รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
นอกเหนือจากในช้ันเรียนจากบุคลากรทางการศึกษาของรัฐที่คอยให้ความช่วยเหลือและให้คาปรึกษาต่างๆ รวมท้ังให้การ
เตรียมความพรอ้ มแก่เดก็ ย้ายถิ่นขา้ มชาติที่มีปัญหาทางดา้ นภาษาอังกฤษ เพ่ือให้เด็กสามารถเรียนรู้ได้เท่าเทียมเด็กอ่ืนๆในทุก
ระดบั การศึกษา
ความเปล่ยี นแปลงทสี่ าคัญในรูปแบบการศึกษาสาหรับเด็กต่างด้าวยังอยู่ท่ีเป้าหมายที่เปลี่ยนไป เช่น ตัวอย่างท่ีเกิด
ในหลายประเทศในยโุ รปหลังจากช่วงปลายศตวรรษ 1960 เข้าสู่ช่วง 1970 ท่ีมีเป้าหมายในการหล่อหลอมเด็กต่างด้าวให้เป็น
หน่ึงเดียวกับประเทศปลายทาง อันมาจากแนวคิดในการกลืนกลายความแตกต่างทางเช้ือชาติ ได้เปล่ียนไปเป็นการกาหนด
หลกั สตู รท่ีสอดคลอ้ งกบั ความต้องการของเดก็ ต่างดา้ วเป็นจุดเริ่มตน้ โดยใหค้ วามสนใจและรเิ ริ่มหลักสตู รท่ใี ช้ภาษาแม่และการ
สอนทส่ี อดคล้องกับวฒั นธรรมของประเทศตน้ ทาง (Steedman, H. 1979 pp.259-268)
ดังน้ันกระบวนการหนึ่งท่ีมีความสาคัญในการผลักดันให้เด็กต่างด้าวเหล่าน้ีได้เข้าเรียนในสถานศึกษาที่รองรับ
กระบวนการหนง่ึ คอื การเตรยี มความพร้อมให้กบั เดก็ ก่อนการเข้าสู่ระบบการศึกษา ซึ่งอาจมีช่องว่างในหลายๆมิติที่ทาให้เด็ก
ตา่ งดา้ วต้องมีการปรับตัวเพอื่ ให้สามารถเรียนรู้และเขา้ ใจในสงั คมและวฒั นธรรมใหม่ ซึง่ การเตรียมความพร้อมให้เด็กทางด้าน
ภาษานน้ั จะช่วยใหเ้ ดก็ ต่างดา้ วทีไ่ มค่ ุน้ เคยกับภาษาไทยได้ปรับตัวและมีความพร้อมในการติดตามบทเรียนในโรงเรียนไทย ซึ่ง
ใช้ภาษาไทยเป็นหลักในการเรียนการสอน และในขณะเดียวกันศูนย์การเรียนรู้ต่างๆก็ต้องมีการปรับหลักสูตรการเรียนที่
คล้ายคลึงกับของไทย รวมไปถงึ การเรียนการสอนโดยใช้พหุภาษาทั้งภาษาอังกฤษและภาษาไทยซ่ึงจะมีประโยชน์สาหรับการ
ปรับตวั ของเดก็ ทั้งยงั เป็นบทเรยี นทดี่ ใี นการเรยี นรู้ความหลากหลายทางวัฒนธรรมสาหรบั เด็กต่างดา้ วต่างชาตพิ ันธ์ทุ ่ีต้องเรียน
ร่วมกัน อีกท้ังการใช้หลักสูตรท้องถ่ินท่ีมีเนื้อหาด้านอาชีพ ท่ียังประโยชน์ต่อเด็กทั้งในชีวิตประจาวันและการประกอบอาชีพ
ตอ่ ไป
เนือ่ งดว้ ยทง้ั ความหลากหลายทางชาติพันธุ์ของเด็กต่างด้าวที่เข้ามาในประเทศไทย และพื้นฐานด้านการเรียน และ
ทักษะการคดิ ทตี่ ดิ ตัวเดก็ มาจากต้นทางท่ีต่างกันน้นั การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าเรียนถือเป็นกระบวนการสาคัญในการทา
ความเข้าใจในตวั เด็กเอง และสร้างความเข้าใจใหก้ บั เดก็ ตอ่ พืน้ ฐานทางบริบทของวัฒนธรรมและสังคมไทย อีกท้ังยังทาให้สถา
บันการศึกษาหรือศูนย์การเรียนรู้เองก็ได้เล็งเห็นถึงศักยภาพของตัวเด็ก เพ่ือท่ีจะนาเอาไปทาความเข้าใจในความแตกต่าง
หลากหลายของเด็กท่แี ตกตา่ งกัน เพ่ือประโยชนใ์ นการพฒั นาศักยภาพใหก้ ับเดก็ เมือ่ เข้าสรู่ ะบบการเรยี นต่อไป
ผลการศกึ ษาและอภปิ รายผล
ศูนย์เรียนรู้และประสานงานมูลนธิ ิเพื่อการพฒั นาเด็ก บ้านเอ้อื อาทร ท่าจีน
ผู้เขียนสั่งสมประสบการณ์จากการฝึกภาคปฏิบัติและการทางานด้านสังคมสงเคราะห์ในฐานะเจ้าหน้าที่กลุ่มงาน
คุ้มครองเดก็ ประจาโครงการส่งเสริมการศึกษา การคุ้มครองทางสังคม และการทางานที่ปลอดภัย ของแรงงานเด็กและเด็ก
กลุ่มเสี่ยง ในกจิ การแปรรปู อาหารทะเลพ้นื ทสี่ มทุ รสาคร มูลนิธิเพ่ือการพัฒนาเด็ก โดยได้สัมผัสกับกลุ่มเป้าหมายเด็กต่างด้าว
ในพ้นื ท่จี ังหวดั สมุทรสาคร ซึง่ ประกอบด้วยทงั้ เด็กท่ีเปน็ นักเรียน และเด็กท่ีทางานหรือแรงงานเด็ก ท่ีติดตามครอบครัวเข้ามา
ขายแรงงานในประเทศไทย ซงึ่ บางคนไม่ได้อยู่กับครอบครัวหรือผปู้ กครองทเ่ี ปน็ พ่อแม่ของตน
ก่อนจะมาถงึ พน้ื ทีส่ มทุ รสาครน้ัน มูลนธิ ิเพ่ือการพัฒนาเด็กน้ันได้มีการทางานที่มีพลวัต โดยเร่ิมจากการทาโครงการ
เล็กๆในพ้ืนท่ีภาคตะวันออกเฉียงเหนือตามโครงการ แด่น้องผู้หิวโหย และได้มีการเรียนรู้จากการดาเนินโครงการจนเกิดการ
สร้างเครือข่ายการทางาน และได้ขยายหน่วยการทางานไปยังพ้ืนที่ต่างๆทั่วประเทศไทย โดยมีการขับเคล่ือนพันธกิจในการ
ทางานโดยการสร้างเครือข่ายท่ัวประเทศนั้น ผู้ศึกษามองว่าเกิดจากกระบวนการเรียนรู้ถึงความสาคัญของการมีส่วนร่วมของ
ภาคชุมชน และการสร้างภาคีเครือข่ายท่ีเป็นกลไกหลักที่สาคัญในการขับเคลื่อนงานด้านบริการสังคม โดยการเล็งเห็นถึง
ความสาคัญของฐานชุมชนว่า เป็นกุญแจสาคัญในการสะท้อนปัญหาต่างๆในพ้ืนที่และเป็นผู้ที่สามารถบริหารจัดการกับการ
แกไ้ ขปญั หาท่ีเกดิ ขึน้ ได้ดที ีส่ ุดในฐานะคนใน
- 349 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
การเหน็ คุณค่าของชุมชนนั้นนามาสปู่ รชั ญาการทางานแบบเครอื ข่าย ทีม่ ีกลไกระบบการทางานท่ีเป็นมหาภาคและมี
ความซับซ้อนมากข้ึน ซ่ึงนับว่าเป็นความท้าทายท่ีสาคัญในการให้การบริการสังคมในด้านต่างๆ ซึ่งงานสังคมสงเคราะห์ของ
มลู นิธิเพ่อื การพฒั นาเดก็ น้นั ไดส้ ่งผลกับชมุ ชนให้ตนื่ ข้นึ เพ่ือมาเรียนรู้และปกป้องตนเอง ยกตัวอย่างกรณีที่เด็กต่างด้าวในพ้ืนที่
บ้านเอื้ออาทร ท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร เห็นคุณค่าของการศึกษาและได้เข้ามาใช้บริการของศูนย์การเรียนรู้บ้านเอ้ืออาทร
เพ่ือหาความรู้และเสริมสร้างทักษะต่างๆ ผ่านการทากิจกรรมร่วมกัน อีกท้ังยังส่งผลต่อนโยบายการบริหารสังคมให้เป็นที่
ประจักษ์ว่า ในท่ีสุดแล้วชุมชนน่ันเอง ท่ีเป็นหน่วยท่ีสามารถจัดการกับตนเองได้ดีท่ีสุด หาใช่หน่วยงานภาครัฐไม่ จากกรณี
ตวั อย่างจากการผลักดนั ใหก้ ลุ่มเป้าหมายเด็กตา่ งดา้ วในพ้นื ท่บี ้านเอ้ืออาทร ท่าจีน ได้ทราบและตระหนักรู้ถึงสิทธิในการได้รับ
การศกึ ษา และไดเ้ ขา้ เรยี นในศูนยก์ ารเรยี นรู้คาทอลิคนักบุญยออากิม และสามารถเข้าเรียนต่อในหลักสูตรการศึกษาของรัฐได้
ภายใต้หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับประถมศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สาหรับเด็กต่างด้าวและผู้ไม่มีสัญชาติ
ไทย ซึ่งสะทอ้ นวา่ หนว่ ยงานภาครัฐก็มีความสาคัญเช่นเดียวกันในการขับเคล่ือนในภาคนโยบาย ซ่ึงในพ้ืนที่การทางานกับเด็ก
ต่างด้าวในจังหวัดสมุทรสาครนั้น มีการดึงเอาชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในการดาเนินกิจกรรมต่างๆ โดยเฉพาะผู้ปกครอง หรือ
บุคคลทอี่ ุปการะเด็กตา่ งดา้ วเหล่าน้อี ยู่ เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ให้ตระหนักถึงความสาคัญของสิทธิทางการศึกษาสาหรับ
เด็กเหล่าน้ี
ปญั หาการเข้าถงึ โอกาสและสิทธิทางการศึกษาของเด็กต่างด้าวในพ้ืนที่บ้านเอื้ออาทร ท่าจีน จังหวัดสมุทรสาครน้ัน
คือการท่ีแรงงานต่างด้าวนั้นเข้ามาโดยมีเป้าหมายอยู่ท่ีการทางาน เพ่ือให้ได้เงินค่าตอบแทนประเด็นเดียว และเด็กต่างด้าวท่ี
ตดิ ตามเขา้ มานน้ั กม็ บี างรายท่ตี ้องทางานเพอื่ หาเงินเข้าครอบครวั ดว้ ย ซงึ่ เด็กทท่ี างานเหลา่ นเี้ ปน็ เด็กกลุ่มเสียงและแรงงานเด็ก
ผดิ กฎหมาย ซึง่ ทางานในกจิ การประมง คอื ออกเรอื หาปลาเป็นส่วนใหญ่ และอีกส่วนก็เป็นเด็กท่ีอยู่บ้านโดยไม่ทาอะไรเพ่ือรอ
งานทา ซงึ่ กลมุ่ เป้าหมายเดก็ สว่ นใหญ่ที่ทางานและอีกส่วนที่ไม่ได้ทางานซ่ึงรอทางานอยู่ในหมู่บ้านเอื้ออาทร ท่าจีนนั้น มูลนิธิ
เพอ่ื การพฒั นาเด็กเห็นว่าเป็นเด็กกลุ่มเสีย่ งท่จี ะถกู เอารดั เอาเปรียบ จึงเป็นที่มาของการเข้ามาของโครงการส่งเสริมการศึกษา
การคุ้มครองทางสังคม และการทางานท่ีปลอดภัย ของแรงงานเด็กและเด็กกลุ่มเส่ียง ในกิจการแปรรูปอาหารทะเลพื้นท่ี
สมุทรสาคร
ดังน้นั ด้วยเหตุที่เด็กต่างด้าวเหล่านี้ไม่ได้อยู่กับครอบครัวหรือพ่อแม่ตลอดเวลา ทาให้โดยมูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก
เล็งเห็นถึงความจาเป็นที่จะต้องเปิดศูนย์เรียนรู้ประจาหมู่บ้านให้กับเด็กเพ่ือที่จะได้เข้ามาใช้บริการในเวล าว่างหลังจากการ
เรียนหรอื เลิกงาน ซงึ่ ตง้ั อย่ใู นพ้ืนที่บ้านเอื้ออาทร ท่าจีน จังหวัดสมุทรสาคร โดยเฉพาะอย่างย่ิงในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ท่ีเด็กมี
เวลาว่างส่วนใหญ่ตรงกัน ก็ได้เข้ามาเรียนรู้ทักษะชีวิตต่างๆภายในศูนย์การเรียนรู้ เช่น ภาษาอังกฤษ การงานอาชีพ อาชีว-
อนามัยและความปลอดภัยในการทางาน การป้องกันโรค เป็นต้น ซ่ึงได้รับความสนใจเป็นอย่างมากเน่ืองจากมูลนิธิเพ่ือการ
พัฒนาเด็กมเี จา้ หน้าทลี่ า่ มภาษาพมา่ ให้กับเดก็ ๆที่ยังไม่สามารถฟังพูดภาษาไทยได้ จึงไม่เป็นอุปสรรคสาหรับเด็กต่างด้าวที่จะ
กา้ วเขา้ มาเรยี นรู้ในศนู ยฯ์ แต่อยา่ งใด
ส่วนหนึง่ ในการสร้างและพฒั นาระบบคิดกับเด็กต่างด้าวในพ้ืนซึ่งน้ัน คือการเรียนรู้ท่ีหลากหลายรอบด้าน ดังนั้นจึง
เกิดกิจกรรมขึ้นในรูปแบบท่ีแตกต่างหลากหลายในแต่ละสัปดาห์ของการจัดกิจกรรม โดยในแต่ละกิจกรรมนั้นได้มีการแฝง
ทกั ษะตา่ งๆเอาไวเ้ พือ่ ใหเ้ ด็กเหล่านีร้ ู้จกั ท่จี ะแบ่งบนั ทางานเปน็ ทีม และสร้างความสามัคคี เช่น การเล่นเกมที่ต้องเล่นเป็นทีม
โดยมีของรางวัลเพียงชิ้นเดียว ทาให้เด็กเกิดกระบวนการคิดและวางแผนว่า จะทาอย่างไรจึงจะเป็นฝ่ายชนะ และจะต้อง
จัดการกับรางวัลอย่างไรให้เพื่อนๆทุกคนในทีมได้รับอย่างเท่าเทียมกัน ซึ่งเป็นทักษะพื้นฐานในการใช้ชีวิต ทาให้การทางาน
สังคมสงเคราะห์ในพ้ืนท่ีกับเด็กต่างด้าวเหล่านี้น้ันเป็นงานสังคมสงเคราะห์ในเชิงการพัฒนาเป็นส่วนใหญ่ เช่นการส่งเสริมให้
เดก็ ได้เข้าเรยี น ดังกลา่ วขา้ งต้น ซึ่งเป็นพันธกิจหลกั ของโครงการน้ี โดยการสง่ เสรมิ ใหเ้ ด็กได้รับการศึกษาตามสิทธิอันพึงมีตาม
หลักสิทธิมนุษยชนและภายใต้นโยบายและกฎหมายทรี่ องรบั ซง่ึ ผ้เู ขียนไดม้ ีบทบาทในการจดั กิจกรรมกบั กลุ่มเด็กต่างด้าว การ
สรา้ งสุขลกั ษณะทีด่ ีให้แก่แมเ่ ลย้ี งเดก็ ตา่ งด้าว และมีการจัดทาข้อมลู ของแรงงานตา่ งด้าวในพื้นที่บ้านเอ้อื อาทรทา่ จีน เพอื่ นามา
วเิ คราะหใ์ นการจดั กิจกรรมทเี่ หมาะสมกบั พ้นื ทดี่ งั กล่าว
- 350 -
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ศูนย์การเรยี นรคู้ าทอลิคนักบญุ ยออากิม บ้านเอือ้ อาทร ทา่ จีน
เด็กตา่ งด้าวท่ตี ดิ ตามผู้ปกครองท่เี ข้ามาทางานในประเทศไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพ้ืนทจ่ี งั หวดั สมุทรสาครนั้น ส่วน
ใหญก่ าลงั ศึกษาระดับชน้ั ประถมศกึ ษาในประเทศพม่า ดงั นั้นเมอื่ เกดิ การย้ายถนิ่ ฐานเขา้ มาอยู่ในประเทศไทยก็ทาให้การศึกษา
น้ันยุติลง และยังไม่สามารถเข้าทางานได้โดยถูกต้องตามกฎหมายเน่ืองจากอายุยังไม่บรรลุ 18 ปีบริบูรณ์ จึงทาให้เด็กกลุ่มนี้
ต้องอาศยั อยู่ในห้องเชา่ เล็กๆ ซง่ึ เปน็ เด็กกล่มุ เสี่ยงทจ่ี ะถูกชักจูงไปในทางที่ไม่เหมาะสมและผิดกฎหมาย เช่น การเป็นแรงงาน
เด็ก การถูกละเมดิ การถูกลอ่ ลวง และท่สี าคัญทส่ี ุดคอื การไมไ่ ดร้ ับการศึกษาและพัฒนาระบบคดิ ให้เหมาะสมตามช่วงวยั
ดว้ ยฐานทางการศกึ ษาของศนู ยก์ ารเรยี นรคู้ าทอลิคนักบญุ ยออากมิ บา้ นเอ้อื อาทร ท่าจนี ท่ีมีความเช่ือว่าการศึกษา
น้ันจะการส่งเสริมให้เด็กได้รับการศึกษาน้ันช่วยให้ลดปัญหาของเด็กกลุ่มเส่ียง ซึ่งเป็นเด็กที่ติดตามผู้ปกครองเข้ามาแต่ยังไม่
สามารถเขา้ ทางานได้ จึงเกิดศนู ย์การเรียนรู้คาทอลคิ นกั บุญยออากมิ บ้านเอือ้ อาทรข้ึนในพื้นที่ ด้วยปรัชญาการศึกษาที่ว่าเด็ก
ทุกคนควรได้รับการศึกษาตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล จึงได้ก่อต้ังศูนย์การเรียนรู้แห่งน้ีข้ึนเพ่ือเปิดพื้นที่ทางการศึกษาให้แก่
เด็กต่างดา้ วเหลา่ นี้ โดยวัตถปุ ระสงคห์ ลกั คือ การโอบอุ้มเด็กให้เข้ามาอยู่สังคมและส่ิงแวดล้อมของการศึกษา บรรยากาศของ
การเรียนรู้ โดยมีการจัดหลักสูตรการเรียนการสอนท่ีแบ่งออกเป็น 3 ช่วง แบ่งตามความรู้พื้นฐานของเด็กที่ติดตัวมา โดยไม่
แบง่ ตามชว่ งอายุ และมคี รผู ูส้ อนท่ีเปน็ ทง้ั คนไทย ซิสเตอร์โรซ่า ซึ่งเป็นภคินนีจากประเทศฟิลิปปินส์ และอาสาสมัครชาวพม่า
ซ่งึ มกี ารจดั การศึกษาโดยใช้ภาษาองั กฤษ ภาษาพมา่ และภาษาไทย ซงึ่ จะทาให้เด็กตา่ งดา้ วท่ีเข้ามาเป็นนักเรียนประจาศนู ยก์ าร
เรยี นรนู้ นั้ จะได้เรยี นใน 3 ภาษา ซึ่งประกอบไปด้วยภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และภาษาพมา่
พื้นฐานสาคัญประการหน่ึงในการจัดการศึกษาของศูนย์การเรียนรู้คาทอลิคนักบุญยออากิมน้ันคือ การสร้างความ
ตระหนกั ใหน้ ักเรยี นได้เลง็ เหน็ ถึงความสาคัญของรากเหงา้ ทางวัฒนธรรมเดิมของตน แต่ในขณะเดียวกันก็สร้างให้ตื่นรู้และเท่า
ทนั ในการใช้ชวี ิตในโลกสมัยใหม่ ดว้ ยเหตุน้จี งึ มีการจัดการเรียนการสอนใน 3 ภาษาดังกล่าวข้ึน แต่ข้อจากัดประการหน่ึงของ
ศูนย์การเรยี นร้คู าทอลิคนักบุญยออากิม คอื ศูนย์การเรียนรู้ไม่สามารถออกวุฒิบัตรทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่เข้ามาศึกษา
ได้ตามกฎระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ ซ่ึงถือเป็นช่องว่างหนึ่งที่มีเด็กบางส่วนในพ้ืนท่ีเลือกท่ีจะไม่เข้ามาศึกษาในศูนย์การ
เรียนรู้ แต่กลับเลอื กที่จะไปเป็นแรงงานผิดกฎหมาย
ด้วยช่องว่างที่เกิดข้ึนทาให้มีหน่วยงานภาครัฐก็คือ ศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
กลุ่มเป้าหมายพเิ ศษ สานักส่งเสริมการศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สานักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ หรือ
กศน.ได้เขา้ มาจับมือกบั ศนู ยก์ ารเรียนร้นู ักคาทอลิคนักบุญยออากิม เข้ามาช่วยกันเปิดพ้ืนที่การศึกษาให้แก่เด็กต่างด้าวเหล่านี้
โดยใชห้ ลักสตู รของศนู ย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ แต่ใช้พื้นของศูนย์การเรียนรู้คา
ทอลิคนกั บุญยออากิมเปน็ หอ้ งเรียน และเนอ่ื งจากเปน็ หนว่ ยงานราชการจึงมสี ิทธท์ิ ่จี ะออกวฒุ ิการศึกษาระดบั ชน้ั ประถมศึกษา
จนถึงช้ันมัธยมศึกษาให้แกน่ กั เรยี นต่างด้าวทุกคนท่ีผ่านเกณฑ์
กศน.โอกาสทางการศกึ ษาและการทางานในประเทศไทย
อกี หนงึ่ ความก้าวหน้าทางการศกึ ษาสาหรับเด็กต่างด้าว คอื การได้มีโอกาสเข้าเรียนในหลักสูตรการศึกษานอกระบบ
ระดบั ประถมศึกษา ตามหลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดบั การศึกษาข้นึ พ้นื ฐาน พุทธศักราช 2551 (สานักงานปลัดกระทรวง
ศกึ ษาธกิ าร กระทรวงศกึ ษาธกิ าร เอกสารวชิ าการลาดบั ท่ี 03/2556, 2556) สาหรับเดก็ ต่างด้าว โดยศนู ย์การศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ สานักส่งเสริมการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย สานักงาน
ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ โดยกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศใช้หลักสูตรการศึกษานอกระบบการศึกษาข้ันพื้นฐาน
พุทธศักราช 2551 เพ่ือใช้ในการจัดการศึกษาตามอัธยาศัยให้กับกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ได้แก่ คนไทยในต่างประเทศ คนพิการ
ผสู้ ูงอายุ เด็กด้อยโอกาส คือเด็กเร่รอ่ น เดก็ ชาวเล เดก็ ต่างดา้ วและผู้ไมม่ ีสัญชาตไิ ทย
จากการพฒั นาแห่งสหัสวรรษในพ.ศ.2543 โดยองค์การสหประชาชาติ เพ่ือลดชอ่ งว่างจากผลพวงของการพัฒนาและ
ส่งเสรมิ พฒั นาคนภายในปี พ.ศ.2533 – 2558 ท่ีมีการกาหนดเปา้ หมายหลกั 8 ขอ้ ซึ่งในขอ้ 2 กล่าวว่า “ให้ผ้เู รียนทุกคนได้รับ
- 351 -
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
การศกึ ษาระดับประถมศึกษา” และปฏิญญาวา่ ด้วยการศึกษาเพอ่ื ปวงชน หรอื Education for All “ปฏิญญาจอมเทยี น” จาก
การประชมุ โลกว่าดว้ ยการศกึ ษา ซ่ึงจัดขนึ้ ในประเทศไทยเม่อื ปี พ.ศ. 2533 ทีม่ จี ดุ มุ่งหมายเพื่อจัดการศึกษาที่ตอบสนองความ
ต้องการเรียนรู้พื้นฐานของปวงชนอย่างเสมอภาคทั่วถึงเป็นธรรม ซ่ึงต้องดาเนินการเพ่ือบรรลุเป้าหมายในปี 2558 โดย
การศึกษาเพื่อปวงชน การขยายการศึกษาก่อนวัยเรียนโดยเฉพาะผู้เรียนด้อยโอกาส และผู้เรียนทุกคนได้รับการศึกษาภาค
บงั คบั ในระดบั ประถมทมี่ ีคุณภาพโดยไมเ่ สยี ค่าใชจ้ ่ายน้นั ต่อมาไดก้ ลายมาเปน็ ฐานคดิ ในการพัฒนาระบบการศึกษานอกระบบ
และการศึกษาตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ โดยมีปรัชญาการศึกษาที่ว่า“เด็กทุกคนสามารถพัฒนาตนเองได้หากได้รับ
โอกาสทางการศึกษาอยา่ งเสมอภาค”
ซ่ึงการเปิดพื้นที่ทางการศึกษาของ กศน. น้ันเป็นมีกระบวนการในการคัดเลือกนักเรียนเข้าสู่ระบบ โดยอาศัยการ
เครื่องมือในการคัดกรองคือ มีการสอบเข้าโดยใช้ข้อสอบที่ออกโดยศูนย์การศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย
กลุม่ เปา้ หมายพิเศษ เพือ่ คัดกรองนักเรียนเข้ามาในระบบ ซ่ึงทั้งหมดของนักเรียนท่ีเข้ามานั้นเป็นนักเรียนจากศูนย์การเรียนรู้
ขององค์กรภาคเอกชนในพื้นท่ีน่ันเอง ซ่ึงเป็นปรากฏการณ์ท่ีสะท้อนให้เห็นการพ่ึงพาอาศัยกันระหว่างหน่วยงานภาคเอกชน
และหน่วยงานราชการในพน้ื ท่ีได้เปน็ อย่างดี
การเข้ามามีส่วนร่วมในการส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาของเด็กต่างด้าวโดยองค์กรภาครัฐน้ัน นับว่าเป็นการเปิด
พน้ื ทท่ี างการศึกษาให้แก่เด็กต่างด้าวให้กว้างข้ึน และเปน็ การสรา้ งโอกาสทางการศกึ ษาให้แกก่ ลมุ่ เดก็ ต่างดา้ วท่มี คี วามต้องการ
และมคี วามสามารถในการเรียนเพอื่ สามารถนาเอาไปใชป้ ระโยชน์ในการทางานได้ในภายภาคหนา้ เพราะเน่อื งจากเงื่อนไขของ
การเขา้ เรียนหลักสูตรนน้ั มกี ารคดั กรองนกั เรยี นทส่ี ามารถใช้ภาษาไทยไดท้ ง้ั ทกั ษะการฟงั พดู อ่าน และเขยี นได้ในระดบั สื่อสาร
ได้ เน่ืองจากหลักสูตรการเรียนน้นั เปน็ ภาษาไทย จึงเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทาให้เด็กต่างด้าวต้องมีความกระตือรือร้นในการเรียนให้
มากขึ้นเพื่อใช้ในการสอบเข้าเรียนในระดับ กศน. และเม่ือสามารถเข้าเรียนระดับกศน.ได้แล้วเม่ือจบการศึกษาก็จะมีวุฒิ
การศกึ ษาตงั้ แตร่ ะดบั ประถมศกึ ษา จนถึงระดับมัธยมศึกษาเทยี บเท่ากับคนไทย นั่นหมายความว่าในอนาคตของเด็กกลุ่มน้ีจะ
ไม่เปน็ เพียงแค่บุคคลท่ีเข้ามาเพ่ือที่จะขายแรงงานแต่เพียงอย่างเดียว แต่จะสามารถนาไปใช้เป็นหลักฐานในการสมัครงานใน
ประเทศไทยโดยมสี ทิ ธิเหมอื นคนไทยทกุ ประการตามกฎหมาย
บทสรปุ
จากสถานการณ์การย้ายถน่ิ ของเดก็ ตา่ งด้าวและเด็กไร้สัญชาติในประเทศไทย พบว่ามีเด็กต่างด้าวจานวนมากอย่าง
น้อย 100,000 คนทอ่ี าศยั อยใู่ นประเทศไทย โดยเฉพาะในจังหวัดสมุทรสาครน้ัน ยังมีเด็กอีกจานวนหน่ึงที่เกิดในประเทศไทย
โดยไม่มีสถานะทางกฎหมายใดใดอีกด้วย ซึ่งเด็กเหล่าน้ีไม่เข้าถึงบริการทางการศึกษา บริการสาธารณสุข และเป็นเด็กกลุ่ม
เสียงต่อการถกู เอาเปรียบ จากการท่ีเดก็ เหลา่ นไ้ี ม่มีสถานภาพทางกฎหมาย จากท่ีผู้เขียนมีประสบการณ์การทางานด้านสังคม
สงเคราะห์ผา่ นการฝกึ ภาคปฏิบตั ิและการทางานในฐานะเจ้าหนา้ ทกี่ ลุ่มงานคมุ้ ครองเด็ก มลู นิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก ในโครงการ
ส่งเสริมการศึกษา การคุ้มครองทางสังคม และการทางานท่ีปลอดภัย ของแรงงานเด็กและเด็กกลุ่มเส่ียง ในกิจการแปรรูป
อาหารทะเลพ้ืนท่ีสมทุ รสาครในพืน้ ทพี่ บว่าต้องประสบปัญหาในหลายดา้ นคอื
1.ความม่นั คงปลอดภัยในชวี ิตและทรัพย์สนิ
2.ปัญหาด้านการสาธารณสุขและสขุ ภาพ
3.ปัญหาแรงงานเด็ก
4.ปัญหาดา้ นความเป็นอยูแ่ ละคณุ ภาพชวี ิตในชุมชน
5.ปญั หาการไดร้ ับบรกิ ารขน้ั พืน้ ฐานทพ่ี ึงไดร้ บั การคมุ้ ครองตามสิทธเิ ด็ก
ดงั นน้ั แลว้ สาหรับกล่มุ เดก็ ต่างด้าวเหล่านี้ การเปดิ พน้ื ทีท่ างการศกึ ษา จงึ เปน็ ทางออกและถือว่าเป็นสวัสดิการอันพึง
ได้รับตามกฎหมายและตามหลักสิทธิเด็กขั้นพ้ืนฐาน เนื่องจากเม่ือเด็กได้เข้าสู่พ้ืนท่ีทางการศึกษาก็จะทาให้เด็กได้อยู่
ส่งิ แวดลอ้ มของการศกึ ษาและการพัฒนาศักยภาพของเดก็ ตามวัยท้ังด้านสติปัญญา อารมณ์ และสังคม ซึ่งสาหรับเด็กต่างด้าว
- 352 -
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
เหล่าน้ีจาเป็นท่ีจะต้องเรียนรู้ความแตกต่างหลากหลายทางเช้ือชาติและชาติพันธ์ุ รวมทั้งด้านสังคมและวัฒนธรรมด้วย
เนื่องจากการย้ายถน่ิ ฐานหรอื แม้กระท้ังการถอื กาเนิดในแผน่ ดินท่ตี า่ งสังคมต่างวัฒนธรรมกบั แผน่ ดินแม่น้ัน เด็กต่างด้าวเหล่านี้
จะต้องประสบกับความแตกต่างทางวัฒนธรรมและสังคมเดิมหรือเกิดการปะทะกันระหว่างทุนทางสังคมวัฒนธรรมเดิมกับ
สังคมและวัฒนธรรมใหม่ ซ่ึงจาเปน็ ท่ีจะต้องเรียนรแู้ ละทาความเขา้ ใจ และในขณะเดยี วกันก็จะต้องตระหนักเห็นถึงคุณค่าของ
มรดกทางวฒั นธรรมเดิมของตนเองเพื่อให้ตระหนักถึงรากเหง้าทางวัฒนธรรมเดิมและความเท่าทันในสังคมวัฒนธรรมใหม่ใน
ประเทศไทย
ข้อค้นพบท่ดี ีและสาคัญประการหน่ึงท่ีผู้เขยี นได้คน้ พบจากประสบการณ์การทางานด้านสังคมสงเคราะห์ในพ้ืนท่ี คือ
เกิดการร่วมมือกันระหว่างองค์กรภาคเอกชน กับหน่วยงานราชการ ในการท่ีเกิดความตระหนักและเห็นถึงความสาคัญของ
การศึกษาของเด็กต่างด้าวในพื้นที่ ซ่ึงเม่ือกลไกทางสังคมท่ีสาคัญอย่างสถาบันการศึกษาได้ขับเคลื่อนเพื่อสร้างความ
เปลย่ี นแปลงอยา่ งจริงจงั แล้ว ความกา้ วหนา้ และทางเลอื กทางการศกึ ษาของเดก็ ต่างด้าวกจ็ ะเปิดกว้างขน้ึ พน้ื ทีท่ างการศึกษาก็
หลากหลายมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงแค่ศูนย์การเรียนรู้ขององค์กรภาคเอกชนกับโรงเรียนในสังกัดของสานักงานเขตพ้ืนท่ี
การศึกษาขั้นพ้ืนฐานในพ้ืนที่อย่างโรงเรียนวัดศิริมงคล และโรงเรียนวัดชีผ้าขาว ก็กลายมามีอีกหน่ึงหน่วยงานที่เข้ามาสร้าง
ความเปลย่ี นแปลงใหก้ ับพน้ื ทที่ างการศกึ ษาของเด็กต่างด้าวในจังหวดั สมทุ รสาครกค็ อื ศูนย์การศกึ ษานอกระบบและการศึกษา
ตามอัธยาศัยกลุ่มเป้าหมายพิเศษ ซ่ึงแม้ว่าจะเป็นการดาเนนิ การในช่วงแรกซ่ึงผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย
ก็คอื นักเรียนต่างด้าวสอบเข้ามาเรยี นไดใ้ นจานวนทีน่ อ้ ยเมือ่ เทียบกบั นกั เรยี นทีเ่ รยี นอยูใ่ นศูนยก์ ารเรียนรู้นักบุญยออากิม และ
จบการศึกษาออกไปได้ตามหลกั สตู รการศกึ ษานอกระบบระดับการศึกษาข้ันพ้ืนฐาน พ.ศ.2551 สาหรับเด็กต่างด้าวและผู้ไม่มี
สญั ชาติไทย ในจานวนท่นี อ้ ยกต็ าม แต่อย่างน้อยแล้วก็ถือว่าเป็นปรากฏการณ์ทางสังคมท่ีได้ขยายโอกาสทางการศึกษาให้กับ
กลุม่ เด็กตา่ งด้าวเหลา่ น้ีไดเ้ ปน็ อย่างดี
พื้นท่ีทางการศึกษาท่ีมีอยู่ในพื้นท่ีจังหวัดสมุทรสาครน้ัน ถือเป็นพ้ืนที่แห่งการสร้างโอกาสสาหรับเด็กต่างชาติที่
สามารถจะสร้างงานสร้างรายได้ให้กับตนเอง นอกเหนือจากการขายแรงงานอย่างเช่นในอดีต ซ่ึงนับว่าเป็นความท้าทายใหม่ที่
เกิดขนึ้ และเดก็ เหลา่ นีส้ ามารถเลือกทางเดินให้กับชีวิตตนเอง ผ่านการศึกษาทางเลอื กดงั กล่าวได้ และในขณะเดียวกันในสังคม
ทม่ี คี วามเหลือ่ มลา้ อยู่นานานนับประการในพืน้ ท่ีนั้น การเปดิ พื้นที่ทางการศึกษาทางเลือกให้แก่เด็กต่างชาติที่เกิดขึ้นแล้วนั้นก็
ถือเป็นหนึ่งทางออกในการลดปัญหาเร่ืองความเหล่ือมล้าทางสังคม อีกท้ังยังเป็นความท้าทายสาหรับผู้ปฏิบัติงานทางด้าน
สังคมสงเคราะห์เช่นเดยี วกนั ในการท่จี ะส่งต่อโอกาสหรือสร้างความเข้าใจและร่วมกันผลักดันให้กลุ่มเป้าหมายได้เข้าสู่ระบบ
การศกึ ษาเพ่ือสร้างทางเลือกในอนาคตและหน้าท่กี ารงานทีห่ ลากหลายให้แก่เด็กเหล่านี้ ตามปรัชญาทางสังคมสงเคราะห์ท่ีว่า
“Help them to help them-self”
เอกสารอ้างองิ
นงราม เศรษฐพาณิช. 2549. โอกาสทางการศกึ ษาของเดก็ อพยพต่างด้าวและเด็กชนเผา่ ในจงั หวดั สมทุ รสาคร. (รายงานวจิ ัย).
กรงุ เทพฯ : สานกั งานเลขาธิการสภาการศกึ ษา กระทรวงศกึ ษาธิการ
เปรมใจ วังศริ ไิ พศาล. 2552. โครงการวิจัยเพ่ือพฒั นารูปแบบและแนวทางการจัดการศึกษาสาหรับเด็กตา่ งด้าว กรณศี ึกษา
อาเภอแมส่ อด จงั หวัดตาก. จฬุ าลงกรณม์ หาวิทยาลยั
มลู นิสุข-แกว้ แกว้ แดง. 2555. รายงานฉบับสมบรู ณก์ ารศกึ ษาวเิ คราะหศ์ ักยภาพและแนวทางในการสง่ เสริมการศึกษาตลอด
ชวี ติ สาหรับประชาชนของสานักงาน กศน. เพื่อสนับสนนุ การเข้าสปู่ ระชาคมอาเซียนของประเทศไทยในปี พ.ศ.
2558. กรงุ เทพฯ : กระทรวงศึกษาธกิ าร
ศรีศักดิ์ ไทยอารี และคณะ. 2542. สถานภาพการให้บรกิ ารการศึกษาสาหรบั เดก็ ดอ้ ยโอกาสในต่างประเทศ : สหรัฐอเมรกิ า
สหราชอาณาจกั ร บราซลิ ฟลิ ปิ ปนิ ส์ และออสเตรเลีย. กรุงเทพฯ : โครงการพัฒนาระบบการให้บรกิ ารการศกึ ษา
สาหรับผดู้ อ้ ยโอกาส สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ สานกั นายกรัฐมนตรี
- 353 -
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
สุภางค์ จันทวานชิ . 2549. การใช้แรงงานเดก็ ภาคประมงตอ่ เนอ่ื ง เกษตรกรรมและคนรับใชใ้ นบา้ น จงั หวดั สมรุ สาคร. พิมพ์
คร้งั ที่ 1. กรงุ เทพฯ : ศนู ยว์ จิ ยั การย้ายถ่ินแหง่ เอเชีย สถาบันเอเชียศกึ ษา จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลยั
สถาบันรามจติ ต.ิ 2548. รายงานโครงการตดิ ตามสภาวการณเ์ ดก็ และเยาวชน รายจังหวดั ปี 2547 -2548. กรุงเทพฯ : สถาบนั
รามจิตติ
สมพงค์ สระแกว้ . 2554. สถานการณแ์ รงงานข้ามชาติ เดก็ และผตู้ ิดตาม ในจังหวดั สมุทรสาคร (ออนไลน์). แหลง่ ทีม่ า
www.lpnfoundation.com//34 สถานการณแ์ รงงานข้ามชาต-ิ เด็ก-และผตู้ ดิ ตาม-ในจังหวัดสมุทรสาคร-.html.
วนั ทส่ี ืบค้น 8 ธันวาคม 2557
สมพงค์ สระแก้ว. 2555. แรงงานข้ามชาติจงั หวัดสมุทรสาครกับการส่งเสริมการอย่รู ว่ มกันในสงั คมไทย (ออนไลน์). แหลง่ ที่มา
www.prachathai.com/journal/2012/12/44140. วนั ท่ีสืบค้น 8 ธันวาคม 2557
สานักงาน กศน. กระทรวงศกึ ษาธกิ าร. 2555. กรณศี กึ ษาตวั อยา่ ง : การจัดการศึกษาตลอดชวี ิตในต่างประเทศ. กรงุ เทพฯ:
กระทรวงศกึ ษาธกิ าร
สานกั งานปลัดกระทรวง กระทรวงศึกษาธิการ. 2555. ค่มู ือและแนวทางปฏบิ ตั ิสาหรบั การจัดการศึกษาแก่บคุ คลทไี่ มม่ ี
หลักฐานทะเบยี นราษฎรหรอื ไมม่ สี ัญชาตไิ ทย. กรุงเทพฯ : โรงพมิ พช์ ุมนุมสหกรณก์ ารเกษตรแห่งประเทศไทย จากดั
สานักงานสง่ เสรมิ การศึกษานอกระบบและการศกึ ษาตามอธั ยาศยั สานกั ปลดั กระทรวงศกึ ษาธิการ. 2556. หลักสตู การศึกษา
นอกระบบประถมศกึ ษา ตามหลกั สูตรการศกึ ษานอกระบบขั้นพ้ืนฐานพทุ ธศกั ราช 2551 สาหรับเดก็ ตา่ งดา้ วและผู้
ไมม่ สี ัญชาตไิ ทย. กรงุ เทพฯ : กระทรวงศึกษาธกิ าร
อมรทพิ ย์ อมราภบิ าล. 2544. การประเมนิ ความต้องการของเด็กตา่ งชาติ กรณีศกึ ษาเดก็ พมา่ ในจงั หวดั ระนอง. กรงุ เทพฯ :
สถาบนั เอเชียศึกษา จุฬาลงกรณม์ หาวทิ ยาลัย
Cooper,David Edward. 1980. Illusions of equality. London WC1E 7DD
Supang Chantavanich, Premjai Vungsiriphisal & Samarn Laodumronchai. 2007. Thailand Politics towards
Migrant Workers from Myanmar. Asian Research Centre for Migration, Institute of Asian Studies,
Chulalongkorn University, Bangkok
- 354 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
การศึกษากระบวนการเสริมพลังของแมเ่ ลี้ยงเดี่ยวสกู่ ารเป็นจิตอาสา1
A Study of Empowerment Process from Single mothers to be Volunteers
ณชั ลียา ถาวร2
Natchaleeya Tavorn
Abstract
The objectives for the research on "Empowerment Process from single mothers to be Volunteers"
are 1) Investigate on the life of single mother 2) Research on empowerment process 3) Research on
becoming a volunteer.The research type is qualitative research method and focus on 2 sample groups.
The first group consists of 5 service administrators. The second one consists of 6 single mother. Data
collection method is by conducting a deep interview. The researcher uses herself to reach and
understand the subject by using technique as sharing experiences with the subject.Theresult of this
research.The main reason of being a single mother is because of divorce and death. The main problem of
being a single mother is about her revenue, social problem, taking care of baby and kids including to
mental problem.Because of these problems, the single mother decided to participate in single mom
network in Surin to empower their mental health through family classroom activity and giving
advise.Those mothers who participate in this program gain better health and mental including to their
self-confidences and able to manage their obstacles by receiving advise from other single mother
specialist.These supports among single mother group result in letting them gaining more friends and might
lead to becoming another single mother specialist volunteer in helping other single mom. Being able to
help other single mother also raising their own morale support which is really great experiences for their
life and strengthen their confident in the society.
KeyWords : Single Mother, Empowerment Process, Single Parent Family Network, Volunteer
บทคัดย่อ
การศึกษาเร่ือง “กระบวนการเสริมพลังของแม่เลี้ยงเด่ียวสู่การเป็นจิตอาสา” มีวัตถุประสงค์เพ่ือ 1) ศึกษาเส้นทาง
ชีวติ ของแม่เลี้ยงเด่ียว 2) ศึกษากระบวนการเสริมพลัง 3) ศึกษาการเปลี่ยนภายสู่การเป็นจิตอาสา ศึกษาจากกลุ่มตัวอย่าง 2
กลุ่ม คือ กลุ่มท่ีหน่ึงเจ้าหน้าท่ีผู้ให้บริการจานวน 5 คนกลุ่มที่สอง แม่เล้ียงเด่ียวจานวน 6 คน ใช้ระเบียบศึกษาเชิงคุณภาพ
การเกบ็ รวบรวมข้อมลู ใช้วิธีการสัมภาษณ์และผู้วิจัยใช้ตนเองเป็นเครื่องมือในการเข้าถึงและทาความเข้าใจผ่านการสัมภาษณ์
เชิงลึกโดยใช้เทคนิคเรื่องเล่ากับผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยผลการศึกษา สาเหตุของการเป็นแม่เล้ียงเดี่ยวเกิดมาจากการหย่าร้าง
และการสูญเสยี ชวี ติ ของคคู่ รอง ปัญหาทแี่ มเ่ ลีย้ งเดี่ยวตอ้ งเผชิญคือ ปญั หาดา้ นเศรษฐกิจ ปัญหาในการเล้ียงดูบุตร ปัญหาด้าน
สังคม ปญั หาดา้ นจิตใจ สง่ ผลให้แม่เลย้ี งเด่ียวตัดสินใจเข้ารับบริการในมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวและเครือข่ายครอบครัวเลี้ยง
เด่ยี วจงั หวดั สรุ นิ ทร์ โดยผ่านกระบวนการเสริมพลังโดยใช้กิจกรรมห้องเรียนพ่อแม่ การให้คาปรึกษา และค่ายครอบครัว เป็น
ตน้ ซ่ึงแม่เลย้ี งเด่ียวท่ีผา่ นกระบวนการเสรมิ พลังมีการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นท้ังร่างกายและจิตใจ มีความเข้มแข็ง ความม่ันใจใน
1 บทความนี้เปน็ ส่วนหนง่ึ ของวทิ ยานิพนธ์เรอื่ ง “การศกึ ษากระบวนการของแม่เลย้ี งเดยี่ วสกู่ ารเป็นจิตอาสา” หลักสูตรสงั คมสงเคราะห์ศาสตรมหาบัณฑิต
คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 นกั ศึกษาปริญญาโท หมวดการวิจยั ทางสงั คมสงเคราะห์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
- 355 -
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ตนเอง และสามารถที่จะจัดการปัญหาท่ีเกิดขึ้นได้โดยอาศัยการเรียนรู้จากคาแนะนาของผู้เช่ียวชาญ การเรียนรู้ผ่าน
ประสบการณช์ วี ติ ของแม่เลีย้ งเด่ยี วรายอน่ื การช่วยเหลือกันและกันภายในกลุ่มทาให้แม่เลี้ยงเด่ียวมีเพื่อนท่ีคอยช่วยเหลือกัน
และกัน นาไปสู่การอุทิศตนเป็นจิตอาสาทางานในเครือข่ายครอบครัวเล้ียงเด่ียว ทาให้แม่เล้ียงเดี่ยวเกิดความภาคภูมิใจใน
ตนเองทส่ี ามารถใช้ประสบการณ์ชีวิตและความรทู้ ด่ี ีรับชว่ ยเหลอื แม่เลย้ี งเด่ยี วทกี่ าลังประสบปัญหาได้
คาสาคัญ : แม่เลีย้ งเดยี่ ว, กระบวนการเสริมพลงั , เครอื ข่ายครอบครวั เลี้ยงเดีย่ ว, จิตอาสา
บทนา
ครอบครัวเลย้ี งเดยี่ วประกอบด้วย ครอบครัวพ่อเลยี้ งเดย่ี วหรือครอบครัวแม่เล้ยี งเด่ียว ซงึ่ ครอบครัวแม่เล้ียงเด่ียวนั้น
จะต้องประสบกับสภาวะปัญหาต่างๆ ผลกระทบท่ีเกิดขึ้นครอบคลุมในมิติสังคม เศรษฐกิจ ความเช่ือ ค่านิยม สัมพันธภาพ
ภายในครอบครวั ความกังวลที่เกิดขน้ึ ในจิตใจ ส่งผลใหแ้ ม่เลี้ยงเด่ยี วต้องใชช้ วี ิตยากลาบากมากขึ้น การหาทางท่ีจะลดบรรเทา
ความหนักของปัญหา ผลกระทบและสภาพปัญหาของแม่เลี้ยงเดี่ยวท่ีต้องเผชิญ (มาลี จิรวัฒนานนท์, 2545) มีดังต่อไปนี้ 1)
ผลกระทบทางด้านบทบาทภายในครอบครัวท่ีมากเกินกาลัง (Role Overload) การที่หัวหน้าครอบครัวต้องทาหน้าที่เป็นทั้ง
พ่อและแม่ในเวลาเดียวกัน ก่อให้เกิดความเครียดในการอบรมดูแล สั่งสอนสมาชิกในครอบครัว และต้องทาหน้าที่ชดเชยต่อ
ความตอ้ งการท่ีซับซ้อนท้ังด้านอารมณ์ สังคม 2) ผลกระทบต่อภาระหน้าที่ในการหาเล้ียงครอบครัว (Economic Hardship)
การกลายเป็นผู้นาครอบครัวและต้องหาเล้ียงครอบครัวเพียงลาพัง เป็นผลให้ต้องมีความพยายามเป็นอย่างมาก ในการหา
รายได้เพื่อนามาดูแลครอบครัวเพ่ือให้อยู่รอดได้ 3) ผลกระทบจากการท่ีถูกสังคมท้ิงให้โดดเด่ียว (Social Isolation) ภาระท่ี
หนักหน่วงของการเลี้ยงครอบครัว เป็นผลทาให้ไม่มีเวลาในการนาครอบครัวให้เข้ามามีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางสังคมปกติ
ทั่วไป รวมท้ังความไม่แน่ใจหรือลังเลของครอบครัวในการท่ีการจะสร้างสัมพันธภาพกับสังคม 4) ผลกระทบท่ีเกิดจากความ
สูญเสีย และเศร้าโศก (Feeling of loss and grief) ครอบครัวที่มีพ่อหรือแม่คนเดียว ไม่ว่าจะมาจากสาเหตุการสูญเสียชีวิต
ของคูส่ มรส การหยา่ ร้าง การแยกทางกัน หรอื การต้ังครรภโ์ ดยไมไ่ ดแ้ ตง่ งาน ล้วนแล้วแต่ประสบกับสภาวะการสูญเสียมาแล้ว
ทง้ั ส้ิน
จะเห็นได้ว่าผลกระทบจากการเป็นแม่เล้ียงเด่ียวน้ันครอบคลุมในหลายๆด้าน ทั้งด้าน กาย จิต สังคม เศรษฐกิจ ซ่ึง
แต่ละส่วนลว้ นมคี วามสัมพันธ์กัน การพยายามทาหนา้ ท่ีของแม่เลี้ยงเดี่ยวเพียงลาพัง เพอ่ื ชดเชยในส่วนของบทบาทและหน้าท่ี
ท่ีขาดหายไปนน้ั ส่งผลให้เกิดความยากลาบากตามมา ปัญหาที่เกิดข้ึนจะมีระยะเวลาเท่าไรนั้นขึ้นอยู่กับบริบททางสังคมและ
สิง่ แวดลอ้ มว่าสนับสนนุ การทาหน้าทกี่ ารเป็นแมเ่ ลยี้ งเดยี่ วหรอื ไม่ หากมีการสนับสนุนท่ีดีและเพียงพอก็จะส่งผลให้ผลกระทบ
นัน้ ลดลงและแมเ่ ลี้ยงเด่ียวกจ็ ะสามารถทาหนา้ ทแี่ ละบทบาทของตนได้อยา่ งดมี ากยงิ่ ขน้ึ และลูกๆก็จะได้รับประโยชน์ในคร้ังนี้
ด้วย หน่วยงานของภาครัฐและภาคเอกชนหันมาให้ความสาคัญกับปัญหาแม่เล้ียงเดี่ยวมากยิ่งข้ึนจะเห็นได้ว่า การให้
ความสาคัญกับการทาหน้าทข่ี องครอบครัวเพราะเชอื่ ว่าครอบครวั คือสถาบันทส่ี าคัญทจี่ ะชว่ ยหลอ่ หลอมสมาชกิ ท่ดี ีออกสสู่ งั คม
“มูลนิธิเครือข่ายครอบครัว”เป็นหน่วยงานภาคเอกชนท่ีทางานเกี่ยวกับครอบครัวเสมอมา จะเน้นในการสร้างเครือข่าย
เน่ืองจากต้องการที่จะให้บุคคล ชุมชน สังคม ตระหนักถึงความสาคัญของปัญหา ด้วยการนาเสนอรู ปแบบของกิจกรรมท่ี
ส่งเสรมิ สถาบนั ครอบครัวใหเ้ ขม้ แข็ง เกิดการรวมตัวกันเป็นกลุ่มครอบครัวต่างๆ เข้ามาเป็นเครือข่ายเพ่ือช่วยเหลือซ่ึงกันและ
กันและต่อรองสิทธ์ิอนั พึงมขี องครอบครวั (สุชาดา สร้อยสน, 2553) สาหรับการทางานเก่ียวกับปัญหาแม่เล้ียงเด่ียวนั้น มูลนิธิ
เครอื ข่ายครอบครัวได้จัดโปรแกรมสาหรับพ่อแมท่ ี่เป็นครอบครัวเลี้ยงเด่ียวข้ึน จัดให้มีจิตแพทย์ นักสังคมสงเคราะห์เข้ามาทา
กระบวนการเสริมพลัง (Empowerment) แก่แม่เล้ียงเดี่ยว กล่าวคือเป็นการส่งเสริมและพัฒนาความสามารถหรือศักยภาพ
ภายในบุคคลให้มีพลังท่ีเข้มแข็งในการดาเนินชีวิตอย่างเหมาะสม สามารถแก้ไขปัญหาและตอบสนองต่อความต้องการของ
ตนเองได้ดว้ ยความเชอ่ื มั่นในคณุ ค่า (อภิญญา เวชยชยั ,2551) เป็นการให้ความรู้และเสริมทักษะการจัดการปัญหาพร้อมทั้งให้
คาปรึกษาแก่พ่อแม่หลังการหย่าร้างในการดูแลบุตรทั้งให้ความช่วยเหลือในช่วงภาวะวิกฤติให้มี จิตใจท่ีเข้มแข็งสามารถ
ดารงชวี ิตต่อไปไดอ้ ย่างมคี วามสุข เมื่อกระบวนเกิดความสาเร็จ แม่เล้ียงเด่ียวส่วนหน่ึงท่ีเข้มแข็งแล้วและเห็นว่าประสบการณ์
- 356 -
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
ในการแกไ้ ขปญั หาของตนเองนนั้ มีประโยชน์ต่อครอบครัวเล้ียงเด่ียวที่กาลังประสบปัญหา จึงทาให้ตัดสินใจในการทางานเป็น
จิตอาสาของเครือข่ายครอบครัวเลี้ยงเดี่ยว โดยให้ความสาคัญกับการรวมตัวกันเป็นเครือข่ายเน่ืองจากเครือข่ายน้ันเป็นการ
สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมระหว่างกันและกันของบุคคล นับว่าเป็นเสมือนการสนับสนุนทางสังคม ได้แก่ การไปมาหาสู่กัน
การปรึกษาหารือกัน การช่วยเหลือซึ่งกันละกัน (วันทนีย์ วาสิกะสินและคณะ, 2541) จะเห็นได้ว่าเมื่อผู้ใช้บริการเกิดการ
รวมตัวกันเป็นเครือข่ายบุคคลที่เผชิญวิกฤตในสถานการณ์เดียวกัน มีการร่วมวงแลกเปล่ียนสนทนากัน ซึ่งจะทาให้เกิดการ
สร้างพลังในตนเองและพลงั ของกลุ่มโดยกวา้ งสามารถจดั ตัง้ เปน็ กล่มุ ครอบครวั ช่วยเหลอื กนั และกันได้
การศึกษากระบวนการเสริมพลังของการเป็นแม่เลี้ยงเด่ียวน้ัน เป็นการที่จะทาให้ผู้ที่ประสบปัญหามองเห็นปัญหา
และทาความเขา้ ใจปัญหาของตนได้นน้ั ย่อมเป็นสิ่งท่สี าคัญเพราะไมม่ ีใครที่จะเข้าใจปัญหาของเขาได้เท่ากับตัวเขาเอง ในการที่
แม่เลี้ยงเด่ียวสามารถก้าวผ่านพ้นปัญหา นาไปสู่การฟื้นพลังและการเปลี่ยนแปลงท่ีดีกว่าน้ันเป็นผลที่ดีท่ีทาให้เห็นว่าเขา
สามารถผา่ นพน้ ปญั หานั้นมาไดแ้ ล้ว เกิดความรู้สึกภาคภูมใิ จ ทาใหเ้ หน็ ว่าการใช้ชวี ิตการเป็นแมเ่ ลยี้ งเดี่ยวท่ีเข้มแข็งและมีพลัง
เปน็ อย่างไร การกลับไปใช้ชีวิตอย่างมีความสุขไดถ้ งึ แมจ้ ะเปน็ แม่เลยี้ งเดย่ี ว ในการเป็นจิตอาสาเป็นการมองผ่านประสบการณ์
ของตนนาว่าเป็นประโยชน์ต่อผู้อ่ืน สามารถเป็นแนวทางในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ ส่งผลให้เกิดความปรารถนาดีท่ีจะเป็นผู้ให้
เพื่อให้ผู้ท่ีประสบปัญหาเชน่ เดยี วกบั ตนสามารถผา่ นพ้นปญั หาเหล่าน้ันไปได้
บทความน้ีเป็นส่วนหนึ่งของวิทยานิพนธ์ “การศึกษากระบวนการเสริมพลังแม่เล้ียงเด่ียวสู่การเป็นจิตอาสา” ซ่ึงมี
วตั ถปุ ระสงค์เพื่อทราบถึงเส้นทางชีวิตของแม่เล้ียงเด่ยี วสู่การเปล่ียนผา่ นเปน็ จติ อาสาและการศกึ ษากระบวนการเสริมพลังของ
แม่เล้ียงเดี่ยว จุดม่งุ หมายของบทความนี้คอื การนาเสนอให้เหน็ ถงึ เสน้ ทางชีวิตของแม่เล้ียงเด่ียวท่ีต้องเผชิญ เช่น สภาพปัญหา
ผลกระทบท่เี กิดข้ึน ไปสกู่ ารตัดสนิ ใจเขา้ รับบริการในมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวและเครือข่ายครอบครัวเลี้ยงเด่ียวข้ันตอนการ
ใหบ้ รกิ ารกจิ กรรม ข้นั ตอนแนวทางการแก้ไข กระบวนการเสริมพลังและอ่ืนๆ ที่ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและทาให้แม่เล้ียง
เดย่ี วกลบั มาเขม้ แข็งอกี ครงั้ ไปจนถึงการตดั สินใจในการอุทิศตนเปน็ จติ อาสาเพื่อชว่ ยเหลอื แมเ่ ลีย้ งเดี่ยวต่อไป
วิธกี ารวจิ ยั
การศึกษาวจิ ัยเรอื่ ง กระบวนการเสรมิ พลังของแม่เลี้ยงเดี่ยวสู่การเป็นจิตอาสา การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการศึกษาเชิงคุณภาพ
(Qualitative Methodology) ใช้สัมภาษณ์เชิงลึกโดยและการใช้เทคนิคเรื่องเล่า (Narrative research) ประกอบการ
สัมภาษณ์ เพ่ือใหไ้ ด้ผลการศึกษาวจิ ยั ตามวตั ถปุ ระสงค์ของการศึกษาวิจยั โดยการเก็บรวบรวมข้อมูลผ่านเรื่องเล่าในการศึกษา
นี้เป็นการเปิดโอกาสให้ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยได้ถ่ายทอดเรื่องราวของตนเองในช่วงท่ีเคยเข้ามาใช้บริการในมูลนิธิเครือข่าย
ครอบครัวและเครือข่ายแม่เลี้ยงเดี่ยวเกี่ยวกับประสบการณ์ท่ีได้ประสบมา กระบวนการเรียนรู้จนสามารถฟ้ืนพลังจากสภาพ
ปัญหาและกลายมาเปน็ จิตอาสาเพื่อช่วยเหลือแม่เลี้ยงเด่ียวท่ีกาลังเผชิญปัญหาได้ การใช้เทคนิคเร่ืองเล่านี้ผู้มีส่วนร่วมในการ
วิจัยสามารถเป็นศูนย์กลางในการกาหนดเนื้อหาเร่ืองราวท่ีต้องการถ่ายทอด ซึ่งจะสะท้อนให้เห็นถึงการให้คุณค่าและ
ความสาคญั ของอตั ลกั ษณ์ของผู้เลา่ ซ่ึงจะคน้ พบการใชภ้ าษาและการเชื่อมโยงบริบททางสังคมต่างๆ ท่ีผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย
ไดป้ ระสบ นอกจากน้ันการเล่าเร่ืองจะช่วยให้เกิดการสร้างเรื่องราวต่างๆ ซ่ึงประกอบเป็นตัวตนของผู้เล่าซ่ึงมีปะโยชน์ในการ
เสริมพลังของผู้ท่ีประสบปัญหาให้มีความเข้มแข็งมากยิ่งข้ึน ในกระบวนการรวบรวมข้อมูลจากเรื่องเล่านั้นผู้วิจัยจะต้องใช้
ทักษะต่างๆ ต้ังแต่การสร้างสัมพันธภาพระหว่างผู้เล่ากับผู้วิจัยโดยการเล่าผ่านบริบทส่ิงแวดล้อมต่างๆ (จรรยา รับสิริเจริญ,
2552) โดยผา่ นวธิ ีตา่ งๆ เชน่ การสนทนา ซึ่งเป็นการพูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างใกล้ชิด การสัมภาษณ์ประกอบการกระตุ้นให้
เกิดการเล่าเรื่องที่ครอบคลุม ข้อมูลจากการสังเกตของผู้วิจัย (กิติพัฒน์ นนทปัทมะดุลย์, 2552) การใช้เทคนิคเร่ืองเล่าน้ันมี
ความสาคญั ตอ่ ผ้มู สี ว่ นร่วมในการวิจัยซึ่งเป็นผู้ผ่านประสบการณ์การเป็นแม่เล้ียงเดี่ยวที่มีความเปราะบาง โดยผู้มีส่วนร่วมใน
การวิจัยในครั้งน้ี แบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ เจ้าหน้าท่ีผู้ให้บริการ จานวน 5 คน และแม่เล้ียงเด่ียวจากพื้นที่กรุงเทพมหานครและ
จ.สุรนิ ทร์ พื้นท่ีละ 3 คน เป็น 6 คน รวมทัง้ สน้ิ 11 คน โดยคดั เลอื กจากแม่เลยี้ งเด่ยี วทผี่ า่ นกระบวนการเสริมพลังและสามารถ
ที่จะฟ้ืนพลังได้แล้ว จากนั้นได้มาเป็นจิตอาสาของเครือข่ายครอบครัวเลี้ยงเด่ียว ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัยท้ัง 6 คนนั้นใช้การ
- 357 -
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
คัดเลือกสุ่มเจาะจง (purposive sampling) โดยคัดเลือกจากแม่เล้ียงเด่ียวที่มีภูมิลาเนาอยู่ในกรุงเทพและจังหวัดสุรินทร์
จานวนพื้นท่ีละ 3 คน โดยมีระยะเวลาตัง้ แตเ่ ขา้ รับบรกิ ารในมลู นิธิเครือข่ายครอบครวั และเครือข่ายครอบครัวเลีย้ งเด่ยี วจังหวดั
สุรินทร์มากกว่า 1 ปี และได้มาเป็นจิตอาสาของเครือข่ายครอบครัวเล้ียงเด่ียวและได้ทางานช่วยเหลือแม่เลี้ยงเดี่ยวท่ีประสบ
ปัญหามากกวา่ 6 เดอื น เคร่อื งมือในการวิจัยครั้งนี้ได้แก่นักวิจัยในฐานะท่ีเป็นเครื่องมือในการวิจัยและแนวทางการสัมภาษณ์
เชงิ ลกึ โดยการใชเ้ ทคนคิ เร่ืองเล่าประกอบการสัมภาษณ์โดยมีโครงสร้างเร่ืองเล่าของเส้นทางชีวิตแม่เลี้ยงเดี่ยวเป็นประเด็นใน
การศกึ ษา
ผลการศึกษา เจ้าหน้าท่ี ท่ีมา
มูลนิธิเครือข่ายครอบครัวก่อต้ังข้ึนในปี พ.ศ.2542 มีบทบาทในการประสานงานและสร้างความตระหนักในการ
ส่งเสริมสถาบันครอบครัวให้เกิดขึ้นทั้งในบุคคล ชุมชน และสังคม ด้วยการนาเสนอกระบวนการรวมกลุ่มเป็นเครือข่ายความ
ร่วมมือเพื่อช่วยเหลือเก้ือกูลกันและเรียกร้องสิทธิอันพึงมีของครอบครัว เครือข่ายครอบครัวเลี้ยงเด่ียวนั้นเป็นเครือข่ายที่
ส่งเสริมให้ครอบครัวท่ีมีพ่อหรือแม่ท่ีเลี้ยงดูบุตรเพียงลาพังได้มีโอกาสเข้ารวมกลุ่มช่วยเหลือกันและกัน ท้ังทางร่างกายและ
จิตใจ
การให้บรกิ าร
มูลนธิ เิ ครอื ขา่ ยครอบครวั จะมีการจัดการบรกิ ารดา้ นการใหค้ าปรึกษาสาหรบั พอ่ แม่เล้ียงเดี่ยวท่ีประสบปัญหา มีการ
ลงพนื้ ทีใ่ นการเยีย่ มบ้านและทางานกับพน้ื ที่เก่ียวกบั ครอบครัวลักษณะเฉพาะ โดยงานท่เี กย่ี วขอ้ งกบั แม่เลย้ี งเดี่ยวจะให้บริการ
ดา้ นใหค้ าปรกึ ษา การลงเยี่ยมบ้าน และการจัดกิจกรรมห้องเรียนพ่อแม่ ระบวนการเสริมพลัง ห้องเรียนพ่อแม่เป็นคอร์สการ
เรียนรู้ของกลุ่มครอบครัวเล้ียงเด่ียวโดยเฉพาะ ทั้งกลุ่มแพทย์ กลุ่มวิชาชีพต่างๆ โดยใช้ประเด็นจากการลงพื้นที่ การให้
คาปรึกษา มากาหนดเปน็ ประเดน็ หัวขอ้ สาหรับห้องเรียนพอ่ แม่ เช่น การจัดการอารมณต์ ัวเองเม่ือเป็นแม่เลยี้ งเดย่ี ว พฒั นาการ
ชว่ งวยั ของลูก เรื่องกฎหมาย เปน็ ตน้ ท้งั หมด 6 หัวข้อ จะใชเ้ วลาประมาณหกเดอื น เดอื นละคร้ัง โดยมคี รอบครวั ทเ่ี ข้าร่วม 20
ครอบครัว โดยระยะแรกจะใช้เวลาในการทาการรู้จักกันประมาน 10-20 นาที ค่อยเริ่มกระบวนการ” (ฐานิชชา ลิ้มพานิช)
หอ้ งเรียนพ่อแมน่ ั้นก็จะเปน็ กิจกรรมท่ีมีผู้เชียวชาญด้านต่างๆ เช่น แพทย์ นักสังคมสงเคราะห์ นักจิตวิทยา เป็นต้น เพื่อผู้เข้า
รับบริการจะได้รับความรู้จากผู้เช่ียวชาญในหลายแขนง “กิจกรรมห้องเรียนพ่อแม่จะเป็นกระบวนการกลุ่ม (Self help
group) โดยให้พ่อแม่เล้ียงเด่ียวได้รวมกลุ่มกัน พูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าที่ผ่านมาเขาประสบปัญหาอะไรบ้าง มีการ
แกไ้ ขปญั หาอย่างไร เพือ่ ให้เขารสู้ ึกวา่ ไมใ่ ชต่ นเทา่ น้ันทกี่ าลังประสบปัญหาอยู่” (อธิคม นาคประดิษฐ์) จากระบวนการกลุ่มทา
ใหแ้ ม่เลี้ยงเดย่ี วเกิดความรู้สกึ เชือ่ ม่นั ในตนเองมากขน้ึ การไดร้ บั กาลงั ใจจากผเู้ ข้าร่วม การชื่นชม ทาให้แม่เล้ียงเดี่ยวเกิดพลังที่
จะต่อสู้กับปัญหา และส่วนสาคัญอีกอย่างหนึ่งก็คือ “ต้องทาให้ทุกคนพูดคุยกันได้ เคารพซ่ึงกันและกัน เป็นพื้นที่ท่ีปลอดภัย
สาหรับคนท่ียังไมเ่ ปดิ ใจ ทางเรากจ็ าเปน็ ทจ่ี ะต้องคยุ นอกรอบเพื่อหาสาเหตุและช่วยแก้ไขปัญหาเป็นรายบุคคลต่อไป” (ฐานิช
ชา ลม้ิ พานิช) การเปิดใจนัน้ ถือเป็นส่วนสาคญั ของกระบวนการกลุ่มเพอ่ื ที่จะทาให้กระบวนการเป็นไปอย่างราบร่ืน คนในกลุ่ม
ต้องมีความเช่ือใจซึ่งกันและกัน และการจัดกิจกรรมอ่ืนๆ เช่น ค่ายครอบครัวท่ีเป็นการส่งเสริมการสร้างสัมพันธภาพใน
ครอบครวั เพอื่ ให้ครอบครวั ได้ใช้เวลารว่ มกนั มากขึ้น
การสร้างเครือข่าย
จากกระบวนการในการให้ความชว่ ยเหลือแมเ่ ลีย้ งเด่ียวจากกระบวนการเสริมพลัง การจัดห้องเรียนพ่อแม่ ทาให้แม่
เล้ยี งเดี่ยวท่ีรับบริการมีการเปล่ียนแปลงทั้งร่างกายและจิตใจ จึงได้มีการขยายพ้ืนท่ีในการให้บริการทั้งหมด 5 จังหวัด ได้แก่
สรุ นิ ทร์ เชียงใหม่ จนั ทบรุ ี และราชบุรี เพ่อื ใหเ้ กิดเป็นเครือขา่ ยในการให้ความช่วยเหลือและสามารถขยายไปยังพื้นที่ใกล้เคียง
ได้ในอนาคต โดยมูลนิธิเครือข่ายครอบครัวจะเป็นส่วนกลางลงไปให้ข้อมูลและอบรมเจ้าหน้าที่ในพ้ืนที่ เปรียบเสมือนเป็นพี่
เลี้ยง เพื่อให้พ้ืนท่ีสามารถดาเนินกิจกรรมด้วยตนเองได้ โดยในแต่ละพ้ืนท่ีก็จะเน้นปัญหาที่แม่เล้ียงเดี่ยวเผชิญแตกต่างกันไป
- 358 -
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
“พนื้ ท่ขี องคนสุรินทรเ์ ป็นพนื้ ทีช่ ายแดน มฐี านะยากจน ขาดความม่นั ใจโดยสงั คมมกั จะตีตราวา่ เป็นผหู้ ญิงทไี่ ม่ดี ไม่สามารถทา
ให้ครอบครัวสมบูรณ์ได้ และปญั หาเรอ่ื งเงนิ รายได้ท่ไี ม่เพียงพอเนอื่ งจากการศึกษาน้อยทาให้การได้งานดีๆ ได้เงินเดือนสูงๆก็
เปน็ ไปไดย้ าก” (มีนา ดวงราศี) การทางานโดยการเขา้ ใจบริบทของพนื้ ที่มีสว่ นสาคัญ ซึ่งในแต่ละพื้นท่ีจะมีความต้องการได้รับ
การแก้ไขปัญหาทแ่ี ตกตา่ งกนั การสร้างเครือข่ายจะทาให้เห็นปัญหาครอบคลุมมากยง่ิ ขึน้ นาไปสู่การแกไ้ ขปัญหาอย่างตรงจดุ
ความสาคัญของจติ อาสา
จิตอาสาเครือข่ายครอบครัวเลี้ยงเด่ียว เกิดการแม่เล้ียงเดี่ยวที่ผ่านพ้น และสามารถฟื้นพลังได้แล้วจากการเข้ารับ
บริการและเห็นว่าประสบการณ์ของตนเองน้ันเป็นประโยชน์ โดยรวมตัวกันเป็นเครือข่ายและได้รับการสนับสนุนการมูลนิธิ
เครือข่ายครอบครัว “ผลลัพธ์ท่ีได้จากการเป็นเครือข่ายจิตอาสา ทาให้มีกลุ่มท่ีช่วยขยายงานต่อ บางคร้ังมีการจัดกิจกรรม
กนั เองภายในกลมุ่ โดนมูลนธิ ิเปน็ คนสังเกตกุ ารณ์ เครือขา่ ยกจ็ ะส่งต่อความรู้ ส่งต่อสิ่งดีๆให้กันและกันไปเร่ือยๆ” (อธิคม นาค
ประดิษฐ์) จากการเป็นจิตอาสาทาให้แม่เล้ียงเดี่ยวเกิดความภาคภูมิใจในตนเอง ความสามารถท่ีจะใช้ประสบการณ์ตนเอง
ชว่ ยเหลือคนอื่นได้ และการเข้ามาทางานโดยไม่หวงั ส่งิ ตอบแทนเปน็ การสะท้อนให้เหน็ ถงึ ความเออ้ื อาทรระหวา่ งกัน
ปญั หาและอปุ สรรค
1. งบประมาณ ในการจัดกิจกรรมแต่ละคร้ังต้องได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐหรือเอกชนที่เสนอโครงการ
หากขาดงบอาจจะทาใหไ้ ม่ตอ่ เนอ่ื ง
2. การรวมกลุ่มของเครือข่ายในบางพ้ืนที่เป็นไปได้ลาบากเน่ืองจากแม่เล้ียงเดี่ยวหลายรายมีงานประจา และภาระใน
การเลี้ยงลูกทาให้ไม่สามารถมารวมกลุ่มหรือช่วยเหลืองานของเครือข่ายได้ และบางพ้ืนที่แม่เลี้ยงเด่ียวเดินทาง
ลาบากเน่ืองจากอยู่ไกลกัน บางรายไม่มียานพาหนะทาใหไ้ ม่สามารถมารว่ มได้ทุกครั้ง
3. ปัญหาและสถานการณ์ของแม่เลี้ยงเดี่ยวเปล่ียนไปตลอดเวลา ควรมีการท่ีจะเพิ่มพูนทักษะ และการรู้เท่าทัน
สถานการณจ์ ะทาใหแ้ ก้ปญั หาได้อย่างตรงจดุ มากข้นึ
แมเ่ ล้ียงเดยี่ ว
รายที่ 1 : ดาว (นามสมมุติ)
เส้นทางชีวิตของแมเ่ ลีย้ งเดย่ี ว
1.ชีวิตกอ่ นแต่งงาน
ดาวเกิดและเติบโตในจังหวัดสุรินทร์ มีพ่ีน้องทั้งหมด 3 คน ดาวเป็นลูกสาวคนกลาง โดยมีพ่ีชายและน้องสาว เธอ
เปน็ คนทม่ี ีนิสยั ค่อนข้างข้ีอาย ไม่กล้าแสดงออก มีเวลามีปัญหาอะไรเธอจึงไม่กล้าบอกใครและมักแก้ปัญหาด้วยตนเอง ในวัย
เด็กทเ่ี ธอตอ้ งชว่ ยพอ่ แมต่ ้ังแตเ่ รียนประถม โดยเริม่ จากงานเล็กๆ เช่น กวาดบ้าน ถูบ้าน จนไปถึงการทานา แต่เธอรู้สึกว่าการ
ทางานหนกั เป็นการฝึกฝนตัวเธอให้รจู้ ักอดทน ดาวเรยี นจนถงึ ชน้ั ม.3 ก็ต้องออกจากโรงเรยี นเพื่อมาทางานช่วยท่ีบ้าน โดยงาน
ท่ีเธอทาก็เริ่มจากช่วยท่ีบ้านทานา ในการทานาแต่ละปีก็จะมีชาวบ้านมาช่วยซึ่งก็ทาให้เธอเบาแรงลงบ้างตามวิถีชีวิตของคน
ชนบทท่ีช่วยเหลือกันและกัน จากน้ันดาวคิดว่าอยากจะลองเข้ามาทางานในตัวอาเภอเมืองสุรินทร์ ดาวเล่าว่า “พ่ีตอนน้ันก็
อยากมีชีวติ เป็นของตวั เอง อยากมีเงินเก็บ ท่ีผ่านมาหาได้ก็ให้พ่อหมด” ดาวจึงออกมาหางานทาท่ีตัวเมือง จ.สุรินทร์ โดยงาน
แรกทท่ี าคอื เปน็ แม่ครัวของโรงเรยี นประถมแหง่ หน่ึงเงนิ เดือนท่ไี ดก้ พ็ อทจ่ี ะเก็บและส่งใหท้ ีบ่ า้ น
2. ชีวติ แต่งงาน
ต่อมาเมื่อปี 2539 ได้รู้จักกับผู้ชายคนหน่ึงช่ือ นนท์ (นามสมมุติ) นนท์มีอายุมากกว่าดาว3ปี นนท์เป็นคนจังหวัด
สรุ นิ ทรแ์ ต่อยตู่ า่ งอาเภอ ระหว่างนั้นนนท์เข้ามารับงานเดินสายไฟให้กับโรงแรมแห่งหน่ึงในจังหวัด นนท์ได้มาพักอาศัยอยู่กับ
- 359 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ญาตซิ ึ่งบ้านของญาติจะอยู่ไม่ไกลจากโรงเรียน ทาให้ทั้งสองคนได้พบปะพูดคุย ดาวกับนนท์ก็เร่ิมท่ีจะได้เรียนรู้จักกันและกัน
มากข้ึน ระหว่างนั้นท่ีบ้านของดาวก็ทราบเรื่องว่าดาวมีแฟนและอยากให้ดาวแต่งงานเพราะพ่อแม่ไม่อยากให้คนอ่ืนมองไม่ดี
เวลาไปไหนดว้ ยกันสองต่อสอง ดาวเล่าว่า “พ่อพ่ีก็บอกว่าให้นนท์ไปบอกพ่อแม่มาคุยว่าจะเอายังไง พี่คิดในใจว่าทาไมง่ายจัง
คือคดิ วา่ พ่อจะว่าแต่ไมน่ ะเขาบอกว่าอยากให้พี่เป็นหลักเป็นแหล่ง ก็แอบดีใจท่ีพ่อเข้าใจ” ประกอบกับที่ดาวเลือกจะแต่งงาน
กับนนท์เพราะว่านนท์เป็นคนท่ีขยันทามาหากิน ประกอบอาชีพสุจริต มีรายได้เพียงพอที่จะมาจุนเจือครอบครัว แต่นนท์ด่ืม
เหล้า สูบบุหร่ีบ้าง แต่ดาวมองว่าไม่น่าจะเป็นปัญหาเพราะนนท์ทางานกับผู้รับเหมามีแต่ผู้ชายการดื่มเหล้า สูบบุหร่ีเป็นเรื่อง
ปกตเิ พราะสังคมนนท์เปน็ แบบน้นั ทาใหด้ าวคิดว่าไมเ่ ปน็ ไรเพราะเรอื่ งอืน่ สาคัญว่า ดาวจึงตัดสนิ ใจทจ่ี ะใชช้ ีวติ คู่รว่ มกัน
3. ชีวิตหลงั การแตง่ งาน
เม่ือแต่งงานกันได้คุยกับนนท์อยากจะเร่ิมต้นสร้างครอบครัวด้วยตนเอง จึงตัดสินใจเข้ามาเช่าบ้านอยู่ในตัวอาเภอ
เมอื งสุรนิ ทร์ คา่ เชา่ บ้านขณะน้ันตกเดือนละ 800 บาท เปน็ บ้านไม้ชนั้ เดียว ระหว่างน้ันดาวก็ได้เปิดร้านขายของหน้าบ้านเป็น
การหารายได้ช่วยนนท์ไปด้วย สว่ นนนท์กอ็ อกทางานนอกบ้าน หลังจากแต่งงานได้ 1 ปี ดาวได้ตั้งท้องลูกชายคนแรก ระหว่าง
ทอี่ ยดู่ ้วยกนั ก็เรม่ิ มีการทะเลาะเบาะแวง้ กนั บา้ ง สว่ นใหญจ่ ะเป็นเรือ่ งการดื่มเหล้าของนนท์ โดยดาวเล่าว่า “แรกๆอะไรมันก็ดี
หลงั ๆเริ่มกลับบ้านดึก กลับมาทีตัวเหม็นห่ึง ท้ิงให้พ่ีอยู่บ้านคนเดียว พี่ก็กลัวนะเพราะบ้านเช่าท่ีเราอยู่มันใกล้ทางรถไฟ พวก
คนขาจรมันเยอะ ไม่รวู้ า่ ใครมาดมี าร้ายพกี่ ็บ่นเขา ทาไมกลับมดื คา่ แคน่ ั้นแหละทะเลาะกัน บางทีพ่ีเหนื่อยอ่ะ ไหนจะเล้ียงลูก
ผวั เมากต็ ้องดูแลมนั อีก” แม้จะทะเลาะเบาะแวง้ กนั บอ่ ยขึ้น แต่ดาวก็ยงั พยายามทีจ่ ะประคบั ครองครอบครวั ไมใ่ หเ้ กดิ ปัญหาไป
มากกวา่ น้ี บางครั้งก็ยอมที่จะมองขา้ มมันไปเพราะไม่อยากใหล้ กู เห็นภาพของพ่อแม่ทะเลาะกนั ต่อมาอกี 3 ปีดาวได้ท้องลูกคน
ท่ีสองซ่ึงขณะนน้ั ลกู ชายอายุได้สามขวบ ดาวเล้ยี งลูกดว้ ยตนเองไมไ่ ด้พี่ญาติพี่น้องคอยช่วยเหลือ เพราะดาวไม่อยากเป็นภาระ
ของใคร ในช่วงทีด่ าวกาลงั ตง้ั ท้องลูกคนที่สองนั้น ดาวก็พอท่ีจะเริ่มสังเกตความผิดปกติของนนท์ เน่ืองจากนนท์ค้างนอกบ้าน
บ่อยครง้ั โดยการอ้างวา่ รับงานต่างจังหวัด ทาให้ตอ้ งไปนอนคา้ งท่ีอน่ื โดยดาวไดเ้ ลา่ วา่ “เพ่อื นพเ่ี จอสามีพ่ีท่ีตลาดไนท์ มีผูห้ ญิง
ซ้อนทา้ ยมอเตอรไ์ ซด์มาด้วย คอื ตอนทีม่ ันอยตู่ ลาดไนท์พี่ไมร่ เู้ ลยนะ เพราะเขาบอกพว่ี ่าไปทางานตา่ งจังหวัด โอ้โห พอรู้แค่นั้น
แหละ โกรธ ส่ันไปทัง้ ตัวเลย” เมือ่ ดาวรูว้ ่านนท์นอกใจ ดาวพยายามที่จะคุยไกลเ่ กลย่ี และให้อภัย แต่ปัญหาก็ยงั ไม่จบไปเพราะ
ดาวจับได้อีกคร้ังว่านนท์ยังไม่ได้ตัดขาดกับผู้หญิงคนน้ัน ระหว่างน้ันลูกสาวคนเล็กของดาวอายุได้ 5-6 เดือน ส่วนลูกชายเข้า
เรียนชนั้ อนบุ าล ดาวเริ่มรสู้ ึกเหน่ือยและทอ้ แท้กับปัญหาชีวิตคู่ท่ีหาทางออกไม่ได้ จึงเลือกตัดสินใจที่จะคุยกับสามีอีกคร้ังและ
เปน็ การตดั สนิ ใจ ดาวตดั สนิ ใจท่จี ะหยา่ ร้างกบั นนท์ นนท์ยอมรบั สง่ิ ทีเ่ กิดข้นึ ทัง้ หมดว่าเปน็ ความจริง ในช่วงแรกๆท่ีเลิกกันดาว
ต้องทางานหนักมากข้ึน เพราะต่อไปน้ีเธอต้องรับผิดชอบรายจ่ายทุกอย่างเพียงลาพัง เธอไม่ต้องการให้นนท์มารับผิดชอบ
เพราะเธอทราบวา่ นนท์กาลังจะมลี กู กบั ผ้หู ญิงคนใหม่ เธอไมต่ อ้ งการท่ีจะให้ให้ใครลาบากใจ ดาวจึงต้องปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตไป
ด้วย เธอเล่าวา่ “ตอนนีข้ องขายมนั ต้องเยอะขน้ึ และขายกาแฟดว้ ย ขายไดบ้ ้าง แต่ตอนน้ันยังมีเงินเก็บของตัวเองก็ทาไปเลี้ยง
ลูกไปได้พอหลงั ๆ กเ็ สริมด้วยลูกชิ้น เสริมด้วยขนมจีน ทาขายไปๆ ขายแหนมทอด ขายดีขึ้นเพราะวา่ เขาเห็นเรามีลูกหรือเปล่า
เขาช่วยซ้อื ” ดาวต้องตอ่ สูด้ น้ิ รนมากขึ้นเพอ่ื ลกู ทัง้ สองคน แต่ดาวก็พยายามพึงพาตนเองให้ได้มากที่สุด เพราะเม่ือเธอต้องเป็น
แมเ่ ลยี้ งเด่ียว สิง่ แวดลอ้ มรอบข้างของดาวกม็ องดาวเปลี่ยนไป แม้แตค่ รอบครวั ของเธอเอง เธอเล่าว่า “พไ่ี ม่กลา้ บอกพอ่ แมพ่ ี่ รู้
เลยวา่ บอกแล้วจะเป็นยงั ไงแคร่ ูเ้ ทา่ นั้นแหละ เหมือนฟ้าผ่า เขารบั ไม่ได้ บอกทายงั ไงให้เลกิ กนั ไม่อายเขาหรอ” ดาวรบั รู้ทนั ทีว่า
ครอบครวั ของเธอมมี มุ มองต่อการเป็นแมเ่ ลยี้ งเดี่ยวอย่างไร เพราะในสังคมชนบทมองว่าภรรยาไมด่ ี สามีเลยทิ้งไป คนส่วนใหญ่
จึงมักตีตราแม่เลี้ยงเด่ียวในแง่ลบ ดาวเลือกที่จะดูแลตนเองโดยไม่พ่ึงพาครอบครัวของเธอ เพราะอยากพิสูจน์ให้เห็นว่าเธอก็
เปน็ แม่ท่ดี ไี ด้ เธอรู้สกึ น้อยใจในโชคชะตา แต่เธอก็ยังไมย่ อมแพ้
- 360 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
กระบวนการเสรมิ พลงั ของแมเ่ ลี้ยงเดย่ี ว
1. ก่อนเขา้ ส่กู ระบวนการเสริมพลงั
ดาวเริ่มประสบกับปญั หาด้านเศรษฐกจิ เนอื่ งจากรายไดท้ ล่ี ดลง จากท่เี ธอไมส่ ามารถขายของได้ดังเดิม ทาให้ดาวเกดิ
ความเครยี ดวติ กกังวล เพราะลกู ของเธอกาลังเล่าเรียนและตอ้ งใชเ้ งิน และขณะน้ันลกู ของเธอก็เร่ิมอยู่ในวัยท่ีอยากรู้อยากเห็น
การสอ่ื สารระหวา่ งแม่กบั ลูกจงึ เปน็ อปุ สรรค ทาใหไ้ ม่เขา้ ใจกันบอ่ ยคร้ัง ดาวเลา่ ว่า “คือลูกพ่ีคนเล็กจะไม่เท่าไหร่เพราะมันเป็น
เด็กผู้หญิงจะว่าง่าย แต่ลูกชายคนโตพูดอะไรก็ไม่ค่อยฟัง ชอบเถียงประจา ไม่รู้จะจัดการยังไง” ดาวกับลูกเริ่มท่ีจะมีปัญหา
ระหวา่ งกนั โดยลูกชายของดาวมักจะใช้เงินเปลือง ชอบกลับบ้านดึก และคบเพ่ือนท่ีชอบม่ัวสุมอยู่เป็นประจา แต่เธอไม่รู้วิธีท่ี
จะส่อื สารกบั ลกู ของเธอเพราะลกู ของเธอไม่คอ่ ยเชือ่ ฟังและค่อนข้างตอ่ ตา้ นแม่ ทาให้ดาวเป็นกังวลกบั เรือ่ งนี้มาก
2. การเข้าสูก่ ระบวนการเสริมพลงั
ผนู้ าชมุ ชนเหน็ สภาพครอบครวั ของดาวว่าเผชญิ อะไรบ้างจงึ มาชักชวนให้เขา้ ไปขอคาปรึกษาจากเครือข่ายครอบครัว
เล้ียงเดี่ยว เจ้าหน้าที่เครือข่ายครอบครัว ดาวได้เล่าปัญหาที่เกิดข้ึนกับตนให้เจ้าหน้าท่ีฟัง หลังจากที่ฟังแล้วเจ้าหน้าท่ีให้
คาแนะนาและได้ใหด้ าวเขา้ ร่วมกระบวนการห้องเรยี นพ่อแมเ่ พื่อเปน็ การเปลย่ี นแปลงดาวใหค้ รอบคลมุ ในหลายๆด้าน ครง้ั แรก
ทเ่ี ข้าห้องเรยี นพอ่ แม่ เปน็ กิจกรรมท่ีสร้างการแลกเปล่ียน ดาวเล่าว่า “ครั้งแรกท่ีเข้าไป ตอนน้ันน่าจะประมาณ15-20คน จัด
ทีร่ ร.ธารนิ ทร์ กิจกรรมตอนนนั้ ก็ให้แลกเปลีย่ นกัน พ่ีกเ็ ลยรวู้ ่า แม่เล้ียงเดีย่ วสุรินทรเ์ ยอะเหมอื นกนั คือมนั ทาให้เรารู้ว่าไมไ่ ด้อยู่
คนเดี่ยวนะ” ซ่ึงกระบวนการกลุ่มน้ีจาเป็นอย่างย่ิงท่ีต้องเปิดใจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ความรู้สึกปลอดภัย ไม่ทาให้เกิด
ความรูส้ ึกวา่ เป็นคนแปลกหนา้ จากการแลกเปลีย่ นประสบการณ์กนั ดาวรสู้ กึ วา่ ตนเองไม่ไดเ้ ผชิญปัญหาเพียงลาพังและยังมีแม่
เลยี้ งเด่ยี วคนอ่ืนทป่ี ระสบปัญหาคล้ายเคยี งกบั ตน บางคนหนักกวา่ ด้วยซ้าและทาใหด้ าวเร่มิ เปิดเผยตนเองมากขนึ้ เธอกล้าท่ีจะ
เล่าเร่ืองของตนเองให้คนในกลุ่มฟัง คนในกลุ่มเข้าใจเธอ ไม่มีใครตาหนิ ติเตียนเธอ ทาให้เธอเห็นว่าก็ยั งมีเพ่ือนท่ีเข้าใจ เธอ
บอกว่า “มาแล้วรู้สกึ สบายใจ เหมอื นมีคนเขา้ ใจ เรม่ิ รูส้ กึ วา่ มันคือครอบครัว” จากน้ันดาวได้เข้ามาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเน่ือง
โดยแต่ละห้องเรียนนั้นก็จะแตกต่างกันไปตามหัวข้อและความต้องการของแม่เล้ียงเดี่ยวที่มาร่วมกิจกรรม เช่น ห้องเรียน
อารมณ์พ่อแม่ ห้องเรียนเรื่องกฎหมาย ห้องเรียนการประกอบอาชีพ ห้องเรียนเก่ียวกับช่วงวัยของลูกในแต่ละช่วง เป็นต้น
ห้องเรียนท่ีเก่ียวกับลูกช่วยให้ดาวแก้ปัญหาเร่ืองลูกได้มาก จากความรู้ผู้เช่ียวชาญและประสบการณ์ของแม่คนอื่น เธอเล่าว่า
“อยา่ งปญั หาลกู ลูกพี่มนั เป็นผชู้ ายอย่ใู นชว่ งหัวเลีย้ วหวั ต่อ เขาบอกว่ามีอะไรก็ค่อยๆพูด เพราะเด็กวัยน้ีค่อยข้างจะร้ัน ให้พูด
ด้วยเหตุผลใช้เหตุผลเข้าสู้ ถ้าย่ิงด่ายิ่งหนีและคอยสอดส่อง เขาก็แนะนาวิธีพูดด้วย” โดยแต่ละครั้งก็จะมีผู้เชี่ยวชาญในด้าน
ตา่ งๆมาใหค้ าแนะนา เธอเพิ่มเติมว่า “ในกิจกรรมเขาจะเน้นให้เราพูด เราจะไม่บอกว่าให้เราต้องทาแบบน้ีๆ แต่เค้าจะให้เรา
เสนอทางเลือก บางทีคนในกล่มุ เคยผ่านปัญหาน้ีมาได้แล้ว ก็แลกเปลี่ยนกัน พี่ก็ลองเอาประสบการณ์เพ่ือนไปใช้บ้าง เราก็จะ
ให้กาลังใจกัน มันก็ได้ผลนะ” ดาวเรียนรู้ประสบการณ์ต่างๆผ่านการแลกเปล่ียน ในการร่วมกิจกรรมแต่ละคร้ัง ก็ทาให้ดาว
เข้มแขง็ มากขนึ้ เร่ือยๆ และมองว่าตนเองก็ไม่ได้ต่างจากคนทว่ั ไป
การเปลย่ี นผ่านของแม่เลี้ยงเดยี่ วสู่การเป็นจิตอาสา
จากการทีด่ าวไดเ้ ขา้ ร่วมกิจกรรมกับเครือข่ายครอบครัวเลย้ี งเด่ียว ทาให้เธอมีตวั ตนมากขึ้น จากที่คนมาขอคาปรึกษา
คาแนะนา เธอเล่าว่า “คือเราต้องสืบก่อน บางทอี ยู่ในใจเขาเยอะๆ เขากค็ ุยกับเรา บางทเี รื่องท่ีเราไม่เคยรู้เลย บางทมี ันผ่านมา
10 กว่าปีที่เขาเก็บไว้ พอผ่านไป 10 ปี เขากลับมาเล่าเราก็งงแสดงว่าอยู่ในใจเขานานมาก เขาบอกว่ามันเกิดขึ้นนานมาก
เพียงแต่มนั อยใู่ นใจเขา เล่าแล้วสบายใจก็เลา่ ถ้าไมส่ บายใจกไ็ ม่ตอ้ งเล่า เขาก็เลา่ ให้เราฟังเร่ืองของเขา” ดาวมองว่าส่ิงที่ตนเอง
ได้เข้ารับจากการเข้าร่วมกิจกรรมห้องเรียนพ่อนั้นทาให้ตนเองเปล่ียนไป ดาวรู้สึกม่ันใจในตนเองมากขึ้น และมองว่า
ประสบการณ์ของเรามีคา่ เมื่อกอ่ นเวลามคี นมาขอคาปรกึ ษา ดาวกจ็ ะไมก่ ล้าท่ีจะแนะนาเพราะคดิ ว่าตนเองนั้นไม่มีคุณค่ามาก
พอท่จี ะชว่ ยเหลอื ผอู้ ืน่ แตห่ ลงั จากเขา้ ร่วมกิจกรรมทาให้ดาวรู้สึกว่าความรู้ที่ตนเองได้รับมามีประโยชน์และสามารถช่วยเหลือ
ผู้อ่นื ได้ ดาวไดพ้ ฒั นาตนเองและได้รับการไวว้ างใจให้เป็นผู้นากลุ่มและกิจกรรมอ่ืนๆบ่อยครั้ง ดาวท่ีตัดสินใจท่ีจะเป็นจิตอาสา
ของเครือข่ายครอบครัวเล้ียงเดี่ยว ดาวมีบทบาทกับเครือข่ายครอบครัวเล้ียงเดี่ยวเป็นอย่างมาก ดาวทาหน้าท่ีจัดการวิทยุให้
- 361 -
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ความรู้เกี่ยวกับสุขภาวะของแม่เล้ียงเดี่ยว โดยการจัดรายการร่วมกับมีนาซึ่งเป็นเจ้าหน้าที่ประจา และดาวก็ยังสามารถให้
คาปรึกษา โดยจากการทด่ี าวเขา้ ฝึกอบรมการให้คาปรึกษา ทาใหม้ ผี ้ขู อคาปรกึ ษาจากดาวมากข้นึ ดาวรสู้ ึกได้ว่า เธอไม่ได้ไร้ค่า
เธอยงั มปี ระโยชน์ ยงั ทาประโยชน์ให้ใครได้หลายคน เธอรู้สึกภูมใิ จท่ีได้ช่วยใครหลายคน ดาวบอกว่า “คือมาทางานเราก็ไม่ได้
เงินหรอก ทาด้วยใจ เทียบกับใจและแรงท่ีลงไป มันไม่คุ้ม เพราะมันมากกว่าน้ัน” ดาวมองว่าการทางานของตนถึงแม้จะมี
อุปสรรค แตถ่ ้าไมย่ อ่ ท้อมองถึงประโยชน์ส่วนรวมเป็นหลัก งานก็จะสาเร็จ ถึงเงนิ จะเปน็ สิ่งสาคัญแตเ่ งินกไ็ มใ่ ช่อุปสรรคท่ีทาให้
การช่วยเหลือเพ่อื นมนษุ ย์ดว้ ยจิตสาธารณะน้นั เกดิ ขึ้นไมไ่ ด้
รายที่ 2 : แก้ว (นามสมมติ)
เสน้ ทางชีวิตของแมเ่ ลยี้ งเดีย่ ว
1. ชวี ติ กอ่ นแตง่ งาน
แก้วเกิดและเติบโตในจังหวัดสุรินทร์ แก้วมีพ่ีน้องท้ังหมด 4 คน แก้วเป็นลูกคนที่ 3 มีพ่ีสาว 1 คน พ่ีชายและ
นอ้ งชาย 2 คน แกว้ เป็นคนทน่ี ิสัยข้ีอาย เชอื่ คนงา่ ย ขยันอดทน ฐานะทางบ้านยากจนมากทาให้แก้วเรียนจบแค่ช้ันป.6 เพราะ
เธอต้องออกมาช่วยพ่อแม่ทางาน แก้วเล่าว่า “ครอบครัวพ่ีลาบากมาก อดม้ือกินม้ือก็ว่าได้ ทุกคนต้องด้ินรน” เธอทางานรับ
จ้างทั่วไปต้ังแต่ป.6 งานที่ทาก็ได้แก่ ทางาน ตัดอ้อย ปลูกมันสาปะหลัง งานทุกอย่างท่ีมีคนจ้างแก้วทาได้หมดเพื่อช่วยเหลือ
ครอบครวั ของเธอ แกว้ อายุได้ 17 ปี รายไดจ้ ากการรับจ้างทั่วไปไม่เพยี งพอจึงทาใหแ้ กว้ ตดั สินใจไปทางานที่โรงงานแห่งหนึ่งใน
จงั หวัดสมุทรสาครจากการชกั ชวนของเพอ่ื น
2. ชีวิตแต่งงาน
แก้วได้พบเจอกับเดช (นามสมมุติ) เดชเป็นรุ่นพี่ท่ีทางานโรงงานเดียวกันแต่อยู่คนละแผนก เดชชอบพอแก้วต้ังแต่
แกว้ เขา้ มาทางาน ตามจีบแก้วจนแก้วใจออ่ น เธอเล่าว่า “เขาจบี พีอ่ ยู่นาน3-4เดือน พ่ีจงึ ตกลงเป็นแฟน เขาอายุแก่กวา่ พ่ี 10 ปี
ดเู ป็นผูใ้ หญ่ เราก็ไมเ่ คยมีแฟนก็คิดว่าเขาเป็นคนดี” เดชอายุมากกวา่ แกว้ 10 ปี เปน็ คนท่พี ูดจาดี หนา้ ทก่ี ารงานอยู่ในตาแหน่ง
ท่สี ูงกว่าแกว้ ทกุ คนยกย่องและนบั ถอื เดช แกว้ คิดวา่ เดชคอื ผู้ชายที่แกว้ จะฝากชวี ติ ด้วยจึงตดั สินใจแต่งงาน แต่พ่อแม่ก็เดชน้ัน
ไมค่ อ่ ยจะพอใจเท่าไหร่นกั เนอ่ื งจากครอบครัวของแก้วยากจน แก้วเลา่ ว่า “เขาก็ไม่ ok หรอกท่ีรู้ว่าลูกชายเขาจะแต่งงานแต่ก็
มาทาพธิ ใี หต้ อนเช้าเดียวเสรจ็ เขากไ็ ปเลย ไม่บอกไมก่ ลา่ วและเขาก็ไม่ติดตอ่ มาเลยนะ ไม่มีถามถึงครอบครัวพ่ี” แก้วพยายาม
ทาใจและคดิ ว่าเปน็ เรอ่ื งปกติทเี่ ขาซ่ึงฐานะดีกว่าจะไม่อยากไดล้ ูกสะใภ้จนจึงพยายามทาดีใชค้ วามดีเขา้ สู้ แก้วเช่าหออยู่กับเดช
ระหวา่ งนน้ั เดชก็ไปๆมาๆเนอ่ื งจากเดชตอ้ งลาออกจากโรงงานมาชว่ ยงานทบ่ี า้ นเพราะพ่อของเดชไมส่ บายทาให้เดชกับแก้วห่าง
กนั แต่ยงั ไปมาหาสู่กันเสมอ ตอ่ มาแก้วตั้งท้องลูกชายคนแรกก็เร่ิมมีปัญหากับเดชเน่ืองจากเดชหายไปบ่อยๆ บางเดือนเจอกัน
แค่ 3-4 วนั แกว้ เห็นความผิดปกตจิ งึ ตัดสินใจถาม เดชยอมรบั ว่าเดชมคี รอบครัวอยู่แล้วอกี ครอบครวั ซ่ึงแตง่ งานกันมาก่อนแก้ว
แก้วเลา่ วา่ “พช่ี อ็ กมากคอื ที่ผ่านมาเราเปน็ ที่ 2 ใชม่ ้ัย ตอนนนั้ เขาก็ขอโอกาส เขาบอกว่าเขาจาใจแต่งเพราะเป็นครอบครัวจีน
พ่อแมห่ าให้แต่เขาไม่ได้ชอบ” แก้วคิดวา่ ลูกกาลังจะเกดิ มาไมอ่ ยากให้มปี ญั หาเลยพยายามยอมรับและตัดสินใจอยู่ต่อ เดชก็ได้
ไปคุยกบั ครอบครัวของแกว้ เพอ่ื ให้เข้าใจ ครอบครัวแก้วกย็ อมรบั ไดถ้ า้ เดชยังอยูแ่ ลแก้วอยู่ สถานะของแก้วก็ตกอยู่ในฐานะการ
เป็นภรรยารอง ได้แต่ทาใจและขณะนั้นแก้วก็กาลังท้องลูกคนที่สองโดยลูกชายคนแรกแก้วได้ฝากพ่อแม่เลี้ยงโดยการส่ง
เงนิ เดอื นของแก้วท้ังหมดไปให้ ส่วนเงินใชจ้ ่ายของตนได้มาจากเดชทีจ่ ะให้เดือนละ 2,000-3,000 บาท ต่อมาเดชกับแก้วเร่ิมที่
จะหา่ งกันมากข้ึนทาให้แก้วรู้สึกว่าตนเองไม่มีค่าต้องตกเป็นเมียสารอง จึงตัดสินใจท่ีจะเลิกกับเดช เธอเล่าว่า “ตอนที่เลิกกัน
เรากต็ กลงกนั ไม่ไดท้ ะเลาะ ไมไ่ ด้โกรธอะไรเลย คือเราคยุ กนั ดว้ ยเหตผุ ล ป๋าเราไปด้วยกันไม่ไดห้ รอกมนั ดูแล้วมันยากเหลือเกิน
ก็คุยกนั ดีๆ แต่เขาขออย่างเดียวว่าป๋าเลิกให้ แต่ลูกขอเป็นนามสกุลป๋า” แก้วก็ตกลงและเธอยังไม่ต้องการท่ีจะบอกเร่ืองน้ีกับ
ครอบครัวเพราะไม่อยากใหพ้ อ่ แมเ่ สยี ใจ
- 362 -
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
3. ชวี ิตหลงั การแตง่ งาน
แก้วได้เป็นแม่เลี้ยงเดี่ยวอย่างเต็มตัวขณะนั้น เธอต้องเผชิญกับความยากลาบากในการเล้ียงลูกตามลาพัง การมีลูก
เล็ก 2 คนทาให้เธอต้องทางานหนักขึ้น แก้วเล่าว่า “เลิกกันตอนปี 43 มันหนักมากนะ หนักจริงๆ พ่ีทางานหนักมากค่าแรงพ่ี
ทา 8 ชม.ต่อกะ เพราะพี่อยู่กะ B ถ้าพ่ีจะต่อก็ต้องต่อกะ C คือ B ต่อ C เช้าบ่ายหรือบ่ายดึก พ่ีทางาน 16 ชม. และวันหยุด
เพ่อื นทางานค่าแรง 115 บาท แตเ่ ขาจา้ งพเิ ศษเรา เราไมต่ ้องทาโอเราแทนงานเขาป๊ัมบัตรเขา เราได้ 300 แต่เราสละไม่ทาโอ
เราเอา 300 เงนิ สด สมยั น้ันมาม่าห่อละ 3 บ. พีย่ ังไมก่ ล้าซื้อกินเลย เพราะลกู พก่ี ินนมดว้ ย เรียนด้วย” แก้วทางานหนักมาเพื่อ
หารายได้ใหเ้ พยี งพอในการจุนเจือครอบครัว ทาให้สุขภาพของแก้วย่าแย่เจ็บป่วยถึงขนาดต้องเข้าโรงพยาบาลส่งผลให้รายได้
ลดลง แก้วเลา่ ว่า “ทางบา้ นพ่ีก็เดือดร้อนจนมาล่าสุดมันไม่ไหวแล้วก็เขียนจดหมายไป พ่อแม่เลยบอกว่าให้กลับมาอยู่บ้านมา
ตอ่ สูเ้ อาทบี่ า้ น พีก่ ม็ าเลยในสภาพทคี่ ือเอาความปว่ ยไปบ้าน” เธอตดั สินใจที่จะลาออกจากงานและกลับไปทางานอย่ทู บี่ า้ นและ
ดแู ลลกู ๆ จากทีเ่ ธอยา้ ยกลบั ไปอย่บู ้านทาให้พ่อแมท่ ราบว่าดาวกบั เดชเลิกกันแล้ว เธอถูกตาหนิจากครอบครัวว่าการท่ีเธอเลิก
กับเดชทาให้คนมองเธอไม่ดีและลูกจะมีปมด้อย แก้วรู้สึกอายแต่เธอคิดว่าต้องสู้ต่อไปเพ่ือลูก เธอเล่าว่า “พอมาอยู่บ้านก็ไป
รับจ้างเขาซักผ้าก็ซัก ไปเก็บถ่านก็เก็บ ขัดห้องน้า รับจ้างรีดผ้าชุดละ 10 บ. ก็ทาคือทาอะไรก็ได้ขอให้มีเงินพอซ้ือนมให้ลูก”
แกว้ ตอ่ สู้ด้ินรนอยา่ งมากทางานอย่างหนกั เพือ่ ลกู ของเธอ
กระบวนการเสริมพลังของแม่เลี้ยงเดย่ี ว
1. กอ่ นเข้าสูก่ ระบวนการเสรมิ พลงั
เมื่อแก้วกลบั มาอยูบ่ ้านการดาเนนิ ชีวิตของแก้วก็เปลี่ยนไปจากการมีเงินเดือนประจาสู่การทางานหาเงินเป็นรายวัน
ความไมม่ ่นั คงทาให้ดาวร้สู กึ วติ กกังวลเนือ่ งจากลกู ของเธอกาลังจะเข้ามหาวทิ ยาลัย แก้วเล่าว่า “แต่ก่อนท่ีจะเข้ามาบอกตรงๆ
พ่ีร้องไห้ทกุ คนื ช่วงท่เี ราเล้ียงลกู คนเดยี ว ลูกเรยี นมหาวิทยาลัยเรียนราชภัฎ เขาสอบติดขอนแก่น อุบล คือลองสอบดูมันติดก็
เลยบอกว่าแพรวแมไ่ มม่ ีเงินถา้ แพรวไปตดิ ทอี่ ื่นแมก่ ็ไม่มีเงิน ไหนจะค่าหอ คา่ กนิ และใจจะสลายตอนทว่ี า่ ลกู ยนื กอดประตูหน้า
บา้ นรอ้ งไหก้ ลวั ไมไ่ ดเ้ รยี น น่นั ล่ะเรามาคิดทาอย่างไร ตน่ื เช้ามาลองคยุ กับพอ่ ดู พอ่ เลยบอกว่าขายววั ไป พูดได้ไม่ถึง 2 ชม. เขา
มาขอซือ้ ววั ขายวัวได้ 12,000 ได้ให้ลกู ไปเรยี นและทาสวนอะไรก็ตอ่ เนื่องมาด้วย ถามว่าลกู บอกว่าจบทั้งนา้ ตาจรงิ ๆ แม่ ดีใจที่
แม่ตอ่ สใู้ ห้หนู แต่เรากด็ ีใจแต่เราไมเ่ คยร้องไหใ้ หล้ ูกเหน็ แต่เวลาโกรธ พดู ตรงๆ พี่จะเปน็ คนอารมณ์ร้ายแต่เวลาทะเลาะกับลูก
พ่ีนอ้ งพท่ี กุ คนไม่มใี ครรู้ รแู้ ค่ว่าเราโกรธ โมโห เรียกลูกเข้าในหอ้ งในบา้ นเลย และไม่ตใี หใ้ ครเห็นดว้ ย” แก้วรู้ตัวเองว่าเป็นคนที่
โมโหรา้ ย เธอต้องการที่จะปรับปรุงแก้ไขจึงนาเรื่องน้ีไปปรึกษากับอสม. อสม.แนะนาให้เธอเข้ามาปรึกษาที่เครือข่ายแม่เล้ียง
เด่ยี ว
2. เข้าสกู่ ระบวนการเสรมิ พลงั
เธอตัดสนิ ใจเขา้ มาปรกึ ษาปัญหาท่เี ครอื ขา่ ยครอบครัวเล้ียงเด่ียว เนื่องจากเธอประสบปัญหาสภาพเศรษฐกิจภายใน
ครอบครัวและอารมณ์โมโหรา้ ย อารมณ์ท่ีแปรปรวน ดาวไดเ้ ขา้ กระบวนการกลมุ่ ห้องเรยี นพอ่ แม่ โดยเธอได้เรยี นร้เู กยี่ วกับการ
จัดการอารมณข์ องตวั เองเม่อื เปน็ แม่เล้ียงเดยี่ ว เธอเลา่ วา่ “พอพ่เี ข้าไปเขาให้พูดถึงสภาวะอารมณ์ท่ีเราเป็น ให้ยกสถานการณ์
ว่าที่ผ่านมาเราเป็นยังไงบ้าง และวิธีท่ีจะทาให้เราผ่อนคลาย เปล่ียนมุมมองใหม่ บางทีเราก็ได้ข้อคิดจากแม่เลี้ยงเด่ียวคนอื่น
ดว้ ย มันกท็ าให้พีใ่ จเย็นข้ึนแตต่ ้องฝกึ ๆ กท็ าได้” กระบวนการกลมุ่ เปน็ กระบวนการที่ทาใหแ้ กว้ ไดเ้ ปดิ ใจ ไดเ้ ลา่ เรอ่ื งราวของตน
ไดเ้ รียนรูป้ ระสบการณค์ นอืน่ มาประยุกต์ใช้กบั ตนเอง แกว้ เสริมว่า “ภาคภูมิใจว่าพ่ีรู้จักมูลนิธิ รู้จักเครือข่ายเลี้ยงเดี่ยวทาให้พี่
เข้มแข็งมีกาลังใจ ตอนน้ีพ่ีน้องพี่ทุกคนเขาพูดกันอย่างไรรู้ไหม เมื่อก่อนเขาอยากให้พี่มีคนมาช่วยคอยช่วยดูแลแบบน้ี แต่ทุก
วันนี้เขาพูดวา่ ไม่อยากให้มใี ครหรอก อยากใหม้ นั อยอู่ ยา่ งน้ี” แก้วเล่าอย่างภาคภูมิใจ ทางเครือข่ายเห็นว่าแก้วเรียนจบชั้นป.6
เหน็ วา่ แก้วนา่ จะเรยี นเพิ่มเติมจึงแนะนาให้แก้วเรียนกศน.ต่อ และแก้วเป็นคนขยันชอบทาไร่ทาสวน เมื่อมีการอบรมเก่ียวกับ
การเกษตรทางเครือข่ายครอบครัวเลี้ยงเด่ียวก็จะส่งแก้วไปอบรมเพ่ิมเติมความรู้ ทาให้แก้วน้ันพัฒนาและเข้มแข็งมากขึ้น
- 363 -
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ครอบครวั และลูกๆของแกว้ ก็รสู้ กึ ภมู ใิ จในตัวแกว้ ทแ่ี กว้ เปลี่ยนแปลง มีกาลังใจท่ีดี ทุกคนในครอบครัวให้กาลังใจซึ่งกันและกัน
และแกว้ กส็ ามารถตอ่ ส้จู นทาให้ลกู ของเธอประสบความสาเร็จจนได้รบั ปรญิ ญา
การเปล่ียนผา่ นของแม่เล้ียงเดย่ี วสกู่ ารเปน็ จติ อาสา
แกว้ ไดเ้ ขา้ ร่วมกิจกรรมกบั เครอื ข่ายครอบครัวเล้ียงเด่ยี วสม่าเสมอ จากการทเี่ ธอไดเ้ ขา้ รับการอบรมอยูเ่ ป็นประจาทา
ให้ความรู้ของเธอเพ่ิมพูนมากขึ้นและอยากท่ีจะนามาถ่ายทอดแก่แม่เล้ียงเด่ียวรายอื่นๆ จึงเข้ามาเป็นจิตอาสาของเครือข่าย
ครอบครวั เลย้ี งเดี่ยว โดยการใช้จุดแข็งของเธอน้ันคือการทาการเกษตรของแก้ว แก้วได้พัฒนาพ้ืนที่บริการบ้านทาการเกษตร
แบบสวนผสมจนไดร้ บั รางวัล แกว้ เลา่ ว่า “ตอนนน้ั ท่พี ีท่ าก็มคี นมาดูงานเยอะวันที่ 6 ธ.ค. เขาใหพ้ ี่ขึ้นมารบั รางวลั อันดับ 2 ของ
ประเภทกองทพั ไทย เขาส่งเขา้ ประกวดเร่ืองเศรษฐกิจพอเพยี ง เขาให้มา 30,000 พรอ้ มโล่เกียรติยศ” แก้วเล่าอย่างภาคภูมิใจ
การที่เธอประสบความสาเร็จ เธอได้ใช้ต้นทุนของเธอในการต่อยอดโดยการสร้างแรงบันดาลใจให้กับแม่เลี้ยงเดี่ยวคนอื่น ใช้
พนื้ ทกี่ ารเกษตรของเธอเปน็ พ้นื ท่ีการเรียนรูแ้ ละสอนอาชีพแก่แม่เลยี้ งเดยี่ วรายอื่นๆโดยไมไ่ ดค้ ดิ ค่าตอบแทน เธอเล่าว่า “ถ้าจะ
พดู ไปกม็ าจากทางค่ายที่เราไปอบรมมาและทางเครือข่ายครอบครัวเล้ียง จากที่คนไม่พูดไม่อะไรเลยก็คือไป คือขี้อาย คือเรา
อาย เราไม่ค่อยกล้า แต่ทกุ วนั นี้เราประสบจากชีวติ จรงิ ของตวั เอง กไ็ ด้แรงหนุนใจมาตรงทเี่ ป็นความภาคภมู ิใจว่าถึงเราจะเล้ียง
เด่ยี ว พ่กี ส็ ่งลูกคนโตเรียนจบปริญญา คนเล็กถึงเรียนไม่จบแต่เขาก็มาต่อ กศน. มันก็เป็นความภาคภูมิใจว่าอย่างน้อยเรายังมี
เพ่ือน เรากล้าย้ิม กล้าต่อสู้ เราสู้ได้ด้วยลาแข้งเราเอง” แก้วภาคภูมิใจกับสิ่งท่ีเธอได้รับจากการเข้ารับบริการท่ีเครือข่าย
ครอบครวั เล้ยี งเด่ียว แก้วไดเ้ ป็นวิทยากรในการลงพ้นื ท่ใี ห้ความรู้แก่หน่วยงานต่างๆไม่ใช่เฉพาะแม่เลี้ยงเดี่ยวทาน้ัน ทาให้แก้ว
เกดิ ความภาคภมู ิใจที่ตนเองนั้นสามารถทาประโยชนใ์ ห้แกส่ ังคมได้
อภปิ รายผลการศึกษา
จากผลการศึกษาพบว่าปัญหาท่ีแม่เลี้ยงเดี่ยวพื้นที่จังหวัดสุรินทร์ประสบจากการหย่าร้างกับสามีส่วนใหญ่จะเป็น
ปัญหาดา้ นเศรษฐกิจ เน่อื งจากแมเ่ ลยี้ งเดย่ี วมาจากครอบครัวท่ีมีฐานะคอ่ นข้างยากจน และได้รบั การศกึ ษาท่ีไม่สูงมากนักทาให้
การทางานจึงเป็นการทางานที่มีผลตอบแทนท่ีไม่สูงมากนัก และแม่เล้ียงเดี่ยวจึงต้องทางานอย่างหนักเพ่ือให้เพียงพอต่อ
คา่ ใช้จา่ ยในครวั เรอื น แมเ่ ลี้ยงเด่ียวในพ้นื ทีต่ า่ งจงั หวดั ยงั ขาดความรคู้ วามเขา้ ใจเก่ยี วกบั การดูแลลูกตามช่วงวัยและยังขาดการ
ดแู ลพูดคุยกับลูกเน่ืองมาจากการทางานหนัก ทาให้เกิดช่องว่างระหว่างแม่กับลูก นาไปสู่ปัญหาการทะเลาะเบาะแว้ง การไม่
เช่อื ฟังพ่อแมข่ องเดก็ และแมเ่ ลยี้ งเดย่ี วจะกังวลกบั ลกู เกรงว่าลูกของตนจะไปม่ัวสุมกับกลุ่มเพื่อนท่ีไม่ดีและมีปัญหาอบายมุข
ตามมา การแกไ้ ขปญั หาคือการดดุ า่ การตี ซง่ึ เปน็ การใช้อารมณท์ ่รี ุนแรงไม่เหมาะสมและเป็นการแกป้ ญั หาที่ไม่ตรง การเขา้ มา
รับบรกิ ารในมลู นธิ เิ ครอื ข่ายครอบครวั และเครือข่ายครอบครัวเลี้ยงเดีย่ ว ทาให้แมเ่ ลีย้ งเดี่ยวมพี ลงั เขม้ แข็งมากข้นึ จากการที่ได้
เรยี นรปู้ ระสบการณข์ องกันและกัน การให้กาลังใจกันภายในกลุ่ม ทาให้รู้ว่าไม่ได้เผชิญปัญหาเพียงลาพัง มีเพ่ือนที่คอยเข้าใจ
และช่วยเหลอื กนั มากขน้ึ จากเมื่อก่อนไม่กลา้ ท่ีจะเผชิญหน้ากบั สังคมเน่อื งจากสังคมภายนอกยงั มองวา่ แมเ่ ล้ยี งเด่ยี วนนั้ เปน็ ต้น
ตอของปัญหาต่างๆ เกิดการไม่ยอมรับ ทาให้แม่เลี้ยงเด่ียวเกิดความท้อแท้ การให้ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญทาให้แม่เลี้ยงเดี่ยวมี
ความรู้ความเข้าใจมากขึ้น เช่น ความรู้ด้านกฎหมาย ความรู้เกี่ยวกับพัฒนาการและอารมณ์ของลูก ความรู้เกี่ยวกับการดูแล
ภาวะอารมณ์ของตนเอง เป็นต้น เมอื่ เกิดการนาไปใชป้ ระกอบกับความมั่นใจในตนเองว่าตนเองสามารถเปล่ียนแปลงได้ ทาให้
เกดิ ความภาคภมู ใิ จและความสมั พนั ธ์ในครอบครัวดีข้ึน นาไปสู่ความต้องการท่ีจะช่วยเหลือผู้อื่นด้วยจิตสาธารณะและเห็นว่า
ประสบการณ์ของตนเองนัน้ มีคุณค่า สามารถช่วยเหลือผู้อื่นได้ ความสมั พันธ์ของคนในชุมชนต่างจังหวัดน้ันมีลักษณะท่ีเกื้อกูล
กันและกัน จึงเป็นจุดแข็งอย่างหน่ึงที่ทาให้การเข้าถึงปัญหานั้นมีประสิทธิภาพ หน่วยงานในท้องที่ เช่น อสม ผู้นาชุมชน ทา
หน้าท่ีให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นและส่งต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งอสม ผู้นาชุมชนน้ันถือเป็นส่วนสาคัญเนื่องจากมีความ
ใกลช้ ิดกับคนในชมุ ชน และรับรู้ปญั หาเป็นอย่างดี ทาให้ประชาชนได้รบั การบรกิ ารที่รวดเรว็ เนอื่ งจากแมเ่ ล้ียงเดี่ยวบางรายนั้น
- 364 -
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีท่ี 61
ยังไม่ทราบว่ามีหน่วยงานของภาครัฐและภาคเอกชนที่ให้บริการในด้านนี้ อสม และผู้นาชุมชนก็มีส่วนสาคัญที่จะทาหน้าที่
ประชาสัมพนั ธ์ใหข้ ้อมูลไดแ้ ละสามารถทางานรว่ มกบั หนว่ ยงานในการตดิ ตามปญั หาได้
บทสรปุ
จากการศึกษาคร้ังน้ีพบว่า แม่เลี้ยงเด่ียวนั้นมีสาเหตุในการหย่าร้างกับสามีมาจาก การดื่มสุราและการนอกใจของ
สามีทาใหส้ ถานะทางครอบครวั ส่ันคลอนนาไปสู่การหย่าร้าง ผลกระทบที่เกิดข้ึนเมื่อเป็นแม่เลี้ยงเดี่ยว คือ สภาพเศรษฐกิจใน
ครอบครวั สภาพจติ ใจ ความสัมพนั ธ์ในครอบครัว ทศั นคติของสังคม ทีส่ ง่ ผลกระทบตอ่ การดาเนนิ ชวี ติ โดยสภาพเศรษฐกจิ นั้น
เห็นไดว้ ่าเม่อื หย่าร้างกบั สามีทาให้แม่เลีย้ งเดย่ี วมรี ายจา่ ยทีส่ ูงข้นึ เนอื่ งจากตอ้ งรับผิดชอบเพียงลาพังทาให้แม่เล้ียงเดี่ยวต้องด้ิน
รนต่อส้ทู างานหนกั และแม่เลี้ยงเด่ียวจบการศึกษาไม่สูงมากนักทาให้การเข้าถึงงานนั้นจะได้รับค่าแรงท่ีต่า ความไม่ม่ันคงทาง
รายไดจ้ ากการรับจ้างทั่วไป ส่งผลกระทบต่อสภาพจิตใจทีบ่ อบชา้ จากการแยกทางกบั สามีและการวิตกกังวลเร่ืองค่าใช้จ่าย ทา
ใหแ้ ม่เลี้ยงเดย่ี วเก่ียวความเครียดนาไปส่กู ารแสดงออกทางอารมณท์ ีไ่ มเ่ หมาะสม และความสมั พนั ธ์ระหวา่ งแมล่ กู ก็เรม่ิ มปี ัญหา
จากการทีเ่ ข้าสชู่ ว่ งวัยรนุ่ ของลกู ทาใหแ้ ม่ลกู ไมเ่ ข้าใจกนั เกดิ การทะเลาะเบาแว้ง ไม่เคารพซ่ึงกนั และกนั แม่เล้ยี งเดี่ยวส่วนใหญ่
จงึ ใช้อารมณต์ ดั สิน เช่น การดุดา่ การตี เป็นต้น ซึ่งไม่ใช่การแก้ไขปัญหาที่ถูกต้อง จากสภาพปัญหาที่กล่าวมาข้างต้นทาให้แม่
เล้ียงเด่ียวตัดสินใจเข้ารับบริการในเครือข่ายครอบครัวเล้ียงเดี่ยวโดยการปรึกษา ชักชวนจากผู้นาชุมชนและอสม. ซ่ึงเป็น
ตวั กลางท่สี าคัญในการเชอื่ มตดิ ต่อประสานงานระหว่างหน่วยงานกับชุมชน เมือ่ เขา้ สกู่ ระบวนการเสริมพลังโดยการเรียนรู้จาก
ห้องเรียนพ่อแม่และการรับคาปรึกษาจากเจ้าหน้าที่ ผู้เช่ียวชาญ ทาให้แม่เล้ียงเด่ียวเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางท่ีดีขึ้น ได้
เรียนรู้จากประสบการณ์ภายในกลุ่ม เกิดความเข้มแข็ง มีกาลังในการดาเนินชีวิตต่อไป และได้เรียนรู้วิธีการดูแลสภาพจิตใจ
ตนเองและครอบครัว ได้เรียนรู้ทักษะการประกอบอาชีพ จนนาไปสู่การตัดสินใจที่จะเป็นจิตอาสาเนื่องจากเห็นว่า
ประสบการณ์ชีวิตของตนเองและความรทู้ ตี่ นเองได้รับจากกระบวนการเสริมพลงั การอบรม การสัมมนาต่างๆเปน็ ประโยชน์ต่อ
แม่เลีย้ งเดย่ี วคนอน่ื ๆที่กาลงั ประสบปญั หาเพือ่ ให้เขาเหล่านน้ั ผา่ นพน้ ปัญหาไปไดแ้ ละเขม้ แขง็ มากย่งิ ขึน้
เอกสารอ้างองิ
หนงั สอื
กติ ิพัฒน์ นนทปัทมะดลุ . (2552). ทกั ษะการบาบัดแนวเร่ืองเล่าและการวิจยั แนวเรอ่ื งเลา่ :ทกั ษะสองดา้ นในเนือ้ เดียวกนั .
กรุงเทพมหานคร : พรกิ หวานกราฟฟิค
มลู นธิ ิเครือข่ายครอบครวั . (2552). ครอบครวั พอ่ แมเ่ ลย้ี งเดย่ี ว.เอกสารผลการประชมุ วชิ าการครอบครวั ศึกษา. กรงุ เทพ.
มูลนิธิเครือขา่ ยครอบครวั
วนั ทนยี ์ และคณะ. (2541). ความร้ทู ่ัวไปเกี่ยวกบั การสวสั ดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์. กรุงเทพ :
มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
อภิญญา เวชยชยั . ( 2551 ). เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชาเสรมิ พลงั อานาจ (สค 623). กรุงเทพ :
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์
วิทยานพิ นธ์
จรรยา รบั ศิรเิ จรญิ . (2552). การประยุกตใ์ ช้เทคนคิ การสังสรรคอ์ ยา่ งอสิ ระในการวิจยั เร่อื งเลา่ : ศกึ ษากรณี ผู้กระทาและ
ผู้ถกู กระทาความรนุ แรงในครอบครัว. วิทยานพิ นธป์ ริญญามหาบณั ฑติ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์.
คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์
มาลี จิรวฒั นานนท์. (2545.) กระบวนการเข้าสกู่ ารเปน็ ครอบครัวแม่คนเดียว. วทิ ยานพิ นธ์มหาบณั ฑติ
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์ : คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์
- 365 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
การบรหิ ารสังคม
และนโยบายสวัสดิการแรงงาน
Social Administration
and Labour Welfare and Policies
- 366 -
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
การบริหารสังคมเพอ่ื ความเป็นธรรมทางสังคมดา้ นการศกึ ษา
Social Administration for Social Justice in Education
ดร.สุขุมา อรุณจติ 1
Sukhuma Aroonjit, Ph.D2
Abstract
Social administration is a process of social problem management by social work profession.
Education today has been considered as an unfair matter. Following this problem, there is a question on
how we can support social justice in education. This article is aimed to show basic concept in supporting
social justice in education. The study is composed in 3 main principles. First principle is planning policy
and standard with the process of fact-finding, issuing problems as policies, creating new organizations in
order to change social structure, and supporting civil organization. However, the mentioned factors are
based on concepts of participation, empowerment, and integrated knowledge. Second principle is social
administration, based on partnership principle, participation of civil organization, plural social welfare and
education reform. Third principle is social welfare in education.
Keywords : Social Administration, Social Justice, Education
บทคดั ย่อ
การบรหิ ารสังคม เป็นกระบวนการบริหารจัดการกับปัญหาสังคม โดยวิชาชีพสังคมสงเคราะห์เป็นวิชาชีพหน่ึงที่เข้า
มามีบทบาทสาคัญในจัดการกับสภาพสังคมท่ีไม่เป็นธรรมอันส่งผลกระทบกับประชาชนในสังคม สถานการณ์ด้านการศึกษา
ปจั จบุ นั สะทอ้ นถึงปัญหาความไม่เปน็ ธรรม อาทิ นักเรยี นฐานะดมี โี อกาสไดเ้ รียนโรงเรยี นดีกว่านกั เรยี นฐานะยากจน เด็กทต่ี ้อง
ออกจากระบบการศกึ ษากลางคันเน่ืองจากฐานะยากจน ฯลฯ นามาสู่ข้อคาถามว่าจะทาอย่างไรท่ีจะจัดการบริหารสังคมไปสู่
ความยุตธิ รรม ผูเ้ ขียนจงึ ประสงค์ท่จี ะนาแสดงแนวทางการบรหิ ารสังคม เพื่อส่งเสริมความเปน็ ธรรมทางสังคม โดยแสดงใหเ้ หน็
ถึงหลักคิดพื้นฐานการบรหิ ารสังคมรวมทั้งแนวทางการบรหิ ารสังคมเพอ่ื ความเป็นธรรมทางสังคมดา้ นการศกึ ษาแบง่ ออกเปน็ 3
ประเด็นหลัก คือ 1) การวางแผนนโยบายและมาตรการ โดยมีกระบวนการ คือ การค้นคว้าหาข้อเท็จจริง การทาประเด็น
ปัญหาให้เป็นนโยบาย การผลักดันการจัดต้ังองค์กรเพ่ือเปล่ียนแปลงโครงสร้างทางสังคม ส่งเสริมองค์กรภาคประชาชนหรือ
องค์กรประชาสงั คม รวมท้งั คานึงถึงหลกั การมสี ว่ นร่วม (Participation) การเสริมพลังอานาจ (Empowerment) และการบูร
ณาการ (Intergrate) องค์ความรู้ 2) การบริหารจัดการสวัสดิการสังคม อาศัยหลักการสร้างความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วน การมี
ส่วนร่วมของภาคประชาสังคม การสร้างสวัสดิการเชิงบวก การปฏิรูปการศึกษา และ3) การสังคมสงเคราะห์ด้านการศึกษา
สง่ เสรมิ ให้เกดิ การเปล่ียนแปลงทางสังคม
คาสาคัญ : การบรหิ ารสงั คม, ความเปน็ ธรรมทางสังคม, การศกึ ษา
1 คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
2 Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
- 367 -
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
บทนา
การบริหารสังคมเพ่อื สรา้ งความเปน็ ธรรมทางสังคมดา้ นการศึกษา
การศกึ ษาถอื เปน็ เครือ่ งมือสาคัญในการพฒั นาคน พัฒนาประเทศ หากแต่สถานการณ์ปัจจุบันบ่งช้ีถึงปัญหาความไม่
เทา่ เทียมดา้ นการศึกษา อาทิ ความไม่เท่าเทียมกันของมาตรฐานการศึกษาของโรงเรียนแต่ละแห่ง โอกาสท่ีไม่เท่าเทียมกันใน
การเข้าศึกษาในโรงเรียนดีๆ โดยนักเรียนที่มีฐานะดีมีโอกาสมากกว่านักเรียนฐานะยากจน นักเรียนท่ีมีภูมิลาเนาอาศัยอยู่ใน
เมืองมีโอกาสมากกว่านักเรียนในชนบท นักเรียนกลุ่มฐานะยากจนมักต้องออกจากระบบการศึกษากลางคัน กลุ่มเด็กพิการ
ไม่ไดเ้ ข้าสู่ระบบการศึกษา เป็นต้น ดังนน้ั แนวการบรหิ ารสงั คมจึงเขา้ มามบี ทบาทในการจัดการกับสภาพสังคมท่ีไม่เป็นธรรมน้ี
โดยบทความนลี้ าดบั แรกจะนาเสนอความหมายของการบริหารสังคม ลาดับต่อมานาเสนอแนวทางการบริหารสังคมเพื่อสร้าง
ความเป็นธรรมทางสังคมด้านการศึกษา อันประกอบด้วย การวางนโยบายหรือการวางแผนมาตรการ การบริหารจัดการ
สวสั ดกิ ารสังคม การสังคมสงเคราะห์ด้านการศกึ ษา
1. ความหมายของการบริหารสงั คม
การบริหารสังคม ได้มีการผู้นิยามคาน้ีอย่างหลากหลาย โดยนักวิชาการส่วนใหญ่อธิบายว่าการบริหารสังคมเป็น
กระบวนการที่ประกอบด้วยการนาแนวคิดและแนวการปฏิบัติจากหลากหลายสาขาวิชาชีพมาบูรณาการเข้าด้วยกัน (ทัศนีย์
ลักขณาภิชนชัช, 2547: น.14) เป็นการรับเอาวิธีการปฏิบัติ การแก้ปัญหา การปฏิรูป การวิพากษ์ในทางทฤษฎีมาใช้ (สุมาลี
เทพสุวรรณ, 2545, น. 14) ท้ังน้ีแนวคิดของไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม เห็นว่าแนวคิดหลักการในการบริหารสังคมน้ันไม่ใช่สูตร
ตายตัว แต่เกิดขึ้นจากการประยุกต์องค์ความรู้ที่หลากหลายประกอบกับการวิเคราะห์บริบทแวดล้อมและสถานการณ์ต่างๆ
(ไพบูลย์ วฒั นศิริธรรม, 2545, น.19) เพื่อใช้ในการแก้ไขปัญหาสังคม (Murial Brown, 1985, P. 14) หรือเปลี่ยนแปลงสังคม
ไปสู่ทศิ ทางการพฒั นาคน (กรี ติ ยศยงิ่ ยง, 2549, น. 46) เพอื่ สง่ เสริมความเปน็ อยู่ของประชาชนให้อย่ดู ี มสี ขุ
ดังน้นั โดยสรุปแล้วการบริหารสังคมจึงหมายถึง กระบวนการจัดการกับปัญหาสังคม ด้วยการนาองค์ความรู้จากสห
วิชาชีพท้ังในเชิงทฤษฎีและปฏิบัติมาปรับประยุกต์ใช้ให้เหมาะสมและสอดคล้องกับบริบทแวดล้อม โดยมุ่งเป้าหมายไปสู่การ
พฒั นา สง่ เสรมิ ให้เกิดความกินดี อยดู่ ี มสี ขุ ของประชาชน
2. แนวทางการบรหิ ารสังคมเพื่อสร้างความเปน็ ธรรมทางสงั คมดา้ นการศึกษา
การบรหิ ารสังคมเพอื่ สร้างความเป็นธรรมทางสังคมนนั้ ตอ้ งสอดคล้องกับบริบทสังคม สถานการณ์และสภาพปัญหา
ดังน้ันผู้เขียนจึงเห็นว่าแนวทางการบริหารสังคมเพ่ือความเป็นธรรมด้านการศึกษาควรประกอบไปด้วย 3 ด้านได้แก่ การวาง
นโยบายหรอื การวางแผน การบรหิ ารจัดการสวัสดกิ ารสังคม และการปฏบิ ตั ิงานสงั คมสงเคราะหด์ า้ นการศกึ ษา
2.1 ดา้ นการวางนโยบายหรอื การวางแผนมาตรการ
นโยบายเก่ียวกับการศึกษามีความสาคัญในการสร้างความเป็นธรรมทางสังคมให้เกิดขึ้น ในสถานการณ์ปัญหาด้าน
การศึกษาในปัจจุบันน้ีจาเป็นต้องมีการส่งเสริมความร่วมมือจากภาคประชาสังคม ทั้งประชาชน องค์กรธุรกิจ นักวิชาการ
องค์กรพัฒนาเอกชนท้องถ่ิน ในรูปแบบความร่วมมือแบบเป็นหุ้นส่วนต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ร่วมกัน รัฐต้องมีนโยบายที่
ส่งเสริมความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม เพ่ือให้กลไกของประชาสังคมขับเคลื่อนผลักดันการแก้ปัญหาของสังคมท่ีสอด
ประสานกับกลไกของรัฐอย่างเหมาะในความสัมพันธ์ในแนวระนาบ (Horizontal Relationship) สอดคล้องกับบริบททาง
สังคม เพื่อร่วมวางแผนนโยบายด้านการศึกษาท่ีเป็นธรรม ท้ังน้ีแนวทางการเสริมสร้างความเข้มแข็งของภาคประชาสังคม
อย่างเช่น มีนโยบายรองรับที่เอื้อต่อการจดทะเบียนองค์กรประชาสังคมท่ีทาได้ง่ายข้ึน การตั้งคณะกรรมการร่วมระหว่าง
ตวั แทนจากภาครฐั ผู้นาชุมชน ประชาสังคม องคก์ รเอกชนและประชาชน ในการเข้าไปมสี ว่ นรว่ มเพอ่ื พจิ ารณาแผนดาเนินการ
ในท้องถ่ิน ให้คณะกรรมมีบทบาททุกกระบวนการของแผนงาน เพื่อกระจายอานาจให้ประชาชนท้องถ่ิน สามารถถ่วงดุล
อานาจภาครัฐได้ การวางบทบาทรัฐที่มีบทบาทหน้าท่ีในกิจการบางอย่างแต่ไม่แทรกแซงบทบาทประชาสังคม มีการถ่ายโอน
งบประมาณแก่ประชาสงั คม ความเขม้ แข็งของภาคประชาสังคมจะนาไปสู่การร่วมวางนโยบายแผนงานทางสังคมท่ีสอดคล้อง
เหมาะสมกับปัญหาความต้องท้องถนิ่ อยา่ งไรก็ตามการวางนโยบาย แผนงานต้องต้ังอยู่บนข้อเท็จจริงและการปฏิบัติ (Praxis)
- 368 -
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
มุง่ แกป้ ญั หาในระดบั โครงสร้างทกี่ ่อให้เกิดปญั หามากกวา่ การแกป้ ญั หาเฉพาะหน้า เกิดขึ้นในระยะส่งผลให้เกิดสังคมที่สงบสุข
การมุ่งแกป้ ญั หาที่โครงสรา้ งอาจเปน็ เรือ่ งทย่ี ากและใชร้ ะยะเวลายาวนานในลักษณะท่มี งุ่ เปล่ียนแปลงสังคมอย่างค่อยเป็นค่อย
ไป
การบริหารสังคมเพื่อวางแผนกาหนดนโยบาย แผนงานและยุทธศาสตร์ทางการศึกษาเพ่ือสร้างความเป็นธรรมมี
กระบวนการดังน้ี
กระบวนการแรก คือ การค้นคว้าหาข้อเท็จจริง หาข้อมูลท่ีชัดเจนเพ่ือนามาเป็นฐานข้อมูล เพ่ือทาความเข้าใจกับ
ปัญหาและบริบททางสังคม
กระบวนการท่สี อง คือ การทาประเดน็ ปญั หาให้เปน็ นโยบาย เนอ่ื งจากการแก้ปัญหาหลายอย่างกระทาได้โดยนโยบาย
การแกป้ ัญหาใดๆจึงตอ้ งเป็นการแสวงหาวิธีที่จะผลักประเด็นปัญหานั้นให้เป็นนโยบาย ส่ิงท่ีต้องคานึงถึงในกระบวนการน้ีคือ
การคานึงถงึ หลกั การสาคญั 3 ประการไดแ้ ก่
1. การใช้อานาจแบบจากเบ้ืองล่างสู่เบ้ืองบน (Bottom-up) เป็นการสะท้อนปัญหาความต้องการของประชาชนสู่
ภาครัฐ เพ่อื ตอบสนองความต้องการของประชาชนไดอ้ ยา่ งแท้จริง
2. การมีส่วนร่วม (Participation) เป็นการให้โอกาสประชาชนในการคิด ตัดสินใจ ดาเนินการ ประเมินผลและ
ปรบั ปรงุ แผนงานในทกุ กระบวนการ ตามความตอ้ งการของตนเอง เป็นการเสริมพลังอานาจ (Empowerment)
แก่ประชาชนเพิม่ ขดี ความสามารถจัดการทรัพยากร ตัดสินใจควบคุมดูแลชุมชนมากกว่าการตั้งรับ กาหนดชีวิต
ไดด้ ว้ ยตนเองใหม้ ีความกนิ ดีอยดู่ ีอย่างมีศักดศิ์ รี
3. การบรู ณาการ (Intergrate) เปน็ การนาเอาองคป์ ระกอบย่อยมารวมกัน เพ่ือทาส่ิงที่บกพร่องให้สมบูรณ์โดยเพิ่ม
สิ่งทีข่ าดหาย เชื่อมองคป์ ระกอบบางอยา่ งทีเ่ ขา้ กันไดแ้ ละเช่ือมใหเ้ ขา้ กันได้ท้ังหมด
กระบวนการที่สาม คือ ผลักดันการจัดต้ังองค์กรเพ่ือเปล่ียนแปลงโครงสร้างทางสังคม องค์กรที่มีพลังต้องมาจาก
องค์กรที่ไม่ได้เกิดจากการจัดตั้ง หากแต่เกิดจากการรวมพลังของภาคประชาชนหรือท้องถิ่นเป็นองค์กรภาคประชาชน หรื อ
องค์กรภาคประชาสงั คม
กระบวนการท่ีสี่ คือ องค์กรภาคประชาชนหรือองค์กรประชาสังคมจะมีบทบาทผลักดันให้เกิดการเปล่ียนแปลงทาง
โครงสรา้ งทอี่ าจจะอาศยั หลกั การเปลีย่ นแปลงแบบค่อยเป็นค่อยไป
2.2 การบรหิ ารจัดการสวัสดิการสงั คม
การบรหิ ารจดั การสวัสดิการสงั คมเพื่อความเป็นธรรมทางสังคม ต้องคานึงถึงความสอดคล้องกับสถานการณ์ บริบท
ทางสงั คมท้งั ภายในประเทศและภายนอกประเทศ รวมถึงสภาพปัญหาทเ่ี กิดขึน้ มดี งั รายละเอยี ดตอ่ ไปน้ี
2.2.1 การบรหิ ารสังคมกับการสรา้ งความสัมพนั ธเ์ ชงิ หนุ้ ส่วนเพ่อื สร้างความเปน็ ธรรมทางสังคม
ความสัมพันธเ์ ชิงหุน้ สว่ นเป็นการสรา้ งความสัมพันธ์ระหว่างรัฐและภาคส่วนอ่ืนๆในสังคม โดย Giddens (2009, p.
63-70) มมี ุมมองทเ่ี ห็นวา่ ในโลกปัจจุบันการปฏิรูปหรือเปลี่ยนแปลงบทบาทของรัฐ เป็นสิ่งที่มีความสาคัญเป็นลาดับแรก โดย
รฐั รวมถึงสงั คมทัง้ หมด ต้องมีการปรับเปล่ยี นความคิดทว่ี ่าภาระความรับผิดชอบทกุ ๆ อย่างในสงั คมเป็นหนา้ ทีค่ วามรบั ผิดชอบ
ของรัฐทั้งหมด ทัง้ น้รี ัฐตอ้ งยอมรับว่าไม่สามารถบริหารจัดการ ตลอดจนไม่สามารถแก้ไขปัญหาทางสังคมตามลาพังได้อย่างมี
ประสทิ ธภิ าพ รัฐจงึ ตอ้ งแสวงหาแนวทางการดาเนนิ การใหมๆ่ เพอ่ื บริหารจดั การบา้ นเมือง สนบั สนนุ ใหเ้ กดิ พื้นทส่ี าธารณะและ
การมีส่วนร่วมของภาคส่วนอน่ื อนั ไดแ้ ก่ ประชาชน องค์กรการกศุ ล อาสาสมัคร ชุมชนและภาคธุรกิจ เรียกได้ว่าเป็นภาคส่วน
ประชาสังคม มาร่วมบริหารจัดการและแก้ไขปัญหาสังคม ด้วยแนวคิดนี้แนวทางการบริหารจัดการเพ่ือความเป็ นธรรมทาง
สังคม จึงควรจะต้องมีการปฏิรูปรัฐและรัฐบาลโดยการลดอานาจลง จะนาไปสู่การเติบโตของความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วน
(Partnership) ระหว่างรัฐและภาคประชาสังคม เพิ่มโอกาสในการมีส่วนร่วมของภาคส่วนที่มิใช่รัฐในการประสานงานตรวจ
สอบและถ่วงดุลอานาจรัฐ รัฐจะต้องไม่ครอบงาหรือแทรกแซงทาความเข้าใจบทบาทหน้าที่ของภาคประชาสังคม รัฐกับภาค
- 369 -
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
ประชาสังคมต้องมีบทบาททางการเมืองประเด็นปัญหาต่างๆ ควบคู่กันไป (ศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ อ้างถึง ใน www.
midnightuniversity.com, 20 มิถุนายน 2554)
สาหรบั ความเปน็ หุ้นส่วนทางด้านการศึกษา สานักงานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ (2544: 6) กล่าวว่าเป็นการ
ที่ทุกฝ่ายเกิดความรู้สึกว่าเป็นผู้ให้การศึกษาแก่ผู้เรียนร่วมกัน การทางานท่ีเกิดจากการประสานความร่วมมือข้ามหน่วยงาน
ระหวา่ งบคุ คล กลมุ่ และองค์กรทเี่ รยี กว่า “ภาคี” หรือ “หุ้นส่วน” ลักษณะของความเป็นหุ้นส่วน ทั้งนี้ ลักษณา เติมศิริกุลชัย
และสุชาดา ตั้งทางธรรม (2541: 32) ยังได้ระบุว่าเป็นการทางานร่วมกันเพ่ือให้บรรลุข้อตกลงหรือภารกิจเฉพาะและความ
คาดหวงั ตอ้ งมขี อ้ ตกลงกันไว้ล่วงหน้าในเรอื่ งพนั ธะกจิ และความคาดหวัง การทบทวนความสมั พันธ์อยู่เสมอและแก้ไขข้อตกลง
เม่ือมีความจาเปน็ รวมทง้ั การแบง่ ปันผลประโยชน์และความเส่ยี งร่วมกัน หลักการของความเป็นหุ้นส่วนมี 6 ข้อได้แก่ 1) การ
ตระหนักและการยอมรับของความจาเป็นในการเป็นหุ้นส่วน 2) การพัฒนาที่มีเป้าหมายชัดเจนและเป็นจริงได้ 3) มีพันธะ
สัญญาที่แน่นอน 4) รักษาและพัฒนาความเช่ือมั่นระหว่างกัน 5) สร้างความชัดเจนในการจัดการความเป็นหุ้นส่วน 6) มีการ
ควบคมุ วดั ผลและเรียนรู้จากผลนนั้ (Joyce Halliday, Sheena N. M. Asthana and Susan Richardson: 2004, 288)
จะเหน็ ไดว้ ่าแนวความคดิ เกยี่ วกับความร่วมมือหุน้ สว่ นเปน็ ความสมั พันธ์ระหวา่ งกลมุ่ ต่างๆ โดยมีกระบวนการเรียนรู้
แลกเปลี่ยน มีความสมั พนั ธ์แบบมติ รภาพ การร่วมมือกันทางาน เพื่อนาไปสู่ความรู้และวิธีการใหม่ในการจัดการปัญหา มีการ
จัดการเป้าหมายร่วมกันในการสร้างพลังในการขับเคล่ือนกระบวนการพัฒนาหรือสร้างพลังการเปลี่ยนแปลงส่ิงต่างๆ ใน
โครงสรา้ งท่ีเป็นปญั หา ผู้ศึกษาจงึ เช่อื มน่ั ว่าการบริหารสงั คมกับการสร้างความสัมพันธเ์ ชิงหุน้ สว่ นเพื่อสร้างความเป็นธรรมทาง
สังคมมีความสอดคล้องกับสถานการณ์ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางการศึกษา เนื่องด้วยความสัมพันธ์เชิงหุ้นส่วนระหว่าง
สถาบนั การศกึ ษาและชุมชนจะมีพลังท่ีแข็งแกร่งเพียงพอในการผลักดันให้เกิดเปล่ียนแปลงเชิงโครงสร้าง เพ่ือแก้ปัญหาความ
ไมเ่ ป็นธรรม ด้วยกระบวนการแลกเปลยี่ นทรพั ยากรซึง่ กนั และกัน การรว่ มกนั ดาเนนิ การ การรว่ มรบั ประโยชน์และการแบกรับ
ความเสย่ี งร่วมกนั ด้วยความทดั เทียม โดยมีเป้าหมาย ข้อกาหนด พันธะสัญญาชัดเจนภายใต้ความเช่ือม่ันและความรู้สึกสานึก
ร่วมกนั นาไปสกู่ ารแกป้ ัญหาเชิงโครงกับความไม่เปน็ ธรรมทางสังคมการด้านการศึกษาไดอ้ ย่างมศี ักยภาพ
2.2.2 การบรหิ ารสงั คมจากการมสี ว่ นรว่ มของภาคประชาสงั คมเพอ่ื ความเป็นธรรมทางสังคม
การมสี ่วนร่วมของประชาชนในรูปแบบการรวมตัวของภาคประชาสังคมจะมีพลังขับเคล่ือน ให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
ทางสังคมได้ดี ประชาสังคมจะเปลี่ยนความสัมพันธ์ทางสังคมในแนวด่ิง (Vertical Relationship) ไปสู่ความสัมพันธ์ใน
แนวราบ (Horizontal Relationship) ได้มากขนึ้ เปดิ โอกาสใหป้ ระชาชนมโี อกาสหรือมพี ้ืนท่แี สดงความคดิ เห็นหรือแสดงการ
มีตัวตนอยู่ของประชาชนในสังคม สะท้อนความต้องการในลักษณะกระบวนการใช้อานาจแบบเบื้องล่างขึ้นสู่เบื้องบน
(Bottom-up) ลักษณะความสมั พันธแ์ บบแนวราบและกระบวนการสะทอ้ นความต้องการจากล่างขนึ้ บน อยู่บนฐานการเคารพ
ในสิทธิและศักดิ์ศรีของความเป็นมนษุ ยท์ ี่สอดคล้องกับหลักสทิ ธมิ นุษยชน อันเป็นหลกั การเชิงค่านยิ มพื้นฐานในเร่ืองความเป็น
ธรรมทางสงั คม ทั้งนี้การสร้างความสัมพันธ์ในแนวราบจะเป็นปัจจัยสาคัญสาหรับความเป็นธรรมทางการศึกษาท่ีพึงประสงค์
ของสังคม
2.2.3 การบริหารสงั คมดว้ ยการสร้างสวสั ดิการเชิงบวกเพ่อื ความเปน็ ธรรมทางสังคม
ระบบสวัสดกิ ารเชิงบวก (Positive Welfare) เป็นองค์ประกอบทางสังคมหน่ึงที่ Giddens ได้กล่าวถึง สวัสดิการเชิง
บวกมีนยั ยะความหมายของสวัสดกิ ารท่ีแตกต่างไปจากความหมายของรฐั สวสั ดกิ ารแบบเดมิ ๆ นั่นคือการจัดสวัสดิการที่ไม่ได้มี
รัฐรับผิดชอบดูแลสวัสดิการให้แก่ประชาชนโดยลาพัง รัฐสวัสดิการจาเป็นต้องมีการรื้อโครงสร้างสวัสดิการใหม่ให้มี
ความสัมพนั ธ์กบั ความยากไรข้ องประชาชน ปรบั ระบบสวัสดิการโดยเลี่ยงจากการให้ประโยชน์จากเบื้องบนมาสู่เบื้องล่างและ
ต้องสร้างสวสั ดิการเชงิ บวกที่มคี วามสอดคลอ้ งระหวา่ งขอ้ เทจ็ จริงกับหลกั การปฏบิ ัติ โดยรัฐสวัสดกิ ารจะต้องมีการเปลี่ยนรปู ไป
ในทิศทางท่ีรฐั ต้องลดอานาจ ในขณะเดียวกันรัฐก็ต้องมุ่งส่งเสริมการพัฒนาสังคมและความเป็นธรรมทางสังคมให้เกิดข้ึน รัฐ
จะไมไ่ ด้มบี ทบาทหนา้ ทดี่ ูแลประชาชนเรยี กวา่ สวัสดกิ ารพหุลกั ษณ์ (Welfare pluralism)
- 370 -
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเน่อื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
สวสั ดิการพหุลักษณเ์ ปดิ โอกาสให้ประชาสังคมเขา้ มารบั ผิดชอบสวสั ดกิ ารของประชาชน องคก์ รการกศุ ล อาสาสมัคร
ชมุ ชนและภาคธุรกจิ ทงั้ นีร้ ฐั เองจะไม่ไดย้ ุติบทบาทการจัดการเด็ดขาดทว่ายังคงต้องดูแลบางส่วน ภาคีทุกภาคส่วนจะร่วมมือ
กันในลักษณะการเป็นหุ้นส่วนต่างตอบแทนประโยชน์ซ่ึงกันและกัน การจัดสวัสดิการเช่นน้ีถือว่าเป็นการลงทุนทางสังคมที่ไม่
เปน็ อุปสรรคขัดขวางตอ่ ความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ หนุนสร้างความม่ันคงทางสังคม ขยายโอกาสการมีชีวิตท่ีดีขึ้น ทาให้
เกดิ ความเป็นธรรมทส่ี อดคลอ้ งกับความต้องการของประชาชนและสอดคล้องกบั แนวคิดการจดั สวัสดิการของฝ่ายขวาแบบเสรี
นิยม (Liberal Welfarism) คือ สวัสดิการที่ไม่ทาลายกลไกของระบบตลาด แบบอนุรักษ์นิยม (Conservative Welfarism)
คือ สวัสดิการที่อยู่บนพื้นฐานประเพณีด้ังเดิม ใช้สถาบันทางสังคมทั้งครอบครัว ศาสนา ชุมชนมาจัดการ แบบสังคม
ประชาธิปไตย (Social Democratic Welfarism) คอื รฐั สวัสดกิ ารทใ่ี หค้ วามสาคัญกับการป้องกัน แก้ปัญหาความยากไร้ของ
ประชาชน (เอนก เหล่าธรรมทศั น์, 2549 : 173)
ในห้วงเวลาหลายปมี านี้ ประเทศไทยได้มีการจัดสวสั ดิการตา่ งๆ โดยเฉพาะสวัสดิการด้านการศึกษาที่มีลักษณะของ
นโยบายประชานิยม ซึ่งล้วนแล้วแต่สร้างความนิยมทางการเมืองให้พรรครัฐบาลให้สามารถอยู่ในอานาจได้เป็นเวลานาน
มากกว่าการคานงึ ถึงผลประโยชน์ของประชาชนในระยะยาว (สฤนี อาชวานันทกุล, 2553 : 110) นโยบายเหล่านี้ก่อให้เกิดผล
การเปล่ยี นแปลงในระยะสั้น แต่ในระยะยาวอาจก่อให้เกิดความเสียหายมากกว่าและไม่ได้ช่วยส่งเสริมให้เกิดความเป็นธรรม
ทางสงั คมได้จริง
ดงั นั้นการบริหารสังคมรัฐตอ้ งเปลย่ี นแปลงการดาเนินนโยบายประชานยิ มไปส่นู โยบายการจดั สวสั ดิการเชิงบวก โดย
คานึงถึงปัญหาในการดาเนินชีวิตของประชาชนเชิงโครงสร้าง เปิดโอกาสให้ภาคประชาสังคมมีส่วนร่วม ในการแสดงความ
คิดเห็นตอ่ การจัดสวัสดกิ ารที่สนองตอบตอ่ ปญั หาความต้องการอย่างแท้จริง มีประสิทธิภาพ ควบคู่ไปกับความสามารถในการ
พึ่งตนเองของประชาชน เพ่ือแสวงหาแนวทาง กาหนดวางแผน ดาเนินการเพ่ือแก้ปัญหาความไม่เป็นธรรมทางสังคมร่วมกัน
ระหวา่ งภาครฐั ประชาชน องค์กรการกุศล อาสาสมัคร ชุมชนและภาคธุรกจิ
2.2.4 การบริหารสังคมดว้ ยการปฏริ ปู การศกึ ษาเพอื่ สรา้ งความเปน็ ธรรมทางสงั คม
การใช้การศกึ ษาปลุกจิตสานกึ และสร้างความเป็นพลเมือง สาหรับแนวคิดความเป็นธรรมทางการศึกษาที่ปรากฏใน
งานเขยี นเรื่องทฤษฎกี ารสอนของผู้ถูกกดขี่ (Pedagogy of the oppressed) ของ เปาโลว์ แฟร์ (Paulo Freir) เห็นว่ามนุษย์
ถกู กดขไี่ ม่ได้รับเสรีภาพและความยุตธิ รรม การศกึ ษาจะเป็นเครือ่ งมือสาคญั ในการปลดปลอ่ ยตนเองออกจากการกดขีใ่ นสภาพ
ที่ไม่ยตุ ธิ รรมนัน้ (เปาโลว์ แฟรร์, ช.เขยี ว พุ่มพวง (แปล), 2517: 27) การศกึ ษาจงึ มคี วามสาคัญตอ่ การแก้ปัญหาในสังคม
การศึกษาตามทัศนะของเปาโลว์ แฟรร์ การศึกษาสาหรับผู้ถูกกดข่ีคือโครงการการศึกษาจัดระบบเพ่ือผู้ถูกกดข่ี
โดยเฉพาะ โดยมีลาดับข้ันตอนการจัดการศึกษาในขั้นแรก ต้องเปิดเผยข้อเท็จจริงเพื่อจะทาการเปล่ียนแปลงสภาพความไม่
เป็นธรรม ขน้ั ตอ่ มาคือการเปล่ียนแปลงเพื่อความเป็นธรรมทางสังคมจะเกิดขึ้นเมื่อให้การศึกษาสาหรับทุกคนและสร้างความ
เข้าใจใหมแ่ ทนความเขา้ ใจเดมิ (เปาโลว์ แฟรร์, ช.เขยี ว พมุ่ พวง (แปล), 2517: 18-35) การศึกษาดังกล่าวจึงไม่ใช่การศึกษาใน
ระบบทเ่ี รากาลงั ใหค้ วามสาคญั กันอยเู่ ป็นหลกั
การศึกษานจ้ี ะชว่ ยสร้างสานึกความเป็นพลเมอื ง ภาคประชาสงั คมต้องมีส่วนร่วมในการสนับสนุนด้วยการศึกษาเพื่อ
สรา้ งความเป็นพลเมือง (Civic Education) เป็นกระบวนการอบรมขดั เกลาให้ประชาชนไดพ้ ฒั นาตนเองไปสู่การเปน็ พลเมอื งที่
มีความรู้ ความเข้าใจ มีความศรัทธา เชื่อมั่นในอุดมการณ์และวิถีทางแห่งประชาธิปไตย เน่ืองเพราะส่วนหน่ึงของการสร้าง
ความรู้สึกตระหนักและเห็นความสาคัญของการเป็นพลเมืองคือการส่งเสริม ปลูกฝังความรู้ ทักษะ วิธีการแสดงถึงความเป็น
พลเมืองได้โดยการส่งเสริมพลเมืองในประเทศด้วยการศึกษา ทั้งนี้เพราะการศึกษานับเป็นปัจจัยสาคัญในการพัฒนาความรู้
เพ่ิมศักยภาพในตัวบุคคลได้เป็นอย่างดี (Kristina R. Llewellyn, Sharon Cook,Joel Westheimer, Luz Alison Molina
Giron and Karen Suurtamm, http://www.cprn.org/documents/48798_EN.pdf, 6 February 2014) การสรา้ งความ
เป็นพลเมอื งในลักษณะดังกลา่ วเปน็ พ้นื ฐานสาคญั ในการพัฒนาประชาสังคมท่เี ขม้ เข็ง
- 371 -
รายงานสืบเน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ดังนั้นการบรหิ ารสังคมด้วยการปฏิรปู การศกึ ษานี้จึงเนน้ ให้การศกึ ษาเปน็ กระบวนการเรยี นร้ตู ลอดชีวติ และมไิ ดจ้ ากดั
เฉพาะการศึกษาในระบบเท่านั้น หากแต่ต้องเปิดกว้างสู่การศึกษาทุกรูปแบบ การศึกษาท่ีปลุกจิตสานึกประชาชนจะสร้าง
ความเปน็ พลเมอื งใหเ้ กิดขนึ้ ความเปน็ พลเมอื งนีจ้ ะทาให้บคุ คลรับรู้และเข้าใจเรื่องสิทธิที่มาพร้อมกับความรับผิดชอบ เห็นแก่
ประโยชนข์ องสว่ นรวมและต้องการมีส่วนร่วมในการแกไ้ ขปัญหาและบริหารจัดการสังคมเพื่อร่วมสร้างสังคมที่เป็นธรรมในทุก
ด้านอันหมายรวมถึงความเป็นธรรมทางการศึกษาด้วย การสร้างความร่วมมือระหว่างสถาบันการศึกษาและชุมชนในการ
บรหิ ารจดั การการศึกษาคือการปลุกเร้าและสร้างจิตสานึกต่อสังคมโดยในระดับปัจเจกต้องมีความรับผิดชอบของพลเมืองท่ีดี
(Civic Responsibility) นาไปสกู่ ระบวนการแกป้ ญั หาและพัฒนาสงั คมอย่างมีพลงั
2.3 การสังคมสงเคราะหด์ ้านการศกึ ษา
การศึกษาเป็นสวัสดิการท่ีประชาชนทุกคนพึงได้รับ หากแต่ยังมีประชาชนบางส่วนท่ีตกหล่น ระบบการศึกษาไม่ได้
เข้าถึงประชาชน ประชาชนจึงไม่ได้รับความเป็นธรรมด้านการศึกษา งานสังคมสงเคราะห์ทางการศึกษาจึงเกิดขึ้น ทั้งน้ีงาน
สังคมสงเคราะหท์ างการศกึ ษาเกย่ี วขอ้ งกับงานสวัสดิการสังคม (Social Welfare) และบริการสังคม (Social Service) จัดขึ้น
เพอื่ การปอ้ งกัน แกไ้ ขปญั หาทางการศกึ ษาโดยมีเป้าหมายในการผลักดนั และชว่ ยเหลอื ระบบการศกึ ษาอนั เปน็ สถาบันหลักทาง
สงั คมใหส้ ามารถทางานไดอ้ ย่างมีประสิทธิภาพ เปน็ องคก์ รเรยี นรู้ของประชาชนในประเทศ
การบริหารสังคมเพื่อส่งเสริมความเป็นธรรมทางการศึกษาต้องใช้หลักก ารการปฏิบัติงานสังคมสงเคราะห์ทาง
การศึกษาร่วมด้วย ส่งเสริมให้เกิดการเปล่ียนแปลงทางสังคม (Social Change) หรือการเปล่ียนโครงสร้างที่ไม่เป็นธรรมรวม
ถึงการป้องกนั ปญั หา ทัง้ นต้ี อ้ งดงึ การมีสว่ นรว่ มของชุมชนเขา้ มาเพื่อพัฒนาพลงั การจดั การและการพง่ึ ตนเองของประชาชน ให้
พ้นจากการครอบงา การกดขจี่ ากภาครฐั หรอื แม้แต่ผ้สู อน มกี ารเสริมพลงั อานาจผู้เรียนรวมถงึ ประชาชนในชุมชนให้ต่ืนขึ้นโดย
ปลกุ จติ สานึกในการศึกษาเรียนรู้ที่ท้ายสุดแล้วการศึกษาต้องถูกไม่จากัดการตีความหมายการศึกษาอยู่แค่การศึกษาในระบบ
เท่านั้น หากแต่ต้องขยายออกไปสู่การศึกษาทางเลือกท่ีเปิดโอกาสให้สมาชิกในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมมากที่สุดและเอ้ือ
ประโยชน์ให้แกป่ ระชาชน สร้างพลังการพึ่งตนเองให้เกิดข้ึน การกาหนดการปฏิบัตงิ านสงั คมสงเคราะหจ์ ึงต้องร่วมกบั คนชุมชน
โดยอาศัยทรัพยากรที่มีอยู่ในชุมชน รวมทั้งการอาศัยการมีส่วนร่วมจากภาคีต่างๆไม่ว่าจะเป็นประชาชน องค์กรประชาชน
ภาคเอกชน ภาคธรุ กจิ นักวชิ าการ องคก์ รพฒั นาเอกชนร่วมผลักดนั การปฏิบตั งิ านใหม้ ีประสิทธิภาพ
บทสรุป
การบริหารสังคมเพ่ือส่งเสริมความเป็นธรรมด้านการศึกษาต้องมีความยืดหยุ่นตามสถานการณ์และบริบททาง
เศรษฐกิจ สังคม การเมืองการปกครอง สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี รวมทั้งต้องอาศัยความรู้ แนวคิดที่หลากหลายมาบูรณาการ
จัดการทรัพยากร การกาหนดนโยบายการศึกษาเพ่ือทิศทางการศึกษาสมัยใหม่จึงต้องมีความหลากหลายไม่ผูกขาดอยู่แค่
รปู แบบเดยี วเป็นทางเลือกสาหรับผู้เรียนแต่ละทอ้ งถิน่ ที่มีความแตกต่างกนั ออกไปเพอ่ื จัดการทรพั ยากรท่ีมีอย่อู ยา่ งจากดั ใหเ้ กดิ
คุณภาพ ทวั่ ถงึ และเท่าเทยี มแกส่ ังคมและบรรลผุ ลสาเรจ็ ด้านการศกึ ษาในการพฒั นาศกั ยภาพของคนให้สมบรู ณเ์ ป็นสมาชกิ ท่ีดี
ของสังคมนาไปสู่พลงั การเคลอ่ื นไหวเพ่อื พัฒนาแก้ปัญหาชุมชน นโยบายการศึกษาจึงต้องเป็นเครื่องมือสร้างความเข้มแข็งไม่ใช่
บั่นทอนชมุ ชนให้อ่อนแอลงทุกขณะ ชุมชนเปน็ ขมุ พลงั แห่งการเรยี นรู้ถ่ายทอดความรู้ใหผ้ เู้ รยี นอยา่ งกว้างขวาง ในขณะทผ่ี ู้เรยี น
สามารถแลกเปลี่ยนความรูเ้ พอื่ แกป้ ัญหาชุมชนตา่ งเสริมพลงั กนั และกัน ทาให้ชุมชนเขม้ แข็ง พ่ึงตนเองได้ เกดิ ภาคประชาสังคม
ท่ีเข้มแข็งและสามารถจัดการชุมชนได้และมีศักยภาพเพียงพอที่จะสะท้อนปัญหาของประชาชนสู่ภาครัฐเพ่ือการสนองตอบ
ความต้องการอยา่ งมีประสิทธิภาพ
การศึกษาท่ีผ่านชุมชนด้วยกระบวนการขัดเกลาทางสังคมทาให้สมาชิกมีศักยภาพเป็นแรงพลังสาคัญของชุมชน แต่
ความเปน็ จริงการหนั กลับไปหาอดตี ที่ไกลสดุ กไู่ ม่ใช่หนทางที่จะทาได้และอาจจะไม่ใช่คาตอบที่ถูกต้องที่สุดกับสังคมของความ
เปน็ จรงิ ในปจั จุบัน แต่การศึกษาต้องเอื้อต่อการหล่อเลี้ยงวัฒนธรรมและเอื้อให้มีทักษะการงานท่ีจะได้รับปัจจัยการดารงชีวิต
อย่างเพียงพอ การนาเสนอการศึกษาทางเลือกสมัยใหม่น้ีจึงไม่ใช่การช่วงชิงความหมายทางการศึกษาจากภาครัฐอย่างเต็มรูป
- 372 -
รายงานสืบเนือ่ งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
รอยเหมือนคร้ังในอดตี แต่อยา่ งน้อยที่สุดคือการแสวงหาช่องทางทช่ี มุ ชนจะสามารถแทรกตัวกลับเข้าไปสู่ระบบการศึกษาเพ่ือ
สนับสนุนฟนื้ ฟอู งค์ความรู้ วิถีชีวิต วฒั นธรรมท้องถ่ินให้กลับมาเข้มแข็งขึ้นอีกครั้ง และให้ผู้เรียนกลับมาสู่ความเป็นสมาชิกที่ดี
ของสังคมรว่ มขับเคล่อื นสูก่ ารเปลี่ยนแปลงสังคมในทศิ ทางทีพ่ งึ ประสงค์
เอกสารอา้ งอิง
หนงั สือ
กีรติ ยศยิง่ ยง. การบริหารสงั คม : แนวคิดและกระบวนการ. กรงุ เทพฯ : มิสเตอรก์ ้อปป,้ี 2549.
เปาโล แฟรร,์ ช.เขียวพุ่มพวง (แปล). การศกึ ษาสาหรับผูถ้ ูกกดข.่ี กรุงเทพฯ : เจรญิ วิทยก์ ารพิมพ,์ 2517.
ไพบลู ย์ วัฒนศริ ธิ รรม. การบรหิ ารสงั คม : ศาสตรแ์ หง่ ศตวรรษเพ่อื สงั คมไทยและสงั คมโลก. พิมพ์ครั้งที่ 2, กรุงเทพฯ : สถาบัน
พัฒนาองค์กรชุมชน (องคก์ รมหาชน), 2543.
ทศั นีย์ ลกั ขณาภชิ นชัช. การบรหิ ารสงั คมกบั โครงสร้างสงั คมไทย. คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,
2548.
ลักษณา เตมิ ศริ กิ ลุ ชัยและสุชาดา ตง้ั ทางธรรม. ภาคเี พือ่ การส่งเสรมิ สขุ ภาพ. กรงุ เทพฯ : สถาบนั วิจยั ระบบสาธารณสุข, 2541.
สฤนี อาชวานันทกลุ . เศรษฐกจิ ทางเลือก : ว่าด้วยเศรษฐกจิ ความสขุ เศรษฐกิจอิสลาม และนโยบายประชานยิ ม. กรงุ เทพฯ :
โอเพน่ บุ๊คส,์ 2553.
สมุ าลี เทพสวุ รรณ. จะเช่อื มโยงการพัฒนาการท่องเท่ยี วเพ่อื ความยง่ั ยนื ของชมุ ชนกบั การบรหิ ารสังคมอย่างไร. คณะสงั คม
สงเคราะห์ศาสตร์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร,์ 2545.
สานกั งานคณะกรรมการการศกึ ษาแหง่ ชาติ. วิสัยทศั นแ์ ละยุทธศาสตรก์ ารปฏิรูปการศกึ ษา. กรงุ เทพฯ : สานักงาน
คณะกรรมการการศึกษาแห่งชาต,ิ 2544.
เอนก เหลา่ ธรรมทัศน์. ทักษิณา-ประชานิยม. กรุงเทพฯ : มตชิ น, 2549.
Anthony Giddens. Sociology. Cambridge, U.K. : Polity Press, 2009.
Joyce Halliday, Sheena N. M. Asthana and Susan Richardson. Evaluating Partnership : The Role of Formal
Assessment Tools, SAGE Publications (www.sagepublications.com) Vol 10(3),2004.
Murial Brown. Introduction to Social Administration in Britain. Hutchinson Educational: Northwestern
University. 1985.
แหล่งข้อมลู ออนไลน์
ศโิ รตม์ คลา้ มไพบลู ย.์ ทางเลอื กสายท่ี 3 : วาทกรรมแบบหลังสงั คมนิยม. www.midnightuniversity.com, 20 มถิ นุ ายน
2554.
Kristina R. Llewellyn, Sharon Cook,Joel Westheimer, Luz Alison Molina Giron and Karen Suurtamm. The
State and Potential of Civic Learning in Canada. http://www.cprn.org/documents/48798_EN.pdf, 6
February 2014.
- 373 -
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ทุนทางสังคมของผู้ปกครองบุคคลสมาธสิ ั้น : กรณีชมรมผ้ปู กครองบุคคลสมาธิสัน้ แห่งประเทศไทย
Social Capital of Parents of ADHD : The Parents’ Club of the ADHD of Thailand
จิตติ วสิ ัยพรม1
Jitti Wisaiprom2
Abstract
The creation of social capital of The Parents’ Club of the ADHD of Thailand has the objectives of
the study was 1. to study the history and development of The parents’ club of the ADHD of Thailand and
2. to study the creating of social capital of the parents’ club of the ADHD of Thailand to support and help
parents of ADHD. This thesis applied qualitative methodology with in-depth interviews and focus group. It
was found that the parents’ club of the ADHD of Thailand was created in 1999 with the purpose to
educate and helping and supporting families who have the ADHD members. This club has services of
consulting, exchanging experiences in taking care of the ADHD and providing the knowledge for interested
ones. In this article, the writer intends to present the background and development of the club, the
services missions of the club and the current limitations of the club for realizing the importance of social
capital in helping and supporting everyone who suffer from ADHD.
Keywords : Social capital, the Parents 'Club of the ADHD of Thailand, Parents of person with ADHD
บทคดั ยอ่
การศึกษาเรื่อง “การสร้างทุนทางสังคมของชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิส้ันแห่งประเทศไทย” มีวัตถุประสงค์ใน
การศึกษาเพื่อ 1. ศึกษาความเป็นมาและพัฒนาการของชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้นแห่งประเทศไทย และ 2. เพื่อศึกษา
การสรา้ งทุนทางสังคมของชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิสัน้ แหง่ ประเทศไทยในการสนบั สนุนชว่ ยเหลอื ผปู้ กครองบุคคลสมาธิส้ัน
ใชว้ ิธกี ารศึกษาวจิ ัยเชงิ คุณภาพ โดยการสมั ภาษณ์เชงิ ลึก และการสนทนากลุม่ ผลการศกึ ษาพบวา่ ชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิ
ส้ันแห่งประเทศไทยก่อตั้งมาต้ังแต่ปี พ.ศ.2542 โดยมีจุดประสงค์เพ่ือสร้างความรู้ความเข้าใจ และสนับสนุนช่วยเหลือ
ผู้ปกครองบุคคลสมาธิส้ันท่ีประสบปัญหาการดูแลบุคคลสมาธิส้ัน ชมรมฯ เป็นหนึ่งในหน่วยงานท่ีเป็นทุนทางสังคมของ
ผู้ปกครองและบุตรหลานที่เป็นโรคสมาธสิ ้นั โดยมีบรกิ ารไดแ้ ก่ การให้คาปรึกษา กลุ่มแลกเปลีย่ นประสบการณ์ในการดูแลบุตร
และการใหค้ วามรู้ความเขา้ ใจแกบ่ ุคคลทส่ี นใจ ในบทความนี้ผู้ศกึ ษาตอ้ งการทจี่ ะเสนอประเดน็ ความเปน็ มาและพฒั นาการของ
ชมรมฯ การสนบั สนุนชว่ ยเหลอื ของชมรมฯ ท่ีสมาชกิ ไดร้ ับ และขอ้ จากดั ของชมรมฯ ในปัจจุบัน ท้ังน้ีเพือ่ ใหเ้ หน็ ถงึ ความสาคญั
ของการมีทุนทางสังคมในการสนับสนุนและช่วยเหลือผู้ปกครองและบุคคลสมาธิสั้นให้สามารถดารงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่าง
ปกติ
คาสาคัญ : ทุนทางสงั คม, ชมรมผู้ปกครองบคุ คลสมาธิสั้นแห่งประเทศไทย, ผูป้ กครองบคุ คลสมาธิสั้น
1 บทความนเ้ี ปน็ ส่วนหน่ึงของวิทยานิพนธ์เรอ่ื ง “การสรา้ งทุนทางสังคมของชมรมผูป้ กครองบุคคลสมาธิสน้ั แหง่ ประเทศไทย”
หลักสตู รสังคมสงเคราะหศ์ าสตรมหาบัณฑิต คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
2 นักศึกษาปริญญาโท หมวดการวิจยั ทางสงั คมสงเคราะห์ คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
- 374 -
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวชิ าการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
บทนา
การรวมตัวกนั ของบุคคลเพอ่ื ทากิจกรรมอนั จะก่อให้เกิดผลประโยชน์ตอ่ ตวั บคุ คลและกลุม่ ท่ตี นเองเป็นสมาชิกเปน็ สง่ิ
ท่สี ามารถพบเห็นไดม้ ากมายในสังคมปัจจบุ ัน โดยสว่ นมากมกั เกดิ จากบุคคลทีม่ ลี ักษณะร่วมทค่ี ล้ายคลงึ กัน หรอื ประสบปัญหา
เดียวกัน ซ่ึงเม่ือมีการรวมกลุ่มทากิจกรรมร่วมกัน มีปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิก มีการแลกเปล่ียนและแบ่งปันข้อมูลให้แก่กัน
และกัน กลุ่มเหล่าน้ีจะกลายเป็นทุนทางสังคมอันจะก่อให้เกิดประโยชน์แก่สมาชิกของกลุ่มรวมไปถึงบุคคลภายนอกที่มี
ลักษณะร่วมหรอื ประสบปญั หาเดียวกนั หรอื คลา้ ยคลึงคนในกลุ่มนน้ั ทนุ ทางสังคมของกลุ่มแต่ละกลุ่มจึงเป็นเครื่องมือในการที่
จะสนับสนนุ และชว่ ยเหลอื บุคคลในการกา้ วผา่ นสถานการณป์ ญั หาตา่ งๆ ท่ีตอ้ งเผชิญ เพ่ือใหบ้ ุคคลเหล่านนั้ สามารถดาเนินชวี ติ
ไดอ้ ย่างราบรน่ื ในสงั คม
กลุ่มช่วยเหลือกันเองของผู้ปกครองที่รวมตัวกันขึ้นมาเพ่ือบรรเทาปัญหาท่ีเกิดจากการดูแลบุ คคลสมาธิสั้นใน
ครอบครวั ถือได้ว่าเปน็ หนึง่ ในทุนทางสงั คมของผู้ปกครองที่ตอ้ งเผชิญกับปัญหาในการดูแลบุคคลสมาธิส้ัน โดยปัญหาที่อาจจะ
ต้องเผชิญมีตั้งแต่การที่ผู้ดูแลมีความรู้ไม่เพียงพอทาให้ขาดความรู้ความเข้าใจในอาการของผู้ป่วยส่งผลต่อการเลี้ยงดูใน
ครอบครัว ผู้ดูแลมักมีความคิดว่า บุตรหลานต่อต้าน ไม่ฟังตามคาบอก บุคคลสมาธิสั้นจึงมักถูกตาหนิ ดุด่า หรือถูกลงโทษ
รนุ แรงนอกจากนนั้ ผู้ดูแลบุคคลสมาธสิ ัน้ มกั พบกบั ปัญหาทางดา้ นอารมณแ์ ละจิตใจ เกิดภาวะความเครียด ความวิตกกงั วล และ
ภาวะซึมเศร้าจากการท่ีบุตรหลานป่วยด้วยโรคสมาธิสั้น ซึ่งอาจจะส่งผลกระทบทาให้เกิดปัญหาครอบครัว อันจะนาไปสู่การ
หยา่ รา้ ง หรือแยกทางกันของคู่สมรสที่มบี ุตรหลานป่วยด้วยโรคสมาธิสั้นการมีกลุ่มช่วยเหลือตนเองของผู้ปกครองบุคคลสมาธิ
ส้ันจึงทาให้ผู้ปกครองสามารถดูแลบุคคลสมาธิสั้นได้อย่างถูกต้อง รวมท้ังสามารถแก้ไขปัญหาท่ีครอบครั วต้องเผชิญและ
ส่งเสริมให้เกิดการดูแลบุคคลสมาธิสน้ั อยา่ งถกู วิธี
บทความนเี้ ป็นส่วนหนึ่งของผลการศึกษาจากการเก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกของวิทยานิพนธ์เรื่อง “การ
สรา้ งทนุ ทางสังคมของชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิสน้ั แห่งประเทศไทย” มีวัตถปุ ระสงคใ์ นการศึกษาเพ่ือ 1.ศึกษาความเป็นมา
และพัฒนาการของชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้นแห่งประเทศไทย และ 2.เพื่อศึกษาการสร้างทุนทางสังคมของชมรม
ผปู้ กครองบคุ คลสมาธิสน้ั ในการสนับสนุนช่วยเหลือผู้ปกครองบุคคลสมาธิสน้ั จดุ มุ่งหมายของบทความนี้คือการนาเสนอให้เห็น
ถึงความเป็นมาและพฒั นาการของชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิส้ันแห่งประเทศไทยที่ผู้ศึกษามีความเห็นว่าเป็นหนึ่งในทุนทาง
สังคมของผู้ปกครองบุคคลสมาธิส้ัน รวมไปถึงความสาคัญของการมีทุนทางสังคมของผู้ปกครองบุคคลสมาธิส้ัน ซ่ึงเป็น
ประโยชนใ์ นการสนบั สนุนและชว่ ยเหลือผปู้ กครองทตี่ ้องเผชิญปัญหาการดูแลบคุ คลสมาธิสั้นท่ีอยู่ในครอบครัว นอกจากนั้นยัง
มีจุดมุ่งหมายในการนาเสนอข้อค้นพบที่ได้จากการสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมโดยการปฏิบัติงานร่วมกับชมรมแห่งน้ี การ
สัมภาษณผ์ ู้ทีม่ ีสว่ นก่อต้ังและผู้ท่อี ยใู่ นฐานะประธานชมรม และการทบทวนเอกสารทเ่ี กย่ี วข้อง
วรรณกรรมเก่ยี วกับทุนทางสงั คมของผปู้ กครองบคุ คลสมาธิส้นั
ในส่วนนี้ผู้ศึกษาจะขอนาเสนอในเกี่ยวกับความหมายของทุนทางสังคม ความรู้เกี่ยวกับโรคสมาธิสั้น รวมทั้งปัญหา
และผลกระทบจาการเจบ็ ปว่ ยดว้ ยโรคสมาธิส้นั ดังนี้
ความหมายของทนุ ทางสังคม
Coleman (1988) (อ้างถึงใน พรชัย ตระกูลวรานนท์, 2542) ได้ให้ความหมายของทุนทางสังคมไว้ว่า เป็นชุดของ
ความสัมพันธ์ระหว่างคนที่มีผลมาจากความตั้งใจบนพ้ืนฐานของความคาดหวังในสิ่งที่ต้องการใช้ร่วมกัน เป็นชุดของการมี
ค่านยิ มรว่ มกนั และการมีสานึกของความไวว้ างใจระหวา่ งกันเป็นโครงสร้างทางสังคมท่เี กิดข้นึ กับปัจเจกบุคคลในองค์กร
Hanifan (1916) (อา้ งถึงใน พรชยั ตระกลู วรานนท์, 2542) กลา่ วว่า ทุนทางสังคมเป็นส่งิ ท่ีมอี ย่แู ลว้ ในตัวมนษุ ย์ เป็น
สิ่งที่เกดิ ข้นึ ในวิถชี วี ติ ประจาวันในรูปของการสร้างภาพลกั ษณ์ที่ดี ความเปน็ สมาชกิ กลุม่ ความเหน็ ใจกัน และความสัมพนั ธ์ทาง
สงั คมระหว่างปจั เจกบุคคลและครอบครัว ซ่งึ ก่อใหเ้ กดิ หนว่ ยทางสงั คม เมื่อปจั เจกบคุ คลมกี ารติดตอ่ สัมพันธ์กับเพ่ือนบ้านและ
หน่วยทางสังคมของเพอื่ นบา้ นจะกอ่ ให้เกดิ การเพิ่มของทุนทางสังคม
- 375 -
รายงานสืบเน่ืองการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
นักเศรษฐศาสตร์สานักธนาคารโลกได้ให้คานิยามทุนทางสังคมคือการท่ีบุคคลสามารถได้ประโยชน์จากการเป็น
สมาชิกของสังคมหรือเครือข่ายสังคมผ่านความสัมพันธ์ทางสังคมหรือโครงสร้างทางสังคม อาจแบ่งคร่าวๆในลักษณะเชิง
โครงสร้างได้เป็น 2 ประเภท 1) ทุนทางสังคมประเภทการรับรู้ทุนทางสังคมประเภทนี้เก่ียวพันกับเรื่องของความรู้สึกนึกคิด
จิตใจค่านิยมความเช่ือทัศนคติเช่นความเชื่อถือไว้วางใจกันคุณค่าร่วมกันความเก้ือกูลกัน 2) ทุนทางสังคมประเภทโครงสร้าง
ลักษณะ (Structural social capital) มีลักษณะที่มองเห็นและประเมินได้ง่ายกว่าเข้าใจได้ง่ายกว่าประเภทแรกเนื่องจาก
เก่ียวพันกับบทบาทพฤติกรรมการกระทาหรือความสัมพันธ์ที่เราสร้างขึ้นไม่ว่าจะเป็นในรูปแบบขอ งเครือญาติสายสัมพันธ์
อปุ ถัมภห์ รอื จะเป็นเครือขา่ ยองคก์ รท้งั ที่เปน็ ทางการและไมเ่ ปน็ ทางการ (ชวินทร์ ลีนะบรรจง และคณะ, น.19 และPrachatip
Kata, 2004, น.12)
ดงั น้ันผเู้ ขียนขอใหค้ วามหมายของทนุ ทางสังคมว่าคือกลุ่มท้ังที่เป็นทางการและไม่เป็นทางการท่ีเกิดจากการรวมตัว
กันของบุคคลตั้งแต่ 2 คนข้ึนไป ทาให้เกิดปฏิสัมพันธ์และกิจกรรมร่วมกันบนความไว้วางใจของสมาชิกที่มีต่อกลุ่ม ซึ่งการ
รวมกลุม่ นัน้ ต้องกอ่ ใหเ้ กิดผลประโยชน์ตอ่ บคุ คลทเ่ี ปน็ สมาชกิ ซึ่งการช่วยเหลือและสนับสนุนจะทาให้สมาชิกของกลุ่ม องค์กร
หน่วยงาน หรือเครือข่ายเหล่าน้ันสามารถผ่านพ้นปัญหาท่ีเผชิญอยู่ไปได้จากการทบทวนเอกสารที่เกี่ยวข้องกับทุนทางสังคม
พบว่า ทุนทางสังคมน้ันมีทาหน้าท่ีในการสร้างเสริมความสัมพันธ์ หรือความร่วมมือกันระหว่างคนในองค์กร โดยมีบทบาท
ดงั ตอ่ ไปนี้ (ชวินทร์ ลีนะบรรจง และคณะ, น.11-16)
1. บทบาทด้านการแบง่ ปันขอ้ มลู ซ่งึ ก่อให้เกดิ การเรียนรูท้ าให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีข้ึน
2. บทบาทด้านความร่วมมือในกิจกรรม ซึ่งก่อให้เกิดความไว้วางใจระหว่างกันมากข้ึน เกิดเครือข่ายท่ีมีการ
รวมตัวกันทาให้เกิดเป็นพลัง อานาจในการต่อรอง พิทักษ์สิทธิ นาไปสู่การเคลื่อนไหวและพัฒนาองค์กร
สรา้ งความร้สู ึกผูกพนั ในกลุม่ องคก์ ร สถาบนั ทาให้เกดิ การทางานอยา่ งมปี ระสิทธภิ าพ
3. บทบาทดา้ นการมสี ว่ นร่วมในการตดั สินใจ การมสี ว่ นร่วมในการตัดสินใจในแต่ละระดบั แต่ละรูปแบบมีผล
ต่อการส่งเสริมและการพฒั นาระบบการปกครองแบบประชาธปิ ไตยมากขึ้น
4. บทบาทด้านการเปน็ แหลง่ ควบคมุ ทางสังคม ทาหน้าที่ในการบังคับใหป้ ฏบิ ัตติ ามกฎ ตามธรรมเนยี มปฏิบัติ
ต่างๆ ซง่ึ ทาให้เกิดการวมกล่มุ อยา่ งเป็นระบบมากขน้ึ
5. บทบาทด้านการเปน็ แหล่งสนับสนนุ ครอบครัว ทาใหส้ มาชกิ ไดร้ ับการศกึ ษา และพัฒนาบุคลิกภาพ นาไปสู่
การปรบั ตัวไดใ้ นสังคมและมสี มั ฤทธิผลทางการศกึ ษาท่ดี ีขึน้
ความร้เู ก่ียวกับโรคสมาธิสน้ั
รุ้งวิภา เจริญราษฎร์ (2546, น.13) ให้คาจากัดความสมาธิสั้นว่า เป็นอาการที่ถูกจัดให้เป็นความผิดปกติทาง
พฤติกรรม หรอื อาการทเ่ี ดน่ ชดั คือ การมสี มาธิส้ัน เคลอ่ื นไหวไมอ่ ยู่นิ่ง และการหนุ หนั พลนั แลน่ ขาดความยับยงั้ ชั่งใจ โดยผู้ปว่ ย
อาจมีอาการใดอาการหน่งึ รว่ มกับอาการอื่น หรือไม่มีก็ได้ แต่จะต้องเป็นพฤติกรรมที่เกิดข้ึนเป็นระยะเวลาอย่างน้อย 6 เดือน
และต้องพบอาการดงั กลา่ วก่อนอายุ 7 ปี ซงึ่ สง่ ผลกระทบรนุ แรงตอ่ การดาเนินชีวิตของผูป้ ว่ ยและคนใกล้ชดิ
วิฐารณ บุญสทิ ธิ (2555, น.375) กลา่ ววา่ โรคสมาธิสั้น เป็นภาวะบกพร่องในการทาหน้าท่ีของสมองท่ีมีอาการหลัก
คือความผิดปกติทางด้านพฤติกรรมใน 3 ด้าน ได้แก่ 1) ขาดสมาธิต่อเน่ือง (Inattention) 2) ซนมากกว่าปกติหรืออยู่ไม่น่ิง
(Hyperactivity) 3) ขาดการย้ังคิดหรือหุนหันพลันแล่น (Impulsivity) ที่เป็นมากกว่าปกติในเด็กระดับพัฒนาการเดียวกันทา
ใหเ้ สยี หน้าท่ใี นการดารงชวี ติ ประจาวันหรือการเขา้ สงั คม
พชั ราวดี สารวฒุ พิ นั ธ์ (2555, น.11) กล่าวว่า เดก็ สมาธสิ ้นั คือ เด็กที่มีความผิดปกติทางพฤติกรรม ซึ่งแสดงออกมา
ทางการกระทา คาพูด เป็นพฤติกรรมท่ีไม่เหมาะสมกับอายุหรือระดับพัฒนาการและแสดงออกอย่างต่อเนื่องยาวนาน
พอสมควร โดยพฤติกรรมท่ีแสดงออกจะอยู่ในรูปของการขาดสมาธิ ซุกซน ไม่อยู่นิ่ง วอกแวก ไม่สนใจผู้อ่ืน ประมาท หุนหัน
พลนั แลน่
- 376 -
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
จากการทบทวนเอกสารท่ีเกี่ยวข้อง ผู้เขียนสามารถนิยามได้ว่า “โรคสมาธิสั้น” หมายถึงโรคท่ีเก่ียวข้องกับความ
ผิดปกติทางด้านพฤติกรรมการแสดงออกของบุคคล ซ่ึงจะมีอาการหลัก 3 อาการ ได้แก่ อาการสมาธิสั้น อาการหุนหันพลัน
แล่น ขาดความยับยั้งช่ังใจ และอาการซุกซนไม่อยู่น่ิง โดยบุคคลที่ป่วยด้วยโรคน้ีจะมีการแสดงออกถึงอาการดังกล่าวเป็น
ระยะเวลา 6 เดอื นขึ้นไป และแสดงอาการก่อนอายุ 7 ปี และจากการศึกษาเก่ียวกับสาเหตุของการเกิดโรคสมาธิส้ันน้ันยังไม่
สามารถระบสุ าเหตใุ นการเกดิ ของโรคไดอ้ ยา่ งแนช่ ดั แต่พอจะจาแนกสาเหตขุ องการเกิดโรคว่าเกิดจากปัจจัยทางชีวภาพ และ
ปัจจยั ดา้ นจติ สงั คมและสง่ิ แวดล้อม ดงั นี้
สาเหตุทอ่ี าจเกิดจากปัจจัยทางชีวภาพ พนั ธกุ รรม ความผดิ ปกตขิ องสมองสว่ นตา่ งๆ ทาใหส้ มองเตบิ โตและพัฒนาช้า
ซึ่งส่งผลต่อพัฒนาการของผู้ป่วย การทางานผิดปกติของสารส่ือประสาท สารส่ือประสาทอันได้แก่ Dopamine,
Norepinephrine และ Serotonin ทไ่ี มส่ มดลุ อาจมผี ลต่อการเกดิ โรคสมาธสิ ้ัน(ร้งุ วภิ า เจรญิ ราษฎร์, 2546, น.13-15)
สาเหตุท่ีอาจเกิดจากปจั จัยด้านจติ สงั คมและสงิ่ แวดล้อม เม่อื เด็กอาศัยอยู่ในสง่ิ แวดลอ้ มที่เปน็ พิษ อากาศ นา้ อาหาร
ทม่ี ีสารปนเปอ้ื นโดยเฉพาะสารตะกวั่ ทาใหเ้ ด็กทไ่ี มม่ ีปญั หาตั้งแตเ่ กิดได้รบั พิษทีส่ ะสมเรื่อยมาเปน็ สาเหตขุ องการเกิดโรคสมาธิ
สั้นได้ การตดิ สารเสพตดิ ตงั้ แตก่ อ่ น หรือระหว่างตงั้ ครรภข์ องมารดา รวมไปถึงการเลีย้ งดขู องบดิ า ความเครยี ด การอยูใ่ นภาวะ
วิกฤต หรือปัญหาต่างๆ เช่น การสูญเสียบุคคลอันเป็นท่ีรัก การหย่าร้างในครอบครัว รวมถึงปัญหาด้านจิตใจของพ่อแม่หรือ
บคุ คลใกล้ชิดเดก็ รวมไปถงึ ภาวะความขาดแคลน การถูกเล้ียงในสถานสงเคราะห์ ท่าทีของพ่อแม่และเพื่อนที่มีต่อเด็กมีความ
เก่ียวข้องกับการเกดิ โรคสมาธิสั้น (มัทนา บุญสิงห์. 2554, น.45-46) สิ่งแวดล้อมเหล่านน้ีอาจไม่ได้เป็นสาเหตุของการเกิดโรค
สมาธิส้ันโดยตรง แต่ส่งผลอย่างมากต่อการดาเนินอาการของโรค ทาให้เด็กหรือบุคคลท่ีมีอาการแสดงอาการออกมาให้เห็น
อย่างชดั เจน
ปัญหาและผลกระทบของการเจ็บป่วยด้วยโรคสมาธิส้ัน
1. ปัญหาและผลกระทบต่อเด็กสมาธิส้ัน ปัญหาท่ีพบในเด็กท่ีเป็นโรคสมาธิสั้นจะเป็นปัญหาด้านพฤติกรรม และ
อารมณ์ เด็กจะมีพฤติกรรมเบี่ยงเบน ดื้อร้ัน ไม่ยอมปฏิบัติตามระเบียบ หงุดหงิดขี้โมโห ควบคุมตัวเองไม่ได้และมักแสดง
พฤติกรรมไม่เหมาะสมออกมา เช่น การรบกวนเพื่อและครูในห้องเรียน มีบางกลุ่มที่มีอาการเศร้าเรื้อรัง วิตกกังวล เพราะ
ความสามารถบางอย่างถกู จากัด และมคี วามไมม่ น่ั ใจในตนเองเพราะรสู้ ึกมปี มดอ้ ย บางครัง้ เดก็ จะแยกตัวไปอยู่คนเดียวเพราะ
ไม่มคี วามม่ันใจเม่ืออยู่ในกลุ่มเพ่ือน ซ่ึงเกิดจากการเจ็บป่วยเป็นโรคสมาธิส้ันร่วมกับวิธีการเล้ียงดูและส่ิงแวดล้อมรอบตัวเด็ก
(มัทนา บุญสิงห์, 2554, น.48) นอกจากนั้นพบว่าเด็กท่ีเป็นโรคสมาธิสั้นยังต้องเผชิญปัญหาด้านความสัมพันธ์กับคนในสังคม
มกั มีปัญหาด้านการปรับตัว การเข้าสังคมและการปฏิสัมพันธ์กับผู้อ่ืน มีปัญหาในการรักษาสิทธิของตนเอง และภาคภูมิใจใน
ตนเองต่า (นงพะงา ลิ้มสุวรรณ, 2538, น.111) เด็กสมาธิส้ันส่วนใหญ่มีระดับสติปัญญาอยู่ในระดับปกติ อย่างไรก็ดีบางราย
อาจมรี ะดบั สติปัญญาสูงหรือปัญญาเลศิ แต่มกั จะพบอปุ สรรคดา้ นการเรยี น ต้องใชค้ วามพยายามในการเรียนมากกว่าเด็กปกติ
เพราะอาการสมาธิสัน้ ทาให้เด็กไม่สามารถจดจ่ออยู่กับการเรียนได้เพียงพอ อาการอยู่ไม่นิ่ง (Hyperactivity) ที่เด็กท่ีเป็นโรค
สมาธิส้ันมเี ป็นอาการท่รี บกวนการเรียนรู้ของตนเองและรบกวนการสอนของครูในห้องเรียน (รุ้งวิภา เจริญราษฏร์, 2546, น.
19)
2. ปญั หาและผลกระทบตอ่ ครอบครัวเด็กสมาธิส้นั สาหรับผลกระทบท่ีมีต่อครอบครัวของเด็กที่เป็นโรคสมาธิส้ันน้ัน
ผู้ปกครองมักเกิดความยากลาบากในการเล้ียงดู ต้องทุ่มเทเวลาในการดูแลมากกกว่าเด็กท่ัวไป เพราะต้องคอยระแวดระวัง
อันตรายที่อาจจะเกิดขึ้นกับบุตรหลาน นอกจากน้ียังเกิดผลกระทบด้านจิตใจที่ส่งผลให้ผู้ปกครองและครอบครัวเกิดภาวะ
ความเครยี ด ความวิตกกังวล และภาวะซึมเศร้า ซึ่งมัทนา บุญสิงห์ (2554, น.50-51) กล่าวไว้ว่า ความไม่เข้าใจในปัญหาของ
เด็กทาให้มีผลต่อการเล้ียงดูเด็กในครอบครัว การเจ็บป่วยด้วยโรคสมาธิส้ันของสมาชิกในครอบครัวยังก่อให้เกิดความเครียด
ภายในครอบครัว เพราะปัญหาพฤติกรรมและการเรียนท่ีผู้ปกครองไม่เข้าใจ จึงไม่สามารถจัดการปัญหาได้ ความเครียดที่
เกิดข้ึนอาจส่งผลทาให้ครอบครัวแตกแยก หรือมีการทาร้ายร่างกายในครอบครัว เกิดปัญหาการเลี้ยงดูที่ไม่เหมาะสมใน
- 377 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ครอบครัว ได้แก่ การตามใจเด็กมากเกินไป การช่วยเหลือเด็กมากเกินไป การดุด่า ตาหนิ ประณาม ประจาน การลงโทษท่ี
รุนแรง และการปลอ่ ยให้เด็กมีอิสระมากเกนิ ไป
3. ปญั หาและผลกระทบตอ่ สงั คม ผ้ทู ีป่ ว่ ยสมาธิส้ันมคี วามเส่ียงสูงกว่าบุคคลท่ัวไปในการท่ีจะป่วยเป็น Personality
Disorder หรือบคุ ลกิ ภาพแปรปรวน โดยเฉพาะอย่างย่ิงบุคลิกภาพแบบอันธพาล เสี่ยงต่อการติดยาเสพติดซ่ึงส่งผลทาให้เด็ก
หรือบุคคลท่ีป่วยเป็นโรคสมาธิสั้นมีความเส่ียงในการก่อเหตุอาชญากรรม เช่น การทาร้ายผู้อ่ืน การลักขโมย เป็นต้น (มัทนา
บุญสิงห์, 2554, น.51)
จากปญั หาและผลกระทบท่เี กิดขึน้ ตอ่ ทงั้ ตวั บคุ คลทเ่ี จ็บป่วยด้วยโรคสมาธิสั้น ครอบครัว รวมถึงในระดับสังคมแสดง
ใหเ้ หน็ ว่ามีความจาเป็นที่จะต้องให้ความสาคัญกับบุคคลท่ีเผชิญปัญหาเหล่าน้ี สังคมต้องสามารถให้ความช่วยเหลือในกรณีท่ี
บุคคลต้องเผชิญปัญหาในการดูแลบุคคลสมาธิส้ัน รวมไปถึงสนับสนุนให้ท้ังผู้ที่เจ็บป่วยด้วยโรคน้ีและครอบครัวในด้านต่างๆ
เชน่ การให้คาปรึกษา การให้ความรู้ท่ีถูกต้อง เพ่ือให้กลุ่มคนเหล่าน้ีมีท่ีพ่ึงพิงยามประสบปัญหา ชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิ
สั้นแห่งเป็นเทศไทยเป็นหนึ่งในหลายหน่วยงานท่ีให้ความช่วยเหลือผู้ปกครองท่ีมีบุตรหลานป่วยด้วยโรคสมาธิสั้น จึงเป็นท่ี
นา่ สนใจวา่ การสรา้ งทุนทางสงั คมของผู้ปกครองบุคคลสมาธสิ น้ั แห่งประเทศไทยน้ันมีทีม่ าอย่างไร และความเป็นทุนทางสังคม
ของชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิส้ันแหง่ ประเทศไทยชว่ ยเหลอื ผูป้ กครองของเด็กสมาธิส้ันทเี่ ป็นสมาชิกชมรมฯ ไดอ้ ยา่ งไร
วธิ ีการวจิ ัย
การศึกษาเร่ือง “การสร้างทุนทางสังคมของชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้นแห่งประเทศไทย” ใช้วิธีการศึกษาวิจัย
เชิงคณุ ภาพ (Qualitative Research) โดยใชว้ ธิ เี ก็บขอ้ มลู ดงั น้ี
1. การสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) เก็บรวบรวมข้อมูล โดยสัมภาษณ์ผู้มีส่วนร่วมในการวิจัย ได้แก่ ผู้ที่มี
ส่วนร่วมในการก่อตั้งชมรมฯ มาตั้งแต่แรกเริ่ม คือ พระพระธรรมบัณฑิต (เจ้าอาวาสวัดพระราม 9 กาญจนาภิเษก) พระราช
ญาณกวี และ พญ. คุณสวรรยา เดชอุดมรวมทัง้ หมด 3 คนและคณะกรรมการของชมรมผปู้ กครองบุคคลสมาธสิ ั้นแห่งประเทศ
ไทยท่ีดารงตาแหน่งอยู่ในปัจจุบัน ซ่ึงได้ปฏิบัติหน้าที่ตามตาแหน่งท่ีได้รับและเป็นผู้ที่มีความรู้เก่ียวกับความเป็นมาและ
กระบวนการทางานของชมรมฯ ไดแ้ ก่ ประธานชมรมฯ และคณะกรรมการชมรมฯ อกี 4 คนรวมทั้งหมด 5 คนเพื่อให้ได้ข้อมูล
ท่เี กยี่ วขอ้ งกบั ความเปน็ มาและพัฒนาการของชมรมฯ
2. การสนทนากลุ่ม (Focus Group) กับกลุ่มผู้ปกครองท่ีดูแลบุคคลสมาธิสั้นท่ีเป็นสมาชิกของชมรมฯ จานวน 8-12
คน โดยเปน็ สมาชกิ ท่ีเคยไดร้ ับการสนับสนุนหรือช่วยเหลือทางด้านต่างๆ จากชมรมฯ และมีการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ ท่ีทาง
ชมรมฯ เป็นผู้จัดข้ึน เพื่อให้ได้ข้อมูลเกี่ยวกับการสนับสนุนช่วยเหลือของชมรมฯ ในฐานะทุนทางสังคมของผู้ปกครองบุคคล
สมาธิสนั้
3. การสังเกตอย่างมีส่วนร่วม (Observation) โดยผู้เขียนได้เข้าไปเป็นอาสาสมัครทางานในชมรมฯ เพื่อที่จะได้เข้าใจ
กระบวนการทางานของชมรมฯ
เครอื่ งมือทใ่ี ชใ้ นการศึกษา ได้แก่ แนวคาถามและคาสาคัญในประเด็นที่ศึกษา ทาการวิเคราะห์ข้อมูลแล้วนาข้อมูลท่ี
ได้มาจัดระบบระเบียบและหมวดหมู่ และวิเคราะห์โดยการมองหาประเด็นหลกั ทพ่ี บในขอ้ มลู การสัมภาษณ์ทั้งหมดก่อนแล้วจึง
นามาแตกออกเป็นประเด็นตามประเดน็ ที่ไดม้ กี ารสรา้ งเป็นแนวคาถามขึ้นมา จากนั้นนามาวิเคราะห์เชื่อมโยงทฤษฎีกับข้อมูล
โดยอยใู่ นขอบเขตแนวความคิดและวัตถุประสงคใ์ นการศึกษาทก่ี าหนด
ผลการศกึ ษา
ความเปน็ มาและพฒั นาการของชมรมผปู้ กครองบุคคลสมาธิสั้นแห่งประเทศไทย
จากการศกึ ษาด้วยด้วยวิธีการสัมภาษณเ์ ชิงลึก (In-depth Interview) คณะกรรมการชมรมผปู้ กครองบุคคลสมาธิส้นั
แห่งประเทศไทย ไดแ้ ก่ ที่ปรึกษาของชมรมฯ และประธานชมรมฯ ได้ขอ้ มลู ดังน้ี
- 378 -
รายงานสบื เน่ืองการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิส้ันแห่งประเทศไทยก่อตั้งเม่ือวันท่ี 10 ตุลาคม 2542 จากการตระหนักถึงจานวนท่ี
เพม่ิ ขึน้ เปน็ อยา่ งมากของบุคคลทเ่ี ป็นโรคสมาธสิ ้ัน และการขาดความรคู้ วามเขา้ ใจในการดูแลบุคคลสมาธิสั้นที่อาจจะส่งผลให้
เกดิ ปญั หาท้ังต่อตวั บุคคลท่ีปว่ ย ครอบครัวและสังคมตามมา ชมรมฯ มีพระธรรมบณั ฑติ เจ้าอาวาสวดั พระรามเกา้ กาญจนาภิเษ
กพระราชญาณกวี ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดพระรามเก้ากาญจนาภิเษกและแพทย์หญิงคุณสวรรยา เดชอุดมเป็นกาลังหลักในการ
ก่อตัง้ โดยมวี ตั ถุประสงคเ์ พอ่ื สนองพระราชดาริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวตามแนวพระราชดาริในลักษณะ 3 ประสาน
บา้ น วดั โรงเรียน ซึ่งตอ้ งการให้บา้ น วัด และโรงเรยี นอยใู่ นบริเวณใกล้เคยี งกันและมกี ารประสานสัมพันธ์กัน
“อาตมาดูแลศูนย์แพทย์พฒั นา มีชมรมผสู้ ูงอายุ ชมรมดนตรี ร้องเพลง สมาธิแล้วก็ร้อยแปดพัน
อย่าง คุณหมอสวรรยาก็ดูแลด้านนี้อยู่ คุณนภัทรก็ดูแลด้านนี้อยู่ ก็คิดว่าน่าจะมีชมรมพวกนี้ขึ้นมา เพื่อ
ช่วยเหลือกัน มันก็เกิดจากดาริแรกๆ แล้วขยายตัวขึ้นมาเพื่อสนองแนวพระราชดาริในหลวงว่าให้บ้านวัด
โรงเรียนอยูด่ ้วยกนั แลว้ ก็มาทางานสัมพนั ธ์กัน”
ในระยะแรกชมรมผูป้ กครองบุคคลสมาธิสั้นแหง่ ประเทศไทยนน้ั อยภู่ ายใต้การดแู ลของสโมสรศนู ยแ์ พทยพ์ ฒั นา ตาม
โครงการในพระราชดาริของพระบาทสมเดจ็ พระเจา้ อยูห่ ัว หลังจากดาเนนิ งานภายใต้การดูแลของสโมสรศูนย์แพทย์พัฒนามา
ระยะเวลาหน่ึง ทางชมรมฯ จึงแยกตัวออกมาเป็นชมรมอิสระที่ไม่ข้ึนกับหน่วยงานใด โดยมีคุณนภัทร พุกกะณะสุตดารง
ตาแหน่งประธานชมรมเรื่อยมาจนปัจจุบัน ทั้งนี้ทางชมรมฯ ยังได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากผู้ก่อตั้งท้ัง 3 ท่าน ในด้าน
ตา่ งๆ เช่น การใหค้ าปรกึ ษาเมอื่ ชมรมฯ เกิดปญั หาในการดาเนนิ งาน การระดมทนุ เป็นตน้
การกอ่ ตั้งชมรมฯ ได้มกี ารร่วมมอื กับผ้ปู กครองของบุคคลสมาธสิ นั้ ที่มีความมุ่งมน่ั ในการท่ีจะสรา้ งความรู้ความเข้าใจ
และสนับสนุนช่วยเหลือผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้นรายอื่นท่ีอยู่ในสถานการณ์ของการดูแลบุคคลสมาธิส้ันเหมือนกันให้ดาเนิน
ชีวิตและเล้ียงดูบุตรหลานที่ป่วยเป็นโรคสมาธิส้ันได้อย่างถูกต้อง โดยแรงจูงใจในการก่อต้ังชมรมฯ ของผู้ก่อต้ังทั้ง 3 คนมี
สาเหตุมาจากการการเห็นถึงความสาคัญของการมีกลุ่มชว่ ยเหลือกันเองของผปู้ กครองบคุ คลสมาธิสน้ั โดยเห็นว่ากลุ่มชว่ ยเหลอื
กนั เองนเ้ี ปน็ แหลง่ รวมคน ซึง่ จะก่อใหเ้ กิดประโยชน์ในการแลกเปล่ียนเรียนรู้ประสบการณ์ รวมท้ังข้อมูลท่ีถูกต้องเก่ียวกับการ
ดูแลบุคคลสมาธิสั้น และเพราะการดูแลบุตรหลานท่ีเจ็บป่วยโดยขาดความรู้ความเข้าเป็นสิ่งที่สร้างความทุกข์ให้แก่พ่อแม่
ผู้ปกครอง ดังน้ันการเปล่ียนแปลงความทุกข์เหล่าน้ีให้มีคุณค่า จึงสามารถทาได้โดยการนาประสบการณ์การดูแลบุตรหลาน
ของตนเองมาแบ่งปันเพอ่ื ให้เกดิ ความรู้แก่พอ่ แม่ผู้ปกครองคนอนื่ ๆ อยา่ งเช่นทที่ างชมรมฯทา
“บางทีพ่อแม่หมดเวลาทั้งชีวิตเพ่ือดูแลลูก เรามานั่งคิดดูอีกทีก็ต้องเอาตรงน้ีมาเป็นคุณค่า เอา
สง่ิ ที่มนั เกิดมาเป็นคุณค่า อย่างคุณนภัทรมาดูแลด้านนี้ มันก็เป็นคุณค่า แทนที่จะเป็นความทุกข์ พ่อแม่ที่
เสียสละช่วยกนั ทางานตรงน้กี ็เพราะมนั มีคณุ คา่ แทนที่เราจะมุ่งแก้เฉพาะลกู ของเรา เราก็มุ่งหวังลูกคนอื่น
ดว้ ยแบบนแ้ี ลว้ มนั บรรเทา เป็นการทาบญุ ได้บญุ ไดช้ ่วยเหลอื คนอ่ืน”
และแรงจูงใจอกี อยา่ งหนึ่งในการกอ่ ต้ังชมรมฯ คือการเล็งเห็นว่าหากกลุ่มบุคคลสมาธิส้ันไม่ได้รับการช่วยเหลือและ
ดแู ลอย่างถกู วธิ ี กลุ่มคนเหล่านี้อาจจะสรา้ งปัญหากับสังคมในอนาคต ดงั นนั้ จงึ มคี วามจาเปน็ อยา่ งยง่ิ ทจ่ี ะต้องมีชมรมฯ เกิดข้ึน
ในขณะที่กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองที่เป็นสมาชิกรุ่นแรกของชมรมฯ นั้น มีแรงจูงใจในการดาเนินงานของชมรมผู้ปกครองบุคคล
สมาธสิ น้ั แหง่ ประเทศไทยมาจากบตุ รหลานของตนเองทเี่ ป็นโรคสมาธิส้ันทาใหพ้ ่อแมผ่ ู้ปกครองต้องเผชิญกับปัญหาในการดูแล
บุตรหลานอันมีสาเหตุมาจากการขาดความรู้ความเข้าใจท่ีถูกต้องเก่ียวกับโรค กลุ่มพ่อแม่ผู้ปกครองเหล่าน้ีจึงไม่อยากเห็น
ผปู้ กครองของเดก็ ที่ป่วยด้วยโรคสมาธสิ ้นั รายอน่ื ต้องเผชิญกบั ปัญหาซ่งึ เป็นสาเหตขุ องความทุกข์ดังเช่นที่ตนเองเคยพบเจอ
- 379 -
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ่ี 61
“เพราะเราเห็นความทุกข์ เราเห็นทุกข์ที่เหมือนกับเรา แล้วเราเป็นคนตาบอดคลาช้างมาแล้ว
เราก็จะไม่ปลอ่ ยใหพ้ อ่ แม่ตอ้ งเปน็ ตาบอดคลาช้าง…แล้วลูกก็บอกว่าให้แม่ช่วยเหลือพ่อแม่แล้วก็พวกเด็กๆ
ด้วยนะ เวลาทล่ี กู อยูล่ กู จะช่วยรับโทรศพั ทเ์ สมอ มนั เป็นแบบนั้นมา แล้วเราก็เห็นความทุกข์ของคนอื่นมา
เรือ่ ยๆ... ตอนนัน้ กม็ กี ารโหวตว่าใครจะเป็นประธาน เราก็นกึ ในใจวา่ ยังไมพ่ รอ้ มเลย ถา้ เรามาทาตรงนีเ้ รื่อง
ตอ้ งวิ่งมาหาเราอีกเยอะ เรามเี ร่ืองลกู ของเราอยูแ่ ลว้ แต่พอนึกถึงลูกของเรา เขาบอกว่าแม่ช่วยพ่อแม่ของ
ลกู คนอืน่ ดว้ ยนะ เราก็เลยตดั สินใจรบั แล้วเราก็ไม่ไดน้ ึกว่าเราจะมากอบโกยเงิน เราคิดว่าในการช่วยคนน้ี
มันคอื ของดี”
คุณค่าทางความคิดและการมีความปรารถนาดีต่อผู้อ่ืนเป็นสิ่งสาคัญที่ทาให้ชมรมแห่งนี้ยังคงดารงอยู่จนถึงปัจจุบัน
การเกิดขึ้นของชมรมฯ ชี้ให้เห็นถึงความจาเป็นของการให้ความช่วยเหลือผู้ปกครองร่วมทั้งบุคคลท่ีเจ็บป่วยด้วยโรคสมาธิสั้น
ซึ่งหากสังคมยังคงเพิกเฉยต่อกลุ่มคนท่ีประสบปัญหาเหล่านี้ ผลกระทบจากปัญหาก็อาจจะลุกลามไปในหลายระดับ ท้ังใน
ระดบั ของบุคคลทีป่ ่วยด้วยโรคสมาธิส้ัน ระดับครอบครัว และระดับสังคม การที่ชมรมฯ ดาเนินงานมาจนถึงปัจจุบันเป็นสิ่งที่
พิสจู นใ์ หเ้ ห็นว่า ชมรมแห่งนี้กอ่ ใหเ้ กิดประโยชน์อยา่ งมากมายต่อสังคม โดยเฉพาะอย่างย่ิงกับกลุ่มคนที่ประสบปัญหาโดยตรง
จากการเจ็บป่วยด้วยโรคสมาธิสั้น และหัวใจสาคัญในการดารงอยู่นี้คือ ความปรารถนาดีของคนกลุ่มหน่ึงท่ีมีต่อเพ่ือนมนุษย์
ด้วยกัน ความปรารถนาดีท่ีไม่อยากให้เพื่อนมนุษย์ต้องประสบพบเจอกับปัญหาแบบเดียวกับท่ีตนเองเคยเผชิญ โดยท่ีควา ม
เป็นมาและพัฒนาการของชมรมแห่งนี้เริ่มต้นจากการรวมตัวกันของพ่อแม่ท่ีประสบปัญหาในการเล้ียงดูบุตรท่ีป่วยด้วยโรค
สมาธิสั้นเหมอื นกัน กลุ่มพอ่ แมเ่ หล่าน้รี วมตัวกันทากิจกรรมต่างๆ ที่ก่อให้เกิดประโยชน์ในการเลี้ยงดูบุตรหลานของตน โดยมี
ความไวว้ างใจซ่ึงกันและกันเปน็ พนื้ ฐาน ชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธสิ น้ั แห่งประเทศไทยจึงถอื ได้ว่าเปน็ ทุนทางสังคมของพอ่ แม่
ผู้ปกครอง และผทู้ ม่ี ีหนา้ ทด่ี ูแลบุคคลทเี่ จ็บป่วยด้วยโรคสมาธสิ ้นั
การสนับสนนุ ช่วยเหลือของชมรมฯ ในฐานะทนุ ทางสังคมของผปู้ กครองบุคคลสมาธิส้ัน
เมื่อผู้ศึกษาได้มีโอกาสสังเกตการณ์อย่างมีส่วนร่วมโดยการปฏิบัติงานร่วมกับชมรมผู้ปกครองบุคคลสมาธิส้ันแห่ง
ประเทศไทย รวมทั้งสัมภาษณ์ประธานชมรมฯ พบว่า กิจกรรมและการดาเนินงานต่างๆ ของชมรมฯมีความสอดคล้องกับ
บทบาทของทุนทางสังคมทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ บทบาทด้านการแบ่งปันข้อมูล บทบาทด้านความร่วมมือในกิจกรรม บทบาทด้าน
การมีส่วนรว่ มในการตดั สนิ ใจ บทบาทดา้ นการเปน็ แหล่งควบคุมทางสงั คม และบทบาทด้านการเป็นแหล่งสนับสนุนครอบครัว
ดังน้ี
1. บทบาทด้านการแบ่งปันข้อมูล บทบาทในด้านนี้จะก่อให้เกิดการเรียนรู้ทาให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในทางท่ีดีข้ึน ซึ่ง
ทางชมรมฯ มีการแบ่งปันข้อมูลให้กับสมาชิก รวมทั้งผู้ท่ีประสบปัญหาในการเล้ียงดูบุตรหลานสมาธิส้ัน โดยจัดบริการ
ให้บริการให้คาปรึกษา โดยระบบของการดาเนินงานให้คาปรึกษาเร่ิมต้ังแต่การที่มีผู้ปกครองซึ่งส่วนมาก ได้แก่ พ่อแม่ที่บุตร
หลานเป็น หรือสงสัยว่าเป็นโรคสมาธิส้ันโทรศัพท์เข้ามาขอรับคาปรึกษาจากชมรมฯ และทางชมรมฯ จะให้คาปรึกษาทาง
โทรศัพท์กอ่ น โดยหนา้ ที่นเ้ี ปน็ หน้าทีข่ องประธานชมรมซ่ึงเป็นผู้ที่มีประสบการณ์โดยตรงในการเล้ียงดูบุตรที่เป็นโรคสมาธิส้ัน
และการให้คาปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครองที่ประสบปัญหาเดียวกันในฐานะของประธานชมรมฯ เม่ือทาการปรึกษาทางโทรศัพท์
เรียบรอ้ ยแล้ว หากพอ่ แม่ผปู้ กครองท่ีโทรศัพท์เข้ามาขอรับคาปรึกษาต้องการรับคาปรึกษาเพิ่มเติม ทางชมรมฯ จะทาการนัด
ผ้ปู กครองรวมท้ังบุตรหลานทป่ี ่วยหรืออาจจะป่วยด้วยโรคสมาธิสั้นเข้ามาพบท่ีสานักงานของชมรมฯ เพื่อให้ผู้ให้คาปรึกษาได้
สงั เกตอาการของเด็กอย่างเตม็ ท่ี อันจะทาให้การให้คาปรกึ ษาและชว่ ยเหลือผ้ปู กครองรวมท้งั บตุ รหลานถูกตอ้ งมากย่ิงขึ้น ท้ังน้ี
ในทุกครงั้ ของการให้คาปรึกษา ผใู้ หค้ าปรึกษาจะบอกกล่าวแก่พ่อแม่ผู้ปกครองเสมอว่าทางผู้ให้คาปรึกษานั้นเป็นเพียง “แม่”
ซ่ึงเป็นอาสาสมคั รที่มปี ระสบการณ์ในการเลีย้ งดบู ตุ รทป่ี ว่ ยด้วยโรคสมาธิส้ันเทา่ นนั้ ไม่ใช่แพทย์ จิตแพทย์ นักจติ วทิ ยา หรอื นัก
วิชาชพี ใดๆ โดยเฉล่ียแลว้ การใหค้ าปรึกษาในลกั ษณะเช่นนใ้ี ชเ้ วลาประมาณ 2-3 ชัว่ โมงตอ่ บุคคล ทาให้ในแต่ละวันชมรมฯ ให้
- 380 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
คาปรกึ ษาแกผ่ ทู้ ีเ่ ข้ามาขอความช่วยเหลอื ได้วันละ 2 ราย และในทุกๆ 2 เดือน ทางชมรมฯ จะจัดทาจุลสาร “เพื่อนแม่” เพ่ือ
แจกใหแ้ ก่บุคคลท่ีเป็นสมาชกิ ซง่ึ จลุ สารน้จี ะรวบรวมเรอ่ื งราวความรเู้ กย่ี วกับการดูแลบตุ รหลาน
2. บทบาทด้านความร่วมมือในกิจกรรม บทบาททางด้านนี้ก่อให้เกิดความไว้วางใจระหว่างกัน เกิดเครือข่ายที่มีการ
รวมตัวกันทาให้เกิดเป็นพลัง และทาให้เกิดการทางานอย่างมีประสิทธิภาพทางชมรมฯมีการจัดกิจกรรมของกลุ่มพ่อแม่
ผู้ปกครอง ซ่ึงจะจัดเป็นประจาทุก 2 เดือน กิจกรรมที่จัดขึ้นเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เกิดความรู้และความเข้าใจในการดูแล
บตุ รหลานในการรปู แบบของการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การเลี้ยงดูบุตรหลานระหว่างครอบครัวแต่ละครอบครัว รวมไปถึง
กิจกรรมทจี่ ัดทาขนึ้ เพ่อื สานสัมพนั ธ์อันดีระหวา่ งสมาชิกในครอบครวั เช่น กิจกรรมศิลปะทีจ่ ดั ขนึ้ เพอื่ ให้สมาชิกในครอบครัวได้
ใชเ้ วลาทากิจกรรมรว่ มกนั ซง่ึ ในการดาเนินกิจกรรมแต่ละครั้งจะไดร้ บั ความรว่ มมอื จากสมาชิกในชมรมฯ โดยมที ้ังสมาชกิ ท่ีเข้า
มามีบทบาทในการเปน็ ทมี งานจัดกจิ กรรม บทบาทในการสนับสนนุ ทนุ อปุ กรณ์ หรอื วสั ดุของใช้ท่ีจาเป็น และบทบาทของการ
เขา้ รว่ มและรบั ประโยชน์จากกิจกรรมท่เี กิดขนึ้ เพียงอยา่ งเดยี ว
3. บทบาทด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ บทบาทด้านการมีส่วนร่วมในการตัดสินใจในแต่ละระดับมีผลต่อการ
ส่งเสริมและการพัฒนาระบบการปกครองแบบประชาธิปไตยมากขึ้น อย่างไรก็ตามพบว่า ชมรมฯ ยังมีข้อจากัดในด้านน้ีอยู่
เนื่องจากการตดั สินใจที่เกยี่ วขอ้ งกบั การดาเนินงานของชมรมนั้นขึ้นอยู่กับประธานชมรมเป็นส่วนใหญ่ ซ่ึงสาเหตุท่ีเป็นเช่นน้ีก็
เพราะการดาเนินการของชมรมฯ มีประธานชมรมเป็นหัวเร่ียวหัวแรงหลักในการขับเคล่ือนงานของชมรมฯ ทั้งนี้เป็นเพราะว่า
สมาชกิ รวมท้ังคณะกรรมการคนอื่นมีข้อจากัดทางด้านต่างๆ โดยเฉพาะข้อจากัดทางด้านเวลาซึ่งเป็นเหตุผลสาคัญที่ทาให้ไม่
สามารถปฏบิ ตั ิงานของชมรมฯ ไดอ้ ย่างเตม็ ที่
4. บทบาทด้านการเป็นแหล่งควบคุมทางสังคม บทบาทด้านนี้ทาหน้าท่ีในการบังคับให้ปฏิบัติตามกฎ ตามธรรมเนียม
ปฏิบัตติ า่ งๆ ซง่ึ ทาใหเ้ กดิ การวมกลุ่มอยา่ งเปน็ ระบบมากขนึ้ ในบทบาทดา้ นน้ีสืบเน่ืองมาจากการให้คาปรึกษาของชมรมฯ จะมี
แนวทางท่ีคล้ายคลึงกันอันได้แก่ การแนะนาอาหารที่เหมาะสมตามหลักโภชนาการ การทาตารางกิจกรรมเพื่อฝึกให้เกิด
ระเบียบวินัยในตัวบุตรหลาน รวมท้ังการแนะนาให้พ่อแม่ผู้ปกครองส่งเสริมให้บุตรหลานเล่นการละเล่นแบบไทย ซึ่งเป็น
การละเลน่ ที่ส่งเสรมิ ใหเ้ ดก็ มพี ฒั นาการเป็นไปตามช่วงวยั และยังแนะนาใหพ้ อ่ แมผ่ ปู้ กครองนาหลักคาสอนในพระพุทธศาสนา
มาใช้ในชีวิตประจาวัน คาแนะนาเหล่านี้เป็นเสมือนธรรมเนียมท่ีพ่อแม่ผู้ปกครองแต่ละคนใช้ในการดูแลบุตรหลาน
นอกจากน้ันในการดาเนินกิจกรรมร่วมกันของสมาชิกในชมรมฯ เช่น กิจกรรมการแลกเปล่ียนประสบการณ์การดูแลบุตร
กิจกรรมเหล่าน้ีเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ท่ีทาหน้าที่เสมือนการควบคุมทางสังคมให้ส มาชิกของครอบครัวต้องปฏิบัติตาม
หลกั การท่ีเป็นของชมรมมากขึน้
5. บทบาทด้านการเป็นแหล่งสนับสนุนครอบครัว บทบาทด้านนี้ทาให้สมาชิกได้รับการศึกษา และพัฒนาบุคลิกภาพ
นาไปสู่การปรับตัวได้ในสังคม ชมรมฯ มีการสนับสนุนด้านต่างๆ ให้แก่สมาชิก ท้ังทางด้านความรู้ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ซึ่ง
ปรากฏอยใู่ นรูปแบบของการใหค้ าปรกึ ษาทั้งทางโทรศพั ท์และโดยตรง และการเผยแพร่จลุ สาร “เพือ่ นแม่” ซึง่ ภายในประกอบ
ไปด้วยข้อมูลที่เก่ียวข้องกับการเลี้ยงดูบุตรหลาน รวมทั้งการประชาสัมพันธ์กิจกรรมต่างๆ ท่ีจะเกิดข้ึน ซ่ึงจะช่วยส่งเสริม
ความรู้ความเข้าใจและพัฒนาทักษะในการเล้ียงดูบุตรหลานให้กับพ่อแม่ผู้ปกครอง นอกจากน้ันทางชมรมฯ ยังเป็นแหล่ง
สนับสนุนทางจิตใจให้แก่สมาชิกโดยการให้กาลังใจซ่ึงกันและกันในกลุ่มของพ่อแม่ผู้ปกครองที่ต้องดูแลบุตรหลานท่ีป่วยด้วย
โรคสมาธสิ ั้น ซง่ึ ทาใหพ้ อ่ แม่ผปู้ กครองเหล่านีม้ ีพลงั ใจในการเลยี้ งดบู ตุ รหลานตนเองต่อไป
จากกจิ กรรมและการดาเนินงานของชมรมฯ ผ้ศู ึกษาไดเ้ ห็นถึงปฏิสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกบนความไว้วางใจซึ่งกันและ
กนั อันมสี าเหตุมาจากการท่ีบคุ คลเหล่านีป้ ระสบปัญหาในการเลี้ยงดูบตุ รหลานที่มีอาการสมาธิส้ันเหมือนกัน ความทุกข์ท่ีเกิด
ขน้ึ กับพอ่ แมผ่ ปู้ กครองรวมท้งั บุตรหลานที่เจบ็ ป่วยด้วยโรคสมาธสิ ั้นเป็นแรงผลกั ดันใหเ้ กิดปฏิสัมพนั ธ์ เกดิ กจิ กรรมอันจะนาพา
ผู้คนกลุ่มน้ีผ่านพ้นปัญหาที่เผชิญอยู่ และเกิดความอุ่นใจว่ายังมีผู้คนที่ประสบปัญหาและสถานการณ์เช่นเดียวกับตนเอง
ลกั ษณะรว่ มทเ่ี หมือนกันของคนกลุม่ นี้ผลักดนั ใหป้ ฏสิ มั พนั ธ์ของพวกเขากลายมาเป็นทุนทางสังคมท่ีก่อให้เกิดประโยชน์ต่อกับ
กลมุ่ ของพวกเขาเองจะเหน็ ไดว้ ่าในฐานะทุนทางสงั คมของผู้ปกครองบคุ คลสมาธิส้นั ชมรมฯ เปน็ กลุ่มทมี่ ีความสาคัญอย่างมาก
- 381 -
รายงานสบื เน่ืองการสมั มนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ในการชว่ ยเหลือและสนับสนนุ ผปู้ กครองที่ตกอย่ใู นสถานการณ์ของการดูแลบตุ รหลานที่เจ็บปว่ ยดว้ ยโรคสมาธิส้นั เพราะชมรม
เปน็ ชมรมหนง่ึ ทม่ี ีบทบาทในการช่วยเหลอื สนบั สนนุ และเปน็ ทพ่ี งึ่ พิงในยามท่ีพ่อแมผ่ ู้ปกครองประสบกับปัญหาอันมีสาเหตุมา
จากการเจ็บป่วยด้วยโรคสมาธิสนั้ ของบตุ รหลานของตนเอง ส่งิ ท่ีสาคัญอย่างมากของความเป็นทุนทางสังคมของชมรมแหง่ น้ีคือ
การท่ีชมรมฯ เกิดข้ึนและดารงอยู่มาจนถึงปัจจุบันด้วยแรงขับเคล่ือนของกลุ่มคนที่ตกอยู่ในสถานการณ์ปัญหาเดียวกัน การ
ขบั เคลอ่ื นของคนกลมุ่ นี้เป็นกญุ แจสาคญั ที่จะทาให้ชมรมฯ เกิดความย่ังยืนในอนาคต
อภปิ รายผล
ชมรมผปู้ กครองบคุ คลสมาธสิ ัน้ แห่งประเทศไทยก่อตั้งมาต้ังแต่ปี พ.ศ.2542 โดยมีจุดประสงค์เพื่อสร้างความรู้ความ
เข้าใจ และสนับสนุนช่วยเหลือผู้ปกครองบุคคลสมาธิส้ันที่ประสบปัญหาการดูแลบุคคลสมาธิสั้นแรงจูงใจในการก่อตั้งชมรม
แห่งนี้มาจากการเห็นถึงความสาคัญของการมีกลุ่มช่วยเหลือกันเองของผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้นรวมท้ังการไม่อยากเห็น
ผ้ปู กครองของบุคคลทปี่ ่วยดว้ ยโรคสมาธิสั้นต้องเผชิญกับความทุกข์ ดังเช่นที่เหล่าผู้ปกครองกลุ่มแรกท่ีเข้ามาเป็นสมาชิกต้อง
พบเจอ ในระยะแรกชมรมฯ อย่ภู ายใต้การดแู ลของคลินิกศูนย์แพทย์พัฒนา ตามโครงการในพระราชดาริของพระบาทสมเด็จ
พระเจา้ อยู่หัว หลังจากดาเนนิ งานภายใตก้ ารดูแลของสโมสรศูนย์แพทยพ์ ฒั นามาระยะเวลาหน่งึ ทางชมรมฯ จงึ แยกตัวออกมา
เป็นชมรมอสิ ระท่ีไม่ขึ้นกับหนว่ ยงานใดและดาเนนิ งานมาจนกระทั่งปัจจบุ ัน ในสว่ นของการสนับสนุนชว่ ยเหลอื ของชมรมฯ ท่ีมี
ต่อสมาชิก ทางชมรมฯ มีบริการให้คาปรึกษาพ่อแม่ผู้ปกครองท่ีเกิดปัญหาในการเล้ียงดูบุตรท่ีป่วยเป็นสมาธิส้ัน นอกจากน้ัน
การดาเนินงานของชมรมฯ ยงั กอ่ ให้เกดิ กลุม่ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การเล้ียงดูบุตรหลานระหว่างครอบครัวแต่ละครอบครัว
ในรปู แบบของกิจกรรมกลุ่มซ่ึงจัดเป็นประจาทุกๆ 2 เดือน รวมทั้งกิจกรรมที่จัดทาขึ้นเพ่ือสานสัมพันธ์อันดีระหว่างสมาชิกใน
ครอบครัว ซ่ึงในการดาเนินกิจกรรมแต่ละครั้งจะได้รับความร่วมมือจากสมาชิกในชมรมฯ ท้ังทางด้านการเป็นทีมงานจัด
กจิ กรรม และการเปน็ ผู้ร่วมกิจกรรม ทาให้เห็นถงึ ปฏสิ มั พันธร์ ะหว่างสมาชิกบนความไว้วางใจซึ่งกันและกันซ่ึงกลายมาเป็นทุน
ทางสงั คมท่ีก่อใหเ้ กิดประโยชน์ตอ่ กบั กลุ่ม ผู้ศกึ ษาพบว่า กิจกรรมและการดาเนินงานมีความสอดคล้องกับบทบาทของทุนทาง
สงั คมที่แบง่ เป็น 5 ดา้ น ได้แก่ บทบาทดา้ นการแบง่ ปันขอ้ มูล บทบาทด้านความรว่ มมอื ในกิจกรรม บทบาทด้านการมีส่วนร่วม
ในการตัดสินใจ บทบาทด้านการเป็นแหล่งควบคุมทางสังคม และบทบาทด้านการเป็นแหล่งสนับสนุนครอบครัว โดยในด้าน
ของการแบง่ ปันข้อมลู ชมรมฯ มบี ทบาทในการให้คาปรึกษา สร้างความรู้ความเข้าใจแก่สมาชิก ด้านความร่วมมือในกิจกรรม
ไดแ้ ก่ การเขา้ ร่วมกิจกรรมต่างๆ ของสมาชิก ด้านการเป็นแหล่งควบคุมทางสังคม ชมรมฯ มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ใน
การเล้ียงดบู ตุ รหลานซึง่ ทาหนา้ ทีเ่ สมือนการควบคมุ ทางสังคมให้สมาชิกของครอบครวั ตอ้ งปฏิบัติตามหลักการที่เป็นของชมรม
มากข้ึน ในด้านการเป็นแหล่งสนับสนุนทางสังคม ชมรมฯ เป็นแหล่งของการสนับสนุนความรู้ ตลอดจนสร้างกาลังใจในการ
ดูแลบุตรหลานใหเ้ กิดขึ้นในตวั พ่อแม่ผปู้ กครอง แตใ่ นด้านของบทบาทการรว่ มกนั ตัดสนิ ใจ พบว่า ชมรมฯ ยังมีข้อจากัดในด้าน
น้ีอยู่ เน่ืองจากการตัดสินใจที่เก่ียวข้องกับการดาเนินงานของชมรมน้ันข้ึนอยู่กับประธานชมรมเป็นส่วนใหญ่ เนื่องจากว่า
สมาชกิ รวมทัง้ คณะกรรมการคนอื่นมีขอ้ จากัดทางด้านตา่ งๆ โดยเฉพาะขอ้ จากัดทางดา้ นเวลา
อย่างไรก็ตามผู้ศึกษาพบว่า ชมรมฯ ยังมีข้อจากัดท่ีจะส่งผลต่อความยั่งยืนของชมรมฯ ทั้งน้ีข้อจากัดท่ีผู้ศึกษาจะ
นาเสนอต่อไปนี้เป็นส่ิงท่ีค้นพบจากประสบการณ์ปฏิบัติงานร่วมกับชมรมฯ และการสนทนา แลกเปล่ียนความคิดเห็นกับผู้ที่
ดารงตาแหนง่ ประธานชมรมฯ ในปจั จบุ ัน ซ่งึ จะขอนาเสนอข้อคน้ พบดังต่อไปนี้
1. ด้านบคุ ลากรผู้ดาเนินงานของชมรมฯ เป็นความจริงทวี่ ่าในปจั จุบนั ชมรมแหง่ นมี้ คี ณะทางานทดี่ าเนินงานร่วมกัน แต่
จากการปฏบิ ตั งิ านร่วมกบั ชมรมฯ ทาให้ผูศ้ ึกษาพบวา่ บคุ คลทเี่ ป็นแรงขบั เคล่ือนหลักของชมรมฯ ยังคงเป็นประธาน
ชมรมฯ เพยี งผู้เดยี ว ประธานชมรมทาหน้าท่ตี ง้ั แต่การให้คาปรกึ ษา การจดั กิจกรรม และการจัดการในด้านต่างๆ ใน
ชมรมฯ ทงั้ นีเ้ น่ืองมากจากขอ้ จากัดหลายๆ ดา้ นของคณะทางานทาใหไ้ ม่สามารถมสี ่วนร่วมในการดาเนินงานร่วมกับ
ชมรมฯ ได้อย่างเต็มที่ข้อจากัดด้านนี้จะส่งผลโดยตรงต่อชมรมฯ ในอนาคตในแง่ท่ีว่าหากวันหน่ึงชมรมฯ ขาด
ประธานชมรมซงึ่ เปน็ กาลังหลกั ในการขับเคลือ่ นการดาเนินงานทงั้ หมดชมรมฯก็จะไม่สามารถเดินหนา้ ต่อไปได้
- 382 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
2. ด้านงบประมาณของชมรมฯ จากการสัมภาษณ์ประธานชมรม ทาให้ผู้ศึกษาพบว่า งบประมาณของชมรมได้มาจาก
การบริจาคของผู้ที่มีจิตศรัทธาและสมาชิกของชมรมฯ ซึ่งเป็นจานวนเงินที่อาจไม่เพียงพอต่อการดาเนินงานใน
อนาคต งบประมาณเป็นส่ิงสาคัญและจาเป็นในการดาเนินการในด้านต่างๆ เพราะฉะนั้นการแสวงหาแหล่งทุน
เพมิ่ เตมิ จงึ มีความจาเป็นตอ่ การดารงอยูข่ องชมรมฯ ในอนาคต
บทสรปุ
ความเปน็ มาของชมรมผปู้ กครองบุคคลสมาธิสนั้ แหง่ ประเทศไทยเร่ิมต้นมาจากการท่ีคนกลุ่มหน่ึงเกิดความทุกข์จาก
การเล้ียงดูบุตรท่ีป่วยด้วยโรคสมาธิสั้น เมื่อตนเองเกิดความทุกข์แล้วจึงไม่อยากให้เพ่ือนมนุษย์ที่ประสบกับความทุกข์
เช่นเดยี วกับตนเองต้องตกอยูใ่ นวงั วนแห่งความทุกข์ ความปรารถนาดีท่เี กิดขน้ึ เปน็ แรงผลกั ให้เกดิ ความคิดที่จะชว่ ยเหลือเพื่อน
มนุษย์ท่ีประสบกับปัญหาเช่นเดียวกับตนเอง ความคิดเหล่านี้ก่อให้เกิดทุนทางสังคมของผู้ปกครองบุคคลสมาธิสั้นภายใต้ช่ือ
“ชมรมผู้ปกครองบคุ คลสมาธิสั้นแห่งประเทศไทย”ชมรมแห่งนเี้ ป็นทุนทางสงั คมของพ่อแมผ่ ู้ปกครองท่ีมีบุตรหลานซึ่งเจ็บป่วย
ด้วยโรคสมาธสิ นั้ ทุนทางสังคมของผปู้ กครองบุคคลสมาธิส้นั แห่งน้มี ีบทบาทหนา้ ท่ีในการชว่ ยเหลอื สนับสนุน และเป็นท่ีพึ่งพิง
ให้แก่กลุม่ เป้าหมายในยามทม่ี ีปัญหาในการดาเนนิ ชีวติ ซ่งึ ในปจั จบุ ันความเป็นชมรมฯ กาลงั เผชิญกับข้อจากัดในด้านบุคลากร
ในการดาเนินงานและดา้ นงบประมาณ เพราะฉะนน้ั จึงเปน็ สง่ิ ทีท่ ้าทายอย่างยง่ิ ในการทจี่ ะทาใหช้ มรมแห่งนเี้ กิดความยั่งยืนและ
ดารงอยูใ่ นฐานะทนุ ทางสังคมและแหลง่ พง่ึ พิงของพ่อแม่ผู้ปกครองท่ีอาจจะประสบกับปัญหาและสถานการณ์ในการดูแลบุตร
หลานท่ีปว่ ยดว้ ยโรคสมาธสิ ัน้ ในอนาคต
เอกสารอา้ งองิ
หนังสอื
กิตพิ ฒั น์นนทปัทมะดุล. (2554). การวจิ ัยคณุ ภาพในงานสวสั ดกิ ารสงั คม : แนวคิดและวิธีวิจัย. พิมพค์ รัง้ ที่2. กรุงเทพฯ:
สานกั พิมพม์ หาวิทยาลยั ธรรมศาสตร.์
นงพะงา ลิ้มสวุ รรณ. (2542). โรคสมาธสิ นั้ Attention - Deficit/Hyperactive Disorders. พิมพค์ ร้งั ท2ี . กรุงเทพฯ:
สานักพิมพ์มหาวยิ าลยั ธรรมศาสตร์
พรชัย ตระกลู วรานนท์. (2542). ทนุ ทางสังคมและประชาสังคม : จากทฤษฎสี ่วู ธิ ีวทิ ยา. พิมพค์ ร้ังท2ี่ . กรงุ เทพฯ:
บรษิ ัท มสิ เตอร์กอ๊ ปปี้ (ประเทศไทย) จากดั
วนั ทนยี ์ วาสิกะสิน และคณะ. (2547). ความรูท้ ว่ั ไปเกย่ี วกบั งานสงั คมสงเคราะห์. กรุงเทพฯ :
สานักพมิ พ์มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์
วนิ ัดดา ปยิ ะศลิ ป์. (2541). คู่มือสาหรับพ่อแม่ ตอน เด็กสมาธสิ ้นั . พมิ พค์ รงั้ ที่1. กรุงเทพฯ : บริษทั โฮลิสติก พบั ลชิ ช่ิง จากดั
ศรเี รือน แก้วกังวาน. (2556). จิตวทิ ยาเดก็ และผู้ใหญท่ ่มี ีลกั ษณะพิเศษ. พมิ พ์ครง้ั ท6ี่ . กรงุ เทพฯ : สานักพมิ พห์ มอชาวบา้ น
รายงานการวจิ ยั
ชวินทร์ ลีนะบรรจง และคณะ. (2547). การจดั ทากรอบตัวชีว้ ดั ทุนทางสงั คม. พมิ พ์คร้งั ท1่ี . ม.ป.ท.
วทิ ยานิพนธ์
กวพิ ัฒน์ สุขแจ่ม. (2547). ทุนทางสังคมกับการแก้ไขปญั หายาเสพตดิ : กรณีศึกษาบา้ นคลองจระเขน้ อ้ ย ตาบลเกาะไร่
อาเภอบ้านโพธ์ิ จงั หวัดฉะเชงิ เทรา. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์,
คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์, สาขาพัฒนาชุมชน.
- 383 -
รายงานสืบเน่อื งการสัมมนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ณฐั กานต์ จริ วฒั นา. (2546). พฒั นาการทางสงั คมของกล่มุ ทอผา้ ยอ้ มสีธรรมชาติ บา้ นโปง่ คา ตาบลดพู่ งษ์ อาเภอสันตสิ ขุ
จงั หวดั น่าน. วิทยานิพนธป์ รญิ ญามหาบณั ฑิต, มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร,์ คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์, สาขา
พัฒนาชมุ ชน.
ดลฤดี แดงน้าค.ู้ (2549). ความเครยี ดของผู้ปกครองในการดูแลเดก็ สมาธสิ น้ั . วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑิต,
จุฬาลงกรณม์ หาวิทยาลัย, สาขาวชิ าสุขภาพจติ .
เทพสิรินทร์ มากบญุ ศรี(2549). ประสทิ ธิภาพของโปรแกรมการอบรมผปู้ กครองเดก็ สมาธิสั้น. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑติ ,
จฬุ าลงกรณ์มหาวิทยาลยั , สาขาวชิ าสขุ ภาพจิต.
ธริ ดา พลรกั ษา. (2555). การพัฒนาการทาหน้าทค่ี รอบครวั ของบดิ ามารดาที่มบี ุตรเป็นโรคสมาธิสนั้ โดยการปรึกษาครอบครัว
ตามแนวทฤษฎีโซลูช่ันโฟกสั . วิทยานพิ นธป์ รญิ ญามหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลัยบูรพา, สาขาวิชาจติ วิทยาการปรึกษา.
พัชราวดี สารวฒุ ิพนั ธ.์ (2555). การสนับสนนุ ทางสังคมท่มี ผี ลต่อคณุ ภาพชวี ิตของผู้ปกครองเดก็ สมาธิส้นั . วทิ ยานิพนธ์
ปรญิ ญามหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์.
ฟาลดิ า บนิ ลา่ เตะ๊ . (2552). บทบาทสตรใี นการสรา้ งทุนทางสงั คม และลดความยากจนในชุมชนผมู้ รี ายได้น้อย : กรณศี กึ ษา
ชุมชนเจริญชยั นิมติ ใหม่ ชุมชนคลอลานนุ่ และชมุ ชนเพชรคลองจั่น กรงุ เทพมหานคร. วิทยานิพนธป์ รญิ ญา
มหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร,์ สาขาวชิ าการผงั เมือง
มทั นา บุญสิงห.์ (2554). บทบาทครอบครัวต่อการพฒั นาทกั ษะทางสังคมของเดก็ สมาธิสัน้ : ศกึ ษาเฉพาะกรณสี มาชกิ
ผ้ปู กครองบุคคลสมาธิสนั้ แหง่ ประเทศไทย กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธป์ ริญญามหาบณั ฑิต,
มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์, คณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์.
รัตนพงษ์ จันทะวงษ.์ (2546). ทนุ ทางสงั คมทส่ี ัมพนั ธ์ตอ่ คณุ ภาพชวี ติ ของประชาชน : กรณีศึกษาตาบลพระประโทน อาเภอ
เมอื ง จังหวดั นครปฐม. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑิต, สถาบันราชภัฏนครปฐม, สาขาสังคมศาสตร์เพือ่ การพฒั นา.
รงุ้ วิภา เจรญิ ราษฎร์. (2546). การดูแลบุคคลสมาธสิ ัน้ : ศกึ ษาเฉพาะกรณชี มรมผู้ปกครองบคุ คลสมาธสิ ้ันแห่งประเทศไทยใน
เขตกรุงเทพมหานครและปรมิ ณฑล. วทิ ยานพิ นธ์ปริญญามหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลัยธรรมศาสตร์,
คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์.
อาภา จนั ทรากาศ. (2543). ทุนทางสงั คมทีส่ ง่ ผลถึงความเข้มแขง็ ของชมุ ชน. วทิ ยานิพนธ์ปรญิ ญามหาบัณฑิต,
มหาวิทยาลยั เชยี งใหม่, สาขาวิชาการศกึ ษานอกระบบ
Prachatip Kata. (2004). การศกึ ษาทนุ ทางสงั คมและบทบาทในขบวนการเคลื่อนไหวทางสังคม : กรณศี ึกษาประชาคม
สุขภาพหมบู่ า้ นแห่งหน่ึงในภาคตะวนั ออกเฉยี งเหนอื ของประเทศไทย.วทิ ยานิพนธ์ปริญญามหาบณั ฑติ ,
มหาวทิ ยาลยั มหิดล, สถาบันวิจยั ประชากรและสงั คม.
สวุ รี ฤกษจ์ ารี. (2553). รูปแบบการใหค้ วามชว่ ยเหลอื เดก็ ไทยที่เปน็ โรคสมาธิส้ันโดยใช้บา้ นและโรงเรยี นเป็นฐาน.ดษุ ฎนี พิ นธ์
ปริญญามหาบณั ฑิต. มหาวิทยาลยั รามคาแหง, สาขาจิตวิทยาการให้คาปรกึ ษา.
ปยิ ะพรรณ แซปงึ . (2552). การพฒั นาทุนทางสังคมเพ่ือประโยชนใ์ นชมุ ชน : กรณศี ึกษา ชุมชนท่งุ สมอ อาเภอพนมทวน
จังหวัดกาญจนบรุ ี.สารนพิ นธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑติ , มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, คณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์, สาขา
พัฒนาชมุ ชน.
ศริ ิรัตน์ เฉลมิ ไทย. (2546). พฤตกิ รรมทางสงั คมของเด็กสมาธสิ นั้ : กรณศี กึ ษา. วทิ ยานพิ นธ์ปรญิ ญามหาบณั ฑติ , สารนิพนธ์
ปรญิ ญามหาบณั ฑติ , มหาวทิ ยาลยั เชียงใหม่, สาขาจติ วิทยาการแนะแนว
บทความ
วิฐารณ บุญสทิ ธิ. (ตลุ าคม-ธันวาคม 2555). โรคสมาธิสั้น : การวนิ จิ ฉัยและการรักษา. วารสารสมาคมจิตแพทย์แหง่ ประเทศ
ไทย, 57(4), 373-383.
- 384 -
รายงานสบื เนื่องการสัมมนาวิชาการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
ทัศนะของแรงงานอตุ สาหกรรมการผลิตต่อความม่นั คงในการทางานภายใต้ประชาคมอาเซยี น
The viewpoint of the industrial labors toward working stability under the ASEAN Community
พัทธธ์ ดิ า วตั ตธรรม1
Patthida Wattatham2
Abstract
The ASEAN Community is a social issue that is widely discussed, any sectors are alarmed that a
situation will arise in the future. Especially, the labor situation is forecast to the working stability under
the ASEAN Community. The purpose of research were to study the level of awareness about ASEAN of
manufacturing labors, the viewpoint of manufacturing labors about job security, and the preparation to
working under the ASEAN Community. This research was a quantitative research by the electronic
manufacturing labors in Pathumthani province, a sample of 100 labors. The results showed that a sample
labors were still lack an understanding of the ASEAN Community, the situation about labors of various
countries in ASEAN, including the viewpoint of the manufacturing workforce reflects that most labors have
the errors of fact about an understanding of the movement of labors. So, all sectors should encourage
workers with knowledge and understanding of ASEAN, more than at present. The workers must be
developed all the time, knowledge, Specializations, the use of foreign languages, and knowledge
Understanding of social conditions culture of ASEAN member countries to be able to work together with
dignity, efficiency and stability of the work under the ASEAN Community.
Keywords : ASEAN Community, Job security, Preparation
บทคัดยอ่
ประชาคมอาเซียนเปน็ ประเด็นทางสังคมท่มี ีการกล่าวถึงกันอย่างกว้างขวาง ไม่ว่าจะเป็นภาคส่วนใดต่างก็ต่ืนตระหนก
ตอ่ สถานการณ์ดงั กล่าวทีจ่ ะเกิดข้ึนในอนาคต โดยเฉพาะสถานการณด์ ้านแรงงานทม่ี กี ารคาดการณถ์ งึ ความมน่ั คงในการทางาน
เมื่อเข้าสู่ประชาคมอาเซียน การวิจัยนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงระดับการรับรู้เกี่ยวกับประชาคมอาเซียนของแรงงาน
อุตสาหกรรมการผลติ ทศั นะของแรงงานอตุ สาหกรรมการผลิตเก่ียวกับความม่ันคงในการทางาน และ การเตรียมความพร้อม
ในการทางานภายใตป้ ระชาคมอาเซียน การวจิ ยั นี้เป็นการวิจยั เชิงปรมิ าณโดยเลอื กแรงงานอุตสาหกรรมการผลติ เครือ่ งใชไ้ ฟฟา้
ในเขตจังหวัดปทุมธานีเป็นกลุ่มตัวอย่าง จานวน 100 คน ผลการวิจัยพบว่า แรงงานกลุ่มตัวอย่างยังขาดข้อมูลความรู้ความเข้าใจ
เกีย่ วกับประชาคมอาเซยี น ไม่วา่ จะเปน็ ขอ้ มูลเก่ยี วกับการรวมตัวเปน็ ประชาคมอาเซยี น สถานการณด์ า้ นแรงงานของประเทศต่างๆ
ในอาเซียน รวมท้ังทศั นะของแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตสะท้อนให้เห็นว่า กลุ่มแรงงานส่วนใหญ่มีความเข้าใจเก่ียวกับ การ
เคลอื่ นยา้ ยของแรงงานที่คลาดเคล่ือนจากข้อเท็จจริง ดังน้ัน ทุกภาคส่วนจึงควรส่งเสริมให้แรงงานมีความรู้ความเข้าใจในการ
รวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนให้มากขึ้นกว่าในปัจจุบัน รวมทั้งแรงงานจะต้องมีการพัฒนาตนเองตลอดเวลา ทั้งด้านความรู้
ความเช่ียวชาญเฉพาะด้าน การใช้ภาษาต่างประเทศ ตลอดจนความรู้ ความเข้าใจในสภาพสังคม วัฒนธรรมของประเทศ
สมาชิกประชาคมอาเซียน เพ่ือให้สามารถทางานร่วมกันได้อย่างมีศักด์ิศรี มีประสิทธิภาพและมีความมั่นคงในการทางาน
ภายใต้ประชาคมอาเซียน
คาสาคญั : ประชาคมอาเซยี น, ความมนั่ คงในการทางาน, การเตรียมความพรอ้ ม
1 คณะสงั คมสงเคราะห์ มหาวทิ ยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
- 385 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
บทนา
ด้วยกระแสโลกาภวิ ตั น์ทีข่ บั เคลอื่ นเศรษฐกจิ ของโลกโดยเชอื่ มต่อประเทศในภูมภิ าคต่างๆ เข้าด้วยกัน ส่งผลให้มีการ
เปลีย่ นแปลงของระบบเศรษฐกิจ สงั คม และการเมืองของประเทศต่างๆ ทาใหเ้ กิดการเคลือ่ นย้ายของสินค้า บริการและเงินทนุ
อย่างเสรีแทรกซมึ ไปท่ัวโลก การครอบงาของทุนภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ได้ปรับเปล่ียนให้สังคมโลกกลายเป็นสังคมทุนนิยม
ครอบคลุมทุกพ้ืนที่และส่งผลให้เกิดทุนข้ามชาติของบริษัทขนาดใหญ่จากประเทศท่ีพัฒนาแล้วไหลไปสู่ดินแดนต่างๆ อย่าง
รวดเร็ว จากข้อมูลรายงานการลงทุนโลก ประจาปี 2557 ของอังค์ถัด (UNCTAD) ระบุว่าเอเชียเป็นภูมิภาคท่ีมีกระแสเงิน
ลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศไหลเข้ามาลงทุนมากท่ีสุดติดอันดับโลก คิดเป็นร้อยละ 30 ของ FDI ท้ังหมด โดยกระแสเงิน
ลงทุนท่ีไหลเข้าสู่ประเทศกาลังพัฒนาในเอเชีย (ไม่รวมเอเชียตะวันตก) ในปี 2556 มีมูลค่าประมาณ 382 พันล้านเหรียญ
สหรัฐฯ อาเซียนจงึ ถอื วา่ เปน็ ภูมิภาคทดี่ งึ ดดู การลงทนุ จากต่างประเทศ โดยบรรษัทข้ามชาตทิ ่ีเขา้ มาวางฐานการผลติ ในภูมภิ าค
การรวมตวั ของอาเซยี นเปน็ โอกาสใหม่ทางการลงทุนของบรรษทั ข้ามชาติทีจ่ ะสามารถขยายธุรกิจได้ โดยอาศัยความโดดเด่น
ของอาเซียนในภาคการผลิต ได้แก่ เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ ส่ิงทอและเคร่ืองนุ่งห่ม ยานยนต์และช้ินส่วน และ
อปุ กรณ์ฮาร์ดดิสก์ (สดุดี วงศเ์ กียรตขิ จร, 2556, น. 2) เม่ือการแขง่ ขนั ทางดา้ นเศรษฐกิจเพื่อการเจริญเติบโตของประเทศต่างๆ
มีมากข้ึนจงึ นามาสกู่ ารรวมกลมุ่ ทางเศรษฐกิจ สาหรับในกล่มุ ประเทศอาเซียนได้มแี นวคดิ ในการรวมตัวเป็นสมาคมประชาชาติ
แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Association of Southeast Asia Nations หรือ ASEAN) โดยมีวัตถุประสงค์เพ่ือให้เกิดสันติ
ภาพท่ีย่ังยืน ความมั่นคง และความเจริญรุ่งเรืองในภูมิภาคท้ังในด้านเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมวัฒนธรรม ซึ่งการจัดต้ัง
ประชาคมอาเซยี นอย่างเต็มรปู แบบจะเกิดข้นึ ในปี พ.ศ.2558 (สานักงานคณะกรรมการสง่ เสรมิ การลงทุน, 2557)
โครงสร้างเศรษฐกิจของประเทศไทยท่ีพ่ึงพาการส่งออกและการลงทุนจากต่างประเทศสูง อุตสาหกรรม การผลิต
ขนาดใหญ่ของประเทศเป็นฐานการผลติ สนิ ค้าหรอื ช้ินส่วนสง่ ออกไปจาหน่ายในต่างประเทศ เม่ือบริบทของโลกปรับเปลี่ยนไป
อย่างรวดเร็ว การเคล่ือนยา้ ยปจั จัยในการผลิตยอ่ มเคลอ่ื นย้ายตามไปด้วยท่ามกลางกระแสโลกาภวิ ตั น์ แรงงานซงึ่ ถือเป็นปัจจัย
หนึ่งในกระบวนการผลิตกจ็ าเป็นต้องปรับเปลีย่ นไปตามบริบทของโลกด้วยเช่นกัน ซึ่งการเข้ามาลงทุนของนักลงทุนต่างชาติน้ี
เองท่นี ามาสู่การจา้ งงานของประชาชนในประเทศน้ันๆ แมว้ ่าการเคล่อื นยา้ ยของทุนจะมกี ารเคลอ่ื นไหวมาโดยตลอดตามกลไก
และทิศทางของตลาดโลก แต่การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนเป็นการสร้างโอกาสใหม่ในการลงทุนท่ีนักลงทุนจะใช้ช่องทาง
ดงั กลา่ วในการหาแหลง่ การผลติ แหง่ ใหมต่ อ่ ไป ในขณะท่ีเงินทุนจะมีการเคลื่อนย้าย “แรงงาน” ที่เป็นปัจจัยหนึ่งในการผลิตก็
ยอ่ มเคลื่อนยา้ ยไปตามที่ที่มีการลงทุนนั้นๆ การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนถือเป็นการสร้างความหวังใหม่ให้กับแรงงานใน
การสรา้ งความมน่ั คงใหก้ ับชวี ิตเพิ่มมากขึ้น ดงั นั้น หลายฝ่ายจงึ มีการคาดการณ์ว่าเม่ือมีการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนจะมี
กลุม่ แรงงานทจี่ ะหลัง่ ไหลเข้ามาในประเทศพร้อมการลงทนุ และในทางกลับกนั นกั ลงทุนทีม่ ีฐานการผลิตในประเทศก็มโี อกาสท่ี
จะมองหาแหล่งการลงทุนแห่งใหม่ในการวางฐานการผลติ ได้ทุกเมอื่ หากในอนาคตมกี ารยา้ ยฐานการผลิตก็ย่อมส่งผลต่อความ
ม่ันคงในการทางานของแรงงานท่ีอยู่ในสถานประกอบการนั้นได้ การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนสร้างความคาดหวังและ
ความวติ กกังวลให้ท้ังภาคธรุ กิจและภาคประชาชน ภาคธุรกิจมีความคิดเห็นว่าประเทศไทยจะได้รับประโยชน์จากการเป็นจุด
ศูนย์กลางของการเชื่อมโยงในอาเซียน ในขณะที่ภาคประชาชนกลับมีความวิตกและกังวลจากการรวมตัวเป็นประชาคม
อาเซียน เนื่องจากขาดความร้คู วามเข้าใจเกยี่ วกับอาเซยี นทาให้มที ศั นคติเก่ียวกับประชาคมอาเซียนในแง่ลบ เช่น “ในอนาคต
เม่ือมี AEC แรงงานภาคการเกษตร ก่อสรา้ ง และอตุ สาหกรรมท่ีมีฝีมือจะถูกดูดไปท่ีอ่ืนแล้วแรงงานไร้ทักษะจากเพื่อนบ้านจะ
ทะลักเข้ามาแทนท่ีอย่างเสรี” “อีกหน่อยคนไทยคงตกงานกันหมดเพราะเพ่ือนบ้านเก่งๆ จะเข้ามาแย่งงานทา” และความ
คิดเหน็ ของตวั แทนแรงงานทพ่ี บว่าแรงงานไม่มคี วามรเู้ กีย่ วกับอาเซยี นและมีความเช่ือท่ีไม่สอดคล้องกับความเป็นจริงเก่ียวกับ
ประชาคมอาเซียนจนทาให้มีการวิตกกังวลว่า แรงงานต่างชาติจะเข้ามาแย่งงาน จะมีการกดค่าจ้างและลดอานาจต่อรองของ
แรงงานไทย นอกจากนี้ยงั มีการคาดการณว์ ่าประชาคมอาเซียนจะทาให้เกิดการแข่งขันการหางานทาอย่างรุนแรงข้ึนและอาจ
สง่ ผลกระทบตอ่ ความม่ันคงในการทางานของแรงงาน (สานักงานโครงการพัฒนาคนแห่งสหประชาชาติ ประจาประเทศไทย,
2557)
- 386 -
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ความมั่นคงในการทางานเปน็ ความรู้สกึ ของบุคคลตอ่ ความมั่นคงในอาชีพ รายได้ สวัสดิการ โอกาสความก้าวหน้าใน
ตาแหนง่ งาน และ การมหี ลักประกันในการดารงชีวิต ซ่ึงความม่ันคงในการทางานเป็นส่วนหนึ่งของความม่ันคงทางเศรษฐกิจ
ซ่งึ เป็นองค์ประกอบของความม่ันคงของมนุษย์ กล่าวคือ ความม่ันคงทางเศรษฐกิจถือเป็นความมั่นคงพื้นฐานท่ีเป็นท้ังโอกาส
และความสามารถของประชาชนที่จะหารายไดเ้ พื่อการดารงชีพและการพัฒนาศักยภาพของตนเองเพ่ือยกระดับ ความเป็นอยู่
ใหด้ ขี น้ึ ความไม่มนั่ คงในการทางานในปจั จบุ ันอาจเกิดขึ้นได้กับประชาชนไม่ว่าระดับใดก็ตาม การท่ีแรงงาน มีงานทาจึงยังไม่
อาจเปน็ ตวั ชวี้ ัดได้วา่ แรงงานผ้นู ั้นมีความมนั่ คงในการทางาน เนื่องจากความไม่แนน่ อนในงานหรือรายได้ อาจเกิดข้ึนได้ทุกเมื่อ
ในระบบเศรษฐกิจท่ีเชอ่ื มโยงกับโลกภายนอก แต่การหลีกเล่ียงภาวะผันผวนดังกล่าวข้ึนอยู่กับความสามารถของมนุษย์ในการ
รบั มือกบั ความไมแ่ นน่ อนทจี่ ะเกดิ ข้ึนและต้องได้รับการสนบั สนนุ จากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะภาครัฐท่จี ะเป็นผู้กาหนดนโยบาย
และเง่อื นไขทางเศรษฐกจิ ของประเทศในภาวะเศรษฐกิจยุคโลกาภิวัตน์ (สานักงานโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ ประจา
ประเทศไทย, 2552) การเตรียมความพร้อมในการรับมือกับสภาวะดังกล่าวข้ึนอยู่กับคุณลักษณะเฉพาะของบุคคลนั้นที่
เกี่ยวข้องกับการตระหนักรับรู้ต่อสภาวะแวดล้อมท่ีเปลี่ยนแปลงไปซึ่งจะส่งออกมาเป็นทัศนคติท่ีแสดงออกมาและส่งผลให้มี
การปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงท่ีอาจเกิดข้ึนในอนาคต (เติมศักด์ิ คทวณิช, 2546) เมื่อบุคคลน้ันมีการตระหนักและรับรู้ถึง
สภาพแวดล้อมท่ีมผี ลกระทบและตรงกับความต้องการของตนเอง การปรับเปล่ียนพฤติกรรมในการเตรียมความพร้อมต่อการ
เปล่ียนแปลงท่ีจะเกิดข้ึนในอนาคต และจากผลการศึกษาท่ีเก่ียวข้องกับผลกระทบของโลกาภิวัตน์ท่ีมีต่อตลาดแรงงานไทย โดย
โลกาภิวัตน์จะมีผลกระทบไม่ว่าจะเป็นการจ้างงาน ค่าจ้างของแรงงานไทยมาตรฐานแรงงานไทยและผลกระทบต่อการอพยพของ
แรงงานระหว่างประเทศ โดยการขยายตวั ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยภายใต้กระแสโลกาภิวัตน์ส่งผลให้เกิดการจ้างงานและการ
เคล่ือนย้ายของแรงงานเข้าสู่ภาคการผลิตที่เน้นเพื่อการส่งออกมากข้ึน ทาให้แรงงานกลุ่มน้ีได้รับค่าจ้างที่เพิ่มสูงขึ้น แต่ในทาง
ตรงกันข้ามถ้าโลกาภิวัตน์ส่งผลต่อภาคการผลิต แรงงานท่ีทางานในภาคการผลิตน้ันจะรู้สึกถึงความไม่มั่นคงในการทางาน เช่น
ได้รับค่าจ้างท่ีต่าลง หรือ มีโอกาสที่จะถูกให้ออกจากงานได้ทุกเมื่อ (พิริยะ ผลพิรุฬห์, 2549) และผลกระทบจากการเข้าสู่
ประชาคมอาเซียนได้สะท้อนภาพในอนาคตของกลุ่มคนที่มีแนวโน้มจะถูกเลือกปฏิบัติไม่ได้รับความเคารพในศักด์ิศรีของ
ศักยภาพในหน้าท่ีการงาน ทาให้เกิดความไม่เสมอภาคในการเติบโตทางสายงานอาชีพ เกิดความเหลื่อมล้าในรายได้และ
สถานภาพทางสังคม ในการวจิ ยั พบวา่ คนวัยทางานมีโอกาสสูงมากท่ีจะเป็นผู้ด้อยโอกาสในสังคม เนื่องจากจะมีความเหลื่อม
ลา้ ในการเล่ือนขั้น/เลอ่ื นเงินเดือน นายจ้างมีโอกาสในการเลอื กปฏิบัติมากข้ึน ท้ังน้ี จากการสารวจข้อมูลความคิดเห็นสะท้อน
ภาพวา่ แรงงานทกั ษะหรอื แรงงานไรฝ้ มี อื (ตา่ งชาตผิ ิดกฎหมาย) ทีไ่ มไ่ ดอ้ ยู่ในข้อตกลงการเคลื่อนย้ายเสรี แต่มีการปฏิบัติผ่าน
MOU จะฉวยโอกาสแทรกซึมเข้ามามากยงิ่ ข้นึ กลมุ่ แรงงานเหล่าน้ีอาจเข้ามาแยง่ งานทงั้ ตลาดบนและตลาดล่าง (ศิรินันท์ กิตติ
สุขสถิต และ กมลชนก ขาสุวรรณ, 2553) จากข้อมูลข้างต้นจึงเป็นความท้าทายในการเตรียมความพร้อมของแรงงานท่ีจะ
รับมือต่อสถานการณ์ในอนาคตท่ีจะเกิดข้ึนและพัฒนาสมรรถนะให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงานภายใต้การ
รวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนตามที่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 (พ.ศ. 2555 – พ.ศ. 2559) ประกอบ
กบั นโยบายการบริหารราชการแผ่นดนิ ของรฐั บาลชดุ ปัจจบุ ันภายใต้การนาของพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ที่
ได้วางยทุ ธศาสตร์ในการสร้างคนและสงั คมคุณภาพ พัฒนาคณุ ภาพคนไทยในทกุ ช่วงวยั ได้วางทิศทางในการพฒั นาผู้ที่อยู่ในวยั
แรงงาน โดยยกระดับผลิตภาพแรงงานและทักษะให้สอดคล้องกับตลาดแรงงาน รวมทั้งเสริมสร้างทักษะการสื่อสาร
ภาษาอังกฤษและภาษาอ่ืนๆ ท่ีจาเป็น พัฒนาแรงงานของภาคอุตสาหกรรมเพ่ือรองรับการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน (สานัก
เลขาธิการคณะรัฐมนตรี, 2557)
ดงั นนั้ ผู้ศึกษาจึงมีความสนใจในทัศนะของแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตโดยเลือกแรงงานอุตสาหกรรมผลิต
เครอื่ งใช้ไฟฟ้าในตาแหนง่ งานระดับผชู้ ว่ ยผ้คู วบคมุ งานในสายงานการผลิต (Line Leader) ซ่ึงเป็นอุตสาหกรรมที่เป็นฐานราย
ได้ของประเทศและใช้ทุนของต่างชาติเป็นกลุ่มตัวอย่างโดยศึกษาว่าหากมีการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนซึ่งจะเกิดขึ้นใน
อนาคตแรงงานกลุ่มนี้มีการการรับรู้และตระหนักเกี่ยวกับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนหรือไม่ จะมีทัศนะเก่ียวกับความ
มั่นคงในการทางาน โอกาสความก้าวหน้าในอาชีพ รายได้ และสวสั ดกิ ารต่างๆ ภายใตป้ ระชาคมอาเซยี นมากนอ้ ยเพียงใด และ
- 387 -
รายงานสบื เนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปีที่ 61
ต้องมีการเตรียมพร้อมในการพัฒนาศักยภาพในด้านใดบ้าง เพ่ือเป็นข้อมูลในการเตรียมความพร้อมในด้านอื่นๆ ต่อไปใน
อนาคต
เครื่องมอื และวธิ กี ารศึกษา
การศึกษาเรื่อง “ทศั นะของแรงงานอตุ สาหกรรมการผลิตตอ่ ความม่ันคงในการทางานภายใตป้ ระชาคมอาเซียน”เป็น
การศกึ ษาวิจัยเชงิ ปริมาณโดยเลอื กแรงงานในอตุ สาหกรรมการผลิตเครื่องใช้ไฟฟา้ ซ่งึ เปน็ แรงงานที่อยู่ในสถานประกอบการทใี่ ช้
ทนุ ของต่างชาติท่ีเข้ามาลงทุนในประเทศไทยโดยเป็นฐานการผลิตสินค้าเพ่ือการส่งออกและมีการจ้างงานแรงงานจานวนมากเป็น
กลุ่มตัวอย่างของแรงงานอุตสาหกรรมการผลิต โดยผู้ศึกษาได้ตั้งสมมติฐานว่าหากมีการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนแรงงาน
อตุ สาหกรรมการผลติ ในสถานประกอบการของทุนต่างชาติอาจมคี วามสุ่มเสยี่ งทจ่ี ะไมม่ ีความม่นั คงในการทางาน เน่ืองจากการ
เคลอ่ื นย้ายทนุ แรงงาน ที่มีการเปิดเสรีมากข้ึน โดยวิธีการศึกษาในหัวข้อดังกล่าวได้ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บ
รวบรวมข้อมลู และใชว้ ิธกี ารสุ่มตวั อยา่ งแบบตามสะดวกจากแรงงานภาคอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้าในตาแหน่งระดับ
ผู้ช่วยผู้ควบคุมงานในสายงานการผลิต (Line Leader) จากสถานประกอบการในเขตจังหวัดปทุมธานี จานวน 100 คน เป็นกลุ่ม
ตัวอย่าง ซ่ึงแบบสอบถามประกอบด้วยคาถามปลายปิด และคาถามปลายเปิดในการศึกษาข้อมูลระดับการรับรู้เก่ียวกับการ
รวมตัวเปน็ ประชาคมอาเซยี น ทศั นะตอ่ ความมั่นคงในการทางานภายใตป้ ระชาคมอาเซียน และทศั นะเก่ียวกับการเตรียมความ
พร้อมในการเขา้ ส่ปู ระชาคมอาเซยี น และนาข้อมูลที่ได้จากการรวบรวมนามาวิเคราะห์โดยใช้โปรแกรมสาเร็จรูปทางสถิติเพ่ือ
วจิ ัยทางสังคมศาสตร์ (SPSS) และนาผลการวิจยั ทไี่ ดม้ าวิเคราะหใ์ นเชงิ พรรณนา
ผลการศกึ ษา
การศึกษาเก่ียวกบั การรบั รเู้ กีย่ วกบั ประชาคมอาเซยี นของแรงงานอตุ สาหกรรมการผลติ ทศั นะเกี่ยวกบั ความม่ันคงใน
การทางานภายใตป้ ระชาคมอาเซยี น และทัศนะการเตรยี มความพร้อมในการเขา้ สู่ประชาคมอาเซียน ผลการศกึ ษาปรากฏดังนี้
1. การรับรู้เก่ียวกับการรวมตวั เป็นประชาคมอาเซยี น
(ขอ้ มลู ) การรับรู้เกี่ยวกบั การรวมตวั เป็นประชาคมอาเซยี น
100
80
60
40
20 ตอบผดิ
0 ตอบถูก
ข้อมลู การรับรู้เกยี่ วกับการรวมตวั เปน็ ประชาคมอาเซียนเปน็ คาถามเกี่ยวกับความรู้และความเข้าใจในการรวมตัวเป็น
ประชาคมอาเซยี นเพอ่ื วดั ระดบั การรบั ร้ขู องแรงงานภาคอุตสาหกรรมการผลิตเกี่ยวกับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ผล
- 388 -
รายงานสบื เนื่องการสมั มนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ปรากฏว่า กลุ่มตวั อยา่ งมีการรับรู้เก่ียวกับข้อมูลพื้นฐานเก่ียวกับประชาคมอาเซียนอยู่ในระดับปานกลาง เช่น ปีท่ีมีการจัดตั้ง
ประชาคมอาเซียน สาขาวิชาชีพที่สามารถเคลื่อนย้ายได้อย่างเสรี เสาหลักของประชาคมอาเซียน เป็นต้น ส่วนการรับรู้
เก่ียวกับสถานการณ์ด้านแรงงาน เช่น ผลกระทบ สถานการณ์ด้านแรงงานในอาเซียน กลุ่มตัวอย่างมีการรับรู้ข้อมูลดังกล่าว
ค่อนข้างนอ้ ย
สาหรับข้อคิดเห็นเกี่ยวกับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนว่าเป็นการสร้างวิกฤตหรือโอกาสให้กับแรงงานใน
อุตสาหกรรมเครื่องใช้ไฟฟ้า และจะมีการเตรียมความพร้อมต่อวิกฤตหรือโอกาสนั้นอย่างไรบ้าง ซ่ึงจากการประมวลความ
คดิ เห็นของแรงงานอุตสาหกรรมการผลิต ปรากฏว่า
ข้อคิดเห็นเก่ยี วกบั การรวมตัวเปน็ ประชาคมอาเซยี น
ไมท่ ราบ วกิ ฤต
48% 28%
โอกาส
24%
กลุ่มตัวอย่างส่วนใหญ่ไม่ทราบว่าการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนเป็นการสร้างวิกฤตหรือโอกาส กลุ่มที่คิดว่าการ
รวมตวั เปน็ ประชาคมอาเซยี นเป็นการสรา้ งวิกฤต ส่วนใหญ่แสดงเหตุผลที่คลาดเคล่ือนจากข้อเท็จจริงโดยเป็นการแสดงความ
วติ กกงั วลว่าจะเกดิ การหลงั่ ไหลของแรงงานจากประเทศอน่ื ๆ ในอาเซียนเข้ามาแทนท่ีแรงงานไทยส่วนกลุ่มที่คิดว่าการรวมตัว
เปน็ ประชาคมอาเซยี นเปน็ การสร้างโอกาส ส่วนใหญ่กลุม่ ตวั อย่างแสดงเหตุผลท่ถี ูกตอ้ ง เชน่ การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน
จะเปน็ โอกาสใหแ้ รงงานไทยมีโอกาสพัฒนาทักษะฝมี อื มีโอกาสทางานในประเทศอ่นื ๆ ในอาเซยี น เป็นต้น
2. ข้อมูลทัศนะของแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตต่อความม่ันคงในการทางานเมื่อมีการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่ง
แบง่ ออกเปน็ 4 ดา้ น ผลการศกึ ษามีดังน้ี
- 389 -
รายงานสบื เนอื่ งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ทศั นะตอ่ ความมน่ั คงในงาน
การรวมตัวจะทาให้ แรงงานจากอาเซียน นายจา้ งมโี อกาสเลอื ก
แรงงานอุตสาหกรรม จะเขา้ มาแทนที่ แรงงานมากขึ้น
การผลติ ไม่มีความ แรงงานไทยมากขน้ึ 24%
16%
ม่นั คงในงาน
18% การยา้ ยสถาน ปญั หาการทางาน
ประกอบการไปยัง ภายใต้ความ
ประเทศสมาชิก หลากหลายทาง
วฒั นธรรม
อาเซยี นอน่ื ๆ 22%
20%
ด้านท่ี 1 ทศั นะต่อความมนั่ คงในงาน กลมุ่ ตวั อย่างมีความกังวลเก่ียวกับการเคลอ่ื นยา้ ยของแรงงานในอาเซียนจะสร้าง
โอกาสให้กับนายจ้างในการเลือกแรงงานมฝี มี ือให้กบั องคก์ รมากขึ้นมากท่ีสุด (ร้อยละ 24) อกี ท้งั ยังมีความกังวลว่าการทางาน
ภายใตค้ วามหลากหลายทางเช้ือชาติ วฒั นธรรม และภาษาของแรงงานอาจเป็นอปุ สรรคในการทางาน (ร้อยละ 22) และสถาน
ประกอบการอาจย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศสมาชิกอาเซยี นอน่ื ๆ (รอ้ ยละ 20)
ประชาคมอาเซยี นอาจมีผล ทัศนะต่อความมน่ั คงด้านรายได้
ใหม้ ีการปรับระดบั ค่าจา้ ง
ใหอ้ ยูใ่ นระดบั เดยี วกับ แรงงานควรมีการพฒั นา
ประเทศอน่ื ในอาเซยี น ศกั ยภาพตนเอง
31%
21%
ประชาคมอาเซียนจะส่งผล ประชาคมอาเซยี นจะทาให้
ใหแ้ รงงานไดร้ ับค่าจ้าง แรงงานมคี ณุ ภาพชวี ิตดขี นึ้
เพิ่มขนึ้
24% 24%
ดา้ นที่ 2 ทัศนะต่อความม่ันคงในรายได้ กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นว่าการพัฒนาศักยภาพของตนเองเกี่ยวกับความ
เช่ยี วชาญด้านเทคโนโลยีและทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศมีความสาคัญกับความมั่นคงในรายได้ (ร้อยละ 31) และคาดหวัง
- 390 -
รายงานสบื เนือ่ งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ่ี 61
ว่าการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนจะส่งผลให้แรงงานมีฝีมือได้รับค่าจ้างเพ่ิมมากข้ึนกว่าในปัจจุบัน (ร้อยละ 24) รวมทั้ง
คาดหวังวา่ จะมีการปรับระดบั ค่าจา้ งใหอ้ ยใู่ นระดับเดยี วกันกบั ประเทศสมาชิกอน่ื ๆ ในอาเซยี น (ร้อยละ 24)
ทศั นะต่อความมน่ั คงดา้ นสวสั ดิการแรงงาน
แรงงานอุตสาหกรรมการ การจดั สวสั ดกิ ารของสถาน
ผลิตเครอ่ื งใชไ้ ฟฟ้าจะไดร้ ับ ประกอบการใหเ้ ป็นไปตาม
สวสั ดกิ ารเพม่ิ ขึน้ เมอื่ มกี าร
มาตรฐานสากล 21%
รวมตวั เป็นประชาคม
อาเซยี น 19%
ภาครัฐตอ้ งแบกรบั คา่ ใชจ้ ่าย การขยายความคมุ้ ครองของ
มากขนึ้ ในการจดั สวสั ดิการ สวสั ดกิ ารใหค้ รอบคลมุ ตอ่
ใหแ้ รงงานขา้ มชาติ 20% ความตอ้ งการของแรงงาน
การเคล่ือนยา้ ยแรงงานมีผล 20%
ต่อการจัดสวัสดกิ ารให้มี
ความหลากหลายมากขนึ้
20%
ด้านที่ 3 ทัศนะต่อความมั่นคงในสวัสดิการแรงงาน กลุ่มตัวอย่างคาดหวังว่าการจัดสวัสดิการแรงงานภายใต้การ
รวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนให้เป็นไปตามมาตรฐานสากลมากข้ึน (ร้อยละ 21) และคาดหวังว่าจะมีการขยายความคุ้มครองของ
สวัสดิการให้ครอบคลมุ ต่อความต้องการของแรงงาน (ร้อยละ 20) และมีความเห็นว่าการเคล่ือนย้ายของแรงงานจะส่งผลต่อการ
จัดสวัสดิการในสถานประกอบการที่มีความหลากหลายมากข้นึ (ร้อยละ 20)
ทศั นะต่อโอกาสความกา้ วหนา้
สถานประกอบการมีการ ประชาคมอาเซยี นจะ
ส่งเสรมิ ให้พัฒนาความรู้ สรา้ งโอกาสความกา้ ว
ความเชยี่ วชาญในงาน หนา้ ในตาแหนง่ งาน
48% 52%
- 391 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสัมมนาวิชาการเนือ่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ด้านท่ี 4 ทัศนะต่อโอกาสความก้าวหน้า กลุ่มตัวอย่างมีความคิดเห็นว่าประชาคมอาเซียนจะสร้างโอกาสความ
ก้าวหน้าในตาแหน่งงานของแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตเครื่องใช้ไฟฟ้ามากท่ีสุด (ร้อยละ 52) และมีความเห็นว่าสถาน
ประกอบการควรมีการส่งเสริมให้พัฒนาความรู้ความเช่ียวชาญในงานเพ่ือเตรียมความพร้อมในการปรับสถานะการทางานของตน
ให้อยูใ่ นระดบั ทสี่ งู ขน้ึ (ร้อยละ 48)
3. ขอ้ มลู ทศั นะการเตรยี มความพรอ้ มในการเขา้ สูป่ ระชาคมอาเซยี น ซึง่ แบ่งออกเปน็ 2 ดา้ น ผลการศกึ ษาปรากฏดังน้ี
ทศั นะเกย่ี วกับสมรรถนะทจ่ี าเปน็ ในการทางานภายใต้ประชาคมอาเซยี น
ปจั จุบันสถานประกอบ ทกั ษะการสอื่ สารด้วย
การมคี วามต้องการแรงงาน ภาษาตา่ งประเทศมีความจาเป็น
ท่มี ีทักษะในการวเิ คราะห์
ในการปฏบิ ัตงิ าน 25%
แก้ไขปญั หา 25%
แรงงานอุตสาหกรรมความมี แรงงานอุตสาหกรรมมคี วาม
ความเชยี่ วชาญในการใช้ พยายามท่จี ะเพมิ่ ทักษะในการ
เครือ่ งจกั รกลอุตสาหกรรม
ปฏิบตั ิงาน 25%
25%
ด้านท่ี 1 ทศั นะเกี่ยวกบั สมรรถนะทจี่ าเป็นในการทางานภายใตป้ ระชาคมอาเซียน กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าในการ
เข้าสู่ประชาคมอาเซียนแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตควรมีการเตรียมความพร้อมในด้าน ทักษะการส่ือสารด้วยภาษา
ตา่ งประเทศ (ร้อยละ 25) ควรเพิม่ ทักษะความรู้ความเชย่ี วชาญในการปฏิบัติงานเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการผลิตเคร่ืองใช้ไฟฟ้า
เพื่อเป็นการสร้างคุณค่าให้กับตนเอง (ร้อยละ 25) และมีความเห็นว่าปัจจุบันสถานประกอบการมีความต้องการแรงงานที่มี
ทักษะในการวิเคราะห์แกไ้ ขปญั หา (ร้อยละ 25) รวมท้ังกลุม่ ตัวอย่างมีความพยายามที่จะเพิ่มทักษะในการปฏิบัติงาน (ร้อยละ
25)
- 392 -
รายงานสบื เน่อื งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ทศั นะเกย่ี วกับพฤติกรรมการปรบั ตัวภายใตป้ ระชาคมอาเซียน
การเตรียมความพร้อมท่ีจะ การปรับตัวในการทางานให้
แข่งขนั กบั แรงงานอน่ื ๆ ใน เข้ากบั มาตรฐานสากล
ประเทศสมาชิกอาเซยี น 22%
17%
การตดิ ตามข้อมูลข่าวสารและ การรบั มอื ตอ่ การเปลยี่ นแปลง
เรียนรูก้ ฎระเบยี บของอาเซยี น ของระบบการทางานใน
อนาคต 21%
19%
การพยายามเรียนรูว้ ัฒนธรรม
ของกลมุ่ ประเทศสมาชกิ
อาเซียนอืน่ ๆ 21%
ด้านท่ี 2 ทัศนะเกี่ยวกับพฤติกรรมการปรับตัวภายใต้ประชาคมอาเซียน กลุ่มตัวอย่างมีความเห็นว่าการปรับตัวใน
การทางานภายใต้ประชาคมอาเซียนควรมีการปรับตัวในการทางานให้เข้ากับมาตรฐานการทางานในอุตสาหกรรมการผลิต
เคร่ืองใช้ไฟฟ้าที่เป็นสากล (ร้อยละ 22) ควรมีการเรียนรู้วัฒนธรรมของกลุ่มประเทศสมาชิกอาเซียนอ่ืนๆ เพ่ือสร้างความ
สามารถในการทางานร่วมกบั ผู้อื่นภายใต้วัฒนธรรมที่หลากหลาย (ร้อยละ 21) และควรมีการเตรียมความพร้อมในการรับมือ
ตอ่ การเปล่ียนแปลงของระบบงานในอนาคต (รอ้ ยละ 21)
การอภิปรายผลการศึกษา
จากผลการศึกษาเร่ือง “ทัศนะของแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตต่อความมั่นคงในการทางานภายใต้ประชาคม
อาเซียน” ในประเดน็ ทัศนะเกี่ยวกับความม่ันคงในการทางานภายใต้ประชาคมอาเซียน และทัศนะการเตรียมความพร้อมในการ
เขา้ สูป่ ระชาคมอาเซียน พบว่า
1. การรับรู้เก่ียวกับประชาคมอาเซียน จากการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอย่างแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตมีการรับรู้
ข้อมูลท่ัวไปเกี่ยวกับการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนอยู่ในระดับปานกลาง ซ่ึงสะท้อนให้เห็นว่าการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์
ข้อมูลเกี่ยวกับประชาคมอาเซียนยังไม่สามารถกระตุ้นให้แรงงานอุตสาหกรรมการผลิตมีการต่ืนตัวและตระหนักท่ีจะเตรียม
ความพรอ้ มในการรบั มือกับสถานการณ์ทก่ี าลงั จะเกดิ ขึ้นในปจั จบุ ัน และเม่อื วัดระดบั การรบั ร้เู กย่ี วกับสถานการณ์ด้านแรงงาน
ในอาเซียนพบว่า กลุ่มแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตมีระดับการรับรู้ข้อมูลดังกล่าวในระดับค่อนข้างน้อย สะท้อนให้เห็นว่า
กลมุ่ ตัวอยา่ งแรงงานอตุ สาหกรรมการผลติ ขาดความรอบรู้ในสถานการณ์ด้านแรงงานที่เก่ียวข้อง อีกทั้ง แรงงานอุตสาหกรรม
การผลิตยงั มคี วามเขา้ ใจในสถานการณ์การเคลื่อนย้ายแรงงานท่ีจะเกิดข้ึนจากการรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนคลาดเคล่ือน
ไปจากข้อเท็จจริง โดยมีความกังวลว่าแรงงานจากประเทศสมาชิกอื่นๆ ในอาเซียนจะหลั่งไหลเข้ามาแทนท่ีแรงงานไทยและ
แรงงานไทยจะตกงานซึ่งไม่ตรงกับข้อเท็จจริง เน่ืองจากการเคลื่อนย้ายของแรงงานเกิดข้ึนมาโดยตลอดในยุคโลกาภิวัตน์ ซึ่ง
แรงงานย่อมเคลอื่ นยา้ ยไปตามทุนทมี่ ีการเคล่อื นยา้ ยตลอดเวลา
- 393 -
รายงานสืบเนื่องการสัมมนาวิชาการเน่ืองในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะหศ์ าสตร์ มธ. ปที ี่ 61
2. ทศั นะเกย่ี วกับความมัน่ คงในการทางานภายใตป้ ระชาคมอาเซยี น ประกอบด้วย 4 ดา้ น ดงั นี้
2.1 ด้านความมั่นคงในงาน จากผลการศึกษาพบว่า แรงงานอุตสาหกรรมการผลิตมีความกังวลเก่ียวกับการ
เคล่ือนย้ายเข้ามาของแรงงานในอาเซียนซึ่งจะเป็นการสร้างโอกาสให้กับนายจ้างในการเลือกแรงงานฝีมือให้กับองค์กรข้ึน และ
การทางานภายใตค้ วามหลากหลายทางเชื้อชาติ วัฒนธรรม และภาษาของแรงงานอาจเป็นอุปสรรคในการทางานสะท้อนให้เห็นว่า
แรงงานอตุ สาหกรรมการผลติ ขาดข้อมูลความรูเ้ กีย่ วกบั การรวมตวั เปน็ ประชาคมอาเซียนจงึ ทาให้มีความคดิ เห็นที่คลาดเคลื่อน
จากข้อเท็จจริง เนื่องจากข้อมูลข่าวสารที่เผยแพร่ในปัจจุบันส่วนใหญ่แสดงข้อมูลว่าจะมีการหลั่งไหลของเข้ามาแรงงานจาก
ประเทศอ่นื ๆ เข้ามาแทนท่ีแรงงานไทยซึ่งสอดคล้องกับทฤษฎีเก่ียวกับการรับรู้ของมนุษย์และแนวคิดเกี่ยวกับทัศนคติ ซ่ึงการ
รวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนถอื เปน็ สิ่งเร้าที่กระตุ้นความสนใจในการรับรู้ของแรงงาน ทั้งนี้ การรับรู้ของแรงงานเกี่ยวกับการ
รวมตวั เปน็ ประชาคมอาเซยี นจะมีมากน้อยเพยี งใดย่อมตอ้ งขึ้นอยกู่ ับคุณลกั ษณะเฉพาะของแรงงานนน้ั ๆ รวมทงั้ ข้อมลู เกีย่ วกับ
การรวมตัวในประชาคมอาเซียนท่ีมีการเผยแพร่ในปัจจุบันบางข้อมูลอาจมีการสื่อสารท่ีสร้างความเข้าใจท่ีคลาดเคล่ือนและ
ส่งผลใหแ้ รงงานทเ่ี ลือกรับรู้ข้อมลู ดังกล่าวมีการรบั รูไ้ ปในทศิ ทางที่ไมถ่ กู ต้อง
2.2 ด้านความมั่นคงในรายได้ จากการศึกษาพบว่า แรงงานอุตสาหกรรมการผลิตให้ความสาคัญกับการพัฒนา
ศักยภาพเก่ียวกับความเช่ียวชาญด้านเทคโนโลยีและทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศมากท่ีสุด และมีความเห็นว่าการรวมตัว
เป็นประชาคมอาเซยี นจะทาให้แรงงานมีคุณภาพชีวิตดีข้ึน เน่ืองจากแรงงานในภาคอุตสาหกรรมการผลิตจาเป็นต้องมีความรู้
เก่ียวกับการใช้เทคโนโลยีท่ีเกี่ยวข้องกับกระบวนการผลิตสินค้า แรงงานท่ีมีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีและ
ภาษาต่างประเทศ เช่น ภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น เป็นต้น จะสามารถสร้างมูลค่าให้กับตนเอง ทาให้ได้รับค่าแรงงานมากข้ึน
สร้างโอกาสความก้าวหน้าในตาแหน่งงานได้ และนาไปสู่การมีคุณภาพชีวิตท่ีดีข้ึน ซ่ึงสอดคล้องกับแนวคิดความมั่นคงในการ
ทางานที่อธิบายว่าความม่ันคงในการทางานเป็นความรู้สึกของบุคคลที่ต้องการการมีงานทา มีรายได้ที่แน่นอน และมี
หลักประกันในการทางาน และทฤษฎีลาดับความต้องการของมาสโลว์ท่ีอธิบายว่ามนุษย์มีความต้องการในการทางาน ได้แก่
ตาแหน่ง ระดับเงินเดือนท่ีสูงข้ึน มีความต้องการความสมหวังในชีวิต ความเจริญก้าวหน้า การพัฒนาทักษะความสามารถใน
การไดร้ บั ตาแหน่งที่สูงขนึ้ และประสบความสาเรจ็ ในชวี ติ
2.3 ด้านความมั่นคงในสวัสดิการแรงงาน จากการศึกษาพบว่า แรงงานอุตสาหกรรมการผลิตคาดหวังว่าเม่ือมี
การรวมตวั เปน็ ประชาคมอาเซยี นสถานประกอบการจะมีการจดั สวสั ดิการแรงงานภายใต้การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนให้
เปน็ ไปตามมาตรฐานสากลมากขน้ึ และสวัสดิการแรงงานภายใต้ประชาคมอาเซียนจะมีการขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุม
ต่อความต้องการของแรงงานในทุกด้าน สะท้อนให้เห็นว่า นอกจากแรงงานจะมีความต้องการค่าแรงในจานวนที่สูงขึ้นแล้ว ใน
ขณะเดียวกันก็ยังมีความคาดหวังที่จะได้รับสวัสดิการท่ีเป็นมาตรฐานและครอบคลุมต่อความต้องการในทุกด้าน จึงถือได้ว่า
สวสั ดกิ ารแรงงานเป็นปัจจยั สาคญั ในการดาเนนิ ชวี ิต สอดคลอ้ งกบั แนวคิดความม่ันคงในการทางานซึ่งอธิบายถึงองค์ประกอบ
ของความมั่นคงในการทางาน ได้แก่ ความมั่นคงในตาแหน่งงาน และความมั่นคงในเงินเดือนและประโยชน์เกื้อกูลอื่นๆ ที่
เพียงพอแก่การดารงชีพ
2.4 ด้านโอกาสความก้าวหน้า จากการศึกษาพบว่า แรงงานอุตสาหกรรมการผลิตเห็นว่าประชาคมอาเซียนจะ
สรา้ งโอกาสความกา้ วหนา้ ในตาแหน่งงาน ประกอบกับคาถามปลายเปิดท่ีให้แรงงานอุตสาหกรรมการผลิตแสดงความคิดเห็น
กลุ่มที่มคี วามคิดเหน็ ว่าการรวมตัวเปน็ ประชาคมอาเซียนเป็นการสร้างโอกาสให้กับแรงงานโดยให้เหตุผลว่า แรงงานไทยจะมี
โอกาสทางเลือกในการทางานเพ่ิมมากขึ้น และเป็นโอกาสในการเพิ่มทักษะฝีมือแรงงานเพื่อเตรียมรับมือกับแรงงานอาเซียน
และการรวมตัวเปน็ ประชาคมอาเซียนจะทาให้เกดิ การขยายตวั ของโรงงานอุตสาหกรรมและทาใหม้ กี ารจา้ งงานมากข้นึ
3. ทศั นะการเตรยี มความพรอ้ มในการเข้าสู่ประชาคมอาเซียน แบง่ ออกเปน็ 2 ด้าน ได้แก่
3.1 ด้านสมรรถนะที่จาเป็นในการทางานภายใต้ประชาคมอาเซียน จากการศึกษาพบว่า แรงงานอุตสาหกรรมการ
ผลติ เห็นว่าทกั ษะการสือ่ สารด้วยภาษาตา่ งประเทศมคี วามจาเปน็ ในการปฏบิ ตั งิ าน และ แรงงานอุตสาหกรรมการผลิตมีความ
พยายามท่จี ะเพมิ่ ทกั ษะ ความรูค้ วามเช่ยี วชาญในการปฏิบตั งิ านเพื่อสร้างคุณค่าให้กับตนเอง สะท้อนให้เห็นว่าการปฏิบัติงาน
- 394 -
รายงานสืบเนอ่ื งการสมั มนาวิชาการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
ของแรงงานอุตสาหกรรมการผลติ จาเป็นตอ้ งใช้ทักษะการส่อื สารด้วยภาษาตา่ งประเทศ เน่ืองจากสถานประกอบการส่วนใหญ่
เป็น กา รลง ทุน ต่าง ชา ติที่เ ข้า มาใ ช้ป ระเ ทศ ไ ทย เป็ นฐา นก าร ผลิต สิน ค้ าแ รง งาน ท่ีมี ควา มรู้ พ้ืนฐ าน ในก าร สื่อส าร ด้ว ย
ภาษาต่างประเทศย่อมมคี วามได้เปรียบ อีกท้ัง ความรู้ความเชี่ยวชาญในงานที่ปฏิบัติก็มีความสาคัญเช่นเดียวกัน ดังน้ัน เม่ือมี
การเข้าสู่ประชาคมอาเซียนแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตจึงควรมีการเตรยี มความพร้อมในทักษะภาษาและความเชี่ยวชาญใน
งานซึ่งสอดคล้องกับการพัฒนาประชากรในทุกช่วงวัยตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับท่ี 11 (พ.ศ. 2555 -
2558) ทีเ่ นน้ ใหม้ กี ารเพม่ิ ศักยภาพของประชากรเพิ่มขน้ึ โดยเฉพาะวยั ทางานที่ตอ้ งให้ความสาคัญกับการเพิ่มผลิตภาพแรงงาน
และเนน้ การใชน้ วัตกรรมไปสอู่ ตุ สาหกรรมที่มมี ลู คา่ เพิ่มข้นึ
3.2 ดา้ นพฤติกรรมการปรับตัวภายใต้ประชาคมอาเซยี น จากการศกึ ษาพบว่า แรงงานอุตสาหกรรมการผลิตเน้น
การปรบั ตัวในการทางานใหเ้ ข้ากับมาตรฐานการทางานท่เี ป็นสากล และ การรับมือต่อการเปล่ียนแปลงของระบบ การทางาน
ในอนาคตได้ แสดงใหเ้ ห็นวา่ แรงงานอุตสาหกรรมการผลติ มีการเตรยี มความพร้อมทจ่ี ะปรับตัวในการทางาน เมื่อมีการรวมตัว
เปน็ ประชาคมอาเซียนซง่ึ อาจมีแรงงานจากประเทศอ่ืนๆ ในอาเซียนเคล่ือนย้ายเข้ามาทางานในองค์กรเดียวกัน ซึ่งสอดคล้อง
กบั ผลการศกึ ษาของพริ ิยะ ผลพิรุฬห์ (2549) อธิบายว่าด้วยกระแสโลกาภิวัตน์ที่มีผลให้มีการขยายตัวของเศรษฐกิจและส่งผล
ใหม้ ีเกิดการจา้ งงานและเคล่อื นยา้ ยของแรงงานเข้าส่กู ารผลิตมากขึน้ แรงงานท่ที างานในภาคการผลิตจะรู้สึกถึงความไม่มั่นคง
ในการทางาน เช่น ไดร้ ับค่าจ้างท่ีต่าลงหรือมีโอกาสที่จะถูกให้ออกจากงานได้ทุกเม่ือ และสอดคล้องกับแนวคิดในการปรับตัว
ในการทางานทีอ่ ธิบายถึงพฤติกรรมของมนุษยท์ ่ีตอ้ งการไปสู่เป้าหมายทีต่ นได้ตั้งไว้ก็จะมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง
เพือ่ ให้สอดคล้องกบั สภาพแวดล้อมในปจั จุบันและทีจ่ ะเกดิ ขึ้นในอนาคต
บทสรปุ
ผลการศกึ ษาวจิ ัยหวั ขอ้ เรอ่ื ง “ทศั นะของแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตต่อความม่ันคงในการทางานภายใต้ประชาคม
อาเซียน” แสดงให้เห็นว่า แรงงานกลุ่มตัวอย่างยังขาดความรู้ความเข้าใจเก่ียวกับประชาคมอาเซียน เช่น ข้อมูลเก่ียวกับการ
รวมตัวเป็นประชาคมอาเซียน สถานการณ์ด้านแรงงานของประเทศต่างๆ ในอาเซียน เป็นต้น รวมท้ังทัศนะของแรงงาน
อุตสาหกรรมการผลิตได้สะท้อนความคิดเห็นว่ากลุ่มแรงงานส่วนใหญ่มีความเข้าใจเกี่ยวกับการเคล่ือนย้ายของแรงงานท่ี
คลาดเคลื่อนจากข้อเท็จจริง เน่ืองจากการเคล่ือนย้ายของแรงงานมีการเคลื่อนย้ายมาโดยตลอดตามการเคล่ือนย้ายของทุน
ภายใต้กระแสโลกาภวิ ตั น์ การรวมตวั เปน็ ประชาคมอาเซยี นเป็นชอ่ งทางหนง่ึ ทเ่ี ปน็ โอกาสให้มีการลงทุนแหล่งใหม่ท้ังนักลงทุน
และแรงงานทีจ่ ะสามารถแสวงหาผลประโยชน์จากการรวมตวั เป็นประชาคมอาเซียน
ดังนั้น เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจและเตรียมความพร้อมให้กับแรงงานอุตสาหกรรมการผลิตให้สามารถรับมือกับ
สถานการณ์ที่จะเกิดข้ึนในอนาคต ภาครัฐและภาคเอกชนจึงต้องดาเนินการเพิ่มพูนความรู้ความเข้าใจให้แก่แรงงานเกี่ยวกับ
การรวมตัวเป็นประชาคมอาเซียนใหม้ ากขน้ึ กว่าในปัจจุบัน รวมทั้งข้อมูลความรู้เกี่ยวกับประเทศเพ่ือนบ้านในภูมิภาคอาเซียน
และภูมิภาคอ่ืนๆ ท้ังด้านเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม และส่งเสริมสนับสนุนให้แรงงานมีการพัฒนาตนเองตลอดเวลาท้ัง
ด้านความรู้ ความสามารถ ทักษะ ความเชี่ยวชาญเฉพาะด้าน นวัตกรรมในงานอุตสาหกรรม เทคโนโลยีใหม่ การใช้ภาษา
ต่างประเทศและภาษาของประเทศเพื่อนบ้าน ตลอดจนความรู้ ความเข้าใจในสภาพสังคม วัฒนธรรมของประเทศสมาชิก
ประชาคมอาเซยี น เนื่องจากความมน่ั คงในการทางานเปน็ หลักประกันในการดารงชีวิตของประชาชนซ่ึงเป็นหน้าที่ของรัฐและ
ภาคส่วนท่ีเก่ียวขอ้ งทีจ่ ะต้องดาเนนิ การใหแ้ รงงานสามารถทางานรว่ มกันได้อย่างมีศกั ดิ์ศรี มปี ระสิทธิภาพและมีความม่ันคงใน
การทางานภายใตป้ ระชาคมอาเซียน
- 395 -
รายงานสืบเนอื่ งการสัมมนาวชิ าการเนอ่ื งในโอกาสการสถาปนาคณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีที่ 61
เอกสารอ้างองิ
เติมศกั ดิ์ คทวณชิ . (2546). จติ วิทยาท่วั ไป. กรงุ เทพ: ซีเอ็ดยูเคช่นั
พิรยิ ะ ผลพิรุฬห,์ 2549. แรงงานไทยภายใต้กระแสโลกาภวิ ตั น์. สบื ค้นเมอ่ื วนั ที่ 7 กันยายน 2557 จาก http://rc.nida.ac.th/
บทความ-พิรยิ ะ20new.pdf
สดดุ ี วงศเ์ กยี รติขจร. (10 ธันวาคม 2556). รเู้ ขา รู้เรา รอู้ าเซียน. กรงุ เทพธุรกจิ , น. 2.
สานกั งานคณะกรรมการสง่ เสริมการลงทนุ , 2557. ขา่ วสาหรับส่อื มวลชน. ฉบบั ที่ 95/2557
สานกั งานโครงการพฒั นาคนแหง่ สหประชาชาติ ประจาประเทศไทย, 2557. การพัฒนาคนในบรบิ ทประชาคมอาเซยี น.
รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทยปี 2557
สานักงานโครงการพฒั นาคนแหง่ สหประชาชาติ ประจาประเทศไทย, 2552. ความมน่ั คงของมนษุ ย์ในปัจจบุ ันและอนาคต.
รายงานการพัฒนาคนของประเทศไทยปี 2552
สานกั งานเลขาธกิ ารคณะรฐั มนตร.ี (2557). คาแถลงนโยบายของคณะรฐั มนตรี. สืบค้นเม่อื วันที่ 21 กันยายน 2557. จาก
http://www.cabinet.thaigov.go.th/acrobat/history_61.pdf
ศิรนิ ันท์ กติ ติสขุ สถติ และ กมลชนก ขาสุวรรณ. 2553. ใครคอื ผดู้ อ้ ยโอกาสคนตอ่ ไป? ผลกระทบจากการเข้าสูป่ ระชาคม
อาเซียน. สืบคน้ เมอื่ วนั ท่ี 2 กนั ยายน 2557. จาก http://www.2.ipsr.mahidol.ac.th
- 396 -
รายงานสบื เนอ่ื งการสัมมนาวชิ าการเนื่องในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปที ี่ 61
ความม่ันคงในการประกอบอาชพี อสิ ระของเจนเนอเรชั่นวาย
Occupational Security of Freelance in Generation Y
พิชญา สวสั ด1ี
Pitchaya Sawaddee2
Abstract
The research of freelance employment security in generation Y. This happens from the question
of working style in Thai society. It has changed from people worked with system in the past but nowadays
working style has changed by the economic growth and generational work style differences. The purpose
of this study consist of 3 main issues (1) motivation to choose the professional independent (2)security
situation in self-employment. (3) to solve the problem and the way to build security professionals free
The purpose of this thesis that we would like to study is the motivation to choose freelance from
10 people and 10 occupations. We interview them and collect the information. There are 6 topics
information that we would like to study health, education, work and income, family, supporting
community rights and fairness.
After that, the result shows us about the reason to choose their occupations and the reasons are
motivation from their family, educational institution, friends and etc.
Keywords : Security, Motivation, Generation (Gen Y)
บทคดั ยอ่
การศึกษาวิจัยเร่ืองความมั่นคงในการประกอบอาชีพอิสระของเจนเนอเรช่ันวายเกิดข้ึนจากการต้ังคาถามต่อ
สถานการณ์รูปแบบการทางานที่เปล่ยี นไปของสังคมไทยในปจั จบุ ัน ที่จากอดตี จะเป็นการทางานในระบบ แตป่ ัจจบุ นั ดว้ ยความ
เติบโตทางเศรษฐกิจ การเขา้ มาของกระแสโลกาภวิ ัฒน์ รปู แบบการทางานของคนในแตล่ ะ Generation ทาให้ลักษณะการจ้าง
งาน รปู แบบการทางานจงึ เปลี่ยนแปลงไป วัตถุประสงค์ของการศึกษาครั้งน้ีประกอบด้วย 3 ประเด็นหลักคือ (1) แรงจูงใจใน
การเลือกประกอบอาชีพอิสระ (2) สถานการณ์ความม่ันคงในการประกอบอาชีพอิสระ (3) การแก้ไขปัญหาและแนวทางการ
สรา้ งความมัน่ คงของผู้ประกอบอาชีพอิสระ กรณศี ึกษาครั้งน้ีจงึ เปน็ กลุม่ กรณศี ึกษาทเ่ี น้นกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงอายุ Generation
ปเี กดิ 2523-2543 จากผทู้ ่ปี ระกอบอาชีพอิสระ 10 คน 10 อาชพี เพื่อให้เกดิ ความหลากหลายของขอ้ มลู ศึกษา
วิธีการศึกษาคร้ังน้ี ทาการเก็บขอ้ มลู ด้วยการการสมั ภาษณ์ ประเดน็ สาคญั ของการศึกษาคร้ังนี้ คือ แรงจูงใจของการ
เลอื กประกอบอาชพี และประเดน็ ด้านกรอบความม่นั คงทง้ั 6 ประการ อนั ประกอบดว้ ย (1) ดา้ นสขุ ภาพ (2) ดา้ นการศึกษา (3)
ดา้ นการมีงานทาและรายได้ (4) ด้านครอบครวั (5) ด้านชุมชนและการสนบั สนนุ ทางสังคม (6) ดา้ นสทิ ธแิ ละความเป็นธรรม
สาหรบั การเลอื กประกอบอาชีพอิสระของกลุ่มกรณีศึกษาน้ัน ส่วนใหญ่ทุกคนเริ่มต้นอาชีพมาจากความชอบส่วนตัว
ภายในตนเอง และจากส่ิงเร้าภายนอกที่อยู่รอบตัวทั้งสถาบันครอบครัว สถาบันศึกษา และกลุ่มเพื่อน เป็นต้น ในด้าน
สถานการณ์ความมั่นคง มีสถานการณ์คุณภาพชีวิตที่ดีในทุกๆด้านของกรอบความม่ันคงท้ัง 6 ประการ ซ่ึงสามารถวิเคราะห์
ความม่ันคงท่ีเกิดข้ึน มาจากลักษณะการทางานท่ีเป็นแบบยืดหยุ่นทาให้สามารถออกแบบรูปแบบการทางาน ลักษณะการ
ดาเนินชีวิตให้เกิดความสมดุลของแต่ละคนได้ ด้านแนวทางการสร้างความม่ันคงทาให้เห็นว่าผู้ประกอบอาชีพสามารถสร้าง
1 นกั ศึกษาปรญิ ญาโทหลกั สูตรพัฒนาแรงงานและสวัสดิการมหาบัณฑิต ภาควชิ าสงั คมสงเคราะหศ์ าสตร์ คณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลยั ธรรมศาสตร์
2 Faculty of Social Administration, Thammasat University, Thailand
- 397 -
รายงานสืบเนอื่ งการสมั มนาวชิ าการเนอื่ งในโอกาสการสถาปนาคณะสงั คมสงเคราะห์ศาสตร์ มธ. ปีท่ี 61
ระบบความมน่ั คงในชีวติ ใหแ้ ก่ตนเองได้ เชน่ การทาประกนั ชีวติ ให้ตนเอง การสร้างระบบความปลอดภยั ในการทางานผา่ นการ
ทาสัญญาก่อนการจ้างงาน การให้ความสาคัญกับการศึกษา การหม่ันแสวงหาความรู้ท่ีสอดคล้องกับอาชีพเพ่ือพัฒนาทักษะ
ให้แก่ตนเองตลอดเวลา และมีวินัย มีระบบส่ือสารท่ีดี เพราะงานประเภทนี้แม้จะไม่ได้อยู่ในระบบสานักงาน แต่อาชีพอิสระ
กลับต้องดูแลภารกจิ จัดการเองในทุกตาแหน่งดว้ ยตนเองเช่นกนั
คาสาคัญ : ความม่นั คงในชวี ิต, แรงจูงใจ, เจนเนอเรช่ันวาย
บทนา
ปัจจุบันแรงงานนอกระบบเป็นแรงงานหรือผู้ประกอบอาชีพอิสระส่วนใหญ่ของประเทศไทย ซึ่งมีถึงร้อยละ 64.2
ของแรงงานท้ังหมด แรงงานกล่มุ นี้มคี วามสาคัญตอ่ ระบบเศรษฐกิจเป็นอย่างมากสามารถสร้างรายได้ให้ประเทศไม่น้อยกว่าปี
ละ 2 ลา้ นลา้ นบาท หรือประมาณร้อยละ 43 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมของประเทศ (สานักงานสถิติแห่งชาติ, 2556) ในขณะท่ี
นโยบายทางเศรษฐกิจประเทศไทยท่ีเน้นการแข่งขันเสรีทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง ทาให้ผู้ประกอบการพยายามลดต้นทุนใน
การผลิต เพ่ือรักษาศกั ยภาพในการแขง่ ขนั ท้งั ในระดบั ประเทศ และระดบั โลกได้
หน่ึงแนวทางท่ีผู้ประกอบการใช้ในการลดต้นทุนคือ การปลดพนักงานประจา และหันมาใช้แรงงานนอกระบบ
(Outsource) หรือผูป้ ระกอบอาชีพอิสระมากยง่ิ ข้นึ เพราะนอกจากไมต่ ้องแบกรับภาระดูแลเรื่องสวัสดิการแล้ว ยังมีโอกาสได้
แรงงานท่มี คี วามเชยี่ วชาญเฉพาะทางสาหรับแต่ละโครงการและเพ่ิมความหลากหลายต่อการทางานในบริษัทมากย่ิงขึ้น ที่ไม่
จาเป็นต้องมีการทางานรูปแบบเดิมๆ ผู้ประกอบอาชีพอิสระ (Freelance) จึงเป็นอาชีพที่เริ่มขยายตัวในช่วงหลายปีท่ีผ่านมา
ทาให้เกิดรูปแบบทางเศรษฐกิจแบบใหม่ท่ีเรียกว่า Freelance Economy รูปแบบการทางานท่ีเริ่มแพร่หลายมากขึ้นน้ี เกิด
จากการขยายตัวของอินเตอร์เน็ตในช่วงสองทศวรรษที่ผ่านมา ซ่ึงทาให้การทางานบางรูปแบบไม่ต้องถูกจากัดด้วยพื้นที่และ
เวลาอีกต่อไป การเปลี่ยนแปลงทั้งวิธีการทางาน ท่ีต้องอาศัยข้อมูลและเทคโนโลยีเป็นส่ิงสาคัญมากย่ิงขึ้น รวมถึงการ
เปล่ียนแปลงความสัมพันธใ์ นตวั องค์กรระหว่างนายจ้างและลกู จ้าง
จากลกั ษณะงานที่มีความพิเศษ มีความยืดหยนุ่ สงู โดยบุคคลสามารถเป็นเจ้าของกิจการได้เองท้ังการดาเนินกิจการ
เพยี งลาพงั และการทารว่ มกับครอบครัว มีการลงทนุ ที่คอ่ นขา้ งนอ้ ย การใช้กาลงั กายและความคดิ ที่ค่อนข้างมาก เน้นการพง่ึ พา
ตนเองเป็นหลัก ด้วยลักษณะงานเช่นนี้ส่งผลให้มีผู้เข้าสู่โลกของการทางานอิสระมากข้ึน ปรากฏการณ์น้ีได้ส่งผลต่อ
ตลาดแรงงาน โดยเฉพาะอย่างยิง่ สาหรบั กาลงั แรงงานร่นุ ใหม่หรือกลมุ่ Generation Y ที่มลี ักษณะนิสัยท่ีตอ้ งการความยืดหยุน่
และความสมดลุ ระหวา่ งการทางานกับชวี ิตสว่ นตัวของคน Gen Y
ส่ิงหนงึ่ ท่เี ปน็ ปญั หาหลกั ของการประกอบอาชพี อิสระ Freelance คือ การขาดหลักประกนั ดา้ นรายไดแ้ ละสวัสดกิ าร
รวมถึงความคุ้มครองทางกฎหมายท่ชี ัดเจน สาหรบั ในสหรัฐอเมรกิ าซึ่งเปน็ ประเทศท่ีมกี ารขยายตัวของอาชีพ Freelance เป็น
จานวนมากอยู่ในขณะน้ี ได้มีการจัดตั้งองค์กรที่ไม่แสวงหากาไร Freelance Union ซ่ึงถือกาเนิดข้ึนในปี 2538 เพื่อปกป้อง
สิทธิประโยชน์ของผู้ประกอบอาชีพอิสระ (freelance, 2557) ด้วยจานวนผู้เข้ารวมกลุ่มที่มีจานวนมากทาให้องค์กรมี
ความสามารถในการต่อรอง ทาให้สมาชิกในองค์กรสามารถเข้าถึงสวัสดิการได้เช่นเดียวกับแรงงานในระบบ ท้ังในด้านของ
ประกันชีวิต ประกันสุขภาพ และการวางแผนชีวิตหลังเกษียณ ในส่วนของประเทศไทยแม้ยังไม่มีการรวมตัวเพ่ือการต่อรอง
อย่างเป็นรูปธรรม มีเพียงการรวมตัวอยา่ งหลวมๆบนพืน้ ทอี่ นิ เตอร์เน็ต เพ่ือแชร์ข้อมูลเก่ียวกับนายจ้าง ผู้ประกอบอาชีพอิสระ
Freelance จงึ ต้องประกันความเส่ยี งใหต้ นเอง ด้วยการทาสัญญาอยา่ งรอบคอบ หรือการเรยี กมดั จาจากนายจ้างก่อนล่วงหนา้
จากสภาพการณข์ องเศรษฐกิจระบบหนึ่งของยุคโลกาภิวัตน์ท่ีกาลังเติบโตอย่างรวดเร็วไปทั่วท้ังโลกได้ส่งผลกระทบ
โดยตรงตอ่ แรงงานทกุ สาขาอาชีพ เฉกเชน่ ผปู้ ระกอบอาชีพอิสระ(Freelance) ดงั กลา่ วเช่นกัน ด้วยเหตุน้ีทาให้ผู้ศึกษาสนใจถึง
สาเหตุจูงใจในการเลือกประกอบอาชีพ และสถานการณ์ความมั่นคงในชีวิตของผู้ประกอบอาชีพอิสระ เพื่อทราบถึงสภาพ
ปัญหาผ่านกรอบแนวคิดด้านความมั่นคงท้ัง 6 ด้านคือสุขภาพ การศึกษา รายได้ ครอบครัว ชุมชนและสิทธิความเป็นธรรม
(กระทรวงพัฒนาสงั คมและความม่ันคงของมนุษย์, 2556) ว่ามกี ารจดั การต่อสภาพปญั หา และแนวทางแก้ไขกันอยา่ งไร
- 398 -