ก ทำให้ เด็กมีการเจริญเติบโตเป็นปกติและมีสุขภาพดีมีนิสัยการกินที่ดีและถูกต้อง เป็นการวางรากฐานของ สุขภาพทางกาย อารมณ์และจิตใจ ลดอัตราเจ็บป่วยในปัจจุบัน และอนาคต และเป็นสื่อให้แม่และ เด็กใกล้ชิดกันยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในช่วงการให้นม เพื่อให้บรรลุเป้าหมายดังกล่าว อาหารที่เด็กได้รับ นอกจากนมแม่แล้ว จะต้องประกอบด้วย สารอาหารที่ครบถ้วนและ ให้พลังงานจำนวนเพียงพอ และเหมาะสม การได้รับมากเกิน ต้องการ จะมี ผลเสียทำให้เด็กอ้วนเกิน มีอัตราเจ็บป่วยได้สูงทั้ง ปัจจุบันและอนาคต ชนิดของอาหารจะต้อง เปลี่ยนแปลงไป ตามอายุของเด็ก สำหรับพลังงานจากอาหารที่เด็กควรได้รับ ควร จะมีอัตราส่วนตาม น้ำหนักตัว เด็กเล็กจะมีการเติบโตเร็ว จึงมีความจำเป็นต้องการจำนวนพลังงานจากอาหารสูงกว่า 2. สุขาภิบาลสิ่งแวดล้อม ร่างกายของเด็กมีภูมิคุ้มกันยังไม่สมบูรณ์ดังนั้น สภาพสิ่งแวดล้อมจึงมีความสำคัญ และมี ผลกระทบต่อสุขภาพของเด็กโดยตรง เช่น น้ำสะอาดไม่เพียงพอ การกำจัดขยะ และสิ่งปฏิกูลไม่ดี บ้านช่องสกปรกรกรุงรัง ซึ่งต้องแก้ไขการให้บริการทางการแพทย์โดยเฉพาะการให้ภูมิคุ้มกันโรคติด เชื้อแก่เด็ก (วัณโรค คอตีบ ไอกรน บาดทะยัก และไขสันหลังอักเสบ ฯลฯ) ให้มีความสำคัญยิ่งขึ้น 3. สภาพทางจิตใจ เด็กจะเจริญพัฒนาทางร่างกายและจิตใจเป็นปกติได้ดีถ้าได้รับความรัก ความอบอุ่นจากแม่ และผู้ใกล้ชิด การเล่นเป็นการส่งเสริมประสบการณ์ในการพัฒนา และการแก้ปัญหา เครื่องเล่นของ เด็กจึงควรเป็นของที่ปลอดภัย และส่งเสริมการพัฒนาด้านต่างๆ ของเด็กด้วย 4. สภาพของชุมชนบางกลุ่ม ชุมชนที่หนาแน่นในเมือง และชุมชนที่อยู่ห่างไกลในชนบท ย่อมมีผลกระทบต่อการ เจริญเติบโตของเด็กได้ชุมชนที่หนาแน่นในเขตเมือง โดยเฉพาะชุมชนแออัด การเปลี่ยนแปลงการ


33 ดำเนินชีวิต ที่อยู่อาศัยแออัด ผิดสุขลักษณะ รายได้น้อย การคร่ำเครียดต่อการทำงาน ไม่มีโอกาสให้ การดูแล และความใกล้ชิดต่อเด็ก สภาพต่างๆ เหล่านี้ย่อมเป็น อุปสรรคต่อการเจริญเติบโตของเด็ก สำหรับชุมชนที่อยู่ไกลหรืออยู่ในชนบท การคมนาคม ไม่สะดวก ความรู้แผนใหม่เกี่ยวกับการ ส่งเสริมการพัฒนาของเด็กขาดไป ความเชื่อถือและการปฏิบัติตามขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ตกทอด มาบางอย่าง ไม่เหมาะสมและอาจเป็นอันตราย การให้บริการทางการแพทย์ไม่ทั่วถึง และการออกมา รับบริการของชาวบ้านก็ไม่สะดวก จากการสำรวจ ชาวเขาบางกลุ่ม มีอัตราการตายของทารก (เกิดจน อายุ1 ปี) สูงถึง 6 เท่าของ อัตราเฉลี่ยของประเทศ และยังตรวจพบอีกว่า เด็กชาวเขามีพยาธิอยู่ใน ลำไส้ถึงร้อยละ 9๐ สภาพของชุมชนดังกล่าว จึงมีผล กระทบต่อการเจริญเติบโตของเด็กเป็นอย่าง มาก 5. ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 5.1 ความหมายของผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง ความรู้ ความเข้าใจ ความสามารถ และทักษะ ทางด้านวิชาการ รวมทั้งสมรรถภาพทางสมอง และมวลประสบการณ์ทั้งปวง ที่เด็กได้รับการ เรียน การสอน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมในด้านต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นได้ด้วยคะแนนจาก แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน (พวงรัตน์ ทวีรัตน์,2530 : 29) 5.2 การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนมีความจำเป็นต่อการเรียนการสอน หรือการตัดสินผลการ เรียน เพราะเป็นการวัดระดับความสามารถในการเรียนรู้ของบุคคลหลังจากที่ได้รับการฝึกฝน โดย อาศัยเครื่องมือประเภทแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ซึ่งเป็นเครื่องมือที่นิยมมากที่สุด การวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนตามแนวคิดของ Bloom (1982) ถือว่าสิ่งใดก็ตาม ที่มีปริมาณอยู่จริง สิ่งนั้นสามารถวัดได้ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก็อยู่ภายใต้กรอบแนวคิดดังกล่าว ซึ่งผลการวัดจะเป็น ประโยชน์ในลักษณะทราบและประเมินระดับความรู้ ทักษะและเจตคติของนักเรียน และระดับความรู้ ความสามารถตามแนวคิดของ Bloom มี6 ระดับ ดังนี้ 1) ความจำ คือ สามารถจำเรื่องต่าง ๆ ได้ เช่น คำจำกัดความสูตรต่าง ๆ วิธีการ เช่น นักเรียน สามารถบอกชื่อสารอาหาร 5 ชนิดได้ นักเรียนสามารถบอกชื่อธาตุที่เป็นองค์ประกอบของโปรตีนได้ ครบถ้วน 2) ความเข้าใจ คือ สามารถแปลความ ขยายความ และสรุปใจความสำคัญได้ 3) การนำไปใช้ คือ สามารถนำความรู้ ซึ่งเป็นหลักการ ทฤษฎี ฯลฯ ไปใช้ในสภาพการณ์ที่ ต่างออกไปได้


34 4) การวิเคราะห์ คือ สามารถแยกแยะข้อมูลและปัญหาต่าง ๆ ออกเป็นส่วนย่อยเช่น วิเคราะห์องค์ประกอบ ความสัมพันธ์ หลักการดำเนินการ 5) การสังเคราะห์ คือ สามารถนำองค์ประกอบ หรือส่วนต่าง ๆ เข้ามารวมกันเป็นหมวดหมู่ อย่างมีความหมาย 6) การประเมินค่า คือ สามารถพิจารณาและตัดสินจากข้อมูล คุณค่าของ หลักการโดยใช้ มาตรการที่ผู้อื่นกำหนดไว้หรือตัวเองกำหนดขึ้น เยาวดี วิบูลย์ศรี(2540) ได้กล่าวถึงข้อตกลงเบื้องต้นที่ควรคำนึงถึงในการสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ ไว้ดังนี้ 1) เนื้อหา หรือทักษะภายในขอบเขตที่ครอบคลุมในแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์นั้น จะต้องสามารถจำกัดอยู่ในรูปของพฤติกรรม ซึ่งมีความเฉพาะเจาะจงในลักษณะที่จะสื่อสารไปยัง บุคคลอื่นได้ ถ้าเป้าหมายทางการศึกษาไม่สามารถจำกัดอยู่ในรูปของพฤติกรรมแล้ว ย่อมไม่สามารถที่ จะวัดได้ในลักษณะของผลสัมฤทธิ์ได้อย่างชัดเจน 2) ผลิตผลที่แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์วัดนั้น จะต้องเป็นผลิตผลเฉพาะที่เกิดขึ้นจาก การเรียนการสอนตามวัตถุประสงค์ที่ต้องการเท่านั้น จะวัดผลผลิตผลอย่างอื่นไม่ได้ 3) ผลสัมฤทธิ์หรือความรู้ต่าง ๆ ที่แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์วัดได้นั้น ถ้าจะนำไป เปรียบเทียบกันแล้ว ผู้เข้าสอบทุกคนจะต้องมีโอกาสได้เรียนรู้ในเรื่องนั้น ๆ เท่าเทียมกัน 5.3 แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน พิชิต ฤทธิ์จรูญ (2545 : 96) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงแบบทดสอบที่ใช้วัดความรู้ ทักษะ และความสามารถทางวิชาการที่นักเรียนได้เรียนรู้มาแล้ว ว่าบรรลุผลสำเร็จตามจุดประสงค์ที่กำหนดไว้เพียงใด สิริพร ทิพย์คง (2545 : 193) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึงชุด คำถามที่มุ่งวัดพฤติกรรมการเรียนของนักเรียนว่ามีความรู้ ทักษะ และสมรรถภาพด้านสมองด้านต่างๆ ในเรื่องที่เรียนรู้ไปแล้วมากน้อยเพียงใด สมพร เชื้อพันธ์ (2547 : 59) กล่าวว่า แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน หมายถึง แบบทดสอบหรือชุดของข้อสอบที่ใช้วัดความสำเร็จหรือความสามารถในการทำกิจกรรมการเรียนรู้ของ นักเรียนที่เป็นผลมาจากการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนของครูผู้สอนว่าผ่านจุดประสงค์การเรียนรู้ ที่ตั้งไว้เพียงใด แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ประเภทที่ครูสร้างมีหลายแบบ แต่ที่นิยมใช้มี 6 แบบ ดังนี้ 1. ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง (Subjective or Essey test) เป็นข้อสอบที่มีเฉพาะคำถาม แล้วให้นักเรียนเขียนตอบอย่างเสรี เขียนบรรยายตามความรู้และเขียนข้อคิดเห็นของแต่ละคน 2. ข้อสอบแบบกาถูก-ผิด (True-false test) คือข้อสอบแบบเลือกตอบที่มี 2 ตัวเลือกแต่


35 ตัวเลือกดังกล่าวเป็นแบบคงที่และมีความหมายตรงกันข้าม เช่น ถูก-ผิด ใช่-ไม่ใช่ จริง-ไม่จริง เหมือนกัน-ต่างกัน เป็นต้น 3. ข้อสอบแบบเติมคำ (Completion test) เป็นข้อสอบที่ประกอบด้วยประโยค หรือ ข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์แล้วให้ตอบเติมคำหรือประโยค หรือข้อความลงในช่องว่างที่เว้นไว้นั้นเพื่อให้มี ใจความสมบูรณ์และถูกต้อง 4. ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ (Short answer test) เป็นข้อสอบที่คล้ายกับข้อสอบ แบบเติมคำ แต่แตกต่างกันที่ข้อสอบแบบตอบสั้นๆเขียนเป็นประโยคคำถามสมบูรณ์ (ข้อสอบเติมคำเป็นประโยค หรือข้อความที่ยังไม่สมบูรณ์) แล้วให้ผู้ตอบเขียนตอบ คำตอบที่ต้องการจะสั้นและกะทัดรัดได้ใจความ สมบูรณ์ไม่ใช่เป็นการบรรยายแบบข้อสอบอัตนัยหรือความเรียง 5. ข้อสอบแบบจับคู่ (Matching test) เป็นข้อสอบแบบเลือกตอบชนิดหนึ่งโดยมีค่าหรือ ข้อความแยกออกจากกันเป็น 2 ดแล้วให้ผู้ตอบเลือกจับคู่ว่าแต่ละข้อความในชุดหนึ่งจะคู่กับคำหรือ ข้อความใดในอีกชุดหนึ่งซึ่งมีความสัมพันธ์กันอย่างใดอย่างหนึ่งตามที่ผู้ออกข้อสอบกำหนดไว้ 6. ข้อสอบแบบเลือกตอบ (Multiple choice test) คำถามแบบเลือกตอบโดยทั่วไปจะ ประกอบด้วย 2 ตอน คือ ตอนนำหรือคำถาม (Stem) กับตอนเลือก (Choice) ในตอนเลือกนั้นจะ ประกอบด้วยตัวเลือกที่เป็นคำตอบถูกและตัวเลือกลวง ปกติจะมีคำถามที่กำหนดให้พิจารณา แล้วหา ตัวเลือกที่ถูกต้องมากที่สุดเพียงตัวเลือกเดียวจากตัวเลือกอื่นๆและคำถามแบบเลือกตอบที่ดีนิยมใช้ ตัวเลือกที่ใกล้เคียงกัน ดังนั้นในการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จึงเป็นวิธีการวัดประเมินผลการ เรียนรู้วิทยาศาสตร์ซึ่งมีการสร้างแบบทดสอบหลากหลายได้แก่ ข้อสอบอัตนัยหรือความเรียงข้อสอบ แบบกาถูกกาผิด ข้อสอบแบบเติมคำ ข้อสอบแบบตอบสั้นๆ ข้อสอบแบบจับคู่ และข้อสอบแบบ เลือกตอบ ในการวิจัยครั้งนี้ผู้วิจัยสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนแบบเลือกตอบเนื่องจาก เป็นแบบทดสอบที่สามารถวัดพฤติกรรมทั้ง 6 ด้านได้แก่ ด้านความรู้ ด้านความเข้าใจ ด้านการ นำไปใช้ ด้านการวิเคราะห์ ด้านการสังเคราะห์และด้านการประเมินค่า 5.4 การสร้างแบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ขั้นตอนการสร้างแบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน มีขั้นตอนการสร้างแบ่งได้3 ขั้นตอนใหญ่ๆ คือ ขั้นที่ 1 ขั้นวางแผนการสร้างแบบทดสอบ ประกอบด้วย 1) กำหนดจุดมุ่งหมายของการทดสอบ สิ่งสำคัญประการแรกที่ผู้สร้างข้อสอบจะต้องรู้คือ อะไรคือจุดมุ่งหมายของการทดสอบ ทำไมจึงต้องมีการสอบ และจะนำผลการสอบไปใช้อย่างไร


36 2) กำหนดเนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัด เนื้อหาที่ต้องการวัดได้จากจุดมุ่งหมายของการ ทดสอบ ผู้สร้างข้อสอบจะต้องวิเคราะห์จำแนกเนื้อหาที่ต้องการวัดให้ครอบคลุมเนื้อหาทั้งหมด สำหรับพฤติกรรมที่ต้องการวัดนั้นอาจจำแนกตามทฤษฎีใด ทฤษฎีหนึ่ง เช่น ทฤษฎีของบลูม (Benjamin S. Bloom) ซึ่งจำแนกพฤติกรรมเป็น 6 ระดับ คือ ความรู้ความจำ ความเข้าใจ การ นำไปใช้การวิเคราะห์การสังเคราะห์และการประเมินค่า เป็นต้น 3) กำหนดลักษณะหรือรูปแบบของแบบทดสอบ อาจเลือกแบบทดสอบประเภทความเรียง หรือแบบทดสอบอัตนัย (Subjective Test) แบบตอบสั้นและเลือกตอบหรือแบบทดสอบปรนัย (Objective Test) ซึ่งขึ้นอยู่กับจุดมุ่งหมายของการทดสอบเช่นกัน 4) การจัดทำตารางวิเคราะห์เนื้อหาและพฤติกรรมที่ต้องการวัด เป็นการวางแผนผังการสร้าง ข้อสอบ ทำให้ผู้สร้างข้อสอบรู้ว่าในแต่ละเนื้อหาจะต้องสร้างข้อสอบในพฤติกรรมใดบ้าง พฤติกรรมละ กี่ข้อ 5) กำหนดส่วนอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับการสอบ เช่น คะแนน ระยะเวลาการสอบ ขั้นที่ 2 ขั้นดำเนินการสร้างแบบทดสอบ เป็นการเขียนข้อสอบ ตามเนื้อหา พฤติกรรมและรูปแบบของ แบบทดสอบที่กำหนดไว้โดยจัดทำเป็นแบบทดสอบฉบับร่าง ขั้นที่ 3 ขั้นตรวจสอบคุณภาพข้อสอบ ก่อนนำไปใช้เมื่อสร้างแบบทดสอบแล้วจึงนำแบบทดสอบไปทดลองใช้เพื่อตรวจสอบคุณภาพ ซึ่ง คุณภาพของแบบทดสอบอาจพิจารณาทั้งคุณภาพของแบบทดสอบรายข้อ ได้แก่ ความยาก (difficulty) และอำนาจจำแนก (discrimination) และคุณภาพของแบบทดสอบทั้งฉบับ ได้แก่ความ เที่ยงตรง (validity) และความเชื่อมั่น (reliability) การตรวจสอบสามารถทำได้ทั้งตรวจสอบเองและ ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจ การตรวจเองเป็นการตรวจสอบคุณภาพของข้อคำถาม - คำตอบตามหลักการ สร้างข้อสอบที่ดีสำหรับการตรวจโดยผู้เชี่ยวชาญจะเป็นการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เพื่อดู ว่าข้อคำถามแต่ละข้อสัมพันธ์สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ของการวัดหรือไม่ ครอบคลุมเนื้อหาและเป็น ตัวแทนของเนื้อหาที่กำหนดหรือไม่ 5.5 หลักในการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบ อรนุช ศรีสะอาด (2550) กล่าวว่า จากประสบการณ์ในการสร้างข้อสอบแบบเลือก คำตอบและจากการศึกษาหลักและข้อเสนอแนะ จากตำราวัดผลทางการศึกษาหลายเล่มพอจะรวม เป็นหลักในการเขียนข้อสอบแบบเลือกตอบได้ ดังนี้ 5.5.1 ควรเลือกถามในเรื่องที่มีคุณค่าต่อการวัดหรือถามสิ่งที่มีประโยชน์ 5.5.2 เขียนตอนนำหรือตอนถาม ในรูปแบบประโยคคำถามสมบูรณ์ 5.5.3 ตัวคำถามมีความหมายชัดเจนไม่คลุมเครือ


37 5.5.4 เขียนทั้งตัวถูกและตัวผิด ให้ถูกหรือผิดตามหลักวิชา 5.5.5 คำตอบที่ถูกกับคำตอบที่ผิดไม่แตกต่างกันจนเด่นชัดเกินไป 5.5.6 แต่ละข้อจะต้องมีคำตอบที่ถูกที่สุดเพียงคาตอบเดียว 5.5.7 ตัวคำตอบที่ถูกต้อง จะต้องไม่มีลักษณะรูปแบบแตกต่างไปจากตัวลวงอื่น ๆ อย่างเห็นได้ชัด 5.5.8 ตัวลวงควรเป็นคำตอบที่มีคุณค่าสาหรับเป็นตัวลวง 5.5.9 อย่าให้ตัวเลือกก้าวก่ายกัน 5.5.10 การใช้ตัวเลือกปลายเปิดและปลายปิดให้เหมาะสมเช่น สรุปแน่นอน ไม่ได้ หรือผิดหมดทุกข้อ 5.5.11 ควรเรียงลาดับตัวเลขหรือข้อความในตัวเลือกต่างๆ 5.5.12 ไม่ควรใช้คาฟุ่มเฟือยควรถามปัญหาโดยตรง 5.5.13 ควรมีตัวเลือก 3, 4 หรือ 5 ตัว ทั้งนี้ขึ้นกับระดับของผู้สอบ 5.5.14 หลีกเลี่ยงคำถามปฏิเสธถ้าจาเป็นต้องใช้คาถามแบบปฏิเสธ ควรขีด เส้นใต้ หรือพิมพ์ตัวเอนหรือพิมพ์ด้วยตัวหนาตรงคาปฏิเสธสั้นๆ 5.5.15 อย่าแนะคำตอบ เช่น คำถามที่หลังๆ แนะนำคำตอบข้อแรกๆ หรือถามเรื่อง ที่นักเรียนคล่องปากอยู่แล้ว เป็นต้น 5.5.16 ไม่ควรให้ตัวเลือกตัวใดตัวหนึ่ง มีโอกาสถูกบ่อยใจเกินไป 6. งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง กิ่งกาญจน์ดวงแค (2563) การพัฒนาแนวทางการดูแลการเจริญเติบโตของเด็กใน ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโตในด้านภาวะเตี้ย และภาวการณ์มี น้ำหนักเกินเกณฑ์มาตรฐานของเด็กปฐมวัย ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กร ปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอพร้าว จังหวัด เชียงใหม่และเพื่อพัฒนาแนวทางการดูแล การสร้างเสริม การเจริญเติบโตของ เด็กปฐมวัยการศึกษาแบ่งออกเป็น 2 ส่วน โดยมีการวิจัยเชิงสำรวจแบบภาคตัดขวาง (Cross-section Survey Study)โดยการสุ่มตัวอย่างแบบแบ่งชั้นจากประชากร ทั้งหมด 455 คน ได้กลุ่มตัวอย่างเด็ก ปฐมวัยอายุ3-5 ปีและผู้ปกครองจำนวน จำนวน 294 คน และการวิจัยเชิงพรรณนา โดยใช้วิธีการ เชิงคุณภาพ (Qualitative Research) โดยการสนทนากลุ่ม จำนวน 5กลุ่ม มีผู้เข้าร่วม สนทนากลุ่ม ทั้งหมด 37 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามผู้ปกครองและได้ผ่านการ ตรวจสอบจาก ผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่าน น าไปทดสอบความเชื่อมั่นได้ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาที่ระดับความ เชื่อมั่น 0.82 ใช้ สถิติBinary Logistic Regression Analysis และ Ordinal Regression Analysis เพื่อ วิเคราะห์ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวการณ์เจริญเติบโต


38 ปราณีทัดศรี. (2557) ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตและภาวะ โภชนาการของเด็กวัยก่อนเรียน อายุ2-5 ปีในเขตสุขภาพที่ 7 ประเทศไทย การเจริญเติบโตและ ภาวะโภชนาการในเด็กเป็นพื้นฐานสำคัญต่อการมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจัย เชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวาง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ภาวะโภชนาการและปัจจัยที่มี ความสัมพันธ์กับการเจริญเติบโตและภาวะโภชนาการของเด็กวัยก่อนเรียนอายุ 2-5 ปีในเขตสุขภาพ ที่ 7 ประเทศไทย จำนวนทั้งหมด 366 คนโดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากการศึกษาสถานการณ์การ เจริญเติบโต ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อการเจริญเติบโต และรูปแบบการส่งเสริมการเจริญเติบโตเต็ม ศักยภาพของเด็กปฐมวัยไทย สำนักโภชนาการ วิเคราะห์ข้อมูลเพื่อหาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับการ เจริญเติบโตโดยใช้การวิเคราะห์ถดถอยพหุโลจิสติกนำเสนอด้วยค่า Adjust odds ratio (ORadj) และ ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับภาวะโภชนาการด้วยการวิเคราะห์ถดถอยโลจิสติกพหุกลุ่ม นำเสนอด้วยค่า Relative risk ratio (RRR) ช่วงความเชื่อมั่นที่ 95% (95% Confidence interval; 95%CI) จีรภัทร พลอยขาว (2553) ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพของพนักงาน การประปานครหลวงสำนักงานใหญ่ การวิจัยนี้จัดทำขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษา ด้านปัจจัยที่ มีอิทธิพลต่อการบริโภคอาหารเพื่อ สุขภาพของพนักงานการประปานครหลวงสำนักงานใหญ่ โดยมี ปัจจัยในหลายด้าน เช่น ด้านค่านิยมทางด้าน สุขภาพ ทัศนคติที่ดีต่ออาหารเพื่อสุขภาพ ทัศนคติการ รับรู้รสชาติคุณสมบัติหรือรสชาติที่คาดหวัง ความ คาดหวังเชิงบวก คุณสมบัติอาหารเพื่อสุขภาพที่ ปรารถนา ความคุ้มค่า และการรับรู้ถึงความรับผิดชอบต่อ สังคม ซึ่งผู้วิจัยได้ทำการแจกแบบสอบถาม ไปยังกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพนักงานในการประปานครหลวง สำนักงานใหญ่จำนวน 300 ชุด ช่วงเดือน มีนาคมถึงเมษายน ปีพ.ศ. 2563 และวิเคราะห์ข้อมูลโดยการใช้สถิติแบบความถดถอยเชิงพหุคูณ โดยส่วนใหญ่พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีสถานภาพโสด มีการศึกษาระดับปริญญา ตรีมีอายุส่วนใหญ่26 - 30 ปีมีรายได้ต่ำกว่าหรือเท่ากับ 20,000 บาท มีค่าใช้จ่ายในการบริโภคเพื่อ สุขภาพ 101 - 200 บาท ต่อมื้อ มีความถี่ในการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพอยู่ที่เดือนละครั้ง มีการรับรู้ว่า อาหารเพื่อ สุขภาพเป็นอาหารคลีนมากที่สุด มีการรับข่าวสารมาจากช่องทางอินเทอร์เน็ต / โซเชียลเน็ตเวิร์ก และเป็นเพศหญิงส่วนมาก จากการวิจัยพบว่าปัจจัยส่วนบุคคลที่มีอิทธิพลต่อภาพรวมการบริโภค อาหารเพื่อ สุขภาพของพนักงานการประปานครหลวงส านักงานใหญ่อย่างมีนัยทางสถิติระดับ .05 นั้นมีเพียงสองด้าน คือ ราคาอาหารเพื่อสุขภาพต่อมื้อ และความถี่ในการบริโภคอาหารเพื่อสุขภาพ ชนกนันท์ฝากมิตร (2564) ปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการเคลื่อนไหวออกแรงของวัยรุ่น ใน จังหวัดแพร่ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบภาคตัดขวาง โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อ พฤติกรรมการเคลื่อนไหวออกแรงของวัยรุ่น ในจังหวัดแพร่ ศึกษากับกลุ่มตัวอย่างที่เป็นวัยรุ่นอายุ 13-17 ปีจำนวน 368 คน คัดเลือกสุ่มตัวอย่างโดยการสุ่มแบบหลายขั้นตอน เก็บรวบรวมข้อมูล ด้วย แบบสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วย ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและ การ วิเคราะห์ถดถอยพหุคูณหลายขั้นตอน ผลการวิจัยพบว่า กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่มีระดับพฤติกรรมการ


39 เคลื่อนไหวออกแรงอยู่ ในระดับปานกลาง (ร้อยละ 54.8) ส่วนปัจจัยที่มีผลต่อพฤติกรรมการ เคลื่อนไหวออกแรง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 ได้แก่ เพศ (P=0.046) อายุ (P=0.003) ทัศนคติเกี่ยวกับการ เคลื่อนไหวออกแรง (P< 0.001) การได้รับสนับสนุนจากเพื่อน (P=0.002) ความสามารถทางการ กีฬา (P=0.027) ข้อเสนอแนะ: โรงเรียน โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และสำนักงาน สาธารณสุขอำเภอและสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดแพร่ ควรสร้างแรงจูงใจและ ส่งเสริมให้วัยรุ่นมีทัศนคติที่ดีต่อการเคลื่อนไหวออกแรง รวมถึงเห็นประโยชน์ของการเคลื่อนไหวออก แรงและ สนับสนุนให้เคลื่อนไหวออกแรงโดยการเล่นกีฬาที่เป็นทีม หรือควรตั้งชมรมเพื่อชักจูงให้ บุคคลรอบ ข้างมาเข้าร่วมทำกิจกรรมเคลื่อนไหวออกแรง นางจินตนา พัฒนพงศ์ธร (2560) การศึกษาปัจจัยที่มีผลต่อพัฒนาการ เด็กปฐมวัยไทย ครั้งที่ 6 พ.ศ. 2560 เด็กปฐมวัยมีพัฒนาการสมวัยรวมทุกด้าน ร้อยละ67.5เมื่อจำแนกตามกลุ่มอายุ พบว่า เด็กอายุ0-2 ปีมีพัฒนาสมวัยรวมทุกด้าน ร้อยละ 76.80 เด็กอายุ3-5 ปีมีพัฒนาการสมวัยรวม ทุกด้าน ร้อยละ 58.00 เมื่อจำแนกตาม รายด้าน พบว่า ด้านกล้ามเนื้อมัดใหญ่ร้อยละ 94.8 ด้านสังคม และการช่วยเหลือตนเอง ร้อยละ92.10 ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก ร้อยละ 90.4 และด้านภาษาและการใช้ ภาษา ร้อยละ 79.4 เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจพัฒนาการเด็กปฐมวัย 6 ครั้ง ปีพ.ศ.2442, 2447, 2550, 2553, 2557 และ 2560 พบว่า สถานการณ์พัฒนาการสมวัยเด็กปฐมวัยยังคงที่และมี แนวโน้ม ลดลง ที่ร้อยละ 71.7, 72.0, 67.7, 73.4, 72.0 และ 67.5 ตามลำดับ พัฒนาการสมวัยเด็ก ปฐมวัยไทยมีอัตราต่ำกว่าสถิติองค์การอนามัยโลก ที่พบร้อยละ80-85 ของเด็กปฐมวัยทั่วโลก และไม่ บรรลุค่าเป้าหมายตามแผนบูรณาการพัฒนาศักยภาพ คนตามช่วงวัย ที่กำหนดไว้ร้อยละ85 ส่วน พัฒนาการสมวัยของเด็กปฐมวัยรายเขตสุขภาพ 12เขต (ยกเว้นกรุงเทพฯ) พบว่า เขตสุขภาพที่บรรลุ ค่าเป้าหมายตามแผนบูรณาการพัฒนาศักยภาพคนตามช่วงวัย มีเพียงเขตสุขภาพที่6 ชลบุรีเพียงเขต เดียว เมื่อเปรียบเทียบกับผลการสำรวจพัฒนาการเด็กปฐมวัย ปีพ.ศ.2557 กับ ปีพ.ศ. 2560 พบว่า เขตสุขภาพที่มีพัฒนาการ สมวัยเด็กปฐมวัยเพิ่มขึ้น มีเพียง 5 เขต คือ เขตสุขภาพที่ 2 พิษณุโลก เขต สุขภาพที่ 5 ราชบุรีเขตสุขภาพที่ 6 ชลบุรีและ เขตสุขภาพที่10 อุบลราชธานี


40 7. กรอบแนวคิดในการวิจัย การสอนใช้เกมเป็นฐาน การจัดการเรียนรู้สุขศึกษา 1. ขั้นสำรวจความรู้ เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติบโต 2. ขั้นอธิบายกิจกรรม ของนักเรียน ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3. ขั้นเล่นเกม โดยใช้วิธีการสอนแบบเกมเป็นฐาน 4. ขั้นเสนอความคิด 5. ขั้นอภิปรายหลังการเล่น และสรุปผล


41 บทที่3 วิธีดำเนินงานวิจัย การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา โดยใช้เกมเป็น ฐาน เรื่อง ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติมโตของนักเรียนโดยใช้เกมเป็นฐาน ที่มีผลสัมฤทธ์ทางการเรียนรู้ของ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้นำเสนอวิธีดำเนินการวิจัยตามหัวข้อต่อไปนี้ 1. ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง 2. แบบแผนการทดลอง 3. เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย 4. การรวบรวมข้อมูล 5. การวิเคราะห์ข้อมูล 6. สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล 1. ประชากรกลุ่มตัวอย่าง 1. ประชากรที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านดอนบาก ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัดอุดรธานี 2. กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยในครั้งนี้เป็นนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 จำนวน 30 คน ภาคเรียนที่1 ปีการศึกษา 2566 โรงเรียนบ้านดอนบาก ตำบลบ้านโคก อำเภอสร้างคอม จังหวัด อุดรธานี


42 2. แบบแผนการทดลอง การวิจัยในครั้งนี้มีแบบแผนการทดลอง (Experimental Design) กลุ่มเดียวทดสอบ ก่อนและหลังการทดสอบ One Group Pretest- Posttest Desing กลุ่มทดลอง การทดสอบเรื่องปัจจัย ที่มีผลต่อการเจริญเติม โตของนักเรียนก่อน เรียน แผนจัดการเรียนรู้โดย ใช้เกมเป็นฐาน การทดสอบเรื่องปัจจัย ที่มีผลต่อการเจริญเติม โตของนักเรียนหลัง เรียน E T1 x T2 สัญลักษณ์ที่ใช้ในแบบแผนทดลอง E แทน กลุ่มทดลอง (Experimental Group) T1 แทน การทดสอบก่อนเรียน Pre – test X แทน แผนจัดการเรียนรู้โดยใช้เกมเป็นฐาน T2 แทน การทดสอบหลังเรียน Post – test 3. เครืองมือที่ใช้ในการวิจัย 1. แผนจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติมโตของนักเรียน โดยใช้ เกมเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 2. เกมเบ็ตเตล็ต 3. แบบประเมินทักษะการเคลื่อนไหว วิธีการสร้างและหาประสิทธิภาพของเครื่องมือ 1. 1. แผนจัดการเรียนรู้วิชาสุขศึกษา ปัจจัยที่มีผลต่อการเจริญเติมโตของนักเรียน โดย ใช้เกมเป็นฐาน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 1.1 ศึกษาและวิเคาระห์ทฤษฎีและการจัดการเรียนการสอนวิธีการหรือสื่อนวัตกรรม 1.2 ศึกษาหลักสูตรแกนกลางขั้นพื้นฐาน 2551 กลุ่มสาระการเรียนรู้สุขศึกษาและพละ ศึกษา คู่มือหนังสือเรียน วิชาสุขศึกษา ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3


Click to View FlipBook Version